แผนการเรยี นรู ระดับ มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
รายวชิ าศลิ ปศกึ ษา รหัสวิชา ทช ๓๑๐๐๓
ศนู ยการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอำเภอยี่งอ
*****************************************************
แผนการจดั การเรยี นรู แบบพบกลุม ครัง้ ที่ ๘ ( ๓ ช่วั โมง)
เร่ือง
นาฏศลิ ปส ากล
ตัวช้ีวดั
๑. อธบิ ายรูปแบบ ประเภทและโอกาสในการแสดงนาฏศลิ ปแ ละการละครสากลทั่วโลก
๒ .อธิบาย ความสัมพนั ธระหวางนาฏศิลปแ ละการละครสากลกับการพัฒนาสงั คม
เนื้อหา
๑. การแสดงนาฏศลิ ปแ ละการละครสากลในรปู แบบและโอกาสตาง ๆ
๒. ประวัติความเปน มาและวิวัฒนาการการแสดงทางนาฏศิลปแ ละการละครสากลประเภทตา ง ๆ
๓. การใชความรู ความเขา ใจและประสบการณประเมินคณุ คา การละคร และวธิ ีการเลือกชมการ
แสดงนาฏศิลปแ ละการละครของสากลเพ่ือสรางความสุขและเกดิ ประโยชนต อ ตนเอง
ขั้นตอนการจัดกระบวนการเรียนรู
ข้ันท่ี ๑ กำหนดสภาพปญหาความตอ งการ
๑. .ผูเรยี นรว มกบั ครูศกึ ษาเน้ือหา วัตถปุ ระสงคและมาตรฐานการเรยี นรู
๒. ผเู รยี นรว มกับครวู างแผนการเรยี นรรู ายวิชา
๓. ผเู รียนรว มกบั ครเู ตรยี มเนอื้ หา สื่อการเรยี นรู เน้ือหารายวชิ า
ขน้ั ที่ ๒ แสวงหาขอมูลและการจัดการเรียนรู
๑. ครทู บทวนบทเรียนจากการพบกลุมสัปดาหท่แี ลว
๒. ครใู หผ เู รยี นนำเสนอ กรต.เรือ่ ง ประวตั ิความเปน มาและวิวฒั นา การการแสดงทางนาฏศิลปแ ละ
การละครสากลประเภทตา ง ๆ
๓. ครูสรปุ เน้อื หาทผ่ี เู รยี นออกมานำเสนอหนา ชน้ั เรียนและมขี อ เสนอแนะในครั้งตอ ไป
๔. ครอู ธบิ ายถึงนาฏศิลปส ากล
๕. ครูใหผ ูเรียนสรปุ เนอ้ื หาท่ไี ดฟ ง
๖. ครตู ดิ ตามงานที่ไดม อบหมายและประชาสมั พนั ธเ กย่ี วกับการสอบปลายภาคเรยี น
ขน้ั ที่ ๓ การปฏิบตั แิ ละนำไปประยุกตใช
๑ .เตรียมตวั เพอ่ื การพบกลุม
ข้นั ที่ ๔ การประเมินผลการเรยี นรู
๑. ผเู รยี นรวมกันสรุปบทเรียนของสัปดาหทีแ่ ลว
๒ .ผูเรยี นเตรียมตวั นำเสนอ กรต.ทีไ่ ดรบั มอบหมาย
๓. รว มกนั สรุปเนอ้ื หาที่ไดฟง
สือ่ การเรยี นรู
๑.แบบบนั ทกึ การฝกทักษะ
๒.ใบงาน
๓.แบบบันทึกการเรียนรดู วยตนเอง
การวดั และประเมินผล
๑, ครไู ดประเมนิ หลักฐานการเรยี นรู คอื
๑.ทักษะการพูด (๑๕ คะแนน)
๒.บนั ทึกการฝกทักษะ (๑๕ คะแนน)
๓.ครปู ระเมินการนำเสนอ กรต. (๑๕ คะแนน)
ใบความรูคร้ังท่ี ๘
วิชานาฏศลิ ป
นาฏศิลป หมายถึง ศลิ ปะการฟอ นรำที่มนุษยประดษิ ฐขึ้น จากทา ทางธรรมชาติ แตต องประณีลึกซ้ึง
ตรึงตาตรงึ ใจ ท้ังเพยี บพรอมไปดวยความวิจิตรบรรจง อนั ละเอยี ดออนและปฏิบตั ิใหสมบูรณ มแี บบแผน
และยงั ตองอาศยั การรองและการบรรเลงเขา รวมดวย
ท่ีมาของการเกดิ นาฏศลิ ป
๑. เลียนแบบธรรมชาติ เชน การเดิน การเลียนแบบทาทางของสตั ว รัก โกรธ
๒. บชู าหรอื บวงสรวงเทพเจา เชน ชาวปา อาฟรกิ า รำแมศรี
ประเภทของนาฏศิลปไทย แบง เปน ๔ ประเภท คือ การแสดงโขน การแสดงละคร การแสดงระบำ รำ
และนาฏศลิ ปพ ้นื เมือง
โขน คอื การแสดงทา รำเตน ออกทา ทางเขาดนตรี ประกอบดวยตวั ละครที่เปน ยักษ ลงิ มนษุ ย
และเทวดา ผูแสดงสวมหวั โขน ไมร อ งและเจรจาเองท้ังหมด แตป จจบุ นั ผูแสดงเปนมนุษยแ ละเทวดาไมตอง
สวมหวั โขน
ละคร หมายถึง การแสดงประเภทหนงึ่ ซึ่งแสดงเร่ืองราวความเปนไปของชวี ติ ทีป่ รากฏใน
วรรณกรรมมีศิลปะการแสดงและดนตรีเปน สื่อสำคญั รวมไปถึงการจัด อุปกรณการแสดง
รำ ระบำ หมายถงึ ศลิ ปะการรา ยรำท่แี สดงพรอมกันเปนหมเู ปนชุด ไมมกี ารดำเนินเร่ืองราวทา
รำ อาจมีความหมายเขา กับเนื้อรอ งหรือไมม ีความหมาย เปน ศลิ ปะที่มงุ ถึงความพรอ มเพรียง ความสวยงาม
ในการใชล ลี าทา รำ ความสวยงามของการแตงกาย และการรื่นเริงบนั เทิงใจ
นาฏศลิ ปพ น้ื เมือง แบงออกเปน ๔ ประเภท ไดแก
๑. นาฏศลิ ปพ้ืนเมอื งภาคเหนือ
๒. นาฏศิลปพ นื้ เมอื งภาคกลาง
๓. นาฏศิลปพืน้ เมอื งภาคอสี าน
๔. นาฏศิลปพ้ืนเมอื งภาคใต
รำวงมาตรฐาน แตเ ดิมเรียกวา รำโทน กรมศิลปากรจงึ แตงบทรอ งและทำนองเพลงข้ึนใหม ๔ เพลง
คือ งามแสงเดือนชาวไทย คืนเดือนหงาย และรำมาซิมารำ ทานผหู ญงิ ละเอียด พบิ ลู สงคราม ไดแ ตงบทรอ ง
อกี ๖ เพลง คือ ดวงจนั ทรว นั เพญ็ ดอกไมข องชาติ หญิงไทยใจงาม ดวงจนั ทรข วญั ฟา ยอดชายใจหาญ และ
บูชานกั รบ ประดิษฐทารำประกอบเพลงรำวงทั้ง ๑๐ เพลงน้ัน คอื คณะอาจารยดา นนาฏศิลปของกรม
ศิลปากร ไดช วยกันคิดประดิษฐท า รำใหงดงามถูกตองตามหลักนาฏศลิ ป กำหนดใหเ ปน แบบมาตรฐาน ผูค ิด
ประดษิ ฐท ารำของรำวงมาตรฐาน คอื หมอมตว น (นางศุภลักษณ ภัทรนาวกิ ) ครมู ัลลี คงประภัทร ครูลมุล
ยมะคปุ ต และครูผัน โมรากลุ
วธิ เี ลนรำวงมาตรฐาน
๑. แสดงเปนคู ชาย – หญิง จะใชกี่คูก็ไดข้นึ อยูกับสถานที่ เขาแถวเปน วงกลม๒. กอนเรมิ่ รำ หญิง –
ชายทำความเคารพกนั ดวยการไหว หรอื หญิงพนมมอื ไหว ชายโคง
๓. กอ นรำแตล ะเพลง ดนตรนี ำ ๑ วรรค เพอ่ื ใหการเดินเทา ในจงั หวะแรกทิศทางการรำทวนเข็ม
นากิ า
๔. ใชทา รำตามที่กำหนดไวในแตละเพลง
การแตงกาย มี ๔ แบบ คือ
๑. แตงกายแบบไทยพ้ืนบาน
๒. แตงกายแบบสากลนยิ ม
๓. แตง กายแบบไทยสมัยนยิ ม
๔. แตง กายแบบราตรีสโมสร
เพลงงามแสงเดือน ทารำ สอดสรอ ยมาลา (นาฏยศพั ท มี ต้งั วงบน และจีบลา งหรอื จบี หงาย หรอื จีบชาย
พก)
เพลงชาวไทย ทา รำ ชกั แปงผัดหนา (นาฏยศพั ท ต้ังวงหนา, จบี ปรกขา ง)
เพลงรำมาซิมารำ ทา รำสา ย (นาฏยศพั ท ตั้งมือ แขนตงึ ระดับไหล)
มารยาทในการชมการแสดงและการหลีกเล่ยี ง
๑. ศึกษารูปแบบชนดิ ของละครท่ชี ม
๒. ศึกษาประวตั คิ วามเปน มา
๓. แตง กายสุภาพ
๔. ไมน ำอาหาร เครื่องดื่มเขา ไปรบั ประทาน
๕. มีสมาธิในการชม ไมคุย ไมรบกวน ปด โทรศพั ทมอื ถอื
๖. เมื่อแสดงจบ ตองขอบคณุ ดว ยการปรบมอื
๗. ประเมนิ ผลการแสดง
ใบงานครัง้ ท่ี ๘
เร่ือง นาฏศลิ ป รายวชิ าศลิ ปศกึ ษา (ทช๓๑๐๐๓) ระดบั ม.ปลาย
๑. นาฏศิลป หมายถงึ
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๒ ท่ีมาของการเกิดนาฏศิลปอธิบายพอเขาใจ
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๓. นาฏศลิ ปพืน้ เมือง แบงออกเปน ก่ี ประเภทอะไรบาง
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๔. โขน คอื ..................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๕. วธิ เี ลนรำวงมาตรฐานมกี ข่ี ออะไรบาง
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๖ มารยาทในการชมการแสดงและการหลกี เลีย่ ง มีกี่ขอ อะไรบาง
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
บนั ทกึ หลังการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู
สาระ……………………………………………………………….(……………………………) ระดบั ……………………………………
ครง้ั ท.่ี ...................วนั ท.่ี ..................เดอื น..................................พ.ศ..........................
๑. เนอ้ื หาสาระท่จี ัดกระบวนการเรยี นรู
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ผลทเี่ กิดกับผูเรยี น
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ปญ หาอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. ขอเสนอแนะ/แนวทางแกไข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชือ่ .................................................ครูผูสอน
(.................................................)
ตำแหนง..........................................
บันทกึ ขอเสนอแนะของผูบริหาร
ลงช่อื .................................................
(นางนติ ยา วนุ าพันธ)
ผอู ำนวยการกศน.อำเภอย่ีงอ
แผนการจดั การเรียนรู ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
สาระการเรียนรูการพัฒนาสงั คม รายวิชาศาสนาและหนา ท่พี ลเมือง
รหสั วิชา สค๓๑๐๐๒ จำนวน ๒ หนวยกิต
ศูนยการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อำเภอย่ีงอ
__________________________________________________________________________
แผนการจดั การเรยี นรู แบบพบกลุม ครง้ั ท่ี ๙ ( จำนวน ๖ ช่ัวโมง )
เร่ือง ศาสนา วฒั นธรรม ประเพณี
ตัวช้ีวดั
๑. มีความรู ความเขาใจ ศาสนาทีส่ ำคัญ ๆ ในโลก
๒. มีความรู ความเขาใจ ในหลกั ธรรมสำคญั ของแตละศาสนา
๓. เหน็ ความสำคญั ในการอยูรว มกับศาสนาอนื่ อยางสนั ตสิ ขุ
เน้อื หา
๑. ศาสนาตาง ๆ
- กาเนิดศาสนาตาง ๆ
- ศาสดาของศาสนาตาง ๆ
๒. หลักธรรมสำคญั ของศาสนาตา ง ๆ
- การเผยแพรศ าสนาตาง ๆ
- ความขดั แยงในศาสนาตาง ๆ ซงึ่ กอใหเกดิ ผลเสยี ในสงั คม
๓. การปฏิบตั ติ นใหอยรู วมกนั อยางสนั ติสขุ
กิจกรรมการจดั การเรียนรู
ข้นั ท่ี ๑ กำหนดสภาพปญ หา ความตอ งการในการเรยี นรู (Orientation : O)
๑. ครสู รางความคนุ เคยกบั ผูเ รียนโดยการเปดประเดน็ เร่ืองศาสนาท่ีผูเรียนสว นใหญน บั ถือ
แลว ถามถึงความสำคัญและเหตุผลที่ตองนับถือศาสนาน้ัน ๆ
๒. ครทู ำความเขาใจกับวิชาพรอมมาตรฐานและช้ีแจงตวั ชี้วัดของหนว ยการเรียนรู
๓. ครูทกั ทายกลาวนำและอธิบายการกำหนดเปา หมายและการวางแผนการเรยี นรูเก่ียวกับ
หลักธรรมสำคญั ของศาสนาตาง ๆ
๔. ครูและผูเ รียนรว มกันอภิปรายถงึ หลกั ธรรมสำคัญของศาสนาตา ง ๆ
๕. ครแู ละผเู รียนรว มกนั อภิปรายถงึ การปฏบิ ัตติ นใหอ ยูร ว มกันอยางสันตสิ ขุ
๖. ครูเปด โอกาสใหผูเรยี นซกั ถามขอสงสัยกอนเขา สบู ทเรยี นขั้นตอ ไป
ขนั้ ที่ ๒ แสวงหาขอมลู และการจัดการเรยี นรู (New ways of learning : N)
๑. ครแู ละผูเ รียนวางแผนวธิ กี ารเรียนรูเน้ือหาเรอ่ื งหลกั ธรรมสำคญั ของศาสนาตา ง ๆ
๒. ครแู จกใบความรู เร่ืองหลักธรรมสำคญั ของศาสนาตา ง ๆ
๔. ครกู าํ หนดการเรียนรทู ี่เก่ียวกบั หลักธรรมสำคญั ของศาสนาตา ง ๆ แลวแบงกลุมผเู รยี น
ออกเปน ๔ กลมุ จากน้นั ครูใหต วั แทนกลุม ออกมาจบั ฉลากเพื่อศึกษาหลกั ธรรมสำคญั ของศาสนาตาง
ๆ ที่จับฉลากได
๕. ครใู หผูเ รยี นเขียนแผนภาพความคิดเกยี่ วกบั หวั ขอทีต่ นเองไดร ับมอบหมาย
๖. ครใู หผเู รียนสงตวั แทนกลมุ ออกมานำเสนอหนา ช้นั เรียนในเรอื่ งท่ีตนเองไดศกึ ษาคนควา
ข้ันที่ ๓ การปฏิบตั ิและการนำไปประยกุ ตใ ช (Implementation : I)
๑. ครูและผูเรียนสรปุ เนือ้ หาท่ีไดเ รียนรูรว มกนั
ขั้นท่ี ๔ การประเมินผลการเรยี นรู (Evaluation : E)
๑. ครสู งั เกตจากการมสี ว นรวมของผูเรยี น
๒. ประเมินจากผลงาน โดยใหผูเ รยี นมสี วนรวม
การวดั และประเมนิ
๑. สงั เกตจากการมสี วนรวม
๒. ใบงาน
สอื่ การเรียนรู
๑. หนังสือเรยี น
๒. ใบความรู
๓. ใบงาน
๔. ETV
ใบความรู
เรื่อง หลักธรรมทีส่ ำคัญของแตละศาสนา
การอยูร ว มกนั อยางสันติสุข
ความหมายและขอบเขตของการอยูรว มกนั
การอยรู วมกันอยางสันตสิ ขุ หมายถงึ การท่มี นุษยม าอยูรว มกนั เปน สังคม สามารถปฏบิ ัติตาม
กฎเกณฑก ารอยรู ว มกันในรูปของกฎระเบียบหรือกฎหมาย และมีคุณธรรม จริยธรรมในการชวยเหลือเก้อื กูล
กนั การมีสวนรว มกจิ กรรมตา ง ๆ ของสงั คม เชน การมีสวนรว มในกจิ กรรมการเมืองการปกครอง การมสี ว น
รว มในการคุมครองสิทธิมนุษยชน และการปฏิบตั ิตามคุณธรรมของการอยูรว มกนั ตามหลักศาสนาที่ตนเองนบั
ถอื จะทำใหประชาชนสามารถอยรู วมกันอยางสันตสิ ุข คุณธรรมของการอยรู วมกนั ตามหลกั ศาสนาที่บุคคลนบั
ถือ หลกั ธรรมทเี่ นนการอยรู ว มกันอยางสนั ตขิ องศาสนาตาง ๆ
พระพทุ ธศาสนา
พระพทุ ธศาสนา มหี ลักธรรมทสี่ ำคัญทีห่ ลอหลอมใหพทุ ธศาสนิกชนเปนคนรกั สนั ติ รักอิสระเสรี มีนิสัยโอบ
ออ มอารี มเี มตตากรุณาตอกัน ไดแก
๑) สังคหวตั ถุ ๔ หมายถึง หลักธรรมสำหรับสงเคราะหห รือเปนเครือ่ งยึดเหนย่ี วนำ้ ใจของคนในสงั คม
ใหอยรู วมกนั อยางมีความสุข ไดแก
(๑) ทาน คือ การให แบงปน เสยี สละ เผือ่ แผ
(๒) ปยวาจา คอื การกลา ววาจาสภุ าพ ออนหวาน
(๓) อตั ถจรยิ า คอื การกระทำตนใหเ ปน ประโยชนตอ ตนเองและผอู ่นื
(๔) สมานัตตตา คือ การวางตัวเหมาะสม เสมอตน เสมอปลาย
๒) พรหมวิหาร ๔ หมายถึง ธรรมประจำใจที่ทำใหเ ปนพรหมหรอื ใหเ สมอดวยพรหมในทางปฏิบตั ิ
หมายถงึ คุณธรรมของผูใหญ ซึ่งตองมปี ระจำในอยตู ลอดเวลา มี ๔ ประการ ดังน้ี
(๑) เมตตา คือ ความปรารถนาดตี อ ผูอื่น ปรารถนาใหผ อู ่นื มีความสุข
(๒) กรุณา คือ ความสงสาร มีความปรารถนาชว ยผูอ่นื หรอื สัตวท ่ีประสบความทุกข ใหพน
ทุกข
(๓) มทุ ิตา คือ ความยนิ ดีเม่ือผอู ื่นไดด ี
(๔) อุเบกขา คือ ความวางเฉย หรอื ความรสู ึกเปน กลาง ๆ ไมด ใี จ ไมเสียใจเม่ือเห็นผูอ น่ื
ประสบความสุขหรือความทุกข
๓) สปั ปรุรสิ ธรรม ๗ หมายถึง หลักธรรมของคนดี หรือหลักธรรมของสตั บรุ ษุ ๗ ประการ ไดแ ก
(๑) ธัมมัญุตา คือ ความเปน ผูรจู กั เหตุ
(๒) อตั ถัญตุ า คือ ความเปน ผูร จู ักผล
(๓) อตั ตญั ุตา คือ ความเปนผรู จู กั ตน
(๔) มัตตญั ุตา คือ ความเปน ผรู ูจกั ประมาณ
(๕) กาลัญุตา คอื ความเปนผรู จู กั กาลเวลา
(๖) ปรสิ ญั ตุ า คือ ความเปน ผูรูจกั ปฏบิ ัติ การปรบั ตนและแกไ ขตนใหเหมาะสม
(๗) ปุคคลัญุตา คือ ความเปนผรู จู กั ปฏบิ ตั ิตนใหเ หมาะสมกับบุคคลซ่ึงมคี วามแตกตา งกัน
ศาสนาอิสลาม
หลักธรรมในศาสนาอสิ ลาม มุงใหมุสลิมปฏิบัตอิ ยา งเครงครัด มุสลิมทุกคนมคี วามรูในขอปฏิบตั ิทาง
ศาสนาอยา งดี มีการรวมกลมุ อยางเปน เอกภาพ หลกั คำสอนสำคัญท่ีถือวาเปน โครงสรางสำคัญ ๒ ประการคือ
หลักศรทั ธาและหลักปฏบิ ัติ ไดแก
๑) หลกั ศรัทธา ๖ ประการ
(๑) ศรทั ธาในอลั เลาะห มีความเชอื่ มัน่ ในอลั เลาะหเพียงองคเ ดยี ว
(๒) ศรัทธาในเทพบรวิ ารหรือเทวทตู
(๓) ศรัทธาในพระคมั ภีรกุรอาน
(๔) ศรัทธาตอศาสนทตู
(๕) ศรัทธาในวันสน้ิ สดุ โลก
(๖) ศรัทธาตอกฎสภาวการณของอลั เลาะห
๒) หลกั ปฏิบตั ิตามศรทั ธา ๕ ประการ ไดแก
(๑) การปฏญิ าณตน หมายถึง การปฏิญาณตนดวยความเลื่อมใสศรัทธาตอ อัลเลาะหและ
ทา นนบมี ูฮัมหมดั คือศาสนทูตของอัลเลาะห
(๒) การนมาซ หมายถึง การแสดงความเคารพตอพระเจา ท้ังกาย วาจา ใจ
(๓) การบรจิ าคซะกาต หมายถึง การจายทานจากผูมีทรพั ยสิน คนผูมีสทิ ธร์ิ ับซะกาตมี คน
อนาถา คนขดั สน และผูเ ขา รับอิสลาม
(๔) การถือศลี อด หมายถึง การละเวนจากการบริโภคอาหาร นำ้ ละกเิ ลสตา ง ๆ ทำใจใหสงบ
ปฏบิ ัตติ ง้ั แตแสงอาทิตยขนึ้ จนแสงอาทติ ยล ับขอบฟา หลังจากนั้นจงึ บริโภคไดปกตติ ลอดคืน
การถือศลี อดโดยท่วั ไป เรยี กวา “ถอื บวช”
(๕) การทำพิธีฮัจญ คอื การเดินทางไปแสดงบุญที่นครเมกกะฮ
ศาสนาครสิ ต
ศาสนาครสิ ตมหี ลกั ธรรมทห่ี ลอ หลอมใหครสิ ตศาสนิกชนมจี ิตเมตตา มีความรักเพื่อนมนุษยเหมือนรัก
ตวั เอง
๑) บญั ญตั ิ ๑๐ ประการ
(๑) อยามีพระเจา อื่นนอกจากเรา
(๒) อยาทำรปู เคารพสำหรับตนหรอื กราบไวรูปเหลา นั้น
(๓) อยาเอยพระนามของพระเจาโดยไมส มเหตุ
(๔) จงถือวันอาทติ ยเปน วนั ศักด์ิสทิ ธ์ิ
(๕) จงนบั ถือบิดามารดา
(๖) อยาฆาคน
(๗) อยาผิดประเวณี
(๘) อยาลกั ทรพั ย
(๙) อยาคิดมิชอบ
(๑๐) อยาโลภสิง่ ใดของผูอ่ืน
๒) หลกั อาณาจักรพระเจา อาณาจกั รพระเจาเปนอาณาจักรทีม่ แี ตความสุข เปนอาณาจกั รแหงความ
รักอยางแทจรงิ
๓) หลกั คำสอนทสี่ ำคญั อ่ืน ๆ
๑) หลักตรเี อกานุภาพ ไดแก
(๑) พระเจา หรอื พระบดิ า
(๒) พระเยซูหรือพระบุตร
(๓) พระจิตหรือดวงวญิ ญาณอันบริสุทธข์ิ องพระเจา ทง้ั สาม
๒) หลกั ความรกั ศาสนาครสิ ตไดช่อื วาเปน ศาสนาแหงความรกั พระเยซูคริสตทรงสอนใหรกั
เพื่อน มนุษยเ หมือนรกั ตวั เอง ใหรักแมก ระท่ังศัตรู
ศาสนาพราหมณ - ฮนิ ดู
หลกั ธรรมที่สำคัญของศาสนาพราหมณ – ฮนิ ดู
๑) หลกั ธรรม ๑๐ ประการ เรียกวา ฮนิ ดูธรรม ไดแก
(๑) ธฤติ ไดแ ก ความมัน่ คง ความกลาหาญ คือเพียรพยายามจนสำเรจ็ ประโยชนต ามที่
ประสงค
(๒) กษมา ไดแก ความอดทน หรืออดกลั้น คือมีความพากเพยี รพยายาม
(๓) ทมะ ไดแ ก การระงบั ใจ การขมจิตใจ คอื ไมปลอยใจใหหวน่ั ไหว
(๔) อัสเตยะ ไดแก การไมล กั ขโมย ไมทำโจรกรรม
(๕) เศาจะ ไดแ ก ความบรสิ ุทธ์ิ การทำตนใหบ ริสทุ ธ์ทิ งั้ ทางรางกายและจติ ใจ
(๖) อนิ ทรยี นิครหะ ไดแ ก การระงบั อินทรีย ๑๐ ประการ คือ หมนั่ สำรวจตรวจสอบตนเอง
อยเู สมอวา อนิ ทรียท้ัง ๑๐ เหลา น้นั ไดร ับการบรหิ ารหรือใชไปในทางทถ่ี ูกทีค่ วรหรือไม จุดประสงคคอื
ไมตองการใหม นุษย ปลอยอินทรยมวั เมาจนเกินไปใหรจู กั พอ
(๗) ธี ไดแ ก ปญหา สติ ความคดิ คอื มีความรูความเขาใจในขนบธรรมเนียมประเพณี ธรรมะ
สงั คม และวัฒนธรรม
(๘) วทิ ยา ไดแก ความรทู างปรชั ญา คอื มีความรลู ึกซึ้ง
(๙) สตั ยะ ไดแก ความจริง ความเหน็ อันบริสทุ ธ์ิ คอื มคี วามจริงใจใหก ัน
(๑๐) อโกธะ ไดแ ก ความไมโ กรธ คือมีขันติ ความอดทน และโสรจั จะ ความสงบเสงยี่ ม นนั่
คอื เอาชนะความโกรธ ดวยความไมโกรธ ไมอาฆาตมงุ รายตอ ใคร
สังคมไทยเปนสังคมท่ีประชาชนมเี สรีภาพในการเลือกนบั ถอื ศาสนา คำสอนทางศาสนาเปนหลกั ธรรม
ที่ใชใ นการดำรงชวี ิต ชวยพฒั นาสังคมใหส ามารถอยรู ว มกนั อยางสันติสขุ มีความปลอดภัย เพราะทุกคำสอนมี
จุดมงุ หมายเดยี วกันคือ ตองการใหท ำความดี จะเวน ชว่ั และทำจิตใจใหบ รสิ ุทธิ์ มีเมตตาเปนหลัก ชวยเหลือ
เก้ือกลู กนั มคี วามอดทนอดกล้ัน การมีสมั มาคารวะ รกั กันฉันพีน่ อง ทำใหผ ูนับถือศาสนาเปนมติ รท่ีดีตอกนั โดย
ไมคำนึงถงึ เช้ือชาติ กอ ใหเกดิ สันติสขุ ตอสังคมและตอโลก
ความสอดคลองของหลักคำสอนทั้ง ๔ ศาสนา ไดแก
๑. การทำความดี ละเวนความชวั่
๒. การแสดงความรักความเมตตา และเสียสละ
๓. การเสยี สละเพ่ือเพือ่ นมนุษย
๔. การพฒั นาตนเองใหด ีขึน้ ขยันหมั่นเพยี ร
๕. สอนใหอ ยูร วมกันอยา งสงบสขุ ไมเบยี ดเบยี นกนั
ใบงาน
เรอ่ื ง ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี
๑. คำสง่ั ใหผเู รยี นบันทกึ ขอมูลใสในตารางเปรยี บเทยี บศาสนา
ชอ่ื ศาสนา ศาสดา ฉายา คัมภีร สญั ลักษณ หลักธรรมคำสอน
พระองค
ศาสนาพุทธ
ศาสนาอสิ ลาม
ศาสนาคริสต
ศาสนาพราหมณ-
ฮินดู
๒. ใหยกตัวอยางความขดั แยง ในศาสนาตาง
- พระพุทธศาสนา
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
- ศาสนาอสิ ลาม
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.................................................
- ครสิ ตศาสนา
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..................................................
- ศาสนาพราหมณ- ฮินดู
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.................................................
๓.เสนอแนะแนวทางการปฏบิ ัตติ นใหอยรู วมกันอยา งสนั ตสิ ุข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
................................................
บันทกึ หลังการจัดกจิ กรรมการเรียนรู
สาระ……………………………………………………………….(……………………………) ระดบั ……………………………………
ครง้ั ท.่ี ...................วันท.่ี ..................เดือน..................................พ.ศ..........................
๑. เน้ือหาสาระทีจ่ ดั กระบวนการเรยี นรู
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ผลท่ีเกิดกับผเู รียน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ปญหาอปุ สรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. ขอเสนอแนะ/แนวทางแกไข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
บนั ทกึ ขอเสนอแนะของผบู ริหาร ลงชือ่ .................................................ครผู สู อน
(.................................................)
ตำแหนง ..........................................
ลงชื่อ.................................................
(นางนติ ยา วนุ าพนั ธ)
ผอู ำนวยการกศน.อำเภอยี่งอ
แผนการจดั การเรียนรู ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
สาระการเรยี นรกู ารพัฒนาสงั คม รายวิชาศาสนาและหนาท่พี ลเมอื ง
รหสั วิชา สค๓๑๐๐๒ จำนวน ๒ หนวยกิต
ศนู ยการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอำเภอยง่ี อ
__________________________________________________________________________
แผนการจดั การเรียนรู แบบพบกลุม ครงั้ ท่ี ๑๐ ( จำนวน ๖ ช่ัวโมง )
เรอ่ื ง หนา ที่พลเมือง
ตวั ช้ีวัด
๑. รูและเขา ใจหลกั สทิ ธิมนุษยชน
๒. อธบิ ายหลกั สทิ ธมิ นษุ ยชนใหผอู ่นื ได
๓. ปฏิบัติตนตามหลกั สิทธิมนษุ ยชน
เนอ้ื หา
๑. หลักสิทธิมนษุ ยชนและบทบาทหนา ที่ความรบั ผดิ ชอบของคณะกรรมการสิทธิ์
กจิ กรรมการจดั การเรยี นรู
ข้นั ที่ ๑ กำหนดสภาพปญ หา ความตอ งการในการเรยี นรู (Orientation : O)
๑. ครชู วนผเู รียนพดู คยุ เก่ียวกับหลักสิทธิมนษุ ยชน
๒. ครแู ละผูเ รียนรวมกันอภปิ รายเรอ่ื งหลักสิทธมิ นุษยชน
๓. ครเู ปด โอกาสใหผเู รียนซกั ถามขอสงสัยกอนเขา สบู ทเรยี นขั้นตอไป
ขั้นที่ ๒ แสวงหาขอมูลและการจัดการเรียนรู (New ways of learning : N)
๑. ครแู จกใบความรเู รื่อง
- หลักสทิ ธิมนุษยชนและบทบาทหนาที่ความรบั ผดิ ชอบของคณะกรรมการสิทธ์ิ
- กฎหมายระหวางประเทศท่วี าดวยการคุมครองสิทธิดานบคุ คล
- การปฏิบตั ติ ามหลักสทิ ธมิ นุษยชน
๒.ครใู หผูเ รยี นศกึ ษาใบความรู พรอมทั้งสรุปใจความสำคญั มาตามความเขา ใจของนกั ศกึ ษา
และยกตวั อยา งการปฏบิ ตั ิตามหลักสิทธมิ นุษยชน
๓.ครูสมุ ตัวอยางผเู รยี นออกมาแสดงความความคดิ เหน็ ตามทีต่ นเองสรปุ ไว
ขน้ั ท่ี ๓ การปฏบิ ตั ิและการนำไปประยุกตใ ช (Implementation : I)
๑. ครแู ละผูเ รียนสรปุ เนื้อหาท่ีไดเ รยี นรูรว มกัน
ข้นั ที่ ๔ การประเมินผลการเรียนรู (Evaluation : E)
๑. ครสู ังเกตจากการมสี ว นรว มของผเู รียน
๒. ประเมนิ จากใบงาน
การวัดและประเมนิ
๑. สังเกต
๒. ใบงาน
ส่อื การเรยี นรู
๑. หนงั สือเรียน
๒. ใบความรู
๓. ใบงาน
๔. ETV
ใบงาน
เร่ือง หนา ทพ่ี ลเมอื ง
๑. จงอธิบายลักษณะของสทิ ธิมนุษยชนทสี่ ำคญั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๒. จงอธิบายของสาเหตุทมี่ นุษยต องไดรบั ความคมุ ครองสิทธมิ นษุ ยชน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๓. จงอธบิ ายการคมุ ครองสทิ ธมิ นษุ ยชนในประเทศไทย พอสังเขป
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๔. จงยกตัวอยา งองคกรท่ีเกี่ยวของกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๕. จงอธิบายองคประกอบของสทิ ธิมนุษยชนข้ันพ้นื ฐาน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๖. แนวทางปฏิบตั แิ ละมาตรฐานสทิ ธมิ นุษยชนระหวา งประเทศ วา ดวยอยางไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ใบความรู
เรื่อง พลเมืองดีในวถิ ีประชาธิปไตย
ความหมายของ “พลเมืองด”ี ในวิถีประชาธปิ ไตย พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
ไดใ หความหมายของคำตาง ๆ ไว ดงั นี้
“พลเมือง” หมายถงึ ชาวเมือง ชาวประเทศ ประชาชน
“วถิ ”ี หมายถึง สาย แนว ทาง ถนน
“ประชาธิปไตย” หมายถึง ระบอบการปกครองที่ถือมตปิ วงชนเปนใหญ หรอื การถือเสียง
ขางมากเปน ใหญ
ดังนน้ั ความหมายของ “พลเมอื งดีในวถิ ปี ระชาธิปไตย” จงึ หมายถึง ประชาชนทย่ี ดึ มัน่ ในแนว
ทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเคารพเสยี งขา งมากเปน ใหญ โดยใชห ลักการยดึ มนั่ ในศีลธรรมและ
คณุ ธรรมของศาสนา มีหลักการทางประชาธปิ ไตยในการดำรงชีวิต ปฏิบัติตนตามกฎหมาย ดำรงตนเปน
ประโยชนต อ สังคม ชว ยเหลอื เกอ้ื กลู กนั อนั จะกอใหเ กดิ การพฒั นาสงั คมและประเทศชาติใหเปน สังคมและ
ประเทศประชาธิปไตยอยางแทจ ริง
๑. หลักการทางประชาธปิ ไตย
หลักการทางประชาธปิ ไตย ท่ีสำคัญ ไดแ ก
๑.๑ หลกั อำนาจอธปิ ไตยเปนของประชาชน หมายถงึ ประชาชนแปน เจา ของอำนาจสงู สุดใน
การปกครองรฐั
๑.๒ หลกั ความเสมอภาค หมายถึง ความเทา เทียมกันในสงั คมประชาธิปไตย ถือวาทกุ คนที่เกิด
มาจะมีความเทา เทียมกันในฐานะประชากรของรัฐ มสี ิทธิ เสรีภาพ หนา ท่ีเสมอภาคกนั ไมมกี ารแบงชนช้ัน
๑.๓ หลักนติ ิธรรม หมายถงึ การใชห ลกั กฎหมายเปน กฎเกณฑการอยูรวมกัน เพือ่ ความสงบ
สขุ ของสงั คม
๑.๔ หลกั เหตุผล หมายถึง การใชเหตผุ ลที่ถูกตองในการตัดสนิ หรอื ยตุ ิปญหาในสังคม
๑.๕ หลักการถอื เสียงขา งมาก หมายถึง การลงมตโิ ดยยอมรับเสยี งสวนใหญใ นสงั คม
ประชาธิปไตย
๑.๖ หลักประนปี ระนอม หมายถึง การลดความขัดแยงโดยการผอ นหนักผอนเบาใหกัน
รวมมือกนั เพ่ือเหน็ แกป ระโยชนข องสว นรวมเปนสำคญั
๒. แนวทางการปฏบิ ตั ิตนเปน พลเมอื งดีตามวิถีประชาธิปไตย
พลเมอื งดีตามวิถีประชาธปิ ไตยควรมีแนวทางการปฏิบัติตน ดังนี้
๒.๑) ดานสงั คม ไดแ ก
๑. การแสดงความคดิ อยางมเี หตผุ ล
๒. การยอมรบั ฟงความคดิ เห็นของผูอน่ื
๓. การยอมรับเมื่อผูอื่นมเี หตุผลทดี่ กี วา
๔. การตดั สินใจโดยใชเหตผุ ลมากกวาอารมณ
๕. การเคารพระเบียบของสังคม
๖. การมจี ิตสาธารณะ คอื การบำเพ็ญประโยชนเพ่อื สวนรวม และรักษาสาธารณสมบตั ิ
๒.๒) ดา นเศรษฐกจิ ไดแก
๑. การประหยัดและอดออมในครอบครวั
๒. การซือ่ สัตยส จุ ริตตอ อาชีพทีท่ ำ
๓. การพฒั นางานอาชีพใหก าวหนา
๔. การใชเ วลาวา งใหเปน ประโยชนต อ ตนเองและสงั คม
๕. การสรา งงานและสรางสรรคสง่ิ ประดิษฐใ หม ๆ เพ่ือใหเ กิดประโยชนต อ สงั คมไทยและ
สงั คมโลก
๖. การเปน ผูผลติ และผบู ริโภคทดี่ ี มคี วามซอ่ื สตั ย ยดึ มัน่ ในอุดมการณท ดี่ ีตอ ชาตเิ ปน สำคัญ
๒.๓) ดา นการเมืองการปกครอง ไดแก
๑. การเคารพกฎหมาย
๒. การยอมรบั ฟง ความคิดเห็นของทกุ คน
๓. การยอมรับในเหตุผลที่ดีกวา
๔. การซือ่ สตั ยต อ หนา ท่โี ดยไมเห็นแกประโยชนส วนตน
๕. การกลา เสนอความคิดเห็นตอสว นรวม กลาเสนอตนในการทำหนาทส่ี มาชกิ สภาผูแทน
ราษฎร หรอื สมาชิกวุฒสิ ภา
๖. การทำงานที่รบั ผดิ ชอบอยา งเต็มความสามารถ เต็มเวลา
๓. จริยธรรมของการเปนพลเมืองดี
คุณธรรม จรยิ ธรรม หมายถงึ ความดีงามหรือกริ ิยาท่ีควรประพฤติ คุณธรรม จริยธรรมท่สี งเสรมิ
ความเปน พลเมืองดี ไดแก
๓.๑ ความจงรักภักดตี อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย หมายถงึ การตระหนักในความสำคญั
ของความเปน ชาตไิ ทย การยึดม่นั ในหลกั ศลี ธรรมของศาสนา และการจงรักภกั ดตี อพระมหากษัตริย
๓.๒ ความมีระเบยี บวินยั หมายถึง การยึดมั่นในการอยรู ว มกนั โดยยดึ ระเบยี บวินยั เพอื่ ความ
เปน ระเบยี บเรียบรอยในสงั คม
๓.๓ ความกลา หาญทางจรยิ ธรรม หมายถึง ความกลา หาญในทางท่ีถกู ที่ควร
๓.๔ ความรับผดิ ชอบ หมายถึง การปฏิบัตหิ นา ท่ีของตนอยางเตม็ กำลงั สติปญญา และกำลัง
ความสามารถ
๓.๕ การเสยี สละ หมายถงึ การยอมเสยี ผลประโยชนสวนตนเพื่อผูอื่น หรอื แกสังคม
โดยรวม
๓.๖ การตรงตอ เวลา หมายถึง การทำงานตรงตามเวลาท่ีไดร ับมอบหมาย
๔. การสงเสริมใหผ อู น่ื ปฏบิ ตั ิตนเปนพลเมืองดี
เม่อื บคุ คลปฏบิ ตั ิตนเปนพลเมอื งดีในวถิ ีประชาธปิ ไตยแลว ก็ควรสนับสนุนใหบ คุ คลอื่น
ปฏบิ ัติตนเปนพลเมืองดีดวย โดยมีแนวทางการปฏบิ ัติ ดงั น้ี
๔.๑ การยดึ ม่ันในคุณธรรม จริยธรรมของศาสนา และหลกั การของประชาธปิ ไตยมาใชในวิถี
การดำรงชีวติ ประจำวัน เพ่ือเปน แบบอยางทดี่ ีแกคนรอบขาง
๔.๒ เผยแพร อบรม หรอื สง่ั สอนบุคคลในครอบครัว เพื่อนบาน คนในสังคม ใหใ ชห ลกั การ
ทางประชาธปิ ไตยเปน พ้นื ฐานในการดำรงชีวิตประจำวัน
๔.๓ สนับสนนุ ชมุ ชนในเรือ่ งทเ่ี ก่ียวกับการปฏิบตั ติ นใหถูกตองตามกฎหมาย โดยการ
บอกเลา หรือเผยแพรบทความผานสือ่ แขนงตาง ๆ
๔.๔ ชักชวนหรอื สนับสนุนคนดีมคี วามสามารถใหมีสวนรว มกับกจิ กรรมทางการเมืองหรือ
กจิ กรรมสาธารณประโยชนต า ง ๆ
๔.๕ เปนหูเปน ตาใหกับรัฐหรอื หนว ยงานของรัฐในการสนับสนุนคนดแี ละกำจดั คนท่ีเปนภัย
กับสงั คม
การสนบั สนนุ ใหผูอื่นปฏบิ ตั ิตนเปนพลเมืองดีในวถิ ปี ระชาธิปไตยตามแนวทางการปฏิบตั ดิ งั กลาว ถือ
เปนจติ สำนกึ ท่บี ุคคลพึงปฏิบตั ิเพ่ือใหเกดิ ประชาธิปไตยอยางแทจ ริง
ใบงาน
เร่อื ง การปฏิบตั ิตนเปนพลเมอื งดใี นวถิ ปี ระชาธปิ ไตย
จดุ ประสงคการเรียนรู
ขอ ๑ บอกแนวทางการปฏิบัตติ นเปนพลเมืองดีได
ขอ ๒ ระบุคุณธรรม จริยธรรม คานยิ มของพลเมืองดีได
ขอ ๓ บอกผลดจี ากการปฏิบัติตนเปนพลเมืองดตี อ ประเทศชาตไิ ด
คำชแี้ จง ใหผเู รียนแสดงความคิดเหน็ ในประเด็นคำถามตอไปน้ี
๑. พลเมอื งดีในวถิ ีประชาธปิ ไตยมคี ณุ ลักษณะเชนไรบา ง
๒. แนวทางการปฏิบัตติ นเปนพลเมืองดีตอ งทำอยางไร
๓. การปฏิบตั ิตนเปนพลเมอื งดตี องอาศัยหลักคณุ ธรรมใดบา ง
๔. การปฏบิ ัติตนเปนพลเมืองดีกอใหเ กดิ ประโยชนต อ ประเทศชาติอยา งไร
ใบงาน
เรอ่ื ง พลเมืองดีในใจฉนั
จุดประสงคการเรยี นรู
ขอ ๑ บอกแนวทางการปฏบิ ัตติ นเปนพลเมอื งดีได
ขอ ๒ บอกผลดีจากการปฏบิ ัตติ นเปนพลเมืองดีตอ ประเทศชาตไิ ด
คำช้ีแจง ใหผูเรียนวิเคราะหคุณลักษณะของพลเมืองดีตามความคิดเห็นของนักเรียนลงในแผนผังความคิด
พรอมทงั้ ตอบคำถามทกี่ ำหนด
คุณลักษณะของ
พลเมอื งดี
การปฏบิ ตั ิตนเปน พลเมืองดกี อใหเกดิ ประโยชนตอประเทศชาติอยางไร
บนั ทกึ หลังการจดั กิจกรรมการเรยี นรู
สาระ……………………………………………………………….(……………………………) ระดับ……………………………………
ครง้ั ท.ี่ ...................วันท.ี่ ..................เดอื น..................................พ.ศ..........................
๑. เนอ้ื หาสาระทจ่ี ดั กระบวนการเรียนรู
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ผลทีเ่ กิดกับผูเรยี น
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ปญ หาอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. ขอเสนอแนะ/แนวทางแกไข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
บนั ทกึ ขอเสนอแนะของผูบรหิ าร ลงช่ือ.................................................ครูผูสอน
(.................................................)
ตำแหนง..........................................
ลงชื่อ.................................................
(นางนติ ยา วนุ าพันธ)
ผอู ำนวยการกศน.อำเภอยี่
แผนการจดั การเรียนรู ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
รายวชิ าลกู เสือ กศน.๓ รหสั วิชา สค ๓๒๐๓๕
ศูนยการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยอำเภอย่ีงอ
แผนการจัดการเรียนรู แบบพบกลุม คร้งั ท่ี ๑๑ ( จำนวน ๖ ชว่ั โมง )
เร่อื ง ๑.ลูกเสอื กับการพัฒนา
๒.การลกู เสือไทย
๓.การลูกเสือโลก
๔.คุณธรรม จริยธรรมของลกู เสอื
ตวั ชี้วดั
๑. อธิบายสาระสาคญั ของการลูกเสอื
๒. อธบิ ายความสาคญั ของการลูกเสือกับการพัฒนา
๓. อภิปรายความเปน พลเมืองดใี นทศั นะของการลูกเสอื
๔. อธบิ ายประวตั ิการลกู เสอื ไทย
๕. อธบิ ายความรทู ่วั ไปเกยี่ วกับคณะลูกเสอื แหงชาติ
๖. อธิบายประวัติผใู หก าเนิดลูกเสือโลก
๗. อธบิ ายความสาคัญขององคก ารลูกเสือโลก
๘. อธบิ ายความสมั พันธระหวางการลูกเสือไทยกบั การลกู เสือโลก
๙. อธิบายคาปฏิญาณ กฎ และคติพจนของลกู เสือ
๑๐. ระบุคณุ ธรรม และจริยธรรมตา ง ๆ ท่เี กิดจากคาปฏญิ าณและกฎของลกู เสอื
๑๑. ยกตัวอยางการนาคาปฏญิ าณและกฎของลกู เสือในใชในชวี ิตประจาวนั
เนื้อหา
๑. ลกู เสือกับการพัฒนา
เร่อื งท่ี ๑ สาระสาคัญของการลกู เสือ
๑.๑ วตั ถปุ ระสงคข องการพัฒนาลูกเสอื
๑.๒ หลักการสาคัญของการลูกเสอื
เร่อื งที่ ๒ ความสาคญั ของการลกู เสือกบั การพฒั นา
๒.๑ การพฒั นาตนเอง
๒.๒ การพัฒนาสมั พันธภาพระหวา งบุคคล
๒.๓ การพัฒนาสัมพนั ธภาพภายในชุมชนและสังคม
เรอ่ื งท่ี ๓ ความเปน พลเมืองดีในทศั นะของการลูกเสือ
๓.๑ ความหมายของพลเมืองดี
๓.๒ ความเปนพลเมืองดีในทัศนะของการลกู เสือ
๒.การลกู เสอื ไทย
เรอื่ งที่ ๑ ประวัตกิ ารลูกเสือไทย
๑.๑ พระราชประวตั ขิ องพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยูหัว
๑.๒ กำเนิดลูกเสือไทย
๑.๓ กิจการลูกเสือไทยแตล ะยุค
เรอ่ื งที่ ๒ ความรทู ว่ั ไปเก่ียวกับคณะลูกเสอื แหงชาติ
๒.๑ คณะลูกเสอื แหงชาติ
๒.๒ การบริหารงานของคณะลูกเสือแหงชาติ
๒.๓ การลกู เสอื ในสถานศึกษา
๓.การลกู เสือโลก
เรือ่ งที่ ๑ ประวัติผูใหกาเนดิ ลูกเสอื โลก
เร่อื งท่ี ๒ องคก ารลูกเสือโลก
เรื่องท่ี ๓ ความสัมพันธร ะหวางลกู เสือไทยกบั ลูกเสอื โลก
๔.คณุ ธรรม จริยธรรมของลูกเสอื
เรอ่ื งที่ ๑ คำปฏญิ าณ กฎ และคติพจนข องลูกเสือ
เร่ืองท่ี ๒ คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมจากคาปฏญิ าณและกฎของลูกเสอื
เรอื่ งท่ี ๓ การนำคำปฏิญาณ และกฎของลกู เสือมาใชในชีวิตประจำวัน
กจิ กรรมการจดั การเรยี นรู
ข้ันท่ี ๑ กำหนดสภาพปญหา ความตอ งการในการเรียนรู (Orientation : O)
ครูทักทายและสอบถามนักศึกษา และอธิบายความหมายความสำคัญเกี่ยวกับลูกเสอื กับการ
พัฒนา การลกู เสือไทย การลกู เสือโลก และคุณธรรม จริยธรรมของลกู เสอื
ขน้ั ท่ี ๒ แสวงหาขอ มลู และการจดั การเรยี นรู (New ways of learning : N)
๑. ผูเรียนแบงกลมุ รว มอธิบาย อภิปราย
กลุมท่ี ๑ ลูกเสอื กบั การพฒั นา
กลมุ ที่ ๒ การลูกเสอื ไทย
กลุมที่ ๓ การลูกเสอื โลก
กลมุ ท่ี ๔ คุณธรรม จริยธรรมของลูกเสอื
๒. ผเู รียนทำใบงานและสรปุ องคความรูและบนั ทกึ ผลการเรียนรทู ไ่ี ดจ ากการเรียนรู
๓. ผเู รยี นนำความรูทีไ่ ดจากการเรียนรมู าปรบั ใชเ ปนในชีวิตประจำวัน
๔. มอบหมายงาน กรต.ครงั้ ตอ ไป
ข้ันท่ี ๓ การปฏบิ ตั ิและการนำไปประยกุ ตใ ช (Implementation : I)
๑. ใหนักศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรูภายในกลุมตามใบงานที่ไดรับ และสงตัวแทนนำเสนอหนา
ชัน้ เรียน
๒. ครแู ละนักศกึ ษารวมกันสรุปองคความรรู วมกัน
๓. ครใู หนกั ศกึ ษาแบงกลุมมอบหมายงานการเรียนรตู อเน่อื ง (กรต.) ออกเปน ๔ กลมุ
กลมุ ที่ ๑ ทกั ษะลูกเสอื
กลุมที่ ๒ ความปลอดภัยในการเขา รวมกิจกรรมลกู เสอื
กลุมที่ ๓ การปฐมพยาบาล
กลุม ท่ี ๔ การเดินทางไกล อยูคา ยพักแรม และชวี ติ ชาวคา ย
ข้ันท่ี ๔ การประเมินผลการเรียนรู (Evalyation : E)
๑. ผเู รียนทำใบงาน/แบบทดสอบ
๒. ผเู รียนสรุปองคความรู เพ่ือตอ ยอดในการพบกลมุ ครั้งตอไป
สื่อการเรียนรู
๑. หนงั สือเรียนรายวิชาลกู เสอื กศน.๓ รหัสวชิ า สค ๒๓๐๓๕
๒. ใบความรู
๓. ใบงาน
๔. แบบทดสอบ
๕. สือ่ Internet
การวัดและประเมนิ
๑. สังเกต
๒. ใบงาน
๓. แบบทดสอบ
๔. การรายงานและการนำเสนอ
ใบความรู
พระราชประวตั ิพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยูหัว
ผพู ระราชทานก าเนินลกู เสอื ไทย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงเปนพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จ พระจลุ จอมเกลา
เจา อยูหัว พระปย มหาราชกบั สมเดจ็ พระศรพี ชั รนิ ทรฯ บรมราชินีนาถ (สมเดจ็ พระ นางเจาเสาวภาผอ งศร)ี
ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันเสารที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๓ ไดร บั พระราชทาน พระนามวา สมเด็จเจา ฟา
วชริ าวธุ ตอมาป พ.ศ. ๒๔๓๑ ทรงไดรบั สถาปนาเปน สมเด็จพระบรม โอรสาธริ าชสยามมกฎุ ราชกมุ าร มือทรง
พระเยาวไดศ ึกษาวิชาหนังสือเทไยกบั พระยาศรีสนุ ทร โวหาร (นอย อาจารยางกรู ) พระชนมายุ๑๔ พรรษา
เสดจ็ ไปทรงศึกษาวิชา ณ ประเทศอังกฤษ ใน วิชาประวตั ศิ าสตรร ัฐศาสตรา เศรษฐศาสตร กฎหมาย วรรณคดี
ทม่ี หาวทิ ยาลยั ออกฟอรด และวิชา ทหารบกท่โี รงเรยี นแซนดเฮิสต รวม ๙ ปจนจบการศกึ ษาช้นั สูงของสถาน
แลวเสด็จกลบั พระนครเมอื่ พ.ศ. ๒๔๔๕ และทรงเขา รับราชการทันที ถงึ พ.ศ. ๒๔๔๗ ทรงผนวช ทรงศึกษา
พระธรรมวินยั และภาษาบาลีสันสกฤต จนแตกฉานเม่ือลาผนวชแลว เสด็จประทบั ณ พระราชวังสราญรมย
พ.ศ. ๒๔๕๐ ทรงเปนผสู าเร็จราชการแผน ดิน ในระหวางที่สมเด็จพระบิดาเสดจ็ ประพาสทวีปยุโรปใน ครัง่ ท่ี ๒
และวนั ที่ ๒๓ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ไดเ สด็จเถลิงถวลั ยราชสมบัติตอ จากสมเดจ็ พระบรมชนก นาถ ขณะนัน้ มี
พระชนมายุได๓ ๐ พรรษา ทรงประกอบพระราชพิธบี รมราชาภเิ ษก เม่อื วันท่ี ๑๑ พฤศจิกายน ในปเ ดียว เปน
พระมหากษตรั าธริ าชลา องคที่ ๖ แหง พระบรมราชวงศจักรี ในการนีไ ดมเี จาเ มืองและผูแทนพระราชาธิบดี
ผแู ทนรฐั บาลตา งๆ ในทวปี ยโุรป เอเชยี อเมรกิ า สง ๒๗ มารวมดวยเปนอนั มาก พระองคท านไดท รงพระ
กรณุ าพระราชทานก าเนินลกู เสอื แหงประเทศไทย เมื่อวนั ที่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๕๔ พระองคท า นก็ไดเอา
พระทัยทาน าประเทศชาติและอาณา ประชาราษฎรใ หเ จริญรุง เรืองข้นึ เปน อันมาก เชน ในเร่อื งการคา ขาย
การอสุ าหกรรม การศึกษา วรรณคดี ศาสนา การเมือง การทหาร การสาธารณสขุ และการศลิ ปกร จนไดรับ
ความนิยมยกยองอยู ทวั่ ไป จนนานาประเทศและประชาชนตางยกยองพระนามวา “พระมหาธีรราชเจา ” แต
เปนท่ีนาเสียดายรชั สมัยของพระองคส ้นั เกนิไป ทรงอยใู นราชสมบัตเิ พียง ๑๖ ป ก็เสดจ็ สวรรคต เม่อื ๑
นาิกากบั ๑๖ นาที ของคนื วันท่ี ๒๕ พฤศจิกายน พงศ. ๒๔๖๘ หลงั จากสมเดจ็ เจาฟา เพชรรัตนราชสุดา ฯ
พระราชธิดาทรงประสูตเิ พียงวันเดยี ว แมว าพระองคจ ะไดเ สดจ็ สูส วรรคาลัยแลว ก็ตาม พระราชา นสุ รณต า งๆ
ของพระองคทา นก็ยงั คงอยเู ปนศรสี งา คกู บชั าติไทยสบื มาจนกระทั่งทุกวัน นี้ ประวตั ิการลกู เสือไทย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูห วั ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกลา ฯ ใหสถาปนากองเสือปาขน้ึ
เมอื่ วนั ท่ี ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ เพื่อฝกหดั ขาราชการพลเรือนทั้งหลาย ใหไ ดเ รียนรูวิชาทหาร เพื่อเปน
กำลงั สำรองในเวลาสงคราม ในยามสงบก็ไดช วยเหลอื ขาราชการ ปราบปรามโจรผรู าย หรือปราบจลาจล
นอกจากนยี้ งัมีพระราชประสงคดงัตอไปน้ี ๑. เพ่ือปลกู ฝง ความจงรักภกั ดตี อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตรยิ
๒. เพือ่ ปลกู ฝงความมรี ะเบยี บวินยั ๓. เพือ่ ปลูกฝงความสามัคคีในหมูคณะและไมท าลายซ่งึ กนั และกัน เสือปา
คอื ทหารที่ไปสืบขาวขาศึกเพื่อแมทพั จะไดทราบขา วลวงหนากอ นเปน เลาๆ วา ขา ศึกยกมาทางใด ก าลังเทา ใด
ทา ทางรบพุงอยางไร ตรงกับค าวา “ผูสอดแนม” หรือใน ภาษาองั กฤษเรียกวา SPY กอนท่ี ร. ๖ จะโปรดเกลา
ฯ ใหต ง ักองเสือปา ข้นึ นนั้ พระองคไดทรงทดลองฝก มหาดเลก็ ประจ าพระองคท่ีพระราชวงั สราญรมย และ
พระราชวังสนามจันทรอยา งเงยี บๆ มากอนถงึ ๓ ปเ มื่อทรงเห็นวา ดีและมีประโยชนจึงโปรดใหต ั้งกองเสือปาขึ้น
หลังจากทรงพระกรุณราโปรดเกลาฯ ใหตง้ั กองเสือปาขน้ี แลว พระองคทรงเปน นายกองใหญผูบังคบั บญั ชา
การเสอื ปา ท่ัวราชอาณาจักร การเสือปา ไดขยายไปทุกมณฑล ทกุ คน กอ นทเ่ี ขาประจา การตองเขาพิธีถือนา
พพิ ัฒนสตยั า พธิ ีนีก้ ระทา ขน้ึ เปนคร่ังแรก เมือ่ วนั ที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ ณ พระอุโบสถวดั พระศรีรตั น
ศาสดาราม ๒๘ การลกู เสือไทย หลงัจากทป่ี ระเทศอังกฤษไดสถาปนาการลูกเสือข้ึนแลวในปพ .ศ. ๒๔๕๑ พระ
บาท สมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดทรงพระราชทานกา เนนิ ลูกเสอื ไทยขึน หลงจั ากตั้งกองเสือปา ได
เพยี ง ๒ เดือน คือ วนั ท่ี ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ และเปนประเทศท่ี ๓ ทตี่ ั้งกองลกู เสอื ข้ึนในโลก กองลูกเสือ
แหงแรกในประเทศไทย กองลกู เสือแหงแรกในประเทศไทยต้งั ขึ้นทโี่ รงเรียนมหาดเล็กหลวง คอื โรงเรียน
วชิราวธุ วทิ ยาลยั ไดนามวา กองลูกเสือกรงุ เทพที่ ๑ ร. ๖ ไดทรงพระราชทาน วโรกาสใหกองลูกเสอื โรงเรียน
มหาดเลก็ หลวงเขาเฝ า ณ สโมสรสนามเสอื ป าในพ.ศ. ๒๔๕๔ และไดพ ระราชทานนามกอง ลูกเสือโรงเรยี น
มหาดเล็กหลวงน้วี า “กองลูกเสอื หลวง”
กำเนดิ ลกู เสอื โลก
โรเบริ ต สตีเฟนสัน สไมธ เบเดน-โพเอลล (Robert Stephenson Smyth Baden - Powell) หรอื มกั จะ
เรียกกันส้นั ๆ วา ลอรด เบเดน-โพเอลล และรจู กั กันดีในวงการลูกเสอื ในนาม บ.ี พ.ี (B.P.) คือผูท ใ่ี หกำเนดิ
กจิ การลกู เสือ (SCOUT) ขน้ึ มาในโลกใบน้ี การกำเนิดของลูกเสอื ไมไ ดเกิดข้นึ เพียงขา มคนื แตบม เพาะอยูในตวั
ของทาน บ.ี พ.ี มาอยา งยาวนาน
เมื่ออายุได ๑๙ ป ทา นไดเขารว มกับกองทหารมา ขององั กฤษไปประจำอยูที่อินเดีย ความสามารถอัน
โดดเดนดานการใชช ีวติ กลางแจงของทา น แสดงใหเหน็ จากการทท่ี า นไดร ับรางวัลการลา หมปู า บนหลังมาดว ย
หอกเลมเดยี ว (Pig Sticking) ซึ่งเปนกีฬาท่ีอันตราย และไดรับความนยิ มอยา งมาก
บี.พี. มพี ีน่ อง ๗ คน อยกู ับมารดา โดยกำพรา บิดาตงั้ แตอ ายุ ๓ ขวบ ในวยั เด็กของทา นแสดงใหเ ห็นถึง
นิสัยรกั ผจญภัย และชอบใชชวี ิตกลางแจง ทานมักจะเดนิ ทางไกลไปพักแรมรว มกบั พนี่ องของทานตามทีต่ า ง ๆ
ในอังกฤษ ชอบทองเท่ยี วในปารอบโรงเรยี น ซมุ ดูสตั วต า ง ๆ นอกจากนั้น ยังเปนผูรักษาประตูมือดี และเปน
นักแสดงละครท่ีไดร บั ความนิยมในโรงเรยี น รวมท้ังรักดนตรี และวาดภาพอีกดวย
ในป ค.ศ. ๑๘๘๗ บ.ี พี. ไดไ ปประจำการอยูในแอฟรกิ า ซ่ึงตองรบกับชนเผา พน้ื เมอื งท่ีปา เถ่ือนดุราย
ไมว า จะเปน ซูลู อาซนั ติ หรือมาตาบีลี และดว ยความสามารถของทานในการสอดแนม การสะกดรอย รวมทง้ั
ความกลาหาญของทา น ทำใหทานเปน ทห่ี วาดกลัวของบรรดาชนพน้ื เมืองจนถงึ กบั ต้ังฉายาทานวา "อมิ ปซา"
(Impeesa) หมายความวา "หมาปาผูไ มเ คยหลับนอน" และดวยความสามารถของทาน ทำใหท า นไดเลอ่ื นยศ
อยางรวดเร็ว
ในป ค.ศ. ๑๘๘๙ อังกฤษมปี ญหาดานความสัมพันธก ับสาธารณรัฐทรานสวาล พนั เอก เบเดน-โพ
เอลล ไดร ับคำสัง่ ใหน ำทหารมาสองกองพันเดนิ ทางไปปองกันเมืองมาฟอีคิง ซ่ึงเปนเมืองยุทธศาสตรส ำคัญ
เพราะตั้งอยูใจกลางของแอฟริกาใต ที่นเี่ องเปน สถานทท่ี ี่ทำใหทานไดรบั ชื่อเสียงเปนอยางมาก ในการรักษา
เมอื งไวจ ากเงื้อมมือของขา ศึกที่ลอ มอยูดว ยกำลงั มากกวา อยางมหาศาลไวไ ดถ ึง ๒๑๗ วัน จนกระท่ังกองทหาร
ขององั กฤษไดบุกเขาไปชวยเหลือเปน ผลสำเร็จ
หลงั จากศึกคราวนี้ ทานไดเล่ือนยศเปน พลตรี และไดรบั การนับถือจากชาวองั กฤษใหเปนวรี บุรุษ
ในป ค.ศ. ๑๙๐๑ บ.ี พ.ี เดนิ ทางกลับไปยงั อังกฤษ และดวยชื่อเสียงของทานในฐานะวรี บุรษุ ทำ
ใหห นงั สอื ทท่ี านเขยี นขึ้นเพ่ือใหท หารอา น ช่ือ "Aids to Scoutting" หรอื "การสอดแนมเบ้อื งตน" ไดรับความ
นิยมจนกระทั่งนำไปใชเปนแบบเรียนในโรงเรยี นชายมากมาย
จุดนี้เอง ทำให บี.พ.ี เกดิ ประกายความคดิ ถึงโอกาสทีจ่ ะพัฒนาเด็กองั กฤษใหเ ตบิ โตขนึ้ เปน
ผูใ หญท่เี ขม แขง็ เพราะถา หนังสอื สำหรบั ผใู หญเก่ียวกับการปฏบิ ัติการสอดแนม สามารถดงึ ดดู ความสนใจของ
เดก็ ได ถา ทา นทำหนงั สือสำหรบั เด็กโดยเฉพาะก็คงจะไดผ ลมากยงิ่ ข้นึ
บี.พ.ี จงึ เรม่ิ ศึกษาเร่อื งราวของการฝกอบรมเด็กจากทุกยคุ ทุกสมัย และนำประสพการณใน
อนิ เดยี และแอฟรกิ า มาดัดแปลง และคอย ๆ พัฒนาความคิดเก่ียวกับการลูกเสืออยางชา ๆ ดวยความ
ระมดั ระวงั จนกระทั่งฤดรู อนของป ค.ศ. ๑๙๐๗ ทา นจึงไดรวบรวมเด็กยส่ี ิบคน ไปพกั แรมกับทานท่เี กาะบราว
ซี (Brownsea) ในชอ งแคบอังกฤษ ซ่ึงนบั เปน การอยูคายพักแรมของลูกเสอื ครั้งแรกของโลก และประสพ
ผลสำเรจ็ อยางงดงาม
ตนป ค.ศ. ๑๙๐๘ บี.พี. ไดจ ดั พิมพคูมือการฝกอบรมข้นึ แบง ออกเปนหกตอนในชื่อ
"Scoutting for Boys" หรือ "การสอดแนมสำหรบั เดก็ " ซ่งึ มภี าพประกอบท่เี ขยี นโดยตัวทา นเองอยูดวย เมื่อ
หนงั สือเรม่ิ วางจำหนา ย แมแตต ัวทา นเองกไ็ มน กึ ไมฝ น วา มันจะเปนจุดท่ีทำใหเ กิดกองลูกเสือข้ึนมากมาย ไม
เฉพาะในอังกฤษเทานนั้ แตแ พรห ลายไปในหลาย ๆ ประเทศอกี ดว ย
เมื่อกิจการลูกเสอื เติบโตข้นึ บ.ี พ.ี ไดมองเหน็ โอกาสทจี่ ะไดทำประโยชนใหก บั สังคมได ดวย
การใชก ารลูกเสือบม เพาะเด็กรุนใหมใ หเ ปน พลเมอื งดี แทนท่จี ะตองมาฝกผใู หญใ หเปน ทหาร ทา นจึงไดลาออก
จากกองทัพในป ค.ศ. ๑๙๑๐ ขณะทีม่ ยี ศพันโท เพอ่ื เดินเขาสูชวี ิตทที่ านเรยี กวา "ชวี ติ ท่สี อง" (Second Life)
ทใี่ หบรกิ ารโลกใบน้ีดว ยกิจการลกู เสอื และไดรับผลรางวลั เปน ความรักและนับถือจากลูกเสือทว่ั โลก
เมือ่ บ.ี พ.ี มอี ายุครบ ๘๐ ป กำลังของทานกเ็ ริม่ ทรดุ ลง ทานไดกลบั ไปพกั ผอนในชว งบ้ัน
ปลายชวี ิตในแอฟริกาท่ที านรัก และถึงแกกรรมในวนั ที่ ๘ มกราคม ค.ศ. ๑๙๔๑ เม่ือมอี ายุ ๘๔ ป
ค.ศ. ๑๙๐๗ - มกี ารเขาคา ยพักแรมลกู เสือเปน คร้งั แรก ท่ีเกาะบราวซี
ค.ศ. ๑๙๐๘ - หนงั สือ Scoutting for Boys ตพี มิ พ และเริ่มกำเนิดกองลูกเสือขึ้นในหลายประเทศ
ค.ศ. ๑๙๐๙ - จดั ตั้งสำนกั งานลกู เสอื อังกฤษ และมีการชุมนมุ ลูกเสือองั กฤษเปน คร้งั แรก
ค.ศ. ๑๙๑๐ - จัดตง้ั กองลูกเสือหญงิ (Birl Guide) โดยมแี อกนีส นองสาวของ บี.พี. เปน หัวหนา
ค.ศ. ๑๙๑๑ - จดั ตั้งกองลูกเสือสมทุ ร
ค.ศ. ๑๙๑๒ - บ.ี พี. เดนิ ทางไปเยีย่ มลกู เสอื ในประเทศตา ง ๆ รอบโลก
ค.ศ. ๑๙๑๔ - เกิดสงครามโลกคร้งั แรก บี.พี. มอบลูกเสือใหท ำหนาที่ชวยทหาร เชน รักษาสะพาน และ
สายโทรศัพท ทำหนาที่ผูส อื่ ขาว ชวยงานในโรงพยาบาล
ค.ศ. ๑๙๑๖ - จดั ตั้งกองลกู เสือสำรอง
ค.ศ. ๑๙๑๘ - จัดต้งั กองลูกเสือวิสามญั (Rover Scout)
ค.ศ. ๑๙๑๙ - ตั้งกิลเวลลปารด (Gilwell Park) และเรม่ิ ดำเนนิ การฝก อบรมวิชาผูก ำกับลูกเสือข้นั วูดแบดจ
ค.ศ. ๑๙๒๐ - มีการชมุ นุมลูกเสือโลกครัง้ แรกทกี่ รุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และ บ.ี พี. ไดรบั เลอื กใหเปน
ประมขุ ของคณะลกู สือโลก (Chief Scout of the World)
ค.ศ. ๑๙๒๒ - บ.ี พี. เขียนหนงั สือ "Rovering to Success" หรอื "การทอ งเทยี่ วสคู วามสำเรจ็ " ซ่งึ เปนคมู ือ
สำหรับลูกเสอื วิสามญั
ค.ศ. ๑๙๒๖ - จัดตั้งกองลกู เสือพิการ
ค.ศ. ๑๙๓๗ - บ.ี พี. ไดรับพระราชธานบรรดาศักด์เิ ปน Lord Baden Powell of Gilwell
ค.ศ. ๑๙๔๑ - บ.ี พ.ี ถงึ แกกรรมเม่ืออายุได ๘๔ ป
ป ค.ศ. ๑๙๑๒ บี.พี. เดนิ ทางรอบโลกไปพบปะกับลกู เสือในประเทศตาง ๆ และเริม่ ตน
เสรมิ สรางการเปน พีน่ องกันของลูกเสือทั่วโลก นาเสยี ดายที่สงครามโลกครงั้ ทห่ี น่งึ ทำใหงานนตี้ องหยุดชงักลง
ช่ัวขณะ แตก เ็ ริ่มสานตอหลังจากสงครามส้ินสดุ ลง จนกระทั่งป ค.ศ. ๑๙๒๐ ก็ไดจ ัดใหมีการชุมนุมลูกเสือ
ระหวางประเทศขน้ึ ในกรงุ ลอนดอน
ซงึ่ ถือเปน การชมุ นุมลูกเสอื โลกเปนครัง้ แรก (๑st World Jamboree) และในคืนวันสดุ ทายของ
การชุมนมุ บรรดาลกู เสือท่ีเขารวมชุมนมุ กร็ วมกนั ประกาศให บี.พ.ี ดำรงตำแหนง ประมุขของคณะลกู สือโลก
(Chief Scout of the World) และเม่ือกจิ การลูกเสือดำเนนิ มาครบ ๒๑ ป พระเจายอรช ที่ ๕ กไ็ ด
พระราชทานบรรดาศกั ดิใ์ หท า นเปน ขุนนาง มีชอื่ ยศวา Lord Baden Powell of Gilwell
ใบงาน
ชื่อ………………………………...................................ระดบั ........................................
คำชแี้ จง ใหลูกเสอื ตอบคำถามตอ ไปน้ี
๑)พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจา อยหู ัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหสถาปนากองเสอื ปาข้นึ
เมอื่ วนั ที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ เพอ่ื อะไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๒)นอกจากนคี้ ำาถามในขอ (๑) แลวพระองคย ังมพี ระราชประสงคอะไรอีกบาง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
บนั ทกึ หลังการจดั กจิ กรรมการเรียนรู
สาระ……………………………………………………………….(……………………………) ระดับ……………………………………
ครงั้ ท.่ี ...................วันท.่ี ..................เดอื น..................................พ.ศ..........................
๑. เนอื้ หาสาระทีจ่ ดั กระบวนการเรยี นรู
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ผลที่เกิดกบั ผูเ รียน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ปญหาอปุ สรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. ขอ เสนอแนะ/แนวทางแกไข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
บนั ทึกขอเสนอแนะของผูบรหิ าร ลงชื่อ.................................................ครผู สู อน
(.................................................)
ตำแหนง ..........................................
ลงช่ือ.................................................
(นางนิตยา วนุ าพนั ธ)
ผอู ำนวยการกศน.อำเภอยี่งอ
แผนการจัดการเรยี นรู ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
รายวชิ าลกู เสือ กศน.๓ รหสั วิชา สค ๓๒๐๓๕
ศนู ยการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยอำเภอยี่งอ
แผนการจัดการเรยี นรู แบบพบกลุม ครัง้ ที่ ๑๒ ( จำนวน ๖ ช่ัวโมง )
เร่ือง ๑. วนิ ัย และความเปน ระเบยี บเรียบรอ ย
๒. ลกู เสือ กศน. กบั การพัฒนา
๓. ลกู เสือ กศน. กับจิตอาสา และการบริการ
๔. การเขียนโครงการเพ่ือพัฒนาชมุ ชนและสงั คม
ตวั ชวี้ ดั
๑. อธิบายความหมาย และความสาคัญของวนิ ัย
๒. อธบิ ายผลกระทบจากการขาดวนิ ยั
๓. ยกตวั อยางแนวทางการเสรมิ สรา งวนิ ัย และความเปนระเบยี บเรยี บรอย
๔. อธบิ ายระบบหมูลูกเสอื
๕. อธิบายการพัฒนาภาวะผูน ำ –ผูตาม
๖. อธบิ ายความเปน มา และความสาคัญของลกู เสือ กศน.
๗. อธบิ ายลกู เสอื กศน. กับการพฒั นา
๘. อธบิ ายบทบาทหนาท่ีของลกู เสือ กศน. ท่ีมีตอ ตนเอง ครอบครวั ชมุ ชน และสังคม
๙. ระบุบทบาทหนา ที่ของลูกเสือ กศน. ทมี่ ีตอสถาบนั หลักของชาติ
๑๐. อธิบายความหมาย และความสาคญั ของจิตอาสา และการบรกิ าร
๑๑. อธิบายหลักการของจติ อาสา และการบริการ
๑๒. เสนอผลการปฏิบตั ติ นในฐานะลูกเสือกศน.เพื่อเปนจติ อาสาและการใหบ ริการ อยางนอ ย ๒ กจิ กรรม
๑๓. ยกตัวอยางกิจกรรมจิตอาสา และการบริการของลกู เสือ กศน. อยา งนอย ๒ กจิ กรรม
๑๔. อธิบายความหมาย ความสาคัญของโครงการ
๑๕. จำแนกลักษณะของโครงการ
๑๖. ระบอุ งคป ระกอบของโครงการ
๑๗. อธบิ ายขน้ั ตอนของการเขยี นโครงการ
๑๘. บอกขน้ั ตอนการดำเนินงานตามโครงการ
๑๙. อภิปรายผลการปฏิบัติงานตามโครงการและการเสนอผลการดำเนินงาน
เน้ือหา
๑. วินัย และความเปน ระเบียบเรยี บรอย
เร่ืองที่ ๑ วินัย และความเปน ระเบียบเรยี บรอ ย
๑.๑ ความหมายของวินยั และความเปน ระเบียบเรยี บรอย
๑.๒ ความสาคัญของวินยั และความเปนระเบยี บเรยี บรอย
เร่ืองท่ี ๒ ผลกระทบจากการขาดวนิ ัย
เรื่องท่ี ๓ แนวทางการเสรมิ สรา งวินัย และความเปน ระเบยี บเรยี บรอย
เร่ืองที่ ๔ ระบบหมลู กู เสอื
เรอื่ งที่ ๕ การพฒั นาภาวะผนู ำ –ผตู าม
๒. ลูกเสอื กศน. กบั การพัฒนา
เรอ่ื งที่ ๑ ลกู เสือ กศน.
๑.๑ ความเปน มาของลูกเสอื กศน.
๑.๒ ความสาคัญของลูกเสือ กศน.
เรอ่ื งที่ ๒ ลกู เสอื กศน. กับการพัฒนา
เรอื่ งที่ ๓ บทบาทหนา ทีข่ องลูกเสือ กศน. ท่ีมตี อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสงั คม
เร่ืองที่ ๔ บทบาทหนาท่ีของลูกเสือ กศน. ทม่ี ตี อ สถาบันหลักของชาติ
๓. ลกู เสือ กศน. กับจติ อาสา และการบรกิ าร
เร่ืองที่ ๑ จติ อาสา และการบริการ
๑.๑ ความหมายของจิตอาสา
๑.๒ ความสาคัญของจิตอาสา
๑.๓ ความหมายของการบรกิ าร
๑.๔ ความสาคัญของการบรกิ าร
เรอ่ื งที่ ๒ หลกั การของจติ อาสา และการบริการ
๒.๑ หลกั การของจติ อาสา
๒.๒ หลักการของการบรกิ าร
เรื่องท่ี ๓ การปฏิบตั ิตนในฐานะลกู เสอื กศน. เพ่ือเปน จิตอาสา และใหก ารบริการ
เร่อื งที่ ๔ กิจกรรมจติ อาสา และการใหบ ริการของลกู เสือ กศน.
๔. การเขียนโครงการเพ่ือพัฒนาชมุ ชนและสังคม
เรอ่ื งที่ ๑ การเขยี นโครงการเพื่อพฒั นาชมุ ชนและสงั คม
๑.๑ ความหมายของโครงการ
๑.๒ ความสาคญั ของโครงการ
เรื่องท่ี ๒ ลักษณะของโครงการ
เรื่องท่ี ๓ องคประกอบของโครงการ
เรื่องท่ี ๔ ข้นั ตอนการเขียนโครงการ
เรอื่ งที่ ๕ การดาเนินการตามโครงการ
เรอ่ื งท่ี ๖ การสรุปรายงานผลการดาเนนิ งานโครงการเพอ่ื เสนอตอ ที่ประชมุ
กจิ กรรมการจดั การเรียนรู
ขัน้ ที่ ๑ กำหนดสภาพปญหา ความตองการในการเรียนรู (Orientation : O)
ครูทักทายและสอบถามนักศึกษา และอธิบายความหมายความสำคัญเกี่ยวกับวินัย และความเปน
ระเบียบเรียบรอย ลูกเสือ กศน. กับการพัฒนา ลูกเสือ กศน. กับจิตอาสาและการบริการ และการเขียน
โครงการเพ่อื พฒั นาชมุ ชนและสงั คม
ขน้ั ท่ี ๒ แสวงหาขอ มลู และการจัดการเรยี นรู (New ways of learning : N)
๑. นำเสนอกจิ กรรมการเรยี นรูตอ เนือ่ ง (กรต.) และแลกเปลยี่ นเรยี นรรู วมกนั
กลุมที่ ๑ วินยั และความเปนระเบียบเรยี บรอ ย
กลุม ท่ี ๒ ลกู เสือ กศน. กบั การพฒั นา
กลมุ ที่ ๓ ลกู เสอื กศน. กบั จติ อาสา และการบรกิ าร
กลมุ ที่ ๔ การเขียนโครงการเพอ่ื พัฒนาชุมชนและสงั คม
๒. ผเู รยี นทำใบงานและสรุปองคความรแู ละบนั ทึกผลการเรียนรทู ีไ่ ดจากการเรียนรู
๓. ผูเ รียนนำความรูท ่ไี ดจากการเรียนรมู าปรบั ใชเ ปนในชวี ติ ประจำวนั
๔. มอบหมายงาน กรต.ครัง้ ตอ ไป
ข้ันท่ี ๓ การปฏบิ ตั แิ ละการนำไปประยุกตใ ช (Implementation : I)
๑. ใหนักศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรูภายในกลุมตามใบงานทีไ่ ดรับ และสงตัวแทนนำเสนอหนา
ช้ันเรยี น
๒. ครแู ละนกั ศกึ ษารวมกันสรปุ องคค วามรูร ว มกนั
๓. ครูใหนักศึกษาแบงกลมุ มอบหมายงานการเรียนรตู อเนื่อง (กรต.) ออกเปน ๔ กลมุ
กลุมท่ี ๑ ทักษะลกู เสอื
กลุมท่ี ๒ ความปลอดภยั ในการเขารวมกจิ กรรมลกู เสือ
กลมุ ท่ี ๓ การปฐมพยาบาล
กลมุ ที่ ๔ การเดินทางไกล อยูคายพักแรม และชวี ติ ชาวคาย
ขนั้ ที่ ๔ การประเมินผลการเรียนรู (Evalyation : E)
๑. ผเู รยี นทำใบงาน/แบบทดสอบ
๒. ผูเ รยี นสรุปองคค วามรู เพ่ือตอ ยอดในการพบกลุมคร้งั ตอไป
ส่อื การเรียนรู
๑. หนังสือเรยี นรายวิชาลูกเสือ กศน.๓ รหัสวชิ า สค ๒๓๐๓๕
๒. ใบความรู
๓. ใบงาน
๔. แบบทดสอบ
๕. ส่อื Internet
การวดั และประเมนิ
๑. สังเกต
๒. ใบงาน
๓. แบบทดสอบ
๔. การรายงานและการนำเสนอ
ใบความรู
เร่อื งท่ี ๑ วนิ ัยและความเปนระเบียบเรียบรอย
การประกอบกิจกรรมทกุ อยางหรอื การฝกอบรมทกุ ประเภททท่ี ำกับคนหมูมากถา ขาดวนิ ัยเสยี แลว ก็
เทา กับเปนการลม เหลวทกุ สงิ่ ทกุ อยางโดยส้นิ เชงิ ลกู เสอื ท่ีมีระเบยี บวนิ ัยเชือ่ ฟงปฏบิ ตั ติ ามคำสั่งผบู งั คับบัญชา
ยอมท่ีจะเปน พลเมืองดีในอนาคต ลูกเสอื ที่ไดร ับการฝก อบรมอยา งดสี ามารถเปนผนู ำได เพราะวาเปน คนที่
รักษาสัตย ประพฤติตนตามกฎกตกิ าเปนคนมนี ้ำใจเมตตาอารี เสียสละ สิง่ เหลาน้ยี อมตดิ ตวั ไปเปนนิสยั เกดิ ขึน้
ในตัวเองตลอดเวลาวินยั จงึ เปน สิ่งจำเปน มากในกองลกู เสอื คนท่ีมีคุณภาพควรไดรบั การฝก ฝนใหม ีระเบยี บวินัย
ทำใหร จู กั การทำตนเปนผูอยใู ตบงั คับบัญชาของผทู ่ีเปนหวั หนา หรือทำตนในฐานะเปน ผูบังคับบัญชาเปน
แบบอยางที่ดไี ด ซ่งึ จะนำประโยชนม าใหตน ทั้งในดานสว นตวั และหนาทกี่ ารงาน วนิ ัยมีความจำเปน อยางยิ่งท่ี
สรา งและสงเสริม เยาวชนจะไดเปนพลเมืองท่ีมคี ณุ ภาพตัง้ แตยงั อยใู นเยาววยั เม่ือเติบใหญจะเปนกำลงั สำคัญ
ชวยพัฒนาประเทศชาติใหเจริญรุงเรอื งสบื ไป
๑.๑ ความหมายของวินัยและความเปน ระเบียบเรยี บรอยวินยั และความเปนระเบียบเรียบรอ ย
หมายถงึ การกระทำหรอื งดเวนการกระทำตามระเบยี บ กฎเกณฑ ขอ บงั คบั สำหรบั ควบคุมความประพฤติทาง
กาย วาจา ของคนในสังคมใหเรยี บรอ ยดงี าม เปนแบบแผนอันหนึง่ อันเดยี วกัน เพ่ือการอยูรว มกันดวยความสขุ
สบายไมกระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน วินัยและความเปน ระเบียบเรยี บรอ ยชว ยใหค นในสังคมหา งไกลความช่ัว
ทงั้ หลาย สามารถอยรู ว มกนั เปน หมูเหลา ถาขาดวินัยและความเปนระเบียบเรยี บรอยตา งคนตา งทำตาม
อำเภอใจ ความขดั แยงและลักล่นั ก็จะเกดิ ขึน้ ย่งิ มากคนกย็ ิ่งมากเร่ืองไมม ีความสงบสุข การงานทีท่ ำก็จะเสยี ผล
วนิ ยั มี ๒ ประการ
ก. วินัยภายนอก ซ่งึ เกดิ จากการใหก ระทำหรอื งดเวนการกระทำในการฝกอบรมตองเขมงวดตามลักษณะ หรอื
กิจการแตละประเภท เพื่อท่จี ะใหป ฏิบตั จิ นเกิดลักษณะนสิ ัยวนิ ยั ภายนอกไมยั่งยืนอยูไดนาน หากวา ผทู ่ีไม
พอใจกอ็ าจละเลย หรือวางเฉย เม่อื ไมม กี ารกำหนดไว หรอื ไมมีใครรเู ห็น
ข. วินยั ภายใน เปน ที่พึงประสงคเพราะเปน วินัยทีจ่ ะปฏิบตั ิดวยความเต็มใจเพราะเห็นคุณคา การฝก อบรมจึง
ตอ งเนน หนกั ในการสรา งวนิ ัยภายในดวยการกวดขันการประพฤตปิ ฏิบัตอิ ยา งจริงจงั และตอเนอื่ ง วนิ ยั ภายใน
เปน สิ่งทตี่ อ งการใหมอี ยใู นทกุ ตัวตน
๑.๒ ความสำคัญของวินัยและความเปนระเบยี บเรยี บรอย
ความสำคัญของวนิ ัยในตนเองมอี ยา งนอย ๒ ประการประการทหี่ นึง่ เหตุผลเกยี่ วกบั ประโยชนสว นตัว
แตละบุคคล ในเร่ืองการแสวงหาความรู เน่อื งจากปจจบุ ันมีอยมู ากมาย ไมอาจบรรจุไวในหลกั สูตรไดหมดแต
ละคนจึงควรแสวงหาความรูด วยตนเอง นอกเหนอื จากท่ปี รากฏในหลกั สตู รของสถานศึกษา ฉะนน้ั
จงึ จำเปนตองฝกใหมีการควบคุมตนเอง มีความเฉลียวฉลาด และมีความเปน อสิ ระ เพ่ือจะไดแสวงหาความรู
เพิ่มเติมใหม ากทส่ี ุดประการท่ีสอง ชมุ ชนจะเจริญและมีความมั่นคงยงั่ ยนื ตอไปได จะตองอาศัยพลเมืองแตละ
คนทำความดีและเสยี สละใหแ กช ุมชน ไมแ สวงหาประโยชนสว นตัวเทาน้ันลักษณะของผูมีวินัยในตนเอง
พฤติกรรมของผูมวี นิ ยั ในตนเอง มีดังน้ี
๑) มคี วามเช่อื อำนาจภายในตนเอง
๒) มีความเปนผนู ำ
๓) มคี วามรบั ผิดชอบ
๔) ตรงตอ เวลา
๕) เคารพตอระเบยี บกฎเกณฑท ง้ั ตอหนา และลบั หลงั ผอู ่ืน
๖) มีความซ่ือสตั ยส ุจรติ
๗) รจู ักหนาท่ีและกระทำตามหนาทเ่ี ปน อยา งดี
๘) รจู ักเสียสละ
๙) มคี วามอดทน
๑๐) มคี วามต้งั ใจเพยี รพยายาม
๑๑) ยอมรับผลการกระทำของตน
เร่ืองที่ ๒ ผลกระทบจากการขาดวินยั และขาดความเปนระเบียบเรียบรอย
งท่ี๒ ผลกระทบจากการขาดวินัยและขาดความเปร ียบรอย
การที่บคุ คลขาดวินยั และความเปน ระเบยี บเรียบรอยในตนเองมีผลทำใหขาดวินยั ความเปนระเบยี บ
เรียบรอยทางสังคมไปดว ยวินัยในตนเองเปนพ้ืนฐานของการควบคมุ ตวั เองใหม ีวนิ ยั ทางสังคมการมีวนิ ัยใน
ตนเองจงึ เปน ส่งิ ทค่ี วรไดรับการสง เสรมิ เพื่อเปน พนื้ ฐานของการควบคมุ ตนเองซง่ึ จะนำไปสกู ารสรา งวนิ ยั ทาง
สงั คม การมวี นิ ัยจงึ ถอื เปนพนื้ ฐานในการดำเนนิ กจิ กรรมในสงั คมและการรวมกนั อยขู องกลมุ การปลกู ฝง วินัยจะ
ทำใหบคุ คลยอมรับกฎเกณฑท่สี งั คมกำหนดและวินยั ยงั เปนวฒั นธรรมทางสงั คมซง่ึ จะทำใหเดก็ เรียนรู
พฤติกรรมทส่ี งั คมยอมรบั ทำใหพ ัฒนาตนเองสคู วามเปน ผูใหญทสี่ ามารถควบคุมตนเองไดม ีมโนธรรมที่ดแี ละมี
ความม่นั คงทางอารมณ ดวยเหตุน้ีการปลกู ฝง ความมวี ินยั ในตนเองใหแ กค นในชาติเพื่อสรางความเจริญรงุ เรือง
แกบา นเมืองนัน้ ควรเรม่ิ ตนทเี่ ยาวชนโดยใหป ระพฤตแิ ละฝกฝนจนเปนนิสยั เพือ่ จะไดเ ปน ผใู หญทม่ี ีวนิ ัยใน
อนาคต
วนิ ัยท่ีดเี กดิ จากความรักความเลื่อมใสศรัทธา เดก็ ๆ ยอ มเช่อื ฟง และเคารพเล่ือมใสผทู ี่ฉลาดกวา ตน มีอายุ
มากกวาตน รูปรา งใหญกวา ตน ผกู ำกับลกู เสือจึงเปนกุญแจดอกสำคัญในการสรา งสมวินัยใหเ กิดข้นึ ในตัวเดก็ ผู
กำกบั ลกู เสือจึงตองวางตวั ใหดีทีส่ ดุ มีบคุ ลิกภาพทนี่ า นับถือ ย้มิ แยม แจม ใสพดู จากชัดถอยชดั คำ เด็กก็จะเกิด
ความสนใจ รักใครน บั ถอื นยิ มชมชอบและเล่อื มใสศรัทธา เด็กกจ็ ะใหค วามรวมมือในอนั ทจ่ี ะปฏบิ ตั ติ าม
กฎเกณฑต า ง ๆ ซ่งึ ผลที่สดุ การปฏบิ ตั ติ ามคำส่งั หรือปฏิบตั ิตวั ใหอ ยใู นระเบยี บวินัยของลูกเสอื กจ็ ะดูเปนของ
งา ยและผกู ำกบั ลกู เสือก็ควรจะกวดขันในเรื่องวินยั และการเช่อื ฟงปฏบิ ตั ิตามคำส่ังดว ยความรวดเรว็ และ
เครงครัดแมใ นเร่ืองเล็ก ๆ นอย ก็ไมควรปลอยเลยไป
กองลูกเสอื ใดมีระเบียบวินัยท่ีดีแลว กองลูกเสือนนั้ กจ็ ะมีความสุข ประสบผลสำเร็จในกิจการตา ง ๆ ไดโดยงาย
สิ่งทีจ่ ะชว ยทำใหล ูกเสือไดมีระเบยี บวนิ ัยทีด่ ี ไดแก
๑. การใชคำสงั่ ใหป ฏิบตั อิ ยา งงาย ๆ เปน คำสง่ั ตรง ๆ มจี ุดหมายที่แนนอน ไมใชเปน คำส่งั ทีเ่ กดิ จากการขมขู
๒. พธิ ีการตา ง ๆ เพราะในพธิ ีการตาง ๆ ทำใหล ูกเสืออยูใ นอาการสำรวม
๓. การตรวจในการเปดประชุมกองและปดประชุมกอง หรือการตรวจการอยคู ายพักแรมในตอนเชา เปนการ
ชว ยใหล กู เสอื ไดรกั ษามาตรฐานและระเบียบวินัยของกองลูกเสือใหม ีระดบั ดีขนึ้
๔. เครอื่ งแบบมีความหมายสำหรบั ชื่อเสยี งของขบวนการกองลูกเสือบุคคลภายนอกเขาจะมองและตัดสนิ เรา
ดวยส่งิ ทเ่ี ขาเหน็ เทา นน้ั ผูแตงเครอ่ื งแบบจะตองสำรวมกิรยิ าวาจาไมกระทำการใดทจี่ ะทำใหเ สือ่ มเสยี
๕. การอยคู ายพกั แรมตอ งทำงานรวมกันอยางมีประสทิ ธิภาพ
๖. การเดนิ ทางไกล ไดรับความเหนด็ เหนอ่ื ย ตองอดทน เห็นใจซึ่งกนั และกนั
๗. ระเบยี บแถว เปนวธิ ีการฝก ท่ีจะตองใหป ฏิบตั ิตามคำบอกคำสง่ั
๘. ส่งิ แวดลอมท่ีมองเหน็ เปนแบบอยางทจี่ ะกระทำตาม
๙. ตัวอยางทด่ี ขี องผูกำกบั เปนเร่ืองสำคญั ท่ีสดุ ที่ลกู เสือจะเกดิ ศรทั ธายึดถือเปน แบบอยาง
วิธีการพัฒนาวนิ ัยในตนเอง
๑. วินยั ในตนเอง หมายถงึ ความสามารถของบุคคลในการควบคุมอารมณแ ละพฤตกิ รรม โดยเกิดจาก
ความรสู กึ มองเหน็ คุณคาในการปฏิบัติดว ยตนเอง มิไดเ กดิ จากอิทธิพลภายนอก เชน ระเบียบ คำสง่ั การบังคบั
ถงึ แมจะมีอปุ สรรคก็ยังไมเปลี่ยนพฤติกรรม
๒.การเสรมิ สรางวนิ ยั ในตนเอง ตองเรม่ิ ตนจากตนเองเปนอนั ดบั แรก ทั้งนีเ้ พราะมีความเก่ียวของกับ
ความสมั พนั ธร ะหวา งมนุษยกับมนษุ ย และความสัมพันธร ะหวา งมนษุ ยก บั ธรรมชาติ สังคมมนุษยจ ำเปนตองมี
วนิ ยั เพอ่ื ทำใหเกดิ ระบบระเบียบ ซ่งึ เปน ปจ จยั สำคญั ในการสรา งความสงบสุข และความเจรญิ กาวหนาแกช วี ิต
และสังคม
๓. สรา งวินัยโดยการทำใหเ ปนพฤตกิ รรมเคยชนิ วิธีฝกวินัยที่ดที ส่ี ุดตอ งอาศัยธรรมชาตขิ องมนษุ ยที่
ดำเนินชีวติ กนั ดวยความเคยชินเปน สวนใหญ แลว ก็ยดึ มัน่ ในความพึงพอใจในพฤติกรรมทเี่ คยชนิ นน้ั การฝกคน
ตอ งใชค วามสามารถและตองมีระบบตองสอดคลอ งกับธรรมชาตใิ หเ กิดพฤติกรรมเคยชิน ถอื วาตองสรางวนิ ยั
ใหเปน พฤติกรรมเคยชิน
๓.๑ การสรา งวินยั โดยใชปจจัยอ่ืนชวยเสริมวินยั จะทำใหเกดิ ความสุขและประพฤติปฏบิ ัติดว ยความพงึ
พอใจ โดยใชปจจยั อยางอน่ื มาชวยอกี ก็ได เชน มกี ลั ยาณมิตร วินยั กเ็ กดิ ไดงาย มศี รัทธาและความรักเปน
องคประกอบเสรมิ ในการสรางวนิ ยั จากพฤติกรรมท่เี คยชนิ คือ
๓.๑.๑ เปน ตน แบบทด่ี ีของพฤติกรรม (ศีล)
๓.๑.๒ มคี วามรกั ทำใหเกิดความอบอุน มีความเปนกันเองพรอมศรัทธาและความสขุ (จติ ใจ)
๓.๑.๓ มีเหตุมผี ล เขา ใจเหตผุ ลและเห็นคุณคาในส่ิงทท่ี ำ (ปญ ญา)
๒.๔ สรา งวนิ ัยดว ยแรงหนุนของสภาพจิตใจ คือ การตง้ั เปนอดุ มคติในจิตใจทำใหใ จมีความฝก ใฝมุง มั่น
อยางแรง มีเปาหมายอยา งแรง เปนอดุ มคติ ใฝตัง้ ใจจรงิ ปฏิบตั ิตามวนิ ัยมีความภูมิใจรักษาวินัย
๔. สรา งวินยั โดยใชกฎเกณฑบ ังคบั การสรางวนิ ยั โดยใชกฎหมาย หรือกฎเกณฑบังคบั ควบคุมโดยมกี าร
ลงโทษ วธิ ีนี้กส็ รา งวนิ ัยได บางครง้ั ไดผ ลแตเม่ือกฎเกณฑน ้ันไมบีบบังคับรนุ แรงเกนิ ไป และมชี วงเวลายาว
พอท่ีจะใหคนผา นเขาสูความเคยชินจนเขาไมร ูตัว พอกลายเปน ความเคยชินไปแลวก็เขา สูกฎธรรมชาตติ ามวธิ ี
แรก คอื เปน วินัยพ้นื ฐานทเี่ กดิ ขนึ้ โดยการสรางพฤตกิ รรมเคยชินมันกลายเปน เรือ่ งของความเคยชนิ ตาม
ธรรมชาติทมี่ ารับทอดจากการใชอำนาจบบี บังคับ อนั นนั้ ตางหากที่ไดผ ล
ใบงาน
ชอื่ ………………………………...................................ระดบั ........................................
๑. อธิบายความหมาย และความสาคญั ของวนิ ัย
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๒. อธบิ ายผลกระทบจากการขาดวนิ ยั
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๓. ยกตวั อยา งแนวทางการเสริมสรา งวินัย และความเปน ระเบียบเรียบรอย
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๔. อธบิ ายระบบหมลู กู เสือ
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๕. อธิบายการพฒั นาภาวะผนู ำ –ผูตาม
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๖. อธิบายความเปนมา และความสาคญั ของลูกเสือ กศน..
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๗. อธบิ ายลูกเสือ กศน. กบั การพัฒนา
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๘. อธิบายบทบาทหนา ท่ีของลกู เสือ กศน. ท่มี ีตอ ตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๙. ระบบุ ทบาทหนาท่ีของลูกเสอื กศน. ทม่ี ตี อสถาบันหลักของชาติ
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๑๐. อธบิ ายความหมาย และความสาคัญของจติ อาสา และการบริการ
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๑๑. อธิบายหลักการของจิตอาสา และการบริการ
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๑๒. เสนอผลการปฏิบัติตนในฐานะลูกเสอื กศน.เพ่ือเปนจิตอาสาและการใหบ ริการ อยา งนอ ย ๒ กจิ กรรม
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๑๓. ยกตวั อยางกจิ กรรมจิตอาสา และการบริการของลกู เสือ กศน. อยา งนอย ๒ กิจกรรม
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๑๔. อธิบายความหมาย ความสาคญั ของโครงการ
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๑๕. จำแนกลักษณะของโครงการ
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๑๖. ระบุองคป ระกอบของโครงการ
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๑๗. อธบิ ายขั้นตอนของการเขียนโครงการ
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
บนั ทกึ หลังการจัดกจิ กรรมการเรียนรู
สาระ……………………………………………………………….(……………………………) ระดบั ……………………………………
ครง้ั ท.่ี ...................วันท.่ี ..................เดือน..................................พ.ศ..........................
๑. เนอ้ื หาสาระที่จัดกระบวนการเรียนรู
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ผลทีเ่ กิดกบั ผูเรียน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ปญ หาอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. ขอเสนอแนะ/แนวทางแกไข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
บนั ทกึ ขอเสนอแนะของผบู ริหาร ลงช่ือ.................................................ครูผสู อน
(.................................................)
ตำแหนง ..........................................
ลงชอ่ื .................................................
(นางนิตยา วนุ าพนั ธ)
ผูอำนวยการกศน.อำเภอยี่
แผนการจัดการเรียนรู ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
รายวิชาลกู เสือ กศน.๓ รหสั วชิ า สค ๓๒๐๓๕
ศนู ยการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอยงี่ อ
แผนการจดั การเรยี นรู แบบพบกลุม ครง้ั ท่ี ๑๓ ( จำนวน ๖ ช่ัวโมง )
เร่ือง ๑. ทักษะลูกเสือ
๒. ความปลอดภยั ในการเขารว มกจิ กรรมลกู เสือ
๓. การปฐมพยาบาล
๔. การเดนิ ทางไกล อยคู ายพักแรม และชีวติ ชาวคา ย
๕. การฝกปฏบิ ตั ิการเดนิ ทางไกล อยูคายพกั แรม และชวี ิตชาวคา ย
ตวั ชวี้ ดั
๑. อธิบายความหมายและความสาคัญของแผนที่ – เขม็ ทิศ
๒. อธบิ ายสว นประกอบของเข็มทิศ
๓. อธิบายวธิ กี ารใช Google Map
๔. อธบิ ายความหมายและความสาคัญของเงื่อนเชือกและการผกู แนน
๕. ผกู เง่อื นเชือกและบอกชอื่ เง่อื นพรอมประโยชนของเง่ือนอยา งนอย ๕ เงื่อน
๖. สาธติ วธิ กี ารผกู เงื่อนเชอื ก ๑ วิธี
๗. บอกความหมาย และความสาคัญของความปลอดภยั ในการเขารว มกจิ กรรมลูกเสอื
๘. บอกหลักการ วิธกี ารเฝา ระวังเบอ้ื งตนในการเขา รว มกิจกรรมลกู เสือ
๙. อธิบายสถานการณห รือโอกาสท่ีจะเกดิ ความไมปลอดภัยในการเขารวม กิจกรรมลูกเสอื
๑๐. อธบิ ายความหมายและความสาคัญของการปฐมพยาบาล
๑๑. อธบิ ายวิธกี ารปฐมพยาบาลกรณตี า ง ๆ อยา งนอย ๓ วิธี
๑๒. อธิบายการวัดสัญญาณชีพและการประเมนิ เบ้ืองตน
๑๓. สาธติ วธิ ีการชวยชวี ติ ขน้ั พนื้ ฐาน
๑๔. อธิบายความหมายของการเดินทางไกล
๑๕. อธิบายความหมายของการอยคู ายพกั แรม
๑๖. อธิบายการใชเครอื่ งมือสาหรบั ชีวิตชาวคา ย
๑๗. อธิบายวิธีการจัดการคา ยพักแรม
๑๘. วางแผนและปฏบิ ตั ิกจิ กรรมการเดินทางไกล อยูคายพักแรม และชวี ิตชาวคายทุกกจิ กรรม
๑๙. ใชชวี ิตชาวคายรวมกับผูอ่นื ในคา ยพกั แรมไดอ ยา งสนกุ สนานและมีความสุข
เน้ือหา
๑. ทักษะลูกเสอื
เรือ่ งที่ ๑ แผนที่ – เขม็ ทิศ
๑.๑ ความหมาย และความสาคญั ของแผนที่
๑.๒ ความหมาย และความสาคญั ของเข็มทิศ
เรื่องที่ ๒ วธิ กี ารใชแ ผนท่ี – เข็มทิศ
๒.๑ วธิ กี ารใชแ ผนท่ี
๒.๒ วธิ กี ารใชเขม็ ทิศ
เรอื่ งที่ ๓ การใช Google Map
เรื่องที่ ๔ เงอ่ื นเชือกและการผูกแนน
๔.๑ ความหมายของเงอ่ื นเชือกและการผูกแนน
๔.๒ ความสาคัญของเงอื่ นเชือกและการผกู แนน
๔.๓ การผูกเงอ่ื นและการผูกแนน
๒. ความปลอดภยั ในการเขา รว มกจิ กรรมลูกเสอื
เรอื่ งท่ี ๑ ความปลอดภยั ในการเขารวมกิจกรรมลูกเสือ
๑.๑ ความหมายของความปลอดภัยในการเขา รว มกจิ กรรมลกู เสอื
๑.๒ ความสาคญั ของความปลอดภัยในการเขารวมกิจกรรมลูกเสือ
เร่ืองท่ี ๒ หลกั การ วิธกี ารในการเฝาระวงั เบ้ืองตน ในการเขารวมกจิ กรรมลูกเสือ
เร่อื งท่ี ๓ การชว ยเหลอื เมื่อเกิดเหตคุ วามไมปลอดภยั ในการเขารวมกิจกรรมลกู เสอื
เรอื่ งท่ี ๔ การปฏบิ ัตติ นตามหลักความปลอดภยั
๓. การปฐมพยาบาล
เรอ่ื งที่ ๑ การปฐมพยาบาล
๑.๑ ความหมายของการปฐมพยาบาล
๑.๒ ความสำคัญของการปฐมพยาบาล
๑.๓ หลกั การของการปฐมพยาบาล
เร่ืองท่ี ๒ วธิ ีการปฐมพยาบาลกรณีตา ง ๆ
๒.๑ อุบตั เิ หตุ
๒.๒ ภาวะการเจ็บปว ยโดยปจจุบัน
๒.๓ พษิ แมลงสัตวกัดตอย
๒.๔ ถูกทารา ย
เรอ่ื งท่ี ๓ การวดั สัญญาณชพี และการประเมนิ เบ้ืองตน
๓.๑ การวัดสญั ญาณชพี
๓.๒ การประเมนิ เบื้องตน
เรอ่ื งที่ ๔ วิธีการชว ยชีวติ ขั้นพน้ื ฐาน
๔. การเดินทางไกล อยคู ายพักแรม และชีวิตชาวคาย
เร่อื งที่ ๑ การเดินทางไกล
๑.๑ ความหมายของการเดนิ ทางไกล
๑.๒ วัตถปุ ระสงคข องการเดินทางไกล
๑.๓ หลกั การของการเดินทางไกล
๑.๔ การบรรจุเครือ่ งหลังสาหรับการเดินทางไกล
เร่อื งท่ี ๒ การอยูคายพักแรม
๒.๑ ความหมายของการอยูคายพกั แรม
๒.๒ วัตถุประสงคของการอยูคายพักแรม
๒.๓ หลักการของการอยูคายพักแรม
เรื่องที่ ๓ ชวี ติ ชาวคา ย
๓.๑ เครอ่ื งมอื เคร่ืองใช ท่ีจาเปน สาหรับชวี ติ ชาวคา ย
๓.๒ การสรางครัวชาวคาย
๓.๓ การสรางเตาประเภทตาง ๆ
๓.๔ การประกอบอาหารแบบชาวคา ย
๓.๕ การกางเตน็ ท และการเก็บเต็นทช นดิ ตา ง ๆ
เรือ่ งท่ี ๔ วิธกี ารจัดการคายพักแรม
๔.๑ การวางผังคา ยพกั แรม
๔.๒ การสขุ าภิบาลในคายพักแรม
๕. การฝกปฏิบัตกิ ารเดนิ ทางไกล อยูคา ยพกั แรม และชีวิตชาวคาย
เรอื่ งท่ี ๑ กิจกรรมเสรมิ สรา งคณุ ธรรม และอุดมการณล กู เสอื
เรือ่ งที่ ๒ กิจกรรมสรางคายพักแรม
เรอื่ งท่ี ๓ กจิ กรรมชวี ิตชาวคา ย
เรอื่ งที่ ๔ กิจกรรมฝก ทักษะลูกเสอื
เรือ่ งที่ ๕ กิจกรรมกลางแจง
เรือ่ งท่ี ๖ กจิ กรรมนนั ทนาการ และชมุ นมุ รอบกองไฟ
เรือ่ งท่ี ๗ กจิ กรรมนำเสนอผลการดาเนินงาน ตามโครงการท่ไี ดดำเนนิ การมากอนการเขา
คาย
กิจกรรมการจัดการเรียนรู
ข้นั ท่ี ๑ กำหนดสภาพปญ หา ความตองการในการเรียนรู (Orientation : O)
ครูทักทายและสอบถามนักศึกษา และอธิบายความหมายความสำคัญเกี่ยวกับทักษะลูกเสือ ความ
ปลอดภัยในการเขารวมกิจกรรมลูกเสือ การปฐมพยาบาล การเดินทางไกล อยูคายพักแรม และชีวิตชาวคาย
และการฝกปฏบิ ัตกิ ารเดินทางไกล อยคู ายพกั แรม และชีวติ ชาวคา ย
ขน้ั ที่ ๒ แสวงหาขอ มลู และการจดั การเรยี นรู (New ways of learning : N)
๑. นำเสนอกิจกรรมการเรียนรูตอ เนอื่ ง (กรต.) และแลกเปลย่ี นเรียนรรู วมกนั
กลุม ท่ี ๑ ทกั ษะลกู เสอื
กลมุ ท่ี ๒ ความปลอดภัยในการเขา รวมกิจกรรมลูกเสอื
กลุมที่ ๓ การปฐมพยาบาล
กลุมที่ ๔ การเดนิ ทางไกล อยคู ายพักแรม และชวี ิตชาวคา ย
๒. ผูเรยี นทำใบงานและสรุปองคความรแู ละบนั ทึกผลการเรียนรทู ีไ่ ดจ ากการเรียนรู
๓. ผูเรยี นนำความรทู ไี่ ดจ ากการเรียนรมู าปรับใชเปนในชวี ิตประจำวัน
๔. มอบหมายงาน กรต.คร้ังตอไป
ข้ันท่ี ๓ การปฏบิ ตั ิและการนำไปประยกุ ตใช (Implementation : I)
๑. ใหนักศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรูภายในกลุมตามใบงานที่ไดรับ และสงตัวแทนนำเสนอหนา
ช้นั เรียน
๒. ครแู ละนักศกึ ษารว มกนั สรปุ องคค วามรรู ว มกนั
๓. ครูใหน กั ศกึ ษาแบงกลมุ มอบหมายงานการเรยี นรตู อเนื่อง (กรต.)
ข้นั ท่ี ๔ การประเมินผลการเรียนรู (Evalyation : E)
๑. ผเู รยี นทำใบงาน/แบบทดสอบ
๒. ผเู รยี นสรปุ องคความรู เพ่ือตอยอดในการพบกลุมคร้งั ตอไป
สื่อการเรียนรู
๑. หนงั สอื เรียนรายวชิ าลูกเสือ กศน.๓ รหสั วิชา สค ๒๓๐๓๕
๒. ใบความรู
๓. ใบงาน
๔. สอ่ื Internet
การวัดและประเมิน
๑. สังเกต
๒. ใบงาน
๓. การรายงานและการนำเสนอ