37 องคกรฝายปกครองในการที่จะพิจารณาปรับใชกฎหมายใหเหมาะสมกับขอเท็จจริงเฉพาะกรณีจึง เปนกรณีที่ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจ49 สําหรับผูเขียนเห็นวาสารัตถะของอํานาจดุลพินิจนั้นอยูที่เสรีภาพที่จะ เลือกของฝายปกครอง โดยมีเจตนารมณของกฎหมายนั้น ๆ เปนเปาหมาย การที่จะตัดสินวาฝาย ปกครองมีอํานาจดุลพินิจหรือไมจึงอยูที่วา การตีความบทบัญญัติที่ใชถอยคําทางกฎหมายที่มี ความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการนั้นเปนกรณีที่มีความเห็นที่ถูกตองเพียง ความเห็นเดียวเทานั้น หรือเปนกรณีที่การตีความดังกลาวอาจมีความเห็นที่ชอบดวยเหตุผล มากกวาหนึ่งความเห็น หากเปนกรณีแรกฝายปกครองยอมไมมีอํานาจดุลพินิจ แตหากเปนกรณี หลังยอมตองถือวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจ เมื่อพิจารณาถึงความเปนมาและเนื้อหาสาระของบทบัญญัติที่ใชถอยคํา ทางกฎหมายที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ ยอมเห็นไดวาการที่ ฝายนิติบัญญัติเลือกใชถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิค วิชาการยอมมีวัตถุประสงคเพื่อใหฝายปกครองมีดุลพินิจในการปรับขอเท็จจริงที่เกิดขึ้นเขากับขอ กฎหมายใหเหมาะสมและเปนธรรมกับกรณี อีกทั้งถอยคําเหลานี้ก็เปนถอยคําที่แสดงออกเกี่ยวกับ คุณคาบางอยางหรือเกี่ยวกับวิชาการเฉพาะดานบางแขนงหรือหลายแขนงประกอบกัน ในการใช การตีความบทบัญญัติดังกลาวฝายปกครองจะตองใชความรูความเชี่ยวชาญในการประเมิน ความหมายของถอยคําดังกลาว โดยในการประเมินนี้ฝายปกครองผูประเมินแตละคนรวมทั้ง วิญูชนอาจมีความเห็นที่แตกตางกันออกไปวาขอเท็จจริงที่เกิดขึ้นอยูในความหมายของถอยคํา ในองคประกอบสวนเหตุของกฎหมายหรือไม กลาวคือถอยคําประเภทนี้มีขอบเขตจํากัดอยูสอง ดานดวยกันคือ มีสิ่งที่วิญูชนตางเห็นพองตองกันวาอยูในความหมายของถอยคํานั้น และมีสิ่งที่ วิญูชนตางเห็นพองตองกันวาไมอยูในความหมายของถอยคํานั้น ในระหวางขอบเขตนั้นเปน พื้นที่ที่วิญูชนอาจมีความเห็นแตกตางกันไดหลากหลายวาขอเท็จจริงใดขอเท็จจริงหนึ่งอยูใน ความหมายของถอยคําดังกลาวหรือไม ซึ่งแสดงใหเห็นวาในกรณีดังกลาวมีความเห็นที่ชอบดวย เหตุผลอยูมากกวาหนึ่งความเห็นขึ้นไป50 ดังนั้น ในการใชการตีความถอยคําทางกฎหมายที่มี ความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการของฝายปกครองจึงมีความเห็นที่ชอบ 49 วรเจตน ภาคีรัตน, อางแลว เชิงอรรถที่ 9, น.84. 50 เอกบุญ วงศสวัสดิ์กุล, อางแลว เชิงอรรถที่ 6, น.52.
38 ดวยเหตุผลมากกวาหนึ่งความเห็นใหฝายปกครองเลือก โดยมีเจตนารมณของกฎหมายเปน เปาหมายในการใชการตีความกฎหมายดังกลาว จากเหตุผลที่กลาวมาผูเขียนมีความเห็นวากรณีที่บทกฎหมายเลือกใช ถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการใน องคประกอบสวนเหตุของกฎหมาย เปนกรณีที่ในการตีความกฎหมายดังกลาวจําเปนตองใหฝาย ปกครองมีเสรีภาพที่จะเลือกความเห็นใดความเห็นหนึ่งในหลายๆ ความเห็นที่ลวนแลวแตชอบดวย เหตุผลแลวดําเนินการไปตามที่เลือกนั้น ซึ่งยอมตองถือวาในกรณีดังกลาวฝายปกครองมีอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัย จึงอาจกลาวไดวา สาระสําคัญของอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย คือ เสรีภาพของฝาย ปกครองที่จะเลือกความเห็นใดความเห็นหนึ่งในบรรดาความเห็นอันหลากหลายที่ลวนแลวแตชอบ ดวยเหตุผล เพื่อดําเนินการใหบรรลุตามเจตนารมณของกฎหมายนั้น ๆ 2.4.3.2 ดุลพินิจตัดสินใจ ดุลพินิจตัดสินใจ คือ ความสามารถของฝายปกครองที่จะตัดสินใจเลือกออก คําสั่งอยางใดอยางหนึ่งในบรรดาคําสั่งหลาย ๆ คําสั่งซึ่งกฎหมายเปดชองใหออกได เพื่อ ดําเนินการใหบรรลุเจตนารมณของกฎหมาย51 โดยเมื่อพิจารณาโครงสรางบทบัญญัติของ กฎหมายแลวจะพบวาดุลพินิจตัดสินใจจะปรากฏอยูในโครงสราง “สวนผลของกฎหมาย” กลาวคือ ฝายปกครองจะมีอํานาจดุลพินิจตัดสินใจก็ตอเมื่อขอเท็จจริงที่เกิดขึ้นครบ “องคประกอบสวนเหตุ” แลว ซึ่งดุลพินิจตัดสินใจอาจมีไดในสองลักษณะ คือ อํานาจตัดสินใจที่จะกระทําการหรือไม กระทําการประการหนึ่ง และอํานาจที่จะเลือกมาตรการใดมาตรการหนึ่งในหลาย ๆ มาตรการที่ กฎหมายกําหนดใหทําไดอีกประการหนึ่ง หรือหากยอนกลับไปพิจารณาการแบงประเภทดุลพินิจ ตามขั้นตอนในการใชอํานาจในขอ 2.3.1 จะพบวาดุลพินิจตัดสินใจหมายถึงทั้งดุลพินิจที่จะกระทํา การหรือไมกระทําการ และดุลพินิจที่จะเลือกมาตรการใดมาตรการหนึ่งตามที่กฎหมายกําหนด เพื่อความเขาใจขอยกตัวอยางประกอบคําอธิบายดังนี้ ตัวอยาง พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 39 วรรคแรกบัญญัติวา “ในกรณีที่ผูประกอบกิจการโรงงานใดจงใจไมปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงาน เจาหนาที่ตามมาตรา 37 โดยไมมีเหตุอันควรหรือในกรณีที่ปรากฏวาการประกอบกิจการของ 51 จาตุรงค รอดกําเนิด, สรุปหลักกฎหมายปกครอง เรื่อง ดุลพินิจของฝายปกครอง, สํานักวิจัยและวิชาการสํานักงานศาลปกครอง, (กรุงเทพมหานคร : สํานักงานศาลปกครอง, 2548), น.10.
39 โรงงานใดอาจจะกอใหเกิดอันตรายความเสียหายหรือความเดือดรอนอยางรายแรงแกบุคคลหรือ ทรัพยสินที่อยูในโรงงาน หรือที่อยูใกลเคียงกับโรงงาน ใหปลัดกระทรวงหรือผูซึ่งปลัดกระทรวง มอบหมายมีอํานาจสั่งใหผูประกอบกิจการโรงงานนั้นหยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดหรือ บางสวนเปนการชั่วคราว และปรับปรุงแกไขโรงงานนั้นเสียใหม หรือปฏิบัติใหถูกตองภายใน ระยะเวลาที่กําหนด” ตามบทบัญญัติที่ยกมาสามารถแบงโครงสรางบทบัญญัติดังกลาวออกไดเปน สองสวน ดังนี้ สวนแรก คือ โครงสรางองคประกอบสวนเหตุ ซึ่งตามบทบัญญัติที่ยกมาไดแก สวนที่บัญญัติวา “ในกรณีที่ผูประกอบกิจการโรงงานใดจงใจไมปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงาน เจาหนาที่ตามมาตรา 37 โดยไมมีเหตุอันควรหรือในกรณีที่ปรากฏวาการประกอบกิจการของ โรงงานใดอาจจะกอใหเกิดอันตรายความเสียหายหรือความเดือดรอนอยางรายแรงแกบุคคลหรือ ทรัพยสินที่อยูในโรงงาน หรือที่อยูใกลเคียงกับโรงงาน” สวนที่สอง คือ โครงสรางสวนผลในทางกฎหมาย ซึ่งตามบทบัญญัติที่ยกมาไดแก สวนที่บัญญัติวา “ใหปลัดกระทรวงหรือผูซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมายมีอํานาจสั่งใหผูประกอบ กิจการโรงงานนั้นหยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดหรือบางสวนเปนการชั่วคราว และปรับปรุง แกไขโรงงานนั้นเสียใหม หรือปฏิบัติใหถูกตองภายในระยะเวลาที่กําหนด” จากตัวอยางและการแยกโครงสรางบทบัญญัติของกฎหมายออกเปนสองสวน ดังที่กลาวมาจะพบวาโครงสรางสวน “ผลในทางกฎหมาย” ใชถอยคําวา “ใหปลัดกระทรวงหรือผู ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมายมีอํานาจสั่งใหผูประกอบกิจการโรงงานนั้นหยุดประกอบกิจการโรงงาน ทั้งหมดหรือบางสวนเปนการชั่วคราว และปรับปรุงแกไขโรงงานนั้นเสียใหม หรือปฏิบัติใหถูกตอง ภายในระยะเวลาที่กําหนด” แสดงใหเห็นวาแมขอเท็จจริงที่เกิดขึ้นจะครบถวนตาม “องคประกอบ สวนเหตุในทางกฎหมาย” แลว ฝายปกครองก็มีอํานาจดุลพินิจที่จะตัดสินใจวาจะใชหรือไมใช อํานาจสั่งผูประกอบการใหดําเนินการใด ๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติไวก็ได โดยกฎหมายใหอํานาจ ดุลพินิจแกฝายปกครองไวเพื่อใหฝายปกครองพิจารณาจากขอเท็จจริงเปนกรณี ๆ ไป และเมื่อฝาย ปกครองพิจารณาแลวและตัดสินใจที่จะใชอํานาจสั่งการใหผูประกอบการดําเนินการ บทบัญญัติ มาตรา 39 ก็เปดชองใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งวาจะเลือก มาตรการใด ระหวางสั่งใหผูประกอบกิจการโรงงานหยุดประกอบกิจการโรงงานบางสวน หรือจะสั่งใหหยุด
40 ประกอบกิจการโรงงานทั้งหมด การที่ฝายปกครองมีอํานาจที่จะเลือกกระทําการหรือไมกระทําการ และการมีอํานาจที่จะเลือกมาตรการใดมาตรการหนึ่งที่กฎหมายเปดชองใหตามที่กลาวมา ลวน เปนกรณีที่ที่ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจตัดสินใจนั่นเอง จากการแบงประเภทของอํานาจดุลพินิจที่กลาวมา จะเห็นไดวาการแบงประเภทของ อํานาจดุลพินิจนั้นอาจมีไดหลากหลายแลวแตแงมุมในการแบง อยางไรก็ตามในความเห็นของ ผูเขียนนั้นการแบงประเภทของอํานาจดุลพินิจที่นาจะมีประโยชนในทางปฏิบัติมากที่สุดคือการ แบงตามหัวขอ 2.4.3 เนื่องจากการแบงเชนนี้ทําใหเห็นวาอํานาจดุลพินิจอาจปรากฏอยูไดทั้งใน “โครงสรางองคประกอบสวนเหตุ” และ “โครงสรางสวนผล” ในทางกฎหมาย ทําใหผูอานไดเขาใจ ภาพรวมทั้งหมดของบทบัญญัติกฎหมายที่ใหอํานาจดุลพินิจแกฝายปกครอง อีกทั้งการแบง ดังกลาวยังนําไปสูขอถกเถียงทางวิชาการที่สําคัญในระบบกฎหมายปกครองของทั้งในประเทศไทย และในตางประเทศ นั่นคือขอถกเถียงที่วาองคกรตุลาการมีแนวคิดอยางไรเกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยและมีหลักเกณฑในการควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจดังกลาวเหมือนหรือแตกตางกัน อยางไร ซึ่งเปนขอถกเถียงที่วิทยานิพนธฉบับนี้พยายามแสวงหาคําตอบ เนื่องจากวิทยานิพนธฉบับนี้มุงศึกษาการควบคุมตรวจสอบการใชดุลพินิจวินิจฉัยของฝาย ปกครองโดยองคกรตุลาการ จึงขอสรุปไวในทายบทนี้วา อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยที่อางถึงใน วิทยานิพนธนี้ ผูเขียนประสงคใหหมายถึงอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยที่ไดอธิบายรายละเอียดไวในบทนี้ ซึ่งสาระสําคัญ คือ เสรีภาพของฝายปกครองที่จะเลือกความเห็นใดความเห็นหนึ่งในบรรดา ความเห็นอันหลากหลายที่ลวนแลวแตชอบดวยเหตุผล เพื่อดําเนินการใหบรรลุตามเจตนารมณ ของกฎหมายนั้น ๆ
41 บทที่ 3 การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง โดยองคกรตุลาการในระบบกฎหมายตางประเทศ ตามที่ไดอธิบายไวในบทที่ 1 วาบรรดารัฐที่ปกครองดวยระบอบประชาธิปไตย ที่ประกาศ ตนวายึดมั่นตอหลักนิติรัฐนั้น มีหลักกฎหมายที่สําคัญประการหนึ่งที่รัฐตาง ๆ ยอมรับและยึดถือ ในการบริหารประเทศ คือ หลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมาย โดยหลักการนี้ เรียกรองใหการดําเนินกิจการตาง ๆ ของฝายปกครองตองเปนไปโดยชอบดวยกฎหมาย นอกจากนี้ หลักการดังกลาวนี้ยังเรียกรองใหฝายนิติบัญญัติตองบัญญัติกฎหมายใหมีความชัดเจนแนนอน โดยมีวัตถุประสงคเพื่อประกันความมั่นคงแหงนิติฐานะ (Legal Security) ของประชาชนในรัฐของ ตนดวย อยางไรก็ตามในปจจุบันเปนที่ยอมรับโดยทั่วไปของนักกฎหมาย วาหลักการกระทําทาง ปกครองตองชอบดวยกฎหมายไมอาจตีความอยางเครงครัดถึงขนาดปฏิเสธการดํารงอยูของ อํานาจดุลพินิจได และการดํารงอยูของอํานาจดุลพินิจไมถูกมองวาขัดกับหลักนิติรัฐหรือขัดตอ แนวคิดวาดวยสังคมที่เปนธรรมอีกตอไป ตรงกันขามกลับมีความเขาใจมากขึ้นวาอํานาจดุลพินิจ เปนสิ่งจําเปนที่จะทําใหไปถึงสังคมที่เปนธรรมและทําใหหลักนิติรัฐเกิดขึ้นอยางเปนประโยชนได ในทางความเปนจริง1 การบัญญัติกฎหมายอยางยืดหยุนโดยใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจจึง เปนที่ยอมรับวาสามารถกระทําไดและเปนสิ่งจําเปนที่ขาดเสียมิไดในการดําเนินบริการสาธารณะ ของรัฐสมัยใหม อยางไรก็ตามฝายนิติบัญญัติก็ไมอาจที่จะบัญญัติกฎหมายโดยมอบอํานาจ ดุลพินิจใหฝายปกครองโดยไมมีขอบเขตได เพราะการบัญญัติกฎหมายที่จํากัดหรือใหอํานาจฝาย บริหารจํากัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยไมมีความชัดเจนแนนอนพอสมควรยอมเปนการ กระทําที่ขัดตอรัฐธรรมนูญ2 อยางไรก็ตามแมฝายนิติบัญญัติจะบัญญัติกฎหมายใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจได แตก็ไมไดหมายความวาเมื่อไดรับมอบอํานาจดุลพินิจจากฝายนิติบัญญัติแลว ฝายปกครองจะ สามารถใชอํานาจดุลพินิจไดตามอําเภอใจและหลุดพนไปจากการควบคุมตรวจสอบ ตรงกันขาม 1 Mahendra P. Singh, German Administrative Law in Common Law Perspective, 2 ed. (Berlin : Springer, 2001), p.151. 2 วรพจน วิศรุตพิชญ, สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ, (กรุงเทพมหานคร : สํานักงาน กองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2538), น.70.
42 แมฝายปกครองจะมีอํานาจดุลพินิจแตในการใชอํานาจดุลพินิจนั้นระบบกฎหมายปกครองไม ยอมรับดุลพินิจอยางเสรี ยอมรับก็แตดุลพินิจที่สมเหตุสมผลหรือดุลพินิจที่ผูกพันอยูกับกฎหมาย เทานั้น ในการแสดงออกซึ่งอํานาจดุลพินิจของฝายปกครององคกรฝายปกครองจึงตองคํานึงถึง วัตถุประสงคในการมอบอํานาจดุลพินิจและกรอบของการใชอํานาจดุลพินิจตามกฎหมายเสมอ3 อํานาจดุลพินิจไมใชความอําเภอใจแตเรียกรองใหมีการใชอยางเปนธรรม4 เพื่อเปนหลักประกันวาหลักความชอบดวยกฎหมายของการกระทําทางปกครอง จะไดรับ การเคารพและบังคับใชไดจริงในการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง จําเปนตองมี องคกรเขามาควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองมิใหการใชอํานาจของฝาย ปกครองสรางความไมเปนธรรม หรือกระทบกระเทือนตอสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยปราศจาก เหตุผลและฐานทางกฎหมายรองรับ อีกทั้งหากมีการใชอํานาจดังกลาวไปโดยไมชอบดวย กฎหมายเกิดขึ้นแลว องคกรดังกลาวจะตองมีอํานาจแกไขเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นดวย โดยทั่วไปองคกรที่ทําหนาที่ตรวจสอบการใชกฎหมายของฝายปกครองวามีการใชและตีความ ถูกตองหรือไมก็คือองคกรตุลาการ5 หลักนิติรัฐจึงมีขอเรียกรองวาในกรณีที่มีการใชอํานาจของฝาย ปกครองไปกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน การใชอํานาจนั้นยอมตองถูกควบคุมตรวจสอบได โดยองคกรตุลาการ6 เกี่ยวกับการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย อันเปนประเด็นหลักของวิทยานิพนธนี้ มีปญหาที่ตองพิจารณาวา ในการควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝาย ปกครอง ที่โดยหลักแลวองคกรตุลาการหรือศาลจะมีอํานาจเขาไปควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจ ดุลพินิจของฝายปกครองเฉพาะในแงของความชอบดวยกฎหมายเทานั้น แตศาลจะไมกาวลวง 3 วรเจตน ภาคีรัตน, กฎหมายปกครองภาคทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร : นิติราษฎร, 2554), น.80. 4 Mahendra P. Singh, supra note 1, p.151. 5 สมยศ เชื้อไทย, กฎหมายมหาชนเบื้องตน, พิมพครั้งที่ 4 (กรุงเทพมหานคร : วิญูชน, 2551),น.232. 6 วิษณุ วรัญูและคณะ, รายงานวิจัยเรื่องคดีปกครองเกี่ยวกับดุลพินิจของ ฝายปกครอง, (กรุงเทพมหานคร : สํานักงานศาลปกครอง, 2547), น.2.
43 เขาไปควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองในแงของความเหมาะสม7 นั้น องคกรตุลาการมีแนวคิดอยางไรในการควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ใชหลักเกณฑใด ในการควบคุมตรวจสอบ และมีขอจํากัดในการควบคุมตรวจสอบอยางไรบาง ในบทนี้จะไดศึกษา ประสบการณการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองโดยองคกรตุลาการใน ประเทศที่สําคัญ ไดแก ศาลปกครองของประเทศสหพันธสาธารณรัฐเยอรมันและศาลยุติธรรมแหง สหภาพยุโรป 3.1 การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองโดยศาลปกครองเยอรมัน การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองในประเทศสหพันธสาธารณรัฐเยอรมัน นั้นเปนอํานาจหนาที่ของศาลปกครอง โดยเปนไปตามหลักการสําคัญที่ปรากฏในกฎหมายวาดวย วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ค.ศ.1976 (VwVfG) และกฎหมายวิธีพิจารณาคดีของศาลปกครอง ค.ศ. 1960 (VwGO) รวมทั้งความเห็นทางวิชาการของนักวิชาการเยอรมัน ตลอดแนวคําพิพากษา ของศาลปกครองของประเทศสหพันธสาธารณรัฐเยอรมัน โดยทั้งหมดนี้ตางมีสวนรวมในการทํา ใหหลักเกณฑเกี่ยวกับการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองและการควบคุมการใชอํานาจ ดุลพินิจของฝายปกครองโดยศาลปกครองมีความสมบูรณ แมวิทยานิพนธฉบับนี้จะจํากัดวัตถุประสงคในศึกษาไวเฉพาะการควบคุมการใชอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองเทานั้น โดยไมไดรวมถึงการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจ ตัดสินใจ แตเนื่องจากในการศึกษาเกี่ยวกับการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองโดย นักวิชาการเยอรมันนั้นมักมุงไปที่การศึกษาอํานาจดุลพินิจตัดสินใจ เนื่องจากเห็นวาดุลพินิจ ดังกลาวเปนดุลพินิจของฝายปกครองอยางแทจริง สวนดุลพินิจวินิจฉัยนั้นยังมีขอถกเถียงกันอยาง ตอเนื่องวา กรณีดังกลาวเปนอํานาจเด็ดขาดของศาลในการตีความกฎหมายหรือเปนกรณีที่ฝาย ปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยเชนเดียวกับดุลพินิจตัดสินใจ ดังนั้นผูเขียนจึงจําตองอธิบายถึง หลักทั่วไปในการควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจตัดสินใจของฝายปกครองโดยศาล ปกครองเยอรมันกอน เพราะหลักการดังกลาวเปนหลักที่ใชในการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยดวย จากนั้นจึงจะไดอธิบายถึงหลักเกณฑและขอจํากัดในการควบคุมการใชอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองตอไป 7 ชาญชัย แสวงศักดิ์, ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับกฎหมายปกครอง เลม 2 , (กรุงเทพมหานคร : วิญูชน, 2539), น.140.
44 3.1.1 ขอบเขตของการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจตัดสินใจของฝายปกครอง โดยศาลปกครองเยอรมัน กฎหมายของสหพันธสาธารณรัฐเยอรมันไดแยกการควบคุมการใชอํานาจของฝาย ปกครองออกเปน 2 ประการ ไดแก8 3.1.1.1 การควบคุมความถูกตองตามกฎหมาย กลาวไดวา การควบคุมความถูกตองตามกฎหมาย หรือควบคุมความชอบดวย กฎหมาย ซึ่งในภาษาเยอรมันใชคําวา Rechtmäßigkeitskontrolle เปนศูนยกลางของการควบคุม ตรวจสอบการใชอํานาจของฝายปกครองทั้งนี้เพราะ หลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวย กฎหมาย เปนหลักการพื้นฐานที่มีผลตอการควบคุมฝายปกครอง9 โดยการควบคุมความถูกตอง ตามกฎหมายมุงไปที่การควบคุมการกระทําของฝายปกครองใหเปนไปตามกฎหมายที่มีผลบังคับ ใชอยูในขณะที่ฝายปกครองใชอํานาจ เมื่อพิจารณาในบริบทของการควบคุมการใชอํานาจ ดุลพินิจของฝายปกครองก็จะเปนการควบคุมวิธีการใชอํานาจดุลพินิจหรือขอบเขตของการใช อํานาจดุลพินิจวาอยูในขอบเขตของกฎหมายหรือไมเทานั้น แตจะไมกาวลวงเขาไปควบคุมถึง ความเหมาะสมของการใชอํานาจดุลพินิจดังกลาวของฝายปกครอง ซึ่งมาจากเหตุผลที่วาภายใน ขอบเขตความชอบดวยกฎหมายฝายปกครองยอมมีอํานาจที่จะใชดุลพินิจไดตามความเหมาะสม 3.1.1.2 การควบคุมความชอบดวยวัตถุประสงคของกฎหมาย การควบคุมตรวจสอบความชอบดวยวัตถุประสงคของกฎหมายซึ่งใน ภาษาเยอรมัน ใชคําวา Zweckmäßigkeitskontrolle มีความแตกตางจากการควบคุมความ ถูกตองตามกฎหมายอยางชัดเจน กลาวคือในขณะที่การควบคุมความถูกตองตามกฎหมายมุงไป ที่การควบคุมใหฝายปกครองกระทําการอยูในขอบเขตของกฎหมายเทานั้น แตการควบคุม ความชอบดวยวัตถุประสงคของกฎหมายมุงไปที่การควบคุมใหฝายปกครองกระทําการใหเปนไป ตามวัตถุประสงคของกฎหมายดวย เมื่อพิจารณาในบริบทของการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจ ของฝายปกครอง จะเห็นไดวาในขณะที่การควบคุมความถูกตองตามกฎหมายจะควบคุมเพียงให ฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจอยูในขอบเขตของกฎหมายโดยไมเขาไปตรวจสอบถึงความ เหมาะสมของการใชอํานาจดุลพินิจ แตการควบคุมความชอบดวยวัตถุประสงคของกฎหมายกลับ 8 กมลชัย รัตนสกาววงศ, หลักกฎหมายปกครองเยอรมัน, (กรุงเทพมหานคร : ศูนยยุโรป ศึกษาแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2544), น.268. 9 บรรเจิด สิงคะเนติ, หลักกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมฝายปกครอง, (กรุงเทพมหานคร : วิญูชน, 2548), น.34.
45 มุงไปที่การควบคุมเนื้อหาของวัตถุประสงควาการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองนั้นชอบดวย วัตถุประสงคของกฎหมาย หรือมีความเหมาะสมตอสถานการณนั้น ๆ มากนอยเพียงใด อันเปน การเขาไปควบคุมถึงเนื้อหาของการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองโดยตรง โดยไมจํากัดอยูแต เพียงการควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจใหอยูในขอบเขตของกฎหมายเทานั้น จากที่กลาวมาจะเห็นไดวาในการควบคุมการใชอํานาจของฝายปกครองนั้น เปนไปไดทั้งการควบคุมความชอบดวยกฎหมายและควบคุมความชอบดวยวัตถุประสงคของ กฎหมาย อยางไรก็ตามขอบเขตการควบคุมอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองโดยศาลปกครอง เยอรมันนั้น มุงไปที่การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจที่บกพรองและเกินขอบเขตที่กฎหมาย กําหนดเทานั้น การควบคุมของศาลปกครองจึงจํากัดอยูที่การควบคุมความชอบดวยกฎหมาย เทานั้น โดยศาลปกครองจะกาวลวงไปตรวจสอบความเหมาะสมของการใชอํานาจดุลพินิจของ ฝายปกครองไมได10 เหตุผลทางวิชาการที่ไมใหศาลปกครองเขาไปตรวจสอบความชอบดวย วัตถุประสงคของกฎหมายในการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง มีอยู 2 เหตุผลดวยกัน คือ11 ประการแรกเหตุผลเรื่องความมั่นคงทางกฎหมาย (Rechtssicherheit) เนื่องจากฝายปกครองเปนผูบริหารและบังคับใชกฎหมายโดยตรง เมื่อเปน ความประสงคของฝายนิติบัญญัติอันแสดงออกโดยการตรากฎหมายใหฝายปกครองมีอํานาจ ดุลพินิจในการดําเนินงานทางปกครอง หากใหศาลปกครองเขามาเปนผูวางแนวบริหารกฎหมาย อีกครั้งยอมกระทบตอความมั่นคงทางกฎหมาย เพราะในคดีที่ขึ้นสูศาลปกครอง ศาลปกครองก็จะ เขาไปตรวจสอบและนําเอาดุลพินิจของตนมาใชแทนที่ดุลพินิจของฝายปกครอง ทําใหเกิดความ ไมเปนเอกภาพในการบริหารกฎหมายและไมบรรลุตามเจตนารมณของฝายนิติบัญญัติ ประการที่สองเหตุผลเรื่องขอบเขตของการแบงหนาที่กันทํา เนื่องจากกฎหมายไดกําหนดใหศาลปกครองมีอํานาจหนาที่ควบคุมความชอบ ดวยกฎหมายของฝายปกครองเทานั้น มิไดใหอํานาจศาลปกครองสามารถกระทําการทุกอยางได เชนเดียวกับผูบังคับบัญชาของฝายปกครอง หรืออีกนัยหนึ่งศาลปกครองชอบที่จะตรวจสอบวา ฝายปกครองกระทําการถูกตองตามแบบหรือระเบียบทางกฎหมายหรือไม และในกรณีจําเปนที่ ศาลเห็นวาฝายปกครองใชดุลพินิจโดยมิชอบดวยกฎหมาย ศาลก็อาจกําหนดใหฝายปกครอง 10 วรเจตน ภาคีรัตน, อางแลว เชิงอรรถที่ 3, น.76. 11 กมลชัย รัตนสกาววงศ, อางแลว เชิงอรรถที่ 8, น.269.
46 พิจารณาวินิจฉัยกรณีดังกลาวใหมอีกครั้ง อยางไรก็ตามศาลปกครองตองไมเขาไปใชอํานาจของ ตนแทนฝายปกครองเสียเอง เพราะไมใชอํานาจที่กฎหมายกําหนดใหศาลปกครองสามารถทําได หลักการควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองตามที่กลาวมาเปนที่ ยอมรับกันมาตั้งแตปลายศตวรรษที่ 19 จนในปจจุบันไดมีการตราเปนกฎหมายในมาตรา 114 แหงกฎหมายวิธีพิจารณาคดีของศาลปกครอง 1960 ซึ่งมีใจความวา “ในกรณีที่เจาหนาที่ฝาย ปกครองไดรับมอบอํานาจจากฝายนิติบัญญัติที่จะกระทําการตามดุลพินิจ ศาลชอบที่จะควบคุม ตรวจสอบวา คําสั่งทางปกครอง (Verwaltungsakt) หรือการปฏิเสธที่จะออกคําสั่งทางปกครอง หรือการไมกระทําการดังกลาวฝาฝนกฎหมายหรือไม เนื่องมาจากการใชดุลพินิจที่เกินไปกวาหรือ นอกเหนือไปจากที่กฎหมายใหอํานาจไว หรือไดใชดุลพินิจไมสอดคลองกับวัตถุประสงคของการ มอบอํานาจนั้น” ซึ่งยอมแสดงใหเห็นอยางชัดเจนวาศาลปกครองเยอรมันมีอํานาจหนาที่ควบคุม ตรวจสอบแตเพียงความชอบดวยกฎหมายเทานั้น 3.1.2 การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจตัดสินใจของฝายปกครองโดย ศาลปกครอง การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองกับเรื่องความบกพรองของการใช อํานาจดุลพินิจของฝายปกครองนั้น หากพิจารณาโดยละเอียดจะเห็นไดวาแทจริงแลวเปนเรื่อง เดียวกัน เพียงแตเปนการมองจากคนละแงมุม กลาวคือเรื่องการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจ ของฝายปกครองโดยศาลปกครองเปนการมองจากมุมของอํานาจตุลาการผูมีหนาที่ตรวจสอบ ในขณะที่เรื่องความบกพรองของการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองเปนการมองจากมุมของ ฝายปกครองผูมีหนาที่ใชอํานาจนั้นเอง แตทั้งสองแงมุมก็เปนเรื่องของการพิจารณาเพื่อควบคุม การใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองเชนเดียวกัน ในการตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจ ตัดสินใจของฝายปกครองวาชอบดวยกฎหมายหรือไมนั้น กระบวนการพิจารณาของศาลปกครอง สหพันธสาธารณรัฐเยอรมันจะแบงเปน 2 สวน คือ สวนแรก ศาลปกครองจะพิจารณาหลักเกณฑ ทั่วไปเกี่ยวกับการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง และ สวนที่สอง ศาลจะพิจารณาถึงความ บกพรองในการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง12 ซึ่งทั้งสองเรื่องมีรายละเอียดดังนี้ 3.1.2.1 หลักเกณฑทั่วไปเกี่ยวกับการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง13 หลักเกณฑทั่วไปเกี่ยวกับการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง เปนหลักเกณฑ ที่ฝายปกครองตองคํานึงถึงและผูกพันในการพิจารณาใชอํานาจ โดยฝายปกครองตองใชอํานาจ 12 เพิ่งอาง, น.266-267. 13 เพิ่งอาง, น.263-264.
47 ทางปกครองของตนสอดคลองตามรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน(Grundrechte) โดยเฉพาะ ตองใชอํานาจใหสอดคลองกับหลักความเสมอภาคและหลักความพอสมควรแกเหตุ (Verhältnismäßigkeitsgrundsatz) ซึ่งเปนขอบเขตทางภาววิสัยในการใชอํานาจดุลพินิจ การใช อํานาจดุลพินิจโดยฝาฝนตอหลักเกณฑเหลานี้ยอมเปนการใชอํานาจดุลพินิจที่บกพรอง ซึ่งศาล ปกครองมีอํานาจเขาไปควบคุมตรวจสอบและเพิกถอนการกระทําดังกลาวได เนื้อหาสาระของ หลักเกณฑทั่วไปเกี่ยวกับการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองมีดังตอไปนี้ 3.1.2.1.1 หลักความพอสมควรแกเหตุ (Grundsatz der Verhältnismäßigkeit) หลักความพอสมควรแกเหตุ (Grundsatz der Verhältnismäßigkeit) หรือที่เรียกกันในทางนิเสธวา Übermassverbot ในทางกฎหมายถือวา เปนหลักการยอยหลักการ หนึ่งของหลักนิติรัฐและมีคาบังคับในระดับรัฐธรรมนูญ หลักนี้เรียกรองตอฝายปกครองที่ใชอํานาจ มหาชนวาในการเลือกใชวิธีการหรือมาตรการเพื่อใหเปนไปตามวัตถุประสงคของกฎหมาย ตองมี ความเหมาะสมคือเปนมาตรการที่ทําใหสามารถบรรลุวัตถุประสงคของกฎหมายได นอกจากนั้น แลวมาตรการดังกลาวยังตองมีความจําเปนคือเปนมาตรการที่กระทบกระเทือนตอสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนนอยที่สุด และสุดทายตองเปนมาตรการที่ไดสัดสวนคือตองเปนมาตรการที่ได สัดสวนกันระหวางเปาหมายที่จะไดรับกับผลกระทบตอสิทธิเสรีภาพของประชาชน14 ดังนั้นแมจะ มีการบัญญัติกฎหมายใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจในการกระทําการตาง ๆ แตการใชอํานาจ ดุลพินิจดังกลาวก็ตองอยูภายใตหลักความพอสมควรแกเหตุดวย หากฝายปกครองใชอํานาจ ดุลพินิจออกคําสั่งทางปกครองไปโดยขัดตอหลักความพอสมควรแกเหตุ ยอมเปนการกระทําที่ไม ชอบดวยกฎหมาย และศาลปกครองยอมมีอํานาจพิพากษาใหเพิกถอนคําสั่งดังกลาวได 3.1.2.1.2 หลักสิทธิขั้นพื้นฐาน (Grundrechte) หลักสิทธิขั้นพื้นฐาน (Grundrechte) เปนหลักการที่ถูกนํามาใชในการ ควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองโดยศาลปกครองเสมอ หลักสิทธิขั้นพื้นฐานสําคัญที่ ถูกนํามาพิจารณาเพื่อควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง คือ หลักความเสมอภาค ตามมาตรา 3 แหงรัฐธรรมนูญของสหพันธสาธารณรัฐเยอรมัน (GG) ซึ่งฝายปกครองจะตองผูกพัน 14 บรรเจิด สิงคะเนติ และ สมศักดิ์ นวตระกูลพิสุทธิ์, หลักความไดสัดสวนตาม หลักกฎหมายเยอรมันและฝรั่งเศส, วารสารกฎหมายปกครอง, เลม 19 ตอน 1 น. 166, (เม.ย. 2543)
48 ตามหลักความเสมอภาคในการวินิจฉัยเรื่องตาง ๆ ที่มีขอเท็จจริงอยางเดียวกันใหเหมือนกัน การ จะเปลี่ยนคําวินิจฉัยใหตางไปจากเดิมตองมีการใหเหตุผลพิเศษ อันนําไปสูหลักการที่วาฝาย ปกครองตองผูกพันกับคําวินิจฉัยกอน ๆ ของตน15 3.1.2.2 การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจตัดสินใจที่มีความบกพรองโดย ศาลปกครอง16 ในการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองที่มีความบกพรองนั้น ศาล ปกครองมีเกณฑในการควบคุมตามที่ปรากฏในมาตรา 114 ของกฎหมายวิธีพิจารณาคดีของศาล ปกครอง (VwGO) ดังตอไปนี้ 3.1.2.2.1 การใชดุลพินิจมากเกินกวาที่กฎหมายกําหนด (Ermessensüberscheitung) การใชดุลพินิจมากเกินกวาที่กฎหมายกําหนดเปนกรณีที่ฝายปกครองใช อํานาจดุลพินิจเกินกวากรอบที่กฎหมายกําหนดไว เชน กรณีที่กฎหมายกําหนดใหอํานาจฝาย ปกครองมีอํานาจเปรียบเทียบปรับผูกระทําผิดกฎหมายจราจรไดไมเกิน 500 บาท แตฝายปกครอง เปรียบเทียบปรับผูกระทําผิดเปนเงิน 1,000 บาท ซึ่งยอมเปนการใชดุลพินิจเกินกวาที่กฎหมาย กําหนดไว เปนตน ดวยเหตุนี้เองจึงทําใหพื้นฐานในทางกฎหมายของคําสั่งทางปกครองนี้มีความ บกพรอง สงผลใหคําสั่งทางปกครองซึ่งเปนผลิตผลที่เกิดจากการใชอํานาจดุลพินิจที่บกพรองไมได รับการยอมรับในทางกฎหมาย โดยผลของความบกพรองดังกลาวไมจําเปนตองไปพิจารณาถึง มูลเหตุจูงใจของเจาหนาที่ฝายปกครอง17 3.1.2.2.2 การไมใชดุลพินิจ (Ermessensnichtsgebrauch, Ermessensunterschreitung) การไมใชดุลพินิจเปนกรณีที่ฝายปกครองมีหนาที่ตามกฎหมายตองใช ดุลพินิจ แตกลับไมใชอํานาจดุลพินิจของตน ซึ่งอาจมีเหตุผลมาจากความไมรอบคอบ หรือสําคัญ ผิดวาตนผูกพันตองวินิจฉัยเชนนั้น เชน ผูอาศัยอยูใกลโบสถรองเรียนตอเจาหนาที่ตํารวจใหจัดการ กับหอนาฬิกาของโบสถ เพราะเสียงระฆังดังกอนเวลาเสมออันเปนการรบกวนความสงบสุขของ ประชาชน เจาหนาที่ตํารวจที่มีอํานาจกลับไมเขาดําเนินการหรือเชื่อโดยสุจริตวาตนไมมีอํานาจสั่ง การในเรื่องดังกลาว ทั้ง ๆ ที่ตนเองมีอํานาจ หรือ กรณีมีผูชุมนุมประทวงปดถนนทําใหบุคคลทั่วไป 15 กมลชัย รัตนสกาววงศ, อางแลว เชิงอรรถที่ 8, น.264. 16 เพิ่งอาง, น.266-267. 17 วิษณุ วรัญู และคณะ, อางแลว เชิงอรรถที่ 6, น.353-354.
49 เดือดรอนไมอาจสัญจรไปมาได องคกรเจาหนาที่ฝายปกครองอาจตองตัดสินใจสั่งสลายการชุมนุม หรือดําเนินการใหมีการสลายการชุมนุม18 แตไมดําเนินการทั้ง ๆ ที่ตนมีอํานาจ เปนตน 3.1.2.2.3 การใชอํานาจดุลพินิจโดยบิดเบือน (Ermessensfehlgebuauch, Ermessensmißbrauch) การใชอํานาจดุลพินิจโดยบิดเบือน เปนกรณีใชดุลพินิจผิดพลาดที่ เกิดขึ้นบอยที่สุด19 โดยความผิดพลาดของการใชอํานาจดุลพินิจ อาจเกิดจากการที่ฝายปกครอง ละเลยไมสนใจวัตถุประสงคที่กฎหมายมอบอํานาจดุลพินิจใหตน หรือ กรณีที่ฝายปกครองใช อํานาจดุลพินิจโดยไมนําพฤติการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในกรณีนั้นมาพิจารณาชั่งน้ําหนักกอนการ ตัดสินใจ ทั้ง ๆ ที่หากพิจารณาตามกฎหมายแลวตองพิจารณาชั่งน้ําหนักพฤติการณตาง ๆ ใหรอบ ดาน หรือ เปนกรณีที่ฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจโดยอําเภอใจ20 ยกตัวอยาง เชน ศาลปกครอง สูงสุดแหงสหพันธรัฐเยอรมัน มีคําพิพากษาวาการที่ประมวลกฎหมายพาณิชยใหอํานาจในการ ตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมโดยมีวัตถุประสงคเพื่อควบคุมเกี่ยวกับความนาเชื่อถือของบริษัท ไมสามารถนําไปใชสําหรับวัตถุประสงคในการสืบสวนความผิดในทางอาญา21 หรือในอีกคดีหนึ่ง ศาลพิพากษาวาตามประมวลกฎหมายจราจร การหามจอดรถเพื่ออํานวยความสะดวกใหแกรถ ของนักการทูตไมอาจทําได เพราะกฎหมายใหอํานาจตํารวจที่จะหามจอดรถในพื้นที่ที่ชัดเจนพื้นที่ ใดพื้นที่หนึ่งและตามคําขอที่เอกชนยื่นขอเปนรายกรณี แตการหามเพื่อประโยชนของกลุมคนที่ ชัดเจนกลุมใดกลุมหนึ่งอยูนอกเหนือวัตถุประสงคของการมอบอํานาจ22 เปนตน เรื่องการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองในประเทศ เยอรมันไดถูกบัญญัติไวในมาตรา 40 แหงกฎหมายวิธีพิจารณาเรื่องทางปกครองในชั้นพนักงาน เจาหนาที่ ค.ศ.1976 (VwVfG) วา “ในกรณีที่เจาหนาที่ฝายปกครองไดรับมอบอํานาจจากฝายนิติ บัญญัติที่จะกระทําการไดตามดุลพินิจ เจาหนาที่ฝายปกครองจะตองใชดุลพินิจใหสอดคลองกับ วัตถุประสงคของการมอบอํานาจและอยูภายในขอบเขตของกฎหมายดังกลาว” ซึ่งมลรัฐตาง ๆ 18 วรเจตน ภาคีรัตน, อางแลว เชิงอรรถที่ 3, น.89. 19 สมยศ เชื้อไทย, อางแลว เชิงอรรถที่ 5, น.239. 20 วรเจตน ภาคีรัตน, อางแลว เชิงอรรถที่ 3, น. 89-90. 21 37 BverwGE 283, อางใน Singh, Mahendra P., supra note 1, p.168. 22 37 BverwGE 116, อางใน Singh, Mahendra P., supra note 1, p. 168.
50 ของประเทศสหพันธสาธารณรัฐเยอรมันไดมีกฎหมายวิธีพิจารณาเรื่องทางปกครองในชั้นพนักงาน เจาหนาที่ และไดบัญญัติเรื่องอํานาจดุลพินิจไวดวยใจความอยางเดียวกัน23 กลาวโดยสรุปศาลปกครองเยอรมันจะควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจ ตัดสินใจของฝายปกครองวาชอบดวยกฎหมายหรือไมโดยอาศัยหลักเกณฑ 5 ประการ คือ 1) ฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจขัดกับหลักความพอสมควรแกเหตุหรือไม 2) ฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจขัดกับหลักสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะ หลักความเสมอภาค หรือไม 3) ฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจเกินกวาที่กฎหมายกําหนดไวหรือไม 4) ฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจโดยบิดเบือนหรือไม 5) ฝายปกครองไมใชอํานาจดุลพินิจของตนหรือไม หากการใชอํานาจดุลพินิจตัดสินใจของฝายปกครองขัดแยงหรือไมเปนไปตาม หลักเกณฑขอใดขอหนึ่งใน 5 ขอที่กลาวมา ยอมเปนกรณีที่การใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง ไมชอบดวยกฎหมาย ซึ่งศาลปกครองมีอํานาจในการควบคุมตรวจสอบและเพิกถอนคําสั่งทาง ปกครองที่ไมชอบดวยกฎหมายดังกลาวได 3.1.3 ดุลพินิจของฝายปกครองที่หดหายไปเพราะเหตุผลทางภาวะวิสัย (Ermessensreduzierung auf Null)24 ดังที่ไดกลาวมาแลวในบทที่ผานมาวาสารัตถะของอํานาจดุลพินิจ คือ ความสามารถของ ฝายปกครองที่จะเลือกมาตรการหรือวิธีการอยางใดอยางหนึ่งที่กฎหมายเปดชองใหทําได เพื่อ ดําเนินการใหเปนไปตามเจตนารมณของกฎหมาย อยางไรก็ตามในบางกรณีแมกฎหมายจะ กําหนดใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจ แตเมื่อพิจารณาจากขอเท็จจริงแวดลอมทางภาวะวิสัย หรือหลักความพอสมควรแกเหตุแลว ฝายปกครองมีหนทางที่จะวินิจฉัยไดเพียงทางเลือกเดียว เทานั้นที่จะชอบดวยกฎหมาย การเลือกกระทําการอยางอื่นเปนการใชดุลพินิจที่บกพรองทั้งสิ้น ฝายปกครองจึงผูกพันตองกระทําการตามทางเลือกดังกลาวเทานั้น เนื่องจากตองรักษาสิ่งที่ กฎหมายมุงคุมครอง (Rechtsgut) ที่เหนือกวาและมีความสําคัญมากกวา สถานการณเชนนี้ เรียกวาดุลพินิจหดหายไปหรือลดลงจนเหลือศูนย (Ermessensreduzierung auf Null, 23 กมลชัย รัตนสกาววงศ, อางแลว เชิงอรรถที่ 8, 267. 24 เพิ่งอาง, น.270, see also Mahendra P. Sing, supra note 1, p.158.
51 Ermessensschrumfung)25 ซึ่งในกรณีเชนนี้จะเปนขอยกเวนใหศาลมีอํานาจเขาไปวินิจฉัยเพื่อ กําหนดความผูกพันใหแกฝายปกครองไดแมจะเปนกรณีที่ฝายปกครองมีดุลพินิจ26 ตัวอยางเชน ใน กรณีที่หนวยดับเพลิงที่มีศักยภาพจํากัด จําเปนตองเลือกระหวางการสูบน้ําที่ทวมออกจากหองใต ดินและการดับไฟที่ไหมอยางรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นที่โรงงานสารเคมีในเวลาเดียวกัน กรณีนี้มีทาง ตัดสินใจที่เหมาะสมอยูเพียงทางเดียวเทานั้นคือ หนวยดับเพลิงตองเลือกที่จะดับไฟกอน27 นั่น หมายความวาในกรณีนี้ดุลพินิจที่กฎหมายมอบใหฝายปกครองไวไดลดลงเปนศูนย ฝายปกครอง ไมมีอํานาจที่จะเลือกตัดสินใจอีกทางหนึ่งเพราะหากเลือกเชนนั้นยอมเปนการใชดุลพินิจที่ไมชอบ ดวยกฎหมาย 3.1.4 การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองโดย ศาลปกครอง ขอพิจารณาเรื่องการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยหรืออีกนัยหนึ่ง คือการควบคุม การใชการตีความองคประกอบสวนเหตุของกฎหมาย จะเกิดขึ้นในกรณีที่บทบัญญัติในโครงสราง องคประกอบสวนเหตุของกฎหมายใชถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจง ที่ตอง มีการตีความ ซึ่งในบางกรณีก็ไมอาจหลีกเลี่ยงอัตวิสัยของผูตีความได โดยเฉพาะถอยคําทาง เทคนิควิชาการที่ตองอาศัยความรูความสามารถพิเศษทางวิชาการ หรือตองอาศัยความเชี่ยวชาญ เฉพาะดานหรือหลาย ๆ ดานรวมกันในการตีความ ปญหาจึงมีวาการตีความและปรับขอเท็จจริงที่ เกิดขึ้นใหเขากับขอกฎหมายในกรณีเชนนี้จะถือวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจหรือไม 28 ซึ่งหาก 25 H.U.Erichsen u. W. Martens, อางใน กมลชัย รัตนสกาววงศ, อางแลว เชิงอรรถที่ 8, น.270. 26 วิษณุ วรัญู และคณะ, อางแลว เชิงอรรถที่ 6, น.32. 27 Ulla Held-Daab, National Report for the Federal Administrative Court of Germany, Review of administrative decisions of government by administrative courts and tribunals, The 10th Congress of The International Association of Supreme Administrative Jurisdictions, Sydney and Canberra : 2010,p.23, Retrieved December 6 2010,from http://www.iasaj.org/library 28 จาตุรงค รอดกําเนิด, สรุปหลักกฎหมายปกครอง เรื่อง ดุลพินิจของฝายปกครอง, สํานักวิจัยและวิชาการสํานักงานศาลปกครอง,(กรุงเทพมหานคร : สํานักงานศาลปกครอง, 2548), น.14.
52 ถือวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ศาลปกครองก็จะถูกจํากัดอํานาจในการเขาไปควบคุม ตรวจสอบลง อยางไรก็ตามเพื่อใหสามารถเขาใจบทบาทของศาลปกครองในการเขาไปควบคุมการใช อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองไดอยางชัดเจน เบื้องตนตองแยกถอยคําทางกฎหมายที่ไม เฉพาะเจาะจงออกเปน 2 ประเภท29 ไดแก ถอยคําทางกฎหมายที่ไมเจาะจงซึ่งเปนเรื่องทาง ขอเท็จจริงและถอยคําทางกฎหมายที่ไมเจาะจงซึ่งเปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ โดยถอยคําทาง กฎหมายที่ไมเจาะจงซึ่งเปนเรื่องทางขอเท็จจริง เชน คําวา ”รุงสาง” “ประเพณีทองถิ่น” “แนว ปฏิบัติทางการคา” “พื้นที่ที่ถูกหาม” เปนตน โดยปกติแลวเปนที่ยอมรับกันวาในการตีความถอยคํา ดังกลาวยอมมีคําวินิจฉัยที่ถูกตองเพียงทางเดียว ดังนั้นในการตีความของฝายปกครองจึงถูก ควบคุมตรวจสอบจากศาลไดอยางไมมีขอจํากัด30 หรืออีกนัยหนึ่งฝายปกครองไมมีอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยในกรณีนี้แตอยางใด ปญหาเกี่ยวกับการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝาย ปกครองจะเกิดขึ้นในกรณีที่สองเทานั้น คือ กรณีถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไม เฉพาะเจาะจงซึ่งเปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ ซึ่งผูเขียนขอแบงเปนหัวขอในการศึกษาดังตอไปนี้ 3.1.4.1 ถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิค วิชาการ (normative bzw. Wertausfüllungsbedürftige Begriffe) กับการดํารงอยูของ ดุลพินิจวินิจฉัย ถอยคําประเภทนี้เปนประเภทที่ตองอาศัยความเห็นของผูตีความซึ่งไมเกี่ยวของ กับขอเท็จจริงที่สามารถรับรูไดโดยทั่วไป และโดยปกติไมอาจหลีกเลี่ยงอัตวิสัยของผูตีความได ตัวอยางถอยคําประเภทนี้ เชน “เรื่องความเหมาะสมในการดํารงตําแหนงราชการ” “การให คะแนนในการสอบ” “ความกระทบกระเทือนความสวยงามของบานเมือง”31 “ความนาเชื่อถือที่ เพียงพอ”32 “ขอเขียนหรือสิ่งตีพิมพที่เปนอันตรายตอเยาวชน”33 เปนตน จากตัวอยางถอยคําที่ ยกมา จะเห็นไดวาถอยคําแตละถอยคําลวนมีความไมชัดเจนตั้งแตชั้นการตีความกฎหมาย โดย 29 H.U. Erichsen u. W. Martens, อางใน กมลชัย รัตนสกาววงศ, อางแลว เชิงอรรถที่ 8, น.272. 30 Singh Mahendra P., supra note 1, น.177. 31 กมลชัย รัตนสกาววงศ, อางแลว เชิงอรรถที่ 8, น.273. 32 Nigel G. Foster, Satish Sule, German Legal System & Laws, (Oxford University Press, Third edition, 2002), p.256. 33 สมยศ เชื้อไทย, อางแลว เชิงอรรถที่ 5, น.235.
53 เปนถอยคําที่สัมพันธกับคุณคาบางประการที่ตองใชความรูทางเทคนิควิชาการหรือความเชี่ยวชาญ บางสาขาหรือหลาย ๆ สาขามาใชในการตีความ การตีความและการปรับใชถอยคําเหลานี้ จึงไม อาจแยกออกจากกันไดโดยเด็ดขาด เพราะการมองหรือใหความหมายแกถอยคําประเภทนี้จะ ชัดเจนขึ้น เมื่อไดเริ่มมีการใชถอยคําในการปรับขอเท็จจริงเขากับขอกฎหมาย อยางไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับอํานาจดุลพินิจตัดสินใจซึ่งปรากฏอยูใน โครงสรางสวนผลของกฎหมาย จะเห็นไดวากรณีบทบัญญัติเปนถอยคําที่มีความหมายไม เฉพาะเจาะจงมักปรากฏอยูในโครงสรางองคประกอบสวนเหตุของกฎหมาย ซึ่งเปนเรื่องการ ตีความกฎหมายและปรับขอเท็จจริงที่เกิดขึ้นเขากับขอกฎหมายที่ตีความ โดยแนวความคิดของ ศาลปกครองเยอรมันเห็นวาศาลปกครองมีอํานาจอยางสมบูรณในการตรวจสอบการตีความ ถอยคําทางกฎหมาย กลาวอีกนัยหนึ่งอํานาจดังกลาวไมถือวาเปนอํานาจดุลพินิจของฝาย ปกครอง โดยศาลปกครองเยอรมันไดอางอิงรัฐธรรมนูญ มาตรา 19 วรรค 4 และตีความวาเปน การใหหลักประกันในการคุมครองสิทธิทางกฎหมายแกประชาชน34 ศาลปกครองจึงมีอํานาจ ควบคุมตรวจสอบการใชการตีความกฎหมายของฝายปกครองภายใตถอยคําทางกฎหมายที่มี ความหมายไมเฉพาะเจาะจงไดทั้งหมด โดยไมผูกพันกับมาตรฐานแนวการตีความของฝาย ปกครอง ศาลมีอํานาจตีความแตกตางไปจากฝายปกครองได ซึ่งกรณีดังกลาวแมจะกอใหเกิด ความเหลื่อมล้ําระหวางผูใชสิทธิทางศาลกับผูไมไดใชสิทธิทางศาลก็เปนสภาวะที่ตองยอมรับ35 จากที่กลาวมาสามารถสรุปไดวาโดยหลักแลวศาลปกครองเยอรมันมีอํานาจ ควบคุมการตีความบทบัญญัติของกฎหมายในกรณีถอยคํามีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปน เรื่องทางเทคนิควิชาการไดทั้งหมด ทั้งนี้โดยศาลปกครองเยอรมันเห็นวากรณีดังกลาวเปนกรณีที่ จะตองประกันการควบคุมตรวจสอบความชอบดวยกฎหมายของการกระทําของฝายปกครองและ ตองรักษาไวซึ่งอํานาจผูกขาดขององคกรตุลาการในการตีความกฎหมาย36 หรือกลาวอีกนัยหนึ่ง ไดวากรณีนี้ฝายปกครองยอมไมมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย 34 บรรเจิด สิงคะเนติ, อางแลว เชิงอรรถที่ 9, น.63, see also Mahendra P. Singh, supra note 1, p. 178. 35 กมลชัย รัตนสกาววงศ, อางแลว เชิงอรรถที่ 8, น.274. 36 จันทจิรา เอี่ยมมยุรา, วรเจตน ภาคีรัตน และคณะ, รายงานการศึกษาวิจัยเรื่อง วิเคราะหคําพิพากษาคดีปกครองของศาลปกครองตางประเทศ, (กรุงเทพมหานคร : สํานักงานศาล ปกครอง, 2549), น.264.
54 ขอยกเวนของหลักนี้เกิดขึ้นภายใตการใชการตีความถอยคําที่ไมเฉพาะเจาะจงซึ่ง เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ ที่ตองนํามาตีแผใหความหมายเพิ่มเติมในทางวิชาการหรือทางความ เชี่ยวชาญเฉพาะดานหรือหลาย ๆ ดานรวมกัน ซึ่งในกรณีเชนนี้ความผูกพันทางกฎหมายของฝาย ปกครองจะมีลักษณะสัมพัทธ37 และยอมกลาวไดวาในกรณียกเวนนี้ ฝายปกครองมีอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัย โดยศาลจะเขาไปตรวจสอบแตเพียงวาขอบเขตและขอจํากัดของดุลพินิจวินิจฉัย ดังกลาวไดรับการเคารพแลว38 อยางไรก็ตามนักวิชาการเยอรมันยังคงมีขอถกเถียงในประเด็นนี้และยังไมมีขอยุติ ที่ชัดเจน โดยความเห็นทางวิชาการของนักกฎหมาย เกี่ยวกับอํานาจของศาลในการควบคุมการ ตีความกฎหมายบางเรื่องวาเปนกรณีที่ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยหรือไมแบงออกเปน 3 ฝาย ดังนี้39 ความเห็นฝายแรก เปนความเห็นที่ไดรับการยอมรับกันมาก คือ ความเห็นที่วา การควบคุมการใชและการตีความกฎหมายในกรณีของถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่ เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะดานหรือหลาย ๆ ดานรวมกันนั้น ศาล ปกครองถูกจํากัดอํานาจในการควบคุมตรวจสอบลง เนื่องจากเปนเรื่องที่ศาลปกครองไมมีความรู ความเชี่ยวชาญและไมอยูในฐานะที่จะทบทวนคําวินิจฉัยตาง ๆ ได จึงจําเปนตองยอมรับการ วินิจฉัยของฝายปกครองในเรื่องดังกลาวใหฝายปกครองประเมินเนื้อหาความหมายหรือตีความ ถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงประเภทนี้ดวยความรูของฝายปกครองเอง โดยศาลจะไม เขาไปทบทวนอีก40 ความเห็นฝายที่สอง ซึ่งสวนใหญเปนความเห็นและแนวคําพิพากษาของศาล ปกครองเยอรมัน มีความเห็นวาหากเปนถอยคําของบทบัญญัติของกฎหมายแลวแมจะเปนกรณีที่ กฎหมายใชถอยคําที่ไมเฉพาะเจาะจง ไมวาจะเปนถอยคําไมเฉพาะเจาะจงประเภททางขอเท็จจริง หรือทางเทคนิควิชาการก็เปนเรื่องขอกฎหมายทั้งสิ้น เนื่องจากเปนเรื่องการตีความกฎหมายจึงอยู 37 บรรเจิด สิงคะเนติ, อางแลว เชิงอรรถที่ 9, น.63-64. 38 Ulla Held-Daab, supra note 27, p.20. 39 วรเจตน ภาคีรัตน, อางแลว เชิงอรรถที่ 3, น.82. 40 กมลชัย รัตนสกาววงศ, อางแลว เชิงอรรถที่ 8, น.275.
55 ในการควบคุมตรวจสอบของศาลอยางสมบูรณ41 ศาลจึงไมจําตองผูกพันตามการตีความของฝาย ปกครอง ความเห็นฝายที่สาม มีความเห็นวาการปรับขอเท็จจริงใหเขากับองคประกอบของ กฎหมายกรณีกฎหมายเปนถอยคําที่มีความหมายไมเจาะจง ยอมถือวาเปนความประสงคของ องคกรฝายนิติบัญญัติที่จะมอบอํานาจใหฝายปกครองไปปรับใชกฎหมายใหเหมาะสมกับ ขอเท็จจริงเฉพาะกรณี ๆ ไป อํานาจดุลพินิจของฝายปกครองจึงอาจปรากฏอยูในโครงสรางสวน องคประกอบของกฎหมายได42 ซึ่งแนวคิดนี้แมจะมีการใหเหตุผลเพิ่มเติมจากแนวความเห็นฝายที่ หนึ่งแตก็มีผลไปในทางเดียวกับแนวความเห็นที่หนึ่งที่วาฝายปกครองยอมมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย อยางไรก็ตามถอยคําที่จะถือวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยนั้น ตอง ไมใชกรณีที่เปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงทั่ว ๆ ไป เชน “ความมั่นคงของสาธารณะ” “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” “ประโยชนสาธารณะ” เพราะการตีความถอยคําที่มีความหมายไม เฉพาะเจาะจงเหลานี้ถือเปนภารกิจที่สําคัญในการควบคุมของศาล อยางไรก็ตามจากการศึกษาก็ พบวามีคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดบางคําพิพากษาที่ยอมใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัย ทั้ง ๆ ที่ถอยคําทางกฎหมายก็เปนเพียงถอยคําทางกฎหมายทั่ว ๆ ไป เชน คําวา “หากมี ความจําเปนอยางยิ่งเพื่อประโยชนของรัฐ”43 ดุลพินิจวินิจฉัยอาจมีไดในกรณีที่กฎหมายยอมรับ ความสามารถพิเศษหรือกรณีที่องคกรผูมีอํานาจมีคุณสมบัติพิเศษที่จะประเมินไดอยางเหมาะสม ถึงคุณภาพและความเสี่ยงของเรื่องตาง ๆ ที่เกี่ยวของ44 3.1.4.2 ตัวอยางแนวคําพิพากษาที่ยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของ ฝายปกครอง กรณีที่ศาลปกครองยอมรับวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยโดยไมเขาไป ทบทวนเนื้อหาการวินิจฉัยของฝายปกครองภายใตถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไม เฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการซึ่งถือวาเปนขอยกเวนของหลักที่วาฝายปกครองไมมี 41 สมยศ เชื้อไทย, อางแลว เชิงอรรถที่ 5, น.235. 42 วรเจตน ภาคีรัตน, อางแลว เชิงอรรถที่ 3, 84. 43 คําพิพากษาศาลปกครองแหงสหพันธ BverwG JZ 1995, 510, อางใน Martina Künnecke, Tradition and Change in Administrative Law : An Anglo-German comparison, (Barlin: springer, 2007) p. 113. 44 Ulla Held-Daab, supra note 27, p. 20.
56 อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในโครงสรางองคประกอบสวนเหตุของกฎหมาย พอสรุปแนวคําพิพากษา และหลักเกณฑที่ศาลยอมรับดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองไดดังนี้45 3.1.4.2.1 การวินิจฉัยเรื่องการสอบ การตรวจขอสอบและการ ประเมินผลการสอบ ศาลปกครองยอมรับมาโดยตลอดวาอํานาจในการวินิจฉัยเรื่องการสอบ การตรวจขอสอบและการประเมินผลสอบเปนกรณีที่ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย โดยมี เหตุผลมาจากเรื่องการไมอาจกระทําซ้ําใหเหมือนเดิมได เพราะยอมไมสามารถสรางสถานการณ แบบเดิมซ้ําอีกไดและการใหคะแนนของผูตรวจขอสอบยอมตองเปรียบเทียบกับบุคคลอื่น ๆ ดวย ตัวอยางคําพิพากษาที่ศาลไดวางหลักการไปในแนวเดียวกันกับเรื่องนี้ เชน คดีคณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพไวน 46 ขอเท็จจริง ผูฟองคดีไดยื่นคํารองตอผูถูกฟองคดีตามมาตรา 12 แหงรัฐบัญญัติวา ดวยไวนใหจัดอันดับคุณภาพไวนของตนใหอยูในระดับ “Auslese” ซึ่งผูถูกฟองคดีไดให คณะกรรมการคณะหนึ่งซึ่งประกอบดวยผูเชี่ยวชาญจํานวนสี่คนและเปนคณะกรรมการที่ไดรับการ จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 1 แหงกฎของสหภาพยุโรปดําเนินการตรวจสอบคุณภาพไวน หลังตรวจสอบ แลวคณะกรรมการชุดดังกลาวมีความเห็นวาไวนที่ผูฟองคดีนํามาใหตรวจสอบนั้นไมครบเงื่อนไขที่ จะจัดใหอยูในระดับ “Auslese” และไดจัดระดับคุณภาพไวนดังกลาวใหอยูในระดับ “spätlese” ผู ฟองคดีจึงฟองตอศาลปกครองขอใหศาลสั่งใหผูถูกฟองคดีจัดระดับไวนของตนใหอยูในระดับ “Auslese” ผูถูกฟองคดีไดโตแยงคําฟองของผูฟองคดีโดยใหเหตุผลดวยวาการจัดระดับคุณภาพ ไวนเปนการกระทําที่ถือวาเปน “แดนวินิจฉัย” ซึ่งศาลปกครองไมสามารถเขามาควบคุมตรวจสอบ ได หรืออาจกลาวไดวาเปนกรณีที่ผูถูกฟองคดีมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย คําพิพากษา เบื้องตนศาลปกครองไดวิเคราะหเกณฑในการวินิจฉัยวา ตามมาตรา 12 วรรคหนึ่งประโยคที่สองของรัฐบัญญัติวาดวยไวนไดวางหลักเกณฑเกี่ยวกับคุณภาพของไวนแตละ ระดับโดยคํานึงถึงคุณสมบัติของไวน ซึ่งสามารถพรรณนาใหมีลักษณะเปนภาวะวิสัยได โดยใช เกณฑดังกลาวไปวินิจฉัยกับขอเท็จจริงเฉพาะกรณีวาไวนที่นํามาตรวจสอบนั้นมีคุณสมบัติตามที่ 45 กมลชัย รัตนสกาววงศ, อางแลว เชิงอรรถที่ 8, น.277. 46 คําพิพากษาศาลปกครองแหงสหพันธ BVerwGE 94, 307, อางใน จันทจิรา เอี่ยม มยุรา, วรเจตน ภาคีรัตน และคณะ, อางแลว เชิงอรรถที่ 36, น.267-269.
57 กําหนดไวหรือไม โดยเกณฑในการตรวจสอบคุณภาพไวนดังที่กลาวมาไมไดบงชี้ถึงเอกสิทธิ์ในการ คาดการณ (Einschätzungsprärogative) หรือดุลพินิจในการวางแผนของฝายปกครองเลย เกณฑดังกลาวไมไดเกี่ยวของกับการสนับสนุนหรือการขัดขวางรสนิยมในการดื่มไวน แตเกณฑ ดังกลาวเปนเกณฑที่มีขึ้นเพื่อพิสูจนยืนยันวาไวนที่นํามาตรวจสอบนั้นมีคุณสมบัติครบถวนตามที่ กฎหมายกําหนดไวหรือไม บทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องดังกลาวไมมีองคประกอบใดที่อาจสืบ สาวออกมาไดวาเกี่ยวของกับเอกสิทธิ์ในการคาดการณของฝายปกครอง อยางไรก็ตาม ตอง ยอมรับโดยไมมีขอสงสัยวาการวินิจฉัยถึงการดํารงอยูของคุณลักษณะทั่วไปของไวนที่เปน คุณลักษณะในการนํามาจัดระดับนั้นเปนเรื่องที่ซับซอนอยางมาก เนื่องจากกรณีดังกลาวเกี่ยวพัน กับการพิสูจนยืนยันรสชาติและกลิ่นของไวนซึ่งกระทําไดโดยใชประสาทสัมผัสเทานั้น แนนอนวา การประเมินคาดังกลาวเปนเรื่องที่โดยสภาพแลวมีความเปนอัตวิสัยอยูในระดับหนึ่ง ความ เชี่ยวชาญตลอดจนประสบการณเทานั้นที่จะชวยลดความเปนอัตวิสัยลงได ความเชี่ยวชาญและ ประสบการณยอมจําเปนที่จะชวยวินิจฉัยในกรณีที่มีความใกลเคียงกันของระดับคุณภาพของไวน อยางไรก็ตามหากพิเคราะหจากแนวคําพิพากษาของศาลปกครองแหงสหพันธแลวจะเห็นไดวาที่ กลาวมาทั้งหมดนี้ยังไมเพียงพอที่จะทําใหศาลตองยอมรับวากรณีนี้เปนกรณีที่ฝายปกครองมี “แดนวินิจฉัย” (เปรียบเทียบกับคําพิพากษาของศาลปกครองแหงสหพันธ Urteil des Senats vom 1 März 1990 BverwG 3 C 50.86) เพราะไมวาจะพิจารณาจากความจําเปนในความรูที่ตองใชใน การประเมินคาหรือความซับซอนของขอเท็จจริงที่จําเปนที่จะตองใชผูเชี่ยวชาญก็ยังไมเพียง พอที่จะยอมรับไดวาฝายนิติบัญญัติตองการหามมิใหศาลเขาไปตรวจสอบการใชอํานาจดังกลาว ตามรัฐบัญญัติวาดวยไวนมาตรา 14 วรรคหนึ่ง ประโยคที่หนึ่ง ประกอบ กับมาตรา 5 วรรคสามแหงกฎหมายลําดับรองวาดวยไวน อํานาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับคุณภาพ ของไวนอยูที่หนวยงานทางปกครองของมลรัฐไมไดอยูที่คณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพไวน ถึงแมหนวยงานทางปกครองของมลรัฐจะวินิจฉัยตามผลการตรวจสอบของคณะกรรมการ ตรวจสอบคุณภาพไวนไดก็ตาม แตตามมาตรา 5 วรรคสามประโยคที่สามแหงกฎหมายลําดับรอง วาดวยไวน หนวยงานทางปกครองของมลรัฐก็สามารถใหมีการตรวจสอบไวนไดอีกครั้งหนึ่ง ตลอดจนมีอํานาจในการขอเอกสารที่เกี่ยวของกับคุณภาพไวนมาพิสูจนยืนยันได ยิ่งกวานั้น หลังจากที่มีการปฏิเสธคํารองเกี่ยวกับการจัดคุณภาพไวนและการปฏิเสธมีผลเด็ดขาดแลว หนวยงานทางปกครองของมลรัฐอาจจะจัดใหมีการตรวจสอบคุณภาพไวนขึ้นในเวลาใดๆก็ได ภายหลังจากนั้น กฎเกณฑนี้บงชี้วาผลของการตรวจสอบคุณภาพไวนตลอดจนการวิเคราะห คุณภาพไวนเปนเพียงความเห็นที่อยูในขั้นตอนของการตระเตรียมสําหรับการวินิจฉัยของ
58 หนวยงานทางปกครองที่มีอํานาจหนาที่ในเรื่องดังกลาวเทานั้น โดยมิไดมีผลกระทบตออํานาจใน การตรวจสอบและอํานาจวินิจฉัยของหนวยงานทางปกครองแตอยางใด การวินิจฉัยคุณภาพของไวนจะเปนกรณีของ “แดนวินิจฉัย” ของฝาย ปกครองไดก็ตอเมื่อไวนที่นํามาตรวจสอบคุณภาพนั้นถูกตรวจสอบเปรียบเทียบกับไวนอื่น ๆ จํานวนมาก และมีลักษณะเปนการแขงขันในดานคุณภาพไวน กลาวอีกนัยหนึ่งเปนกรณีที่อยูใน สถานการณของการแขงขัน ซึ่งหลังจากการแขงขันผานพนไปแลวเราไมอาจนําไวนดังกลาวกลับ ไปสูสถานการณเดิมที่มีการแขงขันไดอีก กรณีเชนนี้จึงตองถือเปนเรื่อง “แดนวินิจฉัย” ของฝาย ปกครอง แตกฎเกณฑดังกลาวไมปรากฏทั้งในกฎหมายของประชาคมและกฎหมายวาดวยไวนของ เยอรมัน ความเห็นของผูเขียน จากคําพิพากษาที่ยกมาจะเห็นไดวาแมคดีนี้ศาลจะพิพากษาวาฝาย ปกครองไมมี “ดุลพินิจวินิจฉัย” หรือที่ศาลปกครองเยอรมันใชคําวา “แดนวินิจฉัย” ตามที่ฝาย ปกครองยกขึ้นเปนขอตอสู อยางไรก็ตามศาลไดวางหลักการที่จะทําใหฝายปกครองมี “ดุลพินิจ วินิจฉัย” ไวในคําพิพากษาฉบับนี้ดวยวากรณีที่จะถือวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยตอง เปนกรณีที่การตรวจสอบไวนดังกลาวอยูในสถานการณของการแขงขัน ซึ่งหลักการที่ศาลอธิบาย ไวในคําพิพากษานี้เปนการยืนยันแนวคําวินิจฉัยที่มีมากอนหนานี้ในเรื่องการสอบ การ ตรวจขอสอบและการประเมินผลการสอบ โดยในคดีนี้ศาลไดขยายกรณีที่ฝายปกครองจะมี “ดุลพินิจวินิจฉัย” ไปถึงกรณีที่อยูในสถานการณของการแขงขันอื่น ๆ ดวย (กรณีนี้คือการแขงขันใน ดานคุณภาพไวน) อันมีเหตุผลเบื้องหลังอยางเดียวกัน คือ การไมอาจกระทําซ้ําใหเหมือนเดิมได เพราะยอมไมสามารถสรางสถานการณแบบเดิมซ้ําอีกไดและการใหคะแนนของกรรมการยอมตอง เปรียบเทียบกับบุคคลอื่น ๆ ดวย อยางไรก็ตามแมศาลปกครองสูงสุดจะยืนยันแนวคําพิพากษาที่ถือวา ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในแนวนี้มาอยางตอเนื่อง แตศาลรัฐธรรมนูญกลับมีคํา วินิจฉัยในกรณีเกี่ยวกับการสอบแตกตางออกไปจากศาลปกครองสูงสุด ในคําวินิจฉัยขอสอบ ปรนัย (Multiple Choice Exam decision)47 เปนกรณีที่นักศึกษาแพทยซึ่งสอบไมผานการทดสอบ 47 BVerfGE 84,59 (1991), อางใน T. Zwart, “The Scope of Review of
59 ที่จัดขึ้นโดยรัฐ ไดยื่นคําฟองตอศาลรัฐธรรมนูญวาถูกละเมิดสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 19(4) เนื่องจากศาลปกครองปฏิเสธที่จะตรวจสอบวาขอสอบปรนัยบางขอมีปญหาความไมชอบดวย กฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวา “เมื่อศาลปกครองไมประสงคที่จะเขาไปตรวจสอบการสอบที่ ผานมาตามความประสงคของผูรองก็เทากับการปฏิเสธสิทธิของผูรองที่จะไดรับการเยียวยาอยางมี ประสิทธิภาพ โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นวาสิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 19(4) ไมไดมีความหมาย เพียงการเขาถึงศาลเทานั้น แตหมายรวมถึงการไดรับการเยียวยาจากศาลอยางมีประสิทธิภาพ ดวย ซึ่งสงผลใหศาลควรทําหนาที่ในการตรวจสอบอยางเขมขนทั้งขอกฎหมายและขอเท็จจริงที่ เกี่ยวกับคําสั่งที่ถูกโตแยงและไมใชการยอมเชื่องาย ๆ ตามคําวินิจของฝายปกครอง ดังนั้น ขอบเขตของอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองที่เกี่ยวของกับการสอบควรมีอยูอยางจํากัดอยางมาก ไมเชนนั้นคงเปนไปไมไดที่จะใหหลักประกันในการควบคุมตรวจสอบโดยศาลอยางมีประสิทธิภาพ ศาลถูกคาดหมายใหควบคุมตรวจสอบฝายปกครองวาไดยึดถือใหเปนไปตามมาตรฐานของ กฎเกณฑ เทาที่การสอบทางแพทยเกี่ยวพันถึง ศาลควรตองตรวจสอบวาคําถามตาง ๆ สามารถ เขาใจได มีความชัดเจนและไมเปดใหมีขอถกเถียง คําถามที่ไมเปนไปตามมาตรฐานเหลานี้ยอมไม ชอบดวยกฎหมาย เปนหนาที่ของศาลปกครองที่จะตองตรวจสอบการกระทําตาง ๆ เหลานี้ และ ถาจําเปนก็ตองใหผูเชี่ยวชาญชวย” โดยคําวินิจฉัยนี้ไดทําใหเกิดขอถกเถียงในแวดวงวิชาการ กฎหมายปกครองในประเทศเยอรมันเปนอยางมากวาขอบเขตในการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยของฝายปกครองโดยศาลปกครองเกี่ยวกับการสอบจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยคําพิพากษาของ ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม อยางไรก็ตามจากขอมูลเทาที่คนควาได ผูเขียนพบวาศาลปกครองสูงสุด ยังไมมีการเปลี่ยนแปลงแนวคําวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องนี้แตอยางใด 3.1.4.2.2 การวินิจฉัยและประเมินคาเกี่ยวกับผลงานและ ความสามารถของขาราชการโดยผูบังคับบัญชารวมทั้งคําวินิจฉัยเกี่ยวกับนโยบายทางการ ปกครอง คดีประเภทนี้ก็เปนอีกประเภทหนึ่งที่ศาลปกครองเยอรมันยอมรับวาเปน กรณีที่ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย โดยมีเหตุผลมาจากเรื่องการที่ไมมีใครที่จะอยูใน Administrative Action from a Comparative Perspective”, National Courts and the Standard of Review in Comparative Law and Economic Regulation,(Europa Law Publishing: 2009), p.27.
60 ฐานะที่จะทําการประเมินผลดังกลาวแทนผูบังคับบัญชาได ตัวอยางคําพิพากษาที่ศาลไดวาง หลักการไปในแนวเดียวกันกับเรื่องนี้ เชน คดีการประเมินผลการปฏิบัติรัฐการ48 ขอเท็จจริง ผูฟองคดีเปนเจาหนาที่ตรวจสอบภาษีอากรตั้งแตวันที่ 1 ธันวาคม 1946 ในป 1952 ไดรับแตงตั้งเปนขารัฐการประจําของมลรัฐผูถูกฟองคดี หลังจากที่ไดปฏิบัติหนาที่ใน หนวยงานทางการเงินของมลรัฐผูถูกฟองคดีหลายหนวยงานและในทายที่สุดไดรับแตงตั้งใหปฏิบัติ หนาที่ในหนวยงานทางการเงินทางตอนใตหนวยงานหนึ่ง ในรายงานผลการประเมิน ความสามารถในการปฏิบัติงานระหวาง ค.ศ.1950-1959 ปรากฏวาผูฟองคดีไดรับการประเมินใน ระดับเฉลี่ย (พอใช) ผูฟองคดีไมเห็นดวยกับการประเมินดังกลาว จึงฟองคดีตอศาลปกครองขอให ศาลพิจารณาแกไขผลการประเมินการปฏิบัติงานใหเปน “สูงกวาระดับเฉลี่ยอยางมาก” คําพิพากษา การตรวจสอบการประเมินผลการปฏิบัติงานของขารัฐการโดยศาล ปกครองนั้น ศาลไมสามารถเขาไปประเมินผูฟองคดีวามีบุคลิกหรือสภาพในทางสวนตัวและมี ความสามารถเกี่ยวกับงานในตําแหนงอยางไร ไมสามารถเขาไปควบคุมตรวจสอบการประเมินผล การปฏิบัติโดยผูบังคับบัญชาไดเต็มที่และยิ่งไมสามารถใชดุลพินิจแทนผูบังคับบัญชาของผูฟองคดี ได กลาวอีกนัยหนึ่งการควบคุมตรวจสอบโดยศาลปกครองนั้นมีขอจํากัด อันเนื่องมาจากการ ประเมินดังกลาวเปนการประเมินคุณคาที่เชื่อมโยงอยูกับบุคลิกลักษณะสวนบุคคลของผูถูก ประเมิน การประเมินและการตัดสินใจของผูบังคับบัญชาวาผูใตบังคับบัญชามีความสามารถใน ระดับใด ไมอาจใชวิธีการปรับขอเท็จจริงเขากับองคประกอบในทางกฎหมายได นอกจากนี้ ความสามารถและผลงานของผูปฏิบัติงานยังไมอาจวัดหรือประเมินไดเพียงแตอาศัยเกณฑทั่วไปที่ รับสืบทอดกันมาในแวดวงอาชีพขารัฐการแตประการเดียว การวินิจฉัยผลการปฏิบัติงานของขารัฐ การแตละคนขึ้นอยูกับขอเรียกรองเฉพาะตําแหนงที่ขารัฐการผูนั้นดํารงตําแหนงอยู ตลอดจนขอ เรียกรองในสายการปฏิบัติงานของขารัฐการผูนั้นดวย การประเมินวาขารัฐการผูนั้นมีผลการ ปฏิบัติงานในระดับเฉลี่ย ต่ํากวาเฉลี่ย หรือสูงกวาเฉลี่ย เปนเรื่องของผูบังคับบัญชา เฉพาะแต ผูบังคับบัญชาเทานั้นที่จะประเมินคุณคาของการปฏิบัติงานโดยคํานึงถึงหลักเกณฑตาง ๆ ได 48 คําพิพากษาศาลปกครองแหงสหพันธ BVErwGE 21, 127, อางใน จันทจิรา เอี่ยมมยุรา, วรเจตน ภาคีรัตน และคณะ, อางแลว เชิงอรรถที่ 36, น.270-271.
61 ศาลปกครองมีอํานาจแตเพียงตรวจสอบความชอบดวยกฎหมายของการประเมินเทานั้นวา ผูบังคับบัญชาตีความกฎเกณฑในการประเมินถูกตองหรือไม หรือประเมินผลบนฐานของ ขอเท็จจริงที่ถูกตองหรือไม หรือไดนําเอาขอเท็จจริงอื่นใดที่ไมเกี่ยวของกับการประเมินเขามารวม พิจารณาดวยหรือไม ความเห็นของผูเขียน จากคําพิพากษาที่ยกมาแสดงใหเห็นอยางชัดเจนวาศาลปกครองเห็นวา การประเมินผลการปฏิบัติงานของขารัฐการนั้นเปน “ดุลพินิจวินิจฉัย” ของฝายปกครอง ศาลไมอยู ในฐานะที่จะเขาไปตรวจสอบการประเมินดังกลาวได อันมาจากเหตุผลที่การประเมินผลการ ปฏิบัติงานของขารัฐการตองคํานึงถึงหลักเกณฑตาง ๆ จํานวนมากและมีเพียงผูที่อยูในตําแหนง ผูบังคับบัญชาของขารัฐการนั้น ๆ เทานั้นที่จะสามารถประเมินผลงานของผูใตบังคับบัญชาได ศาลจึงไมสามารถเขาไปควบคุมตรวจสอบการประเมินผลการปฏิบัติงานโดยผูบังคับบัญชาได เต็มที่ และยิ่งไมสามารถใชดุลพินิจแทนผูบังคับบัญชาได 3.1.4.2.3 คําวินิจฉัยของคณะกรรมการอิสระที่ประกอบขึ้นจาก กลุมตาง ๆ หรือ คณะกรรมการที่ประกอบดวยผูมีความรู มีประสบการณหลายๆดาน หรือเปนผูเชี่ยวชาญตางๆ การที่ศาลปกครองยอมรับวาคณะกรรมการอิสระที่ประกอบขึ้นจากกลุม ตาง ๆ หรือคณะกรรมการที่ประกอบดวยผูมีความรูมีประสบการณหลาย ๆ ดานหรือเปน ผูเชี่ยวชาญตาง ๆ มีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย มาจากเหตุผลที่วาไมอาจนําเอาคําวินิจฉัยอื่นมา ทดแทนได เชน การตรวจสอบภาพยนตรวาเปนอันตรายตอเด็กและเยาวชนหรือไมของ คณะกรรมการตรวจสอบภาพยนตร (Bundesprüfstelle) อีกทั้งกรณีดังกลาวยอมเปนความ ประสงคอยางชัดแจงของฝายนิติบัญญัติที่จะใหการประเมินคาของคณะกรรมการนี้เปนที่สุด ตัวอยางคําพิพากษาที่ศาลไดวางหลักการไปในแนวเดียวกันกับเรื่องนี้ เชน ตัวอยาง คดีคณะกรรมการตรวจสอบสิ่งพิมพที่เปนอันตรายตอเด็กและ เยาวชน49 ขอเท็จจริง คดีนี้เปนกรณีที่มีการฟองขอเพิกถอนมติของคณะกรรมการตรวจสอบ สิ่งพิมพที่เปนอันตรายตอเด็กและเยาวชน ที่ไดใชอํานาจตีความบทบัญญัติในโครงสราง 49 BVerwGe 39,197 (203 f.), อางใน กมลชัย รัตนสกาววงศ, อางแลว เชิงอรรถที่ 8, น.292-293.
62 องคประกอบสวนเหตุของกฎหมายวาดวยสิ่งตีพิมพที่เปนอันตรายตอผูเยาว (GjS) ที่มีถอยคําวา “เปนอันตรายตอเด็กและเยาวชน” และมีประเด็นที่ศาลตองวินิจฉัยวา คณะกรรมการมีอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยในการตีความถอยคําดังกลาวหรือไม คําพิพากษาของศาล ศาลปกครองสหพันธรัฐเห็นวาคณะกรรมการตรวจสอบสิ่งพิมพที่เปน อันตรายตอเด็กและเยาวชน ประกอบดวยกรรมการหลายสาขาตามมาตรา 9 GjS คณะกรรมการ ชุดนี้ประกอบดวยบุคคลที่แตงตั้งโดยรัฐมนตรีวาการกระทรวงเยาวชนครอบครัวและสุขภาพของ สหพันธรัฐเปนประธาน บุคคลที่แตงตั้งโดยรัฐบาลของมลรัฐ มลรัฐละ 1 คน และยังมีบุคคลที่ รัฐมนตรีวาการกระทรวงเยาวชน ครอบครัวและสุขภาพของสหพันธรัฐแตงตั้งมาเปนกรรมการ กรรมการที่มาจากสาขาศิลปะ วรรณคดี ผูจําหนายหนังสือ ผูพิมพหนังสือ สมาคมเด็กและเยาวชน หนวยงานสวัสดิการเด็กและเยาวชน ครูอาจารยและสถาบันทางศาสนา ซึ่งจะเห็นไดวามาตรา 9 GjS กําหนดใหคณะกรรมการดังกลาวมาจากบุคคลหลากหลายสาขาอาชีพของสังคม จึงเปน หลักประกันวาคําวินิจฉัยของคณะกรรมการที่ไดผานการพิจารณาจากกรรมการนานาทัศนะของ สังคม ดังนั้นจึงไมอาจหาคําวินิจฉัยอื่นมาแทนได จะมีขอโตแยงมากหากศาลปกครองมีอํานาจใน การตรวจสอบคําวินิจฉัยของคณะกรรมการชุดนี้ โดยหาผูเชี่ยวชาญศาลมาตรวจสอบใหความเห็น แลวนํามาเปนคําวินิจฉัยแทน จึงไดขอสรุปวาคําวินิจฉัยของคณะกรรมการซึ่งประกอบขึ้นจาก กรรมการหลายคนที่มีความอิสระ ไมมีสวนไดเสีย มาจากตัวแทนของแตละหนวยงานและมีคํา วินิจฉัยเปนของตนเอง เชนนี้แลวคณะกรรมการชุดดังกลาวก็จะมีดุลพินิจอิสระที่จะประเมิน ความหมายของคําวา “เปนอันตรายตอเด็กและเยาวชน” ในสวนองคประกอบของกฎหมาย ความเห็นของผูเขียน จากคําพิพากษาที่ยกมาแสดงใหเห็นวาศาลยอมรับวาคณะกรรมการ ตรวจสอบสิ่งพิมพที่เปนอันตรายตอเด็กและเยาวชนมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในการตีความถอยคํา ในองคประกอบสวนเหตุของกฎหมาย ซึ่งรวมไปถึงคําวินิจฉัยของคณะกรรมการที่มีลักษณะ ทํานองเดียวกันนี้ดวย เชน คณะกรรมการของสํานักงานสงเสริมภาพยนตร50 คณะกรรมการ ตรวจสอบความสมบูรณของผูที่จะเขารับราชการทหาร51 และรวมถึงคณะกรรมการรับสมัคร 50 BVerwGE 8. 272 : 116. : 17. 322 : 21. 184:DöV 1966. 419 (421), อางใน กมลชัย รัตนสกาววงศ, เพิ่งอาง, น.293. 51 BVerwGE 12. 20, อางใน กมลชัย รัตนสกาววงศ, เพิ่งอาง, น.293.
63 สถาปนิก52 นอกจากนี้ในกฎหมายปกครองที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ศาลปกครองชั้นตนเมืองสตุท การทยังเห็นวาสภาอุตสาหกรรมและการคา มีอํานาจดุลพินิจในการแตงตั้งผูมีความเชี่ยวชาญที่ ตองเปนผูมีความเหมาะสมและมีความรูพิเศษ ตามมาตรา 36I GewO ดวย53 3.1.4.3 ขอสรุปที่ไดจากการศึกษาแนวคําพิพากษาของศาลปกครอง เยอรมัน จากตัวอยางแนวคําพิพากษาของศาลปกครองเยอรมันที่ยกมาทั้งหมดแสดงให เห็นวาแมศาลปกครองเยอรมันจะวางหลักการไวในคําพิพากษาอยางตอเนื่องตลอดมาวาอํานาจ ดุลพินิจของฝายปกครองมีไดเฉพาะในโครงสรางสวน “ผลในทางกฎหมาย” เทานั้น ฝายปกครอง ไมมีอํานาจดุลพินิจในโครงสรางสวน “องคประกอบสวนเหตุในทางกฎหมาย” ไมวาบทบัญญัติของ กฎหมายจะใชถอยคําที่มีความหมายเฉพาะเจาะจงหรือไมก็ตาม แตศาลปกครองเยอรมันก็ได พัฒนาแนวความคิดวาดวย “แดนวินิจฉัย” ขึ้นเปนขอยกเวนหลักการดังกลาว ซึ่งเปนกรณีที่ศาล ถือวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจ หรือกลาวอีกนัยหนึ่งไดวาเปนกรณีที่ศาลถือวาฝายปกครองมี “ดุลพินิจวินิจฉัย” ดังปรากฏในตัวอยางคําพิพากษาที่ยกมา ซึ่งพอจะใชเปนแนวทางไดวาใน อนาคตหากมีคดีที่เกี่ยวกับการตีความบทกฎหมายที่ใชถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไม เฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการขึ้นสูการพิจารณาของศาลปกครองเยอรมัน กรณี ใดบางที่ศาลปกครองจะถือวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยและกรณีใดบางที่ศาลไมถือวา ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย 3.1.4.4 ขอบเขตการควบคุมดุลพินิจวินิจฉัยโดยศาลปกครอง ในกรณีที่ศาลปกครองยอมรับวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ศาลจะ เขาไปควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยดังกลาว วาอยูในขอบเขตดังตอไปนี้ หรือไม54 1) ฝายปกครองไดอาศัยพื้นฐานจากขอเท็จจริงที่ถูกตองและสมบูรณหรือไม 2) ฝายปกครองไดวินิจฉัยถอยคําที่ไมชัดเจนดังกลาวอยูในขอบเขตของ ถอยคํานั้น ๆ หรือไม 52 OVG Münster DVBI, 1974. 567 (569) : VGH Bad.- Württ. DöV 1963. 767 (768), อางใน กมลชัย รัตนสกาววงศ, เพิ่งอาง, น.293. 53 VG Stuttgart GewArchiv 1972. 294 f., อางใน กมลชัย รัตนสกาววงศ, เพิ่งอาง, น.293. 54 วิษณุ วรัญู และ คณะ, อางแลว เชิงอรรถที่ 6, น.30.
64 3) ฝายปกครองไดดําเนินการตามกระบวนการที่ไดกําหนดไวในเรื่องนั้น ๆ หรือไม 4) ฝายปกครองไดพิจารณาไตรตรองโดยอาศัยหลักเกณฑในเรื่องอื่นที่ไมใช ขอพิจารณาสําหรับเรื่องนั้นมาเปนเกณฑในการวินิจฉัยหรือไม 5) ฝายปกครองไดปรับขอเท็จจริงเขากับขอกฎหมายอยางถูกตองและ สมเหตุสมผลหรือไม เชนเดียวกับการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจตัดสินใจ ถาฝายปกครองใชอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยในการตีความถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจง ไปโดยไมอยู ในขอบเขตหรือขัดตอหลักเกณฑขอใดขอหนึ่งหรือหลายขอตามที่กลาวมา ยอมสงผลใหการใช อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยดังกลาวของฝายปกครองเปนการใชอํานาจดุลพินิจที่ไมชอบดวยกฎหมาย และศาลปกครองยอมมีอํานาจเพิกถอนคําสั่งทางปกครองที่ไมชอบดวยกฎหมาย55ดังกลาวได จากที่กลาวมาสามารถสรุปเปนหลักในการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ของฝายปกครองโดยศาลปกครองเยอรมันไดวา โดยหลักแลวศาลปกครองเยอรมันไมยอมรับวา ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ทั้งกรณีที่บทบัญญัติใชถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมาย ไมเฉพาะเจาะจงทั่วไปและถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทาง เทคนิควิชาการ โดยเหตุผลสําคัญมาจากการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 19(4) อยางไรก็ตาม ภายใตหลักการดังกลาวศาลปกครองเยอรมันก็ไดพัฒนาขอยกเวนวาดวย “แดนวินิจฉัย” ขึ้น นั่น คือ มีแนวคําพิพากษาบางประเภทที่ศาลปกครองยอมจํากัดอํานาจในการควบคุมตรวจสอบลง ซึ่งเทากับยอมใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย คดีประเภทนี้ ไดแก 1) การวินิจฉัยเรื่องการสอบ การตรวจขอสอบ การประเมินผลการสอบ และการประเมินในสถานการณการแขงขันที่มีลักษะเชนเดียวกับการสอบ 2) การวินิจฉัยและประเมินคาเกี่ยวกับผลงานและความสามารถของ ขารัฐการโดยผูบังคับบัญชา 3) คําวินิจฉัยของคณะกรรมการอิสระที่ประกอบขึ้นจากกลุมตาง ๆ หรือ คณะกรรมการที่ประกอบดวยผูมีความรู มีประสบการณหลาย ๆ ดาน หรือเปนผูเชี่ยวชาญตาง ๆ เนื่องจากไมอาจเอาคําวินิจฉัยอื่นมาทดแทนไดรวมทั้งคําวินิจฉัยเกี่ยวกับนโยบายทางการปกครอง อยางไรก็ตามกลุมคดีตาง ๆ ที่ยกมานี้ตองถือวาเปนกรณียกเวนหลักที่วาศาล 55 J. Rivero et J., อางใน วิษณุ วรัญู และคณะ, เพิ่งอาง, น. 83.
65 ปกครองเยอรมันมีอํานาจในการควบคุมการตีความบทบัญญัติในสวนโครงสรางสวนองคประกอบ ของกฎหมายไดทั้งหมดเทานั้น ไมอาจถือเปนหลักทั่วไปในการควบคุมตรวจสอบตรวจสอบ ดุลพินิจวินิจฉัยของศาลได ซึ่งจําเปนตองมีการศึกษาเพิ่มเติมตอไปวาศาลปกครองเยอรมันจะมี การตีความเพื่อขยายขอบเขตขอยกเวนนี้ใหกวางขึ้นมากไปกวานี้หรือไม 3.2 การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองโดยศาลยุติธรรมแหง สหภาพยุโรป ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป (The European Court of Justice) กอกําเนิดขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1951 อันเปนผลมาจากสนธิสัญญาของประเทศมหาอํานาจในยุโรป ที่ ไดรวมกันสถาปนาชุมชนเหล็กกลาและถานหินแหงสหภาพยุโรปขึ้น สนธิสัญญาดังกลาวไดมีการ ลงนามกัน ณ กรุงปรารีส56 ซึ่งไดมีการสรางองคกร สถาบันตาง ๆ ขึ้นหลายสถาบันและหนึ่งในนั้น คือ ศาลยุติธรรม (The Court of Justice) โดยในระยะแรกศาลยุติธรรมมีเขตอํานาจจํากัด ไดแก อํานาจในการพิจารณาคดีตาง ๆ ระหวางองคกรของสหภาพและรัฐสมาชิก และใหคําปรึกษาทาง กฎหมายแกรัฐสมาชิก เอกชนและองคกรตาง ๆ ของสหภาพยุโรปดวย เพื่อใหทุกฝายเคารพตอ สิทธิและพันธกรณีของสนธิสัญญาและขอบัญญัติตาง ๆของสหภาพยุโรป ตอมาเมื่อรัฐธรรมนูญเพื่อยุโรป (A Constitution for Europe) ไดมีผลบังคับใชเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2004 บทบัญญัติมาตรา I-29 ไดบัญญัติใหศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป ประกอบดวย ศาลสูงสุดแหงสหภาพยุโรป ซึ่งมีชื่อเรียกวา “ศาลยุติธรรมแหงยุโรป” (The European Court of Justice) และศาลชั้นตน (The General Court)57 โดยศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปมีอํานาจ หนาที่ในการพิพากษาคดีตาง ๆ ไดแก58 1) คดีขอความเห็นเกี่ยวกับการตีความกฎหมาย 2) คดี ฟองรองใหคูกรณีปฏิบัติตามพันธกรณี 3) คดีฟองขอใหบอกลางคําสั่ง 4) คดีฟองรองการละเวน 56 Anthony Arnull, The European Union and its Court of Justice, (Oxford University Press : New York, 1999), p.3. 57 อภิญญา เลื่อนฉวี, กฎหมายสหภาพยุโรป, (กรุงเทพมหานคร : วิญูชน, 2548), น. 68. 58 ผูสนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน Paul Craig, Grainne de Burca, The Evolution of EU Law, (Oxford University Press, 1999), pp.321-345.
66 การกระทําการ ทั้งนี้ในการฟองคดีตอศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปนั้นตองเปนไปตามเงื่อนไข ของวิธีพิจารณา ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปทําหนาที่พิจารณาคดีปกครองที่อยูในอํานาจหนาที่ โดยทั้ง ศาลชั้นตนและศาลสูงสุดประกอบดวยผูพิพากษาศาลละ 25 คน ซึ่งไดรับการแตงตั้งจากประเทศ สมาชิกของสหภาพยุโรปทั้ง 25 ประเทศ ในการพิจารณาพิพากษาคดีถึงแมศาลยุติธรรมแหง สหภาพยุโรปจะตองดําเนินการใหเปนไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ แตปฏิเสธไมไดวา แนวคิดของผูพิพากษาแตละคนยอมมีสวนสําคัญในการพิจารณาและพิพากษาคดี เมื่อองคคณะ ผูพิพากษาประกอบดวยผูพิพากษาที่มาจากประเทศซึ่งมีระบบกฎหมายและแนวคิดในการใชการ ตีความกฎหมายที่แตกตางกัน ในการพิจารณาคดีและทําคําพิพากษายอมเปนการสะทอนใหเห็น ถึงแนวคิดและปรัชญาทางกฎหมายของประเทศตาง ๆ การศึกษาแนวคําพิพากษาของศาล ยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง จึง เปรียบเสมือนการศึกษาภูมิปญญาทางกฎหมายอันทรงคุณคาที่มีพัฒนามาอยางยาวนานของ ประเทศตาง ๆ ในทวีปยุโรป ซึ่งผูเขียนเห็นวานาจะเปนประโยชนในการนํามาปรับใชในประเทศที่ ระบบกฎหมายปกครองยังอยูในชวงเริ่มตนของการพัฒนาเชนประเทศไทย 3.2.1 หลักทั่วไปในการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง ฐานที่มาทางกฎหมายในการควบคุมตรวจสอบดุลพินิจของฝายปกครองของศาลยุติธรรม แหงสหภาพยุโรปนั้นปรากฏอยูในรัฐธรรมนูญเพื่อยุโรปมาตรา 23059 ในการควบคุมตรวจสอบการ ใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง ที่อยูในอํานาจพิจารณาของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปนั้น ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปถือวา อํานาจดุลพินิจของฝายปกครองสามารถดํารงอยูไดทั้งใน โครงสราง “องคประกอบสวนเหตุในทางกฎหมาย” และโครงสรางสวน “ผลในทางกฎหมาย” ซึ่ง แนวคิดของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปเปนแนวคิดที่แตกตางไปจากศาลปกครองเยอรมันอยาง ชัดเจน กลาวคือ แนวคิดของศาลปกครองเยอรมันเกี่ยวกับการตีความถอยคําทางกฎหมายที่มี ความไมชัดเจน (Undefined legal concepts) และอํานาจตรวจสอบอยางเต็มที่ของศาลไมเปนที่ 59 The Constitution for Europe 2004 Article 230 “The Court of Justice shall review the legality of acts adopted jointly by the European Parliament and the Council, of acts of Council, of the Commission and of the European Central Bank, other than recommendations and opinions, and of acts of European Parliament intended to produce legal effects vis-à-vis third parties.”
67 รูจักในกฎหมายของสหภาพยุโรป60 ในการใหความหมายและการระบุขอบเขตของแนวคิดถอยคํา ที่ไมชัดเจนทางกฎหมาย (Undefined legal concepts) ที่ตองการความรูพิเศษหรือความ เชี่ยวชาญในทางเศรษฐกิจหรือเกี่ยวของกับเรื่องทางเทคนิค ทั้งศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปและ ศาลในประเทศของชาติสมาชิกอื่น ๆ ของสหภาพยุโรปลวนแสดงใหเห็นถึงการยอมรับตาม นโยบายทั้งของคณะกรรมการยุโรป (The European Commission) และฝายปกครองในประเทศ ตาง ๆ อันหมายถึงการยอมรับอํานาจดุลพินิจในสวนองคประกอบในทางกฎหมายที่กวางขึ้น 61 สําหรับศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปแลว การใชถอยคําทางกฎหมายที่ไมชัดเจนและอํานาจ ดุลพินิจเปนเพียงมุมมองสองดานของปรากฏการณทั่วไปที่ใหญกวา ซึ่งสามารถใหคําอธิบาย อยางกวาง ๆ ไดวา คือ เสรีภาพของฝายบริหารที่จะตัดสินหรือสั่งการตาง ๆ ดวยตนเอง62 หรืออาจ กลาวไดวาขณะที่สาระสําคัญของอํานาจดุลพินิจตัดสินใจคือ เสรีภาพในการเลือกมาตรการหรือ วิธีการใดวิธีการหนึ่งในหลาย ๆ วิธีการเพื่อดําเนินการใหบรรลุตามเจตนารมณของกฎหมาย สาระสําคัญของดุลพินิจวินิจฉัยคือเสรีภาพในการเลือกความเห็นใดความเห็นหนึ่งในบรรดา ความเห็นที่หลากหลายที่ลวนแลวแตชอบดวยเหตุผล เพื่อดําเนินการใหเปนไปตามเจตนารมณ ของกฎหมาย เมื่อศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปใหความหมายแกอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองวา หมายถึง เสรีภาพของฝายบริหารที่จะตัดสินใจหรือสั่งการตาง ๆ ตามอํานาจหนาที่ดวยตนเองและ อํานาจดุลพินิจดังกลาวสามารถดํารงอยูไดทั้งในสวนดุลพินิจวินิจฉัยและดุลพินิจตัดสินใจ แสดง ใหเห็นวาศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปมีแนวคิดไปในทางที่ยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝาย ปกครอง สงผลใหวิธีการควบคุมตรวจสอบดุลพินิจวินิจฉัยและดุลพินิจตัดสินใจของฝายปกครอง โดยศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปถูกปรับใชดวยหลักเกณฑเดียวกัน โดยไมมีการแยกระดับใน การตรวจสอบออกจากกันดังที่ปรากฏในแนวทางของศาลปกครองเยอรมัน แนวคําพิพากษาของ 60 Martina Künnecke, supra note 43, p.124. 61 Yutaka Arai-Takahashi, “Discretion in German Administrative Law : Doctrinal Discourse Revistied”, European Public Law, Volume 6, Issue I, p.79 (March 2000) 62 Jürgen Schwarze, European Administrative Law, ( Sweet and Maxwell : London, 2006), p.297.
68 ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปไดแสดงใหเห็นอยางชัดเจนและตอเนื่องถึงแนวคิดและหลักเกณฑที่ ศาลใชในการควบคุมดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง ซึ่งสรุปไดเปน 4 หลักเกณฑ คือ63 (1) การใชดุลพินิจดังกลาวเปนการใชดุลพินิจที่ผิดพลาดอยางชัดแจง หรือไม (Manifest error) (2) การใชดุลพินิจดังกลาวเปนการใชอํานาจหนาที่โดยไมชอบหรือไม (Misuse of power) (3) การใชดุลพินิจดังกลาวเปนการใชเกินขอบเขตของดุลพินิจดังกลาว หรือไม (Clear excess in the bound of discretion) (4) การใชดุลพินิจดังกลาวขัดตอหลักความไดสัดสวนหรือไม (Disproportionate) ในสวนตอไปผูเขียนจะไดศึกษาถึงแนวคําพิพากษาสําคัญที่ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป ใชเปนบรรทัดฐานในการควบคุมตรวจสอบดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง โดยผูเขียนจะ นําเสนอคําพิพากษาที่นาสนใจบางคําพิพากษา จากนั้นจะไดวิเคราะหแนวคําพิพากษาวามี เหตุผลและหลักกฎหมายรองรับอยางไร จากนั้นจะไดนําไปเปรียบเทียบกับแนวคําพิพากษาของ ศาลปกครองเยอรมัน เพื่อจะไดใชเปนฐานในการพิจารณาตอไปวา หากศาลปกครองไทยจะเลือก นําประสบการณของศาลทั้งสองมาปรับใชในการพิจารณาตัดสินคดี แนวคําพิพากษาของศาลใด จะเหมาะสมและเปนประโยชนตอประเทศไทยมากกวากัน 3.2.2 ตัวอยางคําพิพากษาสําคัญเกี่ยวกับการควบคุมการใชอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง จากการศึกษาแนวคําพิพากษาของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป ทําใหเห็นอยางชัดเจน วาศาลมีแนวคิดไปในทางยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง มาตั้งแตชวงแรกของ การจัดตั้งศาล โดยในคดีที่เกี่ยวกับการควบคุมดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองที่ขึ้นสูการ พิจารณาของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปในชวงแรกนั้น ศาลจะเขาไปควบคุมตรวจสอบการใช อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองนอยมาก ซึ่งศาลใหเหตุผลวาเปนกรณีที่ฝายปกครองมี อํานาจดุลพินิจศาลจึงมีอํานาจตรวจสอบอยางจํากัด อยางไรก็ตามในชวงหลังแนวคําพิพากษา เกี่ยวกับการควบคุมอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปก็มีการเปลี่ยนแปลง อยางมีนัยสําคัญโดยมีแนวโนมที่ศาลจะเขาไปควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝาย 63 Paul Craig, EU Administrative Law, (Oxford University Press: New York, 2006), p.474.
69 ปกครองเขมขนมากขึ้น เพื่อใหเห็นพัฒนาการและแนวโนมของแนวคําพิพากษาเกี่ยวกับการ ควบคุมอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ผูเขียนแบงตัวอยางคําพิพากษาของศาลออกเปน 2 ชวง คือ ชวงป ค.ศ. 1951-2001 ที่ศาลจํากัดบทบาทตนเองในการเขาไปตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝาย ปกครอง และชวงป ค.ศ. 2002- 2005 ที่ศาลเขาไปตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝาย ปกครองเขมขนมากขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้ 3.2.2.1 ตัวอยางคําพิพากษาในชวงป ค.ศ. 1951-2001 เพื่อใหเห็นภาพอยางชัดเจนถึงแนวคิดและหลักเกณฑที่ศาลยุติธรรมแหงสหภาพ ยุโรปใชในการควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองในป ค.ศ.1951- 2001 ผูเขียนขอยกตัวอยางคําพิพากษาของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปที่สําคัญ 3 คําพิพากษา ที่เปนการยืนยันวาศาลยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองและในกรณีดังกลาวศาลมี อํานาจจํากัดในการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง ตัวอยางที่ 1 คดี Westzucker case64 ขอเท็จจริง คดีนี้เปนเรื่องที่ผูรองโตแยงระเบียบของคณะกรรมการสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการ กําหนดใหเงินพิเศษสนับสนุนสําหรับน้ําตาลสังเคราะห (Denaturing sugar) จากที่เคยใหเงิน สนับสนุนในอดีตเปลี่ยนเปนไมใหเงินสนับสนุน ระเบียบดังกลาวสงผลใหมีการงดจายเงินพิเศษ ดังกลาวไวชั่วคราว ซึ่งสรางความไมพอใจตอผูรองที่เคยไดรับเงินสนับสนุนตามระเบียบเดิม ผู รองไดทําการโตแยงทางออมผานทางศาลปกครองของเยอรมันวาระเบียบดังกลาวไมชอบดวย กฎหมาย โดยระเบียบดังกลาว คือ Council Regulation 1009/67 อันเปนระเบียบพื้นฐานในการ จัดองคกรของตลาดน้ําตาล โดยมาตรา 9(2) บัญญัติวา “หนวยงานแทรกแซงอาจใหเงินพิเศษ สนับสนุนสําหรับการผลิตน้ําตาลสังเคราะห ที่ไมเหมาะสมกับการบริโภคของมนุษย” มาตรา 9(7) ใหอํานาจสภายุโรปที่จะตรากฎเกณฑเพิ่มเติมสําหรับการปรับใชตามแผน มาตรา 9(8) ใหอํานาจ คณะกรรมการของสหภาพยุโรปควรวางรายละเอียดของกฎเกณฑในการปรับใชมาตรา 9 และ ตอมาสภายุโรปก็ไดออกกฎเกณฑระบุรายละเอียดเพิ่มเติมตามมาตรา 9(7) และคณะกรรมการ ของสหภาพยุโรปก็ใชอํานาจตามมาตรา 9(8) ในการวางกฎเกณฑที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการให การสนับสนุนดังกลาวโดยออกเปน Regulation 833/68 และ Regulation 354/69 โดยนํา 64 Case 57/72, Westzucker GmbH v Einfuhr-und Vorratsstelle für Zucker (1973) ECR 321
70 มาตรฐานที่ปรากฏในระเบียบลาสุดของสภายุโรปมาประกอบการออกหลักเกณฑดังกลาว ซึ่ง ระเบียบที่ออกมาใหมโดยคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปใหมไดบัญญัติลดการใหเงินสนับสนุนแก น้ําตาลสังเคราะหลงเปนศูนย จึงเปนที่มาของการโตแยงในคดีนี้ คําพิพากษา ในคําพิพากษาคดีนี้ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปไดกลาวถึงดุลพินิจในสอง ระดับ คือดุลพินิจในลําดับตน (Primary discretion) เนื่องจากมาตรา 9(2) ของ Council Regulation 1009/67 ไดใชถอยคําวา “หนวยงานแทรกแซงอาจใหเงินสนับสนุนแกการผลิต น้ําตาลสังเคราะห” บทบัญญัตินี้ทําใหคณะกรรมการของสหภาพยุโรป ไมอาจถูกโตแยงไดเพียง เพราะการลดเงินสนับสนุนลงเปนศูนย เนื่องจากตามบทบัญญัตินี้หนวยงานแทรกแซงไมมีหนาที่ที่ ตองใหเงินสนับสนุนแตอยางใด สวนดุลพินิจลําดับสอง คือ มาตรฐานหรือเกณฑที่บงชี้วา ดุลพินิจลําดับตนควรถูกปรับใชอยางไร ซึ่งมาตรฐานนี้ถูกกําหนดขึ้นโดยสภายุโรป โดย คณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปไดนําหลักเกณฑที่ออกโดยสภายุโรปเหลานี้เขามาประกอบการ พิจารณาในการออกระเบียบที่เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น ซึ่งก็คือระเบียบฉบับที่ถูกโตแยงนี้ อยางไรก็ ตามมาตรฐานที่ออกโดยคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรป ก็ยังเปนมาตรฐานหรือเกณฑที่กวาง และเปนการใชถอยคําที่ไมเฉพาะเจาะจงโดยมาตรา 2 ของระเบียบนี้ไดวางมาตรฐานของสิ่งตาง ๆ ที่คณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปตองนํามาพิจารณาเพื่อตัดสินใจใหเงินสนับสนุนและจํากัด จํานวนเงินดังกลาว ซึ่งมีหลายประการ ไดแก ระดับของราคาแทรกแซง จํานวนมาตรฐานของ คาใชจายในการผลิตน้ําตาลสังเคราะหและการขนสง สิ่งที่คาดการณในอนาคต ราคาตลาดของ อาหารสัตวที่น้ําตาลสังเคราะหจําตองเขาไปแขงขัน การเปรียบเทียบกันระหวางคุณคาทาง สารอาหารของน้ําตาลกับอาหารสัตว และทายที่สุดคือสวนเกินทั้งหมดของน้ําตาลที่สามารถนําไป ทําเปนน้ําตาลสังเคราะหของประเทศสมาชิก ดังนั้นการโตแยงของผูรองเปนการโตแยงการใช อํานาจดุลพินิจของคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปในการกําหนดเงินพิเศษเพื่อสนับสนุนการผลิต น้ําตาลสังเคราะห ซึ่งคณะกรรมการมีอิสระอยางมากในการประเมินคาดังกลาว อันหมายความ วาศาลไมสามารถไปประเมินคาแทนคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปได ศาลตองจํากัดการ ตรวจสอบไวเฉพาะเรื่องที่วาในการใชอํานาจในการประเมินคาดังกลาวมีความผิดพลาดอยางชัด แจงหรือมีการใชอํานาจโดยมิชอบหรือไม ซึ่งขอกลาวหาของผูรองไมปรากฏวามีความผิดพลาด ดังที่กลาวมาแตอยางใด
71 ความเห็นของผูเขียน คําพิพากษานี้เปนคําพิพากษาแรกที่วางหลักเกณฑในการควบคุมตรวจสอบการ ใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ในกรณีที่กฎหมายใชถอยคําที่ไมเฉพาะเจาะจงที่ตองใชองคความรูทาง เทคนิควิชาการในการประเมินคา โดยศาลยืนยันวาเปนกรณีที่ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัย และศาลถูกจํากัดอํานาจในการตรวจสอบไวเพียง 2 ประการ คือ การใชอํานาจดุลพินิจ ดังกลาวเปนกรณีที่มีความผิดพลาดอยางชัดแจงหรือไมประการหนึ่ง และเปนกรณีการใชอํานาจ โดยมิชอบหรือไมอีกกรณีหนึ่งเทานั้น อันเปนการแสดงใหเห็นวาศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปมี แนวคิดไปในทางยอมรับวาอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองนั้นมีไดทั้งในสวนที่เปน “องคประกอบ สวนเหตุของกฎหมาย” และสวนที่เปน “ผลในทางกฎหมาย” ตัวอยางที่ 2 คดี Racke65 ขอเท็จจริง คดีนี้เปนการโตแยงโดยออมผานมาทางศาลเยอรมันเกี่ยวกับความชอบดวย กฎหมาย ของระเบียบทางการเงินเกี่ยวกับการชดเชยความเสียหายทางการเงิน โดยผูรองซึ่งเปนผู นําเขาไวนจากประเทศยูโกสลาเวียมายังประเทศเยอรมัน ไดถูกเจาหนาที่ศุลกากรของเยอรมัน เรียกเก็บคาชดเชยความเสียหายตามจํานวนที่มีการนําเขาไวน ซึ่งเปนไปตาม Regulation No. 649/73 ที่ถูกแกไขโดย Regulation No. 741/73 ของคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรป ซึ่งผูรอง ไมเห็นดวยและไดคัดคานการเรียกเก็บเงินดังกลาว โดยคําคัดคานดังกลาวไมประสบความสําเร็จ ผูรองจึงไดฟองคดีตอศาลการเงินของเยอรมัน โดยศาลชั้นตนยกฟอง ผูฟองคดีจึงไดอุทธรณตอ ศาลการเงินสูงสุด โดยกรณีนี้เปนกรณีแรกที่ระเบียบทั้งสองซึ่งไดรับการแกไขใหขยายไปถึงสินคา ประเภทไวนดวยถูกปรับใช โดยประเด็นที่สําคัญประเด็นหนึ่งในขอโตแยงของผูฟองคดี คือ การ ที่คณะกรรมการนําระบบการชดเชยคาเสียหายทางการเงินมาใชกับสินคาประเภทไวนไมชอบดวย กฎหมาย โดยมีฐานขออางวาคณะกรรมการไมปฏิบัติตามเงื่อนไขในระเบียบพื้นฐาน คือ Regulation No. 974/71 ของรัฐสภาแหงสหภาพยุโรปที่ใหอํานาจเรียกเก็บเงินหรือใหการ สนับสนุนเงินไดเฉพาะเมื่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนของระบบการเงินจะนําไปสูการ รบกวนในตลาดสินคาเกษตรกรรมเทานั้น 65 Case 98/78, Firma A. Racke v Hauptzollamt Mainz (1979) ECR 69
72 คําพิพากษา ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปปฏิเสธขอโตแยงของผูรองโดยใหเหตุผลวา เปน บทบาทของคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปโดยความชวยเหลือของคณะกรรมการจัดการ ที่จะ วินิจฉัยวามีความเสี่ยงจากการรบกวนตลาดตามที่ระเบียบกําหนดไวดํารงอยูหรือไม ศาลไดแสดง ใหเห็นในแนวคําพิพากษาหลายคําพิพากษาแลววา ในเรื่องที่จะตองมีการประเมินสถานการณที่ ซับซอนทางเศรษฐกิจเขามาเกี่ยวของคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปและคณะกรรมการจัดการมี ดุลพินิจในการกําหนดมาตรการที่กวางสงผลใหการควบคุมความชอบดวยกฎหมายของการใช อํานาจดุลพินิจดังกลาว ศาลเขาไปควบคุมไดเพียง 1) มีความผิดพลาดอยางชัดแจงหรือไม 2) มีการใชอํานาจหนาที่โดยมิชอบ และ 3) มีการใชอํานาจดุลพินิจเกินขอบเขตอยางชัดแจงหรือไม ซึ่งในกระบวนการพิจารณาคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรป ไดแสดงใหเห็นขอเท็จจริงในการ ประเมินที่เปนเหตุผลใหเลือกมาตรการนี้ โดยในหลาย ๆ เหตุผลที่ยกมาเชน ความรุนแรงของ วิกฤติเศรษฐกิจที่เริ่มตนในป 1973 และความซับซอนของปจจัยทางเศรษฐกิจก็ไดถูกนําเขามา พิจารณา นอกจากนี้ยังไดมีการกลาวถึงปจจัยที่เปนเหตุผลใหเกิดความกลัวที่จะมีผลรบกวน ตลาดไวนของเยอรมันและฝรั่งเศส เชนเดียวกับขอพิจารณาซึ่งนําไปสูการปรับใชระบบคาชดเชย ความเสียหายทางการเงินกับไวนทั้งหมดที่มาจากนอกประเทศสมาชิก ซึ่งไมปรากฏวาการประเมิน สถานการณและประเภทของมาตรการที่จําเปนในคดีนี้ คณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปไดกระทํา การผิดพลาดอยางชัดแจงหรือใชดุลพินิจเกินขอบเขตภายใตกฎเกณฑที่เกี่ยวของแตอยางใด ความเห็นของผูเขียน คดีนี้ก็เปนอีกคดีที่ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปไดชี้ใหเห็นวาในกรณีที่กฎหมาย ระเบียบไดใชถอยคําทางกฎหมายในสวนองคประกอบของกฎหมายที่มีความไมชัดเจนแนนอนซึ่ง เปนเรื่องทางเศรษฐกิจที่มีความสลับซับซอน ศาลยอมรับวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย และศาลก็จะจํากัดการตรวจสอบไวเพียง 3 ประการ คือ 1) การใชอํานาจดุลพนิจดังกลาวมีความ ผิดพลาดอยางชัดแจงหรือไม 2) การใชอํานาจดุลพินิจดังกลาวเปนการใชอํานาจหนาที่โดยมิชอบ หรือไม และ 3) การใชอํานาจดุลพินิจดังกลาวเปนการใชอํานาจดุลพินิจเกินขอบเขตอยางชัดแจง หรือไมเทานั้น โดยไมเขาไปตรวจสอบในเนื้อหาของการใชอํานาจดุลพินิจ จะเห็นไดวาในคํา พิพากษานี้ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปไดเพิ่มหลักเกณฑการตรวจสอบเขามาอีกหลักเกณฑ หนึ่งนั่น คือ หลักเกณฑที่ฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจเกินขอบเขตอยางชัดแจงหรือไม
73 ตัวอยางที่ 3 คดี Philip Morris Holland66 ขอเท็จจริง คดีนี้เปนเรื่องเกี่ยวกับการที่รัฐสมาชิกของสหภาพยุโรปใหเงินสนับสนุนในการ ประกอบธุรกิจแกเอกชน ซึ่งโดยหลักการแลวการที่รัฐใหเงินชวยเหลือแกเอกชนเปนการกระทําที่ ขัดกับกฎหมายของสหภาพยุโรป เนื่องจากเปนการบิดเบือนอุดมคติในสนามการแขงขันระหวางผู แขงขันตาง ๆ ของรัฐสมาชิก อันเปนไปตามหลักการที่ปรากฏในธรรมนูญแหงสหภาพยุโรป มาตรา 92(1) คณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปมีอํานาจในการที่จะอนุญาตใหรัฐใดรัฐหนึ่งใหเงิน ชวยเหลือแกเอกชนของตนไดในบริบทเฉพาะเจาะจงที่ระบุไวในธรรมนูญแหงสหภาพยุโรป โดย มาตรา 92 (3) (b)ของธรรมนูญดังกลาวบัญญัติวา “การใหความชวยเหลือเพื่อสงเสริมการพัฒนา เศรษฐกิจของพื้นที่ซึ่งมีมาตรฐานการครองชีพที่ต่ํากวาปกติหรือที่ซึ่งมีการจางงานที่ต่ํากวาปกติ อยางมากอาจไดรับการพิจารณาวาสอดคลองกับตลาดปกติและถือวาไมขัดตอมาตรา 92(1)” โดยในคดีนี้รัฐบาลเนเธอแลนดมีแผนที่จะใหเงินสนับสนุนเพื่อชวยเหลือแกบริษัทผลิตบุหรี่รายหนึ่ง แตเมื่อแผนดังกลาวเขาสูการพิจารณาของคณะกรรมการสหภาพยุโรป คณะกรรมการแหงสหภาพ ยุโรปเห็นวาแผนการใหความชวยเหลือดังกลาวไมเปนไปตามมาตรา 92 (3) (b) ไมเขาเงื่อนไขที่จะ สามารถทําได จึงมีคําสั่งไมอนุญาตใหมีการใหเงินสนับสนุนแกบริษัทนี้ บริษัทผลิตบุหรี่ที่จะได ประโยชนจากแผนการนี้จึงโตแยงและฟองคดีตอศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป โดยมีประเด็นที่ สําคัญที่ยกขึ้นเปนขอตอสูในคดีนี้วา คําสั่งหามไมใหรัฐบาลเนเธอแลนดสนับสนุนการเงินใหแกตน ไมชอบดวยกฎหมาย เนื่องจากคณะกรรมการสหภาพยุโรปทําการผิดพลาดที่ประเมินวามาตรฐาน การครองชีพในพื้นที่ดังกลาวไมต่ํากวาระดับปกติ และผิดพลาดที่สรุปวาในพื้นที่ดังกลาวไมมีการ จางงานที่ต่ําอยางมาก คําพิพากษา ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปปฏิเสธขอโตแยงดังกลาวของผูรองโดยใหเหตุผลวา คณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปมีอํานาจดุลพินิจ ในเรื่องที่เกี่ยวของกับการประเมินทางเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งตองทําในบริบทของสหภาพยุโรปทั้งหมด ไมใชประเมินเฉพาะบริบทของประเทศ เนเธอแลนดดังที่ผูฟองคดีกลาวอางเทานั้น โดยคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปไดใหเหตุผลที่ดี มากในการประเมินมาตรฐานการครองชีพและการจางงานที่ต่ําอยางมากในพื้นที่ที่เกี่ยวของของ ประเภทในสหภาพยุโรป ไมใชเพียงการอางอิงมาตรฐานเฉลี่ยภายในของประเทศเนเธอแลนด 66 Case 730/79, Philip Morris Holland BV v Commission (1980) ECR 2671
74 เทานั้น โดยเปนการประเมินที่สัมพันธกับระดับของสหภาพยุโรป เมื่อขอโตแยงของผูรองไมมี น้ําหนัก ศาลจึงปฏิเสธคํารองดังกลาวของผูรอง ความเห็นของผูเขียน คดีนี้เปนอีกคดีที่ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป ยืนยันใหเห็นวาในกรณีที่ กฎหมายไดใชถอยคําในสวนองคประกอบของกฎหมายที่มีความไมเฉพาะเจาะจงที่เกี่ยวของกับ การประเมินทางเศรษฐกิจและสังคมเปนกรณีที่ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย และศาล ยอมรับอํานาจดังกลาวของฝายปกครอง ในกรณีนี้เมื่อฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยไป โดยมีเหตุผลที่มีน้ําหนักรองรับ และขอโตแยงของผูฟองคดีไมมีน้ําหนัก ศาลก็จําตองยอมรับการ ใชอํานาจดุลพินิจดังกลาวของฝายปกครองวาชอบดวยกฎหมาย จากแนวคําพิพากษาในชวงป ค.ศ. 1951-2001 ของศาลยุติธรรมแหงสหภาพ ยุโรปทั้ง 3 คดี ที่ยกมายอมเห็นไดวากรณีที่กฎหมายใชถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่ เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ โดยเฉพาะเรื่องทางเศรษฐกิจและสังคม ศาลยอมรับวาฝายปกครอง มีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย และศาลเขาไปตรวจสอบในขอบเขตที่จํากัด โดยตรวจสอบแตเพียงวา การใชอํานาจดุลพินิจดังกลาว 1) มีความผิดพลาดอยางชัดแจงหรือไม 2) เปนการใชอํานาจโดยไม ชอบหรือไม และ 3) เปนการใชอํานาจดุลพินิจเกินขอบเขตอยางชัดแจงหรือไม หากไมปรากฏวา การใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองขัดหรือแยงตอเกณฑใดเกณฑหนึ่งที่กลาวมา ศาลก็ จะถือวาการใชอํานาจดุลพินิจดังกลาวชอบดวยกฎหมาย 3.2.2.2 ตัวอยางคําพิพากษาในชวงป ค.ศ. 2002- 2005 จากตัวอยางคําพิพากษาในชวงแรกของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปทั้ง 3 คํา พิพากษาที่กลาวมาขางตน จะเห็นไดวาศาลยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองและ เขาไปควบคุมการใชอํานาจดังกลาวในขอบเขตที่จํากัด ซึ่งแนวคําพิพากษาดังกลาวเปนแนวคํา พิพากษาที่คอนขางเปนเอกภาพและมีความตอเนื่องไมขาดสาย อยางไรก็ตามในชวงหลังไดมีคํา พิพากษาเกี่ยวกับการควบคุมอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยที่คอนขางแตกตางจากแนวคําพิพากษาทั้ง 3 คําพิพากษาอยางชัดเจน กลาวคือ แนวคําพิพากษาในชวงป 2002-2005 ที่จะยกมากลาวถึงใน ลําดับตอไป แมโดยเนื้อหาแลวจะเปนการยืนยันวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในกรณีที่ กฎหมายใชถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ แตในรายละเอียดของคําพิพากษาทั้ง 3 ฉบับไดแสดงใหเห็นอยางชัดเจนวาศาลยุติธรรมแหง สหภาพยุโรปไดเขาไปควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองในระดับที่เขมขน มากกวาที่เคยเปนมา ดังตัวอยางคําพิพากษาที่จะไดกลาวตอไปนี้
75 ตัวอยางที่ 1 คดี Airtours67 ขอเท็จจริง คดีนี้เปนกรณีบริษัท Airtours ซึ่งเปนบริษัทสัญชาติอังกฤษที่ประกอบกิจการหลัก เกี่ยวกับการทองเที่ยวและการใหบริการตาง ๆ ในวันหยุดพักผอน ไดประกาศความประสงคที่จะ เขาซื้อหุนทั้งหมดของบริษัททองเที่ยวสัญชาติอังกฤษอีกรายคือบริษัท First Choice ซึ่งเปนบริษัท คูแขงกัน โดยในวันเดียวกันนั้นเอง Airtours ก็ไดดําเนินการยื่นขอเสนอเพื่อควบรวมกิจการตอ คณะกรรมการแหงสหภาพยุโรป เพื่อใหเปนไปตามมาตรา 4 ของ Regulation (EEC) No 4064/89/EEC ที่ไดรับการแกไขลาสุดโดย Regulation (EC) No. 1310/97 ของสภายุโรป หลังจากมีการสอบสวนกรณีดังกลาวแลว คณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปไดมีคําสั่งหามการควบ รวมที่เสนอโดย Airtours โดยใหเหตุผลวาการควบรวมดังกลาวไมสอดคลองกับตลาดปกติและ พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษของยุโรป ตามมาตรา 8 (3) ของ Regulation No. 4064/89 บนพื้นฐานที่วา การควบรวมดังกลาวจะกอใหเกิดสถานะครอบงําเหนือตลาดการบินตางประเทศระยะสั้นและการ บริการของประเทศอังกฤษ ซึ่งจะกอใหเกิดปญหาและอุปสรรคที่สําคัญในตลาดปกติ Airtours ไมเห็นดวยกับคําสั่งดังกลาวจึงฟองคดีตอศาลใหเพิกถอนคําสั่งดังกลาว คําพิพากษา ศาลชั้นตน (CFI) เห็นดวยกับขอโตแยงของผูรองที่วาคณะกรรมการแหงสหภาพ ยุโรปทําผิดพลาดในการปรับใชขอความคิดวาดวยการครอบงําเหนือภาพรวมตลาดในกรณีนี้ ศาล ชั้นตนไดวางมาตรฐานสําหรับขอความคิดวาดวยการครอบงําเหนือตลาด และเนนวาเปนหนาที่ ของคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปที่ตองนําเสนอพยานหลักฐานที่นาเชื่อถือที่เกี่ยวของ ซึ่ง รวมถึงพยานหลักฐานวามีการครอบงําเหนือตลาดดํารงอยูแลวหรือไม รวมถึงความออนแอของ การแขงขันโดยผูเลนสําคัญ ๆ และผูเลนจริงรายอื่นในตลาด แมศาลยอมรับวาบทบัญญัติของ ระเบียบในการควบรวมกิจการไดใหคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปมีอํานาจดุลพินิจที่ชัดเจนใน การประเมินเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติทางเศรษฐกิจ ซึ่งผลที่ตามมาเมื่อมีการใชดุลพินิจดังกลาว ศาล ตองจํากัดอํานาจตรวจสอบของตนลง แตศาลก็พบวาคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปไดทําความ ผิดพลาดที่สําคัญหลายประการเกี่ยวกับการปรับใชขอความคิดเรื่องการครอบงําเหนือตลาดและ ศาลไดสรุปวา คณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปทําผิดในสวนที่พบวามีแนวโนมไปในทางที่จะมีการ ครอบงําเหนือภาพรวมในตลาดที่เกี่ยวของ โดยไมไดนําขอมูลเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงไดงาย 67 Case T-342/99, Airtours plc v Commission (2002) ECR II-2585
76 ของสวนแบงตลาดเขามาพิจารณา ไมเพียงเทานั้นศาลยังไมเชื่อตามสมมุติฐานของคณะกรรมการ วาตลาดไดถูกทําใหมีลักษณะที่เติบโตชาซึ่งถาเปนจริงจะเปนปจจัยที่นําไปสูการครอบงําตลาด ความผิดพลาดนี้รวมกับความผิดพลาดที่เกี่ยวกับความโปรงใสของตลาดที่ถูกกลาวอางเปน ประเด็นโดยตรงวาผูประกอบการที่เหลือจะยุติการแขงขันกับผูประกอบการรายอื่นภายหลังจาก การควบรวมนี้ ศาลเห็นวาคณะกรรมการทําผิดพลาดในสวนที่อางวามีแรงกระตุนที่เพียงพอที่จะ สกัดกั้นสมาชิกในตลาดที่มีผูแขงขันรายใหญจํานวนนอยดวยการออกนโยบายทั่วไป และความ ผิดพลาดดังกลาวนั้นเองไดทําใหคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปลดความสนใจในการคนหาขอมูล เกี่ยวกับปฏิกิริยาของผูแขงขันรายเล็กและผูเขามารายใหม ทายที่สุดศาลสรุปวาคําสั่งของ คณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปเปนคําสั่งที่หางไกลเกินกวาที่จะวางการวิเคราะหประเมินนั้นอยู บนพยานหลักฐานที่นาเชื่อถือสงผลใหคําสั่งดังกลาวเสียไป จากผลของความผิดพลาดหลาย ประการตามที่กลาวมา ความเห็นของผูเขียน คําพิพากษาฉบับนี้แสดงใหเห็นวาแมศาลจะยอมรับวาฝายปกครองมีอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยกรณีกฎหมายใชถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิค วิชาการ แตศาลก็ไดเขาไปควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจดังกลาวดวยหลักเกณฑในการตรวจสอบ อํานาจดุลพินิจที่ศาลไดพัฒนาขึ้นอยางละเอียด โดยในคดีนี้เมื่อศาลเห็นวาฝายปกครองไดกระทํา การที่ผิดพลาดอยางรายแรงหลายประการในการใชอํานาจดุลพินิจ ศาลจึงพิพากษาวาการใช อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในกรณีนี้ไมชอบดวยกฎหมาย ซึ่งอาจสรุปไดวากรณีนี้เปนกรณีที่ศาลเห็น วาฝายปกครองใชดุลพินิจผิดพลาดอยางรายแรง ตัวอยางที่ 2 คดี Pfizer68 ขอเท็จจริง คดีนี้ผูรองซึ่งเปนบริษัทที่ไดรับผลกระทบจากระเบียบที่ออกโดยคณะกรรมการ แหงสหภาพยุโรป ที่ใหถอนชื่อสาร virginiamycin ออกจากบัญชีแนบทายระเบียบเกี่ยวกับสารที่ สามารถใชในการกระตุนการเจริญเติบโตของสัตวได โดยคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปให เหตุผลในการถอนชื่อสารดังกลาวออกจากบัญชีวา เนื่องจากเกรงวาสารดังกลาวจะไปลดภูมิ ตานทานตอสารปฏิชีวนะของสัตวและภูมิตานทานที่ลดลงดังกลาวสามารถสงผานไปสูมนุษยได อันจะสงผลตอเนื่องเปนการไปลดประสิทธิภาพในการตานทานไมเพียงแตกับสารปฏิชีวนะที่ใชใน 68 Case T-13/99, Pfizer Animal Health SA v Council (2002) ECR II-33303.
77 สัตวนั้น แตอาจไปจํากัดประสิทธิภาพของสารปฏิชีวนะในกลุมเดียวกันดวย ผูรองไดโตแยง ระเบียบดังกลาวโดยอางวาตนไดรับผลกระทบโดยตรง และการออกระเบียบของคณะกรรมการ แหงสหภาพยุโรปนี้ ยังขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตรที่ชัดเจนเพียงพอที่จะรองรับและการ ประเมินดังกลาวมีความผิดพลาด จึงเปนการใชอํานาจหนาที่โดยมิชอบ คําพิพากษา ศาลชั้นตน (CFI) ไดอางอิงแนวคําพิพากษาที่ผานมาวากรณีนี้ เปนเรื่องที่ คณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปมีดุลพินิจกวางในการพิจารณาวัตถุประสงคและเครื่องมือที่ ตองการใชดําเนินการ การตรวจสอบโดยศาลควรถูกจํากัดลงเพียงการตรวจสอบวา การใชอํานาจ ดุลพินิจดังกลาวไมถูกตอง โดยเปนการกระทําที่ผิดพลาดอยางชัดแจงหรือไม เปนการใชอํานาจ หนาที่โดยมิชอบหรือไม หรือเปนการใชดุลพินิจเกินขอบเขตที่กําหนดอยางชัดแจงหรือไม ศาล ชั้นตนไดอางอิงถึงแนวคําพิพากษาที่ผานมาวาเมื่อคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปจําเปนตองทํา การประเมินเรื่องที่ซับซอนเปนกรณีที่พวกเขามีอํานาจดุลพินิจ ซึ่งในคดีนี้การปฏิบัติหนาที่ของ คณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปจําเปนตองใชความรูความสามารถในการประเมินความเสี่ยงทาง วิทยาศาสตรและประเมินขอเท็จจริงทางวิทยาศาสตรที่ซับซอน สงผลใหการตรวจสอบของศาล ตองถูกจํากัดลง ศาลไมควรใชการประเมินขอเท็จจริงของตนไปแทนฝายปกครอง แตจะจํากัดการ ตรวจสอบไวเพียง ความผิดพลาดที่ชัดแจง การใชอํานาจโดยมิชอบ หรือการใชดุลพินิจเกิน ขอบเขตอยางชัดแจง เมื่อไมปรากฏขอเท็จจริงตามที่กลาวมาศาลจึงปฏิเสธคํารองของผูรอง ความเห็นของผูเขียน แมคําพิพากษาฉบับนี้จะเปนการยืนยันแนวคําพิพากษาที่มีมากอนของศาล ยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปวา กรณีบทบัญญัติในโครงสรางสวนองคประกอบของกฎหมายใช ถอยคําที่ไมชัดเจนแนนอนเกี่ยวกับเรื่องทางเทคนิควิชาการ เปนกรณีที่ฝายปกครองมีอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยและศาลมีอํานาจตรวจสอบอยางจํากัด โดยหลักเกณฑที่ศาลใชในการตรวจสอบ อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยเรื่องทางเทคนิควิชาการมี 3 ประการคือ 1) มีความผิดพลาดอยางชัดแจง หรือไม 2) การใชอํานาจโดยไมชอบหรือไม และ 3) เปนการใชอํานาจดุลพินิจเกินขอบเขตอยางชัด แจงหรือไม อยางไรก็ตามคําพิพากษานี้ก็แสดงใหเห็นถึงแนวโนมที่ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป ไดเขามาควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองเขมขนขึ้น ดังจะเห็นได จากคําพิพากษาฉบับนี้ที่ไดเขียนใหเหตุผลที่แสดงใหเห็นวาฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย โดยชอบดวยกฎหมายอยางละเอียดถี่ถวน โดยคําพิพากษาฉบับนี้มีความยาวกวาหนึ่งรอยหนา ดังนั้นแมผลของคดีนี้จะเปนการยกฟองของผูฟองคดี แตก็ไมใชการยกฟองเพราะศาลจํากัด
78 อํานาจในการเขาไปควบคุมตรวจสอบดังเชนแนวคําพิพากษาในชวงแรก แตเปนการยกฟอง เพราะศาลไดเขาไปตรวจสอบอยางเขมขนแลวแตไมพบวาฝายปกครองไดใชอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยผิดพลาดตามหลักเกณฑขางตนแตอยางใด มีขอสังเกตเพิ่มเติมวา ในคดีนี้เหตุผลหนึ่งที่ศาลใชในการปฏิเสธขอโตแยงของผู รองที่วาคณะกรรมการไมมีพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตรที่เพียงพอในการออกระเบียบ คือ ตอ ขอโตแยงของผูรอง ถูกหักลางไปโดยหลักการปองกันไวกอน (Precautionary principle) เพราะ ตามหลักการดังกลาวถึงแมวาจะยังไมมีขอมูลทางวิทยาศาสตรที่ชัดเจนแนนอน คณะกรรมการ แหงสหภาพยุโรปก็มีอํานาจดุลพินิจในการที่จะประเมินและเลือกเครื่องมือในการดําเนินการ เนื่องจากการประเมินความเสี่ยงอยางสมบูรณไมอาจทําไดในเวลาที่มีอยูขณะนั้น อยางไรก็ตาม ในกระบวนพิจารณาคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปก็ไดแสดงใหเห็นโดยพยานหลักฐานวาแมจะ ยังไมมีขอมูลวิทยาศาสตรที่ชัดเจนแนนอน แตก็ปรากฏแลววามีความเสี่ยงที่สารดังกลาวจะ กอใหเกิดอันตรายตอสุขภาพของมนุษย ซึ่งขอมูลดังกลาวเพียงพอแลวสําหรับการออกระเบียบนี้ ตัวอยางที่ 3 คดี Tetra Laval69 ขอเท็จจริง คดีนี้เปนคดีที่ผูฟองคดีซึ่งเปนบริษัทเอกชนฟองขอใหเพิกถอนคําสั่งของ คณะกรรมการแหงสหภาพยุโรป ที่สั่งหามการควบรวมบริษัทระหวาง Tetra Laval กับบริษัท Sidel โดย Tetra Laval เปนผูนําของโลกดานการผลิตกลองกระดาษสําหรับบรรจุอาหารแตมี กิจการที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑบรรจุหีบหอที่เปนพลาสติกนอยมากโดยเฉพาะพวกขวดพลาสติก สวน Sidel เปนผูนําของโลกในกิจการออกแบบและทําสินคาเกี่ยวกับระบบและอุปกรณที่ใชในการ บรรจุหีบหอ โดยเฉพาะอยางยิ่งเปนผูผลิตและออกแบบเครื่องจักรที่ใชในการสรางแบบของขวด พลาสติก นอกจากนี้ Sidel ยังมีความเชี่ยวชาญในการแกปญหาที่เกิดทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นกับ ระบบและอุปกรณบรรจุหีบหอดวย โดยในป 2001 Tetra Laval ไดยื่นขอเสนอทั่วไปขอซื้อหุน ทั้งหมดของ Sidel คณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปซึ่งเปนองคกรที่มีอํานาจหนาที่ตามรัฐธรรมนูญ แหงสหภาพยุโรปและ Regulation (EEC) No 4064/89 ของรัฐสภาแหงสหภาพยุโรปในการ ควบคุมการควบรวมกิจการไดสั่งหามการควบรวมกิจการดังกลาว โดยใหเหตุผลในการหามการ ควบรวมดังกลาววา การควบรวมดังกลาวจะเสริมสรางความแข็งแกรงใหกับบริษัท Tetra Laval จนขึ้นไปอยูในตําแหนงครอบงําเหนือตลาดเครื่องมือบรรจุหีบหอกระดาษและกลองกระดาษปลอด 69 Case T-5/02, Tetra Laval BV v Commission (2002) ECR II-4381
79 จุลินทรียและจะนําไปสูการครอบงําเหนือตลาดสําหรับอุปกรณบรรจุหีบหอพลาสติกบางชนิดดวย อีกทั้งในอนาคตการควบรวมที่ครอบงําตลาดสองตลาดที่สัมพันธกันนี้ จะยิ่งสนับสนุนความ แข็งแกรงของ Tetra Laval ซึ่งจะเปนการสรางอุปสรรคในการเขามาในตลาดของผูเลนรายใหมและ ทําใหมีผูแขงขันลดนอยลงอยางมาก อันจะนําไปสูโครงสรางการผูกขาดตลาดทั้งหมด Tetra Laval ไมเห็นดวยกับคําสั่งดังกลาวจึงฟองคดีตอศาลเพื่อขอใหเพิกถอนคําสั่งดังกลาว โดยยกขอ โตแยงสําคัญขึ้นโตแยงคําสั่งของคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรป หนึ่งในขอโตแยงนั้นคือขอ โตแยงที่วา คําสั่งหามของคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปขัดตอ Regulation (EEC) No 4064/89 มาตรา 2 ของรัฐสภาแหงสหภาพยุโรป คําพิพากษา คําพิพากษาของศาลชั้นตนเกี่ยวกับประเด็นเรื่องอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของ คณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปนั้นขัดตอ Regulation (EEC) No 4064/89 มาตรา 2 ของรัฐสภา แหงสหภาพยุโรป ซึ่งบทบัญญัติดังกลาวใหอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย แกคณะกรรมการแหงสหภาพ ยุโรปไว ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นนี้ผูรองโตแยงวาคําสั่งหามของคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปนั้นไม เปนไปตามมาตรา 2 ของ Regulation (EEC) No 4064/89 ศาลชั้นตนแหงสหภาพยุโรปพิพากษา เพิกถอนคําสั่งของคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรป โดยใหเหตุผลวาจากการพิจารณา พยานหลักฐานทั้งหมดแลวพบวาคําสั่งหามการควบรวมของคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปไมได แสดงใหเห็นถึงระดับมาตรฐานทางกฎหมายที่เพียงพอตามบทบัญญัติมาตรา 2 วาการควบรวม ของบริษัททั้งสองจะสรางผลกระทบตอการแขงขันอยางมีนัยยะสําคัญ หรืออาจกลาวโดย เฉพาะเจาะจงไดวาคําสั่งดังกลาวไมไดแสดงใหเห็นถึงระดับมาตรฐานทางกฎหมายที่เพียงพอวา การครอบงําเหนือตลาดจะเกิดขึ้นในตลาดใดตลาดหนึ่งของตลาดอุปกรณบรรจุหีบหอไดอยางไร และบริษัท Tetra Laval จะมีความเขมแข็งขึ้นกวาที่เปนอยูอยางไร ดังนั้นคณะกรรมการแหง สหภาพยุโรปจึงกระทําการผิดพลาดอยางชัดแจงในการประเมินและหามการควบรวมของบริษัททั้ง สอง โดยอางอิงอยูกับพยานหลักฐานที่สัมพันธกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นของการควบรวมกิจการ ในอนาคต ดวยเหตุผลดังกลาวศาลจึงพิพากษาใหเพิกถอนคําสั่งดังกลาวของคณะกรรมการแหง สหภาพยุโรป ตอมาศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปซึ่งเปนศาลสูง ไดมีคําพิพากษายืนตามคํา พิพากษาของศาลชั้นตน70 โดยอางถึงคําพิพากษาของศาลชั้นตนวาในขณะที่ศาลยอมรับวา 70 Case C-12/03 P Commission v. Tetra Laval (2005) ECR I-987
80 คณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปมีอํานาจดุลพินิจในการพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องทางกับเศรษฐกิจ แต นั่นไมไดหมายความวาศาลตองปฏิเสธการตรวจสอบการตีความขอมูลของคณะกรรมการเกี่ยวกับ เรื่องเศรษฐกิจดังกลาว ไมเพียงแตศาลตองแสดงใหเห็นวาพยานหลักฐานวางอยูบนขอเท็จจริงที่ ถูกตองหรือไม เชื่อถือไดหรือไม และสอดคลองตองกันหรือไม ศาลยังตองตรวจสอบวา พยานหลักฐานไดบรรจุขอมูลทั้งหมดที่ตองถูกนํามาพิจารณาเพื่อประเมินสถานการณที่ซับซอน และจากพยานหลักฐานดังกลาวเพียงพอที่จะสนับสนุนยืนยันขอสรุปไดหรือไม การตรวจสอบ ดังกลาวจําเปนอยางมากในคดีที่เกี่ยวกับการวิเคราะหที่ตองประเมินผลกระทบไปในอนาคตเมื่อมี แผนการควบรวมบริษัท ทายที่สุดศาลสูงสรุปวาศาลชั้นตนไดอธิบายใหเห็นถึงเหตุผลที่ทําให คําสั่งของคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปไมถูกตอง นั่นเปนเพราะวาคําสั่งดังกลาววางอยูบนฐาน พยานหลักฐานที่ไมพอเพียง ไมครบถวน และไมมีสาระสําคัญ อีกทั้งยังมีความไมสอดคลอง ตองกันของพยานหลักฐาน คําพิพากษาของศาลชั้นตนเปนไปตามบรรทัดฐานที่ถูกปรับใชในศาล แหงสหภาพยุโรปในการควบคุมตรวจสอบแลวและเปนไปตามมาตรา 230 ของรัฐธรรมนูญแหง สหภาพยุโรปแลว ความเห็นของผูเขียน จากคําพิพากษาคดีนี้ทั้งของศาลชั้นตนและศาลสูง แสดงใหเห็นวาศาลไดเขาไป ตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองที่เปนเรื่องเกี่ยวกับการประเมินทาง เศรษฐกิจอยางละเอียด โดยศาลไดอธิบายเพิ่มเติมในการตรวจสอบดุลพินิจของฝายปกครอง เกี่ยวกับเรื่องทางเทคนิควิชาการไววาแมศาลจะยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง แตศาลก็มีหนาที่ตองตรวจสอบวาการใชอํานาจดุลพินิจดังกลาวสอดคลองกับเกณฑดังตอไปนี้ หรือไมดวย 1) การใชอํานาจดุลพินิจวางอยูบนขอเท็จจริงที่ถูกตองหรือไม 2) การใชอํานาจดุลพินิจวางอยูบนขอเท็จจริงที่เชื่อถือไดหรือไม 3) การใชอํานาจดุลพินิจวางอยูบนขอเท็จจริงที่สอดคลองตองกันหรือไม 4) การใชอํานาจดุลพินิจวางอยูบนพยานหลักฐานที่เพียงพอที่จะสนับสนุน ขอสรุปนั้นหรือไม หากไมเปนไปตามหลักเกณฑขอใดขอหนึ่งหรือหลายขอรวมกันศาลจะถือวาเปน การใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยที่ไมชอบดวยกฎหมาย ซึ่งในกรณีนี้แมศาลจะไมไดกลาวไวอยาง ชัดเจนในคําพิพากษาวาเปนกรณีที่ศาลเห็นวาฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจไปโดยผิดพลาดอยาง ชัดแจง (Menifest Error) แตจากการใหเหตุผลในคําพิพากษายอมกลาวไดวากรณีตามคํา
81 พิพากษาที่ยกมาเปนกรณีที่ศาลเห็นวาฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจไปโดยผิดพลาดอยางชัดแจง นั่นเอง 3.2.3 ขอสรุปจากการศึกษาคําพิพากษาของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป ตัวอยางคําพิพากษา 3 คดีแรกซึ่งเปนแนวคําพิพากษาในชวงป ค.ศ.1951-2001 ของศาล ยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปเปนคําพิพากษาที่ยืนยันแนวคิดที่วาศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป ยอมรับวาอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองนั้นดํารงอยูไดทั้งในสวนดุลพินิจตัดสินใจและดุลพินิจ วินิจฉัย โดยตัวอยางที่ยกมาทั้งหมดเปนกรณีที่ศาลถือวาฝายปกครองมีดุลพินิจวินิจฉัย โดยศาล ไดวางหลักเกณฑในการตรวจสอบดุลพินิจวินิจฉัยไวในคําพิพากษาทั้ง 3 วา ในกรณีที่บทบัญญัติ ของกฎหมายใชถอยคําทางกฎหมายที่ไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ ศาลมี อํานาจเขาไปตรวจสอบอํานาจดุลพินิจดังกลาวไดอยางจํากัดเพียง 3 ประการ คือ 1) การใช อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยดังกลาวเปนการกระทําที่ผิดพลาดอยางชัดแจงหรือไม 2) การใชอํานาจ ดุลพินิจดังกลาวเปนกรณีการใชอํานาจหนาที่โดยมิชอบหรือไม และ 3) การใชอํานาจดุลพินิจ ดังกลาวเปนการใชอํานาจดุลพินิจเกินขอบเขตอยางชัดแจงหรือไม โดยศาลจะไมเขาไปตรวจสอบ ในเนื้อหาของการใชอํานาจดุลพินิจดังกลาว สวนคําพิพากษา 3 คําพิพากษาที่ออกมาในชวงป ค.ศ. 2002-2005 ของศาลยุติธรรมแหง สหภาพยุโรป กลับพบวา แมศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปจะยืนยันตามแนวคําพิพากษาเดิมคือ ยอมรับวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายใชถอยคําทาง กฎหมายที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ อยางไรก็ตามเมื่อ พิจารณาคําพิพากษาในคดี Air Tours และคดี Tetra Laval ที่ศาลพิพากษาเพิกถอนคําสั่งหามการ ควบรวมกิจการและ Pfizer ที่ศาลพิพากษายกฟองของโจทก กลับพบวาทั้งสามคดีศาลไดเขาไป ตรวจสอบการประเมินพยานหลักฐานและขอสรุปของคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปในเรื่องที่ เกี่ยวของกับการประเมินผลในทางเศรษฐกิจและวิทยาศาสตรอยางละเอียด ทั้งที่กรณีดังกลาว จําตองมีการใชขอมูลทางเศรษฐกิจที่หลากหลายเขามาประกอบในการประเมินและจําตองใช ความรูความเขาใจทางเศรษฐศาสตร เศรษฐกิจและวิทยาศาสตรเขามาประกอบในการประเมิน อีกทั้งกรณีดังกลาวยังเปนการประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตดวย เหตุผลที่ศาลใชอธิบายในการเขาไปตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝาย ปกครองอยางเขมขนใน 3 คดีหลัง ก็คือ ศาลยืนยันวากรณีที่จําตองมีการประเมินเกี่ยวกับเรื่อง ในทางวิชาการหรือทางเศรษฐกิจนั้นเปนกรณีที่ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยและศาลมี อํานาจตรวจสอบอยางจํากัด แตนั่นไมไดหมายความวาศาลตองปฏิเสธการตรวจสอบการ
82 ตีความขอมูลของคณะกรรมการเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ ศาลมีหนาที่ตองตรวจสอบวา พยานหลักฐานที่คณะกรรมการอางสนับสนุนการทําคําสั่งทางปกครองนั้น วางอยูบนขอเท็จจริงที่ ถูกตองหรือไม เชื่อถือไดหรือไม และสอดคลองตองกันหรือไม รวมทั้งศาลยังตองตรวจสอบวา พยานหลักฐานไดบรรจุขอมูลทั้งหมดซึ่งตองถูกนํามาพิจารณาเพื่อประเมินสถานการณที่ซับซอนไว หรือไม ทายที่สุดศาลตองตรวจสอบวาจากพยานหลักฐานดังกลาวเพียงพอที่จะสนับสนุนยืนยัน ขอสรุปนั้นไดหรือไม จากเหตุผลที่ยกมาจะเห็นไดวาแนวคําพิพากษาของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปในชวง หลังมีแนวโนมที่จะเขาไปควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของคณะกรรมการแหง สหภาพยุโรปเขมขนมากขึ้น โดยการเขาไปตรวจสอบวาในการใชอํานาจดังกลาวของ คณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปนั้นเปนไปตามหลักเกณฑดังตอไปนี้หรือไม 1) วางอยูบนขอเท็จจริงที่ถูกตองหรือไม 2) วางอยูบนขอเท็จจริงที่เชื่อถือไดหรือไม 3) วางอยูบนขอเท็จจริงที่สอดคลองตองกันหรือไม 4) การใชอํานาจดุลพินิจวางอยูบนพยานหลักฐานที่เพียงพอที่จะสนับสนุนขอสรุป นั้นหรือไม หากศาลพบวาคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปกระทําผิดพลาดในขอใดขอหนึ่งหรือหลาย ขอรวมกัน ศาลก็จะพิพากษาวาคําสั่งดังกลาวไมชอบดวยกฎหมาย ซึ่งแมในคําพิพากษาศาลจะ ไมไดอางเหตุ “การใชอํานาจดุลพินิจผิดพลาดอยางรายแรง” แตในการอธิบายและใหเหตุผลในคํา พิพากษา ก็ทําใหเห็นไดวาเหตุแหงความไมชอบดวยกฎหมายอันเปนฐานในการเพิกถอนคําสั่ง ทางปกครองใน 2 คดีหลัง คือ ฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจผิดพลาดอยางรายแรง (Menifest Error) อันเปนหลักเกณฑเดิมที่ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปไดวางไวแตเดิมนั่นเอง จะเห็นไดวาในการเขาไปตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองอยางเขมขน มากขึ้นกวาเดิมของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปนั้น ศาลใชวิธีขยายความหลักเกณฑที่เคยใชใน การตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองที่เคยวางแนวไวแตเดิม โดยไมได เปลี่ยนแปลงหรือแกไขหลักเกณฑดังกลาวแตอยางใด กลาวคือ ศาลใชวิธีขยายความหลักเกณฑ “การใชดุลพินิจดังกลาวเปนการใชดุลพินิจที่ผิดพลาดอยางชัดแจงหรือไม (Manifest error)” ให รวมถึงการตรวจสอบวาการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยดังกลาว 1) วางอยูบนขอเท็จจริงที่ถูกตอง หรือไม 2) วางอยูบนขอเท็จจริงที่เชื่อถือไดหรือไม 3) วางอยูบนขอเท็จจริงที่สอดคลองตองกัน
83 หรือไม 4) การใชอํานาจดุลพินิจวางอยูบนพยานหลักฐานที่เพียงพอที่จะสนับสนุนขอสรุปนั้น หรือไมดวย มีขอสังเกตเพิ่มเติมวาคําพิพากษาของศาลในชวงป ค.ศ.1951-2001 ศาลมักจะยกฟอง ดวยเหตุที่วาศาลมีอํานาจตรวจสอบอยางจํากัดและไมปรากฏวาคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรป ใชดุลพินิจผิดพลาดอยางชัดแจง ใชอํานาจโดยไมสุจริต หรือใชดุลพินิจเกินขอบเขตที่กฎหมาย กําหนดอยางชัดแจง โดยในการเขียนคําพิพากษาในชวงแรกศาลจะเขียนอยางกระชับโดยไมลง รายละเอียดเกี่ยวกับขอเท็จจริงและขอตอสูในคดี ซึ่งแตกตางอยางมีนัยยะสําคัญกับคําพิพากษา ในชวงป ค.ศ. 2002-2005 ที่ลวนแลวแตมีความยาวมากกวา 100 หนาทั้งสิ้น และมีเนื้อหา รายละเอียดเกี่ยวกับขอเท็จจริง ขอตอสูและพยานหลักฐานในคดีอยางละเอียด อันแสดงใหเห็น วาในชวงหลังศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปไดเพิ่มความเขมขนในการควบคุมตรวจสอบการใช อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปมากขึ้นอยางมีนัยยะสําคัญ 3.3 บทวิเคราะห จากการศึกษาแนวคําพิพากษาของศาลปกครองเยอรมันและศาลยุติธรรมแหงสหภาพ ยุโรป แสดงใหเห็นถึงความแตกตางอยางชัดเจนเกี่ยวกับแนวความคิดของศาลทั้งสองในการมอง อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง กลาวคือในขณะที่ ศาลปกครองเยอรมันไมยอมรับวาฝาย ปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยและไดพัฒนาขอความคิดวาดวย “แดนวินิจฉัย” ซึ่งมีสาระสําคัญ เชนเดียวกับ “ดุลพินิจวินิจฉัย” ขึ้นมาเปนขอยกเวนของหลักการดังกลาว แตศาลยุติธรรมแหง สหภาพยุโรปกลับยอมรับวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในกรณีที่เกี่ยวของกับเรื่องทาง เทคนิควิชาการหรือการประเมินทางเศรษฐกิจ โดยในกรณีดังกลาวศาลจะเขาไปตรวจสอบการใช อํานาจดุลพินิจของฝายปกครองเพียงในขอบเขตที่จํากัด อยางไรก็ตามแนวคําพิพากษาในชวง หลังของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปก็แสดงใหเห็นแนวโนมของศาลที่เขาไปตรวจสอบการใช อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของคณะกรรมการแหงสหภาพยุโรปในเรื่องทางเทคนิควิชาการหรือการ ประเมินทางเศรษฐกิจอยางเขมขนมากขึ้น โดยศาลไดขยายความหลักเกณฑ “การใชดุลพินิจที่ ผิดพลาดอยางชัดแจงหรือไม (Manifest error)” ใหกวางขึ้นกวาเดิมและใชเปนฐานในการเขาไป ควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองอยางเขมขนขึ้น แนวคําพิพากษาของศาลปกครองเยอรมันและศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป แสดงให เห็นแนวโนมของการเคลื่อนเขาหากันของแนวความคิดที่อยูคนละขั้ว ซึ่งผูเขียนเห็นวาแนวโนมนี้ เกิดขึ้นจากการที่ทั้งศาลปกครองเยอรมันและศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปตางก็เห็นถึง
84 ขอบกพรองของแนวคิดและวิธีการที่ตนเองใชในการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง จึงจําตองหาทางแกจุดออนดังกลาว โดยศาลของประเทศทั้งสองไดหาทางออกใหกับปญหา ดังกลาว ดวยวิธีการที่แตกตางกันอยางชัดเจน กลาวคือ ศาลปกครองเยอรมันหาทางออกใหกับ ปญหาที่เกิดจากแนวคําพิพากษาที่วางบรรทัดฐานมาโดยตลอดวาฝายปกครองไมมีอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยและศาลมีอํานาจตรวจสอบกรณีดังกลาวไดเต็มที่ โดยการพัฒนาขอยกเวนวาดวย “แดนวินิจฉัย” ขึ้นมา ซึ่งกรณีใดบางที่จะถือวาฝายปกครองมี “แดนวินิจฉัย” หรือ “ดุลพินิจ วินิจฉัย” นั้นจําตองพิจารณาจากแนวคําพิพากษาของศาลที่เคยพิพากษามาแลวดังที่ไดยกมาเปน ตัวอยาง ขอยกเวนนี้ทําใหศาลไมจําตองเขาไปตรวจสอบอยางเต็มที่ในการใชการตีความกฎหมาย ของฝายปกครองในเรื่องที่ศาลไมอยูในฐานะที่จะเขาไปตรวจสอบได อยางไรก็ตามแนวทางที่ศาล ปกครองเยอรมันเลือกใช ก็ทําใหไมมีความแนนอนชัดเจนวากรณีใดบางที่ฝายปกครองมีอํานาจ ดุลพินิจเพราะไปขึ้นอยูกับศาลเปนสําคัญ ในสวนของ ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปหาทางออกใหกับปญหาที่เกิดขึ้นจากคํา พิพากษาที่วางแนวมาตลอดวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในเรื่องเกี่ยวกับเทคนิค วิชาการหรือเรื่องการประเมินทางเศรษฐกิจ โดยศาลไมอาจเขาไปตรวจสอบหรือประเมินแทนฝาย ปกครองไดและศาลมีอํานาจควบคุมอยางจํากัด โดยใชวิธีการตีความขยายหลักเกณฑเดิมที่ศาล เคยใชในการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง คือ หลักเกณฑ “การใชดุลพินิจที่ ผิดพลาดอยางชัดแจงหรือไม (Manifest error)” ใหกวางขึ้นโดยใหครอบคลุมไปถึงการตรวจสอบ วาการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยดังกลาว 1) วางอยูบนขอเท็จจริงที่ถูกตองหรือไม 2) วางอยูบน ขอเท็จจริงที่เชื่อถือไดหรือไม 3) วางอยูบนขอเท็จจริงที่สอดคลองตองกันหรือไม 4) วางอยูบน พยานหลักฐานที่เพียงพอที่จะสนับสนุนขอสรุปนั้นหรือไม การตีความดังกลาวสงผลใหศาลมี อํานาจเขาไปควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองไดเขมขนกวาที่เคย เปนมาในอดีต ผูเขียนมีความเห็นวาฝายปกครองยอมมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในกรณีที่บทบัญญัติใช ถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ ดังนั้นศาลจึง มีอํานาจในการควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจดังกลาวอยางจํากัด ผูเขียนจึงไมเห็นดวย กับแนวคิดและวิธีการที่ศาลปกครองเยอรมันใชในการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจของฝาย ปกครอง เพราะนอกจากแนวคิดที่ไมยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองจะทําใหเกิด ความไมมั่นคงแนนอนในนิติฐานะของประชาชนและทําใหเจตนารมณของฝายนิติบัญญัติซึ่งเปน ตัวแทนของประชาชนไมอาจบรรลุไดแลว แนวคิดดังกลาวยังนําไปสูปญหาตอการปฏิบัติหนาที่
85 ของศาลปกครองเยอรมันเองดวย นั่นคือศาลตองมีภาระหนาที่ในการเขาไปควบคุมตรวจสอบใน เรื่องที่ตนไมมีความรูความเชี่ยวชาญในทุกกรณีที่มีการฟองคดี ซึ่งยอมทําใหการพิจารณาคดี เปนไปอยางลาชาและไมมีประสิทธิภาพ สงผลใหศาลปกครองเยอรมันตองหาทางออกใหปญหา ดังกลาวโดยพัฒนาแนวคิดวาดวย “แดนวินิจฉัย” ขึ้นมาแกปญหา แตวิธีการแกปญหาดังกลาวก็ เปนการแกปญหาที่ปลายเหตุและไมมีประสิทธิภาพ ไมเปนระบบ เนื่องจากศาลไดวางหลักไว อยางมั่นคงวาโดยหลักแลวฝายปกครองไมมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ดังนั้นกรณีใดจะเปนกรณีที่ ฝายปกครองมีแดนวินิจฉัยจึงเปนเรื่องที่ศาลจะเปนผูพิจารณาเปนกรณี ๆ ไป สงผลให ไมอาจหา หลักเกณฑที่แนนอนเกี่ยวกับกรณีดังกลาวไดจนกวาศาลจะมีคําพิพากษาออกมา ผูเขียนเห็นพองกับแนวทางและวิธีการที่ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปใชในการควบคุม อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง ที่ศาลวางแนวไวในคําพิพากษาอยางมั่นคงวายอมรับ อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองในกรณีที่บทบัญญัติใชถอยคําทางกฎหมายที่มี ความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางวิชาการ และเมื่อตองเผชิญกับขอเรียกรองใหทําหนาที่ ควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองมากขึ้น ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปก็ยัง ยืนยันในหลักการเดิมอยางมั่นคงและหาทางออกโดยใชวิธีการขยายความหลักเกณฑที่ศาลเคยใช ในแนวคําพิพากษาเดิมเปนฐานในการเพิ่มความเขมขนในการเขาไปควบคุมตรวจสอบอํานาจ ดุลพินิจของฝายปกรอง โดยมีวัตถุประสงคเพื่อใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจอยางรอบคอบ และอยูในกรอบของกฎหมาย วิธีการดังกลาวเปนการประสานประโยชนสองประการที่ขัดแยงกัน คือ อํานาจดุลพินิจของฝายปกครองในการดําเนินการทางปกครองประการหนึ่ง และการคุมครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชนจากการใชอํานาจทางปกครองอีกประการหนึ่งไดอยางเหมาะสม ซึ่ง ผูเขียนเห็นวาแนวทางที่ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปปรับใชเปนแนวทางที่สอดคลองกับแนวคิด วาดวยอํานาจดุลพินิจและเหมาะสมที่จะนํามามาปรับใชกับการควบคุมดุลพินิจของฝายปกครอง โดยศาลปกครองไทย ดังจะไดกลาวในบทตอไป
86 บทที่ 4 การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในระบบกฎหมายไทย ศาลปกครองไทยถูกจัดตั้งขึ้นเปนครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เปนศาลอีกระบบ หนึ่งที่แยกเปนอิสระจากศาลยุติธรรม มีอํานาจหนาที่พิจารณาพิพากษาคดีปกครองโดยเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อปกปองคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตลอดจนเพื่อสรางบรรทัดฐานที่ถูกตองในการ ปฏิบัติราชการของฝายปกครอง และเมื่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ถูกประกาศใชแทนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ศาลปกครองก็ถูกรับรองไวในรัฐธรรมนูญฉบับใหมนี้เชนเดียวกัน ศาลปกครองเปน ศาลที่มีอํานาจหนาที่เฉพาะตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 2231 และตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 92 กําหนดไว หากนับระยะเวลาตั้งแต ศาลปกครองไทยเปดทําการครั้งแรกใน พ.ศ.2544 จนถึงปจจุบัน ก็เปนเวลาเปดทําการเพียง ประมาณ 11 ป ซึ่งเมื่อพิจารณาในเชิงสถาบันแลว ระยะเวลา 11 ป ถือวานอยมาก กลาวไดวา ชวงเวลาดังกลาวเปนชวงเริ่มตนของศาลปกครองไทย อยางไรก็ตามในระยะเริ่มตนดังกลาว ตุลาการศาลปกครองและนักกฎหมายมหาชนไทยไดมีสวนรวมกันในการพัฒนาหลักกฎหมาย มหาชนที่สําคัญ ๆ หลายเรื่อง โดยเฉพาะตุลาการศาลปกครอง ทั้งตุลาการศาลปกครองสูงสุด และตุลาการศาลปกครองชั้นตน ลวนมีสวนสําคัญในการพัฒนาหลักกฎหมายมหาชนที่สําคัญ ๆ ผานทางคําพิพากษา กลาวเฉพาะเรื่องการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองนั้น ตุลาการศาลปกครองไดวางหลักเกณฑในการควบคุมอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองไวหลาย ประการ กอนที่ผูเขียนจะเขาไปศึกษาและวิเคราะหแนวคําพิพากษาและหลักกฎหมายที่เกี่ยวกับ “ดุลพินิจวินิจฉัย” ของศาลปกครองอันเปนวัตถุประสงคของวิทยานิพนธฉบับนี้ ผูเขียนจะไดศึกษา แนวคําพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในชวงกอนที่จะมีการจัดตั้งศาลปกครอง เพื่อชี้ใหเห็นแนวคิดของศาลยุติธรรมไทยและแนวคําพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับเรื่องนี้ จากนั้นจะ ไดศึกษาแนวคําวินิจฉัยและหลักกฎหมายที่เกี่ยวกับ “ดุลพินิจตัดสินใจ” ที่มาจากคําพิพากษาของ ศาลปกครองโดยสังเขปเพื่อใหผูอานเขาใจภาพรวมเกี่ยวกับการควบคุมดุลพินิจของฝายปกครอง 1 ดูรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 233 2 ดูพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9