382
ตารางท่ี 8.1 (ต่อ)
Target weed Biocontrol agent Source and year Current project status
species, origin & of introduction
common name 3. Acanthoscelides and first release Established and spread in all
quadridentatus Mexico via infested areas. With A. puniceus
(Coleoptera: Australia resulted in up to 100% plant
Bruchidae) Mixed culture of infestation and 80% seed
(seed bruchid) A. puniceus and destruction in some areas.
A. quadridentatus Naturally spread into Myanmar,
4. Carmenta introduced 1983 Laos, Cambodia, Malaysia,
mimosa First release 1984 Singapore and Indonesia.
Introduced to Vietnam (1990); also
(Lepidoptera: Mexico via reintroduced to Australia (1991).
Sessiidae) Australia Not established
(clearwing moth) Introduced 1989 Established but not so effective
First release 1989
5. Chlamisus Brazil via Australia Not established
mimosae Introduced 1985
First release 1985
(Coleoptera:
Chrysomelidae)
(leaf-feeding
chrysomelid)
383
ตารางท่ี 8.1 (ต่อ)
Target weed Biocontrol agent Source and year Current project status
species, origin &
common name 6. Coelocephalapion of introduction
aculeatum
(Coleoptera: and first release
Apionidae)
(flower-feeding Mexico via Rejected and destroyed in the
weevil)
Australia via South quarantine because it can damage
7. Neurostrota Africa water mimosa, Neptunia oleracea
gunniella
(Lepidoptera: Introduced 1991, (Mimosaceae), a commonly
Gracillariidae)
(mimosa stem- 1992 cultivated vegetable in Southeast
mining moth) First release 1992 Asian countries.
Java Island,
Indonesia
Introduced 1991, Rejected and destroyed in the
1992 quarantine because it can damage
First release 1992 water mimosa, Neptunia oleracea
Java Island, (Mimosaceae), a commonly
Indonesia cultivated vegetable in Southeast
Mexico via Asian countries.
Australia
Introduced 1988
No release
384
ในการควบคุมตน้ สาบหมา มกี ารนาแมลงศตั รธู รรมชาตเิ ขา้ มาเพยี งชนิดเดยี ว คอื หนอนแมลงวนั
ทาปมต้นสาบหมา Procecidochares utilis หลงั การปลดปล่อย หนอนแมลงวนั ทาปมสามารถตัง้ รกรากและ
แพรก่ ระจายในทุกพน้ื ทท่ี ม่ี กี ารระบาด ใหผ้ ลในการควบคุมเป็นแบบทไ่ี ดผ้ ลสาเรจ็ และสมบรู ณ์ (successful and
complete control) และถาวร สว่ นการควบคุมตน้ สาบเสอื มกี ารนาแมลงศตั รธู รรมชาตเิ ขา้ มาทงั้ หมด 3 ชนดิ คอื
แมลงวนั เจาะยอดต้นสาบเสอื Melanagromyza eupatoriella ผเี ส้อื เสอื Pareuchaetes pseudoinsulata และ
แมลงวนั ทาปมตน้ สาบหมา Cecidochares connexa และ อกี 1 ชนิด เขา้ มาเองตามธรรมชาติ คอื ไรสข่ี าหรอื ไร
กามะหย่ี Acalitus adoratus พบว่ามเี พยี งแมลงวนั เจาะยอดต้นสาบเสอื เท่านัน้ ทต่ี งั้ รกรากได้ แต่ไม่มผี ลในการ
ควบคุมทย่ี งั ไมไ่ ดผ้ ลเทา่ ใดนกั (negligible control) เชน่ เดยี วกบั ไรกามะหย่ี ในการควบคมุ ตน้ นางแยม้ มกี ารนา
แมลงศตั รธู รรมชาตเิ ขา้ มาเพยี งชนิดเดยี ว คอื ดว้ งตน้ นางแยม้ Phyllocharis undulata หลงั การปลดปล่อยพบว่า
สามารถตงั้ รกรากได้ และใหผ้ ลในการควบคุมเป็นแบบท่ไี ด้ผลเป็นบางส่วน (partial control) มกี ารนาแมลง 2
ชนิด เขา้ มาควบคุมต้นผกากรอง คอื มวนแก้วหรอื มวนปีกใสต้นผกากรอง Teleonemia scrupulosa และดว้ ง
หนอนชอนใบตน้ ผกากรอง Uroplata girardi กบั ท่เี ขา้ มาแบบโดยบงั เอญิ จากการแพร่กระจายตามธรรมชาติ 1
ชนิด คอื แมลงวนั หนอนชอนใบ Calycomyza lantanae และพบว่าหลงั การปลดปล่อยพบว่าสามารถตงั้ รกราก
ได้ และใหผ้ ลในการควบคุมเป็นแบบท่ยี งั ไม่ไดผ้ ลเท่าใดนัก (negligible control) ส่วนโครงการควบคุมต้นขไ้ี ก่
ยา่ น ตอ้ งหยดุ ดาเนินการต่อ เพราะไมม่ ตี วั กระทาการควบคุมทน่ี ่าจะนาเขา้ มาใชไ้ ด้
โครงการควบคุมวชั พชื บกโดยชวี วธิ แี บบคลาสสกิ มเี พยี งโครงการเดยี ว ทใ่ี หผ้ ลในการควบคุมเป็น
แบบการควบคุมได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม (substantial control) คอื โครงการควบคุมไมยราบยกั ษ์ ซ่งึ มกี ารนา
แมลงเขา้ มาทดสอบและใชป้ ระโยชน์รวม 7 ชนดิ คอื ดว้ งหนวดยาวเจาะกง่ิ และลาตน้ Milothris irrorata ดว้ งเจาะ
เมลด็ 2 ชนิด คอื ด้วง Acanthoscelides puniceus และ A. quadridentatus ด้วงกนิ ใบ Chlamisus mimosae
ผเี ส้อื ปีกใสหนอนชอนลาต้น Carmenta mimosa ด้วงงวงกินดอกอ่อน Coelocephalapion aculeatum และ
ผเี สอ้ื หนอนชอนใบ Neurostrota gunniella จากแมลงทงั้ หมด 7 ชนิด มกี ารปลดปล่อยรวม 5 ชนิด ตงั้ รกรากได้
ดแี ละใหผ้ ลในการควบคุมอย่างเป็นรูปธรรมโดยด้วงเจาะเมลด็ 2 ชนิด ตงั้ รกรากได้ 1 ชนิด แต่การควบคุมไม่
ไดผ้ ลเท่าใดนกั อกี 2 ชนดิ ไมส่ ามารถตงั้ รกรากได้ 1 ชนิดไมส่ ามารถเพาะเลย้ี งเพ่อื การปลดปล่อยได้ และอกี 1
ชนดิ ตอ้ งทาลายทง้ิ ในเรอื นกกั นั เพราะพบว่าสามารถทาลายพชื เศรษฐกจิ ได้
385
นอกจากนนั้ ยงั มกี ารนาศตั รธู รรมชาตขิ องวชั พชื บก จากประเทศไทย เขา้ ไปใชใ้ นประเทศอ่นื ดงั น้ี คอื
1. หนอนผเี สอ้ื เสอื tiger moth, Pareuchaetes pseudoinsulata เพอ่ื ควบคมุ ตน้ สาบเสอื
ใหแ้ ก่เวยี ดนาม (พ.ศ. 2532)
2. ดว้ งเจาะเมลด็ (bruchid) ไมยราบยกั ษ์ 2 ชนดิ Acanthoscelides puniceus
และ A. quadridentatus เพ่อื ควบคมุ ไมยราบยกั ษ์ M. pigra ใหแ้ ก่เวยี ดนาม (พ.ศ. 2533)
และแพรก่ ระจายตามธรรมชาติ เขา้ ไปในสหภาพพมา่ สปป.ลาว กมั พชู า มาเลเซยี
สงิ คโ์ ปร์ และอนิ โดนีเซยี และ ส่งกลบั ไปใหอ้ อสเตรเลยี (พ.ศ. 2534) ใชเ้ พาะเลย้ี งและ
ปลดปลอ่ ยเพมิ่ เตมิ เพราะการปลดปลอ่ ยในออสเตรเลยี ไมส่ ามารถตงั้ รกรากได้ดี
เช่นในประเทศไทย
ในการศึกษาค้นคว้า การวจิ ยั และพฒั นา และ การดาเนินงานในการควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ ีใน
ประเทศไทย โดยการใชแ้ มลงมาตงั้ แต่เมอ่ื พ.ศ. 2517-2518 มกี ารใชแ้ มลงศตั รขู องวชั พชื ชนิดต่าง ๆ ทม่ี อี ยแู่ ลว้
ในประเทศไทย มาใช้ควบคุมวัชพืชท้องถ่ิน เป็ นการควบคุมโดยชีววิธีแบบเพาะเล้ียงและเพิ่มขยาย
(Augmentative biological control) พรอ้ มกนั ไปกบั การนาแมลงศตั รขู องวชั พชื ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพและมกี ารใชก้ นั
อยแู่ ลว้ ในต่างประเทศ เขา้ มาใชค้ วบคุมวชั พชื ต่างถน่ิ ทร่ี ุกราน (invasive alien weed species) ในประเทศไทย
เป็นการควบคุมโดยชวี วธิ แี บบคลาสสกิ (Classical biological control) ซ่งึ เป็นแบบเรม่ิ ต้นโดยการร่วมมอื กับ
หน่วยงานอ่นื ในต่างประเทศ แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบท่ี DeBach (1964b) เรยี กว่าเป็น “โครงการส่งต่อ”
(transfer projects) โดยการนาแมลงศตั รธู รรมชาตทิ ่มี กี ารใช้อย่แู ลว้ และมีประสทิ ธภิ าพดใี นประเทศอ่นื เขา้ มา
ทดสอบ ประเมนิ ศกั ยภาพ เพาะเลย้ี งเพม่ิ ปรมิ าณ และปลดปลอ่ ยในภาคสนาม
“ผลบนั้ ปลาย” (end results) ทเ่ี ป็น “ผลบนั้ ปลายมองไมเ่ หน็ ” (invisible end results) ของโครงการ
ต่าง ๆ เหล่านัน้ จะแตกต่างกันไป มตี งั้ แต่โครงการท่ี “ล้มเหลว” (failed) โครงการท่ี “ควบคุมได้บ้างเป็น
บางสว่ น” (partial control) โครงการท่ี “ควบคุมไดพ้ อสมควร” (substantial control) และ โครงการท่ี “ควบคุมได้
อยา่ งสมบรู ณ์” (complete control) ทงั้ ในระบบนิเวศวทิ ยาทางธรรมชาตแิ ละท่นี ามาใช้ประโยชน์ในพน้ื ทต่ี ่าง ๆ
ตลอดจนสภาพทางสงั คมและเศรษฐกจิ ของชมุ ชนทเ่ี กย่ี วขอ้ งในพน้ื ทใ่ี นขณะนนั้
อน่ึง แมลงชนิดต่าง ๆ ทน่ี ามาใช้และนาไปส่กู ารควบคุมทส่ี มบูรณ์ และถอื ว่าเป็นความสาเรจ็ ของ
โครงการ ถอื ว่าเป็น “สงิ่ มชี วี ติ ” (living organism) ทอ่ี าจมกี ารนาไปผลติ และจาหน่ายในเชงิ พาณิชยไ์ ด้ แต่ตาม
กฎหมายจะไม่สามารถนาไปจดสทิ ธบิ ตั ร ซ่งึ ห้ามมใิ หม้ กี ารจดสทิ ธบิ ตั รสงิ่ มชี วี ติ ได้ โดยถอื ว่า “สงิ่ มชี วี ติ ” เป็น
สมบตั ิสาธารณะ (public domain) ทงั้ น้ีจะครอบคลุมแมลงศตั รูธรรมชาติท่เี ป็นตวั ห้าและตัวเบยี น ท่มี ีการ
นามาใชใ้ นการควบคมุ แมลงศตั รพู ชื และแมลงศตั รธู รรมชาตทิ นี ามาใชค้ วบคมุ วชั พชื โดยชวี วธิ ดี ว้ ย
ส่วนที่ IV
กำรควบคมุ วัชพืชโดยชวี วธิ ีทีไ่ ม่ใชแ้ มลง
Biological Control of Weeds Not Using Insects
387
บทที่ 9
ไรและกำรควบคุมวัชพชื โดยชีววธิ ี
(Mites and Biological Control of Weeds)
การควบคุมไรศัตรูพืช (mite pest) โดยชีววิธี โดยมีไรตัวห้า (predaceous mite) เช่น ไร
phytoseiids เป็นตวั ควบคุม เป็นทร่ี จู้ กั กนั อยา่ งกวา้ งขวาง รวมทงั้ การเป็นสตั ว์ขาปลอ้ ง (arthropod) ชนิดแรกท่ี
มกี ารนามาดดั แปลงทางพนั ธุวศิ วกรรม (genetic engineering) เป็นไรดดั แปลงพนั ธกุ รรม (genetically modified
mite หรือ transgenic mite โดย Dr. Marjorie Hoy แห่ง University of Florida, Gainesville, Florida คือ ไร
Galendromus (= Metaseiulus) occidentalis ใหต้ า้ นทานต่อสารกาจดั ศตั รพู ชื (Walter & Proctor,1999)
Gerson & Smiley (1990) กล่าวในประวตั ขิ องการใช้ตวั ไรในการควบคุมแมลงศตั รูพชื โดยชวี วธิ ี
เป็นครงั้ แรกว่า Henry Shime พบว่าไร Hemisarcoptes malus (Hemisarcoptidae) เป็นตวั ห้ากนิ ไข่ของเพล้ยี
หอยแอปเป้ิล oyster-shell scale, Lepidosaphes ulmi (Hemiptera: Diaspididae) มาตงั้ แต่เมอ่ื ค.ศ.1868 (พ.ศ.
2411) (Shimer, 1868; Ewing & Webster, 1912) พรอ้ มกนั ไป Gerson & Smiley (1990) ไดท้ ากุญแจ (key)
สาหรบั การจาแนกวงศต์ ่าง ๆ ของไรทเ่ี ป็นตวั ควบคุมโดยชวี วธิ ี (biocontrol agent) ไวด้ ว้ ย และในปัจจบุ นั มกี าร
ผลติ ไรตวั ห้าเป็นการค้า เช่น Amblyseius swirskii (Phytoseiidae) ออกมาจาหน่ายทวั่ โลกโดยบรษิ ทั Koppert
Biological Systems ประเทศเนเธอรแ์ ลนด์ ซง่ึ มสี าขาอยใู่ นกว่า 20 ประเทศในยโุ รปและในเอเชยี ดว้ ย
ในขณะทม่ี กี ารนาไรตวั ห้า มาใชเ้ ป็นตวั ควบคุมแมลงศตั รพู ชื และไรศตั รพู ชื โดยชวี วธิ ี การนาไรกนิ
พชื (phytophagous mite) มาเป็นตวั ควบคมุ วชั พชื โดยชวี วธิ ี ยงั ไมค่ อ่ ยทจ่ี ะมกี ารการพฒั นามากนกั ปัญหาหน่ึง
ของการใช้ไร คอื ความยากลาบากในการจาแนกชนิดของไร เช่น ไรในสกุล Tetranychus ท่มี ศี กั ยภาพท่จี ะ
นามาใชเ้ ป็นตวั ควบคุม ไมเ่ หมอื นกบั ไรทาปม (gall mite) ในวงศ์ Eriophyidae ทม่ี คี วามเฉพาะเจาะจงสงู เช่น
ไรทาปม Aceria chondrillae (ภาพท่ี 9.1) ท่มี กี ารนามาใชค้ วบคุมต้นโครงกระดูก skeleton weed (Chondrilla
juncea, Asteraceae) ในทางตะวนั ตกของทวปี อเมรกิ าเหนอื และทางตะวนั ออกเฉียงใตข้ องออสเตรเลยี
388
ภาพที่ 9.1 ตน้ โครงกระดกู (skeleton weed, Chondrilla juncea) และความเสยี หายจากไรทาปม
Aceria chondrillae (แหลง่ ทม่ี า: Wikipedia, The Free Encyclopedia)
Gerson & Smiley (1990) และ Kirchmair et al. (2009) รายงานว่าการขนส่งศตั รูธรรมชาติข้าม
ประเทศ ( international shipment) ครั้งแรก ของโลก เป็ นการส่งไร ตัว ห้า Tyroglyphus phylloxerae
(Tyroglyphidae) (ภาพท่ี 9.2) ทเ่ี ป็นตวั ห้าของแมลงกนิ รากต้นองนุ่ ในอเมรกิ า ไปใชค้ วบคมุ เพลย้ี อ่อนกนิ ใบและ
รากองุ่น Daktulosphaira vitifoliae (Hemiptera: Phylloxeridae) (ภาพท่ี 9.3) ในประเทศฝรงั่ เศส โดย C.V.
Riley แห่ง USDA เม่อื ค.ศ. 1873 (พ.ศ. 2416) ซง่ึ ไร T. phylloxerae สามารถตงั้ รกรากได้หลงั การปลดปล่อย
แต่ไม่สามารถควบคุมเพลย้ี กนิ ใบและรากองุ่น D. vitifoliae ได้ และการขนส่งขา้ มประเทศนัน้ เป็นเวลา 15 ปี
ก่อนการขนสง่ ดว้ งเต่า (vedalia, Rodolia cardinalis) จากออสเตรเลยี และนวิ ซแี ลนด์ เขา้ ไปใชค้ วบคุมเพลย้ี หอย
นวมฝ้าย (cottony cushion scale, Icerya purchasi) แมลงศตั รูส้มในแคลฟิ อรเ์ นีย โดย Albert Koebele เม่อื
ช่วง ค.ศ. 1888-1989 (พ.ศ. 2431-2432)
ภาพท่ี 9.2 ไรตวั ห้า Tyroglyphus phylloxerae ทเ่ี ป็นตวั หา้ ของแมลงกนิ รากตน้ องนุ่ ในอเมรกิ า
(แหล่งทม่ี า: Wikipedia, The Free Encyclopedia)
389
ภาพที่ 9.3 เพลย้ี อ่อนกนิ ใบและรากองนุ่ Daktulosphaira vitifoliae ในประเทศฝรงั่ เศส
(แหลง่ ทม่ี า: Wikipedia, The Free Encyclopedia)
Hoy et al. (1983) จดั ประชมุ Work Conference on Biological Control of Pests by Mites ระหวา่ ง
วนั ท่ี 5-7 เมษายน ค.ศ. 1982 (พ.ศ 2525) ณ มหาวทิ ยาลัย University of California at Berkeley โดยการ
สนับสนุนของ UC Berkeley, APHIS-PPQ (Animal and Plant Health Inspection Service - Plant Protection
and Quarantine) , ARS ( Agricultural Research Service) , USDA โ ด ย บุ ค ล า ก ร ท่ีส า คัญ ( key people)
ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง เพ่อื การแลกเปล่ยี นขอ้ เทจ็ จรงิ แนวความคดิ และแผนงานวจิ ยั ในการใชไ้ รเป็นตวั ควบคุมศตั รูพชื
โดยชวี วธิ ี และในการประชุมครงั้ น้ี ในส่วนของการใชไ้ รเพ่อื การควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ ี Lloyd A. Andres แห่ง
Biological Control of Weeds Laboratory, Albany, California เสนอรายงานเร่อื ง Considerations in the use
of phytophagous mites for biological control of weeds ( Andres, 1983) แ ล ะ Harvey L. Cromroy แ ห่ ง
Department of Entomology & Nematology, University of Florida, Gainesville, Florida เสนอรายงานเร่ือง
Potential use of mites in biological control of terrestrial and aquatic weeds (Cromroy, 1983) และ Sara S.
Rosenthal แห่ง Biological Control of Weeds Laboratory, Albany, California เสนอรายงานเร่ือง Current
status and potential for biological control of field bindweed, Convolvulus arvensis, with Aceria convolvuli
(Rosenthal, 1983)
390
Andres (1983) กล่าวว่าในการใช้ไรกนิ พชื (phytophagous mite) ควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ ี มกี าร
นาไร Tetranychus opuntiae (Tetranychidae) จากเทกซสั เขา้ ไปในออสเตรเลยี โดยบงั เอญิ และลงทาลายต้น
กระบองเพชรใบเสมา Opuntia inermis โดยเลด็ ลอดออกไปจากกรงเลย้ี งเขา้ ไปสู่ภาคสนาม เป็นการช่วยเพล้ยี
เกล็ด Dactylopius opuntiae ในการเป็นตวั ควบคุม และเช่นเดยี วกนั มกี ารนาไร Orthogalumna terebrantis
(Oribatida, Galumnidae) จากอารเ์ จนตนิ าเขา้ ไปในสหรฐั อเมรกิ าโดยบงั เอญิ ในการควบคุมผกั ตบชวา แต่ไมม่ ี
ผลกระทบมากนัก รวมทงั้ การนาไรสข่ี าทาปม Eriophyes (Aceria) chondrillae (Eriophyidae) เขา้ ไปใชค้ วบคุม
ต้นโครงกระดูก (skeleton weed) (Chondrilla juncea) ในออสเตรเลีย และต่อมามีการนาเข้าไปใช้ใน
สหรฐั อเมรกิ าดว้ ย และเสนอขอ้ พจิ ารณาต่าง ๆ ทค่ี วรมกี ารดาเนินการในการพฒั นาโครงการควบคุมวชั พชื โดย
ชวี วธิ ี ตงั้ แต่การเลอื กวชั พชื ในเป้าหมาย การสารวจหาศตั รธู รรมชาติ การศกึ ษาชวี วทิ ยาของศตั รธู รรมชาตทิ ไ่ี ด้
คดั เลือกมา และการทดสอบความเฉพาะเจาะจงต่อพืชอาศัย ฯลฯ โดยใช้กรณีศึกษาในการใช้ไรทาปม
E. chondrillae ในการควบคมุ ตน้ โครงกระดกู เป็นตวั อยา่ ง
ส่วน Cromroy (1983) รายงานวา่ ในการทบทวนเอกสารวชิ าการ ทเ่ี กย่ี วกบั การใชไ้ รในการควบคุม
วชั พืชบกและวชั พชื น้าโดยชวี วิธี พบว่ามกี ารดาเนินการน้อยมากในระดบั โลก แม้กระทงั่ ในการค้นหาใน
Agricola (USDA Bibliography of Agriculture) computer search พบเอกสารเพยี ง 4 เรอ่ื ง ทม่ี คี าวา่ ไร (mites)
และ วชั พชื บก (terrestrial weeds) และอา้ งองิ ถงึ Holm et al. (1977) ว่าจากพชื ประมาณ 250,000 ชนิดทเ่ี ป็นท่ี
รูจ้ กั กนั ทวั่ โลก มพี ชื น้อยกว่า 250 ชนิด ท่ถี ือว่าเป็นวชั พชื ท่มี คี วามสาคญั ทางเศรษฐกิจ และมคี าถามว่าใน
การเกษตร มพี ชื ก่ชี นิดท่ที าความเสยี หายของผลผลติ สูงถงึ 90% ในขณะท่เี ราพง่ึ พาอาศยั พชื เศรษฐกจิ เพยี ง
12-15 ชนิดเท่านัน้ ทเ่ี ป็นพชื ในการผลติ อาหารส่วนใหญ่ของโลก และเช่นเดยี วกนั Holm et al. (1977) รายงาน
ว่าในการสารวจของนักการเกษตรทวั่ โลก มกี ารเลอื กวชั พชื รวมทงั้ หมด 18 ชนิด ท่ถี ือว่ามคี วามสาคญั ทาง
เศรษฐกจิ สงู ทส่ี ุดตามลาดบั คอื
391
1. หญา้ แหว้ หมู Cyperus rotundus, nutgrass, purple nut sedge, Cyperaceae
2. หญา้ แพรก Cynodon dactylon, bermudagrass, Poaceae
3. หญา้ ปลอ้ งใหญ่ Echinochloa crusgalli, barnyard grass, Poaceae
4. หญา้ ขา้ วนก Echinochloa colonum, jungle rice, Poaceae
5. หญา้ ตนี กา Eleusine indica, goosegrass, Poaceae
6. หญา้ พง Sorghum halepense, johnsongrass, Poaceae
7. หญา้ คา Imperata cylindrica, cogon grass, Poaceae
8. ผกั ตบชวา Eichhornia crassipes, waterhyacinth, Pontederiaceae
9. ผกั เบย้ี ใหญ่ Portulaca oleracea, purslane, Portulacaceae
10. ผกั ขมป่า Chenopodium album, lamb’s quarters, goosefoot, Chenopodiaceae
11. หญา้ ตนี กา Digitaria sanguinalis (D. nuda), large crabgrass, Poaceae
12. ผกั บงุ้ รว้ ม Convolvulus arvensis, field bindweed, Convolvulaceae
13. ขา้ วโอ๊ตป่า Arvena fatua and other wild oats, Poaceae
14. ผกั ขมดอกเขยี ว Amaranthus hybridus smooth amaranthus, Amaranthaceae
15. ผกั ขมหนาม Amaranthus spinosus, spiny amaranthus, Amaranthaceae
16. แหว้ ไทย Cyperus esculentus, yellow nutsedge, Cyperaceae
17. หญา้ นมหนอน Paspalum conjugatum, paspalum, sour grass, Hilo grass, Poaceae
18. หญา้ โขยง่ Rottboellia exaltata, itchgrass, Poaceae
ในบรรดาวชั พชื ทงั้ 18 ชนดิ น้ี มงี านวจิ ยั ในการใชไ้ รควบคุมในฟลอรดิ าเพยี ง 2 ชนิดเทา่ นนั้ คอื หญา้ เบอร์
มิวดาซ่ึงเป็ นวัชพืชบก โดยศึกษา ศักยภาพของไร stunt mites ประกอบด้วย Aceria cynodoniensis
(Eriophyidae), Steneotarsonemus furcatus และ S. paspali (Tarsonemidae) และ ผกั ตบชวาซง่ึ เป็นวชั พชื น้า
ในการใชไ้ ร Orthogalumna terebrantis (Galumnidae) กบั รายงานว่าในฟลอรดิ ามไี ร eriophyid ทอ่ี าจนาไปใช้
ควบคุมวชั พชื โดยชีววธิ ี ได้ คือ ไร Acalitus mikaniae เพ่อื ควบคุมต้นข้ไี ก่ย่านชนิด Mikania scandens ใน
อนิ เดยี ไร Aceria lantanae เพ่อื ควบคุมตน้ ผกากรอง นอกจากนนั้ Cromroy (1983) ไดจ้ ดั ทารายช่อื ของไรกนิ
พืชท่ีมบี นั ทึกว่าพบบนวัชพืชชนิดต่าง ๆ เช่น ผักขมหนาม (Amaranthus spinosus) หญ้าก้นจ้าขาว หรือ
ปืนนกไส้ (Bidens pilosa) สาบเสอื (Chromolaena odorata) ผกั บุ้งรว้ ม (Convolvulus arvensis) หญ้าแพรก
(Cynodon dactylon) แห้วหมู (Cyperus rotundus) หญ้าคา (Imperata cylindrica) และ โคกกระสุน (Tribulus
terrestris) เป็นตน้ ทพ่ี บในการทบทวนเอกสารจากทวั่ โลก ถงึ เมอ่ื ค.ศ. 1983 (พ.ศ. 2526) เท่านนั้
392
9.1 การใช้ไรกินพืชควบคมุ วชั พืชโดยชีววิธี
Julien & Griffiths (1998) รายงานว่าก่อนปี ค.ศ. 1968 (พ.ศ. 2511) ก่อนการเรมิ่ โครงการควบคมุ
ผกั ตบชวาโดยชวี วธิ ใี นฟลอรดิ าโดย USDA พบไรผกั ตบชวา Orthogalumna terebrantis (ภาพท่ี 9.4) ซ่งึ คาด
ว่าอาจเขา้ ไปพรอ้ มกบั การนาผกั ตบชวาเขา้ ไปในประเทศจากอเมรกิ าใต้ และไรไดแ้ พร่กระจายทวั่ ไปเป็นจุดใน
แหล่งน้าต่าง ๆ อย่างกวา้ งขวาง แต่พบว่าไม่สามารถควบคุมผกั ตบชวาได้พยี งพอ หรอื อาจเขา้ ไปโดยบงั เอญิ
พร้อมกบั การนาด้วงงวงผกั ตบชวาลายแต้ม Neochetina eichhorniae จากอเมรกิ าใต้ เขา้ ไปในฟลอรดิ าเม่อื
ค.ศ. 1968 และต่อมาพบโดยบงั เอญิ ในเกาะจาเมกาเมอ่ื ค.ศ. 1969 ในควิ บาและเมก็ ซโิ กเมอ่ื ค.ศ. 1977 กบั มี
การนาเขา้ ไปในแซมเบยี เม่อื ค.ศ. 1971 ซง่ึ พบวา่ สามารถตงั้ รกรากไดด้ เี มอ่ื ค.ศ. 1977 และแพรก่ ระจายเขา้ ไป
ในแอฟรกิ าใตเ้ ม่อื ค.ศ. 1990 และ Malawi ก่อน ค.ศ. 1991 ส่วนการนาเขา้ ไปในอนิ เดยี จากฟลอรดิ าเม่อื ค.ศ.
1986 และปลดปล่อยใน Bangalore และ Kerala เม่อื ค.ศ. 1991 ไรสามารถตงั้ รกรากไดด้ ใี นทุกจุดปลดปล่อย
ลงทาลายใบแก่ของผกั ตบชวา แต่ไมม่ ผี ลในการควบคุม
ภาพที่ 9.4 ไรผกั ตบชวา (water hyacinth mite, Orthogalumna terebrantis) (แหลง่ ทม่ี า: Wikipedia,
The Free Encyclopedia)
393
นอกจากนัน้ Julien & Griffiths (1998) รายงานเพมิ่ เตมิ ว่ามกี ารใช้ไรส่ขี า (eriophyid mites) ใน
การควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ ี เช่นการนาไร Eriophyes (Aceria) chondrillae จากยุโรปเขา้ ไปใชค้ วบคุมต้นโครง
กระดกู (skeleton weed, Chondrilla juncea) ซง่ึ มถี นิ่ กาเนดิ ในแถบตอนใตข้ องสหภาพโซเวยี ตรสั เซยี แถบเมดิ
เตอรเ์ รเนียนในยุโรป และเอเชยี ไมเนอร์ โดยออสเตรเลยี นาเขา้ ไปจากอติ าลเี ม่อื ค.ศ. 1971 และจากกรกี เม่อื
ค.ศ. 1985 สหรฐั อเมรกิ านาเข้าไปท่แี คลิฟอร์เนียจากอิตาลเี ม่อื ค.ศ. 1977 ตงั้ รกรากได้ดีและให้ผลในการ
ควบคุมอย่างเพยี งพอในรฐั แคลฟิ อรเ์ นีย ไอดาโฮ ออรกิ อน และ วอชงิ ตนั ส่วนอารเ์ จนตนิ านาไรชนิดน้ีเขา้ ไป
จากอติ าลผี ่านสหรฐั ฯ เม่อื ค.ศ. 1989 แพร่กระจายไปทวั่ แต่ไม่มกี ารประเมนิ ผล รวมถงึ การใชไ้ ร Eriophyes
(Aceria) malherbae ซง่ึ สรา้ งปมบนใบและลาตน้ ของผกั บุง้ รว้ ม (field bindweed, Convolvulus arvensis) และมี
ถ่ินกาเนิดอยู่ในยุโรปทางตอนใต้ของฝรงั่ เศส จากอิตาลีเข้าไปใช้ในแคนาดา และจากกรีกเข้าไปใช้ใน
สหรฐั อเมรกิ าเมอ่ื ค.ศ. 1989 และการนาไร Aculus hyperici ซง่ึ มแี หล่งกาเนิดอยใู่ นยุโรปเช่นกนั เขา้ ไปควบคุม
Saint John's wort (Hypericum perforatum, Clusiaceae) ในรฐั นิวเซา้ ท์เวลลแ์ ละวคิ ตอเรยี ในออสเตรเลยี เม่อื
ค.ศ. 1991 และจากการปลดปล่อยในภาคสนาม 245 ครงั้ ใน 108 จุดปลดปล่อย พบว่าสามารถลดชวี มวลของ
ยอดอ่อนและรากไดด้ กี ต็ าม กลบั ไมม่ ผี ลในการควบคุมเทา่ ใดอยา่ งมนี ยั สาคญั นกั
ต่อมา Carlos Vásquez แห่ง Department of Life Sciences, Faculty of Agronomy, Universidad
Centroccidental Lisandro Alvarado, Barquisimeto, Lara State, Venezuela และคณะ ใน Vásquez (2015)
ทบทวนเอกสารและรายงานเก่ยี วกบั การใชไ้ รกนิ พชื (phytophagous mites) ในการควบคุมวชั พชื ในปัจจุบนั
และศักยภาพของไรในการเป็นตัวกระทาการควบคุมวัชพืชโดยชีววิธี ว่าไรเริม่ ได้รบั ความสนใจมากข้ึน
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ไรสข่ี า ในวงศ์ Eriophyidae เพราะมคี วามเฉพาะเจาะจงสงู โดยไร eriophyids ในบางสกุล ท่ี
มีการนามาใช้ในการควบคุมวัชพืชบางชนิดในประเทศต่าง ๆ ทัว่ โลกคือ Aceria, Acalitus, Aculops,
Cecidophyes, Epitrimerus, Eriophyes, Leipothrix, Metaculus, และ Phyllocoptes กบั เรมิ่ มกี ารศกึ ษาการใชไ้ ร
แมงมมุ (spider mite) หรอื ไรแดง (red mite) ในวงศ์ Tetranychidae) ในการควบคมุ วชั พชื ดว้ ยเช่นกนั
394
9.2 การใช้ไรควบคมุ วชั พืชโดยชีววิธีในประเทศไทย
ในประเทศไทย ยงั ไมพ่ บว่ามกี ารนาไรกนิ พชื มาใชป้ ระโยชน์ในการควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ ี บรรพต
ณ ป้อมเพชร (pers. com.) กล่าวว่าในการสารวจศตั รธู รรมชาตขิ องผกั ตบชวาในประเทศไทย ในช่วงต้นของ
โครงการตงั้ แต่ พ.ศ. 2518 พบไรแมงมุม Tetranychus sp. ลงกนิ ใบผกั ตบชวาเป็นหยอ่ ม ๆ ทวั่ ไปตามบอ่ น้าใน
บรเิ วณมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ บางเขน และคลองรงั สติ จ.ปทุมธานี เมอ่ื ดเู ผนิ ๆ น่าทจ่ี ะมศี กั ยภาพดี แต่ไร
ชนิดน้ีไม่มคี วามเฉพาะเจาะจงพชื อาศยั และไมม่ ผี ลในการควบคุมแต่อยา่ งใด กบั เป็นทร่ี กู้ นั อย่างกวา้ งขวางว่า
พชื น้าในวงศ์ Pontederiaceae จะมไี รหลายชนิดใช้เป็นพชื อาศยั แต่ไรศตั รพู ชื เหล่าน้ีท่พี บในการสารวจ ไม่มี
ความสาคญั และคุณสมบตั เิ พยี งพอท่จี ะนามาใชป้ ระโยชน์ในการควบคุมผกั ตบชวาโดยชวี วธิ ไี ด้ (A.D. Wright,
pers. com.) ต่อมา อญั ชลี สวาสดธิ ์ รรม (2541) แห่งคณะเทคโนโลยกี ารเกษตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าช
มงคลธญั บุรี จาแนกตวั อย่างไรแดงหรอื ไรแมงมุมท่พี บในผกั ตบชวาใน จ.ปทุมธานี ว่าเป็น Tetranychus
hydrangea (Acari: Tetranychidae) ซ่งึ เป็นไรศตั รูพชื ท่สี าคญั ของสตรอเบอรแี ละพชื เศรษฐกจิ อีกหลายชนิด
และไมน่ ่าทจ่ี ะนามาใชป้ ระโยชน์ได้
McFadyen (1995) รายงานว่าไรทาปมใบสาบเสอื (chromolaena mite, Acalitus adoratus) ซ่งึ มี
ถน่ิ ดงั้ เดมิ อย่ใู นทรนิ ิแดดและอเมรกิ าใต้ และมคี วามเฉพาะเจาะจงสูงกบั สาบเสอื เท่านัน้ มกี ารแพร่กระจายโดย
บงั เอญิ โดยไม่มกี ารนาเขา้ ท่ตี งั้ ใจ เขา้ ไปในแถบเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ พบตงั้ แต่ตอนเหนือของประเทศไทย
จนถงึ อนิ โดนีเซยี ฟิลปิ ปินส์ และ หม่เู กาะคาโรไลน์ และคาดว่าตดิ มา (phoresy) กบั การนาดว้ งกนิ เมลด็ Apion
brunneonigrum (Coleoptera: Apionidae) จากทรนิ ิแดด เขา้ ไปควบคุมสาบเสอื ในซาบาห์ มาเลเซยี เม่อื ค.ศ.
1972 (พ.ศ.2515) แลว้ แพร่กระจายออกไปตามธรรมชาติ โดยพบว่าแพร่กระจายเขา้ มาจากมาเลเซยี ในภาคใต้
ของประเทศไทย ตงั้ แต่ พ.ศ. 2527-28 แลว้ แพร่กระจายสู่ภาคกลาง ภาคเหนือ และตะวนั ออกเฉียงเหนือของ
ประเทศไทย (บรรพต ณ ป้อมเพชร, pers.com.) และมกี ารยนื ยนั โดย McFadyen (1995) ว่าพบในอุทยาน
แห่งชาติเขาใหญ่ ระหว่างการดูงานภาคสนามของการประชุม First International Workshop on Biological
Control of Chromolaena odorata ซ่ึ ง จัด โ ด ย ศู น ย์ วิ จัย ค ว บ คุ ม ศัต รู พื ช โ ด ย ชี วิน ท รีย์ แ ห่ ง ช า ติ
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ รว่ มกบั University of Guam, Mangilao, Guam ทก่ี รงุ เทพฯ เมอ่ื เดอื นมนี าคม พ.ศ.
2531 และในการนาหนอนแมลงวนั เจาะยอดสาบเสอื (shoot-tip borer) (Melanagromyza eupatoriella, Diptera:
Agromyzidae) จากทรนิ ิแดด เขา้ มาในประเทศไทยโดยบรรพต ณ ป้อมเพชร (pers. com.) เม่อื ค.ศ. 1977
(พ.ศ. 2520) นนั้ ไดน้ าเฉพาะยอดอ่อนของต้นสาบเสอื ทม่ี หี นอนอย่ภู ายใน และไม่มกี ารนาใบสาบเสอื ท่มี ปี มท่ี
เกดิ จากการลงทาลายของไรตดิ เขา้ มาดว้ ย และพบวา่ ไรทาปมใบสาบเสอื ไมม่ ผี ลในการควบคุมสาบเสอื แต่อย่าง
ใด
395
สรปุ (Conclusion)
ในขณะทก่ี ารใชแ้ มลงกนิ พชื (phytophagous insect) เป็นตวั กระทาการควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ ี มี
การดาเนินการกนั อยา่ งกวา้ งขวางทวั่ โลกรวมทงั้ ในประเทศไทยดว้ ย แต่ยงั ไม่มกี ารใชส้ ตั วข์ าปลอ้ ง (arthropod)
ทใ่ี กลเ้ คยี งกบั แมลงคอื ไรกนิ พชื (phytophagous mite) เป็นตวั กระทาการควบคมุ วชั พชื โดยชวี วธิ มี ากนกั และไร
กนิ พชื ส่วนใหญ่ท่นี ามาใช้จะเป็นพวกไรส่ขี าทาปมและไรกามะหยใ่ี นวงศ์ Eriophyidae เป็นส่วนใหญ่ เช่น ไร
Eriophyes chondrillae ในการควบคุมต้นโครงกระดูก (skeleton weed) ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และ
อารเ์ จนตนิ า และ A. lantanae ในการควบคุมตน้ ผกากรองในแอฟรกิ าใตแ้ ละออสเตรเลยี กบั เรม่ิ มกี ารนาไรบาง
ชนิดในวงศ์ Tetranychidae มาใช้คือ Tetranychus lintearius จากประเทศองั กฤษ ในการควบคุมต้น gorse
(Ulex europaeus, Fabaceae) ซ่งึ เป็นพชื พ้นื เมอื งในองั กฤษและยุโรปตะวนั ตก ท่รี ะบาดเขา้ ไปในนิวซแี ลนด์
สหรัฐอเมริกา และฮาวาย ส่วนไร oribatid ในวงศ์ Galumnidae ท่ีนามาใช้ ก็มีเพียงชนิดเดียวคือ ไร
Orthogalumna terebrantis ในการควบคุมผกั ตบชวาในหลายประเทศ แต่กไ็ ม่ค่อยจะไดผ้ ลดเี ท่าใดนกั ส่วนใน
ประเทศไทย ไม่มกี ารใชไ้ รในการควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ ี แต่พบมีว่าไรทาปมใบต้นสาบเสอื Acalitus adoratus
จากทรนิ ิแดด ท่นี าเข้าไปใช้ควบคุมสาบเสอื ในซาบาห์ มาเลเซยี เม่อื พ.ศ.2515 แล้วแพร่กระจายเข้ามาจาก
มาเลเซยี ในภาคใตข้ องประเทศไทย ตงั้ แต่ พ.ศ. 2527-28 ในปัจจบุ นั สามารถพบไดท้ วั่ ประเทศ แต่ไมม่ ผี ลในการ
ควบคุมแต่อยา่ งใด
ดงั นนั้ จงึ เป็นทย่ี อมรบั กนั ว่า การใชไ้ รในการควบคุมวชั พชื โดยชีววธิ ี ยงั มกี ารดาเนินการน้อยมาก เมอ่ื
เปรยี บเทยี บกบั การใชแ้ มลง และคงจะไมม่ กี ารใชไ้ รกนั มากนกั ไม่ว่าจะเป็นการใชใ้ นการควบคุมโดยชวี วธิ แี บบ
เพม่ิ ขยาย (Augmentative biological control) หรอื ในการควบคมุ โดยชวี วธิ แี บบคลาสสกิ (Classical biological
control) กต็ าม
396
บทที่ 10
กำรควบคุมวัชพชื โดยชีววธิ ีโดยเชือ้ โรคพืช
(Biological Control of Weeds with Plant Pathogens)
การควบคุมแมลงศตั รูพืชโดยการใช้จุลินทรยี ์ท่กี ่อโรคในแมลง (entomopathogens) สามารถ
ยอ้ นกลบั ไปถงึ ค.ศ. 1835 (พ.ศ. 2378) เมอ่ื Agostino Bassi หรอื Bassi de Lodi (1773-1856) (ภาพท่ี 10.1)
นักกฏี วทิ ยาชาวอติ าลี พบว่าเชอ้ื รามสั คาร์ดนี สขี าว (white muscardine fungus) (Beauveria bassiana) เป็น
สาเหตุของโรคในหนอนไหม (Bombyx mori) และ ไดร้ บั เกยี รตใิ หเ้ ป็น “บดิ าของวชิ าโรคแมลงวทิ ยา” (Father of
Insect Pathology) และ การพบเช้ือรามัสคาร์ดีนสีเขียว ( green muscardine fungus) (Entomophora
anisoplae) ซ่งึ ในปัจจุบนั คอื Metarhizium anisoplae ท่ลี งทาลายด้วงกนิ เมลด็ ขา้ วสาลี (wheat cockchafer)
(Anisoplia austriaca, Coleoptera: Scarabaeidae) เมอ่ื ค.ศ. 1879 (พ.ศ. 2422) โดย Elie Metchnikoff (1845-
1916) (ภาพท่ี 10.1) นักจุลชีววทิ ยาชาวรสั เซีย ซ่งึ เป็นผู้ร่วมงานกับ Louise Pasteur (1822-1895) นักจุล
ชวี วทิ ยาชาวฝรงั่ เศสผูค้ ้นคดิ ขบวนการฆ่าเชอ้ื แบคทเี รยี และจุลนิ ทรยี ใ์ นน้านมสดโดยความร้อนท่ี 72°C เม่อื
ค.ศ. 1864 (พ.ศ. 2407) ทเ่ี รยี กว่าขบวนการ “pasteurization” และต่อมา Elie Metchnikoff ไดร้ บั รางวลั โนเบล
(Nobel Prize) รว่ มกบั Paul Ehrlich (1854-1915) (ภาพท่ี 10.1) นายแพทยช์ าวเยอรมนั เมอ่ื ค.ศ. 1908 (พ.ศ.
2451) จากการคน้ พบกลไกของภมู คิ ุม้ กนั (immunity) ป้องกนั ตนเองโดยเซลลท์ เ่ี รยี กวา่ phagocytes ในรา่ งกาย
ของสตั ว์ ทจ่ี ะรวมตวั กนั ทาลายสงิ่ แปลกปลอมทเ่ี ขา้ มาในร่างกายของตน ทเ่ี รยี กวา่ กระบวนการ “phagocytosis”
(ฟาไกไซโทซสิ ) (Tanada & Kaya, 1993
397
Agostino Bassi Elie Metchnikoff Paul Ehrlich
(1773-1856) (1854-1915) (1845-1916)
ภาพท่ี 10.1 Agostino Bassi” ผพู้ บว่าเชอ้ื รามสั คารด์ นี สขี าวเป็นสาเหตุของโรคในหนอนไหม และ Elie
Metchnikoff ผพู้ บวา่ เชอ้ื รามสั คารด์ นี สเี ขยี วเป็นสาเหตุของโรคในดว้ งกนิ เมลด็ ขา้ วสาลี
และไดร้ บั รางวลั Nobel Prize รว่ มกบั นายแพทย์ Paul Ehrlich เกยี่ วกบั
กระบวนการ phagocytosis (แหลง่ ทม่ี า: Wikipedia, The Free Encyclopedia)
10.1 สถานภาพของการใช้เชื้อโรคพืชในการควบคมุ วชั พืชโดยชีววิธี
Charles L. Wilson ปัจจุบนั คอื Founder/Chairman & CEO, World Food Preservation Center,
Shepherdstown, West Virginia ในขณะทเ่ี ป็นอาจารยโ์ รคพชื วทิ ยาอยทู่ ่ี University of Arkansas, Fayetteville,
Arkansas และก่อนย้ายไปอยู่ท่ี USDA-ARS Appalachian Fruit Research Station ใน West Virginia ใน
Wilson (1969) ใน Annual Review of Phytopathology กลา่ ววา่ ความคดิ ในการใชเ้ ชอ้ื โรคพชื เพอ่ื ควบคมุ วชั พชื
มคี วามเก่าแก่พอๆ กบั วชิ าโรคพชื วทิ ยา เป็นความคดิ ทงั้ ของบุคคลธรรมดาและนักวทิ ยาศาสตรเ์ ช่นกนั ซง่ึ จะ
เห็นได้จากจดหมายของเกษตรกรรายหน่ึง ท่ีส่งถึง Dr. Byron D. Halsted แห่ง New Jersey Agricultural
Experiment Station ก่อน ค.ศ.1893 (พ.ศ. 2436) ท่ีเขยี นว่า “เม่อื สองปีท่ีผ่านมา แปลงพืชไร่ประมาณ 1
เอเคอรข์ องเรา มตี น้ หนาดแคนาดา (Canada thistle) ปกคลุมอยู่ แต่เมอ่ื ถงึ เวลาทจ่ี ะออกดอกเตม็ ท่ี ปรากฏว่ามี
ราสนิม (rust) ชนิดหน่ึง (ซง่ึ ต่อมาพบว่าราชนิดนัน้ คอื Puccinia punctiformis) ลงทาลายจนแทบจะไม่มเี มลด็ ท่ี
จะเจรญิ เตบิ โตจนเตม็ ทไ่ี ด้ เราจงึ ไถกลบพน้ื ทแ่ี ปลงนัน้ ในฤดใู บไมร้ ว่ ง และในปีทผ่ี ่านมา แทบจะไมม่ ตี น้ หนาด
แคนาดาปรากฏขน้ึ มาใหเ้ หน็ แมแ้ ต่ตน้ เดยี ว ถา้ หากมกี ารทาใหร้ าสนิมชนิดน้แี พรก่ ระจายไปทวั่ ประเทศ กค็ งจะ
สามารควบคมุ ตน้ หนาดแคนาดาไดอ้ ยา่ งเป็นอยา่ งด”ี
398
ตน้ หนาดแคนาดา (Canada thistle) (Cirsium arvense, Asteraceae) (ภาพท่ี 10.2) เป็นพชื ลม้ ลุก
ชนิดทใ่ี กลเ้ คยี งกบั ตน้ หนาดหนาม (Cirsium lincare) ในแถบเอเชยี และประเทศไทย
ภาพที่ 10.2 ตน้ หนาดแคนาดา (Cirsium arvense) และการทาลายโดยราสนิม Puccinia punctiformis
(แหล่งทม่ี า: Wikipedia, The Free Encyclopedia)
Wilson (1969) วจิ ารณ์ว่า “เมลด็ พนั ธุข์ องความคดิ ” ทจ่ี ะใชเ้ ชอ้ื โรคพชื ทาลายวชั พชื ไดพ้ กั ตวั ตงั้ แต่
การหว่านเมลด็ ซง่ึ มใิ ช่การพกั ตวั ของเมลด็ พชื แต่เป็นการพกั ตวั ของการเพาะปลูกโดยนกั โรคพชื ซง่ึ ผดิ กบั นัก
กีฏวทิ ยาผู้ซ่งึ ประสบความสาเร็จมากมายกบั การใช้แมลงควบคุมวชั พชื และจากการก่อตงั้ และเป็นหวั หน้า
ผบู้ รหิ าร (Chief Executive Officer - CEO) ของ World Food Preservation Center เขาไดร้ บั เกยี รตแิ ละฉายา
ว่าเป็น “บดิ าของการควบคุมโรคหลงั การเกบ็ เกย่ี วของผลไมแ้ ละพชื ผกั โดยชวี วธิ ”ี (Father of biological control
of postharvest diseases of fruits and vegetables)
399
ในส่วนของสถานภาพของการใช้เช้อื โรคพชื ในการควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ ี T.F. Freeman, R.
Charudattan แ ล ะ K. E. Conway แ ห่ ง Plant Pathology Department, University of Florida, Gainesville,
Florida ใน Freeman et al. (1977) สบื เน่ืองมาจากการวจิ ารณ์โดย Wilson (1969) กล่าวว่าเป็นการประเมนิ ท่ี
ต่ากว่าความเป็นจรงิ เพราะมขี ่าวลือบนพ้นื ฐานของความเป็นจรงิ ว่ามกี ารรวมโรคพืชเข้าไว้ในการศึกษา
เกย่ี วกบั การควบคุมโดยชวี วธิ ี เพ่อื วตั ถุประสงคใ์ นการทาสงครามชวี ภาพ (biological warfare) ในช่วงระหว่าง
และหลงั สงครามโลกครงั้ ทส่ี อง (พ.ศ. 2482-2488) และ ในการแกไ้ ขปรบั ปรงุ หนงั สอื ทเ่ี กย่ี วกบั การควบคุมแมลง
ศตั รูพชื โดยชวี วธิ ี โดย Sweetman (1936) ใน Sweetman (1958) มกี ารกล่าวถงึ ความสาคญั ของโรค ในการ
ช่วยหนอนผเี สอ้ื Cactoblastis cactorum ในการควบคุมตน้ กระบองเพชรใบเสมา Dodd (1940) รายงานว่าเชอ้ื
รา Gloeosporium lunatum, Phyllosticta concava และ Montagnella opuntiarum ในบางโอกาสพบว่าเป็ น
“ปรสติ ปฐมภูม”ิ (primary parasites) ทล่ี งทาลายต้นกระบองเพชรใบเสมา และ บางครงั้ พบว่าโรคเน่าแบคทเี รยี
(bacterial soft rot) ซง่ึ เป็น “ปรสติ ทตุ ยิ ภมู ”ิ (secondary parasite) มบี ทบาททส่ี าคญั กว่าปรสติ ปฐมภูมิ และการ
ยนื ยนั ใหม้ กี ารศกึ ษาและการใชเ้ ชอ้ื โรคพชื อยา่ งรดั กุมในการควบคุมวชั พชื ดว้ ย
นอกจากนัน้ Freeman et al. (1977) กล่าวเพิ่มเติมว่าในหนังสือ “Biological Control of Insect
Pests and Weeds” ของ DeBach (1964b) ทงั้ หมด 844 หน้า ซ่งึ เป็นหนังสอื ทเ่ี ป็นมาตรฐานในการอ้างองิ มี
เน้ือหาน้อยกว่าหน่ึงหน้า (หน้า 637) ซง่ึ กล่าวถงึ ตวั กระทาการควบคุมทไ่ี มใ่ ช่แมลง และ เน้ือหาในหน้าน้ี มกี าร
กล่าวถงึ เชอ้ื โรคพชื พรอ้ มกนั ไปกบั แกะ แพะ ห่าน ปลา และ หอยต่าง ๆ อกี ทงั้ ในการประชุมวชิ าการเก่ยี วกบั
การควบคุมศตั รูพชื โดยชวี วธิ ี ทส่ี นับสนุนโดย The American Association for the Advancement of Science
เม่อื ค.ศ. 1969 ไม่มนี ักโรคพชื วทิ ยาเข้าร่วมดว้ ยแมแ้ ต่คนเดยี ว ส่วนในการประชุมวชิ าการอ่นื ๆ เช่น First
International Symposium on Biological Control of Weeds 1969 ท่ี CIBC Station, Delémont ป ร ะ เ ท ศ
สวติ เซอรแ์ ลนด์ พบว่ามนี ักโรคพชื วิทยาเข้าร่วมประชุมเพยี งคนเดียว ในการประชุมฯ ครงั้ ท่สี องท่กี รุงโรม
ประเทศอติ าลี เมอ่ื ค.ศ. 1971 มี 2 คน จนกระทงั่ เมอ่ื ค.ศ. 1973 มนี กั โรคพชื วทิ ยาเพยี ง 2 คนเขา้ ร่วมประชุม
ใน Third International Symposium on Biological Control of Weeds ณ เมือง Montpellier ประเทศฝรงั่ เศส
ทงั้ น้ี ในการจดั ทาบญั ชวี ชั พชื เป้าหมาย 70 ชนิด เพ่อื การควบคุมโดยชวี วธิ ี โดย The Weed Science Society
of America (no date) เม่อื ค.ศ. 1973 มวี ชั พชื เพยี ง 5 ชนิดเท่านัน้ ทเ่ี ป็นวชั พชื ในเป้าหมายของการควบคุม
โดยการใชเ้ ชอ้ื โรค ซง่ึ คงจะเป็นเพราะว่าเม่อื มกี ารสนับสนุนทุนการวจิ ยั หรอื เมอ่ื มกี ารดาเนินการทเ่ี ก่ยี วกบั การ
ควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ ี ผบู้ รหิ ารกองทนุ สว่ นใหญ่ มกั จะคดิ ถงึ แต่ทางดา้ นกฏี วทิ ยา เท่านนั้
400
ในภาพรวม Freeman et al. (1977) กล่าวว่านักโรคพชื วทิ ยาได้พฒั นาแนวทางของการควบคุม
วชั พชื โดยชวี วธิ ไี ว้ 2 ทาง คอื
1. การใช้เช้ือโรคในท้องถ่ิน (endemic pathogens) ในรูปแบบของ “สารกาจดั วชั พืชชีวภาพ”
(biological herbicides) และ
2. การค้นหา (search) และการนาเช้ือโรคต่างถิ่น (exotic pathogens) เข้ามาใช้ ซ่ึงเป็นการ
ควบคมุ โดยชวี วธิ แี บบคลาสสกิ (Classical biological control) เช่นเดยี วกนั กบั การใชแ้ มลง โดย
นกั กฏี วทิ ยาทไ่ี ดร้ บั ความสาเรจ็ ในการควบคุม
ในการใชเ้ ชอ้ื โรคในทอ้ งถน่ิ โครงการทก่ี า้ วหน้าไปมากคอื การพฒั นาการใชเ้ ชอ้ื รา Colletotrichum
gleosporiodes ในรฐั อาร์คันซอ (Arkansas) เพ่อื การควบคุมต้นโสน northern joint vetch (Aeschynomene
virginica, Fabaceae) ในรูปของผลิตภัณฑ์ฉีดพ่นในนาข้าวทางอากาศ การใช้เช้ือรา Phytophthora
citrophthora เพ่อื ควบคุม strangler vine (Morrenia odorata, Asclepiadaceae) ในสวนสม้ ในฟลอรดิ า และ การ
วิจยั การใช้เช้ือรา Cercospora rodmanii เพ่ือควบคุมผักตบชวา (Eichhornia crassipes) ส่วนในโครงการ
การใชเ้ ชอ้ื โรคต่างถนิ่ CSIRO Laboratory ใน Montpellier นาเชอ้ื รา Puccinia chondrillina จากยุโรปทางตอน
ใต้ของประเทศฝรงั่ เศส เข้าไปทดสอบเพ่ือใช้ควบคุมต้นโครงกระดูก (skeleton weed, Chondrilla juncea,
Asteraceae) ในออสเตรเลยี
van den Bosch et al. (1982) กล่าวว่าว่าการใชเ้ ชอ้ื โรคในทอ้ งถนิ่ ทงั้ 3 โครงการทก่ี ล่าวมานนั้ ถอื
ว่าเป็นการใชเ้ ชอ้ื โรคพชื ควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ แี บบขยายเพมิ่ พนู (Augmentative biological control) ส่วนการ
ใชเ้ ชอ้ื โรคพชื ต่างถน่ิ ทต่ี อ้ งมกี ารนาเขา้ มาจากต่างประเทศ (introduction) ถอื ไดว้ ่าเป็นการใชเ้ ชอ้ื โรคพชื ควบคุม
วชั พชื โดยชวี วธิ แี บบคลาสสกิ (Classical biological control) เชน่ เดยี วกนั กบั การควบคุมแมลงศตั รพู ชื โดยชวี วธิ ี
เช่น การนาราสนิม Puccinia chondrillina จากประเทศอติ าลเี ขา้ ไปใชค้ วบคุมต้นโครงกระดูก (skeleton weed)
Chondrilla juncea, Asteraceae) ในออสเตรเลยี เม่อื ค.ศ. 1971 (พ.ศ. 2514) การนาราสนิม Phragmidium
violaceum จากประเทศเยอรมนี เข้าไปใช้ควบคุมต้นหนามไข่ปู (blackberries, Rubus constrictus และ
R. ulmifolius, Rosaceae) ในประเทศชลิ ี เม่อื ค.ศ. 1973 (พ.ศ. 2516) และ การนาราเขม่าดา Cercosporella
ageratinae จากจาเมกา (Jamaica) เพ่อื ควบคุมต้น Hamakua pamakani หรอื mistflower (Ageratina riparia,
Asteraceae) ในฮาวาย เม่อื ค.ศ. 1975 (พ.ศ. 2518) (Nakao & Funasaki, 1976; Trujillo et al., 1988) และ
ในแอฟริกาใต้จากจาเมกาผ่านฮาวายเม่ือ ค.ศ. 1989 (พ.ศ. 2432) ช่ือวิทยาศาสตร์ของราเขม่าดา
Cercosporella ageratinae ในปัจจุบันคือ Entyloma ageratinae หรือ Entyloma compositarum (Barreto &
Evans, 1988; Trujillo et al., 1988)
401
Van Driesche & Bellows (1996) กล่าวว่าการใช้ส่ิงมชี วี ติ ในการควบคุมโรคพืชโดยชวี วธิ ี ส่วน
ใหญ่จะเน้นไปทก่ี ารอนุรกั ษ์ (conservation) และ การขยายเพม่ิ พนู (augmentation) ในสภาพแวดลอ้ ม มากกว่า
การนาเขา้ มาใช้ (importation) เป็นการควบคุมโดยชวี วธิ แี บบคลาสสกิ ทม่ี กี ารดาเนินการอย่างกว้างขวาง ใน
การควบคุมแมลงศตั รูพชื และวชั พชื ซ่งึ รายละเอยี ดของการดาเนินการควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ แี บบต่าง ๆ จะ
พบไดใ้ น Cook & Baker (1983) และ Campbell (1989)
10.2 การควบคมุ โดยการใช้เชื้อโรคพืชแบบคลาสสิก
Hajek (2004) กล่าวว่าจุลนิ ทรยี ใ์ นกลุ่มใหญ่ ๆ เช่น ไวรสั แบคทเี รยี เชอ้ื รา จุลนิ ทรยี เ์ ซลลเ์ ดยี ว
(protists) และใส้เดอื นฝอย ต่างก็มชี นิดต่าง ๆ ท่เี ป็นเช้อื โรคพชื แต่กลุ่มจุลนิ ทรยี ์ท่มี กี ารเลอื กมาใช้ในการ
ควบคมุ วชั พชื มากทส่ี ดุ คอื เชอ้ื รา โดยเน้นการใชป้ ระโยชน์โดยการควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ แี บบคลาสสกิ ซง่ึ ไดร้ บั
ความสาเรจ็ โดยอา้ งองิ มาจาก Charudattan (2001) คอื
1) การใชร้ าสนิม (rust) Puccinia chondrillina จากอติ าลี เขา้ ไปควบคมุ ตน้ โครงกระดกู
skeleton weed (Chondrilla juncea) ในออสเตรเลยี และในสหรฐั อเมรกิ าแผ่นดนิ ใหญ่
2) การใชร้ าสนมิ (rust) Puccinia carduorum จากตุรกแี ละอติ าลี เขา้ ไปควบคมุ ตน้
nodding (musk) thistle (Carduus nutans) ในสหรฐั อเมรกิ าแผ่นดนิ ใหญ่
3) การใชร้ าสนมิ (rust) Phragmidium violaceum จากยโุ รป เขา้ ไปควบคุมตน้ หนามไขป่ ู
blackberry (Rubus spp.) ในประเทศชลิ ี ออสเตรเลยี และนวิ ซแี ลนด์
4) การใชร้ าสนมิ ทาปม (gall rust) Uromyclardium tepperanum จากออสเตรเลยี
เขา้ ไปควบคมุ ต้น Acacia saligna ในแอฟรกิ าใต้
5) การใชร้ าเขม่าดา (smut) Entyloma (Cercosporella) ageratinae จากจาเมกา
ในแถบทะเลแครบิ เบยี น เขา้ ไปควบคุมตน้ Hamakua pamakani (Ageratina riparia)
ในฮาวาย
402
10.3 การควบคมุ โดยการใช้เชื้อโรคพืชแบบเพาะเชื้อ
ในการควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ แี บบเพาะเชอ้ื (Inoculative biological control) จะใชก้ บั เชอ้ื โรคพชื
พน้ื เมอื งหรอื ทป่ี รบั ตวั ตามธรรมชาตดิ แี ลว้ ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพแต่ไมส่ ามารถเพาะเลย้ี งเพมิ่ ปรมิ าณไดง้ า่ ย โดยการ
เพาะเล้ยี งเพ่มิ ปรมิ าณสายพนั ธุ์เท่าท่ีจะทาได้ แล้วนาไปฉีดพ่นให้เป็นการเพาะเช้อื ในธรรมชาติ เพ่อื การ
ขยายพนั ธุต์ ่อไป ซง่ึ ไมค่ ่อยจะไดผ้ ลเทา่ ใดนกั
10.4 การควบคมุ โดยการใช้เชื้อโรคพืชแบบท่วมท้น
ส่วนการควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ แี บบการปลดปล่อยแบบท่วมทน้ (Inundative biological control)
เป็นการใช้ผลติ ภณั ฑ์ท่ีพฒั นาข้นึ มา เหมอื นกบั การใช้สารเคมกี าจดั วชั พืช (chemical herbicide) และเรยี ก
ผลติ ภณั ฑเ์ หล่านนั้ เป็น “สารกาจดั วชั พชื ชวี ภาพ” (bioherbicide) กบั การทส่ี ารชวี ภาพเหล่านนั้ จะไดม้ าจากเชอ้ื
รา ในบอ่ ยครงั้ จงึ มกี ารเรยี กเป็น “สารเชอ้ื รากาจดั วชั พชื ” (mycoherbicide) ซง่ึ มตี วั อยา่ งของเชอ้ื โรคพชื ทม่ี กี าร
ขน้ึ ทะเบยี นและขยายการผลติ ในเชงิ พาณชิ ย์ ในประเทศต่าง ๆ โดยอา้ งองิ มาจาก Charudattan (2001) เช่น
1. แบคทเี รยี Xanthomonas campestris pv. poae (Camperico) ใชค้ วบคมุ หญา้ annual
blue grass (Poa annua) ในสนามกอลฟ์ ในประเทศญป่ี ่นุ
2. เชอ้ื รา Chondrostereum purpureum (BioChon) ใชค้ วบคมุ ตน้ ไมใ้ บกวา้ งในสวนป่า
ปลกู ตน้ ไม้ ในสหรฐั อเมรกิ า
3. เชอ้ื รา Colletotrichum gleosporiodes (Biomal) ใชค้ วบคมุ ตน้ mallows (Malva spp.)
ในพชื ต่าง ๆ ในสหรฐั อเมรกิ าและแคนาดา
4. เชอ้ื รา Colletotrichum gleosporiodes (Hakatak) ใชค้ วบคุมตน้ silky needlebush
(Hakea sericea) ในพน้ื ทต่ี ามธรรมชาติ ในแอฟรกิ าใต้
5. เชอ้ื รา Colletotrichum gleosporiodes f.sp. aeschynomene (Collego) ใชค้ วบคมุ ตน้
โสนขน northern jointvetch (Aeschynomene virginica) ในขา้ วและถวั่ เหลอื ง
ในสหรฐั อเมรกิ า
6. เชอ้ื รา Cylindrobasidium laeve (Stumpout) ใชค้ วบคุมตน้ กระถนิ ดา acacia
(Acacia spp.) ในสวนป่าปลกู ตน้ ไม้ ในแอฟรกิ าใต้
7. กลุ่ม Chromista (Protists) (Oomycetes) Phytophthora palmivora (DeVine) ใช้
ควบคมุ ตน้ strangle vine (Morrenia adorata) ในสวนสม้ ในฟลอรดิ า สหรฐั อเมรกิ า
403
สรปุ (Conclusion)
ในปัจจุบนั ไดม้ กี ารพฒั นาเช้อื โรคพชื บางชนิด สาหรบั การควบคุมวชั พชื เป็นการคา้ คลา้ ยสารเคมี
กาจดั วชั พชื ในรูปแบบของ “สารกาจดั วชั พชื ชีวภาพ” (biological herbicide) (Copping, 2009) เช่น เช้อื รา
Colletotrichum gloeosporoides f. sp. aeschynomene เพ่อื ควบคุมต้นโสนขน Aeschynomene virginica ใน
ขา้ วและถวั่ เหลอื ง มชี อ่ื ทางการคา้ คอื Collego หรอื เชอ้ื รา Colletotrichum gloeosporoides f. sp. malvae เพ่อื
ควบคุมวัชพืชในวงศ์ Malvaceae ในพืชต่าง ๆ และทุ่งหญ้า มีช่ือทางการค้าคือ Mallet WP หรือ เช้ือรา
Cylindrobasidium laeve เพ่อื ควบคุมต้นกระถนิ ดา (black wattle) (Acacia mearnsil และ Acacia pycnantha)
ในแอฟรกิ าใต้ ในทุ่งเล้ยี งสตั ว์ มชี ่อื ทางการค้าคือ Stumpout หรอื แม้แต่เช้อื รา Entyloma ageratinae เพ่อื
ควบคุมต้น Hamakua pamakani หรอื mistflower (Ageratina riparia) ในพน้ื ท่ที เ่ี ป็นป่ าและทุ่งหญ้าเล้ยี งสตั ว์
ในฮาวายและนิวซแี ลนด์
404
บทท่ี 11
กำรควบคุมวัชพชื โดยชวี วธิ โี ดยสิ่งมีชวี ิตชนดิ อนื่
(Biological Control of Weeds with Other Organisms)
ในการควบคุมวัชพชื โดยชีววิธีโดยสิ่งมชี ีวติ ชนิดอ่ืนนอกจากแมลง Huffaker (1964) กล่าวว่า
สง่ิ มชี วี ติ อะไรกต็ าม ทส่ี ามารถจากดั การเจรญิ เตบิ โตหรอื การสบื พนั ธุข์ องพชื อาจนามาใชใ้ นการควบคุมวชั พชื
โดยชวี วธิ ไี ด้ ไม่ว่าจะเป็นสตั วท์ งั้ ทอ่ี ย่สู ูงกว่าหรอื ต่ากว่าแมลงทางอนุกรมวธิ าน เช่น ไรแมงมุม (spider mite)
(Tetranychus desertorum (= T. opuntiae), Acarina: Tetranychidae) จากเทกซัส ในการควบคุมต้น
กระบองเพชรใบเสมา Opuntia stricta และ O. inermis ในออสเตรเลยี การใชจ้ ุลนิ ทรยี เ์ ช่นแบคทเี รยี และ เชอ้ื
รา ตลอดจนการใช้สตั ว์ท่มี กี ระดูกสนั หลงั เช่น แกะ แพะ และ ห่าน และการใช้ปลาคารป์ (Cyprinus carpio,
Cyprinidae) ในการควบคุมวชั พชื น้า (Sweetman, 1936) การใชต้ วั ทาการควบคุมโดยชวี วธิ ชี นิดต่าง ๆ เช่น
ปล ากินพืช ( herbivorous fish) เช่นปล าเฉา (white amur) ( Ctenopharyngodon idella) หอย Marisa
cornuarietis ยกเว้นในนาข้าว และหอย Pomacea australis) การใช้กุ้ง crayfish (Orconectes causeyi) และ
การใชต้ วั แมนนาที หรอื พะยนู หางกลม (manatee, Trichechus manatus) ในกายอานาและในฟลอรดิ า (Andres
& Bennett, 1975) รวมถึงการใช้พืชกาฝาก (parasitic plants) ชนิดต่าง ๆ เช่น ต้นฝอยทอง (dodder)
(Cuscuta spp.) อาจนามาใชป้ ระโยชน์ในการชว่ ยควบคุมวชั พชื ได้
อน่ึง เราควรท่ีจะตระหนักกันด้วย ว่าการใช้สัตว์ต่าง ๆ เช่น ปลา และสัตว์ท่ีมีกระดูกสันหลัง
(vertebrates) เช่น แกะ แพะ และ ห่าน ไม่สมควรทจ่ี ะถอื ว่าเป็นการควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ แี ต่อย่างใดทงั้ สน้ิ
เพราะสตั ว์เหล่านัน้ เป็นสตั ว์ท่กี นิ พชื เป็นอาหาร (herbivores) และสามารถกนิ วชั พชื หลายชนิดได้เท่านัน้ เอง
คล้ายกับเป็นการควบคุมโดยวธิ กี ล (mechanical control) มากกว่า และเท่าท่ผี ่านมาไม่พบว่ามกี ารใช้สตั ว์
เหล่าน้อี ยา่ งตงั้ ใจ ใหเ้ ป็นตวั ทาการควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ ี ทจ่ี ะมนี ยั สาคญั คุม้ คา่ ทางเศรษฐศาสตร์ หรอื เป็นท่ี
ยอมรบั ทางสงั คมของชุมชน แต่อยา่ งใดทงั้ สน้ิ
405
11.1 การควบคมุ ผกั ตบชวาและวชั พืชน้าโดยสตั วเ์ ลีย้ งลูกด้วยน้านม
ผกั ตบชวามถี นิ่ กาเนิดในลุ่มน้าแอมะซอนในอเมรกิ าใต้ เมอ่ื มกี ารนาผกั ตบชวาเขา้ ไปแสดงในงาน
World’s Industrial and Cotton Centennial Exposition ณ เมอื งนวิ ออรล์ นี ส์ รฐั ลยุ เชยี นา เมอ่ื ค.ศ. 1884 และมี
การแจกต้นผกั ตบชวาเป็นของขวญั ใหผ้ เู้ ขา้ ชมงาน ต่อมาระบาดไปทวั่ แถบตะวนั ออกเฉียงใตข้ องสหรฐั อเมรกิ า
พบในฟลอรดิ าเม่อื ค.ศ. 1895 และในแคลฟิ อรเ์ นีย เม่อื ค.ศ. 1904 เป็นปัญหาท่รี ุนแรงในทะเลสาบ หนองน้า
พน้ื ทช่ี มุ่ น้า แมน่ ้า ลาธาร คลองส่งน้า และคลองระบายน้า ฯลฯ ทต่ี อ้ งมกี ารควบคุม
เม่อื ค.ศ. 1910 ในสหรฐั อเมรกิ า สมาคมอาหารใหม่ (New Foods Society) เสนอแผนงานให้นา
ฮปิ โปโปเตมสั Hippopotamus amphibius (Hippopotamidae) สตั ว์เล้ยี งลูกด้วยน้านมจากแอฟรกิ า (ภาพท่ี
11.1) เขา้ มาทาฟารม์ เลย้ี งฮปิ โปโปเตมสั (hippo ranching) ในอเมรกิ า เพ่อื เป็นการผลติ เน้ือสตั ว์ ซง่ึ ขาดแคลน
อย่างรุนแรงอยใู่ นขณะนนั้ เพ่อื การบรโิ ภค และส่วนหน่ึงปลดปล่อยในแมน่ ้าและพ้นื ทห่ี นองน้าทเ่ี รยี กว่า “บายู”
bayous ในลุยเซยี นา เพ่อื ช่วยควบคุมวชั พชื น้าและผกั ตบชวา โดยมกี ารเสนอร่างกฎหมาย American Hippo
Bill โดยวุฒสิ มาชกิ Robert Broussand จากลุยเซยี นา ต่อคณะกรรมาธกิ ารเกษตร สภาผูแ้ ทนราษฎรสหรฐั ฯ
พจิ ารณาถกเถยี งโต้แยง้ แต่ในทส่ี ุดแพใ้ นการลงคะแนเสยี งเพยี ง 1 คะแนนเท่านัน้ (Miller, 2013; Mooallem,
2013)
ภาพที่ 11.1 ฮปิ โปโปเตมสั (Hippopotamus amphibius)
406
นอกจากนนั้ มรี ายงานโดย Allsopp (1960), Andres & Bennett (1975), Schuytema (1977) และ
Etheridge et al. (1985) ว่าในกายอานา (Guyana) มกี ารใช้พะยูนแมนนาที (manatee) หรอื พะยูนหางกลม
หรอื ววั ทะเล (sea cow) (Trichechus manatus) ควบคุมวชั พชื น้าในแหล่งน้า ลาคลองและคลองสง่ น้า ไดผ้ ลเป็น
อยา่ งดมี าตงั้ แต่ ค.ศ. 1885 จนถงึ ปัจจบุ นั
แมนนาทเี ป็นสตั วท์ ะเลเลย้ี งลกู ดว้ ยน้านมขนาดใหญ่ จดั อยใู่ นอนั ดบั พะยนู (Order Sirenia) ในวงศ์
Trichechidae ใกล้เคียงกับพะยูน หรอื หมูน้า หรอื ดุหยง (Dugong dugon) ซ่งี อยู่ในวงศ์ Dugongidae ใน
ปัจจุบนั มแี มนนาทีเพยี ง 3 ชนิดคือ แมนนาทีแอฟรกิ า หรอื หมูน้าแอฟรกิ า (African manatee หรอื West
African manatee) (Trichechus senegalensis) อย่ใู นแถบชายฝัง่ มหาสมุทรแอตแลนตกิ ดา้ นตะวนั ตกของทวปี
แอฟริกา แมนนาทีอเมริกาใต้ หรือ หมูน้าอเมริกาใต้ (Southern American manatee หรือ Amazonian
manatee) (T. inunguis) และ แมนนาทแี ครบิ เบยี น หรอื หมูน้าแครบิ เบยี น (Caribbean manatee หรอื West
Indian manatee หรือ North American manatee) (T. manatus manatus) ส่วนแมนนาทีฟลอริดา (Florida
manatee) ถอื วา่ เป็นชนดิ ยอ่ ย (subspecies) (T. manatus latirostris) ซง่ึ สญู พนั ธุไ์ ปแลว้ ในปัจจบุ นั แมนนาทที ่ี
พบในฟลอรดิ าถอื วา่ เป็น T. manatus (ภาพท่ี 11.2) แมนนาทฟี ลอรดิ ามลี าตวั ยาวถงึ 4.5 เมตร หรอื มากกว่านนั้
และอย่ไู ด้ทงั้ ในน้าจดื และน้าเค็ม ในอดตี แมนนาทฟี ลอรดิ าเคยถูกล่าเพ่อื เอาน้ามนั และหนัง แต่ปัจจุบนั ได้รบั
ความคุม้ ครองทางกฎหมาย เป็นหน่งึ ในกลุม่ สตั วช์ นิดทเ่ี สย่ี งต่อการสญู พนั ธุ์ (endangered species)
ภาพท่ี 11.2 พะยนู แมนนาที หรอื พะยนู หางกลม หรอื ววั ทะเล (Trichechus manatus)
407
มกี ารทดสอบการใช้แมนนาทีฟลอรดิ า (T. manatus) ซ่งึ ตวั ท่โี ตเต็มท่ี จะมนี ้าหนักตวั มากกว่า
1,000 กโิ ลกรมั และสามารถอยู่ได้ทงั้ ในน้าจดื ท่หี ่างจากน้าเคม็ ถึง 300 กิโลเมตร และในน้าเค็ม แมนนาทีจะ
สามารถกนิ วชั พชื น้าได้ 5-11% ของน้าหนักตวั ต่อวนั และอตั ราการใช้ในการควบคุมวชั พชื น้าคอื 18 ตวั ต่อ 1
เฮกตาร์ ในการควบคุมสาหร่ายหางกระรอก (Hydrilla verticellata) จอก (Pistia stratiotes) และ หญ้าเฟือย
(wild celery) (Vallisneria americana) ในแหล่งน้าต่าง ๆ แต่ไม่ได้ผลดีนักในทางปฏิบตั ิ (Etheridge et al.,
1985) เพราะถงึ แมว้ ่าแมนนาทจี ะกนิ วชั พชื น้าได้ทุกชนิด แต่ผกั ตบชวาไม่เป็นพชื น้าตวั เลอื กชนิดแรกทจ่ี ะกนิ
และแมนนาทอี อกลกู ไดเ้ พยี ง 1 ตวั ทุก 2-3 ปี และมอี ายุ 50-60 ปี ไม่พบว่ามศี ตั รูธรรมชาติ กบั ต้องอย่ใู นเขต
น้าอุ่นตลอดปี จงึ ตอ้ งลม้ เลกิ โครงการไปโดยปรยิ าย
อน่ึง ทัง้ ฮิปโปโปเตมัสและแมนนาทีทุกชนิด มีสถานภาพเป็ นสัตว์สงวนท่ีใกล้จะสูญพันธุ์
(endangered species) ในบญั ชรี ายช่อื แนบท้าย อยใู่ นกลุ่มท1่ี ซง่ึ เป็นรายช่อื ของสตั วแ์ ละพชื ทใ่ี กล้จะสูญพนั ธุ์
สงู ทส่ี ุด ของ “อนุสญั ญาว่าดว้ ยการคา้ ระหว่างประเทศซง่ึ ชนิดสตั วป์ ่าและพชื ป่าทใ่ี กลส้ ูญพนั ธุ์ (Convention on
International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora Convention - CITES)” ซง่ึ บางทเี รยี ก
เป็น The Washington Convention ซง่ึ มผี ลบงั คบั ใช้ตงั้ แต่วนั ท่ี 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 และประเทศไทยไดใ้ ห้
สตั ยาบนั (ratification) เข้าเป็นประเทศภาคี (contracting party) เม่อื วนั ท่ี 21 มกราคม พ.ศ. 2526 และมผี ล
บงั คบั ใชส้ าหรบั ประเทศไทย ตงั้ แต่วนั ท่ี 21 เมษายน พ.ศ. 2526 เป็นตน้ มา
408
11. 2 การควบคมุ วชั พืชน้าโดยการใช้ปลากินพืช
Sweetman (1936) กล่าวว่าในแหล่งน้าขนาดประมาณ 150 เอเคอร์ (ประมาณ 380 ไร่) บนเกาะ
ซารด์ เิ นีย (Sardinia) ของประทศอติ าลี ทเ่ี ป็นแหลง่ เพาะพนั ธุย์ งุ มวี ชั พชื น้าขน้ึ อยอู่ ยา่ งหนาแน่น จนกระทงั่ ปลา
กนิ ยุง (mosquito fish, Gambusia holbrooki, Poeciliidae) (= G. affinis) (ภาพท่ี 11.3) ไม่สามารถทจ่ี ะแหวก
ว่ายไปมาเพ่อื ทจ่ี ะกนิ ลูกน้ายงุ ไดอ้ ยา่ งสะดวก จงึ มกี ารนาปลาคารป์ ทไ่ี ม่ระบุชนิดเขา้ ไปปลดปล่อยในแหล่งน้า
นนั้ ทาใหว้ ชั พชื น้าลดลงไปมาก จนกระทงั่ ไมพ่ บวา่ มลี กู น้ายุงอยใู่ นแหลง่ น้านนั้ อกี แต่กล่าวกนั ว่ามใิ ช่เพราะปลา
กินยุง แต่เพราะว่าเม่อื วชั พชื น้าหมดไปแล้ว การเคล่อื นไหวของน้าดีข้นึ มาก ทาให้ไม่เหมาะสมท่จี ะเป็นท่ี
เพาะพนั ธขุ์ องลกู น้ายงุ อกี ต่อไป
ภาพที่ 11.3 ปลากนิ ยงุ (mosquito fish, Gambusia holbrooki) (= G. affinis)
ตวั ผแู้ ละตวั เมยี
อน่งึ ขอ้ มลู ทอ่ี าจไมค่ ่อยจะเป็นทร่ี จู้ กั กนั ดนี กั ทเ่ี กย่ี วกบั ปลากนิ ยงุ ในประเทศไทย ทน่ี ่าทจ่ี ะกล่าวไว้
ดว้ ย ว่ามกี ารนาปลากนิ ยงุ เขา้ มาประเทศไทยจากประเทศซเี รยี เพอ่ื ควบคุมลกู น้ายงุ ตงั้ แต่เมอ่ื ค.ศ. 1929 (พ.ศ.
2472) โดยสุภาพสตรลี กู ครง่ึ องั กฤษและพม่า ไม่ทราบช่อื ในประเทศไทย โดยนาเขา้ มาทงั้ หมด 26 ตวั แต่รอด
ชวี ติ เพยี ง 7 ตวั เม่อื เขา้ มาถงึ กรุงเทพ มอบใหเ้ จา้ กรมรกั ษาสตั วน์ ้า หรอื กรมประมงในปัจจบุ ัน นาไปเพาะเลย้ี ง
เพมิ่ เตมิ และปลดปล่อยทวั่ ประเทศ และ เอด็ น่า บรเู นอร์ บลั คล์ ยี ์ (Ednah Bruner Bulkley) มชิ ชนั นารอี เมรกิ นั
ทเ่ี ขา้ มาทางานในประเทศสยามใน จ.เพชรบุรี ขอปลากนิ ยุงจากเจา้ กรมรกั ษาสตั วน์ ้าไปเลย้ี งในสระน้าในบา้ นท่ี
จ.ตรงั โดยต้องกาจัดปลาตีน (mudskipper, Periophthalmus modestus) ออกจากสระน้าก่อน และนาไป
ปลดปลอ่ ยใหก้ าจดั ลกู น้ายงุ ใน จ.ตรงั (Stanton, 2003)
409
Pieterse (1977) กลา่ วว่าการควบคุมวชั พชื น้าในประเทศในเขตรอ้ นมคี วามสาคญั มาก แต่จะมชี นิด
ของตวั ควบคุมโดยชวี วธิ นี ้อย ทจ่ี ะนามาใชไ้ ดใ้ นทางปฏบิ ตั ไิ ด้ เช่น ปลาในวงศป์ ลาตะเพยี น (Cyprinidae) และ
แมลงท่นี ามาใช้ในการควบคุมผกั ตบชวา ด้วยเหตุน้ี การใช้การควบคุมโดยวธิ กึ ล หรอื การใช้แรงงาน หรอื
แมแ้ ต่การใชส้ ารเคมบี า้ ง เป็นแนวทางบูรณาการในการบรหิ ารจดั การวชั พชื จะเป็นการเหมาะสมในการควบคมุ
วชั พชื น้าในประเทศในเขตรอ้ น
Julien (1992), Julien & Griffiths (1998) และ Bellows & Headrick (1999) รายงานว่าในการ
ควบคมุ วชั พชื น้า มกี ารนาปลาในวงศป์ ลาตะเพยี น Cyprinidae (ปลา carps) วงศป์ ลาหมอสี Cichlidae (cichlids)
และ วงศ์ปลากดั และปลากระด่ี Osphronemidae (gouramis หรอื gouramies) เขา้ ไปใช้ควบคุมวัชพชื น้าใน
ประเทศต่าง ๆ รวม 10 ชนิด ประกอบดว้ ย
1. วงศป์ ลาตะเพยี น Cyprinidae คอื
- ปลาซ่ง หรอื ซง่ ฮอ้ื หรอื ปลาหวั โต (Hypophthalmichtys nobilis) (bighead carp)
- ปลาตะเพยี น หรอื ปลาตะเพยี นขาว หรอื ปลาตะเพยี นเงนิ (Barbonymus gonionotus)
(= Puntius javanicus) (Java barb, silver barb, white barb, common barb)
- ปลาเฉา หรอื เฉาฮอ้ื หรอื ปลากนิ หญา้ (Ctenopharyngodon idella) (grass carp,
Chinese grass carp, white amur)
- ปลาลนิ่ หรอื ลนิ่ ฮอ้ื หรอื ปลาเกลด็ เงนิ (Hypophthalmichtys molitrix) (silver carp)
2. วงศป์ ลาหมอ Cichlidae คอื
- ปลาหมอเทศขา้ งลาย (Oreochromis aureus) (blue tilapia, Israeli tilapia)
- ปลาหมอเทศรบี ยาว (O. macrochir) (=Tilapia macrochir) (longfin tilapia, greenhead
tilapia หรอื greenhead bream)
- ปลาหมอเทศ (O. mossambicus) (Mozambique tilapia, three spotted tilapia)
- ปลานลิ (O. niloticus) (tilapia)
- ปลาหมอเทศ (Tilapia zillii) (=T. melanopleura, Coptodon zillii) (redbelly tilapia,
mango fish, St. Peter’s fish, Zill's tilapia, banded tilapia)
3. วงศป์ ลากระดแ่ี ละปลากดั Osphronemidae คอื
- ปลาแรด (Osphronemus goramy) (giant gourami)
410
ปลาเหล่าน้ีทุกชนิดเป็นปลาน้าจดื ทเ่ี ป็นปลาอาหารและแหล่งของอาหารโปรตนี ทุกชนิดเป็นปลา
กนิ พชื (herbivorous fish) กนิ วชั พชื ใต้น้า (submersed weed) เช่น สาหร่ายไฟ (Chara sp.) สาหร่ายพุงชะโด
(Ceratophyllum demersum) สาหร่ายข้าวเหนียว (Utricularia aurea) สาหร่ายหางกระรอก (Hydrilla
verticellata) และวชั พชื ลอยน้า (free-floating weed) ขนาดเลก็ เช่น แหนแดง (Azolla pinnata) และ แหนเป็ด
(Lemna perpusila) เป็นต้น ในบรรดาปลาทงั้ 10 ชนิดน้ี มกี ารนาปลาเฉา หรอื ปลาเฉาฮอ้ื หรอื ปลากนิ หญ้า
(Ctenopharyngodon idella) (ภาพท่ี 11.4) มาใชเ้ ป็นตวั ควบคุมวชั พชื น้ามากทส่ี ุด และใชเ้ ป็นอาหารพรอ้ มกนั
ไปดว้ ย
ภาพที่ 11.4 ปลาเฉา (Chinese grass carp, Ctenopharyngodon idella)
ปลาเฉาเป็นปลากนิ พชื พ้นื เมอื งแถบแม่น้าอามูร์ (Amur river) ดา้ นตะวนั ออกเฉียงเหนือของทวปี
เอเชยี ในเขตแดนระหว่างไซบเี รยี ประเทศรสั เซยี และประเทศจนี มเี ขตแพรก่ ระจายลงไปทางใต้ของประเทศจนี
จนถงึ ลุ่มแม่น้า Xi River system หรอื Pearl River ในมณฑลกวางตุ้ง จนถงึ ชายแดนตอนเหนือของเวยี ดนาม
ปลาเฉาจะวางไข่ตามธรรมชาตเิ ฉพาะในแม่น้าท่ยี าวและไหลเรว็ ท่มี รี ะดบั น้าข้นึ ลงท่แี ตกต่างกนั ไป แต่จะไม่
สามารถสบื พนั ธุ์ได้ในบงึ น้า ทะเลสาบ หรอื อ่างเกบ็ น้า ปลาเฉาในระยะตวั อ่อน (juvenile stage) จะกนิ แพลง
ตอน และเปลย่ี นไปกนิ เฉพาะพชื เทา่ นนั้ เมอ่ื ขนาดโตขน้ึ ตงั้ แต่ประมาณ 15 ซม. ขน้ึ ไป โดยกนิ พวกสาหรา่ ย แลว้
เปลย่ี นไปกนิ พชื ใตน้ ้าชนิดต่าง ๆ เมอ่ื อุณหภมู นิ ้าสงู กว่า 20°C ปลาเฉาจะกนิ พชื โดยตลอด มกี ารนาปลาเฉาเขา้
ไปในประเทศต่าง ๆ มากกวา่ 50 ประเทศทวั่ โลกเพอ่ื วตั ถุประสงคต์ ่าง ๆ และเพ่อื เป็นอาหารในหลายประเทศใน
เอเชยี และยโุ รปตะวนั ออก
411
11.2.1 การใช้ปลาเฉาควบคมุ วชั พืชน้าในสหรฐั อเมริกา
ในสหรฐั อเมรกิ ามกี ารใช้ปลาเฉาเพ่อื ควบคุมวชั พชื น้าในเกือบทุกรฐั มกี ารนาปลาเฉาเขา้ ไปใน
สหรัฐฯ เป็ นครัง้ แรกโดย U.S. Fish and Wildlife Service เม่ือ ค.ศ.1963 ในสถานท่ีเพาะเล้ียงสัตว์น้า
(aquaculture facility) โดยจากมาเลเซยี เขา้ ไปท่เี มอื ง Stuttgart รฐั อารค์ นั ซอ (Arkansas) และ จากไต้หวนั เข้า
ไปท่ีมหาวิทยาลัย Auburn University เมือง Auburn รฐั แอละแบมา (Alabama) เพ่ือการทดลองใช้เป็นตัว
ควบคมุ โดยชวี วธิ ี ควบคุมสาหรา่ ยหางกระรอก และพชื น้าอ่นื ๆ และนาเขา้ ไปในรฐั ฟลอรดิ าเมอ่ื ค.ศ.1970
ภายใตส้ ภาพทเ่ี หมาะสม ปลาเฉาจะสามารถกนิ พชื ไดม้ ากกว่าน้าหนักตวั หลายเท่าในแต่ละวนั ถา้
มอี าหารมากปลาเฉาจะเจรญิ เตบิ โตอยา่ งรวดเรว็ มขี นาดใหญ่ หนกั 9.0 - 11.0 กโิ ลกรมั และบางตวั อาจหนกั ถงึ
18.0 กิโลกรัม และมีอายุได้นานถึง 10 ปี และมีบันทึกของ Florida Fish and Wildlife Conservation
Commission ว่ามปี ลาเฉา triploid ทเ่ี ป็นหมนั ท่จี บั ไดม้ ขี นาดใหญ่ มอี ายุถงึ 15 ปี ลาตวั ยาว 1.42 ม. และหนัก
ถงึ 34 กโิ ลกรมั
Biss (2018) แหง่ University of Florida, Gainesville รายงานวา่ ปลาเฉาเป็นปลาชนิดพนั ธตุ์ ่างถนิ่
ในสหรฐั ฯ การนาปลาเฉาไปใชม้ กี ารควบคุมไมเ่ หมอื นกนั ในแต่ละรฐั และตอ้ งมกี ารขออนุญาตในการทจ่ี ะนาปลา
เฉาไปใชป้ ระโยชน์ เพราะอาจมผี ลกระทบต่อชนิดพนั ธุพ์ น้ื เมอื ง โดยทวั่ ไปการควบคุมวชั พชื น้าโดยการใชป้ ลา
เฉา triploid ซง่ึ เป็นปลาทเ่ี ป็นหมนั ในพน้ื ทท่ี ม่ี วี ชั พชื น้ามาก จะมคี วามคุม้ ค่าทางเศรษฐกจิ หากนาไปใชร้ ว่ มกบั
การใชส้ ารกาจดั วชั พชื โดยจะต้องใช้สารกาจดั วชั พชื ควบคุมวชั พชื เหล่านัน้ ก่อน เพ่อื ลดชวี มวลของวชั พชื ใน
เบ้อื งต้น ต่อจากนัน้ ถงึ จะปล่อยปลาลงในแหล่งน้า ให้ควบคุมการเจรญิ เตบิ โตใหม่ (regrowth) ของวชั พชื และ
เพ่อื ใหเ้ ป็นการช่วยยดื ช่วงเวลาทจ่ี าเป็นจะต้องใชส้ ารกาจดั วชั พชื ในแต่ละครงั้ ใหน้ านขน้ึ ออกไปอกี ซง่ึ ในการน้ี
อาจใชเ้ วลาถงึ 5 ปี หรอื มากกว่านนั้ ขน้ึ อยกู่ บั สถานภาพของแต่ละพน้ื ท่ี เพราะปัจจยั หน่งึ ในการควบคุมในระยะ
ยาวคอื การอยู่รอดของปลาทไ่ี ด้ปล่อยลงไป เพราะปลาก็ยงั มศี ตั รธู รรมชาติทเ่ี ป็นตวั ล่าเหย่อื (predator) เช่น
นาก นก ฯลฯ ทจ่ี ะกนิ ปลาขนาดเลก็ ได้ และปลาทจ่ี ะปล่อยลงในแหลง่ น้า ควรมขี นาดลาตวั อยา่ งต่าทส่ี ุด 30 ซม.
เพ่อื ป้องกนั การลงทาลายโดยตวั ลา่ เหยอ่ื และใหส้ ามารถควบคมุ วชั พชื ได้ ทงั้ น้ี ปลาเฉาจะใชเ้ วลาตงั้ แต่ 6 เดอื น
ถงึ 1 ปี ทจ่ี ะลดปัญหาจากวชั พชื น้า และจะให้ผลในการควบคุมได้นานถงึ 5 ปี โดยท่ไี ม่ต้องมกี ารปล่อยปลา
เพม่ิ เตมิ อกี ดงั นนั้ แผนการบรหิ ารจดั การตอ้ งเป็นแผนระยะยาวและไมเ่ ฉพาะเจาะจงมากนกั เพราะหากปล่อย
ปลาในจานวนทไ่ี ม่เหมาะสม ปลาอาจทาลายวชั พชื น้าชนิดทเ่ี ราตอ้ งการเกบ็ รกั ษาไวใ้ นแหล่งน้านนั้ และถา้ หาก
ปลากนิ วชั พชื น้าเกอื บหมด แหล่งน้าทป่ี ราศจากวชั พชื น้านนั้ อาจทาใหม้ พี ชื น้าชนิดอ่นื เขา้ มาเจรญิ เตบิ โตแทน
ตามขบวนการสบื เน่อื งทางนิเวศวทิ ยา (ecological succession) ไดเ้ ช่นกนั
412
Porter (2007) แห่ง Noble Research Institute, Ardmore รฐั โอกลาโฮมา (Oklahoma) รายงานว่า
ปลาเฉาสามารถควบคุมวชั พชื น้าได้นานมากกว่า 20 ปี ถ้ามกี ารปล่อยและกกั กนั บรเิ วณของแหล่งน้าทด่ี ี และ
ควรปลดปล่อยเมอ่ื ปลามขี นาดตงั้ แต่ 15 ซม. ขน้ึ ไป เพ่อื ป้องกนั การถกู กนิ โดยตวั ล่าเหย่อื ในอตั รา 5-12 ตวั ต่อ
เอเคอร์ (ประมาณ 2.5 ไร)่ การปลดปล่อยในอตั รา 10-12 ตวั ต่อเอเคอร์ สามารถควบคุมพชื ใต้น้า (submersed
plant) ไดห้ มด และพชื โผล่เหนือน้า (emersed plant) ส่วนใหญ่ ภายในเวลา 2 ปี แต่ขอ้ มลู เหล่าน้ีจะเป็นเฉพาะ
ในสหรฐั ฯ ทม่ี คี วามเขม้ งวดและความรดั กุมในการมมี าตรการป้องกันการเลด็ ลอดของปลาออกไปจากแหล่งน้าท่ี
มกี ารปลอ่ ยปลา เทา่ นนั้
ในสหรฐั ฯ Biss (2018) รายงานว่าปลาเฉาจะชอบกนิ พชื น้าเหล่าน้ี คอื
1. สาหรา่ ยหางกระรอก (hydrilla, Hydrilla verticellata)
2. สาหรา่ ยพงุ ชะโด (coontail, hornwort, Ceratophyllum demersum)
3. สาหรา่ ยไฟ (muskgrass, Chara spp.)
4. สาหรา่ ยหางววั (naiad, Najas spp.)
5. แหว้ ทรงกระเทยี ม (slender spikerush หรอื spike sedge, road grass,
Eleocharis baldwinii)
6. แหว้ ทรงกระเทยี ม (giant spikerush หรอื spike sedge, Eleocharis interstincta)
ส่วนพชื น้าทป่ี ลาเฉาไมช่ อบกนิ คอื
1. ผกั ตบชวา (water hyacinth, Eichhornia crassipes)
2. จอก (water lettuce, Pistia stratiotes)
3. บวั สาย (water lilies, Nymphaea odorata)
4. หญา้ ชนั กาด (torpedo grass, Panicum repens)
5. ขาไก่ด่าง (dwarf hygrophila, Hygrophila polysperma)
6. ธปู ฤาษี (cattails, Typha spp.)
413
11.2.2 การใช้ปลาเฉาควบคมุ วชั พืชน้าในยโุ รป
Pípalová (2006) แห่งมหาวิทยาลัย University of South Bohemia เมือง České Budějovice
สาธารณรฐั เชก็ (Czech Republic) กล่าวว่ามกี ารนาปลาเฉาเขา้ ไปในยุโรปเพ่อื ควบคุมวชั พชื น้า และปรบั ปรุง
การผลติ ปลาโดยการเลย้ี งปลาแบบหลายชนิดหรอื แบบรวม (polyculture) คอื การเลย้ี งปลาหลายชนิดรวมกนั ใน
บ่อเดยี วหรอื ชนิดเดยี วแต่มขี นาดแตกต่างกนั แบ่งออกเป็น 2-3 กลุ่ม จุดประสงคข์ องการเล้ยี งปลาแบบน้ีคอื
การปรบั ปรงุ ผลผลติ ใหส้ งู ขน้ึ ทงั้ ปรมิ าณและคณุ ภาพ ตลอดจนลดตน้ ทุนในการผลติ จากสหภาพโซเวยี ต (Union
of Soviet Socialist Republics – USSR หรอื ย่อเป็น Soviet Union) เข้าไปในประเทศยุโรปกลางและยุโรป
ตะวนั ออก (Central and Eastern European Countries) คอื สาธารณรฐั เชก็ (Czech Republic) เมอ่ื ค.ศ. 1961
ฮงั การี เม่อื ค.ศ. 1963 โปแลนด์ เม่อื ค.ศ. 1964 บลั แกเรยี และ เยอรมนีตะวนั ออกแต่ก่อน (former East
Germany) เมอ่ื ค.ศ. 1965 และ ต่อจากนนั้ มกี ารนาเขา้ ไปในประเทศอ่นื ในยโุ รปจากฮงั การี และเหตุผลของการ
นาเขา้ ไปในประเทศยโุ รปตะวนั ตกคอื ออสเตรยี เบลเยยี ม เดนมารก์ องั กฤษ ฝรงั่ เศส สวติ เซอรแ์ ลนด์ สวเี ดน
เนเธอรแ์ ลนด์ และ เยอรมนตี ะวนั ตก สว่ นใหญ่เพ่อื เป็นการควบคมุ วชั พชื น้า
นอกจากนนั้ Pípalová (2006) กล่าวเพม่ิ เตมิ ว่ามกี ารนาปลาเฉาเขา้ ในอเมรกิ าเหนือเม่อื ค.ศ. 1963
อเมรกิ าใต้ และหลายประเทศในเอเชียคอื มาเลเชยี สงิ คโปร์ อนิ โดนีเชยี ประเทศไทย ฮ่องกง และ ฟิลปิ ปินส์
และ อยี ปิ ต์ในแอฟรกิ า และออสเตรเลยี ทงั้ น้ีในประเทศในเขตรอ้ นมกี ารนาปลาเฉาเขา้ ไปเลย้ี งเพ่อื การผลติ เน้อื
ปลา ซง่ึ เป็นแหลง่ โปรตนี ทส่ี าคญั สาหรบั การบรโิ ภคของมนุษย์
11.2.3 การใช้ปลาเฉาควบคมุ วชั พืชน้าในประเทศไทย
ปลาเฉาเป็นปลาจนี ชนิดหน่ีง ทใ่ี ชเ้ ป็นช่อื เรยี กปลา 3 ชนิดคอื ปลาเฉา หรอื เฉาฮอ้ื หรอื ปลากนิ
หญ้า (grass carp, Ctenopharyngodon idella) ปลาล่ิน หรือ ล่ินฮ้ือ หรือ ปลาเกล็ดเงิน (silver carp,
Hypophthalmichtys molitrix) และ ปลาซ่ง หรอื ปลาซ่งฮอ้ื หรอื ปลาหวั โต (bighead carp, Hypophthalmichtys
nobilis) กล่าวกนั ว่า ปลาทงั้ สามชนิดน้ี เป็นปลาทน่ี าเขา้ มาจากประเทศจนี ทางเรอื สาเภาโดยชาวจนี ผ่านทาง
ฮ่องกงตงั้ แต่เม่อื พ.ศ. 2465 โดยถูกนาเขา้ มาเล้ยี งอย่างต่อเน่ืองเพ่อื เป็นอาหาร ส่วนการเลย้ี งปลาเฉาใน อ.
เบตง จ.ยะลา ในปัจจบุ นั เป็นการซอ้ื ลกู ปลา (fry) ทน่ี าเขา้ มาจากมาเลเซยี
414
เน่ืองจากแต่เดมิ พน้ื ทท่ี เ่ี รยี กว่า “เกษตรกลางบางเขน” เป็นพน้ื ทท่ี อ้ งนา มบี ่อน้า และแหล่งน้าอยู่
หลายแห่ง ในบรเิ วณมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ หลวงสุวรรณวาจกกสกิ จิ (ทองดี เรศานนท)์ ในช่วงท่ดี ารง
ตาแหน่งอธกิ ารบดมี หาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ (2489 - 2501) ได้สงั่ ลูกปลาจนี มาจากไต้หวนั มีปลาลิ่นฮ้อื
เฉาฮ้อื ซ่งฮ้อื และเล่งฮ้อื มาทดลองเล้ยี งในบ่อน้า โดยใช้อาหารประเภทต่าง ๆ เช่น หญ้าขน (para grass,
Brachiaria mutica) รวมทงั้ มลู ไก่ และต่อมากรมประมงไดท้ ดลองเพาะขยายพนั ธุด์ ว้ ยการฉีดฮอรโ์ มนจนสาเรจ็
ในปี พ.ศ. 2509 จงึ ได้มกี ารขยายพนั ธุ์ปลาชนิดน้ีในประเทศได้สาเรจ็ จนถึงปัจจุบนั โดยท่ปี ลาจะไม่วางไข่
(spawn) ตามธรรมชาติ แต่จะเกิดจากการฉีดฮอร์โมนกระตุ้น เป็นการผลิตลูกปลาข้นึ เอง ไม่ต้องสงั่ จาก
ต่างประเทศอกี ต่อไป
ความคดิ ทจ่ี ะใชป้ ลาเฉาควบคุมวชั พชื น้าใประเทศไทย เรม่ิ ตน้ โดย ศาสตราจารยบ์ ญุ อนิ ทรมั พรรค์
อดตี อธบิ ดกี รมประมง ผกู้ ่อตงั้ และคณบดคี นแรกของคณะประมง มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ (พ.ศ. 2487-2505)
ในขณะทเ่ี ป็นกรรมการสานักงานคณะกรรมการวจิ ยั แห่งชาตแิ ละประธานคณะอนุกรรมการวชั พชื น้า ตงั้ แต่เมอ่ื
พ . ศ . 2518 โ ด ย ใ ห้ ก ร ม ช ล ป ร ะ ท า น แ ล ะ ศู น ย์ วิ จัย ค ว บ คุ ม ศัต รู พืช โ ด บ ชีวิ น ท รีย์ แ ห่ ง ช า ติ
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ เป็นผู้ร่วมกนั ศกึ ษาความเป็นไปได้ในการใช้ปลาเฉาควบคุมวชั พชื น้า และมกี าร
ทดสอบการปลดปล่อยปลาเฉาจานวนหน่ึงทก่ี ว๊านพะเยาระหว่าง พ.ศ. 2518-2519 แต่โดยสรุปแล้ว ไม่ไดผ้ ล
ตามทค่ี าดไว้ เพราะไมม่ งี บประมาณสนบั สนุนไมม่ แี รงงานเพยี งพอ และไมม่ คี วามคุม้ ค่าทางเศรษฐกจิ ทงั้ พบว่า
ต้องปล่อยปลาท่มี ขี นาดตวั 20-30 เซนตเิ มตรขน้ึ ไป ซ่งึ ปรากฏว่าหลงั การปลดปล่อยแล้ว ในวนั รุ่งขน้ึ พบว่ามี
ปลาวางจาหน่ายอยใู่ นตลาด จงึ ตอ้ งลม้ เลกิ โครงการ (บรรพต ณ ป้อมเพชร, pers. com.)
ประยูร เยน็ ใจ (2557) แห่งสานักบรหิ ารจดั การน้าและอุทกวทิ ยา กรมชลประทาน รายงานว่าใน
ต่างประเทศ เช่น สหรฐั อเมรกิ า และ นิวซแี ลนด์ มกี ารใช้ปลาเฉาควบคุมวชั พชื ในคลอง และมกี ารศึกษาถงึ
ผลกระทบในด้านต่าง ๆ ค่อนขา้ งสมบูรณ์ จนได้รบั ผลสาเรจ็ มานานแล้ว และในปี พ.ศ. 2547 กรมประมงมี
โครงการใชป้ ลาเฉาควบคุมวชั พชื ในแหล่งน้าขนาดใหญ่ โดยสถานีประมงหนองคาย ผลติ ลูกปลาเฉา 1 ลา้ นตวั
นาไปปลดปล่อยท่หี นองหาร จ.สกลนคร 4 แสนตวั บงึ บอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ 4 แสนตวั และ กว๊านพะเยา
จ.พะเยา 2 แสนตวั โดยคาดว่าจะควบคุมวชั พชื ได้ปีละ 1 แสนตนั และผลผลติ ปลากนิ พชื ได้ 1 พนั ตนั คดิ เป็น
มูลค่า 20 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายจะน้อยกว่าการใช้เคร่อื งจกั ร ไม่มผี ลกระทบต่อสง่ิ แวดลอ้ ม และเป็นการกาจดั
วชั พชื แบบยงั่ ยนื แต่กรมประมงเคยรานงานก่อนหน้านนั้ ว่า จากการปลดปล่อยลกู ปลาเฉาขนาด 2-3 ซม. เม่อื
พ.ศ. 2540 ในกว๊านพะเยาจานวน 390,000 ตวั การสารวจโดยคณะประมง มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ เม่อื
พ.ศ. 2546 ไมพ่ บปลาเฉาในการสารวจเลย นอกจากนนั้ ประยรู เยน็ ใจ (2557) รายงานเพมิ่ เตมิ ดว้ ยว่าพชื น้าท่ี
ปลาเฉาชอบกนิ นอกจากสาหรา่ ยหางกระรอก สาหร่ายไฟ แหนเป็ด สาหร่ายพุงชะโดแลว้ ไดร้ วมธปู ฤาษี จอก
และผกั ตบชวา เขา้ ไปเป็นพชื ทป่ี ลาเฉาชอบกนิ ดว้ ย ซง่ึ คงจะไมถ่ ูกตอ้ งนกั เพราะรายงานของ Biss (2018) ระบุ
ว่าพชื น้าทป่ี ลาเฉาไมช่ อบกนิ คอื ผกั ตบชวา จอก บวั สาย และ ธปู ฤาษี
415
สรปุ (Conclusion)
โดยสรปุ การควบคมุ วชั พชื โดยการใชส้ งิ่ มชี วี ติ ทไ่ี มใ่ ช่แมลง (insects) หรอื ไร (mites) หรอื เชอ้ื โรค
พชื (plant pathogens) โดยการใชส้ งิ่ มชี วี ติ ชนิดอ่นื เช่น สตั ว์เลย้ี งลูกดว้ ยน้านม (mammals) และปลากินพชื
(herbivorous fish) เป็นการควบคุมโดยชีววิธีแบบท่ี Sailer (1981) เรียกเป็น “การควบคุมโดยชีววิธีแบบ
ใกล้เคยี ง” (Parabiological control) ในการควบคุมแมลงศตั รพู ชื โดยการใช้น้าหมกั สารชวี ภณั ฑ์ และวธิ กี าร
ทางชวี ภาพต่าง ๆ ทไ่ี มม่ กี ารใชส้ ารเคมกี าจดั ศตั รพู ชื รวมทงั้ ไม่มกี ารใชต้ วั กระทาการควบคุมโดยชวี วธิ ี ทเ่ี ป็น
แมลงตัวห้า แมลงตัวเบียน และเช้ือโรคของแมลงด้วย ถือได้ว่าเป็นการควบคุมโดยชีววิธีแบบชายขอบ
(Marginal biological control) และไม่อยู่ในขอบเขตหลกั ของการควบคุมโดยชวี วธิ ีท่แี ท้จรงิ (True biological
control) และเป็นเพยี งการควบคุมวชั พชื ทไ่ี มม่ กี ารใชส้ ารเคมี (Non-chemical control) เท่านนั้ เป็นการควบคุม
วชั พชื ท่ไี ม่มผี ลกระทบในทางลบต่อสง่ิ แวดลอ้ มและสุขอนามยั ของมนุษย์ และไม่ก่อให้เกดิ ผลในการควบคุมท่ี
เด่นชดั
อน่ึง ในภาพรวมของโครงการควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ โี ดยการใชแ้ มลง ผลทเ่ี กดิ จากการใชแ้ มลง
เป็นตวั ทาการควบคุม เราจะพบวา่ มที งั้ โครงการทล่ี ม้ เหลวและโครงการทไ่ี มป่ ระสบความสาเรจ็ เป็นการควบคุม
ท่ไี ม่มผี ล (no control) หรอื มหี ลายโครงการส่วนใหญ่ท่ใี ห้ผลการควบคุมเป็นแบบการควบคุมท่ไี ด้ผลเป็น
บางส่วน (partial control) หรอื มโี ครงการส่วนหน่ึงท่ไี ด้ผลเป็นรูปธรรมมากพอสมควร (substantial control)
และมโี ครงการหลายโครงการทไ่ี ดร้ บั ความสาเรจ็ สมบรู ณ์ (complete control) อยา่ งมนี ยั สาคญั แบบใดแบบหน่ึง
ทน่ี าไปส่กู ารควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ ที ค่ี ุม้ ค่าทางเศรษฐกจิ แต่ไม่สามารถทจ่ี ะสมั ผสั หรอื จบั ตอ้ งไดอ้ ยา่ งเด่นชดั
ถึงแม้ว่ามผี ลท่นี าไปสู่การควบคุมในระยะยาวท่ีถาวรและยงั่ ยนื ซ่งึ ประเมนิ ค่าผลประโยชน์ทางสงั คมและ
เศรษฐศาสตร์ (intangible socio-economic benefit) ไมไ่ ด้ และถงึ แมว้ ่าผลทไ่ี ดร้ บั จะเป็นรูปธรรมแต่กไ็ ม่เป็นท่ี
สนใจหรอื เป็นท่รี ูโ้ ดยสาธารณชนทวั่ ไป โดยรฐั บาล หรอื สถาบนั และองคก์ รของรฐั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง หรอื แมแ้ ต่โดย
นกั วจิ ยั และนกั วชิ าการในสถาบนั การศกึ ษา ไมเ่ คยไดร้ บั การแสดงความช่นื ชมยนิ ดแี ต่อยา่ งใด เป็นเพยี งแค่ “ผล
บนั้ ปลายทม่ี องไมเ่ หน็ ” (Invisible end results) เท่านนั้
416
เอกสำรอ้ำงอิง (References)
กเิ ลน ประลองเชงิ . 2559. ตน้ ทางของผกั ตบ "ชกั ธงรบ". ไทยรฐั . 13 กนั ยายน 2559.
คณุ หญงิ ดฐิ การภกั ดี (สายหยดุ บุณยรตั พนั ธ)ุ์ และ หมอ่ มวภิ า จกั รพนั ธุ.์ 2516. เงามฤตย.ู
งานแปลของสานกั งานคณะกรรมการวจิ ยั แห่งชาติ อนั ดบั ท่ี 34. แปลจาก Silent Spring
by Rachel Carson. สานกั งานคณะกรรมการวจิ ยั แห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตรแ์ ละ
ชวี วทิ ยา. 279 หน้า. (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2 พ.ศ. 2525).
คณะผเู้ ชย่ี วชาญดา้ นหาวธิ กี ารเพ่อื ทดแทนสารเคมสี าหรบั เกษตรกร. 2532. เทคโนโลยที เ่ี หมาะสม
โดยการไมใ่ ชส้ ารเคมสี าหรบั เกษตรกร (Appropriate non-chemical technology for
agricultural workers). รายงานวชิ าการ. ไดร้ บั ทนุ อุดหนุนจากองคก์ ารอนามยั โลก.
กระทรวงสาธารณสุข. 113 หน้า.
จริ าพร เพชรรตั น์. 2535. การควบคมุ ศตั รพู ชื และวชั พชื โดยชวี วธิ .ี คณะทรพั ยากรธรรมชาต.ิ
มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร.์ หาดใหญ่. สงขลา. 249 หน้า.
ชชั พล ไชยพร. 2558. สบื ปมขอ้ กลา่ วหา... ใครนา “ผกั ตบชวา” เขา้ มาส่เู มอื งไทย? ศลิ ปวฒั นธรรม
3 สงิ หาคม 2558.
ชาญณรงค์ ดวงสะอาด. 2552. พน้ื ฐานของการควบคมุ แมลงศตั รพู ชื โดยชวี วธิ .ี ภาควชิ าอารกั ขา
พชื . คณะผลติ กรรมการเกษตร. มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้ และ ศูนยว์ จิ ยั ควบคุมศตั รพู ชื โดยชวี นิ
ทรยี แ์ หง่ ชาตภิ าคเหนือตอนบน. สานกั งานคณะกรรมการวจิ ยั แห่งชาต.ิ 109 หน้า.
เทพชู ทบั ทอง. 2561. เรอ่ื งเลา่ ของนาเขา้ จากอนิ โด…“ผกั ตบชวา”. กรงุ เทพฯ แหง่ ความหลงั .
13 มนี าคม 2561.
ดิสทัต โรจนาลักษณ์. 2559. ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงนั Silent Spring. สานักพิมพ์สวนเงนิ มี,
กรงุ เทพ 309 หน้า.
เตม็ สมติ นิ นั ท.์ 2544. ชอ่ื พรรณไมแ้ หง่ ประเทศไทย. ฉบบั แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ พ.ศ. 2544. สว่ น
พฤกษศาสตรป์ ่าไม้ สานกั วชิ าการป่าไม้ กรมป่าไม.้ บรษิ ทั ประชาชน, กรงุ เทพฯ. 810 หน้า.
(พมิ พค์ รงั้ แรก พ.ศ.2491 แกไ้ ข พ.ศ. 2528).
นิรนาม. 2534. เทคโน-เกษตร. งานชวี นิ ทรยี ไ์ ทยรดุ หน้า พรอ้ มใหค้ วามช่วยเหลอื ประเทศพฒั นา
แลว้ . มตชิ น. 5 พฤศจกิ ายน 2534.
417
นริ นาม. 2535. งานกาจดั ผกั ตบชวาโดยวธิ ขี อง ดร.บรรพต ณ ป้อมเพชร. มตชิ นสดุ สปั ดาห.์
28 มถิ ุนายน 2535.
นิรนาม. 2536. ผกั ตบชวาพะเยาดอ้ ยคณุ ภาพ ชาวบา้ นช้า1 ปีเสยี เงนิ 8 แสน. มตชิ นรายวนั .
11 กุมภาพนั ธ์ 2536.
แน่งน้อย ศกั ดศิ ์ ร,ี ม.ร.ว. 2525. พระราชวงั และวงั ในกรงุ เทพฯ (พ.ศ. 2325-2525). โรงพมิ พ์
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , กรงุ เทพฯ.
นุชรีย์ ศิริ. 2546. การควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยชีววิธี. ภาควิชากีฏวิทยา. มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
ขอนแก่น. 141 หน้า.
บญั ชา ธนบญุ สมบตั .ิ 2555. บนั ทกึ ตามรอยรชั กาลท่ี 5 เสดจ็ ประพาสเกาะชวาสามครา. ทร่ี ะลกึ เน่อื ง
ในวาระครบ 100 ปีแห่งการสวรรคตของพระบทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. ค้นคว้า
และเรยี บเรยี งโดย อม่ิ ทพิ ย์ ปัตตะโชติ ซฮู ารโ์ ต. สานกั พมิ พบ์ วั สรวง, กรงุ เทพฯ. 191 หน้า.
บรรพต ณ ป้อมเพชร. 2518. การควบคมุ แมลงศตั รพู ชื โดยชวี วธิ .ี เอกสารเผยแพร่ ฉบบั ท่ี 1.
ศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพฯ.
14
หน้า. (แกไ้ ข 2522).
บรรพต ณ ป้อมเพชร. 2521. การควบคมุ วชั พชื โดยชวี วธิ .ี เอกสารเผยแพรฉ่ บบั ท่ี 9. ศนู ยว์ จิ ยั
ควบคุมศตั รพู ชื โดยชวี นิ ทรยี แ์ ห่งชาต.ิ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์ 20 หน้า.
บรรพต ณ ป้อมเพชร. 2524. แนวทางการควบคุมไมยราบยกั ษโ์ ดยชวี วธิ .ี เอกสารเผยแพรฉ่ บบั ท่ี
5. ศนู ยว์ จิ ยั ควบคมุ ศตั รพู ชื โดยชวี นิ ทรยี แ์ หง่ ชาต.ิ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์ 11 หน้า.
บรรพต ณ ป้อมเพชร. 2525. การควบคมุ แมลงศตั รพู ชื และวชั พชื โดยชวี วธิ .ี เอกสารพเิ ศษ ฉบบั ท่ี
5. ศูนยว์ จิ ยั ควบคุมศตั รพู ชื โดยชวี นิ ทรยี แ์ หง่ ชาต.ิ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร/์ สานกั งาน
คณะกรรมการวจิ ยั แหง่ ชาต.ิ 202 หน้า.
บรรพต ณ ป้อมเพชร. 2528. ดว้ งงวงผกั ตบชวา. วารสารวทิ ยาศาสตร.์ 39(101): 618-621.
บรรพต ณ ป้อมเพชร. 2558. คานยิ ามใหมข่ องการควบคมุ ศตั รพู ชื โดยชวี วธิ ใี นประเทศไทย (New
Definition of Biological Control in Thailand). เอกสารประกอบการบรรยาย ในการประชุม
วชิ าการอารกั ขาพชื แห่งชาติ ครงั้ ท่ี 12 ในโอกาสทไ่ี ดร้ บั รางวลั เป็นบคุ คลดเี ด่นในวงการ
อารกั ขาพชื สาขากฏี และสตั ววทิ ยา. 20-22 ตุลาคม 2558 ณ โรงแรมดุสติ ไอสแ์ ลนดร์ สี อรท์
เชยี งราย. 17 หน้า.
418
บรรพต ณ ป้อมเพชร และ โกศล เจรญิ สม. 2521. การนาศตั รธู รรมชาตเิ ขา้ มาใชเ้ พ่อื การควบคมุ
ศตั รพู ชื โดยชวี วธิ ใี นประเทศไทย ระหวา่ งปี 2516-2520. เอกสารวชิ าการฉบบั ท่ี 1. ศนู ยว์ จิ ยั
ควบคมุ ศตั รพู ชื โดยชวี นิ ทรยี แ์ หง่ ชาต.ิ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์ กรงุ เทพฯ. 11 หน้า.
บรรพต ณ ป้อมเพชร, โกศล เจรญิ สม, ววิ ฒั น์ เสอื สะอาด และ เดชพล พงษส์ ปุ ระดษิ ฐ.์ 2520. แมลง
ทม่ี คี วามสาคญั ในการควบคมุ วชั พชื น้าโดยชวี วธิ ใี นประเทศไทย. เอกสารเผยแพรฉ่ บบั ท่ี 5.
ศูนยว์ จิ ยั ควบคมุ ศตั รพู ชื โดยชวี นิ ทรยี แ์ หง่ ชาต.ิ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์ สารสงิ่ แวดลอ้ ม
3(5): 47-56.
ประยูร เยน็ ใจ. 2557. ปลาปราบวชั พชื . สานักบรกิ ารจดั การน้าและอุทกวทิ ยา, กรมชลประทาน. ศูนย์
ความรกู้ ลาง. กรมชลประทาน.
ประสาน วงศาโรจน์. 2540. การจดั การวชั พชื ในนาขา้ ว. กองพฤกษศาสตรแ์ ละวชั พชื . กรมวชิ าการ
เกษตร. 175 หน้า.
ปวณี า บชู าเทยี น. 2556. ชวี วทิ ยาและประสทิ ธภิ าพของแมลงวนั ทาปมสาบเสอื Cecidochares
connexa (Macquart) (Diptera: Tephritidae) ในการควบคุมสาบเสอื Chromolaena
odorata (L.) King and Robinson. วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาโท. มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์
พรสุดา เรอื งเสวยี ด, ฉนั ทพชิ ญา อา้ ยชุม, สชุ าดา กาทอง, ฟาซมี ะ เจะ๊ แม,วาสติ า แสนบญุ ยงั ,
อนงคณ์ หมั พานนท,์ รฐั พล ศรประเสรฐิ , สยาม อรณุ ศรมี รกต, ทนงศกั ดิ ์จงอนุรกั ษ์ และ
พระอธกิ ารสารวม สริ ภิ ทโท. 2558. ความหลากหลายของพชื กาฝากมะมว่ ง (Dendrophthoe
pentandra (L.) Miq.) และพรรณไมอ้ าศยั ในพน้ื ทอ่ี นุรกั ษส์ ตั วป์ ่า วดั ไกลกงั วล (เขาสารพดั ดี
ศรเี จรญิ ธรรม) อาเภอหนั คา จงั หวดั ชยั นาท. วารสารวนศาสตร์ 34(2): 73-83.
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั . 2469. ระยะทางเทย่ี วชวากว่าสองเดอื น เมอ่ื รตั น
โกสนิ ทรศก 115. พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช ทรงพระกรณุ าโปรด
เกลา้ ฯ ใหพ้ มิ พพ์ ระราชทานในงานพระราชทานเพลงิ พระศพ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอพระองค์
เจา้ เหมวดี ณ เมรหุ น้าพลบั พลาอศิ รยิ าภรณ์วดั เทพศริ นิ ทราวาส วนั ท่ี 28 กุมภาพนั ธ์
พุทธศกั ราช 2516. โรงพมิ พท์ า่ พระจนั ทร,์ กรงุ เทพฯ. 388 หน้า.
พระยาวนิ ิจวนนั ดร. 2483. ตานานไมต้ ่างประเทศบางชนิดในเมอื งไทย. โรงพมิ พย์ ม้ิ ศร,ี กรงุ เทพฯ.
มกอช. (สานักงานมาตรฐานสนิ คา้ เกษตรและอาหารแห่งชาต)ิ . 2550. ISPM No. 5. รายการคาอธบิ าย
ศพั ทบ์ ญั ญตั ดิ า้ นสุขอนามยั พชื (Glossary of Phytosanitary Terms). สานกั งานมาตรฐานสนิ ค้า
เกษตรและอาหารแหง่ ชาต.ิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 195 หน้า.
419
มานพ ศิรวิ รกุล และ อุไร เพ่งพิศ. 2547. การควบคุมผกั ตบชวาในแหล่งน้าชลประทานโดยใช้แมลง
ร่วมกบั เชอ้ื ราสาเหตุโรคพชื . ส่วนวจิ ยั และพฒั นาดา้ นวทิ ยาศาสตร์ สานักวจิ ยั และพฒั นา. กรม
ชลประทาน. นนทบุร.ี
มลู นธิ โิ ลกสเี ขยี ว (Green World Foundation). 2016. In Wild Watch on December 31, 2016.
แผนทผ่ี เี สอ้ื หนอนกาฝากธรรมดา.
ราชบณั ฑติ ยสถาน. 2546a. พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 1 พุทธศกั ราช
2546. นานมบี ุ๊คสพ์ บั ลเิ คชนั่ ส,์ กรงุ เทพฯ.
ราชบณั ฑติ ยสถาน. 2546b. ศพั ทว์ ทิ ยาศาสตร์ องั กฤษ-ไทย ไทย-องั กฤษ. ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน.
พมิ พค์ รงั้ ท่ี 5 (แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ ). ราชบณั ฑติ ยสถาน. อรณุ การพมิ พ,์ กรงุ เทพฯ.
ราชบณั ฑติ ยสถาน. 2547. ศพั ทป์ ่ าไม้ องั กฤษ-ไทย ไทย-องั กฤษ. ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน. ศกั ดโิ สภา
การพมิ พ,์ กรงุ เทพฯ.
โรม บุนนาค. 2558. “เจา้ หญงิ แสนสวย” จากชวามาไทย สุดทา้ ยกลายเป็น “สวะ” ทต่ี อ้ งประหาร!!
เผยแพร:่ 14 ตุลาคม 2558.
วพิ รพรรณ์ เน่อื งเมก็ , ชรนิ ทร์ คงเดมิ และ มนสั ทติ ยว์ รรณ. 2557. การควบคมุ ผกั ตบชวาแบบ
ผสมผสานโดยการใชด้ ว้ งงวงผกั ตบชวารว่ มกบั เชอ้ื รา Alternaria sp. วารสารแก่นเกษตร
42(1): 677-682.
ววิ ฒั น์ เสอื สะอาด และ บรรพต ณ ป้อมเพชร. 2521. การศกึ ษาเกย่ี วกบั ผเี สอ้ื หนอนจอก
Episammia pectinicornis (Hampson) (Lepidoptera: Noctuidae) เพอ่ื การควบคุมจอกโดย
ชวี วธิ ใี นประเทศไทย.เอกสารวชิ าการฉบบั ท่ี 3. ศูนยว์ จิ ยั ควบคมุ ศตั รพู ชื โดยชวี นิ ทรยี ์
แห่งชาต.ิ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร/์ สานกั งานคณะกรรมการวจิ ยั แห่งชาต.ิ 10 หน้า.
ววิ ฒั น์ เสอื สะอาด, โกศล เจรญิ สม และ บรรพต ณ ป้อมเพชร. 2522. การใชด้ ว้ งงวงผกั ตบชวา
Neochetina eichhorniae Warner (Coleoptera: Curculionidae) เพ่อื การควบคมุ ผกั ตบชวา
โดยชวี วธิ ใี นประเทศไทย. เอกสารวชิ าการฉบบั ท่ี 5. ศนู ยว์ จิ ยั ควบคุมศตั รพู ชื โดยชวี นิ ทรยี ์
แหง่ ชาต.ิ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์ 11 หน้า.
ศริ พิ จน์ เหลา่ มานะเจรญิ . 2559. ประวตั ศิ าสตรม์ กั งา่ ย: ประวตั ศิ าสตรป์ ัญหาของผกั ตบชวา บอก
เลยวา่ ไมใ่ ช่แคป่ ัญหาเลก็ ๆ. Vogue Beauty. 24 สงิ หาคม 2559.
ศนู ยว์ จิ ยั ควบคมุ ศตั รพู ชื โดยชวี นิ ทรยี แ์ หง่ ชาต.ิ 2519. รายงานประจาปี 2518-2519. ศูนยว์ จิ ยั
ควบคุมศตั รพู ชื โดยชวี นิ ทรยี แ์ ห่งชาต.ิ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร/์ สานกั งานคณะกรรมการ
วจิ ยั แห่งชาต.ิ กรงุ เทพฯ. 117 หน้า.
420
ศมาพร แสงยศ. 2556. การควบคุมแมลงศตั รพู ชื โดยชวี วธิ ี (Biological Control of Insect Pests).
เอกสารประกอบการสอนวชิ าการควบคมุ แมลงศตั รพู ชื โดยชวี วธิ .ี หลกั สตู รวทิ ยาศาสตร์
บณั ฑติ สาขาวชิ าอารกั ขาพชื . คณะผลติ กรรมการเกษตร. มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ.้ เชยี งใหม.่
207 หน้า.
สานกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม. 2550. รายงานกรอบงานแหง่ ชาติ
ว่าดว้ ยความปลอดภยั ทางชวี ภาพของประเทศไทย. กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละ
สง่ิ แวดลอ้ ม. กรงุ เทพฯ. 150 หน้า.
สานกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม. 2556. ค่มู อื ทะเบยี นชนิดพนั ธพุ์ ชื
ต่างถน่ิ ทค่ี วรป้องกนั ควบคุม และกาจดั ของประเทศไทย. กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติ
และสงิ่ แวดลอ้ ม. กรงุ เทพฯ. 224 หน้า.
สานกั งานคณะกรรมการวจิ ยั แหง่ ชาต.ิ 2557. รายงานการประชุม เรอ่ื ง “การประชมุ การจดั ทา
ยทุ ธศาสตรก์ ารดาเนนิ งานของศูนยฯ์ .” วนั จนั ทรท์ ่ี 15 ธนั วาคม 2557. ณ หอ้ งประชุมพลเอก
เนตร เขมะโยธนิ . สานกั งานคณะกรรมการวจิ ยั แหง่ ชาต.ิ กรงุ เทพฯ. 5 หน้า.
เสถยี ร วชิ ยั ลกั ษณ์ และ สบื วงศ์ วชิ ยั ลกั ษณ์. ผรู้ วบรวม. 2525. พระราชบญั ญตั สิ าหรบั กาจดั
ผกั ตบชวา พ.ศ. 2456 พรอ้ มดว้ ยประกาศหา้ มมใิ หบ้ รรทุกผกั ตบชวาไปในรถไฟ และ
ประกาศใหใ้ ชพ้ ระราชบญั ญตั นิ ้ี ในจงั หวดั ต่าง ๆ. นตี เิ วชช,์ กรงุ เทพฯ. 10 หน้า.
อญั ชลี สวาสดธิ ์ รรม. 2541. ชวี วทิ ยาของไรแดงทาลายผกั ตบชวา Tetranychus hydrangea.
แก่นเกษตร 26(4):195-201 .
อนิ ทวฒั น์ บุรคี า และ บรรพต ณ ป้อมเพชร. 2523. Gesonula punctifrons (Stal) (Orthoptera:
Acrididae) ศตั รธู รรมชาตขิ องผกั ตบชวา (Eichhornia crassipes). เอกสารวชิ าการฉบบั ท่ี
8. ศูนยว์ จิ ยั ควบคมุ ศตั รพู ชื โดยชวี นิ ทรยี แ์ หง่ ชาต.ิ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์ 12 หน้า.
อาไพ ยงบุญเกดิ . 2518. วชั พชื บางชนิดในนาขา้ ว. สาขาพฤกษศาสตร,์ กองวทิ ยาการ. กรม
วชิ าการเกษตร. 62 หน้า.
421
Allsopp, W. 1960. The manatee: ecology and use for weed control. Nature 188: 762.
https://doi.org/10.1038/188762a.
Alonso-Zarazaga, M.A., and C.H.C. Lyal. 1999. A world catalogue of families and genera
of Curculionoidea (Insecta: Coleoptera) (Excepting Scotylidae and Platypodidae).
Entomopraxis, Barcelona, Spain. 315 pp.
Amsellen, L. 1998. Biological control research program. Mission report in Thailand.
July 16 - September 30, 1998. CIRAD, Montpellier, France. 6 pp.
Andres, L. A. and F. D. Bennett. 1975. Biological control of aquatic weeds. Annual Review of
Entomology 20: 31-46.
Andrés, L., C.J. Davis, P. Harris and A.J. Wapshere. 1976. Biological control of weeds, pp.
481-49. In: Theory and practice of biological control. C.B. Huffaker and P.S.
Messenger (eds.). Academic Press, New York.
Annecke, D.P. and V.C. Moran. 1978. Critical reviews of biological pest control in South
Africa. 2. The prickly pear, Opuntia ficus-indica (L.) Miller. Journal of Entomological
Society of South Africa 41(2): 161-188.
Anonymous. 2000. Biological control of weeds on the prairies. Agdex 641-1. A Joint
Alberta, Manitoba, Saskatchewan Factsheet. 6 pp.
Anonymous. 2018. Laws of Sri Lanka. Water Hyacinth Ordinance. Prohibition of importation
and Possession of Water Hyacinth, 1909. Blackhall Publishing, Dublin, Ireland.
Apiwathnasorn, C., Y. Samung, S. Prummongkol, A. Asavanich, N. Komalamisra and P.
Mccall. 2006. Bionomics studies of Mansonia mosquitoes inhabiting the peat swamp
forest. Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and Public Health 37(2): 272-
278.
Apple, J.L. and R.F. Smith. (eds.). 1976. Integrated pest management. Springer, Boston, MA. 200
pp.
Aterrado, E.D. and R.L. Talaatala-Sanico. 1988. Status of Chromolaena odorata research in
the Philippines, pp. 53-55. In: Proceedings of the First International Workshop on
Biological Control of Chromolaena odorata. February 29 - March 4, 1988, Bangkok,
Thailand. R. Muniappan (ed.). Agricultural Experiment Station, University of Guam,
Mangilao, Guam, USA.
422
Aterrado, E.D. and N.S.J. Bachiller. 2002. Biological control of Chromolaena odorata:
Preliminary studies on the use of the gall forming fly, Cecidochares connexa in the
Philippines, pp. 137–139. In: Proceedings of the Fifth International Workshop on Biological
Control and Management of Chromolaena odorata. 23-25 October 2000, Durban, South
Africa. C. Zachariades, R. Muniappan and L.W. Strathie (eds.). Agricultural Research
Council-Plant Protection Research Institute (ARC-PPRI),
Pretoria, South Africa.
Ayyar, T.V.R. 1963. Handbook of economic entomology for South India. Controller of
Stationery & Printing, Madras. 516 pp.
Bajwa, W.I. and M. Kogan. 1998. Compendium of IPM definitions (CID) “A collection of IPM
definitions and their citations in worldwide IPM literature”. (1959-1998). Integrated
Plant Protection Center (IPPC), Oregon State University, Corvallis, Oregon.
Balciunas, J.K. 2000. Code of Best Practices for Classical Biological Control of Weeds, p.
435. In: Proceedings of the X International Symposium on Biological Control of
Weeds. 4-14 July 1999. Neal R. Spencer (ed.). Montana State University, Bozeman,
Montana, USA.
Balciunas, J.K. and E. Coomes. 2004. International Code of Best Practices for Biological
Control of Weeds, pp. 130-136. In: Biological control of invasive plants in the US.
Oregon State University Press, Corvallis, OR.
Baloch, G.M. and A.I. Mohyuddin. 1969. The phytophagous fauna of a mistletoe (Loranthus
longiflorus Desr.: Loranthaceae) in West Pakistan. Weed Research 9(1): 62-64.
Baloch, G. M., A.G. Khan and T. Zafar. 1978. Natural enemies of Abutilon, Amaranthus
Rumex and Sorghum in Pakistan. Commonwealth Institute of Biological Control
(CIBC), Trinidad. CIBC Report. p. 61-62.
Barbosa, P. and S. Braxton. 1993. A proposed definition of biological control and its
relationship to related control approaches, pp. 21-27. In: Pest management:
Biologically based techniques. R.D. Lumsden and J.L. Vaughn (eds.). Proceedings
of Beltsville Symposium XVIII. Agricultural Research Services, United States
Department of Agriculture, Beltsville, Maryland. May 2-6, 1993. American Chemic
Society (ACS) Conference Proceedings Series.
423
Barreto, R.W. and H.C. Evans. 1988. Taxonomy of a fungus introduced into Hawaii for
biological control of Ageratina riparia (Eupatorieae: Compositae), with observations
on related pathogens. Transactions of the British Mycological Society 91: 81-97.
Bartlett, B.R. 1956. Natural predators. Can selective insecticides help to preserve biotic
control? Agricultural Chemistry 11(2): 42-44, 107-109.
Batchelór, L.D. and H.J. Webber. (eds.). 1978. The citrus industry. Volume II. Revised
Edition. University of California Division of Agriculture and Natural Resources.
University of California Press, Berkeley and Los Angeles.
Bellows, T.S. and T.W. Fisher. (eds.) 1999. Handbook of biological control. Academic Press, San
Diego. 1,046 pp.
Bellows, T.S. and D.H. Headrick. 1999. Arthropods and vertebrates in biological control of plants,
pp. 505-516. In: Handbook of biological control. T.S. Bellows and T.W. Fisher (eds.).
Academic Press, San Diego.
Bennett, F.D. 1970. Insects attacking water hyacinth in the West Indies, British Honduras
and the U.S.A. Hyacinth Control Journal 8: 10-13.
Bennett, F.D. 1985. Conflict of interest in CIBC biological control of weed programs, pp.
241- 247 In: Proceedings of the VI International Symposium on Biological Control of
Weeds. 19-25 August 1984, Vancouver, Canada. E.S. Delfosse (ed.). Agriculture
Canada.
Bennett, F.D. and D.H. Habeck. 1992. Cactoblastis cactorum: A successful weed control
agent in the Caribbean, now a pest in Florida? pp. 21-26. In: Proceedings of
VIII International Symposium on Biological Control of Weeds. 2-7 February 1992.
Lincoln University, Canterbury, New Zealand. E.S. Delfosse and R.R. Scott (eds.).
DSIR/CSIRO, Melbourne.
Bennett, F.D. and V.P. Rao. 1968. Distribution of an introduced weed Eupatorium
odoratum Linn. (Compositae) in Asia and Africa and possibility of its biological
control. PANS (C) 14: 277- 281.
Bess, H.A. and F.H. Haramoto. 1958. Biological control of pamakani, Eupatorium
adenophorum, in Hawaii by a tephritid gall fly, Procecidochares utilis. I. The life
history of the gall fly and its effectiveness in the control of the weed. Proceedings
Tenth International Congress of Entomology 4: 543-548.
424
Bess, H.A. and F.H. Haramoto. 1972. Biological control of pamakani, Eupatorium
adenophorum in Hawaii by tephritid gall fly, Procecidochares utilis. 3. Status of the
weed, fly and parasites of the fly in 1966-71 versus 1950-57. Proceedings of the
Hawaiian Entomological Society 21(2): 165-178.
Bierne, B.P. 1966. Pest management. Leonard Hill, London & CRC Press, Cleveland
Ohio.123 pp.
Biological Control of Weeds Working Group, European Weed Research Society (EWRS
no date. Aims and Objectives.
Biological Weed Control Committee, Weed Science Society of America. no date. Biological
control of weeds – It’s a natural! Weed Science Society of America. 8 pp.
Biss, J. 2018. Grass carp – a biological control to manage pond weeds. UF/IFAS
Extension, University of Florida, Gainesville, FL.
Book, J.H. 1969. Productivity of water hyacinth, Eichhornia crassipes (Mart.) Solms.
Ecology 50(3): 460-464.
Bottrell, D.R. 1979. Integrated pest management. Council of Environmental Quality. U.S.
Government Printing Office, Washington, D.C. 120 pp.
Braby, M.F. and N.E. Pierce. 2007. Systematics, biogeography and diversification of the
Indo-Australian genus Delias Hübner (Lepidoptera: Pieridae): Phylogenetic evidence
supports an 'out-of-Australia' origin. Systematic Entomology 32: 2-25.
Buckingham, G.R. 1996. Biological control of alligatorweed, Alternanthera philoxeroides,
world’s first aquatic weed success story. Castanea 61: 232-243.
Buckingham, G.R., P. Pecora and A. Rizza. 1983. Host specificity tests with Stenocarus
fuliginosus (Coleoptera: Curculionidae): A potential agent for biocontrol of illicit
opium poppy. Environmental Entomology 12(1): 24-32.
Burkill, I.H. 1935. A dictionary of the economic products of the Malay Peninsula. Vol.
Ministry of Agriculture and Cooperatives, Kuala Lumpur, Malaysia.
Burges, H.D. (ed.). 1981. Microbial control of pests and plant diseases 1970-1980.
Academic Press, London. 949 pp.
Burges, H.D. and N.W. Hussey. (eds.). 1971. Microbial control of insects and mites.
Academic Press, New York. 861 pp.
Burnside, O.C. 1979. Weeds, pp. 27-38. In: Introduction to crop protection. W.B. Ennis Jr. (ed.).
American Society of Agronomy. Madison, WI.
425
CAB International Institute of Biological Control. 1988. Prospects for the biological control of
Chromolaena odorata (L.) R.M. King and H. Robinson, pp. 25-33. In: Proceedings of the
First International Workshop on Biological Control of Chromolaena odorata. February 29 -
March 4, 1988, Bangkok, Thailand. R. Muniappan (ed.). Agricultural Experiment Station,
University of Guam, Mangilao, Guam, USA.
CABI ( Center for Agriculture and Bioscience International, Formerly Commonwealth Agricultural
Bureau International). 1997-2015. Distribution maps of plant pests. CABI in association
with EPPO (European Plant Protection Organization). CABI, Wallingford, UK.
CDFA (California Department of Food and Agriculture). 2000. Program Statement 2000/2001.
Plant Health and Pest Prevention Services, Integrated Pest Control Branch.
Caesar, A.J. 2000. Insect-pathogen synergisms are the foundation of weed control, pp.
793-798. In: Proceedings of the X International Symposium on Biological Control of
Weeds. July 4-14, 1999. Neal R. Spencer (ed.). Montana State University, Bozeman
Montana, USA.
Caesar, A.J. 2011. The importance of intertrophic interactions in biological weed control.
Pest Technology 5 (Special Issue 1). p. 28-33.
Calder, A.A. and D.P.A. Sands. 1985. A new Brazilian Cyrtobagous Hustache (Coleoptera
Curculionidae) introduced into Australia to control Salvinia. Journal of the Australian
Entomological Society 24: 57-64.
Caltagirone, L.E. and R.L. Doutt. 1989. The history of the vedalia beetle importation to
California and its impact on the development of biological control. Annual Review of
Entomology 34: 1-16.
Campbell, F.L. 1973. Obituary. Alvah Peterson (1888-1972). Journal of Economic
Entomology 66: 1242-1243.
Campbell, R. 1989. Biological control of microbial plant pathogens. Cambridge University Press,
Cambridge, UK.
Cantwell, G.E. (ed.). 1974. Insect diseases. Volumes I & II. Marcell Dekker, New York.
595 pp.
Carson, R. 1962. Silent Spring. Houghton Mifflin, Boston and New York. 368 pp.
Center, T.D. 1981. Sameodes albiguttalis, a new biocontrol agent for waterhyacinth.
Aquatics. December 1981: 8-12.
426
Center, T.D. 1992. Biological control of weeds in waterways and on public lands in the
south-eastern United States of America. Proceedings of the First International Weed
Control Congress, Melbourne 1992. p. 256-263.
Center, T.D. 1994. Biological control of weeds: Water hyacinth and water lettuce, pp. 482-
521. In: Pest management in the subtropics. Biological control – Florida perspective.
D. Rosen, F.D. Bennett and J.L. Capinera (eds.). Intercept, Hampshire, UK.
Center, T.D. and W.C. Durden. 1981. Release and establishment of Sameodes albiguttalis
for the biological control of waterhyacinth. Environmental Entomology 10(1): 75-80.
Center, T.D., F.A. Dray, Jr., G.P. Jubinsky and M.J. Grodowitz. 2002. Insects and other
arthropods that feed on aquatic and wetland plants. USDA/ARS Technical Bulletin.
Center, T.D., M.P. Hill, H. Cordo and M.H. Julien. 2002. 4. Waterhyacinth, pp. 41-64. In:
Biological control of invasive plants in the Eastern United States. R. Van Driesche et
al. (eds.). USDA Forest Service Publication FHTET-2002-04. 413 pp.
Chacko, M.J. and A. Uma Narasimham. 1988. Biocontrol attempts against Chromolaena
odorata in India – A review, pp. 65-74. In: Proceedings of the First International
Workshop on Biological Control of Chromolaena odorata. February 29 - March 4
1988, Bangkok, Thailand. R. Muniappan (ed.). Agricultural Experiment Station.
University of Guam, Mangilao, Guam, USA.
Chai, T.T., J.C. Ngoi and F.C. Wong. 2013. Herbicidal potentials of Eichhornia crassipes
leaf extract against Mimosa pigra and Vigna radiata. International Journal of
Agriculture and Biology 15(5): 835-842.
Chapman, R.N. 1931. Animal ecology with especial reference to insects. McGraw-Hill,
New York. 464 pp.
Charudattan, R. 2001. Biological control of weeds by means of plant pathogens: significance for
integrated weed management in modern agro-ecology. BioControl 46: 229-260.
Charudattan, R. and H. L. Walker. (eds.). 1982. Biological control of weeds with plant
pathogens. John Wiley & Sons, New York. 295 pp.
CIE (Commonwealth Institute of Entomology). 1951-1968. Distribution maps of insect pests.
Commonwealth Institute of Entomology (CIE). London, UK.
CIE (Commonwealth Institute of Entomology). 1969-1987. Distribution maps of pests.
Commonwealth Agricultural Bureaux (CAB). London, UK.
427
Clausen, C.P. 1940. Entomophagous insects. McGraw-Hill, New York and London. 688 pp.
(reprinted by Hafner, New York, 1962, 1972).
Clausen, C.P. 1948. Chapter 6. Biological control of citrus insects, pp. 276-320. In: The
citrus industry. Volume IV. Crop protection. Revised edition. W. Reuther, E. Clair
Calavan and G. E. Carmen (eds.). Revised edition 1978. University of California
Division of Agriculture and Natural Resources. University of California Press,
Berkeley and Los Angeles.
Clausen, C.P. 1951. The time factor in biological control. Journal of Economic Entomology
44: 1-9.
Clausen, C.P. 1956. Biological control of insect in the continental United States. U.S. Department
of Agriculture Technical Bulletin 1139. 151 pp.
Clausen, C.P. (ed.). 1978. Introduced parasites and predators of arthropod pests and
weeds: A world review. Agriculture Handbook No. 480. U.S. Department of
Agriculture. Washington, D.C. 545 pp.
Clement, S.L. and M. Chistofaro. 1995. Open-field tests in host specificity determination of
insects for biological control of weeds. Biocontrol Science and Technology 5: 395-
406.
Cock, M.J.W. 1982. Potential biological control agents for Mikania micrantha from the
Neotropical region. Tropical Pest Management 28:242-254.
Cock, M.J.W., C.C. Ellison, H.C. Evans and P.A.C. Ooi. 2000. Can failure be turned into success
for biological control of mile-a-minute (Mikania micrantha)? pp. 135-167. In: Proceedings
of the X International Symposium on Biological Control of Weeds. Neal R. Spencer (ed.).
4-14 July 1999. Montana State University, Bozeman, Montana, USA.
Cock, M.J.W., R.K. Day, H.L. Hinz, K.M. Pollard, S.E. Thomas, F.E. Williams, A.R.B. Witt
and R.H. Shaw. 2015. The impacts of some classical biological control successes
CAB Reviews 2015 10, No. 042. 1-5.
Coetzee, J. and R. Thum. 2011. Neoclassical biological control: Will the introduction of a
new association contribute to the control of Myriophyllum spicatum in South Africa?
p. 41. In: XIII International Symposium on Biological Control of Weeds. Waikolo,
Hawaii, USA. September 11-16, 2011. Yun Wu et al. (eds.). US Forest Service.
428
Coetzee, J. A. , M. J. Byrne, M. P. Hill and T. D. Center. 2 0 0 9 . Should the mirid, Eccritotarsus
catarinensis ( Heteroptera: Miridae) , be considered for release against water hyacinth in
the United States of America? Biocontrol Science and Technology 19(1): 103-111.
Concise Oxford English Dictionary. 2004. 11th ed. Oxford University Press, Oxford. p.
1071.
Cook, C.D.K. 1996. Aquatic and wetland plants of India. Oxford University Press, Oxford,
New York, Delhi. 385 pp.
Cook, R.J. and K.F. Baker. 1983. The nature and practice of biological control of plant pathogens.
American Phytopathological Society, St. Paul, Minnesota.
Copping, L.G. (ed.). 2009. The manual of biocontrol agents. A world compendium. 3rd ed.
British Crop Protection Council (BCPC), Hampshire. 702 pp.
Copping, L.G. (ed.). 2010. The GM crop manual. A world compendium. British Crop
Protection Council (BCPC), Hampshire. 190 pp.
Council on Environmental Quality (U.S.). 1972. Integrated pest management. Council on
Environmental Quality. U.S. Government Printing Office, Washington, D.C. 41 pp.
Cruttwell, R. E. 1972. The insects of Eupatorium odoratum L. in Trinidad and their
potentials as agents for biological control. Ph.D. Thesis, University of West Indies,
St. Augustine, Trinidad. (Original not seen).
Cruttwell, R. E. 1974. Insects and mites attacking Eupatorium odoratum in the Neotropics.
4. An annotated list of the insects and mites recorded from Eupatorium odoratum L.
with a key to the types of damage found in Trinidad. Technical Bulletin of the
Commonwealth Institute of Biological Control 17: 87-125.
Cullen, J.M., R.E.C. McFadyen and M.H. Julien. 2013. One hundred years of biological
control of weeds in Australia, pp. 360-367. In: Proceedings of the XIII International
Symposium on Biological Control of Weeds. September 11-16, 2011. Waikoloa,
Hawaii, USA. Yun Wu, T. Johnson, S. Sing, S. Raghu, G. Wheeler, P. Pratt. K.
Warner, T. Center, J. Goolsby and R. Reardon (eds.). USDA Forest Service, Forest
Health Technology Enterprise Team, Morgantown, West Virginia. FHTET-2012-07.
Davies, J.C. and D.J. Greathead. 1967. Occurrence of Teleonomia scrupulosa on
Sesamum indicum Linn. in Uganda. Nature 213: 102-103.
Davis, C.J. 1960. Recent introductions for biological control in Hawaii V. Proceedings of the
Hawaiian Entomological Society 17 (2): 244-248.
429
Davis, C.J. and M. Chong. 1969. Recent introductions for biological control in Hawaii XIV.
Proceedings of the Hawaiian Entomological Society 20 (2): 317-322
Davis, C.J. and N.L.H. Krauss. 1967. Recent Introductions for biological control in Hawaii-
XII. Proceedings of the Hawaiian Entomological Society 19 (3): 375-380.
Day, M.D. 2015. Mikania micrantha (bitter vine), CABI Invasive Species Compendium.
Day, M.D. and R.E.C. McFadyen. 2012. Chromolaena odorata (L.) King and Robinson –
Chromolaena, pp. 162-169. In: Biological control of weeds in Australia. M. Julien, R.
McFadyen and J. Cullen (eds.). CSIRO Publishing, Melbourne.
Day, M.D., S. Chen, G. Xu, F. Zhang and R.L. Winston. 2018. Weed biological control in
the Greater Mekong Subregion: Status and opportunities for the future. CAB
Reviews 2018 33, No. 014. 1-12.
DeBach, P. 1964a. The scope of biological control, pp. 3-20. In: Biological control of insect
pests and weeds. P. DeBach (ed.). Reinhold, New York. 844 pp.
DeBach, P. (ed.). 1964b. Biological control of insect pests and weeds. Reinhold, New York
844 pp.
DeBach, P. 1974. Biological control by natural enemies. Cambridge University Press
London. 323 pp.
DeBach, P. and D. Rosen. 1991. Biological control by natural enemies. 2nd ed. Cambridge
University Press, Cambridge. 440 pp.
Deevey, E.S. 1947. Life tables for natural populations of animals. Quarterly Review of
Biology 22: 283-314.
Deonier, D.L. 1993. A critical taxonomic analysis of the Hydrellia pakistanae species group
(Diptera: Ephydridae). Insecta Mundi 7(3): 133-158.
Delfosse, E.S. (ed.). 1980. Proceedings of the V International Symposium on Biological
Control of Weeds. Professional Development Center, Brisbane, Queensland
Australia. 22-29 July 1980. CSIRO, Canberra.
Delfosse, E.S. and R.R. Scott. (eds.). 1992. Biological control of weeds. Proceedings of the
VIII International Symposium on Biological Control of Weeds. Lincoln University,
Canterbury, New Zealand. CSIRO, Melbourne, Australia. 735 pp.
430
DeLoach, C.J., H.A. Cordo, R. Ferrer and J. Runnacles. 1980. Acigona infusella, a potential
biological control agent for water hyacinth: Observations in Argentina (with
description of two new species of Apanteles by L. De Santis). Annals of the
Entomological Society of America 73: 138-146.
Delucchi, V.L. (ed.) 1976. Studies in biological control. Cambridge University Press,
Cambridge. 304 pp.
Desmier de Chenon, R., A. Sipayung and P. Sudharto. 2002. A decade of biological
Control against Chromolaena odorata at the Indonesian Oil Palm Research Institute
in Marihat, pp. 46-52. In: Proceedings of the Fifth International Workshop on
Biological Control and Management of Chromolaena odorata. 23-25 October 2000,
Durban, South Africa. C. Zachariades, R. Muniappan and L.W. Strathie (eds.).
Agricultural Research Council-Plant Protection Research Institute (ARC-PPRI),
Pretoria, South Africa.
Dodd, A.P. 1940. The biological campaign against prickly-pear. Commonwealth Prickly
Pear Board, Brisbane. 177 pp.
Doutt, R.L. 1964. The historical development of biological control, pp. 21-42. In: Biological
control of insect pests and weeds. P. DeBach (ed.). Reinhold Publishing, New York.
Doutt, R.L. 1967. Biological control, pp.1-30. In: Pest control, biological, physical, and
selected chemical methods. W.W. Kilgore and R.L. Doutt. (eds.). Academic Press,
New York and London.
Doutt, R.L. 1972. Biological control: Parasites and predators, pp. 228-297. In: Pest control
strategies for the future. National Academy of Science, National Research Council,
Washington, D.C.
Doutt, R.L. and P. DeBach. 1964. Some biological control concepts and questions, pp.
118-142. In: Biological control of insect pests and weeds. P. DeBach (ed.). Reinhold
Publishing, New York.
Doutt, R.L. and R.F. Smith. 1971. The pesticide syndrome, pp. 3-15. In: Biological control.
C.B. Huffaker (ed.). Plenum Press. New York.
Dray, Jr., F.A., T.D. Center and D.H. Habeck. 1993. Phytophagous insects associated with
Pistia stratiotes in Florida. Environmental Entomology 22(5): 1146-1155.
431
Dray, Jr., F.A., T.D. Center and G.S. Wheeler. 2001. Lessons from unsuccessful attempts
to establish Spodoptera pectinicornis (Lepidoptera: Noctuidae), a biological control
agent of waterlettuce. Biocontrol Science and Technology 11: 301-316.
Duangsuwan, W. 2002. Biological investigation on the water hyacinth moth, Niphograpta
albiguttalis (Warren) (Lepidoptera: Pyralidae) for biological control of water hyacinth
in Thailand. M.S. thesis, Kasetsart University, Bangkok. 53 pp.
Dyck, V.A., J. Hendrichs and A.S. Robinson. (eds.). 2005. Sterile insect technique: Principle
and practice in area-wide integrated pest management. Springer, Dordrecht, the
Netherlands. 787 pp.
Eilenberg, J., A. Hajek and C. Lomer. 2001. Suggestions for unifying the terminology in
biological control. BioControl 46: 387-400.
Ellison, C.A. 1987. Preliminary studies to assess the potential of fungal pathogens for
biological control agents of the graminaceous weed Rottboellia cochinchinensis
(Lour.) Clayton. Imperial College, University of London. UK.
Ellison, C.A. 1993. An evaluation of fungal pathogens for biological control of the tropical
graminaceous weed Rottboellia cochinchinensis. University of London. UK.
Ellison, C.A. and H.C. Evans. 1995. Present status of the biological control programme.
The graminaceous weed Rottboellia cochinchinensis, pp. 493-500. In: Proceedings
of the VIII International Symposium on Biological Control of Weeds. E.S. Delfosse
and R.R. Scott (eds.). DSIR/CSIRO, Melbourne, Australia.
Etheridge, K., G.B. Rathburn, J.A. Powell and H.I. Kochman. 1985. Consumption of aquatic
plants by the West Indian manatee. Journal of Aquatic Plant Management 23:
21-25.
European Wed Research Society (EWRS). No date. Biological control of weeds. 1 p.
Evenhuis, N.L. 2014. “Koster’s Curse”: mistaken blame in the common name for the
invasive melastome, Clidemia hirta? Records of the Hawaii Biological Survey for
2013. Bishop Museum Occasional Papers 115: 3–6. Published online: 27 March
2014.
Ewing, H.E. and R.L. Webster. 1912. Mites associated with the oyster-shell scale
(Lepidosaphes ulmi Linne). Psyche, August 121-134.