90
ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในอนาคต จึงต้องฝึกอบรมเกี่ยวกับการบริหารงานแก่บุคคลเหล่านี้เสียก่อน
ในปัจจุบนั
3. ความจำเป็นประเภทพัฒนา เป็นความจำเป็นในการฝึกอบรมที่มุ่งปรับระดับความสามารถ
ของบุคคลและขององค์การทั้งในปัจจุบันและอนาคต ความจำเป็นประเภทนี้มิได้ก่อให้เกิดปัญหา
ในการปฏิบัติงานแต่อย่างใด องค์การสามารถปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ลุล่วงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
ทุกประการ พนักงานทุกคนก็ยังเกิดความพึงพอใจในงานของตน แต่เนื่องจากองค์การต้องการที่จะ
ยกระดับความสามารถของบุคคลและผลงานขององค์การให้สูงขึ้นจากเดิม ซึ่งการจะให้เป็นไปดังว่านั้นได้
จำเป็นตอ้ งอาศัยการฝึกอบรม ฉะนั้นจึงต้องว่ามีความจำเป็นในการฝึกอบรมเกดิ ขึน้ แลว้ โดยไม่ต้องทำ
การค้นหาอีก ตัวอย่างของโครงการฝึกอบรมที่จัดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความจำเป็นประเภทนี้ ได้แก่
การจัดให้มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อที่น่าสนใจให้พนักงานฟัง เช่น โครงการฝึกอบรมเพื่อยกระดับ
ความสามารถของพนกั งาน โครงการอบรมภาษาองั กฤษเป็นต้น
กล่าวได้ว่าวิธีการแบ่งประเภทการฝึกอบรมทั้ง 2 แบบนั้น ต่างก็เป็นการกล่าวถึงสิ่งเดียวกัน
เพียงแต่เป็นการมองคนละแง่มุมเท่านั้น โดยทั่วไปแล้วหน่วยงานบางแห่งอาจเกิดความจำเป็นในการ
ฝึกอบรม อาจเกิดขึ้นหลายลักษณะในขณะเดียวกันก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นบางครั้งบุคคลคนเดียวกัน
หรือกลุ่มเดียวกัน อาจต้องเข้ารับการฝึกอบรมในหลาย ๆ โครงการ ทั้งนี้ก็เพื่อตอบสนองความจำเป็น
เหลา่ นัน้ และบางครง้ั การฝึกอบรมโครงการหนง่ึ ก็อาจจัดขึน้ เพือ่ ตอบสนองความจำเปน็ หลาย ๆ ลกั ษณะกม็ ี
ประเภทของความจำเป็นในการฝกึ อบรม
ประเภทความจำเป็นในการฝึกอบรม สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ด้วยกันคือ
ความจำเป็นในการฝกึ อบรมทชี่ ดั แจ้ง ความจำเปน็ ในการฝกึ อบรมที่ตอ้ งคน้ หา
1. ความจำเป็นในการฝึกอบรมที่ชัดแจ้ง เป็นความจำเป็นในการฝึกอบรมที่หัวหน้างาน
หรือเจ้าหนา้ ที่ผู้บริหารงานฝึกอบรม สามารถจะบอกได้โดยอาศัยเพียงสามญั สำนกึ ประสบการณ์หรอื
การนึกคิดถึงเหตุผลตามปกติเท่านั้น ไม่ต้องทำการสำรวจหรือวิเคราะห์อย่างจริงจัง เพราะความ
จำเป็นเหล่านั้นสามารถมองเห็นได้อย่างชัดแจ้ง ไม่จำเป็นต้องค้นหาอีก เช่น กรณีรับพนักงาน
เขา้ ทำงานใหม่ การโยกย้ายสับเปล่ียนหน้าที่ การเปลี่ยนแปลงวธิ ีการปฏิบัติงาน การนำเคร่ืองมือเครื่องใช้
ใหม่ ๆ มาใช้ในการปฏิบัติงาน ฯลฯ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ นับว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึง
ความจำเปน็ ในการฝกึ อบรมไดจ้ ัดเจนพอสมควร
อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นในการฝึกอบรมตามลักษณะข้างต้นนี้ หากพิจารณาให้ดีแล้วจะ
เห็นว่า ความชัดแจ้งท่ีว่าน้ีเป็นเพียงแต่ทำให้รูส้ กึ ว่ามคี วามจำเป็นที่ต้องทำการฝึกอบรมเท่านั้น แต่ยัง
ไม่สามารถบอกได้ว่าความจำเปน็ ดังกล่าวมีขนาดมากน้อยแค่ไหน มีลักษณะอย่างไรบ้าง และรีบด่วน
ขนาดไหนเมื่อเปรยี บเทียบกับความจำเป็นอย่างอื่น ๆ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นความจำเป็นในการ
91
ฝึกอบรมที่ชัดแจง้ แล้วกต็ าม ก็ยังตอ้ งทำการสำรวจเพือ่ ทราบปริมาณและลักษณะของความต้องการท่ีแท้จริง
เพ่อื จะได้สามารถวางโครงการฝกึ อบรมได้อยา่ งถูกต้อง
2. ความจำเป็นในการฝึกอบรมที่ต้องค้นหา เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่หน่วยงานต่าง ๆ
จะต้องมีหน้าที่บริหารการฝึกอบรมเพื่อให้รับผิดชอบการฝึกอบรมโดยเฉพาะ ก็เพื่อจะสามารถบอก
ได้วา่ มกี ารฝึกอบรมประเภทใด อยา่ งไร จึงจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาขององค์การหรือช่วยสนับสนุน
ให้องค์การสามารถดำเนินไปสจู่ ุดหมายหรือวัตถุประสงค์ เป้าหมาย นโยบาย ตลอดจนปัญหาขององค์การ
เช่นกับเดียวแพทย์ทำการศึกษาประวัติคนไข้ แล้วตรวจอาการอย่างละเอียดก่อนวินิจฉัยและให้การรักษา
นั่นเอง
โดยทั่วไป ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในองค์การส่วนมากจะไม่สามารถบอกได้โดยอาศัยเพียง
สามัญสำนึกว่ามีความจำเป็นต้องฝึกอบรมหรือไม่ เช่น มีงานคั่งค้างมาก ผลงานไม่ได้มาตรฐาน อุปกรณ์
ชำรุดเสียหาย ผลผลิตตกต่ำ สิ้นเปลืองมาก คนขาดงานบ่อย อัตราการโยกย้าย หรือเข้าออกงานสูง
มีการ้องทุกข์มาก เป็นต้น ปัญหาการบริหารเหล่านี้เป็นเพียงอาการที่ส่อแสดงว่าอาจมีความจำเป็น
ในการฝกึ อบรมเท่าน้ัน ถ้าตอ้ งการทราบว่ามีความจำเป็นในการฝึกอบรมจริงหรือไม่ และความจำเป็น
มีลกั ษณะเชน่ ไร จะตอ้ งทำการศึกษา สำรวจ และวเิ คราะห์ซ่งึ จะกลา่ วถงึ ต่อไป
ความสำคญั ในการหาความจำเป็นในการฝกึ อบรม
ตามที่ทราบแล้วว่าการฝึกอบรมนั้นมิใช่เป็นกิจกรรมที่จะดำเนินการอย่างเลื่อนลอย แต่การ
ฝึกอบรมนั้นเป็นกิจกรรมที่มีระเบียบแบบแผน มีกระบวนการ ขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่างเป็นระบบ
เพราะฉะนั้นการดำเนินการในลักษณะนี้เท่านั้น จึงจะสามารถทำให้การฝึกอบรมบรรลุวัตถุประสงค์
อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ค้มุ กับเวลาและคา่ ใชจ้ า่ ยทต่ี อ้ งสญู เสียไป
ในกระบวนการของการฝึกอบรมท้ัง 4 กระบวนการ ซ่ึงไดแ้ ก่ การหาความจำเป็นในการฝึก
อบรม การสร้างหลักสูตรการฝึกอบรม การดำเนินการฝึกอบรมการประเมินผล และติดตามผลการฝึก
อบรมนั้น จะเห็นได้ว่าการหาความจำเป็นในการฝึกอบรมนั้น เป็นขั้นตอนแรกของการฝึกอบรม
เฉพาะฉะนั้น จึงเป็นขั้นตอนสำคัญมาก เพราะเท่ากับเป็นการกำหนดขั้นตอนอื่นที่ติดตามมา กล่าวคือ
ความจำเป็นในการฝึกอบรมจะเป็นตัวกำหนดวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม กำหนดเนื้อหา
ของหลักสูตร รวมทั้งยังเป็นตัวกำหนดมาตรฐานที่จะนำมาประเมินผลและติดตามผลอีกด้วย ดังนั้น
ถ้าจะถือว่าการหาความจำเป็นในการฝึกอบรมเป็นขั้นตอนที่เป็นหัวใจของการฝึกอบรมก็ว่าได้
จงึ สามารถสรปุ ความสำคญั ในการหาความจำเปน็ ได้ดงั นี้
1. ช่วยในการกำหนดวตั ถุประสงคข์ องการฝึกอบรมมีความแน่นอนชัดเจน
2. ช่วยกำหนดเน้อื หาหลกั สตู ร
3. เปน็ แนวทางในการวางโครงการฝึกอบรม
92
4. เป็นตัวแบบในการประเมินผลและตดิ ตามผลการฝึกอบรม
การหาความจำเป็นในการฝึกอบรม
ความจำเป็นในการฝึกอบรม คือ ความจำเป็นในการฝึกอบรมขององค์การใดองค์การหนึ่ง
หรือสภาพปัญหาเกี่ยวกับบุคคลในองค์การซึ่งต้องการดำเนินการหรือแก้ไขด้วยการฝึกอบรม เพื่อให้
องค์การสามารถดำเนินไปสู่จุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากความหมาย
ดังกลา่ ว สามารถแสดงความจำเปน็ ในการฝึกอบรมในลักษณะแผนภาพไดด้ งั น้ี
ผลงานสงู กวา่
มาตรฐาน
หน้าทีแ่ ละความ มาตรฐานที่ตอ้ งการ ไมส่ ามารถแก้ไขได้ ไมใ่ ช่ความจำเป็น
รบั ผิดชอบ ดว้ ยการฝึกอบรม ในการฝึกอบรม
ผลงานที่ต่ำกว่า แกไ้ ขได้ด้วยการ ความจำเป็นในการ
มาตรฐาน ฝึกอบรม ฝกึ อบรม
ตอ้ งแก้ไขดว้ ยการฝกึ อบรม ไม่ใช่ความจำเป็นในการ
และวิธีการอน่ื ประกอบกัน ฝกึ อบรม
ภาพท่ี 2.6 ความจำเป็นในการฝกึ อบรม
จากภาพจะเหน็ ว่าความจำเป็นในการฝึกอบรม ตอ้ งเริ่มพิจารณาจากหน้าท่ีและความรับผิดชอบ
ของบุคคลในหน่วยงานเสียก่อนว่ามีอะไรบ้าง แล้วนำมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่ต้องการ กรณีท่ี
บุคคลใดมีผลการปฏิบัติงานสูงกว่ามาตรฐานก็ไม่มีความจำเป็นในการฝึกอบรม ส่วนบุคคลที่มีผลงานต่ำ
กว่ามาตรฐานนั้นจะรีบสรุปโดยทันทีว่าเป็นบุคคลท่ีมีความจำเปน็ ในการฝึกอบรมก็ยังไม่ได้แต่จะต้อง
พิจารณาต่อไปอีกว่า สาเหตุที่บุคคลผูน้ ั้นมีผลงานต่ำกว่ามาตรฐานเป็นเพราะขาดความรู้ ขาดทักษะ
หรือมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้องหรือเปล่า ถ้าใช่ก็แสดงว่าบุคคลผู้นั้นมีความจำเป็นที่จะต้อง
เข้ารับการฝึกอบรม แตถ่ า้ เกิดจากสาเหตุอ่นื เชน่ เปน็ เพราะเคร่อื งมอื เครือ่ งใชช้ ำรดุ บกพรอ่ ง ระเบียบ
วิธีปฏิบัติงานไม่เหมาะสม สภาพบรรยากาศของหน่วยงานไม่ดีทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีขวัญและกำลังใจ
ตกต่ำ ฯลฯ ลักษณะเหล่านี้ การฝึกอบรมไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาได้ จึงไม่ได้เรียกว่า
93
ความจำเป็นในการฝึกอบรม การแก้ไขปัญหาจึงต้องแก้จากสาเหตุของปัญหานั้น ๆ จึงจะสามารถ
บำบดั อาการของปัญหาใหห้ มดส้ินไปได้
ปญั หาในการฝึกอบรมและพฒั นา
การฝึกอบรมเป็นสิ่งที่สำคัญและมีความจำเป็นมากในปัจจุบัน หน่วยงานต่าง ๆ ก็พยายาม
ให้ความสำคญั กบั การฝึกอบรมและพัฒนา แตอ่ ย่างไรกต็ ามการฝกึ อบรมอาจจะไมป่ ระสบความสำเร็จ
ทุกครั้งเสมอไป ถ้าการฝึกอบรมนั้นต้องประสบปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ซึ่งปัญหาและอุปสรรค
ของการฝึกอบรมทีส่ ำคญั ๆ สามารถสรุปไดด้ ังน้ี
ปัญหาเกี่ยวกับกำลังเจ้าหน้าที่ การฝึกอบรมมีความจำเป็นต้องใช้เจ้าหน้าที่หลายคน
เพอื่ ดำเนนิ การดา้ นตา่ ง ๆ ตลอดท้งั หลกั สตู ร ดงั นนั้ ถา้ การฝกึ อบรมนนั้ มเี จา้ หน้าท่ีไมเ่ พยี งพอ ก็ทำให้
การดำเนินการในดา้ นต่าง ๆ ไม่ราบรน่ื ดว้ ยดี และการฝกึ อบรมนั้นอาจไมป่ ระสบความสำเรจ็ เท่าท่ีควร
ปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณ ปกติแล้วการจัดการฝึกอบรมแต่ละครั้ง จะต้องมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
จำนวนไม่น้อย ทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินการฝึกอบรมต่าง ๆ และค่าใช้จ่ายแอบแฝง เช่น ค่าจ้าง
ค่าเบี้ยเลี้ยง เป็นต้น ที่หน่วยงานต้นสังกัดจะต้องจ่ายให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรมตลอดระยะเวลาของการ
ฝึกอบรมนนั้ ทั้งนี้ งบประมาณการฝึกอบรมของแตล่ ะหลกั สตู รจะมากหรือน้อยเพยี งใด ย่อมข้ึนอยู่กับ
ปจั จัยตา่ ง ๆ หลายอยา่ ง ถา้ มงี บประมาณในการฝึกอบรมน้อย ไมเ่ พียงพอ ก็อาจจะเป็นอปุ สรรคทำให้
ไมส่ ามารถดำเนนิ การฝกึ อบรมตามทตี่ อ้ งการได้
ปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ท่จี ำเปน็ ต้องใชใ้ นการฝึกอบรม รวมถงึ โสดทศั นปู กรณ์ต่าง ๆ
การฝึกอบรมทุกหลักสูตรจำเป็นต้องใช้ทั้งอุปกรณ์ในการฝึกอบรมและโสตทัศนูปกรณ์ต่าง ๆ ด้วย
เพียงแต่ว่าจะใช้อุปกรณ์ในการฝึกอบรมและโสตทัศนูปกรณ์ อะไรนั้นย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของ
หลักสูตรฝึกอบรมว่าเน้นให้ความรู้ในเชิงวิชาการและเน้นภาคปฏิบัติด้วย นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับ
เรื่องที่จัดฝึกอบรม จำนวนผู้เข้ารับการฝึกอบรม สถานที่ (ห้อง) ที่จัดฝึกอบรม เทคนิคหรือวิธีการ
ฝกึ อบรมทีว่ ิทยากรแต่ละคนต้องการ
ปญั หาเก่ยี วกับสถานท่ีจดั ฝึกอบรม สถานทจ่ี ดั ฝกึ อบรม เปน็ สิง่ สำคญั ประการหนึ่งที่จะขาด
เสียไม่ได้ ถ้าไม่มีสถานที่สำหรับจัดฝึกอบรมแล้ว การฝึกอบรมนั้นก็ไม่สามารถดำเนินการได้เลย
ถึงแม้ว่าจะมีความพร้อม แต่มีความเพียงพอในด้านอื่น ๆ ทุกด้านก็ตาม นอกจากนี้สถานที่จัดอบรม
จะต้องเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักสูตรฝึกอบรม เรื่องที่จะจัดฝึกอบรม จำนวนผู้เข้ารับการฝึก
อบรม กลุ่มและระดับของผู้เข้ารับการฝึกอบรม จึงจะช่วยเสริมให้การฝึกอบรมนั้นบรรลุผลสำเร็จ
ได้มากย่งิ ขึ้น
ปญั หาเก่ยี วกบั เวลา การจัดฝกึ อบรมแตล่ ะคร้งั จะตอ้ งมเี วลาเพียงพอสำหรบั การเตรียมการ
และการดำเนินการต่าง ๆ ทั้งก่อนและหลังการฝึกอบรม ซึ่งขั้นตอนการฝึกอบรม และกิจกรรม
94
ดำเนินการต่าง ๆ ของหลักสูตรฝึกอบรมแต่ละหลักสูตรย่อมแตกต่างกัน และจะใช้เวลา
มากน้อยแตกต่างกันด้วย ถ้าหลักสูตรฝึกอบรมใดที่มีเวลาวางแผนเตรียมการดำเนินงานน้อย หรือ
ไม่เพียงพอก็จะทำให้การดำเนินการในกิจกรรมต่าง ๆ ในหลักสูตรฝึกอบรมนั้นไม่เรียบร้อยราบร่ืน
ดว้ ยเชน่ กัน
ปญั หาเกี่ยวกับผู้เข้ารับการฝกึ อบรม ในการจดั ฝกึ อบรมแตล่ ะครั้งถึงแมว้ า่ จะมีปัจจัยต่าง ๆ
อย่างเพียบพร้อมและสามารถดำเนินการในด้านต่าง ๆ อย่างดีเยี่ยมเพียงใดก็ตาม การฝึกอบรมนั้น
อาจจะไม่ประสบความสำเร็จก็ได้ ถ้าผู้เข้ารับการฝึกอบรมไม่ให้ความร่วมมือในด้านต่าง ๆ อย่างจริงจัง
เช่น ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่สนใจกับการฝึกอบรม ไม่เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในหลักสูตร
ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจงึ เปน็ องค์ประกอบที่สำคัญอย่างหน่งึ ต่อความสำเร็จของการฝึกอบรม
ปญั หาเกย่ี วกับวิทยากร วทิ ยากรเปน็ องค์ประกอบท่ีสำคัญอีกอย่างหนึง่ ต่อความสำเร็จของ
การฝึกอบรม กล่าวคือ วิทยากรจะเป็นผู้สำเสนอเนื้อหาสาระ ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์
รวมถึงการกระตุ้นให้ผู้เข้ารบั การฝึกอบรมได้เกิดการเรียนรูใ้ นหลักสูตรฝึกอบรมนั้น ถ้าวิทยากรไม่ทำ
หน้าที่และบทบาทอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่
กำหนดไว้ในหลักสูตรฝึกอบรมนั้นแล้ว ก็จะกลายเป็นอุปสรรค์ขัดขวางความสำเร็จของโครงการ
ฝกึ อบรมน้นั ทันที
ปัญหาเกี่ยวกับผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานต้นสังกัดของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ดังได้กล่าว
ข้างต้นว่า ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้การฝึกอบรมนั้นประสบ
ความสำเร็จ ดังนั้น การที่ผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานต้นสังกัดของผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะคัดเลือก
บุคคลใดในหน่วยงานเพื่อให้สมัครหรือส่งเข้ารับการฝึกอบรมจึงมีความสำคัญไม่น้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
นโยบายของหนว่ ยงาน ความคดิ เห็น ทัศนคติ หรือวสิ ัยทศั นข์ องผบู้ ังคบั บัญชา
ปัญหาเกี่ยวกับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม ผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรมมีอิทธิพลต่ อ
ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการฝึกอบรม กล่าวคือ ถ้าผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรมไม่รู้บทบาท
หน้าที่ความรับผิดชอบของตนอย่างชัดเจน ไม่เห็นความสำคัญของการฝึกอบรม และไม่รับผิดชอบ
ต่องาน ย่อมทำใหก้ ารฝึกอบรมลม้ เหลวไดง้ ่าย
ปัญหาเกี่ยวกับผู้บังคับบัญชาของผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม ถึงแม้ว่า โดยคุณสมบัติ
เฉพาะตัวของผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรมจะมีความรู้ความสามารถ ศักยภาพ และความพร้อม
ในการดำเนินการฝึกอบรมเป็นอย่างดีเพียงใดก็ตาม ในทางปฏบิ ัตผิ รู้ ับผิดชอบโครงการฝึกอบรมอาจจะ
ไม่สามารถดำเนินการฝึกอบรมต่าง ๆ ได้ดีเท่าทีค่ วร หรือไม่สามารถดำเนนิ การได้เลย ถ้าหากผู้บังคับ
บัญชาโดยตรงของผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรมไม่เห็นความสำคัญของการฝึกอบรมและไม่ให้การ
สนบั สนุนช่วยเหลือในดา้ นตา่ ง ๆ ไม่วา่ จะเป็นงบประมาณ เวลา สถานที่ อยา่ งเตม็ ท่ี
95
ปัญหาเก่ยี วกับความร่วมมือของฝ่ายต่าง ๆ ท่ีเก่ยี วข้อง โดยทัว่ ไปแลว้ การที่จะจัดฝึกอบรม
แต่ละครั้ง นอกจากจะต้องใช้ทรัพยากรและอาศัยปัจจัยต่าง ๆ หลายอย่างแล้ว ยังจะต้องอาศัย
ความร่วมมือของฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม
ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายบริหารทั่วไปหรือฝ่ายธุรการ ฝ่ายการเงินและบัญชี ฝ่ายพัสดุ ฝ่ายวางแผนและ
ประสานงาน ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และฝ่ายประชาสัมพันธ์ ซึ่งถ้าปราศจากความร่วมมือของฝ่ายต่าง ๆ
ดังกล่าวมาแลว้ การฝึกอบรมน้ันก็ยากที่จะดำเนินการไปได้อย่างราบรื่นด้วยดี (เกื้อจิตร ชีระกาญจน์.
2551)
จากขอ้ มลู ดงั กลา่ วจะเห็นไดว้ า่ งานทางดา้ นฝึกอบรมและพัฒนาบคุ คลเปน็ งานท่ีท้าทายและ
สามารถสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ บางครั้งอาจต้องดำเนินการฝึกอบรมทุกกระบวนการด้วยตนเอง ซึ่งนับว่า
เป็นงานที่ได้แสดงความสามารถด้านฝึกอบรม ถ้าทำสำเร็จและบรรลุตามเป้าหมายก็จะมีการตอบรับ
ยอมรับในความสามารถทางดา้ นการพฒั นาของผู้จดั โครงการฝึกอบรมหรือหน่วยงานฝกึ อบรม
งานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
นรินทร์ สุทธิศักด์ิ (2550) ได้ทําการวิจัยเรื่องการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อส่งเสริม
ความคดิ สรา้ งสรรค์ด้านพลศกึ ษาของนกั ศึกษาในสถาบันการพลศึกษา พบวา่ ความสามารถในการคิด
สร้างสรรค์ด้านพลศึกษาภายหลังการฝึกอบรม เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ด้านพลศึกษาของ
กลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 ความพึงพอใจต่อหลักสูตร
ฝกึ อบรมเพ่ือสง่ เสริมความคดิ สรา้ งสรรค์ด้านพลศึกษาของกลุ่มทดลองในภาพรวมอยู่ในระดับมาก
จันทิมา แสงเลิศอุทัย (2550) ได้ทําการวิจัยเรื่องการพัฒนาหลักสูตรเสริมเพื่อสร้าง
สมรรถภาพทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) สําหรับนักศึกษาวิชาชีพครู
ผลการวิจัยพบว่า สมรรถภาพทางด้านไอซีทีที่นักศึกษาวิชาชีพครูขาดและควรได้รับการเสริมสร้าง
ได้แก่ ความรู้ ทักษะ และเจตคติทางด้านไอซีที จากน้ันจึงได้นําข้อมูลดังกล่าวมาเป็นข้อมูลพื้นฐาน
ในการพัฒนาหลักสูตรเสริม ภายหลังการทดลองใช้หลักสูตรเสริมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ
ทุกองค์ประกอบของหลักสูตรเสริมมีความเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลังการทดลองใช้หลักสตู รเสริม
ได้มีการปรับปรุงโดยขยายเวลาการปฏิบัติกิจกรรม ปรับปรุงภาษาที่ใช้ และปรับขั้นตอนการปฏิบัติ
กจิ กรรมให้มีความตอ่ เนื่องกัน
เดชชัย สินเจริญ (2556) ได้ศึกษาพัฒนาหลักสูตรอบรมเพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นําการ
เปลี่ยนแปลงสำหรับผู้อํานวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนา
หลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงสําหรับผู้อํานวยการโรงพยาบาลส่งเสริม
สุขภาพตำบล มีขั้นตอน 3 ขั้นตอนได้แก่ การศึกษาความต้องการเสริมสร้างภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลง
การจัดทำโครงร่างหลกั สตู ร และการหาคุณภาพของหลักสูตร และได้หลักสูตรการพัฒนาโดยใช้ภาวะ
96
ผู้นําการเปลี่ยนแปลงแบบเต็มรูปแบบ จํานวน 9 กิจกรรม ผลการทดลองหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อ
เสริมสร้างภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงสําหรับผู้อํานวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล ความรู้
ดา้ นภาวะผ้นู ําการเปล่ียนแปลงของผู้อํานวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลก่อนการอบรมและ
หลังการอบรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เจตคติเกี่ยวกับภาวะผู้นําการ
เปลี่ยนแปลงของผ ู้อํานวย การโร งพยาบาลส่งเสร ิมส ุขภ าพ ตำ บล ก่อน การฝ ึกอบรมอยู่ ใน ร ะ ดั บ
ปานกลาง และหลังการฝึกอบรมอยู่ในระดับมาก ทักษะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของผู้อํานวยการ
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลก่อนการฝึกอบรมอยู่ในระดับปานกลาง และหลังการฝึกอบรมอยู่ใน
ระดับมาก การประเมินผลหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงสําหรับ
ผู้อํานวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ประสิทธิภาพของหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้าง
ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงสําหรับผู้อํานวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลสูงกว่าเกณฑ์ท่ี
กําหนด 80/80 ลักษณะพฤติกรรมในการทำงานหรือบริหารจัดการตามองค์ประกอบเฉพาะ
องคป์ ระกอบของภาวะผู้นำการเปล่ยี นแปลงแบบเต็มรปู แบบมกี ารเปลีย่ นแปลงไปในทางทีด่ ีขึ้น
กานต์ธีรา ปัญจะทองคํา (2557) ได้ศึกษาวิจัยการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมภาวะผู้นํา
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมภาวะผู้นํา
สําหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศีกษาตอนปลายประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน
2) พฒั นาหลกั สูตร 3) การใช้หลักสูตร และ 4) การประเมินผล พบวา่ นกั เรียนและผู้เกี่ยวข้องมีความ
ต้องการให้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมภาวะผู้นำเพื่อเสริมการปฏิบัติ กิจกรรมนักเรียนและประยุกต์ใช้
ในชีวิต ซึ่งหลักสูตรประกอบด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ของหลักสูตรและหลากหลายกระบวนการ เช่น
การอภิปรายการนำเสนอ การส่ือสารการทำงานเป็นทีม การทดสอบ ส่วนของเน้ือหาเก่ียวกับทักษะ
ผู้นําความซ่ือตรง การพูด การสร้างมนุษยสัมพันธ์ และการสร้างทีมงาน ผู้เข้ารับการฝึกอบรมตั้งใจ
และปฏิบัติกิจกรรมด้วยความกระตือรือร้น การประเมินผลการใช้หลักสูตร พบว่า ความรู้ภาวะผู้นํา
ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายหลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการฝึกอบรม อย่างมีนัยสําคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .05 ทักษะภาวะผู้นําของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจ
ของนักเรยี นท่มี ตี อ่ หลักสตู รฝกึ อบรมภาวะผู้นําอยในระดับมาก
ตาณิกา เงินฝรั่ง (2556) ได้ทำการวิจัยเรื่องการฝึกทักษะการเขียนเรียงความโดยใช้
กระบวนการ GPAS สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นจลุ วิทยาคม จงั หวดั พะเยา จำนวน
30 คน การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อฝึกทักษะการเขียนเรียงความโดยใช้กระบวนการ GPAS และ
การประเมนิ ทักษะการเขยี นเรยี งความหลังการสอน ทำการเลอื กกล่มุ ประชากรแบบเจาะจง เคร่อื งมือ
ที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่สอนโดยใช้กระบวนการ GPAS จำนวน 10 แผน
แบบทดสอบทักษะการเขียนเรียงความ จำนวน 10 ชุด และแบบประเมินทักษะการเขียนเรียงความ
ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ จำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย พบว่า
97
1) ผลการฝึกทักษะการเขียนเรยี งความโดยใช้กระบวนการ GPAS ของนักเรียน โดยรวมอยูใ่ นระดบั ดี
(รอ้ ยละ 80.25) เมอื่ พิจารณาเป็นรายแผนการจัดการเรียนรู้พบวา่ ผลการฝึกทกั ษะการเขียนเรียงความ
ในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อยู่ในระดับพอใช้ ส่วนแผนการจัดการเรียนรู้
ที่ 2 และ 5 -10 ผลการฝึกอยู่ในระดับดี 2) ผลการประเมินทักษะการเขียนเรียงความหลังการสอน
โดยใช้กระบวนการ GPAS ของนักเรียน โดยรวมมีทักษะการเขียนเรียงความอยู่ในระดับดี
เมื่อพิจารณาเป็นรายแผนการจัดการเรียนรู้พบว่า ผลการฝึกทักษะการเขียนเรียงความโดยใช้
กระบวนการ GPAS ของนักเรียนอยู่ในระดับดีทั้งหมด ยกเว้นจุดประสงค์ข้อที่ 2 เกี่ยวกับความ
ชัดเจนของวตั ถุประสงค์อยใู่ นระดับพอใช้
ถาดทอง ปานศุภวัชร (2556) ได้ทําการวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของ
นักศึกษาครูชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ด้วยกระบวนการ GPAS วัตถุประสงค์เพ่ือ
1) เปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาครูในด้านเนื้อหา ความสัมพันธ์ และหลักการ
กับเกณฑ์ทีก่ ำหนด 2) เปรียบเทียบประสทิ ธิภาพของสื่อท่ีใช้ในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ และ
3) เปรยี บเทยี บทักษะการคดิ วิเคราะหข์ องนักศึกษาครู จาํ แนกตามภูมหิ ลังกลมุ่ เป้าหมายเปน็ นกั ศึกษา
ครูชั้นปีที่ 2 ใน 4 โปรแกรมวิชา คือ การศึกษาปฐมวัย วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และ สังคมศึกษา
จํานวน 237 คน ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาครูทําคะแนนการคิดวิเคราะห์ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60
จํานวน 210 คน และไม่ผ่านเกณฑ์ จํานวน 27 คน นักศึกษาโปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์ ได้คะแนน
เฉลี่ยร้อยละการคิดวิเคราะห์สงู สุด รองลงมาเป็นโปรแกรมวิชาภาษาอังกฤษ การศึกษา ปฐมวัย และ
สังคมศึกษา ตามลําดับ เมื่อพิจารณาการคิดวิเคราะห์เป็นรายด้าน นักศึกษาครูทําคะแนน เฉลี่ยร้อย
ละ ด้านความสัมพันธ์ไดส้ ูงสุดคดิ เป็นร้อยละ76.31 รองลงมาเปน็ ด้านหลกั การ และดา้ น เนื้อหา โดยมี
ค ะ แ น น เ ฉ ล ี ่ ย ร ้ อ ย ล ะ 75.20 แ ล ะ 69.13 ต า ม ล ํ า ด ั บ โ ป ร แ ก ร ม ว ิ ช า ภ า ษ า อ ั ง ก ฤ ษ
ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละสูงสุดด้านเนื้อหา ส่วนด้านความสัมพันธ์และด้านหลักการโปรแกรมวิชา
วทิ ยาศาสตร์ไดค้ ะแนนเฉลย่ี ร้อยละสงู สดุ
สุชีรา จันครา (2561) ได้ทําการวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้
กระบวนการ GPAS และการประเมินเพื่อการเรียนรู้ในรายวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดดอนเมือง (ทหารอากาศอุทิศ) สังกัดกรุงเทพมหานคร ผลการวิจัย
พบว่า เมื่อเสร็จสิ้นการทดลองการใช้กระบวนการ GPAS และการประเมินเพื่อการเรียนรู้พัฒนา
ทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนให้สูงขึ้นได้ ซึ่งการสะท้อนข้อมูลจากการประเมินไปยังนักเรียน
ด้วยวิธีการต่าง ๆ ทําให้นักเรียนได้ข้อมูลสารสนเทศที่เป็นประโยชน์กับตัวเองในการนําข้อมูลต่าง ๆ
ไปปรับปรุงแก้ไขการทํางานของนักเรียนได้ดีขึ้น โดยมีค่าดัชนีประสิทธิผลของคะแนนทักษะการคิด
วเิ คราะห์ก่อนเรียนและหลังเรียน เทา่ กับ 0.4877 ซง่ึ แสดงวา่ นักเรยี นมีทักษะการคิดวิเคราะห์เพิ่มข้ึน
98
ร้อยละ 48.77 และทักษะการคิดวิเคราะห์หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญ
ทางสถติ ทิ ่ีระดบั .01
ธัญดา นันทธรรมโชติ (2557) ได้ทําการวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบผลการจัดกระบวนการ
เรียนรู้แบบ GPAS 5 STEPs ประกอบแบบฝึกทักษะ เรื่อง คําพ้องรูป คําพ้องเสียง ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า 1) แผนการจัดกระบวนการเรียนรู้ GPAS 5 STEPs ประกอบด้วย
แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
4.59 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเรือ่ ง คําพ้องรูป คําพ้องเสียง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ
ที่ระดับ.01 และ 3) ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง คําพ้องรูป คําพ้องเสียง กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 90.47/77.20 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์
มาตรฐานทก่ี ำหนด 75/75
เดชดนัย จุยชุม, เกษรา บาวแชมชอย และศิริกัญญา แกนทอง (2559) ได้ศึกษาเรื่อง
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ทักษะการคิดของนักศึกษาในรายวิชาทักษะการคิด
(Thinking Skills) ด้วยการเรียนรูแบบมีส่วนร่วม (Active Learning) รหัสวิชา 11-024-112
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมทางการเรียนของนักศึกษาหลังการเรียน
รูปแบบมีส่วนร่วมดีขึ้นทั้งในด้านการทํางานเป็นกลุ่ม การแสดงความคิดเห็น และการแสดงออก
เพื่อสะท้อนความคิดเห็นร่วมกัน 2) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักศึกษาสูงกว่า
ก่อนเรียน 3) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียนรูแบบมีส่วนร่วม (Active Learning) โดยรวม
อยู่ระดบั มาก
จุฑามาศ เพิ่มพูนเจริญยศ (2561) ทําการวิจัยเรื่องการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก
ผ่านห้องเรียนอัจฉริยะสําหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลไทรโยค ผลการวิจัย
พบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกผ่านห้องเรียนอัจฉริยะที่ได้พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมมาก
มีคุณภาพในเกณฑ์ดี โดยประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มีความเห็นว่ามีคุณภาพดีมาก คือ รูปแบบ
การจัดการเรียนรู้เชิงรุกผ่านห้องอัจฉริยะสามารถจูงใจในการเรียนรู้ของผู้เรียน 2) การเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบเดิมกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก
ผ่านห้องเรียนอัจฉริยะพบว่า ผู้เรียนที่มีการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชงิ รุกผ่านห้องเรยี นอัจฉรยิ ะ
มีคะแนนผลสัมฤทธเ์ิ ฉล่ียสูงกวา่ ผู้เรียนท่ีมีการจัดการเรยี นรู้แบบเดิม อย่างมนี ัยสาํ คญั ทางสถิติท่ีระดับ
.05 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกผ่านห้องเรียน
อัจฉริยะในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลไทรโยค พบว่า มีปัจจัย 3 ปัจจัย คือ
ด้านผู้เรียน ด้านผู้สอน และด้านสื่อการเรียนการสอน เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สามารถทํานายการเปลี่ยนแปลงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
99
นักเรียนได้ร้อยละ 70.10 4) ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุก
ผ่านห้องเรียนอัจฉริยะ พบว่า โดยรวมผู้เรียนมีความคิดเห็นอยู่ในระดับพึงพอใจมาก สรุปได้ว่า
การจัดการเรียนรู้เชิงรุกผ่านห้องเรียนอัจฉริยะช่วยกระตุ้นหรือเร้าความสนใจให้เกิดกระบวนการ
เรียนรู้ ทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ ได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง อิสระในการค้นคว้าหาความรู้
มีเทคโนโลยที ่หี ลากหลายมาชว่ ยสนบั สนุนและสามารถนาํ ไปประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ ประจําวันได้
ชรินทร ชะเอมเทส (2561) ได้ทําการวิจัยเรื่องการใช้รูปแบบการสอน Active Learning
เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีบริหาร สําหรับผู้เรียนระดับ ปวส. 2 สาขาการบัญชี
ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนวิชาการบัญชีบริหารที่ใช้รูปแบบการสอน Active Learning
มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนวิชาการบัญชีบริหาร โดยใช้
รูปแบบการสอน Active Learning สูงกว่าก่อนเรียน และ 3) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียน
การสอนวชิ าการบัญชบี รหิ าร โดยใชร้ ปู แบบการสอน ActiveLearning อย่ใู นระดับมากท่สี ดุ
จันทรา แซ่ลิ่ว (2561) ทําการวิจัยเรื่องการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active learning)
ในรายวิชาการพัฒนาทักษะการคิดสําหรับเด็กปฐมวัย ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ในรายวิชาการพัฒนาทักษะการคิดสําหรับเด็กปฐมวัย ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2560 จํานวน60 คน นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในระดับ A จํานวน 17 คน
คิดเป็นร้อยละ 28.33 ในระดับ B+ จํานวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 35 ในระดับ B จํานวน 16 คน
คิดเป็นร้อยละ 26.67 ในระดับ C+ จํานวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 8.33 และอยู่ในระดับ C จํานวน
1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.67 2) การประเมินทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 หลังการจัดการเรียนรู้
แบบเชิงรุก ActiveLearning ทักษะที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ ทักษะการเห็นอกเห็นใจ และการเป็น
พลเมืองดี (Compassion) มีค่าเฉลี่ย 4.67 ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 92 ทักษะการเรียนรู้
ในศตวรรษที่ 21 ที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือทักษะการคิดสร้างสรรค์ (Creative Skills) มีค่าเฉลี่ย 4.09
ในระดับมาก คิดเปน็ ร้อยละ 81.80 และทักษะทีม่ ีค่าเฉลย่ี ก่อนและหลงั การจัดการเรยี นรแู้ บบ Active
Learning มีค่าเฉลี่ยที่ต่างกันมากที่สุดคือทักษะด้าน สื่อ เทคโนโลยีและสารสนเทศ (ICT Literacy
skills) มีค่าเฉลี่ยที่แตกต่างกัน คือ 0.73 และ 3) ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้
แบบเชิงรุก Active learning ในรายวิชาการพัฒนาทักษะการคิดสําหรับเด็กปฐมวัย รูปแบบท่ี
นักศึกษามีความพึงพอใจมากที่สุดคือ รูปแบบการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning)
มีค่าเฉลี่ย 4.58 ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 91.60 และการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก Active
learning ที่นักศึกษามีความพึงพอใจน้อยที่สุดคือ รูปแบบการเรียนรู้โดยการสืบค้น (Inquiry-Based
Learning) มีค่าเฉลี่ย 4.41 ในระดับมากคิดเป็นร้อยละ 88.20 และประเด็นที่นักศึกษาแสดง
ข้อคิดเห็นมากที่สุด คือ นักศึกษาได้จัดทําโครงการบริการวิชาการในสถานศึกษาและชุมชน การจัด
ประสบการณ์ในสถานศึกษาเป็นการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดี เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง
100
ส่งเสริมความกล้าแสดงออกและได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างแท้จริงมีค่าความถี่ 49 คน คิดเป็น
ร้อยละ 81.67 การเรียนรู้นอกห้องเรียนในสถานศึกษา และชุมชนเป็นการสร้างประสบการณ์ที่มี
คุณค่าต่อการเรียนรู้และการนําไปใช้ในวิชาชีพครูได้จริง มีค่าความถี่ 48 คน คิดเป็นร้อยละ 80 และ
การจัดทําโครงการบริการวิชาการในสถานศึกษาและชุมชน เป็นกิจกรรมที่ดี ฝึกกระบวนการทํางาน
ที่เป็นระบบ เป็นขั้นตอน มีการวางแผน การทํางานเป็นทีมที่เข้มแข็ง และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
มีค่าความถี่ 42 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 70
Husain A. Alansari (2013) ได้ศึกษาเรื่องการประชาสัมพันธ์ในห้องสมุดวิชาการในสภา
ความร่วมมืออ่าว (GCC) วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนีค้ ือเพื่อตรวจสอบลักษณะและขอบเขตของ
กิจกรรมการประชาสัมพันธ์ในห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาในประเทศ GCC (Gulf Cooperation
Council) เน้นการทำความเข้าใจว่าห้องสมุดสถาบันการศึกษาดำเนินการและจัดหาผลิตภัณฑ์และ
บริการด้านการประชาสัมพันธ์ของตนอย่างไร การออกแบบ/วิธีการ/แนวทางการศึกษารายงานที่น่ี
ใช้วิธีการสำรวจทำในสองขั้นตอน ขั้นตอนที่หนึ่งประกอบด้วยการสำรวจแบบสอบถาม และขั้นตอน
ที่สองเป็นการอภิปรายกลุ่มย่อยตามผลการสำรวจ ผลการวิจัย แม้ว่าห้องสมุดทั้งหมดระบุว่า
การประชาสัมพันธ์มีความสำคัญ แต่ส่วนใหญ่ร้อยละ 72.2 ไม่มีหน่วยงานหรือหน่วยงานประชาสัมพันธ์
แต่มีพนักงานจำนวนน้อยที่เกี่ยวข้องกับงานประชาสัมพันธ์ และครึ่งหนึ่งของห้องสมุดที่ตอบสนอง
(50 เปอร์เซ็นต์) ไม่ได้มีพนักงานเต็มเวลาสำหรับการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ห้องสมุด จดหมายแบบ
ดั้งเดิม การแสดง และกระด้านข่าวและคู่มือ/โบรชัวร์ของห้องสมุด เป็นช่องทางการสื่อสารที่สำคัญ
การศึกษายังได้รายงานถึงปัญหาหลักที่ทำให้ห้องสมุดสถาบันไม่สามารถทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทที่ 3
วธิ ดี ำเนินการวิจัย
การศึกษาโครงการพัฒนานวัตกรรมเพือ่ ยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาดว้ ยรูปแบบ
Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขนั้ พ้ืนฐาน (ภาคเหนือ) มวี ตั ถุประสงค์เพอื่ ศึกษา 1) กระบวนการพฒั นานวตั กรรม 2) ความเหมาะสม
ของกระบวนการพฒั นานวัตกรรม และ 3) แนวทางการนำกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับ
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา
สงั กดั สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (ภาคเหนือ) ไปใชป้ ระโยชน์
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ศึกษานิเทศก์
ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และคณะทำงานฝ่ายบริหารโครงการกระบวนการพัฒนานวัตกรรม
เพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากร
ทางการศึกษา สงั กดั สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน (ภาคเหนือ) วเิ คราะห์ข้อมูลโดยใช้
การพรรณนาวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผูว้ ิจยั ได้นำเสนอรายละเอียดการดำเนนิ การวิจัย ดงั นี้
1. ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง
2. เคร่อื งมอื วจิ ัย
3. การสร้างและการหาประสทิ ธิภาพเครื่องมือในการวจิ ยั
4. การดำเนนิ การวจิ ยั
5. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
6. การวเิ คราะห์ข้อมูลและสถติ ิที่ใชใ้ นการวิจยั
ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง
ประชากร
ประชากรเป็นสถานศึกษาในทุกจังหวัดภาคเหนือ ซึ่งประกอบด้วย ครูผู้สอน ผู้อำนวยการ
สถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสาน
โครงการ ในปกี ารศกึ ษา 2563
กลุม่ ตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษาจากสถานศึกษาภาคเหนือ จำนวน 10
จังหวัด ๆ ละ 3 โรงเรียน รวมจำนวน 30 โรงเรียน ปีการศึกษา 2563 ประกอบด้วย ผู้บริหาร
102
สถานศึกษา จำนวน 100 คน ครูผู้สอน จำนวน 2,000 คน ศึกษานิเทศก์ จำนวน 30 คน รวมทั้งส้ิน
2,130 คน ได้มาโดยการเลอื กแบบเจาะจง
เคร่ืองมอื วิจัย
การวิจยั ครัง้ น้ี แบง่ การวิจยั เป็น 3 ระยะ โดยใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลในแต่ละ
ระยะ ดังน้ี
ระยะที่ 1 การศึกษากระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน (ภาคเหนอื )
1. แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) เกี่ยวกับขั้นตอนการพัฒนา
นวัตกรรม และโมเดลการพฒั นา
2. หลักสูตรการฝึกอบรมกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน (ภาคเหนือ)
3. แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเก่ียวกับหลักสูตรการฝึกอบรมกระบวนการ
พัฒนานวตั กรรมเพื่อยกระดับการพฒั นาคุณภาพการศึกษาดว้ ยรูปแบบ Active Learning สำหรับครู
และบุคลากรทางการศึกษา สงั กดั สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน (ภาคเหนือ)
4. แบบสอบถามความคิดเหน็ ของผเู้ ชยี่ วชาญเก่ียวกบั Module การฝึกอบรม จำนวน 4 ฉบบั
5. แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจเกยี่ วกับ Active Learning จำนวน 1 ฉบบั
ระยะที่ 2 การศึกษาความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับ
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา
สงั กดั สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน (ภาคเหนือ)
6. แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรม
เพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากร
ทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน (ภาคเหนือ) จำนวน 1 ฉบบั
ระยะที่ 3 แนวทางการนำกระบวนการพัฒนานวตั กรรมเพ่ือยกระดบั การพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พื้นฐาน (ภาคเหนือ) ไปใช้ประโยชน์
7. ประเด็นการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อหาแนวทางการนำกระบวนการ
พัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครู
และบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน (ภาคเหนอื ) ไปใช้ประโยชน์
103
การสรา้ งและการหาประสทิ ธิภาพเคร่อื งมอื ในการวจิ ัย
1. แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) เกี่ยวกับขั้นตอนการพัฒนา
นวัตกรรม และโมเดลการพัฒนา จำนวน 5 ข้อ ดำเนินการสร้างเครื่องมือและการตรวจสอบคุณภาพ
มีข้ันตอนการสรา้ งและตรวจสอบคุณภาพ ดังน้ี
1.1 สร้างประเด็นสัมภาษณ์ โดยสังเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน กำหนดประเด็นสัมภาษณ์
ที่นำมาใช้ในการวิจัย ได้แก่ ขั้นตอนการพัฒนานวัตกรรม รายละเอียดสำคัญของขั้นตอนการพัฒนา
นวัตกรรม กระบวนการของโมเดลการพัฒนา ภาพโมเดลการพัฒนา รายละเอียดสำคัญของโมเดล
การพัฒนา
1.2 นำประเดน็ สัมภาษณ์ไปใชส้ ัมภาษณก์ ลุ่มผู้ใหข้ ้อมลู ต่อไป
2. หลักสูตรการฝึกอบรมกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนือ) โดยมีขั้นตอนการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ
ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
2.1 ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี จากเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ
การพฒั นานวัตกรรมเพือ่ ยกระดับการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาด้วยรปู แบบ Active Learning สำหรบั
ครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สังกดั สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน (ภาคเหนือ)
2.2 ศึกษาวิธีการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือหลักการสร้างและพัฒนาหลักสูตร
หลักการสร้างหลกั สูตรฝึกอบรม การสร้างแบบทดสอบ และการสร้างแบบสอบถาม
2.3 วิเคราะหห์ ลักการ แนวคดิ ทฤษฎี เพอ่ื กำหนดกรอบแนวคดิ ในการสร้างและพัฒนา
หลกั สตู รการฝกึ อบรม การสร้างหลกั สตู รฝึกอบรม การสรา้ งแบบทดสอบ และการสรา้ งแบบสอบถาม
2.4 กำหนดหลกั สตู รการฝกึ อบรมตามกรอบแนวคิดทก่ี ำหนด
2.5 จัดทำหลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน (ภาคเหนอื )
2.6 จัดทำแบบทดสอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับ
การพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษาดว้ ยรปู แบบ Active Learning
2.7 นำเครอื่ งมอื ทส่ี ร้างขนึ้ ให้ผู้เชีย่ วชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงในเนอ้ื หา ความเหมาะสม
และภาษาท่ีใช้
2.8 การปรบั ปรงุ แก้ไข
2.9 นำเครื่องมือวิจัยไปทดลองใช้หาคุณภาพของเครื่องมือ แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข
เพ่ือทดลองใชต้ ่อไป
104
ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 คน ได้ประเมินหลักสูตรการฝึกอบรมได้ให้ข้อคิดเห็นและการปรับปรุง
ในหัวขอ้ ตา่ ง ๆ ดังน้ี
ชอื่ Module
ชื่อวิทยากร ประจำ Module
วัตถปุ ระสงค์
เนื้อหา
กจิ กรรม
ภาระงาน
การประเมนิ ผล
ส่ือ
โดยปรับเนื้อหาต่าง ๆ ให้สอดคล้องกัน และให้ส่งเพื่อประเมินความสอดคล้อง ความเหมาะสม
ต่อไป
ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลและได้สังเคราะห์ข้อมูล แล้วได้กำหนดเป็นกรอบสำหรับการปรับปรุง
แกไ้ ขหลักสตู รการฝึกบรม ดังนี้
1) จดั ทำค่มู อื ประกอบการฝึกอบรมให้ชัดเจน
2) ปรับเนื้อหาสาระ สื่อ ให้ง่ายและกระชับขึ้น เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้คิด
วิเคราะห์ ฝึกปฏิบัติจริง มีการรายงานต่อที่ประชุม มีการอภิปรายซักถาม และการให้ข้อเสนอแนะ
รวมทั้งมีการประเมินผลการอบรม โดยมีกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ศึกษาหาความรู้
ตามความตอ้ งการและสนใจของตนเอง เน้อื หาสาระครอบคลมุ กระบวนการจัดการเรยี นรู้แบบ Active
Learning และมีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง นอกจากนั้น ต้องลดความยากลง เพื่อให้เหมาะสมกับความรู้
พนื้ ฐานของผู้เขา้ รบั การฝึกอบรม
ผลการปรับปรุงแก้ไข ทำให้ได้หลักสูตรการฝึกอบรมจำนวน 4 Module ประกอบด้วย
Module 1 แนะนำโครงการ Module 2 สรา้ งแรงบันดาลใจ Active Learning Module 3 นวัตกรรม
GPAS 5 Steps Module 3.1 ระดับประถมศึกษาและปฐมวัย Module 3.2 ระดับมัธยมศึกษา และ
Module 4 ครูนกั ออกแบบการเรียนรู้ “นวัตกรรมครสู ู่นวัตกรรมนักเรียน”
สรุป การประเมินโครงสร้างของผู้เชี่ยวชาญเป็นการตรวจสอบความเหมาะสม
ความสอดคล้องขององค์ประกอบตา่ ง ๆ ของหลักสูตร โดยผู้ที่ทำการประเมินครั้งน้ีได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ
จากนั้นนำข้อมูลที่ได้รับจากการประเมินไปทำการสังเคราะห์เพื่อปรับปรุง แก้ไขโครงสร้าง
ของหลกั สูตร การฝึกอบรมให้มีความสมบูรณย์ ง่ิ ข้ึนกอ่ นที่จะนำไปใชต้ ่อไป
105
3. แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเก่ียวกับหลักสูตรการฝึกอบรมกระบวนการ
พัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครู
และบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กดั สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พื้นฐาน (ภาคเหนือ)
3.1 หลักการ แนวคิด ทฤษฎี จากเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกีย่ วข้องกับการจัดทำ
แบบสอบถาม
3.2 ศึกษาวิธีการสรา้ งเครอื่ งมอื ที่ใช้ในการวิจยั การสร้างแบบสอบถาม
3.3 วิเคราะห์หลักการ แนวคิด ทฤษฎี เพื่อกำหนดกรอบแนวคิดในการสร้างและ
พัฒนาการสรา้ งแบบสอบถาม
3.4 จดั ทำแบบสอบถาม
3.5 นำเครอ่ื งมือท่สี รา้ งขึน้ ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเทยี่ งตรงในเนอื้ หา ความเหมาะสม
และภาษาทใี่ ช้
3.6 การปรับปรุงแก้ไข
3.7 นำเครื่องมือวิจัยไปทดลองใช้หาคุณภาพของเครื่องมือ แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข
เพื่อทดลองใชต้ ่อไป
ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 คน ได้ประเมินแบบสอบถามได้ให้ข้อคิดเห็นและการปรับปรุง และ
ได้ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผ้เู ชี่ยวชาญ และนำไปใช้ตอ่ ไป
4. แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เชยี่ วชาญเกี่ยวกับ Module การฝกึ อรม จำนวน 4 ฉบับ
4.1 ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี จากเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ
การพัฒนานวตั กรรมเพ่ือยกระดบั การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรบั
ครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กดั สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน (ภาคเหนอื )
4.2 ศึกษาวิธีการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ หลักการสร้างและพัฒนาหลักสูตร
หลกั การสรา้ งหลักสูตรฝกึ อบรม การสร้างแบบทดสอบ และการสร้างแบบสอบถาม
4.3 วิเคราะห์หลกั การ แนวคดิ ทฤษฎี เพ่อื กำหนดกรอบแนวคดิ ในการสร้างและพัฒนา
หลักสูตรการฝกึ อบรม การสร้างหลกั สตู รฝึกอบรม การสร้างแบบทดสอบ และการสร้างแบบสอบถาม
4.4 กำหนดหลักสตู รการฝกึ อบรมตามกรอบแนวคดิ ทีก่ ำหนด
4.5 จัดทำหลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน (ภาคเหนอื )
4.6 จัดทำแบบสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็น Module การฝึกอบรมตามโครงการ
พัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาดว้ ยรปู แบบ Active Learning
4.7 นำเครอื่ งมอื ท่ีสร้างข้นึ ให้ผ้เู ช่ียวชาญตรวจสอบความเท่ียงตรงในเน้ือหา ความเหมาะสม
106
และภาษาทใี่ ช้
4.8 การปรบั ปรุงแก้ไข
นำเครื่องมือวิจัยไปทดลองใช้หาคุณภาพของเครื่องมือ แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข เพื่อนำ
แบบสอบถามใช้ต่อไป
5. แบบทดสอบความรูค้ วามเขา้ ใจเกยี่ วกับ Active Learning จำนวน 1 ฉบับ
5.1 ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี จากเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ
การพฒั นานวัตกรรมเพ่อื ยกระดบั การพฒั นาคณุ ภาพการศึกษาดว้ ยรูปแบบ Active Learning สำหรับ
ครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกดั สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน (ภาคเหนือ)
5.2 ศึกษาวิธีการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ หลักการสร้างและพัฒนาหลักสูตร
หลกั การสรา้ งหลักสตู รฝกึ อบรม การสร้างแบบทดสอบ และการสรา้ งแบบสอบถาม
5.3 วิเคราะหห์ ลักการ แนวคดิ ทฤษฎี เพอ่ื กำหนดกรอบแนวคิดในการสร้างและพัฒนา
หลักสูตรการฝึกอบรม การสร้างหลกั สตู รฝกึ อบรม การสรา้ งแบบทดสอบ และการสร้างแบบสอบถาม
5.4 กำหนดหลกั สูตรการฝึกอบรมตามกรอบแนวคิดทกี่ ำหนด
5.5 จัดทำหลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน (ภาคเหนอื )
5.6 จัดทำแบบทดสอบความรู้ความเข้าใจการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ
Active Learning
5.7 นำเครือ่ งมือทีส่ ร้างข้ึนใหผ้ ู้เช่ยี วชาญตรวจสอบความเท่ยี งตรงในเน้อื หา ความเหมาะสม
และภาษาทใ่ี ช้
5.8 ผู้เช่ยี วชาญทัง้ 5 คน มคี วามเหน็ ว่า แบบทดสอบก่อนและหลงั การจดั การฝึกอบรม
มีความเหมาะสมทีจ่ ะนำไปใชท้ ดสอบก่อนและหลังการจัดการฝึกอบรม
6.9 การปรับปรงุ แก้ไข
6. แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรม
เพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากร
ทางการศกึ ษา สงั กัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พื้นฐาน (ภาคเหนือ) จำนวน 1 ฉบบั
6.1 ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี จากเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ
การพฒั นานวตั กรรมเพือ่ ยกระดบั การพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาด้วยรปู แบบ Active Learning สำหรับ
ครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สงั กัดสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน (ภาคเหนอื )
6.2 ศึกษาวิธีการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ หลักการสร้างและพัฒนาหลักสูตร
หลักการสรา้ งหลักสตู รฝึกอบรม การสรา้ งแบบทดสอบ และการสร้างแบบสอบถาม
107
6.3 วเิ คราะห์หลักการ แนวคดิ ทฤษฎี เพอ่ื กำหนดกรอบแนวคดิ ในการสร้างและพัฒนา
หลักสูตรการฝึกอบรม การสรา้ งหลักสูตรฝกึ อบรม การสรา้ งแบบทดสอบ และการสรา้ งแบบสอบถาม
6.4 กำหนดหลกั สตู รการฝกึ อบรมตามกรอบแนวคิดที่กำหนด
6.5 จัดทำหลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน (ภาคเหนอื )
6.6 จัดทำแบบสอบถามเกี่ยวกับความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรม
เพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning ตามโครงการพัฒนา
นวัตกรรมเพือ่ ยกระดับการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning
6.7 นำเคร่อื งมอื ทีส่ รา้ งขึน้ ให้ผู้เชีย่ วชาญตรวจสอบความเทยี่ งตรงในเนอ้ื หา ความเหมาะสม
และภาษาที่ใช้
6.8 การปรบั ปรงุ แก้ไข
7. ประเด็นการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อหาแนวทางการนำกระบวนการ
พัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครู
และบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนือ) ไปใช้
ประโยชน์
การดำเนินการวจิ ยั
การนำเสนอกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน (ภาคเหนือ) ทง้ั 3 ระยะ ในภาพท่ี 3.1
ขนั้ ตอนของการวิจยั การดำเนนิ การ ผู้ใหข้ อ้ มลู /เครอ่ื งมือ/วิธกี าร ผลท่ีไดร้ ับ 108
ระยะท่ี 1 การศึกษา 1.1 ศึกษากระบวนการพัฒนานวตั กรรม ผใู้ หข้ ้อมูล ผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษา ครผู ู้สอน ศึกษานเิ ทศก์ จำนวน 36 คน 1. ได้กระบวนการพฒั นา
กระบวนการพฒั นา เครอื่ งมอื แบบสัมภาษณ์ นวัตกรรม
นวัตกรรมเพือ่ ยกระดับ 1.2 ศกึ ษาโมเดลการพัฒนา วธิ กี าร สัมภาษณ์ 2. ไดภ้ าพโมเดลและ
การพัฒนาคุณภาพ คำอธบิ ายโมเดลการพัฒนา
การศกึ ษาดว้ ยรูปแบบ ศึกษาความเหมาะสมของกระบวนการพฒั นานวตั กรรม ผูใ้ ห้ข้อมูล ผบู้ ริหารสถานศกึ ษา ครูผู้สอน ศกึ ษานเิ ทศก์
Active Learning เพื่อยกระดบั การพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาด้วยรปู แบบ จำนวน 2,130 คน ความเหมาะสมของ
Active Learning กระบวนการพฒั นา
ระยะที่ 2 การศึกษา เคร่อื งมือ แบบสอบถามความคิดเห็นเกย่ี วกบั ความเหมาะสมของ นวตั กรรมเพือ่ ยกระดบั การ
ความเหมาะสมของ หาแนวทางการนำทางการนำกระบวนการพฒั นา ของกระบวนการพฒั นานวตั กรรมเพ่อื ยกระดับการพัฒนาคณุ ภาพ พฒั นาคุณภาพการศกึ ษาด้วย
กระบวนการพัฒนา นวตั กรรม เพอื่ ยกระดับการพฒั นาคุณภาพการศกึ ษา การศกึ ษาดว้ ยรูปแบบ Active Learning รปู แบบ Active Learning
นวตั กรรมเพื่อยกระดบั ด้วยรูปแบบ Active Learning ไปใชป้ ระโยชน์ วธิ กี าร สอบถามความคิดเห็น
การพัฒนาคุณภาพ แนวทางการนำ
การศึกษาดว้ ยรูปแบบ Active learning กระบวนการพัฒนานวัตกรรม
Active Learning เพอ่ื ยกระดบั การพัฒนา
ผใู้ ห้ขอ้ มลู ผเู้ ช่ยี วชาญ จำนวน 15 คน คณุ ภาพการศึกษาด้วย
ระยะที่ 3 แนวทางการ เครอื่ งมือ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม รปู แบบ Active Learning
นำกระบวนการพฒั นา วิธกี าร การสนทนากลุ่ม ไปใช้ประโยชน์
นวัตกรรม เพือ่ ยกระดบั
การพฒั นาคุณภาพ
การศกึ ษาด้วยรูปแบบ
Active Learning
สำหรบั ครแู ละบคุ ลากร
ภาพท่ี 3.1 แบบแผนการดำเนนิ การวจิ ัย
109
ระยะท่ี 1 การศึกษากระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน (ภาคเหนือ)
เป็นการศึกษากระบวนการพัฒนานวัตกรรม ได้แก่ การหาความต้องการจำเป็นในการพัฒนา
การออกแบบและพัฒนา การทดลองใช้ การนำไปใช้จริงในสถานศึกษา และการศึกษาโมเดลการพัฒนา
ไดแ้ ก่ ระยะตน้ นำ้ ระยะกลางน้ำ และระยะปลายน้ำ รายละเอยี ดการดำเนินการวจิ ัยมีดงั นี้
การศึกษากระบวนการพัฒนานวัตกรรมและโมเดลการพัฒนานวตั กรรมเพื่อยกระดับการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนือ) ศึกษาโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เพื่อหา
กระบวนการพฒั นานวัตกรรมและโมเดลการพัฒนา
ผู้ให้ขอ้ มลู
ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนและรองผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 10 คน
ครูผู้สอน จำนวน 10 คน ศึกษานิเทศก์ จำนวน 10 คน และคณะกรรมการบริหารโครงการ จำนวน
6 คน รวม 36 คน ซ่ึงผูว้ จิ ัยใชว้ ิธีการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Method)
ตารางที่ 3.1 รายชือ่ ผใู้ หข้ ้อมูลในการสัมภาษณ์ จำนวน 36 คน
ท่ี ชอ่ื -นามสกุล ตำแหน่ง
ผบู้ ริหารสถานศึกษา
ผอู้ ำนวยการโรงเรียนคลองขลงุ ราษฏร์รงั สรรค์
1 ดร.สรุ พล พมิ พ์สอน สพม.กำแพงเพชร
ผูอ้ ำนวยการโรงเรียนตากพิทยาคม
2 ดร.ภูธนภัส พมุ่ ไม้ สพม.ตาก
ผู้อำนวยการโรงเรยี นอนุบาลอตุ รดิตถ์
3 นายศกั ด์สิ ทิ ธ์ิ สิงหท์ อง สพป.อุตรดิตถ์ เขต 1
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าสะแก
4 นายสุรตั น์ จนั ทะคณุ สพป.พษิ ณโุ ลก เขต 3
ผู้อำนวยการโรงเรยี นอนุบาลเพชรบูรณ์
5 นายวีรพล ธิกะ สพป.เพชรบรู ณ์ เขต 1
110
ตารางท่ี 3.1 (ต่อ)
ท่ี ชื่อ-นามสกุล ตำแหนง่
6 ว่าทรี่ อ้ ยตรบี ญุ เพชร ดว้ งมูล รองผู้อำนวยการโรงเรียนคลองขลงุ ราษฏรร์ ังสรรค์
7 นายอภศิ ักด์ิ เทยี มฉันท์ สพม.กำแพงเพชร
8 นายวิทยา อยูแ่ จม่ รองผู้อำนวยการโรงเรียนตากพิทยาคม
9 นางปัญจมาศ ทองศรี สพม.ตาก
10 นางสาวเพชรรุ่ง เรืองรุ่ง รองผู้อำนวยการโรงเรยี นอนบุ าลอุตรดิตถ์
สพป.อตุ รดติ ถ์ เขต 1
ครผู ูส้ อน รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลอุตรดติ ถ์
11 นางสุนารี แกว้ บญุ มา สพป.อตุ รดติ ถ์ เขต 1
12 นางดวงฤดี มะทะการ รองผอู้ ำนวยการโรงเรยี นอนบุ าลเพชรบรู ณ์
13 นางวันเพ็ญ ภทู่ บั ทมิ สพป.เพชรบูรณ์ เขต 1
14 นางวาสนา ขมุ ชำ
15 นาง จุฑารตั น์ ฐานะวจิ ิตร ครู โรงเรียนอนบุ าลอตุ รดิตถ์
16 นาง แสงเดอื น เมฆประยรู สพป.อุตรดติ ถ์ เขต 1
17 นางสาวพรรธนช์ ญมน ไพรสณฑ์ ครู โรงเรยี นอนบุ าลอตุ รดติ ถ์
สพป.อุตรดติ ถ์ เขต 1
ครู โรงเรยี นบ้านทา่ สะแก
สพป.พษิ ณโุ ลก เขต 3
ครู โรงเรยี นบา้ นท่าสะแก
สพป.พษิ ณโุ ลก เขต 3
ครู โรงเรียนอนบุ าลเพชรบูรณ์
สพป.เพชรบูรณ์ เขต 1
ครู โรงเรยี นอนุบาลเพชรบูรณ์
สพป.เพชรบูรณ์ เขต 1
ครู โรงเรียนแม่ระมาดวทิ ยาคม
สพม.ตาก
111
ตารางท่ี 3.1 (ต่อ) ตำแหน่ง
ที่ ช่ือ-นามสกลุ ครู โรงเรียนแมร่ ะมาดวทิ ยาคม
18 นายอดศิ ักด์ิ เทยี นสิรกุล สพม.ตาก
19 นางสาวนติ ศรา โงนรี ครู โรงเรยี นคลองขลุงราษฏ์รังสรรค์
20 นางกชกร ศรวี ิชัย สพม.กำแพงเพชร
ศึกษานิเทศก์ ครู โรงเรยี นคลองขลงุ ราษฏร์ งั สรรค์
21 นางไพรนิ ทร์ เหมบุตร สพม.กำแพงเพชร
22 นางละมลู เหล่าทอง
23 นางสาวธญั รดี พากเพียร ศึกษานิเทศก์
24 นางภทั ราวรรณ ภูมินทอง สพม.กำแพงเพชร
25 นายณฐนนท์ เวชพร ศึกษานิเทศก์
26 นายสมเจตต์ เนยี มกอ้ น สพม.กำแพงเพชร
27 เขมจริ า เศวตรัตนเสถยี ร ศกึ ษานเิ ทศก์
28 นางสาวยลพัชร์ มีเนน สพม.กำแพงเพชร
29 น.ส.เผอิญ วงศ์ทบั ทมิ ศึกษานเิ ทศก์
30 นางบุษกร เชื้อสีดา สพป.พิจติ ร
ศกึ ษานเิ ทศก์
สพป.พจิ ติ ร
ศึกษานิเทศก์
สพม.ตาก
ศกึ ษานิเทศก์
สพป.ลำปาง เขต 1
ศึกษานเิ ทศก์
สพม.เพชรบูรณ์
ศกึ ษานเิ ทศก์
สพม.สโุ ขทยั
ศกึ ษานเิ ทศก์
สพม. เชียงราย
112
ตารางที่ 3.1 (ต่อ)
ท่ี ชือ่ -นามสกุล ตำแหน่ง
คณะกรรมการบริหารโครงการ
อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์
31 ผศ.ดร.เลอลักษณ์ โอทกานนท์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
32 ผศ.ดร. ณพฐั อร บัวฉนุ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
อาจารย์ประจำคณะวิทยาการจดั การ
33 ผศ. อัจฉราวรรณ บวั ฉนุ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์
ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลยั ราชภฏั
34 นายฉัตร เจนชัย วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
ผูช้ ว่ ยผอู้ ำนวยการโรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัยราชภัฏ
35 นายวฒุ ินนั ท์ โชคอำนวย วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์
ผ้ชู ว่ ยผูอ้ ำนวยการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลยั ราชภฏั
36 นายไพศาล แสงจันทร์ วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ระยะที่ 2 การศึกษาความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการ
พัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา
สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนือ) ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่
1) ด้านรูปแบบการพัฒนา 2) ด้านหลักสูตรการอบรมปฏิบัติการ 3) ด้านการพัฒนานวัตกรรมครู
4) ด้านนวัตกรรมนักเรียน 5) ด้านการผลิตวีดิทัศน์กลวิธีสอนของครู และ 6) ด้านการจัดนิทรรศการ
และประกาศนโยบาย จำนวน 30 ข้อ
ผูใ้ หข้ ้อมลู
ผู้บรหิ ารสถานศึกษา ครผู ู้สอน ศึกษานเิ ทศก์ จำนวน 2,130 คน
113
ระยะที่ 3 แนวทางการนำกระบวนการพัฒนานวัตกรรม เพื่อยกระดับการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน (ภาคเหนอื ) ไปใช้ประโยชน์
เป็นประเด็นการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อหาแนวทางการนำ
กระบวนการพัฒนานวัตกรรม เพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active
Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(ภาคเหนือ) ไปใช้ประโยชน์ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการขยายผล 2) ด้านการสร้างความเข้มแข็ง
ของพน้ื ท่ี และ 3) ด้านการสนบั สนุน
ผู้ให้ข้อมูล
ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 คน ประกอบด้วย ด้านการพัฒนานวัตกรรม จำนวน 5 คน
ด้านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning : GPAS 5 Steps จำนวน 5 คน ด้านบริหารสถานศึกษา
จำนวน 5 คน
ตารางที่ 3.2 รายชอ่ื ผู้เชยี่ วชาญ จำนวน 15 คน
ที่ ช่ือ-นามสกุล ตำแหน่ง
ดา้ นการพัฒนานวัตกรรม
1 ผศ.ดร.สุพจน์ ทรายแกว้ อธกิ ารบดีมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
2 ดร.เลอลักษณ์ โอทกานนท์ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
3 ผศ.อัจฉราวรรณ สุขเกิด อาจารย์ประจำคณะวทิ ยาการจดั การ
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
4 ผศ.ดร.ณพัฐอร บัวฉนุ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์
5 นางราตรี ตรพี รหม ทีป่ รึกษาอธิการบดีมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
ด้านการจัดการเรียนรแู้ บบ
Active Learning : GPAS 5 Steps
6 ดร.วรรณา ชอ่ งดารากุล ผูเ้ ชีย่ วชาญด้านการวจิ ัยและพฒั นาคุณภาพการศึกษา
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน
114
ตารางที่ 3.2 (ตอ่ )
ท่ี ช่ือ-นามสกลุ ตำแหนง่
7 ดร.ศักดิ์สนิ ช่องดารากุล ทีป่ รึกษาสถาบันพฒั นาคณุ ภาพวชิ าการ
8 นายบุญเลิศ ยิ้มแย้ม ข้าราชการบำนาญ
(อดีตศึกษานเิ ทศก์)
9 นางสาวอัญชลี เกษสรุ ิยงค์ ข้าราชการบำนาญ
(อดีตศึกษานเิ ทศก์)
10 นายวฒุ นิ นั ท์ โชคอำนวย ผชู้ ว่ ยผอู้ ำนวยการโรงเรียนสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั
วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
ด้านบรหิ ารสถานศึกษา
11 นางสาวศันสนีย์ จันทร์ประดิษฐ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวดั กลางเกรด็
สพป.นนทบรุ ี เขต 2
12 นายสาโรจน์ จำปาศกั ดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรยี นวดั ค่สู รา้ ง
สพป.สมุทรปราการ เขต 1
13 นางสาวลดั ดา อิ่มออกใจ ขา้ ราชการบำนาญ
(อดีตผู้อำนวยการโรงเรียน)
14 นางสาวจิดาภา บุญสร้างสม ข้าราชการบำนาญ
(อดตี ผู้อำนวยการโรงเรยี น)
15 นางสาวเบญจวรรณ โพธเิ ดช ผอู้ ำนวยการโรงเรยี นวดั ถวั่ ทอง
สพป.ปทุมธานี เขต 1
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ การตอบแบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม โดยทีม
ผวู้ จิ ยั ดำเนินการดว้ ยตนเอง
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั
1. การสมั ภาษณ์ และการสนทนากลมุ่ วเิ คราะห์ข้อมูลด้วยการวเิ คราะห์เน้ือหา (Content
Analysis) และสรุปประเดน็ สำคญั นำเสนอในลกั ษณะของความเรียง
2. วิเคราะห์แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนา
นวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและ
115
บุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนือ) ในภาพรวม
โดยใช้สถิติพื้นฐานวิเคราะห์หาค่าเฉล่ีย (̅X) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปล
ความหมายของคะแนน (บญุ ชม ศรีสะอาด. 2560) ดงั นี้
ค่าเฉลย่ี 4.51-5.00 หมายถึง มีความเหมาะสมอยใู่ นระดับมากท่สี ุด
ค่าเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถงึ มคี วามเหมาะสมอยู่ในระดบั มาก
ค่าเฉลย่ี 2.51-3.50 หมายถงึ มคี วามเหมาะสมอยู่ในระดบั ปานกลาง
คา่ เฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง มคี วามเหมาะสมอยใู่ นระดบั นอ้ ย
ค่าเฉลีย่ 1.00-1.50 หมายถึง มคี วามเหมาะสมอยใู่ นระดบั นอ้ ยท่สี ุด
บทที่ 4
ผลการดำเนินการ
ผลการดำเนินการวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยกล่าวถึงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (ภาคเหนือ) ความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนา
นวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและ
บุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (ภาคเหนอื ) และแนวทาง
การนำกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active
Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
(ภาคเหนอื ) ไปใชใ้ นสถานศึกษา จะนำเสนอตามลำดบั ดงั น้ี
ระยะที่ 1 การศึกษากระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วย
รูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน (ภาคเหนือ)
จากการสัมภาษณ์ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนและรองผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 10 คน
ครูผู้สอน จำนวน 10 คน ศึกษานิเทศก์ จำนวน 10 คน และคณะกรรมการบริหารโครงการ จำนวน
6 คน รวม 36 คน เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนานวัตกรรม และการศึกษาโมเดลการพัฒนา สรุปได้
ดงั น้ี
1.1 การศึกษากระบวนการพัฒนานวัตกรรม พบว่า รูปแบบโดยรวมรูปแบบมีกระบวนการ
สร้างและหาความเทย่ี งตรงของรปู แบบเปน็ รายด้าน ดังน้ี
ด้านการหาความต้องการจำเป็นในการพัฒนา พบว่า มีการศึกษาสภาพและปญหา
การดําเนินการในปัจจุบันของสถานศึกษาที่เข้าโครงการ โดยศึกษาความคาดหวังและความต้องการ
พฒั นาจากบุคคลท่เี กี่ยวของ
ด้านการออกแบบและพัฒนา พบว่า มีการวิเคราะหและสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อนํามา
จัดทํารางรูปแบบ และตรวจสอบรูปแบบโดยผูทรงคณุ วฒุ ิ มกี ารปรบั ปรุงรูปแบบ
ด้านการทดลองใช้ พบวา่ มีการนำร่างรูปแบบไปทดลองใช้กับโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย
ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำมาสะท้อนผล ปรับปรุงแก้ไข และนําเสนอรูปแบบ
ใหผ้ เู้ ช่ยี วชาญพิจารณาความเปน็ ไปได้ ประโยชนท์ จี่ ะได้รบั
117
ด้านการนำไปใช้จริงในสถานศึกษา พบว่า มีการนำรูปแบบไปใช้จริงในสถานศึกษา
ภาคเหนือท่ีเข้าร่วมโครงการจำนวน 30 โรงเรียน สังเกตการณ์ เก็บข้อมูล วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล
นำข้อมูลมาสะท้อนผล ปรับปรุงกิจกรรมให้กระชับย่ิงขึ้น นำรูปแบบเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณายืนยัน
ในความเปน็ ไปได้ ประโยชน์ ความเหมาะสมของรปู แบบ ทำใหไ้ ด้รูปแบบท่ีเหมาะสม
1.2 การศึกษาโมเดลการพัฒนา พบว่า โมเดลการพัฒนา มีองค์ประกอบ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะ
ตน้ นำ้ ระยะกลางน้ำ และระยะปลายนำ้ มีรายละเอียด ดงั น้ี
1.2.1 ระยะต้นน้ำ พบว่า มีการการอบรมปฏิบัติการเรื่องการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือ
ยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning นวัตกรรมครูสู่นวัตกรรม
นักเรียน จำนวน 2 วัน เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ประกอบด้วย 4 Module ท่ีเน้น Active Learningด้วย
การคิดขั้นสูงเชิงระบบโดยกระบวนการ GPAS 5 Steps รายละเอียดปรากฏในภาคผนวก ก โดยมีครู
และบุคลากรเขา้ รบั การพฒั นา จำนวน 2,000 คน
จากการสอบถามผู้เช่ียวชาญเกี่ยวกับรูปแบบ Module การพัฒนาท้ัง 4 Module
พบว่า
ตารางท่ี 4.1 ความเหมาะสมและความสอดคล้องของแนวคิด จุดประสงค์ และโครงสร้างของ
หลกั สูตรการฝกึ อบรม
ข้อความ ระดับความคดิ เหน็ ความหมาย
X S.D.
1. ความเหมาะสมของแนวคดิ 3.80 0.447 เหมาะสมมาก
2. ความเหมาะสมของจดุ ประสงค์ 3.80 1.304 เหมาะสมมาก
3. ความเหมาะสมของโครงสร้าง 4.20 0.837 เหมาะสมมาก
4. ความสอดคลอ้ งของแนวคิดกบั จุดประสงค์ 4.00 1.000 สอดคล้องมาก
5. ความสอดคลอ้ งของแนวคดิ กบั โครงสร้าง 3.80 0.837 สอดคลอ้ งมาก
6. ความสอดคล้องของจดุ ประสงค์กับโครงสร้าง 4.20 0.837 สอดคลอ้ งมาก
จากตารางท่ี 4.1 พบว่า หลักสูตรการฝึกอบรมน้ีมีแนวคิด จุดประสงค์ และโครงสร้าง
ของหลักสูตรการฝึกอบรมเหมาะสมและสอดคล้องกันในระดับมาก โดยผู้ประเมินมีความคิดเห็น
แตกตา่ งกันบ้าง
118
ตารางที่ 4.2 ความเหมาะสมและความสอดคล้องของจุดประสงค์ของหลักสูตรการฝึกอบรม เน้ือหา
กจิ กรรม สอื่ การวัดและประเมินผล Module 1
ข้อความ ระดบั ความคิดเห็น ความหมาย
X S.D.
1. ความเหมาะสมจุดประสงค์ 4.00 1.225 เหมาะสมมาก
2. ความเหมาะสมของเนื้อหาสาระ
3. ความเหมาะสมของกจิ กรรม 4.00 0.707 เหมาะสมมาก
4. ความเหมาะสมของสอื่
5. ความเหมาะสมของการวัดและประเมนิ ผล 3.80 0.447 เหมาะสมมาก
6. ความสอดคลอ้ งของจดุ ประสงคก์ ับเน้ือหา
7. ความสอดคล้องของจดุ ประสงค์กับกจิ กรรม 3.80 0.447 เหมาะสมมาก
8. ความสอดคล้องของจดุ ประสงค์กบั สอ่ื
9. ความสอดคลอ้ งของจดุ ประสงค์กับการวดั และประเมนิ ผล 3.80 0.837 เหมาะสมมาก
10. ความสอดคล้องของเน้ือหากับกิจกรรม
11. ความสอดคล้องของเนื้อหากับสอ่ื 3.80 0.447 สอดคลอ้ งมาก
12. ความสอดคลอ้ งของเนื้อหากบั การวัดและประเมนิ ผล
13. ความสอดคล้องของสอื่ กับการวัดผล 3.80 0.447 สอดคล้องมาก
3.80 0.447 สอดคล้องมาก
3.80 0.447 สอดคล้องมาก
3.80 0.837 สอดคล้องมาก
3.80 0.447 สอดคล้องมาก
3.80 0.837 สอดคล้องมาก
4.00 0.707 สอดคลอ้ งมาก
จากตารางที่ 4.2 พบว่า องค์ประกอบของหลักสูตรการฝึกอบรมModule 1 มีความ
เหมาะสมและสอดคล้องกันในระดับมากทุกรายการ โดยผู้ประเมินมีความคิดเห็นท่ีแตกต่างกั น
พอประมาณ
119
ตารางท่ี 4.3 ความเหมาะสมและความสอดคล้องของ จุดประสงค์ของการฝึกอบรม เน้ือหาสาระ
กจิ กรรม ส่ือ และการวดั ผลประเมินผล Module 2
ขอ้ ความ ระดับความคดิ เหน็ ความหมาย
X S.D.
1. ความเหมาะสมจดุ ประสงค์ 4.00 0.707 เหมาะสมมาก
2. ความเหมาะสมของเนอ้ื หา สาระ
3. ความเหมาะสมของกจิ กรรม 4.00 0.707 เหมาะสมมาก
4. ความเหมาะสมของสอื่
5. ความเหมาะสมของการวดั และประเมินผล 4.00 0.707 เหมาะสมมาก
6. ความสอดคลอ้ งของจดุ ประสงคก์ บั เน้ือหา
7. ความสอดคลอ้ งของจุดประสงค์กบั กิจกรรม 3.80 0.447 เหมาะสมมาก
8. ความสอดคลอ้ งของจุดประสงคก์ บั สือ่
9. ความสอดคลอ้ งของจุดประสงค์กบั การวดั และประเมินผล 3.80 1.095 เหมาะสมมาก
10. ความสอดคล้องของเน้ือหากับกิจกรรม
11. ความสอดคลอ้ งของเนื้อหากบั สอ่ื 4.00 0.000 สอดคล้องมาก
12. ความสอดคล้องของเน้ือหากับการวัดและประเมินผล
13. ความสอดคล้องของส่ือกบั การวัดผล 3.80 0.447 สอดคล้องมาก
3.80 0.447 สอดคลอ้ งมาก
3.80 0.447 สอดคลอ้ งมาก
3.80 0.447 สอดคลอ้ งมาก
3.80 0.447 สอดคล้องมาก
4.00 0.000 สอดคล้องมาก
3.80 0.447 สอดคลอ้ งมาก
จากตารางท่ี 4.3 พบว่า องค์ประกอบของหลักสูตรการฝึกอบรม Module 2 มีความ
เหมาะสมและสอดคล้องกันในระดับมากทุกรายการ โดยผู้ประเมินมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน
พอประมาณ ยกเว้น ความสอดคล้องของจุดประสงค์ของการฝึกอบรมกับเน้ือหาสาระและ
ความสอดคลอ้ งของเนือ้ หาสาระกบั การวัดและประเมินผล มคี วามคดิ เห็นไปในทิศทางเดียวกัน
120
ตารางท่ี 4.4 ความเหมาะสมและความสอดคล้องของจุดประสงค์ของการฝึกอบรม เนื้อหาสาระ
กจิ กรรม สอ่ื และการวดั และประเมนิ ผล Module 3
ข้อความ ระดบั ความคิดเหน็ ความหมาย
X S.D.
1. ความเหมาะสมจุดประสงค์ 3.80 0.837 เหมาะสมมาก
2. ความเหมาะสมของเนอ้ื หาสาระ
3. ความเหมาะสมของกิจกรรม 3.80 0.837 เหมาะสมมาก
4. ความเหมาะสมของส่อื
5. ความเหมาะสมของการวัดและประเมินผล 3.80 0.447 เหมาะสมมาก
6. ความสอดคล้องของจุดประสงค์กับเน้ือหา
7. ความสอดคล้องของจดุ ประสงค์กับกิจกรรม 4.00 0.707 เหมาะสมมาก
8. ความสอดคล้องของจุดประสงค์กบั สอ่ื
9. ความสอดคลอ้ งของจุดประสงคก์ ับการวดั และประเมินผล 4.00 0.707 เหมาะสมมาก
10. ความสอดคลอ้ งของเน้ือหากับกิจกรรม
11. ความสอดคลอ้ งของเนื้อหากบั สื่อ 4.00 0.707 สอดคล้องมาก
12. ความสอดคลอ้ งของเนอื้ หากบั การวัดและประเมนิ ผล
13. ความสอดคล้องของส่ือกับการวดั ผล 3.80 1.095 สอดคลอ้ งมาก
3.80 0.447 สอดคลอ้ งมาก
3.70 1.140 สอดคล้องมาก
3.80 0.447 สอดคล้องมาก
3.80 0.447 สอดคล้องมาก
3.80 1.140 สอดคลอ้ งมาก
4.00 0.707 สอดคลอ้ งมาก
จากตารางที่ 4.4 พบว่า องค์ประกอบของหลักสูตรการฝึกอบรม Module 3 มีความ
เหมาะสมและสอดคล้องกันในระดบั มากทุกรายการ โดยผปู้ ระเมินมีความคดิ เห็นไปในทศิ ทางเดียวกนั
121
ตารางท่ี 4.5 ความเหมาะสมและความสอดคล้องของจุดประสงค์ของการฝึกอบรม เน้ือหาสาระ
กิจกรรม สอื่ และการวดั และประเมินผล Module 4
ข้อความ ระดับความคดิ เหน็ ความหมาย
X S.D.
1. ความเหมาะสมจุดประสงค์ 4.20 0.837 เหมาะสมมาก
2. ความเหมาะสมของเนือ้ หาสาระ 3.80 0.837 เหมาะสมมาก
3. ความเหมาะสมของกจิ กรรม 4.20 0.837 เหมาะสมมาก
4. ความเหมาะสมของสื่อ 4.00 0.707 เหมาะสมมาก
5. ความเหมาะสมของการวัดและประเมนิ ผล 3.80 0.447 เหมาะสมมาก
6. ความสอดคล้องของจุดประสงค์กับเน้อื หา 3.80 0.447 สอดคล้องมาก
7. ความสอดคลอ้ งของจดุ ประสงค์กับกิจกรรม 4.00 0.707 สอดคล้องมาก
8. ความสอดคล้องของจดุ ประสงคก์ ับสื่อ 3.80 0.447 สอดคลอ้ งมาก
9. ความสอดคลอ้ งของจดุ ประสงคก์ ับการวัดและประเมนิ ผล 3.80 0.447 สอดคลอ้ งมาก
10. ความสอดคลอ้ งของเนื้อหากับกิจกรรม 4.00 0.707 สอดคล้องมาก
11. ความสอดคล้องของเน้ือหากบั สอื่ 4.00 0.707 สอดคลอ้ งมาก
12. ความสอดคล้องของเนอ้ื หากบั การวดั และประเมินผล 3.80 0.837 สอดคล้องมาก
13. ความสอดคลอ้ งของสอ่ื กบั การวดั ผล 4.00 0.707 สอดคลอ้ งมาก
จากตารางที่ 4.5 พบว่า องค์ประกอบของหลักสูตรการฝึกอบรม Module 4 มีความ
เหมาะสมและสอดคลอ้ งกันในระดับมากทุกรายการ โดยผ้ปู ระเมินมีความคดิ เหน็ ไปในทิศทางเดียวกนั
จากการตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้ของผู้เข้ารับการอบรมปฏิบัติการก่อนและหลัง
การฝึกอบรม จำนวน 2,000 คน พบว่า ผ้เู ข้ารับการอบรมปฏบิ ัติการสามารถปรับปรุงแผนการจัดการ
เรียนรูไ้ ด้ถกู ตอ้ งเหมาะสมตามรูปแบบ Active Learning ด้วยการคิดขั้นสงู เชิงระบบตามกระบวนการ
GPAS 5 Steps จำนวน 2,000 คน คิดเป็น 100 % และคะแนนทดสอบก่อน - หลังเรียน มีค่าเฉล่ีย
สูงข้ึน (53.67 – 85.55)
1.2.2 ระยะกลางน้ำ พบว่า มีการนิเทศติดตามแบบ Coaching and Mentoring
โดยใช้ห้องเรียนเป็นฐาน และกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning
Community : PLC) เพ่ือให้ครูเป็นต้นแบบในโรงเรียนในการพัฒนาแผนการสอนท่ีดี มีการเรียน
122
การสอนที่ดี และมีนวัตกรรมนักเรียน พบว่า ครูสมัครเข้าพัฒนาระยะกลางน้ำจำนวน 1,000 คน
ได้รับการนิเทศกำกับติดตามแบบ Coaching and Mentoring จำนวน 1,000 คน ได้นวัตกรรมครู
จำนวน 1,000 ผลงานและนวัตกรรมนักเรียน จำนวน 1,000 นวัตกรรม ครูต้นแบบห้องเรียน 3ดี
ได้แก่ แผนการสอนดี ครสู อนดีและนักเรียนคุณภาพดี จำนวน 1,000 คน คิดเป็น 100 % ทกุ รายการ
1.2.3 ระยะปลายน้ำ พบว่า มีการถอดบทเรียนกลวิธสี อน Active Learning ดว้ ยการ
คดิ ข้ันสูงเชิงระบบตามกระบวนการ GPAS 5 Steps ได้ครูวทิ ยากรท้องถ่นิ จำนวน 100 คน ผลิตเป็น
สื่อวิดิทัศน์กลวิธีสอน จำนวน 500 เร่ือง และจัดนิทรรศการประกาศนโยบายการพลิกโฉมการศึกษา
“นวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียน” จำนวน 1 วัน ประกอบด้วย พิธีเปิด ประกาศนโยบายโดย
ผู้บริหารระดับสูง การนำเสนอนวัตกรรมนักเรียนในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค การเสวนา และการ
นำเสนอกลวธิ ีสอน
ภาพท่ี 4.1 นวตั กรรมยกระดับคุณภาพการศึกษา
123
ระยะที่ 2 ศึกษาความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวตั กรรมเพือ่ ยกระดบั การพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน (ภาคเหนือ)
จากการสอบถามผู้เข้ารับการอบรมปฏิบัติการเก่ียวกับกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือ
ยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการ
ศึกษา สังกดั สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน (ภาคเหนอื ) ปรากฎผลดังตารางท่ี 4.6
ตารางท่ี 4.6 ความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน (ภาคเหนือ)
ประเดน็ ระดับความคิดเหน็ ความหมาย
X S.D. เหมาะสมมากทสี่ ุด
1. ดา้ นอบรมปฏบิ ัตกิ าร 4.54 0.50 เหมาะสมมากทส่ี ุด
2. ดา้ นการนเิ ทศ กำกับติดตาม 4.62 0.49 เหมาะสมมากท่สี ดุ
3. ดา้ นการถอดบทเรียนและจัดทำวดี ิทศั น์กลวธิ ีสอน 4.55 0.50 เหมาะสมมากทส่ี ุด
4. ดา้ นประโยชน์ทีไ่ ดร้ ับ 4.57 0.50 เหมาะสมมากที่สดุ
4.57 0.50
รวม
จากตารางท่ี 4.6 พบวา่ โดยรวมมีความเหมาะสมระดับมากท่ีสุด ( X = 4.57) เม่ือพจิ ารณา
เปน็ รายด้าน พบว่า ดา้ นท่ีมีความเหมาะสมระดับมากทีส่ ุด เรยี งลำดบั จากคา่ เฉล่ียมากไปหานอ้ ย ดังนี้
ด้านการนิเทศ กำกบั ติดตาม ( X = 4.62) และด้านประโยชนท์ ่ีได้รับ (X = 4.57) ตามลำดับ ส่วนดา้ น
ทีม่ ีความเหมาะสมระดับมากที่สุด เรียงลำดบั จากคา่ เฉลย่ี มากไปหาน้อย ดงั น้ี ด้านการถอดบทเรยี นและ
จัดทำวดี ิทศั น์กลวธิ สี อน ( X = 4.55) และดา้ นอบรมปฏบิ ตั กิ าร ( X = 4.54) ตามลำดบั
124
ตารางท่ี 4.7 ความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน (ภาคเหนือ) ดา้ นอบรมปฏบิ ัตกิ าร
ข้อความ ระดับความคิดเห็น ความหมาย
X S.D.
1. จดุ ประสงคก์ ารฝึกอบรม 4.55 0.50 มากทส่ี ุด
2. เน้ือหา รปู แบบกิจกรรม การลงมอื ปฏบิ ตั ิ โมดลู ท่ี 1 4.59 0.50 มากทส่ี ดุ
3. เนือ้ หา รปู แบบกิจกรรม การลงมอื ปฏิบัติ โมดลู ท่ี 2 4.66 0.48 มากทีส่ ดุ
4. เนอื้ หา รปู แบบกิจกรรม การลงมือปฏิบตั ิ โมดลู ท่ี 3 4.55 0.50 มากที่สุด
5. เนื้อหา รูปแบบกิจกรรม การลงมือปฏบิ ตั ิ โมดลู ท่ี 4 4.52 0.51 มากที่สุด
6. การวัดและประเมินผล 4.45 0.51 มาก
7. กิจกรรมทจี่ ดั เหมาะสมกบั เวลา 4.48 0.51 มาก
8. กิจกรรมท่จี ัดเหมาะสมกับการฝึกทักษะ 4.52 0.51 มากทีส่ ุด
9. ความรูท้ ี่ไดส้ ามารถนำไปประยกุ ตใ์ ช้กับสถานการณ์จริง 4.59 0.50 มากทีส่ ุด
10. ขั้นตอนการนำเสนอเน้ือหามคี วามเหมาะสม 4.52 0.51 มากทส่ี ุด
4.54 0.50 มากที่สุด
รวมเฉลีย่
จากตารางที่ 4.7 พบว่าระดับความคิดเห็นของผู้เข้ารับการอบรมปฏิบัติการที่มีต่อการ
ฝกึ อบรมกระบวนการพัฒนานวตั กรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาด้วยรูปแบบ Active
Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
(ภาคเหนือ) ด้านการอบรมปฏิบัติการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (X = 4.54,
S.D.= 0.50) เม่ือพิจารณาแต่ละรายการพบวา่ สว่ นใหญ่มคี วามเหมาะสมอยู่ในระดบั มากท่สี ุด ยกเว้น การ
วัดและประเมินผลหา และกิจกรรมท่ีจัดเหมาะสมกับเวลามีความเหมาะสมระดับมาก รายการที่มี
ค่าเฉล่ียมากที่สุด คือ เนื้อหา รูปแบบกิจกรรม การลงมือปฏิบัติ โมดูลที่ 2 ( X = 4.66, S.D.= 0.48)
รองลงมาได้แก่ รูปแบบกจิ กรรม การลงมือปฏิบัติ โมดลู ที่ 1 ( X = 4.59, S.D.= 0.50) และความรู้ทไ่ี ด้
สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง ( X = 4.59, S.D.= 0.50) ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยน้อย
ท่ีสุด คือ การวัดและประเมินผล ( X = 4.45, S.D.= 0.51) รองลงมาได้แก่ กิจกรรมที่จัดเหมาะสมกับ
เวลา ( X = 4.48, S.D.= 0.51) เมื่อพิจารณาค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมมี
ความเห็นสอดคล้องกัน
125
ตารางที่ 4.8 ความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน (ภาคเหนอื ) ดา้ นการนิเทศ กำกบั ตดิ ตามผล
ขอ้ ความ ระดับความคิดเห็น ความหมาย
X S.D. มากทส่ี ุด
1. การนิเทศเปน็ ขัน้ ตอนและเปน็ ระบบ 4.62 0.49 มากทีส่ ุด
2. ชว่ ยสง่ เสริมความสามารถดา้ นการวิเคราะห์ปัญหา และ 4.66 0.49
มากที่สดุ
สาเหตุของปัญหา โดยกระบวนการ PLC. 4.66 0.48 มากทีส่ ดุ
3. ชว่ ยให้ครูพฒั นาแผนจัดการเรียนร้ทู ีด่ ี 4.59 0.50
4. ชว่ ยให้ครูสะท้อนคดิ พัฒนาการจดั การเรยี นรู้ไปสูก่ ารเป็น มากทส่ี ุด
4.55 0.51 มากที่สุด
ครทู ดี่ ี 4.55 0.50
5. ช่วยยกระดับผลงานนกั เรยี นเป็นนวัตกรรมนักเรียน มากท่สี ดุ
6. สง่ เสริมความสามารถดา้ นการพฒั นานวัตกรรมครู 4.55 0.50
มากทส่ี ุด
สนู่ วัตกรรมนกั เรียน 4.55 0.51
7. ชว่ ยกระตนุ้ ครูใหเ้ สาะแสวงหากลวิธี ตามข้ันตอน มากทส่ี ุด
4.76 0.45 มากท่สี ุด
ของ GPAS 5 Steps 4.72 0.47 มากทส่ี ดุ
8. ชกว่ ายรพจกฒั านราเรคยรนูให้สามารถพัฒนาหอ้ งเรียน 3 ดี ได้แก่ 4.62 0.49
แผนจัดการเรียนรทู้ ดี่ ี จัดการสอนดแี ละพัฒนาคุณภาพเด็ก
9. ช่วยใหค้ รูไดแ้ นวคดิ ใหม่ ๆ พฒั นาสื่อและการประเมนิ ผล
10. ชว่ ยสรา้ งครเู ปน็ ครูต้นแบบพรอ้ มเปน็ ผนู้ ำในสถานศกึ ษา
รวมเฉลย่ี
จากตารางที่ 4.8 พบว่าระดับความคิดเห็นของผู้เขา้ รับการอบรมปฏิบตั กิ ารที่มตี ่อการฝึกอบรม
กระบวนการพฒั นานวตั กรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active
Learning สำหรบั ครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้
พ้นื ฐาน (ภาคเหนือ) ดา้ นการนเิ ทศกำกับติดตาม โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยใู่ นระดบั มากทีส่ ดุ
(X = 4.62, S.D.= 0.49) เม่ือพจิ ารณาแตล่ ะรายการพบว่าทุกรายการมีความเหมาะสมอย่ใู นระดบั มาก
ท่ีสุด รายการทม่ี ีค่าเฉล่ยี มากท่สี ดุ คอื ชว่ ยใหค้ รูได้แนวคดิ ใหม่ ๆ พฒั นาสอื่ และการประเมนิ ผล
(X = 4.76, S.D.= 0.45) รองลงมาได้แก่ ช่วยสรา้ งครูเป็นครูต้นแบบพรอ้ มเปน็ ผูน้ ำในสถานศึกษา
( X = 4.72, S.D.= 0.47) ชว่ ยสง่ เสริมความสามารถดา้ นการวิเคราะห์ปญั หา และสาเหตุของปญั หา
126
โดยกระบวนการ PLC.และช่วยให้ครูพัฒนาแผนจัดการเรียนร้ทู ด่ี ี ( X = 4.66, S.D. = 0.49, 0.48
ตามลำดับ) ส่วนรายการที่มคี ่าเฉลี่ยน้อยท่สี ดุ ได้แก่ ช่วยยกระดับผลงานนักเรยี นเป็นนวัตกรรม
นกั เรยี น สง่ เสรมิ ความสามารถดา้ นการพฒั นานวัตกรรมครูส่นู วัตกรรมนักเรยี น ชว่ ยกระตนุ้ ครูให้
เสาะแสวงหากลวธิ ี ตามขัน้ ตอน ของ GPAS 5 Steps และช่วยพฒั นาครใู หส้ ามารถพฒั นา
หอ้ งเรียน 3 ดี ได้แก่ แผนจดั การเรียนรทู้ ี่ดี จัดการสอนดีและพฒั นาคุณภาพเดก็ ( X = 4.55, S.D.=
0.51, 0.50, 0.50 และ 0.51 ตามลำดบั ) เม่ือพจิ ารณาค่าส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน พบวา่ ผูเ้ ขา้ รับ
การอบรมมีความเหน็ สอดคล้องกนั
ตารางที่ 4.9 ความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน (ภาคเหนอื ) ด้านการถอดบทเรยี นและจัดทำวดี ิทศั น์กลวิธสี อน
ขอ้ ความ ระดบั ความคดิ เหน็ ความหมาย
X S.D.
1. การสกดั กลวิธสี อนแบบ GPAS 5 Steps 4.55 0.50 มากทีส่ ดุ
2. การเลา่ เรอ่ื งความสำเรจ็ จากการสอน GPAS 5 Steps 4.55 0.51 มากทส่ี ดุ
3. วีดทิ ศั นก์ ลวิธีสอนตามกระบวนการ GPAS 5 Steps 4.55 0.50 มากทีส่ ดุ
4. การจดั นิทรรศการประชาสัมพนั ธ์ 4.66 0.49 มากที่สดุ
5. การตอ่ ยอดการพฒั นาครูต้นแบบเป็นครูวทิ ยากรประจำ 4.55 0.50 มากทส่ี ดุ
ท้องถ่ิน 4.41 0.50 มาก
6. แนวปฏบิ ัติที่ดีเก่ียวข้องกบั โครงการ 4.45 0.50 มาก
7. การนำความรู้ และแนวปฏบิ ัติที่ดีที่ได้จากการเขา้ รว่ ม
4.66 0.49 มากทส่ี ดุ
โครงการ ไปปรับใชใ้ นการปฏิบตั ิงานจริง 4.45 0.51 มาก
8. การนำความรู้ และแนวปฏิบตั ิทีด่ ีท่ีไดจ้ ากการเขา้ ร่วม 4.66 0.49 มากทีส่ ดุ
โครงการไปต่อยอด หรือขยายผลต่อหนว่ ยงานภายนอก 4.55 0.50 มากทส่ี ดุ
9. การนำความรู้ และแนวปฏบิ ตั ิท่ีดีที่ได้จากการเข้ารว่ ม
โครงการไปต่อยอด หรือขยายผลต่อหนว่ ยงานทา่ น
10. การนำความรู้ และแนวปฏิบตั ทิ ดี่ ที ี่ได้จากการเข้ารว่ ม
โครงการไปปรับใช้
รวมเฉลีย่
127
จากตารางท่ี 4.9 พบว่าระดับความคิดเห็นของผู้เข้ารับการอบรมปฏิบัติการท่ีมีต่อ
กระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active
Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
(ภาคเหนือ) ด้านการถอดบทเรียนและจัดทำวีดิทัศน์กลวิธีสอน โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ใน
ระดับมากที่สุด ( X = 4.55, S.D.= 0.50) เมื่อพิจารณาแต่ละรายการพบว่า รายการส่วนใหญ่มีความ
เหมาะสมอย่ใู นระดับมากท่ีสดุ ยกเว้น แนวปฏบิ ัติที่ดีเกี่ยวขอ้ งกับโครงการและการนำความรู้ และแนว
ปฏิบัติที่ดีที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการ ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานจริงและการนำความรู้ และแนว
ปฏิบัติที่ดีที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการไปต่อยอด หรือขยายผลต่อหน่วยงานท่านมีความเหมาะสม
ระดับมาก ( X = 4.41, 4.45, 4.45 S.D.= 0.50, 0.51,0.51) รายการที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ การนำ
ความรู้และแนวปฏบิ ัตทิ ่ีดีทไ่ี ดจ้ ากการเข้าร่วมโครงการไปต่อยอด หรือขยายผลต่อหน่วยงานภายนอก
และ การจัดนิทรรศการประชาสัมพันธ์ ( X = 4.66, S.D.= 0.49) ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยน้อยท่ีสุด
ได้แก่ มีแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวข้องกับโครงการ ( X = 4.41, S.D.= 0.50) รองลงมาได้แก่ การนำความรู้
และแนวปฏบิ ัติที่ดีทีไ่ ด้จากการเขา้ ร่วมโครงการไปปรบั ใช้ในการปฏบิ ตั ิงานจรงิ และการนำความรู้และ
แนวปฏิบัติที่ดีที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการไปต่อยอดหรือขยายผลต่อหน่วยงานท่าน ( X = 4.45,
S.D.= 0.51 และ 0.50 ตามลำดับ) เมื่อพิจารณาค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน พบว่า ผู้เข้ารับการอบรม
ปฏบิ ัตกิ ารมคี วามเห็นสอดคล้องกนั
128
ตารางท่ี 4.10 ความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน (ภาคเหนือ) ด้านประโยชน์ทไี่ ดร้ บั
ขอ้ ความ ระดบั ความคดิ เหน็ ความหมาย
X S.D.
1. ได้พฒั นาขดี ความสามารถของตวั เอง 4.55 0.50 มากทส่ี ุด
2. เพ่มิ ประสิทธิภาพในการการสอน 4.62 0.50 มากที่สุด
3. มีโอกาสในการปรกึ ษาหารือระหวา่ งกัน 4.62 0.49 มากทส่ี ุด
4. ทำใหม้ ีความรู้ความเข้าใจแนวทางในการปฏิบตั ิ 4.45 0.51 มาก
5. ชว่ ยให้มโี อกาสฝกึ ฝนทกั ษะการสอนมากย่ิงข้นึ 4.55 0.51 มากทส่ี ดุ
6. การฝึกอบรมเปน็ การพัฒนาตัวเอง 4.45 0.51 มาก
7. การฝกึ อบรมชว่ ยเปิดโลกทัศน์ ทำใหม้ ีทัศนคตติ ่อ 4.55 0.50 มากทส่ี ุด
การศกึ ษา เน้อื หาความรู้ และนักเรยี นทแ่ี ตกตา่ ง 4.55 0.51 มากท่สี ุด
8. ทำใหก้ ารสอนของครูทันสมัย 4.69 0.48 มากที่สุด
9. ไดม้ ปี ระสบการณ์ในการแกป้ ัญหาร่วมกันโดยใชค้ วามคิด
4.69 0.48 มากทส่ี ุด
อย่างมีเหตุผล 4.57 0.50 มากทสี่ ุด
10. ก่อให้เกดิ ความรสู้ ึกร่วมแรงรว่ มใจ
รวมเฉลีย่
จากตารางที่ 4.10 พบว่าระดับความคิดเห็นของผู้เข้ารับการอบรมปฏิบัติการท่ีมีต่อ
กระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active
Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
(ภาคเหนือ) ด้านประโยชน์ท่ีได้รับ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.57,
S.D.= 0.50) เมื่อพิจารณาแต่ละรายการพบว่ารายการส่วนใหญ่ มีความเหมาะสมอยใู่ นระดับมากท่สี ุด
ยกเวน้ ทำใหม้ ีความรู้ความเข้าใจแนวทางในการปฏิบัตกิ ารฝึกอบรมเป็นการพัฒนาตัวเอง รายการท่มี ี
ค่าเฉลี่ยมากท่ีสุด ได้แก่ ได้มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาร่วมกันโดยใช้ความคิดอย่างมีเหตุผลและ
ก่อให้เกิดความรู้สึกร่วมแรงร่วมใจ ( X = 4.69, S.D.= 0.48) ส่วนรายการที่มีค่าเฉล่ียน้อยที่สุดคือ
ทำให้มีความรู้ความเข้าใจแนวทางในการปฏิบัติการฝึกและอบรมเป็นการพัฒนาตัวเอง ( X = 4.45,
S.D.= 0.51) เม่ือพิจารณาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมปฏิบัติการมีความเห็น
สอดคลอ้ งกัน
129
ระยะที่ 3 แนวทางการนำกระบวนการพัฒนานวตั กรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา
ดว้ ยรปู แบบ Active Learning สำหรบั ครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน (ภาคเหนือ)
จากการสัมภาษณ์ศึกษานิเทศก์ ครูผู้สอน และผู้บริหารสถานศึกษาตามโครงการพัฒนา
นวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและ
บุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนือ) ไปใช้
ในสถานศึกษา พบว่า ศึกษานิเทศก์ ครูผู้สอน และผู้บริหารสถานศึกษา มีความคิดเห็นสอดคล้องกัน
มากที่สุด คือ การกำหนดกลยุทธ์ด้านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning รองลงมาเรียงลำดับ
จากมากไปหาน้อย ได้แก่ การบูรณาการจัดทำแผนพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาระดับ
เขตพ้ืนท่ีและสถานศกึ ษาทสี่ อดคลอ้ งกัน การจัดสรรงบประมาณครอบคลุมการพัฒนาอย่างเปน็ ระบบ
ตั้งแต่ระยะต้นน้ำ ระยะกลางน้ำ และระยะปลายน้ำ การสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญร่วมกับ
มหาวิทยาลัย การสร้างความเข้มแข็งของพ้ืนที่ด้วยเครือข่ายครูต้นแบบ การจัดระบบนิเทศติดตาม
ให้สอดคล้องกบั สภาพสงั คมแบบ New Normal และการเช่อื มโยงการพฒั นาครูและบุคลากรทางการ
ศึกษากบั การส่งเสรมิ วิชาชพี โดยเฉพาะเรือ่ งวทิ ยฐานะ ตามลำดบั
บทท่ี 5
สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
บทน้ีกล่าวถึงความมุ่งหมายของวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล การอภิปรายผล
ขอ้ เสนอแนะ ตามลำดับ
ความมงุ่ หมายของการศกึ ษาคน้ ควา้
1. การศึกษากระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน (ภาคเหนือ)
2. การศึกษาความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน (ภาคเหนือ)
3. แนวทางการนำกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (ภาคเหนือ) ไปใชใ้ นสถานศึกษา
วธิ ีดำเนนิ การวจิ ัย
การศึกษาคร้ังน้ีผู้วิจัยได้ดำเนินการดังนี้ คือ การใช้หลักสูตรการฝึกอบรมการพัฒนา
นวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและ
บคุ ลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนอื ) ด้วยระเบียบ
วิธีวิจัยแบบผสานวิธี ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน โดยการ
เลือกแบบเจาะจง เป็นครูและบุคลากรทางการศึกษาจากสถานศึกษาภาคเหนือจำนวน 10 จังหวัด ๆ ละ
3 โรงเรียน รวมจำนวน 30 โรงเรียน ปีการศึกษา 2563 ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน
100 คน ครูผู้สอน จำนวน 2,000คน ศึกษานิเทศก์ จำนวน 30 คน รวมท้ังส้ิน 2,130 คน และ
คณะทำงานฝ่ายบริหารโครงการกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (ภาคเหนือ) จำนวน 6 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การพรรณนา
วเิ คราะห์เนือ้ หา และการวิเคราะห์ขอ้ มลู โดยหา ค่าเฉลยี่ ค่าส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน
131
สรปุ ผลการวจิ ยั
ระยะท่ี 1 การศึกษากระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน (ภาคเหนอื ) พบวา่
1.1 กระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้วยรูปแบบ
Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพ้ืนฐาน (ภาคเหนือ) พบว่า การสร้างและหาความเท่ียงตรงของรูปแบบ มีกระบวนการ
ประกอบด้วย 1) การหาความต้องการจำเป็นในการพัฒนา 2) การออกแบบและพัฒนา 3) การทดลองใช้
4) การนำไปใช้จรงิ ในสถานศึกษา
1.2 โมเดลการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้วยรูปแบบ
Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ข้ันพื้นฐาน (ภาคเหนือ) พบว่า โมเดลการพัฒนา มีองค์ประกอบ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะต้นน้ำ ระยะ
กลางน้ำ และระยะปลายน้ำ มรี ายละเอยี ด ดงั น้ี
1.2.1 ระยะต้นน้ำ พบว่า มีการการอบรมปฏิบัติการเร่ืองการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือ
ยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning นวัตกรรมครูสู่นวัตกรรม
นักเรียน จำนวน 2 วัน เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ประกอบด้วย 4 Module ที่เน้น Active Learning
ด้วยการคิดขั้นสูงเชิงระบบโดยกระบวนการ GPAS 5 Steps โดยมีครูและบุคลากรเข้ารับการพัฒนา
จำนวน 2,000 คน พบว่า หลักสูตรการฝึกอบรมน้ีมีแนวคิด จุดประสงค์ และโครงสร้างของหลักสูตร
เหมาะสมและสอดคล้องกันในระดับมาก องค์ประกอบของหลักสูตรมีความเหมาะสมสอดคล้องกันใน
ระดับมากทุกโมดูล และจากการจากการตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้ของผู้เข้ารับการอบรม
ปฏิบัตกิ ารก่อนและหลังการฝึกอบรม จำนวน 2,000 คน พบว่า ผูเ้ ขา้ รับการอบรมปฏิบตั ิการสามารถ
ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ได้ถูกต้องเหมาะสมตามรูปแบบ Active Learning ด้วยการคิดข้ันสูง
เชิงระบบตามกระบวนการ GPAS 5 Steps จำนวน 2,000 คน คิดเป็น 100 % และคะแนนทดสอบ
กอ่ น - หลังเรยี น มีคา่ เฉลีย่ สงู ขน้ึ (53.67 – 85.55)
1.2.2 ระยะกลางน้ำ พบว่า มีการนิเทศติดตามแบบ Coaching and Mentoring
โดยใช้ห้องเรียนเป็นฐาน และกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning
Community : PLC) เพื่อให้ครูเป็นต้นแบบในโรงเรียนในการพัฒนาแผนการสอนที่ดี มีการเรียน
การสอนที่ดี และมีนวัตกรรมนักเรียน พบว่า ครูสมัครเข้าพัฒนาระยะกลางน้ำจำนวน 1,000 คน
ได้รับการนิเทศกำกับติดตามแบบ Coaching and Mentoring จำนวน 1,000 คน ได้นวัตกรรมครู
จำนวน 1,000 ผลงานและนวัตกรรมนักเรียน จำนวน 1,000 นวัตกรรม ครูต้นแบบห้องเรียน 3 ดี
ได้แก่ แผนการสอนดี ครสู อนดแี ละนักเรยี นคุณภาพดี จำนวน 1,000 คน คิดเป็น 100 % ทกุ รายการ
132
1.2.3 ระยะปลายน้ำ พบว่า มีการถอดบทเรียนกลวิธสี อน Active Learning ดว้ ยการ
คิดขั้นสูงเชิงระบบตามกระบวนการ GPAS 5 Steps ไดค้ รูวิทยากรท้องถนิ่ จำนวน 100 คน ผลิตเป็น
ส่ือวิดิทัศน์กลวิธีสอน จำนวน 500 g และจัดนิทรรศการประกาศนโยบายการพลิกโฉมการศึกษา
“นวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียน” จำนวน 1 วัน ประกอบด้วย พิธีเปิด ประกาศนโยบายโดย
ผู้บริหารระดับสูง การนำเสนอนวัตกรรมนักเรียนในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค การเสวนา และการ
นำเสนอกลวธิ สี อน
ระยะท่ี 2 ศึกษาความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการ
พัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา
สงั กัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน (ภาคเหนือ) พบวา่
2.1 ระดับความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน (ภาคเหนือ) โดยรวมมคี วามเหมาะสมระดับมากทสี่ ุด ( X = 4.57)
เมือ่ พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น พบวา่ ดา้ นทมี่ คี วามเหมาะสมระดบั มากท่ีสุด เรียงลำดบั จากค่าเฉล่ยี มากไป
หาน้อย ดังนี้ ด้านการนิเทศ กำกับติดตาม ( X = 4.62) และด้านประโยชน์ท่ีได้รับ ( X = 4.57)
ตามลำดับ ส่วนด้านท่ีมีความเหมาะสมระดับมากท่ีสุด เรียงลำดับจากค่าเฉล่ียมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้าน
การถอดบทเรียนและจัดทำวีดิทัศน์กลวิธีสอน ( X = 4.55) และด้านอบรมปฏิบัติการ ( X = 4.54)
ตามลำดบั เม่อื พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า
2.1.1 ระดับความคิดเห็นของผู้เข้ารับการอบรมปฏิบัติการท่ีมีต่อการฝึกอบรม
กระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active
Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน
(ภาคเหนือ) ด้านการอบรมปฏิบัติการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากท่ีสุด (X = 4.54,
S.D.= 0.50) เมื่อพิจารณาแต่ละรายการพบว่าส่วนใหญ่มคี วามเหมาะสมอยู่ในระดับมากทส่ี ุด ยกเว้น การ
วัดและประเมินผลหา และกิจกรรมท่ีจัดเหมาะสมกับเวลามีความเหมาะสมระดับมาก รายการท่ีมี
ค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ เนื้อหา รูปแบบกิจกรรม การลงมือปฏิบัติ โมดูลท่ี 2 ( X = 4.66, S.D.= 0.48)
รองลงมาได้แก่ รูปแบบกจิ กรรม การลงมือปฏิบัติ โมดลู ท่ี 1 ( X = 4.59, S.D.= 0.50) และความรู้ทไ่ี ด้
สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง ( X = 4.59, S.D.= 0.50) ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยน้อย
ท่ีสุด คือ การวัดและประเมินผล ( X = 4.45, S.D.= 0.51) รองลงมาได้แก่ กิจกรรมท่ีจัดเหมาะสมกับ
เวลา ( X = 4.48, S.D.= 0.51) เม่ือพิจารณาค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมมี
ความเห็นสอดคล้องกนั
2.1.2 ระดับความคิดเห็นของผู้เข้ารับการอบรมปฏิบัติการที่มีต่อการฝึกอบรม
กระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active
133
Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(ภาคเหนือ) ด้านการนิเทศกำกับติดตาม โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (X = 4.62,
S.D.= 0.49) เมื่อพิจารณาแต่ละรายการพบว่าทุกรายการมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด รายการ
ที่มีค่าเฉล่ียมากท่ีสุด คือ ช่วยให้ครูได้แนวคิดใหม่ ๆ พัฒนาสื่อและการประเมินผล (X = 4.76, S.D.=
0.45) รองลงมาได้แก่ ช่วยสร้างครูเป็นครูต้นแบบพร้อมเป็นผู้นำในสถานศึกษา ( X = 4.72, S.D.=
0.47) ช่วยส่งเสริมความสามารถด้านการวิเคราะห์ปัญหา และสาเหตุของปัญหา โดยกระบวนการ
PLC.และชว่ ยให้ครูพัฒนาแผนจัดการเรียนรทู้ ่ดี ี (X = 4.66, S.D. = 0.49, 0.48 ตามลำดับ) ส่วนรายการ
ทม่ี ีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ชว่ ยยกระดับผลงานนักเรียนเป็นนวัตกรรมนักเรียน ส่งเสริมความสามารถ
ด้านการพัฒนานวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียน ช่วยกระตุ้นครูให้เสาะแสวงหากลวิธี ตามขั้นตอน
ของ GPAS 5 Steps และช่วยพัฒนาครูให้สามารถพัฒนาห้องเรียน 3 ดี ได้แก่ แผนจัดการเรียนรู้ที่ดี
จัดการสอนดีและพัฒนาคุณภาพเด็ก ( X = 4.55, S.D.= 0.51, 0.50, 0.50 และ 0.51 ตามลำดับ)
เมอื่ พจิ ารณาคา่ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน พบว่า ผู้เขา้ รับการอบรมมีความเห็นสอดคล้องกัน
2.1.3 ระดับความคิดเห็นของผู้เข้ารับการอบรมปฏิบัติการท่ีมีต่อกระบวนการพัฒนา
นวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและ
บุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (ภาคเหนือ) ด้านการ
ถอดบทเรียนและจัดทำวีดิทัศน์กลวิธีสอน โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากท่ีสุด ( X =
4.55, S.D.= 0.50) เมื่อพิจารณาแต่ละรายการพบว่า รายการส่วนใหญ่มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก
ท่ีสุด ยกเว้น แนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวข้องกับโครงการและการนำความรู้ และแนวปฏิบัติท่ีดีที่ได้จากการ
เขา้ รว่ มโครงการ ไปปรับใชใ้ นการปฏิบตั งิ านจรงิ และการนำความรู้ และแนวปฏบิ ัติทดี่ ที ไ่ี ด้จากการเข้า
รว่ มโครงการไปต่อยอด หรือขยายผลต่อหน่วยงานท่านมีความเหมาะสมระดับมาก ( X = 4.41, 4.45,
4.45 S.D.= 0.50, 0.51,0.51) รายการที่มคี ่าเฉลย่ี มากท่สี ุด ไดแ้ ก่ การนำความรู้และแนวปฏิบตั ทิ ่ีดีท่ีได้
จากการเข้าร่วมโครงการไปต่อยอด หรือขยายผลต่อหน่วยงานภายนอก และ การจัดนิทรรศการ
ประชาสัมพันธ์ ( X = 4.66, S.D.= 0.49) ส่วนรายการท่ีมีค่าเฉลี่ยน้อยท่ีสุด ได้แก่ มีแนวปฏิบัติท่ีดี
เกี่ยวขอ้ งกับโครงการ ( X = 4.41, S.D.= 0.50) รองลงมาได้แก่ การนำความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีที่ได้
จากการเข้าร่วมโครงการไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานจรงิ และการนำความรู้และแนวปฏิบัติทด่ี ที ี่ได้จาก
การเข้าร่วมโครงการไปต่อยอดหรือขยายผลต่อหน่วยงานท่าน ( X = 4.45, S.D.= 0.51 และ 0.50
ตามลำดับ) เม่ือพิจารณาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมปฏิบัติการมีความเห็น
สอดคล้องกนั
2.1.4 ระดับความคิดเห็นของผู้เข้ารับการอบรมปฏิบัติการท่ีมีต่อกระบวนการพัฒนา
นวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและ
บุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (ภาคเหนือ)
134
ด้านประโยชน์ท่ีได้รับ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากท่ีสุด ( X = 4.57, S.D.= 0.50)
เม่ือพิจารณาแต่ละรายการพบว่ารายการส่วนใหญ่ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากท่ีสุด ยกเว้น
ทำให้มีความรู้ความเข้าใจแนวทางในการปฏบิ ตั ิการฝึกอบรมเป็นการพฒั นาตัวเอง รายการทีม่ ีค่าเฉล่ีย
มากท่ีสุด ได้แก่ ได้มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาร่วมกันโดยใช้ความคิดอย่างมีเหตุผลและก่อให้เกิด
ความรู้สึกร่วมแรงร่วมใจ ( X = 4.69, S.D.= 0.48) ส่วนรายการที่มีค่าเฉล่ียน้อยท่ีสุดคือ
ทำให้มีความรู้ความเข้าใจแนวทางในการปฏิบัติการฝึกและอบรมเป็นการพัฒนาตัวเอง ( X = 4.45,
S.D.= 0.51) เม่ือพิจารณาค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมปฏิบัติการมีความเห็น
สอดคลอ้ งกนั
ระยะท่ี 3 แนวทางการนำกระบวนการพัฒนานวตั กรรมเพือ่ ยกระดับการพฒั นาคณุ ภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน (ภาคเหนือ) ไปใช้ประโยชน์
แนวทางการนำกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (ภาคเหนือ) ไปใช้ในสถานศึกษา จากการสัมภาษณ์ศึกษานิเทศก์ ครูผสู้ อน และ
ผู้บ ริห ารต าม โค รงก ารพั ฒ น าน วัต ก รรม เพ่ื อย ก ระดั บ ก ารพั ฒ น าคุ ณ ภ าพ ก ารศึ ก ษ า
ด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (ภาคเหนือ) ไปใช้ในสถานศึกษา พบว่า ศึกษานิเทศก์ ครูผู้สอน และผู้บริหาร
มีความคิดเห็นสอดคล้องกันมากที่สุด คือ การกำหนดกลยุทธ์ด้านการจัดการเรียนรู้แบบ Active
Learning รองลงมาเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้แก่ การบูรณาการจัดทำแผนพัฒนาครูและ
บคุ ลากร ระดับเขตพ้ืนที่และสถานศึกษาท่ีสอดคล้องกัน การจัดสรรงบประมาณครอบคลมุ การพัฒนา
อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระยะต้นน้ำ ระยะกลางน้ำ และระยะปลายน้ำ การสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ
ร่วมกับมหาวิทยาลัย การสร้างความเข้มแข็งของพื้นที่ด้วยเครือข่ายครูต้นแบบ การจัดระบบนิเทศ
ติดตามให้สอดคล้องกบั สภาพสังคมแบบ New Normal และการเชื่อมโยงการพัฒนาครูและบุคลากร
กับการสง่ เสริมวชิ าชีพโดยเฉพาะเร่ืองวทิ ยฐานะ ตามลำดับ
อภปิ รายผล
จากผลการวิจัยเร่ืองการดำเนินโครงการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน (ภาคเหนือ) ผ้วู จิ ยั เหน็ วา่ มปี ระเด็นทคี่ วรนำมาอภิปราย ดังนี้
1. กระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ
Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
135
ขั้นพน้ื ฐาน (ภาคเหนือ) ประกอบด้วย 3 ระยะ ไดแ้ ก่ ระยะตน้ น้ำ ดำเนินการฝึกอบรมครูดว้ ยหลักสตู ร
การฝึกอบรมปฏิบัติการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ
Active Learning นวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียนที่ผ่านกระบวนการหาประสิทธิภาพโดย
ผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ท่ีมีความเหมาะสมมากท่ีสุดทุก Module ระยะกลางน้ำ ได้แก่ การนิเทศติดตาม
แบบ Coaching and Mentoring โดยใช้ห้องเรียนเป็นฐาน และกระบวนการชุมชนการเรียนรู้
ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ครูสามารถจัดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี
และระยะปลายน้ำ การนำเสนอผลพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วย
รูปแบบ Active Learning นวตั กรรมครสู ู่นวตั กรรมนกั เรียน ครูสามารถถ่ายทำคลิปการจดั การเรียนรู้
ได้อย่างเหมาะสม และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านทางออนไลน์ ทั้งน้ีน่าจะเป็นเพราะว่า ผู้วิจัย
ได้สร้างหลักสูตรการฝึกอบรมท่ีมีประสิทธิภาพและเหมาะสมให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรม และมีการ
ติดตามนิเทศในระหว่างการจดั การเรียนรู้หลังการฝึกอบรม ตลอดจนครูมีความพยายามที่จะปรับปรุง
การจัดการเรียนรู้เพ่ือนำเสนอผลการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เข้ารับการอบรมและบุคลากรท่ีเกี่ยวข้อง
ดังนั้น โครงการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active
Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน
(ภาคเหนอื ) ซงึ่ ถกู สร้างและพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพและบริบทของสถานศึกษาเพ่ือนำไปใช้ในการ
พัฒนาครูผู้สอนให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาการเรียนการสอนของครู ให้สามารถพัฒนานวัตกรรม
ของครูสู่นักเรียนได้เป็นอย่างดี ครูและนักเรียนสามารถนำไปต่อยอดความคิดในด้านต่าง ๆ ท่ีครูและ
นักเรียนเกิดความสนใจโดยใช้หลักการและแนวคิดที่ได้จากหลักสูตร การพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับ
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา
สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (ภาคเหนือ) มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประยชน์
ตอ่ ตนเองและสังคมอยางดี เนอ่ื งจากจากหลักสูตรได้รับการพัฒนาและปรับปรุงแก้ไขแล้ว ครูสามารถ
นำไปใช้ในการวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการ
จัดการเรียนรู้ในรูปแบบอื่น ๆ ที่จะส่งผลต่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครูและความสามารถในการ
เรียนรู้ของนกั เรยี น
2. ความเหมาะสมของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ภาคเหนือ) พบว่า โดยรวมมีความเหมาะสมระดับมากท่ีสุด
โดยด้านที่มีความเหมาะสมระดับมากท่ีสุด ด้านการนิเทศ กำกับติดตาม ด้านประโยชน์ท่ีได้รับ
ดา้ นการถอดบทเรียนและจัดทำวีดิทัศน์กลวิธีสอน และด้านอบรมปฏิบัติการ ท้ังนี้น่าจะเป็นเพราะว่า
กระบวนการพัฒนาสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้สอนได้เป็นอย่างดี เป็นกระบวนการ
พัฒนาที่มีระบบ ทั้งการให้ความรู้ นิเทศ ติดตามการจัดการเรียนรู้ในทุกระดับ การท่ีครูมีความรู้
136
ความเข้าใจเป็นเครอื่ งช้ีว่าการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ
Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ข้ันพ้ืนฐาน (ภาคเหนือ) ประสิทธิผลในด้านการสร้างให้ครูเกิดทักษะท่ีจะนำไปใช้ในการจัดการเรียน
การสอนโดยใช้รูปแบบ Active Learning ภายในโรงเรียนได้ และเขียนแผนการจัดการเรียนรู้
ท่ีส่งเสริมการใช้รูปแบบ Active Learning ในระดับท่ีน่าพอใจ และหลักสูตรนี้จัดอบรมครูที่เป็น
ครผู ู้สอนท่ีสนใจการใช้รูปแบบ Active Learning โดยตรงทำให้ครูมีความรู้พื้นเดิมอยู่แล้ว และอาจมี
ประสบการณ์ตรงท่ีมีความรู้ความเข้าใจอยู่บ้างแล้ว ดังนั้น ครูท่ีเข้ารับการอบรมจึงมีความรู้เดิม
เพียงแต่เข้ามาอบรมเพ่ือเพิ่มพูนประสบการณ์จากความรู้เดิม แลกเปล่ียนประสบการณ์สอนซึ่งกันและกัน
ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ผูว้ จิ ัยจัดให้ครูผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ฝกึ ปฏบิ ัตติ ามข้ันตอนต้ังแต่การกำหนด
วัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม เนื้อหาในการฝึกอบรมมีทั้งความรู้ความเข้าใจและการนำไปใช้ในการ
ปฏิบัติการสอน รวมท้ังบทบาทผู้เข้ารับการฝึกอบรมในการปฏิบัติเป็นกลุ่ม และรายบุคคลผ่านกิจกรรม
ทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ความเข้าใจอย่างชัดเจน ครูสามารถนำเอาแนวคิด กระบวนการ
และรูปแบบการสอนและการจัดกิจกรรมไปออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนมีความเข้าใจ
ในรูปแบบ Active Learning ซ่ึงสอดคล้องกับ ชูชัย สมิทธิไกร (2558) ที่กล่าวว่า หลักการฝึกอบรม
เพื่อพัฒนาบุคลากรให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นระบบต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพ่ือส่งเสริมและ
สนับสนุนให้บุคลากรได้รับการพัฒนาและปรับปรุงให้ตนเองมีทักษะความรู้และความสามารถในการ
ปฏิบัติงานได้อย่างเต็มศกั ยภาพ และสง่ ผลให้การปฏบิ ัติงานของครูผู้สอนได้มีการปรับปรุงและพัฒนา
นวัตกรรมทางการสอนใหม่ขึ้นมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ Gaytan
(2000) ที่กล่าวว่าเทคโนโลยีส่ือประสมมีความสำคัญและให้ผลเชิงบวกต่อการสอนและการเรียนรู้
และนักศึกษามีเจตคติท่ีดีต่อการบูรณาการเทคโนโลยีสื่อประสมมาใช้ในการสร้างเสริมประสบการณ์
ในห้องเรียน เพื่อม่งุ เน้นให้ผู้เรยี นเกิดทักษะและกระบวนการต่าง ๆ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้ันพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้นด้วย และสามารถเป็นแบบอย่างให้กับ
สถานศึกษาในสังกัดอ่ืนได้ โดยที่สามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของสถานศึกษา ตลอดจน
รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีความคล้ายคลึงกัน แต่เปล่ียนเนื้อหาบางส่วนก็สามารถ
นำไปปรับประยุกต์ แนวคิดดังกลา่ วมีความสอดคล้องกับ สมพร หลิมเจริญ (2552) ได้วิจัยการพัฒนา
หลักสูตรเสริมเพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สําหรับนักเรียนช่วงชั้นท่ี 2 และประเมินประสิทธิภาพ
ของหลักสูตรและประเมินประสิทธิภาพของหลักสูตรเสริมโดยมีข้ันตอนดำเนินการ 4 ข้ันตอน คือ
ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเพ่ือเป็นแนวทางการพัฒนาหลักสูตร ขั้นตอนท่ี 2
การพัฒนาหลักสูตรและประเมินคุณภาพของหลักสูตรโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ข้ันตอนที่ 3 การตรวจสอบ
ประสทิ ธิภาพของหลักสูตร และข้ันตอนท่ี 4 การประเมนิ ผลและปรับปรุงหลกั สูตร ผลการดำเนินการ
ได้องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ท่ีส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ ประกอบด้วย
137
คุณลักษณะ 2 มิติคือ 1) มิติด้านการคิด ได้แก่ ความคิดคล่องแคล่ว ความคิดยืดหยุ่น ความคิดริเร่ิม
2) มิติด้านจิตใจและบุคลิกภาพ ได้แก่ ความอยากรู้อยากเห็น และความเชื่อม่ันในตนเอง หลักสูตร
เสริมนี้ไม่ยึดเนื้อหาเป็นหลัก (Content Free) มีสาระสำคัญประกอบด้วย แนวคิด หลักการ
วัตถุประสงค์ โครงสร้างของหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ส่ือการเรียนรู้ และการวัดและ
ประเมินผล ในการพัฒนาเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ทั้งสองมิติ ผู้วิจัยได้นําหลักสูตรเป็น
แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยมีโครงสร้างเน้ือหา 4 หน่วยการเรียนรู้ และใช้ระยะเวลารวม
ท้ังส้ิน 12 ช่ัวโมง กิจกรรมหลักที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ใช้เทคนิคการระดมสมองและกิจกรรม
การสอน Active Learning การตรวจสอบประสทิ ธภิ าพของหลักสตู ร ใช้วธิ ีการให้ผูเ้ ชย่ี วชาญประเมิน
ความเหมาะสม การประเมินหลักสูตรพบว่ามีประสิทธิภาพ หลังการตรวจสอบผู้วิจัยได้ดําเนินการ
ปรับปรุงแผนการสอน ด้านระยะเวลา และด้านภาษาบางหน่วยเพ่ือให้เหมาะสมยิ่งขี้น และจัดทำเป็น
หลักสูตรฉบับสมบูรณ์ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาครูในเร่ืองอื่น ๆ ท่ีเหมาะสม
และตรงตามความตอ้ งการของผ้เู ขา้ รบั การอบรม
3. แนวทางการนำกระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (ภาคเหนือ) ไปใช้ในสถานศึกษา พบว่า ศึกษานิเทศก์ ครูผู้สอน
และผู้บริหาร มีความคิดเห็นสอดคล้องกันมากท่ีสุด คือ การกำหนดกลยุทธ์ด้านการจัดการเรียนรู้
แบบ Active Learning รองลงมาเรยี งลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ การบูรณาการจัดทำแผนพัฒนา
ครูและบุคลากรระดับเขตพื้นที่และสถานศึกษาที่สอดคล้องกัน การจัดสรรงบประมาณครอบคลุม
การพัฒนาอย่างเป็นระบบ ต้ังแต่ระยะต้นน้ำ ระยะกลางน้ำ และระยะปลายน้ำ การสร้างเครือข่าย
ผู้เชี่ยวชาญร่วมกับมหาวิทยาลัย การสร้างความเข้มแข็งของพื้นท่ีด้วยเครือข่ายครูต้นแบบ
การจัดระบบนิเทศติดตามให้สอดคล้องกับสภาพสังคมแบบ New Normal และการเชื่อมโยงการ
พัฒนาครูและบุคลากรกับการส่งเสริมวิชาชีพโดยเฉพาะเรื่องวิทยฐานะ ตามลำดับ น่าจะเป็น
ประโยชน์ต่อผู้ดำเนินการฝึกอบรมในการสร้างบรรยากาศให้ผู้เข้ารบั การฝึกอบรม มีความสนใจในการ
เรียนรู้เพื่อให้ได้ความรู้อย่างเต็มท่ี ตลอดจนการคัดเลือกผู้เข้ารับการอบรมจะต้องดำเนินการ
อย่างรอบคอบ คัดเลือกผู้มีความต้ังใจจริงในการที่จะพัฒนาตนเอง น่าจะเป็นประโยชน์ต่อ
ผู้ดำเนินการฝึกอบรมที่นำหลักสูตรการฝึกอบรมน้ีไปใช้ได้มีการปรับเนื้อหาให้ง่ายขึ้นโดยการ
ยกตวั อย่างประกอบให้เหมาะสมตอ่ ไป
ข้อเสนอแนะ
1. ชุดฝึกอบรมน้ีได้ผ่านกระบวนการทดลองอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ สามารถ
นำไปใชก้ ารฝึกอบรมครูอ่นื ๆ ไดด้ ี เพือ่ ให้สอดคลอ้ งกับการจัดการเรียนรูใ้ นศตวรรษท่ี 21
138
2. การจัดการฝึกอบรมควรคัดเลือกบุคคลท่ีมีความต้องการพัฒนาตนเองก่อนเพ่ือจะได้
เกิดผลเต็มท่ี
3. หลังจากการอบรมเสร็จแล้วต้องมีการติดตามผลการดำเนินการเพ่ือจะได้มีการนำไปใช้จริง
ตอ่ ไป
4. ชุดฝึกอบรมนี้สามารถให้ครูศึกษาได้ด้วยตนเอง และปฏิบัติกิจกรรมตามที่กำหนดในแต่ละ
Module เพ่ือลดภาระในการจัดฝึกอบรมในระดบั ตา่ ง ๆ
บรรณานุกรม
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2552. บทบาทของครใู นการเรียนรแู้ บบ Active Learning.
เขา้ ถงึ เมอื่ 9 มิถนุ ายน 2563. เข้าถงึ ได้จาก :
http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=12972&Key.
กานต์ธรี า ปัญจะทองคาํ . (2557). การพฒั นาหลักสตู รฝึกอบรมภาวะผนู้ าํ สำหรบั นกั เรียน
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย. วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสตู ร
และการสอน. มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเทพสตรี.
กิดานันท์ มลทิ อง. (2536). เทคโนโลยกี ารศึกษาร่วมสมัย. (พมิ พค์ รั้งท่ี2). กรงุ เทพฯ :
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จรรยา ดาสา. (2552). 15 เทคนคิ ในการจัดการเรียนรู้ทเี่ นั้นการเรียนเชงิ รกุ . นิตยสาร สสวท,
36(163): 72-76.
จนั ทรา แซ่ลวิ่ . (2561). การจัดการเรยี นรแู้ บบเชิงรุก (Active learning) ในรายวชิ าการ
พัฒนา
ทกั ษะการคิดสำหรับเด็กปฐมวัย. โครงการวจิ ยั ที่ไดร้ ับทนุ สนบั สนนุ การวิจัยจากกองทุน
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏเชียงใหม่ ปงี บประมาณ พ.ศ. 2560-2561.
จนั ทิมา แสงเลิศอุทัย. (2550). การพฒั นาหลกั สูตรเสรมิ เพ่ือเสรมิ สร้างสมรรถภาพทางดา้ น
เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สาร (ICT) สําหรบั นกั ศึกษาวิชาชีพครู.
ปริญญาดุษฎีบัณฑติ . มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
จติ ณรงค์ เอีย่ มสำอางค์. (2558). Active Learning แนวทางการจัดการเรยี นร้สู ำหรบั ผูเ้ รยี น
ใน
ยคุ ศตวรรษที่ 21. เข้าถึงเม่ือ 9 มีนาคม 2563. เข้าถึงได้จาก :
http://chitnarongactivelearning.blogspot.com
จุฑามาศ เพม่ิ พนู เจริญยศ. (2561). การพัฒนาการจดั การเรียนรเู้ ชิงรกุ ผา่ นห้องเรยี นอจั ฉริยะ
สำหรบั นักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลไทรโยค.
สารนิพนธ์วทิ ยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าเทคโนโลยีสารสนเทศ. มหาวิทยาลัยศรีปทุม.
ชม ภูมิภาค. (2524). เทคโนโลยีทางการสอนและการศึกษา. กรงุ เทพฯ : ประสานมิตร.
ชรินทร ชะเอมเทส. (2561). การใชร้ ปู แบบการสอน Active Learning เพอื่ พัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวชิ าการบัญชีบรหิ ารสำหรับผู้เรยี นระดับ ปวส. 2 สาขาการบญั ชี.
กรุงเทพฯ : วทิ ยาลัยอาชวี ศึกษาสันติราษฎร์ ในพระอุปถัมภ์ฯ.
ชชู ยั สมิทธไกร. (2558). การฝึกอบรมบุคลากรในองค์การ. กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .