1 ศรัทธา
ผู้ปฏบิ ตั ติ อ้ งมีศรทั ธา หรอื ความเชอ่ื ม่นั ว่า
การปฏบิ ัตภิ าวนา เปน็ การพฒั นาจติ ที่นาเราไปสู่...
การหลดุ พ้นและไมต่ กอยู่ในอาณัตขิ องสภาวะท่ที าใหจ้ ิตกระเพอ่ื มไหว
เพราะไม่ว่าจะเปน็ สิง่ ทเ่ี ราเรยี กว่า “สขุ ” หรอื “ทุกข์”
ล้วนนาพาเราไปสวู่ ังวนแห่งทกุ ขไ์ ด้ทั้งส้ิน
ศรัทธา ไม่ใชค่ วามเช่อื แบบงมงาย
ระหว่างปฏบิ ตั ภิ าวนา ขอให้พจิ ารณาสภาวะทีเ่ ขา้ มากระทบ
ให้เหน็ ตามความเปน็ จริงดว้ ยว่า สงิ่ เหลา่ นั้น...
เกดิ ขึน้ ..ตง้ั อย่.ู .และดบั ไป “เสมอ”
โดยใช้ “ปญั ญา” ควบคไู่ ปกับ “ศรทั ธา”
2 เข้าใจ
ความเขา้ ใจในวธิ ีการ หลกั การ และเหตผุ ลว่า
หลักและวิธีการสาคญั ของการภาวนาคอื อะไร
และทาไมจึงต้องปฏบิ ตั ิอย่างนน้ั อยา่ งนี้
ดังทไี่ ด้อธิบายมาตลอดท้ังเลม่
เช่น การบริกรรม คืออะไร ทาอยา่ งไร
ทาไมต้องบริกรรม เมือ่ บริกรรมแลว้ จะให้ผลอยา่ งไร
ความเขา้ ใจทีถ่ ูกต้อง จะช่วยสง่ เสรมิ ศรทั ธา ให้เขม้ แข็งข้นึ
ในทางกลับกนั ตอ้ งเขา้ ใจด้วยวา่ อะไรคือทาง อะไรไม่ใชท่ าง
เช่น นมิ ิตหรือความรูพ้ ิเศษตา่ งๆ จาเป็นหรอื ไม่
ถ้าเกดิ นิมิตแลว้ เราควรปฏบัติตอ่ นมิ ิตอย่างไร
การปฏบิ ตั เิ ป็นไปเพื่อให้มีญานวเิ ศษ ตาทพิ ย์ หทู พิ ย์ ฯลฯ หรอื
การรู้วา่ อะไรไมใ่ ชท่ าง จะทาให้การปฏิบตั ไิ มเ่ นิ่นช้าและผิดทาง
รวู้ า่ ทางลัดทต่ี ดั ตรงทสี่ ุดสจู่ ดุ หมายคอื ทางไหน
ไมไ่ ปทางออ้ ม ทางตนั หรอื ทางทต่ี รงกันขา้ ม
3 ยดื หยุ่น
เน่ืองจากรปู แบบการปฏบิ ัตมิ หี ลากหลาย
นกั ภาวนาท่มี ปี ัญหา ควรพจิ ารณาเลอื กใช้ใหเ้ หมาะสม
กบั “จรติ ” ของตน และ “บรบิ ทสถานการณ”์
เชน่ ถ้าบรกิ รรม “พทุ -โธ” แล้วจติ ไมส่ งบเท่ากับการดลู มหายใจ
ก็ใหเ้ ลอื กใช้ลมหายใจเป็น “วหิ ารธรรม”
หรือบางคนอาจชอบ “การรูส้ กึ ตัว” ก็เลอื กใช้ให้เหมาะสม
นอกจากนี้ เรารับสภาวธรรมทหี่ ลากหลายในแตล่ ะวัน
รูปแบบการปฏิบตั ิกค็ วรมคี วามยดื หยุน่ ปรับเปลีย่ นได้ดว้ ย
เช่น นอกจากปฏบิ ัตใิ นรูปแบบ (นงั่ สมาธิ เดนิ จงกรม)
ระหว่างวนั ทต่ี ้องทางาน อาจใช้ “การรสู้ ึกตวั ” แทน
ในบางสถานการณ์ ใช้การพิจารณากายไดส้ ะดวก
เพราะไม่มเี รอื่ งรบกวนทางใจ ก็ “ดกู าย”
แต่ถา้ บางเวลามีเรื่องกระทบจติ ใจ
ทาให้เศร้า โกรธ โลภ คิดฟ้งุ ซา่ น
กอ็ าจลอง “ดูจติ ” พิจารณาความคดิ ความรสู้ ึกวา่
ตอนนเ้ี กิดสภาวะใดขึน้ ในจติ บ้าง
ปรับไปตามความเหมาะสม
จะชว่ ยให้เราสามารถ “ภาวนาไดต้ ลอดวัน”
สะสมช่วั โมงการภาวนา เปน็ ตน้ ทนุ เพ่มิ ขึ้น
4 ความเพียร
ความเบอ่ื หน่าย ท้อแท้ คาดหวัง ใจรอ้ นอยากไดผ้ ลเรว็
เปน็ อปุ สรรคท่จี ะเกิดข้นึ ตลอดเวลา
นกั ปฏิบัติควรพจิ ารณาวา่ เหลา่ นี้เปน็ “ความทา้ ทาย”
เปน็ “สมนุ ” ทพ่ี ญามารสง่ มาตัดตอนเรา
และดงึ ให้เรา “สมคั ร” เปน็ พรรคพวก
จงใช้ “ความเพยี ร” ทกี่ ากบั ดว้ ย
“สต”ิ และ “สมาธ”ิ พินจิ พเิ คราะหว์ ่า
สภาวะเหลา่ นกี้ ไ็ มพ่ น้ ไปจาก “ไตรลักษณ์” เชน่ กัน
ผา่ นเข้ามา...แล้วกจ็ ะผ่านพน้ ไป
มงุ่ ไปทเ่ี ปา้ หมายที่รออยู่ขา้ งหน้า
ตราบใดที่เรายงั ไม่หยุดภาวนา
ย่อมหมายความว่า....................
“จิต” ยงั คงไดร้ บั การรดนา้ ใส่ปุย๋ พรวนดนิ
มากบา้ ง น้อยบา้ ง ดกี วา่ ปล่อยใหแ้ ห้งตายไปวันๆ
บางครงั้ อาจหม่ันทบทวนความก้าวหนา้
ดว้ ยการเปรียบเทยี บตัวเราในวนั นี้
กับตัวเราในอดตี ก่อนเริ่มภาวนา
เช่ือเหลือเกนิ ว่า ท่านจะพบ “ช่องวา่ ง”
ของกิเลสหรือความทกุ ข์ ทจ่ี ากทา่ นไป
และส่ิงนจี้ ะเปน็ “พละกาลัง” สาคญั
ทผี่ ลักดนั ใหม้ ุง่ มัน่ ปฏบิ ัตติ ่อไป ดว้ ยความเพียรย่งิ
นกั ปนี เขา Everest ระดบั โลกท่านหนึ่งกลา่ วว่า
เคลด็ ลบั ความสาเรจ็ ในการไปถึงยอดเขา
ไม่ใช่ “การจนิ ตนาการ” ถึงยอดเขา
แต่คือการจดจ่ออยกู่ ับการเดนิ “กา้ วตอ่ กา้ ว”
ในปัจจบุ นั ขณะ
ทเ่ี รากาลังก้าวไปขา้ งหนา้
จงรู้ไว้วา่ ...
ณ ขณะน้ัน ไดเ้ กดิ
“ความก้าวหน้า”
ขึ้นกับเราแลว้
ขอทกุ ท่าน จงมีศรัทธา ปญั ญา ความเขา้ ใจ ความยดื หยนุ่ และความเพยี ร
ดว้ ยสติและสมาธิ แล้วจะได้พบกบั “ผลลัพธท์ แ่ี ท้จริง” จากการภาวนา
ขอความสขุ ความเจรญิ จงมแี กท่ ่านผอู้ ่านและนาไปปฏบิ ตั ิทุกท่าน
จิตเดิมแท้เป็น ประภสั สร
แต่มวั หมอง ต้องกเิ ลส เข้าสะสม
หลายหมืน่ ภพ หลายแสนชาติ ไมน่ า่ ชม
ดั่งเกลือกกลัว้ กองอาจม ยากเยียวยา
หากเห็นโทษ จากความทุกข์ ในดวงจติ
เพียงสกั นิด มหี นทาง เท่ยี วตามหา
ลองปฏิบัติ เจริญสติ ภาวนา
จะ “ร”ู้ “เหน็ ” ด้วยตนว่า สุขมีจรงิ
สขุ ที่แท้ ไม่ใช่ สุขทางโลก
สขุ อุปโลกน์ จากภายนอก มใิ ชส่ ิน้
สขุ ที่แท้ จากภายใน คือสุขจรงิ
เปน็ สขุ ย่งิ เหนอื สขุ ใด คือสุขธรรม
เริ่มวันนี้ ไม่มี คาวา่ สาย
เรมิ่ กอ่ นตาย ชาระจิต จากทุกข์สิน้
ต้องจากโลก วนั ไหน ยงั มีกิน
ได้(อรยิ )ทรัพย์สนิ เป็นทุนไว้ สบายตัว