The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ระดับม.ปลาย1ทับ64

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by lahanyingo123, 2021-10-01 05:24:22

แผนการจัดการเรียนรู้ระดับม.ปลาย1ทับ64

แผนการจัดการเรียนรู้ระดับม.ปลาย1ทับ64

แผนการจัดการเรยี นรรู ายสัปดาห
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

ภาคเรยี นท่ี ๑ ปการศกึ ษา ๒๕๖๔
โดย

กศน.ตำบลละหาร

ศนู ยก ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอำเภอย่งี อ
สำนกั งานสง เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยจงั หวัดนราธวิ าส

สำนกั งานสง เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย
สำนกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธกิ าร

คำนำ

ตามที่ศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอยี่งอ สำนักงานสงเสริม
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนราธิวาส ไดจัดกิจกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตาม
หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ปรับปรุง พ.ศ.๒๕๕๙) ประจำ
ภาคเรียนที่ ๑ ปการศึกษา ๒๕๖๔ ไดเห็นความสำคัญของการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู เพื่อใหสามารถ
นำไปในกระบวนการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน ใหเกิดประสทิ ธิผลแกผ ูเรียน

ในการนี้ คณะผูจัดทำ ไดดำเนินการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู เพื่อเปนแนวทางใน
กระบวนการจัดการเรียนการสอน ใหสามารถนำไปใชใหเกิดประโยชน เกิดประสิทธิผลแกผูเรียนอยางแทจรงิ
และหากมีขอบกพรองประการใด จักไดนำไปสูการแกไขปรับปรุงเพื่อการพัฒนางานใหมีประสิทธิภาพยิ่งข้ึน
ตอ ไป

กศน.อำเภอยง่ี อ
พฤศจกิ ายน ๒๕๖๔

สารบัญ ก

คำนำ ๑
สารบัญ ๒
รายวิชาลงทะเบยี น ๓
ปฏทิ ินแผนการจัดการเรยี นรู
แผนการจัดการเรยี นรรู ายสปั ดาห
คณะผูจดั ทำ

รายวชิ าลงทะเบยี น ระดับมัธยมศกึ ษาตอนลาย
หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑

ภาคเรยี นที่ ๑ ปการศกึ ษา ๒๕๖๔
ศนู ยก ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยอำเภอย่งี อ

ท่ี สาระการเรียนรู รหัสวิชา รายวิชา จำนวน จำนวนครง้ั หมายเหตุ
หนวยกติ ที่พบกลุม
รายวิชาบังคบั
๑. ทกั ษะการเรียนรู ทร ๓๑๐๐๑ ทักษะการเรียนรู ๕ ปฐมนเิ ทศ
๕ ครั้งที่ ๑
๒. ความรพู น้ื ฐาน พต ๓๑๐๐๑ ภาษาอังกฤษเพ่ือ ๔
๓. การประกอบ อช ๓๑๐๐๒ ชวี ิตและสงั คม ๒ ๔
อช ๓๑๐๐๑ ทกั ษะการขยาย ๑๖ (ครั้งที่ ๒-๕)
อาชพี อาชีพ
๔. การประกอบ รวม ชองทางการขยาย ๔
อาชพี (ครง้ั ท่ี ๖-๙)
อาชพี

๕. การพัฒนาสังคม (ครัง้ ท่ี ๑๐-๑๒)


(คร้ังท่ี ๑๓-๑๔)

รายวชิ าเลอื ก

สค ๓๒๐๒๙ การเงินเพ่ือชวี ติ ๓ ๓๒
(ครง้ั ที่ ๑๕-๑๖)
๖. การพฒั นาสงั คม อช ๓๒๐๓๖ การปองกนั การ
ทจุ รติ ๓๓
(ครง้ั ท่ี ๑๗-๑๙)
รวม

รวม ปจฉิมนเิ ทศ
คร้งั ท่ี ๒๐

๒๒

ปฏิทินแผนการจดั การเรยี นรู ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้นั พื้นฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
ภาคเรียนท่ี ๑ ปก ารศึกษา ๒๕๖๔
ศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอย่งี อ
คร้ังท่ี วัน เดือน ป รายวิชา หมายเหตุ
๑. พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ปฐมนเิ ทศ
๒. ๑ – ๔ ธนั วาคม ๒๕๖๓ ทกั ษะการเรยี นรู
๓. ๘ – ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๓ ทักษะการเรยี นรู

๔. ๑๔ – ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๓ ทกั ษะการเรยี นรู
๕. ๒๑ – ๒๕ ธนั วาคม ๒๕๖๓ ทักษะการเรียนรู
๖. ๒๘ – ๓๐ ธนั วาคม ๒๕๖๓ ภาษาองั กฤษเพื่อชวี ิตและสงั คม

๗. ๗ – ๘ มกราคม ๒๕๖๔ ภาษาอังกฤษเพื่อชวี ิตและสังคม
๘. ๑๑ – ๑๕ มกราคม ๒๕๖๔ ภาษาอังกฤษเพื่อชวี ิตและสงั คม
๙. ๑๘ – ๒๒ มกราคม ๒๕๖๔ ภาษาองั กฤษเพื่อชวี ิตและสงั คม
๑๐. ๒๕ – ๒๙ มกราคม ๒๕๖๔ ทักษะการขยายอาชพี
๑๑. ๑ – ๑๒ กุมภาพันธ ๒๕๖๔ ทักษะการขยายอาชีพ
๑๒. ๘–๑๒ กุมภาพนั ธ ๒๕๖๔ ทักษะการขยายอาชีพ
๑๓. ๑๕–๑๙ กมุ ภาพนั ธ ๒๕๖๔ ชองทางการขยายอาชพี
๑๔. ๒๒–๒๖ กุมภาพนั ธ ๒๕๖๔ ชองทางการขยายอาชีพ
๑๕. ๑–๕ มนี าคม ๒๕๖๔ การเงนิ เพื่อชีวติ ๓
๑๖. ๘–๑๒ มนี าคม ๒๕๖๔ การเงนิ เพ่ือชวี ติ ๓

๑๗. ๑๕–๑๙ มนี าคม ๒๕๖๔ การปอ งกนั การทจุ ริต
๑๘. ๒๒–๒๖ มนี าคม ๒๕๖๔ การปองกันการทุจริต

๑๙. ๒๙–๓๑ มนี าคม ๒๕๖๔ การปองกนั การทุจริต

๒๐. มนี าคม ๒๕๖๔ ปจ ฉมิ นเิ ทศสอบปลายภาค

คณะท่ีปรกึ ษา

๑. นางนติ ยา วนุ าพันธ ตำแหนง ผูอำนวยการกศน.อำเภอยีง่ อ

๒. นางสาวสีตียอื แลขอ ลแี มง ตำแหนง ครูผชู วย

คณะผูจัดทำ

๑. นางสาวอศั ณดี า ตาเห ตำแหนง ครผู ูช ว ย

๒. นายอัสมงิ สาเมา ะ ตำแหนง ครูกศน.ตำบลลุโบะบอื ซา

๓. นางสาวสาลือมา บอื ซา ตำแหนง ครูอาสาฯ ตำบลลโุ บะบือซา

๔. นางสาวซีมา บือราเฮงดือรา ตำแหนง ครกู ศน.ตำบลจอเบาะ

๕. นางสาวกสิ นี ตอเละ ตำแหนง ครอู าสาฯ ตำบลยง่ี อ

๖. นางสาวฟาตีเมา ะ ปะจูดงิ ตำแหนง ครูอาสาฯ ตำบลลโุ บะบายะ

แผนการจัดการเรยี นรู ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
ศนู ยการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั อำเภอย่ีงอ
แผนการจดั การเรียนรู แบบพบกลุม ครงั้ ท่ี ๑
เร่อื ง ปฐมนเิ ทศ
ตวั ช้ีวัด
นักศกึ ษามีความรู ความเขา ใจการเรยี น กศน.หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ัน
พน้ื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
เนื้อหา
๑. ชีแ้ จงนโยบายและการดำเนนิ งานของ กศน.
๒. แนะนำสถานศึกษา/ผูบริหาร/คร/ู บคุ ลากร กศน.อำเภอย่งี อ
๓. โครงสรางหลกั สูตร/โครงสรางรายวิชาลงทะเบียน ๑/๒๕๖๔
๔. การจดั กระบวนการการเรียนการสอน/กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.)
๕. การเทียบโอนผลการเรียน
๖. การวดั และประเมินผล
๗. เกณฑก ารจบหลกั สูตร
๘. ตรวจสขุ ภาพนักศึกษา
กิจกรรมการจัดการเรยี นรู
๑. แนะนำสถานศึกษา กศน.อำเภอยง่ี อ / กศน.ตำบล
๒. บรรยาย ใหความรูหลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พ.ศ.๒๕๕๑
๓. จดั กิจกรรมฐาน แบงเปน
- ฐาน ตรวจสุขภาพนักศึกษา
- ฐาน โครงสรา งหลักสตู ร
- ฐาน การจัดการเรียนรู
- ฐาน กจิ กรรมพัฒนาคุณภาพชวี ิต (กพช.)
- ฐาน การเทียบโอนผลการเรียน
- ฐาน การวัดผลประเมินผล
- ฐาน การจบหลักสตู ร
ส่อื การเรยี นรู
๑. คมู อื การปฐมนิเทศ
๒. แบบทดสอบความเขาใจ
๓. การวดั และประเมนิ ผล
การวดั และประเมนิ
๑. การสังเกต
๒. การมีสวนรว ม
๓. แบบแบบทดสอบ
๔ แบบประเมนิ ความพึงพอใจ

แผนการจัดการเรียนรู ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
รายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา พท ๓๑๐๐๑

ศนู ยการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อำเภอยี่งอ



แผนการจดั การเรยี นรู แบบพบกลุม ครง้ั ท่ี ๒ ( จำนวน ๖ ชว่ั โมง )
เรือ่ ง การฟง และ การพูด
ตัวชีว้ ัด
๑. เหน็ คณุ คา ของสอื่ ในการฟง การดูและการพูด
๒. วจิ ารณค วามสมเหตสุ มผล การลำดบั ความและความเปนไปไดของเร่อื งทฟ่ี ง การดูและการพดู
๓. นำเสนอความรู ความคิดเห็นที่ไดจากการฟง การดูและการพดู
๔.ใชศ ลิ ปะการพูดท่เี ปน ทางการและไมเ ปนทางการไดอ ยา งเหมาะสมกับโอกาสและบุคคล
๕. วเิ คราะห ประเมนิ คา การใชภาษาพูดจากส่ือ ตาง ๆ
๖.ปฏบิ ตั ิตนเปนผูมีมารยาทในการฟง การดแู ละการพูด
เน้อื หา
๑. หลกั การฟง ดู และพูด
๒. สรุปความ จับประเด็นใจความสำคญั ของเร่ืองท่ีฟง ดูและพูด
๓. การวิเคราะหขอเทจ็ จรงิ ขอคิดเหน็ และสรุปความ
๔. หลักการแสดงความคิดเห็น
๕. การพูดเปน ทางการ และ ไมเ ปนทางการ
๖. ศลิ ปะการพูดประเภทตาง ๆ เชน

- พูดแนะนำตนเอง
- พูดกลาวตอนรับ
- พดู กลาวขอบคณุ
- พูดโนม นาวใจ/ปฏิเสธ
- พดู เจรจาตอรอง
- พดู แสดงความคดิ เหน็
- พูดอธบิ าย
- พดู สุนทรพจน/โตว าที
๗. มารยาทในการฟง ดูและการพูด
ขน้ั ตอนกระบวนการจดั การเรียนรู
ขัน้ ที่ ๑ กำหนดสภาพปญ หาความตองการ
๑. ครผู สู อนสอบถามความรพู ื้นฐานดา นหลกั การใชภาษาของนกั ศึกษาแตละคน
๒. ผูเรยี นรวมกับครสู นทนา ศกึ ษาสภาพปญหาทีเ่ กดิ ขนึ้ ของหลกั การจบั ใจความสำคญั ของเร่ืองท่ีฟง
และดู และความตองการในการพฒั นาการจับใจความสำคัญของเร่ืองทฟ่ี ง และดู

ข้นั ที่ ๒ แสวงหาขอมลู และการจดั การเรียนรู (New ways of learning : N)
- ครูและผเู รียนรว มกนั พูดคุยแลกเปลยี่ นประสบการณท่ีมเี กยี่ วกับการฟง การดูและการพดู ใน

ชีวิตประจำวนั
- รวบรวมปญ หาตาง ๆ ท่พี บจากการฟง การดูและการพูดในชีวิตประจำวนั
- ผูเรียนเลา ถึงนกั พูดหรือการพูดทผี่ เู รยี นชน่ื ชอบประทับใจและการพดู ที่ผเู รยี นไมป ระทับใจทัง้ ของ

ตนเองและผูอ นื่ สนใจ
ขนั้ ที่ ๓ การปฏิบตั แิ ละการนำไปประยุกตใช (Implementation : I)

๑. ผเู รียนเรยี นรตู ามกระบวนการ และศึกษาแนวทางในการนำผลการเรยี นรมู าปรบั ใชใน
ชวี ิตประจำวนั

๒. ผเู รียนทำใบงานและสรุปองคค วามรแู ละบนั ทึกผลการเรียนรูที่ไดจ ากการเรยี นรู
๓. ผูเรยี นนำความรทู ี่ไดจ ากการเรียนรมู าปรับใชเ ปน ในชวี ติ ประจำวนั
๔. มอบหมายงาน กรต.คร้ังตอไป
ขั้นที่ ๔ การประเมินผลการเรียนรู (Evalyation : E)
๑. ผเู รียนสรุปองคค วามรู เพ่ือตอยอดในการพบกลุมครงั้ ตอไป

สื่อการเรยี นรู
๑. หนงั สอื เรียนรายวิชาภาษาไทย (พท ๓๑๐๐๑)
๒. ใบความรู
๓. ใบงาน
๔. แบบทดสอบ
๕. ETV
๖. สือ่ Internet

การวัดและประเมิน
๑. สังเกต
๒. ใบงาน
๓. แบบทดสอบ
๔. การรายงานและการนำเสนอ

ใบความรูท ่ี ๑
เรอ่ื ง หลกั การพดู
การพดู
เปนวธิ ีหน่งึ ของการสื่อสาร การถายทอดความคิด ความรู ความเขาใจ ความรสู กึ หรือความตองการ ดว ยเสยี ง ภาษา
และกิรยิ าทา ทาง เพ่ือใหผ ูรับฟง รบั รู เขา ใจไดต รงตามจุดประสงคข องผพู ดู การส่อื สารจึงจะบรรลผุ ลไดห ลกั การพูด
ความหมายของการพูด
ตามพจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ พดู คอื การเปลงเสยี งออกเปน ถอ ยคาํ , พดู จา การพดู เปน การ
ส่ือสารดว ยภาษา จากตัวผพู ดู ไปยงั ผฟู ง เพื่อส่อื ความหมายใหผ ูอืน่ ทราบความรสู กึ นกึ คดิ และความตอ งการของตน รวมทั้งเปน

การแลกเปลี่ยนขา วสาร ความรู ความคิดเหน็ กอใหเ กดิ ความเขา ใจซง่ึ กนั และกันชว ยใหก จิ การตา ง ๆ ดำเนินไปดว ยความ
เรยี บรอ ย

องคป ระกอบของการพดู
การพูดมีองคประกอบสำคญั อยู ๓ ประการ ดังนี้
ผูพดู ผูพ ดู เปน ผูท ่จี ะตองถา ยทอดความรสู กึ ความคดิ เหน็ ขอเทจ็ จรงิ ตลอดจนทัศนคติของตนสผู ฟู ง โดยใชภาษา
เสยี ง อากบั กิริยาและบคุ ลกิ ภาพของตนใหมีประสิทธิภาพมากทส่ี ุด ผูพูดจะตองคำนึงถงึ มารยาทและคุณธรรม ในการพดู ดว ยส่ิง

สำคัญทผ่ี พู ดู จะตองยึดไวเ ปน แนวปฏบิ ตั ิคอื ผพู ูดจะตองรูจ ักสะสมความรู ความคิดและประสบการณที่มีคณุ คา มปี ระโยชน
แลว รวบรวม เรียบเรยี งความรู ความคดิ เหลาน้ี ใหมรี ะเบยี บ เพอ่ื ที่จะไดถายทอดใหผ ฟู งเขาใจไดโ ดยงา ย แจมแจง การสะสม

ความรู ความคิดและประสบการณ ผพู ดู สามารถทำไดหลายทาง เชน จากการอา น การฟง การสังเกต การกระทำหรอื ปฏิบตั ิ
ดว ยตนเอง การสนทนากับผูอนื่ นอกจากนีแ้ ลว ผูพดู จะตองมที ักษะ ในการพดู การคดิ การฟง และมีความสนใจท่ีจะพฒั นา

บุคลกิ ภาพอยเู สมอ ซึ่งจะชว ยใหผ พู ดู เกดิ ความม่ันใจในตนเอง
สาระหรือเรอ่ื งราวทพ่ี ดู คือ เน้ือหาสาระท่ผี ูพดู พดู ออกไป ซึ่งผูพ ดู จะตองคำนึงอยเู สมอวา สาระท่ตี นพูดนน้ั จะตอ งมี

ประโยชนตอผูฟง อกี ท้งั ควรเปนเร่อื งท่ีใหม ทันสมัย เน้ือหาจะตอ งมีความชดั เจน ผูพดู ตองขยายความคือ ความรูทนี่ ำเสนอสู

ผูฟง ใหม คี วามกระจา ง ซง่ึ อาจขยายความดว ยการยกตัวอยางแสดงดวยตัวเลข สถติ ิ หรือยกหลักฐานตา ง ๆ มาอา งองิ การ
เตรยี มเน้อื หาในการพดู มขี ้ันตอน ดงั นี้

๒.๑) การเลือกหวั ขอ เรอ่ื ง ถาผูพดู มโี อกาสเลือกเร่อื งทีจ่ ะพดู เอง ควรยดึ หลกั ท่วี า ตอง เหมาะสมกบั ผพู ูด คอื เปนเร่อื งทีผ่ พู ดู มี

ความรอบรูในเรอ่ื งน้ัน และเหมาะสมกบั ผฟู ง เปน เร่ืองท่ผี ฟู งมคี วามสนใจ นอกจากนจี้ ะตอ งคำนงึ ถงึ โอกาส สถานการณ สถานที่
และเวลา ท่ีกำหนดใหพ ดู ดว ย

๒.๒) การกำหนดจดุ มุงหมายและขอบเขตของเร่อื งที่จะพูด ผูพดู จะตองกำหนด จดุ มงุ หมายในการพูดแตล ะครงั้ ใหช ดั เจนวา
ตองการใหค วามรู โนมนา วใจหรอื เพื่อความบันเทิงเพ่ือจะไดเตรยี มเร่อื งใหส อดคลองกับจุดมุงหมาย นอกจากนผี้ ูพูดจะตอ ง

กำหนดขอบเขตเรือ่ งทจ่ี ะพูดดว ยวา จะครอบคลุมเนื้อหาลกึ ซึ้งมากนอยเพยี งใด

๒.๓) การคน ควาและรวบรวมความรู ผพู ดู ตองประมวลความรู ความคดิ ทัง้ หมดไวแ ลวแยกแยะใหไ ดว า อะไรคอื ความคดิ หลัก
อะไรคือความคดิ รอง ส่ิงใดทจี่ ะนำมาใชเ ปน เหตผุ ลสนับสนุนความคดิ น้นั ๆ และท่ีสำคญั ผูพดู จะตองบันทึกไวใหชัดเจนวาขอ มูล

ทไี่ ดม าน้ัน มที ีม่ าจากแหลงใด ใครเปนผูพ ูด หรอื ผเู ขยี น ทั้งนผี้ พู ดู จะได อางอิง ที่มาของขอ มลู ไดถ ูกตองในขณะท่ีพดู
๒.๔) การจัดระเบยี บเรื่อง คือ การวางโครงเรือ่ ง ซง่ึ จะชว ยใหก ารพดู ไมว กวน สับสนเพราะผพู ดู ไดจ ดั ลำดบั ข้นั ตอนการพดู ไว

อยา งเปนระเบยี บ มคี วามตอเนอื่ ง ครอบคลุมเน้อื หาทงั้ หมดชว ยใหผูฟงจบั ประเดน็ ไดง าย การจัดลำดบั เนื้อเรือ่ งจะแบง เปน

สามตอน คอื คำนำ เนอ้ื เรอื่ งและการสรุป
ผฟู ง ผูพูดกบั ผูฟ งมคี วามสมั พันธก ัน โดยผพู ดู ตอ งเราความสนใจผฟู งดวยการใชภ าษา เสียง กิริยาทา ทางบุคลิกภาพ

ของตน ในขณะเดยี วกันผูฟง ก็มสี ว นชว ยใหก ารพูดของผูพ ดู บรรลุจดุ หมายไดโ ดยการต้ังใจฟง และคดิ ตามอยางมเี หตผุ ล กอ น

จะพดู ทุกคร้ังผูพดู ตอ งพยายาม ศกึ ษารายละเอียดทเี่ กี่ยวกบั ผูฟงใหม ากท่สี ดุ เชน จำนวนผฟู ง เพศ ระดับการศึกษา ความเช่ือ

และคานยิ ม ความสนใจของผฟู ง เปน ตน การวิเคราะหผูฟง ลว งหนา นอกจากจะไดน ำขอมลู มาเตรยี มการพูดใหเ หมาะสมแลว
ผพู ดู ยังสามารถนำขอมลู น้นั มาใชในการแกปญหาเฉพาะหนา ท่ีอาจจะเกดิ ขึ้นไดเหมาะสมกบั สถานการณดว ย
จุดมุงหมายของการพดู

โดยท่วั ไปแลว การพูดจะมจี ดุ มุง หมายท่สี ำคญั ๆ อยู ๓ ประการ
๑. การพดู เพื่อใหความรคู วามเขาใจ
การพดู เพื่อจุดมุงหมายน้ี เราไดฟงอยูเ ปนประจำไมว า จะเปนขา วสารจากวทิ ยุ โทรทัศน หรอื จากวงสนทนาในชวี ติ ประจำวัน มี
จดุ มุงหมายที่จะใหผ ูฟ ง เกดิ ความรคู วามเขาใจในเรื่องท่ีไมเ คยรู ไมเ คยมีประสบการณห รอื มคี วามรปู ระสบการณบ า ง แตกย็ ังไม
กระจางชดั การพดู ประเภทนี้ ไดแก การรายงาน การพดู แนะนำ การบรรยาย การอธิบายการช้แี จง ดงั ตวั อยา งหวั ขอ เร่ืองที่พดู
เพอื่ ใหเกดิ ความรู ความเขาใจ เชน ทำอยางไรจงึ จะเรียนเกงและประสบความสำเรจ็ ภัยแลง ทำไมราคาพืชผลทางการเกษตร
จึงตกต่ำ งามอยางไทย สง่ิ แวดลอมเปนพิษ
๒. การพูดเพื่อโนม นาวใจ
การพดู เพ่ือโนม นา วใจ เปน การพดู ทม่ี จี ุดมุงหมายใหผ ฟู งเช่ือและมคี วามคดิ คลอยตาม ทำหรอื ไมทำตามท่ผี ูพ ดู ตองการหรือมี
เจตนา ฉะน้นั ผูพดู จะตองช้ีแจง ใหผ ูฟง เห็นวา ถา ไมเ ชอื่ หรือปฏิบตั ิตาม ทผี่ ูพดู เสนอแลวจะเกดิ โทษ หรอื ผลเสียอยางไรการ
พดู ชนดิ นีจ้ ะประสบความสำเรจ็ ไดด ีมากนอยเพียงไรนน้ั ขึ้นอยกู ับตวั ผพู ดู เองวา มบี ุคลิกภาพดไี หม มกี ารใชถอ ยคำภาษาที่งา ย
แกการเขาใจของกลุมผฟู ง ไหม และทส่ี ำคัญ คอื ผูพูดจะตองมีศิลปะและจติ วทิ ยาในการจงู ใจ ผฟู ง ไดเ ปน อยางดี การพดู เพอื่ โนม
นาวใจ จะเหน็ ตวั อยา งไดจากการพดู เพื่อหาเสยี งในการเลอื กต้ัง ไมว าจะเพื่อเปนหวั หนา ช้ัน ผูแทนกลมุ หรือองคการตาง ๆ
สมาชิกสภาผูแทนราษฎร (สส.) หรอื การพดู เพือ่ รณรงคใหผฟู ง เลิกบหุ ร่ี หรือไมกระทำสิ่งใดสงิ่ หน่ึง เชน การพูดเพ่ือใหชว ยกนั
ประหยดั การใชน ำ้ มนั ไฟฟา นอกจากน้กี ารพดู เพ่อื โนม นาวใจจะนำไปใชมากในดา นธรุ กจิ การขาย การโฆษณาเพอื่ ใหผ คู นหัน
มานยิ มใชห รอื ซื้อสินคาตนุ
ตวั อยา งหัวขอเรื่องทพ่ี ดู โนม นา วใจ
บริจาคโลหิตชว ยชีวติ มนษุ ย มาเลยี้ งลูกดว ยนมมารดากันเถอะ ฟงดนตรีเถอะชื่นใจ
ชว ยทำเมอื งไทยใหเปน สเี ขียวดีกวา ออกกำลังกายวนั ละนดิ ชวี ิตแจมใส
เหรยี ญบาทมคี วามหมายเพ่ือเด็กยากไรใ นชนบท
๓. การพูดเพื่อความบนั เทิง
การพดู เพอ่ื จุดมุง หมายนเี้ ปน การพูดท่มี ุงใหผูฟง เกิดความเพลิดเพลนิ ร่ืนเรงิ สนกุ สนานผอนคลายความตงึ เครยี ด ใน
ขณะเดียวกันก็แทรกเนื้อหาสาระ ทีเ่ ปนประโยชนแกผ ฟู ง ดวยผพู ดู จะตองเปน บุคคลท่ีมองโลกในแงดี มอี ารมณข ัน
หนา ตายิม้ แยมแจม ใสไมเ ปน คนเครงเครยี ดเอาจริงเอาจงั เกินไป เพราะส่งิ เหลานจ้ี ะมีผลตอการสรางบรรยากาศความเปน
กันเองใหเกิดข้ึนได ดงั จะเหน็ ไดจ ากรายการตาง ๆ ทางสอ่ื มวลชน ไมวาจะเปนวิทยโุ ทรทศั น
ตัวอยางหัวขอเรือ่ งที่พดู เพ่ือความบันเทิง เราจะไดอะไรจากการฟง เพลงลูกทงุ
ทำอะไรตามใจคอื ไทยแท พูดใครคดิ วา ไมส ำคญั ที่วารกั รกั นั้นเปนฉนั ใด

ใบงานที่ ๑
ใหน ักศกึ ษาบอกมารยาทในการฟงและดใู นโอกาสตา ง ๆ
๑. การฟงและดูเฉพาะหนา ผูใหญ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. การฟง และดูในทป่ี ระชุม
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. การฟง และดูในท่สี าธารณะ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. นักศกึ ษาสามารถนำความรูจากการฟงและการดูไปใชในชวี ติ ประจำวนั ไดอ ยางไรบา ง จงบอกมาอยางนอ ย
๕ ประการ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๕. ใหน กั ศกึ ษาเขยี นตวั อยางความรูท ี่ไดจากการฟง และการดูทีส่ ามารถนำไปใชในการดำเนินชีวติ ไดมา ๑ เร่อื ง
และบอกใหท ราบดว ยวานำไปใชไ ดอ ยางไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

บนั ทกึ หลังการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู
สาระ……………………………………………………………….(……………………………) ระดบั ……………………………………

ครง้ั ท.่ี ...................วนั ท.่ี ..................เดอื น..................................พ.ศ..........................

๑. เนอ้ื หาสาระท่จี ัดกระบวนการเรยี นรู
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ผลทเี่ กิดกับผูเรยี น
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ปญ หาอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. ขอเสนอแนะ/แนวทางแกไข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชือ่ .................................................ครูผูสอน
(.................................................)

ตำแหนง..........................................

บันทกึ ขอเสนอแนะของผูบริหาร

ลงช่อื .................................................
(นางนติ ยา วนุ าพันธ)

ผอู ำนวยการกศน.อำเภอย่ีงอ

แผนการจดั การเรยี นรู ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
รายวชิ าภาษาไทย รหัสวิชา พท ๓๑๐๐๑

ศูนยก ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอยง่ี อ



แผนการจัดการเรยี นรู แบบพบกลุม ครงั้ ที่ ๓ ( จำนวน ๖ ชว่ั โมง )
เรอ่ื ง การอาน
ต๑ัว. ชต้วีีคัดวาม แปลความ และขยายความเร่ืองทอ่ี าน
๒. วเิ คราะห วจิ ารณความสมเหตสุ มผล การลำดบั ความคดิ และความเปนไปไดข องเรื่องที่อา น
วรรณกรร๓ม.ทออธงิบถา่ินยความหมายของภาษาถิ่น สำนวน สภุ าษิตทปี่ รากฏในวรรณคดี วรรณกรรมปจ จุบนั
ทางวฒั ๔น. ธวรเิ ครมราขะอหงชวาจิ ตาิ รแณลวปนรำะไเปมนิปคระายวรุกรตณ ใคชดใ นี วกรารรณดกำเรนรนิมชปีวจ ิตจบุ นั วรรณกรรมทองถน่ิ ในฐานะ ที่เปน มรดก
๕. เลือกใชส ่อื ในการคนควาหาความรูทหี่ ลากหลาย
๖. มีมารยาทในการอา นและมีนสิ ยั รักการอาน
เนอ้ื หา
ของกากราปรรอะา เนมเนิ พค่ือา ตวีครวราณมคแดปี วลรครวณากมรขรมยปายจ คจวบุ าันม คแวลาะมวหรรมณายกขรอรงมภทาอษงาถถิน่ ่นิ ตสลำนอดวนจนสมภุ าารษยติาทอใงนคกป ารระอกาอนบ

ขั้นตอนกระบวนการจัดการเรยี นรู

ข้นั ท่ี ๑ กำหนดสภาพปญหาความตอ งการ

๑. ครูผสู อนสอบถามความรพู ื้นฐานดา นการอานของนกั ศึกษาแตล ะคน
๒. ผูเ รยี นรวมกับครสู นทนา ศกึ ษาสภาพปญหาที่เกดิ ขนึ้ ของการอานของเร่ืองท่ีฟง และดู และความ
ตอ งการในการพัฒนาการการอานของเร่ืองที่ฟง และดู

ขั้นท่ี ๒ แสวงหาขอ มูลและการจัดการเรยี นรู (New ways of learning : N)

- ครแู ละผูเรยี นรว มกนั แลกเปลยี่ นเรยี นรูเ กีย่ วกบั อานตีความ แปลความ ขยายความ ความหมายของ
ภาษาถ่ิน สำนวน สภุ าษติ องคป ระกอบ ของการประเมนิ คา วรรณคดี วรรณกรรมปจ จบุ ัน และวรรณกรรม
ทอ งถิ่น ตลอดจนมารยาทในการอาน

- ครูมอบหมายใหผ เู รยี นรวมกันบอกมารยาททดี่ ีในการอาน

- ครมู อบหมายใหผเู รยี นศกึ ษาเลอื กบทความทางอินเตอรเน็ตมาอา น โดยใหเพ่ือนในชน้ั เรยี น
ฟง แลวใหสรปุ ประเด็นจากเรื่องที่ฟง ตามหลักการทไี่ ดศกึ ษาจากนัน้ ใหว ิเคราะหข อเท็จจรงิ นำเสนอในครั้งตอ ไป

ขน้ั ท่ี ๓ การปฏิบัตแิ ละการนำไปประยกุ ตใ ช (Implementation : I)
๑. ผเู รียนเรียนรูตามกระบวนการ และศึกษาแนวทางในการนำผลการเรยี นรมู าปรับใชใน

ชวี ติ ประจำวัน
๒. ผูเรียนทำใบงานและสรุปองคความรูและบนั ทึกผลการเรียนรูท่ีไดจากการเรยี นรู
๓. ผูเ รียนนำความรูท่ีไดจ ากการเรียนรมู าปรบั ใชเปน ในชวี ติ ประจำวนั
๔. มอบหมายงาน กรต.คร้ังตอไป

ขั้นที่ ๔ การประเมินผลการเรยี นรู (Evalyation : E)
๑. ผเู รยี นสรุปองคค วามรู เพื่อตอ ยอดในการพบกลมุ คร้งั ตอไป

สอ่ื การเรียนรู

๑. หนังสอื เรียนรายวิชาภาษาไทย (พท ๓๑๐๐๑)
๒. ใบความรู
๓. ใบงาน
๔. แบบทดสอบ
๕. ETV

๖. ส่อื Internet

การวัดและประเมิน

๑. สงั เกต
๒. ใบงาน
๓. แบบทดสอบ
๔. การรายงานและการนำเสนอ

ใบความรทู ่ี ๒
เรื่อง ความสำคญั ของการอา น

๑.การอา นชว ยพฒั นาคุณภาพชวี ิต ทำใหผ ูอา นไดร ับสาระความรูเ พ่มิ ขนึ้ เปน คนทนั สมัย ทัน
เหตุการณและความเคลือ่ นไหวของเหตุการณบ า นเมือง ตลอดจนสงั คมและวิทยาการใหมๆ เปนตน
ผอู านเม่ือไดรับความรูจากการอานแลว จะสามารถนำสาระตา ง ๆ มาสรา งสรรคใ หเกดิ ประโยชนตอ ชีวติ
สังคมและ ประเทศชาติในโอกาสตอ ไปได

๒. การอา นชว ยใหเ กดิ ความ เพลดิ เพลนิ หนังสอื หลายประเภทนอกจากจะใหความรู ความคดิ แลว
ยังใหความเพลดิ เพลนิ อกี ดวย ผอู า นหนังสอื จะไดร บั ความเพลดิ เพลนิ ไดรบั ความสขุ อีกทงั้ ยังสรา ง
ความฝน จิตนาการแกผูอาน ตลอดจนเปนการพกั ผอนและคลายเครียดไดเปน อยา งดี

๓. การอา นมผี ลตอการคำเนินชีวติ ที่สุขสมบรู ณข องมนุษย ผลทีไ่ ดรับจากการอาน นอกจากจะ
เปน พน้ื ฐานของการศึกษา ศิลปะวิทยาการ และชวยในการพัฒนาอาชีพแลว ยังมผี ลชวยใหผอู า นได
แนวคดิ และ ประสบการณจำลองจากการอา นอีกดวย ซงึ่ ความคิดและ ประสบการณจ ะทำใหผอู านมโี ลก
ทศั นก วา งข้ึน เขาใจตนอง เขาใจผูอนื่ และเขา ใจสังคมเปน อยางดี อนั จะมีผลตอการดำเนินชีวติ และการ
ดำรงตนอยูใ นสังคมไดอ ยางมีความสขุ

วิจารณญาณในการอาน
วิจารณญาณ ในการอาน คือการรับสารจากการอานใหเ ขาใจเนอ้ื หาสาระแลวใชส ตปิ ญ ญาใคร
ครวญหรอื ไตรตรอง โดยอาศัยความรู ความคดิ ประสบการณม าเปนเหตผุ ลประกอบและสามารถนำ
ไปใชในชวี ติ ไดอยางถูกลองเหมาะสม การใชวิจารณญาณในการอา น จะเร่ิมดันท่ีการอา นดว ยความตงั้ ใจและ
พยายามทำความเขา ใจเน้ือหาสาระของเรอ่ื งที่อา นแลว ใชค วามรู ความคดิ เหตุผลและประสบการณป ระ กอบ
การคดิ ใครครวญใหส ามารถรับสารไดถูกตอง ถองแท การอานโดยใชวจิ ารณญาณประ กอบดวยการเขาใจของ
เรือ่ ง การรูจกั เขียน การเขาใจความสมั พนั ธของสารและการนำไปใช การอา นอยางมวี ิจารณญาณจะตองใช
ความคิด วเิ คราะห ใครครวญและตดั สินใจวา ขอความท่ีไดอา นน้ัน ส่ิงใดเปน ความสำคัญ สิง่ ใดเปน ใจความ
ประกอบหรือพลความ สามารถแยกขอเท็จจริงจากขอ คิดเห็นได ตลอดจนวนิ จิ ฉยั ไดว าขอความทอ่ี านน้นั ควร
เช่อื ถอื ไดหรอื ไมเพียงใด และการอานประเมนิ คาวาขอความท่ีไดอา นมเี น้ือหาสาระ หรอื มีแงคิดท่ดี หี รอื ไม อาจ
นำไปใชป ระโยชนไดเ พยี งไร รวมทง้ั การประเมนิ คา งานเขยี นในดานตาง ๆ เชน ความรู ความสามารถ ความ
จรงิ ใจและกลวิธใี นการเขยี น

การอา นตคี วาม

การอานดีความหรอื การอา นวินิจสารเปนการอานอยางพจิ ารณาถ่ีถวนดวยความเขา ใจเพื่อใหไดประ
โยชน หรอื เปน ไปตามวตั ฤประสงคข องผูเขียน จะเปนการอานออกเสียงหรอื อา นในใจก็ได แตจุดสำคัญอยทู ่ี
การใชสตปิ ญ ญาดีความหมายของคำเละขอ ความ ท้ังหมดรวมทง้ั สงิ่ เวคลอ มทกุ อยางทีเ่ ก่ียวของกับขอความท่ี
อา น ดังน้ันจงึ ตองอาศัยการใชเ หตผุ ลและความรอบคอบในการพจิ ารณาทัง้ ถอ ยคำและสงิ่ แวดลอมทงั้ หมดที่
ผูอานจะดีความสารใด ๆ ไดกวา งหรอื แคบลึกหรือต้นื ขนาดไหน ยอ มข้นึ อยูกบั ประสบการณสว นตวั และความ
เฉยี บแหลมของวจิ ารณญาณ เปนการอานทีต่ ูอานพยายามเขาใจความหมายในสง่ิ ท่ีผเู ขยี นมิไดกลา วไวโ ดยตรง
ผูอานพยายามสรปุ ลงความเห็นจากรายละเอียคของเร่ืองที่อานการอา นดีความนน้ั ผูอา นจะตอ งคดิ หาเหตุผล

เขาใจผเู ขยี น รวู ตั ถปุ ระสงครูภามาที่ผเู ขยี นใชทงั้ ความหมายตรงและความหมายแฝง อนึ่งขอ ความทง้ั รอยแกว
และรอยกรองบางบท มิไดมีความหมายตรงอยางเดยี วแตม ีความหมายแฝงซอนเรน อยู ผอู า นตองแปลความ
กอ นแลวจงึ ดคี วามใหเขา ใจความหมายทแ่ี ฝงอยู

การอา นขยายความ

การอา นขยายความ คือ การอธบิ ายเพม่ิ เติมใหละเอยี ดขน้ึ ภายหลังจากไดด ีความแลว ซึง่ อาจใชว ิธี
ยกตัวอยา งประกอบหรือมกี ารอา งอิงเปรียบเทยี บเน้ือความใหกวา งขวางออกไปจนเปน ท่เี ขาใจชัดเจนยิง่ ขึน้
ตวั อยา ง ความโศกเกดิ จ กความรัก ความ กลวั เกิดจากความรกั ผูท ลี่ ะความรกั เสียไดก ็ไมโสกไมกลัว (พุทธ
ภาษติ ) ขอ ความนใี้ หขอคดิ วา ความรกั เปนตน หตุ ใหเ กดิ ความโสก และความกลัวถาตดั หรอื ละความรักได ทั้ง
ความโศก ความกลวั ก่ไี มมีขยายความเม่ือบคุ คลมคี วามรักในส่งิ ใดหรือคนใด เขาก็ตอ งการใหสง่ิ นัน้ คนน้นั คงอยู
ใหเ ขารกั ตลอดไปมนุษยส วนมากกลวั วา คนหรือสิ่งทีต่ นรกั จะแตกสลายหรือสูญสน้ิ จากไป แตเ ม่ือถึงคราวทุก
อยา งยอมเปลย่ี นไปไมอาจคงอยูใด ยอ มมีการแตกทำลายสูญสลายไปตามสภาพ ถารูความจรงิ ดังน้ีและ รูจักละ
ความรัก ความผูกพันน้ันสีข เขาจะไมตองกลวั และไมตองโสกศราเสียใจอีกตอไป การขยายความนใี้ ชในกรณที ่ี
ขอ ความบางขอความ อาจมีใจความไมสมบูรณจ งึ ตองมีการอธิบายหรือขยายความเพอ่ื ใหเกดิ ความเขาใจย่ิงขึ้น
การขยายความอาจขยายความเกีย่ วกับคำศัพทหรือการใหเ หตุผลเพิ่มเตมิ เชน สำนวน สุภาษิต โคลง กลอน
ตาง ๆ เปน ตน

การอา นจบั ใจความหรือสรปุ ความ

การอา นจับใจความหรือสรุปความ คือ การอานท่ีมงุ คันห าสาระ ของเร่ืองหรือของหนังสือแตละเลมทเี่ ปนสว น
ใจความสำคัญและสว นขยายใจความสำคญั ของเรื่องใจความสำคญั คือ ขอความที่มีสาระคลมุ ขอความอ่นื ๆ
ในยอหนานนั้ หรือเรอ่ื งนน้ั ทั้งหมด ขอ ความอ่นื ๆ เปนเพยี งสว นขยายใจความสำคัญเทา นั้นขอความหน่งึ หรือ
ตอนหนึง่ จะมใี จความสำคญั ท่ีสุดเพียงหน่ึงเดียว นอกน้ันเปนใจความรอง คำวา ใจความสำคญั น้ี บางทีเรยี กเปน
หลายอยาง เชน แกน หรอื หัวใจของเรื่อง แคนของเร่ืองหรือความคิดหลกั ของเร่อื ง แตจ ะ อยา งไรกต็ ามใจ
ความสำคญั คือสิง่ ที่เปนสาระที่สำคญั ทีส่ ุดของเร่ือง นั่นเองใจความสำคญั สว นมากจะมีลักษณะเปนประโขค ซ่ึง
อาจจะปรากฏอยูใ นสว นใดสวนหนึ่งของอหนา ก็ได จุดท่ีพบใจความสำคญั ของเร่ืองแตล ะยอหนา มากทสี่ ดุ คือ
ประ โยคทอ่ี ยตู อนตน ยอหนา เพราะผเู ขยี นมักจะบอกประเด็นสำคญั ไวก อน แลวจงึ ขยายรายละเอียดให
ชัดเจน รองลงมาคือประโยคตอนทายยอหนา โดยผูเ ขียนจะบอกรายละเอียดหรือประเดน็ ยอ ๆ กอ น แลว จงึ
สรุปดว ยประ โยคทเี่ ปน ประเดน็ ไวภายหลงั สำหรบั จดุ ที่พบใจความสำคญั ยากขน้ึ กค็ ือประโยคตอนกลางยอ
หนา ซึง่ ผอู า นจะดอ งใชความพยายามสังเกตใหด ี สวนจดุ ท่ีหาใจความสำคัญยากทีส่ ุด คือ ยอหนาที่ไมมี
ประโยคสำคญั ปรากฏชัดเจน อาจมหี ลายประ โยคหรืออาจ จะอยูรวมๆ กนั ในยอ หนาทีไ่ ด ซง่ึ ผอู านตองสรุป
ออกมาเอง

ใบงานที่ ๒
จงตอบคำถามตอไปน้ี
๑. ความสำคญั ของการอา น
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. วจิ ารณญาณในการอา น หมายถงึ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ขน้ั ตอนของการใชว ิจารณญาณในการอา น
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. หลกั การใชว จิ ารณญาณในการอาน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๕. การอา นตคี วาม
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๖. การอานขยายความ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๗. การอา นจับใจความหรือสรุปความ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

บนั ทึกหลังการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู

สาระ……………………………………………………………….(……………………………) ระดับ……………………………………

ครัง้ ท.่ี ...................วนั ท.ี่ ..................เดือน..................................พ.ศ..........................

๑. เนื้อหาสาระทจ่ี ัดกระบวนการเรยี นรู

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ผลทเี่ กดิ กบั ผูเ รยี น
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๓. ปญ หาอปุ สรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. ขอเสนอแนะ/แนวทางแกไข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชอื่ .................................................ครผู ูส อน
(.................................................)
ตำแหนง..........................................

บนั ทกึ ขอเสนอแนะของผบู ริหาร

ลงชือ่ .................................................

(นางนติ ยา วุนาพนั ธ)

ผอู ำนวยการกศน.อำเภอยี่งอ

แผนการจัดการเรยี นรู ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
รายวชิ าภาษาไทย รหัสวิชา พท ๓๑๐๐๑

ศนู ยการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยอำเภอย่ีงอ



แผนการจดั การเรียนรู แบบพบกลุม ครัง้ ที่ ๔ ( จำนวน ๖ ช่ัวโมง )
เร่อื ง การเขียน
ตวั ช้วี ดั
๑. เขยี นแผนภาพความคดิ เขียนยอ ความ เรียงความ จดหมาย เขยี นอธิบาย ชแ้ี จง โนม นา วใจ
แสดงทัศนะ และการเขยี นเชิงสรางสรรค โดยใชหลักการเขียนและโวหารตางๆ ไดถูกตองตามอักขระวิธแี ละ
ระดับภาษา
๒. แตง คำประพนั ธประเภท รอยกรองไดถูกตองตาม ฉันทลักษณและใชถ อยคำ ที่ไพเราะ
๓. การกรอกแบบพิมพประเภทตา งๆ ไดถกู ตอง
๔. ปฏิบตั ติ นเปน ผมู มี ารยาทในการเขียน และมีการจดบันทกึ อยางสมำ่ เสมอ
เนอ้ื หา
๑. การเขยี นแผนภาพความคิด
๒. การเขียนยอความ
๓. การเขียนเรยี งความ
๔. การเขียนจดหมาย
๕. การเขยี นอธบิ าย
๖. การเขียนช้ีแจง โนมนาวใจ
๗. การเขียนแสดงทัศนะ
๘. การเขยี นคำขวัญ
๙. การเขยี นคำโฆษณา
๑๐. หลักการเขยี นโวหารแบบตาง ๆ
๑๑. การเขยี นพรรณนาและการเขยี นบรรยายเหตกุ ารณ
๑๒. หลกั การเขยี นรายงานทางวิชาการ
๑๓. หลกั การเขยี นอางอิง
๑๔. การกรอกแบบพิมพป ระเภทตาง ๆ เชน กรอกใบสมัครงาน กรอกใบสมคั รเรยี น กรอกใบคำ
รองตาง ๆ
๑๕. การปฏิบตั ิตนเปนผูม ีมารยาทในการเขยี นและมีนิสยั รักการเขยี น
ข้นั ตอนกระบวนการจดั การเรียนรู
ขัน้ ที่ ๑ กำหนดสภาพปญหาความตอ งการ
๑. ครผู ูส อนสอบถามความรูพน้ื ฐานดานการเขยี นของนกั ศึกษาแตละคน
๒. ครผู ูสอนใหน กั ศกึ ษาฝกเขียนตามคำบอก เพ่ือฝกทักษะการเขียนและการฟง

๓. ผูเ รยี นรวมกบั ครสู นทนา ศึกษาสภาพปญหาท่ีเกิดข้นึ ของการเขยี นของเร่อื งที่ฟง และดู และความ
ตอ งการในการพฒั นาการการเขยี นของเร่ืองท่ีฟงและดู

ข้ันท่ี ๒ แสวงหาขอมูลและการจัดการเรยี นรู (New ways of learning : N)
- ครูผูสอนและผูเรียนแลกเปล่ียนเรยี นรูเ รื่องการเขียนประเภทตาง ๆ พรอมยกตัวอยา งการ

เขยี นและฝกเขยี น
- ครูผูสอนแลกเปล่ียนเรียนรูกับนักศึกษาในเร่อื งมารยาทในการเขียน การเขยี นทีด่ ี และ

คุณคาของการเขยี นในภาษาไทย
ขัน้ ที่ ๓ การปฏิบตั แิ ละการนำไปประยุกตใ ช (Implementation : I)

๑. ผเู รียนเรียนรูตามกระบวนการ และศึกษาแนวทางในการนำผลการเรยี นรูม าปรบั ใชใ น
ชีวติ ประจำวนั

๒. ผูเรียนทำใบงานและสรปุ องคค วามรูและบันทึกผลการเรียนรูท่ีไดจากการเรยี นรู
๓. ผเู รียนนำความรทู ีไ่ ดจ ากการเรยี นรมู าปรับใชเ ปน ในชวี ิตประจำวนั
๔. มอบหมายงาน กรต.คร้ังตอไป
ขนั้ ที่ ๔ การประเมนิ ผลการเรยี นรู (Evalyation : E)
๑. ผเู รียนสรปุ องคความรู เพ่ือตอยอดในการพบกลุม ครั้งตอไป

สื่อการเรยี นรู
๑. หนังสอื เรยี นรายวชิ าภาษาไทย (พท ๓๑๐๐๑)
๒. ใบความรู
๓. ใบงาน
๔. แบบทดสอบ
๕. ETV
๖. สอ่ื Internet

การวดั และประเมนิ
๑. สงั เกต
๒. ใบงาน
๓. แบบทดสอบ
๔. การรายงานและการนำเสนอ

ใบความรทู ่ี ๓ เร่ือง หลกั การเขยี น

ความหมายและความสำคญั ของการเขียน

การเขียน คอื การแสดงความรู ความคดิ อารมณความรสู ึกและความตองการของผสู งสารออกมาเปน
ลายลักมณอกั ษร เพอื่ ใหผูรบั สารอา นเขาใจไดร ับความรู ความคดิ อารมณ ความรูสึก และความดองการตา ง ๆ
เหลานนั้ การเขยี นเปนพฤติกรรมของการสง สารของมนุษย ซง่ึ มีความสำคัญไมย งิ่ หยอ นไปกวา การสงสารดวย
การพูดและการอา น เพราะการเขยี นเปน ลายลกั ษณ อักษรหรอื ตัวหนงั สือจะคงทนถาวรและกวา งขวางกวา
การพูด และการอาน การทเ่ี ราไดท ราบความรคู วามคิดและวทิ ยาการตา ง ๆ ของบุคคลในยคุ กอน ๆ ก็เพราะ
มนษุ ยรจู ักการเขยี นสญั ลกั ษณแทนคำพดู ถายทอดใหเ ราทราบการเขยี นเพือ่ สงสารมปี ระสทิ ธภิ าพมากนอ ย
แคใ หนนั้นยอมขนึ้ อยูกบั ผสู ง สารหรอื ผเู ขียนซ่งึ จะดองมคี วามสามารถในหลายดาน ทั้งกระ บวนการคดิ
กระบวนการเขยี นความสามารถในดานการใชภ าษาและอืน่ ๆ ดงั นี้
๑. เปน ผูม ีความรใู นเรอ่ื งทีจ่ ะเขยี นเปนอยางดี มจี ุดประสงคในการถายทอดเพื่อจะใหผ ูอานได
รับส่งิ ใดและทราบพื้นฐานของผรู ับสารเปนอยา งดดี วย
๒. สามารถลอื กรูปแบบและกลวิธีในการเขียนไดเหมาะสมกับเนื้อหาและโอกาส เชน การเขยี น
คำขีแ้ จงก็เหมาะทีจ่ ะเขยี นแบบรอ ยแกว หากเขียนคำอวยพรใน โอกาสตา ง ๆ อาจจะ ใชการเขยี นแบบรอย
กรองเปน โคลง ฉนั ท กาพย กลอน จะเหมาะ สมกวา เปนตน
๓. มคี วามสามรถในการใชภ าษาโดยเฉพาะภามาเขียนท้งั การเขยี นคำและขอความตามอักขรวธิ ี
รวมท้ังการเลอื กใชถ อยคำสำนวนตาง ๆ
๔. มีความสามารถในการศึกษาคนควาและการฝกฝนทักษะการเขียน
๕. มศี ิลปะในการใชถอยคำไดไพเราะเหมาะสมกับเนื้อหาหรือสารท่ตี องการถา ยทอด

หลกั การเขยี นท่ีดี
๑. เขียนตวั หนงั สอื ชดั เจน อานงา ย เปนระเบียบ
๒. เขียนไดถกู ตองตามอักขรวิธี สะกดการนั ตั วรรณยุกต วางรูปเครอ่ื งหมายตา ง ๆ เวน วรรคตอนไดถ ูกตอ ง
เพอ่ื จะสื่อความหมายไดตรงและ ชดั จน ชว ยใหผูอ านเขาใจสารไดด ี
๓. เลือกใชถอ ยคำไดเ หมาะสม สื่อความหมาย ไดด ี กะทดั รัด ชดั เจนเหมาะสมกับเนอื้ หา เพศวัย และระดับ
ของผูอาน
๔. เลือกใชสำนวนภามาไดไ พเราะ เหม ะสมกับความรู ความคดิ อารมณ ความรูสึก ทีต่ องการถายทอด
๕. ใชภ ามาเขียนไมค วรใชภามาพูด ภาษาโฆษณาหรือภาษาทีไ่ มไดมาตรฐาน
๖. เขียนไดถูกตองตามรูปแบบและหลกั เกณฑของงานเขยี นแตละประเภท
๗. เขยี นในสง่ิ สรา งสรรค ไมเ ขยี นในสิ่งทจ่ี ะสรา งความเสยี หายหรือความเดือดรอนใหแ กบุคคลและสงั คม
การทจ่ี ะส่ือสารดว ยการเขยี นไดดี ผูเขียนตองมีความสามารถในดานการใชภ าษาและ ตองปฏบิ ัติ
ตามหลักการเขียนทดี่ ีมีมารยาท

การเขียนรปู แบบตาง ๆ

รปู แบบการเขียน งานเขยี นในภาษาไทยมี ๒ รูปแบบคอื งานเขยี นประเภทรอยกรองกบั งานเขียน
ประเภทรอ ยแกว ซ่ึงผเู รยี นไดเคยศึกษามาบางแลวในระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน ในทนี่ จ่ี ะพดู ถึงงานเขยี น
ประเภทรอ ยแกว ท่ผี ูเรียนจำเปนตอ งใชในชีวติ ประจำวนั เชน การเขยี นจดหมาย การเขียนเรียงความ การ
เขียนยอความ การจดบนั ทึกและการเขียนแสดงความคดิ เห็น และ งานเขียนประเภทรอยกรองบางประเภท
เทาน้ัน

การเขียนจดหมาย

การเขียนจดหมายเปน วิธีการท่นี ยิ มใชเพื่อการส่ือสารแทนการพูด เมื่อผูส ง สารและ ผูรบั สารอยู
หางไกลกัน เพราะประหขัดคาใชง าย มีลายลกั ษณอักษรเปนหลักฐานสงถงึ กนั ไดสะดวกทกุ พน้ื ท่ี จดหมายท่ี
เขยี นตดิ ตอกนั มหี ลายประเภาเปนดน วา จดหมายสว นตัว เปน จดหมายท่ีเขยี นถงึ กนั ระ หวา งญาตมิ ติ ร หรือครู
อาจารย เพื่อสง ขา วคราว บอกกลา วไตถามถึงความทกุ ขส ุข แสดงถึงความรัก ความปรารถนาดี ความระลกึ ถงึ
ตอกัน รวมทงั้ การเลาเร่ืองหรือเหตุการณ ที่สำคญั การขอความชว ยเหลอื ขอคำแนะนำซึ่งกันและกนั

จดหมายกจิ ธุระ
เปน จดหมายทบี่ ุคคลเขยี นตดิ ตอกับบุคคลอืน่ บรษิ ัท หางรานและหนว ยงาน
อื่น ๆ เพื่อเจา กิจธุระ เปนตนวา การนดั หมายขอสมัครงาน ขอความชว ยเหลือและขอคำปรกึ ษาเพ่อื ประโย
ชนใ นดานการงานตา ง ๆ จดหมายธรุ กิจ เปนจดหมายทเ่ี ขยี นตดิ ตอกันในเรอ่ื งธุรกจิ และการเงนิ ระหวา งบริษัท
หา งราน และองคการตา ง ๆ จดหมายราชการหรือหนังสือราชการ เปน จดหมายท่ตี ดิ ตอกันเปน ทางราชการ
จากสว นราชการ หนงึ่ ถึงอีกสวนราการหน่งึ ขอความ ในหนังสือถือวาเปนหลกั ฐานทางราชการและมีสภาพ
ผูกมัดถาวรในราชการ จดหมายราชการจะมเี ลขทีข่ องหนงั สอื มกี ารลงทะเบียนรับ-สง ตามระเบยี บของงานสาร
บรรณการเขียนจดหมายแตละประเภทจะ มลี ักษณะแตกตางกันไป แตโดยท่วั ไปจะมแี นวโนม ในการ

ใบงานที่ ๓ เร่ือง การเขยี น

๑.การเขยี น หมายถึง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๒. หลักการเขียนที่ดี มดี ังน้ี
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๓.การเขยี นจดหมาย คือ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๔.การเขยี นเรยี งความ คือ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

บนั ทกึ หลังการจดั กิจกรรมการเรยี นรู

สาระ……………………………………………………………….(……………………………) ระดับ……………………………………

คร้ังท.่ี ...................วนั ท.่ี ..................เดอื น..................................พ.ศ..........................

๑. เน้อื หาสาระที
เรียนรู...................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ผลท่เี กดิ กับผเู รียน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ปญหาอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. ขอ เสนอแนะ/แนวทางแกไข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชือ่ .................................................ครูผูสอน
(.................................................)

ตำแหนง ..........................................

บันทึกขอเสนอแนะของผูบริหาร

ลงชือ่ .................................................
(นางนิตยา วุนาพันธ)

ผูอำนวยการกศน.อำเภอย่ีงอ

แผนการจัดการเรียนรู ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
รายวชิ าภาษาไทย รหัสวิชา พท ๓๑๐๐๑

ศนู ยก ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยอำเภอย่งี อ



แผนการจัดการเรียนรู แบบพบกลุม ครั้งท่ี ๕ ( จำนวน ๖ ชั่วโมง )
เรอ่ื ง หลักการใชภ าษา
ตัวชวี้ ัด

๑. อธบิ ายธรรมชาตขิ องภาษา และใชป ระโยคตามเจตนา ของการสอ่ื สาร

๒. เลือกใชถอ ยคำ สำนวนสภุ าษติ คำพังเพยใหตรงความหมาย

๓. ใชประโยคไดถ ูกตอ งตามเจตนาของผสู ง สาร

๔. ใชค ำสุภาพ และคำราชาศัพทใหถกู ตองตามฐานะและบุคคล

๕. แตง คำประพันธป ระเภทรอยกรองได

เนื้อหา

๑. ธรรมชาติของภาษา

- การเปลย่ี นแปลงของภาษา

- ลกั ษณะของภาษา

- พลงั ของภาษา

๒. การใชถ อ ยคำ สำนวน สภุ าษิต คำพงั เพย

๓. โครงสรา งของประโยค รูปประโยค และชนิดของประโยค

๔. ระดบั ภาษา

๕. คำสภุ าพ

๖. คำราชาศัพท

๗. การแตง คำประพนั ธป ระเภทรอ ยกรอง

ขัน้ ตอนกระบวนการจดั การเรยี นรู

ขน้ั ที่ ๑ กำหนดสภาพปญหาความตอ งการ

๑. ครูผสู อนสอบถามความรูพ้นื ฐานดา นการหลกั การใชภาษาของนกั ศึกษาแตละคน
๒. ครูผสู อนพูดคยุ เกย่ี วกับคำสุภาษิตและคำพังเคยที่เคยไดยินและไดใชในชวี ิตประจำวนั พรอม

อธบิ ายความหมาย
ขนั้ ท่ี ๒ แสวงหาขอมูลและการจดั การเรียนรู (New ways of learning : N)

- ครูผสู อนและผเู รยี นแลกเปลี่ยนเรยี นรเู ร่ืองธรรมชาตขิ องภาษา การใชถ อยคำ ประโยค
สำนวน สุภาษิต คำพงั เพย คำสุภาพ คำราชาศัพท โดยใหน ักศกึ ษาศึกษาเรยี นรจู ากใบงานและแบบเรยี น

ข้นั ท่ี ๓ การปฏบิ ัตแิ ละการนำไปประยกุ ตใ ช (Implementation : I)
๑. ผเู รียนเรยี นรตู ามกระบวนการ และศึกษาแนวทางในการนำผลการเรยี นรมู าปรบั ใชใน

ชีวติ ประจำวนั
๒. ผูเ รียนทำใบงานและสรปุ องคความรแู ละบันทึกผลการเรียนรทู ีไ่ ดจ ากการเรยี นรู
๓. ผเู รยี นนำความรทู ี่ไดจ ากการเรียนรูมาปรับใชเ ปน ในชีวติ ประจำวนั
๔. มอบหมายงาน กรต.ครั้งตอไป

ข้นั ที่ ๔ การประเมินผลการเรยี นรู (Evalyation : E)
๑. ผูเรียนสรุปองคค วามรู เพ่ือตอ ยอดในการพบกลมุ ครั้งตอไป

สอื่ การเรียนรู ๑. หนงั สอื เรยี นรายวิชาภาษาไทย (พท ๓๑๐๐๑)
๒. ใบความรู
๓. ใบงาน
๔. แบบทดสอบ
๕. ETV
๖. สอื่ Internet

การวดั และประเมนิ
๑. สงั เกต
๒. ใบงาน
๓. แบบทดสอบ
๔. การรายงานและการนำเสนอ

ใบความรู ท่ี ๔

เร่ือง หลักการใชภาษา

ภาษา เปนคำทเี่ รายืนมาจากภาษาสนั สกฤต ถาแปลตามความหมายของคำศพั ทภาษา แปลวา
ถอ ยคำหรือคำพูดทใ่ี ชพูดจากัน คำวา ภามา ตามรากศัพทเดมิ จงึ มีความหมายแคบคือหมายถึงคำพดู แตเ พยี ง
อยา งเดยี ว

ความหมายของภาษาตามความเขา ใจของคนท่วั ไป เปนความหมายท่ีกวา ง คือภาษาหมายถงึ ส่อื
ทกุ ชนดิ ทสี่ ามารถทำความเขาใจกนั ได เชน ภามาพดู ใชเสียงเปน ส่อื ภามาเขยี นใชตัวอักษรเปนสื่อ ภาษาใบใ ช
กริยาทาทางเปนส่อื ภามาคนตาบอดใชอักษรที่เปน จดุ นนุ เปน สอื่ ตลอดทั้ง แสง สี และอามัติสัญญาณตา ง ๆ
ลวนเปนภาษาตามความหมายนที้ ้งั สิ้น

ความหมายของภาษาตามหลักวิชา ภาษา หมายถงึ สญั ลักษณที่มีระบบระเบยี บและมีแบบแผนทำ
ใหค นเราส่ือความหมายกันได สวนประกอบสำคัญคือ จะตองมี ระบบสญั ลกั ษณ + ความหมาย + ระบบการ
สรางคำ + ระบบไวยากรณ ในภาษาไทยเรามีระบบสัญลักษณ ทีค่ ือ สระ พยญั ชนะและวรรณยกุ ต ระบบการ
สรา งคำ ก็คือ การนำเอาพยญั ชนะ สระ และวรรณยกุ ตมาประกอบกันเปนคำ เชน พี่ นอ ง พอ แม ฯลฯ ระบบ
ไวยากรณ หรือเราเรียกวา การสรา งประโยคคือการนำคำตาง ๆ มาเรยี งกันใหส มั พนั ธกันใหเ กิดความหมายตาง
ๆ ซ่งึ เปน หนวยใหญขึ้น เมื่อนำสว นประกอบตาง ๆ สมั พันธกนั แลวจะทำใหเ กิดความหมาย ภามาดอ งมี
ความหมาย ถาหากไมม คี วามหมายกีไ่ มเรยี กวาเปนภาษา

ความสำคญั ของภาษา

๑. ภาษาเปนเครื่องมอื ในการติดตอ สอื่ สาร ที่มนุษยใชส อื่ ความเขาใจ กัน ถา ยทอดความรคู วามคิด
อารมณ ความรูสึก ซึง่ กนั และกัน

๒. ภาษาเปน เครอ่ื งมอื ในการแสวงหาความรู ความคิดและความเพลดิ เพลิน

๓. ภาษาเปน เครอื่ งมอื ในการประกอบอาชพี และการปกครอง โดยมภี าษากลางหรือภาษาราชการใช
ในการส่อื สารทำความเขา ใจกันไดท ัง้ ประเทศ ทั่วทกุ ภาค

๔. ภาษาชวยบันทึกถา ยทอดและจรรโลงวฒั นธรรมใหด ำรงอยู เราใชภาษาบนั ทกึ เร่ืองราวและ
เหตุการณตาง ๆ ในสังคม ตลอดทงั้ ความคิด ความเช่ือไวใหคนรุนหลังไดท ราบและสบื ตออยางไมขาดสายเมือ่
ทราบวาภาษามีความสำคัญอยางย่ิงสำหรบั มนุษยแ ละมนุษยท ใี่ ชภ าษาเพื่อการคำเนิน ชีวิตประจำแตเ ราก่ีมี
ความรูเก่ยี วกับภามากนั ไมม ากนกั จงึ ขอกลา วถึงความรูเ กี่ยวกบั ภามาใหศึกษากันดังน้ี

๑. ภาษาใชเ สียงชื่อความหมาย ในการใชเ สยี งเพือ่ สื่อความหมายจะมี ๒ ลักษณะ คือ

๑.๑ เสยี งทีส่ มั พนั ธก บั ความหมาย หมายความวา ฟงเสยี งแลวเดาความหมายไดเสยี งเหลานี้

มักจะเปน เสยี งท่ีเลยี นเสยี งธรรมชาติ เชน ครืน เปรยี้ ง โครม จักๆ หรอื เลยี น เสยี งสตั วร อ ง เชน กา
อึง่ อาง แพะ เจีย๊ บ ตุก แก

๑.๒ เสยี งไมสมั พันธก บั ความหมาย ในแตล ะภามาจะมีมากกวา เสยี งที่สมั พนั ธ กับความหมาย เพราะ
เสยี งตา ง ๆ จะมีความหมายวา อยา งไรนั้นข้ึนอยูกบั ขอดกลงกนั ของคนท่ีใชภ าษาน้ัน ๆ เชน ในภาษาไทย
กำหนดความหมายของเส่ยี ง กิน วานำของใสปากแลว เคยี้ วกลนื ลงคอ ภาษาองั กฤษใชเ สยี ง

eat (อ้าึ ) ในความหมายเดยี วกนั กบั เสียงกนิ

๒. ภาษาจะเกดิ จากการรวมกันของหนว ยเลก็ ๆ จนเปน หนวยทใ่ี หญข ึน้

หนว ยในภาษา หมายถึง สว นประกอบของภามาจะมีเสยี งคำและประ โยค ผูใชภามาสามารถ

เพมิ่ จำนวนคำ จำนวนประโขคขน้ึ ไดมากมาย เชน ในภาษาไทยเรามเี สียงพยญั ชนะ ๒๑ เสียง เสียง
สระ ๒๔เสียง เสยี งวรรณยุกต s เสยี ง ผเู รียนลองคดิ ดูวาเมื่อเรานำเสียงพยญั ชนะ เสยี งสระ เสียงวรรณยกุ ตมา
ประกอบกนั กี่จะ ไดค ำมากมาย นำคำมาเรยี งตอกนั ก่ีจะไดว ลี และประโยค เราจะสรา งประ โยคขึ้นไดมากมาย
และหากเรานำประ โขคท่สี รางขึ้นมาเรยี งตอกันโดยวิธมี ารวมกนั มาซอนกนั กจ่ี ะทำใหไดประโยศทยี่ าวออกไป
เรอ่ื ย ๆ

๓. ภาษามกี ารเปล่ียนแปลง สาเหตุของการเปล่ยี นแปลง

๑. การพูดกนั ในชวี ิตประจำวัน สาเหตุน้อี าจจะทำใหเ กดิ การกลมกลนื เสียง เชน เสยี งเดมิ วา

อยา งน้ี กลายเปน อยางง้ี

มะมวงอกพรอง กลายเปน มะมว งอกรอ ง

สามแสน กลายเปน สามเสน

สูจนเย็บตา กลายเปน สูจนยบิ ตา

๒. อิทธิพอของภาษาอน่ื จะเหน็ ภามาองั กฤษมีอิทธพิ ลในภาษาไทยมากทสี่ ุดอยูในขณะนี้ เชน มาสาย
มักจะใชว า มาเลท(late)

คำทกั ทายวา สวสั ดี จะใช ฮลั โล (ทางโทรศัพท) หรือเปนอิทธิพลทางดา นสำนวน เชน

สำนวนทีน่ ิยมพดู ในปจจบุ นั ดังนี้

"ไดรบั การตอนรับอยางอบอนุ " นาจะ พดู วา "ไดร บั การตอนรบั อยางด"ี

"จบั ไข" นาจะพูดวา *เปน ไข" นันทิดา แกว บวั สาย จะมาในเพลง *เธอ" นา จะพดู วา นนั ทิดา

แกว บัวสาย จะ มารอ งเพลง "เธอ"

๓. ความเปลยี่ นแปลงของสิ่งแวดลอม เมอื่ มคี วามเจริญขึ้น ของกาก็เลิกใช สิ่งใหมก เ็ ขามา

แทนท่ี เชน การหงุ ขาวสมยั กอนการดงขา วแตป จ จบุ ันใชห มอหุงขางไฟฟา คำวา คงขาว กเ็ ลิกใชไป
หรอื บา นเรือนสมยั กอนจะใชไมไ ผป ูพนื้ จะเรยี กวา "ฟาก" ปจจุบันใชกระเบ้ือง ใชปูน ปูแทนคำวาฟากก็เลิก

ใบงานที่ ๔

ใหน กั ศึกษาอธิบายรายละเอยี ดตามหวั ขอ ทกี่ ำหนดให

๑. ภาษา คอื

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๒. ความหมายของภาษาตามหลกั วชิ า
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๓. ความสำคัญของภาษา

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๔. ทำบุญเอาหนา ภาวนากันตาย หมายถงึ

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๕. ฝนทั่งใหเปน เขม็ หมายถึง

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

บนั ทกึ หลังการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู
สาระ……………………………………………………………….(……………………………) ระดบั ……………………………………

ครง้ั ท.่ี ...................วนั ท.่ี ..................เดอื น..................................พ.ศ..........................

๑. เนอ้ื หาสาระท่จี ัดกระบวนการเรยี นรู
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ผลทเี่ กิดกับผูเรยี น
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ปญ หาอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. ขอเสนอแนะ/แนวทางแกไข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชือ่ .................................................ครูผูสอน
(.................................................)

ตำแหนง..........................................

บันทกึ ขอเสนอแนะของผูบริหาร

ลงช่อื .................................................
(นางนติ ยา วนุ าพันธ)

ผอู ำนวยการกศน.อำเภอย่ีงอ

แผนการจัดการเรยี นรู ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
รายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา พท ๓๑๐๐๑

ศูนยการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยอำเภอยง่ี อ



แผนการจดั การเรยี นรู แบบพบกลุม คร้งั ท่ี ๖ ( จำนวน ๖ ชวั่ โมง )
เรอื่ ง วรรณคดี และ วรรณกรรม
ตวั ช้วี ดั

๑. อธบิ ายคณุ คาวรรณคดี วรรณกรรมปจจบุ ัน และวรรณกรรมทอ งถิ่น

เน้ือหา

๑. ความหมายของวรรณคดีวรรณกรรมปจจุบันและวรรณกรรมทองถิน่

๒. คณุ คาของวรรณคดี และวรรณกรรม ดานวรรณศลิ ป และดานสงั คม

๓. แนวคดิ และคานิยมท่ีปรากฏในวรรณคดแี ละวรรณกรรม

ข้ันตอนกระบวนการจัดการเรยี นรู

ขัน้ ที่ ๑ กำหนดสภาพปญหาความตองการ

๑. ครูผสู อนสอบถามความรูพืน้ ฐานดานการครูผสู อนพูดคยุ เกี่ยวกบั วรรณกรรมของไทย ของ
นกั ศกึ ษาแตล ะคน

๒. ครูผสู อนพดู คยุ เกี่ยวกบั ครูผสู อนพูดคยุ เกี่ยวกับวรรณกรรมของไทย เคยท่ีเคยไดย ินและไดใ ชใน
ชวี ิตประจำวนั พรอมอธิบายความหมาย

ข้นั ที่ ๒ แสวงหาขอมูลและการจดั การเรยี นรู (New ways of learning : N)

- ครแู ละผเู รยี นแลกเปล่ียนเรียนรเู กยี่ วกบั เก่ียวกับวรรณคดี วรรณกรรมปจจบุ ัน และ
วรรณกรรมทองถน่ิ และรว มกันสรุปคุณคา ความสำคญั ตอประเพณวี ัฒนธรรมของไทย

ขนั้ ท่ี ๓ การปฏิบัตแิ ละการนำไปประยุกตใช (Implementation : I)
๑. ผเู รยี นเรียนรตู ามกระบวนการ และศึกษาแนวทางในการนำผลการเรยี นรมู าปรบั ใชใน

ชวี ิตประจำวัน
๒. ผูเรยี นทำใบงานและสรปุ องคความรแู ละบนั ทึกผลการเรียนรูท ่ีไดจากการเรยี นรู

๓. ผเู รยี นนำความรทู ีไ่ ดจ ากการเรียนรูมาปรบั ใชเ ปน ในชวี ติ ประจำวนั

๔. มอบหมายงาน กรต.คร้ังตอไป

ขนั้ ที่ ๔ การประเมนิ ผลการเรียนรู (Evalyation : E)
๑. ผเู รยี นสรปุ องคค วามรู เพ่ือตอ ยอดในการพบกลุมครัง้ ตอไป

สือ่ การเรียนรู ๑. หนังสอื เรียนรายวิชาภาษาไทย (พท ๓๑๐๐๑)
๒. ใบความรู
๓. ใบงาน
๔. แบบทดสอบ
๕. ETV
๖. สอื่ Internet

การวดั และประเมนิ
๑. สังเกต
๒. ใบงาน
๓. แบบทดสอบ
๔. การรายงานและการนำเสนอ

ใบความรูเร่ืองที่ ๕ วรรณคดี
วรรณคดี คือ หนงั สือที่ไดร บั การยกชองวาแตงดีมีลักษณะเดนในเชิงประพันธ มีคุณคาสงู
ในตานความคิด อารมณและความเพลดิ เพลนิ ทำใหผูอานเห็นความงาม ความไพเราะเกิดความซาบซ้งึ กินใจ
วรรณคดจี ึงมคี วามงคงามคา นวรรณศลิ ปชว ยยกระดับจติ ใจความรสู กึ และ ภูมิปญ ญาของผอู านใหส งู ข้ึน
วรรณคดีจึงเปน มรดกทางวัฒนธรรมอยางหน่งึ
คณุ คา ของกัณฑท านกณั ฑ
๑. คณุ คาดา นวรรณศลิ ป (ความงามทางภาษา)
ทานกณั ฑนี้ดีเดน ในเชิงพรรณนาไวหาร มกี ารใชไวหารท่ไี พเราะและทำใหเกดิ จินตภาพแกผอู าน เชน
ตอนท่ีพระนางผุสดีพดู กบั พระเวสสันดรใชถอยคำที่อานแลวซาบซง้ึ กนิ ใจ
ต้งั แตน ้พี ระชนนีจะเสวยพระอสั สุชนธารา
"วา โอพอฉตั รพิชยั เชตเวสสนั ดรของแมเอย
แมไปทูลพระบดิ าเธอกไ็ มไปรด แมวอนขอโทมเธอก็ไมให...พระลูกเอย...แตน ้จี ะชมุ ชื่นไปดวยน้ำคา ง
ในกลางปา พอจะเสวยแตมลู ผลาตา งเคร่อื งส า! โภชนทุกเชา ค่ำ ถงึ ขมขน่ื ก็จะกลืนกลำ้ จำใจเสวย... "
๒. คณุ คาดา นสังคม
๒.๑ ดา นการปกครอง ในเรอื่ งพระเวสสันดรจะเห็นวา กษตั ริยทรงฟง เสียงประชาชนเมือ่
ประชาชนลงมติใหเนรเทศพระเวสสนั ดร เพราะเจา สัญชัยก่ียอมเนรเทศแสดงใหเ หน็ ถงึ ความเปน
ประชาธิปไตย
๒.๒ สภาพสงั คมท่ีไมย อมรับหญิงมา ย หญงิ ใดเปนมา ยก็จะถูกดหู มิน่ เหยียดหยามจากสังคมและ ไมมีใครอยาก
ไดเปน คูครอง
๓. ดานคา นยิ ม
๓.๑ คา นิยมเก่ยี วกับการทำงาน โดยการทำทานเปนการเสยี สละเพอ่ื เพ่ือนมนุษยและหวังในผลบญุ น้ันจะสงให
ตนสบายใน ชาตติ อ ไป ความคดิ นยี้ ังฝงอยูในใจคนไทยมาทุกสมยั จึงนิยมทำบุญบรจิ าคทาน
๓.๒ ความเชือ่ เกี่ยวกับเรอื่ งชางเผือก
ชางเผือกถือวา เปน ชา งคบู ารมพี ระมหากษตั ริย
และความเช่ือนน้ั ยงั ปรากฏมาจนถงึ ปจ จบุ ันน้ี
๔. ดา นความรู ใหความรูเกยี่ วกบั การสันตสดกมหาทาน ซึ่งในสมัยอยุธยากป็ รากฎการทำทานลกั ษณะน้ีใน
สมัยพระเจา ปราสาททองและประเทศที่เปน มืองขึ้นประเทศอนื่ ตองสง เคร่ืองบรรณาการมาถวาย

ใบงานท่ี ๕
ใหน ักศึกษาเลือกอานวรรณคดีไทย ๑ เร่อื ง พรอมบอกคุณคาทไ่ี ดรบั จากการอา นในดานตา ง ๆ
ทกี่ ำหนดอยา งนอย ๕ ดา น พรอ มยกตัวอยางประกอบ
๑. ชอื่ เรื่อง…………………………………………………………………………………………………….
๒. ผแู ตง .....................................................................................................................
๓. คุณคา ทีไ่ ดร บั จากการอาน (เลือกตอบอยางนอ ย ๕ ดาน พรอมยกตวั อยา งประกอบ)

๓.๑ คุณคาดานจรยิ ศาสตร
..............................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................

๓.๒ คณุ คาดา นสุนทรยี ศาสตร
..............................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................

๓.๓ คณุ คา ทางดา นศาสนา
..............................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................

๓.๔ คณุ คา ดา นการศึกษา
..............................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................

๓.๕ คุณคาดานภาษา
..............................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................

๓.๖ คุณคา ดา นสงั คม

..............................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................

๓.๗ คุณคา ดานประวัติศาสตรและโบราณคดี
..............................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
๓.๘ คุณคา ดา นจิตใจ
..............................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
๓.๙ คณุ คาดานประโยชนใ ชสอย
..............................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................

บนั ทกึ หลังการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู
สาระ……………………………………………………………….(……………………………) ระดบั ……………………………………

ครง้ั ท.่ี ...................วนั ท.่ี ..................เดอื น..................................พ.ศ..........................

๑. เนอ้ื หาสาระท่จี ัดกระบวนการเรยี นรู
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ผลทเี่ กิดกับผูเรยี น
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ปญ หาอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. ขอเสนอแนะ/แนวทางแกไข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชือ่ .................................................ครูผูสอน
(.................................................)

ตำแหนง..........................................

บันทกึ ขอเสนอแนะของผูบริหาร

ลงช่อื .................................................
(นางนติ ยา วนุ าพันธ)

ผอู ำนวยการกศน.อำเภอย่ีงอ

แผนการเรยี นรู ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
รายวิชาศลิ ปศึกษา รหสั วิชา ทช ๓๑๐๐๓
ศนู ยก ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอยง่ี อ
*****************************************************

แผนการจดั การเรยี นรู แบบพบกลุม คร้งั ท่ี ๗ (จำนวน ๓ ช่วั โมง)
เรอื่ ง ทศั นศลิ ปส ากล
ตวั ชีว้ ัด

๑. อธบิ ายความหมาย ความสำคัญ และความเปนมาของงานทศั นศลิ ปส ากลในดานตา ง ๆ
๒. อธิบายเกี่ยวกบั ความซาบซึ้งในงานทัศนศลิ ป
๓. ประวัติ ความเปนมาและวิวัฒนาการของเครื่องดนตรสี ากลประเภทตา ง ๆ
เนอ้ื หา
๑. ความหมาย ความสำคญั และความเปน มาของทัศนศลิ ปสากล

- จิตรกรรม
- ประติมากรรม
- สถาปตยกรรม
- ภาพพิมพ
๒. จุด เสน สี แสง –เงา รปู รา งและรูปทรง เพือ่ ใหเกดิ ความซาบซึ้งและมีทัศนคติทดี่ กี ับงานศิลป
ดนตรีสากล
๑.ประวัตคิ วามเปนมาและวิวัฒนาการของเคร่ืองดนตรีสากลประเภทตาง ๆ

ขนั้ ตอนการจดั กระบวนการเรียนรู

ขั้นท่ี ๑ กำหนดสภาพปญหาความตอ งการ
๑ .ผเู รยี นรว มกับครูศึกษาเน้ือหา วตั ถปุ ระสงคแ ละมาตรฐานการเรียนรู
๒. ผเู รยี นรว มกบั ครวู างแผนการเรียนรรู ายวิชา
๓. ผูเ รียนรวมกับครู.เตรียมเนอ้ื หา สื่อการเรยี นรู เน้ือหารายวิชา

ขั้นท่ี ๒ แสวงหาขอมลู และการจัดการเรยี นรู
๑ .ครทู บทวนบทเรียนจากการพบกลมุ สัปดาหที่แลว
๒. ครูใหผเู รียนนำเสนอ กรต.เรอ่ื งประวตั ิความเปนมาและววิ ฒั นา การของเคร่ืองดนตรีสากลประเภท

ตา ง ๆ
๓. ครูสรปุ เนื้อหาทผ่ี ูเ รียนออกมานำเสนอหนา ชัน้ เรยี นและมขี อ เสนอแนะในครั้งตอไป
๔. ครอู ธิบายถึงทศั นศิลปส ากล
๕. ครูใหผเู รยี นสรปุ เน้อื หาท่ีไดฟ ง
๖. ครมู อบหมาย กรต. เรื่องประวตั คิ วามเปน มาและวิวฒั นา การการแสดงทางนาฏศลิ ปและการ

ละครสากลประเภทตา ง ๆ

ขน้ั ท่ี ๓ การปฏบิ ัติและนำไปประยุกตใ ช

๑, เตรียมตวั เพื่อการพบกลมุ
ข้นั ที่ ๔ การประเมนิ ผลการเรยี นรู

๑.ผเู รียนรวมกนั สรุปบทเรยี นของสัปดาหท่ีแลว
๒.ผูเรยี นเตรียมตวั นำเสนอ กรต.ท่ีไดร ับมอบหมาย
๓.รว มกันสรปุ เน้อื หาทไ่ี ดฟง
๔. ผูเรยี นไดว างแผนการเรียนรดู ว ยตนเองเพ่ือเตรียมนำเสนอในการพบกลมุ คร้งั ตอไป

สื่อการเรยี นรู
๑.แบบบนั ทกึ การฝกทกั ษะ
๒.ใบงาน
๓.แบบบนั ทกึ การเรยี นรดู ว ยตนเอง

การวัดและประเมนิ ผล
๑,ครูไดป ระเมินหลักฐานการเรียนรู คอื
๑.ทกั ษะการพูด (๑๕ คะแนน)
๒.บันทกึ การฝกทักษะ (๑๕ คะแนน)
๓.ครปู ระเมินการนำเสนอ กรต. (๑๕ คะแนน)
๔.ครใู หผูเรียนทำแบบทดสอบประเมินความรคู วามเขา ใจ(Quiz) (๑๕ คะแนน)

ใบความรู ที่ ๗
เร่อื ง ทัศนศปิ สากล
ทศั นศลิ ปส ากล ความหมายของศลิ ปะและทศั นศิลป
ศลิ ปะ หมายถึง ผลแหง ความคิดสรา งสรรคของมนษุ ยที่แสดงออกมาในรูปลกั ษณตางๆใหปรากฏซง่ึ
ความสุนทรียภาพ ความประทับใจ หรือความสะเทือนอารมณ ตามประสบการณ รสนิยม และทกั ษะของบุคคล
แตละคนนอกจากนย้ี ังมนี ักปราชญ นักการศึกษา ทานผูรู ไดใ หค วามหมายของศลิ ปะแตกตา งกนั ออกไป เชน
การเลียนแบบธรรมชาติ การแสดงออของบคุ ลิกภาพทางอารมณของมนษุ ย และศิลปะคือ การส่ือสารอยา ง
หนง่ึ ระหวา งมนุษย การระบายความปรารถนาในใจของศิลปน ออกมา การแสดงออกของผลงานดานตา งๆท่ี
สรา งสรรค
ความสัมพันธร ะหวางศิลปะกบั มนุษย
การสรางสรรคทางศลิ ปะ เปนกิจกรรมพัฒนาสติปญ ญาและอารมณ การสรางสรรคศ ิลปะของมนุษย
เชอ่ื วา เกิดข้นึ มาต้งั แตส มัยโบราณตั้งแตย ุคหนิ หรือประมาณ ๕๐๐๐,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ ปล วงมาแลว นบั ตัง้ แต
มนษุ ยอ าศยั อยูในถ้ำ เพิงผา ดำรงชีวติ ดว ยการลา สตั วแ ละหาของปาเปนอาหาร โดยมากศลิ ปะจะเปน ภาพวาด
ซ่งึ ปรากฏตามผนังถ้ำตา งๆ เชน ภาพวัวไบซัน ทถี่ ้ำอลั ตาริมา ในประเทศสเปน ภาพสัตวช นิดตา งๆที่ถำ้ ลาสลโก
ในประเทศฝรง่ั เศส สำหรบั ประเทศไทยทพ่ี บเห็น เชน ผาแตม จังหวัดอุบลราชธานี ภาชนะเครื่องปนดนิ เผา ที่
บานเชยี ง จงั หวัดอุดรธานี
ประเภทของงานทัศนศลิ ป สามารถแบงออกเปน ๔ ประเภท คือ
๑. จติ รกรรม
๒. ประตมิ ากรรม
๓. สถาปตยกรรม
๔. ภาพพิมพ
จิตรกรรม
จติ รกรรม เปน งานศลิ ปะทีแ่ สดงออกดว ยการวาด ระบายสี และการจัดองคประกอบความงามอนื่
เพ่อื ใหเ กิดภาพ ๒ มิติ ไมมีความลกึ หรอื นูนหนา จติ รกรรมเปน แขนงหนึ่งของทศั นศลิ ป ผูทำงานจติ รกรรม มกั
เรยี กวา จติ รกร
จอหน แคนาเดย (John Canaday) ไดใ หความหมายของจิตรกรรมไววา จิตรกรรม คือ การระบายชั้น
ของสีลงบนพื้นระนาบรองรบั เปนการจัดรวมกันของรปู ทรง และ สีทเ่ี กดิ ข้ึนจากการเตรยี มการของศลิ ปนแต
ละคนในการเขียนภาพนั้น พจนานุกรมศัพท อธิบายวา เปนการสรา งงานทัศนศิลปบนพ้ืนระนาบรองรบั ดวย
การ ลาก ปาย ขดี ขูด วสั ดุ จิตรกรรมลงบนพืน้ ระนาบรองรับ
ภาพจิตรกรรมทเ่ี กาแกท ่ีสดุ ท่ีเปน ที่รูจ กั อยูท่ีถำ้ Chauvet ในประเทศฝรั่งเศส ซึง่ นักประวัติศาสตรบ าง
คนอางวา มีอายรุ าว ๓๒,๐๐๐ ปเ ปน ภาพท่ีสลักและระบายสดี วยโคลนแดงและสียอมดำ แสดงรูปมา แรด สงิ โต
ควาย มมมอธ หรอื มนุษย ซ่ึงมักจะกำลังลาสัตว
จิตรกรรม สามารถจำแนกไดตามลักษณะผลงานทสี่ ้นิ สดุ และวสั ดอุ ปุ กรณการสรา งสรรคเปน ๒
ประเภท คือ ภาพวาด และ ภาพเขียน
จิตรกรรมภาพวาด (Drawing) จติ รกรรมภาพวาด เรียกเปนศัพททศั นศลิ ปภาษไทยไดห ลายคำ คือ
ภาพวาดเขยี น ภาพวาดเสน หรอื บางทานอาจเรียกดวยคำทบั ศพั ทว า ดรออิง้ ก็มี ปจ จบุ ันไดมีการนำอปุ กรณ
และเทคโนโลยีทใ่ี ชใ นการเขยี นภาพและวาดภาพ ทีก่ า วหนาและทนั สมัยมากมาใช ผูเขยี นภาพจึงจงึ อาจจะใช

อปุ กรณตางๆมาใชในการเขยี นภาพ ภาพวาดในส่ือสงิ่ พมิ พ สามารถแบงออกไดเ ปน ๒ ประเภท คือ ภาพวาด
ลายเสน และ การตนู

จิตรกรรมภาพเขยี น (Painting) ภาพเขียนเปน การสรางงาน ๒ มิติ บนพ้นื ระนาบดวยสีหลายสซี งึ่
มักจะตองมีสื่อตัวกลางระหวา งวสั ดกุ บั อุปกรณทใี่ ชเ ขยี นอีก ซ่ึงกลวิธีเขยี นทสี่ ำคญั คือ

๑. การเขียนภาพสีน้ำ (Color Painting)
๒. การเขียนภาพสีนำ้ มัน (Oil Painting)

๓. การเขยี นภาพสอี ะคริลคิ (Acrylic Painting)
ประติมากรรม เปน ผลงานศิลปะทแ่ี สดงออกดว ยการสรางรปู ทรง ๓ มิติ มีปริมาตร มนี ้ำหนักและกนิ
เนอื้ ทใี่ นอากาศ โดยการใชวัสดุชนิดตาง ๆ วัสดุทใี่ ชส รา งสรรคง านประติมากรรม จะเปนตวั กำหนด วธิ ีการสรา ง
ผลงาน ความงามของงานประติมากรรม เกดิ จากการแสงและเงา ท่ี เกดิ ขึน้ ในผลงานการสรา งงาน
ประตมิ ากรรมทำได ๔ วิธี คอื
๑. การปน (Casting) เปนการสรา งรปู ทรง ๓ มติ ิ จากวสั ดุ ทีเหนยี ว ออ นตวั และยึดจับตัว กันไดดี
วัสดุทนี่ ิยมนำมาใชป น ไดแก ดนิ เหนยี ว ดนิ นำ้ มนั ปนู แปง ข้ีผึง้ กระดาษ หรอื ขเ้ี ลื่อยผสมกาว เปน ตน
๒. การแกะสลกั (Carving) เปนการสรา งรปู ทรง ๓ มติ ิ จากวสั ดุที่ แข็ง เปราะ โดยอาศัย
เครอ่ื งมอื วัสดุท่ีนยิ มนำมาแกะ ไดแก ไม หิน กระจก แกว ปูนปลาสเตอร เปน ตน

งานแกะสลักไม
๓. การหลอ (Molding) เปนการสรา งรปู ทรง ๓ มิติ จากวสั ดทุ ี่หลอมตวั ไดและกลบั แขง็ ตวั ได โดย

อาศัยแมพิมพ ซึ่งสามารถทำใหเ กดิ ผลงานท่ีเหมือนกันทุกประการตง้ั แต ๒ ชนิ้ ขึน้ ไป วัสดทุ ่ีนยิ มนำมาใชหลอ
ไดแ ก โลหะ ปนู แปง แกว ข้ีผ้ึง ดิน เรซน่ิ พลาสติก ฯลฯ เชน รำมะนา (ชติ เหรียญประชา)

๔. การประกอบขน้ึ รูป (Construction) เปน การสรา งรปู ทรง ๓ มิติ โดยนำวัสดุตาง ๆ มา
ประกอบเขาดวยกัน และยึดติดกนั ดว ยวัสดุตาง ๆ การเลอื กวธิ ีการสรางสรรคงานประติมากรรม ข้ึนอยูกับวสั ดุ
ทต่ี องการใช ประตมิ ากรรม ไมว าจะสรางข้นึ โดยวิธีใด จะมีอยู ๓ ลักษณะ คือ แบบนูนต่ำ แบบนนู สูง และแบบ
ลอยตวั ผสู รางสรรคงานประตมิ ากรรม เรยี กวา ประตมิ ากร
ประเภทของงานประติมากรรม

๑.ประติมากรรมแบบนนู ตำ่ (Bas Relief) เปน รูปทเี่ ปน นนู ข้ึนมาจากพ้นื หรือมีพน้ื หลงั
รองรับ มองเหน็ ไดชดั เจนเพียงดานเดยี ว คือดานหนา มีความสงู จากพน้ื ไมถงึ ครง่ึ หน่ึงของรูป จริง ไดแกร ปู นูน
แบบเหรยี ญ รปู นูนที่ใชป ระดับตกแตง ภาชนะ หรือประดับตกแตง อาคารทาง สถาปต ยกรรม โบสถ วิหารตา งๆ
พระเครอ่ื งบางชนิด

๒.ประติมากรรมแบบนนู สงู ( High Relief ) เปนรปู ตาง ๆ ในลกั ษณะเชนเดยี วกับแบบ
นูนตำ่ แตมีความสงู จากพื้นต้ังแตค ร่งึ หนึง่ ของรูปจรงิ ข้ึนไป ทำใหเ หน็ ลวดลายทลี่ กึ ชดั เจน และ และเหมอื นจริง
มากกวา แบบนนู ตำ่ และใชงานแบบเดยี วกับแบบนนู ต่ำ

๓.ประติมากรรมแบบลอยตัว (Round Relief ) เปนรปู ตาง ๆ ทมี่ องเหน็ ไดรอบดา นหรือ
ต้ังแต ๔ ดานข้ึนไป ไดแก ภาชนะตาง ๆ รปู เคารพตาง ๆ พระพุทธรูป เทวรูป รูปตามคตนิ ิยม รูปบุคคลสำคัญ รปู
สตั ว ฯลฯ

สถาปต ยกรรม (Architecture) หมายถึง การออกแบบกอสรา งสงิ่ ตาง ๆ ท้งั สิ่งกอ สรา งทค่ี นทั่วไปอยู
อาศยั ได เชน สถูป เจดยี  อนุสาวรีย เปน ตน นอกจากนีย้ ังรวมถึงการกำหนดผังบริเวณตาง ๆ เพื่อใหเ กิดความ
สวยงามและเปนประโยชนแกการ ใชส อยตามตองการ งานสถาปต ยกรรมเปน แหลงรวมของงานศลิ ปะทาง
กายภาพเกือบทกุ ชนิด และมักมรี ูปแบบแสดงเอกลักษณของ สงั คมนน้ั ๆ ในชว งเวลาน้นั ๆ เราแบง ลักษณงาน
ของสถาปต ยกรรมออกไดเปน ๓ แขนง ดังนี้คือ

๑.สถาปตยกรรมออกแบบกอสราง เชน การออกแบบสรางตึกอาคาร บา นเรือน เปน ตน
๒.ภูมสิ ถาปตย เชน การออกแบบวางผัง จัดบรเิ วณ วางผังปลกู ตนไม จดั สวน เปนตน

๓.สถาปต ยกรรมผังเมอื ง ไดแก การออกแบบบรเิ วณเมืองใหมรี ะเบียบ มคี วามสะอาด มีความ
รวดเรว็ ในการติดตอ และถูกหลกั สุขาภบิ าล เราเรยี กผสู รางงานสถาปตยกรรมวา สถาปนกิ
องคประกอบสำคัญของสถาปต ยกรรม

จุดสนใจและความหมายของศาสตรทางสถาปตยกรรมนนั้ ไดเปลีย่ นแปลงไปตามยุคสมัย
บทความ De Architectura ของวทิ รูเวยี ส ซึง่ เปนบทความเก่ยี วกับสถาปตยกรรม ทเ่ี กาแกที่สดุ ท่ีเรา
คน พบ ไดกลา วไววา สถาปตยกรรมตอ งประกอบดวยองคประกอบสามสวนหลักๆ ทผ่ี สมผสานกันอยางลงตวั
และสมดุล อนั ไดแก
ความงาม (Venustas) หมายถงึ สดั สว น และองคป ระกอบ การจัดวางทว่ี า ง สี วสั ดุ และพน้ื ผิวของ
อาคาร ที่ผสมผสานลงตวั ท่ียกระดบั จิตใจ ของผูไดย ลหรอื เยยี่ มเยอื นสถานท่นี น้ั ๆ
ความมัน่ คงแขง็ แรง (Firmitas) และประโยชนใ ชส อย (Utilitas) หมายถึง การสนองประโยชน และ
การบรรลปุ ระโยชนแ หง เจตนา รวมถึงปรัชญาของสถานทีน่ ั้นๆ
สถาปตยกรรมไทย

ตัวอยางของสถาปตยกรรมไทย ไดแก
· เรือนไทย ซง่ึ มีรปู แบบแตกตา งกันในแตล ะภาค
· วัดไทย รวมถึง อโุ บสถ วหิ าร หอระฆัง เจดยี 
· พระราชวัง ปอ มปราการ

สถาปตยกรรมตะวันตก
ตัวอยา งเชน บานเรอื น โบสถ วิหาร ปราสาท ราชวงั ซงึ่ มที ง้ั สถาปตยกรรมแบบโบราณ เชน กอธิก ไบ

แซนไทน จนถึงแบบสมยั ใหม
สถาปตยกรรมตะวันตก
ศลิ ปะภาพพิมพ ( Printmaking)

ภาพพิมพ โดยความหมายของคำยอมเปนท่ีเขา ใจชัดเจนแลววา หมายถึงรปู ภาพที่สรางขน้ึ มา โดย
วธิ ีการพิมพ แตส ำหรบั คนไทยสว นใหญเ มือ่ พูดถึง ภาพพิมพอาจจะยงั ไมเปนท่ีรจู ักวาภาพพิมพ คืออะไรกนั แน
เพราะคำๆน้ีเปนคำใหมท่เี พ่ิงเริ่มใชกันมาประมาณเม่ือ ๓๐ ป มานี้เอง

โดยความหมายของคำเพียงอยางเดยี ว อาจจะชวนใหเขาใจสบั สนไปถงึ รปู ภาพทีพ่ ิมพดวย
กรรมวิธีการพิมพท างอุตสาหกรรม เชน โปสเตอร ภาพพิมพท จี่ ำลองจากภาพถาย หรอื ภาพ
จำลอง จติ รกรรมอันท่จี รงิ คำวา ภาพพมิ พ เปนศัพทเ ฉพาะทางศลิ ปะทห่ี มายถึง ผลงานวิจิตรศิลปท่จี ดั อยูใน
ประเภท ทัศนศิลป เชน เดียวกนั กบั จติ รกรรมและประติมากรรม
ภาพพิมพท ่วั ไปมีลักษณะเชน เดยี วกบั จติ รกรรมและภาพถาย คือตัวอยา งผลงานมเี พียง ๒ มิติ สว นมติ ิ
ที่ ๓ คือ ความลึกทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ จากการใช ภาษาเฉพาะของทัศนศลิ ป อนั ไดแ ก เสน สี น้ำหนกั และพื้นผิว สรา ง
ใหดลู วงตาลึกเขา ไปในระนาบ ๒ มติ ขิ องผิวภาพ แตภาพพิมพมลี ักษณะเฉพาะทีแตกตา งจากจติ รกรรมตรง
กรรมวิธีการสรา งผลงานท่ีจติ รกรรมนั้น ศลิ ปน เปน ผูสรา งสรรคข ีดเขยี น หรือวาดภาพระบาย สลี งไปบนผืน
ผา ใบ กระดาษ หรือสรา งออกมาเปน ภาพโดยทนั ที แตการสรางผลงานภาพพิมพศ ลิ ปนตองสรา งแมพ ิมพขนึ้ มา
เปน ส่ือกอน แลว จึงผานกระบวนการพมิ พ ถา ยทอดออกมาเปน ภาพท่ีตองการได
จากกรรมวิธีในการสรา งผลงานดว ยการพิมพน้เี อง ท่ที ำใหศิลปนสามารถสรางผลงาน ตน แบบ (
Original) ท่ีเหมือนๆกนั ไดหลายช้นิ เชน เดยี วกบั ผลงานประตมิ ากรรม ประเภททปี่ น ดวยดินแลว ทำแมพิมพ
หลอผลงานช้นิ นัน้ ใหเปน วสั ดุถาวร เชน ทองเหลือง หรอื สำริด ทกุ ชน้ิ ที่หลอ ออกมาถือวา เปนผลงานตนแบบมใิ ช
ผลงานจำลอง ( Reproduction) ทง้ั น้เี พราะวา ภาพพิมพน น้ั กม็ ิใชผลงานจำลองจากตนแบบท่เี ปนจิตรกรรม
หรือวาดเสน แตภ าพพิมพเปนผลงานสรางสรรค ท่ีศิลปน มที ง้ั เจตนาและความเช่ยี วชาญในการใชค ุณลักษณะ
พเิ ศษเฉพาะของเทคนิควธิ กี ารทางภาพพมิ พ แตละชนดิ มาใชใ นการถายทอดจนิ ตนาการ ความคิด และอารมณ
ความรสู กึ ออกมาในผลงานไดโดยตรง แตกตางกบั การที่นำเอาผลงานจิตรกรรมท่สี รา งสำเรจ็ ไวแ ลวมาจำลอง
เปนภาพโดยผา นกระบวนการทางการพมิ พ
ในการพิมพผลงานแตละชิ้น ศิลปน จะจำกดั จำนวนพิมพตามหลักเกณฑส ากล ท่ีศิลปะสมาคมระหวา ง
ชาติ ซง่ึ ไทยก็เปนสมาชิกอยดู วย ไดก ำหนดไวโ ดยศลิ ปน ผูสรางผลงานจะเขยี นกำกับไวทีด่ า นซา ยของภาพ
เชน ๓/๓๐ เลข ๓ ตวั หนาหมายถึงภาพที่ ๓ สว นเลข ๓๐ ตัวหลงั หมายถึงจำนวนท่ี พิมพท ้ังหมดในภาพพิมพ
บางช้นิ ศลิ ปนอาจเซ็นคำวา A/P ไวแทนตวั เลขจำนวนพิมพ A/Pนี้ยอมาจาก Artist's Proof ซึ่งหมายความวา
ภาพๆนี้เปนภาพท่พี มิ พขนึ้ มาหลังจากทศี่ ลิ ปน ไดมีการทดลองแกไ ข จนไดค ุณภาพสมบูรณตามทีต่ องการ จึง
เซ็นรับรองไวหลงั จากพิมพ A/P ครบตามจำนวน ๑๐% ของจำนวนพิมพทงั้ หมด จึงจะเร่มิ พมิ พใหค รบตาม
จำนวนเตม็ ที่กำหนดไว หลงั จากนัน้ ศิลปนจะทำลาย แมพมิ พดวยการขูดขดี หรือวิธีการอนื่ ๆ และพมิ พภาพ
สดุ ทายนไี้ วเ พ่ือเปนหลกั ฐาน เรียกวา Cancellation Proof สุดทา ยศิลปนจะเซ็นท้ังหมายเลขจำนวนพิมพ วัน

เดอื นป และลายเซ็นของศิลปนเอง ไวด านลางขวาของภาพ เพื่อเปน การรับรองคุณภาพดวยทุกช้นิ จำนวนพิมพ
นีอ้ าจจะมากหรือนอยขึน้ อยูกับความนิยมของ “ ตลาด ” และปจจยั อืน่ ๆอกี หลายประการ

สำหรับศิลปน ไทยสว นใหญจ ะจำกดั จำนวนพมิ พไวค อ นขา งต่ำประมาณ ๕-๑๐ ภาพตอ ผลงาน ๑ ช้ิน
กฎเกณฑท ศี่ ลิ ปนท่ัวโลกถอื ปฏบิ ตั ิกนั เปนหลกั สากลนย้ี อมเปน การรักษามาตรฐานของภาพพิมพ ไว อันเปน
การสง เสริมภาพพมิ พใหแพรหลายและเปน ท่ยี อมรับกนั โดยท่วั ไป

รูปแบบของศลิ ปะภาพพมิ พในดา นเทคนิค
๑.กรรมวิธกี ารพิมพผวิ นูน (Relief Process)
๒.กรรมวิธกี ารพิมพร อ งลึก (Intaglio Process )
๓.กรรมวิธกี ารพมิ พพนื้ ราบ (Planography Process )
๔.กรรมวิธีการพมิ พผา นชองฉลุ (Serigraphy)
๕.กรรมวิธีการพิมพเ ทคนิคผสม (Mixed Tecniques)
๖.การพมิ พว ิธพี ้นื ฐาน (Basic Printing)
รูปแบบของศลิ ปะภาพพมิ พในทางทฤษฎสี ุนทรยี ศาสตร

๑.รปู แบบแสดงความเปน จรงิ (Figuration Form)
๒.รปู แบบผันแปรความเปน จรงิ (Semi - Figuration Form)
๓.รูปแบบสัญลกั ษณ (Symbolic Form)
๔.รูปแบบทป่ี ราศจากเน้ือหา (Non - Figuration Form)
ความสำคญั ของเน้อื หา
๑.กระบวนการสรา งแมพิมพ ในงานศิลปะภาพพิมพ มหี ลายลกั ษณะและแตละลักษณะมีความเปน
เฉพาะของภาพลักษณ (Image) ในเทคนิค ซึง่ แตละเทคนคิ สามารถตอบสนองเนือ้ หาในทางศิลปะไดตามผล
ของเทคนิคน้นั ๆ เชน กรรมวธิ ีการพิมพรอ งลึกสามารถถายทอดเนื้อหาในเร่ืองพ้นื ผิว (TEXTURE) ไดอยา งมี
ประสทิ ธิภาพทส่ี ดุ

๒.ในทฤษฎีทางสนุ ทรียศาสตรทำใหแ ยกแยะถงึ รูปแบบในทางศิลปะในแบบตาง ๆ เพอ่ื ให
ทราบถงึ วิธกี ารแสดงออกในรูปแบบตาง ๆ ของศลิ ปนได
การวพิ ากษวิจารณง านทศั นศิลป
ความหมาย

การวเิ คราะหงานศลิ ปะ หมายถงึ การพิจารณาแยกแยะศกึ ษาองครวมของงานศิลปะออกเปน
สว นๆ ทลี ะประเด็น ทั้งในดา นทัศนธาตุ องคป ระกอบศลิ ป และความสัมพนั ธต างๆ ในดานเทคนิคกรรมวิธีการ
แสดงออก เพ่ือนำขอมลู ท่ีไดมาประเมินผลงานศิลปะวา มีคุณคา ทางดานความงาม ทางดานสาระ และทางดา น
อารมณความรูสกึ อยางไร

การวิจารณงานศลิ ปะ หมายถงึ การแสดงออกทางดา นความคิดเหน็ ตอ ผลงานทางศิลปะทศี่ ลิ ปน
สรา งสรรคขน้ึ ไว โดยผวู จิ ารณใ หค วามคดิ เหน็ ตามหลักเกณฑแ ละหลักการของศิลปะ ท้ังในดานสนุ ทรยี ศาสตร
และสาระอ่ืนๆ ดว ยการตชิ มเพื่อใหไดขอคิดนำไปปรับปรุงพัฒนาผลงานศิลปะ หรอื ใชเปนขอมลู ในการประเมนิ
ตัดสินผลงาน และเปน การฝกวธิ ดี ู วธิ วี ิเคราะห คิดเปรียบเทียบใหเห็นคณุ คา ในผลงานศิลปะชิ้นนัน้ ๆ

คณุ สมบัติของนกั วจิ ารณ
๑. ควรมีความรเู กี่ยวกับศลิ ปะทั้งศลิ ปะประจำชาตแิ ละศิลปะสากล
๒. ควรมีความรูเ กี่ยวกบั ประวัตศิ าสตรศลิ ปะ
๓. ควรมคี วามรูเกี่ยวกับสนุ ทรยี ศาสตร ชว ยใหรแู งมมุ ของความงาม
๔. ตอ งมีวิสยั ทัศนก วา งขวาง และไมคลอยตามคนอนื่
๕. กลา ท่ีจะแสดงออกท้ังทเ่ี ปนไปตามหลกั วิชาการและตามความรสู กึ และประสบการณ

ทฤษฎีการสรางงานศิลปะ จัดเปน ๔ ลกั ษณะ ดังนี้
๑. นิยมการเลยี นแบบ (Imitationalism Theory) เปนการเหน็ ความงามในธรรมชาตแิ ลว เลยี นแบบ

ไวใหเ หมือนทง้ั รูปรา ง รูปทรง สสี ัน ฯลฯ
๒. นิยมสรา งรูปทรงท่ีสวยงาม (Formalism Theory) เปน การสรา งสรรครูปทรงใหมใ หสวยงามดวย

ทศั นธาตุ (เสน รปู รา ง รูปทรง สี น้ำหนกั พืน้ ผวิ บรเิ วณวาง) และเทคนคิ วิธกี ารตางๆ
๓. นิยมแสดงอารมณ (Emotional Theory) เปนการสรา งงานใหด ูมีความรูสึกตางๆ ทงั้ ท่ีเปน

อารมณอันเนื่องมาจากเร่ืองราวและอารมณข องศิลปน ท่ีถา ยทอดลงไปในช้ินงาน
๔. นยิ มแสดงจนิ ตนาการ (Imagination Theory) เปน งานที่แสดงภาพจนิ ตนาการ แสดงความคดิ

ฝน ทีแ่ ตกตา งไปจากธรรมชาตแิ ละสง่ิ ที่พบเหน็ อยูเปนประจำ
แนวทางการวเิ คราะหแ ละประเมินคุณคา ของงานศิลปะ

การวเิ คราะหและการประเมนิ คุณคา ของงานศลิ ปะโดยทวั่ ไปจะพิจารณาจาก ๓ ดาน ไดแก
๑. ดานความงาม

เปน การวเิ คราะหและประเมินคุณคาในดานทักษะฝม ือ การใชทัศนธาตุทางศิลปะ และการจัด
องคประกอบศิลปวา ผลงานชิ้นนี้แสดงออกทางความงามของศิลปะไดอยา งเหมาะสมสวยงามและสงผลตอผดู ู
ใหเ กิดความชนื่ ชมในสนุ ทรียภาพเพียงใด ลกั ษณะการแสดงออกทางความงามของศลิ ปะจะมหี ลากหลาย
แตกตางกันออกไปตามรปู แบบของยุคสมยั ผูว ิเคราะหและประเมินคุณคา จงึ ตองศึกษาใหเ กิดความรู ความ
เขา ใจดวย
๒. ดานสาระ

เปนการวเิ คราะหและประเมินคุณคาของผลงานศลิ ปะแตล ะช้นิ วา มีลกั ษณะสงเสริมคุณธรรม
จรยิ ธรรม ตลอดจนจดุ ประสงคต า งๆ ทางจิตวิทยาวา ใหสาระอะไรกับผูชมบา ง ซ่งึ อาจเปนสาระเกี่ยวกับ
ธรรมชาติ สงั คม ศาสนา การเมือง ปญญา ความคดิ จนิ ตนาการ และความฝน
๓. ดานอารมณค วามรสู ึก

เปน การคิดวเิ คราะห และประเมินคณุ คา ในดานคุณสมบตั ิท่ีสามารถกระตนุ อารมณความรูสึก
และสอ่ื ความหมายไดอยา งลึกซ้ึงของวสั ดุ ซ่งึ เปนผลของการใชเทคนิคแสดงออกถงึ ความคิด พลงั ความรูสึกท่ี
ปรากฏอยูในผลงาน เชน ความงามตามธรรมชาติ
ศิลปะกบั ธรรมชาติ

ความของธรรมชาติและศิลปะ
ธรรมชาติ (Natural) หมายถึง สง่ิ ทป่ี รากฏใหเห็นตามวัฏจักรของระบบสรุ ยิ ะ โดยท่มี นุษยมไิ ดเ ปน ผู
สรรคส รางขน้ึ เชน กลางวัน กลางคนื เดือนมืด คนื เดอื นเพ็ญ ภเู ขา น้ำตก ถอื วาเปนธรรมชาติ หรอื
ปรากฏการณทางธรรมชาติ ศิลปะ (Art) ตามความหมายทางพจนานุกรมและนักปราชญท างศลิ ปะไดให
ความหมายอยางกวางขวางตามแนวทางหรือทศั นะสวนตวั ไวดงั นี้ คอื ศลิ ปะ(ART) คำน้ี ตามแนวสากล มาจาก
คำวา ARTI และ ARTE ซึง่ เปนคำท่ีนิยมใชกันในสมัยฟนฟูศลิ ปวทิ ยา คำวา ARTI น้นั หมายถึง กลุมชางฝม ือใน

ศตวรรษที่ ๑๔, ๑๕ และ ๑๖ สว นคำวา ARTE หมายถึง ฝมอื ซ่ึงรวมถงึ ความรูข องการใชวัสดุของศิลปน ดว ย
เชน การผสมสีสำหรบั ลงพ้นื การเขยี นภาพสีน้ำมนั หรอื การเตรยี ม และการใชวัสดุอน่ื อีกศิลปะ ตาม
ความหมายของพจนานกุ รมไทย ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถานสถาน พ.ศ. ๒๔๙๓ ไดอธิบายไววา ศิลปะ (สิน ละ ปะ)
น. หมายถงึ ฝมือ ฝม ือทางการชา ง การแสดงออกมาใหป รากฏขน้ึ ไดอยางนาพงึ ชม และเกิดอารมณสะเทือนใจ
ศาสตราจารยศ ิลป พีระศรี ใหความหมายของศิลปไวว า ศิลปะ หมายถึง งานทต่ี องใชความพยายามดวยฝม ือ
และความคิด เชน ตดั เสอ้ื สรางเคร่อื งเรอื น ปลกู ตน ไม เปน ตน และเมื่อกลาวถึง งานทางวจิ ิตรศิลป (Fine
Arts) หมายถงึ งานอันเปน ความพากเพยี รของมนษุ ย นอกจากตองใชความพยายามดวยมือ ดวยความคิด แลว
ตองมีการพวยพุงแหง พุทธิปญญาและจติ ออกมาดวย (INTELLECTURL AND SPIRITUAL EMANATION)ศลิ ปะ
ตามความหมายของพจนากรุกรมศัพทศ ลิ ปะ อังกฤษ ไทย ฉบบั ราชบัณฑติ สถาน พ.ศ.๒๕๓๐ ไดอธิบายไว
วา “ART ศิลปะ คอื ผลแหงความคิดสรา งสรรคข องมนุษยท ี่แสดงออกในรูปลกั ษณตา งๆ ใหปรากฏซง่ึ
สุนทรียภาพ ความประทบั ใจ หรอื ความสะเทือนอารมณต ามอัจฉรยิ ภาพ พทุ ธปิ ญญา ประสบการณ รสนิยม
และทกั ษะของแตละคน เพอ่ื ความพอใจ ความรืน่ รมย ขนบธรรมเนยี มจารีตประเพณี หรือความเชื่อในลทั ธิ
ศาสนา”

องคป ระกอบท่สี ำคญั ในงานศลิ ปะ
๑. รปู แบบ (FORM) ในงานศิลปะ หมายถึง รปู รา งลกั ษณะที่ศลิ ปน ถา ยทอดออกมาให
ปรากฏเปน รูปธรรมในงานศลิ ปะ อาจแบงออกไดเ ปน ๓ ชนิดคือ ๑.๑ รูปแบบธรรมชาติ (NATURAL
FORM) ไดแก นำ้ ตก ภูผา ตน ไม ลำธาร กลางวัน กลางคืน ทองฟา ทะเล เปนตน ๑.๒ รูปแบบเรขาคณิต
(GEOMETRIC FORM) ไดแก สีเ่ หลีย่ ม สามเหลีย่ ม วงกลม ทรงกระบอก เปน ตน ๑.๓ รูปแบบ
นามธรรม (ABSTRACT FORM) ไดแก รปู แบบท่ีศิลปนไดสรา งสรรคขน้ึ มาเอง โดยอิสระ หรอื อาจตดั ทอน
(DISTROTION) ธรรมชาติ ใหเ หลือเปนเพียงสญั ลักษณ (SYMBOL) ที่สื่อความหมายเฉพาะตัวของศิลปนซง่ึ
รูปแบบท่กี ลา วมาขา งตน ศิลปน สามารถทจ่ี ะเลอื กสรรนำมาสรางเปน งานศลิ ปะ ตามความรูสึกทีป่ ระทบั ใจหรือ
พงึ พอใจในสวนตวั ของศลิ ปน

๒.เนื้อหา (CONTENT) หมายถงึ การสะทอ นเร่ืองราวลงไปในรปู แบบดังกลาว เชน
กลางวันกลางคืน ความรัก การเปลีย่ นแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง และคุณคาทางการจัดองคประกอบทาง
ศลิ ปะ เปนตน

๓.เทคนิค (TECHNIQUE) หมายถึง ขบวนการเลือกสรรวสั ดุ ตลอดจนวธิ ีการสรา งสรรค
นำมาสรางศิลปะช้นิ นนั้ ๆ เชน สีนำ้ มัน สชี อลก สนี ำ้ ในงานจติ รกรรม หรือไม เหล็ก หิน ในงาน
ประตมิ ากรรม เปนตน

๔.สนุ ทรียศาสตร (AESTHETICAL ELEMENTS) ซง่ึ มี ๓ อยา ง คือ ความงาม
(BEAUTY) ความแปลกหแู ปลกตา (PICTURESQUENESS) และความนา ทึ่ง (SUBLIMITY)ซงึ่ ศิลปกรรมชิ้นหนึง่
อาจมที ้ังความงามและความนาทึ่งผสมกนั ก็ได เชน พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย อาจมีทั้งความงามและความนาทึ่ง
รวมอยดู ว ยกนั เปนตน การที่คนใดคนหน่ึงมสี ุนทรยี ะธาตุในความสำนึก เรียกวา มีประสบการณทาง
สนุ ทรยี ศาสตร (AESTHETHICAL EXPERIENCE) ซ่งึ จะตองอาศัยการเพาะบมท้ังในดานทฤษฎี ตลอดจนการให
ความสนใจเอาใจใสร บั รตู อ การเคลอื่ นไหวของวงการศลิ ปะโดยสมำ่ เสมอ เชน การชมนิทรรศการท่ีจดั ขน้ึ ในหอ
ศิลป เปนตน เม่อื กลาวถึง งานศิลปกรรมและองคประกอบ ทส่ี ำคญั ในงานศลิ ปะแลว หากจะยอนรอยจากความ
เปนมาในอดีตจนถงึ ปจจุบันแลว พอจะแยกประเภทการสรางสรรคข องศลิ ปนออกไดเ ปน ๓ กลุมดงั น้ี

๑.กลุมท่ยี ึดรูปธรรม (REALISTIC) หมายถงึ กลุมที่ยดึ รูปแบบทเี่ ปน จริงใน
ธรรมชาติมาเปนหลกั ในการสรางงานศลิ ปะ สรา งสรรคออกมาใหมีลักษณะคลายกบั กลอ งถายภาพ หรือตัด

ทอนบางสิ่งออกเพียงเล็กนอย ซงึ่ กลุมนไี้ ดพยายามแกปญ หาใหกบั ผดู ูท่ีไมมปี ระสบการณทางศลิ ปะ และ
สามารถสื่อความหมายระหวางศลิ ปะกบั ผดู ไู ดง ายกวา การสรางสรรคผลงานในลกั ษณะอื่นๆ

๒. กลุมนามธรรม (ABSTRACT) หมายถงึ กลุมที่ยดึ แนวทางการสรางงานทต่ี รงขา มกบั
กลมุ รูปธรรม ซง่ึ ศลิ ปนกลมุ นี้มุง ท่จี ะสรา งรูปทรง (FORM) ขึ้นมาใหมโดยท่ีไมอาศัยรปู ทรงทางธรรมชาติ หรอื
หากนำธรรมชาติมาเปนขอมูลในการสรางสรรคก จ็ ะใชวิธลี ดตัดทอน (DISTORTION) จนในท่ีสุดจะเหลือแต
โครงสรางทเี่ ปนเพยี งสญั ญาลักษณ และเชน งานศลิ ปะของ มอนเดียน (MONDIAN)

๓. กลมุ กึง่ นามธรรม (SEMI-ABSTRACT) เปนกลุมอยกู ่ึงกลางระหวา งกลมุ รูปธรรม
(REALISTIC) และกลุม นามธรรม (ABSTRACT) หมายถึง กลุมท่สี รางงานทางศลิ ปะโดยใชวิธีลดตดั ทอน
(DISTORTION) รายละเอยี ดทม่ี ใี นธรรมชาตใิ หป รากฏออกมาเปน รูปแบบทางศิลปะ เพ่ือผลทาง
องคประกอบ (COMPOSITION) หรอื ผลของการแสดงออก แตยงั มีโครงสรางอันบงบอกถึงท่ีมาแตไมชดั เจน
ซึ่งเปน ผลที่ผเู ขียนไดกลาวนำในเบอ้ื งตน จากการแบงกลุมการสรา งสรรคของศิลปน ทงั้ ๓ กลุม ที่กลา วมาแลว
นัน้ มนี กั วิชาการทางศิลปะไดเปรียบเทยี บเพื่อความเขา ใจ คอื กลุมรปู ธรรม (REALISTIC) เปรยี บเสมอื นการ
คัดลายมอื แบบตวั บรรจง กลุมนามธรรม (ABSTRACT) เปรียบเสมอื นลายเซน็ กลุมกึ่งนามธรรม (SEMI-
ABSTRACT) เปรียบเสมือนลายมอื หวดั

ใบงานคร้ังท่ี ๗

เรื่องทัศนศิลป รายวิชาศลิ ปศกึ ษา (ทช๓๑๐๐๓) ระดับ ม.ปลาย .

๑. ทศั นศลิ ป หมายถงึ .......................................................................................................................................

๒. ศลิ ปะ หมายถึง......................................................................................................................................................

๓. จดุ หมายถงึ .................................................................................................................................................

๔. เสน หมายถงึ .................................................................................................................................................................

๕. ยกตัวอยางเสนทีม่ ลี ักษณะท่แี ตกตา งกนั มา ๕ ตวั อยาง พรอมบอกถึงการใหความรสู กึ ของเสน ในแตล ะ ลักษณะ
........................................................................................................................................................................

๖. สีขัน้ ที่ ๑ ประกอบดว ยสีอะไรบา ง...........................................................................................................................

๗. สขี ้ันที่ ๒ ประกอบดวยสีอะไรบางเกดิ จากการผสมกนั ของสใี ด
...................................................................................................................................................................................

๘. สีขัน้ ท่ี ๓ ประกอบดว ยสีอะไรบา งเกิดจากการผสมกนั ของสใี ด
....................................................................................................................................................................................

๙. ประเภทของงานทัศนศลิ ป สามารถแบงออกเปน กี่ ประเภท คอื อะไรบาง

........................................................................................................................................................................

๑๐.องคป ระกอบท่ีสำคญั ในงานศลิ ปะมีอะไรบาง
...............................................................................................................................................................
๑๑. การวเิ คราะหง านศิลปะ หมายถึง
...................................................................................................................................................................

๑๒ ประเภทของงานประติมากรรมมกี ่ปี ระเภทอะไรบา ง
........................................................................................................................................................................

บนั ทกึ หลังการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู
สาระ……………………………………………………………….(……………………………) ระดบั ……………………………………

ครง้ั ท.่ี ...................วนั ท.่ี ..................เดอื น..................................พ.ศ..........................

๑. เนอ้ื หาสาระท่จี ัดกระบวนการเรยี นรู
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ผลทเี่ กิดกับผูเรยี น
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ปญ หาอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. ขอเสนอแนะ/แนวทางแกไข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชือ่ .................................................ครูผูสอน
(.................................................)

ตำแหนง..........................................

บันทกึ ขอเสนอแนะของผูบริหาร

ลงช่อื .................................................
(นางนติ ยา วนุ าพันธ)

ผอู ำนวยการกศน.อำเภอย่ีงอ


Click to View FlipBook Version