อยั การนิเทศ
(หนงั สือราชการของสำนักงานอัยการสงู สดุ )
เล่มที่ ๘๐ พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๘
อัยการนิเทศ
เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘
(หนงั สือราชการของสำนกั งานอยั การสูงสุด)
อยั การนิเทศ
(หนังสือราชการของสำนกั งานอยั การสงู สดุ )
เลม่ ที่ ๘๐ พุทธศกั ราช ๒๕๕๘
สารบญั
บทความ
- ขอ้ สัญญาท่ไี มเ่ ปน็ ธรรม : กฎหมายและคำวนิ จิ ฉยั ของศาล ๓
อนชุ าติ คงมาลัย
- ความสัมพันธ์ของ อ.ก. ๔๐ อ.ก. ๔๐ ก. อ.ก. ๕๐ และ บ. ๖ ๑๖
โชคชยั ทิฐกิ จั จธรรม
- บัญชีแสดงการทท่ี ำของพนกั งานอัยการ ๑๙
โชคชยั ทฐิ ิกจั จธรรม
- การไตส่ วนชันสตู รพลิกศพกรณที ผี่ ตู้ ายและเจ้าพนักงานเปน็ บคุ คลท่อี ย่ใู นอำนาจศาลทหาร ๒๒
ประทปี ตรวี มิ ล
- คา่ ใช้จ่ายสว่ นกลางของอาคารชุด (จบ) ๓๒
ไพศาล กฤษฎาธวิ ุฒิ
- ความเรง่ ด่วนในการเตรยี มความพร้อมของการปรบั ปรงุ แกไ้ ขกฎหมายพาณชิ ยไ์ ทย ๓๔
ในการเข้าสู่การค้าประชาคมโลก : กรณสี ัญญาซ้ือขายระหว่างประเทศ (จบ)
จรี ภา บุญฤทธิ์ไชยศรี
- หนังสอื เวยี นทเี่ กยี่ วกบั การบรรยายฟอ้ ง ๕๖
โชคชัย ทฐิ กิ ัจจธรรม
- ขอ้ สังเกตบางประการในการตรวจสอบดลุ พนิ จิ ของพนักงานอัยการ ๗๑
กรณกี ารสงั่ ไม่ฟอ้ งในคดเี ด็กและเยาวชน
นิธนิ นั ท์ สุขวงศ์
- อำนาจและหนา้ ทีพ่ นักงานอยั การ : คำวินจิ ฉัยศาลฎกี า พ.ศ. ๒๕๐๐ – ๒๕๕๕ ๗๗
อนุชาติ คงมาลยั
- ปญั หาการกำหนดเหตุวนั เรมิ่ นับและวนั สิน้ สุดระยะเวลา ๘๙
การฟ้องคดพี ิพาทเกย่ี วกับสัญญาทางปกครองของไทย
เทพสทิ ธ์ิ รักไตรรงค์
- อยั การกบั การรบั แกต้ า่ งใหเ้ จา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในคดที ค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ช. เปน็ โจทกฟ์ อ้ งคด ี ๑๐๒
บญั ชา เขยี วต่าย
ตอบขอ้ หารือสำนักงานอัยการสูงสุด ๑๑๑
- คำวนิ จิ ฉยั ท่ี ห. ๗๓/๒๕๕๘ หารอื การเลอ่ื นกำหนดระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียม ๑๑๓
ใบอนุญาตให้ใช้คลน่ื ความถเ่ี พอ่ื ประกอบกจิ การโทรทศั น์ภาคพนื้ ดินในระบบดจิ ิตอลฯ
๑๑๕
- คำวินิจฉยั ที่ ห. ๑๒/๒๕๕๗ หารอื วิธีปฏิบตั กิ รณีการหักเงินเดอื นพนกั งาน ๑๑๖
เพอ่ื ชำระหน้ีตามคำพพิ ากษา
๑๑๘
- คำวินิจฉยั ที่ ห. ๗๗/๒๕๕๗ หารอื การยกเลิกการลาออกของกรรมการผ้อู ำนวยการใหญ ่ ๑๒๐
- คำวินิจฉยั ที่ ห. ๑๕๓/๒๕๕๗ หารือการพจิ ารณางดคา่ ปรับและการจา่ ยเงนิ คา่ กอ่ สร้าง ๑๒๒
คา่ ควบคมุ งาน
- คำวนิ จิ ฉัยท่ี ห. ๕๒/๒๕๕๘ หารือแนวทางในการดำเนนิ การดแู ลทางสาธารณะ
- คำวนิ ิจฉัยที่ ห. ๔๕/๒๕๕๔ หารือของดคา่ ปรับภายหลังจากครบกำหนดสญั ญา
อันเน่อื งจากเหตุสุดวิสัย
- คำวนิ จิ ฉัยที่ ห. ๑๐๓/๒๕๕๗ หารือเกย่ี วกบั การสร้างอาคารศนู ย์การแพทยฯ์
กฎหมาย
- พระราชบัญญตั แิ ก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ ๑๒๗
- แกค้ ำผดิ พระราชบัญญตั แิ กไ้ ขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบบั ท่ี ๒๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ ๑๓๔
- พระราชบัญญตั แิ ก้ไขเพ่มิ เติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบบั ท่ี ๒๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ ๑๓๕
- พระราชบัญญตั แิ กไ้ ขเพมิ่ เตมิ ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๓) พ.ศ. ๒๕๕๘ ๑๔๑
- พระราชบญั ญตั แิ กไ้ ขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพง่ (ฉบบั ท่ี ๒๖) พ.ศ. ๒๕๕๘ ๑๔๔
- พระราชบญั ญัติจราจรทางบก (ฉบบั ที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๕๗ ๑๖๒
- พระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก (ฉบบั ท่ี ๑๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ ๑๖๕
- พระราชบญั ญัติลขิ สทิ ธิ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๘ ๑๖๘
- พระราชบญั ญัตลิ ิขสทิ ธิ์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๕๘ ๑๗๕
- พระราชบญั ญตั ปิ ้องกนั และปราบปรามการคา้ มนษุ ย์ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ.๒๕๕๘ ๑๗๘
หนงั สือเวยี น
- แนวทางการพจิ ารณาขอ้ แตกตา่ งของการลอ่ ซอ้ื กบั การลอ่ ใหก้ ระทำความผดิ ๑๘๕
หนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๑๕๔ ลงวนั ท่ี ๒ มถิ นุ ายน ๒๕๕๗
- หารอื ขอ้ ขดั ขอ้ งในการดำเนนิ คดอี าญา ๑๘๘
หนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๑๖๕ ลงวนั ท่ี ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๗
- แนวทางปฏบิ ตั ติ ามพระราชบญั ญตั ฟิ น้ื ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ พ.ศ. ๒๕๔๕ ๑๙๐
หนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๐๗(สท)/ว ๑๑๖ ลงวนั ท่ี ๙ เมษายน ๒๕๕๘
- การบรรยายฟอ้ งความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ ๑๙๘
หนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๑๓๒ ลงวนั ท่ี ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘
- แนวทางปฏบิ ตั เิ กย่ี วกบั ของกลางในคดคี วามผดิ ตามพระราชบญั ญตั ภิ าพยนตร ์ ๒๐๐
และวดี ทิ ศั น์ พ.ศ. ๒๕๕๑
หนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๑๕.๒/ว ๑๖๐ ลงวนั ท่ี ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘
- แนวทางปฏบิ ตั ใิ นการรบั สำนวนคดคี วามผดิ เกย่ี วกบั ปา่ ไมแ้ ละทรพั ยากรของชาต ิ ๒๐๒
หนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ดว่ นทส่ี ดุ ท่ี อส ๐๐๐๗(พก)/ว ๒๐๐ ลงวนั ท่ี ๘ มถิ นุ ายน ๒๕๕๘
- แนวทางปฏบิ ตั เิ กย่ี วกบั คดวี สิ ามญั ฆาตกรรม ๒๐๕
หนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๑๕/ว ๑๙๗ ลงวนั ท่ี ๘ มถิ นุ ายน ๒๕๕๘
บทความหรือความเหน็ ใด ๆ ทีป่ รากฏในหนงั สืออยั การนเิ ทศ
เป็นความเห็นของผู้เขยี นโดยเฉพาะ
สำนกั งานอยั การสูงสดุ และคณะผูจ้ ัดทำไม่จำตอ้ งเห็นพอ้ งด้วย
การสง่ บทความเพ่ือพจิ ารณาลงพิมพใ์ น “หนงั สืออยั การนเิ ทศ” โปรดส่งไปท่ี...
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายสารสนเทศ สำนักงานวชิ าการ สำนกั งานอัยการสูงสุด
ศูนย์ราชการเฉลมิ พระเกยี รติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ (อาคารราชบรุ ีดิเรกฤทธ์)ิ
ช้ัน ๗ เลขท่ี ๑๒๐ หมทู ่ี ๓ ถนนแจ้งวฒั นะ แขวงทงุ่ สองห้อง เขตหลกั สี่
กรงุ เทพมหานคร ๑๐๒๑๐
บทความ
ข้อสัญญาทไี่ มเ่ ปน็ ธรรม : กฎหมายและคำวนิ ิจฉยั ของศาล
อนุชาติ คงมาลัย*
เน่ืองจากหลักกฎหมายเก่ียวกับนิติกรรมหรือสัญญาที่ใช้บังคับอยู่มีพื้นฐานมาจากเสรีภาพของ
บุคคล ตามหลักของความศักดิ์สิทธ์ิของการแสดงเจตนา รัฐจะไม่เข้าแทรกแซงแม้ว่าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง
ไดเ้ ปรยี บคสู่ ญั ญาอกี ฝา่ ยหนง่ึ เวน้ แตจ่ ะเปน็ การตอ้ งหา้ มชดั แจง้ โดยกฎหมายหรอื ขดั ตอ่ ความสงบเรยี บรอ้ ย
หรอื ศีลธรรมอันดีของประชาชน แตใ่ นปจั จุบนั สภาพสังคมเปลย่ี นแปลงไป ทำให้ผู้ซ่ึงมอี ำนาจต่อรองทาง
เศรษฐกิจเหนือกว่าถือโอกาสอาศัยหลักดังกล่าวเอาเปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหน่ึง ซึ่งมีอำนาจต่อรองทาง
เศรษฐกจิ ดอ้ ยกวา่ อยา่ งมาก ซง่ึ ทำใหเ้ กดิ ความไมเ่ ปน็ ธรรมและไมส่ งบสขุ ในสงั คม สมควรทร่ี ฐั จะกำหนดกรอบ
ของการใช้หลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนาและเสรีภาพของบุคคล เพื่อแก้ไขความไม่เป็นธรรม
และความไม่สงบสุขในสังคมดังกล่าว โดยกำหนดแนวทางให้แก่ศาลเพื่อใช้ในการพิจารณาว่า
ข้อสัญญาหรือข้อตกลงใดที่ไม่เป็นธรรม และให้อำนาจแก่ศาลท่ีจะส่ังให้ข้อสัญญาหรือข้อตกลงท่ี
ไม่เป็นธรรมนั้นมีผลใช้บังคับเท่าที่เป็นธรรมหรือพอสมควรแก่กรณี รัฐจึงได้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วย
ขอ้ สัญญาที่ไม่เปน็ ธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้ึนมาใช้บังคบั กบั กรณดี ังกล่าว
นับต้ังแต่พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ มีผลบังคับใช้ต้ังแต่
วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นมา ได้มีกรณีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาและนิติกรรมต่าง ๆ ข้ึนสู่
การพิจารณาของศาลยุติธรรม ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยวางหลักกฎหมายเก่ียวกับ
ข้อสัญญาท่ีไม่เป็นธรรมไว้จำนวนหนึ่ง การศึกษาตัวอย่างคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจะทำให้
เขา้ ใจหลักกฎหมายว่าด้วยขอ้ สัญญาที่ไมเ่ ป็นธรรมได้ดยี งิ่ ข้นึ
พระราชบัญญัตวิ ่าด้วยข้อสัญญาทีไ่ มเ่ ป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐
พระราชบญั ญตั วิ า่ ดว้ ยขอ้ สญั ญาทไ่ี มเ่ ปน็ ธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ ตราใหไ้ ว้ ณ วนั ท่ี ๑๔ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๐
และประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๑๑๔ ตอนที่ ๗๒ก หน้า ๓๒ วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐
พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ มีบทบัญญัติทั้งหมด ๑๕ มาตรา
ดังตอ่ ไปน้ี
มาตรา ๑ : ชือ่ กฎหมาย
“มาตรา ๑ พระราชบัญญัติน้ีเรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
พ.ศ. ๒๕๔๐” ”
มาตรา ๒ : วนั ที่กฎหมายใช้บังคับ
“มาตรา ๒ พระราชบัญญัติน้ีให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหน่ึงร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศใน
ราชกจิ จานุเบกษาเปน็ ตน้ ไป”
หมายเหตุ พระราชบัญญัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๔ ตอนที่ ๗๒ก
หน้า ๓๒ วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ วันที่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศใน
* อัยการอาวุโส
อัยการนเิ ทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 3
ราชกจิ จานุเบกษา คือ วันท่ี ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ (ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ เดือนกมุ ภาพันธ์ มี ๒๘ วัน)
ฉะนั้น วันที่พระราชบัญญตั ิฉบับนี้มผี ลใช้บงั คับคอื ต้ังแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ เปน็ ตน้ ไป
มาตรา ๓ : บทนยิ ามความหมาย
มาตรา ๓ ในพระราชบญั ญัตนิ ้ี
“ข้อสัญญา” หมายความว่า ข้อตกลง ความตกลง และความยินยอมรวมท้ังประกาศและ
คำแจ้งความเพื่อยกเวน้ หรือจำกดั ความรบั ผิดด้วย
“ผบู้ ริโภค” หมายความวา่ ผเู้ ขา้ ทำสญั ญาในฐานะผู้ซื้อ ผูเ้ ช่า ผเู้ ชา่ ซอื้ ผกู้ ู้ ผู้เอาประกันภยั หรอื
ผเู้ ขา้ ทำสญั ญาอน่ื ใดเพอ่ื ใหไ้ ดม้ า ซง่ึ ทรพั ยส์ นิ บรกิ าร เพอ่ื ประโยชนอ์ น่ื ใดโดยมคี า่ ตอบแทน ทง้ั น้ี การเขา้ ทำ
สัญญานั้นต้องเป็นไปโดยมิใช่เพื่อการค้า ทรัพย์สิน บริการ หรือประโยชน์อ่ืนใดนั้น และให้หมายความ
รวมถึงผู้เข้าทำสัญญาในฐานะผคู้ ้ำประกันของบุคคลดังกล่าวซงึ่ มิได้กระทำเพอื่ การคา้ ด้วย
“ผปู้ ระกอบธรุ กจิ การคา้ หรอื วชิ าชพี ” หมายความวา่ ผทู้ ำสญั ญาในฐานะผขู้ าย ผใู้ หเ้ ชา่ ผใู้ หเ้ ชา่ ซอ้ื
ผู้ให้กู้ ผู้รับประกันภัย หรือผู้เข้าทำสัญญาอื่นใดเพ่ือจัดให้ซึ่งทรัพย์สิน บริการหรือประโยชน์อ่ืนใด ทั้งนี้
การเข้ามาทำสัญญานั้นต้องเป็นไปเพื่อการค้า ทรัพย์สิน บริการ หรือประโยชน์อื่นใดน้ันเป็นทางค้าปกติ
ของตน
“สญั ญาสำเรจ็ รปู ” หมายความว่า สญั ญาทท่ี ำเป็นลายลกั ษณ์อกั ษรโดยมกี ารกำหนดขอ้ สญั ญาท่ี
เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะทำในรูปแบบใด ซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหน่ึงฝ่ายใดนำมาใช้ในการประกอบ
กิจการของตน
มาตรา ๔ : ข้อสญั ญาท่ีไม่เปน็ ธรรม
“มาตรา ๔ ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือ
ในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝาก ที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนด
สญั ญาสำเร็จรปู หรือผู้ซ้อื ฝากไดเ้ ปรียบคูส่ ัญญาอกี ฝ่ายหน่ึงเกินสมควร เป็นขอ้ สญั ญาท่ไี มเ่ ป็นธรรม และ
ให้มผี ลบังคับไดเ้ พยี งเทา่ ทีเ่ ป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านัน้
ข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหน่ึงปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าท่ีวิญญูชนจะพึง
คาดหมายได้ตามปกติ เปน็ ข้อตกลงที่อาจถือไดว้ ่าทำใหไ้ ด้เปรยี บคสู่ ญั ญาอกี ฝา่ ยหนงึ่ เชน่
(๑) ขอ้ ตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรบั ผดิ ท่เี กดิ จากการผิดสญั ญา
(๒) ข้อตกลงให้ตอ้ งรับผดิ หรือรบั ภาระมากกวา่ ที่กฎหมายกำหนด
(๓) ข้อตกลงให้สัญญาส้ินสุดลงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีก
ฝ่ายหนงึ่ มไิ ด้ผดิ สญั ญาในขอ้ สาระสำคญั
(๔) ข้อตกลงให้สิทธิท่ีจะไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือปฏิบัติตามสัญญาในระยะเวลา
ท่ีล่าชา้ ไดโ้ ดยไม่มีเหตุผลอนั สมควร
(๕) ข้อตกลงให้สิทธิคู่สัญญาฝ่ายหน่ึงเรียกร้องหรือกำหนดให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องรับภาระเพ่ิมข้ึน
มากกวา่ ภาระทเ่ี ปน็ อยใู่ นเวลาทำสัญญา
(๖) ข้อตกลงในสัญญาขายฝากท่ีผู้ซื้อฝากกำหนดราคาสินไถ่สูงกว่าราคาขายบวกอัตราดอกเบี้ย
เกินกวา่ รอ้ ยละสบิ หา้ ตอ่ ปี
4 บทความ
(๗) ข้อตกลงในสัญญาเช่าซ้ือท่ีกำหนดราคาค่าเช่าซื้อ หรือกำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับภาระ
สูงเกนิ กวา่ ทีส่ มควร
(๘) ขอ้ ตกลงในสญั ญาบัตรเครดติ ที่กำหนดให้ผู้บรโิ ภคต้องชำระดอกเบ้ยี เบี้ยปรับ ค่าใชจ้ ่ายหรือ
ประโยชน์อนื่ ใดสูงเกนิ กว่าทีค่ วรในกรณีทผ่ี ิดนดั หรือที่เกย่ี วเน่ืองกับการผดิ นัดชำระหน้ี
(๙) ขอ้ ตกลงทกี่ ำหนดวธิ คี ิดดอกเบ้ยี ทบตน้ ท่ีทำให้ผ้บู ริโภคตอ้ งรับภาระสูงเกินกว่าท่คี วร
ในการพจิ ารณาข้อตกลงทท่ี ำใหไ้ ด้เปรียบค่สู ัญญาอีกฝ่ายหนึ่งตามวรรคสาม จะเปน็ การได้เปรียบ
เกนิ สมควรหรือไม่ ให้นำมาตรา ๑๐ มาใช้โดยอนโุ ลม”
มาตรา ๕ : ข้อตกลงจำกดั สทิ ธหิ รอื เสรภี าพ
“มาตรา ๕ ข้อตกลงจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมท่ีเกี่ยวกับ
การประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซ่ึงไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพ
ต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับใช้เพียงเท่าท่ีเป็นธรรมและพอสมควรแก่
กรณเี ทา่ น้ัน
ในการวินิจฉัยว่าข้อตกลงตามวรรคหนึ่งทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าท่ี
จะพึงคาดหมายได้หรือไม่ ให้พิเคราะห์ถึงขอบเขตในด้านพื้นท่ีและระยะเวลาของการจำกัดสิทธิหรือ
เสรีภาพ รวมทั้งความสามารถและโอกาสในการประกอบอาชีพการงานหรือการทำนิติกรรมในรูปแบบอื่น
หรือกับบุคคลอื่นของผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพ ประกอบกับทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย
ของคสู่ ญั ญาดว้ ย”
มาตรา ๖ : ข้อตกลงยกเวน้ หรือจำกดั ความรับผดิ เพ่ือความชำรุดบกพรอ่ งหรือการรอนสทิ ธิ
“มาตรา ๖ สัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพที่มีการชำระหน้ี
ดว้ ยการสง่ มอบทรพั ยส์ นิ ใหแ้ กผ่ บู้ รโิ ภค จะมขี อ้ ตกลงยกเวน้ หรอื จำกดั ความรบั ผดิ ของผปู้ ระกอบธรุ กจิ การคา้
หรือวิชาชีพเพ่ือความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธิไม่ได้ เว้นแต่ผู้บริโภคได้รู้ถึงความชำรุดบกพร่อง
หรือเหตุแห่งการรอนสิทธิอยู่แล้วในขณะทำสัญญาในกรณีน้ีให้ข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดนั้น
มผี ลบังคับได้เพียงเทา่ ทีเ่ ปน็ ธรรมและพอสมควรแก่กรณเี ทา่ นั้น”
มาตรา ๗ : ข้อสญั ญาให้ริบมัดจำ
“มาตรา ๗ ในสัญญาท่ีมีการให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ หากมีกรณีท่ีจะต้องริบมัดจำถ้ามัดจำนั้น
สูงเกินสว่ น ศาลจะลดลงใหร้ บิ ไดเ้ พยี งเท่าความเสียหายทแ่ี ท้จรงิ กไ็ ด้”
มาตรา ๘ : ข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผลสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต
รา่ ยกาย หรอื อนามัย
“มาตรา ๘ ขอ้ ตกลง ประกาศ หรอื คำแจง้ ความทไ่ี ดท้ ำไวล้ ว่ งหนา้ เพอ่ื ยกเวน้ หรอื จำกดั ความรบั ผดิ ชอบ
เพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่ายกาย หรืออนามัยของผู้อ่ืน อันเกิดจากการกระทำ
โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอ่ืนซ่ึงผู้ตกลง
ผปู้ ระกาศ หรือผ้แู จ้งความตอ้ งรับผิดด้วย จะนำมาอา้ งเปน็ ข้อยกเว้นหรอื จำกัดความรับผดิ ไมไ่ ด้
อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 5
ขอ้ ตกลง ประกาศ หรอื คำแจง้ ความทไ่ี ดท้ ำไวล้ ว่ งหนา้ เพอ่ื ยกเวน้ หรอื จำกดั ความรบั ผดิ ในกรณอี น่ื
นอกจากที่กล่าวในวรรคหนึ่ง ซ่ึงเป็นโมฆะ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี
เทา่ น้ัน”
มาตรา ๙ : ความตกลงหรือความยนิ ยอมสำหรบั การกระทำที่ต้องห้ามชัดแจง้ โดยกฎหมายหรือขดั ต่อ
ความสงบเรยี บรอ้ ยหรือศลี ธรรมอันดีของประชาชน
“มาตรา ๙ ความตกลงหรือความยินยอมของผู้เสียหายสำหรับการกระทำที่ต้องห้ามชัดแจ้ง
โดยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จะนำมาอ้างเป็นเหตุยกเว้น
หรือจำกัดความรับผิดเพ่ือละเมิดมไิ ด้”
มาตรา ๑๐ : การวนิ จิ ฉยั ผลบังคบั ของขอ้ สญั ญา
“มาตรา ๑๐ ในการวนิ จิ ฉยั วา่ ขอ้ สญั ญาจะมผี ลบงั คบั เพยี งใดจงึ จะเปน็ ธรรมและพอสมควรแกก่ รณี
ใหพ้ เิ คราะห์ถงึ พฤตกิ ารณท์ ัง้ ปวง รวมท้งั
(๑) ความสุจริต อำนาจต่อรอง ฐานะทางเศรษฐกิจ ความรู้ความเข้าใจ ความสันทัด จัดเจน
ความคาดหมาย แนวทางที่เคยปฏิบัติ ทางเลือกอย่างอื่น และทางได้เสียทุกอย่างของคู่สัญญาตามสภาพ
ทีเ่ ป็นจรงิ
(๒) ปกติประเพณขี องสญั ญาชนดิ นน้ั
(๓) เวลาและสถานท่ใี นการทำสัญญาหรอื ในการปฏิบัติตามสญั ญา
(๔) การรับภาระทีห่ นกั กว่ามากของคู่สัญญาฝา่ ยหน่งึ เมอ่ื เปรยี บเทยี บกบั คสู่ ญั ญาอีกฝา่ ยหนึง่ ”
มาตรา ๑๑ : ขอ้ สญั ญาห้ามนำบทบญั ญัติกฎหมายไปใช้บังคับเป็นโมฆะ
“มาตรา ๑๑ ข้อสัญญาใดที่มิให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติน้ีไปใช้บังคับไม่ว่าท้ังหมด
หรอื บางส่วน ขอ้ สญั ญาน้นั เปน็ โมฆะ
มาตรา ๑๒ : กฎหมายไมใ่ ช้บงั คบั นติ กิ รรมหรอื สญั ญาทีท่ ำขน้ึ กอ่ นวนั ทีก่ ฎหมายมีผลใช้บงั คบั
“มาตรา ๑๒ พระราชบญั ญตั นิ ไ้ี มใ่ ชบ้ งั คบั แกน่ ติ กิ รรมหรอื สญั ญาทท่ี ำขน้ึ กอ่ นวนั ท่ี พระราชบญั ญตั นิ ี้
ใช้บังคับ”
หมายเหตุ พระราชบัญญัติฉบับน้ีไม่ใช้บังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำข้ึนก่อนวันที่ ๑๖
พฤษภาคม ๒๕๔๑ อันเป็นวันท่ีพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้บังคับ ดังท่ีได้กล่าวไว้ในหมายเหตุ
ท้ายบทบัญญัติแห่งมาตรา ๒
มาตรา ๑๓ : ศาลอาจขอใหผ้ ู้ทรงคณุ วุฒหิ รอื ผู้เชยี่ วชาญมาใหค้ วามเหน็
“มาตรา ๑๓ ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตามพระราชบัญญัตินี้เม่ือคู่ความร้องขอ
หรือศาลเห็นสมควร ศาลอาจขอให้ผ้ทู รงคุณวุฒิหรือผ้เู ช่ยี วชาญมาให้ความเห็นเพ่อื ประกอบการพิจารณา
พพิ ากษาได”้
6 บทความ
มาตรา ๑๔ : ค่าป่วยการและค่าใช้จ่ายของผทู้ รงคุณวุฒิและผ้เู ชยี่ วชาญ
“มาตรา ๑๔ ให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลขอให้มาให้ความเห็นได้รับค่าป่วยการ
ค่าพาหนะเดินทาง และค่าเช่าท่ีพักตามระเบียบท่ีกระทรวงยุติธรรมกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจาก
กระทรวงการคลงั ”
มาตรา ๑๕ : รฐั มนตรีวา่ การกระทรวงยตุ ธิ รรมเป็นผูร้ กั ษาการตามกฎหมายและมีอำนาจออกระเบียบ
ปฏิบตั ิ
“มาตรา ๑๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัติน้ี และให้มี
อำนาจออกระเบยี บเพ่อื ปฏิบตั ิการตามพระราชบญั ญตั ิน”้ี
แนวคำวินจิ ฉัยศาลฎกี า พ.ศ. ๒๕๔๒ – ๒๕๕๕ : ๑๔ ตัวอย่างคดี
แนวคำวินิจฉัยถึงที่สุดในกรณีพิพาทตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
พ.ศ. ๒๕๔๐ ปรากฏในคำพพิ ากษาศาลฎีกาต้งั แต่ พ.ศ. ๒๕๔๒ เปน็ ต้นมา
บทความได้นำคดีตัวอย่างตามคำพิพากษาศาลฎีการะหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๕
มาศึกษารวม ๑๔ ตัวอย่าง เรยี งลำดบั ตามปี พ.ศ. ดงั ต่อไปนี้
๑. สัญญาเช่าซ้ือระบุว่าเมื่อสัญญาเช่าซ้ือเลิก ผู้ซ้ือยอมผ่อนชำระค่าเช่าซ้ือค้างชำระให้แก่ผู้ให้เช่าซ้ือ
จนครบถ้วน เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม : การทำสัญญาก่อนกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาไม่เป็นธรรม
ใช้บงั คบั
“คำพพิ ากษาฎกี าท่ี ๑๗๘๐/๒๕๔๒ จำเลยฎกี าวา่ สญั ญาเชา่ ซอ้ื ขอ้ ๙ ระบวุ า่ เมอ่ื สญั ญาเชา่ ซอ้ื
เลิกผู้เช่ายอมชำระค่าเช่าซ้ือที่ค้างชำระให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อจนครบถ้วน เป็นสัญญาท่ีเข้าลักษณะข้อสัญญาท่ี
ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ จึงน่าจะถือว่าข้อสัญญาดังกล่าว
มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๐ ทำให้เช็คที่โจทก์ฟ้องไม่มี
มูลหนี้ต่อกันนั้น แม้จะปรากฏว่าประเด็นข้อน้ีจำเลยมิได้ยกขึ้นว่ามาแล้วในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นปัญหา
อนั เกี่ยวด้วยความสงบเรยี บร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจงึ รบั วินจิ ฉยั ให้
ตาม พ.ร.บ. วา่ ดว้ ยขอ้ สญั ญาทไ่ี มเ่ ปน็ ธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ บญั ญตั วิ า่ “พระราชบญั ญตั นิ ไ้ี มใ่ ชบ้ งั คบั
แกน่ ติ กิ รรมหรอื สญั ญาทท่ี ำขน้ึ กอ่ นวนั ทพ่ี ระราชบญั ญตั นิ ใ้ี ชบ้ งั คบั ดงั นน้ั บรรดานติ กิ รรมหรอื สญั ญาทท่ี ำขน้ึ
ก่อนวันท่ี ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ซง่ึ เป็นวันเร่มิ ต้นการบังคับใช้ พ.ร.บ. วา่ ด้วยขอ้ สัญญาทไ่ี มเ่ ป็นธรรมฯ
จงึ ไมอ่ ยภู่ ายใตบ้ ังคับของ พ.ร.บ.ฯ น้ี สญั ญาเชา่ ซอ้ื ทำขน้ึ เม่ือวนั ท่ี ๙ มกราคม ๒๕๓๘ ก่อนวันที่ พ.ร.บ.
ว่าดว้ ยขอ้ สญั ญาท่ไี ม่เป็นธรรมฯ มีผลใชบ้ ังคับ จึงนำ พ.ร.บ. ดังกลา่ วมาใชบ้ ังคับแก่สัญญาเชา่ ซ้ือหาไดไ้ ม”่
๒. การคิดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์และการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยภายในกรอบแห่งประกาศ
ธนาคารแห่งประเทศไทย มใิ ช่ขอ้ ตกลงท่ีไม่เป็นธรรม หรือขดั ตอ่ ความสงบเรยี บร้อยของประชาชน
“คำพิพากษาฎีกาท่ี ๒๘๘๓/๒๕๔๖ โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ ย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้
ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ตามมาตรา ๑๔ แห่ง พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕
แก้ไขเพมิ่ เตมิ (ฉบบั ท่ี ๒)ฯ การคดิ ดอกเบ้ยี ของโจทก์จงึ ไม่ตกอยูใ่ นบงั คับ ป.พ.พ. และโจทก์ย่อมมีอำนาจ
อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 7
ปรบั เปลย่ี นอัตราดอกเบ้ียไดภ้ ายในกรอบแห่งประกาศธนาคารแหง่ ประเทศไทย เม่อื การปรบั เปลีย่ นอัตรา
ดอกเบี้ยของโจทก์ไม่ฝ่าฝืนต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย การกระทำของโจทก์ก็ชอบด้วยกฎหมาย
มิใช่ข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันจะเป็นผลทำให้ข้อตกลง
ดงั กล่าวตกเปน็ โมฆะ”
๓. ผู้เข้าซ้ือที่ดินเพื่อประโยชน์ทางการค้าไม่ใช่ผู้บริโภค : ทำสัญญาก่อนกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญา
ทีไ่ ม่เปน็ ธรรมมีผลใช้บังคับ
“คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๗๑/๒๕๔๗ พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาท่ีไม่เป็นธรรมฯ มาตรา ๓
ผู้บริโภคซ่ึงเข้าทำสัญญาในฐานะผู้ซ้ือจะจะได้รับความคุ้มครองตามความในมาตรา ๔ ต้องไม่ได้เข้าทำ
สัญญาเพ่ือการค้าทรัพย์สิน บริหาร หรือประโยชน์อื่นใด แต่ตามคำร้องและทางนำสืบของผู้ร้องยืนยันว่า
ผรู้ อ้ งเขา้ ซอ้ื ทด่ี นิ เพอ่ื ประโยชนท์ างการคา้ ผรู้ อ้ งจงึ ไมใ่ ชผ่ บู้ รโิ ภคตามความหมายดงั กลา่ ว ทง้ั ตามมาตรา ๑๒
ของ พ.ร.บ. ดงั กลา่ วยังกำหนดวา่ พ.ร.บ. น้ไี มใ่ ชบ้ งั คบั แกน่ ิติกรรมหรอื สญั ญาที่ทำขนึ้ กอ่ นวันที่ พ.ร.บ.น้ี
ใช้บังคับ ซ่ึง พ.ร.บ. ดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันท่ี ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ โดยให้ใช้
บงั คับเม่อื พ้นกำหนดหนึ่งรอ้ ยแปดสิบวนั นับแตว่ ันประกาศในราชกิจจานเุ บกษา แต่ผู้ร้องประมูลซ้อื ทรัพย์
และทำสัญญาซ้ือขายท่ีดินกับผู้คัดค้านเมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๓๙ ก่อน พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญา
ท่ไี มเ่ ปน็ ธรรมฯ ใช้บงั คับสัญญาซ้อื ขายทด่ี นิ ดังกล่าวจงึ ไมอ่ ยู่ในบังคับของ พ.ร.บ. ดงั กล่าว”
๔. สัญญาจ้างระบุว่าระหว่างจ้างงานจะไม่ดำเนินการหรือมีส่วนได้เสียธุรกิจอ่ืน เว้นแต่จะได้รับ
ความยินยอมจากผู้ว่าจ้าง และภายหลังจากการจ้างงานส้ินสุดลง ภายในระยะเวลา ๖ เดือน ต้องไม่
ดำเนินการหรือมีส่วนได้เสียในกิจการหรือเป็นคู่แข่งขันผู้ว่าจ้าง ยังไม่เข้าลักษณะข้อสัญญา
ทไี่ มเ่ ป็นธรรม
“คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๒๓/๒๕๔๙ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยในส่วนแรกคือข้อตกลง
ระหว่างจ้างงาน มีข้อตกลงว่าจำเลยจะไม่ดำเนินการหรือมีส่วนได้เสียในธุรกิจการค้าหรืออาชีพใด เว้นแต่
จะไดร้ บั ความยนิ ยอมจากโจทกเ์ ปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษร สว่ นขอ้ ตกลงภายหลงั การจา้ งงาน จำเลยตอ้ งไมด่ ำเนนิ การ
ไม่ว่าเพื่อตัวเองหรือในฐานะผู้แทนเข้าไปมีส่วนได้เสียในกิจการหรือเป็นคู่แข่งขันกับโจทก์ ชักชวน
ลูกคา้ ของโจทกใ์ ห้ไปรบั บรกิ ารที่จำเลยเกยี่ วข้อง ชกั ชวนโนม้ นา้ วผู้จัดการหรือลกู จา้ งของโจทก์ ซ่งึ มหี น้าท่ี
หารายได้ให้โจทก์ออกจากบริษัทโจทก์ เห็นว่า ข้อห้ามดังกล่าวเป็นข้อห้ามท่ีไม่ตัดโอกาสจำเลยในอันจะ
ประกอบอาชีพต่อไป ทัง้ หากโจทก์ยนิ ยอมกท็ ำได้ สญั ญาจา้ งดงั กล่าวมงุ่ ห้ามเฉพาะสง่ิ ทเ่ี ป็นการแข่งขนั ใน
การประกอบธุรกิจการค้าในลักษณะประเภทเดียวกันกับโจทก์และมีข้อกำหนดระยะเวลาเพียง ๖ เดือน
มิใช่เป็นการห้ามตลอดไปท้ังนี้ก็เพื่อคุ้มครองความลับในธุรกิจการค้าในเรื่องข้อมูลช่วงระยะเวลาหน่ึง
เท่าน้ัน จำเลยยังมีสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพอ่ืน ๆ ได้เสมอ ดังนี้ ลักษณะข้อห้ามของโจทก์
กระทำไปเพื่อปกป้องข้อมูลความลับและธุรกิจการค้าของโจทก์ให้อยู่รอดดำเนินการต่อไปได้ จึงเป็น
ข้อตกลงหรือสัญญาท่ีกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นการเกินสมควรหรือเอาเปรียบกันในการทำ
สัญญาอันจะเข้าลักษณะข้อสัญญาท่ีไม่เป็นธรรม ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี
ของประชาชน สัญญาจ้างจงึ มผี ลบังคบั ใชไ้ ด้ หาตกเป็นโมฆะไม่”
8 บทความ
๕. สัญญาค้ำประกันการซ้ือขายฝากที่เป็นสัญญาสำเร็จรูป มีข้อสัญญาระบุให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิด
ชดใช้หนแ้ี ทนลกู หน้ีโดยไมต่ ้องทวงถามใหล้ ูกหนีช้ ำระหนก้ี อ่ น มใิ ชข่ ้อสญั ญาท่ไี ม่เป็นธรรม
“คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๘๗/๒๕๕๐ การท่ีจะพิจารณาว่าข้อตกลงในสัญญาหรือในสัญญา
สำเรจ็ รปู เปน็ สญั ญาทไ่ี มเ่ ปน็ ธรรมตาม พ.ร.บ. วา่ ดว้ ยขอ้ สญั ญาทไ่ี มเ่ ปน็ ธรรมฯ มาตรา ๔ วรรคหนง่ึ หรอื ไม่
ต้องพิจารณาว่าข้อตกลงน้ันเป็นผลให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพหรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป
หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบผู้บริโภค หรือคู่สัญญาอีกฝ่ายเกินสมควรหรือไม่ และในมาตรา ๔ วรรคสาม
ได้กำหนดข้อตกลงทม่ี ีลักษณะหรือมีผลให้คูส่ ัญญาอกี ฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรอื รบั ภาระเกินกว่าที่วิญญชู นจะพึง
คาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงท่ีอาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหน่ึง เม่ือสัญญา
ค้ำประกันกำหนดให้จำเลยท่ี ๒ ต้องรับผิดชดใช้หนี้แทนจำเลยท่ี ๑ โดยไม่ต้องทวงถามให้จำเลยที่ ๑
ชำระหนี้ก่อน อันเป็นการกำหนดให้จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดอย่างลูกหน้ีร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๙๑
ซง่ึ ตามมาตรา ๖๙๑ กำหนดใหผ้ คู้ ำ้ ประกนั ทต่ี อ้ งรบั ผดิ รว่ มกบั ลกู หนไ้ี มม่ สี ทิ ธติ ามมาตรา ๖๘๘ มาตรา ๖๘๙
และมาตรา ๖๙๐ การที่ผู้ค้ำประกันไม่มีสิทธิตามมาตราดังกล่าว จึงมิใช่การรับภาระมากกว่าท่ีกฎหมาย
กำหนด จึงมิได้เป็นผลให้จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าท่ีวิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ
ประเพณีของสัญญาค้ำประกันแต่อย่างใด การกำหนดให้จำเลยท่ี ๒ รับผิดตามกฎหมายจึงมิใช่ข้อสัญญา
ที่ไม่เป็นธรรม แม้อุทธรณ์ข้อนี้จะมิได้เป็นข้อท่ียกข้ึนว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง
แตเ่ ป็นปญั หาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสญั ญาทไี่ มเ่ ปน็ ธรรมฯ อนั เก่ียวด้วยความสงบเรียบรอ้ ยของประชาชน
ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและ
วธิ ีพจิ ารณาคดีแรงงานฯ มาตรา ๓๑”
๖. สัญญาให้ทุนนักบินไปฝึกอบรมต่างประเทศ มีข้อกำหนดให้ต้องกลับมาทำงานในตำแหน่งและ
หน้าที่นายจ้างกำหนดเป็นเวลา ๓ ปี หรือชดใช้ค่าใช้จ่ายการฝึกอบรมพร้อมเบ้ียปรับ ๓ เท่าของ
จำนวนที่ต้องชดใช้คืน ข้อกำหนดเบ้ียปรับไม่เป็นข้อกำหนดท่ีทำให้ต้องรับภาระมากกว่าที่จะ
พงึ คาดหมายไดต้ ามปกติ สว่ นขอ้ กำหนดทใ่ี หก้ ลบั มาทำงานในตำแหนง่ และหนา้ ทน่ี ายจา้ งกำหนดเปน็ เวลา
๓ ปี เป็นข้อกำหนดท่ีทำให้ต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เมื่อนายจ้างจ่าย
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมไปต่ำกว่าท่ีประมาณการไว้ จึงให้มีผลใช้บังคับได้เพียง ๑ ปีเท่าที่เป็นธรรม
และพอสมควรแกก่ รณี
“คำพิพากษาฎีกาท่ี ๖๙๐/๒๕๕๒ สำหรับอัตราดอกเบ้ยี ร้อยละ ๑๕ ตอ่ ปี เป็นอตั ราดอกเบีย้ ท่ี
อย่ใู นขอบเขต ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา ๓๕๔ บัญญัติไว้ และศาลแรงงานกลางได้ลดอัตราใหเ้ หลอื ร้อยละ ๗.๕
ต่อปีแล้ว จึงไม่ทำให้จำเลยที่ ๑ ต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ส่วนข้อกำหนดให้
จำเลยท่ี ๑ ตอ้ งกลบั มาทำงานกบั โจทก์ มฉิ ะนน้ั ตอ้ งเสยี เบย้ี ปรบั ๓ เทา่ ของจำนวนเงนิ คา่ ใชจ้ า่ ยทจ่ี ำเลยท่ี ๑
จะต้องชดใช้คนื ขอ้ เทจ็ จริงไดค้ วามว่ากอ่ นทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ทำงานเป็นลูกจ้างโจทกใ์ นตำแหนง่ นักบิน
อยู่แลว้ และปรากฏตามอทุ ธรณ์ของจำเลยทง้ั สองวา่ หากจำเลยที่ ๑ ไมผ่ า่ นการฝกึ อบรมตามสญั ญาให้ทุน
ฝึกอบรมต่างประเทศ จำเลยที่ ๑ จะไม่สามารถทำหน้าท่ีขับเคร่ืองบิน ๗๗๗ - ๒๐๐ ท่ีโจทก์นำมาใช้ใน
สายการบินของโจทก์ได้ แสดงว่าการฝึกอบรมมีผลทำให้จำเลยท่ี ๑ มีคุณวุฒิในการขับเครื่องบินเพิ่มข้ึน
ย่อมเป็นท่ีต้องการของบริษัทอ่ืนเพราะไม่ต้องลงทุนส่งคนไปฝึกอบรม ข้อกำหนดให้จำเลยท่ี ๑ ต้องกลับ
มาทำงานกับโจทก์มิฉะนั้นต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมคืนและเสียเบ้ียปรับ จึงเป็นข้อห้ามท่ีมี
อัยการนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 9
ลักษณะเพื่อปกป้องกิจการของโจทก์ไม่ให้สูญเสียพนักงานที่อุตส่าห์ลงทุนส่งไปฝึกอบรมจนมีคุณวุฒิ
ในการขับเคร่ืองบินตามกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการบินของกรมการบินพาณิชย์ จึงเป็นข้อตกลงท่ี
สามารถกระทำได้ โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของจำเลยท่ี ๑ โดยมุ่งหวังท่ีจะได้พนักงานที่มี
คณุ สมบตั ติ ามโจทกต์ อ้ งการไวท้ ำงานกบั โจทกแ์ ละจำเลยท่ี ๑ ไดร้ บั ประโยชนจ์ ากการฝกึ อบรมโดยมคี ณุ วฒุ ิ
ในการขับเครื่องบินเพ่ิมขึ้น ทั้งจำเลยที่ ๑ สามารถจะเลือกเอาได้ว่าจะกลับมาทำงานกับโจทก์หรือชดใช้
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมคืนให้โจทก์พร้อมทั้งเสียเบ้ียปรับ ๓ เท่า ของจำนวนเงินที่จะต้องชดใช้คืน
ข้อกำหนดเบ้ียปรบั ดงั กลา่ วจงึ ไมเ่ ป็นข้อกำหนดที่ทำใหจ้ ำเลยที่ ๑ ตอ้ งรบั ภาระมากกวา่ ที่จะพงึ คาดหมาย
ไดต้ ามปกติ แต่โจทก์สง่ จำเลยท่ี ๑ ไปฝึกอบรมเพยี ง ๑๔ วัน (รวมท้งั วันเดินทาง ๒ วัน) โดยประมาณการ
ค่าใชจ้ า่ ยในการฝกึ อบรมไว้ ๓๐๐,๐๐๐ บาท และศาลแรงงานกลางฟงั ข้อเทจ็ จรงิ วา่ โจทกเ์ สยี คา่ ใช้จา่ ยใน
การฝกึ อบรมของจำเลยที่ ๑ ไปเพียง ๒๒๓,๘๗๑.๗๐ บาท ข้อกำหนดท่ใี ห้จำเลยที่ ๑ ต้องกลบั มาทำงาน
กับโจทก์ในตำแหน่งและหน้าที่ท่ีโจทก์กำหนดเป็นเวลาถึง ๓ ปี จึงเป็นข้อกำหนดที่ทำให้จำเลยที่ ๑
ต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ จึงให้มีผลบังคับได้เพียง ๑ ปี เท่าที่เป็นธรรมและ
พอสมควรแก่กรณ”ี
๗. ทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากการขายทอดตลาดก่อนวันท่ีกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
ใช้บงั คับ
“คำพพิ ากษาฎีกาที่ ๘๔๘/๒๕๕๒ พ.ร.บ. ว่าดว้ ยขอ้ สัญญาทไ่ี มเ่ ป็นธรรมฯ มาตรา ๑๒ ไมใ่ หใ้ ช้
พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวบังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวใช้บังคับ
ผรู้ อ้ งทำสญั ญาซอ้ื ขายทด่ี นิ จากการขายทอดตลาดกบั ผคู้ ดั คา้ นกอ่ นวนั ท่ี พ.ร.บ. ฉบบั ดงั กลา่ วใชบ้ งั คบั จงึ ไมอ่ าจ
นำ พ.ร.บ. ฉบบั ดงั กลา่ วมาปรบั ใช้กับข้อกำหนดตามสญั ญาซ้ือขายที่ดินระหว่างผู้ร้องกบั ผคู้ ัดคา้ นได้”
๘. สัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ มีข้อกำหนดว่าคู่สัญญาต่างมีสิทธ์ิบอกเลิกสัญญาเม่ือใดก็ได้
โดยบอกกลา่ วใหท้ ราบเป็นหนังสือลว่ งหนา้ ๙๐ วนั ไม่เป็นขอ้ สญั ญาทีไ่ ม่เปน็ ธรรม
“คำพิพากษาฎีกาท่ี ๒๕๐๗/๒๕๕๒ สัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ขอ้ ๑๑.๓ กำหนดเพียงวา่
จำเลยมีสทิ ธบิ อกเลิกสัญญาเมื่อใดกไ็ ด้ โดยการบอกกล่าวใหโ้ จทก์ทราบเป็นหนังสอื ล่วงหนา้ ๙๐ วนั และ
จะมผี ลเป็นการเลกิ สญั ญาเมอ่ื ครบกำหนด ๙๐ วัน นบั แตว่ นั ไดร้ บั การบอกกลา่ วแลว้ เท่านั้น หาไดก้ ำหนด
เง่ือนไขหรือเหตุท่ีจะทำให้มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแต่อย่างใดไม่ และข้อ ๑๑.๒ ยังกำหนดให้โจทก์มีสิทธิ
บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยเช่นเดียวกับตามสัญญาข้อ ๑๑.๓ เหมือนกัน ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อสัญญา
ทไ่ี มเ่ ปน็ ธรรมตาม พ.ร.บ. วา่ ดว้ ยขอ้ สญั ญาทไ่ี มเ่ ปน็ ธรรมฯ มาตรา ๔ หรอื ไม่ ตอ้ งยดึ หลกั เกณฑต์ ามทบ่ี ญั ญตั ไิ ว้
ในมาตรา ๔ วรรคสาม วา่ เปน็ ข้อตกลงที่มลี ักษณะหรอื มีผลใหโ้ จทก์ปฏบิ ตั ิหรือรบั ภาระเกินกวา่ ทีว่ ิญญชู น
จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์หรือไม่
เช่น เป็นข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือเป็นข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุด
โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหน่ึงมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ
เป็นต้น โจทก์จึงไม่ได้ตกอยู่ในฐานะท่ีเสียเปรียบหรือจำยอมก่อนจะเข้าทำสัญญากับจำเลยแต่อย่างใด
ถอื วา่ การทำสญั ญากบั จำเลยเปน็ ไปดว้ ยความสมคั รใจของโจทกแ์ ละอยบู่ นพน้ื ฐานทเ่ี ทา่ เทยี มกนั ทง้ั สองฝา่ ย
ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงเสียเปรียบซึ่งกันและกัน ท้ังว่าจำเลยก็ได้นำสืบถึงสาเหตุแห่งการบอกเลิกสัญญา
จะถือว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือบอกเลิกสัญญาโดยท่ีโจทก์ไม่ได้กระทำ
10 บทความ
ด้วยประการใด ๆ ท่ีเป็นการผิดสัญญาหรือผิดข้อตกลงตามสัญญาไม่ได้ ข้อตกลงข้อ ๑๑.๓ จึงไม่เป็น
ข้อตกลงท่ีมีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติ หรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ
หรือเปน็ ข้อตกลงท่อี าจถือได้ว่าทำให้จำเลยได้เปรยี บโจทก์จึงไมเ่ ป็นขอ้ สญั ญาท่ีไมเ่ ป็นธรรม”
๙. สัญญาแต่งตั้งเป็นผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน ทำข้ึนก่อนวันท่ีกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญา
ทไ่ี ม่เป็นธรรมใช้บงั คับ
“คำพพิ ากษาฎีกาท่ี ๖๒๒๕/๒๕๕๒ พ.ร.บ. วา่ ดว้ ยข้อสญั ญาทีไ่ ม่เปน็ ธรรมฯ มาตรา ๑๒ ไม่ให้
ใช้บังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาท่ีทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ. น้ีใช้บังคับ การท่ีจำเลยทำสัญญาแต่งต้ังโจทก์
เป็นผ้ปู ระกอบการสถานบี ริการนำ้ มันเมอ่ื วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๓๖ กอ่ นวันท่ี พ.ร.บ. มผี ลใชบ้ งั คบั จึงนำ
พ.ร.บ. วา่ ด้วยขอ้ สญั ญาที่ไมเ่ ปน็ ธรรมฯ มาปรับใชแ้ ก่คดนี ไี้ ม่ได”้
๑๐. สญั ญารบั ขนของทางอากาศ กำหนดเงอ่ื นไขการขนสง่ และขอ้ จำกดั ความรบั ผดิ ตามใบรบั ขนของ
ทางอากาศมิได้มีผลให้ผู้ส่งรับภาระเกินกว่าท่ีวิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ หรือทำให้
ผ้ขู นสง่ ได้เปรียบเหน็ สมควร ขอ้ จำกดั ความรับผิดของผขู้ นส่งจึงมิใช่ขอ้ สัญญาที่ไม่เป็นธรรม
“คำพพิ ากษาฎกี าท่ี ๒๐๖๘/๒๕๕๓ พ.ร.บ. วา่ ดว้ ยขอ้ สญั ญาทไ่ี มเ่ ปน็ ธรรมฯ มาตรา ๔ วรรคหนง่ึ
บัญญัติให้ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือในสัญญา
สำเร็จรูปหรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป
หรือผู้ซ้ือฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้
เพียงเท่าที่เป็นธรรมและสมสมควรแก่กรณีเท่านั้น และในวรรคสาม (๑) กำหนดให้ข้อตกลงยกเว้นหรือ
จำกัดความรับผิดที่เกิดจากการผิดสัญญาที่มีลักษณะ หรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระ
เกนิ กวา่ ทว่ี ญิ ญชู นจะพงึ คาดหมายไดต้ ามปกติ เปน็ ขอ้ ตกลงทอ่ี าจถอื ไดว้ า่ ทำใหไ้ ดเ้ ปรยี บคสู่ ญั ญาอกี ฝา่ ยหนง่ึ
ดังน้ัน การพิจารณาว่าข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสองตามใบรับขนของทางอากาศเป็นข้อสัญญา
ท่ีไม่เป็นธรรมหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าข้อจำกัดความรับผิดน้ันเป็นผลให้จำเลยท้ังสองซึ่งเป็นผู้กำหนด
เง่อื นไขและขอ้ จำกัดความรบั ผดิ นนั้ ได้เปรียบผู้สง่ ซ่งึ เป็นคูส่ ญั ญาอีกฝ่ายหน่ึงเกนิ สมควรหรอื ไม่
สัญญารับขนของทางอากาศระหว่างผู้ส่งกับจำเลยท้ังสองมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน
ซ่ึงคู่สัญญาต่างมีหนี้ที่จะต้องชำระตอบแทนกัน โดยหน้ีท่ีผูกพันฝ่ายหนึ่งเป็นมูลฐานของการชำระหน้ีของ
อีกฝ่าย จำเลยทัง้ สองซง่ึ เปน็ ผู้ขนส่งมหี นา้ ท่ีทีจ่ ะตอ้ งขนส่งสนิ ค้าไปสง่ ให้แก่ผ้รู ับตราสง่ หากสินค้าสูญหาย
หรือเสียหายอันเกิดข้ึนจากการผิดสัญญาก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ส่งก็มีหน้าท่ีท่ีต้องชำระ
ค่าระวางขนส่งตามอัตราที่ตกลงกัน ซ่ึงจากเง่ือนไขการขนส่งท่ีกล่าวมาเห็นได้ชัดว่าอัตราค่าระวางที่ผู้ส่ง
ต้องรับภาระจะสัมพันธ์โดยตรงกับมูลค่าสินค้าที่สำแดงเพ่ือการขนส่งเช่นเดียวกับจำนวนความรับผิดกรณี
สินค้าสูญหายหรือเสียหายโดยเป็นสัดส่วนที่เพ่ิมขึ้นตามกัน หากสำแดงราคาสินค้าไว้สูงผู้ส่งก็จะต้องเสีย
ค่าขนส่งเพิ่มข้ึน แต่หากสินค้าสูญหายหรือเสียหายก็จะได้รับการชดใช้ตามมูลค่าท่ีสำแดงไว้ แต่ไม่เกิน
จำนวนเงินตามที่จำเลยที่ ๒ กำหนดเท่าน้ัน ดังนั้น มูลค่าสินค้าเพ่ือการขนส่งที่ระบุจึงเป็นเกณฑ์ในการ
คำนวณราคาค่าระวางขนส่งและจำนวนความรับผิด การท่ีผู้ขนส่งคิดค่าระวางเพิ่มข้ึนก็เน่ืองมาจาก
มีต้นทุนเพ่ิมข้ึนจากการเพ่ิมภาระในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หน้ีที่คู่สัญญาท้ังสองฝ่ายจะต้องชำระ
ตอบแทนกันในส่วนน้ี จึงถือเป็นหนี้ที่มีความสำคัญขนาดเดียวกัน หากผู้ส่งต้องการค่าสินไหมทดแทนที่
อัยการนิเทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 11
มากขึ้นก็ต้องยอมจ่ายค่าระวางขนส่งสูงข้ึนจึงจะเป็นธรรมแก่คู่สัญญาท้ังสองฝ่าย สินค้าที่ผู้ขนส่งจ้าง
จำเลยทั้งสองส่งมีมูลค่า ๒,๒๓๕,๕๐๐ เยน ซ่ึงเกินกว่าจำนวนสูงสุดท่ีจำเลยท่ี ๒ อนุญาตให้สำแดงได้
คือ ๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ไปมาก ประกอบกับผู้ส่งเป็นลูกค้าท่ีใช้บริการขนส่งสินค้าของจำเลยที่ ๒
ไปต่างประเทศอยู่เป็นประจำ ย่อมทราบดีถึงเง่ือนไขการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ ๒
แตส่ มคั รใจเขา้ ทำสญั ญารบั ขนของทางอากาศกบั จำเลยท่ี ๒ และไมไ่ ดแ้ จง้ หรอื ระบมุ ลู คา่ สนิ คา้ เพอ่ื การขนสง่ ไว้
ทั้งยังได้ทำประกันภัยเพ่ือคุ้มครองความเสี่ยงภัยจากการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าระหว่างการขนส่ง
กับโจทก์เต็มมูลค่าของสินค่าโดยยอมเสียเบี้ยประกันภัยอันเป็นทางเลือกอย่างอื่น แสดงให้เห็นชัดถึง
เจตนาท่ีจะเข้าเอาประโยชน์จากการที่จะไม่ต้องเสียค่าระวางเพ่ิมและหากสินค้าสูญหายหรือเสียหาย
ผู้ส่งยังรับชดใช้ตามกรมธรรม์ประกันภัยเต็มตามมูลค่าของสินค้า นอกจากน้ียังมีบริษัทท่ีประกอบกิจการ
รับขนสินค้าที่มีมูลค่าสูงโดยเฉพาะให้ผู้ส่งได้เลือกใช้บริการ แต่บริษัทเหล่าน้ีจะคิดค่าระวางขนส่งสูงกว่า
จำเลยที่ ๒ เนื่องจากจะตอ้ งทำประกนั ภัยสินค้าและจะต้องจดั ใหม้ ีระบบรักษาความปลอดภยั เพราะหาก
สินค้าสูญหาย ผู้ส่งจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเต็มมูลค่าของสินค้า ดังน้ัน ผู้ส่งจึงมิได้อยู่ในฐานะที่ต้อง
เสียเปรียบหรือต้องผูกมัดให้ทำสัญญาโดยไม่มีผู้ประกอบการรายอ่ืนท่ีจะเลือกใช้บริการเง่ือนไขการขนส่ง
และข้อจำกัดความรับผิดตามใบรับขนของทางอากาศดังกล่าวมิได้มีผลให้ผู้ส่งรับภาระเกินกว่าท่ีวิญญูชน
จะพึงคาดหมายได้ตามปกติหรือทำให้จำเลยทั้งสองซ่ึงเป็นผู้ขนส่งได้เปรียบเกินสมควรแต่อย่างใด
ขอ้ จำกดั ความรับผดิ ของจำเลยที่ ๒ จงึ มใิ ชข่ อ้ สญั ญาทไ่ี ม่เป็นธรรมจึงยอ่ มบังคับได้
๑๑. สัญญาเช่าตึกแถวเป็นแบบพิมพ์ท่ีผู้ให้เช่าใช้กับผู้เช่าท่ัวไปเป็นสัญญาสำเร็จรูป ข้อตกลงให้
ฝา่ ยหนง่ึ ใชส้ ทิ ธเิ ลกิ สญั ญาไดก้ อ่ นอายสุ ญั ญา โดยบอกกลา่ วลว่ งหนา้ ชว่ั ระยะเวลาหนง่ึ โดยไมป่ รากฏวา่
ข้อตกลงดังกลา่ วเป็นการเอาเปรยี บผู้เชา่ เกินสมควรอย่างไร ยังไมใ่ ช่ข้อสญั ญาทไ่ี มเ่ ป็นธรรม
“คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๙๘/๒๕๕๓ สัญญาเช่าเป็นสัญญาแบบพิมพ์ท่ีโจทก์กำหนดข้ึนล่วงหน้า
และโจทกน์ ำมาใชก้ บั ผเู้ ชา่ ทกุ คน อนั เปน็ การนำมาใชใ้ นการทโ่ี จทกน์ ำตกึ แถวไปใหบ้ คุ คลทว่ั ไปเชา่ สญั ญาเชา่
ดงั กล่าวจึงเป็นสัญญาสำเร็จรปู ตาม พ.ร.บ. ว่าดว้ ยขอ้ สญั ญาที่ไม่เป็นธรรมฯ มาตรา ๓
ข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปอาจเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญา
ทไ่ี มเ่ ปน็ ธรรมฯ มาตรา ๔ ได้ หากปรากฏวา่ ขอ้ ตกลงนน้ั มผี ลทำใหผ้ กู้ ำหนดสญั ญาสำเรจ็ รปู ไดเ้ ปรยี บคสู่ ญั ญา
อีกฝ่ายหน่ึงเกินสมควร โดยคู่สัญญาไม่จำต้องเป็นสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือ
วชิ าชีพแตอ่ ย่างใด
พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาท่ีไม่เป็นธรรมฯ มาตรา ๔ (๓) ท่ีบัญญัติว่า ข้อตกลงให้สัญญาส้ินสุดลง
โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหน่ึงมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญน้ัน
เปน็ เพยี งตวั อยา่ งหนง่ึ ของขอ้ ตกลงทถ่ี อื วา่ ทำใหฝ้ า่ ยหนง่ึ ไดเ้ ปรยี บคสู่ ญั ญาอกี ฝา่ ยหนง่ึ เทา่ นน้ั ยงั ไมถ่ งึ ขนาดวา่
หากเป็นไปตามลักษณะนี้ถือว่าเป็นข้อตกลงที่ได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร อันจะมีผลทำให้
เปน็ ขอ้ สัญญาทไี่ ม่เปน็ ธรรม
สัญญาเช่าข้อ ๘ ระบุว่า ถ้าผู้ให้เช่าต้องการสถานท่ีเช่าคืนในระหว่างท่ียังไม่สิ้นสัญญาด้วยเหตุ
อย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ให้เช่าจะบอกผู้เช่าให้ทราบล่วงหน้าก่อนไม่ต่ำกว่า ๓๐ วัน และผู้เช่ายอมออกจาก
สถานท่เี ช่าน้นั ภายในกำหนดของผ้ใู ห้เช่าโดยยอมรับว่าสัญญาเช่าฉบับน้สี ้นิ สุดลงในวันท่ผี ้ใู ห้เช่ากำหนดน้นั
แทนวันส้ินสุดสัญญาเช่าในข้อ ๑ และจะไม่ขอเรียกร้องค่าเสียหายหรือชดใช้ใด ๆ ทั้งสิ้นจากผู้ให้เช่า
12 บทความ
แต่ทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการเอาเปรียบฝ่ายผู้เช่าเกินสมควรอย่างไร
เพราะเหตุใด อันจะเป็นประเด็นให้ศาลวินิจฉัยถึง ลำพังเพียงการตกลงตามข้อ ๘ ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็น
ข้อตกลงท่ีทำให้ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าได้เปรียบฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าเกินสมควร จึงไม่ใช่ข้อสัญญา
ที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาท่ีไม่เป็นธรรมฯ ท้ังไม่มีลักษณะเป็นข้อความอันบังคับไว้ให้
สัญญาเช่าเป็นผลหรือส้ินผลต่อเม่ือมีเหตุการณ์อันไม่แน่นอนว่าจะเกิดข้ึนหรือไม่ในอนาคตตาม ป.พ.พ.
มาตรา ๑๘๒ แต่เป็นเรื่องของการตกลงให้สิทธิแก่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งที่จะใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ก่อนท่ีอายุ
สัญญาตามทต่ี กลงกนั ไวจ้ ะสิน้ สุดลง โดยคู่สญั ญาฝ่ายนั้นต้องบอกกล่าวลว่ งหนา้ ช่ัวระยะเวลาหนึ่ง จงึ ไม่ใช่
เง่ือนไขของสัญญาเช่าแต่อย่างใด กรณีจึงไม่มีประเด็นท่ีจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็น
เงอ่ื นไขท่ีฝา่ ฝืนกฎหมายและขัดตอ่ ความสงบเรียบร้อยหรอื ศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชนหรอื ไม”่
๑๒. สญั ญารบั ขนของทางอากาศ กำหนดเงอ่ื นไขการขนสง่ และขอ้ จำกดั ความรบั ผดิ ตามใบรบั ขนของ
ทางอากาศมิได้มีผลให้ผู้ส่งรับภาระเกินกว่าท่ีวิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติหรือทำให้
ผขู้ นส่งได้เปรียบเกนิ สมควร ข้อจำกัดความผิดของผู้ขนสง่ จงึ ไมใ่ ชข่ อ้ สัญญาท่ีไมเ่ ป็นธรรม
“คำพพิ ากษาฎกี าท่ี ๕๓๓๘/๒๕๕๓ พ.ร.บ. วา่ ดว้ ยขอ้ สญั ญาทไ่ี มเ่ ปน็ ธรรมฯ มาตรา ๔ วรรคหนง่ึ
บัญญัติให้ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือในสัญญา
สำเร็จรูปหรือสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือกำหนดสัญญาสำเร็จรูปหรือ
ผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรเป็นข้อสัญญาท่ีไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียง
เทา่ ทเ่ี ปน็ ธรรมและพอสมควรแกก่ รณเี ทา่ นน้ั และในวรรคสาม (๑) กำหนดใหข้ อ้ ตกลงยกเวน้ หรอื ขอ้ จำกดั
ความรับผิดที่เกิดจากการผิดสัญญาท่ีมีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระ
เกนิ กวา่ ทว่ี ญิ ญชู นจะพงึ คาดหมายไดต้ ามปกตเิ ปน็ ขอ้ ตกลงทอ่ี าจถอื ไดว้ า่ ทำใหไ้ ดเ้ ปรยี บคสู่ ญั ญาอกี ฝา่ ยหนง่ึ
ดังนั้น การจะพิจารณาว่าข้อจำกัดความผิดของจำเลยท้ังสองตามใบรับขนของทางอากาศเป็นข้อสัญญา
ท่ไี มเ่ ปน็ ธรรมหรอื ไม่ จงึ ตอ้ งพจิ ารณาวา่ ขอ้ จำกดั ความรบั ผดิ นน้ั เปน็ ผลใหจ้ ำเลยทง้ั สองซง่ึ เปน็ ผกู้ ำหนดเงอ่ื นไข
และขอ้ จำกดั ความรบั ผดิ ไดเ้ ปรยี บผสู้ ง่ ซง่ึ เปน็ คสู่ ญั ญาอกี ฝา่ ยหนง่ึ เกนิ สมควรหรอื ไม่ เหน็ วา่ สญั ญารบั ขนของ
ทางอากาศระหว่างผู้ส่งกับจำเลยท้ังสองมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งคู่สัญญาต่างมีหนี้ท่ีจะต้อง
ชำระตอบแทนกัน โดยหน้ที ่ผี ูกพันฝ่ายหน่งึ เป็นมูลฐานของการชำระหน้ขี องอีกฝ่ายหน่งึ จำเลยท้งั สอง
ซ่ึงเป็นผู้ขนส่งมีหน้าที่ที่จะต้องขนส่งสินค้าไปส่งให้แก่ผู้รับตราส่ง หากสินค้าสูญหายหรือเสียหาย
อันเกิดขึ้นจากการผิดสัญญาก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ส่งก็มีหน้าที่ต้องชำระค่าระวางขนส่ง
ตามอัตราทีต่ กลงกัน ซ่ึงจากเง่อื นไขการขนสง่ ท่ีกลา่ วมาเห็นไดช้ ัดเจนว่า อัตราคา่ ระวางทผี่ สู้ ่งตอ้ งรบั ภาระ
จะสัมพันธ์โดยตรงกับมูลค่าสินค้าที่สำแดงเพื่อการขนส่งเช่นเดียวกับจำนวนความรับผิดกรณีสินค้า
สูญหายหรือเสียหายโดยเป็นสัดส่วนท่ีเพ่ิมข้ึนตามกัน หากสำแดงราคาสินค้าไว้สูง ผู้ส่งก็จะต้อง
เสียค่าขนส่งเพ่ิมขึ้น แตห่ ากสนิ ค้าสญู หายหรอื เสียหายก็จะไดร้ ับการชดใช้ตามมูลค่าท่ีสำแดงไว้ แตไ่ มเ่ กิน
จำนวนที่กำหนดเท่านน้ั ดังน้นั มลู ค่าสินค้าเพื่อการขนส่งท่ีระบุจึงเปน็ เกณฑ์ในการคำนวณราคาคา่ ระวาง
ขนส่งและจำนวนความรับผิด การที่ผู้ขนส่งคิดค่าระวางเพิ่มขึ้นก็เนื่องมาจากมีต้นทุนเพ่ิมข้ึนจากการ
เพ่ิมภาระในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหนี้ที่คู่สัญญาทั้งส่องฝ่ายจะต้องชำระตอบแทนกัน ในส่วนน้ีจึงถือ
เป็นหนท้ี ีม่ คี วามสำคัญขนาดเดียวกัน หากผูส้ ่งตอ้ งการคา่ สินไหมทดแทนท่ีมากขึน้ กต็ อ้ งยอมจ่ายคา่ ระวาง
ขนส่งสูงข้ึน จึงจะเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายพิเคราะห์จากข้อเท็จจริงที่ว่าสินค้าที่ผู้ส่งจ้างให้จำเลย
อัยการนิเทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 13
ทั้งสองขนส่งมีมูลค่าเกินกว่าจำนวนสูงสุดที่จำเลยท่ี ๒ อนุญาตให้สำแดงได้ไปมาก ประกอบพฤติการณ์
ที่ผู้ส่งซ่ึงเป็นลูกค้าที่ใช้บริการขนส่งสินค้าของจำเลยที่ ๒ ไปต่างประเทศอยู่เป็นประจำย่อมทราบดีถึง
เงื่อนไขการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดชอบของจำเลยท่ี ๒ แต่สมัครใจเข้าทำสัญญารับขนของ
ทางอากาศกับจำเลยท่ี ๒ และไม่ได้แจ้งหรือระบุมูลค่าสินค้าเพ่ือการขนส่งไว้ ทั้งยังได้ทำประกันภัย
เพ่ือคุ้มครองความเสี่ยงภัยจากการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าระหว่างการขนส่งกับโจทก์เต็มมูลค่า
ของสนิ คา้ โดยยอมเสยี เบย้ี ประกนั ภยั อนั เปน็ ทางเลอื กอยา่ งอน่ื แสดงใหเ้ หน็ ชดั ถงึ เจตนาทจ่ี ะเขา้ เอาประโยชน์
จากการท่ีจะไม่ต้องเสียค่าระวางเพ่ิมและหากสินค้าสูญหายหรือเสียหายผู้ส่งยังได้รับชดใช้ตามกรมธรรม์
ประกันภัย ดังนั้น เม่ือพิจารณาตามพฤติการณ์ทางเลือกและทางได้เสียทุกอย่างของผู้ส่งกับจำเลยท้ังสอง
เหน็ วา่ เงอ่ื นไขการขนสง่ และขอ้ จำกดั ความรบั ผดิ ตามใบรบั ขนของทางอากาศดงั กลา่ ว มไิ ดม้ ผี ลใหผ้ สู้ ง่ ซง่ึ เปน็
ผู้เอาประกันภัยรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติหรือทำให้จำเลยท้ังสองซึ่งเป็น
ผู้ขนส่งได้เปรียบผู้เอาประกันภัยเกินสมควรแต่อย่างใด ข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยท่ี ๒ จึงมิใช่
ข้อสญั ญาทไี่ มเ่ ปน็ ธรรมและบังคบั ได้”
๑๓. สัญญารับใช้หน้ีแทนที่เจ้าหน้ีให้พี่น้องของลูกหนี้ผู้ตายทำขึ้น มีข้อตกลงและเง่ือนไขให้ผู้ทำ
สัญญาชำระหนี้ส่วนต่างจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง และหากขายทอดตลาด
ไม่ได้ภายใน ๑ ปี ผู้ทำสัญญาจะชำระหน้ีให้เป็นงวดจนกว่าจะครบ เป็นข้อตกลงที่ทำให้ได้เปรียบ
คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร จึงเป็นสัญญาท่ีไม่เป็นธรรม ให้มีผลบังคับได้เท่าท่ีเป็นธรรมและ
พอสมควรแก่กรณี
“คำพิพากษาฎีกาท่ี ๑๑๗๓๑/๒๕๕๕ โจทก์ให้จำเลยทำสัญญารับใช้หนี้เพราะจำเลยเป็นพ่ีน้อง
กับผู้ตาย เท่ากับจำเลยทำสัญญาในฐานะที่จำเลยเป็นทายาทผู้ตาย การที่จำเลยทำสัญญารับใช้หน้ีตาม
คำพพิ ากษาศาลแพง่ โดยจำเลยยอมรบั ผดิ รว่ มกบั กองมรดกของผตู้ าย โดยมขี อ้ ตกลงและเงอ่ื นไขทส่ี ำคญั วา่
เม่ือโจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เพียงใด จำเลยจะชำระหนี้ในส่วนต่างระหว่างหน้ีตามคำพิพากษา
และดอกเบ้ียจนถึงวันชำระเสร็จ และค่าฤชาธรรมเนียมกับเงินสุทธิท่ีได้รับจากการขายทอดตลาด และ
ยงั มขี อ้ ตกลงอกี วา่ หากขายทอดตลาดทรพั ยจ์ ำนองไมไ่ ดภ้ ายใน ๑ ปี นบั แตว่ นั ทำสญั ญา จำเลยจะชำระหน้ี
แกโ่ จทกเ์ ปน็ งวดจนกวา่ จะครบ อนั เปน็ การเพม่ิ เตมิ ความรบั ผดิ ของจำเลยในฐานะทายาทเกย่ี วกบั ทรพั ยส์ นิ
ของผู้ตายที่ตกได้แก่ตนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๐๑ จึงเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้ข้อตกลงใน
สัญญาระหว่างจำเลยซึ่งเป็นลูกค้าสินเช่ือจึงเป็นผู้บริโภคกับโจทก์ซ่ึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจการค้าที่ทำให้
ผู้ประกอบธุรกิจการค้าได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหน่ึงเกินสมควร เพราะจำเลยในฐานะทายาทของผู้ตาย
ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกท่ีตกได้แก่ตนแต่ข้อสัญญาดังกล่าวให้จำเลยต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
ซึ่งต้องไปว่ากันในช้ันบังคับคดี สัญญารับใช้หนี้จึงเป็นสัญญาท่ีไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้
เพียงเท่าที่เป็นธรรม และพอสมควรแก่กรณีตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาท่ีไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐
มาตรา ๔ วรรคหนงึ่ ”
14 บทความ
๑๔. มหาวิทยาลัย (เอกชน) ให้นักศึกษาทำสัญญาเข้าเป็นนักศึกษาและสัญญาผูกพันเม่ือสำเร็จ
การศึกษารวมท้ังสัญญาค้ำประกัน มีข้อสัญญาว่าเม่ือสำเร็จการศึกษาต้องไปปฏิบัติงานตามที่
มหาวิทยาลัยจัดการหรือกำหนด เป็นเงื่อนไขท่ีทำให้นักศึกษาตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ไม่อาจเลือก
ประกอบอาชีพภายหลังการศึกษาได้โดยอิสระ ทำให้นักศึกษาไม่ได้รับความเป็นธรรม สัญญาไม่มีผล
ใชบ้ ังคบั
“คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๖๙๔/๒๕๕๕ โจทก์เพิ่งแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบว่าจำเลยท่ี ๑ ต้องทำ
สัญญาเข้าเป็นนักศึกษาและสัญญาผูกพันเมื่อสำเร็จการศึกษา โดยต้องมีผู้ค้ำประกันการทำสัญญา
ภายหลงั เมอ่ื จำเลยท่ี ๑ เขา้ เปน็ นกั ศกึ ษาของมหาวทิ ยาลยั โจทกแ์ ลว้ เมอ่ื ปี ๒๕๔๕ ทง้ั ไมเ่ คยแจง้ ใหท้ ราบถงึ
ค่าใช้จ่ายท่ีอ้างว่ามหาวิทยาลัยโจทก์ออกให้ว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างและเป็นจำนวนเงินเท่าใด การที่
จำเลยท่ี ๑ เข้าเป็นนักศึกษาของโจทก์โดยชำระค่าใช้จ่ายในการศึกษาแต่ละภาคการศึกษาเป็นเงินจำนวน
ไมน่ อ้ ย และโจทก์เพงิ่ แจ้งให้ทราบในภายหลงั เม่ือจำเลยท่ี ๑ เข้าเปน็ นกั ศึกษาแลว้ ถึง ๓ ปี ว่าจำเลยท่ี ๑
จะต้องทำสัญญาดังกล่าวกับโจทก์ ย่อมทำให้จำเลยที่ ๑ ซ่ึงเป็นนักศึกษาตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบ
โดยจำยอมต้องเข้าทำสัญญา เพราะมิฉะนั้นอาจเป็นผลต่อการสำเร็จการศึกษา ทั้งสัญญาผูกพันการเข้า
ปฏิบัติงานและสัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาสำเร็จรูปโดยมีการพิมพ์ข้อความกำหนดข้อสัญญาที่เป็น
สาระสำคัญไว้ล่วงหน้า และข้อความในสัญญาผูกพันการปฏิบัติงาน มีใจความว่า เม่ือจำเลยท่ี ๑ สำเร็จ
การศึกษาแล้วจะปฏิบัติตามคำส่ังของโจทก์โดยไปปฏิบัติงานตามที่โจทก์จัดการหรือกำหนดให้ไม่ว่า
มหาวิทยาลัยหรือในโรงพยาบาลอ่ืนเป็นเวลา ๓ ปี หากจำเลยท่ี ๑ ปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญา
ยินยอมชดใช้เงินจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นข้อตกลงให้จำเลยที่ ๑ ถูกจำกัดสิทธิ
หรอื เสรภี าพในการประกอบอาชพี การงาน โดยตอ้ งปฏบิ ตั งิ านตามทโ่ี จทกเ์ ปน็ ผกู้ ำหนดหรอื จดั หาใหเ้ ทา่ นน้ั
แม้มีกำหนดเวลาเพียง ๓ ปีและมีค่าตอบแทนให้แต่ทำให้จำเลยที่ ๑ ไม่อาจเลือกได้เอง จึงถือว่าเป็น
ข้อสัญญาท่ีไม่เป็นธรรมโดยเป็นข้อตกลงที่ทำให้จำเลยท่ี ๑ ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพโดยต้องรับภาระ
มากกว่าทีพ่ งึ คาดหมายได้ตามปกติ ซงึ่ ตาม พ.ร.บ. ว่าดว้ ยขอ้ สัญญาทไ่ี ม่เปน็ ธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๕
บญั ญัตใิ หม้ ผี ลบังคับไดเ้ พียงเท่าทเ่ี ปน็ ธรรมและพอสมควรแกก่ รณี
การท่ีจำเลยท่ี ๑ ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบไม่อาจเลือกประกอบอาชีพภายหลังสำเร็จการศึกษาได้
โดยอิสระ โดยการเข้าทำสัญญากับโจทก์เป็นเรื่องที่จำเลยท่ี ๑ ไม่เคยคาดหมายมาก่อนเข้าเป็นนักศึกษา
ของมหาวทิ ยาลัยโจทก์ ซึง่ หากจำเลยที่ ๑ ทราบถงึ เงือ่ นไขวา่ จะตอ้ งทำสญั ญาแตแ่ รก จำเลยที่ ๑ อาจไม่
ตัดสินใจเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยโจทก์ ทั้งน้ีเพื่อให้ตนไม่ต้องถูกจำกัดสิทธิในการเลือกสถานท่ี
ทำงาน รวมท้ังความพึงพอใจอื่นในการตัดสินใจเข้าทำงานการบังคับตามสัญญาผูกพันการปฏิบัติงาน
ภายหลังสำเร็จการศึกษาย่อมทำให้จำเลยที่ ๑ ไม่ได้รับความเป็นธรรมโดยสิ้นเชิงจึงสมควรให้สัญญา
ดงั กลา่ วไมม่ ผี ลใชบ้ งั คบั ”
..........................................
อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 15
ความสมั พนั ธข์ อง อ.ก. ๔๐ อ.ก. ๔๐ ก. อ.ก. ๕๐ และ บ. ๖
โชคชัย ทฐิ ิกัจจธรรม*
รายงานบัญชีสำนวนค้าง (อ.ก. ๔๐) บัญชีชี้แจงเหตุท่ีสำนวนค้าง (อ.ก. ๔๐ ด้านหลัง) ใบต่อ
บัญชีช้แี จงเหตุท่สี ำนวนค้าง (อ.ก. ๔๐ ก.) ใช้เม่อื จำนวนสำนวนค้างมีมากเกินกว่าท่จี ะลงใน อ.ก. ๔๐
ด้านหลังได้บัญชีแสดงการที่ทำของพนักงานอัยการ (อ.ก. ๕๐) และรายงานอัยการ (บ. ๖) ล้วนเป็น
รายงานเกี่ยวกับสถิติคดีทั้งสิ้น โดยรายงาน อ.ก. ๔๐, อ.ก. ๔๐ ก., อ.ก. ๕๐ เป็นแบบพิมพ์ประเภท
ใบปลิว บ. ๖ เป็นรายงานแบบพิมพ์ประเภทบัญชี ซ่ึงทุกสำนักงานคดีจะต้องรายงานมายังอัยการสูงสุด
ทกุ เดือน
รายงานบัญชีสำนวนค้าง (อ.ก. ๔๐) ด้านหน้า จะแสดงภาพรวมสถิติคดีประเภทสำนวนต่าง ๆ
ในชั้นพนักงานอัยการของแต่ละสำนักงานคดีในแต่ละเดือนว่ามีสถิติค้างจากเดือนก่อนหน้าก่ีเร่ือง
รบั ใหมใ่ นเดอื นทเ่ี พง่ิ ผา่ นมากเ่ี รอ่ื ง รวมกเ่ี รอ่ื ง เสรจ็ ไปกเ่ี รอ่ื ง มสี ำนวนทค่ี า้ งอยจู่ ำนวนกเ่ี รอ่ื ง และทค่ี า้ งอยู่
ค้างเพราะเหตุอะไรบ้าง จำนวนกี่เร่ือง โดยมีประเภทสำนวน ๗ ประเภท ได้แก่ ๑) สำนวนปรากฏ
ผู้ต้องหาท่ีส่งตัวมา (หรือสำนวน ส. ๑) ๒) สำนวนปรากฏผู้ต้องหาที่ไม่ได้ส่งตัวมา (เว้นแต่
คดีเปรียบเทียบ) หรือสำนวน ส. ๒ ๓) สำนวนปรากฏผู้ต้องหาที่ไม่ได้ส่งตัวมา (เฉพาะคดีเปรียบเทียบ)
หรือสำนวน ส. ๒ ก. ๔) สำนวนไม่ปรากฏผู้กระทำผิด หรือสำนวน ส. ๓ ๕) สำนวนชันสูตรพลิกศพ
๖) สำนวนคดีอาญาท่ีแก้ต่าง ๗) สำนวนคดีฟ้ีนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด รายงานบัญชีสำนวนค้าง
(อ.ก. ๔๐) ด้านหน้า จึงเปน็ เสมือนรายงานสรุปยอดตัวเลข ทำใหห้ วั หนา้ พนักงานอัยการมองเหน็ สถิติใน
ภาพรวมทง้ั สำนักงาน
บัญชีชี้แจงเหตุที่สำนวนค้าง (อ.ก. ๔๐) ด้านหลัง และใบต่อบัญชีช้ีแจงเหตุท่ีสำนวนค้าง
(อ.ก. ๔๐ ก.) จะแสดงรายละเอียดต่อจาก อ.ก. ๔๐ ว่าในแต่ละเดือนสำนวนท่ีค้างน้ันมีข้อหาอะไรบ้าง
รับจากที่ไหน รับเมื่อวันเดือนปีอะไร และเหตุที่ค้างเพราะอะไร ในแต่ละเดือนพนักงานอัยการได้กระทำ
อะไรต่อสำนวน และเจ้าของสำนวนท่ีค้างเป็นใครบ้าง ซึ่งจะทำให้สามารถทราบได้ว่าพนักงานอัยการ
คนใดมีจำนวนสำนวนค้างกี่เรือ่ ง และทราบถึงความขยนั หม่นั เพียรในการปฏบิ ตั ิงาน
สำหรับบัญชีแสดงการที่ทำของพนักงาน (อ.ก. ๕๐) จะแสดงสถิติคดีว่า ในแต่ละเดือน
พนกั งานอยั การแตล่ ะคนไดต้ รวจสำนวนหรอื รบั สำนวนประเภทตา่ ง ๆ ไปกเ่ี รอ่ื ง วา่ ความคดปี ระเภทตา่ ง ๆ
ก่ีเรอ่ื ง สืบพยานกี่ปาก
ส่วนรายงานอัยการ (บ. ๖) จะแยกย่อยเป็น ๑๒ บัญชี ส่วนใหญ่ของบัญชีจะแสดงสถิติท้ังใน
ชั้นพนักงานอัยการและช้ันศาล แต่ท่ีเก่ียวกับสถิติคดีจะมีเพียง ๑๑ บัญชี กล่าวคือ บัญชี ๑, ๒, ๗, ๘
จะแสดงสถิติคดีในภาพรวมของสำนักงานน้ัน ๆ ว่า ในแต่ละเดือนสำนวนที่ค้างมาจากเดือนก่อนมีกี่เร่ือง
รับใหม่หรือฟ้องใหม่มีก่ีเร่ืองก่ีคน เสร็จไปกี่เรื่องก่ีคน ค้างไปกี่เรื่องก่ีคน โดยจะแสดงรายละเอียดเป็น
ประเภทข้อหาต่าง ๆ พ.ร.บ. ต่าง ๆ รวม ๖๓ ประเภท ในบัญชี ๑ (บัญชีความอาญาปรากฏผู้ต้องหา
ทีส่ ่งตวั มา) บญั ชี ๒ (บัญชคี วามอาญาชั้นฟอ้ งศาล) บัญชี ๗ (บญั ชคี วามปรากฏผ้ตู อ้ งหาท่ีไมไ่ ดส้ ง่ ตัวมา
(เวน้ แตค่ ดีเปรยี บเทียบ) บญั ชี ๘ (บัญชีความอาญาไมป่ รากฏผู้กระทำผดิ )
* อยั การผเู้ ชี่ยวชาญพิเศษ
16 บทความ
นอกจากน้ันยังมีบัญชี ๓ (บัญชีคนท่ีศาลพิพากษาลงโทษ) โดยบัญชีนี้จะบอกถึงช่วงอายุของ
จำเลยที่ถูกฟ้องและที่ถูกลงโทษว่าเป็นเพศชายหรือหญิงเป็นจำนวนเท่าใด สัญชาติอะไร อาชีพอะไร
ถูกศาลลงโทษในระดับใด ส่วนบัญชี ๔ (บัญชีความอาญาอุทธรณ์) บัญชี ๕ (บัญชีความอาญาฎีกา)
จะบอกสถิติในชั้นอุทธรณ์ฎีกา บัญชี ๖ (บัญชีความอาญาปรากฏผู้ต้องหาท่ีไม่ได้ส่งตัวมา (เฉพาะคดี
เปรยี บเทยี บ)) จะบอกสถติ วิ า่ ในเดอื นนน้ั วา่ คา้ งมา รบั ใหม่ กเ่ี รอ่ื ง อยั การมคี ำสง่ั วา่ อยา่ งไร รวมเสรจ็ ไปกเ่ี รอ่ื ง
ค้างไปก่ีเร่ือง บัญชี ๙ (บัญชีความอาญาที่พนักงานอัยการส่ังไม่ฟ้องแต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ
ผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นแย้ง) จะบอกสถิติท่ีอัยการสูงสุดชี้ขาดแต่ละประเภทคดีว่า ในแต่ละเดือน
อัยการสูงสดุ ชขี้ าดวา่ อย่างไร เป็นจำนวนกเี่ รื่อง บญั ชี ๑๐ (บัญชีความอาญาทแี่ กต้ า่ ง) บอกสถิติท่แี ก้ต่าง
ในสำนักงานน้ัน ๆ ว่า ในเดือนนั้นมีค้างมากี่เร่ือง เกิดใหม่ก่ีเรื่อง รวมก่ีเร่ือง เสร็จไปกี่เรื่องเพราะสาเหตุ
อะไรเปน็ จำนวนก่เี รื่องรวมเสร็จไปกเี่ รอ่ื ง คา้ งไปกีเ่ ร่อื ง บญั ชี ๑๑ บัญชคี วามแพ่งทีเ่ ป็นโจทกว์ า่ ตา่ งแกต้ า่ ง
แต่ละประเภทคดี คดีอยู่ระหว่างพิจารณาอยู่ในศาลช้ันต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา กี่เรื่องเป็นจำนวน
ทนุ ทรพั ยเ์ ทา่ ไหร่ คดที ศ่ี าลพพิ ากษาในศาลชน้ั ตน้ ศาลอทุ ธรณ์ ศาลฎกี า ศาลไดต้ ดั สนิ ชนะกเ่ี รอ่ื ง แพก้ เ่ี รอ่ื ง
เสรจ็ ไปกีเ่ รือ่ ง
รายงานแต่ละประเภทต่างก็เก็บสถิติตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการแตกต่างกันไป แต่ก็มีความ
เกย่ี วขอ้ งสมั พนั ธก์ นั ยกตวั อยา่ งเชน่ สำนวนปรากฏผตู้ อ้ งหาทส่ี ง่ ตวั มาหรอื ทเ่ี รยี กกนั ตดิ ปากวา่ สำนวน ส. ๑
หากพนกั งานอยั การไดร้ ับสำนวนแล้วส่งั ฟอ้ งและยืน่ ฟอ้ งในเดือนทีไ่ ด้รบั ก็ถือเปน็ สำนวนเสร็จ สถติ กิ ็จะถูก
นำไปลงใน อ.ก. ๔๐ โดยลงเป็นสถิติสำนวนเสร็จ ส่วน อ.ก. ๕๐ ในช่องตรวจสำนวนก็จะต้องลง
จำนวนเร่อื งของพนกั งานอยั การเจ้าของสำนวนนน้ั ว่าตรวจสำนวนประเภทไหนบา้ งกเ่ี รอ่ื ง นอกจากน้นั กย็ ัง
ตอ้ งลง บ. ๖ ในบญั ชี ๑, ๒, และบญั ชี ๓ หากจำเลยใหก้ ารรบั สารภาพศาลพพิ ากษาลงโทษในเดอื นนน้ั เลย
และลงสถติ ใิ น อ.ก. ๕๐ ชอ่ งวา่ ความวา่ รบั สารภาพกเ่ี รอ่ื ง (กรณที ไ่ี มใ่ ชค่ ดอี กุ ฉกรรจจ์ ะไดจ้ ำนวนเรอ่ื งแตไ่ มไ่ ด้
จำนวนปากเพราะไม่มีการสืบพยาน) แต่ถ้าหากพนักงานอัยการส่ังสอบสวนเพิ่มเติมและยังไม่สามารถ
สง่ั ฟอ้ งได้ กถ็ อื เปน็ สำนวนคา้ ง เจา้ หนา้ ทธ่ี รุ การทเ่ี กบ็ สถติ กิ จ็ ะนำไปลงสถติ ใิ นชอ่ งสำนวนคา้ งของ อ.ก. ๔๐
(ดา้ นหลัง), อ.ก. ๔๐ ก., อ.ก. ๕๐ (ชอ่ งตรวจสำนวน), บ. ๖ บญั ชี ๑ แตห่ ากไดย้ ่นื ฟอ้ งในเดือนถดั ๆ ไป
จำเลยให้การปฏิเสธ สถิติที่จะนำไปลงก็จะได้แก่ อ.ก. ๔๐ ในช่องสำนวนเสร็จและ บ. ๖ บัญชี ๒
หากเดือนใดมีการว่าความก็จะต้องเก็บสถิติใน อ.ก. ๕๐ ช่องว่าความจำนวนเรื่อง (กรณีมีการสืบพยาน
เป็นครงั้ แรก) และลงจำนวนปาก จงึ เห็นได้วา่ สถิตทิ ่เี ก็บมาจากฐานขอ้ มูลเดยี วกนั มาจากสำนวนเดยี วกัน
แต่เก็บสถิติในหลายรายงาน เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการทางสถิติ ซ่ึงสถิติเหล่าน้ีมีประโยชน์ต่อ
หัวหน้าพนกั งานอยั การทจี่ ะนำมาใช้ในการบริหารงานบุคคลและบรหิ ารงานคดีของสำนกั งานได้
ดังน้ัน ในแต่ละเดือนหากหัวหน้าพนักงานอัยการต้องการทราบว่า สำนักงานของตนเองในเดือน
ท่ีผ่านมา รับสำนวนประเภทต่าง ๆ ท้ังหมดก่ีเรื่อง เสร็จไปกี่เรื่อง ค้างไปก่ีเร่ือง ค้างด้วยเหตุผลอะไรบ้าง
และคา้ งดว้ ยเหตุผลอะไรมากทสี่ ดุ กต็ ้องไปดสู ถิตจิ าก อ.ก. ๔๐
หากจะทราบว่าสำนวนแต่ละประเภทที่ค้างมีใครเป็นเจ้าของสำนวน ใครมีสำนวนค้างมากที่สุด
คา้ งเพราะเหตอุ ะไร คา้ งมานานหรอื ยงั กต็ อ้ งไปดรู ายละเอยี ดใน อ.ก. ๔๐ (ดา้ นหลงั ) และใบตอ่ บญั ชชี แ้ี จง
เหตทุ ีส่ ำนวนค้าง อ.ก. ๔๐ ก.
หากตอ้ งการทราบวา่ ใครตรวจสำนวนประเภทตา่ ง ๆ กเ่ี รอ่ื ง วา่ ความคดอี กุ ฉกรรจก์ เ่ี รอ่ื ง คดที ว่ั ไป
ก่เี ร่อื ง สืบพยานกป่ี าก กต็ ้องไปดรู ายงาน อ.ก. ๕๐
อัยการนิเทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 17
หากต้องการทราบว่า สำนวน ส. ๑ ที่เข้ามาในสำนักงานเป็นความผิดข้อหาอะไรมากท่ีสุด หรือ
เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติใดเป็นจำนวนเท่าใด มีจำนวนกี่เร่ืองก่ีคน เสร็จไปด้วยเหตุอะไรกี่เร่ือง
กีค่ นข้อหาอะไรบ้าง ค้างไปกเี่ รื่องกค่ี นข้อหาอะไรบา้ ง ก็ตอ้ งดใู น บ. ๖ บัญชี ๑ หากเป็นสำนวน ส. ๒
กต็ ้องดู บ. ๖ บัญชี ๗ หากเปน็ สำนวน ส. ๓ ก็ต้องดู บ. ๖ บญั ชี ๘ หากจะดูว่าสำนวนทีฟ่ ้องศาลในเดือน
ที่ผ่านมามีข้อหาอะไรมากท่ีสุด ฟ้องใหม่กี่เรื่องกี่คน แล้วในเดือนนั้นอัยการชนะ อัยการแพ้ ถอนฟ้อง
หรืออย่างอื่น ก่ีเร่ืองกี่คน รวมเสรจ็ ไปกเี่ รอ่ื งก่ีคน คา้ งไปกเ่ี รอ่ื งกคี่ น ก็ตอ้ งดู บ. ๖ บญั ชี ๒ ส่วนจำนวนคน
ที่ศาลพิพากษาลงโทษในเดือนน้ันมีอายุเท่าไหร่ เป็นเพศชายหรือเพศหญิง สัญชาติอะไร อาชีพอะไรก่ีคน
และถูกศาลพิพากษาลงโทษในระดับใด ก็ต้องดูบัญชี บ. ๖ บัญชี ๓ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างพอเป็นสังเขป
รายละเอยี ดผอู้ ่านสามารถศกึ ษารายการต่าง ๆ ใน บ. ๖ ได้
ปัจจุบันสำนักงานอัยการสูงสุดได้มีหนังสือที่ อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๓๓๒ ลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม
๒๕๕๕ ยกเลิกระยะเวลาการส่ังคดีอีก ๔ วันทำการของเดือนถัดไป โดยให้พนักงานอัยการมีระยะเวลา
การสงั่ คดีภายในสิ้นเดือน เทา่ กับวา่ สถิตคิ ดขี องทงั้ อ.ก. ๔๐ และ บ. ๖ จะคิดสถติ ิถึงส้ินเดอื นเหมอื นกัน
ทำให้สถติ ิของรายงานทง้ั สองประเภทในหลาย ๆ ชอ่ งตรงกนั เชน่ อ.ก. ๔๐ ประเภทสำนวน ส. ๑, ส. ๒, ส. ๓
ในชอ่ งคา้ งมาจากเดือนก่อนเร่ือง ช่องรับใหม่ในเดือนนี้เร่ือง ช่องรวมเรื่อง ช่องรวมเสร็จไปในเดือนนี้เรื่อง
ช่องรวมค้างไปเรื่อง จะต้องมีสถิติเท่ากับ บ. ๖ บัญชี ๑, ๗, ๘ ช่องค้างมา (เรื่อง) ช่องรับใหม่ (เร่ือง)
ช่องรวม (เรอ่ื ง) ชอ่ งรวมเสรจ็ ไป (เรอ่ื ง) ชอ่ งคา้ งไป (เรอ่ื ง) ของบรรทดั รวมทง้ั สน้ิ และ อ.ก. ๔๐ ประเภท
สำนวน ส. ๒ ก. ในช่องค้างมาจากเดอื นกอ่ นเร่ือง ชอ่ งรับใหมใ่ นเดือนนี้เร่อื ง ชอ่ งรวมเร่อื ง ชอ่ งรวมเสรจ็
ไปในเดอื นนเ้ี รอ่ื ง ชอ่ งรวมคา้ งไปเรอ่ื งจะตอ้ งมสี ถติ เิ ทา่ กบั บ. ๖ บญั ชี ๖ ชอ่ งคา้ งมา (เรอ่ื ง) ชอ่ งรบั ใหม่ (เรอ่ื ง)
ช่องรวม (เร่อื ง) ช่องรวมเสร็จไป (เรื่อง) ช่องค้างไป (เรื่อง) จึงขอให้หัวหน้าพนักงานอัยการได้ตรวจดู
ด้วยว่าสถิติของรายงานท้ังสองประเภทถูกต้องตรงกันหรือเปล่า โดยเฉพาะบางสำนักงานผู้ทำ อ.ก. ๔๐
กับ บ. ๖ เปน็ คนละคนกนั ดงั น้ัน เมือ่ สองคนทำรายงานเสรจ็ แล้วจงึ ต้องตรวจสอบกอ่ นวา่ สถติ ิของทง้ั สอง
รายงานถกู ตอ้ งตรงกนั หรอื ไม ่ ทั้งนี้ เพอื่ สถิติของสำนักงานอยั การสงู สุดจะได้ไม่คลาดเคลือ่ น
......................................................
18 บทความ
บัญชแี สดงการท่ที ำของพนักงานอยั การ
โชคชยั ทฐิ กิ จั จธรรม*
หนงั สอื กรมอัยการท่ี น.ว. ๕๑/๒๔๙๘ ลงวนั ท่ี ๒๖ ธันวาคม ๒๔๙๘ เร่อื ง การใชแ้ บบพิมพ์
สารบบบัญชีและรายงานต่าง ๆ ได้กล่าวถึง อ.ก. ๕๐ ว่า หนังสือเสนอบัญชีแสดงการท่ีทำของ
พนักงานอัยการ แบบน้ีเป็นแบบที่พิมพ์ขึ้นใหม่ สำหรับอัยการจังหวัดทำรายงานการปฏิบัติราชการของ
พนักงานอัยการในบังคับบัญชาทุกคนเสนอต่อผู้อำนวยการอัยการภาค เพื่อพิจารณาและควบคุมถึง
ความรู้ความสามารถและผลงานท่ีปฏิบัติของพนักงานอัยการแต่ละคนโดยใกล้ชิดและถ่ีถ้วน การกรอก
รายงานในแบบ อ.ก. ๕๐ นี้ สำรวจจาก ส. ๑, ส. ๒, ส. ๒ ก. และบัญชี บ. ๒ ดังได้กล่าวไวใ้ นสารบบและ
บัญชีนั้น ๆ แล้ว อาทิเช่น การตรวจสำนวน สำนวนปรากฏผู้ต้องหาท่ีส่งตัวมาแยกเป็นคดีมีอัตราโทษ
ถงึ ๑๐ ปหี รอื ไมถ่ งึ ๑๐ ปี สำนวนปรากฏผตู้ อ้ งหาทไ่ี มไ่ ดส้ ง่ ตวั มาแยกเปน็ คดธี รรมดาและคดเี ปรยี บเทยี บ
การว่าความแยกเป็นคดีมีอตั ราโทษถงึ ๑๐ ปี หรอื ไมถ่ ึง ๑๐ ปี และเฉพาะคดที ม่ี อี ัตราโทษไม่ถึง ๑๐ ปี
แยกเป็นคดีที่จำเลยรับสารภาพหรือปฏิเสธ เป็นต้น ให้อัยการจังหวัดทำรายงานตามแบบ อ.ก. ๕๐
เสนอผอู้ ำนวยการอยั การภาคเดอื นละครง้ั ออกจากทท่ี ำการในวนั ท่ี ๕ ของเดอื นตอ่ ไป แลว้ ใหผ้ อู้ ำนวยการ
อัยการภาคพิจารณาเสนอไปยังกรมอัยการตามท่ีเห็นควรคือ จะเสนอประกอบรายงานความสามารถ
ความประพฤติ หรือจรรยาบรรณ หรือบัญชีขอเล่ือนเงินเดือน หรือจะเสนอเป็นพิเศษเฉพาะเร่ืองก็ได้
จึงนบั ว่า อ.ก. ๕๐ ถือกำเนดิ จากหนงั สือฉบับน้ี และหนังสอื ฉบับนีย้ ังไดก้ ลา่ วถงึ บ. ๖ บญั ชี ๑๒ ว่าเปน็
บัญชีแสดงการที่ทำของพนักงานอัยการเป็นบัญชีทำนองเดียวกับแบบ อ.ก. ๕๐ การกรอกรายการก็เป็น
ไปทำนองเดยี วกนั เพยี งแตเ่ สนอ ๖ เดือนครง้ั บ. ๖ บญั ชี ๑๒ หรอื รายการท่ี ๑๒ จึงน่าจะถือกำเนดิ จาก
หนงั สอื ฉบบั นีเ้ ชน่ เดียวกนั
ต่อมาหนังสือกรมอัยการท่ี น.ว. ๒๙/๒๔๙๙ ลงวันท่ี ๒๑ พฤษภาคม ๒๔๙๙ เรื่อง การใช้
แบบพมิ พ์ อ.ก. ๕๐ ไดก้ ลา่ วถงึ วา่ ตามหนงั สอื กรมอยั การท่ี น.ว. ๕๑/๒๔๙๘ ลงวนั ท่ี ๒๖ ธนั วาคม ๒๔๙๘
ได้วางระเบยี บการใช้แบบพิมพ์เพ่มิ เติมมาน้ัน ระเบยี บการทำ อ.ก. ๕๐ หนงั สือเสนอบญั ชีแสดงการท่ีทำ
ของพนักงานอัยการ ที่ว่า “...สำหรับอัยการจังหวัดทำรายงานการปฏิบัติราชการของพนักงานอัยการ
ในบังคับบัญชาทุกคนเสนอต่อผู้อำนวยการอัยการภาค...”น้ัน มุ่งหมายให้อัยการจังหวัดทำรายงาน
การปฏิบัติราชการของพนักงานอัยการในบังคับบัญชาทุกคน รวมท้ังตัวอัยการจังหวัดเองด้วย จึงขอซ้อม
ความเข้าใจมาใหถ้ อื เปน็ ทางปฏบิ ัตติ ่อไป
ครน้ั ตอ่ มาหนังสอื สำนกั งานอัยการสูงสดุ ท่ี อส ๐๐๑๘.๔/ว ๙๐ ลงวนั ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๖
เรื่อง การแก้ไขเพ่ิมเติมวิธีการกรอกแบบพิมพ์ ได้กล่าวถึงเหตุผลท่ีต้องออกหนังสือเวียนฉบับน้ีว่า
เน่ืองจากสำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาเห็นว่า เพื่อให้การกรอกข้อมูลสถิติลงในแบบพิมพ์บัญชีแสดง
การทท่ี ำของพนกั งานอยั การ (อ.ก. ๕๐) และบญั ชแี สดงการทท่ี ำของพนกั งานอยั การ (บ. ๖) รายการท่ี ๑๒
เป็นแบบเดียวกันท่ัวประเทศ รวมทั้งเพื่อให้เกิดความสะดวกและไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนในการเก็บข้อมูลท่ี
ยังไมไ่ ด้ผ่านการคำนวณ ทัง้ นเ้ี พ่อื ให้การตรวจสอบขอ้ มลู สถิติทร่ี ายงานเข้าไปยงั สำนักงานอยั การสูงสุด
* อัยการผ้เู ชย่ี วชาญพเิ ศษ
อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 19
ซ่ึงผิดพลาดอยู่เนือง ๆ สามารถกระทำได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วย่ิงข้ึน สำนักงานอัยการสูงสุดจึงกำหนด
วิธีการกรอกข้อมูลสถิติลงในแบบพิมพ์ดังกล่าวเพ่ิมเติม โดยให้สำนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้น
กรอกแบบพิมพ์บัญชีแสดงการที่ทำของพนักงานอยั การ (อ.ก. ๕๐) และแบบบัญชีรายงานอัยการ (บ. ๖)
รายการที่ ๑๒ ดังต่อไปน้ี ๑) ให้กรอกข้อมูลดิบ จำนวนสำนวนซ่ึงพนักงานอัยการแต่ละคนเป็นผู้ตรวจ
โดยแยกเป็นกรณีตรวจในฐานะ เจ้าของสำนวนตรวจผ่าน, ปฏิบัติราชการแทน และรักษาราชการแทน
โดยให้กรอกในช่องหมายเหตุช่องสุดท้ายว่า “เจ้าของสำนวน”, “ตรวจผ่าน”, “ปรท.”, และ “รกท.”
แลว้ แตก่ รณี โดยใหเ้ กบ็ ข้อมลู ถึงตำแหน่ง หก. และ อจ. เทา่ นั้น ๒) ใหย้ กเลกิ การบนั ทึกหมายเหตุการณ์
ปฏิบัตริ าชการแทนและรักษาราชการแทน ตอ่ ท้ายดา้ นล่างของแบบพมิ พ์ พรอ้ มทั้งมคี ำอธิบายการกรอก
แบบพมิ พ์แนบไปกบั หนงั สือเวยี น
หลังจากนั้นเพ่ือให้การรายงานตามแบบ อ.ก. ๕๐ ดำเนินไปด้วยความสะดวกรวดเร็วและ
สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสอดคล้องกับการจัดระเบียบบริหารราชการและการแบ่งส่วนราชการที่ได้
จดั ทำขึน้ ใหม่ จงึ มีหนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ที่ อส ๐๐๑๘.๔/ว ๒๐๕ ลงวนั ท่ี ๓ พฤศจกิ ายน ๒๕๓๘
เรอ่ื ง การแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ วธิ กี ารกรอกแบบพมิ พบ์ ญั ชแี สดงการทท่ี ำของพนกั งานอยั การ (อ.ก. ๕๐) หนงั สอื ฉบบั น้ี
ได้กำหนดให้ส่วนราชการและหน่วยงานของสำนักงานอัยการสูงสุดท่ีเคยทำ อ.ก. ๕๐ จัดทำ อ.ก. ๕๐
โดยจัดเก็บข้อมูลจากสารบบและบัญชีของสำนวนแต่ละประเภทและงานนั้น ๆ ตามตัวอย่างและ
คำอธิบายทีส่ ง่ มาด้วย สว่ นการรายงานข้อมูลการตรวจผ่านปฏิบตั ิราชการแทน รักษาราชการแทนอันเปน็
รายละเอียดท่ีเคยแสดงไว้ตามหนังสือสำนักงานอัยการสูงสุดท่ี อส ๐๐๑๘.๔/ว ๙๐ ลงวันท่ี
๔ พฤศจกิ ายน ๒๕๓๖ ใหย้ กเลกิ ทง้ั นใ้ี หเ้ รม่ิ ดำเนนิ การตง้ั แตร่ ายงานของประจำเดอื นตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๓๘
เป็นต้นไป ในคำอธิบายที่แนบมากับหนังสือฉบับน้ีได้กล่าวถึงการจัดเก็บข้อมูลลงในบัญชีแสดงการที่ทำ
ของพนกั งานอยั การ (อ.ก ๕๐) โดยชอ่ งตรวจสำนวนปรากฏผตู้ อ้ งหาทส่ี ง่ ตวั มา ใหเ้ กบ็ ขอ้ มลู จากสารบบ ส. ๑
(เว้นแต่สำนวนฟ้องด้วยวาจาเก็บข้อมูลจากสารบบ ส. ๔) ช่องตรวจสำนวนปรากฏผู้ต้องหาที่ไม่ได้
ส่งตัวมา (คดีธรรมดา) เก็บข้อมูลจากสารบบ ส. ๒ ช่องตรวจสำนวนปรากฏผู้ต้องหาที่ไม่ได้ส่งตัวมา
(คดีเปรียบเทียบ) เก็บข้อมูลจากสารบบ ส. ๒ ก. ช่องตรวจสำนวนไม่ปรากฏผู้กระทำผิด เก็บข้อมูลจาก
สารบบ ส. ๓ ช่องตรวจสำนวนชันสูตรพลิกศพ เก็บข้อมูลจากสารบบ ส. ๑๒ ช่องตรวจสำนวนแก้ต่าง
คดีอาญา เก็บข้อมูลจากสารบบ ส. ๕ ช่องตรวจสำนวนดำเนินคดีแพ่ง เก็บข้อมูลจากสารบบ ส. ๕ ก.
(ภายหลังยกเลิกโดยหนังสือสำนักงานอัยการสูงสุดที่ อส(สฝสท.)๐๐๑๘/ว ๒๙๐ ลงวันท่ี ๓๐ ตุลาคม
๒๕๔๕) ชอ่ งวา่ ความ เกบ็ ข้อมูลจากบัญชนี ดั ทำการ (บ. ๒)
ครน้ั ตอ่ มาหนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส (สฝสท.) ๐๐๑๘/ว ๒๙๐ ลงวนั ท่ี ๓๐ ตลุ าคม ๒๕๔๕
ได้กล่าวถึงว่า เนื่องจากระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๑๘ กำหนดให้สำนักงานอัยการจังหวัด เม่ือพิจารณาเรื่องหรือออกคำสั่ง
รับวา่ ตา่ งหรอื แก้ต่างสำนวนคดใี ด และข้อ ๑๙ กำหนดใหส้ ำนกั งานประจำศาล เมอ่ื หวั หนา้ พนกั งานอยั การ
ออกคำสง่ั รบั วา่ ตา่ งหรอื แกต้ า่ งและตรวจรา่ งคำฟอ้ งหรอื คำใหก้ าร แลว้ ใหร้ ายงานไปยงั อยั การพเิ ศษฝา่ ยคดแี พง่ เขต
ทราบเป็นรายเดือนภายในวันท่ี ๑๕ ของเดือนถัดไป ตามแบบที่สำนักงานอัยการสูงสุดน้ัน
จึงเห็นสมควรกำหนดแบบรายงานบัญชีสำนวนเสร็จตามส่ิงที่ส่งมาด้วย และเพ่ือให้สอดคล้องกัน
และสามารถตรวจสอบประเมินผลการปฎิบัติงานของพนักงานอัยการได้ จึงได้จัดทำแบบบัญชี
สำนวนค้างแพ่ง (อ.ก. ๔๐ พ.) บัญชีแสดงการที่ทำของพนักงานอัยการคดีแพ่ง (อ.ก. ๕๐ พ.)
20 บทความ
รายงานอยั การ บ. ๖ บญั ชี ๑๑ บญั ชคี วามแพง่ ทเ่ี ปน็ โจทกว์ า่ ตา่ งแกต้ า่ ง คำอธบิ ายวธิ กี ารกรอกขอ้ มลู คดแี พง่
ตามสิ่งท่ีแนบมาด้วยแยกต่างหากจากคดีอาญา ส่วนบัญชีชี้แจงเหตุท่ีสำนวนค้าง (อ.ก. ๔๐ ก.)
ยังคงให้รายงานเช่นเดิม โดยให้อัยการจังหวัดรายงานตามแบบดังกล่าวไปยังอัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่ง
เพื่อให้อธิบดีอัยการเขตตรวจสอบและรวบรวมส่งไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นรายเดือน โดยให้
รายงานต้ังแต่เดือนตุลาคม ๒๕๔๕ เป็นต้นไป และเน่ืองจากเก็บข้อมูลควรเป็นไปแนวทางเดียวกัน จึงให้
สำนักงานท่ีดำเนินคดีแพ่ง คดีภาษีอากร คดีแรงงาน คดีล้มละลาย คดีปกครอง คดีฟอกเงิน และ
คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ใช้แบบรายงานดังกล่าวแยกจากคดีอาญา โดยให้
อัยการพิเศษฝ่ายเปน็ ผูร้ ายงานภายในวนั ท่ี ๑๕ ของเดอื นถดั ไป แล้วอธิบดอี ยั การเป็นผตู้ รวจสอบรวบรวม
ส่งไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดโดยเร็ว และในคำอธิบายที่แนบมากับหนังสือฉบับนี้ได้อธิบายว่า
บญั ชีแสดงการท่ีทำของพนกั งานอยั การคดีแพ่ง (อ.ก. ๕๐ พ.) เป็นบัญชแี สดงผลงานทอ่ี ัยการได้กระทำลง
ในเดือนน้ันเป็นสำคัญโดยจะไม่กระทบกับจำนวนสำนวนท่ไี ด้รับ เม่อื ดำเนินกิจกรรมใดต่อสำนวน ๑ คร้งั
จะไดผ้ ลงาน ๑ เรอ่ื งเสมอ ถา้ มกี จิ กรรมหลายครง้ั ในสำนวนเดยี วกนั กจ็ ะไดผ้ ลงานทกุ ครง้ั เสมอไป การพบพยาน
หรือสืบพยานแมค้ นเดียวกันหลายครง้ั กจ็ ะไดผ้ ลงานจำนวน“คน” และจำนวน “ปาก” เทา่ กับจำนวนครงั้
ที่พบหรือสืบพยาน โดยมีรายละเอียดดังน้ี ๑) ใช้สำหรับคดีแพ่งทุกประเภทแทนแบบ อ.ก. ๕๐ เดิม
๒) ให้แสดงผลการดำเนินการของอัยการผู้เป็นเจ้าของสำนวนในเดือนนั้น ๓) ให้เจ้าของสำนวนบันทึก
กิจกรรมที่ดำเนินการทุกครั้งใน อ.ก. ๑๓ เพื่อท่ีจะตรวจสอบและแจงนับได้และให้ลงบันทึกลงในบัญชี
นัดทำการ (บ. ๒) เพ่ือให้เจ้าหน้าที่สามารถเก็บผลงานประจำเดือนได้กับทั้งให้ปฎิบัติตามระเบียบ
สำนักงานอัยการสูงสุดว่าดว้ ยการดำเนินคดแี พง่ ของพนักงานอยั การ ขอ้ ๑๑ ดว้ ย ๔) เมื่อมกี ารนัดหมาย
ทำกิจกรรมให้เจ้าของสำนวนบันทึกในบัญชีนัดทำการ (บ. ๒) ๕) ให้เจ้าของสำนวนดำเนินการส่ังคดี
ภายในเดือนท่ีได้รับสำนวนตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งของพนักงาน
อัยการ ข้อ ๙ โดยเคร่งครัด ๖) ช่อง “พบผู้แทนคดี ขอเอกสาร พบพยาน” ให้นับจำนวนคร้ังที่พบใน
เดือนน้ัน ไม่ว่าจะเป็นสำนวนเดียวกันหรือไม่ ๗) ช่อง “แจ้งฐานะคดี ขอเงินค่าธรรมเนียม ย่ืนคำขาด”
ใหน้ บั จำนวนสำนวนทด่ี ำเนนิ การ ๘) ชอ่ ง “อน่ื ๆ” เชน่ การเตอื นตา่ ง ๆ ใหน้ บั จำนวนสำนวนทด่ี ำเนนิ การ ๙)
ถ้าในสำนวนเดียวกันมีท้ังให้การและฟ้องแย้งให้นับจำนวนเลขลงในช่อง “ฟ้องแย้ง” และ “ให้การ”
๑๐) ช่องว่าความ “เร่ือง” ให้นับจำนวนทุกคร้ังท่ีมีการสืบพยาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเดิมหรือไม่
๑๑) ช่องว่าความ “ปาก” ให้นับจำนวนทุกครั้งที่มีการสืบพยาน ไม่ว่าจะเป็นพยานคนเดิมหรือไม่
๑๒) ใหแ้ นบบญั ชแี สดงการทท่ี ำของพนกั งานคดแี พง่ (อ.ก. ๕๐ พ.) ไปกบั บญั ชสี ำนวนคา้ งคดแี พง่ (อ.ก. ๔๐ พ.)
โดยไม่ตอ้ งออกเลขใหม่
ขณะที่เขียนบทความน้ี กำลังมีการแก้ไขระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดี
อาญาและคดแี พง่ ซ่งึ ในอนาคตอาจต้องมีการแก้ไขบัญชีแสดงการท่ที ำของพนกั งานอัยการอีกกเ็ ป็นได้
................................................................
อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 21
การไตส่ วนชันสูตรพลกิ ศพกรณีทีผ่ ตู้ ายและเจ้าพนกั งาน
เปน็ บุคคลทอี่ ยู่ในอำนาจศาลทหาร ประทีป ตรีวิมล*
คำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๒๑๖๙๗/๒๕๕๖ ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕๐
ศาลพลเรือนจะทำการไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพ แต่เฉพาะคดีท่ีอยู่
ในอำนาจของศาลพลเรือนเท่าน้ัน
{ระหวา่ ง พนักงานอัยการจังหวดั เพชรบูรณ ์ ผรู้ อ้ ง
ผู้ร้องย่ืนคำร้องว่า เม่ือวันท่ี ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ พลทหาร ก. ผู้ตายเข้ารับราชการทหารกอง
ประจำการ ผลดั ท่ี ๑/๒๕๕๕ ประจำกองพลาธกิ าร กองพลทหารมา้ ท่ี ๑ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ โดยมพี นั ตรี ภ.
เปน็ ผบู้ งั คบั บญั ชาปกครองดแู ล ตอ่ มาวนั ท่ี ๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ผตู้ ายกบั พวกอกี ๓ คน ไดก้ ระทำผดิ วนิ ยั
ฐานดอ้ื ดงึ ขดั ขนื หลกี เลย่ี งละเลยไมป่ ฏบิ ตั ติ ามคำสง่ั ของผบู้ งั คบั บญั ชา พนั ตรี ภ. จงึ สง่ั ลงโทษผตู้ ายกบั พวก
จำขงั คนละ ๓ วนั นบั แตว่ นั ท่ี ๔ ธนั วาคม ๒๕๕๕ เปน็ ตน้ ไป และในวนั ดงั กลา่ วเวลาประมาณ ๑๕ นาฬกิ า
ได้ส่งผ้ตู ายไปจำขังท่ีเรือนจำจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ โดยมีสิบเอก ธ. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สิบเวรประจำ
เรือนจำจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์เป็นผู้รับไว้ หลังจากน้ันผู้ต้องขังรุ่นพ่ี คือ พลทหาร อ. พลทหาร ธ.
พลทหาร ช. พลทหาร พ. พลทหาร ด. พลทหาร น. และสบิ เอก ช. รว่ มกนั รับนอ้ งใหม่ โดยสงั่ ลงโทษผู้ตาย
ดว้ ยการดนั พน้ื ลกุ นง่ั กระโดดกบ และรว่ มกนั ทำรา้ ยรา่ งกายผตู้ ายโดยใชเ้ ทา้ เตะทล่ี ำตวั อยา่ งแรงหลายครง้ั
ต่อมาวันท่ี ๕ ธันวาคม ๒๕๕๕ เวลากลางวัน สิบโท จ. ซ่ึงปฏิบัติหน้าท่ีสิบเวรประจำเรือนจำ
จงั หวดั ทหารบกเพชรบรู ณ์ และพลทหาร บ. ผชู้ ว่ ยสบิ เวรไดร้ ว่ มกนั ฟน้ื ฟวู นิ ยั โดยสง่ั ลงโทษผตู้ ายดว้ ยการดนั พน้ื
ลกุ นง่ั กระโดดกบ วง่ิ และยังร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตาย โดยใช้ของแข็งตีท่ีลำตัวเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับ
บาดเจ็บและถึงแก่ความตายเนื่องจากระบบหายใจและหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เหตุเกิดที่ตำบลสะเดียง
อำเภอเมืองเพชรบรู ณ์ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ เนอ่ื งจากผตู้ ายถงึ แกค่ วามตายในระหวา่ งอยใู่ นความควบคมุ ของ
เจา้ พนกั งาน ซ่ึงอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าท่ี และมีการชันสูตรพลิกศพผู้ตายแล้ว ขอให้ทำการไต่สวน
และทำคำสั่งแสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด รวมถึงเหตุและพฤติการณ์ท่ีตาย ถ้าตายโดยคน
ทำรา้ ยใหก้ ลา่ ววา่ ใครเปน็ ผทู้ ำรา้ ยเทา่ ทท่ี ราบได้ ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐
ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำส่ังว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลช้ันต้นที่จะไต่สวนและมีคำส่ัง
แต่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ผู้ร้องชอบที่จะย่ืนคำร้องต่อศาลดังกล่าว จึงไม่รับ
คำร้อง
* อดตี อัยการอาวุโส
22 บทความ
ผรู้ ้องอุทธรณ์
ศาลอทุ ธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน
ผรู้ อ้ งฎกี า
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลช้ันต้น
มอี ำนาจทำการไตส่ วนและทำคำสง่ั ในการชันสูตรพลกิ ศพคดนี ้หี รอื ไม่ โดยผู้ร้องฎีกาวา่ ศาลชนั้ ต้นเป็นศาล
แหง่ ท้องที่ที่ศพผตู้ ายตงั้ อยู่ จึงมีอำนาจไตส่ วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐
วรรคหา้ หาใชเ่ ปน็ กรณที เ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การฟอ้ งคดกี ลา่ วหาวา่ ผใู้ ดเปน็ ผกู้ ระทำความผดิ หรอื ตอ่ ผกู้ ระทำใหต้ าย
แม้ผู้ตายจะเป็นทหารประจำการและอยู่ในระหว่างคุมขังในเรือนจำทหารบกก็ต้องบังคับตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๘ วรรคแรก ท้ังการไต่สวนและทำคำส่ังเป็นไป
ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งสามารถนำมาใช้บังคับได้โดยอนุโลม
ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๔๕ เน่อื งจากวิธีพิจารณาความอาญาทหาร
ไมม่ กี ฎหมาย กฎ และขอ้ บงั คับในการไตส่ วนชนั สูตรพลิกศพไว้โดยเฉพาะ แมไ้ ดค้ วามว่าผกู้ ระทำความผิด
เป็นทหารประจำการซ่ึงต้องถูกฟ้องต่อศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘
มาตรา ๑๓ และ ๑๖ (๓) ก็ตาม แต่การไต่สวนและทำคำสง่ั ในการชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญาหาใช่การฟ้องคดีต่อผู้กระทำให้ตายที่อยู่ในอำนาจของศาลทหารนั้น เห็นว่า
ประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๖ บัญญัติว่า “อำนาจศาล อำนาจผพู้ พิ ากษา อำนาจ
พนักงานอัยการและอำนาจพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ในการที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง
ประมวลกฎหมายน้ีต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับท้ังหลายอันว่าด้วยการจัดตั้งศาลยุติธรรม และ
ระบุอำนาจและหน้าที่ของผู้พิพากษา หรือซึ่งว่าด้วยอำนาจและหน้าท่ีของพนักงานอัยการหรือพนักงาน
ฝา่ ยปกครองหรอื ตำรวจนน้ั ๆ” มาตรา ๑๕๐ วรรคห้า บญั ญัติว่า “เมอื่ ไดร้ บั สำนวนชนั สูตรพลิกศพแล้ว
ให้พนักงานอัยการทำคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นแห่งท้องที่ที่ศพน้ันอยู่ เพ่ือให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำสั่ง
แสดงวา่ ผตู้ ายคอื ใคร ตายทไ่ี หน เม่อื ใด และถงึ เหตแุ ละพฤติการณ์ท่ีตาย ถา้ ตายโดยคนทำร้ายใหก้ ลา่ วว่า
ใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำนวน ถ้ามีความจำเป็นให้ขยาย
ระยะเวลาออกไปได้ไม่เกินสองคร้ัง ครั้งละไม่เกินสามสิบวันแต่ต้องบันทึกเหตุผลและความจำเป็น
ในการขยายระยะเวลาทกุ ครง้ั ไวใ้ นสำนวนชนั สตู รพลกิ ศพ” และพระธรรมนญู ศาลยตุ ธิ รรม มาตรา ๒๕ บญั ญตั วิ า่
“ในศาลชน้ั ตน้ ผพู้ พิ ากษาคนเดยี วเปน็ องคค์ ณะมอี ำนาจเกย่ี วแกค่ ดซี ง่ึ อยใู่ นอำนาจของศาล นน้ั ดงั ตอ่ ไปน้ี
(๑) ไตส่ วนและวินจิ ฉยั ชข้ี าดคำร้องหรือคำขอทย่ี ่ืนต่อศาลในคดที ้งั ปวง” จากบทบญั ญัติดงั กล่าวเห็นได้วา่
ศาลช้ันต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมีอำนาจทำการไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพ
ตอ่ เมอ่ื คดนี น้ั อยใู่ นอำนาจของศาลนน้ั และการไตส่ วนและมคี ำสง่ั นน้ั เปน็ ไปตามบทบญั ญตั แิ หง่ ประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา ท้ังกรณีก็ไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไปใช้บังคับ
โดยอนโุ ลมตามพระราชบญั ญตั ธิ รรมนญู ศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๔๕ ได้ เพราะตามคำรอ้ งผกู้ ระทำ
ความผดิ ตอ่ ผตู้ ายเปน็ พลทหารกองประจำการ ซง่ึ ตอ้ งถกู ฟอ้ งยงั ศาลทหารตามพระราชบญั ญตั ธิ รรมนญู ศาลทหาร
พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๖(๓) คดีของผู้กระทำความผิดดังกล่าวจึงไม่อยู่ในอำนาจ
ศาลชั้นต้นซ่ึงเป็นศาลพลเรือน ดังนี้ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนจะทำการไต่สวนและมีคำส่ัง
ในการชันสูตรพลิกศพแต่เฉพาะคดีท่ีอยู่ในอำนาจของศาลเรือนเท่านั้น แม้การไต่สวนและทำคำสั่งในการ
ชันสูตรพลิกศพของศาลชั้นต้นไม่ใช่การฟ้องคดีต่อผู้กระทำให้ตายดังท่ีผู้ร้องกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม
อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 23
แต่ก็เป็นวิธีการพิเศษท่บี ัญญัติให้ศาลต้องเข้าไปเก่ยี วข้องด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๕๐ วรรคหา้ และวรรคสบิ เอด็ ดงั น้ี ศาลพลเรอื นจะรบั ไตส่ วนและทำคำสง่ั ในการชนั สตู รพลกิ ศพ
ได้ก็เฉพาะแต่คดีท่ีอย่ใู นอำนาจของศาลพลเรอื นดงั ทไ่ี ดว้ นิ จิ ฉัยข้างตน้ แลว้ เทา่ นั้น มใิ ช่ว่าเมอ่ื อยั การจงั หวดั
ทหารบกเพชรบูรณ์เห็นว่าไม่อย่ใู นอำนาจศาลทหารและต้องดำเนินคดีในศาลพลเรือนแล้วอัยการจังหวัด
ทหารบกเพชรบรู ณส์ ง่ สำนวนการสอบสวนใหผ้ รู้ อ้ งเพอ่ื ดำเนนิ การตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา
ซ่งึ ผ้รู ้องจะส่งสำนวนกลับคืนไปยังอัยการจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ไม่ได้ จะทำให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็น
ศาลพลเรือนต้องไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพคดีน้ี ท่ีศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษามานั้น
ศาลฎีกาเห็นพอ้ งด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึน้
พพิ ากษายนื
หมายเหตุ
คำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๒๑๖๙๗/๒๕๕๖ คดนี ต้ี ดั สนิ เดนิ ตามคำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๒๓๗๖/๒๕๑๕
แต่มีข้อน่าคิดว่าคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ตัดสินไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาด
อำนาจหน้าที่ระหวา่ งศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ หรอื ไม่
ตามพระราชบญั ญตั วิ า่ ด้วยวินิจฉัยชีข้ าดอำนาจหน้าท่รี ะหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ และ
มาตรา ๑๕ บญั ญัติไว้ดังนี้
มาตรา ๑๐ ในกรณที ีม่ กี ารฟ้องคดีตอ่ ศาลใด ถ้าค่คู วามฝ่ายที่ถูกฟ้องเหน็ วา่ คดดี ังกล่าวอยใู่ นเขต
อำนาจของอีกศาลหน่ึง ใหย้ ืน่ คำรอ้ งตอ่ ศาลทรี่ ับฟอ้ งก่อนวันสบื พยาน สำหรับศาลยตุ ิธรรมหรือศาลทหาร
หรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีคร้ังแรกสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่น ในการนี้ให้ศาลท่ีรับฟ้อง
รอการพจิ ารณาไวช้ ว่ั คราว และใหจ้ ดั ทำความเหน็ สง่ ไปใหศ้ าลทค่ี คู่ วามรอ้ งวา่ คดนี น้ั อยใู่ นเขตอำนาจโดยเรว็
ในกรณเี ชน่ วา่ นีใ้ ห้ศาลท่เี กี่ยวข้องดำเนนิ การ ดังตอ่ ไปน้ี
(๑) ถ้าศาลที่ส่งความเห็นมีความเห็นว่าคดีน้ันอยู่ในเขตอำนาจของศาลตนและศาลท่ีรับ
ความเห็นมีความเห็นพ้องกับศาลดังกล่าว ให้แจ้งความเห็นไปยังศาลท่ีส่งความเห็นเพ่ือมีคำส่ังให้ดำเนิน
กระบวนพจิ ารณาคดใี นศาลเดิมนั้นตอ่ ไป
(๒) ถ้าศาลท่ีส่งความเห็นมีความเห็นว่าคดีน้ันอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งท่ีคู่ความอ้างและ
ศาลท่ีรับความเห็นมีความเห็นพ้องกับศาลดังกล่าว ให้แจ้งความเห็นไปยังศาลท่ีส่งความเห็นเพ่ือมีคำส่ังให้
โอนคดีไปยังศาลน้ัน หรือสั่งจำหน่ายคดีเพ่ือให้คู่ความไปฟ้องศาลท่ีมีเขตอำนาจ ท้ังน้ี ตามท่ีศาล
เห็นสมควรโดยคำนงึ ถึงประโยชนแ์ หง่ ความยตุ ธิ รรม
(๓) ถ้าศาลท่ีส่งความเห็นและศาลท่ีรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเร่ืองเขตอำนาจศาล
ในคดนี ้ัน ให้ศาลทีส่ ง่ ความเห็นส่งเร่อื งไปให้คณะกรรมการพจิ ารณาวนิ จิ ฉยั ชีข้ าดใหเ้ สร็จภายในสามสิบวนั
นับแต่วันท่ีได้รับเร่ือง แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นให้คณะกรรมการลงมติให้ขยายเวลาออกไปได้ไม่เกินสามสิบวัน
โดยใหบ้ นั ทกึ เหตุแหง่ ความจำเป็นนั้นไวด้ ว้ ย
คำสง่ั ของศาลตามวรรคหนง่ึ (๑) และ (๒) และคำวนิ จิ ฉยั ของคณะกรรมการทเ่ี กย่ี วกบั เขตอำนาจศาล
ตามวรรคหนึ่ง (๓) ให้เป็นที่สุด และมิให้ศาลที่อยู่ในลำดับสูงข้ึนไปของศาลตามวรรคหน่ึงยกเร่ือง
เขตอำนาจศาลขนึ้ พจิ ารณาอีก
24 บทความ
ความในมาตรานี้ให้ใชบ้ ังคบั กรณที ศ่ี าลเห็นเอง ก่อนมคี ำพิพากษาดว้ ยโดยอนุโลม
มาตรา ๑๕ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๐ ถึงมาตรา ๑๔ ไปใช้กับวิธีการช่ัวคราวก่อนพิพากษา
การยน่ื คำรอ้ งตอ่ ศาลกอ่ นการฟอ้ งคดตี ามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ิ การสบื พยานหลกั ฐานไวก้ อ่ นฟอ้ งคดี การบงั คบั คดี
ตามคำพพิ ากษาหรอื คำสง่ั ของศาล และการปฏบิ ตั กิ ารตามอำนาจหนา้ ทป่ี ระการอน่ื ของศาลโดยอนโุ ลม
จะเห็นว่าตามวรรคท้ายของมาตรา ๑๐ บัญญัติว่าความในมาตรานี้ให้ใช้บังคับกับกรณีที่ศาล
เห็นเองก่อนมีคำพิพากษาด้วยโดยอนุโลม ส่วนในมาตรา ๑๕ ก็บัญญัติให้นำบทบัญญัติ มาตรา ๑๐ ถึง
มาตรา ๑๔ ไปใช้กับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ฯลฯ และการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ประการอื่น
ของศาลโดยอนุโลม ซ่ึงการไต่สวนชันสูตรพลิกศพก็เป็นการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าท่ีประการอ่ืนของ
ศาลนน่ั เอง ดงั นน้ั เมอ่ื ศาลเหน็ วา่ การไตส่ วนชนั สตู รพลกิ ศพคดนี ไ้ี มอ่ ยใู่ นอำนาจของศาลจงั หวดั เพชรบรู ณ์
แตอ่ ยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ศาลจงั หวัดเพชรบรู ณ์ก็ต้องปฏิบตั ติ ามพระราชบญั ญัติ
ว่าด้วยการวินิจฉัยช้ีขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ ประกอบมาตรา ๑๕
โดยการจัดทำความเห็นส่งไปใหศ้ าลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์
สำหรับพนักงานอัยการนั้น หากสำนักงานอัยการสูงสุดยังไม่มีการส่ังการให้ปฏิบัติเป็นอย่างอ่ืน
โดยความเห็นส่วนตัวของผู้หมายเหตุ ในการย่ืนคำร้องขอให้ศาลไต่สวนชันสูตรพลิกศพคดีที่อยู่ในอำนาจ
ศาลทหารดังเช่นคดีนี้ ในตอนท้ายคำร้องสมควรท่ีจะกล่าวไว้ด้วยว่า หากศาลเห็นว่าคำร้องขอให้ไต่สวน
ชันสูตรพลิกศพคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลน้ี ขอให้ศาลดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัย
ชี้ขาดอำนาจหน้าทีร่ ะหวา่ งศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ ประกอบมาตรา ๑๕ ด้วย และหากศาลมีคำส่งั
ไม่รับคำร้องดังเช่นคดีนี้ ในการย่ืนอุทธรณ์ ฎีกา ก็สมควรยกประเด็นดังกล่าวไว้ในคำอุทธรณ์ ฎีกาด้วย
เพ่ือใหเ้ ปน็ ประเดน็ ให้ศาลวนิ ิจฉยั
อนึ่ง ในประเด็นเร่ืองการไต่สวนชันสูตรพลิกศพกรณีท่ีผู้ตายและเจ้าพนักงานน้ันเป็นบุคคลท่ีอยู่
ในอำนาจศาลทหาร จะอยใู่ นอำนาจหนา้ ทข่ี องศาลใดนน้ั เคยมสี ำนวนคดวี สิ ามญั ฆาตกรรมทผ่ี วู้ า่ ราชการจงั หวดั
ส่งมาให้อธิบดีกรมอัยการพิจารณามีคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องเจ้าพนักงานผู้ยิงคนร้ายตาย ปรากฎว่า
ในสำนวนดงั กลา่ วศาลทหารเปน็ ผทู้ ำการไตส่ วน กรมอยั การเหน็ วา่ เปน็ ปญั หาทค่ี วรไดพ้ จิ ารณาวา่ ศาลทหาร
จะมีอำนาจในการไต่สวนหรือไม่ กรมอัยการจึงขอให้กรมพระธรรมนูญพิจารณา กรมพระธรรมนูญได้มี
หนงั สอื ท่ี ๓๗๐๔/๒๕๐๒ ลงวนั ท่ี ๒๔ พฤศจกิ ายน ๒๕๐๒ ถงึ อธบิ ดกี รมอยั การแจง้ วา่ ตามปญั หาทข่ี อทราบมาน้ี
ทางกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทยได้เคยขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาวินิจฉัยแล้ว
ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าศาลทหารไม่มีอำนาจไต่สวนในกรณีที่ความตายเกิดข้ึนเพราะ
การกระทำของเจ้าพนักงานซ่ึงปฏิบัติราชการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๕๐ พร้อมกันน้ันกรมพระธรรมนูญได้ส่งสำเนาบันทึกเร่ือง หารือการชันสูตรพลิกศพมาด้วย
ซึ่งกรมอัยการได้มีหนังสือท่ี น.ว.๔๓/๒๕๐๒ ลงวันท่ี ๑๕ ธันวาคม ๒๕๐๒ เวียนแจ้งให้อัยการจังหวัด
ทุกจังหวัดฯ พร้อมส่งหนังสือกรมพระธรรมนูญและบันทึกเรื่องหารือการชันสูตรพลิกศพให้ทราบด้วย
พร้อมทัง้ แจง้ ใหถ้ อื ปฏิบัติต่อไป
อัยการนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 25
ท่ี น.ว. ๔๓/๒๕๐๒ กรมอัยการ
๑๕ ธันวาคม ๒๕๐๒
เรอื่ ง การไต่สวนคดวี สิ ามัญฆาตกรรม
แจ้งความมายงั อยั การจังหวัดทุกจังหวัด อัยการพิเศษประจำเขตทุกเขต และอัยการพเิ ศษฝา่ ยคดี
สิ่งทสี่ ง่ มาด้วย สำเนาหนังสือกรมพระธรรมนูญท่ี ๓๗๐๔/๒๕๐๒ ลงวันท่ี ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๒
และบนั ทกึ เรอ่ื งหารือการชนั สตู รพลกิ ศพ
ด้วยได้มี ผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดหนึ่งส่งสำนวนการสอบสวน พร้อมด้วย สำนวนการไต่สวน
ของศาลมาให้อธิบดีกรมอัยการพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อมีคำสั่งฟ้อง
หรือไม่ฟ้องเจ้าพนักงานผู้ยิงคนร้ายตามในขณะปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ปรากฏว่า ศาลทหารเป็น
ผู้ทำการไตส่ วน กรมอยั การเหน็ วา่ กรณเี ปน็ ปญั หาทค่ี วรไดพ้ จิ ารณาวา่ ศาลทหารจะมอี ำนาจไตส่ วนในกรณที ่ี
ความตายเกิดข้ึนเพราะการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการ ตามหน้าที่ตามท่ีได้บัญญัติไว้ใน
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ หรือไม่ กรมอัยการจึงได้ขอให้กรมพระธรรมนูญ
พิจารณา
บัดน้ี ได้รับแจ้งจากกรมพระธรรมนูญว่า ตามปัญหาที่กรมอัยการขอให้พิจารณาน้ัน
กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทยได้เคยขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว
และคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ศาลทหารไม่มีอำนาจไต่สวน ปรากฏข้อความโดยละเอียดดังท่ไี ด้ส่งมา
พรอ้ มกบั หนงั สอื นแ้ี ลว้ ฉะนน้ั จงึ แจง้ มาเพื่อท่านได้ถอื ปฏิบัติต่อไป.
ขอแสดงความนับถือ
(ลงช่ือ) อรรถปรีชาชนปู การ
(หลวงอรรถปรีชาชนูปการ)
อธบิ ดกี รมอัยการ
26 บทความ
ท่ี ๓๗๐๔/๒๕๐๒ กรมพระธรรมนญู
๒๔ พฤศจกิ ายน ๒๕๐๒
เรอ่ื ง ขอทราบอำนาจการไตส่ วนคดวี สิ ามญั ฆาตกรรมตามประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา
เรยี น อธบิ ดกี รมอัยการ
อ้างถงึ หนังสือกรมอยั การที่ ๕๐๙๘/๒๕๐๒ ลงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๒
สง่ิ ที่ส่งมาดว้ ย สำเนาบนั ทึกเรอ่ื งหารือการชนั สูตรพลกิ ศพ จำนวน ๒ แผน่
ตามหนังสือที่อ้างถึง ความว่า กรมอัยการได้รับสำนวนการสอบสวน และการไต่สวนจาก
ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมในคดีท่ีผู้ต้องหาเป็นเจ้าพนักงานได้ยิงผู้ร้ายตายในขณะปฏิบัติราชการ
ตามหนา้ ท่ี เพอ่ื ใหอ้ ธบิ ดกี รมอยั การมคี ำสง่ั ฟอ้ งหรอื ไมฟ่ อ้ งคดนี ้ี แตส่ ำนวนคดนี ป้ี รากฎวา่ ศาลมณฑลทหารบกท่ี ๖
(จงั หวัดนครพนม) เป็นผทู้ ำการไต่สวน จึงขอให้กรมพระธรรมนูญให้ความเห็นดว้ ยวา่ ศาลทหารมอี ำนาจ
ไต่สวนในกรณีที่ความตายเกิดข้ึนเพราะการกระทำของเจ้าพนักงาน ซ่ึงปฏิบัติราชการตามหน้าท่ี
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ หรอื ไม่ น้ัน
กรมพระธรรมนูญได้พิจารณาแล้ว ปรากฏว่า ปัญหาท่ีกรมอัยการขอทราบมาน้ี ทางกระทรวง
ก ล า โ ห ม แ ล ะ ก ร ะ ท ร ว ง ม ห า ด ไ ท ย ไ ด้ เ ค ย ข อ ใ ห้ ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ก ฤ ษ ฎี ก า พิ จ า ร ณ า วิ นิ จ ฉั ย แ ล้ ว
ซ่งึ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ประชุมพิจารณาปัญหาเร่อื งน้แี ล้วมีความเห็นว่า ศาลทหารไม่มีอำนาจไต่สวน
ในกรณีที่ความตายเกิดขึ้น เพราะการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าท่ีตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ รายละเอียดปรากฎตามสำเนาบันทึกเร่ืองหารือ
การชนั สตู รพลิกศพของคณะกรรมการกฤษฎีกา ลงวันท่ี ๑๒ กันยายน ๒๕๐๑ ท่ไี ด้แนบมาพรอ้ มนี้ ฉะนนั้
จงึ เรยี นมาเพื่อทราบ
ขอแสดงความนบั ถืออยา่ งสูง
(ลงนาม) พลโท ไสว ดวงมณี
(ไสว ดวงมณ)ี
เจา้ กรมพระธรรมนูญ
อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 27
บันทกึ
เรือ่ ง หารือการชนั สตู รพลิกศพ
กรมสารบรรณคณะรัฐมนตรีฝ่ายบริหารได้แจ้งมายังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
โดยหนังสือท่ี ๓๘๑๖/๒๕๐๑ ลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๐๑ ความว่า กระทรวงมหาดไทยและ
กระทรวงกลาโหมได้เกิดมีความเห็นขัดแย้งกันข้ึนเก่ียวกับการชันสูตรพลิกศพทหารว่าในกรณีที่ความตาย
เกิดข้ึนโดยการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่หรือตายในระหว่างอยู่ใน
ความควบคมุ ของเจา้ หนา้ ทท่ี หาร ซง่ึ อา้ งวา่ ปฏบิ ตั ริ าชการตามหนา้ ท่ี ตามมาตรา ๑๕๐ แหง่ ประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา ซ่ึงแก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๙๙ น้ัน พนักงานอัยการผู้จะต้อง
ย่ืนคำร้องต่อศาลให้ไต่สวนและทำคำส่ังจะเป็นพนักงานอัยการหรืออัยการทหาร และศาลที่ไต่สวนน้ันจะ
เป็นศาลใดและได้ขอให้คณะกรรมการกฤษฎกี าพจิ ารณาวนิ จิ ฉยั ปญั หาเร่ืองน้ี
คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการร่างกฎหมาย กองพิเศษ) ได้ตรวจพิจารณาปัญหาเรื่องน้ีแล้ว
มคี วามเหน็ วา่ มาตรา ๑๕๐ แหง่ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา ซง่ึ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั ิ
แก้ไขเพ่มิ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับท่ี ๖) พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วว่า
ในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงาน ซ่ึงอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าท่ีหรือตาย
ในระหวา่ งอยใู่ นความควบคมุ ของเจา้ พนกั งานซง่ึ อา้ งวา่ ปฏบิ ตั ริ าชการตามหนา้ ท่ี เมอ่ื ไดม้ กี ารชนั สตู รพลกิ ศพแลว้
ให้พนกั งานสอบสวนสง่ สำนวนชันสูตรพลกิ ศพไปยงั พนกั งานอัยการ ให้พนักงานอยั การทำคำรอ้ งขอตอ่ ศาล
ชน้ั ตน้ แหง่ ทอ้ งทท่ี ศ่ี พนน้ั อยู่ ใหท้ ำการไตส่ วนและทำคำสง่ั แสดงวา่ ผตู้ ายคอื ใคร ตายทไ่ี หน เมื่อใด และถึงเหตุ
และพฤติการณ์ท่ีตาย ถ้าตายโดยคนทำร้าย ให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้ ฯลฯ
จะเหน็ ไดว้ า่ วิธีการเหล่าน้ีเป็นเพียงส่วนหน่ึงของการสอบสวนเพ่ือทราบถึงสาเหตุแหง่ ความตายนน้ั เทา่ นน้ั
หาใช่เป็นการให้ศาลพลเรือนพิจารณาพิพากษาคดีแต่อย่างใดไม่ ฉะน้ัน แม้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ตายและ
เจ้าพนักงานนั้นเป็นบุคคลท่ีอยู่ในอำนาจศาลทหารก็จะต้องอยู่ในบังคับมาตราน้ีเช่นเดียวกัน กล่าวคือ
จะตอ้ งมกี ารสอบสวนและการชนั สตู รพลกิ ศพดว้ ย และตามคำสง่ั ของกระทรวงกลาโหม ท่ี ๒๖๙/๑๖๘๘๗
ลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๔๙๙ ซ่ึงได้วางข้อกำหนดเก่ียวกับเร่ืองน้ีไว้ตามที่กระทรวงกลาโหมและ
กระทรวงมหาดไทยตกลงกัน ก็สอดคล้องกับบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ท่ีกำหนดว่า เม่ือมีความตายเกิดข้ึนโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซ่ึงอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่
หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่โดยผู้ตาย
เป็นทหาร ก็ให้จัดให้มีการสอบสวนและชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
โดยในการสอบสวนของเจ้าพนักงานสอบสวนน้ันให้มีนายทหารชั้นสัญญาบัตรเข้าน่ังฟังอยู่ด้วย ถ้าจะทำ
บันทึกหลักฐานเก่ียวกับชันสูตรพลิกศพและขอส่งเอกสารน้ันต่อพนักงานชันสูตรพลิกศพ ก็ให้พนักงาน
ชันสูตรพลิกศพรับบันทึกรวมเข้าสำนวนไว้ แล้วให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการชันสูตรพลิกศพไปยัง
พนักงานอัยการเพ่ือดำเนินการย่ืนคำร้องขอต่อศาลพลเรือนให้ทำการไต่สวนและทำคำส่งั ต่อเม่อื
ศาลพลเรอื นไดไ้ ตส่ วนและทำคำสง่ั อยา่ งใดแลว้ จงึ ดำเนนิ การตอ่ ไป คอื ถา้ ปรากฏวา่ ความตายนน้ั มิได้เกิดข้ึน
จากการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณีก็เป็นอันยุติลงได้ แต่ถ้าเจ้าพนักงานได้กระทำการไป
โดยมิชอบแล้ว ถ้าเป็นคดีท่ีอยู่ในอำนาจศาลพลเรือนก็เป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการที่จะดำเนินคดี
28 บทความ
ในศาลพลเรือนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ถ้าเป็นคดีท่ีอยู่ในอำนาจศาลทหาร
ก็คงเป็นหน้าท่ีของอัยการทหารที่จะดำเนินคดีในศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร
พ.ศ. ๒๔๙๘ ตอ่ ไปอีกชนั้ หนงึ่
(ลงช่อื ) หยดุ แสงอุทยั
(นายหยุด แสงอทุ ยั )
เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
อัยการนิเทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 29
คำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๒๓๗๖/๒๕๑๕ พนกั งานอัยการจงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา ผรู้ ้อง
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕๐ ชนั สตู รพลกิ ศพ
ศาลพลเรือนจะทำการไต่สวนและมีคำส่ังในการชันสูตรพลิกศพแต่เฉพาะคดีท่ีอยู่ในอำนาจ
ของศาลพลเรือนเท่านัน้
พนักงานอัยการย่ืนคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและมีคำส่ังในกรณีท่ีสารวัตรทหาร
ประจำหมวดสารวตั รทหารหวั แหลม จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยาไดไ้ ปจบั กมุ พลทหารทห่ี ลบหนรี าชการทหาร
แต่ได้ถูกพลทหารที่หลบหนีทำร้ายร่างกายจึงได้ใช้อาวุธปืนยิงป้องกันถูกพลทหารผู้นั้นถึงแก่ความตาย
ศาลช้ันต้นสั่งว่า เป็นกรณีทหารกระทำต่อทหารด้วยกัน ไม่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนจะทำการไต่สวน
สง่ั ไม่รบั คำรอ้ งไวพ้ ิจารณา ศาลอทุ ธรณย์ ืน ผู้รอ้ งฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖ บัญญัติความไว้ว่า
อำนาจศาล อำนาจผู้พิจารณา ในการที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา ต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับทั้งหลายอันว่าด้วยการจัดตั้งศาลยุติธรรมและระบุ
อำนาจและหน้าทีข่ องผู้พพิ ากษาน้ันๆ
เร่ืองอำนาจศาลและอำนาจผู้พิพากษาท่ีเก่ียวกับการชันสูตรพลิกศพน้ี มีบทบัญญัติอยู่ใน
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติม
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๔๙๙ ว่า ความอาญาน้ัน ศาลฎีกาเห็นว่าศาลพลเรือนจะ
ทำการไต่สวนและมคี ำส่งั ในการชันสูตรพลกิ ศพแตเ่ ฉพาะคดที ่ีอยูใ่ นอำนาจของศาลพลเรอื นเท่านั้น
ที่ผู้ร้องฎีกาว่า การไต่สวนและทำคำส่ังของศาลช้ันต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๑๕ พระราชบญั ญตั แิ กไ้ ขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา (ฉบบั ท่ี ๖)
พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๘ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสอบสวน เพราะเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวน
แหง่ ทอ้ งทท่ี เ่ี กดิ เหตจุ ะดำเนนิ การ เมอ่ื ไดช้ นั สตู รพลกิ ศพแลว้ ใหพ้ นกั งานสอบสวนสง่ สำนวนชนั สตู รพลกิ ศพ
ไปยังพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการทำคำร้องขอต่อศาลช้ันต้นแห่งท้องท่ีท่ีพบศพน้ันอยู่ ให้ไต่สวน
และทำคำส่ังดังท่ีบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕๐ ท่ีกล่าวนั้น ฉะน้ันแม้จะเป็นกรณีที่ผู้ตายและเจ้าพนักงานนั้น
จะเปน็ บุคคลท่ีอย่ใู นอำนาจศาลทหารก็ตอ้ งอยใู่ นบงั คบั แหง่ มาตราน้ีดว้ ยนัน้
ศาลฎีกา โดยมติท่ีประชุมใหญ่เห็นว่า แม้การไต่สวนและทำคำสั่งของศาลช้ันต้นตามความ
ในวรรค ๓ แห่งมาตรา ๑๕๐ น้ีอาจเรียกได้ว่าเป็นส่วนหน่ึงของการสอบสวนดังท่ีผู้ร้องกล่าวอ้างในฎีกา
แต่ก็เป็นวิธีการพิเศษที่บัญญัติให้ศาลต้องเข้าไปเก่ียวข้องด้วยในช้ันสอบสวนก็เพราะมีบทบัญญัติ
มาตรา ๑๕๐ วรรค ๓ นี้ ซึง่ ทั้งนีศ้ าลพลเรอื นจะรับทำการไตส่ วนและทำคำสัง่ ให้ก็เฉพาะคดที ่ีอยใู่ นอำนาจ
ของศาลพลเรือนดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้นน้ัน มิใช่ว่าเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้ศาลทหาร
มอี ำนาจเขา้ เก่ยี วข้องในชัน้ สอบสวนเชน่ นแ้ี ลว้ กใ็ หศ้ าลพลเรอื นมอี ำนาจดำเนนิ การแทนดว้ ยไม่
นอกจากน้ีศาลฎีกายังเห็นว่า การที่พลทหาร ซ. ยิงพลทหาร ท. ถึงแก่ความตายน้ีจะเป็น
การกระทำผดิ ซง่ึ อยั การจะตอ้ งฟอ้ งรอ้ งตอ่ ศาลหรอื ไมน่ น้ั พนกั งานสอบสวนยอ่ มจะตอ้ งดำเนนิ การสอบสวนเสยี กอ่ น
เมื่อพลทหาร ซ. เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘
มาตรา ๔๗ และมาตรา ๔๘ ไดบ้ ญั ญตั ไิ วช้ ดั วา่ การสอบสวนคดอี าญาทง้ั ปวงซง่ึ ผอู้ ยใู่ นอำนาจศาลทหารนน้ั
30 บทความ
ให้อยู่ในอำนาจของนายทหารพระธรรมนูญหรืออัยการทหาร และเมอ่ื พระราชบญั ญตั ธิ รรมนญู ศาลทหาร
มไิ ดบ้ ญั ญตั วิ ธิ กี ารพเิ ศษใหศ้ าลเขา้ เกย่ี วขอ้ งในการสอบสวนดว้ ย เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนดังกล่าว
กย็ อ่ มไมต่ อ้ งดำเนินการดังท่ีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ วรรค ๓
ตามท่แี ก้ไขเพ่มิ เติมนนั้ ”
พิพากษายนื
..............................................
หมายเหตุ คดนี ีเ้ กิดระหว่างใช้ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕๐ แกไ้ ขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๘
ต่อมาได้มีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี ๓๓๓ ข้อ ๒ วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕
ข้อ ๓.๔ ให้ชันสูตรพลิกศพโดยกระทำพร้อมด้วยพนักงานอัยการในกรณีความตายเกิดขึ้น
โดยการกระทำของเจ้าพนักงานหรือในระหว่างการควบคมุ ของเจ้าพนักงาน
อัยการนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 31
ค่าใช้จ่ายสว่ นกลางของอาคารชดุ (จบ)
ไพศาล กฤษฎาธิวฒุ *ิ
จากภาคแรก เรอ่ื งคา่ ใชจ้ า่ ยสว่ นกลางของอาคารชดุ ซง่ึ เสมอื นหนง่ึ เรอ่ื งเลก็ แตเ่ มอ่ื เปน็ เวลานาน ๆ
และไม่มีทีทา่ วา่ จะหยุดลงไป มีค่าปรับทวคี ูณไปเรอื่ ย ๆ นบั วันจะมปี ัญหาหนักขึน้ ไปเรอ่ื ย ๆ ไมใ่ ชเ่ รอ่ื งเลก็
ตามท่เี ข้าใจ ผ้ทู ่สี นใจซ้อื อาคารชุดมือสอง ไม่เหมือนกับบ้านมือสอง หรืออสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่น ๆ
พึงระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เป็นปัญหาต้น ๆ ก่อนที่จะมีปัญหาแล้วจึงคิดแก้ไข ตามอุทาหรณ์
ท่ีจะเรียนให้ทราบถึงคดีต่าง ๆ ที่จะมีมากมายและแก้ไขปัญหาไม่ได้อย่างแน่นอนทั้งหมด เว้นแต่จะยอม
จ่ายเงินให้กับนิติบุคคลอาคารชุด ที่จัดตั้งข้ึนตามกฎหมายและมีอำนาจตามกฎหมาย กฎหมายยังไป
บังคับหน่วยงานอื่นที่จะต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งสามารถศึกษาได้จาก
พระราชบญั ญตั ิอาคารชดุ พ.ศ. ๒๕๒๒
ปัจจุบันหลักการในพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ เร่ือง จัดต้ังนิติบุคคลอาคารชุด
ตามหมู่บ้านจัดสรรรูปแบบเดิม ๆ หรือเก่า ๆ เร่งเห็นถึงเรื่องค่าใช้จ่ายท่ีจะต้องมีการจัดเก็บจากลูกบ้าน
หลายหมู่บ้านมีแนวคิดว่าจะจดทะเบียนจากเดิม เป็นคณะกรรมการชุมชนขึ้นอยู่กับสำนักงานเขต
ซ่ึงไม่ใช่รูปแบบกรรมการ ตามต่างจังหวัดหรือส่วนภูมิภาคท่ีเป็นรูปแบบเทศบาล อบจ. และ อบต. หรือ
กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่เป็นคณะกรรมการชุมชน ไม่มีการจัดเก็บค่าใช้จ่าย แต่ถ้าจัดตั้งรูปแบบนิติบุคคล
หมู่บ้านจัดสรรแล้ว ก็จะคล้าย ๆ นิติบุคคลอาคารชุด จะมีปัญหาค่าใช้จ่ายส่วนกลางข้ึนมาอีก คนที่ได้
ประโยชนค์ ือนิตบิ ุคคลอาคารชุด ทีจ่ ะต้องมรี ายได้เอาไว้บรหิ ารงาน มคี า่ น้ำ ค่าไฟ คา่ ลฟิ ท์ ค่าบำรงุ รักษา
ทรัพย์สิน เช่น ค่ายาม แม้นห้องว่างไม่มีใครอยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็ต้องมีแน่นอน หลาย ๆ หมู่บ้าน
คณะกรรมการชุมชนอยากได้นิติบุคคลหมู่บ้าน แต่ลูกบ้านไม่ต้องการ เพราะจะขายบ้านก็ขายยาก
นอกจากนน้ั กย็ งั มคี า่ ใชจ้ า่ ยสว่ นกลางกต็ อ้ งมอี กี แตแ่ ลว้ ในทส่ี ดุ กจ็ ะมปี ญั หาทเ่ี หน็ วา่ เปน็ เรอ่ื งเลก็ แตก่ ลบั กลาย
เปน็ เรื่องใหญเ่ ม่อื คา่ ใช้จ่ายส่วนกลางสูงกวา่ ราคาบ้านเสยี อกี
คนซ้ือบ้าน ได้บ้านแถมคดี ไม่ใช่คดีรอนสิทธิแต่เป็นคดีค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เพราะจะทำการ
ลดคา่ ปรบั ตามทโ่ี จทกเ์ คยทำมาแลว้ ครง้ั หนง่ึ แตเ่ ปน็ ชว่ งระยะเวลาหนง่ึ กอ่ นคดนี ้ี เมอ่ื เวน้ วา่ งไป คา่ ใชจ้ า่ ย
ส่วนกลางไมไ่ ดเ้ ว้นวรรคตามทค่ี ิดเชน่ นัน้ จะตอ้ งมอี ย่ตู ลอดเวลาเรื่อยไป ชว่ งหลัง ๆ มากต็ อ้ งคดิ อีก และ
ก็จะต้องรีบโอนห้องชุดแล้วเข้าอยู่อาศัย นำไปให้เช่าหรืออยู่เอง แล้วจ่ายค่าส่วนกลางตลอดไป
เพราะค่าส่วนกลางไม่มีวันหยุด ไม่มีการเว้นวรรค คนท่ีลดได้มีอยู่เพียง ๒ ฝ่ายคือ ศาลยุติธรรม
และตวั นติ บิ คุ คลอาคารชุดเองเทา่ นน้ั คนซอ้ื ไม่มีสทิ ธิเอง มหี นา้ ท่จี า่ ยค่าใช้จา่ ยส่วนกลางอย่างเดยี ว
ภาคสองน้ี ขอให้ข้อเท็จจริงต่อจากภาคแรก คดีระหว่าง นายอนุพงษ์ ทวีสิทธิกุลลาภ โจทก์
กรมทด่ี นิ จำเลยท่ี ๑ นายสมคิด ศริ เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร (ส่วนกลาง) ในฐานะผู้พิจารณา
อุทธรณ์จำเลยท่ี ๒ นายขจิตต์ บำรุงปรีชา เจ้าพนักงานท่ีดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง ที่ตั้งของ
ทดี่ นิ สร้างอาคารชุดจำเลยที่ ๓ คดีหมายเลขดำที่ ๒๔๔๖/๒๕๕๕ คดหี มายเลขแดงท่ี ๒๕๔๗/๒๕๕๖
* อัยการอาวุโส
32 บทความ
คดีได้คำส่ังวินิจฉัยอำนาจศาลท่ีจะพิจารณาพิพากษาคดีน้ีแล้วว่า คดีอยู่ในอำนาจของ
ศาลปกครองไม่ใช่ศาลยุติธรรม โดยทั้งสองศาลเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นคดีปกครอง ไม่ใช่คดียุติธรรม
รายละเอยี ดของความห็นท้งั สองศาล รายละเอียดปรากฏตามความเห็นเกย่ี วกับอำนาจหน้าท่รี ะหวา่ งศาล
คดีความเห็นที่ ๕๒/๒๕๕๖ ทา้ ยบทความน้ี
สรปุ ก็คอื ความเห็นน้ี ศาลยตุ ธิ รรมไดอ้ า่ นเมื่อวนั ที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๖ แลว้ พร้อมทง้ั มีคำส่ัง
โอนสำนวนคดีนี้ไปพิจารณาพิพากษาท่ีศาลปกครองกลาง ขณะน้ีอยู่ระหว่างการพิจารณาพิพากษาของ
ศาลปกครองกลาง ยงั ไม่มผี ลคำพพิ ากษา
แตอ่ ยา่ งไรกด็ ี ขอ้ กฎหมายตามพระราชบญั ญตั อิ าคารชดุ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๙ บญั ญตั ชิ ดั เจนวา่
“ในกรณีท่ีขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธ์ิในห้องชุด พนักงานเจ้าหน้าที่จะรับจดทะเบียน
สิทธิและนิติกรรมได้เมื่อห้องชุดดังกล่าวปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๑๘ โดยต้องมี
หนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุดมาแสดง” แสดงว่าเมื่อหนี้ค่าใช้จ่าย
ส่วนกลางตามมาตรา ๑๘ ยังมีค้างอยู่ไม่ว่าช่วงใดคือช่วงเจ้าของเก่าอยู่อาศัย ช่วงว่างเป็นห้องว่าง และ
ช่วงหลัง ๆ ใด ๆ ก่อนท่ีเจ้าของใหม่จะเข้าอาศัยต้องชำระครบถ้วน จึงจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธ์ิได้
เจ้าของคนใดชำระนั้น กฎหมายไม่ได้สนใจแต่ต้องมีการชำระ สรุปแล้วก็คือเจ้าของใหม่นั้นแหละ ถ้ายัง
ตอ้ งการห้องพกั อาศยั ห้องน้กี ็ตอ้ งชำระเทา่ นัน้
วิธีชำระคือ ชำระตามยอดหน้ีเลย หากเห็นว่าสูงเกินไป มีสิทธิฟ้องเพ่ือขอลดหน้ีค่าปรับได้ที่
ศาลยตุ ธิ รรม ซง่ึ มคี ดเี ชน่ นจ้ี ำนวนมากในศาลยตุ ธิ รรม แตต่ วั คา่ ใชจ้ า่ ยลดไมไ่ ด้ เพราะถอื เปน็ หน้ี ศาลมอี ำนาจ
ลดเพยี งค่าปรับ ถา้ สูงเกนิ ส่วนลดไดเ้ ทา่ น้ัน ถา้ ไมฟ่ ้องก็ต้องไปขอลดกบั นิตบิ ุคคลอาคารชดุ เทา่ นั้น
สรปุ ก็คอื ซ้อื หอ้ งชุด มขี องแถมพิเศษ คอื คดลี ดคา่ ปรบั หรอื ไมเ่ ปน็ เชน่ น้นั ก็ตอ้ งชำระเต็มตามท่ี
นิติบคุ คลอาคารชุดเรียกรอ้ ง มิฉะน้นั ตอ้ งศกึ ษาใหด้ ีกอ่ นซ้อื ไมว่ า่ จะซือ้ กนั เอง หรือซื้อจากกรมบงั คบั คดี
ก็ตามกย็ ังต้องอยใู่ นหลกั การนเ้ี หมอื นเดมิ
สำหรับเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางน้ี กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยว่าจะต้องเสียค่าภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
คือ ต้องเก็บภาษีมูลค่าเพ่ิมเน่ืองจากเป็นบริการท่ีนิติบุคคลอาคารชุด ให้บริการอยู่ถือเป็นผู้ประกอบการ
แต่ในที่สุดคดีขึ้นไปพิจารณาชั้นศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นิติบุคคลอาคารชุดไม่ได้ค้าขายเอากำไร
แตอ่ ยา่ งไร เพราะเงนิ สว่ นกลางของสมาชกิ กใ็ ชจ้ า่ ยเปน็ คา่ ไฟฟา้ สว่ นกลาง คา่ นำ้ ประปาสว่ นกลาง และตอ้ งมี
การสูบข้นึ ไปเก็บท่ดี ่านฟ้าช้นั บนเพ่อื ปล่อยน้ำลงมาไหลแรงกว่าปกติท่ใี ช้น้ำประปาท่วั ไป อาจมีห้องฟิตเนส
หรือเล่นเกมส์หรือนนั ทนาการอนื่ ๆ เพอ่ื สมาชิกส่วนรวม จึงไม่ต้องเสียภาษีมูลคา่ เพ่ิม เพราะไมไ่ ดบ้ รกิ าร
คนนอกเปน็ หลกั ถอื เปน็ การช่วยเหลอื นติ ิบคุ คลอาคารชดุ ใหอ้ ยไู่ ด้
ผู้ที่แก้ไขปัญหานี้ได้คือ วิธีที่หน่ึง ฟ้องศาลขอลดค่าปรับ ซึ่งน่าจะได้รับการพิจารณาลดค่าปรับ
แน่นอน วิธีที่สองคือ ฝ่ายนิติบุคคลอาคารชุดลดให้เอง โดยอาจจะมีการประชุมสมาชิกแล้วขอมติลด
ค่าปรับก็ได้ แต่ทุกวิธีทางผู้ซ้ือก็จะต้องจ่ายค่าส่วนกลางนี้ด้วย เพราะช่วงว่างอยู่มีค่าใช้จ่ายแล้วใครจะ
รับผิดชอบ ถ้าไม่ใช่ผ้ซู ้อื คนใหม่น่นั เองหรือจะแก้กฎหมายอย่างไรก็เป็นเร่อื งอนาคตท่จี ะต้องพิจารณาตาม
ความเหมาะสมตอ่ ไป
..................................
อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 33
ความเร่งด่วนในการเตรยี มความพรอ้ มของการปรบั ปรงุ แกไ้ ขกฎหมาย
พาณชิ ย์ไทยในการเขา้ สูก่ ารค้าของประชาคมโลก :
กรณีสัญญาซอื้ ขายระหว่างประเทศ (จบ)*
จีรภา บุญฤทธ์ิไชยศรี **
ปัจจุบันการค้าขายระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญมากขึ้น การปล่อยให้ความแตกต่างของ
กฎหมายในแต่ละประเทศเป็นอุปสรรค ซ่ึงก่อให้เกิดความไม่สะดวกในการทำธุรกิจการค้าระหว่าง
ประเทศนน้ั ไมส่ อดคลอ้ งกบั กระแสโลกาภวิ ตั น์ ประเทศไทยจงึ ตอ้ งมคี วามเรง่ ดว่ นในการเตรยี มความพรอ้ ม
ทางดา้ นกฎหมายใหม้ ีความทันสมัยและสอดคลอ้ งกบั หลักกฎหมายสากลต่อการคา้ ของประเทศ อนั จะนำ
มาซึ่งความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้ประกอบการต่างประเทศ ความเดิมจากตอนท่ีแล้วได้กล่าวถึง
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ (United Nation Convention on
Contracts of the International Sales of Goods) หรือเป็นท่ีทราบกันทั่วไปและนิยมเรียกกันว่า
CISG ความเป็นมาของอนุสัญญา โครงสร้าง ขอบเขตการบังคับใช้ การตีความ รวมท้ังบทบัญญัติของ
อนุสัญญาว่าด้วยเร่ืองการเกิดของสัญญา การผิดสัญญาและหน้าท่ีของผู้ขาย วันน้ีจะต่อด้วยเร่ืองหน้าที่
ของผู้ซื้อ การเยียวยาความเสียหายของผู้ซื้อ การเยียวยาความเสียหายของผู้ขาย การโอนความเส่ียงภัย
ค่าเสียหาย ปิดท้ายด้วยบทสรุปและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายพาณิชย์ไทยในกรณี
สัญญาซอื้ ขายระหว่างประเทศ
๑. หนา้ ทข่ี องผูซ้ ้อื
มาตรา ๕๓ ของ CISG กำหนดหนา้ ท่ขี องผูซ้ ้อื ไวด้ ังน้ี
๑. หน้าท่ใี นการรบั มอบสินคา้
๒. หน้าทใี่ นการชำระราคาสนิ ค้า
๓. หน้าท่ีอนื่ ๆ๑
* บทความนไ้ี ดร้ บั คำแนะนำและวพิ ากยโ์ ดย ดร. วชิ ช์ จรี ะแพทย์ อดตี ผตู้ รวจการอยั การ น.บ. (เกยี รตนิ ยิ มอนั ดบั ๒) (จฬุ า), น.บ.ท., น.ม.
(จฬุ า), น.ด. (Doctor of Laws มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร)์ รางวลั สภาวจิ ยั แหง่ ชาติ : วทิ ยานพิ นธร์ ะดบั ดเี ยย่ี มปี ๒๕๕๐, นกั ปกครองระดบั สงู
กรมการปกครอง รุ่นท่ี ๒๒, วปอ.๓๕๕, ปปร. ๑ สถาบันพระปกเกล้า, บ.ย.ส. รุ่น ๙ สำนักงานศาลยตุ ิธรรม, นักบริหารงานยตุ ิธรรมระดับสูง
รุ่นที่ ๔ สำนกั งานอยั การสงู สดุ , วตท. รนุ่ ท่ี ๗ วทิ ยาลยั ตลาดทุน.
** Bachelor of Law (Hitotsubashi University), Master of Law (Hitotsubashi University), นิติกรปฏิบัติการ
สำนกั งานอยั การพเิ ศษฝา่ ยคดีทรพั ย์สินทางปัญญาและการคา้ ระหวา่ งประเทศ สำนกั งานอัยการสูงสุด.
๑ Article ๕๓ The buyer must pay the price for the goods and take delivery of them as required by the
contract and this Convention.
34 บทความ
๑.๑ หนา้ ท่ใี นการชำระราคา
มาตรา ๕๔ ของ CISG กำหนดไว้ว่า หน้าท่ีในการชำระราคาของผู้ซื้อนั้นรวมถึงการดำเนินการ
ต่างๆ ตามสัญญาหรือตามกฎหมายหรือตามระเบียบ เพ่ือให้การชำระราคาเกิดข้ึนได้๒ เช่น การซ้ือขาย
ระหว่างประเทศ อาจมีการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคาร หรือการแสดงเอกสารเพ่ือส่งออกต่อ
รัฐบาลเพอ่ื การขออนญุ าตสง่ ออกสนิ คา้ เปน็ ตน้ ซง่ึ การดำเนนิ การตา่ งๆ ดงั กลา่ วตอ้ งเปน็ ไปตามเนอ้ื หาท่ี
ตกลงกนั ไวใ้ นสญั ญา แต่ถา้ ไม่ได้ตกลงกันไว้กใ็ ห้เป็นไปตามประเพณที างการคา้ และในกรณที ี่ไมม่ ปี ระเพณี
ทางการค้าดงั กลา่ วใหเ้ ปน็ ตามอนสุ ัญญาน้ี ดงั น้นั โดยหลกั แล้วผู้ซ้อื จะเปน็ ผูร้ บั ผิดชอบค่าธรรมเนยี มในการ
เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตหรือค่าธรรมเนียมในการชำระเงินโดยต๋ัวแลกเงิน (Bill of Exchange) ถ้าหาก
ผู้ขายไม่ยอมดำเนินการต่างๆดังกล่าวเพื่อให้ผู้ซื้อสามารถชำระราคาได้ ผู้ซื้อมีสิทธิ์ได้รับการเยียวยาจาก
การทผ่ี ้ขู ายผิดสัญญา
๑.๒ สัญญาซ้ือขายทไ่ี มไ่ ดก้ ำหนดราคา
ตามปกติในการทำสัญญาซื้อขาย คู่สัญญาจะมีการกำหนดราคาสินค้าไว้อย่างชัดแจ้งหรือ
โดยปริยาย ซ่งึ คำเสนอท่ไี ม่มีการกำหนดราคาหรือแสดงวิธีกำหนดราคาไว้ถือว่าไม่ชัดเจนแน่นอนเพียงพอ
แตใ่ นความเปน็ จรงิ ถงึ แมไ้ มม่ กี ารกำหนดราคาหรอื วธิ กี ารในการกำหนดราคาไว้ มาตรา ๕๕ ของอนสุ ญั ญา
ให้นำราคาตลาด ณ เวลาที่ทำสัญญามาใช้บังคับได้ โดยให้คู่สัญญาถือเอาราคาสินค้าท่ีใช้อยู่ท่ัวไปในขณะ
ที่ทำสัญญาเพื่อการซื้อขายสินค้าชนิดนั้นภายใต้สถานการณ์ท่ีเทียบเคียงกันได้๓ ในกรณีท่ีสัญญาให้
กำหนดราคาสินค้าตามน้ำหนัก มาตรา ๕๖ กำหนดให้เอานำ้ หนกั สทุ ธเิ ป็นเกณฑใ์ นการคำนวณราคา๔
๑.๓ สถานทใ่ี นการชำระราคา
มาตรา ๕๗ ของ CISG กำหนดว่าถ้าคู่สัญญาไม่ได้กำหนดสถานที่ในการชำระราคาไว้ ให้ผู้ซื้อ
ชำระราคา ณ สถานท่ปี ระกอบธรุ กิจของผขู้ าย หรือถา้ ต้องชำระราคากันตอนสง่ มอบสินค้ากใ็ หช้ ำระราคา
ณ สถานทส่ี ง่ มอบสินค้า๕ เหตุผลที่ CISG กำหนดให้โดยหลักแลว้ ตอ้ งชำระราคากนั ณ สถานทป่ี ระกอบ
ธุรกิจของผู้ขาย เพราะในการซ้ือขายระหว่างประเทศจะมีกฎหมายควบคุมการแลกเปล่ยี นเงินตรา
ตา่ งประเทศ (the Foreign Exchange Control Law) เขา้ มาเกย่ี วขอ้ ง อาจมกี รณที ส่ี ง่ เงนิ เขา้ ไปยงั ประเทศ
ผขู้ ายไมไ่ ด้ ดังน้ันการชำระราคา ณ สถานที่ประกอบธุรกิจของผู้ขายช่วยตัดปัญหาความเส่ียงจาก
๒ The buyer’s obligation to pay the price includes taking such steps and complying with such formalities
as may be required under the contract or any laws and regulations to enable payment to be made.
๓ Where a contract has been validly concluded but does not expressly or implicitly fix or make provision
for determining the price, the parties are considered, in the absence of any indication to the contrary, to have
impliedly made reference to the price generally charged at the time of the conclusion of the contract for such
goods sold under comparable circumstances in the trade concerned.
๔ Article 56 If the price is fixed according to the weight of the goods, in case of doubt it is to be
determined by the net weight.
๕Article 57 (1) If the buyer is not bound to pay the price at any other particular place, he must pay it to the seller:
(a) at the seller’s place of business; or
(b) if the payment is to be made against the handing over of the goods or of documents, at the place
where the handing over takes place.
อยั การนเิ ทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 35
กฎหมายควบคุมการแลกเปลย่ี นเงนิ ตราตา่ งประเทศ และถงึ แม้ CISG จะไม่มีขอ้ กำหนดเกยี่ วสกุลเงนิ ตรา
ท่จี ะใชช้ ำระราคา ถา้ คู่สญั ญาไมไ่ ด้กำหนดสกุลเงินตราไว้ ให้นำมาตรานม้ี าใช้กำหนดสกุลเงนิ ๖
แต่ถ้าผู้ขายย้ายสถานท่ีประกอบธุรกิจ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการชำระราคาเพิ่มขึ้น ผู้ขายต้องเป็น
ผู้รบั ผิดชอบค่าใชจ้ ่ายท่ีเพม่ิ ข้ึน นอกจากน้ีมาตรา ๕๗ ของ CISG นำมาใชบ้ ังคับกบั การชำระเงนิ อยา่ งอ่นื
ที่ไม่ใช่การชำระราคาได้หรือไม่นั้น คำพิพากษาไม่ได้ไปในแนวทางเดียวกัน เคยมีคำตัดสินให้มาตรานี้
ใช้บังคับเฉพาะเร่ืองการชำระราคาสินค้า ส่วนเรื่องการคืนเงินท่ีชำระกันล่วงหน้า (Reimbursement for
payments made in advance) ให้เป็นเร่ืองของกฎหมายภายในประเทศ๗ คำพิพากษาให้คืนเงินค่า
สนิ คา้ ทช่ี ำระไปบางสว่ น ณ ภมู ลิ ำเนาของเจา้ หน้ี (place of domicile of the creditor)๘ หรอื คำพพิ ากษา
ทใ่ี ห้นำมาตราน้มี าใชก้ บั การชำระค่าเสียหายตามมาตรา ๖๑ ของอนสุ ญั ญาน๙้ี
๑.๔ เวลาในการชำระราคา
เวลาในการชำระราคาเป็นเรื่องสำคัญในการทำสัญญาซื้อขาย ส่วนใหญ่คู่สัญญาจะกำหนดไว้
โดยชัดแจ้งในสัญญา ดังนั้นถ้าคู่สัญญาตกลงกันเช่นไรก็ให้เป็นเช่นนั้น ถ้าไม่ได้ตกลงกันก็ให้ตีความ
ตามการปฏิบัติที่คู่สัญญามีต่อกันหรือประเพณีทางการค้า และถ้าไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าวให้ใช้
มาตรา ๕๘ ของอนุมาตราบังคับ ซึ่งกำหนดให้ผู้ซื้อต้องชำระราคาเมื่อผู้ขายมอบสินค้าหรือเอกสาร
ท่ีเกี่ยวข้องไว้ในการครอบครองของผู้ซ้ือ ผู้ขายสามารถตั้งการชำระราคาเป็นเงื่อนไขในการส่งมอบสินค้า
หรือเอกสารท่ีเกี่ยวข้องก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามผู้ซื้อไม่จำเป็นต้องชำระราคาจนกว่าจะมีโอกาสได้ตรวจสอบ
สินค้า ยกเว้นจากว่าการให้โอกาสผู้ซ้ือได้ตรวจสอบสินค้าไม่สอดคล้องกับการชำระราคาที่คู่สัญญาตกลง
กันไว้เช่น การชำระเงินโดยเลตเตอร์ออฟเครดิต ผู้ซื้อชำระราคาตอนท่ีได้รับใบตราส่งสินค้า (Bill of
Landing) สนิ ค้าทส่ี ง่ จะมาถงึ ภายหลัง เชน่ การขนสง่ ทางเรอื อาจใช้เวลานานเป็นเดอื นกว่าสนิ ค้าจะมาถงึ
ผซู้ อ้ื สามารถนำใบตราสง่ สนิ คา้ ไปขอรบั สนิ คา้ จากผขู้ นสง่ ไดเ้ มอ่ื สนิ คา้ มาถงึ แลว้ ซง่ึ การเอาเรอ่ื งการตรวจสอบ
สินค้ามาเป็นเง่ือนไขในการชำระราคานั้นไม่สอดคล้องกับข้อตกลงของคู่สัญญาที่ว่าจะชำระราคา
โดยเลตเตอรอ์ อฟเครดิต
แต่อย่างไรก็ตาม มาตรา ๕๙ ของ CISG กำหนดไว้ว่า ถ้าคู่สัญญากำหนดวันท่ีจะชำระราคาไว้
หรือรู้ได้จากเนื้อหาของสัญญา ผู้ซ้ือต้องชำระราคาในวันเวลาที่กำหนด ไม่สามารถจะขอให้ผู้ขายกระทำ
ให้สอดคล้องกับพิธีการใดๆ ก่อน เช่น กฎหมายของบางประเทศมีระบบให้ผู้ขายต้องมีการตักเตือน และ
กำหนดให้ผูซ้ ้ือชำระราคาภายระยะเวลาอนั สมควรกอ่ น ผู้ซื้อจงึ จะตกเป็นผผู้ ดิ นดั ๑๐ ซง่ึ มาตรานี้ของ CISG
เปิดโอกาสให้ผู้ขายสามารถเรียกร้องให้ผู้ซ้ือเยียวยา รวมไปถึงการเรียกคำนวณดอกเบ้ียจากการผิดสัญญา
ตามมาตรา ๗๘ ไดท้ นั ทเี มอ่ื ครบกำหนดชำระราคา โดยไมต่ อ้ งทำใหส้ อดคลอ้ งกบั พธิ กี ารของ domestic law
เชน่ การต้องตักเตือนดังกลา่ ว๑๑
๖2008 CISG Digest of Article 57, www.cisg.law.pace.edu/cisg/text/digest-art-57.html (วนั ท่ี ๒๗ มถิ นุ ายน ๒๕๕๖)
๗CLOUT Case No. 421, www.uncitral.org/clout/showdocument.do?documentuid=1646 (วนั ท่ี ๒๗ มถิ นุ ายน ๒๕๕๖)
๘CLOUT Case No. 205, www.uncitral.org/clout/showdocument.do?documentuid=1428 (วนั ท่ี ๒๗ มถิ นุ ายน ๒๕๕๖)
๙CLOUT Case No. 361, www.uncitral.org/clout/showdocument.do?documentuid=1646 (วนั ท่ี ๒๗ มถิ นุ ายน ๒๕๕๖)
๑๐ Article 59 The buyer must pay the price on the date fixed by or determinable from the contract and this
Convention without the need for any request or compliance with any formality on the part of the seller.
๑๑ Article 78 If a party fails to pay the price or any other sum that is in arrears, the other party is entitled to interest
on it, without prejudice to any claim for damages recoverable under article 74.
36 บทความ
๑.๕ หนา้ ทใ่ี นการรับมอบสินคา้
มาตรา ๖๐ กำหนดวา่ หนา้ ทีใ่ นการรบั มอบสนิ คา้ ของผู้ซื้อ ประกอบด้วย ๒ ปัจจัยดงั น้ี
๑. การกระทำการใดๆทีผ่ ขู้ ายคาดหมายอย่างสมควร เพอ่ื ให้ผู้ขายสามารถสง่ มอบสินค้าได้
๒. การรบั มอบสินคา้ ๑๒
ถึงแม้จะไม่ได้มีการเขียนไว้อย่างชัดเจนในสัญญาซ้ือขาย แต่ก็มีการกระทำหลายๆอย่างที่ผู้ขาย
คาดหมายให้ผู้ซ้ือทำได้ตามสมควร จึงทำให้หน้าที่ในการรับมอบสินค้าของผู้ซ้ือตามอนุสัญญาน้ีมีขอบเขต
กว้างกว่าหน้าท่ีในการรับมอบสินค้าในกฎหมายอ่ืนๆ ตัวอย่างเช่น การทำสัญญาด้วยเทอม FOB ใน
Incoterms ผู้ซ้ือต้องทำสัญญาขนส่งและต้องแจ้งช่ือเรือ, ชื่อท่าเรือหรือวันเวลาที่จะขนส่งลงเรือให้
ผขู้ ายทราบ นอกจากน้ีถงึ จะไม่ใชห่ น้าทโ่ี ดยชดั แจ้งหรอื โดยปริยายตามสญั ญา หน้าทีท่ วั่ ไปของผซู้ ้อื เชน่
การให้ความรว่ มมอื การแจง้ ใหผ้ ขู้ ายทราบถึงความเปน็ ไป การไม่ขดั ขวางการปฏิบตั ติ ามสญั ญาของผขู้ าย
กถ็ อื ว่าอยใู่ นมาตรานีด้ ว้ ย๑๓
กรณีที่ผู้ซ้ือสามารถปฏิเสธการรับมอบสินค้าได้นั้น เช่น กรณีที่ผู้ขายส่งมอบสินค้าก่อนกำหนด
ตามมาตรา ๕๒ วรรคหนึ่งของอนุสัญญา หรือการที่ผู้ขายส่งมอบสินค้ามากกว่าท่ีได้ทำสัญญาไว้
ตามมาตรา ๕๒ วรรคสอง สว่ นในกรณที ผ่ี ขู้ ายสง่ มอบสนิ คา้ ทไ่ี มถ่ กู ตอ้ งตรงตามสญั ญานน้ั ผซู้ อ้ื จะปฏเิ สธการ
รับส่งมอบสินค้าไม่ได้ ผู้ซื้อต้องรับมอบสินค้ามาก่อนและถ้าหากความไม่ถูกต้องตรงตามสัญญานั้นเป็น
การผดิ สญั ญาทส่ี ำคญั รา้ ยแรง ผซู้ อ้ื จงึ คอ่ ยบอกเลกิ สญั ญาหรอื ขอใหผ้ ขู้ ายสง่ มอบสนิ คา้ ทดแทน ซง่ึ มาตรา ๘๖
ของ CISG กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เม่ือผู้ซื้อได้รับมอบสินค้าและมีความต้องการจะใช้สิทธิ์ใดๆ
ในอนุสัญญานี้เพ่ือปฏิเสธสินค้าท่ีผู้ขายส่งมอบ ผู้ซื้อยังคงมีหน้าท่ีดูแลรักษาสินค้าท่ีอยู่ในความครอบครอง
ของตนตามสมควร และผู้ซื้อมีสิทธิ์จะไม่ส่งคืนสินค้าจนกว่าผู้ขายจะจ่ายค่าใช้จ่ายที่ผู้ซื้อออกไปเพื่อดูแล
รักษาสินค้าน้ัน
๑.๖ หน้าท่ขี องผู้ซ้อื ในการตรวจสอบสินค้าท่ีได้รับสง่ มอบ
มาตรา ๓๘ ของ CISG กำหนดใหผ้ ้ซู อ้ื มีหน้าที่ตรวจสอบว่าสินค้าท่ไี ด้รับส่งมอบ วา่ มลี กั ษณะและ
คุณภาพตรงตามท่ีตกลงกันไว้หรือไม่โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได๑้ ๔ โดยหลักแล้ว ผู้ซื้อต้องตรวจสอบสินค้า
๑๒ Article 60 The buyer’s obligation to take delivery consists:
(a) in doing all the acts which could reasonably be expected of him in order to enable the seller to make
delivery; and
(b) in taking over the goods.
๑๓ Yasutomo Sugiura, Takashi Kubota, Vienna Baibai Jouyaku no Jitumu Kaisetsu (Practical Interpretation of
1980 Vienna Sales Contract), 230
๑๔ Article 38 (1) The buyer must examine the goods, or cause them to be examined, within as short a
period as is practicable in the circumstances.
(2) If the contract involves carriage of the goods, examination may be deferred until after the goods have
arrived at their destination.
(3) If the goods are redirected in transit or redispatched by the buyer without a reasonable opportunity for
examination by him and at the time of the conclusion of the contract the seller knew or ought to have known of the
possibility of such redirection or redispatch, examination may be deferred until after the goods have arrived at the
new destination.
อัยการนิเทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 37
ทันทีท่ไี ด้รบั ส่งมอบ๑๕ และมาตรา ๓๙ ของอนุสัญญากำหนดหน้าผู้ซอื้ ให้ตอ้ งแจง้ ผูข้ ายถึงความไม่ถูกต้อง
ตรงตามสัญญาของสินค้าท่ีได้รับมอบ๑๖ ส่วนประเด็นท่ีว่าผู้ซื้อมีหน้าที่ต้องตรวจสอบสินค้าละเอียด
ขนาดไหนนั้นต้องตีความโดยเนื้อหาในสัญญา,ประเพณีทางการค้า, ชนิดของสินค้าหรือลักษณะนิสัยของ
คู่สญั ญา เป็นตน้ ดงั น้ันผซู้ ื้อท่ีเปน็ ผูเ้ ชี่ยวชาญมคี วามร้พู ิเศษกบั ผู้ซ้อื ที่ไม่มีความรพู้ เิ ศษ ความคาดหมายใน
ความละเอียดของการตรวจสอบสนิ ค้ายอ่ มตา่ งกัน
แตใ่ นความเปน็ จรงิ มหี ลายกรณที ผ่ี ซู้ อ้ื ไมม่ โี อกาสไดต้ รวจสอบสนิ คา้ ทนั ทที ไ่ี ดร้ บั สง่ มอบ ยง่ิ ถา้ เปน็
สินค้าประเภทเครื่องจักร ผู้ซื้ออาจมารู้ถึงความบกพร่องของตัวสินค้าภายหลังติดตั้งในโรงงานของ
ผู้ซื้อแล้ว ดังนั้นมาตรา ๓๘ วรรคสองของ CISG จึงกำหนดว่าถ้าเป็นสัญญาซ้ือขายท่ีต้องมีการขนส่ง
ให้ขยายเวลาในการตรวจสอบสินค้าของผู้ซื้อไปจนถึงเวลาที่สินค้าน้ันถึงท่ีหมาย หรือถ้าสินค้านั้นซื้อมา
เพ่ือจะนำไปขายต่อ ซง่ึ ผขู้ ายเองกร็ ถู้ งึ วตั ถปุ ระสงคน์ น้ั ของผซู้ อ้ื ณ เวลาทท่ี ำสญั ญา มาตรา ๓๘ วรรคสาม
ของอนสุ ญั ญาใหข้ ยายเวลาในการตรวจสอบสนิ คา้ ของผู้ซอ้ื ไปถึงเวลาท่ีสนิ คา้ น้นั ถงึ ที่หมายใหม๑่ ๗
มาตรา ๓๙ ของ CISG กำหนดให้ผู้ซื้อต้องแจ้งให้ผู้ขายทราบถึงความบกพร่องของสินค้าในเวลา
อันควรหลังตรวจพบความบกพร่อง และต้องไม่เกิน ๒ ปีตั้งแต่ได้รับส่งมอบ ถ้าผู้ซ้ือละเลยไม่ตรวจสอบ
สินค้าตามหน้าที่ ผู้ซ้ือจะไม่มีสิทธิ์ยกความบกพร่องของสินค้ามาเหตุผลในการเรียกร้องความเสียหาย
ได้อีกเลย แต่ในความเป็นจริงความบกพร่องของสินค้าน้นั ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากตัวผ้ขู ายเอง และมีผ้ซู ้อื
บางรายในประเทศกำลังพัฒนาที่ยังอ่านเขียนหนังสือไม่ออก ส่วนใหญ่จะมารู้ถึงหน้าที่ดังกล่าวของตนเอง
ก็ต่อเม่ือได้ปรึกษาทนายความแล้ว ถือว่าบทบัญญัติเรื่องหน้าท่ีของผู้ซื้อในการตรวจสอบสินค้าที่ได้รับ
ส่งมอบ รวมไปถึงหนา้ ที่ในการแจ้งให้ผ้ขู ายทราบถงึ ความบกพร่องของสนิ คา้ เป็นบทบัญญัตทิ เ่ี ขม้ งวดมาก
สำหรบั ผซู้ อื้ ดงั นั้นมาตรา ๔๔ ของอนสุ ญั ญาจงึ กำหนดข้อยกเว้นไวว้ ่า ถ้าผู้ซอ้ื มีเหตผุ ลอนั สมควรในการ
ที่ตนเองไม่ได้แจ้งต่อผู้ขายตามมาตรา ๓๙ วรรคหน่ึง ผู้ซื้อยังไม่เสียสิทธิ์ในการเรียกร้องให้ลดราคาสินค้า
หรือเรียกค่าเสียหายตามมาตรา ๕๐ ของอนุสัญญา แต่ผู้ซื้อไม่มีสิทธิ์ยกเลิกสัญญา ซึ่งบทบัญญัติใน
ลักษณะดังกล่าว เป็นหน่ึงในตัวอย่างท่ีแสดงให้เห็นว่า CISG เป็นผลมาจากความประนีประนอมระหว่าง
ประเทศกำลงั พฒั นาและประเทศพัฒนา๑๘
๒. การเยยี วยาความเสยี หายของผู้ซอื้ ในกรณที ี่ผู้ขายผดิ สญั ญา
มาตรา ๔๖ วรรคหนึง่ ของ CISG กำหนดวา่ สทิ ธิของผ้ซู ้ือในการเรยี กร้องใหผ้ ูข้ ายชำระหน้ี ซึ่งโดย
หลักแล้วการเรียกร้องให้ผู้ขายชำระหนี้เป็นการเยียวยาขั้นต้นท่ีผู้ซื้อต้องเรียกร้อง หากยังไม่เรียกร้อง
ให้ผู้ขายชำระหนี้ ผู้ซื้อก็จะยังไม่มีสิทธ์ิบอกเลิกสัญญาหรือเรียกร้องค่าเสียหาย ซึ่งการเรียกร้องให้
ชำระหนน้ี น้ั รวมถงึ การเรยี กรอ้ งใหส้ ง่ มอบสนิ คา้ , การเรยี กรอ้ งใหส้ ง่ มอบสนิ คา้ ทย่ี งั สง่ ไมค่ รบ, การเรยี กรอ้ งให้
๑๕ CISG Advisory Counsil Opinion No. 2 Article 38 (www.cisg.law.pace.edu/cisg/cisg-ac-op2.html
(วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๖)
๑๖ Article 39 (1) The buyer loses the right to rely on a lack of conformity of the goods if he does not give
notice to the seller specifying the nature of the lack of conformity within a reasonable time after he has discovered it
or ought to have discovered it.
๑๗ เรือ่ งเดยี วกัน
๑๘ Kazuaki Sono, Kokusai Baibai Hou (International Trade Law) ,150
38 บทความ
ส่งมอบสินค้าทดแทน, การเรียกร้องให้ซ่อมแซมหรือการกระทำใดๆท่ีทำให้การชำระหน้ีของผู้ขายสำเร็จ
สมบูรณ์ ซึ่งในกรณีท่ีผู้ขายส่งมอบสินค้าท่ีเป็นคนละชนิดกับสินค้าตามสัญญา ผู้ซื้อมีสิทธิ์เรียกร้องให้
เยยี วยาตามมาตรา ๔๖ วรรคหน่งึ ไดท้ นั ท ี โดยไมต่ ้องพจิ ารณาวา่ ตรงกับเงอ่ื นไขในมาตรา ๒๕ ทว่ี ่าต้อง
เป็นการผิดสัญญาท่ีสำคัญร้ายแรงหรือไม่ แต่การเรียกร้องให้เยียวยาของผู้ซ้ือน้ันจะขัดแย้งกันในตัวไม่ได้
เช่น การเรียกร้องให้ส่งมอบสินค้าทดแทนไปพร้อมๆกับการบอกเลิกสัญญาหรือการขอลดราคาสินค้าน้ัน
ยอ่ มทำไมไ่ ด๑้ ๙
นอกจากน้ี มาตรา ๔๖ วรรคสองต้ังขอ้ กำหนดเกยี่ วกับการเรยี กรอ้ งใหส้ ง่ มอบสนิ คา้ ทดแทน และ
มาตรา ๔๖ วรรคสามตั้งข้อกำหนดเกี่ยวกับการเรียกร้องให้ซ่อมแซม มาตรา ๔๖ วรรคสองกำหนดว่า
ผซู้ อ้ื เรียกรอ้ งให้ผ้ขู ายส่งมอบสินค้าทดแทนได้ เฉพาะในกรณีทค่ี วามไม่ถูกต้องตรงตามสญั ญาของสนิ คา้ น้นั
เป็นการผิดสัญญาที่สำคัญร้ายแรงและผู้ซ้ือได้แจ้งให้ผู้ขายทราบถึงความบกพร่องของสินค้าภายในเวลา
อนั ควรหลงั จากพบความบกพรอ่ งแลว้ ตามมาตรา ๓๙ สว่ นมาตรา ๔๖วรรคสามกำหนดไวว้ า่ ผซู้ อ้ื เรยี กรอ้ ง
ให้ซ่อมแซมสินค้าได้ เฉพาะในกรณีที่ผู้ซื้อได้แจ้งให้ผู้ขายทราบถึงความบกพร่องของสินค้าภายในเวลา
อันควรหลังจากพบความบกพร่องตามมาตรา ๓๙ แล้ว อย่างไรก็ตาม มาตรา ๘๒ วรรคหนึ่งกำหนดว่า
ถ้าผู้ซื้อไม่ยอมคืนสินค้าท่ีได้รับส่งมอบให้แก่ผู้ขาย จะเรียกร้องให้ผู้ขายส่งมอบสินค้าทดแทนหรือซ่อมแซม
สนิ คา้ ไมไ่ ด้ ยกเวน้ ในกรณที ม่ี าตรา ๘๒ วรรคสองกำหนด โดยเฉพาะขอ้ c ซง่ึ เปน็ กรณที ม่ี กั เกดิ ขน้ึ อยบู่ อ่ ย ๆ
ในการซ้ือขายเพื่อไปขายตอ่ ๒๐
โดยหลักการแล้ว ถ้าผู้ขายไม่ยอมส่งมอบสินค้า ผู้ซ้ือมีสิทธิ์เรียกร้องให้ผู้ขายชำระหน้ีได้เร่ือยๆ
จนกว่าผู้ขายจะยอมชำระหนี้ แต่ในความเป็นจริงแทนท่ีจะดึงดันขอให้ผู้ขายชำระหน้ี การยกเลิกสัญญา
และเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ขายอาจเป็นวิธีแก้ปัญหาท่ีดีกว่าและเร็วกว่า โดยเฉพาะในการซ้ือขายสินค้า
ระหว่างประเทศท่ตี อ้ งการความรวดเรว็ ย่งิ ปล่อยปัญหาใหค้ ้างคานานความเสียหายยอ่ มจะมากขนึ้ ดงั น้นั
มาตรา ๗๖ ของ CISG กำหนดว่าในกรณีท่ีผู้ขายไม่ส่งมอบสินค้า ผู้ซื้อสามารถเรียกร้องให้ผู้ขายชดเชย
สว่ นต่างระหวา่ งราคาตลาด ณ เวลาทีย่ กเลิกสัญญากบั ราคาสินค้าทีต่ กลงกนั ไวใ้ นสญั ญาได๒้ ๑ ซ่งึ หากเป็น
จังหวะที่ราคาตลาดของสินค้าสูงขึ้นเร่ือยๆ การยืดเวลาเลิกสัญญาออกไปทำให้ผู้ซ้ือสามารถเรียกร้อง
๑๙ Yasutomo Sugiura, Takashi Kubota, Vienna Baibai Jouyaku no Jitumu Kaisetsu (Practical Interpretation of
1980 Vienna Sales Contract), 180
๒๐ Article 46 (1) The buyer may require performance by the seller of his obligations unless the buyer has
resorted to a remedy which is inconsistent with this requirement.
(2) If the goods do not conform with the contract, the buyer may require delivery of substitute goods only if
the lack of conformity constitutes a fundamental breach of contract and a request for substitute goods is made either
in conjunction with notice given under article 39 or within a reasonable time thereafter.
(3) If the goods do not conform with the contract, the buyer may require the seller to remedy the lack of
conformity by repair, unless this is unreasonable having regard to all the circumstances. A request for repair must be
made either in conjunction with notice given under article 39 or within a reasonable time thereafter.
๒๑ Article 76 (1) If the contract is avoided and there is a current price for the goods, the party claiming
damages may, if he has not made a purchase or resale under article 75, recover the difference between the price
fixed by the contract and the current price at the time of avoidance as well as any further damages recoverable
under article 74. If, however, the party claiming damages has avoided the contract after taking over the goods, the
current price at the time of such taking over shall be applied instead of the current price at the time of avoidance.
อัยการนิเทศ เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 39
ค่าเสียหายในราคาสูงขึ้นได้ อาจเป็นเหตุผลให้ผู้ซ้ือดึงดันท่ีจะขอให้ส่งมอบสินค้าทั้งๆ ผู้ซื้อยังสามารถ
ยกเลิกสัญญาและไปทำสัญญากับคนอ่ืนได้ ดังน้ันมาตรา ๗๗ ของ CISG จึงกำหนดหน้าท่ีในการทำให้
ความเสยี หายระหว่างคู่สญั ญานอ้ ยทสี่ ดุ เท่าที่จะทำได๒้ ๒
สิทธ์ิในการเรียกร้องให้คู่สัญญาชำระหน้ีอาจเป็นเร่ืองปกติในประเทศที่มีระบบ Civil Law แต่ใน
ประเทศระบบ Common Law น้ัน มีวิธีการเยียวยาความเสียหายจากการไม่ชำระหนี้ของคู่สัญญา
โดยการจา่ ยคา่ เสยี หายเพยี งอยา่ งเดยี ว ศาลจะมคี ำสง่ั ใหช้ ำระหนเ้ี ฉพาะเจาะจง (Specific Performance)
เฉพาะในกรณีที่การจ่ายค่าเสียหายไม่สามารถเยียวยาผู้เสียหายได้เพียงพอ CISG ได้ยอมรับสิทธิ์ในการ
เรียกร้องให้คู่สัญญาชำระหนี้ ในขณะเดียวกันมาตรา ๒๘ กำหนดว่าถึงแม้อนุสัญญาจะยอมรับ
การเรยี กรอ้ งใหช้ ำระหน้ี ศาลไมม่ คี วามจำเปน็ ตอ้ งสง่ั ใหม้ กี ารชำระหน้ี นอกเสยี จากวา่ กฎหมายในประเทศทใ่ี ช้
บงั คบั สญั ญาซอ้ื ขายทม่ี คี วามคลา้ ยคลงึ กนั และไมอ่ ยภู่ ายใตบ้ งั คบั ของอนสุ ญั ญาจะตดั สนิ ใหต้ อ้ งทำเชน่ นน้ั ๒๓
๒.๑ การแกไ้ ขความบกพรอ่ ง
มาตรา ๓๗ ของ CISG กำหนดว่าถา้ มีการส่งมอบสนิ ค้ากนั กอ่ นวันเวลาทีก่ ำหนด ผขู้ ายสามารถ
ส่งมอบชิ้นส่วนของสินค้าที่ยังไม่ได้ส่งมอบ ส่งมอบจำนวนสินค้าที่ยังไม่ครบ ส่งมอบสินค้าทดแทนหรือ
ซ่อมแซมสินค้าได้ภายในวันเวลาท่ีกำหนดส่งมอบ แต่การขอแก้ไขความบกพร่องนั้นต้องไม่ทำให้เกิดความ
ไม่สะดวกหรือทำให้ผู้ซ้ือต้องเสียค่าใช้จ่ายท่ีไม่สมควรจ่าย โดยค่าใช้จ่ายในการขอแก้ไขความบกพร่องน้ัน
ผขู้ ายต้องเป็นผู้รับผดิ ชอบ๒๔ ส่วนกรณใี ดบา้ งที่ถอื ว่าการขอแกไ้ ขความบกพร่องทำใหเ้ กดิ ความไม่สะดวก
และค่าใช้จ่ายท่ีไม่สมควรแก่ผู้ซื้อน้ันต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป เช่น ผู้ขายได้ทำการติดต้ังเคร่ืองจักร
ลงในระบบของโรงงานแล้ว ถ้าการซ่อมแซมใช้เวลานานก็อาจจะก็ให้เกิดความไม่สะดวกและค่าใช้จ่าย
อนั ไม่สมควรแกผ่ ูซ้ ือ้ กไ็ ด้ ดงั นั้นการส่งสินค้าทดแทนอาจจะเป็นวิธีทเ่ี หมาะสมกว่า
โดยหลักแลว้ การส่งมอบก่อนเวลาท่กี ำหนดยังไมท่ ำให้ผู้ซือ้ มสี ิทธ์บิ อกเลิกสญั ญาตามมาตรา ๔๙
ดังนั้นผู้ซ้ือต้องเรียกร้องให้แก้ไขความบกพร่องตามมาตรา ๓๗ ก่อนเสมอ แต่มาตรา ๗๒ กำหนดไว้ว่า
ถา้ เหน็ ชดั เจนวา่ ผขู้ ายนา่ จะทำผดิ สญั ญาทส่ี ำคญั รา้ ยแรง ถงึ แมว้ า่ จะกอ่ นวนั กำหนดชำระหน้ี ผซู้ อ้ื สามารถท่ี
จะยกเลิกสญั ญาได๒้ ๕
๒๒ Article 77 A party who relies on a breach of contract must take such measures as are reasonable in the
circumstances to mitigate the loss, including loss of profit, resulting from the breach. If he fails to take such measures,
the party in breach may claim a reduction in the damages in the amount by which the loss should have been
mitigated.
๒๓ Article 28 If, in accordance with the provisions of this Convention, one party is entitled to require
performance of any obligation by the other party, a court is not bound to enter a judgement for specific performance
unless the court would do so under its own law in respect of similar contracts of sale not governed by this Convention.
๒๔ Article 37 If the seller has delivered goods before the date for delivery, he may, up to that date, deliver
any missing part or make up any deficiency in the quantity of the goods delivered, or deliver goods in replacement of
any non-conforming goods delivered or remedy any lack of conformity in the goods delivered, provided that the
exercise of this right does not cause the buyer unreasonable inconvenience or unreasonable expense. However, the
buyer retains any right to claim damages as provided for in this Convention.
๒๕ Article 72 (1) If prior to the date for performance of the contract it is clear that one of the parties will
commit a fundamental breach of contract, the other party may declare the contract avoided.
40 บทความ
นอกจากน้ีมาตรา ๔๘ ของอนุสัญญากำหนดว่า ถึงแม้ว่าจะพ้นกำหนดชำระหนี้ไปแล้ว ผู้ขาย
มีสิทธิ์ขอแก้ไขความบกพร่องได้โดยไม่ชักช้า แต่การขอแก้ไขความบกพร่องนั้นต้องไม่ทำให้ผู้ซ้ือเกิดความ
ไมส่ ะดวกหรอื ทำใหผ้ ซู้ อ้ื เกดิ ความไมส่ บายใจวา่ จะไมไ่ ดร้ บั คา่ ใชจ้ า่ ยทอ่ี อกไปกอ่ นคนื จากผขู้ าย โดยคา่ ใชจ้ า่ ย
ในการแก้ไขความบกพร่องนั้นผู้ขายต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ถ้าหากการชำระหน้ีที่มีความบกพร่อง
เป็นการทำผิดสัญญาท่ีสำคัญร้ายแรงและพ้นกำหนดระยะเวลาอันควรท่ีผู้ซ้ือกำหนดให้ผู้ขายชำระหนี้
ตามมาตรา ๔๗ แลว้ ผูข้ ายไม่สามารถใช้สทิ ธ์ขิ อแกไ้ ขความบกพรอ่ งตามมาตรา ๔๘ ไดอ้ กี ต่อไป
แต่ถ้าผู้ขายขอแก้ไขความบกพร่องตามมาตรา ๔๘ แล้วผู้ซื้อปฏิเสธ จะมีผลให้ผู้ซื้อไม่มีสิทธ์ิที่จะ
เรียกร้องให้ลดราคาสินค้าตามมาตรา ๕๐ ของอนุสัญญาได้อีกต่อไป และผู้ซ้ืออาจจะเสียสิทธิ์เรียกร้อง
ค่าเสียหายตามทีมาตรา ๘๐ ที่กำหนดไว้ว่า หากการไม่ชำระหนี้ของคู่สัญญาเกิดการกระทำหรือ
การงดเวน้ การกระทำของตน ผนู้ น้ั ไมส่ ามารถยกเรอ่ื งการไมช่ ำระหนข้ี องคสู่ ญั ญาขน้ึ มาอา้ งได้ เชน่ ถา้ ผซู้ อ้ื ฝา่ ฝนื
หน้าที่ในการใหค้ วามรว่ มมอื เพอ่ื ใหผ้ ขู้ ายสามารถสง่ มอบสนิ คา้ ไดต้ ามมาตรา ๖๐ ผซู้ อ้ื จะไมม่ สี ทิ ธเ์ิ รยี กรอ้ ง
คา่ เสยี หาย
๒.๒ การเรยี กร้องให้ลดราคาสนิ ค้า
มาตรา ๕๐ กำหนดว่าเม่ือสินค้าที่ส่งมอบไม่ถูกต้องตรงตามสัญญา ผู้ซ้ืออาจรับมอบสินค้านั้นไว้
และมีสิทธ์ิขอให้ผู้ขายลดราคาได้ตามอัตราส่วนของราคาสินค้าที่ส่งมอบกับสินค้าที่กำหนดตามสัญญาได้
โดยให้เอาราคา ณ เวลาทไ่ี ด้มกี ารสง่ มอบมาคำนวณ ซึง่ การใชส้ ทิ ธิต์ ามมาตรานีจ้ ะก่อนหรือหลังการชำระ
ราคาสนิ คา้ กย็ ่อมทำได้ แตถ่ า้ ผ้ซู ือ้ ปฏิเสธการทำให้การชำระหนใี้ ห้สมบรู ณข์ องผู้ขายตามมาตรา ๓๗ และ
มาตรา ๔๘ ผู้ซื้อจะไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้ลดราคาสินค้าได้อีกต่อไป ซ่ึงมาตรา ๓๙ กำหนดหน้าที่ของผู้ซื้อ
ท่ีต้องแจ้งให้ทราบถึงความไม่ถูกต้องตรงตามสัญญาของสินค้าภายในเวลาอันสมควร หากไม่มีการแจ้งให้
ผ้ขู ายทราบ ผ้ซู ื้อจะไม่มสี ิทธย์ิ กเรือ่ งความไม่ถูกตอ้ งตรงตามสญั ญาของสนิ คา้ มาอ้างได๒้ ๖
สว่ นเรอ่ื งความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งการขอใหล้ ดราคาสนิ คา้ และการเรยี กรอ้ งคา่ เสยี หายนน้ั มาตรา ๔๕
วรรคสองของอนุสัญญากำหนดไว้ว่า การใช้สิทธิ์เรียกร้องในการเยียวยาอื่นๆ ไม่ทำให้ผู้ซื้อเสียสิทธ์ิ
ในการเรยี กรอ้ งคา่ เสยี หาย ดงั นน้ั ผซู้ อ้ื ยงั สทิ ธเ์ิ รยี กรอ้ งใหล้ ดราคาสนิ คา้ และยงั เรยี กคา่ เสยี หายเพม่ิ เตมิ ไดด้ ว้ ย
แตบ่ างกรณี เชน่ ความเสยี หายเปน็ เพยี งแคค่ วามดอ้ ยของวตั ถดุ บิ ของสนิ คา้ ผซู้ อ้ื อาจไมส่ ามารถเรยี กคา่ เสยี หาย
เพิ่มเติมได้อีก หรือถ้าหากว่าภายหลังทำสัญญาซื้อขาย ราคาตลาดของสินค้าตกลดลงเป็นอย่างมาก ผู้ซ้ือ
มีสทิ ธ์ขิ อใหป้ รบั ราคาตามราคาตลาดของสถานท่ีทีม่ ีการส่งมอบ ณ เวลาทส่ี ่งมอบ และถ้าหากการขอปรับ
ลดราคาสินคา้ ไม่สามารถเยยี วยาไดเ้ พียงพอ ผซู้ ้ือสามารถเรียกคา่ เสียหายเพมิ่ เติมได้ โดยการขอลดราคา
สินค้ามผี ลตั้งแต่เมือ่ ผู้ซ้อื ประกาศขอลดราคา๒๗
๒.๓ การเยยี วยาเมื่อผู้ขายส่งมอบสินค้ากอ่ นกำหนด
มาตรา ๕๒ วรรคหนึ่งของ CISG กำหนดว่าถ้าผู้ขายส่งมอบสินค้าก่อนกำหนด ผู้ซื้อจะรับมอบ
๒๖ Article 39 (1) The buyer loses the right to rely on a lack of conformity of the goods if he does not give
notice to the seller specifying the nature of the lack of conformity within a reasonable time after he has discovered it
or ought to have discovered it.
๒๗ Kazuaki Sono, Kokusai Baibai Hou (International Trade Law), 176
อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 41
สินค้าไวก้ ไ็ ด้หรอื จะปฏเิ สธไมร่ บั มอบกไ็ ด๒้ ๘ แตม่ าตรา ๘๖ วรรคสองกำหนดไว้ว่า ถา้ การปฏิเสธรบั ส่งมอบ
ทำให้ผู้ขายมีภาระมากเกินไป เช่น ในกรณีท่ีสินค้าส่งถึงท่ีหมายและอยู่ในความครอบครองของผู้ซื้อแล้ว
ผู้ซื้อยังมีหน้าที่ในการดูแลรักษาสินค้าที่ถูกส่งมอบ โดยผู้ซ้ือแสดงเจตนาท่ีจะปฏิเสธการส่งมอบได้แต่ต้อง
ดูแลรักษาสินค้าท่ีอยู่ในการครอบครองของตนไว้ตามสมควร ซึ่งค่าใช้จ่ายท่ีผู้ซ้ืออกไปเพราะต้องดูแล
รกั ษาสนิ ค้าตามสมควร ผู้ซอ้ื เรียกเก็บจากผู้ขายได๒้ ๙
๒.๔ การเยยี วยาเมอ่ื ผขู้ ายสงิ่ มอบสินค้ามากกว่ากำหนด
มาตรา ๕๒ วรรคสองของ CISG กำหนดว่าผู้ซ้ือสามารถรับมอบส่วนท่เี กินมาก็ได้หรือไม่รับมอบ
ก็ได้ แต่ถ้าหากผู้ซ้ือรับมอบส่วนท่ีเกินมาด้วยแล้ว ผู้ซ้ือต้องใช้ราคาตามส่วนซ่ึงถ้าไม่มีเหตุผลอันควร
อยา่ งนอ้ ยทส่ี ดุ ผซู้ อ้ื ตอ้ งรบั มอบสนิ คา้ ตามจำนวนทต่ี กลงกนั ไวใ้ นสญั ญา ผซู้ อ้ื สามารถปฏเิ สธไมร่ บั สว่ นทเ่ี กนิ มาได้
ถ้าหากการปฏิเสธน้ันไม่ขัดต่อประเพณีทางการค้า๓๐ เช่น ผู้ขายออกใบตราส่งสินค้าที่มีปริมาณเกินกว่า
ท่ีกำหนดไว้ในสัญญา ถ้าผู้ซื้อไม่จ่ายราคาสินค้าทั้งหมดทำให้ผู้ซื้อไม่สามารถรับมอบสินค้าในส่วนท่ีทำ
สัญญาได้เลย ถ้าการส่งมอบสินค้าเกินกำหนดเป็นการทำผิดสัญญาที่สำคัญร้ายแรง ผู้ซ้ือสามารถยกเลิก
สัญญาได้ แต่ถ้าไม่ใช่การทำผิดสัญญาที่สำคัญร้ายแรง ผู้ซื้อไม่มีสิทธิ์ยกเลิกสัญญาและต้องรับมอบสินค้า
ท้งั หมด แตส่ ามารถเรยี กร้องคา่ เสยี หายจากผู้ขายได้
๓. การเยยี วยาความเสียหายของผูข้ ายในกรณีทีผ่ ูซ้ ้ือทำผิดสญั ญา
มาตรา ๖๑ ของ CISG กำหนดไว้ว่าการเยียวยาที่ผู้ขายเรียกร้องได้จากอนุสัญญานี้ ได้แก่
การเรยี กรอ้ งใหช้ ำระหน ้ี การเรยี กรอ้ งคา่ เสยี หาย การขอยกเลกิ สญั ญา หรอื การทผ่ี ขู้ ายมสี ทิ ธก์ิ ำหนดชนดิ
และสภาพของสนิ คา้ เพ่อื สง่ มอบ
๓.๑ การเรียกร้องให้ผูซ้ อื้ ชำระหนี้
มาตรา ๖๒ ของอนุสัญญาน้ีกำหนดว่า ผู้ขายสามารถเรียกร้องให้ผู้ซื้อชำระราคาสินค้า รับมอบ
สินค้าหรือให้กระทำหน้าที่อื่นๆของผู้ซ้ือได้ ยกเว้นการเยียวยาจะขัดแย้งกับคำเรียกร้อง๓๑ เช่น ถ้าผู้ขาย
ยกเลกิ สญั ญากไ็ ม่มสี ทิ ธ์ขิ อให้ผู้ซอ้ื ชำระหน้ไี ดอ้ ีกตอ่ ไป
ส่วนมาตรา ๗๗ กำหนดไว้ว่า ถ้าผู้ใดอ้างการทำผิดสัญญาของคู่สัญญา ผู้น้ันต้องกระทำการใดๆ
อันสมควรเพื่อให้ความเสียหายระหว่างคู่สัญญาเกิดข้ึนน้อยท่ีสุดเท่าท่ีจะทำได้และผู้ท่ีทำผิดสัญญา
สามารถยกหน้าที่ตามมาตรา ๗๗ ของอนุสัญญามาเพ่ือขอลดจำนวนค่าเสียหายท่ีต้องจ่ายได้ เช่น ผู้ขาย
๒๘ Article 52 (1) If the seller delivers the goods before the date fixed, the buyer may take delivery or refuse
to take delivery.
๒๙ Article 86 (1) If the buyer has received the goods and intends to exercise any right under the contract or
this Convention to reject them, he must take such steps to preserve them as are reasonable in the circumstances.
He is entitled to retain them until he has been reimbursed his reasonable expenses by the seller.
๓๐ Article 52 (2) If the seller delivers a quantity of goods greater than that provided for in the contract,
the buyer may take delivery or refuse to take delivery of the excess quantity. If the buyer takes delivery of all or part
of the excess quantity, he must pay for it at the contract rate.
๓๑ Article 62 The seller may require the buyer to pay the price, take delivery or perform his other
obligations, unless the seller has resorted to a remedy which is inconsistent with this requirement.
42 บทความ