The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเล่มนี้ตอบคำถามเบื้องต้นสำหรับผู้สนใจการปฏิบัติว่า "ภาวนาคืออะไร" และ "ทำอย่างไร" เป็นพื้นฐานสำหรับ "มือใหม่"

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sorabud, 2023-01-04 01:35:14

๒ มือใหม่...หัดภาวนา

หนังสือเล่มนี้ตอบคำถามเบื้องต้นสำหรับผู้สนใจการปฏิบัติว่า "ภาวนาคืออะไร" และ "ทำอย่างไร" เป็นพื้นฐานสำหรับ "มือใหม่"

เปรียบเหมอื นขอ้ ความ
ทถ่ี ูกขีดเขยี นลงบนกระดาษเปล่า
เขียนซ้าๆ ทบั กนั จนไมอ่ าจรู้วา่
ข้อความใดเขยี นข้ึนกอ่ น
ข้อความใดเขียนข้ึนทหี ลงั

กรรมหรือผลจากการกระทาในปัจจบุ ัน
ก็ไมอ่ าจสืบสาวยอ้ นกลบั ไปได้ทัง้ หมดวา่
มีเหตปุ ัจจยั หรอื เกดิ จากสาเหตใุ ด

ดงั นัน้ การทวงถามหรอื เสาะหา
ในส่ิงทีต่ อบได้ยากหรอื ไมม่ คี าตอบนั้น
จึงเป็นการเสียเวลาโดยเปลา่ ประโยชน์
เพราะเราไมส่ ามารถแกไ้ ขเหตุนั้นได้

แตเ่ ราควรทจ่ี ะหันมาอยกู่ ับปจั จบุ นั ทาปัจจบุ ันให้ดที ่สี ดุ
เพราะปัจจบุ นั ก็จะเป็นเหตุปจั จยั ให้เกิดผลในอนาคต
หากเรามั่นใจว่าปจั จุบนั เราทาส่ิงทด่ี ี
กข็ อให้มัน่ ใจได้เลยวา่
ผลท่ีจะเกดิ ตามมายอ่ มต้องดอี ยา่ งแน่นอน

19 การพิจารณาเกิด-ดบั

“การพิจารณา” คือ
หนึง่ ในองคป์ ระกอบของการภาวนา
เรยี กง่ายๆ วา่ ระหวา่ งปฏิบตั ิธรรม เช่น
นั่งสมาธิ เดินจงกรม รคู้ วามเคล่ือนไหวของร่างกาย ฯลฯ น้ัน
“ใจของเราคิดอะไร”
ท่ีเรามักคนุ้ กนั เชน่

1 ตามลมหายใจ ให้รู้วา่ ขณะน้ีหายใจเขา้ หรอื ออก
2 กาหนดคาบรกิ รรมในใจ เชน่ พุทธโธ สมั มาอะระหัง ยุบหนอพองหนอ
3 เพ่ิงกสิณ คอื การกาหนดหรอื สร้างภาพจาข้ึนในใจ เช่น สี แสง ดนิ น้า ลม ไฟ ภาพ
พระพุทธรปู

ดงั กลา่ วขา้ งต้นเรยี กวา่ “อารมณ์” (object)
ซึ่งเปน็ เคร่อื งยดึ ของจิต เพื่อให้จติ เปน็ สมาธิ
จดจอ่ ต้ังม่ัน ไมแ่ สส่ า่ ยออกไปสู่สง่ิ อื่นภายนอก
ผลของการยดึ กบั อารมณท์ าให้เกดิ ความสงบ ปิติ สขุ
จติ น่งิ เปน็ เอกคั คตารมณ์

แม้วา่ การพจิ ารณาตามรูปแบบ 1-3 น้นั
ใหผ้ ลลพั ธค์ อื ความสงบและการงานทีม่ ีคุณภาพมากข้ึน
แต่กย็ งั ไมส่ ามารถทาใหเ้ กดิ “ปญั ญา”

ซึ่งเปน็ จดุ เรม่ิ ต้นของการ “ลดละกเิ ลส”
และขดั เกลาจติ ใจของเราใหผ้ อ่ งแผ้วอยู่เปน็ ปกตไิ ปได้
หากเปน็ เพยี งการ “สร้างเกราะกาบัง” ใหก้ ับจิต
ไมใ่ หจ้ ิตปะทะสงั สรรค์กบั กิเลสและเกิดเศรา้ หมอง
“เพียงชั่วขณะทีพ่ จิ ารณาอารมณ์” เทา่ น้นั
เมอื่ ใดทค่ี วามจดจ่อหมดไปจากอารมณด์ ังกลา่ วแลว้
“กิเลส” และ “อวิชชา” กย็ งั มีครบอย่เู ช่นเดมิ

“ปัญญา” คอื สิง่ ทจ่ี ะขัดเกลา
และลดทอนความมอี ยู่ของอวชิ ชาใหเ้ บาบางลงได้
และปัญญาขั้นสงู สดุ ที่ให้ผลดังกลา่ วเรียกว่า
“ภาวนามยปญั ญา” หรือปญั ญาทเ่ี กดิ จากการภาวนา
คือความร้แู จ้งเห็นจรงิ ของจิตในระดบั ทีอ่ าจเรยี กวา่ เปน็
subconscious หรอื จติ ใตส้ านึก
ทีท่ าให้เราเปล่ียนแปลงทางความคิด
บุคลิก ลกั ษณะ มมุ มองต่อโลก
เป็นผู้ไม่ยึดติดกับทุกส่งิ เพราะมันไม่เทีย่ งแท้ นั่นเอง

การไดฟ้ ังธรรมหรือใช้เหตุผลคิดถงึ ความไมเ่ ที่ยงของสรรพสง่ิ น้นั
ให้ผลลพั ธ์แคร่ ะดบั ของ “ความเขา้ ใจ”
แต่ไม่อาจเขา้ ถึง “การยอมรับ” ของจติ ใต้สานกึ ได้

ยกตัวอยา่ ง เราเป็นคน “enjoy eating” จนอ้วน
และสง่ ผลต่อสขุ ภาพมากมาย

เรา “เข้าใจ” วา่ การกนิ อาหารแบบเดิม
อาจทาใหส้ ุขภาพย่าแย่ลง
เราอาจพยายามลดการกิน
เลิกอาหารท่ไี มเ่ ปน็ ประโยชน์
แต่คนส่วนใหญส่ ดุ ทา้ ยก็กลับไปกนิ ตามแบบเดมิ
เพราะจติ ใต้สานึก “ไมย่ อมรับ” เหตผุ ลและความเป็นจริงน่นั เอง

อกี ตวั อย่างคือ หลายคนเคยมคี นรกั
และต้องพลดั พรากจากคนรัก
เช่น เขาไปมคี นอ่ืน หรือ เสยี ชวี ิต
เราใหเ้ หตุผลกับการสูญเสยี วา่
การพลดั พรากเป็นเรื่องปกติ
เป็นสัจธรรม เขาไปแล้วคงไมก่ ลบั มา
ในทางเหตผุ ล “เขา้ ใจไดไ้ มย่ าก”
แต่กว่าทีจ่ ิตจะ “ยอมรบั ” กใ็ ชเ้ วลาโขอยู่

ฉนั ใดก็ฉนั นนั้ ...
การภาวนาใหเ้ กดิ “ภาวนามยปญั ญา”
ตอ้ งอาศัยการใช้เหตผุ ลซา้ ๆ ในเชงิ ประจกั ษ์
ซ้าๆ จนกระท่งั “จติ ยอมรบั ”
และเปลยี่ นมมุ มองและวิธีตอบสนองต่อส่งิ ทมี่ ากระทบใหม่
แบบทเ่ี รยี กว่า “อ๋อ มนั เปน็ เช่นนนั้ เอง”
คอื ไม่ยดึ ไมส่ ะสม ไม่ทกุ ข์ ไมใ่ ห้ความสาคญั
ตามหลักไตรลักษณ์ “อนจิ จงั ทุกขงั อนตั ตา”

แนวทางหนงึ่ ในการภาวนาท่ีนาไปสคู่ วามปล่อยวาง คือ
การพิจารณาความเกิดข้ึน ตั้งอยู่ และดบั ไปของสรรพสง่ิ รอบตวั
ดงั คาบาลที ีว่ ่า “ยกิญจฺ ิ สมุทย ธมมฺ สพพฺ นตฺ นิโรธธมมฺ นตฺ ”ิ
แปลว่า “ส่งิ ใดสง่ิ หน่งึ มีความเกิดขน้ึ เป็นธรรมดา
สิง่ น้ันทัง้ หมดมคี วามดบั ไปเป็นธรรมดา”

สรรพสงิ่ ในโลกน้ี ล้วนอยใู่ นกรอบของขอ้ ธรรมน้ที ้ังส้นิ
การภาวนาโดยกาหนดพจิ ารณาส่ิงตา่ งๆ ท่เี ข้ามากระทบ
ไมว่ า่ ทางใด ภายใตข้ อ้ ธรรมดงั กลา่ ว
จะเป็นเหมือนการพสิ จู น์และเสาะหาหลักฐานเพอื่ ยืนยันวา่
ไม่มสี ่งิ ใดในโลกนที้ ีเ่ กดิ ข้ึนแล้ว ไมด่ บั ไป

- ชวี ติ เราเกิดขึน้ แก่ตวั ลง สุดทา้ ยก็ตอ้ งตาย
- เราหายใจเขา้ การหายใจเขา้ กม็ จี ุดเรมิ่ ตน้
และสิ้นสุดเมือ่ เราตอ้ งหายใจออก
- ในทางตรงขา้ ม หายใจออกอยา่ งเดียวกไ็ ม่ได้
ต้องส้นิ สดุ และหายใจเข้า
- ความสุขที่ผ่านมาในชีวิต ก็เปน็ เพียง
ช่ัวประเดีย๋ ว สุขนนั้ กลายเปน็ ความทรงจา
- แม้แตท่ กุ ข์โศก เมอื่ เวลาผา่ นไปก็เจือจาง และส้นิ ไปในท่สี ดุ
- โรคภัยจะรา้ ยแรงเพยี งใด
สดุ ท้ายก็ หายไป หรอื ส้นิ สุดลง (เมอื่ เราตาย)
- ราคาน้ามนั มีขึน้ ก็มลี ง
- อาหารรสเลิศ เพยี งนาเขา้ ปากไมเ่ กิน 10 วนิ าที

รสชาตินั้นกก็ ลายเปน็ อดตี
- ความร้อนหนาวของร่างกาย กไ็ ม่ไดค้ งท่ี
ตลอดทงั้ วัน มีจดื มีจางเสมอ
- คนทางานบางวันก็งานมาก
บางวนั กง็ านนอ้ ย เกดิ ขึน้ ดบั ไปเหน็ ชัด
- สขุ ภาพรา่ งกาย มดี ีมีแย่ สลับกันไป
จนยากจะคาดเดา
- ความโกรธ อยดู่ ๆี ก็เกดิ ขนึ้
โกรธอยู่ช่วั ครกู่ ด็ บั ไป
- อารมณ์เปลีย่ นแปลงทัง้ วัน แจม่ ใส่
ฟ้งุ ซ่าน เศร้า เหงา โกรธ ง่วง ฯลฯ

ทกุ เวลานาที เราลว้ นประสบกบั ความเกดิ ขนึ้ และดับไป
บางอย่างใชเ้ วลานอ้ ย บางอย่างก็ใชเ้ วลามาก
หัดพิจารณาเชน่ น้ี กบั ทุกส่งิ ท่เี ข้ามากระทบอายตนะ ซา้ ๆ ซากๆ

และเมือ่ ใดท่จี ติ “ยอมรบั ” ความดับไปของสรรพส่งิ
จิตจะปล่อยวาง ไมท่ กุ ข์ และเข้าใจว่า
โลกนค้ี อื “ตถตา” (เปน็ เชน่ น้ันเอง)
และยกระดับอยเู่ หนือความทกุ ขไ์ ด้มากขนึ้ มากข้นึ
จนกลายเป็นจิตท่ีหลุดพน้ พนั ธนาการจากทุกขไ์ ดใ้ นทส่ี ดุ
หัดมองทุกสงิ่ ตามความเป็น แล้วเราจะเหน็ ว่า
ความเกิด-ดบั คือธรรมดาโลก

20 “ทุกขใ์ นสุข” กบั “ไมท่ กุ ขใ์ นทุกข์”

“ท่ีใดมรี กั ท่นี ่ันมที กุ ข์”
คากล่าวน้สี ะทอ้ นใหค้ ดิ ว่า
ในความสุขจะมีทกุ ขแ์ ฝงอย่เู สมอ
เหตุใดจงึ เป็นเช่นน้นั
ในเมอ่ื สขุ และทกุ ข์คือสองขว้ั ตรงขา้ ม
ความสุขจะนามาซ่งึ ทุกขไ์ ดอ้ ยา่ งไร

ความรกั ความสาเรจ็ ความสนกุ
การไดม้ าซึง่ ส่ิงพึงปรารถนาทกุ ประการ
เป็นเหตุปัจจัยท่ีทาใหจ้ ติ ใจของเราฟฟู อ่ ง
และเรามกั จะเคลบิ เคลิ้มไปกับอารมณน์ ัน้
จนทาให้เกดิ “ความคาดหวงั ” ว่า
ความฟูของจติ จากสขุ นน้ั จะดารงอยู่ไปเร่อื ยๆ
ไม่คดิ วา่ สุขนนั้ จะหมดไปจากใจ
(พึงใช้สติระลกึ ถงึ สภาวะของจติ ใจเวลามคี วามสุข
กจ็ ะเห็นว่าเป็นเชน่ นี้เสมอ)
แต่ “กฎของธรรมชาติ” ไม่เปน็ เชน่ นั้น...

“สขุ ” คอื “ธรรม” ประเภทหนงึ่ ทมี่ ีเกดิ -ดบั
เมื่อพบกบั ความเกดิ ขึน้ ของสุข เราจึงดใี จ
แตเ่ มอ่ื พบความดับของสขุ จติ เราจะเศรา้ หมอง

เพราะทุกขห์ รอื การพรากจากสิง่ อนั เปน็ ท่ีรกั นนั้
ไมใ่ ช่ความปรารถนาของจิต
เพราะเราไมไ่ ดเ้ ตรียมใจรองรบั
“ความดบั ไปของความสขุ ” นัน่ เอง

เช่นเดยี วกบั เวลามีคนรักจากไป (จากตาย)
ท้ังๆ ทร่ี ู้วา่ ความตายคือ “กฎของธรรมชาต”ิ
แตเ่ ราก็ยังทกุ ข์ เพราะเราไมเ่ คยพจิ ารณาความตาย
วา่ อยใู่ กล้ตวั เรามากเพยี งใด

คร้ังหนง่ึ พระบรมศาสดา ทรงถามพระอานนท์ว่า
“ดกู รอานนท์ ในวันหน่ึงๆ เธอคิดถงึ ความตายกคี่ รง้ั ”
พระอานนท์ตอบว่า “หลายพันครง้ั พระพทุ ธเจ้าข้า”
พระพุทธองค์ตรัสวา่ “นน่ั เธอยังประมาทเกนิ ไป
ตถาคตระลึกถงึ ความตายทกุ ลมหายใจ”
ตวั อยา่ งนส้ี อดคล้องกับคาสอนของพอ่ แมค่ รอู าจารย์
ท่ใี ห้เราหัด “มองหาความทุกข์ในความสุข”
เพอื่ เตรียมใจให้พร้อม เมอ่ื สขุ ดับไป
จะไดท้ กุ ข์นอ้ ยลงหรือไม่เป็นทุกข์ เช่นนเ้ี รยี กว่า
“พจิ ารณาตามความเปน็ จรงิ ” ตามหลักพระพทุ ธศาสนา

ในทางกลบั กนั “ทุกข”์ กเ็ ปน็ ส่งิ ที่มนษุ ยห์ ลีกหนไี ม่พน้
ไมว่ ่าชาย หญงิ หนุม่ แก่ จน รวย หัวหน้าหรือลูกน้อง
แต่ละคนมีความทุกข์ในแบบของตนเอง

ปกติยามทกุ ข์ เรามักจะ “หมกมนุ่ ” อยู่กบั ทกุ ขน์ ั้น
และแถมเพม่ิ ความทกุ ขใ์ หก้ ับใจไปดว้ ย

เจ็บปว่ ยด้วยโรคร้ายทางกาย
กม็ ักจะแถมเจ็บป่วยทางใจเพ่มิ ข้นึ และ
“หลงเพลิน” เสพความทกุ ข์อย่างหัวปักหัวปา
ท้ังๆ ทใี่ จไมอ่ ยากทุกข์
แตก่ ลับยง่ิ เพ่ิมความทกุ ขใ์ หใ้ จขึ้นเปน็ ทวคี ณู

ในทางพุทธศาสตร์ “ในทกุ ขก์ ็มคี วามไมท่ กุ ขแ์ ฝงอยู่”
การได้ “เห็นทุกข์” สามารถพาเราไปสู่ “ความไม่ทกุ ข”์

ได้เหน็ ทกุ ขอ์ ยา่ งไรทาใหไ้ มท่ ุกข์
“เหน็ ทกุ ข์” ในที่นีไ้ ม่ใชก่ ารรบั รูอ้ ารมณท์ กุ ข์
แล้วพกความทุกข์ตดิ ตวั ไปตลอด
นักภาวนาพึงพิจารณาต่อความทุกข์ดังน้ี

1 เมอ่ื เกดิ ทุกขใ์ นใจหรอื ทางกาย
พงึ ใช้สติ “ระลึกร้”ู วา่ ทุกข์ที่เกิดขณะนัน้ คืออะไร
เชน่ รา่ งกายเจ็บปวดเวทนา หรอื จิตใจเศรา้ หมอง โกรธ ฟ้งุ ซา่ น

2 หากพจิ ารณาดูจิตใจทเี่ ปน็ ทกุ ขอ์ ย่างถถี่ ้วน จะพบวา่
ทกุ ขน์ ้ันเกิดจากการที่ “เรา” เข้าไปยึดวา่ “เราทุกข"์
เช่น เราโกรธ เราเศรา้ เราผดิ หวงั เราอจิ ฉา

หลายครั้งที่เราปรงุ แตง่ ทุกข์น้ันให้ทุกขม์ ากข้ึน
เช่น โทษตวั เอง โทษคนอน่ื ต่อวา่ ดา่ ทอ หรือแมแ้ ต่วางแผนในทางรา้ ยๆ

3 เมือ่ เห็นความยดึ ตดิ ของจิตดังกลา่ วแล้ว
ใหพ้ ิจารณาด้วยองค์ประกอบหลัก 2 ประการคอื
1) ความไมใ่ ชต่ ัวตน และ 2) ความเปน็ กลาง

1) พจิ ารณาความไมใ่ ช่ตัวตนของความคิดความรสู้ กึ ของจิต
โดยคดิ วา่ ความเศร้า โกรธ พยาบาท ผดิ หวัง ฯลฯ น้นั
ไม่ใช่ความรสู้ ึก “ของเรา”
หากแต่เปน็ สภาวะของจิตทเี่ กิดขน้ึ เองตามธรรมชาติ
เมอ่ื จิตถูกกระทบดว้ ยเหตุปจั จยั เท่านัน้
ไมใ่ ช่เราโกรธ ไมใ่ ชเ่ ราเศร้า ไมใ่ ช่เราผิดหวัง
แต่เป็น “มคี วามโกรธเกดิ ขน้ึ ในใจ”
“มีความเศร้าหมองเกดิ ขน้ึ ในใจ” แทน

2) พจิ ารณาดว้ ยหลกั ความเป็นกลาง หมายถงึ
การคิดวา่ ความรสู้ ึกที่เกิดขนึ้ ก็คอื ความรสู้ ึกอยา่ งหน่ึง
เปน็ ธรรมชาติ แคน่ ้ัน โดยไม่ปรงุ แตง่ ใสไ่ ข่ จนิ ตนาการ
เพิ่ม เสรมิ เตมิ ความคดิ อนื่ ใดท้งั สน้ิ

หากสามารถฝึกพจิ ารณาตามหลักการทั้งสองนอ้ี ย่เู ป็นประจา
ก็จะสามารถเหน็ “ความไมท่ กุ ข์ในความทกุ ข”์
เพราะสง่ิ ท่ีเรยี กวา่ ทุกข์นน้ั "ไมใ่ ชเ่ รา"

และไม่หวั่นไหวทจ่ี ะเผชญิ กับความทกุ ข์
ทจ่ี ะเข้ามาหาเราอีกในอนาคต

สรปุ ขอ้ คิดทไี่ ดจ้ ากเรือ่ งนี้
ก. สุขหรือทุกขค์ ือมมุ มองท่ตี า่ งกัน
เหมอื นสองด้านของเหรียญ
แต่เปน็ สง่ิ เดียวกนั ในแง่ทีว่ ่า
เปน็ เหตปุ ัจจัยทที่ าให้จติ กระเพ่อื มไหว
และเกดิ เปน็ อาสวะ (กิเลสท่ีจะถกู เก็บสะสมไวใ้ นจิต)

ข. การจะพน้ ทุกข์ไดต้ อ้ งเหน็ ทุกข์ก่อน
และปฏบิ ตั ิต่อทกุ ขน์ นั้ อยา่ งถูกวธิ ี
คอื มองวา่ ทุกขค์ ือสภาวะภายนอก
ท่เี กิดขึน้ และดบั ไปเปน็ ธรรมดา
พรอ้ มพจิ ารณาด้วยความเป็นกลาง
ไมป่ รงุ แตง่ ไม่ขยายทกุ ขใ์ หใ้ หญค่ บั อก

21 ออกรบครงั้ ใหญ่...ครง้ั แรก

ปกตเิ วลาเราภาวนาในชีวิตประจาวนั
ก็มกั ตามดตู ามรูส้ ภาวะกายและใจทั่วไป
นบั เป็นการฝึกสติ ร่วมกับแบบฝกึ หดั ระดบั ธรรมดา
ท่ีเป็น routine ชว่ ยสร้างสตใิ ห้อยกู่ บั ตวั เพ่มิ มากขน้ึ
ในสภาวะทีเ่ ป็นปกติวิสยั

แตน่ านๆ คร้งั เราอาจไดป้ ระสบกบั
สภาวะธรรมท่ี “ไม่ธรรมดา” กว่าท่ีเคยประสบ
และนั่นคือ “โอกาสทอง”
ของการวดั ผลประเมินผลการปฏิบตั ิท่แี ท้จรงิ
และให้คาตอบกบั ตวั เองไดว้ ่า
จิตของเราพฒั นาขึ้นมากนอ้ ยเพียงใด

โพสต์นีข้ อแชรป์ ระสบการณ์สดๆรอ้ นๆ
สัปดาหท์ ผี่ า่ นมา ทต่ี ัวเองได้ “ออกรบครงั้ ใหญ”่
กับกองทพั พญามารทคี่ ืบคลานเขา้ มาประชดิ อยา่ งไมร่ ู้ตวั มาก่อน

เหตุเกดิ จากการประชมุ หนึง่ รว่ มกบั อาจารยท์ า่ นหนง่ึ
และเกดิ ความเหน็ ท่ีไมต่ รงกัน มีการโตเ้ ถียงกนั ไปมา
เราพยายามอธิบายเหตผุ ล แต่อีกฝ่ายโต้กลบั
ดว้ ยคอมเมนต์ท่แี สดงแต่มุมมองเชิงลบและไม่คอ่ ยสร้างสรรค์

จดุ พีคคือคาพดู คาหน่ึงของเขาทก่ี ล่าววา่
การกระทาของเรา “ไมย่ ตุ ิธรรม”
ซึง่ ในความเป็นจรงิ เราไดเ้ ปิดโอกาสให้เขาพจิ ารณา
และตดั สินใจดว้ ยตวั เองก่อนแลว้
แตเ่ ขาไม่ตดั สินใจและส่งมอบอานาจนั้นมาให้เรา
พอเราตดั สนิ ตามความเห็นทคี่ ิดวา่ เหมาะสม
กลบั มาว่าวา่ เราไม่ยตุ ิธรรม
ทัง้ ๆ ท่ตี วั เองเป็นคนโยนความไมย่ ตุ ิธรรม (ตามที่ตัวเองคิด)
มาใหเ้ ราแทๆ้

คาพูดสดุ ทา้ ยนั้น เปน็ เหมือนการกดปุ่มปลอ่ ยระเบิดใสห่ นา้ เราอย่างจงั
กระต้นุ “ความโกรธ” ท่อี าจจะถูกกดมาหลายนาทกี ่อนหนา้
ให้พุง่ โพลงข้นึ ตามดว้ ยคาอธิบาย โต้แย้ง และต่อว่า
ประกอบกบั น้าเสยี งทีส่ งู ขน้ึ ดงั ข้ึน จนล่นั ห้อง

ในขณะที่ตวั เองลอ่ งไปตามโทสะทท่ี ะลลุ มิ ิต
อยา่ งไมเ่ คยเปน็ มาก่อนนั้นเอง
“สติ” กป็ รากฏ “การร”ู้ ขึ้น
และดงึ จติ ของตวั เองออกจากหว้ งแหง่ ความโกรธ

ทาไมจงึ คดิ เช่นนั้น?
ก็เพราะ จติ ปจั จบุ ันขณะนัน้ เกดิ ตง้ั ม่ันขนึ้
และแยกออกจาก “กาย” ทไ่ี ดร้ บั ผลจากความโกรธ

และออกมายืนมอง “กาย” นัน้ อยู่
สง่ิ ที่รับรคู้ ือ เกดิ “โผฏฐัพพะวญิ ญาณ” (ความรสู้ ัมผสั )
เห็นวา่ ณ ขณะน้นั ปากสั่น มอื สนั่ และท่ีเดน่ ชดั ทสี่ ดุ คือ
รูส้ ึกถึงหัวใจทกี่ าลังเต้นอยา่ งรุนแรงมาก
จนได้ยินเสียงเต้นดัง และรับรูเ้ หมอื นกบั ว่า
หัวใจท้ังลกู จะทะลักออกมาจากอก
แรงมากคนไม่สามารถทาอะไรต่อได้

“สติ” ท่ดี ึงให้เราออกมาดูกายดังกล่าว
สง่ ผลให้การลอ่ งลองไปกบั ความโกรธคนตรงหน้าดบั ไป
แต่มา “ร้”ู อยกู่ บั สภาวะของกาย “เท่านนั้ ”
เราพยายามบงั คับไม่ให้มนั สน่ั ไมใ่ หม้ ันเตน้ แรง
ยังไงกท็ าไมไ่ ด้ ทาให้เกดิ “ความร”ู้ ขนึ้ มาวา่
“กายนไ่ี ม่ใช่เรา ไมใ่ ชข่ องเราโดยแท้”

เพราะความโกรธ ได้ทาให้กายที่เคยคดิ ว่าเปน็ ของเรามากอ่ นนนั้
เผยทาสแทอ้ อมาว่า แท้ที่จรงิ แลว้ กายนีก้ ็แค่ของภายนอก
ทแ่ี ฝงตัวเขา้ มาเป็นส่วนหนง่ึ ของเรา
และคอยเสิร์ฟกเิ ลสออกมากดั กินรา่ งกาย
และจิตใจของเราทกุ วนั ๆ นั่นเอง

ณ moment ทีเ่ กดิ เหตนุ ี้ขน้ึ
เราได้เห็นวา่ “กายไมใ่ ช่เรา ไม่ใชข่ องเรา”
พอหลังจากเหตุการณ์นี้

“สญั ญา” (ความจา) และ “สงั ขาร” (การปรุงแต่ง)
เกย่ี วกับเรื่องดงั กล่าวกผ็ ุดข้นึ ในจติ
เมื่อไดร้ ับเสิรฟ์ เหตุการณ์ในอดีตดงั กล่าว
จิตก็เข้าตะครบุ แล้วล่ืนไหลไปกบั เรื่องนน้ั อยา่ งเมามัน
“เวทนา” (ความรู้สึก) เกิดขนึ้ สรา้ งโกรธข้นึ ในใจ
คร่นุ คิดและปรงุ แต่ง หมกมนุ่ ฟงุ้ ซา่ นไปตลอด

“สติ” ทาหน้าทอ่ี กี คร้งั แตอ่ าจจะช้าหน่อย
โดยหลังจากหลงสง่ จติ ออกนอก
ไปกับ เวทนา สัญญา สังขาร พักใหญ่
“สต”ิ ก็เกดิ และดึงตวั เรากลับมาดจู ติ ตวั เองว่า
ตอนน้จี ติ ฟงุ้ ซ่าน แตด่ ว้ ยแรงแห่งความโกรธ
และความออ่ นแอของจติ ทย่ี งั ฝึกฝนไม่เพยี งพอ
จึงทาใหจ้ ิตส่งออกนอกและกลบั มารวู้ นเวยี นไปเชน่ นี้
“ตลอดท้ังบา่ ยจนถึงดึก”

เราเหน็ เลยวา่ การภาวนาทผี่ า่ นมายงั ไม่เพยี งพอ
แตอ่ ยา่ งน้อยกย็ งั มสี ติต้ังมน่ั ขนึ้ เปน็ ชว่ งๆ
และดงึ ตวั เองกลับมาส่กู ายในปัจจบุ นั ขณะ
เพอ่ื พยายามลดความฟุ้งซา่ น
แมว้ ่าจะขจดั ใหห้ มดไปไมไ่ ด้ แต่กท็ าใหน้ อ้ ยลงได้

สถานการณ์ดีข้ึนในวันถัดไป
ความคิดเกยี่ วกบั ปญั หาดังกลา่ วลดลงไปมาก

แมจ้ ติ สง่ ออกนอกไปยังเร่ืองดงั กลา่ ว
แต่ก็ไมท่ กุ ข์หรอื ปรงุ แตง่ มากเทา่ วนั ก่อนหนา้
สภาวะความโกรธนนั้ ลดลงแทบจะหมดไปเม่ือผา่ นไปถึงวันที่ 3

ทาให้เหน็ ถงึ ความเกดิ -ดับ ของจติ ท่ีฟุ้งซ่าน
ไดร้ ับรสู้ ภาพท่จี ติ ถูกโจมตจี ากความยึดตดิ ในความคดิ ความจา
ทีถ่ กู สง่ มารวั ๆ ราวกบั ถกู กระสุนเอ็ม 16 หลายร้อยกระบอกล่ันใส่
ไดใ้ ชว้ ิชาความรูท้ างธรรมทรี่ า่ เรยี นมา
เพอ่ื ตอ่ สู้กบั พญามาร ด้วยการหมนั่ ดาเนินตามหลักสติปฏั ฐาน
โดยเฉพาะการพยายาม “ร้กู าย” “รใู้ จ” และใช้ “สต”ิ
ช่วยให้เราเห็นและพิจารณาสภาวะการส่งออกนอกของตวั เอง
อนั เปน็ เหตชุ ่วยบรรเทาและทาใหท้ ุกข์ดับไปได้

ต้องขอบคุณคกู่ รณี ทชี่ ว่ ยส่ง
“แบบฝกึ หดั ” ชุดใหญ่ มาทดสอบสภาวะธรรม
ทาให้เราได้คร้นื เครงกบั การปฏิบัตภิ าวนา
แบบท่ีเรยี กว่า เพม่ิ รสชาติ เปรย้ี ว ขม เผ็ด
ให้การปฏิบัตมิ ีคณุ คา่ มากขนึ้ และทีส่ าคัญ
ทาให้ประจักษแ์ ล้ววา่ ธรรมะของพระพุทธองค์นัน้
คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร ในการนามาใช้
“บรหิ ารชีวติ ” เพอื่ ใหม้ งุ่ สู่ “หลักชัย”
คอื การไดเ้ ข้าถึงสภาวะเช่นเดยี วกบั พระบรมศาสนาได้
ในวนั หนึ่ง

หวงั ว่า ประสบการณ์ทไี่ ด้ถ่ายทอดในวนั นี้
จะเปน็ ประโยชน์กบั เพอ่ื นๆ ผ้สู นใจธรรมะบ้างแมเ้ พยี งเล็กนอ้ ย
เหมือนประกายไฟ ทเี่ ปน็ จดุ เริ่มตน้ ของแสงสว่าง
และความอบอุ่นใหแ้ กช่ ีวติ ครับ

22 มรณานสุ ติ

หลงั ได้ขา่ วการสวรรคตของสมเด็จพระราชินนี าถอลิซาเบธท่ี 2
ทาใหน้ ึกยอ้ นกลับไปถงึ วันท่ใี นหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต
วนั น้นั จาไดว้ า่ นงั่ ร้องไหฟ้ ูมฟายอยนู่ านมาก
แถมหลังจากน้นั เป็นเดอื น
ทกุ ครง้ั ที่เปิดฟังเพลงเก่ยี วกับพระองคท์ ่านก็สะอึกอ้ืนๆ นา้ ตาเล็ด
ยังจาได้ว่าสภาพกายและใจตอนนน้ั ยา่ แยท่ ี่สดุ
มนั รูส้ ึกทึมๆ มัวๆ เหมอื นฟ้าเวลาเมฆฝนตง้ั เค้าทมึนยังไงยงั งั้น

เป็นเรอ่ื งนา่ แปลกทเี่ ราทุกคนตา่ งรูว้ า่
“ความตาย” คอื สง่ิ ทีม่ อี ยคู่ มู่ นษุ ยท์ ุกคน
แต่ทกุ ครั้งท่ีความตายคบื คลานมาถงึ คนท่เี รารัก คนทีเ่ รารจู้ ัก
ใจเรากลบั ผลักไสไมย่ อมรบั และเป็นทุกข์โศกเศรา้ เสยี ใจทกุ ที

ถ้าจะอธิบายแบบพระๆ ก็บอกวา่
มนั เป็นเพราะเราเขา้ ไปยึดว่า
“ความตาย” เปน็ เรา เปน็ ของเรา
เป็นญาตเิ รา เป็นคนที่เรารัก
เม่อื เปน็ คนทรี่ กั จึงไม่อยากใหพ้ รากจากไป
โดยไม่สนใจวา่ “ความตายเปน็ ธรรมดาโลก”
จงึ ทาให้จติ ใจเศรา้ หมองไปพักใหญ่

แล้วถา้ ...ความตายน้ัน คบื คลานเขา้ มาหาเราบ้าง จะเปน็ ยังไงหนอ...

เราทุกคนรู้วันเกดิ แตไ่ ม่อาจรูว้ ันตาย
คนทเ่ี กิดกอ่ นเราตายไปก็เยอะ
คนที่อายเุ ทา่ ๆ กบั เราตายไปก็มาก
คนทเ่ี กดิ หลงั เราก็มตี ายอยไู่ ม่น้อย
บางคนปว่ ยตาย บางคนอุบัตเิ หตุตาย บางคนแกต่ าย
สารพดั เหตทุ ี่จะมาพรากวญิ ญาณออกจากรา่ งน้ีไป
เรียกวา่ “คุณอาจตายได้ทุกวินาท”ี

ไมแ่ นว่ า่ ขณะทค่ี ณุ อา่ นโพสต์น้อี ยยู่ ังไม่จบ กอ็ าจตายได้
วันก่อนเห็น youtuber คนนงึ กาลงั live สดทากับขา้ ว
กต็ ายโชว์คนดตู อนกาลังอยหู่ นา้ กระทะซะอยา่ งนนั้
บางคนตกส้นตกึ ตาย น่งั ไหว้พระอย่กู ม้ ลงกราบเสร็จ..ไปเลยกม็ ี

คณุ เคยคดิ หรอื ไม่ว่า ถ้าเกดิ เดนิ เขา้ ห้องน้าไปคนเดยี ว
ขณะกาลงั เตรยี มน่งั โถส้วมเกดิ หวั ใจหยดุ เต้นขน้ึ มา...
จะทายงั ไง...
จะรสู้ ึกยงั ไง...
จะกลัวไหม...
จะเสยี ใจหรือตกใจดี?

แม้ว่าเราจะรดู้ ้วยเหตดุ ้วยผลจากข้อเทจ็ จรงิ ว่า
ซกั วนั หนง่ึ เราต้องตาย

แตค่ นจานวนไมน่ ้อยน่าจะคิดวา่
เรื่องนน้ั ยังอีกยาวไกล
และไม่เคยเตรียมความพร้อมทีจ่ ะเดนิ ไปสคู่ วามตาย

หลายคนตง้ั คาถามวา่ ถ้าเราตอ้ งตายเข้าซักวัน
แลว้ เราจะเกดิ มาทาไมเลา่ ?
คาตอบนงึ ของคาถามน้ี (ผมคดิ วา่ นะ) กค็ ือ
กเ็ พอ่ื เตรียมตัวให้พร้อมเพอ่ื วนั นนั้ ไงล่ะ
และอยากจะถามกลบั ไปวา่ “คณุ เตรียมไปถึงแล้ว?”

หน่ึงในการเตรยี มพร้อมท่ีว่า
คอื การปฏบิ ตั ภิ าวนา ด้วยวิธี “มรณานุสต”ิ
(มรณะ + อนสุ ต)ิ แปลวา่ “การระลึกถงึ ความตาย”

พระพทุ ธเจ้าทรงแนะพระสาวกว่า
เราควรระลึกถึงความตายทกุ ลมหายใจ เพอ่ื ความไม่ประมาท
(เพราะเราอาจตายได้ทุกเวลา และถา้ ตายโดยขาดสติ
กอ็ าจไปเกดิ ในอบายภมู ิ มีนรกเปน็ ตน้ ได้)

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษลี ิงดา) อธบิ ายว่า
การระลึกถึงความตาย เปน็ เหตุใหส้ ามารถละ
การยดึ มนั่ ถอื มน่ั ในร่างกายนี้ (สกั กายะทิฏฐิ)
ซ่ึงเป็นอุปสรรคดา่ นแรกของการเขา้ ถงึ พระนพิ พานด้วย

วิธีการภาวนาเพื่อระลกึ ถึงความตายมหี ลายรูปแบบ เช่น

1 หลวงปสู่ มิ พุทธาจาโร วดั ถ้าผาปล่อง จงั หวดั เชียงใหม่
สอนให้กาหนดคาบริกรรม “มรณงั เม ภวิสสติ”
โดยทาแบบเดียวกับเวลาเราน่ังสมาธิแลว้ บริกรรม “พุท-โธ”
แคเ่ ปลีย่ นเป็น “มรณงั เม ภวสิ สต”ิ
แลว้ ระลึกว่า “เราตอ้ งตาย” เท่านน้ั

2 อกี วิธีกส็ บื เนอื่ งกบั การเจรญิ อานาปานสติ
คอื “รลู้ มหายใจเขา้ -ออก”
การรสู้ กึ ตวั วา่ ขณะนห้ี ายใจเข้าหรอื ออกอยูเ่ ปน็ นจิ
ทุกเวลาที่ว่างจากการคดิ เรอื่ งอ่ืน
เช่น เดนิ น่งั อยใู่ นรถที่ตดิ บนถนน เข้าหอ้ งน้า ทาไดห้ มด
การกาหนดรูล้ มหายใจจะทาใหเ้ ราระลกึ ไดว้ า่
การคงสภาพอยหู่ รอื การมีชีวิตอยขู่ องเรานี้
ข้นึ อยู่กบั สง่ิ เล็กๆ คือลมหายใจ “เทา่ นั้น”
ไมว่ ่าคณุ จะเก่ง ฉลาด มอี านาจ รา่ รวยเพียงใด
ขอเพยี งขาดลมหายใจเขา้ -ออกน้ี
คุณก็หมดสภาพ ตอ้ งตายในทส่ี ดุ

ดงั นนั้ หากยงั ระลกึ ได้ว่ายังหายใจอยู่
ก็แปลวา่ “ยังมีชวี ิต” แต่ก็ตอ้ งไมป่ ระมาท
เม่ือลมหายใจน้ีหยดุ ลงวนั ใด นาทใี ด
ก็ให้เพยี งร้วู ่า ความตายมาถึง

และจะไมร่ ้สู ึกกลวั กังวล หรอื ตกใจ
เพราะเราระลึกอยเู่ สมอวา่
ลมหายใจเขา้ -ออก น้ี จะไมไ่ ด้อยกู่ ับเราตลอดไป

3 วธิ รี ะลกึ ถงึ ความตายแบบท่สี าม คือ “การซ้อมตาย”
เวลาทีเ่ ราเขา้ สู่สภาวะทเี่ ทียบเคียงกับความตายมากทส่ี ดุ กค็ อื เวลานอน
ดังนน้ั ก่อนนอนให้สมมติว่า ในขณะน้ี เรากาลังจะเขา้ สคู่ วามตาย
และเตรียมพรอ้ มเขา้ สคู่ วามตายดว้ ยการภาวนา
นอนในท่าสบาย หลบั ตา แล้วระลกึ ถึงลมหายใจเข้า-ออก
ทาแบบข้อ 2 แล้วระลึกว่าเรากาลงั จะตายแล้ว

ปลอ่ ยวางความคดิ ความห่วงกังวล
จินตนาการว่าถา้ ตายจริงจะไม่ฟุง้ ซา่ น คดิ โน่นคดิ น่ี
แตป่ ลอ่ ยวางแลว้ ให้จติ จดจอ่ อยูท่ ล่ี มหายใจ “เทา่ นนั้ ” จนหลับไป

สามารถใช้สามวธิ ีนี้สลับไปมาแก้เบ่ือ แล้วจะพบวา่
เราคุ้นชินกับความตาย เหมือนความตายเป็นเพือ่ นข้างกายเรา
จะชว่ ยใหล้ ดความกลวั ความกงั วล
และพรอ้ มเมอื่ “วันน้ัน” มาถงึ จรงิ ๆ

*หมายเหตุ การทามรณานสุ ติ
ไมไ่ ดม้ วี ตั ถปุ ระสงคห์ รอื ส่งเสริมใหเ้ รา “อยากตาย”
รูส้ กึ หดหู่วา่ ใชช้ วี ติ มาดีไมด่ ีอย่างไรก็ตายอยดู่ ี แลว้ จะอยไู่ ปทาไม
แต่มันเป็นการ “ฝึกฝน” ใหจ้ ติ ใจของเราปล่อยวาง

ยอมรับในสัจธรรมของโลก
และเตรียมพรอ้ มเดนิ ทาง “ทุกเวลา”
เหมือนเราเตรยี มจดั กระเป๋าเดนิ ทางไว้
พอรถท่ีจะไปสง่ สนามบนิ มารับ
ก็แคฉ่ วยกระเปา๋ นนั้ ขนึ้ รถไป

**ผมชอบฉากตอนท้ายของเร่อื ง Meet Joe Black
ที่ Anthony Hopkins มหาเศรษฐีนกั ธรุ กจิ จัดงานฉลองวนั เกดิ ใหญโ่ ต
และในคนื นั้นก็รูว้ ่าตัวเองตอ้ งจากโลกน้ไี ป
หลังกล่าวขอบคณุ แขกทม่ี าในงาน
เขาเดนิ ออกจากงานมาเพียงลาพัง
เพื่อไปหา Brad Pitt ซง่ึ แสดงเปน็ ยมทูต
ทีจ่ ะพาเขาไปสคู่ วามตาย
เมอ่ื ได้พบยมทตู Anthony ย้ิม
และแสดงใหเ้ หน็ วา่ พรอ้ มทจี่ ะเดนิ ไปกบั Brad
และทงั้ สองก็เดินออกไปจากงานเลยี้ งอย่างเงยี บๆ
ภายหลังการจดุ พลุเฉลมิ ฉลองท่ีย่ิงใหญ่

23 นา้ ทว่ มแตใ่ จไมท่ ่วม...

ภาวะโลกร้อนคือผลลพั ธ์ท่เี กดิ จากความโลภ
ในการใชท้ รพั ยากรธรรมชาตอิ ย่างโหดร้ายทารณุ ของมนษุ ย์
จะสังเกตไุ ด้ว่า ช่วงหลายปที ผ่ี า่ นมา
เกิดภยั ธรรมชาติขึ้นกบั โลกของเรา
เพม่ิ มากขนึ้ ทงั้ ในเชงิ ปรมิ าณและคณุ ภาพ

วันน้ีไมพ่ ดู ถึงปรากฏการณ์ “นา้ ทว่ ม” คงเปน็ คนล้าสมัยตกยุค
แนน่ อนท่สี ดุ ผปู้ ระสบภัยนา้ ท่วม
ยอ่ มไดร้ บั ทกุ ข์มากนอ้ ยตา่ งกันไป
ตามความหนักหนาสาหัสของสถานการณ์
ภายใตค้ วามทุกขท์ ้ังทางกายและใจนั้น
เราได้เรียนรธู้ รรมะอะไรจาก “น้าท่วม” บา้ ง

นา้ ทว่ ม เกิดจากหลายสาเหตุ
นา้ ฝนตกลงมามาก คลองระบายไมท่ นั
บอ่ ยครัง้ ท่พี บเห็นส่ิงแปลกปลอมมากับน้า
เชน่ โคลน ทอ่ นซุง รวมไปถงึ ขยะกองพะเนนิ

ลาพังแคน่ า้ เยอะก็แยแ่ ล้ว
แตเ่ ม่อื ไหรม่ ขี องแถมเพมิ่ มาอีกนี่สง่ ผลกระทบหนักขน้ึ ทันที
ทาใหท้ ่อ คลอง อุดตนั ระบายนา้ ไม่ได้

แต่คิดดอู ีกที การปรากฏขนึ้ ของพวกโคลน ทอ่ นซงุ และกองขยะ
กท็ าใหเ้ รารวู้ า่ เหลา่ นเ้ี ปน็ เหตุให้นา้ ท่วมหนกั ข้ึน
หากขจดั “สงิ่ ไมพ่ งึ ปรารถนา” เหลา่ น้ีใหน้ ้อยลงหรือหมดไป
น้าหรือปญั หากจ็ ะทุเลาเบาบาง
เราอาจต้องขอบคณุ โคลนและขยะ
ท่ี “กรุณา” แสดงตวั ออกมาใหเ้ ราเห็น
ไม่งั้นก็ไมร่ ู้ว่ามีพวกเขาอยู่ และแอบสร้างปัญหาให้ทุกคร้งั ที่ฝนตก

ฉันใดก็ฉันนัน้ ..
กิเลสหรืออวิชชา อนั มี โลภะ โทสะ โมหะ เปน็ อาทิ
ต่างก็มีสะสมอยใู่ นกน้ บง้ึ ของจติ ใจเราทกุ คน
(ทพ่ี ระเรยี กวา่ “อาสวะ”)
กิเลสเหลา่ นน้ี อนรอให้ “เหตปุ จั จยั ภายนอก”
เขา้ มากระตุ้น ผ่าน ตา หู จมูก ลน้ิ กาย และใจ
ซึง่ อาจมาในรูปของ รปู เสยี ง กลนิ่ รส
สัมผสั ความนึกคดิ รวมเรยี กว่า “ผัสสะ”
เมื่อผสั สะผ่านเขา้ มา จบั คกู่ ับ “อาสวะ” ประเภทเดียวกัน
กจ็ ะผลกั ดนั ให้เราคิดหรอื กระทาในสิ่งท่นี าไปสคู่ วามทุกข์

เชน่ โดยจรติ แล้ว เราชอบของสวยของงาม
(เรยี กวา่ มี “ราคะ” และ “โลภะ เป็นอาสวะสะสมอยเู่ ป็นทนุ เดมิ )
เม่อื ไปเดินหา้ งได้เจอของสวยๆ ก็เกิดชอบ (เหน็ ของเกดิ “ผสั สะ”)
ไอ้ราคะและโลภะทเ่ี ปน็ จริตของเราน่ี

มันก็จะกระต้นุ ยยุ ง สง่ เสรมิ ใหเ้ ราอยากได้และอยากซอ้ื ของนน้ั
เช่น กระเปา๋ แบรนเนม โดยไมส่ นใจวา่ ที่บ้านจะมอี ยูแ่ ลว้ กีใ่ บ
โลภะจรติ จะสร้างเหตผุ ลขน้ึ มาสนบั สนนุ
ให้การซ้อื กระเป๋าเพ่ิมอีกใบนงึ นน้ั “มคี วามชอบธรรม”
ณ moment ของความมืดบอดดว้ ยอวชิ ชาน้นั
สุดท้าย เราก็ “ควัก” กระเป๋าจ่าย

บางคนกลับบา้ นมาคอ่ ยมารสู้ กึ ผดิ เสยี ดาย เกิดทุกขต์ า่ งๆ นานา
ในขณะท่บี างคนก็แคเ่ อา “ของใหม”่
ไปวางประดบั เพม่ิ พ้ืนที่ในตู้โชว์
รอเพอื่ นใหมม่ าเพมิ่ ในวันขา้ งหน้า อยา่ งไม่รสู้ กึ ผิด
(อยา่ งนเี้ รยี กวา่ “หลง” มีโมหะผสมดว้ ย)

โดยสรปุ ตรงนี้
อาสวะที่ถกู กวนขนึ้ มาเมอ่ื เราเกดิ ผสั สะ
กเ็ ปรียบเสมือนขยะ โคลนทล่ี อยมากบั นา้ ฝน
นามาซ่งึ ความเสียหายกบั ชวี ติ และทรัพยส์ ิน
รวมไปถงึ จิตใจของผ้ปู ระสบภัยไมต่ ่างกนั
นี่คือกรณีของผู้ประสบภยั และประสบทกุ ข์
ทีย่ อมรบั ขยะ โคลน หรอื กิเลส
ให้มนั ทาหนา้ ท่ขี องพวกมนั อยา่ งเต็มท่ี
ทาใหเ้ ราไดร้ ับความทุกข์ไปเตม็ ๆ

แต่ถ้าเราพจิ ารณาอกี ด้านหนง่ึ ว่า...

การท่ีนา้ บา่ มากบั โคลนและขยะ
เป็น “โอกาสอันด”ี ทีท่ าใหเ้ รารูว้ า่
มโี คลนบนเขา และมีขยะในทอ่ ในคลอง
(ถ้าไมม่ ีน้าพดั มาเราจะไมร่ ู้เลย)
ดังน้ัน จงึ เปน็ “หน้าทขี่ องเรา”
ในการกาจดั โคลนและขยะน้ัน
ใหม้ ปี รมิ าณลดลงหรอื หมดไป
เพียงแค่น้ี ถา้ ครัง้ หนา้ มีนา้ มาอีก
อยา่ งนอ้ ย โคลนและขยะเหล่าน้ัน
จะไมม่ าอดุ ตันหรือเปน็ อปุ สรรคตอ่ การระบายของนา้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมชโช
วดั สวนสันติธรรม เมตตาสอนวา่
การลดหรอื ขจดั กเิ ลสท่เี ปน็ อาสวะที่ถกู กวนขนึ้ มา
และถกู แสดงออกมาเปน็ พฤตกิ รรมโลภ โกรธ หลง น้นั
อาจกระทาดังนี้

1 เมื่อความโลภ (เช่น อยากได)้ เกดิ ขึ้น
สงิ่ แรกท่นี ักปฏบิ ัตติ อ้ งทาให้ไดค้ อื
“เหน็ ” ความโลภน้ัน
เหน็ ว่าตอนน้โี ลภะจรติ กาลังสาแดงตนออกมา
โดยดงึ ตัวเราออกมาเป็นเพยี งผรู้ ู้ผดู้ เู ทา่ น้ัน
การ “เหน็ ” เปน็ จดุ เรม่ิ ต้นให้เราไม่ “หลง”
ตามความโลภนนั้ และปรงุ แต่งหาเหตผุ ลมาอ้างว่า

ทาไมเราควรไดม้ ันมาเปน็ สมบตั ิ

2 ดูเพียงอย่างเดียว ไมต่ ดั สนิ วา่
ความอยากนั้นดีหรอื ไมด่ ี เราชอบหรือไม่ชอบ
ให้ “เหน็ ” เหมอื นเล่นเกมสซ์ ่อนแอบ
เวลาทีเ่ ราตามหาเพ่อื นที่แอบอยู่พบ
กแ็ ค่ “จะ๊ เอ๋ ฉันเจอแกแลว้ ” เทา่ น้นั

3 ไม่เข้าไปแทรกแซง เชน่ ไมพ่ ยายามกดข่มวา่
หา้ มโลภ ห้ามอยาก รวมถงึ ไม่ปรุงแตง่ ตา่ งๆ นานา
นคี่ อื หลักการของการ “เห็นทุกข์ แตไ่ มเ่ ข้าไปเปน็ ”

ทาคร้งั แรกอาจยังไมไ่ ด้ผลนกั ต้องหดั ทาบอ่ ยๆ
เหมือนเราเก็บขโ้ี คลน/ขยะไปครั้งละน้อย
หลายคร้ังเขา้ มันกล็ ดลงและหมดไปได้ในที่สุด
และเมือ่ มผี สั สะ (หรอื น้าท่วม) มาเยี่ยมอีกเมอ่ื ใด
อาสวะ (หรอื กองโคลน/ขยะ) ก็จะไมป่ รากฏใหเ้ ห็นอีก

บทสรุปจากเรื่องน้ี
ก. ฝนตกน้าทว่ มหา้ มไมไ่ ดฉ้ ันใด...
ผัสสะจากภายนอกทเ่ี ขา้ มากระทบใจ
ทาใหเ้ กิดทุกขก์ ม็ ีอยูท่ กุ เมือ่ เช่ือวัน...ฉันนน้ั

ข. การหม่ันเก็บโคลน เก็บขยะทล่ี อยมากบั น้า
จะช่วยบรรเทาปัญหานา้ ทว่ มได้ ฉนั ใด...
ความเพยี รในการภาวนาดว้ ยสติ
เปน็ “ผู้รู้ ผดู้ ”ู ด้วยความเปน็ กลาง
ก็จะชว่ ยขดั เกลากเิ ลสใหเ้ บาบางจากใจของเราได.้ ..ฉนั น้นั

24 “การทากิจ” กับ “การทาจิต”

พระอาจารย์ไพศาล วสิ าโล ได้เมตตาอธิบายถึงคาสาคญั 2 คา
ทเี่ ราควรตอ้ งคานกึ ถงึ ในชีวติ ประจาวนั คือ “ทากิจ” กบั “ทาจิต”

ก. การทากจิ หมายถึง การประพฤตปิ ฏิบตั ติ ามหนา้ ที่
ซ่ึงมีอย่ตู ามบทบาทในสถานการณต์ า่ งๆ
เชน่ หนา้ ท่ตี ามอาชพี เช่น ทหาร หมอ ตารวจ
หนา้ ทตี่ ามสถานภาพเช่น พ่อ ลกู พระ หวั หนา้ ลูกนอ้ ง
หน้าทต่ี ามสภาพ เชน่ ผู้ป่วย
การทากิจนี้ ตอ้ งพิจารณากระทาให้พอดีและเหมาะสม
ดว้ ยความสจุ รติ ตามบทบาทและสถานการณ์

ข. การทาจติ หมายถงึ การมีสตริ ะลกึ รู้อยู่กบั กายและใจ
เพอ่ื รู้ว่า “สถานภาพของจติ ” ในขณะหนึง่ ๆ ของเราเป็นเชน่ ไร
และพยายาม ประคับประคองจติ ใหไ้ มย่ ดึ เกาะ
หรือหลงไปกบั ส่งิ ที่เขา้ มากระทบ จนทาให้เกดิ ความทุกข์

“ทากจิ ” กับ “ทาจติ ” สองสว่ นน้ี
มกั เกดิ ควบค่กู นั อยตู่ ลอดเวลาในชวี ติ ประจาวัน
หากแตเ่ ราจะทาทง้ั สองสง่ิ อยา่ งมสี ติ
และสามารถ “สร้างสมดลุ ”
ระหว่างการกระทาทง้ั สองนไ้ี ดม้ ากนอ้ ยเพียงใด

ความไมส่ มดลุ ของ “กจิ ” กบั “จติ ” นี้
มักจะนามาซึ่งความทกุ ขก์ ับกายและใจได้

การไมร่ บั ผดิ ชอบต่อ “การทากิจ” เชน่
การใช้ชวี ติ อย่างประมาท ไม่ดแู ลสขุ ภาพ
ตามใจปาก ใชจ้ ่ายฟุ่มเฟือย เปน็ ตน้
นอกจากจะส่งผลโดยตรงอย่างใดอยา่ งหน่ึงตอ่ ผ้ไู มท่ ากจิ
เชน่ เกิดโรคภยั ไข้เจ็บ เป็นหนเ้ี ป็นสนิ อายุสั้น เป็นตน้ แล้ว
ผู้ไม่ทากจิ กจ็ ะได้รับความทกุ ขท์ างใจ
“ซา้ เติม” ไปอกี ตอ่ หนึง่ ด้วย เชน่
เกิดความเครยี ด เป็นโรคประสาท ซึมเศรา้

บางคนทากจิ แตไ่ มท่ าจิต เชน่ ทางานขยนั ขนั แข็ง
ทมุ่ เทกับงานหามรงุ่ หามคา่ เพ่อื หาเงินมาเลย้ี งชีพ
หรอื ให้ไดต้ าแหน่งท่สี งู ขึน้ กอ็ าจเกิดความเครยี ดแบบไมร่ ตู้ ัว
เนื่องด้วยจติ ไปยึดโยงกับความสาเรจ็ ของงาน
ของชีวติ ในทางโลกมากจนเกินไป จนลืมนกึ ไปวา่
ส่งิ ทีต่ นคาดหวงั อาจจะไมจ่ าเปน็ ตน้ เกิดขึ้นเสมอไป
เมื่อถูกตาหนิ วิพากษว์ จิ ารณใ์ นสิ่งท่ีตนทา
หรอื ไมไ่ ดด้ ังหวงั ก็ผิดหวงั จิตเศรา้ หมอง
กลายเปน็ ทกุ ข์จากความคาดหวงั ของตัวเองหรอื คาพดู ของคนอื่น
และหมกมุ่นกบั สิ่งเหล่านน้ั จนลืม “ทาจติ ” ไป

เจา้ ของร้านก๋วยเตยี๋ วขา้ งทาง
มีความสขุ มากเมอ่ื ขายกว๋ ยเตย๋ี วไดก้ าไร 3,000 บาท
เพราะปกตขิ ายไดก้ าไรเพียงวันละ 1,000 บาท
ในขณะที่มหาเศรษฐีอาจจมอยูก่ บั ความทกุ ข์
เพราะมีกาไรตอ่ วนั เพยี ง 300 ล้านบาท
เพราะปกตเิ ขาไดก้ าไรวนั ละ 500 ล้านบาท
มนษุ ยม์ ักวนเวียนหมกมนุ่ อยู่กบั “เรือ่ งสมมตทิ ่ีไร้สาระ”
และเกบ็ มาเปน็ ทุกขไ์ ด้ตลอดเวลา
จะเหน็ ได้ว่า ทกุ ขท์ ี่เกดิ กับเราทุกเมอ่ื เชอ่ื วนั
ก็คอื ส่ิงท่เี ราเปน็ ผู้ “มอบ” ใหก้ บั ตัวเราเองทั้งสนิ้

ในทางตรงกนั ข้าม
หลายคนบอกวา่ ชีวติ น้ีปลอ่ ยวางแลว้ ทกุ ส่งิ ทกุ อย่าง
ไมร่ รู้ อ้ นรู้หนาวกับเรอ่ื งทางโลก
เหมือนจะใหค้ วามสาคญั กับการ “ทาจติ ”
มากจนละเลยการทากิจ เชน่ ไม่ดแู ลซอ่ มแซมบ้านเรอื น
ปว่ ยไข้กไ็ มร่ กั ษา ไม่ทาหนา้ ทีต่ ามบทบาทของตน
เชน่ ดูแลครอบครัว ใส่ใจคนรอบขา้ งท่ียังตอ้ งพ่ึงพาเรา
สุดท้ายกิจกว็ นิ าศ บา้ นทรุดโทรม สกปรก รกรุงรัง
สุขภาพร่างกายย่าแย่ เปน็ ภาระของคนรอบขา้ ง
มีปัญหาในครอบครัว

และท้ายทีส่ ดุ สิง่ ต่างๆ เหล่านี้
กจ็ ะเข้ามาเปน็ อุปสรรคต่อการทาจติ

จนทาใหท้ ัง้ การทากิจและทาจติ ไปไมถ่ งึ ไหนเลย
เรียกวา่ ลมุ่ หลงกบั ความศรัทธาจนกลายเปน็
“งมงาย” และสรา้ งทุกข์ให้กบั ตัวเองไปแทน

ดังนน้ั นักภาวนาจงึ ควรระลกึ ถงึ ความสาคญั
ในการสร้างสมดลุ ของการ “ทากิจ” และ “ทาจติ ” ตลอดเวลา
รู้รับผดิ ชอบต่อหนา้ ที่ใหค้ รบถ้วนและสจุ รติ
ในขณะเดยี วกนั กท็ ากิจดว้ ยจติ ทผ่ี อ่ งใส
เป็นผรู้ ู้ ผู้ต่นื ดว้ ยสตแิ ละสัมปชญั ญะ
ในปัจจุบนั ขณะทท่ี ากิจนัน้

การทากิจอยา่ งมสี ติกค็ อื
การทากจิ ควบคไู่ ปกบั การทาจติ นนั่ เอง
สติจะชว่ ยใหก้ ารกระทาของเราถกู ตอ้ งเหมาะสม
และสจุ ริตโดยอตั โนมตั ิ
ไม่หลง ไม่ปรงุ แตง่ ไม่ยดึ ติด ไม่คาดหวัง
แต่สามารถเข้าใจและยอมรับในสงิ่ ทท่ี า
และผลท่จี ะเกิดขน้ึ ได้ “อยา่ งเปน็ กลาง”

วธิ หี น่ึงในการรกั ษาจิตใหส้ งบ
และไม่ไหลไปกับสิง่ ทีเ่ ขา้ มากระทบ
คือการกาหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก หรอื อานาปานสติ
การเรยี นรู้จังหวะการหายใจและลมเข้า-ออกน้ี
จะทาใหเ้ ราสงั เกตเุ หน็ ลมหายใจหลายลกั ษณะ

(ยาว สั้น แรง แผ่วเบา เบามาก)

เม่อื เราอยู่ในหลากหลายสถานการณ์
เราจะรูส้ กึ วา่ เกิดความสขุ และสงบเมือ่ ลมหายใจแผ่วเบา
ในขณะท่ยี ามเคร่งเครยี ด โกรธ เศร้า
ลมหายใจจะตดิ ขัด แรง ดัง ทาให้จติ ไมเ่ ปน็ สุข
เมอื่ เหน็ เช่นนี้กจ็ ะเกิดความต้องการรกั ษาลมหายใจ
ใหแ้ ผ่วเบาอย่เู สมอ

การจดจ่ออยกู่ บั ลมหายใจท่แี ผว่ เบา (ในทางกลับกัน)
กจ็ ะนามาซ่งึ ความเยอื กเย็นของจติ
และนาไปสสู่ ตแิ ละปญั ญา
เพ่อื ใช้ประโยชนใ์ นการดาเนินชีวติ แก้ไขปัญหา
และเผชญิ หนา้ กบั สถานการณท์ ุกอย่างได้อยา่ งมีคณุ ภาพ

25 คาถาโชคดี

เดก็ ทุกคนเกดิ มาเหมอื นผา้ ขาว
ท่พี ร้อมจะถกู แตง่ แต้มด้วยสสี รรตา่ งๆ
ผา่ นประสบการณแ์ ละการเรยี นรู้
ผนวกกบั จริตนสิ ยั ท่ีตดิ ตัวมา
และไดร้ บั การถา่ ยทอดจากบรรพบรุ ษุ
ก่อรา่ งสร้างตัวเป็น “มาตรฐานชวี ิต” เฉพาะบคุ คล
ท่ีเปน็ เหมือนคัมภีร์บอกวา่
“ชีวติ ความเปน็ คนของเราต้องดาเนนิ ไปอย่างไร”

วนั คืนผา่ นไป เราเริ่มเรียนรู้วา่ ...
การเป็นมนษุ ยบ์ นโลกใบนี้ “ควร” หรือ “ตอ้ ง” ทาอะไร

เปน็ เด็กตอ้ งเรียนหนังสือ แสวงหาความรู้
เงินทองไม่ใชส่ งิ่ จาเป็นเพราะแบมอื หรอื แค่เอ่ยปากกไ็ ดม้ า
ในขณะที่เด็กบางกลุม่ เรียนร้วู า่ ...
ชีวิตตอ้ งด้ินรน เพราะครอบครวั ไม่ไดม้ กี นิ มใี ช้
พอเรยี นจบเราเรียนร้วู ่า...
โลกน้กี าหนดให้เราต้อง “ทางาน”
เพือ่ หาเงนิ มาเลีย้ งชพี เลย้ี งครอบครวั
พอได้ทางานเราเรียนรูว้ า่ ...
มาตรฐานของโลกนกี้ าหนดใหเ้ ราตอ้ งคดิ ถงึ

“ความก้าวหนา้ ในอาชีพ”
ต้องพยายามตา่ ง ๆ นานา
เพื่อใหไ้ ด้มาซ่งึ ตาแหน่งหน้าท่ี เงนิ ทอง และอานาจ

จนถงึ ตอนน้ีเรารู้วา่ ...
เงนิ ทองนามาซง่ึ ความสขุ หลากหลายรปู แบบ
ตาแหน่งนามาซึ่งอานาจและผคู้ นทหี่ ้อมลอ้ ม
คาสรรเสริญเยินยอ ไม่ทางใดกท็ างหนง่ึ นี้
คอื เป้าหมายคร้ังหน่งึ ในชวี ิตของทกุ คน
เปน็ สงิ่ ท่ีขบั เคลอื่ นใหเ้ ราลกุ ขน้ึ จากท่ีนอน
และเดินออกจากบา้ น ใชช้ วี ติ มาตราบจนปัจจุบนั
และคงจะดาเนินต่อไป...จนกวา่ จะหมดลมหายใจ

หลายปี หลายสิบปขี องการมลี มหายใจอยบู่ นโลกนี้
หล่อหลอมใหเ้ ราหลงระเริงไปกบั
ชีวิตความเปน็ มนษุ ยท์ ต่ี อบสนองเฉพาะ “โลกรอบตวั ”
จนลืมมองและประเมิน “ใจ” ของเราเองว่า
มนั ไดถ้ กู มาตรฐานของโลกใบน้ี
“กลนื กิน” ไปแล้วมากนอ้ ยเพยี งใด

“การอย่กู บั โลก” เชน่ น้ี
ทาใหเ้ รารู้จกั สิ่งท่เี รยี กว่า
“สขุ ” และ “ทกุ ข์”
สลบั กนั ไปไมจ่ บไม่สิน้

บางครง้ั กซ็ ้าๆ “ตามรอยเดิม”
แบบไม่รจู้ ักเข็ดหลาบ

โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงเวลาประสบกับสิ่งทเี่ รยี กวา่ “ทกุ ข”์
ทง้ั ๆ ท่ีจิตใจไมใ่ ฝ่หา แตส่ งสยั ไหมวา่
ทาไมยิง่ ไม่ชอบกลบั ย่งิ กอดทุกขน์ น้ั ไว้แนน่ ไมย่ อมปลอ่ ยไป

โกรธใครเกลียดใคร กม็ วั แตน่ กึ ถงึ เขาทัง้ วนั ทงั้ คืน
เวลาเจบ็ ไข้ได้ปว่ ย กม็ กั ตดั พอ้ ในความโชครา้ ยของชีวิต
เวลาผดิ หวังเสยี ใจได้รบั ในสงิ่ ทไ่ี มพ่ ึงปรารถนา
กม็ วั แต่เก็บมาวนเวียนครนุ่ คดิ
ทั้งก่อนและหลงั อาหารทุกมื้อจนถงึ ก่อนนอน

วันนข้ี อเสนอคาถาพเิ ศษ
ทใ่ี ช้ช่วยบรรเทาความทกุ ข์ความไมพ่ ึงปรารถนา
ท่ีเกิดข้ึนกับตวั เราอยา่ งหลกี เล่ียงไม่ได้
คาถาน้ีใหช้ ื่อว่า “คาถาโชคดี”
องคป์ ระกอบสาคญั ทีต่ ้องมอี ยู่ดว้ ย
ในขณะใช้คาถาโชคดีก็คือ “สติ”
โดยมีวธิ ีใช้ดงั น้ี

1 เมอ่ื เกดิ ทุกข์หรือประสบกับส่ิงทีไ่ ม่พึงปรารถนา
ใหม้ ีสตริ ู้ รวู้ า่ ใจเป็นทุกข์ ทุกขน์ เี้ ราไมต่ ้องการมัน

2 เม่อื เห็นทกุ ข์แล้ว ใหเ้ วลากับ “ใจท่ีทกุ ข”์
โดยไมม่ องท่ี “ตัวความทุกข”์
แตเ่ นน้ ดคู วามรสู้ ึกทางใจวา่ ตอนนใ้ี จเป็นอยา่ งไร
เพราะหายง่ิ พจิ ารณา “ตัวความทกุ ข”์
จติ จะปรงุ แตง่ และเพิม่ ดีกรขี องทุกขข์ ้ึนในใจ
แต่หากพิจารณาเฉพาะ “ใจท่ีทุกข”์ แล้ว
เราจะละโฟกัสจาก “ตัวความทุกข์” ไปทนั ที

ให้เวลากบั “ใจที่ทุกข”์ ครู่หน่ึง
จนเร่มิ เหน็ ว่า “ใจท่ีทุกข”์ เรม่ิ ผอ่ นคลาย
เช่น โกรธอยู่เรมิ่ คลายจากความโกรธ
ใจที่เศร้าผดิ หวังเรมิ่ ลดระดับความเศรา้ ลงจากเดมิ

3 ใช้คาถา “โชคดี” โดยบรกิ รรมวา่ “นเ่ี รายังโชคดที .่ี ..”
เตมิ คาในชอ่ งวา่ งโดยมองยอ้ นกลบั เข้ามาในตวั เอง
หรือคิดเปรยี บเทยี บกบั คนอ่นื ทไี่ มไ่ ด้โชคดีอย่างเรา ดงั ตัวอย่าง

3.1 สอบไดค้ ะแนนน้อย
“นี่เราโชคดีทไี่ มต่ ดิ F ไมง่ ้นั ตอ้ งเรยี นซา้ ”
แตถ่ ้าติด F ก็ “นีย่ งั โชคดีที่ไม่โดนรีไทร์ ยงั มโี อกาสให้แก้ตัว”

3.2 ผิดหวังไมไ่ ดข้ ้ึนเงนิ เดอื น หรอื เงินเดือนขน้ึ นอ้ ยเกนิ ไป
(ไม่เป็นไปตามคาด) ไม่ไดเ้ ลอ่ื นตาแหนง่
“นี่เรายังโชคดที ีย่ งั ได้ขน้ึ เงนิ เดอื น อยา่ งน้อยกเ็ อามาเปน็ คา่ อาหารไดต้ ั้ง 2 วนั ”

“นเ่ี รายังโชคดที เ่ี ขาไมไ่ ลเ่ ราออก ไม่งัน้ ไมร่ จู้ ะไปหางานทไ่ี หนในยคุ เศรษฐกิจแบบน”้ี
“เรายงั โชคดกี วา่ คนอนื่ ทต่ี าแหน่งน้อยกวา่ เรา เงนิ ทองทม่ี ีทกุ วนั นก้ี พ็ อกินพอใช้
แถมถ้าไมใ่ ช้ฟุ่มเฟอื ยก็ยงั เหลือเกบ็ ”

3.3 เสียทรพั ยส์ นิ
“คนทีข่ โมยของเราไปเขาคงมคี วามจาเป็นต้องใช้เงนิ โชคดีทเ่ี ราได้ทาบญุ ให้ทานคนที่มี
ความจาเปน็ จริงๆ”
“โชคดที ี่รองเทา้ หายไปแค่คู่เดียว ยงั เหลืออยูอ่ ีกตงั้ 30 คแู่ น่ะ”
“แมว้ ่าไฟไหม้บ้านสน้ิ เนื้อประดาตวั แตก่ ็ยังโชคดที ีเ่ รายังมชี วี ติ รอด เงินทองไมต่ ายก็หา
ใหม่ได้”

3.4 ถกู คนทรี่ ักใคร่ชอบพอหลอกหรือหักหลัง
“นีเ่ ราโชคดขี นาดไหนแลว้ ทไ่ี ดร้ ู้ทาสแท้ของเขาตง้ั แตต่ อนนี้
ไม่ง้ันอาจต้องเสยี งานเสยี เงินเพราะโดนหลอกอกี เยอะเลย”
“ขอบคุณที่รีบนอกใจเราตอนนี้ เราโชคดที มี่ ีเวลาไปหาคนดๆี ใหม่
แถมได้ประสบการณจ์ ากคนทนี่ อกใจมาอกี ”

3.5 เจบ็ ปว่ ยดว้ ยโรครา้ ย
“นี่เราโชคดที เ่ี ปน็ แคม่ ะเรง็ สมอง เพราะถ้าเป็นมะเร็งกระดูกจะทรมานกวา่ นี้เยอะเลย”
“นเ่ี ราโชคดีทีย่ งั มชี วี ิตมลี มหายใจอยู่วนั น้ี
ทาให้มีโอกาสทาความดสี ะสมบุญกศุ ลอย่อู กี วันนึง”
“นเี่ ราโชคดีท่ปี ่วยเปน็ โรคร้าย เพราะทาให้ครอบครัวหนั มาสนใจ และไดร้ วู้ า่ ทจ่ี ริงแล้ว
พ่อแม่ ลกู ของเรายงั รักและใสใ่ จเราอยู่ จากเดมิ ที่วันๆ นงึ ไดค้ ยุ กนั ไม่ถึง 5 คา”

3.6 ไดร้ บั อุบตั ิเหตุจนทพุ ลภาพ
“นี่เราโชคดที แ่ี คข่ าขาดไปขา้ งเดยี ว ยังเหลืออกี ข้างไว้ใช้ประโยชนไ์ ด”้
“แมว้ ่าเราจะเสยี ตาไปสองขา้ ง แตก่ ็โชคดที ีย่ งั มลี มหายใจ กินอุน่ นอนอ่ิม
แถมยงั มีคนใสใ่ จดูแลมากข้ึนกวา่ เก่า”

อานิสงสข์ อง “คาถาโชคดี” คอื
ทาให้จติ ใจไมฝ่ ักใฝ่อยูก่ บั ทกุ ขใ์ นปจั จบุ นั
แตก่ ลบั มองเห็น “ความไม่ทกุ ข์ในความทกุ ข์”
และเปน็ ยาวเิ ศษชใู จของเราให้เบกิ บาน
และพรอ้ มจะก้าวเดินต่อไป บนโลกทม่ี แี ต่ความทกุ ขน์ ี้
ดว้ ยความองอาจและเขา้ ใจว่า
“ในทกุ ข์มีความไม่ทุกข์อย่เู สมอ”
และ “ถา้ ไมอ่ ยากทุกข์
จงกล้าเดนิ หนา้ เข้าหาทุกข์ ดว้ ยสต”ิ

26 ความสาเรจ็ ในทัศนะของ อ.เฉลมิ ชัย
โฆษติ พพิ ัฒน์

วันนี้ มหาวทิ ยาลัยแมฟ่ ้าหลวงไดจ้ ดั การบรรยาย
เพ่ือพัฒนาผู้บริหารรุน่ ใหม่
โดยมี อ.เฉลิมชยั โฆษติ พพิ ฒั น์ ศลิ ปินแหง่ ชาติ
เมตตามาเป็นหน่ึงในวิทยากร
อาจารยไ์ ดพ้ ดู ถึงการเป็นผู้บริหารทีเ่ ปน็ เลิศ
และกรณุ าเล่าถึงประสบการณ์ของท่านเอง
ทีส่ ามารถบรหิ ารชีวิต คนรอบข้าง และสังคม
ซ่งึ ผมพยายามเรยี บเรยี งและสงั เคราะห์ใหม่
ตามสติปญั ญาทีพ่ อจบั ใจความไดด้ ังนี้

ท่านอ.เฉลิมชยั กรณุ าเลา่ ว่า นักบรกิ ารทีเ่ ปน็ “สดุ ยอด” น้ัน
ตอ้ ง “มวี สิ ัยทศั น”์ การจะสร้างใหม้ ีวิสัยทศั นไ์ ด้ตอ้ งมี “การวางแผน”
ต้งั เป้าหมายและวางแผน 1 2 3 4 5...
ไปจนถึงเปา้ หมายหรอื ความสาเร็จที่คาดหวงั

ความสาเรจ็ ของอาจารย์มี 3 ระดบั คือ...
ระดับที่ 1
ความสาเร็จสว่ นบุคคล
ดว้ ยการค่อยๆ เก็บเก่ยี วประสบการณช์ วี ิต

ตั้งแต่ระดบั เล็กๆ เพ่ือสรา้ งความแข็งแกรง่ ใหก้ ับตวั เอง
อาจารยเ์ ปรยี บการวางแผนว่าเหมอื นการออกรบ
วางแผนไปตเี มืองเล็กๆ กอ่ น
ค่อยๆ รวบรวมกาลังไพร่พล อาวธุ ส่งั สมไปเรอื่ ยๆ
จากความสาเรจ็ เลก็ ๆ ก้าวไปส่คู วามสาเรจ็ ทย่ี ่ิงใหญ่
จนเปน็ ทร่ี ูจ้ ักของคนท่วั ประเทศ มที รพั ยส์ นิ เงนิ ทองตามมา

ระดบั ท่ี 2
เม่อื บรรลคุ วามสาเรจ็ ส่วนตวั แล้ว
ท่านตัง้ เปา้ สคู่ วามสาเรจ็ ระดับทส่ี งู ขึ้นไปอีก
คือการตอบแทนคณุ แผ่นดนิ ด้วยการสรา้ ง “วดั ร่องข่นุ ”
โครงการนเ้ี ปน็ life-time project
ท่อี าจารยท์ มุ่ เทไม่ใชเ่ พือ่ ตวั เอง
แต่เพื่อบ้านเกิด ชมุ ชน และประเทศชาติ
เพ่อื สรา้ งความกนิ ดอี ยดู่ ใี หช้ าวเชยี งราย
และสร้างช่อื ให้ประเทศไทย

วดั ร่องขนุ่ ไม่ใช่เพยี งถาวรวตั ถุ
ทเี่ ตม็ ไปด้วยสถาปตั ยกรรม จติ รกรรม ประตมิ ากรรม
สิ่งทอ่ี าจารยใ์ ห้ความสาคญั มากไปกว่านนั้ คือ
ความเจรญิ เตบิ โตของชุมชน
ท่านสร้างลูกศิษย์ หวั หน้าคณะทางานบริหารจดั การวัด ผู้
จดั การ ประธาน รองประธาน ซึ่งเป็นคนในชุมชน เป็นลกู ชาวนา
ดว้ ยกระบวนการคิดวางแผนท่ีพยายามหล่อหลอม

ใหพ้ วกเขาเหลา่ นัน้ “มีความพรอ้ ม”
ท่จี ะดแู ลและพฒั นาวัดต่อไปในอนาคต
หลังจากทอี่ าจารยไ์ มอ่ ยู่แล้ว

ส่งิ ท่นี ่าสนใจคอื มุมมองของการบรหิ ารคน
ทต่ี อ้ งประกอบดว้ ย วสิ ยั ทศั น์ (การวางแผน)
เมตตา และจติ แห่งความเป็นโพธสิ ตั ว์ (ผู้ให)้
ที่มองปัญหาและความขัดแย้งเปน็ “โอกาส”
ในการพัฒนาคน ใหม้ ีความรกั และสามคั คี เดินไปพร้อมกนั

มีเกรด็ เล็กๆ อยูเ่ ร่ืองหน่ึง อาจารยเ์ ลา่ ว่า
สมยั ก่อนรายไดเ้ ขา้ วัดวนั ละ 500,000 บาท
มีวนั หนึง่ อาจารยไ์ ดท้ ราบวา่ มลี ูกศิษยว์ ดั 2 คน
ขดั แย้งกนั ทะเลาะและไม่ชว่ ยเหลอื กัน
อาจารยส์ ั่ง "ปิดวัด" ใช่ครบั ปิดวัด
หมายถงึ ไม่อนญุ าตใิ หน้ ักท่องเที่ยวเข้าชมวัด
และนัน่ หมายถงึ เงนิ รายได้ 500,000 บาทตอ่ วัน หายไปในพรบิ ตา
กลยุทธด์ ังกล่าว ทาใหท้ กุ คนตระหนักถึงความสาคัญของ
“ความสามคั ค”ี และกลับมารว่ มมอื กันทางานได้

อาจารยบ์ อกว่า การบริหารคนต้องเขา้ ใจว่า
แตล่ ะคนมจี รติ ท่ีต่างกัน
นักบรหิ ารตอ้ งสามารถใช้ประโยชน์
จากจริตของลูกน้องแตล่ ะคนได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ

สว่ นท่ีเป็นปัญหากต็ อ้ งมีกุศโลบายในการแกไ้ ข
เช่น การใส่ treatment ทีแ่ ตกต่างกนั
เพื่อแกห้ รือดดั นสิ ัยลูกนอ้ ง
ใหโ้ อกาสคนไม่เก่งได้แสดงความสามารถ
ในขณะเดยี วกนั กต็ อ้ งคอยปรามคนเกง่ ให้ไม่หยง่ิ ผยอง

กระบวนการในการสร้างวัดรอ่ งขนุ่ น้ัน
แทท้ จ่ี ริงแฝงด้วยข้อธรรมและมมุ มองสาหรับนกั บรหิ าร
ใหม้ ี mind set ต่อคนทเ่ี ราอยรู่ ่วมดว้ ย
ตัวถาวรวตั ถุ เปน็ เพียงเปลือกหรือกระพ้ี
แตแ่ กน่ แท้อย่ทู ี่บรหิ ารอยา่ งไรใหเ้ กดิ ความย่งั ยนื
ทกุ วันน้ี อาจารยถ์ อยตวั เองออกมาจากการบรหิ ารวัดได้ 3 ปีแลว้
แตก่ รรมการวัดทุกฝ่าย ยงั มีความเข้มแขง็ ร่วมแรงร่วมใจกนั
ไมต่ า่ งจากวนั ทม่ี ีอ.เฉลมิ ชัยอยเู่ ลย
ผมเชอื่ วา่ อาจารย์น่าจะมคี วามสุข
มากกวา่ การมเี พยี ง “วัดร่องข่นุ ”
ทีใ่ ห้นกั ท่องเท่ยี วจากทว่ั โลกไดเ้ ดนิ ทางมาช่ืนชมเป็นไหนๆ

มคี นถามวา่ “อาจารยเ์ คยท้อไหม”
อาจารยต์ อบวา่ “ไมเ่ คย”
เพราะเราวางแผนทุกอยา่ งไวล้ ่วงหนา้
และรู้วา่ ขณะหนง่ึ ๆ เราอยตู่ รงไหนของแผน
และเปา้ หมายหรือความสาเรจ็ นัน้ อยู่ตรงหน้า
จึงเปน็ สง่ิ ทเี่ อาชนะอปุ สรรคและความทอ้ ถอยทั้งปวงได้

ระดับที่ 3
ความสาเรจ็ ทางธรรม
อาจารยเ์ ลา่ วา่ ตอนมาสรา้ งวัด วาดภาพไว้ว่า
เราจะทาให้วดั ย่ิงใหญ่ โดง่ ดงั ไประดับโลก
และสรา้ งชมุ ชนสร้างรายได้ใหผ้ คู้ น
จากน้นั “ก็จะถอยออกมา”
และกลับไปใชช้ ีวติ เปน็ คนธรรมดาอยา่ งมีความสขุ และตาย

อาจารยเ์ ลา่ วา่ ทุกวนั น้ี ตื่นนอนมามี 2 แผน
คือ ออกกาลงั กาย และ กนิ ขา้ ว
ที่เหลือก็ทาอะไรตามทใ่ี จอยากทา
ภาวนาเป็นกิจกรรมหนึง่ ท่ชี ่วยสร้างความเขม้ แขง็ ทางใจ
ควบคไู่ ปกบั การออกกาลงั กาย
(ทช่ี ่วยสรา้ งความเขม้ แข็งทางกาย)
ทุกวนั น้ีอาจารย์มีความสขุ ไปกบั การไดอ้ อกไปพดู คุยกบั ผคู้ น
ขีม่ อรเ์ ตอรไ์ ซคท์ อ่ งเทย่ี ว บรจิ าคเงินชว่ ยเหลอื สาธารณะ
และเตรยี มตัวตายอย่างมีความสขุ
(ถึงกบั วางแผนแล้วว่าถา้ ปว่ ยหนกั ๆ
จะตายยงั ไง ทไี่ หน ให้หมอกับคนรอบข้างทาอยา่ งไรบา้ ง)

อาจารย์ตบท้ายว่า ชีวิตกม็ เี ทา่ นจ้ี ริงๆ
เร่อื งทางโลกเป็นเรือ่ งข้ปี ระตวิ๋ ไมไ่ ด้สลักสาคญั อะไร
อย่าไปจริงจงั กบั มันจนทาให้เป็นทกุ ข์
ที่สาคัญคอื เรอื่ งทางธรรม ซง่ึ ทาไดย้ ากกว่า

ผมเรียนถามอาจารย์ว่า
อาจารย์ทาอย่างไรจงึ สามารถ “ถอยหรือปล่อยวาง”
ซึ่งความสาเรจ็ ทีต่ ้ังใจและบากบ่ันทามากับมอื
คนเราปกติ มักวาดฝนั วางแผนชวี ติ ในทางโลกไว้ตา่ งๆ นานา
เมื่อประสบความสาเรจ็ แลว้ กม็ ักจะยดึ วา่ เปน็ เราเป็นของเรา

อาจารย์หวั เราะและเล่าว่า
วนั หนึง่ ไดส้ ง่ รปู ข่ีมอร์เตอร์ไซค์ทอ่ งเทีย่ ว
ไปใหเ้ พ่ือนท่ีเปน็ ถงึ “ศาสตราจารย์”
จากน้ันเพอ่ื นก็ส่งรปู กลบั มา
ปรากฏว่าเปน็ รปู กาลงั นงั่ ป้อนขา้ วหลาน
พรอ้ มกับข้อความมาทานองว่า
“นีห่ รอื คือชวี ติ ท่ีเราเลือก”

เพอ่ื นสองคนในวยั ใกล้ 70
คนหนงึ่ รา่ งกายจิตใจแขง็ แรง
ยังทอ่ งเทีย่ วไปในโลกกวา้ งอย่างมคี วามสุข
ในขณะท่อี กี คนตดิ อย่กู ับบา้ นน่ังเล้ยี งหลานแล้ว

ผมไมไ่ ดป้ รามาสว่าการเปน็ ตายายน่งั เล้ยี งหลาน
เปน็ สงิ่ ท่ไี มพ่ ึงปรารถนานะครบั
อ.เฉลิมชัยกาลังจะบอกว่า
อยา่ ให้ “อายุ” มาเป็นตวั กาหนดวา่ เราควรทาอะไร
หลายคนถูก “ตตี รา” วา่ เปน็ ผูส้ ูงอายุ

ด้วยการถูก “หา้ ม” หลายเรอ่ื ง
เช่น หา้ มขบั รถ หา้ มออกไปท่องเท่ียว ห้ามฯลฯ
แตห่ ารไู้ มว่ า่ การถูกหา้ มตา่ งๆ นานา
เป็นตัว degrade ความเขม้ แขง้ ทางกายและใจของเราลง
มีเศรษฐีหลายคนทีอ่ าจารย์แกเคยคยุ ด้วย
ช่นื ชมและอิจฉาชวี ติ ที่เปน็ อสิ ระและมีความสขุ ของอาจารย์
วา่ “ทาได้อย่างไร”
เพราะเขาเหลา่ นน้ั ไมส่ ามารถ “ปล่อยวาง”
ทรพั ย์สนิ เงนิ ทอง กจิ การ ครอบครวั
ปัญหาและเร่ืองตา่ งๆ ในชีวติ ได้

ผมมองว่าน่นั คือ “ความลม้ เหลวของคนที่ประสบความสาเรจ็ ”
ลม้ เหลวท่ยี ดึ อยกู่ ับความสาเรจ็ ทเี่ ปน็ “ส่งิ สมมติ”
ทาให้ขาดอสิ ระทางจติ ใจ
และได้ทาอะไรทใ่ี จตอ้ งการและ “เปน็ สุข”

อาจารยไ์ ด้สรุปสนั้ วา่
เหตุทคี่ นทีป่ ระสบความสาเรจ็ ในทางโลกสว่ นใหญ่
มกั จะลม้ เหลวทางธรรมน้ัน
ก็เพราะเขาขาดการฝึกฝนการวางแผน
ไมไ่ ด้มองวา่ “ความสาเร็จในทางธรรม”
เปน็ เป้าหมายสดุ ท้ายของชวี ิต
จงึ ไมไ่ ด้บรรจุแผนนแี้ ละสง่ั สมกาลงั ใจเพอ่ื การนี้

ต่อให้เขา้ ใจว่า...
ทรัพยส์ ินเงินทองตายไปแลว้ ก็เอาตดิ ตวั ไปไมไ่ ด้
แต่จิตทไี่ มเ่ คยฝกึ และวางแผนลว่ งหน้า
กไ็ มอ่ าจ “ขานรบั ” นโยบายน้ี
เรยี กว่า “ตกมา้ ตายตอนแก่” กค็ งไมผ่ ดิ นัก

สุดทา้ ยนีห้ วงั เปน็ อยา่ งยิ่งว่า
เรื่องราวดๆี จากท่านอ.เฉลมิ ชยั
นา่ จะเป็นสงิ่ จุดประกาย
หรอื ปรับ mind set ท่ีสาคญั สาหรบั ใครหลายๆ คน
และเปน็ ตัวอยา่ งทีช่ ัดเจนที่แสดงให้เห็นแล้ววา่
การบรู ณาการธรรมะเขา้ กับชวี ิตนนั้
ทาได้มากกวา่ “การเขา้ วัด”

Cr. เฉลมิ ชัย โฆษติ พิพฒั น์ 17 ตุลาคม 2565

27 ปจั ฉมิ บทแห่งการภาวนา

มสี ามภี รรยาคหู่ นึง่
วนั หนง่ึ ภรรยาตืน่ นอนแล้วไปออกกาลังกาย
ตามองออกไปนอกหนา้ ต่าง เห็นบา้ นข้างๆ ตากผา้ เตม็ ราว
และสงั เกตว่า ผา้ ทตี่ ามบนราวนนั้ มีสหี ม่นๆ บา้ งกอ็ อกเหลืองๆ
จงึ พดู ข้ึนวา่ “ทาไมขา้ งบ้านเราซกั ผ้าไมส่ ะอาดเลย ทัง้ ๆ ท่ีฐานะกด็ ี
มลี กู จา้ งหลายคน รถกห็ ลายคัน แคผ่ ้าแค่น้ียงั ซักไมส่ ะอาด”
สามไี ม่ได้ตอบอะไร

วันตอ่ มา ภรรยาตื่นขนึ้ มาออกกาลังกายเชน่ เคย
ตากม็ องออกนอกหน้าต่างเหน็ ผา้ ชุดใหม่ตากบนราวตากผ้า
เธอบน่ ขึน้ อีกว่า “นีท่ าไมเค้าซักผ้าไมเ่ ป็นรไึ ง
ผา้ ยังสกปรกอย่เู ลยเอามาตากไดย้ งั ไง”
สามที นี่ อนอยูบ่ นเตียงยงั คงนง่ิ เฉย

วันที่สาม ภรรยาต่นื เช้าตามเคย
แตแ่ ทนทจี่ ะเดินไปออกกาลังกาย
กลับม่งุ ตรงไปทห่ี นา้ ตา่ งแล้วมองออกไปท่รี าวตากผ้าของเพ่ือนบ้าน
คราวน้ีเธออุทานข้ึนว่า “อุ๊ย แปลกจงั ทาไมวันนี้ซกั ผา้ ซะขาวสะอาดเลย
น!่ี คุณไปบอกอะไรเขาหรอื ”
สามีที่นอนอย่เู อ่ยขึน้ ดว้ ยนา้ เสยี งโมโนโทนว่า
“เปลา่ เมือ่ วานเย็นผมก็แค.่ .

ออกไปเช็ดกระจกหนา้ ตา่ งบ้านเราเทา่ น้ันเอง”

เรอ่ื งนสี้ ะท้อนใหเ้ ห็นวา่ บางครง้ั หรือหลายตอ่ หลายครง้ั
ทเ่ี รามวั แตไ่ ปมอง ไปใหค้ ่า ไปสนใจกบั สง่ิ ภายนอก
จนลืมกลับมาพิจารณาตวั ของเราเอง
เพราะแท้ทจี่ รงิ แล้ว ทกุ ขไ์ มไ่ ดเ้ กดิ จากสิ่งภายนอก
แตเ่ กดิ ขนึ้ ภายในกายในใจของเราน้ที ัง้ สน้ิ
ดงั นั้น เวลาทุกขห์ รือหลงถกู กเิ ลสเข้าครอบงา
สง่ั การให้ทาอะไรตอ่ อะไร
กค็ วรหมัน่ หนั กลบั มาดู “สภาวะของจติ ใจ”
ก็จะพบวา่ “ต้นตอของปัญหาอยู่นนี่ ัน่ ”

การปฏิบัตภิ าวนาเป็นเคร่ืองมอื นาพาเราใหเ้ รยี นรตู้ ้นตอของปญั หา
ทน่ี าพาใหจ้ ิตใจของเราขนุ่ มวั เป็นทุกข์ และหลงอยใู่ นสงั สารวัฏ
เวียนว่ายตายเกิดไม่จบไมส่ ิน้
ความดับของทุกขท์ ง้ั ปวง ลว้ นเกดิ ข้ึนท่ี “ใจ” เท่าน้ัน
ความดับเยน็ ไมอ่ าจเกดิ ขึ้นได้ จากการฟัง หรือการใช้เหตผุ ล
หากแต่การสร้างความดบั เย็นในจติ ใจนน้ั
ต้องทาใหจ้ ิตใจได้ประจักษ์ถึงธรรมชาตขิ องสภาวะธรรมตามความเป็นจรงิ
และ “การภาวนา” คอื วิธีเดยี วท่นี าไปสผู่ ลลพั ธ์นน้ั

ในบททิง้ ท้ายนี้ ผมขอสรุปองค์ประกอบสาคญั
ทคี่ ิดว่าจะนาไปสู่ความกา้ วหน้าในการภาวนา 5 ประการคือ
ศรทั ธา เขา้ ใจ ยดื หย่นุ และ ความเพียร


Click to View FlipBook Version