The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อัยการนิเทศ เล่มที่ 80 ปี 2558

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-11-12 09:49:41

อัยการนิเทศ เล่มที่ 80 ปี 2558

อัยการนิเทศ เล่มที่ 80 ปี 2558

เรียกร้องให้ผู้ซื้อชำระราคาสินค้าและผู้ซ้ือไม่ยอมชำระ ถ้าสินค้าเป็นของท่ีเสียง่ายและเก็บได้ไม่นาน ผู้ซื้อ
อาจมีหน้าท่ีขายสินค้าต่อไปบุคคลที่สามเพ่ือให้ความเสียหายเกิดข้ึนน้อยท่ีสุดเท่าที่ทำได้ แต่หน้าที่ตาม
มาตรา ๗๗ จะมีก็ต่อเม่ือมีการเรียกร้องค่าเสียหายเท่าน้ัน ถ้ายังอยู่ในขั้นท่ีเรียกร้องให้ผู้ซ้ือชำระราคา
ผู้ขายยังไม่มีหน้าท่ีตามมาตรา ๗๗ ดังน้ันผู้ขายสามารถเรียกร้องให้ผู้ซ้ือชำระราคาได้เต็มจำนวนเสมอ
แต่ถ้าผู้ซื้อไม่ยอมชำระราคา ทำให้ผู้ขายขอยกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย ผู้ขายก็จะมีหน้าที่ เช่น
การขายทอดสนิ คา้ ตอ่ ใหบ้ ุคคลทส่ี าม เพ่อื ใหค้ วามเสยี หายระหวา่ งคู่สัญญาเกิดข้นึ น้อยทสี่ ุด
๓.๒ สิทธิข์ องผขู้ ายในการกำหนดชนดิ และสภาพของสนิ คา้ เพ่อื ส่งมอบ
หลังทำสญั ญาซือ้ ขาย อาจมกี รณีท่ีผู้ซ้อื ไม่ตอ้ งการสินค้าอกี ตอ่ ไป ทำให้ผู้ซอื้ ละเลยไม่กำหนดชนิด
และสภาพของสินค้าให้ชัดเจนจนมีผลทำให้ผู้ขายไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ และถ้าการไม่ยอมกำหนด
ชนดิ และสภาพของสนิ ค้าดงั กล่าวของผู้ซือ้ ไมใ่ ช่การทำผดิ สัญญาอย่างร้ายแรง คู่สญั ญายังไมม่ ีสิทธ์ยิ กเลิก
สัญญา ดังน้ันมาตรา ๖๕ ของอนุสัญญากำหนดไว้ว่าในการซื้อขายท่ีผู้ซ้ือต้องกำหนดสภาพ ขนาดหรือ
ลกั ษณะเฉพาะของสนิ คา้ แตผ่ ซู้ อ้ื ไมย่ อมกำหนดในเวลาอนั ควร ผขู้ ายมสี ทิ ธจ์ิ ะกำหนดไดด้ ว้ ยตวั เอง โดยดจู าก
ความต้องการของผู้ซ้ือตามท่ีผู้ขายรับรู้หรือเข้าใจ ซึ่งผู้ขายต้องแจ้งให้ผู้ซื้อทราบและให้โอกาสผู้ซ้ือ
กำหนดสภาพ ขนาดหรอื ลกั ษณะเฉพาะของสนิ คา้ ใหมอ่ กี ครง้ั ภายในเวลาอนั ควร ถา้ ผซู้ อ้ื ไมไ่ ดท้ ำการกำหนดมา
ภายในเวลาอนั ควร ผูซ้ ื้อผกู พนั โดยการกำหนดของผูข้ าย๓๒
๔. การโอนความเส่ียงภยั (Passing of Risk)
ในการค้าขายระหว่างประเทศ เวลาที่โอนความเสี่ยงภัยไม่ว่าจะเป็นภัยจากความเสียหายของ
สินค้าหรือจากการสูญหายของสินค้าน้ันกำหนดไว้ตามสัญญา เมื่อความเสี่ยงภัยโอนไปยังผู้ซื้อแล้ว ผู้ซื้อ
ตอ้ งรบั ผลจากความเสยี หายทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ และยงั คงมหี นา้ ทต่ี อ้ งชำระราคาสนิ คา้ ตอ่ ไป แมว้ า่ สนิ คา้ จะเสยี หาย
หรือสูญหายไปแล้วก็ตาม คู่สัญญาอาจกำหนดไว้ชัดเจนในสัญญาหรือกำหนดโดยเทอมใดเทอมหน่ึง
ของ Incoterms ก็ได้ แต่ในกรณีที่คู่สัญญาไม่ได้ตกลงกันไว้ CISG มีหลักเกณฑ์ในการโอนความเส่ียงภัย
ระหว่างค่สู ญั ญาดงั นี้
มาตรา ๖๖ ของ CISG กำหนดไว้ว่า ภายหลังความเสี่ยงภัยโอนไปยังผู้ซ้ือแล้ว ผู้ซื้อยังคงผูกพัน
ต้องชำระราคาถึงแม้ว่าสินค้าจะสูญหายหรือเสียหาย โดยความสูญหายหรือเสียหายนั้นรวมไปถึงการทำ
สินค้าหาย การท่ีสินค้าตกไปอยู่กับคนอื่น สินค้าถูกขโมย สินค้าแตกหักหรือเสียหายท้ังหมด เสื่อมสภาพ
หรือจำนวนลดน้อยลง และยงั รวมไปความเส่ียงภยั เร่อื งการท่ีสนิ ค้าไปถึงทห่ี มายล่าช้ากวา่ กำหนดด้วย
ส่วนเรื่องเวลาของการโอนความเสี่ยงภัยน้ัน CISG แบ่งออกเป็น ๓ กรณีตามมาตรา ๖๗ ถึง
มาตรา ๖๙
มาตรา ๖๗ ของอนุสัญญาเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายท่ีมีการขนส่งสินค้ารวมอยู่ ซึ่งยังแบ่งออกเป็น
๒ กรณี คือ กรณที ไี่ มต่ อ้ งสง่ มอบสินคา้ ณ ทีใ่ ดทห่ี นงึ่ โดยเฉพาะและกรณีที่ตอ้ งส่งมอบสนิ ค้าให้แกผ่ ขู้ นสง่

๓๒ Article 65 (1) If under the contract the buyer is to specify the form, measurement or other features of the
goods and he fails to make such specification either on the date agreed upon or within a reasonable time after
receipt of a request from the seller, the seller may, without prejudice to any other rights he may have, make the
specification himself in accordance with the requirements of the buyer that may be known to him.

อัยการนเิ ทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 43

ณ ที่ใดท่หี นงึ่ โดยเฉพาะ๓๓ ในกรณแี รก ความเสี่ยงภยั โอนไปยงั ผูซ้ อ้ื เม่อื ได้ส่งมอบสนิ คา้ ให้ผ้ขู นสง่ รายแรก
ส่วนกรณีหลงั ความเส่ียงภัยโอนไปยังผซู้ ้ือเม่อื ไดส้ ่งมอบสนิ ค้าในแก่ผขู้ นสง่ ณ สถานทนี่ ัน้ ซ่ึงคำว่าส่งมอบ
ในมาตรานี้หมายถึงการส่งมอบตัวสินค้าเท่านั้น การที่ผู้ซ้ือได้ครอบครองเอกสารท่ีเกี่ยวข้องกับสินค้าไม่มี
ผลตอ่ เวลาในการโอนความเสี่ยงภัยในอนุสัญญานี้ แต่มาตรา ๖๒ วรรคสองกำหนดไวว้ า่ ถ้าผขู้ ายยงั ไม่ได้
ทำการระบุเฉพาะเจาะจงให้เป็นสินค้าตามสัญญา โดยหมายเลขหีบห่อ เอกสารส่งออก หรือโดยการแจ้ง
ใหท้ ราบถงึ ลกั ษณะเฉพาะเจาะจงของสนิ คา้ ซง่ึ การระบนุ เ้ี ปน็ หนา้ ทข่ี องผขู้ ายตามมาตรา ๓๒ ความเสย่ี งภยั
จะยังไม่โอนไปท่ผี ูซ้ อ้ื
มาตรา ๖๘ ของ CISG เกี่ยวกับเร่ืองการซื้อขายสินค้าท่ีอยู่ในระหว่างการขนส่ง ซึ่งกำหนดให้
ความเสี่ยงภัยโอนไปยังผู้ซ้ือตั้งแต่เวลาที่ทำสัญญาซ้ือขาย แต่ถ้าเอกสารแสดงว่าความเสี่ยงภัยโอนไปยัง
ผู้ซ้ือต้ังแต่เวลาท่ีสินค้าถูกส่งมอบให้ผู้ขนส่งที่ออกเอกสารการขนส่ง ความเส่ียงภัยก็โอนไปตอนน้ัน แต่ถ้า
ผู้ขายรู้หรือควรจะรู้ว่าสินค้าสูญหายหรือเสียหายตั้งแต่เวลาท่ีทำสัญญาและไม่ได้เปิดเผยให้ผู้ซ้ือทราบ
ผู้ขายยังคงตอ้ งรับผิดชอบต่อความเส่ียงภยั นน้ั ๓๔
มาตรา ๖๙ วรรคหนึ่งกำหนดว่า กรณีอื่นๆ นอกจากกรณีตามมาตรา ๖๗ และมาตรา ๖๘
ความเสย่ี งภยั จะโอนไปยงั ผซู้ อ้ื เมอ่ื ผซู้ อ้ื ไดร้ บั มอบสนิ คา้ หรอื ถา้ ผซู้ อ้ื ไมย่ อมรบั มอบสนิ คา้ ภายในเวลาทก่ี ำหนด
ความเสย่ี งภยั โอนไปยงั ผซู้ อ้ื ตง้ั แตเ่ วลาทม่ี กี ารผดิ สญั ญา มาตรา ๖๙ วรรคหนง่ึ กำหนดวา่ ถา้ ผซู้ อ้ื ตอ้ งรบั มอบ
สินค้า ณ ที่ไดท่ีหน่ึงซ่ึงไม่ใช่สถานที่ประกอบธุรกิจของผู้ขาย เช่น โกดังเก็บของของบุคคลที่สาม หรือ
สถานท่ีประกอบธุรกิจของผู้ซื้อ ความเสี่ยงภัยโอนเม่ือถึงกำหนดส่งมอบและผู้ซ้ือได้ทราบแล้วว่าสินค้า
มาอยภู่ ายใตก้ ารจดั การของตนในสถานทท่ี ไ่ี ดต้ กลงกนั แลว้ นอกจากนม้ี าตรา ๖๙ วรรคสามกำหนดไวว้ า่ ถา้ ยงั
ไม่มีการระบุเฉพาะเจาะจงให้เป็นสินค้าตามสัญญา ความเส่ียงภัยก็ยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อ๓๕

๓๓ Article 67 (1) If the contract of sale involves carriage of the goods and the seller is not bound to hand
them over at a particular place, the risk passes to the buyer when the goods are handed over to the first carrier for
transmission to the buyer in accordance with the contract of sale. If the seller is bound to hand the goods over to a
carrier at a particular place, the risk does not pass to the buyer until the goods are handed over to the carrier at that
place. The fact that the seller is authorized to retain documents controlling the disposition of the goods does not
affect the passage of the risk.
(2) Nevertheless, the risk does not pass to the buyer until the goods are clearly identified to
the contract, whether by markings on the goods, by shipping documents, by notice given to the buyer or otherwise.
๓๔ Article 68 The risk in respect of goods sold in transit passes to the buyer from the time of the conclusion
of the contract. However, if the circumstances so indicate, the risk is assumed by the buyer from the time the goods
were handed over to the carrier who issued the documents embodying the contract of carriage. Nevertheless, if at
the time of the conclusion of the contract of sale the seller knew or ought to have known that the goods had been
lost or damaged and did not disclose this to the buyer, the loss or damage is at the risk of the seller.
๓๕ Article 69 (1) In cases not within articles 67 and 68, the risk passes to the buyer when he takes over
the goods or, if he does not do so in due time, from the time when the goods are placed at his disposal and
he commits a breach of contract by failing to take delivery.
(2) However, if the buyer is bound to take over the goods at a place other than a place of
business of the seller, the risk passes when delivery is due and the buyer is aware of the fact that the goods are
placed at his disposal at that place.
(3) If the contract relates to goods not then identified, the goods are considered not to be
placed at the disposal of the buyer until they are clearly identified to the contract.

44 บทความ

โดยสรปุ มาตรา ๖๙ วรรคหนง่ึ ใชบ้ ังคับในกรณที ผี่ ู้ซอื้ รับมอบสินคา้ ณ สถานทปี่ ระกอบธรุ กจิ ของผขู้ าย
ส่วนกรณีอื่นน้ันให้นำมาตรา ๖๙ วรรคสาม มาใช้บังคับ ดังนั้นถือได้ว่าวรรคสองของมาตรานี้
เป็นบทบัญญตั ิครอบจักรวาล (catch-all provision)๓๖
มาตรา ๗๐ ของอนุสัญญากำหนดว่า เมื่อผู้ขายทำผิดสัญญาที่สำคัญร้ายแรง บทบัญญัติใน
มาตรา ๖๗ ถงึ มาตรา ๖๙ ไม่ขัดขวางการเยียวยาผู้ซอ้ื จากการทำผดิ สัญญาของผขู้ าย อนุสญั ญาแยกเรอื่ ง
การโอนความเส่ียงภัยออกจากเร่ืองการเยียวยาในกรณีท่ีคู่สัญญาทำผิดสัญญา๓๗ เช่น ความสูญเสียหรือ
ความเสียหายที่เกิดข้ึนหลังจากความเสี่ยงภัยโอนไปยังผู้ซื้อแล้วนั้น ผู้ซื้อต้องรับผิดชอบ ดังน้ันผู้ซ้ือยังคง
มีหน้าท่ใี นการชำระราคาสินค้า แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีสิทธ์ไิ ด้รับการเยียวยาอย่างอ่นื ด้วย ถ้าสินค้าสูญหาย
ผู้ซ้ืออาจขอให้ลดราคาสินค้าก็ได้ หรือถ้าความเสียหายนั้นเป็นการผิดสัญญาที่สำคัญร้ายแรง ผู้ซ้ือ
อาจขอใหส้ ่งมอบสินคา้ ทดแทนหรอื ยกเลกิ สัญญากไ็ ด้
๕. คา่ เสยี หาย (Damages)
มาตรา ๗๔ ของอนุสัญญาเป็นบทท่ัวไปในการคำนวณเรื่องค่าเสียหาย ใช้บังคับได้ทั้งในกรณีท่ีมี
การบอกเลกิ สญั ญาหรอื ไมม่ ีการบอกเลกิ สญั ญา มาตราน้ีได้กำหนดว่า ค่าเสียหายสำหรับการผิดสญั ญานั้น
มีมูลค่าเท่ากับความเสียหายท่ีคู่สัญญาได้รับเนื่องจากการผิดทำสัญญาของตน รวมไปถึงการสูญเสีย
ผลประโยชนใ์ ดๆ อนั ควรจะไดร้ บั ดว้ ย แตค่ า่ เสยี หายทง้ั หมดตอ้ งไมเ่ กนิ จำนวนทค่ี สู่ ญั ญาสามารถคาดการณ์
หรือควรจะคาดการณ์ได้จากเหตุการณ์และข้อเท็จจริงที่รู้หรือควรรู้ในเวลาท่ีทำสัญญา โดยผู้เรียกร้อง
ค่าเสยี หายมีภาระการพสิ ูจน์ความเสยี หายของตนเอง๓๘
สว่ นมาตรา ๗๕ ของอนุสญั ญาน้นั เปน็ บทเฉพาะ ใชค้ ำนวณความเสยี หายในกรณที ม่ี กี ารบอกเลิก
สัญญาและต้องทำการซื้อขายทดแทน เช่น ในกรณีท่ีผู้ซ้ืออาจต้องซ้ือสินค้าอ่ืนทดแทนจากบุคคลที่สาม
หรือผู้ขายต้องขายสินค้านั้นให้บุคคลท่ีสามแทน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องทำในเง่ือนไขที่แย่กว่าสัญญาเดิม
จึงกำหนดให้คา่ เสยี หายคอื สว่ นตา่ งระหวา่ งราคาตามสญั ญาและราคาในการทำการซอ้ื ขายอยา่ งอน่ื ทดแทน
แต่การซ้อื ขายทดแทนนั้นต้องทำโดยวิธีที่สมควร และภายในเวลาท่ีเหมาะสม๓๙ ซ่ึงการกระทำโดยวิธีที่
สมควรน้ันมกี ารตคี วามไวว้ า่ “a prudent and careful business person who sells goods of the
same kind and quality, ignoring unimportant small differences in quality”๔๐

๓๖ Yasutomo Sugiura, Takashi Kubota, Vienna Baibai Jouyaku no Jitumu Kaisetsu (Pratical Interpretation of 1980
Vienna Sales Contract), 263
๓๗ Article 70 If the seller has committed a fundamental breach of contract, articles 67, 68 and 69 do not
impair the remedies available to the buyer on account of the breach.
๓๘ Article 74 Damages for breach of contract by one party consist of a sum equal to the loss, including loss of
profit, suffered by the other party as a consequence of the breach. Such damages may not exceed the loss which the
party in breach foresaw or ought to have foreseen at the time of the conclusion of the contract, in the light of the facts
and matters of which he then knew or ought to have known, as a possible consequence of the breach of contract.
๓๙ Article 75 If the contract is avoided and if, in a reasonable manner and within a reasonable time after
avoidance, the buyer has bought goods in replacement or the seller has resold the goods, the party claiming damages
may recover the difference between the contract price and the price in the substitute transaction as well as any further
damages recoverable under article 74.
๔๐ 2008 CISG Digest of Article 75 (www.cisg.law.pace.edu/cisg/text/digest-art-75.html (วนั ท่ี 27 มถิ นุ ายน 2556)

อัยการนิเทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 45

ถ้าหากมีการยกเลิกสัญญาแต่ไม่มีการทำการซ้ือขายทดแทนตามมาตรา ๗๕ ให้ใช้บทเฉพาะใน
มาตรา ๗๖ ของอนุสัญญามาใช้บังคับ ถ้าสินค้ามีราคาตลาด ให้คำนวณค่าเสียหายเป็นส่วนต่างของราคา
ตามสญั ญาและราคาตลาด ณ ตอนที่ยกเลิกสญั ญา
๖. บทสรปุ และขอ้ เสนอแนะ
CISG เป็นผลงานจากความพยายามสร้างกฎเกณฑ์ร่วมกันในระดับระหว่างประเทศ ถึงแม้ว่า
วัตถุประสงค์ของอนุสัญญาไม่ได้มุ่งให้ CISG เป็นกฎหมายท่ีตายตัวโดยส้ินเชิง เพราะมีการให้อิสระกับ
ประเทศภาคีหรอื คสู่ ญั ญาในการตัง้ ข้อสงวนในบทบัญญัตใิ ดๆ ของ CISG ในการนำมาบงั คับใช ้ CISG กย็ งั
ถือว่าประสบความสำเร็จในการวางแนวทางการค้าขายระหว่างประเทศท่ีเป็นหลักสากล เพราะปัจจุบันมี
ประเทศต่างๆ เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาถึง ๗๙ ประเทศ ถือเป็นปริมาณการค้าขายเกือบร้อยละ ๗๐
ของการค้าขายท่วั โลก เม่อื อนุสัญญามีประเทศต่างๆ เข้าร่วมเป็นภาคีเพ่มิ มากข้นึ บทบัญญัติในอนุสัญญา
กก็ ลายมาเปน็ ธรรมเนยี มปฏบิ ตั ริ ะหวา่ งประเทศในเรอ่ื งการคา้ ขาย (General Principle of International
Law หรือ Customary International Law) ไปโดยปริยาย สดุ ทา้ ยแลว้ ไมว่ ่าประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคี
หรอื ไมก่ ต็ าม CISG มผี ลบังคับใชก้ ับไทยแน่นอน ย่ิงในตอนน้ีประเทศไทยกำลังเตรียมตวั เพอ่ื ก้าวเข้าสกู่ าร
เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ทำให้ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายการค้าภายในอาเซียนที่ยังไม่
เปน็ รูปธรรม การเริ่มใหค้ วามสนใจกบั หลักการคา้ ขายท่ีเป็นสากลถือว่ามคี วามสำคญั อย่างย่ิง
เน่ืองจากประเทศไทยยังไม่ได้เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญา ศาลไทยยังคงต้องนำบทบัญญัติใน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบังคับใช้กับคดีการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่ประเทศอ่ืนต่างเข้า
เปน็ ภาคขี อง CISG และนำบทบญั ญตั ขิ องอนสุ ญั ญามาบงั คบั ตอ่ กนั ไดแ้ ลว้ จงึ อาจทำใหป้ ระเทศคคู่ า้ ของไทย
เกิดความกังวลว่ากฎหมายไทยได้มาตรฐานตามหลักสากลหรือไม่ บทบัญญัติเร่ืองการซื้อขายในประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีความเหมาะสมกับลักษณะและสภาพการค้าระหว่างประเทศหรือไม่
เพราะประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ยถ์ กู รา่ งขน้ึ ใชบ้ งั คบั ตง้ั แตป่ ี พ.ศ. ๒๔๗๒ โดยมงุ่ เนน้ การใชบ้ งั คบั กบั การ
ซอื้ ขายภายในประเทศเปน็ หลกั จงึ มีลักษณะท่แี ตกตา่ งกบั การซ้ือขายระหวา่ งประเทศหลายประการ
มตี วั อยา่ งเกดิ ขน้ึ แลว้ ในกรณคี ำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๓๖๕๑/๒๕๓๗ เปน็ คดที พ่ี อ่ คา้ ชาวไทยขายขา้ ว
ใหก้ บั ผซู้ อ้ื ชาวสวติ เซอรแ์ ลนด์ โดยทำสญั ญา FOB ผา่ นทางโทรพมิ พ์ (Telex) และไมป่ รากฏวา่ พอ่ คา้ ชาวไทย
ได้ลงลายมือช่ือไว้ในโทรพิมพ์ดังกล่าว ระหว่างนั้นผู้ซ้ือชาวสวิตเซอร์แลนด์ได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต
และชำระเงินผ่านธนาคารตา่ งประเทศมายงั ธนาคารในประเทศไทยแลว้ แต่พอ่ คา้ ชาวไทยกไ็ มไ่ ดส้ ง่ ขา้ วให้
ผู้ซ้ือ จนในภายหลังราคาข้าวสูงข้ึนผู้ซ้ือชาวสวิตเซอร์แลนด์ฟ้องร้องคดี กรณีนี้ศาลไทยยกบทบัญญัติใน
ประมวกกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ ว่าด้วยเร่ืองการซ้ือขายมาใช้บังคับ กฎหมาย (ปัจจุบัน คือ
มาตรา ๔๕๖ วรรค ๓) กำหนดไว้ว่าการซอื้ ขายต้ังแต่ ๕๐๐ บาทขนึ้ หากไม่มหี ลกั ฐานเปน็ หนังสืออย่างใด
อยา่ งหนง่ึ ลงลายมอื ชอ่ื ผตู้ อ้ งรบั ผดิ เปน็ สำคญั หรอื ไดว้ างประจำไวห้ รอื ไดช้ ำระหนบ้ี างสว่ นแลว้ จะฟอ้ งรอ้ งให้
บังคับคดีไม่ได้ การที่สัญญาในคดีนี้เป็นแค่สำเนาโทรพิมพ์ ไม่มีการลงลายมือช่ือของพ่อค้าชาวไทย
ซ่ึงเป็นผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ จึงไม่ถือว่าโจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือที่จะใช้ในการฟ้องร้องบังคับคดี
ส่วนในประเด็นการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตน้นั ศาลมองว่าธนาคารต่างประเทศเป็นเพียงตัวแทนของผ้ซู ้อื
ในต่างประเทศและธนาคารในประเทศไทยเป็นตัวแทนของธนาคารต่างประเทศอีกต่อหน่ึง แม้ว่าผู้ซ้ือได้
ชำระเงินเพ่ือเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้วก็ตาม การกระทำน้ันเป็นเพียงการชำระเงินให้แก่ตัวแทน

46 บทความ

ของตนเท่าน้ัน ไม่ถือว่าเป็นการชำระหน้ีให้แก่ผู้ขาย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชำระราคาข้าวแล้ว ทำให้
ฝั่งสวิตเซอร์แลนดต์ ้องแพค้ ดไี ป
จะเห็นว่าคำตัดสินของศาลฎีกาดังกล่าวค่อนข้างล้าสมัย ศาลไม่ได้คำนึงถึงลักษณะเฉพาะของ
การค้าขายระหว่างประเทศเลย เพราะถ้ามองในหลักเสรีภาพเรื่องรูปแบบการทำสัญญา คู่สัญญาสามารถ
เลอื กวธิ กี ารหรอื รปู แบบในการทำสญั ญา ไมว่ า่ จะดว้ ยวาจา กริ ยิ าหรอื ลายลกั ษณอ์ กั ษร ซง่ึ ไมม่ คี วามจำเปน็
ต้องทำสัญญาเป็นหนังสือ หรือถึงแม้ว่าต้องทำเป็นหนังสือก็ไม่มีความจำเป็นต้องลงลายมือช่ือ
ในสญั ญาแตอ่ ยา่ งใด หลกั สากลอยา่ งเชน่ CISG ไดเ้ สรมิ แลว้ วา่ “หนงั สอื ” ตามอนสุ ญั ญานร้ี วมถงึ โทรเลขและ
เทเลกซ์ ดังน้ันการทำสัญญาผ่านเทเลกซ์ถือว่าเป็นหนังสือไปในตัวแล้ว การที่กฎหมายไทยยึดติดรูปแบบ
สัญญาที่ต้องลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดนั้น เป็นวิธีคิดที่ไม่เข้ากับหลักสากลในการทำสัญญาซื้อขาย
ระหว่างประเทศสักเท่าไหร่ และไม่ใช่เรื่องแปลกท่ีโจทก์ชาวสวิสเซอร์แลนด์จะเข้าใจได้ว่าตนมีสัญญา
ซือ้ ขายเปน็ หนงั สอื แลว้
ส่วนประเดน็ เรอ่ื งการชำระหน้นี น้ั การชำระเงนิ โดยการเปดิ เลตเตอร์ออฟเครดิตเป็นวธิ ที ่นี ิยมมาก
ในการคา้ ขายระหวา่ งประเทศ การชำระเงนิ โดยวธิ นี ้ี ผซู้ อ้ื ทำหนา้ ทข่ี องตนไดด้ ที ส่ี ดุ คอื ไปเปดิ เลตเตอรอ์ อฟเครดติ
กับธนาคารไว้ หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ขายที่ต้องส่งมอบสินค้าให้กับผู้ขนส่งและนำ Bill of Landing
ไปขึ้นเงินกับธนาคารด้วยตัวเอง ดังนั้นคำตัดสินของศาลฎีกาที่ว่าการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต
ไม่ใช่เป็นการชำระเงินน้ัน แสดงให้เห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวไม่ได้คำนึงถึงการปฏิบัติในการซื้อขาย
ระหวา่ งประเทศเลย
ปจั จบุ นั ไทยตอ้ งทำการคา้ ขายกบั ตา่ งประเทศมากขน้ึ การทำใหป้ ระเทศคคู่ า้ ไวใ้ จในระบบกฎหมายไทย
ถือเป็นเร่ืองสำคัญสำคัญ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีบทบัญญัติหลายบทที่อาจไม่เหมาะสมกับ
สญั ญาซอ้ื ขายระหวา่ งประเทศ บทบญั ญตั ใิ นบางเรอ่ื งยงั ไมล่ ะเอยี ดพอหรอื ไมม่ บี ทบญั ญตั ใิ นเรอ่ื งทค่ี วรจะตอ้ งมี
เช่น ไม่มีบทบัญญัติเก่ียวกับกำหนดหน้าท่ีของผู้ขายในการส่งมอบเอกสาร ไม่มีบทบัญญัติหน้าท่ีผู้ขาย
ในการบรรจหุ ีบห่อสินคา้ หลกั การความเสีย่ งในภยั พิบตั อิ นั เกดิ ขึน้ กบั สินค้าในมาตรา ๓๗๐ น้นั กำหนดให้
ผเู้ ปน็ เจา้ ของกรรมสทิ ธเ์ิ ปน็ ผรู้ บั ความเสย่ี งภยั ซง่ึ การผกู ตดิ หลกั การรบั เรอ่ื งความเสย่ี งภยั กบั เรอ่ื งหลกั กรรมสทิ ธน์ิ ้ี
เป็นแนวความคิดไม่สอดคล้องกับการค้าระหว่างประเทศ มาตรา ๔๕๖ (ในปัจจุบัน) ที่กำหนดให้
สัญญาซ้ือขายสังหาริมทรัพย์ที่มีราคา ๒๐,๐๐๐ บาทขึ้นไปต้องมีหลักฐานลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด
เพ่ือจะใช้ในการบังคับฟ้องร้องคดีนั้นก็ไม่สอดคล้องกับลักษณะและสภาพของการซื้อขายระหว่างประเทศ
ปัจจุบันคู่สัญญาติดต่อเจรจาหรือทำสัญญากันด้วยเทคโนโลยีการส่ือสารที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นโทรพิมพ์
(Telex) โทรสาร (Fax) หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) ซง่ึ โดยสภาพแลว้ อาจไมป่ รากฎลายมือชื่อ
คู่สัญญาแบบที่มาตรา ๔๕๖ กำหนดไวก้ ไ็ ด้
ถึงแม้ว่าจนถึงปัจจุบัน แทบไม่มีคดีการค้าขายระหว่างประเทศท่ีคู่สัญญาตกลงนำ CISG มาใช้
บังคับกันขึ้นศาลไทย ก็ไม่ได้หมายความว่าอนุสัญญาน้ีไม่มีความจำเป็น เพียงแค่ความรู้ความเข้าใจ
เกย่ี วกบั อนสุ ญั ญานย้ี งั จำกดั อยเู่ พยี งในกลมุ่ นกั วชิ าการ ถา้ CISG ถกู นำมาใชบ้ งั คบั อยา่ งแพรห่ ลายเชน่ เดยี ว
กับการใชเ้ ทอมของ Incoterms นา่ จะทำให้คสู่ ัญญาเขา้ ใจเก่ยี วกบั สทิ ธแิ ละหนา้ ทขี่ องตนไดง้ า่ ยขึ้น
อำนาจต่อรองทางการค้ากเ็ ปน็ เหตผุ ลอีกประการหน่งึ การท่ีญปี่ ุ่นเข้าเปน็ ภาคีของอนสุ ัญญาช้า๔๑
เพราะญ่ีปุ่นมีอำนาจต่อรองทางการค้ามากอยู่แล้ว สามารถต่อรองกับคู่สัญญาให้นำกฎหมายญ่ีปุ่น

๔๑ ญ่ปี นุ่ เข้าเปน็ ภาคขี องอนสุ ญั ญาในวันที่ ๑ สงิ หาคม ๒๕๕๒

อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 47

มาบังคับใช้ได้ โดยปกติคู่เจรจาท่ีมีอำนาจต่อรองมากจะไม่เลือกใช้กฎหมายของประเทศที่มีอำนาจต่อรอง
น้อยอยู่แล้ว อย่างมากสุดก็คือเลือกใช้กฎหมายกลาง การเลือกศาลเพื่อระงับข้อพิพาทก็เช่นเดียวกัน
สว่ นใหญม่ กั จะเลอื กศาลของประเทศทม่ี อี ำนาจตอ่ รองมาก หรอื ไมก่ ศ็ าลกลางหรอื เลอื กใชอ้ นญุ าโตตลุ าการ
ในประเทศท่ีสามไปเลย ดังน้ันกฎหมายไทยคงไม่ค่อยถูกเลือกเป็นกฎหมายในการบังคับคดี
นอกจากน้ีต่างประเทศไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ากฎหมายไทยเป็นอย่างไร ถ้าไม่สามารถใช้กฎหมายของตน
มาบงั คบั ได้ แนน่ อนวา่ ตา่ งประเทศยอ่ มเลอื กกฎหมายกลางทม่ี คี วามคนุ้ เคยมากกวา่ การเลอื กใชก้ ฎหมายไทย
สำหรบั ประเทศไทยเอง บทบญั ญตั ขิ อง CISG นา่ จะสามารถตอบโจทยใ์ นเรอ่ื งการคา้ ระหวา่ งประเทศ
ได้ดีกว่ากฎหมายภายในประเทศ เพราะ CISG พิจารณาถึงทางปฏิบัติและสภาพความเป็นจริง
ของการค้าขายสมัยใหม่ เหมาะสมเข้ากับลักษณะพิเศษของการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในเร่ือง
ความหา่ งกนั โดยระยะทาง ตน้ ทนุ การขนสง่ ความเกย่ี วพนั กบั คนกลาง การตคี วามในอนสุ ญั ญานน้ั กวา้ งกวา่
หลกั การตคี วามใน Common Law และยงั สนบั สนนุ ใหค้ สู่ ญั ญาใชว้ ธิ กี ารทร่ี นุ แรงนอ้ ยกวา่ การฟอ้ งรอ้ งคดี
เข้ากับนิสัยของชาวเอเชียที่นิยมใช้ความประนีประนอมมากกว่าการใช้วิธีเผชิญหน้าแบบชาวตะวันตก
นอกจากนี้ CISG สนับสนุนให้ทุกฝ่ายยึดหลักสุจริต รวมท้ังความร่วมมือกันในทางธุรกิจ หัวใจของ CISG
คือการใหค้ วามสำคัญกบั หลกั การสงวนรกั ษาไว้ซึ่งสัญญา เพราะคงไม่มีใครท่ีเข้าร่วมทำธุรกิจโดยมุ่งหวงั ให้
ธุรกิจนั้นประสบความล้มเหลวเป็นแน่แท้ การท่ีสัญญาต้องเสียไปน้ันทำให้คู่สัญญาต้องเสียทั้งเวลาและ
ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมากมาย บทบัญญัติของ CISG นั้นทันสมัยเน้นการสร้างสมดุล
ระหวา่ งผู้ซอ้ื และผขู้ าย
นอกจากน้ี CISG ถูกร่างโดยคณะทำงานซ่ึงเป็นผู้แทนจากหลายๆประเทศ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น
นักกฎหมายที่มีช่ือเสียงท้ังในระบบ Common Law และ Civil Law มีการทุ่มเทเวลา การทำงานและ
ทุนช่วยเหลือเป็นจำนวนมากในการจัดทำอนุสัญญาฉบับน้ีทำให้มีความน่าเชื่อถือ บทบัญญัติส่วนใหญ่เป็น
ถอ้ ยคำทเ่ี ขา้ ใจงา่ ยและชดั เจน คณะทำงานพยายามกำจดั การใชศ้ พั ทเ์ ทคนคิ ทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ความสบั สนในการตคี วาม
เพราะ CISG น้ันถูกสร้างมาเพื่อให้ปฏิบัติตามได้จริง ทั้งยังง่ายต่อการทำความเข้าใจของนักธุรกิจอีกด้วย
ถูกจัดทำเป็นภาษาทางการ ๖ ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาอารบิค ภาษาจีน ภาษาฝรั่งเศส
ภาษาสเปน ภาษารสั เซยี และกำลงั จะมกี ารแปลเปน็ ภาษาของประเทศตา่ งๆ ทเ่ี ปน็ ภาคอี กี เชน่ ภาษาเยอรมนั
ภาษาอิตาลี เพื่อช่วยลดอุปสรรคทางภาษาของประเทศภาคี และเพ่ือสนับสนุนให้มีการตีความอนุสัญญา
ไปในทิศทางเดียวกัน UNCITRAL ได้ทำการรวบรวมหลักจากคดีต่างๆ จากคำตัดสินที่เกี่ยวข้องกับ
อนุสัญญาฉบับน้ีและอนุญาโตตุลาการทั่วโลกมารวมไว้ใน CLOUT (Case Law on UNCITRAL)๔๒
และยงั รวบรวมการตีความแต่ละมาตราของ CISG ไว้ใน CISG Advisry Council Opinion ดงั น้นั การนำ
CISG มาใช้บังคับในสญั ญาซือ้ ขาย นา่ จะทำให้คสู่ ัญญามคี วามสามารถในการคาดการณ์ (Predictability)
ผลการบังคับใช้ได้ดีกว่าการท่ีต้องนำกฎหมายต่างประเทศท่ีไม่คุ้นเคยมาใช้ ซ่ึงอาจจะนำมาซึ่งผลทาง
กฎหมายทไ่ี มส่ ามารถคาดการณไ์ ด้ ถงึ แมว้ า่ การท่ี CISG ใหอ้ สิ ระกบั คสู่ ญั ญาในการตง้ั ขอ้ สงวนในมาตราใดกไ็ ด้
อาจทำให้เกิดความกังวลว่าสุดท้ายแล้วจะเกิดเอกภาพทางสัญญาซ้ือขายระหว่างประเทศจริงหรือไม่
แต่การตรวจสอบการตั้งข้อสงวนของประเทศภาคีน้ันง่ายกว่าการต้องศึกษาทำความเข้าใจกฎหมาย
ตา่ งประเทศทไ่ี มร่ จู้ กั อยมู่ าก (ทา่ นสามารถตรวจสอบการตง้ั ขอ้ สงวนไดท้ เ่ี วบ็ ไซต์ http://www.uncitral.org/
uncitral/en/uncitral_text/sale_goods/๑๙๘๐cisg.html) จึงคาดว่า CISG จะช่วยทำให้การค้าขาย

๔๒ www.uncitral.org/uncitral/en/case_law.html

48 บทความ

กับต่างประเทศทำได้ง่ายข้ึน ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายท่ีต้องเสียไปกับการทำความเข้าใจกฎหมาย
ของประเทศท่ีไมร่ ้จู กั ท้ังยังหลกี เลย่ี งความไมแ่ นน่ อนจากความแตกต่างกันของกฎหมายในแตล่ ะประเทศ
หากประเทศไทยตัดสินใจเข้าเป็นภาคีของ CISG ไทยจะเป็นประเทศที่ ๒ ในอาเซียนรองจาก
สิงคโปร์ที่เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญา การเข้าเป็นภาคีนั้นตามมาด้วยความรับผิดชอบ ซึ่งหมายถึง
การดำเนนิ การใหเ้ ปน็ ผลตามบทบญั ญตั แิ หง่ อนสุ ญั ญา (Implement the provisions of a convention)
เกย่ี วกบั วธิ กี ารตรากฎหมายภายในประเทศหรอื ปรบั แกก้ ฎหมายภายในประเทศใหส้ อดคลอ้ งและรองรบั กบั
พันธกรณีของอนุสัญญา ประเทศสิงคโปร์และออสเตรเลียเลือกวิธีใช้กฎหมายแปะหน้า ประเทศฝร่ังเศส
ถือหลัก “ทฤษฎีเอกนิยม (Monism)๔๓” เช่นเดียวกับประเทศญ่ีปุ่นและเกาหลีใต้ สนธิสัญญาจึงมีผล
บังคับใช้ทันทีโดยไม่ต้องดำเนินการใดๆ ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกาน้ันไม่มีการออกกฎหมายอนุวัติการ
เพราะ CISG มผี ลบังคบั ตามรัฐธรรมนูญอย่แู ลว้
ประเทศไทยถอื หลกั “ทฤษฎีทวนิ ยิ ม (Dualism)๔๔” จึงตอ้ งมีการดำเนินการภายในอกี คร้งั เพ่ือให้
เกดิ ผลตามอนุสัญญา วธิ กี ารน้นั มี ๓ รปู แบบ คอื
๑. การแกก้ ฎหมายท่เี กยี่ วข้องทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอน่ื ๆ
๒. การออกกฎหมายพิเศษ ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ โดยอ้างอิงกฎหมาย
แม่แบบว่าด้วยอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศของ UNCITRAL เพ่ือพัฒนาระบบ
อนญุ าโตตลุ าการ ในประเทศไทยใหท้ ัดเทียมกบั นานาอารยประเทศ
๓. การออกกฎหมายอนุวัติการให้เป็นไปตามอนุสัญญา ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติว่าด้วย
เอกสิทธ์ิและความคุ้มกันทางกงสุล เป็นพระราชบัญญัติท่ีจัดทำขึ้นขณะท่ีไทยเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญา
กรงุ เวียนนาวา่ ด้วยความสมั พันธ์ทางกงสลุ
วิธีท่ีง่ายที่สุดคือการแปลอนุสัญญาแล้วออกกฎหมายอนุวัติการให้เป็นไปตามอนุสัญญา วิธีการนี้
มีข้อดีคือ สามารถคงเอกลักษณ์ของอนุสัญญาไว้มากกว่าวิธีอื่น แต่ต้องมีการแปลอนุสัญญาเป็นภาษาไทย
ซึ่งการแปลมาเพียงอย่างเดียวน้ัน จะทำให้เกิดภาระท่ีค่อนข้างใหญ่ต่อศาลในการตีความ เพราะการแปล
ไม่ได้สร้างความชัดเจนว่าอะไรคือความหมายที่แท้จริง ปัจจุบันประเทศไทยมีการกฎหมายอนุวัติการเพียง
๓ ฉบับ คณะกรรมการกฤษฎีกามีแนวโน้มที่จะมองว่าวิธีการตรากฎหมายอนุวัติการไม่เหมาะสมในการ
ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบญั ญัติของอนสุ ัญญา

๔๓ ทฤษฎีเอกนิยม คือหลักเอกภาพแห่งกฎหมายทั้งหลาย โดยไม่เห็นว่ากฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศมี
ความแตกต่างกันอย่างส้ินเชิง เพราะกฎหมายทั้งปวงมีเจตนารมณ์ทำนองเดียวกันเพ่ือท่ีกำหนดระเบียบหรือกฎเกณฑ์สำหรับการอยู่ร่วมกัน
อยา่ งสงบสขุ จึงถือวา่ กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศอยใู่ นระบบเดียวกนั แตม่ คี วามสัมพนั ธก์ ันตามลำดับสงู ตำ่ กลุม่ ที่
เห็นว่ากฎหมายภายในประเทศมีค่าบังคับเหนือกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ จะถือหลักว่ารัฐมีอำนาจอธิปไตยเด็ดขาดและไม่อาจมีผู้ใดมา
บังคับรัฐได้นอกจากรัฐให้ความยินยอมเอง เช่น การเข้าเป็นภาคีของสนธิสัญญาต่างๆ ส่วนกลุ่มท่ีเห็นว่ากฎหมายระหว่างประเทศมีค่าบังคับ
เหนือกฎหมายภายในประเทศ แนวความคิดนท้ี ำให้เกดิ ประสทิ ธภิ าพในการบังคับใชก้ ฎหมายระหวา่ งประเทศเป็นอยา่ งมาก เพราะมีผลทำให้
กฎหมายระหว่างประเทศสามารถเข้ามามีผลใช้บังคับภายในรัฐได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวกการแปลงรูปกฎหมายแต่อย่างใด ซ่ึงปัจจุบัน
แนวความคดิ กลุ่มน้เี ปน็ ท่ียอมรับโดยท่ัวไป (www.learneres.in.th/blog/post/382187 วันท่ี ๒๘ มถิ นุ ายน ๒๕๕๖)
๔๔ ทฤษฎีทวินิยม เป็นแนวความคิดที่ว่ากฎหมายระหว่าประเทศและกฎหมายภายในประเทศน้ันมีลักษณะแตกต่างกันและเป็น
กฎหมายคนละระบบไมม่ คี วามเกยี่ วขอ้ งกนั แยกออกจากกันโดยส้ินเชงิ และมสี ถานะเทา่ เทียมกนั ดังนัน้ กฎหมายระหว่างประเทศไม่อาจทจ่ี ะ
แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงกฎหมายภายในได้ ดังน้ันการจะทำให้กฎหมายระหว่างประเทศสามารถบังคับใช้ภายในประเทศได้ ต้องดำเนินการ
เปล่ียนแปลงหรอื แปลงรปู กฎหมายภายในเสยี กอ่ น (www.learneres.in.th/blog/post/382187 วันที่ ๒๘ มิถนุ ายน ๒๕๕๖)

อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 49

ส่วนการออกกฎหมายพิเศษขึ้นมาเอง เปน็ การนำเนื้อหาของอนุสัญญามาแปลงเป็นกฎหมายไทย
จึงไม่จำเป็นว่าต้องมีเน้ือหาและขอบเขตเหมือนกับอนุสัญญาทุกประการ สามารถเขียนอะไรเพิ่มเติมก็ได้
หรือกำหนดขอบเขตการใช้บังคับให้เกินไปกว่าท่ี CISG ระบุก็เป็นได้ เช่น CISG ไม่ได้พูดถึงเรื่องความ
สมบูรณ์ของสัญญาหรือกรรมสิทธิ์ อาจจะเพิ่มเติมเนื้อหาดังกล่าวลงในกฎหมายเฉพาะถ้าเห็นสมควร
ซึ่งวิธีน้ีอาจเป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติมากกว่าวิธีแรก ไม่เป็นภาระต่อศาลในการตีความเท่ากับการนำ
กฎหมายทแ่ี ปลมาใชบ้ งั คบั แตม่ ขี อ้ เสยี คอื อาจทำใหอ้ นสุ ญั ญาเกดิ การกลายพนั ธ์ุ ประเทศญป่ี นุ่ มปี ระมวลแพง่
และประมวลกฎหมายพาณิชย์แยกกันคนละฉบับ โดยความสัมพันธ์ของกฎหมายท้ังสอง คือ ประมวล
กฎหมายแพง่ เป็นบทบัญญัติท่ัวไป ในขณะท่ีประมวลกฎหมายพาณิชย์เป็นบทบัญญัติเฉพาะท่ีใช้บังคับกับ
สัญญาท่ีมีลักษณะทางพาณิชย์ ซึ่งประมวลกฎหมายพาณิชย์ได้ให้ความสำคัญกับความรวดเร็วในการ
ดำเนินการ อันถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ เช่น ถึงแม้มีบทบัญญัติในมาตรา ๕๒๖ ของประมวล
กฎหมายแพ่งท่ีกำหนดว่า หากตามปกตปิ ระเพณไี ม่จำเป็นตอ้ งมคี ำบอกกลา่ วคำสนอง สญั ญาเกิดขึ้นเมื่อมี
การอันใดอันหน่ึงที่สันนิษฐานได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาตอบรับ แต่มาตรา ๕๐๙ ของประมวลกฎหมาย
พาณิชย์กำหนดหน้าที่ระหว่างพ่อค้าเพ่ิมเติม ในการแจ้งให้คู่สัญญาทราบในเวลาอันควรว่าตนประสงค์จะ
ทำสัญญาหรือไม่ ถ้าไม่มีการแจ้งดังกล่าว ถือว่าได้ตอบรับคำเสนอไปแล้ว มาตรา ๕๐๙ ของประมวล
กฎหมายพาณิชย์ มีจุดประสงค์ให้การทำสัญญาระหว่างพ่อค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว ผู้ทำคำเสนอไม่ต้อง
เสียเวลารอการตอบสนองจากอีกฝ่ายนานจนเกินควร ซ่ึงอาจทำให้เกิดความเสียหายทางการค้าแก่
ผู้ทำคำเสนอได้ ปัจจุบันการค้าขายมีความซับซ้อนมากข้ึนทุกวัน ยิ่งเป็นการค้าขายระหว่างประเทศแล้ว
ย่ิงมีลักษณะท่ีแตกต่างกับการค้าภายในประเทศหลายประการ แม้ประเทศญ่ีปุ่นมีกฎหมายพาณิชย์
โดยเฉพาะแล้วก็ตาม กฎหมายพาณิชย์ภายในประเทศก็ยังมีข้อจำกัดในการปรับใช้กับการค้าระหว่าง
ประเทศ ประเทศไทยนั้นมีเพียงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ท่ีใช้บังคับกับทุกอย่าง ย่อมต้องมีข้อ
จำกัดในการปรับใช้กับการค้าขายระหว่างประเทศ การกำหนดพระราชบัญญัติเฉพาะเก่ยี วกับการซ้อื ขาย
ระหวา่ งประเทศอาจเป็นอีกทางเลือกหน่งึ
วิธีสุดท้ายคือการแก้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง การแก้ไข
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะเป็นกฎหมายที่ปรับใช้กับ
นติ กิ รรมและสัญญาทกุ ประเภท ไมจ่ ำกดั แตเ่ พียงสญั ญาซอื้ ขายและสญั ญาทมี่ ีลกั ษณะพาณชิ ย์ ในประเด็น
ของการแกไ้ ขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ ผ้เู ขยี นมขี ้อเสนอแนะ ดังต่อไปนี้
๑. นยิ ามของคำเสนอ
มีความเห็นว่าควรเพิ่มนิยามของ “คำเสนอ” ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ๒
เรอ่ื งสญั ญา โดยอาจเพม่ิ เปน็ มาตรา ๓๕๓ ทวิ เขยี นเงอ่ื นไขการเปน็ คำเสนอใหช้ ดั เจนเชน่ เดยี วกบั บทบญั ญตั ิ
ของ CISG หรืออาจบัญญตั ิส้นั ๆ วา่ “คำเสนอต้องมขี ้อความชัดเจนแนน่ อนพอทีจ่ ะทำใหส้ ญั ญาเกดิ ได้
หากผรู้ บั ตอบรบั กลบั มา” เหตผุ ลทค่ี วรเพม่ิ เตมิ ขอ้ ความนล้ี งไป เพราะเงอ่ื นไขดงั กลา่ วถอื วา่ เปน็ สาระสำคญั
ในการเป็นคำเสนอ ถึงแม้มีชื่อว่าเป็น “คำเสนอ” เหมือนกัน แต่นิติกรรมบางอย่างอาจมีลักษณะทาง
กฎหมายอย่างอ่ืน เช่น เป็นเพียงแค่คำปรารภหรือคำเช้ือเชิญให้ทำคำเสนอก็เป็นได้ การเขียนเง่ือนไขนี้
ให้ชัดเจนในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ น่าจะช่วยลดความผิดพลาดในการวินิจฉัยว่าอะไรคือ
คำเสนอ

50 บทความ

๒. นิยามของคำสนอง
มีความเห็นว่าควรเพิ่มนิยามของ “คำสนอง” ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ๒
เรอ่ื งสัญญา โดยอาจเพิม่ เป็นมาตรา ๓๕๗ ทวิ เช่น “คำสนองคอื การแสดงเจตนาตอบรบั คำเสนอเพือ่ ที่จะ
เข้าทำสัญญากับผู้เสนอ แต่การเงียบหรือนิ่งเฉยไม่กระทำการใดๆไม่ถือว่าเป็นคำสนอง” เพื่อให้เกิด
ความชัดเจนวา่ อะไรคือคำสนอง
๓. การทำคำสนองโดยการกระทำ
มาตรา ๓๖๑ วรรคสองยอมรับคำสนองโดยการกระทำเช่นเดียวกับ CISG มีความเห็นว่า
ควรเพมิ่ เติมเรอ่ื งเวลาในการทำคำสนองใน ๓๖๑ วรรคสอง ดงั น้ี
“ถ้าตามเจตนาอันผ้เู สนอได้แสดง หรือตามปกติประเพณีไม่จำเป็นจะต้องมีคำบอกกล่าวสนองไซร้
ท่านว่าสัญญานั้นเกิดเป็นสัญญาข้ึนในเวลาเม่ือมีการอันใดอันหนึ่งข้ึน อันจะพึงสันนิษฐานได้ว่า
เป็นการแสดงเจตนาสนองรับ แต่ต้องมีการกระทำดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้หรือภายใน
ระยะเวลาอันควร” เพ่ือผู้ทำคำเสนอจะได้ไม่ต้องรอนานเกินควรและตกอยู่ในความไม่แน่นอนว่าสัญญา
เกิดขนึ้ หรือไม่
๔. คำสนองท่มี กี ารแก้ไขหรือเปลย่ี นแปลงเนอ้ื หาในคำเสนอ
มีความเห็นวา่ ควรเพิม่ เติมเปน็ มาตรา ๓๕๙ วรรคสาม ดงั น้ี
“ถ้าคำสนองมาถึงลว่ งเวลา ท่านให้ถอื วา่ คำสนองนัน้ กลายเปน็ คำเสนอข้ึนใหม่
คำสนองอันมีข้อความเพิ่มเติม มีข้อจำกัดหรือมีข้อแก้ไขอย่างอื่นประกอบด้วยน้ัน ท่านให้ถือว่า
เป็นคำบอกปัดไมร่ ับทง้ั เปน็ คำเสนอข้ึนใหม่ดว้ ยในตัว
หากการเพม่ิ เตมิ จำกดั หรอื แกไ้ ขตามวรรคสอง ไมเ่ ปน็ การเปลย่ี นแปลงคำเสนอในสาระสำคญั
สัญญาเกดิ ขน้ึ โดยไมร่ วมเนอื้ หาทมี่ กี ารเพม่ิ เตมิ จำกัดหรือแกไ้ ข ยกเว้นกรณีดงั ตอ่ ไปนี้
(๑) ผเู้ สนอแสดงเจตนาล่วงหนา้ ท่จี ะไมท่ ำสัญญาหากคำสนองมีการแกไ้ ข
(๒) ผู้เสนอปฏเิ สธคำสนองทม่ี กี ารแกไ้ ขทนั ทีมีคำสนองไปถึงผ้เู สนอโดยไมช่ ักชา้
(๓) ผู้สนองแสดงเจตนาล่วงหน้าท่ีจะไม่ทำสัญญาหากไม่ยอมรับการเพ่ิมเติม จำกัดหรือ
แกไ้ ขในคำสนอง ”
เหตุผลที่เห็นว่าควรเติมข้อความดังกล่าว เพราะการยึดหลัก Mirror Image Rule ซ่ึงมีหลักว่า
คำเสนอและคำสนองต้องถูกต้องตรงกันเสมือนด่ังภาพสะท้อนในกระจกมากเกินไปนั้น อาจทำให้สัญญา
ตอ้ งเสยี ไปโดยขัดตอ่ เจตนาของคู่สญั ญา ทง้ั ๆ ทที่ ้งั สองฝ่ายตั้งใจให้เกดิ นิตสิ ัมพันธต์ อ่ กนั จึงไมค่ วรตีความ
ไปในลกั ษณะทท่ี ำใหเ้ กดิ การเลกิ สญั ญา นอกจากน้ี การทม่ี กี ารแกไ้ ขเปลย่ี นแปลงเพยี งเลก็ นอ้ ยในคำสนองแลว้
ถือว่าเป็นการบอกปัดรวมทั้งเกิดคำเสนอขึ้นใหม่น้ัน เป็นภาระให้อีกฝ่ายต้องทำคำสนองใหม่อีกครั้ง
คสู่ ญั ญาตอ้ งเสยี เวลารอตอ่ ไปอีก
การเพ่ิมเติมวรรคสามท่ีว่า หากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่เป็นการเปล่ียนสาระสำคัญ
ในคำเสนอ ให้ถือว่ายังคงมีผลเป็นคำสนอง มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาสงครามแบบฟอร์ม (Battle of
Forms) ซึ่งเป็นปญั หาที่เกดิ ข้ึนอยู่บอ่ ยๆ ในการทำสญั ญาซื้อขาย รวมการสรา้ งความชัดเจนในการวนิ จิ ฉยั
ความมผี ลเปน็ คำสนอง วา่ การเปลย่ี นแปลงในรายละเอยี ดเลก็ ๆนอ้ ยๆ เชน่ ขอ้ ความในแบบฟอรม์ มาตรฐาน

อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 51

(Standard Form Contract) ท่ีไม่ใช่สาระสำคัญและบางกรณีคู่สัญญาแทบไม่ให้ความสนใจใน
ข้อความเหล่านดี้ ว้ ยซำ้ ยังคงทำให้คำสนองนนั้ มผี ลและเกิดสัญญาข้ึนตามปกติ ซ่งึ ประเดน็ นเี้ ปน็ คนละมิติ
กบั บทบญั ญตั ใิ นมาตรา ๓๖๗ ทว่ี า่ คสู่ ญั ญาอาจตกลงกนั ใหเ้ กดิ สญั ญาไปกอ่ น โดยยงั ไมต่ ดั สนิ ใจในสาระสำคญั
บางประการ แต่จะทำความตกลงเรอื่ งนน้ั ให้สำเร็จในภายหลงั
๕. หน้าทีส่ ่งมอบของผ้ขู าย
มคี วามเห็นวา่ ควรเพิ่มหน้าท่ผี ู้ขายในการส่งมอบเอกสารท่ีเก่ยี วข้องลงในมาตรา ๔๖๑ ดังน้ี
“ผู้ขายจำต้องสง่ มอบทรัพยซ์ ง่ึ ขาย รวมทงั้ เอกสารท่ีเกยี่ วข้องใหแ้ กผ่ ู้ซือ้ ”
เพราะการส่งมอบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวทรัพย์สิน มีหลายกรณีหากไม่มีเอกสารท่ีเก่ียวข้อง ผู้ซื้อ
ไมส่ ามารถรบั มอบสนิ ค้าทผ่ี ู้ขายสง่ ไดเ้ ลย
นอกจากนม้ี คี วามเหน็ วา่ ควรเพม่ิ บทบญั ญตั เิ กย่ี วกบั เวลาในการสง่ มอบสนิ คา้ ของผขู้ าย โดยอาจเพม่ิ
เปน็ มาตรา ๔๖๒ ทวิ ดงั นี้
“ถา้ กำหนดเวลาในการสง่ มอบทรพั ยส์ นิ ไว้ ใหผ้ ขู้ ายสง่ มอบภายในเวลาทก่ี ำหนด ถา้ กำหนดเวลา
ไวเ้ ปน็ ชว่ งระยะเวลา (Period of Time) ใหผ้ ขู้ ายสง่ มอบในเวลาใดเวลาหนง่ึ ภายในระยะเวลาดงั กลา่ ว
หรือถ้าหากไม่มีการกำหนดเวลาไว้หรืออนุมานจากพฤติการณ์ท้ังปวงไม่ได้ ให้ผู้ขายส่งมอบภายใน
เวลาอนั สมควรภายหลังเกดิ สญั ญา”
เป็นการกำหนดเร่ืองเวลาในการส่งมอบทรัพย์สินของผู้ขายข้ึนมาให้ชัดเจน เพราะไม่มีบทบัญญัติ
เก่ียวกับเรื่องนี้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บทบัญญัติของมาตรา ๒๐๓ เป็นเพียงบทเบ็ดเสร็จ
ทั่วไปเกี่ยวกับการไมช่ ำระหนี้
นอกจากนีค้ วรเพ่มิ เติมหนา้ ทีข่ องผขู้ ายในการเลือกวิธขี นสง่ ทเี่ หมาะสมลงในมาตรา ๔๖๓ ดังนี้
“ถ้าในสัญญากำหนดว่าให้ส่งทรัพย์สินซึ่งขายนั้นจากที่แห่งหน่ึงไปถึงอีกแห่งหน่ึงไซร้ ท่านว่า
ผู้ขายมีหน้าท่ีเลือกวิธีขนส่งที่เหมาะสมและมีหน้าที่จัดส่งสินค้าให้ถึงสถานท่ีดังกล่าว การส่งมอบย่อม
สำเร็จเมอ่ื ได้ส่งมอบทรัพยส์ ินนั้นให้แกผ่ ขู้ นส่ง”
๖. ความรบั ผิดเพอื่ ชำรดุ บกพรอ่ ง
มีความเห็นว่าไม่ควรจำกัดความรับผิดชอบผู้ขายอยู่ท่ีความชำรุดบกพร่องของตัวทรัพย์สิน
แตเ่ พยี งอยา่ งเดยี ว การบรรจหุ บี หอ่ ใหเ้ หมาะสมกบั ลกั ษณะของสนิ คา้ นน้ั ๆ กม็ คี วามสำคญั ตอ่ การเกบ็ รกั ษาสนิ คา้
ดังนั้นควรเพม่ิ ความรบั ผดิ ชอบเก่ยี วกับการบรรจหุ ีบหอ่ ท่ีไมเ่ หมาะสม ในมาตรา ๔๗๒ วรรคหนง่ึ ดงั นี้
“ในกรณีท่ีทรัพย์สินซ่ึงขายน้ันชำรุดบกพร่องอย่างใดอย่างหน่ึงอย่างใดหรือมีการบรรจุหีบห่อที่
ไม่เหมาะสมกับลักษณะตามปกติของสินค้าชนิดนั้น อันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเส่ือมความเหมาะสม
แกป่ ระโยชน์อนั มุง่ จะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชนท์ ่ีมุง่ หมายโดยสญั ญากด็ ี ทา่ นว่าผู้ขายต้องรับผิด”
๗. สิทธขิ องผขู้ ายในการขอแก้ไขความบกพรอ่ งในการชำระหน้ี
มีความเห็นว่าควรเพิ่มบทบัญญัติเก่ียวกับสิทธิของผู้ขายในการขอแก้ไขการชำระหน้ีที่มี
ความบกพรอ่ ง โดยอาจบัญญัตเิ ป็นมาตรา ๔๗๒ ทวิ ดังนี้

52 บทความ

“ในกรณีท่ีการชำระหน้ีมีความบกพร่อง ผู้ขายมีสิทธ์ิขอแก้ไขความบกพร่องในการชำระหนี้
ถ้าเป็นไปตามกรณดี งั ต่อไปนี้
(๑) ผ้ขู ายแจง้ ขอแก้ไขความบกพร่องในการชำระหน้ีกบั ผูซ้ ้ือโดยไมช่ ักช้า
(๒) เน้ือหาในการแก้ไขความบกพร่องและเวลาในการแกไ้ ขมีความเหมาะสม
(๓) ไม่ทำใหเ้ กดิ ความไมส่ ะดวกและค่าใชจ้ ่ายทีไ่ มส่ มควรแก่ผู้ซอ้ื
หากความบกพร่องดังกล่าวเป็นการทำผิดสัญญาท่ีสำคัญร้ายแรง การขอแก้ไขความบกพร่อง
ไมต่ ดั สิทธ์ิผซู้ ื้อในการบอกเลกิ สญั ญา”
เน่ืองจากวัตถุประสงค์ในการทำสัญญาซื้อขายของผู้ซ้ือ คือการได้รับการชำระหนี้ท่ีสมบูรณ์
ไม่ใช่การเรียกร้องการเยียวยา ดังน้นั หากยังเป็นกรณีท่ผี ้ขู ายสามารถแก้ไขความบกพร่องในการชำระหน้ี
ของตนไดแ้ ละการแกไ้ ขความบกพรอ่ งนน้ั เปน็ การแกป้ ญั หาทส่ี มเหตสุ มผลและมปี ระสทิ ธภิ าพมากกวา่ กค็ วร
เปดิ โอกาสใหผ้ ู้ขายได้ทำการแก้ไขดงั กลา่ ว
๘. หนา้ ท่อี ื่นท่เี ก่ียวข้องกับการรับมอบทรพั ยส์ นิ และการชำระราคาของผซู้ ื้อ
มคี วามเหน็ ว่าควรเพิม่ เตมิ ข้อความลงในมาตรา ๔๖๗ ดงั น้ี
“ผซู้ อ้ื จำตอ้ งรบั มอบทรพั ยส์ นิ ทต่ี นไดร้ บั ซอ้ื และใชร้ าคาตามขอ้ สญั ญาซอ้ื ขาย รวมทำกระทำการใดๆ
ที่ถกู คาดหมายตามสมควรเพือ่ ใหก้ ารสง่ มอบทรพั ยส์ ินและการชำระราคาเป็นไปได”้
เนื่องจากปจั จุบันการค้าขายมีความซับซอ้ นมากขึ้น หนา้ ทใี่ นการรบั มอบทรพั ย์สินและชำระราคา
ของผู้ซอื้ จึงมีความหมายกว้างขึน้ ด้วย
๙. หน้าท่ขี องผซู้ อ้ื ในการแจง้ ให้ผูข้ ายทราบถงึ ความชำรดุ บกพรอ่ งของสินคา้
มีความเห็นว่าควรเพ่ิมหน้าท่ีของผู้ซื้อในการแจ้งถึงความขำรุดบกพร่องของสินค้าท่ีได้รับมอบให้
ผู้ขายทราบ โดยอาจเพ่มิ เปน็ มาตรา ๔๘๗ ทวิ ดังนี้
“ในกรณีที่พบความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินในเวลาท่ีรับมอบหรือภายหลังการรับมอบ
ผู้ซ้ือต้องแจ้งให้ผู้ขายทราบถึงความชำรุดบกพร่องดังกล่าวภายในเวลาอันควร เว้นเสียจากว่าผู้ขาย
รู้ถึงความชำรดุ บกพรอ่ งดงั กลา่ วอยกู่ ่อนแล้ว
ถ้าผู้ซ้อื ไม่ทำการแจ้งตามวรรคหน่ึง ผู้ซ้ือไม่มีสิทธ์ิได้รับการเยียวยาจากความชำรุดบกพร่อง
ทรพั ย์สินท่ีส่งมอบ เว้นเสียจากวา่ ผู้ซ้ือมีเหตผุ ลอันสมควรในการไมแ่ จ้งตอ่ ผู้ขายตามวรรคหน่ึง”
เน่ืองการละเลยไม่ยอมตรวจสอบสินค้าท่ีได้รับส่งมอบมาภายในเวลาอันควรเป็นความบกพร่อง
ของตัวผซู้ อ้ื เอง การยอมให้ผ้ซู ือ้ ดงั กลา่ วเรียกร้องการเยียวยาจงึ ไม่ยุติธรรมตอ่ ผูข้ าย
๑๐. รูปแบบสัญญาซือ้ ขายสังหาริมทรัพย์
มีความเห็นว่าควรตัดมาตรา ๔๕๖ วรรคสามออก เพื่อให้การทำสัญญาซ้ือขายสังหาริมทรัพย์
ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือสอดคล้องกับหลักสากล หรืออย่างน้อยท่ีสุดควรตัดเงื่อนไข
การลงลายมอื ช่อื ผรู้ บั ผดิ ออกไป โดยอาจเพิ่มขอ้ ความลงในมาตรา ๔๕๖ วรรคสาม ดังน้ี

อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 53

“บทบัญญัติท่ีกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็น
ราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย ยกเว้นจากว่าโดยสภาพแล้วไม่อาจปรากฏลายมือช่ือ
ในสญั ญา ก็ไมต่ อ้ งลงลายมอื ชอ่ื ”
๑๑. คา่ สนิ ไหมทดแทนจากการไมช่ ำระหนี้
มาตรา ๒๑๕ นั้นเป็นหลักทั่วไปในการเรียกค่าเสียหายจากการไม่ชำระหน้ี มีความเห็นว่า
ควรเปลี่ยนคำพูดใหเ้ ข้าใจงา่ ยข้ึน ดังน้ี
“เมื่อลูกหน้ีไม่ชำระหน้ี เจ้าหน้ีสามารถเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิด
แต่การไมช่ ำระหนี้ได้”
บทบัญญัติปัจจุบันใช้คำว่า “เม่ือลูกหน้ีไม่ชำระหน้ีให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริง
แหง่ มลู หน”้ี แตไ่ มป่ รากฏวา่ กฎหมายแยกกรณี “การชำระหนท้ี ไ่ี มต่ อ้ งตามความประสงคอ์ นั แทจ้ รงิ แหง่ มลู หน”้ี
กบั “การไมช่ ำระหน”้ี แตอ่ ยา่ งใด จงึ ควรรวมทกุ กรณอี ยใู่ นเรอ่ื งของ “การไมช่ ำระหน”้ี เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจไดง้ า่ ยวา่
มาตรา ๒๑๕ เป็นบทบัญญัตทิ ว่ั ไปเกย่ี วกบั การเรียกค่าเสยี หายจากการไม่ชำระหนี้
นอกจากนี้ มาตรา ๒๒๒ แยกเป็นความเสียหายออกเป็น ๒ ประเภทคอื “ความเสยี หายอันเกดิ
ตามปกติ” และ “ความเสียหายอันเกิดแต่การณ์พิเศษ” แต่ไม่มีเกณฑ์แน่นอนว่าอะไรคือความเสียหาย
ตามปกติ อะไรคอื การณพ์ เิ ศษ รวมทง้ั ไมม่ กี ารกำหนดใหช้ ดั เจนวา่ การคาดเหน็ ของคกู่ รณตี ามมาตรา ๒๒๒ วรรคสองนน้ั
เป็นการคาดเห็น ณ เวลาใด มีความเห็นในแก้ไขมาตรา ๒๒๒ ดงั น้ี
“การเรียกเอาค่าเสียหายน้ัน ได้แก่การเรียกค่าสินไหมทดแทนเพ่ือความเสียหายจากการ
ไม่ชำระหนี้ท่คี ่กู รณที ่เี กยี่ วข้องได้คาดเห็นหรือควรจะไดค้ าดเห็นขณะทท่ี ำสัญญา
ภายหลังทำสัญญาจนถึงเวลาที่มีไม่ชำระหนี้ หากลูกหน้ีคาดเห็นหรือควรจะคาดเห็นถึง
ความเสียหาย แต่ลูกหนีไ้ ม่ไดก้ ระทำการอันสมควรเพื่อปอ้ งกัน เจ้าหนส้ี ามารถเรียกคา่ สินไหมทดแทน
เพอื่ ความเสยี หายดงั กล่าวได้ดว้ ย”
เป็นการกำหนดขอบเขตของสินไหมทดแทนว่า ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายที่คาดเห็นได้
ณ เวลาท่ีทำสัญญา ภายหลังเกิดสญั ญาจนกระท่งั ถึงเวลาท่ีลูกหนีไ้ มช่ ำระหน้ี หากมคี วามเสียหายทีล่ ูกหนี้
คาดเห็นได้แต่ไม่กระทำการป้องกันตามสมควร ก็สามารถนำมาคำนวณเป็นค่าสินไหมทดแทนได้
โปรดสังเกตว่าส่ิงที่คาดเห็นได้นั้นคือ “ความเสียหาย” ไม่ใช่ “พฤติการณ์” ซ่ึงวิธีการบัญญัติเช่นนี้
สอดคล้องกบั การกำหนดขอบเขตเร่อื งค่าสนิ ไหมทดแทนตามหลกั สากล
ทั้งหมดที่กล่าวมาคือข้อสรุปและข้อเสนอแนะในการเตรียมความพร้อมของกฎหมายพาณิชย์ไทย
ในการเข้าสู่การค้าโลก สุดท้ายนี้ หากพิจารณาจากตัวเลขของรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ
(Gross Domestic Product : GDP) ของประเทศไทยในรอบหลายสิบปีท่ีผ่านมา พบว่าประเทศไทย
พึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นสำคัญ ซึ่งถ้าปีใดประเทศมีปริมาณการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นก็จะส่งผลให้
ตัวเลข GDP ของประเทศเติบโตข้ึนด้วย ดังน้ันการปรับปรุงกฎหมายพาณิชย์อันได้แก่ กฎหมายเก่ียวกับ
การซ้อื ขาย และกฎหมายท่เี กย่ี วขอ้ งในประเทศให้สอดคลอ้ งกับหลกั กฎหมายซ้อื ขายระหวา่ งประเทศกจ็ ะ
ทำให้เคร่ืองมือในการส่งเสริมการซ้ือขายระหว่างประเทศของไทยนั้นเป็นท่ีน่าเชื่อถือและมีความพร้อม
ในการแข่งขันระหว่างประเทศ อีกท้ังยังเป็นหลักประกันกับประเทศคู่ค้าในการตัดสินใจเข้ามาค้าขายกับ
ประเทศไทยและสง่ เสรมิ การเตบิ โตทางเศรษฐกจิ ระหวา่ งประเทศด้วย

54 บทความ

ดังน้ันหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องจึงควรพิจารณากฎหมายท่ีมีอยู่ในปัจจุบันที่เก่ียวกับการซื้อขายและ
กฎหมายท่ีเกี่ยวข้องว่าปัจจุบันกฎหมายใดมีความล้าสมัย เป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกรรมระหว่าง
ประเทศ เห็นควรปรับปรุงแก้ไขให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ เพื่อลดอุปสรรคในการค้าระหว่างประเทศและเป็นแรงดึงดูดให้ประเทศ
ค่คู ้าของประเทศไทยเขา้ มาลงทุน ซึ่งจะเปน็ ผลดีกับเศรษฐกจิ ในมหภาคและการเตบิ โตทางเศรษฐกจิ ของ
ประเทศทา่ มกลางเศรษฐกจิ โลกท่ไี รพ้ รมแดนในปจั จุบนั

.............................................

อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 55

หนงั สือเวยี นทเี่ กยี่ วกับการบรรยายฟอ้ ง

โชคชยั ทฐิ ิกจั จธรรม*

ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ ไดก้ ำหนดใหค้ ำฟอ้ งตอ้ งทำเปน็ หนงั สอื
และมรี ายการตา่ ง ๆ จำนวน ๗ รายการ แตใ่ นการบรรยายฟอ้ งของพนกั งานอยั การ ระเบยี บสำนกั งานอยั การสงู สดุ วา่
ด้วยการดำเนินคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้กำหนดให้พนักงานอัยการต้องปฏิบัติเก่ียวกับการบรรยายฟ้อง
ไวม้ ากกวา่ ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา หลายประการ เชน่ ข้อ ๙๔ หลักในการบรรยายฟอ้ ง
ของพนักงานอยั การ นอกจากจะยดึ หลักในประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ แลว้
พนักงานอัยการควรยึดหลักต่อไปนี้ด้วย (๑) ใช้ภาษาอย่างถูกต้อง ใช้ถ้อยคำกะทัดรัดไม่ฟุ่มเฟือยแต่
ต้องไม่ขาดข้อความจนเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ หรือไม่ทราบว่าจะต่อสู้คดีได้อย่างไร (๒) บรรยาย
ข้อเท็จจริงให้ครบองค์ประกอบความผิดและบทลงโทษตามกฎหมายที่ฟ้อง (๓) เม่ือเห็นสมควรและ
เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ให้บรรยายข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนท่ีเป็นคุณและเป็นโทษ
แก่จำเลย เพื่อให้ศาลใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษ การลงโทษ รวมท้ังมาตรการอื่นท่ีศาล
จะใช้แก่ผู้กระทำผิดเท่าท่ีสามารถจะทำได้ เช่น หากปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนท่ีเป็นคุณ
และเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๔, ๖๕, ๖๖, ๖๗, ๖๙, ๗๒ และ ๗๘
ให้บรรยายฟ้องให้ตรงกับข้อเท็จจริงน้ัน ๆ และต้องระบุมาตราดังกล่าวในคำขอท้ายฟ้องด้วย
(๔) ในคดคี วามผดิ ตอ่ สว่ นตวั ใหบ้ รรยายฟอ้ งใหไ้ ดค้ วามวา่ ผเู้ สยี หายไดร้ อ้ งทกุ ขข์ อใหน้ ำคดขี น้ึ วา่ กลา่ วแลว้
(๕) ในความผิดบางประเภท ให้บรรยายฟ้องให้ได้ความตามนโยบาย คำสั่ง หรือแนวทางปฏิบัติ
ที่สำนักงานอัยการสูงสุดได้กำหนดไว้ด้วย ส่วนการบรรยายฟ้องขอให้ศาลเลือกลงโทษ ข้อ ๙๕ ระบุว่า
กรณีข้อเท็จจริงที่ได้ความตามการสอบสวนไม่ชัดเจนพอท่ีจะวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ต้องหา
เปน็ ความผดิ ฐานใดฐานหนง่ึ ในหลายฐาน หรอื ในกรณที เ่ี ปน็ ความผดิ ตอ่ กฎหมายหลายบท ใหพ้ นกั งานอยั การ
ฟ้องผู้ต้องหาน้ันไปทุกฐานความผิดที่ไม่ขัดกัน เพื่อให้ศาลเลือกลงโทษ และในการบรรยายฟ้อง
ให้พนักงานอัยการบรรยายฟ้องโดยเล่าข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่เก่ียวกับการกระทำของผู้ต้องหา
ให้ครบองค์ประกอบความผิด ทกุ บททุกฐานท่ีฟอ้ งนน้ั ขอ้ ๙๖ การระบฐุ านความผดิ ในคำฟ้อง ควรจะใช้
ฐานความผิดท่ีมีกฎหมายบัญญัติไว้ แต่จะใช้ช่ือฐานความผิดที่ใช้กันแพร่หลายก็ได้ ข้อ ๙๗ สำหรับการ
ขอให้นับโทษต่อในคดีที่อาจขอให้ศาลนับโทษจำเลยติดต่อกันหลายสำนวน ให้พนักงานอัยการกล่าวไว้
ในฟ้องหรือคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้อง โดยให้อ้างเลขคดีท่ีขอให้นับโทษต่อกันไว้ และถ้าคดีใดพิพากษาแล้ว
ใหอ้ า้ งเลขคดแี ดงดว้ ย ในกรณที เ่ี ลขคดที ข่ี อใหศ้ าลนบั โทษจำเลยตดิ ตอ่ กนั เปน็ เลขคดดี ำ ให้พนักงานอัยการ
ตรวจสอบและย่ืนคำแถลงก่อนศาลพิพากษาคดีท่ีมีคำขอให้นับโทษต่อ เพื่อให้ศาลทราบว่าคดีดังกล่าว
ศาลได้พิพากษาแล้วโดยระบุเลขคดีแดงด้วย สำหรับกรณีที่จำเลยถูกฟ้องในวนั เดยี วกนั หลายสำนวนและ
ศาลจะพิพากษาในวันเดียวกัน หากพนักงานอัยการไม่อาจอ้างเลขคดีแดงได้ให้พนักงานอัยการกล่าวไว้
ในฟอ้ งหรอื คำรอ้ งขอเพม่ิ เตมิ ฟอ้ งใหช้ ดั เจนวา่ จำเลยเปน็ บคุ คลเดยี วกบั จำเลยในเลขคดดี ำของศาลใดทข่ี อ
ให้ศาลนับโทษต่อ และศาลได้พิพากษาในวันเดียวกัน ข้อ ๙๘ ในกฎหมายบางฉบับ นอกจาก

* อยั การผู้เชยี่ วชาญพิเศษ

56 บทความ

พระราชกฤษฎกี าทอี่ อกตามกฎหมายนน้ั แลว้ ยังมีประกาศ กฎกระทรวง หรือข้อกำหนดของรัฐมนตรหี รือ
ผู้มีอำนาจตามกฎหมายซ่ึงออกตามกฎหมายนั้น เป็นส่วนหน่ึงของบทบัญญัติท่ีทำให้เกิดความผิดแก่
ผฝู้ า่ ฝนื กฎหมายอกี ดว้ ย พนกั งานอยั การตอ้ งบรรยายไวใ้ นฟอ้ งดว้ ยวา่ จำเลยไดท้ ราบประกาศ กฎกระทรวง หรือ
ขอ้ กำหนดดงั กลา่ วแลว้ สว่ นการบรรยายฟอ้ งคดที ข่ี อรบิ ทรพั ยส์ นิ ของกลาง ขอ้ ๗๓ กำหนดใหพ้ นกั งานอยั การ
ต้องบรรยายฟ้องให้ละเอียดชัดแจ้งครบถ้วน ตามหลักเกณฑ์ในบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา
และตามกฎหมายอื่นท่ีบัญญัติไว้โดยเฉพาะ และให้อ้างบทมาตราตามกฎหมายที่บัญญัติเก่ียวกับ
เรื่องริบทรัพย์สินของกลางให้ถูกต้องครบถ้วน อีกทั้งต้องมีคำขอให้ศาลพิพากษาริบของกลางไวด้ ว้ ย ทง้ั น้ี
ให้สอดคล้องตรงกับความเห็นในสำนวน นอกจากข้อกำหนดต่าง ๆ ในระเบียบตามท่กี ล่าวมาแล้ว ยังมี
หนังสือเวียนที่กล่าวถึงการบรรยายฟ้องอีกจำนวนมาก การบรรยายฟ้องความผิดบางประเภทก็มี
หนังสือเวียนท่เี กี่ยวข้องหลายฉบบั แต่กย็ ังมิได้มีการรวบรวมไว้เป็นหมวดหม ู่ ผู้เขียนจึงพยายามรวบรวม
หนังสือเวียนเหล่าน้ัน โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติงานของพนักงานอัยการ ตลอดจน
ประโยชนใ์ นการศึกษาและอ้างองิ ผเู้ ขียนขอเรมิ่ จาก
๑. การบรรยายฟ้องในคดียาเสพติด ซึ่งมีหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้องอยู่หลายฉบับ ผู้เขียนขอ
เรียงลำดบั จากหนังสือเวยี นฉบบั เกา่ ไปหาฉบับใหม่ ดงั นี้
๑.๑ หนังสอื กรมอยั การ ท่ี มท ๑๒๐๓/ว ๓๑ ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๓๐ ไดก้ ำหนดวา่
การร่างฟ้องในคดียาเสพติดที่ระบุจำนวนของกลางเป็นตัวเลข ให้พนักงานอัยการท่ีรับผิดชอบเขียนวงเล็บ
ระบจุ ำนวนของกลางเปน็ ตัวหนังสือไว้ด้วย
๑.๒ หนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส(สฝคก.) ๐๐๐๓/ว ๒๑๐ ลงวนั ท่ี ๑๘ ธนั วาคม ๒๕๔๐
ไดก้ ลา่ ววา่ เนอ่ื งจากปจั จบุ นั มกี ารแพรร่ ะบาดของยาเสพตดิ ใหโ้ ทษประเภทตา่ ง ๆ โดยเฉพาะแอมเฟตามนี
หรอื ยาบา้ ในหมปู่ ระชาชนเปน็ จำนวนมาก และรฐั บาลมนี โยบายในการปราบปรามผกู้ ระทำผดิ ในคดดี งั กลา่ ว
ดงั นน้ั เพอ่ื ใหก้ ารบงั คบั ใชก้ ฎหมายมผี ลสอดคลอ้ งกบั นโยบายรฐั บาล จงึ ใหถ้ อื ปฏบิ ตั วิ า่ ในการบรรยายฟอ้ ง
คดที เ่ี กย่ี วกบั ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษใหร้ ะบปุ รมิ าณของยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ โดยใหร้ ะบจุ ำนวนเมด็ ของยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ
และน้ำหนักซ่ึงคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษในคำฟ้องด้วย เพ่ือประกอบการใช้
ดลุ พนิ จิ ในการลงโทษของศาล
๑.๓ หนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส(สฝนผ.) ๐๐๑๘/ว ๑๕๙ ลงวนั ท่ี ๒๖ ตลุ าคม ๒๕๔๑
ได้กล่าวว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งให้ทราบว่า คณะรัฐมนตรีได้ประชุมลงมติ
เหน็ ชอบในหลกั การตามมตคิ ณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามยาเสพตดิ (ป.ป.ส.) เกย่ี วกบั การดำเนนิ การ
กระบวนการยุติธรรมในเร่ืองขอความร่วมมือจากกรมตำรวจและสำนักงานอัยการสูงสุดตามที่สำนักงาน
ป.ป.ส. เสนอ โดยขอความรว่ มมอื จากสำนกั งานอยั การสงู สดุ ใหพ้ นกั งานอยั การควรบรรยายในคำฟอ้ งขอให้
ศาลพพิ ากษาลงโทษปรบั จำเลยเฉพาะคดสี ำคญั เชน่ คดที ผ่ี กู้ ระทำผดิ เปน็ ผผู้ ลติ จำหนา่ ย นำเขา้ หรอื สง่ ออก
ยาเสพติดใหโ้ ทษ วตั ถุออกฤทธ์หิ รอื สารระเหย หรอื คดีทม่ี ขี องกลางจำนวนมาก ผกู้ ระทำผดิ เปน็ ผมู้ อี ทิ ธิพล
หรือคดีท่ีประชาชนสนใจ นอกจากนี้ในเร่ืองการยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ ให้พนักงานอัยการบรรยายฟ้อง
ให้ชัดเจนด้วยว่าจำเลยผู้ต้องโทษปรับมีทรัพย์สิน เพ่ือเป็นแนวทางให้ศาลอาจมีคำส่ังให้ยึดทรัพย์สิน
ใช้ค่าปรบั กไ็ ด้
๑.๔ หนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๑๖/ว ๑๓๖ ลงวนั ท่ี ๘ เมษายน ๒๕๔๖ ไดก้ ลา่ ววา่
เน่ืองจากนายกรัฐมนตรีได้มีคำส่ังสำนักนายกรัฐมนตรีท่ี ๖๑/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖

อัยการนิเทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 57

เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการให้ความคุ้มครองผู้ให้ความร่วมมือต่อทางราชการ
ในการปราบปรามยาเสพตดิ โดยมอี ยั การสงู สดุ เปน็ ประธานกรรมการ ซง่ึ คณะกรรมการไดพ้ จิ ารณาเหน็ วา่
ควรมมี าตรการช่วยเหลือทางคดีอาญาเพ่ือสร้างเสริมขวัญและกำลังใจแก่ผู้ให้ความร่วมมือต่อทางราชการ
ดังกล่าวด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เข้ารายงานตนต่อทางราชการท่ีมีหมายจับ และถูกดำเนินคดีอาญา
ตามพระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ หากผนู้ น้ั ยนิ ยอมใหข้ อ้ มลู ทเ่ี ปน็ ประโยชนต์ อ่ การขยายผล
ไปสู่ผู้ค้าระดับท่ีสำคัญกว่า ก็มีเหตุผลสมควรท่ีจะให้ความช่วยคุ้มครองทางด้านคดีอาญา โดยใช้มาตรการ
ตามพระราชบญั ญตั ยิ าเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐/๒ ว่าด้วยการขอใหศ้ าลลงโทษนอ้ ยกวา่
อัตราโทษข้ันต่ำทก่ี ฎหมายกำหนด หากผนู้ น้ั ใหข้ อ้ มลู ทส่ี ำคญั และเป็นประโยชนอ์ ยา่ งยง่ิ ในการปราบปราม
การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือนำไปสู่การปราบปรามการค้ายาเสพติดรายสำคัญได้สำเร็จ
สำนักงานอัยการสูงสุดจึงพิจารณาเห็นพ้องว่า มาตรการให้ความช่วยเหลือทางคดีอาญาดังกล่าว
จะสนบั สนนุ ใหก้ ารปอ้ งกนั ปราบปรามยาเสพตดิ ในประเทศไทยมปี ระสทิ ธภิ าพมากยง่ิ ขน้ึ สมควรใหค้ วามรว่ มมอื
ดังนั้น จึงให้พนักงานอัยการพิจารณาข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนด้วยว่า ในกรณีท่ีผู้ต้องหาได้ให้
ความร่วมมือต่อทางราชการโดยการให้ข้อมูลท่ีสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปราม
การกระทำความผิดเก่ียวกับยาเสพติให้โทษตามนัยมาตรา ๑๐๐/๒ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
พ.ศ. ๒๕๒๒ ใหพ้ นกั งานอยั การบรรยายขอ้ เทจ็ จรงิ ทเ่ี ปน็ คณุ ตอ่ ผตู้ อ้ งหาดงั กลา่ วในฟอ้ งและมคี ำขอทา้ ยฟอ้ ง
ขอใหศ้ าลลงโทษจำเลยนอ้ ยกวา่ อัตราโทษข้นั ตำ่ ทีก่ ฎหมายกำหนดดว้ ย
๑.๕ หนังสอื สำนกั งานอัยการสูงสุด ท่ี อส ๐๐๒๗(สท)/ว ๔๕๖ ลงวันท่ี ๒๗ ตลุ าคม ๒๕๕๑
ได้กำหนดว่า การบรรยายฟ้องในคดีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนฯ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายน้ัน
นอกจากจะต้องบรรยายระบุถึงจำนวนและน้ำหนักรวมแล้ว ยังจะต้องบรรยายระบุด้วยว่าคำนวณเป็น
สารบริสุทธิ์ได้จำนวนเท่าไร เพราะปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ถือเป็นการกระทำท้ังหลายอันเป็น
องคป์ ระกอบความผดิ ทอ่ี า้ งวา่ จำเลยไดก้ ระทำผดิ ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕)
จึงให้พนักงานอัยการผ้ดู ำเนินคดีพึงใช้ความระมัดระวังในการบรรยายฟ้อง เพ่อื ให้คำฟ้องครบถ้วนสมบูรณ์
และให้ศาลลงโทษจำเลยได้เต็มตามคำฟอ้ งของโจทก์
๑.๖ หนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด ท่ี อส ๐๐๒๗(ปผ)/ว ๑๓๔ ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม
๒๕๕๒ ได้กล่าวว่า เนื่องจากกรมคุมประพฤติได้มีหนังสือขอความร่วมมือให้พนักงานอัยการบรรยาย
ข้อเท็จจริงเก่ียวกับพฤติการณ์ของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขท่ี
คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกำหนดและมีผลการฟื้นฟูสมรรถภาพไม่เป็นที่พอใจให้
ปรากฏไว้ในคำฟ้องพร้อมแนบรายงานคำส่ังของอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไว้
ท้ายคำฟ้อง เพ่ือเป็นข้อมูลให้ศาลทราบและใช้ประกอบดุลพินิจในการพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป
ซ่ึงสำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาเห็นว่า เพ่ือให้ระบบการบังคับรักษาผู้ติดยาเสพติดมีประสิทธิภาพและ
เป็นไปตามวัตถุประสงค์แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ แต่เน่ืองจากมี
ผู้ติดยาเสพติดบางรายเม่ือเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้วไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเง่ือนไข
ท่ีคณะอนุกรรมการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกำหนดโดยเป็นผู้ท่ีไม่เหมาะสมท่ีจะได้รับการฟ้ืนฟู
สมรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ ตอ่ ไป จึงสมควรให้ความร่วมมือแก่กรมคุมประพฤติโดยเม่ือคณะอนุกรรมการ
ฟน้ื ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ ไดร้ ายงานความเหน็ ดงั กลา่ วแลว้ เมอ่ื พนกั งานอยั การยน่ื ฟอ้ งผตู้ ดิ ยาเสพตดิ
ต่อศาลให้บรรยายให้ปรากฏในคำฟ้องด้วยว่า ผู้น้ันเป็นผู้ติดยาเสพติดเม่ือเข้ารับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพ

58 บทความ

ผ้ตู ิดยาเสพติดแล้วไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วน ตามเง่ือนไขท่ีคณะอนุกรรมการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
กำหนด โดยเปน็ ผทู้ ไ่ี มเ่ หมาะสมทจ่ี ะไดร้ บั การฟน้ื ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ ขอใหศ้ าลพจิ ารณาพพิ ากษา
ลงโทษผู้นั้นให้เหมาะสมต่อไป พร้อมกับแนบสำเนารายงานคำส่ังคณะอนุกรรมการฟ้ืนฟูสมรรถภาพ
ผู้ติดยาเสพตดิ ดังกล่าวไว้ทา้ ยคำฟ้องเพื่อประกอบดุลพนิ ิจของศาลด้วย
๑.๗ หนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๒๗(สท)/ว ๓๙๕ ลงวนั ท่ี ๑๗ ธนั วาคม ๒๕๕๒
ไดก้ ำหนดวา่ การฟอ้ งขอเพม่ิ โทษตามพระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ พนกั งานอยั การ
ต้องระบุให้ชัดเจนว่าขอเพ่ิมโทษตามกฎหมายมาตราใด มิฉะน้ัน ศาลฎีกาจะถือว่าโจทก์ประสงค์ให้
เพ่มิ โทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๒ ซ่งึ เพ่มิ โทษจำเลยได้เพียงหนง่ึ ในสาม
๑.๘ หนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๐๗(สท)/ว ๑๑๖ ลงวนั ท่ี ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗
ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติว่า การบรรยายฟ้องคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดกรณีท่ีจำนวน
หน่วยการใช้ น้ำหนักสุทธิ และน้ำหนักสารบริสุทธ์ิของยาเสพติด เป็นองค์ประกอบความผิดหรือ
ขอ้ สนั นษิ ฐานของกฎหมาย พนกั งานอัยการจะตอ้ งบรรยายฟ้องระบจุ ำนวนหนว่ ยการใช้ น้ำหนักสทุ ธิและ
น้ำหนักสารบริสุทธิ์ของยาเสพติด โดยวงเล็บคำอ่านตัวเลขน้ำหนักสุทธิและน้ำหนักสารบริสุทธ์ิของ
ยาเสพตดิ เปน็ ตวั หนงั สือไว้หลังจำนวนตวั เลขนำ้ หนักสุทธิและน้ำหนกั สารบริสทุ ธ์ขิ องยาเสพตดิ ดว้ ย
๒. การบรรยายคำขอท้ายคำร้องขอให้ริบทรัพย์ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปราม
ผกู้ ระทำความผดิ เกย่ี วกบั ยาเสพตดิ พ.ศ. ๒๕๓๔ มหี นงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๑๘.๒/ว ๑๔๒
ลงวันท่ี ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ได้กล่าวว่า เน่ืองจากคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน
ตามพระราชบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว ไดแ้ จง้ เหตขุ ดั ขอ้ งใหท้ ราบวา่ ตามทพ่ี นกั งานอยั การไดย้ น่ื คำรอ้ งขอใหศ้ าลสง่ั รบิ ทรพั ยส์ นิ
ของกลาง ได้แก่ บัตรโดยสารเคร่ืองบินซ่ึงใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเก่ียวกับ
ยาเสพตดิ ตามพระราชบัญญตั ดิ ังกลา่ วตามมาตรา ๓๐ และศาลไดม้ ีคำสั่งใหร้ ิบเปน็ ของกองทุนป้องกนั และ
ปราบปรามยาเสพติดแล้วนั้น ปรากฏว่ากองทุนฯ ไม่อาจขอคืนเงินค่าบัตรโดยสารเคร่ืองบินดังกล่าวจาก
บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ เนื่องจากได้รับการปฏิเสธว่า บริษัทมีภาระผูกพันตามกฎหมาย
ท่ีต้องคืนค่าโดยสารให้แก่ผู้โดยสารเท่านั้น ฉะนั้น เพื่อมิให้มีปัญหาในการตีความ จึงขอความร่วมมือ
จากสำนักงานอัยการสูงสุดให้พนักงานอัยการบรรยายคำร้องขอให้ศาลริบบัตรโดยสารเคร่ืองบินอันเป็น
อุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเก่ียวกับยาเสพติด โดยให้รวมถึงสิทธิท่ีจะได้รับเงินค่าบัตร
โดยสารเคร่ืองบินเท่ียวบินน้ัน ๆ คืนจากบริษัทซ่ึงจำหน่ายบัตรด้วย สำนักงานอัยการสูงสุดจึงแจ้งให้
พนกั งานอยั การถอื ปฏบิ ตั วิ า่ การดำเนนิ การตามทค่ี ณะกรรมการตรวจสอบทรพั ยส์ นิ แจง้ มาดงั กลา่ วขา้ งตน้
มไิ ดเ้ พมิ่ ภาระใหแ้ กพ่ นกั งานอยั การแตอ่ ยา่ งใด จงึ สมควรใหค้ วามรว่ มมือ แตเ่ นอ่ื งจากการยื่นคำรอ้ งขอให้
ศาลริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญตั ิดังกลา่ วมสี องกรณ ี กรณีหนึง่ คอื กรณที ีพ่ นักงานอัยการมคี ำสั่งฟอ้ ง
ผู้ต้องหาในความผิดเก่ียวกับยาเสพติดแล้ว และทรัพย์สินท่ีคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งยึด
หรืออายัดไว้ตามมาตรา ๒๒ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเน่ืองกับการกระทำความผิดเก่ียวกับยาเสพติด ก็ให้
พนักงานอัยการย่ืนคำร้องขอให้ศาลส่ังริบทรัพย์สินให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
มาตรา ๒๗, ๒๙, ๓๑ ซง่ึ หากทรพั ยส์ นิ ทเ่ี กย่ี วเนอ่ื งกบั การกระทำความผดิ ดงั กลา่ วเปน็ บตั รโดยสารเครอ่ื งบนิ
กรณีกอ็ าจมีปญั หาไดท้ ำนองเดยี วกนั ฉะนั้น ในการย่นื คำร้องขอให้ศาลส่งั ริบทรัพยส์ นิ ของกลางให้ตกเปน็
ของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ว่ากรณีใด ให้พนักงานอัยการ
บรรยายคำขอทา้ ยคำรอ้ งขอรบิ ทรพั ยส์ นิ ตามพระราชบญั ญตั ดิ งั กลา่ วในสว่ นทเ่ี กย่ี วกบั บตั รโดยสารเครอ่ื งบนิ
ใหช้ ดั เจนวา่

อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 59

“ขอศาลได้มคี ำสั่งรบิ บัตรโดยสารเครอื่ งบินของสายการบนิ ....................เทย่ี วบินที.่ ......................
เลขท่ี...................จำนวน.....................ฉบับ รวมทั้งสิทธิท่ีจะได้รับเงินค่าบัตรโดยสารเคร่ืองบินดังกล่าว
คนื ใหต้ กเปน็ ของกองทนุ ปอ้ งกนั และปราบปรามยาเสพตดิ ตามพระราชบญั ญตั มิ าตรการในการปราบปรามผกู้ ระทำ
ความผดิ เกย่ี วกบั ยาเสพตดิ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓๐, ๓๑ (หรอื มาตรา ๒๗, ๒๙, ๓๑ แลว้ แตก่ รณ)ี ดว้ ย”
๓. การบรรยายฟ้องตามพระราชบัญญัติวัตถุท่ีออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท มีหนังสือเวียน
ที่เกี่ยวข้องเพียงฉบับเดียว ได้แก่ หนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด ท่ี อส ๐๐๑๘.๒/ว ๑๒๔ ลงวันที่ ๑๔
ตลุ าคม ๒๕๓๙ กลา่ วถงึ การบรรยายฟอ้ งตามพระราชบญั ญตั วิ ตั ถทุ อ่ี อกฤทธต์ิ อ่ จติ และประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘
ว่า เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับท่ี ๙๗
(พ.ศ. ๒๕๓๙) เรอ่ื ง ระบุชื่อและจัดแบง่ ประเภทวัตถุออกฤทธ์ิ ตามความในพระราชบญั ญัตวิ ัตถุทอ่ี อกฤทธ์ิ
ตอ่ จติ และประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ และประกาศกระทรวงสาธารณสขุ ฉบบั ท่ี ๑๓๕ (พ.ศ. ๒๕๓๙) เรอ่ื ง ระบชุ อ่ื
และประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งมีผลบังคับใช้
ในวันท่ี ๑๖ ตุลาคม ๒๕๓๙ โดยสาระสำคัญของประกาศกระทรวงสาธารณสุขทั้งสองฉบับดังกล่าว
ได้เปล่ียนวัตถุออกฤทธต์ิ อ่ จติ และประสาท รวม ๑๖ ชนดิ เปน็ ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ ซง่ึ มผี ลทำใหว้ ตั ถอุ อกฤทธ์ิ
ตอ่ จติ และประสาท จำนวน ๑๖ ชนดิ ดงั กลา่ ว ไมเ่ ปน็ วตั ถอุ อกฤทธต์ิ อ่ จติ และประสาทตอ่ ไป และกลายมาเปน็
ยาเสพติดให้โทษ จึงอาจก่อให้เกิดปัญหาในการดำเนินคดีความผิด ตามพระราชบัญญัติวัตถุท่อี อกฤทธ์ิ
ตอ่ จติ และประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ทแ่ี กไ้ ขแลว้ ซง่ึ เกดิ ขน้ึ กอ่ นวนั ท่ี ๑๖ ตลุ าคม ๒๕๓๙ ได้ สำนกั งานอัยการสงู สุด
จึงช้ีแจงหลักในการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติดังกล่าว กรณีการกระทำความผิดซึ่งเกิดขึ้น
ก่อนวันท่ี ๑๖ ตุลาคม ๒๕๓๙ กำหนดให้พนักงานอัยการบรรยายฟ้องถึงประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ทง้ั สองฉบบั ดงั กลา่ ว เพอ่ื แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความสบื เนอ่ื งวา่ การกระทำกระทำตอ่ วตั ถทุ อ่ี อกฤทธฯ์ิ สำหรบั การ
กระทำความผิดซ่ึงเกิดขึ้นก่อนวันท่ี ๑๖ ตุลาคม ๒๕๓๙ ยังเป็นความผิดอยู่แต่ได้กำหนดไว้ในบทบัญญัติ
แหง่ กฎหมายตา่ งฉบบั กนั สว่ นคำขอลงโทษจำเลยทา้ ยฟอ้ ง จะตอ้ งมคี ำขอตามบทบญั ญตั แิ หง่ พระราชบญั ญตั ิ
วัตถุท่ีออกฤทธ์ิต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่แก้ไขแล้ว อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำ
ความผิดและเปน็ กฎหมายที่เป็นคณุ แกผ่ ู้กระทำความผดิ ดว้ ย
๔. การบรรยายฟ้องคดีอาญาให้ตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน มีหนังสือ
สำนักงานอัยการสูงสุด ที่ อส(สฝปผ.) ๐๐๑๘/ว ๖๖ ลงวันท่ี ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ได้กล่าวว่า
ตามระเบยี บกรมอยั การวา่ ดว้ ยการดำเนนิ คดอี าญาของพนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๕๒๘ กำหนดวา่ ในการบรรยายฟอ้ ง
นอกจากจะยึดหลักในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ แล้ว พนักงานอัยการ
ควรยึดหลักการใช้ภาษาอย่างถูกต้อง การบรรยายข้อเท็จจริงให้ครบองค์ประกอบความผิดท่ีฟ้อง
สำนักงานอัยการสงู สดุ จงึ เห็นวา่ การบรรยายฟ้องของพนกั งานอยั การ นอกจากจะต้องปฏบิ ัติตามระเบียบ
ดังกล่าวแล้ว ยังต้องบรรยายฟ้องโดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนทั้งท่ีเป็นคุณและโทษ
ของผู้ต้องหาด้วย ท้ังนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยหากปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนการ
สอบสวนท่เี ปน็ คณุ แกผ่ ูต้ ้องหาและเปน็ เหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๖๔, ๖๕, ๖๖,
๖๗, ๖๙, ๗๒ และมาตรา ๗๘ ให้พนักงานอัยการบรรยายฟ้องให้ตรงกับข้อเท็จจริงนั้น ๆ และต้องระบุ
มาตราดังกล่าวในคำขอท้ายคำฟอ้ งดว้ ย
๕. การบรรยายฟ้องคดีความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานฉ้อโกงหรือ
ฉอ้ โกงประชาชน มหี นงั สอื เวยี นทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ๒ ฉบบั ไดแ้ ก่ หนงั สอื กรมอยั การ ท่ี มท ๑๒๐๓/ว ๑๐๓ ลงวนั ท่ี ๒๙

60 บทความ

ธนั วาคม ๒๕๓๒ แต่ตอ่ มาภายหลังเน่อื งจากปรากฏว่าขอ้ พิจารณาในทางปฏบิ ตั ิในเร่อื งดงั กลา่ วยงั มีความ
ไม่ชัดเจนเพียงพอประกอบกับพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๗
ได้เพ่ิมเติมข้อหาหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้
ตามมาตรา ๙๑ ตรี ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับความผิดฐานฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชน
สำนักงานอัยการสูงสุดจึงมีหนังสือท่ี อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๓๒๗ ลงวันท่ี ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
ซักซ้อมความเข้าใจในการบรรยายฟ้องคดีความผิดฐานจัดหางานให้คนงานเพ่ือไปทำงานต่างประเทศ
โดยไม่ไดร้ บั อนุญาตและฐานฉอ้ โกงหรือฉ้อโกงประชาชนเพมิ่ เติม ดงั ต่อไปน้ี
๕.๑ ความผดิ ฐานจดั หางานให้คนหางานเพอ่ื ไปทำงานในตา่ งประเทศโดยไมไ่ ด้รบั อนญุ าตให้
พนักงานอัยการพิจารณาข้อเท็จจริงในสำนวนให้ได้ความแน่ชัดว่า ผู้ต้องหาไม่ว่าจะมีการจัดต้ังเป็นบริษัท
หรือบริษัทมหาชน จำกัด หรือไม่ก็ตาม มีเจตนาประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้าง
ให้แก่นายจ้าง โดยจะได้มีการเรียกหรือรับค่าบริการตอบแทน รวมถึงการเรียกเงินหรือทรัพย์สินหรือ
ประโยชน์อ่ืนใดเพื่อจัดหางานให้คนหางานหรือไม่ก็ตาม หากได้ความว่าผู้ต้องหาไม่มีเจตนาท่ีจะประกอบ
ธุรกิจดังกล่าว แต่มีเจตนาเพียงหลอกลวงเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเช่ือเท่านั้น ให้พิจารณาส่ังไม่ฟ้องผู้ต้องหา
ในขอ้ หาจัดหางานโดยไม่ไดร้ ับอนุญาตตามพระราชบัญญตั จิ ัดหางานหรือคมุ้ ครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘
มาตรา ๓๐ แต่ให้ฟ้องผู้ต้องหาในข้อหาหลอกลวงผู้อ่ืนว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงาน
ในต่างประเทศตามพระราชบัญญัติจัดหางานหรือคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี
เพียงขอ้ หาเดียว
๕.๒ การบรรยายฟ้องในความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือสามารถส่งไป
ฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซ่ึงเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด
จากผู้ถูกหลอกลวงตามพระราชบัญญัติจัดหางานหรือคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี
แก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติจัดหางานหรือคุ้มครองคนหางาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๔
ให้บรรยายฟ้องความผิดฐานฉอ้ โกงหรือฉ้อโกงประชาชนและอา้ งกฎหมายทเี่ กย่ี วขอ้ งไว้ด้วย กับใหม้ ีคำขอ
ให้คืนหรือใชร้ าคาทรัพยส์ ินท่ฉี ้อโกงไปให้กับผ้เู สยี หายด้วย
๕.๓ หากข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนรับฟังได้ว่าผู้ต้องหามีเจตนาจัดหางานโดยไม่ได้
รับอนุญาตและฉ้อโกงประชาชนด้วย ก็ให้บรรยายฟ้องโดยปฏิบัติตามข้อซักซ้อมความเข้าใจตามหนังสือ
กรมอัยการ ท่ี มท ๑๒๐๓/ว ๑๐๓ ลงวันท่ี ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๒ พร้อมกันน้ไี ด้ส่งตัวอย่างร่างคำฟ้อง
ร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต หลอกลวงผู้อ่ืนว่าสามารถ
หางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่าน้ันได้ไปซ่ึงเงินหรือทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง
และร่วมกนั ฉ้อโกงประชาชน มาพร้อมกับหนังสอื เวียนฉบับนี ้
นอกจากน้ีในร่างคำฟ้องดังกล่าวยังมีหมายเหตุเพ่ิมเติมอีก ๓ ข้อ ได้แก่ ๑) ความผิดฐาน
จัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดต่อแผ่นดิน รัฐเป็นผู้เสียหายจะบรรยายฟ้องโดยระบุช่ือ
ประชาชนผ้เู สียหายหรอื ไม่กไ็ ด้ หากระบชุ อื่ ผเู้ สยี หายทีไ่ มใ่ ชผ่ เู้ สยี หายในความผิดฐานหลอกลวงประชาชน
จะทำให้ศาลเหน็ วา่ เปน็ คนละกรรมกนั ๒) ในการบรรยายความผดิ ฐานหลอกลวงฯ ควรแยกใหเ้ หน็ วนั เวลา
กระทำผิดท่ีต่างกับความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ชัดเจน ในกรณีผู้เสียหายมีหลายคน
ให้บรรยายฟ้องแยกเป็นหลายกรรม หากเป็นการฉ้อโกงประชาชนควรบรรยายฟ้องเป็นกรรมเดียวโดยใช้
ข้อความ “ได้บังอาจหลอกลวงประชาชนโดยทั่วไปรวมท้ังผู้เสียหาย (ระบุช่ือผู้เสียหายทุกคน) ด้วย”

อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 61

๓) ความผิดตามมาตรา ๙๑ ตรี เปน็ กรรมเดยี วกับความผิดฐานฉอ้ โกงหรือฉ้อโกงประชาชนตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ หรือมาตรา ๓๔๓ ถ้าไม่อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ หรือ
มาตรา ๓๔๓ ไปดว้ ยจะขอให้ศาลส่ังใหค้ ืนทรพั ยส์ นิ หรือใชร้ าคาแกผ่ เู้ สยี หายไมไ่ ด้
๖. สำหรบั การบรรยายฟอ้ งคดีละเมิดลขิ สทิ ธ์สิ ินคา้ ตา่ งประเทศ มหี นงั สือสำนักงานอยั การสงู สดุ
ท่ี อส ๐๐๑๘/ว ๔๘ ลงวันท่ี ๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๖ กล่าวว่า เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์มีหนังสือท่ี
พณ ๐๑๐๐/๕๕๔ ลงวันท่ี ๑๑ มีนาคม ๒๕๓๖ แจ้งว่า กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายท่ีจะดำเนินการ
ปราบปรามผกู้ ระทำละเมดิ ลขิ สทิ ธส์ิ นิ คา้ ของตา่ งประเทศใหบ้ งั เกดิ ผลจรงิ จงั และตอ่ เนอ่ื ง และมคี วามประสงค์
จะให้มีการเพ่มิ มาตรการลงโทษผ้กู ระทำผิดให้มากข้นึ โดยขอความร่วมมือมายังสำนักงานอัยการสูงสุดว่า
หากพนกั งานอยั การยน่ื ฟอ้ งคดลี ะเมดิ ลขิ สทิ ธส์ิ นิ คา้ ของตา่ งประเทศ ขอใหพ้ นกั งานอยั การบรรยายทา้ ยคำฟอ้ ง
ด้วยว่า “เนื่องจากคดีละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าต่างประเทศ เป็นการกระทำความผิดที่มีผลกระทบต่อการค้า
ระหว่างประเทศของประเทศไทย และเป็นการบ่อนทำลายความม่ันคงทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาล
มีนโยบายปราบปรามผู้กระทำผิดให้ได้ผลอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพ่ือให้จำเลยและผู้กระทำผิด
ไดห้ ลาบจำ ดงั นน้ั จงึ ขอใหศ้ าลไดโ้ ปรดพจิ ารณาพพิ ากษาลงโทษจำเลยในคดนี ใ้ี นสถานหนกั ดว้ ย” พรอ้ มกนั น้ี
กระทรวงพาณิชย์ยังขอให้พนักงานอัยการระบุในคำขอท้ายฟ้องด้วยว่า “ขอให้ศาลสั่งริบของกลางท่ีใช้
กระทำความผดิ รวมตลอดถงึ ยานพาหนะทใ่ี ชน้ ำของกลางออกสตู่ ลาดดว้ ย” สำนกั งานอยั การสงู สดุ จงึ เหน็ ควร
ให้ความร่วมมือโดยให้พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบในการยื่นฟ้องคดีละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าของ
ต่างประเทศบรรยายฟ้องขอให้ศาลลงโทษจำเลยสถานหนักตามท่ีกระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือ
ในคำฟ้องด้วยทุกคดี ส่วนการขอให้ศาลมีคำสั่งเก่ียวกับของกลางในคำขอท้ายฟ้องนั้นให้ถือปฏิบัติ
ตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบญั ญัตลิ ขิ สิทธ์ิ พ.ศ. ๒๕๒๑ อยา่ งเคร่งครัด
๗. การบรรยายฟ้องตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มีหนังสือเวียนท่ีเก่ียวข้อง
หลายฉบบั ได้แก่
๗.๑ หนังสือกรมอัยการ ที่ มท ๑๒๐๓/ว ๖๒ ลงวันท่ี ๑๐ สิงหาคม ๒๕๒๗ ได้กล่าวถึง
ความผิดฐานขับรถในทางซ่ึงก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น แล้วไม่หยุดรถ
ให้ความชว่ ยเหลอื ตามสมควร และแสดงตวั แจง้ เหตตุ อ่ พนกั งานเจา้ หนา้ ทท่ี ใ่ี กลเ้ คยี งทนั ที เปน็ เหตใุ หบ้ คุ คลอน่ื
ได้รับอันตรายสาหัสหรือตายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา ๗๘, ๑๖๐ วรรคสอง
พนักงานอัยการต้องบรรยายให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ครบถ้วนตามองค์ประกอบความผิด
ในมาตรา ๑๖๐ วรรคสอง
๗.๒ หนังสือกรมอัยการ ที่ มท ๑๒๐๓/ว ๙๙ ลงวันท่ี ๒๓ กันยายน ๒๕๒๘ ได้กล่าวว่า
เน่อื งจากกระทรวงมหาดไทยมีบนั ทกึ ที่ มท ๐๔๐๗/๒๔๔๒ ลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๒๘ ถงึ กรมอัยการ
แจ้งว่ากระทรวงมหาดไทยได้วางระเบียบปฏิบัติเก่ียวกับการรับการส่งมอบเงินค่าปรับตามพระราชบัญญัติ
จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ และได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย เร่ือง กำหนดท้องถ่ินตามความ
มาตรา ๑๔๖ แหง่ พระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซง่ึ กระทรวงมหาดไทยไดแ้ จง้ ใหก้ ระทรวงยตุ ธิ รรมทราบ
เพื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้ว และกระทรวงยุติธรรมได้แจ้งให้ศาลต่าง ๆ ทราบ และได้ขอให้ศาล
รับเงินค่าปรับตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกดังกล่าวไว้ให้แก่ท้องถิ่นต่าง ๆ ตามจำนวนท่ีกฎหมาย
กำหนดไว้แล้ว แตเ่ พอ่ื ให้การพจิ ารณาจา่ ยเงินค่าปรบั ให้แก่ท้องถิ่นเปน็ ไปดว้ ยความถูกตอ้ ง รวดเรว็ ขอให้
พนักงานอัยการระบุในคำฟอ้ งคดคี วามผิดตามพระราชบญั ญัตจิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ด้วยว่าเหตุเกิด

62 บทความ

ในเขตท้องถิ่นใด กระทรวงมหาดไทยจึงขอความร่วมมือกรมอัยการให้แจ้งให้พนักงานอัยการระบุท้องถิ่น
ท่เี กิดเหตุไว้ในคำฟอ้ งตามคำขอของกระทรวงยตุ ธิ รรมด้วย กรมอัยการจงึ พิจารณาเห็นควรใหค้ วามรว่ มมือ
กับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรม ให้พนักงานอัยการระบุท้องถิ่นท่ีเกิดเหตุ ซึ่งเป็นท้องถ่ิน
ที่จะได้รับเงินค่าปรับตามนัยแห่งประกาศกระทรวงมหาดไทย ในการบรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิด
ตามพระราชบัญญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ด้วย
๗.๓ หนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด ท่ี อส ๐๐๑๘.๒/ว ๖๘ ลงวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๓๗
ได้กล่าววา่ ในการบรรยายฟอ้ งคดคี วามผิดต่อพระราชบัญญัตจิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔),
๑๕๗ มพี นกั งานอยั การระบฐุ านความผดิ วา่ ขบั รถประมาทเปน็ เหตใุ หท้ รพั ยส์ นิ ผอู้ น่ื เสยี หาย สำนกั งานอยั การสงู สดุ
ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ฐานความผิดตามกฎหมายดังกล่าวที่ถูกต้องคือฐานขับรถโดยประมาท
(หรอื นา่ หวาดเสยี ว) อนั อาจเกดิ อนั ตรายแกบ่ คุ คลหรอื ทรพั ยส์ นิ ซง่ึ เปน็ ถอ้ ยคำทก่ี ฎหมายบญั ญตั ไิ วโ้ ดยชดั แจง้
เพื่อให้การบรรยายฟ้องฐานความผิดในคดีอาญาเป็นไปโดยถูกต้องและในแนวทางเดียวกัน จึงให้
พนักงานอยั การใช้ความระมดั ระวงั ในการระบฐุ านความผดิ ใหถ้ กู ตอ้ งตามท่ีกฎหมายบญั ญตั ไิ วด้ ว้ ย
๗.๔ หนงั สือสำนกั งานอยั การสงู สุด ท่ี อส ๐๐๑๘.๑/ว ๗๓ ลงวันท่ี ๑๖ กนั ยายน ๒๕๓๗
ได้กล่าวว่า เลขาธิการคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกแจ้งว่า ในการประชุมเร่งรัดการแก้ไข
ปญั หาการจราจร ครง้ั ท่ี ๓/๒๕๓๗ เมอ่ื วนั ท่ี ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๓๗ โดยมนี ายกรฐั มนตรเี ปน็ ประธานทป่ี ระชมุ
ได้มีการพิจารณาปัญหาการขาดวินัยในการจราจร เป็นสาเหตุหน่ึงท่ีทำให้เกิดปัญหาการจราจร
และบางครั้งก่อให้เกิดอุบัติเหตุยังความสูญเสียให้แก่ชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะการใช้พ้ืนผิวถนน
สาธารณะเปน็ ทแ่ี ขง่ ขนั ประลองความเร็วกันซึ่งทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอ่ืน ๆ ต้องได้รับอุบัติเหตุอันสืบเน่ือง
มาจากการแข่งขัน คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) จึงมีมติให้กรมตำรวจกวดขันจับกุม
ผ้ฝู ่าฝืนกระทำการแข่งรถในถนนสาธารณะและให้ดำเนินการเพ่ือให้มีการลงโทษข้ันสูงโดยการขอให้ศาล
ส่ังริบของกลางที่ใช้ในการกระทำความผิดน้ีด้วย จึงได้ขอความร่วมมือจากสำนักงานอัยการสูงสุด
ในการพิจารณาดำเนินการส่งั ฟ้องคดีดังกล่าวตามแนวมติท่ปี ระชุมด้วย เพ่อื ท่จี ะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจร
ให้ลดลงในระดับหน่ึง ซ่ึงสำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาเห็นว่า ในการดำเนินคดีประเภทน้ี
สำนกั งานอยั การสูงสุดได้กำหนดนโยบายใหส้ ำนักงานอัยการตา่ ง ๆ ดำเนินการขอริบรถทใ่ี ชใ้ นการแข่งขนั
ในถนนสาธารณะตลอดมาแล้ว อย่างไรก็ตาม เพ่อื ให้นโยบายเร่งรัดแก้ปัญหาจราจรของรัฐบาลได้ผลดีย่งิ ข้นึ
จงึ กำหนดแนวทางในการดำเนนิ คดปี ระเภทน้ี โดยการใหพ้ นกั งานอยั การพจิ ารณานำมาตรการทางกฎหมาย
เท่าท่ีมีอยู่มาบังคับใช้มากข้ึน ไม่เฉพาะแต่การขอริบทรัพย์สินท่ีใช้ในการกระทำความผิดหรือมีไว้ใช้ในการ
กระทำความผดิ เทา่ นน้ั แตใ่ หน้ ำมาตรการการขอใชว้ ธิ กี ารเพอ่ื ความปลอดภยั ประเภทเรยี กประกนั ทณั ฑบ์ น
การพัก หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับข่ียานพาหนะรวมตลอดถึงการขอให้ศาลลงโทษในอัตราโทษข้ันสูงและ
การขอเพม่ิ โทษดว้ ย และเมอ่ื ไดด้ ำเนนิ คดปี ระเภทดงั กลา่ วแลว้ ใหร้ ายงานผลใหส้ ำนกั งานอยั การสงู สดุ ทราบ
ตามแบบรายงานคดพี เิ ศษตามแบบเอกสารทสี่ ง่ มาภายในวันท่ี ๑๕ ของเดือนถัดไป
๗.๕ หนงั สอื สำนกั งานอัยการสงู สุด ที่ อส(สฝปผ.) ๐๐๑๘/ว ๑๖๙ ลงวันที่ ๓ พฤษภาคม
๒๕๔๗ ได้กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน แจ้งว่ารัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการ
ความปลอดภัยทางถนน มีมาตรการด้านการบังคับใช้กฎหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้มงวดจับกุมดำเนินคดี
ปรับข้ันสูงสุดเน้นตาม “๓ม ๒ข ๑ร” เพ่ือให้เกิดวินัยจราจรท่ัวประเทศและเพ่ือให้เกิดการลงโทษ
อย่างจริงจัง และได้ขอความร่วมมือมายังสำนักงานอัยการสูงสุด ในการกำหนดเป็นนโยบายให้ผู้เกี่ยวข้อง

อยั การนเิ ทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 63

กับคดีจราจรทางบก ได้ดำเนินการอย่างเข้มงวดในการลงโทษผู้กระทำผิดเพ่ือให้สังคมเกิดความตระหนัก
ถึงความปลอดภัยและเกรงกลัวต่อการลงโทษอันจะส่งผลให้มีวินัยและเคารพกฎจราจรมากย่ิงขึ้น
สำนักงานอัยการสูงสุดจึงพิจารณาเห็นควรให้ความร่วมมือกับศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน
เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและลดอุบัติเหตุทางถนน โดยกำหนดแนวทางปฏิบัติว่าในการบรรยายฟ้องคดี
เก่ยี วกับการจราจรทางบก นอกจากต้องบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ให้พนักงานอัยการ
บรรยายฟ้องเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยในคดีให้ครบถ้วนชัดเจน ท้ังน้ี
เพ่ือใช้ประกอบดุลพินิจของศาลในการลงโทษจำเลยให้เหมาะสมกับพฤติการณ์การกระทำความผิด
และในคำฟ้องให้ระบุด้วยว่าเป็นกรณีที่รัฐบาลมีมาตรการให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเข้มงวด
เพ่ือป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนและเพื่อให้ผู้กระทำความผิด
ตระหนักถึงความปลอดภัยและปฏิบัติตามกฎจราจรโดยเคร่งครัด และขอให้ศาลลงโทษจำเลยในอัตรา
ข้ันสูงสุด เพ่อื ให้เขด็ หลาบ
๗.๖ หนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ อส(สฝปผ.) ๐๐๑๘/ว ๓๘๐ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน
๒๕๔๙ ได้กล่าวว่า การขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อ่ืน เป็นความผิด
พระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๘), ๑๖๐ วรรคสาม ทำใหเ้ กดิ ปญั หาจราจรกอ่ ให้
เกดิ อุบัติเหตุและยังความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการแข่งรถประลอง
ความเร็วกัน จึงกำหนดแนวทางในการดำเนินคดีประเภทน้ี โดยให้พนักงานอัยการใช้ดุลยพินิจขอให้ศาล
สง่ั รบิ ของกลางทเ่ี ปน็ ทรพั ยส์ นิ ใชใ้ นการกระทำความผดิ และใหน้ ำมาตรการการขอใชว้ ธิ กี ารเพอ่ื ความปลอดภยั
ประเภทเรียกประกันทัณฑ์บน การพัก หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับข่ียานพาหนะ รวมตลอดถึง
การขอให้ศาลลงโทษในอัตราข้ันสูง และการขอเพ่ิมโทษด้วยและเม่ือได้ดำเนินคดีประเภทดังกล่าวแล้ว
ให้รายงานผลการดำเนินงานตามแบบรายงานคดีพิเศษตามนัยหนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด
ท่ี อส ๐๐๑๘.๑/ว ๗๓ ลงวันท่ี ๑๖ กันยายน ๒๕๓๗ เร่ืองการดำเนินคดีเกี่ยวกับการจราจรให้
สำนักงานอัยการสูงสุดทราบภายในวนั ท่ี ๑๕ ของเดอื นถัดไป
๗.๗ หนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ อส ๐๐๒๗ (สท)/ว ๑๑๗ ลงวันท่ี ๒๙ เมษายน
๒๕๕๒ ได้กล่าวว่า ความผิดที่จำเลยได้เสพยาเสพติดขณะขับรถ พนักงานอัยการจะขอให้ศาลสั่งพักใช้
หรอื เพกิ ถอนใบอนญุ าตขบั ขข่ี องจำเลย ตามพระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนง่ึ
มาตรา ๑๕๗/๑ วรรคสอง (ซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกับมาตรา ๑๕๗ ทวิ วรรคสอง ที่ได้ยกเลิกไปแล้ว
โดย พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๕๗, ๙๑ พนักงานอัยการจะต้องบรรยายฟ้องด้วยว่าจำเลยเป็นผู้มีใบอนุญาตขับขี่ด้วย จึงให้
พนักงานอยั การผ้ดู ำเนนิ คดพี งึ ใช้ความรอบคอบในการบรรยายฟ้องเพื่อใหค้ ำฟอ้ งครบถว้ นสมบรู ณ์
๘. การบรรยายฟ้องข้อหาล่าหรือพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มีหนังสือ
สำนักงานอัยการสูงสุด ท่ี อส ๐๐๒๗(ปผ)/ว ๒๖๐ ลงวนั ที่ ๑๙ สงิ หาคม ๒๕๕๒ กำหนดแนวทางปฏิบัติ
ในการบรรยายฟอ้ งวา่ ข้อหาล่าหรอื พยายามล่าสัตว์ป่านน้ั ตอ้ งบรรยายฟอ้ งให้ครบองคป์ ระกอบความผิด
ว่าจำเลยล่าหรือพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าท่ี
และเพื่อให้ฟ้องชัดเจนสมบูรณ์ไม่เคลือบคลุมต้องบรรยายข้อเท็จจริงให้ได้ความว่า จำเลยทำการล่าหรือ
พยายามลา่ ดว้ ยวธิ กี ารใด หากใชอ้ าวธุ ใชอ้ ยา่ งไร เพราะความหมายของคำวา่ “ลา่ ” รวมการกระทำหลายอยา่ ง
และต้องระบุว่าสัตว์ป่าอันเป็นส่ิงของที่เก่ียวข้องและเป็นวัตถุแห่งการกระทำน้ัน เป็นสัตว์ป่าชนิดใด

64 บทความ

เพราะสัตว์ป่าหมายความรวมถึงสัตว์หลายชนิดหลายประเภท และในเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าอาจมีสัตว์อื่น
ท่ีมิใช่สัตว์ป่าพลัดหลงเข้าไปอยู่ก็ได้ ท้ังน้ี ในการบรรยายฟ้องในข้อหาพยายามล่าสัตว์ป่าต้องบรรยาย
ขอ้ เทจ็ จรงิ วา่ จำเลยได้ลงมือกระทำผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำน้ัน
ไมบ่ รรลผุ ลเน่ืองจากเหตใุ ด ซ่ึงการกระทำดังกล่าวต้องใกล้ชดิ กบั ผลแห่งการล่าสัตว์ปา่ นัน้ ดว้ ย
๙. การฟอ้ งคดอี าญาฐานบกุ รกุ ทด่ี นิ ของรฐั มหี นงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๑๘.๑/ว ๗๖
ลงวนั ท่ี ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๘ ไดแ้ จง้ ใหพ้ นกั งานอยั การถอื ปฏบิ ตั วิ า่ กรณกี ารฟอ้ งคดอี าญาบกุ รกุ ทด่ี นิ ของรฐั
ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๑๐๘ ทวิ วรรค ๔ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔
มาตรา ๗๒ ตรี วรรคท้าย และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๓๑ วรรคท้าย
กำหนดไว้ว่ากรณีที่มีคำพิพากษาว่าผู้ใดกระทำผิด ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำผิด คนงาน
ผู้รับจ้าง ผู้แทนหรือบริวารของผู้กระทำผิดออกไปจากท่ีดินนั้นด้วย จึงให้พนักงานอัยการมีคำขอไว้ใน
คำฟ้องใหข้ ับไล่ผู้กระทำผดิ คนงาน ผ้รู ับจ้างและบริวารของผกู้ ระทำ ออกไปจากทีด่ นิ ทบ่ี กุ รกุ ด้วย
๑๐. การบรรยายฟ้องความผิดฐานพยายามฆ่าผ้อู ่นื ซ่งึ มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผ้อู ่นื เป็นเหตุให้
ได้รับอันตรายสาหัสรวมอยู่ด้วย มีหนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด ท่ี อส ๐๐๑๘.๓/ว ๑๑ ลงวันท่ี ๒
กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๓๗ ไดแ้ จง้ ใหพ้ นกั งานอยั การถอื ปฏบิ ตั โิ ดยเครง่ ครดั วา่ การบรรยายฟอ้ งของพนกั งานอยั การ
ในความผดิ ฐานพยายามฆา่ ผอู้ น่ื ซง่ี ผเู้ สยี หายไดร้ บั อนั ตรายสาหสั ดว้ ยนน้ั ใหพ้ นกั งานอยั การบรรยายฟอ้ งดว้ ยวา่
ผู้เสียหายได้รบั อันตรายสาหัสอยา่ งไร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗
๑๑. การระบุในคำฟ้องคดีเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีหนังสือ
สำนักงานอัยการสงู สุด ท่ี อส ๐๐๑๐(อก)/ว ๘๙ ลงวนั ที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๗ กล่าวว่า ตามทีร่ ะเบยี บ
ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวนกับเจ้าหน้าท่ีของรัฐซ่ีงมิใช่
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา ๒๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๖
ไดม้ ผี ลใชบ้ งั คบั แลว้ โดยความในขอ้ ๓ กำหนดคำนยิ ามของคำวา่ “โจทก”์ หมายความวา่ อยั การสงู สดุ ทำใหเ้ กดิ
ข้อสงสัยในการปฏิบัติงานของพนักงานอัยการที่อัยการสูงสุดมีคำส่ังมอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินคดีว่า
ต้องส่งสำนวนให้อัยการสงู สุดเปน็ โจทก์ฟ้องคดแี ละลงนามเป็นโจทก์ในคำฟอ้ งหรือไม่นนั้ สำนกั งานอัยการ
สูงสุดเห็นว่า ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวน
กับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา ๒๗๕ ของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นระเบียบเก่ียวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล
โดยใช้ระบบไต่สวน ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙๘/๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ซ่ึงแก้ไขเพ่ิมเติม
โดยพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔
จึงไม่เกี่ยวกับการฟ้องคดีต่อศาลตามเขตอำนาจตามความในมาตรา ๙๗ ซึ่งไม่ได้มีการบัญญัติแก้ไข
เปลย่ี นแปลงแตอ่ ยา่ งใด แมร้ ะเบยี บทป่ี ระชมุ ใหญศ่ าลฎกี าฯ ขอ้ ๓ กำหนดคำนยิ าม “โจทก”์ หมายความวา่
อยั การสงู สดุ แตก่ ย็ งั กำหนดใหห้ มายความวา่ ประธานกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาตดิ ว้ ย
ทั้ง ๆ ท่ีประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีตาม
พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ พ.ศ. ๒๕๔๒ การทข่ี อ้ ๓
ของระเบยี บทป่ี ระชมุ ใหญศ่ าลฎกี าฯ กำหนดวา่ “โจทก”์ หมายความวา่ อยั การสงู สดุ จงึ ไมไ่ ดม้ คี วามหมาย
เป็นนัยว่า อัยการสูงสุดต้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง และลงนามเป็นโจทก์ในคำฟ้อง แต่หมายถึง ผู้ท่ีรับผิดชอบ

อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 65

ฟอ้ งคดอี าญานน้ั ตอ่ ศาลในฐานะโจทก์ ดงั นน้ั การฟอ้ งคดเี จา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ซง่ึ มใิ ชผ่ ดู้ ำรงตำแหนง่ ทางการเมอื ง
ตามมาตรา ๒๗๕ ของรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย จงึ เปน็ ไปตามแนวทางปฏบิ ตั เิ ดมิ โดยพนกั งานอยั การ
แห่งท้องท่ีตามเขตอำนาจศาลซึ่งอัยการสูงสุดมีคำสั่งมอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินคดี ยังคงเป็นโจทก์
ย่นื ฟ้องและลงนามเป็นโจทก์ในคำฟ้องและเพ่อื ให้เกิดความชัดเจน ให้ระบุในคำฟ้องด้วยว่า อัยการสูงสุด
มีคำส่ังมอบหมายให้พนักงานอัยการตามเขตท้องที่น้ัน ๆ รับผิดชอบดำเนินคดีตามนัยมาตรา ๙๗
แห่งพระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ พ.ศ. ๒๕๔๒
๑๒. การบรรยายฟ้องเก่ยี วกับของกลางในคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘
มหี นงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๑๘.๒/ว ๓๔ ลงวนั ท่ี ๗ เมษายน ๒๕๓๗ แจง้ ใหพ้ นกั งานอยั การ
ถือปฏิบัติว่า การบรรยายฟ้องคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ ให้พนักงานอัยการ
บรรยายจำนวนวสั ดุ อปุ กรณ์ เครอ่ื งมอื และจำนวนเงนิ ของกลางทใ่ี ชใ้ นการเลน่ กบั ทง้ั จำนวนผทู้ เ่ี ขา้ รว่ มเลน่
เทา่ ทม่ี พี ยานหลกั ฐานยนื ยนั ไวใ้ นคำฟอ้ งเพอ่ื ประกอบดลุ พนิ จิ ของศาลในการกำหนดโทษจำเลยใหเ้ หมาะสม
กบั รูปคดี
๑๓. การบรรยายฟ้องความผิดต่อพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มีหนังสือเวียน
ที่เกี่ยวข้อง ไดแ้ ก่
๑๓.๑ หนังสือกรมอัยการ ที่ มท ๑๒๐๓/ว ๔๑ ลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๒๕ กล่าวว่า
ด้วยกรมไปรษณีย์โทรเลขได้มีหนังสือท่ี คค.๐๗๐๑/๓๘๐๔ ลงวันท่ี ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๒๕
ถึงอธิบดกี รมอยั การ แจง้ วา่ ในการดำเนนิ คดกี บั ผกู้ ระทำความผดิ ตามพระราชบญั ญตั วิ ทิ ยคุ มนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘
ศาลได้พิพากษาและส่ังริบเคร่ืองวิทยุและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมของกลางไว้ แต่มิได้ระบุในคำพิพากษา
โดยแนช่ ดั วา่ เมอ่ื รบิ ไวแ้ ลว้ ของกลางจะตกเปน็ ของหนว่ ยราชการใด จงึ ใครข่ อทำความตกลงเปน็ หลกั การวา่
ในการดำเนนิ คดเี กย่ี วกบั พระราชบญั ญตั วิ ทิ ยคุ มนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ ทกุ กรณี หากพนกั งานอยั การเจา้ ของคดี
เห็นว่าควรริบของกลางตามมาตรา ๒๒ ขอให้ระบุไว้ในคำฟ้องคดีให้ชัดเจนว่า ให้ศาลสั่งริบสิ่งที่ใช้
ในการกระทำความผิดเพ่ือให้ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข ซึ่งกรมอัยการพิจารณาเห็นว่า
ควรให้ความร่วมมือตามที่กรมไปรษณีย์โทรเลขขอทำความตกลงมา เพราะตามมาตรา ๒๒
แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ ให้อำนาจศาลจะส่ังริบสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดน้ัน
เพ่ือให้ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขด้วยก็ได้ เพราะฉะน้ัน หากพนักงานอัยการเห็นว่าควรริบ
ของกลางตามมาตรา ๒๒ แล้ว ก็ให้ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องให้ชัดเจนว่า ขอให้ศาลส่ังริบสิ่งที่ใช้
ในการกระทำความผิดเพ่ือให้ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขด้วย ซ่งึ ต่อมาภายหลังกรมอัยการ
กม็ หี นงั สอื ท่ี มท ๑๒๐๗/ว ๑๗ ลงวนั ท่ี ๑ มนี าคม ๒๕๓๑ แจง้ ใหพ้ นกั งานอยั การทราบและถอื ปฏบิ ตั ติ ามทไ่ี ด้
ตกลงกบั กรมไปรษณยี โ์ ทรเลขตามนยั หนงั สอื กรมอยั การท่ี มท ๑๒๐๓/ว ๔๑ ลงวนั ท่ี ๙ มถิ นุ ายน ๒๕๒๕ อกี ครง้ั
๑๓.๒ หนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๒๗(ปผ)/ว ๒๑๕ ลงวนั ท่ี ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑
กลา่ ววา่ ตามหนงั สอื กรมอยั การ ท่ี มท ๑๒๐๓/ว ๔๑ ลงวนั ท่ี ๙ มถิ นุ ายน ๒๕๒๕ สำนกั งานอยั การสงู สดุ
ไดก้ ำหนดใหพ้ นักงานอัยการถือปฏบิ ตั เิ ก่ยี วกบั การริบของกลางในการกระทำความผดิ ตามพระราชบญั ญัติ
วทิ ยคุ มนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ ในกรณที พ่ี นกั งานอยั การเหน็ วา่ ควรรบิ ของกลางตามมาตรา ๒๒ กใ็ หร้ ะบใุ นคำขอทา้ ย
ฟอ้ งใหช้ ดั เจนวา่ ขอใหศ้ าลสง่ั รบิ สง่ิ ทใ่ี ชใ้ นการกระทำความผดิ เพอ่ื ไวใ้ ชใ้ นราชการกรมไปรษณยี โ์ ทรเลขดว้ ยนน้ั
ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแหง่ ชาติ มีหนังสือ ท่ี ทช ๗๓๐๐/๘๓๘/๑ ลงวันที่ ๗
กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ แจ้งว่า กรมไปรษณีย์โทรเลขได้ยุบเลิกไปแล้วเมื่อวันท่ี ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๗

66 บทความ

ตามมาตรา ๕๘ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ และมาตรา ๘๒
ประกอบมาตรา ๗๗ แห่งพระราชบัญญัติองค์การจัดสรรคล่ืนความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง
วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ซ่ึงส่งผลให้มีการโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่
งบประมาณข้าราชการและลูกจ้างของกรมไปรษณีย์โทรเลข ไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการกิจการ
โทรคมนาคมแห่งชาติ แต่เน่ืองจากในการดำเนินคดีท่ีเกี่ยวข้อง ศาลยังคงส่ังริบส่ิงท่ีใช้ในการกระทำ
ความผิดเพ่ือให้ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขอยู่ตามเดิม สำนักงานคณะกรรมการกิจการ
โทรคมนาคมแห่งชาติ จึงขอทำความตกลงเป็นหลักการเพิ่มเติมใหม่ว่า ในการดำเนินคดีตาม
พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ หากพนักงานอัยการเห็นว่าควรริบของกลางตามมาตรา ๒๒
ขอให้ระบุในคำฟ้องให้ชัดเจนว่า ให้ศาลสั่งริบสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดเพ่ือให้ไว้ใช้ในกิจการของ
สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซ่ึงสำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาเห็นว่า
เพอ่ื ประโยชนแ์ กท่ างราชการ ควรใหค้ วามรว่ มมอื ตามทส่ี ำนกั งานคณะกรรมการกจิ การโทรคมนาคมแหง่ ชาติ
รอ้ งขอมา จงึ ใหป้ รบั ปรงุ แนวทางปฏบิ ตั ติ ามหนงั สอื กรมอยั การ ท่ี มท ๑๒๐๓/ว ๔๑ ลงวนั ท่ี ๙ มถิ นุ ายน ๒๕๒๕
โดยในการดำเนินคดีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ หากพนักงานอัยการเห็นว่า
ควรริบของกลางตามมาตรา ๒๒ แล้ว ก็ให้ระบุในคำขอท้ายฟ้องให้ชัดเจนว่า “ขอให้ศาลสั่งริบสิ่งที่ใช้
ในการกระทำความผิดเพ่ือให้ไว้ใช้ในราชการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ”
พร้อมทั้งบรรยายฟ้องให้ปรากฏในคำฟ้องด้วยว่า อน่ึง ได้มีกฎหมายยุบเลิกกรมไปรษณีย์โทรเลขและ
ให้โอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ งบประมาณ ข้าราชการและลูกจ้างของกรมไปรษณีย์โทรเลข
ไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กับให้บรรดาอำนาจหน้าท่ีของ
อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลขเป็นอำนาจหน้าท่ีของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
ตามพระราชบัญญัตปิ รบั ปรงุ กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๕๘ และพระราชบญั ญัตอิ งค์กร
จัดสรรคลืน่ ความถ่ีและกำกบั กิจการวิทยุกระจายเสยี งวทิ ยุโทรทศั น์ และกจิ การโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓
มาตรา ๗๘ และมาตรา ๘๒
๑๔. การบรรยายฟ้องตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๐๓ มีหนังสือ
กรมอัยการที่ มท ๑๒๐๓/ว ๔๗ ลงวนั ที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๒๗ แจ้งว่า คำฟ้องความผิดฐานมีซากสตั ว์ป่า
และสตั วป์ ่าคุ้มครองไวใ้ นครอบครองโดยไม่ไดร้ บั อนญุ าต ตอ้ งอา้ งกฎกระทรวงฉบบั ท่ี ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๐)
ลงวันท่ี ๒๗ มีนาคม ๒๕๒๐ ออกตามความในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๐๓
อนั เปน็ กฎหมายทจ่ี ำเลยฝา่ ฝนื ไวใ้ นคำขอทา้ ยฟอ้ ง ทง้ั ตอ้ งบรรยายฟอ้ งใหป้ รากฏชดั วา่ ซากสตั วป์ า่ คมุ้ ครอง
ตามท่ีฟ้องนั้นเป็นชนิดที่คุ้มครองไว้ในกฎกระทรวงฉบับใด ลงวันท่ีเท่าใด และอยู่ในลำดับที่เท่าไร
ตามบญั ชีท้ายกฎกระทรวง
๑๕. การบรรยายฟ้องคดีความผดิ ต่อพระราชบัญญตั ิมาตรา ช่ัง ตวง วดั ความผิดเก่ียวกบั การค้า
มีหนังสือกรมอัยการ ที่ มท ๑๒๐๓/ว ๖๐ ลงวันท่ี ๒๘ กันยายน ๒๕๓๑ แนะนำการบรรยายฟ้องไว้
สองประการ ประการแรกควรคำนึงถึงข้อเท็จจริงในแต่ละคดีเป็นหลัก หากปรากฏว่ามีการกระทำผิด
หลายกรรมต่างกัน ก็ให้แยกบรรยายการกระทำของจำเลยเป็นข้อ ๆ ไป เพ่ือเน้นให้ศาลเห็นได้ชัดเจนว่า
โจทกต์ อ้ งการใหล้ งโทษจำเลยทกุ กรรมเป็นกระทงความผดิ ไป ทง้ั จะเปน็ การเน้นประเดน็ “เพ่อื เอาเปรียบ
ในการคา้ ” ไดช้ ดั เจนขน้ึ ประการทส่ี อง การบรรยายฟอ้ งในขอ้ หาความผดิ ฐานใชห้ รอื มไี วเ้ พอ่ื ใชซ้ ง่ึ เครอ่ื งชง่ั
เครอ่ื งตวง หรอื เครอ่ื งวดั ทผ่ี ดิ อตั ราเพอ่ื เอาเปรยี บในการคา้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๐ นน้ั
ควรเน้นข้อเท็จจริงท่ีปรากฏตามสำนวนสอบสวนให้ชัดเจนว่า เม่ือใช้เครื่องช่ังตามฟ้อง ชั่งสินค้าเพ่ือขาย

อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 67

ให้แก่ผู้ซื้อจะทำให้ผู้ขายหรือจำเลยได้เปรียบหรือผู้ซื้อเสียเปรียบอย่างไร เช่น เน้นว่าผู้ซ้ือซ้ือสินค้าจาก
จำเลยน้ำหนัก ๑ กโิ ลกรมั จะได้สนิ คา้ นำ้ หนัก ๙๗๐ กรัม เท่านั้น ทำใหผ้ ู้ขายหรอื จำเลยไดเ้ ปรียบในการที่
ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อน้อยกว่าน้ำหนักมาตรฐาน แต่ได้รับราคาค่าสินค้าจากผู้ซื้อเท่าน้ำหนักมาตรฐาน
เป็นตน้
๑๖. การบรรยายฟ้องคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี
พ.ศ. ๒๕๓๙ มหี นังสือสำนักงานอยั การสงู สดุ ที่ อส(สฝนผ.) ๐๐๑๘/ว ๖๑ ลงวันท่ี ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๐
กล่าวว่า กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมแจ้งว่า ตามที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม
การค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ มีส่วนที่เก่ียวข้องกับพนักงานอัยการซ่ึงเจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์
กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมจะต้องประสานงาน จึงขอความร่วมมือจากสำนักงานอัยการสูงสุด
ให้ความอนุเคราะห์แก่เจ้าหน้าที่ประชาสงเคราะห์ ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาเห็นว่า
การค้าประเวณีมีสาเหตุสำคัญมาจากสภาพเศรษฐกิจและสังคม ควรเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านั้นได้รับ
การคมุ้ ครองและพฒั นาอาชพี ไมว่ า่ จะเปน็ การอบรมฟน้ื ฟจู ติ ใจ การบำบดั รกั ษาโรค การฝกึ อบรม และพฒั นาอาชพี
ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิต และในขณะเดียวกันเพื่อเป็นการปราบปรามการค้าประเวณีและ
เพ่ือคุ้มครองบุคคล โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่อาจถูกล่อลวงหรือชักพาไปเพ่ือการค้าประเวณี (ผู้เขียน
ขอกล่าวเฉพาะในส่วนท่ีเกี่ยวกับการบรรยายฟ้อง) โดยกรณีผู้กระทำความผิด ตามมาตรา ๕ มาตรา ๖
หรือมาตรา ๗ เป็นบุคคลอายุยังไม่เกินสิบแปดปี ให้พนักงานอัยการบรรยายในคำฟ้องว่า “หากศาลได้
พิจารณาคดีประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต อาชีพ และ
สง่ิ แวดลอ้ มของจำเลยแลว้ เหน็ วา่ ไมส่ มควรพพิ ากษาลงโทษแตค่ วรใหจ้ ำเลยไดร้ บั การคมุ้ ครองและพฒั นาอาชพี
แทนการลงโทษก็ขอศาลได้ส่งั ให้กรมประชาสงเคราะห์รับตัวจำเลย เพ่อื ดำเนินการจัดส่งตัวจำเลยไป
เพ่ือรับการดูแลในสถานแรกรับที่มีเขตรับผิดชอบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา” และ
ระบุในคำขอท้ายคำฟ้องอาญาว่า ขอศาลได้ส่ังให้กรมประชาสงเคราะห์รับตัวจำเลยเพ่ือดำเนินการจัด
สง่ ตวั จำเลยไปเพอ่ื รบั การดแู ลในสถานแรกรบั ทม่ี เี ขตรบั ผดิ ชอบภายในสบิ หา้ วนั นบั แตว่ นั ทศ่ี าลมคี ำพพิ ากษา
ในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่สมควรพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๔ ของพระราชบัญญัติป้องกันและ
ปราบปรามการคา้ ประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙
๑๗. การบรรยายฟ้องความผิดฐานใช้รถยนต์บรรทุกน้ำหนักเกินกว่าอัตราท่ีกฎหมายกำหนด
ตามพระราชบญั ญตั ทิ างหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ มหี นังสือสำนกั งานอัยการสูงสุด ที่ อส(สฝนผ.) ๐๐๐๓/ว ๑๘
ลงวนั ที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๒ กลา่ ววา่ สำนักงานอยั การสงู สดุ พิจารณาเหน็ ว่า ปญั หาเก่ยี วกับการกระทำ
ความผดิ ฐานใชร้ ถยนตบ์ รรทกุ นำ้ หนกั เกนิ อตั ราในปจั จบุ นั ไดท้ วคี วามรนุ แรงมากขน้ึ ทำใหเ้ กดิ ความเสยี หาย
กับทางหลวงท่ัวประเทศ ซ่ึงรัฐต้องสูญเสียงบประมาณซ่อมแซมปีหน่ึง ๆ คิดเป็นจำนวนมหาศาล และ
ยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนท่ีใช้ทางหลวงในการสัญจรไปมาอีกด้วย การดำเนินคดีกับ
ผ้กู ระทำผิดท่เี ป็นผ้ขู ับรถยนต์บรรทุกอย่างจริงจัง เพ่อื ให้ศาลลงโทษจำคุกกับผ้ขู ับรถยนต์บรรทุกท่เี ป็นเพียง
ลูกจ้างแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ดังน้ัน การนำมาตรการในการขอริบรถยนต์บรรทุกของกลาง
และการพิจารณาดำเนินคดีกับนายจ้างหรือผู้ประกอบการมาใช้น่าจะได้ผลในการป้องปรามมากกว่า
แต่การพิจารณาส่ังคดีของพนักงานอัยการเก่ียวกับคดีความผิดฐานใช้รถยนต์บรรทุกน้ำหนักเกินอัตรายัง
ไมม่ คี วามชดั เจนและไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน อาจก่อให้เกิดการวพิ ากษว์ ิจารณข์ องบคุ คลภายนอกได้
รวมทง้ั อาจมผี ลกระทบตอ่ นโยบายในการอำนวยความยตุ ธิ รรมของสำนกั งานอยั การสงู สดุ ดว้ ย จงึ เหน็ สมควร
กำหนดแนวทางปฏิบัติ ดังน้ี (ผู้เขียนขอกล่าวเฉพาะที่เกี่ยวกับการบรรยายฟ้อง) สำนักงานอัยการสูงสุด
มีนโยบายให้พนักงานอัยการพิจารณาขอให้ศาลมีคำสั่งริบรถยนต์บรรทุกของกลางในคดีความผิดฐาน
ใช้รถยนต์บรรทุกน้ำหนักเกินอัตราท่นี ่าเช่อื ว่าเจ้าของร้เู ห็นเป็นใจในการกระทำความผิด การบรรยายฟ้อง
ในคดีประเภทนี้ นอกจากองค์ประกอบที่เป็นความผิดแล้ว ให้พนักงานอัยการบรรยายฟ้องด้วยว่า

68 บทความ

โดยท่ียานพาหนะท่ีใช้กระทำความผิดนั้นอาจทำให้ทางหลวงเสียหาย และรัฐต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน
ในการซ่อมแซมเป็นเงนิ จำนวนมาก
๑๘. การบรรยายคำฟอ้ งในคดีวิธกี ารเพอื่ ความปลอดภัย มีหนังสือเวยี นทีเ่ กย่ี วขอ้ ง ได้แก่
๑๘.๑ หนังสือกรมอัยการ ที่ มท ๑๒๐๓/ว ๗๖ ลงวันท่ี ๖ ธันวาคม ๒๕๓๑ ได้กล่าวว่า
ปัจจุบันได้มีการดำเนินคดีอาญากับบุคคลที่กระทำผิดในข้อหาผลิตและจำหน่ายน้ำปลาปลอมหรือ
มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานในจังหวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน อันเป็นการกระทำท่ีมี
ผลเสยี หายแกส่ ขุ ภาพอนามยั ของประชาชนอยา่ งรา้ ยแรง และเปน็ คดที ไ่ี ดร้ บั ความสนใจอยา่ งยง่ิ จากประชาชน
และหนว่ ยงานตา่ ง ๆ ทง้ั ภาครฐั และภาคเอกชน กรมอยั การพจิ ารณาเหน็ วา่ การกระทำของบคุ คลดงั กลา่ ว
มผี ลกระทบกระเทอื นโดยตรงตอ่ การรกั ษาสวสั ดภิ าพและความปลอดภยั ของสงั คม และผกู้ ระทำผดิ อาจจะ
กระทำผิดซ้ำอีกโดยไม่เข็ดหลาบ เพราะเป็นการประกอบธุรกิจท่ีลงทุนต่ำแต่มีผลกำไรสูง สมควรท่ีจะใช้
มาตรการทางกฎหมายตามนยั ขอ้ ๑๐ แหง่ ระเบยี บกรมอยั การวา่ ดว้ ยการบงั คบั ใชว้ ธิ กี ารเพอ่ื ความปลอดภยั
พ.ศ. ๒๕๓๑ โดยด่วน เพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำผิดในลักษณะเช่นน้ีอีก และสร้างความปลอดภัย
ให้แก่ชีวิตและร่างกายให้แก่ประชาชน อันเป็นภาระท่ีสำคัญยิ่งประการหนึ่งของกรมอัยการ จึงขอแจ้ง
แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับเร่ืองนี้ว่า ในการดำเนินคดีอาญาเรื่องใด หากพนักงานอัยการจะมีคำสั่งฟ้องคดี
และพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนมีเหตุผลน่าเช่ือว่า ผู้ต้องหาได้กระทำผิดโดยอาศัยโอกาส
จากการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ หรือเน่ืองจากการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ (ดังเช่นกรณีการผลิต
และจำหน่ายน้ำปลาปลอมหรือมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานดังกล่าวข้างต้น) และหากผู้น้ันประกอบอาชีพ
หรือวิชาชีพนั้นต่อไปอาจจะกระทำความผิดเช่นน้ันขึ้นอีก ให้พนักงานอัยการดำเนินการตามระเบียบ
กรมอัยการว่าดว้ ยการดำเนนิ คดีอาญาของพนกั งานอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๘ ขอ้ ๕๐ แลว้ บรรยายคำฟอ้ งและ
มคี ำขอทา้ ยฟอ้ งหรอื ยน่ื คำรอ้ งเพม่ิ เตมิ คำฟอ้ งเดมิ ขอใหศ้ าลมคี ำสง่ั ในคำพพิ ากษาหา้ มจำเลยประกอบอาชพี
หรือวชิ าชีพตามนัยมาตรา ๕๐ แห่งประมวลกฎหมายอาญาด้วยทุกคร้ังไป
๑๘.๒ หนงั สอื กรมอยั การ ท่ี มท ๑๒๐๔.๑๖/ว ๘๕ ลงวันท่ี ๕ ตลุ าคม ๒๕๓๓ ไดก้ ลา่ วว่า
ปัจจุบันได้มีการดำเนินคดีอาญากับบุคคลที่กระทำผิดพระราชบัญญัติกำหนดราคาสินค้าและป้องกัน
การผกู ขาด พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การขน้ึ ราคาสนิ คา้ ในภาวะนำ้ มนั ขน้ึ ราคา อาทิ เชน่ วสั ดกุ อ่ สรา้ ง
และอาหารซ่ึงทำความเดือดร้อนให้กับประชาชน และเป็นคดีท่ีได้รับความสนใจอย่างย่ิงจากประชาชน
และหน่วยงานต่าง ๆ ท้งั ภาครฐั บาลและภาคเอกชน กรมอัยการพิจารณาแล้วเหน็ วา่ การกระทำของบคุ คล
ดังกล่าวข้างต้นมีผลกระทบกระเทือนโดยตรงต่อสภาพความเป็นอยู่อย่างสงบสุขของประชาชนและ
ผู้กระทำผิดอาจกระทำซ้ำอีกโดยไม่เข็ดหลาบ สมควรที่จะใช้มาตรการบังคับใช้วิธีการเพ่ือความปลอดภัย
ตามนยั ขอ้ ๑๒ แหง่ ระเบยี บกรมอยั การวา่ ดว้ ย การบงั คบั ใชว้ ธิ กี ารเพอ่ื ความปลอดภยั พ.ศ. ๒๕๓๓ โดยดว่ น
เพ่ือป้องกันมิให้มีการกระทำผิดในลักษณะเช่นน้ีอีก และสร้างความสงบสุขให้แก่ประชาชน อันเป็นภาระ
ท่ีสำคัญยิ่งประการหนึ่งของกรมอัยการ ดังน้ัน กรมอัยการจึงขอแจ้งแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องน้ีว่า
ในการดำเนินคดีอาญาเร่ืองใด โดยเฉพาะอย่างย่ิงเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดราคาสินค้า
และป้องกันการผูกขาด พ.ศ. ๒๕๒๒ หากพนกั งานอัยการจะมคี ำสัง่ ฟ้องคดี และพยานหลักฐานในสำนวน
การสอบสวนมีเหตุผลน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดโดยอาศัยโอกาสจากการประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพ
หรือเน่ืองจาการประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพและหากผู้นั้นประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพน้ันต่อไปอาจจะ
กระทำความผิดเช่นน้ีขึ้นอีก ให้พนักงานอัยการดำเนินการตามระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดี
อาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๘ ข้อ ๕๐ และระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการบังคับใช้วิธีการเพ่ือ
ความปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๓๓ ข้อ ๑๒ แล้วบรรยายคำฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องหรือยื่นคำร้องเพ่ิมเติม
คำฟ้องเดิม ขอให้ศาลมีคำส่ังในคำพิพากษาห้ามจำเลยประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพตามนัยมาตรา ๕๐
แห่งประมวลกฎหมายอาญาดว้ ยทกุ ครงั้ ไป

อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 69

๑๙. การบรรยายฟ้องผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ มีหนังสือ
สำนกั งานอยั การสูงสดุ ที่ อส(สฝปผ.)๐๐๑๘/ว ๔๗๒ ลงวนั ท่ี ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ กลา่ ววา่ เนือ่ งจาก
สำนักงานอัยการสูงสุดได้รับแจ้งจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมซ่งึ เป็นหน่วยงาน
ท่ีรับผิดชอบเกี่ยวกับวัตถุอันตรายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ ประสบปัญหาในการ
กำจัดวัตถุอันตรายที่ศาลส่ังริบ ด้วยคำพิพากษามิได้ระบุให้เจ้าของวัตถุอันตรายชำระค่าใช้จ่ายท่ีเกิดขึ้น
แกท่ างราชการทำใหท้ างราชการต้องรบั ภาระในสว่ นน้ี จงึ ขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติใหแ้ จ้ง
พนักงานสอบสวนระบุในสำนวนการสอบสวนให้ครอบคลุมถึงการทำลายวัตถุอันตราย โดยขอให้ศาลมี
คำส่ังให้เจ้าของวัตถุอันตรายต้องชำระค่าใช้จ่ายในการทำลายวัตถุอันตรายดังกล่าวท่ีเกิดข้ึนแก่
ทางราชการตามมาตรา ๘๘ วรรคสอง แหง่ พระราชบญั ญตั วิ ตั ถอุ นั ตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ ซง่ึ สำนกั งานตำรวจแหง่ ชาติ
ไดแ้ จง้ ใหพ้ นกั งานสอบสวนทำการสอบสวนในประเดน็ ดงั กลา่ วแลว้ และไดป้ ระสานมายงั สำนกั งานอยั การสงู สดุ
เพ่ือพิจารณาดำเนินการในส่วนท่ีเกี่ยวข้องตามบทบัญญัติกฎหมาย ซ่ึงสำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณา
เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการผู้ดำเนินคดีท่ีต้องมีคำขอให้ศาลมีคำส่ัง
ให้เจ้าของวัตถุอันตรายและสิ่งของท่ีศาลมีคำพิพากษาให้ริบชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกรณีที่ต้องทำลาย
ใหแ้ ก่ทางราชการด้วยทุกคดี
๒๐. การบรรยายฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ มีหนังสือสำนักงาน
อัยการสูงสุดที่ อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๑๓๒ ลงวันท่ี ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘ ได้กล่าวถึงการบรรยายฟ้อง
ความผิดฐานพาอาวุธปืนโดยอ้างพระราชบัญญัติอาวุปืน เคร่ืองกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง
และสง่ิ เทยี มอาวธุ ปนื พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ วรรคหนง่ึ , มาตรา ๗๒ ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๗๑ ในคำขอท้ายฟ้องว่า มีพนักงานอัยการบางคนบรรยายฟ้องว่า จำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไป
ในเมอื ง หมบู่ า้ น หรอื ทางสาธารณะโดยไมไ่ ดร้ บั อนญุ าตใหม้ อี าวธุ ปนื ตดิ ตวั และไมม่ เี หตจุ ำเปน็ และเรง่ ดว่ น
ตามสมควรแก่พฤติการณ์อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน
เคร่ืองกระสุนปืน วัตถุระเบดิ ดอกไมเ้ พลงิ และสิง่ เทยี มอาวธุ ปนื พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ วรรคหนงึ่
เท่านั้น โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่าพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยเปิดเผยหรือ
โดยไม่มีเหตุสมควร อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ ด้วย
ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาเห็นว่า ในการบรรยายฟ้องความผิดฐานพาอาวุธปืน โดยขอให้
ศาลลงโทษตามพระราชบญั ญัตอิ าวุธปืน เคร่อื งกระสุนปืน วัตถุระเบดิ ดอกไม้เพลิง และสง่ิ เทียมอาวธุ ปืน
พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ วรรคหน่ึง, มาตรา ๗๒ ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๗๑ แม้ความผิดฐานพาอาวธุ ปนื จะเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดตอ่ กฎหมายหลายบท
และศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เคร่อื งกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง
และสงิ่ เทยี มอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗๒ ทวิ วรรคสอง ซ่งึ เป็นบทหนกั กต็ าม แต่พนักงานอยั การ
จะต้องบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดในแต่ละฐานความผิดท่ีพนักงานอัยการได้ระบุอ้าง
มาตราไว้ในคำขอท้ายฟ้องด้วย ท้ังน้ี เพราะเป็นการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำนั้น
เป็นความผิด ดังนน้ั จงึ ใหพ้ นกั งานอยั การตระหนกั ในการบรรยายฟ้องดังกลา่ วดว้ ย
หากพนักงานอัยการท่านใดเห็นว่ายังมีหนังสือเวียนท่ีเก่ียวกับการบรรยายคำฟ้องอ่ืนอีก ขอได้
โปรดแจง้ ใหผ้ ้เู ขยี นได้ทราบดว้ ย เพอ่ื ท่ีผู้เขียนจะไดร้ วบรวมไว้และนำออกเผยแพร่เป็นคมู่ อื ในโอกาสต่อไป

.........................................
70 บทความ

ข้อสังเกตบางประการในการตรวจสอบดลุ พินจิ ของพนกั งานอยั การ
กรณกี ารสัง่ ไม่ฟ้องในคดีเด็กและเยาวชน

นธิ ินนั ท์ สุขวงศ๑์

หลังจากท่ีได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามประกาศคณะรักษา
ความสงบแหง่ ชาต ิ ฉบบั ท่ี ๑๑๕/๒๕๕๗ เรอ่ื ง แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา๒ ซง่ึ ได้
แก้ไขหลกั การเดมิ สำหรับการตรวจสอบถว่ งดุลการส่งั ไม่ฟอ้ งของพนกั งานอัยการในภมู ิภาค ท่แี ตเ่ ดิมเปน็
อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดไปเป็นอำนาจของตำรวจ (ผู้บัญชาการ หรือรองผู้บัญชาการ) และ
เน่ืองจากอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดในการตรวจสอบถ่วงดุลการส่ังคดีของพนักงานอัยการในคดีท่ีอยู่
ในเขตอำนาจของศาลแขวงยงั คงมีอย๓ู่ ไม่ได้ถูกยกเลิกไปแตอ่ ย่างใด จงึ ทำให้การตรวจสอบถ่วงดลุ สำนวน
การสง่ั คดขี องพนกั งานอยั การ ในปจั จบุ นั จงึ มที ง้ั ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั และตำรวจ (ผบู้ ญั ชาการหรอื รองผบู้ ญั ชาการ)
ซ่งึ ทำให้ในการเสนอความเห็นในบางคดีท่มี ีหลายข้อหาท้งั ท่อี ย่ใู นเขตอำนาจศาลแขวง๔ และท่เี กินอำนาจ

๑ อัยการผู้เช่ียวชาญ สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอ่างทอง, นิติศาสตรบัณฑิต เนติบัณฑิตไทย
นติ ศิ าสตรมหาบณั ฑติ และวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต(จดั การความรู้)
๒ ขอ้ ๓ ของประกาศดังกลา่ ว ให้เพม่ิ ความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๔๕/๑ แหง่ ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา
“มาตรา ๑๔๕/๑ สำหรับการสอบสวนซ่ึงอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจในกรณีท่ีมีคำสั่งไม่ฟ้องและคำส่ังน้ัน
ไม่ใช่คำส่ังของอัยการสูงสุด ถ้าในกรุงเทพมหานครให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่งเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถ้าในจังหวัดอื่นให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำส่ังเสนอ
ผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ แต่ทั้งน้ีมิได้ตัดอำนาจพนักงานอัยการที่จะจัดการ
อยา่ งใดแก่ผ้ตู อ้ งหาดังบญั ญัตไิ ว้ในมาตรา ๑๔๓
ในกรณีท่ีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในกรุงเทพมหานคร
หรอื ผบู้ ัญชาการหรือรองผู้บญั ชาการซ่ึงเปน็ ผ้บู งั คับบญั ชาของพนักงานสอบสวน ผ้รู บั ผิดชอบในจงั หวดั อื่นแย้งคำสั่งของพนักงานอยั การใหส้ ่ง
สำนวนพร้อมกับ ความเห็นที่แย้งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด แต่ถ้าคดีจะขาดอายุความ หรือมีเหตุอย่างอ่ืนอันจำเป็นจะต้องรีบฟ้อง
ก็ใหฟ้ ้องคดีนั้นตามความเห็นของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผ้ชู ่วยผ้บู ัญชาการตำรวจแหง่ ชาติ ผู้บัญชาการ
หรอื รองผูบ้ ญั ชาการดังกลา่ วแล้วแต่กรณไี ปกอ่ น
บทบัญญัติในมาตรานี้ ให้นำมาบังคับในการท่ีพนักงานอัยการจะอุทธรณ์ ฎีกา หรือถอนฟ้องถอนอุทธรณ์และถอนฎีกาโดย
อนุโลม”
๓ พระราชบญั ญตั ิจัดตงั้ ศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙
มาตรา ๑๒ ในคดีอาญาท่ีอยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ ในกรณีที่มีคำสั่งไม่ฟ้อง และคำส่ังน้ันไม่ใช่ของ
อธิบดีกรมอัยการ ถ้าในกรุงเทพมหานคร ให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำส่ังเสนออธิบดีกรมตำรวจ รองอธิบดีกรมตำรวจหรือ
ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ถ้าในจังหวัดอื่นให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำส่ังเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ทั้งนี้มิได้ตัดอำนาจ
พนกั งานอัยการท่จี ะจัดการปลอ่ ยผู้ต้องหา ปล่อยช่วั คราว ควบคุมไว้ หรือขอให้ศาลขัง แล้วแตก่ รณี และจดั การหรอื สง่ั การใหเ้ ป็นไปตามนน้ั
ในกรณีที่อธิบดีกรมตำรวจ รองอธิบดีกรมตำรวจหรือผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจในกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัดใน
จงั หวดั อน่ื แยง้ คำสง่ั ของพนกั งานอยั การ ใหส้ ง่ สำนวนพรอ้ มกบั ความเหน็ ทแ่ี ยง้ กนั ไปยงั อธบิ ดกี รมอยั การเพอ่ื ชข้ี าด แตถ่ า้ คดจี ะขาดอายคุ วาม
หรอื มีเหตุอยา่ งอน่ื อนั จำเป็นจะต้องรีบฟ้อง กใ็ หฟ้ อ้ งคดีน้นั ตามความเหน็ ของอธบิ ดีกรมตำรวจ รองอธบิ ดีกรมตำรวจ ผชู้ ว่ ยอธบิ ดกี รมตำรวจ
หรือผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ไปกอ่ น
บทบัญญัติในมาตราน้ี ให้นำมาบังคับในการที่พนักงานอัยการจะไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกาหรือถอนฟ้อง ถอนอุทธรณ์และถอนฎีกา
โดยอนโุ ลม
๔ พระธรรมนญู ศาลยตุ ธิ รรม
มาตรา ๑๗ ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และมีอำนาจทำการไต่สวน หรือมีคำส่ังใด ๆ ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมี
อำนาจตามท่กี ำหนดไว้ในมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๕ วรรคหนงึ่
มาตรา ๒๕ ในศาลช้ันต้น ผ้พู พิ ากษาคนเดียวเปน็ องค์คณะมอี ำนาจเก่ยี วแกค่ ดซี ่ึงอยใู่ นอำนาจของศาลน้นั ดังตอ่ ไปนี้
…..........
(๕) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซ่ึงกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหม่ืนบาท
หรอื ทัง้ จำทง้ั ปรบั แตจ่ ะลงโทษจำคุกเกินหกเดอื น หรอื ปรับเกินหนงึ่ หม่ืนบาท หรือทัง้ จำท้ังปรับ ซ่งึ โทษจำคกุ หรอื ปรับอยา่ งใดอย่างหนงึ่ หรือ
ท้งั สองอยา่ งเกนิ อตั ราท่กี ลา่ วแล้วไมไ่ ด้


อยั การนิเทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 71

ศาลแขวง ท่ีฟ้องในคราวเดียวกันคดีเดียวกันอาจเกิดข้อยุ่งยากได้ หากส่ังไม่ฟ้องเฉพาะข้อหาท่ีอยู่ใน
อำนาจศาลแขวง ใครจะเป็นผู้พิจารณา ซ่ึงในบทความนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงสภาพปัญหาของกรณีการ
ตรวจสอบดลุ พนิ ิจของพนักงานอัยการเฉพาะกรณกี ารส่ังไมฟ่ ้องในคดีเด็กและเยาวชนเทา่ นนั้
ตามทไ่ี ดม้ กี ารแกไ้ ขประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕/๑ สำนกั งานอยั การสงู สดุ
ได้มีการวางแนวปฎิบัติในส่วนของคดีอาญาที่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิดและอยู่ในอำนาจพิจารณา
พิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหรือศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว
กลา่ วคอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ไดม้ หี นงั สอื กำหนดแนวทางปฎบิ ตั ติ ามหนงั สอื ดว่ นทส่ี ดุ ท่ี อส ๐๐๐๗(พก)/ว ๑๙๔
ลงวันท่ี ๑ สิงหาคม ๒๕๕๗ “ ... (๓) สำนวนคดีอาญาท่ีปรากฏตัวผู้กระทำความผิดและอยู่ในอำนาจ
พิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหรือศาลท่ีมีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและ
ครอบครวั ใหพ้ นกั งานอยั การปฏบิ ัติ ดงั นี้
๓.๑ กรณีท่ีพนักงานอัยการมคี ำสัง่ ไม่ฟ้องผ้ตู อ้ งหาในข้อหาหรือฐานความผดิ ใดฐานความผิดหน่ึง
ทเ่ี กนิ อำนาจพจิ ารณาพิพากษาของศาลแขวง ใหพ้ นกั งานอัยการปฏบิ ตั ติ ามมาตรา ๑๔๕/๑ แหง่ ประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หากคำส่ังไม่ฟ้องผู้ต้องหาน้ันมีแต่เฉพาะข้อหาหรือฐานความผิดท่ีอยู่ใน
อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลแขวงและวิธีพิจารณา
ความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาตรา ๑๒ ประกอบพระราชบญั ญตั ิศาลเยาวชนและครอบครวั และ
วธิ พี จิ ารณาคดเี ยาวชนและครอบครวั พ.ศ.๒๕๕๓ มาตรา ๖ ....” ซง่ึ ในการตคี วามตามขอ้ ๓.๑ ดงั กลา่ วขา้ งตน้
กรณีที่พนักงานอัยการมีคำส่ังไม่ฟ้องผู้ต้องหาในข้อหาหรือฐานความผิดใดฐานความผิดหน่ึงท่ีเกินอำนาจ
พิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ในทางปฏิบัติพบว่า พนักงานอัยการจะตีความถือเอาข้อหาท่หี นักท่สี ุด
เปน็ หลกั หากขอ้ หาทห่ี นกั ทส่ี ดุ เกนิ อำนาจศาลแขวง การสง่ั ไมฟ่ อ้ งในขอ้ หาทอ่ี ยใู่ นอำนาจศาลแขวงทเ่ี บากวา่
กต็ ้องดำเนินการตาม มาตรา ๑๔๕/๑ เชน่ เดียวกัน
กล่าวโดยสรุป คดีอาญาท่ีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว
ตามแนวปฎิบัติของสำนักงานอัยการสูงสุดดังกล่าว เป็นการนำหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติจัดต้งั ศาลแขวง
และวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาตรา ๑๒ มาใช้บังคับประกอบการส่ังไม่ฟ้อง
หากข้อหาหรือฐานความผิดใดฐานความผิดหน่ึงท่ีสั่งไม่ฟ้องเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง
ก็ต้องเสนอผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการ หากข้อหาที่สั่งไม่ฟ้องไม่เกินอำนาจศาลแขวงก็เสนอ
ผู้ว่าราชการจังหวัด ปัญหาอยู่ที่ว่าขอบเขตในการท่ีจะนำหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลแขวง
และวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาตรา ๑๒ มาใช้ในคดีท่ีอยู่ในอำนาจศาลเยาวชน
จะนำมาใช้ในคดีอาญาประเภทใดได้หรอื ไมน่ ั้น เป็นปัญหาทีจ่ ะไดก้ ลา่ วถงึ ในบทความน้ี
ประการแรก คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว จะมีอยู่
๓ กรณีใหญๆ่ ๕ คอื

๕ พระราชบญั ญัตศิ าลเยาวชนและครอบครวั และวิธพี ิจารณาคดีเยาวชนและครอบครวั พ.ศ. ๒๕๕๓
มาตรา ๑๐ ศาลเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจพจิ ารณาพิพากษาหรอื มีคำสงั่ ในคดี ดังตอ่ ไปนี้
(๑) คดีอาญาทม่ี ีขอ้ หาวา่ เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิด
(๒) คดอี าญาทีศ่ าลซง่ึ มอี ำนาจพจิ ารณาคดีธรรมดาได้โอนมาตามมาตรา ๙๗ วรรคหนง่ึ
(๓) คดีครอบครัว
(๔) คดคี มุ้ ครองสวัสดภิ าพ
(๕) คดอี ื่นทมี่ กี ฎหมายบญั ญตั ิให้เปน็ อำนาจหน้าทีข่ องศาลเยาวชนและครอบครัว

72 บทความ

๑. คดีอาญาทม่ี ขี อ้ หาว่าเด็ก๖ หรือเยาวชน๗ กระทำความผดิ (อายุยังไมถ่ ึง ๑๘ ปี)
๒. คดีอาญาทศี่ าลซง่ึ มีอำนาจพจิ ารณาคดธี รรมดาได้โอนมาตามมาตรา ๙๗ วรรคหนึง่ ๘
๓. คดอี ่นื ท่มี ีกฎหมายบัญญตั ใิ หเ้ ป็นอำนาจหน้าทข่ี องศาลเยาวชนและครอบครวั
คดีอาญาที่มีข้อหาว่าเด็กหรือเยาวชนกระทำความผิด คือ คดีที่บุคคลอายุไม่ถึงสิบแปดปีกระทำ
ความผิดซึ่งมีโทษในทางอาญา และเป็นคดีที่เริ่มต้น (ฟ้อง) ที่ศาลเยาวชน ซึ่งการท่ีจะสั่งไม่ฟ้องย่อมอาจ
เป็นประเด็นปัญหาในบทความนี้ โดยคดปี ระเภทน ี้ ผเู้ ขยี นขอใช้คำว่า “คดเี ดก็ และเยาวชนโดยแท้”
คดีอาญาที่ศาลซ่ึงมีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้โอนมาตามมาตรา ๙๗ วรรคหน่งึ น้ัน เปน็ กรณี
ที่ผู้กระทำความผิดไม่ได้เป็นเด็กหรือเยาวชนแต่มีสภาพไม่ต่างจากเด็กและเยาวชน จึงมีการโอนมายัง
ศาลเยาวชนซึ่งในส่วนนี้ผู้เขียนจะไม่ขอกล่าวถึงในบทความน้ี และอยู่นอกขอบเขตหัวข้อของบทความน้ี
เพราะคดดี งั กลา่ วไมไ่ ดเ้ รม่ิ ตน้ ฟอ้ งทศ่ี าลเยาวชนโดยตรงทจ่ี ะเปน็ ปญั หาในเรอ่ื งของการสง่ั ไมฟ่ อ้ งแตอ่ ยา่ งใด
ส่วนคดอี ื่นท่มี ีกฎหมายบญั ญัติให้เปน็ อำนาจหนา้ ทีข่ องศาลเยาวชนและครอบครัว นัน้ เป็นคดี
ทอ่ี ยใู่ นอำนาจศาลเยาวชนเพราะกฎหมายกำหนด และเปน็ คดที เ่ี รม่ิ ตน้ (ฟอ้ ง) ทศ่ี าลเยาวชน คดปี ระเภทหลงั น้ ี
ผู้เขยี นขอใช้คำว่า “คดเี ดก็ และเยาวชนเทียม”
คดีเด็กและเยาวชนเทียม คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลเยาวชนและ
ครอบครัว นั้น ไม่จำกัดผู้กระทำความผิดว่าต้องเป็นเด็กหรือเยาวชน ดังนั้น ผู้ใหญ่กระทำความผิด
ก็อาจอยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนได้ เช่น การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก
พ.ศ.๒๕๔๖๙ หรือตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๐๑๐
ซ่ึงคดีเหล่านี้ มีอัตราโทษไม่เกินอำนาจศาลแขวง เช่น ความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก
พ.ศ.๒๕๔๖ มาตรา ๒๖ ซง่ึ มอี ตั ราโทษจำคกุ ไมเ่ กนิ สามเดอื น หรอื ปรบั ไมเ่ กนิ สามหมน่ื บาท หรอื ทง้ั จำทง้ั ปรบั
หรือตามพระราชบัญญัติค้มุ ครองผ้ถู ูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๔ ซ่งึ มี
โทษจำคกุ ไมเ่ กนิ หกเดอื น หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือท้ังจำทั้งปรับ หากไม่มีกฎหมายกำหนดให้ขึ้น
ศาลเยาวชน คดเี หล่าน้ีก็อาจจะอยูใ่ นอำนาจศาลแขวงเพราะไม่เกินอำนาจพิจารณาของศาลแขวง

๖ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๔
ในพระราชบัญญตั ินี้ “เดก็ ” หมายความว่า บุคคลอายุยังไมเ่ กนิ สบิ หา้ ปีบรบิ รู ณ์
๗ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๔
ในพระราชบัญญัตินี้ “เยาวชน” หมายความวา่ บคุ คลอายุเกินสิบหา้ ปบี รบิ รู ณ์ แต่ยังไม่ถึงสบิ แปดปบี ริบรู ณ์
๘ พระราชบัญญัตศิ าลเยาวชนและครอบครัวและวิธพี ิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๙๗ เพอื่ ประโยชน์
แห่งพระราชบัญญัติน้ี บุคคลใดอายุยังไม่เกินยี่สิบปีบริบูรณ์กระทำความผิดและเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลท่ีมีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดา
ถ้าศาลน้ันพิจารณาโดยคำนึงถึงสภาพร่างกาย สภาพจิต สติปัญญา และนิสัยแล้ว เห็นว่าบุคคลนั้นยังมีสภาพเช่นเดียวกับเด็กหรือเยาวชน
ใหม้ ีอำนาจสงั่ โอนคดไี ปพิจารณาในศาลเยาวชนและครอบครวั ท่มี ีอำนาจและใหถ้ ือว่าบคุ คลนน้ั เปน็ เด็กหรือเยาวชน
๙ พระราชบัญญตั ิคมุ้ ครองเดก็ พ.ศ.๒๕๔๖
มาตรา ๕ ใหศ้ าลทมี่ อี ำนาจพิจารณาพิพากษาคดเี ยาวชนและครอบครัวตามกฎหมายว่าดว้ ยการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครวั
และวธิ พี จิ ารณาคดเี ยาวชนและครอบครวั มอี ำนาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดตี ามพระราชบญั ญตั นิ ้ี เวน้ แตใ่ นจงั หวดั ใดยงั มไิ ดท้ ำการเปดิ ศาลเยาวชน
และครอบครวั หรอื แผนกคดเี ยาวชนและครอบครวั ขน้ึ ในศาลจงั หวดั ใหศ้ าลจงั หวดั มอี ำนาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดตี ามพระราชบญั ญตั นิ ้ี
๑๐ พระราชบญั ญัตคิ ุ้มครองผถู้ ูกกระทำด้วยความรนุ แรงในครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๐
มาตรา ๓ ในพระราชบญั ญัตนิ ้ี
“ศาล” หมายความว่า ศาลเยาวชนและครอบครัวตามกฎหมายว่าด้วยการจัดต้ังศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดี
เยาวชนและครอบครวั

อัยการนเิ ทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 73

ดังนั้น คดีอาญาทั้งสองประเภท (คดีเด็กและเยาวชนโดยแท้และเทียม) จึงมีความแตกต่างกัน
กระบวนการขั้นตอนต่างๆ ในพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ
ครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ ลว้ นถกู กำหนดขน้ึ สำหรับคดเี ดก็ และเยาวชนโดยแท้ กระบวนการสำหรับคดเี ด็ก
และเยาวชนเทียม จึงไม่ได้ถูกกำหนดข้ึนไว้โดยตรงในพระราชบัญญัตินี้ ย่ิงโดยเฉพาะคดีท่ีมีกฎหมาย
กำหนดให้เป็นอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวท่ผี ใู้ หญเ่ ปน็ ผกู้ ระทำความผดิ ซ่งึ มอิ าจนำกระบวนการตา่ งๆ
ทก่ี ำหนดสำหรบั คดเี ดก็ และเยาวชนโดยแทม้ าใชบ้ งั คบั ได ้ ซง่ึ เปน็ มลู เหตใุ นการทจ่ี ะตอ้ งนำกฎหมายอน่ื มาใช้
ประการต่อมา การนำหลักการของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา
ในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาใชใ้ นคดีเด็กและเยาวชน ตามพระราชบัญญตั ศิ าลเยาวชนและครอบครัวและ
วิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ ผู้เขียนเห็นว่า ควรแยกเสียก่อนว่าเป็นคดีเด็กและ
เยาวชนโดยแท้หรือคดีเด็กและเยาวชนเทียม เพราะโดยทั่วไปหากเป็นคดีเด็กและเยาวชนโดยแท้แล้ว
ศาลแขวงย่อมท่จี ะไม่มีอำนาจ เม่อื ไม่มีอำนาจกรณีจึงไม่อาจนำหลักการของพระราชบัญญัติจัดต้งั ศาลแขวง
และวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาใช้บังคับในคดีเด็กและเยาวชนโดยแท้ได้
โดยผ้เู ขียนมเี หตผุ ลสนบั สนุน กลา่ วคือ
โดยที่กฎหมายเก่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณา
คดเี ยาวชนและครอบครวั พ.ศ. ๒๕๓๔ ซง่ึ กฎหมายในขณะนน้ั ยงั ไมไ่ ดก้ ำหนดใหม้ คี ดเี ดก็ และเยาวชนเทยี ม
กล่าวคือ คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลเยาวชนและครอบครัว๑๑ เช่น ความผิด
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖ ดังนั้น จึงมีแต่คดีอาญาท่ีเด็กหรือเยาวชนกระทำความผิด
หรือเป็นคดีเด็กและเยาวชนโดยแท้ เม่ือมีแต่เฉพาะคดีเด็กและเยาวชนโดยแท้ พระราชบัญญัติจัดต้ัง
ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงไม่ได้กำหนดให้นำ
หลักการของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙
มาใช้แต่อย่างใด ซึ่งปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณา
คดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖ ให้นำบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ
แกค่ ดีเยาวชนและครอบครวั เทา่ ทไ่ี ม่ขดั หรอื แย้งกับบทแหง่ พระราชบัญญัติน้ี
กฎหมายไม่ได้กำหนดให้นำพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา
ในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาใชใ้ นคดเี ดก็ และเยาวชน แสดงใหเ้ หน็ วา่ หากเปน็ คดเี ดก็ และเยาวชนโดยแทแ้ ลว้
ย่อมไม่อาจนำพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาใช้
บงั คับไดเ้ ลย ซ่ึงผูเ้ ขียนมคี วามเหน็ เพ่ิมเตมิ วา่ เนอ่ื งจาก องค์ประกอบของคดีศาลแขวง ตอ้ งประกอบดว้ ย

๑๑ พระราชบญั ญตั จิ ัดต้ังศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพจิ ารณาคดีเยาวชนและครอบครวั พ.ศ. ๒๕๓๔
มาตรา ๑๑ ศาลเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจพจิ ารณาพพิ ากษาหรอื มคี ำสั่งในคดีดงั ตอ่ ไปนี้
(๑) คดีอาญาทีม่ ีข้อหาว่าเด็กหรอื เยาวชนกระทำความผิด
(๒) คดอี าญาทศี่ าลซง่ึ มอี ำนาจพิจารณาคดธี รรมดาได้โอนมาตามมาตรา ๖๑วรรคหนง่ึ
(๓) คดีครอบครัว ได้แก่ คดีแพ่งที่ฟ้องหรือร้องขอต่อศาลหรือกระทำการใด ๆในทางศาลเก่ียวกับผู้เยาว์ หรือครอบครัว
แลว้ แตก่ รณี ซงึ่ จะต้องบังคบั ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์
(๔) คดีท่ีศาลจะต้องพิพากษาหรือสั่งเก่ียวกับตัวเด็กและเยาวชนตามบทบัญญัติของกฎหมายซ่ึง บัญญัติให้เป็น
อำนาจหนา้ ทีข่ องศาลเยาวชนและครอบครวั

74 บทความ

องค์ประกอบ ๒ ประการ คือ ๑.คดีมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖ หม่ืนบาท หรือ
ทัง้ จำท้ังปรบั ซ่งึ เป็นองค์ประกอบท่ีชดั แจ้ง นอกจากน้นั ๒.ผูก้ ระทำความผิดต้องมอี ายุ ๑๘ ปบี ริบูรณ์ดว้ ย
ซึ่งเป็นองค์ประกอบท่ีซอ่ นอยู่ ถงึ แมผ้ กู้ ระทำความผดิ จะกระทำความผดิ มอี ตั ราโทษจำคกุ ไมเ่ กนิ ๓ ปี หรอื
ปรบั ไมเ่ กนิ ๖ หมน่ื บาท หรือท้ังจำท้ังปรับ แต่อายุไม่ถึง ๑๘ ปี ก็ไม่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง
ต่อมาภายหลังเริ่มมีการกำหนดให้การกระทำความผิดบางลักษณะเป็นคดีที่ต้องขึ้นศาลเยาวชนและ
ครอบครัว หรือเร่ิมมีคดีเด็กและเยาวชนเทียม กล่าวคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖
ซ่ึงกฎหมายได้ให้เป็นอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาซ่ึงอัตราโทษ
ตามพระราชบญั ญตั คิ มุ้ ครองเดก็ พ.ศ.๒๕๔๖ มอี ตั ราโทษไมเ่ กนิ อำนาจศาลแขวง แตเ่ นอ่ื งจากพระราชบญั ญตั ิ
จัดต้ังศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๓๔ มิได้กำหนดให้
นำพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาใช้บังคับ
ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแทน ต่อมาได้มีการ
ใช้บังคับพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓
ซึ่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓
ได้กำหนดให้มีคดีศาลเยาวชนเทียมข้ึน กล่าวคือพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและ
วิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๐ ศาลเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจ
พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีดังต่อไปนี้ ... (๕) คดีอ่ืนท่ีมีกฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าท่ี
ของศาลเยาวชนและครอบครัว
ซึ่งคดีประเภทนี้ เป็นกรณีที่ผู้ใหญ่กระทำความผิดแล้วกฎหมายกำหนดให้ข้ึนศาลเยาวชน
เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖ หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรง
ในครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๐ โดยอัตราโทษของความผิดตามกฎหมายดังกล่าวมีอัตราโทษไม่เกินอำนาจ
ศาลแขวง เมอ่ื กฎหมายกำหนดใหม้ คี ดเี ดก็ และเยาวชนเทยี มขน้ึ จงึ จำตอ้ งมกี ารนำหลกั การในการดำเนนิ การ
บางประการในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาใช้
สำหรับคดีเด็กและเยาวชนเทียมดังกล่าว โดยกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและ
วิธีพจิ ารณาคดีเยาวชนและครอบครวั พ.ศ.๒๕๕๓
มาตรา ๖ ให้นำบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพง่ และกฎหมายวา่ ดว้ ยการจดั ตง้ั ศาลแขวงและวธิ พี จิ ารณา
ความอาญาในศาลแขวง มาใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัวเท่าท่ีไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่ง
พระราชบัญญัติน้ี การนำกฎหมายว่าดว้ ยการจัดต้งั ศาลแขวงและวิธีพจิ ารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้
จงึ ตอ้ งเปน็ กรณที เ่ี ปน็ คดเี ดก็ และเยาวชนเทยี ม ทจ่ี ะตอ้ งมกี ารดำเนนิ คดใี นศาลเยาวชน ซง่ึ ในพระราชบญั ญตั ิ
ศาลเยาวชนและครอบครวั และวธิ พี จิ ารณาคดเี ยาวชนและครอบครวั พ.ศ.๒๕๕๓ ไมไ่ ดก้ ำหนดวธิ กี ารเอาไว้
เช่น การผัดฟอ้ ง ระยะเวลาควบคุมตัว การขออนญุ าตฟอ้ ง
นอกจากน้ัน ในประการสำคัญ หลักการให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดต้ังศาลแขวง
และวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัว น้ัน หากพิจารณาตาม
เจตนารมณ์ในการตรากฎหมาย พบว่า การกำหนดให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้ง
ศาลแขวงและวธิ พี จิ ารณาความอาญาในศาลแขวงมาใชบ้ งั คบั แกค่ ดเี ยาวชนและครอบครวั เทา่ ทไ่ี มข่ ดั หรอื แยง้
กับพระราชบัญญัติน้ี เพื่อรองรับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กที่กำหนดให้ศาลเยาวชนและครอบครัว

อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 75

มีอำนาจพิจารณาพิพากษาความผิดดังกล่าว ซึ่งรวมถึงกรณีผู้ใหญ่กระทำความผิดด้วย๑๒ วัตถุประสงค์ใน
การตรากฎหมายให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดต้ังศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา
ในศาลแขวงมาใช้บังคับ เพ่ือรองรับกระบวนการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖ ที่ผู้ใหญ่
กระทำความผิดมิใช่ให้นำมาใช้ในคดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดโดยตรง เด็กหรือเยาวชน
กระทำความผิดไม่ได้เป็นคดีท่ีอยู่ในอำนาจศาลแขวงตามท่ีกล่าวไว้แล้วในองค์ประกอบเร่ืองอายุ การนำ
กฎหมายใดมาบังคับใชจ้ งึ ตอ้ งดูวัตถุประสงค์ประกอบด้วย
ดังนั้น คดีท่ีจะนำกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง
มาใช้ จึงน่าจะเป็นคดีประเภทที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าท่ีของศาลเยาวชน หรือคดีเด็กและ
เยาวชนเทียมท่ีผู้กระทำความผิดเป็นผู้ใหญ่ กลับมาสู่ประเด็นตามปัญหาในบทความน้ี หนังสือเวียนของ
สำนักงานอัยการสูงสุดดังกล่าวท่ีให้นำมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลแขวงและวิธีพิจารณา
ความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาใช้บงั คับกบั การส่ังไม่ฟอ้ งของพนักงานอัยการในคดที ี่อยใู่ นอำนาจ
ของศาลเยาวชนและครอบครวั ที่จะตอ้ งมกี ารตรวจสอบดุลพินิจโดยบุคคลภายนอก (ผู้ว่าฯหรอื ตำรวจ) จงึ
ไม่น่าท่ีจะนำมาใช้บังคับกับคดีเด็กและเยาวชนโดยแท้ ซึ่งเป็นคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและ
ครอบครัวและวิธีพิจารณาคดเี ยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓ มาตรา ๑๐ (๑) ได้

......................................

๑๒ รา่ งพระราชบญั ญตั ิศาลเยาวชนและวิธพี จิ ารณาคดีเยาวชนและครอบครวั พ.ศ....(สภาผูแ้ ทนราษฎรลงมติเห็นชอบแลว้ เล่ม ๑)
บรรจุระเบยี บวาระการประชุมวุฒิสภา ครั้งท่ี ๕ (สมัยสามัญทั่วไป) วันจันทร์ที่ ๑๕ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๓ อ.พ. ๑/๒๕๕๓ ในสว่ นท่ี ๓ ข้อมลู
ประกอบการพจิ ารณารา่ งพระราชบัญญัตศิ าลเยาวชนและวิธพี ิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.... หนา้ ๒๗๕.

76 บทความ

อำนาจและหนา้ ที่พนกั งานอยั การ :
คำวินิจฉยั ศาลฎีกา พ.ศ. ๒๕๐๐ – ๒๕๕๕

อนุชาติ คงมาลัย*

การปฏิบัติหน้าท่ีพนักงานอัยการนั้น จะอยู่ในกรอบอำนาจและหน้าที่ตามท่ีบัญญัติไว้ใน
กฎหมายว่าด้วยพนักงานอัยการ โดยกฎหมายว่าด้วยพนักงานอัยการฉบับปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติ
องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.๒๕๕๓ ที่ออกมาใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ
พ.ศ. ๒๔๙๘ ทง้ั น้ี บทบญั ญตั วิ า่ ดว้ ยอำนาจและหนา้ ทพ่ี นกั งานอยั การตามกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๙๘ สว่ นใหญ่
ได้นำมาบัญญัติไว้ในกฎหมายฉบับปัจจุบันด้วย การศึกษาแนวคำวินิจฉัยถึงที่สุดเกี่ยวกับอำนาจและ
หน้าที่พนักงานอยั การจากตวั อยา่ งคดตี ามคำพิพากษาศาลฎีการะหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๕
จึงยงั คงเปน็ ประโยชน์แกก่ ารปฏิบตั ิหน้าท่ีของพนกั งานอัยการตอ่ ไป
กฎหมายวา่ ด้วยพนักงานอยั การ (๒๔๙๘ + ๒๕๕๓)
กฎหมายว่าด้วยพนักงานอัยการได้นำมาศึกษาในบทความน้ีรวม ๒ ฉบับ โดยฉบับแรกคือ
พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.๒๔๙๘ และฉบับที่สองคือพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและ
พนักงานอยั การ พ.ศ. ๒๕๕๓
พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ ออกมาใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติ
พนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๔๗๘ โดยพระราชบญั ญตั พิ นกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๔๙๘ บญั ญตั กิ รอบอำนาจและหนา้ ท่ี
พนักงานอัยการไว้ในมาตรา ๑๑ (๑) – (๘) และบัญญัติให้อำนาจอธิบดีกรมอัยการ (อัยการสูงสุด)
ทำคำสง่ั เฉพาะเรื่องหรือวางระเบียบไวใ้ หพ้ นักงานอยั การปฏบิ ัติการไวใ้ นมาตรา ๑๕
พระราชบญั ญตั อิ งคก์ รอยั การและพนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๕๕๓ ออกมาใชบ้ งั คบั แทนพระราชบญั ญตั ิ
พนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓
บญั ญตั กิ รอบอำนาจและหนา้ ทพ่ี นกั งานอยั การไวม้ าตรา ๑๔ (๑) – (๑๑) และบญั ญตั ใิ หอ้ ำนาจอยั การสงู สดุ
ทำคำส่ังเฉพาะเรื่องหรือวางระเบียบไว้ให้พนักงานอัยการปฏิบัติการไว้ในมาตรา ๑๙ และมาตรา ๓
แห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๕๓ น้ี บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ ท้งั น้ี
พระราชบญั ญตั อิ งคก์ รอยั การและพนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๕๕๓ มผี ลใชบ้ งั คบั ตง้ั แตว่ นั ท่ี ๘ ธนั วาคม ๒๕๕๓
เป็นตน้ ไป
กรอบอำนาจและหน้าท่ีพนักงานอัยการตามท่ีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ
พ.ศ. ๒๔๙๘ อนมุ าตรา (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๘) รวม ๗ อนมุ าตรา ไดน้ ำมาบญั ญตั ไิ วใ้ นพระราชบญั ญตั ิ
พนกั งานอยั การและพนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๕๕๓ แลว้ คงมเี ฉพาะอำนาจและหนา้ ทต่ี ามอนมุ าตรา (๗) เทา่ น้นั
ที่มิได้นำมาบัญญัติให้เป็นอำนาจและหน้าท่ีพนักงานอัยการตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและ
พนักงานอยั การ พ.ศ. ๒๕๕๓

* อัยการอาวุโส

อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 77

พระราชบญั ญตั ิพนักงานอยั การ พ.ศ. ๒๔๙๘
พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ บัญญัติอำนาจและหน้าท่ีของพนักงานไว้ใน
มาตรา ๑๑ (๑) – (๘) และบญั ญตั ิอำนาจอยั การสงู สดุ (อธิบดกี รมอยั การ) ในการทำคำสัง่ เฉพาะเร่ืองหรือ
วางระเบียบปฏิบตั ิการของพนักงานอยั การไว้ในมาตรา ๑๕ ดังน้ี
“มาตรา ๑๑ พนกั งานอยั การมอี ำนาจและหนา้ ท่ี ดงั น้ี
(๑) ในคดีอาญา มีอำนาจและหน้าท่ีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและ
ตามกฎหมายอืน่ ซงึ่ บัญญตั ิว่าเปน็ อำนาจและหน้าที่ของกรมอยั การหรือพนกั งานอัยการ
(๒) ในคดีแพ่ง มีอำนาจและหน้าท่ีดำเนินคดีแทนรัฐบาลในศาลท้ังปวงกับมีอำนาจและหน้าท่ี
ตามกฎหมายอน่ื ซึ่งบญั ญัตวิ ่าเป็นอำนาจและหนา้ ทีข่ องกรมอยั การหรือพนกั งานอยั การ
(๓) ในคดีแพ่งหรืออาญาซ่ึงเจ้าพนักงานถูกฟ้องในเร่ืองการที่ได้กระทำไปตามหน้าที่ก็ดี หรือ
ในคดแี พง่ หรอื อาญาทร่ี าษฎรผหู้ นง่ึ ผใู้ ดถกู ฟอ้ งในเรอ่ื งการทไ่ี ดก้ ระทำตามคำสง่ั ของเจา้ พนกั งานซง่ึ ไดส้ ง่ั การ
โดยชอบด้วยกฎหมายหรือเข้าร่วมกับเจ้าพนักงานกระทำการในหน้าท่ีราชการก็ดี เม่ือเห็นสมควร
พนกั งานอยั การจะรบั แก้ต่างกไ็ ด้
(๔) ในคดแี พง่ ทเี่ ทศบาลหรอื สขุ าภิบาลเป็นโจทก์หรือเป็นจำเลย ซงึ่ มใิ ชเ่ ป็นคดที ีพ่ ิพาทกบั รฐั บาล
เมื่อพนกั งานอยั การเหน็ สมควรจะรบั วา่ ต่างหรอื แกต้ า่ งกไ็ ด้
(๕) ในคดีแพ่งที่นิติบุคคลซ่ึงได้มีพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้นเป็นโจทก์หรือ
เป็นจำเลยและมิใชเ่ ป็นคดที ่พี พิ าทกบั รฐั บาล เม่อื พนักงานอยั การเหน็ สมควรจะรบั วา่ ตา่ งหรอื แกต้ ่างก็ได้
(๖) ในคดีที่ราษฎรผู้หน่ึงผู้ใดฟ้องเองไม่ได้โดยกฎหมายห้าม เมื่อเห็นสมควรพนักงานอัยการ
มอี ำนาจเป็นโจทก์ได้
(๗) ในคดีท่ีศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้น้ัน
เมอื่ พนกั งานอัยการเหน็ สมควรจะฎีกากไ็ ด้
(๘) ในกรณีท่ีมีการผิดสัญญาประกันจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มีอำนาจและหน้าท่ดี ำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาน้นั และในการน้มี ิให้เรียกค่าฤชาธรรมเนียม
จากพนักงานอยั การ”
“มาตรา ๑๕ ในการใช้อำนาจหรือการกระทำหน้าท่ีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญาหรือกฎหมายอ่ืน ให้อธิบดีมีอำนาจทำคำสั่งเฉพาะเร่ืองหรือวางระเบียบไว้ให้พนักงานอัยการ
ปฏิบตั กิ ารได้” พระราชบญั ญัติองค์กรอยั การและพนักงานอยั การ พ.ศ. ๒๕๕๓
พระราชบญั ญตั อิ งคก์ รอยั การและพนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๕๕๓ (ซง่ึ ไดบ้ ญั ญตั ใิ หย้ กเลกิ พระราชบญั ญตั ิ
พนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๔๙๘) ไดบ้ ญั ญตั อิ ำนาจและหนา้ ทข่ี องพนกั งานอยั การไวใ้ นมาตรา ๑๔ (๑) – (๑๑)
และบัญญัติอำนาจอัยการสูงสุดในการทำคำส่งั เฉพาะเร่อื ง หรือวางระเบียบปฏิบัติการของพนักงานอัยการ
ไวใ้ นมาตรา ๑๙ ดังน้ี
“มาตรา ๑๔ พนกั งานอยั การมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปน้ี
(๑) อำนาจและหน้าทต่ี ามรฐั ธรรมนญู
(๒) ในคดีอาญา มีอำนาจและหน้าท่ีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและ
ตามกฎหมายอืน่ ซึ่งบญั ญตั ิวา่ เปน็ อำนาจและหนา้ ท่ขี องสำนกั งานอยั การสงู สดุ หรอื พนักงานอยั การ

78 บทความ

(๓) ในคดีแพ่ง หรือคดีปกครอง มีอำนาจและหน้าท่ีดำเนินแทนรัฐบาล หน่วยงานของรัฐ
เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ราชการส่วนกลาง หรือราชการส่วนภูมิภาคในศาล หรือในกระบวนการ
ทางอนุญาโตตุลาการทั้งปวง กับมีอำนาจและหน้าท่ีตามกฎหมายอ่ืนซึ่งบัญญัติว่าเป็นอำนาจและหน้าท่ี
ของสำนักงานอยั การสูงสดุ หรอื พนกั งานอัยการ
(๔) ในคดีแพ่ง คดีปกครอง หรือคดีอาญา ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกฟ้องในเร่ืองการที่ได้กระทำไป
ตามหนา้ ทีก่ ด็ ี หรอื ในคดแี พง่ หรือคดอี าญาท่รี าษฎรผู้หน่งึ ผูใ้ ดถกู ฟอ้ งในเร่อื งการทไ่ี ดก้ ระทำตามคำสัง่ ของ
เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ซง่ึ ไดส้ ง่ั การโดยชอบดว้ ยกฎหมาย หรอื เขา้ รว่ มหรอื ชว่ ยเหลอื เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ซง่ึ กระทำการ
ในหน้าทีร่ าชการก็ดี เมือ่ เหน็ สมควรพนกั งานอยั การจะรบั แกต้ ่างใหก้ ็ได้
(๕) ในคดีแพ่ง คดีปกครอง หรือกรณีมีข้อพิพาทที่ต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ
ที่หน่วยงานของรัฐซึ่งมิได้กล่าวใน (๓) หรือนิติบุคคลซ่ึงมิใช่หน่วยงานของรัฐ แต่ได้มีพระราชบัญญัติหรือ
พระราชกฤษฎีกาจัดต้ังขึ้นเป็นคู่กรณีและมิใช่กรณีที่เป็นข้อพิพาทกับรัฐบาลหรือระหว่างหน่วยงานของรัฐ
ด้วยกันเอง เมอ่ื เหน็ สมควรพนกั งานอัยการจะรบั ว่าตา่ งหรอื แก้ต่างให้ก็ได้
(๖) ในคดีที่ราษฎรฟ้องเองไม่ได้โดยกฎหมายห้าม เมื่อเห็นสมควรพนักงานอัยการมีอำนาจเป็น
โจทก์ได้
(๗) ดำเนินการตามท่ีเห็นสมควรเกี่ยวกับการบังคับคดีอาญาเฉพาะในส่วนของการยึดทรัพย์สิน
ใชค้ ่าปรับตามคำพพิ ากษา ในการน้มี ิใหเ้ รียกค่าฤชาธรรมเนยี มจากพนกั งานอัยการ
(๘) ในกรณที ม่ี กี ารผดิ สญั ญาประกนั จำเลย หรอื ประกนั รบั สง่ิ ของไปดแู ลรกั ษาตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญานั้น
ในการนมี้ ใิ หเ้ รียกคา่ ฤชาธรรมเนียมจากพนักงานอัยการ
(๙) อำนาจและหน้าท่ีอื่นตามท่ี ก.อ. ประกาศกำหนดหรือเห็นชอบเพื่อปฏิบัติให้เป็นไป
ตามกฎหมาย หรือมตคิ ณะรัฐมนตรี
(๑๐) ปฏิบตั ิหน้าทอี่ ่นื ตามทกี่ ำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอยั การ
(๑๑) ปฏบิ ตั หิ นา้ ทอ่ี น่ื ตามทก่ี ำหนดใหเ้ ปน็ อำนาจและหนา้ ทข่ี องสำนกั งานอยั การสงู สดุ ตามทไ่ี ดร้ บั
มอบหมายจากอัยการสงู สุด
ในการปฏิบัติหน้าท่ีของพนักงานอัยการตามมาตรา ๑๔ (๓) (๔) และ (๕) พนักงานอัยการ
จะออกคำสั่งเรียกบุคคลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำก็ได้ แต่จะเรียกคู่ความอีกฝ่ายหน่ึงมาให้ถ้อยคำ
โดยคู่ความฝา่ ยนนั้ ไมย่ นิ ยอมไมไ่ ด้
พนักงานอัยการตำแหน่งใดมีอำนาจดำเนินการตามวรรคหนึ่งได้เพียงใดให้เป็นไปตามระเบียบท่ี
สำนกั งานอัยการสูงสดุ กำหนดโดยความเห็นชอบของ ก.อ.”
“มาตรา ๑๙ ในการใช้อำนาจหรือกระทำหน้าที่ของพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่น ให้อัยการสูงสุดมีอำนาจทำคำส่ังเฉพาะเร่ือง หรือวางระเบียบ
ไวใ้ ห้พนักงานอยั การปฏบิ ัติการได้
ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจของอัยการสูงสุด ถ้ากฎหมายมิได้กำหนดวิธีการ
มอบอำนาจไว้เป็นการเฉพาะ อยั การสงู สดุ จะมอบอำนาจน้ันให้รองอยั การสงู สุดหรืออธิบดอี ยั การภาคกไ็ ด้
ทั้งน้ี เวน้ แตอ่ ำนาจตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัตนิ ้ี และมาตรา ๒๐ วรรคหก มาตรา ๑๔๓ และ
มาตรา ๑๔๕ แห่งประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา

อยั การนิเทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 79

ในการมอบอำนาจตามวรรคสอง อัยการสูงสุดจะวางระเบียบให้ผู้รับมอบอำนาจต้องปฏิบัติด้วย
ก็ได”้
ศึกษาแนวคำวินจิ ฉยั ถึงที่สุดจากตวั อยา่ งคดตี ามคำพพิ ากษาของศาลฎกี า
สำหรับแนวคำวินิจฉัยถึงที่สุดในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่พนักงานอัยการ ได้ศึกษา
ตวั อยา่ งคดตี ามคำพพิ ากษาของศาลฎกี าระหวา่ งปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ถงึ ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ทง้ั นต้ี วั อยา่ งคดเี หลา่ นน้ั
เป็นการวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยยังไม่ปรากฏคดีที่วินิจฉัย
ตามพระราชบัญญัตอิ งคก์ รอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓
การศึกษาแนวคำวินิจฉัยถึงที่สุดในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ จึงยึด
บทบัญญัติเร่ืองอำนาจและหน้าท่ีของพนักงานอัยการตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘
มาตรา ๑๑ เรียงไปตามรายอนุมาตรา ทั้งน้ีจะได้ยกบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและ
พนกั งานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ ท่ีตรงกันขนึ้ มาประกอบการพจิ ารณาศึกษาด้วย
๑. อำนาจและหนา้ ท่พี นกั งานอัยการในคดีอาญา : มาตรา ๑๑ (๑)
พระราชบัญญตั พิ นกั งานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑ (๑)
“(๑) ในคดีอาญา มีอำนาจและหน้าท่ีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและ
ตามกฎหมายอนื่ ซงึ่ บญั ญัตวิ า่ เป็นอำนาจและหนา้ ท่ีของกรมอัยการหรอื พนักงานอยั การ”
พระราชบญั ญัติองค์กรอยั การและพนกั งานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๔ (๒)
“(๒) ในคดีอาญา มีอำนาจและหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและ
ตามกฎหมายอืน่ ซงึ่ บัญญตั วิ ่าเปน็ อำนาจและหนา้ ท่ีของสำนักงานอัยการสูงสุดหรือพนกั งานอัยการ”
ตวั อยา่ งคดมี าตรา ๑๑ (๑) : ๓ ตัวอยา่ ง
(๑.๑) ผรู้ ักษาราชการแทนอธบิ ดกี รมอัยการมีอำนาจรับรองฎกี าขอ้ เทจ็ จริงตามประมวลกฎหมาย
วิธีพจิ ารณาความอาญา
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๔๕/๒๕๒๔ “ผู้รักษาราชการแทนอธิบดีอัยการย่อมมีอำนาจรับรองฎีกา
ข้อเทจ็ จรงิ ไดใ้ นฐานะอธบิ ดกี รมอัยการ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๑”
(๑.๒) อธบิ ดอี ยั การฝา่ ยคดศี าลสงู เขตมอี ำนาจรบั รองอทุ ธรณใ์ นปญั หาขอ้ เทจ็ จรงิ ตามประมวลกฎหมาย
วิธีพจิ ารณาความอาญา
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๗๐/๒๕๔๙ “โจทก์อุทธรณ์โดยมีพนักงานอัยการผู้รักษาการแทน
อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต ๘ รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมีสำเนาคำสั่งสำนักงาน
อัยการสูงสุดท่ี ๒๓๕/๒๕๔๖ ท่ีมอบหมายให้อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขตหรือพนักงานอัยการผู้ได้รับ
มอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขตมีอำนาจรับรองอุทธรณ์แทนอัยการสูงสุด
เม่ือพิจารณาเห็นว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยสำหรับคดีอาญาซ่ึงอยู่ในเขตอำนาจของ
อธบิ ดอี ยั การฝา่ ยคดศี าลสงู เขตนน้ั ๆ ได้ โดยเปน็ คำสง่ั ทอ่ี อกโดยอาศยั อำนาจตามความใน ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๓ ตรี
และ พ.ร.บ.พนกั งานอยั การฯ มาตรา ๑๕ พนกั งานอยั การผรู้ กั ษาการแทนอธบิ ดอี ยั การฝา่ ยคดศี าลสงู เขต ๘
ตามมาตรา ๑๘ จึงเป็นผู้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
การท่ศี าลอทุ ธรณ์ภาค ๘ รบั อุทธรณ์จากโจทก์ไว้พิจารณาจึงเป็นไปโดยชอบ”

80 บทความ

(๑.๓) พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องคดีอาญาแผ่นดินที่พนักงานสอบสวนได้สอบสวนโดยไม่มี
คำรอ้ งทกุ ข์
คำพพิ ากษาฎกี าท่ี ๕๑๖๔/๒๕๔๙ “ความผดิ ตาม ป.ทด่ี นิ ฯ มาตรา ๙ (๑), ๑๐๘ ทวิ เปน็ ความผดิ
ที่กระทำต่อรัฐไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนได้แม้จะไม่มีคำร้องทุกข์
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๑ ดงั น้นั เมอื่ พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดนี แี้ ลว้ พนักงานอัยการย่อมมี
อำนาจฟอ้ งคดนี ต้ี อ่ ศาลไดต้ าม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๘ (๑), ๑๒๐ และ พ.ร.บ. พนกั งานอยั การฯ มาตรา ๑๑ (๑)
โดยมิต้องคำนึงว่าผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจะเป็นผู้ใด หรือได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายที่แท้จริงหรือไม่
โจทก์จึงมอี ำนาจฟอ้ ง”
๒. อำนาจและหน้าทพี่ นกั งานอัยการในคดแี พ่งแทนรัฐบาล : มาตรา ๑๑ (๒)
พระราชบัญญตั พิ นกั งานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑ (๒)
“(๒) ในคดีแพ่ง มีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีแทนรัฐบาลในศาลท้ังปวงกับมีอำนาจและหน้าท่ี
ตามกฎหมายอ่ืน ซึ่งบัญญัติวา่ เป็นอำนาจและหนา้ ที่ของกรมอัยการหรอื พนักงานอยั การ”
พระราชบัญญัติองคก์ รอยั การและพนกั งานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๔ (๓)
“(๓) ในคดแี พ่งหรือคดีปกครอง มีอำนาจและหนา้ ที่ดำเนนิ คดีแทนรัฐบาลหนว่ ยงานของรฐั ทเ่ี ปน็
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ราชการส่วนกลาง หรือราชการส่วนภูมิภาคในศาลหรือในกระบวนการ
ทางอนุญาโตตุลาการท้ังปวง กับมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายอ่ืนซ่ึงบัญญัติว่าเป็นอำนาจและหน้าที่
ของสำนกั งานอัยการสงู สดุ หรอื พนักงานอัยการ”
ตัวอยา่ งคดีตามมาตรา ๑๑ (๒) : ๕ ตัวอยา่ ง
(๒.๑) ในการดำเนินคดีแพ่งแทนรัฐบาล พนักงานอัยการมีฐานะอย่างทนายความ ศาลชอบที่จะ
สงั่ ใหฝ้ า่ ยแพ้คดชี ดใช้คา่ ทนายความ
คดพี พิ ากษาฎกี าท่ี ๑๖๘๑/๒๕๓๑ “ตามพระราชบญั ญตั พิ นกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑ (๒)
พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าท่ีในการดำเนินคดีแพ่งแทนรัฐบาลในศาลทั้งปวงกรณีเช่นน้ีพนักงานอัยการ
จึงมีฐานะอย่างเดียวกับทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ ท่ีมีอำนาจดำเนินคดี
ในศาลให้แก่ผู้อ่ืน จึงชอบท่ีศาลจะมีคำส่ังในคำพิพากษาให้โจทก์ ซ่ึงเป็นฝ่ายแพ้คดีชดใช้ค่าทนายความ
แทนจำเลยตามทเ่ี ห็นสมควรดังที่ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความแพง่ มาตรา ๑๖๑ บญั ญัตไิ วไ้ ด้”
(๒.๒) ตัวความมิได้แต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นทนายความด้วยความผิดหลง ศาลสมควรอนุญาต
ใหแ้ ตง่ ทนายความเสียใหถ้ ูกต้อง
คำส่ังคำร้องศาลฎีกาที่ ค.๒๓๐๘/๒๕๓๕ “เรื่องตัวความแต่งต้ังทนายความกับอำนาจของ
พนกั งานอยั การทจ่ี ะดำเนนิ คดตี ามพระราชบญั ญตั พิ นกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๒ (๒) นน้ั เปน็ คนละ
เร่ืองกัน เดิมจำเลยทั้งสองได้แต่งต้ังพนักงานอัยการคนก่อนสองนายเป็นทนายความ ต่อมาภายหลัง
จำเลยท่ี ๒ ไดแ้ ตง่ ว.พนกั งานอยั การเปน็ ทนายความ และชน้ั ฎกี าปรากฏวา่ จำเลยทง้ั สองฎกี า ว.เปน็ ผทู้ ำฎกี า
และลงชื่อเป็นผู้ฎีกา ศาลชั้นต้นได้สั่งรับฎีกาไว้แล้ว ต่อมาภายหลังศาลช้ันต้นได้สั่งเพิกถอนไม่รับฎีกา
เฉพาะของจำเลยท่ี ๑ ด้วยเหตุที่จำเลยท่ี ๑ ไม่ได้แต่ง ว.เป็นทนายความไว้ในสำนวน ตามพฤติการณ์
เป็นการผิดหลง แม้จะเป็นการปฏิบัติผิดบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 81

กเ็ ปน็ การสมควรทศ่ี าลจะอนญุ าตใหท้ ำเสยี ใหถ้ กู ตอ้ งไดต้ ามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพง่ มาตรา ๒๗
ศาลฎีกาให้ศาลช้นั ต้นกำหนดเวลาให้จำเลยท่ี ๑ จัดการแต่ง ว.เป็นทนายความในชั้นฎีกาเสร็จแล้วให้
ดำเนนิ การต่อไป”
(๒.๓) พนกั งานอยั การดำเนินคดแี พง่ แทนรัฐบาล ตวั ความตอ้ งแตง่ ต้งั ทนายความ
คำพพิ ากษาฎกี าที่ ๑๒๔๙๘/๒๕๔๘ “แม้ พ.ร.บ. พนักงานอัยการฯ มาตรา ๑๑ (๒) กำหนดวา่
ในคดีแพ่งพนักงานอัยการมีอำนาจดำเนินคดีแทนรัฐบาลในศาลท้ังปวง แต่เม่ือพนักงานอัยการ
เข้ามาดำเนินการแทนตัวความในคดีแพ่งในฐานะทนายความ การตั้งทนายความจะต้องทำเป็นหนังสือ
ลงลายมือชื่อตัวความและทนายความแล้วยื่นต่อศาลเพ่ือรวมไว้ในสำนวนตามท่ีบัญญัติไว้ใน
ป.วิ.พ. มาตรา ๖๑ เม่ือคดีนี้ไม่มีการแต่งต้ังร้อยตำรวจเอก ป. พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
ใหเ้ ป็นทนายความแก้ต่างในคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟอ้ งอทุ ธรณข์ องโจทก์จงึ ไม่ชอบ”
(๒.๔) พนกั งานอัยการดำเนนิ คดีแพ่งแทนรฐั บาล ตัวความต้องแตง่ ตั้งทนายความ
คำพพิ ากษาฎีกาที่ ๕๑๖๗/๒๕๔๘ “ในการดำเนนิ คดีแพง่ แทนรฐั บาล หรอื ในการดำเนินคดแี พ่ง
หรือคดีอาญาแทนเจ้าพนักงานผู้ซ่ึงถูกฟ้องในเรื่องการที่ได้กระทำไปตามหน้าที่ ฯลฯ ซ่ึงพนักงานอัยการ
รับแก้ต่างตาม พ.ร.บ. พนักงานอัยการฯ มาตรา ๑๑ (๒) (๓) พนักงานอัยการมีฐานะอย่างเดียวกับ
ทนายความ พ.ร.บ. ทนายความฯ ท่ีจะมีอำนาจดำเนินคดีในศาลได้ก็ต่อเม่ือดำเนินการต้ังทนายความ
ใหถ้ ูกตอ้ งตาม ป.ว.ิ พ. มาตรา ๖๑”
(๒.๕) พนักงานอัยการดำเนนิ คดคี มุ้ ครองผูบ้ รโิ ภคตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ใชก่ ารปฏบิ ตั ิ
หน้าทใี่ นฐานะทนายความ
คำพิพากษาฎีกา ๘๔๗/๒๕๕๒ “แม้พนักงานอัยการจะได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนจาก
ภาษีของรัฐ แต่หากพนักงานอัยการได้รับแต่งต้ังให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างทนายความในคดีแพ่งตาม
พ.ร.บ. พนกั งานอยั การฯ มาตรา ๑๑ โดยมกี ารแตง่ ตง้ั ทนายความถกู ตอ้ งตาม ป.ว.ิ พ. มาตรา ๖๑ ศาลกม็ อี ำนาจ
ส่ังให้คู่ความฝ่ายท่ีแพ้คดีจ่ายค่าทนายความแทนคู่ความฝ่ายท่ีชนะคดี ซึ่งได้แต่งต้ังพนักงานอัยการเป็น
ทนายความได้ เนอ่ื งจากคา่ ทนายความเปน็ คา่ ฤชาธรรมเนยี มอยา่ งหนง่ึ ตาม ป.ว.ิ พ. มาตรา ๑๔๙ วรรคหนง่ึ
เมื่อโจทก์ไม่ได้แต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นทนายความของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๖๑ แต่ได้แต่งตั้ง
พนักงานอัยการโดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมอัยการ (อัยการสูงสุด) ให้พนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าท่ี
คุ้มครองผู้บริโภคเพ่ือให้มีหน้าท่ีดำเนินคดีแก่จำเลยผู้กระทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภคท้ังสามตาม
พ.ร.บ. คมุ้ ครองผบู้ รโิ ภคฯ มาตรา ๓๙ วรรคหนง่ึ การดำเนนิ คดขี องพนกั งานอยั การในคดนี จ้ี งึ ไมใ่ ชก่ ารปฏบิ ตั ิ
หนา้ ทีใ่ นฐานะทนายความของโจทก์แตเ่ ป็นการปฏิบตั หิ น้าท่ตี ามท่ีกฎหมายกำหนด จงึ ไม่ชอบทศี่ าลชั้นตน้
จะสง่ั ให้จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายแพค้ ดใี ชค้ ่าทนายความแทนโจทก์”
หมายเหตุผู้เขียน เพ่ือความกระจ่างในการศึกษาแนวคำวินิจฉัยข้างต้นได้นำบทบัญญัติ
ตามพระราชบญั ญตั ิคุ้มครองผูบ้ รโิ ภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๙ มาศกึ ษาประกอบดังน้ี
“มาตรา ๓๙ ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควรเข้าดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ
ของผบู้ รโิ ภค หรอื เมอ่ื ไดร้ บั คำรอ้ งขอจากผบู้ รโิ ภคทถ่ี กู ละเมดิ สทิ ธิ ซง่ึ คณะกรรมการเหน็ วา่ การดำเนนิ คดนี น้ั
จะเปน็ ประโยชนแ์ กผ่ บู้ รโิ ภคเปน็ สว่ นรวม คณะกรรมการมอี ำนาจแตง่ ตง้ั พนกั งานอยั การ โดยความเหน็ ชอบ
ของอธิบดีกรมอัยการ หรือข้าราชการในสำนักงานคณะกรรมการค้มุ ครองผ้บู ริโภค ซ่งึ มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่า
ปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพ่ือให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญา

82 บทความ

แกผ่ กู้ ระทำการละเมดิ สทิ ธขิ องผบู้ รโิ ภคในศาล และเมอ่ื คณะกรรมการไดแ้ จง้ ไปยงั กระทรวงยตุ ธิ รรมเพอ่ื แจง้ ให้
ศาลทราบแลว้ ใหเ้ จา้ หนา้ ท่ีค้มุ ครองผบู้ รโิ ภคมีอำนาจดำเนนิ คดีตามทค่ี ณะกรรมการมอบหมายได้
ในการดำเนนิ คดีในศาล ใหเ้ จา้ หน้าท่ีคุ้มครองผู้บรโิ ภคมีอำนาจฟ้องเรยี กทรัพยส์ นิ หรือค่าเสยี หาย
ใหแ้ ก่ผบู้ ริโภคที่ร้องขอไดด้ ว้ ย และในการนี้ให้ไดร้ ับยกเว้นคา่ ฤชาธรรมเนยี มทง้ั ปวง”
๓. อำนาจและหน้าท่ีพนักงานอัยการในคดีแพ่งหรืออาญาแทนเจ้าพนักงานหรือราษฎร :
มาตรา ๑๑(๓)
พระราชบัญญตั ิพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑(๓)
“(๓) ในคดีแพ่งหรือคดีอาญาซึ่งเจ้าพนักงานถูกฟ้องในเร่ืองการที่ได้กระทำไปตามหน้าที่ก็ดี หรือ
ในคดแี พง่ หรอื อาญาทร่ี าษฎรผหู้ นง่ึ ผใู้ ดถกู ฟอ้ งในเรอ่ื งการทไ่ี ดก้ ระทำตามคำสง่ั ของเจา้ พนกั งานซง่ึ ไดส้ ง่ั การ
โดยชอบด้วยกฎหมายหรือเข้าร่วมกับเจ้าพนักงานกระทำการในหน้าที่ราชการก็ดี เมื่อเห็นสมควร
พนักงานอยั การจะรบั แก้ต่างกไ็ ด”้
พระราชบญั ญัติองค์กรอยั การและพนักงานอยั การ พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๔ (๔)
“ในคดีแพ่งหรือคดีปกครองหรือคดีอาญา ซ่ึงเจ้าหน้าท่ีของรัฐถูกฟ้องในเรื่องการท่ีได้กระทำไป
ตามหนา้ ที่กด็ ี หรือในคดแี พ่งหรอื คดีอาญาทีร่ าษฎรผูห้ น่งึ ผใู้ ดถูกฟ้องในเร่ืองการท่ไี ด้กระทำตามคำสง่ั ของ
เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ซง่ึ ไดส้ ง่ั การโดยชอบดว้ ยกฎหมาย หรอื เขา้ รว่ มหรอื ชว่ ยเหลอื เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ซง่ึ กระทำการ
ในหน้าทร่ี าชการก็ดี เม่อื เห็นสมควรพนักงานอัยการจะรับแกต้ า่ งใหก้ ็ได้”
ตวั อย่างคดีมาตรา ๑๑(๓) : ๔ ตวั อย่าง
(๓.๑) พนักงานอัยการมีอำนาจเข้าเป็นทนายแก้ต่างให้นายกเทศมนตรีในชั้นไต่สวนมูลฟ้องของ
ศาลแขวง
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๗๗/๒๕๐๔ “พนักงานอัยการมีอำนาจเข้าเป็นทนายแก้ต่าง
นายกเทศมนตรีซ่ึงถูกฟ้องเป็นจำเลยในเรื่องการท่ีได้กระทำไปตามหน้าที่ได้แม้จะเป็นการแก้ต่างจำเลย
ชัน้ ไตส่ วนมูลฟอ้ งของศาลแขวง”
(๓.๒) การรบั แก้ตา่ งให้เจา้ พนกั งานที่กระทำการตามหนา้ ที่ เปน็ ดลุ พินจิ ของพนกั งานอยั การ
คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๐/๒๕๐๘ “พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑
ให้อำนาจพนักงานอัยการที่จะพิจารณาว่า เจ้าพนักงานที่ถูกฟ้องน้ันได้กระทำไปตามหน้าท่ีหรือไม่ และ
สมควรจะรับแก้ต่างให้หรือไม่ ไม่ใช่พิจารณาตามข้อหาของโจทก์ ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ปฏิบัติการ
ตามหน้าท่ี จึงอยใู่ นอำนาจทจ่ี ะรบั แก้ต่างแทนจำเลยได”้
(๓.๓) พนักงานอัยการใช้ดุลพินิจรับแก้ต่างให้แก่เจ้าพนักงานที่ถูกฟ้องในคดีแพ่งหรือคดีอาญา
ยอ่ มชอบด้วยมาตรา ๑๑(๓)
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๒๐/๒๕๒๔ “บทบัญญัติในมาตรา ๑๑(๓) แห่งพระราชบัญญัติ
พนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๔๙๘ ทบ่ี ญั ญตั วิ า่ “ในคดแี พง่ หรอื คดอี าญาซง่ึ เจา้ พนกั งานถกู ฟอ้ งในเรอ่ื งการทไ่ี ดก้ ระทำ
ไปตามหน้าที่ก็ดี... ฯลฯ เม่ือเห็นสมควรพนักงานอัยการจะรับแก้ต่างก็ได้” น้ัน เป็นบทบัญญัติให้อำนาจ
แก่พนักงานอัยการท่ีจะใช้ดุลพินิจตามที่เห็นสมควร ไม่ทำให้การรับแก้ต่างให้แก่เจ้าพนักงานท่ีถูกฟ้อง
ในคดีแพ่งหรอื คดอี าญาเปน็ การไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย”
(๓.๔) พนกั งานอยั การรับแก้ตา่ งคดแี พง่ หรืออาญาแทนเจ้าพนกั งานต้องแต่งตง้ั เป็นทนายความ

อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 83

คำพิพากษาฎีกาท่ี ๕๑๖๗/๒๕๔๘ “ในการดำเนินคดีแพ่งแทนรัฐบาลหรือในการดำเนินคดีแพ่ง
หรือคดีอาญาแทนเจ้าพนักงานผู้ซ่ึงถูกฟ้องในเรื่องการที่ได้กระทำไปตามหน้าที่ ฯลฯซ่ึงพนักงานอัยการ
รับแก้ต่างตาม พ.ร.บ. พนักงานอัยการฯ มาตรา ๑๑ (๒) (๓) พนักงานอัยการมีฐานะอย่างเดียวกับ
ทนายความตาม พ.ร.บ.ทนายความ ฯ ท่ีจะมีอำนาจดำเนินคดีในศาลก็ต่อเมื่อดำเนินการต้ังทนายความ
ใหถ้ กู ตอ้ งตาม ป.ว.ิ พ. มาตรา ๖๑”
๔. อำนาจและหน้าท่ีพนกั งานอัยการในคดีแพ่งแทนเทศบาล : มาตรา๑๑(๔)
พระราชบญั ญตั พิ นกั งานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑(๔)
“(๔) ในคดีแพ่งท่ีเทศบาลหรือสุขาภิบาลเป็นโจทก์หรือเป็นจำเลย ซึ่งมิใช่คดีพิพาทกับรัฐบาล
เมื่อพนกั งานอยั การเห็นสมควรจะรับวา่ ต่างหรือแก้ตา่ งกไ็ ด้”
พระราชบัญญัติองคก์ รอัยการและพนักงานอยั การ พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๔(๕)
“(๕) ในคดีแพ่ง คดีปกครอง หรือกรณีมีข้อพิพาทที่ต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ
ทหี่ น่วยงานของรัฐ ซงึ่ มไิ ด้กลา่ วใน (๓) หรือ นติ บิ ุคคลซึ่งมใิ ช่หน่วยงานของรัฐ แตไ่ ด้มพี ระราชบญั ญตั ิหรือ
พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้นเป็นคู่กรณีและมิใช่กรณีที่เป็นข้อพิพาทกับรัฐบาลหรือระหว่างหน่วยงานของรัฐ
ดว้ ยกันเอง เม่อื เหน็ สมควรพนกั งานอยั การจะรับวา่ ตา่ งหรอื แก้ต่างใหก้ ็ได้
ตวั อย่างคดีตามมาตรา ๑๑(๔) : (ไมป่ รากฏ)
จากการศกึ ษาตวั อยา่ งคดีตามคำพิพากษาฎกี าต้ังแตง่ ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ถงึ ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ยังไม่พบ
ตัวอยา่ งคดที ีว่ ินิจฉยั ในประเดน็ ตามมาตรา ๑๑(๔) แห่งพระราชบญั ญัติพนักงานอยั การ พ.ศ. ๒๔๙๘
๕. อำนาจและหนา้ ทพ่ี นกั งานอยั การในคดแี พง่ แทนนติ บิ คุ คลทม่ี กี ฎหมายใหจ้ ดั ตง้ั ขน้ึ : มาตรา ๑๑ (๕)
พระราชบญั ญตั พิ นกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑(๕)
“(๕) ในคดีแพ่งที่นิติบุคคลซ่ึงได้มีพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาจัดต้ังขึ้นเป็นโจทก์หรือ
เปน็ จำเลย และมใิ ชเ่ ปน็ คดที พ่ี พิ าทกบั รฐั บาล เมอ่ื พนกั งานอยั การเหน็ สมควรจะรบั วา่ ตา่ งหรอื แกต้ า่ งกไ็ ด”้
พระราชบัญญตั อิ งคก์ รอยั การและพนักงานอัยการ พ.ศ.๒๕๕๓ มาตรา ๑๔(๕)
“(๕) ในคดแี พง่ คดปี กครอง หรอื กรณมี ขี อ้ พพิ าททต่ี อ้ งดำเนนิ การทางอนญุ าโตตลุ าการทห่ี นว่ ยงาน
ของรัฐซึ่งมิได้กล่าวใน (๓) หรือนิติบุคคลซึ่งมิใช่หน่วยงานของรัฐ แต่ได้มีพระราชบัญญัติหรือ
พระราชกฤษฎีกาจัดต้ังข้ึนเป็นคู่กรณีและมิใช่กรณีที่เป็นข้อพิพาทกับรัฐบาลหรือระหว่างหน่วยงานของรัฐ
ดว้ ยกันเอง เม่อื เหน็ สมควรพนกั งานอัยการจะรบั วา่ ตา่ งหรอื แก้ต่างใหก้ ไ็ ด้”
ตวั อย่างคดีตามมาตรา ๑๑(๕) : ๑ ตวั อย่าง
(๕.๑) พนักงานอัยการมีอำนาจรับว่าต่างคดีให้องค์การซึ่งเป็นนิติบุคคลท่ีจัดต้ังขึ้นโดย
พระราชกฤษฎกี าได้ตามพระราชบญั ญตั พิ นักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑(๕)
คำพิพากษาฎีกาท่ี ๕๗๘๖/๒๕๓๗ “ป. เปน็ พนกั งานอยั การมีอำนาจทีจ่ ะรับว่าต่างคดใี หอ้ งค์การ
โจทก์ซ่ึงเป็นนิติบุคคลท่ีจัดขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาได้ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘
มาตรา ๑๑(๕) และ ป. ได้รบั เป็นทนายความวา่ ตา่ งให้โจทกแ์ ล้วตามใบแต่งทนายความในสำนวน ป.จงึ มี
อำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพจิ ารณาใดๆ รวมทง้ั การเรียงคำฟ้องแทนโจทก์ได้โดยไมจ่ ำต้องระบุถึง
ฐานะเช่นน้ันในช่องผเู้ รยี งคำฟ้องอีก”

84 บทความ

๖. อำนาจและหน้าที่พนักงานอยั การในคดีทรี่ าษฎรฟอ้ งเองไมไ่ ด้ : มาตรา ๑๑(๖)
พระราชบญั ญัติพนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑(๖)
“(๖) ในคดีที่ราษฎรผู้หน่ึงผู้ใดฟ้องเองไม่ได้โดยกฎหมายห้าม เมื่อเห็นสมควรพนักงานอัยการ
มอี ำนาจเปน็ โจทกไ์ ด้
พระราชบัญญัติองคก์ รอยั การและพนกั งานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๔(๖)
“(๖) ในคดีที่ราษฎรฟ้องเองไม่ได้โดยกฎหมายห้าม เม่ือเห็นสมควรพนักงานอัยการมีอำนาจเป็น
โจทก์ได้”
ตวั อย่างคดีตามมาตรา ๑๑(๖) : (ไมป่ รากฏ)
เช่นเดียวกับ มาตรา ๑๑(๔) จากการศึกษาตัวอย่างคดีตามคำพิพากษาฎีกาต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐
ถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ยังไม่พบตัวอย่างคดีที่วินิจฉัยในประเด็นตามมาตรา ๑๑(๖) แห่งพระราชบัญญัติ
พนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘
๗. อำนาจและหน้าที่พนักงานอัยการในคดที ศ่ี าลช้ันต้นลงโทษบคุ คลโดยลำพงั : มาตรา ๑๑(๗)
พระราชบญั ญตั พิ นักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑(๗)
“(๗) ในคดีท่ีศาลช้ันต้นลงโทษบุคคลโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้น้ัน
เมอื่ พนกั งานอัยการเห็นสมควรจะฎีกากไ็ ด้”
พระราชบัญญัตอิ งค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓
ไม่ปรากฎว่าได้นำบทบัญญัติว่าด้วยอำนาจและหน้าที่พนักงานอัยการในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษ
บุคคลโดยลำพังตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑(๗) มาบัญญัติไว้ใน
พระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.๒๕๕๓ ฉะนั้นอำนาจและหน้าท่ีพนักงานอัยการ
ในส่วนน้ีจึงหมดไปตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.๒๔๙๘ ซ่ึงถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติ
องค์กรอยั การและพนักงานอัยการ พ.ศ.๒๕๕๓
ตวั อย่างคดตี ามมาตรา ๑๑(๗) : ๔ ตัวอย่าง
(๗.๑) ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำส่ังศาลช้ันต้นท่ีให้ลงโทษผู้กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
พนักงานอยั การฎีกาได้
คำพิพากษาฎีกาท่ี ๑๐๒/๒๕๐๗ “ทนายความไม่มีฐานะเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมาย
วธิ พี จิ ารณาความแพง่ มาตรา ๑๙ แมจ้ ะไมไ่ ดม้ าศาลตามคำสง่ั ของศาล เพอ่ื ดำเนนิ กระบวนพจิ ารณาในเรอ่ื ง
ละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑(๕)
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ไม่จำต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา เมื่อปรากฏต่อศาลว่ามีการกระทำผิด จะเป็นการกระทำผิดต่อหน้าศาลหรือปรากฏจาก
หลกั ฐานอ่นื ใด ศาลยอ่ มมีอำนาจสงั่ ลงโทษผูก้ ระทำผดิ ได้

อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 85

การหลีกเลี่ยงไม่รับหมายของศาลเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑(๓) ผู้ที่เป็นต้นคิดและยุยงเสี้ยมสอนให้ตัวความหลบเล่ียงไม่รับหมาย
ของศาล มคี วามผดิ เปน็ ตวั การในความผิดนน้ั
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งศาลช้ันต้นที่ให้ลงโทษผู้กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพง่ พนักงานอัยการฎีกาได”้
(๗.๒) ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำส่ังศาลช้ันต้นท่ีลงโทษจำคุกจำเลยร่วมฐานละเมิดอำนาจศาล
พนักงานอยั การฎีกาได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๑๖/๒๕๑๙ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำส่ังศาลช้ันต้นท่ีลงโทษจำคุก
จำเลยรว่ มฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. พนกั งานอยั การฎีกาได้
(๗.๓) ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยฐานละเมิดอำนาจศาล ศาลอุทธรณ์ให้รอการลงโทษจำคุก
พนักงานอัยการฎีกาไมไ่ ด้
คำพพิ ากษาฎกี าท่ี ๒๘๘๒/๒๕๔๖ “พ.ร.บ. พนักงานอัยการฯ มาตรา ๑๑(๗) บัญญัติว่าในคดีท่ี
ศาลชัน้ ตน้ ลงโทษบคุ คลใดโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พพิ ากษาใหป้ ลอ่ ยผู้นั้นเมือ่ พนักงานอัยการเหน็ สมควร
จะฎีกาก็ได้ คดีนี้ศาลช้ันต้นลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาว่าประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการ
ละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๑(๑) และมาตรา ๓๓ ใหล้ งโทษจำคุก และศาลอทุ ธรณ์พพิ ากษา
ให้รอการลงโทษ ดังนน้ั การท่ีศาลช้นั ตน้ มีหนงั สอื ขอให้พนกั งานอัยการยน่ื ฎีกาขอใหล้ งโทษผถู้ กู กล่าวหา
ตามคำส่ังศาลช้ันต้นนั้นพนักงานอัยการจะฎีกาได้เฉพาะในกรณีที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้ปล่อย
ผถู้ กู กลา่ วหาเทา่ นน้ั แตค่ ดนี ศ้ี าลอทุ ธรณพ์ พิ ากษาใหร้ อการลงโทษไวม้ ใิ ชเ่ ปน็ การปลอ่ ยผถู้ กู กลา่ วหาแตอ่ ยา่ งใด
กรณีไม่ต้องด้วย พ.ร.บ. พนกั งานอยั การฯ มาตรา ๑๑(๗) พนักงานอยั การจึงฎีกาไม่ได”้
(๗.๔) ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกฐานละเมิดอำนาจศาล ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าไม่มีความผิด
พนักงานอัยการฎกี าได้
คำพพิ ากษาฎกี าท่ี ๑๑๘/๒๕๕๐ “พ.ร.บ. พนักงานอยั การ ฯ มาตรา ๑๑ (๗) บญั ญตั วิ ่า ในคดีที่
ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น เม่ือพนักงานอัยการเห็นสมควร
จะฎีกาก็ได้ และมาตรา ๒๔๙ วรรคหน่ึง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติว่า ผู้พิพากษา
และตุลาการมีอิสระในการพิจารณาอรรถคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คดีน้ีศาลช้ันต้น
ลงโทษจำคกุ ผู้ถกู กล่าวหาวา่ รว่ มกบั พวกประพฤตติ นไมเ่ รียบร้อยในบริเวณศาล เปน็ การละเมิดอำนาจศาล
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๑(๑), ๓๓ ประกอบ ป.อ. มาตรา ๘๓ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับว่า
ผ้ถู กู กลา่ วหาไมม่ คี วามผดิ พนกั งานอยั การจงึ ยน่ื ฎกี าขอใหล้ งโทษผถู้ กู กลา่ วหาตามคำสง่ั ศาลชน้ั ตน้ การยน่ื ฎกี า
ของพนักงานอัยการดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจหน้าท่ีตาม พ.ร.บ. พนักงานอัยการ ฯ มาตรา ๑๑(๗)
แมศ้ าลชน้ั ตน้ จะเปน็ ผทู้ ำการไตส่ วนมาแตแ่ รก พนกั งานอยั การกม็ อี ำนาจยน่ื ฎกี าคดนี ไ้ี ด้ และไมเ่ ปน็ การขดั ตอ่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทยทป่ี ระกาศใช้อยใู่ นขณะนน้ั แตป่ ระการใด”
๘. อำนาจและหน้าทีพ่ นักงานอยั การกรณีผิดสญั ญาประกันจำเลยในคดีอาญา : มาตรา ๑๑(๘)
พระราชบญั ญตั พิ นกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑(๘)
“(๘) ในกรณีท่ีมีการผิดสัญญาประกันจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มอี ำนาจและหนา้ ทด่ี ำเนนิ คดใี นการบงั คบั ใหเ้ ปน็ ไปตามสญั ญานน้ั และในการนม้ี ใิ หเ้ รยี กคา่ ฤชาธรรมเนยี มจาก
พนักงานอัยการ”

86 บทความ

พระราชบญั ญตั อิ งค์กรอยั การและพนักงานอยั การ พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๔(๘)
“(๘) ในกรณีท่ีมีการผิดสัญญาประกันจำเลย หรือรับประกันส่ิงของไปดูแลรักษาตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีอำนาจและหน้าท่ีดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญานั้น
ในการนี้มใิ หเ้ รียกคา่ ฤชาธรรมเนียมจากพนกั งานอัยการ”
ตัวอย่างคดีตามมาตรา ๑๑ (๘) : ๔ ตัวอยา่ ง
(๘.๑) เมื่อมีการผิดสัญญาประกันจำเลยท่ีทำไว้กับศาล พนักงานอัยการมีหน้าท่ีดำเนินคดีในการ
บงั คบั ให้เปน็ ไปตามสัญญาประกนั
คำพิพากษาฎีกาท่ี ๖๑๒/๒๕๑๖ “ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๑๙
และพระราชบัญญัติพนกั งานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๔ และ ๑๑(๘) น้ัน เม่อื มกี ารผิดสัญญาประกัน
จำเลยที่ทำไว้กับศาล พนักงานอัยการซ่ึงเป็นทนายแผ่นดินเป็นผู้มีหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไป
ตามสัญญาประกัน ซ่ึงหมายถึงการขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและจัดการอื่นใดในทางอรรถคดีเพื่อให้
ไดเ้ งนิ คา่ ปรบั ตามคำสงั่ ศาล การนำยดึ ทรพั ย์ผผู้ ิดสญั ญาประกนั ไม่ใชห่ นา้ ทข่ี องศาลหรือเจ้าหนา้ ทีฝ่ า่ ยศาล
แต่เพ่ือประโยชน์ในการค้นหาทรัพย์ที่นำมาเป็นหลักประกันต่อศาล ศาลย่อมเรียกผู้ประกันมาสอบถาม
และให้จัดการนำยดึ ตามที่พนักงานอัยการขอได้”
(๘.๒) เม่ือความรับผิดตามสัญญาประกันส้ินสุดลงแล้ว อำนาจและหน้าท่ีของพนักงานอัยการ
ในสว่ นการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันย่อมเป็นอนั สิ้นสดุ ลงด้วย
คำพิพากษาฎีกาท่ี ๖๖๗/๒๕๓๒ “ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยผู้ต้องหาทั้งสามชั่วคราวระหว่าง
สอบสวน โดย ฉ.ผู้ประกันได้วางหลักประกันเป็นเงินสด ๖๐,๐๐๐ บาท และทำสัญญาประกันไว้ต่อ
ศาลชั้นต้น เม่ือศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว ฉ. มาขอหลักประกันคืน ศาลชั้นต้นยกคำร้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้คืนหลักประกันแก่ผู้ประกัน ดังนี้ พนักงานอัยการจะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษา
ศาลอุทธรณ์ไม่ได้ เพราะอำนาจและหน้าท่ขี องพนักงานอัยการเก่ยี วกับสัญญาประกันน้นั มีเฉพาะกรณีท่มี ี
การผิดสัญญาประกัน แต่เม่ือความรับผิดตามสัญญาประกันของ ฉ. สิ้นสุดลงแล้ว อำนาจหน้าท่ีของ
พนกั งานอยั การในสว่ นท่ีเก่ียวกับการบงั คับใหเ้ ปน็ ไปตามสัญญาประกนั กย็ อ่ มเปน็ อันสน้ิ สุดลงดว้ ย”
(๘.๓) เม่ือมีการผิดสัญญาประกันจำเลย พนักงานอัยการเป็นผู้ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไป
ตามสัญญาประกนั
คำพิพากษาฎีกาท่ี ๕๕๒๓/๒๕๓๗ “ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๑๙
เมื่อศาลมีคำส่ังบังคับตามสัญญาประกันแล้ว ถ้าผู้ประกันไม่ปฏิบัติตามคำส่ังศาล ตามประมวลกฎหมาย
วธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๑๙ เมอ่ื ศาลมคี ำสง่ั บงั คบั ตามสญั ญาประกนั แลว้ ถา้ ผปู้ ระกนั ไมป่ ฏบิ ตั ติ าม
คำสั่งศาลตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑(๘) บัญญัติให้พนักงานอัยการ
มอี ำนาจและหน้าที่ดำเนนิ คดใี นการบงั คบั ให้เปน็ ไปตามสัญญา และมาตรา ๔ ให้คำจำกัดความของคำว่า
ดำเนินคดีว่าหมายถึงการดำเนินการไปตามอำนาจหน้าท่ีในทางอรรถคดีของทางพนักงานอัยการ ดังนั้น
เม่ือมีการผิดสญั ญาประกนั จำเลยเกิดขนึ้ พนกั งานอยั การซง่ึ เปน็ ทนายความของแผ่นดนิ เป็นผดู้ ำเนนิ คดใี น
การบังคับให้เปน็ ไปตามสญั ญา ซง่ึ หมายถงึ การขอใหศ้ าลออกหมายบงั คบั คดกี ารนำยดึ และการจดั การอน่ื ใด
ในทางอรรถคดี เพ่ือเป็นผลให้ได้เงินค่าปรับตามคำส่ังศาล หาใช่หน้าที่ของศาล เจ้าหน้าที่ศาลหรือ
นายประกันทีจ่ ะเปน็ ผู้นำยึดทรพั ยท์ ว่ี างประกันไม”่

อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 87

(๘.๔) ศาลมอี ำนาจใหข้ ยายระยะเวลาการบังคบั คดผี ิดสญั ญาประกนั
คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๐๖/๒๕๕๕ “ผู้ร้องทั้งสองผิดสัญญาประกันตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ไม่ปรากฏว่า
มีการบังคับคดีแก่ผู้ร้องท้ังสองก่อนหน้าน้ี ภายหลังเม่ือใกล้จะครบกำหนดระยะเวลาการบังคับเหลือเพียง
อีก ๗ วัน เม่ือมิได้เกิดจากการท่ีผู้คัดค้านไม่เร่งรีบการบังคับคดีหรือปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติหน้าท่ี
แต่เหตุที่ไม่มีการบังคับคดีเน่ืองจากผู้คัดค้านเพิ่งมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๑๙ ที่แก้ไขใหม่เม่ือปี ๒๕๔๗ เช่นเดียวกับอำนาจหน้าท่ีของพนักงานอัยการในการบังคับ
แก่นายประกันท่ผี ิดสัญญาตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑ (๘) ท้งั มีคดี
ทำนองเดยี วกนั ทใ่ี กลจ้ ะครบกำหนดระยะเวลาการบังคับอีกจำนวนหลายร้อยคดี หากปล่อยให้ล่วงเลย
กำหนดระยะเวลาการบังคับคดีก็จะเกิดความเสียหายต่อประโยชน์ราชการส่วนรวมได้ ย่อมถือว่า
มีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลชั้นต้นมีอำนาจท่ีจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีได้ โดยไม่จำเป็น
ท่ีศาลชนั้ ตน้ จะตอ้ งระบุเหตุผลไวใ้ นคำสั่งอนญุ าตให้ขยาย”
หมายเหตุ คดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัด ส. โจทก์ นาย บ. กับพวก ผู้ร้อง ผู้อำนวยการ
สำนกั อำนวยการประจำศาลจังหวดั ส. ผ้คู ดั ค้าน นาย ห. จำเลย

............................................

88 บทความ

ปญั หาการกำหนดเหตวุ ันเร่มิ นับและวันสิ้นสุดระยะเวลา
การฟอ้ งคดพี พิ าทเกี่ยวกับสญั ญาทางปกครองของไทย

DETERMINATION OF CAUSES OF THE START AND END DATES
OF PRESCRIPTION IN ADMINISTRATIVE CONTRACTS UNDER THAI LAW

เทพสทิ ธ์ิ รกั ไตรรงค๑์

ความนำ
ความรับผิดในสิทธิเรียกร้องในหนี้น้ัน หากจะต้องให้มีความผูกพันในสิทธิและหน้าที่เช่นนั้นไป
โดยไม่มีวันส้ินสุดก็จะเป็นภาระท่ีไม่เป็นธรรม อีกท้ังจะสร้างความยุ่งยากในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง
เนอ่ื งจากตอ้ งอาศยั พยานหลกั ฐานซง่ึ เปน็ สง่ิ ทม่ี โี อกาสจะสญู หายหรอื เลอะเลอื นไปตามกาลเวลา การรบั ฟงั
ข้อเท็จจริงของคดีก็จะมีโอกาสท่ีคลาดเคลื่อนไป การกำหนดให้มีอายุความฟ้องคดีจึงเป็นเรื่องจำเป็น
ซึ่งสิ่งอันเป็นสาระสำคัญของกำหนดอายุความฟ้องคดี คือ เหตุกำหนดวันเริ่มต้นนับ และเหตุกำหนด
วันส้นิ สุดอายคุ วามทีจ่ ะทำใหว้ ันเร่มิ นบั และวันส้นิ สุดอายุความมคี วามชดั เจนแน่นอน
ภายหลังจากการจัดตั้งศาลปกครองของไทย การใช้บังคับ “เหตุแห่งการฟ้องคดี” อันเป็นเหตุ
กำหนดวันเริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีพิพาทเก่ียวกับสัญญาทางปกครองท่ีเพ่ิงมีขึ้นตามมาตรา ๕๑๒
แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น ได้มีคดีพิพาท
เกย่ี วกบั สทิ ธเิ รยี กรอ้ งในลกั ษณะเดยี วกนั มแี นวคำวนิ จิ ฉยั เกย่ี วกบั วนั เรม่ิ นบั และวนั สน้ิ สดุ ระยะเวลาการฟอ้ งคดี
ของศาลแตกต่างกันเป็นหลายแนวทาง ทำให้มีคดีที่หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ฟ้องคดีถูกจำหน่ายคดี
ไปเป็นจำนวนมาก และมีเจ้าหน้าท่ีผู้เก่ียวข้องในการเตรียมการฟ้องคดีต้องคำสั่งให้รับผิดชดใช้เงินแทน
คู่สัญญาฝ่ายเอกชน อันเนื่องมาจากความเข้าใจในวันเริ่มนับและวันสิ้นสุดอายุความฟ้องคดีท่ีแตกต่างกัน
เกิดข้นึ
บทความน้ีผู้เขียนจึงมีความมุ่งหมายท่ีจะศึกษาถึง ๑) แนวคิดเกี่ยวกับอายุความฟ้องคดี
๒) หลักเกณฑ์ทางกฎหมายของเหตุกำหนดวันเร่ิมนับและวันสิ้นสุดอายุความฟ้องคดี ๓) เหตุกำหนด
วนั เรม่ิ นบั และวนั สน้ิ สดุ อายคุ วามฟอ้ งคดพี พิ าทเกย่ี วกบั สญั ญาทางปกครองของตา่ งประเทศ ๔) เหตกุ ำหนดวนั เรม่ิ นบั
และวันสิ้นสุดอายุความฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองของไทย และ ๕) ปัญหาการใช้บังคับ
“เหตุแห่งการฟ้องคดี” ตามพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
ทั้งนี้ เพ่ือทราบถึงปัญหาของการกำหนดเหตุวันเร่ิมนับและวันส้ินสุดอายุความฟ้องคดีและแนวทาง
เสนอแนะปรับปรุงแก้ไขเหตุกำหนดวันเริ่มนับและวันส้ินสุดของอายุความของบทบัญญัติกฎหมาย
ทเ่ี กีย่ วข้องเป็นลำดบั ไปดังน้ี

๑ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครอง สำนักงานอัยการสูงสุด นักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรังสิต
ปกี ารศึกษา ๒๕๕๗ (๑๖๔ หน้า)
๒ มาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ บัญญัติว่า การฟ้องคดี
ตามมาตรา ๙ วรรคหน่ึง (๓) ให้ย่ืนฟ้องภายในหน่ึงปี และการฟ้องคดีตามมาตรา ๙ วรรคหน่ึง (๔) ให้ย่ืนฟ้องภายในห้าปี นับแต่วันที่รู้
หรือควรรู้ถึงเหตุแหง่ การฟอ้ งคดี แต่ไม่เกนิ สิบปีนับแตว่ ันทมี่ เี หตแุ หง่ การฟ้องคดี

อยั การนเิ ทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 89

๑. แนวคดิ เก่ยี วกับอายุความหรือระยะเวลาฟ้องคดี
๑.๑ ความหมายลักษณะและประเภทของอายุความหรือระยะเวลาการฟอ้ งคดี
อายุความและระยะเวลาเป็นกำหนดระยะเวลาอย่างหนึ่ง๓ ท่ีเหมือนกัน คือ มีลักษณะเป็นช่วง
ของเวลา โดยมีความสั้นยาว หรือความนานของเวลา ซึ่งหากวันเร่ิมนับไม่แน่นอนก็จะทำให้วันสิ้นสุด
ของระยะเวลาไม่แน่นอนไปด้วย ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของอายุความและระยะเวลาน้ัน จะมีเหตุ
กำหนดวันเริ่มนับและวันส้ินสุดของอายุความหรือระยะเวลาอยู่ด้วย ซ่ึงในทางตำราได้แบ่งอายุความ
ออกเป็น ๒ ประเภท๔ ได้แก่ อายุความได้สิทธิ (Acquistive Prescription) และอายุความเสียสิทธิ
(Extinctive Prescription) ซง่ึ อายคุ วามฟอ้ งคดเี ปน็ อายคุ วามประเภทเสยี สทิ ธิ ดว้ ยเหตผุ ลวา่ สทิ ธเิ รยี กรอ้ ง
ถ้าไม่ใช้สิทธิเป็นเวลานานจะทำให้สิทธิน้ันไม่แน่นอน พยานหลักฐานท่ีจะใช้ฟ้องร้องบังคับตามสิทธินั้น
อาจสญู หายหรอื ถกู ทำลายไปแลว้ กไ็ ด้ เพราะฉะนน้ั ถา้ สทิ ธเิ หลา่ นน้ั ฝา่ ยเจา้ หนไ้ี มข่ อใหบ้ งั คบั เสยี ภายในเวลาท่ี
กฎหมายกำหนดจะนำมาฟอ้ งรอ้ งขอบงั คับหาไดไ้ ม่
๑.๒ วตั ถุประสงค์ของอายคุ วามฟ้องคดี
วัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายมี ๒ ประการ๕ ประการแรก คือ กำหนดระยะเวลาที่กฎหมาย
กำหนดไว้สำหรับการฟ้องร้องคดีเพื่อเป็นหลักประกันในความม่ันคงแน่นอนและเป็นเครื่องมือ
ในการพสิ จู นห์ าหลกั ฐานเพราะขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื เหตกุ ารณท์ เ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ยง่ิ เปน็ เวลานานเทา่ ใด ความยากลำบาก
ในการหาหลักฐานมาพิสูจน์ย่ิงมีมากข้ึนเท่านั้น ฉะน้ันอายุความจึงปลดเปล้ืองภาระของลูกหนี้ไม่ต้องเก็บ
เอาหลักฐานไว้จนตลอดกาล ประการท่ีสอง คืออายุความมีข้ึนไว้เป็นการลงโทษผู้ที่ปล่อยปละละเลย
ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องท่ีตนมีอยู่และเป็นเคร่ืองกระตุ้นเตือนให้บุคคลพึงใช้สิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลา
อันสมควรเพื่อประโยชนแ์ กล่ กู หน้ีและสังคม
๑.๓ สทิ ธิเรียกร้องตามสัญญาทางปกครอง
สัญญาทางปกครองน้ันเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งความหมายของสัญญาคือการที่บุคคลสองฝ่าย
แสดงเจตนาทำนิติกรรม มีคำเสนอและคำสนองรับตกลงตรงกันและร่วมใจกันในอันท่ีจะก่อให้เกิด
นติ ิสมั พันธอ์ ย่างหนง่ึ อย่างใด๖ แสดงให้เห็นวา่ ลักษณะทีแ่ ทจ้ ริงของสญั ญาคอื กอ่ ใหเ้ กดิ หน้ีขนึ้ ความผูกพนั
ของสัญญาก็เนื่องมาจากสัญญาก่อให้เกิดหนี้ที่กล่าวกันว่าบุคคลผูกพันอยู่โดยสัญญาก็เพราะมีหน้ีเกิดขึ้น
จากสัญญานั้น เมื่อเกิดหนี้ข้ึนแล้วประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติไว้ให้เห็นถึงลักษณะว่าด้วย
อำนาจแห่งมูลหน้ีเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ อน่ึงการชำระหนี้ด้วยงดเว้นการอันใด
อันหน่ึงก็ย่อมมีได้ ดงั นนั้ สงิ่ สำคญั ทีส่ ดุ ของหน้ี คอื สิง่ ทีล่ กู หนจ้ี ะต้องปฏิบตั ชิ ำระหน๗ี้

๓ ศกั ด์ิ สนองชาติ คำอธิบายประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ยว์ า่ ด้วยนิติกรรมและสัญญา, กรุงเทพมหานคร : วญิ ญูชน, ๒๕๔๕,
หนา้ ๑๖๕
๔ โสภณ รัตนากร, คำอธบิ ายกฎหมายลกั ษณะหน,้ี กรุงเทพมหานคร : นติ บิ รรณการ, ๒๕๓๙. หนา้ ๑๔ - ๑๕
๕ ประกอบ หตุ ะสงิ ห์ฐ คำสอนช้ันปริญญาตรกี ฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์วา่ ดว้ ยนติ กิ รรมและสัญญา กรุงเทพ โรงพมิ พ์แสวงสทุ ธิการ
การพิมพ์, ๒๕๑๘ หนา้ ๑๑๕
๖ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยนิติกรรมและหน้ี เล่ม ๑ ภาค ๑-๒ กรุงเทพ : โรงพิมพ์
แสวงสุทธกิ ารการพิมพ์, ๒๕๒๐ หน้า ๔๓๗
๗ โสภณ รตั นากร คำอธบิ ายกฎหมายลักษณะหน้ี กรงุ เทพ : สำนกั พมิ พ์นติ ิบรรณการ ๒๕๔๓, หน้า ๕๘

90 บทความ

ลกั ษณะของการใชส้ ทิ ธเิ รยี กรอ้ งในหนต้ี ามสญั ญานน้ั เนอ่ื งจากสญั ญาเปน็ นติ กิ รรม คสู่ ญั ญาจงึ อาจ
ตกลงในเร่ืองท่ีมีวัตถุประสงค์ไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และไม่เป็นการพ้นวิสัยหรือ
ขัดตอ่ ความสงบเรยี บรอ้ ยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน๘ กอ็ าจจะทำได้ ดงั นน้ั สัญญาน้นั อาจมีหน้ี หรอื
สิทธิเรยี กรอ้ งทคี่ ูส่ ัญญาตกลงท่ีจะใหม้ กี ารชำระหนี้ตอ่ กนั ตามวันเวลาชำระหนีท้ ี่หลากหลายต่างกันได้ เชน่
สัญญากู้ยืมเงิน คู่สัญญาอาจตกลงให้ใชค้ ืนเงนิ ท่ีกู้ยืมได้ในลักษณะหน่ึงลักษณะใด เช่น ๑) ให้ใช้คืนเงินใน
วันท่ีกำหนดไว้ ๒) ใหใ้ ช้คนื เงนิ เมื่อเจา้ หนี้บอกกล่าวทวงถามใหค้ นื ๓) ให้ใช้คืนเมื่อพ้นกำหนดเวลาอนั หนึ่ง
นบั แต่ท่ไี ด้รบั การทวงถามให้ใช้คืน ๔) เมอื่ พน้ กำหนดหน่ึงปีไปแลว้ เจ้าหนจี้ งึ จะมีสทิ ธทิ วงถามให้คนื หรอื
๕) ไม่ได้ตกลงกำหนดวันทช่ี ำระคืนไว้
นอกจากวันชำระหน้ีอาจเกิดข้ึนได้ในลักษณะหน่ึงลักษณะใดดังกล่าวข้างต้นแล้ว คู่สัญญาอาจ
ตกลงให้สิทธิเรียกร้องท่ีเพ่ิงเกิดข้ึนจากการผิดสัญญาให้มีวันชำระหน้ีเป็นวันอ่ืน มิใช่วันท่ีฝ่าฝืนสัญญาก็ได้
ดังเชน่ สัญญาของข้าราชการทลี่ าและรับทุนเพื่อศกึ ษาจะมีข้อสัญญากำหนดใหผ้ ู้รบั ทนุ กลบั เขา้ รับราชการ
ชดใช้เม่ือสำเร็จการศึกษาแล้ว ซ่ึงหากผู้รับทุนผิดสัญญาไม่กลับเข้ารับราชการหรือเข้ารับราชการแล้ว
อยู่รับราชการชดใช้ไม่ครบกำหนด คู่สัญญาตกลงต่อไปว่าให้ผู้รับทุนชำระคืนเงินทุนพร้อมเบี้ยปรับภายใน
๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งยอดหนี้เงินท่ีให้ชำระ๙ หรือในสัญญาอีกประเภทหน่ึงที่สิทธิเรียกร้อง
จะเกิดข้นึ ต่อเมอ่ื มกี ารผดิ สัญญาแล้วและยังต้องมกี ารบอกเลิกสญั ญาแลว้ ด้วย เช่น สัญญาจ้างเหมากอ่ สร้าง
ท่ีคู่สัญญาตกลงว่าหากผู้รับจ้างผิดสัญญาโดยทำงานไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิก
สัญญาจ้าง แล้วผู้ว่าจ้างมีสิทธิไปจ้างผู้อ่ืนทำงานต่อให้แล้วเสร็จ โดยผู้ว่าจ้างมีสิทธิเรียกร้องในค่าจ้าง
ทเ่ี ป็นค่าใช้จา่ ยท่เี พม่ิ ขึ้น๑๐ เป็นต้น
๑.๔ การฟ้องคดเี กยี่ วกับสญั ญาทางปกครอง
ลักษณะการฟ้องคดีแพ่งน้ันเป็นการเสนอข้อหาต่อศาล๑๑ ซ่ึงคำฟ้องในส่วนสาระสำคัญน้ันจะต้อง
บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ท้ังข้ออ้างท่ีอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา
เชน่ วา่ นน้ั ๑๒ สว่ นคำฟอ้ งคดปี กครองจะตอ้ งบรรยายถงึ การกระทำทง้ั หลายทเ่ี ปน็ เหตแุ หง่ การฟอ้ งคดพี รอ้ มทง้ั
ข้อเท็จจรงิ และพฤตกิ ารณ์ตามสมควรเก่ียวกับการกระทำดังกล่าว๑๓ ซึ่งบคุ คลมีอำนาจฟ้องคดีต่อเม่อื ไดร้ ับ
ความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเน่ืองมาจากการมี
ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองและการยุติข้อโต้แย้งนั้นต้องมีคำบังคับของศาล๑๔ โดยข้อโต้แย้ง
ตามสัญญาทางปกครองน้ันจะอยู่ที่การขอให้บังคับตามสิทธิเรียกร้อง ตามข้อโต้แย้งใดระหว่าง
หนก้ี ารกระทำการหรืองดเวน้ การกระทำอยา่ งอ่ืน และหน้ใี ห้ชำระเงิน๑๕
ดังน้ัน เหตุท่ีนำมาฟ้องคดีก็คือเหตุต่าง ๆ ที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของข้อพิพาทท่ีทำให้อาจบังคับ
สิทธิเรียกร้องได้หรือทำให้ฟ้องคดีได้ ซ่ึงต้ังแต่เหตุแรกจนถึงเหตุที่ทำให้ฟ้องคดีได้ต่างเป็นสาระสำคัญ

๘ มาตรา ๑๕๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
๙ คำส่ังศาลปกครองสูงสุด คำส่ังท่ี ๑๒/๒๕๕๔
๑๐ คำสัง่ ศาลปกครองสูงสุด คำส่งั ที่ ๕๕๑/๒๕๔๖
๑๑ พิพฒั น์ จักรางกรู , คำอธิบายวธิ ีพิจารณาความแพ่ง,สำนักพมิ พ์นิตบิ รรณการ.๒๕๔๔.หน้า๓๙
๑๒ มาตรา ๑๗๒ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
๑๓ มาตรา ๔๕ แหง่ พระราชบญั ญตั จิ ัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดปี กครอง พ.ศ.๒๕๔๒
๑๔ มาตรา ๔๒ วรรคแรกแหง่ พระราชบัญญัตจิ ดั ตงั้ ศาลปกครองและวธิ ีพจิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ.๒๕๔๒
๑๕ มาตรา ๗๒ วรรคหนึง่ (๓) แห่งพระราชบญั ญัตจิ ดั ต้งั ศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒


อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 91

ทต่ี อ้ งกลา่ วในคำฟอ้ งและเปน็ ประเดน็ ทจ่ี ะตอ้ งนำสบื ดว้ ยพยานหลกั ฐานทเ่ี กดิ ขน้ึ ตามลำดบั ของการเกดิ เหตุ
ตั้งแต่เหตุแรกตามข้ออา้ งอันเปน็ หลกั แห่งข้อหาในคำฟอ้ งนั้น
อย่างไรก็ดีความผูกพันตามสัญญาทางปกครองนั้นมีหลักการพื้นฐานของการบริการสาธารณะ
อันเป็นสาระสำคัญทำให้สัญญาทางปกครองมีความแตกต่างจากสัญญาทางแพ่ง โดยหลักการพื้นฐาน
ของการบริการสาธารณะมี ๓ ประการ๑๖ คือ ๑) หลักความต่อเนื่อง (La continuation du seriee)
๒) หลักการปรบั ปรุงเปลย่ี นแปลง (I’adaptatiation du service public) และ ๓) หลกั ความเสมอภาค
(I’fgatite, Zdevantleservice public) ซึง่ หลักความตอ่ เนอ่ื งของการบรกิ ารสาธารณะน้นั เก่ยี วขอ้ งกบั
การฟ้องคดีเพื่อขอบังคับให้คู่สัญญาปฏิบัติตามวัตถุประสงค์หลักของสัญญาการบริการสาธารณะที่ต้อง
จดั ทำอย่างตอ่ เน่ืองไป เพ่ือใหก้ ารบริการสาธารณะบรรลผุ ลโดยไมห่ ยดุ ชะงกั แตส่ ำหรับการฟ้องคดพี ิพาท
ขอให้คู่สัญญาใช้เงินหรือค่าเสียหายน้ันมิได้เป็นการฟ้องคดีไปเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์
ส่วนรวม๑๗ จงึ ไม่เป็นไปเพ่อื ทำใหก้ ารบรกิ ารสาธารณะบรรลผุ ล
๒. หลักเกณฑ์ทางกฎหมายของเหตุกำหนดวนั เริม่ นับและวันสนิ้ สดุ อายุความฟอ้ งคดี
๒.๑ หลักเกณฑท์ างกฎหมายของเหตกุ ำหนดวนั เริ่มนับอายคุ วามฟ้องคดี
๒.๑.๑ หลักเกณฑท์ างกฎหมายทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับลกั ษณะและประเภทอายุความการฟอ้ งคดี
อายุความมีลักษณะเป็นช่วงความยาวของระยะเวลา เมื่อต้องนำไปใช้เป็น
อายุความฟ้องคดีซ่งึ เป็นอายุความประเภทเสียสิทธ๑ิ ๘ คือ นำไปใช้ตัดสิทธิฟ้องคดีของฝ่ายผ้มู ีสิทธิฟ้องคดี
หากยอมให้เหตุกำหนดวันเริ่มนับอายุความไปข้ึนอยู่กับสุดแต่คู่สัญญาฝ่ายเจ้าหน้ีหรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีที่จะ
ทำให้เกิดเหตุน้ันจะทำให้มีวันเริ่มนับระยะเวลาท่ีไม่แน่นอน สุดแต่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีจะทำให้
เกดิ เหตุเช่นนัน้ จะส่งผลทสี่ ำคญั ทำใหก้ ารนำอายคุ วามฟ้องคดีไปใช้เพอ่ื ตดั สิทธิฟ้องคดขี องผมู้ สี ทิ ธฟิ ้องคดี
ไม่มีค่าบังคับ หรือไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการนำกำหนดอายุความมาใช้๑๙ ดังน้ันหลักเกณฑ์
ทางกฎหมายของการกำหนดเหตวุ นั เรม่ิ นบั อายคุ วามฟอ้ งคดี ประการหนง่ึ คอื ตอ้ งเปน็ เหตทุ ม่ี ไิ ดเ้ กดิ ขน้ึ ได้
สุดแต่เจ้าหน้หี รอื ผู้มีสทิ ธฟิ ้องคดีจะทำใหเ้ กิดเหตุนน้ั
๒.๑.๒ หลกั เกณฑท์ างกฎหมายเก่ียวกบั วตั ถปุ ระสงค์อายุความฟอ้ งคดี
วัตถุประสงค์ของอายุความฟ้องคดีอาจแยกตามความมุ่งหมายของการนำไปใช้ได้
๒ ประการ๒๐ ประการแรก คือ มีความมุง่ หมายที่ไม่ต้องการให้มกี ารฟอ้ งคดีในระยะเวลานานเกนิ ไปดว้ ย
เหตุผลของการเลอะเลือนหรือความเก่าไปของพยานหลักฐาน ประการที่สอง คือ ความมุ่งหมายต้องการ
ลงโทษตัดสิทธิผู้มีสิทธิฟ้องคดีที่ละเลยเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิฟ้องคดีภายในระยะเวลาอันหน่ึงเพ่ือประโยชน์แก่
ลกู หนแ้ี ละสังคม

๑๖ ยงยุทธ อนุกูล . หลักพื้นฐานบางประการเก่ียวกับสัญญาทางปกครองและคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ . สำนักงาน
ศาลปกครอง ๒๕๔๗ หน้า ๓๙๐
๑๗ คำสงั่ ศาลปกครองสงู สดุ คำส่ังที่ ๖๐๐/๒๕๔๙ และ ๑๑/๒๕๕๐ เปน็ ต้น
๑๘ โสภณ รตั นากร, อ้างแลว้ หน้า ๑๔-๑๕
๑๙ กำชัย จงจักรพันธ์ คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยระยะเวลาและอายุความ (พิมพ์คร้ังท่ี ๖) กรุงเทพฯ :
คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,์ ๒๕๔๗ หนา้ ๑๖๙
๒๐ ประกอบ หตุ ะสิงห,์ อ้างแลว้ หน้า ๑๑๕

92 บทความ


Click to View FlipBook Version