การควบคุมอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง โดยศาลปกครองไทย : ศึกษาเปรียบเทียบ กับศาลปกครองเยอรมันและ ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป โดย นายสงกรานต ปองบุญจันทร วิทยานิพนธนี้เปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร พ.ศ. 2555
Margin of Judgement and Judicial Review in the Thai Administrative Court : A comparison with the German Administrative Court and the European Court of Justice By Mr. Songkrant Pongboonjun A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Laws Public Law Faculty of Law Thammasat University 2012
(1) บทคัดยอ อํานาจดุลพินิจเปนขอความคิดที่มีความสําคัญอยางยิ่งในระบบกฎหมายมหาชน เนื่องจาก ปจจุบันรัฐสมัยใหมไดเปลี่ยนแปลงภารกิจของตน จากภารกิจดั้งเดิมที่มีหนาที่เพียงการรักษาความมั่นคง ภายใน การอํานวยความยุติธรรมใหแกประชาชน การรักษาความมั่นคงภายนอก และการตางประเทศ มาเปนรัฐสวัสดิการที่มีภารกิจอันหลากหลายมากขึ้น ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของ ประชาชนภายในรัฐใหดียิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงจากรัฐดั้งเดิมมาเปนรัฐสวัสดิการ สงผลใหรัฐจําเปนตอง มีการตรากฎหมายมอบอํานาจดุลพินิจใหแกฝายปกครองมากขึ้น เพื่อใหฝายปกครองมีเครื่องมือในการ ดําเนินการใหบรรลุภารกิจตาง ๆ ได จึงทําใหขอความคิดวาดวยอํานาจดุลพินิจยิ่งมีความสําคัญมาก อํานาจดุลพินิจ อาจปรากฏไดทั้งในองคประกอบสวนเหตุ ที่เรียกวา ดุลพินิจวินิจฉัย หรือ ปรากฏในสวนผลทางกฎหมาย ที่เรียกวา ดุลพินิจตัดสินใจ เนื่องจากในการมอบอํานาจดุลพินิจใหฝาย ปกครองนั้น ฝายนิติบัญญัติยอมตองพิจารณาตามความเหมาะสมของเรื่องวาควรใหฝายปกครองมี อํานาจดุลพินิจวินิจฉัย หรือดุลพินิจตัดสินใจ หรือควรมีทั้งอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยและตัดสินใจ ซึ่ง จําเปนตองพิจารณาเปนเรื่อง ๆ ไป งานศึกษาเกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจที่ผานมาของนักวิชาการไทย มักให ความสําคัญกับการศึกษาเรื่องดุลพินิจตัดสินใจ แตกลับไมใหความสําคัญกับเรื่องดุลพินิจวินิจฉัยเทาที่ควร ทําใหองคความรูเกี่ยวกับดุลพินิจวินิจฉัยในระบบกฎหมายไทย ยังมีความไมชัดเจนโดยเฉพาะเรื่องแนวคิด และหลักเกณฑที่ศาลปกครองไทยใชในการควบคุมดุลพินิจวินิจฉัย วามีอยูอยางไรและสอดคลองกับ แนวทางของประเทศที่มีความกาวหนาในทางกฎหมายมหาชนหรือไม จากการศึกษาแนวคิดและหลักเกณฑที่ศาลปกครองไทยปรับใชในการวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับ ดุลพินิจวินิจฉัย เปรียบเทียบกับศาลปกครองเยอรมันและศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป ผูเขียนมีขอ คนพบหลายประการ ดังนี้ 1) ศาลปกครองเยอรมันและศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปมีแนวคิดเกี่ยวกับอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยที่แตกตางกัน กลาวคือ ศาลปกครองเยอรมันไมยอมรับวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัย โดยเห็นวาเปนเรื่องขอกฎหมายที่ศาลมีอํานาจควบคุมตรวจสอบอยางเต็มที่ แตศาลยุติธรรมแหง สหภาพยุโรปยอมรับวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในเรื่องที่เกี่ยวกับเทคนิควิชาการ 2) ศาลปกครองเยอรมันและศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป หาทางออกใหกับปญหาที่ เกิดจากแนวคําพิพากษาเรื่องอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยที่แตกตางกัน กลาวคือ ศาลปกครองเยอรมันพัฒนา แนวคิดเรื่อง แดนวินิจฉัย ที่ยอมรับวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในบางเรื่อง เพื่อแกไขปญหาที่
(2) เกิดจากแนวคําพิพากษาศาลที่ไมยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง ขณะที่ศาลยุติธรรมแหง สหภาพยุโรปแกไขปญหาการกลาวอางอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยอยางกวางขวางของฝายปกครอง โดยการ เขาไปตรวจสอบการตีความและการชั่งน้ําหนักพยานหลักฐานที่ฝายปกครองอางเปนฐานในการใชอํานาจ ดุลพินิจเขมขนขึ้น 3) ศาลยุติธรรมไทยไมยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง แมในกรณีที่เปน เรื่องทางเทคนิควิชาการ โดยศาลยุติธรรมไดวางหลักไวในคําพิพากษาศาลฎีกาวาศาลไมยอมรับอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง แมเปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ โดยเห็นวากรณีดังกลาวเปนประเด็นขอ กฎหมายที่ศาลมีอํานาจตรวจสอบอยางสมบูรณ 4) ศาลปกครองไทยมีแนวคิดไปในทางยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง กลาวคือ ศาลปกครองไทยไดวางหลักไวในคําพิพากษาวา ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ทั้งใน กรณีที่บทบัญญัติองคประกอบสวนเหตุของกฎหมายเปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงทั่วไป หรือเปนถอยคําที่ไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ 5) ศาลปกครองไทยพัฒนาหลักเกณฑในการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของ ฝายปกครองเปน 2 ระดับ ไดแก ระดับที่ศาลปกครองเขาไปควบคุมตรวจสอบอยางเขมขน ซึ่งใชกับกรณี ถอยคําทางกฎหมายมีความหมายไมเฉพาะเจาะจงทั่วไป และระดับที่ศาลปกครองเขาไปควบคุม ตรวจสอบอยางไมเขมขน ใชกับกรณีถอยคําทางกฎหมายมีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทาง เทคนิควิชาการ 6) แนวทางที่ศาลปกครองไทยปรับใชในการควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ของฝายปกครอง มีมาตรฐานใกลเคียงกับศาลของประเทศที่มีความกาวหนาในทางกฎหมายมหาชน กลาวคือ แมแนวทางที่ศาลปกครองไทยปรับใชแตกตางจากแนวทางที่ศาลปกครองเยอรมันปรับใช แตก็ เปนแนวทางที่สอดคลองกับศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป ซึ่งยอมถือไดวาแนวทางของศาลปกครองไทยมี มาตรฐานใกลเคียงกับศาลของกลุมประเทศที่มีความกาวหนาในทางกฎหมายมหาชนแลว
Abstract Discretionary powers are essentially an important concept in the public law system as the functions of Modern State have changed, from its compulsory functions which are duties on internal and external security, administration of justice, and foreign affairs, to the Welfare State’s functions which are bound to more optional duties aiming to develop the quality of life of the people. According to such a change in functions of State, the State needs to legislate more laws and orders to assign the discretionary power to the administration as instruments to operate all functions successfully. The concept of discretionary powers, thus, is virtually substantial. Discretionary powers may be identified in the legal constituent elements or so-called the margin of judgement, or in the legal effect or so-called the real discretion. Discretionary powers are normally assigned to the administration by the consideration of the legislature. The legislature shall take into account the propriety of matters to grant the administration the margin of judgement or the real discretion, or should have the margin of judgement and the real discretion, and shall need to consider it case by case. Researches on discretionary powers, by Thai academics, give more important of the study of the real discretion, whereas the margin of judgement is not yet given sufficient importance. The legal knowledge of margin of judgement in the Thai legal system is not yet clarified. In particular, the concept and criteria of controlling the exercise of margin of judgement that the Thai Administrative Court shall have in compatible with standards of other countries in which have more development of public law. In researching on the concept and criteria of judicial review of the margin of judgement by the Thai Administrative Court, in comparison with the German Administrative Court and the European Court of Justice, the author concludes these following findings; 1) The German Administrative Court and the European Court of Justice have different concepts of the margin of judgement. The German Administrative Court does not accept that the administration has the margin of judgement and that the Court has power to fully review the legal issues. While the European Court of Justice accepts that the administration has the margin of judgment on the technical academic matters. 2) The German Administrative Court and the European Court of Justice have developed the solutions to problems raised from judicial precedent relating to the margin of judgement in different ways. The German Administrative Court has developed the concept of
the limited area of discretionary power that accepts the margin of judgement of the administrative discretion in some issues, in order to solve a problem occurring from the precedent rulings that refuse the margin of judgement of the administration. While the European Court of Justice solves the issues of very broad margin of judgement exercised by the administration by reviewing the interpretation, and by weighing evidence claimed, as a basis of the exercise of discretionary powers, by the administrative agencies. 3) The Thai Court of Justice does not accept the margin of judgement of the administration, no exception in the case of technical academic matters. The Court of Justice has laid down the principles, in the Supreme Court’s judgments, that the margin of judgement of the administration is not accepted, not even in case of technical academic, and that the margin of judgement is a legal issue which the Court shall have full power to review. 4) The Thai Administrative Court has recognized the acceptance of the margin of judgement. The principle set in the Thai Administrative Courts’ judgments, that is, the administration has the margin of judgement, including in case of the legal constituent elements of provisions, where prescribed in undefined terms or undefined technical academic terms. 5) The Thai Administrative Court has developed the criteria to control the margin of judgment exercised by the administration in two levels; the intensive judicial control and review of undefined legal terms, and the incomprehensive control and review of undefined technical academic terms. 6) The guidelines implemented by the Thai Administrative Court to review the margin of judgement of the administration are standardized similarly to other countries where the public law are well-developed. The implementation of the judicial review of the margin of judgement by the Thai Administrative Court differs from the German Administrative Courts; however, it is an approach that is consistent with the European Court of Justice’s guidelines. It is considered that the Thai Administrative Court have the standards adjoining the countries with good progress in public law.
(5) กิตติกรรมประกาศ ผูเขียนมีความเชื่อวา งานสรางสรรคทุกอยางไมอาจสําเร็จไดดวยคนเพียงคนเดียว แตเปนผลจาก ประสบการณ ความรวมมือและความชวยเหลือของผูคนที่หลากหลาย วิทยานิพนธเลมนี้ก็ไมใชขอยกเวน ดวยขอจํากัดที่ไมอาจกลาวขอบคุณผูมีสวนเกี่ยวของกับวิทยานิพนธฉบับนี้ไดทั้งหมด ในที่นี้จึง ขอกลาวถึงเฉพาะบางทานที่มีสวนอยางสําคัญ ดังนี้ บุคคลที่ตองกลาวขอบคุณเปนอันดับแรก คือ บิดา มารดา ของผูเขียนที่แมทานไมมีโอกาสไดเลา เรียนหนังสือตามระบบ แตก็เห็นความสําคัญของการศึกษาหาความรูและสนับสนุนใหผูเขียนไดศึกษาเลา เรียนอยางเต็มความสามารถของพวกทาน ผูเขียนขอขอบคุณ รองศาสตราจารย ดร.วรเจตน ภาคีรัตน อาจารยที่ปรึกษาวิทยานิพนธ ผูชวยศาสตราจารย ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย ดร.ปยบุตร แสงกนกกุล กรรมการวิทยานิพนธ ผูซึ่ง ไดใชบทบาทในการสอนและบทบาทปญญาชนสาธารณะ แสดงใหผูเขียนเห็นถึงความสําคัญของความรู และความกลาหาญในการหยัดยืนในหลักการ อันเปนแรงบันดาลใจใหผูเขียนมุงมั่นศึกษาหาความรูอยาง จริงจัง ดวยความมุงหวังวาจะสามารถนําความรูไปใชในการแกไขปญหาสังคมได โดยเฉพาะอยางยิ่ง รองศาสตราจารย ดร.วรเจตน ภาคีรัตน ที่ใหความใสใจและใหคําแนะนําในการศึกษาหาความรูแกผูเขียน มาอยางตอเนื่อง จนในที่สุดผูเขียนสามารถจัดทําวิทยานิพนธฉบับนี้จนสําเร็จ ผูเขียนขอขอบคุณ ศาสตราจารยพิเศษ ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ที่สละเวลาอันมีคาของทาน มาเปนประธานกรรมการวิทยานิพนธใหแกผูเขียน ทั้งยังใหความเห็นทาง วิชาการที่แหลมคม อันมีสวนทําใหงานของผูเขียนครบถวนสมบูรณยิ่งขึ้น ผูเขียนขอขอบคุณพี่นอง เพื่อนรวมงานที่ โครงการนิติธรรมสิ่งแวดลอม (EnLAW) ทุกคน ที่ให การสนับสนุนผูเขียนอยางเต็มที่ในการศึกษาชั้นปริญญาโท ผูเขียนระลึกอยูเสมอวาวัฒนธรรมและ เปาหมายการทํางานเพื่อสังคมของ EnLAW เปนปจจัยสําคัญที่ทําใหผูเขียนเลือกเรียนกฎหมายมหาชน และตั้งใจศึกษาอยางจริงจัง ผูเขียนขอขอบคุณ คุณจินตนา สีไชย ผูเปนทั้งเพื่อนและคูชีวิต ที่คอยใหการสนับสนุนแกผูเขียนทั้ง แรงกาย แรงใจ และแรงทรัพย อยางไมมีเงื่อนไข อันมีสวนสําคัญใหผูเขียนเลาเรียนจนสําเร็จในที่สุด ทายที่สุดตองขอบคุณนองพราวฝน บุตรสาวอายุ 1 ขวบ ของผูเขียน ผูซึ่งกลายมาเปนแรงบันดาล ใจอันทรงพลังในการตอสูชีวิตของผูเขียนทั้งดานการเรียนและการงาน สงกรานต ปองบุญจันทร กรกฎาคม 2555
(6) สารบัญ หนา บทคัดยอ........................................................................................................................ (1) กิตติกรรมประกาศ.......................................................................................................... (5) บทนํา............................................................................................................................ 1 บทที่ 1. ความเขาใจพื้นฐานเกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง.................................... 7 1.1 ความหมายของหลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมาย................... 8 1.2 เนื้อหาสาระของหลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมาย................... 9 1.2.1 หลักการกระทําทางปกครองตองไมขัดตอกฎหมาย........................... 9 1.2.2 หลักไมมีกฎหมายไมมีอํานาจ......................................................... 11 1.3 หลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมายกับ หลักความแนนอนชัดเจนของกฎหมาย............................................................ 13 1.4 หลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมายกับ การดํารงอยูของอํานาจดุลพินิจ........................................................................ 15 2. ความหมายและการแบงประเภทของอํานาจดุลพินิจ………………………………… 18 2.1 โครงสรางบทบัญญัติของกฎหมายที่ใหอํานาจฝายปกครอง............................. 19 2.1.1 โครงสรางสวนองคประกอบสวนเหตุ............................................. 20 2.1.2 โครงสรางสวนผลในทางกฎหมาย................................................ 21 2.2 กระบวนการใชอํานาจของฝายปกครอง......................................................... 22 2.2.1 ขั้นตอนการสืบสวนหาขอเท็จจริงและ การสรุปขอเท็จจริงใหเปนที่ยุติ..................................................... 23
(7) 2.2.2 ขั้นตอนการตีความองคประกอบสวนเหตุของกฎหมาย.................. 23 2.2.3 ขั้นตอนการปรับขอเท็จจริงที่ยุติเขากับ องคประกอบสวนเหตุของกฎหมาย.............................................. 24 2.2.4 ขั้นตอนการยืนยันสรุปผลในทางกฎหมาย..................................... 24 2.3 ความหมายของอํานาจดุลพินิจ...................................................................... 25 2.3.1 อํานาจผูกพัน................................................................................ 25 2.3.2 อํานาจดุลพินิจ.............................................................................. 26 2.3.2.1 คํานิยามอํานาจดุลพินิจของนักวิชาการฝรั่งเศส................. 26 2.3.2.2 คํานิยามอํานาจดุลพินิจของนักวิชาการอเมริกัน................ 27 2.3.2.3 คํานิยามอํานาจดุลพินิจของนักวิชาการเยอรมัน................ 27 2.3.2.4 คํานิยามอํานาจดุลพินิจของนักวิชาการไทย...................... 28 2.4 การแบงประเภทของอํานาจดุลพินิจ................................................................ 30 2.4.1 การแบงประเภทของอํานาจดุลพินิจโดยพิจารณาจาก ขั้นตอนของการใชกฎหมาย................................................................... 30 2.4.1.1 ดุลพินิจที่จะกระทําการหรือไมกระทําการ.......................... 30 2.4.1.2 ดุลพินิจที่จะเลือกมาตรการใดมาตรการหนึ่ง ตามที่กฎหมายกําหนด.................................................... 31 2.4.2 การแบงประเภทของอํานาจดุลพินิจโดยพิจารณาจากลักษณะ ของการใชดุลพินิจ................................................................................. 33 2.4.2.1 การใชอํานาจดุลพินิจในกรณีเฉพาะราย............................ 33 2.4.2.2 การใชอํานาจดุลพินิจที่มีการกําหนดไวเปนการทั่วไป.......... 33 2.4.3 การแบงประเภทอํานาจดุลพินิจโดยพิจารณาจากตําแหนง ของดุลพินิจที่ปรากฏในโครงสรางบทบัญญัติของกฎหมาย....................... 34 2.4.3.1 ดุลพินิจวินิจฉัย............................................................... 34 2.4.3.1.1 ถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมาย ไมเฉพาะเจาะจงทั่วไป.................................. 34 2.4.3.1.2 ถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมาย ไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ.. 35 2.4.3.2 ดุลพินิจตัดสินใจ............................................................. 38
(8) 3. การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองโดย องคกรตุลาการในระบบกฎหมายตางประเทศ......................................................... 41 3.1 การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง โดยศาลปกครองเยอรมัน................................................................................. 43 3.1.1 ขอบเขตของการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจตัดสินใจ ของฝายปกครองโดยศาลปกครองเยอรมัน.......................................... 44 3.1.1.1 การควบคุมความถูกตองตามกฎหมาย.............................. 44 3.1.1.2 การควบคุมความชอบดวยวัตถุประสงคของกฎหมาย......... 44 3.1.2 การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจตัดสินใจของฝายปกครอง โดยศาลปกครอง................................................................................. 46 3.1.2.1 หลักเกณฑทั่วไปเกี่ยวกับการใชอํานาจดุลพินิจ ของฝายปกครอง............................................................. 47 3.1.2.1.1 หลักความพอสมควรแกเหตุ............................... 47 3.1.2.1.2 หลักสิทธิขั้นพื้นฐาน........................................... 47 3.1.2.2 การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจตัดสินใจ ที่มีความบกพรองโดยศาลปกครอง.................................... 48 3.1.2.2.1 การใชดุลพินิจมากเกินกวาที่กฎหมายกําหนด..... 48 3.1.2.2.2 การไมใชดุลพินิจ.............................................. 48 3.1.2.2.3 การใชอํานาจดุลพินิจโดยบิดเบือน..................... 49 3.1.3 ดุลพินิจของฝายปกครองที่หดหายไปเพราะเหตุผลทางภววิสัย............. 50 3.1.4 การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง โดยศาลปกครอง.............................................................................. 51 3.1.4.1 ถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่อง ทางเทคนิควิชาการกับการดํารงอยูของดุลพินิจวินิจฉัย....... 52 3.1.4.2 ตัวอยางแนวคําพิพากษาที่ยอมรับอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง........................................ 55 3.1.4.2.1 การวินิจฉัยเรื่องการสอบ การตรวจขอสอบ
(9) และการประเมินผลการสอบ............................... 56 3.1.4.2.2 การวินิจฉัยและประเมินคาเกี่ยวกับผลงาน และความสามารถของขาราชการโดย ผูบังคับบัญชารวมทั้งคําวินิจฉัยเกี่ยว กับนโยบายทางการปกครอง.............................. 59 3.1.4.2.3 คําวินิจฉัยของคณะกรรมการอิสระที่ประกอบขึ้น จากกลุมตาง ๆ หรือคณะกรรมการที่ประกอบดวย ผูมีความรู มีประสบการณหลาย ๆ ดาน หรือเปนผูเชี่ยวชาญตาง ๆ ................................. 61 3.1.4.3 ขอสรุปที่ไดจากการศึกษาแนวคําพิพากษา ของศาลปกครองเยอรมัน................................................ 63 3.1.4.4 ขอบเขตการควบคุมดุลพินิจดุลพินิจวินิจฉัย โดยศาลปกครอง…………………………………………… 63 3.2 การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง โดยศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป................................................................... 65 3.2.1 หลักทั่วไปในการควบคุมใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง… 66 3.2.2 ตัวอยางคําพิพากษาสําคัญเกี่ยวกับการควบคุมการใช อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง.......................................... 68 3.2.2.1 ตัวอยางคําพิพากษาในชวงป ค.ศ.1951-2001.................. 69 3.2.2.2 ตัวอยางคําพิพากษาในชวงป ค.ศ. 2002-2005................. 74 3.2.3 ขอสรุปจากการศึกษาคําพิพากษาของ ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป......................................................... 81 3.3 บทวิเคราะห................................................................................................... 83 4. การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองในระบบกฎหมายไทย......... 86 4.1 การควบคุมอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในระบบศาลยุติธรรม.................................... 87 4.2 การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจตัดสินใจของฝายปกครองโดยศาลปกครอง...... 92 4.2.1 การควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจอยางแทจริง…………… 92
(10) 4.2.1.1 การควบคุมใหฝายปกครองตองใชอํานาจดุลพินิจ ตามที่กฎหมายกําหนด................................................... 93 4.2.1.2 การควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจ โดยคํานึงถึงขอเท็จจริงในแตละกรณีอยางรอบดาน.......... 94 4.2.2 การควบคุมในเนื้อหาของอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง................. 95 4.2.2.1 การควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจ โดยเปนไปตามหลักความพอสมควรแกเหตุ...................... 96 4.2.2.2 การควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจ โดยเคารพหลักความเสมอภาค....................................... 99 4.2.2.3 การควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจ โดยชอบดวยเหตุผล...................................................... 102 4.3 การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย กรณีถอยคําทางกฎหมายมีความหมายไมเฉพาะเจาะจง................................. 106 4.3.1 การควบคุมกรณีถอยคําที่มีความหมาย ไมเฉพาะเจาะจงทั่วไป…………………………………………......... 107 4.3.2 การควบคุมกรณีถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจง ที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ........................................................ 114 4.3.2.1 คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุด...................................... 114 4.3.2.2 คําพิพากษาศาลปกครองชั้นตน.................................... 122 4.4 บทวิเคราะห................................................................................................ 128 4.4.1 แนวคิดเกี่ยวกับการยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย........................... 128 4.4.1.1 ศาลปกครองไทยเปรียบเทียบกับศาลปกครองเยอรมัน...... 128 4.4.1.2 ศาลปกครองไทยเปรียบเทียบกับ ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป........................................ 130 4.4.2 หลักเกณฑในการควบคุมดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง............... 130 4.4.2.1 ศาลปกครองไทยเปรียบเทียบกับศาลปกครองเยอรมัน...... 131 4.4.2.2 ศาลปกครองไทยเปรียบเทียบกับ ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป........................................ 132 4.4.3 แนวคิดและหลักเกณฑในการควบคุมดุลพินิจวินิจฉัย
(11) ที่เหมาะสมกับสังคมไทย............................................................... 133 5. บทสรุป……………….............................................................................................. 136 5.1 บทสรุปเกี่ยวกับแนวคิดในการควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย............ 136 5.2 บทสรุปเกี่ยวกับหลักเกณฑในการควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย…... 138 5.2.1 ระดับที่ศาลเขาไปควบคุมอยางเขมขน............................................ 138 5.2.2 ระดับที่ศาลเขาไปควบคุมอยางไมเขมขน........................................ 138 บรรณานุกรม................................................................................................................ 140 ภาคผนวก..................................................................................................................... 148 ประวัติการศึกษา........................................................................................................... 154
1 บทนํา หลักกฎหมายเรื่องอํานาจดุลพินิจเปนหลักกฎหมายที่สําคัญในระบบกฎหมายมหาชน ความสําคัญของหลักกฎหมายเรื่องอํานาจดุลพินิจมีเหตุผลมาจากการที่รัฐสมัยใหมได เปลี่ยนแปลงภารกิจของตนจากการเปนรัฐที่มีภารกิจจํากัด เฉพาะเพื่อปองกันตนเองจากการถูก รุกรานภายนอกและรักษาความสงบภายในประเทศ มาเปนรัฐที่มีภารกิจในการจัดทําบริการ สาธารณะใหแกพลเมืองของรัฐเพื่อใหพลเมืองมีมาตรฐานการครองชีพที่ดี รัฐสมัยใหมที่มีภารกิจดังที่กลาวมาเรียกในทางวิชาการวา รัฐสวัสดิการ (Welfare State) การที่รัฐสมัยใหมเปลี่ยนแปลงตนเองจากรัฐที่มีหนาที่ในเชิงตั้งรับมาเปนรัฐสวัสดิการที่มีหนาที่ใน เชิงสรางสรรค ไดสงผลใหรัฐตองจัดทําภารกิจตาง ๆ เพิ่มขึ้นจากภารกิจดั้งเดิมจํานวนมาก สิ่ง หนึ่งที่เพิ่มขึ้นพรอม ๆ กับภารกิจของรัฐสมัยใหม คือความจําเปนที่ตองมีการตรากฎหมายเพื่อ มอบอํานาจใหฝายปกครองไปดําเนินภารกิจตาง ๆ ทั้งนี้เพื่อใหฝายปกครองมีอํานาจไปดําเนิน ภารกิจตามที่รัฐตองการไดอยางถูกตองชอบธรรม กฎหมายจํานวนมากที่มอบอํานาจใหฝาย ปกครองไปดําเนินภารกิจยอมหลีกเลี่ยงไมไดที่ตองมีการมอบอํานาจดุลพินิจ (Discretionary Power) ใหฝายปกครอง เพื่อใหฝายปกครองสามารถใชอํานาจในการจัดทําบริการสาธารณะตางๆ ไดอยางยืดหยุนและสอดคลองกับความตองการที่หลากหลายของประชาชน อํานาจดุลพินิจนั้นหากมองจากแงมุมของฝายปกครองผูใชอํานาจแลวยอมเปนเครื่องมือที่ ทําใหเกิดความยืดหยุนในการใชอํานาจ แตหากมองจากแงมุมขององคกรตุลาการที่มีหนาที่ใน การควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจของฝายปกครองใหเปนไปตามกฎหมายแลว กลับทําให องคกรตุลาการถูกจํากัดบทบาทในการควบคุมตรวจสอบฝายปกครองลง กลาวอีกนัยหนึ่งอํานาจ ดุลพินิจยอมมีผลทําใหศาลไมสามารถเขาไปควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจของฝายปกครองได เต็มที่เหมือนกรณีที่ศาลเขาไปควบคุมตรวจสอบการตีความขอกฎหมายหรือกรณีที่ฝายปกครองไม มีอํานาจดุลพินิจ ปญหาสําคัญเกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองในรัฐที่ปกครองดวย ระบอบประชาธิปไตยในปจจุบันไมใชปญหาที่วาจะกําจัดอํานาจดุลพินิจใหหมดไปจากระบบ กฎหมายไดอยางไร แตคือปญหาที่วาศาลควรมีอํานาจเขาไปควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจ ของฝายปกครองในขอบเขตใด เมื่อพิจารณาบริบทของประเทศไทย ก็พบวาตองประสบกับสถานการณเชนเดียวกับรัฐที่ ปกครองดวยระบอบประชาธิปไตยอื่น ๆ ทั่วโลก กลาวคือ ภายใตความจําเปนที่รัฐไทยตองจัดทํา ภารกิจเกี่ยวกับการบริการสาธารณะมากขึ้น อันเปนผลจากการที่รัฐไทยไดเปลี่ยนแปลงตนเองมา
2 เปนรัฐสวัสดิการ และฝายนิติบัญญัติไดตรากฎหมายมอบอํานาจดุลพินิจใหฝายปกครองมากขึ้น ตามไปดวยนั้น มีคําถามวาองคกรตุลาการของไทยควรมีแนวคิดเกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจของ ฝายปกครองอยางไร และควรมีบทบาทในการควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง อยางไร เพื่อใหสอดคลองกับระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ กอนที่ศาลปกครองไทยเปดทําการในป 2544 ศาลยุติธรรมเปนศาลที่มีอํานาจหนาที่ใน การควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง แตภายหลังจากศาลปกครองเปด ทําการ อํานาจหนาที่ดังกลาวก็ถูกโอนมาเปนอํานาจหนาที่ของศาลปกครอง1 อยางไรก็ตาม บทบัญญัติที่ใหอํานาจศาลปกครองในการควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจของฝาย ปกครองก็ไมไดบัญญัติถึงหลักเกณฑที่ศาลปกครองตองใชในการควบคุมตรวจสอบดุลพินิจไว ดังนั้นเมื่อมีคดีที่เกี่ยวกับการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองขึ้นสูการพิจารณาของศาลปกครอง ศาลปกครองจึงจําเปนตองพัฒนาทั้งแนวคิดและหลักเกณฑเพื่อใชในการควบคุมตรวจสอบการใช อํานาจดุลพินิจขึ้นเอง โดยอาศัยองคความรูทางวิชาการและประสบการณของศาลตางประเทศที่ มีความกาวหนาดานกฎหมายมหาชนเปนแนวทางในการพัฒนาแนวคิดและหลักเกณฑดังกลาว จากการทบทวนวรรณกรรมทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจ ของฝายปกครองของนักกฎหมายไทย ผูเขียนพบวางานศึกษาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มีอยูไมมากนักเมื่อ เทียบกับความสําคัญของหลักกฎหมายเรื่องอํานาจดุลพินิจในระบบกฎหมายมหาชน นอกจากนี้ งานศึกษาเกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจทั้งหมดมุงไปที่การศึกษาเกี่ยวกับการควบคุมตรวจสอบอํานาจ ดุลพินิจตัดสินใจเปนสําคัญ โดยศึกษาหลักเกณฑและขอบเขตของอํานาจดุลพินิจตัดสินใจวามี อยูอยางไร และมีปญหาอยางไร แตยังไมมีงานที่มุงศึกษาเกี่ยวกับการควบคุมตรวจสอบอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองโดยตรง ทั้งนี้งานศึกษาเกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจสวนใหญมักไมให น้ําหนักกับการศึกษาเรื่องอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยเทาที่ควรและนําเสนอขอมูลเกี่ยวกับอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยเพียงสังเขป ทั้งที่ในความเห็นของผูเขียนแลวปญหาเกี่ยวกับการควบคุม ตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในระบบกฎหมายมหาชนเปนเรื่องที่มีความสําคัญไมนอยไปกวา การควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจตัดสินใจเลย เนื่องจากรูปแบบในการบัญญัติกฎหมายของ ฝายนิติบัญญัติในการมอบอํานาจดุลพินิจใหแกฝายปกครองนั้น อาจเปนไปไดทั้งการมอบใหฝาย 1 ดูรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 276 และ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 223, และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ปกครองและวิธีพิจารคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9
3 ปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยหรืออํานาจดุลพินิจตัดสินใจหรือทั้งสองกรณีในบทบัญญัติเดียว โดยเฉพาะอยางยิ่งในรัฐสมัยใหมที่สังคมมีความซับซอนมากขึ้น การบัญญัติกฎหมายใหฝาย ปกครองมีอํานาจดุลพินิจก็ยอมมีมากขึ้นอยางไมอาจหลีกเลี่ยงไดเชนกัน จากปญหาที่ยังไมมีงานที่มุงศึกษาเกี่ยวกับการควบคุมตรวจสอบดุลพินิจวินิจฉัยโดยตรง ทําใหองคความรูเกี่ยวกับการควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในระบบกฎหมายไทย ยังมีความไมครบถวนสมบูรณ ขาดรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องการควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยอีกทั้งยังมีคําถามที่สําคัญหลายคําถามที่ยังไมมีคําตอบที่ชัดเจนในทางวิชาการ เชน คําถามที่วาศาลปกครองไทยมีแนวคิดไปในทางที่ยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง หรือไม และหากเปนกรณีที่ศาลปกครองไทยมีแนวคิดไปในทางยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของ ฝายปกครอง ที่ผานมาศาลปกครองไทยเขาไปควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยดังกลาว โดยใชหลักเกณฑใด และหลักเกณฑดังกลาวสอดคลองกับหลักเกณฑที่ศาลปกครองของประเทศ ที่มีความกาวหนาในทางกฎหมายมหาชนหรือไมอยางไร เปนตน วิทยานิพนธนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาและทําความเขาใจในประเด็นเรื่องการควบคุม ตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองโดยศาลปกครองไทย ทั้งนี้เพื่อใหเขาใจ ถึงแนวคิดและหลักเกณฑที่ศาลปกครองไทยใชในการควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยของฝายปกครอง และเพื่อประเมินวาแนวคิดและหลักเกณฑดังกลาวของศาลปกครองไทย เปนไปโดยสอดคลองกับแนวคิดและหลักเกณฑของประเทศที่มีความกาวหนาในทางกฎหมาย มหาชนหรือไม อยางไร เพื่อตอบคําถามขางตน ผูเขียนไดเลือกศึกษาแนวคิดและหลักเกณฑที่ศาลปกครอง เยอรมันและศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปใชในการควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของ ฝายปกครอง เพื่อนํามาเปรียบเทียบกับแนวคิดและหลักเกณฑของศาลปกครองไทย เหตุผลที่ผูเขียนเลือกศึกษาแนวทางของศาลปกครองเยอรมันและศาลยุติธรรมแหง สหภาพยุโรป มาจากเหตุผลหลายประการดังนี้ ประการแรก ในบรรดาประเทศตาง ๆ ที่มีความกาวหนาในทางกฎหมายมหาชนนั้น ประเทศเยอรมัน กับ ประเทศฝรั่งเศส เปนสองประเทศตนแบบที่มีความโดดเดนที่สุดของโลก ทั้ง รูปแบบองคกรศาลและพัฒนาการดานหลักกฎหมาย แตผูเขียนเลือกศึกษาเฉพาะแนวทางของ ศาลปกครองเยอรมัน เนื่องจากเห็นวาในประเด็นเรื่องการควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจของ ฝายปกครองนั้น หลักกฎหมายที่ศาลปกครองเยอรมันพัฒนาขึ้นมีความโดดเดนและแตกตางจาก ประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรปอยางมาก ในขณะที่หลักกฎหมายที่ศาลปกครองสูงสุดของประเทศ
4 ฝรั่งเศสไดพัฒนาขึ้นไมไดมีความแตกตางจากประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรปในสาระสําคัญแต อยางใด ศาลปกครองเยอรมันจึงมีความนาสนใจที่ตองศึกษา ขณะที่ศาลปกครองสูงสุดของ ฝรั่งเศสสามารถเลือกศึกษาศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปแทนได ประการที่สอง จากการทบทวนวรรณกรรมไทยที่ศึกษาเกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจของฝาย ปกครองที่ผานมานั้น ผูเขียนพบวามีการศึกษาหลักกฎหมายที่พัฒนาขึ้นโดยศาลปกครองสูงสุด ของประเทศฝรั่งเศสบางพอสมควร2 แตยังไมมีการศึกษาหลักกฎหมายเรื่องนี้ที่พัฒนาขึ้นโดยศาล ยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปเลย ทั้งที่ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปไดถูกกอตั้งขึ้นมาตั้งแต ค.ศ. 19513 และมีบทบาทสําคัญในการตัดสินขอพิพาทที่เกี่ยวกับการใชอํานาจดุลพินิจของฝาย ปกครองของประเทศในสหภาพยุโรปมาพอสมควร แวดวงวิชาการกฎหมายปกครองของไทยจึง ขาดองคความรูในสวนนี้ไป ผูเขียนจึงเห็นความสําคัญที่จะเติมเต็มสวนที่ขาดไป ประการที่สาม การที่ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปประกอบไปดวยองคคณะผูพิพากษา ที่มาจากประเทศในสหภาพยุโรปประเทศละ 1 คน รวมทั้งหมด 25 คน ยอมสงผลใหในการ พิจารณาคดีและจัดทําคําพิพากษาซึ่งทําโดยองคคณะผูพิพากษาซึ่งประกอบดวยผูพิพากษาอยาง นอย 3-5 คน4 มีการโตแยง แลกเปลี่ยน และประนีประนอมกันของผูพิพากษาที่มีรากฐานความคิด ทางกฎหมายแตกตางกัน คําพิพากษาของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปจึงเปรียบเสมือน ขุมทรัพยทางปญญาทางกฎหมายของประเทศในสหภาพยุโรปที่ถูกพัฒนาขึ้นรวมกันของประเทศ ในสหภาพยุโรป โดยแสดงออกผานทางคําพิพากษาของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป 2 ดูตัวอยางงานศึกษาเกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจของศาลปกครองฝรั่งเศสไดที่ วรพจน วิศรุตพิชญ, “การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจทางปกครองโดยองคกรตุลาการ”, ใน ขอ ความคิดและหลักการพื้นฐานในกฎหมายมหาชน รวมบทความบางเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย ปกครองและกฎหมายรัฐธรรมนูญ, (กรุงเทพมหานคร : นิติธรรม, 2540); เอกบุญ วงศสวัสดิ์กุล, “การควบคุมอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองโดยศาลไทย”, (วิทยานิพนธนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, 2534); ธีรัญชา สระทองอุน, “ขอบเขตการตรวจสอบการใชดุลพินิจ ของฝายปกครองโดยศาลปกครอง”,(วิทยานิพนธนิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2550). 3 อภิญญา เลื่อนฉวี, กฎหมายสหภาพยุโรป, (กรุงเทพมหานคร : วิญูชน, 2548), น.68. 4 เพิ่งอาง, น.68.
5 ประการที่สี่ เปนที่ยอมรับกันวาแนวคิดของศาลปกครองสูงสุดของประเทศฝรั่งเศสและ ศาลปกครองเยอรมันมีอิทธิพลอยางมากตอศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปในชวงเริ่มตน5 นอกจากนี้ยังรวมไปถึงศาลปกครองของประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกดวย แตการที่คําพิพากษาของศาล ยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปมีผลบังคับตามกฎหมายใหประเทศในสหภาพยุโรปตองปฏิบัติตามและ การที่องคคณะของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปประกอบไปดวยผูพิพากษาที่มาจากชาติสมาชิก ของสหภาพยุโรปประเทศละ 1 คนเทา ๆ กัน ยอมสงผลโดยตรงใหอิทธิพลของศาลปกครองสูงสุด ของประเทศฝรั่งเศสและศาลปกครองเยอรมันลดระดับความเขมขนลง เพราะในการพิจารณา พิพากษาคดีผูพิพากษาที่มาจากประเทศทั้งประเทศเยอรมันและฝรั่งเศสตองมีการปะทะ แลกเปลี่ยนและประนีประนอมกับแนวคิดของประเทศอื่น ๆ ดวย ในทางกลับกันแนวคําพิพากษา ของศาลยุติธรรมแหงสหภาพสภาพยุโรปยอมมีความสําคัญตอประเทศในสหภาพยุโรปมากขึ้น เรื่อย ๆ ทั้งโดยตรงและโดยออม ทั้งโดยผลของกฎหมายและพัฒนาการทางวิชาการ ผูเขียนจึง เห็นวาการศึกษาแนวทางของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปยอมชวยใหเราเห็นแนวโนมของหลัก กฎหมายปกครองที่ถูกพัฒนาขึ้นในสหภาพยุโรป ที่มากไปกวาแนวคิดของศาลปกครองเยอรมัน และศาลปกครองสูงสุดของประเทศฝรั่งเศส ประการที่หา เมื่อพิจารณาความเปนมาทางประวัติศาสตรของศาลปกครองเยอรมันและ ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป ก็จะเห็นความแตกตางที่ชัดเจนกลาวคือ ขณะที่ศาลยุติธรรมแหง สหภาพยุโรปมีจุดเริ่มตนจากการรวมตัวกันเปนชุมชนทางเศรษฐกิจของ 6 ประเทศในยุโรป โดย ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปถูกสรางขึ้นเปน 1 ใน 4 สถาบันหลักเพื่อประกันวาชุมชนใหม ดังกลาวจะตั้งอยูบนฐานของหลักประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ6 ในขณะที่ศาลปกครองเยอรมันมี จุดเริ่มตนจากองคกรวินิจฉัยชี้ขาดคดีปกครองที่เรียกวา Kammerjustiz ที่เนนคุมครองสิทธิของ ประชาชนในคดีปกครองและมุงใหสิทธิและความยุติธรรมในการปฏิบัติหนาที่ของฝายปกครองตอ ประชาชน7 ประกอบกับการที่ประเทศเยอรมันเคยมีประวัติศาสตรที่เลวรายเกี่ยวกับการละเมิด 5 Jürgen Schwarze, European Administrative Law,( Sweet and Maxwell : London, 2006), p.clxxxii-clxxxiii. 6 L. Neviller Brown & Tom Kennedy, The Court of Justice of the European Communities, (Sweet and Maxwell : London, 2000), p.1. 7 กมลชัย รัตนสกาววงศ, หลักกฎหมายปกครองเยอรมัน, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ แหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2544), น. 38.
6 สิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใตระบอบนาซี สงผลโดยตรงใหประเทศเยอรมันใหความสําคัญกับ การคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากการใชอํานาจของฝายปกครองโดยระบุไวในกฎหมาย รัฐธรรมนูญถึงหลักประกันทางศาลของประชาชน8 เมื่อพิจารณาถึงที่มาของศาลยุติธรรมแหง สหภาพยุโรปและศาลปกครองเยอรมันจะเห็นไดวามีจุดเนนที่แตกตางกัน จึงเปนที่นาศึกษาวา จากจุดเริ่มตนที่แตกตางกันดังกลาว เมื่อจําตองวินิจฉัยและวางหลักกฎหมายในเรื่องอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองเชนเดียวกัน ศาลทั้งสองจะมีแนวคิดและหลักเกณฑที่ใชในการ ควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยเหมือนหรือแตกตางกันอยางไร จากเหตุผลที่กลาวมาทั้งหมด ทําใหผูเขียนเลือกศึกษาแนวคิดและหลักเกณฑของศาล ปกครองเยอรมันและศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปที่ใชในการควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง ในฐานะที่เปนตนแบบของศาลที่มีความกาวหนาในทาง กฎหมายมหาชน เพื่อใชเปนฐานในการนํามาเปรียบเทียบกับแนวคิดและแนวทางที่ศาลปกครอง ไทยใชในการพิจารณาพิพากษาคดีประเภทนี้ ทั้งนี้เพื่อตอเติมองคความรูเกี่ยวกับการควบคุม ตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองโดยศาลปกครองไทยใหครบถวนสมบูรณยิ่งขึ้น 8 Yutaka Arai-Takahashi, “Discretion in German Administrative Law : Doctrinal Discourse Revisited”, European Public Law, Volume 6, Issue I, p.70, (2000).
7 บทที่ 1 ความเขาใจพื้นฐานเกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง ขอความคิดวาดวยอํานาจดุลพินิจ (Discretion Concept) เปนขอความคิดที่มี ความสําคัญอยางยิ่งในระบบกฎหมายปกครอง ดังที่ Marcel Waline นักกฎหมายมหาชนชาว ฝรั่งเศสไดเคยกลาวไวอยางแหลมคมวา “ถาจําเปนตองนิยามกฎหมายปกครองดวยถอยคําสั้น ๆ ขาพเจาจะกลาววา หากตัดสวนที่เปนการพรรณนาสถาบันทางกฎหมายซึ่งเราอาจพบไดในวิชานี้ เชนเดียวกับที่มีอยูในวิชาอื่น ๆ ออกไปแลว สาระสําคัญของกฎหมายปกครอง ไดแก การศึกษา อํานาจดุลพินิจขององคกรรัฐฝายปกครองและขอจํากัดของอํานาจนี้ ดวยความมุงหมายเพื่อ คุมครองสิทธิของเอกชน”1 อยางไรก็ตามแมเราจะเห็นดวยกับขอสรุปของ Marcel Waline ถึง ความสําคัญของขอความคิดวาดวยอํานาจดุลพินิจในระบบกฎหมายปกครอง แตตองไมลืมวา นอกจากขอความคิดดังกลาวแลวยังมีขอความคิดและหลักการอื่น ๆ ที่มีความสําคัญตอระบบ กฎหมายปกครองอีกหลายประการ การทําความเขาใจถึงเหตุผลของการเกิดขึ้นและดํารงอยูของ อํานาจดุลพินิจในระบบกฎหมายปกครองไมอาจแยกทําความเขาใจไดเพียงลําพังแตมีความ จําเปนอยางยิ่งที่ตองมีความเขาใจพื้นฐานเกี่ยวกับขอความคิดและหลักการพื้นฐานของกฎหมาย มหาชนอื่น ๆ ที่เกี่ยวพันกับอํานาจดุลพินิจประกอบกัน หลักกฎหมายที่สําคัญมากประการหนึ่งที่มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับขอความคิดวาดวย อํานาจดุลพินิจ คือ หลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมาย (Principle of Legality of Administrative Action) เนื่องจากหลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมาย เปน ขอจํากัดในการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง นอกจากนี้ยังมีความเกี่ยวพันในแงที่วาการ กระทําทางปกครองใดที่ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจ การควบคุมตรวจสอบความชอบดวย กฎหมายของการกระทําดังกลาวโดยองคกรตุลาการยอมมีอยูอยางจํากัดหรือลดระดับความ เขมขนลงจากระดับการตรวจสอบความชอบดวยกฎหมายของการกระทําที่ฝายปกครองไมมี 1 วรพจน วิศรุตพิชญ, “การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจทางปกครองโดยองคกรตุลา การ”, ใน หนังสือขอความคิดและหลักการพื้นฐานในกฎหมายมหาชน : รวมบทความบางเรื่อง เกี่ยวกับกฎหมายปกครองและกฎหมายรัฐธรรมนูญ, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพนิติธรรม, 2540), น.76.
8 อํานาจดุลพินิจ ในแงนี้จึงอาจกลาวไดวาอํานาจในการควบคุมตรวจสอบฝายปกครองขององคกร ตุลาการแปรผกผันกับอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง ดังนั้นเพื่อใหสามารถเขาใจเหตุผลของการเกิดขึ้นและดํารงอยูของอํานาจดุลพินิจในระบบ กฎหมายมหาชน เนื้อหาของบทที่ 1 ผูเขียนจะไดอธิบายถึงหลักการกระทําทางปกครองตองชอบ ดวยกฎหมายอันเปนหลักการพื้นฐานของกฎหมายมหาชนโดยสังเขปและจะชี้ใหเห็นถึงขอถกเถียง ทางวิชาการเกี่ยวกับความสัมพันธของหลักการดังกลาวกับการดํารงอยูของอํานาจดุลพินิจ จากนั้นจึงจะเขาสูเนื้อหาของบทอื่น ๆ ตอไป 1.1 ความหมายของหลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมาย หลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมาย (Principle of Legality of Administrative Action) เปนหลักการพื้นฐานที่สําคัญในระบบกฎหมายมหาชนซึ่งประเทศเสรี ประชาธิปไตยทั้งที่ใชระบบกฎหมาย Civil Law2 และระบบกฎหมาย Common Law3 ลวนยึดถือ เปนหลักการสําคัญที่นําไปใชในการปกครองประเทศ โดยหลักการดังกลาวไดถูกพัฒนาขึ้นโดย นักปราชญทางกฎหมายมหาชนในนานาอารยะประเทศมาอยางยาวนาน เนื้อหาสาระของหลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมายนั้น อาจสรุป ความหมายอยางกระชับไดวาหมายถึง หลักการที่วาการใชอํานาจกระทําการใด ๆ ของฝาย ปกครองที่จะมีผลไปกระทบตอสิทธิและเสรีภาพซึ่งรัฐธรรมนูญของรัฐไดบัญญัติรับรองและ คุมครองใหแกประชาชนจะกระทํามิได เวนแตมีกฎหมายใหอํานาจ และการใชอํานาจดังกลาว ตองไมขัดหรือแยงตอกฎหมาย กลาวอีกนัยหนึ่ง หลักการกระทําตองชอบดวยกฎหมายเรียกรอง 2 ระบบกฎหมาย Civil Law คือ ระบบกฎหมายที่ไดรับอิทธิพลจากกฎหมายโรมัน หรือ มีกฎหมายโรมันเปนรากฐาน ผูสนใจศึกษาเพิ่มเติมไดที่ ประสิทธิ์ ปวาวัฒนพานิช, ความรูทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, 2545), น.106-107. 3 ระบบกฎหมาย Common Law คือ ระบบกฎหมายที่มีตนกําเนิดมาจากประเทศ อังกฤษ โดยมีหลักการที่สําคัญวา หลักกฎหมายที่ศาลเปนผูสรางขึ้นจากการพิพากษาคดี มีฐานะ เปนกฎหมายและเปนบรรทัดฐานในการตัดสินคดีที่เกิดขึ้นภายหลัง (precedent) ผูสนใจศึกษา เพิ่มเติมไดที่ ชาญชัย แสวงศักดิ์, คําอธิบายกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี ปกครอง, พิมพครั้งที่ 6, (กรุงเทพมหานคร : วิญูชน : 2550), น.31-32.
9 ใหกฎหมายเปนทั้งที่มา (Source) และขอจํากัด (Limitation) ในการใชอํานาจของฝายปกครอง4 นอกจากนี้หลักการนี้ยังเรียกรองใหฝายปกครองตองผูกพันตนตอทั้งกฎเกณฑที่ฝายนิติ บัญญัติและที่ตนเองไดตราขึ้น5 จากความหมายของหลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมายที่กลาวมา แมเรา จะสามารถใหความหมายแกหลักการดังกลาวไดดวยประโยคสั้น ๆ แตการที่จะสามารถเขาใจและ นําหลักการดังกลาวไปปรับใชอยางถูกตองและบรรลุตามเจตนารมณที่แทจริงกลับมิใชเรื่องงาย เนื่องจากหลักการดังกลาวมีเนื้อหาสาระมากและคอนขางซับซอน การนําหลักการดังกลาวไปปรับ ใชจึงจําเปนอยางยิ่งที่ผูใชตองเขาใจเนื้อหาสาระของหลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวย กฎหมายในรายละเอียดดวย เพื่อใหสามารถนําหลักการดังกลาวไปใช ไดอยางถูกตองเหมาะสม 1.2 เนื้อหาสาระของหลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมาย ในทางวิชาการแลวหลักการกระทําตองชอบดวยกฎหมาย หรือที่ในภาษาอังกฤษใชคําวา The Principle of Legality of Administrative Action ซึ่งไดรับการยอมรับวาเปนหลักการยอยที่ สําคัญของหลักนิติรัฐ (Rule of Law) นั้นประกอบไปดวย 2 หลักการ6 ไดแก หลักการกระทําทาง ปกครองตองไมขัดตอกฎหมายประการหนึ่ง และ หลักไมมีกฎหมายไมมีอํานาจอีกประการหนึ่ง ซึ่งมีรายละเอียดโดยสรุปดังนี้ 1.2.1 หลักการกระทําทางปกครองตองไมขัดตอกฎหมาย (Primacy of Law) หลักการกระทําทางปกครองตองไมขัดตอกฎหมาย หรือ หลักความมากอนของกฎหมาย เปนหลักการที่กําหนดวาฝายปกครองตองผูกพันตนตอกฎหมายที่ใชบังคับอยูจริงในบานเมือง ซึ่ง อาจมีไดสองกรณี กรณีแรกเปนกรณีที่กฎหมายกําหนดหนาที่ใหองคกรฝายปกครองตองปฏิบัติซึ่ง องคกรฝายปกครองยอมมีหนาที่ตองปฏิบัติตามกฎหมายที่กําหนด สวนกรณีที่สองเปนกรณีที่ กฎหมายไมไดกําหนดหนาที่ใหฝายปกครองตองปฏิบัติ แตฝายปกครองตัดสินใจดําเนินการตาม แผนการปกครอง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรใหดีขึ้น เชน สรางสะพานลอยคนเดินขาม ถนน สรางสวนสาธารณะ ฯลฯ ซึ่งฝายปกครองยอมมีหนาที่ตองละเวนไมกระทําการดังกลาวให 4 วรพจน วุศรุตพิชญ, อางแลว เชิงอรรถที่ 1, น.76-77. 5 วรเจตน ภาคีรัตน, กฎหมายปกครองภาคทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร : นิติราษฎร, 2554), น.47. 6 เพิ่งอาง, น.47.
10 ขัดตอกฎหมายบานเมืองที่ใชบังคับอยูในขณะนั้น หลักการนี้เรียกรองในทางปฏิเสธวาการ กระทําหรือมาตรการอันใดอันหนึ่งของฝายปกครองตองไมขัดหรือแยงตอกฎหมายทั้งหลายที่ บังคับใชอยูในบานเมือง การกระทําหรือมาตรการใด ๆ ของฝายปกครองที่ขัดหรือแยงตอกฎหมาย ยอมเปนการกระทําหรือมาตรการที่ไมชอบดวยกฎหมาย7 เหตุผลพื้นฐานของหลักการกระทําทางปกครองตองไมขัดตอกฎหมาย มาจากหลักความ เปนเอกภาพของอํานาจรัฐและความเปนเอกภาพของระบบกฎหมาย8 เพราะหากยอมใหฝาย ปกครองกระทําการอันขัดตอกฎหมายไดโดยไมมีผลรายใด ๆ ตามมา ยอมสงผลใหกฎหมายที่ตรา ขึ้นเพื่อใชบังคับในรัฐไมมีความหมาย9 จากเหตุผลพื้นฐานสําคัญดังที่กลาวมาสงผลใหในหลายประเทศมีการบัญญัติรับรอง หลักการกระทําทางปกครองตองไมขัดตอกฎหมายไวในรัฐธรรมนูญ เชน รัฐธรรมนูญของประเทศ เยอรมันมาตรา 20 (3) บัญญัติรับรองหลักการดังกลาวไวอยางชัดเจนวา “ฝายนิติบัญญัติตองอยู ภายใตรัฐธรรมนูญ ฝายบริหารและฝายตุลาการตองผูกพันโดยกฎหมายและความยุติธรรม”10 สวน ในระบบกฎหมายไทยนั้นรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 27 ไดบัญญัติ รับรองหลักการนี้ไววา “สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้รับรองไวโดยชัดแจง โดยปริยาย หรือ โดยคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยอมไดรับความคุมครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองคกรตามรัฐธรรมนูญและหนวยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใชบังคับ กฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง” จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของทั้งสองประเทศที่ยก มา จึงกลาวไดวาหลักการกระทําทางปกครองตองไมขัดตอกฎหมายเปนหลักการสําคัญที่ไดรับ การรับรองไวในรัฐธรรมนูญทั้งของประเทศเยอรมันและประเทศไทย 7 บรรเจิด สิงคะเนติ, หลักพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเปนมนุษย, พิมพครั้ง ที่ 3 (กรุงเทพมหานคร : วิญูชน, 2552), น.25. 8 Mahendra P. Singh, German Administrative Law in Common Law Perspective, 2 ed (Berlin : Springer, 2001), pp.127-128. 9 วรเจตน ภาคีรัตน, อางแลวเชิงอรรถที่ 5, น.48 10 The Basic Law (Grundgesetz) Article 20. Basic principles of state order right to resist, (3) Legislation shall be subject to the constitutional order, the executive and the judiciary shall be bound by law and justice.
11 ถึงแมวาการกระทําหรือมาตรการใด ๆ ของฝายปกครองที่ขัดหรือแยงตอหลักการกระทํา ทางปกครองตองไมขัดตอกฎหมาย จะสงผลใหการกระทําหรือมาตรการดังกลาวเปนการกระทําที่ ไมชอบดวยกฎหมาย แตหลักการนี้ก็ไมไดมีเนื้อหาครอบคลุมไปถึงผลทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้น จากการกระทําที่ไมชอบดวยกฎหมายวาจะมีผลอยางไร เนื่องจากผลของการกระทําที่ไมชอบดวย กฎหมายถือเปนเรื่องนิตินโยบายที่ฝายนิติบัญญัติตองพิจารณาผลกระทบหลายดานประกอบกัน วาจะใหมีผลอยางไร ซึ่งในระบบกฎหมายไทย การกระทําทางปกครองที่ไมชอบดวยกฎหมาย อาจเกิดผลในทางกฎหมายไดหลายลักษณะ เชน คําสั่งทางปกครองที่ออกมาโดยฝาฝนตอ กฎหมายอยางรุนแรงหรือผิดพลาดอยางรุนแรงและความผิดพลาดนั้นเปนที่ประจักษชัด คําสั่ง ทางปกครองนั้นยอมตกเปนโมฆะหรือไมมีผลทางกฎหมายใด ๆ ตามที่ผูออกคําสั่งทางปกครองนั้น ตองการ หรือกรณีที่คําสั่งทางปกครองออกมาโดยไมชอบดวยกฎหมายแตความไมชอบดวย กฎหมายไมถึงขนาดรุนแรงและเห็นประจักษชัด คําสั่งทางปกครองนั้นยังคงมีผลในทางกฎหมาย แตอาจถูกเพิกถอนไดในภายหลัง เปนตน11 1.2.2 หลักไมมีกฎหมายไมมีอํานาจ (Requirement of Law) หลักไมมีกฎหมายไมมีอํานาจ หรือ หลักเงื่อนไขของกฎหมาย เปนหลักการที่กําหนดวา ฝายปกครองจะกระทําการใด ๆ ได ก็ตอเมื่อมีกฎหมายบัญญัติใหอํานาจฝายปกครองไว ในขณะ ที่หลักการกระทําทางปกครองตองไมขัดตอกฎหมาย เรียกรองในเชิงปฏิเสธวาฝายปกครองตองไม กระทําการใด ๆ ที่จะไปขัดตอกฎหมายที่บังคับใชอยูในบานเมือง แตหลักไมมีกฎหมายไมมี อํานาจไดเรียกรองยิ่งไปกวานั้น กลาวคือ นอกจากฝายปกครองจะตองไมกระทําการใหขัดตอ กฎหมายแลว กรณีที่ฝายปกครองจะกระทําการในลักษณะจํากัดหรือรุกล้ําสิทธิเสรีภาพของ ราษฎรไดนั้น ยังตองมีกฎหมายใหอํานาจแกฝายปกครองกระทําการดังกลาวได12 หากฝาย ปกครองกระทําการใด ๆ ไปโดยไมมีกฎหมายใหอํานาจยอมเปนการกระทําที่ขัดตอหลักไมมี กฎหมายไมมีอํานาจ13 อันจะสงผลใหการกระทําดังกลาวเปนการกระทําที่ไมชอบดวยกฎหมาย 11 วรเจตน ภาคีรัตน, อางแลว เชิงอรรถที่ 5, น.202-203. 12 สมยศ เชื้อไทย, กฎหมายมหาชนเบื้องตน, พิมพครั้งที่ 4 (กรุงเทพมหานคร : วิญูชน, 2551), น.227. 13 บรรเจิด สิงคะเนติ, อางแลวเชิงอรรถที่ 7, น.25.
12 เหตุผลพื้นฐานของหลักไมมีกฎหมายไมมีอํานาจมีดวยกันสามประการคือ14 ประการแรก มาจากหลักประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาซึ่งถือวารัฐสภาเปน องคกรที่มีความชอบธรรมที่สุดในการตัดสินเรื่องราวที่สําคัญอันอาจกระทบตอความเปนอยูของ ราษฎรภายในกรอบของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอยางยิ่งการกําหนดกฎเกณฑเพื่อใชบังคับแก ราษฎร ดังนั้นหากจะมีการกําหนดกฎเกณฑที่กระทบตอความเปนอยูของราษฎรก็ควรดําเนินการ โดยรัฐสภา หากจะยอมใหฝายปกครองเปนผูกําหนดกฎเกณฑดังกลาวก็ตองไดรับมอบอํานาจ จากรัฐสภา ประการที่สอง มาจากขอเรียกรองของหลักนิติรัฐ ที่เรียกรองใหมีการกําหนดนิติ สัมพันธระหวางรัฐกับประชาชนในรูปของกฎหมายที่ใชบังคับเปนการทั่วไป ทั้งนี้เพื่อใหประชาชน คาดหมายไดลวงหนาวาการกระทําของเขาจะนํามาซึ่งผลทางกฎหมายอยางไร ซึ่งกฎเกณฑที่ใช บังคับเปนการทั่วไปนี้จะกําหนดโดยฝายปกครองไมได เวนแตไดรับมอบอํานาจจากรัฐสภาให กําหนดกฎเกณฑในรายละเอียดตามกรอบกฎหมายที่รัฐสภากําหนด ประการที่สาม มาจากหลักการประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานซึ่งปรากฏใน รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหมวดสิทธิเสรีภาพที่กําหนดวาโดยหลักแลวรัฐไมสามารถจํากัดสิทธิ เสรีภาพที่รัฐธรรมนูญไดบัญญัติรับรองและคุมครองใหแกราษฎรของรัฐได เวนแตอาศัยอํานาจ ของกฎหมายที่ตราโดยรัฐสภา ภายใตเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกําหนด ดังนั้นฝายปกครองจึงไมอาจ กระทําการลวงล้ําสิทธิเสรีภาพของประชาชนไดหากรัฐสภาไมไดบัญญัติกฎหมายใหอํานาจ จากเหตุผลพื้นฐานดังกลาว สงผลใหรัฐธรรมนูญของหลายประเทศบัญญัติรับรองหลักไม มีกฎหมายไมมีอํานาจไว เชน รัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมัน มาตรา 19(1) บัญญัติรับรองไว อยางชัดเจนวา “ในกรณีที่สิทธิตามกฎหมายพื้นฐานอาจถูกจํากัดไดโดยกฎหมายภายใตกฎหมาย พื้นฐานนี้ กฎหมายดังกลาวตองใชบังคับเปนการทั่วไปและไมใชบังคับเฉพาะแกกรณีใดกรณีหนึ่ง เทานั้นและตองระบุสิทธิพื้นฐานที่ถูกจํากัด รวมทั้งบทบัญญัติที่ระบุถึงสิทธิขั้นพื้นฐานนั้น”15 14 วรเจตน ภาคีรัตน, อางแลวเชิงอรรถที่ 5, น.50-52. 15 The Basic Law Article 19 . Restriction of basic rights. (1) Insofar as a basic right may, under this Basic Law, be restricted by or pursuant to a law, such law shall apply generally and not solely to an individual case. Furthermore, such law must name the basic right, indicating the concern Article.
13 นอกจากนี้ หลักการดังกลาวยังปรากฏในรัฐธรรมนูญของเยอรมัน มาตรา 20(3) ที่กําหนดไววา ฝายบริหารตองผูกพันตอกฎหมายและความยุติธรรมดวย เพราะความผูกพันตอกฎหมายตาม รัฐธรรมนูญมาตรานี้ยอมหมายถึงการกระทําของฝายปกครองที่จะกระทบกระเทือนตอสิทธิ เสรีภาพของประชาชนตองเปนการกระทําที่มีกฎหมายใหอํานาจไว สวนในระบบกฎหมายไทยนั้น หลักการนี้ไดรับการรับรองไวในรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติวา “การจํากัดสิทธิ เสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว จะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติ แหงกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กําหนดไวและเทาที่จําเปน และจะกระทบตอ สาระสําคัญแหงสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได” บทบัญญัติมาตรานี้แสดงใหเห็นอยางชัดเจนวาหากไม มีกฎหมายใหอํานาจไวแลว ฝายปกครองยอมไมอาจกระทําการที่มีผลไปจํากัดสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนได นอกจากนี้แลวหลักการนี้ยังปรากฏในรัฐธรรมนูญมาตรา 27 เนื่องจากความผูกพัน ตอสิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติมาตรา 27 ยอมหมายความรวมถึงวาฝายปกครองจะกระทํา การที่กระทบกระเทือนตอสิทธิเสรีภาพของประชาชนไดตองมีกฎหมายใหอํานาจไวเทานั้นดวย จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของทั้งสองประเทศที่ยกมา จึงกลาวไดวาหลักไมมีกฎหมายไมมี อํานาจเปนหลักการสําคัญที่ไดรับการรับรองไวในระดับรัฐธรรมนูญทั้งของประเทศเยอรมันและ ประเทศไทย ขอสังเกตที่สําคัญประการหนึ่งเกี่ยวกับกฎหมายที่ใหอํานาจแกฝายปกครองคือโดยหลัก แลวกฎหมายที่ฝายปกครองจะใชเปนฐานในการใชอํานาจไปกระทบตอสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไดนั้นตองเปนกฎหมายลายลักษณอักษร ฝายปกครองไมอาจอางกฎหมายจารีตประเพณีมาเปน ฐานในการใชอํานาจของตนได16 1.3 หลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมายกับหลักความแนนอนชัดเจนของ กฎหมาย หลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมายตามที่ไดกลาวมานั้น ไมเพียงเรียกรอง ใหฝายปกครองที่ประสงคจะใชอํานาจไปกระทบตอสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตองกระทําการ โดยอาศัยอํานาจตามกฎหมายและกระทําการภายในขอบเขตที่กฎหมายกําหนดเทานั้น แตยัง เรียกรองตอไปอีกดวยวา กฎหมายที่เปนฐานอํานาจใหฝายปกครองออกคําสั่งหรือดําเนิน มาตรการใด ๆ ที่จะกระทบตอสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้น จะตองมีความแนนอนชัดเจนเพียง 16 วรเจตน ภาคีรัตน, อางแลวเชิงอรรถที่ 5, น.52.
14 พอที่จะเปดโอกาสใหประชาชนที่อยูใตบังคับของกฎหมาย สามารถคาดหมายไดลวงหนาวาถา พวกเขาตัดสินใจใชสิทธิเสรีภาพกระทําการประการใดไป ฝายปกครองจะใชอํานาจตามกฎหมาย ออกคําสั่งสนองตอบการกระทําของพวกเขาอยางไร17 นอกจากนี้การบัญญัติกฎหมายไวอยาง แนนอนชัดเจนยังเปนหลักประกันวาประชาชนจะไดรับการปฏิบัติจากรัฐอยางเสมอภาคเทาเทียม กันดวย ความแนนอนชัดเจนของกฎหมายเปนเงื่อนไขที่จําเปนในการที่ประชาชนจะสามารถใช สิทธิเสรีภาพ เพื่อพัฒนาศักยภาพของพวกเขาทั้งทางกายภาพและจิตใจของพวกเขาได เพื่อเปนการประกันความมั่นคงในนิติฐานะ (Legal Security) ของประชาชน ศาลของ ประเทศเสรีประชาธิปไตยที่ทําหนาที่ตรวจสอบความชอบดวยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย จึงพากัน พิพากษาวากฎหมายที่จํากัดหรือใหอํานาจฝายบริหารจํากัดสิทธิเสรีภาพของราษฎรที่ไมมีความ แนนอนชัดเจนเทาที่ควรเปนกฎหมายที่ขัดตอรัฐธรรมนูญ18 การที่บทบัญญัติของกฎหมายกําหนด ถอยคําไวอยางชัดเจนลวงหนาวาฝายปกครองมีหนาที่ตองกระทําการอยางไร ในสถานการณหรือ เหตุการณใดเหตุการณหนึ่ง โดยฝายปกครองไมมีทางเลือกอื่น ๆ อีกนอกจากที่กฎหมายกําหนดไว เปนการบัญญัติกฎหมายโดยวางอยูบนฐานความคิดเรื่องความยุติธรรมทั่วไป (General of Justice) คือ ความเสมอภาคในการปฏิบัติตอขอเท็จจริงเฉพาะราย19 จากที่กลาวมาจะเห็นไดวาเนื้อหาสาระของหลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวย กฎหมาย มีแนวโนมไปในทางที่จะปฏิเสธการมีอยูของอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง เพราะเกรง วาการใหอํานาจดุลพินิจแกฝายปกครองจะทําใหฝายปกครองใชอํานาจไปในทางที่ไมชอบ และยัง นํามาซึ่งความรูสึกไมมั่นคงแนนอนในนิติฐานะของประชาชนที่ตองตกอยูใตบังคับของฝาย ปกครอง อีกทั้งยังไมเปนไปตามฐานความคิดเรื่องความยุติธรรมโดยทั่วไปที่เรียกรองใหรัฐปฏิบัติ ตอประชาชนอยางเทาเทียม อยางไรก็ตามในรัฐเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม ซึ่งมีหนาที่ในการ จัดทําบริการสาธารณะที่เกี่ยวของกับชีวิตของประชาชนอยางมากมายในปจจุบัน มีปญหาตอง พิจารณาวาการตีความหลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมาย ถึงขนาดปฏิเสธการมี 17 วรพจน วิศรุตพิชญ, อางแลว เชิงอรรถที่ 1, น.79-80. 18 วรพจน วิศรุตพิชญ, “หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง (Fundamental Principles of Administrative Law)”, ใน คูมือการศึกษาวิชา กฎหมายปกครอง, (กรุงเทพมหานคร : สํานักอบรมศึกษากฎหมายแหงเนติบัณฑิตยสภา, 2540), น.163. 19 สมยศ เชื้อไทย, “การกระทําทางปกครอง”, วารสารนิติศาสตร ฉบับที่ 3 ปที่ 17, น.57, (ก.ย.2530)
15 อยูของอํานาจดุลพินิจ อันจะสงผลใหฝายนิติบัญญัติไมอาจตรากฎหมายมอบอํานาจดุลพินิจ ใหแกฝายปกครองไดนั้นเปนไปไดและมีเหตุผลที่มีน้ําหนักรองรับหรือไม 1.4 หลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมายกับการดํารงอยูของอํานาจดุลพินิจ แมหลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมายจะมีแนวโนมไปในทางปฏิเสธการ มีอยูของอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง แตเมื่อพิจารณาถึงความมุงหมายของรัฐเสรี ประชาธิปไตยแลว จะเห็นไดวาไมไดมีแตเพียงความมุงหมายในการประกันความมั่นคงแหงนิติ ฐานะของประชาชนภายในรัฐใหสามารถตัดสินใจใชสิทธิเสรีภาพของพวกเขากระทําการใด ๆ เพื่อ พัฒนาบุคลิกภาพตามที่พวกเขาปรารถนาตามฐานความคิดเรื่องความยุติธรรมโดยทั่วไปเทานั้น แตรัฐเสรีประชาธิปไตยยังมีความมุงหมายที่สําคัญอีกประการหนึ่ง คือความมุงหมายที่จะอํานวย ความยุติธรรมใหแกประชาชนภายในรัฐของตนทุก ๆ คนในทุกกรณี ซึ่งเปนความมุงหมายที่ตั้งอยู บนฐานความคิดเรื่อง ความยุติธรรมเฉพาะกรณี (Individualization of Justice) ซึ่งคําสั่งทาง ปกครองที่ยุติธรรมจึงตองเปนคําสั่งทางปกครองที่สามารถตอบสนองตอขอเรียกรองของประโยชน มหาชน (Public Interest) ไดอยางมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สุดแตขณะเดียวกันก็มี ผลกระทบตอสิทธิเสรีภาพของประชานชนนอยที่สุด20 แตเนื่องจากโดยธรรมชาติแลวภารกิจของฝายปกครองในรัฐสมัยใหมมีความหลากหลาย และมีพลวัตร (Dynamic) หรือแปรเปลี่ยนผันแปรอยางรวดเร็วอยูตลอดเวลา จึงทําใหฝายนิติ บัญญัติไมสามารถบัญญัติกฎหมายไวอยางชัดเจนแนนอนลวงหนาเพื่อใหฝายปกครองถือปฏิบัติ ไปตามนั้นไดในทุกกรณี ฝายนิติบัญญัติจําเปนตองบัญญัติกฎหมายเปดชองใหฝายปกครอง สามารถใชความรูความสามารถของฝายปกครอง ปรับใชกฎหมายใหสอดคลองกับขอเท็จจริง เฉพาะกรณีที่เกิดขึ้น เพื่อใหเกิดความยุติธรรมแกประชาชนทุกคน นอกจากนี้เมื่อพิจารณาสภาพ ความเปนจริงแลวยอมเห็นไดวาการเรียกรองใหฝายนิติบัญญัติบัญญัติกฎหมายโดยคาดการณ ลวงหนาใหชัดเจนในทุก ๆ กรณี เปนสิ่งที่ไมอาจเกิดขึ้นไดในความเปนจริง จึงอาจกลาวไดวาการ เกิดขึ้นของอํานาจดุลพินิจมีเหตุผลสําคัญมาจากการที่รัฐเสรีประชาธิปไตยประสงคที่จะอํานวย ความยุติธรรมใหแกประชาชนทุกคนในทุกกรณี ประกอบกับขอจํากัดของฝายนิติบัญญัติเองที่ไม 20 วรพจน วิศรุตพิชญ, อางแลว เชิงอรรถที่ 1, น.81.
16 สามารถบัญญัติกฎหมายใหแนนอนชัดเจนเพื่อปรับใชกับขอเท็จจริงที่หลากหลายลวงหนาไดในทุก กรณี21 กลาวไดวาการเกิดขึ้นและดํารงอยูของอํานาจดุลพินิจเปนความพยายามประสานความ มุงหมายของรัฐเสรีประชาธิปไตยทั้งสองประการ คือ ความมุงหมายในการประกันความมั่นคงแหง นิติฐานะซึ่งวางอยูบนฐานความคิดเรื่องความยุติธรรมโดยทั่วไปและความมุงหมายในการอํานวย ความยุติธรรมใหกับประชาชนของรัฐทุกคนในทุกกรณีซึ่งวางอยูบนฐานความคิดเรื่องความ ยุติธรรมเฉพาะกรณี ใหสามารถบรรลุผลไดทั้งสองความมุงหมายนั่นเอง แมจะมีนักวิชาการบางคนเสนอวาควรจะตัดอํานาจดุลพินิจของเจาหนาที่ออกไปจาก ระบบกฎหมายทั้งหมดดวยการวางกฎเกณฑไวลวงหนา22 แตในความเปนจริงก็ไมสามารถเปน เชนนั้นได เนื่องจากรัฐสมัยใหมไดผันตนเองมาเปนรัฐสวัสดิการ (Welfare States) ทําใหมี กิจกรรมมากมายที่รัฐจําตองเขามาแทรกแซงสิทธิเสรีภาพประชาชนเพื่อดําเนินการบริการ สาธารณะ เพื่ออํานวยความยุติธรรมใหแกประชาชนทุกคนใหมีมาตรฐานการครองชีพที่ดี สงผล ใหมีการตรากฎหมายที่ใหอํานาจดุลพินิจแกฝายปกครองในการดําเนินกิจการตาง ๆ จํานวนมาก ดวยเหตุนี้จึงคอย ๆ เปนที่ยอมรับโดยทั่วไปในปจจุบันวา หลักการกระทําทางปกครองตองชอบ ดวยกฎหมาย ไมสามารถตีความใหเครงครัดถึงขนาดปฏิเสธการมีอยูของดุลพินิจทางปกครองได23 หรืออาจกลาวไดวา “การดํารงอยูและการใชอํานาจดุลพินิจเปนที่ยอมรับวาไมไดขัดกับหลักนิติรัฐ หรือขัดตอขอความคิดวาดวยสังคมที่เปนธรรมอีกตอไป ตรงกันขามกลับเปนที่ยอมรับกันมากขึ้น วาอํานาจดุลพินิจเปนสิ่งจําเปนที่จะทําใหบรรลุถึงสังคมที่เปนธรรมหรือเพื่อทําใหหลักนิติรัฐเปน ความจริงขึ้นมาได”24 ปญหาสําคัญของรัฐเสรีประชาธิปไตยเกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจในปจจุบัน จึงไมใชปญหา ที่วาจะขจัดอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองใหหมดไปไดอยางไร แตเปนปญหาที่วาจะบัญญัติ 21 วิษณุ วรัญูและคณะ, รายงานวิจัยเรื่อง คดีปกครองเกี่ยวกับดุลพินิจของฝาย ปกครอง, (กรุงเทพมหานคร : สํานักงานศาลปกครอง, 2547), น.2. 22 ชัยวัฒน วงศวัฒนศานต, กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง, (กรุงเทพมหานคร : จิรรัชการพิมพ, 2540), น.8. 23 วรพจน วิศรุตพิชญ, อางแลว เชิงอรรถที่ 1, น.83-84. 24 Mahendra P. Singh, supra note 8, p.151.
17 กฎหมายใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจเทาที่จําเปนและจะควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจ ดุลพินิจภายในกรอบของกฎหมายและใชอํานาจดุลพินิจอยางสุขุมรอบคอบไดอยางไร ถึงแมระบบการควบคุมการใชอํานาจของฝายปกครองจะมีหลายระบบทั้งระบบควบคุม แบบปองกันและควบคุมแบบแกไข แตเปนที่ยอมรับกันโดยทั่วไประบบที่จะสามารถทําหนาที่นี้ได อยางมีประสิทธิภาพที่สุด คือ ระบบการควบคุมแบบแกไขโดยองคกรตุลาการ อันมีเหตุผลมาจาก องคกรตุลาการเปนองคกรที่มีลักษณะเฉพาะที่แตกตางจากองคกรของรัฐอื่นๆ ไดแก 1) การกระทํา ขององคกรตุลาการมีลักษณะเปนการวินิจฉัยชี้ขาดขอพิพาททางกฎหมาย 2) ผลของคําวินิจฉัยชี้ ขาดขององคกรตุลาการมีผลผูกพันคูความในคดีเปนเด็ดขาด 3) ในการปฏิบัติหนาที่ขององคกร ตุลาการมีหลักประกันความเปนอิสระ ไมตกอยูภายใตอาณัติของผูใด 4) การกระทําขององคกร ตุลาการมีลักษณะเปนการวินิจฉัยขอพิพาทที่เกิดขึ้นแลวเทานั้น และ 5) การกระทําทางตุลาการจะ เริ่มตนไดก็ตอเมื่อมีคําฟองหรือคํารองเทานั้นไมอาจเริ่มเรื่องเองได25 จากลักษณะเฉพาะดังที่ กลาวมานี้เองทําใหระบบการควบคุมตรวจสอบฝายปกครองโดยองคกรตุลาการไดรับความยอมรับ วาเปนรูปแบบที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจของฝายปกครอง ซึ่ง แนวคิดและหลักเกณฑที่องคกรตุลาการทั้งของตางประเทศและประเทศไทยใชในการควบคุม ตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองจะเปนอยางไร ผูเขียนจะไดอธิบายในบทที่ 3 และ บทที่ 4 อยางละเอียดตอไป 25 วรเจตน ภาคีรัตน,การเปลี่ยนแปลงแนวคําวินิจฉัยและผลผูกพันของคําวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ : ศึกษากรณีศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาและศาลรัฐธรรมนูญแหงสหพันธ สาธารณรัฐเยอรมัน, (กรุงเทพมหานคร : มิสเตอรกอปป, 2550), น.7-8.
18 บทที่ 2 ความหมายและการแบงประเภทของอํานาจดุลพินิจ ตามที่ไดอธิบายไวในบทที่ 1 แลววารัฐเสรีประชาธิปไตยไมสามารถปฏิเสธการดํารงอยู ของอํานาจดุลพินิจในระบบกฎหมายมหาชนได กลาวอีกแงหนึ่งก็คือการดํารงอยูของอํานาจ ดุลพินิจเปนสิ่งจําเปนสําหรับรัฐเสรีประชาธิปไตย ดังนั้นในปจจุบันจึงเปนที่ยอมรับกันโดยทั่วไป วาฝายนิติบัญญัติสามารถบัญญัติกฎหมายใหมีความยืดหยุนไมตายตัว เพื่อมอบอํานาจใหฝาย ปกครอง ซึ่งเปนผูมีหนาที่บังคับการใหเปนไปตามกฎหมาย ไดใชความรูความสามารถ สติปญญา เหตุผล ตลอดจนความเชี่ยวชาญที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณในการทํางานใน ตําแหนงนั้น ๆ ปรับใชกฎหมายกับขอเท็จจริงเฉพาะกรณีที่ปรากฏเฉพาะหนาใหสอดคลองและ เหมาะสมเพื่อใหเกิดความเปนธรรมได รูปธรรมของการบัญญัติกฎหมายใหมีความยืดหยุนไม แข็งตัวของฝายนิติบัญญัติ ก็คือการบัญญัติกฎหมายใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจในการ ดําเนินงานทางปกครองนั่นเอง เมื่อรัฐเสรีประชาธิปไตยยอมรับวาอํานาจดุลพินิจเปนสิ่งจําเปนในการดําเนินกิจการทาง ปกครองตาง ๆ ของรัฐ การดํารงอยูของอํานาจดุลพินิจในระบบกฎหมายมหาชนจึงไมไดเปน ปญหาอีกตอไป หรืออาจกลาวไดวา ปญหาสําคัญในระบบกฎหมายมหาชนของรัฐเสรี ประชาธิปไตยไมใชปญหาที่วาจะขจัดอํานาจดุลพินิจใหหมดไปจากระบบกฎหมายมหาชนได อยางไร แตคือปญหาที่วา “เมื่อกฎหมายสิ้นสุดลงจะทําอยางไรไมใหทรราชปรากฏขึ้นทําอยางไร จึงจะสามารถลดความอยุติธรรมอันเกิดจากการใชอํานาจดุลพินิจลงได"1 กลาวอีกนัยหนึ่งคือ ภายใตความจําเปนที่ตองบัญญัติกฎหมายใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจในบางเรื่องนั้น ทํา อยางไรจึงจะควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจภายในกรอบของกฎหมายประการหนึ่งและ ใชอํานาจดุลพินิจอยางสุขุมรอบคอบอีกประการหนึ่ง2 ได 1 Kenneth Culp Davis, Discretionary Justice : A Preliminary Inquiry, (Louisiana State University Press, Third printing 1976), p. 3. 2 วรพจน วิศรุตพิชญ, “การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจทางปกครองโดยองคกร ตุลาการ”,ใน หนังสือขอความคิดและหลักการพื้นฐานในกฎหมายมหาชน : รวมบทความบางเรื่อง เกี่ยวกับกฎหมายปกครองและกฎหมายรัฐธรรมนูญ, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพนิติธรรม, 2540), น.85-86.
19 กอนที่จะอธิบายถึงแนวคิดและหลักเกณฑที่องคกรตุลาการ ทั้งของประเทศไทยและ ประเทศอื่น ๆ ใชในการควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจภายในกรอบของกฎหมายและใช อํานาจดุลพินิจอยางรอบคอบในบทที่ 3 และบทที่ 4 ปญหาที่ตองพิจารณากอนเพื่อทําความ เขาใจเบื้องตน คือ ปญหาที่วา “อํานาจดุลพินิจ” มีความหมายในทางวิชาการอยางไร สามารถ จัดแบงไดกี่ประเภท อํานาจดุลพินิจแตกตางจากเสรีภาพในกฎหมายเอกชนอยางไร อํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยซึ่งเปนเนื้อหาหลักของวิทยานิพนธฉบับนี้ มีความสําคัญอยางไรในระบบกฎหมาย มหาชน เหตุที่จําเปนตองทําความเขาใจปญหาเหลานี้กอน เพราะพื้นฐานความรูความเขาใจใน ปญหาที่กลาวมาจะเปนฐานในการทําความเขาใจเนื้อหาในบทอื่น ๆ ตอไป 2.1 โครงสรางบทบัญญัติของกฎหมายที่ใหอํานาจฝายปกครอง โดยทั่วไปโครงสรางบทบัญญัติของกฎหมายสามารถแบงออกไดเปน 2 สวน3 คือ โครงสรางสวนที่เปนเงื่อนไข หรือที่เรียกวา องคประกอบสวนเหตุ และ โครงสรางสวนที่เปนผล หรือ ที่เรียกวาผลในทางกฎหมาย โดยโครงสรางทั้งสองสวนจะมีความสัมพันธกันในลักษณะเดียวกับ ประโยคเงื่อนไข กลาวคือ ขอเท็จจริงที่เปนองคประกอบสวนเหตุ เปนเงื่อนไขที่จะทําใหเกิดผล ในทางกฎหมายตามมา อยางไรก็ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่มีโครงสรางครบทั้งสองสวน ตามที่กลาวมานี้ตองเปนบทบัญญัติทางกฎหมายที่สมบูรณ แตก็มีบางกรณีที่บทบัญญัติของ กฎหมายบางมาตรามิไดเปนไปตามโครงสรางดังกลาว ซึ่งสวนใหญเปนบทบัญญัติในมาตราตน ๆ ของกฎหมายแตละฉบับ เชน มาตราที่เปนบทนิยามซึ่งทําหนาที่ขยายองคประกอบของมาตราอื่น ใหชัดแจงขึ้น4 หรือมาตราที่เปนบทยกเลิกกฎหมายฉบับอื่น ๆ เปนตน อยางไรก็ตามบทบัญญัติ สวนนี้มักมีอยูเพียงไมกี่มาตราในกฎหมายแตละฉบับ จึงตองถือวาเปนขอยกเวนของบทบัญญัติ ของกฎหมายโดยทั่วไปซึ่งมีโครงสรางบทบัญญัติที่สมบูรณ โครงสรางบทบัญญัติของกฎหมาย ดังที่กลาวมาเปนโครงสรางที่ปรากฏอยูในบทบัญญัติกฎหมายทุกประเภทไมวาจะเปนกฎหมาย อาญา กฎหมายแพง หรือกฎหมายระหวางประเทศ รวมทั้งกฎหมายปกครองดวย โดยโครงสราง บทบัญญัติกฎหมายที่สมบูรณมีสาระสําคัญดังตอไปนี้ 3 สมยศ เชื้อไทย, คําอธิบายวิชากฎหมายแพง : หลักทั่วไป เลม 1, พิมพครั้งที่ 7 (กรุงเทพมหานคร : วิญูชน, 2544), น.113. 4 กมลชัย รัตนสกาววงศ, หลักกฎหมายปกครองเยอรมัน, (กรุงเทพมหานคร : ศูนยยุโรป ศึกษาแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2544), น.255.
20 2.1.1 โครงสรางองคประกอบสวนเหตุ โครงสรางสวนองคประกอบสวนเหตุ คือ บทบัญญัติของกฎหมายสวนที่กําหนด ขอเท็จจริงอันเปนองคประกอบสวนเหตุ นั้นเปนสวนที่กําหนดขอเท็จจริงอยางใดอยางหนึ่งไว ซึ่ง หากเกิดขอเท็จจริงดังกลาวขึ้นแลวจะกอใหเกิดผลทางกฎหมายอยางใดอยางหนึ่งตามมา หรือ หากพิจารณาในแงกฎหมายปกครอง องคประกอบสวนเหตุก็คือสวนที่กําหนดเงื่อนไขขอเท็จจริง ในการใชอํานาจของฝายปกครองนั่นเอง5 องคประกอบสวนเหตุมักปรากฏในสวนตนของ บทบัญญัติของกฎหมายในมาตรานั้น ๆ โดยการกําหนดขอเท็จจริงอันเปนองคประกอบสวนเหตุ อาจมีไดหลายลักษณะ เชน ขอเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทําหรือพฤติการณของบุคคลผูอยูภายใต การใชอํานาจของฝายปกครอง ขอเท็จจริงเกี่ยวกับคุณภาพของสิ่งของ หรือขอเท็จจริงเกี่ยวกับ สถานการณของสังคม เปนตน6 นอกจากนี้ในการกําหนดขอเท็จจริงอันเปนองคประกอบสวนเหตุนี้ ยังมีทั้งที่กฎหมายกําหนดไวอยางชัดแจงและไมชัดแจง เพื่อใหเห็นรูปธรรมของโครงสราง บทบัญญัติของกฎหมายดังที่กลาวมา ขอยกตัวอยางบทบัญญัติของกฎหมายปกครองประกอบ คําอธิบายดังนี้ ตัวอยางที่ 1 พระราชบัญญัติสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอม พ.ศ.2535 มาตรา 59 บัญญัติวา “ในกรณีที่ปรากฏวาทองที่ใดมีปญหามลพิษซึ่งมีแนวโนมที่จะรายแรงถึงขนาด เปนอันตรายตอสุขภาพอนามัยของประชาชนหรืออาจกอใหเกิดผลกระทบเสียหายตอคุณภาพ สิ่งแวดลอม ใหคณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติมีอํานาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา กําหนดใหทองที่นั้นเปนเขตควบคุมมลพิษเพื่อดําเนินการควบคุม ลดและขจัดมลพิษได” ตัวอยางที่ 2 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 37 วรรคหนึ่งบัญญัติวา “ในกรณีที่พนักงานเจาหนาที่พบวา ผูประกอบกิจการโรงงานผูใดฝาฝนหรือไม ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือการประกอบกิจการโรงงานมีสภาพที่อาจกอใหเกิดอันตราย ความเสียหายหรือความเดือดรอนแกบุคคลหรือทรัพยสินที่อยูในโรงงานหรือที่อยูใกลเคียงกับ 5 สมยศ เชื้อไทย, กฎหมายมหาชนเบื้องตน, พิมพครั้งที่ 4(กรุงเทพมหานคร : วิญูชน, 2551), น.230. 6 เอกบุญ วงศสวัสดิ์กุล, “การควบคุมอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองโดยศาลไทย”, (วิทยานิพนธมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, 2535), น.7-8.
21 โรงงาน ใหพนักงานเจาหนาที่ที่มีอํานาจ สั่งใหผูนั้นระงับการกระทําที่ฝาฝนหรือแกไขหรือปรับปรุง หรือปฏิบัติใหถูกตองหรือเหมาะสมภายในระยะเวลาที่กําหนดได” จากตัวอยางบทบัญญัติทั้งสองที่ยกมา เมื่อพิจารณาตามคําอธิบายเรื่องโครงสราง บทบัญญัติของกฎหมายที่ใหอํานาจฝายปกครองดังที่กลาวมาจะเห็นไดวาองคประกอบสวนเหตุ ของบทบัญญัติในตัวอยางที่ 1 คือ สวนที่บัญญัติวา “ทองที่ใดมีปญหามลพิษซึ่งมีแนวโนมที่จะ รายแรงถึงขนาดเปนอันตรายตอสุขภาพอนามัยของประชาชนหรืออาจกอใหเกิดผลกระทบเสียหาย ตอคุณภาพสิ่งแวดลอม” และในตัวอยางที่ 2 ก็คือสวนที่บัญญัติวา “ในกรณีที่พนักงานเจาหนาที่ พบวา ผูประกอบกิจการโรงงานผูใดฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือการประกอบ กิจการโรงงานมีสภาพที่อาจกอใหเกิดอันตราย ความเสียหายหรือความเดือดรอนแกบุคคลหรือ ทรัพยสินที่อยูในโรงงานหรือที่อยูใกลเคียงกับโรงงาน” โดยบทบัญญัติสวนที่เหลือคือโครงสราง สวนผลของกฎหมายซึ่งจะเกิดขึ้นหรือมีผลก็ตอเมื่อเกิดขอเท็จจริงตามเงื่อนไขขององคประกอบ ของกฎหมายแลวจึงจะมีผลทางกฎหมายตามมา นั่นคือเจาหนาที่ฝายปกครองยอมมีอํานาจทาง กฎหมายบางประการที่จะดําเนินการใหเปนไปตามเจตนารมณของกฎหมาย ดังจะไดอธิบายใน หัวขอตอไป 2.1.2 โครงสรางสวนผลในทางกฎหมาย โครงสรางสวนผลในทางกฎหมาย คือ สวนที่กําหนดสิทธิหรือหนาที่ของประชาชนใน กรณีที่ปรากฏขอเท็จจริงในโครงสรางสวนองคประกอบของกฎหมายครบถวนแลว เชน ตาม ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 19 บัญญัติวา “บุคคลยอมพนจากภาวะผูเยาวและ บรรลุนิติภาวะเมื่ออายุยี่สิบปบริบูรณ” ตามบทบัญญัติที่ยกมานี้เมื่อขอเท็จจริงอันเปน องคประกอบสวนเหตุเกิดขึ้นครบถวนนั่นคือ เมื่อบุคคลมีอายุครบ 20 ปบริบูรณ ผลทางกฎหมายที่ ตามมาคือ บุคคลดังกลาวยอมพนจากภาวะผูเยาว เปนตน หากพิจารณาในบริบทของกฎหมาย ปกครองโครงสรางสวนผลในทางกฎหมาย คือ สวนที่เปนอํานาจของฝายปกครองที่จะสั่งการได เนื่องมาจากครบเงื่อนไขตาง ๆ ในสวนองคประกอบของกฎหมาย7 เพื่อใหเห็นรูปธรรมของโครงสรางบทบัญญัติของกฎหมายดังที่กลาวมา ขอกลับไป พิจารณาตัวอยางที่ผูเขียนใชประกอบการอธิบายโครงสรางองคประกอบสวนเหตุทางกฎหมาย คือ บทบัญญัติมาตรา 59 ของพระราชบัญญัติสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอม พ.ศ.2535 และ บทบัญญัติมาตรา 37 วรรคหนึ่งของพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ตามบทบัญญัติทั้งสองที่ 7 กมลชัย รัตนสกาววงศ, อางแลว เชิงอรรถที่ 4, น.254.
22 ไดกลาวมาแลวนั้น จะเห็นไดวาเมื่อขอเท็จจริงในโครงสรางสวนองคประกอบของกฎหมายเกิดขึ้น อยางครบถวนแลว โครงสรางสวนผลทางกฎหมายก็จะเกิดขึ้นตามมา โดยผลในทางกฎหมายใน กรณีของบทบัญญัติมาตรา 59 ของพระราชบัญญัติสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมแหงชาติ พ.ศ. 2535 คือสวนที่วา “ใหคณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติมีอํานาจประกาศในราชกิจจา นุเบกษากําหนดใหทองที่นั้นเปนเขตควบคุมมลพิษเพื่อดําเนินการควบคุมลดและขจัดมลพิษได” สวนผลในทางกฎหมายในกรณีของบทบัญญัติมาตรา 37 วรรคหนึ่งของพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 คือสวนที่บัญญัติวา “ใหพนักงานเจาหนาที่ที่มีอํานาจสั่งใหผูนั้นระงับการกระทําที่ฝา ฝนหรือแกไขหรือปรับปรุงหรือปฏิบัติใหถูกตองหรือเหมาะสมภายในระยะเวลาที่กําหนดได” การแยกอธิบายโครงสรางบทบัญญัติของกฎหมายออกเปนโครงสรางองคประกอบสวน เหตุและโครงสรางสวนผลในทางกฎหมาย ดังที่อธิบายมานั้นเปนไปเพื่อใหงายตอการทําความ เขาใจบทบัญญัติของกฎหมายเทานั้น แตในการปรับใชกฎหมายในความเปนจริงนั้นการวินิจฉัย ในโครงสรางสวนองคประกอบยอมมีความสัมพันธกับโครงสรางสวนผลในทางกฎหมาย ดังนั้น ในขณะที่พิจารณาสวนหนึ่งจะตองคํานึงถึงเนื้อหาของอีกสวนหนึ่งดวย8 อยางไรก็ตามโครงสรางบทบัญญัติของกฎหมายและตัวอยางที่ยกมาเปนกรณีที่บัญญัติ ของกฎหมายมีความสมบูรณ แตก็อาจมีบทบัญญัติของกฎหมายบางมาตราที่ไมไดเปนไปตาม รูปแบบดังที่กลาวมา 2.2 กระบวนการใชอํานาจของฝายปกครอง เมื่อไดทราบถึงโครงสรางของบทบัญญัติกฎหมายที่ใหอํานาจแกฝายปกครอง ซึ่งโดยหลัก ประกอบไปดวยสองสวนคือ องคประกอบสวนเหตุ และ ผลในทางกฎหมาย พื้นฐานความรู ดังกลาวทําใหสามารถแยกแยะบทบัญญัติของกฎหมายมาตราหนึ่ง ๆ ออกเปนสองสวนเพื่อความ งายตอการทําความเขาใจ นอกจากนี้พื้นฐานความรูดังกลาวยังจําเปนสําหรับการทําความเขาใจ เนื้อหาในสวนที่จะกลาวถึงตอไปนี้ซึ่งวาดวยกระบวนการใชอํานาจของฝายปกครอง เนื่องจาก โดยทั่วไปแลวในการใชการตีความกฎหมายของฝายปกครอง จําเปนตองพิจารณาบทบัญญัติของ กฎหมายโดยแยกเปน องคประกอบสวนเหตุ และ ผลในทางกฎหมาย กลาวคือองคประกอบสวน เหตุคือสวนเงื่อนไขที่จะทําใหฝายปกครองมีอํานาจกระทําการ สวนผลในทางกฎหมายคืออํานาจ หรือมาตรการที่ฝายปกครองสามารถใชไดเมื่อเกิดขอเท็จจริงครบถวนตามองคประกอบสวนเหตุ 8 เพิ่งอาง, น.254.
23 อยางไรก็ตามกระบวนการใชอํานาจของฝายปกครองแตละครั้งประกอบไปดวยหลายขั้นตอนและ เปนกระบวนการที่ตอเนื่องสัมพันธไมอาจแยกขาดจากกันได โดยในเรื่องนี้นักวิชาการดาน กฎหมายมีความเห็นวา กระบวนการใชอํานาจของฝายปกครองนั้นมีขั้นตอนโดยทั่วไป 4 ขั้นตอน คือ9 2.2.1 ขั้นตอนการสืบสวนหาขอเท็จจริงและการสรุปขอเท็จจริงใหเปนที่ยุติ ขั้นตอนการสืบสวนหาขอเท็จจริงและการสรุปขอเท็จจริงใหเปนที่ยุติ เปนขั้นตอนกอนที่ ฝายปกครองผูมีอํานาจหนาที่ตามกฎหมายจะใชอํานาจ กลาวคือเมื่อมีการกลาวอางวามี ขอเท็จจริงอันเปนองคประกอบสวนเหตุตามกฎหมายเกิดขึ้นครบถวนและเรียกรองใหฝายปกครอง ตองใชอํานาจทางปกครองซึ่งเปนผลทางกฎหมายในกรณีใดกรณีหนึ่ง ฝายปกครองมีหนาที่ตอง ตรวจสอบใหแนชัดเสียกอนวาขอเท็จจริงที่มีการกลาวอางนั้นไดเกิดขึ้นหรือที่ตนรูสึกวาไดเกิดขึ้น นั้น ไดเกิดขึ้นหรือมีอยูจริง (Existence) หรือไม10 โดยการตรวจสอบจะกระทําไดโดยอาศัย พยานหลักฐานประเภทตาง ๆ ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุ โดยฝายปกครอง ตองรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหลายที่สามารถพิสูจนไดวาขอเท็จจริงที่เปนองคประกอบสวนเหตุ ของกฎหมายมีอยูจริง11 โดยไมถูกจํากัดใหพิจารณาเพียงพยานหลักฐานที่คูกรณีกลาวอาง12 จากนั้นก็ตองตรวจสอบพยานหลักฐานตาง ๆ ที่แสวงหามาวารับฟงไดหรือไมในทางกฎหมาย เพื่อใหไดขอเท็จจริงเปนที่ยุติ กอนที่จะดําเนินการในขั้นตอนตอไป 2.2.2 ขั้นตอนการตีความองคประกอบสวนเหตุของกฎหมาย ขั้นตอนการตีความองคประกอบสวนเหตุของกฎหมาย คือขั้นตอนที่ฝายปกครองจะตอง ตีความเพื่อหยั่งรูถึงความหมายขององคประกอบสวนเหตุของกฎหมาย อันเปนเงื่อนไขแหงการใช อํานาจของตนเสียกอนวามีความหมายอยางไร เชนเมื่อมีการตีความกฎหมายมหาชนที่เปนลาย ลักษณอักษร ผูตีความตองคํานึงถึงถอยคําที่เปนวัตถุแหงการตีความ พิเคราะหระบบกฎหมายทั้ง ระบบ ตรวจสอบประวัติความเปนมาของบทบัญญัติกฎหมายและเขาใจวัตถุประสงคของกฎหมาย 9 วรเจตน ภาคีรัตน, กฎหมายปกครองภาคทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร : นิติราษฎร, 2554), น.72. 10 เอกบุญ วงศสวัสดิ์กุล, อางแลว เชิงอรรถที่ 6, น.16. 11 ตัวอยางกฎหมายไทยที่บัญญัติสอดคลองกับหลักการนี้ดู พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 29 12 ตัวอยางกฎหมายไทยที่บัญญัติสอดคลองกับหลักการนี้ดู พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 28
24 ที่เปนวัตถุแหงการตีความนั้น13 ซึ่งเมื่อฝายปกครองไดตีความจนหยั่งรูถึงความหมายของ องคประกอบสวนเหตุแลว ก็จะไดดําเนินการในขั้นตอนตอไป 2.2.3 ขั้นตอนการปรับขอเท็จจริงที่ยุติเขากับองคประกอบสวนเหตุของกฎหมาย ขั้นตอนการปรับขอเท็จจริงที่ยุติเขากับองคประกอบสวนเหตุของกฎหมาย คือ ขั้นตอน การนําเอาพยานหลักฐานตาง ๆ ที่ฝายปกครองไดรวบรวมและตรวจสอบแลววาสามารถรับฟงได ในทางกฎหมายในขั้นตอนที่ 1 มาเปรียบเทียบกับขอเท็จจริงในกฎหมายที่ไดจากการตีความ องคประกอบสวนเหตุของกฎหมายตามขั้นตอนที่ 2 วามีขอเท็จจริงที่เปนสาระสําคัญในกรณี เฉพาะเรื่องเหมือนหรือคลายคลึงกันหรือไม ถาขอเท็จจริงที่ไดในขั้นตอนที่ 1 เหมือนหรือคลายคลึง กับขอเท็จจริงอันเปนองคประกอบสวนเหตุของกฎหมายในขั้นตอนที่ 2 ฝายปกครองก็สามารถที่ จะยืนยันไดวาขอเท็จจริงเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเปนขอเท็จจริงเดียวกันกับขอเท็จจริงที่กฎหมาย กําหนด14 หรืออาจกลาวไดวาขอเท็จจริงอันเปนเงื่อนไขแหงการใชอํานาจของฝายปกครองได เกิดขึ้นอยางครบถวนแลว ในทางตรงขามหากขอเท็จจริงที่เปนสาระสําคัญไมเหมือนหรือ คลายคลึงกับขอเท็จจริงอันเปนองคประกอบสวนเหตุของกฎหมาย ฝายปกครองก็สามารถที่จะ ยืนยันไดวา ขอเท็จจริงเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นไมใชขอเท็จจริงเดียวกับขอเท็จจริงที่กฎหมายกําหนด 2.2.4 ขั้นตอนการยืนยันสรุปผลในทางกฎหมาย ขั้นตอนการยืนยันสรุปผลในทางกฎหมายนี้ นักกฎหมายบางทานเรียกวาขั้นตอนการ ตัดสินใจดําเนินการหรือกําหนดมาตรการใหเปนไปตามผลทางกฎหมาย15 เปนขั้นตอนที่ฝาย ปกครองจะตองสรุปยืนยันผลในทางกฎหมายที่ไดดําเนินการมาจากขั้นตอนที่ 1 ถึงขั้นตอนที่ 3 โดยตรวจดูวาเมื่อขอเท็จจริงอันเปนเงื่อนไขแหงการใชอํานาจเกิดขึ้นครบถวน ผลในทางกฎหมาย ของบทบัญญัติที่พิจารณาอยูนั้นถูกกําหนดไวอยางไร ซึ่งอาจเปนกรณีที่กฎหมายกําหนดผลไว อยางชัดเจนใหฝายปกครองตองปฏิบัติไมใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจ หรือเปนกรณีที่ กฎหมายกําหนดใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจก็ได 13 วรเจตน ภาคีรัตน, “การตีความกฎหมายมหาชน”, ใน หนังสือการใชการตีความ กฎหมาย, พิมพครั้งที่ 3 (กรุงเทพมหานคร : กองทุนศาสตราจารยจิตติ ติงศภัทิย คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, 2552), น. 346. 14 เอกบุญ วงศสวัสดิ์กุล, อางแลว เชิงอรรถที่ 6, น.18. 15 สมยศ เชื้อไทย, อางแลว เชิงอรรถที่ 5, น.231.
25 ซึ่งหากเปนกรณีที่กฎหมายกําหนดใหฝายปกครองมีดุลพินิจ ฝายปกครองจะตองใชดุลพินิจ ตัดสินใจเลือกผลทางกฎหมายอยางใดอยางหนึ่งที่เหมาะสมกับขอเท็จจริงที่เกิดขึ้น16 อยางไรก็ตามขั้นตอนทั้ง 4 ขั้นตอนที่กลาวมาขางตนก็ไมไดแยกจากกันอยางอิสระ แตมี ความสัมพันธสอดประสานกันโดยในการสืบสวนหาขอเท็จจริงตามขอ 1) ก็ตองคํานึงถึง องคประกอบของกฎหมายตามขอ 2) ในการตีความและพิสูจนถึงเนื้อหาขององคประกอบของ กฎหมายก็ตองคํานึงถึงขอเท็จจริงเฉพาะรายและสภาพความเปนจริงดวย เนื่องจากการใช กฎหมายมิใชผลสรุปเชิงตรรกะแตเปนกระบวนการพิจารณาที่จะไดรูถึงสาระสําคัญทางขอเท็จจริง และขอกฎหมาย17 หรืออาจกลาวไดวาการใชกฎหมายเปนกระบวนการคนหาขอสรุปที่ตอง คํานึงถึงคุณคาตาง ๆ ประกอบดวย18 2.3 ความหมายของอํานาจดุลพินิจ ในทางทฤษฎีสามารถแบงประเภทของอํานาจที่กฎหมายใหแกฝายปกครองในการที่จะ ออกคําสั่งตาง ๆ ไดเปน 2 ประเภท คือ อํานาจผูกพัน (Mandatory Power) และอํานาจดุลพินิจ (Discretionary Power)19 โดยมีคําอธิบายดังนี้ 2.3.1 อํานาจผูกพัน อํานาจผูกพัน (Mandatory Power) หมายถึง อํานาจที่กฎหมายใหแกฝายปกครองโดย กฎหมายกําหนดผลทางกฎหมายไวลวงหนาวาเมื่อมีขอเท็จจริงอยางใดอยางหนึ่งตามโครงสราง องคประกอบสวนเหตุเกิดขึ้น ฝายปกครองจะตองออกคําสั่งและเปนคําสั่งตามที่กฎหมายกําหนด ไวลวงหนาเทานั้น ฝายปกครองไมมีเสรีภาพที่จะเลือกมาตรการอื่นใดนอกจากที่กฎหมายกําหนด ไว หากฝายปกครองฝาฝนยอมเปนการกระทําที่ไมชอบดวยกฎหมาย เชน ตามพระราชบัญญัติ การขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 มาตรา 1720 วรรคสองบัญญัติวา “ถาผูแจงไดดําเนินการตามที่ ระบุไวในวรรคหนึ่งโดยถูกตองแลว ใหเจาพนักงานทองถิ่นออกใบรับแจงตามแบบที่เจาพนักงาน ทองถิ่นกําหนดเพื่อเปนหลักฐานการแจงใหแกผูนั้นภายในเจ็ดวันนับแตวันที่ไดรับแจง และใหผู 16 สมยศ เชื้อไทย, อางแลว เชิงอรรถที่ 3, น.154. 17 กมลชัย รัตนสกาววงศ, อางแลว เชิงอรรถที่ 4, น.255. 18 วรเจตน ภาคีรัตน, อางแลว เชิงอรรถที่ 9, น.72. 19 วรพจน วิศรุตพิชญ, อางแลว เชิงอรรถที่ 2, น.86. 20 ดูพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 17
26 แจงเริ่มตนทําการขุดดินตามที่แจงไดตั้งแตวันที่รับใบแจง” ตามบทบัญญัติที่ยกมานี้จะเห็นไดวา หากเกิดขอเท็จจริงตาม “องคประกอบสวนเหตุ” ของกฎหมาย คือหากเอกชนดําเนินการถูกตอง โดยยื่นเอกสารครบถวนตามที่กฎหมายกําหนดแลว “ผลในทางกฎหมาย” ที่เกิดขึ้นตามมา คือ ฝายปกครองตองออกใบรับแจงตามแบบที่เจาพนักงานทองถิ่นกําหนดเพื่อเปนหลักฐานการแจง ใหแกผูนั้นภายในเจ็ดวันนับแตวันที่ไดรับแจง โดยฝายปกครองไมมีอํานาจหรือทางเลือกประการ อื่นที่จะสามารถดําเนินการได มิเชนนั้นการดําเนินการที่แตกตางไปจากผลทางกฎหมายยอมเปน คําสั่งที่ไมชอบดวยกฎหมายและอาจถูกเพิกถอนไดทั้งโดยผูพิจารณาอุทธรณและโดยองคกรตุลา การ จากที่กลาวมาจะเห็นไดวาอํานาจผูกพันนั้นก็คือ หนาที่ (Duty) ที่ฝายปกครองตองปฏิบัติ นั่นเอง21 2.3.2 อํานาจดุลพินิจ อํานาจดุลพินิจ (Discretionary Power) หมายถึง สิ่งที่ตรงกันขามกับอํานาจผูกพัน22 โดย ความหมายและสาระของอํานาจดุลพินิจนั้นไดผานการถกเถียงแลกเปลี่ยนกันมาอยางตอเนื่อง ยาวนานทั้งในแวดวงนักกฎหมายไทยและนักกฎหมายตางประเทศ โดยในสวนของความหมาย ของอํานาจดุลพินิจนั้น ทั้งนักวิชาการไทยและนักวิชาการตางประเทศไดใหคํานิยามไวหลากหลาย สํานวนภาษา เพื่อใหเห็นลักษณะรวมและความแตกตางในการใหคํานิยามของนักวิชาการ ขอ ยกตัวอยางการใหคํานิยามของนักวิชาการประเทศสหพันธสาธารณรัฐเยอรมัน ฝรั่งเศส อเมริกา และนักวิชาการไทย กอนที่ผูเขียนจะทําการสรุปนิยามในตอนทาย ดังตอไปนี้ 2.3.2.1 คํานิยามอํานาจดุลพินิจของนักวิชาการฝรั่งเศส ประเทศฝรั่งเศสเปนประเทศที่ใชระบบกฎหมาย Civil Law ประเทศหนึ่งที่มี พัฒนาการดานกฎหมายมหาชนมาอยางตอเนื่องยาวนาน จนเปนตนแบบใหหลาย ๆ ประเทศ ยึดถือไปปรับใชในประเทศของตน ในสวนที่เกี่ยวกับความเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับคํานิยามของ อํานาจดุลพินิจนั้น นักวิชาการฝรั่งเศสไดใหความหมายไวอยางหลากหลาย ผูเขียนขอยกคํา นิยามของนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงมาประกอบการพิจารณาเพียง 2 นิยาม ดังนี้ L. Michoud ใหคํานิยามอํานาจดุลพินิจไววา “อํานาจดุลพินิจยอมปรากฏขึ้นทุก ครั้งที่องคกรของรัฐฝายปกครองกระทําการอยางอิสระ โดยที่กฎหมายมิไดบัญญัติกําหนดการอัน ตนจักตองกระทําไวลวงหนา”23 21 วรเจตน ภาคีรัตน, อางแลว เชิงอรรถที่ 9, น.75. 22 วรพจน วิศรุตพิชญ, อางแลว เชิงอรรถที่ 2, น.87. 23 L. Michoud, อางใน วรพจน วิศรุตพิชญ, เพิ่งอาง, น.87.
27 Marcel Waline ใหคํานิยามอํานาจดุลพินิจไววา “อํานาจดุลพินิจมิใชอะไรอื่น หากแตเปนความสามารถอันกฎหมายใหแกองคกรของรัฐฝายปกครองในอันที่จะเลือกวาในบรรดา คําสั่งสองหรือหลายคําสั่ง ซึ่งตามกฎหมายแลวลวนแตออกไดทั้งสิ้นนั้น คําสั่งใดที่ตนเห็นวา สามารถดําเนินการใหเปนไปตามความมุงหมายแหงอํานาจหนาที่ของตนไดดีที่สุด”24 2.3.2.2 คํานิยามอํานาจดุลพินิจของนักวิชาการอเมริกัน ประเทศสหรัฐอเมริกาเปนประเทศที่ใชระบบกฎหมาย Common Law ที่แมจะไม มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นมาพิจารณาคดีปกครองโดยเฉพาะ แตก็เปนประเทศที่มีพัฒนาการทาง กฎหมายมหาชนที่กาวหนามากประเทศหนึ่ง ในสวนที่เกี่ยวกับความเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับคํา นิยามของอํานาจดุลพินิจนั้น นักวิชาการอเมริกันไดใหความหมายไวอยางหลากหลาย ผูเขียน ขอยกคํานิยามของนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงมาประกอบการพิจารณาเพียง 2 นิยาม ดังนี้ Phillip J. Cooper ใหคํานิยามอํานาจดุลพินิจไววา “ดุลพินิจทางปกครอง หมายถึง อํานาจของฝายปกครองที่จะตัดสินใจอยางสําคัญที่มีผลทางกฎหมายโดยตรงหรือโดย ปริยาย และเรื่องดังกลาวไมไดมีการบัญญัติกฎหมายอยางชัดเจนในกฎหมาย เชน รัฐธรรมนูญ รัฐบัญญัติหรือกฎหมายลายลักษณอักษรอื่น”25 Kenneth Culp Davis ใหคํานิยามอํานาจดุลพินิจไววา “เจาหนาที่ฝายปกครอง มีอํานาจดุลพินิจ เมื่อใดก็ตามที่ขอจํากัดซึ่งมีผลบังคับตอการใชอํานาจของเขา ไดเปดใหเขามี เสรีภาพในการตัดสินใจเลือกระหวางทางเลือกหลาย ๆ ทางที่ลวนแลวแตเปนไปได ที่จะกระทํา หรือไมกระทําการ”26 2.3.2.3 คํานิยามอํานาจดุลพินิจของนักวิชาการเยอรมัน ประเทศสหพันธสาธารณรัฐเยอรมันเปนอีกประเทศหนึ่งที่ใชระบบกฎหมาย Civil Law และมีพัฒนาการดานกฎหมายมหาชนที่กาวหนามาอยางตอเนื่องยาวนานควบคูกับ ประเทศฝรั่งเศส และไดกลายเปนตนแบบใหหลาย ๆ ประเทศนําระบบดังกลาวไปปรับใชใน ประเทศของตน ในสวนที่เกี่ยวกับความเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับคํานิยามของอํานาจดุลพินิจนั้น นักวิชาการเยอรมันไดใหความหมายไวอยางหลากหลาย ผูเขียนขอยกคํานิยามของนักกฎหมายที่ มีชื่อเสียงมาประกอบการพิจารณาเพียง 2 นิยาม ดังนี้ 24 Marcel Waline, อางใน วรพจน วิศรุตพิชญ, เพิ่งอาง, น.88. 25 Phillip J. Cooper, อางใน เสาวนีย อัศวโรจน, ดุลพินิจทางปกครองในประเทศ อเมริกา, วารสารศาลรัฐธรรมนูญ, ปที่ 11 เลมที่ 32, น.14, ( พ.ค.-ส.ค. 2552) 26 Kenneth Culp Davis, supra note 1, p.4.
28 Hartmut Maurer “ฝายปกครองมีดุลพินิจเมื่อกฎหมายไดกําหนดใหกรณีที่เขา เงื่อนไขขององคประกอบของกฎหมายแลวฝายปกครองสามารถเลือกมาตรการใดมาตรการหนึ่งใน หลายมาตรการที่กฎหมายกําหนดไวได กฎหมายไดกําหนดความผูกพันไวเฉพาะกับสวน องคประกอบของกฎหมาย แตกฎหมายมิไดกําหนดความผูกพันในสวนผลของกฎหมายไวเพียง ประการเดียว หากแตกฎหมายไดใหอํานาจฝายปกครองที่จะกําหนดผลทางกฎหมายไดเอง ซึ่ง กฎหมายอาจกําหนดทางเลือกผลของกฎหมายไดสองทางเลือกหรือมากกวานั้น หรืออาจ กําหนดใหฝายปกครองกระทําการอยางใดอยางหนึ่ง ดังนั้นดุลพินิจของฝายปกครองอาจเปน ดุลพินิจที่จะตัดสินใจกระทําการหรือไม (Entschießungsermessen) หรืออาจเปนดุลพินิจที่จะ เลือกมาตรการใดมาตรการหนึ่งที่กฎหมายกําหนดไวสําหรับกรณีนั้น (Auswahlermessen)”27 Hans J. Woff “ดุลพินิจ (Ermessen) หมายถึง กรณีที่ฝายปกครองอยูในวิสัยที่ จะสามารถกระทําการไดหลายอยาง เพื่อดําเนินการใหเปนไปตามกฎหมาย โดยดุลพินิจของฝาย ปกครองจะมีขึ้นตอเมื่อเขาเงื่อนไขของกฎหมายในกรณีนั้น ๆ”28 2.3.2.4 คํานิยามอํานาจดุลพินิจของนักวิชาการไทย พัฒนาการทางกฎหมายปกครองของประเทศไทยนั้น เมื่อเทียบกับประเทศฝรั่งเศส สหพันธสาธารณรัฐเยอรมันและสหรัฐอเมริกาแลว ตองถือวาประเทศไทยยังมีพัฒนาการตามหลัง ประเทศดังกลาวอยูมาก และนักวิชาการไทยสวนใหญก็ไดรับอิทธิพลทางความคิดจากนัก กฎหมายของประเทศตาง ๆ ที่ไดไปศึกษาร่ําเรียนมา อยางไรก็ตามนักกฎหมายไทยก็มีสวนใน การพัฒนาขอความคิดวาดวยอํานาจดุลพินิจใหมีความชัดเจนขึ้นในระบบกฎหมายไทยอยางมาก โดยเฉพาะนักวิชาการดานกฎหมายมหาชน ในสวนที่เกี่ยวกับความเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับคํา นิยามของอํานาจดุลพินิจนั้น นักวิชาการไทยไดใหความหมายไวหลายสํานวน ผูเขียนขอยกคํา นิยามของนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงมาประกอบการพิจารณาเพียง 2 นิยาม ดังนี้ วรพจน วิศรุตพิชญ ใหคํานิยามอํานาจดุลพินิจไววา “อํานาจดุลพินิจ คือ ความสามารถในอันที่จะตัดสินใจออกคําสั่งอยางใดอยางหนึ่งในบรรดาคําสั่งหลาย ๆ อยาง ซึ่ง กฎหมายเปดชองใหออกได เพื่อดําเนินการใหบรรลุเจตนารมณหรือความมุงหมายของกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่ง อํานาจดุลพินิจคือ อํานาจที่กฎหมายใหแกองคกรใดองคกรหนึ่ง โดยบัญญัติให 27 บรรเจิด สิงคะเนติ, หลักพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเปนมนุษย, พิมพครั้งที่ 3 (กรุงเทพมหานคร : วิญูชน, 2552), น.57. 28 Hans J. Woff, อางใน บรรเจิด สิงคะเนติ, เพิ่งอาง, น.57.
29 องคกรของรัฐฝายปกครององคกรนั้นตัดสินใจไดอยางอิสระวาเมื่อมีขอเท็จจริงอยางใดอยางหนึ่ง ตามที่กําหนดไวเกิดขึ้น ตนสมควรออกคําสั่งหรือไม และสมควรจะออกคําสั่งโดยมีเนื้อความ อยางไร”29 กมลชัย รัตนสกาววงศ ใหคํานิยามอํานาจดุลพินิจไววา “ดุลพินิจฝายปกครอง ยอมหมายถึง การที่ฝายปกครองสามารถกระทําการดวยการตัดสินใจตามความคิดเห็นของตนใน คดีเฉพาะราย ดุลพินิจนี้อาจผูกพันกับแนวปฏิบัติหรือหลักการในการวินิจฉัยการใชดุลพินิจ อันเปน หลักเกณฑซึ่งภายในฝายปกครองไดกําหนดขึ้นเองภายในขอบเขตวัตถุประสงคของกฎหมาย การ วินิจฉัยดังกลาวของฝายปกครองเปนที่สุด (Letztenscheidung) การใชดุลพินิจนี้เปนสวนหนึ่งของ ขั้นตอนวิธีพิจารณาของเจาหนาที่ฝายปกครองกอนจะออกนิติกรรมทางปกครอง การใชดุลพินิจจะ อยูในรูปของการกระทําหรืองดเวนการกระทําก็ได”30 จากคํานิยามของอํานาจดุลพินิจทั้งนักกฎหมายชาวไทยและชาวตางประเทศที่ยกมา ขางตน แมจะมีสํานวนในการอธิบายที่แตกตางกันบาง แตความแตกตางดังกลาวก็มิไดมีความ แตกตางอยางมีนัยสําคัญแตอยางใด เนื่องจากในความหลากหลายของสํานวนโวหารของ นักวิชาการที่ยกมานั้น มีลักษณะรวมกันในสาระสําคัญพอที่จะสรุปความหมายของอํานาจ ดุลพินิจไดวา อํานาจดุลพินิจ หมายถึง ความสามารถของฝายปกครองที่จะเลือกมาตรการหรือ วิธีการอยางใดอยางหนึ่งที่กฎหมายเปดชองใหทําได เพื่อดําเนินการใหเปนไปตามเจตนารมณของ กฎหมาย เมื่อเปรียบเทียบนิยามของอํานาจดุลพินิจซึ่งเปนขอความคิดที่สําคัญในระบบกฎหมาย มหาชนกับเสรีภาพซึ่งเปนขอความคิดที่สําคัญในระบบกฎหมายเอกชน ก็จะเห็นไดอยางชัดเจนวา ขอความคิดทั้งสองมีสาระสําคัญที่แตกตางกันอยางสิ้นเชิงและไมสามารถนํามาใชแทนกันได กลาวคือ ในระบบกฎหมายเอกชนนั้น บุคคลยอมมีเสรีภาพอยางเต็มที่ในการกอตั้ง เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกนิติสัมพันธตามที่ตนเองตองการ ตราบเทาที่การกระทํานั้นอยูในกรอบของกฎหมาย หรือไมมีกฎหมายหาม แตในระบบกฎหมายมหาชนนั้นฝายปกครองจะมีอํานาจดุลพินิจก็ตอเมื่อมี กฎหมายมอบอํานาจให และแมฝายปกครองจะมีอํานาจดุลพินิจซึ่งหมายถึงมีความสามารถใน การเลือกดําเนินการอยางใดอยางหนึ่งตามที่กฎหมายกําหนด เพื่อดําเนินการใหบรรลุเจตนารมณ ของกฎหมายได แตฝายปกครองก็ไมอาจใชอํานาจดุลพินิจดังกลาวตามอําเภอใจเฉกเชนที่เอกชน 29 วรพจน วิศรุตพิชญ, อางแลว เชิงอรรถที่ 2, น.89. 30 กมลชัย รัตนสกาววงศ, อางแลว เชิงอรรถที่ 4, น.259.
30 ใชเสรีภาพได เนื่องจากระบบกฎหมายปกครองไมยอมรับดุลพินิจอยางเสรี ยอมรับแตดุลพินิจที่ สมเหตุสมผลหรือดุลพินิจที่ผูกพันอยูกับกฎหมายเทานั้น ในการแสดงออกซึ่งอํานาจดุลพินิจของ ฝายปกครอง ฝายปกครองตองคํานึงถึงวัตถุประสงคในการมอบอํานาจดุลพินิจและกรอบของการ ใชอํานาจดุลพินิจตามกฎหมายเสมอ31 2.4 การแบงประเภทของอํานาจดุลพินิจ การแบงประเภทของอํานาจดุลพินิจนั้นสามารถแบงไดเปนหลายประเภทแลวแต แงมุมและวัตถุประสงคในการแบง ในที่นี้จะเสนอแงมุมในการแบงประเภทอํานาจดุลพินิจใน 3 แงมุม โดยมีรายละเอียดดังตอไปนี้ 2.4.1 การแบงประเภทของอํานาจดุลพินิจโดยพิจารณาจากขั้นตอนของการใช กฎหมาย หากพิจารณาจากขั้นตอนการใชกฎหมายสามารถแบงประเภทของอํานาจดุลพินิจออกได เปน 2 ประเภทคือ ดุลพินิจที่จะกระทําการหรือไมกระทําการ และดุลพินิจในการเลือกมาตรการใด มาตรการหนึ่งตามที่กฎหมายกําหนด32 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 2.4.1.1 ดุลพินิจที่จะกระทําการหรือไมกระทําการ (Entschliessungsermessen) ดุลพินิจที่จะกระทําการหรือไมกระทําการจะเกิดขึ้นเมื่อบทบัญญัติของกฎหมาย กําหนดวาเมื่อปรากฏขอเท็จจริงครบถวนตามที่ “องคประกอบสวนเหตุของกฎหมาย” กําหนดไว แลว “ผลทางกฎหมาย” ไดกําหนดใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจที่จะตัดสินใจวาฝายปกครองจะ กระทําการหรือไมกระทําการก็ได โดยกฎหมายมีวัตถุประสงคที่จะใหฝายปกครองเปนผูใชอํานาจ ดุลพินิจใหสอดคลองกับขอเท็จจริงเฉพาะรายที่เกิดขึ้นเพื่อใหเกิดความเปนธรรมตอประชาชนมาก ที่สุด ดุลพินิจประเภทนี้เมื่อพิจารณาตามโครงสรางบทบัญญัติของกฎหมายจะปรากฏอยูใน โครงสรางสวน “ผลในทางกฎหมาย” เพื่อใหเห็นรูปธรรมขอยกตัวอยางประกอบคําอธิบายดังนี้ 31 วรเจตน ภาคีรัตน, อางแลว เชิงอรรถที่ 9, น.80. 32 Hans J. Woff, Otto Bachof, Rolf Stober, อางใน วิษณุ วรัญูและคณะ, รายงานวิจัยเรื่อง คดีปกครองเกี่ยวกับดุลพินิจของฝายปกครอง, (กรุงเทพมหานคร : สํานักงาน ศาลปกครอง), น.8.
31 ตัวอยาง พระราชบัญญัติสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมแหงชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 43 บัญญัติวา “ในกรณีที่ปรากฏวาทองที่ใดมีลักษณะพื้นที่ตนน้ําลําธารหรือมีระบบนิเวศนตาม ธรรมชาติที่แตกตางจากพื้นที่อื่นโดยทั่วไป หรือมีระบบนิเวศนตามธรรมชาติที่อาจถูกทําลายหรือ อาจไดรับผลกระทบกระเทือนจากกิจกรรมตาง ๆ ของมนุษยไดโดยงายหรือเปนพื้นที่ที่มีคุณคาทาง ธรรมชาติหรือศิลปกรรมอันควรแกการอนุรักษและพื้นที่นั้นยังมิไดถูกประกาศกําหนดใหเปนเขต อนุรักษใหรัฐมนตรีโดยคําแนะนําของคณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติมีอํานาจออกกฎกระทรวง กําหนดใหพื้นที่นั้นเปนเขตพื้นที่คุมครองสิ่งแวดลอม” ตามบทบัญญัติที่ยกมาสามารถพิจารณาโดยแบงโครงสรางบทบัญญัติดังกลาว ออกไดเปน สองสวน ดังนี้ สวนแรกคือองคประกอบสวนเหตุ ซึ่งตามบทบัญญัติที่ยกมาไดแกสวนที่บัญญัติ วา “ในกรณีที่ปรากฏวาทองที่ใดมีลักษณะพื้นที่ตนน้ําลําธารหรือมีระบบนิเวศนตามธรรมชาติที่ แตกตางจากพื้นที่อื่นโดยทั่วไป หรือมีระบบนิเวศนตามธรรมชาติที่อาจถูกทําลายหรืออาจไดรับผล กระทบกระเทือนจากกิจกรรมตาง ๆ ของมนุษยไดโดยงายหรือเปนพื้นที่ที่มีคุณคาทางธรรมชาติ หรือศิลปกรรมอันควรแกการอนุรักษและพื้นที่นั้นยังมิไดถูกประกาศกําหนดใหเปนเขตอนุรักษ” สวนที่สองคือผลในทางกฎหมาย ซึ่งตามบทบัญญัติที่ยกมาไดแกสวนที่บัญญัติ วา “ใหรัฐมนตรีโดยคําแนะนําของคณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติมีอํานาจออกกฎกระทรวง กําหนดใหพื้นที่นั้นเปนเขตพื้นที่คุมครองสิ่งแวดลอม” ตามบทบัญญัติที่ยกมาจะเห็นไดวา อํานาจดุลพินิจของรัฐมนตรีโดยคําแนะนํา ของคณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติที่จะออกกฎกระทรวงกําหนดใหพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเปนเขต พื้นที่คุมครองสิ่งแวดลอมหรือไม ปรากฏอยูในโครงสรางสวนผลในทางกฎหมาย และเปนดุลพินิจ ประเภทที่จะกระทําการหรือไมกระทําการ ซึ่งกรณีที่รัฐมนตรีจะมีและใชอํานาจดุลพินิจดังกลาวได ตองเปนกรณีที่มีขอเท็จจริงปรากฏครบถวนตามองคประกอบสวนเหตุในทางกฎหมายเสียกอน 2.4.1.2 ดุลพินิจที่จะเลือกมาตรการใดมาตรการหนึ่งตามที่กฎหมาย กําหนด (Auswahlermessen) ดุลพินิจที่จะเลือกมาตรการใดมาตรการหนึ่งตามที่กฎหมายกําหนด จะเกิดขึ้นใน กรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายกําหนดวา เมื่อปรากฏขอเท็จจริงครบถวนตาม “โครงสราง องคประกอบสวนเหตุ” แลว “ผลในทางกฎหมาย” ที่ตามมาใหฝายปกครองมีอํานาจที่จะตัดสินใจ วาจะเลือกมาตรการใดมาตรการหนึ่งในหลาย ๆ มาตรการตามที่กฎหมายกําหนดได เพื่อให สามารถดําเนินการใหบรรลุตามเจตนารมณของกฎหมาย เหตุผลที่กฎหมายกําหนดใหฝาย
32 ปกครองมีดุลพินิจในกรณีนี้ ก็เพื่อใหฝายปกครองไดใชอํานาจดุลพินิจใหสอดคลองกับขอเท็จจริง เฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นและเพื่อใหเกิดความเปนธรรมกับประชาชนมากที่สุด ดุลพินิจประเภทนี้เมื่อ พิจารณาตามโครงสรางบทบัญญัติของกฎหมายจะปรากฏอยูใน “โครงสรางสวนผล” ในทาง กฎหมาย เพื่อใหเห็นรูปธรรมของบทบัญญัติดังที่กลาวมา ขอยกตัวอยางกฎหมายไทยประกอบ คําอธิบายดังนี้ ตัวอยาง พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 37 บัญญัติวา “ในกรณีที่พนักงานเจาหนาที่พบวา ผูประกอบการโรงงานผูใดฝาฝนหรือไมปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือการประกอบกิจการโรงงานมีสภาพที่อาจกอใหเกิดอันตราย ความ เสียหายหรือความเดือดรอนแกบุคคลหรือทรัพยสินที่อยูในโรงงานหรือที่อยูใกลเคียงกับโรงงาน ให พนักงานเจาหนาที่มีอํานาจสั่งใหผูนั้นระงับการกระทําที่ฝาฝนหรือแกไขหรือปรับปรุงหรือปฏิบัติให ถูกตองหรือเหมาะสมภายในระยะเวลาที่กําหนดได” ตามบทบัญญัติที่ยกมาสามารถแบงโครงสรางบทบัญญัติดังกลาวออกไดเปน สองสวน ดังนี้ สวนแรกคือ โครงสรางองคประกอบสวนเหตุ ซึ่งตามบทบัญญัติที่ยกมาไดแกสวน ที่บัญญัติวา “ในกรณีที่พนักงานเจาหนาที่พบวา ผูประกอบการโรงงานผูใดฝาฝนหรือไมปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือการประกอบกิจการโรงงานมีสภาพที่อาจกอใหเกิดอันตราย ความ เสียหายหรือความเดือดรอนแกบุคคลหรือทรัพยสินที่อยูในโรงงานหรือที่อยูใกลเคียงกับโรงงาน” สวนที่สองคือ โครงสรางสวนผลในทางกฎหมาย ซึ่งตามบทบัญญัติที่ยกมาไดแก สวนที่บัญญัติวา “ใหพนักงานเจาหนาที่มีอํานาจสั่งใหผูนั้นระงับการกระทําที่ฝาฝนหรือแกไขหรือ ปรับปรุงหรือปฏิบัติใหถูกตองหรือเหมาะสมภายในระยะเวลาที่กําหนดได” ตามบทบัญญัติที่ยกมาจะเห็นไดวาอํานาจดุลพินิจของพนักงานเจาหนาที่ ที่จะสั่ง ใหเจาของกิจการดําเนินการระงับการกระทําที่ฝาฝนหรือแกไขหรือปรับปรุงหรือปฏิบัติใหถูกตอง เหมาะสมภายในระยะเวลาที่กําหนด ปรากฏอยูในโครงสรางสวนผลในทางกฎหมาย โดยดุลพินิจ ดังกลาวเปนดุลพินิจที่จะเลือกมาตรการใดมาตรการหนึ่งตามที่กฎหมายกําหนด โดยกรณีที่ พนักงานเจาหนาที่จะมีและใชอํานาจดุลพินิจดังกลาวได ตองเปนกรณีที่มีขอเท็จจริงปรากฏ ครบถวนตามองคประกอบสวนเหตุในทางกฎหมายกอน ซึ่งหากพิจารณาตามบทบัญญัติที่ยกมานี้ เมื่อขอเท็จจริงครบองคประกอบของกฎหมาย ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจที่จะเลือกมาตรการใด มาตรการหนึ่งที่กฎหมายกําหนดไว ไดแก สั่งใหระงับการกระทําที่ฝาฝน หรือสั่งใหแกไขโรงงาน หรือสั่งใหปรับปรุงโรงงาน หรือสั่งใหปฏิบัติใหถูกตองหรือเหมาะสม แลวแตความเหมาะสมในแต
33 ละกรณี ซึ่งฝายปกครองจะตองใชความรูความสามารถของตนเองในการตัดสินใจเพื่อใหบรรลุ วัตถุประสงคของกฎหมาย 2.4.2 การแบงประเภทของอํานาจดุลพินิจโดยพิจารณาจากลักษณะของ การใชดุลพินิจ (Ermssensausübung) หากพิจารณาจากลักษณะของการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองสามารถแบง ประเภทของอํานาจดุลพินิจออกเปน 2 ประเภทไดแก การใชอํานาจดุลพินิจในกรณีเฉพาะราย และ การใชอํานาจดุลพินิจที่มีการกําหนดไวเปนการทั่วไป33 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 2.4.2.1 การใชอํานาจดุลพินิจในกรณีเฉพาะราย (Individuelle Ermessensausübung) การใชอํานาจดุลพินิจในกรณีเฉพาะราย เปนเรื่องที่กฎหมายมีความมุงหมายจะ ใหเกิดความยุติธรรมในแตละกรณี โดยฝายปกครองตองคํานึงถึงวัตถุประสงคของกฎหมายและ สภาพขอเท็จจริงในกรณีนั้น ๆ หลังจากนั้นจึงพิจารณาหาทางออกที่ถูกตองเหมาะสมสําหรับกรณี นั้นแลวตัดสินใจออกคําสั่งในกรณีนั้นเปนกรณี ๆ ไป เชน การที่ฝายปกครองจะตัดสินใจวาจะ สลายการชุมนุมที่ไมชอบดวยกฎหมายนั้น ตองพิจารณากอนวาการสลายการชุมนุมยอมมี จุดมุงหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบรอยและความสงบสุขของสังคมโดยรวม หากมีการชุมนุมจน เกิดความวุนวายขึ้นในบานเมืองซึ่งอาจเปนการชุมนุมที่ไมชอบดวยกฎหมาย ฝายปกครองตอง ตรวจสอบกอนวาการชุมนุมนั้นจะกอใหเกิดความเสียหายแกสวนรวมหรือเอกชนอื่นหรือไมอยางไร จากนั้นฝายปกครองตองตรวจสอบวาการชุมนุมนั้นยังอยูในกรอบของรัฐธรรมนูญ34หรือไม ถา ฝายปกครองเห็นวาการชุมนุมไมอยูในกรอบของรัฐธรรมนูญ และประสงคจะสลายการชุมนุมก็ ตองพิจารณาตอไปวาหากจะสลายการชุมนุมจะเกิดความเสียหายหรือไมอยางไร หลังจากนั้นจึง ตัดสินใจวาจะสลายการชุมนุมหรือไม ซึ่งตองพิจารณาเปนกรณี ๆ ไปใหสอดคลองกับสภาพ ขอเท็จจริงในกรณีนั้น ๆ 2.4.2.2 การใชอํานาจดุลพินิจที่มีการกําหนดไวเปนการทั่วไป (Generelle Ermessensausübung) การใชอํานาจดุลพินิจที่มีการกําหนดไวเปนการทั่วไป เปนเรื่องที่ฝายปกครอง ระดับหัวหนาไดกําหนดแนวทางในการใชอํานาจดุลพินิจใหแกผูใตบังคับบัญชาถือปฏิบัติเพื่อให การใชอํานาจดุลพินิจภายในหนวยงานมีความเปนเอกภาพและเปนไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะ 33 Hartmut Maurer, อางใน วิษณุ วรัญู และคณะ, เพิ่งอาง, น.9. 34 ดูรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 63.
34 ชวยสงเสริมหลักความยุติธรรมโดยทั่วไปที่ประชาชนจะไดรับการปฏิบัติอยางเสมอภาคกัน ตัวอยางเชน มีแนวปฏิบัติภายในของฝายปกครองสั่งใหตํารวจทราบวา ถามีการชุมนุมโดยไมได แจงใหตํารวจทราบลวงหนา โดยมีผูชุมนุมมากกวา 50 คน หรืออยูในชวงที่การจราจรคับคั่งให สลายการชุมนุมนั้นทันที35 ซึ่งกรณีเชนนี้ถาหากฝายปกครองยึดถือตามแนวปฏิบัติอยางเครงครัด ถึงขนาดไมพิจารณาขอเท็จจริงเฉพาะกรณีเลยก็อาจเปนการกระทําที่ไมชอบดวยกฎหมายได 2.4.3 การแบงประเภทอํานาจดุลพินิจโดยพิจารณาจากตําแหนงของ ดุลพินิจที่ปรากฏในโครงสรางบทบัญญัติของกฎหมาย หากพิจารณาจากตําแหนงของอํานาจดุลพินิจที่ปรากฏอยูในโครงสรางของกฎหมายที่ให อํานาจฝายปกครอง จะพบวาอํานาจดุลพินิจอาจปรากฏอยูไดทั้งใน “องคประกอบสวนเหตุในทาง กฎหมาย” ซึ่งเรียกวา “ดุลพินิจวินิจฉัย” หรืออํานาจดุลพินิจอาจปรากฏอยูใน “ผลในทางกฎหมาย” ซึ่งเรียกวา “ดุลพินิจตัดสินใจ” กรณีนี้จึงสามารถแบงประเภทของอํานาจดุลพินิจไดเปน 2 ประเภท คือ ดุลพินิจวินิจฉัย และ ดุลพินิจตัดสินใจ36 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 2.4.3.1 ดุลพินิจวินิจฉัย (Margin of Judgement) ดุลพินิจวินิจฉัยจะเกิดขึ้นในกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายไดบัญญัติขอเท็จจริง ในสวน “องคประกอบสวนเหตุในทางกฎหมาย” ดวยถอยคําที่ไมอาจกําหนดความหมายให แนนอนตายตัว (Indifinite Concept) ซึ่งถอยคําดังกลาวเปนถอยคําที่กฎหมายไมไดใหคํานิยาม ไวเปนการเฉพาะและวิญูชนอาจเขาใจความหมายแตกตางกันได นั่นหมายความวาในการ ตีความถอยคําดังกลาวยอมมีความเห็นที่ชอบดวยเหตุผลมากกวาหนึ่งความเห็นขึ้นไป สารัตถะ ของดุลพินิจวินิจฉัยจึงหมายถึงเสรีภาพของฝายปกครองที่จะเลือกความเห็นใดความเห็นหนึ่งใน บรรดาความเห็นตาง ๆ ที่ลวนแตชอบดวยเหตุผล37 แลวถือปฏิบัติไปตามการตีความดังกลาว เพื่อใหบรรลุตามเจตนารมณของกฎหมาย เมื่อสํารวจบทบัญญัติของกฎหมายปกครองตาง ๆ จะพบวาถอยคําที่ไมอาจ กําหนดความหมายใหแนนอนตายตัวที่ปรากฏอยูในโครงสราง “องคประกอบสวนเหตุ” นั้นอาจ แยกไดเปนสองประเภทใหญ ๆ ไดแก 2.4.3.1.1 ถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจง ทั่วไป 35 กมลชัย รัตนสกาววงศ, อางแลว เชิงอรรถที่ 4, น.262. 36 วรพจน วิศรุตพิชญ, อางแลว เชิงอรรถที่ 2, น.93. 37 Léo Goldenberg, อางใน วรพจน วิศรุตพิชญ, เพิ่งอาง, น.93-94.
35 ถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงทั่วไป เปนกรณีที่ตัว บทกฎหมายไมไดกําหนดขอเท็จจริงอันเปนองคประกอบสวนเหตุไวอยางชัดแจง แตเลือกใช ถอยคําที่มีความหมายกวาง ๆ หลวม ๆ ซึ่งในการปรับใชกฎหมายดังกลาวผูใชผูตีความถอยคํา ดังกลาวไมจําเปนตองอาศัยความรูความเชี่ยวชาญทางเทคนิควิชาการอื่นมาใชประกอบในการใช และการตีความ เพียงแตผูใชผูตีความจําเปนตองใชดุลพินิจประกอบ เพิ่มเสริมความใหกฎหมาย สมบูรณขึ้น เพื่อใหเปนธรรมและเหมาะสมกับพฤติการณแหงคดี และตามกาลสมัย38 เชน “มีกาย หรือจิตใจไมเหมาะสมที่จะเปนขาราชการอัยการ” 39 “กอใหเกิดความเสียหายตอความมั่นคงของ ประเทศ ความสัมพันธระหวางประเทศ”40 “กระทําการใด ๆ อันเปนการขัดตอความสงบเรียบรอย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”41 เปนตน 2.4.3.1.2 ถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจง ที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ ถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทาง เทคนิควิชาการ (Normative Concept) เปนกรณีที่ตัวบทกฎหมายไมไดกําหนดขอเท็จจริงอันเปน องคประกอบสวนเหตุไวอยางชัดแจง แตเลือกใชถอยคําที่มีความหมายเฉพาะในทางวิชาการหรือ เปนถอยคําที่เกี่ยวของกับคุณคาบางประการและวิญูชนอาจเห็นตางกันไดวาขอเท็จจริงที่เกิดขึ้น เปนรูปธรรมนั้นอยูในกรอบความหมายของถอยคําหรือขอความนั้นหรือไม42 ในการใชการตีความ ถอยคําดังกลาวและปรับขอเท็จจริงเขากับขอกฎหมายจําเปนตองนํามาตีแผใหความหมายพิเศษ ทางวิชาการหรือทางความเชี่ยวชาญเฉพาะดานหรือหลาย ๆ ดานรวมกัน43 ผูใชผูตีความจึงไม สามารถใชความรูความเขาใจทั่ว ๆ ไปหรือเฉพาะความรูทางกฎหมายมาใชและตีความถอยคํา ดังกลาวได จําเปนตองอาศัยผูมีความรูความเชี่ยวชาญในแขนงวิชานั้น ๆ เปนผูใชและตีความ ตัวอยางถอยคําเหลานี้ เชน “มีสภาพหรือการใชที่อาจเปนภยันตรายตอสุขภาพ ชีวิต รางกาย หรือ ทรัพยสินหรืออาจไมปลอดภัยจากอัคคีภัย หรือกอใหเกิดเหตุรําคาญหรือกระทบกระเทือนตอการ 38 สมยศ เชื้อไทย, อางแลว เชิงอรรถที่ 3, น.115. 39 ดูพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการฝายอัยการ พ.ศ. 2521 มาตรา 33. 40 ดูพรระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 15 (1) 41 ดูพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 19 42 วรเจตน ภาคีรัตน, อางแลว เชิงอรรถที่ 9, น.81. 43 เอกบุญ วงศสวัสดิ์กุล, อางแลว เชิงอรรถที่ 6, น.51.
36 รักษาคุณภาพสิ่งแวดลอม”44 “กรณีที่ปรากฏวาทองที่ใดมีปญหามลพิษซึ่งมีแนวโนมที่จะรายแรง ถึงขนาดเปนอันตรายตอสุขภาพอนามัยของประชาชนหรืออาจกอใหเกิดผลกระทบเสียหายตอ คุณภาพสิ่งแวดลอม”45 “เพื่อคุมครองความปลอดภัยของผูใชยา”46 เปนตน เกี่ยวกับการใชการตีความถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไม เฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการนั้น มีปญหาวาจะถือวาเปนกรณีที่ฝายปกครองมี อํานาจดุลพินิจในการปรับขอเท็จจริงที่เกิดขึ้นเขากับ “องคประกอบสวนเหตุในทางกฎหมาย” ที่ใช ถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงหรือไม ซึ่งการยอมรับหรือไมยอมรับวาฝาย ปกครองมีอํานาจดุลพินิจในกรณีนี้จะสงผลตอไปถึงขอบเขตในการควบคุมตรวจสอบการใช อํานาจของฝายปกครองโดยองคกรตุลาการ ตอปญหานี้มีนักกฎหมายไทยมีความเห็นที่แตกตาง กันเปนสามฝายดังตอไปนี้ ฝายแรกเห็นวา กรณีที่เปนเรื่องการปรับขอเท็จจริงที่เกิดขึ้นเขากับ องคประกอบสวนเหตุของกฎหมายนั้นยอมเปนเรื่องการใชการตีความกฎหมายซึ่งเปนอํานาจ เด็ดขาดของศาล ไมวาบทบัญญัติจะใชถอยคําที่แนนอนชัดเจนหรือไมแนนอนชัดเจน ฝาย ปกครองจึงไมมีอํานาจดุลพินิจในกรณีดังกลาว ดุลพินิจวินิจฉัยจึงเปนอํานาจของผูพิพากษา โดยเฉพาะ47 ฝายที่สองเห็นวา โดยหลักแลวฝายปกครองไมมีอํานาจดุลพินิจในกรณี นี้ แตก็ยอมรับวาอาจมีบางกรณีที่ในการตีความความหมายขององคประกอบสวนเหตุนั้นจําเปน จะตองอาศัยความเชี่ยวชาญพิเศษซึ่งศาลเองไมมีความเชี่ยวชาญพิเศษนั้น ทําใหความผูกพันกับ กฎหมายของฝายปกครองมีลักษณะสัมพัทธ การควบคุมตรวจสอบการใชการตีความกฎหมายของ ฝายปกครองโดยศาลถูกจํากัดขอบเขตลง48 จึงถือวาในกรณียกเวนนี้ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจ ฝายที่สามเห็นวา หากเปนกรณีการปรับขอเท็จจริงที่เกิดขึ้นเขากับ องคประกอบสวนเหตุของกฎหมาย ซึ่งเปนบทบัญญัติที่ใชถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไม เฉพาะเจาะจง ยอมถือวาเปนความประสงคขององคกรนิติบัญญัติที่จะมอบอํานาจดุลพินิจใหแก 44 ดูพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 46 45 ดูพระราชบัญญัติสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมแหงชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 59 46 ดูพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 86 ทวิ 47 สมยศ เชื้อไทย, อางแลว เชิงอรรถที่ 5, น.233. 48 กมลชัย รัตนสกาววงศ, อางแลว เชิงอรรถที่ 4, น.275.