The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเล่มนี้ตอบคำถามเบื้องต้นสำหรับผู้สนใจการปฏิบัติว่า "ภาวนาคืออะไร" และ "ทำอย่างไร" เป็นพื้นฐานสำหรับ "มือใหม่"

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sorabud, 2023-01-04 01:35:14

๒ มือใหม่...หัดภาวนา

หนังสือเล่มนี้ตอบคำถามเบื้องต้นสำหรับผู้สนใจการปฏิบัติว่า "ภาวนาคืออะไร" และ "ทำอย่างไร" เป็นพื้นฐานสำหรับ "มือใหม่"

การมสี ติ ก็เหมอื นกับตารวจทตี่ ้งั ดา่ นจับคนไมส่ วมหมวกกันน็อค
เม่อื ตารวจเจอควรไมส่ วมหมวก ผลทีเ่ กดิ ไดก้ ็คือ
1 คนไมส่ วมหมวกถกู จับแลว้ ได้ใบสง่ั ให้ไปปรบั แกพ้ ฤติกรรม

คอื ทาใหถ้ ูกกฎระเบยี บ
2 คนไม่สวมหมวกเหน็ ตารวจตง้ั ดา่ นแตไ่ กล

รีบกลบั รถขบั หนไี ปทางอนื่

ทัง้ 2 กรณีสง่ ผลให้คนทข่ี ับผ่านตารวจไปท้งั หมด
คือคนสวมหมวกกันน็อคถกู กฎหมายเทา่ น้ัน

เชน่ เดียวกนั ...
หากสตเิ ป็นเครื่องมือตักเตอื นให้เรา “ร”ู้ หรือ “เหน็ ”
รกั โลภ โกรธ หลง สุข ทุกข์ ที่กาลงั จะผา่ นไปในจติ
จากนน้ั จติ จะพิจารณาว่า ดี-ช่ัว เพ่อื ให้เราตดั สนิ ใจวา่
จะปลอ่ ยผา่ นยอมให้กบั กเิ ลส หรอื จัดการกับมัน (ออกใบส่ัง)

คนสว่ นใหญ่มักจะยอมกเิ ลส
โดยเข้าไปยดึ กับทกุ ข์ เอามันมาเปน็ ของตัวเอง
หากเป็นผมู้ สี ติในชีวติ ประจาวัน (ผ่านการปฏิบัติมาพอสมควร)
ทันทีท่จี ิตเหน็ ว่าเป็นกิเลส กจ็ ะ “แค่เห็น”
ไม่ปรงุ แต่ง ไมย่ ึดเขา้ มา
กิเลสกจ็ ะดบั ลง (วิ่งหนี) ตอ่ หน้าตอ่ ตา
นอกจากจะลดกิเลสใหม่แลว้ ยงั ทาให้กิเลสเกา่ อ่อนกาลัง
และเพ่ิมพูนความสว่างให้กบั จติ อันเป็น “ภูมคิ มุ้ กัน” กิเลสทส่ี าคญั

เสมอื นกองกาลงั ทคี่ อยดักทาลายกิเลสไปในขณะเดยี วกันด้วย

การลดความข่นุ มัวของจติ ต้องอาศัยเวลา
มากน้อยตามแตว่ า่ ทา่ นไดส้ ะสมกเิ ลส
เป็นอสุ ยั อย่ใู นจติ มามากนอ้ ยเพยี งใด
ตลอดระยะเวลาทดี่ าเนินชีวติ มาถงึ ปจั จุบนั
ที่พอประมาณมากน้อยได้คอื เวลาท่สี ะสมกเิ ลสทผี่ า่ นมา
แตท่ ่ีไมอ่ าจรูไ้ ดเ้ ลยคอื
เวลาทีม่ ีเหลอื ใหเ้ ราขดั เกลาความขุ่นมัวของจติ นั้น
ยงั เหลอื อยูอ่ ีกเทา่ ไหร่

ด้วยเหตนุ ้ี ทุกวนิ าทีในชีวติ จากน้ีจงึ มีคา่
ส่ิงทีค่ วรพจิ ารณาคือ
จะทาอยา่ งไรทจี่ ะใชเ้ วลาหรือลมหายใจทม่ี อี ยใู่ หเ้ ป็นประโยชนม์ ากทสี่ ุด
ท่านจะเลือกสะสมทรพั ย์ทางโลกเชน่ ความสุข ช่อื เสยี ง เงินทอง
แล้วทง้ิ มันไวก้ บั โลกนใ้ี นวนั ท่ีเราลาจากโลกไป
หรือควรสะสม “อริยทรัพย์” เพ่อื เกบ็ ไปใช้หลงั ลาโลกนไ้ี ปแล้ว
กต็ ามแตเ่ หน็ สมควร

ขอใหท้ กุ ท่านมีสติ
ในการนาความทุกขท์ ไี่ ดป้ ระสบในแต่ละครั้ง
มาพจิ ารณาให้เกดิ ปัญญา
อนั จะเปน็ การสะสม "อริยทรพั ย"์
ใหพ้ อกพูน...จนเต็ม

9 นิพพานในชีวติ ประจาวัน..

อาจารยพ์ ุทธทาสนยิ ามคาวา่ “นพิ พาน” วา่ คือ “เยน็ ”
ซึ่งเป็นความรสู้ กึ ทเิ่ กดิ ข้นึ กบั จติ
โดยเทยี บเคยี งกับความรู้สึกในสถานการณต์ า่ งๆ เช่น

การรดน้าลงบนแขน ทาใหร้ สู้ กึ เยน็ ชน่ื ใจ...
การเดินทางท่องเท่ียวปา่ เขาลาเนาไพรหรือทะเล
ได้อยู่กับธรรมชาติ สูดอากาศบริสทุ ธ์ิ เกิดความสดชนื่ เย็น...
การไดพ้ ักผ่อนจากงานท่ตี รากตรา เราจะรูส้ กึ โล่ง สบาย เยน็ ...

ทง้ั หมดนีเ้ ปน็ ความ “เย็น” ในทางโลกทเี่ กดิ มีกบั เราอยู่ทกุ เมือ่ เชือ่ วนั
ในลักษณะที่คลา้ ยกัน “นิพพาน” ในทางธรรมน้ัน
กเ็ ชอ่ื มโยงโดยตรงกบั สภาวะของจติ ท่ีมคี วามดบั เยน็
แตเ่ ป็นความดบั เย็นแบบท่ีปราศจากกิเลสโดยส้ินเชิง
คอื “เจอ” ทุกข์ แต่ไม่ “เป็น” ทกุ ข์

หลายคนมคี วามเช่ือวา่
สภาวะ “นิพพาน” น้นั เกิดได้หลงั ลากโลกไปแล้วเทา่ น้นั
หากพิจารณาตามเหตผุ ลวา่
พระอรหันตเ์ ปน็ พระอรยิ เจา้ ทีด่ ับกิเลสแล้ว
ดงั นนั้ จติ ของทา่ นจะเขา้ สสู่ ภาวะทด่ี บั เย็น (นพิ พาน) น่ันเอง
เฉกเช่นพระสมั มาสมั พุทธเจา้

ทรงตรสั รพู้ ระโพธญิ าณในขณะดารงพระชนม์ชีพอยู่
นน่ั เปน็ หลกั ฐานทีแ่ สดงว่า
นิพพานเปน็ สภาวะทางจติ ท่เี ข้าถงึ ได้ในขณะยงั มชี วี ติ อยู่

สว่ นการทาใหจ้ ติ เขา้ ถึงความดับเยน็
ท่ีเรยี กว่า “นิพพาน” ในทางธรรมน้นั
อาจพจิ ารณาไดเ้ ปน็ 2 แนวทางดงั น้ี

แนวทางแรก อยู่บนสมมตฐิ านวา่
เรามีบาปและกเิ ลสสะสมอยใู่ นจติ
กิเลสทาให้จติ รอ้ นร่มุ
ดงั น้นั หากจะทาใหจ้ ิตมคี วามดับเยน็
กค็ อื การขจดั กเิ ลสหรือไฟในใจใหห้ มดส้นิ ไป
พรอ้ มกบั การไมย่ อมให้กเิ ลสมเี พม่ิ ขนึ้ ในจติ

แนวคิดแบบน้ี สาหรับปถุ ุชนทวั่ ไปอาจรูส้ ึกวา่
เป็นวธิ ที ีจ่ ะเขา้ ถึงนิพพานไดล้ าบาก
เพราะยงั ต้องใชช้ ีวติ อยู่ในทางโลก
ซงึ่ มเี หตปุ จั จัยมากมายทเ่ี ป็นอปุ สรรคตอ่ การลดละกิเลส
และอาจทาให้หมดกาลงั ใจกับการปฏิบัตธิ รรมไปเลย

แนวทางทส่ี องคิดตรงกนั ข้าม คอื
เชือ่ วา่ จติ เดมิ ของเรานนั้ มีความผอ่ งใส (ประภสั สร)
อยูใ่ นสภาวะแบบเดยี วกนั กบั “นพิ พาน” อย่แู ล้วต้ังแต่แรก

หากแต่จติ ไมแ่ ข็งแรงพอที่จะ “ละ” กิเลสทจี่ รเขา้ มา
จงึ เขา้ ไปยดึ กเิ ลสเหล่านั้นว่าเป็น “ตัวกู ของก”ู
และส่งผลใหจ้ ติ เศร้าหมองไป

การเข้าถึงความดบั เย็นตามแนวสมมติฐานนี้
จงึ เปน็ เพยี งการพยายามดารงจติ
ให้อยใู่ นสภาวะผอ่ งใสไว้ให้ตอ่ เนื่องยาวนานทส่ี ุด
เรยี กว่า ยิ่งจติ มีความเป็นปกติหรอื เยน็ อย่มู ากเพยี งใด
กห็ มายความวา่ เราอยู่ในสภาวะ “นพิ พาน” นานเพียงน้นั

หากแตย่ งั ไมใ่ ช่ “นิพพาน” ท่ีแทจ้ รงิ
แตเ่ ป็น “นพิ พานช่ัวคราว”
เมอ่ื รู้รสและตดิ ใจสภาวะดบั เย็นนน้ั แลว้
กจ็ ะเกดิ ฉันทะและวริ ยิ ะในการปฏบิ ัตเิ พ่อื ใหจ้ ติ มีความดบั เย็น
“เป็นธรรมดา” อยู่ในทุกอิริยาบทไดใ้ นท่ีสุด
ลกั ษณะของจติ ทด่ี ับเยน็ คือ
“จติ ท่เี ป็นธรรมดา” “มสี ติตั้งมน่ั ” “เป็นกลาง”

“จิตทีเ่ ป็นธรรมดา” คือ
จติ ที่ไมก่ ระเพ่อื มไหวไปกบั สิ่งเรา้ ทเ่ี ข้ามาทางอายตนะ
ตัวอย่างการกระเพือ่ ไมไหวของจติ คอื
เกิดความรกั ชอบ ต้องการ โกรธ หลง เศร้าหมอง
หรือหากจติ กระเพอื่ มไหวไปแล้ว
ก็ให้ “เหน็ ” และพจิ ารณาตอ่ ว่า

ความกระเพอ่ื มน้ัน “เป็นของธรรมดา”
ไม่ยึดมนั่ ถือมน่ั

“จติ ท่ีมีสตติ งั้ ม่นั ” คอื
จิตที่ “รู้” หรอื “เห็น” ในส่ิงทม่ี ากระทบกับอายตนะ “อย่างทนั ท่วงที”
เช่น ทันทีที่โกรธ หรือกาลังจะโกรธ ก็เห็นวา่ จิตกาลงั (จะ) โกรธ
ทันทีทโี่ ลภก็เหน็ จติ ทโ่ี ลภ

“จิตทเี่ ปน็ กลาง” คอื
จิตทเี่ มอ่ื “เหน็ ” กเิ ลสท่จี รเขา้ มาในจิตแล้ว
ไมย่ ึด ไม่ถอื วา่ เป็นเราเปน็ ของเรา
ไม่ตดั สินผิด ชอบ ชัว่ ดี
แตเ่ ป็นเพยี งการ “ร้แู บบซ่ือๆ”
เช่น เมอ่ื เห็นความโกรธ ก็เพยี งร้วู า่ นค่ี ือความโกรธ
ไม่ปรงุ แต่งต่อด้วยการคิดวา่ คนท่เี ราโกรธน้นั ไมด่ อี ยา่ งไร
เห็นความเศร้าเมื่อคนทร่ี กั จากไป กเ็ พียง “รู”้ วา่
แบบน้คี อื ความเศรา้ ไม่ปรงุ ตอ่ วา่
การจากไปของเขาส่งผลกระทบอะไรกับเราบา้ ง
หรือคดิ สงสารคนรกั ทจ่ี ากไป เชน่ น้ีเป็นต้น

การหมน่ั รกั ษาจิต ให้อยู่ในสภาวะ “ดับ เย็น” เชน่ น้ี
จะเกดิ อานสิ งส์แก่จติ ทั้งในเชงิ ปรมิ าณและคณุ ภาพ ดังนี้
เชิงปริมาณ เราจะ “เย็น” ได้นานและบ่อยครง้ั ข้นึ
เรยี กว่า จิตเสวยสภาวะ “ประภสั สร” ไดอ้ ย่างต่อเนื่องขึ้น

เชิงคุณภาพ เราจะ “เยน็ ” ได้ง่ายและเรว็ ขน้ึ
เรยี กว่า จิตเกดิ ความเข้มแข็ง
สามารถขจดั อปุ กเิ ลสทีจ่ รเขา้ มาได้อย่างมปี ระสิทธิภาพมากขน้ึ

เม่อื เราสามารถทาจิตให้ “เปลย่ี นสภาพ”
ไปสคู่ วามดบั เย็นได้ดีขึ้นเร่อื ยๆ นนั่ แสดงวา่
เรากาลังเขา้ สู่ “เส้นทางแหง่ ความดบั เย็น” ทตี่ รงและลดั ที่สดุ
เรยี กว่าเปน็ “นพิ พานในชีวติ ประจาวนั ” นนั่ เอง

อาจารย์พุทธทาสกล่าวว่า การทาจติ ให้ถงึ นิพพานเป็นศิลปะ
หมายความว่า มีความงดงามและทาได้ยาก
ผูป้ ฏิบัตเิ ปรยี บเสมือนศิลปินสรา้ งสรรค์งานศลิ ปะ
ท่ตี อ้ งอาศัยความม่งุ มนั่ ต้ังใจและความเพียร
จงึ ไดง้ านศิลปะท่ที รงคณุ คา่ และคมุ้ คา่ ต่อความพยายาม

ขอเปน็ กาลงั ใจให้ศิลปินทกุ ท่าน
ในการสรา้ งสรรคง์ านศลิ ปะของชวี ติ
ได้อย่างงดงามและทรงคณุ ค่าท่ีสดุ
ในระยะเวลาสนั้ ๆ ท่ยี ังเหลืออย่คู รบั

10 กเิ ลสละเอยี ดในคราบ “ความด”ี

ตราบใดทเ่ี รายงั มี “อวชิ ชา” (ความไมร่ หู้ รือความเขลาทางปญั ญา)
จติ ก็จะกระเพือ่ มไหวไปกบั กเิ ลสทจี่ รเข้ามาอยูร่ า่ ไป
แม้การศึกษาธรรม ปฏบิ ตั ิธรรม
จะชว่ ยขัดเกลากิเลสบางส่วนใหล้ ดจางลง
แตก่ เิ ลสท่ลี ะเอียดขึ้นกม็ ักจะจรเขา้ มาแทนท่ี
ในแบบที่เรา “นึกไมถ่ ึง”
ทาใหเ้ ปน็ ทุกขแ์ ละเนิน่ ชา้ ในการปฏิบัติ

เราท่านมกั เชื่อวา่
“การทาความดี” จะนามาซ่ึงความสขุ และเป็นการสร้างบุญกุศล
แตห่ ารไู้ มว่ ่า ความดีบางประเภทแทท้ จ่ี ริงแลว้ กค็ ือ
“กเิ ลสในคราบของความด”ี
ทีม่ นษุ ยไ์ มเ่ พยี งไมร่ วู้ ่ามนั คอื กเิ ลส
แตย่ งั ยกย่อง ใหค้ วามสาคญั และนามาปฏิบตั ิโดยไมร่ ู้ตัว
เปน็ “ธรรมมายาคติ”

“ธรรมมายาคต”ิ (ขอบญั ญตั คิ าใหม่ “ธรรมะ” + “มายาคติ”)
คือ “ขอ้ ธรรมะท่ีถูกเจอื ไวด้ ว้ ยความเชอ่ื ท่ไี มถ่ กู ตอ้ ง
เมอ่ื นามาปฏิบตั ิจะทาให้หลงทาง (เน่ืองด้วยอวชิ ชา)
และส่งผลให้หลงวนอยูใ่ นวฏั จักรแหง่ ทุกข์โดยไมร่ ู้ตวั
เพราะคดิ วา่ สิ่งน้นั คอื ทางทถี่ กู ต้อง”

ขอยกตัวอย่าง ธรรมายาคตทิ ส่ี าคญั 2 เร่อื ง ดังน้ี
1 ชาวพุทธทวั่ ไปคนุ้ เคยกับ “การให้ทาน”
เช่น ใส่บาตร บรจิ าคปัจจยั ตา่ งๆ
และทุกครง้ั ท่ีเราทาทาน ก็มักกรวดน้า
แผ่ส่วนบญุ ส่วนกุศลให้สรรพสตั ว์
โดยเช่ือว่า กุศลผลบญุ จากทานนนั้ จะสะสมไวใ้ นอนาคต
ทาให้เราเปน็ ผ้เู จริญอายุ วรรณะ สุข พละ
นอกจากน้ี คนสว่ นใหญม่ กั อธษิ ฐานขอให้ได้บญุ ไดโ้ ชค
ได้อะไรตา่ งๆ นานา แบบเกินหนา้ เกนิ ตาทานที่ให้ไป
เชน่ บริจาค 100 บาท ขอให้เป็นมหาเศรษฐีร้อยลา้ นพนั ลา้ น
ขอใหห้ ายปว่ ยจากโรคร้าย ขอให้ถกู ล็อตเตอรี่
ถ้าเป็นธุรกจิ กเ็ รียกวา่ หวังกาไรเกนิ เงนิ ทล่ี งทนุ ไปโขทเี ดยี ว

ธรรมมายาคตเิ รอื่ ง "ทาน" น้ี
สะทอ้ นกลบั มาเพ่ิม “ความโลภ” ในจติ ใจของเรา
เปน็ เท่าทวคี ูณ อยา่ งไมร่ ตู้ วั
ทาทานครัง้ ใดก็สรา้ งความโลภข้นึ เมอ่ื นน้ั

ธรรมายาคตใิ นการให้ทาน ทาให้เกิดความคาดหวงั วา่
เราจะไดร้ ับผลตอบแทนจากการใหท้ านเป็นความมง่ั คัง่ ในทางโลก
โดยไมท่ ราบว่า “จดุ ประสงคท์ ี่แท้” ของการให้ทาน
ไม่ใช่ลาภยศเงนิ ทอง แต่การให้ทานคืออุบาย
ทีช่ ว่ ย “ลดความโลภ” ในใจของเรา
ไมค่ ดิ วา่ ต้องม่งั มีแต่ “ให”้ เพื่อประโยชน์ผ้อู นื่

ความสุขจากการให้ไม่อยู่ท่ีวา่ จะไดอ้ ะไรกลับมา
แต่คือการไดใ้ ห้และคอยสังเกตุความโลภในใจของตน
ว่าลดลงมากนอ้ ยเพยี งใด แคน่ ัน้

นอกจากให้ทานเป็นทรัพย์แล้ว ยงั รวมถงึ การใหใ้ นรปู แบบอ่นื
เชน่ การเล้ยี งดบู ุตร การใหค้ วามรผู้ ้อู นื่ การช่วยเหลือผอู้ ื่น
เหลา่ นีก้ ็เปน็ ทานเชน่ กัน

เม่อื ใหแ้ ล้วผู้ใหเ้ ป็นสุขทไี่ ดใ้ ห้
ไม่คาดหวงั วา่ ผู้รับจะตอ้ งตอบแทนด้วยอะไร
หากไปยดึ โยงวา่ ใหแ้ ลว้ ตอ้ งได้ ก็จะทุกข์
เชน่ ทกุ ขว์ า่ สง่ ลกู เขา้ โรงเรยี นดๆี แลว้ แตก่ ลับไมต่ ั้งใจเรียน
ท่มุ เทแรงกายแรงใจใหอ้ งคก์ รแตไ่ มไ่ ดเ้ ลอ่ื นขน้ั ขึ้นเงนิ เดอื น
เตรยี มสอนเป็นสปั ดาหแ์ ตน่ ศ.ไม่ใหค้ วามรว่ มมอื ในการเรียน

แทนท่ีจะมองวา่ ทง้ั หมดนี้เปน็ ส่งิ ที่ “เราตอ้ งได”้
ควรมองว่าเปน็ “เร่ืองของเขา”
เพราะเราได้ “ให้” เขาไปแล้ว
หน้าที่ของเราเสร็จแล้ว ท่ีเหลือคือภาระของเขาเอง
เหมอื นถ้าเรายกบ้านใหค้ นอืน่ ไป
บา้ นนั้นก็เป็นสทิ ธขิ องคนอน่ื ท่จี ะทาอะไรหรอื ไมท่ าอะไรกไ็ ด้
วางใจเพยี งแค่นก้ี จ็ ะ “อยู่เหนอื ทกุ ข์”

2 ธรรมมายาคติเร่ืองท่ี 2 คอื “ความยดึ มัน่ ในความดี”
ปัจจุบนั มผี คู้ นไมน่ ้อยหนั มาสนใจ “การปฏิบตั ิธรรม”
และเข้ารบั การอบรมจากหลากหลายสานกั ทว่ั ประเทศ
บางท่านหยุดงานเป็นสัปดาหไ์ ปเขา้ คอร์สปฏบิ ัติธรรม
ซ่ึงทาใหไ้ ดร้ ับความสงบและสมั ผสั ถงึ ความสขุ ระหว่างปฏบิ ัติ
แต่เมื่อจบคอรส์ กลบั เขา้ สู่โลกแห่งความเป็นจริงในชีวติ ประจาวนั
ท่ีมบี ริบทแตกตา่ งจากวดั หรอื สถานปฏิบัติธรรม
นกั ปฏิบตั ิไมน่ อ้ ยกน็ า “กรอบความดี” ทไ่ี ดพ้ บเจอ
มาเปน็ ไม้บรรทัดวดั ความดขี องผู้อน่ื ในสังคม

พอ่ แม่ท่ีเป็นนกั ปฏบิ ัติ พอกลับถึงบา้ น
กลับมพี ฤตกิ รรมชอบบ่น ดุดา่ วา่ กลา่ ว ลกู ๆ
เกยี่ วกบั พฤตกิ รรมท่ีตนมองวา่ “ไมถ่ ูกต้อง”
จนคนในครอบครวั ตง้ั คาถามวา่
“นี่หรอื ผลทไ่ี ด้จากการปฏิบตั ิธรรม”

ธรรมมายาคตทิ เ่ี กิดขน้ึ ในกรณเี ช่นนี้ คอื
“การหลง” ในความดแี ละสรา้ งอตั ตาความเปน็ ตัวตนใหเ้ พิ่มข้นึ
วา่ “เราคอื ความถูกตอ้ ง”
ส่ิงรอบตวั ท่ีไมเ่ ปน็ ไปตามทเ่ี ราคดิ เห็น เป็นสง่ิ ไม่ถูกต้อง

ธรรมมายาคติแบบนี้แท้ทจ่ี ริงแลว้ กค็ ือ
“โทสะ” และ “โมหะ” ทแ่ี ปลงรา่ งมาในรปู ของความดีนนั่ เอง
เราใชค้ วามดขี องเราประหัตประหารผู้อ่นื

จนลมื มองยอ้ นดตู วั เองว่า กาลงั ถกู “พญามาร”
เขา้ มา take over จิตใจเข้าเสยี แลว้

การปฏบิ ตั เิ พอื่ ลดความยดึ ม่นั ถือมนั่ ดังกล่าว
คอื การใช้เมตตาและมองผอู้ ื่นอย่างเข้าใจ
โดยไม่เอาบรรทัดฐานของเราเขา้ ไปวดั
เพียง “เอาใจเราไปสใู่ จเขา” ใหม้ ากข้นึ
กจ็ ะชว่ ยลด “โทสะ” ลงได้หลายกอง
สว่ นเรอ่ื ง “โมหะ” น้ัน ตอ้ งหมนั่ เจริญสติ
คือทาใหต้ ัวเองมสี ตริ ู้ทนั จิตใจของตัวเอง
ขณะทีเ่ กิดความโกรธหรือความคดิ ท่ีกาลงั ตัดสนิ คนอนื่
การรู้ทันความคดิ ความปรงุ แตง่ ของจติ
จะช่วย “ตัดตอน” มิจฉาทฏิ ฐิที่จรเข้ามา
และสดุ ท้ายจะพบว่า เราสามารถ balance ความดีของตัวเอง
กับ “ความปกต”ิ ในแบบของคนอนื่ ได้อยา่ งลงตวั มากขนึ้

พงึ เหน็ พึงรู้ บอ่ ยๆ
ค่อยๆ ลดละ มายาคติ
สร้างรู้ ต้ังม่นั เกิดสมาธิ
พกสติ คูใ่ จ ไกลกงั วล

11 วชิ าตวั เบา..

สาหรบั ผ้ปู ฏิบตั ภิ าวนาและผู้ต้องการหนหี า่ งจากทุกข์
จุดหมายสุดท้ายของท่านอยทู่ ่ี “การปลอ่ ยวาง”
หมายถึง การทาให้ใจวา่ งจากการยึดและปรุงแต่งทกุ อยา่ ง
ลาดับแรก ควรเข้าใจวงจรความสมั พันธร์ ะหวา่ งตัวเรากบั โลก
และการทางานของกายใจกอ่ น
ให้ลองดูภาพประกอบไปพร้อมกบั คาอธบิ าย

วงขาวนอก คือ โลกภายนอก (อายตนะภายนอก)
ประกอบด้วย รปู เสยี ง กลิ่น รส สมั ผสั

ส่วนท่เี ปน็ ตวั เราแบ่งเปน็ 3 ระดับ
(1) วงดานอก คือ อวยั วะทร่ี ับสง่ิ ท่เี ข้ามากระทบ
(เรยี กว่า อายตนะภายใน)
เมื่อวงขาวนอกกับวงดานอกมาเจอกัน
ก็จะเกิด (2) “วงขาวใน” คือการรบั รู้ (perception)
รปู กระทบตา ทาให้เรา “มองเห็นรปู ”
เสียงกระทบหู ทาให้เรา “ไดย้ นิ เสยี ง”
กลิน่ กระทบจมกู ทาให้เรา “ได้กลน่ิ นนั้ ”
รสกระทบลน้ิ ทาให้เรา “รู้รสเปรยี้ ว หวาน เคม็ ”
สัมผสั กระทบกาย ทาให้ “รเู้ ยน็ รอ้ นออ่ น แข็ง”

ส่วนของวงขาวใน น้ี คอื “ความจริง” ที่เกิดข้นึ
การเห็นรปู ได้ยนิ เสยี ง ไดก้ ล่ิน ร้รู ส ร้สู ึกสัมผสั
เหล่านี้ ไมใ่ ชเ่ หตทุ ี่ทาใหเ้ ราทุกข์
หากเรารับรสู้ ่วนสีดาในแบบท่มี ันเป็น “เท่าน้ัน”

แตท่ ุกขจ์ ะเกดิ ขน้ึ เม่อื เราเขา้ ไปยดึ วา่
“เปน็ เรา” “เปน็ ของเรา”
และเกดิ ความรูส้ กึ ในสว่ น (3) “วงดาใน”
คือเมื่อใดทีเ่ ราเร่ิม “ตดั สนิ ” หรอื “ให้ค่า” กับผสั สะ (วงขาวใน)
เช่น “ชอบ” “ไมช่ อบ”
อารมณห์ รอื ความรสู้ ึก (ทเี่ รียกว่า “เวทนา”) ก็จะบงั เกิด
แน่นอนว่าความชอบหรือไม่ชอบ
ทาใหเ้ ราเกิด “สขุ ” “ทกุ ข์” ข้นึ “รก” จิตใจ (วงดาใน)

หากยงั ลมุ่ หลงกับเวทนาตอ่ ไป
กจ็ ะระลกึ ถึงประสบการณ์เกย่ี วกับความรสู้ ึกน้นั ๆ (สญั ญา)
และปรุงแต่งใหเ้ กดิ ความคดิ ที่ฟุง้ ซ่าน (สงั ขาร)
มสี ุขกป็ รงุ ใหโ้ หยหาความสุขเพิม่ ขน้ึ
มีทกุ ขก์ ป็ รงุ ใหจ้ ติ ใจเศรา้ หมองเพม่ิ ขึน้
ท้ังๆ ทส่ี ิ่งทป่ี รงุ แตง่ ไม่ใช่ความเปน็ จรงิ (วงขาวใน)

หากพจิ ารณาจากภาพน้ี
สว่ นสาคญั ที่สุดคอื “วงดาใน”
หากเราสามารถลบความคิด
ความรสู้ กึ การตดั สินดชี ่ัว ออกไดท้ ั้งหมด
จิตใจก็จะขาวสะอาด
ไมก่ ระเพ่ือมไหวไปกับ “วงขาวใน” ที่เข้ามากระทบ
ทาใหใ้ จของเราเบา ผอ่ งแผว้
ส่วนสีดา คือส่วนทีเ่ ราบงั คับไม่ใหเ้ กดิ ไมไ่ ด้
แตส่ ่วนสขี าว เป็นสว่ นท่ีเราเรยี นรู้ ฝึกฝน
ใหเ้ บาบางลดลงได้

ตามหลักการ หากเรามสี ติ “รู้” ในส่วนวงขาวใน
โดยไม่คดิ ปรุงแต่งว่าดไี มด่ ี ชอบไมช่ อบแลว้
ทุกขก์ จ็ ะไมเ่ กดิ ใจก็จะไมร่ ก
แต่หากเราเผลอ “หลง”
ยนิ ดยี นิ ร้ายไปกับ “วงดาใน”
กจ็ ะทาให้ส่วนวงดาในเรมิ่ รกข้นึ หนกั ขึ้น

และแบกความคิดความรสู้ กึ ที่ “ไมจ่ าเป็น”
ไวโ้ ดยไมร่ ตู้ ัว

แตห่ ากเรามสี ติ และเห็นวา่
ขณะนี้ เราสรา้ งความคดิ ความรสู้ กึ ส่วนวงขาวในอยู่
เหน็ แบบน้ีบอ่ ยๆ ความคดิ ความรสู้ ึกเหลา่ นัน้ จะค่อยๆ
เจือจางลงและหายไปทีละนอ้ ย ทลี ะเรอ่ื ง
เพียงแค่ “เห็น” แตไ่ มเ่ ขา้ ไป “เปน็ ” ไป “ยึด”
วา่ เปน็ “ตัวเรา” “ของเรา”

เช่น เม่ือรู้สึกร้อน
ก็ให้ใจเห็นวา่ “นี่คือความร้อน”
ไม่คิดวา่ “เรากาลังรอ้ น”
ดูท่ี “ความรอ้ น” ไมใ่ ช่ “เราร้อน”
เมือ่ กินอาหารแลว้ รสู้ กึ วา่ “อร่อย”
ก็รู้ว่า “นคี่ อื ความอรอ่ ย”
หรอื ถ้าเก่งข้นึ กจ็ ะคิดเพียงวา่
“นเ่ี ผ็ด น่ีหวาน” (อยู่วงนอกออกไปอีก)
ไมค่ ดิ ว่า “เราอรอ่ ย”
เวลาคนดา่ วา่ เรา
กใ็ ห้มสี ตเิ ห็นว่า “น่นั คอื คาด่า”
ไมค่ ิดวา่ “คาดา่ เป็นของเรา”
หรือ “เขาดา่ เรา”
ถ้าเรามสี ตไิ วถงึ ขนาดว่าเหน็ “วงขาวใน”

แลว้ แคร่ วู้ า่ นค่ี อื ผลจากการกระทบของอายตนะภายในกับภายนอกเท่านั้น
น่ันแสดงว่าจิตเราพฒั นาให้ “เปน็ กลาง” แลว้
คอื ไม่ปรุงแต่ง ไม่ตดั สนิ
แตห่ ากยังทาไมไ่ ด้
แล้วเกดิ ความคิดความรสู้ ึกในสว่ น “วงดาใน” ข้นึ
กค็ วรฝกึ ให้มสี ตริ ู้ตวั ข้ึน ณ ตอนนน้ั
และพจิ ารณาวา่ ความคิดความรสู้ กึ เหล่าน้นั
“ไม่ใช่เรา” “ไม่ใชข่ องเรา”

ทาบอ่ ยๆ เพยี งแค่น้ี
สว่ นวงดาในของเรากจ็ ะสะอาดขนึ้
และเริม่ มสี ัมมาสติอยูก่ บั วงขาวใน
คอื มองโลกตามความเป็นจรงิ ไดม้ ากและบ่อยขน้ึ
ไมป่ ล่อยกายปลอ่ ยใจใหด้ าเนนิ ไปถงึ ส่วนวงดาใน
สง่ ผลให้ใจเบาและกายเบา
เป็นวชิ าตวั เบาทใี่ ครๆ ก็ทาได้
ถ้าคิดจะทา และมีความมุง่ มั่นพากเพียร

12 จิตปกติ

ผทู้ ่สี นใจธรรมะและเรมิ่ ปฏิบัตไิ ดพ้ กั หนึ่ง
อาจสงสยั วา่ จะรไู้ ด้อย่างไรวา่
การปฏบิ ตั ขิ องเราถกู ต้องหรือไม่
และเรามีพฒั นาการท่ีดขี นึ้ ไหม ?
กอ่ นตอบคาถามน้ี คงตอ้ งทาความเข้าใจก่อนว่า
จุดหมายสุดท้ายของการปฏิบตั ิ มหี น้าตาอยา่ งไร

การตักบาตร ใหท้ าน รกั ษาศลี
สวดมนต์ เดินจงกรม รสู้ กึ ตัว นัง่ สมาธิ
ทัง้ หมดท้งั มวลน้ที าเพื่อ “ฝกึ ฝนจติ ”
ให้มสี ตอิ ยู่กับ 4 ฐานสาคญั ไดแ้ ก่
“กาย” เช่น ร้ลู มหายใจ การเคลือ่ นไหว
“เวทนา” รู้ว่าขณะนเี้ ปน็ สขุ ทุกข์ ไมท่ ุกข์ไมส่ ขุ
“จติ ” รู้ว่าขณะนจ้ี ิตหลงไปคดิ ปรงุ แตง่ อะไร
“ธรรม” พจิ ารณาสภาวะโยงเข้ากบั ธรรมะต่างๆ

เป้าหมายสดุ ทา้ ยของการปฏบิ ตั ิ
ทเี่ รียกวา่ “นิพพาน” นนั้
แทท้ ี่จริงแล้วก็คอื สภาวะของ “จติ ”
ท่ี “ต้งั มน่ั ” และ “เปน็ ปกติ”

“จิตต้งั มน่ั ” คือจติ ท่ี “รู้” อยใู่ นปัจจุบนั ขณะ
อยู่บนฐานของ กาย เวทนา จติ และธรรม
ด้วย “สติเต็มรอ้ ย” เหมอื คนเฝ้าประตู
ท่ีรูว้ ่าขณะท่มี ีใครหรอื อะไรผ่านประตไู ปบ้าง
(ประตมู ี 6 คอื ตา หู จมกู ล้นิ กาย ใจ)

“จติ ทเ่ี ป็นปกต”ิ คือ จิตท่ีไม่กระเพ่อื มไหว
ไปกับส่ิงทเ่ี ข้ามากระทบ หรือทีผ่ ่านเขา้ ประตูมา
เราร้วู ่าใครเดินผา่ นประตู แตไ่ มเ่ ดนิ ตามเขาไป
ไม่คยุ กบั เขา ไม่คดิ ไมร่ ูส้ ึกไปกบั เขา
อยา่ ปล่อยใหจ้ ิตเหมอื นนา้ กบั เกลอื
ทป่ี ลอ่ ยให้เกลือละลายเปน็ ส่วนหน่งึ ของน้า
แตต่ อ้ งใหจ้ ิตเหมือนนา้ กับนา้ มนั
ที่แมจ้ ะอยู่ดว้ ยกัน แต่กไ็ มผ่ สมเปน็ เนอ้ื เดยี วกนั
น่ันคือสภาวะ “สดุ ท้าย” ทเ่ี รยี กว่า “นิพพาน”

ความจริง การปฏบิ ัตธิ รรมดว้ ยวธิ ตี ่างๆ นานา
เป็นเพียงการ exercise และ train จติ ให้พร้อม
กับการ “ปะทะ” กบั โลกแห่งความจริง เทา่ นนั้
เวลาไปปฏิบตั ิธรรมตามสถานทต่ี ่างๆ จติ จะสงบ
แตพ่ อกลับสู่หนา้ ท่ีการงาน จติ กก็ ลับสสู่ ภาพเดิม
คอื กระเพ่ือมไหวไปกับเรอ่ื งรอบตวั ตลอดเวลา
นั่นแสดงว่า ท่านไดฝ้ ากวิชาความรไู้ ว้กับวดั
แล้วกลบั บ้านมาตัวเปล่า

ไมไ่ ด้นาวชิ าท่ีไดเ้ รยี นร้มู าใชจ้ รงิ

การปฏบิ ัติธรรมทแ่ี ท้ คือการฝึกฝนทีจ่ ะ “รู”้
กบั ทุกเรอ่ื งรอบตัว ด้วย “จติ ตงั้ มน่ั ”
และพยายามพจิ ารณาทกุ เรื่องอยา่ ง “เปน็ กลาง”

เมื่อใดเหน็ ว่าจติ ไมเ่ ปน็ กลาง
คือเรมิ่ กระเพื่อมไหว
ดว้ ย “รกั โลภ โกรธ หลง สุข ทุกข์ ฯลฯ”
กใ็ ห้พยายาม “ประคองรักษาใจ”
ใหก้ ลบั ไปอยู่ในความปกติ
เฉกเช่นเวลาที่เราปฏบิ ตั ิธรรม
(สวดมนต์ นงั่ สมาธิ เดินจงกรม)
เหมอื นเวลาน่ังเรือแจวไปเจอคล่นื แรง
ทาใหเ้ รอื โคลง ก็พยายามควบคมุ
ให้เรือโคลงเคลงนอ้ ยลง ฉนั นัน้

ดงั นนั้ การประเมินว่า
เราเดนิ มาถูกทางหรือมพี ฒั นาการทางธรรม
ไปมากน้อยเพยี งใดนนั้
ก็คือการเพียงแตส่ ังเกตจุ ติ ของตวั เอง
ว่าเปน็ “จติ ปกติ” มากนอ้ ยเพยี งใด
โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงเวลาที่ประตทู ั้ง 6
เปดิ ออกรบั กับกเิ ลสตณั หาต่างๆ

เรามี "ความฉบั ไว" ในการดงึ จติ
กลบั สสู่ ภาพปกตไิ ดเ้ รว็ เพยี งใดน่ันเอง

จติ ทเ่ี ปน็ ปกตินี้ พอ่ แม่ครอู าจารยท์ า่ นวา่
กค็ อื จติ เดยี วกนั กบั “จติ พระอรหนั ต”์ นัน่ เอง
เพียงแตจ่ ติ ของปุถชุ นเปน็ ปกติ "ช่ัวขณะ"
แต่จติ พระอรหันตเ์ ปน็ ปกติ "ตลอดเวลา"
ผูท้ มี่ จี ิตปกติเป็นธรรมดา
ก็คอื ผทู้ ่ีไดพ้ บพระพทุ ธเจา้ แลว้ นน่ั เอง
ดังพุทธวจนะท่วี า่ “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้น้นั เห็นเรา”

13 เตรียมรับมอื กับความสขุ

"ความสุข" คอื ส่งิ ที่ทกุ คนปรารถนา
ไมม่ ีใครไมเ่ คยมคี วามสขุ
ไดท้ รัพยส์ ินเงินทอง
ไดย้ ศไดต้ าแหน่ง ไดร้ างวัล
มีคนรกั ยกยอ่ ง สรรเสรญิ
ไดส้ ง่ิ ทป่ี รารถนา บ้าน รถ
เครอ่ื งประดับ มรดก สุขภาพดี
ไปทอ่ งเทย่ี ว กนิ อาหารดๆี
เวลามคี วามสขุ จติ ก็พองฟูไปกบั สขุ น้ัน
แม้วา่ ความสขุ จะทาใหเ้ ราแชม่ ชน่ื ใจ
แต่หากเรา "เฉลมิ ฉลอง" กบั ความสขุ
จนขาดสติ ก็อาจเปน็ ต้นเหตขุ องทุกขไ์ ด้

ความสุขเป็นสิง่ เพิม่ พูน "อตั ตา" และ "มานะ"
เปดิ พ้ืนทใี่ หก้ บั "กู" ได้จบั จองพืน้ ท่ใี นใจ
กลายเปน็ ศนู ย์กลางของจกั รวาล
ท้ังที่ "เป็นตัวก"ู เช่น...
"กูดี" "กูเกง่ " "กฉู ลาด" "กูรวย"
"กแู ขง็ แรง" "กมู คี วามสขุ "
และท่ี "เป็นของกู" อยา่ ง...
"เงินกู" "บา้ นกู" "ตาแหน่งกู"

"แฟนก"ู "หนา้ กู" "ผลงานกู"

การปลอ่ ยหรือเพลดิ เพลินไปกบั "กู" น้ี
เปน็ จุดเริ่มต้นของหายนะ
ทกี่ าลังคืบคลานเข้ามา
ไม่มีใครทม่ี ีแต่ความสขุ ในชวี ิต
ทุกขห์ รือสิ่งไมป่ รารถนา
ต้องมาเยยี่ มเยียนเราเข้าสกั วัน

เมอื่ ใดทที่ กุ ข์เขา้ มา "กระแทก" ตวั กู ของกู
วนั นัน้ ...เราจะทุกข์แสนสาหสั
เสียบ้าน เสียรถ เสียทรพั ยส์ ิน เสียตาแหนง่
เสยี คนรัก เสยี โอกาส เสยี หนา้ เสยี เสียและเสยี
คงไม่มีใครปฏิเสธวา่ ไม่เคยเปน็ เชน่ นมี้ าก่อน
ดงั น้ัน จงึ มคี วามจาเป็นอยา่ งยงิ่ ทีจ่ ะตอ้ ง
"เตรียม" รับมอื กบั ความสุข
อยา่ งถูกวธิ ี

เม่ือใดรู้ตวั วา่ กาลังสขุ
ขอใหม้ สี ติรูแ้ ละพจิ ารณา 2 อยา่ งดังน้ี

1 พจิ ารณาวา่ ความสุขทีก่ าลงั ได้รบั นั้น
เกดิ จากความดีทเ่ี ราไดท้ ามาเปน็ เหตุ หรอื ไมก่ ็..
เกดิ จากความสาคญั ตนของผู้อื่น เชน่

เราขยันเลยมผี ลประกอบธรุ กิจดี ไดเ้ ล่ือนขนั้
หรอื บางครัง้ ได้รางวัลยกยอ่ ง
เพราะเราทมุ่ เทให้กับงานนั้น
หรอื ไม่ก็คดิ ว่า จรงิ ๆ เรากไ็ มไ่ ด้ดขี นาดนน้ั ..ก็ได้

การพิจารณาเช่นนี้
ทาใหเ้ ราไมท่ ะนงตนไปกับสุขทีไ่ ดร้ ับ
และต้งั ใจทาดเี พมิ่ ข้ึน
เพือ่ ให้ได้รบั ความสขุ เช่นนี้อีก
การมองว่าเราไมค่ ู่ควรกับความสุขท่ไี ด้
กอ็ าจเป็นอีกวธิ ีหนง่ึ
ทีช่ ่วยลดอตั ตาตวั ตนลงได้ในบางกรณเี ชน่ กัน

2 ไมค่ าดหวังว่าความสขุ ทีป่ ระสบอยนู่ ้นั
จะอยูก่ ับเราตลอดไป แตอ่ าจหมดไปในไมช่ า้
ใชห้ ลกั ไตรลกั ษณ์ คอื
"อนจิ จัง" คือทุกสงิ่ ไม่เทยี่ ง เปล่ียนแปลงเสมอ
"ทุกขัง" ความสุขก็ถูกบีบคนั้ ใหเ้ ปลย่ี นสภาพไป
"อนัตตา" สขุ ไมใ่ ชเ่ ราไมใ่ ชข่ องเรา
บงั คบั ใหอ้ ย่กู ับเราตลอดไปเป็นไปไม่ได้
ส่วนน้ไี ว้ปอ้ งกนั เวลาท่ี "ทาดแี ลว้ ไมไ่ ดด้ ี"
เพราะเรากาหนดไมไ่ ด้ว่า ความดที ่ีเราทา
จะให่ผลกับเรา เมื่อใด และอย่างไร

สองแนวทางนี้อาจเปน็ เกราะปอ้ งกันภัยจากทุกข์
ในยามท่เี ราประสบกับความสขุ ไดไ้ ม่นอ้ ย
การเพลดิ เพลนิ อยกู่ บั ความสุขไม่ใชส่ ่ิงเลวร้าย
หากแตต่ ้องอย่กู บั มนั อย่างมสี ติ และไม่ประมาท
เพอ่ื ไม่ให้ "สขุ " กลบั มาเป็น "ทุกข"์ ท่มิ แทงใจ
ทาให้ใจของเรา "โหยหาความสขุ "
แบบไร้เหตผุ ล

14 ความธรรมดาท่ีไม่ธรรมดา

ในชีวิตของเราทุกคน
มสี ่งิ ต่างๆ ผ่านเขา้ มาทุกวนั
บางส่งิ เราสนใจ บางสง่ิ เรารสู้ กึ เฉยๆ
เรามักต่ืนเตน้ และให้ค่ากับสง่ิ ทชี่ อบ ปรารถนา
วา่ ดี พเิ ศษ มีเกียรติ อยากได้เป็นเจา้ ของ
แต่กม็ อี กี ไมน่ อ้ ย ทีเ่ ราไมส่ นใจ ไมเ่ ห็นวา่ สาคญั

ยกเร่อื งอาหารการกนิ เป็นตัวอยา่ ง
ทุกวันนี้เรายอมจ่ายใหก้ ับของอรอ่ ย มีคุณภาพ
หรอื ท่ีคนอ่ืนใหค้ ่าวา่ ดวี ่างาม
เช่น รา้ นท่ีไดค้ ะแนน rating สงู ใน Wongnai
ไดด้ าวมิชลิ ิน บบิ คมุ อง เชลชวนชมิ หมึกแดง
และมองเหน็ ว่ารา้ นอ่นื ๆ เปน็ ร้าน “ธรรมดา”

คนชอบต้นไมก้ ็รูว้ า่ บางสายพนั ธุ์หายาก
พิเศษ ราคาแพง อยากไดม้ าครอบครอง
ในขณะที่ไม้บางประเภทเปน็ พวก “นอกสายตา”
เป็นของ “ธรรมดา” ไม่นา่ สนใจ

เรอื่ งเสื้อผ้าก็ไม่ต่างกัน เวลาเลือกซื้อเส้อื ผา้
เรามองเหน็ “ความธรรมดา” มากมาย

กว่าจะเลือกตวั ท่ถี กู ใจได้ และมองว่ามัน “พิเศษ”
สังเกตุวา่ เวลาท่ี “จติ ” มองเห็น “ความธรรมดา”
เราไม่รสู้ ึกขดั ใจ เสยี ดายหรือแม้แต่สนใจสงิ่ นั้น
ลกั ษณะของจติ เชน่ น้ีควรเปน็ “เปา้ หมาย”
ของการปฏบิ ตั ิเพอื่ พฒั นาจติ ด้วยเช่นเดียวกัน

However…
ทกุ ครง้ั ทโ่ี กรธ เพราะประสบสิ่งทขี่ ดั ใจ
ทุกครง้ั ทีเ่ ศรา้ เพราะประสบส่งิ ทไี่ มต่ ้องการ
ทกุ ครง้ั ทีโ่ ลภ เพราะประสบสง่ิ ท่ปี รารถนา
ทุกครง้ั ท่ที ุกข์ เพราะประสบสิง่ จติ ใจผลักไส
ส่ิงเหล่านน้ั “ไมธ่ รรมดา” ในสายตาของเรา

ทันใดทเี่ รามองว่ามัน “ไม่ธรรมดา”
จติ ใจของเรากจ็ ะไปจดจ่อกบั มัน
ยดึ โยงมัน มาเป็นตัวเรา เป็นของเรา
แบบเดียวกบั ที่เราเลอื กกนิ เลือกซอื้ นน่ั แหละ
(ทั้งๆ ทีจ่ ติ ผลักไส ไม่ต้องการแทๆ้ )

เรามักคดิ ว่า ไมอ่ ยากทุกข์ ไม่อยากเศรา้
ไม่อยากโกรธ ไมอ่ ยากเครยี ด ไม่อยากๆๆ
แตย่ ิง่ ไมอ่ ยากมากเทา่ ใด
กลบั ถกู สงิ่ นัน้ ติดตามเปน็ เงาตามตวั
เหตุกเ็ พราะ เรามองว่าสิ่งนัน้ “ไมธ่ รรมดา”

จติ จึงสนใจใส่ใจกับมัน “เป็นพเิ ศษ” นนั่ เอง

หากลองเปลย่ี นมุมมองเสียใหม่วา่
ทุกส่งิ น้ัน “เป็นธรรมดา” ไดว้ นั ใด
ส่ิงทั้งหลายที่ “เปน็ ธรรมดา” ในสายตาเรา
กจ็ ะหมดความสาคญั ลง
แม้ว่ามนั จะเกดิ ขน้ึ กับเราบอ่ ยเพียงใด
จติ ใจก็จะไม่ถกู กระทบกระแทก
และสามารถ “ปลอ่ ยวาง” ได้อยา่ งงา่ ยดาย
เพราะมมุ มอง “ความธรรมดา” เป็นเหมอื นเกราะ
ที่ครอบเร่ืองราวตา่ งๆ ทีเ่ ขามากระทบกบั เรา
เป็น bumper ที่ช่วงลดแรงของทกุ ข์
ใหท้ าร้ายใจของเราลงได้ มากแบบคาดไมถ่ ึง

ปรบั มุมมองว่า ทุกข์ เกิดจากเหตุ 2 แบบ

1) ถ้าเปน็ ทุกข์จากเรื่องเดมิ ๆ ซา้ ๆ
นัน่ เปน็ เพราะเรา “ใหค้ ่า” กับมันเกินจาเปน็
หัดปรบั มมุ มองว่ามนั คอื “เร่ืองธรรมดา”
คนทพี่ บทุกขแ์ บบเรามอี กี มากมายๆ
และคนจานวนไมน่ อ้ ยกไ็ มท่ กุ ขต์ ามไปดว้ ย
เพราะเขามองวา่ มนั คือ “ธรรมดา”

2 บางครัง้ เราได้พบทุกข์ใหมๆ่
ใหม้ องวา่ นน่ั คือ “เร่อื งธรรมดา” อกี เรื่อง
ท่ีเราเพม่ิ เคยเจอเป็นครั้งแรก
อยา่ วติ ก เพราะนนั่ ไมใ่ ชเ่ รือ่ งพิเศษอะไร
คนอื่นๆ เขาเจอมากอ่ นเราตัง้ นานแลว้

หลายคนทกุ ข์เพราะพบว่า
คนทเี่ รารูจ้ ักหรอื เคยรกั “เปลี่ยนไป”
เม่อื กอ่ นเขาไมเ่ ป็นอยา่ งน้ี
กใ็ หร้ วู้ า่ “การเปลยี่ นไป” ของเขา
ก็เป็น “สิ่งธรรมดา”

เหมอื นเวลาเราอยากเปลี่ยนตวั เอง..
ลดนา้ หนกั เพราะอยากผอม
ออกกาลังกายเพราะอยากสุขภาพดี
ทางานหามรุ่งหามคา่ เพราะอยากไดเ้ งิน
แต่งตัวดี เปยไ์ มอ่ ้นั เพราะชอบเขา
เลกิ เกกมะเรกเกเร เพราะกลายเปน็ พอ่ คน
ให้อภยั อโหสกิ รรมคนอน่ื เพราะกาลงั จะตาย
เหมือนคนแก่กต็ อ้ งหนังเหยี่ ว
ตาฝา้ ฝาง ความจาเส่ือม และตายในทีส่ ดุ
มันช่างธรรมดาเสยี นกี่ ระไร

ฝึกเพม่ิ สิ่งทเ่ี ปน็ ธรรมดาในประสบการณข์ องเรา
จิตท่ีรบั รเู้ รื่องราว “ธรรมดาๆ” ท่ีเพ่มิ ขึน้ น้ี
จะกลายเปน็ จติ ทเ่ี จรญิ เข้มแขง็
และนาพาเราไปสู่ความสุข
ที่ฝงั ลกึ อยใู่ นก้นบ้งึ ของหวั ใจ...ไดส้ กั วันหนึ่ง

15 มชั ฌิมาปฏิปทากับการภาวนา

ทา่ นอาจารยพ์ ุทธทาส
ยกใหว้ ันอาสาฬหบชู าเป็น "วันพระธรรม"
เพราะเป็นโอกาสแหง่ การแสดงปฐมเทศนา
ของพระสมั มาสัมพทุ ธเจา้
ทเี่ รยี กว่า "ธรรมจักรกัปปวัตนสตู ร"
โดยมใี จความสาคญั เกย่ี วกับความเชือ่
เร่ืองการค้นหาความสขุ ที่เป็นทางสดุ โตง่ 2 ด้าน

1 กามสุขขัลลกิ านโุ ยค
คือการหาความสขุ จากกามคุณทั้งปวงในทางโลก
เชน่ ทรพั ย์สนิ เงนิ ทอง ลาภยศสรรเสรญิ
เรอื่ งกามความไคร่ และการเสพวตั ถุผา่ นอายตยนะต่างๆ
เชน่ ลุ่มหลงกับความสวยความงาม
อาหารเลศิ รส คาสรรเสรญิ เยนิ ยอ
หรือสงิ่ ท่มี าบารงุ ราเรอความอยากความปรารถนาทง้ั ปวง
ซึง่ ทั้งหมดน้ี ล้วนเปน็ ส่งิ ทไี่ มจ่ ีรังยงั่ ยนื
ตอ้ งเสอ่ื มตอ้ งเสยี หรือจากเราไปสกั วนั
แถมยงั นาติดตวั ไปไมไ่ ด้เมอ่ื เราตอ้ งจากโลกนไี้ ปแลว้

2 อตั ตกิลมถานโุ ยค
คอื การคน้ หาความสุขจากการทารา้ ยตวั เอง

เชน่ การบาเพญ็ ทุกรกริ ยิ า ทรมานตนเอง เพื่อหวงั บรรลุธรรม
อนั เป็นการเพิ่มแรงกระทบในทางลบใหแ้ กก่ ายและใจ
ไม่เกดิ ประโยชน์อยา่ งใด
เช่นทพี่ ระพุทธองคท์ รงได้ประสบด้วยพระองค์เองมาแล้ว

จากนน้ั ทรงสอน "ทางสายกลาง" หรือ "มรรคมีองค์ 8"
ซง่ึ เป็นหนทางที่นาไปสกู่ ารดับทุกข์ที่แท้จรงิ
แกป่ ัญจวัคคี ดังที่เรารับทราบกัน

ขอ้ ธรรมอันลึกซง้ึ ดังกลา่ ว
จะนามาสูก่ ารปฏบิ ตั ิท่ีเกยี่ วขอ้ งกบั การภาวนาไดอ้ ย่างไร?

อาจกล่าวอยา่ งย่อสั้นได้ว่า
ทางสุดโตง่ ทง้ั สอง เปรียบเสมือนสายกีต้าร์
ท่ี หากต้งั ให้หยอ่ นหรือตึงเกนิ ไป ก็ไม่อาจเล่นเพลงทีไ่ พเราะได้
แตต่ ้องตงั้ สายให้ "ตึงพอดหี รอื พอประมาณ" จงึ เหมาะสมที่สุด

ปฏบิ ตั อิ ย่างไรทเี่ รยี กวา่ "หยอ่ นเกนิ ไป" และ "ตึงเกนิ ไป"?

*สดุ โตง่ แรก*
"การภาวนาทหี่ ย่อนยาน"
สรุปสนั้ ๆ คอื การขาดความใส่ใจ ตงั้ ใจ
และขาดความเพยี ร จนไม่สามารถพัฒนาใหเ้ กดิ "สต"ิ
ท่ีรับรู้สภาวะตา่ งๆ ท่เี กิดขึน้ ไดอ้ ยา่ งต่อเนอ่ื ง เชน่

ก. ในวันหนงึ่ มสี ตอิ ย่กู บั กาย (เชน่ ลมหายใจ หรอื อิรยิ าบถ)
หรือจติ (เชน่ รวู้ า่ โกรธ สขุ ทุกข์ ฯลฯ) น้อยมาก
เรยี กวา่ "จติ ใจหลง ลอ่ งลอยไปกบั เร่อื งทางโลกตลอดทงั้ วนั "

ข. คดิ ว่าการปฏิบตั ติ อ้ งทาท่วี ัด หรือสานักปฏบิ ตั ิธรรมเทา่ นั้น
ค. ไมป่ ฏิบตั ิตอ่ เนือ่ ง เม่อื ไหรไ่ ม่อยากทาก็ไม่ทา

หาข้อแกต้ วั ให้ตัวเองเสมอ เชน่ ไม่ว่าง เหน่ือย เครยี ด ฯลฯ
ง. แม้ในเวลาปฏิบตั ิ ก็มคี วามฟงุ้ ซา่ น จิตหลงออกนอก แต่ไมร่ ู้ตัว
จ. เวลาสติหาย หลงไปกบั เร่ืองอ่ืนแลว้ เรยี กกลับมายาก

ตรงกนั ขา้ ม มักปรุงแต่งออกนอกไปไกลจนกไู่ มก่ ลบั

**วิธแี ก้**
a. เพ่ิมความเพยี ร หวั ใจของการปฏิบัตไิ มไ่ ดอ้ ยทู่ ว่ี ัด

แตอ่ ยูท่ ตี่ วั ของเรา การปฏิบตั ทิ าไดท้ ุกท่ีทุกเวลา
(ยกเวน้ เวลาทางานท่ีต้องใช้ความคดิ )
b. ให้เน้นพฒั นาสติให้อยู่กบั ตวั ใหม้ ากทสี่ ุด
ดว้ ยการ "ทาความรสู้ ึกตัว" ให้มากที่สุด
บ่อยทสี่ ดุ เท่าท่ีจะทาได้
c. "รสู้ ึกตวั " เช่น รวู้ ่า
ขณะน้หี ายใจเขา้ หรอื ออก หายใจยาวหรือสน้ั รูว้ า่
ขณะนีอ้ ยใู่ นอริ ยิ าบถใด ยนื เดนิ นั่ง นอน
d. นอกจากนี้ ยังอาจสร้างสติท่สี มั พนั ธ์กับความคิด
เช่น มีสติรวู้ า่ ขณะน้ีเรากาลังสขุ หรือเปน็ ทกุ ข์
ร้หู รอื เหน็ วา่ เรากาลงั โกรธ เศรา้ คับแค้นใจ
e. การรสู้ ึกตัวใหพ้ ิจารณาว่า

"เราเป็นผอู้ ยูภ่ ายนอกทเี่ ฝา้ มองดกู ายและใจ"
กายทาอะไร เป็นเรอื่ งของกาย
ใจคิดอะไร กเ็ รอ่ื งของใจ
ท้งั หมดน้ี "ไม่ใช่เรา" "ไม่ใชข่ องเรา"
การทางานของ กาย ใจ และ เรา เป็นส่วนทแี่ ยกออกจากกัน

*สดุ โตง่ ท่ีสอง*
"การภาวนาท่ีตงึ จนเกนิ ไป"
คอื การจดจ่อกบั การปฏิบตั มิ ากจนเกนิ
"ความเปน็ ปกต"ิ "เปน็ ธรรมชาติ"
ซ่งึ มักใหผ้ ลลพั ธ์ในทางตรงกันข้าม
เช่น เกดิ ความเครียด จติ เศร้าหมอง
เพราะเห็นว่าการปฏบิ ตั ิบตั ไิ มก่ า้ วหน้า เช่น
ก. เครง่ กบั การทาสมาธิ เดนิ จงกรม

จนเกดิ อาการปว่ ยทางกาย เชน่ ปวดหัว
ข. พยายามบังคบั ความคดิ ของตัวเอง ไมใ่ หค้ ิดเรื่องอ่ืน

แต่ยิ่งบงั คบั ใจกย็ ่งิ หนีออกไปคิด ทาใหท้ ้อแทใ้ นการปฏบิ ัติ

**วิธแี ก*้ *
a. ไมค่ าดหวงั วา่ การปฏบิ ตั ิ "ต้อง" ไดผ้ ล "ต้อง" กา้ วหน้า
b. ปล่อยใจไปตามธรรมดา เหมือนเวลาทร่ี สู้ กึ ว่า

วนั หนง่ึ ๆ เราต้องหวิ ตอ้ งกนิ ตอ้ งขบั ถา่ ย ต้องงว่ ง ตอ้ งนอน
c. เข้าใจว่า ความคิด ความฟงุ้ ซา่ น ความเครียด ความทกุ ข์

คือเรือ่ งปกตทิ เี่ กิดข้ึนได้ ไม่เข้าไปบงั คบั ไมใ่ ห้คดิ

แตเ่ ปลีย่ นมาเป็น "ผู้สงั เกต"ุ ความคดิ ความฟงุ้ ซา่ น
เม่ือใดคิด เมอ่ื ใดฟุง้ เมอื่ ใดเครียด เม่ือใดทุกข์ ให้ "มีสต"ิ เหน็ มัน
d. ปรับมุมมองมาเปน็ "คนทอี่ ยู่ข้างนอก" ทมี่ องกลบั เข้ามาในตัวเอง
เรียนร้แู ละทาความรูจ้ กั "ตัวเอง" ในฐานะท่เี ปน็ "คนอื่น" ใหม้ ากขึ้น
e. มองตัวเอง "อยา่ งเปน็ กลาง" เหน็ แล้วรู้ "เท่านน้ั "
ไมเ่ ข้าไปตดั สิน ไม่เขา้ ไปเสรมิ เตมิ แต่ง "รู้แลว้ จบ" "ร้แู ลว้ ปลอ่ ยผา่ น"

การใช้สติ "รู้" สภาวะตา่ งๆ ทผ่ี า่ นเข้ามา และผ่านออกไป
จะชว่ ยให้เห็นวา่ วนั หนึง่ ๆ เราคิด เราฟุ้ง เราหลง เราสขุ เราทุกข์
กับเร่ืองต่างๆ มากมาย
ท่สี ดุ ท้าย ก็ "แค"่ สงิ่ ท่ี "ผา่ นมาผา่ นไป"
เกิดขน้ึ แลว้ ดบั ไป กเ็ ทา่ น้ัน

แลว้ มนั จะยังไงต่อ?
เมือ่ เหน็ เกดิ -ดับ ซ้าๆซากๆ เชน่ น้ี
จิตจะยอมรบั ความจริงข้อน้ี วา่
"มนั เป็นเช่นนน้ั เอง" และเกิด...
1. เบือ่ หนา่ ยกับเรื่องทางโลก
2. ไม่ให้ความสาคัญ
3. ไมข่ วนขวายที่จะยดึ มาเปน็ เราของเรา
4. ปลอ่ ยวาง
5. หลดุ พน้

ทงั้ หมดนี้เป็นแผนทเี่ ดินทาง สาหรบั ผูแ้ สวงหาทางหลดุ พ้น
แตใ่ ครจะ "เดนิ ทาง" ไปไดไ้ กลเพยี งใด
ข้นึ อยกู่ บั ปญั ญาและความเพยี ร
การไดเ้ กดิ เป็นมนุษย์…
นับว่าเปน็ "คร่ึงทาง" ของโอกาสแห่งการหลดุ พ้นแล้ว
ที่เหลอื อีกคร่ึงหนึ่งอยู่ท่ี "ใจ" ของท่านล้วนๆ

16 เข้าพรรษา ไมใ่ ชแ่ ค่ วนั เขา้ พรรษา

อย่างที่เราทราบกนั ดี
เทศกาลเข้าพรรษา
คอื ช่วงเวลาท่ีพระสงฆ์อยจู่ าพรรษาท่ีวัด 3 เดือน
ไม่วา่ ออกไปปฏบิ ตั กิ ิจท่ใี ด
ต้องกลับมาจาวดั ทีเ่ ดมิ ทกุ วัน
นอกจากเป็นพทุ ธบัญญัติ ทลี่ ดการสรา้ งความเสียหาย
แกผ่ ลิตผลทางการเกษตรของชาวบา้ นแล้ว
ระยะเวลา 3 เดือนนี้ ยงั เป็นชว่ งเวลาสาคญั ทส่ี ดุ ใน 1 ปี
ทพี่ ระสงฆ์จะได้ท่มุ เทให้กับการปฏบิ ตั ิ
เพื่อให้เกิดความกา้ วหนา้ ในการเจรญิ สตมิ ากทสี่ ุดดว้ ย

ครบู าอาจารยม์ ักแนะนาให้นักปฏบิ ตั ิ
เสรมิ สรา้ ง “อธิษฐานบารม”ี หรอื ความดี
ทเ่ี กดิ จากการตัง้ จิตต้ังใจมุง่ มน่ั จะทาสิ่งใดสงิ่ หนึ่ง
หรือละเวน้ จากการทาสง่ิ ที่เป็นเหตุแห่งการเนนิ่ ช้า ในช่วง 3 เดือน
เช่นทเี่ ห็นในการรณรงค์ “งดเหล้าเขา้ พรรษา”
ในช่วงหลายปีทผี่ ่านมา

สาหรับชาวพุทธแล้ว
เข้าพรรษาไมใ่ ช่เพยี งการไปวัดทาบุญ
ถวายผา้ อาบน้าฝนและเทียนพรรษา

แตค่ วรเป็นโอกาสแหง่ การตั้งใจทาดีละชัว่
แบบทีไ่ ม่เคยทามาก่อน
เพอ่ื ทดสอบความอตุ สาหะของตนเอง

ตวั อย่างความตงั้ ใจปฏิบตั ดิ ี
เพอ่ื ให้เกดิ ความเจรญิ ก้าวหนา้ ทางจติ เชน่
1 คดิ ดี คดิ แตส่ ิ่งดี มองโลกในแงด่ ี
มีเมตตาตอ่ คนคดิ รา้ ยหรือกระทาสงิ่ ช่ัวร้ายต่อเรา
2 พูดดี สภุ าพ ระมดั ระวงั วาจา
โดยมสี ติอยู่กับส่งิ ทพี่ ูดให้มากท่สี ดุ คดิ ก่อนพดู
3 ต้ังใจเจรญิ สติ ดว้ ยการรู้กายหรอื ใจ
ด้วยรปู แบบต่างๆ อยา่ งสมา่ เสมอ
4 ตัง้ ใจเจริญจติ ภาวนา เชน่ นัง่ สมาธิ เดินจงกรม
ฝึกรู้สึกตวั ในปจั จุบันขณะ สร้าง “ร”ู้ ให้เข้มแขง็ วอ่ งไว
5 รกั ษาศลี 5 หรือ ศีล 8 ในวันพระ

ตวั อย่างความตงั้ ใจลดละสิ่งทเ่ี ปน็ ปัจจยั แห่งความเนิน่ ช้า
หรือชักนาเราสอู่ บายภมู ิ เชน่
6 งดอบายมขุ ทุกรูปแบบ ด่ืมนา้ เมา เที่ยวกลางคืน
ดกู ารละเล่น เลน่ การพนนั คบคนชั่วเปน็ มิตร
หรอื ถา้ คิดวา่ เยอะไปกเ็ ลือกเอาซักอยา่ งก่อน
7 ลดหรืองดการใช้วจที ุจริต เช่น พูดส่อเสยี ด
ประชดประชนั นินทาผูอ้ น่ื พดู เพอ้ เจ้อ ใสอ่ ารมณ์ตาหนผิ ูอ้ ื่น
8 ต้งั ใจลดการปลอ่ ยจิตออกนอก หรือคดิ ฟุ้งซ่าน

ดว้ ยการฝึกมสี ตอิ ยู่กับกายหรอื ใจ
9 งดหรือลดการเข้าถึงส่ิงไม่จาเปน็ ตา่ งๆ หรือนาเขา้ มารกสมอง
เชน่ ขา่ วสาร เรื่องราวดราม่า social media เกมส์
รวมถึงสงิ่ อื่นใดที่ทาใหเ้ ราเพลิดเพลินจนลมื เนอื้ ลมื ตัว
และหนั มาใสใ่ จกับ “ตวั เอง” ใหม้ ากข้ึน
ด้วยการเพมิ่ เวลา “อยกู่ บั ตวั เอง” ใหม้ ากข้ึน

การกา้ วขา้ มความเคยชนิ ในชวี ติ ประจาวนั
ดว้ ยการเสรมิ สร้างอธษิ ฐานบารมนี ้ี มีอานิสงส์สาคัญ คอื
เปน็ จุดเริ่มต้นของการเปลยี่ นแปลงตนเองไปในทางท่ี "เป็นคุณกับตวั "

เมอ่ื ครบ 3 เดือนแลว้ ให้ลองหันกลบั มามองตวั เองในวันน้ี
คณุ จะพบวา่ คณุ เปลีย่ นไป คณุ พฒั นาขน้ึ
คณุ กา้ วข้ามขดี จากดั ของตัวเองได้
คุณเปน็ คณุ อกี คนทมี่ ีอะไรดีขึน้ กวา่ เดมิ
คุณทาในสิง่ ทไี่ มเ่ คยคดิ วา่ จะทาได้..สาเร็จ

และผลน้จี ะเปน็ กาลงั สาคญั
ในการขับเคลอื่ นตัวคุณข้ึนไปอกี ระดับหนงึ่ ...
ทสี่ งู ...และดีขนึ้ กวา่ วนั นี้
ลองดูนะครบั แลว้ คณุ จะพบศักยภาพทแ่ี ทจ้ ริงในตวั คุณเอง

17 หัวใจของความสขุ

“ความสขุ ” คือส่ิงทที่ ุกคนตอ้ งการ ไขว่คว้า แสวงหา
ผู้คนมกั คดิ ว่า ความสุข คือ
“ความสนกุ ” “ความสาเร็จ” “ความสงบ”
แต่ “หัวใจของความสขุ ” ทีแ่ ทจ้ ริงนน้ั
คอื “ใจ” เราตา่ งหาก

บ่อยครั้งท่ีมีเรอ่ื งสนกุ แต่เราไมส่ ขุ ตาม
บอ่ ยครงั้ ที่ความสาเรจ็ ไมไ่ ดท้ าใหเ้ ราเปน็ สุข
บอ่ ยครงั้ ท่คี วามสงบ ไมไ่ ดน้ ามาซงึ่ ความสขุ
แต่ไม่ว่าจะอย่ใู นสภาวะ สถานการณ์ใด
หากเพียง “ใจ” เป็นสุข เราก็จะสขุ ไปดว้ ย

ดงั น้นั …
จงึ ควรใหค้ วามสาคญั กบั การทาใจให้เปน็ สุข
มากกวา่ แสวงหา สนุก สาเรจ็ และสงบ

สาหรบั มอื ใหม่หัดภาวนา
วนั นี้ขอเสนอ 3 แนวทางหลกั เพ่ือ...
สร้างสุขใหเ้ กิดขน้ึ ในใจ
โดยแบง่ ออกเป็น 3 ระดบั ดังน้ี

1 ตน้ น้า
ชว่ งตน้ น้า คอื ขณะที่ใจของเราเปน็ ปกติ
ไมไ่ ดป้ ระสบกับสขุ หรอื ทกุ ขอ์ ะไร
ช่วงนเ้ี หมาะกับการ “เตรยี มความพร้อม”
เสรมิ สร้างให้ใจพรอ้ มรับความสขุ

ส่งิ ที่ควรทาในชว่ งต้นนา้ น้ี คือ

ก) ลดการนาความทุกข์เข้าสใู่ จ
พยายาม “ไมห่ าอะไรทา” ในยามว่าง
ทงั้ fb ig tiktok game drama ฯลฯ

ข) มีสติอย่กู บั ปัจจุบนั ไม่นาเรือ่ งอน่ื มาคดิ ใหร้ กใจ
ใหเ้ วลากบั ตัวเองมากขนึ้ ดว้ ยการอย่กู บั ลมหายใจ
หรืองานในปัจจุบนั เชน่ ทางานบา้ น ฯลฯ

พยายามยามหาเวลาทกุ ช่วงในชวี ิตประจาวัน
เพือ่ ฝึกฝน ลับสติใหฉ้ บั ไว
และมสี ัมปชญั ญะกบั กายกบั ใจใหม้ ากทส่ี ุด
บอ่ ยท่สี ดุ นานท่ีสดุ เท่าท่จี ะทาได้

ผลจากการปฏิบตั ติ ามนี้ จะทาให้...
จติ ปกติมีความสงบขนึ้
มสี ติและสมาธทิ ี่ถกู ต้อง

ไม่แสส่ ่ายไปกับเรือ่ งที่เข้ามากระทบงา่ ยๆ
และพบกบั “ความสขุ ” ในอกี รปู แบบหน่ึง
ที่ยากจะอธิบาย

2 กลางนา้
กลางน้า คอื ชว่ งทีเ่ ราพยายามดาเนินชีวิตเพื่อใหไ้ ด้มาซง่ึ ความสขุ
เช่น วางเปา้ หมายบางอย่างไว้ แลว้ กาลังทาเพอ่ื ให้ได้ตามเป้านัน้
ในช่วงน้เี รามกั มี “ความคาดหวงั ” วา่ ...
สง่ิ ที่ทาจะ “สาเร็จ” ตามทต่ี งั้ ใจ
แต่ในความเป็นจรงิ ผลลัพธ์อาจตรงกนั ข้าม

ข้อควรปฏบิ ตั ใิ นชว่ งกลางน้า คอื
ใหจ้ ดจ่อกบั กระบวนการมากกว่าผลลพั ธ์
คิดวา่ หน้าท่ตี อนนคี้ อื อะไร แล้วตงั้ ใจทา
แตไ่ ม่คาดหวังวา่ ผลลพั ธ์จะเปน็ อยา่ งท่ีคาด
และเปดิ ใจรบั สิง่ ที่ผ่านเข้ามาเป็น “ประสบการณ์”

การวางใจเชน่ นี้ จะช่วงลด “แรงกระแทก” จากความผิดหวังได้มากๆ
และยังชว่ ยใหจ้ ติ ไดเ้ รียนร้วู ่า
“ความผิดหวังเป็นเรอ่ื งธรรมดา” ใครก็เจอ
เป็นเหมือนทางผา่ น “on the way” ไปสู่เปา้ หมาย
และทาใหเ้ รา enjoy กบั “ระหว่างทาง”
ทเี่ ตม็ ไปดว้ ยอุปสรรค แบบทเี่ รียกวา่
“นี่แหละ รสชาตขิ องชวี ิต”

3 ปลายน้า
ท่ปี ลายนา้ คือ เหตกุ ารณเ์ ฉพาะหนา้
ทเ่ี รากาลังเผชญิ หน้ากบั ทกุ ข์
เป็นชว่ งท่ีจิตกระเสือกกระสนหาทางออก
แต่ยง่ิ พยายาม ก็เหมือนย่ิงจมอย่กู บั ทุกข์
เหมอื นตกอยใู่ นวงั นา้ วนหรอื ทรายดดู
สิ่งที่จะชว่ ยประคับประคองจติ ใจ
ให้สามารถโตค้ ลน่ื อยู่กับทกุ ขน์ านปั การ
คอื “สติ”

การปฏบิ ัตติ ัวหากอยใู่ นช่วงปลายน้า คือ
ให้ใช้สติ ดงึ จติ ออกจากความเปน็ ตวั เรา
แลว้ ใชจ้ ติ น้นั มองกลบั มาทตี่ ัวเรา
รบั รู้ “สภาพ” กายและใจในขณะนั้น

การทาใหเ้ ราเปน็ คนอ่นื ทกี่ าลังมองดูตัวเอง
จะทาให้ “รู้” หรอื “เหน็ ” ซากอารยธรรม
ทีเ่ กลือกกลัว้ ไปดว้ ยกิเลสหลากหลายรูปแบบ
เหน็ ความไม่สวยงาม ความน่ารงั เกียจ
เห็นสง่ิ ท่เี ราไม่พึงปรารถนาจะใหเ้ ปน็
เม่ือเห็นเชน่ น้นั เราก็จะไมอ่ ยากเป็นอย่างท่เี ราเห็น
และจะพบว่า “คนท่ีเห็น” กับ “คนท่เี ป็น” นั้น
คือ “คนละคนกัน” เราไม่ใชต่ วั เรา

การเหน็ เช่นน้ีบ่อยๆ จะทาใหเ้ รามสี ติทีฉ่ ับไว
ในการยับยงั้ กเิ ลส หรอื ทุกข์ ทีก่ าลังอยู่ขา้ งหน้า
จากสหี นา้ น้าเสยี ง ฯลฯ ท่ีแสดงอาการโกรธ
จะลดลงกลายเป็นเพยี งความรสู้ กึ โกรธในใจ
ลดลงกลายเปน็ เพียงความรสู้ ึก “ครึ่งหนึง่ ”
ลดลงกลายเปน็ เพียงเงาของความรูส้ ึกโกรธจางๆ
และกลายเป็น “ไม่โกรธ” ได้ ในท่สี ุด

แนวทางทั้ง 3 ระดับน้ี อาจช่วยนาพา “ความสขุ ”
มาสู่ใจของเราได้ง่ายๆ โดยไมต่ อ้ งด้นิ รน คน้ หา
จาก ความสนกุ ความสาเรจ็ ความสงบ
ทีเ่ ปน็ เพียงสิ่งสมมตินอกกาย ทไ่ี มจ่ รี ังยั่งยืน
หากแต่เป็นการ “สรา้ งสขุ ” ขนึ้ ในใจ ไดด้ ้วยตัวเอง
แล้วคณุ จะมีความสขุ เป็นสมบตั ิประจาตัว
ตลอดเวลา

18 เหตปุ จั จยั ...

กาแฟดริป...
การแฟท่เี รมิ่ ไดร้ บั ความสนใจในวงการกาแฟไทย
เปน็ กาแฟทชี่ งผ่านกระบวนการ “กรอง”
ลกั ษณะเดน่ ของกาแฟดรปิ
คือใช้กาแฟ “Single Origin”
หรอื กาแฟท่ีมาจากแหลง่ ผลดิ เดยี วกนั
เมลด็ กาแฟก็ใช้เฉพาะ “ควั่ อ่อน”
ซ่งึ เปน็ การคัว่ ท่ีรกั ษารสและกลิ่น
ทเี่ ปน็ อัตลกั ษณข์ องแตล่ ะแหล่งผลติ
ไมเ่ หม็นไหมแ้ บบค่ัวกลางหรอื เขม้

กาแฟท่ผี ่านการดรปิ แตล่ ะแกว้
จะมรี สและกลน่ิ เฉพาะ
ซึ่งเกดิ จากความพถิ ีพิถันในทุกกระบวนการ
ก่อนจะออกมาเปน็ กาแฟ 1 แกว้ นัน้ ...

1 เมล็ดทคี่ ดั สรรจากแต่ละแหลง่
และผา่ นกระบวนการกว่าจะพร้อมสาหรับคว่ั
เปน็ ตน้ กาเนดิ รสชาตทิ ี่หลากหลาย
เชน่ ถั่ว คาราเมล ผลไมส้ ด ผลไมแ้ ห้ง
ตดิ หวาน ตดิ เปรยี้ ว ไปจนถงึ รสออกไวน์

2 หากไม่นับกระบวนการคั่ว
ก่อนนาเมลด็ มากรองตอ้ งผา่ นการบด
ระดับความละเอยี ดของการบด
ทาให้ได้ผงกาแฟขนาดเลก็ ใหญ๋ต่างกัน
ผงกาแฟทลี่ ะเอยี ดมากจะใหร้ สท่ีเข้มขน้ กว่า
ผงกาแฟทีบ่ ดละเอยี ดนอ้ ย

3 อุปกรณก์ ารกรอง
กาแฟดรปิ ใช้ “dripper” หรอื อปุ กรณก์ รองรปู ทรงกรวย
ซึง่ มหี ลากหลายรปู แบบ แตกต่างไปตามองศา
กรวยรปู ชันกว่าจะทาใหน้ า้ ที่กรองไหลเรว็
ทาให้ได้กาแฟรสออกเปรยี้ ว
และเขม้ ข้นน้อยกวา่ กรวยท่ีมคี วามชนั น้อย
นี่ยงั ไมน่ บั กรวยทม่ี ีรปู ทรงตา่ งกัน
กส็ ่งผลต่อรสชาติกาแฟที่จะไหลผา่ นออกไปด้วย

4 กระดาษกรองก็สาคญั
กระดาษกรองปกติมี 2 แบบ
ทเ่ี ปน็ กระดาษฟอก (สีขาว)
และกระดาษรไี ซเคิล (สเี ทา) ซง่ึ จะยงั มกี ลน่ิ ไมอ้ อ่ นๆ ตดิ อยู่
โดยมากกอ่ นกรองมกั จะลา้ งกระดาษกรองบน dripper ดว้ ยนา้ ร้อน
เพือ่ ดับกลน่ิ ท่จี ะปะปนมากับรสกาแฟ

5 นา้ ท่ีใช้กรองเปน็ นา้ รอ้ น
ทต่ี ้องมีระดับความรอ้ นท่ีพอเหมาะกับการใช้กรอง
โดยปกตอิ ยปู่ ระมาณ 92-94 องศา (เห็นไหมวา่ มันยอ่ ยมาก)
กาทใ่ี ช้ดริปต้องเป็นหาปากเลก็
ทใ่ี ห้น้าไหลออกจากปากไดใ้ นปรมิ าณน้อย
เพอื่ ใหส้ ามารถควบคมุ การไหลของน้ารอ้ น
ใหอ้ ยู่ในระดับทีพ่ อเหมาะ

6 สดั ส่วนของผงกาแฟกับน้าเปน็ อกี ปจั จัยหนง่ึ
ทีท่ าใหไ้ ด้กาแฟรสชาติแตกตา่ งกนั ไป
แม้วา่ จะมาจาก origin เดยี วกนั
แตล่ ะรา้ นก็จะมสี ตู รของตวั เอง (กาแฟ:น้า)
เช่น 1:8 1:10 1:12 เป็นตน้

7 การดรปิ หมายถึง
ขนั้ ตอนการเทนา้ ลงบนผงกาแฟ
ทอ่ี ยใู่ นกรวยและกระดาษกรอง
รูปแบบการเทกม็ หี ลายแบบ
แตโ่ ดยหลกั การ การรินน้าครงั้ แรกลงบนกาแฟ
เปน็ การ “ปลุก” ใหก้ าแฟต่นื
หรอื เรียกวา่ “blooming”
เพื่อให้กาแฟคาย CO2 ออกมา
และพรอ้ มจะใหร้ สชาติทเ่ี ปน็ อัตลกั ษณ์
ของแหล่งปลูกในการเทครัง้ ตอ่ ๆ ไป

วธิ ีการเทมีหลายสตู ร
ซ่งึ ประกอบด้วย 2-3 สว่ นสาคญั คอื
1) รปู แบบการเท เช่น เทตรงๆ
เทวนเป็นวงกลม เทเป็นเสน้ ตรง ฯลฯ
2) จานวนคร้ังในการเทตอ่ การดรปิ 1 แก้ว
สว่ นใหญ่จะใช้ 3-5 ครง้ั
3) ความเรว็ -ชา้ ในการเทแตล่ ะครงั้

8 สาหรบั คนที่ย่อยจริงๆ
มกั จะจับเวลาและปรมิ าตรน้าในการเทดว้ ย
เช่น เทครง้ั แรกใชเ้ วลากี่วนิ าที เทนา้ กม่ี ล.
พกั รอก่ีวินาที แลว้ จึงเทคร้งั ที่ 2 อีกเทา่ ไหร่
นานแค่ไหน เทเรว็ หรือเบา ฯลฯ
เบด็ เสร็จต้องใชเ้ วลาไมเ่ กนิ เช่น 3 นาทีคร่ึง
ถา้ นานกว่านั้นอาจส่งผลให้
กาแฟทอี่ อกมาจะเรม่ิ เสยี รสชาติ

9 เสน่ห์ของกาแฟ single origin นัน้
ที่ซองจะมี taste note คอื รสชาติ
ทผี่ ูเ้ ช่ยี วชาญได้ทดสอบและอธบิ ายไว้แลว้ ว่า
กาแฟชนดิ นั้นๆ จะให้รสชาติอะไร เชน่
clean cup, brilliant cane juice,
tangerine, wild honey, jasmine
ซง่ึ เป็นความซับซอ้ นของรสชาติ

ท่ีปะปนอยใู่ นกาแฟแกว้ เดยี ว
เรยี กว่า ผดู้ มื่ ตอ้ งจนิ ตนาการตามว่า
ไดร้ ับรสชาติตามทร่ี ะบไุ ว้ขา้ งซองหรอื ไม่

จากองค์ประกอบข้างตน้
จงึ ทาให้กาแฟดริปแตล่ ะแกว้ มคี วามเฉพาะตัว
เพราะตอ่ ใหใ้ ชก้ าแฟจากถงุ เดียวกนั
เคร่ืองบดเดยี วกัน นา้ อณุ หภมู แิ ละปรมิ าณเท่ากัน
คนดริปคนเดยี วกนั พยายามควบคุมทกุ อยา่ งเหมือนกันก็ตาม
กาแฟทไี่ ด้แตล่ ะแก้วกม็ รี สชาตไิ มเ่ หมอื นกัน 100%

ตวั อย่างกาแฟดรปิ ข้างต้น
แสดงใหเ้ ห็นถึงความซับซ้อนของ “เหตุปัจจยั ”
ท่บี างครง้ั เราไมอ่ าจทราบไดเ้ ลยวา่
อะไรเปน็ เหตขุ องผลทีเ่ กดิ ข้นึ หรอื ทเ่ี ราได้รบั อยู่

กาแฟทีเ่ ข้มข้นน้อยหรอื มากอาจเกดิ จาก
ขนาดผลกาแฟ ปรมิ าณน้าทีใ่ ช้
รูปทรงกรวยดรปิ ความเรว็ ชา้ ในการรินน้า
หรืออตั ราสว่ นของกาแฟกับน้าทใ่ี ช้
หรือหลายองค์ประกอบรวมกัน

คนรักสุขภาพ ควบคุมอาหาร ออกกาลงั กาย
ดูแลตวั เองอย่างดีมาตลอดชีวิต

อาจประสบโรคร้ายในวันหนงึ่
จนทาใหร้ ู้สึกวา่ “ทาไมต้องเปน็ เราดว้ ย
คนอ่ืนไมด่ แู ลตัวเองยงั อยสู่ ขุ สบายดี ไม่ยตุ ธิ รรมเลย”

การพยายามเชือ่ มโยงเหตกุ บั ผล
ทีอ่ าจไมไ่ ด้สมั พนั ธ์กันในความเป็นจริง
เช่น การรักษาสขุ ภาพนา่ จะนามาซึ่งการไมม่ โี รค
อาจเปน็ มจิ ฉาทิฏฐทิ ่ีนาไปสทู่ กุ ข์
ความเจบ็ ป่วยอาจเกิดจากปจั จัยอนื่ ทเ่ี ราไม่ทราบ
เชน่ พนั ธุกรรม อุบตั ิเหตุจากการไดร้ บั เหตุปัจจัยบางอยา่ ง
หรอื ส่ิงทีม่ องไมเ่ หน็ อ่นื ๆ

การมมี มุ มองทเ่ี ปิดกว้าง
และยอมรบั ในผลของปัจจุบนั
จะทาใหเ้ ราไมม่ วั แต่เพมิ่ ความทกุ ข์ใหจ้ ิตใจ
ไมต่ ดิ อยกู่ บั อดตี และความปรุงแตง่
แต่มสี ติในการคิดแกไ้ ขปัญหา
ตามกาลงั และหนา้ ท่ีอยา่ งสุดความสามารถ
และไม่คาดหวงั หรอื เสียใจ
หากผลทไ่ี ดร้ ับจะไม่นา่ พสิ มัย

สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสงั วร
ทรงกล่าวไวใ้ นหนงั สือ “ชีวิตน้นี อ้ ยนกั ” วา่
ชีวิตในสงั สารวัฏของเรา


Click to View FlipBook Version