87 ในระบบกฎหมายไทย จากนั้นจึงจะไดอธิบายแนวคิดและแนวคําพิพากษาเกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยอยางละเอียดเปนลําดับสุดทายของบทนี้ 4.1 การควบคุมอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในระบบศาลยุติธรรม ดังที่ไดกลาวไวในบทนําแลววาศาลปกครองไทยเพิ่งถูกตั้งขึ้นและเปดดําเนินการในป พ.ศ. 2544 โดยกอนหนานั้นศาลที่มีอํานาจหนาที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีอันเกิดจากการกระทําที่ ไมชอบดวยกฎหมายของฝายปกครอง คือ ศาลยุติธรรม ซึ่งเปนศาลที่มีอํานาจทั่วไป ในชวง กอนที่ศาลปกครองเปดดําเนินการนั้นศาลยุติธรรมโดยศาลฎีกาไดวางหลักกฎหมายเกี่ยวกับการ ควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจหนาที่โดยไมชอบดวยกฎหมายของฝายปกครองที่สําคัญไวหลาย ประการ เมื่อพิจารณาเฉพาะเรื่องการควบคุมอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองนั้น ศาล ฎีกาก็ไดวางหลักกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไวในแนวคําพิพากษาศาลฎีกาซึ่งสรุปไดวา ศาลยุติธรรม ไมยอมรับวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย และศาลมีอํานาจในการเขาไปควบคุม ตรวจสอบการใชอํานาจของฝายปกครองในการตีความกฎหมายหรือใหลักษณะทางกฎหมายแก ขอเท็จจริงไดทุกกรณี3 แมกฎหมายจะบัญญัติขอเท็จจริงอันเปนองคประกอบสวนเหตุดวยถอยคํา ที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงประเภทที่เปน Normative Concept ก็ตาม4 ฝายปกครองไมมี อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในกรณีนี้แตอยางใด เพื่อใหเขาใจเหตุผลของศาลฎีกาที่ไดวางหลัก เกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองไว ผูเขียนขอยกตัวอยางคําพิพากษาศาลฎีกา มาอธิบายประกอบ 3 คําพิพากษา ดังตอไปนี้ ตัวอยางที่ 1 คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 910-920/2510 ขอเท็จจริง เจาพนักงานทองถิ่นไดเขาไปตรวจสอบอาคารพิพาทแลวมีความเห็นวาอาคาร ดังกลาวไมมั่นคงแข็งแรง ไมปลอดภัยอันอาจเปนอันตรายตอรางกาย ชีวิตและทรัพยสิน จึงมี คําสั่งใหเจาของหรือผูครอบครองอาคารดําเนินการรื้อถอนอาคารดังกลาว เนื่องจากอาคารอยูใน 3 สมคิด เลิศไพฑูรย, รายงานวิจัยเรื่อง คําพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวกับคดีปกครอง, (กรุงเทพมหานคร : สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, พ.ศ. 2541), น.37. 4 เอกบุญ วงศสวัสดิ์กุล, “การควบคุมอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองโดยศาลไทย”, (วิทยานิพนธมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, 2535), น.195.
88 ลักษณะที่ไมมั่นคงแข็งแรง หรือไมปลอดภัยอันอาจเปนอันตรายตอรางกาย ชีวิตและทรัพยสินตาม พระราชบัญญัติควบคุมการกอสรางอาคาร พ.ศ. 2479 เจาของหรือผูครอบครองอาคารดังกลาว เห็นวาอาคารของตนไมไดมีสภาพตามที่เจาพนักงานทองถิ่นใหเหตุผลประกอบการออกคําสั่ง และเห็นวาคําสั่งของเจาพนักงานทองถิ่นเปนคําสั่งที่ไมชอบดวยกฎหมาย จึงนําคดีดังกลาวมา ฟองตอศาลเพื่อใหเพิกถอนคําสั่งของเจาพนักงานทองถิ่น คําพิพากษา ศาลฎีกาพิเคราะหแลวเห็นวาในประเด็นที่วาอาคารพิพาทมีลักษณะไมมั่นคง แข็งแรงหรือไมปลอดภัย ซึ่งนาจะเปนอันตรายตอรางกาย ชีวิตหรือทรัพยสิน อันควรรื้อถอนหรือไม ขอนี้กฎหมายใหอํานาจเด็ดขาดใหเจาพนักงานทองถิ่นมีอํานาจสั่งการไปยังเจาของหรือผู ครอบครองหรือไมนั้น ศาลไดตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวของนี้แลว ไมปรากฏวามีกฎหมายใด บัญญัติใหอํานาจแกเจาหนาที่ทองถิ่นใหมีอํานาจสั่งการในกรณีดังกลาวแกเจาของหรือผู ครอบครองอาคารไดโดยเด็ดขาดเปนที่สุด ฉะนั้นศาลจึงยอมมีอํานาจวินิจฉัยขอพิพาทกรณีนี้ได การที่ปรากฏคําวา “มีสภาพชํารุดทรุดโทรมอันเปนที่นารังเกียจ ฯลฯ” ในเอกสารหมาย ล.1 และคํา เบิกความของพยานจําเลยวาที่สั่งใหรื้อถอนอาคารนี้เพราะมีเหตุนารังเกียจรวมอยูดวย จึงมีคําสั่ง ใหรื้อเพราะในเขตเทศบาลตองการความเรียบรอยไมรกรุงรัง อาคารใดที่เปนอาคารไมเกาแกก็ สมควรใหรื้อ ยอมแสดงวาถือเอาสภาพนารังเกียจดังกลาวของอาคารพิพาทเปนลักษณะสําคัญ อันเปนที่ตั้งแหงการวินิจฉัย แตกฎหมายมิไดบัญญัติไววาใหถือเอาเหตุนี้มาวินิจฉัยได และแมจะ ตัดเอาคําวา “เปนที่นารังเกียจ” ออกไป แตคําวา “ไมมั่นคงแข็งแรง ไมปลอดภัย อันอาจเปน อันตรายตอชีวิต รางกายและทรัพยสิน” ที่ยังคงมีอยูอีกนั้นก็ไดความเพียงวา “อาจ” เปนอันตราย ฯลฯ เทานั้น ซึ่งหามีความหมายตรงกับคําวา “นาจะเปนอันตราย” ฯลฯ ดังบัญญัติไวในมาตรา 12 แหงพระราชบัญญัติควบคุมการกอสรางอาคาร พ.ศ. 2479 และมาตรา 5 แหงพระราชบัญญัติ ควบคุมการกอสรางอาคาร (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2504 นั้นไม เพราะโอกาสที่จะเปนอันตรายตาม ความหมายแหงถอยคําทั้งสองดังกลาวนั้นตางกัน กลาวคือ เทาที่ปรากฏตามพจนานุกรมนั้นคําวา “นา” แปลวา “ควร ฯลฯ” ซึ่งมีความหมายแนนอนกวาคําวา “อาจ” ซึ่งแปลวา “เปนไปได ฯลฯ” เทานั้น จากการตรวจดูสภาพหองพิพาทที่ศาลชั้นตนไดตรวจและบันทึกไวนั้น โจทกก็ได ระบุอางพยานและไดรับอนุญาตจากศาล ศาลชั้นตนไดบันทึกไวตามที่ศาลชั้นตนไดตรวจเห็น สภาพที่เปนจริงดวยตนเอง จึงเปนการชอบดวยกระบวนพิจารณาแลว ยอมใชบันทึกดังกลาวเปน พยานหลักฐานได และจากบันทึกดังกลาวไมปรากฏสภาพวาไมปลอดภัยอยางใด ตรงกันขาม
89 กลับไดความวาอาคารพิพาทอยูในสภาพมั่นคงพอที่จะอยูอาศัยไดตามปกติโดยปลอดภัย อนึ่ง ตามเอกสารหมาย ล.1 และพยานจําเลยเบิกความวาจนถึงวันนี้ (ระยะเวลาปเศษ) อาคารดังกลาว ก็ยังไมพัง แลวจะใหรับฟงวาอาคารพิพาทไมแข็งแรง ไมปลอดภัยจนถึงขนาดที่วาอาจจะพังวันนี้ พรุงนี้ดังคําใหการพยานจําเลยไดอยางไร ดวยเหตุนี้คําสั่งของจําเลยที่ใหโจทกรื้อถอนอาคาร พิพาทจึงมิไดตั้งอยูบนเหตุผลและไมมีมูลฐานตามกฎหมาย ตัวอยางที่ 2 คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 646-647/2510 ขอเท็จจริง เจาพนักงานทองถิ่นเขาตรวจสอบอาคารแลวพบวาอาคารพิพาทมีสภาพชํารุด ทรุดโทรมหรืออยูในสภาพที่นารังเกียจและไมอาจแกไขไดตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาด และความเปนระเบียบเรียบรอยของบานเมือง พ.ศ. 2503 จึงมีคําสั่งตามกฎหมายดังกลาวให เจาของหรือผูครอบครองดําเนินการรื้อถอนอาคารดังกลาวออกไป เจาของอาคารเห็นวาคําสั่งของ เจาพนักงานทองถิ่นไมชอบดวยกฎหมายจึงนําคดีมาฟองตอศาล โดยโตแยงวาอาคารของตน ตั้งอยูริมถนนที่มีขนาดกวางไมถึงแปดเมตรและไมไดมีสภาพชํารุดทรุดโทรมหรือนารังเกียจและไม อาจแกไขไดตามที่เจาพนักงานทองถิ่นใหเหตุผล จึงไมเขาเงื่อนไขตามกฎหมายที่เจาพนักงาน ทองถิ่นจะสั่งใหรื้อถอนได คําสั่งใหรื้อถอนอาคารของเจาพนักงานทองถิ่นจึงไมชอบดวยกฎหมาย คําพิพากษา ตามที่โจทกฎีกาประเด็นหนึ่งวาอาคารของโจทกยังอยูในสภาพมั่นคงแข็งแรง ศาลฎีกาเห็นวาอาคารของโจทกในคดีนี้ตั้งอยูริมถนนกวางไมต่ํากวาแปดเมตรอันอยูในบังคับของ พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเปนระเบียบเรียบรอยของบานเมือง พ.ศ. 2503 และ มาตรา 12 ของพระราชบัญญัตินี้บัญญัติวา “เมื่อเจาพนักงานทองถิ่นเห็นวาอาคารใดซึ่งตั้งอยูริม ถนนที่มีขนาดกวางไมต่ํากวาแปดเมตร ชํารุดทรุดโทรมหรืออยูในสภาพอันเปนที่นารังเกียจและไม อาจแกไขได ฯลฯ ถาคณะกรรมการไมนอยกวาหานายเห็นวาอาคารนั้นไมอาจแกไขไดและบุคคล ซึ่งอาศัยอยูในสถานที่นั้นมีที่อยูอาศัยในสถานที่แหงอื่น หรือถาไมมี เจาพนักงานทองถิ่นหรือผูที่ ไดรับมอบหมายสามารถจะจัดหาที่อยูอาศัยใหแกผูที่อยูอาศัยในสถานที่นั้นในสภาพและความ เปนอยูที่ใกลเคียงกับสภาพและความเปนอยูเดิมเปนการชั่วคราว ฯลฯ ใหเจาพนักงานทองถิ่นมี คําสั่งเปนหนังสือใหเจาของหรือผูครอบครองอาคารจัดการรื้อถอนใหเสร็จสิ้นภายในสามสิบวัน ฯลฯ” ดังนี้จะเห็นไดวาตามบทบัญญัติดังกลาวใหอํานาจจําเลยที่สองซึ่งเปนเจาพนักงานทองถิ่นที่ จะออกคําสั่งใหเจาของหรือผูครอบครองรื้อถอนอาคารดังกลาวได ถาชํารุดทรุดโทรมหรืออยูใน สภาพอันเปนที่นารังเกียจและไมอาจแกไขไดและคณะกรรมการที่แตงตั้งขึ้นก็เห็นวาไมอาจแกไขได
90 ใหสังเกตวาสภาพที่นารังเกียจหรือไมนี้ กฎหมายใหเจาพนักงานทองถิ่นหรือคณะกรรมการลง ความเห็นหาไดใหถือตามขอเท็จจริงเชนตอนที่วาอาคารอยูริมถนนกวางไมเกินแปดเมตรหรือไม ตามที่โจทกโตแยงวาอาคารของโจทกอยูในสภาพมั่นคงแข็งแรงนั้น กฎหมาย ดังกลาวมิไดบัญญัติเหตุไวเพียงอาคารชํารุดทรุดโทรมแตอยางเดียว หากแตบัญญัติไวในเหตุที่ เจาพนักงานทองถิ่นเห็นวาอาคารอยูในสภาพอันเปนที่นารังเกียจอีกเหตุหนึ่งดวย ปญหาที่ตอง พิจารณาคือ ความเห็นของเจาพนักงานทองถิ่นและของคณะกรรมการที่แตงตั้งเปนไปตาม กฎหมายดังที่กลาวมาแลวหรือไม ศาลไดพิเคราะหคําสั่งของจําเลยประกอบกับคําอุทธรณของโจทกตอ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยและผลของการพิจารณาคําสั่งอุทธรณนั้นแลวเห็นวา อาคาร ของโจทกชํารุดทรุดโทรมและอยูในสภาพอันเปนที่นารังเกียจทั้งสองประการ โดยเหตุที่อาคารของ โจทกแมจะมั่นคงแข็งแรง แตเปนอาคารไมสองชั้นถัดไปทางซายขวาเปนที่วางเพราะหองเดิมถูก รื้อถอนไป ตอจากที่วางทั้งสองขางเปนตึกแถวสองชั้น ขางหนึ่งมี 14 หองยาวไปจรดถนนเยาวราช อีกขางหนึ่งมี 13 หอง ในถนนแถวเดียวกันมีอาคารไมเฉพาะอาคารของโจทกสองหองปะปนอยู นอกจากนั้นเปนตึกแถวสองชั้นทั้งนั้น เจาพนักงานทองถิ่นจึงเห็นวาไมมีความเปนระเบียบ เรียบรอย เมื่อไดคํานึงถึงเหตุผลในการประกาศใชพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดฯ ก็เพื่อให บานเมืองอยูในสภาพที่สะอาดและเปนระเบียบเรียบรอยยิ่งขึ้น การที่มีอาคารของโจทกที่เปนไมซึ่ง ปลูกสรางมาแลว 15 ป ปะปนอยูกับอาคารซึ่งลวนแลวแตเปนตึกแถวสองชั้นทั้งนั้นในถนนแถว เดียวกันเชนนี้ ความเห็นของเจาพนักงานทองถิ่นที่วาอาคารของโจทกอยูในสภาพอันเปนที่นา รังเกียจ จึงเปนความเห็นที่ชอบตามความมุงหมายของพระราชบัญญัตินี้แลว ตัวอยางที่ 3 คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 598/2513 ขอเท็จจริง คดีนี้เปนกรณีที่เจาพนักงานทองถิ่นไดออกคําสั่งตามพระราชบัญญัติรักษาความ เปนระเบียบเรียบรอยของบานเมือง พ.ศ. 2503 มาตรา 12 โดยออกคําสั่งใหโจทกซึ่งเปนเจาของ หรือผูครอบครองอาคารดําเนินการรื้อถอนอาคาร เมื่อเจาของหรือผูครอบครองอาคารไม ดําเนินการรื้อถอนก็ไดมีการเขาดําเนินการบังคับตามคําสั่งโดยเขารื้อถอนอาคารของโจทก 2 หอง จนหมดสภาพความเปนอาคารและไมสามารถใชการไดอีกตอไป ทั้งที่โจทกไมยินยอม และโจทก เห็นวาอาคารดังกลาวก็ยังอยูในสภาพมั่นคงแข็งแรง มิไดชํารุดทรุดโทรมตามที่จําเลยกลาวอาง เปนเหตุผลในการสั่งใหรื้อถอนแตอยางใด การกระทําของจําเลยจึงเปนการกระทําละเมิดตอ โจทก
91 คําพิพากษา ศาลฎีกาวินิจฉัยวา อาคารของโจทกยังไมชํารุดทรุดโทรมหรืออยูในสภาพอันเปน ที่นารังเกียจและไมอาจแกไขไดที่ตั้งปะปนอยูกับอาคารอื่น คงเปนแตวาเมื่อไดรื้อถอนอาคาร สวนมากออกไปแลว ทําใหมีที่วางคั่นอาคารของโจทกและของผูอื่นที่ถูกรื้อไปเปนตอนๆ ทําใหมี สภาพไมนาดูเทานั้น จึงไมเปนเหตุใหอาคารพิพาทของโจทกตกเปนอาคารที่อยูในสภาพอันเปนที่ นารังเกียจและไมอาจแกไขได ตามมาตรา 12 แหงพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความ เปนระเบียบเรียบรอยของบานเมือง พ.ศ. 2503 เนื่องจากอาคารที่มีสภาพอันเปนที่นารังเกียจและ ไมอาจแกไขไดตามมาตรานี้มีความหมายถึงตัวอาคารไมใชบริเวณ เมื่ออาคารของโจทกยังไม ชํารุดทรุดโทรมหรืออยูในสภาพอันเปนที่นารังเกียจและไมอาจแกไขได จึงนําเอามาตรา 12 แหง พระราชบัญญัตินี้มาใชบังคับไมได เมื่ออาคารของโจทกไมอยูในลักษณะที่เทศบาลจะใชอํานาจ ตามมาตรา 12 แหงพระราชบัญญัติขางตนมาบังคับได การกระทําของจําเลยจึงเปนการละเมิด ตอโจทก ความเห็นของผูเขียน จากตัวอยางคําพิพากษาศาลฎีกาทั้งสามฉบับที่ยกมาขางตน จะเห็นไดวาแมผล ของคําพิพากษาจะมีความแตกตางกัน กลาวคือ ในคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 910-920/2510 และ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 598/2513 ศาลพิพากษาตามฟองของโจทกวา คําสั่งของเจาพนักงาน ทองถิ่นไมชอบดวยกฎหมาย แตในคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 646-647/2510 ศาลพิพากษายกฟอง ของโจทก อยางไรก็ตามคําพิพากษาทั้งสามฉบับวางอยูบนหลักการพื้นฐานเดียวกันในเรื่อง เกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง นั่นคือ ศาลฎีกาวางหลักอยางเปนเอกภาพใน คําพิพากษาทั้งสามฉบับวา ในกรณีที่โครงสรางองคประกอบสวนเหตุของกฎหมายใชถอยคําที่มี ความหมายไมเฉพาะเจาะจง เปนเรื่องการตีความกฎหมายซึ่งศาลมีอํานาจเขาไปควบคุม ตรวจสอบการตีความของฝายปกครองไดอยางเต็มที่ในทุกกรณี ฝายปกครองไมมีอํานาจดุลพินิจ ในกรณีนี้แตอยางใด หรืออาจกลาวไดวาศาลฎีกามีแนวคิดไปในทางไมยอมรับอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยของฝายปกครอง แมบทบัญญัติของกฎหมายในคดีทั้งสามเปนกรณีที่กฎหมายใชถอยคํา ที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการก็ตาม แนวคําพิพากษาเกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของศาลฎีกาขางตนถูกวิจารณ จากนักกฎหมายมหาชนวาไมเปนไปตามหลักวิชาการ เปนคําพิพากษาที่มาจากความไมเขาใจ
92 แนวคิดเรื่องอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองของศาลยุติธรรม5 นอกจากนี้แนวคําพิพากษา ดังกลาวยังไมสอดคลองกับแนวคําพิพากษาของศาลในประเทศที่กาวหนาทางกฎหมายมหาชน เชนศาลยุติธรรมแหงสภาพยุโรป แมแนวคําพิพากษาศาลฎีกาจะโนมเอียงไปทางเดียวกับศาล ปกครองเยอรมัน แตก็ไมอาจกลาวไดวาเปนไปในแนวทางเดียวกัน เนื่องจากแมโดยหลักแลวศาล ปกครองเยอรมันจะไมยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง แตศาลปกครองเยอรมันก็ ไดพัฒนาขอยกเวนวาดวยแดนวินิจฉัยขึ้นมาเพื่อใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในบาง เรื่องดังที่ไดกลาวมาในบทที่ 3 แตศาลฎีกาไมไดมีการพัฒนาขอยกเวนในลักษณะเดียวกันขึ้นมา ปรับใชในการพิพากษาคดี ดังนั้นจึงสรุปไดวากอนการเปดทําการของศาลปกครองของไทย ศาลยุติธรรม เปนศาลที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง โดยศาลฎีกาไดวางแนวบรรทัดฐานเกี่ยวกับการ ควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองไววา ศาลไมยอมรับอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยของฝายปกครองและมีอํานาจเขาไปควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจของฝายปกครองใน การใชการตีความบทบัญญัติในโครงสรางองคประกอบสวนเหตุของกฎหมายไดอยางเต็มที่ เชนเดียวกับการวินิจฉัยขอกฎหมายธรรมดา 4.2 การควบคุมการใชดุลพินิจตัดสินใจของฝายปกครองโดยศาลปกครองไทย ในการศึกษาเรื่องการควบคุมการใชดุลพินิจตัดสินใจของฝายปกครองโดยศาลปกครอง ไทยนั้นผูเขียนขอแยกการศึกษาออกเปนสองสวน คือ การควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจ ดุลพินิจอยางแทจริง และการควบคุมตรวจสอบในเนื้อหาของการใชอํานาจดุลพินิจของฝาย ปกครอง มีรายละเอียดดังนี้ 4.2.1 การควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจอยางแทจริง จากที่ไดอธิบายในบทที่ผานมาวากรณีที่กฎหมายกําหนดใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจ นั้นยอมหมายความวา ฝายนิติบัญญัติพิจารณาแลวเห็นวาในเรื่องนั้น ๆ สมควรใหเปนอํานาจ ดุลพินิจของฝายปกครองที่จะใชความรูความสามารถตัดสินใจในกรณีเฉพาะใหเหมาะสม ดังนั้น อํานาจดุลพินิจของฝายปกครองจึงไมไดหมายความวา ฝายปกครองมีเสรีภาพที่จะใชหรือไมใช ดุลพินิจก็ได ตรงกันขามฝายปกครองมีความผูกพันหรือมีหนาที่ที่ตองใชอํานาจดุลพินิจ หรือที่ใน หัวขอนี้เรียกวาฝายปกครองมีหนาที่ตองใชดุลพินิจอยางแทจริง จากการศึกษาแนวคําพิพากษา 5 ดูตัวอยางขอวิจารณ ใน เอกบุญ วงศสวัสดิ์กุล,เพิ่งอาง, น.191.
93 ของศาลปกครองเกี่ยวกับการควบคุมตรวจสอบดุลพินิจตัดสินใจของศาลปกครองพบวาศาล ปกครองจะเขาไปควบคุมวาฝายปกครองไดใชอํานาจดุลพินิจอยางแทจริงหรือไม และหากพบวา ฝายปกครองไมไดใชอํานาจดุลพินิจอยางแทจริง ศาลปกครองจะพิพากษาวาการกระทําทาง ปกครองดังกลาวไมชอบดวยกฎหมาย ซึ่งสามารถแยกพิจารณาไดดังตอไปนี้ 4.2.1.1 การควบคุมใหฝายปกครองตองใชอํานาจดุลพินิจตามที่กฎหมาย กําหนด การที่กฎหมายกําหนดใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจนั้นก็เพื่อใหฝายปกครอง สามารถใชอํานาจหนาที่ไดอยางยืดหยุนเหมาะสมกับสภาพขอเท็จจริง โดยยึดถือเจตนารมณของ กฎหมายเปนเปาหมายในการใชอํานาจ ฝายปกครองจึงมีหนาที่ตองใชอํานาจดุลพินิจดังกลาว จะปฏิเสธไมใชอํานาจดุลพินิจไมได เพราะหากยอมใหเปนเชนนั้นยอมทําใหเจตนารมณที่กฎหมาย มอบอํานาจดุลพินิจใหฝายปกครองไมอาจบรรลุผลได การปฏิเสธไมใชอํานาจดุลพินิจของฝาย ปกครองอาจเกิดขึ้นไดในสองกรณี ไดแก กรณีที่หนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อกฎหมายกําหนดใหฝายปกครองมีหนาที่ตองใชอํานาจ ดุลพินิจเมื่อขอเท็จจริงอันเปนไปตามเงื่อนไขของกฎหมายปรากฏตอฝายปกครอง เชน พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 37 วรรคหนึ่งบัญญัติวา “ในกรณีที่พนักงานเจาหนาที่ พบวาผูประกอบกิจการโรงงานผูใดฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือการประกอบ กิจการโรงงานมีสภาพที่อาจกอใหเกิดอันตราย ความเสียหายหรือความเดือดรอนแกบุคคลหรือ ทรัพยสินที่อยูในโรงงานหรือที่อยูใกลเคียงกับโรงงาน ใหพนักงานเจาหนาที่ที่มีอํานาจสั่งใหผูนั้น ระงับการกระทําที่ฝาฝนหรือแกไขหรือปรับปรุงหรือปฏิบัติใหถูกตองหรือเหมาะสมภายใน ระยะเวลาที่กําหนดได” ตามบทบัญญัตินี้เมื่อพนักงานเจาหนาที่พบวาผูประกอบกิจการโรงงานมี การกระทําที่ฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามกฎหมาย หรือการประกอบกิจการโรงงานมีสภาพที่อาจ กอใหเกิดอันตรายความเสียหายหรือความเดือดรอนแกบุคคลหรือทรัพยสินที่อยูในโรงงานหรืออยู ใกลเคียงกับโรงงาน เจาหนาที่ดังกลาวก็มีหนาที่ตองใชอํานาจดุลพินิจตัดสินใจวาจะดําเนินการ อยางไร จะปฏิเสธไมใชอํานาจดุลพินิจไมได เพราะหากเจาหนาที่ทําเชนนั้นยอมเปนการกระทําที่ ไมชอบดวยกฎหมาย6 กรณีที่สอง เกิดขึ้นเมื่อกฎหมายกําหนดใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจและฝาย ปกครองไดมีการกําหนดนโยบายในการใชอํานาจดุลพินิจเปนแนวปฏิบัติภายในฝายปกครอง 6 ดูตัวอยางแนวคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่วางหลักกฎหมายในเรื่องนี้ที่ คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.37/2546
94 กรณีเชนนี้กฎหมายปกครองไมยอมรับการออกคําสั่งตามแนวปฏิบัติดังกลาวอยางเครงครัดโดยไม คํานึงถึงขอเท็จจริงที่แตกตางกัน เพราะหากยอมรับเชนนั้นก็เทากับวาฝายปกครองไมไดใชอํานาจ ดุลพินิจของตนเองบนฐานขอเท็จจริงเฉพาะเรื่องตามเจตนารมณที่กฎหมายมอบอํานาจดุลพินิจให แตยอมตนปฏิบัติตามแนวปฏิบัติเฉกเชนเปนอํานาจผูกพัน ซึ่งขัดตอเจตนารมณของกฎหมาย และทําใหอํานาจดุลพินิจที่กฎหมายมอบใหกลายเปนอํานาจผูกพันไป อยางไรก็ดีแนวปฏิบัติ ภายในฝายปกครองที่กําหนดนโยบายในการใชอํานาจดุลพินิจก็มีประโยชน ชวยสงเสริมใหการใช อํานาจดุลพินิจของฝายปกครองเปนเอกภาพและไมเปนการเลือกปฏิบัติ ดังนั้นการออกคําสั่งทาง ปกครองโดยอางอิงตามแนวปฏิบัติอาจจะถือเปนการใชอํานาจดุลพินิจที่ชอบดวยกฎหมาย หาก ปรากฏวาเจาหนาที่ไดพิจารณาขอเท็จจริงในกรณีเฉพาะเรื่องแลวและเห็นวาไมมีลักษณะพิเศษ เพียงพอที่จะวินิจฉัยแตกตางไปจากแนวปฏิบัติ แตหากเจาหนาที่ออกคําสั่งไปโดยไมพิจารณา ขอเท็จจริงดังกลาวเลย การใชอํานาจดุลพินิจดังกลาวยอมไมชอบดวยกฎหมาย 7 นอกจากนี้ฝายปกครองไมอาจอางระเบียบหรือแนวปฏิบัติภายในที่ไมสอดคลอง กับวัตถุประสงคของกฎหมายที่ใหอํานาจดุลพินิจแกฝายปกครอง หากฝายปกครองสั่งการโดยไม ใชอํานาจดุลพินิจหรือโดยผูกพันตนเองอยูกับระเบียบหรือแนวปฏิบัติที่เรียกวา “ยี่ตอก” ซึ่งไม สอดคลองกับวัตถุประสงคของกฎหมาย ยอมสงผลใหคําสั่งทางปกครองดังกลาวไมชอบดวย กฎหมายและอาจถูกเพิกถอนโดยศาลปกครองได8 4.2.1.2 การควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจโดยคํานึงถึง ขอเท็จจริงในแตละกรณีอยางรอบดาน การพิจารณาขอเท็จจริงอยางรอบดานและครบถวน เปนพื้นฐานสําคัญสําหรับ การใชอํานาจของฝายปกครอง ไมวาจะเปนกรณีที่กฎหมายไดบัญญัติใหเปนอํานาจผูกพันหรือ อํานาจดุลพินิจของฝายปกครองก็ตาม โดยเฉพาะในกรณีที่ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจนั้น การใชอํานาจดังกลาวฝายปกครองมีหนาที่ตองนําขอเท็จจริงตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับกรณีดังกลาว เขามาพิจารณาอยางรอบดานและครบถวนเพียงพอที่จะเปนฐานในการใชอํานาจ นอกจากนี้ฝาย ปกครองตองไมนําขอเท็จจริงที่ไมเกี่ยวของกับกรณีดังกลาวเขามาสูการพิจารณา อันเปนการ 7 วรเจตน ภาคีรัตน, กฎหมายปกครองภาคทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร : นิติราษฎร, 2554), น.80 8 ดูตัวอยางแนวคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่วางหลักกฎหมายในเรื่องนี้ที่ คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.186/2548 , คดีหมายเลขแดงที่ อ.160/2548 และ คดีหมายเลขแดงสที่ อ.8/2549
95 ดําเนินการที่ตองทํากอนที่จะมีการใชอํานาจดุลพินิจที่กฎหมายใหอํานาจไว หากฝายปกครองมิได พิจารณาขอเท็จจริงอยางรอบดานและครบถวน หรือนําขอเท็จจริงที่ไมเกี่ยวของเขาสูการพิจารณา ประกอบการใชอํานาจดุลพินิจ ยอมทําใหกรณีดังกลาวเปนการใชดุลพินิจโดยไมชอบดวย กฎหมายและอาจถูกเพิกถอนโดยศาลปกครองได โดยเหตุผลของเรื่องนี้ คือ การที่กฎหมายมอบ อํานาจดุลพินิจใหฝายปกครองนั้นก็เพื่อใหฝายปกครองใชความรูความสามารถของตนพิจารณา กรณีตาง ๆ อยางรอบดาน เพื่อประโยชนสาธารณะที่กฎหมายมุงคุมครอง โดยขอเท็จจริงที่ ครบถวนรอบดานนั้นเปนพื้นฐานที่สําคัญที่จะทําใหการใชอํานาจดุลพินิจเปนไปอยางถูกตองและ บรรลุตามเจตนารมณของกฎหมาย การดําเนินการที่ไมเปนไปตามหลักเกณฑนี้ยอมเปนการใช อํานาจดุลพินิจที่ไมชอบดวยกฎหมาย เนื่องจากหากฝายปกครองมีการพิจารณาขอเท็จจริงอยาง ครบถวนรอบดานแลว ฝายปกครองอาจมีการเปลี่ยนแปลงคําสั่งหรือมาตรการที่ออกไปในครั้งแรก ก็ได9 4.2.2 การควบคุมในเนื้อหาของอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง หลักการสําคัญเกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจ คือ เมื่อกฎหมายกําหนดใหฝายปกครองมีอํานาจ ดุลพินิจยอมหมายความวาฝายปกครองมีเสรีภาพที่จะเลือกมาตรการหรือวิธีการตามที่กฎหมาย เปดชองใหทําได เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคของกฎหมาย โดยศาลจะไมเขามาตรวจสอบในเนื้อหา ของอํานาจดุลพินิจ อยางไรก็ตามการที่ฝายนิติบัญญัติมอบอํานาจดุลพินิจใหแกฝายปกครองก็ เปนการมอบโดยมีวัตถุประสงคที่สําคัญ คือ เพื่อใหฝายปกครองสามารถใชดุลพินิจดังกลาว ดําเนินการทางปกครองอยางมีประสิทธิภาพ คลองตัวและสามารถอํานวยประโยชนแกสาธารณะ มากที่สุด ฝายนิติบัญญัติมิไดประสงคที่จะใหอํานาจดุลพินิจดังกลาวเพื่อใหฝายปกครองนําไปใช ตามอําเภอใจ ดวยเหตุผลดังกลาวการที่ศาลปกครองจะจํากัดการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจ ของฝายปกครองไวเพียงการควบคุมใหฝายปกครองตองใชอํานาจดุลพินิจอยางแทจริงดังที่ได อธิบายในหัวขอที่ผานมา ยอมไมเพียงพอที่จะทําใหวัตถุประสงคของฝายนิติบัญญัติบรรลุไดและ คงเปนการเปดโอกาสใหฝายบริหารใชอํานาจดุลพินิจตามอําเภอใจไดโดยงาย ศาลปกครองทั้ง ของไทยและตางประเทศตางตระหนักถึงปญหานี้ จึงไดพัฒนาหลักกฎหมายขึ้นมาเพื่อควบคุม ตรวจสอบในเนื้อหาของการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองเพิ่มเติมจากการควบคุมใหฝาย 9 ดูตัวอยางแนวคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่วางหลักกฎหมายในเรื่องนี้ที่ คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.50/2546, คดีหมายเลขแดงที่ อ. 213/2549 และ คดีหมายเลขแดงที่ อ.79/2547
96 ปกครองใชอํานาจดุลพินิจอยางแทจริง ในสวนนี้ผูเขียนจะขออธิบายถึงหลักการที่ศาลปกครอง สูงสุดไดนํามาใชตรวจสอบเนื้อหาของการใชอํานาจดุลพินิจ โดยยกตัวอยางคําพิพากษาของศาล ปกครองสูงสุดประกอบ ดังรายละเอียดตอไปนี้ 4.2.2.1 การควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจโดยเปนไปตามหลัก ความพอสมควรแกเหตุ หลักความพอสมควรแกเหตุเปนหลักกฎหมายทั่วไปที่ศาลปกครองนํามาใชในการ ควบคุมตรวจสอบในเนื้อหาของการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง โดยหลักการดังกลาวมี สาระสําคัญวา คําสั่งหรือมาตรการทางปกครองที่ฝายปกครองเลือกใชนั้น ตองเปนคําสั่งหรือ มาตรการที่เปนไปตามเงื่อนไขทั้ง 3 ประการดังตอไปนี้อยางครบถวน ประการที่หนึ่ง คําสั่งหรือ มาตรการดังกลาวตองสามารถทําใหบรรลุวัตถุประสงคของกฎหมายได ประการที่สอง คําสั่งหรือ มาตรการดังกลาวตองเปนคําสั่งหรือมาตรการที่จําเปน กลาวคือหากมีคําสั่งหลายคําสั่งใหเลือก ออกไดคําสั่งที่ฝายปกครองเลือกนั้นตองเปนคําสั่งที่กระทบกระเทือนตอสิทธิเสรีภาพของประชาชน นอยที่สุด ประการที่สาม คําสั่งหรือมาตรการดังกลาวตองเปนประโยชนตอสาธารณะยิ่งกวาสิทธิ เสรีภาพของประชาชนที่ตองถูกกระทบจากคําสั่งหรือมาตรการของฝายปกครองนั้น การที่ฝายปกครองจะออกคําสั่งหรือมาตรการทางปกครองหรือกฎที่มีผลกระทบ ตอสิทธิเสรีภาพของประชาชนได ตองดําเนินการใหสอดคลองกับหลักความพอสมควรแกเหตุทั้ง สามประการ หากฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจดําเนินการโดยไมเปนไปตามหลักการขอใดขอ หนึ่งของหลักความพอสมควรแกเหตุ ยอมเปนการใชอํานาจดุลพินิจโดยไมชอบดวยกฎหมาย และศาลปกครองมีอํานาจเพิกถอนคําสั่งทางปกครองดังกลาวได เนื่องจากหลักความพอสมควร แกเหตุเปนหลักกฎหมายที่มีความสําคัญ จึงขอยกตัวอยางคําพิพากษาที่ศาลไดนําหลักเรื่องความ พอสมควรแกเหตุมาใชในการควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองจํานวน 2 คําพิพากษา ดังนี้ ตัวอยางที่ 1 คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.551/254810 ขอเท็จจริง กรณีนี้เปนกรณีที่ผูฟองคดีทั้งสิบหกคนซึ่งเปนผูประกอบการประมงขนาดใหญซึ่ง ไดรับอาชญาบัตรอวนรุนประกอบเรือยนตและไดรับอนุญาตใหเดินเรือในเขตจังหวัดปตตานี ยื่น 10 องคคณะที่พิพากษาคดีนี้ประกอบดวย นายวิชัย ชื่นชมพูนุท เปนตุลาการ เจาของสํานวน นายดําริ วัฒนสิงหะ นายปรีชา ชวลิตธํารง นายจรูญ อินทจาร และ นายวรพจน วิศรุตพิชญ เปนองคคณะ โดยมีนายวิบูลย กัมมาระบุตร เปนตุลาการผูแถลงคดี
97 ฟองศาลปกครองใหเพิกถอนประกาศของรัฐมนตรีวาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ ที่ไดออก ประกาศกระทรวงหามใชเครื่องมืออวนรุนที่ใชประกอบเรือยนตทําการประมงบางแหงทําใหผูฟอง คดีไดรับความเสียหาย โดยผูถูกฟองคดีที่ 1 อางวาออกประกาศดังกลาวเพื่อประโยชนในการจัด ระเบียบการประกอบอาชีพประมงและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมตามมาตรา 50 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ 254011 โดยประกาศดังกลาวเปนไปตามประกาศกระทรวงเกษตร และสหกรณที่ประกาศเมื่อ พ.ศ. 2541 เพียงแตเพิ่มแผนที่แนบทายกําหนดเขตที่หามใชเครื่องมือ อวนรุนประกอบเรือยนตทําการประมงเทานั้น และผูฟองคดียังสามารถทําการประมงในเขต จังหวัดอื่นหรือปรับเปลี่ยนเครื่องมือในการทําประมงได ผูประกอบการประมงทั้งสิบหกรายเห็นวา ประกาศดังกลาวขัดตอรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 2912และ มาตรา 50 จึงนําคดีมาฟองตอ ศาลเพื่อขอใหเพิกถอนประกาศดังกลาว คําพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาวาเมื่อผลศึกษาวิจัยพบวาการทําประมงดวยอวนรุน กอใหเกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ อีกทั้งสงผลกระทบตอการทําประมงพื้นบานของชาวบาน บริเวณชายฝงจังหวัดปตตานีดวย กรมประมง (ผูถูกฟองคดีที่ 2) จึงไดเสนอใหผูถูกฟองคดีที่ 1 ออกประกาศฉบับนี้ โดยมีแผนที่กําหนดเขตพื้นที่หามใชเครื่องมืออวนรุนประกอบเรือยนตทําการ ประมงแนบทายประกาศใหชัดเจน จึงเห็นวาประกาศฉบับพิพาทเปนมาตรการที่สามารถบรรลุผล ในการอนุรักษพันธุสัตวน้ําและอาชีพประมงพื้นบานไดมากกวามาตรการที่กําหนดไวในฉบับเดิม และแมมาตรการนี้จะมีผลกระทบตอเสรีภาพในการประกอบอาชีพประมงของผูฟองคดีทั้งสิบหกก็ ตาม เมื่อชั่งน้ําหนักผลกระทบและความเสียหายที่ผูฟองคดีไดรับกับผลประโยชนของสาธารณะที่ ตองสูญเสียไปแลว ความเสียหายที่ผูฟองคดีไดรับเบาบางกวาความเสียหายของประโยชน สาธารณะ ประกอบกับยังไมอาจแสวงหามาตรการอื่นใดที่สามารถดําเนินการใหบรรลุ วัตถุประสงคในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมและการประกอบอาชีพไดเทากับ มาตรการนี้ ประกาศพิพาทจึงเปนมาตรการที่จําเปนแกการดําเนินการเพื่อใหบรรลุเจตนารมณใน การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติใหสามารถใชประโยชนอยางยั่งยืนตลอดไป อันเปนการใชดุลพินิจ ที่เหมาะสมแลวอีกทั้งประกาศดังกลาวมิไดหามผูฟองคดีประกอบอาชีพประมงโดยสิ้นเชิงและ ตลอดไป จึงมิไดกระทบสาระสําคัญในการประกอบอาชีพประมงของผูฟองคดีแตอยางใด การที่ 11 ดูรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 50 12 ดูรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 29
98 ผูฟองคดีไดรับอาชญาบัตรอนุญาตใหทําการประมงดวยเครื่องมืออวนรุนหาไดกอใหเกิดสิทธิพิเศษ ในการทําประมงโดยไมคํานึงถึงการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมอันเปนประโยชน สาธารณะแตอยางใดไม การใชอํานาจของผูถูกฟองคดีที่ 2 ออกประกาศพิพาท จึงเปนการใช อํานาจโดยชอบดวยกฎหมาย เปนการใชดุลพินิจที่เหมาะสมแลวพิพากษายืนตามศาลชั้นตน13 ตัวอยางที่ 2 คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.72/254714 ขอเท็จจริง คดีนี้เปนกรณีที่การไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทยและคณะกรรมการการไฟฟา ฝายผลิตแหงประเทศไทยไดอาศัยอํานาจตามพระราชบัญญัติการไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 2915 กําหนดแนวเขตเดินสายสงไฟฟาผานที่ดินของประชาชนจํานวนมาก ประชาชนผูเสียหายที่ไดรับผลกระทบจากการกําหนดแนวเขตเดินสายสงไฟฟาดังกลาว ไดคัดคาน การกําหนดแนวสายสงดังกลาวของการไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทยและคณะกรรมการการ ไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย แตการไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทยและคณะกรรมการการ ไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย ยังคงยืนยันตามประกาศกําหนดแนวสายสงดังกลาว โดยอาง เหตุผลวาไดมีการศึกษาความเปนไปไดและรับฟงความคิดเห็นของราษฎรแลว และแนวสายสง ดังกลาวเปนแนวที่เหมาะสมที่สุด ประชาชนผูเสียหายจึงนําคดีมาฟองตอศาลปกครองเพื่อขอให เพิกถอนประกาศดังกลาว คําพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาวาการกอสรางแนวสายสงไฟฟาเปนความจําเปนทาง เทคนิคเพื่อความมั่นคงในการจายไฟฟาของประเทศ ประกอบกับเมื่อประเมินถึงคาใชจายในการ แกไขแนวสายสงมีคาใชจายสูงมาก อีกทั้งหากดําเนินการปกเสาพาดสายขนานกับแนวเขตเดิม ตามที่ผูฟองคดีกลาวอางก็จะทําใหเจาของเดิมซึ่งมีแนวสายสงไฟฟาพาดผานอยูแลวตองรับภาระ เพิ่มขึ้นกวาเดิมอีก จากเหตุผลที่กลาวมาศาลปกครองเห็นวาการใชดุลพินิจกําหนดแนวสายสงของ 13 ดูคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ. 51/2547 ก็พิพากษาไปใน ทํานองเดียวกัน 14 องคคณะที่พิพากษาคดีนี้ประกอบดวย นายพีระพล เชาวนศิริ เปนตุลาการ เจาของสํานวน นายเฉลิมชัย วสีนนท นายจรัญ หัตถกรรม พลเอกนิยม ศันสนาคม และ นายดําริ วัฒนสิงหะ เปนองคคณะ โดยมีนายธีรรัฐ อรามทวีทอง เปนตุลาการผูแถลงคดี 15 ดูพระราชบัญญัติการไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 29
99 ผูถูกฟองคดีจึงเปนการใชดุลพินิจโดยชอบแลวพิพากษายกฟอง ความเห็นของผูเขียน จากคําพิพากษาทั้งสองคําพิพากษาที่ยกมาเปนตัวอยาง เปนกรณีที่กฎหมายให อํานาจดุลพินิจแกฝายปกครอง อยางไรก็ตามศาลปกครองก็ไมไดปลอยใหฝายปกครองใชอํานาจ ดุลพินิจอยางไมมีขอบเขต แตไดเขาไปตรวจสอบในเนื้อหาของการใชอํานาจดุลพินิจของฝาย ปกครองโดยใชหลักความพอสมควรแกเหตุ แมศาลปกครองจะไมไดกลาวถึงหลักความพอสมควร แกเหตุโดยตรง แตหากพิจารณาในเนื้อหาคําพิพากษาแลวจะพบวา ศาลไดปรับใชหลักความ พอสมควรแกเหตุในการควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองในทั้งสองคดี อยางชัดเจน โดยทั้งสองคดีที่ยกมาเปนกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาโดยใชหลักความ พอสมควรแกเหตุแลวเห็นวาการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองเปนไปตามหลักความ พอสมควรแกเหตุจึงเปนการใชอํานาจดุลพินิจโดยชอบดวยกฎหมาย 4.2.2.2 การควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจโดยเคารพหลัก ความเสมอภาค หลักความเสมอภาคเปนหลักกฎหมายทั่วไปอีกหลักหนึ่งที่ศาลปกครองได นํามาใชในการควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง สาระสําคัญของหลัก ความเสมอภาค คือ สิ่งที่มีสาระสําคัญอยางเดียวกันตองไดรับการปฏิบัติจากรัฐแบบเดียวกัน และ สิ่งที่มีสาระสําคัญแตกตางกันตองไดรับการปฏิบัติจากรัฐที่แตกตางกัน การที่หนวยงานของรัฐ ปฏิบัติตอสิ่งที่มีสาระสําคัญแตกตางกันเหมือนกันก็ดี หรือปฏิบัติตอสิ่งที่มีสาระสําคัญเหมือนกัน แตกตางกันก็ดี ยอมเปนการกระทําที่ขัดตอหลักความเสมอและเปนการกระทําที่ไมชอบดวย กฎหมาย ตัวอยางคําพิพากษาศาลปกครองที่ใชหลักความเสมอภาคในการควบคุมตรวจสอบการ ใชอํานาจของฝายปกครองมีดังตอไปนี้ ตัวอยางที่ 1 คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.151/255016 ขอเท็จจริง ผูฟองคดีซึ่งเปนประชาชนที่มีความประสงคจะมีอาวุธปนไวในครอบครอง ไดยื่น คํารองขออนุญาตมีอาวุธปนติดตัวตอเจาหนาที่ตามกฎหมาย ตอมาผูชวยผูบัญชาการตํารวจ 16องคคณะที่พิพากษาคดีนี้ประกอบดวย นายจรัญ หัตถกรรม เปนตุลาการ เจาของสํานวน นายธงชัย ลําดับวงศ นายเกษม คมสัตยธรรม นายชาญชัย แสวงศักดิ์ และนายปรีชา ชวลิตธํารง เปนองคคณะ โดยมี นายจิรศักดิ์ จิรวดี เปนตุลาการผูแถลงคดี
100 แหงชาติปฏิบัติราชการแทนผูบัญชาการตํารวจแหงชาติผูถูกฟองคดี มีคําสั่งไมอนุญาตตามคํา รองขอของผูฟองคดี ผูฟองคดีไดอุทธรณคําสั่งไมอนุญาตดังกลาวตอผูถูกฟองคดีแลว แตผูถูก ฟองคดีมีคําสั่งใหยกอุทธรณดังกลาว ผูฟองคดีจึงนําคดีมาฟองตอศาลปกครองเพื่อขอใหศาลเพิก ถอนคําสั่งของผูถูกฟองคดีและใหยกเลิกกฎหรือระเบียบที่ผูถูกฟองคดีกําหนดขึ้นอันเปนการเลือก ปฏิบัติดวย คําพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาวา การที่ผูถูกฟองคดีกําหนดหลักเกณฑและแนว ทางการปฏิบัติในการพิจารณาอนุญาตใหประชาชนทั่วไปมีอาวุธปนติดตัว โดยมีวัตถุประสงคเพื่อ ลดอาชญากรรมที่เกี่ยวของกับการใชอาวุธปน หรือเพื่อปองกันชีวิตและทรัพยสินที่อาจถูก ประทุษราย หรือเพื่อการรักษาความสงบเรียบรอยแกประชาชน และเพื่อใหการควบคุม อาชญากรรมเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเพื่อใหการอนุญาตใหบุคคลมีอาวุธปนติดตัว เปนไปตามเหตุผลและความจําเปนของแตละบุคคล กรณีจึงมีลักษณะเปนการกําหนดวิธีการ ทํางานอันเปนระเบียบแบบแผนภายในราชการที่เจาหนาที่ของรัฐฝายปกครองตองปฏิบัติราชการ ในการใชดุลพินิจใหเปนไปในกรอบแนวทางเดียวกัน โดยใชบังคับเปนการทั่วไปแกเจาหนาที่ของ รัฐฝายปกครองและบุคคลที่เกี่ยวของ การที่ผูถูกฟองคดีกําหนดหลักเกณฑและแนวทางปฏิบัติใน การพิจารณาอนุญาตดังกลาวจึงสามารถกระทําได และขาราชการบางประเภทที่ไดรับการผอนผัน ก็เพราะตองปฏิบัติภารกิจอยูในเขตพื้นที่ที่นาจะเปนอันตรายตอชีวิต การที่ผูถูกฟองคดีกําหนด หลักเกณฑและแนวทางการปฏิบัติในการพิจารณาอนุญาตใหขาราชการกับประชาชนทั่วไปมีอาวุธ ปนติดตัวแตกตางกัน จึงเปนการกําหนดขึ้นโดยชอบดวยเหตุผล และไมเปนการเลือกปฏิบัติโดยไม เปนธรรมอันจะเปนการขัดตอหลักความเสมอภาคตามมาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แตอยางใด ตัวอยางที่ 2 คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.3/255117 ขอเท็จจริง ผูฟองคดีครอบครองที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. 1 ตอมาที่ดินแปลงดังกลาวถูก 17องคคณะที่พิพากษาคดีนี้ประกอบดวย นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี เปนตุลาการ เจาของสํานวน นายอําพล สิงหโกวินท นายวิชัย ชื่นชมพูนุท นายไพบูลย เสียงกอง และ นายวรพจน วิศรุตพิชญ เปนองคคณะ โดยมี นายประวิทย เอื้อนิรันดร เปนตุลาการผูแถลงคดี
101 เวนคืน ทั้งนี้บริเวณที่จะเวนคืนมีผูฟองคดีและราษฎรครอบครองทําประโยชนรวม 54 ราย คณะกรรมการ กําหนดราคาเบื้องตนในการประชุม ครั้งที่ 1/2543 ไดพิจารณากําหนดคาทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน โดย กําหนดคาทดแทนความเสียหายพิเศษใหผูฟองคดีไรละ 475,000 บาท สวนกลุมราษฎรที่ขัดขวาง การดําเนินการเวนคืนจํานวน 38 รายนั้นไดเขารวมกับสมัชชาคนจนไปรองเรียนที่ทําเนียบรัฐบาล ซึ่ง คณะรัฐมนตรีไดมีมติใหจังหวัดแกไขปญหาขอเรียกรองของสมัชชาคนจน ตอมาไดมีคําสั่งแตงตั้ง คณะกรรมการพิจารณาแกไขปญหาที่ดินของสมัชชาคนจนและไดแบงราษฎรที่ครอบครองที่ดินบริเวณ ที่จะเวนคืนออกเปน 2 กลุม คือ กลุมที่รวมเรียกรองกับสมัชชาคนจน จํานวน 38 ราย และกลุมที่ ไมไดรวมเรียกรองกับสมัชชาคนจนและยินยอมใหดําเนินการกอสรางทางหลวงในที่ดินของตนได จํานวน 16 ราย ซึ่งผูฟองคดีอยูในกลุมหลังนี้ และไดกําหนดการพิจารณาคาตอบแทนใหแกราษฎรทั้ง 2 กลุม โดยใชหลักเกณฑเดียวกัน ตอมาในการประชุมคณะกรรมการกําหนดราคาเบื้องตน คณะกรรมการมีมติเพิ่มราคาคาทดแทนที่ดินใหแกผูฟองคดีรอยละ 50 ของราคาที่คณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณกําหนด ผูฟองคดีไดขอรับเงินคาทดแทนดังกลาวและขอสงวนสิทธิที่จะอุทธรณ สวน ราษฎรกลุมที่หนึ่งจํานวน 38 ราย ไมยอมรับเงินคาทดแทนโดยอางวาต่ํากวาราคาที่ตองการ คณะกรรมการกําหนดราคาเบื้องตนไดประชุมพิจารณาเห็นชอบกับราคาตามที่ราษฎรกลุม 38 ราย เสนอ ซึ่งสูงกวาที่ผูฟองคดีไดรับ ผูฟองคดีไดรับแจงใหไปรับเงินคาทดแทนความเสียหายพิเศษและ ไดรับเงินคาทดแทนแลวแตไมพอใจราคาคาทดแทนที่คณะกรรมการกําหนดราคาเบื้องตนกําหนดใหใน ราคาไรละ 720,000 บาท เนื่องจากเห็นวาที่ดินของผูฟองคดีตั้งอยูติดตอกับที่ดินของนางนอย และนาย บุญทัน ซึ่งอยูในกลุมแรก แตที่ดินทั้งสองแปลงกลับไดรับคาทดแทนในอัตราไรละ 1,140,000 บาท จึงอุทธรณขอคาทดแทนเทากับราคาคาทดแทนที่ดินของนางนอย และนายบุญทันไดรับ ผูฟองคดี ไดรับแจงวาไมรับอุทธรณเพราะผูฟองคดีไมใชผูครอบครองที่ดินโดยชอบดวยกฎหมาย ตามมาตรา 18 (1) แหง พระราชบัญญัติวาดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย พ.ศ. 2530 และไมมีสิทธิจะอุทธรณตาม พระราชบัญญัติดังกลาว ผูฟองคดีจึงฟองคดีตอศาล คําพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาวาหลักความเสมอภาคมีหลักวาจะตองปฏิบัติตอสิ่ง ที่มีสาระสําคัญเหมือนกันอยางเทาเทียมกันและจะตองปฏิบัติตอสิ่งที่มีสาระสําคัญที่แตกตางกัน ใหแตกตางกันไป เมื่อผูครอบครองที่ดินทั้ง 54 รายที่ถูกเวนคืนมีสาระสําคัญเหมือนกัน คือ ที่ดินที่ ถูกเวนคืนยังมีการโตแยงกรรมสิทธิ์และยังไมไดมีการพิสูจนสิทธิตามหลักเกณฑของกระบวนการ แกไขปญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ อีกทั้งที่ดินมีสภาพที่ดินและที่ตั้งที่ดินคลายคลึงกัน การ กําหนดคาเสียหายทดแทนพิเศษสําหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนใหแกผูครอบครองจึงตองปฏิบัติอยางเทา
102 เทียมกัน การที่รัฐมนตรีวาการกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง และอธิบดีกรมทางหลวงผูถูกฟอง คดีทั้งสาม ไดกําหนดหลักเกณฑในการจายคาทดแทนความเสียหายพิเศษสําหรับที่ดินที่ถูก เวนคืนใหแกผูครอบครองที่ดินดังกลาว โดยแบงเปนสองกลุมคือ กลุมที่หนึ่งที่รวมเรียกรองกับ สมัชชาคนจนจํานวน 38 รายกับกลุมที่สองที่ไมไดรวมเรียกรองกับสมัชชาคนจนจํานวน 16 ราย โดยใหคาทดแทนแกสองกลุมไมเทากัน จึงเปนการปฏิบัติตอสิ่งที่มีสาระสําคัญเหมือนกันให แตกตางกัน อันเปนการขัดตอหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ18 ความเห็นของผูเขียน จากคําพิพากษาทั้งสองคําพิพากษาที่ยกมาเปนตัวอยางแสดงใหเห็นวาศาลไดใช หลักความเสมอภาคเขาไปควบคุมในเนื้อหาของการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองวาเปนไป โดยสอดคลองกับหลักการดังกลาวหรือไม หากฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจไปโดยไมเคารพ หลักความเสมอภาค ยอมสงผลใหการใชอํานาจดุลพินิจไมชอบดวยกฎหมาย ซึ่งศาลปกครองมี อํานาจเพิกถอนการกระทําดังกลาวได แตหากฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจปฏิบัติตอกลุมคน แตกตางกันไปแตมีเหตุผลที่มีน้ําหนักรองรับก็ยอมไมถือวาการกระทําดังกลาวเปนการเลือกปฏิบัติ แตอยางใด โดยทั้งสองคําพิพากษาที่ยกมาเปนกรณีที่ศาลปกครองเขาไปตรวจสอบแลวเห็นวา เปนการใชอํานาจดุลพินิจที่ขัดตอหลักความเสมอภาค 4.2.2.3 การควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจโดยชอบดวยเหตุผล เนื่องจากอํานาจดุลพินิจไมใชเสรีภาพที่ไรขอบเขตเพราะระบบกฎหมายปกครอง ไมยอมรับดุลพินิจที่เสรี ยอมรับแตดุลพินิจที่สมเหตุสมผลหรือดุลพินิจที่ผูกพันอยูกับกฎหมาย ดังนั้นในการแสดงออกซึ่งอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง ฝายปกครองจะตองคํานึงถึง วัตถุประสงคในการมอบอํานาจดุลพินิจและกรอบของการใชอํานาจดุลพินิจตามกฎหมายเสมอ การใชอํานาจดุลพินิจโดยไมมีเหตุผลรองรับยอมเปนการใชอํานาจดุลพินิจโดยไมชอบดวย กฎหมาย ซึ่งศาลปกครองมีอํานาจเขาไปควบคุมตรวจสอบและเพิกถอนได คําพิพากษาศาล ปกครองที่นําหลักความชอบดวยเหตุผลมาใชในการควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจของ ฝายปกครองมีดังตอไปนี้ 18 ดูคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.158/2550 ก็พิพากษาไปใน ทํานองเดียวกัน
103 ตัวอยางที่ 1 คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ. 333/254919 ขอเท็จจริง ขอเท็จจริงในคดีนี้ คือ เอกชนรายหนึ่งยื่นคําขออนุญาตทําเหมืองหินในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎรธานี ซึ่งการขออนุญาตทําเหมืองนั้นเปนกรณีที่พระราชบัญญัติสงเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมแหงชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 4620 และ 4821 ประกอบกับประกาศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมแหงชาติฉบับวันที่ 24 สิงหาคม 2535 กําหนดให การทําเหมืองตองจัดทํารายงานการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมยื่นประกอบการขอใบอนุญาต เอกชนรายดังกลาวไดจางบริษัทที่ปรึกษาจัดทํารายงานการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมจนแลว เสร็จ และไดยื่นรายงานการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมดังกลาวใหคณะกรรมการ ผูชํานาญการเพื่อพิจารณาตามกฎหมาย คณะกรรมการผูชํานาญการซึ่งเปนองคกรที่มีอํานาจ หนาที่ตามกฎหมายในการพิจารณารายงานการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอม พิจารณารายงาน ดังกลาวแลวมีมติไมเห็นชอบรายงาน โดยใหเหตุผลประกอบการไมเห็นชอบดังกลาววา การ อนุญาตใหมีการทําเหมืองหินจะกระทบตอทัศนียภาพและบรรยากาศการทองเที่ยวและมี ผลกระทบตอสิ่งแวดลอม รัฐมนตรีวาการกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งเปนผูมีอํานาจในการอนุญาต ใหทําเหมือง จึงไมออกใบอนุญาตใหกับเอกชนรายดังกลาว เอกชนรายดังกลาวจึงนําคดีมาฟอง ตอศาล คําพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาวาตามรายงานจัดทําแผนการจัดการอนุรักษ สิ่งแวดลอมและธรรมชาติ บริเวณเกาะสมุย ระบุวาพื้นที่บริเวณที่ผูฟองคดีขอประทานบัตรอยูใน บริเวณลุมแมน้ําชั้นที่ 1 บี เปนพื้นที่สงวนที่มีความสําคัญสูงในการจัดการอนุรักษ และมี ความสําคัญตอระบบนิเวศนของเกาะ หากไดรับผลกระทบจากการใชประโยชนจะสงผลเสียหาย 19 องคคณะที่พิพากษาคดีนี้ประกอบดวย นายวรพจน วิศรุตพิชญ เปนตุลาการ เจาของสํานวน นายดําริ วัฒนสิงหะ นายปรีชา ชวลิตธํารง นายวิชัย ชื่นชมพูนุท และ นายจรูญ อินทจาร เปนองคคณะ โดยมีนายจิรศักดิ์ จิรวดี เปนตุลาการผูแถลงคดี 20 ดูพระราชบัญญัติสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมแหงชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 46 21 ดูพระราชบัญญัติสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมแหงชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 48
104 รุนแรงตอระบบนิเวศน และการทองเที่ยว นอกจากนี้ตามกฎกระทรวงใหใชบังคับผังเมืองรวมที่ บังคับใชขณะยื่นคําขอ กําหนดใหบริเวณที่ผูฟองคดีขอประทานบัตรเปนที่ดินประเภทชนบทและ เกษตรกรรม ซึ่งหามใชประโยชนที่ดินเพื่อกิจการโรงงานทุกประเภท ยอมเห็นไดวาบริเวณ ดังกลาวไมเหมาะสมที่ใหมีการทําเหมือง และการทําเหมืองในบริเวณดังกลาวอยางนอยที่สุดยอม สงผลใหสูญเสียพื้นที่ที่เปนภูเขาไปอยางถาวร ซึ่งเปนความเสียหายที่ไมอาจหลีกเลี่ยงได อันจะ สงผลกระทบตอสิ่งแวดลอมของเกาะสมุย เมื่อคํานึงถึงประโยชนที่ไดรับจากการทําเหมือง ดังกลาว ซึ่งมีเพียงทําใหหินที่ใชในอุตสาหกรรมกอสรางบนเกาะสมุยหาไดงายและมีราคาถูกลง แลว กรณียอมไมอาจเทียบไดกับความเสียหายที่จะเกิดแกสภาพสิ่งแวดลอมของเกาะสมุย การที่ คณะกรรมการผูชํานาญการพิจารณารายงานการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมเห็นพองกับ ความเห็นของคณะอนุกรรมการอนุรักษสิ่งแวดลอมธรรมชาติและศิลปกรรม มีมติไมเห็นชอบ รายงานการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมของผูฟองคดี จึงเปนการใชดุลพินิจโดยชอบดวย เหตุผลและกฎหมายแลว การที่รัฐมนตรีวาการกระทรวงอุตสาหกรรมไมอนุญาตใหประกอบกิจการ อันเปนผลสืบเนื่องจากการที่คณะกรรมการผูชํานาญการพิจารณารายงานวิเคราะหผลกระทบ สิ่งแวดลอมไมเห็นชอบรายงานการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมจึงเปนการกระทําที่ชอบดวย กฎหมาย ตัวอยางที่ 2 คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.52/255322 ขอเท็จจริง กรณีนี้เปนกรณีที่เทศบาลนครอุบลราชธานีผูถูกฟองคดีไดดําเนินการปรับปรุงผิว จราจรในเขตเทศบาลอุบลราชธานีจํานวน 24 สายเพื่อทําที่จอดรถ โดยไดรื้อถนนเดิมและทางเทา ซึ่งยังมีสภาพที่ใชการไดดีอยูออกเพื่อทําการกอสรางใหม รวมทั้งมีการตัดหรือยายตนไมบนทาง เทาออกไปไวที่อื่น โดยใหเหตุผลวาเปนการดําเนินการเพื่อแกไขปญหาการจราจรติดขัดในเขต เทศบาลนครอุบลราชธานี เมื่อเริ่มดําเนินการโครงการดังกลาวไดสรางความเดือดรอนแก ประชาชนบริเวณดังกลาวอยางมาก เพราะทําใหทางเทาที่ประชาชนใชสัญจรไปมาหายไป ตนไมที่ เคยเปนรมเงาและฟอกอากาศหายไป ประชาชนจําตองลงไปเดินบนถนน ซึ่งเสี่ยงตอชีวิตและ ทรัพยสินที่อาจเกิดจากอุบัติเหตุอยางมาก ประชาชนบางสวนเห็นวาการดําเนินการดังกลาวของ 22 องคคณะที่พิพากษาคดีนี้ประกอบดวย นายวรพจน วิศรุตพิชญ เปนตุลาการ เจาของสํานวน นายปรีชา ชวลิตธํารง นายชาญชัย แสวงศักดิ์ นายวิษณุ วรัญู และ นายนพดล เฮงเจริญ เปนองคคณะ โดยมี นายบุญอนันต วรรณพานิชย เปนตุลาการผูแถลงคดี
105 เทศบาลไมเปนประโยชนตอสาธารณะและสรางความเดือดรอนใหประชาชน และเห็นวาโครงการ ดังกลาวนาจะเปนการดําเนินการที่ไมชอบดวยกฎหมายหลายประการ จึงไดนําคดีมาฟองตอศาล ปกครองเพื่อใหยุติโครงการดังกลาว คําพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาวา การที่ผูถูกฟองคดีจัดทําโครงการกอสราง ปรับปรุงขยายผิวจราจรโดยการรื้อทางเทาที่มีอยูเดิม ยอมทําใหประชาชนตองลงมาเดินบนผิว จราจรแทนซึ่งเปนอันตรายตอชีวิต รางกายและทรัพยสิน และตามที่ผูถูกฟองคดีอางวาขยายผิว จราจรเพื่อทําเปนชองทางจอดรถสองขางทาง ก็เปนที่เห็นไดวาประชาชนตองลงมาเดินบนผิว จราจรในชองทางถัดไปแทน จึงเปนการกีดขวางการจราจร ซึ่งทําใหเกิดปญหาการจราจรติดขัด และไมคลองตัวตามมาอีกดวย เมื่อถนนที่ผูถูกฟองคดีจัดทําทั้ง 24 โครงการเปนทางหลวงในเขต เทศบาล ผูถูกฟองคดีจึงชอบที่จะนํามาตรฐานและลักษณะของทางหลวง ตามประกาศของกรม โยธาธิการและผังเมือง เรื่อง มาตรฐานและลักษณะของทางหลวงและงานทาง รวมทั้งกําหนดเขต ทางหลวง ที่จอดรถ ระยะแนวตนไม และเสาพาดสายเกี่ยวกับทางหลวงชนบทและทางหลวง เทศบาล พ.ศ. 2543 มาประกอบการพิจารณาโดยอนุโลม ซึ่งถนนตามมาตรฐานดังกลาวมีความ กวางของผิวจราจรไมนอยกวา 6 เมตร และมีทางเทาอยูทั้งสองขางทางทั้งสิ้น การที่ผูถูกฟองคดีรื้อ ทางเทาที่มีอยูเดิมและตัดหรือยายตนไมที่ปลูกบนถนนทางเทาออกไปทั้งหมด หรือคงไวเพียง บางสวนทั้งสองขางหรือขางใดขางหนึ่งของถนนที่มีความกวางขางละนอยกวา 1.50 เมตร จึงไม เปนไปตามมาตรฐานและลักษณะของทางหลวงเทศบาลตามประกาศกรมโยธาธิการและผังเมือง ดังกลาว และเปนการคํานึงถึงแตความสะดวกของผูใชรถเทานั้น โครงการดังกลาวไมไดทําให การจราจรคลองตัวขึ้นกวาเดิม และไมไดทําใหเกิดความปลอดภัยในชีวิต รางกาย และทรัพยสิน ของประชาชนที่ตองใชทางเทา รวมทั้งไมเปนไปตามมาตรฐานและลักษณะของทางหลวงเทศบาล กรณีจึงถือไดวาเปนการกระทําโดยไมชอบดวยกฎหมายเนื่องจากเปนการใชดุลพินิจโดยไมมี เหตุผลอยางชัดแจง อันเปนการใชดุลพินิจโดยมิชอบ และยังเปนการละเลยตอหนาที่ในการจัดให มีและบํารุงรักษาทางเทาซึ่งเปนบริการสาธารณะตามที่กฎหมายกําหนดใหตองปฏิบัติอีกดวย23 ความเห็นของผูเขียน จากคําพิพากษาสองฉบับที่ยกมาเปนตัวอยาง แสดงใหเห็นวาศาลปกครองเขา 23 ดูคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.59/2548 ก็พิพากษาไปใน ทํานองเดียวกัน
106 ไปควบคุมในเนื้อหาการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองวาเปนการใชอํานาจดุลพินิจที่เปนไป ตามหลักความชอบดวยเหตุผลหรือไม กลาวคือ เหตุผลที่ฝายปกครองอางในการใชอํานาจทาง ปกครองนั้นมีน้ําหนักเพียงพอที่จะรับฟงหรือไม ซึ่งในกรณีคดีแรกศาลเห็นวาเหตุผลที่ฝาย ปกครองอางนั้นสมเหตุสมผลจึงพิพากษายกฟองของผูฟองคดี ในขณะที่คดีที่สองศาลเห็นวา เหตุผลที่ฝายปกครองอางในการใชอํานาจทางปกครองนั้นไมมีน้ําหนักใหรับฟงและไม สมเหตุสมผล ศาลจึงสรุปวาเปนการใชดุลพินิจโดยไมชอบดวยเหตุผลอันเปนการใชอํานาจ ดุลพินิจโดยไมชอบดวยกฎหมาย 4.3 การควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยกรณีถอยคําทางกฎหมายมีความหมายไม เฉพาะเจาะจง ตามที่กลาวมาในบทที่ 1 และบทที่ 2 วาโดยหลักแลวอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองมัก ปรากฏตัวอยูในโครงสรางสวนผลของกฎหมาย อยางไรก็ตามหลักการดังกลาวก็มีขอยกเวนใน กรณีที่องคประกอบสวนเหตุของกฎหมายเปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงหรือไมอาจ กําหนดความหมายแนนอนตายตัว ซึ่งในกรณีดังกลาวมีความเห็นทางวิชาการของนักกฎหมายทั้ง นักกฎหมายไทยและนักกฎหมายตางประเทศแตกตางกันออกไปและยังหาขอยุติไมได กลาวคือมี ทั้งฝายที่เห็นวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยและฝายที่เห็นวาฝายปกครองไมมีอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัย เรื่องนี้ก็เปนประเด็นที่มีความสําคัญในระบบกฎหมายปกครองของไทยอยางมาก เนื่องจากในประเทศไทยนั้นมีกฎหมายที่บัญญัติใหอํานาจฝายปกครองจํานวนมาก ซึ่งกฎหมาย จํานวนไมนอยถูกบัญญัติขึ้นโดยใชถอยคําในสวนองคประกอบของกฎหมายที่มีความหมายไม เฉพาะเจาะจง ปญหาในระบบกฎหมายปกครองไทยจึงมีวาศาลปกครองไทยมีแนวคําพิพากษา เกี่ยวกับกรณีนี้อยางไรและแนวคําพิพากษาของศาลปกครองดังกลาวสอดคลองกับแนวทางของ ศาลที่พิจารณาคดีปกครองของตางประเทศหรือไม อยางไร เนื่องจากศาลปกครองไทยเพิ่งเปดดําเนินการไดเพียง 11 ป จึงมีคําพิพากษาที่วินิจฉัย เกี่ยวกับประเด็นนี้ออกมาไมมากนัก ทําใหแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไมมีความชัดเจนมากนัก โดยอยูระหวางการพัฒนาใหมีความชัดเจนยิ่งขึ้น อยางไรก็ตามแนวคําพิพากษาศาลปกครองทั้ง ศาลปกครองชั้นตนและศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับ “ดุลพินิจวินิจฉัย” เทาที่ผูเขียนคนควาและ นํามาเปนตัวอยางในการวิเคราะหในบทนี้ ก็เพียงพอที่จะทําใหเขาใจแนวคิดและแนวทางของศาล ปกครองไทย เกี่ยวกับการตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง ในสวนนี้ ผูเขียนขอแบงหัวขอยอยในการอธิบายออกเปนสองหัวขอยอย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
107 4.3.1 การควบคุมกรณีถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงทั่วไป ในกรณีองคประกอบสวนเหตุของกฎหมายถูกบัญญัติโดยใชถอยคําที่มีความหมายไม เฉพาะเจาะจงทั่วไป ซึ่งมักเปนเรื่องทางขอเท็จจริงหรือถอยคําที่เกี่ยวกับคุณคาทั่วไป เชน เวลา กลางคืน ความสงบเรียบรอยของบานเมือง ภยันตราย หรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชน เปนตน โดยหลักแลวกรณีเหลานี้เปนเรื่องที่ไมจําตองใชความรูความเชี่ยวชาญทางเทคนิควิชาการเปน พิเศษ เปนเพียงถอยคําทางกฎหมายทั่ว ๆ ไป ซึ่งเปนอํานาจของศาลที่จะเปนผูชี้ขาดเปนองคกร สุดทายวาความหมายที่แทจริงของถอยคําดังกลาวคืออะไร ถอยคําประเภทนี้จึงไมกอใหเกิด อํานาจดุลพินิจแกฝายปกครองแตอยางใด ศาลปกครองยอมมีอํานาจเขาไปควบคุมตรวจสอบการ ใชการตีความกฎหมายของฝายปกครองในสวนนี้ไดอยางเต็มที่ ฝายปกครองจึงไมมีอํานาจ ดุลพินิจในสวนนี้ อยางไรก็ตามตัวอยางคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่จะยกมาเปนตัวอยาง ประกอบการอธิบายตอไปนี้ กลับวางแนวคําพิพากษาที่แตกตางจากหลักการที่กลาวมาโดยศาล ปกครองสูงสุดยอมรับอํานาจดุลพินิจของฝายปกครองในกรณีนี้ดวย ดังตัวอยางคําพิพากษา ตอไปนี้ ตัวอยางที่ 1 คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.142/254724 ขอเท็จจริง คดีนี้เปนกรณีที่ทนายความผูฟองคดีซึ่งประกอบอาชีพทนายความมากวาสิบป มี ความประสงคจะสมัครสอบเพื่อคัดเลือกเปนพนักงานอัยการ ไดตรวจสอบคุณสมบัติตามประกาศ ของคณะกรรมการอัยการและเห็นวาตนมีคุณสมบัติครบถวนตามประกาศดังกลาว จึงไดยื่นใบ สมัครเพื่อเขาสอบเปนพนักงานอัยการ โดยภายหลังจากยื่นใบสมัครไปแลว พนักงานอัยการ จังหวัดที่ผูฟองคดีดังกลาวทํางานอยูก็ไดมีหนังสือถึงอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผูสมัคร สอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเปนขาราชการอัยการในตําแหนงอัยการผูชวย เพื่อรับรองสุขภาพและ ความสามารถในการปฏิบัติงานของผูฟองคดีวาเปนผูไดรับใบอนุญาตใหเปนทนายความปจจุบัน ประกอบวิชาชีพทนายความประจํา ณ ศาลจังหวัดกําแพงเพชร มีสุขภาพแข็งแรง และ ความสามารถที่จะปฏิบัติงานในตําแหนงอัยการไดอยางสมบูรณ ขอใหคณะอนุกรรมการฯ รับรอง คุณสมบัติใหผูฟองคดีมีสิทธิเขาสอบคัดเลือกเปนพนักงานอัยการแตคณะอนุกรรมการฯ ปฏิเสธ 24 องคคณะที่พิพากษาคดีนี้ประกอบดวย นายอําพล สิงหโกวินท เปนตุลาการ เจาของสํานวน นายธีรยุทธ หลอเลิศรัตน นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล นายจรัญ หัตถกรรม และ นายธงชัย ลําดับวงศ เปนองคคณะ โดยมี นายอําพน เจริญชีวินทร เปนตุลาการผูแถลงคดี
108 การรับสมัครดังกลาวโดยใหเหตุผลวา เนื่องจากผูฟองคดีเปนผูมีบุคลิกภาพและรางกายไม เหมาะสมที่จะเปนขาราชการอัยการ ตามมาตรา 33 (11)25แหงพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการ ฝายอัยการ พ.ศ. 2521 ผูฟองคดีเห็นวามติดังกลาวเปนการเลือกปฏิบัติโดยไมเปนธรรม เปนมติที่ ขัดตอรัฐธรรมนูญและไมชอบดวยกฎหมาย จึงนําคดีมาฟองตอศาลปกครองเพื่อใหเพิกถอนมติ ดังกลาว คําพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาวา แมผูฟองคดีจะมีรูปกายพิการ แตความพิการ ดังกลาวไมถึงขนาดที่ทําใหผูฟองคดีไมอาจชวยเหลือตนเองได หรือไมอาจปฏิบัติหนาที่การงาน โดยปกติได โดยงานที่ผูฟองคดีเคยทําในขณะเปนทนายความนั้น มีลักษณะทํานองเดียวกับงาน ของขาราชการอัยการ จึงนาเชื่อวาแมสภาพทางกายของผูฟองคดีจะพิการ แตความแตกตาง ดังกลาวไมถึงขั้นจะเปนอุปสรรคอยางมากตอการปฏิบัติหนาที่ในลักษณะงานของอัยการ ดังนั้น การที่ผูถูกฟองคดีไมรับสมัครผูฟองคดีในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเปนขาราชการอัยการใน ตําแหนงอัยการผูชวย เนื่องจากคณะกรรมการแพทยในการตรวจรางกายและจิตใจของผูสมัคร สอบไดรายงานขอสังเกตจากผลการตรวจรางกายและจิตใจผูฟองคดีวา รูปกายพิการเดินขา กะเผลกกลามเนื้อแขนลีบจนถึงปลายมือทั้งสองขาง กลามเนื้อขาลีบจนถึงปลายเทาทั้งสองขาง กระดูกสันหลังคด (แจงวาเปนโปลิโอตั้งแตอายุประมาณ 9 ขวบ) ไดรับการผาตัดดามเหล็กที่ กระดูกสันหลังไวเพื่อใหไหลทั้งสองขางเทากัน จิตใจปกติ และคณะอนุกรรมการฯ ไดสรุปทํา ความเห็นเสนอผูถูกฟองคดีเพื่อพิจารณาวาไมควรรับสมัครจํานวน 39 คน ซึ่งมีผูฟองคดีรวมอยู ในจํานวน 39 คน ดังกลาวดวย โดยเห็นวาผูฟองคดีขาดคุณสมบัติตามมาตรา 33 (11) และ (12) แหงพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการฝายอัยการพ.ศ. 2521 โดยความเห็นของคณะกรรมการ แพทยฯ และคณะอนุกรรมการฯ เปนเพียงความเห็นเบื้องตนที่เสนอตอผูถูกฟองคดีเพื่อ ประกอบการพิจารณาเทานั้น การที่ผูถูกฟองคดีมีมติไมรับสมัครผูฟองคดี โดยมิไดพิจารณาถึง ความสามารถที่แทจริงในการปฏิบัติงานของผูฟองคดี จึงไมมีเหตุผลที่หนักแนนควรคาแกการรับ ฟงวาการที่ผูฟองคดีมีกายพิการดังกลาว จะทําใหไมสามารถปฏิบัติงานในหนาที่ของขาราชการ อัยการไดอยางไร มติของผูถูกฟองคดีที่ไมรับสมัครผูฟองคดีในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเปน ขาราชการอัยการในตําแหนงอัยการผูชวย จึงเปนการใชดุลพินิจวินิจฉัยโดยไมชอบดวยมาตรา 33 (11) แหงพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการฝายอัยการ พ.ศ. 2521 และเปนการเลือกปฏิบัติที่ไม 25 โปรดดูพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการฝายอัยการ พ.ศ. 2521 มาตรา 33
109 เปนธรรมตอผูฟองคดีตามมาตรา 3026 ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ความเห็นผูเขียน เมื่อพิจารณาจากคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด จะพบวาในการตีความ และปรับขอเท็จจริงเขากับขอกฎหมายมาตรา 33 (11) ที่วา “ไมเปนคนไรความสามารถ หรือคน เสมือนไรความสามารถ หรือจิตฟนเฟอนไมสมประกอบ หรือมีกายหรือจิตใจไมเหมาะสมที่จะเปน ขาราชการอัยการ” นั้น ศาลยอมรับวาเปนกรณีที่ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย อยางไรก็ ตามการที่ศาลยอมรับวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยดังกลาว ก็ไมไดทําใหฝายปกครอง สามารถใชอํานาจดุลพินิจไดตามอําเภอใจ ฝายปกครองยังคงตองผูกพันใชอํานาจดุลพินิจให เปนไปโดยชอบดวยกฎหมาย กลาวคือตองเปนไปโดยสอดคลองกับหลักเกณฑตาง ๆ ที่ศาล ปกครองไดวางแนวคําวินิจฉัยไวดังที่กลาวมาในขอ 4.2 ดวย ซึ่งเมื่อศาลใชเกณฑดังกลาวเขาไป ตรวจสอบการปรับขอเท็จจริงเขากับขอกฎหมายแลวพบวาการปรับขอเท็จจริงเขากับขอกฎหมาย ของฝายปกครองเปนไปโดยไมมีเหตุผลที่มีน้ําหนักรองรับ ซึ่งยอมถือวาเปนการใชอํานาจดุลพินิจ ที่ขัดตอหลักความชอบดวยเหตุผล ศาลจึงพิพากษาวาการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยดังกลาว เปนไปโดยไมชอบดวยกฎหมาย จากคําพิพากษาฉบับนี้ สามารถสรุปหลักกฎหมายเกี่ยวกับการตีความและปรับ ขอเท็จจริงเขากับขอกฎหมายในกรณีที่องคประกอบสวนเหตุของกฎหมายเปนถอยคําที่มี ความหมายไมเฉพาะเจาะจงทั่ว ๆ ไดวา ศาลปกครองสูงสุดตีความวากรณีนี้ฝายปกครองมี อํานาจดุลพินิจวินิจฉัย โดยในการตรวจสอบความชอบดวยกฎหมายของอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ศาลปกครองสูงสุดไดนําหลักเกณฑที่ใชกับการตรวจสอบอํานาจดุลพินิจตัดสินใจเขามาตรวจสอบ ซึ่งในคดีนี้ คือ หลักความชอบดวยเหตุผล ตัวอยางที่ 2 คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.170/254827 ขอเท็จจริง คดีนี้ผูฟองคดีฟองวา ผูฟองคดีสําเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตและผานการ ฝกอบรมวิชาวาความจากสภาทนายความรุนที่ 16 ผูฟองคดีไดสมัครเปนสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา 26 ดูรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 30 27 องคคณะที่พิพากษาคดีนี้ประกอบดวย นายพีระพล เชาวนศิริเปนตุลาการ เจาของสํานวน นายธงชัย ลําดับวงศ นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล นายชาญชัย แสวงศักดิ์ และ นายวิชัย ชื่นชมพูนุท เปนองคคณะ โดยมี นายอดุล จันทรศักดิ์ เปนตุลาการผูแถลงคดี
110 ประเภทวิสามัญตอผูถูกฟองคดี คณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภาไดพิจารณา แลวมีมติไมรับผูฟอง คดีเขาเปนสมาชิกโดยใหเหตุผลวาผูฟองคดีมีพฤติกรรมสอไปในทางทุจริตกรณีเรียกรับเงินสินบน จากผูอื่นโดยมิชอบ ตอมาผูฟองคดีไดยื่นสมัครเปนสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา ประเภทวิสามัญตอผู ถูกฟองคดีอีกครั้งหนึ่ง โดยอางวาไดรับการลางมลทินตามพระราชบัญญัติลางมลทิน พ.ศ. 2539 คณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภาไดประชุม แลวมีมติไมรับผูฟองคดีเขาเปนสมาชิก โดยใหเหตุผลวา ผูฟองคดีมีพฤติกรรมสอไปในทางทุจริต ตอมาผูฟองคดีไดยื่นสมัครเขาเปนสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา ประเภทสมทบอีกครั้ง เปนครั้งที่ 3 โดยไดอางพระราชบัญญัติลางมลทิน พ.ศ.2539 และไดทําคํา รองชี้แจงขอเท็จจริงและพยานหลักฐานแนบไปดวย คณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภาไดประชุม แลวมีมติไมรับผูฟองคดีเขาเปนสมาชิกประเภทสมทบ ผูฟองคดีเห็นวา การที่ผูถูกฟองคดีมีมติไม รับผูฟองคดีเปนสมาชิกวิสามัญและไมรับเปนสมาชิกสมทบดังกลาว ทําใหผูฟองคดีไดรับความ เดือดรอน และคําสั่งของผูถูกฟองคดีดังกลาวเปนคําสั่งที่มิชอบจึงนําคดีมาฟองตอศาล คําพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะหแลวเห็นวา มาตรา 7 และมาตรา 8 (1) แหง พระราชบัญญัติเนติบัณฑิตยสภา พ.ศ. 2507 กําหนดใหมีคณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภา มี อํานาจหนาที่บริหารกิจการของเนติบัณฑิตยสภาใหเปนไปตามกฎหมาย และขอบังคับเนติ บัณฑิตยสภา และใหมีอํานาจตราขอบังคับเนติบัณฑิตยสภา เกี่ยวกับ ประเภทสมาชิก คุณสมบัติ ของผูสมัครเปนสมาชิก การเขาเปนสมาชิกและการขาดสมาชิก คณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภาจึง ไดอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 8 แหงพระราชบัญญัติเนติบัณฑิตยสภา พ.ศ. 2507 ตราขอบังคับ เนติบัณฑิตยสภา พ.ศ. 2507 ออกมาใชบังคับ โดยขอบังคับดังกลาว ขอ 10 ขอ 12 และขอ 14 กําหนดให “ผูสมัครเปนสมาชิกตองนําคําขอสมัครตามแบบที่กําหนดไวยื่นตอเลขาธิการ โดยคํา ขอสมัครเชนวานี้ตองมีสามัญสมาชิกไมนอยกวาสองคน ซึ่งเปนสามัญสมาชิกมาแลวไมนอยกวา สิบปลงลายมือชื่อรับรองวาผูสมัครเปนผูมีความประพฤติเรียบรอย ไมเปนบุคคลที่ควรรังเกียจแก สังคมและประกอบดวยคุณลักษณะที่จะดํารงเกียรติในการเปนสมาชิกแหงเนติบัณฑิตยสภา” ในการ พิจารณารับผูสมัครเปนสมาชิกนั้นคณะกรรมการหรือนายกหรือกรรมการเจาหนาที่ผูไดรับ มอบหมายจากนายกแลวแตกรณี ตองคํานึงถึงความสมควรที่ผูสมัครจะพึงไดรับเกียรติเปนสมาชิก แหงเนติบัณฑิตยสภาหรือไมประกอบดวย และคณะกรรมการหรือนายกหรือกรรมการเจาหนาที่ผู ไดรับมอบหมายจากนายก ยอมมีสิทธิเด็ดขาดในอันที่จะวินิจฉัยไดตามที่เห็นสมควร ขอบังคับเนติ บัณฑิตยสภาดังกลาวเปนการกําหนดใหอํานาจคณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภา ในการพิจารณา คุณสมบัติของผูสมัครเปนสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา และเปนดุลพินิจของคณะกรรมการเนติบัณฑิตย
111 สภาหรือนายกหรือกรรมการเจาหนาที่ผูไดรับมอบหมายจากนายกที่จะพิจารณาวินิจฉัยวาผูสมัครเปน สมาชิกรายใดมีคุณสมบัติดังกลาวหรือไม ขอเท็จจริงปรากฏวาผูฟองคดีซึ่งเคยรับราชการตํารวจ เคยถูก ตั้งคณะกรรมการสอบสวนในกรณีถูกกลาวหาวาเรียกรับเงินจากผูอื่นโดยมิชอบ สอไปในทางทุจริต แมผล การสอบสวนจะระบุวาจากพยานหลักฐานนาเชื่อวาผูฟองคดีไดกระทําผิดจริงตามขอกลาวหา แต ขาดพยานหลักฐานที่จะยืนยันชี้ชัดได แตกรมตํารวจโดยอธิบดีกรมตํารวจก็พิจารณาเห็นวาการ กระทําของผูฟองคดีตกอยูในลักษณะมีมลทินมัวหมอง ในกรณีที่ถูกสอบสวน ซึ่งหากใหอยูรับ ราชการตอไปอาจเปนที่เสียหายแกราชการได จึงมีคําสั่งใหผูฟองคดีออกจากราชการเพื่อรับบําเหน็จ บํานาญเหตุทดแทน การที่ผูถูกฟองคดีโดยคณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภาพิจารณาขอเท็จจริง ดังกลาวเพื่อประกอบการพิจารณารับเขาเปนสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา จึงเปนการใชดุลพินิจใน การพิจารณาคุณสมบัติของผูฟองคดี โดยอาศัยอํานาจตามที่กําหนดไวในขอบังคับเนติบัณฑิตย สภา พ.ศ. 2507 โดยชอบแลว ดังนั้นการไมรับผูฟองคดีเปนสมาชิกประเภทวิสามัญตามมติครั้งที่ 766 และ การไมรับผูฟองคดีเขาเปนสมาชิกประเภทสมทบตามมติครั้งที่ 773 จึงเปนการใชดุลพินิจโดยสุจริต ชอบดวยเหตุผลและเปนการกระทําที่ชอบดวยกฎหมายแลว ความเห็นผูเขียน เมื่อพิจารณาจากคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจะพบวาในการตีความและ ปรับขอเท็จจริงเขากับขอกฎหมาย ขอบังคับเนติบัณฑิตยสภา พ.ศ. 2507 ในขอ 10 ขอ 12 และขอ 14 ของขอบังคับเนติบัณฑิตยสภา ที่วามีสาระสําคัญวา “กําหนดใหผูสมัครเปนสมาชิกตองนําคํา ขอสมัครตามแบบที่กําหนดไวยื่นตอเลขาธิการ โดยคําขอสมัครเชนวานี้ตองมีสามัญสมาชิกไมนอย กวาสองคน ซึ่งเปนสามัญสมาชิกมาแลวไมนอยกวาสิบปลงลายมือชื่อรับรองวาผูสมัครเปนผูมี ความประพฤติเรียบรอย ไมเปนบุคคลที่ควรรังเกียจแกสังคม และประกอบดวยคุณลักษณะที่จะ ดํารงเกียรติในการเปนสมาชิกแหงเนติบัณฑิตยสภา และในการพิจารณารับผูสมัครเปนสมาชิกนั้น คณะกรรมการหรือนายกหรือกรรมการเจาหนาที่ผูไดรับมอบหมายจากนายกแลวแตกรณี ตอง คํานึงถึงความสมควรที่ผูสมัครจะพึงไดรับเกียรติเปนสมาชิกแหงเนติบัณฑิตยสภาหรือไมดวย” นั้น ศาลปกครองยอมรับวากรณีนี้ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ในการพิจารณาและปรับ ขอเท็จจริงเขากับขอกฎหมายดังกลาว อยางไรก็ตามการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยดังกลาวก็อยู ภายใตการตรวจสอบความชอบดวยกฎหมายเชนเดียวกับการตรวจสอบอํานาจดุลพินิจตัดสินใจ เมื่อศาลเขาไปตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยดังกลาวแลวไมพบเหตุแหงความไมชอบดวย กฎหมายของการใชอํานาจดุลพินิจ ศาลจึงพิพากษาวาการใชอํานาจดุลพินิจดังกลาวเปนไปโดย สุจริต ชอบดวยเหตุผลและเปนการกระทําที่ชอบดวยกฎหมายแลว
112 ตัวอยางที่ 3 คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.248/255128 ขอเท็จจริง คดีนี้เปนกรณีที่ผูฟองคดีฟองซึ่งเปนตํารวจนายสิบ ถูกผูชวยอธิบดีกรมตํารวจ หัวหนาตํารวจภาค 7 ในฐานะปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมตํารวจไดมีคําสั่งสํานักงานตํารวจภาค 7 ลงโทษทางวินัยโดยใหออกจากราชการเพื่อรับบําเหน็จทดแทน เนื่องจากมีมลทินหรือมัวหมอง ในกรณีที่ถูกกลาวหาวากระทําผิดวินัยอยางรายแรง โดยรวมกับตํารวจอีก 5 นาย ทําการจับกุมนาย บรรจง พูประภา นายหลอ มั่นตั้น และ นายสามารถ พิมพสวาง ผูตองหาในคดีความผิดฐานมีวัตถุออก ฤทธิ์ตอจิตและประสาท (ยาบา) ไวในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย แลวทุจริตตอหนาที่ ชวยเหลือผูตองหาใหไดรับโทษนอยลง โดยลดจํานวนยาบาของกลางและเรียกรับทรัพยสินเปนการ ตอบแทน ผูฟองคดีเห็นวาตนมิไดกระทําการทุจริตตอหนาที่ จึงไมอาจถือไดวาตนมีมลทินหรือมัว หมองและไมอาจมีคําสั่งลงโทษทางวินัยตนได คําสั่งดังกลาวจึงเปนคําสั่งที่ไมชอบดวยกฎหมาย จึงนําคดีมาฟองตอศาลปกครองเพื่อใหเพิกถอนคําสั่งดังกลาว คําพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาวา ตามมาตรา 52 แหงพระราชบัญญัติระเบียบ ขาราชการตํารวจ พ.ศ. 2521 บัญญัติวา เมื่อขาราชการตํารวจผูใดถูกกลาวหาวากระทําผิดวินัย อยางรายแรง และไดมีการสอบสวนตามกฎหมายวาดวยวินัยตํารวจแลว การสอบสวนไมไดความวา กระทําผิดที่จะถูกลงโทษใหออก ปลดออก หรือไลออก แตมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน ซึ่งถาใหรับราชการตอไปอาจจะเปนการเสียหายแกราชการ ก็ใหผูมีอํานาจตามมาตรา 26 สั่งให ออกจากราชการเพื่อรับบําเหน็จบํานาญเหตุทดแทนได ศาลเห็นวาขอเท็จจริงที่รับฟงตามพยานหลักฐาน ตาง ๆ ที่ปรากฏในสํานวนมีเพียงวา ของกลางยาบาในคดีที่นายบรรจงและนายหลอเปนผูตองหาแต ละคดีมีเพียง 3 เม็ด อีกทั้งการที่ผูฟองคดีในฐานะที่เปนขาราชการตํารวจซึ่งมีหนาที่จับกุม ปราบปรามผูกระทําผิดกฎหมาย ไปรวมจับกุมนายบรรจงและนายหลอ แลวตอมามีกรณีการ กลาวหาวา วาที่รอยตํารวจโท ศักดิ์ชัย ซึ่งเปนผูรวมจับกุมคนหนึ่งเรียกรับเงินเพื่อลดของกลาง ยาบานั้นก็ไมมีพยานหลักฐานใดที่แสดงใหเห็นวาผูฟองคดีมีสวนรวมกับวาที่รอยตํารวจโท ศักดิ์ชัย ในการกระทําดังกลาวนี้ เมื่อพฤติการณปรากฏเพียงวาผูฟองคดีเปนเพียงผูรวมจับกุม แลวผูรวม 28องคคณะที่พิพากษาคดีนี้ประกอบดวย นายจรูญ อินทจาร เปนตุลาการ เจาของสํานวน นายพีระพล เชาวนศิริ นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล นายชาญชัย แสวงศักดิ์ และ นายไพบูลย เสียงกอง เปนองคคณะ โดยมี นายอดุล จันทรศักดิ์ เปนตุลาการผูแถลงคดี
113 จับกุมบางคนถูกกลาวหาวา เรียกรับเงินเพื่อลดของกลางยาบา โดยไมมีพยานหลักฐานใดบงชี้วาผู ฟองคดีไดมีสวนรวมในการกระทําผิดตามขอกลาวหา กรณีจึงมิอาจสันนิษฐานใหเปนผลรายแกผู ฟองคดีวามีสวนรวมในการเรียกรับเงินเพื่อลดยาบาของกลาง ซึ่งการจะมีคําสั่งใหมีมลทินมัว หมองนั้น คือ การที่ไมมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจนวามีการกระทําผิดวินัยอยางรายแรง แต มีพยานหลักฐานบางสวนในสํานวนการสอบสวนที่บงชี้ไดวามีการกระทําเชนนั้น อันเปนเหตุอัน ควรสงสัยอยางยิ่งวากระทําผิดวินัยอยางรายแรง เมื่อขอเท็จจริงในคดีนี้ ไมมีพยานหลักฐานใดมี น้ําหนักเพียงพอที่จะกลาวหาวาผูฟองคดีมีพฤติการณอันนาเชื่อหรืออันเปนเหตุอันควรสงสัยอยาง ยิ่ง วาเปนผูมีสวนรวมหรือรูเห็นการเรียกรับเงินเพื่อลดของกลางยาบา กรณีจึงฟงไมไดวาผูฟอง คดีมีมลทินหรือมัวหมอง ตามมาตรา 52 แหงพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการตํารวจ พ.ศ. 2521 การที่ผูชวยอธิบดีกรมตํารวจ หัวหนาตํารวจภาค 7 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมตํารวจ มีคําสั่งให ผูฟองคดีออกจากราชการเนื่องจากมีมลทินหรือมัวหมอง จึงเปนคําสั่งที่ไมชอบดวยกฎหมาย ความเห็นผูเขียน เมื่อพิจารณาจากคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจะพบวาในการตีความและ ปรับขอเท็จจริงเขากับขอกฎหมายมาตรา 52 ที่วา “มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนนั้น ซึ่งจะใหรับราชการตอไปอาจจะเปนการเสียหายแกราชการ” นั้น ศาลไดเขาไปตรวจสอบการใช อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองใหเปนไปโดยชอบดวยกฎหมาย เมื่อศาลพบวาการปรับ ขอเท็จจริงเขากับขอกฎหมายของฝายปกครองเปนไปโดยไมถูกตอง เนื่องจากเปนการสั่งลงโทษ ทางวินัยบนเหตุผลเพียงวาผูฟองคดีเปนทีมงานรวมจับกุมนายบรรจงและนายหลอ แลวตอมามี กรณีกลาวหาวาวาที่รอยตํารวจโทศักดิ์ชัย ซึ่งเปนผูรวมจับกุมคนหนึ่งเรียกรับเงินเพื่อลดของกลาง ยาบาเทานั้น โดยไมมีพยานหลักฐานอื่น ๆ สนับสนุนวาผูฟองคดีมีสวนรวมในการกระทําความผิด จึงไมอาจถือไดวากรณีดังกลาวเปนกรณีที่ผูฟองคดี “มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน นั้น ซึ่งจะใหรับราชการตอไปอาจจะเปนการเสียหายแกราชการ” คําพิพากษานี้แมศาลจะไมได กลาวไวอยางชัดเจนวาใชหลักเกณฑใดเขาไปตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจของฝายปกครอง แตการใหเหตุผลในคําพิพากษาก็แสดงใหเห็นไดอยางชัดเจนวาเปนกรณีที่ศาลเห็นวาการใช อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองไมมีเหตุผลที่มีน้ําหลักรองรับ กรณีจึงสรุปไดวาศาลเห็นวา การใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองขัดตอหลักความชอบดวยเหตุผล ศาลจึงพิพากษา วาการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยดังกลาวเปนไปโดยไมชอบดวยกฎหมาย จากคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดทั้ง 3 คําพิพากษาที่ยกมา แสดงใหเห็นวา กรณีที่บทบัญญัติในสวนองคประกอบของกฎหมายเปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจง
114 ทั่วไป คือ “บุคลิกภาพและรางกายไมเหมาะสมที่จะเปนขาราชการอัยการ”และ “เปนผูมีความ ประพฤติเรียบรอย ไมเปนบุคคลที่ควรรังเกียจแกสังคม และประกอบดวยคุณลักษณะที่จะดํารง เกียรติในการเปนสมาชิกแหงเนติบัณฑิตยสภา” “มีมลทินหรือมัวหมองซึ่งจะใหรับราชการตอไป อาจจะเปนการเสียหายแกราชการ” ซึ่งไมใชถอยคําทางเทคนิควิชาการที่ตองใชความสามารถ พิเศษในการใชการตีความ ศาลปกครองสูงสุดวางแนวคําพิพากษาไววาเปนกรณีที่ฝายปกครองมี อํานาจดุลพินิจวินิจฉัย และเมื่อฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ศาลจึงมีอํานาจใน ตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจดังกลาวในขอบเขตที่จํากัด โดยเกณฑที่ศาลปกครองสูงสุด นํามาใชในการตรวจสอบความชอบดวยกฎหมายของการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในกรณีนี้คือ หลักเกณฑเดียวกับที่ศาลใชตรวจสอบอํานาจดุลพินิจตัดสินใจ 4.3.2 การควบคุมกรณีถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทาง เทคนิควิชาการ กรณีที่กฎหมายเปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ ซึ่งตองใชความรูความสามารถพิเศษในการตีความ ตัวอยางถอยคําดังกลาวเชน “อันตรายตอผูใช ยา” “ปญหามลพิษซึ่งมีแนวโนมที่จะรายแรงถึงขนาดเปนอันตราย” “สิ่งปลูกสรางที่ควรคาแกการ อนุรักษ” เปนตน ถอยคําตาง ๆ เหลานี้เปนเรื่องที่เกินความสามารถของวิญูชนที่จะเขาใจหรือ ตีความใหถูกตองตรงกันได กลาวคือ มีบางเรื่องที่วิญูชนอาจเห็นรวมกันวาไมอยูในความหมาย ของถอยคําดังกลาวและบางเรื่องที่วิญูชนอาจเห็นรวมกันวาอยูในความหมายของถอยคํา ดังกลาว แตเรื่องที่อยูระหวางความเห็นรวมกันของวิญูชนนั้น เปนเรื่องที่วิญูชนอาจไมเห็น พองตองกัน กรณีเชนนี้จําเปนตองอาศัยผูมีความรูความเชี่ยวชาญพิเศษในเรื่องนั้น ๆ ในการ ตีความ ปญหาจึงมีวาศาลปกครองจะเขาไปควบคุมตรวจสอบการตีความของฝายปกครองในสวน นี้ไดหรือไมอยางไร กลาวอีกนัยหนึ่งคือ ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในสวนนี้หรือไม เรื่อง นี้มีคําพิพากษาที่นาสนใจที่ยกมา 6 คําพิพากษาโดยเปนคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุด 4 คํา พิพากษาและเปนคําพิพากษาศาลปกครองชั้นตน 2 คําพิพากษา ดังนี้ 4.3.2.1 คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ดังที่ไดกลาวไวในเบื้องตนแลววาศาลปกครองไทยยังอยูในชวงเริ่มตนของการเปด ดําเนินการและอยูระหวางการพัฒนา ทําใหแนวคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับกรณีที่ องคประกอบสวนเหตุของกฎหมายเปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทาง เทคนิควิชาการมีออกมาไมมากนัก ผูเขียนไดคนควาหาคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่เกี่ยวของ และนาสนใจไดเพียง 4 คําพิพากษา ซึ่งแมจะไมมากแตก็เพียงพอที่จะสะทอนใหเห็นถึงแนวคิด และหลักเกณฑเกี่ยวกับเรื่องนี้ของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
115 ตัวอยางที่ 1 คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.80/254729 ขอเท็จจริง คดีนี้เกิดจากการที่รัฐมนตรีวาการกระทรวงสาธารณสุขไดดําเนินการตาม คําแนะนําของคณะกรรมการยาสั่งใหแกไขทะเบียนตํารับยาซึ่งมียาฟนิลโปรปาโนลามีน (Phenylpropanolamine) เปนสวนผสม คําสั่งดังกลาวเปนการใชอํานาจตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 86 ทวิ30 ที่ใหอํานาจในการสั่งแกไขทะเบียนตํารับยาที่ไดขึ้นทะเบียนไวแลวได ตามที่เห็นสมควรหรือตามความจําเปน “เพื่อคุมครองความปลอดภัยของผูใชยา” ผูฟองคดีซึ่งเปน แพทยเห็นวาการออกคําสั่งดังกลาวเปนการกระทําโดยประมาทเลินเลอและตัดสินใจดําเนินการ โดยไมมีเหตุผลทางวิชาการสนับสนุนแตอยางใด ทําใหผูฟองคดีซึ่งประกอบวิชาชีพแพทยรักษา ผูปวยโรคหวัด ไดรับความเดือดรอนเสียหายจากการกระทําดังกลาว เนื่องจากไมมียาที่มี สวนผสมของตัวยาดังกลาวไวรักษาผูปวย และทําใหผูฟองคดีขาดยาที่มีความปลอดภัยและราคา ประหยัดในการรักษาผูปวย จึงนําคดีมาฟองตอศาลขอใหเพิกถอนคําสั่งดังกลาว คําพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาวา เมื่อรัฐมนตรีวาการกระทรวงสาธารณสุขไดออก คําสั่งแกไขทะเบียนยาพีพีเอ โดยดําเนินการตามคําแนะนําของคณะกรรมการยา ซึ่งไดพิจารณา ผลการศึกษาวิจัยทางวิชาการเกี่ยวกับอันตรายจากการใชและผลกระทบเรื่องการขาดแคลนยา ดังกลาว อันเปนการดําเนินการตามกระบวนการในการออกคําสั่งตามขั้นตอนและเปนไปเพื่อ คุมครองความปลอดภัยของผูใชยาตามที่ระบุไวในพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 86 ทวิ แมจะปรากฏวามีความเห็นทางวิชาการแตกตางกันอยูเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใชยา เมื่อ ความเห็นของแตละฝายตางมีเหตุผล ซึ่งเปนเรื่องทางเทคนิค ศาลจึงไมอาจชี้ขาดไดวาความเห็น ใดถูกตอง แตเมื่อคณะกรรมการยาซึ่งประกอบดวยผูมีความรูความเชี่ยวชาญดานยาโดยเฉพาะมี ความเห็นวามีความเสี่ยงจากการใชยาดังกลาว โดยไมปรากฏขอเท็จจริงวาการดําเนินการของ คณะกรรมการยาหรือผูถูกฟองคดีทั้งสองบกพรองอยางรายแรง หรือมีความผิดพลาด หรือเปนการ ใชดุลพินิจโดยไมสุจริต ดังนั้นการออกคําสั่งของผูถูกฟองคดีที่ 2 จึงเปนการดําเนินการตามขั้นตอน 29 องคคณะที่พิพากษาคดีนี้ประกอบดวย นายจรัญ หัตถกรรม เปนตุลาการ เจาของสํานวน นายเฉลิมชัย วสีนนท พลเอกนิยม ศันสนาคม นายพีระพล เชาวนศิริ และ นายดําริ วัฒนสิงหะ เปนองคคณะ โดยมี นายประนัย วณิชชานนท เปนตุลาการผูแถลงคดี 30 ดูพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 86 ทวิ
116 ที่กฎหมายกําหนดโดยมีวัตถุประสงคตลอดจนเนื้อหาชอบดวยมาตรา 86 ทวิแหงพระราชบัญญัติ ยา พ.ศ.2510 จึงเปนคําสั่งที่ชอบดวยกฎหมาย ความเห็นผูเขียน เมื่อพิจารณาจากคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด จะพบวาในการตีความ และปรับขอเท็จจริงเขากับขอกฎหมายตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 86 ทวิ ที่วา “เพื่อคุมครองความปลอดภัยของผูใชยา ใหรัฐมนตรีโดยคําแนะนําของคณะกรรมการมีอํานาจสั่ง แกไขทะเบียนตํารับยาที่ไดขึ้นทะเบียนไวแลวไดตามที่เห็นสมควรหรือตามความจําเปน” นั้นศาล ปกครองสูงสุดยอมรับวาเปนกรณีที่ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ซึ่งศาลมีอํานาจ ตรวจสอบในขอบเขตที่จํากัด โดยศาลวางหลักเกณฑในการตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยใน กรณีนี้ไววา ตองเปนกรณีที่ฝายปกครองดําเนินการ “บกพรองอยางรายแรง หรือมีความผิดพลาด หรือเปนการใชดุลพินิจโดยไมสุจริต” เทานั้นจึงจะถือวาการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยไมชอบดวย กฎหมาย ถาเปนแตเพียงกรณีที่มีความเห็นแตกตางกันในเรื่องทางเทคนิควิชาการซึ่งลวนแตมี เหตุผลดวยกันทั้งสองฝายนั้น ไมเปนเหตุเพียงพอที่จะถือวาการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝาย ปกครองไมชอบดวยกฎหมาย ตัวอยางที่ 2 คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.98/254931 ขอเท็จจริง ผูฟองคดีเปนผูไดรับความเดือดรอนจากกิจการอูซอมรถ เคาะ พนสีรถยนต โดย ระหวาง 09.00 น.- 14.00 น. จะไดยินเสียงดังจากการเคาะตัวถังรถยนต ไดรับกลิ่นเหม็นของทิน เนอรซึ่งมาจากการพนสีรถยนต และผงฝุนฟุงกระจาย เนื่องจากอูดังกลาวตั้งอยูติดกับหมูบานที่ ผูฟองคดีอาศัย ผูฟองคดีไดรองเรียนตอผูอํานวยการเขต (ผูถูกฟองคดีที่ 1) และปลัดกระทรวง อุตสาหกรรม (ผูถูกฟองคดีที่ 2) เพื่อใหระงับเหตุเดือดรอนรําคาญแลวแตไมไดรับการแกไขเปนที่ พอใจ ผูฟองคดีเห็นวาการออกใบอนุญาตประกอบกิจการดังกลาวของผูถูกฟองคดีที่ 2 นาจะ เปนไปโดยไมชอบดวยกฎหมาย จึงนําคดีมาฟองตอศาลเพื่อขอใหเพิกถอนใบอนุญาตประกอบ กิจการโรงงานซอมและพนสีรถยนตและใหหนวยงานที่เกี่ยวของระงับเหตุเดือดรอนรําคาญจาก กิจการดังกลา 31 องคคณะที่พิพากษาคดีนี้ประกอบดวย นายดําริ วัฒนะสิงหะ เปนตุลาการ เจาของสํานวน นายเกษม คมสัตยธรรม นายชาญชัย แสวงศักดิ์ นายปรีชา ชวลิตธํารง และ นายวิชัย ชื่นชมพูนุท เปนองคคณะ โดยมี นายบุญอนันต วรรณพานิชย เปนตุลาการผูแถลงคดี
117 คําพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาวา ในประเด็นเกี่ยวกับความชอบดวยกฎหมายของ ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานดังกลาว แมปจจุบันจะไดมีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับ ที่ 1 (พ.ศ. 2543) ขอ 2 กําหนดใหยนระยะหามตั้งโรงงานภายในเขตติดตอโรงเรียนหรือ สถาบันการศึกษาจาก 100 เมตร เปน 50 เมตรแลวก็ตาม แตเมื่อสถานประกอบการอยูในทําเลที่ ไมเหมาะสมเปนยานชุมชน ซึ่งโดยสภาพแลวการประกอบกิจการอาจกอใหเกิดอันตราย เหตุ รําคาญหรือความเสียหายตอบุคคลหรือทรัพยสิน และเห็นไดจากที่มีราษฎรรองเรียนถึงความ เดือดรอนจากการประกอบกิจการดังกลาวมาอยางตอเนื่อง การที่ผูถูกฟองคดีที่ 2 ออกใบอนุญาต ประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่ดังกลาวจึงขัดตอขอ 4 ของกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) ออก ตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ที่กําหนดไววาโรงงานจําพวกที่ 3 นอกจากหาม ตั้งในบริเวณตามขอ 2 แลวตองตั้งอยูในทําเลและสภาพแวดลอมที่เหมาะสม มีบริเวณเพียง พอที่จะประกอบกิจการอุตสาหกรรมตามขนาด และประเภทหรือชนิดของโรงงาน โดยไมกอใหเกิด อันตราย เหตุรําคาญ หรือความเสียหายตอบุคคลหรือทรัพยสินของผูอื่น เมื่อประกาศกระทรวง ดังกลาวไมไดกําหนดยกเวนเรื่องดังกลาวไว จึงฟงเปนที่ยุติไดวาผูฟองคดีที่ 2 ออกใบอนุญาต ประกอบกิจการโรงงานโดยไมชอบดวยกฎหมาย ตัวอยางที่ 3 คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ. 206/255032 ขอเท็จจริง เปนกรณีที่ผูฟองคดีซึ่งไดรับความเดือดรอนรําคาญจากการที่ผูถูกฟองคดีทั้งสองได ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานผลิตน้ําแข็งหลอดที่ตั้งอยูในอาคารตึกแถว 3 ชั้น ซึ่งติดกับบาน ของผูฟองคดี โดยในกระบวนการผลิตของโรงงานดังกลาวไดกอใหเกิดเสียงดังและ แรงสั่นสะเทือนรบกวนผูฟองคดี ผูฟองคดีไดรองเรียนตอผูอํานวยการเขต (ผูถูกฟองคดีที่ 1) และ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (ผูถูกฟองคดีที่ 2) เพื่อใหระงับเหตุเดือดรอนรําคาญหลายครั้ง แต ไมไดรับการแกไขจนเปนที่พอใจ ตอมาผูฟองคดีรองเรียนเพิ่มเติมวาโรงงานดังกลาวใชอาคารผิด ประเภท และใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานออกโดยไมชอบดวยกฎหมาย แตก็ยังไมไดรับการ แกไขใหเปนที่พอใจ จึงนําคดีมาฟองตอศาลขอใหมีคําพิพากษาหรือคําสั่งใหผูถูกฟองคดีทั้งสอง 32 องคคณะที่พิพากษาคดีนี้ประกอบดวย นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล เปนตุลาการ เจาของสํานวน นายพีระพล เชาวนศิริ นายชาญชัย แสวงศักดิ์ นายจรูญ อินทจาร และ นายไพบูลย เสียงกอง เปนองคคณะ โดยมี นายบุญอนันต วรรณพานิชย เปนตุลาการผูแถลงคดี
118 ปฏิบัติหนาที่เกี่ยวกับการจัดตั้งโรงงานดังกลาวใหถูกตองตามกฎหมาย เพื่อระงับเหตุเดือดรอน รําคาญแกผูฟองคดี คําพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา เมื่อขอเท็จจริงในคดีรับฟงไดวา ผูถูกฟองคดีที่ 2 ออก ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานผลิตน้ําแข็งหลอดซึ่งเปนโรงงานจําพวกที่ 3 อยูในลําดับที่ 14 ตามบัญชีทายกฎกระทรวง (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 โดย โรงงานดังกลาวตั้งอยูในบริเวณอาคารตึกแถว 3 ชั้น ติดกับบานของผูฟองคดีและของบุคคลอื่น ซึ่ง เมื่อพิจารณาหลักเกณฑตามขอ 4 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) ที่กําหนดไววาโรงงาน จําพวกที่ 4 นอกจากหามตั้งในบริเวณตามขอ 2 แลวตองตั้งอยูในทําเลและสภาพแวดลอมที่ เหมาะสม มีบริเวณเพียงพอที่จะประกอบกิจการอุตสาหกรรมตามขนาดและประเภทหรือชนิดของ โรงงาน โดยไมอาจกอใหเกิดอันตราย เหตุรําคาญ หรือความเสียหายตอบุคคลหรือทรัพยสินของ ผูอื่นดวยแลว ยอมเห็นไดวาการประกอบกิจการเกี่ยวกับการทําน้ําแข็งดังกลาวใชเครื่องจักรเกิน 50 แรงมา โดยสภาพยอมกอใหเกิดเสียงดังและแรงสั่นสะเทือนรบกวนผูอยูอาศัยบริเวณใกลเคียง กอใหเกิดเหตุรําคาญหรือเสียหายตอบุคคลหรือทรัพยสินของผูอื่นได การออกใบอนุญาตประกอบ กิจการโรงงานดังกลาวของผูถูกฟองคดีที่ 2 จึงขัดตอขอ 4 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) เปนการออกใบอนุญาตโดยมิชอบดวยกฎหมาย พิพากษาใหเพิกถอนใบอนุญาตดังกลาว ความเห็นผูเขียน เมื่อพิจารณาจากคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดทั้งสองฉบับ จะพบวาเปน เรื่องเดียวกัน คือ เปนเรื่องการตีความและปรับขอเท็จจริงเขากับขอกฎหมายตามขอ 4 ของ กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) ออกตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ที่กําหนดวา “โรงงานจําพวกที่ 3 นอกจากหามตั้งในบริเวณตามขอ 2 แลวตองตั้งอยูในทําเลและ สภาพแวดลอมที่เหมาะสม มีบริเวณเพียงพอที่จะประกอบกิจการอุตสาหกรรมตามขนาด และ ประเภทหรือชนิดของโรงงาน โดยไมอาจกอใหเกิดอันตราย เหตุรําคาญ หรือความเสียหายตอ บุคคลหรือทรัพยสินของผูอื่น” นั้นศาลปกครองสูงสุดไมไดระบุไวอยางชัดเจนวาเปนกรณีที่ฝาย ปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยหรือไม อยางไรก็ตามหากพิจารณาจากคําพิพากษาทั้งสองฉบับ จะพบวาเหตุผลที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาวาการออกใบอนุญาตโรงงานไมชอบดวยกฎหมายมี ลักษณะคลายคลึงกัน กลาวคือ ในคดีหมายเลขแดงที่ อ.98/2549 ศาลใหเหตุผลวา “เปนการออก ใบอนุญาตใหตั้งโรงงานเคาะและพนสีรถยนตในยานชุมชนซึ่งเปนทําเลที่ไมเหมาะสม เพราะโดย สภาพแลวยอมกอใหเกิดอันตราย เหตุรําคาญหรือความเสียหายตอบุคคลและทรัพยสิน” และใน คดีหมายเลขแดงที่ อ. 206/2550 ศาลใหเหตุผลวา “การประกอบกิจการเกี่ยวกับการทําน้ําแข็ง
119 ดังกลาวใชเครื่องจักรเกิน 50 แรงมา โดยสภาพยอมกอใหเกิดเสียงดัง และแรงสั่นสะเทือนรบกวนผู อยูอาศัยบริเวณใกลเคียง กอใหเกิดเหตุรําคาญหรือเสียหายตอบุคคลหรือทรัพยสินของผูอื่นได” แมทั้งสองคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดไมไดกลาวไวอยางชัดเจนวายอมรับหรือไมยอมรับวาฝาย ปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในกรณีดังกลาวและใชหลักเกณฑใดเขาไปตรวจสอบ แตจาก การใหเหตุผลในคําพิพากษาศาลไดแสดงใหเห็นวากรณีทั้งสองเปนกรณีที่ฝายปกครองใชอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอยางชัดแจง เพราะทั้งสองกรณีสามารถเห็นไดอยางชัดเจนจากสภาพ ขอเท็จจริงแลววาการอนุญาตใหสรางและประกอบกิจการโรงงานประเภทที่ 3 ในชุมชนและใน ตึกแถวที่ติดกับบานบุคคลอื่นยอมกอใหเกิดอันตราย เหตุรําคาญหรือความเสียหายตอบุคคลและ ทรัพยสิน กรณีจึงอาจสรุปไดวากรณีนี้เปนกรณีที่ศาลเห็นวาฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ที่ผิดพลาดอยางชัดแจงนั่นเอง ตัวอยางที่ 4 คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.267/255333 ขอเท็จจริง คดีนี้เปนกรณีที่ผูประกอบวิชาชีพแพทยของโรงพยาบาลเอกชนผูฟองคดีถูก รองเรียนโดยมูลนิธิเพื่อผูบริโภค วาทําการรักษาผูปวยที่ไดรับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุไมเปนไปตาม มาตรฐานวิชาชีพ เปนเหตุใหผูปวยเสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมที่ขัดตอจริยธรรมวิชาชีพ เวชกรรม คือ เมื่อผูปวยเสียชีวิตก็มีการกักศพของผูตายไวเพื่อตอรองใหญาติของผูตายชําระ คาใชจายในการรักษาพยาบาล ตอมาไดมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขอเท็จจริงและสอบสวน ผูถูกฟองคดีโดยคณะอนุกรรมการสอบสวนของแพทยสภาไดสอบถามความเห็นเกี่ยวกับมาตรฐาน ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในการรักษาผูปวยไปยังราชวิทยาลัยศัลยแพทยและราชวิทยาลัย แพทยออรโธปดิกส ซึ่งราชวิทยาลัยทั้งสองมีความเห็นสอดคลองกันวาคณะแพทยไดใหการดูแล ผูปวยอยางถูกตองเหมาะสมเต็มความสามารถ มีการติดตามอาการผูปวยอยางใกลชิด รวมทั้งให การดูแลรักษาผูปวยทั้งดานศัลยกรรมและดานออรโธปดิกสเปนไปดวยความเหมาะสมตามหลัก วิชาการ คณะอนุกรรมการสอบสวนชุดที่หาเห็นดวยและเห็นควรใหยกขอกลาวโทษดังกลาว อยางไรก็ตามผูถูกฟองคดีกลับมีมติวาผูฟองคดีที่ 1 กระทําการใหเสื่อมเสียเกียรติ ศักดิ์แหงวิชาชีพเวชกรรม เปนการกระทําผิดขอบังคับแพทยสภาวาดวยการรักษาจริยธรรมแหง 33 องคคณะที่พิพากษาคดีนี้ประกอบดวย นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล เปนตุลาการ เจาของสํานวน นายไพบูลย เสียงกอง นายนพดล เฮงเจริญ นายวรวิทย กังศศิเทียม และ นายวราวุธ ศิริยุทธวัฒนา เปนองคคณะ โดยมี นายประนัย วณิชชานนท เปนตุลาการผูแถลงคดี
120 วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2526 หมวด 1 ขอ 2 และหมวด 7 ขอ 4 จึงมีมติลงโทษพักใชใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเปนเวลาสามเดือน สวนผูฟองคดีที่ 2 มีสวนเกี่ยวของในการกักศพ อีก ทั้งยังมีสวนในการรักษาที่มีการผาตัดยอยหลายครั้งและนานเกินจําเปน คือ เปนการใหการรักษา โดยไมคํานึงถึงความปลอดภัยและความสิ้นเปลืองของผูปวย เปนการกระทําผิดขอบังคับของ แพทยสภาดังกลาว ในหมวด 2 ขอ 2 และหมวด 3 ขอ 6 จึงมีมติลงโทษพักใชใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพเวชกรรมของผูฟองคดีที่ 2 เปนเวลาสามเดือน สวนผูฟองคดีที่ 3 และนายแพทยพิชญา นาควัชระ เปนผูทําการผาตัดรักษาผูเสียชีวิตติดตอกันเปนเวลานานและบอยครั้งมากเกินความ จําเปน เปนผลเสียตอผูปวย มีการทําเอ็กซเรยคอมพิวเตอรหลายครั้ง ตัดไสติ่งของผูปวยโดยไมมี ความจําเปน และในการผาตัดกระดูกสามารถที่จะทําใหงายและรวดเร็วโดยใชเวลาสั้นลงไดเพราะ ผูปวยมาโรงพยาบาลดวยอาการช็อก สภาพรางกายบาดเจ็บหลายแหง การกระทําของผูฟองคดีที่ 3 และนายแพทยพิชญา นาควัชระ เปนการประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไมคํานึงถึงความปลอดภัย และความสิ้นเปลืองของผูปวยเปนการกระทําผิดขอบังคับแพทยสภาดังกลาว ในหมวด 3 ขอ 6 จึง มีมติลงโทษภาคทัณฑผูฟองคดีที่ 3 และนายแพทยพิชญา นาควัชระผูฟองคดีจึงนําคดีมาฟองตอ ศาลเพื่อขอใหเพิกถอนมติดังกลาว คําพิพากษา พิเคราะหแลวเห็นวา ในชั้นพิจารณาของคณะอนุกรรมการสอบสวนชุดที่หา ไดมี การขอความเห็นจากราชวิทยาลัยสองแหง ไดแก ราชวิทยาลัยแพทยออโธปดิกสแหงประเทศไทยซึ่งเปน หนวยงานที่จัดตั้งขึ้นตามความในมาตรา 21 (3) (ฌ) แหงพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 และมีหนาที่ตามขอบังคับแพทยสภา คือ กําหนดและควบคุมมาตรฐานทางวิชาการในการประกอบ วิชาชีพเวชกรรม สาขาศัลยศาสตรออรโธปดิกสในประเทศไทย รวมทั้งควบคุมดูแลความประพฤติ และจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของสมาชิก และในสวนราชวิทยาลัยศัลยแพทยแหง ประเทศไทยนั้นเปนหนวยงานที่จัดตั้งขึ้นตามความในมาตรา 21 (3) (ฌ) แหงพระราชบัญญัติ วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 และมีหนาที่ คือ กําหนดและควบคุมมารยาทในการประกอบวิชาชีพ เวชกรรมของสมาชิกของราชวิทยาลัย ดังนั้น กรณีจึงถือไดวาราชวิทยาลัยศัลยแพทยแหงประเทศ ไทยและราชวิทยาลัยแพทยออรโธปดิกสแหงประเทศไทยเปนองคกรผูเชี่ยวชาญทางวิชาการ ศัลยแพทยและศัลยศาสตรออรโธปดิกส ที่รวมเหลาศัลยแพทยทุกสาขาวิชาในประเทศไทยที่มี ความรูทางวิชาการประสบการณและความชํานาญเปนที่ยอมรับโดยทั่วไปทั้งในประเทศและ ตางประเทศ ขอคิดเห็นขององคกรทั้งสองดังกลาวพิจารณาจากหลักฐานการดูแลรักษาผูปวยและ มีเหตุผลประกอบการพิจารณาในทุกขั้นตอนของการรักษา สวนมติของคณะกรรมการแพทยสภา
121 ที่ปรากฏตามรายงานการประชุมไมมีเหตุผลทางวิชาการประกอบการใชดุลพินิจ และแมวาผูถูก ฟองคดีใหการวาความเห็นของราชวิทยาลัยศัลยแพทยแหงประเทศไทยและราชวิทยาลัยแพทยออรโธป ดิกสแหงประเทศไทยเปนความเห็นของผูเชี่ยวชาญเฉพาะทาง สวนคณะกรรมการแพทยสภามี ผูเชี่ยวชาญที่มีความหลากหลายซึ่งจะมองเหตุการณตาง ๆ รอบดาน มิไดมองเฉพาะดานใดดาน เดียวนั้นก็ตาม แตการวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรฐานการรักษาจําเปนตองรับฟงความเห็นของ ผูเชี่ยวชาญเฉพาะทางเปนประการสําคัญ นอกจากนี้ความเห็นของผูถูกฟองคดีขางตนเกิดจากการ พิจารณาขอเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน อีกทั้งการที่ผูถูกฟองคดีจะสนับสนุนหรือหักลางความเห็น ของราชวิทยาลัยแพทยทั้งสองแหง ก็จําเปนที่จะตองมีเหตุผลและรายละเอียดที่ชัดเจน ไมวาจะ เปนเหตุผลในทางวิชาการหรือเหตุผลอื่นใดก็ตาม แตขอเท็จจริงกลับปรากฏวาเหตุผลของผูถูก ฟองคดีในประเด็นเกี่ยวกับมาตรฐานการรักษาพยาบาลที่ปรากฏในคําสั่งลงโทษผูฟองคดีที่ 2 และ ผูฟองคดีที่ 3 นั้น ไมไดมีลักษณะเปนการโตแยงหรือหักลางเหตุผลของราชวิทยาลัยแพทยทั้งสอง แหง อีกทั้งในบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการแพทยสภา เพื่อพิจารณามีมติกอนออก คําสั่งลงโทษ ก็ไมปรากฏเหตุผลที่แสดงหรือยืนยันวาคณะกรรมการของผูถูกฟองคดีมีความเห็น แตกตางจากความเห็นของราชวิทยาลัยแพทยทั้งสองแหงอยางไร ดังนั้นความเห็นของ คณะอนุกรรมการสอบสวนชุดที่หา ที่ไดพิจารณาขอคิดเห็นขององคกรผูเชี่ยวชาญทั้งสองแหงเปน ความเห็นที่มีเหตุผลในทางวิชาการและมีน้ําหนักควรรับฟงมากกวาความเห็นของคณะกรรมการ แพทยสภา ซึ่งไมปรากฏเหตุผลใดที่จะหักลางความเห็นขององคกรผูเชี่ยวชาญทั้งสององคกรได ความเห็นผูเขียน จากคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ยกมาจะเห็นไดวาในประเด็นการวินิจฉัยวา การดําเนินการของแพทยผูฟองคดีเปนไปตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมหรือไมนั้น ศาลปกครอง สูงสุดไดเขาไปตรวจสอบการใชดุลพินิจวินิจฉัยของแพทยสภา โดยเห็นวามติของแพทยสภาที่ วินิจฉัยวาผูฟองคดีทําการรักษาไมเปนไปตามมาตรฐานวิชาชีพไมมีเหตุผลทางวิชาการ ประกอบการใชดุลพินิจ และยังวางอยูบนขอเท็จจริงที่ไมถูกตอง อีกทั้งมติดังกลาวยังไมมี เหตุผลหักลางความเห็นของราชวิทยาลัยศัลยแพทยแหงประเทศไทยและราชวิทยาลัยแพทยออร โธปดิกสแหงประเทศไทยองคกรผูเชี่ยวชาญเฉพาะดาน การที่แพทยสภาใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย วาการกระทําของผูฟองคดี “ไมเปนไปตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรม” โดยไมมีเหตุผลทาง วิชาการรองรับและวางอยูบนขอเท็จจริงที่ไมถูกตองนั้น ยอมถือวาเปนการใชอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยที่บกพรองอยางรายแรง ซึ่งเปนการกระทําที่ไมชอบดวยกฎหมาย ตรงกันขามหากเปน กรณีที่แพทยสภาไดวินิจฉัยออกมาโดยมีเหตุผลทางวิชาการรองรับการใชอํานาจดุลพินิจซึ่งอาจจะ
122 แตกตางจากความเห็นขององคกรผูเชี่ยวชาญองคกรอื่น ศาลยอมไมอาจเขาไปเพิกถอนคําวินิจฉัย นั้นไดเชนที่ศาลปกครองสูงสุดไดวางแนวไวในคดีหมายเลขแดงที่ อ.80/2547 จากคําพิพากษาทั้ง 4 คําพิพากษาที่ยกมาแสดงใหเห็นวาศาลปกครองสูงสุดได วางหลักเกณฑในการตรวจสอบในกรณีที่บทบัญญัติเปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจง ซึ่งเปนเรื่องทางเทคนิควิชาการไววา ศาลยอมรับวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยและศาล จะเขาไปตรวจสอบในขอบเขตที่จํากัดโดยศาลไดวางหลักเกณฑการตรวจสอบไว 3 ประการคือ 1) การใชอํานาจดุลพินิจมีความบกพรองอยางรายแรงหรือไม 2) การใชอํานาจดุลพินิจมีความ ผิดพลาดหรือไม และ 3) เปนการใชดุลพินิจโดยไมสุจริตหรือไม หากไมปรากฏวาฝายปกครองใช อํานาจดุลพินิจขัดแยงตอหลักเกณฑดังกลาว ศาลจะยอมรับวาการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ดังกลาวของฝายปกครองชอบดวยกฎหมาย ดังที่ปรากฏในคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดี หมายเลขแดงที่ อ.80/2547 แตหากพบวาการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยขัดแยงหรือไมเปนไป ตามหลักเกณฑดังกลาว ศาลก็จะพิพากษาวาการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยดังกลาวไมชอบดวย กฎหมายดังปรากฏในคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.98/2549, อ.206/2550 และ อ.267/2553 ดังนั้นจึงสรุปหลักกฎหมายจากแนวคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับ การควบคุมดุลพินิจวินิจฉัยกรณีบทบัญญัติเปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่อง ทางเทคนิควิชาการไดวา ศาลปกครองสูงสุดยอมรับวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยและ ศาลจะเขาไปตรวจสอบในขอบเขตที่จํากัด โดยหลักเกณฑที่ศาลใชในการตรวจสอบมี 3 ประการ คือ 1) เปนการใชอํานาจดุลพินิจที่มีความบกพรองอยางรายแรงหรือไม 2) เปนการใชอํานาจ ดุลพินิจที่มีความผิดพลาดหรือไม 3) เปนการใชอํานาจดุลพินิจโดยไมสุจริตหรือไม 4.3.2.2 คําพิพากษาศาลปกครองชั้นตน เนื่องจากคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่เกี่ยวของกับดุลพินิจวินิจฉัยในเรื่อง ทางเทคนิควิชาการยังมีออกมาไมมากนัก ทําใหวัตถุในการศึกษามีนอย เพื่อใหมีความชัดเจน มากยิ่งขึ้นในเรื่องนี้ผูเขียนไดคนควาคําพิพากษาศาลปกครองชั้นตนซึ่งเปนที่สนใจของสาธารณชน และมีประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย มานําเสนอประกอบการ วิเคราะหเพิ่มเติมอีก 2 คําพิพากษาดังนี้ ตัวอยางที่ 1 คําพิพากษาศาลปกครองระยอง คดีหมายเลขแดงที่ 32/255234 34 องคคณะที่พิพากษาคดีนี้ประกอบดวย นางสายสุดา เศรษฐบุตร เปนตุลาการ
123 ขอเท็จจริง คดีนี้สืบเนื่องมาจากประชาชนที่อาศัยอยูรอบ ๆ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งอาศัยอยูใน 11 ชุมชนในเทศบาลเมืองมาบตาพุด ไดรับผลกระทบจากปญหา มลพิษที่ปลอยออกจากโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เทศบาลเมืองมาบตาพุด ซึ่งมีอยูถึง 4 นิคมอุตสาหกรรม โดยผูฟองคดีไดเคยมีหนังสือเรียกรองใหหนวยงานของรัฐเขามา แกไขปญหาสิ่งแวดลอมและมลพิษโดยประกาศใหพื้นที่เทศบาลเมืองมาบตาพุดและพื้นที่ใกลเคียง ที่มีปญหาสิ่งแวดลอมและมลพิษเปนเขตควบคุมมลพิษตามกฎหมาย เพื่อหนวยงานรัฐจะได ดําเนินการจัดทําแผนลดและขจัดมลพิษและดําเนินการแกไขปญหามลพิษในพื้นที่อยางเปนระบบ แตหนวยงานรัฐที่เกี่ยวของก็ไมไดดําเนินการแกไขปญหาหรือดําเนินการตามที่ประชาชนในพื้นที่ เรียกรอง ประชาชนจึงไดฟองคดีตอศาลปกครองระยองวาคณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติ ละเลยตอหนาที่ตามที่กฎหมายกําหนดใหตองปฏิบัติในการประกาศเขตควบคุมมลพิษและขอให ศาลสั่งใหคณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติซึ่งเปนผูมีอํานาจตามพระราชบัญญัติสงเสริมและ รักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมแหงชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 5935 ประกาศใหเทศบาลเมืองมาบตาพุด และพื้นที่ใกลเคียงเปนเขตควบคุมมลพิษ และดําเนินการลดและขจัดมลพิษอยางเปนระบบตอไป คําพิพากษา ศาลปกครองระยองพิพากษาวา จากขอเท็จจริงที่วาคณะกรรมการสิ่งแวดลอม แหงชาติไดพิจารณาเกี่ยวกับการประกาศใหพื้นที่มาบตาพุดเปนเขตควบคุมมลพิษหลายครั้ง ตอมากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมไดพิจารณารายงานของกรมควบคุมมลพิษแลว มีมติเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2548 เห็นวาปจจุบันปญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุดมีแนวโนมที่จะ รุนแรงมากขึ้นจนอาจเปนอันตรายตอสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่ได จึงเห็นสมควร กําหนดใหพื้นที่ตําบลมาบตาพุดเปนเขตควบคุมมลพิษ โดยมีเอกสารรายงานของกรมควบคุม มลพิษเกี่ยวกับรายละเอียดของมลพิษแนบทาย แตก็มิไดมีการประกาศเขตควบคุมมลพิษตาม ขอเสนอดังกลาว ซึ่งจากขอเท็จจริงตาง ๆ ศาลเชื่อวาเหตุที่ผูถูกฟองคดีไมประกาศเขตควบคุม มลพิษในพื้นที่ดังกลาว เนื่องจากผูประกอบการสวนใหญไมเห็นดวย ซึ่งเมื่อพิจารณาเกี่ยวกับ เจาของสํานวน นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ และนายสรศักดิ์ มไหศิริโยดม เปนองคคณะ โดยมี นายสุจินต จุฑาธิปไตย เปนตุลาการผูแถลงคดี 35 ดูพระราชบัญญัติสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมแหงชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 59
124 ปญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุด พบวามีเอกสารรายงานที่สวนราชการและเอกชนจัดทําขึ้น จํานวนมาก ที่แสดงใหเห็นวามีมลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ํา มลพิษจากขยะมูลฝอยและของ เสียอันตรายอยูในพื้นที่มาบตาพุดตลอดจนพื้นที่ใกลเคียง ศาลจึงรับฟงวาเขตเทศบาลมาบตาพุด เปนพื้นที่ที่มีปญหามลพิษซึ่งมีแนวโนมที่จะรายแรงถึงขนาดเปนอันตรายตอสุขภาพอนามัยของ ประชาชนหรืออาจกอใหเกิดผลกระทบเสียหายตอคุณภาพสิ่งแวดลอม แมตอมาจะมีการตั้ง คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นทําหนาที่แกไขปญหามลพิษและกําหนดการพัฒนาในพื้นที่จังหวัด ระยองตั้งแต พ.ศ.2550 แตเห็นวาปญหามลพิษก็ยังไมมีแนวโนมลดลงนอยกวาเดิม ตรงกันขาม กลับมากขึ้นกวาเดิม จึงสมควรที่ผูถูกฟองคดีจะประกาศใหทองที่เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดเปน เขตควบคุมมลพิษเพื่อดําเนินการควบคุม ลดและขจัดมลพิษได ผูถูกฟองคดีไมอาจใชอํานาจ ดุลพินิจโดยอางเหตุวาขณะนี้โรงงานอุตสาหกรรมเกือบทั้งหมดใหความรวมมือในการแกไขปญหา มลพิษตามแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษ เพราะเปนเรื่องรีบดวนที่จะตองดําเนินการควบคุม ลดและขจัดมลพิษโดยเร็วที่สุด จึงพิพากษาวาคณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติละเลยตอหนาที่ ตามที่กฎหมายกําหนดใหตองปฏิบัติหรือปฏิบัติหนาที่ลาชาเกินสมควร และใหประกาศใหพื้นที่ เทศบาลมาบตาพุดและพื้นที่ใกลเคียงเปนเขตควบคุมมลพิษ ความเห็นผูเขียน เมื่อพิจารณาจากคําพิพากษาจะพบวา ในการตีความและปรับขอเท็จจริงเขากับ ขอกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมแหงชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 59 ที่วา “ในกรณีที่ปรากฏวาทองที่ใดมีปญหามลพิษซึ่งมีแนวโนมที่จะรายแรงถึงขนาดเปน อันตรายตอสุขภาพอนามัยของประชาชนหรืออาจกอใหเกิดผลกระทบเสียหายตอคุณภาพ สิ่งแวดลอม”นั้น ศาลไดเขาไปตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองอยาง ละเอียด จากนั้นจึงไดวินิจฉัยวาจากขอเท็จจริงตาง ๆ ที่ปรากฏในสํานวน ศาลเห็นวาเปนกรณีที่มี ขอเท็จจริงอันเปนไปตามองคประกอบสวนเหตุของกฎหมายแลว คือเปนกรณีที่ “ปรากฏวาทองที่ มาบตาพุดและพื้นที่ใกลเคียงมีปญหามลพิษที่มีแนวโนมที่จะรายแรงถึงขนาดเปนอันตรายตอ สุขภาพ อนามัยของประชาชนหรืออาจกอใหเกิดผลกระทบเสียหายตอสิ่งแวดลอมแลว” จากนั้น ศาลจึงพิพากษาตอไปวาจึงสมควรที่ฝายปกครองจะประกาศใหพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกลเคียง เปนเขตควบคุมมลพิษ ผูเขียนเห็นวาแมคําพิพากษานี้จะไมไดเขียนไวอยางชัดเจนวาใชหลักเกณฑใดใน การตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง แตเมื่อพิจารณาถึงเหตุผลและ พยานหลักฐานสนับสนุนที่ปรากฏในคําพิพากษา จะเห็นไดวาเปนกรณีที่ศาลเห็นวาการใช
125 ดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองมีความผิดพลาดอยางชัดแจง โดยคําพิพากษาอางอิงถึง พยานหลักฐานทั้งจากหนวยงานรัฐและเอกชนที่มีอยูจํานวนมากมายซึ่งแสดงใหเห็นวาพื้นที่ มาบตาพุดและพื้นที่ใกลเคียงมีปญหามลพิษที่รุนแรง ตรงกันขามในฝงคณะกรรมการสิ่งแวดลอม แหงชาติผูถูกฟองคดีกลับไมมีเหตุผลหรือพยานหลักฐานที่มีน้ําหนักโตแยงวาพื้นที่มาบตาพุดและ พื้นที่ใกลเคียงไมมีปญหามลพิษ นอกจากนี้แมแตขอมูลของหนวยงานรัฐเองก็ชี้ใหเห็นวาพื้นที่นี้มี ปญหามลพิษรุนแรง ถึงขั้นที่กรมควบคุมมลพิษเคยเสนอใหประกาศพื้นที่นี้เปนเขตควบคุมมลพิษ มาแลว แตคณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติก็ไมดําเนินการ ขอเท็จจริงเหลานี้ทําใหศาลเห็นวา การใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของคณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติที่เห็นวายังไมเขาเงื่อนไขใน การประกาศเขตควบคุมมลพิษจึงเปนการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยที่ผิดพลาดอยางชัดแจงและไม ชอบดวยกฎหมาย ปญหาจึงมีแตเพียงวาการที่ศาลปกครองระยองเขาไปวินิจฉัยแทนฝายปกครองวา ขอเท็จจริงที่ปรากฏในสํานวนศาล เปนกรณีที่เขาเงื่อนไขตามองคประกอบสวนเหตุของกฎหมาย แลวและสั่งใหฝายปกครองตองประกาศเขตควบคุมมลพิษ เปนการกาวลวงเขาไปใชอํานาจแทน ฝายปกครองหรือไม ผูเขียนเห็นวาหากพิจารณาการใหเหตุผลในคําพิพากษาของศาลปกครอง ระยองอยางละเอียดจะพบวากรณีนี้ ศาลเห็นวาเปนกรณีที่คณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติไมมี อํานาจดุลพินิจวินิจฉัยเปนอยางอื่นแตเปนหนาที่ที่ตองวินิจฉัยวา “มีปญหามลพิษซึ่งมีแนวโนมที่ จะรายแรงถึงขนาดเปนอันตรายตอสุขภาพอนามัยของประชาชนหรืออาจกอใหเกิดผลกระทบ เสียหายตอคุณภาพสิ่งแวดลอมในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกลเคียงแลว” เทานั้น จึงจะเปนการ วินิจฉัยที่ชอบดวยกฎหมาย การวินิจฉัยเปนอยางอื่นยอมเปนคําวินิจฉัยที่ไมชอบดวยกฎหมาย ทั้งสิ้น อันเนื่องมาจากขอเท็จจริงทางภาวะวิสัยที่ปรากฏในคดีนี้ไมเปดชองใหฝายปกครองวินิจฉัย เปนอยางอื่นได ศาลจึงถือวาตนมีอํานาจวินิจฉัยในเรื่องนี้แทนฝายปกครองไดเพราะถึงอยางไร เสียฝายปกครองก็ตองวินิจฉัยออกมาอยางเดียวกับที่ศาลวินิจฉัย ซึ่งกรณีนี้อาจเทียบเคียงไดกับ กรณีดุลพินิจของฝายปกครองที่หดหายไปเพราะเหตุผลทางภาวะวิสัย (Ermessensreduzierung auf Null) ที่ศาลปกครองเยอรมันใชเปนหลักเกณฑหนึ่งในการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจของ ฝายปกครองซึ่งอธิบายไวใน บทที่ 3 ขอ 3.1.3 คําพิพากษาของศาลปกครองระยองในประเด็น เรื่องดุลพินิจวินิจฉัยในคดีนี้จึงไมไดขัดหรือแยงกับหลักเกณฑที่ศาลปกครองสูงสุดไดวางไว เพียงแตเปนคดีแรก ๆ ที่ศาลไดปรับใชหลักเกณฑเรื่องดุลพินิจของฝายปกครองที่หดหายไปเพราะ เหตุผลทางภาวะวิสัยซึ่งพัฒนาขึ้นโดยศาลปกครองเยอรมัน
126 ตัวอยางที่ 2 คําพิพากษาศาลปกครองกลางคดีหมายเลขแดงที่ 1540/255436 ขอเท็จจริง ผูฟองคดีไดเขารับการตรวจคัดเลือกทหารกองเกินเขารับราชการทหารกอง ประจําการประจําป 2548 ซึ่งคณะกรรมการตรวจคัดเลือกไดดําเนินการตรวจเลือกโดยในขั้นตอน การเรียกชื่อ ตรวจรางกาย กําหนดคนเปนจําพวก และวัดขนาด กรรมการที่เปนผูประกอบโรค ศิลปะแผนปจจุบันชั้น 1 สาขาเวชกรรมไดตรวจรางกายของผูฟองคดีแลวพบวามีหนาอก (เตานม) และมีบุคลิกลักษณะทาทางเปนหญิง คณะกรรมการตรวจเลือกจึงไดจัดใหผูฟองคดีอยูในกลุมคน จําพวกที่ 4 ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 37 (พ.ศ. 2516) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการ ทหาร พ.ศ. 2497 คือ กลุมคนทุพพลภาพหรือมีโรคที่ไมสามารถจะรับราชการได โดยเปนโรคจิต ถาวรตามขอ 2(11) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 74 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติ เดียวกันและคณะกรรมการตรวจเลือกไดออกเอกสารใหแกผูฟองคดี คือ ใบสําคัญสําหรับคน จําพวกที่ 4 (แบบ สด. 5) ที่มีขอความวาไดตรวจรางกายผูถูกฟองคดีแลวเห็นวา เปนโรคจิตถาวร ไมสามารถรับราชการทหารได จึงปลดพนทหารตามมาตรา 41 แหงพระราชบัญญัติรับราชการ ทหาร พ.ศ. 2497 และตอมาผูถูกฟองคดีที่ 3 ไดออกเอกสารใบสําคัญ (แบบ สด.9) ที่มีตรา ประทับดานหลังระบุขอความวาผูฟองคดีเปนโรคจิตถาวร และออกใบรับรองผลการตรวจเลือก ทหารกองเกินประจําป 2548 ระบุขอความในสวนที่ 2 ผลการตรวจเลือกวา กรรมการผูประกอบ โรคศิลปะแผนปจจุบันผูตรวจรางกายเห็นวาเปนโรคจิตถาวรและในสวนที่ 3 บันทึกวาเปนโรคจิต ถาวร ตอมาผูฟองคดีไดมีหนังสือถึงผูถูกฟองคดีทั้งสามใหดําเนินการแกไขขอความในเอกสารทั้ง สามฉบับในสวนที่ระบุวาผูฟองคดีเปนโรคจิตถาวร เพราะทําใหผูฟองคดีไดรับความเสียหาย เนื่องจากผูฟองคดีมีสภาพรางกายปกติไมไดเปนโรคจิตถาวรดังที่ระบุในเอกสาร แตผูถูกฟองคดีที่ 3 มีหนังสือตอบกลับมาวาเมื่อคณะกรรมการตรวจเลือกไดกําหนดวาเปนคนจําพวกใดตาม ความเห็นแพทยแลวจะมาขอแกไขภายหลังไมได ผูฟองคดีจึงนําคดีมาฟองตอศาลปกครองเพื่อ ขอใหเพิกถอนเอกสารทั้งสามฉบับในสวนที่ระบุวาผูฟองคดีเปนโรคจิตถาวร หรือสั่งใหผูถูกฟองคดี ทั้งสามดําเนินการแกไขขอความดังกลาว 36 องคคณะที่พิพากษาคดีนี้ประกอบดวย นายเทิดพงศ คงจันทร เปนตุลาการ เจาของสํานวน นายประวิตร บุญเทียม และนายวุฒิชัย แสงสําราญ เปนองคคณะ โดยมี นายกฤตยชญ ศิริเขต เปนตุลาการผูแถลงคดี
127 คําพิพากษา การจะจัดใหผูฟองคดีอยูในกลุมของผูเปนโรคจิตถาวรนั้นจะตองรับฟงไดเปนที่แน ชัดวา การมีเพศกําเนิดเปนชายแตมีเตานมแบบหญิงและมีบุคลิกลักษณะเปนหญิง เปนอาการ อยางหนึ่งที่แสดงออกถึงความผิดปกติทางความคิด อารมณ หรือพฤติกรรม ซึ่งเมื่อพิเคราะห ขอเท็จจริงจากหนังสือกรมสุขภาพจิตที่ระบุวากรมสุขภาพจิตไดพิจารณาตามองคการอนามัยโลก และตามบัญชีจําแนกโรคระหวางประเทศ ICD-10 (ก) ตารางจัดกลุมโรคปรากฏวาองคการอนามัย โลกไดเอาลักษณะความสัมพันธระหวางคนรักเพศเดียวกันออกจากกลุมคนที่มีความผิดปกติทาง จิต กรณีจึงรับฟงไดวาไมมีความสัมพันธกันระหวางลักษณะสภาพรางกายของผูเขารับการตรวจ เลือกที่มีเพศกําเนิดเปนชายแตมีเตานมแบบหญิงและมีบุคลิกลักษณะเปนหญิงกับการเปนผูมี ความผิดปกติทางจิต ดังนั้นการที่คณะกรรมการตรวจเลือกอาศัยเพียงขอเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพ รางกายของผูฟองคดีที่มีเตานมแบบหญิงและมีบุคลิกลักษณะเปนหญิง ซึ่งมิไดสัมพันธกับอาการ ของผูปวยทางจิตตามความหมายทางวิชาการ แลวนํามาวินิจฉัยวาผูฟองคดีเปนโรคจิตถาวรตาม ขอ 2 (11) (ก) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 74 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับ ราชการทหาร พ.ศ. 2497 จึงเปนการใชดุลพินิจวินิจฉัยที่ไมถูกตองตามความเปนจริง เปนการ สรางภาระใหเกิดกับผูฟองคดีและไมเปนไปตามบทบัญญัติของกฎกระทรวงดังกลาว อีกทั้งการ วินิจฉัยเชนนั้นยังเปนการลดทอนคุณคาความเปนมนุษยของผูฟองคดีใหดอยลง จึงเปนกรณีการ ใชอํานาจโดยไมคํานึงถึงศักดิ์ศรีความเปนมนุษยของผูฟองคดี ดังนั้นการที่คณะกรรมการการ ตรวจเลือกวินิจฉัยวาผูฟองคดีเปนโรคจิตถาวรตามขอ 2 (11) (ก) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 74 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 จึงเปนการใชดุลพินิจวินิจฉัย โดยไมชอบดวยกฎหมายและกอใหเกิดความเสียหายอันเปนการละเมิดศักดิ์ศรีความเปนมนุษยซึ่ง เปนสิทธิขั้นพื้นฐานของผูฟองคดี ความเห็นผูเขียน เมื่อพิจารณาจากคําพิพากษา จะพบวาในการตีความและปรับขอเท็จจริงเขากับ ขอกฎหมาย ตามขอ 2 (11) (ก) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 74 (พ.ศ. 2540) ออกตามความใน พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ที่มีถอยคําวา “โรคจิตถาวร”นั้น เปนถอยคําที่มี ความไมแนนอนชัดเจนที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ และศาลปกครองกลางยอมรับวาฝาย ปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในการตีความและปรับขอเท็จจริงเขากับขอกฎหมาย อยางไรก็ ตามการใชอํานาจดุลพินิจดังกลาวก็อยูภายใตการตรวจสอบของศาล โดยจากการตรวจสอบของ ศาลพบวาการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองมีเหตุแหงความไมชอบดวยกฎหมาย
128 หลายประการ ไดแก การใชดุลพินิจวินิจฉัยที่ไมถูกตองตามความเปนจริง เปนการสรางภาระ ใหแกผูฟองคดี และไมเปนไปตามกฎกระทรวงดังกลาว ซึ่งอาจสรุปเหตุแหงความไมชอบดวย กฎหมายสวนนี้ไดวาเปนความผิดพลาดอยางชัดแจงของฝายปกครองในการใชอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยวาผูฟองคดี “เปนโรคจิตอยางถาวร” เนื่องจากทั้งขอมูลขององคการอนามัยโลกและของ โรงพยาบาลในประเทศตางแสดงใหเห็นสอดคลองตองกันวาบุคคลที่มีสภาพรางกายไมตรงกับ สภาพจิตใจไมถือวาเปนโรคจิตถาวรอยางที่ผูถูกฟองคดีวินิจฉัย และผูถูกฟองคดีก็ไมมีเหตุผลที่มี น้ําหนักมาโตแยงแตอยางใด นอกจากนี้การใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยดังกลาวยังเปนการลด คุณคาความเปนมนุษยของผูฟองคดีใหดอยลง คําพิพากษาของศาลปกครองกลางในประเด็นเรื่อง ดุลพินิจวินิจฉัยจึงสอดคลองกับแนวทางที่ศาลปกครองสูงสุดไดวางไว 4.4 บทวิเคราะห ในสวนนี้ผูเขียนจะไดวิเคราะหเปรียบเทียบใหเห็นถึงความเหมือนและความตางระหวาง แนวคิดและหลักเกณฑที่ศาลปกครองไทยใชในการควบคุมดุลพินิจวินิจฉัย กับแนวคิดและ หลักเกณฑที่ศาลปกครองเยอรมันและศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปใช จากนั้นจะไดวิเคราะหให เห็นถึงจุดแข็งและจุดออนของศาลปกครองไทยตอไป 4.4.1 แนวคิดเกี่ยวกับการยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ประเด็นปญหาสําคัญประการหนึ่งในการศึกษาเรื่องการควบคุมดุลพินิจวินิจฉัยของฝาย ปกครองคือปญหาที่วาฝายปกครองควรมีดุลพินิจวินิจฉัยในกรณีที่บทบัญญัติเปนถอยคําที่มี ความหมายไมเฉพาะเจาะจงหรือไม โดยคําตอบของปญหานี้จะสงผลโดยตรงตอระดับความ เขมขนในการควบคุมการใชอํานาจของฝายปกครองโดยศาลปกครอง กลาวคือ หากยอมรับวา ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย อํานาจตรวจสอบของศาลก็จะลดระดับความเขมขนลง แต หากฝายปกครองไมมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย อํานาจตรวจสอบของศาลก็จะมีอยางสมบูรณ เชนเดียวกับการตรวจสอบการตีความขอกฎหมายทั่วไป ในสวนนี้ผูเขียนจะเปรียบเทียบใหเห็นวา แนวคิดของศาลปกครองไทยกับศาลปกครองเยอรมันและศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปมีความ เหมือนหรือแตกตางกัน ดังนี้ 4.4.1.1 ศาลปกครองไทยเปรียบเทียบกับศาลปกครองเยอรมัน สําหรับประเทศเยอรมันนั้นแมในทางวิชาการจะยังคงมีการถกเถียงกันอยูวาใน กรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายเปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิค วิชาการ จะถือวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยหรือไม แตสําหรับศาลปกครองเยอรมัน
129 แลวไดมีการวางแนวคําพิพากษาที่คอนขางเปนเอกภาพตลอดมาวาฝายปกครองไมมีอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยในกรณีนี้แตอยางใด โดยศาลใหเหตุผลวากรณีดังกลาวเปนเรื่องเกี่ยวกับการ ตีความกฎหมายและศาลเปนองคกรที่มีอํานาจเด็ดขาดในการตีความขอกฎหมาย อีกทั้งศาลยัง อางอิงถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 19 (4) วาเปนหนาที่ของศาลที่ตองใหการคุมครองสิทธิแกประชาชน อยางมีประสิทธิภาพ อยางไรก็ตามศาลไดพัฒนาขอยกเวนที่ถือวาฝายปกครองมีดุลพินิจวินิจฉัย ขึ้น โดยในกรณีดังกลาวศาลจะสํารวมตนถือวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจ และจะเขาไป ตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจดังกลาวเชนเดียวกับการตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจตัดสินใจ แตกรณียกเวนที่ศาลพัฒนาขึ้นก็มีอยูนอยมาก ไดแกคดีประเภทดังตอไปนี้ 1) การวินิจฉัยเรื่องการสอบ การตรวจขอสอบ การประเมินผลการสอบ และการ ประเมินในสถานการณการแขงขันที่มีลักษะเชนเดียวกับการสอบ 2) การวินิจฉัยและประเมินคาเกี่ยวกับผลงานและความสามารถของขาราชการ โดยผูบังคับบัญชา 3) คําวินิจฉัยของคณะกรรมการอิสระที่ประกอบขึ้นจากกลุมตาง ๆ หรือ คณะกรรมการที่ประกอบดวยผูมีความรู มีประสบการณหลาย ๆ ดาน หรือเปนผูเชี่ยวชาญตาง ๆ เนื่องจากไมอาจเอาคําวินิจฉัยอื่นมาทดแทนไดรวมทั้งคําวินิจฉัยเกี่ยวกับนโยบายทางการ ปกครอง37 เมื่อพิจารณาแนวคิดของศาลปกครองเยอรมันที่ปรากฏในคําพิพากษา เปรียบเทียบกับแนวคิดของศาลปกครองไทยจะพบวามีความแตกตางกันอยางชัดเจน โดยแนวคํา พิพากษาของศาลปกครองไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้มีแนวคิดในทางตรงกันขามกับศาลปกครองเยอรมัน กลาวคือ ในกรณีที่บทบัญญัติเปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจง ไมวาจะเปนถอยคํา ทั่วไป หรือถอยคําที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ ศาลปกครองไทยลวนยอมรับวา เปนกรณีที่ ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยทั้งสิ้น โดยศาลไมเห็นวากรณีดังกลาวเปนเรื่องขอกฎหมายที่ ศาลเปนผูมีอํานาจเด็ดขาดในการตีความดังที่ศาลปกครองเยอรมันวางหลักไวแตอยางใด แตจะ เคารพในการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองและเขาไปตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจ ดังกลาวในขอบเขตที่จํากัด ดังนั้น จึงสรุปไดวาศาลปกครองไทยมีแนวคิดที่ยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของ ฝายปกครองในกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายเปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงทั่วไป 37 ดูรายละเอียดในบทที่ 3 หัวขอ 3.1.4
130 และถอยคําที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ ซึ่งแตกตางจากแนวคิดของศาลปกครองเยอรมันที่โดย หลักแลวไมยอมรับวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยทั้งสิ้น 4.4.1.2 ศาลปกครองไทยเปรียบเทียบกับศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป เกี่ยวกับเรื่องอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยนั้นศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปมีแนวคิดที่ แตกตางจากแนวคิดของศาลปกครองเยอรมันอยางชัดเจน กลาวคือ ขณะที่ศาลปกครองเยอรมัน ปฏิเสธการดํารงอยูของอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง แตศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป เห็นวาอํานาจดุลพินิจมีไดทั้งในสวนผลและสวนองคประกอบของกฎหมาย โดยแนวคําพิพากษา ของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปวางแนวไวอยางเปนเอกภาพตลอดมาวา ในกรณีที่บทบัญญัติ ใชถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ ศาลยอมรับ วาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย และศาลมีอํานาจเขาไปตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยดังกลาวอยางจํากัด แนวคิดที่วาศาลมีอํานาจตรวจสอบการตีความถอยคําที่มีความหมาย ไมชัดเจนของฝายปกครองอยางเต็มที่ของศาลปกครองเยอรมัน ไมเปนที่ยอมรับของศาลยุติธรรม แหงสหภาพยุโรป เมื่อพิจารณาแนวคิดของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปเปรียบเทียบกับแนวคิด ของศาลปกครองไทย จะพบวามีความใกลเคียงกันเปนอยางยิ่ง กลาวคือ ทั้งศาลปกครองไทย และศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปตางยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง วามีไดใน กรณีที่บทบัญญัติใชถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจง และในกรณีดังกลาว ศาลมีอํานาจเขาไปตรวจสอบไดในขอบเขตที่จํากัด โดยศาลไมไดมีอํานาจตรวจสอบกรณีดังกลาว ไดเต็มที่เหมือนการตรวจสอบการตีความขอกฎหมาย ความแตกตางคงมีแตเพียงวาศาลปกครอง ไทยยอมรับวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยแมในกรณีที่บทบัญญัติใชถอยคําทางกฎหมาย ที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงทั่วไป ขณะที่แนวคําพิพากษาศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป ยอมรับเฉพาะในกรณีที่ถอยคําดังกลาวเปนเรื่องทางเทคนิควิชาการเทานั้น ดังนั้นจึงสรุปไดวาศาลปกครองไทยและศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปมีแนวคิด ใกลเคียงกันโดยศาลทั้งสองยอมรับวาในกรณีที่บทบัญญัติเปนถอยคําที่มีความหมายไม เฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ ฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยและศาลมี อํานาจเขาไปตรวจสอบอยางจํากัด 4.4.2 หลักเกณฑในการควบคุมดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง เมื่อไดเปรียบเทียบแนวคิดที่ศาลปกครองของไทยใชในการควบคุมดุลพินิจวินิจฉัยของ ฝายปกครองกับแนวคิดของศาลปกครองเยอรมันและศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปไปแลว เนื้อหาสาระสําคัญที่เหลือเกี่ยวกับการควบคุมอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง คือ
131 หลักเกณฑที่ศาลปกครองใชเปนฐานในการเขาไปควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝาย ปกครองวามีเนื้อหาสาระอยางไร ในสวนนี้ผูเขียนจะเปรียบเทียบระหวางหลักเกณฑที่ศาล ปกครองไทยใชกับหลักเกณฑที่ศาลปกครองเยอรมัน และหลักเกณฑที่ศาลยุติธรรมแหงสหภาพ ยุโรปใช วามีความเหมือนหรือแตกตางกันอยางไร 4.4.2.1 ศาลปกครองไทยเปรียบเทียบกับศาลปกครองเยอรมัน หลักเกณฑที่ศาลปกครองเยอรมันใชในการควบคุมตรวจสอบกรณีที่ศาลถือวา ฝายปกครองมีแดนวินิจฉัยหรือมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ไดแกหลักเกณฑดังตอไปนี้ 1) ฝายปกครองไดอาศัยพื้นฐานจากขอเท็จจริงที่ถูกตองและสมบูรณหรือไม 2) ฝายปกครองไดวินิจฉัยถอยคําดังกลาวอยูในขอบเขตของถอยคํานั้น ๆ หรือไม 3) ฝายปกครองไดดําเนินการตามกระบวนการที่ไดกําหนดไวในเรื่องนั้น ๆ หรือไม 4) ฝายปกครองไดพิจารณาไตรตรองโดยอาศัยหลักเกณฑในเรื่องอื่นที่ไมใช ขอพิจารณาสําหรับเรื่องนั้นมาเปนเกณฑในการวินิจฉัยหรือไม 5) ฝายปกครองไดปรับขอเท็จจริงเขากับขอกฎหมายอยางถูกตองและ สมเหตุสมผลหรือไม เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับหลักเกณฑที่กลาวมากับหลักเกณฑที่ศาลปกครอง ไทยใชในการควบคุมตรวจสอบดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองที่แบงเปน 2 กรณี คือ กรณี บทบัญญัติของกฎหมายเปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงทั่วไปและกรณีที่บทบัญญัติ ของกฎหมายเปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ จะเห็นได วาหลักเกณฑที่ศาลปกครองเยอรมันใชมีความใกลเคียงกับหลักเกณฑที่ศาลปกครองไทยใชกับ กรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายเปนถอยคําที่ไมเฉพาะเจาะจงทั่วไป อันไดแก 1) การควบคุมใหฝายปกครองตองใชอํานาจดุลพินิจตามที่กฎหมายกําหนด จะปฏิเสธไมใชอํานาจดุลพินิจไมได 2) การควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจโดยคํานึงถึงขอเท็จจริงใน แตละกรณีอยางรอบดาน 3) การควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจเปนไปตามหลักความไดสัดสวน 4) การควบคุมใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจโดยเคารพหลักความเสมอภาค 5) การควบคุมตรวจสอบใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจโดยชอบดวยเหตุผล
132 อยางไรก็ตามหลักเกณฑดังกลาวของศาลปกครองเยอรมันแตกตางจาก หลักเกณฑที่ศาลปกครองไทยใชในการควบคุมตรวจสอบกรณีบทบัญญัติของกฎหมายเปนถอยคํา ที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการอยางชัดเจน เนื่องจากในกรณีนี้ศาล ปกครองไทยวางหลักเกณฑในการตรวจสอบไวเพียงสามประการซึ่งไมปรากฏในแนวคําพิพากษา ของศาลปกครองเยอรมัน ไดแก 1) เปนการใชดุลพินิจวินิจฉัยที่มีความบกพรองอยางรายแรงหรือไม 2) เปนการใชดุลพินิจวินิจฉัยที่มีความผิดพลาดในการใชอํานาจดุลพินิจหรือไม 3) เปนการใชดุลพินิจวินิจฉัยโดยไมสุจริตหรือไม โดยกรณีนี้ถือวาศาลปกครองไทยเขาไปตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจของฝาย ปกครองในระดับที่เขมขนนอยที่สุด อยางไรก็ตามหลักเกณฑ 3 หลักเกณฑที่ศาลปกครองไทยได วางหลักไวนี้ยังอยูในชวงที่กําลังพัฒนา ไมอาจถือไดวาเปนหลักเกณฑที่เปนขอยุติ เนื่องจากแนว คําพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังมีออกมาไมมากนัก จึงอาจทําใหการวางหรือปรับใชหลักเกณฑของ ศาลปกครองสูงสุดอาจจะยังไมครบถวน ซึ่งในคําพิพากษาศาลปกครองชั้นตนที่ผูเขียนไดนํามา อางถึง ก็มีประเด็นที่นาสนใจที่ศาลปกครองชั้นตนไดวางหลักเกณฑในการควบคุมตรวจสอบ ดุลพินิจวินิจฉัยเพิ่มเติมเขามาดวย กลาวคือ ในคําพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1540/2554 ของ ศาลปกครองกลาง ไดเพิ่มเติมหลักเกณฑ “การใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยตองคํานึงถึงศักดิ์ศรี ความเปนมนุษย” ซึ่งอาจเทียบเคียงไดกับหลักสิทธิขั้นพื้นฐานที่ศาลปกครองเยอรมันใชเปนหนึ่งใน หลักเกณฑการตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจตัดสินใจของฝายปกครอง จึงจําตองติดตามตอไป วาศาลปกครองสูงสุดจะวินิจฉัยเรื่องนี้อยางไร ดังนั้นจึงสรุปไดวาหลักเกณฑที่ศาลปกครองเยอรมันใชในการควบคุมตรวจสอบ ดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองเปนหลักเกณฑที่ใกลเคียงกับที่ศาลปกครองสูงสุดไทยใชในการ ควบคุมตรวจสอบดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองในกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายเปนถอยคําที่ มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงทั่วไป แตแตกตางจากหลักเกณฑที่ศาลปกครองสูงสุดไทยใชในการ ควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายเปนถอยคําที่มีความหมาย ไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ 4.4.2.2 ศาลปกครองไทยเปรียบเทียบกับศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป เนื่องจากศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปมีแนวคิดวาอํานาจดุลพินิจของฝาย ปกครองมีไดทั้งดุลพินิจวินิจฉัยและดุลพินิจตัดสินใจ ดังนั้นหลักเกณฑที่ศาลยุติธรรมแหงสหภาพ ยุโรปใชในการควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจจึงเปนหลักเกณฑเดียวกัน คือ
133 1) การใชดุลพินิจดังกลาวเปนการใชดุลพินิจที่ผิดพลาดอยางชัดแจงหรือไม 2) การใชดุลพินิจดังกลาวเปนการใชอํานาจหนาที่โดยไมชอบหรือไม 3) การใชดุลพินิจดังกลาวเปนการใชเกินขอบเขตของดุลพินิจดังกลาวหรือไม 4) การใชดุลพินิจดังกลาวขัดตอหลักความไดสัดสวนหรือไม หลักเกณฑที่ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปใชในการควบคุมการใชอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยนั้นมีความใกลเคียงกับหลักเกณฑที่ศาลปกครองสูงสุดไทยปรับใชในการควบคุม การใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายเปนถอยคําที่มีความหมายไม เฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการถึง 3 หลักเกณฑ มีเพียงหลักความไดสัดสวนเทานั้น ที่ศาลปกครองสูงสุดไทยยังไมเคยนํามาปรับใชกับการควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย แตเมื่อเทียบกับหลักเกณฑที่ศาลปกครองสูงสุดไทยใชในการควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยในกรณีที่บทบัญญัติใชถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงทั่วไปก็จะพบวามี ความแตกตางกันอยางมาก กลาวคือ มีหลักเกณฑที่ตรงกันเพียงหลักเกณฑเดียว คือ หลักความได สัดสวน ดังนั้นจึงสรุปไดวาหลักเกณฑที่ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปใชในการควบคุม ตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง เปนหลักเกณฑที่ใกลเคียงกับหลักเกณฑที่ ศาลปกครองสูงสุดไทยใชในการควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ในกรณีที่ บทบัญญัติของกฎหมายเปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทางเทคนิควิชาการ แตแตกตางจากหลักเกณฑที่ศาลปกครองสูงสุดไทยใชในการควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจ ดุลพินิจวินิจฉัยในกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายเปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจง ทั่วไป 4.4.3 แนวคิดและหลักเกณฑในการควบคุมดุลพินิจวินิจฉัยที่เหมาะสมกับ ประเทศไทย จากการเปรียบเทียบแนวคิดและหลักเกณฑที่ศาลใชในการควบคุมดุลพินิจวินิจฉัยของ ฝายปกครองขางตน ผูเขียนพบวาแนวคิดและหลักเกณฑที่ศาลปกครองสูงสุดไทยปรับใชในการ ควบคุมดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง มีความสอดคลองกับแนวคิดและหลักเกณฑของศาลใน ประเทศที่มีความกาวหนาในทางกฎหมายมหาชนแลว โดยศาลปกครองไทยไดพัฒนาแนวคิดไป ในทางที่สอดคลองกับแนวทางของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป คือ การยอมรับวาอํานาจ ดุลพินิจของฝายปกครองยอมมีไดในองคประกอบสวนเหตุของกฎหมาย ซึ่งเรียกวา อํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยได ในสวนที่เกี่ยวกับหลักเกณฑที่ใชในการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝาย
134 ปกครองศาลปกครองสูงสุดไทยไดพัฒนาหลักเกณฑที่ใชในการควบคุมอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ออกเปนสองระดับ คือ หากเปนกรณีบทบัญญัติของกฎหมายเปนถอยคําที่มีความหมายไม เฉพาะเจาะจงทั่วไป ศาลจะใชหลักเกณฑเชนเดียวกับที่ใชในการควบคุมดุลพินิจตัดสินใจและเปน หลักเกณฑที่ใกลเคียงกับที่ศาลปกครองเยอรมันใชในการควบคุมดุลพินิจของฝายปกครอง แตถา เปนกรณีบทบัญญัติของกฎหมายเปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทาง เทคนิควิชาการ ศาลปกครองสูงสุดไทยจะใชหลักเกณฑการควบคุมที่ลดระดับความเขมขนในการ ควบคุมตรวจสอบลง ซึ่งใกลเคียงกับหลักเกณฑที่ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปใชในการควบคุม ดุลพินิจวินิจฉัย ผูเขียนมีความเห็นวาแนวคิดและหลักเกณฑในการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ของศาลปกครองไทยที่เปนอยูในปจจุบัน ที่มีแนวคิดไปในทางยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของ ฝายปกครอง และไดพัฒนาหลักเกณฑในการควบคุมตรวจสอบดุลพินิจวินิจฉัยเปน 2 ระดับ คือ ระดับที่ศาลเขาไปควบคุมอยางเขมขนซึ่งใชกับกรณีบทบัญญัติของกฎหมายเปนถอยคําที่มี ความหมายไมเฉพาะเจาะจงทั่วไป และระดับที่ศาลเขาไปควบคุมอยางไมเขมขนซึ่งใชกับกรณี บทบัญญัติของกฎหมายเปนถอยคําทางกฎหมายที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปนเรื่องทาง เทคนิควิชาการ เปนแนวคิดและหลักเกณฑที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยแลว เนื่องจาก ประเทศไทยมีกฎหมายที่ใหอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยแกฝายปกครองจํานวนมาก ซึ่งหากจะใหศาล เขาไปควบคุมตรวจสอบไดอยางเต็มที่เชนเดียวกับการตรวจสอบการตีความกฎหมาย ดังที่ศาล ปกครองเยอรมันถือปฏิบัติก็จะเปนการสรางภาระใหแกศาลปกครองอยางมากและยอม กระทบกระเทือนตอประชาชน เพราะยอมทําใหการพิจารณาคดีของศาลปกครองลาชา ประกอบ กับศาลปกครองเองก็ไมอยูในฐานะที่จะไปตรวจสอบเรื่องที่เกี่ยวกับเทคนิคทางวิชาการได จึง สมควรแลวที่ศาลยอมใหฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยและเขาไปตรวจสอบในขอบเขตที่ จํากัด อยางไรก็ตามฝายปกครองของไทยก็เปนเชนเดียวกับฝายปกครองทั่วโลก คือ มีแนวโนมที่ จะอางอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย เพื่อใชอํานาจตามอําเภอใจโดยไมคํานึงถึงวัตถุประสงคที่กฎหมาย มอบอํานาจดังกลาวใหแกตน การที่ศาลปกครองไทยจะจํากัดการตรวจสอบอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยในเรื่องทางเทคนิควิชาการไวอยางมากเชนที่ศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรปปรับใชใน ชวงแรก ก็อาจเปนการเปดทางใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยไปตามอําเภอใจจนไป กระทบตอสิทธิเสรีภาพของประชาชนไดมากขึ้น ผูเขียนเห็นวาแนวทางการแกไขปญหาดังกลาว ของศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป ที่ใชวิธีตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝาย
135 ปกครองอยางเขมขนขึ้นภายใตหลักเกณฑเดิม เปนแนวทางที่ศาลปกครองไทยควรนํามา พิจารณาเพื่อปรับใชในการควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง ภายใต หลักการที่วาการควบคุมตรวจสอบอยางเขมขนดังกลาวตองไมกาวลวงเขาไปถึงการตรวจสอบ ความเหมาะสมในการใชอํานาจดุลพินิจ หรือ กาวลวงไปถึงการเขาไปวินิจฉัยในเรื่องทางเทคนิค วิชาการแทนฝายปกครอง เพราะนั่นยอมเปนการกระทําที่ขัดตอหลักการที่วาศาลมีหนาที่ ตรวจสอบเพียงความชอบดวยกฎหมายไมอาจกาวลวงเขาไปตรวจสอบถึงความเหมาะสมได ทั้งนี้ เพื่อกํากับใหฝายปกครองใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยอยางรอบคอบและมีเหตุผล อันเปนเหตุผล เบื้องหลังในการมอบอํานาจดุลพินิจใหแกฝายปกครอง ปญหาประการหนึ่งที่ผูเขียนคนพบจากการศึกษาแนวคําพิพากษาของศาลปกครองไทย เกี่ยวกับการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง คือ ผูเขียนพบวาในการเขียน คําพิพากษานั้นศาลปกครองมักไมแสดงใหเห็นอยางชัดเจนในคําพิพากษาวา ศาลมีแนวคิด เกี่ยวกับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยอยางไร กลาวคือ ศาลมักจะวินิจฉัยไปในเนื้อหาของคดี โดยไมได วางหลักไวกอนวาศาลยอมรับอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครองหรือไม นอกจากนี้เมื่อเขา ไปตรวจสอบในเนื้อหาของการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย ศาลก็มักไมแสดงใหเห็นอยางชัดเจนวา ศาลใชหลักเกณฑใดเขาไปตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง ลักณษณะดังกลาว สงผลใหคําพิพากษาของศาลยากแกการศึกษาและทําความเขาใจ และอาจทําใหบุคคลทั่วไป หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐ ซึ่งจําตองใชแนวคําพิพากษาเหลานี้ประกอบเปน แนวทางในการใชสิทธิเสรีภาพหรือในการปฏิบัติหนาที่ ตีความคําพิพากษาดังกลาวแตกตางกัน ออกไปอันจะนําไปสูการตัดสินใจใชเสรีภาพหรือปฏิบัติหนาที่ไปในทางที่ไมสอดคลองกัน นอกจากนี้ความไมชัดเจนดังกลาวยังเปนอุปสรรคตอการพัฒนาในทางวิชาการในเรื่องนี้ตอไปดวย
136 บทที่ 5 บทสรุป จากการศึกษาในบทที่ 1 ถึงบทที่ 4 ที่ผานมา ผูเขียนพบวาแนวคิดศาลปกครองไทย เกี่ยวกับการควบคุมการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝายปกครอง มีความแตกตางจากแนวคิด ของศาลปกครองเยอรมันอยางชัดเจน แตมีความใกลเคียงหรือสอดคลองกับแนวคิดของศาล ยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป ความเหมือนและความแตกตางของแนวคิดในการมองอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยนี้ นําไปสูความแตกตางของหลักเกณฑที่ศาลนําไปใชในการควบคุมอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยของฝายปกครองอยางมีนัยสําคัญ อันนํามาสูขอสรุปและขอเสนอแนะตอศาลปกครอง ไทยบางประการ โดยผูเขียนขอแยกหัวขอในบทนี้ออกเปน 2 หัวขอ คือ 5.1 ขอสรุปเกี่ยวกับ แนวคิดในการควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย 5.2 ขอสรุปเกี่ยวกับหลักเกณฑในการ ควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย เพื่อใหงายตอการทําความเขาใจและใหสอดคลองกับ คําอธิบายในบทที่ 4 ซึ่งผูเขียนไดแยกคําอธิบายเกี่ยวกับการควบคุมตรวจสอบดุลพินิจวินิจฉัย ของฝายปกครองโดยศาลปกครองออกเปนสองสวน คือ สวนที่วาดวยแนวคิดของศาลปกครองตอ กรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายเปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจง และสวนที่วาดวย หลักเกณฑที่ศาลปกครองใชในการควบคุมตรวจสอบการใชอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยของฝาย ปกครอง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 5.1 ขอสรุปเกี่ยวกับแนวคิดในการควบคุมตรวจสอบอํานาจดุลพินิจวินิจฉัย จากการศึกษาผูเขียนพบวาศาลปกครองไทยมีแนวคิดไปในทางยอมรับอํานาจดุลพินิจ วินิจฉัยของฝายปกครอง ทั้งในกรณีที่บทบัญญัติในองคประกอบสวนเหตุเปนถอยคําที่มี ความหมายไมเฉพาะเจาะจงทั่วไปและในกรณีที่เปนถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจงที่เปน เรื่องทางเทคนิควิชาการ โดยศาลปกครองไทยไดวางบรรทัดฐานในคําพิพากษาอยางเปนเอกภาพ ตลอดมาวาฝายปกครองมีอํานาจดุลพินิจวินิจฉัยในกรณีที่บทบัญญัติในองคประกอบสวนเหตุเปน ถอยคําที่มีความหมายไมเฉพาะเจาะจง และศาลปกครองมีอํานาจเขาไปควบคุมตรวจสอบอยาง จํากัด เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับแนวคิดของศาลปกครองไทยกับแนวคิดของศาลยุติธรรมแหง สหภาพยุโรปที่มีแนวคําพิพากษาวางบรรทัดฐานตลอดมาวากรณีที่บทบัญญัติเปนถอยคําที่มี