The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อัยการนิเทศ เล่มที่ 80 ปี 2558

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-11-12 09:49:41

อัยการนิเทศ เล่มที่ 80 ปี 2558

อัยการนิเทศ เล่มที่ 80 ปี 2558

ตามความมุ่งหมายประการแรกดังกล่าวที่ไม่ต้องการให้มีการฟ้องคดีในระยะเวลา
นานเกินไปด้วยเหตุผลของการเลอะเลือนหรือเก่าไปของพยานหลักฐานซึ่งจะต้องใช้ในการดำเนินคดี
ซึ่งตามเหตุผลของเรื่องนั้นวันเร่ิมนับความเลอะเลือนหรือความเก่าไปของพยานหลักฐาน จึงข้ึนอยู่กับการ
เกิดขึ้นของเหตุแรกท่ีต้องกล่าวอ้างเพ่ือพิสูจน์โดยใช้พยานหลักฐาน ดังนั้น หลักเกณฑ์ทางกฎหมายของ
การกำหนดเหตุวันเริ่มนับอายุความตามวตั ถปุ ระสงค์น้ี คือ ตอ้ งเปน็ เหตแุ รกทีท่ ำให้เกดิ ขอ้ อ้างอันเป็นหลกั
แหง่ ข้อหา ซึ่งอาจเรยี กไดว้ า่ เป็นเหตุกำหนดวนั เริ่มนับอายุความฟ้องคดีเมื่อมเี หตุ
ส่วนความมุ่งหมายประการท่ีสองท่ีต้องการลงโทษตัดสิทธิผู้มีสิทธิฟ้องคดีท่ีละเลย
เพิกเฉยไม่ใช้สิทธิฟ้องคดีภายในระยะเวลาอันหน่ึงเพื่อประโยชน์แก่ลูกหนี้และสังคมน้ัน เหตุท่ีจะกำหนด
เวลาที่จะเป็นการลงโทษตัดสิทธิจากการละเลยเพิกเฉยของฝ่ายผู้มีสิทธิฟ้องคดีซึ่งตามเหตุผลของเร่ือง
หลักเกณฑ์ทางกฎหมายของการกำหนดเหตุวันเริ่มนับอายุความฟ้องคดี จึงต้องเป็นเหตุท่ีผู้มีสิทธิฟ้องคดี
ได้รู้หรือควรจะรู้ถึงเหตุแรกที่จะทำให้ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีได้ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นเหตุกำหนดวันเริ่มนับ
อายุความฟอ้ งคดเี มอื่ ร้เู หตุ
๒.๒ หลักเกณฑท์ างกฎหมายของเหตกุ ำหนดวันสน้ิ สุดอายคุ วามฟ้องคดี
ตามวัตถุประสงค์ของอายุความฟ้องคดีทั้งสองประการที่ไม่ต้องการให้มีการฟ้องคดีในระยะ
เวลาที่นานเกินไปและต้องการลงโทษตัดสิทธิผู้มีสิทธิฟ้องคดีท่ีไม่ฟ้องคดีภายในระยะเวลาอันหน่ึง๒๑ หรือ
ในทางกลับกันเน่ืองจากอายุความฟ้องคดีเป็นอายุความประเภทเสียสิทธิ จึงไม่มีความประสงค์ที่จะ
ไม่ลงโทษตัดสิทธิผู้มีสิทธิฟ้องคดี หากมีเหตุท่ีทำให้ไม่อาจฟ้องคดีได้เกิดข้ึนภายในอายุความฟ้องคดี
ซง่ึ ตามเหตผุ ลของเรอ่ื งเหตทุ ท่ี ำใหไ้ มอ่ าจฟอ้ งคดไี ดน้ น้ั จงึ ตอ้ งเปน็ เหตทุ เ่ี กดิ ขน้ึ โดยมอิ าจจะโทษผมู้ สี ทิ ธฟิ อ้ งคดไี ดด้ ว้ ย
ดังนั้น หลักเกณฑ์ทางกฎหมายของเหตุกำหนดวันสิ้นสุดอายุความฟ้องคดี จึงคือต้องเป็นเหตุที่จะทำให้
ไมอ่ าจฟอ้ งคดไี ดภ้ ายในอายคุ วามฟอ้ งคดี และเป็นเหตทุ ่ีเกดิ ขน้ึ โดยมอิ าจจะโทษผ้มู สี ิทธฟิ ้องคดไี ด้

สรปุ หลกั เกณฑท์ างกฎหมายเหตุกำหนดวันเริ่มนบั และวันสน้ิ สุดของอายุความฟอ้ งคดี

เหตกุ ำหนดวนั เริ่มนบั เหตุกำหนดวันส้นิ สุด
๑. อายคุ วามฟ้องคดีเมอื่ มีเหตุ มอี งคป์ ระกอบ ดงั น้ ี มีองค์ประกอบ ดังน้ี
๑.๑ เปน็ เหตุท่มี ิได้เกดิ ข้ึนไดส้ ุดแต่ผู้มสี ทิ ธิ ๑. เป็นเหตุทจี่ ะทำให้ไมอ่ าจฟ้องคดีได้ภายใน
ฟอ้ งคดีจะทำใหเ้ กิดเหตุนั้น อายคุ วามฟ้องคดี
๑.๒ เป็นเหตุแรกท่ที ำใหเ้ กิดขอ้ อา้ งอันเป็น ๒. เปน็ เหตุทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยมิอาจจะโทษผู้มีสทิ ธิ
หลักแห่งข้อหา ฟ้องคดไี ด้
๒.อายคุ วามฟอ้ งคดีเมือ่ รู้เหตุ มอี งคป์ ระกอบ ดงั นี้
๒.๑ เป็นเหตุทมี่ ไิ ดเ้ กดิ ข้นึ ไดส้ ดุ แต่ผ้ฟู อ้ งคดี
จะทำให้เกดิ เหตนุ น้ั
๒.๒ เปน็ เหตุแรกท่จี ะทำให้ผูฟ้ อ้ งคดฟี ้องคดีได้

๒๑ ประกอบ หุตะสิงห,์ อา้ งแล้ว หน้า ๑๑๕

อยั การนเิ ทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 93

๓. เหตุกำหนดวันเริม่ นับอายุความฟอ้ งคดพี พิ าทเกยี่ วกบั สัญญาทางปกครองของตา่ งประเทศ
๓.๑ เหตุกำหนดวนั เร่มิ นับอายคุ วามฟอ้ งคดีของสาธารณรฐั ฝร่ังเศส
ตามกฎหมายแยกให้มีกำหนดอายุความฟ้องคดีตามประเภทคดีพิพาท คือ คดีพิพาท
ตามสญั ญาทางปกครองทว่ั ไป กฎหมายใหฟ้ อ้ งคดภี ายในสองเดอื นนบั แตว่ นั ถดั จากวนั ทไ่ี ดร้ บั แจง้ คำสง่ั ปฏเิ สธ
ตามคำร้องของคู่สัญญาฝ่ายเอกชน๒๒ กับในประเภทคดีพิพาทให้ใช้เงินหรือค่าเสียหายท่ีกฎหมายกำหนด
ให้ฟอ้ งคดภี ายในสีป่ ีนบั จากวนั แรกของปถี ัดมาจากปีที่เกดิ หน้ี (Prescription guadriennale) ๒๓
การฟ้องคดีปกครองทุกประเภทของฝร่ังเศสต้องมีการอุทธรณ์หรือร้องขอให้ฝ่ายปกครอง
เยียวยาแก้ไขก่อนนำคดีมาฟ้อง หรือการร้องขอต่อฝ่ายปกครองก่อนเป็นเงื่อนไขในการรับคำฟ้องไว้
พิจารณาของศาล๒๔ ซ่ึงตามเหตุผลของเร่ืองการร้องขอจะขึ้นอยู่ท่ีเอกชนคู่สัญญาจะร้องขอในวันใด
ในระหว่างวันเกิดเหตุแห่งการร้องขอจนถึงก่อนเวลาที่ไม่อาจขอให้บังคับให้ฝ่ายปกครองแก้ไขเยียวยาได้
เน่ืองจากจะพ้นกำหนดเวลาการทำงานตามสัญญา ซ่ึงจะเป็นช่วงเวลาท่ีมีอยู่ในสัญญาท่ีมีระยะเวลาสั้นๆ
ท่ีตามพฤติการณ์ย่อมเป็นช่วงเวลาที่บังคับให้เอกชนคู่สัญญาต้องรีบร้องขอโดยเร็วนับแต่มีเหตุแห่งการ
รอ้ งขอ ดงั นัน้ เหตกุ ำหนดวนั เร่มิ นับที่ผู้มีสทิ ธิฟอ้ งคดีต้องรถู้ งึ คำปฏิเสธของฝา่ ยปกครอง ซึง่ ยึดโยงมาจาก
เหตุแหง่ การร้องขอดังกลา่ วนั้น จึงมใิ ชเ่ หตทุ เี่ กิดขนึ้ ไดส้ ุดแต่เจ้าหน้ีหรอื ผูม้ ีสทิ ธฟิ อ้ งคดจี ะทำใหเ้ กดิ เหตนุ น้ั
และเหตุท่ีมีคำปฏิเสธของฝ่ายปกครองน้ันก็เป็นเหตุที่จะทำให้ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีได้ ดังนั้น เหตุกำหนด
วันเร่ิมนับอายุความตามกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นเหตุกำหนดวันเริ่มนับอายุความฟ้องคดีเมื่อรู้เหตุที่มี
หลักเกณฑ์ทางกฎหมายของเหตุกำหนดวันเริ่มนับอายุความฟ้องคดีท่ีถกู ต้อง
สำหรับเหตุท่ีเกิดหน้ีอันเป็นเหตุกำหนดวันเร่ิมนับอายุความการฟ้องคดีพิพาทให้ใช้หน้ีเงิน
หรือค่าเสียหายท่ีให้นับจากวันแรกของปีท่ีถัดมาจากปีที่เกิดหน้ีน้ันก็เป็นเหตุท่ีมิได้เกิดขึ้นได้สุดแต่เจ้าหนี้
หรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีจะทำให้เกิดเหตุน้ันขึ้น และเป็นเหตุแรกที่ทำให้เกิดข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหา
จงึ เปน็ เหตกุ ำหนดวนั เรม่ิ นบั อายคุ วามเมอ่ื มเี หตทุ ม่ี หี ลกั เกณฑท์ างกฎหมายของเหตกุ ำหนดวนั เรม่ิ นบั อายคุ วาม
ฟอ้ งคดีถกู ตอ้ งเช่นกนั
๓.๒ เหตุกำหนดวนั เรมิ่ นับอายคุ วามฟ้องคดีของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
ตามกฎหมายเยอรมนีให้ใช้กำหนดอายุความฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
ตามกำหนดอายคุ วามทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ้ นประมวลกฎหมายแพง่ เยอรมนี๒๕ ซง่ึ ตามประมวลกฎหมายแพง่ เยอรมนี
ไดแ้ ยกกำหนดอายคุ วามฟอ้ งคดเี กย่ี วกบั สญั ญาไวส้ องประเภท๒๖ คอื การฟอ้ งคดพี พิ าททว่ั ไป และคดพี พิ าท
เก่ยี วกบั คา่ เสียหาย
๓.๒.๑ การฟอ้ งคดีพิพาททัว่ ไป
ตามกฎหมาย กำหนดให้ฟ้องคดีภายในสามปีนับแต่มีเหตุต่างๆ คือ ๑) เหตุท่ีอาจ
บังคับสิทธิเรียกร้องได้และเหตุที่ละเมิดสิทธิ ๒) เหตุท่ีอาจส่งคำบอกกล่าวได้ ๓) เหตุท่ีพ้นระยะเวลา

๒๒ ชวาลา จันทรจนา. “ระยะเวลาการฟ้องคดีพิพาทเก่ียวกับการกระทำละเมิด และสัญญาทางปกครองตามกฎหมายฝรั่งเศส.”
สารสานศาลปกครอง (๒๕๔๖, มกราคม – เมษายน), ปที ี่ ๓ เล่มที่ ๑. หนา้ ๑๓๑
๒๓ ชวาลา จันทรจนา. เลม่ เดมิ . หนา้ ๑๓๑
๒๔ ชัยวฒั น์ วงศ์วฒั นศานต.์ กฎหมายวิธปี ฏบิ ัติราชการทางปกครอง. กรงุ เทพ:วญิ ญชู น ๒๕๔๐, หนา้ ๓๖๘
๒๕ ชัยวัฒน์ วงศว์ ัฒนศานต.์ เรือ่ งเดียวกัน
๒๖ ชยั วัฒน์ วงศว์ ฒั นศานต์. เรือ่ งเดียวกัน.

94 บทความ

อันหน่งึ นบั แตไ่ ด้บอกกลา่ ว และ ๔) เหตทุ ่ีอาจบอกเลิกสัญญาได้๒๗ ซ่ึงเหตุตามขอ้ ๑) ข้อ ๒) และข้อ ๔)
ต่างเป็นบทบัญญัติท่ชี ัดเจนว่าเหตุท่ใี ห้เร่มิ นับอายุความได้โดยไม่จำต้องให้ฝ่ายเจ้าหน้หี รือผ้มู ีสิทธิฟ้องคดี
ไดท้ วงถามกอ่ น จึงตา่ งเปน็ เหตุทม่ี ิได้เกดิ ขนึ้ ไดส้ ดุ แตเ่ จา้ หนี้หรือผูม้ สี ทิ ธฟิ ้องคดจี ะทำให้เกดิ เหตนุ ั้น และยัง
เป็นเหตุแรกที่ทำให้เกิดข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหา จึงเป็นเหตุกำหนดวันเร่ิมนับอายุความฟ้องคดีเมื่อมี
เหตทุ ่มี ีหลกั เกณฑ์ทางกฎหมายของเหตุกำหนดวันเร่มิ นบั อายคุ วามฟอ้ งคดีถกู ต้อง
ส่วนเหตุตามข้อ ๓) คือ เหตุท่ีทำให้พ้นระยะอันหนึ่งนับแต่เวลาท่ีได้บอกกล่าวน้ัน
การบอกกลา่ วทต่ี อ้ งไปขน้ึ อยกู่ บั เจา้ หนห้ี รอื ผมู้ สี ทิ ธฟิ อ้ งคดจี ะเปน็ ฝา่ ยบอกกลา่ ว ทำใหเ้ หตกุ ำหนดวนั เรม่ิ นบั นน้ั
จะเกิดข้ึนได้สุดแต่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีจะทำให้เกิดเหตุเช่นน้ัน จึงเป็นเหตุกำหนดวันเร่ิมนับ
อายคุ วามฟอ้ งคดเี มอ่ื มเี หตทุ ม่ี หี ลกั เกณฑท์ างกฎหมายของเหตกุ ำหนดวนั เรม่ิ นบั อายคุ วามฟอ้ งคดที ไ่ี มถ่ กู ตอ้ ง
๓.๒.๒ การฟ้องคดเี รียกคา่ เสียหาย
ตามกฎหมายใหฟ้ อ้ งคดภี ายในสบิ ปนี บั แตร่ หู้ รอื ควรรถู้ งึ เหตแุ หง่ การเกดิ สทิ ธเิ รยี กรอ้ ง
แต่ไม่เกินสามสิบปีนับแต่วันที่เกิดสิทธิเรียกร้องหรือละเลยต่อหน้าท่ี หรือการกระทำอ่ืนที่ก่อให้เกิด
ความเสียหายนับแต่วันเกิดความเสียหาย๒๘ น้ัน เหตุต่างๆ ดังกล่าวต่างเป็นเหตุที่มิได้เกิดข้ึนได้สุดแต่
เจ้าหน้ีหรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีจะทำให้เกิดเหตุนั้นข้ึน รวมท้ังต่างเป็นเหตุแรกท่ีจะทำให้ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีได้
และต่างเป็นเหตุแรกที่ทำให้เกิดข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหาตามลำดับ จึงเป็นเหตุกำหนดวันเริ่มนับ
อายุความฟอ้ งคดเี มอ่ื รเู้ หตแุ ละอายคุ วามฟอ้ งคดเี มอ่ื มเี หตทุ ม่ี หี ลกั เกณฑท์ างกฎหมายของเหตกุ ำหนดวนั เรม่ิ นบั
อายคุ วามฟ้องคดที ่ีถูกต้อง
๔. เหตกุ ำหนดวันเร่มิ นับและวนั ส้นิ สดุ อายุความฟอ้ งคดพี พิ าทเกย่ี วกับสญั ญาทางปกครองของไทย
๔.๑ เหตกุ ำหนดวันเริม่ นับอายุความฟ้องคดกี อ่ นจดั ตั้งศาลปกครองของไทย
เหตุกำหนดวันเร่ิมนับอายุความตามบทบัญญัติท่ีเป็นหลักทั่วไปตามมาตรา ๑๙๓/๑๒๒๙
และมาตรา ๑๙๓/๑๓๓๐ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ ทก่ี ำหนดใหม้ วี นั เรม่ิ นบั จากการมเี หตตุ า่ ง ๆ
คือ ๑) เหตุที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ และเหตุที่ฝ่าฝืนหนี้ท่ีต้องงดเว้นการกระทำ ๒) เหตุที่มีเวลาแรก
ที่อาจทวงถามได้ และ ๓) เหตุที่พ้นระยะเวลาอันหน่ึงนับแต่ได้ทวงถาม ซึ่งเหตุตามข้อ ๑) และข้อ ๒)
ต่างเป็นเหตุท่เี กิดข้นึ โดยไม่ต้องให้เจ้าหน้หี รือผ้มู ีสิทธิฟ้องคดีต้องทวงถามก่อน จึงเป็นเหตุท่เี กิดข้นึ โดยมิได้
สุดแต่เจ้าหน้ีหรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีจะทำให้เกิดเหตุนั้น รวมท้ังเป็นเหตุแรกที่ทำให้เกิดข้ออ้างอันเป็นหลัก
แห่งข้อหา จึงเป็นเหตุกำหนดวันเร่ิมนับอายุความฟ้องคดีเม่ือมีเหตุที่มีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายของเหตุ
กำหนดวันเรมิ่ นบั อายุความฟ้องคดีทถี่ กู ตอ้ ง

๒๗ ชัยวัฒน์ วงศว์ ัฒนศานต.์ เรอ่ื งเดียวกัน.
๒๘ ชยั วัฒน์ วงศว์ ฒั นศานต.์ เร่อื งเดยี วกนั .
๒๙ มาตรา ๑๙๓/๑๒ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บญั ญตั ิวา่ “อายุความให้เริ่มนบั แต่ขณะท่อี าจบังคับสิทธิเรียกรอ้ งได้
เป็นต้นไปถา้ เป็นสิทธิเรยี กร้องให้งดเวน้ การกระทำการอย่างใดใหเ้ รมิ่ นบั แต่วันแรกทฝ่ี า่ ฝนื การกระทำนน้ั ”
๓๐ มาตรา ๑๙๓/๑๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า “สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ยังไม่อาจบังคับได้จนกว่าจะได้
ทวงถามให้ลูกหน้ีชำระหนี้ก่อนให้เริ่มนับอายุความต้ังแต่เวลาแรกที่อาจทวงถามได้เป็นต้นไป แต่ถ้าลูกหน้ียังไม่ต้องชำระหนี้จนกว่าระยะเวลา
หนึ่งจะไดล้ ว่ งพน้ ไปแล้วนบั แตเ่ วลาทไ่ี ด้ทวงถามน้ัน ให้เริม่ นับอายุความต้งั แตร่ ะยะเวลานนั้ ไดส้ นิ้ สุดไปแลว้ ”

อยั การนิเทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 95

ส่วนในข้อ ๓) คือ เหตุที่พ้นระยะอันหนึ่งนับแต่ได้ทวงถามน้ัน เป็นเหตุท่ีจะเกิดขึ้นได้จะ
ต้องให้ฝา่ ยเจา้ หน้หี รือผู้มีสทิ ธฟิ ้องคดที วงถามกอ่ น จึงเป็นเหตทุ ี่เกิดขน้ึ ได้สุดแตเ่ จ้าหน้ีหรือผมู้ ีสิทธฟิ ้องคดี
จะทำใหเ้ กดิ เหตนุ น้ั และมใิ ชเ่ หตแุ รกทท่ี ำใหเ้ กดิ ขอ้ อา้ งอนั เปน็ หลกั แหง่ ขอ้ หา จงึ เปน็ เหตกุ ำหนดวนั เรม่ิ นบั
อายุความฟ้องคดีเมื่อมีเหตุที่มีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายของเหตุกำหนดวันเริ่มนับอายุความฟ้องคดี
ท่ไี มถ่ กู ตอ้ ง
๔.๒ เหตกุ ำหนดวันเรมิ่ นบั อายุความฟอ้ งคดีหลงั จัดต้ังศาลปกครองของไทย
ตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
ไดบ้ ญั ญตั ใิ หฟ้ อ้ งคดภี ายในหา้ ปนี บั แตร่ หู้ รอื ควรรถู้ งึ เหตแุ หง่ การฟอ้ งคดี แตไ่ มเ่ กนิ สบิ ปนี บั แตม่ เี หตแุ หง่ การ
ฟ้องคดี ดังน้ัน “เหตุแห่งการฟ้องคดี” จึงเป็นเหตุกำหนดวันเริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดี ท้ังอายุความ
ฟ้องคดีเม่ือมีเหตุและอายุความฟ้องคดีเมื่อรู้เหตุ ซึ่งกรณีท่ีสิทธิเรียกร้องจะบังคับได้จะต้องทวงถามก่อน
หรือจะมีเหตุแห่งการฟ้องคดีตามสิทธิเรียกร้องได้จะต้องทวงถามก่อนน้ัน เหตุแห่งการฟ้องคดีจะมีได้
จึงสุดแต่เจ้าหน้ีหรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีจะทำให้เกิดเหตุน้ันและเหตุแห่งการฟ้องคดีจึงมิใช่เหตุแรกท่ีทำให้เกิด
ข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหา รวมทั้งเหตุแห่งการฟ้องคดีมิใช่เหตุแรกที่จะทำให้ผู้มีสิทธิฟ้องคดีฟ้องคดี
ในสิทธิเรียกร้องในลักษณะดังกล่าวน้ันได้ จึงเป็นเหตุกำหนดวันเร่ิมนับอายุความฟ้องคดีเมื่อมีเหตุและ
เม่ือรู้เหตุที่มีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายท่ีไม่ชอบของเหตุกำหนดวันเริ่มนับอายุความฟ้องคดีท่ีใช้กับลักษณะ
ของสิทธเิ รยี กรอ้ งทจี่ ะตอ้ งทวงถามกอ่ นดังกล่าว
๔.๓ เหตกุ ำหนดวนั ส้นิ สดุ อายุความฟอ้ งคดพี พิ าทตามสัญญาทางปกครองของไทย
๔.๓.๑ เหตุกำหนดวันส้นิ สดุ ระยะเวลาการฟอ้ งคดกี อ่ นจดั ต้งั ศาลปกครอง
ตามลักษณะสิทธิเรียกร้องจะบังคับได้โดยไม่ต้องทวงถามก่อนหรือบังคับได้ต้ังแต่
เม่อื มีการฝ่าฝืนการกระทำตามมาตรา ๑๙๓/๑๒ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น จะไม่มกี รณี
มเี หตทุ เ่ี กดิ จาก ขอ้ สญั ญาทำใหผ้ มู้ สี ทิ ธฟิ อ้ งคดไี มอ่ าจฟอ้ งคดภี ายในอายคุ วามฟอ้ งคดี สว่ นกรณที ส่ี ทิ ธเิ รยี กรอ้ ง
จะบังคับได้จะต้องทวงถามก่อนท่ีอายุความฟ้องคดีเริ่มนับแต่เวลาแรกที่อาจทวงถามได้ตามความใน
มาตรา ๑๙๓/๑๓ ตอนต้นนั้น หากเจ้าหน้ีได้มีการทวงถามในเวลาที่ใกล้ครบกำหนดอายุความฟ้องคดี
อาจทำให้ฟ้องคดีได้ไม่ทันก่อนครบกำหนดอายุความน้ัน ถือได้ว่ายังเป็นเหตุอันจะโทษเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิ
ฟอ้ งคดีได้ จงึ ไมม่ กี รณที ่จี ะมีหลกั เกณฑ์ของเหตุกำหนดวนั สนิ้ สุดอายุความฟ้องคดเี กิดมีขึน้ ได้
สำหรับกำหนดอายุความฟ้องคดีตามความในมาตรา ๑๙๓/๑๓ ตอนท้ายแห่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซ่งึ บัญญัติว่า “...แต่ถ้าลูกหน้ยี ังไม่ต้องชำระหน้จี นกว่าระยะเวลาหน่งึ
จะไดล้ ว่ งพน้ ไปแลว้ นบั แตเ่ วลาทไ่ี ดท้ วงถามนน้ั ใหเ้ รม่ิ นบั อายคุ วามตง้ั แตร่ ะยะเวลานน้ั ไดส้ น้ิ สดุ ไปแลว้ ” นน้ั
เป็นการกำหนดให้มีเหตุกำหนดวันเริ่มนับอายุความฟ้องคดีท่ีให้เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีจะต้องทวงถาม
เสียก่อน จึงเป็นเหตุกำหนดวันเร่ิมนับอายุความฟ้องคดีเม่ือมีเหตุที่ไม่มีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายของเหตุ
กำหนดอายุความฟอ้ งคดีที่ถูกต้อง ทำใหก้ ำหนดอายคุ วามไม่มีค่าบงั คบั เช่น เจ้าหน้ีอาจทวงถามภายหลัง
จากท่ีเกิดสิทธิทวงถามข้ึนแล้วเม่ือใดก็ได้ ซ่ึงจะขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของการให้มีกำหนดอายุความ
ทเ่ี กย่ี วกบั ความเลอะเลอื นเก่าไปของพยานหลักฐานดงั กล่าวมาแลว้
ดังน้ัน บทบัญญัติของมาตรา ๑๙๓/๑๓ ตอนท้ายน้ี จึงต้องไม่บัญญัติให้มีเหตุ
กำหนดวันเร่ิมนับอายุความฟ้องคดีเพ่ิมซ้อนเข้าไปอีกเหตุหนึ่งดังที่เป็นอยู่ แต่กรณีต้องใช้เหตุที่ทำให้
มีเวลาแรกท่ีอาจทวงถามได้ อันเป็นเหตุกำหนดวันเริ่มนับอายุความฟ้องคดีตามที่บัญญัติไว้แล้ว

96 บทความ

ในมาตรา ๑๙๓/๑๓ ตอนต้น และเป็นเหตุกำหนดวันเริ่มนับที่มีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่ถูกต้องมีค่า
บังคับอยู่แล้วให้เป็นเหตุกำหนดวันเริ่มนับอายุความฟ้องคดีของสิทธิเรียกร้องในลักษณะดังกล่าวน้ีไป ซ่ึง
ในกรณีที่ไม่มีการทวงถามเกิดข้ึนจริง อายุความก็จะถึงกำหนดตามวันเวลาเริ่มนับและวันส้ินสุดที่คงที่น้ัน
แต่เฉพาะกรณีท่มี ีการทวงถามเกิดข้นึ จริง และการทวงถามน้นั ได้เกิดมีข้นึ เม่อื ใกล้จะครบกำหนดอายุความ
ที่นับมาแล้วน้ัน กรณีจะเกิดเหตุอันมีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายของเหตุกำหนดวันสิ้นสุดอายุความฟ้องคดี
เกิดมีขึ้น เนื่องจากกรณีมีเหตุท่ียังเวลาที่ลูกหนี้มีสิทธิชำระหน้ีแต่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีไม่อาจใช้
สิทธิฟ้องคดีได้ภายในกำหนดอายุความคงที่นั้นได้ จึงเป็นกรณีท่ีกฎหมายต้องบัญญัติให้กำหนดอายุความ
ฟ้องคดีขยายออกไปเท่าท่ีจำเป็นในการใช้สิทธิฟ้องคดี กรณีจึงมิใช่มีเหตุที่จะไปกำหนดให้เพิ่งมีวันเร่ิมนับ
อายคุ วามฟ้องคดีขน้ึ ใหมด่ ังทีป่ รากฏอยู่ในบทบญั ญัติของกฎหมายดังกลา่ ว
๔.๓.๒ เหตุกำหนดวนั สน้ิ สุดระยะเวลาการฟ้องคดหี ลังจดั ต้ังศาลปกครอง
ตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา
คดปี กครอง พ.ศ.๒๕๔๒ กำหนดใหอ้ ายคุ วามฟอ้ งคดมี วี นั เรม่ิ นบั จากการรหู้ รอื ควรรถู้ งึ เหตแุ หง่ การฟอ้ งคดี
และการมีเหตุแห่งการฟ้องคดีในคดีพิพาทท่ีสิทธิเรียกร้องจะบังคับได้จะต้องมีการทวงถามก่อนนั้น จึงเป็น
กรณีท่ีต้องมีการทวงถามเกิดข้ึนจริงจึงจะมีเหตุแห่งการฟ้องคดีหรืออาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ดังน้ัน
เม่ือระยะเวลาเริ่มนับแล้ว กรณีจะไม่อาจมีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายของเหตุกำหนดวันส้ินสุดอายุความ
ฟอ้ งคดีเกดิ มีขึ้นได้
๕. ปัญหาการใช้บังคับเหตุกำหนดวันเร่ิมนับอายุความการฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวสัญญาทางปกครอง
หลงั จัดตงั้ ศาลปกครอง
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติให้มีเหตุกำหนดวันเร่ิม
นับอายุความฟ้องคดีไว้ในมาตรา ๑๙๓/๑๒ จำนวน ๒ เหตุ และตามมาตรา ๑๙๓/๑๓ อกี จำนวน ๒ เหตุ
รวมเป็น ๔ เหตุกำหนดวนั เร่มิ นับ กล่าวคือ ๑) เหตทุ ่ีอาจบงั คับสิทธิเรยี กร้องได้ ๒) เหตทุ ี่ฝา่ ฝนื หน้ีงดเวน้
การกระทำ ๓) เหตุท่มี ีเวลาแรกที่อาจทวงถามได้ และ ๔) เหตทุ ่พี น้ ระยะเวลาอนั หนงึ่ นบั แต่ไดท้ วงถาม๓๑
ส่วนกฎหมายสหพนั ธรัฐสาธารณรัฐเยอรมนี บญั ญัติใหม้ ีเหตุกำหนดวันเริ่มนับอายุความฟ้องคดถี งึ ๕ เหตุ
โดยเพิม่ จาก ๔ เหตแุ รกตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ยข์ องไทยดังกลา่ วเป็นเหตุท่ี ๕ คือ เหตทุ ่มี ี
เหตุแรกท่ีอาจบอกเลิกสัญญาได้๓๒ ทั้งนี้ เพ่ือให้เหมาะกับลักษณะต่างๆ ของสิทธิเรียกร้องตามข้อสัญญา
ท่ีมีหลากหลายแตกต่างกัน แต่เม่ือได้มีการจัดตั้งศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและ
วธิ พี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๕๑ ไดบ้ ญั ญตั ใิ หม้ เี หตกุ ำหนดวนั เรม่ิ นบั ระยะเวลาการฟอ้ งคดี
เหลือเพียงเหตุเดียว คือ “เหตุแห่งการฟ้องคดี” ซึ่งเป็นเหตุที่ไม่มีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายท่ีถูกต้อง
ดังกล่าวข้างต้นด้วยนั้น จึงมีปัญหาศึกษาว่าเหตุดังกล่าวจะเป็นเหตุกำหนดวันเริ่มนับที่ใช้ครอบคลุมกับ
ลักษณะของสิทธิเรยี กรอ้ งตามข้อสญั ญาทย่ี งั คงมีความหลากหลายนั้นได้อยา่ งไร และในลักษณะใด
จากการศกึ ษาพบวา่ การใชบ้ งั คบั “เหตแุ หง่ การฟอ้ งคด”ี นน้ั มแี นวคำวนิ จิ ฉยั ของศาลปกครองสงู สดุ
ในคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องที่จะบังคับได้จะต้องทวงถามก่อนมีคำวินิจฉัยเป็นแนวทางหลัก

๓๑ มาตรา ๑๙๓/๑๒ และมาตรา ๑๙๓/๑๓ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์
๓๒ ชัยวัฒน์ วงศ์วัฒนศานต.์ อา้ งแลว้ , หนา้ ๓๖

อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 97

๒ แนวทาง โดย แนวทางที่หน่ึง คือ เหตุแห่งการฟ้องคดีพิพาทเรียกให้ใช้หนี้เงินเกิดขึ้นก่อนที่จะมี
การทวงถามให้ลูกหน้ีชำระหน้ี และแนวทางที่สอง มีเหตุแห่งการฟ้องคดีเม่ือมีการทวงถามแล้วและ
ลกู หนไ้ี มย่ อมชำระหน้ี ดงั เชน่ สญั ญาของขา้ ราชการทล่ี าหรอื รบั ทนุ เพอ่ื ศกึ ษาซง่ึ มขี อ้ สญั ญากำหนดไวด้ ว้ ยวา่
หากรบั ราชการชดใชไ้ ม่ครบตอ้ งคนื เงนิ ทุนและชำระเบี้ยปรับภายใน ๓๐ วัน นบั แตว่ ันทไี่ ด้รับหนงั สอื แจ้ง
ใหช้ ำระ หรอื ในคดพี พิ าทเกย่ี วกบั สทิ ธเิ รยี กรอ้ งคา่ ปรบั รายวนั และสทิ ธเิ รยี กรอ้ งคา่ ใชจ้ า่ ยเพม่ิ ขน้ึ จากการจา้ ง
ผู้รับจ้างรายใหม่ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง หรือในคดีพิพาทเก่ียวกับสิทธิเรียกร้องให้คืนเงิน
ค่าทดแทนท่ีรับเกินไปจากการถูกเวนคืนท่ีดินตามสัญญารับค่าทดแทนท่ีดินที่เวนคืนเป็นต้นน้ัน จากการ
ศึกษาพบว่าตามนัยคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดในคดีพิพาทตามสิทธิเรียกร้องต่างๆ ตามสัญญา
ดงั กลา่ ว อาจแยกคำวนิ จิ ฉยั การบงั คบั ใช้ “เหตแุ หง่ การฟอ้ งคด”ี ตามบทบญั ญตั ขิ องกฎหมายเปน็ แนวหลกั
ได้ ๒ แนวทาง โดยแนวทางที่หนึ่ง คือ เหตุท่ีมีเวลาแรกท่ีอาจทวงถามได้หรือเหตุแห่งการฟ้องเป็นเหตุที่
เกดิ มขี น้ึ กอ่ นทจ่ี ะมกี ารทวงถามตามขอ้ สญั ญา๓๓ สว่ นแนวทางทส่ี อง คอื เหตทุ ท่ี ำใหอ้ าจบงั คบั สทิ ธเิ รยี กรอ้ งได้
หรือจะมีเหตุแห่งการฟ้องคดีได้จะต้องทวงถามตามสัญญาเสียก่อน๓๔ ดังเช่นตัวอย่าง แนวทางคำวนิ จิ ฉยั
คดพี พิ าทเรยี กคนื เงนิ ทนุ และเบย้ี ปรบั ตามสญั ญาของขา้ ราชการทล่ี า หรอื รบั ทนุ เพอ่ื ศกึ ษาดงั ตอ่ ไปน้ี
คำวนิ จิ ฉัยแนวทางท่ีหนึ่ง คำสง่ั ท่ี ๗/๒๕๔๗และ ๑๔๓/๒๕๕๐๓๕ วินจิ ฉัยให้เหตแุ ห่งการฟ้องคดที ี่
หนว่ ยงานของรฐั ฟอ้ งคดเี รยี กใหข้ า้ ราชการผรู้ บั ทนุ คนื เงนิ ทนุ พรอ้ มกบั ชำระเบย้ี ปรบั คอื เหตทุ ผ่ี ถู้ กู ฟอ้ งคดี
รับราชการชดใช้ไม่ครบ เหตุแห่งการฟ้องคดีมิใช่เหตุท่ีผู้ถูกฟ้องคดีไม่ยอมรับผิดชดใช้คืนเงินทุน
พรอ้ มเบย้ี ปรบั ภายในกำหนด ๓๐ วนั นบั แตว่ นั ทไ่ี ดร้ บั หนงั สอื แจง้ ใหช้ ำระตามเวลาชำระหนค้ี นื เงนิ ทนุ และ
เบ้ียปรบั ทก่ี ำหนดไว้ในข้อสญั ญา
คำวินิจฉัยแนวทางท่ีสอง คำสั่งที่ ๑๒/๒๕๕๔๓๖ วินิจฉัยให้เหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ยอมรับผิดชดใช้
คืนเงินทุนพร้อมเบ้ียปรับภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้ชำระตามกำหนดเวลาชำระหน้ีเงินทุน
พร้อมเบ้ียปรับตามข้อสัญญาที่กำหนดเวลาชำระหน้ีไว้ โดยเหตุแห่งการฟ้องคดีมิใช่เหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดี
รบั ราชการชดใช้ไม่ครบกำหนดตามข้อสญั ญา
จากแนวการปรับใช้บงั คบั “เหตุแห่งการฟอ้ งคดี” ตามแนวทางท่ีหนง่ึ เป็นเหตุใหม้ นี ยั ความหมาย
ที่ตรงกับเหตุท่ีทำให้เกิดเวลาแรกท่ีอาจทวงถามได้ (มาตรา ๑๙๓/๑๓ ตอนต้น) แต่ไม่ตรงกับเหตุท่ีทำให้
อาจบงั คับสิทธิเรียกรอ้ งได้และเหตุฝ่าฝืนหนีง้ ดเว้นการกระทำ (มาตรา ๑๙๓/๑๒) รวมทัง้ ไมต่ รงกับเหตทุ ี่
พน้ ระยะเวลาอนั หนง่ึ นบั แตไ่ ดท้ วงถาม (มาตรา ๑๙๓/๑๓ ตอนทา้ ย) สว่ นการใชบ้ งั คบั เหตแุ หง่ การฟอ้ งคดี
ตามแนวทางท่สี อง เป็นเหตุให้มีความหมายท่ตี รงกับและไม่ตรงกับเหตุกำหนดวันเร่มิ นับอายุความฟ้องคดี
ก่อนจัดตั้งศาลปกครองในทางตรงกันข้ามหรือกลับกันกับการใช้บังคับในแนวที่หนึ่งดังกล่าวปรากฏ
ตามตารางเปรียบเทยี บไดด้ งั น้ี

๓๓ คำสงั่ ศาลปกครองสงู สดุ คำสง่ั ท่ี ๗/๒๕๔๗, ๓๑๒/๒๕๔๗, ๖๓๙/๒๕๔๗ และ๖๘/๒๕๕๔ เปน็ ต้น
๓๔ คำสั่งศาลปกครองสงู สุด คำสั่งที่ ๑๒/๒๕๕๔, ๓๖๓/๒๕๔๘, ๕๕๑/๒๕๔๖ และ ๖๘๖/๒๕๔๙ เปน็ ตน้
๓๕ เรื่องเด่ยี วกัน
๓๖ เรอื่ งเดยี วกนั

98 บทความ

เหตุแห่งการฟ้องคด ี เหตุกำหนดวันเริม่ นับกอ่ น
จดั ตั้งศาลปกครอง

๑. แนวทางทห่ี นงึ่ ตรงกบั
กรณีไมต่ ้องทวงถามตามขอ้ สญั ญาก็อาจบังคับ เหตุทที่ ำให้เกดิ เวลาแรกท่ีอาจทวงถามได้
สิทธเิ รียกร้องได้ หรอื มเี หตุแห่งการฟ้องเรยี กคนื (ม.๑๙๓/๑๓ ตอนตน้ )
เงินทนุ และเบี้ยปรบั ได้โดยไมต่ ้องทวงถามให ้ ไมต่ รงกับ
ลกู หนช้ี ำระหนตี้ ามทกี่ ำหนดไว้ในขอ้ สัญญา ๑) เหตทุ ที่ ำใหอ้ าจบงั คบั สทิ ธเิ รยี กรอ้ งไดแ้ ละ
เสียกอ่ น (คำสัง่ ศาลปกครองสูงสดุ เหตุฝา่ ฝนื หนงี้ ดเวน้ การกระทำ (ม.๑๙๓/๑๒)
ที่ ๗/๒๕๔๗ และ๑๔๓/๒๕๕๐, ๓๑๒/๒๕๔๗, ๒) เหตทุ พ่ี น้ ระยะเวลาอนั หนง่ึ นบั แตไ่ ดม้ กี าร
๖๓๙/๒๕๔๗ และ ๖๘/๒๕๕๔ เปน็ ตน้ ) ทวงถาม (ม.๑๙๓/๑๓ ตอนท้าย)

๒. แนวทางทสี่ อง ตรงกับ
กรณตี ้องทวงถามให้ชำระหนต้ี ามสิทธิเรียกร้อง ๑) เหตุทท่ี ำให้อาจบงั คบั สิทธิเรียกรอ้ งได้
ในหน้คี นื เงนิ ทุนและเบ้ียปรับตามข้อสัญญา และฝ่าฝนื หนง้ี ดเว้นการกระทำ (ม.๑๙๓/๑๒)
ทก่ี ำหนดให้ตอ้ งทวงถามเสียกอ่ น จงึ จะอาจ ๒) เหตุที่พน้ ระยะเวลาอนั หน่ึงนับแต่ได้
บังคับสิทธเิ รยี กร้องได้ หรือเมอ่ื มเี หตแุ ห่งการ ทวงถาม (ม.๑๙๓/๑๓ ตอนทา้ ย)
ฟ้องคดี (คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ไม่ตรงกบั
ที่ ๑๒/๒๕๕๔, ๓๖๓/๒๕๔๘, ๕๕๑/๒๕๔๖ เหตุท่ที ำใหเ้ กดิ เวลาแรกท่ีอาจทวงถามได้
และ ๖๘๖/๒๕๔๙ เป็นตน้ ) (ม.๑๙๓/๑๓ ตอนต้น)

จากการเปรียบเทียบดังกล่าว ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า พระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและ
วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๕๑ ที่กำหนดให้ใช้ “เหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นเหตุกำหนด
วันเร่ิมนับอายุความฟ้องคดีที่นอกจากจะเป็นเหตุกำหนดวันเริ่มนับอายุความฟ้องคดีท่ีไม่มีหลักเกณฑ์
ทางกฎหมายของเหตกุ ำหนดวนั เรม่ิ นบั อายคุ วามฟอ้ งคดที ถ่ี กู ตอ้ ง จงึ ทำใหก้ ารกำหนดใหม้ อี ายคุ วามฟอ้ งคดี
ไว้น้ันไม่มีค่าบังคับแล้ว การกำหนดให้มีเหตุกำหนดวันเริ่มนับอายุความฟ้องคดีให้เหลือเพียงเหตุเดียวน้ัน
จะไม่อาจใช้ได้ครอบคลุมกับข้อพิพาทในบางลักษณะของสิทธิเรียกร้องที่อาจเกิดได้หลากหลายจากการ
ตกลงของคู่สัญญาได้ดังที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นเป็นเพราะมีบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดเหตุวันเริ่มนับ
อายุความฟ้องคดีในลักษณะดังกล่าว จึงน่าจะเป็นสาเหตุหน่ึงท่ีทำให้เกิดปัญหาในการปรับการใช้บังคับ
กฎหมายทำให้เกิดมีแนวคำวินิจฉัยในเรื่องเดียวกันเกิดข้ึนแตกต่างกัน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง
แน่นอนของกฎหมายอันเป็นหลักการสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายตามระบบกฎหมาย ดังน้ัน
จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ท่จี ะต้องปรับปรงุ แก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายท่เี กย่ี วข้องดังกลา่ ว

๖. ขอ้ เสนอแนะ
ควรปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับเหตุกำหนดวันเร่ิมนับและวันสิ้นสุดอายุความ
ฟ้องคดีให้มีเหตุกำหนดวันเริ่มนับและวันส้ินสุดอายุความฟ้องคดีที่มีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่ถูกต้องและ
มตี วั เหตกุ ำหนดวนั เรม่ิ นบั อายคุ วามฟอ้ งคดเี พม่ิ เตมิ ใหใ้ ชไ้ ดค้ รอบคลมุ กบั ลกั ษณะสทิ ธเิ รยี กรอ้ งทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ ได้

อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 99

จากข้อสัญญา โดยมีแนวทางปรับปรงุ แกไ้ ขกฎหมายทีเ่ กยี่ วข้อง ดงั นี้
๑) การแก้ไขมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีเหตุแห่งการฟ้องคดีจะมีได้ต้องทวงถามก่อนให้เร่ิมนับอายุความได้ แต่เวลาแรกที่อาจ
ทวงถามได้ก็จะยังไม่อาจทำให้มีกำหนดอายุความรวมทั้งเหตุกำหนดวันเริ่มนับ และวันสิ้นสุดอายุความ
ฟ้องคดีใช้ได้ครอบคลุมกับลักษณะของข้อพิพาทตามสัญญาท่ีมีหลากหลาย ประกอบกับยังมีปัญหาของ
การให้ความหมายว่าสัญญาใดเป็นสัญญาทางปกครองหรือสัญญาทางแพ่ง ซ่ึงอาจมีกำหนดอายุความ
แตกต่างกัน ดังน้ันในข้อเสนอนี้จึงเสนอแก้ไขมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยกำหนดให้ไปใช้
กำหนดอายุความใช้สิทธิเรียกร้องหรืออายุความฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แทน
เช่นเดียวกันกับกำหนดระยะเวลาการฟอ้ งคดพี ิพาทเกีย่ วกับสัญญาทางปกครองของประเทศเยอรมนี
อย่างไรก็ตามสำหรับข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องที่ขอให้ปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญา
อันเป็นหนี้หลักของสัญญาท่ีไม่เกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องในหน้ีเงินหรือค่าเสียหายน้ัน ควรบัญญัติให้มีกำหนด
อายคุ วามฟ้องคดีที่แยกเปน็ อีกประเภทคดหี น่งึ ดงั เช่นกฎหมายปกครองของประเทศฝรั่งเศส
๒) สำหรบั บทบญั ญตั ใิ นตอนทา้ ยของมาตรา ๑๙๓/๑๓ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ นน้ั
ควรแกไ้ ขเปลย่ี นเปน็ ใหม้ วี นั เรม่ิ นบั อายคุ วามไดต้ ง้ั แตเ่ วลาแรกทอ่ี าจทวงถามได้ ตามมาตรา ๑๙๓/๑๓ ตอนตน้
แตห่ ากมกี ารทวงถามและยงั มีช่วงเวลาท่ลี กู หนม้ี ีสิทธชิ ำระหนี้ หากกำหนดอายุความที่เร่ิมนับมาแลว้ จะถึง
กำหนดตามเวลาทคี่ งทนี่ ้ันก่อน ควรตอ้ งบญั ญัตใิ หม้ กี ำหนดวันสิน้ สุดอายคุ วามฟอ้ งคดีขยายออกไปภายใน
ระยะเวลาอันหนึ่งได้ และควรแก้ไขเพ่ิมเติมมาตรา ๑๙๓/๑๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์
ให้มีเหตุกำหนดวันเร่ิมนับอายุความฟ้องคดีเพ่ิมเติมโดยใช้ “เหตุท่ีมีเวลาแรกท่ีอาจบอกเลิกสัญญาได้”
อันเป็นเหตุกำหนดวันเร่ิมนับที่มีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่ถูกต้องเพ่ิมไว้อีกเหตุหนึ่ง เพื่อใช้กับลักษณะ
สทิ ธิเรียกร้องเกดิ ข้นึ ภายหลงั บอกเลกิ สัญญาเช่นเดยี วกบั บทบญั ญัติในประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมนี
ทัง้ นี้ โดยมีบทบญั ญัติที่ใชบ้ งั คับอยแู่ ละบทบญั ญัตทิ ่ีเสนอแกไ้ ขดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. มาตรา ๑๙๓/๑๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
๑) บทบญั ญัติทใ่ี ช้บงั คบั
มาตรา ๑๙๓/๑๓ สิทธิเรียกร้องเจ้าหน้ียังไม่อาจบังคับได้จนกว่าจะได้ทวงถามให้ลูกหนี้
ชำระหนี้กอ่ น ให้เรมิ่ นับอายุความต้ังแต่เวลาแรกท่อี าจทวงถามไดเ้ ป็นตน้ ไปแต่ถ้าลกู หนย้ี ังไมต่ อ้ งชำระหนี้
จนกวา่ ระยะเวลาหนง่ึ จะไดล้ ว่ งพน้ ไปแลว้ นบั แตเ่ วลาทไ่ี ดท้ วงถามนน้ั ใหเ้ รม่ิ นบั อายคุ วามตง้ั แตร่ ะยะเวลานน้ั
ได้สน้ิ สดุ ไปแล้ว
๒) บทบญั ญตั ิท่เี สนอแกไ้ ขเพิ่มเติม
มาตรา ๑๙๓/๑๓ สิทธิเรียกรอ้ งที่เจา้ หนย้ี งั ไมอ่ าจบังคบั ได้จนกวา่ จะไดท้ วงถามใหล้ กู หน้ี
ชำระหนก้ี อ่ น ใหเ้ รม่ิ นบั อายคุ วามตง้ั แตเ่ วลาแรกทอ่ี าจทวงถามไดเ้ ปน็ ตน้ ไป แตห่ ากมกี รณลี กู หนย้ี งั ไมจ่ ำตอ้ ง
ชำระหน้ีจนกว่าจะพ้นระยะเวลาอันหน่ึงนับแต่เวลาท่ีได้ทวงถาม และมีกรณีวันที่พ้นกำหนดเวลาที่
ลกู หนย้ี งั ไมต่ อ้ งชำระหนน้ี น้ั จะพน้ กำหนดอายคุ วามหรอื กำหนดอายคุ วามเหลอื อยไู่ มถ่ งึ สามสบิ วนั ใหอ้ ายคุ วาม
ยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะพ้นสามสิบวันนับแต่วันท่ีครบกำหนดวันที่ลูกหนี้ยังไม่ต้องชำระหน้ีตามท่ี
ไดท้ วงถามน้นั
กรณีท่ีเจ้าหนี้ต้องบอกเลิกสัญญาก่อนจึงจะอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้น้ันให้อายุความ
เริ่มนับแต่เวลาแรกที่อาจบอกเลิกสัญญาได้ แต่หากจะอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ต้องทวงถามก่อนและ

100 บทความ

มีกรณีท่ลี กู หนี้ยังไมจ่ ำต้องชำระหน้ีจนกวา่ จะพน้ ระยะเวลาอันหน่งึ นบั แต่เวลาทไี่ ดท้ วงถาม และกรณีวนั ท่ี
พน้ กำหนดเวลาท่ีลกู หนยี้ งั ไมต่ อ้ งชำระหนนี้ ั้น จะพน้ กำหนดอายคุ วามหรอื กำหนดอายุความเหลอื อย่ไู ม่ถึง
สามสิบวัน ให้อายุความยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดวันท่ีลูกหนี้
ยังไม่ตอ้ งชำระหน้ตี ามที่ไดท้ วงถามนน้ั
๒. มาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัตจิ ดั ตั้งศาลปกครองและวิธพี ิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
๑) บทบัญญตั ทิ ใ่ี ช้บังคบั
มาตรา ๕๑ การฟ้องคดีตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ให้ยื่นฟ้องภายในหนึ่งปี และ
การฟ้องคดตี ามมาตรา ๙ วรรคหนงึ่ (๔) ใหย้ ืน่ ฟอ้ งภายในหา้ ปนี ับแตว่ นั รูห้ รือควรรูถ้ งึ เหตุแห่งการฟ้องคดี
แตไ่ มเ่ กินสิบปีนับแต่วนั ท่มี ีเหตแุ ห่งการฟอ้ งคดี
๒) บทบัญญตั ทิ ี่เสนอแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ
มาตรา ๕๑ การฟอ้ งคดตี ามมาตรา ๙ วรรคหนง่ึ (๓) ใหย้ น่ื ฟอ้ งภายในหนง่ึ ปแี ตไ่ มเ่ กนิ สบิ ปี
นับแตว่ นั ท่ีมเี หตแุ ห่งการฟอ้ งคดี
การฟอ้ งคดตี ามมาตรา ๙ วรรคหนง่ึ (๔) ใหย้ น่ื ฟอ้ งภายในกำหนดอายคุ วามใชส้ ทิ ธเิ รยี กรอ้ ง
หรืออายุความฟ้องคดีตามท่ีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เว้นแต่คดีพิพาทเก่ียวกับ
สิทธิเรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญาท่ีมิใช่เป็นการให้ใช้เงินหรือค่าเสียหาย ให้คู่สัญญาร้องขอต่อคู่สัญญา
ฝ่ายหน่วยงานของรัฐให้แก้ไขความเดือดร้อนตามสัญญาภายใน ๓๐ วัน นับแต่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการ
ร้องขอ เวน้ แต่สญั ญากำหนดไวเ้ ป็นอยา่ งอ่นื และให้มกี ำหนดอายุความฟอ้ งคดภี ายใน ๙๐ วนั นบั แต่ไดร้ บั
แจง้ ปฏิเสธคำขอ หรอื เม่ือพน้ กำหนด ๖๐ วนั นบั แต่วันที่ไดร้ บั คำขอแลว้ แต่กรณี

บรรณานุกรม
กำชยั จงจกั รพนั ธ์ คำอธบิ ายประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ยว์ า่ ดว้ ยระยะเวลาและอายคุ วาม (พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๖)

กรุงเทพมหานคร : คณะนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร,์ ๒๕๔๗
ชยั วัฒน์ วงศ์วฒั นศานต.์ กฎหมายวธิ ปี ฏบิ ตั ิราชการทางปกครอง. กรุงเทพมหานคร:วญิ ญชู น ๒๕๔๐
ชวาลา จันทรจนา. “ระยะเวลาการฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด และสัญญาทางปกครอง

ตามกฎหมายฝรัง่ เศส.” วารสารศาลปกครอง (๒๕๔๖, มกราคม – เมษายน), ปีที่ ๓ เล่มที่ ๑.
ประกอบ หุตะสิงห์ คำสอนชั้นปริญญาตรีกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและสัญญา

กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์แสวงสทุ ธิการการพิมพ์, ๒๕๑๘
โสภณ รตั นากร คำอธิบายกฎหมายลักษณะหน้ี กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พมิ พ์นติ บิ รรณการ ๒๕๓๙
โสภณ รัตนากร คำอธิบายกฎหมายลกั ษณะหน้ี กรงุ เทพมหานคร: สำนักพิมพน์ ิตบิ รรณการ ๒๕๔๓
ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและหนี้ เล่ม ๑ ภาค ๑-๒

กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพแ์ สวงสทุ ธกิ ารการพมิ พ์, ๒๕๒๐
ยงยุทธ อนุกูล. หลักพ้นื ฐานบางประการเกย่ี วกับสญั ญาทางปกครองและคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ.

สำนกั งานศาลปกครอง ๒๕๔๗ หนา้ ๓๙๐
ศักดิ์ สนองชาติ คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและสัญญา,

กรงุ เทพมหานคร : วิญญชู น, ๒๕๔๕

อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 101

อัยการกบั การรบั แก้ต่างให้เจ้าหน้าทข่ี องรัฐ
ในคดที ีค่ ณะกรรมการ ป.ป.ช. เปน็ โจทกฟ์ อ้ งคดี

บญั ชา เขยี วต่าย๑

บทนำ
เมอ่ื วนั ท่ี ๑๘ สงิ หาคม ๒๕๕๘ ศาลฎกี าแผนกคดอี าญาของผดู้ ำรงตำแหนง่ ทางการเมอื งไดอ้ อกนง่ั
พิจารณาคดีท่ีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.)
เป็นโจทก์ย่ืนฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ และ
พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว เป็นจำเลยท่ี ๑-๔ ตามลำดับ ในฐานความผิดเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่
โดยมิชอบหรอื โดยทจุ รติ เพือ่ ใหเ้ กิดความเสยี หายแกผ่ หู้ นง่ึ ผูใ้ ด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗
ประเด็นสำคญั อันเปน็ ทม่ี าของการนำเสนอบทความนี้คือกรณีทศ่ี าลฎีกาฯได้มคี ำสัง่ โดยมมี ติ ๘ ตอ่ ๑ ว่า
พนักงานอัยการเข้าทำหนา้ ท่เี ป็นทนายแกต้ ่างให้แกน่ ายสมชาย วงศ์สวสั ดิ์ กบั พวกในคดีดังกลา่ วไมไ่ ด้
ในเบ้ืองต้นจึงขอกล่าวถึงความเป็นมาของคดีดังกล่าวโดยสังเขปว่า คดีดังกล่าวมีข้อกล่าวหาว่า
รฐั บาลในสมยั นน้ั เมอ่ื ปี พ.ศ.๒๕๕๑ ซง่ึ มนี ายสมชาย วงศส์ วสั ด์ิ เปน็ นายกรฐั มนตรไี ดม้ คี ำสง่ั ใหเ้ จา้ หนา้ ทต่ี ำรวจ
ทำการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่บุกเข้าปิดล้อมทางเข้า
รฐั สภาจนกระทง่ั เปน็ เหตใุ หม้ ผี เู้ สยี ชวี ติ ๒ ราย และมผี บู้ าดเจบ็ นบั รอ้ ยคน คดดี งั กลา่ วคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง และสรุปสำนวนพร้อมความเห็นส่งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีตอ่ ศาล
ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ความปรากฏต่อมาว่าอัยการสูงสุดมีความเห็นว่า
เร่ืองที่ส่งมานั้นยังมีข้อไม่สมบูรณ์ และได้แจ้งข้อไม่สมบูรณ์นั้นไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. จนกระทั่ง
ได้มีการต้ังคณะทำงานตามกฎหมายเพ่ือพิจารณาพยานหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์นั้น ในท่ีสุดคณะทำงาน
ชุดดังกล่าวไม่อาจหาข้อยุติเก่ียวกับการฟ้องคดีได้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงได้แต่งต้ังทนายความ
ใหฟ้ อ้ งคดแี ทน๒
ในช้ันที่จะเร่ิมการพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ จำเลยท้ังส่ีได้แถลงต่อศาลว่ามีความประสงค์จะให้
พนักงานอัยการว่าความแก้ต่างคดีให้ ซ่ึงศาลฎีกาฯได้มีคำสั่งในประเด็นดังกล่าวว่าพนักงานอัยการไม่มี
อำนาจว่าความแก้ต่างให้แก่จำเลยทั้งสี่ตามท่ีกล่าวไว้แล้วข้างต้น โดยศาลฎีกาได้ให้เหตุผลไว้ ๒ ประการ

๑ อัยการศาลสูงจังหวัดแม่ฮอ่ งสอน
๒ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๐
เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ากรณีมีมูลท่ีจะดำเนินคดีตามมาตรา ๙(๑)(๒)หรือ(๔) ให้ประธาน ป.ป.ช.ส่งรายงาน เอกสาร
และพยานหลักฐานพรอ้ มทั้งความเหน็ ไปยังอัยการสงู สุดภายในสบิ สีว่ นั เพ่อื ใหอ้ ยั การสงู สุดยน่ื ฟอ้ งคดีต่อศาล
ให้อัยการสูงสุดย่ืนฟ้องคดีภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับเร่ืองตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่ภายในระยะเวลาดังกล่าวอัยการสูงสุดมี
ความเห็นวา่ เรื่องทีส่ ่งมานั้นยงั มขี ้อไมส่ มบรู ณ์ และไดแ้ จ้งขอ้ ไม่สมบรู ณ์นนั้ ไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช.
มาตรา ๑๑ ภายในสิบสี่วันนับแต่วันได้รับแจ้งข้อไม่สมบูรณ์ตามมาตรา ๑๐ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุดต้ังคณะ
ทำงานข้ึนคณะหนึ่ง โดยมีผู้แทนของแต่ละฝ่ายจำนวนฝ่ายละเท่ากันเป็นคณะทำงาน ให้สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทำหน้าท่ีเป็นฝ่าย
เลขานุการ คณะทำงานมีอำนาจหน้าที่พิจารณาพยานหลักฐานท่ีไม่สมบูรณ์ และรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์ แล้วส่งให้อัยการสูงสุด
เพือ่ ฟอ้ งคดตี ่อไป
ในกรณีท่ีคณะทำงานไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการฟ้องคดีได้ภายในกำหนดเวลาสิบสี่วันนับแต่วันต้ังคณะทำงาน ให้คณะกรรมการ
ป.ป.ช. มีอำนาจย่นื ฟ้องคดีเองหรือแต่งตงั้ ทนายความให้ฟอ้ งคดแี ทนได้ แตต่ อ้ งฟ้องภายในสิบสี่วันนับแตว่ ันครบกำหนด

102 บทความ

คอื ประการแรก การปฏบิ ตั หิ นา้ ทข่ี องพนกั งานอยั การตอ้ งปฏบิ ตั หิ นา้ ทใ่ี นฐานะทนายแผน่ ดนิ ตามมาตรา ๑๑
แหง่ พระราชบญั ญตั อิ งคก์ รอยั การและพนกั งานอยั การ พ.ศ.๒๕๕๓ มใิ ชป่ ฏบิ ตั หิ นา้ ทเ่ี พอ่ื ตอ่ สคู้ ดกี บั แผน่ ดนิ
ในกรณีท่ีแผ่นดินโดยองค์กรของรัฐเป็นผู้ฟ้องคดีเสียเอง ประการที่สอง การดำเนินคดีนี้ศาลจะต้องใช้
สำนวนการไตส่ วนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เปน็ หลกั ในการพจิ ารณา เมอ่ื ปรากฏจากคำฟอ้ งวา่ อยั การสงู สดุ
ส่งสำนวน รายงาน และเอกสารท่ีเกี่ยวข้องคืนให้แก่โจทก์เพื่อฟ้องคดีเอง แสดงว่าอัยการสูงสุดเห็นควร
ไม่ฟ้องคดีนี้ให้แก่องค์กรของรัฐแล้ว การท่ีพนักงานอัยการจะเข้ามาแก้ต่างคดีนี้ให้แก่จำเลยทั้งส่ี จึงเป็น
ปฏปิ กั ษต์ อ่ การปฏบิ ตั หิ นา้ ทข่ี องพนกั งานอยั การซง่ึ ไดด้ ำเนนิ การในสว่ นทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การทโ่ี จทกจ์ ะฟอ้ งคดนี ้ี
ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมือง พ.ศ.๒๕๔๒๓ คำส่ังดังกล่าวของศาลฎีกาฯมีเหตุผลอันควรเคารพและน่ารับฟังอย่างย่ิง
อยา่ งไรก็ตาม บทความน้ใี ครข่ อตั้งขอ้ สังเกตเชงิ หลกั การในคำสัง่ ดงั กลา่ วบางประการ
ในท่ีนี้สมควรกล่าวไว้ด้วยว่า ก่อนหน้าท่ีศาลฎีกาฯจะมีคำสั่งในประเด็นนี้ ในคราวประชุม
คณะรัฐมนตรีเมื่อวันท่ี ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๘ คณะรัฐมนตรีได้มีมติในประเด็นดังกล่าวสรุปความได้ว่า
ใหป้ ระสานกบั สำนกั งานอยั การสูงสดุ ให้พนกั งานอยั การพิจารณารบั แก้ต่างให้แก่เจา้ หน้าทข่ี องรฐั ผ้ถู ูกฟ้อง
ในกรณที ห่ี นว่ ยงานอน่ื เชน่ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนนิ การฟอ้ งคดเี อง หรอื แมแ้ ตใ่ นคดที พ่ี นกั งานอยั การ
รบั ดำเนินการฟ้องคดีแก่เจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้นั้นด้วยก็ตาม ครั้นเมื่อศาลฎีกาฯมีคำส่ังดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้
ดูเหมือนวา่ มตคิ ณะรฐั มนตรีดงั กลา่ วมคี วามขดั แย้งต่อกฎหมาย โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ ในคดที ีศ่ าลฎีกาฯ ได้มี
คำส่ังนี้มีเน้ือหาท่ีมีความอ่อนไหวต่อการเมืองอย่างสูง กรณีจึงมีการขยายผลทางการเมืองไปถึงขนาดท่ีมี
การตามหาตัวบุคคลท่ีเป็นผู้ผลักดันให้มีการออกมติคณะรัฐมนตรีเร่ืองน้ี บทความน้ีจึงต้องจำกัดขอบเขต
การวิเคราะห์อยา่ งเคร่งครดั โดยม่งุ แต่เฉพาะประเด็นข้อกฎหมายเทา่ นัน้
บทวเิ คราะห์
๑. แนวคิดและระบบกฎหมายเรอื่ งการเปน็ นติ ิบุคคลทางมหาชน
ในบทความนข้ี อแบ่งกลุ่มแนวคิดเรื่องการเปน็ นติ บิ ุคคลทางมหาชนออกเป็น ๒ กลมุ่ ใหญ่ๆ ได้แก่
กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ยอมรับกันว่ารัฐมีสถานะเป็นนิติบุคคล กลุ่มน้ีมีประเทศฝรั่งเศสเป็นตัวอย่างที่
สำคัญ โดยในประเทศฝรั่งเศสถือกันว่าเฉพาะแต่รัฐเท่าน้ันที่เป็นนิติบุคคล ส่วนหน่วยงานอ่ืนของรัฐที่เป็น
ราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอันได้แก่กระทรวง ทบวง กรม และจังหวัดต่างไม่มีสถานะเป็น
นิติบุคคล ส่วนในประเทศอังกฤษแต่เดิมน้ันถือกันว่าเฉพาะแต่กษัตริย์เท่านั้นท่ีเป็นนิติบุคคล แต่รัฐหรือ
แผ่นดิน (Crown) ไม่เป็นนิติบุคคล ต่อมาเม่ือมีการเปล่ียนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย
และเริ่มเปล่ียนแปลงประเทศเป็นระบบรัฐสวัสดิการ บทบาทและหน้าท่ีของรัฐจึงเพ่ิมข้ึนจากท่ีเป็นอยู่เดิม
เปน็ อนั มาก แนวคดิ ทางกฎหมายมหาชนของประเทศองั กฤษจงึ ไดเ้ ปลย่ี นไปโดยถอื กนั วา่ รฐั เปน็ นติ บิ คุ คลแลว้
โดยไม่จำต้องมีกฎหมายใดมากำหนดให้รัฐเป็นนิติบุคคลอีกเพราะรัฐเป็นนิติบุคคลโดยสภาพของตัวรัฐเอง
กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มท่ีถือหลักว่ารัฐไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล แต่หน่วยงานต่างๆของรัฐอันได้แก่ กระทรวง

๓ สำนกั ขา่ วอศิ รา วันพุธท่ี ๑๙ สงิ หาคม ๒๕๕๘ http://www.isranews.org ไพรชั วรปาณ,ิ มตศิ าลฎีกาที่นา่ ท่ึง , หนงั สอื พมิ พ์
มติชนรายวัน วนั พุธที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๘ , หนา้ ๒๑

อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 103

ทบวง กรม รวมถงึ จงั หวัดเป็นนติ บิ คุ คล ซึ่งประเทศไทยอยู่ในกลมุ่ ทส่ี องน๔้ี
ในทน่ี จ้ี ะไมข่ อกลา่ วถงึ ขอ้ ดขี อ้ เสยี ของทง้ั สองแนวคดิ และระบบกฎหมายเพราะไมอ่ ยใู่ นความมงุ่ หมาย
ของการนำเสนอบทความน้ี อย่างไรก็ตามจะได้กล่าวถึงผลท่ีเกิดขึ้นประการหน่ึงของแนวคิดและ
ระบบกฎหมายในกลมุ่ ทส่ี อง กลา่ วคอื ในเมอ่ื หนว่ ยงานตา่ ง ๆ ของรฐั ตา่ งเปน็ นติ บิ คุ คล หนว่ ยงานเหลา่ นน้ั จงึ
เป็นผู้ทรงซ่งึ สิทธิ อำนาจ หน้าท่ี และความรับผิดต่างหากจากกัน เป็นผลให้หน่วยงานเหล่าน้ันสามารถ
ฟ้องร้องและต่อสู้คดีระหว่างกันเองได้ตามสิทธิและหน้าที่ของตน ด้วยเหตุนี้เพ่ือเป็นการลดความขัดแย้ง
ระหวา่ งหน่วยงานของรฐั ในเร่อื งการบริหารงบประมาณและทรัพยส์ นิ ของรฐั ในประเทศไทยจึงได้ใช้วธิ กี าร
ทางบริหารแก้ปัญหาโดยรัฐบาลได้มีคำส่ังห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐฟ้องร้องคดีกันเอง โดยแนวคิดนี้
เร่ิมมีมาตัง้ แต่ พ.ศ.๒๔๙๖ โดยคณะรัฐมนตรีไดม้ ีมติ เมื่อวนั ท่ี ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๖ มสี าระสำคญั ว่า
ห้ามมิให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจฟ้องความแพ่งกันเพราะเป็นของรัฐบาลเดียวกัน ซึ่งต่อมาได้มี
พัฒนาการเรื่อยมาจนกระท่ังได้กลายเป็นมติคณะรัฐมนตรีเม่ือวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๐ แก้ไขเพิ่มเติม
โดยมติคณะรัฐมนตรเี มื่อวันท่ี ๔ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๐ เรือ่ งการยุติการดำเนนิ คดแี พ่งของส่วนราชการและ
หน่วยงานของรัฐท่ีเกี่ยวข้องที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามมาตรการทางการบริหารดังกล่าว
เปน็ เพยี งมาตรการทอ่ี ยใู่ นบรบิ ทของขอ้ พพิ าทในทางแพง่ เทา่ นน้ั (ซง่ึ หมายรวมถงึ ขอ้ พพิ าททางคดปี กครอง
คดีภาษีอากร คดีแรงงาน คดีล้มละลาย และคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศด้วย)
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ เปน็ มาตรการทส่ี รา้ งขน้ึ มาเพอ่ื แกป้ ญั หาทางการบรหิ ารงบประมาณและทรพั ยส์ นิ ของรฐั
เป็นสำคัญ๕ อีกทั้งยงั ไมใ่ ชม่ าตรการทห่ี า้ มอยา่ งเดด็ ขาด หากแตใ่ นกรณจี ำเปน็ กย็ งั ฟอ้ งรอ้ งคดกี นั เองระหวา่ ง
หนว่ ยงานของรฐั ได้
ทก่ี ลา่ วมาขา้ งตน้ แสดงใหเ้ หน็ วา่ โดยระบบกฎหมายของรฐั แลว้ หนว่ ยงานตา่ ง ๆ ของรฐั ในประเทศไทย
ยังฟ้องร้องคดีระหว่างกันเองได้ ทั้งน้ี โดยต้ังอยู่บนพื้นฐานแนวความคิดท่ีว่าหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ
ต่างเป็นนิติบุคคลต่างหากจากกัน ส่วนมติคณะรัฐมนตรี เม่ือวันท่ี ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๐ แก้ไขเพิ่มเติม
โดยมตคิ ณะรัฐมนตรี เมื่อวนั ท่ี ๔ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๐ เรือ่ งการยุติการดำเนินคดแี พง่ ของสว่ นราชการและ
หน่วยงานของรัฐที่เก่ียวข้องนั้นเป็นเพียงมาตรการทางฝ่ายบริหารท่ีมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแก้ปัญหาใน
ส่วนของฝา่ ยบริหารเทา่ นั้น มิไดม้ ีผลเปน็ การลบล้างหรอื เปลย่ี นแปลงระบบกฎหมายทเ่ี ป็นอยใู่ นปจั จบุ นั
เมอ่ื ยอ้ นกลบั มาพจิ ารณาถงึ ประเดน็ ทศ่ี าลฎกี าฯ ไดม้ คี ำสง่ั วา่ พนกั งานอยั การไมม่ อี ำนาจรบั ดำเนนิ คดี
แกต้ า่ งใหแ้ กเ่ จา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ทถ่ี กู คณะกรรมการ ป.ป.ช.ฟอ้ งคดอี าญา แมไ้ มใ่ ชก่ รณที ส่ี ำนกั งานอยั การสงู สดุ
มีข้อพิพาทเปน็ คู่ความฟ้องร้องกบั สำนกั งานคณะกรรมการ ป.ป.ช.โดยตรงกต็ าม แต่คำส่งั ดงั กลา่ วก็อาศัย
ตรรกะท่ีอยู่ภายในกรอบแนวความคิดท่ีว่าหน่วยงานของรัฐไม่ควรต่อสู้คดีกันเอง ดังจะเห็นได้จากเหตุผล
สำคัญประการหน่ึงของศาลฎีกาฯทีว่ ินจิ ฉยั ไว้คอื การปฏบิ ตั ิหนา้ ทีข่ องพนกั งานอยั การต้องปฏิบตั หิ นา้ ท่ใี น
ฐานะทนายแผ่นดินตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.๒๕๕๓
มิใช่ปฏิบัติหน้าท่ีเพ่ือต่อสู้คดีกับแผ่นดินในกรณีท่ีแผ่นดินโดยองค์กรของรัฐเป็นผู้ฟ้องคดีเสียเอง ดังน้ี
หากนำแนวคดิ และระบบกฎหมายทป่ี ระเทศไทยยดึ ถอื อยใู่ นปจั จบุ นั ดงั ทก่ี ลา่ วไวแ้ ลว้ ในตอนตน้ มาเปน็ กรอบ
การวิเคราะห์ก็ย่อมจะเห็นได้ว่าท้ังสำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ต่างก็เป็นนิติบุคคลท่มี ีอำนาจหน้าท่ตี ่างหากจากกัน การท่ศี าลฎีกาฯวินิจฉัยวางแนวมิให้พนักงานอัยการ

๔ ชาญชยั แสวงศักดิ์ , นิตบิ คุ คลตามกฎหมายมหาชน , สำนักพมิ พว์ ิญญูชน , ๒๕๔๑ , หนา้ ๑๕-๑๙ , ๕๓-๕๙ , ๖๐-๘๑
๕ ประเวศ มะกรวัฒนะ , การยุติการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง ศึกษากรณีการบังคับใช้กับหน่วย
งานของรัฐท่เี ปน็ องค์กรอสิ ระตามรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ , สถาบนั พระปกเกลา้ , หนา้ ๔๗-๕๓ , ๑๖๓-๑๗๑

104 บทความ

รับแก้ต่างให้แก่เจ้าหน้าท่ีของรัฐที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ฟ้องคดีเองจึงเป็นการย้อนแย้ง
กบั แนวคดิ และระบบกฎหมายท่เี ป็นอยู่ในปจั จบุ ัน
๒. อำนาจศาลในการตรวจสอบดลุ พินจิ ขององคก์ รอ่ืน
ในทางทฤษฎีการควบคุมการใช้อำนาจขององค์กรของรัฐแบ่งได้เป็นการควบคุมก่อนมีการใช้
อำนาจ และการควบคุมภายหลังจากที่มีการใช้อำนาจกระทำการต่าง ๆ ไปแล้ว และโดยหลักทั่วไป
ศาลย่อมมีอำนาจควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการใช้ดุลพินิจขององค์กรอ่ืนได้ อันถือว่า
เป็นการควบคุมองค์กรของรัฐภายหลังจากที่ได้ใช้อำนาจไปแล้วอย่างหนึ่ง ซึ่งในระบบกฎหมายของไทย
ไดม้ ปี รากฏใหเ้ หน็ เป็นบรรทดั ฐานเร่ือยมา เชน่ ตามคำพพิ ากษาฎกี าท่ี ๖๔๖-๖๔๗/๒๕๑๐ (ประชุมใหญ่)
ที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ว่า การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะฟังข้อเท็จจริงหรือใช้ดุลพินิจไปในทางใดจะถือว่า
เป็นการมิชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ เว้นแต่การฟังข้อเท็จจริงหรือการใช้ดุลพินิจน้นั ไม่มีพยานหลักฐานหรือ
เหตุผลสนับสนุนเพียงพอ หรือมิได้เป็นไปโดยสุจริต อันถือได้ว่าการวินิจฉัยเช่นน้ันไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คร้ันต่อมาได้มีการจัดต้ังศาลปกครองข้ึนในประเทศไทยแล้ว ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยวางหลักไว้ใน
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๙๐/๒๕๔๗ ว่า แม้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจดุลพินิจตามกฎหมาย
ท่ีจะออกคำสั่งทางปกครองได้ แต่การออกคำสั่งดังกล่าวจะต้องเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมาย
คอื ตอ้ งสามารถดำเนนิ การใหเ้ จตนารมณห์ รอื วตั ถปุ ระสงคต์ ามกฎหมายสำเรจ็ ลลุ ว่ งไปไดเ้ ทา่ นน้ั นอกจากน้ี
ในการออกคำสั่งนั้นจะต้องมีความจำเป็นในการออกคำส่ังด้วย และคำส่ังดังกล่าวมหาชนจะต้องได้รับ
ประโยชนม์ ากกวา่ ความเสยี หายทผ่ี รู้ บั คำสง่ั ไดร้ บั ๖
โดยที่พระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.๒๕๕๓ มาตรา ๑๔(๔) กำหนดให้
พนักงานอัยการมีอำนาจดุลพินิจรับแก้ต่างให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐท่ีถูกฟ้องในคดีอาญาในเรื่องท่ีได้กระทำ
ไปตามหน้าที่๗ การใช้ดุลพินิจดังกล่าวของพนักงานอัยการจึงอยู่ภายใต้การตรวจสอบความชอบด้วย
กฎหมายโดยองค์กรศาลเช่นกัน อย่างไรก็ตามบทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดอำนาจดุลพินิจไว้ให้แก่
พนกั งานอยั การโดยเฉพาะ ฉะนน้ั การบงั คบั ใชก้ ฎหมายในสว่ นนจ้ี งึ ควรมลี ำดบั ขน้ั ตอนโดยใหพ้ นกั งานอยั การ
ได้ใช้อำนาจดุลพินิจเสียก่อนว่าจะรับหรือไม่รับแก้ต่างให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐท่ีถูกฟ้องคดีอาญา
จากนั้นหากมีการโต้แย้งคัดค้านว่าการใช้อำนาจดุลพินิจน้ันไม่ชอบอย่างไร ศาลจึงจะเข้ามาตรวจสอบ
ความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจดลุ พินจิ นั้น แตจ่ ากกรณที ่ศี าลฎีกาฯได้มีคำส่ังในคดีทก่ี ล่าวถึงไว้
ในตอนต้นพบว่าศาลได้มีคำส่ังไปก่อนที่พนักงานอัยการจะได้ใช้ดุลพินิจเข้าไปในคดี ดังน้ี แม้ศาลจะมี
อำนาจตีความกฎหมายและชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีในท่ีสุดก็ตาม แต่การวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าวมีลักษณะ
เป็นการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจดุลพินิจขององค์กรอื่นดังท่ีกล่าวมาแล้วข้างต้น การที่ศาลวินิจฉัย
ชข้ี าดไปก่อนล่วงหนา้ เชน่ น้ีอาจเปน็ เหตุใหข้ าดข้อมลู และเหตผุ ลจากผมู้ ีอำนาจใช้ดุลพนิ จิ นั้นโดยตรง

๖ บัญชา เขียวต่าย , อำนาจฟ้อง-อำนาจศาลในคดีฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด , วารสารอัยการ ปีท่ี ๒๖ ฉบับที่
๒๖๙(ตลุ าคม-ธนั วาคม),หน้า ๑๒๕
๗ พระราชบญั ญตั อิ งค์กรอัยการและพนักงานอยั การ พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๔ พนักงานอยั การมอี ำนาจหนา้ ท่ี ดงั ต่อไปนี้
(๔) ในคดแี พง่ คดปี กครอง หรือคดอี าญา ซึง่ เจา้ หนา้ ที่ของรฐั ถูกฟอ้ งในเร่ืองการทีไ่ ดก้ ระทำไปตามหน้าทกี่ ็ดี หรอื ในคดีแพ่งหรือ
คดีอาญาที่ราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดถูกฟ้องในเร่ืองการที่ได้กระทำตามคำส่ังของเจ้าหน้าท่ีของรัฐซึ่งได้สั่งการโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือเข้าร่วม
ชว่ ยเหลอื เจา้ หน้าทข่ี องรัฐซึง่ กระทำการในหนา้ ท่รี าชการกด็ ี เมอ่ื เหน็ สมควรพนักงานอัยการจะรบั แก้ตา่ งใหก้ ไ็ ด้

อยั การนิเทศ เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 105

๓. บทบาทของรัฐในการดำเนินคดอี าญา
ในทางทฤษฎแี ละโดยหลกั การทป่ี รากฏอยใู่ นประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา ประเทศไทย
เราใช้หลักการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ และใช้หลักการค้นหาความจริงในเนื้อหา ซึ่งตามหลักการดังกล่าว
องค์กรของรัฐในกระบวนการยุติธรรมทุกฝ่ายรวมทั้งศาลด้วยมีหน้าท่ีต้องร่วมมือกันค้นหาความจริง
โดยไม่ผูกมัดอยู่กับแบบหรือคำร้องคำขอของผู้ใด โดยหลักการนี้การดำเนินคดีอาญาจึงมีแนวคิด
ท่ตี ่างจากการต่อสูค้ ดีกนั แบบคดแี พ่ง๘
เก่ียวกับประเด็นที่วิเคราะห์ในบทความนี้ พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าท่ีอยู่สองส่วน ส่วนแรก
มีอำนาจหน้าท่ีในการฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของ
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.๒๕๔๒ ส่วนที่สองมีอำนาจหน้าที่รับแก้ต่างให้แก่เจ้าหน้าท่ีของรัฐ
ท่ถี ูกฟ้องในคดีอาญาในเร่อื งท่ไี ด้กระทำไปตามหน้าท่ตี ามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ
พ.ศ.๒๕๕๓ ปัญหาจะเกิดข้ึนในกรณีที่พนักงานอัยการมีดุลพินิจไม่ฟ้อง ซ่ึงมีผลทำให้คณะกรรมการ
ป.ป.ช.มีอำนาจนำคดีไปฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกกล่าวหาได้เอง กรณีเช่นน้ีศาลฎีกาฯตีความว่าเป็นผล
ทำให้อำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการในส่วนท่ีสองสิ้นผลไป อย่างไรก็ดี การใช้ดุลพินิจไม่ฟ้องคดีของ
พนักงานอัยการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมือง พ.ศ.๒๕๔๒ นั้นอาจมีขึ้นได้หลายกรณี เช่น การแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐาน
ในสำนวนการไตส่ วนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.มขี อ้ ไมส่ มบรู ณ์ หรอื พยานหลกั ฐานไมพ่ อฟอ้ ง หรอื พนกั งานอยั การ
พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าท่ีผู้ถูกกล่าวหาไม่เป็นความผิด สำหรับเหตุผลประการ
สดุ ทา้ ยนมี้ ขี อ้ ที่น่าพจิ ารณาในหลายแงม่ ุม
ในมุมของพนักงานอัยการ บทบาท อำนาจ ภาระหน้าที่ของพนักงานอัยการในกระบวนการ
ยุติธรรมระบบหลักของรัฐคือการอำนวยความยุติธรรม เมื่อพนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่าเจ้าหน้าท่ี
ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำความผิด พนักงานอัยการจึงไม่ควรถูกตัดอำนาจหน้าที่ในส่วนนี้เพียงเพราะว่า
คณะกรรมการ ป.ป.ช.ซ่ึงเป็นอีกองค์กรหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมระบบย่อยอีกระบบหน่ึงของรัฐ
มีความเห็นว่าเจ้าหน้าท่ีของรฐั ผถู้ ูกกลา่ วหานนั้ กระทำความผิด
ในมุมของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกกล่าวหา โดยท่ีเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นสถาบันหน่ึงในระบบกฎหมาย
ซึ่งเป็นผู้กระทำการแทนหรือกระทำการในนามของรัฐ ดังนั้น เมื่อเจ้าหน้าท่ีของรัฐถูกฟ้องในคดีอาญา
ในเรอ่ื งทไ่ี ดก้ ระทำไปตามหนา้ ท่ี จงึ เปน็ เรอ่ื งทร่ี ฐั ตอ้ งเขา้ ไปใหค้ วามคมุ้ ครองโดยใหพ้ นกั งานอยั การมอี ำนาจ
ใช้ดุลพินิจรับแก้ต่างคดีให้โดยไม่ต้องเป็นภาระแก่เจ้าหน้าท่ีผู้น้ันเป็นส่วนตัวที่จะต้องจัดหาทนายความ
ต่อสู้คดีเอง ท้ังนี้ เพ่ือเป็นการให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าหน้าท่ีผู้น้ันอีกทางหนึ่งด้วย ฉะน้ัน
แม้คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะยืนยันกล่าวหาว่าเจ้าหน้าท่ผี ้นู ้นั กระทำความผิดก็ตาม แต่หากพนักงานอัยการ
ซ่ึงเป็นองค์กรของรัฐอีกองค์กรหน่ึงเห็นว่าเจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้นั้นกระทำการไปตามหน้าท่ีโดยถูกต้อง
เจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้นั้นก็ไม่ควรต้องเสียสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครอง โดยเฉพาะอย่างย่ิงในกรณีที่ตัดอำนาจ
หน้าท่ีพนักงานอัยการและตัดสิทธิของเจ้าหน้าท่ีของรัฐในส่วนน้ีแล้ว หากในท่ีสุดศาลมีคำพิพากษาว่า
การกระทำของเจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้นั้นไม่เป็นความผิด ก็จะเกิดปัญหาตามมาว่าสิทธิของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ที่จะไดร้ บั ความค้มุ ครองในส่วนน้ีหายไปไหน

๘ คณิต ณ นคร , กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา , สำนักพิมพ์นิติธรรม , พิมพ์ครั้งท่ี ๔ ธันวาคม ๒๕๓๘ , หน้า ๗-๑๐ ,
๑๓-๑๕, ๒๗๙-๒๘๐

106 บทความ

ไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรกต็ าม นอกจากองคก์ รของรัฐในกระบวนการยตุ ิธรรมทุกฝ่ายรวมทั้งศาล
มีหน้าที่ต้องร่วมมือกันค้นหาความจริงตามหลักการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐและหลักการค้นหาความจริง
ในเนอ้ื หาดงั ทก่ี ลา่ วไวใ้ นตอนตน้ แลว้ ในพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยวธิ พี จิ ารณาคดอี าญาของ
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.๒๕๔๒ ยังได้นำเอาระบบไต่สวนมาใช้๙ ดังน้ัน ความสำคัญของการ
ดำเนินคดีจึงไม่ได้อยู่ท่ีการต่อสู้คดีกันแบบคดีแพ่ง แต่ศาลควรที่จะได้รู้ถึงข้อเท็จจริงทุกแง่ทุกมุมของคดี
โดยมิพักต้องคำนึงว่าหน่วยงานของรัฐจะต้องเข้ามาต่อส้คู ดีกันเอง ท้งั ไม่ต้องคำนึงว่าการท่พี นักงานอัยการ
จะเข้ามาแก้ต่างคดีให้แก่จำเลยนั้นจะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการซึ่งได้
พิจารณาและดำเนินการในส่วนท่ีเก่ียวข้องกับสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไปแล้วก่อนท่ี
โจทก์จะไดน้ ำมาฟ้องคดหี รือไม่

บทสรปุ
คำสั่งของศาลฎีกาฯที่ห้ามมใิ หพ้ นกั งานอยั การเข้ารบั แก้ต่างใหแ้ กเ่ จา้ หน้าทข่ี องรัฐทต่ี กเป็นจำเลย
ในคดที ค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ช.เปน็ ผฟู้ อ้ งคดนี น้ั แมจ้ ะมเี หตผุ ลอนั แยบคาย แตค่ ำสง่ั ดงั กลา่ วยงั คงเผชญิ หนา้
กับคำถามเชิงวิชาการที่รอความชัดเจนอยู่ เช่นว่า คำส่ังดังกล่าวยังคงดำรงอยู่กับระบบกฎหมายท่ีเป็นอยู่
ในปัจจุบันหรือไม่ กล่าวคือ คำส่ังนี้จะเป็นก้าวย่างสำคัญที่วางหลักไว้ล่วงหน้าให้รัฐไทยมีสถานะเป็น
นิติบุคคลทางมหาชน แล้วให้หน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้รัฐนั้นส้ินสภาพความเป็นนิติบุคคลไปเพ่ือให้
หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐจะได้ไม่ต้องต่อสู้คดีกันเอง หากเป็นเช่นน้ันจริงก็คงต้องมีการถอดรื้อระบบ
กฎหมายครั้งใหญ่ในอนาคต หรือในประเด็นเกี่ยวกับการควบคุมตรวจสอบดุลพินิจของหน่วยงาน
ฝ่ายปกครองนั้นจะสามารถทำได้โดยอาศัยการตีความกฎหมายในคดีใดๆโดยไม่จำต้องรอให้หน่วยงาน
ทางปกครองนนั้ ๆ ใช้อำนาจดลุ พนิ จิ เสียกอ่ น เชน่ นี้ หลักการควบคมุ ตรวจสอบดลุ พินจิ ของฝ่ายปกครองก็
จะขยายขอบเขตจากการควบคุมฝ่ายปกครองภายหลังจากที่มีการกระทำทางปกครอง (การใช้ดุลพินิจ)
ไปเป็นการควบคุมฝ่ายปกครองก่อนท่จี ะมีการกระทำทางปกครองด้วย ซ่งึ เช่อื ว่าหากมีการเปล่ยี นแปลง
หลกั การเชน่ นจ้ี รงิ กย็ อ่ มจะมผี ลกระทบกบั การปฏบิ ตั ริ าชการของฝา่ ยปกครองอยา่ งมาก หรอื ในอกี ประเดน็ หนง่ึ
ท่ีเก่ียวกับการดำเนินคดีอาญาของรัฐท้ังในระบบหลัก (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) และ
ระบบยอ่ ย (พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยวธิ พี จิ ารณาคดอี าญาของผดู้ ำรงตำแหนง่ ทางการเมอื ง
พ.ศ.๒๕๔๒) ที่ทุกองค์กรของรัฐในกระบวนการยุติธรรมจะต้องร่วมมือกันค้นหาความจริงโดยไม่คำนึงถึง
ผลแพ้ชนะในการต่อสู้คดี ดังนี้ การตัดอำนาจหน้าท่ีตามกฎหมายของพนักงานอัยการออกไป (อำนาจ
หน้าท่ีตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.๒๕๕๓) ก็ดูจะเป็นการถอยห่างออกไป
จากหลกั การดังกล่าวอย่มู ากพอสมควร

......................................

๙ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๙
ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนพยานหลักฐานต่อเน่ืองติดต่อกันไปทุกวันทำการจนกว่าจะเสร็จการพิจารณา เว้นแต่จะมีเหตุสุดวิสัย
หรอื เหตจุ ำเป็นอ่ืนอันมิอาจกา้ วล่วงได้
มาตรา ๒๕ วรรคสอง ในวันยื่นฟ้องให้โจทก์ส่งสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ต่อศาลเพื่อใช้เป็นหลักในการ
พจิ ารณาและรวมไว้ในสำนวน และศาลอาจไตส่ วนหาขอ้ เท็จจรงิ และพยานหลักฐานเพมิ่ เติมไดต้ ามท่ีเหน็ สมควร
มาตรา ๓๑ ในการไต่สวน ใหอ้ งค์คณะผพู้ พิ ากษาสอบถามพยานบุคคลเอง โดยการแจ้งให้พยานทราบประเด็นและขอ้ เท็จจริงซึ่ง
จะทำการไต่สวน แล้วใหพ้ ยานเบกิ ความในขอ้ น้นั โดยวิธีแถลงดว้ ยตนเองหรือตอบคำถามศาล แล้วจงึ ให้โจทก์จำเลยถามเพิม่ เตมิ ตอ่ ไป

อัยการนิเทศ เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 107

108 บทความ

ตอบข้อหารือ
สำนักงานอยั การสงู สดุ



คำวินจิ ฉยั ที่ ห.๗๓/๒๕๕๘



เรอื่ ง หารือการเล่ือนกำหนดระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่
เพ่ือประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพ้ืนดินในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทาง
ธรุ กจิ ระดับชาต

กฎหมาย ระเบยี บ ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ
โทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประมูลคล่ืน
ความถเี่ พอ่ื ใหบ้ รกิ ารโทรทศั น์ ในระบบดจิ ติ อล ประเภทบรกิ ารทางธรุ กจิ ระดบั ชาต ิ

พ.ศ. ๒๕๕๖



กสทช. ไม่อาจเลื่อนกำหนดเวลาการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตงวดท่ี ๒ ให้แก่ผู้ชนะ

การประมูลได้ เน่ืองจากประกาศ กสทช. เรื่อง หลกั เกณฑ์ วธิ ีการ และเงื่อนไขการประมูลคลนื่ ความถี่
เพ่ือให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ พ.ศ. ๒๕๕๖ ได้กำหนด

หลักเกณฑ์การแยกชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในงวดต่างๆ ไว้เป็นการตายตัว
มิได้เปิดช่องให้ กสทช. สามารถใช้ดุลยพินิจเลื่อนกำหนดระยะเวลาการชำระในงวดใดๆ ได้ และ
กำหนดการชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวมิใช่นิติกรรมในทางแพ่งที่คู่สัญญาอาจตกลงกันเลื่อนกำหนด
ระยะเวลาการชำระค่าธรรมเนียมหรืออาจนำมาตรา ๒๐๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย

มาใช้บังคับได้ นอกเสียจากจะได้มีการแก้ไขประกาศ กสทช.ฯ ให้สามารถเลื่อนได้ หรือออกประกาศ
กสทช. ฉบับใหม่เพื่อผ่อนผันการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตตามประกาศ กสทช.ฯ ฉบับดังกล่าว
เสียก่อน



ข้อเทจ็ จรงิ และข้อหารือ

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

ได้ออกประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่เพ่ือให้บริการ
โทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ พ.ศ. ๒๕๕๖ เพ่ือกำหนด หลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถ่ีเพ่ือให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทาง
ธุรกิจระดับชาติ และได้จัดให้มีการประมูลคลื่นความถ่ีจนได้ผู้ชนะการประมูลแล้ว ทั้งนี้ ตามประกาศ
กสทช.ฯ ดังกล่าวได้กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เท่ากับ

ราคาท่ีชนะการประมูลแยกชำระเป็นรายงวดโดยกำหนดระยะเวลาในการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตฯ
งวดท่ี ๒ จะครบกำหนดในวนั ท่ี ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ตอ่ มา ผรู้ บั ใบอนญุ าตฯ ไดม้ หี นงั สอื ยน่ื ขอ้ รอ้ งเรยี น
เพือ่ ขอให้ กสทช. เลอ่ื นกำหนดระยะเวลาในการชำระคา่ ธรรมเนียมใบอนญุ าตฯ งวดที่ ๒ ออกไปอีก ๑ ปี
โดยอ้างว่าอุตสาหกรรมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลไม่เติบโตตามที่คาดหมาย อันเน่ืองมาจาก
สภาวะทางเศรษฐกจิ ท่ไี ดร้ ับผลกระทบจากเหตกุ ารณท์ างการเมือง กสทช. จึงขอหารอื ว่าในกรณีที่ กสทช.
จะกำหนดให้มีการเล่ือนกำหนดระยะเวลาในการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตฯ ตามที่ได้กำหนดไว้ใน
ประกาศฯ ฉบับดังกล่าวน้ัน จะสามารถดำเนินการได้โดยชอบด้วยกฎหมายและมีความเหมาะสมหรือไม่
อยา่ งไร


อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘
111

คำวนิ จิ ฉัย
สำนักงานอยั การสงู สดุ พิจารณาแลว้ เห็นว่า
๑. ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประมูลคล่ืนความถ่ีเพื่อให้บริการ
โทรทศั นใ์ นระบบดิจติ อล ประเภทบรกิ ารทางธรุ กจิ ระดบั ชาติ พ.ศ. ๒๕๕๖ (ประกาศ กสทช.ฯ) ข้อ ๑๐
ได้กำหนดหลักเกณฑ์การแยกชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คล่ืนความถี่ในงวดต่าง ๆ ไว้เป็น
การตายตัว มิได้เปิดช่องให้ กสทช. สามารถใช้ดุลยพินิจเล่ือนกำหนดระยะเวลาการชำระในงวดใดๆ ได้
กอปรกับหลังจากท่ี กสทช. ได้ดำเนินการประมูลไปแล้ว ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคล่ืน
ความถ่ีและกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๔๒ วรรคหน่ึง โดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๘๐/๒๕๕๗
ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ให้เงินท่ีได้จากการประมูลในกรณีน้ีเม่ือหักค่าใช้จ่ายแล้วให้
นำส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน แทนการให้นำส่งเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง
กจิ การโทรทศั น์ และกจิ การโทรคมนาคม เพอ่ื ประโยชนส์ าธารณะ อนั เปน็ กองทนุ ในสำนกั งาน กสทช. เอง
ดงั บทบญั ญัตเิ ดิม
๒. กำหนดการชำระเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คล่ืนความถ่ีในงวดต่าง ๆ ดังกล่าวใน ๑
เป็นไปตามประกาศ กสทช.ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายอนุบัญญัติของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคล่ืนความถ่ี
และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
หาใช่เป็นนิติกรรมในทางแพ่งท่ีคู่สัญญาอาจตกลงกันเลื่อนกำหนดระยะเวลาการชำระค่าธรรมเนียมหรือ
อาจนำมาตรา ๒๐๕ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาใชบ้ งั คบั ได้
ด้วยเหตุผลดังกล่าวใน ๑ และ ๒ กสทช. จึงไม่อาจเล่ือนกำหนดเวลาการชำระค่าธรรมเนียม
ใบอนุญาตงวดที่ ๒ ให้แก่ผู้ชนะการประมูลดังที่หารือได้ นอกเสียจากจะได้มีการแก้ไขประกาศ กสทช.ฯ
ใหส้ ามารถเลือ่ นได้ หรือออกประกาศ กสทช. ฉบับใหม่เพ่ือผอ่ นผันการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตตาม
ประกาศ กสทช.ฯ ฉบับดังกล่าวเสียก่อน แต่ทั้งน้ีโดยท่ีการประมูลได้เสร็จส้ินไปแล้ว การแก้ไขหรือออก
ประกาศฉบับใหม่ดังกล่าวจะมีผลเป็นการเอื้อประโยชน์แก่เอกชนบางรายหรือไม่ รวมทั้งจะเป็นการทำให้
เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในบรรดาผู้เข้าประมูลหรือไม่ กรณีเป็นปัญหาข้อเท็จจริงท่ี กสทช.
พึงพิจารณาด้วยความรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างย่ิงอาจมีปัญหาข้อกฎหมายว่าการออกประกาศให้มีผล
ย้อนหลังไปถึงการประมูลท่ีเสร็จสิ้นไปแล้วจะสามารถกระทำได้หรือไม่ ซ่ึงประเด็นน้ีควรจักได้หารือ
คณะกรรมการกฤษฎีกาใหเ้ ปน็ ทชี่ ดั เจนเสยี กอ่ น

112 ตอบข้อหารือสำนกั งานอัยการสงู สดุ

คำวนิ ิจฉัยที่ ห.๑๒/๒๕๕๗
เร่อื ง หารือวิธีปฏิบตั กิ รณกี ารหักเงินเดือนพนกั งานเพื่อชำระหนตี้ ามคำพพิ ากษา
กฎหมาย ระเบียบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา ๒๕๑
. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง่ มาตรา ๓๑๒
พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๓
มาตรา ๔๒/๑

การท่ีเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้เป็นอันดับแรกน้ัน เจ้าหน้ีน้ันต้องอยู่ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิ
ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา ๒๕๑ เมอ่ื ปรากฏวา่ เจา้ หนต้ี ามคำพพิ ากษาของศาลนน้ั
ไม่ใช่เจ้าหนี้บุริมสิทธิ ย่อมได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหน้ีสามัญ ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหน้ี
รายอื่นแต่อย่างใด องค์การฯ จึงสามารถหักเงินเดือนหรือค่าจ้าง หรือเงินอื่นใดของพนักงานท่ีเป็น
สมาชิกสหกรณ์ เพ่ือชำระหน้ี หรือภาระผูกพันท่ีมีต่อสหกรณ์ได้ก่อนตามนัยพระราชบัญญัติสหกรณ์
พ.ศ. ๒๕๔๒ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๔๒/๑
อย่างไรก็ดี หากศาลมีคำส่ังอายัดทรัพย์หนี้ตามคำพิพากษาของศาลแล้ว องค์การฯ ซ่ึงเป็น
บุคคลภายนอก ท่ีได้รับคำส่ังดังกล่าวได้ปฏิเสธหรือโต้แย้งหน้ีที่เรียกร้องเอาแก่ตน ศาลอาจไต่สวน
และมีคำส่ังใหอ้ งคก์ ารฯ ปฏิบตั ิตามคำสั่งอายัดนนั้ ถ้าองค์การฯ ไมป่ ฏิบตั ิตาม เจา้ พนกั งานบังคับคดี
อาจร้องขอให้ศาล ออกหมายบงั คับคดี และจะทำใหอ้ งคก์ ารฯ ถูกบังคบั คดเี สมือนหน่งึ เปน็ ลูกหน้ตี าม
คำพพิ ากษา ตามท่ีบัญญตั ิไวใ้ นประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑๒ นนั้ องค์การฯ
ก็ควรดำเนนิ การตามกฎหมายดังกลา่ วเพือ่ ใหศ้ าลยุตธิ รรมไดว้ ินจิ ฉยั เป็นบรรทัดฐานตอ่ ไป

ข้อเทจ็ จรงิ และขอ้ หารอื
องค์การฯ มีหน้าที่หักเงินเดือนหรือค่าจ้าง หรือเงินอ่ืนใด ที่ถึงกำหนดจ่ายแก่พนักงานท่ีเป็น
สมาชิกสหกรณ์ เพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นท่ีมีต่อสหกรณ์ ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับท่ี ๒)
พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๔๒/๑ วรรคสาม ซ่ึงกำหนดให้ตอ้ งหักใหส้ หกรณ์เปน็ ลำดับแรก ถัดจากหนภี้ าษีอากร
และการหักเงินเข้ากองทุนที่สมาชิกต้องถูกหักตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
กฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยการ
ประกันสังคม นอกจากนี้องค์การฯ ยังมีหน้าท่ีที่จะต้องหักเงินดังกล่าวของพนักงานท่ีเป็นสมาชิกสหกรณ์
ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลด้วย องค์การฯ จึงหารือว่าระหว่างการหักเงินเดือนหรือค่าจ้าง หรือ
เงินอ่ืนใดของพนักงานที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ เพ่ือชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อสหกรณ์ และการหัก
เงินเดอื นหรอื คา่ จา้ ง หรอื เงนิ อน่ื ใดเพอ่ื ชำระหนต้ี ามคำพพิ ากษาของศาลยตุ ธิ รรม องคก์ ารฯ จะตอ้ งปฏบิ ตั ิ
เช่นไร เพ่ือป้องกันมิให้ถูกบังคับคดีเสมือนหน่ึงเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามท่ีบัญญัติไว้ในประมวล
กฎหมายวิธพี จิ ารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑๒ วรรคสอง

อยั การนิเทศ เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 113

คำวนิ ิจฉัย
สำนักงานอัยการสงู สดุ ได้พิจารณาแลว้ เห็นว่า กรณีหนีต้ ามคำพิพากษาของศาลทพ่ี นักงานซึ่งเปน็
สมาชิกสหกรณ์เป็นลูกหน้ี และจะขอให้องค์การฯ หักจากเงินเดือนหรือค่าจ้าง หรือเงินอื่นใดที่พนักงาน
มสี ทิ ธิได้รบั จากองคก์ ารฯ เพ่ือชำระหนต้ี ามคำพพิ ากษาของศาลก่อนท่จี ะหักเพ่ือชำระหนีห้ รอื ภาระผกู พนั
อ่ืนที่มีต่อสหกรณ์น้ัน การที่เจ้าหน้ีใดจะได้รับชำระหนี้เป็นอันดับแรกนั้น เจ้าหน้ีนั้นต้องอยู่ในฐานะเจ้าหนี้
บุริมสิทธิ ซึ่งจะได้รับชำระหน้ีน้ันก่อนเจ้าหนี้อื่นๆ ตามหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๒๕๑ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า หนี้ตามคำพิพากษาของศาลดังกล่าวเป็นหนี้บุริมสิทธิ เจ้าหนี้
ตามคำพิพากษาน้ันจะเป็นผู้ทรงบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการท่ีจะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระ
แก่ตนก่อนเจ้าหน้ีอื่นใด รวมทั้งหนี้ที่ต้องชำระให้กับสหกรณ์ด้วย ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา ๒๕๑ แตห่ ากเจา้ หนต้ี ามคำพพิ ากษาของศาลนั้นไมใ่ ช่เจา้ หน้ีบรุ ิมสิทธิ ยอ่ มได้รบั ชำระหนี้
ในฐานะเจ้าหนส้ี ามัญ ไม่มีสิทธทิ ่จี ะไดร้ บั ชำระหนกี้ อ่ นเจ้าหนีร้ ายอืน่ แตอ่ ยา่ งใด กรณนี อ้ี งค์การฯ สามารถ
หกั เงนิ เดือนหรอื คา่ จา้ ง หรือเงินอื่นใดของพนักงานที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ เพือ่ ชำระหนหี้ รอื ภาระผูกพนั อื่น
ท่มี ตี ่อสหกรณไ์ ดก้ ่อนตามนัยพระราชบญั ญตั สิ หกรณ์ พ.ศ.๒๕๔๒ แก้ไขเพม่ิ เตมิ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๓
มาตรา ๔๒/๑
อย่างไรก็ดี หากศาลมีคำส่ังอายัดทรัพย์หนี้ตามคำพิพากษาของศาลแล้ว บุคคลภายนอก
(องคก์ ารฯ) ทไ่ี ดร้ ับคำส่งั อายดั ทรัพยด์ งั กลา่ วไดป้ ฏิเสธหรอื โต้แย้งหน้ที ่เี รียกร้องเอาแกต่ น ศาลอาจมคี ำสง่ั
ไต่สวน และ (๑) ถ้าศาลเป็นท่ีพอใจว่าหนี้ที่เรียกร้องน้ันมีอยู่จริง ก็ให้มีคำส่ังให้บุคคลภายนอกปฏิบัติ
ตามคำส่งั อายดั หรือ (๒) ถา้ ศาลเหน็ ว่ารปู เรอ่ื งอาจจะทำให้เสรจ็ เด็ดขาดไมไ่ ดส้ ะดวกโดยวิธีไตส่ วน กใ็ ห้มี
คำส่ังอย่างอ่ืนใดในอันท่ีจะทำให้เร่ืองเสร็จเด็ดขาดไปได้ตามสมควร ถ้าคำสั่งอายัดน้ันไม่มีการคัดค้าน
หรือศาลมีคำส่ังรับรองดังกล่าวแล้ว และบุคคลภายนอกไม่ปฏิบัติตามนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจจะ
ร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแก่องค์การฯ และจะทำให้องค์การฯ ถูกบังคับคดีเสมือนหน่ึงเป็นลูกหน้ี
ตามคำพิพากษา ตามท่ีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑๒ น้ัน เห็นว่า
องคก์ ารฯ ก็ควรดำเนินการตามกฎหมายดงั กล่าวเพือ่ ให้ ศาลยุติธรรมได้วนิ ิจฉยั เปน็ บรรทดั ฐานตอ่ ไป

114 ตอบข้อหารือสำนักงานอยั การสูงสดุ

คำวินจิ ฉัยท่ี ห.๗๗/๒๕๕๗
เรื่อง หารอื การยกเลกิ การลาออกของกรรมการผูอ้ ำนวยการใหญ่
บรษิ ทั อ. จำกัด (มหาชน)
กฎหมาย, ระเบยี บ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา ๓๘๖

การแสดงเจตนาลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่บริษัท อ. จำกัด (มหาชน) เป็นการ
แสดงเจตนาเลิกสัญญาต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหน่ึง มีผลตามกฎหมายเป็นเหตุให้สัญญาส้ินสุดแล้ว
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๓๘๖ วรรคหน่ึง เม่ือแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายแล้ว
หาอาจถอนได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๓๘๖ วรรคสอง แม้ต่อมาจะมี
หนงั สอื ขอยกเลกิ การลาออกกต็ าม ก็หามีผลเปลี่ยนแปลงการลาออกทีส่ มบรู ณ์แล้วไม่

ขอ้ เท็จจรงิ และขอ้ หารือ
กรณนี าย ก. ผอู้ ำนวยการใหญ่ บรษิ ทั อ. จำกดั (มหาชน) ไดย้ น่ื หนงั สอื ลงวนั ท่ี ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗
ลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ โดยระบุให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๗
โดยคณะกรรมการบรษิ ทั อ. จำกดั (มหาชน) ในคราวประชมุ ครง้ั ท่ี ๙/๒๕๕๗ เมอ่ื วนั ท่ี ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗
ได้มีมติรับทราบการลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ของนาย ก. และได้พิจารณาเห็นว่า
การลาออกของนาย ก. อันเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพมีเหตุผลอันสมควร และได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของ
สัญญาจ้างบริหารในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่แล้ว ต่อมาเม่ือวันท่ี ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗
นาย ก. ได้มีหนังสือขอยกเลิกการลาออก จึงขอหารือว่า แนวทางการพิจารณาของบริษัท อ. จำกัด
(มหาชน) เกี่ยวกับกรณีการยกเลิกการลาออกของนาย ก. มีความถูกต้อง และการลาออกจากตำแหน่ง
กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของนาย ก. มีผลในวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๗ มีผลสมบูรณ์หรือไม่ และ
การขอยกเลิกการลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของนาย ก. สามารถกระทำได้หรือไม่
มีผลทางกฎหมายอย่างไร และบริษทั อ. จำกดั (มหาชน) ต้องปฏิบตั ิอย่างไร

คำวินจิ ฉยั
สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่นาย ก. ยื่นบันทึกข้อความขอลาออกจาก
ตำแหนง่ ตอ่ ประธานคณะกรรมการบรษิ ัท อ. จำกดั (มหาชน) เมื่อวันท่ี ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ โดยใหม้ ี
ผลตง้ั แตว่ ันท่ี ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๗ เปน็ ตน้ ไปน้ัน เม่อื คณะกรรมการบรษิ ทั ฯ ประชมุ และมมี ติรับทราบ
การลาออกเม่ือวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ โดยให้มีผลต้ังแต่วันท่ี ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๗ เป็นต้นไป
การแสดงเจตนาลาออกดังกล่าวถือเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหน่ึง มีผลตาม
กฎหมายเป็นเหตุให้สัญญาสิ้นสุดแล้ว ตามเง่ือนไขของสัญญาข้อ ๕.๑ และข้อ ๕.๔ ประกอบประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๖ วรรคหน่ึง โดยให้มีผลนับแต่วันท่ีได้กำหนดไว้ในหนังสือลาออก
แมต้ อ่ มานาย ก. จะมหี นงั สือยกเลกิ การลาออก ในวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ซึง่ เป็นวันกอ่ นถึงกำหนด
เง่ือนเวลาในวนั ท่ี ๑๒ มถิ นุ ายน ๒๕๕๗ กต็ าม หนงั สอื ลาออกดงั กลา่ ว เมอ่ื แสดงเจตนาแกอ่ กี ฝา่ ยหนง่ึ แลว้
หาอาจถอนได้ไม่ ตามท่ีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๖ วรรคสอง ดงั นน้ั
หนังสอื ขอยกเลกิ การลาออกของนาย ก. ดังกล่าว จงึ ไมม่ ผี ลเปล่ียนแปลงการลาออกทม่ี ผี ลสมบรู ณแ์ ล้ว

อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 115

คำวินจิ ฉยั ท่ี ห.๑๕๓/๒๕๕๗

เรื่อง หารือการพจิ ารณางดค่าปรับและการจา่ ยเงินค่ากอ่ สร้าง ค่าควบคุมงาน

กฎหมาย, ระเบียบ ระเบยี บสำนักนายกรฐั มนตรวี า่ ด้วยการพสั ดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ขอ้ ๑๓๙ (๑)
ระเบยี บสำนกั งานอยั การสูงสุดว่าดว้ ยการพสั ดุ พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๗

การที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานก่อสร้างล่าช้า เกิดจากความบกพร่องของผู้ว่าจ้าง ซ่ึงเป็น
ส่วนราชการ ตามระเบยี บสำนกั นายกรฐั มนตรวี า่ ดว้ ยการพสั ดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๓๙ (๑) ผู้วา่ จา้ ง
จึงพิจารณางดค่าปรับ และจ่ายเงินค่าก่อสร้างให้แก่ผู้รับจ้างได้ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด
วา่ ดว้ ยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๕๔ ขอ้ ๗ ส่วนกรณคี ่าควบคมุ งานกอ่ สรา้ ง เม่อื ขยายระยะเวลาการกอ่ สร้าง
เนอ่ื งมาจากความบกพร่องของผู้วา่ จ้าง ผรู้ ับจา้ งจงึ ไม่ต้องจา่ ยค่าควบคุมงาน

ขอ้ เท็จจริงและขอ้ หารอื
สำนักงานอัยการสูงสุด (ผู้ว่าจ้าง) ได้ดำเนินการจัดจ้างบริษัท ส. จำกัด (ผู้รับจ้าง) ก่อสร้าง
อาคารชุดพักอาศัยข้าราชการสำนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี พร้อมส่ิงก่อสร้างประกอบ ตามสัญญา
เลขที่ ๒๐/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๕ และผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานจ้างแล้ว เมื่อวันท่ี ๑๘
กันยายน ๒๕๕๗ และขอเบกิ เงินค่าก่อสรา้ งงานงวดที่ ๑๓, ๑๔, ๑๖, ๑๗ และ งวดที่ ๑๘ เป็นเงนิ จำนวน
๑๐,๖๒๔,๖๕๘.๕๐ บาท และผู้ควบคุมงานขอเบิกเงินค่าตอบแทนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงวันที่ ๑๗
กนั ยายน ๒๕๕๗ เปน็ เงนิ จำนวน ๔๐,๘๐๐ บาท แตเ่ นอ่ื งจากสญั ญาสน้ิ สดุ เมอ่ื วนั ท่ี ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗
ซึ่งสำนักงานอัยการภาค ๒ ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า การส่งมอบงานล่าช้าของผู้รับจ้างเกิดจากความ
บกพร่องของส่วนราชการ จึงเห็นควรงดค่าปรับและจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้รับจ้าง และเห็นควร
จ่ายค่าควบคุมงานให้แก่ผู้ควบคุมงานจนถึงวันท่ี ๑๗ กันยายน ๒๕๕๗ จึงขอหารือว่า ความเห็นของ
สำนักงานอัยการภาค ๒ ดังกลา่ วถูกต้องหรอื ไม่

คำวินิจฉยั
สำนักงานอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามบันทึกสำนักงานอัยการจังหวัด
กบนิ ทรบ์ ุรี ท่ี อส ๐๐๔๒ (กบินทร์บุรี)/๑๗๓๐ ลงวันท่ี ๑ สิงหาคม ๒๕๕๗ ไดค้ วามวา่ ในการขยายระยะ
เวลาก่อสร้าง ตามบันทึกข้อตกลงแกไ้ ขเพมิ่ เติมสญั ญาจ้าง (ครง้ั ท่ี ๓) สบื เนอื่ งจากสำนักงานอยั การสูงสุด
ผู้ว่าจ้างได้มีการแก้ไขสัญญาจ้าง โดยให้บริษัทฯ ผู้รับจ้างทำการก่อสร้างสิ่งประกอบเพิ่มเติม
จำนวน ๑๔ รายการ แยกเป็นงานหมวดผังบริเวณจำนวน ๘ รายการ หมวดอาคารจำนวน ๕ รายการ
และงานขยายเขตไฟฟ้าจำนวน ๑ รายการ คิดเป็นเงินรวม ๑,๙๓๔,๘๘๑.๐๕ บาท ตามข้อเสนอ
คณะกรรมการตรวจการจ้าง และผู้ควบคุมงาน ในการนี้บริษัทฯ ผู้รับจ้างจึงขอแก้ไขงวดงาน – งวดเงิน
จำนวน ๕ งวดงาน คอื งวดงานท่ี ๑๓ ท่ี ๑๔ ท่ี ๑๖ ท่ี ๑๗ และงวดงานท่ี ๑๘ และขอขยายระยะเวลา
ก่อสร้างออกไปอีก ๙๐ วัน กับขอสงวนสิทธิค่าปรับในระหว่างรอการอนุมัติเพิ่มเติมงานก่อสร้าง

116 ตอบขอ้ หารอื สำนักงานอัยการสงู สดุ

จำนวน ๑๔ รายการดังกล่าว แต่คณะกรรมการตรวจการจ้าง และผู้ควบคุมงานมีมติเห็นควรให้ขยาย
ระยะเวลาเพียง ๗๐ วัน นับจากวันส้ินสุดการขยายระยะเวลาก่อสร้างครั้งที่ ๒ ซึ่งครบกำหนดวันท่ี ๑๐
พฤษภาคม ๒๕๕๗ แต่เน่ืองจากการขออนุมัติให้ก่อสร้างเพ่ิมเติมและขยายระยะเวลาการก่อสร้างเกิด
ความล่าช้า เพราะอธิบดีอัยการภาค ๒ ปฏิบัติราชการแทนอัยการสูงสุด เพ่ิงอนุมัติให้ก่อสร้างเพิ่มเติม
และขยายระยะเวลาก่อสร้าง เม่ือวันที่ ๑๔ สงิ หาคม ๒๕๕๗ ภายหลงั จากครบกำหนดระยะเวลากอ่ สรา้ ง
ตามสญั ญาเดมิ ไปแลว้ นอกจากน้ี ตามขอ้ เทจ็ จรงิ ยังได้ความอกี ว่า งานขยายเขตไฟฟา้ จำนวน ๑ รายการ
ซึ่งต้องรอการอนุมัติให้เพิ่มเติมงานก่อสร้างและหากยังมิได้ดำเนินงานขยายเขตไฟฟ้า ก็ไม่สามารถตรวจ
รับงานงวดท่ี ๑๓ ซึ่งเป็นงานทดสอบระบบไฟฟ้าตามงวดงานในสัญญาเดิมได้ รวมถึงงานผังบริเวณ
การวางท่อระบายน้ำเสีย เพราะไม่มีทางน้ำสาธารณะ น้ำเสียจากอาคารไม่มีทางระบาย ถ้าไม่ขุดบ่อเก็บ
พักน้ำ น้ำเสียก็จะท่วมบริเวณอาคารไม่สามารถใช้อาคารได้ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นว่า
สาเหตุการก่อสร้างล่าช้าเกิดจากความบกพร่องของส่วนราชการ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย
การพสั ดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๓๙ (๑) สำนกั งานอัยการสูงสดุ ผวู้ ่าจ้าง จงึ พจิ ารณางดคา่ ปรบั ไดต้ ามระเบียบ
สำนกั งานอยั การสงู สดุ วา่ ดว้ ยการพสั ดุ พ.ศ. ๒๕๕๔ ขอ้ ๗ ความเหน็ ของสำนกั งานอยั การภาค ๒ ถกู ตอ้ งแลว้
ในส่วนค่าใช้จ่ายในการควบคุมงานงานก่อสร้าง เมื่อการขยายระยะเวลาก่อสร้าง เน่ืองมาจาก
ความบกพรอ่ งของผูว้ ่าจ้าง ผรู้ บั จ้างจึงไม่ต้องจ่ายคา่ ควบคมุ งานตามสัญญาขอ้ ๑๖

อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 117

คำวนิ ิจฉยั ที่ ห.๕๒/๒๕๕๘

เรื่อง หารือแนวทางในการดำเนนิ การดแู ลทางสาธารณะ

กฎหมาย ระเบียบ ระเบยี บพระราชบญั ญตั ิเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕๐
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒)

ความรับผิดชอบของเทศบาล แม้ว่าถนนภายในซอยนั้นจะมีชื่อเอกชนเป็นเจ้าของท่ีดิน
ตามโฉนด แต่ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ิท่ีดินตามโฉนดถนนภายในซอยดังกล่าวมิได้ปิดกั้นและ
หวงห้ามประชาชนใช้ถนนในซอยดังกล่าวเป็นทางสัญจรเป็นเวลานานกว่ายี่สิบปี ย่อมถือได้ว่าผู้มีชื่อ
เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้อุทิศถนนภายในซอยดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้ว
จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) โดยไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนและไม่ต้องดำเนินการขอให้ศาลมีคำส่ังให้
เป็นทางสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด และโดยที่เทศบาลตำบลมีอำนาจหน้าท่ีตามที่บัญญัติไว้ใน
พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕๐ จึงมีอำนาจเข้าไปปรับปรุงซ่อมแซมบำรุงรักษา
ถนนภายในซอยดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้มีช่ือเป็นเจ้าของท่ีดินตามโฉนดอุทิศหรือโอนถนน
ภายในซอยดงั กลา่ วใหเ้ ป็นทางสาธารณะเสียก่อน

ข้อเท็จจรงิ และขอ้ หารอื
ที่ดินในซอย ร. เป็นท่ีดินท่ีเอกชนทำการจัดสรรขายก่อนที่จะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ
จัดสรรทดี่ นิ พ.ศ. ๒๕๔๓ แตเ่ ดมิ นัน้ สำนักงานทางหลวงชนบทจงั หวดั เชียงใหม่ กรมทางหลวงชนบทเปน็
ผ้บู ำรุงรกั ษา ตอ่ มาปี พ.ศ. ๒๕๕๓ สำนกั งานทางหลวงชนบทจังหวัดเชียงใหม่ กรมทางหลวงชนบทไดโ้ อน
ภารกิจการบำรุงรกั ษาทางในซอยดงั กล่าวใหก้ ับเทศบาลตำบลทา่ ศาลาเปน็ ผดู้ แู ลรักษา จากการตรวจสอบ
หลักฐานทางทะเบียนถนนภายในซอยดังกล่าวแล้วพบว่าถนนภายในซอยดังกล่าวบางช่วงเป็นทาง
สาธารณะประโยชน์แล้ว แต่บางช่วงยังคงเป็นท่ีดินของเอกชนโดยยังไม่มีการยกให้เป็นทางสาธารณะ
อย่างไรก็ตามถนนภายในซอยดังกล่าวประชาชนทั่วไป ใช้ในการสัญจรไปมาติดต่อกันเป็นเวลากว่าย่ีสิบปี
แล้วโดยไม่มีการหวงกันแต่อย่างใด และไม่มีเจ้าของกรรมสิทธ์ิ เหนือโฉนดที่ดินแปลงใดมาแสดงอำนาจ
เหนือท่ีดินดังกล่าวอันเป็นการขัดขวางมิให้ใช้เส้นทางดังกล่าว เทศบาลตำบลท่าศาลา ขอหารือแนวทาง
ในการดำเนินการดูแลทางสาธารณะดังกล่าวว่า เทศบาลตำบลท่าศาลาควรจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
เพื่อให้ถกู ต้องตามแนวทางทก่ี ฎหมายบญั ญตั บิ ังคบั ไว้

118 ตอบข้อหารอื สำนกั งานอยั การสูงสุด

คำวินจิ ฉยั
สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า เม่ือข้อเท็จจริงได้ความว่า ถนนซึ่งมีลักษณะเป็น
ถนนสาธารณะในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบทอยู่แล้วก่อนท่ีเทศบาลตำบลท่าศาลาจะได้รับ
การถ่ายโอนภารกิจในการซ่อมบำรุงมาจากกรมทางหลวงชนบทเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ กอปรกับผู้มีช่ือเป็น
เจ้าของกรรมสทิ ธิ์ท่ดี ินตามโฉนด ในถนนซอย ร. มไิ ด้ปดิ กน้ั และหวงหา้ มประชาชนใชถ้ นนในซอยดังกลา่ ว
เป็นทางสัญจรเป็นเวลานานกว่ายี่สิบปี ย่อมถือได้ว่าผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ท่ีดินได้อุทิศถนนภาย
ในซอยดังกลา่ ว ให้เปน็ ทางสาธารณะโดยปรยิ ายแล้ว จงึ ตกเป็นสาธารณสมบตั ขิ องแผน่ ดินสำหรับพลเมือง
ใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) โดยไม่จำเปน็ ต้องจดทะเบยี นและ
ไม่ต้องดำเนินการขอให้ศาลมีคำส่ังให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด และโดยที่เทศบาลตำบล
ท่าศาลามีอำนาจหน้าท่ีตามท่ีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕๐ จึงมีอำนาจ
เข้าไปปรับปรุงซ่อมแซมบำรุงรักษาถนนภายในซอยดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้มีช่ือเป็นเจ้าของ
ท่ีดนิ ตามโฉนดอุทิศหรือโอนถนนภายในซอยดังกลา่ วใหเ้ ป็นทางสาธารณะเสียกอ่ น

อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 119

คำวนิ จิ ฉัยท่ี ห.๔๕/๒๕๕๔

เรื่อง ของดคา่ ปรับภายหลงั จากครบกำหนดในสัญญาอนั เน่อื งมาจากเหตสุ ุดวสิ ยั

กฎหมาย ระเบยี บ ระเบยี บสำนกั งานอยั การสูงสุดวา่ ดว้ ยพัสดุ พ.ศ. ๒๕๕๔
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ มาตรา ๒๐๕

ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยพัสดุ พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้นำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าดว้ ยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาใชบ้ ังคับโดยอนุโลม ซึง่ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าดว้ ยการพสั ดุ
พ.ศ. ๒๕๓๕ และทแี่ กไ้ ขเพม่ิ เตมิ ขอ้ ๑๓๙ (๒) ได้ใหอ้ ำนาจหัวหน้าสว่ นราชการทีจ่ ะพจิ ารณางดหรอื
ลดค่าปรับได้เมื่อมีเหตุสุดวิสัย โดยมิได้กำหนดว่าจะต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนส้ินสุดระยะเวลาตาม
สัญญา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในเวลาท่ีกำหนดและ
ผู้ว่าจ้างยังมิได้บอกเลิกสัญญา ผู้รับจ้างจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องชำระค่าปรับนับถัดจากวันท่ี
กำหนดแล้วเสรจ็ ตามสญั ญาจนถึงวันทำงานแลว้ เสรจ็ ตามสญั ญา ข้อ ๑๗ แต่ปรากฏวา่ มีเหตุวาตภัย
และอุทกภัยเกิดข้ึนในพื้นท่ีก่อสร้างเป็นเหตุให้ผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานต่อไปได้ จึงถือได้ว่าเป็น
พฤติการณ์ท่ีผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิดชอบตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๒๐๕
เมอ่ื ผรู้ บั จา้ งไดแ้ จง้ เหตขุ ดั ขอ้ งใหผ้ วู้ า่ จา้ งทราบภายใน ๑๕ วนั นบั แตเ่ หตสุ น้ิ สดุ ลงตามเงอ่ื นไขทก่ี ำหนด
ในสัญญาจ้างแล้ว อัยการสูงสุดย่อมมีอำนาจพิจารณางดหรือลดค่าปรับได้ตามจำนวนวันที่เกิดเหตุ
ดังกลา่ วขึ้น

ขอ้ เทจ็ จรงิ และขอ้ หารือ
สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ทำสัญญาจ้างบริษัท ค. ก่อสร้างบ้านพักอัยการจังหวัดฯ โดยผู้รับจ้าง
กำหนดต้องเร่ิมทำงานจ้างภายในวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๓ จะต้องทำงานให้แล้วเสร็จบริบูรณ์ภายใน
วนั ท่ี ๑๓ กนั ยายน ๒๕๕๓ ผรู้ บั จา้ งไดส้ ่งมอบงานงวดท่ี ๑-๓ ภายในกำหนดเวลาทำงานตามสัญญา แต่ไม่
สามารถทำงาน ใหแ้ ล้วเสรจ็ บรบิ ูรณ์ภายในกำหนดตามสญั ญาในวันท่ี ๑๓ กันยายน ๒๕๕๓ ได้ ผู้วา่ จา้ ง
จึงได้แจ้งสงวนสิทธิและเรียกค่าปรับไปยังผู้รับจ้าง ต่อมาผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานในงวดต่อ ๆ มา ให้แก่
ผู้ว่าจ้าง แต่ยังไม่มีการส่งมอบงานงวดสุดท้าย ต่อมาเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ได้มีประกาศ
จังหวัดสงขลา ให้พน้ื ทอี่ ำเภอเมืองสงขลาเป็นพนื้ ท่ีประสบภยั พิบัติฉุกเฉนิ เนื่องจากเมือ่ วันท่ี ๓๑ ตุลาคม
๒๕๕๓ ได้เกิดพายุดีเปรสชั่นในอ่าวไทยตอนล่าง และพัดเข้าสู่จังหวัดฯ เป็นเหตุให้เกิดวาตภัยและ
อุทกภัยในพื้นท่ีดังกล่าว ทำให้ราษฎรได้รับความเสียหายในชีวิต ทรัพย์สินและส่ิงสาธารณประโยชน์
ผ้รู บั จ้างจงึ ไดม้ หี นังสือลงวนั ท่ี ๑๒ และ ๒๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๓ ขอขยายระยะเวลากอ่ สรา้ ง หรอื ของด
หรือลดค่าปรับตามสัญญา โดยอ้างเหตุภัยพิบัติดังกล่าว ทำให้งานก่อสร้างต้องหยุดลง โดยเหตุภัยพิบัติ
ตามคำร้องขอของผู้รับจ้าง และคำร้องขอขยายระยะเวลาหรืองด/ลดค่าปรับของผู้รับจ้าง ได้เกิดขึ้น
ภายหลงั จากครบกำหนดการทำงานแลว้ เสรจ็ ตามสญั ญาแลว้ จงึ ขอหารอื วา่ เหตใุ นการของดหรอื ลดคา่ ปรบั
ตามระเบยี บสำนกั นายกรัฐมนตรีวา่ ด้วยการพสั ดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และทีแ่ ก้ไขเพิม่ เตมิ ข้อ ๑๓๙ กรณีเหตนุ ัน้
เกดิ ข้ึนภายหลังครบกำหนดเวลาแลว้ เสร็จตามสัญญา จะสามารถงดหรือลดคา่ ปรบั ไดห้ รอื ไม่ อย่างไร

120 ตอบขอ้ หารือสำนักงานอยั การสูงสุด

คำวินิจฉัย
สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยพัสดุ
พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๓๓ วรรคแรก กำหนดว่า “หลักเกณฑ์และวิธีการทำสัญญาหรือข้อตกลง การแก้ไข
เปลี่ยนแปลงสัญญาหรือข้อตกลง การบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลง การกำหนดหรือลดค่าปรับให้แก่
คู่สัญญา การขยายเวลาทำการตามสัญญาหรือข้อตกลง การใช้สิทธิตามเง่ือนไขของสัญญาหรือข้อตกลง
และหลักประกันให้ถือปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ โดยอนุโลม” และโดยท่ี
ระเบียบสำนักนายกรฐั มนตรวี ่าดว้ ยการพสั ดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และทแี่ ก้ไขเพม่ิ เตมิ ขอ้ ๑๓๙ (๒) ไดใ้ ห้อำนาจ
หัวหน้าส่วนราชการที่จะพิจารณางดหรือลดค่าปรับได้เมื่อมีเหตุสุดวิสัย โดยมิได้กำหนดว่าจะต้องเป็นเหตุ
ที่เกดิ ข้ึนก่อนสนิ้ สุดระยะเวลาตามสัญญา เมือ่ ขอ้ เท็จจริงปรากฏว่า ผ้รู บั จา้ งไมส่ ามารถทำงานใหแ้ ลว้ เสร็จ
ภายในเวลาท่ีกำหนดและผู้ว่าจ้างยังมิได้บอกเลิกสัญญา ผู้รับจ้างจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องชำระค่าปรับ
นบั ถดั จากวนั ทก่ี ำหนดแลว้ เสรจ็ ตามสญั ญาจนถงึ วนั ทำงานแลว้ เสรจ็ ตามสญั ญา ขอ้ ๑๗ แตป่ รากฏวา่ มเี หตุ
วาตภัยและอุทกภัยเกิดขึ้นในพ้ืนท่ีก่อสร้างเป็นเหตุให้ผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานต่อไปได้ จึงถือได้ว่า
เป็นพฤติการณ์ที่ผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิดชอบตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๒๐๕
เม่ือผู้รับจ้างได้แจ้งเหตุขัดข้องให้ผู้ว่าจ้างทราบภายใน ๑๕ วันนับแต่เหตุส้ินสุดลงตามเงื่อนไขที่กำหนดใน
สัญญาจ้างแลว้ อัยการสงู สดุ ยอ่ มมอี ำนาจพจิ ารณางดหรือลดค่าปรับได้ตามจำนวนวนั ทเ่ี กิดเหตดุ ังกลา่ วขน้ึ

อยั การนิเทศ เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 121

คำวนิ ิจฉยั ท่ี ห.๑๐๓/๒๕๕๗

เรอื่ ง หารือเก่ียวกับการก่อสร้างอาคารศูนย์การแพทย์พร้อมระบบสาธารณูปการ.........
ตามสญั ญาเลขท่ี ๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๗
กฎหมาย ระเบยี บ -

การท่ีผู้รับจ้างส่งมอบหนังสือค้ำประกันที่มิได้ออกโดยธนาคารหรือสาขาของธนาคาร เป็นการใช้
เอกสารปลอมเพื่อประกอบการทำสัญญา จึงเป็นการปฎิบัติผิดเง่ือนไขตามสัญญาจ้างซ่ึงเป็นสาระสำคัญ
ผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและใช้สิทธิบังคับตามสัญญาได้ นอกจากนี้การกระทำของผู้รับจ้าง
ดังกล่าวยังเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างย่อมสามารถเรียกร้องให้ผู้รับจ้างรับผิดชดใช้
ค่าสินไหมทดแทนได้ อย่างไรก็ตามถ้าผู้ว่าจ้างยังมิได้บอกเลิกสัญญาจ้าง และผู้รับจ้างได้ส่งมอบหนังสือ
ค้ำประกันฉบับใหม่ ซึ่งธนาคารหรือสถาบันการเงินได้ออกโดยถูกต้อง โดยผู้ว่าจ้างยอมรับหนังสือ
คำ้ ประกนั ดังกล่าวไว้ ย่อมถอื วา่ ผวู้ า่ จ้างยอมรับที่จะผูกพนั ตามสญั ญาจ้างฉบับดังกล่าวตอ่ ไป

ขอ้ เท็จจรงิ และขอ้ หารอื
มหาวิทยาลัย (ผู้ว่าจ้าง) ได้ตกลงว่าจ้างกิจการร่วมค้า พ. (ผู้รับจ้าง) ก่อสร้างอาคารศูนย์การ
แพทย์พร้อมระบบสาธารณูปการ โดยผู้รับจ้างได้นำหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาของธนาคาร
สง่ มอบให้กบั มหาวิทยาลัย ต่อมามหาวิทยาลัยตรวจพบว่าหนงั สอื คำ้ ประกนั การปฏิบตั ติ ามสญั ญาดังกล่าว
ไม่ได้ออกโดยธนาคารหรือสาขาของธนาคาร มหาวิทยาลัยจึงมีหนังสือให้ผู้รับจ้างช้ีแจงข้อเท็จจริง
โดยผู้รับจ้างช้ีแจงว่า เหตุท่ีธนาคารไม่รับรองหนังสือค้ำประกันฉบับดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดของ
ธนาคาร และผูร้ ับจา้ งจะนำหลักประกนั สญั ญาฉบับใหมส่ ง่ มอบใหก้ ับมหาวิทยาลยั ในภายหลงั และเมอื่ ถงึ
กำหนดส่งมอบผู้รับจ้างขอขยายระยะส่งมอบอีก ๕ คร้ัง ก็ยังไม่ได้ส่งมอบหลักประกันการปฏิบัติตาม
สัญญาให้มหาวิทยาลยั ฯ แตอ่ ย่างใด มหาวทิ ยาลัยจึงขอหารือ ดังนี้
๑. กรณีที่ผู้รับจ้างส่งมอบหลักประกันสัญญาที่ธนาคารไม่รับรองความถูกต้องหรือไม่ผูกพัน
ธนาคาร หรือนำหลักประกันสัญญาที่เป็นเท็จ และใช้เอกสารเท็จเพ่ือประกอบการทำสัญญากับ
มหาวทิ ยาลยั ทำให้มหาวิทยาลัย ได้รับความเสยี หาย มหาวิทยาลยั สามารถเรียกรอ้ งคา่ เสียหายได้หรอื ไม่
เพยี งใด
๒. กรณีผู้รับจ้างได้ขอโอกาสส่งมอบหลักประกันสัญญาฉบับใหม่ที่ธนาคารหรือสถาบันการเงิน
รับรอง ความถูกต้องในระหว่างที่มหาวิทยาลัยยังไม่ยกเลิกการจ้างหรือยกเลิกสัญญาจ้าง หรือยกเลิก
นิตกิ รรมทางปกครอง และมหาวิทยาลยั รบั หลกั ประกนั สญั ญาดังกล่าวไว้ ถอื วา่
๒.๑ กรณีท่ีมหาวิทยาลัยรับหลักประกันสัญญาฉบับใหม่ถือว่าเป็นการให้สัตยาบันมาต้ังแต่
วันทำสัญญาหรือไม่ หรือจะต้องมีการทำบันทึกเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาฉบับเดิมจึงจะถือว่าสัญญา
มีผลสมบรู ณ์
๒.๒ กรณีผู้รับจ้างไม่ส่งมอบหลักประกันสัญญาที่ถูกต้องภายในวันที่มหาวิทยาลัย กำหนด
หรือส่งมอบหลักประกันสัญญาดังกล่าว แต่มหาวิทยาลัยไม่ให้สัตยาบัน และเลือกที่จะบอกเลิกการจ้าง
มหาวทิ ยาลัยจะใชว้ ธิ ีการแจ้งยกเลกิ การจดั จ้างกับผ้รู บั จา้ งอยา่ งไร

122 ตอบข้อหารอื สำนักงานอัยการสูงสดุ

๓. กรณีมหาวิทยาลัยบอกเลิกการจัดจ้าง หรือบอกเลิกสัญญาหรือบอกเลิกนิติกรรมทางปกครอง
จะมีการเรยี กรอ้ งคา่ เสยี หายในสว่ นใดไดบ้ ้าง หรอื ไม่
คำวนิ จิ ฉยั
สำนักงานอยั การสงู สุดพิจารณาแล้วมคี วามเหน็ ดังนี้
๑. จากข้อหารอื ที่ ๑ และข้อหารือที่ ๓ การท่ีผรู้ ับจ้างส่งมอบหนังสือค้ำประกันทรี่ ะบุวา่ ธนาคาร
เป็นผู้ออก ท้ังท่ีธนาคารดังกล่าวมิได้ออกหนังสือค้ำประกันฉบับน้ัน จึงเป็นการใช้เอกสารปลอมเพ่ือ
ประกอบการทำสัญญากบั มหาวิทยาลยั เป็นการปฏิบตั ิผดิ เงอื่ นไขตามสัญญาจา้ งข้อ ๓ และข้อ ๖ ซง่ึ เป็น
สาระสำคัญ มหาวิทยาลัยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและใช้สิทธิบังคับตามสัญญาข้อ ๑๗ ได้ นอกจากน้ี
การกระทำของผรู้ บั จา้ งดงั กลา่ วยงั เปน็ การทำละเมดิ ตอ่ มหาวทิ ยาลยั หากมหาวทิ ยาลยั ไดร้ บั ความเสยี หาย
ใด ๆ จากกรณดี งั กลา่ ว มหาวทิ ยาลยั ยอ่ มสามารถเรยี กรอ้ งใหผ้ รู้ บั จา้ งรบั ผดิ ชดใชค้ า่ สนิ ไหมทดแทนได้
๒. จากข้อหารือท่ี ๒ หากมหาวิทยาลัยยังมิได้บอกเลิกสัญญาจ้างและผู้รับจ้างได้ส่งมอบหนังสือ
ค้ำประกันฉบับใหม่ ซึ่งธนาคารหรือสถาบันการเงินได้ออกโดยถูกต้อง โดยมหาวิทยาลัยยอมรับ
หนงั สอื คำ้ ประกนั ดงั กลา่ วไว้ ยอ่ มถอื ไดว้ า่ มหาวทิ ยาลยั ยอมรบั ทจ่ี ะผกู พนั ตามสญั ญาจา้ งฉบบั ดงั กลา่ วตอ่ ไป
และผู้รับจา้ งได้ปฏบิ ตั ติ ามเงือ่ นไขในสัญญาจ้าง ขอ้ ๓ แลว้ การยอมรบั มอบหลักประกันดังกล่าว มิใชก่ าร
ให้สัตยาบันสัญญาจ้าง และไม่ต้องมีการทำบันทึกเพ่ิมเติมแนบท้ายสัญญาฉบับเดิมแต่อย่างใด แต่หนังสือ
คำ้ ประกนั ดงั กลา่ ว ควรกำหนดให้มีผลผูกพนั จนกวา่ ผู้รับจา้ งพน้ พันธะผูกพนั ตามสัญญาจ้าง มใิ ช่ผลผูกพนั
เพยี งวันที่ผู้รบั จ้างปฏบิ ตั ิงานเสร็จสิ้น
อย่างไรก็ตาม หากมหาวิทยาลัยกำหนดเวลาพอสมควรให้ผู้รับจ้างวางหลักประกันสัญญา
แต่ผู้รบั จ้างไม่สง่ มอบหลกั ประกนั สัญญาทถ่ี กู ต้องสมบรู ณ์ภายในเวลาทีม่ หาวทิ ยาลยั กำหนด มหาวิทยาลัย
ยอ่ มมีสิทธบิ อกเลกิ สัญญาได้

อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 123

124 ตอบข้อหารอื สำนักงานอยั การสงู สดุ

กฎหมาย



เลม่ ๑๓๑ ตอนที่ ๗๗ ก หน้า ๑๔ ๑๓ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๗
ราชกิจจานุเบกษา

พระราชบัญญัติ

แก้ไขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ (ฉบบั ที่ ๒๐)
พ.ศ. ๒๕๕๗

ภูมิพลอดลุ ยเดช ป.ร.

ใหไ้ ว้ ณ วนั ที่ ๑๐ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๕๕๗
เปน็ ปที ี่ ๖๙ ในรัชกาลปัจจบุ นั

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ
ให้ประกาศวา่

โดยท่เี ป็นการสมควรแกไ้ ขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติข้ึนไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ
สภานิตบิ ญั ญตั ิแหง่ ชาติ ดงั ตอ่ ไปน้ี
มาตรา ๑ พระราชบัญญัติน้ีเรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย
แพง่ และพาณิชย์ (ฉบบั ท่ี ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัติน้ีให้ใช้บังคับเม่ือพ้นกําหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศ
ในราชกจิ จานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๘๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
และใหใ้ ชค้ วามตอ่ ไปนี้แทน
“มาตรา ๖๘๑ อันค้าํ ประกันน้ันจะมีไดแ้ ต่เฉพาะเพอ่ื หน้อี นั สมบูรณ์
หน้ีในอนาคตหรือหนี้มีเง่ือนไขจะประกันไว้เพ่ือเหตุการณ์ซึ่งหน้ีน้ันอาจเป็นผลได้จริงก็ประกันได้
แต่ต้องระบุวัตถุประสงค์ในการก่อหน้ีรายท่ีคํ้าประกัน ลักษณะของมูลหน้ี จํานวนเงินสูงสุดท่ีคํ้าประกัน
และระยะเวลาในการก่อหน้ีที่จะคํ้าประกัน เว้นแต่เป็นการคํ้าประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราว
ตามมาตรา ๖๙๙ จะไม่ระบรุ ะยะเวลาดังกลา่ วกไ็ ด้

ราชกจิ จานุเบกษา เลม่ ๑๓๑ ตอนท่ี ๗๗ ก วนั ท่ี ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

อัยการนิเทศ เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 127

เล่ม ๑๓๑ ตอนท่ี ๗๗ ก หนา้ ๑๕ ๑๓ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๗
ราชกจิ จานุเบกษา

สัญญาค้ําประกันต้องระบุหนี้หรือสัญญาท่ีคํ้าประกันไว้โดยชัดแจ้ง และผู้คํ้าประกันย่อมรับผิด
เฉพาะหนี้หรอื สัญญาท่รี ะบไุ วเ้ ท่านั้น

หนี้อันเกิดแต่สัญญาซ่ึงไม่ผูกพันลูกหนี้เพราะทําด้วยความสําคัญผิดหรือเพราะเป็นผู้ไร้
ความสามารถน้ันก็อาจจะมีประกันอย่างสมบูรณ์ได้ ถ้าหากว่าผู้คํ้าประกันรู้เหตุสําคัญผิด
หรือไรค้ วามสามารถนน้ั ในขณะท่เี ข้าทําสัญญาผกู พันตน”

มาตรา ๔ ใหเ้ พม่ิ ความตอ่ ไปนเ้ี ป็นมาตรา ๖๘๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
“มาตรา ๖๘๑/๑ ข้อตกลงใดที่กําหนดให้ผู้คํ้าประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหน้ีร่วมหรือ
ในฐานะเป็นลูกหน้รี ่วม ขอ้ ตกลงน้นั เป็นโมฆะ”

มาตรา ๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๖๘๕/๑ ของหมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ของลกั ษณะ ๑๑ ค้าํ ประกัน ของบรรพ ๓ เอกเทศสญั ญา แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์

“มาตรา ๖๘๕/๑ บรรดาข้อตกลงเก่ียวกับการค้ําประกันท่ีแตกต่างไปจากมาตรา ๖๘๑ วรรคหน่ึง

วรรคสอง และวรรคสาม มาตรา ๖๙๔ มาตรา ๖๙๘ และมาตรา ๖๙๙ เป็นโมฆะ”
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๘๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้

ความตอ่ ไปน้ีแทน

“มาตรา ๖๘๖ เม่ือลูกหน้ีผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้คํ้าประกันภายในหกสิบวัน
นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ําประกันชําระหนี้ก่อนท่ี
หนังสือบอกกลา่ วจะไปถงึ ผคู้ ํ้าประกนั มไิ ด้ แต่ไมต่ ัดสทิ ธิผู้ค้ําประกนั ท่ีจะชาํ ระหน้ีเมื่อหนีถ้ งึ กําหนดชาํ ระ

ในกรณีที่เจ้าหน้ีมิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกําหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้คํ้าประกันหลุดพ้น
จากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหน้ีรายนั้น
บรรดาทเี่ กดิ ขึ้นภายหลงั จากพ้นกาํ หนดเวลาตามวรรคหนึ่ง

เมื่อเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ผู้คํ้าประกันชําระหน้ีหรือผู้ค้ําประกันมีสิทธิชําระหนี้ได้ตามวรรคหน่ึง
ผู้คา้ํ ประกันอาจชาํ ระหนท้ี ั้งหมดหรอื ใชส้ ทิ ธิชําระหนต้ี ามเง่อื นไขและวิธีการในการชําระหน้ีที่ลูกหนม้ี ีอยู่กับ
เจ้าหนี้ก่อนการผิดนัดชําระหน้ี ท้ังน้ี เฉพาะในส่วนที่ตนต้องรับผิดก็ได้ และให้นําความในมาตรา ๗๐๑

วรรคสองมาใชบ้ ังคบั โดยอนุโลม
ในระหว่างท่ีผู้คํ้าประกันชําระหนี้ตามเงื่อนไขและวิธีการในการชําระหน้ีของลูกหน้ีตามวรรคสาม

เจา้ หนีจ้ ะเรยี กดอกเบยี้ เพิม่ ขนึ้ เพราะเหตุทล่ี ูกหน้ีผิดนดั ในระหว่างนั้นมิได้

การชําระหนีข้ องผูค้ ํ้าประกนั ตามมาตราน้ี ไม่กระทบกระเทอื นสทิ ธขิ องผู้คํา้ ประกันตามมาตรา ๖๙๓”
มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๙๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้
ความตอ่ ไปน้ีแทน

128 กฏหมาย

เล่ม ๑๓๑ ตอนท่ี ๗๗ ก หนา้ ๑๖ ๑๓ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๗
ราชกิจจานุเบกษา

“มาตรา ๖๙๑ ในกรณีที่เจ้าหนี้กระทําการใด ๆ อันมีผลเป็นการลดจํานวนหน้ีที่มีการคํ้าประกัน
รวมท้ังดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้น ถ้าลูกหนี้ได้ชําระหน้ี
ตามท่ีได้ลดแล้วก็ดี ลูกหน้ีชําระหนี้ตามที่ได้ลดดังกล่าวไม่ครบถ้วนแต่ผู้คํ้าประกันได้ชําระหน้ีส่วนท่ีเหลือ
น้ันแล้วก็ดี ลูกหนี้ไม่ชําระหน้ีตามที่ได้ลดดังกล่าวแต่ผู้คํ้าประกันได้ชําระหนี้ตามที่ได้ลดนั้นแล้วก็ดี ทั้งนี้
ไม่ว่าจะล่วงเลยกําหนดเวลาชําระหนี้ตามที่ได้ลดดังกล่าวแล้วหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้คํ้าประกันเป็นอันหลุดพ้นจาก
การค้าํ ประกนั

ขอ้ ตกลงใดทม่ี ีผลเปน็ การเพิ่มภาระแก่ผู้คํ้าประกันให้มากกว่าที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง ข้อตกลงน้ัน
เป็นโมฆะ”

มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๐๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้
ความตอ่ ไปนแี้ ทน

“มาตรา ๗๐๐ ถ้าคํา้ ประกนั หนีอ้ นั จะตอ้ งชําระ ณ เวลามีกาํ หนดแน่นอนและเจ้าหนี้ยอมผ่อน
เวลาให้แก่ลูกหนี้ ผู้ค้ําประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด เว้นแต่ผู้คํ้าประกันจะได้ตกลงด้วยใน
การผ่อนเวลาน้ัน

ข้อตกลงที่ผู้ค้ําประกันทําไว้ล่วงหน้าก่อนเจ้าหน้ีผ่อนเวลาอันมีผลเป็นการยินยอมให้เจ้าหนี้ผ่อนเวลา
ขอ้ ตกลงนนั้ ใช้บงั คับมิได้”

มาตรา ๙ ให้เพ่ิมความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗๑๔/๑ ของหมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จท่ัวไป
ของลักษณะ ๑๒ จํานอง ของบรรพ ๓ เอกเทศสัญญา แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์

“มาตรา ๗๑๔/๑ บรรดาขอ้ ตกลงเก่ยี วกับการจํานองทีแ่ ตกตา่ งไปจากมาตรา ๗๒๘ มาตรา ๗๒๙
และมาตรา ๗๓๕ เป็นโมฆะ”

มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๒๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้
ความต่อไปนแ้ี ทน

“มาตรา ๗๒๗ ให้นําบทบัญญัติมาตรา ๖๙๑ มาตรา ๖๙๗ มาตรา ๗๐๐ และมาตรา ๗๐๑
มาใชบ้ งั คับกบั กรณีท่บี ุคคลจาํ นองทรพั ย์สนิ เพอ่ื ประกันหน้ีอนั บุคคลอ่นื จะต้องชาํ ระด้วยโดยอนุโลม”

มาตรา ๑๑ ให้เพิ่มความต่อไปน้ีเป็นมาตรา ๗๒๗/๑ ของหมวด ๓ สิทธิและหน้าท่ีของ
ผู้รับจํานองและผูจ้ ํานอง ของลกั ษณะ ๑๒ จํานอง ของบรรพ ๓ เอกเทศสัญญา แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณชิ ย์

“มาตรา ๗๒๗/๑ ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ผู้จํานองซึ่งจํานองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อ
ประกันหน้ีอันบุคคลอ่ืนจะต้องชําระ ไม่ต้องรับผิดในหน้ีนั้นเกินราคาทรัพย์สินที่จํานองในเวลาท่ีบังคับ
จาํ นองหรอื เอาทรัพยจ์ าํ นองหลุด

ข้อตกลงใดอันมีผลให้ผู้จํานองรับผิดเกินที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง หรือให้ผู้จํานองรับผิดอย่างผู้คํ้าประกัน
ขอ้ ตกลงน้นั เป็นโมฆะ ท้งั นี้ ไม่ว่าขอ้ ตกลงนัน้ จะมอี ยู่ในสญั ญาจาํ นองหรือทาํ เปน็ ข้อตกลงต่างหาก”

อัยการนิเทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 129

เลม่ ๑๓๑ ตอนที่ ๗๗ ก หนา้ ๑๗ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
ราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๒๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้
ความต่อไปนแี้ ทน

“มาตรา ๗๒๘ เม่ือจะบังคับจํานองนั้น ผู้รับจํานองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหน้ีก่อนว่า
ให้ชําระหน้ีภายในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันท่ีลูกหน้ีได้รับคําบอกกล่าวนั้น
ถ้าและลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคําบอกกล่าว ผู้รับจํานองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษา
สง่ั ใหย้ ดึ ทรัพยส์ ินซึ่งจํานองและให้ขายทอดตลาดก็ได้

ในกรณตี ามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นกรณีผู้จํานองซึ่งจํานองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอ่ืน
ต้องชําระ ผู้รับจํานองต้องส่งหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวให้ผู้จํานองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันท่ี
ส่งหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ ถ้าผู้รับจํานองมิได้ดําเนินการภายในกําหนดเวลาสิบห้าวันน้ัน ให้ผู้จํานอง
เช่นว่านั้นหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบ้ียและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหน้ีค้างชําระ ตลอดจนค่าภาระ
ติดพันอนั เปน็ อปุ กรณ์แห่งหนรี้ ายนน้ั บรรดาทเ่ี กิดข้นึ นับแต่วนั ท่พี น้ กาํ หนดเวลาสบิ หา้ วนั ดังกลา่ ว”

มาตรา ๑๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๒๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้
ความต่อไปนีแ้ ทน

“มาตรา ๗๒๙ ในการบังคับจํานองตามมาตรา ๗๒๘ ถ้าไม่มีการจํานองรายอ่ืนหรือบุริมสิทธิอื่น
อันได้จดทะเบียนไว้เหนือทรัพย์สินอันเดียวกันน้ี ผู้รับจํานองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกเอาทรัพย์จํานองหลุด
ภายในบงั คบั แหง่ เงอ่ื นไขดงั จะกลา่ วต่อไปน้แี ทนการขายทอดตลาดก็ได้

(๑) ลูกหน้ไี ดข้ าดสง่ ดอกเบย้ี มาแล้วเปน็ เวลาถงึ ห้าปี และ
(๒) ผู้รับจาํ นองแสดงใหเ้ ป็นท่ีพอใจแก่ศาลว่าราคาทรัพยส์ นิ น้ันน้อยกวา่ จํานวนเงินอันค้างชาํ ระ”
มาตรา ๑๔ ใหเ้ พิม่ ความต่อไปนี้เปน็ มาตรา ๗๒๙/๑ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
“มาตรา ๗๒๙/๑ เวลาใด ๆ หลังจากท่ีหน้ีถึงกําหนดชําระ ถ้าไม่มีการจํานองรายอ่ืนหรือ
บุริมสิทธิอ่ืนอันได้จดทะเบียนไว้เหนือทรัพย์สินอันเดียวกันนี้ ผู้จํานองมีสิทธิแจ้งเป็นหนังสือไปยัง
ผู้รับจํานองเพ่ือให้ผู้รับจํานองดําเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินท่ีจํานองโดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาล
โดยผรู้ บั จํานองตอ้ งดําเนินการขายทอดตลาดทรพั ย์สินที่จํานองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งน้ัน
ทง้ั นี้ ใหถ้ ือว่าหนงั สือแจ้งของผู้จํานองเป็นหนงั สือยนิ ยอมให้ขายทอดตลาด
ในกรณีที่ผู้รับจํานองไม่ได้ดําเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จํานองภายในระยะเวลาท่ีกําหนดไว้
ในวรรคหน่ึง ให้ผู้จํานองพ้นจากความรับผิดในดอกเบ้ียและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหน้ีค้างชําระ
ตลอดจนคา่ ภาระตดิ พันอนั เป็นอปุ กรณแ์ ห่งหนรี้ ายนั้นบรรดาทีเ่ กดิ ข้ึนภายหลงั วนั ท่ีพ้นกําหนดเวลาดังกลา่ ว
เมือ่ ผรู้ ับจาํ นองขายทอดตลาดทรพั ย์สนิ ทจ่ี ํานองได้เงินสุทธิจํานวนเท่าใด ผู้รับจํานองต้องจัดสรร
ชําระหน้ีและอุปกรณ์ให้เสร็จส้ินไป ถ้ายังมีเงินเหลือก็ต้องส่งคืนให้แก่ผู้จํานอง หรือแก่บุคคลผู้ควรจะได้เงินนั้น

130 กฏหมาย

เลม่ ๑๓๑ ตอนที่ ๗๗ ก หนา้ ๑๘ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
ราชกิจจานุเบกษา

แตถ่ ้าไดเ้ งนิ น้อยกว่าจํานวนที่ค้างชําระ ให้เป็นไปตามท่ีกําหนดไว้ในมาตรา ๗๓๓ และในกรณีท่ีผู้จํานอง
เป็นบุคคลซ่ึงจํานองทรัพย์สินเพ่ือประกันหน้ีอันบุคคลอ่ืนจะต้องชําระ ผู้จํานองย่อมรับผิดเพียงเท่าท่ี
มาตรา ๗๒๗/๑ กําหนดไว”้

มาตรา ๑๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๓๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้
ความตอ่ ไปนแ้ี ทน

“มาตรา ๗๓๕ เม่ือผู้รับจํานองคนใดจะบังคับจํานองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจํานอง
ผู้รับจํานองต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่ผู้รับโอนล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อน
จงึ จะบังคับจาํ นองได้”

มาตรา ๑๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๓๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๗๓๗ ผรู้ ับโอนจะไถ่ถอนจํานองเม่อื ใดก็ได้ แต่ถา้ ผูร้ ับจํานองได้บอกกล่าวว่าจะบังคับจํานอง
ผู้รบั โอนตอ้ งไถถ่ อนจํานองภายในหกสบิ วนั นบั แตว่ นั รับคําบอกกลา่ ว”

มาตรา ๑๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๔๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้
ความต่อไปน้ีแทน

“มาตรา ๗๔๔ อันจาํ นองย่อมระงบั ส้นิ ไป
(๑) เมอื่ หนท้ี ป่ี ระกันระงับสิน้ ไปด้วยเหตปุ ระการอืน่ ใดมใิ ช่เหตุอายุความ
(๒) เม่ือปลดจาํ นองให้แก่ผูจ้ าํ นองด้วยหนงั สอื เปน็ สาํ คัญ
(๓) เมอ่ื ผจู้ ํานองหลดุ พ้น
(๔) เมื่อถอนจํานอง
(๕) เม่ือขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจํานองตามคําส่ังศาลอันเนื่องมาแต่การบังคับจํานอง
หรอื ถอนจํานอง หรือเม่อื มีการขายทอดตลาดทรัพยส์ ินตามมาตรา ๗๒๙/๑
(๖) เม่อื เอาทรพั ย์สินซง่ึ จาํ นองนน้ั หลดุ ”
มาตรา ๑๘ บทบัญญัติของพระราชบัญญัติน้ีไม่กระทบกระเทือนถึงสัญญาท่ีได้ทําไว้ก่อนวันที่
พระราชบญั ญัตินใ้ี ช้บังคบั เว้นแต่กรณีทีพ่ ระราชบัญญตั ินบี้ ญั ญัติไวเ้ ป็นอย่างอื่น
มาตรา ๑๙ ในกรณที ล่ี กู หนผี้ ิดนัดนบั แต่วนั ทพ่ี ระราชบัญญัติน้ีใช้บังคับ สิทธิและหน้าท่ีของเจ้าหน้ี
และผู้ค้ําประกนั ให้เป็นไปตามมาตรา ๖๘๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติน้ี
มาตรา ๒๐ ในกรณีท่ีเจ้าหนี้กระทําการใด ๆ นับแต่วันที่พระราชบัญญัติน้ีใช้บังคับ อันมีผล
เป็นการลดจํานวนหนี้ท่ีมีการคํ้าประกัน รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็น
อุปกรณ์แห่งหน้ีรายนั้น ให้ผู้ค้ําประกันเป็นอันหลุดพ้นจากการค้ําประกันตามเง่ือนไขที่บัญญัติไว้ใน
มาตรา ๖๙๑ วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซ่งึ แกไ้ ขเพ่มิ เติมโดยพระราชบญั ญัติน้ี

อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 131

เลม่ ๑๓๑ ตอนท่ี ๗๗ ก หนา้ ๑๙ ๑๓ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๗
ราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๒๑ บทบัญญัติตามมาตรา ๗๒๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซ่ึงแก้ไขเพ่ิมเติม
โดยพระราชบญั ญตั ินี้ ให้ใช้กบั สัญญาจาํ นองที่ยงั มผี ลบงั คับอยู่ในวนั ทพี่ ระราชบัญญตั นิ ี้ใชบ้ ังคับดว้ ย

มาตรา ๒๒ บทบัญญัติตามมาตรา ๗๒๘ และมาตรา ๗๓๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ซ่ึงแก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับกับการบังคับจํานองที่ทําขึ้นนับแต่วันท่ี
พระราชบญั ญัตินใี้ ชบ้ ังคับดว้ ย

มาตรา ๒๓ บทบัญญัติตามมาตรา ๗๓๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพ่ิมเติม
โดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับกับกรณีท่ีผู้รับโอนต้องการไถ่ถอนจํานองเม่ือมีการบอกกล่าวบังคับ
จํานองตามมาตรา ๗๓๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยซ์ ึง่ แกไ้ ขเพ่มิ เติมโดยพระราชบัญญตั นิ ้ี

มาตรา ๒๔ ใหร้ ัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณชิ ย์รกั ษาการตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี

ผู้รบั สนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยทุ ธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

132 กฏหมาย

เลม่ ๑๓๑ ตอนท่ี ๗๗ ก หน้า ๒๐ ๑๓ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๗
ราชกิจจานุเบกษา

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับน้ี คือ โดยท่ีบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ท่ีใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะคุ้มครองสิทธิและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ค้ําประกัน
และผู้จาํ นองซ่ึงมิใช่ลูกหน้ีช้ันต้น แต่เป็นเพียงบุคคลภายนอกท่ียอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ในการที่จะชําระหน้ีแทน
ลูกหนี้เท่านั้น โดยข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติปรากฏว่าเจ้าหน้ีส่วนใหญ่ซ่ึงเป็นสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบอาชีพ
ให้กู้ยืม มักจะอาศัยอํานาจต่อรองที่สูงกว่าหรือความได้เปรียบในทางการเงินกําหนดข้อตกลงอันเป็นการยกเว้นสิทธิ
ของผู้คํ้าประกันหรือผู้จํานองตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หรือให้คํ้าประกันหรือผู้จํานองต้องรับผิดเสมือนเป็น
ลูกหนี้ชั้นต้น กรณีจึงส่งผลให้ผู้ค้ําประกันหรือผู้จํานองซ่ึงเป็นประชาชนท่ัวไปไม่ได้รับความคุ้มครองตาม
เจตนารมณ์ของกฎหมาย รวมทั้งต้องกลายเป็นผู้ถูกฟ้องล้มละลายอีกเป็นจํานวนมาก ดังน้ัน เพื่อสร้างความเป็นธรรม
ใหแ้ กผ่ ้คู ํา้ ประกนั และผู้จํานอง จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญตั นิ ้ี

อยั การนิเทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 133

เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๑๑ ก หน้า ๔ ๑๖ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

แกค้ ําผิด
พระราชบญั ญตั ิ
แก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ฉบับกฤษฎีกา

เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๑๐ ก วนั ท่ี ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

หน้า ๔๗ บรรทัดที่ ๕ และบรรทัดที่ ๖ คําว่า “ซ่ึงมาตรา ๔ และมาตรา ๓๕

ของรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย ได้รบั รองไว้” ใหต้ ดั ออก

บรรทัดท่ี ๑๐ และบรรทัดที่ ๑๑ คําว่า “ซ่ึงมาตรา ๓๕ ของ

รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย ไดร้ บั รองไว”้ ใหต้ ดั ออก

ราชกิจจานเุ บกษา เล่ม ๑๓๑ ตอนท่ี ๑๑ ก วนั ท่ี ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

134 กฏหมาย

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๑๐ ก หนา้ ๔๓ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา



พระราชบัญญัติ

แก้ไขเพม่ิ เติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบบั ที่ ๒๒)
พ.ศ. ๒๕๕๘

ภูมพิ ลอดุลยเดช ป.ร.

ใหไ้ ว้ ณ วันท่ี ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๘
เปน็ ปที ่ี ๗๐ ในรชั กาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ
ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพมิ่ เติมประมวลกฎหมายอาญา
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติข้ึนไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ
สภานติ ิบญั ญตั ิแหง่ ชาติ ดังต่อไปน้ี
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาญา
(ฉบบั ท่ี ๒๒) พ.ศ. ๒๕๕๘”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับต้ังแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้เพมิ่ ความต่อไปนเ้ี ปน็ (๑๖) ของมาตรา ๑ แหง่ ประมวลกฎหมายอาญา
“(๑๖) “เจ้าพนักงาน” หมายความว่า บุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือได้รับแต่งตั้ง
ตามกฎหมายใหป้ ฏบิ ัตหิ นา้ ที่ราชการ ไม่ว่าเป็นประจาํ หรือคร้ังคราว และไมว่ ่าจะไดร้ บั ค่าตอบแทนหรือไม”่
มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความ
ต่อไปนีแ้ ทน
“มาตรา ๑๐๒ ความผิดลหโุ ทษ คอื ความผิดซ่ึงต้องระวางโทษจําคุกไม่เกนิ หนึ่งเดือน หรือปรับ
ไมเ่ กนิ หนึ่งหม่ืนบาท หรอื ทง้ั จําท้ังปรบั ”

ราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๑๐ ก วนั ที่ ๑๓ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๘

อยั การนิเทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 135

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๑๐ ก หนา้ ๔๔ ๑๓ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

มาตรา ๕ ให้เพ่ิมความต่อไปน้ีเป็นลักษณะ ๑๓ ความผิดเกี่ยวกับศพ มาตรา ๓๖๖/๑
มาตรา ๓๖๖/๒ มาตรา ๓๖๖/๓ และมาตรา ๓๖๖/๔ ในภาค ๒ ความผดิ แห่งประมวลกฎหมายอาญา

“ลกั ษณะ ๑๓
ความผดิ เก่ียวกบั ศพ

มาตรา ๓๖๖/๑ ผ้ใู ดกระทาํ ชาํ เราศพ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหม่ืนบาท
หรือทงั้ จาํ ทง้ั ปรับ

การกระทําชําเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า การกระทําเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทํา
โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทํากระทํากับอวยั วะเพศ ทวารหนัก หรอื ชอ่ งปากของศพ หรือการใช้สง่ิ อื่นใด
กระทํากับอวยั วะเพศหรอื ทวารหนักของศพ

มาตรา ๓๖๖/๒ ผู้ใดกระทําอนาจารแก่ศพ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน
สีห่ มน่ื บาท หรอื ทั้งจําทง้ั ปรบั

มาตรา ๓๖๖/๓ ผู้ใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทําให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทําลาย ทําให้เส่ือมค่า
หรือทําให้ไร้ประโยชน์ ซ่ึงศพ ส่วนของศพ อัฐิ หรือเถ้าของศพ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือ
ปรบั ไม่เกนิ หกหม่ืนบาท หรือทง้ั จําทง้ั ปรบั

มาตรา ๓๖๖/๔ ผู้ใดกระทําด้วยประการใด ๆ อันเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามศพ ต้องระวางโทษ
จาํ คกุ ไม่เกนิ สามเดอื น หรอื ปรับไมเ่ กนิ ห้าพันบาท หรือทัง้ จาํ ท้งั ปรับ”

มาตรา ๖ ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา ๓๖๗ มาตรา ๓๖๘ วรรคหนึ่งและวรรคสอง
มาตรา ๓๖๙ มาตรา ๓๗๐ มาตรา ๓๗๑ มาตรา ๓๗๒ มาตรา ๓๗๓ มาตรา ๓๗๔ มาตรา ๓๗๕
มาตรา ๓๗๖ มาตรา ๓๗๗ มาตรา ๓๗๘ มาตรา ๓๗๙ มาตรา ๓๘๐ มาตรา ๓๘๑ มาตรา ๓๘๒
มาตรา ๓๘๓ มาตรา ๓๘๔ มาตรา ๓๘๕ มาตรา ๓๘๖ มาตรา ๓๘๗ มาตรา ๓๘๘ มาตรา ๓๘๙
มาตรา ๓๙๐ มาตรา ๓๙๑ มาตรา ๓๙๒ มาตรา ๓๙๔ มาตรา ๓๙๕ และมาตรา ๓๙๖ แห่งประมวล
กฎหมายอาญา และให้ใชอ้ ัตราโทษตอ่ ไปนแี้ ทน

มาตรา ๓๖๗ ... “ตอ้ งระวางโทษปรับไม่เกนิ หน่ึงพันบาท”
มาตรา ๓๖๘ วรรคหนึ่ง ... “ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสิบวัน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท
หรือทงั้ จําทัง้ ปรบั ”
มาตรา ๓๖๘ วรรคสอง ... “ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหม่ืนบาท
หรอื ท้งั จาํ ท้งั ปรบั ”
มาตรา ๓๖๙ ... “ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท”
มาตรา ๓๗๐ ... “ตอ้ งระวางโทษปรับไม่เกนิ หนึง่ พนั บาท”

136 กฏหมาย

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๑๐ ก หนา้ ๔๕ ๑๓ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

มาตรา ๓๗๑ ... “ต้องระวางโทษปรับไม่เกนิ หนึง่ พนั บาท และให้ศาลมอี าํ นาจสง่ั ใหร้ บิ อาวุธนั้น”
มาตรา ๓๗๒ ... “ต้องระวางโทษปรบั ไม่เกินห้าพันบาท”
มาตรา ๓๗๓ ... “ตอ้ งระวางโทษปรับไม่เกนิ หา้ พันบาท”
มาตรา ๓๗๔ ... “ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหม่ืนบาท หรือ
ทง้ั จาํ ทง้ั ปรบั ”
มาตรา ๓๗๕ ... “ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหา้ พนั บาท”
มาตรา ๓๗๖ ... “ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกนิ สิบวนั หรือปรบั ไมเ่ กินหา้ พนั บาท หรือทง้ั จําท้ังปรับ”
มาตรา ๓๗๗ ... “ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหน่ึงหมื่นบาท หรือ
ทัง้ จําทั้งปรับ”
มาตรา ๓๗๘ ... “ต้องระวางโทษปรบั ไมเ่ กินหา้ พนั บาท”
มาตรา ๓๗๙ ... “ตอ้ งระวางโทษจาํ คุกไม่เกนิ สบิ วนั หรอื ปรบั ไมเ่ กินหา้ พันบาท หรอื ทั้งจาํ ทง้ั ปรับ”
มาตรา ๓๘๐ ... “ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหน่ึงหมื่นบาท หรือ
ทงั้ จําท้งั ปรับ”
มาตรา ๓๘๑ ... “ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหน่ึงเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหม่ืนบาท หรือ
ท้งั จาํ ทง้ั ปรับ”
มาตรา ๓๘๒ ... “ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหน่ึงเดือน หรือปรับไม่เกินหน่ึงหมื่นบาท หรือ
ทง้ั จําท้งั ปรับ”
มาตรา ๓๘๓ ... “ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหม่ืนบาท หรือ
ทัง้ จาํ ทั้งปรบั ”
มาตรา ๓๘๔ ... “ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหน่ึงหม่ืนบาท หรือ
ทง้ั จําทั้งปรบั ”
มาตรา ๓๘๕ ... “ตอ้ งระวางโทษปรบั ไม่เกนิ ห้าพนั บาท”
มาตรา ๓๘๖ ... “ตอ้ งระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท”
มาตรา ๓๘๗ ... “ต้องระวางโทษปรับไม่เกนิ หา้ พันบาท”
มาตรา ๓๘๘ ... “ต้องระวางโทษปรับไมเ่ กินห้าพันบาท”
มาตรา ๓๘๙ ... “ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหม่ืนบาท หรือ
ท้ังจําทั้งปรับ”
มาตรา ๓๙๐ ... “ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหน่ึงเดือน หรือปรับไม่เกินหน่ึงหมื่นบาท หรือ
ท้ังจําทัง้ ปรับ”
มาตรา ๓๙๑ ... “ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหน่ึงหม่ืนบาท หรือ
ทั้งจาํ ทัง้ ปรบั ”

อัยการนิเทศ เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 137

เล่ม ๑๓๒ ตอนท่ี ๑๐ ก หน้า ๔๖ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

มาตรา ๓๙๒ ... “ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหน่ึงเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือ
ท้ังจําท้ังปรบั ”

มาตรา ๓๙๔ ... “ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหน่ึงเดือน หรือปรับไม่เกินหน่ึงหม่ืนบาท หรือ
ท้ังจาํ ทั้งปรบั ”

มาตรา ๓๙๕ ... “ต้องระวางโทษปรับไมเ่ กนิ หา้ พนั บาท”
มาตรา ๓๙๖ ... “ตอ้ งระวางโทษปรับไม่เกินหา้ พันบาท”
มาตรา ๗ ให้ยกเลกิ อัตราโทษในมาตรา ๓๙๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยคําส่ังของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๑ ลงวันท่ี ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ และให้ใช้
อตั ราโทษตอ่ ไปนีแ้ ทน
มาตรา ๓๙๓ ... “ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหน่ึงหมื่นบาท หรือ
ทง้ั จําทง้ั ปรับ”
มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๙๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความ
ตอ่ ไปนี้แทน
“มาตรา ๓๙๗ ผู้ใดกระทําด้วยประการใด ๆ ต่อผู้อื่น อันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม
หรอื กระทําให้ไดร้ ับความอับอายหรอื เดอื ดร้อนราํ คาญ ตอ้ งระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหน่ึงเป็นการกระทําในท่ีสาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกํานัล
หรือเป็นการกระทําอันมีลักษณะส่อไปในทางที่จะล่วงเกินทางเพศ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหน่ึงเดือน
หรอื ปรบั ไมเ่ กินหนึง่ หม่นื บาท หรือทง้ั จําท้ังปรับ
ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคสองเป็นการกระทําโดยอาศัยเหตุท่ีผู้กระทํามีอํานาจเหนือผู้ถูกกระทํา
อันเนื่องจากความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หรือผู้มีอํานาจเหนือประการอื่น
ต้องระวางโทษจาํ คุกไม่เกนิ หน่ึงเดือน และปรับไมเ่ กนิ หนึง่ หมน่ื บาท”
มาตรา ๙ ใหย้ กเลกิ อัตราโทษในมาตรา ๓๙๘ แหง่ ประมวลกฎหมายอาญา ซ่งึ แก้ไขเพ่ิมเติม
โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๓๐ และให้ใช้อัตราโทษ
ต่อไปน้แี ทน
มาตรา ๓๙๘ ... “ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหน่ึงเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือ
ทั้งจาํ ทัง้ ปรับ”

ผู้รบั สนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยทุ ธ์ จนั ทรโ์ อชา

นายกรัฐมนตรี

138 กฏหมาย

เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๑๐ ก หนา้ ๔๗ ๑๓ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับน้ี คือ โดยที่ในการพิจารณาคดีในปัจจุบันมีข้อโต้แย้ง
เกี่ยวกับความหมายของคําว่า “เจ้าพนักงาน” สมควรกําหนดบทนิยามคําว่า “เจ้าพนักงาน” ไว้ให้ชัดเจน
นอกจากนั้น ประมวลกฎหมายอาญายังมิได้กําหนดความผิดเกี่ยวกับศพ ได้แก่ การกระทําชําเราศพ การกระทํา
อนาจารแก่ศพ การกระทําให้ศพเสียหาย และการดูหมิ่นเหยียดหยามศพอันเป็นการละเมิดต่อสิทธิของบุคคล
ในครอบครัว เกียรติยศ และช่ือเสียง ซ่ึงมาตรา ๔ และมาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ได้รับรองไว้ สมควรให้มีบทบัญญัติความผิดดังกล่าวประกอบกับมาตรา ๓๙๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา
บัญญัติเฉพาะกรณีกระทําการอันเป็นการรังแก ข่มเหง หรือกระทําให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรําคาญ
ในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกํานัล ซ่ึงยังไม่ครอบคลุมการกระทําในที่รโหฐาน การคุกคาม การกระทํา
อนั มีลักษณะสอ่ ไปในทางทีจ่ ะลว่ งเกนิ ทางเพศ และการกระทาํ โดยอาศยั เหตทุ ผี่ กู้ ระทาํ มอี ํานาจเหนือผู้ถูกกระทํา
สมควรกําหนดให้การกระทําดังกล่าวเป็นความผิดเพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคลในความเป็นอยู่ส่วนตัวซ่ึงมาตรา ๓๕
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้รับรองไว้ด้วย อีกทั้งอัตราโทษปรับสําหรับความผิดลหุโทษยังไม่
สอดคล้องกบั สภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ สมควรปรับปรุงอัตราโทษปรับให้สอดคล้องกับสภาวการณ์
ในปจั จบุ ัน จงึ จาํ เป็นตอ้ งตราพระราชบัญญตั ินี้

อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 139

ราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้ ได้มีการขอแก้ไขเพ่ิมเติมในส่วนของ
การแก้คําผิด

เล่มท่ี ๑๓๒ ตอนที่ ๑๑ ก ลงวันท่ี ๑๖ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘ หนา้ ที่ ๔
คลิก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/A/011/4.PDF

จึ ง ข อ เ รี ย น ท่ า น ผู้ ป ร ะ ส ง ค์ จ ะ ใ ช้ ข้ อ มู ล ข อ ง ร า ช กิ จ จ า นุ เ บ ก ษ า ฉ บั บ นี้
ขอใหท้ ่านเปิดข้อมลู การแก้คาํ ผิดประกอบดว้ ย

กลุ่มงานราชกจิ จานุเบกษา

140 กฏหมาย

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๑๐ ก หนา้ ๔๘ ๑๓ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา



พระราชบญั ญตั ิ

แก้ไขเพมิ่ เตมิ ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับท่ี ๒๓)
พ.ศ. ๒๕๕๘

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ใหไ้ ว้ ณ วนั ท่ี ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๘
เปน็ ปที ี่ ๗๐ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ
ให้ประกาศวา่

โดยทีเ่ ป็นการสมควรแกไ้ ขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาญา
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ
สภานติ บิ ัญญตั ิแหง่ ชาติ ดังตอ่ ไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา
(ฉบบั ที่ ๒๓) พ.ศ. ๒๕๕๘”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัติน้ีให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๗๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับท่ี ๑๙) พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้ความ
ต่อไปน้แี ทน
“มาตรา ๒๗๗ ผู้ใดกระทําชาํ เราเด็กอายยุ งั ไม่เกินสิบหา้ ปซี ึง่ มใิ ช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้น
จะยนิ ยอมหรือไมก่ ็ตาม ต้องระวางโทษจําคุกตงั้ แต่ส่ปี ีถงึ ยส่ี บิ ปี และปรบั ต้งั แตแ่ ปดหม่นื บาทถงึ สแ่ี สนบาท
การกระทําชําเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า การกระทําเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทํา
โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทํากระทํากับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อ่ืน หรือการใช้
สิ่งอื่นใดกระทาํ กับอวยั วะเพศหรอื ทวารหนักของผู้อ่นื

ราชกจิ จานุเบกษา เลม่ ๑๓๒ ตอนที่ ๑๐ ก วันที่ ๑๓ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘

อัยการนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 141

เล่ม ๑๓๒ ตอนท่ี ๑๐ ก หนา้ ๔๙ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหน่ึงเป็นการกระทําแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ต้องระวางโทษ
จําคุกต้ังแต่เจด็ ปถี ึงย่สี ิบปี และปรับต้ังแตห่ น่งึ แสนสหี่ ม่ืนบาทถงึ สี่แสนบาท หรอื จาํ คุกตลอดชวี ติ

ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหน่ึงหรือวรรคสามได้กระทําโดยร่วมกระทําความผิดด้วยกัน
อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงหรือกระทํากับเด็กชายในลักษณะเดียวกันหรือได้กระทําโดยมีอาวุธปืน
หรอื วัตถรุ ะเบดิ หรือโดยใชอ้ าวธุ ตอ้ งระวางโทษจําคุกตลอดชวี ติ

ความผดิ ตามที่บัญญตั ิไว้ในวรรคหนงึ่ ถ้าเป็นการกระทาํ โดยบคุ คลอายไุ มเ่ กินสิบแปดปีกระทําต่อเด็ก
ซ่ึงมีอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กผู้ถูกกระทํานั้นยินยอม ศาลท่ีมีอํานาจพิจารณาคดีเยาวชน
และครอบครัวจะพิจารณาให้มีการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กผู้ถูกกระทําหรือผู้กระทําความผิดตามกฎหมาย
วา่ ดว้ ยการคุ้มครองเด็ก หรือจะอนุญาตให้ท้ังสองฝ่ายสมรสกันโดยกําหนดเงื่อนไขให้ต้องดําเนินการภายหลัง
การสมรสกไ็ ด้ และเมื่อศาลไดพ้ จิ ารณามีคําสั่งอย่างใดแลว้ ศาลจะลงโทษผู้กระทําความผิดน้อยกว่าที่กฎหมาย
กําหนดไว้สําหรับความผิดน้ันเพียงใดก็ได้ ในการพิจารณาของศาลให้คํานึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ
สตปิ ญั ญา การศกึ ษาอบรม สขุ ภาพ ภาวะแหง่ จิต นิสัย อาชีพ ส่ิงแวดล้อมของผู้กระทําความผิดและเด็ก
ผู้ถูกกระทํา ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทําความผิดกับเด็กผู้ถูกกระทํา หรือเหตุอื่นอันควรเพื่อประโยชน์
ของเดก็ ผู้ถูกกระทาํ ด้วย”

มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนเี้ ป็นมาตรา ๒๘๕/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา
“มาตรา ๒๘๕/๑ การกระทําความผิดตามมาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๙ มาตรา ๒๘๒ วรรคสาม
มาตรา ๒๘๓ วรรคสาม และมาตรา ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง หากเปน็ การกระทาํ ต่อเด็กอายไุ ม่เกินสิบสามปี
ห้ามอา้ งความไม่ร้อู ายขุ องเด็กเพอื่ ใหพ้ ้นจากความผดิ นัน้ ”
มาตรา ๕ ให้เพม่ิ ความตอ่ ไปนเี้ ป็นมาตรา ๓๒๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา
“มาตรา ๓๒๑/๑ การกระทําความผิดตามมาตรา ๓๑๒ ตรี วรรคสอง และมาตรา ๓๑๗
หากเป็นการกระทําต่อเด็กอายุไมเ่ กนิ สบิ สามปี หา้ มอา้ งความไม่รู้อายขุ องเดก็ เพื่อใหพ้ ้นจากความผดิ นั้น”

ผ้รู บั สนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทรโ์ อชา

นายกรัฐมนตรี

142 กฏหมาย


Click to View FlipBook Version