The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ภาคเหนือ
การพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบActive Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนือ)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by naree, 2021-12-28 01:41:19

รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ภาคเหนือ

รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ภาคเหนือ
การพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบActive Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนือ)

รายงานวิจยั ฉบับสมบรู ณ์

การพฒั นานวตั กรรมเพอ่ื ยกระดบั การพัฒนาคุณภาพการศึกษาดว้ ยรปู แบบ
Active Learning สำหรบั ครูและบุคลากรทางการศึกษา

สังกัดสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน (ภาคเหนอื )

ผศ.ดร.สพุ จน์ ทรายแก้ว
ดร.นารี คหู าเรอื งรอง
ผศ.ดร.เลอลกั ษณ์ โอทกานนท์

รายงานฉบับน้เี ป็นส่วนหนง่ึ ของโครงการการพฒั นานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพฒั นาคณุ ภาพ
การศกึ ษาด้วยรปู แบบ Active Learning สำหรับครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา
สังกดั สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน (ภาคเหนือ)
โดยความรว่ มมอื ระหว่างสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน
กับมหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ปีงบประมาณ 2564

(ข)

กิตตกิ รรมประกาศ

วจิ ัยเรื่องการศึกษาโครงการพัฒนานวตั กรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา
ด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรม
การการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนือ) สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาอนุเคราะห์จากสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่สนับสนุน ส่งเสริมการดำเนินงานจัดทำวิจัยในครั้งนี้เป็นอย่างดียิ่งมาโดย
ตลอด นอกจากนี้ผู้วิจัยขอกราบ ขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ ทรายแก้ว อธิการบดี
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ที่ได้กรุณาให้ข้อคิด คำแนะนำ ช่วยเหลือ
ในการแนะแนวทางการจัดทำ งานวจิ ยั ท่ถี ูกตอ้ ง จงึ ทำให้งานวจิ ัยดงั กลา่ วเสร็จสมบรู ณด์ ้วยดี

ท้ายนี้ ขอขอบพระคุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน
ผทู้ รงคุณวุฒิ และครูผสู้ อน ที่ให้ขอ้ มลู ให้ความชว่ ยเหลือ แนะนำในการทำงานวจิ ัยจนงานสำเรจ็ ลลุ ว่ ง
ดว้ ยดี

ดร.นารี คหู าเรอื งรอง
หวั หนา้ โครงการวิจยั

(ค)

บทคัดย่อ

ช่อื เรื่อง การศึกษาโครงการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดบั การพฒั นาคุณภาพการศึกษา
ดว้ ยรปู แบบ Active Learning สำหรบั ครูและบุคลากรทางการศึกษา
สงั กดั สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน (ภาคเหนือ)

ผศู้ ึกษา ผศ.ดร.สุพจน์ ทรายแก้ว, ดร.นารี คหู าเรอื งรอง และผศ.ดร.เลอลักษณ์ โอทกานนท์
ปีทีท่ ำการศกึ ษา 2564

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) กระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการ
พัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัด
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน (ภาคเหนือ) 2) ความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนา
นวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและ
บคุ ลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (ภาคเหนือ) 3) แนวทางการนำ
กระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active
Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(ภาคเหนือ) ไปใชใ้ นสถานศึกษา

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ศึกษานิเทศก์
ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 150 คน และคณะทำงาน
ฝ่ายบริหารโครงการกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วย
รูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนือ) โดยวิธีการเจาะจง จำนวน 6 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การ
พรรณนาวเิ คราะห์เนือ้ หาและการวเิ คราะหข์ อ้ มูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน

ผลการวจิ ัย พบวา่
1. กระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ
Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนือ) ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะต้นน้ำ ได้แก่ การอบรมปฏิบัติการ
พัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดบั การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning นวัตกรรม
ครูสู่นวัตกรรมนักเรียน 2) ระยะกลางน้ำ ได้แก่ การนิเทศติดตามแบบ Coaching and Mentoring
โดยใช้ห้องเรียนเป็นฐานและกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning
Community : PLC) และ 3) ระยะปลายน้ำ ถอดบทเรียนผลติ วดี ทิ ศั น์กลวิธสี อนและประชาสมั พนั ธ์

(ง)

2. ความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนือ) พบว่า โดยรวมมีความเหมาะสมระดับมากที่สุด
( ̅= 4.56) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านท่ีมีความเหมาะสมระดับมากที่สุดเรียงลำดับจาก
ค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย ดังน้ี ด้านการการนิเทศกำกับติดตาม ( ̅= 4.75) และด้านการถอดบทเรียน
และจัดทำวีดิทัศน์กลวิธีสอน ( ̅= 4.57) ตามลำดบั ส่วนดา้ นท่ีมีความเหมาะสมระดับมาก เรียงลำดบั
จากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย ดังน้ี ด้านประโยชน์ที่ได้รับ ( ̅= 4.50) และด้านอบรมปฏิบัติการ ( ̅= 4.40)
ตามลำดบั

3. แนวทางการนำกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนือ) ไปใช้ในสถานศึกษา พบว่า ศึกษานิเทศก์ ครูผู้สอน
และผู้บริหาร มีความคิดเห็นสอดคล้องกันมากที่สุด คือ การกำหนดกลยุทธ์ด้านการจัดการเรียนรู้
แบบ Active Learning รองลงมาเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ การบูรณาการจัดทำแผนพัฒนาครู
และบุคลากรระดับเขตพื้นที่และสถานศึกษาที่สอดคล้องกัน การจัดสรรงบประมาณครอบคลุม
การพัฒนาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระยะต้นน้ำ ระยะกลางน้ำ และระยะปลายน้ำ การสร้างเครือข่าย
ผู้เชี่ยวชาญร่วมกับมหาวิทยาลัย การสร้างความเข้มแข็งของพื้นที่ด้วยเครือข่ายครูต้นแบบ
การจัดระบบนิเทศติดตามให้สอดคล้องกับสภาพสังคมแบบ New Normal และการเชื่อมโยง
การพัฒนาครแู ละบคุ ลากรกับการสง่ เสริมวิชาชพี โดยเฉพาะเรื่องวทิ ยฐานะ ตามลำดับ

คำสำคัญ กระบวนการพัฒนานวัตกรรม / การยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ
Active Learning / ครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา

(จ)

Abstract

Title: The Study of Innovation Development Projects for Enhancement of
Educational Quality Development with an Active Learning model for teachers and
educators Under the Office of the Basic Education Commission (Northern Region)
Researcher: Asst. Prof. Dr. Supot Saikaew, Dr. Naree Khuharueangrong and Asst. Prof.
Dr. Lelux Othkanon
Year of study: 2021

The objectives of this research were to study 1 ) innovation development
processes to enhance educational quality development through the Active Learning
model for teachers and educational personnel under the Office of the Basic
Education Commission(Northern Region); 2) the appropriateness of the development
process. Innovations to enhance educational quality development with the Active
Learning model for teachers and educational personnel under the Office of the Basic
Education Commission (Northern Region). Active Learning for teachers and
educational personnel under the Office of the Basic Education Commission
(Northern Region) to use in educational institutions

This research is an integrated research methodology. The key informants
were 1 5 0 supervisors, school administrators and teachers by simple random
sampling method, and a working group. Project Management Department of
Innovation Development Process for Enhancement of Educational Quality
Development with Active Learning Model for Teachers and Educational Personnel
under the Office of the Basic Education Commission (Northern Region) by a specific
method, 6 persons. Data were analyzed by using description. Content analysis and
data analysis by averaging standard deviation
The results of the research found that

1 . Innovative development process to enhance educational quality
development through the Active Learning model for teachers and educational
personnel under the Office of the Education Commission. Basic (Northern Region)
consists of 3 phases: 1) Upstream phase, which is innovation development training

(ฉ)

to enhance educational quality development through Active Learning model,
teacher innovation to student innovation; 2) Mid-water phase, which is coaching and
follow-up supervision Classroom-based Mentoring and Professional Learning
Community Process (Professional Learning Community : PLC) and 3 ) downstream
phase: transcript of lessons, video production, teaching strategies and public
relations.

2 . The suitability of the innovation development process to enhance the
development of educational quality with the Active Learning model for teachers
and educational personnel under the Office of the Basic Education Commission
(Northern Region) was found to be at the most appropriate level. ( ̅ = 4.56) When
considering each aspect, it was found that the aspects with the highest level of
suitability were ordered from the highest to lowest mean as follows: supervision
and follow-up ( ̅ = 4.75) and lesson transcript and V. teaching strategies ( ̅ = 4.57),
respectively. Sorted from highest to lowest average as follows: benefits received
( ̅ = 4.50) and training ( ̅ = 4.40), respectively.

3 . Guidelines for implementing innovation development processes to
enhance educational quality development through the Active Learning model for
teachers and educational personnel Under the Office of the Basic Education
Commission (Northern Region) to use in educational institutions. The most
consistent opinions were on the formulation of strategies for learning management.
Active Learning model, followed by descending order as follows: Integration of
development plans for teachers and personnel at the area level and corresponding
educational institutions. comprehensive budget allocation systematic development
from upstream, midstream, and downstream Creating a network of experts with
universities Strengthening the area through a network of model teachers Organizing
the supervision system in accordance with the New Normal social condition and
connection Development of teachers and personnel and professional promotion,
especially on academic standing, respectively.

Keywords: innovation development process / upgrading of educational quality
development through Active Learning model / teachers and educational personnel

(ช)

สารบัญ

หน้า

กิตติกรรมประกาศ............................................................................................................... (ข)
บทคัดย่อภาษาไทย.............................................................................................................. (ค)
บทคัดย่อภาษาอังกฤษ......................................................................................................... (จ)
สารบัญ............................................................................................................................. .... (ช)
สารบัญตาราง....................................................................................................................... (ฌ)
สารบญั ภาพ......................................................................................................................... (ฎ)
บทที่
1 บทนำ..................................................................................................................... ..... 1
1
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา................................................................... 4
วัตถุประสงคก์ ารวิจยั ................................................................................................. 5
ความสำคญั ของวจิ ัย.................................................................................................. 5
ขอบเขตของการวจิ ัย................................................................................................. 7
ผลทคี่ าดวา่ จะได้รบั ................................................................................................... 7
นิยามศพั ท์เฉพาะ...................................................................................................... 9
2 เอกสารและงานวิจัยทเี่ กีย่ วขอ้ ง................................................................................... 9
การจดั การเรียนรเู้ ชิงรกุ (Active Learning)............................................................. 26
กระบวนการคิดขั้นสูงเชงิ ระบบ GPAS 5 STEPS...................................................... 35
ชมุ ชนการเรยี นรทู้ างวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC)......... 44
แผนการจดั การเรียนรู้............................................................................................... 53
การนิเทศการศกึ ษา................................................................................................... 67
การพัฒนาบุคลากร................................................................................................... 76
การฝึกอบรม............................................................................................................. 95
งานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วข้อง................................................................................................... 101
3 วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ยั ........................................................................................................ 101
ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง....................................................................................... 102
เคร่อื งมือวิจัย............................................................................................................ 103
การสร้างและการหาประสทิ ธภิ าพเครื่องมอื ในการวิจัย............................................

(ซ)

สารบัญ (ตอ่ )

หนา้

การดำเนินการวจิ ยั ................................................................................................... 107
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู .............................................................................................. 114
การวเิ คราะหข์ ้อมลู และสถติ ิทีใ่ ช้ในการวจิ ยั .............................................................. 114
4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล................................................................................................. 116
ระยะที่ 1 การศกึ ษากระบวนการพฒั นานวัตกรรมเพ่ือยกระดบั การพฒั นาคุณภาพ
การศึกษาดว้ ยรปู แบบ Active Learning สำหรับครแู ละบุคลากรทางการศึกษา 116
สังกดั สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน (ภาคเหนือ)..............................
ระยะท่ี 2 ศึกษาความเหมาะสมของกระบวนการพฒั นานวตั กรรมเพ่ือยกระดบั การ 123
พฒั นาคุณภาพการศึกษาดว้ ยรปู แบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากร
ทางการศกึ ษา สงั กัดสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน(ภาคเหนือ)....... 129
ระยะที่ 3 แนวทางการนำกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนา 130
คุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการ 131
ศกึ ษา สงั กัดสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พื้นฐาน (ภาคเหนือ)..................... 135
5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ............................................................................ 138
สรุปผลการวจิ ยั ......................................................................................................... 139
อภิปรายผล............................................................................................................... 143
ขอ้ เสนอแนะ............................................................................................................. 144
บรรณานุกรม................................................................................................................... .....
ภาคผนวก................................................................................................................ ............ 155
ภาคผนวก ก. เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั ........................................................................ 167
ภาคผนวก ข. โครงการการพัฒนานวตั กรรมเพื่อยกระดบั การพัฒนาคุณภาพ
การศกึ ษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา 179
สงั กัดสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน (ภาคเหนอื )................................
ภาคผนวก ค. คมู่ อื วิทยากร.........................................................................................
ภาคผนวก ง. ภาพประกอบโครงการพฒั นานวตั กรรมเพื่อยกระดบั คุณภาพการจัด
การศกึ ษารปู แบบ Active Learning สำหรบั ครูและบุคลากรทางการศึกษา
สงั กดั สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน (ภาคเหนือ)................................

(ฌ)

สารบญั ตาราง

ตาราง หนา้

2.1 แผนการจัดการเรียนรแู้ บบเขียนโดยใช้คำสำคญั 10 คำ.......................................... 51
2.2 แสดงการคัดเลือกกลยทุ ธ์ในการสอนตามแนวความคิดของบลูม............................. 82
3.1 รายชอื่ ผใู้ หข้ อ้ มลู ในการสัมภาษณ์ จำนวน 36 คน........................................................... 109
3.2 รายชอ่ื ผูเ้ ชยี่ วชาญ จำนวน 15 คน.................................................................................... 113
4.1 ความเหมาะสมและความสอดคล้องของแนวคิด จดุ ประสงค์ และโครงสรา้ งของ 117
118
หลักสตู รการฝึกอบรม.............................................................................................. 119
4.2 ความเหมาะสมและความสอดคล้องของจดุ ประสงค์ของหลักสูตรการฝกึ อบรม 120
121
เนื้อหา กิจกรรม ส่อื การวดั และประเมินผล Module 1.........................................
4.3 ความเหมาะสมและความสอดคล้องของ จดุ ประสงค์ของการฝกึ อบรม เนื้อหา 123

สาระ กจิ กรรม ส่ือ และการวดั ผลประเมนิ ผล Module 2....................................... 124
4.4 ความเหมาะสมและความสอดคล้องของจุดประสงค์ของการฝึกอบรม เนื้อหาสาระ
125
กิจกรรม สื่อ และการวัดและประเมินผล Module 3..............................................
4.5 ความเหมาะสมและความสอดคล้องของจุดประสงค์ของการฝกึ อบรม เนื้อหาสาระ

กจิ กรรม สอื่ และการวดั และประเมินผล Module 4..............................................
4.6 ความเหมาะสมของกระบวนการพฒั นานวตั กรรมเพื่อยกระดับการพฒั นาคุณภาพ

การศึกษาดว้ ยรปู แบบ Active Learning สำหรับครแู ละบุคลากรทางการศึกษา
สงั กดั สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน (ภาคเหนอื ).............................
4.7 ความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพฒั นาคุณภาพ
การศกึ ษาด้วยรปู แบบ Active Learning สำหรับครแู ละบุคลากรทางการศึกษา
สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน (ภาคเหนือ) ด้านอบรม
ปฏิบตั ิการ...............................................................................................................
4.8 ความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพฒั นาคณุ ภาพ
การศึกษาดว้ ยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา
สงั กดั สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน (ภาคเหนอื ) ด้านการนิเทศ
กำกับ ติดตามผล......................................................................................................

(ญ)

สารบญั ตาราง (ต่อ)

ตาราง หน้า

4.9 ความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวตั กรรมเพื่อยกระดบั การพฒั นาคุณภาพ 126
การศกึ ษาดว้ ยรปู แบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา 128
สังกดั สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน (ภาคเหนอื )
ด้านการถอดบทเรียนและจัดทำวดี ิทัศน์กลวิธีสอน..................................................

4.10 ความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคณุ ภาพ
การศกึ ษาด้วยรปู แบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา
สงั กดั สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน (ภาคเหนือ)
ดา้ นประโยชน์ทไ่ี ดร้ บั ...............................................................................................

(ฎ)

สารบัญภาพ

ภาพ หนา้

2.1 กรวยแห่งการเรียนรู้................................................................................................... 14
2.2 ทกั ษะการคดิ ในโครงสรา้ ง GPAS............................................................................... 32
2.3 โครงสรา้ งทักษะกระบวนการ GPAS แบบที่ 1.......................................................... 33
2.4 โครงสร้างทกั ษะกระบวนการ GPAS แบบที่ 2.......................................................... 33
2.5 โครงสรา้ งทักษะกระบวนการ GPAS แบบที่ 3.......................................................... 34
2.6 ความจำเปน็ ในการฝกึ อบรม...................................................................................... 92
3.1 แบบแผนการดำเนนิ การวจิ ัย...................................................................................... 108
4.1 นวตั กรรมยกระดบั คุณภาพการศึกษา........................................................................ 122

บทท่ี 1

บทนำ

ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา
สังคมอนาคตมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ

ที่ขับเคล่ือนด้วยนวัตกรรม หรือ “Value–Based Economy” โดยมีดิจิทัลเป็นโครงสร้างพื้นฐาน
ซึ่งระบบเศรษฐกิจดังกล่าวมีความเป็นพลวัตสูงที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลนั กรอบทักษะการเตรียมคนไทย
สสู่ ังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ผู้เรียนท่ีเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศจึงต้องมีทักษะการเรียนรู้
และทักษะการพัฒนานวัตกรรมท้ังการผลิตและการบริการ จำเป็นอย่างยิ่งท่ีต้องให้ความสำคัญกับ
ทักษะสำหรับคนในอนาคต ได้แก่ ทักษะการแก้ไขปัญหาท่ีซับซ้อน ทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะ
ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการบริหารจัดการคน ทักษะการทำงานร่วมกัน ทักษะความฉลาดทางอารมณ์
ทักษะการประเมินและตัดสินใจ ทักษะการมีใจรักการบริการ ทักษะการเจรจาต่อรอง ทักษะความยืดหยุ่น
ทางความคิด ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับประเด็นคุณภาพและประสิทธิภาพการจัดการศึกษา
รองรับคนในอนาคตในทุกมิติ ทั้งผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการพลเรือน และ
ผบู้ รหิ ารทุกระดับ ตลอดจนสถานศกึ ษาทุกระดบั ทุกประเภท โดยบรู ณาการการทำงานรว่ มกันระหว่าง
ส่วนราชการให้มีความคล่องตัว สามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้ เพ่ือดำเนินการปฏิรูปการศึกษาร่วมกับ
ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ตามนโยบายประชารัฐให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และแสดงผลงาน
เชิงประจักษ์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการปรับการเรียนเปล่ียนการสอน Active Learning จากการ
เนน้ เน้อื หาเป็นเนน้ กระบวนการพฒั นาเปน็ นวัตกรรม ครตู ่อยอดสูน่ วตั กรรมผู้เรียน

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน ได้สานต่อนโยบายรัฐบาล พัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบ ให้มีการดำเนินการ
ที่ได้ผลและมีความต่อเน่ือง เพ่ือให้เกิดผลท่ีเป็นรูปธรรม ผลผลิตจากการจัดการศึกษาข้ันพื้นฐานคือ
นักเรียนเป็นทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญท่ีสุดต่อความสำเร็จของการปรับเปลี่ยน
โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยดำเนินการเสริมสร้างศักยภาพครูและบุคลากรทางการ
ศึกษา เพ่ือสร้างความเข้มแข็งของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครูอย่างเป็นระบบในการพัฒนา
ทักษะการสอนแนวใหม่ การใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้สร้างผู้เรียนเป็นนวัตกรโดยใช้ห้องเรียน
เปน็ ฐาน จะช่วยใหค้ รูและบุคลากรทางการศกึ ษาสามารถพฒั นาการเรยี นการสอนตามแนวคดิ Active
Learning การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ การเผยแพร่นวัตกรรม ซ่ึงทำให้เกิด
การพฒั นาที่ย่ังยืนในสถานศกึ ษา

มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มียุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา

2

ท้องถิ่นประการหน่ึงคือ ด้านการศึกษา ได้พัฒนาการจัดการเรียนรู้แนวใหม่แบบ ABCD Model
ประกอบด้วย 1) Active Learning ผู้เรยี นสร้างการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองผา่ นการปฏบิ ตั ิจรงิ 2) Blended
Learning จัดประสบการณ์ทั้งการเรียนรู้ในห้องเรียนและการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านสื่อการเรียน
แบบ Classroom และ Online 3) Collaborative Learning การจัดให้ผู้เรียนเรียนรู้ร่วมกับเพื่อน
และอาจารย์ทั้งในห้องเรียนและส่ือออนไลน์ 4) Design Thinking for Learning Outcomes
ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ พัฒนากิจกรรม หรือหลักสูตรรายวิชา เน้นสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้
โดยเฉพาะด้านการศึกษาขั้นพ้ืนฐานได้พัฒนาโรงเรียนสาธิตให้เป็นต้นแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้
“นวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมผู้เรียน” ปรับการเรียนเปล่ียนการสอนรูปแบบ Active Learning : GPAS
5 Steps มีผลงานเป็นท่ีประจักษ์ท้ังโรงเรยี นสาธติ และโรงเรียนเครือข่าย จำนวน 70 โรงเรยี น เป็นทยี่ อมรับ
จากสังคมอยา่ งกวา้ งขวาง เห็นได้จากการเย่ียมชมศึกษาดูงานจากองคมนตรีและคณะ นายกรัฐมนตรี
และคณะรัฐมนตรี คณะกรรมาธกิ ารด้านการศึกษา และหน่วยงานอื่น ๆ จำนวนมาก

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้พิจารณาเห็นชอบจัดทำบันทึกข้อตกลง
ความร่วมมือ (MOU) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ
วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดทำโครงการผลิตส่ือชุดกิจกรรมวีดิทัศน์การสอนเช่ือมโยงสู่
Active Learning เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563 โดยได้ดำเนินงานแล้วเสร็จเมื่อวันท่ี 30
กันยายน พ.ศ. 2563 จากผลการดำเนินงานโครงการน้ีมีครูผู้สอนได้รับการพัฒนาด้วยรูปแบบห่วงโซ่
คุณค่า พัฒนาห้องเรียนเป็นฐาน มีการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ คือ ระยะต้นน้ำ เพ่ิมพูนสมรรถนะ
การสอน ระยะกลางน้ำ พัฒนาโดยใช้ห้องเรียนเป็นฐาน ระยะปลายน้ำ สะท้อนผลพัฒนาต่อยอด
ที่ได้รับผลผลิตจากโครงการ ได้แก่ ครูได้รับการพัฒนา Active Learning : GPAS 5 Steps จำนวน
200 คน ครูและผู้บริหารพัฒนาเป็นโค้ช จำนวน 30 คน ส่ือชุดกิจกรรมวีดิทัศน์การสอนเชื่อมโยงสู่
Active Learning ครอบคลุมทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ถึงช้ัน
มธั ยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 1,500 ตอน ท้ังนี้มหาวิทยาลัยได้ศึกษาวิจยั การผลิตส่ือชุดกิจกรรมวีดิทัศน์
การสอนเชอ่ื มโยงสู่ Active Learning มีวัตถปุ ระสงค์เพื่อ 1) กระบวนการผลิตสื่อชุดกิจกรรมวีดิทัศน์
การสอนเช่ือมโยงสู่ Active Learning 2) ความเหมาะสมของสื่อชุดกิจกรรมวีดิทัศน์การสอน
เชื่อมโยงสู่ Active Learning 3) แนวทางการนำสื่อชุดกิจกรรมวีดิทัศน์การสอนเช่ือมโยงสู่ Active
Learning ไปใช้ในสถานศึกษา การวิจัยน้ีเป็นการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานการวิจัย
เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน โดยวิธีการ
สุ่มอย่างง่าย จำนวน 150 คน และคณะทำงานฝ่ายบริหารโครงการผลิตส่ือชุดกิจกรรมวีดิทัศน์
การสอนเช่ือมโยงสู่ Active Learning โดยวิธีการเจาะจง จำนวน 6 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้
การพรรณนาวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉล่ีย ค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย พบว่า 1) กระบวนการผลิตสื่อชุดกิจกรรมวีดิทัศน์การสอนเช่ือมโยงสู่ Active Learning

3

ประกอบด้วย 5 ข้ันตอน ได้แก่ 1.1) ขั้นวางแผน (Planning) 1.2) ขั้นเตรียมการ (Pre-Production)
1.3) ขั้นทดสอบสอน (Teaching Test) 1.4) ขั้นถ่ายทำ (Production) และ 1.5) ข้ันประเมินผลและ
ควบคุมคุณภาพสื่อ (Post Production) 2) ความเหมาะสมของส่ือชุดกิจกรรมวีดิทัศน์การสอน
เช่ือมโยงสู่ Active Learning พบว่า โดยรวมมีความเหมาะสมระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน
พบว่า มีความเหมาะสมระดับมากทุกด้าน ประกอบด้วย ด้านการออกแบบระบบการเรียนการสอน
มีความเหมาะสมสูงท่ีสุด รองลงมาเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านประโยชน์ที่ได้รับ
ด้านภาพรวมของส่ือชุดกิจกรรมวีดิทัศน์การสอนเช่ือมโยงสู่ Active Learning ด้านการออกแบบ
หนา้ จอ ด้านเน้ือหาและการนำเสนอ และดา้ นการประเมินผลการใช้ ตามลำดับ 3) แนวทางการนำสื่อ
ชุดกิจกรรมวีดิทัศน์การสอนเช่ือมโยงสู่ Active Learning ไปใช้ในสถานศึกษา พบว่า ครูผู้สอนและ
ผู้บริหารมีความคิดเห็นสอดคล้องกันมากท่ีสุดคือ การนำไปใช้เป็นส่ือการสอนในช้ันเรียน รองลงมา
เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังน้ี การใช้เป็นบทเรียนออนไลน์ การนำไปใช้ให้นักเรียนทบทวน
บทเรียน การนำไปใช้ให้นักเรียนศึกษาท่ีบ้าน และนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ลงมือทำที่โรงเรียน
การนำไปใช้ประกอบการสอนแทนครูลากรณีต่าง ๆ การนำไปใช้สอนเสริม เตรียมการสอบ
O-Net/NT การนำไปใช้จัดค่ายวิชาการ และการนำไปให้ผู้ปกครองเตรียมการเรียนรู้ล่วงหน้า และ
การนำไปใช้สำหรับการเรียนเร็วของนักเรียนท่ีมีศักยภาพสูง การนำไปเป็นสื่อพัฒนาครูและบุคลากร
ทางการศึกษา ตามลำดับ

จากการนำส่ือชุดกิจกรรมวีดิทัศน์การสอนเชื่อมโยงสู่ Active Learning ไปใช้ในสถานศึกษา
จำนวน 10 จังหวัด ๆ ละ 10 โรงเรียน รวม 50 โรงเรียน ครอบคลุมท่ัวประเทศท้ัง 4 ภูมิภาค ได้แก่
ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ได้รับการตอบรับอย่างดีย่ิง ครูและ
บุคลากรทางการศึกษาต้องการพัฒนากระบวนการเรียนการสอน “นวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมผู้เรียน”
อย่างเปน็ ระบบและต่อเนือ่ ง ตงั้ แต่ตน้ น้ำ กลางนำ้ และปลายนำ้ ให้เหน็ ผลนวตั กรรมครูและนวัตกรรม
ผู้เรียน ตลอดจนคัดสรรครูต้นแบบเชิงกลยุทธ์กลวิธีการสอนแนวใหม่ ให้เป็นการพลิกโฉมการพัฒนา
ครูและบุคลากรทางการศึกษาท่ีให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูโดยใช้ห้องเรียนเป็นฐาน การมีโค้ช
และผู้เชี่ยวชาญเป็นวิทยากรถึงห้องเรียน โดยครูไม่ทิ้งห้องเรียน และมีความม่ันใจท่ีจะพัฒนาวิชาชีพ
และผู้เรียน ทั้งน้ี สื่อชุดกิจกรรมวีดิทัศน์การสอนเช่ือมโยงสู่ Active Learning ที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว
สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เป็นตัวอย่างสาธิตการสอนเชิงรุกให้ครแู ละบุคลากรทางการศึกษาได้ศึกษา
ถอดบทเรยี น และการประยุกต์ใชส้ ำหรับการพฒั นาครแู ละบุคลากรทางการศึกษาไดอ้ ย่างดียงิ่

นอกจากน้ียังมีงานวิจัย Active Learning ด้วยกระบวนการคิดเชิงระบบ GPAS 5 Steps
ในรูปแบบอื่น ๆ จำนวนมาก ท่ีครูผู้สอน ผู้บริหาร ได้ศึกษาวิจัย เช่น การพัฒนาความสามารถในการ
คิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS
(พรพรรณ ศรีหาวงศ์. 2562) การพัฒนาชุดการสอนรายวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค23101

4

เรอ่ื ง พื้นที่ผวิ และปริมาตร ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 โดยใช้ กระบวนการ GPAS 5 Steps (พรชัย ทาลา.
2561) ผลการใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS ท่ีมีต่อความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ
และความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศ
จังหวัดเพชรบุรี (คนึงนิตย์ ดีพันธ์. 2562) นับว่าเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ท่ีครูผู้สอนให้ความ
สนใจโดยท่ีการสอนแบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดเชิงระบบ GPAS 5 Steps ตอบสนอง
คณุ ลักษณะของคนในสงั คมอนาคตได้ชัดเจน

มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีความมั่นใจ และเข้าใจ เข้าถึง
บริบทของครู ผู้บริหาร และสถานศึกษา พร้อมที่จะพัฒนาครูและบุคลาการทางการศึกษาควบคู่กับ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมท่ีจะสะท้อนบทเรียนเป็นองค์ความรู้ในการพัฒนาขยายผล
ครอบคลุมครูทุกคนทุกโรงเรยี นต่อไปอย่างก้าวกระโดด เห็นผลเชิงประจักษ์ สามารถแสดงผลคุณภาพครู
คุณภาพผู้เรียนต่อสังคมได้อย่างกว้างขวางต่อไปได้ โดยเล็งเห็นว่าการพัฒนาครูและบุคลากรทางการ
ศึกษาควรพัฒนาทั้งประเทศ ในเบื้องต้นมุ่งพัฒนาเพ่ือสร้างโมเดลต้นแบบโดยเริ่มจากภูมิภาคใด
ภูมิภาคหนึ่งในช่วงเวลาต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ควบคู่การวิจัย และขยายผลช่วงระยะเวลาต่อไป
ตามภูมิภาคท่ีเหมาะสม เช่น เริ่มจากพัฒนาภาคเหนือเป็นต้นแบบของโมเดล พัฒนาปรับปรุงรูปแบบ
แล้วขยายผลในช่วงระยะเวลาต่อไป เป็นระยะท่ี 2 3 และ 4 สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคกลาง และภาคใต้ จนครบทุกภูมิภาค จากนั้นให้สถานศึกษา ครูท่ีได้รับการพัฒนาเป็นต้นแบบ
เปน็ แหล่งเรยี นรขู้ องครแู ละสถานศกึ ษาในภมู ิภาคนนั้ ๆ เพอื่ ขยายผลเต็มพ้ืนที่ประเทศไทยตอ่ ไป

การพัฒ นาครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งจะเป็นการพัฒ น านวัตกรรมเพื่อยกระดับ
คณุ ภาพการจัดการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในครั้งน้ี ส่งผลให้เกิดรูปแบบท่ีผ่านการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
ท่ีสามารถนำไปใชพ้ ฒั นาขยายผลในรปู แบบเดยี วกนั น้ไี ดท้ ั่วประเทศ

ในเบื้องต้นนี้มหาวทิ ยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอเสนอการพัฒนา
ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สำหรบั ภาคเหนอื เพื่อสร้างตน้ แบบของโมเดลการพัฒนารองรับการขยายผลต่อไป

วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1. เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

ด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน (ภาคเหนอื )

2. เพื่อศึกษาความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด

5

สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน (ภาคเหนอื )
3. เพื่อศึกษาแนวทางการนำกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนา

คุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนือ) ไปใช้ในสถานศึกษา

ความสำคัญของวิจยั
ผลการวิจัยคร้ังน้ีเป็นประโยชน์โดยต่อครูผู้สอน เพราะสามารถนำเอาหลักสูตรฝึกอบรม

ทส่ี ร้างขึน้ ไปใชใ้ นการพฒั นา แกป้ ัญหา และป้องกันปัญหาอันจะเกดิ กบั การเรียนการสอนได้

ขอบเขตของการวิจยั
การวิจัยคร้ังน้ี มุ่งศึกษากระบวนการ ความเหมาะสม และแนวทางการนำกระบวนการพัฒนา

นวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและ
บุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนือ) ผู้วิจัย
ไดก้ ำหนดขอบเขตการวจิ ัยไว้ดงั น้ี

ระยะที่ 1 การศึกษากระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน (ภาคเหนอื )

ขอบข่ายดา้ นเนอื้ หา
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning นวัตกรรมครูสู่นวัตกรรม
นกั เรียน (GPAS 5 Steps)
กลมุ่ เป้าหมาย
กลมุ่ เปา้ เหมายไดแ้ ก่ ครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษาที่เขา้ ร่วมโครงการ ประกอบดว้ ย

1. ครูผสู้ อน จำนวน 10 คน
2. ผู้อำนวยการสถานศกึ ษาและรองผ้อู ำนวยการสถานศึกษา จำนวน 10 คน
3. ศึกษานเิ ทศกท์ ี่ได้รบั มอบหมายให้เป็นผูป้ ระสานโครงการ จำนวน 10 คน
4. คณะกรรมการดำเนินงานโครงการ จำนวน 6 คน
ตัวแปรท่ศี ึกษา
ตัวแปรต้น ได้แก่ การสร้างและพัฒนาหลักสูตรการอบรม กระบวนการพัฒนานวัตกรรม
เพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากร
ทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (ภาคเหนือ) ซ่ึงประกอบด้วย
3 ระยะ ไดแ้ ก่ ระยะตน้ นำ้ ระยะกลางนำ้ และระยะปลายนำ้

6

ตวั แปรตาม ได้แก่
1. ความสามารถในการจดั ทำแผนการจดั การเรียนการสอนแบบ Active learning
2. ความสามารถในการจัดการเรยี นการสอนแบบ Active learning
3. ความสามารถในการนำเสนอ แลกเปล่ียนเรยี นรู้ ผลงานครูและนวตั กรรมนกั เรยี น

ระยะเวลา
ระยะเวลาทใ่ี ช้ในการวจิ ัย คอื เดอื นตุลาคม 2563 ถงึ เดือนพฤษภาคม 2564

ระยะท่ี 2 การหาความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน (ภาคเหนอื )

ขอบขา่ ยด้านเนอ้ื หา
กระบวน การพั ฒ นานวัตกรรม เพ่ือยกระดับการพั ฒ น าคุณ ภ าพการศึกษาด้วยรูปแบ บ
Active Learning
กลมุ่ เป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษา ที่เข้าร่วมโครงการ รวมจำนวน
ทงั้ ส้นิ 2,130 คน ประกอบด้วย

1. ครูผู้สอน จำนวน 2,000 คน
2. ผู้อำนวยการสถานศกึ ษา และรองผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 100 คน
3. ศกึ ษานิเทศกท์ ีไ่ ด้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานโครงการ จำนวน 30 คน
ตัวแปรท่ศี ึกษา
ความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรม ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่
1. ดา้ นรปู แบบการพฒั นา
2. ด้านหลกั สตู รการอบรมปฏบิ ัติการ
3. ด้านการพฒั นานวัตกรรมครู
4. ดา้ นนวัตกรรมนักเรยี น
5. ดา้ นการผลิตวีดิทศั นก์ ลวิธสี อนของครู
6. ดา้ นการจัดนิทรรศการและประกาศนโยบาย
ระยะเวลา
ระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการวิจัย คอื เดอื นมิถนุ ายน 2564 ถงึ เดือนสิงหาคม 2564

7

ระยะที่ 3 การหาแนวทางการนำกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน (ภาคเหนือ) ไปใชใ้ นสถานศึกษา

ขอบเขตด้านเนอ้ื หา
การหาแนวทางการนำกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศกึ ษาดว้ ยรปู แบบ Active Learning
กลมุ่ เป้าหมาย ไดแ้ ก่ สนทนากลุม่ ผ้เู ชีย่ วชาญ จำนวน 15 คน
ตวั แปรท่ศี ึกษา
ตวั แปรที่ศกึ ษา ได้แก่ แนวทางการนำกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดบั การพัฒนา
คณุ ภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning ไปใช้ประโยชน์ 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการขยายผล
ดา้ นการสร้างความเขม้ แขง็ ของพน้ื ที่ และดา้ นการสนบั สนุน
ระยะเวลา
ระยะเวลาท่ีใช้ในการวิจยั คอื เดือนตลุ าคม 2563 ถงึ เดอื นพฤษภาคม 2564

ผลทคี่ าดว่าจะไดร้ ับ
1. ครูและบุคลากรทางการศึกษามคี วามพรอ้ มจัดการเรียนรเู้ พ่ือยกระดับคุณภาพการศึกษา
2. ได้ครูต้นแบบเพ่ือขยายผลในสถานศึกษา
3. ไดค้ รวู ทิ ยากรทอ้ งถ่นิ เพ่อื ขยายผลในเขตพน้ื ที่
4. ได้นวัตกรรมครแู ละนวตั กรรมนกั เรยี นเปน็ ต้นแบบการศกึ ษาและขยายผล
5. ได้ส่ือวีดิทัศน์กลวิธีการสอนเชิงรุกของครูต้นแบบ เป็นตัวอย่างเผยแพร่แนวทางให้กับ

ครูและบุคลาการทางการศกึ ษา และผ้สู นใจทั่วไป
6. คณุ ภาพการศึกษาไดร้ ับการยกระดับให้มีผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนสูงขน้ึ
7. ครแู ละบุคลากรทางการศึกษามคี ุณภาพสูงขึน้
8. สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน มีรูปแบบการพฒั นาครูท่ีเปน็ ระบบ และ

นำไปขยายผลทุกภมู ิภาคของประเทศ

นิยามศัพทเ์ ฉพาะ
กระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา หมายถึง ข้ันตอน

และกิจกรรมท่ีนำมาใช้พัฒนาครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะตน้ น้ำ
ระยะกลางนำ้ และระยะปลายน้ำ

8

การยกระดับคุณภาพการศึกษา หมายถึง การนำกระบวนการพัฒนานวัตกรรม 3 ระยะ
ได้แก่ ระยะต้นน้ำ ระยะกลางน้ำ และระยะปลายน้ำ ที่ส่งผลต่อความสามารถในการจัดการเรียน
การสอนของครผู ลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของนกั เรียน

Active Learning หมายถึง การสอนเชิงรุกที่มุ่งเน้นการจัดกระบวนการสอนอย่างเป็น
ข้ันตอน โดยส่งเสริมให้นักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง และนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ต่อการ
ดำรงชีวิต และพฒั นาสงั คม

ครู หมายถึง ครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
ในภาคเหนือ 10 จังหวัด ท่ีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานคัดเลือกส่งให้มหาวิทยาลัย
ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

บุคลากรทางการศึกษา หมายถึง ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา
และศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ในภาคเหนือ 10 จังหวัด
ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานคัดเลือกส่งให้มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชปู ถัมภ์

กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบแบบ GPAS 5 Steps หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้
เชิงรุก (Active Learning) ที่มีจดุ เน้นเพื่อให้ผู้เรียนสรา้ งความรูด้ ้วยตนเอง แล้วนำความรู้ไปใช้ในการ
ปฏิบัติจริง ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ส่ิงท่ีได้จากกระบวนการเหล่าน้ี จะตกผลึกภายใน
ตัวของผู้เรียน จะกลายเป็นตัวตน เป็นบุคลิกภาพของผู้เรียน และสะท้อนออกมาในภาระงานหรือ
การปฏิบตั ิท่ีครูมอบหมาย ประกอบด้วย GATHERING : การรวบรวมและเลือกข้อมลู PROCESSING :
การจัดกระทำข้อมูล APPLYING : การประยุกต์ใช้ความรู้ A1 : Applying and Constructing the
Knowledge ขั้นปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติ A2 : Applying the Communication Skill
ขั้นสอ่ื สารและนำเสนอ SELF-REGULATING : การกำกับตนเอง หรือการเรยี นรไู้ ด้เอง

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจยั ท่เี ก่ยี วขอ้ ง

การศึกษาเรื่องโครงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนือ) น้ี ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเด็นต่างๆ
ดังน้ี

1. การจดั การเรียนรเู้ ชิงรกุ (Active Learning)
2. กระบวนการคดิ ข้นั สงู เชิงระบบ GPAS 5 STEPS
3. ชุมชนการเรยี นรทู้ างวิชาชพี (Professional Learning Community : PLC)
4. แผนการจัดการเรียนรู้
5. การนเิ ทศการศกึ ษา
6. การพฒั นาบคุ ลากร
7. การฝึกอบรม
8. งานวิจัยที่เกี่ยวขอ้ ง

การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
แนวคดิ และทฤษฎีของการจัดการเรียนรู้เชิงรกุ (Active Learning)
การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้

ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียน มุ่งให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ
โดยมีครูเป็นผู้อํานวยความสะดวก (Facilitator) สร้างแรงบันดาลใจ ให้คําปรึกษาดูแล แนะนํา
ทําหน้าที่เป็นโค้ชและพี่เลี้ยง (Coach & Mentor) แสวงหาเทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้ และ
แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย (Meaningful learning) ผู้เรียน
สร้างองคค์ วามรู้ได้ มีความข้าใจในตนเอง ใช้สติปัญญา คิด วเิ คราะห์ สรา้ งสรรค์ผลงานนวัตกรรมท่ีบ่งบอก
ถึงการมีสมรรถนะสําคัญในศตวรรษที่ 21 มีทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต และทักษะวิชาชีพ บรรลุ
เปา้ หมายการเรยี นรู้ตามระดบั ช่วงวยั (สาํ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน. 2562)

สุระ บรรจงจิตร (2551) ได้กล่าวถึงทฤษฎีการเรียนรู้กับรูปแบบการเรียนการสอน
แบบ Active Learning ไว้ว่า ศาสตร์เกี่ยวกับการเรียนรู้ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับ
การพัฒนาดา้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โดยในชว่ งแรกของการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียนรู้
ของมนุษย์ เป็นการศึกษาในเชิงพฤติกรรมศาสตร์ โดยนักพฤติกรรมศาสตร์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

10

ได้ให้นิยามการเรียนรู้ว่าเป็น “กระบวนการที่เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า (Stimuli) กับการตอบสนอง
(Responses) โดยแรงจูงใจให้เกิดการเรียนรู้ มักมีที่มาจากความต้องการพื้นฐาน” เช่น การเรียนรู้
ที่จะหาอาหาร มาจากสิ่งเร้าคือ ความหิว เป็นต้น อย่างไรก็ดี นิยามของการเรียนรู้ในเชิงพฤติกรรมศาสตร์
ยังไม่สามารถอธิบายองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ได้ เช่น การทําความเข้าใจและการใช้
เหตุผล เป็นต้น ต่อมาเมื่อการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์การรู้คิด (Cognitive Science) ในช่วงกลาง
ศตวรรษท่ี 20 จึงไดม้ กี ารศกึ ษาเกย่ี วกับการเรยี นรู้ในเชงิ สหวิทยาการ (Multidisciplinary) มากยิ่งข้ึน
โดยรวมเอาความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น มานุษยวิทยา จิตวิทยา ประสาทวิทยา และวิทยาการ
คอมพิวเตอร์ มาประยุกต์เพอ่ื ศึกษาและทําความเข้าใจเก่ียวกบั กระบวนการเรยี นรขู้ องมนุษย์ โดยการ
เรียนรู้ในมุมมองของวิทยาศาสตร์ การรู้คิดมีความหมายที่ครอบคลุมมากกว่านิยามเดิม กล่าวคือ
เป็นความสามารถในการจดจาํ การทําความเขา้ ใจ การจดั โครงสรา้ งความรู้ และการถา่ ยทอด เพื่อนําความรู้
ที่มีไปใช้ในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ดี ศาสตร์เกี่ยวกับการเรียนรู้ของมนุษย์ยังไม่ได้ข้อยุติและยังคงอยู่
ในระหว่างการศึกษาค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เพ่ือให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและ
ชดั เจนมากย่งิ ข้นึ

ความหมายของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
Active Learning เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสร้างสรรค์ทางปัญญา
(Constructivism) ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่าเนื้อหาวิชา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยง
ความรู้ หรือสรา้ งความรู้ให้เกดิ ขน้ึ ในตนเองด้วยการลงมือปฏบิ ัติจรงิ ผา่ นสื่อหรือกจิ กรรมการเรียนรู้ที่มี
ครูผู้สอนเป็นผู้แนะนํา กระตุ้น หรืออํานวยความสะดวกให้ผู้เรียนเกดิ การเรียนรู้ขึ้น โดยกระบวนการคิด
ขั้นสูง (Higher order thinking) กล่าวคือ ผู้เรียนมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการประเมินค่า
จากสิ่งที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนรู้ ทําให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีความหมาย และนําไปใช้
ในสถานการณ์อื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สถาพร พฤฑฒิกุล. 2558) นักการศึกษาทั้งใน และ
ต่างประเทศได้กล่าวถึงความหมายของคําว่า Active Learning เอาไว้ โดยนักการศึกษาของประเทศไทย
ใชค้ ําภาษาไทยว่า “การเรยี นเชงิ รกุ ” แทน Active Learning ซ่งึ มกี ารนยิ ามความหมายดงั ต่อไปน้ี
Bonwell (2003) กล่าวว่า Active Learning หมายถึง การเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติ
และสร้างความรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงในระหว่างการเรียนการสอน สง่ ผลให้ผู้เรียนเช่ือมโยงความรู้ใหม่
กับความรเู้ ดิม
Prince (2004) กล่าวว่า การเรียนเชิงรุก หมายถึง กิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมพฤติกรรม
การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น ได้ใช้ทักษะการพูด ฟัง
อ่านเขียน และไตรต่ รองความคิด

11

Felder, & Brent (2009) กล่าวว่า Active Learning หมายถงึ กจิ กรรมใด ๆ กต็ ามทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
รายวชิ าทีผ่ ู้เรยี นทกุ คนได้ถูกเรยี กใหท้ ําสิ่งต่าง ๆ นอกเหนอื จากการน่ังดู ฟงั และจดบันทกึ อย่างเดียว

Gifkins (2015) ให้ความหมายไว้ว่า Active Learning เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ที่ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาในรูปแบบใด ๆ ที่สามารถแสดงความคิดผ่านกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้
หรือผ่านกระบวนการจัดทําข้อมูลเพื่อกระตุ้นความคิดเกี่ยวกับเนื้อหา แทนที่จะถ่ายทอดข้อมูล
เพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายคือ การพัฒนาทักษะการมีส่วนร่วมในกิจกรรม การอภิปราย การประยุกต์ใช้
หลกั การเพ่ือสง่ เสริมความคดิ ขนั้ สงู การคิดเชิงวิเคราะห์

กระทรวงศึกษาธิการ (2552) ที่ได้กล่าวโดยสรุปว่า Active Learning หมายถึง กระบวนการ
เรยี นรู้ทใ่ี หผ้ ู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย โดยการร่วมมือระหวา่ งผู้เรียนด้วยกัน ในการนี้ ครูต้องลด
บทบาทในการสอนและการให้ข้อความรู้แก่ผู้เรียนโดยตรง แต่ไปเพิม่ กระบวนการและกจิ กรรมที่จะทําให้
ผู้เรียนทํากิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น และอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์
โดยการพูด การเขียน การอภิปรายกับเพื่อน ๆ เพื่อให้บรรลุผลสําเร็จทางด้านวิชาการ เกิดทักษะ
ทางด้านการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน มีการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดไปสู่ในระดับที่สูงขึ้น เกิดเจตคติ
ที่ดตี ่อวชิ าทีเ่ รยี นและเกดิ แรงจูงใจต่อการเรียน

จิตณรงค์ เอ่ยี มสาํ อาง (2558) ไดก้ ล่าวว่า Active Learning คอื แนวทางหรอื วิธีการจัดการ
เ ร ี ย น ก า ร ส อ น ท ี ่ ย ึ ด ผ ู ้ เ ร ี ย น เ ป ็ น ศ ู น ย ์ ก ล า ง โ ด ย ใ ห ้ ผ ู ้ เ ร ี ย น ไ ด ้ ค ิ ด แ ล ะ ม ี ส ่ ว น ร ่ ว ม ใ น ก า ร ป ฏ ิ บ ั ติ
ในกิจกรรมการเรียนรู้ใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ แสดงความคิดเห็นของตนเองตามความเข้าใจ
ตลอดจนร่วมรับผิดชอบในผลของการปฏบิ ัติ โดยมีครูผู้สอนเป็นผู้ดูแลให้คําปรึกษาแนะนํา โดยผสมผสาน
เทคนิคการสอนที่หลากหลาย ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนนําความรู้จากห้องเรียนสู่การปฏิบัติในสถานการณ์
ตา่ ง ๆ ท้ังในห้องเรยี น และในโลกแหง่ ความเป็นจริง

ดิเรก พรสีมา (2559) มีความเห็นว่า Active Learning คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มี
ลักษณะทําให้ผู้เรียนแต่ละคนกระตือรือร้น คิดค้นหาความรู้และคําตอบอยู่ตลอดเวลา (Active
Learner) โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ ส่งผลทําให้เกิดคําว่า Work-based
Learning หรือ Work-integrated Learning หรือ Site-based Learning จะเป็นผลทําให้นักเรียน
และครูค้นพบความรู้ใหม่ สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ และสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ ผู้เรียนจะต้องมีส่วนร่วม
ในกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้จากการแก้ปัญหา จากการลงมือกระทํา
ด้วยตนเอง

มหาวิทยาลัยทักษิณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (2561) ได้ให้ความหมายของ
การเรียนเชิงรุก (Active Learning) คือ การเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับการเรียนการสอน
กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดขั้นสูง (Higher-Order Thinking) ด้วยการวิเคราะห์ สังเคราะห์
และประเมินค่า ไม่เพียงแต่ฟังผู้เรียนต้องอ่าน เขียน ถามคําถาม อภิปรายร่วมกัน และลงมือปฏิบัติจริง

12

โดยตอ้ งคํานึงถึงความรู้เดิมและความต้องการของผู้เรียนเปน็ สําคัญ ทั้งน้ี ผู้เรียนจะถูกเปลี่ยนบทบาท
จากผู้รบั ความรไู้ ปสู่การมีสว่ นร่วมในการสรา้ งความรู้

วารินท์พร ฟันเฟื่องฟู (2562) สรุปว่า การจัดการเรียนรู้ Active Learning เป็นกระบวนการ
จดั การเรียนรทู้ เี่ นน้ ผเู้ รียนเป็นสําคัญ เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผ้เู รียน โดยให้ผู้เรียนได้ลงมือ
ปฏิบตั ิ เรยี นรู้ และดําเนนิ กิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยมีครูเปน็ ผู้ให้คาํ แนะนํา ช้แี นะ กระตุ้น หรือ
อํานวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ การแลกเปลี่ยน
เรียนรรู้ ะหวา่ งผเู้ รียน และการนําเสนอขอ้ มลู

สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2562) ได้ให้ความหมายของการจัดการ
เรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) คือ การเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับการเรียนการสอน
กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดขั้นสูง (Higher-Order Thinking) ด้วยการวิเคราะห์ สังเคราะห์
และประเมินค่า ไม่เพียงแต่เป็นผู้ฟัง ผู้เรียนต้องอ่าน เขียน ตั้งคําถาม และถาม อภิปรายร่วมกัน
ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริง โดยต้องคํานึงถึงความรู้เดิมและความต้องการของผู้เรียนเป็นสําคัญ ทั้งน้ี
ผเู้ รยี นจะถูกเปลย่ี นบทบาทจากผรู้ บั ความรูไ้ ปสูก่ ารมสี ว่ นรว่ มในการสร้างความรู้

ความสาํ คญั ของการจดั การเรียนรู้เชงิ รุก (Active Learning)
การจดั กจิ กรรมการเรียนร้ใู ห้สาํ เรจ็ นน้ั มีหลายวธิ ี แต่ Active Learning สามารถทาํ ให้บรรลุ
เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเหตุผลหลาย ๆ
ประการ (StanfordTeaching Commons. 2015) ดังนี้
1) Active Learning ส่งเสริมการมีอิสระทางด้านความคิดและการกระทําของผู้เรียน
การมีวิจารณญาณและการคิดสร้างสรรค์ ผู้เรียนจะมีโอกาสในการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติจริง และ
มีการใช้วิจารณญาณในการคิดและตัดสินใจในการปฏิบัตินั้น โดยครูเป็นผู้ดูแลให้คําปรึกษาและ
กระตุ้น ซึ่งอาจใช้การถามหรือเทคนิคการสอนต่าง ๆ ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการวิเคราะห์
สังเคราะห์ และประยกุ ตใ์ ช้อปุ กรณต์ า่ ง ๆ ในการปฏบิ ตั ิงานหรือในการเรยี นรอู้ ย่างสร้างสรรค์
2) Active Learning สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความ
ร่วมมือในการปฏิบตั งิ านกลุ่มจะนาํ ไปสูค่ วามสาํ เรจ็ ในภาพรวม
3) Active Learning ทําให้ผู้เรียนทุ่มเทในการเรียน จูงใจในการเรียน และทําให้ผู้เรียน
แสดงออกถึงความรู้ความสามารถ เมื่อผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติอย่างกระตือรือร้น
ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออํานวย ผู้เรียนจะมีความทุ่มเทเพื่อมุ่งสู่ความสําเร็จของงาน และมีความ
รับผิดชอบ เช่นเดียวกันถ้าผู้เรียนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เขาก็จะทุ่มเท มุ่งเรียนรู้ และใช้ความรู้
อยา่ งเตม็ ความสามารถ

13

ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2562) ได้กล่าวถึง
ความสําคัญของการจดั การเรยี นรเู้ ชงิ รกุ (Active Learning) ไวด้ ังน้ี

1) Active Learning ส่งเสริมการมีอิสระทางด้านความคิดและการกระทําของผู้เรียน
การมีวิจารณญาณ และการคิดสรา้ งสรรค์ ผ้เู รียนจะมีโอกาส มสี ่วนร่วมในการปฏิบัตจิ รงิ และมีการใช้
วิจารณญาณในการคิดและตัดสินใจในการปฏิบัติกิจกรรมนั้น มุ่งสร้างให้ผู้เรียนเป็นผู้กํากับทิศทาง
การเรยี นรู้ ค้นหาสไตล์การเรยี นรู้ของตนเอง สู่การเปน็ ผูร้ คู้ ดิ รู้ตัดสนิ ใจดว้ ยตนเอง (Metacognition)
เพราะฉะนั้น Active Learning จึงเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาความคิด
ขั้นสูง (Higher order thinking) ในการมีวิจารณญาณ การวิเคราะห์ การคิดแก้ปัญหา การประเมิน
ตดั สนิ ใจ และการสรา้ งสรรค์

2) Active Leaning สนับสนุนสง่ เสริมให้เกิดความร่วมมือกันอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ซึ่งความร่วมมือ
ในการปฏิบัติงานกลมุ่ จะนําไปสคู่ วามสําเรจ็ ในภาพรวม

3) Active Learning ทําให้ผู้เรียนทุ่มเทในการเรียน จูงใจในการเรียน และทําให้ผู้เรียน
แสดงออกถึงความรู้ความสามารถ เมื่อผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมอย่างกระตือรือร้น
ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออํานวย ผ่านการใช้กิจกรรมที่ครูจัดเตรียมไว้ให้อย่างหลากหลาย ผู้เรียน
เลือกเรียนรู้กิจกรรมต่าง ๆ ตามความสนใจและความถนัดของตนเอง เกิดความรับผิดชอบและทุ่มเท
เพือ่ มงุ่ ส่คู วามสาํ เรจ็

4) Active Learning ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาเชิงบวก ทั้งตัวผู้เรียน
และตัวครู เป็นการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน ผู้เรียนจะมีโอกาสได้เลือกใช้ความถนัด ความสนใจ
ความสามารถที่เป็นความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Different) สอดรับกับแนวคิดพหุปัญญา
(Multiple Intelligence) เพื่อแสดงออกถึงตัวตนและศักยภาพของตัวเอง ส่วนครูผู้สอนต้องมีความตระหนัก
ที่จะปรับเปลี่ยนบทบาท แสวงหาวิธีการ กิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อช่วยเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียน
แต่ละคน สิ่งเหล่านี้จะทําให้ครูเกิดทักษะในการสอนและมีความเชี่ยวชาญในบทบาทหน้าที่ที่รับผิดชอบ
เปน็ การพฒั นาตน พัฒนางาน และพฒั นาผ้เู รยี นไปพร้อมกนั

นอกจากนี้ Center For TeachingInnovation (2562) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการจัดการ
เรยี นรู้ Active Learning ไว้ดังน้ี

1) พฒั นาการมีสว่ นร่วมของผูเ้ รียนใหค้ ดิ และทาํ ตลอดจนพัฒนาความคดิ และทักษะ
2) มกี ารใหข้ อ้ มูลย้อนกลับเพอื่ การพฒั นาของผ้เู รียน
3) ให้ความสําคญั กบั ความแตกต่างของผูเ้ รยี น
4) เปดิ โอกาสให้ผู้เรียนไดค้ ดิ และพูดในส่งิ ที่เกีย่ วขอ้ งกับการเรียนและไดฝ้ กึ ปฏิบตั ิจริง
5) สร้างเครือข่ายระหว่างบุคคลรวมถึงสื่ออุปกรณ์ในการเรียนรู้ต่าง ๆ ซึ่งทําให้ผู้เรียน
เกดิ ความสนใจในการเรียนรู้

14

6) มุ่งฝึกฝนทักษะสําคัญให้กับผู้เรียน เช่น การร่วมมือร่วมใจในการทํางาน การทํางาน
รว่ มกับผอู้ ื่น

7) ทาํ ให้ผูเ้ รียนมคี วามมนั่ ใจในการนาํ เสนอผลงานของตนเอง
8) สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ในห้องเรียนโดยการสร้างการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครู
กบั นักเรียน และนกั เรยี นกบั นกั เรยี น ในการแลกเปลี่ยนเรยี นรู้
สําหรับ วารินท์พร ฟันเฟื่องฟู (2562) สรุปว่า การจัดการเรียนรู้ Active Learning มีข้อดี
คือ ผู้สอนใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลากหลายในการจัดการเรียนรู้ครั้งหนึ่ง ๆ ซึ่งเป็นวิธีสอนที่ให้ผู้เรียน
มีส่วนร่วม โดยผู้สอนเป็นผู้กํากับและอํานวยความสะดวก รวมทั้งเป็นผู้สนับสนุนและเสริมแรง
ให้ผู้เรียนเป็นผู้แสดงและตอบ ผู้เรียนถูกกระตุ้นให้มีส่วนรว่ มในการเรียน รวมทั้งเกิดสัมพันธภาพที่ดี
ระหว่างผู้เรยี นด้วยกัน ผเู้ รยี นได้รับการส่งเสรมิ ในการทาํ งานกลุ่ม มีปฏิสัมพนั ธ์กบั ผู้อืน่ (Interaction)
ทําให้ปรับตัวอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ผู้เรียนถูกกระตุ้นให้มีความกระตือรือร้น (Active) ผู้เรียน
เกิดการชอบเรียน ต้องการเรียนรู้ และต้องการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง ผู้เรียนเกิดการ
เรียนรู้ด้วยความเข้าใจ (Meaningful Learning) นอกจากน้ี การจัดการเรียนรู้ Active Learning
ยังสามารถทําให้ผเู้ รียนสามารถคิดวเิ คราะห์ สังเคราะห์ และประเมนิ ผลเปน็

ลกั ษณะของการจดั การเรียนรเู้ ชงิ รุก (Active Learning)
กระบวนการเรียนรู้ Active Learning ทําให้ผู้เรียนสามารถรักษาผลการเรยี นรู้ให้อยูค่ งทน
ได้มากและนานกว่ากระบวนการเรียนรู้ Passive Learning เพราะกระบวนการเรียนรู้ Active
Learning สอดคล้องกับการทํางานของสมองที่เกี่ยวข้องกับความจํา โดยสามารถเก็บและจําสิ่งที่
ผู้เรียนเรยี นรู้อย่างมีส่วนร่วม มีปฏิสมั พันธก์ ับเพื่อน ผสู้ อน ส่งิ แวดล้อม การเรียนรู้ได้ผ่านการปฏิบัติจริง
จะสามารถเก็บจําในระบบความจําระยะยาว (Long TermMemory) ทําให้ผลการเรียนรู้ยังคงอยู่ได้
ในปรมิ าณทมี่ ากกว่า ระยะยาวกว่า ซึ่งอธบิ ายไวด้ ังภาพที่ 2.1

ภาพท่ี 2.1 กรวยแห่งการเรยี นรู้

15

จากภาพท่ี 2.1 จะเหน็ ได้ว่ากรวยแห่งการเรยี นรู้นไ้ี ดแ้ บ่งเปน็ 2 กระบวนการ คอื
1) กระบวนการเรียนรู้ Passive Learning

1.1) กระบวนการเรียนร้โู ดยการอ่านท่องจาํ ผู้เรยี นจะจําไดใ้ นสง่ิ ท่ีเรียนได้เพยี ง 10%
1.2) การเรียนรู้โดยการฟังบรรยายเพียงอย่างเดียว โดยที่ผู้เรียนไม่มีโอกาสได้มี
สว่ นรว่ มในการเรยี นรดู้ ้วยกิจกรรมอืน่ ในขณะทผี่ ูส้ อนสอนเมอื่ เวลาผา่ นไปผเู้ รยี นจะจาํ ได้เพยี ง 20%
1.3) หากในการเรียนการสอนผู้เรียนมีโอกาสได้เห็นภาพประกอบด้วย ก็จะทําให้
ผลการเรียนรูค้ งอย่ไู ดเ้ พมิ่ ขนึ้ เป็น 30%
1.4) กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้สอนจัดประสบการณ์ให้กับผู้เรียนเพิ่มขึ้น เช่น การให้ดู
ภาพยนตร์ การสาธิต จัดนิทรรศการให้ผู้เรียนได้ดู รวมทั้งการนําผู้เรียนไปทัศนศึกษา หรือดูงาน ก็ทําให้
ผลการเรียนรูเ้ พม่ิ ขึ้นเปน็ 50%
2) กระบวนการเรียนรู้ Active Learning
2.1) การให้ผู้เรียนมีบทบาทในการแสวงหาความรู้และเรียนรู้อย่างมีปฏิสัมพันธ์
จนเกิดความร้คู วามเขา้ ใจนําไปประยุกต์ใชส้ ามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมนิ ค่า หรอื สร้างสรรคส์ งิ่
ต่าง ๆ และพัฒนาตนเองเต็มความสามารถ รวมถึงการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เขาได้มีโอกาส
รว่ มอภิปราย ให้มีโอกาสฝกึ ทักษะการสอื่ สาร ทําใหผ้ ลการเรียนรู้เพ่ิมข้นึ 70%
2.2) การนําเสนองานทางวิชาการ เรียนรู้ในสถานการณ์จําลอง ทั้งมีการฝึกปฏิบัติ
ในสภาพจริง มีการเชือ่ มโยงกับสถานการณต์ า่ ง ๆ ซง่ึ จะทาํ ให้ผลการเรยี นรู้เกิดขน้ึ ถงึ 90%
ไชยยศ เรืองสุวรรณ (มปป.) ได้อธิบายถึงลักษณะสําคัญของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก
(Active Learning) ดังน้ี
1) เป็นการเรียนการสอนที่พัฒนาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคิด การแก้ปัญหา และ
การนําความรู้ไปประยกุ ตใ์ ช้
2) เปน็ การเรยี นการสอนท่เี ปิดโอกาสให้ผ้เู รยี นมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้สงู สดุ
3) ผู้เรยี นสรา้ งองค์ความรแู้ ละจดั ระบบการเรียนรดู้ ้วยตนเอง
4) ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้ การสร้างปฎิสัมพันธ์
รว่ มกัน และร่วมมอื กันมากกวา่ การแขง่ ขัน
5) ผู้เรียนได้เรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกัน การมีวินัยในการทํางาน และการแบ่งหน้าที่
ความรบั ผดิ ชอบ
6) เป็นกระบวนการสร้างสถานการณใ์ ห้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิดอย่างลุ่มลึก ผู้เรียนจะเป็น
ผจู้ ัดระบบการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
7) เปน็ กจิ กรรมการเรยี นการสอนเนน้ ทกั ษะการคิดขนั้ สูง

16

8) เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูลข่าวสารสารสนเทศและหลักการ
สู่การสร้างความคิดรวบยอด

9) ผู้สอนจะเป็นผู้อํานวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติ
ดว้ ยตนเอง

10) ความรู้เกิดจากประสบการณ์การสรา้ งองค์ความรู้ และการสรปุ ทบทวนของผเู้ รียน
สำหรับ ทวีวัฒน วัฒนกุลเจริญ (2555) ได้กล่าวถึง ลักษณะสําคัญของการเรียนเชิงรุก
ทีเ่ สนอโดย Alaska Pacific University; Oklahoma University ไว้ดงั ต่อไปนี้
1) การจัดกจิ กรรมให้ผเู้ รียนมโี อกาสศกึ ษาดว้ ยตนเอง เพื่อใหเ้ กดิ ประสบการณ์ตรงกับการ
แกป้ ญั หาในสถานการณจ์ ริง (Authentic Situation)
2) การจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนได้กําหนดแนวคิด วางแผน ยอมรับ ประเมินผล และ
นาํ เสนอผลงานร่วมกนั
3) การบรู ณาการเน้ือหารายวิชาเพ่ือเชือ่ มโยงความเข้าใจวชิ าตา่ ง ๆ ทแ่ี ตกต่างกนั
4) การจดั บรรยากาศในชน้ั เรียนใหเ้ อ้ือต่อการทํางานร่วมกนั (Collaboration)
5) ใช้กลวธิ ีของกระบวนการกลมุ่ (Group Processing)
6) การจัดใหม้ กี ารประเมนิ โดยเพ่ือน (Peer Assessment)
นอกจากน้ี จรรยา ดาสา (2552) กล่าวถึง ลักษณะสําคัญพื้นฐานของกิจกรรมการเรียนรู้
ดว้ ยวธิ ีการเรียนเชิงรุก ไว้ 4 ลักษณะ ไดแ้ ก่ การฟังและพูด การอา่ น การเขยี น และการไตร่ตรองหรือ
โต้ตอบความคดิ เห็น โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1) การฟังและพูด ผูส้ อนจะต้องใหผ้ ู้เรียนฟังให้เปน็ คอื จับใจความสําคัญของเร่ืองท่ีฟังให้ได้
เมื่อฟังแล้วผู้เรียนควรจะสื่อสารออกมาเป็นคําพูดให้ผู้อื่นเข้าใจได้ สามารถพูดสื่อสารข้อคิดเห็น
ของตนเองได้
2) การอ่าน ในการอ่านแต่ละครั้ง ผู้สอนต้องมั่นใจว่าผู้เรียนสามารถจับใจความหรือ
ประเดน็ สําคญั จากเรอื่ งทอี่ า่ นได้
3) การเขียน ในการเขียนหากผู้เรียนไม่เข้าใจเนื้อหาอย่างแท้จริง จะไม่สามารถเขียน
ด้วยภาษาของตนเองเพื่อสื่อสารให้ตนเองหรือผู้อื่นเข้าใจได้ ดังน้ัน การเขียนแต่ละครั้งผู้เรียน
ตอ้ งกล่ันกรองและเรียบเรียงความคดิ ของตนเองเป็นอย่างดกี ่อนลงมือเขียน
4) การไตร่ตรองหรือการโต้ตอบความคิดเห็น การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสโต้ตอบ
ความคิดเห็นของตนเอง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้สิ่งที่ตนเองคิดกับผู้อื่น จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการ
เชอื่ มโยงแนวคิดท่ีมากขนึ้ ทําให้รู้ได้มากขน้ึ หรอื ทาํ ใหก้ ารเรียนรนู้ ้นั มคี วามหมายมากข้ึน
เยาวเรศ ภกั ดีจติ ร (2557) กล่าววา่ การเรียนรู้แบบใฝ่รู้ (Active Learning) เปน็ การเรียนรู้
ท่ีพัฒนาทักษะความคดิ ระดับสงู อย่างมีประสิทธภิ าพ ชว่ ยใหผ้ ู้เรียนวเิ คราะห์ สังเคราะห์ และประเมิน

17

ขอ้ มูลในสถานการณ์ใหม่ไดด้ ี ในท่ีสุดจะช่วยให้ผเู้ รียนเกิดแรงจูงใจจนสามารถช้ีนําตลอดชีวิตในฐานะ
ผู้ฝักใฝ่การเรียนรู้ ธรรมชาติของการเรียนรู้แบบ Active Learning ประกอบด้วยลักษณะสําคัญ
ตอ่ ไปน้ี

1) เป็นการเรียนรู้ที่มุ่งลดการถ่ายทอดความรู้จากผู้สอนสู่ผู้เรียนให้น้อยลง และพัฒนา
ทกั ษะให้เกิดกบั ผ้เู รยี น

2) ผเู้ รียนมสี ว่ นร่วมในชั้นเรยี นโดยลงมือกระทํามากกว่านัง่ ฟังเพยี งอยา่ งเดียว
3) ผู้เรยี นมีสว่ นในกจิ กรรม เชน่ อา่ น อภปิ ราย และเขยี น
4) เน้นการสาํ รวจเจตคตแิ ละคณุ คา่ ที่มอี ย่ใู นผเู้ รียน
5) ผเู้ รยี นได้พัฒนาการคิดระดบั สูงในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินผลการนาํ ไปใช้
6) ท้งั ผู้เรียนและผสู้ อนรบั ข้อมลู ป้อนกลับจากการสะท้อนความคิดได้อยา่ งรวดเรว็
การเรียนรู้แบบใฝ่รู้ ถือได้ว่าเป็นการเรียนรู้ที่ต้องการกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย
ที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองผ่านการจัดการตนเอง ให้ความรู้ และช่วยพัฒนาเพื่อนร่วมช้ัน
ซึ่งจะก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ พัฒนาความรู้ความเข้าใจ และทักษะที่หลากหลาย เป็นกระบวนการ
ที่ประณีต รัดกุม และผู้เรียนได้รับประโยชน์มากกว่าการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นฝ่ายรับความรู้ อาจนํามา
ขยายความใหเ้ ห็นเป็นลกั ษณะสําคัญของการจดั การเรยี นการสอนแบบ Active Learning ได้ดงั น้ี
1) เป็นการเรียนการสอนที่พัฒนาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคิด การแก้ปัญหา และ
การนําความรู้ไปประยกุ ต์ใช้
2) เปน็ การเรยี นการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมสี ว่ นร่วมในกระบวนการเรยี นร้สู ูงสดุ
3) ผู้เรียนสรา้ งองคค์ วามรแู้ ละจัดระบบการเรียนรดู้ ้วยตนเอง
4) ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้ การสร้างปฎิสัมพันธ์
ร่วมกัน ร่วมมอื กันมากกว่าการแขง่ ขัน
5) ผู้เรยี นเรยี นรูค้ วามรบั ผดิ ชอบรว่ มกนั การมวี ินยั ในการทาํ งาน การแบ่งหนา้ ที่ความรับผดิ ชอบ
6) เป็นกระบวนการสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิดอย่างลุ่มลึก ผู้เรียนจะเปน็
ผ้จู ัดระบบการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง
7) เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนทเ่ี นน้ ทกั ษะการคิดขนั้ สงู
8) เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูลข่าวสารหรือสารสนเทศ และ
หลักการความคิดรวบยอด
9) ผู้สอนจะเป็นผู้อํานวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติ
ด้วยตนเอง
10) ความรเู้ กดิ จากประสบการณก์ ารสรา้ งองค์ความรู้และการสรุปทบทวนของผู้เรียน

18

สาํ นักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (2562) ได้สรุปลักษณะของการจัดการเรียนรู้
เชงิ รกุ มีดงั นี้

1) เป็นการพัฒนาศกั ยภาพการคิด การแกป้ ัญหา และการนาํ ความรไู้ ปประยุกตใ์ ช้
2) ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดระบบการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้โดยมีปฏิสัมพันธ์
ร่วมกันในรปู แบบของความรว่ มมือมากกว่าการแขง่ ขนั
3) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมสี ่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้สงู สดุ
4) เปน็ กจิ กรรมท่ีใหผ้ ู้เรียนบูรณาการข้อมูล ข่าวสาร สารสนเทศ สู่ทักษะการคิดวิเคราะห์
และประเมินค่า
5) ผู้เรยี นได้เรยี นรู้ความมวี ินยั ในการทาํ งานรว่ มกบั ผอู้ น่ื
6) ความรู้เกิดจากประสบการณแ์ ละการสรุปของผ้เู รียน
7) ผู้สอนเป็นผู้อํานวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วย
ตนเอง
ลักษณะการจัดการเรียนรู้ Active Learning ตามแนวคิดของ วารินท์พร ฟันเฟื่องฟู (2562)
กล่าวไว้ว่า ผู้เรียนจะเป็นผู้ที่มีส่วนรว่ มในการดาํ เนินกิจกรรม สามารถบูรณาการความรู้เดิมกับความรู้ใหม่
เรียนรู้และเกิดองคค์ วามรูด้ ้วยตนเอง ซ่ึงมีรูปแบบและเทคนิคของการจดั การเรยี นรู้ Active Learning
ที่หลากหลาย โดยผู้สอนสามารถนํามาใช้ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับกิจกรรม
การเรียนรู้ เหมาะสมกับผู้เรียน กระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
ผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับผู้สอน ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์และความสําเร็จในการเรียน
เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ทักษะ และ
เชื่อมโยงองค์ความรู้นําไปปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาหรือประกอบอาชีพในอนาคต และถือเป็นการจัด
การเรยี นรปู้ ระเภทหนงึ่ ทสี่ ง่ เสริมให้ผเู้ รยี นมีคุณลกั ษณะสอดคล้องกับการเปลยี่ นแปลงในยุคปัจจุบัน
สรุป ลักษณะสําคัญของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เป็นการ
เรียนรู้ที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้ นอกจากการฟังบรรยายอย่างเดียว หรือสร้าง
ประสบการณ์ผ่านการลงมือทํา การสังเกต ได้สนทนากับตนเองและผู้อื่นผ่านรูปแบบหรือเทคนิค
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนได้
ทั้งรายบุคคลหรือแบบกลุ่ม โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้
เวลา และผเู้ รียน เพอ่ื ให้ผู้เรยี นได้รับการพฒั นาทกั ษะการคิดข้นั สงู

19

กระบวนการออกแบบกจิ กรรมการจัดการเรยี นรู้เชิงรกุ (Active Learning)
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2562) ได้เสนอกระบวนการจัดการเรียนรู้
ดงั น้ี
1) จัดการเรียนรู้ที่พัฒนาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคิด การแก้ปัญหา และการนํา
ความรไู้ ปประยกุ ต์ใช้
2) จดั การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสใหผ้ ้เู รียนมีสว่ นรว่ มในกระบวนการเรยี นรสู้ ูงสุด
3) จัดให้ผู้เรียนสร้างองคค์ วามรแู้ ละจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง
4) จัดใหผ้ ู้เรยี นมสี ่วนรว่ มในการเรยี นรู้ท้ังในด้านการสร้างองคค์ วามรู้ การสรา้ งปฏิสัมพันธ์
รว่ มกัน สร้างรว่ มมือกนั มากกวา่ การแข่งขัน
5) จัดให้ผู้เรียนเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบร่วมกัน การมีวินัยในการทํางาน และการแบ่ง
หน้าท่คี วามรบั ผิดชอบในภารกจิ ตา่ ง ๆ
6) จัดกระบวนการเรียนที่สร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิดอย่างลุ่มลึก ผู้เรียน
จะเป็นผูจ้ ดั ระบบการเรยี นร้ดู ้วยตนเอง
7) จดั กจิ กรรมการจดั การเรยี นรูท้ ่เี น้นทกั ษะการคดิ ขน้ั สงู
8) จัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูล ข่าวสาร หรือสารสนเทศ และ
หลกั การความคดิ รวบยอด
9) ผู้สอนจะเป็นผู้อํานวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติ
ด้วยตนเอง
10) จัดกระบวนการสรา้ งความรทู้ ่ีเกดิ จากประสบการณ์ การสรา้ งองค์ความรู้ และการสรุป
ทบทวนของผู้เรยี น
การจัดการเรยี นรู้เชงิ รุก (Active learning) เปน็ กระบวนการเรียนรู้ท่ีผ้เู รยี นเปน็ ผู้มีบทบาท
หรือมีส่วนร่วมอย่างตื่นตัว (active) ในการดําเนินกิจกรรมการเรียนรู้ของตนเอง โดยความตื่นตัวน้ี
ควรเป็นไปทั้งทางร่างกาย (physically active) ทางการคิด และสติปัญญา (intellectually active)
ทางอารมณ์ และจิตใจ (emotionally active) และทางสังคม (socially active) การเรียนรู้ที่มี
ความตื่นตัวทั้ง 4 ด้าน จะส่งผลให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ดี ซึ่งจะต่างจากการเรียนรู้เชิงรับ (passive
learning) ซึ่งผู้เรียนเป็นผู้รับที่ไม่มีบทบาท หรือมีบทบาทน้อยในกระบวนการสร้างความเข้าใจในเรื่อง
ท่ีเรียนรู้ ทําให้ความตื่นตัวที่จะเรียนรู้ให้เข้าใจมีน้อย จึงส่งผลให้การเรียนรู้ขาดประสิทธิภาพ ดังนั้น
กลยุทธ์ (Strategies) ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกก็คือ การจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้
ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ของตนอย่างตื่นตัว ทั้งทางกาย สติปัญญา สังคม และ
อารมณ์ กล่าวคอื เปน็ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรูใ้ ห้ผู้เรียน ดังนี้

20

1) ไดเ้ คล่ือนไหวทางรา่ งกาย (physically active) อย่างเหมาะสมตามวยั และความสนใจ
ของตน เพอื่ ชว่ ยให้ประสาทการรบั รู้ มีความตน่ื ตัว สามารถรับข้อมลู ความรู้ และประสบการณ์ตา่ ง ๆ
ได้อย่างดีและรวดเร็ว ดังนั้น ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ควรให้มีลักษณะหลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียน
ได้เปลี่ยนอิริยาบถ และสามารถคงความสนใจของผู้เรียนไว้ได้ ซึ่งเรื่องนี้จะมีความสําคัญเป็นพิเศษ
สําหรับผเู้ รียนในระดับปฐมวัย และประถมศกึ ษาตอนตน้

2) ได้เคลื่อนไหวทางสมองหรือสติปัญญา (intellectually active) ซึ่งก็คือการคิดนั่นเอง
ผู้เรียนจะตื่นตัวถ้าได้ใช้ความคิด การคิดเป็นเครื่องมือในการทําความเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้ การคิด
ในเรื่องที่ผู้เรียนสนใจประเด็นทา้ ทาย ประเด็นที่มีความหมายต่อตนเอง จะทําให้ผู้เรยี นมีความผูกพนั
ในการคดิ และการกระทํา (engagement) ในเร่ืองท่เี รยี น ส่งผลให้การเรียนรู้มปี ระสิทธภิ าพมากขนึ้

3) ได้เคลื่อนไหวทางสังคม (socially active) คือ ได้มีโอกาสนําเสนอความคิดของตน
ต่อผู้อื่น ได้รับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้อื่น ได้รับข้อมูลย้อนกลับ ได้ตรวจสอบความคิด
ของตน ได้ขยายความคิดของตนเอง ได้เรียนรู้จากผู้อื่น กระบวนการต่าง ๆ จะช่วยให้ผู้เรียนมีความตื่นตัว
ในการเรยี นรู้ สามารถรับรูแ้ ละเกิดการเรยี นรไู้ ด้ดี

4) ได้เคลื่อนไหวทางอารมณ์ ความรู้สึก และจิตใจ (emotionally active) ซึ่งหมายถึง
กจิ กรรมและประสบการณ์ท่ีจัดให้ผเู้ รียนน้นั ควรกระทบตอ่ อารมณ์ ความรู้สกึ ของผู้เรียนในทางที่เอ้ือ
ต่อการเรียนรู้ในเรื่องที่เรียน กิจกรรมใดกระทบต่อความรู้สึกของผู้เรียน กิจกรรมนั้นมักมีความหมาย
ต่อผ้เู รียน และจะสง่ ผลต่อพฤติกรรมของผเู้ รียนด้วย

การออกแบบการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ต้องพิจารณาว่ากิจกรรมที่ออกแบบ
เป็นกิจกรรมลักษณะใด อาจจะเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ตามมาตรฐานและตัวชี้วัดของแต่ละวิชาหรือ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน หรือกิจกรรมเสริมทักษะอื่น ๆ โดยผู้ออกแบบพิจารณา
แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง อันประกอบด้วย แนวคิดของ บลูม (Bloom’s Taxonomy) สี่เสาหลัก
ทางการศึกษา (Four Pillars of Education) หลักการพัฒนาทักษะ 4H (Head Heart Hand Health)
และพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ของสมเด็จพระเจา้ อย่หู วั วชริ าลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

บทบาทครผู ู้สอนในการจัดการเรียนรู้เชงิ รุก (Active Learning)
การทําให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ ครูเป็นผู้ที่มีบทบาทสําคัญ ซึ่งบทบาทของครูในขณะ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้น ครูจะต้องแสดงบทบาทต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้
แบบ Active Learning ขน้ึ คอื ครูจะต้องเปน็ ผูส้ งั เกต โดยสังเกตการทํางานของนักเรียนและการเล่น
ของนักเรียน ครูต้องสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ โดยใช้คําถามปลายเปิดกระตุ้นการเรียนรู้
แทนการบอกกล่าว ครูต้องศึกษาและรู้จักข้อมูลนกั เรียนเป็นรายบุคคลเพื่อแสดงบทบาทให้เหมาะสม
ในการทาํ ให้เกิด Active Learning กบั นักเรียนเป็นรายบคุ คล ซึ่งบทบาทหรือสง่ิ ทค่ี รูแสดงออกเหล่าน้ี

21

มีผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แนวทาง Active Learning ครูผู้สอน
ต้องออกแบบกิจกรรมที่สะท้อนการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ และเน้นการนําไปใช้ประโยชน์
ในชวี ิตจรงิ โดยดาํ เนนิ การ (ดษุ ฎี โยเหลา และคณะ. 2557) ดังน้ี

1) สร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วม และการเจรจาโต้ตอบ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์
ทีด่ กี บั ผสู้ อนและเพ่อื นในชั้นเรียน

2) ลดบทบาทการสอน และการให้ความรู้โดยตรง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการ
จดั ระบบการเรียนรู้ แสวงหาความรู้ และสร้างองค์ความรดู้ ว้ ยตนเอง

3) ออกแบบกิจกรรมการเรียนรใู้ ห้เปน็ พลวัต (มีการเคลอ่ื นไหว/การขับเคลื่อน) สง่ เสริมให้
ผู้เรียนมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรม กระตุ้นให้ผู้เรียนค้นพบความสําเร็จในการเรียนรู้ สามารถนําความรู้
ความเข้าใจไปประยุกต์ใช้ สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า และคิดสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ
โดยเช่ือมโยงกบั สภาพแวดลอ้ มใกล้ตัว ปัญหาของชุมชน สังคม หรอื ประเทศชาติ

4) จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในกลุ่มผู้เรียน วางแผนเกี่ยวกับ
เวลาในจัดการเรยี นรอู้ ย่างชัดเจน รวมถงึ เนือ้ หาและกจิ กรรม

5) จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ท่ีทา้ ทาย เปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรู้จากวธิ กี ารสอนทีห่ ลากหลาย
6) เปิดใจกวา้ งยอมรบั ในความสามารถ การแสดงออก และการแสดงความคิดเหน็ ของผเู้ รยี น
7) ผสู้ อนควรทราบว่าผ้เู รียนมีความถนดั ท่แี ตกต่างกนั และทราบความรู้พื้นฐานของผเู้ รยี น
8) ผู้สอนควรสร้างบรรยากาศในการเรียนให้ผู้เรียนกล้าพูด กล้าตอบ และมีความสุขในการ
เรยี นรู้
สาํ หรับ Shenker, Goss & Bernstein (1996) ได้กลา่ วถึงหลกั การสอนเพ่ือใชเ้ ป็นแนวทาง
ในการจดั การเรยี นรเู้ ชิงรกุ ไว้ดงั น้ี
1) ครูควรสื่อสารกับนักเรียนให้ชัดเจนในเรื่องของการเรียนการสอน เนื่องจากการเรียนรู้
เชิงรุกเป็นการขยายทักษะการคิดวิเคราะห์และคิดอย่างมีวิจารณญาณ ตลอดจนความสามารถ
ของการประยกุ ตเ์ น้ือหาของนกั เรียน
2) การจัดการเรียนรู้เชิงรุกควรส่งเสริมความรับผิดชอบในการค้นคว้า และส่งเสริม
การเรียนรู้นอกเวลาของนักเรียน รวมทัง้ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ อกี ท้งั ตอ้ งมุ่งเน้นให้นักเรียน
คน้ คว้าหาคาํ ตอบด้วยตนเองมากข้ึน
3) การเรียนแบบบรรยายในชั้นเรียนอาจจะครอบคลุมเนื้อหามากกว่า แต่เมื่อนักเรียน
ออกจากชั้นเรียนเนื้อหาที่มากจนไม่ชัดเจน จะทําให้นักเรียนลืมและไม่เข้าใจได้ ถึงแม้ว่าการเรียนรู้
เชิงรุกจะใช้เวลาสอนมากกว่าและเรียนรู้มโนทัศน์ได้น้อยกว่า แต่ครูสามารถปรับแก้ได้โดยสอน
มโนทัศน์ที่สําคัญและสื่อสารอย่างชัดเจนกับนักเรียนว่านักเรียนต้องเรียนรู้บางมโนทัศน์ด้วยตนเอง

22

ซ่ึงนักเรียนจะทําได้ดี เพราะนักเรียนมีความเข้าใจในมโนทัศน์ท่ีได้เรียนรู้และสามารถนําไปใช้กับการเรียน
มโนทัศนใ์ หม่ด้วยตนเองได้

4) ครูควรเลือกวิธีและกิจกรรมที่เหมาะสมกับนักเรียนและปรับวิธีการสอน เนื่องจาก
การเรียนรู้เชิงรุกวิธีหนึ่ง ๆ ไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุดสําหรับนักเรียนทุกคน ซ่ึงการเรียนรู้เชิงรุกจะมีความ
ยืดหยุ่นสูง เนื่องจากสามารถปรับวิธีการสอนและเทคนิคการสอน ตลอดจนใช้กิจกรรมและ
แหลง่ เรยี นรทู้ ี่หลากหลาย ซงึ่ ทาํ ได้มากกวา่ การสอนแบบบรรยาย

5) ครคู วรสอนจากเรื่องง่ายไปสู่เร่ืองยาก และควรสอนจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวไปหาส่ิงที่อยู่ไกลตัว
โดยคํานึงถึงประสบการณ์เดิมและทักษะเดิมที่นักเรียนมีอยู่ การจัดกิจรรมใหม่ควรให้ต่อเนื่องกับ
กิจกรรมเดมิ

ทวีวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ (2559) สรุปไว้ว่าการเรียนรู้เชิงรุกเป็นการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ
ซึ่งต้องอาศัยเทคนิควิธีและกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย มีการฝึกปฏิบัติในสภาพจริง มีการ
เชื่อมโยงกับสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาศักยภาพทางสมอง ให้สามารถคิดแก้ปัญหา
และนําความรู้ไปประยุกต์ได้ รวมทั้งสามารถพัฒนาความรู้ได้ด้วยตนเองมากกว่าการจําเนื้อหา
ของบทเรียน ซึง่ ผู้สอนมีบทบาทสําคัญมากในการสร้างบรรยากาศของการมีสว่ นรว่ ม กระตุ้นให้ผู้เรียน
สนใจที่จะร่วมกิจกรรม ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในกลุ่ม มีวิธีการสอนที่หลากหลายไม่ใช่บรรยาย
อย่างเดียว วางแผนเรื่องของเวลาให้ชัดเจนเนื่องจากการเรียนรู้เชิงรุกจําเป็นต้องใช้เวลาการจัด
กิจกรรมมากกว่าการบรรยาย ที่สําคัญต้องยอมรับการแสดงออกและความคิดเห็นของผู้เรียน ดังน้ัน
ผู้สอนควรมีบทบาทในการเรียนการสอนเชิงรกุ ดังน้ี

1) จัดกิจกรรมที่สะท้อนความต้องการที่จะพัฒนาผู้เรียน และเน้นการนําไปใช้ประโยชน์
ในชีวิตจริงของผู้เรียน

2) สร้างบรรยากาศของการมีส่วนร่วม และการเจรจาโต้ตอบที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์
ที่ดกี บั ผูส้ อน และเพอื่ นในช้ันเรยี น

3) จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เป็นพลวัต ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรม
ที่สนใจ รวมทั้งกระตุ้นให้ผู้เรียนประสบความสําเร็จในการเรียน กิจกรรมที่เป็นพลวัต ได้แก่ การฝึก
แกป้ ัญหา และการศกึ ษาดว้ ยตนเอง เป็นต้น

4) จัดสภาพการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaboratory Learning) ส่งเสริมให้เกิดการร่วมมือ
ในกลมุ่ ผเู้ รยี น

5) จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ท้าทาย และให้โอกาสผู้เรียนได้รับวิธีการสอน
ที่หลากหลายมากกว่าการบรรยายเพียงอย่างเดียว แม้รายวิชาที่เน้นทางด้านการบรรยาย หลักการ
และทฤษฎีเป็นหลักก็สามารถจัดกิจกรรมเสริมได้ เช่น การอภิปราย การแก้ไขสถานการณ์ที่กําหนด
เสรมิ เข้ากบั กจิ กรรมการบรรยาย เปน็ ต้น

23

6) วางแผนในเรื่องของเวลาการสอนอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของเนื้อหา และกิจกรรม
ในการเรียน ทั้งน้ี เนื่องจากการเรียนรู้เชิงรุกจําเป็นต้องใช้เวลาการจัดกิจกรรมมากกว่าการบรรยาย
ดังนั้น ผู้สอนจําเป็นต้องวางแผนการสอนอย่างชัดเจน โดยสามารถกําหนดรายละเอียดลงในประมวล
รายวชิ า เปน็ ต้น

7) ใจกว้าง ยอมรับในความสามารถในการแสดงออกและความคิดเห็นที่ผู้เรียนนําเสนอ
ศาสตร์ทางการสอนได้ให้ทั้งทฤษฎี หลักการ และแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอนได้หลากหลาย
รวมทั้งยังได้มีการคิดค้นรูปแบบการเรียนการสอน (instructional models) วิธีสอน (teaching
methods) และเทคนิคการสอน (teaching techniques) ไว้จํานวนมาก นับเป็นคลังความรู้
ที่สามารถนํามาใช้เป็นกลยุทธ์ในการสอนได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ครูต้องศึกษา เลือกสรรให้เหมาะสม
ตรงตามความต้องการเฉพาะในการสอนแต่ละครง้ั

สรุปได้ว่า การเรียนรู้เชิงรุก (Active learning ) คือ การเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีความตื่นตัว
ทั้งทางกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม ซึ่งความตื่นตัวทั้ง 4 ด้านนี้ เป็นองค์ประกอบหรือปัจจัยสําคัญ
ที่ทําให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี การจัดการเรียนรู้เชิงรุกจึงหมายถึงการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยให้
ผู้เรียนได้ใช้ความคิด สติปัญญาของตนในเรื่องที่เรียน (ทําให้ผู้เรียนมีความตื่นตัวทางสติปัญญา) ได้มี
ปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคิดเห็นกับผู้อื่น (ทําให้ผู้เรียนมีความตื่นตัวทางสังคม) รวมท้ัง
ได้เคลื่อนไหวร่างกายผ่านทางกิจกรรมการปฏิบัติ การลงมือทําการออกกําลัง การใช้แรงตั้งแต่เบา ๆ
ไปถึงหนักตามความเหมาะสมในแต่ละกรณี (ทําให้ผู้เรียนมีความตื่นตัวทางร่างกาย ทําให้ประสาท
สัมผสั และการรบั รู้ทำงานไดด้ ี) และทสี่ ําคญั คอื กิจกรรมที่จดั ควรมีลักษณะทสี่ ่งผลกระทบต่อความรู้สึก
อารมณ์ของผเู้ รยี นในทางท่ีเอ้อื ต่อการเกิดการเรียนรู้ที่ต้องการ (ทาํ ใหผ้ ู้เรยี นมีความตืน่ ตวั ทางอารมณ์)
อารมณ์ ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่เรียน จะส่งผลให้สิ่งที่เรียนมีความหมายต่อตัวผู้เรียน และส่งผล
ตอ่ การปรับเปลย่ี นพฤติกรรมของผูเ้ รียน

รปู แบบการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ Active Learning
การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning สามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ทั้งในห้องเรียนและ
นอกห้องเรียน รวมทั้งสามารถใช้ได้กับนักเรียน นักศึกษาทุกระดับ ทั้งการเรียนรู้เป็นรายบุคคล
การเรยี นรู้แบบกลุ่มเล็ก และการเรียนรู้แบบกลุ่มใหญ่ รูปแบบของกจิ กรรมการเรียนรู้ท่ีนิยมมาใช้ในการ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้จะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของกิจกรรมการเรียนรู้ เนื้อหา เวลา และจํานวน
ของผู้เรียน จากการสังเคราะห์ตัวอย่างรูปแบบหรือเทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะช่วยให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แบบ Active Learning ได้ดี McKinney (2008) วิทวัส ดวงภุมเมศ และวารีรัตน์
แก้วอุไร (2560) และเยาวเรศ ภักดีจิตร (2557) สรุปรูปแบบหรือเทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
Active Learning ไดด้ ังนี้

24

1) การเรียนรู้แบบแลกเปลี่ยนความคดิ หรือเทคนิคคู่คิด (Think – pair - share) คือ การจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนคิดเกี่ยวกับประเด็นที่กําหนดแต่ละคนประมาณ 2-3 นาที (Think)
จากนั้นให้แลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนอีกคน 3-5 นาที (Pair) และนําเสนอความคิดเห็นต่อผู้เรียน
ท้ังหมด (Share)

2) การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning Group) คือ การจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้ทํางานร่วมกับผู้อื่น โดยจัดเป็นกลุ่ม ๆ ละ 4-6 คน สมาชิกในกลุ่ม
มีความสามารถแตกต่างกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกัน และ
มีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตนและส่วนรวม เพื่อให้กลุ่มได้รับความสําเร็จตามเป้าหมาย
ที่กําหนด

3) การเรียนรู้แบบทบทวนโดยผู้เรียน (Student - led Review Sessions) คือ การจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผูเ้ รียนได้ทบทวนความรู้และพิจารณาข้อสงสยั ต่าง ๆ ในการปฏิบตั ิ
กิจกรรมการเรยี นรู้ โดยครจู ะคอยชว่ ยเหลือกรณีทีม่ ีปัญหา

4) การเรียนรู้แบบใช้เกม (Games) คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้สอนนําเกมเข้ามา
บรู ณาการในการเรียนการสอน ซึง่ ใช้ได้ท้งั ในข้ันการนําเข้าสบู่ ทเรยี น ขั้นการสอน การมอบหมายงาน
และขัน้ การประเมินผล

5) การเรียนรู้แบบวิเคราะห์วีดีโอ (Analysis or Reactions to Videos) คือ การจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้ดูวีดีโอ 5-20 นาที แล้วให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นหรือสะท้อนความคิด
เก่ียวกับสิง่ ท่ไี ดด้ ู อาจโดยวิธกี ารพูดโตต้ อบกนั การเขียน หรือการรว่ มกันสรปุ เปน็ รายกลุ่ม

6) การเรียนรู้แบบโต้วาที (Student Debates) คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดให้
ผู้เรียนได้นําเสนอข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์และการเรียนรู้ เพื่อยืนยันแนวคิดของตนเองหรือกลุ่ม
โดยผู้สอนกําหนดหัวข้อหรือประเด็น ฝึกการทํางานเป็นกลุ่ม แบ่งกลุ่มเพื่อให้สมาชิกแต่ละกลุ่ม
ไปค้นคว้าหาข้อมูล เพื่อใช้สําหรับนําเสนอหน้าชั้นเรียน ฝึกซ้อมและเตรียมตัวด้านการพูดนําเสนอ
เป็นการฝึกฝนด้านความคิด และฝึกทักษะการพูดให้ผู้อื่นเข้าใจ การออกเสียงสําเนียงการพูดให้ผู้อื่น
สนใจ คลอ้ ยตาม และแฝงไปด้วยความสนกุ สนาน

7) การเรียนรู้แบบผู้เรียนสร้างแบบทดสอบ (Student Generated Exam Questions)
คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนสร้างแบบทดสอบจากสิ่งที่ได้เรียนรู้ เช่น ให้ผู้เรียนเขียน
คําถามและตวั เลือกของคาํ ตอบจากเร่อื งทเี่ รยี น และผลดั กันถามตอบกบั เพอื่ น

8) การเรียนรู้แบบกระบวนการวิจัย (Mini - research Proposals or Project) คือ การจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ที่อิงกระบวนการวิจัย โดยให้ผู้เรียนกําหนดหัวข้อที่ต้องการเรียนรู้ วางแผน
การเรียนรู้ตามแผน สรุปความรู้หรือสร้างผลงาน และสะท้อนความคิดในสิ่งที่ได้เรียนรู้ หรืออาจ

25

เรียกว่า การสอนแบบโครงงาน (Project-based Learning) หรือการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน
(Problem based Learning)

9) การเรียนรู้แบบกรณีศึกษา (Analyze Case Studies) คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ที่ให้ผู้เรียนได้อ่านกรณีตัวอย่างที่ต้องการศึกษา จากนั้นให้ผู้เรียนวิเคราะห์และแลกเปลี่ยน
ความคิดเหน็ หรอื แนวทางแก้ปัญหาภายในกลุ่ม แล้วนําเสนอความคดิ เหน็ ตอ่ ผู้เรียนทง้ั หมด

10) การเรียนรู้แบบการเขียนบันทึก (Keeping Journals or Logs) คือ การจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ที่ผู้เรียนจดบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้พบเห็น หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน รวมทั้ง
เสนอความคิดเพ่มิ เตมิ เก่ยี วกับบนั ทึกที่เขียน

11) การเรียนรู้แบบการเขียนจดหมายข่าว (Write and Produce a Newsletter) คือ การจัด
กิจกรรมการเรยี นรู้ท่ใี หผ้ ู้เรียนร่วมกนั ผลิตจดหมายขา่ ว อันประกอบดว้ ย บทความ ข้อมูล สารสนเทศ
ข่าวสาร และเหตุการณท์ เี่ กิดข้นึ แล้วแจกจา่ ยไปยังบุคคลอืน่ ๆ

12) การเรียนรู้แบบแผนผังความคิด (Concept Mapping) คือ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ที่
ให้ผู้เรียนออกแบบแผนผังความคิด เพื่อนําเสนอความคิดรวบยอด และความเชื่อมโยงกันของ
กรอบความคิด โดยการใช้เส้นเป็นตัวเชื่อมโยง อาจจัดทําเป็นรายบุคคลหรืองานกลุ่ม แล้วนําเสนอ
ผลงานต่อผเู้ รียนอื่น ๆ จากนัน้ เปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนคนอน่ื ได้ซกั ถาม และแสดงความคดิ เห็นเพ่ิมเตมิ

13) การเรียนรู้แบบแสดงบทบาทสมมติ (Anchored Instruction) คือ การจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ที่ผู้สอนได้แบ่งกลุ่มและกําหนดสถานการณ์ให้ และให้สมาชิกในกลุ่มช่วยกันแสดงความคิดเห็น
หาข้อมูลในสถานการณ์ที่ได้และออกมาแสดงท่าทาง ใช้บทสนทนา รวมถึงเปิดโอกาสให้แสดงความคิด
ความรูส้ กึ ตอ่ สถานการณน์ ้ัน ๆ ด้วย

14) การสอนโดยใช้คําถาม (Questioning Method) คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้สอน
ตั้งคําถามในลักษณะต่าง ๆ ที่เป็นคําถามเชิงท้าทาย มุ่งเน้นพัฒนาความคิดของผู้เรียน ซึ่งลักษณะ
คําถามตามระดับชน้ั ของ Bloom คือ ถามความรู้ เปน็ คาํ ถามท่ผี ู้เรียนสามารถตอบข้อเท็จจริงได้ เช่น
ใคร (who) อะไร (what) เมื่อไหร่ (when) ที่ไหน (where) ถามความเข้าใจ เป็นคําถามที่ผู้เรียน
สามารถอธิบายด้วยคําพูด มักใช้คําว่า อย่างไร (how) ถามการนําไปใช้ เป็นคําถามที่ผู้เรียนสามารถ
นําความรู้ไปแก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่ได้ ถามการวิเคราะห์ เป็นคําถามที่ผู้เรียนสามารถจําแนก
แยกแยะเรื่องราวต่าง ๆ ได้ ถามการสังเคราะห์ เป็นคําถามที่ผู้เรียนใช้กระบวนการคิด สรุปเป็น
หลักการหรือแนวคดิ ใหม่ ถามการประเมนิ ค่า เปน็ คําถามที่ใหผ้ ูเ้ รยี นตีคณุ คา่ โดยใชค้ วามรคู้ วามรสู้ กึ

15) การเรยี นรแู้ บบร่วมมือ เทคนคิ STAD (Student TeamsAchievement Division) คอื
การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ท่เี ป็นการร่วมมือกันระหว่างสมาชิกในกลมุ่ โดยทกุ คนจะต้องพัฒนาความรู้
ของตนเองในเรื่องที่ผู้สอนกําหนด ซึ่งจะมีการช่วยเหลือทบทวนความรู้ให้แก่กัน มีการทดสอบเป็น

26

รายบคุ คลแทนการแขง่ ขัน และรวมคะแนนเป็นกลุ่ม กลมุ่ ท่ีไดค้ ะแนนมากท่ีสดุ จะเป็นฝ่ายชนะ เหมาะ
สําหรับใชใ้ นการเรียนการสอนในบทเรยี นทีม่ ีเนื้อหาไม่ยากเกินไป

กระบวนการคดิ ข้ันสูงเชงิ ระบบ GPAS 5 STEPS
องคป์ ระกอบของ GPAS 5 STEPS
กรอบการพัฒนาการคิดโดยใช้กระบวนการ GPAS เกิดขึ้นจากการที่สํานักงานคณะกรรมการ

การศึกษาขั้นพน้ื ฐาน ตอ้ งการหารูปแบบแนวทางในการพัฒนาการคดิ ให้กับผู้เรียน จึงเริ่มต้นด้วยการ
ตั้งคณะทํางานขึ้นมาชุดหนึ่งโดยมี นายโกวิท ประวาลพฤกษ์ เป็นที่ปรึกษา ทําการศึกษาค้นคว้า
แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากนั้นคณะทํางานได้สังเคราะห์
แนวคิดและทฤษฎีเหล่านัน้ ไดก้ รอบพัฒนาการคิดหรือโครงสร้างทักษะกระบวนการคิด 4 ประการคือ
การรวบรวมและเลือกข้อมูล (Gathering) การจัดกระทําข้อมูล (Processing) การประยุกต์ใช้ความรู้
(Applying) และการกํากับตนเอง (Self-regulating) เรียกยอ่ ๆ ว่า GPAS โดยนาํ อักษรภาษาอังกฤษ
ตัวแรกของโครงสร้างทกั ษะกระบวนการคดิ นั้นมาใช้ (ศริ ิวรรณ วณชิ วฒั นวรชยั . 2559) ดังนี้

ขน้ั ท่ี 1 การรวบรวมและเลอื กขอ้ มูล (Gathering)
- กําหนดประเด็นในการรวบรวมขอ้ มลู (Focusing Skills)
- กาํ หนดเป้าหมาย (Goal Setting)
- สังเกตดว้ ยประสาทสัมผสั (Observing)
- รวบรวมขอ้ มลู จากการสงั เกต (Collecting)
- เลอื กขอ้ มูลมาใช้ (Selecting)
- บนั ทึกขอ้ มลู (Encoding & Recording)
- ดึงขอ้ มูลเดิมมาใชแ้ ละย่อความ (Retrieving & Summarizing)

ข้ันที่ 2 การจัดกระทําขอ้ มลู (Processing)
- จําแนก (discriminating)
- เปรียบเทยี บ (Comparing)
- จัดกลุ่ม (Classifying)
- จัดลําดบั (Sequencing)
- สรปุ เช่อื มโยง (Connecting)
- ไตรต่ รองด้วยเหตุผล (Reasoning)
- วจิ ารณ์ (Criticizing)
- ตรวจสอบ (Verifying)

27

ขั้นท่ี 3 การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying)
- ประเมนิ ทางเลอื ก (Alternative assessment)
- เลือกทางเลือก (Selecting alternative)
- ใช้ความรอู้ ยา่ งสรา้ งสรรค์ (creative)
- ขยายความรู้ใหจ้ รงิ มากข้นึ (expanding scenario)
- การวเิ คราะห์ (analysis)
- การตัดสนิ ใจ (decision making)
- การนาํ ความรูไ้ ปปรบั ใช้ (transferring)
- การแก้ปัญหา (problem solving)
- การคดิ วจิ ารณ์ (critical thinking)
- การคดิ สร้างสรรค์ (creative thinking)

ขน้ั ที่ 4 ประเมนิ เพือ่ เพ่ิมคุณค่า (Self-regulating)
- การตรวจสอบและควบคุมการคิด (Meta Cognition)
- การสร้างคา่ นยิ มการคิด (Thinking Value)
- การสรา้ งนิสยั การคิด (Thinking Disposition)

ทักษะกระบวนการคิด GPAS จึงเป็นขั้นตอนและจุดเน้นในการจัดกระบวนการเรียนรู้
เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง เริ่มจากการที่ครูออกแบบการเรียนรู้โดยครูต้องกําหนดว่า
นักเรียนจะสรุปความรู้จากเรื่องที่เรียนเป็นข้อความรู้ จากการเรียบเรียงความคิดของตนเองในการ
สรุปความคิดรวบยอด ความสัมพันธ์หลักการและทฤษฎีที่เรียนรู้นั้น กระบวนการสร้างความรู้
ด้วยตนเองเช่นนี้ จะเกิดขึ้นได้เมื่อครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนผ่านกระบวนการ
เก็บข้อมูล และเลือกข้อมูลสําคัญที่เกี่ยวข้อง เป็นการนําข้อมูลมาจัดกระทําเป็นกลุ่ม เป็นหมวดหมู่
จําแนกเพื่อให้ได้ความรู้ตามที่กําหนดไว้ จากนั้นนําไปใช้ในการปฏิบัติจริง ใช้ในการแก้ปัญหา
ในสถานการณ์ต่าง ๆ สิ่งที่ได้จากกระบวนการเหล่านี้จะตกผลึกภายในตัวของผู้เรียน จะกลายเป็น
ตัวตนเป็นบุคลิกภาพของผู้เรียน และสะท้อนออกมาในภาระงานหรือการปฏิบัติที่ครูมอบหมาย
เพื่อวัดและประเมินผลในเรื่องที่สอน การเรียนรู้ตามขั้นตอนนี้ครูต้องฝึกการใช้คําถามเพื่อกระตุ้นให้
ผเู้ รียนไดต้ รวจสอบทบทวนการคดิ พูด ทาํ เสมอ ๆ เพ่อื ปรับปรงุ งานในขณะดําเนนิ การใหด้ ยี งิ่ ขึ้น

กนกรตั น์ สุพรรณอว่ ม (2561) กล่าวว่า โครงสรา้ งทกั ษะกระบวนการคิด (GPAS) ประกอบดว้ ย
G หมายถึง การรวบรวมและเลือกข้อมูล (GATHERING) โดยครูผู้สอนจะออกแบบ

การจดั การเรียนรใู้ หผ้ ้เู รียน สามารถดำเนนิ การได้ดงั นี้
1. กำหนดประเด็นในการรวบรวมข้อมลู
2. กำหนดเปา้ หมาย

28

3. สงั เกตดว้ ยประสาทสัมผสั
4. รวบรวมขอ้ มูลจากการสงั เกต
5. เลอื กข้อมลู มาใช้
6. บันทกึ ข้อมลู
7. ดงึ ขอ้ มลู เดิมมาใช้
P หมายถึง การจัดกระทำข้อมูล (PROCESSING) ครูผู้สอนจะต้องออกแบบกิจกรรม
การสอนให้ผูเ้ รยี นเกิดการเรียนรู้ ดงั น้ี
1. จำแนก
2. เปรยี บเทียบ
3. จัดกลุม่ และ จัดลำดบั
4. สรุป เชื่อมโยง
5. ไตร่ตรองด้วยเหตุผล
6. วจิ ารณ์
7. ตรวจสอบ
A หมายถึง การประยุกต์ใช้ความรู้ (APPLYING) เป็นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยให้
ผูเ้ รยี นเกดิ ความสามารถ ดังนี้
1. ประเมินทางเลือก
2. เลอื กทางเลือก
3. ใชค้ วามรูอ้ ยา่ งสรา้ งสรรค์
4. ขยายความร้ใู ห้รู้จรงิ มากขึน้
5. การเิ คราะห์
6. การสงั เคราะห์
7. การตัดสินใจ
8. การนำความรูไ้ ปปรับใช้
9. การแกป้ ัญหา
10. การคิดวเิ คราะห์ วิจารณ์
11. การคิดสร้างสรรค์
S หมายถึง การกำกับตนเอง หรือการเรียนรู้ได้เอง (SELF-REGULATING) เป็นการ
ควบคุมออกแบบการเรยี นรู้ด้วยตนเอง ดงั น้ี
1. การตรวจสอบและควบคุมการคิด
2. การสรา้ งค่านยิ มการคดิ

29

3. การสร้างนสิ ัยการคดิ
การนำโครงสร้างทักษะกระบวนการคิด (GPAS) เป็นโมเดลที่ครบวงจรกระบวนการทักษะ
การคิด 4 ประการ เป็นขั้นตอนและจุดเน้นการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความรู้
ดว้ ยตนเองเริม่ ตน้ ดังน้ี

1) ครูออกแบบการเรียนรู้ โดยกำหนดว่านักเรียนควรสรุปความรู้จากเรื่องที่เรียน
เป็นข้อความจากการเรียบเรียงความคิดของตนเองเพื่อสรุปเป็นความคิดรวบยอด ความสัมพันธ์
หลักการ ทฤษฎีการเรียนรู้กระบวนการสร้างความร้ดู ว้ ยตนเอง ครคู วรจดั กิจกรรมการเรยี นรดู้ งั น้ี

- นกั เรียนเก็บขอ้ มลู รวบรวมข้อมลู เลอื กขอ้ มูลทส่ี ำคญั
- นำข้อมูลมาจัดกระทำข้อมูลเป็นกลุ่ม เป็นหมวดหมู่ จำแนก เพื่อให้ได้ความรู้
ตามท่ีกำหนด
- ลงมอื ปฏิบัตจิ รงิ สามารถแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ
- สรุปผลที่ได้จากกระบวนการเหล่านี้ที่ตกผลึกในตัวผู้เรียน เป็นตัวตน บุคลิกภาพ
ของผเู้ รยี น
2) ครูฝึกผู้เรียนโดยใช้คำถามกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบทบทวนการคิด พูด ทำ
เสมอ ๆ เพือ่ ปรับปรงุ งานในขณะดำเนินงานใหด้ ยี ิ่งข้ึน
กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 STEPS) เป็นเครื่องมือพัฒนาศักยภาพของคน
ในศตวรรษที่ 21 การพัฒนาทักษะพื้นฐานสำหรับอนาคต เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการคิด
อย่างมีวิจารณญาณ ทักษะทางสังคม ทักษะการคิดสร้างสรรค์ และทักษะการแก้ปัญหา ทักษะ
ทจี่ ำเป็นดังกล่าวนำไปสูก่ ารพฒั นาคนใหม้ ีความสามารถอยู่ในสงั คมโลกอย่างสรา้ งสรรค์และมคี วามสุข
ดงั น้ัน ผเู้ รียนจงึ ต้องมีความสามารถในการคดิ เชิงระบบ การคดิ แก้ปัญหา และการตดั สินใจบนพื้นฐาน
ของข้อมูลสารสนเทศได้อย่างมีคุณภาพ เที่ยงตรง โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS
5 STEPS) เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ โดยมีองค์ประกอบ (คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ.
ม.ป.ป.) ดังนี้
1) G (Gathering) การรวบรวม คดั เลือกข้อมลู
2) P (Processing) การจดั ระบบข้อมลู ตัดสนิ ใจนำไปใช้
3) A1 (Applying and Constructing the Knowledge) การลงมือปฏิบัติและสรุป
ความรู้
4) A2 (Applying and Communication Skill) การสือ่ สารและนำเสนอผลงาน
5) S (Self-Regulating) การประเมินเพือ่ สรา้ งคณุ คา่ สสู่ งั คม

30

ทกั ษะการคิดในโครงสร้าง GPAS
ทักษะการคิดในโครงสร้าง GPAS มีทักษะที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขนั้ พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 (ตาณิกา เงนิ ฝร่ัง. 2556) ดงั น้ี
1) ทักษะการคดิ ระดบั การรวบรวมขอ้ มูล ไดแ้ ก่

1.1) การกําหนดประเด็นในการรวบรวมข้อมูล (Information Gathering Skill) หมายถึง
การกําหนดขอบเขตการศึกษาและมุ่งความสนใจไปในทิศทางตามจุดประสงค์ที่ต้องการศึกษาให้
ชัดเจน เพ่ือที่จะได้คัดเลือกเฉพาะข้อมูลทเ่ี กีย่ วขอ้ ง

1.2) การสังเกตดว้ ยประสาทสัมผัส หมายถงึ การรบั รูแ้ ละรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับสิ่งใด
สิ่งหนึ่ง โดยใช้ประสาทสมั ผสั ทั้งห้า เพื่อให้ได้รายละเอียดเกี่ยวกับส่ิงนั้น ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลเชงิ ประจักษ์
ที่ไม่มีการใช้ประสบการณ์และความคิดเห็นของผู้สังเกตในการเสนอข้อมูล ข้อมูลจากการสังเกต
มีทัง้ ขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณและข้อมลู เชิงคณุ ภาพ

1.3) การบันทึกข้อมูล หมายถึง กระบวนการประมวลข้อมูลของสมอง เมื่อรับสิ่งเร้า
จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะได้รับการบันทึกไว้ในความจำระยะสั้น หากต้องการเก็บข้อมูลไว้ใช้ต่อ ๆ ไป
ข้อมูลนั้นจะต้องเปลี่ยนรูปโดยการเข้ารหัสเพื่อนำไปเก็บไว้ในความจำระยะยาว ซึ่งจะสามารถ
เรียก ข้อมลู มาใช้ได้ภายหลังโดยการถอดรหสั

1.4) การดงึ ข้อมูลเดิมมาใช้และสรุปความ หมายถึง การนาํ ข้อมูลท่ีมีอยู่นํากลับมาใช้ใหม่
และการจับใจความสาํ คญั ของเร่อื งทีต่ ้องการสรปุ แล้วเรยี บเรยี งให้กระชบั ครอบคลุมสาระสําคญั

2) ทกั ษะการคิดระดบั การจดั กระทําข้อมูล
2.1) การจําแนก (Discriminating) หมายถึง การแยกแยะสงิ่ ตา่ ง ๆ ตามมติ ทิ กี่ ําหนด
2.2) การเปรียบเทียบ (Comparing) หมายถึง การค้นหาความเหมือนและหรือความ

แตกต่างขององค์ประกอบตั้งแต่ 2 องค์ประกอบขึ้นไป เพื่อใช้ในการอธิบายเรื่องใดเรือ่ งหนึ่งในเกณฑ์
เดียวกนั

2.3) การจัดกลุ่ม (Classifying) หมายถึง การนําสิ่งต่าง ๆ มาแยกเป็นกลุ่มตามเกณฑ์
ทไี่ ดร้ ับการยอมรับทางวชิ าการ หรือยอมรับโดยท่ัวไป

2.4) การจัดลําดับ (Sequencing) หมายถึง การนําข้อมูลหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้น
มาจัดเรยี งใหเ้ ปน็ ลาํ ดับ

2.5) การสรปุ เช่อื มโยง (Connecting) หมายถึง การบอกความสมั พนั ธ์ของขอ้ มูลอย่าง
มีความหมาย

2.6) การไตร่ตรองด้วยเหตุผล (Reasoning) หมายถึง ความสามารถในการบอกที่มา
ของส่งิ ใด ๆ หรอื เหตุการณใ์ ด ๆ หรือสิง่ ที่เป็นสาเหตุของพฤติกรรมนนั้ ได้

31

2.7) การวิจารณ์ (Criticizing) หมายถึง การท้าทายและโต้แย้งข้อสมมุติฐานที่อยู่
เบอ้ื งหลังเหตุผลที่โยงความคดิ เหลา่ นนั้ เพ่อื เปิดทางสู่แนวความคิดอ่นื ๆ ทอ่ี าจเปน็ ไปได้

2.8) การตรวจสอบ (Verifying) หมายถึง การยืนยันหรือพิสูจน์ข้อมูลที่สังเกตรวบรวมมา
ตามความถกู ต้องเป็นจริง

3) ทักษะการคดิ ระดบั การประยกุ ต์ใช้
3.1) การใช้ความรู้อย่างสร้างสรรค์ (Creating) หมายถึง การนําความรู้ที่เกิดจาก

ความเขา้ ใจไปใช้ในการสรา้ งสรรค์สิ่งใหม่ หรอื แก้ปัญหาท่มี อี ยู่ใหด้ ขี ึน้
3.2) การวิเคราะห์ (Analysis) หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะหลักการ

องคป์ ระกอบสําคญั หรือสว่ นยอ่ ย ตลอดจนหาความสัมพันธ์ระหวา่ งส่วนตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
3.3) การสังเคราะห์ (Synthesis) หมายถึง การนําความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์มา

ผสมผสานสร้างสิ่งใหมท่ มี่ ลี กั ษณะต่างจากเดิม
3.4) การตัดสินใจ (Decision making) หมายถึง การพิจารณาเลือกตัวเลือกตั้งแต่

2 ตัวเลือกขึ้นไป ทางเลือกนั้นอาจเป็นวัตถุสิ่งของ หรือแนวปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อใช้ในการแก้ปัญหา
หรอื ดำเนนิ การเพื่อใหบ้ รรลตุ ามวัตถุประสงค์ท่ตี ง้ั ไว้

3.5) การนําความรูไ้ ปปรับใช้ (Transferring) หมายถงึ การถ่ายโอนความร้ทู ม่ี ีอยู่
3.6) การแก้ปัญหา (Problem solving) หมายถึง การวิเคราะห์สถานการณ์ที่ยาก
เพ่อื จุดประสงคใ์ นการแกไ้ ขสถานการณ์หรือให้ปญั หานั้นหมดไป
3.7) การคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ (Critical thinking) หมายถึง ความสามารถในการ
พิจารณา ประเมิน และตัดสินสิ่งต่าง ๆ หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้น ที่มีข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้ง โดยการ
พยายามแสวงหาคำตอบทม่ี ีความสมเหตุสมผล
3.8) การคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking) หมายถึง ความสามารถในการคิด
ไดอ้ ย่างกว้างไกล หลายทศิ ทาง อย่างเปน็ กระบวนการ โดยใชจ้ นิ ตนาการทห่ี ลากหลาย เพื่อก่อให้เกิด
ความแปลกใหม่ในการสร้าง ผลิต ดัดแปลงงานต่าง ๆ ซึ่งจะต้องเชื่อมโยงระหว่างประสบการณ์เก่า
กับประสบการณใ์ หม่ ความคดิ สรา้ งสรรค์จะเกิดข้ึนไดก้ ต็ อ่ เม่ือผูค้ ดิ มีอิสระทางความคิด
4) การกํากับตนเอง
4.1) การตรวจสอบและควบคุมการคดิ (Meta-cognition) หมายถึง การท่บี ุคคล รู้ถึง
ความคิดของตนเองในการกระทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการประเมินการคิดของตนเองและ
ใช้ความรู้นั้นในการควบคุมหรือปรับการกระทําของตนเอง ซึ่งครอบคลุมถึงการวางแผน การควบคุม
กาํ กับการกระทาํ ของตนเอง การตรวจสอบความก้าวหนา้ และการประเมนิ ผล
4.2) การสร้างค่านิยมการคิด (Thinking Value) หมายถึง การคิดเพื่อประโยชน์
ในระดับต่าง ๆ ไดแ้ ก่ เพื่อประโยชน์ตน กลุ่มตน เพื่อสังคม และเพ่อื ประโยชน์ของกลมุ่ ทุกองค์ประกอบ

32

4.3) การสร้างคุณค่าทางการคิด (Thinking Disposition) หมายถึง ลักษณะเฉพาะ
ของการกระทําของคนที่มีสติปัญญา การตัดสินใจที่จะแก้ปัญหา จะไม่กระทําทันทีทันใดก่อนจะมี
ข้อมูลหลักฐานชัดเจน นิสยั แห่งการคิด คือ รูว้ ่าจะใชป้ ัญญา ทําอยา่ งไรเมื่อไม่รู้คําตอบ นิสัยแห่งการคิด
ท่ดี ีควรมดี งั น้ี

4.3.1) นสิ ัยการคดิ ที่ดตี ้องกล้าเสียงและผจญภัย (กล้าที่จะคดิ )
4.3.2) นิสยั การคิดทดี่ ีต้องคดิ แปลก คดิ แยกแยะ ชตี้ วั ปญั หา คดิ สํารวจไตส่ วน
4.3.3) นสิ ยั การคิดท่ดี ตี อ้ งสร้างคําอธบิ าย และสรา้ งความเขา้ ใจ
4.3.4) นิสยั การคิดทด่ี ีต้องสรา้ งแผนงานและมีกลยุทธ์
4.3.5) นิสัยการคิดที่ดีต้องเป็นการใช้ความระมัดระวังทางสติปัญญา (ใช้สติปัญญา
ระแวดระวงั ) และแมน่ ยาถูกต้องแน่นอนเทยี่ งตรง
4.3.6) นิสยั การคิดที่ดตี ้องเพ่ือถามหาส่งิ ที่จะเกิดขน้ึ และประเมนิ เชงิ เหตผุ ล
4.3.7) นสิ ัยการคิดท่ดี ตี อ้ งเปน็ ไปเพือ่ เกิดการรู้คิด หรือคดิ ในสิ่งทค่ี ิด

ทักษะการคิด ขน้ั ที่ 4 การควบคมุ กำกบั ตนเอง
ข้นั สูง (Self-regulating)

ขัน้ ท่ี 3 การประยุกต์ใชค้ วามรู้
(Applying)

ทักษะการคดิ ขน้ั ท่ี 2 การจัดกระทำข้อมลู
ขนั้ พ้นื ฐาน (Processing)

ข้นั ที่ 1 การรวบรวมข้อมลู
(Gathering)

ภาพท่ี 2.2 ทักษะการคิดในโครงสรา้ ง GPAS
ทม่ี า : ตาณกิ า เงนิ ฝรง่ั (2556)

33

โครงสรา้ งของกระบวนการ GPAS
สํานักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร นําเสนอโครงสร้างของ GPAS (2551) ดังนี้

1 Self-regulating การกำกับตนเอง
2 Applying การประยุกตใ์ ชค้ วามรู้
3 Processing การจดั กระทำขอ้ มลู
4 Gathering การรวบรวมขอ้ มูล

ภาพที่ 2.3 โครงสรา้ งทักษะกระบวนการ GPAS แบบที่ 1
ท่มี า : ตาณกิ า เงนิ ฝรง่ั (2556)

ท้งั 4 ทักษะกระบวนการคิดน้ี เรียงลาํ ดบั เปน็ ลกั ษณะระดับคณุ ภาพจากตำ่ ไปหาสูง แต่เมื่อ
พิจารณา Self-regulating การกํากับตนเองและเรียนรู้ได้เองนั้น ควรกํากับทบทวนตรวจสอบ
การดําเนินงานของตนเองได้ในทุกขั้นตอน จะทําให้งานพัฒนาขึ้น เพราะมีการตรวจสอบปรับปรุง
อย่ตู ลอดเวลา จงึ นาไปสูโ่ ครงสรา้ งทักษะกระบวนการ GPAS แบบท่ี 2

Gathering

Self-regulating

Applying Processing

ภาพที่ 2.4 โครงสร้างทักษะกระบวนการ GPAS แบบท่ี 2
ท่ีมา : ตาณิกา เงินฝรั่ง (2556)

โครงสร้างทักษะกระบวนการ GPAS แบบที่ 2 นี้ แสดงให้เห็นถึงกระบวนการกํากับ ทบทวน
การดําเนินงานของตนเอง เมื่อพบว่ายังไม่ดสี ามารถปรับปรุงให้ดีขึ้น จะเห็นไดจ้ ากหัวลูกศรท่ีสามารถ
ยอ้ นกลับไปกลบั มาได้

34

เลอื กข้อมูล-G จดั กระทำข้อมูล-P

เรียนร้ดู ้วยตนเอง-S

แกป้ ัญหา-A นำความร้ไู ปปฏิบตั ิ-A

ภาพท่ี 2.5 โครงสรา้ งทักษะกระบวนการ GPAS แบบที่ 3
ที่มา : ตาณิกา เงนิ ฝรั่ง (2556)

การปฏบิ ตั ิตามข้ันตอน G P A กจ็ ะเปน็ การปลูกฝัง S โดยอัตโนมตั ิ เมื่อฝึกบ่อย ๆ ก็จะเกิด
ทักษะการคดิ และมนี ิสัยรักการคดิ ซ่ึงนาํ ไปสูก่ ารเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง

โครงสรา้ งน้ีไดร้ ับคําชี้แนะจากที่ปรึกษาของโครงการ คือ นายโกวิท ประวาลพฤกษ์ ว่าควรปรับ
ให้นาํ ไปใช้ได้ง่ายขึ้น เปน็ วงจรครบกระบวนการ ดงั นนั้ ในโครงสรา้ งนีจ้ ึงเป็นขั้นตอนและจุดเนน้ ในการ
จัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง เริ่มต้นจากการที่ครูออกแบบการเรียนรู้
โดยครูต้องกําหนดว่านักเรียนควรสรุปความรู้จากเรื่องที่เรียนเป็นข้อความรู้ จากการเรียบเรียงความคิด
ของตนเองในการสรุปความคิดรวบยอด ความสัมพันธ์ หลักการ ทฤษฎีที่เรียนรู้นั้น กระบวนการ
สร้างความรู้ด้วยตนเองเช่นนี้จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียน
ผ่านกระบวนการเก็บรวบรวมขอ้ มูลและเลือกขอ้ มูลสาํ คัญเกี่ยวข้องเป็น นําข้อมูลมาจัดกระทํา มาจัด
ข้อมูลเป็นกลุ่ม เป็นหมวดหมู่จําแนกเพ่ือให้ได้ความรู้ตามที่กําหนดไว้จากนั้นนําไปใช้ในการปฏิบัติจริง
ใช้ในการแก้ปัญหา ในสถานการณ์ต่าง ๆ ข้อสรุปที่ได้จากกระบวนการเหล่านี้ที่ตกผลึกภายในตัว
ของผู้เรียน จะกลายเป็นตัวตน เป็นบุคลิกภาพของผู้เรียน เมื่อฝึกฝนเช่นนี้บ่อยครั้งจะนําไปสู่
การเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ตลอดการเรียนรู้ตามขั้นตอนนี้ครูต้องฝึกโดยใช้คําถามกระตุ้นให้ผู้เรียน
ได้ตรวจสอบทบทวนการคิด พูด ทําเสมอ ๆ เพื่อปรับปรุงงานในขณะดําเนินงานให้ดียิ่งขึ้น นอกจากน้ี
ปรีชา ธรฤทธิ์ (2552) ยังกล่าวอีกว่า จากโครงสร้างนี้จะเห็นได้ว่าขั้นตอนและจุดเน้นของ GPAS คือ
การจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง และสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง
โดยมขี นั้ ตอน ดังน้ี

35

ขั้นที่ 1 ครูกําหนดเป้าหมายที่เป็นงาน/ชิ้นงานที่เกิดจากการเรียนรู้ของนักเรียน
แลว้ ออกแบบการจัดการเรยี นร้เู พ่ือนำไปสูก่ ารบรรลุเปา้ หมายนั้น ๆ

ข้ันท่ี 2 นักเรียนลงมอื ศกึ ษาความรู้ เกบ็ รวบรวมข้อมูล เลือกข้อมูลสําคัญ แล้วนํามาจัด
กระทําเป็นหมวดหมู่ จาํ แนก เพือ่ ให้ผลงาน/ชน้ิ งานตามทคี่ รกู าํ หนด

ขั้นที่ 3 นักเรียนเสนอแนวทางการนำความรู้ไปปฏิบัติหรือแก้ปัญหา บางกรณีอาจนําไป
ปฏิบตั จิ รงิ หรือแกป้ ัญหาจริง

ชมุ ชนการเรียนร้ทู างวชิ าชีพ (Professional Learning Community : PLC)
ศตวรรษที่ 21 เป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ

และการเมือง ซึ่งเป็นความท้าทายของมนุษยชาติที่จะสามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างมีความสุข
การศึกษาจึงเป็นวิธีการสำคัญในการพัฒนาให้มนุษยได้มีชีวิตอยู่ร่วมกันได้ด้วยปัญญาที่ได้รับการ
ส่งเสริมพัฒนาจากนักคิดและนักวิชาการด้วยแนวคิดทฤษฎีที่หลากหลาย ซึ่งขึ้นอยู่กับการพินิจ
วิเคราะห์ด้วยความสมเหตุสมผลในการเลือกใช้โดยเฉพาะครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะต้องเลือกใช้
เทคนิควิธีการในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เกิดผลต่อผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ชุมชน
แห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพครู (Teacher Professional Learning Community) จึงเป็นรูปแบบ
วิธีการพัฒนาวิชาชีพครูซึ่งรวมถึงบุคลากรทางการศึกษาได้ใช้ในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
สม่ำเสมอ เพื่อให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง สามารถปฏิบัติให้เกิดการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพครูเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนในวิชาชีพครูที่มีความรู้ความสนใจในเรื่องใด
เรื่องหนึ่ง มาร่วมแลกเปลี่ยนแบ่งปันเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ ร่วมกัน ทำให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ใหม่
เพื่อนำไปประยุกต์ และปรับใช้ตามแต่สภาพแวดล้อมและสถานการณ์ต่าง ๆ ชุมชนแห่งการเรียนรู้
จะเปลี่ยนแปลงการทำงานของครูจากวัฒนธรรมแบบเดิมท่ีทำงานอย่างโดดเดี่ยว มาเป็นการทำงาน
ร่วมกันเป็นทีม โดยมุ่งม่ันให้เกิดผลลัพธ์ต่อสมรรถนะทางวิชาชีพสำหรับครูและทักษะการเรียนรู้
ของนกั เรียน ทำให้เกดิ การเปลี่ยนแปลงและเกิดสงั คมแห่งความรู้ที่อาศัยความร้รู ่วมมอื เป็นฐานในการ
ปรบั ตวั และสรรสร้างสิ่งใหม่ ๆ ใหเ้ กิดข้ึน ชุมชนแหง่ การเรียนรเู้ ชิงวิชาชีพครเู ป็นชุมชนที่ทำให้เกิดการ
ปรบั ปรุงทกั ษะ เจตคติ ความเข้าใจ กระตนุ้ การปฏิบตั ิงานของครูและกลุ่มครู พัฒนาจากการฝึกอบรม
อย่างเป็นระบบ (Systematic Training) เป็นการพัฒนาตนเอง (Self-Development) เป็นการ
พัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) จนในที่สุดกลายเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้
เชิงวิชาชีพครู สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ของครูอย่างต่อเนื่อง (เสริมศักด์ิ วิศาลาภรณ์ และคนอื่นๆ.
2545) ซึ่งครูและบุคลากรทางการศึกษาจำเป็นต้องมีคุณภาพและมาตรฐานเหมาะสมกับการเป็น
วิชาชีพช้ันสูง มีความสามารถในการขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ ง
การปฏิรูปการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2545)

36

เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการท่ีกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542
โดยมีงานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่า การที่ครูมีความรู้ ทักษะที่เหมาะสม รวมถึงการเตรียมครใู หม่ให้มี
สมรรถนะทีด่ ียอ่ มส่งผลโดยตรงต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน (Darling-Hammond. 1999,
and Brookfield & Stephen, 1995) โดยแนวทางหนึ่งที่สามารถนำมาใช้เพื่อส่งเสริมความเป็น
มืออาชีพดังกล่าว คือ ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC)
เนื่องจากชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นการรวมตัวกันเป็นกลุ่มของครูผู้สอนเพื่อร่วมมือรวมพลัง
เรียนรู้ร่วมกัน และสะท้อนผลการปฏิบัติอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักคือเพื่อให้
เกิดการปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนการสอน พัฒนาการเรียนรู้ และพัฒนาผลสมฤทธ์ิทางการ
เรยี นรู้ของผเู้ รยี น (เรวณี ชัยเชาวรตน์. 2558)

ความหมายของชมุ ชนการเรียนรู้ทางวชิ าชีพ
Astutoetet al. (1993) กล่าวว่า ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ คือ ครูและผู้บริหารในโรงเรียน
รว่ มกนั แสวงหา และแบ่งปันการเรียนรู้อย่างตอ่ เนื่อง และนําสงิ่ ทีไ่ ดเ้ รียนร้สู ู่การปฏบิ ัติโดยมีเป้าหมาย
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพของครูและผู้บริหาร และเพื่อประโยชน์ของ
ผู้เรียน อภิธานศัพท์เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา (The Glossary of education reform. 2014)
ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ คือ กลุ่มของนักการศึกษาที่พบปะกันอย่างสม่ำเสมอ เพ่ือร่วมแลกเปลี่ยน
ทักษะความรู้ทางวิชาชีพ และร่วมแรงร่วมพลังกันทํางานเพ่ือพัฒนาทักษะการจัดการเรียนการสอน
และพัฒนาผลการเรียนของนักเรียน Fullan (2006) ชุมชนการเรียนรู้ คือ การสร้างวัฒนธรรม
การร่วมมือร่วมพลัง (Collaborative culture) ท่ียังยืน โดยมุ่งเน้นความสามารถในการปรับปรุง
พัฒนาการปฏิบัติงานอย่างต่อเน่ือง Dufour, Dufour, Eaker & Many (2010) ได้นิยามชุมชน
การเรียนรู้ทางวิชาชีพ คือ กระบวนการต่อเน่ืองท่ีครูและนักการศึกษาทํางานร่วมกันในวงจรของ
การร่วมกันต้ังคําถาม และการทําวิจัยเชงิ ปฏิบัติการเพื่อบรรลุผลการเรียนรู้ท่ีดีข้ึนของนักเรียน โดยมี
ความเชื่อว่า หัวใจการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนให้ดีขึ้น อยู่ที่การเรียนรู้ที่ฝังอยู่ในการทํางาน
ของครแู ละนักการศึกษา
วิจารณ์ พานิช (2555) นิยามความหมายว่า เป็นการรวมตัวกันของครูในโรงเรียนหรือ
เขตพ้ืนที่การศึกษาเพ่ือแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการจัดการเรียนรู้ให้ศิษย์ได้ทักษะเพื่ อการดํารงชีวิต
ในศตวรรษที่ 21 โดยที่ผู้บริหารโรงเรียน คณะกรรมการโรงเรียน ผู้บริหารเขตพ้ืนที่การศึกษา และ
ผบู้ ริหารการศึกษาระดบั ประเทศเข้ารว่ มจัดระบบสนบั สนนุ ใหเ้ กดิ การแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ต่อเน่ือง มกี าร
พฒั นาวธิ กี ารเรยี นรู้ของศิษย์อย่างต่อเนื่องเป็นวงจรไม่รจู้ บ PLC ทแี่ ท้จริงต้องมกี ารทาํ อย่างเป็นระบบ
มีผู้เข้าร่วมขับเคล่ือนในหลากหลายบทบาท โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของการเรียน
ของศิษย์ ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นสถานท่ีสำหรับ “ปฏิสัมพันธ์” ลด “ความโดดเดี่ยว”

37

ของมวลสมาชิกวิชาชีพครูของโรงเรียนในการทำงานเพื่อปรับปรุงผลการเรียนของนักเรียนหรือ
งานโรงเรียน (Sergiovanni. 1994 )

Deborah & Wright (2002) กล่าวว่า คำว่าชุมชนในที่นี้หมายถึงบริบททางสังคมและ
สิ่งแวดล้อมของนักเรียนนกั ศึกษา ชุมชนคือกลุ่มของบุคคลที่มีวัตถุประสงค์มกี ารใช้ทรัพยากรรว่ มกนั
และตกลงใจท่ีจะใหบ้ รรลุเป้าหมายเดยี วกัน มีพลงั แห่งคุณภาพท่ีแสดงออกถึงการเรียนรู้ ชุมชนมีพลัง
ในการกระตุ้นให้มวลสมาชิกกล้าแสดงออกอย่างไม่จำกัด สร้างพันธกิจร่วมกันในการสื่อสารกับ
คนอื่น ๆ ในระดับลึกซึ้ง สนิท จริงใจ ซึ่งก็เป็นมาตรฐานที่คาดได้ว่าสมาชิกแต่ละคนจะมีบรรยากาศ
ที่ยอดเยี่ยมในการทำงานเป็นกลุ่ม อันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้นักศึกษาประสบความสำเร็จ
ในการศกึ ษาระดับมหาวิทยาลยั โดยเฉพาะในสถาบนั อุดมศึกษาทเ่ี พยี บพร้อมไปด้วยชุมชนตา่ ง ๆ เปน็
ต้นว่า ชุมชนด้านการวิจัย ชุมชนการเรียนรู้ ชุมชนปฏิบัติการ ที่จริงแล้วชุมชนต่าง ๆ เหล่าน้ี
ต่างก็ถูกมองว่าเป็นชุมชนท่ีดำเนินกิจกรรมแบบเดียวกัน ถึงกระนั้นจะเป็นชุมชนที่แท้จริงก็ต่อเมื่อ
มวลสมาชิกมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แน่นอน และนำไปสู่การเรียนรู้ที่ลึกต่อไปในชุมชน
หนึ่ง ๆ จะก่อให้เกิดการแสวงความรู้ความจริง และทักษะการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม ทั้งแก่นักศึกษา
ครูอาจารย์ ต่างก็จะอิ่มเอมเบิกบานใจเพราะได้ทำในสิ่งที่มีความหมาย มีประโยชนม์ ีความเปน็ พ่เี ลี้ยง
มีส่วนได้เป็นผู้กระตุ้น ได้เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ และเป็นผู้มีความเข้าใจในมุมมองที่เป็นหน่ึง
ด้านคุณภาพ อนั เกิดจากสมาชิกทห่ี ลากหลาย Abbott (2014) ไดน้ ำเสนอเนือ้ หาวา่ ชมุ ชนการเรียนรู้
ทางวิชาชีพหรือ PLC เป็นกลุ่มของนักการศึกษาที่มาประชุมปรึกษาหารือกันอย่างสม่ำเสมอ แบ่งปัน
ความเชี่ยวชาญกัน ทำงานอย่างร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อพัฒนาทักษะการสอนและความสามารถ
ทางวิชาการให้แก่นักเรียน นักศึกษา คำว่า “ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” ยังนำมาประยุกต์ใช้กับ
โรงเรยี นหรือคณาจารยผ์ ู้ทำการสอนโดยรว่ มแรงร่วมใจกันเปน็ กลุ่มเล็ก ๆ เพอ่ื เป็นทีมพัฒนาวิชาชพี

โดยสรุป ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หมายถึง การร่วมมือร่วมใจกันของบุคลากร ครู
ผู้บรหิ ารโรงเรยี นเพ่ือพฒั นาการเรียนรทู้ างวชิ าชีพ โดยมงุ่ ผลสมั ฤทธ์ิไปทผ่ี ูเ้ รียน เพอ่ื ให้ผู้เรียน สามารถ
พัฒนาการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ผ่านการวางแผน การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันการแลกเปล่ียนเรียนรู้ซ่ึงกัน
และกัน จนเกิดเป็นวฒั นธรรม หรือชมุ ชนของการแลกเปล่ียนเรยี นรใู้ นโรงเรยี น

ความสำคัญของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
ความสำคัญของ PLC จากผลการวิจัยยืนยันว่าการดำเนินการในรูปแบบ PLC นำไปสู่การ
เปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพทั้งด้านวิชาชีพและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน จากการสังเคราะห์รายงาน
การวิจัยเกี่ยวกับโรงเรียนที่มีการจัดตั้ง PLC โดยใช้คำถามว่า โรงเรียนดังกล่าวมีผลลัพธ์อะไรบ้าง
ทีแ่ ตกต่างไปจากโรงเรียนท่ัวไปที่ไม่มชี ุมชนแห่งวิชาชีพ และถ้าแตกต่างแลว้ จะมผี ลดีต่อครูผู้สอนและ
ตอ่ นักเรยี นอยา่ งไรบา้ ง ซึ่งมผี ลสรปุ 2 ประเด็นดงั นี้

38

ประเด็นท่ี 1 ผลดีต่อครูผู้สอน พบว่า PLC ส่งผลต่อครูผู้สอนกล่าวคือ ลดความรู้สึก
โดดเดี่ยวงานสอนของครู เพิ่มความรู้สึกผูกพันต่อพันธกิจและเป้าหมายของโรงเรียนมากขึ้น โดยเพิ่ม
ความกระตือรือร้นที่จะปฏบิ ัตใิ หบ้ รรลุพันธกิจอย่างแข็งขัน จนเกดิ ความรู้สึกว่าต้องการร่วมกันเรียนรู้
และรับผิดชอบต่อพัฒนาการโดยรวมของนักเรียน ถือเป็นพลังการเรียนรู้ซึ่งส่งผลให้การปฏิบัติ
การสอนในชั้นเรียนให้มีผลดียิ่งขึ้น กล่าวคือมีการค้นพบความรู้ และความเชื่อที่เกี่ยวกับวิธีการสอน
และตัวผู้เรียน ซึ่งที่เกิดจากการคอยสังเกตอย่างสนใจ รวมถึงเข้าใจในด้านเนื้อหาสาระที่ต้องจัดการ
เรียนรู้ได้แตกฉานยิ่งขึ้น จนตระหนักถึงบทบาทและพฤติกรรมการสอนที่จะช่วยให้นักเรียนเกิดการ
เรียนร้ไู ด้ดีท่ีสดุ อกี ทงั้ การรับทราบข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ ทจ่ี ำเปน็ ต่อวิชาชีพได้อยา่ งกว้างขวาง และ
รวดเร็วขึ้น ส่งผลดีต่อการปรับปรุงพัฒนางานวิชาชีพได้ตลอดเวลา เป็นผลให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะ
พัฒนาและอุทิศตนทางวชิ าชีพเพื่อศิษย์ ซ่ึงเป็นท้ังคุณค่าและขวญั กำลงั ใจต่อการปฏิบัติงานให้ดียิ่งข้ึน
ที่สำคัญคือ ยังสามารถลดอัตราการลาหยดุ งานน้อยลงเมือ่ เปรยี บเทยี บกับโรงเรียนแบบเกา่ ยังพบว่า
มีความก้าวหน้าในการปรับเปลีย่ นวิธีการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับลักษณะผู้เรียนได้อย่างเด่นชัด
และรวดเร็วกว่าที่พบในโรงเรียนแบบเก่า มีความผูกพันที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ให้ปรากฏ
อยา่ งเดน่ ชัดและย่งั ยืน

ประเด็นที่ 2 ผลดีต่อผู้เรยี น พบว่า PLC ส่งผลตอ่ ผู้เรียนกล่าวคือสามารถลดอัตราการตกซ้ำช้ัน
และจำนวนชั้นเรียนที่ต้องเลื่อนหรือชะลอการจัดการเรียนรู้ให้น้อยลง อัตราการขาดเรียนลดลง
มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวิชาการอ่านที่สูงขึ้นอย่างเด่นชัด
เมื่อเทียบกับโรงเรียนแบบเก่าสุดท้ายคือ มีความแตกต่างด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่ม
นกั เรียนทม่ี ภี ูมิหลงั ไม่เหมือนกันและลดลงชัดเจน

องค์ประกอบของชมุ ชนการเรียนรทู้ างวิชาชพี ในบรบิ ทสถานศึกษา
สำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (2560) ได้รวบรวมแนวคิดของนักวิชาการที่กล่าวถึง องค์ประกอบ
ของ PLC ในระดับสถานศึกษา หรือระดับผู้ประกอบวิชาชีพ ไว้ดังนี้ องค์ประกอบของ PLC ที่มาจาก
ข้อมูลที่รวบรวมและวิเคราะห์จากเอกสารทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ นำเสนอเป็น
6 องค์ประกอบของ PLC ในบริบทสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วย วิสัยทัศน์ร่วม ทีมร่วมแรงร่วมใจ
ภาวะผู้นำร่วม การเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพ ชุมชนกัลยาณมิตร และโครงสร้างสนับสนุนชุมชน
นำเสนอจากการสังเคราะห์แนวคิดต่าง ๆ และรายละเอยี ดต่อไปน้ี
องค์ประกอบที่ 1 วิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision) วิสัยทัศน์ร่วมเป็นการมองเห็นภาพ
เป้าหมาย ทิศทาง เส้นทาง และสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง เป็นเสมือนเข็มทิศในการขับเคลื่อน PLC ที่มี
ทิศทางร่วมกัน โดยมีวิสัยทัศนเ์ ชิงอุดมการณ์ทางวิชาชีพร่วมกนั (Sergiovanni. 1994) คือพัฒนาการ

39

การเรียนรู้ของผูเ้ รียนเป็น ภาพความสำเรจ็ ที่มุ่งหวังในการนำทางรว่ มกัน (Hord. 1997) อาจเป็นการ
มองเริ่มจากผู้นำหรือกลุ่มผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ทำหน้าที่เหนี่ยวนำให้ผู้ร่วมงานเห็นวิสัยทัศน์นั้นร่วมกัน
หรือการมองเห็นจากแต่ละปัจเจกที่มีวิสัยทัศน์เห็นในสิ่งเดียวกัน วิสัยทัศน์ร่วมมีลักษณะสำคัญ
4 ประการ (4 Shared) มีรายละเอียดสำคญั ดังน้ี

1) การเหน็ ภาพและทศิ ทางร่วม (Shared Vision) จากภาพความเช่ือมโยงใหเ้ ห็นภาพ
ความสำเร็จร่วมกัน ถึงทิศทางสำคัญของการทำงานแบบ “มองเห็นภาพเดียวกัน” (Hord. 1997;
Hargreaves. 2003)

2) เป้าหมายร่วม (Shared Goals) เป็นทั้งเป้าหมาย ปลายทาง ระหว่างทาง และ
เป้าหมายชีวิตของสมาชิกแต่ละคนที่สัมพันธ์กันกับเป้าหมายร่วมของชุมชนการเรียนรู้ฯ ซึ่งเป็น
ความเชื่อมโยงให้เห็นถึงทิศทางและเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะเป้าหมายสำคัญคือ
พัฒนาการการเรยี นร้ขู องผูเ้ รยี น (Hargreaves. 2003; Schmoker. 2004; DuFour. 2006)

3) คุณค่าร่วม (Shared Values) เป็นการเห็นทั้งภาพเป้าหมาย และที่สำคัญเมื่อเห็น
ภาพความเชื่อมโยงแล้ว ภาพดังกล่าวมีอิทธิพลกับการตระหนักถึงคุณค่าของตนเองและของงาน
จนเชื่อมโยงเป็นความหมายของงานที่เกิดจากการตระหนักรู้ของสมาชิกใน PLC จนเกิดเป็นพันธะ
สัญญาร่วมกัน หลอมรวมเป็น “คุณค่าร่วม” ซึ่งเป็นขุมพลังสำคัญที่จะเกิดพลังในการไหลรวมกัน
ทำงานในเชงิ อุดมการณ์ทางวชิ าชีพร่วมกนั (Hord. 1997; DuFour. 2006; Hargreaves. 2003)

4) ภารกิจร่วม (Shared Mission) เป็นพันธกิจแนวทางการปฏิบัติร่วมกันเพื่อให้
บรรลุตามเป้าหมายร่วม รวมถึงการเรียนรู้ของครูในทุก ๆ ภารกิจ สิ่งสำคัญคือการปฏิรูปการเรียนรู้
ทม่ี ุ่งการเรยี นรู้ของผู้เรยี นเป็นหัวใจสำคัญ (Hord. 1997) โดยการเร่มิ จากการรบั ผิดชอบในการพัฒนา
วิชาชพี เพ่ือศษิ ย์รว่ มกันของครู (Louis & Kruse. 1995; Senge. 2000; DuFour. 2006)

องค์ประกอบที่ 2 ทีมร่วมแรงร่วมใจ (Collaborative Teamwork) ทีมร่วมแรงร่วมใจ
เปน็ การพัฒนามาจากกลุ่มท่ีทำงานร่วมกันอย่างสรา้ งสรรค์ ลักษณะการทำงานรว่ มกนั แบบมีวิสัยทัศน์
คุณค่า เป้าหมาย และพันธกิจร่วมกัน รวมกันด้วยใจจนเกิดเจตจำนงในการทำงานร่วมกันอย่าง
สร้างสรรค์ เพื่อให้บรรลุผลที่การเรียนรู้ของผู้เรียน (Louis, Kruse, & Marks, 1996) การเรียนรู้
ของทีม และการเรียนรู้ของครู บนพื้นฐานงานที่มีลักษณะต้องมีการคิดร่วมกัน วางแผนร่วมกัน
ความเข้าใจร่วมกัน ข้อตกลงร่วมกัน การตัดสินใจร่วมกัน แนวปฏิบัติร่วมกัน การประเมินผลร่วมกัน
และการรับผิดชอบรว่ มกนั จากสถานการณ์ทีง่ านจริงถอื เปน็ โจทย์ร่วม (Hargreaves. 2003; Stoll &
Louis. 2007) ให้เห็นและรู้เหตุปัจจัย กลไกในการทำงานซึง่ กนั และกัน แบบละวางตัวตนให้มากที่สุด
(DuFour. 2006) จนเห็นและรู้ความสามารถของแต่ละคนร่วมกัน เห็นและรับรู้ถึงความรู้สึกร่วมกัน
ในการทำงานจนเกิดประสบการณ์หรือความสามารถในการทำงาน และพลังในการร่วมเรียนรู้ร่วม
พัฒนาบนพ้ืนฐานของพันธะร่วมกันท่ีเน้นความสมัครใจ และการส่ือสารท่มี ีคุณภาพบนพื้นฐานการรับฟัง


Click to View FlipBook Version