มอื ใหม.่ ..หดั ภาวนา
สรบศุ ย์ ร่งุ โรจนส์ ุวรรณ
ขอนอบน้อมนมสั การ
พระผู้มีพระภาคฯ อรหนั ตสัมมาสัมพทุ ธเจา้ พระองคน์ ้นั
พระธรรม
และพระอริยสงฆส์ าวก
เป็นสรณะ
คานา
หนงั สอื “มือใหม.่ ..หดั ภาวนา” เปน็ หนงั สอื ธรรมะฉบับที่ 2 ที่
ผู้เขียนรวบรวมขึน้ จากโพสตบ์ นเฟสบุค๊ ของตัวเอง ในช่วงปีพ.ศ. 2565
สบื เนื่องจากหนังสือเล่มแรก “เฝ้าดตู น...คน้ หาธรรม(ดา)” ท่ีเปน็ ปกณิ กะ
เกี่ยวกบั ความรู้ทางธรรมะทีไ่ ดร้ วบรวมในช่วงต้นของการศึกษาและปฏิบัติ
ธรรมอยา่ งจริงจัง ในปีท่ี 2 น้ี ผเู้ ขยี นพยายามนาเสนอเน้ือหาท่เี ปน็ “แนว
ปฏบิ ตั ิ” ตามความเข้าใจของตนเอง ในฐานะ “นกั ภาวนามือใหม่” เพ่ือเปน็
บันทึกสาหรับตนเองได้ทบทวนและตรวจสอบความเขา้ ใจ เม่ือไดก้ ลับมาอ่าน
ซา้ ในอนาคต รวมถึงแจกเป็นธรรมทานแก่ท่านผู้อ่านที่สนใจการปฏบิ ัติ
ภาวนา หรือต้องการหาหนังสอื อ่านเลน่ ยามวา่ ง เพื่อความบันเทงิ ทางใจ ท่ี
แตกต่างไปจากความบันเทงิ ในทางโลกท่วั ไป
คณุ งามความดจี ากหนงั สอื เล่มนี้ ขอมอบให้ท่านผูอ้ ่าน เพ่อื เปน็
ปจั จัยสง่ เสริมความเจริญก้าวหนา้ ทางธรรมของทุกทา่ น ส่วนข้อผิดพลาดทั้ง
ในด้านเนื้อหาและการพมิ พผ์ ้เู ขียนขอรบั ไว้ดว้ ยความขอบคุณ
สรบศุ ย์
ตลุ าคม 2565
สารบญั
บทนา
0 ปฐมบทของมือใหม่หัดภาวนา
1 สิ่งทค่ี วรรูก้ ่อนเริ่มการภาวนา
2 สร้างบ้านใหจ้ ิตอยู่
3 สมาธิ
4 สมั มาสมาธิ
5 อยกู่ ับปัจจุบัน (ฉบับขยายความ)
6 มมุ มองใหม่เกีย่ วกบั วนั วสิ าขบูชา
7 กเิ ลสเจา้ ปญั ญา
8 สรรพกเิ ลส
9 นพิ พานในชีวิตประจาวนั
10 กิเลสละเอียดในคราบ “ความด”ี
11 วชิ าตัวเบา
12 จติ ปกติ
13 เตรยี มรบั มอื กบั ความสขุ
14 ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดา
15 มชั ฌมิ าปฏปิ ทากับการภาวนา
16 เขา้ พรรษา ทไ่ี ม่ใช่แค่ วันเขา้ พรรษา
17 หวั ใจของความสุข
18 เหตุปัจจยั
19 การพจิ ารณาเกดิ -ดบั
20 “ทุกขใ์ นสขุ ” กบั “ไมท่ ุกขใ์ นทุกข์”
21 ออกรบครั้งใหญ่...คร้ังแรก
22 มรณานุสติ
23 น้าทว่ มแต่ใจไม่ท่วม
24 “การทากจิ ” กบั “การทาจติ ”
25 คาถาโชคดี
26 ความสาเร็จในทศั นะของ อ.เฉลิมชยั โฆษติ พิพฒั น์
27 ปจั ฉิมบทแห่งการภาวนา
บทนา
วันนีอ้ ายคุ รบ 2 ขวบ ของการเปน็ นักภาวนาหน้าใหม่
สองปีผา่ นไป...ไดอ้ ะไรมาบ้าง?
ทีแ่ น่ๆ เลย สง่ิ ทท่ี าไม่ไดค้ อื
บนิ หายตวั มตี าทิพย์ หูทิพย์ รู้ใจคนอืน่ เหน็ ผี เห็นเทวดา
และอ่นื ๆ ทค่ี นมองวา่ เป็นของดีของวเิ ศษของผู้ปฎบิ ัติธรรม
ส่ิงสาคญั ท่เี กิดมีขึน้ กบั ตวั เองมี 2 อยา่ ง
คือ “รู้” และ “สติ”
รู้อะไรบ้าง?
ทกุ ข์ทัง้ ปวงอยกู่ ับเรา เป็นของคู่ความเป็นมนษุ ย์
ตราบใดทีย่ งั เวียนว่ายตายเกดิ ก็จะหนที กุ ขไ์ ปไม่พน้
ทุกข์นัน้ เจา้ เลห่ ์ มาได้ในสารพดั รูปแบบ ไมจ่ ากดั
และรเู้ สมอวา่ มนั ต้องรับมือกับเราอยา่ งไร เพ่ือใหเ้ ราตกหลุมพรางของมนั เรยี กว่า
made-to-order ของใครของมันเลยทีเดยี ว
ธรรมะสอนผมวา่
เราทาใหท้ กุ ขห์ มดไปไมไ่ ด้ มันมาและไปของมันเอง
เหตุของทกุ ขไ์ มไ่ ดเ้ กิดจากตัวทกุ ข์
แตเ่ กดิ จากทเี่ รา “ยึด” ว่าทุกขน์ ้ัน
“เปน็ เรา” “เป็นของเรา”
เราทกุ ข์ (รกั โลภ โกรธ หลง ฯลฯ)
ปรากฏเปน็ ความรสู้ กึ ในกายในใจของเรา
จะเรยี กว่า “โหยหาทกุ ขใ์ หต้ ัวเอง” ก็ไม่ผิดมากนกั
ทางธรรมเรียกวา่ “การยดึ ” หรอื “อุปาทานในขนั ธ์ 5”
เรอื่ งสาคญั ทีค่ วรคดิ เกีย่ วกบั ทุกขค์ อื
เราควรปฏบิ ตั กิ ับมนั อยา่ งไรต่างหาก
เมื่อใดทีร่ ู้สึกวา่ ทกุ ข์แลว้ หมายความวา่
“จติ ของเราไดโ้ ลดแล่นออกไปยึดเกาะและเกบ็ ทกุ ขน์ ัน้ มาเปน็ เจา้ ของแลว้ ”
สงิ่ ทค่ี วรกระทาตอ่ ทุกข์คอื
ใช้ “สต”ิ สร้าง “รู”้ ด้วยการจาแนกวา่
ทุกขน์ ั้น เป็นทุกข์ทางกาย
เป็นความรสู้ ึกทกุ ข์ เปน็ ความทรงจาทีท่ าใหท้ ุกข์
หรอื เปน็ สง่ิ ท่จี ิตเรา “ปรุงแต่ง” จนเปน็ ทุกขข์ ึน้ มา
รวมๆ เรยี กวา่ ใชส้ ติดงึ จติ กลับมาให้รสู้ ภาพปจั จบุ นั ดงั กลา่ ว
ระหวา่ งนี้ กิเลสหรืออุปาทานกจ็ ะพยายามดึงเรากลบั ไปยดึ อกี
ขอใหห้ มัน่ ทา “รู้” ดว้ ยสติบ่อยๆ ดว้ ยการดึงจติ กลบั มา
ทาเรอื่ ยๆ จะเรม่ิ รเู้ ร่ิมเห็นว่า
“ทกุ ขเ์ ดีย๋ วเกิดเดี๋ยวดบั ไม่จรี งั ย่งั ยืน เกิดเองดับเองได้”
การฝกึ สตดิ ว้ ยการรู้กายร้ใู จในปจั จุบนั ขณะนี้
ทาให้เราสามารถลดชว่ งเวลาทเ่ี กลอื กกลว้ั กับทุกขล์ งได้
ท้งั ๆ ทีค่ วามทกุ ข์ยงั ปรากฏหรือมอี ยู่
เพราะเรารแู้ ล้วว่า “มนั มาเด๋ียวมนั ก็ไป
เป็นวฏั จกั ร เราทาอะไรมนั ไมไ่ ด”้
แตก่ ารฝกึ จติ จะชว่ ยให้เราอยู่ “เหนอื ทกุ ข”์
ทม่ี กั จะวนเวียนผ่านไปมา “ได้” นนั่ เอง
การฝึกทาได้หลายรปู แบบ เช่น นั่งสมาธิ เดนิ จงกรม
หรอื เพียงแค่รสู้ ึกตัววา่ ตอนน้ีทาอะไร รู้สึกอย่างไร ก็ได้
นอกจากทุกข์แลว้ “สุข” กเ็ ปน็ ทกุ ขร์ ปู แบบหนึง่
เพราะสขุ ทาให้ใจของเรา “พอง”
ว่า เราดี เราสบาย เราเก่ง เราประสบความสาเรจ็ เรารา่ รวย
ความกระเพอื่ มในทางดีของจิตนี้
ทาใหเ้ รามอี คตกิ บั ทกุ ขอ์ ย่างส้ินเชงิ
ไม่ต้องการมนั โหยหาแตส่ ุข
เมอื่ ใดเกิดทุกข์ มันจะยง่ิ ทุกขม์ ากเปน็ พิเศษ
เหมอื นซื้อ 1 แถมอกี 1 เลยทีเดยี ว
หากคิดดๆี ไม่ว่าสขุ หรือทุกข์ กไ็ มต่ า่ งกัน
เพราะทั้งสขุ และทกุ ขล์ ้วนทาให้จติ ของเราหลง
และปรงุ แตง่ ไปกบั + และ – ของจติ
การมชี วี ิตอยูใ่ นโลกน้ี
เปรยี บเสมอื นกับการนง่ั เรือทม่ี รี รู วั่ มากมาย
อย่กู ลางทะเล
ผหู้ มน่ั ฝึกจติ ให้เขม้ แข็งเตม็ เป่ียมไปด้วย “สต”ิ และ “ร”ู้
(รู้กายรู้ใจในปจั จุบนั ขณะ)
กเ็ หมือนกับผทู้ ี่หมั่นหารรู ัว่ และยารูรวั่ เหลา่ นั้นในเรอื
เพ่ือไม่ใหน้ ้าทะเลซมึ เข้ามา
จนในทีส่ ุด
เรอื สามารถลอยลาอยู่กลางทะเลท่ีเงยี บสงบ (ในยามมีสขุ )
หรอื มคี ลืน่ โหมกระหนา่ (ในยามเป็นทุกข์)
และนาพาเราไปถงึ ฝ่ังได้อย่างปลอดภยั
มนุษยส์ ่วนมาก ได้แตจ่ ้าๆๆ
เพยี งหวงั จะให้เรือของตนไปถงึ ฝ่ังฝนั
แตไ่ มเ่ คยได้ลองกม้ ลงมองท่ที ้องเรอื วา่ มรี ูรวั่
และปล่อยให้น้าทะเล (สขุ ทกุ ข์) รว่ั เขา้ มาในเรือ
เอาแตต่ กใจกบั น้าที่เออ่ ขนึ้ มา
แตไ่ มเ่ คยพจิ ารณาวา่ เหตดุ ังกล่าวเกดิ จากรรู ั่ว
และต้องทาอย่างไรเพอื่ แก้ปัญหาน้นั
จงึ ต้องนัง่ เปียกอยใู่ นเรอื เรื่อยไป
และได้แต่นั่งรอลนุ้ วา่ ก่อนเรือจะจมเราจะไปถึงฝ่ังได้หรือไม่
ทงั้ หมดน้ีคือ สงิ่ ท่ผี มประมวลได้
จากการศึกษาและปฏบิ ตั ิในชว่ ง 2 ปี
รวู้ ่าเรายังต้องเดนิ ทางไปอีกไกล
แตอ่ ย่างนอ้ ยก็รู้วา่ ทางทีเ่ ดินมานนั้
นา่ จะนาพาเราไปสู่เป้าหมายได้จรงิ
โพสต์นเี้ ป็นโพสตแ์ รกเกยี่ วกับธรรมะของปนี ้ี
อยากให้เป็นจุดเริ่มต้นในการนาเสนอทางเลือกในการปฏบิ ตั ิ
สาหรบั นักภาวนามือใหม่ทกุ ท่าน
อยากเชิญชวนทกุ ท่านมาร่วมเดนิ ทางไปด้วยกันนะครบั
0 ปฐมบทของมือใหม่หดั ภาวนา...
ในฐานะของชาวพุทธท่ีมีพระรัตนไตรเปน็ ทพ่ี ่ึง
หรือผทู้ ีน่ บั ถอื ศาสนาอน่ื ที่มพี ระเจา้ เปน็ ท่ีพึง่ สงู สดุ
ลองถามตวั เองดูวา่
เวลาเราคยุ หรืออธิษฐานกบั พระหรอื พระเจา้
เราขออะไรต่อไปนบ้ี ้าง
1 ขอใหร้ า่ รวยทรัพย์สนิ เงนิ ทอง
2 ขอให้มตี าแหนง่ หน้าท่กี ารงานใหญ่โต มีชื่อเสียง
3 ขอให้ประสบความสาเรจ็ ในเร่ือง 1234
4 ขอใหม้ แี ต่ความสขุ ไมม่ ีความทกุ ข์
5 ขอให้ลูกเป็นคนดี พ่อแมส่ ุขภาพแข็งแรง
6 ขอให้พระค้มุ ครอง
7 ขอใหร้ อดพน้ อุปสรรค ภยนั ตรายทั้งปวง
8 ขอใหช้ าติหนา้ ได้ขึ้นสวรรค/์ ไปอย่กู ับพระเจ้า
9 ไม่ได้ขออะไร แคร่ ะลกึ ถงึ พระหรอื พระเจา้ เฉยๆ
หากความดับทุกขค์ อื เป้าหมายของการเกิดเป็นมนษุ ย์
เปรียบกับการขับรถจากกรงุ เทพฯไปเชียงใหม่
และเชียงใหมค่ อื เปา้ หมายชีวิตแลว้ ล่ะก็...
ถา้ คุณตอบข้อ 1-8 ข้อใดข้อหน่งึ
หรอื หลายข้อ หรือทุกขอ้
คุณอาจกาลงั วนเวียนอยใู่ นกรงุ เทพฯ
enjoy กบั การซื้อของตามตลาด หา้ งสรรพสนิ ค้า
หาของกนิ อร่อยๆ เขา้ ฟติ เนส
แล้วปล่อยใหเ้ ชยี งใหมร่ อคุณไปกอ่ น
เพราะกรงุ เทพฯ ยังมีที่ที่ฉันยงั ไมร่ จู้ ักอกี เยอะเลย
ถ้าคุณตอบข้อ 9 ข้อเดียว
คณุ กาลงั เรม่ิ ขบั รถมงุ่ ไปทถ่ี นนพหลโยธนิ
อันเป็นตน้ ทางไปสจู่ ังหวัดเชยี งใหม่แล้ว
(แต่ยังไม่การันตีนะว่าจะไปถงึ รเึ ปลา่ )
การยังแสวงหาหรอื ตอ้ งการความสุขของโลก
(ลาภ ยศ สรรเสรญิ สุข)
หรือหดห่อู ยู่กับความทุกข์
(เสอ่ื มลาภ เสือ่ มยศ นนิ ทา ทุกข์)
แบบซ้าๆ ไปวันๆ จนสิ้นอายขุ ยั เชน่ นี้
เป็นสัญญาณบ่งบอกวา่ ...
“การภาวนา” มคี วามเหมาะสมกบั คุณเปน็ ทส่ี ดุ
เพราะสุขและทกุ ขเ์ ปน็
"ingredient ของการภาวนา"
การภาวนาเป็น “การทวนกระแสโลก”
เป็นการดอ้ ยค่า “สุข” หรอื “ทกุ ข”์ ทกุ ประเภท
เพราะสขุ หรอื ทกุ ขเ์ ปน็ เพยี งทรพั ยข์ องโลกน้ี
ทไ่ี มว่ า่ ใครหน้าไหนกพ็ กตดิ ตวั ไปดว้ ยไมไ่ ด้
ในวนั ท่เี ราต้องเดนิ ทางไปจากโลกนี้
การภาวนาเปน็ เคร่ืองมอื สร้าง “อรยิ ทรพั ย์”
ทีส่ ามารถสะสมเป็น “เสบยี งไปเลยี้ งตวั ”
หลงั จากลมหายใจเฮือกสดุ ท้ายของเราหมดลง
หรือเรียกวา่ เป็นเขม็ ทิศนาทางของเรา
ไปสู่ "จังหวัดเชยี งใหม"่
ตามเส้นทางท่ีลดั สั้นท่สี ดุ
ตราบใดที่เรายังมหี วั จติ หัวใจให้กบั เรอื่ งโลกๆ
“การภาวนา” ก็เปน็ เพียงไสต้ ่ิง ทไ่ี มส่ าคญั อันใด
แตห่ ากเราเบอ่ื และเขด็ หลาบกับความเป็นโลกๆ
เหน็ วา่ การดาเนนิ แบบโลกน้นั “ไม่ใช”่ เข้าวนั ใด
“การภาวนา” ก็จะกลับกลายเป็นหวั ใจ
ท่สี บู ฉีด หลอ่ เลย้ี งและนาพาชีวติ ใหอ้ ย่เู หนือโลก
เป็นตาดวงทส่ี าม ทเ่ี ปิดรบั “ความจรงิ ” ของโลก
ท่เี ราไมเ่ คยไดเ้ ห็นผ่านสองตามากอ่ น
และไดเ้ ขา้ ถงึ จิตใจของความเปน็ พทุ ธะ
ดงั ท่ีพระสมั มาสมั พุทธเจ้าได้เคยตรัสไวว้ า่
“ผใู้ ดเห็นธรรม ผู้นน้ั เหน็ เรา”
ต้องขอบคณุ โควดิ ท่ที าใหพ้ วกเราได้อยู่กบั บา้ น
อยู่กับตวั เองมากขึ้น
ไดท้ บทวนสง่ิ ต่างๆ
ทบทวนชีวิตที่ผ่านมา และที่จะมาถงึ
ก่อนตอบตวั เองตอ่ ไปว่า
“พร้อมจะไปเชียงใหมก่ ัน รยึ ัง”
1 สง่ิ ทคี่ วรรู้ก่อนเร่ิมการภาวนา…
ผมขอเรม่ิ ตน้ ด้วยการทาความรู้จักคาวา่ "ภาวนา"
และภาพยอ่ ๆ เก่ยี วกบั "การปฏบิ ตั ภิ าวนา" ดงั น้ี
“ภาวนา” คอื การทาจิตให้เจรญิ ขนึ้
หมายความว่า จติ ของมนุษยป์ ุถชุ นไม่ใช่จติ ท่เี จริญแล้ว
เฉกเช่น จติ ของพระอรยิ บคุ คล
ทมี่ คี วามเจรญิ ของจติ มากข้ึนตามลาดับ
ตั้งแต่ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี
พระอนาคามี จนถงึ พระอรหนั ต์
พระสมั มาสัมพุทธเจา้ ทรงกล่าวว่า
“จิตเดมิ ” น้นั มคี วามเป็น “ประภสั สร”
จิตประภสั สร หมายถึง
จติ ท่มี ีลกั ษณะผอ่ งแผ้ว ปราศจากกเิ ลส
แต่ด้วยความทส่ี ตั ว์โลก มีธรรมชาติยดึ ตดิ
และหลงอย่ใู นวงั วนของอวชิ ชา
ซง่ึ เกดิ จากการที่ ตา หู จมกู ลน้ิ กาย และใจ
ได้ประสบกบั รูป เสยี ง กลนิ่ รส สมั ผัส และความรู้ตา่ งๆ
จนเกิดเปน็ ความรสู้ ึกชอบ ไมช่ อบ เกิดเปน็ ความรู้ ความจา และปรงุ แต่ง
จนทาให้หลงไปกลายเป็นความรัก โลภ โกรธ และหลง วนเวยี นอยู่
ทกุ ครง้ั ท่ีเกดิ ความหลงดงั กลา่ ว
จติ จะทาการสะสมประสบการณน์ น้ั
เกบ็ กิเลสหรอื ความขุ่นมัวของจิตไว้
ค่อยๆ ส่ังสมทีละนอ้ ย ทกุ นาที วัน เดือน ปี
เหมือนคอมพิวเตอร์ทคี่ อย autosave ขอ้ มลู
เก็บเปน็ back up ไวต้ ลอด
ประสบการณค์ วามหลงทถี่ ูกเกบ็ ไวใ้ นจติ เหลา่ น้ี
จะถกู ดึงออกอกี คร้ัง เมอื่ เรามีประสบการณค์ รัง้ ใหมท่ ค่ี ล้ายกัน
กเิ ลสเหลา่ นี้ จะนาพาใหเ้ ราประพฤติปฏิบตั ิ ในรูปแบบเดิมๆ ที่นาไปสทู่ กุ ข์
ทาให้เราวนเวียนอยูก่ ับความทกุ ขห์ ลากหลายรูปแบบ ซ้าแลว้ ซ้าเลา่
บางครัง้ กท็ ุกข์เพิม่ ขึน้ เพราะปรมิ าณของกิเลสในเรอ่ื งน้ันเพม่ิ ขึ้น
ในขณะเดยี วกนั ก็ยง่ิ ทาใหจ้ ิตเศร้าหมองลง
ความผ่องแผว้ ของจิตกล็ ดจางลงเรอื่ ยๆ
เหมอื นท้องฟา้ ที่คอ่ ยๆ ถกู เมฆมาบดบัง
กิเลสทส่ี ัง่ สมในจติ (เรียกวา่ “อนสุ ยั ”) นเ้ี อง
ท่เี ปน็ เหตุแหง่ ทกุ ข์ทีไ่ มจ่ บไมส่ ิน้ ของสรรพสตั ว์
ซงึ่ จะถกู สะสมขา้ มภพขา้ มชาตมิ าดว้ ย
ดังจะสงั เกตไุ ดว้ ่า คนบางคนมจี ติ ใจดี
ความคิดดี ประพฤตดิ ี ต้งั แต่เล็ก
ก็เนื่องจาก จติ น้ันมอี นสุ ยั สะสมมานอ้ ย
จากการไดป้ ฏบิ ตั ภิ าวนาเพ่อื ลดอนสุ ยั ในจติ มาในอดตี ชาติ
ในขณะที่บางคนหยาบคาย คดิ แตแ่ ง่รา้ ย แงล่ บ
ยดึ ตดิ กับสิ่งเศรา้ หมองไดง้ ่าย
กเ็ นือ่ งจากเอาแต่สะสมอนุสัยมาทุกภพทุกชาตนิ ่นั เอง
“การภาวนา” เป็นวิธกี ารเดยี ว
ทจี่ ะลดปรมิ าณของกเิ ลสทีส่ งั่ สมในจิต (อนุสยั ) ดังกลา่ ว
สรา้ งความเขม้ แขง็ และนาพาใหจ้ ติ เรม่ิ กลบั มาผุดผ่อง สว่าง สงบข้นึ
ดังนั้น การทาให้จติ เจรญิ แทท้ จ่ี รงิ แลว้ กค็ อื
การพยายามลดอนสุ ัยทม่ี อี ยูแ่ ล้วในจิต
และไม่สะสมอนุสยั ใหมๆ่ ให้จิตอกี ทางหนึง่
วธิ ปี ฏบิ ตั ทิ พี่ ระสัมมาสัมพุทธเจา้ ทรงตรสั วา่
เป็น “ทางเอก” เพ่อื ลดอนุสัยให้สน้ิ ไปเรยี กว่า
“สตปิ ัฏฐาน” หรือการสร้างฐานใหส้ ติ
เรยี กงา่ ยๆ ว่า คือการหาท่ีใหส้ ตอิ ยนู่ นั่ เอง
ฐานของสติ ท่ที าให้จติ ไมห่ ลงไปนน้ั มี 4 ฐาน ได้แก่
กาย เวทนา จติ และธรรม
เปน็ ความรอู้ ยกู่ บั รปู กาย ความรสู้ กึ ความคิด ความปรุงแตง่ และขอ้ ธรรม
ส่วนการปฏบิ ัตภิ าวนา อาจแบ่งออกเปน็ 2 ประเภท คอื
การปฏบิ ัติในรปู แบบ และการปฏบิ ตั ใิ นชีวิตประจาวนั
ปฏิบตั ิในรปู แบบคอื การตง้ั ใจปฏบิ ตั ิอยา่ งจดจอ่ ในเวลาท่กี าหนด
เชน่ น่ังสมาธิ เดินจงกรม ช่วงเชา้ หลังตื่นนอน หรือเยน็ กอ่ นเขา้ นอน
ปฏิบัติในชวี ิตประจาวนั คือ
การภาวนาร่วมไปกบั กจิ วตั รประจาวันตามปกติ
ท้งั สองสว่ นน้จี ะชว่ ยเสริมกนั และกนั
การภาวนาที่ไดผ้ ลดี คือการสรา้ ง “นสิ ัย” ใหก้ ับกายและใจ
ให้พรอ้ มรับมือกบั กเิ ลสตา่ งๆ ทจ่ี ะเขา้ มากระทบอายตนะ
จนทาให้เราหลงรสู้ กึ นึก คิด จินตนาการไปต่างๆ นานากับมนั
ความคุน้ ชนิ กับการไหลไปของจติ ของเราน้นั
สง่ั สมมายาวนานหลายภพหลายชาติ
เฉพาะในชาตนิ ้กี ็หลายสบิ ปี
การจะ "เปล่ยี น" นสิ ยั ของจติ จึงไมใ่ ชส่ ่ิงทที่ ากันงา่ ยๆ ในเวลาอนั สน้ั
หากแต่ตอ้ งอาศยั การหมั่นฝกึ ฝน ตงั้ ใจ อดทน และทาอย่างตอ่ เนือ่ ง
จงึ จะเห็นผล เห็นการเปลย่ี นแปลงอย่างมีนัยสาคัญ
การเตรียมตวั เพอ่ื การภาวนาไมม่ อี ะไรมาก
ท่ีสาคัญที่สดุ คือ “ใจพรอ้ ม” เท่านนั้
สว่ นแนวทางในการปฏิบตั ิ จะแยกกล่าวเปน็ ตอนยอ่ ยๆ ต่อไป
2 สร้างบ้านให้จิตอย.ู่ ..
หากลองย้อนมองความคิดของตัวเองในแต่ละวนั เราจะพบวา่
จิตของเราวงิ่ ไปกับความคดิ มากมายตลอดทุกวินาที
จติ วง่ิ ไปเห็น ว่ิงไปไดย้ ินเสยี ง วงิ่ ไปดมกลิ่น
รบั รส รับสมั ผสั ทางกาย และนกึ คดิ ทางใจ
ไมห่ ยดุ หยอ่ น
แมแ้ ตเ่ วลาที่เราเรยี กว่า "พักผ่อน"
จิตก็ไมไ่ ดพ้ ักผอ่ นจริงๆ
การดูหนัง ฟังเพลง เล่นโทรศพั ทห์ รอื เกมส์
ลว้ นแต่เปน็ การใช้พลังจิตทง้ั ส้ิน
แม้แต่การหลับและฝนั ก็ไมเ่ ว้น
การวิ่งหรอื ไหลไปตามอายตนะตลอดเวลาเช่นน้ี
เรียกวา่ "การส่งจติ ออกนอก"
ขอ้ เสียของการส่งจติ ออกนอกคอื
ทาใหจ้ ิตรับความทุกขเ์ ขา้ มาเพิ่ม
ยิง่ ถา้ มกี ารไปยดึ ตดิ หรือปรุงแต่งกบั สงิ่ ทจ่ี ิตรับรมู้ ากเท่าใด
ก็ยงิ่ "ทุกข์" มากเพ่มิ ขน้ึ เป็นเงาตามตัว
ในข้นั ต้นของการทาให้จิตของเราเจริญขนึ้
สง่ิ ท่ตี อ้ งคานงึ ถงึ คือ "การลดการสง่ จติ ออนอก"
ปกตจิ ิตมธี รรมชาตเิ ปน็ "ผู้ร"ู้
คอื มีหน้าท่รี บั รูอ้ ะไรตา่ งๆ ไปหมด
ส่ิงท่ีจติ รับรู้เรยี กว่า "อารมณ"์ (object)
โดยปกติธรรมชาตขิ องปถุ ุชนแล้ว
อารมณค์ อื สง่ิ ภายนอก+การปรงุ แต่ง
วิธลี ดการส่งจิตออกนอกท่ีดวี ิธีหนงึ่ คอื
การหาท่ีให้จติ อยู่ หรือการสรา้ งบา้ นใหจ้ ติ
เพอ่ื ไมใ่ หจ้ ิตหนอี อกไปเทย่ี วไปหลงกบั เรื่องปรงุ แตง่ หรอื เร่อื งโลก
ส่ิงทีเ่ ป็นเสมอื นบา้ นของจิตเราเรยี กวา่
"วหิ ารธรรม" หรอื "เครอื่ งอย"ู่
ขอแนะนาวิหารธรรมที่เราสามารถนาไปใช้ได้ 3 ประเภท
ประเภทแรก คอื "ลมหายใจ"
วธิ ปี ฏิบัติ - ใหก้ าหนดรลู้ มหายใจเขา้ -ออก
ไมใ่ ช่การบังคบั ให้ตวั เองหายใจเขา้ หรือออก
แต่เป็นการ "ตามรู้ตามด"ู รา่ งกายนห้ี ายใจ
รวู้ ่าขณะนหี้ ายใจเขา้ หรืออก หายใจยาวหรอื สัน้
ประเภทท่ี 2 คอื "คาบริกรรม"
คาบรกิ รรมคอื คาหรอื วลสี ัน้ ๆ
ทีเ่ ราระลกึ รอู้ ยู่ภายในใจ เชน่ พุทโธ ฯลฯ
วิธีปฏบิ ัติ - ให้กาหนดระลึกถงึ คาบรกิ รรม "พุทโธ"
หรือหายใจเขา้ นึก "พทุ " หายใจออกนกึ "โธ"
ประเภทที่ 3 คือ "การรับรู้อิริยาบถ"
วธิ ีปฏิบัติ - ทาความรสู้ กึ อยกู่ บั ตัวไมว่ ่ากาลังจะทาอะไรอยู่
ยืน เดิน นั่ง นอน คู้ เหยียด เค้ียว กามอื แบมือ
ลา้ งจาน ถตู ัว ปัสสาวะ อจุ จาระ เปน็ ตน้
ให้เลอื กกาหนดวหิ ารธรรมตามความชอบของจิต
บางท่านกาหนดลมหายใจแลว้ อดึ อดั
ก็ใหเ้ ปลยี่ นไปหาวิหารธรรมประเภทอืน่
เมอื่ หาเจอแล้วก็ใชว้ ิหารธรรมน้นั เปน็ วิหารธรรมประจาตวั เอง
จากน้ันเม่ือเรม่ิ ปฏบิ ตั ิ
ใหพ้ ยายามมสี ตริ ู้ตวั เมื่อ "จิตออกนอก"
แลว้ ดึงกลับเขา้ มาสู่ "วิหารธรรมของเรา"
ทาอย่างนีอ้ ยา่ งสมา่ เสมอ
การประเมินผลการปฏบิ ตั ิ
ใหห้ มนั่ สงั เกตวา่ วันหน่ึงๆ หรอื ชวั่ โมงหน่ึงๆ
จติ เราออกนอกนานแคไ่ หน
จิตอยกู่ ับวิหารธรรมนานแค่ไหน
จิตถูกดึงกลบั สู่วหิ ารธรรมบ่อยแค่ไหน
นกั ภาวนาทป่ี ฏบิ ัตไิ ดก้ ้าวหนา้ จะพบว่า
ในวนั หนง่ึ ๆ จติ ของเราอยกู่ ับวิหารธรรมเพิ่มมากขึน้ กว่าเดิม
และเมือ่ ใดท่ีจิตออกนอก
สติจะกากับใหเ้ รากลบั มาส่วู หิ ารธรรมได้วอ่ งไวมากขึน้
เช่น เดมิ หลงไป 3 ช่วั โมงคอ่ ยนึกไดว้ ่าตอ้ งกลับมาหาวหิ ารธรรม
ตอ่ มาความหลงลดลงเปน็ 1 ช่ัวโมง คร่ึงชวั่ โมง
10 นาที 5 นาที ลดลงเช่นนี้
แทนท่จี ะหายใจทิง้ ไปวันๆ
หรือหายใจไปพร้อมกบั ความทกุ ข์
ถา้ เปล่ียนมาหายใจอยา่ งมีวหิ ารธรรม
ทา่ นจะพบ "ความสุข" เบือ้ งต้น
ที่บงั เกดิ ขนึ้ ในจิตใจอยา่ งนา่ อศั จรรย์
วันน้ีคณุ มีวหิ ารธรรมแลว้ หรือยัง
3 สมาธ.ิ .
ผู้คนสว่ นใหญเ่ ชือ่ มโยง “สมาธิ” กบั “ศาสนาพทุ ธ”
และเข้าใจวา่ การฝึกสมาธเิ ปน็ วิธีการปฏบิ ตั ขิ องชาวพุทธ
ในความเปน็ จริงแล้ว...
“สมาธ”ิ เกดิ ก่อนการมพี ทุ ธศาสนา ก่อนเจา้ ชายสทิ ธัตถะ
พวกพราหมณ์ โยคมี ีความรู้และฝกึ สมาธมิ านานแลว้
ก่อนยคุ พุทธกาลเสยี อีก
เชน่ อาจารยข์ องพระพุทธเจา้ 2 ตนคือ
อาฬารดาบสและอทุ กดาบสน้ัน
ก็นบั เป็นผชู้ ่าชองในสมาธิชัน้ สงู ทงั้ คู่
(แต่แมก้ ระน้ันกย็ งั ไมบ่ รรลุถงึ นิพพาน)
ความจรงิ แล้ว เราทุกคนใชส้ มาธิอยเู่ ปน็ ประจาในชีวิตประจาวัน
หากปราศจากสมาธแิ ลว้ เราจะไมส่ ามารถทาอะไรหลายอยา่ งได้
เชน่ การอ่านหนังสือ เสพขอ้ มลู ขา่ วสารทางสอ่ื ออนไลน์
เลน่ เกมส์ ขบั รถ ทาข้อสอบ
คดิ วางแผนงาน ฟงั เรอ่ื งราวต่างๆ
เหล่านลี้ ว้ นใช้สมาธทิ ้งั สนิ้
หากแตเ่ ป็นสมาธชิ นั้ ต้นเพอ่ื การดารงชีวติ เท่านน้ั
จากการศกึ ษาในฐานะผ้เู พ่ิงเรมิ่ หดั ภาวนา
พทุ ธศาสนาจาแนกสมาธิออกเปน็ 2 ประเภท
หนึ่งใน 2 ประเภทน้ี พุทธองคท์ รงเรียกวา่ เปน็ “สมั มาสมาธ”ิ
และสมาธยิ งั เปน็ หน่งึ ในไตรสิกขา (ศลี สมาธิ ปญั ญา)
ซ่ึงจะนาพามนษุ ยไ์ ปสู่การหลดุ พ้นได้
สมาธทิ ง้ั 2 ประเภทนัน้ เปน็ สมาธทิ เี่ ปน็ ประโยชน์ในทางโลกตุ ระ (ธรรม)
เปน็ สมาธริ ะดบั ที่สงู ไปกว่าเพือ่ การดารงชวี ติ
และจะเปน็ เคร่ืองมอื ในการเปล่ยี นแปลงมุมมองของเรา
ทมี่ ีตอ่ “การดารงชวี ติ ” ไปอยา่ งสนิ้ เชงิ
ในตอนนขี้ อนาเสนอสมาธิประเภทแรกกอ่ น
สมาธปิ ระเภทแรกนี้ เปน็ สมาธทิ กี่ ระทาเพอื่
ใหจ้ ติ ได้พกั จากการทางานทุกประเภท
และเสรมิ เพิ่มกาลงั ใหพ้ อใชเ้ พ่ือการเดนิ ปญั ญา
(พิจารณาตามหลกั ไตรลักษณ)์ ต่อไป
การปฏบิ ตั ิ > น่งั ขัดสมาธิ มอื ประสานวางบนตกั หลบั ตา
กาหนดจติ จดจอ่ อยู่กบั อารมณ์ (object)
อยา่ งใดอย่างหนึง่ “เทา่ น้ัน” อยา่ งมงุ่ ม่นั
เช่น พทุ -โธ หรอื ลมหายใจเขา้ -ออก
ไมแ่ สส่ ่ายไปสสู่ งิ่ อืน่
สาหรบั ผเู้ ริ่มตน้ ใหม่อาจทาไดย้ าก
เพราะจติ ปกตมิ ีธรรมชาติส่งออกนอก
ชอบไปนึกคิดถงึ เร่อื งตา่ งๆ
ไมส่ ามารถหยดุ อยกู่ ับส่งิ ใดส่งิ หนึง่
เพยี งอย่างเดียวไดอ้ ย่างตอ่ เน่อื ง
การกาหนดอารมณ์ทาไดต้ ามความถนดั
เช่น กาหนดพุท-โธ หรืออยู่กบั ลมหายใจ ฯลฯ
เมอื่ จติ ไหลออกนอกแลว้ รู้ก็ใหด้ ึงกลบั มาท่ีอารมณ์
หรอื “วหิ ารธรรม” ตามเดิม (ดรู ายละเอยี ดในตอนท่ี 2)
วิธกี ารแก้จิตฟุ้งซา่ นนอกจากการสร้างสตดิ งั ข้างต้นแล้ว
ควรหลกี เลย่ี งอย่าให้จติ ตอ้ งหมกมนุ่
อยู่กบั เรอื่ งทางโลกในชวี ิตประจาวนั ใหม้ ากทีส่ ดุ
เชน่ ลดการใชโ้ ทรศพั ท์ ดูหนัง ฟังเพลง
พดู หรอื คิดเรือ่ งไรส้ าระ นนิ ทาชาวบ้าน ฯลฯ
แล้วใชเ้ วลาในชีวิตประจาวนั อยู่กบั “วิหารธรรม”
หรือกค็ ืออารมณต์ ัวเดียวกับเวลาทีเ่ ราทาสมาธิ
(เชน่ พุท-โธ หรือลมหายใจ)
วิธกี ารนีจ้ ะทาให้จิตเขา้ สสู่ มาธแิ ละสงบไดง้ า่ ย
ไม่ฟุ้งซ่านเวลานั่งสมาธิ
วดั อยา่ งไรว่าสมาธิก้าวหนา้ ?
ใหส้ ังเกตวุ ่าจิตเราเผลอไปคดิ เร่อื งอ่นื นอ้ ยลง
และจดจ่ออยู่กบั ตวั เองเพม่ิ ขนึ้
ลมหายใจแผว่ เบาลงมากจนแทบไมร่ ู้สึกว่าหายใจอยู่
หรอื หากบริกรรมพทุ -โธ
จะเรม่ิ รสู้ ึกว่า พทุ -โธ เร่ิมหายไป
อยา่ ตกใจ ใหม้ สี ติอยกู่ บั ตวั เองตอ่ ไป
จะเข้าถึงความสงบเปน็ หนงึ่ (เอกคตารมณ์)
จติ ที่ “รู้” หรอื “มีสติ”
อย่กู บั ความสงบในอารมณเ์ ดียวเปน็ เวลานานๆ
จะเปน็ จิตทมี่ พี ลัง
และพรอ้ มท่ีจะถกู นาไปใชป้ ระโยชน์
อย่างมปี ระสิทธภิ าพมาก
ในเบ้อื งต้น ทา่ นจะพบกบั ความสงบสบาย
ในแบบทีไ่ มเ่ คยเป็นมาก่อน
และอาจเสพตดิ กบั การทาสมาธปิ ระเภทนี้
นอกจากน้ี การงานในชีวติ ประจาวนั กจ็ ะมปี ระสิทธิภาพมากขน้ึ
คดิ อะไรทะลปุ รุโปรง่ ไม่เกบ็ ปญั หามาเครยี ดรกสมอง
เพราะจติ ไมถ่ กู รบกวนดว้ ยเรื่องภายนอก
และค่อยๆ เริ่มดีดความฟุ้งซ่านออกไปจากจิตเอง
การทาสมาธปิ ระเภทน้ี
เหมอื นเป็นการชารจ์ ไฟใหก้ ับโทรศัพท์หรือเตมิ น้ามันรถ
แบบเดียวกบั การนอนยามดึกเพื่อต่ืนมาอย่างสดช่นื ประมาณนน้ั
การฝกึ สมาธใิ นรปู แบบน้ี
ควรทาชว่ งเชา้ ทนั ทีทีต่ ่ืนนอน
และอกี คร้ังก่อนนอน
อย่างไรก็ดี... หากทา่ นเรม่ิ รสู้ กึ เสพตดิ กบั “สุข”
ที่เกดิ กบั สมาธใิ นแบบน้ีขน้ึ มาเมอ่ื ใด
ขอใหร้ วู้ า่ นีย่ ังไมใ่ ช่ “ทาง” แหง่ ความหลดุ พ้นทีแ่ ทจ้ รงิ
ตราบทท่ี ่านยังไมร่ ู้จกั กบั สมาธิแบบที่ 2
สิ่งท่ีได้จากสมาธิแบบแรกคอื "กาลงั จติ "
และการปรบั จนู จติ ใหน้ อ้ มไปส่คู วามสงบไม่ฟุ่งซา่ น
อันเป็นพน้ื ฐานของการปฏิบตั ิภาวนานน่ั เอง
4 สมั มาสมาธ.ิ ..
สมาธิแบบท่จี ติ จดจ่ออยกู่ บั อารมณ์ (object)
ทอ่ี ธิบายในตอนท่ี 3 เปน็ สมาธิทใ่ี ชใ้ นการพักผอ่ นของจติ
และสรา้ งเสรมิ ความแข็งแรงให้กับจติ
เป็นรูปแบบของสมาธติ ามแบบสมถะกรรมฐาน
เมอ่ื จติ มคี วามสงบอย่ใู นสมาธแิ บบสมถะ
จิตจะปราศจากนิวรณ์
คอื มีความสงบ เปน็ สขุ ไมง่ ว่ ง ไมฟ่ งุ้ ซ่าน
แตเ่ ม่อื ออกจากสมาธิ
จิตกจ็ ะคืนกลบั สูว่ ังวนของกเิ ลสหรืออวชิ ชาดงั เดิม
เรียกวา่ สมาธแิ บบสมถะนี้เป็นเหมอื น shelter
ทป่ี ้องกันเราจากทกุ ขเ์ พยี งช่วั คร้ังชัว่ คราวเทา่ น้ัน
สัมมาสมาธิท่พี ระสมั มาสัมพุทธเจา้ ได้ทรงสอนในมรรค 8 น้นั
เป็นสมาธทิ มี่ ลี กั ษณะทาใหจ้ ิตตง้ั มน่ั “ตลอดเวลา”
และมคี วามพรอ้ มท่จี ะ “เดนิ ปัญญา”
มองเห็นสิ่งทมี่ ากระทบอายตนะตามกฎของไตรลักษณ์
โดยไม่ใชค้ วามคิดหรอื การใชเ้ หตผุ ล
เป็นเครื่องประหัดประหารกเิ ลส
การฝึกให้จติ เกิดสัมมาสมาธิ
คอื การดาเนินตามแนวสติปฏั ฐาน 4 ดังน้ี
1 เจริญสตใิ นชีวติ ประจาวัน (ทาใหส้ ตเิ จริญ)
ด้วยการมสี ตอิ ยกู่ บั กาย (สาหรบั คนเร่มิ ต้น)
สติอยู่กบั กายคือ การมคี วามระลกึ รูว้ ่า
ขณะนี้กายของเราเป็นอยา่ งไร
เช่น หายใจเขา้ -ออก ยืน เดนิ นั่ง นอน คู้ เหยยี ด
การระลกึ รู้หรือมสี ตนิ ัน้
จะนาไปสู่ “การรสู้ ึกตัว” (มสี มั ปชญั ญะ)
เชน่ ขณะนีร้ ะลกึ ได้ว่ากาลังหายใจเขา้
กจ็ ะเกิดความรสู้ กึ ตวั ว่าลมหายในเยน็ ๆ
ไหลเขา้ ผ่านทางช่องจมกู
ระลกึ ว่าขากาลงั เคล่อื นไหวในอริ ยิ าบถเดนิ
กจ็ ะเกดิ ความรสู้ กึ ตวั ถงึ การเคลอื่ น
ยก ยา่ ง กา้ ว วาง ของเท้า เช่นนเ้ี ป็นต้น
2 ด้วยธรรมชาตขิ องจิตคือ “ร้”ู
จิตมกั จะแสส่ า่ ยออกไปรู้เร่อื งราวตา่ งๆ ภายนอกอยู่เป็นปกติ
ทาใหเ้ ราหลงสง่ จิตออนอก
ก็ใหห้ มัน่ ดงึ สตกิ ลับมารกู้ ายเชน่ ในขอ้ 1 อย่างสม่าเสมอ
การฝกึ ทาเช่นนี้บ่อยๆ จะทาให้จติ ตง้ั มน่ั อยู่กบั กาย
เกิดเปน็ "สมาธ"ิ เป็นปกติ ได้ทางหน่ึง
3 นอกจากรู้กายแลว้ ในบางขณะท่เี ราเกดิ ความคดิ ความรสู้ กึ
เช่น คิดเร่อื งอนาคต เครยี ดกบั งาน โกรธ ชอบ อรอ่ ย ฯลฯ
เหลา่ น้ี กส็ ามารถกาหนดเปน็ อารมณ์ว่า
ขณะน้เี รากาลังคดิ ออกนอก หรือรสู้ กึ สขุ ทกุ ข์อยู่
ก็เปน็ การเจรญิ สตแิ บบใหจ้ ติ อยกู่ บั “เวทนา” และ “สังขาร”
คือ ความร้สู ึกและความปรงุ แต่ง ก็ทาได้
แตก่ ารรู้อยกู่ บั เวทนาและสังขารนี้
ตอ้ งหม่นั ฝึกให้ “รดู้ ว้ ยใจเปน็ กลาง” กล่าวคอื
เพียงแค่รับรู้แต่ไมต่ ัดสินผดิ หรอื ถกู และไมป่ รุงตอ่
เชน่ รู้ว่าขณะนโ้ี กรธเพ่ือนอยู่ ก็รอู้ ยแู่ คว่ ่าน่คี อื ความรสู้ ึกโกรธ
แต่ไมค่ ดิ ปรุงต่อวา่ อยากจะด่าเขา หรอื ตัดสนิ ว่า เขาถกู หรอื ผดิ
การหมัน่ ฝกึ ทาใหจ้ ิตเปน็ กลางเช่นน้ี
นอกจากจะชว่ งลดสมทุ ัยแล้ว
ยังเปน็ เครอ่ื งมือสาคญั ท่ีใชใ้ นการรับมือ
กบั สง่ิ ท่ีจะเข้ามากระทบอายตนะและทาใหเ้ กิดทกุ ข์
เชน่ คนด่าเรากจ็ ะไมโ่ กรธเขา
เพราะเรามองแบบเปน็ กลางวา่ นี่คอื การด่า คาด่า
หรือถา้ หากเริ่มหลงไปรสู้ ึกโกรธ
กจ็ ะมสี ติรู้ทันจติ ว่า ขณะนเ้ี รากาลงั โกรธ
ก็จะมองความโกรธของตนแบบเปน็ กลาง ไมป่ รงุ ต่อ
(เพราะมองอย่างเป็นกลาง)
และสามารถ “ประหาร” ความโกรธนน้ั ลงไดท้ นั ที
ไมส่ ร้างเช้อื ไฟใหค้ วามโกรธพุ่งพลา่ นมากขน้ึ
4 การเจริญสตใิ นชีวติ ประจาวนั ทาได้ท้งั การมสี ติ
อยกู่ ับกาย เวทนา และจติ สลับกนั ไปได้
ขึ้นอยูก่ ับวา่ ในขณะน้นั ๆ กาย เวทนา หรอื จติ เด่นกวา่ กัน
แตท่ ั้งสามฐานนลี้ ้วนนาไปสู่การฝกึ จติ ให้มสี ติ
เป็น “จิตตง้ั มนั่ ” หรอื ท่เี รยี กว่าเกดิ “สัมมาสมาธิ”
คือมีจติ ท่ีพรอ้ มรบั กบั อะไรก็ไดท้ จ่ี ะเขา้ มาสร้างทุกข์ให้กับจิตของเรา
จิตท่รี ูด้ ้วยใจเป็นกลางอยเู่ สมอนน้ั
จะเปน็ จติ ท่อี ยเู่ หนือทกุ ข์
เป็นเชน่ เรอื ทล่ี อ่ งไปในทะเล
ท่ที ัง้ สงบและมคี ลืน่ ลมสาระพดั อยา่ งปลอดภยั
การสรา้ งสมั มาสมาธิ ต้องอาศัย พละ 5
ได้แก่ ศรัทธา วริ ยิ ะ สติ สมาธิ และปญั ญา
"ศรทั ธา" คอื ความเชอ่ื และตัง้ ใจมนั่ ว่านี่คอื ทางทถี่ กู ต้อง
ซึ่งกากบั ดว้ ย "ปัญญา" คอื การคดิ อยา่ งชาญฉลาดไม่เชอ่ื แบบงมงาย
"วริ ิยะ" คือความอตุ สาหะไม่ย่อท้อซ่งึ กากับดว้ ย "สมาธ"ิ
ไม่เพยี งการหลบั หหู ลบั ตาทา หากตอ้ งมกี ารเตมิ พลงั
(ดว้ ยสมาธิแบบสมถะ สรา้ งความพรอ้ มให้กับจิตกบั ใจด้วย)
สว่ น "สติ" คอื การระลกึ รูซ้ ง่ึ เป็นแกนหลักท่ีสาคญั ทส่ี ดุ
ทีจ่ ะนาพาจติ ไปสสู่ ภาวะท่พี รอ้ มจะเดินปญั ญาได้
การปฏิบตั ธิ รรม ไมใ่ ชแ่ ค่การร้แู นวททางหรือทฤษฏจี ากการฟัง
ไม่ใชแ่ คก่ ารรเู้ หตรุ ผู้ ลจากการนกึ คดิ ใช้เหตใุ ช้ผล
หากตอ้ ง “ปฏิบัตจิ รงิ ” ดว้ ยการ "ภาวนา"
จงึ จะสามารถรบั รู้ได้ด้วย “ใจ” ของแต่ละคนเอง
5 “อยกู่ ับปจั จบุ ัน” (ฉบบั ขยายความ)
ครบู าอาจารย์มกั สอนเราวา่
การภาวนาในชวี ติ ประจาวนั ต้อง “อยกู่ บั ปัจจบุ ัน”
แลว้ ไอ้ “อยู่กับปจั จบุ นั ” น้ี คอื อะไร ทาอย่างไร
ขอสรปุ แบบเขา้ ใจง่ายๆ ดังนี้
ประการแรก “อะไรทต่ี ้องอยูก่ ับปจั จุบนั ”
คาตอบคือ “จติ รอู้ ยกู่ บั ปจั จุบนั ขณะ”
แล้วปจั จบุ นั ขณทีจ่ ิตรู้อยคู่ อื อะไร อยา่ งไร
คาตอบคอื ใหม้ ีจิตร้อู ยู่กบั “กาย” หรอื “จติ ” เอง
รู้อยูก่ ับกายคอื มสี ตริ ู้ว่าตอนนีก้ ายเป็นอย่างไร
พร้อมกับมสี มั ปชญั ญะ คือ "รตู้ ัวทวั่ พรอ้ ม"
เชน่ ร้วู ่าขณะนก้ี าลงั เดนิ ยมิ้ ยกมอื หายใจ
พร้อมทงั้ “รู้สกึ ” ถึงการเคล่อื นในอริ ิยาบทน้ัน
นี่เรียกวา่ รู้กาย
ส่วนการทจ่ี ิตรู้จิต พิจารณาง่ายๆ เปน็ 3 เรอ่ื งคอื
1. รู้ความรสู้ ึก เช่น สขุ เศรา้ โกรธ โลภ เครยี ด
2. ร้เู ร่อื งท่ีเคยมีความทรงจา
3. รูว้ ่าขณะน้กี าลงั คดิ ปรุงแตง่ จินตนาการ
การรูจ้ ติ นีใ้ หร้ ูว้ ่า ขณะนจี้ ิตกาลังรสู้ ึก หวนระลึกหรอื ปรุงแตง่ อยู่
เหมอื นมีตัวเราภายนอกมองเข้ามาตวั เอง
เปน็ เพียงคนภายนอกทไ่ี มม่ สี ิทธต์ิ ดั สิน หรือย่งุ กับเรื่องทรี่ ู้
อยา่ งน้ีเรียกวา่ รแู้ บบ “เปน็ กลาง”
การรู้กายและจติ วา่ เปน็ อยา่ งไร
อยา่ งเปน็ กลางในปัจจุบนั ขณะนี้
คอื นยิ ามของคาว่า “อยู่กบั ปจั จุบนั ”
แลว้ มีอะไรทีไ่ มอ่ ยู่กับปัจจุบันบ้าง?
ตอบวา่ การทจี่ ิตไหลออกจากการรกู้ ายหรอื รจู้ ิต
เชน่ ขณะเดินอยู่แต่ใจไปคิดเรอ่ื งอน่ื ๆ
“กระโจน” เข้าไปปรงุ แตง่ กับเรื่องน้ัน
อยา่ งนเี้ รยี กวา่ หลง “ไม่อยกู่ บั ปัจจบุ นั ”
ให้กลับมารู้กาย หรือ..
ถ้าขณะคดิ เร่อื งอนื่ อยู่ แลว้ รู้วา่ จิตกาลังคิด
และเหน็ จติ คิดอย่างเป็นกลาง ไมป่ รุงแต่งต่อ
เช่นน้กี ็เรียกว่า "อย่กู บั ปจั จบุ นั " เหมอื นกนั
เพราะในปจั จบุ นั จติ กาลงั คดิ
เราเหน็ ”การทางาน” ของจิต
การไม่ปรงุ แตง่ หรือกระโจนเขา้ หาความคิดเชน่ น้ี
ทาใหเ้ กิดสตริ ้ทู ันความคดิ
เกิดเปน็ สมาธชิ ั่วระยะสนั้ ๆ ขึน้
ถา้ สมาธิสั้นๆ เกิดตอ่ เน่ืองกนั สม่าเสมอ ก็จะเกดิ
สมาธติ ั้งมนั่ หรือ “สัมมาสมาธิ” ได้
สัมมาสมาธเิ ปน็ "landmark" สาคญั
ท่ีนาไปสู่ "การเดนิ ปญั ญา" กล่าวคอื
เมือ่ มรี ปู เสยี ง กลน่ิ รส สมั ผสั
ความรสู้ ึก ความทรงจา หรอื การปรุงแตง่
(ทัง้ หมดนร้ี วมเรียกว่า “ผสั สะ”) ผุดขึ้น
ผัสสะเหลา่ น้ีกจ็ ะแทรกเข้ามาใน “สมาธติ ั้งม่ัน”
หรือระหวา่ งกลางของ “การรู้กายรู้ใจ”
ในปกติของผู้ไมม่ สี ัมมสมาธิ
จติ จะเข้าไปยดึ ผสั สะวา่ เปน็ เรา เปน็ ของเรา
และปรงุ แต่งจนเกิดทกุ ข์
แตส่ าหรับนักปฏบิ ตั ทิ ่ีมสี ตอิ ยกู่ บั ปจั จบุ ันแล้ว
ผสั สะจะเป็นเหมือนส่งิ แปลกปลอม
ท่เี ข้ามาแทรกท่ามกลางสมั มาสมาธิ
ผัสสะทีแ่ ปลกปลอมเข้ามา จะต้งั อยูช่ ว่ั ครู่
เม่ือเรา “รู้” ผัสสะอยา่ งเป็นกลาง ผัสสะก็จะดับไป
หากนกั ปฏบิ ัตไิ ดส้ ะสม “ช่ัวโมงบิน”
ในการอย่กู บั ปัจจบุ ันขณะ (ทถี่ กู ต้อง)
เมื่อไดเ้ ห็น “การเกดิ -ดับ” ของผัสสะ
จากการอยู่กับปจั จุบัน เช่นน้ีบ่อยๆ
จิตจะคอ่ ยๆ ถอนความยดึ ตดิ ในผสั สะ
ทีละเรอื่ ง ทีละเร่ือง
ทาใหก้ าร “ไหล” และ “หลง”
ตามรูป ความรสู้ ึก ความปรงุ แตง่ น้ันลดลง
ทุกคร้ังท่เี กิดผสั สะ ผสั สะจะดับไปได้เร็วขึน้
เรียกวา่ เกิดปัญญาทาลายการยดึ ติดกับผสั สะ
ไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ และทนั ทว่ งที
จนเกดิ เป็น “สมาธอิ ัตโนมตั ิ”
ทไี่ ม่ใชก่ ารนงั่ หลับตาอย่างทเ่ี ขา้ ใจกัน
จติ ท่พี ฒั นาข้นึ จากการ “อยูก่ ับปจั จบุ นั ” น้ี
จะเสอ่ื มลง หากขาดการปฏิบตั ทิ ่ตี อ่ เนอ่ื ง
และด้วยความเพยี ร
นอกจากน้ี นักปฏบิ ตั ิอาจพบว่า
สติท่นี าพาให้เกิดสมาธิ
ท่ีทาให้เราอยูก่ ับปจั จบุ นั อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
กอ็ าจจะเพ่มิ ขึ้นหรอื ลดลงไดใ้ นแตล่ ะวนั
ตามเหตแุ ละปัจจยั เชน่ การใหเ้ วลากับ
ครอบครวั การงาน และส่งิ เรา้ เชน่
โทรศพั ท์ ข่าวสาร เสยี งเพลง ปญั หาสารพดั
แตก่ ารปฏบิ ตั กิ ็ยังเปน็ ไปอย่างต่อเนอ่ื งได้
หากเรานาเหตุปัจจยั นั้นเข้ามารว่ มพจิ ารณา
โดยกาหนดรสู้ ภาพจติ ณ ขณะนั้นๆ
ว่า ณ “ปจั จุบนั ขณะ” นน้ั ๆ
จติ ของเราเปน็ เช่นไร “อยา่ งเป็นกลาง”
6 มุมมองใหม่เกีย่ วกบั วันวิสาขบูชา...
ชาวไทยทนี่ ับถือศาสนาพุทธร้จู กั “วนั วสิ าขบูชา”
ในฐานะวันคลา้ ยวนั ประสตู ิ ตรสั รู้ และปรนิ พิ พาน
ขององคพ์ ระสมั มาสมั พทุ ธเจา้
ความเข้าใจเก่ยี วกบั ความหมายดงั กล่าวกค็ ือ
เหตุการณท์ ้งั สามเกิดขน้ึ ณ วันเพญ็ เดือน 6
80 ปี 45 ปี และ 1 ปี กอ่ น พุทธศักราช
หลายคนเชอื่ ตามนัน้
และมองวา่ นค่ี ือกฤดาภนิ ิหารของพระพุทธองค์
ในขณะท่ีหลายคนอาจตง้ั คาถามวา่ “มันจะเป็นไปไดห้ รือ”
เน่ืองในโอกาสวนั วิสาขบชู าปีนี้
ผมขอนามมุ มองทหี่ ลากหลาย
เกยี่ วกับความหมายของวนั นมี้ าแบ่งปันดงั น้ี
ท่านอาจารย์พุทธทาสเลา่ ใหเ้ ราฟังวา่
ความเชอ่ื ว่าวนั วิสาขบชู าเปน็ วนั ประสตู ิ ตรสั รู้
และปรนิ ิพพานของพระพุทธเจา้ นน้ั
เป็นความเช่อื เฉพาะในกลุม่ พทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาทเท่านั้น
นกิ ายอื่นไมม่ ีการอธบิ ายเช่นท่วี ่านเี้ ลย
(ตอนท่ีไดย้ นิ เช่นน้ีกอ็ ง้ึ อยแู่ ป๊บนึง)
ท่านอาจารย์ไดน้ าเสนอมุมมองทสี่ มั พนั ธ์กบั เร่อื ง
การประสูติ ตรัสรู้ และปรินพิ พานอยา่ งนา่ สนใจอยา่ งยิ่งว่า
เราควรพจิ ารณาวา่ เหตุการณ์ทั้ง 3 นี้
“เกดิ ขน้ึ พรอ้ มกันในวันเดียว”
กลา่ วคือ ในวนั เพญ็ เดือน 6 ท่ีพทุ ธองคท์ รงตรสั รู้น้นั
นับเปน็ วันแหง่ การอบุ ัติ (เกิดขน้ึ )
ของพระอรหันตสมั มาสัมพทุ ธเจา้
ทรงเปลย่ี นสถานะจากปถุ ุชนคนธรรมดา
เปน็ พระสัมมาสัมพทุ ธเจ้า
เรยี กว่า “เกิด” ณ ชว่ งเวลาท่ีทรงตรัสรนู้ ัน่ เอง
และ ณ ขณะเดยี วกนั ดงั กลา่ วนี้
กเ็ ป็นห้วงเวลาแห่งการ “ดบั ” หรอื “สน้ิ สุด”
ของอวิชชาหรอื กิเลสในพระองค์
เรยี กไดว้ ่า ประสตู ิ ตรสั รู้ และปรนิ ิพพาน
ณ จดุ เวลาเดียวกัน ของวันเพญ็ เดอื น 6
พระอาจารย์ปิยสโี ลภิกขุ
แห่งวัดปา่ เยน็ บุญ จงั หวดั เชยี งราย
ไดแ้ สดงธรรมเมือ่ เช้านี้
และได้นาเสนออกี มุมมองหนึ่งของวันวิสาขบูชาวา่
เป็นวันท่ที าให้เราไดร้ ะลกึ ว่า
“มนษุ ย์เป็นผมู้ ศี กั ยภาพในการพฒั นตนเองไปสู่ความดับทุกขไ์ ด้”
ดงั ท่แี สดงเป็นตวั อยา่ งจากกรณี
การบรรลอุ นุตรสมั มาสัมโพธญิ าณของพระพุทธองค์
ทเี่ ป็นผู้จุดประกายให้มนษุ ยผ์ ูอ้ ื่น
สามารถดึงศกั ยภาพภายในของตนออกมา
เพ่อื ใหก้ า้ วเขา้ สสู่ ภาวะของการอยเู่ หนือทกุ ขไ์ ด้
และเป็นตัวอย่างใหค้ นรนุ่ หลังอยา่ งเรา
โดยสรปุ แนวคิดท้งั สองแสดงให้เหน็
มมุ มองตามหลกั ความเป็นจริง
และส่งเสรมิ ศรัทธาความเช่ือ
ทาให้เราเกดิ ความพากเพยี รในการ “เดนิ ตามทาง”
ของพระพุทธเจา้ และพระสาวก
7 กิเลสเจ้าปญั ญา...
ชาวพทุ ธคงค้นุ เคยกบั เรื่องเล่าครั้งที่
สมณสทิ ธตั ถะกอ่ นตรสั รเู้ ปน็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้
พระองคเ์ ผชิญกับกองทพั พญามารท่ี
“จดั ทัพเตม็ อัตราศกึ ”
รวมถงึ การเนรมิตตนเป็นนางฟ้านางสวรรคเ์ ลอโฉม
หมายจะกระตุ้นกิเลสตณั หา และทาทกุ วถิ ีทาง
เพอื่ ใหพ้ ระองค์ลุ่มหลงและคลอ้ ยตามส่ิงทม่ี ารหว่านลอ้ ม
อันเปน็ การขดั ขวางการบรรลพุ ระโพธญิ าณ
ทงั้ ยุให้โกรธเพื่อเขา้ หา้ ห่นั ย่วั ใหห้ ลงเพ่อื ใหข้ าดจากศลี ฯลฯ
กเิ ลสนานปั การท่พี ญามารพยายามใชเ้ พอ่ื ฉุดรัง้ พทุ ธองค์ไวไ้ มเ่ กดิ ผล
เน่อื งดว้ ยทรงใช้ “ปัญญา” เขา้ ประหัตประหาร
ทรงประหารความโกรธดว้ ย “เมตตา”
ประหารความโลภด้วย “ทาน”
และประหารความหลงดว้ ย “ร”ู้
เมอ่ื ทรงเหน็ ว่ามารและสง่ิ ท่มี ารหยบิ ยนื่ ให้ “ไมใ่ ช่หนทาง”
กท็ าใหม้ ารและกเิ ลสตณั หานน้ั “ดับลง”
และไมส่ ามารถเข้าควบคุมจติ ใจของพระองค์ได้
ฉนั ใดฉันนนั้ ...
ทกุ วนั น้ีกเิ ลสนานัปการในหลากหลายรูปแบบ
กาลังเข้าครอบงาจติ ใจของเราทุกคน ให้ “อยใู่ ตอ้ าณตั ิ”
กิเลสครอบงาใจทถ่ี อื ว่าเปน็ “พญามาร”
คือความคดิ ที่เรามกั ยดึ วา่ คือ “ความคิดของเราเอง” นนั่ เอง
คนเรามักให้ความหมายและให้เหตุผลกบั สง่ิ ต่างๆ รอบตัวอยู่เสมอ
เรามกั มีเหตผุ ลในการทาหรอื ไม่ทา
เหตุผลประกอบการตัดสนิ ใจตา่ งๆ นานา
และเหตุผลส่วนใหญ่ก็ “ถกู เช่อื ” อย่างสนทิ ใจวา่
เปน็ “เหตุผลท่เี หมาะสม ดที สี่ ุด” แล้ว
แต่ขาดการพจิ ารณาวา่ เหตผุ ลหรอื ความคดิ เหล่านั้น
อยู่บนพื้นฐานของ “ความเหมาะสมตามความเปน็ จริง” แล้วหรือไม่
หรือเป็นเพียงเหตุผลทใ่ี ห้เพ่ือตอบสนอง “ความอยาก”
“ความไมช่ อบ” “ความรกั ” “ความมักง่าย” ส่วนตวั กันแน่
ชายคนหน่งึ เล้ยี งดูแมว่ ยั 90 ปี ด้วยความใส่ใจ
เขาเหน็ ว่าแม่อายมุ ากแล้วและมโี รคประจาตัวมากมาย
จึงคอยควบคมุ อาหารการกนิ
ลดมัน เผด็ หวาน เค็ม ดูแลสารพดั
วันหนึ่งแม่บอกกบั ลูกว่า “ลกู เอ๋ย ทเุ รียนน่ีแมก่ ช็ อบ
กล้วยบวชชแี มก่ ็ชอบ ขา้ วเหนียวมะมว่ งน่ีของโปรดแมเ่ ลย
ขอใหแ้ ม่ไดก้ ินบ้างไดไ้ หม แม่กอ็ ายุมากแล้ว จะตายวันตายพรุ่งก็ไมร่ ้”ู
ลกู ได้ฟังก็เกดิ สงสารแม่ เลยจดั หามาให้ไดก้ นิ เป็นครั้งคราว
ขณะเดยี วกัน ลกู เปน็ คนธรรมะธรรมโม
เห็นแมอ่ ายมุ ากก็คิดอยากใหไ้ ด้ปฏิบัตธิ รรมเพ่อื ใหไ้ ดพ้ บกับความสงบ
จึงชกั ชวนแมไ่ ปเขา้ คอร์สอบรมปฏิบัตธิ รรม 7 วนั ทว่ี ัดในตา่ งจังหวดั
หลงั ไดร้ บั คาชวนจากลกู แมซ่ ง่ึ ไมเ่ คยปฏิบัตธิ รรมมากอ่ นกต็ อบวา่
“ลูกเอย๋ แม่ยังเดนิ เหินไดค้ ลอ่ งแคลว่ สขุ ภาพก็แข็งแรงดี
ยงั อยไู่ ด้อีกนาน ยังไมต่ อ้ งไปปฏบิ ตั ธิ รรมหรอก”
เรอ่ื งนส้ี ะทอ้ นใหเ้ หน็ ว่า
มนษุ ยม์ ักใชเ้ หตผุ ลตอบสนองความตอ้ งการของตนเองเป็นหลัก
เวลาอยากไดอ้ ะไร ก็พยายามหาเหตผุ ลว่า
“สิ่งนัน้ สาคญั และจาเปน็ ตอ่ ตน”
คนท่มี รี องเท้าหลายรอ้ ยคู่ กระเปา๋ หลายรอ้ ยใบ
ชอบใหเ้ หตุผลวา่ “ของท่ีมีอยูม่ นั เกา่ แล้ว”
“เอาไวใ้ ชก้ นั คนละงาน” “คูน่ ่ีเป็นลิมิเตด็ ”
“เก็บไวม้ ันมรี าคาขายได้ในอนาคต”
เวลาเราโกรธใคร เรอ่ื งอะไร กม็ กั อา้ งเหตุผล
ความถกู ตอ้ ง ชอบธรรม ต่างๆ นานา
รถคนั หนา้ ขบั ชา้ กบ็ บี แตร
เขาขบั แซงก็โกรธไมพ่ อใจ
คนั หน้าเบรกทาให้เราหวั ทิ่มกด็ ่าลนั่
ทั้งที่ความจรงิ เราไมร่ เู้ หตผุ ลความจาเป็นของคนขับรถคนอ่นื
เขาอาจจะเป็นผสู้ ูงอายุจงึ ขับรถชา้
เขาอาจจะรบี พาคนปว่ ยไปหาหมอ
หรอื เขาอาจจะเป็นมือใหม่ท่เี พ่งิ ออกถนนใหญ่ไดไ้ ม่นาน
หรอื รถคนั นน้ั อาจมปี ญั หาขดั ข้องบางอย่าง
เรามองจากมมุ ของเราแตไ่ มเ่ คยมองแบบท่ีเป็น "เขา" ดูบ้าง
พฤติกรรมเหลา่ นเ้ี ป็นผลจากการใชเ้ หตผุ ลที่มองเพียงวา่
“เราดี เราถกู ” “เขาชัว่ เขาผดิ ” ท้ังนั้น
แลว้ ชีวติ ของเรากว็ นเวยี นอยกู่ บั โลภ โกรธ หลง
ไปจนวาระสดุ ทา้ ยของชีวติ
ไมม่ ีอะไรเปลย่ี นแปลงในทางท่ีดกี วา่ น้ี
คอื อยแู่ บบไมท่ ุกข์ อย่แู บบไมโ่ ลภ อยูแ่ บบไม่โกรธ
ในยคุ ทค่ี นวนเวยี นกบั การใช้ความคดิ ความปรงุ แต่งนเ้ี อง
การรู้จักใช้ประโยชน์จากความคดิ ในการจดั การกับกเิ ลส
ไม่ใหม้ ันครอบงาการดาเนินชวี ิตของเราจึงเป็นส่ิงจาเปน็
คดิ อยา่ งไร ไม่ให้โลภ ไมใ่ หโ้ กรธ ไมใ่ ห้หลง
ก็คิดแบบมปี ญั ญา คิดแบบมี “โยนโิ สมนสิการ”
ด้วยการมองความคิดของเราตามความเปน็ จริง
เอาความคดิ หรือเหตุผลทเ่ี ราใหก้ บั สงิ่ ต่างๆ มาคดิ ซ้าๆ
แลว้ ตงั้ คาถามวา่ ความคิดหรือเหตุผลเหล่าน้ัน
เปน็ ความคิดหรือเหตผุ ลที่เจอื ดว้ ย โลภ โกรธ หลง หรือไม่
เช่น อยากซือ้ รองเทา้ ว่งิ ค่ใู หม่ เพราะอะไร
ก. คูเ่ ก่าพงั แลว้
ข. มนั เป็นลิมเิ ต็ด
ค. ยีห่ อ้ ทีม่ มี ันตกรุน่ แลว้
ง. เบื่อคูเ่ กา่
จ. ไมไ่ ด้ซอ้ื รองเท้ามาหลายเดอื นแล้ว
ถา้ เป็นตวั เลอื กในการทาข้อสอบ ONET
คุณคิดวา่ ควรเลือกเหตผุ ลขอ้ ไหน คิดว่าทุกคนคงรคู้ าตอบ
แต่ความยากอยู่ที่ว่าเราจะ “ยอมแพ้กเิ ลส”
ดว้ ยการเลอื กข้อที่คณุ กร็ ู้ว่าไมใ่ ชค่ าตอบ
หรือ “มองเห็นกเิ ลส” แลว้ ลดละมัน
ด้วยการ “ตัดสินใจทา” ตามขอ้ ทถี่ ูกท่ีสดุ แค่น้ัน
ฟังดูเป็นเรอื่ งงา่ ยๆ แตเ่ วลาทาจริงน่มี ันยากมากๆ
หลายคร้ังท่ีใจลึกๆ เรารู้วา่ ผิด ชอบ ช่ัว ดี คืออะไร
แต่ใจกลับเลอื กทาตามทผี่ ดิ ชอบ ชว่ั และดีนนั้
หากเราปล่อยให้เป็นเช่นนีเ้ ร่อื ยไป
การยอมตามกเิ ลสจะกลายเปน็ ความเคยชิน
และทาใหเ้ ริม่ รสู้ ึกว่า “ฉันยินดีและพอใจทจ่ี ะอย่กู บั กิเลสและตามใจมัน
ได้รจู้ ักกบั ทุกข์บ้าง สขุ บ้าง นี่แหละรสชาตขิ องชีวติ ”
นั่นแสดงว่าเรากาลังยื่นใบสมคั รเปน็ ลกู สมนุ ของพญามาร
ภายใต้สานักของอาจารยค์ นใหมท่ ช่ี ือ่ วา่ “อ.กเิ ลส”
และหนั หลังให้กบั เสน้ ทางแหง่ ความหลดุ พน้ ทเี่ ปน็ ความสขุ ทแ่ี ท้
แลว้ เรม่ิ เดนิ หรอื วิ่งห่างออกไปจากเส้นทางน้ี
โดยไม่คดิ แมแ้ ตจ่ ะเหลียวหลงั กลบั มามองมันอกี เลย
8 สรรพกิเลส
ขอขอบคุณทกุ ท่านท่ีมนี ้าใจไมตรี แสดงความยนิ ดี
เน่อื งในวันราลึกถึงวันเกดิ รอบปที ี่ 46
ซงึ่ นา่ จะมคี วามหมายวา่ ...
ยนิ ดีท่ียังมีลมหายใจรอดมาไดเ้ ปน็ ปีที่ 46
หรือกล่าวได้วา่ เราอยู่กับสขุ และทุกข์แบบชั่วครง้ั ชว่ั คราวมา
“นบั คร้งั ไมถ่ ว้ น” เป็นเวลาถึง 46 ปีแลว้
เห็นความเกดิ และดับของสง่ิ ทผี่ า่ นเข้ามาในชวี ติ
ซา้ ๆ ซากๆ มานานพอสมควร
หากมองตอ่ ไปขา้ งหนา้ กไ็ มอ่ าจพยากรณไ์ ด้ว่า
จะไดห้ ายใจเข้า-ออกต่อไปอกี นานเท่าไหร่
สุภาษิตทเิ บตกลา่ วว่า...
“เราไม่รวู้ า่ พรงุ่ น้ีกบั ชาตหิ นา้ อะไรจะมากอ่ นกนั ”
หากตระหนักถงึ ความจรงิ ข้อนี้
กจ็ ะเขา้ ใจวา่ “เราเกดิ มาเพ่ืออะไร”
ทา่ นอาจารย์พุทธทาสอธิบายวา่ กเิ ลส คอื รัก โลภ โกรธ หลง
เปน็ สง่ิ ทท่ี าใหจ้ ิตใจเศร้าหมอง (เรยี กวา่ เปน็ ทกุ ข)์
กิเลสเกดิ จากการยดึ มน่ั ถอื ม่ันว่า
“รัก โลภ โกรธ หลง สุข ทกุ ข์” เปน็ ตัวเราเป็นของเรา
วนั หน่งึ ๆ เรารบั เอากเิ ลสตา่ งๆ เขา้ มาสจู่ ติ
ผลของการยอมรับกเิ ลสคอื เกดิ ความทกุ ข์
และ กิเลสน้นั สะสมในจิต เรียกว่า “อนสุ ยั ”
เมอ่ื จิตกระเพือ่ มคร้งั หน่งึ ไมว่ า่ สขุ หรือทุกข์
กจ็ ะเกดิ อนสุ ัยสะสมนอนเนอื่ งในจติ 1 หนว่ ย
(เหมอื นการเกบ็ สะสมหนว่ ยกติ )
ช่วั โมงหนึง่ มีกเิ ลส 10 คร้งั ก็เก็บเปน็ อนุสัย 10 หนว่ ย อยา่ งน้ี
หนว่ ยกิตของอนสุ ัยที่เก็บไว้ในจติ
จะเป็นต้นทนุ ของความขุ่นมัวในจติ
อนสุ ยั นสี้ รา้ งความเคยชนิ ให้กับจติ วา่
“เราค้นุ เคยและยอมรบั กเิ ลสประเภทใดบ้างมากน้อยเพียงใด”
เมื่อใดทีเ่ ราได้ประสบกับกิเลสลักษณะเดยี วกบั ท่ีเก็บไวเ้ ป็นอนุสัยนน้ั อกี
อนสุ ยั ท่ีถกู เก็บสะสมไวจ้ ะถกู สง่ ออกมาเรยี กวา่ “อาสวะ”
เพ่ือตอ้ นรบั กเิ ลสเพอ่ื นใหม่ชนดิ เดยี วกนั นั้นกลับเข้าไปในจติ เพิ่มมากขน้ึ
**สรปุ **
กเิ ลส = รกั โลภ โกรธ หลง
อนุสยั = กิเลสท่เี ก็บสะสมอยใู่ นจติ
อาสวะ = กิเลสในจิต (อนสุ ยั ) ทถ่ี กู สง่ ออกมาจากจิต
อนุสัยประเภทใดทมี่ มี ากในจิต
กส็ ร้างความเคยชนิ ใหเ้ รามีกิเลส
และ “ชอบ” ที่จะรับกิเลสประเภทนน้ั เปน็ ประจา
เช่น คนมีโทสะหรือชอบโมโห จะสังเกตไดว้ ่า
ในเชิงปรมิ าณ อารมณโ์ กรธของเราจะรนุ แรงมากขึ้นเร่ือยๆ
ตามระยะเวลาทเ่ี ราไดส้ ะสมเรอื่ งทเี่ ราไม่ชอบ
ในเชงิ คุณภาพ เราจะเร่ิมมเี ร่ืองทีไ่ ม่ชอบหลากหลายมากขึน้
เช่น เดิมอาจไมช่ อบคนพดู เสยี งดงั อยา่ งเดยี ว
ตอ่ มากเ็ พม่ิ เปน็ ไม่ชอบคนพูดไมเ่ ขา้ หู
ไมช่ อบคนเถียงเรา ไม่ชอบ... ฯลฯ
หรือพวกชอบวจิ ารณด์ ราม่าใน social media
จะสังเกตวา่ ทา่ นเรม่ิ หงุดหงิดงา่ ยขนึ้
กบั เรือ่ งท่ดี ูไมเ่ ป็นเร่ือง “ของคนอื่น”
ทไ่ี มเ่ กี่ยวอะไรกบั ตัวเองแมแ้ ต่นอ้ ย
อาวสะที่พงุ่ ออกมารับกิเลสใหมๆ่ จะมากขึ้นเปน็ เงาตามตวั
เหมอื นปรมิ าณ pm2.5 ท่ที าใหท้ ัศนวิสยั ในการขบั ขล่ี ดลง
ทาให้เราหลงระเรงิ ไปกบั กเิ ลส
และไม่เห็นว่ามันกาลังทาให้จติ ใจเราขุ่นมัว มดื ดา
เหมือนสงิ หอ์ มควนั (คนชอบสบู บหุ ร)่ี
ทกี่ ระจุกตวั กนั อยูใ่ นหอ้ งกระจกแคบๆ ที่เป็นทอี่ นุญาตใหส้ ูบบหุ รี่ได้
และพน่ ควันใส่กันอยา่ งเมามนั คลงุ้ ไปทง้ั หอ้ ง
วธิ ขี จัดความขุ่นมวั ของจิตจากอนสุ ยั นี้
เร่ิมจากการมสี ติอยู่กบั กายและใจ