รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 92อดทนต่อความคิดเห็นและความเชื่อที่แตกต่างออกไปของผู้อื่น จะทำให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สังคมมีความยุติธรรมและมีความเสมอภาค4. การมีสุขภาวะทางสติปัญญาดี การไม่หยุดที่จะพัฒนาตนเอง หมั่นศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ๆ ไม่เป็นคนล้าหลัง ก้าวทันเหตุการณ์ปัจจุบัน จะทำให้เป็นคนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเป็นการสร้างโอกาสให้กับตัวเอง สามารถทำงานได้เร็วกว่า หลากหลายกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 93 การมีสุขภาวะที่ดีต้องคำนึงถึงทั้ง 4 มิติ และพยายามรักษาความสมดุลในแต่ละด้าน การดูแลทุกมิติร่วมกันจะช่วยให้เรามีชีวิตที่มีคุณภาพดีขึ้น เป็นบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ด้วยการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการมีสุขภาพดี สามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อสุขภาพ ร่วมสร้างวัฒนธรรมของการดำเนินชีวิตที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ร่วมกันสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และสามารถเผชิญกับความท้าทายในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเด็นอภิปรายเพื่อการเรียนรู้1. ให้ผู้เรียนร่วมอภิปราย ทำไมการมีสุขภาวะที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวัน2. ให้ผู้เรียนร่วมอภิปราย นักศึกษาจะตั้งเป้าหมายเพื่อพัฒนาสุขภาวะของตนเอง อย่างไรเรื่องที่ 2 การมีสุขภาวะที่ดีใน 4 มิติ
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 94กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ กิจกรรมกิจกรรมที่ 1 “การตั้งเป้าหมายเพื่อพัฒนาสุขภาวะ”
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 95 เนื้อหาสาระรัฐบาลไทย ได้ส่งเสริมการจัดการสุขภาวะในทุกรูปแบบ นำไปสู่การมีศักยภาพในการจัดการสุขภาวะที่ดีได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างเสริมสุขภาวะที่ดี และมีทักษะสุขภาวะที่เหมาะสม โดยได้กำหนดแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น (13) การเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างการจัดการสุขภาวะในทุกรูปแบบ อันจะนำไปสู่การมีศักยภาพในการจัดการสุขภาวะที่ดีได้ด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างเสริมสุขภาวะให้มีทักษะด้านสุขภาวะที่เหมาะสม มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ และร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่ทันสมัยส่งผลให้เกิดการกระจายบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพและสามารถพัฒนาและสร้างระบบรับมือ ปรับตัวต่อโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายยกระดับให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีขึ้นและมีความเป็นอยู่ดีเพิ่มขึ้นจึงได้กำหนด 5 แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เพื่อพัฒนากำลังคน และสังคมของไทย ให้มีรากฐานที่มั่นคง แข็งแรงเป็นปึกแผ่น มีสุขภาวะทางกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา ที่มีประสิทธิภาพ และเพียบพร้อมด้วยศักยภาพกระจายครอบคลุมในทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียมโดยรัฐพร้อมให้การสนับสนุนและยกระดับให้นโยบายด้านสุขภาวะที่ดีของคนไทย เป็นนโยบายสำคัญของชาติที่ต้องเร่งดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ดังนี้5 แผนแม่บทส่งเสริมสุขภาวะคนไทย เป้าหมายสำคัญในการพัฒนาประเทศ1. การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาวะและการป้องกัน และควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่คุกคามสุขภาวะ ความรู้ที่ดี คือ ยารักษาโรคที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง การที่ประชาชนในประเทศรู้เท่าทันโรคจะช่วยให้ป้องกันตัวเองจากการเกิดโรคได้เป็นอย่างดี 2. การใช้ชุมชนเป็นฐานในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี สภาพแวดล้อมเป็นอีกสิ่งที่สำคัญในการจะสร้างสุขภาวะที่ดี เพราะถ้ามีสภาพแวดล้อมในทุกพื้นที่ที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี จะนำมาซึ่งสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีตามมา3. การพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่ทันสมัยสนับสนุนการสร้างสุขภาวะที่ดี ระบบ การบริการด้านสุขภาพเป็นอีกสิ่งที่ต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ได้รูปแบบการใช้บริการ ที่อำนวยความสะดวกได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง มีประสิทธิภาพ และมีการรักษาที่ทันสมัย
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 964. การกระจายบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ การกระจายความเจริญ สู่ภูมิภาค ไม่ว่าจะทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การแพทย์ และบริการทางสาธารณสุข คือ เป้าหมายปลายทางของการพัฒนาประเทศตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ทุกพื้นที่ต้องมีการพัฒนาสถานพยาบาลให้สามารถบริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานสากล5. การพัฒนาและสร้างระบบรับมือ รวมถึงปรับตัวต่อโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แผนแม่บท 5 ข้อนี้ เป็นแผนที่ตรงกับสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก นอกเหนือ จากเป็นการสร้างสุขภาวะพื้นฐานแล้ว ยังต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ เพราะโรคเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้น มักส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นวงกว้าง อย่างที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่การมีสุขภาวะที่ดีใน 4 มิติรูปภาพที่ 3 การมีสุขภาวะที่ดีใน 4 มิติ
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 97สุขภาวะ 4 มิติ ประกอบด้วย สุขภาวะทางกาย สุขภาวะทางจิตใจ สุขภาวะทางสังคม และสุขภาวะทางสติปัญญา แต่ละมิติประกอบด้วยองค์ประกอบ ดังนี้1. สุขภาวะทางกาย ประกอบด้วย ร่างกายแข็งแรง ปลอดสารพิษ ปลอดภัย มีสัมมาชีพร่างกายแข็งแรงจากการออกกำลังกาย ไม่นำสารพิษเข้าตัว เช่น บุหรี่ เหล้า ยาเสพติด มลพิษ ปลอดภัยจากอุบัติเหตุเภทภัย ร่างกายที่แข็งแรงไม่เจ็บป่วย สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข2. สุขภาวะทางจิตใจ ประกอบด้วย ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ สามารถควบคุมอารมณ์ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ และสามารถแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม3. สุขภาวะทางสังคม ประกอบด้วย การมีความสัมพันธ์ที่ดีทุกระดับ ตั้งแต่ในครอบครัวเป็นต้นไป ตลอดจนการรวมตัวร่วมคิด ร่วมทำ มีความเป็นชุมชน และความเป็นประชาสังคมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีความยุติธรรม สามารถแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ป้องกันความรุนแรงได้ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข 4. สุขภาวะทางสติปัญญา ประกอบด้วย การมีความรู้ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเห็นคุณค่าและความสำคัญของเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและสิ่งแวดล้อมรอบตัว สามารถเรียนรู้ความเป็นจริงและใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่ประสบในชีวิตไม่ว่าจะเป็นทุกข์หรือสุขได้จะช่วยให้เราและคนรอบข้างอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้การมีสุขภาวะที่ดี ทั้ง 4 มิติ ส่งผลให้เป็นบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ด้วยการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย และเอื้อต่อการมีสุขภาพดี สามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อสุขภาพ ร่วมสร้างวัฒนธรรม ของการดำเนินชีวิตที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น และร่วมกันสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 98แนวคำตอบกิจกรรมบทที่ 4 การมีสุขภาวะดี 4 มิติเรื่องที่ 1 ความหมาย ความสำคัญและประโยชน์ของการมีสุขภาวะที่ดีใน 4 มิติ กิจกรรมเฉลยแบบทดสอบ1. เฉลย ก. สุขภาพร่างกาย2. เฉลย ค. การมีความสุขภายในใจ ไม่เครียดและไม่วิตกกังวล3. เฉลย ก. การอยู่ร่วมกับสังคมอย่างมีความสุข มีความสัมพันธ์ที่ดี4. เฉลย ก. การมีการงานที่มั่นคงและรายได้ดี5. เฉลย ก. ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและทำให้มีความสุข6. เฉลย ข. เพิ่มความสามารถในการทำงาน7. เฉลย ก. ลดความเครียดและความวิตกกังวล 8. เฉลย ข. การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในสังคม 9. เฉลย ก. ช่วยให้สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้ดี10. เฉลย ก. มีความสุขและพร้อมรับมือกับความท้าทายในชีวิตเรื่องที่ 2 การมีสุขภาวะที่ดีใน 4 มิติ กิจกรรมo ด้านร่างกาย:“ฉันจะออกกำลังกายวันละ 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นเวลา 3 เดือน”o ด้านจิตใจ: “ฉันจะฝึกทำสมาธิวันละ 10 นาทีเพื่อจัดการกับความเครียด ในระยะเวลา 1 เดือน”o ด้านสังคม: “ฉันจะโทรศัพท์หรือพบปะกับเพื่อน 1 ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดี”o ด้านสติปัญญา: “ฉันจะอ่านหนังสือที่มีความรู้ใหม่ ๆ เดือนละ 1 เล่มและเขียนสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้”
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 99บทที่ 5เรื่อง สุขภาวะทางเพศ ตัวชี้วัด/สรรถนะย่อย1. อธิบายการมีสุขภาวะทางเพศที่ดีในระดับบุคคลและสังคม รวมทั้งสิทธิทางเพศได้2. อธิบายความหมาย ขอบเขตของอนามัยการเจริญพันธุ์และบอกสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ได้ ขอบข่ายเนื้อหาเรื่องที่ 1 สุขภาวะทางเพศที่ดี ชีวีมีสุขเรื่องที่ 2 อนามัยการเจริญพันธุ์ สุขภาวะทางเพศ ไม่ใช่แค่เรื่องของเนื้อตัว ร่างกาย แต่ยังหมายถึงความรับผิดชอบ การดูแลสุขภาพร่างกาย การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน การเคารพสิทธิกันและกัน และความเท่าเทียม เพราะสังคมนั้นมีความหลากหลายทางเพศมากกว่าแค่หญิงหรือชาย สุขภาวะทางเพศ จึงครอบคลุมถึงการมีชีวิตทางเพศที่เป็นสุขและปลอดภัย เป็นการเชื่อมโยงระหว่างสุขภาวะทางเพศระดับบุคคลกับระดับสังคมที่จะต้องประสานสอดคล้องกันอย่างกลมกลืน สุขภาวะทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของการมีสุขภาพที่ดี ซึ่งนำไปสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอันเป็นสิ่งที่ปรารถนาของมนุษย์ทุกคน ภายใต้โครงสร้างทางสังคมที่เอื้ออำนวยต่อการให้บริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ และสิทธิด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ดีสาระสำคัญ
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 100 สุขภาวะทางเพศ หมายถึง การมีชีวิตทางเพศที่เป็นสุข และปลอดภัย เป็นการเชื่อมโยงระหว่างสุขภาวะทางเพศระดับบุคคลกับระดับสังคมที่จะต้องประสานสอดคล้องกันอย่างกลมกลืนสุขภาวะทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของการมีสุขภาพที่ดีซึ่งนำไปสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอันเป็นสิ่งที่ปรารถนาของมนุษย์ทุกคน ประเด็นอภิปรายเพื่อการเรียนรู้1. สุขภาวะทางเพศที่ดีมีความสำคัญอย่างไร2. การจะมีสุขภาวะทางเพศที่ดีควรปฏิบัติตนอย่างไร3. สุขภาวะทางเพศที่ดีส่วนบุคคลจะนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีระดับสังคมได้อย่างไรกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ กิจกรรมที่ 1จงตอบคำถามต่อไปนี้1. ผู้ที่มีสุขภาวะทางเพศที่ดีมีลักษณะอย่างไร (บอกลักษณะที่ดีมา 3 ข้อ)……………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………….2. การปลูกฝังให้สังคมที่มีสุขภาวะทางเพศที่ดีควรมีแนวทางอย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...3. สิทธิทางเพศคืออะไร มีอะไรบ้าง………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….เรื่องที่ 1 สุขภาวะทางเพศที่ดี ชีวีมีสุข
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 101 กิจกรรมที่ 2จงร่วมกันอภิปรายในประเด็นต่อไปนี้1. สุขภาวะทางเพศที่ดีส่วนบุคคลมีความสำคัญต่อการมีสุขภาวะที่ดีของสังคมอย่างไร……………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………….2. ท่านมีแนวทางอย่างไรที่จะทำให้ตนเองและครอบครัวมีสุขภาวะทางเพศที่ดี……………………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………………………………………. เนื้อหาสาระสุขภาวะทางเพศ หมายถึง การมีชีวิตทางเพศที่เป็นสุขและปลอดภัย เป็นการเชื่อมโยงระหว่างสุขภาวะทางเพศระดับบุคคลกับระดับสังคมที่จะต้องประสานสอดคล้องกันอย่างกลมกลืน สุขภาวะทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของการมีสุขภาพที่ดี ซึ่งนำไปสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอันเป็นสิ่งที่ปรารถนาของมนุษย์ทุกคน โดยสุขภาวะทางเพศ จำแนกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับบุคคล และระดับสังคม ความสามารถแสดงออกทางเพศและตัดสินใจได้ด้วยตนเองอย่างเป็นอิสระโดยไม่มีการบังคับทั้งทางกายและวาจาจากผู้หนึ่งผู้ใด นอกจากนี้การแสดงออกทางเพศนั้นจะต้องไม่ไปรบกวนหรือละเมิดผู้อื่น ซึ่งถ้าสุขภาวะทางเพศ ในระดับบุคคลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จะส่งผลให้สุขภาวะระดับสังคมเป็นไปอย่างมีคุณภาพเช่นเดียวกันสุขภาวะทางเพศระดับบุคคลการมีสุขภาวะทางเพศที่ดีเริ่มต้นจากการดูแลตัวเอง และขยายไปถึงการพัฒนาความสัมพันธ์กับคู่ครองและบุคคลในสังคม เพื่อสร้างความสุขและความสมดุลในชีวิตร่วมกัน โดยสุขภาพทางเพศระดับบุคคลมีลักษณะสำคัญดังนี้1. ความเป็นอิสระในการตัดสินใจ สามารถแสดงออกทางเพศและตัดสินใจได้ด้วยตนเองโดยไม่มีการบังคับจากผู้อื่น2. การเคารพและไม่ละเมิด การแสดงออกทางเพศต้องไม่รบกวนหรือละเมิดสิทธิของผู้อื่น3. ความเป็นส่วนตัว เคารพวิถีทางเพศที่แตกต่างจากตนเอง
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 1024. สัมพันธภาพที่เกื้อกูล มีความสัมพันธ์ทางเพศที่สนับสนุนและไม่บังคับกันหรือใช้ความรุนแรง5. ทัศนคติเชิงบวก มีความคิดในด้านบวกต่อสัมพันธภาพและการแสดงออกทางเพศเมื่อแต่ละคนพัฒนาสุขภาวะทางเพศของตนเองได้ดี จะนำไปสู่สังคมที่สงบสุขและเอื้อเฟื้อ ได้อย่างกลมกลืนสุขภาวะทางเพศระดับสังคมสังคมจะมีความสงบสุขได้ต้องให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางเพศและสิทธิทางเพศซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน โดยรัฐบาลควร1. ยอมรับและส่งเสริมสิทธิทางเพศตามหลักสิทธิมนุษยชน2. มีการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการทางสังคมที่เหมาะสม3. ให้การศึกษาทางเพศที่ถูกต้องและเหมาะสม4. สนับสนุนโครงสร้างสังคมเพื่อบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์เช่น การให้คำปรึกษาก่อนสมรส การวางแผนครอบครัว การคุมกำเนิด และการรักษาภาวะการมีบุตรยาก5. มีระบบป้องกันและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์6. มีหน่วยงานและบริการที่ให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือทางเพศ รวมถึงบริการที่ไม่ต้องเปิดเผยตัวตนลักษณะของผู้มีสุขภาวะทางเพศที่ดี1. มั่นใจในรูปร่างหน้าตา และสีผิวของตัวเอง2. สัมผัส เรียนรู้ ดูแลอวัยวะเพศของตัวเอง เหมือนกับที่ทำกับใบหน้า3. เล่าประสบการณ์ ซักถามและให้ข้อมูลเรื่องเพศโดยไม่รู้สึกขบขัน เขินอาย หรือรังเกียจ4. ท่องคาถา “ต้องพร้อม ต้องเต็มใจ ต้องปลอดภัย” คือ เพศสัมพันธ์ที่คุณและคู่ต้องการ5. ปฏิบัติต่อคนที่มีวิถีทางเพศแตกต่างจากตัวเองด้วยความเคารพ เช่น สาวประเภทสอง หญิงรักหญิง ชายรักชาย หรือผู้ที่รักสองเพศ6. ปฏิบัติกับเพื่อน คู่รัก และคนรอบข้างด้วยความเคารพและเท่าเทียม ไม่ให้เพศมาเป็นอุปสรรคขวางกั้น7. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนมีเพศสัมพันธ์ เพื่อให้ปลอดภัยจากการท้องไม่พร้อมและการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งอุปกรณ์ที่ป้องกันได้ทั้งการท้อง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และเชื้อ HIV คือ “ถุงยางอนามัย”
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 1038. หูตา กว้างหาข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน เพื่อให้ตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขและพร้อมรับผิดชอบต่อผลที่จะตามมา9 รักตัวเองให้เป็น ไม่ต้องพยายามปรับแต่งร่างกาย พฤติกรรมและความรู้สึกเพียงเพื่อฉุดรั้งไม่ให้คู่รักทอดทิ้งเราไป สำหรับในเรื่องของสิทธิทางเพศเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ชนและได้รับการรับรอง จากองค์การสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก ได้รับการประกาศครั้งแรกที่กรุงวาเลนเซียประเทศสเปนในปี พ.ศ. 2527 โดยสิทธิทางเพศเป็นสิทธิในการตัดสินในเรื่องเพศของตัวเองที่คนอื่นต้องเคารพและยอมรับสุขภาวะทางเพศเป็นสิทธิมูลฐานและรากฐานของสิทธิมนุษยชน เรื่องเพศเป็นต้นกำเนิดความผูกพันที่ลึกซึ้งที่สุดของมนุษย์ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสุขในชีวิตของบุคคล คู่สมรส ครอบครัว และสังคม ดังนั้นการเคารพในสิทธิและสังคมทางเพศจึงเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนในทุกวิถีทาง โดยสิทธิทางเพศได้แก่สิทธิดังต่อไปนี้1. ต้องขจัดการบังคับข่มขู่ทางเพศ การแสวงหาผลประโยชน์ และการล่วงเกินทางเพศทุกรูปแบบ2. มีความเป็นอิสระ ความเป็นตัวของตัวเอง และความปลอดภัยในร่างกาย รวมถึงการควบคุมและการหาความสุขจากร่างกายของตนเอง โดยปราศจากการทารุณกรรมและความรุนแรงในทุกรูปแบบ3. ความเท่าเทียมกันทางเพศ รวมทั้งความเคารพในความหลากหลายทางเพศไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง และไม่ว่าจะมีอายุ เชื้อชาติ ศาสนา ชนชั้น หรือมีรสนิยมทางเพศแบบใด4. การจะมีสุขอนามัยทางเพศที่ดี รวมทั้งได้รับการรักษาพยาบาล โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างถูกต้องและเหมาะสม5. การที่จะได้รับความรู้เรื่องเพศที่กว้างขวางและเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่เบี่ยงเบนซึ่งครอบคลุมความรู้ด้านเพศศึกษาตั้งแต่เกิดจนตลอดชีวิต6. การที่จะดำเนินชีวิตร่วมอย่างอิสระ จะแต่งงานหรือไม่ก็ได้ รวมทั้งสิทธิในการใช้ชีวิตร่วมทางเพศแบบอื่น ๆ ที่ตนประสงค์7. การที่จะตัดสินใจโดยเสรีและรับผิดชอบในการเจริญพันธุ์สามารถเลือกการวางแผนครอบครัวที่เหมาะสม8. ความเป็นส่วนตัว สามารถตัดสินใจในการดำเนินชีวิตทางเพศโดยอิสระ ภายใต้จริยธรรมทางสังคมและบุคคล
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 104 อนามัยการเจริญพันธุ์ เป็นภาวะความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายและจิตใจ ที่เป็นผลสัมฤทธิ์อันเกิดจากกระบวนการและหน้าที่ของการเจริญพันธุ์ที่สมบูรณ์ทั้งชายและหญิง ทุกช่วงอายุ ซึ่งทำให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ครอบคลุมถึงสิทธิของชายและหญิงทุกช่วงอายุ ในการตัดสินใจ สิทธิที่จะได้รับการเรียนรู้ข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับอนามัยการเจริญพันธุ์ตลอดจนสามารถที่จะเข้าถึงบริการด้านนี้อย่างทั่วถึง ประเด็นอภิปรายเพื่อการเรียนรู้อนามัยการเจริญพันธุ์คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไรกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ กิจกรรมที่ 1จงตอบคำถามต่อไปนี้1. ข้อใดกล่าวถึงความหมายของอนามัยการเจริญพันธุ์ไม่ถูกต้อง ก. ราตรี มีร่างกายที่สมบูรณ์พร้อมสำหรับการมีบุตร ข. สมศักดิ์ มีความพึงพอใจที่มีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง ค. สมควรมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ง. อเนก ระมัดระวังในการมีเพศสัมพันธ์2. ข้อใดเป็นปัจจัยพื้นฐานของอนามัยการเจริญพันธุ์ด้านความสามารถก. ความสามารถในการให้กำเนิดบุตรอย่างปลอดภัยข. ความสามารถในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ค. ความสามารถในการควบคุมการมีบุตรของตนเองง. ความสามารถในการเลือกวิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยเรื่องที่ 2 อนามัยการเจริญพันธุ์
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 1053. การให้กำเนิดบุตรและมีพัฒนาการอย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นปัจจัยอนามัย การเจริญพันธุ์ด้านใดก. ด้านพัฒนาการข. ความสามารถค. ด้านความปลอดภัยง. ด้านประสบความสำเร็จ4. การตัดสินใจของบุคคลที่จะมีบุตรตามจำนวนที่ต้องการ เป็นองค์ประกอบของอนามัยการเจริญพันธุ์ในด้านใดก. เพศศึกษาข. ภาวการมีบุตรยากค. การวางแผนครอบครัวง. ภาวะแท้งและโรคแทรกซ้อน5. ข้อใดเป็นสาเหตุที่จำเป็นต้องให้ความรู้แก่วัยรุ่นเกี่ยวกับอนามัยวัยรุ่นก. เพื่อป้องกันภาวะการมีบุตรยากข. เพื่อป้องกันการเกิดโรคติดต่อทางเพศค. เพื่อป้องกันอันตรายจากการตั้งครรภ์ง. เพื่อป้องกันการมีเพศสัมพันธ์กันไม่พึงประสงค์
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 106 กิจกรรมที่ 2ให้ผู้เรียนศึกษา ค้นคว้าและอธิบายเกี่ยวกับเรื่องความหมาย และสิทธิพื้นฐานของอนามัยการเจริญพันธุ์- ความหมายของอนามัยเจริญพันธุ์..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................- สิทธิพื้นฐานของอนามัยการเจริญพันธุ์ประกอบด้วย .............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................. เนื้อหาสาระความหมายของอนามัยการเจริญพันธุ์หมายถึง สภาวะที่สมบูรณ์พร้อมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของเพศชาย และเพศหญิงสำหรับการสืบทอดเผ่าพันธุ์อันส่งผลให้มีความสุขทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม ตลอดจนจิตวิญญาณ โดยครอบคลุมนับตั้งแต่การมีพัฒนาการทางเพศ การมีความพึงพอใจทางเพศ และการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย การได้รับการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องและเหมาะสมในระหว่างการตั้งครรภ์ การมีอิสระที่จะตัดสินใจในการให้กำเนิดบุตร และให้กำเนิดได้อย่างปลอดภัยรวมไปถึงได้รับข้อมูลข่าวสารและการบริการสุขภาพอย่างปลอดภัย มีสิทธิเท่าเทียมกันทั้งเพศชายและเพศหญิงอนามัยการเจริญพันธุ์จะเหมือนกับสุขภาพอนามัย แต่เป็นเรื่องของระบบสืบพันธุ์ทั้งในด้านหน้าที่กระบวนการเจริญพันธุ์ และพฤติกรรมทางเพศที่รับผิดชอบ ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยพื้นฐาน 3 ด้าน คือ1. มีความสามารถ ในการจะมีบุตรและควบคุมการเจริญพันธุ์ของตนเอง มีเสรีภาพที่จะเลือกว่าจะมีบุตรเมื่อไร ระยะเวลาถี่ห่างเท่าไร ตลอดจนมีความพึงพอใจในเพศสัมพันธ์2. ประสบผลสำเร็จ โดยมีอัตราการตายของมารดาและทารกต่ำ ลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัย ลูกที่เกิดมาได้รับการพัฒนาให้สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 1073. ปลอดภัย มีโอกาสเลือกวิธีคุมกำเนิดที่ปลอดภัยมีประสิทธิภาพ ราคาถูก รวมทั้งมีสิทธิที่จะได้รับบริการทางการแพทย์ที่ทำให้สตรีมีความปลอดภัยในด้านการตั้งครรภ์การคลอดบุตรและบุตรที่เกิดมามีความแข็งแรงสมบูรณ์ รวมทั้งมีชีวิตทางเพศที่ปลอดภัยขอบเขตหรือองค์ประกอบของอนามัยการเจริญพันธุ์อนามัยการเจริญพันธุ์แต่ละขอบเขตมีผลต่อสุขภาพของบุคคล การตระหนักถึงความสำคัญของอนามัยการเจริญพันธุ์และทำความเข้าใจในขอบเขตแต่ละด้าน ที่เกี่ยวข้องจะช่วยเป็นแนวทางให้ปฏิบัติตนได้ถูกต้อง ประกอบด้วย 10 ขอบเขต ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาไปพร้อม ๆ กับการทำให้ประชาชนทุกคนได้เข้าถึงสิทธิพื้นฐานของอนามัยการเจริญพันธุ์ด้วย มีรายละเอียดดังนี้1. การวางแผนครอบครัว คือ การตัดสินใจของคู่รักหรือบุคคลที่จะมีบุตรตามจำนวนที่ต้องการ ในช่วงเวลาและระยะห่างที่เหมาะสม เพื่อให้มีการตั้งครรภ์ขณะที่มีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ และสภาพสังคม หรือจำกัดการมีบุตรโดยใช้วิธีคุมกำเนิดทางธรรมชาติหรือมีการใช้ยาหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้การวางแผนนั้นมีประสิทธิภาพขึ้น เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีขนาดครอบครัวที่เหมาะสมตามความต้องการหรือศักยภาพของแต่ละครอบครัว2. การอนามัยแม่และเด็ก เป็นการดูแลสุขภาพของหญิงทั้งก่อน ระหว่าง และหลังตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย พร้อมทั้งมีลูกที่สมบูรณ์แข็งแรงและได้รับการเลี้ยงดูอย่างมีคุณภาพ3. โรคเอดส์ คือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีโดยโรคเอดส์จะเกิดขึ้นหลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อเอชไอวีโดยเฉลี่ยเป็นเวลา 8-10 ปี ทำให้ภูมิคุ้มกันเม็ดเลือดขาวในร่างกายลดลงจนในที่สุดร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคภายนอก ทำให้เกิดโรคติดเชื้ออื่น ๆ แทรกซ้อน อาทิเช่น วัณโรค ปอดบวม เชื้อราขึ้นสมอง เป็นต้น4. มะเร็งระบบสืบพันธุ์ สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิง หากเป็นในระยะที่ 3 หรือระยะที่ 4 จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ถ้าเป็นระยะที่ 1 หรือระยะที่ 2 จะสามารถรักษาให้หายได้ ส่วนใหญ่ที่ตรวจพบมักจะเกิดระยะที่ 2 แล้ว เนื่องจากระยะแรกไม่ปรากฏอาการที่ชัดเจน ยกเว้นคนที่ไปตรวจสุขภาพหรือตรวจมะเร็งทุกปี ก็สามารถทราบในระยะแรกของการเป็นโรคมะเร็ง5. โรคติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ เป็นโรคที่เกิดขึ้นในอวัยวะระบบสืบพันธุ์ทั้งเพศชายและเพศหญิง มักพบในช่วงอายุตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ ที่อาจเกิดจากการติดเชื้อจากพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์และการรักษาสุขอนามัยของอวัยวะระบบสืบพันธุ์ไม่ดีพอ จึงควรมีการควบคุม ป้องกัน และรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโรคติดเชื้ออื่น ๆ ของระบบสืบพันธุ์
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 1086. การแท้งและภาวะแทรกซ้อน การแท้งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการตกเลือดระหว่างตั้งครรภ์ อันตรายสำคัญของการแท้งคือการตกเลือดเพราะอาจทำให้เสียชีวิตได้ ในรายที่ไปทำแท้งโดยผิดกฎหมายอาจพบอาการแทรกซ้อนได้มาก เนื่องจากมีการติดเชื้อ เช่น มีไข้สูงเลือดเป็นพิษ เยื่อบุช่องท้องอักเสบ มดลูกทะลุ เนื้อเน่าตาย และบาดทะยัก เป็นต้น ซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตทั้งสิ้น บางรายอาจทำให้ท่อนำไข่ตันทั้งสองข้าง อันเป็นสาเหตุของการเป็นหมันในภายหลัง 7. ภาวะการมีบุตรยาก คือ ภาวะที่เกิดขึ้นกับคู่สามีและภรรยาที่มีกิจกรรมทางเพศร่วมกันอย่างสม่ำเสมอโดยไม่คุมกำเนิดเป็นเวลา 1 ปี แต่ก็ยังไม่ตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ ซึ่งอาการนี้ทางการแพทย์จะเรียกว่า “ภาวะการมีบุตรยาก” การมีบุตรยากนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาจเกิดได้จากทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง อย่างไรก็ตาม คู่สมรสควรให้แพทย์ประเมินการมีบุตรยากซึ่งโดยปกติแล้วควรจะเข้าร่วมการประเมินทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายเพื่อรับคำปรึกษา แนะนำ และรับการบริการรักษาต่อไป8. เพศศึกษา หรือในปัจจุบัน คือ “เพศวิถีศึกษา” คือกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องเพศ ที่ครอบคลุมถึงพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย การมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล พฤติกรรมทางเพศ สุขภาวะทางเพศ และมิติทางสังคมและวัฒนธรรมที่ส่งผลกระทบต่อเรื่องเพศ รวมทั้งสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและความรู้เกี่ยวกับอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายและความเสมอภาคทางเพศ 9. อนามัยวัยรุ่น คือ การให้ความรู้และให้คำปรึกษาในเรื่องเพศศึกษาหรือเพศวิถีศึกษา การมีเพศสัมพันธ์อย่างรับผิดชอบและปลอดภัยเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์อันไม่พึงปรารถนา และป้องกันการติดโรคทางเพศสัมพันธ์และโรคเอดส์ 10. ภาวะหลังวัยเจริญพันธุ์และผู้สูงอายุ ผู้ที่อยู่ในภาวะหลังวัยเจริญพันธุ์หรือเรียกว่าผู้ที่อยู่ในวัยทอง ดังนั้น ในวัยนี้จึงควรได้รับความรู้และคำแนะนำในการปฏิบัติตน บำบัดรักษาให้ประชากรกลุ่มนี้มีสุขภาพดี เพื่อป้องกันและลดภาวะความเจ็บป่วยก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุในอนาคต สามารถใช้ชีวิตเป็นประโยชน์แก่สังคมและครอบครัวได้อนามัยการเจริญพันธุ์ หมายถึง ภาวะความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจที่เป็นผลอันเกิดจากกระบวนการทำหน้าที่ของระบบสุขภาพทางเพศและการเจริญพันธุ์ตลอดช่วงชีวิต ซึ่งทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข นอกจากนั้น อนามัยการเจริญพันธุ์ยังครอบคลุมถึงสิทธิของชายและหญิงทุกช่วงอายุในการตัดสินใจ สิทธิที่จะได้รับ
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 109การเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอนามัยการเจริญพันธุ์ ตลอดจนสามารถที่จะเข้าถึงบริการด้านนี้อย่างทั่วถึงสิทธิพื้นฐานของอนามัยการเจริญพันธุ์ หมายถึง สิทธิขั้นพื้นฐานในการตัดสินใจด้วยตนเอง รับผิดชอบในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์และการมีลูก โดยมีสิทธิได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน เป็นที่ยอมรับ เข้าถึงได้ และมีคุณภาพที่เพียงพอต่อการตัดสินใจ ซึ่งเป็นสิทธิที่ถูกระบุไว้แล้วในกฎหมายและข้อตกลงต่าง ๆ ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติเป็นสิทธิพื้นฐานของบุคคลและของคู่สมรส สำหรับสิทธิพื้นฐานของอนามัยการเจริญพันธุ์ประกอบด้วยสิทธิมนุษยชน 12 ประการ ดังนี้1. สิทธิในชีวิต2. สิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของบุคคล3. สิทธิในความเสมอภาคและความเป็นอิสระจากการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ4. สิทธิในความเป็นส่วนตัวและสิทธิในเสรีภาพแห่งความคิด5. สิทธิในการได้รับข้อมูลข่าวสารและการศึกษา6. สิทธิในการเลือกว่าจะสมรสหรือไม่7. สิทธิในการวางรากฐานและการวางแผนครอบครัว8. สิทธิในการตัดสินใจว่าจะมีบุตรหรือไม่ และจะมีเมื่อใด9. สิทธิในการดูแลและป้องกันสุขภาพ10. สิทธิในการได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์11. สิทธิในเสรีภาพในการชุมนุมและการมีส่วนร่วมทางการเมือง12. สิทธิในการปลอดจากการถูกทารุณกรรมและการปฏิบัติมิชอบ
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 110แนวคำตอบกิจกรรมบทที่ 5 สุขภาวะทางเพศเรื่องที่ 1 สุขภาวะทางเพศที่ดี ชีวีมีสุข กิจกรรมที่ 11. ผู้ที่มีสุขภาวะทางเพศที่ดีมีลักษณะอย่างไร (บอกลักษณะที่ดีมา 3 ข้อ )เป็นผู้ที่มีความมั่นใจในรูปร่างหน้าตา สีผิวของตนเอง มีการดูแลอวัยวะเพศของตนเองเหมือนกับดูแลใบหน้าและปฏิบัติต่อคนที่มีวิถีทางเพศแตกต่างจากตัวเองด้วยความเคารพ2. การปลูกฝังให้สังคมที่มีสุขภาวะทางเพศที่ดีควรมรแนวทางอย่างไร2.1 เรื่องเพศ ไม่ใช่เรื่องสกปรก ลามกหรืออันตราย แต่เป็นการเรียนรู้เพื่อใช้ชีวิตในสังคม เป็นเรื่องความสุข ความพึงพอใจ และความสัมพันธ์ที่เคารพในสิทธิของตัวเองและผู้อื่น 2.2 การแสดงออกทางเพศอย่างอิสระ มีความสุข ปลอดภัย และเคารพสิทธิของตัวเองและผู้อื่น เป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะแสดงออกทางกาย อารมณ์ ความรู้สึกและความคิด เช่น การแต่งกาย ความรักที่มีต่อเพศเดียวกันหรือต่างเพศ การสร้างสัมพันธภาพ 3. สิทธิทางเพศคืออะไร มีอะไรบ้าง แนวตอบ : สิทธิทางเพศเป็นสิทธิมูลฐานและเป็นรากฐานของสิทธิมนุษยชน ซึ่งสมาคมเพศศาสตร์ศึกษานานาชาติได้แถลง ในการประชุมครั้งที่ 13 ที่กรุงวาเลนเซีย ประเทศสเปน ว่าเพศเป็นมิติหนึ่งของมนุษย์ที่มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กิจกรรมที่ 2จงร่วมกันอภิปรายในประเด็นต่อไปนี้1. สุขภาวะทางเพศที่ดีส่วนบุคคลมีความสำคัญต่อการมีสุขภาวะที่ดีของสังคมอย่างไร แนวตอบ : ทำให้มีความรู้สึก ความคิดและการปฏิบัติในแนวทางที่ถูกต้องทั้งในด้านเพศสภาพ การทำงานของร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทางเพศ ทำให้มีสัมพันธภาพที่ดีและวิถีการปฏิบัติตน ซึ่งจะนำไปสู่การทำงานของระบบที่เกี่ยวข้องทางเพศเป็นไปอย่างปกติ2. ท่านมีแนวทางอย่างไรที่จะทำให้ตนเองและครอบครัวมีสุขภาวะทางเพศที่ดี แนวตอบ : การยอมรับสภาพความเป็นจริงของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่บุคคลควรได้รับการให้ความเคารพต่อวิถีทางเพศที่ต่างจากตนเอง การไม่บังคับให้ปฏิบัติหรือ
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 111ไม่ปฏิบัติในเรื่องเกี่ยวเพศการไม่ใช้ความรุนแรงในเรื่องของความสัมพันธ์และการแสดงออกทางเพศมีความคิดด้านบวกต่อสัมพันธภาพและการแสดงทางเพศเรื่องที่ 2 อนามัยการเจริญพันธุ์ กิจกรรมที่ 1เฉลยข้อ 1 ก. ราตรี มีร่างกายที่สมบูรณ์พร้อมสำหรับการมีบุตรข้อ 2 ค. ความสามารถในการควบคุมการมีบุตรของตนเองข้อ 3 ง. ด้านประสบความสำเร็จข้อ 4 ค. การวางแผนครอบครัวข้อ 5 ข. เพื่อป้องกันการเกิดโรคติดต่อทางเพศ กิจกรรมที่ 2แนวตอบ : สิทธิพื้นฐานของอนามัยการเจริญพันธุ์คือ สิทธิขั้นพื้นฐานในการตัดสินใจด้วยตนเองอย่างรับผิดชอบในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์และการมีลูก โดยมีสิทธิได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน เป็นที่ยอมรับ เข้าถึงได้ และมีคุณภาพที่เพียงพอต่อการตัดสินใจ ซึ่งเป็นสิทธิที่ถูกระบุไว้แล้วในกฎหมายและข้อตกลงต่าง ๆ ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติเป็นสิทธิพื้นฐานของบุคคลและของคู่สมรส ซึ่งสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ประกอบด้วยสิทธิมนุษยชน 12 ประการ
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 112บทที่ 6เรื่อง โรคติดต่อ ตัวชี้วัด/สรรถนะย่อย1. อธิบายเกี่ยวกับโรคติดต่อ สาเหตุ อาการ การป้องกันและการรักษาได้อย่างถูกต้อง2. ตระหนักถึงอันตรายและให้ความร่วมมือในการป้องกันโรคติดต่อ ขอบข่ายเนื้อหาเรื่องที่ 1 โรคติดต่อเรื่องที่ 2 การป้องกันและการรักษาโรคติดต่อ ศึกษาและฝึกทักษะเกี่ยวกับ สาเหตุ อาการ การป้องกัน และการรักษาโรคติดต่อ และสามารถปฏิบัติตนในการปองกันโรคติดตอที่เป็นปญหาตอสุขภาพของครอบครัว และชุมชน โดยการเผยแพรข่าวสาร ข้อมูลแนวทางการปองกันและวิธีการรักษาโรคอย่างถูกวิธีสาระสำคัญ
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 113 โรคติดต่อเป็นโรคที่แพร่ระบาดจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง โดยวิธีการแพร่ระบาดมีหลากหลายวิธี โรคติดต่อมีการอุบัติใหม่ขึ้นตลอดเวลาซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เช่น การเกิดภัยพิบัติต่าง ๆทำให้การเกิดโรคระบาดมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การเรียนรู้เกี่ยวกับโรคระบาด ทั้งในเรื่องของความหมาย ประเภทและวิธีการแพร่ระบาด จะเป็นวิธีการหนึ่งจะช่วยให้เรารู้จักและเข้าใจถึงวิถีการแพร่ระบาดของโรคติดต่อนั้น ตลอดทั้งสามารถป้องกันตนเองจากโรคติดต่อนั้นได้ ประเด็นอภิปรายเพื่อการเรียนรู้1. ให้ผู้เรียนอภิปรายว่าโรคติดต่อหมายถึงอะไรและในปัจจุบันมีโรคติดต่ออะไรบ้าง2. ให้ผู้เรียนอภิปรายว่าติดต่อกันได้โดยวิธีไหน สามารถป้องกันตนเองจากโรคติดต่อได้ อย่างไรเรื่องที่ 1 โรคติดต่อ
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 114กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ กิจกรรมที่ 1จงตอบคำถามและอธิบายข้อมูลดังต่อไปนี้โรคติดต่อ หมายถึง............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................. การติดต่อและการป้องกัน...............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 115 กิจกรรมที่ 2ประเภทของโรคติดต่อให้ศึกษาประเภทของโรคติดต่อ แล้วบันทึกข้อมูลในแผนภาพความคิดประเภทของโรคติดต่อมี.............ประเภทประเภทที่ 1..............................................ประเภทที่ 2..............................................ประเภทที่ 3..............................................บอกชื่อโรคติดต่อประเภทที่ 1 ...............................................................................................................................................................................................................................................บอกชื่อโรคติดต่อประเภทที่2......................................................................................................................................................................................................................................บอกชื่อโรคติดต่อประเภทที่ 3..........................................................................................................................................................................................................................................
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 116 เนื้อหาสาระความหมายของโรคติดต่อ โรคติดต่อ หมายความว่า โรคที่เกิดจากเชื้อโรคหรือพิษของเชื้อโรคซึ่งสามารถแพร่โดยทางตรง หรือทางอ้อมมาสู่คน โรคติดต่ออันตราย หมายความว่า โรคติดต่อที่มีความรุนแรงสูงและสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็ว โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง หมายความว่า โรคติดต่อที่ต้องมีการติดตาม ตรวจสอบหรือจัดเก็บ ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โรคติดต่อ หมายถึง โรคที่สามารถถ่ายทอดหรือติดต่อจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปยังอีกสิ่งมีชีวิตหนึ่งได้ โดยไม่จำกัดว่าสิ่งมีชีวิตนั้นจะเป็นมนุษย์หรือไม่ก็ตาม โดยการสัมผัสโดยตรง การสูดดมหายใจเอาเชื้อที่แพร่จากผู้ป่วย การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่หรือแม้แต่ผ่านตัวกลางที่เรียกว่า พาหะ หากเชื้อติดต่อนั้น ๆ มีการแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วสู่ชุมชนที่มีประชากรจำนวนมากโรคดังกล่าวก็กลายเป็นโรคระบาดวิธีลดเสี่ยงการติดเชื้อโรคระบาด1. ล้างมือทุกครั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร 2. ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะ เช่น กลอนประตู ลูกบิด ราวบันได ราวบน รถโดยสาร3. ล้างมือทุกครั้งหลังขับถ่าย หรือใช้ห้องน้ำ4. หลีกเลี่ยงการคลุกคลี ใกล้ชิด และใช้ของใช้ร่วมกับผู้ป่วยโรคระบาด5. ใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูกทุกครั้ง เมื่อไอ จาม6. หากเจ็บป่วยเป็นไข้หวัด ควรใช้หน้ากากอนามัยเมื่อต้องไปสถานที่ชุมชน7. หมั่นทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เช่น โอ่งน้ำ แจกัน กระป๋อง ยางรถยนต์เก่าๆ หลุมที่มีน้ำขัง8. รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ ถูกสุขลักษณะ 9. หลีกเลี่ยงอาหารดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ 10. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ 11. ใช้ภาชนะที่สะอาดในการรับประทานอาหารและดื่มน้ำ 12. ออกกำลังกายเป็นประจำตามความเหมาะสมของอายุ ความแข็งแรง หรือปรึกษาแพทย์ก่อนหากไม่ได้ออกกำลังกายมานาน
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 117 โรคติดต่อในปัจจุบันมีมากมายทั้งที่เกิดมาแล้วระยะเวลาหนึ่งและที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นผลจากภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงและความถี่มากขึ้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน นับเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับประเทศ ประกอบกับสถานะทางสุขภาพของมนุษย์มีความซับซ้อนมากกว่าแค่การเป็นโรคหรือไม่เป็นโรค เช่น โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ โรคทางเดินอาหารและน้ำ โรคพิษสุนัขบ้า โรคมือเท้าปาก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา โรคไข้เลือดออก โรคคอตีบ เป็นต้น ดังนั้นการเรียนรู้ถึงโรคติดต่อต่าง ๆ ทั้งสาเหตุ อาการ วิธีการป้องกันและการรักษา ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถป้องกันตนเอง และช่วยลดการเกิดโรคติดต่อในสังคมได้ ประเด็นอภิปรายเพื่อการเรียนรู้1. ให้ผู้เรียนอภิปรายว่าโรคติดต่อหมายถึงอะไรและในปัจจุบันมีโรคติดต่ออะไรบ้าง2. ให้ผู้เรียนอภิปรายว่าติดต่อกันได้โดยวิธีไหน สามารถป้องกันตนเองจากโรคติดต่อได้อย่างไรเรื่องที่ 2 การป้องกันและการรักษาโรคติดต่อ
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 118กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ กิจกรรมให้เลือกชื่อโรคติดต่อ ที่กำหนดให้ เติมลงหน้าข้อความ อาการและการป้องกันที่ถูกต้อง1. มีไข้ มีภาวะสมองอักเสบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง 2. มีเนื้อตายสีดำ ป้องกัน โดยระวังหมัดกัด3. ตาแดง ปวดเล็กน้อยในเบ้าตา คันตา เคืองตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในดวงตา น้ำตาไหล4. มีไข้สูง ปวดท้อง มีจุดเลือดออก ตับอักเสบ ไตวาย5. ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง หลังติดเชื้อ ติดต่อผ่านการสัมผัส สารคัดหลั่ง 6. ไอ หายใจลำบาก มีไข้สูง ท้องร่วง เสียการรับรสป้องกัน โดย สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือให้สะอาด7. มีไข้ อ่อนเพลีย มีแผลในปาก เป็นจุดแดงขึ้นที่มือ เท้า8. อารมณ์แปรปรวน ตามด้วยอาการสับสน ไม่สงบ กระวนกระวาย9. ผื่นแดงเป็นปื้น บวม กดเจ็บ ที่มีลักษณะเป็นขอบเขตชัด และมีการลามของผื่นอย่างรวดเร็ว10. อักเสบรุนแรงในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง และพังผืดที่คลุมกล้ามเนื้อ จนเกิดภาวะเนื้อตาย ดูแลโดย การกรีดระบายหนอง การประคบแผลด้วยน้ำเกลือ เพื่อดูดซึมน้ำเหลืองออกโรคกาฬโรค โรคไข้เลือดออกไครเมียนคองโก โรคไข้หวัดใหญ่ โรคเอดส์ โรคมือ เท้า ปาก โรคตาแดง โรคโควิด-19 โรคฉี่หนู โรคผิวหนัง
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 119 เนื้อหาสาระ2.1 โรคติดต่ออันตราย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย พ.ศ. 2559 และประกาศ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2561 มี 13 โรค ศึกษาสาเหตุอาการ การป้องกันและการรักษา พอสังเขป ได้แก่ 1) โรคกาฬโรคกาฬโรค เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ฟันแทะและหมัดของมัน ซึ่งแพร่เชื้อแบคทีเรีย ไปยังสัตว์อื่นอีกหลายชนิดรวมทั้งคน กาฬโรคพบได้ในประเทศต่าง ๆ ของทวีปแอฟริกา ได้แก่ บอตสวานา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เคนยา มาดากัสกา มาลาวี โมซัมบิก สหสาธารณรัฐแทนซาเนีย ยูกันดา แซมเบีย ซิมบับเว และกาฬโรค ยังเป็นโรคประจำถิ่นในสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศอินเดียสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มองโกเลีย เมียนมาร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยมีการระบาดใหญ่เป็นครั้งคราว อาการของโรค :อาการแสดงเริ่มแรกจะยังไม่จำเพาะ คือ มีไข้ หนาวสั่น ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดกล้ามเนื้ออาเจียน ไม่มีเรี่ยวแรง เจ็บคอ และปวดศีรษะ อาการต่อมน้ำเหลืองอักเสบจะเกิดในบริเวณที่ต่อมเหล่านั้นรับน้ำเหลืองมาจากบริเวณที่ถูกหมัดกัด มักเป็นบริเวณขาหนีบ และอาจจะพบร่องรอยของแผลหมัดกัดเหลืออยู่ ต่อมน้ำเหลืองที่อักเสบจะบวม แดง เจ็บและอาจจะกลายเป็นฝี มักจะมีไข้ร่วมด้วยเสมอ ภาวะแทรกซ้อนที่พบ ได้แก่ ภาวการณ์ติดเชื้อในกระแสเลือดปอดบวม หากไม่ได้รับการรักษาก็มีโอกาสเสียชีวิตได้ร้อยละ 50-60 โรคกาฬโรคนี้นับเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุขรูปภาพที่1 ผู้ป่วยติดเชื้อกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง (Bubonic plague)ผ่านทางแผลถลอกที่ขาขวา จากการถูกหมัดกัดหรือในรายนี้สัมผัสเชื้อเข้าทางบาดแผลที่ผิวหนัง มีอาการบวม และกดเจ็บบริเวณต่อมน้ำเหลืองที่มา : https://www.pidst.or.th/A228.html
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 120รูปภาพที่ 2 ผู้ป่วยกาฬโรคในกระแสโลหิต (Septicemic Plague)มีลักษณะเป็นเนื้อตายที่นิ้วเท้าขวา เนื่องจากมีการแพร่กระจายของเชื้อกาฬโรคไปในกระแสโลหิต ทำให้ผู้ป่วยมีการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติบริเวณหลอดเลือดที่มาเลี้ยงนิ้วเท้าที่มา : https://www.pidst.or.th/A228.htmlรูปภาพที่ 3 ภาพถ่ายเอกซเรย์ปอดผู้ป่วยกาฬโรค พบการลักษณะการติดเชื้อที่ปอดทั้งสองข้างและมีการติดเชื้อ อย่างรุนแรงที่ปอดข้างขวาที่มา : https://www.pidst.or.th/A228.htmlระยะฟักตัวของโรค : 1 - 7 วัน หรืออาจนานกว่านั้นการรักษา : การให้ยาปฏิชีวนะในการรักษาจะมีประสิทธิผลสูง หลังการรักษาด้วยยาไข้ที่เกิดขึ้นทีหลังอาจจะเกิดจากการติดเชื้อซํ้าซ้อน หรือจากฝีเป็นหนองมากขึ้นถึงขั้นต้องกรีดและระบายหนองออกหรือถ้าทำได้ควรผ่าตัดฝีออกการแพร่ติดต่อโรค : เป็นผลจากการที่คนถูกหมัดหนูที่มีเชื้อกัด สำหรับปัจจัยอื่น ได้แก่ การจับต้องสัตว์ที่เป็นโรคโดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะ กระต่ายและสัตว์กินเนื้อชนิดอื่น ๆ การหายใจละอองเชื้อจากผู้ป่วยหรือสัตว์เลี้ยงในบ้าน เช่น แมว สุนัข การถูกสัตว์กัด การสัมผัสกับหนองฝีจากสัตว์ เป็นต้นการป้องกันโรค : ลดความเสี่ยงของประชากรไม่ให้ถูกหมัดที่มีเชื้อกัด หลีกเลี่ยงการสัมผัสเนื้อเยื่อของสัตว์ที่เป็นโรครวมทั้งสารคัดหลั่ง หรือหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยที่เป็นกาฬโรคปอดบวม
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 121 2) โรคไข้เลือดออกไครเมียนคองโก โรคไข้เลือดออกไครเมียนคองโก (Crimean-Congo hemorrhagic fever)เป็นโรคที่ติดต่ออันตราย โดยเกิดจากคนติดเชื้อไวรัสที่อาศัยในเห็บของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดกินพืชและในนกบางชนิด และรวมถึงเชื้อที่อาศัยอยู่ในในเลือดและในเนื้อเยื่อของสัตว์ต่าง ๆเหล่านั้น อาการ ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกไครเมียนคองโก จะมีอาการหลังได้รับเชื้อ (ระยะฟักตัวของโรค) ทั่วไป ประมาณ 3 - 7 วัน (ช่วงประมาณ 1 - 14 วัน) โดยระยะฟักตัวจะขึ้นกับว่าผู้ป่วยติดเชื้อด้วยวิธีใด ได้แก่ ถ้าจากถูกเห็บกัด ทั่วไประยะฟักตัวจะประมาณ 1 - 3 วัน (นานที่สุดประมาณ 9 วัน) ส่วนเมื่อติดเชื้อจากสัมผัส สารคัดหลั่ง เลือด หรือเนื้อเยื่อคน/สัตว์ป่วยทั่วไประยะฟักตัวจะประมาณ 5 - 6 วัน (นานสุดประมาณ 13 วัน)รูปภาพที่4 เห็บที่มีเชื้อ เป็นพาหะโรคไข้เลือดออกไครเมียนคองโกที่มา : https://www.sanook.com/health/11565/ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก เป็นโรคที่อาการเกิดเฉียบพลัน ทั่วไป อาการต่าง ๆ คือ1) ใน 1- 4 วันแรก: อาการที่มักพบในผู้ป่วยเกือบทุกคน ได้แก่ มีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อปวดข้อ ปวดเนื้อตัว ปวดหัว ปวดต้นคอคอแข็ง ปวดหลัง วิงเวียน ตาเจ็บ น้ำตาไหล/ตาไม่สู้แสง 2) ผู้ป่วยบางราย อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้องเจ็บคอ3) มีอารมณ์แปรปรวน ตามด้วยอาการสับสน ไม่สงบ/กระวนกระวาย4) หลังจาก 2 - 4 วัน จะเริ่มง่วงซึม อิดโรย5) อาการปวดท้อง จะเป็นเฉพาะที่ คือด้านขวาใต้ชายโครงจากมี ตับโตจากตับอักเสบ6) อาการอื่น ๆ ที่เกิดตามมา เช่น หัวใจเต้นเร็ว ต่อมน้ำเหลืองบวมทั่วตัว สามารถคลำพบได้ มีจุดเลือดออกกระจาย และเป็นผื่นเลือดออก ตามผิวหนังทั่วร่างกาย และในเนื้อเยื่อเมือก(เช่น ในช่องปาก) ที่รวมถึงในอวัยวะภายในต่าง ๆ ต่อจากนั้น ถ้าอาการแย่ลงจะเกิดเลือดออกมากขึ้นจนเห็นเป็นปื้น ห้อเลือด และหรือ มีอาการเลือดไหลออกได้จากทุกอวัยวะทั่วตัว
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 1227) ผู้ป่วยที่สภาพร่างกายแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคที่ดีก่อนเกิดโรคนี้ และที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อสู้กับโรคนี้ได้ มักเริ่มฟื้นตัว อาการค่อย ๆ ดีขึ้นในวันที่ 9 - 10 นับจากวันแรกของการมีอาการ8) แต่ถ้าไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านโรคได้ ผู้ป่วยมักถึงตายภายใน 2 สัปดาห์นับจากวันแรกของการมีอาการการรักษา ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก เป็นโรคติดต่ออันตราย ที่ยังไม่มียา ต้านไวรัสที่รักษาโรคนี้โดยตรง ทั่วไปอัตราตายอยู่ในช่วง 10 - 40% (แต่มีรายงานสูงได้ถึง 80%)สำหรับผู้รอดชีวิตจากโรคนี้จะค่อย ๆ ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ อาจใช้เวลาเป็นปีและยังไม่มีการศึกษาที่จริงจังที่ให้ผลชัดเจนว่า โรคนี้มีผลข้างเคียงระยะยาวเป็นอย่างไร แต่เท่าที่มีการศึกษา ยังไม่พบรายงานผลข้างเคียงที่รุนแรงในระยะยาวอย่างน้อย 1 ปีหลังติดเชื้อการป้องกันไข้เลือดออกไครเมียนคองโกวัคซีน ในคน : ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนนี้ที่มีประสิทธิภาพ (มีบางประเทศในยุโรปตะวันออกผลิตวัคซีนได้แต่ก็ไม่แน่ชัดในประสิทธิภาพ จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับของทั่วโลก)ในสัตว์ที่เป็นโฮสต์: ยังไม่มีวัคซีนการป้องกันดูแลตนเองในคน ที่สำคัญคือ การให้ความรู้และการตระหนักรู้เรื่องของโรคนี้และวิธีป้องกันโรคติดต่อ แก่ประชากร โดยเฉพาะในถิ่นที่มีโรคนี้เป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งทั่วไป ได้แก่1. การลดโอกาสเกิด ป้องกันการติดต่อจากเห็บและสัตว์ฯ ที่เป็นพาหะของไวรัสโรคนี้ทั่วไป คือ- สวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดผิวหนังส่วนที่จะถูกเห็บกัดได้ง่าย - กรณีทำงานที่เป็นปัจจัยเสี่ยงติดโรคฯ ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำ/ระเบียบปฏิบัติของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด- เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ควรเป็นสีอ่อนเพื่อให้มองเห็นตัวเห็บได้ง่าย- ทาผิวหนังด้วยน้ำยาฆ่าเห็บชนิดที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ-สำรวจผิวหนัง ผม และเสื้อผ้า ทุกครั้งหลังเสร็จภารกิจ/กิจกรรม เพื่อกำจัดเห็บ- ดูแลสัตว์เลี้ยงด้วยการใช้น้ำยากำจัดเห็บสม่ำเสมอ2. ป้องกันการติดต่อจากคนสู่คน - หลีกเลี่ยงไม่คลุกคลี ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคนี้ ยกเว้นเท่าที่จำเป็น
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 123 - เมื่อต้องดูแลผู้ป่วยโรคนี้ต้องสวมถุงมือและใช้อุปกรณ์ทุกอย่างที่ป้องกันการติดเชื้อนี้ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังดูแล สัมผัส ใกล้ชิด หรือเยี่ยมเยียนผู้ป่วย 3) วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก วัณโรค หรือ tuberculosis เป็นโรคติดเชื้อที่เป็น ปัญหาสำคัญของโลก มีสาเหตุมาจากเชื้อ Mycobacterium tuberculosis ปัญหาที่พบหลังจากติดเชื้อ คือ เชื้อดื้อต่อยาที่ใช้ในการรักษาวัณโรค ส่งผลให้มีอัตราการเจ็บป่วย และอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อดื้อยามากขึ้น การรักษา การรักษาวัณโรคสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ ได้แก่ - การให้ยาที่ใช้ในการรักษาผู้ติดเชื้อ ขึ้นอยู่กับข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาในพื้นที่อยู่อาศัยนั้น ๆ - การให้ยาโดยขึ้นกับประวัติการรักษาวัณโรคของผู้ป่วย และผลจากการทำการทดสอบความไวต่อยาของเชื้อ ใช้เวลาอย่างน้อย 20 เดือน และควรรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ในการเลือกใช้ยาในการรักษา การป้องกัน ลดการแพร่กระจายเชื้อไปยังบุคคลอื่น ป้องกันตัวเองจากเชื้อเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีผู้ติดเชื้อ บริเวณที่คนอยู่กันหนาแน่น หรือถ้าจำเป็นควรใส่ผ้าปิดจมูกเพื่อเป็นการป้องกัน2.2 โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ปัจจุบันมี 57 โรค ศึกษาสาเหตุ อาการ การป้องกันและการรักษา พอสังเขป ได้แก่1) โรคไข้หวัดใหญ่ โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ รวมถึงจมูก ลําคอ และปอด โดยเป็นคนละสายพันธุ์กับไวรัสซึ่งทำให้เกิดโรคไวรัสลงกระเพาะอาหาร อันเป็นสาเหตุของอาการท้องเสียและอาเจียน โดยปกติแล้วผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สามารถหายได้เอง แต่ในบางครั้งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนทำให้ถึงแก่ชีวิตสาเหตุคนทั่วไปอาจสัมผัสเชื้อไวรัสจากละอองฝอยในอากาศ เมื่อผู้ป่วยไอ จาม หรือพูดคุย คนทั่วไปอาจสูดรับเชื้อโรคทางลมหายใจหรือสัมผัสเชื้อที่ติดอยู่บนพื้นผิวของวัตถุ เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือคีย์บอร์ด เป็นต้นอาการ อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ดูเผิน ๆ จะเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่อาการมักจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดาซึ่งจะค่อย ๆ แสดงอาการ ดังนี้
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 124อาการไข้หวัดใหญ่ในเด็ก ที่ควรรีบพบแพทย์ได้แก่ มีไข้ หนาวสั่น และเหงื่อออกปวดศีรษะและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอและไอแห้ง ปวดตา มีน้ำมูก จาม หายใจถี่ ท้องเสีย และอาเจียนซึ่งพบได้บ่อยในเด็กอาการไข้หวัดใหญ่ในผู้ใหญ่ ที่ควรรีบพบแพทย์ได้แก่ มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจถี่ เวียนศีรษะ ชัก กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง โรคประจำตัวกำเริบหรือทรุดตัวการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่1. ดื่มน้ำมาก ๆ เช่น น้ำผลไม้ น้ำเปล่า หรือซุปอุ่น ๆ เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ2. พักผ่อนและนอนหลับเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้ดีขึ้น3. รับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการไข้หวัดใหญ่4. พักผ่อนอยู่บ้านจนกว่าจะหายเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในครอบครัวและชุมชน งดพบปะผู้อื่นเมื่อป่วย ล้างมือบ่อย ๆ หากมีความจำเป็นต้องออกจากบ้านหรือไปโรงพยาบาลให้สวมหน้ากากอนามัยเสมอการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ สามารถลดความรุนแรงของอาการและการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลการป้องกันการแพร่เชื้อไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่สามารถการป้องกันการติดเชื้อได้ 100% สุขอนามัยที่ดีสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ1. ล้างมือเป็นประจำด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์2. ไม่สัมผัสตา จมูก และปาก3. เมื่อจะจามหรือไอ ควรจามหรือไอใส่ข้อศอกหรือกระดาษทิชชูและล้างมือทุกครั้ง4. ทำความสะอาดโทรศัพท์หรือพื้นผิวของสิ่งของที่สัมผัสบ่อย5. หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด โดยเฉพาะในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่ระบาด6. หลีกเลี่ยง ไม่ใกล้ชิดผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่2) โรคตาแดงโรคตาแดงเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย สามารถติดต่อได้ง่าย โดยเป็นการติดต่อจากการสัมผัสกับเชื้อโรคโดยตรง เช่น สัมผัสกับขี้ตาหรือน้ำตาที่ติดอยู่บนมือหรือสิ่งของที่ผู้ป่วยสัมผัส จากการใช้สิ่งของร่วมกัน และจากการหายใจหรือไอ จามรดกัน ดังนั้น เชื้อโรคจึงแพร่ระบาดได้ตามสถานที่ที่มีผู้คนอยู่ร่วมกันมาก ๆ เช่น สถานีรถไฟฟ้า รถโดยสารสาธารณะ โรงพยาบาล โรงเรียน และมักพบในกลุ่มเด็กมากกว่าผู้ใหญ่เนื่องจากเด็กมักไม่เคร่งครัดในการป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคเท่ากับผู้ใหญ่
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 125อาการของโรคตาแดง อาจเกิดกับดวงตาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างก็ได้ ในกรณีที่เป็นสองข้าง ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการที่ดวงตาข้างหนึ่งก่อนแล้วจึงลามไปอีกข้างภายใน 2 - 3 วัน โดยอาการที่พบ ได้แก่ ตาแดง ปวดเล็กน้อยในเบ้าตา คันตา เคืองตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในดวงตา น้ำตาไหล เปลือกตาบวม อาจพบตุ่มเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไป ในกรณีที่ติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย จะมีขี้ตามากทำให้ลืมตายากในช่วงตื่นนอนการรักษาโรคตาแดง โรคตาแดง ไม่ใช่โรครุนแรง และสามารถหายได้เองภายในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งผู้ป่วยอาจใช้น้ำตาเทียมเพื่อลดอาการระคายเคือง หรือประคบเย็นเพื่อลดการอักเสบได้ ส่วนอาการร่วมอื่น ๆ เช่น มีไข้ เจ็บคอ แพทย์จะรักษาตามอาการ รวมถึงให้ยาหยอด ยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียที่อาจตามมา ส่วนการติดเชื้อแบคทีเรียที่ไม่รุนแรงก็สามารถหายเองได้เช่นกัน แต่ยาปฏิชีวนะหยอดตาหรือป้ายตาจะช่วยให้หายเร็วขึ้นและลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค อย่างไรก็ตามหากพบว่ามีอาการ ปวดตามาก จนถึงขั้นปวดรุนแรง สายตาพร่ามัวตาไม่สู้แสง ตาแดงจัด มีจุดขาวเล็ก ๆ ที่กระจกตานานนับเดือนรูปภาพที่ 5 ผู้ป่วยโรคตาแดง ควรหยุดเรียน หรือหยุดงานรักษาตัวอยู่ที่บ้าน เพื่อป้องกัน ไม่ให้โรคตาแดงลุกลาม หรือติดต่อสู่คนอื่น ที่มา https://www.nonthavej.co.th/Conjunctivitis.phpการดูแลรักษา หากตนเองหรือคนรอบข้างป่วยเป็นโรคตาแดง ควรปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้1. หมั่นล้างมือด้วยสบู่บ่อย ๆ และล้างทันทีหากสัมผัสใบหน้า ดวงตาหรือสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือขยี้ตา เพราะจะทำให้อาการแย่ลงหรือทำให้ดวงตาอีกข้างติดเชื้อได้3. ใช้กระดาษทิชชูชนิดนุ่มเช็ดขี้ตาหรือซับน้ำตาบ่อยๆ แล้วทิ้งในถังขยะที่ปิดมิดชิด4. ไม่ใช้ยาหยอดตาขวดเดียวกันกับดวงตาทั้งสองข้าง และให้หยอดตาเฉพาะข้างที่มีอาการเท่านั้น
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 1265. ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัว ปลอกหมอน ผ้าห่ม ร่วมกับผู้ป่วย6. หยุดใช้คอนแทคเลนส์สายตาจนกว่าอาการจะหายสนิท7. งดว่ายน้ำในสระว่ายน้ำในช่วงที่โรคตาแดงระบาด8. พักเรียนหรือพักงานอย่างน้อย 1 สัปดาห์เพื่อไม่ให้โรคแพร่กระจายสู่ผู้อื่น9. พักการใช้สายตา และพักผ่อนให้เพียงพอ10.ไม่จำเป็นต้องปิดตา เว้นแต่กรณีที่กระจกตาอักเสบหรือเคืองตามากอาจปิดตาชั่วคราว หรือสวมแว่นกันแดดแทน 3) โรคฉี่หนูโรคฉี่หนู พบวา มีผู้ติดโรคนี้ในฤดูฝน โดยเชื้อโรคจะมากับปสสาวะของหนู และยังสามารถพบได้ในสัตวอื่น ๆ ที่ใชฟนแทะอาหาร เชน กระรอก สุนัขจิ้งจอก จะสามารถแพรเชื้อออกมาได้โดยที่ตัวมันไม่เป็นโรคโรคฉี่หนู เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดิน โคลน หรือแหล่งน้ำลำคลอง บริเวณที่มีน้ำทวมขัง ที่มีสภาพแวดลอมเหมาะสมในการดำรงชีวิตของเชื้อโรค คือมีความชื้น แสงแดดสองถึง มีความเป็นกรดปานกลาง มักจะระบาดมากในเดือนตุลาคม – พฤศจิกายนการติดต่อของโรค สัตวที่นําเชื้อ ได้แก พวกสัตวฟนแทะ เชน หนู โดยเฉพาะหนูนา หนูพุก รองลงมา ได้แก สุนัข วัว ควาย สัตวพวกนี้เก็บเชื้อไวในไตเมื่อหนูปสสาวะเชื้อจะอยู่ในน้ำหรือดิน เมื่อคนสัมผัสเชื้อซึ่งอาจจะเขาทางแผล เยื่อบุในปากหรือตา หรือแผล ผิวหนังปกติที่เปียกชื้นเชื้อโรคสามารถไชผ่านไปได้เช่นกัน เชื้ออาจจะเขาสู่ร่างกายโดยการดื่มหรือกินอาหารที่มีเชื้อโรคอาการที่สำคัญ อาการของโรคแบงออกเป็นกลุมใหญ่ ๆ ได้ 2 กลุม1. กลุมที่ไม่มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง หรือกลุ่มที่อาการไม่รุนแรง กลุ่มนี้อาการ ไม่รุนแรง หลังจากได้รับเชื้อ 10 - 26 วัน โดยเฉลี่ย 10 วัน ผู้ป่วยก็จะเกิดอาการของโรค ได้แก่ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง อาจจะมีอาการคลื่นไสอาเจียน และมีไขขึ้นสูงด้วย บางรายอาจเกิดการเบื่ออาหาร ทองเสีย ปวดทอง ตาแดง เจ็บตา เกิดผื่นขึ้นตามตัว หรือมีจ้ำเลือดตามผิวหนัง2. ระยะการสร้างภูมิ ผู้ป่วยจะมีไขขึ้นใหม่ ปวดศีรษะ คอแข็งมีการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง และตรวจพบเชื้อโรคในปสสาวะ กลุมที่มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง กลุ่มนี้ไข้จะไม่หายแต่จะเป็นมากขึ้นโดยพบมีอาการ ตัวเหลือง ตาเหลือง มีผื่นที่เพดานปาก มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ตับและไตอาจวายได้ดีซ่าน เยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ อาจจะมีอาการไอเป็นเลือด
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 127อาการเหลืองจะปรากฏหลังจากได้รับเชื้อโรคนานเกิน 4 วัน ผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิตในระยะนี้หรือในต้นสัปดาห์ที่สามจากอาการไตวายการปองกันโรคฉี่หนู 1. กําจัดหนูและปรับปรุงสิ่งแวดลอมใหสะอาดถูกสุขลักษณะ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุของหนู2. หลีกเลี่ยงการลงไปอาบแชในแหล่งน้ำที่ วัว ควาย ลงไปกินน้ำ แชน้ำ3. หลีกเลี่ยงการแชน้ำ ย่ำโคลนด้วยเทาเปลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีบาดแผลที่ขา เทา หรือตามร่างกาย4. หลีกเลี่ยงการเดินเทาเปลาในทุงนา ในคอกสัตว5. สวมเครื่องปองกันตนเองด้วยการสวมถุงมือยาง รองเทาบูทยาง และสวมเสื้อผาที่มิดชิด เมื่อตองทำงานในไรนาหรือที่เปียกชื้นแฉะ6. อาบน้ำชําระล้างร่างกายด้วยน้ำสะอาดและสบูทันทีหลังการลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือกลับจากทุงนา7. ไม่ชําแหละสัตวโดยไม่สวมถุงมือ8. ไม่กินเนื้อสัตว เครื่องในสัตวที่ไม่ได้ทำใหสุกหรือผักสดจากทองนาที่ไม่ได้ล้างใหสะอาด หลีกเลี่ยงการอม กลืนน้ำ หรือลืมตาในน้ำที่ไม่สะอาด 9. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำ หรือรับประทานอาหารจากภาชนะที่เปิดฝาทิ้งไว เพราะอาจมีหนูมาฉี่รดไว4) โรคผิวหนัง โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังจัดเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย ซึ่งจะแบ่งเป็น 5 กลุ่มโรคใหญ่ๆ เรียงตามความลึก และตำแหน่งของการอักเสบ ดังนี้ 1. โรคพุพอง เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียในชั้นหนังกำพร้า ซึ่งเป็นชั้นที่อยู่ตื้นที่สุดของผิวหนัง มักพบได้บ่อยในเด็ก ซึ่งอาจเป็นชนิดที่พบตุ่มน้ำร่วมหรือไม่พบก็ได้อาการเริ่มแรก จะมาด้วยตุ่มสีแดงบริเวณใบหน้า หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใสหรือตุ่มหนอง ระยะถัดมาตุ่มจะแตกออกและพบเป็นลักษณะรอยถลอกตื้น ๆ ที่มีสะเก็ดหนองสีเหลืองอมน้ำตาลคล้ายสี “น้ำผึ้ง” คลุมอยู่ด้านบน ในบางรายอาจจะมีอาการไข้หรือต่อมน้ำหลืองโตร่วมด้วยได้ 2. โรครูขุมขนอักเสบ ฝี และฝีฝักบัว เริ่มต้นเป็นการอักเสบของรูขุมขน มีลักษณะเป็นตุ่มสีแดง หรือตุ่มหนองขึ้นที่ตำแหน่งของรูขุมขน ตำแหน่งที่พบบ่อย เช่น ใบหน้า (แถวเครา)ศีรษะ หน้าอก หลัง รักแร้และแก้มก้น เป็นต้น
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 128 3. โรคไฟลามทุ่ง เป็นการอักเสบที่ส่วนบนของผิวหนังชั้นแท้ ซึ่งอาการจะแสดงออกมาหลังได้รับเชื้อ 2 - 5 วัน โดยจะเริ่มด้วยอาการไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลียในไม่กี่ชั่วโมง ถึงวันถัดมาจะพบอาการผื่นแดงเป็นปื้น บวม กดเจ็บ ที่มีลักษณะเป็นขอบเขตชัด และมีการลามของผื่นอย่างรวดเร็วตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุด คือ ขา รองลงมาคือใบหน้า มักพบร่วมกับอาการต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงโต 4. โรคเนื้อเยื่ออักเสบ เป็นการอักเสบที่ส่วนล่างของผิวหนังชั้นแท้จนถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการไข้ หนาวสั่น และอ่อนเพลีย ร่วมกับมีผื่นที่มีลักษณะบวมแดง ร้อน ขอบเขตไม่ชัดและมีอาการปวด ผื่นสามารถลามขยายขนาดออกกว้างขึ้นแต่ไม่เร็วเท่ากับโรคไฟลามทุ่ง ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การติดเชื้อในกระแสเลือด ต่อมน้ำเหลืองอักเสบและกรวยไตอักเสบ เป็นต้น โดยในรายที่มีการอักเสบกลับมาเป็นซ้ำหลาย ๆ ครั้ง อาจส่งผลต่อการไหลเวียนของระบบท่อน้ำเหลือง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการขาบวมเรื้อรังได้ 5. โรคแบคทีเรียกินเนื้อ หรือโรคเนื้อเน่า เป็นโรคที่ความรุนแรงสูงที่สุดในกลุ่มการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง มีอัตราการเสียชีวิต อยู่ระหว่างร้อยละ 20 - 60 เป็นการอักเสบรุนแรงในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง และพังผืดที่คลุมกล้ามเนื้อ จนเกิดภาวะเนื้อตายตามมาถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบมาพบแพทย์และให้การรักษาโดยเร็ว ข้อควรปฏิบัติ1. การรักษาหลักเป็นการให้ยาปฏิชีวนะตามเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรค กรณีที่อาการไม่รุนแรงอาจใช้ยาปฏิชีวนะในรูปแบบรับประทาน แต่หากมีอาการรุนแรงหรือมีอาการตามระบบต่าง ๆ ร่วมด้วย อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะในรูปแบบยาฉีด ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องมาพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง 2. ทำความสะอาดผิวหนังและบริเวณที่เป็นแผลให้สะอาดด้วยการฟอกสบู่ และน้ำยาฆ่าเชื้อให้สะอาด 3. หลีกเลี่ยงการแกะเกา เพราะจะทำให้เกิดบาดแผลที่ผิวหนังและอาจทำให้เชื้อโรคลุกลามมากยิ่งขึ้น 4. การรักษาด้วยวิธีอื่น เช่น การกรีดระบายหนอง การประคบแผลด้วยน้ำเกลือ เพื่อดูดซึมน้ำเหลืองออก5) โรคเอดส์ โรคเอดส์ (AIDS) หรือ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง คือ ระยะสุดท้ายของการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ที่ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันร่างกายถูกทำลาย ส่งผลให้
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 129ภูมิคุ้มกันร่างกายลดต่ำ ทำให้ร่างกายอ่อนแอ และนำไปสู่การเกิดโรคแทรกซ้อนหรือโรคติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น วัณโรค โรคปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ รวมถึงมะเร็งบางชนิด เป็นต้น โรคเอดส์ (AIDS) เกิดจากอะไรโรคเอดส์ เกิดจากการติดเชื้อเอชไอวี (Human immunodeficiency virus: HIV) ในร่างกาย และมีการดำเนินโรคไปแล้วเป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี เชื้อ HIV จึงพัฒนา สู่โรคเอดส์เต็มขั้น เมื่อเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายจะทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย จนทำให้ไม่มี ภูมิต้านทานเพียงพอในการป้องกันตนเองจากเชื้อโรคภายนอกที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิด โรคเฉียบพลัน โรคแทรกซ้อน หรือโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่มีความรุนแรง และยากแก่การรักษาระยะการติดเชื้อ HIV มี 3 ระยะ ได้แก่ระยะที่ 1 ระยะแรกเริ่มของการติดเชื้อ เป็นระยะแรกของการติดเชื้อเอชไอวี ในช่วง 2 - 4 สัปดาห์แรกหลังการได้รับเชื้อ ในระยะแรกเริ่มของการติดเชื้อ HIV นี้จะทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ในระยะนี้ เป็นระยะที่ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ จึงจำเป็นต้องป้องกันการแพร่เชื้ออย่างเคร่งครัด ระยะที่ 2 ระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ เป็นการติดเชื้อระยะแฝงที่เชื้อไวรัส HIV อยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงอาการใด ๆ ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีสภาพร่างกายเป็นปกติเหมือนบุคคลทั่วไป ในระยะนี้เชื้อ HIV จะค่อย ๆ ทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ให้ลดจำนวนน้อยลงไปเรื่อย ๆ ทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายลดต่ำ และเกิดการเจ็บป่วยง่ายขึ้น ระยะที่ 3 ระยะเอดส์เต็มขั้นหรือระยะโรคเอดส์ เป็นระยะที่การติดเชื้อ HIV ได้พัฒนากลายเป็นโรคเอดส์โดยสมบูรณ์ ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงอย่างมากจนนำไปสู่การเกิด โรคแทรกซ้อน และโรคติดเชื้อฉวยโอกาส การติดต่อของโรคเอดส์และ HIV โรคเอดส์ และเชื้อ HIV สามารถติดต่อจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสกับสารคัดหลั่งในร่างกาย ได้แก่ เลือด น้ำอสุจิ น้ำเหลือง สารหล่อลื่นตามธรรมชาติในช่องคลอด อวัยวะเพศชาย หรือทวารหนัก และน้ำนมแม่ โรคเอดส์ และเชื้อ HIV สามารถติดต่อกันผ่านพฤติกรรม ดังต่อไปนี้ 1) การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย 2) การใช้เข็มฉีดยา หรือกระบอกฉีดยาร่วมกันกับผู้ติดเชื้อ HIV โดยมักพบพฤติกรรมดังกล่าวในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดโดยการฉีดสารเสพติดเข้าเส้นเลือด
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 1303) การติดเชื้อ HIV ผ่านการสัมผัสกับเลือด หรือน้ำเหลืองจากบาดแผลเปิดภายนอกผิวหนัง หรือแผลในช่องปาก รวมถึงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น เข็มสักผิวหนัง เข็มสักคิ้วกรรไกรตัดเล็บ มีดโกน เข็มเจาะอวัยวะ เช่น เข็มเจาะหู หรือเข็มเจาะสะดือ เป็นต้น4) การติดเชื้อ HIV จากแม่สู่ลูกขณะตั้งครรภ์ ในระหว่างการคลอดบุตร และการให้นมบุตร5) การรับเลือดบริจาคที่ปนเปื้อนเชื้อ HIV ที่ไม่ผ่านการคัดกรองเชื้อมาก่อน โดยแทบไม่พบแล้วในปัจจุบันเนื่องจากกระบวนการตรวจสอบที่มีมาตรฐานหลายขั้นตอนการรักษา ทันทีที่ผู้รับการตรวจ HIV ได้รับการยืนยันผลการตรวจเลือดเป็นบวก หรือติดเชื้อ HIV แพทย์จะให้ยาต้านไวรัส ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด เพื่อต่อสู้ และช่วยกันยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส HIV พร้อมกับช่วยฟื้นฟูและชะลอความเสื่อมของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีสภาพร่างกายที่แข็งแรงเป็นปกติดีให้มากที่สุดการป้องกันโรคเอดส์ และ HIVโรคเอดส์ และการติดเชื้อ HIV สามารถป้องกันได้โดยโดยการลด ละ และเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ติดเชื้อ HIV แล้วควรป้องกันตนเองไม่ให้แพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ โดยวิธีการป้องกันโรคเอดส์ และการติดเชื้อ HIV มีดังนี้1) สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งก่อนมีเพศสัมพันธ์2) หากมีแผลเปิดที่มีเลือดไหล ควรทำความสะอาดและปิดแผลให้สนิท3) ไม่ใช้เข็มฉีดยา หรือกระบอกฉีดยาร่วมกันกับผู้อื่น4) ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ5) ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน6) พบแพทย์เพื่อรับยาต้านไวรัส HIV ทันทีที่สงสัยว่าอาจสัมผัสกับเชื้อ HIV หรือก่อนการสัมผัสกับเชื้อ HIV7) ตรวจเลือด หรือตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละครั้งเพื่อวัดระดับภูมิคุ้มกันร่างกายในปัจจุบัน โรคเอดส์ยังไม่พบวิธีการรักษาให้หายขาด การตรวจเลือดเมื่อมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันหรือเมื่อสัมผัสกับความเสี่ยง รวมถึงการตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ HIV สาเหตุสำคัญของโรคเอดส์ผู้ที่มีโรคแทรกซ้อน หรือโรคฉวยโอกาสจากโรคเอดส์ ควรเข้ารับการรักษาโรคแบบองค์รวมเป็นระบบ โดยแพทย์
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 131ผู้ชำนาญการ สหวิชาชีพที่มีประสบการณ์การรักษาโรคซับซ้อน หรือโรคเฉียบพลันร่วมกันแบบบูรณาการ เพื่อช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้น และเพื่อช่วยให้ผู้ติดเชื้อ มีชีวิตที่ยืนยาวได้6) โรคมือเท้าปาก โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคที่พบบ่อยใน เด็กเล็ก โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโร ส่งผลให้มีอาการเป็นไข้ เป็นแผลในปาก มีตุ่มน้ำใสตามฝ่ามือ ฝ่าเท้าและลำตัว ถือได้ว่าเป็นโรคที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่อยู่ไม่น้อย โรคมือ เท้า ปาก สามารถพบในผู้ใหญ่ได้เช่นกัน แต่จะพบได้น้อยกว่า และอาการมักจะไม่รุนแรงเท่าในเด็กเล็กอาการโรค มือ เท้า ปาก เด็ก ๆ ที่เป็นโรคมือเท้าปากจะมีอาการ มีไข้ อ่อนเพลียมีแผลในปาก ผื่นเป็นจุดแดงขึ้นที่มือ เท้า (อาจมีผื่นตามลำตัว แขนและขาร่วมด้วย)เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจะใช้ระยะเวลาฟักตัวประมาณ 3 - 7 วัน ผู้ป่วยจึงจะแสดงอาการโดยมีอาการเริ่มต้น คือ เด็กจะเริ่มมีไข้สูง 38 - 39 องศาเซลเซียส เป็นอาการนำก่อน จากนั้นจึงมีอาการอื่น ๆ ตามมาภายใน 1 - 2 วัน ได้แก่ เจ็บคอ ไม่อยากอาหาร อ่อนเพลีย และจะเริ่มมีตุ่ม ผื่น หรือแผลอักเสบมีหนองที่ผิวหนัง บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และบริเวณปากทั้งภายนอกและภายในโรคมือ เท้า ปาก สามารถหายได้เองภายใน 7 - 10 วัน แต่มีโอกาสเสี่ยงเกิดโรครุนแรงได้ เช่น ก้านสมองอักเสบ หัวใจอักเสบ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะการติดเชื้อเอนเทอโรไวรัสสายพันธุ์ 71 ( EV71 ) ทำให้มีอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการที่อาจเป็นภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ มีไข้สูง ซึม อ่อนแรง มือสั่น เดินเซ อาเจียนมาก หายใจหอบ กล้ามเนื้อกระตุก และชัก หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพาพบแพทย์โดยด่วนอาการแทรกซ้อนจะไม่สัมพันธ์กับจำนวนแผลในปากหรือตุ่มที่พบตามฝ่ามือหรือฝ่าเท้ารูปภาพที่ 6 โรคมือเท้าปากที่พบได้บ่อยในเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปีที่มา : https://th.yanhee.net
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 132การติดต่อของโรคมือ เท้า ปากโรคมือ เท้า ปาก สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย และจากการสัมผัสทางอ้อมผ่านของเล่น มือผู้เลี้ยงดู น้ำ และอาหารที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรคโดยส่วนใหญ่มักพบการแพร่ระบาดในโรงเรียนอนุบาล และสถานรับเลี้ยงเด็ก สามารถเป็นซ้ำได้อีก ถ้าได้รับเชื้อไวรัสคนละสายพันธุ์กับที่เคยเกิดวิธีการรักษาและการป้องกันโดยทั่วไปแล้ว อาการโรค มือ เท้า ปาก จะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ โดยแพทย์ จะดูแลรักษาตามอาการ เช่น การให้รับประทานยาแก้ไข้ ในรายที่เพลียมากแพทย์อาจให้นอนรักษาตัวในโรงพยาบาลและให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด ร่วมกับให้ยาลดไข้แก้ปวด ยารักษาแผลในปาก และให้ยาปฏิชีวนะในกรณีที่จำเป็น ร่วมกับการเฝ้าระวังสังเกตอาการของภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เสริมเกราะป้องกันด้วยวัคซีน โรคมือ เท้า ปาก ป้องกันได้ ด้วยวัคซีนป้องกัน โรคมือเท้าปาก (EV71) โดยแนะนำให้รับวัคซีนในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี ฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และป้องกัน การเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อจำนวน 2 เข็ม เว้นระยะห่างจากเข็มแรก 1 เดือน 7) โรคโควิด-19 โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เกิดจากไวรัสโคโรนา กลุ่มอาการทางเดินทางหายใจเฉียบพลันรุนแรง 2 (SARS-CoV-2) ซึ่งเริ่มปรากฏในเดือนธันวาคม 2562 ที่นครอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน จากนั้นได้มีการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ไปทั่วโลกในเวลาต่อมา โดยมีการเรียกชื่อโรคติดเชื้อชนิดนี้ว่า “โควิด-19”อาการทั่วไปของโรคโควิด-19อาการของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่โดดเด่น คือ อาการที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ หายใจลำบาก และมีไข้สูง ส่วนอาการอื่น ๆ อาจรวมถึงอ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ท้องร่วง เจ็บคอ มีภาวะเสียการรับรู้กลิ่นและการรู้รส แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง แต่ก็มีบางส่วนที่อาการหนักมากจนนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลในห้องไอซียู หรือในเบื้องต้นอาการไม่มากนัก แต่กลับทรุดลงด้วยกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน เกิดลิ่มเลือดอวัยวะล้มเหลวหลายอวัยวะเกิดภาวะช็อก เป็นต้น
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 133การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ไวรัสสามารถแพร่ระบาดได้ระหว่างบุคคล จากการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดเป็นหลัก โดยผ่านละอองเสมหะขนาดเล็กที่เกิดจากการไอ จาม หรือพูดคุยกัน แม้ละอองเสมหะเหล่านี้เกิดเมื่อหายใจออก แต่ปกติจะตกลงสู่พื้นหรือติดค้างบนพื้นผิววัตถุต่าง ๆ ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อในระยะไกล บุคคลอาจติดเชื้อได้จากการสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนแล้วนำมาแตะตา จมูกหรือปากของตนทำอย่างไรให้ห่างไกลจากเชื้อโควิด - 19 มาตรการที่แนะนำในการป้องกันการติดเชื้อได้แก่1. สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ที่แออัดหรือมีอากาศปิด2. หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์3. เว้นระยะห่างทางกายกับผู้อื่น โดยเฉพาะจากผู้ที่มีอาการน่าสงสัย4. ปิดปากและจมูกขณะมีการไอหรือจามด้วยกระดาษทิชชูหรือข้อพับศอก5. งดนำมือที่ไม่ได้ล้างแตะหรือสัมผัสบริเวณใบหน้า6. รีบอาบน้ำสระผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเมื่อกลับถึงบ้าน
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 134แนวคำตอบกิจกรรมบทที่ 6 โรคติดต่อเรื่องที่ 1 โรคติดต่อ กิจกรรมที่ 1โรคติดต่อ หมายถึง โรคที่สามารถถ่ายทอดหรือติดต่อจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปยังอีกสิ่งมีชีวิตหนึ่งได้ โดยไม่จำกัดว่าสิ่งมีชีวิตนั้นจะเป็นมนุษย์หรือไม่ก็ตาม โดยการสัมผัสโดยตรง การสูดดมหายใจเอาเชื้อที่แพร่จากผู้ป่วย การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ หรือแม้แต่ผ่านตัวกลางที่เรียกว่า พาหะ หากเชื้อติดต่อนั้น ๆ มีการแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วสู่ชุมชนที่มีประชากรจำนวนมากโรคดังกล่าวก็กลายเป็นโรคระบาดสามารถป้องกันด้วยการ ล้างมือทุกครั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร สัมผัสสิ่งของสาธารณะ หลังขับถ่าย หรือใช้ห้องน้ำ หลีกเลี่ยงการคลุกคลี ใกล้ชิด และใช้ของใช้ร่วมกับผู้ป่วยโรคระบาด สวมหน้ากากอนามัย หมั่นทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ ถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกายเป็นประจำตามความเหมาะสม กิจกรรมที่ 2โรคติดต่อ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่1. โรคติดต่ออันตราย หมายถึง โรคติดต่อที่มีความรุนแรงสูงและสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน (2566) มีทั้งหมด 13 โรค ได้แก่ กาฬโรค ไข้ทรพิษหรือฝีดาษ ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก ไข้เวสต์ไนล์ ไข้เหลือง ไข้ลาสซา โรคติดต่อไวรัสนิบาห์ โรคมอร์สและวัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก2. โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง หมายถึง โรคติดต่อที่ต้องการติดตาม ตรวจสอบ หรือจัดเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบัน (2566) มีทั้งหมด 57 โรค เช่น ไข้กาฬหลังแอ่น ไข้มาลาเรีย ไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ ไข้หัด ตาแดง ไวรัสซิกา โรคเอดส์ โรคมือเท้าปาก โรคสุกใส วัณโรค โรคพิษสุนัขบ้า รวมทั้งโควิด-19 ด้วย3. โรคระบาด หมายถึง โรคติดต่อหรือโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคแน่ชัด ซึ่งอาจแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง หรือมีภาวะของการเกิดโรคระบาดมากผิดปกติกว่าเท่าที่เคยเป็นมา
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 135เรื่องที่ 2 การป้องกันและการรักษาโรคติดต่อ กิจกรรม1. โรคฉี่หนู 2. โรคกาฬโรค3. โรคตาแดง 4. โรคไข้เลือดออกไครเมียนคองโก5. โรคเอดส์ 6. โรคโควิด – 197. โรคมือ เท้า ปาก 8. โรคไข้เลือดออกไครเมียนคองโก9. โรคผิวหนัง 10. โรคผิวหนัง
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 136บทที่ 7เรื่อง สารเสพติด ตัวชี้วัด/สรรถนะย่อย1. บอกความหมาย ประเภทและลักษณะของสารเสพติด2. ตระหนักถึงอันตราย และผลกระทบสารเสพติดที่มีผลต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน3. แนะนำผู้อื่นเกี่ยวกับอันตรายของสารเสพติดวิธีการป้องกัน และหลีกเลี่ยง4. บอกถึงอันตรายจากสารเสพติดทั้งต่อตนเองครอบครัวและสังคม ขอบข่ายเนื้อหาเรื่องที่ 1 ประเภทของสารเสพติดเรื่องที่ 2 อันตราย และการป้องกันสารเสพติด มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของสารเสพติดตลอดจนอันตราย และการป้องกันสารเสพติดสาระสำคัญ
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 137 ยาเสพติด หมายถึง สารใดก็ตามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือสารที่สังเคราะห์ขึ้นเมื่อนำเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะโดยวิธีรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือด้วยวิธีการใด ๆ แล้ว ทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจนอกจากนี้ยังจะทำให้เกิดการเสพติดได้หากใช้สารนั้นเป็นประจำทุกวัน หรือวันละหลาย ๆ ครั้ง มีความหมายตามกฎหมาย ได้แก่“ยาเสพติด” หมายความว่า ยาเสพติดให้โทษ วัตถุออกฤทธิ์ หรือสารระเหย “ยาเสพติดให้โทษ” หมายความว่า สารเคมี พืช หรือวัตถุชนิดใด ๆ ซึ่งเมื่อเสพแล้วทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจในลักษณะสำคัญ เช่น ต้องเพิ่มขนาดการเสพขึ้นเป็นลำดับ มีอาการถอนยา เมื่อขาดยา มีความต้องการเสพทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงตลอดเวลา และสุขภาพโดยทั่วไปจะทรุดโทรมลง กับให้รวมถึงสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษด้วย แต่ไม่หมายความรวมถึง ยาสามัญประจำบ้านบางตำรับที่มียาเสพติดให้โทษผสมอยู่ตามกฎหมายว่าด้วยยา“วัตถุออกฤทธิ์” หมายความว่า วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่เป็นสิ่งธรรมชาติ หรือที่ได้จากสิ่งธรรมชาติ หรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่เป็นวัตถุสังเคราะห์“สารระเหย” หมายความว่า สารเคมีหรือผลิตภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้เพื่อสนองความต้องการของร่างกายหรือจิตใจซึ่งทำให้สุขภาพโดยทั่วไปทรุดโทรม ประเด็นอภิปรายเพื่อการเรียนรู้1. สารเสพติด และยาเสพติด ตามความเข้าใจของเรามีอะไรบ้าง2. ประเภทลักษณะ หรือชนิด ของยาเสพติดที่เรารู้จัก มีอะไรบ้างกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ กิจกรรมให้ผู้เรียนตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง1. ให้ผู้เรียนบอกความหมาย ของสารเสพติดหรือยาเสพติด ตามความเข้าใจ2. จงยกตัวอย่างของประเภทของยาเสพติดเรื่องที่ 1 ความหมาย ประเภทของสารเสพติด
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 138 เนื้อหาสาระความหมายของยาเสพติดยาเสพติดให้โทษ คือ สารเคมี พืช หรือวัตถุชนิดใด ๆ ซึ่งเมื่อเสพแล้ว ทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจในลักษณะสำคัญ เช่น ต้องเพิ่มขนาดการเสพขึ้นเป็นลำดับ มีอาการถอนยาเมื่อขาดยามีความต้องการเสพทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงตลอดเวลา และสุขภาพโดยทั่วไปจะทรุดโทรมลง กับให้รวมถึงสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษด้วย แต่ไม่หมายความรวมถึง ยาสามัญประจำบ้าน บางตำรับที่มียาเสพติดให้โทษผสมอยู่ตามกฎหมายว่าด้วยยาประเภทของสารเสพติด1. แบ่งตามแหล่งที่เกิด แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ยาเสพติดธรรมชาติยาเสพติดสังเคราะห์ 1.1 ยาเสพติดธรรมชาติคือยาเสพติดที่ผลิตขึ้นมาจากพืช เช่น ฝิ่น กระท่อม กัญชารูปภาพที่ 1 ยาเสพติดธรรมชาติที่มา : https://www.oncb.go.th 1.2 ยาเสพติดสังเคราะห์คือ ยาเสพติดที่ผลิตขึ้นด้วยกรรมวิธีทางเคมี เช่นรูปภาพที่ 2 ยาเสพติดสังเคราะห์ที่มา https://www.oncb.go.th
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 1392. แบ่งตามการออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ กดระบบประสาท กระตุ้นระบบประสาท หลอนระบบประสาท ออกฤทธิ์ผสมผสาน 2.1 ประเภทกดระบบประสาท ผลกระทบของยาเสพติดประเภทนี้คือจะทำให้เกิดความง่วง เฉื่อยชา ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ตัวอย่าง เช่น ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีนสารระเหย 2.2 ประเภทกระตุ้นระบบประสาท ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนคือ ทำให้ผู้เสพรู้สึกตื่นตัว เพราะสารจะเข้าไปกระตุ้นระบบประสาททำให้ทำงานมากขึ้น รู้สึกกระวนกระวายวิตกกังวลตัวอย่าง เช่น ยาบ้า (แอมเฟตามีน)ไอซ์ยาอี2.3 ประเภทหลอนระบบประสาทเป็นยาเสพติดที่ทำให้เกิดภาพหลอน ได้ยินเสียงต่าง ๆ จนอาจทำให้เกิดอาการบ้าคลั่งได้ โดยสารเสพติดประเภทนี้ ตัวอย่าง เช่น แอลเอสดีเห็ดขี้ควาย สารระเหยรูปภาพที่ 3 ยาเสพติดประเภทกดประสาทที่มา https://www.oncb.go.thรูปภาพที่ 4 ยาเสพติดประเภทกระตุ้นกระตุ้นประสาทที่มา https://www.oncb.go.thรูปภาพที่ 5 ยาเสพติดประเภทหลอนประสาทที่มา https://www.oncb.go.th
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 1402.4 ประเภทออกฤทธิ์ผสมผสาน คือ ในช่วง แรกออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทเมื่อเสพมากขึ้นจะออกฤทธิ์กดประสาทและทำให้ประสาทหลอน ซึ่งได้แก่กัญชารูปภาพที่ 6 ยาเสพติดประเภทออกฤทธิ์ผสมผสานที่มา https://www.oncb.go.th
รายวิชาสุขภาวะและศิลปะ ระดับประถมศึกษา 141 อันตราย และการป้องกันสารเสพติดอันตรายและโทษของการติดยาเสพติดทำลายประสาทสมอง จิตใจเสื่อม ซึมเศร้า กังวล เลื่อนลอย และเป็นโรคจิตจากพิษยานั้น ๆ เสียบุคลิกภาพ ขาดความสนใจตนเอง ขาดสติสัมปชัญญะ ร่างกายซูบซีด อ่อนเพลีย พิษยาทำลายอวัยวะต่าง ๆ ให้เสื่อมลง มีโรคแทรกได้ง่ายการป้องกันการติดยาเสพติดการป้องกันตนเองไม่ใช้ยาโดยมิได้รับคำแนะนำจากแพทย์และไม่ทดลองเสพยาเสพติดทุกชนิดโดยเด็ดขาด เพราะติดง่ายหายยาก ป้องกันครอบครัวสอดส่องดูและเด็กบุคคลในครอบครัว หรือที่อยู่รวมกัน อย่าให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ต้องคอยอบรม สั่งสอนให้รู้ถึงโทษและภัยของยาเสพติด หากมีผู้เสพยาเสพ ประเด็นอภิปรายเพื่อการเรียนรู้1. อันตรายและโทษของการใช้สารเสพติด ตามความรู้ ตามความเข้าใจของผู้เรียนมีอะไรบ้าง2. ผู้เรียนจะมีการป้องกันตนเอง และป้องกันครอบครัว อย่างไรบ้างกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ กิจกรรมที่ 11. ให้ผู้เรียนบอกโทษและอันตรายจากสารเสพติด มีกี่ด้าน อะไรบ้าง2. ให้ผู้เรียนบอกวิธีป้องกันตนเองจากสารเสพติดมาคนละ 5 ข้อเรื่องที่ 2