The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ระดับม.ปลาย1ทับ64

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by lahanyingo123, 2021-10-01 05:24:22

แผนการจัดการเรียนรู้ระดับม.ปลาย1ทับ64

แผนการจัดการเรียนรู้ระดับม.ปลาย1ทับ64

ใบความรู

ทกั ษะลกู เสือ เปน ทักษะพืน้ ฐานทีล่ ูกเสือ กศน. ควรมคี วามรู ความเขา ใจและสามารถนำไปใชในชวี ติ ประจำวนั
และพัฒนาใหเ ปน ทักษะในการเอาชีวติ รอด หรือชวยชีวติ ผูอ่ืนได ซง่ึ เปน การเตรยี มความพรอ มสำหรับการทำ
หนาท่ี “บรกิ าร” หรือบำเพ็ญประโยชน ตอผูอื่น รวมท้งั เปนการฝก ฝนตนเองใหม ีวินยั และความเปนระเบยี บ
เรยี บรอย ลูกเสอื กศน. ควรมีทักษะพน้ื ฐานเร่ืองแผนที่ - เข็มทศิ และเง่อื นเชือก ท้ังนี้ เพราะวชิ าแผนที่ชว ยให
เขาใจขอมูลพน้ื ฐานของพิกดั ทศิ ทาง ตำแหนงทต่ี ั้ง ตลอดจนลกั ษณะ ภมู ปิ ระเทศเบื้องตนของสถานที่แตล ะ
แหง ชวยใหส ามารถวางแผนการเดนิ ทางไดอยางเหมาะสม และหากมีการใชเ ข็มทศิ ซ่ึงเปนเครื่องมอื ทาง
ภูมิศาสตรใ หขอมลู ดานทิศทาง ประกอบแผนที่ดวย ยอ มทำใหการเดนิ ทางมีประสทิ ธิภาพ

สำหรบั เงอื่ นเชือก เปนเรื่องสำคญั ทลี่ ูกเสือทว่ั โลกจะตองเรียนรู เขาใจ และนำไปใชใ นชีวติ ประจำวัน
โดยเฉพาะอยา งย่ิงตอ งนำไปใชใ นการรวมกจิ กรรมการเขาคายพกั แรม การสรางฐานผจญภัย การสรา งฐาน
บกุ เบกิ หรือการผกู มัด รวมทั้ง การใชง านเง่อื นในการชว ยเหลือผูเจ็บปวยได เกิดความปลอดภัยในการทำ
กิจกรรมการเรียนรสู ำหรบั การอยคู า ยพักแรม

ความปลอดภัยในการเขา รวมกิจกรรมลูกเสือ

กจิ กรรมลูกเสือ มีวัตถุแระสงค เพอ่ื ใหลูกเสอื ไดร ับประสบการณในการพฒั นาศักยภาพของตนเอง ทั้ง
ทางดานรา งกายและจติ ใจ ใหมคี วามแขง็ แรง และความสนุกสนาน ครบถวนทงั้ การผจญภัย ไดเ พอ่ื นเถื่อนธาร
การสนุก สขุ สม ซง่ึ กิจกรรมท่ีหลากหลายน้ี มที ง้ั กิจกรรมกลางแจง กจิ กรรมผจญภัย กจิ กรรมบกุ เบิก รวมทัง้
กิจกรรมทรี่ ว มกันสรางส่ิงตา งๆ าำหรับการปนปา ย ขา มกระโดด ท่ตี องใชท ัง้ กำลงั กาย กำลงั ความคิดเพ่ือการ
แกปญญา กำลงั ใจท่ีแข็งแรงไมย อทอตอความยากลำบาก รวมทั้งการตัดสนิ ใจเพ่ือใหตนเองและผูทจี่ ะเขา รวม
กิจกรรมภายหลงั มีความสะดวก ความสบาย และความปลอดภยั

ความปลอดภัยในการเขา รว มกจิ กรรมลกู เสอื หมายถงึ การทีร่ างกายอยูใ นสภาวะท่ีปราศจากอันตราย
หรอื ปราศจากอุบตั ิภยั ท่ที ำใหเ กดิ การบาดเจ็บ เจบ็ ปวด เจ็บปวย ซ่ึงจะมากหรือนอย ข้ึนอยูกบั การปฏบิ ตั ิ
หรอื การกระทำของตนเอง

ความสำคัญของความปลอดภยั ในการเขา รว มกิจกรรมลกู เสือ คือการสรา งความตระหนักถึงความสำคัญ
และจิตสำนึกตอความปลอดภัย การระมักระวังปองกันตนเองและผุอ่ืนใหพนจากอนั ตราย หรอื อบุ ัติภัย ที่
กอ ใหเ กิดการบาดเจ็บ หรอื อาจจะเสียชีวติ เนือ่ งจากขาดความรู ขาดประสบการณ ขาดความพรอ มทางดาน
รางกาย และจิตใจ รวมทัง้ ขาดการตรวจสอบความสมบรู ณ แขง็ แรงของอปุ กรณที่ใชใ นแตละกิจกรรม

การเฝาระวงั เบื้องตนในการเขารว มกจิ กรรมบูกเสอื เปน การฝก ตนเองของลกู เสือใหมคี วามพรอม และ
หาวธิ ีหลกี เลี่ยงอบุ ตั เิ หตุ ซง่ึ อาจจะเกิดขึน้ ไดในการปฏิบัติกิจกรรมลกู เสอื

การสรางความปลอดภัยในการเขา รว มกจิ กรรมลูกเสือ คือวธิ กี ารปองกันกอนการเขา รวมกจิ กรรม และ
ขณะรว มกิจกรรมตา งๆ โดยปฏบิ ัตติ นตามหลกั ความปลอดภยั และตามกฏระเบยี บของระบบหมูล ูกเสือ มวี นิ ัย
และความเปน ระเบยี บเรียบรอยอยางเครง ครดั

การปฐมพยาบาล

การปฐมพยาบาล เปนการใหความชวยเหลอื ผูประสบอุบตั เิ หตุ หรือผทู ไ่ี ดรับ บาดเจ็บเบื้องตน โดยใช
เครือ่ งมืออุปกรณท ่ีพึงหาไดใ นบริเวณน้นั เพ่ือชวยบรรเทาอาการและชวยใหผบู าดเจ็บไดรับอนั ตรายนอยลง
โดยเฉพาะอุบตเิ หตุ การปฐมพยาบาลตอ งกระทำอยางรวดเรว็ และถกู ตองกอนนำสงโรงพยาบาล เพ่ือรบั การ
รกั ษาในโอกาสตอไป ดงั นน้ั ผูใหก ารชวยเหลอื ตอ งมคี วามรู ความสามารถ ในการชวยเหลือเบอ้ื งตน ตาม
หลักการและวธิ กี ารการปฐมพยาบาล เพือ่ ปองกนั การ เกิดภาวะแทรกชอนหรอื เกิดอาการทรดุ ลงถึงขนั้
อนั ตรายถึงแกช วี ิต วิธกี ารปฐมพยาบาลกรณีผปู ระสบอบุ ัติเหตทุ างรถยนต ทางน้ำ ตกจากทสี่ งู หกลม ที่มี
อาการกระดูกหกั ขอเคล็ด ขอเคลื่อน ผใู หการชวยเหลอื ควรมีความรู ความสามารถเกีย่ วกบั การเขาเฝอก มัด
เฝอ ก การพนั ดว ยผา การใชผ าสามเหลี่ยมและการเคลื่อนยายผปู วยวิธกี ารปฐมพยาบาล ผูมีสภาวการณเปนลม
ลมชกั ลมแดด เลือดกำเดาไหล หรอื หมดสติ ผูใ หก าร ชวยเหลอื ควรมคี วามรู ความสามารถ เกีย่ วกับการ
ประเมินอาการเบ้ืองตน หรือตดั สินใจ ใชว ธิ ีการชวยชีวติ ขนั้ พื้นฐานอยางถูกวิธี ถูกตอง และรวดเรว็ เพือ่
ปองกันการเกิดภาวะแทรกซอนหรือเกดิ อาการทรดุ ลงถงึ ขั้นอันตรายถงึ แกช ีวิตการวดั สญั ญาณชีพ และการ
ประเมนิ เบื้องตน เปน ความสำคัญท่ีแสดงใหท ราบถึงการมีชวี ิต สามารถสงั เกตแุ ละตรวจพบไดจ ากชพี จร อัตรา
การหายใจ อุณภูมขิ องรางกาย และความดนั โลหติ ซึง่ เกิดจากระบบการทำงานของอวยั วะสำคัญตางๆ เชน
หวั ใจ ปอด สมอง เปนตน การชว ยชวี ติ ขั้นพ้ืนฐาน (CPR) เปนการชว ยเหลือผูบาดเจบ็ เม่อื เกิดภาวะหัวใจหยุด
เตน กระทนั หนั จำเปน ตอ งไดรบั การชว ยเหลอื ทนั ที โดยการกระตุนหัวใจ การผายปอด และการชว ยหายใจ

การเดนิ ทางไกล การอยูค า ยพกั แรมและชีวิตชาวคาย

การเดนิ ทางไกล เปนการเดินทางของลกู เสือจากกองลูกเสือ หรือกลุมลูกเสือไปทำกจิ กรรมตาง ๆ ใน
สถานท่ที ใ่ี ดท่ีหนึ่ง ซ่งึ นายหมูลูกเสอื และผูกำกับลูกเสือรวมกันกำหนด เพ่อื ใหส มาชิกไดเกดิ การเรยี นรรู วมกัน
ปฏบิ ัตกิ จิ กรรมรว มกนั ใชช วี ติ รวมกนั แลกเปลี่ยนเรยี นรูประสบการณร วมกันโดยมรี ะบบหมูล ูกเสอื เปนหลกั ใน
การทำกิจกรรมเสริมสรา งคุณธรรมและอดุ มการณลกู เสอื มีความเปนพนี่ องกันและพัฒนาความเปนพลเมอื งดี
ตามทัศนะของลูกเสอื ท้ังนี้เพื่อฝกความอดทน ความสามัคคี ความมวี นิ ัยและความเปนระเบยี บเรียบรอ ย
ตลอดจนรจู กั การเตรียมความพรอมในการใชช ีวติ กลางแจง การอยูคายพักแรม เปน การไปพักแรมในสถานที่
ตา ง ๆ และนำส่ิงที่ไดจากการเรียนรูทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบตั ิ โดยมกี ระบวนการถายทอดความรูและการ
แลกเปลี่ยนประสบการณต ลอดจนการเสริมสรางพฒั นาทักษะลูกเสือ รวมท้งั การฝกกระบวนการคิด วิเคราะห
และสรางสรรคส ง่ิ ท่เี ปนประโยชนและสมั พันธก ับวถิ ชี วี ติ ชวี ติ ชาวคาย เปน กจิ กรรมเสรมิ สรางลกั ษณะนิสัยทีด่ ี
ในการใชช วี ติ รว มกันทำ กิจกรรมรวมกนั มคี วามเอ้ืออาทรซึง่ กันและกัน มีการพัฒนาทกั ษะชีวติ ทักษะการ
ประกอบอาหารแบบชาวคาย ทกั ษะการใชอุปกรณ เคร่ืองมือ เครอ่ื งใชทจี่ ำเปน ในการอยูคายพักแรม รวมทงั้

การเสริมสรางคุณธรรมในตนเอง โดยมีคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ เปน หลักในการดำรงชีวิตชาวคาย การ
จดั การคา ยพักแรม เปนการกำหนดตำแหนงที่จะสรางเต็นท ครัว สขุ าภิบาล ราวตากผา ใหเ หมาะสมกบั สถาน
ทต่ี ัง้ คา ยพักแรม ดงั นน้ั ตองศึกษาสภาพภมู ิประเทศ คาดคะเนความเหมาะสมของพน้ื ที่ แหลงน้ำ เสนทาง
คมนาคม และความปลอดภัยจากอันตรายตาง ๆ

ใบงาน

ช่อื ………………………………...................................ระดับ ........................................

๑. อธบิ ายความหมายและความสาคญั ของแผนท่ี – เขม็ ทิศ
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๒. อธบิ ายสว นประกอบของเขม็ ทิศ
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๓. อธิบายวธิ กี ารใช Google Map
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๔. อธบิ ายความหมายและความสาคญั ของเง่ือนเชอื กและการผกู แนน
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๕. ผูกเง่อื นเชอื กและบอกชือ่ เง่อื นพรอมประโยชนข องเงื่อนอยา งนอย ๕ เง่อื น
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๖. สาธิตวธิ กี ารผูกเงือ่ นเชอื ก ๑ วิธี
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๗. บอกความหมาย และความสาคัญของความปลอดภยั ในการเขารวมกิจกรรมลกู เสอื
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๘. บอกหลกั การ วธิ ีการเฝาระวังเบือ้ งตน ในการเขารว มกจิ กรรมลกู เสอื
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................

๙. อธิบายสถานการณหรือโอกาสทจ่ี ะเกดิ ความไมป ลอดภัยในการเขารวม กจิ กรรมลูกเสอื
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๑๐. อธิบายความหมายและความสาคัญของการปฐมพยาบาล

................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................

๑๑. อธบิ ายวิธกี ารปฐมพยาบาลกรณีตาง ๆ อยา งนอย ๓ วธิ ี
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๑๒. อธบิ ายการวัดสัญญาณชพี และการประเมินเบื้องตน
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๑๓. สาธติ วธิ กี ารชว ยชวี ิตขน้ั พน้ื ฐาน
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๑๔. อธิบายความหมายของการเดนิ ทางไกล
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๑๕. อธิบายความหมายของการอยคู ายพกั แรม
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๑๖. อธบิ ายการใชเ คร่ืองมือสาหรับชีวิตชาวคา ย
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
๑๗. อธิบายวิธกี ารจดั การคา ยพักแรม
................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................

บนั ทึกหลังการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู

สาระ……………………………………………………………….(……………………………) ระดับ……………………………………
คร้ังท.ี่ ...................วนั ท.่ี ..................เดอื น..................................พ.ศ..........................

๑. เนือ้ หาสาระทจี่ ดั กระบวนการเรยี นรู
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ผลท่เี กดิ กบั ผูเ รียน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ปญ หาอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๔. ขอ เสนอแนะ/แนวทางแกไข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

บนั ทึกขอเสนอแนะของผูบ ริหาร ลงชือ่ .................................................ครผู ูส อน
(.................................................)

ตำแหนง..........................................

ลงชอื่ .................................................
(นางนิตยา วนุ าพนั ธ)

ผูอำนวยการกศน.อำเภอยี่

แผนการจดั การเรยี นรู ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
รายวชิ าวัสดศุ าสตร ๓ รหสั วชิ า พว ๓๒๐๒๔

ศนู ยก ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั อำเภอย่งี อ
...................................................................................................................................................................
แผนการจัดการเรยี นรู แบบพบกลุม ครัง้ ที่ ๑๔ ( จำนวน ๖ ชว่ั โมง )
เร่ือง หลกั วัสดศุ าสตร
ตวั ช้ีวัด

๑. บอกความหมายและประเภทของวัสดไุ ด
๒. สรปุ โครงสรา งและสมบัตขิ องวัสดไุ ด

เนอ้ื หา
๑. บอกความหมายและประเภทของวสั ดุศาสตรได
๒. สมบตั วิ สั ดุ

กจิ กรรมการจดั การเรียนรู

ขั้นที่ ๑ กำหนดสภาพปญ หา ความตองการในการเรียนรู (Orientation : O)
๑. ครูสนทนาเนือ้ หาเร่อื งความหมายและประเภทของวัสดศุ าสตรได
๒. ครแู ละนกั ศึกษารว มกันสรางความเขา ใจเกยี่ วกบั เน้ือหาหลกั การของวสั ดศุ าสตร

ศกึ ษาคน ควา โดยสามารถขอคำปรึกษาจากครู และนำเสนอหนาชน้ั เรยี น ครเู พิม่ เตมิ ความรทู ี่ขาดหายไป
พรอ มทงั้ มอบหมาย กรต.

ขั้นท่ี ๒ แสวงหาขอมูลและการจดั การเรียนรู (New ways of learning : N)
๑. ครูและนกั ศกึ ษารว มกันแลกเปล่ียนเรยี นรู ชว ยกนั ถาม - ตอบในชั้นเรียน
๒. ผเู รยี นเรยี นรูตามกระบวนการ และศึกษาแนวทางในการนำผลการเรยี นรูมาปรบั ใชใน
ชวี ติ ประจำวนั

ขน้ั ท่ี ๓ การปฏิบตั ิและการนำไปประยุกตใ ช (Implementation : I)
๑. ครูสรุปเนอ้ื หาใหน กั ศึกษาและใหศกึ ษาเพม่ิ เติมพรอมทำรายงานสงในครง้ั ตอไป
๒. มอบหมายงาน กรต.คร้ังตอไป

ข้นั ที่ ๔ การประเมินผลการเรียนรู (Evalyation : E)
๑. ผูเรียนทำแบบทดสอบยอย
๒. ผูเรยี นสรปุ องคความรู เพ่ือตอ ยอดในการพบกลมุ คร้ังตอไป

สอ่ื การเรียนรู
๑. หนงั สือเรียนรายวชิ าวัสดศุ าสตร ๓

๒. ใบความรู
๓. ใบงาน
๖. สือ่ Internet
การวดั และประเมิน
๑. ใบความรู

ใบความรู

เรื่องหลกั วัสดศุ าสตร

ความหมายของวสั ดศุ าสตร

วสั ดุศาสตร เปน การศึกษาองคความรูทเ่ี กี่ยวของกบั วัสดุ ที่นำมาใชประกอบกัน เปน ชิ้นงาน
ตามการออกแบบ มีตัวตน สามารถสัมผัสไดโ ดยวัสดแุ ตละชนดิ จะมสี มบตั ิ เฉพาะตัว ไดแ ก สมบตั ทิ างฟส ิกส
สมบตั ทิ างเคมี สมบตั ทิ างไฟฟา และสมบตั เิ ชงิ กล ท้ังนี้ วสั ดุ ทเี่ ราใชห รือพบเห็นในชีวติ ประจำวนั สามารถ
จำแนกตามแหลง ท่มี าของ วสั ดุ ไดแก วัสดุธรรมชาติ แบงออกเปน วสั ดธุ รรมชาติที่ไดจากสง่ิ มชี วี ติ เชน ไม
เปลอื กหอย ขนสัตว ใยไหม ใยฝาย หนังสัตว ยางธรรมชาตวิ สั ดธุ รรมชาตทิ ่ไี ดจากสง่ิ ไมม ีชวี ติ เชน ดินเหนยี ว
หินปูน ศลิ าแลง กรวด ทราย เหลก็ และ วสั ดุสงั เคราะห ซึง่ เปนวัสดทุ ีเ่ กิดจาก กระบวนการทางเคมี เชน
พลาสตกิ เสน ใยสงั

ประเภทของวัสดุ

วสั ดุรอบ ๆ ตัวเราทีใ่ ชในชวี ติ ประจำวัน แบง ออกตามลกั ษณะท่ีมาของวสั ดุ ดงั นี้

วสั ดธุ รรมชาติ ไดม าจากสิง่ ที่มอี ยใู นธรรมชาติทั้งจากส่งิ มีชีวติ เชน ไม เปลอื กหอย ขนสัตว
ใยไหม ใยฝา ย หนงั สตั ว ยางธรรมชาติ และจากส่งิ ไมมีชวี ติ เชน ดินเหนียว หนิ ปูน ศิลาแลง กรวด ทราย เหล็ก
ซึง่ อาจน า มาใชโดยตรงหรอื นำ มาแปรรปู เพื่อใหเ หมาะกับ การใชง าน

วสั ดสุ งั เคราะห เปนวัสดทุ ่ีเกดิ จากกระบวนการทางเคมี เชน พลาสตกิ เสน ใย สงั เคราะห ยาง
สังเคราะห โฟม วสั ดทุ งั้ หลายเหลา นน้ี ำมาใชทดแทนวัสดธุ รรมชาติ ซงึ่ อาจมี ปริมาณไมเ พียงพอหรอื คณุ ภาพ
ไมเ หมาะสม

ประโยชนของวสั ดุ

ในชีวติ ประจำวนั มกี ารนำวสั ดุ มาทำเปน สงิ่ ของเคร่ืองใชต าง ๆ มากมาย เพ่ือ อำนวยความ
สะดวกในการใชส อย ซึง่ วัสดเุ หลานัน้ ลวนมีลกั ษณะที่แตกตา งกันออกไป วัสดมุ ีทั้ง ท่ไี ดจากธรรมชาตเิ ชน ไม
หนิ ดนิ ทราย เหล็ก ขนสัตว และเสนใยพืช และวสั ดุท่ีมนุษยสรา งข้นึ เรยี กวา วสั ดุสงั เคราะห ซ่งึ สรางข้นึ ดว ย
กระบวนการทางเคมี เพื่อใชทดแทนวสั ดุจากธรรมชาติ ทขี่ าดแคลน เชน พลาสติก โฟม เสน ใยสังเคราะห ยาง
สงั เคราะห เปนตน การนำวัสดตุ าง ๆ เหลานน้ั มาใชป ระโยชนจึงจำเปน ตองเลอื กใชวสั ดทุ มี่ ีสมบัตเิ หมาะสม
กบั การใชส อย

ใบงาน

เรอื่ งหลกั วสั ดศุ าสตร

1. จงบอกความหมายของวสั ดุศาสตร
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

2. จงบอกประเภทของวัสดุ
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

3. จงบอกประโยชนของวัสดุ
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

บนั ทกึ หลังการจัดกจิ กรรมการเรียนรู

สาระ……………………………………………………………….(……………………………) ระดับ……………………………………
คร้ังท.่ี ...................วันท.ี่ ..................เดือน..................................พ.ศ..........................

๑. เนอ้ื หาสาระที่จัดกระบวนการเรียนรู
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ผลที่เกิดกบั ผูเรยี น
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ปญหาอปุ สรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๔. ขอ เสนอแนะ/แนวทางแกไข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

บนั ทกึ ขอเสนอแนะของผูบรหิ าร ลงช่ือ.................................................ครูผูส อน
(.................................................)

ตำแหนง..........................................

ลงชอ่ื .................................................
(นางนิตยา วนุ าพนั ธ)

ผูอ ำนวยการกศน.อำเภอยี่งอ

แผนการจดั การเรียนรู ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
รายวิชาวัสดศุ าสตร ๓ รหสั วิชา พว ๓๒๐๒๔

ศนู ยการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั อำเภอยง่ี อ
...................................................................................................................................................................
แผนการจดั การเรยี นรู แบบพบกลุม ครั้งที่ ๑๕ ( จำนวน ๖ ชวั่ โมง )
เรื่อง สมบตั ิของวสั ดุ
ตัวชีว้ ัด

๑. นำความรูเรื่องความแข็งของวัสดุไปใชใ นชวี ิตประจำวนั ได
๒. อธิบายสมบัตคิ วามเหนยี วของวัสดไุ ด
๓. ทดลองสมบัตคิ วามยดื หยุนของวสั ดไุ ด
๔. นำความรเู รอ่ื งสมบัตขิ องวัสดุดา นความยืดหยนุ ไปใชป ระโยชนไ ด
๕. จำแนกสมบตั กิ ารนำความรอ นของวสั ดุได
๖. นำความรูเร่ืองการนำความรอนของวัสดุไปใชใ นชวี ิตประจำวนั ได
๗. อธบิ ายสมบตั กิ ารนำไฟฟาของวัสดุได
๘. นำความรเู ร่ืองการนำไฟฟาไปใชในชวี ติ ประจำวันได
๙. คำนวณหาคาความหนาแนน ของวสั ดุได

เนื้อหา
๑. ความแขง็
๒. ความเหนียว
๓. ความยืดหยนุ
๔. การนำความรอ น
๕. การนำไฟฟา
๖. ความหนาแนน

กิจกรรมการจัดการเรียนรู
ขั้นที่ ๑ กำหนดสภาพปญ หา ความตองการในการเรยี นรู (Orientation : O)
๑ อธิบายเร่อื งความแขง็ ของวัสดุไปใชใ นชวี ิตประจำวัน
๒ อธิบายสมบัติความเหนยี วของวัสดุได
๓. ทดลองสมบตั คิ วามยืดหยุนของวสั ดไุ ด
๔. อธบิ ายนำความรเู ร่ืองสมบัตขิ องวัสดดุ านความยืดหยนุ ไปใชประโยชนไ ด
๕. จำแนกสมบัติการนำความรอ นของวสั ดไุ ด
๖. น ำความรเู รือ่ งการนำความรอนของวสั ดุไปใชในชวี ิตประจำวันได
๗. อธิบายสมบตั กิ ารนำไฟฟา ของวัสดุได
๘. นำความรเู ร่อื งการนำไฟฟาไปใชใ นชีวติ ประจำวันได
๙. คำนวณหาคา ความหนาแนน ของวสั ดุได

ขัน้ ท่ี ๒ แสวงหาขอ มลู และการจดั การเรียนรู (New ways of learning : N)
๑. ครูและนกั ศกึ ษารวมกนั แลกเปล่ียนเรียนรู ชว ยกันถาม-ตอบในชัน้ เรยี น
๒. ผเู รยี นเรยี นรูตามกระบวนการ และศึกษาแนวทางในการนำผลการเรียนรูมาปรับใชใ น

ชีวติ ประจำวนั
ข้ันที่ ๓ การปฏบิ ตั แิ ละการนำไปประยกุ ตใ ช (Implementation : I)

๑. ครสู นทนาเน้ือหาเรอื่ งสมบตั ขิ องวสั ดุ
๒. ครูและนักศึกษารวมกนั สรางความเขาใจเกีย่ วกับเน้ือหาและแลกเปล่ยี นความคิดเห็น
รว มกนั
๓. ครใู หน กั ศึกษาแสดงความคดิ เหน็ และออกมารายงานหนา ช้นั เรยี น
๔. ครสู รุปเนื้อหาใหน ักศกึ ษาและใหศ ึกษาเพ่ิมเติมพรอมทำรายงานสงในครั้งตอไป

ขั้นท่ี ๔ การประเมินผลการเรียนรู (Evalyation : E)
๑. ครสู รุปเน้ือหาใหนกั ศึกษาและใหศึกษาเพิ่มเติมพรอ มทำรายงานสง ในคร้ังตอไป
๒. ผูเ รยี นสรปุ องคความรู เพ่ือตอ ยอดในการพบกลุมครง้ั ตอไป

สอ่ื การเรียนรู
๑. หนงั สอื เรียนรายวชิ าวสั ดศุ าสตร ๓
๒. ใบความรู
๓. ใบงาน
๖. สื่อ Internet

การวัดและประเมิน
สังเกตพฤติกรรมในชั้นเรยี น

ใบความรู
เรอื่ งสมบัติวัสดุ

สมบตั ิของวสั ดุ การศกึ ษาและทดสอบสมบตั ขิ องวสั ดุ มีความสําคญั และมคี วามจาํ เปน ตอ ผูปฏิบตั งิ าน ทั้งในดา น
วทิ ยาศาสตร วิศวกรรม และดา นเทคโนโลยี เพราะแตล ะกลุม ยอมตองมี ความรูความเขา ใจในศาสตรของวัสดุ เพ่อื ใชอ ธิบาย
ปรากฏการณต า ง ๆ สําหรับการออกแบบ หรอื ผลิตผลติ ภัณฑ ตลอดจนการสงั เคราะหวสั ดชุ นิดใหม แตก ารศึกษาสมบตั ิวสั ดนุ ้ี
อาจศกึ ษา ในรายละเอยี ดที่แตกตา งกัน เชน หากเปน การศึกษาทางวิทยาศาสตรข องวัสดุ จะเปนการศกึ ษา ความสมั พนั ธที่
เกดิ ขน้ึ ระหวา งโครงสรางและสมบตั ิของวัสดุ การศกึ ษาทางวิศวกรรมศาสตร ของวสั ดุ จะเปน การอาศยั ความสมั พันธระหวา ง
โครงสรา งและสมบตั ใิ นการออกแบบ เพอื่ สราง ผลติ ภณั ฑใหไดตามตอ งการ ดงั น้ัน การศกึ ษาสมบตั ขิ องวัสดุโดยทั่ว ๆ ไป
จําแนกได ดังนี้

1) สมบตั ิทางเคม(ี Chemical properties) เปน สมบัติที่สาํ คญั ของวัสดซุ งึ่ จะบอกลกั ษณะเฉพาะตวั ทเี่ กีย่ วกับโครงสราง
และองคประกอบของธาตตุ าง ๆ ทเ่ี ปน วสั ดนุ น้ั ตามปกติสมบัตินจ้ี ะทราบไดจากการทดลอง ในหองปฏิบตั กิ าร
เทาน้ัน โดยใชวิธีการวเิ คราะหแ บบทําลายหรอื ไมท ําลายตัวอยา ง

2) สมบัติทางกายภาพ (Physical properties) เปน สมบัติเฉพาะของวัสดุท่เี ก่ยี วกับการเกิดอันตรกิรยิ า (Interaction) ของ
วสั ดนุ ัน้ กบั พลงั งานในรูปตา ง ๆ กัน เชน ลักษณะของสี ความหนาแนน การหลอมเหลว ปรากฏ การทีเ่ กิด
เกยี่ วกบั สนามแมเหล็กหรือสนามไฟฟา เปนตน การทดสอบสมบตั นิ ีจ้ ะไมม กี ารทําให วสั ดนุ ั้นเกิดการ
เปลย่ี นแปลงทางเคมีหรือถูกทาํ ลาย

๓) สมบตั เิ ชงิ กล (Mechanical properties) เปน สมบตั เิ ฉพาะตวั ของวสั ดทุ ่ีถกู กระทําดวยแรง โดยทวั่ ไปจะเกีย่ วกบั การ ยดื
และหดตัวของวัสดคุ วามแขง็ ความสามารถในการรบั นําหนกั ความสึกหรอ และการดูดกลนื พลงั งาน เปน ตน

๔) คุณสมบัตทิ างความรอน (Thermal properties) เปนการตอบสนองของวัสดตุ อปฏิบัตกิ ารทางความรอ น เชน การดูด
ซบั พลงั งานของของแขง็ ในรูปของความรูอนดวยการเพิ่มขึน้ ของอณุ หภูมิและขนาด พลงั งาน จะถา ยเทไปยงั บริเวณทีม่ อี ุณหภูมิ
ตํากวาถาวัสดมุ สี องบรเิ วณท่มี อี ณุ หภูมติ า งกัน โดยวสั ดุ อาจเกิดการหลอมเหลวในบริเวณท่มี อี ณุ หภมู สิ งู ความจุความรอน การ
ขยายตัวจากความรอ น และการนาํ ความรอ นเปน สมบตั ทิ างความรอ นที่สําคญั ของวัสดขุ องแขง็ ในการนาํ ไปใชงาน

ใบงาน

เรื่องหลักวสั ดศุ าสตร

1. สมบัติของวสั ดุมีความสำคัญอยา งไร
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................
.........................................................................................................................................

2. สมบตั ิของวสั ดจุ ําแนกไดก ่ีอยาง
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

บนั ทึกหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู

สาระ……………………………………………………………….(……………………………) ระดบั ……………………………………
คร้ังท.ี่ ...................วันท.่ี ..................เดือน..................................พ.ศ..........................

๑. เนอ้ื หาสาระท่จี ดั กระบวนการเรยี นรู
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ผลทีเ่ กิดกบั ผเู รียน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ปญหาอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๔. ขอเสนอแนะ/แนวทางแกไข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

บันทึกขอเสนอแนะของผูบรหิ าร ลงชอื่ .................................................ครูผสู อน
(.................................................)

ตำแหนง ..........................................

ลงช่ือ.................................................
(นางนติ ยา วุนาพันธ)

ผอู ำนวยการกศน.อำเภอยี่

แผนการจัดการเรียนรู ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
รายวชิ าวัสดศุ าสตร ๓ รหสั วิชา พว ๓๒๐๒๔

ศนู ยก ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อำเภอยีง่ อ
...................................................................................................................................................................
แผนการจัดการเรยี นรู แบบพบกลุม ครง้ั ที่ ๑๖ ( จำนวน ๖ ชั่วโมง )
เรื่อง การใชประโยชนแ ละผลกระทบจากการใชว สั ดุ
ตัวชีว้ ดั

๑. อธบิ ายการใชประโยชนจากวสั ดุ
๒. อธิบายวิธีการเลอื กใชว สั ดุในชวี ิตประจำวันได
๓. อธิบายความหมายสัญลกั ษณผลติ ภัณฑท ี่เปน มติ รกับสิ่งแวดลอ มได
๔. อธิบายผลกระทบทเ่ี กิดจากการใชวสั ดุในชีวิตประจำวนั ได
๕. ระบวุ สั ดุอนั ตรายในชีวิตประจำวนั ได
๖. แกป ญ หาท่ีกอใหเ กดิ ผลกระทบจากการใชว สั ดุในชวี ติ ประจำวันได
๗. วิเคราะหผ ลกระทบที่เกิดจากการใชวสั ดุในชวี ติ ประจำวันได
เนอ้ื หา
๑. การใชประโยชนจ ากวัสดุ
๒. ผลกระทบจากการใชว ัสดุในชวี ิตประจำวัน

กจิ กรรมการจดั การเรยี นรู
ขน้ั ที่ ๑ กำหนดสภาพปญ หา ความตอ งการในการเรยี นรู (Orientation : O)
๑. ครสู นทนาเน้อื หาเรื่องการใชป ระโยชนจ ากวสั ดุ และผลกระทบจากการใชว ัสดุ
๒. ครใู หนกั ศึกษาแบงกลุม เพ่ือการเลือกใชและหาผลกระทบจากการใชว สั ดแุ ตล ะประเภท

ขน้ั ท่ี ๒ แสวงหาขอ มูลและการจัดการเรียนรู (New ways of learning : N)
๑. ครูและนกั ศกึ ษารวมกันแลกเปลี่ยนเรยี นรู ชว ยกนั ถาม-ตอบในชั้นเรยี น
๒. ผเู รียนเรยี นรตู ามกระบวนการ และศึกษาแนวทางในการนำผลการเรยี นรมู าปรับใชใ น
ชวี ิตประจำวนั

ขนั้ ที่ ๓ การปฏิบัตแิ ละการนำไปประยุกตใช (Implementation : I)
๑. ครูใหนกั ศกึ ษาแบง กลมุ การเลือกใชแ ละหาผลกระทบจากการใชวัสดุ
๒. ครแู ละนกั ศึกษารวมกนั สรางความเขา ใจเก่ยี วกบั เนื้อหาและแลกเปลี่ยนความคิดเหน็ รวมกัน

๓. ครใู หนักศกึ ษาแสดงความคดิ เหน็ และออกมารายงานหนา ชั้นเรยี น
๔. ครสู รปุ เนือ้ หาใหนักศึกษาและใหศึกษาเพิม่ เตมิ พรอมทำรายงานสง ในคร้ังตอไป

ข้ันท่ี ๔ การประเมินผลการเรียนรู (Evalyation : E)
๑. ครใู หน ักศกึ ษารวมกนั แลกเปลยี่ นเรียนรู ชว ยกัน ถาม-ตอบจากนักศึกษา
๒. ครสู รปุ เน้อื หาใหน ักศกึ ษาเพ่ิมเติมพรอมทำรายงานสง

สอ่ื การเรียนรู
๑. หนงั สอื เรยี นรายวชิ าวสั ดศุ าสตร ๓
๓. ใบงาน
๖. ส่อื Internet

การวดั และประเมิน
๑. ใบงาน

ใบความรู

เร่ืองประโยชนจ ากวัสดแุ ละผลกระทบจากการใชวสั ดุ

การใชป ระโยชนจากวสั ดุ มนุษยม คี วามผูกพันกับวัสดศุ าสตรมาเปนเวลาชา นาน หรอื อาจกลาวไดวา
“วัสดุ ศาสตรอ ยรู อบตวั เรา” ซ่ึงวัตถุตางๆ ลวนประกอบข้ึนจากวสั ดุ โดยเราสามารถพัฒนาสมบัติของ วัสดใุ ห
สามารถใชง านในดานตาง ๆ ในชวี ติ ประจาํ วัน สามารถจําแนกไดเปน ๓ ประเภท ไดแก โลหะ พอลเิ มอร และ
เซรามกิ ส

วสั ดปุ ระเภทโลหะ

โลหะท่ีนิยมนํามาใชในงานอุตสาหกรรมสามารถแบง เปน กลุมใหญ ๆ ๓ ประเภท ไดแก

๑) โลหะจาํ พวกเหล็ก (Ferrous metal) เปน โลหะที่มีแหลง ทีม่ าจากสินแร เหลก็ ซง่ึ เปนแรม ีปรมิ าณ
มากบนพน้ื ผิวโลกและมกี ารนํามาใชป ระโยชนค ดิ เปน ปรมิ าณมากทสี่ ดุ

๒) โลหะนอกกลุมเหล็ก (Nonferrous metal) สามารถแบงเปน ประเภท ยอย ๆ ได ๓ ชนดิ คอื กลมุ
โลหะพนื้ ฐาน เปน โลหะที่มแี หลงกาํ เนิดเปนแรป ระเภทออกไซดหรือ ซัลไฟดซ่ึงมีกระบวนถลุงเอาโลหะออกมา
ไดงา ย เชน ทองแดง ตะกว่ั สงั กะสี ดบี ุก พลวง เปน ตน กลมุ โลหะหนัก เปนโลหะทม่ี ีความหนาแนนสงู กวา ๕
กรมั ตอลูกบาศกเ ซนตเิ มตร เชน แทนทาลมั ไทเทเนยี ม แคดเมียม ปรอท โครเมียม แมงกานีส นกิ เกิล เปนตน
และกลมุ โลหะ เบา ซงึ่ เปนโลหะทมี่ ีความหนาแนน นอยกวา ๕ กรัมตอลูกบาศกเ ซนติเมตร เชน อะลูมิเนียม
แมกนเี ซยี ม เบริลเลียม เปนตน

๓) โลหะมีคา (Precious metal) เปนโลหะที่มสี สี ันสวยงามและคงทน จึงนิยม ใชท ําเปนเคร่ืองประดบั
เชน ทองคาํ เงิน และแพลทนิ ัม นอกจากนี้โลหะมีคายังมีความสําคัญ ในดา นทุนสํารองเงินตราระหวางประเทศ
เนอ่ื งจากมูลคาของโลหะประเภทนี้ มีแนวโนม เพ่มิ ข้ึน อยางตอเน่อื ง

ใบงาน
เรอ่ื งประโยชนจากวสั ดแุ ละผลกระทบจากการใชวัสดุ
1. บอกประโยชนจ ากการใชวัสดุ
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
2. ฉลากสเี ขียว (Green Label) คือ
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
3. ฉลากประหยัดไฟเบอร ๕ คือ
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
4. ปจจุบนั การไฟฟาฝา ยผลิตไดดำเนนิ การออกฉลากประหยัดไฟฟา เบอร ๕ ใหแ กผลติ ภณั ฑต า ง ๆ คือ
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
5. ผลกระทบจากการใชว สั ดุในชีวิตประจำวนั
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………

บันทึกหลังการจัดกิจกรรมการเรยี นรู

สาระ……………………………………………………………….(……………………………) ระดับ……………………………………
ครงั้ ท.ี่ ...................วนั ท.ี่ ..................เดือน..................................พ.ศ..........................

๑. เนื้อหาสาระท่ีจัดกระบวนการเรียนรู
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ผลทีเ่ กดิ กบั ผเู รียน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ปญหาอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๔. ขอเสนอแนะ/แนวทางแกไข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

บันทึกขอเสนอแนะของผบู รหิ าร ลงช่ือ.................................................ครผู ูสอน
(.................................................)

ตำแหนง..........................................

ลงชอ่ื .................................................
(นางนิตยา วนุ าพนั ธ)

ผูอำนวยการกศน.อำเภอย่ี

แผนการจดั การเรยี นรู ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
รายวชิ า โครงงานเพือ่ พัฒนาทักษะการเรียนรู รหสั วชิ า ทร ๐๒๐๐๖

ศนู ยการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอำเภอย่งี อ



แผนการจดั การเรียนรู แบบพบกลุม ครั้งที่ ๑๗ ( จำนวน ๖ ชวั่ โมง )
เรื่อง โครงงานเพ่ือพัฒนาทกั ษะการเรยี นรู
ตัวชีว้ ัด

๑. มคี วามรคู วามเขาใจในหลักคดิ ของการทำโครงงานเพ่ือพัฒนาทกั ษะการเรยี นรู
๒. มีความรูความเขาใจความหมายของการทำโครงงานเพื่อพัฒนาทกั ษะการเรยี นรู
เนื้อหา
๑. หลกั การและแนวคดิ ของโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรยี นรู
๒. ความหมายของโครงงานเพอ่ื พฒั นาทักษะการเรียนรู

กิจกรรมการจดั การเรียนรู
ข้นั ท่ี ๑ กำหนดสภาพปญหา ความตอ งการในการเรยี นรู (Orientation : O)

๑. ผูเรียนรว มกับครูศึกษารายละเอียดการเรยี นรูรายวิชาโครงงานเพือ่ พัฒนา
ทักษะการเรียนรู

๒. ผเู รียนรว มพดู คุยเกี่ยวกบั ปญหาของการทำโครงงานสอดแทรกหลักปรชั ญาดา น
เศรษฐกจิ พอเพยี งในการทำโครงงาน

๓. ผเู รยี นทำแบบทดสอบกอนเรียน
ข้ันท่ี ๒ แสวงหาขอ มูลและการจัดการเรยี นรู (New ways of learning : N)

๑. ผเู รียนทำความเขา ใจในกระบวนการเรียนรกู ารทำโครงงานจากใบความรู
๒. ผเู รียนแบง กลุม ๒ กลุม

- กลุมท่ี ๑ เรื่องหลกั การของโครงงานเพือ่ พฒั นาทักษะการเรียนรู

- กลุม ท่ี ๒ เรื่องความหมายของโครงงานเพ่อื พัฒนาทักษะการเรยี นรู

ข้นั ที่ ๓ การปฏิบัติและการนำไปประยกุ ตใช (Implementation : I)
๑. ผูเรยี นสงตัวแทนนำเสนอหนาช้นั เรียน
๒. ผูเ รียนรว มแลกเปลี่ยนเรียนรูแ ละซกั ถาม/แสดงความคดิ เห็น
๓. ครสู รปุ เนอ้ื หาและมอบหมายใบงาน เรอ่ื งสว นประกอบการเขยี นโครงงาน

ขั้นท่ี ๔ การประเมินผลการเรียนรู (Evalyation : E)
๑. ครปู ระเมนิ จากงานกลุมที่รับมอบหมาย
๒. แบบทดสอบกอนเรยี น/หลังเรยี น

สื่อการเรียนรู

การวดั และประเมิน ๑. หนังสอื เรยี นรายวิชาการโครงงานเพ่อื พัฒนาทักษะการเรียนรู
๒. ใบความรู
๓. ส่ือ Internet

๑. แบบทดสอบกอน/หลงั เรียน
๓. การรายงานและการนำเสนอ

แบบทดสอบกอ นเรยี น
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
รายวชิ า โครงงานเพ่ือพัฒนาทกั ษะการเรยี นรู รหสั วชิ า ทร ๐๒๐๐๖
ศูนยการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อำเภอย่ีงอ
๑. การทำโครงงานจะเร่มิ ตน จากทใ่ี ดเปนสำคญั
ก. ปญ หาทีผ่ ูเ รยี นประสบอยู
ข. ผูเรยี นอยากรูในเร่อื งๆ น้นั
ค. ผูเรยี นมีความสนใจเองในเร่ืองน้ัน
ง. ถูกทกุ ขอ
๒. ขอใดคอื ความแตกตา งระหวา งโครงการและโครงงาน
ก. ครูและผูเ รยี นมองเหน็ คณุ คา ของความรู
ข. ผูทำงานมงุ ทำงานใหบรรลุเปาหมาย
ความสำเรจ็ ของงาน
ค. ผทู ำงานมงุ จะใหไดความรูจากการทำงาน
เปน หลัก
ง. ขอ ข. และ ค.ถูก
๓. ขอใดคอื ความจำเปนท่ผี ูเรียนจะตอ งทำโครงงาน
ก. เปน เพราะนโยบายกำหนด
ข. เปนเพราะหลักสูตรกำหนด
ค. เปน เพราะความจำเปนของหลักสตู รแต
ละหลักสตู ร
ง. เปนเพราะความจำเปนดา นหลกั สูตรและ
นโยบาย
๔. การวเิ คราะหหลกั สูตรมาตรฐานการเรียนรู จดั อยใู นข้ันตอนใดของการดำเนนิ โครงงาน
ก. การตดั สนิ ใจเลอื กโครงงาน
ข. การจัดทำโครงงาน
ค. การเขยี นรายงานโครงงาน
ง. ถกู ทุกขอ

๕. ทักษะเบื้องตน ของกระบวนการเรียนรูในการจัดทำโครงงานลำดบั ตามข้นั ตอน คอื ขอใด
ก. คดิ ทำ จำ พัฒนา แกปญ หา
ข. คดิ จำ ทำ แกป ญ หา พัฒนา
ค. คดิ ทำ จำ แกปญ หา พฒั นา
ง. พฒั นา แกป ญ หา คิด ทำ จำ

๖. ขอใดคือประโยชนท่ไี ดจากการทำโครงงาน
ก. ผเู รียนไดเรียนรใู นเร่อื งที่ผเู รยี นอยากรู
ข. ผเู รียนไดเปน ผูสรางองคความรูดวยตัว
ผูเ รยี นเอง
ค. ผเู รยี นไดใชป ญหาทผี่ เู รียนประสบอยมู า
เปน เนื้อหาในการเรียนรู
ง. ถกู ทกุ ขอ

๗. ขอ ใดคอื ความหมายของการทำโครงงาน
ก. การเรมิ่ ตน คดิ จากปญหาทีผ่ ูเ รยี นกำลงั
เรยี นอยู
ข. การลงมอื ทำเพ่ือการเรียนรใู นส่ิงน้ัน
ค. การคน หาความรคู วามจรงิ จากการทำงาน
ดว ยการปฏิบัติจรงิ ดว ยตนเอง
ง. การศึกษาเน้ือหารายละเอียดในสิ่งท่ยี ากและตองทำเปน โครงงาน

๘. ขอ ใดเปน ข้นั ตอนแรกของการทำโครงงาน
ก. ศกึ ษาแหลง ขอมลู
ข. เลือกเร่อื งหรือปญหา
ค. สรางองคค วามรู
ง. ถกู ทกุ ขอ

๙. การขออนุมัตจิ ัดทำโครงงาน จัดอยูในข้นั ตอนใดของการดำเนินโครงงาน
ก. การตัดสนิ ใจเลือกโครงงาน
ข. การเขยี นรายงานโครงงาน
ค. การวางแผนการทำโครงงาน
ง. การจัดทำโครงงาน

๑๐. ขอใดคอื ทกั ษะกระบวนการในการทำงาน
ก. ทักษะกระบวนการแกไ ขปญหา
ข. ทักษะการคดิ วิเคราะห สังเคราะห
ค. ทกั ษะการสงั เกตทดลองและประเมินคา
ง. ถูกทุกขอ

แบบทดสอบหลังเรยี น
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
รายวิชา โครงงานเพอื่ พัฒนาทกั ษะการเรียนรู รหสั วชิ า ทร ๐๒๐๐๖
ศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอยง่ี อ
๑. การทำโครงงานจะเริ่มตนจากที่ใดเปน สำคญั
ก. ปญหาท่ผี เู รยี นประสบอยู
ข. ผเู รยี นอยากรใู นเร่อื งๆ นน้ั
ค. ผเู รียนมีความสนใจเองในเร่ืองน้นั
ง. ถกู ทุกขอ
๒. ขอใดคอื ความแตกตา งระหวา งโครงการและโครงงาน
ก. ครแู ละผูเรียนมองเหน็ คุณคา ของความรู
ข. ผทู ำงานมุง ทำงานใหบรรลุเปาหมาย
ความสำเร็จของงาน
ค. ผทู ำงานมงุ จะใหไดความรจู ากการทำงาน
เปน หลกั
ง. ขอ ข. และ ค.ถกู
๓. ขอใดคือความจำเปนทผ่ี ูเรียนจะตองทำโครงงาน
ก. เปน เพราะนโยบายกำหนด
ข. เปนเพราะหลักสตู รกำหนด
ค. เปนเพราะความจำเปน ของหลกั สูตรแต
ละหลกั สตู ร
ง. เปนเพราะความจำเปนดา นหลกั สูตรและ
นโยบาย
๔. การวเิ คราะหห ลกั สตู รมาตรฐานการเรยี นรู จัดอยใู นขน้ั ตอนใดของการดำเนนิ โครงงาน
ก. การตัดสนิ ใจเลือกโครงงาน
ข. การจดั ทำโครงงาน
ค. การเขียนรายงานโครงงาน
ง. ถกู ทกุ ขอ
๕. ทักษะเบื้องตนของกระบวนการเรียนรูใ นการจัดทำโครงงานลำดับตามขนั้ ตอน คือขอ ใด
ก. คิด ทำ จำ พัฒนา แกป ญหา
ข. คิด จำ ทำ แกป ญ หา พัฒนา
ค. คดิ ทำ จำ แกป ญ หา พฒั นา
ง. พัฒนา แกป ญหา คิด ทำ จำ
๖. ขอใดคือประโยชนท ีไ่ ดจากการทำโครงงาน
ก. ผเู รียนไดเ รยี นรูในเร่ืองท่ผี เู รยี นอยากรู
ข. ผูเ รยี นไดเ ปนผสู รางองคความรูดว ยตวั

ผเู รียนเอง
ค. ผูเรียนไดใชปญหาที่ผเู รียนประสบอยูมา

เปน เนือ้ หาในการเรียนรู
ง. ถกู ทุกขอ
๗. ขอ ใดคือความหมายของการทำโครงงาน
ก. การเรม่ิ ตนคิดจากปญ หาทผ่ี ูเรียนกำลงั

เรยี นอยู
ข. การลงมือทำเพ่ือการเรียนรูในสงิ่ น้ัน
ค. การคน หาความรคู วามจริงจากการทำงาน

ดว ยการปฏิบตั จิ รงิ ดว ยตนเอง
ง. การศึกษาเนื้อหารายละเอียดในส่งิ ท่ียากและตองทำเปนโครงงาน
๘. ขอ ใดเปน ขนั้ ตอนแรกของการทำโครงงาน
ก. ศกึ ษาแหลง ขอมลู
ข. เลือกเรื่องหรือปญ หา
ค. สรางองคความรู
ง. ถกู ทกุ ขอ
๙. การขออนุมัตจิ ัดทำโครงงาน จดั อยใู นข้ันตอนใดของการดำเนนิ โครงงาน
ก. การตดั สนิ ใจเลอื กโครงงาน
ข. การเขยี นรายงานโครงงาน
ค. การวางแผนการทำโครงงาน
ง. การจดั ทำโครงงาน
๑๐. ขอ ใดคอื ทักษะกระบวนการในการทำงาน
ก. ทักษะกระบวนการแกไ ขปญหา
จ. ทกั ษะการคิดวเิ คราะห สังเคราะห
ฉ. ทักษะการสังเกตทดลองและประเมินคา
ช. ถูกทกุ ขอ

ใบความรู

ตอนท่ี ๑.๑ หลกั การของโครงงานเพื่อพฒั นาทกั ษะการเรียนรู ผเู รยี นจะมีความเขา ใจและสามารถนํา
โครงงานไปใชในการแสวงหาความรไู ดอยางดดี ังนน้ั ผูเรียนควร มโี ลกทศั นต อโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการ
เรยี นรทู ก่ี วา งขวาง ซึ่งจําเปนตอ งทาํ ความเขาใจหลักการของ โครงงาน ซึ่งไดประมวลหลักการเฉพาะท่ีสาํ คัญมา
ใหศ ึกษาดังนี้ หลักการของการทาํ โครงงานเพ่อื พัฒนาทักษะการเรียนรู ๑) เนนการแสวงหาความรูด ว ยตนเอง
๒) ผูเรยี นเปนผูวางแผนในการศกึ ษาคน ควาด ว ยตนเอง ๓) ผเู รียนลงมือปฏิบัตดิ วยตนเอง ๔) ผูเรียนเปนผู
นําเสนอโครงงานดวยตนเอง ๕) ผูเรยี นรวมกาํ หนดแนวทางวดั ผลและประเมินผล จุดมงุ หมายของการทาํ
โครงงาน (www. thaigoodview.) ๑) เพ่ือใหผ เู รียนไดศกึ ษาขอมลู จากแหลง ความรตู า งๆ ดวยตนเอง ๒)
เพอ่ื ใหผเู รียนไดแ สดงความคิดรเิ รมิ่ สรา งสรรค ๓) เพือ่ ใหผเู รียนเกดิ คุณลักษณะท่ีพึงประสงคเชน รูจักทาํ งาน
รว มกับบุคคลอืน่ มคี วาม เชือ่ มั่นในตนเอง มคี วามรบั ผดิ ชอบ ฯลฯ ๔) เพ่อื ใหผเู รยี นใชความรูแ ละประสบการณ
เลือกทําโครงงานตามความสนใจ พระราชบัญญตั กิ ารศกึ ษาแหง ชาติพ.ศ. ๒๕๔๒ และแกไ ขเพ่ิมเตมิ (ฉบบั ที่ ๒)
พ.ศ.๒๕๔๕ หมวด ๔ มาตรา ๒๒ กลาววา “การจดั การศึกษายึดหลกั วา ใหผูเ รียนทุกคนมคี วามสามารถเรยี นรู
และพฒั นาตนเองได และถือวามีความสาํ คญั ที่สุด กระบวนการจดั การศึกษาตองสงเสรมิ ใหผ เู รยี นสามารถ
พฒั นาตามธรรมชาตแิ ละ เต็มศกั ยภาพ” และมาตรา ๒๔ กลา ววา “การจดั กระบวนการเรยี นรใู หสถานศกึ ษา
และหนวยงานที่เก่ียวขอ ง ดาํ เนินการดงั ตอไปน.ี้ ..(๗) จดั เนือ้ หาสาระและกจิ กรรมใหสอดคลองกบั ความสนใจ
และความถนัดของผเู รียน... (๑๑) ฝก ทักษะกระบวนการคดิ และการจัดการ การเผชิญสถานการณและการ
ประยุกตความรูม าใชเ พื่อปองกนั และแกปญ หา...(๑๕) จัดกิจกรรมใหผ เู รียนไดเรียนรูจ ากประสบการณจริง ฝก
การปฏบิ ตั ใิ หท ําไดคดิ เปน ทําเปน รักการอานและเกิดการใฝรูอยางตอเนือ่ ง...(๒๓) จดั การเรยี นการสอนโดย
ผสมผสานสาระความรูต างๆ อยา งได สัดสวนสมดุลกัน รวมทงั้ ปลกู ฝงคุณธรรมคา นิยมท่ีดีงาม และคณุ ลักษณะ
อันพงึ ประสงคไวใ นทุกวชิ า...(๓๓) จดั การเรียนรใู หเ กิดขน้ึ ไดทกุ เวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความรวมมือกบั
บิดา มารดา ผูปกครองและบคุ คล ในชมุ ชนทุกฝา ย เพื่อรว มกนั พัฒนาผูเรยี นตามศักยภาพ” “โครงงานเปน
กิจกรรมการเรยี นการสอนทใชพฒั นาความสามารถของผูเรียน อกี ทั้งยังเปน กจิ กรรมที่ ตอบสนองตอ
กระบวนการเรียนรูทเี่ นน ผูเรยี นเปน สําคัญ จึงมีความจําเปนอยา งยิ่งที่ครูตองนาํ ไปใชในการจัด กจิ กรรมการ
เรยี นรเู พื่อพฒั นาความสามารถของผูเรียนในทุกสาระการเรียนรูซ่ึงผเู รยี นตอ งมีความสามารถใน การเลือกสรร
ใหถ กู ตอง และเหมาะสมกับระดับการศกึ ษาของตนเอง รวมถึงความสามารถในการนําความรูท ี่ เกดิ จากการ
เสาะแสวงหาไปประยุกตใชชวี ิตจริงไดจ งึ นบั วา เปนการปฏิรปู ผเู รยี นใหรูจักแสวงหาความรูดวย ตนเองจากสื่อท่ี
หลากหลายอยางตอเน่ืองและยัง่ ยนื ” ๔ ยทุ ธ ไกยวรรณ (๒๕๔๖ : ๑๑) กลาววา หลักการของการเรยี นวิชา
โครงงานเนนและเปดโอกาสใหผ เู รียน คดิ เอง วางแผนการทํางานเอง ลงมอื ปฏบิ ัตงิ านดว ยตนเอง นาํ เสนอ
โครงงาน และรว มกาํ หนดแนวทางการ วัดผลดว ย โดยมคี รเู ปนผอู ํานวยความสะดวกและชี้แนะแนวทางการ
ทาํ งานรวมกัน แกป ญหากบั ผูเ รียนระหวา ง การทําโครงงาน การจัดการเรียนรกู ารทําโครงงาน ควรอยบู น
พืน้ ฐานความเช่อื และหลกั การปฏริ ปู การเรยี นรูคือ เชื่อม่ันในศักยภาพการเรียนรูของผูเรยี น ภายใตห ลักการ
จัดการเรียนรทู ่ยี ดึ ผเู รียนเปนสาํ คญั และสอดคลองกับ สภาพความเปนจรงิ ในทอ งถ่นิ (บรู ชัย ศิรมิ หาสารคร.
๒๕๔๙ : ๑๙) คือ ๑) ผเู รียนไดเลือกเรือ่ งประเดน็ ปญหาท่ีตองการจะศึกษาดวยตนเอง ๒) ผูเ รียนไดเ ลอื กและ

หาวธิ ีการตลอดจนแหลง ขอมูลทห่ี ลากหลายดว ยตนเอง ๓) ผเู รียนลงมอื ปฏิบตั แิ ละเรียนรูดวยตนเอง ๔) ผเู รียน
ไดบูรณาการทักษะ ประสบการณค วามรูส่งิ แวดลอ มตามสภาพจริง ๕) ผเู รียนเปนผสู รุปและสรา งองคค วามรู
ดว ยตนเอง ๖) ผเู รยี นไดแ ลกเปล่ียนเรยี นรูกบั ผูอ ืน่ ๗) ผูเรียนไดนําความรูไปใชจ ริง ( สํานักงาน กศน.ภาคเหนอื .
๒๕๕๒ : ๑๒๕) ๕ ตอนท่ี ๑.๒ แนวคิดของโครงงานเพ่ือพัฒนาทกั ษะการเรยี นรู การเรียนรแู บบโครงงานเปน
การเรียนรทู ่ีใหความสาํ คญั ตอผูเรียน ในการเลือกเรยี นสิ่งตางๆ ดว ย ตนเอง ทั้งเนือ้ หา วิธีการ โดยมีครเู ปน ผู
คอยอาํ นวยความสะดวก ชว ยเหลือใหผเู รียนไดประสบความสาํ เร็จ ในการเรียน ท้งั ในแงของความรดู าน
วิชาการ และความรูท ีใ่ ชใ นการดาํ เนินชีวิตและการทํางานในอนาคต เปนผทู ม่ี ีความสมดุลท้ังดานจิตใจ รา งกาย
ปญ ญา อารมณแ ละสงั คม การจัดกจิ กรรมการเรยี นรใู หผ เู รียน ไดเ รียนเรือ่ งการจดั ทําโครงงานน้ัน นอกจากจะ
มีคุณคาทางดานการฝก ใหผูเรียนมคี วามรูค วามชาํ นาญ และมคี วามมน่ั ใจในการนาํ เอาวิทยาศาสตรไปใชในการ
แกป ญหาหรือคน ควา หาความรตู า งๆ ดว ยตนเองแลว ยังใหค ุณคา อน่ื ๆ คือ ๑) รจู ักตอบปญ หาโดยใช
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรไมเปนคนทหี่ ลงเชอ่ื งมงายไรเ หตุผล ๒) ไดศ กึ ษาคนควาหาความรใู นเร่อื งที่ตน
สนใจ ไดอ ยา งลกึ ซึ้งกวาการจัดกจิ กรรมการเรียนรูของครู ๓) ทาํ ใหผ เู รยี นไดแ สดงออกถึงความสามารถพเิ ศษ
ของตนเอง ๔) ทาํ ใหผเู รยี นเกิดความสนใจเรียนในกลุมสาระการเรียนรนู ้ันๆ มากย่งิ ขึน้ ๕) ผูเรียนไดใชเวลาวาง
ใหเ ปนประโยชน การเรยี นรูโดยใชโครงงาน สามารถชวยใหผ เู รียนไดฝ ก ทกั ษะสําคญั ๆ ดังน้ี ๑) สมั พนั ธภาพ
ระหวา งบุคคล (Interpersonal skill) ๒) การแกปญหาและความขัดแยง (Conflict resolution) ๓)
ความสามารถในการถกเถียงเจรจาเพื่อนาํ ไปสกู ารตัดสนิ ใจ (Consensus on decision) ๔) เทคนคิ การ
ติดตอ สื่อสารระหวางบคุ คลที่มีประสทิ ธภิ าพ (Effective interpersonal Communication techniques) ๕)
การจัดการและการบรหิ ารเวลา (Time management) ๖) เตรยี มผูเ รียนเพื่อจะออกไปทํางานรวมกับผูอนื่
๖.๑) ทกั ษะในแงความรเู กย่ี วกับความสามารถในการควบคุมจติ ใจและควบคุมตนเอง (Discipline
knowledge) ๖.๒) ทักษะเก่ียวกับกระบวนการกลมุ (Group-processskill) ๗) ชวยใหผ ูเรียนไดม คี วามรูมาก
ขึน้ มมี มุ มองหลากหลาย(Multi perspective) อันจะนําไป สคู วามสามารถทางสติปญญา การรบั รคู วามเขาใจ
การจดจาํ และความสามารถในการทาํ งานรว มกับผูอื่นไดดี ยง่ิ ขึน้ ๘) เพิ่มความสามารถในการเขา ใจสิง่ ตางๆ ได
ดขี ้ึน อันนําไปสูความสามารถในการคิด วิเคราะหและทักษะการสื่อสาร (Criticalthinking and
Communication skill) (Freeman, ๑๙๙๕) ๙) ชว ยสนบั สนนุ การพฒั นาทักษะการทํางานเปน ทมี จากการ
เรียนรูจากประสบการณ (Experiential learning) (Kolb, ๑๙๘๔) ๑๐) การเรียนแบบโครงงานชว ยใหเกิดการ
เรียนรูแบบรว มมือกนั (Cooperative learning) ในกลุม ของผูเรยี น ซ่งึ ผูเ รียนแตล ะคนจะแลกเปล่ียนความรูซึ่ง
กันและกนั ในการเรยี น โดยอาศยั กระบวนการ กลุม(group dynamic) ๖ แนวคดิ สําคญั การเรยี นรแู บบ
โครงงานเปน การเรยี นรูที่เชือ่ มโยงหลักการพัฒนาการคดิ แบบบลูม (Blom) ท้ัง ๖ ข้นั คือ ความรคู วามจาํ
(Knowledge) ความเขา ใจ (Comprehension) การนําไปใช (Application) การวเิ คราะห (Analysis) การ
สงั เคราะห (Synthesis) การประเมินคา (Evaluation) และยงั เปน กระบวนการเรยี นรูตง้ั แต การวางแผนการ
เรยี นรกู ารออกแบบการเรียนรูการสรางสรรคประยุกตใชผ ลผลิต และการประเมินผลงานโดย ผสู อนมบี ทบาท
เปนผูจ ัดการเรยี นรู แคทซและชารด (Katz and Chard, ๑๙๙๔) กลา วถึงการสอนแบบโครงงานวา วิธีการสอน
น้ี มีจดุ มุงหมายที่จะพัฒนาผูเรียนทงั้ ชีวติ และจติ ใจ (Mind) ซงึ่ ชีวิตจิตใจในท่นี ้ีหมายรวมถงึ ความรทู ักษะ

อารมณจรยิ ธรรมและความรูส ึกถึงสนุ ทรียศาสตรและไดเ สนอวา การจดั การเรียนการสอนโดยใชการสอนแบบ
โครงงานวาควรมีเปาหมายหลัก ๕ ประการ คือ ๑) เปา หมายทางสติปญ ญาและเปา หมายทางจติ ใจของผูเ รยี น
(Intellectual Goals and the Life of the Mind) คือการจดั การเรียนการสอนแบบเตรยี มความพรอ ม มงุ ให
ผูเ รยี นมีปฏิสมั พนั ธกับส่ิงแวดลอ มอยาง หลากหลาย และการมปี ฏสิ ัมพนั ธก บั สง่ิ ตางๆ รอบตัว ผูเรียนควรจะได
เขา ใจประสบการณและสิง่ แวดลอ มรอบ ตัวอยางลึกซ้งึ ดังนน้ั เปาหมายหลกั ของการเรยี นระดับนีจ้ ึงเปน การมงุ
ใหผ ูเรียนพฒั นาความรูความเขาใจโลก ที่อยรู อบๆ ตวั เขา และปลูกฝงคุณลักษณะการอยากรูอ ยากเรยี นใหก ับ
ผเู รียน ๒) ความสมดลุ ของกิจกรรม (Balance of Activities) การสอนแบบโครงงานจะทาํ ใหผเู รยี น ไดป ฏบิ ัติ
กิจกรรมทเ่ี หมาะสมท้งั กจิ กรรมทางวชิ าการ ใชก จิ กรรมเปนสอ่ื ทําใหเกดิ การเรยี นรูเปดโอกาสใหผ ูเรยี นไดทํา
กิจกรรมคน หาความรเู ปนการเรยี นรผู านการเลนและการมีปฏิสัมพันธกบั สง่ิ แวดลอ มตางๆ ที่อยรู อบตัว ๓)
สถานศึกษาคือสวนหนงึ่ ของชีวติ (School as Life) การเรียนการสอนในสถานศึกษาตองเปนสว น หนึ่งในชีวิต
ของผูเรยี นไมใ ชแยกออกจากชีวติ ประจําวันโดยทัว่ ไป กิจกรรมในสถานศึกษาจึงควรเปนกจิ กรรมท่ี เกีย่ วของ
กับการดาํ เนินชวี ิตปกติการมีปฏสิ มั พนั ธกบั สงิ่ แวดลอมและผคู นรอบๆ ตวั ผูเรยี น ๔) ศกร.เปน ชมุ ชนหนงึ่ ของ
ผเู รียน (Community Ethos in the Class) ทกุ คนมีลักษณะเฉพาะตัว การสอนแบบโครงงานเปด โอกาสให
ผเู รียนแตล ะคนไดแสดงออกถึงคณุ ลักษณะ ความรูความเขาใจ ความเชอื่ ของเขา ในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู
แบบนจ้ี งึ เกิดการแลกเปลย่ี น การมปี ฏสิ มั พันธกนั อยา งลึกซึ้ง ผูเรียนได เรียนรคู วามแตกตา งของตนกับเพ่ือนๆ
๕) การจัดกจิ กรรมการเรยี นรูเปน สงิ่ ทท่ี า ทายครู (Teaching as a Challenge) ในการจัดกจิ กรรมการ เรยี นรู
แบบโครงงาน ครูไมใชผ ูถ ายทอดความรใู หก ับผเู รยี น แตเปน ผคู อยกระตนุ ช้แี นะ และใหค วามสะดวกใน การ
เรยี นรูของผเู รยี น โครงงานบางโครงงานครเู รียนรูไปพรอมๆ กบั ผเู รยี น ครรู วมกนั คดิ หาวิธแี กป ญหา ลงมอื
ปฏิบตั ิไปดว ยกนั ถือเปน การเรียนรูรวมกนั ๗

ตอนที่ ๑.๒ ความหมายของโครงงานเพื่อพฒั นาทักษะการเรียนรู มีผรู ูไดใหค วามหมายของคาํ วา
โครงงานไวในหลายมุมมอง ซึ่งไดประมวลมาใหผ เู รยี นไดศึกษาดังนี้ “โครงงาน” หมายถึง วธิ กี ารเรียนวธิ ีหนง่ึ ท่ี
ผเู รียนมงุ ทาํ งานเพ่ือใหเ กิดความรคู วบคูกับการทํางานให บรรลเุ ปาหมาย มใิ ชมุงทํางานเพอ่ื ใหบรรลุเปา หมาย
อยางเดยี ว ผูทําโครงงานจะตองกําหนดภาระงานใด ภาระ งานหนึง่ ขึ้นมาทาํ แลวใชภ าระงานน้นั ทําภาระงาน
อีกอยา งหนง่ึ ที่เรียกวา ภาระงานการศึกษาเรียนรู สราง ความรขู ึน้ เพ่ือนําความรูไปใชป รบั ปรุงการทาํ งานให
บรรลุเปาหมาย ในระหวางท่ที าํ งานใหบ รรลุเปาหมาย กท็ ํางานเพื่อการศึกษาเรยี นรูอ ีกควบคกู ันไปตลอด
(จํานง หนูนิล . ๒๕๔๖:๑๓) “โครงงาน” คือ การศกึ ษาคนควา หาความรหู รือหาคําตอบในขอ สงสยั เรือ่ งใดเร่ือง
หนึ่ง อยางลึกซ้ึง ดวยวิธกี ารที่หลากหลาย เกดิ ภาระงานในการศกึ ษาคนควา ดว ยความสนใจของผเู รียนเอง มี
คุณคากวา การ ทํางานใหบ รรลุเปา หมายทเ่ี รียกวา การทําโครงการ หรือการทํารายงานธรรมดาทีม่ ผี ูก ําหนด
หัวขอขนึ้ ใหไปทํา” (จาํ นงหนูนิล. ๒๕๔๖:๑๔ ) “โครงงาน” หมายถึง กจิ กรรมทีเ่ ปดโอกาสใหผ เู รยี นไดศ ึกษา
คนควา และลงมือปฏิบตั ิดว ยตนเองตาม ความสามารถ ความถนัด และความสนใจ โดยอาศยั กระบวนการทาง
วิทยาศาสตรหรอื กระบวนการอ่นื ไปใชใน การศึกษาหาคําตอบ โดยมีครูผูสอนคอยกระตนุ แนะนาํ และให
คาํ ปรกึ ษาแกผูเรยี นอยา งใกลชดิ ตงั้ แตก ารเลือก หัวขอ ท่ีจะศึกษาคน ควา ดําเนินการวางแผน กาํ หนดขน้ั ตอน
การดาํ เนนิ งาน และการนาํ เสนอผลงาน ซงึ่ อาจทํา เปนรายบุคคลหรอื เปน กลมุ (วโิ รจน ศรโี ภคา และคณะ.

๒๕๔๔:๙ ) “โครงงาน” คือ งานวิจยั เล็กๆ สาํ หรับผูเรยี น เปน การแกปญหาหรือขอสงสัย หาคาํ ตอบโดยใช
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรหากเนือ้ หาหรือขอสงสัยเปนไปตามกลุม สาระการเรียนรูใด จะเรยี กวา โครงงาน
ในกลมุ สาระนน้ั ๆ (www. tet๒. org/index.) “โครงงาน” คือ การศึกษาคน ควา เก่ียวกับส่งิ ใดส่ิงหน่ึงหรือ
หลายๆ สง่ิ ทอ่ี ยากรูคําตอบใหล ึกซงึ้ หรือ เรียนรใู นเร่ืองน้นั ๆ ใหมากขึ้น โดยใชก ระบวนการวิธกี ารทศี่ ึกษาอยาง
มรี ะบบเปน ขน้ั ตอน มกี ารวางแผนใน การศึกษาอยา งละเอียด ปฏบิ ัติงานตามแผนทวี่ างไวจ นไดขอ สรปุ หรือ
ผลสรปุ ที่เปน คาํ ตอบในเร่อื งน้ันๆ (www. thaigoodview.) “โครงงาน” คือ การเรยี นรูทเ่ี กิดจากความสนใจ
ของผเู รยี น ท่ตี องการศกึ ษาคนควาเกี่ยวกับสิ่งใดสงิ่ หนึง่ หรอื หลายๆ สงิ่ ทสี่ งสยั และตองการคาํ ตอบใหลึกซ้ึง
ชัดเจน หรอื ตอ งการเรียนรูในเร่อื งนน้ั ๆ ใหมากขึน้ กวาเดิมโดยใชค วามรหู ลายๆ ดา นและทักษะกระบวนการท่ี
ตอเนือ่ ง มีการวางแผนในการศกึ ษาและรับผิดชอบ ปฏิบัตติ ามแผนจนไดขอสรุปหรือผลการศกึ ษา หรือคาํ ตอบ
เกย่ี วกบั เรอ่ื งน้ันๆ อยา งเปน ระบบ เร่อื งทจี่ ะทํา โครงงานควรเปน เรอ่ื งท่ีผูเรยี นสนใจ และสอดคลองตามสาระ
การเรยี นรตู ามรายวิชาน้นั (สาํ นักงานสงเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย.แนวทางการ
จดั การเรยี นรห ลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบ ระดบั การศึกษาขั้นพน้ื ฐานพทุ ธศักราช ๒๕๕๑ .นนทบรุ ี : บริษทั
ไทย พับบลคิ เอด็ ดเู คชนั่ จาํ กัด, ๒๕๕๓.) โครงงาน (project) จงึ เปน เสมือนสะพานเช่อื มระหวา งผเู รียนกับ
หองเรยี น และโลกภายนอก ซึ่งผเู รียนสามารถจะนาํ ความรทู ่ไี ดรับมาปรบั ใชไ ดในชีวิตจรงิ ของผูเ รยี น ท้ังนี้
เพราะวา ผเู รยี นตองนําเอาความรู ทไ่ี ดจ ากช้นั เรียนมาบูรณาการเขา กับกจิ กรรมท่จี ะกระทํา เพ่ือนําไปสคู วามรู
ใหมๆ ดวยการสรา งความหมาย การแกป ญหา และการคนพบดว ยตนเอง ผเู รยี นตอ งสรา งและกําหนดความรู
จากความคิดและแนวคดิ ทมี่ ีอยู ๘ กับความคิดและแนวคิดทเ่ี กิดข้นึ ใหม ทําใหเ กิดการปรับเปล่ียนความรใู หเ ปน
เครือ่ งมอื ในการเรียนรูสิง่ ใหมตาม มุมมองในทัศนะตางๆ ทร่ี วบรวมมาใหผ ูเ รยี นไดศกึ ษา จะเห็นไดวาโครงงาน
เปนวธิ แี สวงหาซง่ึ ความรดู ว ยตนเอง อีกหนทางหนึ่ง ซงึ่ มีคณุ คาแตกตา งไปจากการเรยี นรดู วยวธิ อี ่ืนๆ อยูบา ง
โดยมขี อ เดนตรงทเี่ ปนการแสวงหา ความรทู ่ตี อ งสัมผสั ดว ยตนเอง อยางไรกต็ ามผเู รยี นควรสรุปความหมายของ
คาํ วา โครงงานเพ่อื พฒั นาทักษะ การเรียนรทู ่เี ปน ความเขาใจของตวั ทา นเอง ความหมายของการเรยี นรูแบบ
โครงงาน การเรียนรูแบบโครงงาน คือ การจดั ใหนกั ศกึ ษารวมกลุม กนั ทาํ กจิ กรรมรว มกัน โดยมีจดุ มงุ หมายใน
การศึกษาหาความรูหรอื ทํากิจกรรมใดกิจกรรมหน่ึงตามความสนใจของนักศึกษา การเรียนรแู บบโครงงานนี้ จงึ
มงุ ตอบสนองความสนใจ ความกระตือรือรน และความใฝเรียนรขู องผูเ รยี นเอง ในการแสวงหาขอมลู ความรู
ตางๆ เพื่อทาํ โครงงานรว มกันใหป ระสบความสาํ เรจ็ ตามจุดมงุ หมายของโครงงาน การเรียนรโู ดยใชโ ครงงาน
เปนศูนยก ลางการเรียนรู (Project Centered Learning) ซึ่งหมายถงึ การกระทํากจิ กรรมรว มกัน ชว ยเหลอื
กันในการแกป ญหาทเี่ กดิ ข้นึ ภายในกลมุ ดวยวธิ กี ารปฏบิ ัตจิ ริง เพ่ือการเรยี นรูวธิ ีการแกปญ หา อันนําไปสู
ความสามารถในการคิดวเิ คราะหแสวงหาขอมูลและแนวทางในการแกปญ หาเหลานัน้ การเรียนรแู บบโครงงาน
อาจมชี ่อื เรยี กอื่นทม่ี ความหมายเด ี ยี วกัน ไดแ ก การเรยี นรูโดยใชโครงงาน การเรียนรแู บบโครงการ การเรียนรู
โดยใชโ ครงงานเปน ศูนยกลางการเรียนรใู นเร่อื งความหมาย ไดมผี กู ลา วถึงไวหลายคน เชน จากซิ และโรบนิ
(Jaques, ๑๙๘๔; Robbins, ๑๙๙๗) ไดใหค วามหมายของวธิ ีการเรยี นรูแบบโครงงาน (Group Project) วา
หมายถงึ การรวมกลมุ กันของบคุ คลมากกวา ๒ คนขึน้ ไป มปี ฏสิ ัมพันธก ันรวมกนั กระทํา กจิ กรรมอนั นําไปสู
จุดมุงหมายบางประการ นอกจากนนั้ แลวโครงงานเปน การจดั สถานการณท่ชี ว ยใหผ ูเ รยี น ไดเรยี นรูทํางาน

รวมกนั แลกเปลี่ยนขอมลู ซ่ึงกนั และกันและสนับสนนุ กนั ในการเรียนรู (Fascilitate Learning) สุชาตวิ งศ
สวุ รรณ (๒๕๔๒) กลาวถงึ ความหมายของการเรยี นรโู ดยใชโครงงานวา หมายถึง การจดั การ เรียนรอู กี รปู แบบ
หนึ่ง ทเี่ ปนการใหผเู รยี นไดล งมอื ปฏิบตั ิจรงิ ในลักษณะของการศึกษา สาํ รวจ คนควา ทดลอง ประดิษฐค ดิ คน
โดยมคี รูเปนผูกระตนุ แนะนํา และใหคําปรึกษาอยางใกลชิด สรปุ ไดว า การเรียนรูโดยใชโ ครงงานเปนการ
เสริมสรา งศักยภาพการเรียนรูของแตล ะคน ใหไดรบั การ พัฒนาไดเ ตม็ ขีดความสามารถที่มีอยูอยา งแทจ ริง ทํา
ใหผูเรียนเกิดการเรยี นรดู วยตนเอง ไดเ รียนวธิ กี ารเรยี นรู สามารถสรา งองคความรไู ดดว ยตนเอง รวมทง้ั ปลกู ฝง
นิสยั รักการเรยี นรอู ันจะนาํ ไปสกู ารเปนบุคคลแหงการ เรยี นรไู ดในที่สุด ความสําคัญของการเรยี นรูแบบ
โครงงาน การทผ่ี เู รียนไดเ รยี นรูผา นโครงงาน ทําใหม องเห็น ความสัมพันธระหวา งความคิดกบั ขอเท็จจรงิ ซึ่งจะ
ถูกเช่อื มโยงเขาเปน เรื่องเดียวกนั ในลกั ษณะของ ความสมั พนั ธและการเชื่อมโยง อันจะสามารถนาํ ไปใชใน
สถานการณอ่นื ไดอยา งหลากหลาย สามารถบรู ณาการ ความรูม าชว ยกนั ทาํ โครงงาน เรยี นรูจักการทํางาน
รว มกับผูอ ่นื รูจกั การหาขอ มลู ความรตู า งๆ ดว ยตนเอง ฝก ทักษะการสือ่ สาร รจู ักการคดิ แกไ ขปญหาในสว นของ
ผเู รยี น การเรียนรูจ ากโครงงานถอื ไดวา เปน การเรียนรู รว มกันภายในกลมุ เพราะทกุ คนไดเขา มามสี ว นรวมใน
การคน หาคําตอบหาความหมาย ตลอดจนแนวทางแกไข ปญหา รว มคดิ รวมทาํ งาน สงผลใหเกิดกระบวนการ
คน พบกระบวนการเรียนรสู ง่ิ ตางๆ ไดดว ยตนเอง สามารถ นําความรทู ี่ไดร ับมาแลกเปลี่ยนประสบการณและ
แลกเปล่ียนพ้นื ฐานความรูร ะหวา งผเู รียนดว ยกนั เปน ๙ ลกั ษณะของการเรยี นรูรวมกนั ( Collaboration
learning) ความรูแ ละสามารถดานตา งๆ ท่ีมีอยูในตัวของ ผเู รียน จะถกู กระตุนใหไดแสดงออกมาอยางเต็มที่
ขณะท่ปี ฏิบตั ิกิจกรรม เชน เดียวกบั ทกั ษะตา งๆ ทจี่ ําเปน สําหรบั ชีวติ เชน ทกั ษะการทํางาน ทักษะการอยู
รว มกนั ทักษะการจดั การ ฯลฯ กจ็ ะถูกนาํ เอามาใชอยา งเต็ม ตามศักยภาพ ในขณะทร่ี วมกันแกป ญ หาที่เกิดขึ้น
ระหวา งการทําโครงงาน การเรยี นรแู บบโครงงานยงั ชวย สงเสรมิ คุณธรรม จรยิ ธรรม และคา นิยมท้งั หลายก็จะ
ถูกปลูกฝงและสั่งสมในตวั ผูเ รียน ในขณะท่ีทกุ คนรว มกัน ทํางาน รวมทั้งเปนการปลกู ฝง ความเปน
ประชาธปิ ไตย ฝกหดั การรูจักรบั ฟง ความคิดเหน็ ของผูอน่ื เน่ืองจากวา แนวคิดหลักของการเรียนรูแบบโครงงาน
จะใชห ลักการเรยี นรูรว มกัน (Team learning) อันจะนําไปสูการ เรยี นรูด ว ยการนําตนเอง ซ่งึ มผี ลโดยตรงตอ
การเพ่ิมโอกาสในการเจริญกา วหนา ของบุคคล ในการเรียนรแู ละ พัฒนาความรูความสามารถของตนเอง
ความสามารถในการมีปฏสิ มั พันธแ ละทาํ งานรวมกบั ผูอ่ืนไดด แี ละ มปี ระสทิ ธภิ าพ ไมใชส งิ่ ท่เี กดิ ข้นึ เองได
หากแตเปนสงิ่ ที่ตองเกิดจากการเรยี นรูเ พื่อจะทําใหท ักษะดังกลา ว เกดิ ขนึ ในตวั ของบุคคล การเรยี นรเู พ่ือให
เกิดความสามารถและทกั ษะดังกลา ว สามารถทําใหเกิดไดโดยใช หลักการเรยี นรโู ดยใหผูเรียนรวมกลุมกนั มี
โอกาสรว มกนั ในการเรียนรแู ละทํางานรวมกัน โดยใชว ธิ ี “group assignments in their courses” ซ่งึ มคี รู
เปน ผูอ ํานวยความสะดวกใหแ กผ เู รยี น และชวยใหผเู รยี น สามารถเรยี นรทู ักษะดังกลาวจากประสบการณใ น
การการทําโครงงานรว นกัน ดังนั้นในการจัดการเรยี นรูแ บบ โครงงานจงึ ตองเนน และใหความสาํ คัญท่ีตวั ผเู รยี น
โดยมุง ใหผ เู รียนไดพฒั นาขดี ความสามารถของตนเองอยา ง เต็มตามศกั ยภาพ มคี วามสมดุลทั้งดานจติ ใจ
รางกาย ปญญา และสังคม เปนผูรจู กั คดิ วิเคราะหรักการเรียนรู เรียนรูไดด ว ยตนเอง มเี จตคตทิ ีด่ มี วี นิ ยั มีความ
รบั ผิดชอบ และมีทักษะที่จําเปนสําหรับการดาํ รงชวี ติ รวมท้งั ทกั ษะทางอาชีพ สามารถพึง่ ตนเองและรว มมือ
กบั ผูอ ่ืนอยางสรางสรรคการเรียนรแู บบโครงงานตองมงุ พัฒนา ความสามารถทางอารมณไ ดแก ความสามารถ

ในการมีสติรตู วั และความสามารถในการปรบั ตวั เขา กบั สังคม ซง่ึ ถอื วา เปนปจจยั สําคัญที่จะทําใหคนเราประสบ
ความสําเรจ็ ในชวี ิต เชนเดยี วกบั ความสามารถทางปญญา ความสามารถหรือความฉลาดทางอารมณที่จะตอง
ปลูกฝงใหผเู รียน ไดแก การรูจกั ตนเอง การเขาใจตนเอง ความสามารถในการควบคุมตนเอง ความเขาใจและ
เห็นอกเห็นใจผูอน่ื

บนั ทึกหลังการจัดกจิ กรรมการเรียนรู

สาระ……………………………………………………………….(……………………………) ระดบั ……………………………………
ครั้งท.่ี ...................วันท.่ี ..................เดือน..................................พ.ศ..........................

๑. เนอื้ หาสาระทจี่ ัดกระบวนการเรยี นรู
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ผลทีเ่ กิดกับผูเรยี น
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ปญ หาอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๔. ขอ เสนอแนะ/แนวทางแกไข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

บนั ทกึ ขอเสนอแนะของผูบ รหิ าร ลงชอื่ .................................................ครผู ูส อน
(.................................................)

ตำแหนง..........................................

ลงชื่อ.................................................
(นางนติ ยา วุนาพันธ)

ผอู ำนวยการกศน.อำเภอยี่

แผนการจัดการเรียนรู ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
รายวชิ า โครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรยี นรู รหัสวิชา ทร ๐๒๐๐๖

ศนู ยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อำเภอยี่งอ



แผนการจัดการเรยี นรู แบบพบกลุม ครั้งที่ ๑๘ ( จำนวน ๖ ช่วั โมง )
เร่อื ง โครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรยี นรู
ตัวชว้ี ัด

๑. เพอื่ ใหผ เู รียนทำโครงงานไดส อดคลอ งกบั สารระการเรยี นรู
๒. เพ่ือสง เสริมใหผเู รียนไดฝกทักษะในการอาน คดิ วิเคราะห เขยี น
เนอ้ื หา
๑. การเตรียมการทำโครงงานเพ่อื พัฒนาทักษะการเรียนรู
๒. ทักษะและกระบวนการท่จี ำเปน ในการทำโครงงานเพอื่ พัฒนาทักษะการเรียนรู (การหา
ขอ มูล การเลอื กใชข อมลู การจัดทำขอมลู การนำเสนอขอ มูล การพฒั นาตอยอดความรู)

กจิ กรรมการจดั การเรยี นรู
ขัน้ ท่ี ๑ กำหนดสภาพปญหา ความตอ งการในการเรียนรู (Orientation : O)
๑. ผเู รยี นรว มทบทวนเน้ือหาการทำกจิ กรรมตอเน่ือง
๒. ผเู รยี นรวมกับครูศกึ ษาสภาพปญ หาที่เกดิ ขึ้นการเตรยี มการทำโครงงานเพ่ือ

พฒั นาทกั ษะการเรียนรู รวมทัง้ ทักษะและกระบวนการทจ่ี ำเปนในการทำโครงงานเพอื่ พัฒนาทักษะ
การเรียนรู

ขน้ั ท่ี ๒ แสวงหาขอมูลและการจัดการเรยี นรู (New ways of learning : N)
๑.ผเู รียนรว มกับครศู กึ ษารายละเอยี ดการเรียนรูเ รื่อง ลักษณะของโครงงานที่ดี
๒.ผเู รยี นทำความเขา ใจในกระบวนการเรียนรูเร่อื งลกั ษณะของโครงงานท่ดี ีบรู ณา

การกับหลกั เศรษฐกิจพอเพียง
๓.ผเู รยี นศกึ ษาหาความรูทำใบความรู เรือ่ งสวนประกอบของโครงงาน

ข้นั ท่ี ๓ การปฏิบตั ิและการนำไปประยุกตใช (Implementation : I)
๑. ผูเ รยี นรว มกนั ซักถาม/แสดงความคดิ เหน็ ในเนอ้ื หาทีไ่ ดศึกษา
๒. ครสู รปุ เนอื้ หาและมอบหมายกิจกรรมการเรยี นรูใหหาตัวอยา งโครงงานมา ๑

โครงงาน

ขั้นท่ี ๔ การประเมนิ ผลการเรียนรู (Evalyation : E)
๑. ผเู รยี นรบั การประเมนิ ผลการเรยี นรจู ากใบงานท่ีมอบหมาย

ส่อื การเรยี นรู
๑. หนังสือเรียนรายวชิ าการโครงงานเพื่อพฒั นาทักษะการเรยี นรู
๒. ใบความรู
๓. ส่อื Internet

การวัดและประเมิน
๒. ใบงาน
๓. แบบทดสอบ
๔. การรายงานและการนำเสนอ

ใบความรู

โครงงานหมายถึง กจิ กรรมทเ่ี ปดโอกาสใหผ เู รียนไดศกึ ษา คนควา และลงมือปฏบิ ัติดวยตนเองตาม
ความสามารถ ความถนดั และความสนใจ โดยอาศยั กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร หรือกระบวนการอืน่ ใดไป
ใชในการศึกษาหาคำตอบในเรอื่ งนัน้ ๆ โดยมคี รผู ูสอนคอยกระตุนแนะนำและใหคำปรกึ ษาแกผเู รยี นอยา ง
ใกลชิด ตั้งแตก ารเลือกหวั ขอทจ่ี ะศึกษา คนควา ดำเนินการ วางแผน กำหนดข้ันตอนการดำเนินงาน โดยท่ัวๆ
ไป การทำโครงงานสามารถทำไดท ุกระดบั การศึกษา ซ่ึงอาจทำเปนรายบคุ คลหรือเปน กลุมกไ็ ด ท้ังน้ีข้ึนอยกู บั
ลกั ษณะของโครงงาน อาจเปนโครงงานเล็กๆ ที่ไมยงุ ยากซับซอ นหรือเปนโครงงานใหญทีม่ ีความยากและ
ซบั ซอนขน้ึ ก็ได
๑. ประเภทของโครงงาน
โครงงานสามารถแบงตามลักษณะของกิจกรรมได ๔ ประเภท ดงั นี้

๑.๑ โครงงานประเภทสำรวจ
โครงงานประเภทสำรวจ เปนโครงงานประเภทเกบ็ รวบรวมขอ มูลเพ่ือหาสาเหตุของปญ หาหรือสำรวจความ
คดิ เหน็ ขอมูลท่ีรวบรวมไดบ างอยา งอาจเปน ปญ หาท่ีนำไปสกู ารทดลองหรือคน พบสาเหตุของปญหาทต่ี องหา
วธิ แี กไ ขปรบั ปรงุ รว มกัน เชน โครงงานการสำรวจคำที่มกั เขียนผดิ โครงงานสำรวจการใชคำคะนองใน
หนงั สือพมิ พ เปนตน

๑.๒ โครงงานประเภทการทดลอง
โครงงานประเภทการทดลอง เปน โครงงานทตี่ องออกแบบทดลอง เพื่อการศึกษาผลการทดลองวาเปน ไปตามที่
ตง้ั สมมตฐิ านไวหรือไม โครงงานประเภทนตี้ องสรปุ ความรูหรือผลการทดลองเปนหลกั การหรือแนวทางการ
ปฏบิ ัตไิ ว เชน โครงงานการทดลองยากันยุงจากพืชสมนุ ไพร โครงงานการทดลองปลูกพืชสวนครวั โดยใชป ุย
วทิ ยาศาสตร เปนตน

๑.๓ โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ
โครงงานประเภทสิง่ ประดิษฐ เปน โครงงานที่ประยุกตห ลกั การทางวิทยาศาสตรเ ขาสกู ระบวนการปฏิบัติ โดย
อาศยั เคร่ืองมือ วสั ดุ อุปกรณ เพอ่ื ประดิษฐชนิ้ งานใหม อาจเปน ของใช เครื่องประดบั จากวัสดเุ หลือใช หรอื นำ
วสั ดทุ องถน่ิ ท่ีมีมากมายมาใชใ หเกดิ ประโยชน เชน โครงงานการประดิษฐเครอ่ื งจกั สานจากผกั ตบชวา โครงงาน
การประดิษฐเครอ่ื งชว ยสอนวิชาภาษาองั กฤษ เปนตน

๑.๔ โครงงานประเภททฤษฎี
โครงงานประเภททฤษฎี เปน โครงงานท่ีมลี ักษณะเปนการหาความรูใ หม โดยการรวบรวมขอมูลและนำมา
วเิ คราะหจ ากสถิติแลว อภปิ ราย หรือเปนโครงงานท่ีศึกษาคนควาขอมูลท่เี กดิ จากขอสงสัย อาจเปนการนำ
บทเรียนมาขยายเพ่ือศึกษาขอมลู เพ่มิ เติมใหไ ดค วามรูในแงม ุมท่ีกวางและลึกกวา เดมิ
๒. ข้ันตอนการทำโครงงาน
การทำโครงงานมีขั้นตอนการปฏิบตั ิ ดงั นี้

๒.๑ การคดิ และการเลอื กหัวเร่อื ง ผเู รยี นจะตองคิด และเลือกหวั เร่ืองของโครงงานดว ยตนเองวา
อยากจะศึกษาอะไร ทำไมจึงอยากศกึ ษา หวั เร่ืองของโครงงานมกั จะไดมาจากปญหา คำถามหรือความอยากรู

อยากเหน็ เก่ียวกับเรื่องตา งๆ ของผูเรยี นเอง หวั เรื่องของโครงงานควรเฉพาะเจาะจงและชดั เจน เม่อื ใครไดอ าน
ช่ือเรอื่ งแลวควรเขา ใจและรูเร่ืองวา โครงงานนี้ทำจากอะไร การกำหนดหัวเรอื่ งของโครงงานนั้นมีแหลง ทจี่ ะชว ย
กระตุนใหเ กิดความคิดและความสนใจหลายแหลง ดว ยกนั เชน จากการอานหนงั สือ เอกสาร บทความ การ
เยี่ยมชมสถานทต่ี า งๆ การฟงบรรยายทางวิชาการ การเขาชมนิทรรศการหรืองานประกวดโครงงานทาง
วิทยาศาสตร การสนทนากับบุคคลตางๆ หรือจาการสังเกตปรากฏการณตางๆ รอบตัว เปน ตน นอกจากน้ี ควร
คำนงึ ถงึ ประเด็นตอไปน้ี
- ความเหมาะสมของระดับความรู ความสามารถของผเู รยี น
- วสั ดุ อุปกรณ ทใี่ ช
- งบประมาณ
- ระยะเวลา
- ความปลอดภยั
- แหลงความรู

๒.๒ การวางแผน
การวางแผนการทำโครงงาน จะรวมถึงการเขยี นเคาโครงของโครงงาน ซงึ่ ตองมีการวางแผนไวล วงหนา เพอื่ ให
การดำเนินการเปนไปอยางรัดกมุ และรอบคอบ ไมสบั สน แลว นำเสนอตอ ผูสอนหรือครทู ี่ปรึกษาเพอื่ ขอความ
เห็นชอบกอ นดำเนินการข้นั ตอไป การเขียนเคาโครงของโครงงาน โดยทัว่ ไป เขยี นเพอ่ื แสดงแนวคดิ แผนงาน
และข้ันตอนการทำโครงงาน ซ่งึ ควรประกอบดวยหวั ขอตอ ไปน้ี
๑) ชอื่ โครงงาน ควรเปน ขอความทีก่ ะทัดรัด ชัดเจน ส่ือความหมายไดต รง
๒) ชื่อผทู ำโครงงาน
๓) ชื่อทีป่ รกึ ษาโครงงาน
๔) หลกั การและเหตุผลของโครงงาน เปนการอธบิ ายวา เหตุใดจงึ เลือกทำโครงงานเร่อื งนี้ มีความสำคัญอยางไร
มหี ลกั การหรือทฤษฎีอะไรท่ีเก่ยี วของ เร่ืองท่ีทำเปน เรื่องใหมห รือมีผูอนื่ ไดศกึ ษาคน ควา เรอ่ื งนไ้ี วบา งแลว ถามี
ไดผลอยางไร เรือ่ งทท่ี ำไดข ยายเพ่ิมเติม ปรับปรุงจากเร่ืองท่ีผูอ น่ื ทำไวอยา งไร หรือเปน การทำซ้ำเพ่ือตรวจสอบ
ผล
๕) จุดมุงหมายหรือวตั ถุประสงคค วรมีความเฉพาะเจาะจง และสามารถวดั ได เปนการบอกขอบเขตของงานท่ี
จะทำไดช ดั เจนขึน้
๖) สมมติฐานของการศึกษาคนควา (ถา มี) สมมตฐิ านเปนคำตอบหรอื คำอธบิ ายทคี่ าดไวลว งหนา ซ่ึงอาจจะถกู
หรอื ไมก็ได การเขียนสมมติฐานควรมีเหตมุ ีผลมีทฤษฎีหรือหลักการรองรบั และท่ีสำคัญ คือ เปน ขอความท่ี
มองเห็นแนวทางในการดำเนินการทดสอบได นอกจากนคี้ วรมคี วามสมั พนั ธร ะหวางตวั แปรอสิ ระและตัวแปร
ตามดว ย
๗) วธิ ีดำเนินงานและข้นั ตอนการดำเนนิ งาน จะตอ งอธบิ ายวา จะออกแบบการทดลองอะไรอยางไร จะเกบ็
ขอมลู อะไรบา งรวมท้งั ระบุวสั ดุอปุ กรณท่ีจำเปน ตองใช มีอะไรบาง
๘) แผนปฏบิ ัตงิ าน อธิบายเกี่ยวกับกำหนดเวลาตง้ั แตเ ร่ิมตนจนเสรจ็ สน้ิ การดำเนนิ งานในแตล ะขน้ั ตอน

๙) ผลที่คาดวา จะไดร บั
๑๐) เอกสารอางอิง

๒.๓ การดำเนินงาน เม่ือทป่ี รึกษาโครงงานใหความเห็นชอบเคาโครงของโครงงานแลว ตอ ไปก็เปน ข้นั
ลงมือปฏบิ ตั งิ านตามขั้นตอนที่ระบไุ ว ผูเรยี นตองพยายามทำตามแผนงานที่วางไว เตรียมวัสดุอุปกรณและ
สถานท่ใี หพรอมปฏิบัติงานดว ยความละเอยี ดรอบคอบ คำนึงถึงความประหยดั และปลอดภยั ในการทำงาน
ตลอดจนการบนั ทกึ ขอมลู ตา งๆ วา ไดทำอะไรไปบาง ไดผ ลอยางไร มปี ญ หาและขอคิดเห็นอยางไร พยายาม
บนั ทึกใหเ ปนระเบยี บและครบถว น

๒.๔ การเขียนรายงาน
การเขยี นรายงานเก่ยี วกับโครงงาน เปนวธิ ีสือ่ ความหมายวธิ ีหน่งึ ท่จี ะใหผ ูอื่นไดเขาใจถึงแนวคิด วธิ ีการ
ดำเนินงาน ผลท่ีได ตลอดจนขอ สรปุ และขอ เสนอแนะตางๆ ที่เกี่ยวกับโครงงานน้นั การเขียนโครงงานควรใช
ภาษาทอี่ านแลว เขา ใจงา ย ชัดเจนและครอบคลุมประเดน็ สำคัญๆ ท้ังหมดของโครงงาน

๒.๕ การนำเสนอผลงาน
การนำเสนอผลงาน เปน ขน้ั ตอนสุดทายของการทำโครงงานและเขาใจถึงผลงานนนั้ การนำเสนอผลงานอาจทำ
ไดหลายรปู แบบ ข้นึ อยูกบั ความเหมาะสมตอ ประเภทของโครงงาน เน้อื หา เวลา ระดับของผเู รียน เชน การ
แสดงบทบาทสมมติ การเลาเร่อื ง การเขยี นรายงาน สถานการณจ ำลอง การสาธิต การจัดนทิ รรศการ ซง่ึ อาจมี
ท้งั การจัดแสดงและการอธบิ ายดวยคำพูด หรอื การรายงานปากเปลา การบรรยาย ส่งิ สำคัญคือ พยายามทำให
การแสดงผลงานนนั้ ดงึ ดูดความสนใจของผูชม มคี วามชดั เจน เขา ใจงา ย และมคี วามถูกตองของเน้ือหา
๓. การเขยี นรายงานโครงงาน
การเขยี นรายงานโครงงานเปนรูปแบบหนึ่งของการนำเสนอผลงานของโครงงานทผ่ี ูเ รียนไดศึกษาคน ควาตง้ั แต
ตน จนจบ การกำหนดหัวขอในการเขยี นรายงานโครงงานอาจไมร ะบุตายตัวเหมือนกันทุกโครงงาน
สวนประกอบของหัวขอในรายงานตอ งเหมาะสมกับประเภทของโครงงานและระดบั ชัน้ ของผูเรยี น
องคป ระกอบของการเขียนรายงานโครงงาน แบง กวางๆ เปน ๓ สวน ดงั น้ี
๑. สวนปกและสวนตน สวนปกและสว นตน ประกอบดว ย
๑) ชอ่ื โครงงาน
๒) ชอื่ ผทู ำโครงงาน ช้นั โรงเรียน และวันเดือนปทีจ่ ดั ทำ
๓) ช่ืออาจารยทปี่ รึกษา
๔) คำนำ
๕) สารบญั
๖) สารบญั ตาราง หรอื ภาพประกอบ (ถามี)
๗) บทคดั ยอสน้ั ๆ ท่บี อกเคาโครงอยา งยอๆ ซง่ึ ประกอบดวย เรือ่ ง วตั ถุประสงค วธิ กี ารศึกษา ระยะเวลา และ
สรปุ ผล
๘) กติ ตกิ รรมประกาศ เพอ่ื แสดงความขอบคุณบคุ คล หรอื หนว ยงานท่ใี หความชวยเหลือหรือมสี ว นเกี่ยวของ

๒. สว นเนื้อเรอื่ ง
สวนเนอ้ื เร่อื ง ประกอบดวย
๑) บทนำ บอกความเปน มา ความสำคัญของโครงงาน บอกเหตผุ ล หรอื เหตุจูงใจในการเลือกหวั ขอโครงงาน
๒) วตั ถปุ ระสงคของโครงงาน
๓) สมมตฐิ านของการศึกษาคนควา
๔) การดำเนินงาน อาจเขยี นเปน ตาราง แผนผงั โครงงานเพื่อใหการดำเนินงานเปนไปตามหวั ขอเรื่อง ตรงตาม
วตั ถุประสงคของโครงงาน และพิสูจนค ำตอบ (สมมติฐาน) ตามประเด็นทก่ี ำหนด ดังตวั อยางการเขยี นแผนผัง
โครงงานตอไปนี้
ในแผนผังโครงงานทำใหเ หน็ ระบบการทำงานอยางมเี ปาหมาย มีการวางแผนการทำงาน จะเห็นไดวา ส่ิงท่ี
ตองการทราบ คือ หัวขอ ยอย หรอื คำถามยอยของหวั ขอ โครงงาน ถามมี าก ๑ ขอ กจ็ ะเรียงลำดบั ทีละหัวขอ
พรอมทั้งบอกสมมติฐาน วิธศี กึ ษา และแหลง ศึกษาคนควาตามแผนผงั ใหค รบทุกขอ สง่ิ ที่ตองการทราบ
สมมตฐิ าน วธิ ีการศกึ ษา แหลง ศกึ ษา/แหลง ขอมูล หัวขอยอยจากหวั ขอ เร่ืองของโครงงานทตี่ อ งการหาคำตอบ
การตอบคำถามลวงหนา คน ควา สอบถาม สมั ภาษณ สงั เกต ศกึ ษาโดยการดู-ฟง จากสือ่ ชนิดตา งๆ - เอกสาร
หนงั สอื - สถานท่ี บุคคล
๕) สรปุ ผลการศกึ ษา เปนการอธบิ ายคำตอบที่ไดจากการศึกษาคนควา ตามหัวขอยอยที่ตอ งการทราบ วา
เปนไปตามสมมตฐิ านหรอื ไม
๖) อภิปรายผล บอกประโยชน หรือคุณคาของผลงานท่ีได และบอกขอจำกัดหรือปญหา อปุ สรรค (ถามี)
พรอมท้ังบอกขอ เสนอแนะในการศกึ ษาคนควา โครงงานลักษณะใกลเ คยี งกนั
๓. สวนทาย
สวนทา ย ประกอบดว ย
๑) บรรณานกุ รม หรือ เอกสารอางอิง หรือเอกสารที่ใชค น ควา ซ่งึ มีหลายประเภท เชน หนงั สือ ตำรา บทความ
หรอื คอลัมน ซ่งึ จะมีวิธกี ารเขียนบรรณานุกรมตางกนั เชน
หนังสือ ชอื่ นามสกุล. ชื่อหนังสือ. สถานที่พิมพ : สำนกั พิมพ, ปท่พี ิมพ
บทความในวารสาร ชอื่ ผูเขยี น "ช่อื บทความ," ชอ่ื วารสาร. ปที่หรอื เลม ที่ : หนา ;วัน เดือน ป.
คอลมั นจ ากหนงั สอื พมิ พ ช่อื ผูเขยี น "ช่อื คอลมั น : ชื่อเร่ืองในคอลัมน" ชอื่ หนังสือพิมพ.วัน เดือน ป. หนา .

๒) ภาคผนวก เชน โครงรางโครงงาน ภาพกจิ กรรม แบบสอบถาม บทสมั ภาษณ

แบบทดสอบกอ นเรียน
วชิ า โครงงานเพอ่ื พัฒนาทักษะการเรียนรู

คำช้แี จง : ใหผ ูเรยี นตอบคำถามใหส มบรู ณ

ขอ ๑. ใหผ เู รียนบอกหลกั การของการทำโครงงานเพ่ือพฒั นาทกั ษะการเรยี นรมู าอยา งนอ ย ๓ ขอ

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ขอ ๒. ใหผ ูเรยี นบอกแนวคดิ ของโครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรียนรมู าอยางนอย ๓ ขอ

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ขอ ๓. ใหผูเ รียนสรุปความหมายของโครงงานเพือ่ พัฒนาทักษะการเรียนรู ตามทผี่ ูเรยี นเขาใจมาพอสงั เขป

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ขอ ๔. ใหผ เู รยี นจำแนกประเภทของโครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรียนรูมาพอสังเขป

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ขอ ๕. ใหผ ูเรยี นบอกประเภทของโครงงานที่จำแนกตามวตั ถปุ ระสงคว า มอี ะไรบาง

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

แบบทดสอบหลังเรยี น
วชิ า โครงงานเพอื่ พัฒนาทักษะการเรียนรู

คำชแ้ี จง : ใหผูเรยี นตอบคำถามใหส มบรู ณ

ขอ ๑. ใหผูเรียนบอกหลกั การของการทำโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรยี นรมู าอยางนอ ย ๓ ขอ

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ขอ ๒. ใหผ เู รียนบอกแนวคดิ ของโครงงานเพ่ือพัฒนาทกั ษะการเรยี นรูม าอยางนอย ๓ ขอ

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ขอ ๓. ใหผ เู รยี นสรปุ ความหมายของโครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู ตามท่ีผเู รยี นเขาใจมาพอสังเขป

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ขอ ๔. ใหผเู รยี นจำแนกประเภทของโครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรยี นรูมาพอสงั เขป

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ขอ ๕. ใหผเู รยี นบอกประเภทของโครงงานท่จี ำแนกตามวตั ถปุ ระสงคว า มีอะไรบา ง

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

บันทกึ หลังการจดั กจิ กรรมการเรียนรู

สาระ……………………………………………………………….(……………………………) ระดับ……………………………………
ครง้ั ที.่ ...................วนั ท.่ี ..................เดือน..................................พ.ศ..........................

๑. เน้อื หาสาระทจ่ี ดั กระบวนการเรียนรู
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. ผลที่เกิดกบั ผูเรียน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. ปญ หาอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๔. ขอเสนอแนะ/แนวทางแกไข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

บันทึกขอเสนอแนะของผูบริหาร ลงช่ือ.................................................ครูผสู อน
(.................................................)

ตำแหนง ..........................................

ลงชื่อ.................................................
(นางนิตยา วุนาพนั ธ)

ผูอ ำนวยการกศน.อำเภอยี่

แผนการจัดการเรียนรู ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

รายวิชา โครงงานเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู รหสั วิชา ทร ๐๒๐๐๖
ศนู ยการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอำเภอย่ีงอ



แผนการจดั การเรียนรู แบบพบกลุม คร้งั ท่ี ๑๙ ( จำนวน ๖ ชั่วโมง )
เร่อื ง โครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรยี นรู
ตัวชวี้ ัด

เพื่อใหผ ูเรียนมคี วามรูและสามารถเขยี นรายงานโครงการไดอยางถูกตอง
เน้อื หา

การเขียนรายงานโครงงาน เปนการแสดงใหเห็นถึงรายละเอียดงานทั้งหมดที่ทำใหโครงงาน
ชิ้นนั้นสำเร็จลุลวงลงได เปรียบเสมือนเปนการหลอมรวมขอมูลทั้งหมดของการทำโครงงานไวใน
เอกสารเลม เดยี ว จดุ มุงหมายสำคัญของการจดั ทำรายงานผลการดำเนินงาน โครงงานมีอยู ๒ ประการ
คือ เพื่อสำหรับใชในการพจิ ารณาใหคะแนนในสวนของกระบวนการทำงาน และเพื่อสำหรับใชใ นการ
ประเมินทักษะการอา น คดิ วิเคราะห และการเขยี น

กจิ กรรมการจดั การเรียนรู
ข้นั ท่ี ๑ กำหนดสภาพปญหา ความตองการในการเรียนรู (Orientation : O)
๑. ผูเ รยี นรว มทบทวนเนื้อหาการทำกิจกรรมตอเนื่อง
๒. ผเู รียนสง งานท่มี อบหมายเรื่อง ตวั อยา งโครงงาน
ขัน้ ท่ี ๒ แสวงหาขอ มลู และการจัดการเรยี นรู (New ways of learning : N)
๑.ผเู รยี นทำความเขา ใจในกระบวนการเรยี นรเู ร่ืองเรื่องการเขียนรายงานโครงงาน

จากส่ือตา งๆ
๒. ผเู รียนทำใบงานเปน รายบุคคลเร่ือง การเขยี นรายงานโครงงาน

ข้ันที่ ๓ การปฏบิ ัติและการนำไปประยุกตใ ช (Implementation : I)
๑. ผูเรียนรว มกัน ซกั ถาม/แสดงความคิดเห็นในเนอ้ื หาที่ไดศกึ ษา
๒. ครสู รปุ เนอ้ื หาและมอบหมายกิจกรรมการเรยี นรูตอ เน่อื ง โดยใหผเู รียนไปทำ

โครงงานคนละ ๑ โครงงาน
ขน้ั ท่ี ๔ การประเมนิ ผลการเรยี นรู (Evalyation : E)
๑. ผูเรยี นรับการประเมนิ ผลการเรียนรจู ากใบงานท่มี อบหมาย
๒ .ผเู รยี นทำแบบทดสอบหลังเรยี น

ส่อื การเรยี นรู ๑. หนงั สอื เรยี นรายวิชาการโครงงานเพอื่ พฒั นาทักษะการเรยี นรู
๒. ใบความรู
๓.. สอื่ Internet

การวดั และประเมิน
๑. ใบงาน
๒. แบบทดสอบ
๔. การรายงานและการนำเสนอ/ช้นิ งานโครงงาน

ใบงาน

แบบฟอรมการเขยี นโครงงานวิทยาศาสตร

6. โครงงานประเภท ……………………….....................................................………………………………………...

7. ชอ่ื โครงงาน ……………………………….....................................................………………………………………...
(ควรเปนขอ ความท่ีกะทดั รัด ชดั เจน สือ่ ความหมายตรง และมีความเฉพาะเจาะจงวา จะศกึ ษาอะไร)

8. ช่ือผทู ำโครงงาน ชน้ั …………..... เลขท่ี ………….....
๑. ……………………………………………………………………..... ชั้น …………..... เลขท่ี ………….....
๒. ……………………………………………………………………..... ชั้น …………..... เลขท่ี ………….....
๓. ……………………………………………………………………..... ช้นั …………..... เลขท่ี ………….....
๔. ……………………………………………………………………..... ชน้ั …………..... เลขที่ ………….....
๕. …………………………………………………………………….....

9. ช่ือท่ปี รกึ ษาโครงงาน
๑. …………………………………………………………………….....
๒. …………………………………………………………………….....

10.ท่ีมาและความสำคัญของโครงงาน (อธิบายวา เหตใุ ดจึงเลอื กทำโครงงานน้ี โครงงานเร่ืองนีม้ ีความสำคัญ
อยา งไร มีหลักการหรือทฤษฎอี ะไรทเี่ กีย่ วของ )
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………

11.จดุ มงุ หมายของการศึกษาคน ควา (ควรมคี วามเฉพาะเจาะจงและเปน สิ่งทสี่ ามารถวัดได เปน การบอก
ขอบเขตของงานท่ที ำไดช ดั เจนข้นึ
๑. ………………………………………………………………………………………………………………
๒. ………………………………………………………………………………………………………………

12.สมมติฐานของการศกึ ษาคนควา (สมมตุ ิฐาน เปนคำตอบที่คาดไวลว งหนา ซ่งึ อาจจะถูกหรือไมกไ็ ด การ
เขยี นสมมุติฐานควรมเี หตผุ ลคือมีทฤษฎีหรือหลกั การทางวิทยาศาสตรร องรับและท่ี สำคัญคือเปนขอความ
ท่ีมองเห็นแนวในการดำเนนิ การทดลองหรือสามารถทดสอบได)
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

๘. ตัวแปรท่เี กยี่ วขอ ง
ตวั แปรตน ..............................................................................................................
ตัวแปรตาม ............................................................................................................
ตวั แปรควบคมุ .......................................................................................................

๙. ขอบเขตของการศึกษา (พื้นท,่ี สถานท่,ี ระยะเวลา, นิยามศัพท, นยิ ามเชงิ ปฏิบัตกิ าร, ฯลฯ)
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

๑๐. วธิ ีดำเนนิ การ
๑. วัสดอุ ุปกรณท ใ่ี ช
๑.๑ …………………………………………………………………….....
๑.๒ …………………………………………………………………….....
๒. แนวทางในการศึกษาและทดลอง
๒.๑ …………………………………………………………………….....
๒.๒ …………………………………………………………………….....

๑๑. แผนปฏบิ ตั ิงาน (อธบิ ายเก่ยี วกับกำหนดเวลาเริ่มตน และเวลาเสร็จของการดำเนินการในแตล ะข้ันตอน)
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

๑๒. ประโยชนทีค่ าดวาจะไดรับ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๑๓. เอกสารอางองิ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………
……………………………………..…………………………………………………………………………………………………………

ใบความรู

เคาโครงของโครงงานวทิ ยาศาสตร คอื โครงการเพื่อขอเสนอทำโครงงานวิทยาศาสตรประกอบดว ยหวั ขอ ตา ง
ๆ ดังน้ี

๑. ชื่อโครงงาน
๒. ผจู ดั ทำโครงงาน
๓. ชอ่ื อาจารยท ี่ปรึกษาโครงงาน
๔. ทมี่ าและความสำคญั ของโครงงาน
๕. วตั ถุประสงคของการทำโครงงาน
๖. สมมติฐานของการศึกษา
๗. ขอบเขตของการทำโครงงาน
๘. วธิ ีดำเนินการ
๙. ผลท่คี าดวาจะไดร ับ
๑๐. แผนการกำหนดเวลาปฏบิ ตั ิงาน
๑๑. เอกสารอา งองิ

๑. ช่ือโครงงาน
ช่ือโครงงานเปน สง่ิ สำคญั ประการแรก เพราะชอ่ื โครงการจะชวยโยงความคดิ ไปถึง

วัตถุประสงคของการทำโครงงานวทิ ยาศาสตร และควรกำหนดช่อื โครงการใหส อดคลองกับวัตถุประสงคห ลัก
ดวย

การต้งั ช่อื โครงงานของนกั เรียนในระดบั ประถมศกึ ษาและมธั ยมศึกษา นยิ มต้งั ช่อื ใหม ีความ
กะทัดรดั และดึงดูดความสนใจจากผอู าน ผฟู ง แตส ิง่ ทีค่ วรคำนงึ ถงึ คอื ผูทำโครงงานวิทยาศาสตร ตองเขาใจ
ปญหาทส่ี นใจศึกษาอยางแทจ รงิ อันจะนำไปสกู ารเขาใจวตั ถปุ ระสงคของการศึกษาอยา งแทจ ริงดว ย เชน

โครงงานวิทยาศาสตร ช่ือ “ถงุ พลาสตกิ พิชิตแมลงวันตวั นอ ย” ซึง่ ปญหาเร่ืองท่สี นใจศกึ ษาคือ
ถุงนำ้ พลาสติกสามารถไลแ มลงวนั ทมี่ าตอมอาหารไดจริงหรือ จากเรื่องดงั กลา วผทู ำโครงงานวทิ ยาศาสตร บาง
คนหรอื บางคณะอาจสนใจตง้ั ช่อื โครงงานวทิ ยาศาสตร วา “การศึกษาการไลแมลงวันดวยถงุ นำ้
พลาสติก” หรือ “ผลการใชถุงน้ำพลาสติกตอการไลแ มลงวนั ” กเ็ ปนได

อยางไรก็ตามจะตัง้ ชอื่ โครงการในแบบใด ๆ นั้น ตองคำนงึ ถงึ ความสามารถทจ่ี ะ
สอื่ ความหมายถึงวตั ถปุ ระสงคท ่ตี อ งการศึกษาไดชดั เจน

๒. ผจู ัดทำโครงงาน

การเขียนชอ่ื ผรู ับผดิ ชอบโครงงานวทิ ยาศาสตร เปน ส่งิ ดีเพื่อจะไดทราบวา โครงงานน้ันอยูใ นความรบั ผดิ ชอบ
ของใครและสามารถติดตามไดท่ใี ด

๓. ช่ืออาจารยท ่ปี รึกษาโครงงาน

การเขียนชื่อผใู หค ำปรึกษาควรใหเกียรตยิ กยองและเผยแพร รวมท้ังขอบคุณท่ีไดใ หคำแนะนำ
การทำโครงงานวิทยาศาสตรจนบรรลเุ ปา หมาย

๔. ท่มี าและความสำคญั ของโครงงาน
ในการเขยี นทมี่ าและความสำคัญของโครงงานวทิ ยาศาสตร ผทู ำโครงงานจำเปนตองศึกษา

หลักการทฤษฎเี กี่ยวกบั เรื่องที่สนใจจะศกึ ษา หรือพดู เขาใจงาย ๆ วา เรื่องที่สนใจจะศึกษาน้นั ตอ งมีทฤษฎี
แนวคดิ สนับสนุน เพราะความรเู หลาน้จี ะเปน แนวทางสำคัญในเรอื่ งตอไปนี้

- แนวทางตง้ั สมมตฐิ านของเรื่องที่ศึกษา
- แนวทางในการออกแบบการทดลองหรือการรวบรวมขอ มลู
- ใชประกอบการอภิปรายผลการศึกษา ตลอดจนเสนอแนะเพ่ือนำความรแู ละ สงิ่ ประดิษฐ
ใหมท ี่คนพบไปใชป ระโยชนต อไป
การเขยี นที่มาและความสำคญั ของโครงงาน คอื การอธิบายใหกระจา งชัดวาทำไม ตอ งทำ ทำ
แลวไดอ ะไร หากไมทำจะเกดิ ผลเสียอยา งไร ซ่ึงมหี ลักการเขยี นคลา ยการเขยี นเรียงความ ท่วั ๆ ไป คอื มีคำนำ
เน้ือเรอ่ื ง และสรปุ
สว นที่ ๑ คำนำ :

เปน การบรรยายถงึ นโยบาย เกณฑ สภาพท่ัว ๆ ไป หรือปญ หาที่มีสว นสนบั สนนุ ใหริเรมิ่ ทำ
โครงงานวทิ ยาศาสตร

สว นท่ี ๒ เนอ้ื เรือ่ ง :
อธิบายถึงรายละเอียดเช่ือมโยงใหเ หน็ ประโยชนข องการทำโครงงานวทิ ยาศาสตร โดย

มี หลกั การ ทฤษฎีสนับสนนุ เรอื่ งทศี่ ึกษา หรือการบรรยายผลกระทบ ถา ไมทำโครงงานเรื่องนี้
สว นท่ี ๓ สรปุ :
สรุปถงึ ความจำเปน ที่ตองดำเนินการตามสวนท่ี ๒ เพอ่ื แกไขปญหา คน ขอ ความรูใหม คน

สิ่งประดษิ ฐใ หมใหเปนไปตามเหตุผลสวนที่ ๑

๕. วัตถุประสงคของการทำโครงงาน
วัตถปุ ระสงค คอื กำหนดจดุ มุง หมายปลายทางทต่ี องการใหเ กิดจากการทำโครงงาน

วทิ ยาศาสตร ในการเขยี นวตั ถุประสงค ตองเขยี นใหชดั เจน อา นเขาใจงายสอดคลองกบั ชื่อโครงงาน หากมี
วตั ถปุ ระสงคห ลายประเดน็ ใหร ะบุเปน ขอ ๆ การเขียนวัตถุประสงคมีความสำคญั ตอแนวทาง การศึกษา
ตลอดจนขอความรทู ี่คน พบหรอื ส่ิงประดิษฐทีค่ น พบน้นั จะมีความสมบรู ณครบถว น คือ ตองสอดคลองกบั
วตั ถุประสงคทุก ๆ ขอ

๖. สมมติฐานของการศกึ ษา
สมมติฐานของการศกึ ษา เปน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรท ่ีผูทำโครงงาน ตอ งให

ความสำคญั เพราะจะทำใหเ ปนการกำหนดแนวทางในการออกแบบการทดลองไดช ัดเจนและรอบคอบ ซึ่ง
สมมตฐิ านกค็ ือ การคาดคะเนคำตอบของปญหาอยางมีหลักและเหตุผล ตามหลักการ ทฤษฎี รวมทง้ั ผล
การศกึ ษาของโครงงานที่ไดทำมาแลว

๗. ขอบเขตของการทำโครงงาน
ผูทำโครงงานวทิ ยาศาสตร ตองใหความสำคัญตอ การกำหนดขอบเขตการทำโครงงาน เพ่ือให

ไดผ ลการศึกษาท่ีนาเช่ือถือ ซึ่งไดแ ก การกำหนดประชากร กลมุ ตัวอยา ง ตลอดจนตัวแปรทศี่ ึกษา
๑. การกำหนดประชากร และกลุมตวั อยางทศ่ี กึ ษา คือ การกำหนดประชากรท่ีศกึ ษาอาจเปน

คนหรือสตั วห รือพืช ชอื่ ใด กลุมใด ประเภทใด อยูท่ีไหน เมื่อเวลาใด รวมทัง้ กำหนด กลุมตวั อยา งที่มขี นาด
เหมาะสมเปน ตวั แทนของประชากรที่สนใจศึกษา

๒. ตัวแปรที่ศกึ ษา การศึกษาโครงงานวิทยาศาสตร สวนมากมักเปนการศกึ ษาความสมั พันธเ ชิง
เหตแุ ละผล หรอื ความสมั พนั ธร ะหวา งตวั แปรตัง้ แต ๒ ตวั แปรข้นึ ไป การบอกชนดิ ของ ตวั แปรอยางถกู ตอง
และชดั เจน รวมทง้ั การควบคุมตวั แปรที่ไมส นใจศึกษา เปนทกั ษะกระบวนการ ทางวทิ ยาศาสตรท่ีผูทำโครงงาน
ตอ งเขาใจ ตัวแปรใดที่ศกึ ษาเปน ตวั แปรตน ตัวแปรใดทีศ่ ึกษาเปน ตัวแปรตาม และตัวแปรใดบา งเปน ตวั แปร
ท่ีตอ งควบคมุ เพื่อเปน แนวทางการออกแบบการทดลอง ตลอดจนมผี ลตอการเขียนรายงานการทำโครงงาน
วิทยาศาสตรที่ถูกตอง สื่อความหมายใหผ ฟู งแล ผอู า นใหเ ขาใจตรงกนั

๘. วิธดี ำเนนิ การ
วธิ ดี ำเนนิ การ หมายถงึ วธิ ีการท่ีชวยใหง านบรรลตุ ามวตั ถุประสงคของการทำ โครงงาน ตั้งแต

เร่ิมเสนอโครงการกระทงั่ ส้นิ สุดโครงการ ซงึ่ ประกอบดว ย
๑. การกำหนดประชากร กลุมตัวอยา งที่ศึกษา
๒. การสรา งเคร่อื งมือเก็บรวบรวมขอมูล
๓. การเก็บรวบรวมขอ มูล


Click to View FlipBook Version