282
มีรายงานว่าในสหรัฐอเมริกา มีการพบด้วงงวง C. salviniae ครงั้ แรกเม่ือค.ศ. 1962 ในช่ือ
C. singularis ท่ี Archbold Biological Station, Venus ในฟลอรดิ า ซง่ึ มกี ารสนั นิษฐานว่าเป็นการนาเขา้ มาจาก
อเมรกิ าใตโ้ ดยเหตุบงั เอญิ เพราะไม่มอี ย่ใู นบนั ทกึ ของกระทรวงเกษตรสหรฐั ฯ (USDA) (Kissinger, 1966) การ
ควบคุมจอกหูหนูยกั ษ์โดยชวี วธิ ใี นสหรฐั ฯ เรมิ่ ต้นเม่อื ค.ศ. 1999 โดยการเก็บรวบรวมด้วงงวงจากจอกหูหนู
S. minima ในฟลอรดิ า แลว้ นาไปปลดปล่อยในลุยเซยี นาและเทกซสั (Center et al., 2002)
เม่อื ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยความร่วมมอื กบั Dr. Wendy Forno แห่ง CSIRO Entomology
Long Pocket Laboratories, Indooroopilly, Brisbane ประเทศออสเตรเลยี ศูนยว์ จิ ยั ควบคุมศตั รพู ชื โดยชวี นิ ท
รยี แ์ ห่งชาติ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ ไดน้ าดว้ งงวง C. salviniae จากบราซลิ ผ่านออสเตรเลยี เขา้ มาเพ่อื ทา
การทดสอบว่าจะสามารถใชเ้ ป็นตวั กระทาการควบคุมจอกหหู นู S. cucullata ในประเทศไทยไดห้ รอื ไม่ จากการ
ทดสอบปรากฎว่าดว้ งงวง C. salviniae ไม่สามารถเจรญิ เตบิ โตครบวงจรชวี ติ บนจอกหูหนู S. cucullata และ
S. natans ได้ จงึ ไมม่ กี ารดาเนินการต่อตงั้ แต่นนั้ เป็นตน้ มา
ในแอฟรกิ า มกี ารพบดว้ งงวง C. singularis ทป่ี ลดปล่อยในแซมเบยี เมอ่ื ค.ศ. 1971 ในซมิ บบั เวเม่อื
ค.ศ. 1984 ใช้เวลานานถงึ 13 ปี และทป่ี ลดปล่อยในบอตสวานาเม่อื ค.ศ. 1976 ในนามเิ บยี เม่อื ค.ศ. 1984 ใช้
เวลานานถึง 8 ปี และมกี ารพบด้วงงวง C. salviniae ท่ปี ลดปล่อยในนามเิ บยี เม่อื ค.ศ. 1984 ในบอตสวานา
ภายในเวลาเพยี ง 1 ปี เท่านนั้ (Julien & Griffiths, 1998)
นอกจากนัน้ Julien & Griffiths (1998) รายงานว่ามกี ารนาด้วงงวง C. salviniae จากออสเตรเลยี
เขา้ ไปใชค้ วบคุมจอกหหู นูยกั ษ์ S. molesta ในมาเลเซยี เม่อื ค.ศ. 1989 และจากการปลดปล่อยทส่ี องจุด ซง่ึ ไมม่ ี
การระบุตาแหน่ง พบว่าสามารถควบคุมจอกหูหนูยกั ษ์ได้ภายในเวลาเพยี ง 14 เดอื น และสมควรท่จี ะนาไป
ปลดปล่อยใหแ้ พรก่ ระจายมากขน้ึ แต่จากการสารวจในอ่างเกบ็ น้าเขอ่ื นสะเดา จ. สงขลา และหนองน้าขนาดต่าง
ๆ ตามชายแดนไทย-มาเลเซยี ท่มี จี อกหูหนูยกั ษ์ S. molesta ปรากฏอยู่ ว่าจะมดี ้วงงวง C. salviniae จาก
มาเลเซยี แพรก่ ระจายเขา้ มาถงึ ประเทศไทยหรอื ไม่ เป็นเวลาเกอื บ 30 ปีทผ่ี า่ นมา ยงั ไมพ่ บรอ่ งรอยของดว้ งงวง
C. salviniae แต่อยา่ งใด (บรรพต ณ ป้อมเพชร, pers. com.)
283
นอกจากนนั้ จากรายงานว่ามกี ารระบาดของจอกหหู นูยกั ษ์ S. molesta ในแหลง่ น้าทวั่ ประเทศไทย
เมอ่ื พ.ศ. 2560 นนั้ จากการตดิ ตามตรวจสอบโดยผเู้ ขยี น ในแหล่งน้าทร่ี ะบุวา่ มกี ารระบาด เชน่ ทก่ี ว๊านพะเยา จ.
พะเยา และอ่างเกบ็ น้าเข่อื นกว่ิ ลม ต. บา้ นแลง อ. เมอื ง จ. ลาปาง ปรากฏว่าเป็นการรายงานและจาแนกชนิดท่ี
ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการระบาดทวั่ ไปตามปกตขิ องจอกหูหนู S. cucullata ท่รี ะบาดแพร่กระจายอย่กู ่อนแล้ว
ทงั้ สน้ิ ไมใ่ ช่จอกหูหนูยกั ษ์ S. molesta ซง่ึ ในขณะน้ีพบว่ามกี ารระบาดอยใู่ นแหล่งน้าบางแห่งในภาคกลางของ
ประเทศเท่านนั้
จงึ น่าท่จี ะมกี ารนาด้วงงวง C. salviniae เข้ามาทดสอบความปลอดภยั และใช้ประโยชน์ในการ
ควบคุมจอกหหู นูยกั ษ์ S. molesta อกี คารบหน่ึง หลงั จากการทเ่ี คยนาเขา้ มาทดสอบเพ่อื การควบคุมจอกหูหนู
S. cucullata แต่ไมส่ ามารถรอดชวี ติ ได้
284
สรปุ (Conclusion)
ถงึ แมว้ ่าจะมวี ชั พชื น้าต่างถน่ิ ท่มี คี วามสาคญั ทางเศรษฐกจิ ในประเทศไทยหลายชนิด ทน่ี ่าจะเป็น
วชั พชื ในเป้าหมาย เพ่อื การควบคุมโดยชวี วธิ แี บบคลาสสกิ กต็ าม การเลอื กการดาเนินการในขนั้ ต้นในประเทศ
ไทย ไดก้ าหนดวชั พชื น้าต่างถน่ิ ไวเ้ พยี ง 3 ชนิดเท่านนั้ เป็นวชั พชื ในเป้าหมาย เพราะมกี ารควบคุมวชั พชื น้าต่าง
ถนิ่ เหล่าน้ีโดยชวี วธิ อี ยใู่ นหลายประเทศ ทเ่ี ราสามารถนาแมลงศตั รธู รรมชาตทิ ม่ี กี ารใช้กนั อยู่ เขา้ มาตรวจสอบ
และทดสอบเพ่อื ใช้ประโยชน์ได้ในประเทศไทย ซ่งึ วชั พชื น้าต่างถ่นิ ในเป้าหมายประกอบด้วย 1) ผกั เป็ดน้า
(alligator weed, Alternanthera philoxeroides); 2) ผกั ตบชวา (water hyacinth, Eichhornia crassipes) และ 3)
จอกหหู นูยกั ษ์ (giant salvinia หรอื Kariba weed, Salvinia molesta)
ชนิดของวชั พชื น้าต่างถนิ่ แหล่งกาเนิด แมลงศตั รูธรรมชาตหิ รอื ตวั กระทาการควบคุมโดยชวี วธิ ี
แหลง่ กาเนิด ปีทน่ี าเขา้ มา และปีทท่ี าการปลดปลอ่ ย และสถานภาพในปัจจบุ นั ไดส้ รปุ ไวใ้ นตารางท่ี 7.1
ตารางที่ 7.1 ชนิดของวชั พชื น้าต่างถนิ่ แหล่งกาเนิด แมลงศตั รูธรรมชาตหิ รอื ตวั กระทาการควบคุมโดยชวี วธิ ี
แหล่งกาเนดิ ปีทน่ี าเขา้ มา และปีทท่ี าการปลดปลอ่ ย และสถานภาพในปัจจบุ นั
Target weed Source and year of
species, origin Biocontrol introduction and Current project status
agent
& common first release Not established after first release in
1981; second introduction and release
name in 1982 resulted in its wide
establishment with complete control
1. ผกั เป็ดน้า Agasicles Argentina via Florida,
Alternanthera hygrophila USA via Australia Established and wide spread all over
philoxeroides (Coleoptera: Introduced 1981, the country with substantial control;
(Amaranthaceae) Chrysomelidae) 1982 First release Spread naturally to Laos, Cambodia
South America (flea beetle) 1981 and West Malaysia; Introduced to Sri
(alligator weed) Lanka (1979, 2005, 2014), Myanmar
(1979), India (1983), Vietnam (1990),
2. ผกั ตบชวา 1. Neochetina Argentina via Florida, China (1992), Philippines (1992) and
Taiwan (1994)
Eichhornia eichhorniae USA Established and wide spread all over
the country with substantial control;
crassipes (Coleoptera: Introduced 1977, Introduced to China (1992),
Philippines (1992), Taiwan (1994), Sri
(Pontederiaceae) Erirhinidae) 1979 Lanka (2005, 2014)
South America (the mottled First release 1979 Established in Chao Phraya River
(water hyacinth) water hyacinth Delta but with no control; Introduced
to Malaysia (1996)
weevil)
286
ตารางที่ 7.1 (ต่อ)
Target weed Source and year of Current project status
species, origin Biocontrol agent introduction and Not established
& common first release
name Argentina via Florida,
USA via Australia
2. ผกั ตบชวา 2. Neochetina Introduced 1990 First
release 1991
Eichhornia bruchi
crassipes
(Coleoptera:
(Pontederiaceae) Erirhinidae)
South America (the chevroned
(water hyacinth) water hyacinth
weevil)
3. Niphograpta Argentina via Florida, Not established
albiguttalis USA via Australia
Introduced 1994 First
(Lepidoptera: release 1995
Crambidae)
(water hyacinth
moth)
287
ตารางท่ี 7.1 (ต่อ) Source and year Current project status
Biocontrol of introduction Not established
Target weed agent and first release
species, origin &
common name 4. Xubida South America via
2. ผกั ตบชวา infusellus Florida, USA via
Eichhornia
crassipes (Lepidoptera: Australia
(Pontederiaceae) Crambidae) Introduced 1997
South America (water hyacinth First release 1998
(water hyacinth) stalk borer)
5. Eccritotarsus Brazil via
catarinensis Australia;
(Heteroptera: Purchased from Not established
Miridae) South Africa
(water hyacinth Introduced 1998
mirid) First release 1998
3. จอกหหู นูยกั ษ์ Cyrtobagous Brazil via Australia Initially introduced for trial on Salvinia
Salvinia molesta salviniae
Introduced 1987 cucullata when S. molesta was
(Salviniaceae) (Coleoptera: forSalvinia
South America present at the southern Thai-
(giant salvinia, Erirhinidae) cucullata;Failed to Malaysian border in the mid-1980s;
(salvinia weevil) survive in Now with S. molesta spreading to the
Kariba weed)
quarantine Central Plain, a plan to introduce C.
No release salviniae from Australia is in the
pipeline
ในการควบคุมผกั เป็ดน้า มกี ารนาแมลงศตั รธู รรมชาตเิ ขา้ มาเพยี งชนิดเดยี ว คอื ดว้ งหมดั ผกั เป็ดน้า
Agasicles hygrophila หลงั การปลดปล่อย ด้วงสามารถตงั้ รกรากและแพร่กระจายไปทวั่ ประเทศ ให้ผลในการ
ควบคุมเป็นท่นี ่าพอใจแบบการควบคุมท่ใี ห้ผลแบบสมบูรณ์ (complete control) และถาวร ส่วนการควบคุม
ผกั ตบชวา มกี ารนาแมลงศตั รธู รรมชาตเิ ขา้ มาทงั้ หมด 5 ชนิด คอื ดว้ งงวงผกั ตบชวา Neochetina eichhorniae
และ Neochetina bruchi ผเี สอ้ื ผกั ตบชวา 2 ชนดิ คอื Niphograpta albiguttalis และ Xubida infusellus และมวน
ผกั ตบชวา Eccritotarsus catarinensis ปลดปล่อยทงั้ 5 ชนิด หลงั การปลดปล่อย พบว่าสามารถตงั้ รกรากได้
ถาวรและแพร่กระจายได้ 3 ชนิด ใหผ้ ลในการควบคุมเป็นทน่ี ่าพอใจแบบการควบคุมทใ่ี ห้ผลแบบ (substantial
control) ทวั่ ประเทศ คอื ดว้ งงวง N. eichhorniae และ N. bruchi และชนิดท่ใี หผ้ ลในการควบคุมแบบท่ใี ห้ผล
เพยี งบางสว่ น (partial control) คอื ผเี สอ้ื N. albiguttalis ในภาคกลาง และทไ่ี มส่ ามารถตงั้ รกรากได้ 2 ชนดิ คอื
ผเี สอ้ื Xubida infusellus และมวน Eccritotarsus catarinensis และในการควบคุมจอกหหู นูยกั ษ์ มกี ารนาแมลง
ศตั รูธรรมชาติเข้ามาเพยี งชนิดเดียว คือด้วงงวง Cyrtobagous salviniae เพ่อื ทดสอบการควบคุมจอกหูหนู
ธรรมดา แต่ไมส่ ามารถรอดชวี ติ ได้ จงึ ไมม่ กี ารปลดปลอ่ ยในภาคสนาม
ดงั น้ี คอื นอกจากนัน้ ยงั มกี ารนาศตั รธู รรมชาตขิ องวชั พชื น้า ท่มี อี ย่ปู ระเทศไทย เขา้ ไปใชใ้ นประเทศอ่นื
1. ดว้ งงวงผกั ตบชวาลายแต้ม (mottled water hyacinth weevil, Neochetina eichhorniae)
เพอ่ื ควบคุมผกั ตบชวา ใหแ้ ก่ ศรลี งั กา (พ.ศ. 2522, 2548 และ 2557) สหภาพพม่า
(พ.ศ. 2522) อนิ เดยี (พ.ศ. 2522) เวยี ดนาม (พ.ศ. 2533) ประเทศจนี (พ.ศ. 2535)
ฟิลปิ ปินส์ (พ.ศ. 2535) และไตห้ วนั (พ.ศ. 2537)
2. ดว้ งงวงผกั ตบชวาลายบงั้ (chevroned water hyacinth weevil, Neochetina bruchi)
เพ่อื ควบคุมผกั ตบชวา ใหแ้ ก่ฟิลปิ ปินส์ (พ.ศ. 2535) ไตห้ วนั (พ.ศ.2537) และ
ศรลี งั กา (พ.ศ. 2548 และ 2557)
3. ผเี สอ้ื หนนอนจอก (water lettuce moth, Spodoptera pectinicornis) เพ่อื ควบคุมจอก
Pistia stratiotes ใหแ้ ก่ Florida สหรฐั อเมรกิ า (พ.ศ. 2523 และ 2537)
4. ผเี สอ้ื ผกั ตบชวา (water hyacinth moth, Niphograpta (Sameodes) albiguttalis)
เพอ่ื ควบคุมผกั ตบชวา ใหแ้ ก่ มาเลเซยี (พ.ศ. 2539)
5. แมลงวนั หนอนชอนใบสาหรา่ ยหางกระรอก (hydrilla leaf-mining fly, Hydrellia pakistanae)
เพอ่ื ควบคุมสาหรา่ ยหางกระรอก Hydrilla verticillata ใหแ้ ก่ Florida สหรฐั อเมรกิ า (พ.ศ. 2539)
289
บทท่ี 8
การควบคมุ วชั พืชบกต่างถิ่นโดยชีววิธีแบบคลาสสิก
(Classical Biological Control of Exotic Terrestrial Weeds)
หลกั การ พน้ื ฐาน ระเบยี บการหรอื พธิ กี าร ในการดาเนินงานการควบคุมวชั พชื บกต่างถนิ่ โดยชวี วธิ ี
แบบคลาสสกิ จะเหมอื นกนั กบั การดาเนินงานการควบคุมวชั พืชน้าต่างถิ่นโดยชวี วธิ แี บบคลาสสกิ เป็นการ
ดาเนนิ การโดยศูนยว์ จิ ยั ควบคุมศตั รพู ชื โดยชวี นิ ทรยี แ์ ห่งชาติ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ และบางโครงการโดย
ความร่วมมอื กบั องค์กร หน่วยงาน และผู้ชานาญการในต่างประเทศ ในช่วงทศวรรษ 1980s เป็นต้นมา เช่น
Australian Center for International Agricultural Research ( ACIAR) , Canberra แ ล ะ CSIRO Division of
Entomology, Brisbane, Queensland แ ล ะ Department of Primary Industry, Darwin, Northern Territory
ประเทศออสเตรเลีย Hawaii Department of Agriculture (HDOA), Honolulu, Hawaii; University of Florida,
Gainesville, Florida และ University of Guam, Mangilao, Guam ประเทศสหรฐั อเมรกิ า USA เป็นตน้ องคก์ ร
หน่วยงาน และ ผูช้ านาญการในต่างประเทศเหล่าน้ี ไดร้ ่วมงานกนั ไม่มากก็น้อย ท่นี าไปสู่ความก้าวหน้าและ
ความสาเรจ็ ของโครงการควบคุมวชั พชื ต่างถ่นิ โดยชวี วธิ แึ บบคลาสสกิ หลายโครงการในประเทศไทย อย่าง
เด่นชดั และมนี ัยสาคญั (Napompeth, 1982, 1984, 1989a, b, 1990, 1991, 1992, 1994, 2003, 2004; Julien
and Griffiths, 1998)
290
ประเทศไทยโดยศูนยว์ จิ ยั ควบคุมศตั รูพชื โดยชวี นิ ทรยี ์แห่งชาติ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ ได้
พจิ ารณาคดั กรองวชั พชื บกต่างถน่ิ ในเป้าหมาย ทม่ี ถี นิ่ กาเนิดนอกประเทศ และมคี วามเหมาะเหมาะสมในการท่ี
จะดาเนินการควบคมุ โดยชวี วธิ แี บบคลาสสกิ รวม 6 ชนดิ คอื
1. สาบหมา (Crofton weed, Maui pamakani) (Ageratina adenophora, Asteraceae)
(อเมรกิ ากลาง)
2. สาบเสอื (Siam weed) (Chromolaena odorata, Asteraceae) (แครบิ เบยี น อเมรกิ ากลาง
และอเมรกิ าใต)้
3. นางแยม้ (Honolulu rose, stick bush) Clerodendrum chinense, Lamiaceae)
(ประเทศจนี ตอนใต้ และเวยี ดนามตอนเหนือ)
4. ผกากรอง (lantana) (Lantana camara, Verbenaceae) (อเมรกิ าเขตรอ้ น)
5. ขไ้ี ก่ยา่ น (mile-a-minute, bitter vine) (Mikania micrantha, Asteraceae)
(อเมรกิ ากลาง และอเมรกิ าใต)้
6. ไมยราบยกั ษ์ (giant sensitive plant) (Mimosa pigra, Mimosaceae) (เมก็ ซโิ ก และอเมริกา
กลาง)
Waterhouse & Norris (1987) และ Waterhouse (1993a) จดั ทาแฟ้มเอกสารเฉพาะเรอ่ื ง dossier)
ของการควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ ขี องวชั พชื หลายชนิดในแถบภาคพน้ื เอเชยี และแปซฟิ ิกทพ่ี บในประเทศไทย ซง่ึ
นอกจากวชั พชื บกในเป้าหมาย 6 ชนิดท่กี ล่าวมาแล้ว ยงั มวี ชั พชื บกต่างถน่ิ อีกหลายชนิด ท่สี ามารถทาการ
ควบคุมโดยชีววิธีแบบคลาสสิกได้ เช่น หญ้าก้นจ้าขาว (Spanish needle หรือ blackjack, Bidens pilosa,
Asteraceae) จากทวปี อเมรกิ า ชุมเหด็ ไทย (foetid cassia, Senna (= Cassia) tora, Caesalpiniaceae) หญ้า
ขัดใบยาว (broom weed, Sida acuta, Malvaceae) โคลงเคลงขนต่อม (Koster’s curse, Clidemia hirta,
Melastomataceae) และ ไมยราบเล้ือย (creeping sensitive plant, Mimosa diplotricha หรือ M. invisa,
Mimosaceae) จากอเมรกิ ากลาง มะเขอื พวง (cluster eggplants, Solanum torvum, Solanaceae) จากฟลอรดิ า
เม็กซิโก อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ และ ผักเบ้ียใหญ่ (garden purslane, Portulaca oleraceae,
Portulacaceae) จากยโุ รปตอนใตแ้ ละแอฟรกิ าตอนเหนอื ซง่ึ ในปัจจบุ นั จะพบว่าในประเทศไทย หญา้ กน้ จา้ ขาว
และไมยราบเลอ้ื ย มกี ารระบาดกวา้ งขวางมาก นอกจากนนั้ ไม่พบว่ามกี ารระบาดทร่ี ุนแรง ส่วนมะเขอื พวงถอื ว่า
เป็นพชื อาหารชนิดหน่ึงในประเทศไทย ซง่ึ มกี ารระบาดทร่ี ุนแรงในประเทศทเ่ี ป็นเกาะในมหาสมุทรแปซฟิ ิก เช่น
หมเู่ กาะโซโลมอน ฟิจิ และ ตองกา
291
8.1 สาบหมา (Crofton weed, Maui pamakani, Ageratina adenophora)
ตนั สาบหมา (ภาพท่ี 8.1) มชี ่อื วทิ ยาศาสตรเ์ ดมิ คอื Eupatorium adenophorum แต่ช่อื ทใี ช้กนั ใน
ปัจจุบนั คือ Ageratina adenophora เป็นพืชพ้นื เมอื งของเมก็ ซิโกและอเมริกากลาง (Haselwood & Motter,
1966; Harada et al., 1987) มกี ารปลกู เป็นไมป้ ระดบั มชี ่อื สามญั หลายชอ่ื เช่น Crofton weed และ mistflower
มกี ารนาเขา้ ไปเป็นไมป้ ระดบั ทเ่ี กาะมาวี (Maui Island) ในรฐั ฮาวายเม่อื ค.ศ. 1860 และระบาดอย่บู นเกาะมาวี
(Maui Island) จงึ มชี ่อื สามญั อกี ช่อื หน่ึงคอื “มาวี ปามากานี” (Maui pamakani) ในภาษาฮาวาย “pamakani”
แปลว่า “windblown” หรอื “ปลวิ ตามลม” และระบาดไปส่เู กาะโอวาฮู (Oahu) เกาะโมโลกาย (Molokai) เกาะลา
นาย (Lanai) และเกาะใหญ่ (Big Island) หรือเกาะฮาวายอิ (Hawaii) ในฮาวาย ต้นสาบหมาสามารถ
เจริญเติบโตได้ตัง้ แต่ท่ีระดบั น้าทะเลจนถึง 7,000 ฟุต (2,100 เมตร) (Haselwood & Motter, 1966) แต่ใน
ประเทศไทยพบว่าสาบหมาสามารถเจรญิ เติบโตได้ท่รี ะดบั 600 ม. จากระดบั น้าทะเลข้นึ ไป เช่นในอุทยาน
แห่งชาตดิ อยสุเทพ-ปุย ทร่ี ะดบั 1,685 ม. และพบระบาดมากจนถงึ ท่รี ะดบั 2,565 เมตร ซง่ึ เป็นจดุ สูงสุดบนยอด
ดอยอนิ ทนนท์ ในอุทยานแห่งชาตดิ อยอนิ ทนนท์ และไมพ่ บในพน้ื ทท่ี ต่ี ่ากว่า 600 เมตร แมก้ ระทงั่ ใน จ.เชยี งใหม่
ซง่ึ อย่ทู ร่ี ะดบั ความสงู เฉลย่ี 310 เมตร ในขณะท่ี Harada et al. (1987) รายงานว่าพบในระดบั ความสงู 1,000 -
1,500 เมตร ในภาคเหนือของประเทศไทย ต้นสาบหมาถือว่าเป็นวชั พืชชนิดพันธุ์ต่างถ่นิ ท่รี ุกรานในหลาย
ประเทศในเขตรอ้ นและใกลเ้ ขตรอ้ น ในเอเชยี ในประเทศจนี เนปาล อนิ เดยี ศรลี งั กา ประเทศไทย ฟิลปิ ปินส์
อนิ โดนีเซยี เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซฟิ ิก ฟิจิ ตาฮตี ิ ออสเตรเลยี และนิวซแี ลนด์ ในแอฟรกิ า ในไนจเี รยี
ซมิ บบั เว และแอฟรกิ าใต้ ในยโุ รป ในประเทศฝรงั่ เศส กรกี โปรตุเกส และสเปน และในฮาวาย สหรฐั อเมรกิ า
ไม่เป็นทร่ี วู้ ่าสาบหมาเขา้ มาในประเทศไทยอย่างใดและเม่อื ไร มกี ารนาเขา้ ไปในยนู านเม่อื ราวค.ศ.
1940 จากแควน้ อสั สมั ในอนิ เดยี จงึ มกี ารแพรก่ ระจายเขา้ ไปในสหภาพพม่าและจนี ตอนใต้ และสนั นษิ ฐานว่าเรม่ิ
ระบาด เขา้ มาในประเทศไทยในช่วงทศวรรษ 1970s โดยระบาดในพน้ื ทส่ี ูงและเทอื กเขา ปัจจุบนั จะพบว่ามกี าร
ระบาดใน จ.แม่ฮ่องสอน จ.เชยี งใหม่ จ.ลาปาง จ.เชยี งราย จ.พะเยา จ.แพร่ จ.น่าน จ.อุตรดติ ถ์ จ.พษิ ณุโลก จ.
เพชรบรู ณ์ จ.เลย จ.ตาก และ จ.กาญจนบุรี
292
ภาพที่ 8.1 สาบหมา Crofton weed หรอื Maui Pamakani (Ageratina adenophora)
การควบคุมต้นสาบหมาโดยชวี วธิ ี เรม่ิ ต้นในฮาวายเม่อื ค.ศ. 1944 จากการสารวจหาแมลงศตั รู
ธรรมชาติในเม็กซิโกโดย Noel H.L. Krauss นักกีฏวิทยาสารวจ (survey entomologist) ของ Hawaii
Department of Agriculture (HDOA) รฐั ฮาวาย โดยเมอ่ื ค.ศ. 1945 ไดน้ าแมลงแมลงวนั ทาปม tephritid gall fly,
Procecidochares utilis (Diptera: Tephritidae) (ภาพท่ี 8.2) เขา้ มาจากเมก็ ซโิ ก และปลดปล่อยครงั้ แรกบนเกาะ
มาวี (Maui) ซ่งึ ในเวลาเพยี ง 1-2 ปี ก็สามารถควบคุมต้นสาบหมาได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ แต่ต่อมาเม่อื ค.ศ.
1949 พบว่า P. utilis ถูกแตนเบียน 5 ชนิด ประกอบด้วย Opius tryoni (= Diachasmimorpha tryoni),
O. longicaudatus ( = Diachasmimorpha longicaudatus) แ ล ะ Bracon terryi ( Braconidae) , Eupelmus
cushmani (Eupelmidae) และ Eurytoma tephritides (Eurytomidae) ลงทาลายบา้ ง และถงึ แม้ว่า P. utilis จะมี
แตนเบยี นลงทาลายบา้ งกต็ าม การควบคุมตน้ สาบหมากไ็ มเ่ ป็นอุปสรรค ในบางพน้ื ทท่ี ต่ี น้ สาบหมาส่วนใหญ่ถกู
ทาลายจนเหลอื ต้นสาบหมาอยบู่ ้าง และการเบยี นโดยแตนเบยี นในพน้ื ทน่ี ัน้ จะสงู มากกว่า 50% กย็ งั พบว่ายงั มี
ประชากรของ P. utilis สงู เพยี งพอ ทจ่ี ะทาลายตน้ ทเ่ี หลอื อยู่ จนตายหมดไปจากพน้ื ทน่ี นั้ ได้ (Bess & Haramoto,
1958, 1972)
293
ภาพที่ 8.2 แมลงวนั ทาปมตน้ สาบหมา Eupatorium gall fly, Procecidochares utilis
จากฮาวายมกี ารนา P. utilis ซ่งึ นาเขา้ มาจากเมก็ ซโิ ก เขา้ ไปใชค้ วบคุมต้นสาบหมาโดยชวี วธิ ใี น
ประเทศอ่นื เช่น ออสเตรเลยี ผ่านฮาวาย (ค.ศ. 1952) นิวซแี ลนด์ ผ่านออสเตรเลยี (ค.ศ. 1958) อนิ เดยี ผ่าน
ออสเตรเลยี และนิวซแี ลนด์ และแพร่กระจายเขา้ ไปในเนปาล (ค.ศ. 1963) แอฟรกิ าใต้ผ่านนิวซแี ลนด์ (ค.ศ.
1984) ประเทศจนี ผ่านอนิ เดยี และเนปาล (ค.ศ. 1985) และประเทศไทย ผ่านฮาวาย (ค.ศ. 1991, 1992) (พ.ศ.
2534, 2535) (Julien & Griffiths, 1998; Winston et al., 2014) ซ่งึ สามารถตงั้ รกรากได้ในทุกประเทศเหล่านนั้
และมรี ะดบั การควบคุมไดผ้ ลดบี า้ ง ไดผ้ ลเป็นบางส่วน หรอื ไดผ้ ลดมี ากและยงั่ ยนื แต่มรี ายงานว่าไมไ่ ดผ้ ลดนี ัก
ในประเทศจนี และเปอรเ์ ซน็ ต์การควบคุม จะเปล่ยี นแปลงบ้างเพราะอทิ ธพิ ลของแตนเบยี นพน้ื เมอื งในแต่ละ
ทอ้ งถน่ิ นนั้ ๆ
เมอ่ื ค.ศ. 1952 Dodd (1961) นา P. utilis ตวั เตม็ วยั เพอ่ื ไมใ่ หม้ แี ตนเบยี นตวั อ่อนจากฮาวายตดิ ไป
ดว้ ย เขา้ ไปในออสเตรเลยี จานวน 2,455 ตวั ท่ี Brisbane, Queensland จากตวั เตม็ วยั ทร่ี อดชวี ติ จากการขนส่ง
ทางอากาศ 91.5% แบ่งปลดปลอ่ ย 1,282 ตวั ลงภาคสนามทนั ที ณ จดุ ปลดปล่อย 4 จดุ และพบว่าตวั เตม็ วยั จะ
วางไข่ทนั ทภี ายในเวลาหน่ึงชวั่ โมง กบั พบว่า P. utilis สามารถตงั้ รกรากและแพร่กระจายควบคุมตน้ สาบหมา
ไดเ้ ป็นอยา่ งดี ภายในเวลาสองปีเทา่ นนั้ และถงึ แมว้ ่า P. utilis จะถูกแตนเบยี นพน้ื เมอื ง 3 ชนิด คอื Megastignus
sp. และ Macrodontomerus australiensis (Torymidae) และ Campyloneurus sp. (Braconidae) ลงทาลาย แต่
ไมเ่ ป็นอุปสรรคในการควบคุมตน้ สาบหมาแต่อย่างใด นอกจากนนั้ อกี สองปีต่อมายงั พบว่าตวั เตม็ วยั P. utilis ท่ี
นาเขา้ ไปจากฮาวาย มสี ปอรข์ องเชอ้ื รา Cercospora eupatorii สาเหตุของโรคใบจุดทท่ี าใหใ้ บร่วง ซง่ึ มถี นิ่ เดมิ
อยใู่ นอเมรกิ าและพบในฮาวายตดิ เขา้ ไป และพบว่าตวั เตม็ วยั ของ P. utilis เป็นพาหะแพรเ่ ชอ้ื ราชนิดน้ดี ว้ ย
294
ด้ว ย ค ว า ม ร่ ว ม มือ กับ Hawaii Department of Agriculture ( HDOA) แ ห่ ง รัฐ ฮ า ว า ย โ ด ย
Mr. Kenneth T. Murai นักกีฏวทิ ยาสารวจ เป็นผู้นาไปสารวจและรวบรวมปมต้นสาบหมาท่เี กิดจากการลง
ทาลายโดย P. utilis เพ่อื นาเขา้ มาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย ครงั้ แรกจานวน 966 ปม จากบรเิ วณท่รี าบเชงิ
เทอื กเขาคาอาอาลา (Mount Kaaala) ในหุบเขาวายอานาย (Waianai Valley) บนเกาะโอวาฮู (Oahu Island)
เม่อื วนั ท่ี 15 ตุลาคม พ.ศ. 2534 และครงั้ ท่สี องจานวนประมาน 800 ปม เม่อื วนั ท่ี 25 กนั ยายน พ.ศ. 2535
(บรรพต ณ ป้อมเพชร, pers. com.)
มกี ารปลดปล่อยโดยใชป้ ม 966 ปม ทน่ี าเขา้ มาครงั้ แรกเม่อื วนั ท่ี 19 ตุลาคม 2534 ทจ่ี ดุ ปลดปล่อย
รวม 8 จดุ จดุ ละประมาณ 100 ปม และตวั เตม็ วยั ทอ่ี อกมาจานวนหน่ึง ในบรเิ วณอุทยานแหง่ ชาตดิ อยสเุ ทพ-ปุย
4 จดุ ท่ี กม. 14 และ กม. 16-17 ถนนทางขน้ึ ดอยสุเทพ หรอื ถนนศรวี ชิ ยั ถนนหน้าพระราชตาหนักภพู งิ คร์ าช
นิเวศน์ ท่รี ะดบั ความสูง 1,400 เมตร และสถานีวจิ ยั ดอยปุย (สวนสองแสน) ดอยปุย ท่รี ะดบั ความสูง 900 -
1,600 เมตร และในบรเิ วณอุทยานแห่งชาตดิ อยอินทนนท์ 4 จุด ท่ถี นนหมายเลข 1009 ข้นึ ดอยอนิ ทนนท์
ท่ี กม. 22-23, กม. 32-33, กม. 42-43 และ กม. 46 บนยอดดอยอนิ ทนนท์ ทร่ี ะดบั ความสงู 1,050 - 2,565 เมตร
จากการตดิ ตามในช่วงต้นของ พ.ศ. 2535 ไมพ่ บว่ามกี ารตงั้ รกรากไดใ้ นรายงานโดย Napompeth (1992b) ใน
ก า ร ป ร ะ ชุ ม International Symposium on Biological Control and Integrated Management of Paddy and
Aquatic Weeds in Asia ระหว่างวันท่ี 20-23 ตุลาคม 2535 ณ เมือง Tsukuba ประเทศญ่ีปุ่น เป็นการสรุป
หลังจากการปลดปล่อยเพียงปีเดียวท่ีเร็วเกินไป ซ่ึง Julien & Griffiths (1998) นาไปอ้างอิงว่า P. utilis
ไมส่ ามารถตงั้ รกรากไดใ้ นประเทศไทยเม่อื พ.ศ. 2534 ซง่ึ ต่อมาไดม้ กี ารนาปมประมาณ 800 ปม จากฮาวายเขา้
มาปลดปล่อยเพมิ่ เตมิ อกี ครงั้ หน่ึง โดยการขนส่งทางอากาศ (air freight) เมอ่ื วนั ท่ี 25 กนั ยายน พ.ศ. 2535 ทา
การปลดปล่อยปม ณ จุดปลดปล่อยเดมิ 8 จุด ณ บรเิ วณอุทยานแห่งชาตดิ อยสุเทพ-ปุย และ บรเิ วณอุทยาน
แห่งชาติดอยอินทนนท์ เม่อื วันท่ี 27 กันยายน พ.ศ. 2535 โดยมีผู้ร่วมทาการปลดปล่อยในภาคสนามคอื
Dr. Chris Geiger จาก University of California, Berkeley และ ดร.ชาญณรงค์ ดวงสะอาด ศูนย์วจิ ยั ควบคุม
ศตั รพู ชื โดยชวี นิ ทรยี แ์ หง่ ชาตภิ าคเหนือตอนบน มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้ ในการทาการปลดปล่อยในภาคสนามดว้ ย
295
จากการตดิ ตามประมาณ 10 ปีต่อมา เม่อื พ.ศ. 2543 พบว่า P. utilis สามารถตงั้ รกรากไดด้ ี ทงั้ ใน
บรเิ วณอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ตามรายงานของ Napompeth
(2003) ในการประชุม International Symposium on Exotic Pests and Their Control ระหว่างวันท่ี 17-20
พฤศจิกายน 2545 ณ มหาวิทยาลัย Zhongshan (Sun Yat Sen) University เมืองกวางโจว (Guangzhou)
ประเทศจนี และ Winston et al. (2014) รายงานเพม่ิ เตมิ จาก Julien & Griffiths (1998) ว่า P. utilis สามารถตงั้
รกรากไดด้ ี และในรายงานโดย Saengyot (2018)
ต่อจากนัน้ มกี ารรวบรวมปมบนต้นสาบหมาท่ีเกิดจากการลงทาลายโดย P. utilis ในอุทยาน
แห่งชาตดิ อยสุเทพ-ปุย และอุทยานแห่งชาตดิ อยอนิ ทนนท์ นาไปปลดปล่อยในพน้ื ทอ่ี ่นื ทม่ี กี ารระบาดของต้น
สาบหมา แต่ยงั ไมพ่ บ P. utilis ใน จ.แมฮ่ อ่ งสอน จ.เชยี งราย จ. พะเยา จ. น่าน และ จ.แพร่ อยา่ งต่อเน่อื ง จนใน
ปัจจบุ นั จะพบว่า P. utilis สามารถตงั้ รกรากได้อย่างถาวรและแพรก่ ระจายออกไปตามธรรมชาตใิ นทุกพ้นื ท่ที ่มี ี
การระบาดของต้นสาบหมา ช่วยควบคุมการระบาดของต้นสาบหมาในภาคเหนือของประเทศไทย จนถอื ไดว้ ่า
ไดร้ บั ผลสาเรจ็ ทส่ี มบูรณ์ (successful หรอื complete control) อกี โครงการหน่ึง ในการควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ ี
นอกจากโครงการควบคุมผกั เป็ดน้า และเช่นเดยี วกนั กบั ในฮาวายและออสเตรเลยี ในประเทศไทยพบว่า P.
utilis ถูกแตนเบยี นแมลงวนั ผลไม้ Diachasmimorpha longicaudatus (Hymenoptera: Braconidae) ซง่ึ เป็นแตน
เบยี นพน้ื เมอื งในประเทศไทย ลงทาลายบา้ งในบางพน้ื ท่ี ทร่ี ะดบั ไมเ่ กนิ 10 เปอรเ์ ซน็ ต์ แต่ไมพ่ บวา่ เป็นอุปสรรค
ในการควบคมุ ตน้ สาบหมาอยา่ งมนี ยั สาคญั
296
8.2 สาบเสือ (Siam weed, Chromolaena odorata)
สาบเสือ (ภาพท่ี 8.3) ถูกจัดว่าเป็ นชนิดพันธุ์ต่างถ่ิน 1 ใน 100 ชนิด ตามรายช่ือใน
ฐานข้อ มูล Global Invasive Species Database (GISD) ท่ีจัดทาข้ึนโดย IUCN (International Union for
Conservation of Nature) สาบเสอื มชี ่ือวทิ ยาศาสตร์เดิมท่ใี ช้กันมานานมากคอื Eupatorium odoratum แต่
King & Robinson (1970) แยกพืชในสกุล Eupatorium หลายชนิดออกมาเป็นสกุล Chromolaena ทาให้ช่ือ
วทิ ยาศาสตรเ์ ดมิ ต้องเปลย่ี นมาเป็น Chromolaena odorata ท่ามกลางการไมเ่ หน็ ดว้ ย และไมเ่ ป็นทย่ี อมรบั ของ
นักพฤกษศาสตรห์ ลายคน แต่กม็ กี ารยอมรบั ช่อื ใหม่และนามาใชก้ นั อย่างกวา้ งขวางในปัจจุบนั ส่วนช่อื สามญั ท่ี
เป็นทช่ี อบมากกว่า (preferred name) ของ CABI คอื “Siam weed” (วชั พชื สยาม) นอกจากนนั้ จะพบช่อื สามญั
อ่ืน ๆ อีกด้วย เช่น bitter bush, butterfly weed, Christmas bush, devil weed, jack in the bush และ triffid
weed เป็นต้น กบั มกี ารเสนอใหใ้ ช้ chromolaena เป็นช่อื สามญั ของสาบเสอื ในการประชุม Fifth International
Workshop on Biological Control of Chromolaena odorata ทเ่ี มอื ง Durban ประเทศแอฟรกิ าใต้ ระหว่างวนั ท่ี
23-25 ตุลาคม พ.ศ. 2543
มรี ายงานว่ามกี ารนาสาบเสอื เป็นไมป้ ระดบั เขา้ มาในทวปี เอเชยี เป็นครงั้ แรกท่ี Calcutta Botanic
Gardens ในอนิ เดยี Prain (1903, 1906) อา้ งองิ ใน MacFadyen (1988a) รายงานว่ามกี ารปลกู สาบเสอื เลก็ น้อย
ในสวนในแควน้ เบงกอลตอนกลาง และเบงกอลตะวนั ออก (ปัจจบุ นั คอื บงั คลาเทศ) และรอบ ๆ เมอื งกลั กตั ตา ซง่ึ
ปัจจุบนั คอื เมอื งโกลกาตา (Kolkata) แพร่กระจายไปทางทศิ เหนือเขา้ ไปในแควน้ อสั สมั และแพร่ลงไปทางทศิ ใต้
เข้าไปในสหภาพพม่าตอนล่างและมาเลเซยี นอกจากนัน้ มรี ายงานว่ามกี ารปลูกสาบเสอื ไว้ท่ี Peradeniya
Botanic Gardens ณ เมือง Peradeniya ในศรีลังกา และท่ี Bogor Botanic Gardens ณ เมือง Bogor ใน
อนิ โดนีเซยี ในชว่ งศตวรรษท่ี 19 และไดเ้ ลด็ ลอดออกไปสภู่ ายนอกสวนในช่วงทศวรรษ 1920s แลว้ แพรก่ ระจาย
เขา้ ไปในมาเลเซยี สุมาตรา และอนิ โดนีเซยี Muniappan & Marutani (1988) รายงานว่าจากอนิ เดยี สาบเสอื ได้
แพร่กระจายเข้าไปในศรลี งั กา เนปาล ภูฏาน บงั คลาเทศ แคว้นอสั สมั ประเทศจนี เวยี ดนาม สหภาพพม่า
ประเทศไทย สปป.ลาว กมั พูชา มาเลเซยี อนิ โดนีเซยี และฟิลปิ ปินส์ ส่วน Peng & Yang (1998) รายงานว่า
สาบเสอื เพงิ่ จะระบาดเขา้ ไปใน สปป.ลาว เมอ่ื ค.ศ. 1960 และระบาดเขา้ ไปในฟิลปิ ปินสใ์ นปลายทศวรรษนนั้ กบั
แพร่กระจายไปทวั่ เอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ และแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วเข้าไปในตอนใต้ของไต้หวนั และ
Pancho & Plucknett (1971) รายงานว่าสาบเสอื ท่รี ะบาดเข้าไปในฟิลปิ ปินส์ ทาให้พน้ื ทบ่ี างแห่งไม่เหมาะสม
เพราะสาบเสือเป็นพิษกับการเล้ียงปศุสัตว์ ต้องปล่อยท้ิงให้เป็นท่ีรกร้างว่างเปล่า ในขณะท่ี Aterrado &
Talatala-Sanico (1988) รายงานว่าพบการระบาดของสาบเสอื ในช่วงทศวรรษ 1960s ใน Zamboanga แล้ว
แพรร่ ะบาดเขา้ ไปใน Palawan แพรก่ ระจายเขา้ ไปบนเกาะ Luzon
297
ช่ือสามญั “Siam weed” ของสาบเสือ อาจได้มาจากรายงานของ Burkill (1935) ว่า สาบเสือ
แพร่กระจายเขา้ ไปในแหลมมาลายูจากประเทศสยาม จงึ เรยี กเป็น “Siam weed” ส่วน Soerjani et al. (1987)
กล่าวว่าทเ่ี รยี กสาบเสอื เป็น “Siam weed” เพราะว่ามกี ารนาเขา้ ไปในอนิ โดนีเซยี จากประเทศ “สยาม” ซง่ึ คงจะ
ไม่ถูกต้องนัก เพราะมรี ายงานว่ามกี ารปลูกสาบเสอื อยใู่ นสวนพฤกษศาสตร์ Bogor Botanic Gardens อย่กู ่อน
แลว้ ตงั้ แต่ตน้ ทศวรรษ 1900s
Kerr (1931) รายงานว่าไมเ่ ป็นทร่ี วู้ ่าสาบเสอื เขา้ มาในประเทศสยามตงั้ แต่เมอ่ื ไร แต่คาดว่าสาบเสอื
เขา้ มาอยใู่ นประเทศสยามไม่มากไปกว่า 60 ปี และเป็นไปไดว้ า่ สาบเสอื เขา้ มาเมอ่ื มกี ารเปิดการใชท้ างรถไฟเมอ่ื
ค.ศ. 1900 (พ.ศ. 2443) โดยพบสาบเสอื ท่ี อ.มวกเหลก็ จ.สระบุรี กบั ก่อนหน้านัน้ มกี ารพบสาบเสอื ใน จ.
จนั ทบุรี ในช่วงทย่ี งั อยภู่ ายใตก้ ารยดึ ครองของฝรงั่ เศส เมอ่ื ค.ศ. 1893 (พ.ศ. 2436)
อน่งึ A. F. G. Kerr (1877-1942) (2420-2485) ไมใ่ ช่นกั พฤกษศาสตร์ แต่เป็นนายแพทยช์ าวไอรชิ
ผูเ้ ขา้ มาทางานในประเทศสยามตงั้ แต่ปลายศตวรรษท่ี 19 จนถงึ ค.ศ. 1931 (พ.ศ. 2474) ต่อมาได้หนั มาสนใจ
เร่อื งพรรณไมใ้ นประเทศไทย เปล่ยี นมาเป็นนักพฤกษศาสตร์ และเข้ารบั ราชการเป็นนักพฤกษศาสตร์และ
หวั หน้ากองตรวจพนั ธุ์รุกขชาติ กระทรวงพานิชย์ ในช่วงค.ศ. 1921-1931 (พ.ศ. 2464-2474) กบั เคยเป็น
บรรณาธกิ ารของวารสาร The Journal of the Siam Society, Natural History Supplement ของสยามสมาคม
(Siam Society) ดว้ ย กบั เป็นผบู้ ุกเบกิ การรวบรวมและเพาะเลย้ี งกลว้ ยไมใ้ นประเทศไทยทแ่ี ทจ้ รงิ ในบา้ นพานัก
ของตน ต่อมาเม่อื ค.ศ. 1932 (พ.ศ. 2475) ได้กลบั ไปประเทศองั กฤษและไปพานักอย่ทู ่ี Hayes ทางตะวนั ตก
ของกรงุ ลอนดอน A.F.G. Kerr เรม่ิ วาดภาพกลว้ ยไมช้ นิดค่าง ๆ ของประเทศไทย ตงั้ แต่เม่อื ค.ศ. 1904 (พ.ศ.
2447) และแสดงภาพกล้วยไม้ไทยรวม 215 ภาพ ให้ Robert Allen Rolfe ผู้อานวยการหอพรรณไม้ Kew
Herbarium และนกั กลว้ ยไมท้ ม่ี ชี ่อื เสยี งของ Kew Royal Botanical Garden ประเทศองั กฤษ และเป็นผูส้ นบั สนุน
A.F.G. Kerr ใหร้ วบรวมกลว้ ยไมไ้ ทยและศกึ ษาพรรณไมไ้ ทยเพมิ่ เตมิ ซง่ึ A.F.G. Kerr ไดแ้ ต่งหนังสอื เก่ยี วกบั
พรรณไมข้ องประเทศสยามไว้ในหนังสอื Florae Siamensis Enumeratio แต่ไม่เป็นท่รี ูก้ นั อย่างกวา้ งขวางว่า
A.F.G. Kerr เป็นผบู้ ุกเบกิ งานดา้ นกลว้ ยไมข้ องประเทศไทยมาตงั้ แต่ ค.ศ. 1904 (พ.ศ. 2447) ก่อนศาสตราจารย์
ระพี สาครกิ (1922-2018) (2465-2561) ผซู้ ง่ึ ไดร้ บั ฉายาว่าเป็น "บดิ าแห่งกลว้ ยไมไ้ ทย"
298
อน่งึ ทงั้ Kerr (1931) และ McFadyen (1988) อา้ งองิ Hooker (1882) วา่ มกี ารปลกู สาบเสอื แต่น้อย
มากในอนิ เดยี โดยท่ีข้อมูลเหล่าน้ีแตกต่างไปจากการสนั นิษฐานว่าสาบเสอื แพร่เข้ามาในโลกเก่า (the Old
World) โดยตดิ มากบั น้าอบั เฉา (ballast water) ในเรอื เดนิ ทะเลจาก West Indies ในแถบแครบิ เบยี น มาปรากฏ
อยู่ในสิงคโปร์และมาเลเซีย ในช่วงทศวรรษ 1920s ใน Bennett & Rao (1968), McFadyen (1988a) และ
Napompeth et al. (1988)
ภาพท่ี 8.3 สาบเสอื Siam Weed (Chromolaena odorata)
การควบคุมสาบเสอื โดยชวี วธิ แี บบคลาสสกิ เรมิ่ ต้นเม่อื ค.ศ.1966 โดย Commonwealth Institute
of Biological Control (CIBC) ซ่ึงปั จจุบันคือ CABI (Centre for Agriculture and Bioscience International,
Wallingford, UK) และการสนับสนุน ของ Dr. Fred Simmonds (Director, CIBC UK), Dr. Fred D. Bennett
(Director, CIBC West Indian Station, Curepe, Trinidad) และ Dr. V.P. Rao (Director, CIBC Indian Station,
Bangalore, India) โดยทุนสนับสนุนโครงการจาก Nigerian Institute of Oil Palm Research ประเทศไนจเี รยี
ในแอฟรกิ าตะวนั ตก และ CIBC, West Indian Station, Trinidad ได้ว่าจา้ ง Miss Rachel Cruttwell นักศึกษา
ปรญิ ญาเอกจากออสเตรเลยี ท่ี University of West Indies, St. Augustine, Trinidad เป็นนักกีฏวทิ ยาผู้ช่วย
(assistant entomologist) ทาการสารวจรวบรวมแมลงท่ลี งทาลายสาบเสอื ในทรนิ ิแดดและเขตรอ้ นของทวีป
อเมรกิ า (Neotropics) และส่งแมลงทเ่ี หมาะสมไปปลดปล่อยเพ่อื ควบคุมสาบเสอื โดยชวี วธิ ใี นไนจเี รยี แต่เกดิ มี
ปัญหาทางการเมอื งและการเงนิ ในประเทศ การนาด้วงงวง Apion brunneonigrum (Coleoptera: Apionidae)
และผเี ส้อื tiger moth, Ammalo insulata (= Pareuchaetes pseudoinsulata) (Lepidoptera: Arctiidae) เขา้ ไป
ปลดปล่อยเม่อื ค.ศ. 1970 จงึ ล้มเหลว และการปลดปล่อยภายหลงั ได้ผลดใี นอินเดยี ศรลี งั กา และเกาะกวม
(MacFadyen, 1988a)
299
การปลดปล่อย P. pseudoinsulata ในซาบาห์ ในมาเลเซยี ในช่วงค.ศ. 1970-1973 ไม่ไดร้ บั ผลแต่
อยา่ งใดเชน่ กนั (Syed, 1979) จนกระทงั่ เมอ่ื ค.ศ. 1985 ในฟิลปิ ปินส์ ซง่ึ ไมม่ กี ารดาเนินการควบคุมสาบเสอื โดย
ชีววิธีมาก่อน มีการพบหนอนชนิดหน่ึงกินใบสาบเสือบนเกาะ Palawan และปรากฏว่าเป็ นหนอนของ
P. pseudoinsulata (Aterrado & Talatala-Sanico, 1988) อน่ึง ปลายเกาะ Palawan ตอนใต้ ซ่งึ อย่หู ่างจากซา
บาหข์ องมาเลเซยี ทอ่ี ยบู่ นสว่ นทเ่ี หนอื สุดของเกาะบอรเ์ นียวหรอื เกาะกาลมิ นั ตนั ของอนิ โดนีเซยี เพยี ง 510 กม.
เท่านนั้
Cruttwell (1972) ทาการศึกษาเก่ียวกบั แมลงชนิดต่าง ๆ ท่มี ศี ักยภาพท่ีจะเป็นตวั กระทาการ
ควบคุมสาบเสอื โดยชวี วธิ ใี นทรนิ ิแดด เป็นวทิ ยานิพนธป์ รญิ ญาเอก (MacFadyen, 1972) พบแมลงทท่ี าความ
เสยี หายให้กับยอดและตาตามลาต้น เช่น หนอนแมลงวนั กินยอด Melanagromyza eupatoriellae (Diptera:
Agromyzidae) ด้วงงวง A. brunneonigrum หนอนผีเส้ือเสือ tiger moth, P. pseudoinsulata กินใบ และไร
Acalitus odoratus (Acari: Eriophyidae) ต่อมา Cruttwell (1974) สารวจ รวบรวมแมลงและไรทพ่ี บว่าลงทาลาย
สาบเสอื ในเขตรอ้ นของอเมรกิ า และจดั ทารายช่อื พรอ้ มคาอธบิ าย (annotated list) ไดร้ วมทงั้ หมด 240 ชนิด
(CAB International Institute of Biological Control, 1988) และจากแมลงสาบเสอื ทพ่ี บประมาณ 240 ชนิดน้ี มี
เพียงด้วงงวง A. brunneonigrum หนอนแมลงวนั กินยอด M. eupatoriellae หนอนของ P. pseudoinsulata
และแมลงอีกเพียง 1-2 ชนิดเท่านั้น ท่ีมีการส่งไปใช้ แต่ไม่มีแมลงชนิดใดท่ีจะตัง้ รกรากได้ ยกเว้น P.
pseudoinsulata เท่านนั้ ในช่วงค.ศ. 1970 มกี ารส่งดว้ งงวง A. brunneonigrum เขา้ ไปในซาบาห์ มาเลเซยี และ
ไนจเี รยี แต่ไมส่ ามารถตงั้ รกรากได้ หรอื แมแ้ ต่ P. pseudoinsulata
ในการวเิ คราะหค์ วามคุม้ ทุน จะเหน็ ไดว้ ่าจากแมลง 240 ชนิด (Cruttwell, 1974) นามาใช้ทดสอบ
ไดไ้ ม่เกนิ 5 ชนิด หรอื เพยี งประมาณ 2% และ ทพ่ี อจะใช้ไดเ้ พยี ง 1 ชนิด จาก 240 ชนิด หรอื น้อยกว่า 0.5%
เท่านนั้ สว่ นใหญ่ทเ่ี หลอื อยทู่ งั้ หมดกลายเป็น “แมลงขยะ” (trash insects) ทาใหด้ รู าวกบั วา่ มกี ารสารวจรวบรวม
ไดแ้ มลงเป็นจานวนมาก คุม้ กบั ทนุ ทไ่ี ดร้ บั เท่านนั้ นอกจากนนั้ ในการทดสอบความเฉพาะเจาะจงของพชื อาหาร
ของแมลงแต่ละชนิด 5 ชนิด จะโดยวธิ ที ดสอบท่มี ที างเลอื ก (Choice test) หรอื วธิ ที ดสอบท่ไี ม่มที างเลอื ก (No
choice test) ในกรณีของ P. pseudoinsulata มกี ารนาพชื ชนิดต่าง ๆ รวม 95 ชนิด มาใชใ้ นการทดสอบ เพ่อื ให้
ได้ข้อมูลว่ามพี ืชรวม 85 ชนิด ท่ีหนอนไม่กินเลย มพี ืช 9 ชนิด ท่ีหนอนแทะเล็มเล็กน้อย แต่ไม่สามารถ
เจริญเติบโตจนถึงระยะตัวเต็มวัยได้ และมีพืชเพียงชนิดเดียว ท่ีมหี นอนเพียงตัวเดียวเท่านัน้ ท่ีกิน และ
เจรญิ เตบิ โตจนถงึ ระยะตวั เตม็ วยั ได้คอื carrot หรอื ผกั กาดแดง Daucus carota [subsp. sativus] (Apiaceae)
(Muniappan, 1988) คาถามท่ตี ามมาคอื ได้ใชเ้ วลานานเท่าใด มคี ่าใช้จ่ายเท่าไร และใชแ้ รงงาน ฯลฯ เท่าไร
และคุม้ ค่าทางเศรษฐกจิ หรอื ไม่ กบั การใชส้ ามญั สานึกทอ่ี าจจะเลอื กพชื ทดสอบซง่ึ อาจมไี ม่มากกวา่ 10 ชนิด จะ
ดกี ว่าหรอื ไม่ (บรรพต ณ ป้อมเพชร, pers. com.)
300
Chacko & Uma Narasimham (1988) แห่ง CAB International Institute of Biological Control,
Bangalore, India รายงานว่า P. pseudoinsulata สายพนั ธุต์ รนิ ิแดด (Trinidad strain) ส่วนทส่ี ่งเขา้ ไปในกาน่า
อนิ เดยี และศรลี งั กาเม่อื ค.ศ. 1973 ไม่สามารถตงั้ รกรากได้ใกาน่าและอินเดยี แต่ส่วนท่สี ่งเขา้ ไปในศรลี งั กา
สามารถตงั้ รกรากไดด้ แี ละเรยี กเป็นสายพนั ธุศ์ รลี งั กา (Sri Lanka strain) และเม่อื ค.ศ. 1984 มกี ารส่งสายพนั ธุ์
ศรลี งั กากลบั เขา้ มาในอนิ เดยี ซง่ึ คราวน้ีปรากฏว่าตงั้ รกรากได้ดี เรยี กเป็นสายพนั ธุ์อนิ เดยี (India strain) และ
เมอ่ื ค.ศ. 1985 มกี ารส่งสายพนั ธุอ์ นิ เดยี น้ี เขา้ ไปปลดปลอ่ ย ตงั้ รกราก และแพรก่ ระจายไดด้ ใี นเกาะกวม และสง่
ใหป้ ระเทศต่าง ๆ นาไปใช้ ซง่ึ มกี ารนาสายพนั ธุน์ ้ีเขา้ มาในประเทศไทยและมาเรยี นาเหนือ และปาลาวเม่อื ค.ศ.
1986 เวยี ดนามเม่อื ค.ศ. 1988 แอฟรกิ าใต้เม่อื ค.ศ. 1989 และอนิ โดนีเซยี เม่อื ค.ศ. 1991 ซ่งึ ไม่สามารถตงั้
รกรากไดใ้ นประเทศไทย เวยี ดนาม และแอฟรกิ าใต้ ส่วนในอนิ โดนีเซยี ตงั้ รกรากไดบ้ นเกาะสุมาตราเท่านนั้ แต่
ไมส่ ามารถตงั้ รกรากไดบ้ นเกาะชวาและตมิ อรต์ ะวนั ตก (Julien & Griffiths, 1998) หรอื อกี นยั หน่งึ สายพนั ธุข์ อง
P. pseudoinsulata มเี พยี งสายพนั ธุเ์ ดยี วเทา่ นนั้ ทใ่ี ชก้ นั อยู่ ทงั้ ทไ่ี ดผ้ ลบา้ งหรอื ไมไ่ ดผ้ ลบา้ งในประเทศต่าง ๆ คอื
สายพนั ธุ์ตรินิแดด ส่วน P. pseudoinsulata ท่ีเรียกเป็นสายพนั ธุ์เวเนซุเอลา (Venezuela strain) ไม่มกี าร
นาไปใชแ้ ต่อย่างใด และการเรยี กเป็นสายพนั ธุต์ ่าง ๆ นัน้ เป็นการแบ่งประเภทเพ่อื ความสะดวก แต่มใิ ช่สาย
พนั ธุท์ างชวี วทิ ยาทแ่ี ทจ้ รงิ แต่อยา่ งใดทงั้ สน้ิ
ต่อมา ACIAR (Australian Center for International Agricultural Research ประเทศออสเตรเลยี
ใหท้ ุนสนบั สนุนโครงการควบคุมสาบเสอื โดยชวี วธิ ใี นอนิ โดนีเซยี ปาปัวนวิ กนิ ี และ ฟิลปิ ปินส์ ภายใตโ้ ครงการน้ี
มีก า ร น า แ ม ล ง วัน ท า ป ม chromolaena gall fly, Cecidochares ( Procecidochares) connexa ( Diptera:
Tephritidae) เขา้ มาในอนิ โดนีเซยี จากโคลมั เบยี เมอ่ื ค.ศ. 1993 (Tjitrosemito, 1999, 2002) ปลดปล่อยครงั้ แรก
เม่อื ค.ศ. 1995 ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา สามารถตงั้ รกรากไดด้ แี ละรวดเรว็ และการปลดปล่อยในเกาะ
ชวาดา้ นตะวนั ตก เม่อื ปลายค.ศ. 1995 พบว่าสามารถตงั้ รกรากได้เม่อื ค.ศ. 1997 และมกี ารนา C. connexa
จากเกาะสุมาตราเขา้ ไปในฟิลปิ ปินส์ และเกาะกวม เม่อื ค.ศ. 1998 และจากเกาะกวมเขา้ ไปในปาลาวเม่อื ค.ศ.
1999 (Aterrado & Bachiller, 2002; Desmier de Chenon et al. , 2002a; Muniappan & Bamba, 2002) ใน
ปัจจบุ นั แมลงวนั ทาปม C. connexa ถอื วา่ เป็นตวั กระทาการควบคุมสาบเสอื ทด่ี ที ส่ี ุดโดย Agricultural Research
Council - Plant Protection Research Institute (ARC -PPRI) ในแอฟรกิ าใต้
301
นอกจากการนา P. pseudoinsulata และ C. connexa เข้าไปในอินโดนีเซียเม่อื ค.ศ. 1991 และ
1993 ตามลาดับแล้ว Desmier de Chenon et al. (2002a, b) รายงานว่า Indonesian Oil Palm Research
Institute (IOPRI) ท่ี Marihat Research Center ในสุมาตราเหนือ ได้นาหนอนผีเส้อื กินใบสาบเสอื Actinote
anteas (Lepidoptera: Nymphalidae) (ภาพท่ี 8.4) เขา้ มาจากคอสตารกิ า ผ่านแอฟรกิ าใต้เม่อื ค.ศ. 1996 และ
หลงั จากการปลดปล่อยแลว้ สามารถตงั้ รกรากไดใ้ นเกาะสุมาตรา
การนา A. anteas จากอเมริกากลางและอเมรกิ าใต้ เริม่ ต้นในทศวรรษ 1900s ในแอฟริกาใต้
ในขณะทอ่ี นุกรมวธิ านของ Actinote spp. ยงั ไม่ลงตวั จนถงึ ปัจจุบนั Cruttwell (1974) บนั ทกึ ว่า A. anteas ใน
ตรนิ ิแดดมกี ารแพร่กระจายทางภูมศิ าสตรใ์ นเวเนซุเอลาและคอสตารกิ า Actinote anteas (= A. thalia anteas)
จะพบในแถบเมก็ ซโิ ก คอสตารกิ า ฮอนดูรสั กวั เตมาลา ปานามา เวเนซุเอลา และโคลมั เบยี ส่วน Actinote
thalia pyrrha (= A. pyrrha pyrrha) จะพบในบราซลิ ใน Espirito Santo, Minas Gerais, Paraná, Rio Grando
do Sul, Rio de Janeiro, Santa Catarina และ São Paulo และในอารเ์ จนตนิ า
มกี ารนา A. anteas (= A. thalia anteas) จากคอสตารกิ าเขา้ ไปในแอฟรกิ าใต้ในทศวรรษ 1900s
แต่ไม่สามารถรกั ษาสง่ิ เพาะเล้ียง (culture) ได้ระหว่างการทดสอบในเรือนกักกัน เช่นเดียวกันกับการนา
A. anteas จากโคลมั เบยี เข้าไปในเกาะสุมาตราเม่อื ค.ศ. 1996 ก็ไม่สามารถรกั ษาส่งิ เพาะเล้ยี งไว้ได้ ในปี
เดียวกัน มีการนา A. thalia pyrrha จากบราซิล เข้าไปทดสอบในแอฟรกิ าใต้ และพบว่านอกจากสาบเสอื
A. thalia pyrrha สามารถลงทาลายขไ้ี ก่ย่านชนิดพน้ื เมอื ง Mikania carpensis และ M. natalensis ดว้ ย จงึ ไม่มี
การปลดปล่อยในแอฟรกิ าใต้ แต่จดั สง่ สง่ิ เพาะเลย้ี งต่อใหอ้ นิ โดนเี ซยี เพอ่ื นาไปใชค้ วบคุมขไ้ี ก่ยา่ น M. micrantha
ซง่ึ เป็นปัญหารนุ แรง และพรอ้ มกนั ไป A. thalia thalia ทน่ี าเขา้ ไปจากเวเนซุเอลาเขา้ ไปในแอฟรกิ าใต้ ซง่ึ มกี าร
จาแนกในขณะนนั้ ชนิดทถ่ี ูกตอ้ งน่าจะเป็น A. anteas ไมส่ ามารถนาไปปลดปล่อยได้ จงึ ส่งต่อใหอ้ นิ โดนีเซยี อกี
ดว้ ยเชน่ กนั
ในการปลดปล่อยทงั้ A. thalia pyrrha และ A. anteas บนเกาะสุมาตรา พบว่า A. thalia pyrrha
แพร่กระจายได้ดแี ละกว้างขวาง แต่ A. anteas แพร่กระจายไม่กว้างขวางเท่าใดนัก มกี ารนา A. thalia pyrrha
เขา้ ไปในประเทศจนี เพ่อื ควบคุมขไ้ี ก่ย่าน M. micrantha แต่ไมพ่ บว่าสามารถตงั้ รกรากได้ เช่นเดยี วกนั กบั การ
นาเขา้ ไปใชใ้ นในฟิจิ และมกี ารขออนุญาตนาเขา้ ไปทดสอบในปาปัวนิวกนิ ี เพ่อื ควบคุมขไ้ี ก่ย่าน M. micrantha
(Day, 2015)
302
ภาพท่ี 8.4 ผเี สอ้ื ตวั เตม็ วยั หนอน และดกั แด้ ของ Actinote anteas
ในภาพรวมของการดาเนินการควบคุมสาบเสอื โดยชวี วธิ โี ดยการใชแ้ มลงและไรเป็นตวั กระทาการ
ควบคุม ตงั้ แต่ต้นทศวรรษ 1970s ตามท่ี Cruttwell (1974) ทารายการช่อื ของแมลง 240 ชนิด ท่พี บบนต้น
สาบเสอื จนถงึ ปัจจุบนั หรอื ประมาณ 50 ปีมาแลว้ ARC (2014) ประเทศแอฟรกิ าใต้ สรุปว่ามแี มลง 5 ชนิด และ
ไร 1 ชนิด รวมทงั้ หมดเพยี ง 6 ชนิด เท่านนั้ ทน่ี าไปจากแหล่งกาเนิดในอเมรกิ าใต้ เขา้ ไปใชใ้ นประเทศต่าง ๆ
ในแอฟรกิ า และเอเชยี ทส่ี ามารถตงั้ รกรากได้ คอื
1. หนอนผีเส้ือเสือ tiger moth กินใบ Pareuchaetes pseudoinsulata (Lepidoptera: Arctiidae)
จากทรินิแดดเม่ือ ค.ศ. 1970-1990 เข้าไปในแอฟริกาและเอเชีย นาเข้ามาปลดปล่อยแต่ไม่
สามารถตงั้ รกรากไดใ้ นประเทศไทย
2. แมลงวันทาปม chromolaena gall fly, Cecidochares connexa (Diptera: Tephritidae) จาก
โคลมั เบยี เมอ่ื ค.ศ. 1995 เขา้ ไปทเ่ี กาะสุมาตรา ประเทศอนิ โดนเี ซยี นาเขา้ มาปลดปลอ่ ย แต่ไม่
สามารถตงั้ รกรากไดใ้ นประเทศไทย
3. หนอนกนิ ใบ Actinote thalia pyrrha และ Actinote anteas (Lepidoptera: Nymphalidae) จาก
อเมรกิ าใต้เม่อื ค.ศ. 1996 เขา้ ไปทแ่ี อฟรกิ าใต้ ไม่มกี ารปลดปล่อยในแอฟรกิ าใต้ จงึ ส่งต่อไปให้
อนิ โดนเี ซยี แต่ยงั ไมม่ กี ารนาเขา้ มาในประเทศไทย
303
4. ไรกามะหยห่ี รอื ไรสข่ี ากนิ ใบ Acalitus adoratus (Acari: Eriophyidae) จากทรนิ ิแดด ไม่ทราบว่า
เม่อื ไร เข้าไปมาเลเซยี โดยบงั เอิญ พบทวั่ ไปในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ ระบาดเข้ามาทาง
ภาคใต้ของประเทศไทยจากมาเลเซยี ตงั้ แต่เม่อื พ.ศ. 2528 ในปัจจุบนั พบว่ามกี ารระบาดอยู่
ทวั่ ไปในทกุ ภาคของประเทศไทย
5. หนอนแมลงวนั กนิ ยอดและใบอ่อน Calycomyza eupatorivora (Diptera: Agromyzidae) จากจา
ไมกาเมอ่ื ค.ศ. 2003 เขา้ ไปในแอฟรกิ าใต้ แต่ไมม่ กี ารนาเขา้ มาในประเทศไทย และ
6. หนอนผีเส้ือเสือ tiger moth กินใบ Pareuchaetes insulata (Lepidoptera: Arctiidae) จาก
ฟลอรดิ าเมอ่ื ค.ศ. 2001 เขา้ ไปในแอฟรกิ าใต้ แต่ไมม่ กี ารนาเขา้ มาในประเทศไทย
การควบคมุ สาบเสือโดยชีววิธีในประเทศไทย
โครงการการควบคุมสาบเสอื โดยชวี วธิ ใี นประเทศไทย มกี ารรเิ รมิ่ มาตงั้ แต่พ.ศ. 2518 โดยการ
สารวจและการประเมนิ ผลแมลงศตั รธู รรมชาตใิ นทอ้ งถน่ิ ทอ่ี าจมศี กั ยภาพในการทจ่ี ะนามาใชเ้ ป็นตวั กระทาการ
ควบคุมในภาคกลางและภาคเหนือของประเทศไทย ร่วมกับ Dr. R.A. Syed แห่ง CIBC Station, Sabah,
Malaysia ในการน้ีพบว่ามีไรกามะหย่ี Acalitus adoratus (Acari: Eriophyidae) ทาให้ยอดอ่อนและใบต้น
สาบเสือหงิกงอผิดปกติ (ภาพท่ี 8.5) และ เพล้ียอ่อน Aphis craccivora, A. gossypii และ A. spiraecola
(Hemiptera: Aphididae) (ภาพท่ี 8.6) ซง่ึ พบว่ามกี ารลงทาความเสยี หายบนยอดและใบอ่อนของตน้ สาบเสอื อยู่
ทวั่ ไป มถี น่ิ เดมิ อย่ใู นทรนิ ิแดด พบว่ามกี ารนาเขา้ ไปมาเลเซยี โดยบงั เอญิ และไมท่ ราบว่าตงั้ แต่เมอ่ื ไร มกี ารเรมิ่
ระบาดเขา้ มาทางภาคใต้ของประเทศไทยจากมาเลเซยี ตงั้ แต่เม่อื พ.ศ. 2528 ในปัจจบุ นั พบว่ามกี ารระบาดอยู่
ทวั่ ไปในทกุ ภาคของประเทศไทย และในการประเมนิ ในเบอ้ื งตน้ พบว่าาไม่มปี ระสทิ ธภิ าพในการควบคุมสาบเสอื
เท่าใดนกั เชน่ เดยี วกบั เพลย้ี อ่อนชนดิ ต่าง ๆ ทพ่ี บบนใบตน้ สาบเสอื
304
ภาพท่ี 8.5 ไรกามะหยก่ี นิ ใบ Acalitus adoratus ซง่ึ ทาความเสยี หายใหแ้ ก่สาบเสอื
ในจงั หวดั เชยี งใหม่
ภาพที่ 8.6 เพลย้ี อ่อน Aphis sp. ซง่ึ ทาความเสยี หายใหแ้ ก่สาบเสอื ใน จ.เชยี งใหม่
305
นอกจากนัน้ พบหนอนด้วงงวงทาปมลาต้นผกั ขมหนาม Hypolixus truncatulus (Coleoptera:
Curculionidae) (ภาพท่ี 8.7) ทาปมบนต้นสาบเสอื ดว้ ย ทบ่ี รเิ วณสองฝัง่ สะพานขา้ มแม่น้าแคว จ.กาญจนบุรี ทม่ี ี
ผกั ขมหนามถูก H. truncatulus ลงทาลายอยู่ ซ่งึ จะคลา้ ยกนั กบั ดว้ งงวงเจาะลาต้นสาบเสอื Lixus aemulus ใน
บราซิล ท่ีมีการนาเข้าไปทดสอบในแอฟริกาใต้ แต่ถึงแม้ว่าการทาลายจะสูงกว่า 60 เปอร์เซ็นต์
ในหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารเมอ่ื ปลดปลอ่ ยไปแลว้ กลบั ไมส่ ามารถตงั้ รกรากได้ (Kluge & Zachariades, 2006)
ภาพท่ี 8.7 ดว้ งงวงทาปมลาตน้ หนามผกั โขมหนาม Hypolixus truncatulus
ส่วนการควบคุมสาบเสอื โดยชวี วธิ แี บบคลาสสกิ ในประเทศไทย มกี ารรเิ รมิ่ มาตงั้ แต่ พ.ศ. 2520
และแมลงศตั รธู รรมชาตขิ องสาบเสอื จากแหลง่ ดงั้ เดมิ ทน่ี าเขา้ มาใชใ้ นประเทศไทย มเี พยี ง 3 ชนิดเท่านนั้ คอื
1. แมลงวนั เจาะยอด Melanagromyza eupatoriella (Diptera: Agromyzidae)
2. ผเี สอ้ื tiger moth, Pareuchaetes pseudoinsulata (Lepidoptera: Arctiidae)
3. แมลงวนั ทาปม chromolaena gall fly, Cecidochares connexa (Diptera: Tephritidae)
306
8.2.1 แมลงวนั เจาะยอดสาบเสือ (Shoot-tip borer, Melanagromyza eupatoriella)
ในช่วงพ.ศ. 2521 บรรพต ณ ป้อมเพชร (pers. com.) ในการเดนิ ทางไปดูงานการควบคุมศตั รพู ชื
โดยชวี วธิ ีท่เี มอื ง Curepe ประเทศทรินิแดดและโตเบโก พบว่ายอดต้นสาบเสือมหี นอนแมลงวันเจาะยอด
Melanagromyza eupatoriella (Diptera: Agromyzidae) (ภาพท่ี 8.8) ลงทาลาย จงึ เกบ็ รวบรวมยอดต้นสาบเสอื
ทม่ี หี นอนลงทาลายจานวนหน่ึง นากลบั เขา้ มาในประเทศไทยดว้ ย เพ่อื การทดสอบและเพาะเล้ยี งเพมิ่ ปรมิ าณ
ในห้องปฏิบัติการกักกัน (quarantine laboratory) ของศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีววินทรีย์แห่งชาติ
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ บางเขน และทาการปลดปล่อยท่บี รเิ วณวนอุทยานพระแท่นดงรงั อ.ท่ามะกา จ.
กาญจนบุรเี ม่อื พ.ศ. 2530 กบั พบว่าสามารถตงั้ รกรากได้ แต่ไม่มผี ลในการควบคุมสาบเสอื แต่อย่างใด และ
ขณะน้ยี งั พบประปรายอย่ทู วั่ ไป
ภาพที่ 8.8 แมลงวนั เจาะยอด shoot-tip borer, Melanagromyza eupatoriella
307
8.2.2 ผเี สื้อเสือ (Tiger moth, Pareuchaetes pseudoinsulata)
โดยการร่วมมือกับ Dr. Rangaswamy Muniappan แห่ง University of Guam, Mangilao, Guam
มกี ารนาผเี ส้อื เสอื Pareuchaetes. pseudoinsulata (ภาพท่ี 8.9) ซ่งึ มตี ้นกาเนิดจากทรนิ ิแดดตงั้ แต่เม่อื พ.ศ.
2513 ผ่านอินเดยี ผ่านศรลี งั กา และ ผ่านอินเดยี เขา้ ไปในเกาะกวมเม่อื พ.ศ. 2528 นาเขา้ มาทดสอบความ
ปลอดภยั ในเรอื นกกั กนั เมอ่ื เดอื นมนี าคม พฤษภาคม และ พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2529 และมกี ารนาเขา้ มาเพมิ่ เตมิ
อกี เม่อื เดอื นกรกฎาคม และ พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2530 และเม่อื เดอื นพฤษภาคม และ กรกฎาคม พ.ศ. 2531
เพาะเล้ยี งเพมิ่ ปรมิ าณได้ดใี นโรงเลย้ี งแมลง (Napompeth et al., 1988) ปลดปล่อยในภาคสนาม ตงั้ แต่เดอื น
กุมภาพนั ธ์ 2530 ถงึ ตุลาคม 2531 ในภาคกลางทจ่ี ุดปลดปล่อย 6 จดุ ในอุทยานแห่งชาตเิ ขาใหญ่ และ กม. 7
ถนนปราจนี บุร-ี เขาใหญ่ และในภาคเหนือใน จ.เชยี งใหม่ ท่ี กม. 1, 50 และ 86 ทางหลวงเชยี งใหม่-พรา้ ว และ
บริเวณหน้าถ้าดอยเชียงดาว อ.เชียงดาว ในสวนลาใยท่ีบ้านปงตา ต.บ้านท่า กิ่ง อ. ไชยปราการ และ
เชงิ สะพานขา้ มแมน่ ้ากก อ.ท่าตอน จ.เชยี งราย (Napompeth & Winotai, 1991) แต่ไมพ่ บวา่ มกี ารตงั้ รกรากได้
ภาพท่ี 8.9 ผเี สอ้ื เสอื tiger moth, Pareuchaetes pseudoinsulata
308
นอกจากนนั้ ทาการปลดปล่อยรว่ มกบั Dr. R. Muniappan ณ จดุ ปลดปล่อยในพน้ื ทต่ี ่าง ๆ เพม่ิ เตมิ
อกี แต่ไมพ่ บว่ามกี ารตงั้ รกรากไดเ้ ชน่ กนั ท่ี
1. วนอุทยานพระแท่นดงรงั อ.ทา่ มะกา จ.กาญจนบุรี และ บรเิ วณสะพานขา้ แม่น้าแคว อ.เมอื ง จ.
กาญจนบรุ ี ในภาคตะวนั ตก
2. ทางหลวงเชงิ ดอยสุเทพ อุทยานแห่งชาตดิ อยสุเทพ-ปยุ ทางแยกทางหลวงเชยี งใหม่-พรา้ ว อ.
เมอื ง จ.เชยี งใหม่ ในบรเิ วณมหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้ อ.สนั ทราย จ.เชยี งใหม่ และ บรเิ วณทางเขา้ วดั
ดอยแมป่ ัง๋ อ.พรา้ ว จ.เชยี งใหม่ ในภาคเหนือ
3. สวนรกุ ขชาตมิ วกเหลก็ วนอุทยานมวกเหลก็ อุทยานแหง่ ชาตนิ ้าตกเจด็ สาวน้อย อ.มวกเหลก็ จ.
สระบุรี บรเิ วณหลงั เขาในฟารม์ สุวรรณ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ พน้ื ทฝ่ี ัง่ ตรงขา้ มฟารม์ โชค
ชยั อ.ปากชอ่ ง จ.นครราชสมี า และหลายจดุ ปลดปลอ่ ยในอุทยานแห่งชาตเิ ขาใหญ่ ทเ่ี คยไปร่วม
สารวจแมลงสาบเสอื กบั Dr. David J. Greathead และ Dr. Matthew J. W. Cock แห่ง CIBC
Headquarters ประเทศองั กฤษ
รวมทงั้ การนาเข้าไปทดสอบและปลดปล่อยในเวยี ดนามท่ี Cotton Research and Experiment
Station, Nha Ho, Phan Rang-Tap Cham เม่อื พ.ศ. 2532 ซ่งึ สามารถเพาะเล้ยี งเพมิ่ ปรมิ าณได้ดพี อสมควร
แต่หลงั การปลดปล่อยหลายจุดบนสองฝัง่ ของทางหลวงจากเมอื งฟันรงั (Phan Rang) ข้นี ไปถึงเมอื งดาลตั
(Da Lat) และ หลายจุดในบริเวณอ่าวกัมรานห์ (Camranh Bay) เมืองยาจงั (Nha Trang) และเมืองดานัง
(Da Nang) ไมพ่ บวา่ มกี ารตงั้ รกรากไดด้ ว้ ยเช่นกนั (Nguyen Thi Hai, pers. com.)
ต่อมาเม่อื พ.ศ. 2531 ศูนยว์ จิ ยั ควบคุมศตั รพู ชื โดยชวี นิ ทรยี แ์ ห่งชาติ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
ร่วมกับ Dr. R. Muniappan แห่ง Guam Agricultural Experiment Station, University of Guam จัดประชุม
First International Workshop on Biological Control of Chromolaena odorata ในกรุงเทพฯ ระหว่างวนั ท่ี 29
กุมภาพนั ธ์ - 4 มนี าคม พ.ศ. 2531 ซง่ึ มวี ตั ถุประสงคห์ ลกั เพ่อื รเิ รม่ิ ใหม้ กี ารรว่ มมอื ระหว่างประเทศ ในการวจิ ยั
และพฒั นาการควบคุมสาบเสอื โดยชวี วธิ ี มผี เู้ ชย่ี วชาญดาเนินการควบคุมสาบเสอื โดยชวี วธิ จี ากประเทศต่าง ๆ
เข้าร่วมประชุมด้วย เช่น Dr. Rachel E. Cruttwell McFadyen จาก Queensland Department of Lands
ออสเตรเลยี Dr. R. Desmier de Chenon จาก CIRAD (Center de Coopération International en Recherche
Agronomique pour le Développement) ห รื อ French Agricultural Research Centre for International
Development และ IRD (Institut de Recherche pour le Développement) ประเทศฝรงั่ เศส Dr. M.J. Chacko
จาก CIBC Indian Station, Bangalore อินเดยี Dr. Stefan Neser จาก Plant Protection Research Institute,
Agricultural Research Council, Pretoria แอฟรกิ าใต้ นอกจากอาจารย์และนักวชิ าการจากประเทศไทยและ
เวยี ดนาม และในการประชุมฯ ครงั้ น้ี มกี ารสาธติ การปลดปล่อยหนอนผเี ส้อื เสอื P. pseudoinsulata ท่ฟี ารม์
309
สุวรรณ อ.ปากช่อง จ.นครราชสมี า และบนอุทยานแห่งชาตเิ ขาใหญ่ดว้ ย และผลทไ่ี ดร้ บั สบื เน่อื งจากการประชุม
ฯ คอื
1. การประชุม First International Workshop on Biological Control of Chromolaena odorata มี
การให้คาแนะนาว่าควรมกี ารตงั้ กลุ่มคณะทางานฯ (Working Group – WG) ข้นึ มาภายใต้
International Organization for Biological Control of Noxious Animals and Plants (IOBC)
2. การประชมุ ฯ ครงั้ ท่ี 2 ท่ี SEAMEO BIOTROP Southeast Asian Regional Center for Tropical
Biology เมอื ง Bogor ประเทศอนิ โดนเี ซยี ระหวา่ งวนั ท่ี 4-8 กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2534
3. การประชุมครงั้ ท่ี 3 ท่เี มอื ง Abidjan ประเทศ Côte d’Ivoire ระหว่างวนั ท่ี 15-19 พฤศจกิ ายน
พ.ศ. 2536 มกี ารตงั้ IOBC Global Chromolaena odorata Working Group
4. การประชุมครงั้ ท่ี 4 ทเ่ี มอื ง Bangalore ประเทศอนิ เดยี ระหว่างวนั ท่ี 14-18 ตุลาคม พ.ศ. 2539
5. การประชุมครงั้ ท่ี 5 ทเ่ี มอื ง Durban, South Africa ระหวา่ งวนั ท่ี 23-25 ตุลาคม พ.ศ. 2543 ใหม้ ี
การเปลย่ี นช่อื ของการประชุมในอนาคตเป็น “International Workshop on Biological Control
and Management of Chromolaena” และ มกี ารยอมรบั ให้ใช้ “chromolaena” เป็นช่อื สามญั
ของสาบเสอื
6. การประชุมครงั้ ท่ี 6 ท่เี มอื ง Cairns, Australia ระหว่างวนั ท่ี 6-9 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 ให้มี
การขยายและมงุ่ เน้นการประชุมใหร้ วมพชื สกุลต่าง ๆ ในเผา่ (tribe) Eupatorieae ทร่ี กุ ราน เช่น
Ageratina adenophora, A. riparia, Mikania micrantha etc. เขา้ ไปด้วย กบั ตงั้ ช่อื คณะทางาน
เป็น “IOBC Working Group on Biological Control and Management of Eupatorieae Weeds”
7. การประชุมครงั้ ท่ี 7 ทเ่ี มอื ง Pingtung, Taiwan ระหว่างวนั ท่ี 12-15 กนั ยายน พ.ศ. 2549 2007
เปล่ียนช่ือการประชุมเป็ น Seventh International Workshop on Biological Control and
Management of Chromolaena odorata and Mikania micrantha
8. การประชุมครงั้ ท่ี 8 ทเ่ี มอื ง Nairobi, Kenya ระหว่างวนั ท่ี 1-2 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2553 เปลย่ี น
ช่ือการประชุมเป็น Eight International Workshop on Biological Control and Management
of Chromolaena odorata and other Eupatorieae
9. การประชุมครงั้ ท่ี 9 ท่กี รุง Kuala Lumpur, Malaysia ระหว่างวนั ท่ี 12-22 มนี าคม พ.ศ. 2562
เ ป ล่ี ย น ช่ื อ ก า ร ป ร ะ ชุ ม เ ป็ น 9th International Workshop on Biological Control and
Management of Eupatorieae and other Invasive Weeds ซ่ึงเป็นการประชุมฯครงั้ ท่ีล่าสุด
ของการประชุมฯครัง้ แรกสุด ท่ีจัดโดยศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ Guam Agricultural Experiment Station, University of
Guam เมอ่ื พ.ศ. 2531 ทก่ี รงุ เทพฯ
310
8.2.3 แมลงวนั ทาปมสาบเสือ (Chromolaena gall fly, Cecidochares connexa)
ช่อื วทิ ยาศาสตรข์ องแมลงวนั ทาปมสาบเสอื ก่อน พ.ศ. 2555 ถูกจดั อยใู่ นสกุล Procecidochares
คอื Procecidochares connexa เช่นเดยี วกนั กบั แมลงวนั ทาปมสาบหมา Procecidochares utilis แต่หลงั จากนนั้
ถูกยา้ ยให้มาอย่ใู นสกุล Cecidochares เป็น Cecidochares connexa ส่วน Procecidochares utilis ยงั คงอย่ใู น
สกุลเดมิ ทงั้ น้งี านอนุกรมวธิ านของแมลงวนั ในสองสกุลน้ียงั ไมเ่ ป็นทเ่ี ด่นชดั นกั
จากการใช้แมลงเป็นตวั กระทาการควบคุมสาบเสอื โดยชวี วธิ ใี นหลายประเทศ ทงั้ ในเอเชยี และ
แอฟรกิ าตงั้ แต่ประมาณพ.ศ. 2513 เป็นตนั มาจนถงึ ปัจจุบนั แมลงวนั ทาปม C. connexa (ภาพท่ี 8.10) ถอื ว่า
เป็นตวั กระทาการควบคุมสาบเสอื โดยชวี วธิ ที ่ดี ที ่สี ุดโดย Agricultural Research Council - Plant Protection
Research Institute (ARC-PPRI) ในแอฟรกิ าใต้ ทงั้ ๆ ทเ่ี พงิ่ จะมกี ารนาเขา้ มาจากโคลมั เบยี เมอ่ื ค.ศ. 1993 เขา้
ไปทส่ี มุ าตราตอนเหนอื ประเทศอนิ โดนีเซยี ปลดปลอ่ ยและตงั้ รกรากไดเ้ มอ่ื ค.ศ. 1995
ภาพที่ 8.10 แมลงวนั ทาปมสาบเสอื chromolaena gall fly, Cecidochares connexa
เม่อื ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544) มกี ารนา C. connexa เขา้ มาในประเทศไทย 3 ครงั้ ครงั้ แรกเมอ่ื เดอื น
เมษายน พ.ศ. 2544 จากเกาะกวม (ดงั้ เดมิ จากโคลมั เบยี ผ่านอนิ โดนเี ซยี ไปทเ่ี กาะกวม) โดยความเออ้ื เฟ้ือของ
Dr. R. Muniaapan แห่ง University of Guamประกอบดว้ ยตวั เตม็ วยั 47 ตวั เป็นตวั เมยี 31 ตวั และตวั ผู้ 16 ตวั
ทาการเพาะเล้ยี งเพมิ่ เติม นาไปปลดปล่อย แต่ไม่พบว่ามกี ารตงั้ รกรากได้ ต้องนาเขา้ มาใหม่จากอินโดนีเซยี
(ดงั้ เดมิ จากโคลมั เบยี ผ่านอนิ โดนีเซยี ) โดยความเอ้อื เฟ้ือของ Dr. Soekisman Tjitrosemito แห่ง BIOTROP,
Bogor อกี สองครงั้ เมอ่ื เดอื นตุลาคม และ พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2544 จานวน 100 และ 250 ปม ตามลาดบั ทาการ
ปลดปล่อยเมอ่ื พ.ศ. 2545 และเช่นเดยี วกนั ไม่พบว่ามกี ารตงั้ รกราก ทงั้ น้ีอาจจะเป็นเพราะว่าไม่มกี ารเพาะเลย้ี ง
และปลดปล่อยเพมิ่ เตมิ (บรรพต ณ ป้อมเพชร, pers. com.)
311
แต่ท่ี Winston et al. (2014) รายงานว่ามกี ารปลดปล่อย C. connexa ทน่ี าเขา้ มาจากปาปัวนิวกนิ ี
(ดงั้ เดมิ จากโคลมั เบยี ผ่านอนิ โดนีเซยี และผ่านฟิลปิ ปินส์ ไปท่ีปาปัวนิวกนิ ี) เขา้ มาในประเทศไทยเม่อื พ.ศ.
2545 และไมพ่ บว่ามกี ารตงั้ รกรากได้ เป็นขอ้ มลู ทไ่ี มถ่ กู ตอ้ ง และรายงานในส่วนทร่ี ะบุว่ามกี ารปลดปลอ่ ยอกี เม่อื
พ.ศ. 2552 โดยมกี ารนาเขา้ มาจากปาปัวนิวกนิ ี (ดงั้ เดมิ จากโคลมั เบยี ผ่านอนิ โดนีเซยี และผ่านฟิลปิ ปินส์ ไปท่ี
ปาปัวนิวกนิ ี) และไม่พบว่ามกี ารตงั้ รกรากได้นัน้ ไม่พบว่ามรี ายละเอยี ดของการนาเขา้ มา การปลดปล่อย หรอื
การตงั้ รกรากแต่อยา่ งใด แต่สนั นิษฐานว่าอาจเป็นรายงานของ Day & McFadyen (2012) ซง่ึ อาจไมถ่ ูกตอ้ งนัก
นอกจากนนั้ พบแต่เพยี งขอ้ มลู ว่ามกี ารศกึ ษาชวี วทิ ยาและประสทิ ธภิ าพของ C. connexa ในการควบคุมสาบเสอื
โดยชวี วธิ โี ดยปวณี า บชู าเทยี น (2556) เท่านนั้
สถานะปัจจบุ นั ของการควบคมุ สาบเสือโดยชีววิธี
โครงการการควบคุมสาบเสอื โดยชวี วธิ ใี นประเทศไทย ทเ่ี รมิ่ มาตงั้ แต่พ.ศ. 2518 จนถงึ ปัจจบุ นั รวม
เป็นเวลากว่า 40 ปี ประเมนิ ได้อย่างเด่นชดั ว่าไม่ประสบความสาเรจ็ ในการดาเนินการเท่าทค่ี วร แต่ถอื ไดว้ ่า
ประเทศไทยได้รบั ความสาเรจ็ อย่างสูง ทเ่ี ป็นประเทศทเ่ี รมิ่ วางรากฐานของการวจิ ยั และพฒั นางานการควบคุม
สาบเสอื โดยชวี วธิ ี ท่มี กี ารร่วมมอื เป็นระบบในระดบั นานาประเทศอย่างต่อเน่ือง ตงั้ แต่เป็นผู้เรมิ่ จดั ประชุม
วชิ าการ First International Workshop on Biological Control of Chromolaena odorata ในกรงุ เทพฯ ระหว่าง
วันท่ี 29 กุมภาพันธ์ - 4 มีนาคม พ.ศ. 2531 โดยศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ Dr. R. Muniappan แห่ง Guam Agricultural Experiment Station,
University of Guam ซง่ึ มวี ตั ถุประสงคห์ ลกั เพ่อื รเิ รม่ิ ใหม้ กี ารร่วมมอื ระหว่างประเทศ ในการวจิ ยั และพฒั นาการ
ควบคุมสาบเสอื โดยชวี วธิ ี และมกี ารประชุมต่อเน่ืองในประเทศต่าง ๆ ทงั้ ในเอเชยี แอฟรกิ า และ ออสเตรเลยี
ต่อเน่ืองกนั มาเป็นเวลากว่า 30 ปี จนถงึ การประชุมฯ ครงั้ ท่ี 9 ณ กรงุ กวั ลาลมั เปอร์ ประเทศมาเลเซยี ระหว่าง
วนั ท่ี 12-22 มนี าคม พ.ศ. 2562 ทผ่ี า่ นมา
312
สว่ นความสาเรจ็ และความลม้ เหลวของโครงการในประเทศต่าง ๆ กแ็ ตกต่างกนั ไป เช่นการทห่ี นอน
tiger moth P. pseudoinsulata ไมส่ ามารถตงั้ รกรากไดใ้ นประเทศบนพน้ื ทท่ี เ่ี ป็นทวปี (continental area) เพราะ
พน้ื ทเ่ี หล่านัน้ มศี ตั รูธรรมชาตเิ ช่นตวั ห้ามากชนิดลงทาลาย ผดิ กบั การทส่ี ามารถตงั้ รกรากได้ดบี นพ้นื ท่ที ่เี ป็น
เกาะ (insular area) เช่นเกาะกวม และประเทศทเ่ี ป็นเกาะในแถบมหาสมทุ รแปซฟิ ิก ซง่ึ ไม่มศี ตั รธู รรมชาตหิ รอื
ตวั ห้ามากชนิด นอกจากนัน้ อาจเป็นเพราะสาบเสอื มี “รูปแบบชวี ะ” (biotype) ท่แี ตกต่างกนั เช่นรปู แบบชวี ะ
แอฟรกิ า (African biotype) และรูปแบบชวี ะเอเชยี (Asian biotype) แมลงศัตรูธรรมชาติบางชนิดท่ที าลาย
สาบเสอื รปู แบบชวี ะเอเชยี ได้ดี แต่ไม่สามารถทาลายสาบเสอื รปู แบบแอฟรกิ าในแอฟรกิ าใต้ได้ เป็นต้น ส่วน
ปัจจยั อ่ืนเช่นในกรณีของแมลงวันทาปม C. connexa สามารถตัง้ รกรากได้ดีและรวดเร็วในแอฟริกาใต้
อนิ โดนเี ซยี ฟิลปิ ปินส์ ปาปัวนิวกนิ ี และเกาะกวม แต่ไมส่ ามารถตงั้ รกรากไดใ้ นประเทศไทย โดยไมท่ ราบสาเหตุ
ส่วนหนอนกนิ ใบ A. thalia pyrrha กเ็ ป็นกรณที แ่ี ตกต่างออกไปอกี ถงึ จะมปี ระสทิ ธภิ าพสูง แต่ไมส่ ามารถทาการ
ปลดปล่อยได้ในแอฟรกิ าใต้ เพราะสามารถลงทาลาย Mikania spp. ชนิดพน้ื เมอื งในแอฟรกิ า แต่สามารถตงั้
รกรากไดด้ แี ละปลดปล่อยไดใ้ นอนิ โดนีเซยี ซง่ึ นอกจากสาบเสอื แลว้ ยงั สามารถลงทาลายต้นขไ้ี ก่ย่าน Mikania
micrantha ซง่ึ เป็นวชั พชื ต่างถนิ่ ทร่ี ุกรานในประเทศต่าง ๆ ในเอเชยี รวมถงึ ประเทศไทยดว้ ย กบั น่าท่จี ะมกี าร
นาเขา้ มาในประเทศไทยดว้ ยเช่นกนั ซง่ึ ในปัจจบุ นั ไม่มหี น่วยงานใดทจ่ี ะรเิ รม่ิ และดาเนินการเรอ่ื งน้ี ตลอดจนการ
ทจ่ี ะนาแมลงวนั ทาปมสาบเสอื C. connexa เขา้ มาอกี คารบหน่งึ ดว้ ย
313
8.3 นางแย้มป่ า (Honolulu rose, stickbush, Clerodendrum chinense)
มกี ารประเมนิ ว่ามพี ชื ในสกุล Clerodendrum อย่ปู ระมาณ 150-500 ชนิด (Waterhouse, 1993b)
ในประเทศไทย เตม็ สมติ นิ นั ทน์ (2544) รายงานว่ามพี ชื ในสกุล Clerodendrum รวมทงั้ หมด 21 ชนิด แต่ไมร่ ะบุ
ว่าเป็นพชื ชนิดพน้ื เมอื งหรอื พชื ต่างถน่ิ ยกเวน้ แต่เพยี งพวงแก้วแดง C. splendens และ มงั กรคาบแก้ว (bag
flower, bleeding heart) C. thomsoniae จากแอฟรกิ าเท่านัน้ มกี ารตงั้ ช่อื ต้นนมสวรรค์ต้น C. smitinandii ให้
เป็นเกยี รตใิ หอ้ าจารยเ์ ตม็ สมติ นิ นั ทน์ ซง่ึ พบในกมั พชู าและเวยี ดนามดว้ ยโดย H.N. Moldenke นกั อนุกรมวธิ าน
พชื ชาวอเมรกิ นั Clerodendrum บางชนิดเป็นไมป้ ระดบั เช่น นมสวรรค์ C. paniculatum และ Leeratiwong et
al. (2011) รายงานว่ามพี ชื ในสกุล Clerodendrum รวมทงั้ หมด 28 ชนิดในประเทศไทย มเี พยี ง C. lloydianum
ชนิดเดยี วเท่านนั้ ทเ่ี ป็นชนิดพน้ื เมอื ง และมี 7 ชนิด ทม่ี กี ารนาเขา้ มาและเพาะปลกู คอื C. calamitosum L. จาก
อินโดนีเซีย C. chinense var. chinense และ var. simplex จากประเทศจนี C. laevifolium จากอินโดนีเซีย
C. minahassae จากฟิลปิ ปินสแ์ ละอนิ โดนีเซยี C. quadriloculare จากฟิลปิ ปินสแ์ ละนิวกนิ ี C. splendens และ
C. thomsoniae จากแอฟรกิ า นอกจากนนั้ มกี ารแพร่กระจายอย่ใู นประเทศไทยดว้ ย พรอ้ มขอ้ มลู ถนิ่ กาเนิด เขต
แพร่กระจายทวั่ ไปและในประเทศไทย นิเวศวทิ ยา และ กุญแจสาหรบั การจาแนกชนิด (taxonomic key) และ
ภาพประกอบ
นางแย้มป่ า Clerodendrum chinense (ภาพท่ี 8.11) มีช่ือพ้องต่าง ๆ เช่น C. fragrans และ
C. philippinum มชี ่อื สามญั ในภาษาไทยทวั่ ไปคอื นางแยม้ หรอื ป้ิงชอ้ น ป้ิงชะมด ป้ิงสมทุ ร ในภาคเหนือ หรอื
ป้ิงหอม ในภาคกลาง C. chinense มถี นิ่ กาเนิดอย่ใู นประเทศจนี ตอนใต้ในมณฑลกวางสี (Guangxi) และทาง
ตอนเหนือของเวยี ดนาม มกี ารแพรก่ ระจายและปรบั ตวั ตามธรรมชาตอิ ย่ใู นประเทศต่าง ๆ ในเอเชยี ตะวนั ออก
เฉียงใต้ อเมรกิ ากลางและอเมรกิ าใต้ กบั มกี ารเพาะปลูกเป็นไมป้ ระดบั ในแอฟรกิ าใต้ C. chinense ถอื ว่าเป็น
วชั พชื ต่างถนิ่ ทร่ี กุ รานท่รี ุนแรงในประเทศทเ่ี ป็นเกาะในคาบสมุทรแปซฟิ ิกตะวนั ตกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยงิ่
ในฟิจิ อเมรกิ นั ซามวั (American Samoa) ซามวั ตะวนั ตก (Western Samoa) และนีอูเอ (Niue) (Waterhouse,
1993b)
314
ภาพท่ี 8.11 นางแยม้ ป่า Honolulu Rose, Clerodendrum chinense ทม่ี กี ารระบาดในบรเิ วณ
มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้ จ.เชยี งใหม่ และดว้ งนางแยม้ ควบคมุ เป็นผลสาเรจ็
Waterhouse (1993b) รวบรวมขอ้ มลู โดยละเอยี ดทเ่ี กย่ี วกบั ตน้ นางแยม้ การแพรก่ ระจาย และศตั รู
ธรรมชาติ เพอ่ื ประเมนิ ความเป็นไปไดข้ องการควบคุมต้นนางแยม้ โดยชวี วธิ ี ในประเทศทเ่ี ป็นเกาะในมหาสมุทร
แปซฟิ ิก เป็นขอ้ มูลในการปลูกและการแพร่กระจายในประเทศต่าง ๆ ในเอเชยี และมหาสมุทรแปซฟิ ิก ในส่วน
ของศตั รธู รรมชาติ Jolivet (1983) ใน Waterhouse (1993b) ทารายการช่อื ดว้ งชนดิ ต่าง ๆ ในอนั ดบั Coleoptera
มากกว่า 20 ชนิดท่พี บบน C. chinense ในเวยี ดนาม และแมลงศัตรูธรรมชาติมากกว่า 25 ชนิด ในอนั ดับ
Hemiptera, Coleoptera และ Lepidoptera ท่ีพบในท่ีอ่ืน นอกเหนือไปจากท่ีพบในเวียดนาม พร้อมจดั ทา
รายการชอ่ื แมลงชนิดต่าง ๆ ทพ่ี บบน Clerodendrum ชนิดอ่นื ยกเวน้ C. chinense ในประเทศต่าง ๆ ทวั่ โลกใน
อนั ดบั ต่าง ๆ รวมกนั มากกว่า 90 ชนดิ และ ไร 4 ชนิด ไสเ้ ดอื นฝอย 3 ชนิด เชอ้ื รา 38 ชนิด แบคทเี รยี 1 ชนิด
และไวรสั 3 ชนดิ
ส่วนในประเทศไทย Pholboon (1965) รายงานว่ามหี นอนผเี ส้อื 2 ชนิดทล่ี งกนิ ใบต้นนางแยม้ คอื
ผเี สอ้ื หวั กะโหลก หรอื หนอนหาง (horn worm) Acherontia styx (Lepidoptera: Sphingidae) และ Hypolycaena
erylus himavantus (Lepidoptera: Lycaenidae) ซ่งึ นอกจากนางแย้ม พชื อาศยั ชนิดอ่นื ของ A. styx คอื สอกึ
(Ipomoea obscura) มะเขอื เทศ (Lycopersicon esculentum) ยโ่ี ถ (Nerium oleander) งา (Sesamum indicum)
และ มะเขอื เปราะ (Solanum xanthocarpum) และพชื อาศยั ชนิดอ่นื ของ H. erylus himavantus คอื นุ่น (Ceiba
pentandra) ลาไย (Dimocarpus longan) (= Euphoria longan) กระท้อน (Sandoricum indicum) และพุทรา
(Zizyphus jujuba)
315
Waterhouse (1993b) สรุปว่าความรุนแรงของความเป็นวชั พชื (weediness) ของต้นนางแย้มใน
ประเทศต่าง ๆ แตกต่างกนั ไป และยงั ไมม่ ขี อ้ มลู เพยี งพอว่ามแี มลงศตั รธู รรมชาตทิ จ่ี ะมศี กั ยภาพในการควบคุม
ต้นนางแย้ม นอกจากด้วงหมัด Phyllocharis undulata (Coleoptera: Chrysomelidae) (ภาพท่ี 8.12) ใน
เวยี ดนาม ดงั นัน้ จงึ ยงั ไม่น่าท่จี ะดาเนินการโครงการการควบคุมนางแยม้ โดยชวี วธิ ใี นแถบมหาสมุทรแปซฟิ ิก
และรายงานว่า Napompeth พบ C. chinense ลงทาลายต้นนางแย้มในปรมิ ณฑลของกรุงฮานอย และการ
ทาลายรุนแรงมากในตาบล Au Voa อาเภอ Bavi ด้านทิศตะวันตกสุดของกรุงฮานอย ทางตอนเหนือของ
เวยี ดนาม แต่ไม่พบความเสียหายจากการทาลายของด้วงในจงั หวดั Lang Son ตามแนวชายแดนประเทศ
เวยี ดนามและประเทศจนี ในการสารวจในชว่ งเดอื นเมษายนถงึ เดอื นพฤษภาคม
ภาพท่ี 8.12 ดว้ งนางแยม้ ป่า Phyllocharis undulata
316
การควบคุมต้นนางแยม้ โดยชวี วธิ ใี นประเทศไทย เป็นการดาเนินการทไ่ี ม่มกี ารสนับสนุนหรอื การ
ร่วมมอื กบั ประเทศอ่นื โดยการนาดว้ ง P. undulata จากเวยี ดนามเขา้ มาใช้ มรี ายงานว่ามกี ารพบดว้ งชนิดน้ีใน
สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาะชวา และติมอร์ กัดกินใบต้นนางแย้ม 3 ชนิด คือ
C. inermis, C. chinense และ C. calamitosum และเช่นเดยี วกนั Kimoto & Gressitt (1981) ในรายงานเร่อื ง
Chrysomelidae (Coleoptera) of Thailand, Cambodia, Laos and Vietnam มกี ารกล่าวว่าดว้ ง P. undulata มี
การแพร่กระจายใน สปป.ลาว กมั พูชา เวยี ดนาม คาบสมุทรแหลมมลายู (Malay peninsula) ชวา และตมิ อร์
พรอ้ มกบั มตี วั อย่างของดว้ งชนิดน้ีจากประเทศต่าง ๆ เหล่านนั้ แต่ไม่มรี ายงานว่าพบและไม่มตี วั อย่างดว้ งจาก
ประเทศไทย ในอนิ โดนีเซยี van der Laan (1981) รายงานว่า มกี ารใชด้ ้วง P. undulata เป็นแมลงสาหรบั การ
ทดสอบสารกาจดั แมลง แต่ไมค่ อ่ ยจะพบเหน็ ดว้ งชนิดน้บี นตน้ นางแยม้ C. chinense ในธรรมชาติ เทา่ ไรนกั
บรรพต ณ ป้อมเพชร (per s. com.) กล่าวว่าพบการแพร่กระจายของดว้ ง P. undulata ลงกนิ ใบ
ต้นนางแยม้ ในเขตปรมิ ณฑลของกรุงฮานอย ขน้ึ ไปทางเหนือในอุทยานแห่งชาตติ ามดาว (Tam Dao National
Park) จงั หวดั Vinh Phuc จนถึงจงั หวดั Lang Son ติดชายแดนประเทศจนี และ บนต้นนางแย้มในอุทยาน
แห่งชาตคิ ุ๊คเฟือง (Cúc Phương National Park) ในจงั หวดั Ninh Binh ทางตะวนั ออกเฉียงใต้ของกรุงฮานอย
กบั ในการเพาะเลย้ี งดว้ ง P. undulata ท่ี Plant Protection Research Center, Tu Liem นอกกรงุ ฮานอย พบว่า
ดว้ ง P. undulata ทงั้ ในระยะตวั อ่อนและตวั เต็มวยั สามารถกดั กนั ใบของต้นนางแยม้ ท่ปี ลูกอย่ใู นกระถางไว้ใน
กรง และตน้ ทป่ี ลกู ลงดนิ ในแปลงทดลอง ไดห้ มดทงั้ ตน้ และเมอ่ื ใบหมดตน้ จะกดั กนิ เปลอื กลาตน้ ทไ่ี มม่ ใี บ แสดง
ใหเ้ หน็ ทงั้ ศกั ยภาพและประสทิ ธภิ าพของดว้ งชนิดน้ี ในการควบคุมตน้ นางแยม้ โดยชวี วธิ ี
มกี ารนาดว้ ง P. undulata จากเวยี ดนามเขา้ มาประเทศไทยสองครงั้ ครงั้ แรกโดยการเกบ็ รวบรวม
ดว้ งตวั เตม็ วยั จากตาบล Au Voa อาเภอ Bavi กรงุ ฮานอย นาเขา้ มาเมอ่ื ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) โดยบรรพต ณ
ป้อมเพชร และครงั้ ทส่ี องโดยการเกบ็ รวบรวมดว้ งตวั เตม็ วยั จากตาบล Tu Liem และ Gia Lam ในปรมิ ณฑลของ
ฮานอย นาเขา้ มาเมอ่ื ค.ศ. 2005 (พ.ศ. 2548) โดยผเู้ ขยี น มกี ารปลดปล่อยครงั้ แรกเมอ่ื ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533)
และครงั้ ทส่ี องเมอ่ื ค.ศ. 2005 (พ.ศ. 2548)
Julien & Griffiths (1998) บนั ทกึ ว่ามกี ารนาดว้ ง P. undulata จากเวยี ดนาม เขา้ ไปใชค้ วบคุมต้น
นางแยม้ โดยชวี วธิ ใี นประเทศไทยเมอ่ื ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) และ หลงั การปลดปลอ่ ยในภาคสนามในปีเดยี วกนั
สามารถตงั้ รกรากได้ เช่นเดยี วกบั บนั ทกึ ของ Winston et al. (2014) ซง่ึ ไมก่ ลา่ วถงึ การนาดว้ ง P. undulata เขา้
มาประเทศไทยอกี เป็นครงั้ ทส่ี องเมอ่ื ค.ศ. 2005 (พ.ศ. 2548) ในรายงานของ Saengyot & Napompeth (2008)
317
การปลดปล่อยครงั้ แรกเม่อื ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) ใน จ.เชยี งใหม่ และบนอุทยานแห่งชาตเิ ขา
ใหญ่ พบว่าด้วงสามารถตงั้ รกรากได้ดี แต่เป็นช่วงสนั้ เท่านัน้ แลว้ ไม่พบอกี โดยสนั นิษฐานว่าต้นนางแยม้ C.
chinense ในเวยี ดนาม เป็น “รปู แบบชวี ะ” (biotype) ทแ่ี ตกต่างกนั กบั ในประเทศไทย ทงั้ ๆ ทก่ี ารเพาะเลย้ี งใน
ห้องปฏิบตั ิการโดยการใช้ต้นนางแย้มในประเทศไทยเป็นอาหาร สามารถเพาะเล้ียงด้วงได้ดีสาหรบั การ
ปลดปล่อย
ดงั นนั้ ในการนาดว้ ง P. undulata เขา้ มาและปลดปล่อยอกี ประเทศไทยอกี เป็นครงั้ ทส่ี องเม่อื ค.ศ.
2005 (พ.ศ. 2548) จงึ ทาการปลดปล่อยในหลายจุดใน จ.เชยี งใหม่ ในบรเิ วณมหาวทิ ยาลยั แม่โจ้ และอุทยาน
แห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย บรเิ วณวดั ดอยแม่ปัง๋ อ.พร้าว จ.เชยี งใหม่ ในภาคเหนือ สองข้างทางถนนข้นึ และลง
อุทยานแห่งชาตเิ ขาใหญ่ จ.นครราชสมี า และ จ.ปราจณี บรุ ี ในภาคกลาง และสองขา้ งทางจากทางแยกทางหลวง
จาก จ.ชุมพร ไป จ.ระนอง จ.พงั งา จ.กระบ่ี และ จ.ตรงั สองขา้ งทางของทางหลวงจาก จ.สุราษฎรธ์ านี จ.พทั ลุง
อ.หาดใหญ่ อ.สะเดา จ.สงขลา อ.โคกโพธิ ์จ.ปัตตานี อ.เบตง จ.ยะลา และ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธวิ าส
จากการปลดปล่อยครงั้ ท่สี อง ไม่พบว่ามกี ารตงั้ รกรากของด้วง P. undulata ท่เี ด่นชดั ยกเว้นท่ี
บรเิ วณวดั ดอยแมป่ ัง๋ อ.พรา้ ว จ.เชยี งใหม่ เท่านนั้ แต่ต่อมาใน internet พบว่า Mr. D.J. Hiker แห่ง Le Monde
des Insectes (The Insect World - Francophone Community Forum on Insects and Other Arthropods) โชว์
ภาพด้วงท่ีคล้ายกับด้วง P. undulata มาก ถ่ายจากพ้ืนท่ีใกล้ จ.ชุมพร เม่อื วันท่ี 27 กุมภาพันธ์ 2017 ซ่ึง
Mr. David Kolh จาแนกช่อื ไดว้ ่าเป็น P. undulata และยนื ยนั โดย Mr. Matthew จากขอ้ มลู หลงั การปลดปล่อย
P. undulata เม่อื ค.ศ. 2005 เป็นเวลา 12 ปี อย่างน้อยทาให้เราอาจท่จี ะสรุปได้ว่า P. undulata สามารถตงั้
รกรากไดใ้ นประเทศไทย แต่อาจไมม่ ปี ระสทิ ธภิ าพในการควบคมุ ตน้ นางแยม้ ทเ่ี ด่นชดั เท่าใดนกั
การดาเนนิ การในประเทศไทยและประเทศเวยี ดนามนาไปสกู่ ารสรปุ ไดว้ ่าดว้ งนางแยม้ P. undulata
เป็นตวั เลอื กทด่ี ที ส่ี ุด ทส่ี ามารถนาไปใชค้ วบคุมต้นนางแยม้ ทเ่ี ป็นวชั พชื ต่างถนิ่ ท่รี ุกรานชนิดหน่ึงโดยชวี วธิ ี ใน
ประเทศท่เี ป็นเกาะในคาบสมุทรแปซฟิ ิกตะวนั ตกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ในฟิจิ อเมรกิ ันซามวั ซามวั
ตะวนั ตก และนีอูเอ ไดเ้ ป็นอยา่ งดี
318
8.4 ผกากรอง (Lantana, Lantana camara)
แต่ก่อน ผกากรอง (Lantana camara) (ภาพท่ี 8.13) ถูกจดั อยู่ในวงศ์ Verbenaceae ซ่งึ เป็นพชื
วงศ์เดยี วกบั ไมส้ กั (Tectona grandis) ต่อมามกี ารแยกออกให้มาอย่ใู นวงศ์ Lamiaceae หรอิ Labiatae ซง่ึ เป็น
วงศ์เดยี วกบั นางแยม้ (Clerodendrum chinense) และนิยมใช้ช่อื วงศ์เป็น Lamiaceae มากกว่า Labiatae ใน
ประเทศไทย เตม็ สมติ นิ นั ทน์ (2544) รายงานว่ามพี ชื ในสกุล Lantana รวม 4 ชนิดคอื L. camara (= L. aculata)
(ผกากรอง) L. salvifolia (ผกากรอง) L. sellowiana (ผกากรองเล้อื ย) และ L. trifolia (= L. indica) (ผกากรอง)
และทงั้ หมดเป็นพชื ต่างถนิ่ (exotic plant) ส่วน Waterhouse & Norris (1987) รายงานว่าในออสเตรเลยี มพี ชื ใน
สกุล Lantana รวม 29 ชนิด ไม่รวมชนิดท่เี ป็นไมป้ ระดบั ท่ปี รบั ตวั เป็นวชั พชื และ GISD (2019) รายงานว่า
ผกากรองมสี ายพนั ธุ์ (cultivar หรอื variety) มากกวา่ 650 สายพนั ธุท์ วั่ โลก
ผกากรอง มถี น่ิ กาเนิดอยใู่ นอเมรกิ ากลางและเขตรอ้ นของอเมรกิ าใต้ มกี ารเพาะปลกู เป็นไมป้ ระดบั
และแพร่กระจายเป็นวชั พชื ต่างถนิ่ ทร่ี ุกรานในประเทศต่าง ๆ ทวั่ โลกมากกว่า 50 ประเทศ Ghisalberti (2000)
รายงานวา่ มกี ารนาผกากรองจากบราซลิ เขา้ ไปในยุโรปในชว่ งปลายทศวรรษ 1600s โดยนกั สารวจชาวดตั ช์ และ
มกี ารเพาะปลูกเป็นไม้ประดบั กันอย่างกว้างขวาง และต่อมาแพร่กระจายเข้าไปในเอเชียและหมู่เกาะใน
มหาสมุทรแปซฟิ ิก (Oceania) และชาวโปรตุเกสนาเขา้ ไปในแคว้น Goa ซ่งึ เป็นอาณานิคมของตนในชายฝัง่
ตะวนั ตกของอนิ เดยี และมกี ารนาเขา้ ไปทเ่ี มอื งกลั กตั ตาเมอ่ื ค.ศ. 1809 แพรอ่ อกไปจนกลายเป็นวชั พชื ทร่ี ุนแรง
และนอกจากนนั้ Waterhouse & Norris (1987) รายงานว่ามกี ารนาผกากรองเขา้ ไปในเกาะตาฮตี เิ มอ่ื ค.ศ.1843
เขา้ ไปในหมเู่ กาะฮาวายเมอ่ื ค.ศ.1858 เขา้ ไปในออสเตรเลยี ก่อน ค.ศ. 1869 และพบทวั่ ไปในฟิจเิ มอ่ื ค.ศ. 1921
ฯลฯ
ภาพที่ 8.13 ผกากรอง lantana, Lantana camara
319
ในขณะทม่ี กี ารควบคุมเพล้ยี หอยนวมฝ้าย Icerya purchasi ซง่ึ เป็นเพลย้ี หอยต่างถน่ิ และเป็นศตั รู
สม้ ทร่ี นุ แรงในแคลฟิ อรเ์ นีย โดยการนาดว้ งเต่าตวั ห้า vedalia beetle (Rodolia cardinalis) จากออสเตรเลยี และ
นิวซแี ลนด์ เขา้ ไปใชค้ วบคุมจนไดร้ บั การควบคุมทส่ี าเรจ็ และไดผ้ ลอย่างสมบรู ณ์เมอ่ื ค.ศ. 1888 (พ.ศ.2431) จน
เป็นทย่ี อมรบั และเรยี กว่าเป็น “การควบคุมแมลงศตั รพู ชื โดยชวี วธิ แี บบคลาสสกิ ” (Classical biological control
of insect pest) ตงั้ แต่นนั้ เป็นตน้ มา เป็นโครงการแรกของโลก และเชน่ เดยี วกนั ในการควบคุมตน้ ผกากรองจาก
เมก็ ซโิ ก ทน่ี าเขา้ ไปปลกู เป็นไมป้ ระดบั ในฮาวายตงั้ แต่เม่อื ค.ศ.1858 (พ.ศ. 2401) แลว้ แพรก่ ระจายออกไปและ
ระบาดเป็นวชั พชื ทร่ี า้ ยแรง โดยมกี ารสารวจนาแมลงทพ่ี บว่าลงทาลายตน้ ผกากรองในเมก็ ซโิ กรวม 23 ชนิด เขา้
ไปใช้ควบคุมต้นผกากรองในฮาวายโดยชวี วธิ ีเม่อื ค.ศ. 1902 (พ.ศ. 2445) โดยมแี มลง 8 ชนิดท่สี ามารถตงั้
รกรากไดแ้ ละช่วยควบคมุ ตน้ ผกากรองไดใ้ นระดบั ต่าง ๆ ของการควบคมุ (Swezey, 1923: Perkins & Swezey,
1924) ถอื ไดว้ ่าเป็น “การควบคุมวชั พชื โดยชวี วธิ แี บบคลาสสกิ ” (Classical biological control of weed) เป็น
โครงการแรกของโลกเช่นกนั โดยผรู้ บั ผดิ ชอบการดาเนินการของทงั้ สองโครงการ เป็นบุคคลเดยี วกนั คอื Albert
Koebele ในขณะทท่ี างานอยกู่ บั กระทรวงเกษตรสหรฐั (United State Department of Agriculture - USDA) ใน
แคลฟิ อรเ์ นีย และ สมาคมชาวไร่ออ้ ยแห่งฮาวาย (Hawaiian Sugar Planters’ Association - HSPA) ในฮาวาย
ตามลาดบั (Swezey et al., 1926) ทงั้ น้ีการควบคุมผกากรองโดยชวี วธิ ที ่ีเรมิ่ ดาเนินการในฮาวายมาตงั้ แต่ ค.ศ.
1902 นนั้ ไดน้ าไปส่กู ารใชแ้ ละการปลดปล่อยแมลงทเ่ี ป็นตวั กระทาการควบคุมผกากรองโดยชวี วธิ มี ากกว่า 40
ชนดิ ทวั่ โลก จนถงึ ในปัจจบุ นั
ในภาพรวมของการควบคุมตน้ ผกากรองโดยชวี วธิ ี Waterhouse & Norris (1987) กลา่ วว่า
การควบคุมผกากรองโดยชวี วธิ ี ทม่ี กี ารนาแมลงศตั รธู รรมชาตเิ ขา้ ไปปลดปลอ่ ย ไดผ้ ลทม่ี ปี ระโยชน์มาก จนถงึ
ไดผ้ ลทม่ี นี ัยสาคญั ในประเทศต่าง ๆ แต่ Thomas & Ellison (2000) กลา่ ววา่ ผลทไ่ี ดร้ บั เป็นทน่ี ่าผดิ หวงั
ซง่ึ บรรพต ณ ป้อมเพชร (pers. com.) กลา่ วว่าการสรปุ ดงั กลา่ ว เป็น “ความเหน็ ” ทไ่ี มถ่ กู ตอ้ งนกั เพราะทงั้
S.E. Thomas และ Carol C. Ellison แหง่ CABI ยงั ไม่มปี ระสบการณ์เพยี งพอ ส่วน Carol C. Ellison
เป็นนกั โรคพชื ไมใ่ ช่นกั กฏี วทิ ยาเคยเขา้ มาทาวจิ ยั วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาเอกดา้ นโรคของหญา้ โขยง่ (itch grass,
Rottboellia cochinchinensis) ในประเทศไทย เมอ่ื พ.ศ. 2533-2535 อยกู่ บั ศูนยว์ จิ ยั ควบคุมศตั รพู ชื โดย
ชวี นิ ทรยี แ์ ห่งชาตมิ หาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
320
ทงั้ น้ีในหลายกรณีท่กี ารควบคุมผกากรองโดยชวี วธิ ี ไม่พบว่าได้รบั ความสาเรจ็ หรอื ล้มเหลวใน
หลายประเทศอาจเป็นเพราะวา่ ตน้ ผกากรองมคี วามหลากหลายทางพนั ธกุ รรมและทางชวี ภาพสงู มสี ายพนั ธแุ์ ละ
ลูกผสม (hybrids) มาก ทาใหเ้ ป็นการยากสาหรบั ศตั รธู รรมชาตขิ องผกากรองชนิดต่าง ๆ ทจ่ี ะสามารถควบคุม
ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ สว่ น Day et al. (2003) กลา่ วว่าไมม่ แี มลงศตั รธู รรมชาตชิ นดิ ใดกต็ ามจากแมลงมากกว่า
40 ชนิดทน่ี ามาใช้ สามารถทจ่ี ะควบคุมผกากรองให้หมดไปได้ (total control) แต่แมลงบางชนิดเช่น มวนแก้ว
หรอื มวนปีกใส Teleonemia scrupulosa (Hemiptera: Tingidae) หนอนด้วงชอนใบ Octotoma scabripennis
และ Uroplata girardi (Coleoptera: Chrysomelidae) และ หนอนแมลงวันชอนใบ Ophiomyia lantanae
(Diptera: Agromyzidae) สามารถใหผ้ ลในการควบคมุ ในระดบั ทส่ี าเรจ็ เป็นบางสว่ น (partial control) ไดใ้ นหลาย
ประเทศ
ตงั้ แต่มกี ารนาแมลงศตั รธู รรมชาตชิ นิดต่าง ๆ ของผกากรองจากเมก็ ซโิ ก เขา้ ไปควบคุมผกากรอง
ในฮาวายตงั้ แต่เมอ่ื ค.ศ. 1902 (พ.ศ. 2445) เป็นตน้ มา Waterhouse & Norris (1987) จดั ทารายช่อื ของแมลง
รวม 35 ชนิด ทม่ี กี ารปลดปล่อยเพอ่ื การควบคุมตน้ ผกากรองโดยชวี วธิ ี ต่อมา Julien & Griffiths (1998) บนั ทกึ
ว่ามกี ารนาเขา้ แมลงศตั รธู รรมชาตเิ พ่อื ควบคุมผกากรองรวมกนั มากกว่า 35 ชนิด จากแถบตอนใต้ของอเมรกิ า
เหนือ อเมรกิ ากลางและอเมรกิ าใต้ เขา้ ไปใชใ้ นหลายประเทศ ทงั้ ในแอฟรกิ า เอเชยี ออสเตรเลยี และประเทศท่ี
เป็นเกาะในคาบสมทุ รแปซฟิ ิก และแมลงหลายชนิดมกี ารนาไปใชม้ ากในหลายประเทศ เช่น แมลงวนั หนอนชอน
ใบ Calycomyza lantanae (Diptera: Agromyzidae) จากตรนิ ิแดด เทกซสั และฟลอรดิ า หนอนด้วงชอนใบ
O. scabripennis จากเม็กซิโก หนอนชอนใบ O. lantanae จากเม็กซิโก หนอนผีเส้ือม้วนใบ Salbia
haemorrhoidalis (Lepidoptera: Crambidae) จากฟลอรดิ าและควิ บา มวนแก้วหรอื มวนปีกใส T. scrupulosa
จากเมก็ ซโิ ก และ หนอนด้วงชอนใบ U. girardi จากอารเ์ จนตินา บราซลิ และปารากวยั ทงั้ น้ี แมลงท่มี กี าร
นาไปใชม้ ากทส่ี ุดในหลายประเทศคอื มวนแก้ว T. scrupulosa และ หนอนดว้ งชอนใบ U. girardi โดยประเทศ
ไทยได้นาแมลงทงั้ สองชนิดน้ีเข้ามาใช้ในประเทศไทยด้วยตงั้ แต่เม่อื ค.ศ. 1985 (พ.ศ. 2528) และในปัจจุบนั
พบว่าสามารถตงั้ รกรากได้ และทา้ ยสุด Winston et al. (2014) ได้ปรบั ปรุง แก้ไขและเพม่ิ เตมิ รายละเอียดใน
Julien & Griffiths (1998) ซง่ึ เป็นการพมิ พค์ รงั้ ท่ี 4 ใหท้ นั สมยั มากขน้ึ เป็นการพมิ พค์ รงั้ ท่ี 5 รวมทงั้ รายละเอยี ด
ใน Day et al. (2003) ของแมลงศตั รธู รรมชาตริ วม 40 ชนิด ทม่ี กี ารนามาใชใ้ นการควบคุมผากรองโดยชวี วธิ ี 8
ชนิดทม่ี กี ารนาเขา้ แต่ไม่มกี ารปลดปล่อย และไร แมลง และเชอ้ื ราทอ่ี ยใู่ นการพจิ ารณาทจ่ี ะนาไปปลดปล่อยใน
ภาคสนามอกี 7 ชนิด
321
ในประเทศไทย กมลวรรณ กฤตสมั พนั ธ์ จากมหาวทิ ยาลยั มหดิ ล วทิ ยาเขตกาญจนบรุ ี และคณะใน
Kritasampan et al. (2016) ทาการศกึ ษาดา้ นความหลากหลายชองสตั วข์ าปลอ้ ง (arthropod) ทพ่ี บบนดอกและ
ช่อดอกของตน้ ผกากรองใน อ.ไทรโยค จ.กาญจนบรุ ี ในชว่ งเดอื นพฤศจกิ ายน 2556 ถงึ เดอื นตุลาคม 2557
รายงานวา่ มสี ตั วข์ าปลอ้ งรวม 27 กลุม่ ทม่ี าเยอื นหรอื มชี วี ติ อยบู่ นดอกหรอื ชอ่ ดอกของตน้ ผกากรอง ผง้ึ และผเี สอ้ื
เป็นกลุ่มทม่ี กี ารมาเยอื นสงู สดุ คดิ เป็นรอ้ ยละ 32 และ 28 ตามลาดบั ในขณะทม่ี วนแกว้ มกี ารเยอื นดอกบอ่ ยครงั้
ทส่ี ดุ และในแต่ละครงั้ นานทส่ี ดุ ดว้ ย ในช่อดอกจะพบเพลย้ี ไฟและไรบอ่ ยครงั้ ทส่ี ุด กบั พบประชากรของเพลย้ี ไฟ
เป็นจานวนมากตลอดปี ซง่ึ จะสงู ขน้ึ ในชว่ งแลง้ ในเดอื นพฤศจกิ ายนถงึ เดอื นตุลาคม ทงั้ น้ี ผง้ึ ผเี สอ้ื และเพลย้ี ไฟ
เป็นตวั ผสมเกสรทม่ี ศี กั ยภาพ และสรปุ ว่ากลุม่ ทเ่ี ป็นพวกแมลงกนิ พชื ทงั้ หมดทพ่ี บ เชน่ มวนและไรชนิดต่าง ๆ มี
ศกั ยภาพทจ่ี ะเป็นตวั ควบคุมผกากรองโดยชวี วธิ เี พมิ่ เตมิ จากแมลง 40 ชนิด ทร่ี ายงานโดย Day et al. (2003)
และในการศกึ ษาครงั้ น้ี ไมพ่ บแมลงในกลุ่มดว้ งและแมลงวนั ทม่ี กี ารนามาใชใ้ นการควบคมุ ผกากรอง ตาม
รายงานของ Day et al. (2003) และ Napompeth (2004) เพราะแมลงเหลา่ นนั้ ลงทาลายส่วนอ่นื ของตน้ ผกากรอง
และไมม่ ปี ฏกิ ริ ยิ ารว่ ม (interaction) กบั ดอกหรอื ชอ่ ดอกของตน้ ผกากรองเท่าใดนกั
การควบคมุ ต้นผกากรองโดยชีววิธีในประเทศไทย
โครงการการควบคุมต้นผกากรองโดยชวี วธิ ใี นประเทศไทย เรยี กได้ว่าเป็น 1) โครงการท่เี กดิ ขน้ึ
โดยบงั เอญิ (Accidental project) ทไ่ี ม่มกี ารนาแมลงศตั รธู รรมชาตเิ ขา้ มาในประเทศ และ 2) โครงการทเ่ี กดิ ขน้ึ
ตามมาจากเหตุการณ์ (Incidental project) หรอื เป็นโครงการแบบ “ฉันดว้ ยคน” (Me-too project) ทม่ี กี ารนา
แมลงศตั รูธรรมชาติเขา้ มาจากต่างประเทศ ทงั้ น้ี เพราะว่าจากการประเมนิ พบว่าต้นผกากรองไม่ถือว่าเป็น
วชั พชื ทม่ี คี วามสาคญั และมผี ลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในประเทศไทยมากนัก ไม่ว่าจะเป็นในระบบ
นิเวศใดกต็ าม ทงั้ มกี ารปลกู เป็นไมป้ ระดบั มากกว่า 100 สายพนั ธุ์ ทอ่ี าจก่อใหเ้ กดิ ความขดั แยง้ ทางผลประโยชน์
(Conflict of interest) ได้
322
8.4.1 โครงการที่เกิดขึ้นโดยบงั เอิญ (Accidental project)
มกี ารพบแมลงวนั หนอนชอนใบต้นผกากรอง lantana leafminer, Calycomyza lantanae (ภาพท่ี
8.14) ลงทาลายใบของต้นผกากรอง ท่ปี ลูกเป็นไม้ประดบั บนเกาะกลางถนนสลี ม ในกรุงเทพฯ เม่อื กลาง
พ.ศ. 2528 เป็นครงั้ แรก โดยไม่เคยมกี ารนาเขา้ มาโดยตรง และในปัจจุบนั พบว่าลงทาลายผกากรองทส่ี ายพนั ธุ์
เป็นไมป้ ระดบั มากกว่าสายพนั ธุท์ เ่ี ป็นวชั พชื และพบแบบประปรายอยทู่ วั่ ประเทศ
แมลงวนั หนอนชอนใบ C. lantanae มถี น่ิ กาเนิดอย่ใู นตรนิ ิแดด เทกซสั และฟลอรดิ า มกี ารนาจาก
ตรนิ ิแดดนาเขา้ ไปในออสเตรเลยี เม่อื พ.ศ. 2517 และแอฟรกิ าใต้เม่อื พ.ศ. 2525 และจากเทกซสั และฟลอรดิ า
เขา้ ไปในแอฟรกิ าใตเ้ มอ่ื พ.ศ. 2532 และพบว่าแพรก่ ระจายตามธรรมชาติ โดยไมม่ กี ารนาเขา้ ไปปลดปล่อย จาก
ออสเตรเลยี เขา้ ไปในปาปัวนิวกนิ ี อนิ โดนีเซยี สงิ คโปร์ และมาเลเซยี หลงั พ.ศ. 2520 เขา้ ไปในฟิลปิ ปินส์เม่อื
พ.ศ. 2525 และประเทศไทยเม่อื พ.ศ. 2528 มกี ารนาเขา้ ไปในแอฟรกิ าใต้เม่อื พ.ศ. 2525 และเช่นเดยี วกนั
พบว่ามกี ารแพรก่ ระจายจากแอฟรกิ าใต้ เข้าไปในแทนซาเนียและยกู นั ดาเม่อื พ.ศ. 2540 และไม่พบว่าใหผ้ ลใน
การควบคมุ ตน้ ผกากรอง ทม่ี นี ยั สาคญั ในทกุ ประเทศ รวมทงั้ ประเทศไทยดว้ ย
ภาพท่ี 8.14 แมลงวนั หนอนชอนใบตน้ ผกากรอง lantana leafminer, Calycomyza lantanae
323
8.4.2 โครงการที่เกิดขึ้นตามมาจากเหตกุ ารณ์ (Incidental project)
โครงการควบคุมต้นผกากรองโดยชวี วธิ ี เป็นโครงการทเ่ี กดิ ขน้ึ ตามมาจากเหตุการณ์ (Incidental
project) หรอื เป็นโครงการแบบ “ฉันดว้ ยคน” (Me-too project) ไม่เป็นโครงการท่มี เี ป้าหมายหลกั ในประเทศ
ไทย แต่เพราะว่าเป็นโครงการควบคมุ วชั พชื โดยชวี วธิ ที เ่ี ป็นโครงการแรกของโลกมาตงั้ แต่ พ.ศ. 2445 ในฮาวาย
และมกี ารดาเนินงานในหลายประเทศ ทงั้ ให้ผลในการควบคุมในระดบั ท่แี ตกต่างกันไปทางภูมศิ าสตร์ จงึ
เหน็ สมควรว่าน่าท่จี ะมกี ารดาเนินการโครงการน้ีด้วยในประเทศไทยเป็นโครงการแบบ “ฉันด้วยคน” (me-too
project) (บรรพต ณ ป้อมเพชร, pers. com.) โดย ในโครงการน้ี มกี ารนาแมลงศตั รธู รรมชาตจิ ากต่างประเทศ
เขา้ มาในประเทศไทย 2 ชนดิ คอื
1. มวนแกว้ หรอื มวนปีกใสต้นผกากรอง lantana lace bug, Teleonemia scrupulosa
(Hemiptera: Tingidae)
2. ดว้ งหนอนชอนใบตน้ ผกากรอง lantana leaf-mining beetle, Uroplata Girardi
(Coleoptera: Chrysomelidae)
324
8.4.2.1 มวนแก้วหรอื มวนปี กใสต้นผกากรอง (Lantana lace bug, Teleonemia scrupulosa)
มวนแก้ว Teleonemia scrupulosa (ภาพท่ี 8.15) เป็นแมลงชนิดหน่ึง ทม่ี กี ารนาเขา้ ไปใช้ควบคุม
ตน้ ผกากรองมากทส่ี ุดทวั่ โลก T. scrupulosa มถี นิ่ กาเนิดดงั้ เดมิ อยใู่ นเมก็ ซโิ ก นาเขา้ ไปใชใ้ นฮาวายตงั้ แต่เม่อื
พ.ศ. 2445 แลว้ นาเขา้ ไปใชใ้ นประเทศต่าง ๆ ทวั่ โลก ทงั้ ในแอฟรกิ า เอเชยี ออสเตรเลยี และ ประเทศทเ่ี ป็นเกาะ
ต่าง ๆ ในคาบสมทุ รแปซฟิ ิก นาไปส่กู ารควบคมุ ตน้ ผกากรองทใ่ี หผ้ ลดแี ละมนี ัยสาคญั สงู ในหลายประเทศ
ประเทศไทยนามวน T. scrupulosa เข้ามาจากเม็กซโิ กผ่านฮาวายเม่อื พ.ศ. 2528 และทาการ
ปลดปลอ่ ยครงั้ แรกบนอุทยานแห่งชาตเิ ขาใหญ่ ในปีเดยี วกนั ในการตดิ ตามเบอ้ื งต้น พบวา่ สามารถตงั้ รกรากได้
ดี และไม่พบอกี จนกระทงั่ เม่อื พ.ศ. 2561 พบว่าสามารถตงั้ รกรากไดป้ ระปรายในหลายพ้นื ท่ี (Michael Day,
pers. com.) แต่ในการตดิ ตามต่อมา ยงั ไมพ่ บว่าใหผ้ ลในการควบคมุ ตน้ ผกากรองทพ่ี อจะมนี ยั สาคญั เท่าไรนกั
ภาพที่ 8.15 มวนแกว้ หรอื มวนปีกใสตน้ ผกากรอง lantana lace bug, Teleonemia scrupulosa
(แหล่งทม่ี า: ดดั แปลงจาก Wikipedia, The Free Encyclopedia)
325
8.4.2.2 ด้วงหนอนชอนใบต้นผกากรอง (Lantana leaf-mining beetle, Uroplata girardi)
ด้วงหนอนชอนใบ Uroplata girardi (ภาพท่ี 8.16) เป็นแมลงอีกชนิดหน่ึง ท่มี กี ารนาเข้าไปใช้
ควบคมุ ตน้ ผกากรองมากทส่ี ุดทวั่ โลกชนดิ หน่งึ U. girardi มถี นิ่ กาเนิดดงั้ เดมิ อยใู่ นบราซลิ มกี ารนาเขา้ ไปใชเ้ ป็น
ครงั้ แรกในฮาวายตงั้ แต่เม่อื พ.ศ. 2504 ในฮาวาย แลว้ นาเขา้ ไปใชใ้ นประเทศต่าง ๆ ทวั่ โลก ทงั้ ในออสเตรเลยี
แอฟรกิ าใต้ อนิ เดยี ฟิลปิ ปินส์ เกาะกวม และ ประเทศทเ่ี ป็นเกาะต่าง ๆ ในคาบสมทุ รแปซฟิ ิก แมแ้ ต่การนาจาก
ฮาวายเขา้ ไปใชใ้ นตรนิ ิแดด นาไปส่กู ารควบคุมต้นผกากรองทใ่ี หผ้ ลเป็นท่นี ่าพอใจ และมนี ัยสาคัญสูงในหลาย
ประเทศ
ภาพที่ 8.16 ดว้ งหนอนชอนใบตน้ ผกากรอง lantana leaf-mining beetle, Uroplata Girardi
(แหล่งทม่ี า: ดดั แปลงจาก Wikipedia, The Free Encyclopedia)
ประเทศไทยนาด้วง U. girardi เข้ามาจากบราซิล ผ่านฮาวาย และออสเตรเลียเม่ือวันท่ี 10
มถิ ุนายน พ.ศ. 2528 และทาการปลดปลอ่ ยครงั้ แรกบนอุทยานแห่งชาตเิ ขาใหญ่ ในปีเดยี วกนั เช่นเดยี วกบั มวน
T. scrupulosa ในการติดตามเบ้อื งต้น พบว่าไม่สามารถตงั้ รกรากได้ และจนกระทงั่ เม่อื พ.ศ. 2561 พบว่า
สามารถตงั้ รกรากไดป้ ระปรายในหลายพน้ื ท่ี (Michael Day, pers. com.) แต่ในการตดิ ตามต่อมา ยงั ไม่พบการ
ตงั้ รกรากเช่นเดมิ
ในภาพรวม อาจกล่าวไดว้ ่าโครงการควบคุมต้นผกากรองโดยชวี วธิ ใี นประเทศไทย ถอื ไดว้ ่าเป็น
โครงการแบบ “ฉนั ดว้ ยคน” ทแ่ี ทจ้ รงิ เพราะตน้ ผกากรองไมถ่ อื ว่าเป็นวชั พชื ต่างถน่ิ ทร่ี กุ รานทร่ี นุ แรงนกั และการ
ดาเนินงานไมค่ าดว่าจะประสบความสาเรจ็ หรอื ใหผ้ ลในการควบคุมแต่อย่างใด หรอื เท่าท่ีควร เช่นเดยี วกบั ใน
อกี หลายประเทศ
326
8.5 ขีไ้ ก่ย่าน (Mile-a-minute, bitter vine, Mikania micrantha)
ขไ้ี ก่ย่านเป็นพชื ในสกุล Mikania เป็นช่อื ทใ่ี ห้เกียรตแิ ก่นักพฤกษศาสตร์ชาวเช็ค Johann Mikan
(1784-1814) เป็ นพืชในวงศ์เดียวกับทานตะวัน (sunflower, Helianthus annuus, Asteraceae) มีทัง้ หมด
มากกวา่ 450 ชนดิ และชนดิ ทเ่ี ป็นวชั พชื ต่างถนิ่ ทร่ี กุ รานและรนุ แรง พบในแถบเขตรอ้ น คอื Mikania micrantha
(ภาพท่ี 8.17) ซง่ึ มชี ่อื สามญั คอื mile-a-minute เพราะว่าในระยะทย่ี งั เป็นตน้ อ่อนสามารถเจรญิ เตบิ โตไดเ้ รว็ มาก
คอื 8.0-9.0 ซม. ในเวลา 24 ชวั่ โมง และสามารถเตบิ โตคลุมพชื ชนิดอ่นื ได้ รวมทงั้ ไมพ้ ุ่ม (shrubs) และต้นไม้
(trees) ดว้ ย ชอ่ื สามญั อ่นื ๆ คอื American rope, bitter vine, Chinese creeper, climbing hemp vine, climbing
hemp weed, mikania, mikania vine, mile-a-minute, mile-a-minute vine และ mile-a-minute weed และช่อื ท่ี
ยอมรบั กนั คอื mile-a-minute และ bitter vine พบไดท้ วั่ ไปทงั้ ในตวั เมอื ง ปกคลุมตน้ พชื ชนิดอ่นื คลุมรวั้ ต้นไม้
รอบทอ่ี ย่อู าศยั หรอื สนาม และจะพบในพน้ื ทร่ี กรา้ งว่างเปล่า ในพน้ื ทป่ี ่าทท่ี รุดโทรม ป่าชายน้า สองขา้ งรมิ ถนน
ในแปลงปลกู พชื และสวนผลไม้ ใน จ.เชยี งใหม่ พบว่ามารถคลุมตน้ ไมป้ ่าสองขา้ งถนน สวนกลว้ ยและสวนลาใย
รวมทัง้ ต้นไมยราบยักษ์ท่ีเป็ นวัชพืชในท่ีว่างเปล่าด้วย ข้ีไก่ย่านสามารถเจริญเติบโตได้ท่ีความสูงจาก
ระดบั น้าทะเลถงึ ระดบั 2,000 เมตร ชอบพน้ื ทท่ี ม่ี คี วามชน้ื สงู และดนิ ทม่ี อี าหารอุดมสมบรู ณ์
ภาพที่ 8.17 ขี้ไก่ย่าน Mile-a-minute หรอื bitter vine, Mikania micrantha
327
Mikania spp. มมี ากกว่า 430 ชนิด เป็นพชื ท่มี ถี ิ่นกาเนิดอยู่ในเขตรอ้ นของทวปี อเมรกิ า (Holm
et al., 1977, 1997) และชนิดท่พี บทวั่ ไปคอื M. micrantha, M. cordata และ M. scandens ซง่ึ ท่ผี ่านมามกั จะมี
การจาแนกชนดิ แตกต่างและปะปนกนั ไปไมถ่ กู ตอ้ ง (Holm et al., 1991)
Holm et al. (1991) ชแ้ี จงลกั ษณะทางพฤกษศาสตรข์ อง Mikania spp. ทงั้ สามชนิด และแยกออก
จากกนั ว่า M. micrantha มเี ขตแพรก่ ระจายอยทู่ วั่ ไปในแถบรอ้ นของอเมรกิ ากลาง M. cordata มเี ขตแพรก่ ระจาย
อยู่ในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้และแอฟรกิ า และ M. scandens มเี ขตแพร่กระจายอยู่ในแถบตะวนั ออกของ
อเมรกิ าเหนือ M. micrantha เป็นชนิดทพ่ี บในโลกใหม่ (New World) โดยรายงานต่าง ๆ ของการแพรก่ ระจาย
ในโลกเก่า (Old World) แต่ก่อนว่าเป็น M. cordata หรอื M. scandens รวมทงั้ รายงานของ Holm et al. (1977,
1991) ด้วยนัน้ ไม่ถูกต้อง และได้มีการแก้ไขให้ถูกต้องเม่ือไม่นานมาน้ีแล้ว ใน CABI Invasive Species
Compendium เร่ือง Mikania micrantha (bitter vine) ว่าชนิดท่ีมีการรายงานมาก่อนนัน้ ชนิดท่ีถูกต้องคือ
M. micrantha ส่วนรายงานท่เี ก่ยี วกบั M. cordata จากแอฟรกิ าฝัง่ ตะวนั ตกนัน้ ถือว่าถูกต้อง ส่วนข้อมูลว่ามี
M. micrantha ในแอฟรกิ า ใน EPPO (European and Mediterranean Plant Protection Organization) Global
Database และการใช้ EPPO code เป็น MIKMI (Mikania micrantha) นัน้ คงจะไม่ถูกต้อง เพราะยงั ไม่มกี าร
ยนื ยนั ทแ่ี น่นอนวา่ มี M. micrantha ทแ่ี ทจ้ รงิ อยใู่ นแอฟรกิ า จะมกี แ็ ต่เพยี ง M. cordata ซง่ึ เป็นชนดิ พน้ื เมอื งทอ่ี ยู่
ในแอฟรกิ าเท่านัน้ ยกเว้นในเกาะมอรเิ ชยี ส นอกชายฝัง่ ตะวนั ออกของแอฟรกิ าในมหาสมุทรอนิ เดยี จะเป็น
M. micrantha ทแ่ี ทจ้ รงิ
ความสบั สนทางอนุกรมวธิ านของพชื ในสกุล Mikania ถงึ ปัจจบุ นั คงจะยงั มอี ย่ไู ปอกี นาน เฉพาะท่ี
พบใน CABI Invasive Species Compendium เพยี งแต่ M. micrantha ชนิดเดยี ว มกี ารตงั้ ช่อื วทิ ยาศาสตร์ไว้
มากถึง 28 ช่อื อยู่ในสกุลต่าง ๆ เช่น Eupatorium, Mikania และ Willoughbya ทงั้ น้ี ยงั ไม่รวมถึงพชื ในสกุล
Mikania ชนิดอ่นื ทม่ี กี ารตงั้ ช่อื แลว้ อกี มากกวา่ 450 ชนดิ
มรี ายงานต่าง ๆ ว่าพบ M. micrantha ในเอเชยี ครงั้ แรกเม่อื ค.ศ. 1884 (พ.ศ. 2447) ทฮ่ี ่องกงใน
Hong Kong Zoological and Botanical Gardens พบในประเทศจนี เม่อื ค.ศ. 1910 (พ.ศ. 2447) ในอนิ เดยี เม่อื
ค.ศ. 1918 (พ.ศ. 2461) และมกี ารนาเขา้ ไปในอนิ เดยี อกี ในช่วงสงครามโลกครงั้ ทส่ี อง (พ.ศ. 2482-2488) เพ่อื
ปลูกให้ปกปิดค่ายทหารและสนามบนิ ในช่วงสงครามโลก และเป็นพชื คลุมดนิ ในไร่ชา ต่อมาพบในอนิ โดนีเซยี
เมอ่ื ค.ศ.1910 (พ.ศ. 2453) ในมาเลเซยี ในชว่ งทศวรรษ 1950s และในไตห้ วนั ในชว่ งทศวรรษ 1970s
328
ในประเทศไทย เตม็ สมติ นิ นั ทน์ (2544) รายงานว่ามตี ้นขไ้ี ก่ย่านชนดิ M. cordata เป็นไมเ้ ถาใน จ.
นราธวิ าส และรายงานก่อนหน้าน้ีเมอ่ื พ.ศ. 2523 รายงานว่าพบใน จ.สงขลาดว้ ย หากจะอ้างองิ ถงึ รายงานต่าง
ๆ ทก่ี ล่าวมาแลว้ น่าท่จี ะเป็นชนิด M. micrantha ด้วยเช่นกนั โดยในอดตี จะพบในภาคใต้ของประเทศในช่วง
ทศวรรษ 1980s ซ่งึ น่าท่จี ะระบาดเข้ามาจากมาเลเซยี ซ่งึ มกี ารนาเขา้ ไปใช้เป็นพชื คลุมดนิ มาตงั้ แต่ทศวรรษ
1950s และไมพ่ บในภาคอ่นื ของประเทศไทย จนกระทงั่ ในชว่ งประมาณตน้ ทศวรรษ 1990s เรมิ่ พบในภาคเหนือ
และมกี ารระบาดทร่ี ุนแรงมากขน้ึ ใน จ.เชยี งราย จ. เชยี งใหม่ และ จ.ลาพูน จะพบการระบาดในท่รี กร้างว่าง
เปล่า ขน้ึ ปกคลุมตน้ ไมยราบยกั ษ์ ปกคลุมสวนลาไย และสวนกลว้ ย สองขา้ งทางถนนในอุทยานแห่งชาตดิ อยสุ
เทพ-ปยุ กบั มกี ารระบาดทวั่ ไปในตวั เมอื งดว้ ยเช่นกนั คลุมรวั้ ต้นไมแ้ ละพรรณไมต้ ่าง ๆ รมิ แมน่ ้าปิง ซง่ึ น่าทจ่ี ะ
เป็นการระบาดเขา้ มาจากทางตอนใต้ของประเทศจนี เช่นเดยี วกบั ตน้ สาบหมา และไมน่ ่าทจ่ี ะเป็นการระบาดเขา้
มาจากภาคใต้ของประเทศ โดยทข่ี ณะน้ียงั ไม่พบว่ามขี ไ้ี ก่ยา่ นระบาดจากภาคใต้ ภาคตะวนั ตก ภาคกลาง และ
ภาคเหนือตอนลา่ ง (บรรพต ณ ป้อมเพชร, pers. com.)
ในภาพรวม การควบคุมขไ้ี ก่ย่านโดยชวี วธิ เี รมิ่ ต้นในช่วงปลายทศวรรษ 1970s มกี ารสารวจหา
ศตั รธู รรมชาตโิ ดย CABI ในถน่ิ กาเนิดในอเมรกิ ากลางและอเมรกิ าใต้ (Cock, 1982) พบศตั รูธรรมชาตหิ ลกั 9
ชนิด และ ศัตรูธรรมชาติรองมากกว่า 20 ชนิด ศัตรูธรรมชาติหลัก 9 ชนิด คือ ไรกามะหย่ี Acalitus sp.
(Acarina: Eriophyidae) เพลย้ี ไฟ Liothrips mikaniae (Thysanoptera: Phloeothripidae) มวนแกว้ Teleonemia
sp. (Hemiptera: Tingidae) ด้วง Desmogramma conjuncta, Physimelus pygmaeus และ Omoplata sp.
( Coleoptera: Chrysomelidae) ด้ ว ง Apion luteirostre ( Coleoptera: Apionidae) แ ล ะ ด้ ว ง ง ว ง
Pseudoderelomus baridiiformis (Coleoptera: Curculionidae)
ในการดาเนินงานครงั้ น้ี พบว่าเพลย้ี ไฟ L. mikaniae (ภาพท่ี 8.18) ซง่ึ พบในโคลมั เบยี คอสตารกิ า
ตรนิ ิแดด เปรู และ เวเนซุเอลา น่าทจ่ี ะมปี ระสทิ ธภิ าพสูงสุด หลงั จากการทดสอบความเฉพาะเจาะจงพชื อาศยั
รวม 49 ชนิดว่าปลอดภยั แล้ว มกี ารนาไปปลดปล่อยในหมู่เกาะโซโลมอน เม่อื ค.ศ. 1988 และมาเลเซยี เม่อื
ค.ศ. 1990 ซง่ึ พบว่าไม่สามารถตงั้ รกรากไดท้ งั้ ในสองประเทศ ส่วนการนาเขา้ ไปในปาปัวนิวกนิ ีเมอ่ื ค.ศ. 1989
พบว่าเพล้ยี ไฟทงั้ หมดตายก่อนการปลดปล่อย (Cock et al., 2000) ส่วนใน Julien’s catalogue, 4th edition
(Julien & Griffiths, 1998) เพลย้ี ไฟ L. mikaniae เป็นแมลงศตั รธู รรมชาตเิ พยี งชนิดเดยี วของขไ้ี ก่ยา่ นเท่านนั้ ท่ี
มกี ารนาเขา้ ไปจากตรนิ ิแดดเพ่อื การปลดปล่อยในหม่เู กาะโซโลมอน และมาเลเซยี แต่ไม่สามารถตงั้ รกรากได้
และต่อมาใน Julien’s catalogue, 5th edition (Winston et al., 2014) มกี ารเพมิ่ เติมว่า ในอินโดนีเซยี มกี าร
ปลดปล่อยหนอนผเี สอ้ื Actinote antheas (Lepidoptera: Nymphalidae) จากคอสตารกิ าเม่อื ค.ศ. 1999 ซง่ึ ตงั้
รกรากได้ปานกลาง และหนอนผเี ส้อื Actinote thalia pyrrha จากบราซลิ ในปีเดยี วกนั ซ่งึ มกี ารตงั้ รกรากและ
แพร่กระจายไดด้ ี แต่ไม่มรี ายงานว่ามกี ารนาหนอนผเี สอ้ื ทงั้ สองชนิดเขา้ ไปท่มี ณฑลกวางตุ้ง ประเทศจนี เม่อื
เดอื นธนั วาคม ค.ศ. 2001 (Han et al., 2003)
329
ภาพที่ 8.18 เพลย้ี ไฟขไ้ี ก่ยา่ น mikania thrips, Liothrips mikaniae
(แหลง่ ทม่ี า: ดดั แปลงจาก Wikipedia, The Free Encyclopedia)
Waterhouse & Norris (1987) และ Waterhouse (1994) ได้รวบรวมรายละเอียดท่เี ก่ียวกับศตั รู
ธรรมชาติของข้ไี ก่ย่านท่พี บและมรี ายงานจากทวั่ โลก ในช่วงทศวรรษ 1990s มกี ารนาหนอนผเี ส้อื Actinote
thalia anteas และ Actinote thalia pyrrha (Lepidoptera: Nymphalidae) เขา้ ไปทดสอบเพ่อื การควบคมุ สาบเสอื
โดยชวี วธิ ใี นแอฟรกิ าใต้ โดยก่อนหน้านนั้ Cruttwell (1974) มบี นั ทกึ วา่ อนุกรมวธิ านของ Actinote spp. ยงั ไมล่ ง
ตัวจนถึงปัจจุบัน และแยกการแพร่กระจายทางภูมิศาสตร์ว่า A. thalia anteas ทีอยู่ในตรินิแดด มีการ
แพร่กระจายอย่ใู นเวเนซุเอลา คอสตารกิ า เมก็ ซโิ ก ฮอนดรู สั กวั เตมาลา ปานามา และโคลมั เบยี ส่วน Actinote
thalia pyrrha จ ะ พ บ ใ น บ ร า ซิล ใ น Espirito Santo, Minas Gerais, Paraná, Rio Grando do Sul, Rio de
Janeiro, Santa Catarina และ São Paulo และ ในอารเ์ จนตนิ า
มกี ารนา A. anteas (= A. thalia anteas) จากคอสตารกิ าเขา้ ไปทดสอบในแอฟรกิ าใตใ้ นทศวรรษ
1990s แต่ไม่สามารถรกั ษาโคโลนี (colony) ได้ระหว่างการทดสอบในเรอื นกกั กัน เช่นเดียวกนั กับการนา
A. anteas จากโคลมั เบยี เขา้ ไปในอนิ โดนเี ซยี เมอ่ื ค.ศ. 1996 กไ็ มส่ ามารถรกั ษาโคโลนีไวไ้ ดเ้ ช่นกนั
330
ในปีเดียวกัน มีการนา A. anteas (= A. thalia anteas) (ภาพท่ี 8.19) จากคอสตาริกา และ
A. thalia pyrrha จากบราซิล เข้าไปทดสอบในแอฟรกิ าใต้อีก และพบว่านอกจากสาบเสือ ทงั้ A. anteas
(= A. thalia anteas) และ A. thalia pyrrha สามารถลงทาลายข้ไี ก่ย่านพ้นื เมอื ง Mikania carpensis และ M.
natalensis ดว้ ย จงึ ไมม่ กี ารปลดปล่อยในแอฟรกิ าใต้ แต่จดั ส่งโคโลนีต่อใหอ้ นิ โดนีเซยี เพ่อื นาไปใชค้ วบคุมขไ้ี ก่
ย่าน M. micrantha ซ่งึ เป็นปัญหารุนแรงอยู่ในอินโดนีเซยี และพร้อมกนั ไป A. thalia anteas ท่นี าเข้าไปใน
แอฟรกิ าใต้นัน้ ชนิดท่ถี ูกต้องน่าจะเป็น A. anteas และ Julien et al. (2012) รายงานว่า A. anteas สามารถ
ควบคมุ ขไ้ี ก่ยา่ นในหลายพน้ื ทต่ี ่าในสุมาตราไดด้ ี
ภาพท่ี 8.19 ผเี สอ้ื ตวั เตม็ วยั ของ Actinote anteas (แหล่งทม่ี า: ดดั แปลงจาก Wikipedia,
The Free Encyclopedia)
Desmier de Chenon et al. (2002a, b) รายงานว่าเม่อื ค.ศ. 1996 สถาบนั Indonesian Oil Palm
Research Institute (IOPRI) ท่ี Marihat Research Center ในสุมาตราเหนือ ประเทศอนิ โดนีเซยี ได้นาหนอน
ผเี สอ้ื Actinote anteas จากคอสตารกิ า และ A. thalia pyrrha (ภาพท่ี 8.20) จากบราซลิ ทแ่ี อฟรกิ าใต้นาเขา้ ไป
ทดสอบ แต่ไมไ่ ดร้ บั อนุญาตใหป้ ลดปลอ่ ยไดใ้ นแอฟรกิ าใต้ เขา้ มาทาการศกึ ษาและเพาะเลย้ี งเพมิ่ เตมิ เพอ่ื นาไป
ปลดปล่อยในสุมาตราเหนอื และ หลงั จากการปลดปลอ่ ยแลว้ พบวา่ สามารถตงั้ รกรากไดใ้ นเกาะสุมาตรา ในการ
ปลดปล่อยทงั้ A. thalia pyrrha และ A. anteas บนเกาะสุมาตรา พบว่า A. thalia pyrrha แพร่กระจายไดด้ แี ละ
กว้างขวาง แต่ A. anteas แพร่กระจายไม่กว้างขวางเท่าใดนัก มกี ารนา A. thalia pyrrha เขา้ ไปในประเทศจนี
เพ่อื ควบคุมขไ้ี ก่ย่าน M. micrantha แต่พบว่าไม่สามารถตงั้ รกรากได้ เช่นเดยี วกันกบั การนาเขา้ ไปใชใ้ นในฟิจิ
และมกี ารขออนุญาตนาเขา้ ไปทดสอบในปาปัวนวิ กนิ ี เพอ่ื ควบคมุ ขไ้ี ก่ยา่ น M. micrantha (Day, 2015)
331
ภาพท่ี 8.20 ผเี สอ้ื ตวั เตม็ วยั กลุ่มไข่ หนอน และดกั แดข้ อง Actinote thalia pyrrha (แหล่งทม่ี า: ดดั แปลงจาก
Wikipedia, The Free Encyclopedia)
นอกจากเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ ขไ้ี ก่ย่านเป็นวชั พชื ต่างถ่ินท่รี ุกรานในอนุทวปี อนิ เดยี (Indian
subcontinent) ดว้ ย ในศรลี งั กา อนิ เดยี เนปาล และบงั คลาเทศ ในประเทศจนี ขไ้ี ก่ยา่ นถอื ว่าเป็นวชั พชื ต่างถนิ่ ที่
รุกรานทสี่ าคญั ทางตอนใต้ของประเทศในมณฑลกวางตุ้ง (Guangdong) มณฑลไหหลา (Hainan) ฮ่องกง และ
ไต้หวนั ในรายงานการประชุม International Symposium on Exotic Pests and Their Control ระหว่างวนั ท่ี
17-20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2002 จดั โดย State Key Laboratory for Biocontrol และ Institute of Entomology,
Zhongshan (Sun Yat Sen) University ณ เมอื งกวา่ งโจว (Guangzhou) มณฑลกวางตุง้ (Guangdong) (Zhang
et al., 2003) มรี ายงานท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั การบรหิ ารจดั การขไ้ี ก่ย่านโดยตรงรวม 7 เร่อื ง ทางด้านการควบคุมข้ี
ไก่ย่าน มกี ารสารวจศตั รธู รรมชาติ การนาผเี สอ้ื A. thalia pyrrha จากอนิ โดนีเซยี เขา้ ไปศกึ ษาและทดสอบ การ
ประเมนิ การใชพ้ ชื กาฝาก (parasitic plant) คอื ต้นฝอยทอง dodder, Cuscuta camprestris และ C. chinensis
(Convolvulaceae) (ภาพท่ี 8.21) ในภาคสนามรวมไปถึงการปลูกมนั เทศ sweet potato, Ipomeae batatas
(Convolvulaceae) ใหแ้ ข่งขนั และคลุมเถาขไ้ี ก่ย่าน ตลอดจนการทดสอบการใช้ไรแมงมุมเทยี ม false spider
mite, Brevipalpus phoenicis (Acarina: Tenuipalpidae) ในการควบคุมขไ้ี ก่ย่านในประเทศจนี และในขณะนัน้
ไดม้ กี ารทาบทามจาก Dr. Liying Li ศาสตราจารย์ทางกฏี วทิ ยาแห่ง Guangdong Institute of Entomology ใน
การทจ่ี ะรว่ มมอื กนั ดาเนินการวจิ ยั เพ่อื การควบคุมขไ้ี ก่ยา่ นโดยชวี วธิ ีทงั้ ในประเทศจนี และในประเทศไทย แต่ไม่
มกี ารดาเนินการต่อจนทุกวนั น้ี (บรรพต ณ ป้อมเพชร, pers. com.)