The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อัยการนิเทศ เล่มที่ 80 ปี 2558

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-11-12 09:49:41

อัยการนิเทศ เล่มที่ 80 ปี 2558

อัยการนิเทศ เล่มที่ 80 ปี 2558

เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๑๐ ก หนา้ ๕๐ ๑๓ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

หมายเหตุ :- เหตผุ ลในการประกาศใช้พระราชบัญญัตฉิ บับน้ี คอื ตามที่มีกฎหมายกําหนดให้ผู้กระทําความผิด
ฐานกระทําชําเราเด็กอายุกว่าสิบสามปีแต่ไม่เกินสิบห้าปีไม่ต้องรับโทษ หากศาลอนุญาตให้ผู้กระทําความผิด
สมรสกับผู้เสียหายท่ีเป็นเด็กน้ัน ทําให้เกิดปัญหากรณีเด็กถูกบังคับให้ยินยอมสมรสกับผู้กระทําความผิด
โดยศาลไม่อาจตรวจสอบได้ สมควรกําหนดให้ศาลที่มีอํานาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวเป็นศาลที่มีอํานาจ
พิจารณาคดีในลักษณะน้ี นํามาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กมาใช้ หรือ
พิจารณาอนุญาตให้สมรสโดยกําหนดเง่ือนไขท่ีจะดําเนินการภายหลังการสมรสด้วย เพื่อให้มีการตรวจสอบ
ความยนิ ยอมของเด็กในการสมรสได้อยา่ งละเอียดรอบคอบย่ิงขึ้นและเป็นไปเพ่ือประโยชน์ของเด็กอย่างแท้จริง
และในกรณีที่ศาลมีคําสั่งอย่างใดแล้ว ศาลจะลงโทษผู้กระทําความผิดน้อยกว่าท่ีกฎหมายกําหนดไว้
สําหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ เพื่อป้องกันมิให้ผู้กระทําความผิดใช้การสมรสเป็นเหตุให้ไม่ต้องรับโทษ
และโดยที่บทบัญญัติความผิดเก่ียวกับเพศและความผิดต่อเสรีภาพที่กระทําต่อเด็กได้กําหนดให้อายุเด็ก
เป็นองค์ประกอบความผิด ทําให้ผู้กระทําความผิดอ้างความสําคัญผิดหรือความไม่รู้ในข้อเท็จจริงอันเป็น
องค์ประกอบความผิดเพ่ือไม่ต้องรับผิดหรือได้รับยกเว้นโทษ หรือได้รับโทษน้อยลงได้ สมควรกําหนดให้
ผู้กระทําความผดิ เกยี่ วกบั เพศหรอื ความผิดตอ่ เสรภี าพซึ่งได้กระทําต่อเด็กทม่ี อี ายไุ มเ่ กนิ สบิ สามปี ไมอ่ าจอ้าง
ความไม่รู้อายุของเด็กเพ่ือให้พ้นจากความรับผิดทางอาญา ทั้งน้ี เพ่ือให้เด็กได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
มากย่ิงขึ้น อีกท้ังสมควรปรับปรุงอัตราโทษปรับให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน จึงจําเป็นต้อง
ตราพระราชบญั ญตั นิ ี้

อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 143

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๒๘ ก หน้า ๑ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา



พระราชบัญญตั ิ

แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความแพง่ (ฉบับที่ ๒๖)
พ.ศ. ๒๕๕๘

ภูมพิ ลอดลุ ยเดช ป.ร.

ใหไ้ ว้ ณ วนั ที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘
เป็นปีที่ ๗๐ ในรัชกาลปัจจบุ ัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ใหป้ ระกาศว่า

โดยท่ีเปน็ การสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพ่ง
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ
สภานติ ิบญั ญตั ิแหง่ ชาติ ดังตอ่ ไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัติน้ีเรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย
วิธพี ิจารณาความแพ่ง (ฉบบั ที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๕๘”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัติน้ีให้ใช้บังคับเม่ือพ้นกําหนดสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันประกาศ
ในราชกจิ จานเุ บกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นหมวด ๔ การดําเนินคดีแบบกลุ่ม มาตรา ๒๒๒/๑
ถึงมาตรา ๒๒๒/๔๙ ในลักษณะ ๒ วิธีพิจารณาวิสามัญในศาลช้ันต้น ภาค ๒ วิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น
แห่งประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความแพ่ง

“หมวด ๔
การดาํ เนนิ คดีแบบกลุ่ม

ราชกิจจานเุ บกษา เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๒๘ ก วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๘

144 กฏหมาย

เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๒๘ ก หนา้ ๒ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

สว่ นที่ ๑
บทท่ัวไป

มาตรา ๒๒๒/๑ ในหมวดน้ี
“กลุ่มบุคคล” หมายความว่า บุคคลหลายคนที่มีสิทธิอย่างเดียวกันอันเนื่องมาจากข้อเท็จจริง
และหลักกฎหมายเดียวกัน และมีลักษณะเฉพาะของกลุ่มเหมือนกัน แม้ว่าจะมีลักษณะของความเสียหาย
ท่ีแตกตา่ งกนั กต็ าม
“สมาชกิ กลมุ่ ” หมายความวา่ บุคคลใด ๆ ทีอ่ ยู่ในกลมุ่ บคุ คล
“การดําเนินคดีแบบกลุ่ม” หมายความว่า การดําเนินคดีท่ีศาลอนุญาตให้เสนอคําฟ้องต่อศาล
เพือ่ ให้ศาลมีคําพิพากษาแสดงสิทธิของโจทก์และสมาชิกกลมุ่
“เจ้าพนักงานคดีแบบกลุ่ม” หมายความว่า บุคคลที่เลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรมแต่งตั้ง
ใหท้ าํ หนา้ ทชี่ ว่ ยเหลอื ศาลในการดําเนนิ คดีแบบกลุ่ม
มาตรา ๒๒๒/๒ เพือ่ ความเหมาะสมสาํ หรบั คดบี างประเภท หรือเพื่อให้การดําเนินกระบวนพิจารณา
หรือการบังคับคดีเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม ประธานศาลฎีกามีอํานาจออกข้อกําหนดใด ๆ
ท่ีไม่ขดั หรอื แย้งกบั บทบัญญตั ิในหมวดนไ้ี ด้ ดังน้ี
(๑) กาํ หนดคุณสมบตั ิ สว่ นได้เสยี รวมตลอดท้งั การได้มาซงึ่ สทิ ธกิ ารเปน็ สมาชิกกลมุ่ ของโจทก์
ท่ีจะมอี ํานาจฟอ้ งคดแี บบกลุม่ ได้
(๒) กําหนดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการพิจารณาอนุญาตให้ดําเนินคดี
แบบกล่มุ
(๓) กําหนดเพ่มิ เติมเกี่ยวกับวิธกี ารแจง้ เร่ืองการดําเนนิ คดีแบบกล่มุ ใหส้ มาชกิ กลุ่มทราบ
(๔) กําหนดเพ่ิมเติมเกี่ยวกับวิธีการนัดพร้อม การแก้ไขคําฟ้องและคําให้การ การดําเนิน
กระบวนพิจารณาและการรบั ฟงั พยานหลักฐาน ในการดาํ เนนิ คดีแบบกลุ่ม
(๕) กําหนดเพิ่มเตมิ เกีย่ วกับการบังคับคดีและเงินรางวลั ของทนายความฝ่ายโจทก์
(๖) ออกขอ้ กําหนดเกี่ยวกบั เรือ่ งทจี่ าํ เป็นอน่ื ๆ ในการดําเนินคดแี บบกลมุ่
ข้อกําหนดนั้น เมอ่ื ได้รับความเหน็ ชอบจากท่ปี ระชมุ ใหญศ่ าลฎกี าและประกาศในราชกจิ จานเุ บกษาแลว้
ใหใ้ ช้บงั คับได้
มาตรา ๒๒๒/๓ ศาลตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง
เว้นแต่ศาลแขวง มีอาํ นาจในการดําเนินคดแี บบกลุ่ม
มาตรา ๒๒๒/๔ กระบวนพิจารณาส่วนใดที่มิได้บัญญัติไว้ในหมวดนี้โดยเฉพาะ ให้นําบทบัญญัติ
ในภาค ๑ บทท่ัวไป และบทบัญญัติในคดีสามัญมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติ
ในหมวดน้ี

อัยการนเิ ทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 145

เลม่ ๑๓๒ ตอนที่ ๒๘ ก หนา้ ๓ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

ในกรณีท่ีมีการร้องขอให้ดําเนินคดีแบบกลุ่มในคดีซึ่งมีกฎหมายกําหนดวิธีพิจารณาความไว้เป็น
การเฉพาะ ให้ศาลในคดีน้ันมีอํานาจสั่งให้ดําเนินคดีแบบกลุ่มและนําวิธีพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งหมวดน้ี
มาใช้บงั คับโดยอนุโลม

มาตรา ๒๒๒/๕ ให้มีเจ้าพนักงานคดีแบบกลุ่มทําหน้าที่ช่วยเหลือศาลในการดําเนินคดีแบบกลุ่ม
ตามท่ศี าลมอบหมาย ดงั ตอ่ ไปน้ี

(๑) ไกลเ่ กล่ียคดีแบบกล่มุ
(๒) ตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน
(๓) บันทกึ คาํ พยาน
(๔) ดําเนนิ การให้มีการคมุ้ ครองสิทธิของคู่ความและสมาชกิ กลมุ่ ทง้ั ก่อนและระหวา่ งการพจิ ารณา
(๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามบทบัญญัติแห่งหมวดน้ีหรือตามข้อกําหนดของประธานศาลฎีกา
ในการทําหน้าทชี่ ่วยเหลอื นัน้
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ ให้เจ้าพนักงานคดีแบบกลุ่มเป็นเจ้าพนักงาน
ตามประมวลกฎหมายอาญาและให้มีอํานาจมีหนังสือเรียกบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาให้ข้อมูลหรือให้จัดส่ง
เอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องใดเรอื่ งหนึ่งตามอํานาจหน้าท่ี
หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติหน้าท่ีของเจ้าพนักงานคดีแบบกลุ่มให้เป็นไปตามที่กําหนดไว้ใน
ขอ้ กําหนดของประธานศาลฎกี า
ในกรณีที่กฎหมายวิธีพิจารณาความใดบัญญัติให้มีเจ้าพนักงานคดีทําหน้าท่ีช่วยเหลือศาล
ในการดําเนินคดีไว้เป็นการเฉพาะ ให้เจ้าพนักงานคดีดังกล่าวนอกจากมีหน้าที่ตามกฎหมายนั้นแล้ว
มหี น้าทตี่ ามบทบญั ญตั แิ หง่ หมวดน้ีด้วย
มาตรา ๒๒๒/๖ ผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานคดีแบบกลุ่ม ต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด
ดงั ต่อไปนี้
(๑) สําเรจ็ การศึกษาระดบั ปรญิ ญาโททางกฎหมายหรือปริญญาเอกทางกฎหมาย
(๒) สําเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางกฎหมาย เป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา
และได้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายตามท่ีคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรมตามกฎหมายว่าด้วย
ระเบยี บบรหิ ารราชการศาลยุตธิ รรมกําหนดเป็นเวลาไมน่ ้อยกว่าหนึง่ ปี
(๓) สาํ เรจ็ การศกึ ษาระดับปริญญาตรีทางกฎหมายและปริญญาในสาขาวิชาอื่นท่ีคณะกรรมการ
ข้าราชการศาลยตุ ธิ รรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรมกําหนดซึ่งไม่ต่ํากว่าปริญญาตรี
และได้ประกอบวิชาชีพตามที่คณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหาร
ราชการศาลยุตธิ รรมกาํ หนดเปน็ เวลาไมน่ อ้ ยกว่าส่ปี ี
ให้เลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรมมีอํานาจพิจารณาแต่งต้ังบุคคลซ่ึงมีคุณสมบัติตามวรรคหน่ึง
เป็นเจ้าพนักงานคดีแบบกลุ่ม ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรมตามกฎหมาย
ว่าดว้ ยระเบยี บบรหิ ารราชการศาลยุติธรรมกาํ หนด

146 กฏหมาย

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๒๘ ก หน้า ๔ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

มาตรา ๒๒๒/๗ ในกรณีที่การฟ้องคดีแบบกลุ่มตามบทบัญญัติแห่งหมวดน้ีเป็นคดีแพ่ง
เกี่ยวเน่ืองกับคดีอาญา แม้ว่าจะมีการฟ้องเป็นคดีอาญาแล้วก็ตาม ศาลที่พิจารณาคดีแบบกลุ่ม
อาจพิจารณาคดีต่อไปโดยไม่ต้องรอให้ศาลคดีอาญามีคําพิพากษาก่อน และหากศาลในคดีอาญา
ไดม้ คี ําพิพากษาแลว้

(๑) ในกรณีท่ีคําพิพากษาคดีส่วนอาญาน้ันได้วินิจฉัยว่าจําเลยได้กระทําความผิด ศาลที่พิจารณา
คดีแบบกลุม่ ต้องถอื ข้อเท็จจริงตามทีป่ รากฏในคําพิพากษาคดสี ่วนอาญา

(๒) ในกรณีท่ีคําพิพากษาคดีส่วนอาญาน้ันได้วินิจฉัยเป็นอย่างอ่ืน ศาลที่พิจารณาคดีแบบกลุ่ม
ไมจ่ าํ ต้องถอื ขอ้ เทจ็ จรงิ ตามทป่ี รากฏในคําพพิ ากษาคดีส่วนอาญา

ส่วนท่ี ๒
การขออนุญาตใหด้ ําเนินคดีแบบกลุม่
มาตรา ๒๒๒/๘ คดีท่ีมีสมาชิกกลุ่มจํานวนมากดังต่อไปนี้ โจทก์ซ่ึงเป็นสมาชิกกลุ่มอาจร้องขอ
ใหด้ ําเนินคดีแบบกล่มุ ได้
(๑) คดีละเมิด
(๒) คดีผดิ สญั ญา
(๓) คดีเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายต่าง ๆ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับส่ิงแวดล้อม การคุ้มครองผู้บริโภค
แรงงาน หลกั ทรพั ยแ์ ละตลาดหลกั ทรพั ย์ การแข่งขันทางการค้า
มาตรา ๒๒๒/๙ ในการร้องขอให้ดําเนินคดีแบบกลุ่ม ให้โจทก์ยื่นคําร้องต่อศาลพร้อมกับคําฟ้องเร่ิมคดี
เพอ่ื ขอให้ดําเนนิ คดีแบบกล่มุ ไดต้ ามบทบัญญตั แิ ห่งหมวดนี้
คําร้องขอให้ดําเนินคดีแบบกลุ่มตามวรรคหน่ึง โจทก์ต้องแสดงเหตุตามสมควรท่ีศาลจะอนุญาต
ใหด้ าํ เนินคดีแบบกลุ่ม
มาตรา ๒๒๒/๑๐ คําฟ้องของโจทก์ต้องทําเป็นหนังสือและแสดงโดยแจ้งชัดซ่ึงสภาพแห่งข้อหา
คําขอบังคบั รวมท้ังขอ้ อ้างทอี่ าศัยเปน็ หลกั แห่งข้อหาของโจทก์และของกลุ่มบุคคลท่ีมีลักษณะเดียวกับโจทก์ด้วย
และในกรณีที่โจทก์มีคําขอบังคับให้จําเลยชําระหนี้เป็นเงิน คําขอบังคับของกลุ่มบุคคลต้องระบุหลกั การ
และวธิ ีการคํานวณเพ่อื ชาํ ระเงนิ ใหแ้ กส่ มาชิกกลุ่มเท่าท่ีจะระบุได้ แต่ไม่จําเป็นต้องแสดงจํานวนเงินที่สมาชิกกลุ่ม
แต่ละรายจะไดร้ ับด้วย
ในการดําเนินคดีแบบกลุ่ม ให้โจทก์ผู้เริ่มคดีเสียค่าข้ึนศาลตามคําขอบังคับเฉพาะในส่วนของโจทก์
ผ้เู ริม่ คดเี ท่านน้ั
มาตรา ๒๒๒/๑๑ ในกรณีท่ีโจทก์ย่ืนคําร้องขอให้ดําเนินคดีแบบกลุ่ม หากศาลเห็นว่าคําฟ้อง
ของโจทกไ์ ม่มขี อ้ ขดั ขอ้ งท่ีจะรับไว้ตามมาตรา ๑๘ หรอื มีข้อขดั ขอ้ งแต่โจทก์ได้แกไ้ ขใหถ้ ูกต้องแลว้ ก่อนที่ศาล

อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 147

เล่ม ๑๓๒ ตอนท่ี ๒๘ ก หน้า ๕ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

จะมีคําส่ังรับคําฟ้อง ให้ศาลพิจารณาคําร้องของโจทก์ตามมาตรา ๒๒๒/๑๒ แล้วมีคําสั่งอนุญาตหรือ
ไม่อนุญาตให้ดําเนนิ คดแี บบกลมุ่ โดยไม่ชกั ช้า

มาตรา ๒๒๒/๑๒ ในการพิจารณาคําร้องขออนุญาตให้ดําเนินคดีแบบกลุ่ม ให้ศาลจัดส่งสําเนา
คาํ ฟอ้ งและคําร้องเช่นว่าน้นั ไปให้จําเลย เมื่อศาลได้ฟังคคู่ วามทุกฝ่ายและทําการไตส่ วนตามท่ีเห็นสมควรแล้ว
ศาลจะอนญุ าตใหด้ าํ เนินคดีแบบกล่มุ ไดต้ อ่ เมื่อเปน็ ทีพ่ อใจแกศ่ าลว่า

(๑) สภาพแห่งข้อหา คําขอบังคับ และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์และ
ของกลุ่มบคุ คล มลี กั ษณะตามทีก่ ําหนดไว้ในมาตรา ๒๒๒/๑๐

(๒) โจทก์ได้แสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะท่ีเหมือนกันของกลุ่มบุคคลที่ชัดเจนเพียงพอ
เพอื่ ให้รูไ้ ด้ว่าเปน็ กลุ่มบุคคลใด

(๓) กลุ่มบุคคลมีสมาชิกกลุ่มจํานวนมาก ซึ่งการดําเนินคดีอย่างคดีสามัญจะทําให้เกิดความยุ่งยาก
และไม่สะดวก

(๔) การดําเนินคดแี บบกลุม่ จะเปน็ ธรรมและมปี ระสิทธิภาพมากกวา่ การดําเนนิ คดอี ย่างคดสี ามัญ
(๕) โจทก์ได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นสมาชิกกลุ่มที่มีคุณสมบัติ ส่วนได้เสีย รวมตลอดทั้ง
การได้มาซึ่งสิทธิการเป็นสมาชิกกลุ่ม ตามข้อกําหนดของประธานศาลฎีกา ถ้ามี และโจทก์รวมท้ังทนายความ
ที่โจทก์เสนอให้เป็นทนายความของกลุ่มสามารถดําเนินคดีคุ้มครองสิทธิของกลุ่มบุคคลได้อย่างเพียงพอ
และเปน็ ธรรม
คําสั่งศาลที่อนุญาตให้ดําเนินคดีแบบกลุ่ม ศาลอาจจํากัดขอบเขตของกลุ่มบุคคลให้ชัดเจนเพียงพอ
เพือ่ ให้ร้วู า่ เปน็ กลมุ่ บุคคลใดก็ได้
คําส่ังอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ดําเนินคดีแบบกลุ่มอาจอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ภายในกําหนดเวลา
เจ็ดวันนับแต่วันท่ีศาลมีคําสั่ง และให้งดการพิจารณาไว้จนกว่าคําสั่งนั้นจะถึงที่สุด ท้ังนี้ ให้ศาลอุทธรณ์
วินิจฉยั ช้ขี าดโดยเรว็ คาํ วินจิ ฉัยของศาลอุทธรณ์ใหเ้ ปน็ ทส่ี ุด
ในกรณีท่ีศาลมีคําส่ังอนุญาตให้ดําเนินคดีแบบกลุ่ม ให้ศาลส่ังรับคําฟ้องไว้พิจารณาเม่ือได้ส่ง
หมายเรียกให้จําเลยแล้ว ให้จําเลยทําคําให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายในหน่ึงเดือนและให้ถือว่า
ทนายความของโจทกเ์ ป็นทนายความของกลุม่ ด้วย
ในกรณีที่ศาลมีคําสั่งไม่อนุญาตให้ดําเนินคดีแบบกลุ่ม ให้ศาลดําเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
อย่างคดีสามัญ
มาตรา ๒๒๒/๑๓ ในกรณีท่ีมีการย่ืนคําร้องขอให้ดําเนินคดีแบบกลุ่มเกี่ยวกับสิทธิอย่างเดียวกัน
หลายรายในศาลเดียวกันหรือต่างศาลกัน ให้ศาลรวมการพิจารณาคําร้องขอเหล่านั้นเข้าด้วยกัน และมีคําสั่ง
ให้ผู้ร้องรายหน่ึงรายใดเป็นโจทก์ในการดําเนินคดีแบบกลุ่ม ทั้งน้ี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไข
ในข้อกําหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา ๒๒๒/๒ คําส่ังของศาลตามมาตราน้ีให้เป็นที่สุด เว้นแต่
จะเป็นกรณีตามมาตรา ๒๒๒/๑๒ วรรคสาม

148 กฏหมาย

เล่ม ๑๓๒ ตอนท่ี ๒๘ ก หน้า ๖ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

ส่วนที่ ๓
การพจิ ารณาคดแี บบกลมุ่

มาตรา ๒๒๒/๑๔ เมื่อคําส่ังอนุญาตให้ดําเนินคดีแบบกลุ่มถึงที่สุดแล้ว ให้ศาลส่ังให้โจทก์
นําเงินค่าใช้จ่ายในการดําเนินคดีแบบกลุ่มมาวางต่อศาลตามจํานวนที่เห็นสมควรภายในเจ็ดวันนับแต่วันท่ี
ศาลมีคําสั่ง ในกรณีท่ีโจทก์เพิกเฉยไม่ดําเนินการตามคําสั่งดังกล่าวและไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่ง
การเพิกเฉยเช่นว่านั้น ให้ศาลมีคําส่ังยกเลิกการดําเนินคดีแบบกลุ่มและให้ดําเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
อย่างคดสี ามญั

หากต่อมาปรากฏว่าค่าใช้จ่ายท่ีวางไว้มีจํานวนไม่เพียงพอ ศาลจะสั่งให้มีการวางเงินค่าใช้จ่าย
ดังกล่าวเพ่ิมเติมตามจํานวนที่เห็นสมควรก็ได้ ในกรณีที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดําเนินการตามคําส่ังดังกล่าว
และไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตแุ ห่งการเพกิ เฉยเชน่ ว่านั้น ใหถ้ ือวา่ โจทก์ทิง้ ฟ้อง

มาตรา ๒๒๒/๑๕ ให้ศาลส่งคําบอกกล่าวคําส่ังอนุญาตให้ดําเนินคดีแบบกลุ่มให้สมาชิกกลุ่ม
เทา่ ทีท่ ราบ และประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายเป็นเวลาสามวันติดต่อกัน รวมทั้งทางสื่อมวลชนอ่ืน
หรือวธิ ีการอ่นื ใดเพ่ิมเตมิ ตามที่เหน็ สมควร

คําบอกกล่าวและประกาศอย่างนอ้ ยต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(๑) ชือ่ ศาลและเลขคดี
(๒) ช่อื และทีอ่ ยู่ของคคู่ วามและทนายความฝ่ายโจทก์
(๓) ข้อความโดยย่อของคําฟ้องและลักษณะของกลมุ่ บคุ คลทีช่ ดั เจน
(๔) ข้อความทแี่ สดงวา่ ศาลอนุญาตใหด้ าํ เนนิ คดีแบบกลุ่ม และวันเดอื นปีท่ศี าลมีคาํ ส่งั
(๕) สิทธิของสมาชิกกลุ่มตามมาตรา ๒๒๒/๑๖ และมาตรา ๒๒๒/๑๗
(๖) กาํ หนดวนั เพอ่ื ให้สมาชกิ กลุ่มแจง้ ความประสงค์ออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม
ท้งั น้ี ตามทีศ่ าลเหน็ สมควรแตต่ ้องไม่น้อยกว่าสส่ี บิ ห้าวนั
(๗) ผลของการออกจากการเปน็ สมาชิกกลมุ่
(๘) ผลของคาํ พพิ ากษาท่ีจะผกู พันสมาชกิ กลมุ่
(๙) ชือ่ และตาํ แหน่งผพู้ ิพากษาผูอ้ อกคาํ บอกกล่าวและประกาศ
มาตรา ๒๒๒/๑๖ สมาชิกกลุ่มมีสิทธิออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มได้โดยแจ้งความประสงค์
เป็นหนังสือย่ืนต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลกําหนดตามมาตรา ๒๒๒/๑๕ (๖) และให้ถือว่าสมาชิก
กลมุ่ ดงั กล่าวไมเ่ ปน็ สมาชิกกล่มุ นบั แต่วนั ท่ไี ดแ้ จ้งความประสงคน์ ั้นตอ่ ศาล
เม่ือพ้นกําหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง สมาชิกกลุ่มจะออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มไม่ได้
เวน้ แต่จะได้รับอนญุ าตจากศาล และคาํ สง่ั ของศาลให้เป็นท่ีสดุ
บคุ คลท่อี อกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มแลว้ จะรอ้ งขอกลบั เข้ามาเปน็ สมาชิกกลมุ่ อกี ไม่ได้

อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 149

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๒๘ ก หนา้ ๗ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

สมาชิกกลุ่มและบุคคลท่ีออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มจะร้องสอดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในการดําเนินคดี
แบบกลุม่ โดยอาศยั สทิ ธติ ามมาตรา ๕๗ ไมไ่ ด้

มาตรา ๒๒๒/๑๗ สมาชิกกลุ่มที่ไม่ได้ออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มตามมาตรา ๒๒๒/๑๖
ย่อมมสี ิทธิดงั ตอ่ ไปน้ี

(๑) เขา้ ฟังการพิจารณาคดี
(๒) ร้องขอให้ศาลสั่งแสดงว่าโจทก์มิได้มีคุณสมบัติ ส่วนได้เสีย รวมตลอดท้ังการได้มาซึ่งสิทธิ
การเป็นสมาชิกกลุ่มตามท่ีบญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา ๒๒๒/๑๒ (๕)
(๓) ขอตรวจเอกสารทงั้ หมดหรือบางสว่ นในสาํ นวนความหรือขอคัดสาํ เนาเอกสารเหลา่ น้ัน
(๔) จัดหาทนายความคนใหม่มาดําเนินคดแี ทนทนายความของกลุม่ ตามมาตรา ๒๒๒/๑๙ วรรคสอง
(๕) รอ้ งขอเขา้ แทนท่โี จทกโ์ ดยอาศัยสิทธิตามบทบัญญัติในส่วนน้ี
(๖) คัดค้านการร้องขอเข้าแทนท่ีโจทก์ตามมาตรา ๒๒๒/๒๕ การท่ีโจทก์ขอถอนฟ้อง
ตามมาตรา ๒๒๒/๒๘ การที่มีการตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดี
ตามมาตรา ๒๒๒/๒๙ และการท่ีคู่ความตกลงกันเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาด
ตามมาตรา ๒๒๒/๓๐
(๗) ตรวจและโตแ้ ย้งคาํ ขอรบั ชาํ ระหนตี้ ามมาตรา ๒๒๒/๔๐
สมาชกิ กลุ่มจะแต่งตง้ั ทนายความเพือ่ ดาํ เนนิ การตามวรรคหน่ึงกไ็ ด้
มาตรา ๒๒๒/๑๘ ห้ามมิให้สมาชิกกลุ่มที่ไม่ได้ออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มตามมาตรา ๒๒๒/๑๖
ย่ืนฟอ้ งจําเลยในเรอื่ งเดียวกนั กับทโ่ี จทกไ์ ดย้ ืน่ ฟ้อง
ในกรณีท่ีสมาชิกกลุ่มท่ีไม่ได้ออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มได้ย่ืนฟ้องคดีไว้ก่อนส้ินกําหนด
ระยะเวลาของการออกจากสมาชกิ กลมุ่ ใหศ้ าลท่ไี ดร้ บั ฟอ้ งไว้นน้ั มีคําสั่งจาํ หน่ายคดีออกจากสารบบความ
มาตรา ๒๒๒/๑๙ ในกรณีที่การดําเนินคดีแบบกลุ่มจะไม่คุ้มครองหรือเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกกลุ่ม
อย่างเพียงพอ หรือไม่มีความจําเป็นท่ีจะดําเนินคดีแบบกลุ่มอีกต่อไป เมื่อความปรากฏต่อศาลเอง
หรือตามคําแถลงของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ให้ศาลมีอํานาจท่ีจะส่ังยกเลิกการดําเนินคดีแบบกลุ่ม
และดําเนินกระบวนพิจารณาต่อไปอย่างคดีสามัญ โดยให้ถือว่ากระบวนพิจารณาท่ีได้กระทําไปแล้ว
มผี ลผูกพันการดาํ เนินคดสี ามญั ของโจทก์และจาํ เลยต่อไปดว้ ย
หากความปรากฏต่อศาลในระหว่างการพิจารณาว่าทนายความฝ่ายโจทก์ไม่สามารถดําเนินคดี
คุ้มครองสิทธิของกลุ่มบุคคลได้อย่างเพียงพอและเป็นธรรม หรือทนายความฝ่ายโจทก์ขอถอนตัวจาก
การดําเนินคดีแบบกลุ่ม ศาลอาจมีคําสั่งให้โจทก์และสมาชิกกลุ่มจัดหาทนายความคนใหม่มาดําเนินคดีแทน
ภายในระยะเวลาที่ศาลกําหนด หากโจทก์และสมาชิกกลุ่มเพิกเฉยไม่ดําเนินการดังกล่าว ให้นําความ
ในวรรคหนง่ึ มาใช้บังคบั โดยอนโุ ลม
คําส่งั ของศาลตามมาตรานใี้ หเ้ ปน็ ทส่ี ุด

150 กฏหมาย

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๒๘ ก หนา้ ๘ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

มาตรา ๒๒๒/๒๐ เม่ือศาลได้มีคําสั่งอนุญาตให้ดําเนินคดีแบบกลุ่มและจําเลยได้ยื่นคําให้การแล้ว
ให้ศาลกําหนดวนั นัดพรอ้ มโดยสัง่ ใหค้ คู่ วามทกุ ฝา่ ยมาศาลเพอื่ ดาํ เนนิ การดังน้ี

(๑) ไกล่เกลยี่ หรอื นําวธิ ีอนญุ าโตตลุ าการมาใชเ้ พือ่ ให้คดเี สรจ็ ไปทัง้ หมดหรือบางส่วน
(๒) ให้คู่ความนําต้นฉบับพยานเอกสารหรือพยานวัตถุท้ังหมดท่ีประสงค์จะอ้างอิงและอยู่ใน
ความครอบครองของตนทีส่ ามารถนํามาศาลได้มาแสดงต่อศาล เพอ่ื ใหศ้ าลและคู่ความอีกฝา่ ยหนึ่งตรวจดู
ถ้าพยานหลักฐานดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของคู่ความฝ่ายอื่นหรือของบุคคลภายนอก
คู่ความฝ่ายที่ประสงค์จะอ้างอิงต้องขอให้ศาลมีคําสั่งเรียกพยานหลักฐานนั้นมาจากผู้ครอบครอง โดยย่ืนคําขอ
ตอ่ ศาลพรอ้ มกับการย่นื บญั ชีระบุพยานเพื่อใหไ้ ดพ้ ยานหลักฐานนนั้ มากอ่ นวันนดั พร้อม
ในกรณีที่มีเหตุขัดข้องทําให้คู่ความไม่สามารถนําพยานหลักฐานท่ีอยู่ในความครอบครองของตนมา
หรือยังไม่ได้มาซึ่งพยานหลักฐานท่ีศาลออกคําส่ังเรียกจากคู่ความฝ่ายอ่ืนหรือบุคคลภายนอก หรือ
มีเหตุจําเปน็ อ่ืนใด ถา้ ศาลเห็นสมควร ก็ให้ศาลเลื่อนวันนดั พรอ้ มออกไปตามทเ่ี ห็นสมควร
หากคู่ความฝ่ายใดจงใจไม่ดําเนินการดังกล่าวในวันนัดพร้อมหรือวันอื่นท่ีศาลได้เล่ือนไป
คู่ความฝ่ายน้ันไม่มีสิทธิท่ีจะนําพยานหลักฐานดังกล่าวมาสืบในภายหลัง แต่ถ้าศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์
แห่งความยุติธรรมจําเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสําคัญซึ่งเก่ียวกับประเด็นข้อสําคัญในคดีโดยฝ่าฝืน
ต่อบทบญั ญัตแิ ห่งอนมุ าตรานี้ ให้ศาลมีอาํ นาจรบั ฟงั พยานหลกั ฐานเชน่ วา่ นน้ั ได้
(๓) ให้ศาลตรวจคําคู่ความและคําแถลงของคู่ความแล้วนําข้ออ้าง ข้อเถียง ท่ีปรากฏในคําคู่ความ
และคําแถลงของคู่ความเทียบกันดูและสอบถามคู่ความทุกฝ่ายถึงข้ออ้าง ข้อเถียง และพยานหลักฐาน
ท่ียื่นต่อศาล ว่าฝ่ายใดยอมรับหรือโต้แย้งข้ออ้าง ข้อเถียง น้ันอย่างไร ข้อเท็จจริงใดท่ีคู่ความยอมรับกัน
ก็เป็นอันยุติไปตามนั้น ส่วนข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกข้ึนอ้างแต่คู่ความฝ่ายอื่น
ไม่รับและเก่ียวเน่ืองโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคําคู่ความ ให้ศาลกําหนดไว้เป็นประเด็นขอ้ พิพาท
และกําหนดให้คูค่ วามฝ่ายใดนําพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้
ในการสอบถามคู่ความดังกล่าว คู่ความแต่ละฝ่ายต้องตอบคําถามท่ีศาลถามเอง หรือถามตาม
คําขอของคู่ความฝ่ายอ่ืน เก่ียวกับข้อเท็จจริงท่ีคู่ความฝ่ายอื่นยกเป็นข้ออ้าง ข้อเถียง และพยาน
หลักฐานต่าง ๆ ที่คู่ความได้ยื่นต่อศาล ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่ตอบคําถามเก่ียวกับข้อเท็จจริงใด หรือปฏิเสธ
ขอ้ เทจ็ จรงิ ใดโดยไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชดั แจ้ง ให้ถือวา่ ยอมรับขอ้ เทจ็ จรงิ นัน้ แล้ว เว้นแต่ศาลจะเห็นว่า
คู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งได้ในขณะน้ันและเป็น
ข้อเท็จจริงท่ีจําเป็นต่อการกําหนดประเด็นข้อพิพาท ศาลจะมีคําส่ังให้เลื่อนวันนัดพร้อมเฉพาะส่วนที่ยัง
ไม่เสร็จส้ินออกไป และให้คู่ความฝ่ายนั้นทําคําแถลงเก่ียวกับข้อเท็จจริงน้ันมาย่ืนต่อศาลภายในเวลาท่ีศาล
เห็นสมควรก็ได้
(๔) กาํ หนดระยะเวลาทง้ั หมดในการดาํ เนินคดีแบบกล่มุ

อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 151

เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๒๘ ก หนา้ ๙ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

(๕) กําหนดวัน เวลา วิธีการ และขั้นตอนในการดําเนินคดีแบบกลุ่มที่จําเป็น เช่น จํานวน
และรายละเอียดเก่ียวกับพยานท่ีจะนํามาเบิกความ บันทึกถ้อยคําแทนการสืบพยานบุคคล พยาน
ผู้เชี่ยวชาญ พยานเอกสาร และพยานหลักฐานท่ีต้องการให้ศาลเรียกจากคู่ความอีกฝ่ายหน่ึง
หรือบุคคลภายนอก รวมทั้งการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ การเดินเผชิญสืบ และการส่งประเด็น
ไปสืบยงั ศาลอื่น

ในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงไม่มาศาลในวันนัดพร้อมหรือวันอื่นท่ีศาลได้เลื่อนไป ให้ศาล
ดําเนินการตามมาตราน้ีโดยให้ถือว่าคู่ความท่ีไม่มาศาลได้ทราบการดําเนินการในวันนั้นแล้ว และคู่ความ
ที่ไม่มาศาลไม่มีสิทธิขอเลื่อนกําหนดนัดหรือคัดค้านประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นําสืบที่ศาลกําหนด
เว้นแต่เป็นกรณีท่ีไม่สามารถมาศาลได้ในวันนัดพร้อมหรือวันอื่นท่ีศาลได้เลื่อนไปเพราะเหตุจําเป็น
อนั ไมอ่ าจกา้ วล่วงเสยี ไดห้ รอื เปน็ การคัดค้านประเด็นข้อพพิ าทเกย่ี วกับความสงบเรยี บร้อยของประชาชน

เม่ือศาลได้ดําเนินการตามมาตรานี้เสร็จสิ้นแล้ว ให้ศาลกําหนดวันสืบพยานซ่ึงมีระยะเวลา
ไมน่ อ้ ยกว่าสบิ วันนบั แตว่ ันนดั พรอ้ มวนั สดุ ท้าย

ให้ถอื ว่าวนั นดั พรอ้ มวนั แรกตามมาตรานี้เปน็ วันชสี้ องสถานตามประมวลกฎหมายนี้
มาตรา ๒๒๒/๒๑ ก่อนวันนัดพร้อมตามมาตรา ๒๒๒/๒๐ ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ให้คู่ความย่ืนบัญชี
ระบุพยานต่อศาลพร้อมสําเนาในจํานวนที่เพียงพอเพื่อให้คู่ความฝ่ายอื่นรับไปจากเจ้าพนักงานศาล
และถ้าคู่ความฝ่ายใดมีความจํานงจะยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ให้ยื่นต่อศาลก่อนกระบวนพิจารณา
ที่ตอ้ งกระทาํ ในวนั นัดพร้อมเสร็จส้ิน
การยื่นบัญชีระบุพยานเพ่ิมเติมเม่ือล่วงพ้นระยะเวลาตามวรรคหน่ึง จะกระทําได้ต่อเมื่อ
ได้รับอนุญาตจากศาลเมื่อผู้ร้องขอแสดงเหตุอันสมควรว่าไม่สามารถทราบถึงพยานหลักฐานนั้นหรือ
เปน็ กรณีจําเป็นเพอื่ ประโยชนแ์ ห่งความยตุ ธิ รรม หรอื เพ่อื ให้โอกาสแกค่ ูค่ วามในการตอ่ สูค้ ดอี ย่างเตม็ ท่ี
มาตรา ๒๒๒/๒๒ ในกรณีท่ีจําเลยขาดนัดย่ืนคําให้การหรือขาดนัดพิจารณาศาลจะมีคําพิพากษา
หรือคําส่ังช้ีขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจําเลยขาดนัดยื่นคําให้การหรือขาดนัดพิจารณามิได้ ให้ศาล
สืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามท่ีเห็นว่าจําเป็น
เพือ่ ประโยชนแ์ ห่งความยตุ ิธรรม
ถ้าโจทก์ไม่นําพยานหลักฐานมาสืบตามความในวรรคหน่ึงภายในระยะเวลาท่ีศาลกําหนด หรือ
ในกรณีทีค่ ู่ความท้งั สองฝา่ ยหรือโจทก์ขาดนัดพิจารณา ใหบ้ ังคับตามบทบญั ญัตมิ าตรา ๒๒๒/๒๕
นอกจากท่ีบัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้นําบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัด
มาใชบ้ ังคบั โดยอนุโลม
มาตรา ๒๒๒/๒๓ ในการพจิ ารณาพิพากษาคดี เพ่ือประโยชน์แห่งความยุติธรรมให้ศาลมีอํานาจ
แสวงหาข้อเท็จจริงเพ่ิมเติมได้ ในการน้ี ศาลจะรับฟังพยานบุคคล พยานเอกสาร หรือพยานหลักฐานอื่น

152 กฏหมาย

เลม่ ๑๓๒ ตอนที่ ๒๘ ก หนา้ ๑๐ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

นอกเหนือจากพยานหลักฐานของคู่ความก็ได้ แต่ต้องให้คู่ความทุกฝ่ายทราบและไม่ตัดสิทธิคู่ความในอันท่ี
จะโตแ้ ย้งพยานหลกั ฐานดงั กล่าว

ศาลอาจขอให้ผู้ทรงคุณวฒุ หิ รอื ผู้เชยี่ วชาญมาให้ความเห็นเพ่ือประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีได้
แต่ตอ้ งใหค้ ูค่ วามทุกฝา่ ยทราบและไม่ตดั สิทธคิ ูค่ วามในอนั ท่ีจะขอให้เรยี กผทู้ รงคณุ วุฒิหรือผู้เช่ียวชาญฝ่ายตน
มาใหค้ วามเหน็ โตแ้ ยง้ หรือเพ่ิมเติมความเหน็ ของผู้ทรงคณุ วุฒิหรือผเู้ ชี่ยวชาญดังกล่าว

บุคคลท่ีศาลขอให้มาตามวรรคหน่ึงและวรรคสองมีสิทธิได้รับค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทาง
คา่ เช่าที่พกั และการชดใช้ค่าใช้จ่ายท่ีต้องเสียไป ตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาโดยได้รับความเห็นชอบของ
คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม และไม่ถือว่าเงินท่ีศาลสั่งจ่ายตามวรรคน้ีเป็นค่าฤชาธรรมเนียม
ในการดําเนินคดีแบบกลมุ่ ทีค่ ่คู วามจะตอ้ งชําระ

มาตรา ๒๒๒/๒๔ ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะได้ดําเนินไปแล้วเพียงใด ศาลอาจมีคําสั่งให้มี
การแบ่งกลุ่มย่อยเนื่องจากมีลักษณะของความเสียหายท่ีแตกต่างกันระหว่างบุคคลในกลุ่ม และในกรณีเช่นน้ี
ศาลอาจสั่งใหม้ ีการนาํ สบื ถงึ ความเสยี หายของกลุ่มยอ่ ยให้ชัดเจนด้วยก็ได้ คําสงั่ ของศาลให้เปน็ ทีส่ ดุ

มาตรา ๒๒๒/๒๕ ในกรณีดังต่อไปนี้ ให้ศาลกําหนดวันตามท่ีเห็นสมควรแต่ต้องไม่น้อยกว่า
ส่ีสบิ ห้าวนั เพ่อื ใหส้ มาชกิ กลมุ่ ยน่ื คําขอเขา้ แทนทโ่ี จทก์ รวมท้ังกําหนดวนั ยนื่ คาํ คัดคา้ น คาํ ขอเข้าแทนที่โจทก์
วันนัดไต่สวนคําขอเข้าแทนท่ีโจทก์ และส่งคําบอกกล่าวให้สมาชิกกลุ่มเท่าที่ทราบ กับประกาศโดยใช้วิธีการ
ตามท่เี หน็ สมควร

(๑) เม่ือโจทก์มิได้มคี ณุ สมบตั ติ ามท่ีบัญญตั ไิ วใ้ นมาตรา ๒๒๒/๑๒ (๕)
(๒) เมือ่ โจทกม์ รณะหรอื ตกเปน็ ผู้ไร้ความสามารถ
(๓) เมื่อศาลมีคาํ สัง่ พิทักษ์ทรพั ยโ์ จทก์
(๔) เมอื่ โจทก์ทิง้ ฟอ้ ง
(๕) เม่อื คู่ความทงั้ สองฝา่ ยหรอื โจทกข์ าดนดั พจิ ารณา
(๖) เมอื่ โจทกไ์ มน่ าํ พยานหลกั ฐานมาสืบตามมาตรา ๒๒๒/๒๒
(๗) เม่อื โจทก์ร้องขอตอ่ ศาลวา่ ไมป่ ระสงค์ทีจ่ ะเป็นโจทกด์ าํ เนินคดีแทนกลมุ่ อกี ต่อไป
ในกรณีตาม (๒) นอกจากสมาชิกกลุ่มแล้ว บุคคลตามมาตรา ๔๒ หรอื มาตรา ๔๕ แล้วแต่กรณี
อาจร้องขอเข้าแทนทโ่ี จทกไ์ ดด้ ว้ ย โดยใหน้ าํ มาตรา ๒๒๒/๒๖ และมาตรา ๒๒๒/๒๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๒๒/๒๖ ในการพิจารณาอนุญาตให้สมาชิกกลุ่มคนใดเข้าแทนที่โจทก์ต้องเป็นท่ีพอใจ
แก่ศาลว่าสมาชิกกลุ่มคนน้ันมคี ณุ สมบตั ิตามที่บัญญตั ไิ วใ้ นมาตรา ๒๒๒/๑๒ (๕)
ถ้าศาลอนุญาตให้สมาชิกกลุ่มเข้าแทนที่โจทก์ ให้โจทก์เดิมยังคงมีฐานะเป็นสมาชิกกลุ่มคนหนึ่ง

และทนายความของโจทก์เดิมยังคงเป็นทนายความของกลุ่มต่อไป ในกรณีตามมาตรา ๒๒๒/๒๕ (๕)
และ (๖) ให้ศาลกําหนดวันสืบพยานใหม่โดยเร็ว ถ้าศาลไม่อนุญาตให้สมาชิกกลุ่มเข้าแทนท่ีโจทก์

อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 153

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๒๘ ก หนา้ ๑๑ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

หรือไม่มีการร้องขอเข้าแทนที่โจทก์ ให้ศาลมีคําสั่งยกเลิกการดําเนินคดีแบบกลุ่มและให้ดําเนินกระบวน
พิจารณาตอ่ ไปอยา่ งคดสี ามัญ โดยให้ถอื วา่ กระบวนพจิ ารณาท่ีได้กระทําไปแลว้ มีผลผูกพันการดาํ เนินคดีสามัญ
ของโจทก์ตอ่ ไปด้วย

คําสั่งของศาลตามมาตราน้ใี หเ้ ป็นที่สุด
มาตรา ๒๒๒/๒๗ ห้ามมิให้สมาชิกกลุ่มท่ีเข้าแทนที่โจทก์ตามมาตรา ๒๒๒/๒๕ ใช้สิทธิอย่างอ่ืน
นอกจากสิทธิท่ีมีอยู่แก่โจทก์ในชั้นพิจารณาเม่ือตนร้องขอเข้าแทนที่โจทก์ และห้ามมิให้ใช้สิทธิเช่นว่านั้น
ในทางท่ีขัดกับสิทธิของโจทก์เดิม เว้นแต่เป็นที่พอใจแก่ศาลตามคําร้องของสมาชิกกลุ่มที่เข้าแทนท่ีโจทก์
ว่าการดําเนินกระบวนพิจารณาของโจทก์ที่ได้ทําไปแล้วซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่สมาชิกกลุ่มน้ัน
เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ ในกรณีเช่นว่าน้ี เพ่ือประโยชน์แห่ง
ความยุติธรรม ศาลอาจมีคําสั่งอยา่ งใด ๆ ตามทเี่ หน็ สมควรก็ได้
มาตรา ๒๒๒/๒๘ เมื่อศาลมีคําส่ังอนุญาตให้ดําเนินคดีแบบกลุ่มแล้วโจทก์จะถอนคําฟ้องไม่ได้
เว้นแตศ่ าลจะอนุญาต
ในกรณีที่จําเลยย่นื คําใหก้ ารแลว้ หา้ มไม่ให้ศาลอนุญาตให้ถอนฟอ้ งโดยมไิ ดฟ้ ังจําเลยก่อน
ในกรณีที่ได้มีการส่งคําบอกกล่าวกับประกาศให้สมาชิกกลุ่มตามมาตรา ๒๒๒/๑๕ แล้ว
หากศาลจะมีคําสั่งอนุญาตใหถ้ อนคําฟ้อง ใหศ้ าลกําหนดวันตามที่เห็นสมควรแต่ต้องไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวัน
เพอื่ ให้สมาชิกกลุ่มคัดคา้ นโดยทาํ เปน็ หนงั สอื ยน่ื ตอ่ ศาล และสั่งให้โจทก์นําเงินค่าใช้จ่ายมาวางศาล รวมทั้ง
แจ้งเรือ่ งการถอนฟอ้ งใหส้ มาชกิ กลุ่มทราบตามวิธกี ารเช่นเดยี วกบั ทกี่ ําหนดไว้ในมาตรา ๒๒๒/๑๕ วรรคหนง่ึ
ในกรณีที่โจทก์เพิกเฉยไม่นําเงินค่าใช้จ่ายมาวางศาลตามวรรคสามโดยไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุ
แห่งการเพิกเฉยเชน่ วา่ นัน้ ใหศ้ าลมคี ําสัง่ ไม่อนญุ าตให้ถอนคาํ ฟอ้ ง
มาตรา ๒๒๒/๒๙ เม่ือศาลมีคําสั่งอนุญาตให้ดําเนินคดีแบบกลุ่มและพ้นระยะเวลา
ตามมาตรา ๒๒๒/๑๕ (๖) แล้ว ก่อนที่ศาลจะอนุญาตให้มีการตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกัน
ในประเด็นแห่งคดี ให้ศาลกําหนดวันตามที่เห็นสมควรแต่ต้องไม่น้อยกว่าส่ีสิบหา้ วันเพ่ือให้สมาชิกกลุ่มคัดค้าน
หรือแจ้งความประสงค์ออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มโดยทําเป็นหนังสือยื่นต่อศาล และสั่งให้โจทก์นําเงิน
ค่าใช้จ่ายมาวางศาล เพื่อแจ้งเรื่องการตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดี
ให้สมาชิกกลุ่มทราบตามวิธีการเช่นเดียวกับที่กําหนดไว้ในมาตรา ๒๒๒/๑๕ วรรคหน่ึง เมื่อศาลมีคําสั่ง
อนุญาตให้มีการตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีแล้ว ให้ถือว่าสมาชิก
กลุม่ รายทแี่ จง้ ความประสงค์ออกจากการเปน็ สมาชิกกลุ่มและมิได้ขอถอนความประสงค์ดังกล่าวก่อนศาลมี
คาํ สัง่ อนญุ าต ไมเ่ ป็นสมาชกิ กลมุ่ นับแต่วันทศี่ าลมีคาํ ส่ังอนญุ าต

154 กฏหมาย

เลม่ ๑๓๒ ตอนที่ ๒๘ ก หนา้ ๑๒ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

ในกรณีที่โจทก์เพิกเฉยไม่นําเงินค่าใช้จ่ายมาวางศาลตามวรรคหน่ึงโดยไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุ
แห่งการเพิกเฉยเช่นว่าน้ัน ให้ศาลมีคําสั่งไม่อนุญาตให้มีการตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกัน
ในประเด็นแห่งคดี

มาตรา ๒๒๒/๓๐ เม่ือศาลมีคําสั่งอนุญาตให้ดําเนินคดีแบบกลุ่มและพ้นระยะเวลา
ตามมาตรา ๒๒๒/๑๕ (๖) แลว้ ก่อนท่ีศาลจะอนุญาตให้มีการเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ช้ีขาด
ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายน้ีว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ให้นําความในมาตรา ๒๒๒/๒๙ มาใช้บังคับ
โดยอนุโลม

มาตรา ๒๒๒/๓๑ คําบอกกล่าวและประกาศตามมาตรา ๒๒๒/๒๘ มาตรา ๒๒๒/๒๙ และ
มาตรา ๒๒๒/๓๐ อย่างน้อยต้องมีรายการดังตอ่ ไปน้ี

(๑) ชือ่ ศาลและเลขคดี
(๒) ชื่อและท่อี ยู่ของคูค่ วาม
(๓) ขอ้ ความโดยยอ่ ของคําฟอ้ งและลกั ษณะของกลุม่ บคุ คลทช่ี ัดเจน
(๔) ข้อความโดยย่อของการดําเนินกระบวนพิจารณาที่ได้กระทําไปแล้วและเหตุที่ต้องมี
คาํ บอกกลา่ วและประกาศ
(๕) สิทธิของสมาชิกกลุ่มและผลของคําส่ังอนุญาตของศาลตามมาตรา ๒๒๒/๒๘ มาตรา ๒๒๒/๒๙
หรอื มาตรา ๒๒๒/๓๐ แลว้ แต่กรณี
(๖) ผลของการออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มตามมาตรา ๒๒๒/๒๙ หรือมาตรา ๒๒๒/๓๐
แลว้ แต่กรณี
(๗) ชอ่ื และตําแหนง่ ผพู้ ิพากษาผู้ออกคาํ บอกกลา่ วและประกาศ
มาตรา ๒๒๒/๓๒ ในการพิจารณามีคําสั่งตามมาตรา ๒๒๒/๒๘ มาตรา ๒๒๒/๒๙ หรือ
มาตรา ๒๒๒/๓๐ ให้ศาลคํานงึ ถงึ
(๑) ความจาํ เปน็ ในการดําเนินคดแี บบกลุ่มตอ่ ไป
(๒) ความคุ้มครองหรอื ประโยชนข์ องสมาชกิ กลุม่
(๓) ความยุ่งยากหรือความสะดวกในการดาํ เนินคดีแบบกลุ่มตอ่ ไป
(๔) ความเป็นธรรมและความมปี ระสทิ ธภิ าพในการดําเนนิ คดีแบบกลุ่มต่อไป
(๕) จาํ นวนของสมาชกิ กลมุ่ ทีค่ ัดค้าน
(๖) ความสามารถของจําเลยในการชดใช้ค่าเสียหายในกรณีมีการตกลงกันหรือประนีประนอม
ยอมความกันในประเด็นแหง่ คดี
(๗) การตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีของคู่ความมีความเป็นธรรม
และเป็นประโยชน์กบั สมาชิกกลุ่ม

อัยการนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 155

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๒๘ ก หน้า ๑๓ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๒๒๒/๓๓ ในกรณีท่ีศาลมีคําสั่งถึงท่ีสุดอนุญาตให้ดําเนินคดีแบบกลุ่มให้อายุความ
ในการฟ้องคดขี องสมาชิกกล่มุ สะดดุ หยุดลงนับแตว่ นั ที่โจทกย์ ่ืนคาํ ร้องขออนญุ าตใหด้ ําเนนิ คดแี บบกลุม่

ในกรณีที่ศาลมีคําส่ังถึงท่ีสุดไม่อนุญาตให้ดําเนินคดีแบบกลุ่ม หากปรากฏว่าอายุความการฟ้องคดี
ของสมาชิกกลุ่มครบกําหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณาคําร้องขออนุญาตให้ดําเนินคดีแบบกลุ่ม
หรือจะครบกําหนดภายในกําหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคําสั่งถึงที่สุด ให้สมาชิกกลุ่มมีสิทธิฟ้องคดี
เพอื่ ตั้งหลักฐานสทิ ธิเรยี กรอ้ งหรอื เพอ่ื ให้ชาํ ระหน้ภี ายในหกสิบวนั นับแต่วนั ทศ่ี าลมคี ําสงั่ ถงึ ท่สี ดุ

มาตรา ๒๒๒/๓๔ ในกรณที ่ีอายุความสะดดุ หยดุ ลงเพราะเหตุตามมาตรา ๒๒๒/๓๓ หากมีกรณี
ดงั ต่อไปน้ี ใหถ้ ือวา่ อายุความไม่เคยสะดดุ หยุดลง

(๑) ศาลมีคาํ พิพากษาถึงท่ีสดุ ใหย้ กฟอ้ ง
(๒) ศาลมีคาํ ส่ังยกเลิกการดาํ เนนิ คดีแบบกลมุ่
(๓) ศาลมคี าํ สัง่ จาํ หนา่ ยคดเี พราะเหตุถอนฟอ้ ง
(๔) ศาลยกคําฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อย่ใู นอาํ นาจศาลหรือโดยไม่ตัดสิทธิสมาชิกกลมุ่ ทจี่ ะฟ้องคดีใหม่
(๕) สมาชิกกลุ่มออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มตามมาตรา ๒๒๒/๑๖ มาตรา ๒๒๒/๒๙ หรือ
มาตรา ๒๒๒/๓๐
ในกรณีตาม (๒) (๓) (๔) และ (๕) หากปรากฏว่าอายุความการฟ้องคดีของสมาชิกกลุ่ม
ครบกําหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกําหนดภายในกําหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่
คําพิพากษาหรือคําส่ังนั้นถึงท่ีสุด ให้สมาชิกกลุ่มมีสิทธิฟ้องคดีเพ่ือตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพ่ือให้
ชําระหน้ีภายในหกสิบวันนับแต่วันท่ีคําพิพากษาหรือคําสั่งถึงท่ีสุดหรือนับแต่วันที่สมาชิกกลุ่มไม่เป็น
สมาชกิ กล่มุ แลว้ แตก่ รณี
ความในวรรคสองให้ใช้บังคับในกรณีที่สมาชิกกลุ่มผู้ใดถูกปฏิเสธคําขอรับชําระหน้ีโดยอ้างเหตุว่า
ไม่เป็นสมาชิกกลุ่มตามคําพิพากษา เนื่องจากศาลได้มีคําพิพากษาโดยกําหนดลักษณะเฉพาะของกลุ่ม
แตกต่างจากลักษณะเฉพาะของกลุ่มตามที่ศาลได้มีคําส่ังอนุญาตให้ดําเนินคดีแบบกลุ่มตามมาตรา ๒๒๒/๑๒
วรรคสอง โดยใหม้ ีสทิ ธฟิ ้องคดนี ับแต่วนั ท่ีคาํ สั่งปฏิเสธคาํ ขอรับชาํ ระหนถี้ ึงทส่ี ุด

ส่วนท่ี ๔
คาํ พิพากษาและการบังคับคดี

มาตรา ๒๒๒/๓๕ คําพิพากษาของศาลมีผลเป็นการผูกพันคู่ความและสมาชิกกลุ่มและในกรณี
ที่ศาลมีคําพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ให้โจทก์หรือทนายความฝ่ายโจทก์มีอํานาจดําเนินการบังคับคดี
แทนโจทกแ์ ละสมาชกิ กลุ่ม

156 กฏหมาย

เลม่ ๑๓๒ ตอนที่ ๒๘ ก หน้า ๑๔ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

สมาชิกกลุ่มมีสิทธิที่จะยื่นคําขอรับชําระหน้ี แต่ไม่มีสิทธิที่จะดําเนินการบังคับคดีตามส่วนนี้
ด้วยตนเอง

หากความปรากฏต่อศาลว่าทนายความฝ่ายโจทก์ไม่สามารถดําเนินการบังคับคดีเพ่ือคุ้มครอง
ประโยชน์ของสมาชิกกลุ่มได้อย่างเพียงพอและเป็นธรรม ศาลอาจมีคําสั่งให้โจทก์และสมาชิกกลุ่มจัดหา
ทนายความคนใหมม่ าดําเนนิ การบังคบั คดตี ่อไปได้

มาตรา ๒๒๒/๓๖ คําพิพากษาของศาลต้องกลา่ วหรอื แสดงรายการดังต่อไปน้ี
(๑) รายการตามที่กําหนดไว้ในมาตรา ๑๔๑
(๒) ลักษณะโดยชดั เจนของกลุม่ บุคคลหรอื กลุ่มยอ่ ยที่จะต้องถูกผูกพนั ตามคาํ พิพากษา
(๓) ในกรณีที่ศาลพพิ ากษาให้จําเลยชําระหนี้เป็นเงนิ ต้องระบุจํานวนเงินที่จําเลยจะต้องชําระ
ให้แกโ่ จทก์ รวมทงั้ หลกั เกณฑแ์ ละวิธีการคาํ นวณในการชําระเงนิ ใหส้ มาชิกกลุม่
(๔) จํานวนเงินรางวัลของทนายความฝา่ ยโจทกต์ ามมาตรา ๒๒๒/๓๗
มาตรา ๒๒๒/๓๗ ในกรณีท่ีศาลมีคําพิพากษาให้จําเลยกระทําการหรืองดเว้นกระทําการ
หรือส่งมอบทรัพย์สิน ให้ศาลกําหนดจํานวนเงินรางวัลที่จําเลยจะต้องชําระให้แก่ทนายความฝ่ายโจทก์
ตามท่ีเห็นสมควร โดยคํานึงถึงความยากง่ายของคดีประกอบกับระยะเวลาและการทํางานของทนายความ
ฝ่ายโจทก์ รวมท้ังค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดําเนินคดีแบบกลุ่ม ซ่ึงมิใช่ค่าฤชาธรรมเนียมที่ทนายความฝ่ายโจทก์
ได้เสียไป และเพื่อประโยชน์แห่งการนี้ เมื่อการพิจารณาส้ินสุดลงให้ทนายความฝ่ายโจทก์ย่ืนบัญชี
คา่ ใช้จ่ายดงั กลา่ วตอ่ ศาลโดยใหส้ ง่ สาํ เนาแก่จาํ เลยดว้ ย
ถ้าคําพิพากษากําหนดให้จําเลยใช้เงิน นอกจากศาลต้องคํานึงถึงหลักเกณฑ์ตามวรรคหน่ึงแล้ว
ให้ศาลคํานึงถึงจํานวนเงินท่ีโจทก์และสมาชิกกลุ่มมีสิทธิได้รับประกอบด้วย โดยกําหนดเป็นจํานวนร้อยละ
ของจํานวนเงินดังกล่าว แต่จํานวนเงินรางวัลของทนายความฝ่ายโจทก์ดังกล่าวต้องไม่เกินร้อยละสามสิบ
ของจํานวนเงนิ นน้ั
ถ้าคําพิพากษากําหนดให้จําเลยกระทําการหรืองดเว้นกระทําการหรือส่งมอบทรัพย์สินและให้ใช้
เงินรวมอยู่ดว้ ย ให้นาํ ความในวรรคหนง่ึ และวรรคสองมาใช้บงั คับโดยอนโุ ลม
ในการกําหนดจํานวนเงินรางวัลของทนายความฝ่ายโจทก์ตามมาตรานี้ หากมีการเปล่ียนทนายความ
ฝ่ายโจทก์ ใหศ้ าลกาํ หนดจาํ นวนเงินรางวลั ของทนายความฝ่ายโจทก์ตามสัดส่วนของการทํางานและค่าใช้จ่าย
ทท่ี นายความแต่ละคนเสียไป
ให้ถือว่าทนายความฝ่ายโจทก์เป็นเจ้าหน้ีตามคําพิพากษาและจําเลยเป็นลูกหนี้ตามคําพิพากษา
ในสว่ นของเงินรางวลั ของทนายความฝ่ายโจทกด์ ้วย และเงนิ รางวัลดังกลา่ วมิใช่ค่าฤชาธรรมเนยี ม
มาตรา ๒๒๒/๓๘ ในกรณีท่ีศาลมีคําพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ให้ศาลมีอํานาจกําหนดหลักเกณฑ์
วิธีการ และเง่ือนไขในการปฏิบัติตามคําพิพากษา โดยจะกําหนดไว้ในคําพิพากษาหรือโดยคําส่ัง
ในภายหลังก็ได้ และในระหว่างการบังคับคดีให้ศาลมีอํานาจออกคําบังคับเพิ่มเติมเพ่ือให้เป็นไปตาม
คาํ พิพากษาได้ตามทเี่ ห็นสมควร

อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 157

เลม่ ๑๓๒ ตอนที่ ๒๘ ก หน้า ๑๕ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

ให้ศาลช้ันต้นมีอํานาจพิจารณาส่ังคําร้องขอทุเลาการบังคับตามคําพิพากษาคําสั่งของศาลช้ันต้น
ใหเ้ ปน็ ทสี่ ุด

มาตรา ๒๒๒/๓๙ ให้ศาลแจ้งคําพิพากษาให้สมาชิกกลุ่มทราบตามวิธีการเช่นเดียวกับท่ีกําหนดไว้
ในมาตรา ๒๒๒/๑๕ วรรคหนึ่ง และใหแ้ จ้งอธบิ ดกี รมบังคบั คดที ราบดว้ ย

ในกรณีที่ศาลมีคําพิพากษาให้จําเลยชําระหน้ีเป็นเงินหรือชําระหนี้เป็นเงินรวมอยู่ด้วย ให้ศาลตั้ง
เจ้าพนักงานบังคับคดีเพ่ือดําเนินการต่อไป รวมทั้งกําหนดวันตามที่เห็นสมควรในคําบอกกล่าวและประกาศ
ตามวรรคหน่ึง เพื่อให้สมาชิกกลุ่มย่ืนคําขอรับชําระหน้ีต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ถ้าเป็นกรณีที่ศาล
มีคําพพิ ากษาใหจ้ ําเลยชาํ ระหนี้อย่างอื่นและจําเป็นจะต้องมีการดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อประโยชน์
แก่การบังคับตามคําพิพากษา โจทก์อาจย่นื คาํ ขอตอ่ ศาลเพอื่ ตง้ั เจา้ พนักงานบงั คับคดดี ําเนนิ การได้

เมื่อพน้ กาํ หนดระยะเวลาตามวรรคสอง สมาชิกกลุ่มที่ไม่ได้ย่ืนคําขอรับชําระหน้ีไม่มีสิทธิขอเฉลี่ย
ทรัพย์สินหรือเงินในการบังคับคดีตามส่วนน้ี เว้นแต่ในกรณีท่ีมีเหตุสุดวิสัย สมาชิกกลุ่มที่ไม่ได้ย่ืนคําขอรับ
ชําระหนี้ภายในกําหนดระยะเวลา อาจยื่นคําขอรับชําระหน้ีต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ภายในสามสิบวัน
นับแตว่ นั พ้นกําหนดระยะเวลา

มาตรา ๒๒๒/๔๐ คู่ความในคดแี ละสมาชิกกลุม่ รายอ่ืนอาจขอตรวจและโต้แย้งคําขอรับชําระหนี้
ของสมาชิกกลุ่มผู้ยื่นคําขอรับชําระหนี้ได้ แต่ต้องกระทําภายในกําหนดสามสิบวันนับแต่วันท่ีพ้นกําหนดเวลา
ย่ืนคําขอรบั ชําระหนี้ เว้นแตใ่ นกรณที ่มี เี หตุสุดวิสัย อาจขอขยายระยะเวลาออกไปอกี ได้ไมเ่ กนิ สามสบิ วัน

มาตรา ๒๒๒/๔๑ ให้เจา้ พนักงานบังคับคดีมีอํานาจเรียกคู่ความในคดี สมาชิกกลุ่ม ผู้มีส่วนได้เสีย
ในการบังคับคดี หรือบุคคลที่เก่ียวข้อง มาสอบสวนในเร่ืองคําขอรับชําระหน้ีของสมาชิกกลุ่มเพ่ือพิจารณา
มีคําส่งั ต่อไปได้

มาตรา ๒๒๒/๔๒ คําขอรับชาํ ระหน้ีของสมาชิกกลุ่มรายใด ถ้าค่คู วามในคดแี ละสมาชกิ กลุ่มรายอ่ืน
ไมโ่ ตแ้ ย้ง ใหเ้ จ้าพนักงานบังคบั คดีมอี ํานาจสงั่ อนุญาตให้รับชําระหน้ีได้ เว้นแต่มีเหตุอันสมควรสั่งเป็นอย่างอื่น
โดยให้เจ้าพนกั งานบังคับคดแี จง้ ใหศ้ าลทราบถึงการดําเนนิ การดังกล่าวดว้ ย

คําขอรับชําระหนี้ของสมาชิกกลุ่มรายใด ถ้ามีผู้โต้แย้ง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคําสั่งอย่างหนึ่ง
อย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑) ใหย้ กคําขอรบั ชําระหน้ี
(๒) อนญุ าตใหไ้ ด้รบั ชาํ ระหนีเ้ ต็มจาํ นวน
(๓) อนุญาตให้ได้รบั ชาํ ระหน้บี างสว่ น
สมาชิกกลุ่มท่ียื่นคําขอรับชําระหนี้และไม่มีผู้โต้แย้งตามวรรคหนึ่ง สมาชิกกลุ่มที่ย่ืนคําขอรับชําระหนี้
และมีผู้โต้แย้งตามวรรคสอง หรือผู้โต้แย้ง อาจย่ืนคําร้องคัดค้านคําสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลได้
ภายในกาํ หนดสบิ หา้ วันนบั แต่วนั ท่ที ราบคาํ สงั่ ของเจ้าพนกั งานบงั คับคดี
คําส่ังของศาลตามวรรคสามใหอ้ ทุ ธรณ์และฎกี าได้ภายใตบ้ ทบญั ญตั ิในภาค ๓ อทุ ธรณแ์ ละฎีกา

158 กฏหมาย

เลม่ ๑๓๒ ตอนที่ ๒๘ ก หน้า ๑๖ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๒๒๒/๔๓ เม่ือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดของลูกหนี้ตาม
คําพิพากษาในคดีอ่ืนไว้แทนเจ้าหน้ีตามคําพิพากษาแล้ว ให้ทนายความฝ่ายโจทก์ในคดีแบบกลุ่มมีอํานาจ
ย่ืนคําขอโดยทําเป็นคําร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินน้ัน เพื่อให้ศาลมีคําส่ัง
ใหเ้ ฉลีย่ ทรัพยแ์ กท่ นายความฝา่ ยโจทก์ โจทก์ และสมาชิกกลมุ่ ตามมาตรา ๒๙๐ ตามจาํ นวนท่ีมีสทิ ธิได้รับ

ในกรณีที่จํานวนเงินท่ีสมาชิกกลุ่มได้ย่ืนคําขอรับชําระหนี้ตามมาตรา ๒๒๒/๔๒ ยังไม่เป็นท่ียุติ
ให้ศาลท่ีได้รับคําร้องขอเฉล่ียทรัพย์ตามวรรคหน่ึงรอการมีคําสั่งให้เฉลี่ยทรัพย์ไว้ก่อน และเมื่อได้ข้อยุติ
ในจาํ นวนเงินดังกล่าวแล้ว ให้ทนายความฝ่ายโจทก์แจง้ ให้ศาลนน้ั ทราบ

เม่ือศาลได้มีคําส่ังให้เฉล่ียทรัพย์แล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนั้นส่งเงินให้เจ้าพนักงาน
บงั คับคดีในคดแี บบกลมุ่ เพอ่ื จา่ ยให้แกผ่ ู้มสี ิทธติ ามมาตรา ๒๒๒/๔๔

มาตรา ๒๒๒/๔๔ เม่ือจําเลยนําเงินหรือทรัพย์สินมาวางต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือเมื่อได้
ขายทอดตลาดหรือจําหน่ายโดยวิธีอื่นซ่ึงทรัพย์สินของจําเลย หรือเม่ือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รวบรวม
ทรัพย์สินอื่นใดของจําเลยเสร็จ และได้หักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดี
จ่ายเงินใหแ้ กผ่ ู้มีสิทธติ ามลาํ ดบั ดังนี้

(๑) ผมู้ สี ทิ ธไิ ดร้ ับชาํ ระหน้กี ่อนตามมาตรา ๒๘๗ และมาตรา ๒๘๙
(๒) เงนิ รางวลั ของทนายความฝ่ายโจทกต์ ามมาตรา ๒๒๒/๓๗
(๓) ค่าฤชาธรรมเนียมใชแ้ ทนโจทก์
(๔) โจทก์ สมาชกิ กลมุ่ และเจ้าหน้ีอ่นื ที่มีสทิ ธไิ ดร้ ับเฉล่ียทรพั ย์ตามมาตรา ๒๙๐

สว่ นที่ ๕
อุทธรณ์และฎีกา

มาตรา ๒๒๒/๔๕ ให้คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาคําพิพากษาหรือคําส่ังของศาล โดยไม่นํา
ข้อจํากดั สทิ ธเิ รื่องทนุ ทรพั ยข์ องการอทุ ธรณแ์ ละฎีกาในขอ้ เท็จจรงิ มาใชบ้ ังคบั

มาตรา ๒๒๒/๔๖ สมาชิกกลุ่มไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาคําพิพากษาหรือคําส่ังของศาล ยกเว้น
ในกรณีตามมาตรา ๒๒๒/๔๒

มาตรา ๒๒๒/๔๗ ในกรณีท่ีจําเลยยื่นคําร้องอุทธรณ์คําสั่งไม่รับอุทธรณ์หรือฎีกาให้จําเลย
นําค่าฤชาธรรมเนียมท้ังปวงมาวางศาลและนําเงินมาชําระตามคําพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล
เฉพาะในส่วนที่จําเลยต้องรับผิดชําระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่ไม่ต้องนําเงินมาชําระหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล
สาํ หรบั เงนิ รางวัลของทนายความฝา่ ยโจทก์

มาตรา ๒๒๒/๔๘ คดีท่ีศาลชั้นต้นมีคําส่ังรับอุทธรณ์หรือฎีกาส่งมาให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา
หากศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณีพิจารณาเห็นว่าอุทธรณ์หรือฎีกาน้ันต้องห้ามอุทธรณ์หรือห้ามฎีกา

อัยการนเิ ทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 159

เลม่ ๑๓๒ ตอนที่ ๒๘ ก หนา้ ๑๗ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

ให้ยกอุทธรณ์หรือฎีกา โดยไม่จําต้องวินิจฉัยประเด็นที่อุทธรณ์หรือฎีกา แต่ถ้าศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา
แล้วแต่กรณี พิจารณาเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจําเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดจะรับพิจารณา
พิพากษาคดีที่ตอ้ งห้ามอทุ ธรณ์หรอื ห้ามฎกี าดังกลา่ วน้ันกไ็ ด้

สว่ นท่ี ๖
คา่ ธรรมเนยี ม

มาตรา ๒๒๒/๔๙ ใหค้ ิดค่าธรรมเนยี มตามอัตราดงั ต่อไปน้ี
(๑) ค่าย่นื คาํ ขอรบั ชําระหนส้ี องร้อยบาท แต่การขอรับชําระหน้ีท่ีไม่เกินสองหมื่นบาทไม่ต้องเสีย
ค่าธรรมเนียม
(๒) ค่าคัดค้านคาํ สั่งของเจ้าพนกั งานบงั คับคดีตอ่ ศาลในเร่อื งการขอรับชําระหนี้เรอ่ื งละสองร้อยบาท
(๓) ค่าข้ึนศาลในกรณีท่ีมีการอุทธรณ์เร่ืองการขอรับชําระหน้ี หรือการอุทธรณ์เรื่องเงินรางวัล
ของทนายความ เรื่องละสองร้อยบาท
(๔) คา่ ธรรมเนียมอื่นนอกจาก (๑) (๒) และ (๓) ให้คิดอัตราเดียวกับค่าธรรมเนียมตามตาราง
ท้ายประมวลกฎหมายน้”ี

ผรู้ ับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

160 กฏหมาย

เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๒๘ ก หน้า ๑๘ ๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยท่ีการดําเนินคดีแบบกลุ่มเป็นกระบวนการ
ดําเนินคดีท่ีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการอํานวยความยุติธรรมให้กับประชาชน เน่ืองจากเป็นวิธีการที่สามารถ
คุ้มครองผู้เสียหายจํานวนมากได้ในการดําเนินคดีเพียงคร้ังเดียว และสามารถอํานวยความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหาย
ท่ีไม่มีความสามารถฟ้องคดีเพ่ือเยียวยาความเสียหายด้วยตนเองได้ หรือผู้เสียหายท่ีได้รับความเสียหาย
จาํ นวนเพียงเล็กนอ้ ย เช่น คดีทผ่ี ู้บรโิ ภคไดร้ ับความเสียหาย การดําเนนิ คดีแบบกลุ่มจงึ เปน็ มาตรการท่ีสร้าง
ความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนผู้ด้อยโอกาสในสังคมได้เป็นอย่างดี ประกอบกับการดําเนินคดีแบบกลุ่มเป็นวิธีการ
ที่ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดําเนินการ และยังช่วยหลีกเลี่ยงความซํ้าซ้อนในการฟ้องคดีและป้องกัน
ความขัดแย้งกันของคําพิพากษา ตลอดจนเป็นมาตรการในการลดปริมาณคดีท่ีจะข้ึนสู่ศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกทางหน่ึง สมควรแก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเพื่อกําหนดกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับ
การดาํ เนินคดแี บบกลุ่ม จงึ จําเป็นต้องตราพระราชบญั ญตั ินี้

อยั การนิเทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 161

เลม่ ๑๓๑ ตอนท่ี ๘๙ ก หน้า ๑๑ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๗
ราชกิจจานุเบกษา

พระราชบญั ญัติ

จราจรทางบก (ฉบบั ที่ ๙)
พ.ศ. ๒๕๕๗

ภูมพิ ลอดลุ ยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วนั ที่ ๒๙ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
เปน็ ปที ี่ ๖๙ ในรชั กาลปจั จุบนั

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ
ใหป้ ระกาศว่า

โดยทเี่ ป็นการสมควรแกไ้ ขเพิ่มเติมกฎหมายว่าดว้ ยจราจรทางบก
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ
สภานติ บิ ญั ญตั แิ ห่งชาติ ดังตอ่ ไปน้ี
มาตรา ๑ พระราชบญั ญตั ิน้ีเรียกวา่ “พระราชบญั ญตั ิจราจรทางบก (ฉบบั ท่ี ๙) พ.ศ. ๒๕๕๗”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัติน้ีให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เปน็ ต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๑๔๐ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก
พ.ศ. ๒๕๒๒ ซ่ึงแก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕ และให้ใช้
ความตอ่ ไปนี้แทน
“มาตรา ๑๔๐ เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าท่ีพบด้วยตนเองหรือโดยการใช้
เครื่องอุปกรณ์ใด ๆ ว่าผู้ขับข่ีผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติน้ี หรือกฎหมายอื่น
อนั เกย่ี วกับรถนั้น ๆ จะวา่ กลา่ ว ตักเตือนผูข้ บั ข่ี หรือออกใบสัง่ ให้ผขู้ บั ข่ีชาํ ระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบก็ได้
ในกรณีที่ไม่พบตัวผู้ขับขี่ ให้ติดหรือผูกใบส่ังไว้ที่รถท่ีผู้ขับขี่เห็นได้ง่าย และถ้าไม่สามารถติดหรือผูกใบสั่งไว้
ที่รถได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้ส่งใบส่ังพร้อมพยานหลักฐานโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังภูมิลําเนาของ

ราชกิจจานเุ บกษา เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๘๙ ก วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๗

162 กฏหมาย

เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๘๙ ก หน้า ๑๒ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๗
ราชกจิ จานุเบกษา

เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถภายในระยะเวลาตามที่ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติกําหนด นับแต่วันท่ี
เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าทพี่ บการกระทําความผิด และให้ถอื ว่าเจา้ ของรถหรือผูค้ รอบครองรถ
ได้รบั ใบส่ังนั้นเมอ่ื พ้นกําหนดสามสิบวนั นับแตว่ ันส่ง”

ผ้รู ับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยทุ ธ์ จนั ทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 163

เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๘๙ ก หน้า ๑๓ ๓๐ ธนั วาคม ๒๕๕๗
ราชกิจจานุเบกษา

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันเม่ือเจ้าพนักงานจราจร
หรือพนักงานเจ้าหน้าท่ีพบการกระทําความผิดของผู้ขับขี่ไม่ว่าด้วยตนเองหรือด้วยเครื่องอุปกรณ์ใด ๆ แล้ว
แต่ไม่อาจออกใบสง่ั ใหผ้ ู้ขบั ขไี่ ด้ในขณะนนั้ เพราะไมส่ ามารถเรียกใหผ้ ูข้ ับขห่ี ยุดรถได้ ซึ่งส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมาย
ไม่มีประสิทธิภาพเท่าท่ีควร สมควรแก้ไขเพ่ิมเติมมาตรา ๑๔๐ วรรคหน่ึง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก
พ.ศ. ๒๕๒๒ ซ่ึงแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕ เพ่ือให้
เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่พบการกระทําความผิดดังกล่าวสามารถส่งใบส่ังไปยังภูมิลําเนาของ
เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรบั ได้ จงึ จาํ เป็นตอ้ งตราพระราชบัญญัตนิ ี้

164 กฏหมาย

เลม่ ๑๓๑ ตอนท่ี ๘๙ ก หน้า ๑๔ ๓๐ ธนั วาคม ๒๕๕๗
ราชกิจจานุเบกษา

พระราชบญั ญัติ

จราจรทางบก (ฉบบั ที่ ๑๐)
พ.ศ. ๒๕๕๗

ภมู พิ ลอดุลยเดช ป.ร.

ใหไ้ ว้ ณ วนั ท่ี ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
เปน็ ปีท่ี ๖๙ ในรชั กาลปจั จบุ ัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ
ใหป้ ระกาศว่า

โดยทเี่ ป็นการสมควรแก้ไขเพมิ่ เตมิ กฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติข้ึนไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ
สภานิติบญั ญตั แิ หง่ ชาติ ดงั ตอ่ ไปน้ี
มาตรา ๑ พระราชบัญญตั ินี้เรียกว่า “พระราชบัญญตั ิจราจรทางบก (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๕๗”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับต้ังแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปน้ีเป็นวรรคสามของมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก
พ.ศ. ๒๕๒๒
“การแสดงสัญญาณจราจรของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรานี้ พนักงานเจ้าหน้าที่จะใช้ไฟฉาย
เรอื งแสงหรอื อุปกรณเ์ รืองแสงอ่ืนด้วยก็ได”้
มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๒ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึง่ แกไ้ ขเพ่มิ เตมิ โดยพระราชบัญญตั ิจราจรทางบก (ฉบับท่ี ๖) พ.ศ. ๒๕๔๒ และใหใ้ ช้ความตอ่ ไปน้แี ทน
“มาตรา ๑๔๒ เจา้ พนกั งานจราจรหรอื พนกั งานเจ้าหนา้ ที่มีอํานาจสัง่ ให้ผู้ขบั ขีห่ ยุดรถในเมอื่
(๑) รถน้นั มสี ภาพไมถ่ ูกต้องตามท่ีบญั ญตั ไิ ว้ในมาตรา ๖

ราชกจิ จานุเบกษา เลม่ ๑๓๑ ตอนท่ี ๘๙ ก วันท่ี ๓๐ ธนั วาคม ๒๕๕๗

อยั การนเิ ทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 165

เล่ม ๑๓๑ ตอนท่ี ๘๙ ก หนา้ ๑๕ ๓๐ ธนั วาคม ๒๕๕๗
ราชกจิ จานุเบกษา

(๒) เหน็ วา่ ผขู้ บั ข่หี รือบคุ คลใดในรถน้ันได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติน้ี
หรอื กฎหมายอนั เก่ียวกบั รถน้ัน ๆ

ในกรณที ่มี พี ฤตกิ ารณอ์ ันควรเชือ่ วา่ ผู้ขบั ขฝี่ ่าฝนื มาตรา ๔๓ (๑) หรอื (๒) ใหเ้ จ้าพนักงานจราจร
พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าท่ีสั่งให้มีการทดสอบผู้ขับข่ีดังกล่าวว่าหย่อนความสามารถ
ในอันที่จะขับหรอื เมาสุราหรือของเมาอย่างอ่นื หรือไม่

ในกรณีท่ีผู้ขับข่ีตามวรรคสองไม่ยอมให้ทดสอบ ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือ
พนักงานเจ้าหน้าท่ีมีอํานาจกักตัวผู้น้ันไว้ดําเนินการทดสอบได้ภายในระยะเวลาเท่าท่ีจําเป็นแห่งกรณี
เพื่อให้การทดสอบเสร็จส้ินไปโดยเร็ว หากผู้นั้นยอมให้ทดสอบและผลการทดสอบปรากฏว่าไม่ได้ฝ่าฝืน
มาตรา ๔๓ (๑) หรือ (๒) กใ็ ห้ปล่อยตวั ไปทันที

ในกรณีที่มีพฤติการณ์อันควรเช่ือว่าผู้ขับข่ีขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอ่ืน หากผู้น้ัน
ยงั ไม่ยอมใหท้ ดสอบตามวรรคสามโดยไมม่ ีเหตุอนั สมควร ใหส้ นั นษิ ฐานไว้กอ่ นวา่ ผนู้ ั้นฝ่าฝนื มาตรา ๔๓ (๒)

การทดสอบตามมาตราน้ใี ห้เปน็ ไปตามหลกั เกณฑ์และวธิ ีการที่กาํ หนดในกฎกระทรวง”

ผูร้ บั สนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จนั ทรโ์ อชา

นายกรัฐมนตรี

166 กฏหมาย

เลม่ ๑๓๑ ตอนท่ี ๘๙ ก หน้า ๑๖ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๗
ราชกจิ จานุเบกษา

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกําหนดมาตรการ
ในด้านความปลอดภัยเพ่ือช่วยในการให้สัญญาณจราจรและสมควรกําหนดข้อสันนิษฐานว่าผู้ขับข่ีขับรถในขณะ
เมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ในกรณีท่ีไม่ยอมให้ทดสอบโดยไม่มีเหตุอันควร อันจะเป็นมาตรการในการป้องกัน
การเกิดอบุ ตั เิ หตทุ เ่ี กิดจากผู้ขับขี่รถขณะเมาสรุ าหรือของเมาอยา่ งอนื่ จงึ จาํ เป็นต้องตราพระราชบญั ญัตนิ ี้

อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 167

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๖ ก หนา้ ๗ ๕ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา



พระราชบญั ญัติ

ลขิ สทิ ธิ์ (ฉบับท่ี ๒)
พ.ศ. ๒๕๕๘

ภูมพิ ลอดลุ ยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘
เปน็ ปีที่ ๗๐ ในรชั กาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ
ใหป้ ระกาศว่า

โดยท่ีเปน็ การสมควรแกไ้ ขเพ่ิมเตมิ กฎหมายว่าดว้ ยลิขสทิ ธิ์
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติข้ึนไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ
สภานติ บิ ัญญตั แิ หง่ ชาติ ดังต่อไปน้ี
มาตรา ๑ พระราชบญั ญตั ินเ้ี รียกว่า “พระราชบัญญตั ิลิขสทิ ธิ์ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเม่ือพ้นกําหนดหน่ึงร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศ
ในราชกิจจานเุ บกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้เพ่ิมบทนิยามคําว่า “ข้อมูลการบริหารสิทธิ” “มาตรการทางเทคโนโลยี” และ
“การหลบเลยี่ งมาตรการทางเทคโนโลยี” ระหว่างบทนิยามคําว่า “การโฆษณา” และ “พนักงานเจ้าหน้าท่ี”
ในมาตรา ๔ แห่งพระราชบญั ญัตลิ ิขสทิ ธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗
“ “ขอ้ มูลการบริหารสิทธิ” หมายความว่า ขอ้ มูลท่ีบง่ ชีถ้ ึงผสู้ รา้ งสรรค์ งานสรา้ งสรรค์ นักแสดง
การแสดง เจ้าของลิขสิทธิ์ หรือระยะเวลาและเง่ือนไขการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ ตลอดจนตัวเลขหรือรหัส
แทนขอ้ มูลดงั กล่าว โดยขอ้ มลู เชน่ วา่ นีต้ ิดอยูห่ รอื ปรากฏเกยี่ วขอ้ งกบั งานอนั มีลิขสิทธิ์หรือสิง่ บนั ทกึ การแสดง
“มาตรการทางเทคโนโลยี” หมายความว่า เทคโนโลยีท่ีออกแบบมาเพ่ือป้องกันการทําซํ้าหรือ
ควบคุมการเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธ์ิหรือสิ่งบันทึกการแสดง โดยเทคโนโลยีเช่นว่านี้ได้นํามาใช้กับงาน
อันมลี ขิ สทิ ธิห์ รือส่ิงบนั ทกึ การแสดงนนั้ อย่างมีประสิทธภิ าพ

ราชกจิ จานุเบกษา เล่ม ๑๓๒ ตอนท่ี ๖ ก วันที่ ๕ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๘

168 กฏหมาย

เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๖ ก หน้า ๘ ๕ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

“การหลบเล่ยี งมาตรการทางเทคโนโลยี” หมายความว่า การกระทําด้วยประการใด ๆ ที่ทําให้
มาตรการทางเทคโนโลยีไมเ่ กดิ ผล”

มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปน้ีเป็นมาตรา ๓๒/๑ มาตรา ๓๒/๒ และมาตรา ๓๒/๓ แห่ง
พระราชบญั ญตั ลิ ขิ สทิ ธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

“มาตรา ๓๒/๑ การจาํ หน่ายต้นฉบบั หรือสําเนางานอันมลี ิขสิทธโ์ิ ดยผ้ไู ด้มาซึง่ กรรมสิทธ์ใิ นต้นฉบับ
หรอื สําเนางานอันมลี ิขสิทธิ์น้ันโดยชอบดว้ ยกฎหมาย มิให้ถอื วา่ เปน็ การละเมิดลิขสิทธ์ิ

มาตรา ๓๒/๒ การกระทําแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ท่ีทําหรือได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายในระบบคอมพิวเตอร์
ท่ีมีลักษณะเป็นการทําซ้ําท่ีจําเป็นต้องมีสําหรับการนําสําเนามาใช้เพื่อให้อุปกรณ์ท่ีใช้ในระบบคอมพิวเตอร์
หรอื กระบวนการส่งงานอนั มลี ิขสิทธิท์ างระบบคอมพวิ เตอร์ทํางานได้ตามปกติ มใิ ห้ถือว่าเปน็ การละเมิดลิขสทิ ธ์ิ

มาตรา ๓๒/๓ ในกรณีที่มหี ลักฐานอนั ควรเช่ือไดว้ า่ มกี ารละเมิดลิขสิทธิ์ในระบบคอมพิวเตอร์ของ
ผู้ใหบ้ ริการ เจา้ ของลขิ สทิ ธ์ิอาจย่ืนคาํ ร้องต่อศาลเพ่อื มคี ําส่ังให้ผใู้ หบ้ รกิ ารระงับการละเมิดลขิ สทิ ธิ์นน้ั

เพื่อประโยชนแ์ ห่งมาตราน้ี ผ้ใู ห้บรกิ าร หมายความวา่
(๑) ผู้ให้บริการแก่บุคคลอ่ืนในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอ่ืน
โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ท้ังน้ี ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเองหรือในนามหรือเพ่ือประโยชน์
ของบคุ คลอืน่
(๒) ผใู้ หบ้ ริการเกบ็ รักษาขอ้ มลู คอมพวิ เตอรเ์ พ่อื ประโยชน์ของบุคคลอืน่
คาํ ร้องตามวรรคหน่งึ ตอ้ งมรี ายละเอยี ดโดยชัดแจง้ ซึ่งขอ้ มูล หลกั ฐานและคาํ ขอบงั คบั ดงั ต่อไปนี้
(๑) ชอ่ื และที่อยู่ของผู้ใหบ้ รกิ าร
(๒) งานอันมลี ิขสทิ ธทิ์ ่อี า้ งวา่ ถกู ละเมิดลิขสิทธิ์
(๓) งานท่ีอ้างว่าได้ทาํ ขนึ้ โดยละเมดิ ลิขสทิ ธิ์
(๔) กระบวนการสืบทราบ วันและเวลาที่พบการกระทํา และการกระทําหรือพฤติการณ์ ตลอดท้ัง
หลักฐานเก่ยี วกบั การละเมดิ ลขิ สทิ ธ์ิ
(๕) ความเสยี หายทอี่ าจเกดิ ขึ้นจากการกระทําที่อา้ งวา่ เป็นการละเมิดลิขสิทธ์ิ
(๖) คําขอบังคับให้ผู้ให้บริการนํางานท่ีทําข้ึนโดยละเมิดลิขสิทธ์ิออกจากระบบคอมพิวเตอร์ของ
ผใู้ หบ้ รกิ าร หรือระงับการละเมิดลขิ สิทธ์ดิ ้วยวิธีอนื่ ใด
เมือ่ ศาลไดร้ ับคําร้องตามวรรคหน่ึง ให้ศาลทําการไต่สวน หากศาลเห็นว่าคําร้องมีรายละเอียด
ครบถ้วนตามวรรคสาม และมีเหตุจําเป็นท่ีศาลสมควรจะมีคําสั่งอนุญาตตามคําร้องน้ัน ให้ศาลมีคําส่ังให้
ผู้ให้บริการระงับการกระทําที่อ้างว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือนํางานท่ีอ้างว่าได้ทําขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธ์ิ
ออกจากระบบคอมพวิ เตอร์ของผู้ให้บริการตามระยะเวลาที่ศาลกําหนด โดยคําส่ังศาลให้บังคับผู้ให้บริการ
ได้ทันที แล้วแจ้งคําส่ังนั้นให้ผู้ให้บริการทราบโดยไม่ชักช้า ในกรณีเช่นน้ี ให้เจ้าของลิขสิทธิ์ดําเนินคดี
ต่อผกู้ ระทาํ ละเมิดลิขสิทธ์ิภายในระยะเวลาท่ีศาลมีคําส่ังให้ระงับการกระทําที่อ้างว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
หรอื นํางานทอี่ า้ งวา่ ได้ทาํ ขน้ึ โดยละเมดิ ลิขสิทธ์อิ อกจากระบบคอมพวิ เตอร์

อัยการนิเทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 169

เลม่ ๑๓๒ ตอนที่ ๖ ก หนา้ ๙ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

ในกรณีทผ่ี ู้ให้บริการมิใชผ่ ้คู วบคมุ ริเริ่ม หรอื ส่ังการให้มีการละเมิดลิขสิทธิ์ในระบบคอมพิวเตอร์
ของผู้ให้บริการ และผู้ให้บริการนั้นได้ดําเนินการตามคําสั่งศาลตามวรรคสี่แล้ว ผู้ให้บริการไม่ต้องรับผิด
เกี่ยวกับการกระทําที่อ้างว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ท่ีเกิดข้ึนก่อนศาลมีคําส่ังและหลังจากคําส่ังศาลเป็นอัน
สิ้นผลแล้ว

ผ้ใู ห้บรกิ ารไมต่ ้องรับผิดต่อความเสยี หายใด ๆ ทเ่ี กิดขึ้นจากการดําเนินการตามคําส่ังศาลตามวรรคส่ี”
มาตรา ๕ ใหเ้ พ่มิ ความต่อไปน้เี ป็นมาตรา ๕๑/๑ แหง่ พระราชบญั ญตั ิลิขสทิ ธ์ิ พ.ศ. ๒๕๓๗
“มาตรา ๕๑/๑ นักแสดงย่อมมสี ทิ ธทิ ่ีจะแสดงวา่ ตนเป็นนักแสดงในการแสดงของตน และมีสิทธิ
ห้ามผู้รับโอนสิทธิของนักแสดงหรือบุคคลอ่ืนใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลง หรือทําโดยประการอื่นใด
แกก่ ารแสดงนน้ั จนเกดิ ความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของนักแสดง และเม่ือนักแสดงถึงแก่ความตาย
ทายาทของนักแสดงมีสิทธิฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอดอายุแห่งการคุ้มครองสิทธิของนักแสดง
ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เปน็ อย่างอ่ืนเป็นลายลักษณ์อักษร”
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๓ แหง่ พระราชบญั ญัติลิขสิทธ์ิ พ.ศ. ๒๕๓๗ และให้ใช้
ความตอ่ ไปนี้แทน
“มาตรา ๕๓ ใหน้ าํ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๒/๒ มาตรา ๓๒/๓ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๖
มาตรา ๔๒ และมาตรา ๔๓ มาใชบ้ งั คับแกส่ ิทธิของนักแสดงโดยอนุโลม”
มาตรา ๗ ให้เพ่มิ ความต่อไปนี้เป็นหมวด ๒/๑ ข้อมูลการบริหารสิทธิและมาตรการทางเทคโนโลยี
มาตรา ๕๓/๑ มาตรา ๕๓/๒ มาตรา ๕๓/๓ มาตรา ๕๓/๔ และมาตรา ๕๓/๕ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ. ๒๕๓๗

“หมวด ๒/๑
ข้อมูลการบริหารสทิ ธิและมาตรการทางเทคโนโลยี

มาตรา ๕๓/๑ การลบหรือเปล่ียนแปลงข้อมูลการบริหารสิทธิ โดยรู้อยู่แล้วว่าการกระทําน้ัน
อาจจงู ใจให้เกิด ก่อให้เกดิ ใหค้ วามสะดวก หรอื ปกปิดการละเมิดลขิ สิทธห์ิ รือสทิ ธขิ องนักแสดง ให้ถือว่าเป็น
การละเมิดขอ้ มลู การบรหิ ารสิทธิ

มาตรา ๕๓/๒ ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่างานหรือสําเนางานอันมีลิขสิทธ์ิน้ันได้มีการลบหรือเปลี่ยนแปลง
ข้อมูลการบริหารสิทธิ ให้ถือว่าผู้น้ันกระทําการละเมิดข้อมูลการบริหารสิทธิด้วย ถ้าได้กระทําการอย่างใด
อยา่ งหนง่ึ แกง่ านน้นั ดังตอ่ ไปนี้

(๑) นาํ หรือส่งั เขา้ มาในราชอาณาจกั รเพอ่ื จําหน่าย
(๒) เผยแพร่ต่อสาธารณชน
มาตรา ๕๓/๓ การกระทําใด ๆ ดังต่อไปน้ี มิให้ถือวา่ เปน็ การละเมิดข้อมลู การบรหิ ารสิทธิ

170 กฏหมาย

เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๖ ก หน้า ๑๐ ๕ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

(๑) การลบหรือเปล่ียนแปลงข้อมูลการบริหารสิทธิโดยเจ้าพนักงานผู้มีอํานาจตามกฎหมาย
เพื่อบงั คับการใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมาย การอันจําเป็นในการป้องกันประเทศ การรักษาความม่ันคงแห่งชาติ
หรอื วตั ถปุ ระสงคอ์ ่นื ในทํานองเดียวกัน

(๒) การลบหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลการบริหารสิทธิโดยสถาบันการศึกษา หอจดหมายเหตุ
ห้องสมดุ หรอื องคก์ รแพรเ่ สยี งแพรภ่ าพสาธารณะ ทไ่ี ม่ไดม้ วี ัตถุประสงคเ์ พอ่ื หากาํ ไร

(๓) การเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานหรือสําเนางานอันมีลิขสิทธ์ิท่ีมีการลบหรือเปลี่ยนแปลง
ข้อมูลการบริหารสิทธิ โดยสถาบันการศึกษา หอจดหมายเหตุ ห้องสมุด หรือองค์กรแพร่เสียงแพร่ภาพ
สาธารณะ ทีไ่ ม่ไดม้ วี ตั ถุประสงคเ์ พื่อหากําไร

ลักษณะของข้อมูลการบริหารสิทธิตาม (๒) และงานหรือสําเนางานอันมีลิขสิทธ์ิที่มีการลบหรือ
เปลยี่ นแปลงข้อมูลการบรหิ ารสิทธติ าม (๓) ให้เปน็ ไปตามทก่ี าํ หนดในกฎกระทรวง

มาตรา ๕๓/๔ การหลบเลี่ยงมาตรการทางเทคโนโลยีหรือการให้บริการเพ่ือก่อให้เกิดการหลบเลี่ยง
มาตรการทางเทคโนโลยี โดยรู้อยู่แล้วว่าการกระทํานั้นอาจจูงใจหรือก่อให้เกิดการละเมิดลิขสิทธ์ิหรือสิทธิ
ของนกั แสดง ใหถ้ อื ว่าเปน็ การละเมิดมาตรการทางเทคโนโลยี

มาตรา ๕๓/๕ การกระทําตามมาตรา ๕๓/๔ ในกรณีดังต่อไปนี้ มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดมาตรการ
ทางเทคโนโลยี

(๑) การกระทาํ นน้ั จาํ เป็นสําหรบั การกระทําแก่งานอนั มีลขิ สทิ ธ์ทิ ีไ่ ด้รับยกเวน้ การละเมดิ ลิขสิทธ์ิ
(๒) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบท่ีจําเป็นของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการใช้งานร่วมกับ
โปรแกรมคอมพิวเตอรอ์ นื่
(๓) เพื่อประโยชน์แห่งการวิจัย วิเคราะห์ และหาข้อบกพร่องของเทคโนโลยีการเข้ารหัส
โดยผู้กระทําต้องได้มาซึ่งงานหรือสําเนางานอันมีลิขสิทธ์ิโดยชอบด้วยกฎหมายและได้ใช้ความพยายาม
โดยสุจรติ ในการขออนญุ าตจากเจ้าของลขิ สิทธ์แิ ล้ว
(๔) เพือ่ วัตถุประสงค์เฉพาะในการทดสอบ ตรวจสอบ หรือแก้ไขระบบความมั่นคงปลอดภัย
ของคอมพวิ เตอร์ ของระบบคอมพวิ เตอร์ หรอื ของเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์ โดยไดร้ ับอนุญาตจากเจา้ ของคอมพิวเตอร์
ระบบคอมพวิ เตอร์ หรือเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์ แล้วแตก่ รณี
(๕) เพื่อระงับการทํางานของมาตรการทางเทคโนโลยีในส่วนท่ีเก่ียวกับการรวบรวมหรือกระจาย
ข้อมูลบ่งชี้ส่วนบุคคลท่ีสะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมบนอินเทอร์เน็ตของผู้ท่ีเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์
โดยการกระทํานน้ั ต้องไมก่ ระทบตอ่ การเขา้ ถึงงานอันมลี ขิ สทิ ธโ์ิ ดยบุคคลอ่ืน
(๖) การกระทําโดยเจ้าพนักงานผู้มีอํานาจตามกฎหมาย เพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย
การอันจาํ เปน็ ในการป้องกนั ประเทศ การรกั ษาความมัน่ คงแหง่ ชาติหรือวตั ถปุ ระสงค์อ่นื ในทาํ นองเดยี วกนั
(๗) การกระทําโดยสถาบันการศึกษา หอจดหมายเหตุ ห้องสมุด หรือองค์กรแพร่เสียงแพร่ภาพ
สาธารณะ ทไี่ ม่ได้มวี ัตถปุ ระสงคเ์ พอ่ื หากาํ ไร เพ่ือเข้าถงึ งานอนั มลี ขิ สทิ ธิท์ ีไ่ มอ่ าจเข้าถึงไดด้ ้วยวธิ อี น่ื ”

อัยการนิเทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 171

เลม่ ๑๓๒ ตอนที่ ๖ ก หนา้ ๑๑ ๕ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๘ ให้ยกเลิกชื่อหมวด ๖ คดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดง แห่งพระราชบัญญัติ
ลขิ สทิ ธ์ิ พ.ศ. ๒๕๓๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“หมวด ๖
คดเี กี่ยวกับลิขสิทธิ์ สิทธขิ องนกั แสดง
ข้อมลู การบริหารสิทธิ และมาตรการทางเทคโนโลยี”

มาตรา ๙ ให้เพ่ิมความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของมาตรา ๖๔ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ. ๒๕๓๗

“ในกรณีท่ีปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่าการละเมิดลิขสิทธ์ิหรือสิทธิของนักแสดงเป็นการกระทํา
โดยจงใจหรือมีเจตนาเป็นเหตุให้งานอันมีลิขสิทธ์ิหรือสิทธิของนักแสดงสามารถเข้าถึงโดยสาธารณชน
ได้อย่างแพร่หลาย ให้ศาลมีอํานาจส่ังให้ผู้ละเมิดจ่ายค่าเสียหายเพ่ิมข้ึนไม่เกินสองเท่าของค่าเสียหาย
ตามวรรคหนึ่ง”

มาตรา ๑๐ ให้เพม่ิ ความต่อไปนเ้ี ป็นมาตรา ๖๕/๑ แหง่ พระราชบัญญัตลิ ขิ สิทธ์ิ พ.ศ. ๒๕๓๗
“มาตรา ๖๕/๑ ให้นํามาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ และมาตรา ๖๕ มาใช้บังคับแก่การฟ้องคดี
เก่ียวกับขอ้ มลู การบรหิ ารสทิ ธแิ ละมาตรการทางเทคโนโลยีโดยอนุโลม”
มาตรา ๑๑ ให้เพ่มิ ความตอ่ ไปนเ้ี ป็นมาตรา ๗๐/๑ แหง่ พระราชบญั ญตั ิลิขสิทธ์ิ พ.ศ. ๒๕๓๗
“มาตรา ๗๐/๑ ผู้ใดกระทําการละเมิดข้อมูลการบริหารสิทธิตามมาตรา ๕๓/๑ หรือมาตรา ๕๓/๒
หรือละเมิดมาตรการทางเทคโนโลยีตามมาตรา ๕๓/๔ ตอ้ งระวางโทษปรับตง้ั แต่หนง่ึ หมื่นบาทถึงหน่ึงแสนบาท
ถา้ การกระทําความผดิ ตามวรรคหน่งึ เป็นการกระทาํ เพือ่ การค้า ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุก
ต้ังแต่สามเดอื นถึงสองปี หรอื ปรบั ต้งั แตห่ ้าหม่ืนบาทถงึ สี่แสนบาท หรอื ทัง้ จําท้ังปรบั ”
มาตรา ๑๒ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๗๕ แห่งพระราชบญั ญตั ิลิขสทิ ธ์ิ พ.ศ. ๒๕๓๗ และให้ใช้
ความตอ่ ไปน้ีแทน
“มาตรา ๗๕ บรรดาส่ิงที่ได้ทําข้ึนหรือนําเข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
หรือสิทธิของนักแสดง และสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ริบเสียทั้งส้ิน
หรือในกรณที ีศ่ าลเหน็ สมควร ศาลอาจส่งั ให้ทําให้ส่ิงน้ันใช้ไม่ได้หรือจะส่ังทําลายสิ่งน้ันก็ได้ โดยให้ผู้กระทํา
ละเมดิ เสียคา่ ใช้จา่ ยในการน้นั ”
มาตรา ๑๓ ให้ยกเลกิ ความในมาตรา ๗๗ แห่งพระราชบัญญตั ิลขิ สทิ ธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ และให้ใช้
ความตอ่ ไปน้ีแทน
“มาตรา ๗๗ ความผิดตามมาตรา ๖๙ วรรคหน่ึง มาตรา ๗๐ วรรคหน่ึง และมาตรา ๗๐/๑
วรรคหน่ึง ให้อธิบดมี อี ํานาจเปรยี บเทยี บได้”

172 กฏหมาย

เลม่ ๑๓๒ ตอนที่ ๖ ก หน้า ๑๒ ๕ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

มาตรา ๑๔ บรรดาคดีละเมิดลิขสิทธ์ิหรือสิทธิของนักแสดงที่มีการฟ้องคดีอาญาไว้ก่อนวันที่
พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและยังไม่ถึงที่สุด ให้นํามาตรา ๗๕ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ิ พ.ศ. ๒๕๓๗
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติน้ี มาใช้บังคับกับสิ่งที่ได้ทําข้ึนหรือนําเข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็น
การละเมดิ ลิขสิทธิห์ รือสิทธขิ องนกั แสดง

มาตรา ๑๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณชิ ย์รักษาการตามพระราชบญั ญตั ิน้ี

ผรู้ บั สนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยทุ ธ์ จนั ทรโ์ อชา

นายกรัฐมนตรี

อัยการนิเทศ เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 173

เล่ม ๑๓๒ ตอนท่ี ๖ ก หนา้ ๑๓ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับน้ี คือ โดยท่ีปัจจุบันมีการนําข้อมูลการบริหารสิทธิ
และมาตรการทางเทคโนโลยีมาใช้ในการคุ้มครองงานอันมีลิขสิทธ์ิหรือสิทธิของนักแสดง สมควรกําหนดให้มี
การคุ้มครองข้อมูลการบริหารสิทธิและมาตรการทางเทคโนโลยี รวมทั้งกําหนดข้อยกเว้นการกระทําละเมิดลิขสิทธ์ิ
และสทิ ธขิ องนักแสดงเพิ่มขนึ้ อกี ทง้ั สมควรกําหนดให้ศาลมอี ํานาจส่งั ให้ผ้กู ระทาํ ละเมิดลขิ สิทธห์ิ รอื สิทธิของนักแสดง
ที่ทําให้งานอันมีลิขสิทธ์ิหรือสิทธิของนักแสดงเข้าถึงโดยสาธารณชนได้อย่างแพร่หลาย ต้องจ่ายค่าเสียหายเพ่ิมขึ้น
และสมควรกําหนดให้ศาลมอี ํานาจสั่งริบหรือส่ังทําลายสิ่งที่ใช้ในการกระทําความผิดและสิ่งที่ได้ทําข้ึนหรือนําเข้ามา
ในราชอาณาจักรอนั เปน็ การละเมิดลิขสทิ ธ์ิหรือสิทธขิ องนักแสดงไดด้ ว้ ย จงึ จําเป็นต้องตราพระราชบญั ญัติน้ี

174 กฏหมาย

เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๖ ก หน้า ๑๔ ๕ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา



พระราชบญั ญตั ิ

ลขิ สิทธ์ิ (ฉบบั ท่ี ๓)
พ.ศ. ๒๕๕๘

ภมู ิพลอดุลยเดช ป.ร.

ใหไ้ ว้ ณ วนั ที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘
เปน็ ปีที่ ๗๐ ในรชั กาลปจั จบุ ัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ
ใหป้ ระกาศว่า

โดยท่ีเปน็ การสมควรแกไ้ ขเพ่มิ เติมกฎหมายว่าดว้ ยลขิ สิทธิ์
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ
สภานิตบิ ญั ญตั แิ ห่งชาติ ดงั ตอ่ ไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญตั ิน้ีเรยี กว่า “พระราชบัญญัตลิ ขิ สทิ ธิ์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศ
ในราชกิจจานเุ บกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้เพ่ิมความตอ่ ไปนเ้ี ป็นมาตรา ๒๘/๑ แหง่ พระราชบญั ญตั ิลิขสทิ ธ์ิ พ.ศ. ๒๕๓๗
“มาตรา ๒๘/๑ การทําซ้ําโดยการบันทึกเสียงหรือภาพหรือท้ังเสียงและภาพจากภาพยนตร์
อันมลี ขิ สทิ ธ์ติ ามพระราชบญั ญตั ิน้ี ในโรงภาพยนตร์ตามกฎหมายว่าดว้ ยภาพยนตร์และวดี ิทศั น์ ไม่ว่าท้ังหมด
หรือแต่บางส่วน โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๕ (๕) ในระหว่างการฉายในโรงภาพยนตร์ ให้ถือว่า
เป็นการละเมดิ ลขิ สิทธ์ิ และมิให้นาํ มาตรา ๓๒ วรรคสอง (๒) มาใชบ้ งั คบั ”
มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปน้ีเป็น (๙) ของวรรคสองของมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติ
ลขิ สิทธ์ิ พ.ศ. ๒๕๓๗

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๖ ก วันท่ี ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 175

เล่ม ๑๓๒ ตอนท่ี ๖ ก หน้า ๑๕ ๕ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

“(๙) ทําซํ้า หรือดัดแปลง เพื่อประโยชน์ของคนพิการท่ีไม่สามารถเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์
อันเนื่องมาจากความบกพร่องทางการเห็น การได้ยิน สติปัญญา หรือการเรียนรู้ หรือความบกพร่องอ่ืน
ตามทีก่ าํ หนดในกฎกระทรวง โดยต้องไม่เป็นการกระทําเพื่อหากําไร ท้ังนี้ รูปแบบของการทําซ้ําหรือดัดแปลง
ตามความจําเป็นของคนพิการและองค์กรผู้จัดทํารวมท้ังหลักเกณฑ์และวิธีการดําเนินการเพื่อทําซํ้า
หรือดัดแปลงให้เปน็ ไปตามทร่ี ัฐมนตรปี ระกาศกาํ หนดในราชกิจจานุเบกษา”

มาตรา ๕ ใหเ้ พมิ่ ความตอ่ ไปน้ีเปน็ มาตรา ๖๙/๑ แหง่ พระราชบัญญัตลิ ขิ สิทธ์ิ พ.ศ. ๒๕๓๗
“มาตรา ๖๙/๑ ผู้ใดกระทําการละเมิดลิขสิทธ์ิตามมาตรา ๒๘/๑ ต้องระวางโทษจําคุก
ตัง้ แต่หกเดอื นถึงส่ปี ี หรือปรับต้งั แต่หน่ึงแสนบาทถึงแปดแสนบาท หรือทงั้ จําทงั้ ปรับ”

ผ้รู ับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จนั ทรโ์ อชา

นายกรัฐมนตรี

176 กฏหมาย

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๖ ก หน้า ๑๖ ๕ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับน้ี คือ เน่ืองจากปัจจุบันมีปัญหาการทําซ้ํา
โดยการบันทึกเสียงหรือภาพหรอื ทัง้ เสียงและภาพจากภาพยนตร์ในระหว่างการฉายในโรงภาพยนตร์ทั้งภาพยนตร์ไทย
และภาพยนตรต์ ่างประเทศโดยไม่ไดร้ บั อนุญาต แลว้ นําไปทําซ้าํ ในสื่อต่าง ๆ เชน่ แผ่นซีดี หรือแผ่นดีวีดี เป็นต้น
ออกจําหน่าย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์และธุรกิจที่เก่ียวเนื่องเป็นอย่างมาก
ซ่ึงเปน็ การขัดตอ่ การแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิต์ ามปกตขิ องเจา้ ของลิขสิทธ์ิหรือผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ
และอาศยั ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธ์ิตามกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธ์ิในปัจจุบัน โดยอ้างว่าเป็นการทําซ้ําเพ่ือประโยชน์
ของตนเอง จงึ สมควรแก้ไขเพ่ิมเตมิ พระราชบญั ญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยกําหนดให้การกระทําละเมิดลิขสิทธิ์
ในลักษณะดังกล่าวเป็นความผิดเฉพาะ และมีอัตราโทษเช่นเดียวกับการกระทําละเมิดลิขสิทธ์ิเพื่อการค้า นอกจากนี้
สมควรกําหนดขอ้ ยกเวน้ การละเมิดลิขสิทธ์ิเพิ่มเติม เพื่อประโยชน์ของคนพิการทางการมองเห็น คนพิการทางการได้ยิน
คนพกิ ารทางสตปิ ัญญา และคนพกิ ารประเภทอื่นท่ีกําหนดในพระราชกฤษฎีกาท่ีจะสามารถเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์ได้
ตามความจําเป็น จงึ จาํ เป็นตอ้ งตราพระราชบัญญตั นิ ้ี

อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 177

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๓๔ ก หน้า ๒๗ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา



พระราชบัญญตั ิ

ป้องกันและปราบปรามการค้ามนษุ ย์ (ฉบับท่ี ๒)
พ.ศ. ๒๕๕๘

ภมู ิพลอดลุ ยเดช ป.ร.

ใหไ้ ว้ ณ วันท่ี ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘
เป็นปีที่ ๗๐ ในรัชกาลปัจจบุ ัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ใหป้ ระกาศว่า

โดยที่เปน็ การสมควรแกไ้ ขเพิม่ เติมกฎหมายว่าด้วยการป้องกนั และปราบปรามการค้ามนุษย์
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ
สภานิติบญั ญัตแิ ห่งชาติ ดงั ตอ่ ไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบญั ญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับต้ังแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เปน็ ตน้ ไป
มาตรา ๓ ให้เพ่ิมความต่อไปน้ีเป็นมาตรา ๑๓/๑ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม
การค้ามนษุ ย์ พ.ศ. ๒๕๕๑
“มาตรา ๑๓/๑ ผู้ใดแจ้งแก่พนักงานเจ้าหน้าท่ีหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจให้ทราบว่า
มีการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าได้กระทําโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิด
ทง้ั ทางแพ่งและทางอาญา”
มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติป้องกัน
และปราบปรามการคา้ มนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้ใชค้ วามตอ่ ไปนแ้ี ทน

ราชกิจจานุเบกษา เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๓๔ก วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘

178 กฏหมาย

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๓๔ ก หน้า ๒๘ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

“มาตรา ๑๕ ให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เรียกโดยย่อว่า
“คณะกรรมการ ปคม.” ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรี ซ่ึงเป็น
ประธานคณะกรรมการ ปกค. เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
การพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
ยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และผู้ทรงคุณวุฒิจํานวนส่ีคน ซ่ึงนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจาก
ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ด้านการป้องกัน การปราบปราม การบําบัดฟื้นฟู
และการประสานงานระหว่างประเทศเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ไม่น้อยกว่าเจ็ดปี ด้านละหน่ึงคน โดยต้องเป็น
ภาคเอกชนไม่น้อยกว่ากึ่งหน่ึงเป็นกรรมการ และมีปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
เป็นเลขานุการ และให้ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์แต่งตั้งข้าราชการของ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมน่ั คงของมนษุ ย์ จาํ นวนไมเ่ กินสองคน เป็นผ้ชู ่วยเลขานุการ”

มาตรา ๕ ให้เพิ่มความต่อไปน้ีเป็น (๒/๑) ของมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติป้องกัน
และปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑

“(๒/๑) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกําหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
ในสถานประกอบกิจการ โรงงาน และยานพาหนะ และกําหนดให้สถานประกอบกิจการ โรงงาน
และยานพาหนะ ต้องอยู่ภายใตบ้ งั คับของมาตรการดงั กลา่ ว”

มาตรา ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๖/๑ มาตรา ๑๖/๒ และมาตรา ๑๖/๓
แห่งพระราชบญั ญตั ิป้องกนั และปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑

“มาตรา ๑๖/๑ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอํานาจออกประกาศ
กําหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ในสถานประกอบกิจการ โรงงาน และยานพาหนะ
และประกาศกําหนดให้สถานประกอบกิจการ โรงงาน และยานพาหนะใด ๆ ต้องอยู่ภายใต้บังคับของ
มาตรการดงั กล่าว ทั้งน้ี โดยประกาศในราชกจิ จานุเบกษา

มาตรา ๑๖/๒ ในกรณีท่ีพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน
และปราบปรามการค้ามนุษย์หรือพบการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติน้ีในสถานประกอบกิจการ
โรงงาน หรือยานพาหนะตามมาตรา ๑๖/๑ หากเจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้ดําเนินกิจการสถานประกอบกิจการ
โรงงาน หรอื ยานพาหนะ ดงั กล่าวไมส่ ามารถชีแ้ จงหรอื พิสูจน์ให้คณะอนุกรรมการตามมาตรา ๒๕ วรรคสอง
เช่อื ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่กรณีแล้ว ให้คณะอนุกรรมการตามมาตรา ๒๕ วรรคสอง
มีอาํ นาจส่งั อย่างหนง่ึ อย่างใด ดงั ต่อไปน้ี

(๑) ปดิ สถานประกอบกจิ การหรอื โรงงานชัว่ คราว
(๒) พกั ใชใ้ บอนุญาตประกอบการสาํ หรับการประกอบธุรกิจหรอื โรงงาน
(๓) ห้ามใชย้ านพาหนะเป็นการชวั่ คราว
(๔) ดาํ เนนิ มาตรการที่จําเปน็ เพื่อปอ้ งกนั มใิ ห้มีการกระทําผดิ เกดิ ข้ึนอกี

อัยการนเิ ทศ เล่มที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 179

เล่ม ๑๓๒ ตอนท่ี ๓๔ ก หน้า ๒๙ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

ท้ังน้ี การส่ังตาม (๑) (๒) และ (๓) ต้องไม่เกินคร้ังละสามสิบวันนับแต่วันท่ีเจ้าของ ผู้ครอบครอง
หรือผู้ดาํ เนนิ กิจการสถานประกอบกจิ การ โรงงาน หรือยานพาหนะ ไดร้ ับทราบคาํ สง่ั

ในกรณีมีการออกคําส่ังใด ๆ ตามวรรคหน่ึง ให้คณะอนุกรรมการตามมาตรา ๒๕ วรรคสอง
แจ้งให้หนว่ ยงานซ่งึ ควบคมุ สถานประกอบกิจการ โรงงาน หรอื ยานพาหนะนั้นทราบ และให้หน่วยงานดังกล่าว
ถอื ปฏิบตั ิตามน้ัน

การพิจารณาปิดสถานประกอบกิจการหรือโรงงานช่ัวคราว การพักใช้ใบอนุญาตประกอบการ
สําหรับการประกอบธุรกิจหรือโรงงาน การห้ามใช้ยานพาหนะเป็นการช่ัวคราวหรือการดําเนินมาตรการ
ที่จําเป็นเพ่ือป้องกันมิให้มีการกระทําผิดเกิดข้ึนอีก ตามวรรคหน่ึง และการแจ้งให้หน่วยงานรับทราบ
ตามวรรคสามให้เป็นไปตามหลกั เกณฑ์ วิธกี าร และเง่อื นไขทรี่ ฐั มนตรีประกาศกําหนด

มาตรา ๑๖/๓ ให้แจ้งคําส่ังตามมาตรา ๑๖/๒ ต่อเจ้าของ ผู้ครอบครองหรือผู้ดําเนินกิจการ
สถานประกอบกิจการ โรงงาน หรือยานพาหนะนั้นทราบเป็นหนังสือ ณ ภูมิลําเนาของผู้น้ัน ภายในเจ็ดวัน
นบั แตว่ ันออกคาํ สง่ั

ในกรณีที่ไม่มีผู้รับ ให้ปิดคําส่ังไว้ท่ีภูมิลําเนาของผู้นั้นในท่ีเปิดเผย และให้ถือว่าเจ้าของ ผู้ครอบครอง
หรือผู้ดําเนินกิจการสถานประกอบกิจการ โรงงาน หรือยานพาหนะ ได้รับแจ้งคําสั่งนั้นแล้ว เมื่อพ้นกําหนด
สบิ หา้ วนั นบั แตว่ ันปดิ คําสั่ง

ในกรณเี จ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้ดําเนินกิจการสถานประกอบกิจการ โรงงาน หรือยานพาหนะ
ไม่เห็นด้วยกับคําส่ังของคณะอนุกรรมการตามมาตรา ๒๕ วรรคสอง ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการภายใน
สามสบิ วนั นับแต่วนั ทไี่ ด้รับแจ้งคําสัง่ จากคณะอนุกรรมการ

การอุทธรณ์ไม่เปน็ เหตุใหท้ ุเลาการบังคับตามคําส่งั ของคณะอนุกรรมการตามมาตรา ๒๕ วรรคสอง
คาํ วนิ ิจฉยั ของคณะกรรมการใหเ้ ป็นท่สี ดุ ”
มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม
การคา้ มนษุ ย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และใหใ้ ช้ความต่อไปน้แี ทน
“มาตรา ๒๕ คณะกรรมการและคณะกรรมการ ปกค. จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทํางาน
เพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นในเร่ืองหน่ึงเรื่องใดหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามท่ีคณะกรรมการ
และคณะกรรมการ ปกค. มอบหมายกไ็ ด้
ใหค้ ณะกรรมการแต่งต้งั คณะอนุกรรมการเพ่ือทําการตามมาตรา ๑๖/๒
ให้นาํ มาตรา ๒๑ วรรคหน่ึง วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะอนุกรรมการ
หรือคณะทาํ งานโดยอนุโลม”
มาตรา ๘ ให้เพ่ิมความต่อไปนี้เป็น (๖/๑) ของมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติป้องกัน
และปราบปรามการค้ามนษุ ย์ พ.ศ. ๒๕๕๑
“(๖/๑) ค่าปรับตามท่ีกระทรวงการคลังอนุญาต ให้นําไปใช้ได้โดยไม่ต้องนําส่งคลังเป็นรายได้
ของแผน่ ดนิ ”

180 กฏหมาย

เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๓๔ ก หน้า ๓๐ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๕๓/๑ และมาตรา ๕๓/๒ แห่งพระราชบัญญัติ
ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑

“มาตรา ๕๓/๑ ถ้าการกระทําผิดตามมาตรา ๕๒ หรือมาตรา ๕๓ วรรคสอง เป็นเหตุให้
ผู้ถูกกระทาํ

(๑) รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจําคุกต้ังแต่แปดปีถึงย่ีสิบปี และปรับตั้งแต่หน่ึงแสน
หกหมนื่ บาทถึงส่แี สนบาท หรือจําคกุ ตลอดชวี ติ

(๒) ถึงแกค่ วามตาย ตอ้ งระวางโทษจําคุกตลอดชวี ติ หรอื ประหารชีวิต
มาตรา ๕๓/๒ เจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้ดําเนินกิจการสถานประกอบกิจการ โรงงาน
หรือยานพาหนะ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําส่ังตามมาตรา ๑๖/๒ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน
หรอื ปรบั ต้ังแตห่ นึ่งหมื่นบาทถงึ หนึ่งแสนบาท หรือทัง้ จาํ ทั้งปรบั ”

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จนั ทรโ์ อชา

นายกรัฐมนตรี

อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 181

เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๓๔ ก หน้า ๓๑ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยท่ีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม
การค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มีบทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมต่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
ในปัจจุบันท่ีมีความรุนแรง ซับซ้อน และเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ จึงเห็นควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วย
การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
โดยกําหนดให้มีมาตรการสร้างแรงจูงใจให้ผู้พบเห็นเหตุการค้ามนุษย์แจ้งข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกําหนด
มาตรการเพิ่มอํานาจทางปกครองให้แก่เจ้าหน้าที่ รวมทั้งปรับปรุงบทกําหนดโทษท่ีเก่ียวข้องให้เหมาะสมย่ิงข้ึน
จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญตั นิ ้ี

182 กฏหมาย

หนงั สือเวยี น



อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 185

186 หนงั สอื เวยี น

อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 187

188 หนงั สอื เวยี น

อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 189

190 หนงั สอื เวยี น

อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ 191

192 หนงั สอื เวยี น


Click to View FlipBook Version