พนักงานสอบสวน ยึดฝาประกบอาวุธปืนลูกซองยาว 1 อัน รองเท้าแตะ 1 คู่ และเสื้อยืด ควคามำ� ขชเอห้ีขงน็ าแดยง้
1 ตัวตกอยู่ในที่เกิดเหตุเป็นของกลาง และติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 อยั การสูงสดุ
ได้ในคืนเกิดเหตุโดยยึดอาวธุ ปืนลูกซองยาว 1 กระบอกไม่มีฝาประกบรางปืน อาวุธปืนลูกซอง
พกสั้น 1 กระบอกและกระสนุ ปืนลูกซอง 3 นัด จากผตู้ ้องหาที่ 1 เป็นของกลาง ยึดรถจกั รยานยนต์ พ.ศ.๒๕๕๒
ทีผ่ ู้ตายขับขี่ รถจกั รยานยนตจ์ านวน 3 คนั ของผู้ต้องหาที่ 3, ที่ 4 และที่ 6 และเม็ดกระสุนปืน
1 เม็ดจากศพผู้ตายเป็นของกลางด้วย วันรุ่งขึ้นผู้ต้องหาที่ 6 เข้ามอบตัว ต่อมาวันที่
12 กุมภาพันธ์ 2552 จับกุมผู้ต้องหาที่ 2 ได้ (ผู้ต้องหาที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นเยาวชนแยก
ดาเนินคดีต่างหาก) ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าผู้ต้องหาที่ 1 ใช้อาวุธปืน
ลูกซองพกสั้นยิง 1 นัด แต่ไม่ถูกผู้ใด ผู้ต้องหาที่ 2 ใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงผู้ตาย 1 นัด
ขณะผู้ตายขับรถจักรยานยนต์วิ่งสวนมาหาเพื่อป้องกันตัวจนผู้ตาย ตกจากรถจักรยานยนต์
ส่วนผู้นั่งซ้อนท้ายวิ่งหนีไปในทุ่งนา แล้วผู้ต้องหาที่ 2 ใช้อาวุธปืนดังกล่าวตีศีรษะผู้ตาย
หลายคร้ังแล้วพวกผู้ตอ้ งหานารถจักรยานยนตท์ ีผ่ ู้ตายขับขี่ไปทุบจนเสียหาย
คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า การกระทาของผู้ต้องหาท้ังสองเป็นความผิด
ฐานรว่ มกันฆ่าผอู้ ื่น และร่วมกันพยายามฆ่าผอู้ ื่น หรอื ไม่
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีมีนาย ท. ให้การยืนยันว่า คืนเกิดเหตุขณะน่ัง
ซ้อนรถจกั รยานยนต์ที่ผู้ตายขับขี่เพื่อกลับบ้าน ถูกกลุ่มวัยรุ่นขับขี่รถจักรยานยนต์ไล่ตามยิงปืน
ใส่ ๑ นัด เม่ือผู้ตายขับไปจนพ้นอันตรายแล้ว ได้ขับรถกลับมาดูเหตุการณ์แล้วจอดรถริมถนน
จึงถูกยิงอีก ๑ นัด ผู้ตายตกจากรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย ผู้ต้องหาที่ ๑ และที่ ๒
ให้การในช้ันสอบสวนรับว่าผู้ต้องหาที่ ๑ ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงนัดแรก กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด
ส่วนผู้ต้องหาที่ ๒ ใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงนัดที่สอง ถูกผู้ตายล้มลงพร้อมรถจักรยานยนต์
แล้วผู้ต้องหาที่ ๒ ยังใช้อาวุธปืนกระบอกดังกล่าวตีผู้ตายที่ศีรษะหลายคร้ัง คาให้การของ
ผู้ต้องหาทั้งสองดังกล่าวเจือสมกับคาให้การของนาย ท. และสอดคล้องกับบาดแผลที่ศีรษะ
ของผู้ตาย ทั้งพนักงานสอบสวนพบฝาประกบรางปืนลูกซองยาวหลุดออกจากตัวปืน
ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ต้องหาที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย
1
/และนาย ท...
447คำ�ช้ีขาดความเหน็ แย้งของอัยการสงู สดุ
และนาย ท. โดยมีเจตนาฆ่า ส่วนข้ออ้างของผู้ต้องหาท้ังสองว่าผู้ต้องหาที่ ๒ ยิงผู้ตายขณะ
ผู้ตายขับขี่รถจักรยานยนต์วิ่งสวนมาหาผู้ต้องหาทั้งสองกับพวกนั้น ไม่มีน้าหนักให้รับฟัง
คดีมีพยานหลักฐานพอฟ้อง จึงชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหาท้ังสอง ฐานร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่า
ผอู้ ื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๘๓
448 คำ�ชขี้ าดความเห็นแย้งของอัยการสูงสุด
ตรวจเบือ้ งตน้ พบสำรมอรฟ์ ีน และรับสำรภำพ
แมภ้ ำยหลงั ตรวจไม่พบก็ไมพ่ ้นผิด
คำชี้ขำดควำมเห็นแยง้ ท่ี 293/๒๕๕๒
พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ (ม. ๔, ๗, ๘, ๕๘, ๙๑)
รับว่ำเสพฝิน่ เข้ำสู้ร่ำงกำยจึงนำตัวผตู้ ้องหำไปตรวจเบื้องต้นท่ีโรงพยำบำลแม่จัน
พบสำรมอร์ฟีนในร่ำงกำย ชั้นสอบสวนผู้ต้องหำให้กำรรับสำรภำพ แม้ต่อมำได้ส่ง
ตัวอยำ่ งปสั สำวะของผตู้ อ้ งหำไปทดสอบที่ศนู ย์วิทยำศำสตร์กำรแพทย์หลังจำกเสพนำน
ถึง ๑๒ วัน แต่ไม่พบสำรมอร์ฟีน ก็ไม่ทำให้ผู้ต้องหำพ้นผิดฐำนเสพยำเสพติดให้โทษ
ประเภท ๒ (ฝิ่นหรอื มอร์ฟนี ) โดยฝ่ำฝืนต่อกฎหมำย
ข้อเท็จจริงได้ความว่า เม่ือวันที่ 3 กันยายน 2551 เวลาประมาณ 09.00 น. ควคามำ� ขชเอหข้ี ง็นาแดยง้
ขณะผู้กล่าวหากับพวกตรวจปราบปรามจับกุมผู้กระทาผิดกฎหมายในพื้นที่หมู่บ้านขุนแม่บง อยั การสงู สุด
พบผู้ต้องหา แสดงอาการพิรุธเดินเลี่ยงหนี จึงเข้าตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย ในระหว่าง
ตรวจค้นผู้ต้องหารับว่าเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2551 เวลาประมาณ 20.00 น. ได้เสพฝ่ินเข้า พ.ศ.๒๕๕๒
สู่ร่างกาย จึงนาตัวไปตรวจที่โรงพยาบาลแม่จัน ผลการตรวจพบสารมอร์ฟีนในร่างกาย
จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดาเนินคดี ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ
ว่าเคยเสพฝ่นิ มาหลายครั้งแล้ว แตน่ านๆ ครั้ง เสพเพือ่ ความสนุกสนาน หากไม่มีเงินซื้อก็ไม่เสพ
ก่อนถูกจับกุมได้เสพฝ่ินเม่ือวันที่ 29 สิงหาคม 2551 โดยวิธีใช้กล้องเสพฝ่ินเป็นอุปกรณ์
ในการเสพ โรงพยาบาลแม่จันได้ส่งตัวอย่างปัสสาวะของผู้ต้องหาไปทดสอบที่ศูนย์
วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงราย ผลการทดสอบไม่พบมอร์ฟีน โดยทาการทดสอบเม่ือวันที่
9 กันยายน 2551 นาย พ. นักเทคนิคการแพทย์ 7 วช โรงพยาบาลแม่จัน ผู้ตรวจวิเคราะห์
ตัวอย่างปัสสาวะของผตู้ ้องหาใหก้ ารว่า ผลการตรวจพบมอร์ฟีนสามารถบอกได้ว่าในน้าปัสสาวะ
น้ันอาจมีสารมอร์ฟีนหรืออนุพันธ์ของฝ่ิน และเสพโดยการสูบ กิน หรือฉีดเข้าเส้นเลือด
1
/หลงั จาก...
449คำ�ชีข้ าดความเหน็ แยง้ ของอยั การสูงสดุ
หลังจากเสพยาเสพติดสามารถตรวจพบได้ใน 2-4 วัน ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ เช่น ปริมาณที่
เสพเข้าสู่ร่างกาย การเผาผลาญยาของแต่ละบุคคล ความเป็นกรดด่างของเลือดในร่างกาย
เป็นต้น นาย ส. เภสัชกร 4 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงราย ผู้ทดสอบตัวอย่างปัสสาวะ
ของผู้ต้องหาให้การว่า สารมอร์ฟีนในร่างกายบุคคลนั้นไม่สามารถระบุได้ว่ามีผลมาจากการเสพ
สารเสพติดชนิดใดโดยวิธีการเสพอย่างใด ส่วนระยะเวลาที่จะตรวจพบสารเสพติดหลังจากการ
เสพนั้น นาย ส. ให้การทานองเดียวกบั นาย พ.
คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหามีความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษ
ประเภท ๒ (ฝ่นิ หรือมอร์ฟีน) โดยไม่ได้รบั อนญุ าต หรอื ไม่
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ต้องหารับว่าเสพฝ่ินเข้าสู่ร่างกายเม่ือวันที่
๒9 สิงหาคม ๒๕๕๑ เวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น. ผลการตรวจปัสสาวะของผู้ต้องหาในเบื้องต้น
ที่โรงพยาบาลแม่จัน เม่ือวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๑ พบสารมอร์ฟีน เจือสมกับคาให้การรับ
สารภาพของผู้ต้องหาว่าได้เสพฝ่ินเข้าสู่ร่างกายก่อนที่จะถูกจับกุม โดยใช้กล้องเสพฝ่ิน
เป็นอุปกรณ์ในการเสพ คดีมีพยานหลักฐานพอฟ้อง แต่พ้นกาหนดเวลาผัดฟ้องแล้ว
จึงชี้ขาดให้ฟ้อง และอนุญาตให้ฟ้องผู้ต้องหา ฐานเสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๒
(ฝ่ินหรือมอร์ฟีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๔, ๗, ๘, ๕๘, ๙๑ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘
มาตรา ๔ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๓ พระราชบัญญัติ
ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๖ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ ๑๓๕ (พ.ศ. ๒๕๓๙) เร่ืองระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติ
ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ลงวนั ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ข้อ ๒
450 คำ�ชขี้ าดความเหน็ แยง้ ของอัยการสูงสุด
คำรับชน้ั จบั กุมโดยไมม่ ีหลักฐำนอ่นื ประกอบรบั ฟังไมไ่ ด้
คำชี้ขำดควำมเห็นแย้งท่ี 295/๒๕๕๒
พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ (ม. ๔, ๗, ๘, 26, 76)
พ.ร.บ. การพนันฯ (ม.๔, ๔ ทวิ, ๕, ๖, ๑๒)
ผู้ตอ้ งหำอยู่หน้ำบ้ำนท่ีเกิดเหตุตำมท่ีสำยลับแจ้งว่ำมีกลุ่มวัยรุ่นม่ัวสุมเสพยำเสพติด ควคามำ� ขชเอห้ขี งน็ าแดย้ง
จึงพำเข้ำไปตรวจค้นในบ้ำนพบกัญชำในถุงพลำสติก ๑ ถุง และโพยแทงฟุตบอล อัยการสูงสดุ
ต่ำงประเทศ ๑๐ ใบ วำงอยู่ใกล้กันจึงยึดเป็นของกลำง ชั้นจับกุมผู้ต้องหำรับว่ำ
ของกลำงเป็นของตน แต่ไม่มีพยำนหลักฐำนยืนยันว่ำของกลำงเป็นของผู้ต้องหำ พ.ศ.๒๕๕๒
ห รื อ ผู้ ต้ อ ง ห ำ เ ป็ น ก ลุ่ ม วั ย รุ่ น ท่ี ม่ั ว สุ ม เ ส พ ย ำ เ ส พ ติ ด ภ ำ ย ใ น บ้ ำ น ต ำ ม ท่ี ไ ด้ รั บ แ จ้ ง
จำกสำยลับ ทั้งช้ันสอบสวนผู้ต้องหำก็ให้กำรปฏิเสธตลอดมำ คำรับในช้ันจับกุม
อย่ำงเดียวไม่เพียงพอให้รับฟงั วำ่ ผูต้ ้องหำเปน็ ผ้กู ระทำผิด
ข้อเท็จจริงได้ความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19.40 น. ผู้กล่าวหากับพวกได้รับแจ้ง
จากสายลับว่าบ้านไม่มีเลขที่ หลังป่าช้าวัดเศวตฉัตร ซอยเจริญนคร 25 เขตคลองสาน
กรงุ เทพมหานคร มกี ลุ่มวัยรุ่นม่วั สมุ เสพยาเสพติด หากขอหมายค้นจะทาให้เนิ่นช้า ผู้กระทาผิด
อาจหลบหนีหรือเคลื่อนย้ายทาลายทรัพย์ได้ จึงพากันไปตรวจค้นที่บ้านหลังดังกล่าว
พบว่าเป็นบ้านไม้ช้ันเดียว มีเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นมีตู้เสื้อผ้า มีโทรทัศน์ ตู้เย็น และเตียงนอน
และพบผู้ต้องหาน่ังอยู่หน้าบ้าน ภายในบ้านไม่มีผู้ใดอยู่แต่โดยปกติมีวัยรุ่นมามั่วสุมเสพยาเสพติด
จึงพาผู้ต้องหาเข้าไปตรวจค้นในบ้าน พบกัญชาบรรจุอยู่ในถุงพลาสติก 1 ถุง และโพยแทง
ฟุตบอลต่างประเทศ 10 ใบ วางอยู่ในบ้านอยู่ใกล้ ๆ กัน จึงยึดเป็นของกลาง สอบถาม
ผตู้ ้องหาแล้ว ผตู้ ้องหารบั ว่าของกลางดงั กล่าวเปน็ ของตน
คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหามีความผิดฐานมีไว้ในครอบครอง
ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ (กัญชา) โดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันเล่นการพนันทาย
ผลฟตุ บอล พนนั เอาทรัพย์สนิ กนั โดยไม่ได้รบั อนญุ าต หรอื ไม่
/อัยการ...
451คำ�ชขี้ าดความเห็นแย้งของอยั การสูงสดุ
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้กล่าวหากับพวกยืนยันว่าได้รับแจ้งจากสายลับว่า
บ้านที่เกิดเหตุซึ่งไม่มีผู้พักอาศัย มีกลุ่มวัยรุ่นม่ัวสุมเสพยาเสพติด หากขอหมายค้นแล้วทาให้
เนิน่ ช้า ผู้กระทาผิดอาจหลบหนีไป หรือเคลื่อนย้ายทาลายทรัพย์ที่กระทาผิด จึงพากันไปตรวจ
ค้นที่บ้านหลังดังกล่าว พบผู้ต้องหาน่ังอยู่หน้าบ้าน จึงพาผู้ต้องหาเข้าไปตรวจค้นในบ้าน
พบกัญชาบรรจุอยู่ในถุงพลาสติก ๑ ถุง และโพยแทงฟุตบอลต่างประเทศ ๑๐ ใบ วางอยู่ใน
บ้านอยู่ใกล้ ๆ กัน จึงยึดเป็นของกลาง ช้ันจับกุมผู้ต้องหารับว่าของกลางดังกล่าวเป็นของตน
แต่ไม่มีพยานหลักฐานใดยืนยันว่าของกลางดังกล่าวเป็นของผู้ต้องหา หรือผู้ต้องหาเป็นกลุ่ม
วยั รุ่นทีม่ ั่วสมุ เสพยาเสพติดภายในบ้านที่เกิดเหตุตามทีไ่ ด้รบั แจง้ จากสายลบั และจากการตรวจ
ค้นไม่พบบุคคลอื่นหรืออุปกรณ์ที่ใช้หรือเหลือใช้จาก การเสพยาเสพติด น่าเชื่อว่า
กลุ่มวัยรุ่นที่มั่วสุมเสพยาเสพติดตามที่ผู้กล่าวหาได้รับแจ้งจากสายลับได้หลบหนีไปก่อนที่
ผู้กล่าวหาจะไปถึงที่เกิดเหตุแล้ว หากผู้ต้องหาอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวก็น่าจะหลบหนีไปแล้ว
เช่นกัน ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธในรายละเอียดว่าคืนเกิดเหตุเดินผ่านหน้าบ้านที่
เกิดเหตุ เพื่อไปหาเพื่อนชื่อนายบอย ไม่ทราบนามสกุล ตนไม่เคยเข้าไปในบ้านหลังดังกล่าว
แต่ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานพาเข้าไปตรวจค้นภายในบ้านและพบของกลางข้างต้น
ซึ่งไม่ใช่ของตนแตอ่ ย่างใด ซึง่ คาให้การดังกล่าวสอดคล้องกับคาให้การของผู้ต้องหาในรายงาน
แสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
กรงุ เทพมหานคร ดงั นั้น ลาพังเพียงคารับในชั้นจับกุมซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
โดยปราศจากพยานหลักฐานอื่นที่มีน้าหนักน่าเชื่อถือ ไม่เพียงพอให้รับฟังว่าผู้ต้องหา
เป็นผู้กระทาผิด จึงชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา ฐานมีไว้ในความครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ
ในประเภท ๕ (กัญชา) โดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันเล่นการพนันทายผลฟุตบอลพนันเอา
ทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ .ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๔, ๗, ๘, ๒๖, ๗๖ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘
มาตรา ๔ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๒
พระราชบญั ญัติการพนนั พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔, ๔ ทวิ, ๕, ๖, ๑๒ พระราชบัญญัติการพนัน
(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๔๘๕ มาตรา ๓ พระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๓
พระราชบัญญตั ิการพนัน (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๓
452 คำ�ช้ขี าดความเห็นแยง้ ของอัยการสูงสดุ
หลอกลวงเอำเงินโดยอ้ำงว่ำขยำยกิจกำรเพิ่มทุน ผิดฉ้อโกง
คำชี้ขำดควำมเห็นแย้งท่ี 298/๒๕๕๒
ป.อาญา ฉ้อโกง (ม.๓๔๑)
อ้ำงต่อผู้เสียหำยว่ำเป็นเจ้ำของร้ำนต้องกำรขยำยกิจกำรจึงระดมทุนขำยหุ้น
ท้ังท่ีไม่เป็นควำมจริงเป็นเหตุให้ผู้เสียหำยหลงเชื่อมอบเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บำท
ใหแ้ กผ่ ้ตู ้องหำ แล้วผตู้ ้องหำหลบหนีไป เป็นควำมผิดฐำนฉ้อโกง
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ต้องหาขอยืมเงินจากนาย อ. 300,000 บาท เพื่อไปเปิด ควคาม�ำขชเอห้ีขงน็ าแดย้ง
ร้านอาหาร นาย อ. ไม่ให้ยืม ต่อมาผู้ต้องหาจึงชวนนาย อ. ร่วมลงทุนด้วย ในที่สุดตกลงกัน อัยการสงู สดุ
โดยนาย อ. ลงหุ้น 700,000 บาท นางสาว น. เพื่อนของนาย อ. ลงหุ้นสองแสนบาท ตัวผู้ต้องหา
ลงหุ้น 100,000 บาท ทั้งนี้ตกลงให้ผู้ต้องหาเป็นผู้จัดการดูแลร้าน ต่อมาผู้เสียหายได้รับ พ.ศ.๒๕๕๒
การแนะนาจากนาย พ. ซึ่งเคยเป็นพนักงานที่ร้านอาหารของผู้เสียหายให้รู้จักผู้ต้องหา
โดยทราบว่าผู้ต้องหาเป็นเจ้าของร้านอาหาร ต้องการขยายกิจการจึงระดมทุน หากผู้เสียหาย
สนใจลงทุนจะให้ร่วมหุ้นด้วยโดยจะแบ่งหุ้นเป็น 100 หุ้น ลงทุนหุ้นละ 20,000 บาท ในที่สุด
ผู้เสียหายและนาย พ. ตกลงร่วมหุ้นด้วยโดยผู้เสียหาย ลงหุ้น 500,000 บาท (25 หุ้น)
นาย พ. ลงหุ้น 200,000 บาท (10 หุ้น) ผู้ต้องหาลงหุ้น 1,300,000 บาท (65 หุ้น)
ผเู้ สียหายได้จ่ายค่าหุ้นให้ผู้ต้องหาครบถ้วนแล้ว โดยผู้ต้องหาทาหลักฐานใบหุ้นไว้ พร้อมกับทา
สัญญาร่วมลงทุนไว้ด้วย ผู้เสียหายเคยไปที่ร้านดังกล่าวเห็นผู้ต้องหาดูแลร้าน ต่อมาติดต่อ
ไม่ค่อยได้ และทราบจากนาย อ. ว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้ลงทุนในร้านอาหารเพียง 100,000 บาท
ส่วนนาย อ. ลงทุน 700,000 บาท และไม่เคยจะคิดขายหุ้นให้ใคร โดยผู้ต้องหาได้หลบหนีไปแล้ว
ผเู้ สียหายจงึ รอ้ งทุกข์ให้ดาเนินคดีกับผตู้ ้องหาฐานฉ้อโกง
คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า การกระทาของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
หรอื ไม่
/อยั การ...
453ค�ำ ชี้ขาดความเหน็ แย้งของอัยการสูงสดุ
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้อความที่ผู้ต้องหาอ้างต่อผู้เสียหายว่าตนเป็น
เจา้ ของร้านอาหารต้องการขยายกิจการ จึงระดมทุนขายหุ้น ๑๐๐ หุ้น ราคาหุ้นละ ๒๐,๐๐๐ บาทนั้น
เป็นความเท็จ และเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ มอบเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาทให้แก่ผู้ต้องหาไป
ต่อมาผู้ต้องหาหลบหนี จึงรับฟังได้ว่าผู้ต้องหามีเจตนาทุจริตแต่แรกที่จะหลอกลวงผู้เสียหาย
เพือ่ ให้ได้เงินไปจากผู้เสียหาย โดยใช้กลอุบายในการบอกจะขยายกิจการเพิม่ ทุนของร้านอาหาร
เป็นการบังหน้า อันเป็นความเท็จ คดีมีหลักฐานพอฟ้อง จึงชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหา ฐานฉ้อโกง
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ขอให้ผู้ต้องหาคืนหรือใช้เงินจานวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท
แก่ผู้เสียหาย
454 ค�ำ ช้ีขาดความเหน็ แย้งของอยั การสงู สดุ
เอำเอกสำรท่อี ยู่ในกำรดแู ลรกั ษำของตนตำมอำนำจหน้ำทีไ่ ปจดั ทำและ
ตรวจสอบควำมถกู ตอ้ ง ไมผ่ ิดฐำนเอำไปเสียซึ่งเอกสำร
คำชีข้ ำดควำมเห็นแยง้ ที่ 306/2552
ป.อาญา เอาไปเสียซึง่ เอกสารของผู้อน่ื (ม.188)
ผู้ต้องหำเป็นผู้จัดกำรนิติบุคคลอำคำรชุดท่ีเกิดเหตุ มีอำนำจจัดให้มีและดูแลรักษำ ควคาม�ำขชเอหขี้ ง็นาแดย้ง
ซึ่งบรรดำเอกสำร สมุดบัญชี ทะเบียน งบประมำณ รำยรับและรำยจ่ำยประจำปี วัสดุ อัยการสูงสดุ
อุปกรณ์และกำรดำเนินงำนต่ำง ๆ ของนิติบุคคลอำคำรชุด กำรท่ีผู้ต้องหำนำใบสรุป พ.ศ.๒๕๕๒
รำยจ่ำยประจำเดือน ใบสำคัญกำรจ่ำยเงินและใบเสร็จรับเงินของนิติบุคคลอำคำรชุด
ซึ่งเป็นเอกสำรท่ีอยู่ในกำรดูแลรักษำของผู้ต้องหำตำมอำนำจหน้ำท่ีออกไปจำก
สำนักงำนนิติบุคคล ไปจัดทำและตรวจสอบควำมถูกต้องของบัญชีรำยรับรำยจ่ำยและ
บัญชีต่ำง ๆ ของนิติบุคคลอำคำรชุดท่ีเกิดเหตุเพื่อรำยงำนให้ผู้เสียหำยท้ังสี่ทรำบ
ตำมอำนำจหน้ำท่ี ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่ำผู้ต้องหำมีเจตนำนำเอกสำรดังกล่ำวไปในประกำร
ท่นี ่ำจะกอ่ ใหเ้ กิดควำมเสียหำยแก่ผอู้ ื่น
ข้อเท็จจริงได้ความว่า นางสาว อ. ประธานคณะกรรมการควบคุมการจัดการและ
กรรมการการเงินนิติบุคคลอาคารชุดผู้เสียหายที่ 1 นางสาว ม. กรรมการ ผู้เสียหายที่ 2
นางสาว ร. รองประธานคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดฯ ผู้เสียหายที่ 3
และนาย ช. กรรมการการเงิน ผู้เสียหายที่ 4 ได้ไปที่สานักงานนิติบุคคลอาคารชุด
เพื่อสอบถามนางสาว ก. พนักงานการเงิน และนาย อ. ผู้จัดการอาคารนิติบุคคลอาคารชุด
เกี่ยวกับยอดเงินในบัญชีเพื่อจะอนุมัติเช็คในการส่ังจ่ายเงินเดือนของพนักงาน นางสาว ก.
แจ้งว่าผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด มีคาสั่งไม่ให้นาเงินเข้าบัญชีธนาคารของ
นิติบุคคลอาคารชุดดังที่เคยปฏิบัติ และให้นาเงินเก็บไว้ในตู้เซฟของนิติบุคคลอาคารชุดโดยมี
ผู้ต้องหาและนาย อ.เป็นผู้ถือกุญแจเซฟ ผู้เสียหายทั้งสี่เห็นว่าการกระทาของผู้ต้องหาผิด
หลกั เกณฑ์ปฏิบัติที่ผ่านมาและขัดต่อมติที่ประชุมคณะกรรมการ ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2550
/ซึง่ กาหนด...
455คำ�ชขี้ าดความเหน็ แย้งของอยั การสงู สดุ
ซึ่งกาหนดให้นาเงินรายรับค่าใช้จ่ายส่วนกลางเข้าบัญชีธนาคารของนิติบุคคลอาคารชุดทุกวัน
มิใช่เก็บเงินไว้ภายในตู้เซฟของนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งอาจทาให้สูญหายได้ ผู้เสียหายท้ังสี่
จึงขอตรวจสอบเงินสดภายในตู้เซฟดังกล่าวพบว่ามียอดเงินจานวน 145,300 บาท จากน้ัน
ได้ขอตรวจสอบเอกสารว่ายอดเงนิ ในตู้เซฟดงั กล่าวมีจานวนตรงกบั บัญชีรายรับรายจ่ายหรือไม่
ผู้ต้องหาจึงสั่งให้นางสาว ก. นาใบสรุปรายรับและรายจ่ายประจาเดือนสิงหาคม 2550 และ
ใบสรุปรายรับประจาเดือนกันยายน 2550 ให้ผู้เสียหายท้ังสี่ตรวจสอบ ผู้เสียหายทั้งสี่
ตรวจสอบเอกสารดังกล่าวแล้วไม่สามารถสรปุ ได้วา่ มียอดเงินตรงกบั จานวนเงินในตู้เซฟหรือไม่
จึงได้ขอเอกสารเพิ่มเติมจากผู้ต้องหาอีก คือ ใบสรุปรายจ่ายประจาเดือนกันยายน 2550
ใบสาคัญการจา่ ยเงนิ และใบเสร็จรับเงินเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนกันยายน 2550 แต่ผู้ต้องหา
ไม่ยอมนาเอกสารดงั กล่าวใหผ้ เู้ สียหายท้ังสีต่ รวจสอบ พร้อมกบั นาเงินออกมาจากตู้เซฟจานวน
30,000 บาทเศษและเดินทางออกไปจากสานักงานนิติบุคคลอาคารชุดทันที ผู้เสียหายทั้งสี่
จงึ สัง่ ใหน้ างสาว ก. นาเงินในตู้เซฟที่เหลืออยู่ประมาณ 100,000 บาทเศษไปเข้าบัญชีธนาคาร
ของนิติบุคคลอาคารชุด จากนั้นได้สอบถามนางสาว ก. ว่าเอกสารที่ต้องการตรวจสอบเพิ่มเติม
อยู่ที่ใด นางสาว ก. จึงแจ้งให้ผู้เสียหายท้ังสี่ทราบว่าผู้ต้องหาได้นาเอกสารดังกล่าวออกไป
จากสานักงานนิติบุคคลอาคารชุดแล้ว โดยไม่ทราบว่านาไปที่ใด ผู้เสียหายท้ังสี่เห็นว่า
การกระทาของผตู้ ้องหาทาให้ผู้เสียหายทั้งสี่ไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีรายรับ
รายจ่ายของนิติบุคคลอาคารชุดได้ จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดาเนินคดีกับผู้ต้องหา
ตามข้อกล่าวหา ต่อมาผู้เสียหายทั้งสี่ได้ถอนคาร้องทุกข์ไม่ประสงค์ดาเนินคดีกับผู้ต้องหา
ตามข้อกล่าวหาอีกต่อไป
คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหามีความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารใด
ของผู้อน่ื ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อน่ื หรอื ประชาชน หรอื ไม่
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดที่เกิดเหตุ
มีอานาจจัดให้มีและดูแลรักษาซึ่งบรรดาเอกสาร สมุดบัญชี ทะเบียน งบประมาณ รายรับและ
รายจ่ายประจาปี วัสดุอุปกรณ์และการดาเนินงานต่าง ๆ ของนิติบุคคลอาคารชุด การที่
ผู้ต้องหานา ใบสรุปรายจ่ายประจาเดือนกันยายน 2550 ใบสาคัญการจ่ายเงินและ
ใบเสร็จรับเงินเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน 2550 ของนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งเป็น
/เอกสาร...
456 ค�ำ ช้ขี าดความเหน็ แยง้ ของอยั การสูงสุด
เอกสารที่อยู่ในการดูแลรักษาของผู้ต้องหาตามอานาจหน้าที่ออกไปจากสานักงานนิติบุคคล
ไปจัดทาและตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีรายรับรายจ่ายและบัญชีต่าง ๆ ของนิติบุคคล
อาคารชุดที่เกิดเหตุ เพื่อรายงานให้ผู้กล่าวหาท้ังสี่ทราบตามอานาจหน้าที่ยังไม่เพียงพอให้
รับฟังว่าผู้ต้องหามีเจตนานาเอกสารดังกล่าวไปในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่
ผู้กล่าวหาท้ังสี่, เจ้าของร่วมในอาคารชุดที่เกิดเหตุและนิติบุคคลอาคารชุดที่เกิดเหตุ
พยานหลักฐานไม่พอฟ้อง จึงชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารใดของผู้อื่น
ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 188
ควคามำ� ขชเอหขี้ ง็นาแดย้ง
อยั การสูงสดุ
พ.ศ.๒๕๕๒
457ค�ำ ช้ีขาดความเห็นแยง้ ของอยั การสงู สดุ
เลิกสญั ญำแลว้ เอำวสั ดุท่เี หลือในทเ่ี กิดเหตุใชก้ อ่ สร้ำงต่อ ไม่เปน็ ยักยอก
คำชี้ขำดควำมเห็นแยง้ ท่ี 307/๒๕๕๒
ป.อาญา ยกั ยอก (ม. ๘๓, ๓๕๒)
ทำสัญญำจ้ำงเหมำบริษัทผู้เสียหำยก่อสร้ำงทำวน์เฮำส์ ๓ ชั้น แล้วเลิกสัญญำ
โดยอ้ำงว่ำทำงำนล่ำช้ำ และจ้ำงคนอื่นเข้ำก่อสร้ำงแทนโดยใช้วัสดุก่อสร้ ำงของ
ผู้เสียหำยท่ีอยู่บริเวณท่ีก่อสร้ำงไปทำกำรก่อสร้ำงต่อโดยไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อย่ำงอื่น
หรอื เบียดบงั ไปเปน็ ประโยชน์สว่ นตวั ไมผ่ ิดฐำนร่วมกนั ยกั ยอก
ข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษทผู้ต้องหาที่ ๑ โดยผู้ต้องหาที่ ๒ ได้ทาสัญญาจ้างเหมา
บริษัทผู้เสียหายก่อสร้างทาวน์เฮ้าส์ ๓ ชั้น ที่เกิดเหตุ ต่อมาบริษัทผู้ต้องหาที่ ๑ ได้บอกเลิก
สัญญาจ้างเหมาดังกล่าว โดยอ้างว่าบริษัทผู้เสียหายทางานล่าช้า กับให้ชาระค่าปรับ
ส่วนบริษัทผู้เสียหายมีหนังสือถึงบริษัทผู้ต้องหาที่ ๑ ให้ชาระค่างวดงานที่ค้างชาระ จากน้ัน
บริษัทผู้ต้องหาที่ ๑ ได้ให้บริษัทผู้ต้องหาที่ ๕ โดยผู้ต้องหาที่ ๖ เข้าทางานก่อสร้างแทนบริษัท
ผู้เสียหาย ในการก่อสร้างผู้ต้องหาที่ ๔ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมงานของบริษัทผู้ต้องหาที่ ๕ ได้นา
ไม้แบบและเสาตะแกรงเหล็กที่อยู่ในบริเวณที่ก่อสร้างไปทาการก่อสร้างต่อ บริษัทผู้เสียหาย
จึงร้องทุกข์ให้ดาเนินคดีแก่ผู้ต้องหาที่ ๑ – ๖ ฐานร่วมกันยักยอกไม้แบบและเสาตะแกรงเหล็ก
ดังกล่าว ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาที่ ๑ โดยผู้ต้องหาที่ ๒ ให้การปฏิเสธ ส่วนผู้ต้องหาอื่นพนักงาน
สอบสวนมิได้แจ้งข้อกล่าวหา
คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า การกระทาของผู้ต้องหาที่ ๑ ถึงผู้ต้องหาที่ ๖
เปน็ ความผิดฐานรว่ มกันยักยอก หรอื ไม่
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้อพิพาทระหว่างบริษัทผู้เสียหายกับบริษัท
ผู้ต้องหาที่ ๑ ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ผิดสัญญา ตลอดจนกรรมสิทธิ์ในวัสดุก่อสร้างในบริเวณที่มี
1
/การก่อสร้าง...
458 คำ�ช้ขี าดความเหน็ แย้งของอัยการสูงสุด
การก่อสร้าง เป็นสิทธิ์ของผู้ใดล้วนเป็นข้อพิพาทในทางแพ่ง ดังนั้น การที่คนงานของบริษัท
ผู้ต้องหาที่ ๕ ซึ่งได้รับการว่าจ้างให้เข้าทางานแทนบริษัทผู้เสียหาย นาเอาวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ
ในบริเวณสถานที่ก่อสร้าง อันได้แก่ ไม้แบบและเสาตะแกรงเหล็กมาใช้ในการก่อสร้างต่อ
โดยมิได้นาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น หรือเบียดบังเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตน จึงไม่เพียงพอให้
รับฟังว่าบริษัทผู้ต้องหาที่ ๑ ผู้ต้องหาที่ ๒ และผู้ต้องหาที่ ๔ บริษัทผู้ต้องหาที่ ๕ และผู้ต้องหาที่ ๖
มีเจตนายักยอกทรัพย์ ส่วนผู้ต้องหาที่ ๓ เป็นเพียงตัวแทนของบริษัทผู้ต้องหาที่ ๑ ที่เข้าเจรจา
ค่าเสียหายกับบริษัทผู้เสียหายเท่าน้ัน จึงชี้ขาดไม่ฟ้อง บริษัทผู้ต้องหาที่ ๑ ผู้ต้องหาที่ ๒
ผู้ต้องหาที่ ๓ ผู้ต้องหาที่ ๔ บริษัทผู้ต้องหาที่ ๕ และผู้ต้องหาที่ ๖ ฐานร่วมกันยักยอก
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒, ๘๓
ควคามำ� ขชเอหขี้ ง็นาแดยง้
อยั การสงู สุด
พ.ศ.๒๕๕๒
459คำ�ชขี้ าดความเหน็ แยง้ ของอัยการสูงสดุ
โฆษณำหลอกลวงให้ร่วมลงทุน เป็นฉอ้ โกงประชำชน
คำชี้ขำดควำมเห็นแย้งท่ี 308/๒๕๕๒
พ.ร.ก. การกู้ยืมเงนิ ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ (ม. ๓, ๔, ๕, ๑๒)
ป.อาญา รว่ มกนั ฉ้อโกงประชาชน (ม. ๘๓, 90, ๓๔๑, ๓๔๓)
โ ฆ ษ ณ ำ ห ล อ ก ล ว ง ว่ ำ ป ร ะ มู ล โ ค ร ง ก ำ ร ค อ น โ ด มิ เ นี ย ม จ ำ ก ธ น ำ ค ำ ร ไ ด้
ต้องกำรระดมทุนจำนวนมำกให้ผลตอบแทนสูง เพื่อสร้ำงควำมน่ำเชื่อถือมีกำร
ทำสัญญำซื้อขำยโครงกำรคอนโดมิเนียมจำกธนำคำรจริง จนมีคนหลงเชื่อเข้ำร่วม
ลงทุนจำนวนมำก แต่ปรำกฏว่ำธนำคำรยกเลิกสัญญำเพรำะไม่มีกำรจ่ำยเงินค่ำงวด
ตำมสญั ญำ เปน็ ควำมผิดฐำนร่วมกนั ฉ้อโกงประชำชน
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้กล่าวหาทั้งเก้าได้ทราบจากเพื่อน ๆ ว่า ผู้ต้องหาทั้งสาม
ได้ประมูลซื้อโครงการคอนโดมิเนียม จากธนาคารไทยพาณิชย์ สานักงานใหญ่ ต้องการระดม
เงินทุนเป็นจานวนมากเพื่อที่จะนาเงินไปใช้ในการลงทุน และเม่ือขายอาคารคอนโดมิเนียม
ของโครงการดังกล่าวได้แล้วก็จะนาเงินมาคืนให้แก่ผู้ร่วมลงทุน โดยจะคิดเป็นเงินปันผลให้
เป็นงวด ๆ โดยงวดแรกหลังจากที่ลงทุนจะได้รับเงินคืน 25 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่ลง งวดที่ 2
จะได้รับอีก 25 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่ลง และงวดที่ 3 เป็นงวดสุดท้ายจะได้รับเงินอีก
50 เปอร์เซ็นต์ เป็นอันครบจานวนเงินที่ลงทุนไป หลังจากน้ันจะได้รับเงินปันผลที่เป็นผลกาไร
อีก 2 งวดๆ ละ 100 เปอร์เซ็นต์ ของเงินที่ลงทุนไป โดยสองงวดหลังจะได้รับภายหลังจาก
ที่ได้รับเงินต้นไปครบถ้วนแล้ว 20 วัน ผู้กล่าวหาที่ 1 ได้ไปตรวจสอบสถานที่ลงทุนดังกล่าว
พบว่ามีคนไปลงทุนกันมาก โดยหากร่วมลงทุน 3,000 บาท จะได้รับคูปองใบละ 1,000 บาท
จานวน 3 ใบ สาหรับนาไปแลกรับประทานอาหารได้ฟรี ผู้กล่าวหาที่ 1 ได้สอบถามคนที่ไป
ลงทุนได้ความว่า ได้รบั เงนิ คืนจริง และหากลงทนุ 45,000 บาท จะได้รับสร้อยคอทองคาหนัก 1 บาท
ผู้กล่าวหาที่ 1 จึงร่วมลงทุนด้วย จานวน 90,000 บาท ได้รับสร้อยคอทองคาหนัก 2 บาท
1
/เมื่อ...
460 ค�ำ ชีข้ าดความเหน็ แย้งของอัยการสูงสดุ
เม่ือถึงกาหนดเวลาจ่ายเงินปรากฏว่าได้รับเงินคืนจริง และผู้กล่าวหาที่ 1 ยังได้ไปสอบถาม
ที่ธนาคาร สานักงานใหญ่ทราบว่าโครงการดังกล่าวมีจริง และผู้ประมูลโครงการได้คือบริษัท ว.
ผู้กล่าวหาที่ 1 จึงเชื่อว่าเม่ือร่วมลงทุนไปแล้วจะได้รับเงินคืนจริง โดยในการระดมทุนดังกล่าว
ผู้กล่าวหาที่ 1 อ้างว่า ผู้ต้องหาทั้งสามได้ร่วมกันดาเนินการ ต่อมาผู้กล่าวหาที่ 1 ได้ชักชวน
ผู้ต้องหาท้ังสาม ให้ย้ายสถานที่ไปดาเนินการที่ร้านอาหารของตนผู้ต้องหาทั้งสามตกลง และได้ย้าย
มาดาเนินการที่ร้านของผู้กล่าวหาที่ 1 ในวันที่ 23 มิถุนายน 2544 หลังจากน้ันผู้กล่าวหาที่ 1
ได้รว่ มลงทุนกบั ผตู้ ้องหาท้ังสามอีกเปน็ เงนิ 3,387,500 บาท แต่เม่ือถึงกาหนดเวลาจ่ายเงินกลับไม่ได้
รับเงินตามที่ตกลงกัน และผู้ต้องหาท้ังสามได้หลบหนีไป ระหว่างที่มีการดาเนินการระดมทุนที่ร้าน
ของผู้กล่าวหาที่ 1 ดังกล่าว ได้มีผู้กล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 9 ได้รับการบอกกล่าวจากเพื่อน ๆ และไปร่วม
ลงทุนด้วย จึงร้องทุกข์ให้ดาเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสาม แต่ผู้ต้องหาที่ ๒ ถึงแก่ความตายแล้ว
ทาให้สิทธินาคดีอาญามาฟ้องระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๓๙ (๒)
คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า การกระทาของผู้ต้องหาที่ ๑ และที่ ๓ ควคาม�ำขชเอห้ขี งน็ าแดยง้
เปน็ ความผิดฐานรว่ มกนั ฉ้อโกงประชาชน หรอื ไม่ อัยการสงู สุด
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า พฤติการณ์ของผู้ต้องหาท้ังสาม (ผู้ต้องหาที่ ๒ ถึงแก่ พ.ศ.๒๕๕๒
ความตาย) ที่โฆษณาให้ประชาชนร่วมลงทุนเพื่อนาเงินไปซื้อคอนโดมิเนียมราคาถูก
จากธนาคาร โดยจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนจานวนสูงมากเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่สถาบัน
การเงินจะจ่ายได้ และทยอยจ่ายเป็นงวด ๆ มีลักษณะผิดปกติของการร่วมลงทุนทั่วไปที่จะนา
ผลกาไรมาแบ่งกัน ทั้งคอนโดมิเนียมที่ผู้ต้องหาท้ังสามอ้างว่าซื้อจากธนาคารก็มิได้
มีการชาระค่างวดกับธนาคารจนถูกธนาคารบอกเลิกสัญญาแล้ว เม่ือมีผู้หลงเชื่อร่วมลงทุน
กับผู้ต้องหาท้ังสามตามที่โฆษณาหลอกลวงดังกล่าว การกระทาของผู้ต้องทั้งสาม
เป็นการร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน คดีมีหลักฐานพอฟ้อง
จึงชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 กับชี้ขาดควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ ๓ (หลบหนี) ฐานร่วมกันฉ้อโกง
ประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343, 83 และสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ ๑
1
/กับควรส่งั ฟ้อง...
461ค�ำ ชีข้ าดความเห็นแย้งของอยั การสูงสุด
กับควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ ๓ ฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามพระราช
กาหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๓, ๔, ๕, ๑๒ ประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๘๓, ๙๐ ขอศาลสั่งให้ผู้ต้องหาที่ ๑ และที่ ๓ คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่
ผกู้ ล่าวหาท้ัง ๙ คน
462 ค�ำ ชขี้ าดความเห็นแย้งของอยั การสงู สดุ
แลกธนบัตรตำ่ งประเทศมีท้ังของจริงและของปลอมและไดน้ ำมำใช้
โดยไมร่ วู้ ่ำเปน็ ของปลอม ไมเ่ ป็นควำมผิด
คำชี้ขำดควำมเห็นแย้งที่ 319/2552
ป. อาญา นาธนบตั รตา่ งประเทศปลอมออกใช้ (ม. ๒๔๔, ๒๔๗)
ผู้ต้องหำนำธนบัตรสกุลดอลล่ำร์สหรัฐอเมริกำ ฉบับละ ๑๐๐ ดอลล่ำร์ ซึ่งแลก ควคาม�ำขชเอหี้ขง็นาแดย้ง
มำจำกประเทศบังคลำเทศ มำแลกเป็นเงินสกุลบำท จำนวน ๑๐ ฉบับปรำกฏว่ำมี ๖ ฉบับ อยั การสงู สดุ
เป็นธนบัตรปลอม เมื่อผู้กล่ำวหำได้แจ้งให้ผู้ต้องหำทรำบ ผู้ต้องหำแจ้งว่ำยังมีธนบัตร
ชุดเดียวกันท่ีแลกมำและเก็บรักษำไว้ท่ีอพำร์ตเมนต์ และพำผู้กล่ำวหำกับพวกไปตรวจ พ.ศ.๒๕๕๒
ค้นพบธนบัตรสกุลดอลล่ำร์สหรัฐอเมริกำ ฉบับละ ๑๐๐ ดอลล่ำร์ จำนวน ๘๒ ฉบับ
ซึ่งได้ตรวจสอบแล้วพบว่ำเป็นธนบัตรปลอมปะปนอยู่อีก ๑๕ ฉบับ รวมมีธนบัตรปลอม
๒๑ ฉบับ ซึ่งกำรตรวจธนบัตรปลอมต้องใช้แว่นขยำย เชื่อว่ำผู้ต้องหำไม่รู้มำก่อนว่ำ
ธนบัตรดงั กลำ่ วปลอม กำรนำมำใชจ้ งึ ไม่เป็นควำมผิด
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ต้องหาเป็นชาวบังคลาเทศได้นาธนบัตรสกุลดอลล่าร์
สหรัฐอเมริกา ฉบับละ ๑๐๐ ดอลล่าร์ ๑๐ ฉบับ มาแลกเป็นเงินสกุลบาทที่ร้าน ค. ซึ่ง อ.
เป็นพนักงานของร้านได้ตรวจสอบแล้วโดยอาศัยประสบการณ์จากการประกอบอาชีพ
และเคยเข้ารับการอบรมจากธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นว่ามีอยู่ ๖ ฉบับ เป็นธนบัตรปลอม
จึงให้เพื่อนไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตารวจ ต่อมาผู้กล่าวหาได้มาพร้อมกับ บ. ผู้ชานาญการสืบสวน
ประจาสานกั งานตารวจลบั สหรฐั อเมริกาซึ่งประจาอยู่ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจาประเทศไทย
และเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจธนบัตรดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาปลอม จากการตรวจสอบ
ของ บ. อีกครั้งหนึ่งเห็นว่าธนบัตร ๖ ฉบับดังกล่าวเป็นของปลอม ผู้กล่าวหาจึงแจ้งให้ผู้ต้องหา
ทราบว่าธนบัตร ๖ ฉบับดังกล่าวเป็นของปลอม ผู้ต้องหาแจ้งว่ายังมีธนบัตรชุดเดียวกัน
ที่แลกมาจากประเทศบังคลาประเทศและเก็บรักษาไว้ที่อ พาร์ท เมนต์ที่ผู้ต้องหาอาศัยอ ยู่
อยู่ .
/และ...
463คำ�ชขี้ าดความเห็นแย้งของอัยการสงู สดุ
และพาผู้กล่าวหากับพวกไปตรวจค้นพบธนบัตรสกุลดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา ฉบับละ ๑๐๐ ดอลล่าร์
รวม ๘๒ ฉบับ ซึ่ง บ. ได้ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นธนบัตรปลอมปะปนอยู่อีก ๑๕ ฉบับ
ผู้กล่าวจึงจับกุมผู้ต้องหาพร้อมยึดธนบัตรปลอมรวม ๒๑ ฉบับดังกล่าวข้างต้น และธนบัตร
ฉบับจริงอีก ๔ ฉบับ ที่ผู้ต้องหานามาแลกที่ร้าน ค. เป็นของกลางนาส่งพนักงานสอบสวน
ดาเนนิ คดีกบั ผตู้ ้องหา
คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหามีความผิดฐานมีไว้เพื่อนาออกใช้
ซึ่งธนบตั รรัฐบาลต่างประเทศปลอม หรอื ไม่
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ต้องหาเป็นคนต่างด้าว สัญชาติบังคลาเทศ ได้พา
มารดาซึง่ ป่วยเปน็ โรคมะเร็งเข้ามารักษาตัวในราชอาณาจักร โดยมีหลักฐานว่าแลกเงินธนบัตร
รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจากประเทศบังคลาเทศเข้ามาในราชอาณาจักรรวม ๗,๕๐๐ ดอลล่าร์
เจ้าพนกั งานตรวจพบธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ชนิดราคา ๑๐๐ ดอลล่าร์ ของปลอมจานวน
๒๑ ฉบับ ปะปนอยู่กับธนบัตรของจริงประมาณ ๗๐ ฉบับ ธนบัตรของปลอมดังกล่าวยากแก่
การดูด้วยตาเปล่า โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีความรู้หรือประสบการณ์ในด้านนี้ และจากพฤติการณ์ที่
ผู้ต้องหาแสดงความบริสุทธิ์แจ้งข้อเท็จจริงให้เจ้าพนักงานทราบ ตลอดจนพาเจ้าพนักงานไป
ตรวจค้นห้องพกั ของผู้ตอ้ งหาเอง เปน็ ไปได้วา่ ธนบัตรของปลอมอาจอยู่ในความครอบครองของ
ผู้ต้องหาโดยผู้ต้องหาไม่ทราบว่าเป็นธนบัตรปลอม พยานหลักฐานไม่เพียงพอให้พิสูจน์ว่า
ผู้ต้องหารู้อยู่แล้วว่าธนบัตรปลอมจานวน ๒๑ ฉบับดังกล่าวเป็นธนบัตรปลอม คดีมีหลักฐาน
ไม่พอฟ้อง ชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา ฐานมีไว้เพื่อนาออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศปลอม
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๔, ๒๔๗
464 คำ�ชข้ี าดความเห็นแยง้ ของอยั การสูงสุด
รับจำ้ งไปฆ่ำผ้เู สยี หำยและเดินไปทีบ่ ้ำนผเู้ สยี หำยพรอ้ มอำวุธปืนถงึ ๔ คร้ัง
แมจ้ ะยังไม่ได้ลงมือฆ่ำเพรำะพบวำ่ มีตำรวจเฝำ้ บำ้ นผเู้ สียหำย
กเ็ ปน็ ควำมผดิ ฐำนพยำยำมฆำ่ แลว้
คำชีข้ ำดควำมเห็นแยง้ ที่ 329/2552
ป. อาญา ฆ่าผอู้ ืน่ โดยไตรต่ รองไว้ก่อน (ม. ๒๘๘, ๒๘๙ (๔))
พยายาม (ม.80)
ตวั การ (ม.83)
มีกำรวำงแผนฆ่ำผู้เสียหำยเป็นทอดๆ ผู้ต้องหำท่ี ๑ ท่ี ๒ รับจ้ำงฆ่ำผู้เสียหำย ควคาม�ำขชเอหข้ี งน็ าแดยง้
และผู้ต้องหำทั้งสองได้เดินทำงมำท่ีบ้ำนผู้เสียหำยพร้อมอำวุธปืน ถึง ๔ คร้ัง อยั การสงู สดุ
แต่พบเจ้ำหน้ำท่ีตำรวจอยู่หน้ำบ้ำนของผู้เสียหำย จึงไม่ได้ลงมือฆ่ำผู้เสียหำย
กำรกระทำของผูต้ ้องหำทั้งสองเป็นควำมผิดฐำนพยำยำมฆำ่ ผ้อู ืน่ โดยไตร่ตรองไว้กอ่ น พ.ศ.๒๕๕๒
ข้อเท็จจริงได้ความว่า เม่ือประมาณกลางเดือนมกราคม ๒๕๕๒ วันใดไม่ปรากฏชัด
ผู้ต้องหาที่ ๘ ได้บอกให้ผู้ต้องหาที่ ๗ ไปหาคนมารับจ้างฆ่าผู้เสียหาย ในราคา ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท
โดยได้พาผู้ต้องหาที่ ๗ ไปดูบ้านผู้เสียหาย ๒ ครั้งและมอบภาพถ่าย กระดาษเขียนที่อยู่
ของผู้เสียหาย ให้กับผู้ต้องหาที่ ๗ ต่อมาผู้ต้องหาที่ ๗ ได้บอกให้ผู้ต้องหาที่ ๖ ไปจัดหาคน
มารับจ้างฆ่าผู้เสียหาย ผู้ต้องหาที่ ๖ ได้ไปบอกผู้ต้องหาที่ ๔ จัดหาคนไปลอบฆ่าผู้เสียหาย
โดยนัดผู้ต้องหาที่ ๔ มาพบผู้ต้องหาที่ ๗ และผู้ต้องหาที่ ๗ ได้บอกจ้างผู้ต้องหาที่ ๔ ให้จัดหา
คนไปลอบฆ่าผเู้ สียหายในราคา ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมมอบภาพถ่ายและกระดาษเขียนที่อยู่
ผู้เสียหายให้กับผู้ต้องหาที่ 4 ต่อมาผู้ต้องหาที่ ๔ ได้บอกผู้ต้องหาที่ ๓ จัดหาคนไปลอบฆ่า
ผู้เสียหายในราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาท และพาผู้ต้องหาที่ ๓ ไปดูบ้านผู้เสียหายพร้อมกับมอบ
ภาพถ่าย กระดาษเขียนรายละเอียดการใช้รถของผู้เสียหาย และเงินจานวน ๒๐,๐๐๐ บาท
ให้กับผู้ต้องหาที่ ๓ เพื่อซื้ออาวุธปืน จ้างมือปืนและซื้อรถจักรยานยนต์เพื่อใช้ไปฆ่าผู้เสียหาย
ผเู้ สียหาย .
/ต่อมา...
465คำ�ช้ขี าดความเหน็ แย้งของอัยการสูงสดุ
ต่อมาผู้ต้องหาที่ ๓ ได้ไปว่าจ้างให้ผู้ต้องหาที่ ๑ ให้จัดหาคนไปฆ่าผู้เสียหายโดยให้ค่าจ้าง
๑๔๐,๐๐๐ บาท โดยให้ผู้ต้องหาที่ ๑ ไปจัดหามือปืน อาวุธปืน และรถจักรยานยนต์เอง
ต่อมาผู้ต้องหาที่ ๓ ได้ขอเงินผู้ต้องหาที่ ๔ เพิ่มอีก ๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งผู้ต้องหาที่ ๔ ได้นาเงินสด
จานวน ๑๒,๐๐๐ บาทของตนเองไปฝากเข้าบัญชีของผู้ต้องหาที่ ๔ หลังจากน้ันผู้ต้องหาที่ ๔
ไปโอนเงินเข้าบัญชีภริยาของผู้ต้องหาที่ ๓ และผู้ต้องหาที่ ๓ ได้ถอนเงินจานวน ๗,๕๐๐ บาท
นามาจ่ายค่าอาวุธปืน ๗,๐๐๐ บาท ให้กับผู้ต้องหาที่ ๒ ไปซื้อปืนมา และผู้ต้องหาที่ ๓
ได้พาผู้ต้องหาที่ ๑ ไปทานอาหาร หลังจากน้ันได้พาผู้ต้องหาที่ ๑ นั่งรถยนต์ของผู้ต้องหาที่ ๓
ไปดูบ้านของผู้เสียหาย พร้อมทั้งมอบภาพถ่ายและกระดาษเขียนข้อมูลในการใช้รถ
ของผู้เสียหายให้กับผู้ต้องหาที่ ๑ ด้วย หลังจากน้ันได้พาผู้ต้องหาที่ ๑ไปพบกับผู้ต้องหาที่ ๔
และรับกระสุนปืน ขนาด .๓๘ จากผู้ต้องหาที่ ๔ จานวน ๑๒ นัด ต่อมาผู้ต้องหาที่ ๑ ได้ขับขี่
รถจักรยานยนต์ของกลางไปดูบ้านผู้เสียหาย ๑ คร้ัง และได้มาบอกผู้ต้องหาที่ ๒ ให้ไปลอบยิง
ผู้เสียหายโดยได้รับค่าจ้างมาคนละ ๔๐,๐๐๐ บาท โดยผู้ต้องหาที่ ๑ ให้ผู้ต้องหาที่ ๒
ดูอาวุธปืน กระสุนปืน ภาพถ่ายผู้เสียหาย และที่อยู่ของผู้เสียหาย หลังจากน้ันได้ขับขี่
รถจักรยานยนต์พาผู้ต้องหาที่ ๒ น่ังซ้อนท้ายไปทดลองยิง ต่อมาวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๒
ช่วงเช้า ผู้ต้องหาที่ ๑ ได้รับกระสุนปืนขนาด .๓๘ เพิ่มเติม ๓ นัด ต่อมาเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา
ของวันเดียวกัน ผู้ต้องหาที่ ๑ ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ของกลางพาผู้ต้องหาที่ ๒ นั่งซ้อนท้าย
ผู้ต้องหาที่ ๑ สะพายกระเป๋าสะพายสีดาอยู่ด้านหลังใส่อาวุธปืนพกซึ่งบรรจุกระสุนแล้ว
เดินทางไปบ้านผู้เสียหายพบว่ามีเจา้ หนา้ ที่ตารวจอยู่หน้าบ้าน จึงโทรศัพท์บอกผู้ต้องหาที่ ๓ ว่า
มีตารวจเฝ้าอยู่หน้าบ้าน และให้ผู้ต้องหาที่ ๓ โอนเงินมาให้ ๕๐๐ บาท ผู้ต้องหาที่ ๓
ได้โทรศัพท์บอกผู้ต้องหาที่ ๔ ต่อมาผู้ต้องหาที่ ๔ โอนเงิน ๕๐๐ บาทมาให้ผู้ต้องหาที่ ๑
และบอกให้ผู้ต้องหาที่ ๓ ให้บอกผู้ต้องหาที่ ๑ ว่าให้ขับวนไปยิงผู้เสียหายอีกคร้ัง ผู้ต้องหาที่ ๑
และที่ ๒ พากันขับรถไปที่บ้านผู้เสียหายอีกครั้ง แต่พบว่ามีตารวจเฝ้าอยู่หน้าบ้านอีก
จึงพากันขี่รถจักรยานยนต์วนออกมาและโทรศัพท์แจ้งผู้ต้องหาที่ ๔ และผู้ต้องหาที่ ๔
ได้โทรศัพท์แจ้งผู้ต้องหาที่ ๖ ว่ามีตารวจเฝ้าอยู่หน้าบ้าน ผู้ต้องหาที่ ๖ ได้แจ้งกลับมาว่า
ตารวจทีเ่ ฝ้าอยู่หน้าบ้านเป็นพวกของผู้ต้องหา และให้ขับรถกลับไปที่บ้านของผู้เสียหายอีกครั้ง
ผู้ต้องหาที่ ๑ และที่ ๒ จึงพากันขี่รถจักรยานยนต์ไปที่หน้าบ้านของผู้เสียหายอีกครั้ง
แต่มีเจ้าหน้าที่ตารวจอยู่หน้าบ้านผู้เสียหายอีก ผู้ต้องหาที่ ๑ และที่ ๒ จึงพากันขี่
ขี่ .
/รถจกั รยานยนต์...
466 ค�ำ ชขี้ าดความเหน็ แย้งของอยั การสงู สดุ
รถจักรยานยนตกลับ และไปพบผูต องหาที่ ๓ และที่ ๔ ท่ีรานอาหาร และตอมาวันท่ี
๕ เมษายน ๒๕๕๒ เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ นาฬิกา ผูตองหาท่ี ๑ และผูตองหาที่ ๒ ไดพากัน
ขี่รถจักรยานยนตของกลางไปท่ีบานผูเสียหายอีกครั้ง แตพบวามีเจาหนาที่ตํารวจอยูในรถกระบะ
หนาบานของผูเสียหาย จึงไดพากันข่ีรถจักรยานยนตกลับ ระหวางทางถูกเจาหนาท่ีตํารวจจับ
และยึดรถจักรยานยนตดังกลาวเน่ืองจากไมติดแผนปายทะเบียน และทําการขยายผล
และจับผูรวมบงการ คือ ผูตองหาที่ ๓, ที่ ๔, ที่ ๕, ที่ ๖ และท่ี ๗ สวนผูต องหาที่ ๘ หลบหนี
และตรวจยึดอาวุธปนขนาด .๓๘ และเครื่องกระสุนปน ขนาด .๓๘ จํานวน ๑๐ นัด ภาพถาย
ผเู สยี หายและกระดาษขอ มลู ประวตั ิผูเสียหาย
คดีมีปญหาใหอัยการสูงสุดช้ีขาดวา ผูตองหาที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานรวมกัน
พยายามฆา ผอู น่ื โดยไตรต รองไวกอน หรอื ไม
อัยการสูงสุดพิจารณาแลว เห็นวา พยานหลักฐานรับฟงไดวา ผูตองหาที่ ๓, ที่ ๔, ควคาม�ำขชเอหีข้ ง็นาแดยง้
ท่ี ๕, ท่ี ๖, ที่ ๗ และท่ี ๘ ไดวางแผนและจางวานเปนทอดๆ เพื่อหาคนไปฆาผูเสียหาย อัยการสูงสดุ
โดยผูตองหาท่ี ๑ และที่ ๒ เปนผูรับจางไปฆาผูเ สียหาย ตามที่มีการวางแผนจางวานดังกลาว
ดังนั้น การที่ผูตองหาที่ ๑ และท่ี ๒ รวมกันใชอาวุธปนพรอมกระสุนปน โดยผูตองหาที่ ๑ พ.ศ.๒๕๕๒
เปนคนขับข่ีรถจักรยานยนตใหผูต องหาที่ ๒ ซึ่งเปนมือปนนั่งซอนทายไปที่หนาบานผูเ สียหาย
ถึง ๔ ครั้ง เพื่อจะยิงผูเสียหาย ถือไดวาผูตองหาที่ ๑ และท่ี ๒ ไดลงมือกระทําความผิด
เพ่ือฆาผูเสียหายตามที่ไดรับการวาจางแลว แตการกระทําไปไมตลอด เนื่องจากมีเจาหนาที่ตํารวจ
รักษาความปลอดภัยอยูที่บานของผูเสียหาย คดีมีหลักฐานพอฟอง ชี้ขาดใหฟองผูตองหาท่ี ๑
และท่ี ๒ ฐานรวมกันพยายามฆาผูอื่นโดยไตรตรองไวกอน ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๘๘, ๒๘๙ (๔), ๘๐, ๘๓, ๙๑ พระราชบัญญตั แิ กไ ขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายอาญา
(ฉบับท่ี ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔
467คำ�ชีข้ าดความเห็นแย้งของอัยการสงู สดุ
ประทบั ตรำบริษทั ท่ยี ังไม่จดทะเบียน แต่ต่อมำมีกำรจดทะเบียน
ไม่ผิดปลอมเอกสำร
คำชีข้ ำดควำมเห็นแยง้ ท่ี 334/2552
ป.อาญา ฉ้อโกง, ปลอมเอกสาร (ม.341, 264))
แม้ผู้ต้องหำท่ี 1 จะประทับตรำบริษัทบนช่องลงชื่อผู้เช่ำ โดยในขณะน้ันบริษัท
จะยงั มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล แต่ก็ได้มีกำรจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในเวลำต่อมำ
โดยมีผ้ตู อ้ งหำท่ี 1 เป็นกรรมกำรผู้มีอำนำจลงชื่อผูกพันบริษัท กำรประทับตรำบริษัท
ดังกล่ำวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลอุบำยในกำรหลอกลวงผู้เสียหำย แต่ไม่เป็นควำมผิด
ฐำนปลอมเอกสำร
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ต้องหาที่ 1 ชักชวนผู้เสียหายให้นารถตู้มาวิ่งร่วมกับรถ
ในบริษัท ก.ทรานสปอร์ต จากัด ของผู้ต้องหา ที่ 1 แต่ผู้เสียหายไม่ชานาญเส้นทาง
ในกรุงเทพมหานคร ผู้ต้องหาที่ 1 จึงขอเช่ารถยนต์คันดังกล่าวจากผู้เสียหาย โดยผู้ต้องหาที่ 1
ยืนยันว่าจะนารถยนต์ของผู้เสียหายไปใช้รับส่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นลูกค้าของบริษัท อ. จากัด
ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่และรู้ในวงการให้บริการรถยนต์ท่องเที่ยวว่าไม่มีปัญหาทางการเงิน และ
ผู้ต้องหาที่ 1 อ้างว่าผู้เสียหายไม่สามารถติดต่อกับบริษัท อ.เพื่อนารถเข้าร่วมบริการได้เพราะ
บริษัท อ.มอบหมายให้เฉพาะบริษัท ก. ทรานสปอร์ต จากัดของผู้ต้องหาที่ 1 เท่านั้น
นอกจากนี้ผู้ต้องหาที่ 1 ได้พาผู้เสียหายไปที่บริษัท ก.ทรานสปอร์ต พบผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งอ้างว่า
เป็นภรรยาของผู้ต้องหาที่ 1 พูดว่าบริษัท อ. ไว้วางใจเฉพาะบริษัท ก.ทรานสปอร์ต จากัด
และลูกค้าจะมีแต่ระดับวีไอพีและกลุ่มทัวร์เท่านั้น ผู้เสียหายจึงต้องอาศัยบริษัทของผู้ต้องหาท้ังสอง
จึงจะนารถไปร่วมวิ่งกับบริษัท อ.ได้ ผู้ต้องหาที่ 2 ยังได้แจ้งกับผู้เสียหายว่าไม่ต้องกลัวรถหาย
จะทาเป็นสัญญาเช่าให้ ผู้เสียหายตกลงให้ผู้ต้องหาที่ 1 เช่ารถยนต์คันดังกล่าวและทาสัญญาเช่า
โดยผู้เสียหายได้ลงนามในช่องผู้ให้เช่า ผู้ต้องหาที่ 1 ลงนามและประทับตราบริษัท
ก. ทรานสปอร์ต จากัดในช่องผู้เช่าซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ผู้ต้องหาที่ 1
1
/ได้นาสติก๊ เกอร์...
468 คำ�ชี้ขาดความเห็นแย้งของอัยการสงู สดุ
ได้นาสติ๊กเกอร์ติดรถยนต์และเสื้อยืด ตราบริษัท อ. มอบให้ผู้เสียหาย และบอกว่าเม่ือแสดง ควคาม�ำขชเอหี้ขง็นาแดยง้
ตราสติ๊กเกอร์ดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานตารวจจะไม่ถูกจับกุม จากนั้นผู้เสียหายได้มอบ อยั การสงู สดุ
รถยนต์ให้ผู้ต้องหาที่ 1 คร้ันเม่ือผู้เสียหายขอตรวจสภาพรถยนต์คันที่ให้ผู้ต้องหาที่ 1 เช่าที่
บริษัทของผู้ต้องหาที่ 1 แต่ไม่พบรถยนต์ ผู้ต้องหาที่ 1 อ้างว่าอยู่ระหว่างบริการลูกค้ากลุ่ม พ.ศ.๒๕๕๒
ทัวร์ชาวต่างประเทศของบริษัท อ.และได้ขอเลื่อนนัดมาโดยตลอด ต่อมาผู้เสียหายทราบข่าว
จากหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์เร่ืองแชร์รถเช่าที่มีการฉ้อโกงประชาชน ผู้เสียหายจึงสอบถาม
ผู้ต้องหาที่ 1 ผู้ต้องหาที่ 1 บอกว่ารถยนต์ของผู้เสียหายสูญหายไปแล้ว ผู้เสียหาย
จึงแจ้งความร้องทุกข์กับพนกั งานสอบสวนใหด้ าเนินคดีกบั ผตู้ ้องหาท้ังสอง
คดีมปี ญั หาใหอ้ ยั การสงู สดุ ชีข้ าดว่า ผตู้ ้องหาที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสาร
หรอื ไม่
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่ผู้ต้องหาที่ 1 ทาสัญญาเช่ารถยนต์ตู้กับ
ผเู้ สียหาย โดยสัญญาเช่ารถระบุชัดเจนว่าผเู้ สียหายเป็นฝ่ายผู้ให้เช่า และผู้ต้องหาที่ 1 เป็นฝ่ายผู้เช่า
แม้ผู้ต้องหาที่ 1 จะประทับตราบริษัท ก. ทรานสปอร์ต จากัด บนช่องลงชื่อผู้เช่า โดยในขณะ
น้ันบริษัท ก.ทรานสปอร์ต จากัด จะยังมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล แต่ก็ได้มีการจดทะเบียน
เป็นนิติบุคคลในเวลาต่อมา โดยมีผู้ต้องหาที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอานาจลงชื่อผูกพันบริษัท
การประทบั ตราบริษัทดังกล่าวจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลอุบายในการหลอกลวงผู้เสียหายให้
น่าเชื่อถือยิ่งขึ้นว่า ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นเจ้าของหรือเป็นกรรมการบริษัท ก.ทรานสปอร์ต จากัด
ในขณะหลอกลวง อันเป็นมูลเหตุส่วนหนึ่งในการหลอกลวงให้ได้ไปซึ่งรถยนต์ที่ผู้เสียหาย
ครอบครองอยู่ ซึง่ พนักงานอัยการ สานกั งานอัยการพิเศษฝา่ ยคดีอาญาธนบุรี 6 (ตลิ่งชัน) ได้มี
ความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 ฐานฉ้อโกงไว้แล้ว ผู้ต้องหาที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐาน
ปลอมเอกสาร ชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 ฐานปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 264
469ค�ำ ช้ขี าดความเห็นแยง้ ของอยั การสูงสุด
เลิกกิจกำรแล้ว แต่มีผู้เปิดสถำนบริกำรใหม่โดยนำใบอนญุ ำตเดิมมำแสดง
ผู้ประกอบสถำนบริกำรเดิมไมต่ ้องร่วมรบั ผิด
คำชีข้ ำดควำมเหน็ แย้งที่ 340/2552
พ.ร.บ. สถานบริการฯ (ม. ๓, ๑๗, ๒๗)
ป. อาญา ตวั การ (ม. ๘๓)
ผตู้ อ้ งหำเลิกกิจกำรสถำนบริกำรแล้ว แตม่ ีผ้มู ำเปิดสถำนบริกำรใหม่ วันเกิดเหตุ
สถำนบริกำรใหม่เปิดเกินเวลำตำมท่ีกฎหมำยกำหนด เมื่อเจ้ำหน้ำท่ีตรวจดูใบอนุญำต
ผู้ประกอบกำรใหมน่ ำเอำใบอนุญำตเดิมมำแสดงโดยผู้ต้องหำซึ่งเป็นผู้ประกอบกำรเดิม
ไม่ทรำบเร่อื งและมิไดม้ ีหุ้นส่วนด้วย ผู้ต้องหำไม่ตอ้ งรับผิดดว้ ย
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ต้องหาเปิดกิจการสถานบริการชื่อ ย. ตามใบอนุญาตเม่ือวันที่
๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ใบอนุญาตหมดอายุวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ ต่อมาผู้ต้องหา
เลิกกิจการโดยแจ้งเลิกใบอนุญาตจาหน่ายสุราและบุหรี่ต่อสานักงานสรรพสามิต และแจ้งขอ
ยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มต่อสานักงานสรรพากร หลังจากน้ันวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑
ณ. ได้เช่าอาคารดังกล่าวเปิดกิจการสถานบริการชื่อ ฮ. โดยมี พ. เป็นผู้ดูแล ผู้ต้องหา
ไม่ได้ร่วมหุ้นหรือมีส่วนได้เสียกับสถานบริการ ฮ. ต่อมาวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๑ เวลา
ประมาณ ๐๑.๒๐ นาฬิกา ปลัดอาเภอได้เข้าตรวจสถานบริการ ฮ. เนื่องจากเปิดเกินเวลา
ที่กฎหมายกาหนด ร. ได้นาใบอนุญาตของสถานบริการ ย. มาแสดง จึงถูกจับ ส่งพนักงานสอบสวน
ดาเนนิ คดีฐานร่วมกันเปิดสถานบริการเกินกาหนดเวลาที่กฎหมายกาหนด ผู้ต้องหาเข้ามอบตัว
ใหก้ ารปฏิเสธ ส่วน ร. ใหก้ ารรับสารภาพ พนกั งานอยั การส่งฟ้องศาลและศาลพิพากษาลงโทษแล้ว
คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหามีความผิดฐานร่วมกันเปิดสถานบริการ
เกินกาหนดเวลาที่กฎหมายกาหนด หรอื ไม่
/อัยการสูงสุด...
470 ค�ำ ช้ขี าดความเหน็ แย้งของอัยการสูงสดุ
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ต้องหาเลิกกิจการสถานบริการชื่อ ย. แล้วให้ ณ.
เช่าอาคารดังกล่าวต้ังสถานบริการชื่อ ฮ. มี พ. มารดาของ ณ. เป็นผู้ดูแลสถานบริการ
ช้ันสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวและร่วมลงทุนกับสถานบริการชื่อ ฮ.
แตอ่ ย่างใด ท้ัง ณ. ให้การยืนยนั ว่าผู้ตอ้ งหาไม่ได้ร่วมหุ้นหรอื มีส่วนได้เสียกับสถานบริการชื่อ ฮ.
คงได้ความแต่เพียงว่า ผู้ต้องหาไม่ได้ดาเนินการขอเลิกกิจการสถานบริการชื่อ ย. ให้เป็นไป
ตามคาสั่งกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น พยานหลักฐานที่ปรากฏไม่เพียงพอให้รับฟังว่า ผู้ต้องหา
รู้เห็นร่วมกับ พ. กระทาความผิดตามข้อกล่าวหา คดีมีหลักฐานไม่พอฟ้อง ชี้ขาดไม่ฟ้อง
ผตู้ ้องหา ฐานรว่ มกนั เปิดสถานบริการเกินกาหนดเวลาที่กฎหมายกาหนด ตามพระราชบัญญัติ
สถานบริการ พ.ศ. ๒๕๐๙ มาตรา ๓, ๑๗, ๒๗ พระราชบัญญัติสถานบริการ (ฉบับที่ ๔)
พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๓, ๑๐, ๑๕ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓
ควคามำ� ขชเอหีข้ ง็นาแดย้ง
อัยการสงู สดุ
พ.ศ.๒๕๕๒
471คำ�ชขี้ าดความเห็นแยง้ ของอัยการสงู สุด
กระทาผดิ ในขณะมีจติ บกพร่อง ไมต่ อ้ งรับโทษ
คาชี้ขาดความเห็นแย้งท่ี ๓๔๔/ ๒๕๕๒
พ.ร.บ. อาวธุ ปืนฯ (ม.๘ ทวิ วรรคหน่งึ , ๗๒ ทวิ)
ป.อาญา กระทาในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบฯ พาอาวุธปืน (ม.๖๕, ๓๗๑)
การท่ผี ู้ตอ้ งหาพาอาวธุ ปืนพรอ้ มกระสุนปืนของกลางติดตัวไปเพื่อขอความช่วยเหลือ
จากนายกรัฐมนตรีตามอาการป่วยทางจิตอย่างรุนแรงเป็นการกระทาในขณะไม่สามารถ
รู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง ผู้ต้องหาจึงไม่ต้องรับโทษ
สาหรับความผิดน้ัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มารตรา ๖๕
ข้อเทจ็ จริงได้ความว่า ผตู้ ้องหาขับรถยนต์สว่ นบุคคลมากับนางสาว ว. ภรรยามาจอดที่
หน้าบ้านพักของนายกรัฐมนตรีแล้วลงจากรถเดินเข้าไปพบสิบตารวจตรี ก. พยานซึ่งทาหน้าที่
รักษาความปลอดภัย บอกว่าต้องการพบนายกรัฐมนตรีเพื่อจะขอความช่วยเหลือ เนื่องจาก
มีคนจะทาร้ายผู้ต้องหาและครอบครัวพร้อมท้ังมอบอาวุธปืน ขนาด .๓๘ ของผู้ต้องหาเอง
ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ฯ ซึ่งภายในลูกโม่บรรจุกระสุนปืน ๕ นัด และมีกระสุนปืนอีก
๑๐ นัดในกระเป๋าใส่กระสุนปืนให้แก่พยานไว้ พยานจึงวิทยุแจ้งพันตารวจโท ส . สวป.
สถานีตารวจนครบาลบางพลัด ให้มายังที่เกิดเหตุพันตารวจโท ส. ตรวจพบว่าผู้ต้องหา
มีสาเนาใบอนญุ าตใหม้ ีและใช้อาวธุ ปืนติดตวั แต่ไม่มีใบอนุญาตให้พาอาวธุ ปืนตดิ ตัว
คดีมปี ัญหาใหอ้ ัยการสูงสดุ ชี้ขาดว่า การกระทาของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานพาอาวุธ
ปืนและกระสุนปืนไปในเมอื งฯ หรอื ไม่
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า แพทย์สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ซึ่งตรวจรักษา
ผู้ต้องหาในวันรุ่งขึ้นหลังเกิดเหตุ ได้ประชุมสรุปผลการตรวจผู้ต้องหาว่า “ป่วยเป็นโรคจิตเภท
1
/ชนิด...
472 ค�ำ ช้ีขาดความเหน็ แยง้ ของอยั การสูงสุด
ชนิดหวาดระแวง ที่มีระดับรุนแรงมาก มีภาวะที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น เน่ืองจากมีความหลงผิด ควคามำ� ขชเอหี้ขงน็ าแดยง้
หวาดระแวงว่าตนเองถูกปองร้าย และเริ่มพกพาอาวุธปืน เน่ืองจากมีความผิดปกติทางจิต อยั การสงู สดุ
ในระดับรุนแรงมาก จนถึงขั้นไม่รับรู้ความเจ็บป่วยทางจิตของตนเอง ถึงข้ันวิกลจริต
ต่อสู้คดีไม่ได้ จึงเห็นควรขออานาจศาลยกเลิกการประกันตัวและมีคาสั่งให้ตรวจประเมิน พ.ศ.๒๕๕๒
รักษา” ความเห็นของแพทย์ดังกล่าวรับฟังได้ว่า ในขณะเกิดเหตุผู้ต้องหามีอาการป่วยทางจิต
อย่างรุนแรง ไม่รับรู้อาการป่วยเจ็บของตนเองจนถึงข้ันวิกลจริต ต้องได้รับการรักษาซึ่งอาการ
ทางจิตรุนแรงถึงข้ันวิกลจริตแล้ว ดังน้ัน การที่ผู้ต้องหาพาอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืนของกลาง
ติดตวั ไปเพื่อขอความช่วยเหลือจากนายกรัฐมนตรีตามอาการป่วยทางจิตอย่างรุนแรงดังกล่าว
จึงเป็นการกระทาในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง
ผู้ต้องหาจึงไม่ต้องรับโทษสาหรับความผิดน้ันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๕
ชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยมิได้
รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว โดยไม่มีเหตุอันสมควรและเร่งด่วนตามพฤติการณ์
ตามพระราชบัญญตั ิอาวุธปืน เครือ่ งกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน
พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๗๒ ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๕ วรรคแรก
และยุติการดาเนินคดีกับผู้ต้องหาฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ
โดยเปิดเผยหรอื โดยไม่มีเหตสุ มควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ เพราะคดีขาดอายคุ วาม
473ค�ำ ชีข้ าดความเหน็ แยง้ ของอัยการสูงสดุ
แมเ้ ปน็ เจำ้ ของรว่ มก็ผิดบุกรุกได้
คำชีข้ ำดควำมเห็นแยง้ ท่ี 345/2552
ป.อาญา บกุ รกุ (ม.362,364,365(2),83)
แม้ผู้ต้องหำที่ 1 เป็นเจ้ำของกรรมสิทธิ์ร่วมในท่ีดินพิพำทอยู่ด้วยในฐำนะ
ทำยำทโดยธรรมของผู้ตำยคนหนึ่งก็ตำม แต่เมื่อผู้เสียหำยยังคงครอบครองท่ีดินพิพำทอยู่
ในขณะเกิดเหตุและยังโต้แย้งสิทธิตำมสัญญำเช่ำกันอยู่กับผู้ต้องหำท่ี 1 และท่ี 2
ถ้ำผู้ต้องหำท้ังสองเข้ำไปกระทำกำรใด ๆ อันเป็นกำรรบกวนกำรครอบครองของ
ผูเ้ สียหำยโดยปกติสุข ผู้ต้องหำทั้งสองกม็ ีควำมผิดฐำนร่วมกนั บุกรกุ ได้
ขณะท่ีผู้ต้องหำท่ี 3-ท่ี 7 บุกรุกท่ีดินพิพำท ไม่พบผู้ต้องหำท่ี 1 และท่ี 2
อยู่ด้วยในท่ีเกิดเหตุกับไม่ปรำกฏว่ำผู้ต้องหำท่ี 1 และท่ี 2 ร่วมกระทำผิดกับผู้ต้องหำท่ี 3-ท่ี 7
โดยแบ่งหนำ้ ท่กี ันทำ จงึ ไม่ถือว่ำผตู้ อ้ งหำท่ี 1 และท่ี 2 เป็นตัวกำรร่วมกับผู้ต้องหำท่ี 3-ท่ี 7
บุกรุกท่ีดินพิพำท แต่กำรท่ีผู้ต้องหำท่ี 2 ได้พูดว่ำ “คุณมีสิทธิอะไรท่ีมำบุกรุกท่ีของผม
ซึ่งผมไม่อนุญำต เดี๋ยวแจ้งตำรวจจับให้หมดและอุปกรณ์ท่ีเตรียมมำล้อมรั้วท้ังหมด
เป็นของผมเอง” ประกอบกับผู้ต้องหำท่ี 2 มีข้อพิพำทกับผู้เสียหำยในท่ีดินพิพำท
และยอมรับว่ำตนเองเป็นเจ้ำของวัสดุอุปกรณ์รวมทั้งเคร่ืองมือท่ีผู้ต้องหำท่ี 3 –ท่ี 7
ใช้ในกำรกระทำผิด คดีจึงมีพยำนหลักฐำนรับฟังน่ำเชื่อว่ำผู้ต้องหำท่ี 2 เป็นผู้ก่อหรือ
ผใู้ ช้ จำ้ ง วำนให้ผู้ตอ้ งหำท่ี 3 – ท่ี 7 กระทำผิดฐำนร่วมกันบุกรุก
ข้อเท็จจริงได้ความว่า นาง พ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ส. ตามคาสั่งศาลแพ่ง
ได้ให้บริษัท อ. กรุงเทพ จากัด ผู้เสียหายเช่าที่ดินมีโฉนดบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 20 ตารางวา
ที่เกิดเหตุคดีนี้เพื่อก่อสร้างอาคารโดยที่ดินที่เกิดเหตุยังมีข้อพิพาทในเร่ืองการเป็นผู้จัดการ
1
/มรดก...
474 คำ�ชีข้ าดความเห็นแย้งของอัยการสูงสุด
มรดกกันอยู่ระหว่างนาง พ. ผู้ให้เช่ากับผู้ต้องหาที่ 1 ขณะเกิดเหตุปรากฏว่า ได้มีชายไม่ทราบชื่อ ควคาม�ำขชเอห้ขี ง็นาแดยง้
และนามสกุล จานวน 5 คน มายังบริเวณที่ดินที่เกิดเหตุ โดยผู้ต้องหาที่ 3 เป็นคนขับ อัยการสูงสดุ
รถยนต์บรรทุกอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างซึ่งมีเสาซีเมนต์ จานวน 11 ต้น ลวดหนามจานวน 3 ม้วน
ลวดมัดจานวน 1 ม้วน เสียมจานวน 3 ด้าม ผู้ต้องหาที่ 4 เป็นผู้ควบคุมคนงาน ผู้ต้องหาที่ 5 พ.ศ.๒๕๕๒
ผู้ต้องหาที่ 6 และผู้ต้องหาที่ 7 เป็นคนงานได้ช่วยกันนาอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง
ดังกล่าวลงจากรถยนต์แลว้ ได้ใชเ้ สียมที่เตรยี มมาขุดหลุมในที่ดินบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อจะปักเสา
ซีเมนต์กั้นเป็นแนวร้ัว คนงานของบริษัท อ. กรุงเทพ จากัด ผู้เสียหายเห็นจึงได้ร้องห้ามมิให้
กระทาการดังกล่าว แต่พวกผู้ต้องหาแจ้งว่า มีสิทธิที่จะกระทาการดังกล่าวได้ตามคาส่ัง
คุ้มครองชัว่ คราวของศาลแพ่งในคดีที่ผู้ตอ้ งหาที่ 1 โดยผู้ต้องหาที่ 2 ผู้รับมอบอานาจเป็นโจทก์
ฟ้องขับไล่บริษัท อ.กรุงเทพ จากัด ผู้เสียหายออกจากที่ดินที่เกิดเหตุ ซึ่งศาลมีคาสั่งว่า
“ห้ามชั่วคราวมิให้จาเลยทั้งสอง (ผู้เสียหายกับนาย พ.) ทุบหรือทาลายกาแพงรั้ว และทรัพย์สิน
อื่นของโจทก์ (ผู้ต้องหาที่ 1) อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์ (ผู้ต้องหาที่ 1)
ไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคาสั่ง เป็นอย่างอื่น” จึงเกิดการโต้เถียงกัน ระหว่างน้ัน
ดาบตารวจ จ. ได้ตรวจท้องที่ผ่านมา จึงเข้าระงับเหตุกับได้ให้ตัวแทนของทั้งสองฝ่ายไปตกลงกัน
ทีส่ ถานีตารวจ ต่อมาบริษัท อ.กรุงเทพ จากัด ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ให้ดาเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ 1-ที่ 7
ฐานรว่ มกันบกุ รกุ
คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกัน
บกุ รกุ หรอื ไม่
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีมีพยานหลักฐานฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุคดีนี้
นาง พ. ได้ยืน่ คาร้องต่อศาลแพ่งขอใหม้ ีคาสง่ั แต่งต้ังผรู้ ้องเปน็ ผจู้ ดั การมรดกของบิดาซึ่งถึงแก่กรรม
ผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งเป็นพี่สาวของนาง พ.ได้ยื่นคาร้องคัดค้าน ต่อมาศาลแพ่งมีคาส่ังแต่งตั้งให้
นาง พ. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หลังจากนั้นนาง พ. ในฐานะผู้จัดการมรดกได้นาที่ดิน
พิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกไปให้บริษัท อ.กรุงเทพ จากัด ผู้เสียหายในคดีนี้เช่าเพื่อก่อสร้างอาคาร
หลังจากทาสัญญาเช่าแล้ว ผู้เสียหายได้เข้าไปในที่ดินพิพาทและขุดหลุมเพื่อปักเสาซีเมนต์
1
/กั้นแนวรั้ว...
475คำ�ชขี้ าดความเห็นแย้งของอัยการสงู สุด
ก้ันแนวรั้ว ผู้ต้องหาที่ 1 จึงมอบอานาจให้ผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งเป็นสามีเป็นโจทก์ฟ้องผู้เสียหายฐาน
ละเมิด ขับไล่ และเรียกค่าเสียหาย โดยกล่าวหาว่าผู้เสียหายบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาท
ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของร่วมและทาลายทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ดังนี้ แม้ผู้ต้องหาที่ 1 จะเป็น
เจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาทอยู่ด้วยในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายคนหนึ่งก็ตาม
แต่เม่ือผู้เสียหายยังคงครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ในขณะเกิดเหตุคดีนี้และยังโ ต้แย้งสิทธิตาม
สัญญาเช่ากันอยู่กับผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ถ้าผู้ต้องหาท้ังสองเข้าไปกระทาการใด ๆ อันเป็น
การรบกวนการครอบครองของผู้เสียหายโดยปกติสุข ผู้ต้องหาท้ังสองก็มีความผิดฐานร่วมกัน
บุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ได้ เม่ือคดีมีดาบตารวจ จ. เป็น
ประจักษ์พยานให้การยืนยันว่า ขณะเข้าไประงับเหตุพบผู้ต้องหาที่ 3 – ที่ 7 อยู่ในที่ดินพิพาท
โดยนาเสาซีเมนต์ลวดหนามพร้อมอุปกรณ์เคร่ืองมือทาการขุดดินเป็นหลุมเพื่อปักเสาซีเมนต์
กั้นเป็นแนวร้ัวโดยไม่พบผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ประกอบกับไม่ปรากฏ
ข้อเท็จจริงว่าผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกระทาผิดกับผู้ต้องหาที่ 3 – ที่ 7 โดยแบ่งหน้าที่
กนั ทา การกระทาของผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ถือเป็นตัวการร่วมกับผู้ต้องหาที่ 3 – ที่ 7 ใน
การบุกรุกที่ดินพิพาท แต่การที่ผู้ต้องหาที่ 2 ได้พูดกับดาบตารวจ จ. และ ผู้กล่าวหา ซึ่งเป็น
พนักงานของผู้เสียหายว่า “คุณมีสิทธิอะไรที่มาบุกรุกที่ของผมซึ่งผมไม่อนุญาต เดี๋ยวแจ้งตารวจ
จบั ใหห้ มดและอุปกรณ์ที่เตรียมมาล้อมรั้วท้ังหมดเป็นของผมเอง” เม่ือรับฟังประกอบกับการที่
ผู้ต้องหาที่ 2 มีข้อพิพาทกับผู้เสียหายในที่ดินพิพาทเป็นคดีอยู่ในศาลและยอมรับว่าตนเองเป็น
เจ้าของวัสดุอุปกรณ์รวมทั้งเคร่ืองมือที่ผู้ต้องหาที่ 3 –ที่ 7 ใช้ในการกระทาผิด คดีจึงมี
พยานหลักฐานรับฟังน่าเช่ือว่าผู้ต้องหาที่ 2 เป็นผู้ก่อหรือผู้ใช้ จ้าง วานให้ผู้ต้องหาที่ 3 – ที่ 7
กระทาผิดคดีนี้ ชี้ขาดให้ฟ้องผตู้ ้องหาที่ 2 ฐานใช้ จา้ ง วานให้ผู้อื่นกระทาความผิดฐานร่วมกัน
บุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 (2), 84 และชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1
ฐานรว่ มกนั บกุ รกุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 (2), 83
476 คำ�ชข้ี าดความเหน็ แยง้ ของอัยการสงู สดุ
มอบรถจกั รยานยนตใ์ หน้ ายจ้างยึดเป็นประกนั ไมเ่ ปน็ ยกั ยอก
คาชี้ขาดความเห็นแยง้ ท่ี ๓๔๘/ ๒๕๕๒
ป.อาญา ยกั ยอก (ม.๓๕๒)
ผู้กล่าวหามอบรถจักรยานยนต์คันท่ีเพิ่งเช่าซื้อและผ่อนชาระค่างวดไปเพียง
๓ งวด ให้ผู้ต้องหาซึ่งเป็นนายจ้างยึดเป็นประกัน พยานหลักฐานไม่พอให้รับฟังว่า
ผตู้ ้องหามีเจตนาเบียดบังรถจักรยานยนตไ์ ปเปน็ ของตน หรอื บุคคลทส่ี ามโดยทุจรติ
ข้อเท็จจริงได้ความว่า นาย อ. ผู้กล่าวหาซึ่งซื้อรถจักรยานยนต์ ราคา 56,221 บาท ควคาม�ำขชเอหี้ขง็นาแดย้ง
จากบริษัท ฐ. เม่ือวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๗ ผ่อนชาระ ๒๔ งวด เริ่มผ่อนชาระวันที่ ๑๖ อัยการสงู สุด
มกราคม ๒๕๔๘ ครบกาหนดผ่อนชาระงวดสุดท้ายวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๙ และมีการผ่อนชาระ
ค่าเช่าซื้อเพียง 3 งวด ผู้กล่าวหาทางานเป็นพนักงานของร้านผู้ต้องหา ซึ่งอยู่ที่ห้างฯ มาบุญครอง พ.ศ.๒๕๕๒
โดยมีหน้าที่เก็บเงินค่าขายสินค้าส่งมอบให้ผู้ต้องหาทุกๆ วัน ต่อมาเดือนมีนาคม ๒๕๔๘
ผกู้ ล่าวหาไม่ได้ส่งมอบเงิน ๘,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้ต้องหา ผู้ต้องหาจึงไปตามผู้กล่าวหาที่บ้านพัก
ผู้ต้องหาไม่ติดใจเอาเร่ือง แต่ผู้กล่าวหาต้องชาระเงินคืนโดยคู่กรณีตกลงให้ผู้ต้องหานารถจักรยานยนต์
คันที่ผู้กล่าวหามาเช่าซื้อดังกล่าวไปเป็นหลักประกัน หลังจากนั้นผู้กล่าวหาลาออกจากร้านผู้ต้องหา
ต่อมาวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๙ ผู้กล่าวหาอ้างว่าได้ไปที่ร้านของผู้ต้องหาเอาเงินไปชดใช้คืน
แต่ผู้ต้องหาไม่ยอมคืนรถจักรยานยนต์อ้างว่ารถจักรยานยนต์หายไปแต่ไม่บอกรายละเอียด
ผกู้ ล่าวหาจงึ แจง้ ให้บริษัท ฐ. ทราบแล้วร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดาเนินคดีกับผู้ต้องหา
ฐานยกั ยอก ช้ันสอบสวนไม่ได้ตวั ผู้ตอ้ งหามาดาเนนิ คดี
คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า การกระทาของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานยักยอก
หรอื ไม่
/อัยการสูงสุด...
477ค�ำ ชขี้ าดความเหน็ แยง้ ของอยั การสูงสดุ
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้กล่าวหามอบรถจักรยานยนต์คันพิพาทที่เพิ่ง
เช่าซื้อและผ่อนชาระค่างวดไปเพียง ๓ งวด ให้ผู้ต้องหาซึ่งเป็นนายจ้างยึดเป็นประกัน
เพื่อให้ผู้กล่าวหานาเงินจานวน ๘,๐๐๐ บาท ที่ยักยอกไปจากผู้ต้องหามาชาระ จากนั้น
ผู้กล่าวหาถูกไล่ออกจากงาน และไม่เคยผ่อนชาระค่างวดรถจักรยานยนต์ให้แก่ผู้ให้เช่าซื้ออีกเลย
จนเวลาล่วงเลยไปเกือบปีจึงมาร้องทุกข์กล่าวหาว่าผู้ต้องหายักยอกรถจักรยานยนต์คันพิพาทไป
โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้กล่าวหาได้ชาระเงินจานวน ๘,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้ต้องหาแล้ว
พยานหลักฐานไม่พอให้รับฟังว่าผู้ต้องหามีเจตนาเบียดบังรถจักรยานยนต์คันพิพาท
ไปเป็นของตน หรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา ฐานยักยอก ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒
478 ค�ำ ช้ีขาดความเห็นแย้งของอยั การสงู สดุ
หนงั สือมอบอานาจ และเอกสารเกี่ยวกบั การจดทะเบียนห้างหนุ้ ส่วน
ไมใ่ ช่เอกสารสิทธิ
คาชี้ขาดความเห็นแย้งท่ี ๓๔๙/ ๒๕๕๒
ป.อาญา ปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม (ม.๒๖๕, ๒๖๘)
การปลอมลายมือของผู้เสียหายในหนังสือมอบอานาจ คาขอจดทะเบียน ควคาม�ำขชเอหีข้ งน็ าแดย้ง
ห้างหุ้นส่วน แบบ หส.๑ รายการจดทะเบียน แบบ หส.๒ รายละเอียดวัตถุท่ีประสงค์ อัยการสูงสุด
ของห้างหุ้นส่วนจากัด ค. แบบ ว.๒ และสาเนาภาพถ่ายบัตรประจาตัวประชาชนของ
นางสาว ส. ผู้เสียหาย เป็นเพียงเอกสารท่ีใช้ในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจากัด ค. พ.ศ.๒๕๕๒
ไม่ใช่เอกสารท่ีเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ
จึงไม่เป็นเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑(๙) การกระทาของผู้ต้องหา
ไม่เปน็ ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม
ข้อเท็จจริงได้ความว่า เดิมผู้เสียหายชื่อนางสาว ส. ต่อมาได้แต่งงานกับนาย พ.
จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ศ” แล้วใช้นามสกุลสามี พร้อมกับทาบัตรประจาตัวประชาชนใหม่
ต่อมาผู้เสียหายได้รับแจ้งคาส่ังของพนักงานตรวจแรงงาน ให้ห้างหุ้นส่วนจากัด ค. จ่ายค่าจ้าง
ให้แก่นางสาว ย. ลูกจ้าง โดยระบุว่าผู้เสียหายเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจากัด ค.
ผเู้ สียหายสงสัยเพราะไม่เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการดังกล่าว จึงไปตรวจสอบที่สานักงานทะเบียน
หุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร ก็พบว่ามีการปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายในเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ในการจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจากัด ค. ดังกล่าว โดยได้ความว่า มีการปลอมลายมือชื่อ
ผู้เสียหายในหนังสือมอบอานาจให้นาย จ. ผู้ต้องหา ไปยื่นคาขอจดทะเบียนต้ังห้างหุ้นส่วน
จากัด ค. โดยมีผู้ลงลายมือชื่อนาย จ. ในช่องผู้รับมอบอานาจ ลงลายมือชื่อนางสาว ม.
และนาย อ. ในช่องพยาน ผู้เสียหายจึงร้องทกุ ข์ใหด้ าเนนิ คดีกบั นาย จ.
/คดีม.ี ..
479คำ�ชขี้ าดความเห็นแย้งของอัยการสงู สุด
คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า การกระทาของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ
และใชเ้ อกสารสิทธิปลอม หรอื ไม่
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า หนังสือมอบอานาจเป็นเพียงเอกสารซึ่งบุคคลหนึ่ง
เป็นผู้มอบอานาจมอบหมายให้บุคคลอีกคนหนึ่งเป็นผู้รับมอบอานาจให้มีอานาจจัดการทา
นิตกิ รรมแทน มิได้เปน็ เอกสารที่เป็นหลักฐานแหง่ การก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ
หนังสือมอบอานาจจึงไม่เป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑(๙)
ท้ังนี้ตามนัยคาพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๔๔๘/๒๕๕๑ ส่วนคาขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน
แบบ หส.๑ รายการจดทะเบียนแบบ หส.๒ รายละเอียดวัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วนจากัด ค.
แบบ ว.๒ และสาเนาภาพถ่ายบัตรประจาตัวประชาชนของนางสาว ส. ผู้เสียหาย ที่ปรากฏลายมือชื่อ
ของผเู้ สียหายในการรับรองสาเนาก็เป็นเพียงเอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจากัด ค.
หาใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ จึงไม่เป็น
เอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑(๙) ชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา ฐานปลอม
เอกสารสิทธิและใชเ้ อกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕, ๒๖๘
480 คำ�ช้ีขาดความเห็นแยง้ ของอยั การสูงสุด
ขณะเขา้ ตรวจสอบคลินิกพบทันตแพทย์ ถอื ว่าจดั ใหม้ ผี ู้ประกอบวิชาชีพ
ในสถานพยาบาลฯแล้ว
คาชี้ขาดความเห็นแยง้ ท่ี ๓๕๐/ ๒๕๕๒
พ.ร.บ. สถานพยาบาลฯ (ม.๓๕(๑))
ผตู้ ้องหาได้รับใบอนญุ าตใหป้ ระกอบกิจการคลินิก ส. ทนั ตแพทย์ซึ่งเป็นสถานพยาบาล ควคาม�ำขชเอหขี้ ง็นาแดยง้
ประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน ซึ่งตามกฎกระทรวง ว่าด้วยวิชาชีพและจานวนผู้ประกอบ อยั การสงู สุด
วิชาชีพในสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๕ ออกโดยอาศัยอานาจตามความในมาตรา ๖ มาตรา
๑๘(๔) และมาตรา ๓๕(๑) แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ หมวด ๑ ข้อ ๑(๓) พ.ศ.๒๕๕๒
กาหนดให้ต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม จานวนอย่างน้อยคนหนึ่ง เป็นผู้ให้บริการตลอดเวลา
เปิดทาการ ดังนั้น เม่ือนาง อ. เจ้าหน้าที่กองการประกอบโรคศิลปะ นางสาว บ. นาย ร. และนาง
ส. ได้ให้การว่า ขณะเข้าตรวจสอบคลินิกดังกล่าว ได้พบกับ ทันตแพทย์ บ. ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ
ทันตกรรมตรวจรักษาฟันอยู่ด้วย ผู้ต้องหาจึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้รับอนุญาตให้ประกอบ
กิจการสถานพยาบาลไม่จัดให้มีผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลตามวิชาชีพและจานวน
ที่กาหนดในกฎกระทรวงตลอดเวลาทาการ
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ต้องหาเป็นแพทย์ประจาโรงพยาบาลรัฐ ได้รับใบอนุญาต
ให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลประเภทไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน ลักษณะสถานพยาบาล
เป็นคลินิกทันตกรรมชื่อ ส. ทันตแพทย์ ใบอนุญาตใช้ได้จนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๑
ส่วนทันตแพทย์ บ. บิดาของผู้ต้องหาได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน
สาขาทันตกรรมชั้นหนึ่ง และได้รับอนุญาตให้ดาเนินการสถานพยาบาล ณ สถานพยาบาล
ชื่อคลินิก ส. ทันตแพทย์ข้างต้น ใบอนุญาตใช้ได้จนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๑
โดยเป็นทันตแพทย์ประจาคลินิกดังกล่าว ในวันเกิดเหตุผู้กล่าวหาซึ่งรับราชการประจากอง
การประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุขกับร้อยตารวจเอก ด . เจ้าหน้าที่ตารวจ
1
/สถานี...
481คำ�ช้ขี าดความเหน็ แยง้ ของอัยการสงู สุด
สถานีตารวจนครบาลทองหล่อ จับกุมนาง ช. มารดาของผู้ต้องหาซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาต
เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน สาขาทันตกรรม ฐานประกอบวิชาชีพทันตกรรม
โดยไม่ได้รับอนุญาต เน่ืองจากขูดหินปูนให้แก่นางสาว ย. ซึ่งเป็นสายของผู้กล่าวหาในการล่อ
ให้นาง ช. กระทาความผดิ ข้างตน้ ในคลินิกทีเ่ กิดเหตุ มกี ารดาเนินคดีกับนาง ช. และศาลจังหวัด
พระโขนงมีคาพิพากษาลงโทษนาง ช. แล้ว ต่อมาผู้กล่าวหาจึงร้องทุกข์ดาเนินคดีกับผู้ต้องหา
ในคดีนีเ้ ปน็ อีกคดีหน่งึ
คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหากระทาความผิดฐานเป็นผู้รับอนุญาตให้
ประกอบกิจการสถานพยาบาลไม่จดั ใหม้ ีผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลฯ หรอื ไม่
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า คลินกิ ส. ทนั ตแพทย์สถานที่เกิดเหตุเป็นสถานพยาบาล
ประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน ซึ่งตามกฎกระทรวง ว่าด้วยวิชาชีพและจานวนผู้ประกอบ
วิชาชีพในสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๕ ออกโดยอาศัยอานาจตามความในมาตรา ๖ มาตรา ๑๘
(๔) และมาตรา ๓๕(๑) แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ หมวด ๑ ข้อ ๑(๓)
กาหนดให้ต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม จานวนอย่างน้อยคนหนึ่งเป็นผู้ให้บริการ
ตลอดเวลาเปิดทาการ ดังน้ัน เม่ือนาง อ. เจ้าหน้าที่กองการประกอบโรคศิลปะให้การว่าในวัน
เกิดเหตุ ขณะเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ ได้พบกับทันตแพทย์ บ. ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม
อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ทั้งยังมี นางสาว บ. นาย ร. และนาง ส. ให้การยืนยันว่าในวันเกิดเหตุ
ทันตแพทย์ บ. ได้อยู่และรักษาฟันให้ผู้ป่วยในที่เกิดเหตุ คดีจึงฟังได้ว่าผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้รับ
อนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลที่เกิดเหตุ ได้จัดให้มีผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม
ต า ม จ า น ว น ที่ ก า ห น ด ใ น ก ฎ ก ร ะ ท ร ว ง ต ล อ ด เ ว ล า ท า ก า ร ต า ม พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ
สถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๓๕(๑) แล้ว ผู้ต้องหาจึงไม่มีความผิด ชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา
ฐ า น เ ป็ น ผู้ รั บ อ นุ ญ า ต ใ ห้ ป ร ะ ก อ บ กิ จ ก า ร ส ถ า น พ ย า บ า ล ไ ม่ จั ด ใ ห้ มี ผู้ ป ร ะ ก อ บ วิ ช า ชี พ
ในสถานพยาบาลตามวิชาชีพและจานวนที่กาหนดในกฎกระทรวงตลอดเวลาทาการ
ตามพระราชบญั ญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔, ๓๕ (๑), ๖๕ กฎกระทรวงว่าด้วย
วิชาชีพและจานวนผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๕ ลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม
๒๕๔๕ ข้อ ๑
482 คำ�ชขี้ าดความเหน็ แย้งของอยั การสงู สดุ
พฤติการณ์ร่วมขบวนการลักลอบสง่ ซากของสัตว์ป่าคุม้ ครอง
คาชี้ขาดความเห็นแย้งท่ี ๓๕๓/ ๒๕๕๒
พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสตั วป์ ่าฯ (ม. ๑๙, ๒๐, ๔๗, ๕๕, ๕๘)
ป.อาญา ตวั การ (ม. ๘๓, ๓๒)
เจ้าหน้าท่ีตารวจจับกุมผู้ต้องหาท่ี ๑ ได้พร้อมเกล็ดตัวนิ่มหรือลิ่นพันธ์ุมลายู ควคาม�ำขชเอหี้ขง็นาแดยง้
จานวน ๑๐๐ กิโลกรัม ของกลาง ซึ่งเป็นซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง อยู่ในความ อยั การสงู สุด
ครอบครองของผู้ต้องหาท่ี ๑ พฤติการณ์ของผู้ต้องหาท่ี ๑ ท่ีขับรถไปรับของกลางจาก พ.ศ.๒๕๕๒
คลังสินค้าในท่าอากาศยานดอนเมืองในเวลา ๐๔.๐๐ นาฬิกา ผิดปกติวิสัยของการ
ปฏิบัติงานในหน้าท่ีพนักงานขับรถท่ีไปรับของในยามวิกาล โดยไม่ปรากฏตัวตนผู้ส่ง
เป็นพฤติการณ์ท่ีแสดงให้เห็นได้ว่ามีขบวนการลักลอบส่งซากของสัตว์ป่าของกลางมา
กรุงเทพมหานครโดยทางเคร่ืองบิน น่าเชื่อว่าผู้ต้องหาท่ี ๑ ขับรถไปรับซากของสัตว์ป่า
ของกลางโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นซากของสัตว์ป่าคุ้มครองท่ีได้มาโดยการกระทาผิด จึงเป็น
การมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและช่วยซ่อนเร้น
ช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองอันได้มา
โดยการกระทาผิด แต่ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ต้องหาท่ี ๑ ได้ค้าซากของสัตว์ป่า
ค้มุ ครองของกลาง จึงไม่เป็นความผิดฐานค้าซากสัตว์ปา่ คุ้มครอง
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ร้อยตารวจเอก อ. ผู้กล่าวหา ซึ่งรับราชการประจากองบังคับ
การตารวจปฏิบัติการพิเศษ ได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีการลักลอบนาเกล็ดตัวนิ่มหรือลิ่น
ซึ่งเป็นซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามกฎกระทรวงกาหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง
พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕
ปรากฏตามบัญชีท้ายกฎกระทรวงดังกล่าว ลาดับ ๑๕๗ โดยสายลับแจ้งรายละเอียดว่า
ซากสัตว์คุ้มครองดังกล่าวจะส่งมาทางเคร่ืองบิน ลงที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ (ดอนเมือง) แล้ว
แล้ว .
/จะนา...
483ค�ำ ช้ขี าดความเห็นแยง้ ของอยั การสงู สดุ
จะนาไปส่งที่ซอยรัชดาภิเษก ๓ แขวงและเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร โดยใช้รถยนต์
คันหมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร เป็นยานพาหนะ ผู้กล่าวหากับพวกจึงซุ่มดูอยู่
คร้ันเวลา ๐๔.๓๐ นาฬิกาของวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๑ ผู้กล่าวหาพบรถยนต์คันหมายเลข
ทะเบียนข้างต้นแล่นออกมาจากท่าอากาศยานดอนเมืองมุ่งหน้าไปทางถนนวิภาวดีรังสิต
(ขาเข้า) จึงได้ติดตามและเรียกให้รถคันดังกล่าวหยุดที่บริเวณหน้าร้านเจ๊เล้งพลาซ่าแล้วเข้า
ตรวจค้น พบเกล็ดตัวนิ่มหรือลิ่นบรรจุกล่องโฟม ๔ กล่อง (น้าหนักรวม ๑๐๐ กิโลกรัม)
ซกุ ซ่อนในถุงปุ๋ยวางอยู่ในกระบะของรถยนต์คันดังกล่าว จึงยึดเกล็ดตัวนิ่มหรือลิ่น และรถยนต์
เป็นของกลาง พร้อมจับกุมผู้ต้องหาที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว แจ้งข้อหาว่ามีไว้
ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครอง ค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ต้องหาที่ ๑
ให้การรับสารภาพ
คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า การกระทาของผู้ต้องหาที่ ๑ เป็นความผิด
ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสตั ว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รบั อนุญาตและช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอา
ไปเสียหรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งซากของสัตว์ป่าอันได้มาโดยการกระทาผิด และค้าซาก
ของสตั ว์ป่าคุ้มครอง หรอื ไม่
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีมีร้อยตารวจเอก น. และดาบตารวจ ก. เป็นพยาน
ยืนยันว่าจับกุมผู้ต้องหาที่ ๑ ได้พร้อมเกล็ดตัวนิ่มหรือลิ่นพันธ์ุมลายู จานวน ๑๐๐ กิโลกรัม
ของกลาง ซึ่งเป็นซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง อยู่ในความครอบครองของผู้ต้องหาที่ ๑ ตรงตามที่
สายลับแจ้งให้ทราบก่อนการจับกุมและในชั้นจับกุมผู้ต้องหาที่ ๑ ได้ให้การรับสารภาพ
แม้ในช้ันสอบสวนจะให้การปฏิเสธ แต่พฤติการณ์ของผู้ต้องหาที่ ๑ ที่ขับรถไปรับของกลาง
จากคลังสินค้าในท่าอากาศยานดอนเมืองในเวลา ๐๔.๐๐ นาฬิกา ซึ่งผิดปกติวิสัยของการ
ปฏิบัติงานในหน้าที่พนักงานขับรถที่ไปรับของในยามวิกาล ซึ่งหากเป็นของที่ส่งตามปกติมิใช่
ของผิดกฎหมาย ย่อมมิใช่เร่ืองเร่งด่วนที่ผู้ต้องหาที่ ๑ จะต้องขับรถไปรับมาในยามวิกาล
ดังกล่าว ถึงแม้จะมีนาง ว. พนักงานบริษัท อ. ให้การเป็นพยานว่าของกลางเป็นของที่ลูกค้า
ว่าจ้างให้บริษัท อ. สาขาหาดใหญ่เป็นผู้จัดส่งและพยานได้โทรศัพท์แจ้งให้ผู้ต้องหาที่ ๑ ขับรถ
ไปรับ แต่คาให้การของพยานดังกล่าว มีข้อพิรุธที่พยานได้รับส่งของกลางโดยระบุแต่เพียงชื่อ
ชือ่ .
/และหมายเลข...
484 ค�ำ ช้ีขาดความเห็นแย้งของอัยการสงู สุด
และหมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลผู้ส่ง โดยมิได้มีการตรวจสอบบัตรประจาตัวประชาชน ควคาม�ำขชเอหีข้ งน็ าแดยง้
ของผู้ส่งแต่อย่างใด ท้ังยังมิได้ระบุที่อยู่ของบุคคลที่จะรับของกลางไว้ในใบรับส่งสินค้าด้วย อยั การสงู สดุ
ป ร ะ กอ บ กับ ผ ล กา ร ตร ว จ สอ บ ชื่อ ข อ งผู้ส่ งก็ ไ ม่ มีตั ว ตน ต า มที่ ร ะ บุ ไ ว้ ใน ใ บ รั บ ส่ งสิ น ค้า เป็ น
พฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นได้ว่ามีขบวนการลักลอบส่งซากของสัตว์ป่าของกลางมากรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๕๒
โดยทางเคร่ืองบิน ซึ่งน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาที่ ๑ ขับรถไปรับซากของสัตว์ป่าของกลางโดยรู้อยู่แล้วว่า
เป็นซากของสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาโดยการกระทาผิด และเหตุที่ขับรถไปรับในยามวิกาลก็เพื่อ
หลบเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าพนักงาน การกระทาของผู้ต้องหาที่ ๑ จึงเป็นการมีไว้ใน
ครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคมุ้ ครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย
หรอื รบั ไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองอันได้มาโดยการกระทาผิด แต่ไม่ปรากฏ
พยานหลักฐานว่าผู้ต้องหาที่ ๑ ได้ค้าซากของสัตว์ป่าคุ้มครองของกลาง จึงไม่เป็นความผิด
ฐานค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหาที่ ๑ ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซาก
ของสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้
ด้วยประการใด ๆ ซึ่งซากของสัตว์ป่าอันได้มาโดยการกระทาผิด และขอริบซากเกล็ดตัวนิ่ม
หรือลิ่นของกลาง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๙,
๔๗, ๕๕, ๕๘ กฎกระทรวงกาหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ. ๒๕๔๖
ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ข้อ ๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๘๓ และชี้ขาดไม่ฟ้อง
ผู้ต้องหาที่ ๑ ฐานร่วมกันค้าซากของสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติ
สงวนและคุ้มครองสตั วป์ ่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๒๐, ๔๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓
485ค�ำ ชี้ขาดความเหน็ แย้งของอัยการสูงสดุ
พฤติการณร์ ่วมกนั หลอกลวงโดยแบง่ แยกหนา้ ท่กี นั ทา
คาชี้ขาดความเห็นแยง้ ท่ี ๓๖๔/ ๒๕๕๒
พ.ร.บ. จดั หางานและคุ้มครองคนหางานฯ (ม. ๙๑ตร)ี
ป.อาญา ร่วมกันฉ้อโกง, กรรมเดียว (ม.๓๔๑, ๘๓, ๙๐)
ผู้ต้องหาท่ี ๑ และนาย ช. สามีของผู้ต้องหาท่ี ๒ ได้ร่วมกันหลอกลวงนาง ว.
ผเู้ สียหาย ไปทางานร้านอาหารท่ีประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยผู้ต้องหาท่ี ๑ และนาย ช.
ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดหางานให้คนหางานไปทางานต่างประเทศ เป็นเหตุให้ผู้เสียหาย
หลงเชื่อให้เงินแก่ผู้ต้องหาท่ี ๑ ไปจานวน ๙,๔๐๐ บาท ให้แก่นาย ช. ไปจานวน
๒๐,๐๐๐ บาท และโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ต้องหาท่ี ๒ จานวน ๔๕,๐๐๐ บาท
เห็นว่า การท่ีผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ต้องหาท่ี ๒ และผู้ต้องหาท่ี ๒ ได้
หลบหนีไปภายหลังเกิดเหตุอันเป็นการส่อพิรุธ ตามพฤติการณ์ฟังได้ว่าผู้ต้องหาท่ี ๑
ผู้ต้องหาท่ี ๒ และนาย ช. ได้ร่วมกันกระทาความผิดโดยลักษณะแบ่งแยกหน้าท่ีกันทา
การกระทาของผู้ต้องหาท่ี ๒ จงึ เป็นความผิดตามพระราชบญั ญตั ิจัดหางานและคุ้มครอง
คนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี และเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกง
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผตู้ ้องหาที่ ๑ ติดต่อชักชวนนางสาว ว. ผู้เสียหาย ให้ไปทางานร้านอาหาร
ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์อ้างว่าได้ค่าจ้าง ๓-๔ หม่ืนบาทต่อเดือน โดยผู้ที่จะจัดส่งไปชื่อนาย ช.
(ขณะนีย้ ังไม่ทราบว่าเป็นผใู้ ด) หากตกลงใจจะไปต้องเสียค่าใช้จ่าย ๖๐,๐๐๐ บาท ผเู้ สียหายตกลงใจ
จะไปทางานดังกล่าวโดยจ่ายเงินให้แก่ผู้ต้องหาที่ ๑ รวม ๙,๔๐๐ บาท จากนั้นได้จ่ายเงินสดอีก
๒๐,๐๐๐บาท ใหแ้ ก่นาย ช.ที่บ้านเลขที่ ๖หมู่ ๑ตาบลฝางอาเภอเกษตรวิสยั จังหวัดร้อยเอ็ด ตามที่นาย ช.
1
/ได้โทรศพั ท์...
486 ค�ำ ชขี้ าดความเหน็ แยง้ ของอัยการสงู สุด
ได้โทรศัพท์นัดเรียกเก็บเงินค่าบริการดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการรับเงินจากนาย ช. ควคาม�ำขชเอหข้ี ง็นาแดยง้
ต่อมานาย ช. โทรศัพท์แจ้งให้ผู้เสียหายชาระเงินอีก ๔๕,๐๐๐ บาท ในวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๖ อัยการสูงสดุ
โดยใหโ้ อนเงนิ เข้าบญั ชี ธนาคารกรงุ เทพฯ สาขาราชดาเนิน ร้อยเอด็ อนั เปน็ บัญชีของผู้ต้องหาที่ ๒
ซึง่ เปน็ ภรรยาของนาย ช. ในวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๖ ผู้เสียหาย จึงได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝาก พ.ศ.๒๕๕๒
ของผู้ต้องหาที่ ๒ จานวน ๔๕,๐๐๐ บาทตามที่นาย ช. แจ้ง ต่อมาปรากฏว่าสถานทูต
สวิสเซอร์แลนด์ประจาประเทศไทยไม่ออกวีซ่าให้แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงขอเงินคืน
แต่ไม่ได้คืนและไม่สามารถติดต่อผู้ต้องหาที่ ๑ และนาย ช. ได้ จึงร้องทุกข์ต่อกรมการจัดหางาน
ต่อมากรมการจดั หางานโดยผกู้ ล่าวหาได้แจง้ ความร้องทกุ ข์ใหด้ าเนนิ คดีกบั ผตู้ ้องหาที่ ๑, ๒
คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า การกระทาของผู้ต้องหาที่ ๒ เป็นความผิดฐาน
ร่วมกันหลอกลวงผู้อน่ื ว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ และร่วมกันฉ้อโกง หรอื ไม่
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีมีพยานหลักฐานฟังได้ว่า ผู้ต้องหาที่ ๑
และนาย ช. สามีของผู้ต้องหาที่ ๒ ได้ร่วมกันหลอกลวงนาง ว. ผู้เสียหาย ไปทางานร้านอาหาร
ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ อ้างว่ามีรายได้ดี และเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการพาไปทางาน
ดังกล่าว โดยผู้ต้องหาที่ ๑ และนาย ช. ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดหางานให้คนหางานไปทางาน
ต่างประเทศเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อให้เงินแก่ผู้ต้องหาที่ ๑ ไปจานวน ๙,๔๐๐ บาท ให้แก่
นาย ช. ไปจานวน ๒๐,๐๐๐ บาท และโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ต้องหาที่ ๒
จานวน ๔๕,๐๐๐ บาท การที่ผู้เสียหายมอบเงินให้ผู้ต้องหาที่ ๑ และนาย ช. กับโอนเงินให้
ผู้ต้องหาที่ ๒ ก็เพราะผู้เสียหายเชื่อตามที่ผู้ต้องหาที่ ๑ และ นาย ช. หลอกลวงน้ันเอง
แม้จะได้ความว่าผู้เสียหายไม่เคยพบกับผู้ต้องหาที่ ๒ แต่เงินได้โอนเข้าบัญชีเงินฝาก
ของผู้ต้องหาที่ ๒ และผู้ต้องหาที่ ๒ ได้หลบหนีไปภายหลังเกิดเหตุอันเป็นการส่อพิรุธ
ตามพฤติการณ์ฟังได้ว่าผู้ต้องหาที่ ๑ ผู้ต้องหาที่ ๒ และนาย ช. ได้ร่วมกันกระทาความผิด
โดยลักษณะแบ่งแยกหน้าที่กันทา การกระทาของผู้ต้องหาที่ ๒ จึงเป็นความผิดตาม
พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี และเป็นกรรมเดียว
กับความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ คดีมีพยานหลักฐานพอฟ้อง
1
/ชขี้ าด...
487คำ�ช้ีขาดความเหน็ แย้งของอัยการสูงสดุ
ชี้ขาดควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ ๒ ฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้
แ ล ะ โ ด ย ก า ร ห ล อ ก ล ว ง ดั ง ว่ า นั้ น ไ ด้ ไ ป ซึ่ ง เ งิ น ห รื อ ท รั พ ย์ สิ น ห รื อ ป ร ะ โ ย ช น์ อื่ น ใ ด จ า ก
ผู้ถูกหลอกลวงและร่วมกันฉ้อโกง ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน
พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน (ฉบับที่ ๒)
พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๘๓, ๙๐ กับขอให้ศาลสั่ง
ให้ผู้ต้องหาที่ ๒ ร่วมกับผู้ต้องหาที่ ๑ คืนเงินจานวน ๗๔,๔๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ให้แจ้ง
ผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติจัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหาที่ ๒ มาดาเนินคดีภายในอายุความ ๑๕ ปี
นับแต่วันกระทาความผิด
488 คำ�ชีข้ าดความเหน็ แย้งของอัยการสงู สดุ
หลอกลวงวำ่ คำ้ ขำยกบั ตำ่ งชำติได้ เปน็ ฉอ้ โกง
คำชีข้ ำดควำมเห็นแยง้ ที่ 367/2552
ป. อาญา ฉ้อโกง (ม. ๓๔๑)
ผู้ต้องหำชักชวนให้ผู้เสียหำยร่วมลงทุนกับบริษัทประกอบกิจกำรส่งข้ำวไปขำย ควคามำ� ขชเอห้ขี งน็ าแดย้ง
ต่ำงประเทศ ซึ่งผู้ต้องหำเป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ประเทศสำธำรณรัฐกำนำประจำประเทศไทย อัยการสงู สดุ
มีสิทธิพิเศษด้ำนกำรค้ำ และประเทศสำธำรณรัฐกำนำมีโครงกำรจะส่ังซื้อข้ำว
๑ แสนตัน สำมำรถดำเนินกำรโดยง่ำยไม่ต้องผ่ำนข้ันตอนอนุมัติ หำกธุรกิจนี้สำเร็จ พ.ศ.๒๕๕๒
จะได้กำไร ๙๐ ล้ำนบำท โดยผู้ต้องหำจะเดินทำงไปเจรจำกำรค้ำท่ีประเทศสำธำรณรัฐ
กำนำซึ่งมีค่ำใช้จ่ำย ๖๐๐,๐๐๐ บำท ผู้เสียหำยสนใจจึงนำท่ีดินไปขำยฝำกได้เงินมำ
๔๐๐,๐๐๐ บำท มอบให้พวกของผู้ต้องหำใช้เป็นค่ำใช้จ่ำย แต่เมื่อผู้ต้องหำกับพวก
กลับมำไม่มีกำรส่ังซื้อข้ำวตำมท่ีอ้ำงแต่อย่ำงใด กำรกระทำของผู้ต้องหำเป็นควำมผิด
ฐำนฉอ้ โกง
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายได้รู้จักกับผู้ต้องหา, นาย ส. และนางสาว ว. กับพวก
อีกหลายคน โดยบุคคลดังกล่าวได้ชักชวนผู้เสียหายให้ร่วมลงทุนกับบริษัท ธ. โดยบริษัท
ดังกล่าวประกอบกิจการสง่ ขา้ วไปขายต่างประเทศและทาโครงการบ้านเอื้ออาทร และผู้ต้องหา
อ้างว่าตนเป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ประเทศสาธารณรัฐกานาประจาประเทศไทย ซึ่งมีสิทธิพิเศษ
ด้านการค้าและประเทศสาธารณรัฐกานามีโครงการจะส่ังซื้อข้าว ๑ แสนตัน สามารถ
ดาเนนิ การโดยง่ายไม่ต้องผ่านขั้นตอนอนุมัติ หากธุรกิจนี้สาเร็จจะได้รับผลตอบแทน ๙๐ ล้านบาท
โดยผตู้ ้องหาจะเดินทางไปเจรจาการค้าข้าวทีป่ ระเทศสาธารณรัฐกานา แต่จะต้องมีค่าใช้จ่ายใน
การเดินทางในคร้ังนี้จานวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ผู้เสียหายสนใจจึงนาที่ดินไปขายฝากได้เงินมา
จานวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท มอบให้นาย ส. พวกของผู้ต้องหาเป็นค่าใช้จ่าย แต่เม่ือผู้ต้องหากับ
พวกกลับมาไม่มีการส่ังซื้อข้าวตามที่อ้าง ซึ่งจากการตรวจสอบจากประเทศสาธารณรัฐกานา
แล้วไม่พบว่ามีการให้สิทธิพิเศษรบั ซือ้ ข้าวแก่ผตู้ ้องหา
/คดีม.ี ..
489ค�ำ ชข้ี าดความเหน็ แยง้ ของอัยการสงู สดุ
คดีมปี ญั หาให้อยั การสูงสดุ ชีข้ าดว่า ผตู้ ้องหามีความผิดฐานฉ้อโกง หรอื ไม่
อยั การสูงสดุ พิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่ผู้ต้องหานาความเท็จมาอวดอ้างแก่ผู้เสียหาย
ว่าผตู้ ้องหาเป็นกงสลุ กิตตมิ ศกั ดิ์ของประเทศสาธารณรัฐกานาประจาประเทศไทย มีสิทธิพิเศษ
ด้านการค้าสามารถดาเนินการค้าข้าวโดยไม่ต้องผ่านข้ันตอนอนุมุติต่างๆ และประเทศสาธารณรัฐ
กานามีโครงการสั่งซอื้ ข้าวจากไทยจานวน ๑๐๐,๐๐๐ ตัน หากธุรกิจการค้าข้าวดังกล่าวสาเร็จ
จะได้ผลตอบแทนประมาณ ๙๐ ล้านบาท และผู้ต้องหาต้องเดินทางไปเจรจาการค้าข้าว
ที่ประเทศสาธารณรัฐกานามีค่าใช้จ่ายจานวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งไม่เป็นความจริง เนื่องจาก
ไม่มีธุรกิจการค้าข้าวดังกล่าว และผู้ต้องหามิได้รับสิทธิพิเศษในการค้าข้าวดังที่กล่าวอ้าง
โดยผู้ต้องหามีเจตนาทุจริตมาแต่แรกที่จะหลอกลวงเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหาย และจากการ
หลอกลวงดังกล่าวทาให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและมอบเงินให้แก่ผู้ต้องหาไปจานวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท
เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนค้าข้าวกับผู้ต้องหา การกระทาของผู้ต้องหาจึงเป็นความผิด
ฐานฉ้อโกง มิใช่ผิดสัญญาทางแพ่ง ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ดาเนินคดีกับผู้ต้องหาภายในกาหนด
อายุความแล้ว คดีมีพยานหลักฐานพอฟ้อง ชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหา ฐานฉ้อโกง ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ กับขอให้ศาลสั่งให้ผู้ต้องหาคืนเงินจานวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท
แก่ผู้เสียหายด้วย
490 คำ�ชีข้ าดความเหน็ แยง้ ของอัยการสูงสดุ
พฤติการณแ์ ละพยานแวดล้อมรับฟงั ไดว้ ่าเป็นผู้กระทาผดิ
คาชี้ขาดความเห็นแยง้ ท่ี ๓๗๐/ ๒๕๕๒
ป.อาญา ลักทรัพย์ทีเ่ ป็นของนายจ้างในเวลากลางคืน (ม.๓๓๕ (๑) (๑๑))
แ ม้ จ ะ ไ ม่ มี ป ร ะ จั ก ษ์ พ ย า น รู้ เ ห็ น ยื น ยั น ว่ า ผู้ ต้ อ ง ห า เ ป็ น ค น ร้ า ย ลั ก ท รั พ ย์
ของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้าง แต่การท่ีผู้ต้องหาเข้าไปทาความสะอาดในบริษัทฯ
ของผู้เสียหาย และทาความสะอาดในห้องนอนของผู้เสียหาย แล้วหลบหนีไป
ผู้เสียหายสารวจพบว่าทรัพย์สินหายไป ดังนี้ พฤติการณ์แห่งคดีและพยานแวดล้อม
มีนา้ หนักและเหตผุ ลฟงั ได้ว่าผู้ต้องหาเป็นคนรา้ ยลกั ทรพั ยข์ องผูเ้ สียหายไป
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผเู้ สียหายรับผู้ต้องหาเป็นคนงานในตาแหน่งแม่บ้านจากห้างหุ้นส่วน ควคามำ� ขชเอหี้ขงน็ าแดย้ง
จากัด อ. ซึ่งจดั ส่งมาให้ระบุว่าชื่อ นาง ล. ต่อมาผู้เสียหายสั่งให้นาง ล. คนงานตาแหน่งแม่บ้าน อัยการสงู สดุ
ซึ่งอยู่กับผู้เสียหายมาก่อนแล้ว กับผู้ต้องหาไปทาความสะอาดในบริษัท ท. ของผู้เสียหาย ซึ่ง
เป็นช่วงเวลาที่บริษัทฯ ปิดทาการแล้วต่อมาเม่ือบุคคลท้ังสองทางานเสร็จแล้วได้กลับมายัง พ.ศ.๒๕๕๒
บ้านพักของผู้เสียหาย จนกระทั่งเวลา ๑๙.๐๐ นาฬิกา ผู้ต้องหาได้เข้าไปทาความสะอาดใน
ห้องนอนของผู้เสียหาย วันรุ่งขึ้นผู้ต้องหาได้ออกจากบ้านพักผู้เสียหาย แล้วไม่กลับมาทางาน
อีกเลย วันต่อมาผู้เสียหายพบว่าโทรศัพท์มือถือ ๑ เคร่ือง ราคา ๔,๐๐๐ บาท กระเป๋าใส่เงิน
๑ ใบราคา ๑,๐๐๐ บาท พร้อมเงินในกระเป๋าจานวน ๑,๕๐๐ บาท ที่เก็บไว้ในห้องนอนของตน
หายไป และโทรศัพท์มือถือ ๑ เครื่อง ราคา ๔,๐๐๐ บาทที่วางไว้ที่บริษัท ท. ได้หายไปเช่นกัน
จงึ เข้าร้องทุกข์ตอ่ พนกั งานสอบสวน
คดีมปี ญั หาใหอ้ ัยการสงู สดุ ชีข้ าดว่า การกระทาของผตู้ ้องหาเป็นความผิดฐานลักทรัพย์
ที่เป็นของนายจ้างในเวลากลางคนื หรอื ไม่
/อัยการสูงสดุ ..
491คำ�ช้ขี าดความเห็นแยง้ ของอยั การสูงสดุ
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านาง สล. ผู้ต้องหาคดีนี้ เดิมมีชื่อว่า
นาง สร. ได้สวมรอยเป็นนาง สล. แล้วทาบัตรประจาตัวประชาชนในนามของนาง สล. ซึ่งต่อมา
ทางราชการได้ตรวจสอบพบว่า เป็นการจัดทาบัตรประจาตัวประชาชนให้ผิดตัวบุคคล
จึงยกเลิกบัตรประจาตัวประชาชนที่ออกผิดพลาดดังกล่าว ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ผู้ต้องหา
ถูกพนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรพระประแดงและสถานีตารวจนครบาลลุมพินีดาเนินคดี
ในข้อหาลักทรัพย์ โดยผู้ต้องหามีพฤติการณ์ ในการกระทาความผิดในทานองเดียวกัน
กล่าวคือ ผู้ต้องหาจะไปสมัครรับจ้างทางานตามบ้าน โดยใช้บัตรประจาตัวประชาชนที่
ทางราชการออกให้ผิดพลาดในนามของนาง สล. เป็นหลักฐานในการสมัครงาน หลังจากน้ัน
ผู้ต้องหาจะถือโอกาสลักทรัพย์ของนายจ้างแล้วหลบหนีไป สาหรับคดีนี้ แม้จะไม่มีประจักษ์
พยานรู้เห็นยืนยันว่าผู้ต้องหาเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นนายจ้างแต่การที่
ผู้ต้องหาเข้าไปทาความสะอาดในบริษัท ท. ของผู้เสียหายร่วมกับนาง ล. คนงานในตาแหน่ง
แม่บ้านของผู้เสียหายในช่วงเวลาที่บริษัทฯ ปิดทาการแล้ว หลังจากน้ันผู้ต้องหาเพียงลาพังได้
เข้าไปทาความสะอาดในห้องนอนของผู้เสียหาย ต่อมาวันรุ่งขึ้นผู้ต้องหาได้ห ลบหนีไป
เมื่อผู้เสียหายได้สารวจทรัพย์สินพบว่าโทรศัพท์มือถือ ๑ เคร่ือง ราคา ๔,๐๐๐ บาท ที่เก็บไว้ที่
บริษัท ท. และโทรศัพท์มือถือ ๑ เคร่ือง ราคา ๔,๐๐๐ บาท กระเป๋าใส่เงิน ๑ ใบราคา ๑,๐๐๐ บาท
พร้อมเงนิ ในกระเป๋าจานวน ๑,๕๐๐ บาท ที่เก็บไว้ในห้องนอนของตนหายไป ดังนี้ พฤติการณ์
แห่งคดีและพยานแวดล้อมกรณีมีน้าหนักและเหตุผลฟังได้ว่าผู้ต้องหาเป็นคนร้ายลักทรัพย์
ของผู้เสียหายไป ชี้ขาดควรส่ังฟ้องผู้ต้องหา ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างในเวลากลางคืน
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) (๑๑) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
กฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๕ มาตรา ๑๑ และขอให้ศาลสั่งให้ผู้ต้องหาคืนหรือ
ใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจานวน ๑๐,๕๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย และเนื่องจากยังไม่ได้ตัวผู้ต้องหา
ให้แจ้งผบู้ ัญชาการตารวจแห่งชาติจัดการให้ได้ตวั ผตู้ ้องหามาดาเนินคดีภายในอายุความ ๑๐ ปี
นบั แต่วนั กระทาผิด
492 ค�ำ ชขี้ าดความเห็นแย้งของอัยการสูงสดุ
ปืนมรดก ควคาม�ำขชเอหี้ขง็นาแดย้ง
อยั การสงู สุด
คำชี้ขำดควำมเห็นแย้งท่ี 371/2552
พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ (ม.7, 72) พ.ศ.๒๕๕๒
อำวุธปืนของกลำงเป็นของบิดำผู้ต้องหำซึ่งได้รับใบอนุญำตให้มีและใช้อำวุธปืน
(ป.4) จำกนำยทะเบียนโดยถูกต้องตำมกฎหมำย เมื่อบิดำของผู้ต้องหำถึงแก่ควำมตำย
โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ อำวุธปืนของกลำงย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทำยำทโดยธรรม
ของผู้ตำย ผู้ต้องหำในฐำนะทำยำทโดยธรรมของผู้ตำย ซึ่งเป็นผู้ครอบครองอำวุธปืน
ของกลำงจึงมีสิทธิและหน้ำท่ีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกดังกล่ำวตำมมำตรำ 1620 และ 1745
แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ โดยต้องแจ้งกำรตำยของเจ้ำมรดกต่อนำยทะเบียน
ท้องท่ีภำยในกำหนด 30 วัน นับแต่วันท่ีทรำบกำรตำยของบิดำซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญำต
ตำมมำตรำ 64 แห่งพระรำชบัญญัติอำวุธปืนฯ เพื่อขอใบอนุญำตใหม่และครอบครอง
อำวุธปืนของกลำงต่อไป หำกผู้ต้องหำฝ่ำฝืนต้องระวำงโทษปรับไม่เกิน 1,000 บำท
ตำมมำตรำ 83 กำรท่ีผู้ต้องหำมีอำวุธปืนของกลำงไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับ
ใบอนุญำตและไม่ได้ดำเนินกำรตำมท่ีกฎหมำยบัญญัติไว้ จึงเป็นกรณีท่ีพระรำชบัญญัติ
อำวุธปืน เคร่ืองกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอำวุธปืน พ.ศ. 2490
มำตรำ 64, 83 บัญญัติควำมผิดไว้โดยเฉพำะแล้ว กำรกระทำของผู้ต้องหำจึงไม่เป็นควำมผิด
ฐำนมีอำวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญำตจำก
นำยทะเบียนท้องท่ี
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ต้องหาถูกจับขณะเดินอยู่บริเวณหน้าหอพักที่เกิดเหตุ โดยมี
อาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 จานวน 1 กระบอก เคร่ืองหมายทะเบียน กท xxxx
มีกระสุนปืน 5 นัด บรรจอุ ยู่ในลูกโม่ พร้อมซองพกหนัง 1 ซอง เหน็บอยู่ที่ขอบกางเกงขายาวที่
1
/ผตู้ ้องหา...
493ค�ำ ชี้ขาดความเหน็ แย้งของอัยการสงู สดุ
ผตู้ ้องหาสวมใส่อยู่เป็นของกลาง ผตู้ อ้ งหารับว่าอาวธุ ปืนและกระสนุ ปืนเป็นของบิดาของผู้ต้องหา
โดยผู้ต้องหาพกพาติดตัวมาโดยไม่ได้รับอนุญาต จากการสอบสวนอาวุธปืนของกลางเป็นของ
บิดาของผู้ต้องหา ตามใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (ป.4) แต่บิดาของผู้ต้องหาได้ถึงแก่ความตาย
โดยไม่ได้ทาพินยั กรรมไว้
คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหามีความผิดฐานมีอาวุธปืนและ
เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รบั อนุญาต หรอื ไม่
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า อาวุธปืนของกลางเป็นของบิดาผู้ต้องหาซึ่งได้รับ
ใบอนญุ าตใหม้ ีและใชอ้ าวธุ ปืน (ป.4) จากนายทะเบียนโดยถกู ต้องตามกฎหมาย ต่อมาบิดาของ
ผู้ต้องหาถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทาพินัยกรรมไว้ อาวุธปืนของกลางย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่
ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ผู้ต้องหาในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายซึ่งเป็นผู้ครอบครองอาวุธ
ปืนของกลางจึงมีสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกดังกล่าวตามมาตรา 1620 และ 1745
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยต้องแจ้งการตายของเจ้ามรดกต่อนายทะเบียน
ท้องที่ภายในกาหนด 30 วัน นับแต่วันที่ทราบการตายของบิดาซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาต ตาม
มาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เคร่ืองกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่ง
เทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 เพื่อขอใบอนุญาตใหม่และครอบครองอาวุธปืนของกลางต่อไป
หากผู้ต้องหาฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ตามมาตรา 83 การที่ผู้ต้องหามี
อาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่ได้ดาเนินการตามที่กฎหมาย
บัญญัติไว้ จึงเป็นกรณีที่พระราชบัญญัติอาวุธปืน เคร่ืองกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง
และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 64, 83 บัญญัติความผิดไว้โดยเฉพาะแล้ว การ
กระทาของผู้ต้องหาจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง
โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน
วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 อีก คดีมี
พยานหลักฐานไม่พอฟ้อง ชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา ฐานมีอาวุธปืนและเคร่ืองกระสุนปืนไว้ใน
ครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน
เครือ่ งกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72
คาสงั่ ของคณะปฏิรปู การปกครองแผ่นดนิ ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 6
494 คำ�ช้ีขาดความเห็นแย้งของอัยการสูงสุด
แม้จะตรวจไม่พบสำรเสพติดในตัวอย่ำงปัสสำวะ แต่พบขณะกำลังเสพยำเสพติด
ก็ฟังได้วำ่ เสพยำเสพติดให้โทษ
คำชี้ขำดควำมเหน็ แยง้ ที่ 375/2552
พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ (ม.4,7,8,57,91,102)
แม้ผลกำรตรวจวิเครำะห์หำสำรเสพติดในตัวอย่ำงปัสสำวะของผู้ต้องหำไม่พบ ควคามำ� ขชเอห้ีขงน็ าแดยง้
สำรเมทแอมเฟตำมีน (ในขั้นยืนยันผล) แต่ก่อนกำรจับกุมผู้กล่ำวหำได้เห็นผู้ต้องหำ อยั การสูงสุด
กำลังล้อมวงเสพยำบ้ำโดยวิธีใช้ไฟลนกระดำษซองนอกของบุหร่ีท่ีห่อพันยำบ้ำแล้ว
สดู ดมควันเข้ำสู่ร่ำงกำย จึงแสดงตัวเข้ำจับกุมพร้อมยึดยำบ้ำ 1 ชิ้น (ปริมำณ 1 ใน 4 เม็ด) พ.ศ.๒๕๕๒
ท่ีเหลือจำกกำรเสพ กระดำษซองนอกของบุหร่ีท่ีผู้ต้องหำกับนำย จ.ใช้พันสำหรับสูบยำบ้ำ
และไฟแช็คเป็นของกลำง ผู้ต้องหำให้กำรรับสำรภำพท้ังในช้ันจับกุมและสอบสวน
พยำนหลกั ฐำนฟังได้ว่ำผ้ตู ้องหำเสพยำบำ้
ข้อเท็จจริงฟังได้ความว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุขณะที่ผู้กล่าวหาและพยานกับพวก
กาลังปฏิบัติหน้าที่สายตรวจรถยนต์ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มวั ยรุ่นกาลัง
ม่วั สมุ กันเสพยาเสพติดอยู่ที่เกิดเหตุ จึงได้พร้อมกับพวกเดินทางไปยังบริเวณที่ได้รับแจ้งดังกล่าว
พบวัยรุ่นสองคนคือนาย จ. และผู้ต้องหา กาลังน่ังล้อมวงเสพยาบ้าโดยวิธีใช้ไฟลนด้านล่าง
ของกระดาษซองนอกของบุหรี่ที่ห่อพันยาบ้าแล้วสูดดมเอาควันเข้าสู่ร่างกายทางปากและ
จมูกอยู่บนกระท่อมนา ผู้กล่าวหากับพวกจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานเข้าทาการตรวจค้น
ผลการตรวจค้นปรากฏว่าพบยาบ้าปริมาณ 1 ใน 4 ของเม็ดบรรจุอยู่ในซองบุหร่ี จานวน 1 ชิ้น
กระดาษซองนอกของบุหรี่ยี่ห้อกรองทิพย์สาหรับใช้พันสูบยาบ้า จานวน 1 อัน และไฟแช็ค 1 อัน
วางอยู่บนพื้นกระท่อมระหว่างผู้ต้องหากับพวก โดยอยู่ห่างจากตัวผู้ต้องหาประมาณ 1 ฟุต
จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทั้งสองทราบว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)
ไว้ในครอบครองและเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย ผู้ต้องหาและ
นาย จ.ใหก้ ารรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จากนั้นได้ควบคมุ ตวั ผตู้ ้องหากับนาย จ.พร้อมยึดยาบ้า
/กระดาษ...
495ค�ำ ช้ีขาดความเห็นแยง้ ของอยั การสูงสุด
กระดาษซองนอกของบุหรี่ และไฟแช็ค ที่อยู่ในที่เกิดเหตุเป็นของกลาง และนาตัวผู้ต้องหาและ
นาย จ.ไปสถานีตารวจแล้วทาการตรวจปัสสาวะของผู้ต้องหากับนาย จ.ด้วยชุดน้ายาตรวจหา
สารเสพติดแบบรู้ผลทันทีเพื่อหาสารเสพติดเบื้องต้น ผลการตรวจปัสสาวะเบื้องต้นของ
ผู้ต้องหากับนาย จ.ปรากฏว่าน้ายาช้ันล่างเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีม่วง มีผลเป็นบวก มีความ
เปน็ ไปได้ว่าได้มกี ารเสพยาบ้ามาก่อน และได้แจง้ ผลตรวจเบื้องต้นให้ผู้ต้องหาทราบว่ามีผลเป็นบวก
จากนั้นได้นาตัวผู้ต้องหาและนาย จ. พร้อมด้วยของกลางท้ังหมดและตัวอย่างปัสสาวะของ
ผู้ต้องหาและนาย จ. ส่งพนักงานสอบสวนดาเนินคดี พนักงานสอบสวนได้ส่งยาบ้าของกลาง
ทีต่ รวจยึดได้ในทีเ่ กิดเหตุ และตัวอย่างปัสสาวะของผู้ต้องหาและนาย จ.ไปตรวจพิสูจน์ ผลการ
ตรวจพิสูจน์ยาบ้าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีน และผลการตรวจ
วิเคราะห์หาสารเสพติดในตัวอย่างปัสสาวะของนาย จ. ปรากฏว่าตรวจพบสารเมทแอมเฟตามีน
(ในขั้นยืนยนั ผล) แต่ตรวจไม่พบสารเมทแอมเฟตามีน (ในขั้นยืนยนั ผล) ในตัวอย่างปสั สาวะของผตู้ ้องหา
คดีมปี ัญหาใหอ้ ัยการสงู สุดชีข้ าดว่า ผู้ต้องหากระทาความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษ
ประเภท 1 หรอื ไม่
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีมีผู้กล่าวหา และพยานผู้จับกุมเป็นประจักษ์พยาน
ให้การสอดคล้องกันยืนยนั ว่าก่อนการจับกุมได้เห็นผู้ต้องหาและนาย จ. กาลังล้อมวงเสพยาบ้า
โดยวิธีใช้ไฟลนกระดาษซองนอกของบุหรี่ที่ห่อพันยาบ้าแล้วสูดดมควันเข้าสู่ร่างกาย จึงแสดงตัว
เข้าจบั กุมพร้อม ยึดยาบ้า 1 ชิน้ (ปริมาณ 1 ใน 4 เม็ด) ที่เหลือจากการเสพ กระดาษซองนอก
ของบุหรี่ที่ผู้ต้องหากับนาย จ.ใช้พันสาหรับสูบยาบ้าและไฟแช็คเป็นของกลาง และนาตัว
ผู้ต้องหากับนาย จ. ไป สถานีตารวจภูธรจตุรพักตรพิมานแล้วทาการตรวจปัสสาวะด้วยชุด
น้ายาตรวจหาสารเสพติดแบบรู้ผลทันทีเพื่อหาสารเสพติดเบื้องต้น ซึ่งผลการตรวจปรากฏว่า
น้ายาชั้นล่างเปลี่ยนเป็นสีม่วง มีผลเป็นบวก มีความเป็นไปได้ว่าผู้ต้องหาได้มีการเสพยาบ้ามาก่อน
นอกจากนีพ้ นักงานสอบสวนได้ส่งยาบ้า 1 ชิ้น (ปริมาณ 1 ใน 4 เม็ด) ของกลาง ที่ผู้ต้องหารับว่า
เหลือจากการเสพไปตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าเป็นยาเสพติดให้โทษชนิด
เมทแอมเฟตามีน อีกทั้งจากการสอบสวนเพิ่มเติมปรากฏผลการตรวจพิสูจน์กระดาษซองนอก
ของบุหรี่ที่ใช้พันสาหรับสูบยาบ้าของกลางว่าพบคราบยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีน
/ซึ่งเป็น...
496 ค�ำ ชีข้ าดความเห็นแย้งของอยั การสูงสดุ