The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียนสมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิจัยในชั้นเรียน

วิจัยในชั้นเรียนสมบูรณ์

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย โดยใช้กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ณิชาภัทร อักษรเสือ วิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา ๒๕๖๖


การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี นางสาวณิชาภัทร อักษรเสือ ๖๒๑๐๐๑๐๑๒๓๒ วิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา ๒๕๖๖


เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวณิชาภัทร อักษรเสือ อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.ดร.กมลมาลย์ รักศรีอักษร ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต (ภาษาไทย) ปีการศึกษา ๒๕๖๖ อาจารย์ควบคุมการวิจัยในชั้นเรียน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อนุมัติให้ นับงานวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต ................................................................อาจารย์ที่ปรึกษา (นางกมลมาลย์ รักศรีอักษร) ..........................................................................ครูพี่เลี้ยง (นางมะยุรี บุญเรือง)


ก เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวณิชาภัทร อักษรเสือ อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.ดร.กมลมาลย์ รักศรีอักษร ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต (ภาษาไทย) ปีการศึกษา ๒๕๖๖ บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด ร่วมกับ แผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบแบบ ความคิดรวบยอด ร่วมกับแผนผังความคิด ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ และเพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๒ โดยใช้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบแบบความคิดรวบยอด ร่วมกับแผนผัง ความคิด ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน ผลการวิจัยวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำภาษาต่างประเทศใน ภาษาไทย โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี พบว่านักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ มีคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ ๗ คิดเป็นร้อยละ ๓๔.๑๓ โดยมี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๒.๒๑ ส่วนคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนที่ได้จากการทำแบบฝึกทักษะ เท่ากับ ๔๖ คิดเป็นร้อยละ ๙๒.๐๖ และได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนจากการทำแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับ ๑๗ คิดเป็นร้อยละ ๘๕.๕๑ และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๑.๕๗ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ที่ได้ตั้งไว้ ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง คำภาษาต่างประเทศใน ภาษาไทย โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๒ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบแบบความคิดรวบยอด ร่วมกับแผนผัง ความคิด โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีพบว่า ผู้เรียนได้คะแนนเฉลี่ย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน เท่ากับ ๗ คิดเป็นร้อยละ ๓๔.๑๓ และได้คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ หลังเรียน เท่ากับ ๑๗ คิดเป็นร้อยละ ๘๕.๕๑ สรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


ข กิตติกรรมประกาศ การวิจัยภายในชั้นเรียน เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย โดยใช้กระบวนการความคิดรวบยอด ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ในครั้งนี้ สำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากความเพียรพยายามของผู้วิจัย อีกทั้งได้รับความอนุเคราะห์ จากบุคคลต่างๆ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง ขอขอบพระคุณ อาจารย์กมลมาลย์ รักศรีอักษร อาจารย์นิเทศผู้ให้คำปรึกษาและแนะนำแนว ทางการแก้ไข ปรับปรุงงานวิจัย เพื่อให้วิจัยฉบับนี้มีความสมบูรณ์ขึ้นตามลำดับ รวมถึงให้กำลังใจ และเอาใสใจผู้วิจัยด้วยดีเสมอมา จนกระทั่งวิจัยเล่มนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดีขอขอบพระคุณ คุณครู มะยุรี บุญเรือง ครูพี่เลี้ยง คุณครูจริยา แสงตัน ครูผู้สอนรายวิชาภาษาไทย และคุณครูอรนุช ศรีหริ่ง หัวหน้ากลุ่มสาระภาษาไทย ที่กรุณาตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและให้ข้อเสนอแนะที่เป็น ประโยชน์และมีคุณค่าต่อการทำวิจัยครั้งนี้อย่างดียิ่ง ขอขอบพระคุณคณะผู้บริหารและคณะครู โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ที่ให้ความร่วมมือเป็น อย่างดีในการเก็บรวบรวมข้อมูล และการทดลองใช้เครื่องมือวิจัย รวมถึงนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๒/๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ที่ให้ความร่วมมือในการศึกษาวิจัย ท้ายนี้ขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่คอยดูแลและให้การสนับสนุนในการวิจัยครั้งนี้ ทั้งให้ความช่วยเหลือในด้านทุนทรัพย์ ขอเสนอแนะด้านต่างๆ ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้และมีส่วนช่วย ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ณิชาภัทร อักษรเสือ


ค สารบัญ เรื่อง หน้า บทที่ ๑ บทนำ...........................................................................................................................๑ ๑. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา....................................................................................๑ ๒. วัตถุประสงค์ของการวิจัย...........................................................................................................๓ ๓. สมมติฐานของการวิจัย...............................................................................................................๔ ๔. ขอบเขตการวิจัย........................................................................................................................๔ ๕. นิยามศัพท์เฉพาะ.......................................................................................................................๕ ๖. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย.....................................................................................๖ บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง....................................................................................๗ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.๒๕๕๑ ...................................๗ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย..............................................................๑๒ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด...........................................................๑๙ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผนผังความคิด.........................................................................................๓๖ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.......................................................................................................................๔๐ บทที่ ๓ วิธีดำเนินการวิจัย......................................................................................................๔๓ ๑. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง.....................................................................................................๔๓ ๒. แบบแผนการวิจัย....................................................................................................................๔๓ ๓. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..........................................................................................................๔๔ ๔. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ..........................................................................................๔๔ ๕. การเก็บรวบรวมข้อมูล............................................................................................................๔๗ ๖. การวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................................................๔๘ ๗. สถิติที่ใช้ในการวิจัย.................................................................................................................๔๙ บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...............................................................................................๕๓ ๑. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................๕๓ ๒. ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................๕๔


ง ๓. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.............................................................................................................๕๔ บทที่ ๕ สรุปผล และอภิปรายผล............................................................................................๖๑ ๑. วัตถุประสงค์ของการวิจัย........................................................................................................๖๑ ๒. สมมติฐานการวิจัย..................................................................................................................๖๑ ๓. สรุปผลการวิจัย.......................................................................................................................๖๑ ๔. อภิปรายผลการวิจัย................................................................................................................๖๒ ๕. ข้อเสนอแนะ...........................................................................................................................๖๖ บรรณานุกรม .........................................................................................................................๖๗ ภาคผนวก..............................................................................................................................๗๐ ภาคผนวก ก แผนการจัดการเรียนรู้..............................................................................................71 ภาคผนวก ข แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน.................................................................136 ภาคผนวก ค ข้อมูลแสดงความสอดคล้องของเครื่องมือ............................................................ ๑๔๓ ภาคผนวก ง หนังสือแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ..................................................................................... ๑๕๑ ภาคผนวก จ ภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้...........................................................................ศศศศ ภาคผนวก ฉ ผลงานนักเรียน .................................................................................................... ๑๖๑ ภาคผนวก ช ประวัติผู้วิจัย........................................................................................................ ๑๗๐


จ สารบัญภาพ ภาพประกอบที่ หน้า ภาพประกอบที่ ๑ กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด...................................................................๒๕ ภาพประกอบที่ ๒ ตัวอย่างกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด......................................................๒๕ ภาพประกอบที่ ๓ คงามสัมพันธ์ระหว่างความจริง ความคิดรวบยอด และข้อสรุป..........................๓๐ ภาพประกอบที่ ๔ นักเรียนทำใบงานเรื่องคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย................................ ๑๕๙ ภาพประกอบที่ ๕ นักเรียนทำใบงานเรื่องคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย................................ ๑๕๙ ภาพประกอบที่ ๖ นักเรียนทำใบงานเรื่องคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย................................ ๑๖๐ ภาพประกอบที่ ๗ นักเรียนทำใบงานเรื่องคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย................................ ๑๖๐ ภาพประกอบที่ ๘ ผลงานนักเรียนสรุปคำภาษาเขมรในภาไทย.................................................... ๑๖๖ ภาพประกอบที่ ๙ ผลงานนักเรียนสรุปคำภาษาเขมรในภาไทย.................................................... ๑๖๖ ภาพประกอบที่ ๑๐ ผลงานนักเรียนสรุปคำภาษาเขมรในภาไทย................................................. ๑๖๗ ภาพประกอบที่ ๑๑ ผลงานนักเรียนสรุปคำภาษาจีนในภาษาไทย................................................ ๑๖๗ ภาพประกอบที่ ๑๒ ผลงานนักเรียนเรื่องคำไทยแท้...................................................................... ๑๖๘ ภาพประกอบที่ ๑๓ ผลงานนักเรียนเรื่องคำไทยแท้...................................................................... ๑๖๘ ภาพประกอบที่ ๑๔ ประวัติผู้จัดทำ.............................................................................................. ๑๗๐


ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า ตารางที่ ๑ มาตรฐานชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒......................................................................................๑๒ ตารางที่ ๒ รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน .......................................................................................................๔๓ ตารางที่ ๓ แบบแผนการวิจัยจำแนกตามตัวแปรตาม......................................................................๔๔ ตารางที่ ๔ ตารางแสดงคะแนนก่อนเรียน คะแนนระหว่างเรียน และคะแนนหลังเรียนวิชาภาษาไทย.................................................................................................๕๖ ตารางที่ ๕ ตารางแสดงประสิทธิภาพของผลการจัดการเรียน .........................................................๕๖ ตารางที่ ๖ ตารางแสดงผลรวมคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละของคะแนนก่อนเรียน และหลังเรียน..............................................................................๕๘ ตารางที่ ๗ ตารางแสดงค่าดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู้ของการจัดการเรียน.................................๕๙ ตารางที่ ๘ ตารางแสดงคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบไม่อิสระ และระดับนัยสำคัญทางสถิติของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน..........................................๕๙


๑ บทที่ ๑ บทนำ ๑. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารของมนุษย์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงความคิด ความรู้สึกของผู้พูดให้ผู้อื่นเข้าใจ นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารภาษายังเป็นเครื่องมือในการ เรียนรู้และพัฒนาความคิดของมนุษย์ ที่สำคัญภาษาเป็นสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์มีความ เข้าใจซึ่งกันและกัน ได้ดังคำกล่าวที่ว่า “ภาษา ใช้ทำความเข้าใจกันระหว่างผู้พูดและผู้ฟังให้เข้าใจตรงกันได้” (ประสิทธิ์กาพย์กลอน, ๒๕๓๕: ๕) ภาษาเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของไทยที่มีการถ่ายทอด หยิบยืม และเปลี่ยนแปลงไปตาม กาลเวลา เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป การติดต่อสื่อสารกับต่างชาติมีมาขึ้น ภาษาไทยจึงมีการ เปลี่ยนแปลงตามเวลา ดังนั้นภาษาไทยจึงมีการยืมภาษาต่างชาติเข้ามาใช้ เนื่องจากคำบางคำยังไม่มี บัญญัติคำนั้นไว้ในภาษาไทย ไม่สามารถหาคำศัพท์ในภาษาไทยที่มีอยู่มาเรียกสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคม ได้ เป็นผลให้เกิดสภาพบังคับที่ต้องนำคำหรือลักษณะทางภาษาของอีกภาษาหนึ่งมาใช้ในภาษา ของตนแทน เช่น เลียนเสียงหรือเรียกตามเจ้าของภาษา โดยเรียกลักษณะดังกล่าว ว่า “การยืมภาษา” (วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์, ๒๕๒๖: ๑๒๘) อีกทั้งการใช้ภาษาต่างประเทศในภาษาของตนยังแสดง ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างชนชาติ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ในการติดต่อระหว่างกันเป็นการติดต่อกัน เพื่อการค้า อาณาเขตที่ติดกัน ติดต่อในฐานะผู้ปกครอง หรือติดต่อในฐานะผู้อยู่ใต้การปกครอง การยืมภาษาเป็นสิ่งจำเป็นในทุกยุคทุกสมัย เนื่องจากว่าเพื่อให้เกิดความสะดวก ต่อการสื่อสารซึ่งกันและกัน ดังที่สุทธิวงศ์พงศ์ไพบูลย์ (๒๕๓๑: ๑๔) กล่าวว่า “การยืมภาษาเหมือน การกินอาหารเพื่อประทังชีวิต การรับคำภาษาต่างประเทศเข้ามาใช้ในภาษาของตนก็เช่นเดียวกัน ๒ คือ เกิดความจำเป็นต้องรับเข้ามาเพื่อความสะดวกในการสื่อสารทำความเข้าใจกัน ไม่ต้องเสียเวลาใน การสื่อสาร” สาเหตุที่ทำให้ภาษาต่างประเทศเข้ามาปะปนในภาษาไทย เนื่องจากมีการติดต่อสัมพันธ์กัน ทำให้ภาษาต่างประเทศเข้ามาปะปนอยู่ในภาษาไทย ด้วยสาเหตุต่างๆ คือ มีความสัมพันธ์กันทางเชื้อ ชาติและถิ่นที่อยู่อาศัยตามสภาพภูมิศาสตร์ มีความสัมพันธ์กันทางด้านประวัติศาสตร์ มีความสัมพันธ์ กันทางด้านการค้า มีความสัมพันธ์ทางด้านศาสนา มีความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรมและประเพณี มีความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยี ศึกษาวิชาการต่างๆ ศึกษาภาษาต่างประเทศโดยตรง มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนต่างชาติ และมีความสัมพันธ์ทางการทูต ดังนั้นในแต่ละชาติมีการติดต่อสัมพันธ์กันจึงเป็นเรื่องปกติ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีการ หยิบยืมภาษาของชาติอื่นมาใช้ และไม่มีภาษาใดในโลกที่ไม่มีคำในภาษาอื่นเข้ามาปะปน การนำคำ หรือลักษณะทางภาษาของอีกภาษาเข้าไปใช้ในภาษาของตน ย่อมเกิดขึ้นเมื่อคนต่างภาษากันต้องทำ การติดต่อ หรือมีความสัมพันธ์กันเป็นระยะเวลานาน จึงเกิดการยืมคำขึ้น การยืมคือการที่ภาษาหนึ่ง


๒ นำเอาคำ หรือลักษณะทางภาษาของอีกภาษาหนึ่งเข้าไปใช้ในภาษาของตนเอง และในส่วนภาษาไทย ได้มีการยืมคำมาจากภาษาอื่นมาใช้ปะปนอยู่มากตั้งแต่โบราณกาล โดยสมัยของพ่อขุนรามคำแหง มหาราช ได้ปรากฏคำยืมมาจากภาษาบาลี สันสกฤต และเขมรเข้ามาปะปนอยู่มากมาย ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ได้แก่ ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาจีน ภาษามลายู ภาษาชวา และภาษาอังกฤษ ในทางเดียวกันการสื่อสารในสังคมปัจจุบันมีการนำคำ ภาษาต่างประเทศมาใช้ปนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคำภาษาอังกฤษ แนวโน้มการใช้ ภาษาต่างประเทศในภาษาไทยโดยเฉพาะการใช้คำภาษาอังกฤษปนในการสื่อสารมีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง การศึกษา การปกครอง เศรษฐกิจ สังคมและการท่องเที่ยว เนื่องจาก มีช่องทางเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้หลายช่องทาง เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุกระจายเสียง วัฒนธรรมมวลชนต่างๆ ที่แพร่หลาย ซึ่งวัฒนธรรมเหล่านี้ส่งผลให้ผู้คนมีโอกาสเข้าถึงคำ ภาษาอังกฤษ และเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่มากขึ้นนำไปสู่การใช้คำภาษาอังกฤษปนในภาษาไทยได้อย่างง่าย และเข้าใจได้รวดเร็ว วิธีการยืมคำภาษาอังกฤษมาใช้สื่อสารในภาษาไทยโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น ๓ วิธี คือ การแปลศัพท์ การบัญญัติศัพท์ และการทับศัพท์ โดยศัพท์บัญญัติที่เกิดขึ้นมีมากมาย เช่น คอมพิวเตอร์ บัญญัติว่า คณิตกรณ์ คอลัมน์ บัญญัติว่า สดมภ์ หรือแนวตั้ง คำว่าโหมด บัญญัติว่า ภาวะ ขึ้นอยู่ว่าคำใดเป็นที่นิยมก็มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยสวนิต ยมาภัย (๒๕๒๗: ๑๐๙) ได้กล่าวถึงการใช้ภาษาต่างประเทศในภาษาไทยว่า “การใช้ภาษาไทยไม่ใช้ภาษาด้วยความทุกข์ และความอึดอัดใจหากคำภาษาไทยไม่เพียงพอ ไม่เป็นไรที่เราจะเอาคำต่างประเทศมาใช้” ซึ่งชี ้ให้เห็นว่าภาษาอังกฤษมีบทบาทในสังคมมากขึ้นทุกขณะส่งผลให้เกิดทรรศนะเกี่ยวกับการนำ ภาษาอังกฤษมาใช้ในภาษาไทยว่าเป็นเรื่องไม่เสียหายอาจเนื่องมาจากช่วยให้เกิดความหมาย ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่นคำว่า คอมพิวเตอร์ ยูเทิร์น แฟชั่น โค้ช เป็นต้น สอดคล้องกับปราณี กุลละวณิช (๒๕๓๕: ๙๓) กล่าวถึงการใช้ภาษาต่างประเทศในภาษาไทยว่า “นักวิชาการจำนวนมากมีความรู้สึก ว่าคำศัพท์เฉพาะวิชาเมื่อใช้ทับศัพท์จะสื่อสารได้ตรงกัน” หากมองในวงการศึกษาพบว่าการ บัญญัติศัพท์ใหม่มีคำหลากคำที่สามารถนำไปใช้ได้ดังที่ สุมน อมรวิวัฒน์ (๒๕๒๗: ๘๑) กล่าวถึงการ บัญญัติศัพท์ว่า “การบัญญัติศัพท์ขาดการประสานงานเพื่อที่จะเลือกคำที่ดีที่สุดใช้ในวงวิชาการ เช่น คำว่า Concept จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้ว่า มโนทัศน์ ส่วนมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ใช้ว่า สังกัป หรือมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชใช้ว่า มโนมติ และกระทรวงศึกษาธิการใช้ว่า ความคิดรวบยอด ก่อให้เกิดความสับสนแก่ผู้ใช้เป็นอย่างมาก” ด้วยสาเหตุดังกล่าว ผู้วิจัยสังเกตเห็นว่าในสังคมไทยมีผู้ใช้ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย โดยเฉพาะคำภาษาอังกฤษ ทั้งที่มีคำไทยใช้แทนได้ หรือแม้ว่าคำนั้นจะบัญญัติขึ้น โดยราชบัณฑิตยสภาหรือประชาชนคิดขึ้นใช้เองก็ตาม แต่กระนั้นก็ยังมีผู้นิยมใช้คำต่างประเทศ อยู่นั่นเองจึงทำให้ต้องหาสาเหตุอย่างแท้จริงว่าเป็นเพราะสาเหตุใด ซึ่งการวิจัยเรื่องการใช้ ภาษาต่างประเทศใน ภาษาไทยจะแสดงให้เห็นถึงสาเหตุของการใช้คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย และเข้าใจสถานการณ์ในการใช้คำภาษาต่างประเทศของคนไทยในปัจจุบัน


๓ จากการสอนวิชาภาษาไทยเกี่ยวกับการสอนเนื้อหาเรื่อง คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย นอกจากจะทราบรายละเอียดการจัดการเรียนการสอนและปัญหาแล้ว ยังทราบว่าปัญหาที่นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา พบคือ นักเรียนไม่สามารถบอกได้ว่าคำใดเป็นคำไทย แท้หรือคำใดเป็นคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย มีที่มาจากภาษาต่างประเทศภาษาใด รวมทั้งไม่ สามารถอธิบายความหมายได้จึงเป็นหน้าที่ของครูที่จะตองหาวิธีการสอนใหม่ๆ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่องคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย จึงต้องการแก้ปัญหาโดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ แบบสร้างความคิดรวบยอด ร่วมกับแผนผังความคิด รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบกระบวนการเรียนรู้ความคิดรวบยอดนั้น มีความน่าสนใจที่จะนำมาปรับใช้ในการสอนเรื่อง คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นรูปแบบการเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ซึ่งมีความสอดคล้อง กับการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบันที่ จัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ให้ครูเป็นผู้ที่คอย อำนวยความสะดวก โดยนำร่วมกับการจัดทำแผนผังความคิด ซึ่งเป็นเทคนิคที่นำมาประกอบการสอน ที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นการสรุปความรู้ออกมาในรูปแบบเส้น สี และสัญลักษณ์เชื่อมโยงกัน ทำให้เกิดเป็นภาพที่แสดงความสัมพันธ์ของเนื้อหาหรือเรื่องราว เชื่อมโยงกับการทำงานของสมอง ที่จะจดจำได้ดีจากการการจำที่มีความเชื่อมโยง จึงมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการสอน คำภา ต่างประเทศในภาษาไทบ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเรียนพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวรรณคดีจึงได้มีความสนใจที่จะจัดทำการวิจัยหัวข้อเรื่อง คำภาษาต่างประเทศ ในภาษาไทย โดยใช้กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ถือเป็นการพัฒนาศักยภาพของสาระหลักการใช้ภา ไทยตามมาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาของภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีความบกพร่องในด้านนี้ และสำหรับนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ดี อยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพของผลสัมฤทธิ์มากยิ่งขึ้น และเพื่อศึกษาว่ารูปแบบการจัดกิจกรรม กระบวนการนี้จะสามารถทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเป็นไปตามเกณฑ์ มาตรฐานและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่อย่างไร ๒. วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๒.๑ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้แบบความคิดรวบยอด ร่วมกับแผนผังความคิด ๒.๒ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เรื่องคำภาษาต่างประเทศ ในภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่ใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด ร่วมกับแผนผังความคิด


๔ ๓. สมมติฐานของการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาไทย เรื่อง คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด ร่วมกับแผนผังความคิด เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๗๐/๗๐ และผลการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ๔. ขอบเขตการวิจัย ๔.๑ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์ พิทยา อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จำนวน ๙๙ คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ ในภาคเรียน ที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมืองอุดรธานี จำนวน ๑ ห้องเรียน จำนวน ๒๘ คน ๔.๒ เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ใช้คือ คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย เช่น ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาชวา ภาษามอญ ภาษาญี่ปุ่น ภาษามลายู และภาษาอาหรับ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษา และหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษาภูมิปัญญาทางภาษา และรักษา ภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ และตัวชี้วัดที่ ๕ รวบรวมและอธิบายความหมายของคำ ภาษาต่างประเทศที่ใช้ในภาษาไทย ๔.๓ ตัวแปรในการวิจัย ในการการวิจัยครั้งนี้มีตัวตัวแปร ดังนี้ ๔.๓.๑ ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด ๔.๓.๒ ตัวแปรตาม ได้แก่ ๔.๓.๒.๑ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด


๕ ๔.๓.๒.๒ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เรื่องคำ ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่ใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบ ความคิดรวบยอด ร่วมกับแผนผังความคิด ๔.๔ ระยะเวลาในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ใช้เวลา ๕ คาบ สัปดาห์ละ ๓ คาบ รวม ๒ สัปดาห์ ๕. นิยามศัพท์เฉพาะ ๕.๑ คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย หมายถึง คำศัพท์จากภาษาอื่นที่เรารับมาใช้ ในภาษาไทย โดยเมื่อนำมามักเปลี่ยนแปลงรูปคำ เสียง และความหมาย เพื่อสะดวกในการออกเสียง และเป็นไปตามลักษณะสำคัญของภาษาไทย จนมีลักษณะกลมกลืนกับภาษาไทย และทำให้มีคำใช้ใน ภาษาไทยเพิ่มมากขึ้น ในงานวิจัยนี้กล่าวถึงเฉพาะ ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาชวา ภาษามอญ ภาษาญี่ปุ่น ภาษามลายู และภาษาอาหรับ ๕.๒ ความคิดรวบยอด หมายถึง ภาพรวมขององค์ความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งตามความเข้าใจ ของบุคคลที่เกิดจากการกลั่นกรองข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่บุคคลได้รับแล้วเรียบเรียงอย่างมีระบบระเบียบ และถูกต้องตามสาระเนื้อหาความรู้ที่ได้รับและสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ๕.๓ ความสามารถในการสรุปความคิดรวบยอด หมายถึง การระบุความคิดรวบยอดใน สาระเนื้อหาที่เรียนและเขียนแผนภาพกราฟิก (graphic) แสดงความคิดรวบยอดนั้นได้อย่างเป็นระบบ ระเบียบได้อย่างถูกต้องตามเนื้อหาความรู้และข้อเท็จจริง รวมถึงแผนภาพความคิดรวบยอดนั้นต้อง สื่อสารให้ผู้อ่านแผนภาพเข้าใจความคิดรวบยอดนั้นได้ ๕.๕ แผนที่ความคิด (Mind Mapping) หมายถึง การเขียนแผนภูมิเชื่อมโยงความสัมพันธ์ ระหว่างคํา คิดอย่างเป็นลําดับจากความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ โดยมีคําเชื่อมโยงระหว่างคําแต่ละคำ เหล่านั้น จนเกิดเป็นประโยคที่มีความหมาย ๕.๖ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ซึ่งวัดได้จากการำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่องคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลือก ๕.๗ ความคิดเห็นของนักเรียน หมายถึง ความรู้สึกของนักเรียนที่มีต่อวิธีจัดการเรียนรู้ แบบกระบวนการความคิดรวบยอดด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านบรรยากาศ และดานประโยชน์ ที่ได้รับ ซึ่งวัดได้จากแบบสอบถามความคิดเห็น ๕.๘ นักเรียน หมายถึง ผู้ที่กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖


๖ ๖. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย ๖.๑ ทำให้ทราบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เรื่อง คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด ร่วมกับสื่อแผนผังความคิด ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ๖.๒ นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด ร่วมกับสื่อแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำภาษาต่างประเทศ ในภาษาไทย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


๗ บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย โดยใช้กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป๋นแนวทางในการ ดำเนินการวิจัย ดังนี้ ๑. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.๒๕๕๑ ๑.๑ หลักการของหลักสูตร ๑.๒ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร ๑.๓ มาตรฐานการเรียนรู้ ๒. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ๒.๑ ความหมายของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ๒.๒ วิธีการนำคำภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทย ๒.๓ อิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ๓. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด ๓.๑ ความหมายของความคิดรวบยอด ๓.๒ ลักษณะของความคิดรวบยอด ๓.๓ ประเภทของความคิดรวบยอด ๓.๔ ความสำคัญประโยชน์ความคิดรวบยอด ๓.๕ กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด ๓.๖ วิธีสอนเพื่อให้บรรลุความคิดรวบยอด ๔. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผนผังความคิด ๔.๑ แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการสอนแผนผังความคิด ๔.๒ หลักการของเทคนิคการสอนแผนผังความคิด ๔.๓ ความสำคัญของเทคนิคการสอนแบบแผนผังความคิด ๔.๔ ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแผนผังความคิด ๕. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๕.๑ งานวิจัยในประเทศ ๕.๒ งานวิจัยต่างประเทศ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.๒๕๕๑ กระทรวงศึกษาธิการได้มีการประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย (กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๕๑) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้


๘ ๑. หลักการของหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการ (๒๕๕๑ : ๖) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญดังนี้ ๑.๑ เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมาย และ มาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และ คุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล ๑.๒ เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ ๑.๓ เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น ๑.๔ เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัดการเรียนรู้ ๑.๕ เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ๑.๖ เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ ๒. จุดมุ่งหมายของหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการ (๒๕๕๑: ๖-๗) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ ๒.๑ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง ๒.๒ มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต ๒.๓ มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย ๒.๔ มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒.๕ มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างมีความสุข สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในการพัฒนาผู้เรียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนี้ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียน เกิดสมรรถนะสำคัญ ๕ ประการ ดังนี้


๙ ๑. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสารมีวัฒนธรรม ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา ต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อ ตนเองและสังคม ๒. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม ๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบ ที่เกิดขึ้น ต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม ๔. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่างๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงา น และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลการจัดการปัญหา และความขัดแย้งต่างๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ของสังคม และสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น ๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้ เทคโนโลยีด้านต่างๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสารการทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพล โลก ดังนี้ ๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ๕. อยู่อย่างพอเพียง ๒. ซื่อสัตย์สุจริต ๖. มุ่งมั่นในการทำงาน ๓. มีวินัย ๗. รักความเป็นไทย ๔. ใฝ่เรียนรู้ ๘. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้ สอดคล้องตามบริบท และจุดเน้นของตนเอง


๑๐ ๓. มาตรฐานการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมอง และพหุปัญญา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้๘ กลุ่มสาระการ เรียนรู้ ดังนี้ ๑. ภาษาไทย ๒. คณิตศาสตร์ ๓. วิทยาศาสตร์ ๔. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ๕. สุขศึกษาและพลศึกษา ๖. ศิลปะ ๗. การงานอาชีพและเทคโนโลยี ๘. ภาษาต่างประเทศ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของ การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไก สำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่า ต้องการอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ เพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพ ภายนอก ซึ่งรวมถึงการทดสอบระดับเขตพื้นที่การศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการ ตรวจสอบเพื่อประกันคุณภาพดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถ พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่มาตรฐานการเรียนรู้กำหนดเพียงใด ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียน ในแต่ละระดับชั้น ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นำไปใช้ในการกำหนดเนื้อหา จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญ สำหรับการวัดประเมินผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน ๑. ตัวชี้วัดชั้นปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละชั้นปีในระดับ การศึกษาภาคบังคับ (ประถมศึกษาปีที่ ๑ – มัธยมศึกษาปีที่ ๓) ๒. ตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ ๔ - ๖) หลักสูตรได้มีการกำหนดรหัสกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดเพื่อความเข้าใจ และให้สื่อสารตรงกัน ดังนี้ ท ๑.๑ ป.๑/๒ ป.๑/๒ ตัวชี้วัดชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ข้อที่ ๒ ๑.๑ สาระที่ ๑ มาตรฐานข้อที่ ๑ ท กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย


๑๑ ต ๒.๒ ม.๔-๖/๓ ม.๔-๖/๓ ตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายข้อที่ ๓ ๒.๒ สาระที่ ๒ มาตรฐานข้อที่ ๒ ต กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสาระและมาตรฐาน การเรียนรู้ สาระที่ ๑ การอ่าน มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ ๒ การเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้า อย่างมีประสิทธิภาพ สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิดและความรู้สึกในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลง ของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรม ไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง มาตรฐานช่วงชั้น (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒) สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลง ของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษาและรักกาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ต้องมีความรู้ตามตัวชี้วัดที่กำหนด ดังแสดงในตารางดังนี้ ขั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๒ ๑. สร้างคำในภาษาไทย การสร้างคำสมาส ๒. วิเคราะห์โครงสร้างประโยคสามัญ ประโยครวม ประโยคซ้อน ลักษณะของประโยคในภาษาไทย - ประโยคสามัญ - ประโยครวม ประโยคซ้อน


๑๒ ขั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๓. แต่งบทร้อยกรอง กลอนสุภาพ ๔. ใช้คำราชาศัพท์ คำราชาศัพท์ ๕. รวบรวมและอธิบายความหมายของคำ ภาษาต่างประเทศที่ใช้ในภาไทย คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ ตารางที่ ๑ ตารางที่ ๑ มาตรฐานชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย จากการศึกษาเรื่องหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ผู้วิจัยพบว่าความรู้ เกี่ยวกับรายละเอียดของรูปแบบหลักสูตรทั้งในด้านวิสัยทัศน์ หลักการ จุดหมายสมรรถนะสำคัญของ ผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ซึ่งเป็นความรู้ที่เป็นประโยชน์ในด้านการจัดทำแผนการเรียนรู้ และข้อสอบให้สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ที่กำหนด เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย คำภาษาไทยมีลักษณะเฉพาะทางภาษาคือ เป็นคำโดด (isolating language) คือ คำศัพท์ ในภาษาเป็นโครงสร้างพยางค์เดียว (monosyllabic structure) และเป็นคำสำเร็จรูปในตัวเอง เมื่อได้รับอิทธิพลจากภาษาต่างประเทศหลายประเทศ เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ทำให้มีการ เปลี่ยนแปลงไปตามอิทธิพลของการยืมคำจากประเทศนั้นๆ เข้ามาใช้ ทำให้ลักษณะของภาษาไทย เปลี่ยนแปลงไปจากลักษณะเด่นดั้งเดิม ได้แก่ ทำให้คำมีพยางค์เพิ่มขึ้น ทำให้มีคำควบกล้ำใช้มากขึ้น ทำให้มีคำไวพจน์ใช้มากขึ้น ทำให้ภายาไทยมีพยัญชนะสะกดไม่ตรงตามมาตรา ทำให้โครงสร้างของ ภาษาไทยเปลี่ยนแปลง ไม่ใช้ลักษณนามตามปกติ ใช้คำและสำนวนภาษาต่างประเทศ ใช้คำภาษาต่างประเทศปนกับภามาไทย (วิไลศักดิ์ กิ่งคำ, ๒๕๕๐: ๒๒๗-๒๓๐) ๑. ความหมายของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย หรือ คำยืม ได้มีนักภาษาศาสตร์และนักวิชาการ อธิบายไว้ ดังต่อไปนี้ สมบูรณ์ ศุภจริยาวัตร (๒๕๔๖: ๔) กล่าวว่า คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย คือ คำที่นำมาจากภาษาอื่น เป็นการเพิ่มคำในภาษาอีกวิธีหนึ่ง เมื่อคนไทยติดต่อกับชนชาติอื่นทั้งในทาง การเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมจึงรับเอาคำในภาษาของชนชาติเหล่านั้นมาใช้ในภายาไทย มีคำภาษาต่างประเทศเท่าที่ปรากฏในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๔๒ โดยใช้ อักษรย่อ ๑๔ ภาษา และไม่ใช้อักษรย่อ อีก ๓ ภาษา ได้แก่ ๑) ภาษาเขมร (ข.) ๒) ภาษาจีน (จ.) ๓) ภาษาชวา (ช.) ๔) ภาษาญวน (ญ,) ๕) ภาษาญี่ปุ่น (กู) ๖) ภาษาตะเลง (ต.) ๗) ภาษาบาลี (ป.) ๘) ภาษาเบงกาลี (บ.) ๙) ภาษาฝรั่งเศส (ฝ ) ๑๐) ภาษามลายู (ม.) ๑๑) ภาษาละติน (ล ) ๑๒) ภาษาสันสกฤต (ส.) ๑๓) ภาษาอังกฤษ (อ.) และ ๑๔) ภาษาชินดี (ฮ.) และภาษาที่ไม่ใช้อักษรย่อ อีก ๔ ภาษา คือ ๑) ภาษาโปรตุเกส ๒) ภาษาเปอร์เซีย ๓) ภาษาอาหรับ และ ๔) ภาษาทมิฬ คำภาษาต่างประเทศที่จะยอมรับเข้าไว้ในพจนานุกรมไทขนั้น มีหลักว่า เป็นคำซึ่งใช้อยู่ในภายาไทย


๑๓ เป็นปกติมานานพอควร จนอยู่ตัวและเป็นที่เข้าใจกันได้ทั่วไป อันถือได้ว่ายุติแล้วหรือไม่ก็ต้องปรากฎ อยู่ในหนังสือวรรณคดีสำคัญที่เป็นหลักฐานได้ (เจริญ อินทรเกษตร, ๒๕๒๒: ๕๗) ดังนั้น จึงอาจมีคำ ภาษาต่างประเทศอีกจำนวนหนึ่งที่ไทยยืมมาใช้ในปัจจุบันแต่ยังไม่ได้บันทึกไว้ในพจนานุกรม ทองสุก เกตุโรจน์ (๒๕๔๖: ๑๔) กล่าวว่า คำภายาต่างประเทศในภายาไทย เป็น วิธีการสร้างคำวิธีหนึ่งของภาษาไทย โดยการถ่ายทอดวัฒนธรรมทางภาษา เมื่อนำคำภาษาหนึ่งเข้ามา ใช้ในภาษาหนึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้างเพื่อให้เหมาะกับระบบเสียง ระบบตัวอักษร หรือความ ต้องการของผู้ที่รับคำนั้นๆ เข้ามาในภายาของตน จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์ (๒๕๔๖: ๒๐) กล่าวว่า คำยืม (loan words) หมายถึง การ นำภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทย โดยปรับเสียงให้เหมาะกับภาษาไทยบ้าง เปลี่ยนแปลง ความหมายบ้างคำยืมที่มีอิทธิพลต่อภายาไทย ได้แก่ ภาษาบาลีสันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาชวา ภาษามลายู และภาษาโปรตุเกส ฯลฯ ซึ่ พระยาอุปกิตศิลปสาร (๒๕๔๘๐๘ : ๘๘) กล่าวว่า เราได้รับภาษาหล่านั้นมาใช้เป็นจำนวนมาก จนถือกันว่าเป็นแม่ของภาษาไทย โดยเฉพาะคำ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาการต่างๆ โดยผ่านมาทางวรรณคดี ศาสนา การค้า และการปกครอง เมื่อนำภาษา หนึ่งภาษาใดเข้ามาใช้แล้วอางมีการเปลี่ยนแปลงในระบบโครงของคำ เสียงและ ความหมายสอดคล้อง กับ วิไลศักดิ์ กึ่งคำ (๒๕๕๐: ๙) ที่กล่าวว่า การยืมคำ คือ ภาษาหนึ่งนำเอาคำหรือลักษณะทางภาษา ของอีกภาษาหนึ่งมาใช้ในภาษาของตน ภาษาที่ถูกยืมมามักจะถูกเปลี่ยนแปลงรูปคำ เสียง และความหมายในภาษาใหม่เพื่อความสะดวกในการออกเสียง และเป็นไปตามลักษณะสำคัญ ของกายผู้ยืม ปราณี กายอรุณสุทธิ์ (๒๕๒๖: ๑๕) ให้คำนิยามคำยืมไว้ว่า “คำยืม คือคำ ภาษาต่างประเทศที่เข้ามาใช้ในภาษาไทย ซึ่งอาจจะยืมมาโดยตรงโดยการแปล หรือ โดยกาเลียนแบบ แนวคิดที่มาจากภาษาอื่น” กฤษณา เกษมศิลป์ (๒๕๑๙: ๓๑) กล่าวว่า “คำยืม หมายถึง คำที่เรายืม ภาษาอื่นมาใช้จนกลายเป็นคำของเราไปแล้ว” จากความหมายข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย คือ คำศัพท์จากภาษาอื่นที่เรารับมาใช้ในภาษาไทย โดยเมื่อนำมามักเปลี่ยนแปลงรูปคำ เสียง และความหมายเพื่อสะดวกในการออกเสียงและเป็นไปตามลักบณะสำคัญของกายาไทย จนมีลักษณะ กลมกลืนกับภาษาไทย และทำให้มีคำใช้ในภาษาไทยเพิ่มมากขึ้น ๒. วิธีการนำคำภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทย วิธีการนาคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทยมีหลายวิธีนักภาษาศาสตร์ได้จำแนก วิธีการในการนำภาษาต่างประเทศมาใช้ดังนี้ บรรจบ พันธุเมธา (๒๕๓๐: ๑-๒) ได้กล่าวถึงลักษณะการใช้คำภาษาต่างประเทศ ที่ไทยยืมมาใช้ว่ามีลักษณะ ดังนี้ ๒.๑ คำที่ใช้ทับศัพท์ออกเสียงตรงคำเดิมหรือคล้ายคำเดิมมากที่สุด เช่น ฟุตบอล เทนนิส แบดมินตัน และเก้าอี้ เป็นต้น ๒.๒ คําที่ใช้ทับศัพท์แต่เสียงเปลี่ยนไป บางคำเปลี่ยนไปมากจนจำแทบไม่ได้ เช่น แป๊บ (pipe)


๑๔ ๒.๓ ใช้คำไทยแปลคำต่างประเทศ เช่น เครื่องพิมพ์ดีด (typewriter) และแผ่นปลิว (sheet) เป็นต้น ๒.๔ ใช้คำภาษาอังกฤษซ้อนหรือประสมกับคำไทยในความหมายนั้นๆ เช่น รถเมล์ (bus) และข้อมูล (data) เป็นต้น ๒.๕ ใช้คำบาลีสันสกฤตแปลคำภาษาต่างประเทศ เช่น อุณหภูมิ(temperature) และภัตตาคาร (restaurant) เป็นต้น ๖. ใช้คำที่มีความหมายเป็นที่เข้าใจแล้วซ้อนกับคำที่ไม่คุ้นเคยเพื่อให้ช่วยแปล ความหมายของคำนั้นๆ อิทธิฤทธิ์ (บาลี+สันสกฤต) และเสบียงอาหาร(เขมร+บาลี) ๗. สร้างคำใหม่เพื่อแปลคำภาษาต่างประเทศ เช่น วัฒนธรรม (culture) ปริมาตร (volume) และมาตรฐาน (standard) เป็นต้น ๘. เปลี่ยนเสียงและเปลี่ยนความหมาย เช่น ประดิษฐ์ (คิดสร้างขึ้นจาก ประติษฐ ตั้งไว้ข้างหน้า) เจิม (เติมแป้งเป็นจุด ๆ ที่คนหรือสิ่งที่ต้องการให้มีความเจริญ จาก จิญเจิม ที่หมายถึง คิ้วของเขมร) เป็นต้น วิจิตรา แสงพลสิทธิ์ (๒๕๔๕: ๑๔) กล่าวถึง วิยืมคำภาษาต่างประเทศเข้ามาใช้ ในภาษาไทย สรุปได้ว่า การถ่ายทอดภาษา หรือการยืมภาษา โดยทั่วไปจะมี ๓ ลักษณะ ดังนี้ ๑. การทับศัพท์ เกิดขึ้นเนื่องจากยังไม่มีคำไทยที่เหมาะสมไว้ใช้ จึงต้องอาศัยการ ทับศัพท์ไปก่อนจนจะมีการบัญญัติศัพท์ภาษาไทยหรือภาษาอื่นขึ้นใช้แทน เช่น uniform ทับศัพท์เป็น ยูนิฟอร์ม ต่อมาใช้ว่า เครื่องแบบ moter car ทับศัพท์เป็น มอเตอร์คาร์ ต่อมาใช้รถยนต์ ๒. การบัญญัติหรือกำหนดศัพท์ นับแต่เมื่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา การบัญญัติเมื่อมีเป็นทางการขึ้น และปัจจุบันวิทยาการต่างๆ ก้าวหน้ารวดเร็วมาก จึงยากที่จะหาคำในภาษาไทยมาสร้างคำศัพท์เรียกใช้ใด้ตรงตามที่ต้องการ ดังนั้น จึงจำเป็นที่ต้องใช้คำ ภาษาบาลี สันสกฤต มาสร้างศัพท์ใหม่เท่าที่จำเป็น เช่น เจตคติ มาจาก attitude ๓. การแปลคำศัพท์หรือแปลความ ส่วนมมากเป็นคำที่ยอมรับกันแล้วโดยทั่วๆ ไป เช่น movie star แปลว่า ดาราภาพยนตร์ loan word แปลว่า คำยืม จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์ (๒๕๔๖: ๑๙) กล่าวถึงวิธีการนำคำภายาต่างประเทศ เข้าม ใช้ในภาษาไทยไว้ แบ่งเป็น ๖ วิธี ดังนี้ ๑. การทับศัพท์ คือ การออกเสียงตรงตามคำเดิม และปรับให้เข้ากับลักษณะของ ภาษาไทย เช่น กัปตัน (captain) และกงสุล (consul) ๒. การลากเข้าความ คือ ความพยายามเปลี่ยนเสียงภาษาต่างประเทศของคำ ที่รับเข้ามาโดยหาเสียงหรือความหมายที่คุ้นหู ๓. การแปลงศัพท์ที่รับเข้ามาใช้โดยการ ทับศัพท์ อาจมีการตัดเสียงสระหรือ พยัญชนะ เช่น อัญชลีเป็น ชุลี ส่วนการเพิ่มเสียงนั้น เป็นการเติมเสียงสระ พยัญชนะ ทั้งในตำแหน่ง ตันคำกลางคำ หรือท้ายคำ ๔. การแปลงความหมาย เมื่อรับมาความหมายของคำเพี้ยนไป อางมีความหมาย น้อยกว่า มากกว่า หรือย้ายที่ไปจากเดิม ๕. การแปลศัพท์เป็นการยืมความหมายของคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทยมาใช้


๑๕ โดยการแปลความหมายของคำแล้วรวมกันในลักษณะของการประสมคำ เช่น โทรทัศน์และเครื่อง พิมพ์ดีด ๖. การสร้างศัพท์ หรือบัญญัติคำการสร้างคำขึ้นมาใหม่ต้องอาศัยภาษาบาลี สันสกฤตเข้ามาช่วย เช่น Morals ศีลธรรม Skill ทักษะ สมบูรณ์ ศุภจริยาวัตร (๒๕๔๖: ๔๐) กล่าวถึง วิธีการนำภาษาต่างประเทศมาใช้ ในภาษาไทยว่ามีหลาขลักษณะ ดังนี้ ๑. การทับศัพท์ คือ การออกเสียงคำที่ยืมมาตรงตามคำในภาษาเดิมหรือคล้ายเดิม มากที่สุด การทับศัพท์เป็นวิธีเก่าแก่ที่สุดและใช้มากที่สุด ใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะทับศัพท์ เป็นการรับภาษามาใช้ทั้งที่เจตนาและไม่เจตนา ภาษาที่เรารับมาส่วนมากใช้การทับศัพท์เนื่องจากเป็น วิธีที่สะควกที่สุด ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างในเรื่องเสียงสูงต่ำ ลักษณะเช่นนี้มีมากในภาษาไทยของ เรา เช่น ภาษาบาลี - กีพาตัณหา คงคา มาลี หัตถี ขันติ มัจฉา ฯลฯ ภาษาสันสกฤต - ศาลา สตรี จักษุ กรีทา อาทิตย์ ศรัทธา ฯลฯ ภาษาเขมร - โกรย (หลัง) ผกา(ดอกไม้ สวา (ลิง) กำเนิด ฯลฯ ภาษาจีน - ขิม เข่ง เฉาก๊วย แฉ เซียน เก้าอี้ ฯลฯ ภาษาอังกฤษ - ฟาร์ม เมล์ ปีงปอง แบดมินตัน ก็ตาร์ ฯลฯ ๒. การทับศัพท์แต่เปลี่ยนแปลงเสียงไปจากเดิม ลักษณะนี้มักเกิดจากระบบเสียง ที่ต่างกัน กล่าวคือ บางภายามีหน่วยเสียงและการออกเสียงที่แตกต่างจากภายาของผู้ยืมและผู้ยืม ไม่สามารถออกเสียงในภาขานั้น ๆได้เหมือนจึงพยายามออกเสียงให้ได้ใกล้เคียงตามที่ได้ยิน หรือไม่แน่ใจว่าคำเดิมออกเสียงอย่างไร ก็จะออกเสียงที่สามารถออกได้สะดวก เช่น เมื่อไทยรับ ภาษาอังกฤษเข้ามาในระยะแรกไม่คุ้นเคยกับเสียงภาษาอังกฤษ การออกเสียงจึงแตกต่างไปจากเสียง ที่แท้จริงของเจ้าของภายา เช่น Government ออกเสียงว่า กัดฟันมัน Macfarland ออกเสียงว่า เมฆฟ้าลั่น Rankin ออกเสียงว่า แร้งกิน ๓. การใช้คำแปลภาษาต่างประเทศ ลักษณะนี้เป็นวิธีใหม่ ส่วนใหญ่จะใช้กับ ภาษาอังกฤษ และเป็นคำประสมที่มีคำมูลในภาษาใช้อยู่แล้ว ได้แก่ table spoon แปลว่า ช้อนโต๊ะ . tea spoon แปลว่า ช้อนชา dry clean แปลว่า ซักแห้ง cash book แปลว่า สมุดเงินสด ๔. การบัญญัติศัพท์คือการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาใหม่เพื่อแทนคำในภาษาที่ยืมมา เช่น ประชาธิปไตย บัญญัติจากคำ Democracy อำนาจนิติบัญญัติ บัญญัติจากคำ Legislative Power วิไลศักดิ์ กิ่งคำ (๒๕๕๐: ๑๐) กล่าวว่า การยืมคำจากภาษาหนึ่งเข้าไปใช้ในอีกภาษ หนึ่งนั้นทำได้ ๓ ลักษณะ ดังนี้


๑๖ ๑. การทับศัพท์ เป็นวิธีการยืมคำจากภาษาหนึ่งเข้าไปใช้ในอีกภาษาหนึ่งโดยตรงไม่มี การเปลี่ยนแปลงรูป คือ พยายามรักษาลักษณะเด่นของภาษาเดิมเอาไว้ เช่น เทนนิส = tennis โบนัส = bonus ๒. การแปลศัพท์คำยืม หมายถึง การยืมความหมายของอีกภาษาหนึ่งมาใช้ โดยการ แปลความหมายของศัพท์ชนิดคำต่อคำ เรื่องเสียงไม่สำคัญ การแปลศัพท์มักแปลคำประสม หรือสำนวนการพูด เช่น Star แปลเป็น ดารา Weekend แปลเป็น วันสุดสัปดาห์ Birth control แปลเป็น คุมกำเนิด ๓. การยืมความหมาย หมายถึง การยืมความหมายซึ่งเดิมไม่มีใช้อยู่ในภายาเข้ามาใช้ และสร้างคำขึ้นมาใหม่เพื่อใช้กับความหมายที่ยืมมา เช่น ศัพท์ในวงการแพทย์ การศึกษาการเมือง และคำศัพท์วงการต่าง ๆ เช่น วัฒนธรรม ยืมความหมายมาจากคำว่า culture หน่วยคำ ยืมความหมายมาจากคำว่า morpheme จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย เข้ามาปะปนอยู่ใน ภาษาไทยหลายลักษณะ เช่น เข้ามาในลักษณะของการทับศัพท์ โดยการใช้ตัวอักษรไทยเขียนคำทับ ศัพท์เหล่านั้น โดยพยายามถ่ายเสียงให้ใกล้เคียงกับเสียงในภาษาเดิมให้มากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทยที่เป็นคำทับศัพท์ ก็อาจมีเสียงแตกต่างจากคำในภาษาเดิมอยู่บ้าง ทั้งนี้เนื่องจากความแตกต่างทางด้านเสียงและลักษณะเฉพาะของแต่ละภาษา นอกจากการทับศัพท์ซึ่ง เป็นการยืมคำโดขตรงแล้ว เรายังยืมคำภาษาต่างประเทศเข้ามาในลักษณะของการยืมความหมายโดย ใช้คำภาษาไทยหรือคำภาษาบาลีสันสกฤตแปลคำทับศัพท์ในภาษาเดิม การยืมภาษาในลักษณะนี้อยู่ ในรูปของการบัญญัติศัพท์หรือการแปลศัพท์ เป็นต้น ๓. อิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย การยืมคำภาษาต่างประเทศเข้ามาใช้ในภาษาไทย ย่อมทำให้ภายาเกิดการ เปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นวิวัฒนาการทางภายาอย่างหนึ่ง มีผู้ให้ทัศนะในเรื่อง อิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทยไว้ดังนี้ จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์ (๒๕๔๖: ๑๖๒) กล่าวว่า การยืมคำภาษาต่างประเทศเข้ามา ใช้เป็นจำนวนมากนั้น ย่อมมีผลทำให้ภาษาไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากที่เป็นอยู่ดั้งเดิมในลักษณะ ต่างๆ สามารถแบ่งอิทธิพลดังกล่าวได้เป็น ๒ ประเภท ดังนี้ ๓.๑ อิทธิพลด้านเสียง ได้แก่ ๓.๑.๑ เสียงพยัญชนะเช่น ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ฆ ญ ธ ภ ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ ศ ษ อํ ๓.๑.๒ เสียงพยัญชนะคาบกล้ำเพิ่มขึ้น เดิมไทยมีพยัญชนะควบ กล้ำ ๑๑ เสียง แต่ปัจจุบัน เพิ่มพยัญชนะควบกถ้ำในภายาอังกฤษขึ้นมาอีก ๕ เสียง คือ ฟร - ฟรี, ฟล - ฟลอร์, บล – บลู,บร - บรอนซ์, ดร - ดรัมเมเยอร์


๑๗ ๓.๑.๓ ทำให้มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา ทำให้เกิดคำพ้องเสียง เช่น /รัด/ รัตน์ รัฐ รัก รัช /รด/ รถ รส ๓.๑.๔ ทำให้มีตัวการันต์เพิ่มขึ้น คือ ตัวพยัญชนะที่ไม่ต้องการออก เสียง เช่น ฟิล์ม พรรค์ ไตรยางศ์ ดรัมเมเยอร์ กาญจน์ กานต์ เชอร์รี่ ฯลฯ ๓.๒ อิทธิพลค้านวงศัพท์หรือคำ ๓.๒.๑ ทำให้ภายาไทยมีคำไวพจน์มากขึ้น มีวงศัพท์ใช้กว้างขวาง กว่าแต่ก่อน ทำให้เอื้อประโชชน์ต่อการเลือกคำเพื่อเพิ่มความไพเราะสละสลวยในการะประพันธ์ เช่น ดอกไม้ คำไวพงน์คือ มาลี สุมาลี บุปผา บุษบา บุหงา โกสุม ผกา ดวงจันทร์ คำไวพน์คือ แข เดือน แถง บุหลัน ศศิธร รัชนี นิศากร ท้องฟ้า คำไวพน์คือ อัมพร โพยม เวหา นภา คคนานต์ ๓.๒.๒ ทำให้เกิดแนวเทียบผิดๆ เป็นเหตุให้เขียนคำผิดได้ง่าย จากการที่เรารับภาษาอื่นมา ตัวใคไม่ออกเสียงก็ใส่ไม่ทัณทมาด ฆ่าเสียงในรูปของตัวการันด์ และคำทำนองนี้ มีมากคำจนเกิดเข้าใจผิดไปเทียบใช้กับคำอื่นซึ่งเป็นคนละลักษณะกัน ทำให้เขียนผีด ได้ง่าย เช่น จำนง ผิดเป็น จำนงค์ เพราะไปเทียบกับ อนงค์ ประคิดประดอย ผิดเป็น ประดิษฐ์ประดอย เพราะไป เทียบกับ ประดิษฐ์ รสชาติ ผิดเป็น รสชาติ เพราะไปเทียบกับ กาชาด ๓.๒.๓ ทำให้ภามาไทยเกิดมีระดับของคำขึ้น คือ มีการแบ่งระดับ ของคำว่าใช้กับใคร เช่น ภาษาปาก ภาษาแบบแผน ราชาศัพท์ กินรับ ประทาน เสวย พ่อ บิดา พระราชบิดา ๓.๒.๔ ทำให้โครงสร้างภาษาไทยเปลี่ยนไป ซึ่งเดิม โครงสร้าง ประโยคในภาษาไทยนิยมเรียงตำแหน่งจากประธาน กริยา และกรรม ตามลำดับ เช่น น้องไปโรงเรียน สุนัขกัดแมว นักเรียนได้รับรางวัล แม่หุงข้าว ฯลฯ


๑๘ แต่เมื่อรับคำภาบาต่างประเทศมาใช้โดยเฉ พาะภายาอังกฤษและ ภายาบาลีสันสกฤต ซึ่งมีอิทธิพลทำให้โครงสร้างของภามาไทยเปลี่ยนไปหลายประการคือ การเรียน คำเข้าประโยคผิดไปจากเดิม การไม่ใช้ลักษณนาม เช่น ครูตีเด็ก เป็น เด็กถูกครูตี ๓.๒.๕ ทำให้มีการลอกเลียนสำนวนภาษาต่างประเทศ มาใช้ทั้ง ภาษาอังกฤษ และภาษาบาลีสันสกฤต เช่น เขาพบตัวเองอยู่ในห้องใต้ดิน (เขาอยู่ในห้องใต้ดิน) ปัญญาย่อมนำมาซึ่งทรัพย์ ๓.๓ การใช้คำศัพท์ภายาอังกฤษปนกับคำไทย ซึ่งเป็นรสนิยมของผู้มี การศึกษา เช่น เขาเห็นเธอมีกิฟต์ (git) ทางคนตรีมาก และครูที่ดีต้องมีไซโก (psycho) ดี เป็นต้น วิไลศักดิ์ กิ่งคำ (๒๕๕๐: ๒๒๗) กล้าวว่า การยืมคำภายาต่างประเทศเข้ามาปะปนอยู่ ในภาษาไทย มีการเปลี่ยนแปลงตามกฎแห่งทฤษฎีทั้ง ๓ ทฤษฎีคือ ชั้นผิว ชั้นลึก และชั้นเคียง อิทธิพลของการยืมคำต่างประเทศเข้ามาใช้ ทำให้ลักษณะของภายาไทยเปลี่ยนแปลงไปจากลักษณะ เด่นดั้งเดิม ดังนี้ ๑. คำมีมากพยางค์ขึ้น แต่เดิมนั้นภาษาไทยเป็นภาษาคำโดดหรือคำพยางค์ เดียวเป็นส่วนมาก เมื่อมีการยืมคำภาษาต่างประเทศมาทำให้มีจำนวนพยางค์เพิ่ม เนื่องจากคำ เหล่านั้นมีระบบการสร้างคำวิธีทางด้านภามาของตระกูลนั้น เช่น วิธีสมาส และวิธีสนธิ เป็นต้น ๒. มีคำควบกล้ำใช้มากขึ้น เช่น ปรารถนา จันทรา ศาสตรา เครดิต เกรด เบรก และโปรค ๓. มีคำไพจน์ใช้มากขึ้น เมื่อคำภาษาต่างประเทศมาปะปนในภาษาไทย ทำให้คำศัพท์มีความหมายเหมือนกันเพิ่มขึ้น ซึ่งสะดวกและสามารถเลือกใช้คำให้เหมาะสมกับความ ต้องการ เช่น ช้าง คำไวพจน์คือ หัตถี คชสาร กุญชร กรี ดวงอาทิตย์ คำไวพจน์คือ สุริยา ตะวัน ไถง อุทัย ดอกไม้ คำไวพจน์คือสุ มาลี ผกา บุษบา ๔. มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา ลักษณะเด่นอีกอันหนึ่งของภาษาไทย ก็คือมีการสะกคคำตามแม่สะกดทั้ง 8 แม่ คือ กก กค กบ กม กน เกย กง และแม่ ก กา เมื่อได้รับ อิทธิพลจากภาษาต่างประเทศ คำส่วนใหญ่สะกดไม่ตรงตามมาตราเดิม จึงทำให้ภายาไทยกลาย ลักษณะไป (แต่การออกเสียงยังคงใช้ตามแบบกาษาไทย) เช่น เทนนิส (ส - ต) ราษฎร (ร-น) ๕. ทำให้โครงสร้างของภาษาไทยเปลี่ยนไป แต่เดิมนั้น ใครงสร้างประโยค ในภาษาไทยนิยมใช้เรียงลำดับจากประธาน กริยา และกรรม ตามลำดับ เช่น น้องไปโรงเรียน แต่เมื่อ เราได้รับอิทธิพลจากคำภาษาต่างประเทศ โครงสร้างของประโยค ก็มีผลจากการยืมคำมาใช้ทำให้ โครงสร้างเปลี่ยนแปลงไปด้วย จะเห็นได้จากข้อสังเกตดังนี้ การไม่ใช้ลักษณนาม เช่น


๑๙ สองนักกีฬาไทยได้รับชัยชนะ การใช้คำและสำนวนภาษาต่างประเทศ ผู้บริหารบางประเทศภายใต้การนำของคนยุคใหม่ การใช้คำภาษาต่างประเทศปนกับภายาไทย ผมไม่ care เรื่องนี้ ข้อมูลจากผู้รู้ข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า อิทธิพลของคำภาษาต่างประเทศที่ มีต่อภาษาไทย มีหลายค้าน เช่น ทำให้ลักษณะของภาษาไทยเปลี่ยนแปลงไปจากลักษณะเดิม คำมีหลายพยางค์มากขึ้นจากที่เคยมีลักษณะเป็นคำโดด มีคำควบกล้ำ มีคำใช้มากขึ้น หลากหลายขึ้น ทำให้เกิดคำไวพจน์และระดับของภาษา มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา เกิดการเขียนอ่านคำผิด อันเนื่องมาจากมีแบบแผนให้ยึดถือในการเขียนโดยเฉพาะคำทับศัพท์หรือการเกิดแนวเทียบผิดๆ และทำให้โครงสร้างของภาษาไทยเปลี่ยนไป เช่น การ ไม่ใช้ลักษณนาม การใช้คำขยายผิดที่ การใช้คำ ภาษาไทยและคำภาขาอังกฤษปะ ปนกันในชีวิตประจำวัน อิทธิพลดังกล่าวเป็นปัจจัยทำให้ภายาไทย เปลี่ยนแปลง เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด ๑. ความหมายของความคิดรวบยอด ความคิดรวบยอดมาจากคำในภามาอังกฤษว่า Concept ซึ่งนักจิตวิทยาและนักการ ศึกษาไทยหลายท่านได้ให้ชื่อภาษาไทยหลายชื่อแตกต่างกันเช่น ใช้ชื่อว่า สังกัป มโนมติ มโนทัศน์ และความคิดรวบยอด สำหรับความหมายของความคิดรวบยอดนั้น นักวิชาการใด้ให้ความหมายไว้ ต่างๆ กันดังนี้ เดอ เชคโก (De Cecco, ๑๙๖๘ : ๓๘๘) ได้ให้ความหมายของความคิดรวบยอคว่า หมายถึงชั้น (Class) หรือกลุ่มของสิ่งเร้าที่มีคุณสมบัติบางประการ หรือหลายประการร่วมกันสิ่งเร้า เหล่านี้อาจเป็นวัตถุสิ่งของ สิ่งมีชีวิต ตลอดจนเหตุการณ์ต่าง ๆ เราคำหนคความคิดรวบยอด เหล่านี้ตามลักษณะ คุณสมบัติเฉพาะ การกำหนดชื่อต่างๆ เพื่อเรียกอย่างเฉพาะเจาะจงเช่น หนังสือ สุนัข สงคราม เป็นต้น มาร์โทเรลลา (Martorella, ๑๙๘๖ : ๑๘๖) ได้กล่าวถึงความหมายของความคิดรวบ ยอคไว้สองความหมายในเวลาเดียวกันว่า ๑. ความคิดรวบยอดเป็นการอัดลำคับชั้นของประสบการณ์ที่เป็นระเบียบ ๒. ความคิดรวบยอดเป็นข่ายงานของความเกี่ยวพันทางปัญญาที่นำมาจัด ลำคับชั้น หรือจัดประเกท ซึ่งไม่เพียงแต่จะจำแนกวัตถุ เหตุการณ์ที่เราประสบ ถึงเม้เราจะเผชิญกับสิ่ง ใหม่ๆหรือประสบการณ์เก่าๆ เราจะนำความคิดรวบยอดทั้งเก่าและใหม่มาประสานสัมพันธ์กันในการ คิดแก้ปัญหา เอกเกน และคอชาค (Eggen and Kauchak, ๑๙๙๒ : ๓๖๘) ได้ให้ความหมายของ ความคิดรวบยอดไว้ว่า ความคิดรวบยอดมีลักษณะเป็นนามธรรม เป็นการจัดลำดับชั้นกลุ่มของวัตถุ เหตุการณ์ หรือความคิด


๒๐ กู๊ดวิน และคลอสไมเออร์ (Goodwin and Klausmeier, ๑๙๗๕, อ้างถึงใน พรรณีช. เจนจิต, ๑๕๒๘ : ๒๑๓) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ความคิดรวบยอดจะบอกให้เราทราบถึง คุณลักษณะของสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ เหตุการณ์ หรือขบวนการ ซึ่งทำให้เราแยกสิ่งต่างๆ นั้น ออกเป็นสิ่งอื่นๆ ได้ และในขณะเดียวกันก็สามารถเชื่อมโยงเข้ากับกลุ่มสิ่งของประเภทเดียวกันได้ ชม ภูมิภาค (๒๕๓๘: ๗๕) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ความคิดรวบขอด หมายถึง สมรรถภาพที่จะสามารถทำให้บุดคลสามารถชี้บอกสิ่งเร้าเข้าเป็นพวก ซึ่งอาศัยลักษณะร่วมกันบาง ประการ สิ่งเร้านั้นอาจจะเป็นวัตถุ เหตุการณ์ หรือบุคคลก็ได้ สุชา จันทน์เอม (๒๕๓๑ : ๑๘๗) ได้ให้ความหมายว่า ความคิดรวบขอด หมายถึง สัญลักษณ์ที่ใช้เทนสิ่งของหรือสถามการณ์หลาย ๆ อย่างที่มีความหมายร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง จากความหมายดังกล่าว นอจะสรุปได้ว่า ความคิดรวบยอด หมายถึง ความคิด ความเข้าใจ ซึ่งเป็นความสามารถทางสมองอย่างหนึ่งที่จะทำให้บุคคลสามารถซี้ขอกสิ่งเร้า แล้วจัดเข้า เป็นพวก โดยอาศัยลักษณะร่วมบางประการ สิ่งเร้านั้นอาจเป็นวัตถุ เหตุการณ์ หรือบุคคลก็ได้ ๒. ลักษณะของความคิดรวบยอด ความคิดรวบยอด ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้เป็นอย่างมาก เพราะผู้ที่จะมี ความคิดรวบขอดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น ย่อมมีความเข้าใจในเรื่องราวหรือสิ่งนั้นอย่างสมบูรณ์ และนอกจากจะมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ยังต้องรู้จักวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่อยู่ในประเภทเดียวกัน หรือจะกล่าวอย่างง่ายก็คือ การรู้จักเปรียบเทียบหา ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งใคสิ่งหนึ่งด้วย ครอนบาค (Cronbach, 1963 อ้างถึงใน บันลือ พฤกษะวัน, ๒๕๓๑ : ๙๕) กล่าวว่า ความคิดรวบยอดจะต้องประกอบด้วย 2 ลักษณะ ดังนี้ ๒.๑ สามารถจำแนกประเภทได้ว่า จะไรอยู่ในจำพวกไหน อันได้แก่การรู้จัก จัดกลุ่มจัดพวกของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (Classification) ๒.๒ ตามารถที่จะบอกคุณสมบัติที่ดีเด่น หรือลักษณะการใช้ประโยชน์ของ สิ่งนั้นๆ (Identification) เช่น ร้างเป็นสัตว์สี่เท้า คุณสมบัติดีเด่นได้แก่ งวง ช้างใช้งวงต่างอมูกและต่าง มือ งาช้างเปรียบเสมือนเขาสัตว์ทั้งหลาย เช่น วัว ควาย แต่อยู่ในตำแหน่งต่างกัน นอกจากช้างจะใช้ งาต่างเขาแล้วยังใช้สำหรับงัดซุง เป็นต้น สุนีย์ ธีรดากร (๒๕๒๕ : ๑๒๙) ได้กล่าวถึงลักษณะธรรมชาติของความคิดรวบยอคไว้ สรุปได้ดังนี้ ๑. ความคิดรวบยอดเป็นกลุ่มของสิ่งเร้าที่มีลักษณะเฉพาะร่วมกัน ๒. มีลักษณะเป็นรูปธรรม (Concrete) มีตัวตนสามารถสัมผัสด้วยประสาท สัมผัสได้ ๓. มีลักษณะเป็นนามธรรม (Abstracting) เป็นความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่ ไม่ มีตัวตนสัมผัสจับต้องไม่ได้ ๔. มีลักษณะเฉพาะ (Concept Attributes) หมายถึง ลักษณะเด่น และทำ ให้ความคิดรวบยอคนั้นแตกต่างจากความคิดรวบยอดอื่นๆ ๕. มีค่าของลักษณะเฉพาะ (Attributes Values) หมายถึง สิ่งที่แสดงค่า ของลักษณะเฉพาะ เช่น เมื่อกล่าวถึงสี ดำาของลักษณะเฉพาะของสี คือ แคง เขียว เหลือง ฯลฯ


๒๑ ๖. มีความเด่นของลักษณะเฉพาะ (Dominance of Attributes) เป็น ลักษณะเฉพาะของความคิดรวบยอด บางลักษณะจะเด่นกว่าลักษณะอื่น ๆ เช่น ลักษณะเฉพาะ ที่เกี่ยวกับขนาคจะเด่นกว่าลักษณะที่เป็นสี นอกจากนี้ สุชา จันทน์เอม (๒๕๒๑ : ๑๘๗) ได้กล่าวไว้ว่า ความคิดรวบชอดมี ลักษณะ ต่างๆ กัน ดังต่อไปนี้ ๑. ความคิดรวบยอลเกี่ยวกับสิ่งที่มีตัวตม เช่น การแยกแยะชนชาติเผ่า ต่างๆ ออกจากกัน โดยคูจากรูปร่างลักษณะของคนเหล่านั้น เป็นต้นว่า คำว่า "ผ่ามองโกล" เป็นความคิดรวบยอดที่รวมเอารูปธรรมเข้าไว้ เพราะใช้แทนชนหลายชาติ หลายภามาทางเอเชีย ที่มี ผิวเหลือง กระดูกแก้มสูง จมูกสั้นและกว้าง ผมคำและเหยียดครง ซึ่งแตกต่างจากลักษณะของชนเผ่า คอเดเซียน ๒. ความคิดรวบยอดที่ต้องอาศัยความเข้าใจช่วย ส่วนมากวัสดุของความคิด รวบยอคนี้เป็นสิ่งนามธรรม เช่น ความซื่อสัตย์ หรือคำว่ามนุษยธรรม เป็นคัน ๓.ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิต เราตั้งคำถามถามว่าของนั้นใช้ทำอะไรได้บ้าง แล้วสร้างความคิดรวบยอดขึ้นจากคำตอบที่เราค้นหา มาใด้ ๓. ประเภทของความคิดรวบยอด มีนักจิตวิทยาและนักการศึกษาหลายท่าน ได้จัดแบ่งประเภทของความคิดรวบยอด ไว้จะขอนำเสนอประเภทของความคิดรวบยอดจากนักการศึกษา จำนวน ๒ ท่าน คือ Bruner และ Sussel รายละเอียดดังนี้ (มลฤดีลิ่วเฉลิมวงศ์, ๒๕๔๑) บรูเนอร์ และคณะ (Bruner and others, ๑๘๕๖ : ๔๑-๔๓) แบ่งประเภทของ ความคิดรวบขอดเป็น ๓ ประเภท คือ ๑. ความคิดรวบยอดร่วมลักษณะ (Conjunctive Concept) เป็นความคิด รวบยอดที่เกิดจากการมีส่วนร่วมกันของลักษณะเฉพาะ (attribute) ตั้งแต่ ๒ ลักษณะขึ้นไป เช่น สมุด สีเขียว ดอกไม้สีแดง สุนัข แมว และสิ่งที่เราพบเห็นเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะร่วมกัน ได้แก่ รูปร่าง ขนาด สี เป็นต้น ๒. ความคิดรวบยอดแยกลักษณะ (Disjunctive Concept) เป็นความคิด รวบยอดบ่งบอกถึงคุณลักษณะที่สังเกตได้ เป็นส่วนของวัตถุแต่ละชิ้นในกลุ่ม เช่น กลุ่มที่จัดสัตว์สี่เท้า ทุกชนิดไว้ด้วยกัน หรือเสื้อผ่าทุกชิ้นที่มีลายเส้นในแนวตั้งไว้ด้วยกัน เป็นต้น ๓. ความคิดรวบยอดสัมพันธ์ลักษณะ (Relational Concept) เป็นความคิด รวบยอดที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก หรือส่วนประกอบของกลุ่ม ความสัมพันธ์ของ เหตุการณ์สภาวะหรือสิ่งเร้าตั้งแต่ ๒ อย่างขึ้นไป เช่น การจัดกลุ่มให้ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก อยู่ด้วยกัน การนำไม้ขีดไฟไปสัมพันธ์กับบุหรี่ เป็นต้น Russel ได้แบ่งความคิดรวบยอดออกเป็นลักษณะ คือ ๑. ความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Concept) คือ ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับตัวเลข การวัด ซึ่งมีอยู่ในชีวิตประจำวัน


๒๒ ๒. ความคิดรวบยอดในเรื่องเวลา (Concept of Time) เป็นความคิดรวบ ยอดที่มีความสัมพันธ์กับความคิดรวบยอดในเรื่องที่ว่าง (Concept of Space) คือความคิดรวบยอด ในเรื่องเวลา เป็นนามธรรมมากกว่า เช่น กลางวัน กลางคืน เช้า บ่าย และฤดูต่าง ๆ เป็นต้น ๓. ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับตนเอง (Self Concept) คือการที่บุคคลมี ความรู้สึกว่าตัวเขาเองคือใคร เป็นอะไร เป็นอย่างไร ๔. ความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Concept) เป็นความคิด รวบยอดเกี่ยวพันกับเวลาและที่ว่างรวมอยู่ด้วย ๕. ความคิดรวบยอดทางสังคม (Social Concept) เป็นความคิดรวบยอดที่ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ชุมชน ประชาธิปไตย ศีลธรรม ๖. ความคิดรวบยอดทางสุนทรียภาพ (Aesthetic Concept) เป็นความคิด รวบยอดซึ่งสัมพันธ์กับความคิดรวบยอดที่เกี่ยวกับความสวยงาม และขึ้นอยู่กับความคิดรวบยอดทาง สังคม เช่นสุนทรียภาพในห้องเรียน รูปภาพ ดนตรีเป็นต้น ๗. ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับความขบขัน (Humoristic Concept) เป็น ความคิดรวบยอดที่อยู่ในข่ายของสังคมที่บุคคลนั้นได้ประสบเป็นประจ า ซึ่งบางสิ่งเป็นของขบขันใน สังคมหนึ่ง แต่อาจไม่ขบขันในอีกสังคมหนึ่งก็ได้ ๘. ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ (Miscellaneous Concept) เช่น เกี่ยวกับความตาย เพศ สงคราม เป็นต้น จากประเภทของความคิดรวบยอดดังกล่าวนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอนในการ จัดการเรียนการสอน กล่าวคือ หากผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจในประเภทของความคิดรวบยอดแล้ว ก็จะสามารถนำความรู้ความเข้าใจดังกล่าวไปใช้ในการวางแผน ส่งเสริมความสามารถของผู้เรียนให้ สอดคล้องกับประเภทของความคิดรวบยอดได้ ๔. ความสำคัญประโยชน์ความคิดรวบยอด สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเรามีความซับซ้อน ทั้งเหมือนกันและแตกต่างกันออกไป ดังนั้น ในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมท่ามกลางสิ่งแวดล้อมดังกล่าวนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์เราจะต้อง ใช้ความสามารถในการเรียนรู้ความแตกต่างและความเหมือนกันของสิ่งต่างๆ ที่มีความสลับซับซ้อน เหล่านั้น ดังนั้น จึงใช้กระบวนการจัดประเภทในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อให้เกิดความคิดรวบยอด ความคิดรวบยอดจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้สิ่งที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็วขึ้น เพราะเกิดการจัด ระเบียบของข้อมูลไว้ในสมองเรียบร้อยแล้ว เมื่อเจอกับข้อมูลใหม่ ก็จะสามารถจำแนกจัดหมวดหมู่ และเชื่อมโยงกับความคิดรวบยอดที่มีอยู่ได้ง่ายขึ้น และยังช่วยลดความซับซ้อนของสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว อีกทั้ง ช่วยลดความจำเป็นในการศึกษาเรียนรู้ความรู้ที่เรารู้แล้ว ตลอดจนช่วยให้เราสามารถ แยกแยะ อธิบาย บางสิ่งบางอย่างที่เราไม่รู้ได้ นอกจากนี้ ยังเป็นแนวทางในการวางแผนกิจกรรม ต่างๆ ที่เราจะทำในอนาคตได้ เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของการนำการเรียนรู้ความคิดรวบยอดไปใช้ในการจัด การเรียนรู้จะเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้เรียนและผู้สอน สรุปได้ดังนี้ ประโยชน์ของการเรียนรู้ความคิดรวบยอดผู้เรียน ดังนี้ ๑. ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีระบบระเบียบ ไม่สับสน จดจำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก


๒๓ ๒. ทำให้เกิดความประหยัดที่ไม่ต้องเรียนในเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้มากจนเกินความ จำเป็น ๓. ทำให้สามารถนำความรู้ไปใช้ได้กว้างขวาง สื่อสารทำความเข้าใจกับผู้อื่นเป็นไป ด้วยดีและเสริมความรู้ต่อไปได้มากขึ้นและเร็วขึ้น ประโยชน์ของการเรียนรู้ความคิดรวบยอดต่อผู้สอน ดังนี้ ๑. ช่วยให้ผู้สอนทราบถึงสิ่งที่ควรเน้นในการสอนแต่ละเรื่อง ว่าต้องการให้ผู้เรียน ได้รับอะไรบ้าง ๒. ความคิดรวบยอดเป็นแนวชี้แนะให้ผู้สอนจัดกิจกรรมได้ตรงเป้าหมาย ๓. ช่วยให้ผู้สอนได้ให้แนวคิดที่ถูกต้องแก่ผู้เรียน สามารถเป็นพื้นฐานของทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้เรียนได้ ๔. เป็นเกณฑ์ที่ช่วยให้การเขียนเนื้อหากระชับและอยู่ในแนวทางจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ ๕. เป็นพื้นฐานในการเขียนหน่วยการสอนหรือแผนการสอนให้สามารถบูรณาการ เนื้อหาที่มีหลักการหรือความคิดรวบยอดที่คล้ายคลึงกันได้ ๖. ช่วยให้ผู้สอนประเมินได้ว่าผู้เรียนได้เรียนรู้ไปมากน้อยเพียงใด ความคิดรวบยอดเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนรู้และการดำรงชีวิตของคน ซึ่งจะต้องสร้างความคิดรวบยอดอยู่เสมอ ตราบเท่าที่มีสิ่งเร้ามาปะทะประสาทสัมผัสทำให้เกิดการรับรู้ เพราะความคิดรวบขอดจะช่วยให้เช้าใจสิ่งแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น มาร์โทรลลา (Martorella, ๑๙๘๖: ๑๘๓) ได้กล่าวไว้ว่า ความคิดรวบยอดมีประโยชน์ ๓ ทาง คือ ๑. ช่วยแก้ใขงานการเรียนรู้ที่ยากให้ง่ายขึ้น ๒. ช่วยให้การติดต่อสื่อสารรวดเร็วขึ้น ๓. ช่วยแยกแยะระหว่างความจริงและจินตนาการ ชม ภูมิภาค (๒๕๒๘: ๗๕) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของความคิดรวบยอดไว้ ดังนี้ ๑. ความคิดรวบยอดจะช่วยลดความซับซ้อนของสิ่งแวดล้อม ๒. ทำให้รู้จักวัตถุที่อยู่รอบตัวเราได้อย่างขว้างขวาง ๓. ช่วยลดจำนวนครั้งของการเรียนอะไรใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ เพราะเมื่อเกิค ความคิดรวบยอดแล้ว เราสามารถนำไปใช้จัดพวกสิ่งเร้าใหม่ได้ ๔. ช่วยให้เราสรุปเป็นกฎเกณฑ์หรือหลักการ และสามารถนำไปประยุกต์ใน สถานการณ์ต่างๆ ได้ ๕. ให้การสอนคำเนินการ ไปได้โดยสะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ สุณีย์ ธีรดากร (๒๕๒๕ : ๑๓๕-๑๓๖) ยังได้กล่าวถึงประโยชน์ ของความคิดรวบยอดไว้ว่า ๑. ลดความชับซ้อนของสิ่งแวดล้อม เช่น การแยกประเภทของสิ่งเร้าทำให้ ง่ายต่อการรับรู้ ๒. ช่วยให้จำแนกความแตกต่างของวัตถุ ความคิด ความเชื่อ และสถานการณ์ต่างๆ ออกจากกันได้


๒๔ ๓. ประหยันวลาและหลังงานในการเรียนรู้ เพราะมีการจัดประสบการณ์ ของความคิดรวบยอดไว้แล้ว เมื่อพบกับสิ่งเร้าใหม่ก็สามารถขัดเข้าประเภทได้ ทำให้ไม่ต้องเรียนรู้การ สร้างความคิดรวบยอดใหม่ๆ ๔. ทำให้การเรียนการสอนดำเนินไปได้สะควก โดยใช้ความคิดรวบยอดเดิม เป็นพื้นฐานของการเรียนความคิดรวบยอดขั้นสูงต่อไป ๕. เพิ่มประสบกรรณ์การเรียน - การสอน เลมค์ และคณะ (Lemke and Others. ๑๙๖๙ อ้างถึงใน ศรีทอง มีทาทอง, ๒๕๓๔: ๖๕) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์และการเรียนความคิดรวบยอด กตุ่มตัวอย่างที่ใช้ ทดลองเป็นนักเรียนเกรค ๗, ๘ และ ๙ ทั้งชายเละหญิง จำนวน ๑๒๐ คน การวัดผลสัมฤทธิ์ใช้ แบบทดสอบมาตรฐาน จำนวน ๑๖ ชุด เกี่ยวกับค้านตัวเลข การออกเสียง วิทยาศาสตร์ผลการศึกษา พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความสัมพันธ์กับการเรียนความคิดรวบยอคในทางบวกสูงมาก ศรีทอง มีทาทอง (๒๕๓๔) ไทดลองวิธีสอนคณิตศาสตร์ที่ใช้กระบวนการสร้าง ความคิดรวบยอดตามหลักการเรียนรู้ของกาเย่ ในเรื่องโจทย์ปัญหาการคูณ การหาร ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน ๗๐ คน ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสนใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนกลุ่มที่ได้รับ ๕. กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด การสร้างความคิดรวบยอด เป็นกระบวนการที่ประกอบด้วยการรับรู้ ความจำ การคิดหาเหตุผล การจัดระเบียบของความคิดให้เป็นหมวดหมู่ และการหาลักษณะร่วม กระบวนการ สร้างความคิดรวบยอดจึงต้องอาศัยการพัฒนาเป็นลำดับขั้นต่อเนื่องกัน (ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, ๒๕๓๔ : ๑๐๗) เดอ เชคโก (De Cecco, ๑๙๖๘ : ๓๙๔ - ๓๙๖) ได้กล่าวถึงกระบวนการเกิด ความคิดรวบยอคว่ามีขั้นตอนดังนี้ ๑. การสัมผัส (Sensation) ผู้เรียมอาจเกิดความคิดรวนอได้เมื่อได้สัมผัสสิ่ง ใช้อวัยวะรับสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ๒. การรับรู้ (Perception) เมื่อผู้เรียนได้สัมผัสในสิ่งเร้าแล้วย่อมมีการแปล ความหมายในสิ่งที่สัมผัสนั้น เพื่อจะได้เกิดความคิดรวบยอดขึ้น ๓. การจำ (Memory) หลังจากที่ผู้เรียนได้สัมผัสในสิ่งเร้าแล้วย่อมจะจำสิ่ง เร้านั้นได้ว่ามีลักษณะอย่างไร ๔. การคิดจากเหตุผล (Discrimination) เมื่อผู้เรียนจำสิ่งเร้าได้ย่อมจะพินิจ พิเคราะห์และคิดหาเหตุผลเกี่ยวกับสิ่งเร้านั้นๆ ว่าอะไร ทำไม และอย่างไร ๕. การตรุรูปรวบยอด (Generalization) หลังจากที่ผู้เรียนพินิจพิเคราะห์ และคิดทาเหตุผลเกี่ยวกับสิ่งเร้านั้นแล้ว ก็จะเกิดเป็นความรู้ความเช้าใจในสิ่งเร้านั้นๆ เรียกว่าเป็น ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งเร้านั้นๆ กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความคิดรวบยอด สามารถ เขียนแสดงได้ดังภาพประกอบ ๒ และ ภาพประกอบ ๓ ดังต่อไปนี้ (นวลจิตต์ เขาวกีรติพงศ์, ๒๕๓๗ : ๕๕-๕๖)


๒๕ ภาพประกอบที่ ๑ กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด ภาพประกอบที่ ๒ ตัวอย่างกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด อย่างไรกี่ดี ความคิดรวบขอดจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความพร้อมของจิตใจ และความแจ่มชัด ของสิ่งเร้าด้วย การสร้างความคิดรวบยอคจะถูกต้องเพียงไรขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่อไปนี้ คือ (ประดิษฐ์ ฮวบเจริญ, ๒๕๒๐: ๑๒๐-๑๒๑ ; สุชา จันทน์เอม และสุรางค์จันทน์เอม, ๒๕๑๕: ๑๔๖- ๑๔๗)


๒๖ ๑. อายุ เด็กเล็กๆ จะมองไม่เห็นความสัมพันธ์ของสิ่งของ หรือไม่สามารถข้า ใจแนวความคิดต่าง ๆ ได้ ๒. ความเฉลียวฉถาด ผู้ที่ฉลาดย่อมมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ได้ รวดเร็ว ๓. ความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้บุคคลแยกแยะความ คล้ายดถึง หรือความแตกต่างของวัดถุสิ่งของที่พบใหม่ เพื่อจัดให้อยู่รวมหมวดหมู่ หรือแยกออกจาก กันได้สะดวกขึ้น ๔. ความคิดคำนึง เนื่องจากวัตถุบางอย่างที่จะช่วยในการสร้างความคิดรวบ ยอดนั้นผู้คิดไม่อาจมองเห็นใด้เสมอไป จะนั้นผู้ที่มีจินตนาการหรือความคิดคำนึงดี ย่อมจัดหมวดหมู่ ของวัตถุสิ่งของได้ดีขึ้น ๕. ความจำ ผู้ที่จำลักษณะของวัตถุใดๆ ไม่ค่อยได้ ย่อมสร้างความคิดรวบ ยอดได้ไม่ถูกต้องชัดเจน ๖. ภาษา ภาบาเป็นสื่อของความคิด ถ้าภาษาไม่คล่องแคล่วและ ไม่ถูกต้อง ความคิดรวบยอด ย่อมเกิดขึ้นข้าและผิดพลาดได้ง่าย วีณา วโรตมะวิชญ (๒๕๓๕: ๑๔๐-๑๔๔) ได้กล่าวถึงการสร้างความคิดรวบยอดไว้ว่า ความคิดรวบยอดเป็นความคิดที่เน้นหนักไปที่ความหมาย ซึ่งแสดงออกเป็นคำหรือประโยคความคิด รวบยอดมักจะมีลักษณะที่ลึกซึ้งและมีมิติ กลวิธีที่จะสร้างความคิดรวบยอด คือ กลวิธีที่ ๑ การใช้วิธีให้ชื่อตามกลุ่ม ทาบา (โaba) เป็นผู้คิดคันวิธีนี้ในการ สร้างความคิดรวบชอดในวิชาสังคมศึกษา ลองนึกภาพเด็กโรงเรียนประถมที่เรามีหน่วยต่างๆ ในชุมชน ของเรา ครูอาจจะถามนักเรียนว่า "ในขณะที่นักเรียนเดินมาโรงเรียน นักเรียนพบอะไรบ้าง" นักเรียนก็ จะตอบคำถามต่างๆ นาๆ เช่น บ้านไม้ ตี๋ก รถโดยสาร รถเก๋ง รถจักรยาน ร้านขายขนม ร้านขายยา ร้านขายเสื้อผ้า สถานีตำรวจ โรงพยาบาล สถานีคับเพลิง ฯลฯ หลังจากได้รายชื่อสิ่งต่างๆ ไส้มากที่สุด เท่าที่จะทำ ใครให้นักเรียนช่วยกันจัดกลุ่มโดยพยายามจัดให้สิ่งที่ควรจะอยู่ด้วยกันให้อยู่ด้วยกัน การทำเช่นนี้เกี่ยวข้องกับการมององค์ประกอบร่วมเพื่อจะนำมาเป็นพื้นฐานในการจัดกลุ่ม ซึ่งเป็น กระบวนการที่จะทำให้ความคิดรวบยอดเกิดขึ้น ชื่อของสิ่งของต่าง ๆ ที่กล่าวมาสามารถจัดกลุ่มได้ ดังนี้ รถเก๋ง ร้านขายขนม สถานีตำรวจ บ้านไม้ รถโดยสาร ร้านขายขา สถานีดับเพลิง คึก รถจักรยาน ร้านขายเสื้อผ้า โรงพยาบาล


๒๗ ขั้นต่อไปเป็นกระบวนการให้นักเรีนบอกชื่อกลุ่มต่าง ๆ อาจจะเรียกได้ดังนี้ ยานพาหนะ บริการส่วนบุคคล บริการด้านป้องกัน ที่อยู่อาศัย แสดงให้เห็นถึงการเกิดความคิดรวบยอด วิธีนี้ทำได้โดยให้นักเรียนบอกสิ่งที่นักเรียน พบในชีวิตประจำวัน แล้วจัดกลุ่มสิ่งที่น่าะอยู่ด้วยกันไว้ด้วยกัน แล้วให้ชื่อกลุ่ม ในการสอนความคิด รวบยอดจะต้องนำเอาตัวอย่างของความคิดรวบขอดมาจัดไว้ในกลุ่มเดียวกัน และนำเอาสิ่งที่ไม่ สัมพันธ์กันออกไป สรุปกระบวนการในกลวิธีที่ ๑ ดังนี้ ๑. ให้นักเรียนบอกรายการที่นักเรียนคิดได้ ที่เกี่ยวกับวิชาใควิชาหนึ่งมาก ที่สุด ๒. จัดกลุ่มสิ่งที่กล่าวมาแล้วเข้าด้วยกัน โดยพยายามที่จะมองหา องค์ประกอบร่วมที่จะมาเป็นพื้นฐานหรือเป็นเกณฑ์ในการจัดสิ่งต่างๆ เข้ากลุ่ม ๓. ให้ชื่อแต่ละกลุ่ม กลวิธีที่ ๒ เราจะเลือกตัวอย่างจากวิชาวิทยาศาสตร์เรื่อง คาน ความคิดรวบ ยอดนี้เป็น ความคิดรวบยอดที่สัมพันธ์กับความคิดรวบยอดที่ใหญ่ขึ้น คือ ความคิดรวบยอคของ เครื่องกล อย่างงาย ในการสร้างความคิดราบยอคของคำว่า คาน และความคิดรวบยอดย่อยนั้น ครูจะต้องให้นักเรียนมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับคาน วอย่างเช่น กระดานขนาค ๑"x ๔" ขาวประมาณ ๒ - ๔ ฟุต ทำเป็นคานโดยมีอิฐวางหนุนไว้ทำหน้าที่เป็นจุดหมุน นักเรียนก็จะมีประสบการณ์ตรง เกี่ยวกับกฎต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคาน ครูอาจจะสาธิตวิธีการให้เต็กเล่นกระดานหก เด็กจะเรียนรู้ถึง กฎเกณฑ์ด่างๆ และแนวความคิดเกี่ยวกับคาน ประโยคต่างๆ ที่เด็กพูดขึ้นสามารถนำมาเป็น สมมดิฐานเพื่อทำการทดสอบสถานการณ์อื่น ๆ หลังจากได้คำศัพท์ขึ้นฐาน ความคิดรวบยอดย่อย และหลักการเบื้องต้นของคาน โดยผ่านประสบการณ์ตรงแล้ว ครูอาจขยายประสบการณ์ของนักเรียน ออกไปโคยใช้วอย่างอื่นๆ โดยดรูจะนำสิ่งเหล่านั้นมาที่ห้องเรียนหรือให้นักเรียนนำมา เช่น กรรไกร ที่เปิดกระป้อง และเครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายๆ กันนี้จากเครื่องมือเหล่านี้ นักเรียนจะต้องระบุ จุดหมุน แขนของน้ำหนัก แขนของแรง นักเรียนจะต้องอธิบายหลักการของคานกับเครื่องมือเครื่องใช้ แต่ละชิ้นได้ ขั้นตอนต่างๆ ที่จะใช้สอบดวมกลวิธีนี้ สรุปได้ ดังนี้ ๑. นักเรียนจะได้ประสบการณ์ตรง การค้นคว้าเกี่ยวกับความคิดรวบยอด นั้นก่อนสิ่งอื่น


๒๘ ๒. สร้างคำสำคัญ ความคิดรวบยอดช่อย และความหมายต่างๆ เพื่อจะให้ ได้มาซึ่งคำจำกัดความ และความหมายอันจะนำไปสู่การศึกษาของนักเรียน ๓. กระตุ้นให้นักเรียนสร้างกฎเกณฑ์ที่จะอธิบายความคิดรวบยอดใหญ่โดย ให้อยู่บนพื้นฐานของคารสังเกตและประสบการณ์ครั้งแรก ๔. นำประโยคที่ได้มานั้นไปทดสอบด้วยการไปสังเกตกับตัวอย่างใหม่ที่ใช้ ความคิดรวบขอดนั้น ทั้งนี้ประโยชน์ที่ได้มาอาจจะไม่ถูก หรือได้รับการยืนยันอีกครั้งก็ได้ ๕. ประโยคที่ได้มาจากประสบการณ์ต่างๆ แล้วนำไปทคลองให้กว้างขวาง จะเป็นการขยายความหมายของความคิดรวบยอคใหญ่ออกไปอีก กระบวนการที่ได้กล่าวมานี้ใช้กันมากกับการสร้างความคิดรวบยอดทาง วิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และสังคมศึกษา เกี่ยวข้องกับการใช้กระบวนการทางสติปัญญากลับไป กลับมา คือจากการสังเกตโดยครงไปสู่การตั้งสมมติฐาน จากการทดสอบสมมติฐานกลับไปสู่การ สังเกตตรงอีกครั้ง ความคิดรวบยอดของคำว่าคานจะไม่มีความหมายเว้นแต่จะใช้ในการใช้ ซึ่งประโยค เหล่านั้นก็เป็นข้อสรุป นักเรียนจะต้องได้รับการกระตุ้นเป็นประโยคออกมาแล้วใช้ประโยคนั้นเป็น สมมติฐานที่จะต้องทำการทลสอบ จะเห็นว่า ในการสร้างความคิดรวบยอดที่แท้จริงแล้ว ความคิดรวบ ยอดและข้อสรุปมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากอื่นๆ กลวิธีที่ ๓ เป็นวิธีการที่ตรงกว่า ๒ วิธีแรก สามารถใช้การสืบนได้ แต่จะพึ่ง การค้นพบโดชนักเรียนเองน้อยลง สมมติว่าครูต้องการสอพนักเรียนเกี่ยวกับความคิดรวบออดเรื่อง สัตว์เลี้ยง ครูอาจจะอธิบายว่ามีสัตว์จำพวกหนึ่งเรียกว่าสัตว์เลี้ยง เขียนคำว่า สัตว์เลี้ยง (ซึ่งเป็นชื่อของ ความคิดรวบยอด) บนกระคานคำ แล้วอธิบายกับนักเรียนว่าเราจะมาพิจารณาถึงสัตว์เลี้ยงกัน ครูอธิบายเพิ่มเติมว่า สัตว์ชนิดใดก็ตามจะเป็นสัตว์เลี้ยงได้สัตว์ชนิคนั้นต้องมีลักษณะ ดังนี้ ๑.เป็นสัตว์ที่คนนำมาเลี้ยงไว้ตามบ้านเรือน หรือสถานที่ต่างๆ ๒. สัตว์ที่นำมาเลี้ยงอาจจะเอาไว้ใช้งาน เป็นอาหาร และดูเล่น ต่อจากนั้นครูแสดงภาพบ้านเรื่อนที่มีสุนัขอยู่ และบอกนักเรียนว่าสุนัขเป็น สัตว์เลี้ยง ครูจะแสดงให้เห็นว่าสัตว์ที่คล่าวนี้มีคุณสมบัติตามที่กล่าวไว้ คือ ๑) เป็นสัตว์ที่เลี้ยงไว้ตาม บ้านเรือนหรือสถานที่ต่างๆ ๒) เป็นสัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อใช้งาน คือเฝ้าบ้าน เมื่อครูชี้คุณสมบัติต่างๆ ให้นักเรียนเห็นแล้วก็ปล่อยให้นักเรียนได้สัมผัสกับภาพที่นำมาให้ดู หลังจากนั้นครูจะเปรียบเทียบ คุณสมบัติของสัตว์นี้กับสัตว์ชนิดอื่นที่นักเรือนคุ้นเคย การทำเช่นนี้ครูจะให้นักเรียนได้เห็นตัวอย่างที่ไม่ อยู่ในความคิดรวบขอคนี้ นั่นคือนักเรียนจะไห้มีประสบการณ์ทั้งตัวอย่างของความคิดรวบยอด และไม่ใช่ตัวอย่างของความคิดรวบยอด


๒๙ หลังจากนั้นครูจะให้นักเรียนดูตัวอย่างอื่นๆ เช่น ไก่ แมว ปลา สัตว์แต่ละ ชนิดที่ครูแนะนำ ครูจะถามนักเรียนว่ามีคุณสมบัติที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงหรือไม่ ครูจะถามเพื่อให้นักเรียน ไปหาตัวอย่างและไม่ใช่ตัวอย่างของสัตว์เยงมาสำหรับบทเรียนวันต่อ ไป และนักเรียนจะต้องตอบได้ว่า ทำไมจึงเป็น และไม่เป็นด้วย การทำเช่นนี้ใครจะประเมินความเข้าใจความคิดรวบยอคของนักเรียนได้ ในการสร้างความคิดรวบยอควิธีนี้ มีขั้นตอนต่อไปนี้ ๑. ครูระบุสัญลักษณ์ของความคิดรวบยอด ๒. ครูบอกคุณสมบัติของความคิดรวบยอด ๓. ครูให้ตัวอย่างที่มีคุณสมบัติเฉพาะของความคิดรวบยอด ๔. ครูจะให้ตัวอย่างที่ไม่ใช่ตัวอย่างของความคิดรวบยอด ๕. ครูเสนอตัวอย่างและไม่ใช่ตัวอย่าง เพื่อให้ผู้เรียนระบุลักษณะเฉพาะและ อธิบายว่าทำไมบางตัวอย่างจึงเป็น บางตัวอย่างไม่เป็น ๖. ให้นักเรียนหาตัวอย่างของความคิดรวบยอด และตัวอย่างที่ไม่ใช่ตัวอย่าง ของความคิดรวบยอดของตนเอง ๗. ครูจะประเมินว่านักเรียนสามารถที่จะหาตัวอย่างของความคิดรวบยอด และตัวอย่างที่ไม่ใช่ตัวอย่างของความคิดรวบยอดได้หรือไม่ สำนักงานลณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (๒๕๓๔ : ๒๓) ได้กล่าวถึงกระบวนการสร้างความคิดรวบยอดไว้ว่า กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด มักใช้สอนคำ นิยามศัพท์และแนวคิดต่างๆ ซึ่งคำเนินตามขั้นตอนดังนี้ ๑. ขั้นสังเกด เปืนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรูปร่าง ปริมาณ คุณสมบัติ โดย ใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ ๒. ขั้นจำแนกความแตกต่าง ๓. ขั้นหาลักษณะร่วม เป็นการกำหนดลีกษณะร่วมบางประการ ๔. ขั้นระบุชื่อความคิดรวบยอด ๕. ขั้นทลสอบและนำไปใช้ ๖. วิธีสอนเพื่อให้บรรลุความคิดรวบยอด ความคิดรวบยอดมีความสำคัญต่อการเรียนการสอน เพราะว่าเป็นตัวสร้างโกรงสร้าง พื้นฐานความรู้ตาขาหนึ่งๆ ความคิดรวบยอดจะเป็นตัวที่จะไปใช้ในการถร้างทฤษฎี และข้อสรุปต่างๆ ในความรู้ตาขาต่างๆ และยังเป็นกุญแจนำไปสู่ความเข้าใจกฎเกณฑ์ และหลักการต่างๆ ความสัมพันธ์


๓๐ ระหว่างความจริง ความคิดรวบยอด และข้อสรูป มักจะเขียนออกมาได้ในรูปของสามเหลี่ยม โดยที่ความจริงซึ่งมีเป็นจำนวนมากจะอยู่ที่ฐาน ความคิดรวบยอดจะอยู่ตรงกลางและข้อสรุปจะอยู่ ที่ยอด ดังนี้ (วีอา วโรตมะวิชญ., ๒๕๓๕ : ๑๓๘ - ๑๓๙) ภาพประกอบที่ ๓ คงามสัมพันธ์ระหว่างความจริง ความคิดรวบยอด และข้อสรุป จาคแผนภูมิ ๓ อธิบายได้ว่าข้อเท็จจริงที่มีความหมายสัมพันธ์กันจะถูกรวมเช้าอยู่ใน หมวดเดียวกัน เถั่วก่อให้เกิดความคิดรวบยอดขึ้น ความคิดรวบยอดที่มีความสัมพันธ์กันก่อให้เกิดเป็น ข้อสรูป การจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนเกิดความคิดรวบยอด ผู้สอนจะต้อง พยายามสร้างความคิดรวบยอดให้เกิดขึ้นในตัวของนักเรียนให้มากที่สุด ซึ่งนักเรียนจะเกิดความคิด รวบยอดได้มากน้อยเพียงใคขึ้นอยู่กับความสามารถ ประสบการณ์ และวัยของนักเรียนเป็นสำคัญ นักจิตวิทยาทุกท่านที่สนใจในเรื่องการเรียนการสอน ถือว่าการสอนความคิดรวบยอดเป็นงานสำคัญยิ่ง ของครูทุกระดับการศึกษา พราะความคิดรวบยอดเป็นรากฐานของความคิด ช่วยในการตั้งกฎเกณฑ์ หลักการต่าง ๆ และสามารถที่จะแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้ความคิดรวบยอดเป็นเครื่องมือที่จะช่วยใน การสื่อความหมายที่จะให้คนเรามีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน (สุรางค์โคว้ตระกูล, ๒๕๓๓ : ๒๐๖) มีนักการศึกษาหลายท่านได้แนะนำวิธี สอน เพื่อให้เกิดความคิดรวบยอดไว้ ดังนี้ เดอ เชคโก (De Cecco, ๑๙๘๖ : ๔๐๒ - ๔๑๖) ได้เสนอแนะวิธีสอน เพื่อให้เกิด ความคิดรวบยอดไว้ ๙ ขั้น สรุปได้ดังนี้


๓๑ ๑. กำหนดพฤติกรรมที่คาคหวังของนักเรียนว่า เขาจะต้องแสดงพฤติกรรม อะไรได้บ้างหลังจากที่ได้เรียนความคิดรวบยอดนั้นไปแล้ว ซึ่งพฤติกรรมที่คาดหวังนั้น ไว้แก่ การชี้บอก ตัวอย่างใหม่ๆ ของความคิดรวบยอดได้ถูกต้อง ๒. ลดจำนวนคุณลักษณะในความคิดรวบยอดที่ซับซ้อนแล้วเน้นคุณลักษณะ ที่สำคัญให้ชัดเจน ในขั้นนี้สู้เรียนจะได้เรียนรู้เรื่องคุณค่า จำนวน จุดเด่น และความสัมพันธ์ของ คุณลักษณะนั้น ครูจะต้องวิเคราะห์ความคิดรวบยอคที่ต้องการสอนนักเรียน การกำหนด การชี้บอก คุณค่า และคุณลักษณะที่ต้องการจะกระทำก่อนจริง วิธีการทั่วไปสองประการต่อไปนี้ช่วยลดจำนวน คุณลักษณะของความคิดรวบยอดที่ซับซ้อน ได้แก่ ๒.๑ ไม่สนใจหรือละเลยคุณลักษณะบางอันเสีย และเน้น คุณลักษณะบางอันที่คิดว่าสำคัญที่สุด ๒.๒ จัดคุณลักษณะให้มีน้อยแบบ ๓. ใช้สื่อทางภาษาในการสอน ใช้ภาษาที่นักเรียนเข้าใจ เพื่อเป็นสื่อกลาง ของความคิดรวบยอด นักเรียนควรจะมีความสัมพันธ์ทางความคิดเชิงคำพูดมาก่อนที่จะลงมือเรียนรู้ ความคิดรวบยอค การเรียนรู้ชื่อเฉพาะหรือการกำหนดชื่อ (เช่นเดียวกับสื่อกลางที่เป็นตำพูด) จะช่วย ให้นักเรียนเรียนรู้ความคิดรวบยอดได้ดี ๔. เสนอตัวอย่างความคิดรวบยอดที่เกี่ยวข้องทั้งสิ่งที่เป็นตัวอย่างและไม่ใช่ ตัวอย่าง สิ่งที่เป็นตัวอย่างของความคิดรวบขอดเป็นสิ่งหนึ่งที่บรรจุคุณลักษณะของความคิดรวบยอด สิ่งที่ไม่ใช่ตัวอย่าง ได้แก่ สิ่งที่ไม่ได้บรรจุคุณลักษณะของความคิดรวบยอคที่จะสอนเอาไว้ เช่น ตัวอย่างความคิดรวบยอดของ 'นก" ได้แก่ นกพิราบ นกแก้ว นกขุนทอง ส่วนไม่ใช่ตัวอย่างความคิด รวบยอดได้แก่ สุนัข แมว งูผึ้ง เป็นต้น ๕. เสนอคัวอย่างทีละชันในระะยะใกล้เคียงกันหรือเสนอพร้อมกัน ในชั้นนี้ จะพิจารณาลำคับของการเสนอตัวอย่างทั้งพมดในทั้งสิ่งที่เป็นตัวอย่างและ ไม่ไช่ตัวอย่างให้แก่ นักเรียน เงื่อนไขการเรียนรู้ที่จะต้องขัดให้นักเรียนในขั้นนี้คือ ตวามใกล้เคียง Contiguity) ซึ่งได้แก่ การนำตัวอย่างความคิดรวบยอดมาเสนอในระยะเวลาใกเคียงกันหรือพร้อมกัน ๖. เสนอสิ่งที่เป็นตัวอย่างอันใหม่ แล้วให้นักเรียนบอกว่า ใช่ความคิดรวบ ยอดของสิ่งนั้นหรือไม่ ถ้านักเรียนบอกได้ แสดงว่านักเรียนเข้าใจความคิดรวบฮอดนั้น ในขั้นนี้จะเน้น ถึงการสรุปความคิดทั่วๆ ไป หรือความสามารถชองนักเรียนที่จะตอบสนองสิ่งเร้าใหม่ที่อยู่ในข่ายของ ความคิดรวบยอดเดียวกัน


๓๒ ๗. ทลสอบการเรียนรู้ความคิดรวบยอดของนักเรียน โดยเสนอตัวอย่างอัน ใหม่ ทั้งทางสิ่งที่เป็นตัวอย่างและไม่ไช่ตัวอย่าง แล้วให้นักเรียนเลือกเฉหาะตัวอย่างหรือที่เกี่ยวข้อง เท่านั้น ๘. ให้นักเรียนให้คำจำกัดความของความคิดรวบยอดนั้น การเรียนรู้ ความคิดรวบยอดส่วนใหญ่เกิดก่อนการใช้ภามา ตัวอย่างเช่น เด็กจะเรียนรู้ที่จะจำแนกแยกแยะและ สรุปความคิดรวบยอคระหว่างสุนัข เมว นก และม้า ทำนองเดียวกันระหว่าง พ่อ เม่ พี่สาว พี่ชาย เป็น เวลานานก่อนที่เขาจะสามารถบอกเราในรูปของคำจำกัดความของความคิดรวบยอดเหล่านั้น ๙. เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ตอบสนองและใด้แรงเสริมจากการตอบสนอง นั้น เด็กมีโอกาสรับผลส่งกลับ (Feedback) เกี่ยวกับการตอบสนอง ซึ่งทำให้เด็กสามารถแบ่งแยก เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นตัวอย่างและไม่ใช่ตัวอย่างชนิดและแรงกระทบสูงเด็กจะยิ่งเรียนดวามคิดรวบยอดเร็ว แต่ถ้าเราเปลี่ยนวิธีการตอบสนอง เช่น จากการที่เคยให้เด็กเขียนไปเป็นให้เด็กตอบปากเปล่าเด็กจะ เรียนรู้ความคิดรวบยอดยากขึ้น จอยซ์ และเวล (Joyce and Weil, ๑๙๙๒ : ๑๕๐-๑๕๓) เสนอรูปแบบการ สอนการสร้างความคิดรวบยอด (Concept Attainment) ไว้เป็น ๓ ขั้นตอน ดังนี้ ๑. นำเสนอข้อมูลเพื่อให้เกิดความคิดรวบยอด ในขั้นตอนนี้ผู้สอนจะเสนอ ตัวอย่างของความคิดรวบยอดทั้งสิ่งที่เป็นตัวอย่างและไม่ใช่ตัวอย่างโดยจะเสนอพร้อมกันไปให้ นักเรียนสังเกดเปรียบเทียบลักษณะร่วมและลักษณะเฉพาะของความคิดรวบยอด ตลอดจน ตั้งสมมติฐานไว้ในใจ ๒. ทดสอบสมมติฐานและตรวจสอบความถูกต้องของความคิดรวบยอด ขั้นดอนนี้ผู้สอนจะให้ตัวอย่างเพิ่มเติม นักเรียนะตรวงสอบความคิดรวบยอดโดยบอกว่า ใช่หรือไม่ใช่ ความคิดรวบยอด ต่อจากนั้นจึงสรุปเป็นนิยามหรือคำจำกัดดวาม แล้วนักเรียนก็จะยกตัวอย่าง ความคิดรวบยอดเหล่านั้น ผู้สอนจะตอบว่าใช่และไม่ใช่เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของความคิด รวบยอดอีกครั้งหนึ่ง ๓. สรุปและอภิปรายวิธีการคิด ในขั้นนี้นักเรียนสามารถอธิบายและ อภิปรายวิธีการคิดการตั้งสมมติฐาน และสรุปผลจากวิธีการคิดของคนเอง เทเลอร์ (Taylor, ๑๙๖๙ : ๑๐๘๗ -A) ได้ศึกษาพบว่าการให้สิ่งที่เป็น ตัวอย่างและไม่ใช่ตัวอย่างพร้อมๆ กัน จะทำให้เกิดการเรียนรู้ความคิดรวบยอดได้ดีกว่าการให้เฉหาะ อย่างใดอย่างหนึ่งแม้จะเพิ่มจำนวนตัวอย่างก็ตาม


๓๓ คลอสไมเออร์ และเฟรเชอร์ (Klausmeier and Frayer, ๑๙๔๗ อ้างถึงใน สุรางค์โคว้ตระกูล, ๒๕๔๑ : ๓๐๔-๓๐๖) แบ่งการสอนความคิดรวมยอคออกเป็น ๓ รูปแบบ (Models) ๑. การสอนความคิดรวบขอดขั้นรูปธรรมและขั้นเหมือน ๒. การสอนความคิดรวบยอดประเภทการจัดกลุ่มขั้นต้น ๓. การสอนความคิดรวบยอดขั้นที่มีวุฒิภาวะและขั้นสูง หลักการสอน คว า มคิ ดรว บย อ ดข ั้นร ู ปธรร มแ ละ ขั้น เ ห ม ื อ น (Concrete/Identity Level Processes) ๑. แสดงตัวอย่างซึ่งเป็นของจริงหรือรูปภาพ พร้อมกับมีของที่เหมือนกับ ตัวอย่างไว้หลายๆ อย่าง ตัวอย่างเช่น การสอนความคิดรวบยอต "สี่เหลี่ยมจัตุรัส" ครูควรจะให้ ตัวอย่างสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ต่างขนาลและด่างสี และขณะเคียวกันมีของที่ไม่ใช่ตัวอย่าง เข่น สามเหลี่ยม หรือวงกลมให้คูด้วย เพื่อผู้เรียนจะได้เห็นความแดกต่าง ๒. ในขณะที่แสดงตัวอย่างให้ผู้เรียนดู ครูจะต้องบอกชื่อความคิดรวบยอด พร้อมๆ กับตัวอย่าง เช่น ถ้าให้ตัวอย่างรูป "สี่เหลี่ยมจัตุรัส" ครูควรจะบอกว่า "นี่คือสี่เหลี่ยมจัตุรัส" ต่อจากนั้นชี้รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสพร้อมกับถามนักเรียนว่า "นี่คือรูปอะไร" หรือ "เราเรียกรูปนี้ว่า ๓. ครูจะต้องบอกขัยมูลข้อนกลับให้นักเรียนทันทีว่าคำดอบของนักเรียนถูก หรือผิดโดยบอกว่า "ถูกแล้วเราเรียกรูปนี้ว่าสี่เหลี่ยมจัตุรัส" ถ้านักเรียนตอบผิดก็จะต้องบอกให้ทราบ การบอกให้นักเรียนทราบทันทีว่าคำดอบของนักเรียนถูกหรือผิดจะช่วยให้นักเรียนจำสิ่งที่เรียนได้ดีขึ้น ๔. ครูควรจะแสดงรูปภาพ "สี่เหลี่ยมจัตุรัส" ที่มีขนาคต่างไป หรือสีต่างไป ให้นักเรียนดูและถามให้นักเรียนบอกว่า คืออะไร ๕. ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องสอนนักเรียนช้ำตั้งแต่ขั้นหนึ่งถึงขั้นสีก็ควรจะ ทำเพื่อความแน่ใจว่านักเรียนได้เรียนรู้ความคิดรวบยอดที่ครูตั้งใจจะสอน หลักการสอนความคิดรวบยอดประเกทการจัดกลุ่มขั้นด้น (Beginning Classificatory Level) ๑. ครูขกตัวอย่างความคิดรวบขอดที่ต้องการจะเกนอพร้อมกับสิ่งที่ไม่ไช่ ตัวอย่าง ๒-๓ ชนิด ตัวอย่างเช่น การสอนความคิดรวบยอด "สี่เหลี่ยมจัตุรัส" ครูอาจให้ผู้เรียน ดูตัวอย่างของ "สี่เหลี่ยมจัตุรัส" เละสี่เหลี่ยมค้านไม่เท่ารูปต่างๆ รวมทั้งรูปสี่เหลี่ยมค้านไม่เท่า ที่เกือบจะเหมือนกับ "สี่เหลี่ยมจัตุรัส"


๓๔ ๒. ช่วยหรือแนะให้นักเรียนใช้วิธีอนุมานหรืออุปมาน เพื่อจะหาคุณลักษณะ พิเศษของรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นดันว่าอาจจะให้นักเรียนวัคค้านทั้ง ๔ ของรูป "สี่เหลี่ยมจัตรัส" เพื่อค้น พบว่าด้านทั้ง ๔ มีความยาวเท่ากัน นอกจากนี้อาจจะให้นักเรียนคันพบเองหรือครูช่วยแนะให้วัดมุมทั้ง สี่เพื่อจะต้นพบว่ามีมุมเท่ากัน ๔ มุม ๓. ลองให้นักเรียนให้คำจำกัดความของ "สี่เหลี่ยมจัตุรัส" ด้วยตนเอง แม้ว่า คำจำกัดความจะ ไม่สมบูรณ์ก็ตาม เต่อย่างน้อยนักเรียนควรจะบอกคำจำกัดความได้ตามที่คันพบใน ขั้น ๒ คือ เป็นรูปที่มีค้านเท่ากัน ๔ ด้าน และมีมุมเท่ากัน ๔ มุม ๔. ให้นักเรียนชี้รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่อยู่รวมกับรูปสี่เหลี่ยมค้านไม่เท่าอื่นๆ โคยใช้คุณลักษณะวิกฤตที่นักเรียนค้นพบในขั้น ๒ เป็นเกณฑ์ หลักการสอนความคิดรวบขอคขั้นที่มีวุฒิภาวะและขั้นสูง (Mature Classificatory and Formal Level) ๑. เตรียมตัวผู้เรียนให้มีความสนใจและใส่ใจในความคิดรวบยอดที่จะเรียนรู้ โดยบอกชื่อความคิดรวบยอดที่จะเรียน เช่น บอกว่าวันนี้เราจะเรียนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ให้คำจำกัด ความของรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเละซี้ให้เห็นคุณลักษณะวิกฤตของรูปสี่เลี่ยมจัตุรัส ๒. ให้ตัวอย่างและสิ่งที่ไม่ใช่ตัวอย่างของความคิดรวบยอดที่จะให้นักเรียน เรียนรู้พร้อมกับให้สิ่งที่ไม่ไช่ตัวอย่าง โคยให้อรูปภาพหรือของนั้น ๓. ช่วยนักเรียนให้ใช้ความคิดตั้งคำถามที่จะทำให้ สามารถบอกชื่อความคิด รวบยอดที่จะเรียนรู้ได้ ตัวอย่างคำถามที่จะใช้ทายชื่อของความคิดรวบยอค "สี่เลี่ยมจัตุรัส" มีดังต่อไปนี้ ๓.๑ เป็นรูปหน้าราบใช่ไหม ๓.๒ เป็นรูปปิดทุกด้านใช่ไหม ๓.๓ เป็นรูปที่เรียบง่ายใช่ไหม ๓.๔ มี ๔ ค้านใช่ไหม ๓.๕ ด้านทั้ง ๔ ค้าน มีความยาวเท่ากันไหม ๓.๖ มุมทั้ง ๔ มุมเท่ากันหรือไม่ ถ้าคำตอบของทุกข้อบอกว่า "ใช่" ความคิดรวบยอด คือ "สี่เหลี่ยม จัตุรัส"


๓๕ ๔. ช่วยผู้เรียนใช้คำจำกัดความของความคิดรวบขอค และคุณลักษณะ ที่สำคัญหรือวิกฤตของความคิดรวบยอด โดยคำพูดของนักเรียนเอง แต่ในชั้นนี้ครูควรจะตั้งความ คาดหวังไวัว่าผู้เรียนจะสามารถรวมคุณลักษณะทั้งหมดไว้ในคำจำกัดความได้ ๕. ครูจะพยายามให้ผู้เรียนมีโอกาสใช้ความคิดรวบยอดที่เรียนรู้แล้วในการ แก้ปัญหาต่อ ๖. ครูควรจะบอกให้ผู้เรียนทราบความคิดรวบยอดที่ผู้เรียนให้มานั้นผิดหรือ ถูกสำหรับนักการศึกมาไทยได้เสนอแนะวิธีสอนเพื่อให้บรรลุความคิดรวบยอดคือ ชัยพร วิชชาวุธ (๒๕๒๐ : ๕-๗) ได้เสนอแนะแนวทางในการสอนความคิดรวบยอดไว้ ดังนี้ ๑. ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน เป็นขั้นแรกสุดของการสอนความคิดรวบยอ ประกอบด้วย ๑.๑ ผู้สอนจะบอกผู้เรียนว่า เรียนเรื่องอะไร เพื่อกระตุ้นให้เด็ก เกิดดวามสนใจ และรู้ทิศทางของการเรียน ในขั้นนี้ผู้ตอนควรแสดงคำต่างๆ ๑ ที่เป็นชื่อของความคิด รวบยอคที่ต้องการสอนอาจจะเขียนบนกระดานดำหรือบัตรคำก็ได้ ๑.๒ ผู้สอนบอกประโยชน์ของความคิดรวบยอดที่จะสอน เช่น เมื่อทราบว่ากวางคืออะไรแล้ว ต้องบอกประโยชน์ของกวางว่ามีประโยชน์อะไรบ้าง การบอกประโยชน์ จะกระตุ้นความสนใจของนักเรียนได้ดี ๒. ชั้นแสคงตัวอย่าง ชั้นนี้มีความสำคัญมาก ผู้สอนจะแสดงตัวอย่างของ ความคิดรวบยอดให้นักเรียนดู อาจจะเสนอตัวอย่างทั้งของจริงและรูปภาพ ในชั้นนี้ผู้สอนต้องแสดง ตัวอย่างที่มีลักษณะที่จะนำมารวบยอดได้อย่างชัดเจน แสดงทั้งตัวอย่างที่ใช่และไม่ใช่ ซึ่งตัวอย่าง ที่ไม่ใช่ถ้าคล้ายกับตัวอย่างที่ใช่ก็จะยิ่งดีเพราะจะเป็นประ โยชน์ต่อการเปรียบเทียบ เช่น ถ้าจะสอน เรื่องการติดตา ก็ควรจะมีบัตรตัวอย่างการติดตา การตอนกิ่ง การชำ การเพาะ เพื่อให้สามารถ แยกแยะสิ่งต่างๆ ออกจากกันได้อย่างละเอียดและถูกต้อง ๓. ขั้นสรุปรวบยอด หลังจากเสนอตัวอย่างให้ดูเรียบร้อยแล้วครูผู้สอนก็จะ ให้ผู้เรียนพยายามสรุปรวบยอดด้วยตนเองว่า ลักษณะความคิดรวบยอดที่ครูแสคงให้อนั้นมีลักษณะ อย่างไร เช่น การติดตามีลักษณะอย่างไร วัวมีลักษณะอย่างไร ในชั้นนี้ผู้สอนควรให้สู้เรียนสรุปได้ด้วย ตนเอง ผู้เรือนตั้งสมมติฐานในใจ สู้สอนเป็นเพียงผู้บอกว่าที่นักเรียนสรุปนั้นถูกหรือผิดอย่างไร ผู้ถอนจะไม่สรุปให้ผู้เรียน ถ้าจะช่วยก็เป็นเพียงแต่การแนะนำ ๔. ขั้นทดสอบ เมื่อนักเรียนสามารถสรุปได้อย่างถูกต้องแล้ว ผู้สอนจะต้อง ทดสอบความเข้าใจของผู้เรียน ผู้เรียนสามารถบอกคำสรุปได้ถูกต้อง แต่ชังไม่แม่นยำและละเอียด เพียงพอ ขั้นนี้ต้องการทบทวนความเข้าใจที่ถูกต้องของนักเรียน


๓๖ ส่วนข้อคิดในการสอนความคิดรวบยอด สุนีย์ ธีรคากร (๒๕๒๕ : ๑๓๕) ได้เสนอแนะไว้ดังนี้ ๑. ผู้สอนเป็นผู้จัดหาประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม และทั้งที่เป็น ตัวอย่างที่ถูกและผิด ๒. ผู้สอนเป็นผู้แนะให้ผู้เรียนค้นพบความเข้าใจด้วยตนเอง ๓. ผู้สอนเป็นผู้ทดสอบ ความเข้าใจของคนเองรู้ด้วยตนเอง ๔. พฤติกรรมของผู้สอนกำหนดโดยพฤติกรรมของผู้เรียน เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผนผังความคิด ๑. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการสอนแผนผังความคิด มนัส บุญประกอบ (๒๕๔๕) กล่าวว่า ผังมโนทัศน์ (Concept Map) ตรงกับคำอื่นๆ ในภาษาอังกฤษอีกหลายคำ เช่น Conceptual Mapping, Concept Maps หรือ C-Maps, Conceptual Framework, Semantic Mapping, Semantic Maps, Semantic Networking, Plot Maps, Clustering, Concept Webs และ Semantic Webs เป็นต้น จากอิทธิพลแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของออซูเบล ซึ่งเชื่อว่า โครงสร้างการรู้คิดของบุคคลมีลักษณะเป็นลำคับขั้นลดหลั่นกันลงมา เมื่อประสบการณ์ใหม่สัมพันธ์ กับมโนทัศน์เดิมที่เคยทราบมาแล้วก็จะให้การเรียนรู้นั้นมีความหมายแก่บุคคลนั้นทันทีโนแวกเป็นผู้ที่ ทำให้แนวความคิดของออซูเบลมองเห็นเป็นแผนภูมิที่เข้าใจเป็นรูปธรรมได้และ ได้วิจัยบุกเบิกอย่าง จริงจัง ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ก่อนปีค.ศ. ๑๙๗๓ วิยะดา ระวังสุข (๒๕๔๕: ๑๒) แผนผังมโนทัศน์มีลักษณะเป็นแผนภูมิอย่างง่าย ที่มี โครงสร้างแสดงการเชื่อมโยงระหว่างคำมโนทัศน์ต่างๆ อย่างสัมพันธ์กันซึ่ง โนแวค (Novak) ได้ ประยุกต์แนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของ ออซูเบล (Ausubel) ทำให้แนวคิดของ ออซู เบล มองเห็นเป็นแผนภาพที่เป็นรูปธรรม จอยส์และวีล (Joyce & Weil, ๑๙๙๖: ๑๖๑-๑๗๘) พัฒนารูปแบบนี้ขึ้นโดยใช้ แนวคิดของบรุน เนอร์ กู๊ดนาว และออสติน (Bruner, Goodnow, และ Austin) การเรียนรู้มโนทัศน์ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น สามารถทำได้โดยการค้นหาคุณสมบัติเฉพาะที่สำคัญของสิ่งนั้น เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ ในการจำแนกสิ่งที่ใช่และไม่ใช่ สิ่งนั้นออกจากกันได้ จากแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่าแผนผังความคิดหรือมโน ทัศน์มีลักษณะเป็นแผนภูมิอย่างง่าย ที่มีโครงสร้างแสดงการเชื่อมโยงระหว่างคำมโนทัศน์ต่างๆ เมื่อประสบการณ์ใหม่สัมพันธ์กับมโนทัศน์เดิมที่เคยทราบมาแล้วก็จะให้การเรียนรู้นั้นมีความหมาย แก่บุคคลนั้นทันที


๓๗ ๒. หลักการของเทคนิคการสอนแผนผังความคิด จอยส์และวีล (Joyce & Weil, ๑๙๙๖: ๑๖๑-๑๗๘) พัฒนารูปแบบนี้ขึ้นโดยใช้ แนวคิดของบรุน เนอร์ กู๊ดนาว และออสติน (Bruner, Goodnow, และ Austin) การเรียนรู้มโนทัศน์ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น สามารถทำได้โดยการค้นหาคุณสมบัติเฉพาะที่สำคัญของสิ่งนั้น เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ ในการจำแนกสิ่งที่ใช่และไม่ใช่ สิ่งนั้นออกจากกันได้ แบ่งออกเป็น ๖ ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ ๑ ผู้สอนเตรียมข้อมูลสำหรับให้ผู้เรียนฝึกหัดจำแนก ผู้สอนเตรียมข้อมูล ๒ ชุด ชุดหนึ่ง เป็นตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน อีกชุดหนึ่งไม่ใช่ตัวอย่าง ของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน ในการเลือกตัวอย่างข้อมูล ๒ ชุดข้างต้น ผู้สอนจะต้องเลือกหาตัวอย่างที่มีจำนวนมากพอที่จะ ครอบคลุมลักษณะของมโนทัศน์ที่ต้องการนั้น ถ้ามโนทัศน์ที่ต้องการสอนเป็นเรื่องยากและซับซ้อน หรือเป็นนามธรรม อาจใช้วิธีการยกเป็นตัวอย่าง เรื่องสั้นๆ ที่ผู้สอนแต่งขึ้นเองนำเสนอแก่ผู้เรียน ผู้สอนเตรียมสื่อการสอนที่เหมาะสมจะใช้นำเสนอตัวอย่างมโนทัศน์เพื่อแสดงให้เห็นลักษณะต่างๆ ของมโนทัศน์ที่ต้องการสอนอย่างชัดเจน ขั้นที่ ๒ ผู้สอนอธิบายกติกาในการเรียนให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจตรงกัน ผู้สอนชี้แจง วิธีการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเข้าใจก่อนเริ่มกิจกรรมโดยอาจสาธิตวิธีการและให้ผู้เรียนลองทำ ตามที่ผู้สอน บอกจนกระทั่งผู้เรียนเกิดความเข้าใจพอสมควร ๕ ขั้นที่ ๓ ผู้สอนเสนอข้อมูลตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน และข้อมูลที่ไม่ใช่ ตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอนการนำเสนอข้อมูลตัวอย่างนี้ทำได้หลายแบบ แต่ละแบบมีจุดเด่นจุดด้อย ดังต่อไปนี้ ๑) นำเสนอข้อมูลที่เป็นตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนทีละข้อมูลจนหมดทั้งชุด โดยบอกให้ผู้เรียนรู้ ว่าเป็นตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนแล้วตามด้วยข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอน ทีละข้อมูลจนครบหมดทั้งชุดเช่นกัน โดยบอกให้ผู้เรียนรู้ว่าข้อมูลชุดหลังนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะสอน ผู้เรียน จะต้องสังเกตตัวอย่างทั้ง ๒ ชุด และคิดหาคุณสมบัติร่วมและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เทคนิควิธีนี้ สามารถช่วยให้ผู้เรียนสร้างมโนทัศน์ได้เร็วแต่ใช้ กระบวนการคิดน้อย ๒) เสนอข้อมูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนสลับกันไปจนครบ เทคนิควิธีนี้ช่วยสร้างมโนทัศน์ได้ ช้ากว่าเทคนิคแรก แต่ได้ใช้กระบวนการคิดมากกว่า ๓) เสนอข้อมูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนอย่างละ ๑ ข้อมูล แล้ว เสนอข้อมูลที่เหลือทั้งหมดทีละข้อมูลโดยให้ผู้เรียนตอบว่าข้อมูลแต่ละข้อมูลที่เหลือนั้นใช่หรือไม่ใช่ ตัวอย่างที่จะสอน เมื่อผู้เรียนตอบผู้สอนจะเฉลยว่าถูกหรือผิดวิธีนี้ผู้เรียนจะได้ใช้กระบวนการคิดใน การทดสอบสมมติฐานของตนไปทีละขั้นตอน ๔) เสนอข้อมูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างสิ่งที่จะสอนอย่างละ ๑ ข้อมูล แล้วให้ผู้เรียน ช่วยกันยกตัวอย่างข้อมูลที่ผู้เรียนคิดว่าใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอน โดยผู้สอนจะเป็นผู้ตอบว่าใช่หรือ ไม่ใช่วิธีนี้ผู้เรียนจะมีโอกาสคิดมากขึ้นอีก ขั้นที่ ๔ ให้ผู้เรียนบอกคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งที่ต้องการสอน จากกิจกรรมที่ผ่านมา ในขั้นต้นๆ ผู้เรียนจะต้องพยามหาคุณสมบัติเฉพาะของตัวอย่างที่ใช่และไม่ใช่สิ่งที่ผู้เรียนต้องการสอน และทดสอบคำตอบของตน หากคำตอบของตนผิดผู้เรียนก็จะต้องหาคำตอบใหม่ซึ่งก็ หมายความว่า


๓๘ ต้องเปลี่ยนสมมติฐานที่เป็นฐานของคำตอบเดิม ด้วยวิธีนี้ผู้เรียนจะค่อยๆ สร้างความคิดรวบยอดของ สิ่งนั้นขึ้นมา ซึ่งก็จะมาจากคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งนั้นนั่นเอง ขั้นที่ ๕ ให้ผู้เรียนสรุปและให้คำจำกัดความของสิ่งที่ต้องการสอน เมื่อผู้เรียนได้ รายการของคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งที่ต้องการสอนแล้ว ผู้สอนให้ผู้เรียนช่วยกันเรียบเรียง ให้เป็นค่า นิยามหรือคำจำกัดความ ขั้นที่ ๖ ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายร่วมกันถึงวิธีการที่ผู้เรียนใช้ในการหาคำตอบให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการคิดของตัวเอง ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนรู้ตามรูปแบบ เนื่องจากผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มโนทัศน์ จากการคิด วิเคราะห์และตัวอย่างที่หลากหลาย ดังนั้น ผลที่ผู้เรียนจะได้รับโดยตรงคือจะเกิดความเข้าใจในมโนทัศน์นั้น และได้เรียนรู้ทักษะการสร้างมโน ทัศน์ซึ่งสามารถนำไปใช้ ในการทำความเข้าใจมโนทัศน์อื่น ๆ ต่อไปได้ รวมทั้งช่วยพัฒนาทักษะการใช้ เหตุผลโดยการอุปนัย (inductive reasoning) อีกด้วย จากหลักการผู้วิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ดังต่อไปนี้ หลักการจัดทำแผนผังความคิด แบ่งออกเป็น ๖ ขั้น ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ ๑ ผู้สอนเตรียมข้อมูลสำหรับให้ผู้เรียนฝึกหัดจำแนก ขั้นที่ ๒ ผู้สอนอธิบายกติกาในการเรียนให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจตรงกัน ขั้นที่ ๓ ผู้สอนเสนอข้อมูลตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน ขั้นที่ ๔ ให้ผู้เรียน บอกคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งที่ต้องการสอน ขั้นที่ ๕ ให้ผู้เรียนสรุปและให้คำจำกัดความของสิ่งที่ต้องการสอน ขั้นที่ ๖ ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายร่วมกันถึงวิธีการที่ผู้เรียนใช้ในการหา คำตอบให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการคิดของตัวเอง ๓. ความสำคัญของเทคนิคการสอนแบบแผนผังความคิด Clarke (๑๙๙๑) ได้สรุปเทคนิคการสอนแบบแผนผังไว้ว่า ช่วยส่งเสริม ทักษะการ คิดทั้งการอนุมานและอุปมาน Walker & Michell (๑๙๙๔) ได้สรุปเทคนิคการสอนแบบแผนผังไว้ว่า แผนผัง ความคิดสามารถช่วยส่งเสริมความเข้าใจในด้านเนื้อหาได้ ซึ่งสอดคล้องกบความเห็นของ Steyn & Boer, (๑๙๙๘) ได้สรุปเทคนิคการสอนแบบแผนผังไว้ว่า แผนผังความคิด นั้นสามารถเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยผู้เรียนใน ระดับก่อนเรียนในการศึกษาวิชาคณิตศาสตร์และ วิทยาศาสตร์ได้ Hofland (๑๐๐๗: ๓๐) ได้สรุปเทคนิคการสอนแบบแผนผังไว้ว่า ความสำคัญของ แผนผังความคิดในการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศวา ่ การวาดผังความคิดนั้น เป็นการใช้ความสามารถของสมองทั้ง สองซีกของคนเราทำให้สามารถจดจำสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และในขณะเดียวกันเป็นวิธีการที่ สนุกสนานและเป็นกระบวนการคิดที่สร้างสรรค์รวมถึงเป็นการจัด การความคิดของเราอย่างเป็นระบบ ซึ่งความสำคัญของของผังความคิด จากความสำคัญของแผนผังความคิดผู้วิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ดังต่อไปนี้ การทำแผนผัง ความคิด ทำให้ประหยัดเวลาในการเรียนการสอนการทำแผนผังความคิด นั้นจะช่วยประหยัดเวลาใน การเรียนการสอนเพราะการทำแผนผังนั้นจะเขียนสรุป ซึ่งจะทำให้นักเรียนจดจำเนื้อหาได้รวดเร็ว


๓๙ และใช้เวลาน้อยลงในการสอนเนื้อหา การทำแผนผังความคิดทำให้การทบทวนบทเรียนง่ายและ รวดเร็วขึ้น เมื่อใช้การทำแผนผัง ความคิดในการทบทวนเนื้อหาเพื่อเตรียมสอบก็จะใช้เวลา ในการทบทวนน้อยลง ซึ่งตามปกติก็จะใช้เวลาสองสามนาทีในการทบทวนเนื้อหาจากแผนผังความคิด ที่ได้วาดก่อนหน้านั้น การทบทวนก็สามารถทำได้โดยการกวาดสายตาก็รู้วาโครงเรื่องเป็นอย่างไร หรือมองดูโครงสร้างของเรื่อง จึงทราบว่าส่วนใดเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเรื่อง ซึ่งกิ่งของตัวแผนผัง ความคิดเองก็จะให้รายละเอียดในเรื่องที่เกี่ยวข้องในทันที ๔. ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแผนผังความคิด อัลท์ (Ault, ๑๙๘๕: ๔๑) กล่าวถึงการสร้างผังมโนทัศน์ว่าไม่มีทิศทางในการสร้าง ที่แน่นอน ตายตัวแต่สามารถสร้างได้หลายวิธีซึ่งแต่ละวิธีควรเริ่มต้นด้วยการแนะนำแนวคิดเกี่ยวกับ ผังมโนทัศน์โดยทำในรูปของกิจกรรมการเรียนรู้หรือแนะนำโดยตรง โนแวค (Novak, ๑๙๘๔:๑๗) และอัลท์ (Aul, ๑๙๘๕: ๔๑) ได้แนะนำขั้นตอนการ สร้างผังมโนทัศน์ไว้ ๕ ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ ๑ เลือกการเลือกเรื่องที่จะสร้างแผนผังมโนทัศน์อาจนำมาจากตำรา สมุดจด คำบรรยายดำอธิบายก่อนการปฏิบัติการ เริ่มจากการอ่านข้อความนั้นอย่างน้อย ๑ ครั้ง แล้วระบุ มโนทัศน์ที่สำคัญโดยขีดเส้นใต้คำหรือประโยคที่สำคัญ ซึ่งอาจจะเป็น วัตถุหรือเหตุการณ์แล้วลอก มโนทัศน์เหล่านี้ลงในแผ่นกระดายเล็ก ๆเพื่อสะดวกในการจัดความสัมพันธ์ ขั้นที่ ๒ จัดลำดับนำมโนทัศน์ที่สำคัญซึ่งได้เขียนลงในแผ่นกระคายเล็กๆ แล้วนำมา จัดลำดับจากมโนทัศน์ที่มีความหมายกว้างไปสู่มโนทัศน์ที่มีความเฉพาะเจาะจง ขั้นที่ ๓ จัดกลุ่มนำมโนทัศน์มาจัดกลุ่มเข้าด้ายกันโดยมีเกณฑ์ ๒ ข้อ คือ ๑. จัดกลุ่มมโนทัศน์ที่อยู่ในระดับเดียวกัน ๒. จัดกลุ่มมโนทัศน์ที่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด ขั้นที่ ๔ จัดระบบเมื่อจัดระบบมโนทัศน์ที่สำคัญแล้ว นำมโนทัศน์ที่มีอยู่ในกลุ่ม เดียวกันมาจัดระบบตามลำดับความเกี่ยวข้องซึ่งในขั้นนี้ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรืออาจหา มโนทัศน์อื่นๆ มาเพิ่มเติมได้อีก ขั้นที่ ๕ เชื่อมโยงมโนทัศน์ที่มีความสัมพันธ์กันเมื่อจัดระบบมโนทัศน์ที่สำคัญแล้วนำ มโนทัศน์ที่มีความสัมพันธ์กันมาเชื่อมโยงกันโดยการลากเส้นเชื่อม โขงกัน และมีคำเชื่อมระบุ ความสัมพันธ์ไว้ทุกเส้น และเมื่อใส่คำเชื่อมแล้วจะสามารถอ่าน ได้เป็นประโยค เส้นที่เชื่อมโยงอาจ เชื่อมระหว่างมโนทัศน์ในชุดเดียวกัน หรือเชื่อมโยงระหว่างชุดของมโนทัศน์ที่ต่างกันได้ โบเยอร์ (วิไลพร ธนสุวรรณ, ๒๕๔๓: ๑๐ อ้างอิงจาก Boycr, ๑๙๙๗, Concept Mapping) ได้เสนอแนะวิธีเขียนผังมโนทัศน์ไว้ดังนี้ ๑. ใช้กระดามที่ไม่มีเส้นบรรทัดและ ไม่มีข้อความใด ๆ ปรากฏอยู่ ๒. เขียนคำมโนทัศน์หลักด้วยอักษรตัวพิมพ์เพื่อง่ายต่อการอ่านแล้วเขียนวงกลม ๓. จัดเรียงคำมโนทัศน์อื่นๆให้เรียงความสำคัญโดยมีคำหลักอยู่บนสุด ๔. เชื่อมคำมโนทัศน์เหล่านั้นโดยใช้เส้นตรง และใช้ถูกศรเชื่อมโยงคำที่อยู่ด่างระดับ ๕. ใส่คำเชื่อมระหว่างกำมโนทัศน์แต่ละตัว ๖. ควรมีการเขียนผังมโนทัศน์ใหม่อีกครั้ง เพราะจะช่วยให้มองเห็นภาพของผัง


๔๐ ดังกล่าวชัดเจนขึ้น มนัส บุญประกอบ (๒๕๔๒: ๕๑) แนะนำขั้นตอบการเขียนผังมโนทัศน์ไว้โดยย่อ ดังนี้ ๑. เลือกหรือคิดหาคำมโนทัศน์ (คำสามายนามหรือวลี) ที่ต้องการใช้ ๒. จัดลำดับความสำกัญของคำในข้อที่ 1 ได้แก่ คำมโนทัศน์หลัก คำมโนทัศน์รองคำ มโนทัศน์ย่อย คำมโนทัศน์เจาะจง และตัวอย่าง ตามลำคับ ๓. จัดวางคำมโนทัศน์แล้วเขียนเส้นเชื่อมโขงความสัมพันธ์ระหว่างคำมโนทัศน์ เหล่านั้นได้เป็นร่างผังมโนทัศน์รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่ต้องการล้อมรอบ คำนั้นกัน ๔. อาจจัดเป็นกลุ่มคำมโนทัศน์ที่เกี่ยวข้องกันคามลำคับเหตุผลและความถูกต้องเชิง เนื้อหาสาระหรือความรู้นั้น ๆ ๕. อาจเขียนคำเชื่อมโยง (คำกริยา หรือวสี) กำกับไว้ที่เส้นเชื่อมโยงคามความจำเป็น และเหมาะสมเพื่อการเข้าใจที่ตรงกัน ๖. ตรวจแก้ไขความถูกต้องของร่างผังมโนทัศน์อีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะเขียนจริง ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า การเขียนผังมโนทัศน์ของนักการศึกษาแต่ละท่านมีลักษณะ และขั้นตอนที่คล้ายกัน สรุปได้ดังนี้ ๑. เลือกคำมโนทัศน์หลัก มโนทัศน์รอง มโนทัศน์ช่วย มโนทัศน์เฉพาะจากเนื้อหาที่ อ่าน ๒. จัดประเภทและลำดับชั้นของมโนทัศน์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันคามความสำคัญ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์ด้วยเส้น อาจใช้คำเชื่อมระหว่างคำมโนทัศน์ตาม ความเหมาะสม ๓. ตรวจทานและแก้ไขให้ถูกต้องเหมาะสมตามเนื้อหา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง Sukwhan Tatabnak (๒๕๕๗: บทคัดย่อ) ศึกษาเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่จัดการเรียนรู้แบบ ๔ MAT A Study of Learning Achievement on Foreign Languages in Thai of Matthayomsueksa ๒ Students Using โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่องคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โดยการจัดการ เรียนรู้แบบ ๔ MAT ก่อนและหลังเรียน ๒) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่มี ต่อการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๐ จำนวน ๔๐ คนที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๖ ของโรงเรียนคลองหนึ่ง(แก้ว นิมิตร) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ๑) แผนการ จัดการเรียนรู้เรื่องคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ๒) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ ๓) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test dependent) การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)


๔๑ Sukwhan Tatabnak (๒๕๕๗: บทคัดนย่อ) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ด้วย วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย ๒) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย เรื่อง คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้ง นี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓/๒ จำนวน ๓๐ คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (sample random sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่มด้วยวิธีการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ๑) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับสื่อ มัลติมีเดีย จำนวน ๔ แผน ๒) สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ๓) แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน (pretest-posttest) เรื่อง คำภาษา ต่างประเทศ ในภาษาไทย และ ๔) แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง คำภาษา ต่างประเทศ ในภาษาไทย ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (dependent t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) วรรณรัตน์ ศรีกนก (๒๕๖๑: บทคัดย่อ) ศึกษาเรื่อง การจัดการเรียนรู้โดยใช้ความคิดรวบ ยอดเป็นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ สะท้อนถึงการพัฒนาการ สร้างความคิดรวบยอดของผู้เรียน และภายหลังการจัดการเรียนรู้ (summative evaluation) ที่ให้น้ำหนักคะแนนที่ผลของความคิด รวบยอดของผู้เรียน ซึ่งการฝึกให้ผู้เรียนได้สร้างความคิดรวบยอดด้วยตนเอง จะเป็นพื้นฐานสำคัญ ประการหนึ่งที่จะทำให้ผู้เรียน มีคุณลักษณะทางด้านพุทธิพิสัย,ต่อยอดความรู้ นำไปประยุกต์ใช้อย่าง มีประสิทธิภาพนั้น การจัดการเรียนรู้ควรมีความสอดคล้องกับการทำงานของสมอง ที่มีกระบวนการ สร้างความจำระยะยาวได้ดี ถ้ามีรับรู้ในรูปแบบของความคิดรวบยอด ดังนั้นผู้สอนจึงควรให้ ความสำคัญกับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้ความคิดรวบยอดเป็นฐาน (concept based instruction) ที่เน้นถึงการเตรียมการจัดการเรียนรู้ บัณฑิต ฉัตรวิดรจน์ (๒๕๖๒: บทคัดย่อ) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาการเรียนรู้ ๑๒ tenses โดย การสร้างความคิดรวบยอด สำหรับนักศึกษาครู มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนากระบวนการเรียนรู้โดยการสร้างความคิดรวบยอดประกอบการเรียนรู้ ๑๒ tenses สำหรับนักศึกษาครู มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ๒. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนก่อนและหลังเรียน ๑๒ tenses จากกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด ๓.,( = ๔.๗๔) เมื่อ พิจารณาเป็นรายประเด็นส่วนใหญ่มีความเหมาะสมระดับมากที่สุดเช่นกัน ๒) นักศึกษาครูที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้ ๑๒ Tenses ด้วยการสร้างความคิดรวบยอดมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ ๓) ความพึงพอใจต่อกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด ประกอบการเรียนรู้ ๑๒ tenses


Click to View FlipBook Version