The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คำชี้แย้งความเห็นแย้งของอัยการสูงสุด พ.ศ ๒๕๕๑ - ๒๕๕๓

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-12-02 05:38:56

คำชี้แย้งความเห็นแย้งของอัยการสูงสุด พ.ศ ๒๕๕๑ - ๒๕๕๓

คำชี้แย้งความเห็นแย้งของอัยการสูงสุด พ.ศ ๒๕๕๑ - ๒๕๕๓

และการลงลายมือชื่อในเอกสารก็เคยให้ผู้ต้องหาจับมือเพื่อลงลายมือชื่อ ประกอบกับนาย พ. ควคามำ� ขชเอห้ขี ง็นาแดยง้
ผชู้ ่วยผจู้ ดั การธนาคารกสิกรไทย สาขาธนบรุ ี ให้การยืนยันว่าบัญชเี งินฝากทั้งเจ็ดบัญชีดังกล่าว อัยการสูงสุด
มีการเปิดเม่ือวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๒ วันที่ ๑๖, ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๒ วันที่ ๑๓, ๑๔
กันยายน ๒๕๔๒, วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ และวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๘ พยานเคย พ.ศ.๒๕๕๑
สอบถามนาง ส. เกี่ยวกับการเปิดบัญชีท้ังเจ็ดบัญชี และเง่ือนไขการถอนเงินแล้ว นาง ส.
แจ้งว่ารบั ทราบรายละเอียดการเปิดบญั ชีและเงอ่ื นไขการถอนเงินดังกล่าว จึงน่าเชื่อว่า ในขณะ
ที่มีการเปิดบัญชีทั้งเจ็ดบัญชีดังกล่าว นาง ส. ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน สามารถรับรู้
ในการกระทาได้ และทราบรายละเอียดและเง่ือนไขการเปิดบัญชี แต่เนื่องจากนาง ส. อายุมาก
จึงไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ด้วยตนเอง จึงขอให้ผู้ต้องหาช่วยจับมือลงลายมือชื่อในการเปิดบัญชี
โดยยินยอมให้กระทาด้วยความสมัครใจ นอกจากน้ันนาง จ. นาย ท. นาง ศ. และนาย พ.
ต่างให้การยืนยันว่าการเปิดบัญชีเงินฝากท้ังเจ็ดบัญชีดังกล่าวมิได้ทาให้เกิดความเสียหายแก่
นาง ส. กลับทาให้ทรพั ย์สนิ และดอกผลงอกเงยเพิ่มข้นึ พยานหลักฐานจงึ ไม่เพียงพอให้รับฟังได้
ว่าผู้ต้องหาปลอมลายมือชื่อของนาง ส. ในการเปิดบัญชีเงินฝากท้ังเจ็ดบัญชี โดยประการที่
น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสาร
สิทธิปลอม (ตามประเด็นการกล่าวหาในการเปิดบัญชีรวม ๗ บัญชี) ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘, ๙๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา
(ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔

247ค�ำ ชี้ขาดความเห็นแยง้ ของอัยการสงู สดุ

หลอกลวงจนผ้เู สียหำยหลงเชือ่ หกั หนีท้ ีค่ ้ำงชำระ เป็นควำมผิดฐำนฉ้อโกง

คำชี้ขำดควำมเห็นแยง้ ท่ี ๓48/๒๕๕๑
ป.อาญา ฉ้อโกง (ม. ๓๔๑, ๘๓)

ร่วมกันหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินจำกผู้เสียหำยโดยไม่ได้มีเจตนำทำธุรกิจมำแต่แรก
ทำให้ผู้เสียหำยหลงเชื่อทำกำรหักหนี้ท่ีผู้ต้องหำท่ี ๑ ค้ำงชำระเท่ำกับจำนวนเงินท่ีต้องโอน
ใหก้ ับผู้ตอ้ งหำท่ี ๑ เปน็ ควำมผิดฐำนรว่ มกันฉ้อโกง

ข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทผู้เสียหายได้ตกลงทาธุรกิจกับผู้ต้องหาที่ ๑ โดยให้
ผู้ต้องหาที่ ๑ เป็นผู้ซื้อและขายกุ้งที่แพ ช. ซึ่งเป็นสถานที่ของบริษัทผู้เสียหาย การซื้อและขายกุ้ง
ดังกล่าว ผู้ต้องหาที่ ๑ จะเป็นผู้กาหนดราคาซื้อและราคาขาย ส่วนเงินที่ใช้หมุนเวียนในการซื้อขาย
กุ้งน้ัน บริษัทผเู้ สียหายจะเป็นผโู้ อนเงนิ ใหแ้ ก่ผตู้ ้องหาที่ ๑ โดยการโอนเงนิ เข้าบัญชีของผตู้ ้องหาที่ ๑
จานวนร้อยละ ๙๘.๕ ของยอดเงินที่มีลูกค้าเข้ามาส่ังซื้อกุ้งในแต่ละคราวตามที่ได้รับแจ้ง
จากผู้ต้องหาที่ ๑ เพื่อให้ผู้ต้องหาที่ ๑ ใช้เงินดังกล่าวไปซื้อกุ้งจากผู้ที่นากุ้งมาขาย เพื่อส่งมอบให้
แก่ลูกค้าผู้สั่งซื้อดังกล่าว แล้วเก็บเงินจากลูกค้าส่งคืนให้แก่ บริษัทผู้เสียหายเต็มจานวน
โดยผู้ต้องหาที่ ๑ จะได้รับประโยชน์จากส่วนต่างของราคากุ้งที่ผู้ต้องหาที่ ๑ เป็นผู้กาหนดราคาซื้อ
และราคาขาย ส่วนผู้ต้องหาที่ ๒ เป็นลูกจ้างของผู้ต้องหาที่ ๑ ผู้ต้องหาที่ ๑ และผู้ต้องหาที่ ๒
ร่วมกันหลอกลวงบริษัทผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าลูกค้าเข้ามาสั่งซื้อกุ้ง
จานวน ๑๖๑,๗๗๓ บาท เพื่อให้บริษัทผู้เสียหายโอนเงินให้จนบริษัทผู้เสียหายหลงเชื่อ
หกั หนที้ ีผ่ ู้ตอ้ งหาที่ ๑ ค้างชาระแก่บริษทั ผเู้ สียหายเท่ากบั จานวนเงนิ ที่ตอ้ งโอนใหแ้ ก่ผตู้ ้องหาที่ ๑ ไป

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า การกระทาของผู้ต้องหาทั้งสองเป็นความผิด
ฐานร่วมกันฉ้อโกง หรอื ไม่

/อัยการสงู สุด...

248 คำ�ชีข้ าดความเห็นแยง้ ของอยั การสงู สดุ

อัยการสูงสุดพิจารณาแลว เห็นวา ผูตองหาท้ังสองมีเจตนาทุจริตแตแรกที่จะหลอกลวง
บริษัทผูเสียหายเพื่อใหไดเงินจํานวน ๑๖๑,๗๗๓ บาท จากบริษัทผูเสียหาย ไมไดเจตนาทําธุรกิจ
ตามปกติกับบริษัทผูเสียหาย การที่บริษัทผูเสียหายหลงเช่ือแลวทําการหักหนี้ท่ีผูตองหาที่ ๑
ตองชําระแกบริษัทผูเสียหาย ทําใหหนี้จํานวนดังกลาวหมดไป ผูตองหาท่ี ๑ ไมตองชําระหรือชดใช
แกบริษัทผูเสียหายอีกกรณีจึงถือไดวา ผูตองหาที่ ๑ ไดเงินจํานวน ๑๖๑,๗๗๓ บาท จากบริษัท
ผูเสียหายไปแลว อันเปนความผิดฐานฉอโกง โดยมีผูตองหาที่ ๒ รวมกระทํากับผูตองหาท่ี ๑
คดีมีพยานหลักฐานพอฟอง ชี้ขาดใหฟองผูตองหาที่ ๑ และผูตองหาท่ี ๒ ฐานรวมกันฉอโกง
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๘๓ แตเนื่องจากหลังเกิดเหตุแลว ผูตองหาไดจายเงิน
คืนใหแกผูเสียหาย ๙,๗๐๓ บาท ดังนั้น จึงใหผูตองหาทั้งสองรวมกันคืนหรือชดใชเงินจํานวน
๑๕๒,๐๗๐ บาท แกบ รษิ ทั ผูเสียหายดว ย

ควคาม�ำขชเอห้ีขง็นาแดย้ง
อัยการสูงสดุ

พ.ศ.๒๕๕๑

249คำ�ชีข้ าดความเหน็ แยง้ ของอยั การสงู สุด

ดำ่ ทอดว้ ยอำรมณ์โกรธโตต้ อบติดพนั กัน ไมเ่ ปน็ หมิ่นประมำท

คำชีข้ ำดควำมเหน็ แย้งที่ 367/2551
ป.อาญา หมิ่นประมาท (ม.๓๒๖)

แม้คำว่ำ “อีกะหร่ี” จะหมำยควำมถึงหญิงโสเภณีหรือหญิงค้ำประเวณีก็ตำม
แต่ในขณะท่ีผู้ต้องหำกล่ำวถ้อยคำดังกล่ำวในขณะนั้น มีเจตนำด่ำทอผู้เสียหำย
ดว้ ยอำรมณ์โกรธขึ้ง ติดพันกำรต่อปำกต่อคำกัน กำรกล่ำวถ้อยคำเช่นน้ันไม่ได้มีเจตนำ
ทำใหผ้ ู้อื่นท่ไี ดย้ ินเข้ำใจหรือเชื่อว่ำผู้เสียหำยเป็นเช่นน้ันจริง กำรกระทำไม่เป็นหมิ่นประมำท
แตเ่ ปน็ กำรดูหมิ่นซึ่งหนำ้

ข้อเทจ็ จริงได้ความว่า เหตุคดีนี้เกิดในห้องพนักงานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลพญาไท
สาเหตุที่ผู้เสียหายและผู้ต้องหามาที่สถานีตารวจนครบาลพญาไท เนื่องจากผู้ต้องหาได้มา
แจ้งความร้องทุกข์ให้ดาเนินคดีแก่ผู้เสียหายฐานหมิ่นประมาท ที่ผู้เสียหายนาใบปลิวออก
แจกจ่ายหาว่าผู้ต้องหามีความประพฤติไม่ดีทางเพศกับนาย ช. พนักงานสอบสวนจึงให้
เจ้าหน้าที่ตารวจเชิญผู้เสียหายมาที่สถานีตารวจนครบาลพญาไท เม่ือผู้เสียหายและผู้ต้องหา
มาพบกนั ที่สถานีตารวจนครบาลพญาไท ก็มีเร่ืองกระทบกระท่ังกันหลายตอนจนพนักงานสอบสวน
ต้องผลัดเปลี่ยนกันให้แต่ละฝ่ายออกไปรอนอกห้องสอบสวน และเกี่ยวกับเหตุการณ์คดีนี้
ขณะที่ผู้ต้องหาและนาย ช. ซึ่งมาสถานีตารวจนครบาลพญาไทด้วยกันกาลังน่ังให้ปากคาอยู่กับ
พนักงานสอบสวนในหอ้ งพนกั งานสอบสวนนั้น ผเู้ สียหายได้เดินเข้ามาในห้องพนักงานสอบสวน
แล้วพูดขึ้นว่า “อายเป็นด้วยเหรอจ๊ะ” ผู้ต้องหาพูดโต้ตอบว่า “ไม่อายหรอก ไม่ใช่ดารา”
ผู้เสียหายพูดต่อว่า “อุ๊ย ถนนหรือค่ะ” ผู้ต้องหาจึงโต้ตอบไปว่า “อีกะหรี่ อีดอก” ต่อหน้า
พนกั งานสอบสวนและประชาชนผู้มาติดต่อราชการ หลังจากน้ันผู้ต้องหาได้ด่าว่าผู้เสียหายอีกว่า
“อีสตั ว์ อีเห้ีย เอาซะดีไหม” พนักงานสอบสวนเกรงว่าจะมีเร่ืองกันอีกจึงให้ผู้เสียหายออกไป
รอที่ห้องเปรียบเทียบซึ่งอยู่หน้าห้องพนักงานสอบสวน ต่อมาผู้เสียหายจึงได้ร้องทุกข์ต่อ
พนกั งานสอบสวนเป็นคดีน้ี

/คดีม.ี ..

250 คำ�ช้ีขาดความเหน็ แยง้ ของอัยการสูงสดุ

คดีมปี ญั หาใหอ้ ยั การสงู สดุ ชีข้ าดว่า ผตู้ ้องหามีความผิดฐานหม่นิ ประมาท หรอื ไม่
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้คาว่า “อีกะหรี่” จะหมายความถึงหญิงโสเภณี
หรือ หญิงค้าประเวณีก็ตาม แต่ในขณะที่ผู้ต้องหากล่าวถ้อยคาดังกล่าวในขณะน้ันมีเจตนา
ด่าทอผู้เสียหายด้วยอารมณ์โกรธ เพราะมีการโต้ตอบกันไปมา มิได้ทาให้ผู้ได้ยินเชื่อไปตามน้ัน
พยานหลักฐานไม่พอรับฟังว่าเป็นการหมิ่นประมาท แต่เป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้าซึ่งพนักงานอัยการ
มีคาส่ังฟ้องไว้แล้ว ชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา ฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 326 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535
มาตรา 3

ควคาม�ำขชเอหขี้ งน็ าแดยง้
อยั การสงู สดุ

พ.ศ.๒๕๕๑

251คำ�ช้ีขาดความเห็นแย้งของอยั การสงู สดุ

คำใหก้ ำรซัดทอดของผู้ตอ้ งหำดว้ ยกัน แมไ้ มไ่ ด้เป็นกำรซัดทอดเพื่อใหต้ นเอง
พน้ ผิดกม็ ีน้ำหนกั นอ้ ย เมื่อไม่มีพยำนแวดล้อมอน่ื ประกอบ
จึงไม่อำจพิสูจน์ควำมผิดให้ศำลลงโทษได้

คำชี้ขำดควำมเหน็ แยง้ ที่ 373/2551
พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ (ม.4, 38, 55, 74, 78)
ป.อาญา พยายามกระทาความผิด (ม.80)

ตวั การ (ม.83)
ก่อการรา้ ย (ม.135/1, 135/2)
อั้งยี่ (ม.209)
ซ่องโจร (ม.210)
ทาให้เกิดระเบิด (ม.221)

คดีไม่มีประจักษ์พยำนและพยำนแวดล้อมท่ีจะรับฟังว่ำ ผู้ต้องหำท่ี 3 และท่ี 4
เป็นคนร้ำยร่วมกับพวกลอบวำงระเบิดพระสงฆ์และทหำรชุดคุ้มครองในคดีนี้ คงมีเพียง
คำใหก้ ำรของผู้ต้องหำท่ี 1 และท่ี 2 ซึ่งเป็นผู้ต้องหำด้วยกัน ให้กำรชัดทอดว่ำผู้ต้องหำท่ี 3
ทำหน้ำท่ปี ระกอบวตั ถรุ ะเบิด และผ้ตู อ้ งหำท่ี 4 เปน็ ผ้มู อบวตั ถุระเบิดให้กับผ้ตู อ้ งหำท่ี 2
คำใหก้ ำรดงั กลำ่ วแมไ้ ม่ไดเ้ ปน็ กำรชัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิด และไม่ใช่พยำนหลักฐำน
ท่ีจะรับฟังไม่ได้เสียเลย แต่ก็มีน้ำหนักน้อย เมื่อไม่มีพยำนแวดล้อมอื่นประกอบ
และช้นั สอบสวนผูต้ ้องหำท่ี 3 และท่ี 4 ให้กำรปฏิเสธว่ำไมไ่ ดร้ ่วมกับพวกลอบวำงระเบิด
พระสงฆ์ และทหำรชดุ คมุ้ ครอง จงึ ไม่อำจพิสจู น์ควำมผิดใหศ้ ำลลงโทษได้

ข้อเท็จจริงได้ความว่า เม่ือวันที่ 2 กันยายน 2548 เวลาประมาณ 06.10 น.
มีคนรา้ ยไม่ทราบว่าเปน็ ใครนาระเบิดชนิดแสวงเคร่ืองมาวางไว้บริเวณที่เกิดเหตุ ถนนโคกเคียน
ตาบลบางนาค อาเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เม่ือพระสงฆ์ออกบิณฑบาตผ่านมาพร้อมทหาร
ทหาร .

/ชุดคุ้มครอง...

252 คำ�ชี้ขาดความเหน็ แย้งของอยั การสูงสุด

ชุดคุ้มครอง คนร้ายได้จุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือเกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ ควคามำ� ขชเอหี้ขง็นาแดยง้
พระสงฆ์และทหารได้รับบาดเจ็บ และทรัพย์สินบริเวณดังกล่าวได้รับความเสียหาย ต่อมาวันที่ อัยการสงู สุด
2 กรกฎาคม 2550 เกิดเหตุระเบิดที่สวนยางพารา หมู่บ้านเขานาคา ตาบลกะลุวอ
อาเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พันตารวจตรี ฉ. กับพวกออกไปตรวจที่เกิดเหตุตามที่ได้รับแจ้ง พ.ศ.๒๕๕๑
และได้เข้าปิดล้อมโรงเรียนอิสลาม บ. ซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ คาดว่า ผู้ก่อเหตุน่าจะหลบซ่อนตัวอยู่
ตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาที่ 1 ผู้ต้องหาที่ 2.กับพวกรวม 7 คน ได้ในบ้านพักภายในโรงเรียน
พร้อมอาวุธปืนและอุปกรณ์เกี่ยวกับการทาวัตถุระเบิดแสวงเคร่ือง และของกลางอื่นอีกหลาย
รายการ นาตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดาเนินคดี ในช้ันซักถามเบื้องต้น
ผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 รับว่าร่วมกับผู้ต้องหาที่ 3 ถึงที่ 8 ลอบวางระเบิดพระสงฆ์
และทหารชุดคุ้มครองเม่ือวันที่ 2 กันยายน 2548 พนักงานสอบสวน จึงสอบสวนดาเนินคดี
กบั ผตู้ ้องหาที่ 1 ถึงที่ 8 เปน็ คดีน้ี

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหาที่ 3 และผู้ต้องหาที่ 4 ได้ร่วมกับ
ผตู้ ้องหาที่ 1, ที่ 2, ที่ 5, ที่ 6, ที่ 7, และที่ 8 กระทาความผดิ ตามข้อกล่าวหา หรอื ไม่

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีประจักษ์พยาน และพยานแวดล้อมที่จะรับฟังว่า
ผตู้ ้องหาที่ 3 และที่ 4 เป็นคนร้ายร่วมกบั พวกลอบวางระเบิดพระสงฆ์และทหารชุดคุ้มครองในคดีนี้
คดีคงมีเพียงคาให้การของผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ต้องหาด้วยกัน ให้การชัดทอดว่า
ผู้ต้องหาที่ 3 ทาหน้าที่ประกอบวัตถุระเบิด และผู้ต้องหาที่ 4 เป็นผู้มอบวัตถุระเบิดให้กับ
ผู้ต้องหาที่ 2 คาให้การดังกล่าวแม้ไม่ได้เป็นการชัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิด และไม่ใช่
พยานหลักฐานที่จะรับฟังไม่ได้เสียเลย แต่ก็มีน้าหนักน้อย เม่ือไม่มีพยานแวดล้อมอื่นประกอบ
จงึ ไม่อาจพิสูจน์ความผิดให้ศาลลงโทษได้ ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธว่า
ไม่ได้ร่วมกับพวกลอบวางระเบิดพระสงฆ์ และทหารชุดคุ้มครอง คงมีผู้ต้องหาที่ 4 ให้การ
รับสภาพข้อหาร่วมกันก่อการร้าย เป็นอั้งยี่ และซ่องโจรว่า เม่ือประมาณปี พ.ศ. 2547
นาย ด. ไม่ทราบช่อื จรงิ และนามสกุล ได้ชักชวนให้เข้าร่วมขบวนการปฏิวัติปัตตานีเพื่อแบ่งแยก
ดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงได้ร่วมขบวนการดังกล่าวด้วยความสมัครใจ ได้รับการ
การ .

/ฝกึ ร่างกาย...

253ค�ำ ชี้ขาดความเห็นแย้งของอัยการสงู สดุ

ฝกรางกาย ฝกยุทธวิธีการตอสู เขาเปนสมาชิกแนวรวมขบวนการกูชาติรัฐปตตานี นาย ด.
ไดวาจางใหผูตองหาที่ 4 กอเหตุวางระเบิดและกอความไมสงบเร่ือยมา แตไมปรากฏวา
ผูตองหาท่ี 4 สนับสนุน หรือรวมกับพวกกอเหตุวางระเบิดพระสงฆและทหารชุดคุมครองในคดีน้ี
คงรับฟงไดเพียงวาผูตองหาท่ี 4 เขาเปนสมาชิกกองกําลังติดอาวุธเพื่อแบงแยกดินแดน
3 จังหวัดชายแดนภาคใตอันเปนคณะบุคคลซึ่งปกปดวิธีดําเนินการ และมีความมุงหมาย
เพื่อการอันมิชอบดวยกฎหมาย สมคบกันตัง้ แตหาคนขึ้นไปเพ่ือกระทําความผิดและสมคบกัน
เพื่อกอการราย พยานหลักฐานเทาที่ปรากฏพอฟองผูตองหาท่ี 4 เฉพาะฐานเปนอั้งย่ี ซองโจร
และสมคบกันกอการราย จึงชี้ขาดไมฟอง ผูตองหาที่ 3 ฐานรวมกันกอการรายเปนอั้งย่ี
ซองโจร รวมกันพยายามฆาเจาพนักงานและพยายามฆาผูอื่นโดยไตรตรองไวกอน รวมกัน
กระทําใหเกิดระเบิดจนนาจะเปนอันตรายแกบุคคลอ่ืนหรือทรัพยของผูอ ่ืน และรวมกันทํา
มีและใชวตั ถรุ ะเบิดโดยไมไดรับอนญุ าต ตามประมวลกฎหมายอาญา 135/1, 135/2, 209,
210, 221, 288, 289, 80, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปน เคร่ืองกระสุนปน
วัตถุระเบิด ดอกไมเพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 38, 55, 74, 78
กับช้ีขาดไมฟอง ผูต องหาที่ 4 ฐานรวมกันกอการราย รวมกันพยามฆาเจาพนักงาน
และพยายามฆาผูอื่นโดยไตรตรองไวกอน รวมกันทําใหเกิดระเบิดจนนาจะเปนอันตราย
แกบุคคลอื่นหรือทรัพยสินของผูอ ่ืน และรวมกันทํา มี และใชวัตถุระเบิดโดยไมไดรับอนุญาต
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1, 221, 288, 289, 80, 83, 91
พระราชบัญญัติอาวุธปน เคร่ืองกระสุนปน วัตถุระเบิด ดอกไมเพลิง และส่ิงเทียมอาวุธปน
พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 38, 55, 74, 78 ชี้ขาดใหฟอง ผูตองหาท่ี 4 ฐานเปนอั้งย่ี ซองโจร
และสมคบกันกอการราย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2, 209, 210,
83, 91 พระราชบัญญัติแกไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับท่ี 6) พ.ศ. 2526
มาตรา 4

254 คำ�ชีข้ าดความเห็นแยง้ ของอยั การสงู สดุ

เพียงให้ยึดถอื ไวแ้ ทนชวั่ ครำว

คำชีข้ ำดควำมเห็นแยง้ ท่ี 375/2551
ป.อาญา ลกั ทรพั ย์ที่เป็นของนายจา้ ง (ม.335 (11))

ผู้เสียหำยไปธรุ ะ จึงไม่มีเวลำเก็บชิ้นงำนและเม็ดเงินท่ีเหลือ แต่ได้ส่ังให้ผู้ต้องหำ
เก็บเม็ดเงินไว้แทน เม็ดเงินจำนวน 4 กิโลกรัมผู้ต้องหำเป็นเพียงรับมอบยึดถือไว้แทน
ชั่วครำว เพื่อส่งมอบให้ผู้เสียหำยเมื่อผู้เสียหำยกลับมำจำกกำรทำธุระ กรรมสิทธิ์
และสิทธิครอบครองในทรัพยด์ งั กลำ่ วยงั เป็นของผเู้ สียหำย

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายประกอบออาชีพรับจ้างเกี่ยวกับการทาเคร่ืองประดับ ควคาม�ำขชเอหข้ี ง็นาแดยง้
ให้กับลูกค้าทั่วไป ได้มอบหมายให้ผู้ต้องหาซึ่งเป็นลูกจ้างไปเก็บเงินจากลูกค้า จานวน อยั การสงู สุด
20,700 บาท และรบั เม็ดเงิน(วตั ถุดิบ)ที่ผู้เสียหายซือ้ ไว้จากผู้ขายไว้แลว้ จานวน 14 กิโลกรัม
กับส่ังให้ผู้ต้องหาเก็บรวบรวมเม็ดเงินประมาณ 4 กิโลกรัม ที่ลูกจ้างของผู้เสียหายกาลัง พ.ศ.๒๕๕๑
แปรรูปเพื่อทาเคร่ืองประดับด้วย ต่อมาวันรุ่งขึ้น ผู้เสียหายกลับมาที่ร้าน พบว่าผู้ต้องหา
เกบ็ เสื้อผ้าออกจากร้านไปแล้ว โดยเอาเงินสดและเมด็ เงินทั้งหมดไปด้วย

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า การที่ผู้ต้องหาเอาเม็ดเงินจานวน 4 กิโลกรัม
ดังกล่าวไปเปน็ ความผิดลกั ทรัพย์หรอื ยักยอก หรอื ไม่

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีมีผู้เสียหายให้การยืนยันว่า เม็ดเงินจานวน 4
กิโลกรมั ดงั กล่าว ผู้เสียหายจะนาไปแจกจ่ายให้ช่างไปผลิตเคร่ืองประดับ จากนั้นในตอนเย็นจะ
เก็บรวบรวมชิ้นงานเคร่ืองประดับและเม็ดเงินที่เหลือคืน ซึ่งปฏิบัติเหมือนทุกๆวัน แต่ในวันนั้น
ผู้เสียหายไปธุระ จึงไม่มีเวลาเก็บชิ้นงานและเม็ดเงินที่เหลือ แต่ได้ส่ังให้ผู้ต้องหาเก็บเม็ดเงินไว้
แทน พยานหลักฐานรับฟังได้ว่า เม็ดเงินจานวน 4 กิโลกรัมดังกล่าว ผู้ต้องหาเป็นเพียงรับมอบ
ยึดถือไว้แทนชั่วคราว เพื่อส่งมอบให้ผู้เสียหายเม่ือผู้เสียหายกลับมาจากการทาธุระ ดังนั้น
1

/กรรมสิทธิ.์ ..

255ค�ำ ช้ขี าดความเห็นแยง้ ของอยั การสูงสดุ

กรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในทรัพย์ดังกล่าวยังเป็นของผู้เสียหาย การที่ผู้ต้องหาเอาทรัพย์
ดังกล่าวไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ชี้ขาดควรส่ังฟ้องผู้ต้องหา ฐานลักทรัพย์
ที่เป็นของนายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2525 มาตรา 11 และให้ผู้ต้องหาคืนหรือใช้ราคา
เม็ดเงินหนกั 4 กิโลกรัมแก่ผเู้ สียหาย

256 ค�ำ ชี้ขาดความเหน็ แย้งของอัยการสูงสุด

ไม่มีพฤติกำรณจ์ ำหน่ำย ไมอ่ ยู่ในข้อสนั นิษฐำนของกฎหมำย
ไมผ่ ิดฐำนจำหนำ่ ยเมทแอมเฟตำมีน

คำชีข้ ำดควำมเห็นแย้งที่ 381/2551
พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ (ม.4, 7, 8, 15, 66)

คดีไม่มีพยำนหลักฐำนว่ำผู้ต้องหำได้จำหน่ำยยำบ้ำ (เมทแอมเฟตำมีน)
ให้กับผู้ใด จำนวนเท่ำใด และจำหน่ำยให้เมื่อใด ทั้งเมทแอมเฟตำมีนของกลำงมีเพียง
4 เม็ด น้ำหนักรวม 0.35 กรัม ไม่อยู่ในข้อสันนิษฐำนให้ถือว่ำมีไว้ในครอบครอง
เพือ่ จำหนำ่ ย หลักฐำนไม่พอฟอ้ ง

ข้อเท็จจริงได้ความว่า เม่ือวันที่ 7 พฤษภาคม 2551 เวลาประมาณ 12.00 นาฬิกา ควคาม�ำขชเอหขี้ ง็นาแดย้ง
ผู้กล่าวหากับพวกจับกุมผู้ต้องหาได้ขณะจอดรถยนต์กระบะอยู่ริมถนนสายสระโบสถ์-ทุ่งท่าช้าง อัยการสูงสุด
หมู่ที่ 3 ตาบลทุ่งท่าช้าง อาเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี ตรวจค้นตัวผู้ต้องหาพบยาบ้า
(เมทแอมเฟตามีน) จานวน 4 เม็ด บรรจุในไฟฉายขนาดเล็กอยู่ในกระเป๋ากางเกงข้างขวา พ.ศ.๒๕๕๑
ของผู้ต้องหา ตรวจค้นกระเป๋าสะพายของผู้ต้องหาพบกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม.
จานวน 52 นดั โทรศพั ท์มอื ถือจานวน 2 เครื่อง เงินสดทั้งในกระเป๋าใส่เงินและกระเป๋าสะพาย
รวมจานวน 97,700 บาท ตรวจค้นภายในรถพบซองปืนแบบสะพายไหล่ 1 อัน และบัญชี
โพยลูกค้า 1 เล่มที่น่าเชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติด พนักงานอัยการส่ังฟ้องผู้ต้องหา
ฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
และมีเคร่ืองกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต สั่งไม่ฟ้องฐานจาหน่าย
เมทแอมเฟตามีน ผู้วา่ ราชการจงั หวดั ลพบรุ ีมีความเหน็ แย้งคาสง่ั ไม่ฟ้อง

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหามีความผิดฐานจาหน่ายเมทแอมเฟตามีน
หรอื ไม่

/อยั การสงู สุด...

257คำ�ชี้ขาดความเห็นแยง้ ของอัยการสงู สดุ

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ในความผิดฐานจาหน่ายเมทแอมเฟตามีน
คดีไม่มพี ยานหลักฐานว่าผตู้ ้องหาได้จาหนา่ ยยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) ให้กับผู้ใด จานวนเท่าใด
และจาหน่ายให้เม่ือใด ทั้งยังไม่มีการล่อซื้อแต่อย่างใด คงได้ความจากผู้กล่าวหาและพยาน
ผู้ร่วมจับกุมเพียงว่าสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์จาหน่ายยาบ้าให้กับวัยรุ่น
และในวันเกิดเหตุได้รับแจ้งจากสายลับว่าผู้ต้องหาจะนายาบ้ามาจาหน่ายให้กับลูกค้า
ตรงบริเวณที่เกิดเหตุ โดยใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเท่าน้ัน ส่วนโพยบัญชีลูกค้า
ก็ไม่ปรากฏชัดว่าเกี่ยวข้องกับการจาหน่ายยาบ้า นอกจากน้ันคาให้การของนาย ก. ผู้ใหญ่บ้าน
หมทู่ ี่ 2 ตาบลทุ่งท่าช้าง ว่าได้ยินผู้ตอ้ งหาทวงเงินจากนาย ว. ซึ่งเช่อื ว่าเป็นการทวงเงินค่ายาบ้า
ที่นาย ว. ค้างชาระผู้ต้องหา ก็เป็นเพียงการคาดเดาของนาย ก. ท้ังเมทแอมเฟตามีนของกลาง
มีเพียง 4 เม็ด น้าหนักรวม 0.35 กรัม ไม่อยู่ในข้อสันนิษฐานให้ถือว่ามีไว้ในครอบครอง
เพื่อจาหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2)
ช้ันจับกุมและสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดมา คดีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง
จึงชี้ขาดไม่ฟ้อง ผู้ต้องหา ฐานจาหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน)
โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8,
15, 66 พระราชบัญญตั ิยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 4 พระราชบัญญัติ
ยาเสพติดให้โทษ (ฉบบั ที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 3, 8, 19

258 คำ�ช้ีขาดความเห็นแยง้ ของอยั การสงู สุด

ร้องทุกขไ์ มช่ อบ

คำชี้ขำดควำมเห็นแย้งท่ี 398/2551
ป.วิ.อาญา ร้องทุกข์ (ม.2(7))

ผู้เสียหำยมอบอำนำจให้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงำนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอำญำ
กับบริษัทผู้ต้องหำที่ 1 เท่ำนั้น กำรที่ผู้รับมอบอำนำจไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี
กับผู้ต้องหำที่ 2 ด้วย จึงไม่อำจกระทำได้ เนื่องจำกเป็นคดีควำมผิดต่อส่วนตัว
ถือว่ำไม่มีกำรร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหำท่ี 2 ตำมระเบียบ

ข้อเทจ็ จริงได้ความว่า บริษัทผตู้ ้องหาที่ 1 ว่าจา้ งบริษัทผู้เสียหายผลิตสินค้า ปรากฏว่า ควคามำ� ขชเอหข้ี ง็นาแดยง้
บริษัทผู้ต้องหาที่ 1 ติดค้างชาระค่าจ้างค่าผลิตสินค้าให้แก่บริษัทผู้เสียหาย ดังนั้น จึงตกลงกัน อัยการสงู สุด
ผ่อนชาระหนี้ 14 งวด บริษัทผู้ต้องหาที่ 1 โดยผู้ต้องหาที่ 2 กรรมการผู้มีอานาจ ออกเช็ค
ธนาคารกรุงเทพจากัด (มหาชน) สาขาพระราม 9 จานวน 14 ฉบับ มอบให้ผู้เสียหาย พ.ศ.๒๕๕๑
ครั้นเช็คฉบบั ที่ 1-5 ถึงกาหนดสง่ั จ่ายเงนิ ผเู้ สียหายเรียกเก็บเงินตามเชค็ แต่ละฉบับ ปรากฏว่า
ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 5 ฉบับ ต่อมาบริษัทผู้ต้องหาที่ 1 โดยผู้ต้องหาที่ 2
กรรมการผู้มีอานาจได้ทาสัญญาประนอมหนี้กับบริษัทผู้เสียหาย ระบุว่าบริษัทผู้ต้องหาที่ 1
คงค้างชาระหนี้แก่บริษัทผู้เสียหาย 4 ล้านบาทเศษ ตกลงให้แบ่งชาระ 12 งวด โดยบริษัท
ผู้ต้องหาที่ 1 ได้ออกเช็คของธนาคารกรุงศรีอยุธยาจากัด (มหาชน) สาขาศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ 5
มอบให้แก่บริษัทผู้เสียหายชาระหนี้ดังกล่าว คร้ันเช็คถึงกาหนด บริษัทผู้เสียหายเรียกเก็บเงิน
ตามเช็คทุกฉบับ ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทุกฉบับ ดังน้ัน บริษัท
ผู้เสียหายจึงทาหนังสือมอบอานาจฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2549 ให้นาย น. ร้องทุกข์
ให้ดาเนินคดีกับบริษัทผู้ต้องหาที่ 1 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค
พ.ศ. 2534 (ไม่ได้ระบใุ ห้ดาเนนิ คดีกบั ผตู้ ้องหาที่ 2)

/คดีม.ี ..

259คำ�ชี้ขาดความเหน็ แยง้ ของอัยการสงู สุด

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า พนักงานสอบสวนมีอานาจดาเนินคดี
กับผู้ต้องหาที่ 2 หรือไม่ และผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติ
ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใชเ้ ชค็ พ.ศ.2534 หรอื ไม่

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ตามหนังสือมอบอานาจ ผู้เสียหายมอบอานาจให้นาย น.
ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดาเนินคดีอาญากับบริษัทผู้ต้องหาที่ 1 เท่าน้ัน การที่นายน.
ไปร้องทุกข์ให้ดาเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ 2 ด้วย จึงไม่อาจกระทาได้ เน่ืองจากเป็นคดีความผิด
ต่อสว่ นตวั ถือว่าไม่มกี ารรอ้ งทุกข์ใหด้ าเนนิ คดีกบั ผตู้ ้องหาที่ 2 ตามระเบียบ พนักงานสอบสวน
ไม่มีอานาจสอบสวนดาเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ 2 และเข้าเงื่อนไขระงับคดีตามระเบียบสานักงาน
อัยการสูงสุดว่าด้วยการดาเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2547 ข้อ 54(8)
ส่วนบริษัทผู้ต้องหาที่ 1 ได้ความจาก สมุห์บัญชีธนาคารตามเช็คยืนยันว่า เม่ือวันที่
31 มกราคม 2549 และ 28 กุมภาพันธ์ 2549 เงินในบัญชีของผู้ต้องหาที่ 1 มีจานวน
14,458.29 บาท ทั้งสองวัน ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2549 ได้หักจ่ายเงินในบัญชีของ
ผู้ต้องหาที่ 1 ไปที่กองคลัง กรมบังคับคดี ตามคาสั่งอายัดทรัพย์สินของกรมบังคับคดี
ธนาคารจึงปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2549และวันที่
28 กมุ ภาพันธ์ 2549 ซึง่ เรียกเก็บเงนิ เมอ่ื วันที่ 25 สิงหาคม 2549 ว่า “เช็คพ้นกาหนดจ่ายเงิน”
และ “มีคาสั่งให้ระงับการจ่าย” โดยมีข้อความขยายความถึงเหตุผลของการปฏิเสธการจ่ายเงิน
ตามเช็คว่า เนื่องจากมีคาสั่งอายัดบัญชีจากกองอายัดทรัพย์สิน ดังนั้น พยานหลักฐานจึงรับฟังได้ว่า
เหตุที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเป็นกรณีที่ธนาคารได้ปฏิบัติตามกฎหมาย
และคาสั่งของเจ้าพนักงาน ไม่ได้เกิดจากการกระทาของผู้ต้องหาที่ 1 คดีหลักฐานไม่พอฟ้อง
ชี้ขาดไม่ฟ้อง บริษัท ผู้ต้องหาที่ 1 และยุติการดาเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ 2 ฐานร่วมกันออกเช็ค
เพื่อชาระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค
และออกเช็คให้ใช้เงินมีจานวนสูงกว่าจานวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่
ออกเช็คนั้น และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิด
อันเกิดจากการใชเ้ ชค็ พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (3)

260 คำ�ช้ีขาดความเหน็ แย้งของอยั การสงู สดุ

หลอกลวงให้ทำสัญญำกู้ เป็นฉอ้ โกง

คำชีข้ ำดควำมเหน็ แยง้ ที่ 399/2551
ป.อาญา ฉ้อโกงประชาชน (ม.343)

ใช้วิธีบอกกับคนทั่วไปในลักษณะเชิญชวนให้ไปกู้เงินจำกผู้ต้องหำ กับวำงนำมบัตร ควคาม�ำขชเอห้ขี งน็ าแดย้ง
ในท่สี ำธำรณะมีขอ้ ควำมเชิญชวนคนไปกู้เงินจำกผู้ต้องหำ และมีนำยหน้ำพำผู้สนใจไปกู้เงิน อัยการสงู สดุ
จำกผู้ต้องหำด้วย พฤติกำรณ์เป็นกำรโฆษณำชักชวนประชำชนท่ัวไปแล้ว เมื่อมีผู้หลงเชื่อ
ไปขอกู้ ผู้ต้องหำจัดให้ผู้กู้ลงจำนวนเงินกู้ในสัญญำสูงกว่ำจำนวนเงินท่ีกู้จริงเป็นจำนวน พ.ศ.๒๕๕๑
มำกเทียบได้กับอัตรำดอกเบี้ยร้อยละ ๖๐-๑๒๐ ต่อปี โดยอ้ำงว่ำเพื่อเป็นหลักประกัน
กำรชำระหนี้ แล้วต่อมำกลับนำสัญญำกู้ไปฟ้องร้องบังคับให้ชำระเงินเต็มจำนวน มีลักษณะ
เป็นกำรฉ้อโกงประชำชนโดยหลอกลวงให้คนท่ัวไปทำสัญญำกู้ อันเป็นเอกสำรสิทธิให้
เพื่อท่ผี ตู้ อ้ งหำจะใช้สิทธิฟ้องร้องบังคับเอำกบั ทรัพย์สินของผู้กู้เต็มตำมจำนวนนั้น

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ต้องหากับพวกออกติดต่อประชาชนท่ัวไปชักชวนคนให้กู้เงิน
จากผู้ต้องหากับพวก จนมีการพูดต่อๆ กันไป และผู้ต้องหากับพวกยังได้วางนามบัตรที่โต๊ะอาหาร
ในโรงอาหารของการไฟฟ้านครหลวงมีข้อความชักชวนคนไปกู้เงินจากผู้ต้องหากับพวก อีกทั้ง
ได้จัดนายหนา้ พาผู้สนใจไปกู้เงินจากผู้ตอ้ งหากับพวกด้วย หลังจากนั้น เม่ือมีผู้ไปขอกู้ ผู้ต้องหา
กับพวกจัดให้ผู้กู้ลงจานวนเงินกู้ในสัญญาสูงกว่าจานวนเงินที่กู้จริงเป็นจานวนมากเทียบได้กับ
อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๖๐-๑๒๐ ต่อปี โดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันการชาระหนี้ แล้วต่อมา
ผตู้ ้องหากับพวกนาสัญญากู้ไปฟ้องร้องบังคับให้ชาระเงินเต็มจานวนที่ลงในสัญญากู้ และแม้ผู้กู้บางราย
ยอมชาระหน้ีเงนิ กู้จนครบแล้ว ผู้ตอ้ งหากบั พวกก็ยังนาสญั ญากู้ไปฟ้องบงั คับให้ชาระหน้ีซ้าอีก

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า การกระทาของผู้ต้องหากับพวกนอกจากเป็นความผิด
ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 มาตรา 3 แล้ว
ยังเปน็ ความผิดฐานรว่ มกันฉ้อโกงประชาชนด้วย หรอื ไม่

/อยั การสงู สดุ ...

261คำ�ชขี้ าดความเหน็ แยง้ ของอยั การสูงสุด

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า พฤติการณ์ของผู้ต้องหากับพวกมีเจตนาทุจริตโดย
วางแผนมาแต่ตน้ ที่จะหลอกเอาเงินและทรัพย์สินจากผู้เสียหายและคนทั่วไปโดยวิธีการเชิญชวนคน
มากู้เงนิ เปน็ การบังหน้า และเม่ือมีผู้หลงเชื่อโดยเข้าใจว่าเป็นการกู้เงินกันตามปกติแต่ทาสัญญากู้
ระบุจานวนเงินที่กู้ไว้สูงเพื่อเป็นหลักประกันเท่านั้น จึงได้ยอมทาสัญญากู้ดังกล่าว เป็นการที่
ผู้ต้องหากับพวกหลอกลวงคนท่ัวไปให้มากู้เงินและทาสัญญากู้อันเป็นเอกสารสิทธิให้แก่
ผตู้ ้องหากับพวก เพือ่ ที่ผู้ตอ้ งหากับพวกจะใช้สทิ ธิฟ้องร้องบังคับคดีเอากับทรัพย์สินของผู้กู้เต็ม
ตามจานวนเงนิ ทีห่ ลอกใหล้ งจานวนกู้สงู กว่าความเปน็ จริงอย่างมากน้ัน เข้าลักษณะฉ้อโกงประชาชน
ชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 ผู้ต้องหาที่ 2 ผู้ต้องหาที่ 3 ผู้ต้องหาที่ 4 ผู้ต้องหาที่ 5 และชี้ขาด
ควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 6 ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 341, 343, 83 กับมีคาขอให้ผู้ต้องหาท้ังหมดคืนหรือใช้เงินและนับโทษผู้ต้องหาที่ 1
ต่อจากโทษจาคุกคดีอ่นื ส่วนผตู้ ้องหาที่ 6 ยงั ไม่ได้ตัวมาดาเนินคดี แจ้งให้ผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ
จัดการให้ได้ตัวมาดาเนนิ คดีภายในกาหนดอายุความ 10 ปี นับแตว่ ันกระทาความผิด

262 คำ�ชข้ี าดความเห็นแยง้ ของอยั การสงู สดุ

รับจ้ำงจดั จำหนำ่ ยหนงั สือซึง่ มีเนื้อหำละเมิดลขิ สิทธิบ์ ำงส่วนบำงตอน
ในทำงกำรค้ำปกติ ไมพ่ อฟงั วำ่ เปน็ ตวั กำรละเมิดลขิ สิทธิ์

คำชี้ขำดควำมเห็นแย้งท่ี 400/๒๕๕๑
พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ฯ (ม.๔, ๖, ๘, ๑๕, ๒๗, ๓๑, ๖๙, ๗๐, ๗๕, ๗๖)

ผู้ต้องหำท่ี ๑ เขียนหนังสือมีเนื้อหำบำงส่วนลอกเลียน ดัดแปลงมำจำกหนังสือ ควคามำ� ขชเอหขี้ ง็นาแดยง้
เกี่ยวกับฮวงจุ้ยของนำย ส. จึงเชื่อได้ว่ำผู้ต้องหำท่ี ๑ ได้เขียนและจัดพิมพ์หนังสือของกลำง อยั การสงู สดุ
เพื่อขำย โดยคัดลอก ลอกเลียน ดัดแปลงมำจำกหนังสือของนำย ส. จริง ส่วนผู้ต้องหำท่ี ๓
เป็นเพียงผู้รับจ้ำงจัดจำหน่ำยหนังสือให้ผู้ต้องหำท่ี ๑ พยำนหลักฐำนเท่ำท่ีปรำกฏ พ.ศ.๒๕๕๑
ไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่ำผู้ต้องหำท่ี ๓ หรือบุคคลอื่นๆ ท่ีผู้กล่ำวหำได้ร้องขอให้
ดำเนินคดไี ดร้ ่วมกระทำควำมผิดกับผู้ต้องหำท่ี ๑

ข้อเท็จจริงได้ความว่า นาย ส. ได้เขียนหนังสือตาราเกี่ยวกับฮวงจุ้ยชื่อว่า “ฮวงจุ้ย
ภาควิชาการ เล่ม ๑” โดยได้จัดพิมพ์จาหน่ายมาต้ังแต่ปี ๒๕๓๐ และในระหว่างปี ๒๕๓๐
ถึง ๒๕๓๘ ได้เขียนหนังสือตาราฮวงจุ้ยออกมาอีก ๕ เล่ม คือ ฮวงจุ้ยภาควิชาการ เล่ม ๒ ถึง
เล่ม ๕ กับหนังสือฮู้ยันต์วิเศษ อีก ๑ เล่ม ซึ่งรายละเอียดของหนังสือดังกล่าวเป็นศาสตร์
ของการจัดบ้าน และดูทาเลที่อยู่อาศัยและที่ฝังศพของบรรพบุรุษเพื่อให้เกิดศิริมงคล
ความเจริญรุ่งเรือง และความสุขสบายแก่ผู้อยู่อาศัย อันประกอบด้วยหลักวิชา มีเนื้อหาสาระ
เกี่ยวกับวิชาฮวงจุ้ย คือ ๑) วิชา ๖๐ มังกร ๒) วิชา ๒๔ ทวาร ๓) วิชารหัสราศี ๔) วิชาเตาไฟ
(หลกั สามประสาน) ต่อมาปี ๒๕๓๙ นาย ส. ได้ก่อต้ังสานักแชลั้งขึ้นเปิดทาการสอน คร้ันปี ๒๕๔๑
นาย ส. ได้ถึงแก่กรรม นาง พ. ซึ่งเป็นภรรยาและนางสาว ป. กับนางสาว ส. บุตรสาวของนาย ส.
เป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของนาย ส. ศาลแพ่งธนบุรี มีคาสั่งแต่งตั้งให้นาง พ.
เป็นผู้จัดการมรดกของนาย ส. เม่ือวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๒ ต่อมาระหว่างเดือนมีนาคม
๒๕๔๘ – เมษายน ๒๕๔๘ นาง พ. พบว่าหนังสือเกี่ยวกับฮวงจุ้ย ซึ่งมีนาย ร. ผู้ต้องหาที่๑
1

/เปน็ ผู้แต่งรวม...

263คำ�ช้ีขาดความเห็นแยง้ ของอัยการสงู สดุ

เป็นผู้แต่งรวม ๘ เล่ม คือหนังสือชื่อ ๑) เตาไฟ ๒) ทิศมงคล ๓) ทางสามแพร่ง ๔) มังกรมหามงคล
๕) โต๊ะเงินล้าน ๖) บันไดสู่ความรุ่งเรือง ๗) ประตูมงคล ๘) สิบสองปีนักกษัตร มีนาย ส.พ.
ผตู้ ้องหาที่ ๒ เป็นบรรณาธิการ และบริษัท ธ. ผู้ต้องหาที่ ๓ โดยนาย ศ. ผู้ต้องหาที่ ๔ เป็นผู้จัด
จาหน่าย ทั้งนี้หนังสือท้ัง ๘ เล่มดังกล่าว มีข้อความและเน้ือหาลอกเลียน ดัดแปลง งานของ
นาย ส. อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ จึงร้องทุกข์ให้ดาเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสี่เป็นคดีนี้
ต่อมาผู้ต้องหาที่ ๒ และผู้ต้องหาที่ ๔ ถึงแก่ความตาย พนักงานอัยการมีคาส่ังให้ยุติ
การดาเนินคดีแล้ว

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดช้ีขาดว่า การกระทาของผู้ต้องหาที่ ๑ และผู้ต้องหาที่ ๓
เป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นเพื่อการค้าด้วยการทาซ้า ดัดแปลง ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย
ซึ่งงานวรรณกรรม (หนงั สือ) โดยไม่ได้รับอนุญาต หรอื ไม่

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีมีนาง พ. และนางสาว ส. ซึ่งเป็นทายาทของ
นาย ส.ผเู้ ขียนหนังสอื เกี่ยวกับฮวงจุ้ย จานวน ๖ เล่ม นาย ธ. อาจารย์สอนเกี่ยวกับโหราศาสตร์
กบั นาย ภ. นาย ธ. และนาย ส.ร. ซึ่งเป็นศิษย์ของนาย ส. ต่างให้การยืนยันว่าผู้ต้องหาที่ ๑ ได้
เขียนหนังสือของกลางจานวน ๘ เล่ม มีเน้ือหาบางส่วนลอกเลียน ดัดแปลงมาจากหนังสือ
เกี่ยวกับฮวงจุ้ยของนาย ส. พยานหลักฐานจึงเชื่อได้ว่า ผู้ต้องหาที่ ๑ ได้เขียนและจัดพิมพ์
หนังสือของกลางจานวน ๘ เล่มเพื่อขาย โดยคัดลอก ลอกเลียน ดัดแปลงมาจากหนังสือ
เกี่ยวกับฮวงจุ้ยของนาย ส. จริง ส่วนผู้ต้องหาที่ ๓ เป็นเพียงผู้รับจ้างจัดจาหน่ายหนังสือ
ให้แก่ผู้ต้องหาที่ ๑ ในทางการค้าปกติ ประกอบกับการกระทาความผิดของผู้ต้องหาที่ ๑
มีการเขียนหนังสือโดยคัดลอก ดัดแปลง ปรับปรุงแก้ไขข้อความบางส่วนบางตอนมาจาก
หนังสือของนาย ส. มิใช่การนาหนังสือของนาย ส. ทั้งเล่มมาทาการพิมพ์ซ้าขึ้นใหม่ แต่อย่างใด
ลักษณะการกระทายากที่บุคคลอืน่ จะทราบได้ พยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏไม่เพียงพอให้รับฟัง
ได้ว่าผู้ต้องหาที่ ๓ หรือบุคคลอื่นๆ ที่ผู้กล่าวหาได้ร้องขอให้ดาเนินคดีได้ร่วมกระทาความผิด
กับผู้ต้องหาที่ ๑ จึงชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหาที่ ๑ ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นเพื่อการค้า ด้วยการทาซ้า
ดัดแปลง มีไว้เพื่อขาย เสนอขายซึ่งงานวรรณกรรม (หนงั สือ) โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบญั ญตั ิ1

/ลิขสิทธิ์...

264 คำ�ชีข้ าดความเหน็ แยง้ ของอัยการสูงสดุ

ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔, ๖, ๘, ๑๕, ๒๗, ๓๑, ๖๙, ๗๐, ๗๕, ๗๖ ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๙๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖
มาตรา ๔ ขอให้ศาลส่ังจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ และขอศาลสั่งริบของกลาง
ซึ่งละเมิดลิขสิทธิ์บางส่วน กับชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ ๓ ฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น
เพื่อการค้า ด้วยการทาซ้า ดัดแปลง ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายซึ่งงานวรรณกรรม (หนังสือ)
โดยไม่ได้รบั อนญุ าตตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔, ๖, ๘, ๑๕, ๒๗, ๓๑,
๖๙, ๗๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓

ควคามำ� ขชเอหีข้ งน็ าแดย้ง
อัยการสงู สุด

พ.ศ.๒๕๕๑

265ค�ำ ช้ขี าดความเห็นแยง้ ของอยั การสงู สุด

ขายสินคาทีม่ ใิ ชส ินคา ควบคุมไดก าํ ไร ๕๑.๒๔% ไมเปนการจงใจทําให
ราคาสนิ คา สงู เกนิ สมควร

คาํ ช้ีขาดความเห็นแยง ท่ี 405/๒๕๕๑
พ.ร.บ. วาดวยราคาสินคาและบริการฯ (ม.๒๙, ๔๑)

เคร่ืองกรองน้ําผานหินแรและเครื่องฟอกอากาศมิใชสินคาควบคุมที่ทางราชการ
กําหนดราคากลางไว และไมปรากฏวาคณะกรรมการกลางวาดวยราคาสินคา
และบริการไดกําหนดหลักเกณฑและวิธีการ ที่ถือวาเปนการทําใหราคาต่ําหรือสูงเกิน
สมควรหรือทําใหปนปวน การท่ีผูตองหาขายสินคาไดกําไร ๕๑.๒๔% ยังรับฟงไมไดวา
ผตู อ งหาจงใจทาํ ใหร าคาสินคา สงู เกนิ สมควร

ขอเท็จจริงไดความวา รานของผูตองหาไดขายเครื่องกรองนํ้าผานหินแรใหลูกคา
๑ เครื่อง ในราคา ๒๘,๙๐๐ บาท ตามที่ติดปายบอกราคาไว โดยแถมเคร่ืองฟอกอากาศ
๑ เคร่ือง ตามที่ติดปายบอกราคาไว ๓๓,๐๐๐ บาท จึงถูกดําเนินคดีฐานผูประกอบธุรกิจ
ดําเนินการใดๆ โดยจงใจท่ีจะทําใหราคาสูงเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติวาดวยราคาสินคา
และบริการ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๙, ๔๑ ตามทางสอบสวนไดความวาเคร่ืองกรองนํ้าก็ดี
เครื่องฟอกอากาศก็ดี ไมไดเปนสินคาและบริการควบคุมตามประกาศคณะกรรมการกลางวา
ดวยราคาสินคาและบริการ เร่ืองการกําหนดสินคาและบริการควบคุม ลงวันที่ ๓๑ มกราคม
๒๕๕๐ และประกาศคณะกรรมการกลางวาดวยสินคาและบริการ เรื่องการกําหนดสินคา
และบริการควบคุมเพิ่มเติม ลงวันท่ี ๑ กุมภาพันธ ๒๕๕๐ ท่ีใชบังคับอยูข ณะเกิดเหตุ กับได
ความวาสินคาท้ังสองชนิดนั้น ผูตองหาซื้อเคร่ืองกรองนํ้า (ตนทุน) ในราคาเครื่องละ ๖,๔๒๐ บาท
ซื้อเครื่องฟอกอากาศ (ตนทุน) ในราคาเคร่ืองละ ๙,๙๕๑ บาท เม่ือบวกคาใชจายในการขาย
๑,๐๐๐ บาท จะเปนตนทุนในการขายรวม ๑๗,๓๗๑ บาท (ตน ทนุ สินคาทั้งสองชนิด) หากบวก
กําไรอีก ๑๐% แลวควรตอ งขายราคา ๑๙,๑๐๘.๑๐ บาท

/คดมี ี...

266 คำ�ช้ีขาดความเหน็ แย้งของอัยการสูงสดุ

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า การกระทาของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐาน ควคามำ� ขชเอหี้ขงน็ าแดย้ง
เปน็ ผู้ประกอบธรุ กิจดาเนนิ การใดๆ โดยจงใจที่จะทาให้ราคาสงู เกินสมควร หรอื ไม่ อยั การสูงสดุ

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.๒๕๕๑
พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๙ วรรคสองให้อานาจคณะกรรมการอาจกาหนดหลักเกณฑ์และ
วิธีการที่ถือว่าเป็นการทาให้ราคาต่าเกินสมควรหรือสูงเกินสมควร หรือทาให้ป่ันป่วน
ซึ่งราคาของสินค้าหรือบริการใดก็ได้ แต่ไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการได้กาหนดหลักเกณฑ์
และวิธีการดงั กล่าวไว้ ดงั นน้ั การที่จะพิจารณาว่าผตู้ ้องหาจงใจทาให้ราคาสินค้าสูงเกินสมควร
หรือไม่ จึงไม่อาจพิจารณาเพียงการตั้งราคาและการขายสินค้าเท่าน้ัน แต่จะต้องพิจารณา
เปรียบเทียบถึงราคาสินค้าชนิดเดียวกันในตลาดด้วย เม่ือเคร่ืองกรองน้าผ่านหินแร่และ
เครือ่ งฟอกอากาศมิใช่สนิ ค้าควบคุมทีท่ างราชการกาหนดราคากลางไว้ และนาย น. ผู้กล่าวหา
ให้การว่าไม่พบว่ามีการจาหน่ายสินค้าเคร่ืองกรองน้า ผ่านหินแร่และเคร่ืองฟอกอากาศชนิด
เ ดี ย ว กั น กั บ ข อ ง ผู้ ต้ อ ง ห า ต า ม ห้ า ง ส ร ร พ สิ น ค้ า แ ล ะ ร้ า น ค้ า บ ริ เ ว ณ ที่ เ ป็ น แ ห ล่ ง ชุ ม ช น
เพือ่ เปรียบเทียบกับราคาขายของผู้ตอ้ งหาได้ ฉะนั้น ลาพังเพียงหลักฐานที่ว่าผู้ต้องหาขายสินค้า
คิดแล้วกาไร ๕๑.๒๔% โดยไม่มีราคาสินค้าชนิดเดียวกันในท้องตลาดมาเปรียบเทียบให้เห็นว่า
ผู้ต้องหาจงใจทาให้ราคาสินค้าสูงเกินสมควร พยานหลักฐานจึงไม่เพียงพอให้พิสูจน์
ความผิดของผู้ต้องหาได้ ชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา ฐานเป็นผู้ประกอบธุรกิจดาเนินการใด ๆ
โดยจงใจที่จะทาให้ราคาสูงเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ
พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๙, ๔๑

267คำ�ชข้ี าดความเห็นแยง้ ของอยั การสงู สดุ

สทิ ธิยึดถอื โฉนดที่ดนิ

คำชีข้ ำดควำมเหน็ แยง้ ท่ี 418/2551
ป.อาญา เอาไปเสียซึง่ เอกสาร (ม.188)

พฤติกำรณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรให้ผู้ต้องหำท่ี 1 และท่ี 2 เชื่อได้ว่ำผู้กล่ำวหำ
ยินยอมใหผ้ ตู้ อ้ งหำท่ี 3 ท่ี 4 และท่ี 5 นำโฉนดมำเป็นประกนั เมื่อผตู้ อ้ งหำท่ี 1 และท่ี 2
ยังไม่ไดร้ บั ชำระหนี้ตำมสัญญำเงินกู้ จงึ มีเหตโุ ต้แยง้ ที่จะไมค่ นื โฉนดได้

-------------------------

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้กล่าวหาเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดิน จานวน 2 ฉบับ ในฐานะ
ผู้มีกรรมสิทธิ์รวม จนกระท่ังปลายปี พ.ศ.2546 ผู้กล่าวหาพบว่าโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ
สูญหายไป ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 ผู้กล่าวหาจึงไปแจ้งสานักงานที่ดินเพื่อขอออก
ใบแทนโฉนดทั้งสองฉบับ แต่ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานที่ดินเม่ือวันที่ 15 มิถุนายน 2547
ว่าโฉนดที่ดนิ ทั้งสองฉบบั มิได้สูญหายแต่ถกู ผตู้ ้องหาที่ 1 และที่ 2 ยึดถือครอบครองไว้ในฐานะ
ผู้รับจานา เพื่อเป็นหลักประกันในการให้ผู้ต้องหาที่ 3 กู้ยืมเงินจานวน 350,000 บาท
ผกู้ ล่าวหาติดตอ่ ขอรับโฉนดที่ดินท้ังสองฉบับคืนจากผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 เน่ืองจากมิได้รู้เห็น
เกี่ยวกับการนาโฉนดที่ดินท้ังสองฉบับไปจานาเป็นประกันเงินกู้ดังกล่าว แต่ผู้ต้องหาทั้งสอง
ไม่ยอมคืนให้ และยังบอกกับผู้กล่าวหาว่าผู้ต้องหาที่ 3 แจ้งว่าได้รับโฉนดที่ดินท้ังสองฉบับ
พร้อมเอกสารใบมอบอานาจ สาเนาบัตรประจาตัวประชาชน และสาเนาทะเบียนบ้าน ที่มีลายมือ
ชื่อผู้กล่าวหาลงไว้มาจากผู้ต้องหาที่ 4 ซึ่งเป็นน้องสามีผู้กล่าวหา โดยผู้ต้องหาที่ 4 บอกว่า
ผู้กล่าวหาเป็นเพื่อนกับผู้ต้องหาที่ 3 มอบหมายให้ผู้ต้องหาที่ 3 นาโฉนดทั้งสองฉบับไป
ดาเนนิ การกู้ให้แทน

/คดี...

268 คำ�ช้ีขาดความเห็นแย้งของอยั การสูงสดุ

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ร่วมกระทาความผิดกับ ควคาม�ำขชเอหข้ี ง็นาแดย้ง
ผตู้ ้องหาที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสาร และลักทรพั ย์หรอื รับของโจรหรอื ไม่ อยั การสูงสุด

อัยการสงู สดุ พิจารณาแล้ว เหน็ ว่า คดีมีผู้กล่าวหาให้การว่าไม่เคยรู้จักกับผู้ต้องหาที่ 1 พ.ศ.๒๕๕๑
ผู้ต้องหาที่ 2 และ ผู้ต้องหาที่ 3 ส่วนผู้ต้องหาที่ 4 เป็นน้องชายของสามี และผู้ต้องหาที่ 5
เป็นภรรยาของผู้ต้องหาที่ 4 ระหว่างปี พ.ศ.2538-2546 ผู้ต้องหาที่ 4 และที่ 5 เคยพัก
อาศัยอยู่กับผู้กล่าวหา และช่วงปี พ.ศ.2540 ผู้กล่าวหาต้องไปทางานที่จังหวัดฉะเชิงเทราจะ
กลับบ้านสัปดาห์ละครั้ง จึงฝากให้ผู้ต้องหาที่ 4 และที่ 5 ดูแลบ้าน รวมท้ังดูแลเอกสารสาคัญ
และโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับที่หายไป และยังได้มอบเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ไว้ดาเนินการ
เกีย่ วกับการเสียภาษีทีด่ ินใหอ้ ีกด้วย ผกู้ ล่าวหายอมรับว่าลายมือชื่อผู้กล่าวหาในใบมอบอานาจ
สาเนาบัตรประจาตัวประชาชน และสาเนาทะเบียนบ้าน เป็นของผู้กล่าวหาจริงแต่ผู้กล่าวหาไม่
เคยมอบอานาจ ให้ผู้ต้องหาคนใดนาโฉนดที่ดินท้ัง 2 ฉบับ และเอกสารที่เกี่ยวข้องไปประกัน
การกู้ยืมเงนิ จากผู้ตอ้ งหาที่ 1 และที่ 2 ส่วนผู้ตอ้ งหาที่ 3 ให้การในฐานะพยานว่าผู้ต้องหาที่ 4
และที่ 5 เป็นผู้นาเอาโฉนดที่ดินท้ัง 2 ฉบับ และเอกสารที่เกี่ยวข้องมอบให้ผู้ต้องหาที่ 3
ไปติดตอ่ ขอกู้เงินจากผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 โดยบอกว่าพี่สาวฝากมาให้จานาเป็นประกันการกู้
คดีจึงไม่มีพยานหลักฐานใดยืนยันได้ว่าผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ร่วมกับผู้ต้องหาที่ 3 ที่ 4 และที่ 5
ลักเอาโฉนดและเอกสารที่เกี่ยวข้องของผู้กล่าวหาไป หรือรับเอาโฉนดและเอกสารจาก
ผู้ต้องหาที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการลักทรัพย์ ส่วนการที่
ผตู้ ้องหาที่ 1 และที่ 2 ไม่ยินยอมคืนโฉนดให้แก่ผู้กล่าวหานั้น พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควร
ให้ผู้ตอ้ งหาที่ 1 และที่ 2 เช่อื ได้วา่ ผกู้ ล่าวหายินยอมให้ผู้ต้องหาที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 นาโฉนดมา
เป็นประกัน เม่ือผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ได้รับชาระหนี้ตามสัญญาเงินกู้ จึงมีเหตุโต้แย้งที่
จะไม่คืนโฉนดได้ คดีมีหลักฐานไม่พอฟ้อง ชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 ผู้ต้องหาที่ 2 ฐานเอาไป
เสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ร่วมกันลักทรัพย์หรือ
รับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 335, 357, 83 พระราชบัญญัติ
แก้ไขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2525 มาตรา 11

269ค�ำ ชี้ขาดความเหน็ แยง้ ของอยั การสงู สดุ

ชกั ชวนหญิงไปค้ำประเวณีในต่ำงประเทศ โดยหญิงนน้ั ยนิ ยอมแต่
เปลี่ยนใจภำยหลังเปน็ ควำมผิดฐำนเพือ่ สนองควำมใครข่ องผู้อน่ื

เป็นธรุ ะจดั หำ ลอ่ ไป หรือพำไปเพือ่ กำรอนำจำรหญิงได้

คำชีข้ ำดควำมเห็นแย้งที่ 419/2551
พ.ร.บ. มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเดก็ ฯ (ม.5, 6)
พ.ร.บ. ป้องกนั และปราบปรามการคา้ มนุษย์ฯ (ม.3, 6)
ป.อาญา เป็นธุระจดั หาหญิงเพื่อการอนาจาร (ม.282)

ผู้ต้องหำได้ชักชวนหญิงผู้เสียหำย และได้ดำเนินกำรเพื่อส่งตัวผู้เสียหำยไป
ค้ำประเวณีในต่ำงประเทศ แม้ต่อมำผู้เสียหำยเปลี่ยนใจไม่ไปค้ำประเวณี กำรกระทำ
ของผู้ตอ้ งหำก็เปน็ ควำมผิดสำเรจ็ ฐำนเพือ่ สนองควำมใครข่ องผู้อื่น เป็นธุระจัดหำ ล่อไป
หรือพำไปเพื่อกำรอนำจำรซึ่งหญิง แม้ผู้น้ันจะยินยอมก็ตำม และฐำนเป็นธุระจัดหำ
ซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลน้ันกระทำกำรค้ำประเวณี แม้บุคคลน้ันจะยินยอมก็ตำม
ส่วนควำมผิดฐำนพยำยำม (ตระเตรียม) พำมำจำกหรือส่งไปยังท่ีใดซึ่งหญิงเพื่อสนอง
ควำมใคร่ของผู้อื่นเพื่อกำรอนำจำรหรือเพื่อแสวงหำประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบ
สำหรับตนเองหรือผู้อื่น ไม่ว่ำหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตำม ตำมพระรำชบัญญัติ
มำตรกำรในกำรป้องกันและปรำบปรำมกำรค้ำหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มำตรำ 5
และ 6 นั้น ได้ถูกยกเลิกโดยพระรำชบัญญัติป้องกันและปรำบปรำมกำรค้ำมนุษย์
พ.ศ.2551 และเมื่อกำรกระทำในคดีนี้ไม่ปรำกฏว่ำมีกำรข่มขู่ ใช้กำลังบังคับ ลักพำตัว
ฉ้อฉล หลอกลวง หรอื ใช้อำนำจโดยมิชอบตำมท่ีบัญญัติไว้ในมำตรำ 6 (1) แห่งพระรำชบัญญัติ
ป้องกันและปรำบปรำมกำรค้ำมนุษย์ พ.ศ.2551 แต่ผู้เสียหำยยินยอมตกลงกับ
ผู้ต้องหำด้วยควำมเต็มใจ ไม่เข้ำองค์ประกอบควำมผิดตำมกฎหมำยใหม่ จึงเป็นกรณีท่ี
กฎหมำยออกมำใช้ภำยหลังกำรกระทำควำมผิดยกเลิกควำมผิดเชน่ นัน้ แล้ว

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ต้องหาได้ชักชวนนางสาว บ. ผู้เสียหาย และนางสาว น.

/ไปทางาน...

270 คำ�ช้ีขาดความเหน็ แยง้ ของอัยการสงู สดุ

ไปทางานในร้านคาราโอเกะที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีบริการค้าประเวณีแก่ลูกค้า ผู้เสียหาย และ ควคามำ� ขชเอหข้ี งน็ าแดยง้
นางสาว น. ตกลงไปทางานตามที่ผู้ต้องหาชักชวน ผู้ต้องหาจึงขอรับหนังสือเดินทาง สาเนา อยั การสงู สดุ
บัตรประจาตัวประชาชน สาเนาทะเบียนบ้าน และสมุดบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย และนางสาว น.
เพื่อไปดาเนินการให้ผู้เสียหาย และนางสาว น. ไปค้าประเวณีที่ประเทศญี่ปุ่นตามที่ตกลง และ พ.ศ.๒๕๕๑
ต่อมาผู้ต้องหาได้ส่งนางสาว น. ไปทางานที่ประเทศญี่ปุ่นก่อนแล้ว ต่อมาผู้เสียหายเปลี่ยนใจ
ไม่ไปค้าประเวณี

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า การกระทาของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานเพื่อ
สนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง แม้ผู้น้ันจะ
ยินยอมกต็ าม เปน็ ธุระจัดหาซึ่งบุคคลใดเพือ่ ใหบ้ ุคคลน้ันกระทาการคา้ ประเวณี แม้บุคคลนั้นจะ
ยินยอมก็ตามและพยายาม (ตระเตรียม) พามาจากหรือสง่ ไปยังที่ใดซึง่ หญิงเพื่อสนองความใคร่
ของผู้อ่นื เพื่อการอนาจารหรอื เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบสาหรบั ตนเองหรือผู้อื่น
ไม่ว่าหญิงนั้นจะยินยอมหรอื ไม่กต็ าม หรอื ไม่

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า จากพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาได้ชักชวน
ผู้เสียหายและนางสาว น. ไปค้าประเวณีที่ประเทศญี่ปุ่น และได้ดาเนินการเพื่อส่งตัวผู้เสียหาย
และนางสาว น. ไปค้าประเวณีที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว แม้ต่อมาผู้เสียหายเปลี่ยนใจไม่เดินทางไป
ค้าประเวณี การกระทาของผู้ต้องหาก็เป็นความผิดสาเร็จฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น
เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไป เพื่อการอนาจารซึ่งหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 ที่แก้ไขแล้ว และฐานเป็นธุระจัดหาซึ่งบุคคลใด
เพื่อให้บุคคลน้ันกระทาการค้าประเวณี แม้บุคคลน้ันจะยินยอมก็ตาม ตามพระราชบัญญัติ
ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 ชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหา
ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา เพื่อการอนาจารซึ่งหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม
เปน็ ธรุ ะจัดหาซึง่ บุคคลใดเพือ่ ใหบ้ คุ คลน้ันกระทาการค้าประเวณี แม้บุคคลน้ันจะยินยอมก็ตาม
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282, พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา
(ฉบับที่ 14) พ.ศ.2540 มาตรา 4 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี
พ.ศ. 2539 มาตรา 9 ส่วนความผิดฐานพยายาม(ตระเตรียม) พามาจากหรือส่งไปยังที่ใดซึ่งหญิง

/เพือ่ สนอง...

271ค�ำ ชี้ขาดความเหน็ แย้งของอัยการสงู สุด

เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อการอนาจาร หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบ
สาหรับตนเองหรือผู้อื่น ไม่ว่าหญิงน้ันจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามพระราชบัญญัติมาตรการ
ในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5 และ 6 น้ัน
พระราชบัญญัติดังกล่าวถูกยกเลิกโดยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม
การค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 และการกระทาในคดีนี้ไม่ปรากฏว่ามีการข่มขู่ ใช้กาลังบังคับลักพาตัว
ฉ้อฉล หลอกลวง หรือใช้อานาจโดยมิชอบ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติป้องกันและ
ปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1) แต่ผู้เสียหายตกลงกับผู้ต้องหา
ด้วยความสมัครใจ ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายใหม่ จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมาย
ออกใช้ภายหลังการกระทาผิดยกเลิกความผิดเช่นน้ัน ทาให้สิทธินาคดีอาญามาฟ้องผู้ต้องหา
ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (5) จึงส่ังยุติการดาเนินคดี
กับผู้ต้องหาในความผิดฐานนี้เพราะมีกฎหมายที่ออกใช้ภายหลังการกร ะทาความผิดยกเลิก
ความผิดเชน่ นั้น

272 คำ�ช้ีขาดความเหน็ แย้งของอัยการสงู สดุ

คดีไม่มีประจกั ษ์พยำนหรือพยำนแวดล้อมที่จะเชือ่ มโยงใหร้ บั ฟังไดว้ ่ำผูต้ ้องหำ ควคามำ� ขชเอหี้ขง็นาแดย้ง
เปน็ คนรำ้ ยใช้อำวธุ ปืนยงิ ผู้ตำย พยำนหลักฐำนไม่พอฟ้อง อยั การสงู สุด

คำชี้ขำดควำมเหน็ แยง้ ที่ 426/2551 พ.ศ.๒๕๕๑
พ.ร.บ. อาวธุ ปืนฯ (ม.7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ)
ป.อาญา ฆ่าผอู้ ื่นฯ (ม.288, 289 (4), 371, 83, 91)

ขณะเกิดเหตุไม่มีประจักษ์พยำนรู้เห็นว่ำใครเป็นคนร้ำยใช้อำวุธปืนยิงใส่กลุ่ม
ผู้ตำย จำกกำรสืบสวนเชื่อว่ำผู้ต้องหำเป็นคนร้ำยเนื่องจำกบุตรชำยของผู้ต้องหำ
ทะเลำะกับผู้ตำย ผู้ต้องหำจึงโกรธ และนำพวกมำดักรอทำร้ำยผู้ตำย คดีไม่มีประจักษ์
พยำนหรอื พยำนแวดล้อมท่ีจะเชื่อมโยงให้รับฟังได้ว่ำผู้ต้องหำเป็นคนร้ำยใช้อำวุธปืนยิง
ผ้ตู ำย พยำนหลกั ฐำนไม่พอฟ้อง

ข้อเท็จจริงได้ความว่า เม่ือวันที่ 1 มีนาคม 2550 นาย ส. ผู้ตายได้ไปงานเลี้ยง
วันเกิด นาย พ. ที่บ้านบิดาของนาย พ. มีผู้มาร่วมงานประมาณ 30 คน ผู้ตายได้ทะเลาะ
กับนาย ศ. แต่ไม่ถึงกับชกต่อยกันโดยเพื่อนๆได้ห้ามไว้ นาย ศ. ซึ่งเป็นบุตรชายของผู้ต้องหา
และนาย ห. ได้กลับบ้านไปก่อน จนกระทั่งเวลาประมาณ 23.30 น. ผู้ตายพร้อมด้วยนาย ช.
น้องชายของผู้ตาย นาย ส. และนาย ร. กับพวกประมาณ 15 คน พากันกลับโดยใช้
รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะเม่ือขับมาห่างจากบ้านบิดาของนาย พ. ประมาณ 500 เมตร
มีกลุ่มคนประมาณ 20 – 30 คน ใชร้ ถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นพาหนะแล่นสวนเปิดไฟสูง
ส่องหนา้ ผู้ตายกับพวกเข้าใจว่าจะถูกทาร้ายต่างพากันขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี มีเสียงปืน
ดงั ข้ึน 1 นัด กระสนุ ปืนถกู ผตู้ ายถึงแก่ความตายโดยศพผู้ตายตกลงไปในคลอง จากการชันสูตร
พลิกศพพบบาดแผลกระสุนปืนเข้าบริเวณกลางหลังเป็นกลุ่มจานวนมาก สันนิษฐานว่าถูกยิง
ด้วยอาวุธปืนลูกซอง ตรวจไม่พบเขม่าดินปืนจึงน่าจะยิงจากระยะไกล ในคืนเกิดเหตุหลังจาก
เกิดเหตุแล้วผู้ต้องหาได้มาที่บ้านบิดาของนาย พ. สอบถามเหตุการณ์และถามว่าผู้ที่ทะเลาะ
ทะเลาะ .

/กับนาย...

273ค�ำ ชีข้ าดความเหน็ แยง้ ของอยั การสงู สดุ

กับนาย ศ. บุตรชายของผู้ต้องหาอยู่ที่นี่หรือไม่ บิดาของนาย พ. แจ้งว่าไม่รู้เหตุการณ์และ
ผทู้ ี่ทะเลาะกับบุตรชายของผตู้ ้องหาไม่ได้อยู่ที่บ้านบิดาของนาย พ. ผตู้ ้องหาจึงกลับไป ชาวบ้าน
พดู กันว่าผตู้ ้องหาเป็นคนร้าย และร้อยตารวจโท ส. ให้การวา่ จากการสืบสวนน่าเชื่อว่าผู้ต้องหา
เปน็ คนร้าย

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหามีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น
โดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีอาวุธปืนและเคร่ืองกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
และพาอาวุธปืนตดิ ตวั ไปในเมอื ง หมบู่ ้าน หรอื ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต หรอื ไม่

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน ไม่มีประจักษ์พยาน
รู้เห็นว่าใครเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มผู้ตาย จากการสืบสวนของ ร้อยตารวจโท ส.
ก็เพียงแต่เชื่อว่าผู้ต้องหาเป็นคนร้ายเน่ืองจากบุตรชายของผู้ต้องหาทะเลาะกับผู้ตาย ผู้ต้องหา
จงึ โกรธ และนาพวกมาดกั รอทารา้ ยผู้ตาย ส่วนนาย ช. นาย ส. และนาย ร. ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์
ต่างให้การว่ามองไม่เห็นกลุ่มคนร้ายว่าเป็นใคร เนื่องจากรถยนต์เปิดไฟสูงส่องหน้า คดีไม่มี
ประจักษ์พยานหรอื พยานแวดล้อมทีจ่ ะเช่ือมโยงให้รบั ฟงั ได้ว่าผตู้ ้องหาเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง
ผู้ตาย พยานหลักฐานไม่พอฟ้อง จึงชี้ขาดไม่ฟ้อง ผู้ต้องหา ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้
ก่อน มอี าวุธปืนและเคร่ืองกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนติด
ตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 288, 289 (4), 83, 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา
(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เคร่ืองกระสุนปืน วัตถุระเบิด
ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ คาส่ังของ
คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน (ฉบับที่ 44) ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 3, 6, 7
กับยุติการดาเนินคดีกับผู้ต้องหา ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มี
เหตสุ มควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เพราะคดีขาดอายุความ

274 คำ�ชข้ี าดความเห็นแยง้ ของอยั การสูงสุด

ไม่ไดร้ ับอนมุ ัตกิ ำรจบั กมุ หรือกำรแจง้ ข้อหำจำกเลขำธกิ ำร ควคามำ� ขชเอหขี้ งน็ าแดยง้
คณะกรรมกำรป้องกนั และปรำบปรำมยำเสพติด ไม่มีอำนำจฟอ้ ง อยั การสงู สุด

คำชีข้ ำดควำมเห็นแย้งท่ี 427/2551 พ.ศ.๒๕๕๑
พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผกู้ ระทาความผดิ เกี่ยวกับยาเสพติดฯ (ม.3, 8, 10)

กำรกระทำผิดตำมพระรำชบญั ญัติมำตรกำรในกำรปรำบปรำมผู้กระทำควำมผิด
เกีย่ วกบั ยำเสพติด พ.ศ. 2534 มำตรำ 8 ประกอบมำตรำ 10 กำรจับกุมหรือกำร
แจ้งข้อหำแก่ผู้กระทำผิดต้องได้รับอนุมัติจำกเลขำธิกำรคณะกรรมกำรป้องกันและ
ปรำบปรำมยำเสพติดก่อน ตำมมำตรำ 14 เมื่อเลขำธิกำรคณะกรรมกำรป้องกันและ
ปรำบปรำมยำเสพติด ไมอ่ นมุ ัติใหแ้ จง้ ข้อหำแก่ผู้ต้องหำท่ี 1 กำรสอบสวนจึงไม่ชอบด้วย
กฎหมำย พนกั งำนอัยกำรไม่มีอำนำจฟ้อง

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้กล่าวหา ซึ่งรับราชการตาแหน่งรองผู้กากับการ 2 กองบังคับ
การสอบสวน กองบัญชาการตารวจปราบปรามยาเสพติด สานักงานตารวจแห่งชาติ มีอานาจ
หน้าที่สอบสวนและสืบสวนจับกุมผู้กระทาผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ได้ทาการสืบสวนสอบสวน
เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งเป็นสามีภรรยากันโดยจดทะเบียนสมรส
เม่ือวันที่ 7 ธันวาคม 2538 และได้จดทะเบียนหย่าเม่ือวันที่ 14 มิถุนายน 2543 และจาก
การสืบสวนสอบสวนและวิเคราะห์ข่าวของกองกากับการวิเคราะห์ข่าวทราบว่าผู้ต้องหาท้ังสอง
มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับกลุ่มคนหรือขบวนการค้ายาเสพติด โดยผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2
สมคบกันกระทาความผิดเกี่ยวกบั ยาเสพติดดงั น้ี

คดีที่ 1 คดีที่เจ้าพนักงานจับกุมจ่าสิบตารวจ น.กับพวกรวม 4 คน พร้อมยาบ้าจานวน
4,000 เม็ด เม่ือวันที่ 27 พฤษภาคม 2541 โดยจับกุมที่ริมบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ
หน้าห้างสรรพสินค้าแม็คโคร ตาบลคลองเกลือ อาเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จากการ
สอบสวนจ่าสิบตารวจ น.กับพวกให้การยืนยันว่า หลังจากที่มีการซื้อขายยาเสพติดได้มี
1

/การ...

275คำ�ช้ขี าดความเห็นแยง้ ของอยั การสูงสุด

การโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย จากัด (มหาชน) สาขาวงแหวนรอบนอก (เอกชัย – บางบอน)
บญั ชีเงนิ ฝากออมทรัพย์ เลขที่ 728 – 2 – 03336 – 9 ของผู้ต้องหาที่ 2 และจ่าสิบตารวจ น.
เคยเปน็ ผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ต้องหาที่ 1 ขณะผู้ต้องหาที่ 1 รับราชการประจากองปราบปราม
และเคยคมุ ร้านคาราโอเกะให้ผู้ตอ้ งหาที่ 2

คดีที่ 2 คดีที่เจ้าพนักงานจับกุมนาย ฉ. กับพวก พร้อมยาบ้าจานวน 1,012,400 เม็ด
เม่ือวันที่ 14 มีนาคม 2542 โดยตรวจค้นพบยาบ้าในรถยนต์ยี่ห้อจ๊ีฟ เชอโรกี หมายเลข
ทะเบียน 2 ณ – 2354 กรุงเทพมหานคร ซึ่งนาย ฉ. กับพวกขับมาและได้หยุดรถให้ตรวจ
ที่ด่านตรวจ ตาบลหางดง อาเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ จากการสอบสวน นาย ฉ. ให้การว่า
ผู้ต้องหาที่ 1 ได้ว่าจ้างให้ไปบรรทุกขนยาบ้าที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ลาเลียงไปให้ผู้ต้องหาที่ 1
ทีค่ อนโดปาล์ม่ี ถนนลาดพร้าว ซอย 80 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของผู้ต้องหาที่ 1
และที่ 2 และเป็นที่วางแผนในการค้ายาเสพติดมีพนักงานบริษัทฯ คอนโดปาล์มี ให้การยืนยัน
ว่าก่อนเกิดเหตุผู้ต้องหาที่ 2 มาทาสัญญาเช่าห้องพักที่คอนโดปาล์มี โดยผู้ต้องหาที่ 2
พกั อาศัยอยู่กับผตู้ ้องหาที่ 1 ส่วนอีกห้องนาย ฉ. พักอาศัยอยู่กับภรรยา และลูกจ้างของตลาด
รถยนต์ พีอาร์ ถนนรัชดาภิเษก ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ต้องหาทั้งสองกับพวกมาขอดูรถยนต์
ยี่หอ้ จ๊ฟี คันดงั กล่าว

เม่ือวันที่ 31 ตุลาคม 2543 ผู้กล่าวหาได้ขออนุมัติจับกุมผู้ต้องหาท้ังสองต่อ
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดโดยกล่าวหาว่าผู้ต้องหาท้ังสอง
กระทาผิดตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทาผิด
เกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ตามแบบคาขออนุมัติจับกุม ที่ ตช 0023.43/1309
ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2543 โดยระบุว่าผู้ต้องหาทั้งสองได้สมคบกันกระทาความผิดเกี่ยวกับ
ยาเสพติด ตามคดีที่ 1 และคดีที่ 2 ดงั กล่าวข้างตน้

เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้มีหนังสือ แจ้งคาส่ัง
อนุมัติจับกุมของสานักงาน ป.ป.ส. ที่ นร 1612(พก)/696 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2543
ถึงผู้กล่าวหาแจ้งว่า อาศัยอานาจตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปราม
ปราบปราม .1

/ผกู้ ระทา...

276 คำ�ชี้ขาดความเหน็ แยง้ ของอัยการสงู สดุ

ผู้กระทาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ควคาม�ำขชเอหข้ี ง็นาแดยง้
ยาเสพติดมีคาสั่งให้จับกุมผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งได้กระทาความผิด ตามมาตรา 8 อยั การสงู สุด
แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534
ตามแบบคาขออนุมัติจับกุม กองกากับการ 2 กองบังคับการสอบสวน กองบัญชาการตารวจ พ.ศ.๒๕๕๑
ปราบปรามยาเสพติด ลับ ที่ ตช 0023.43/1309 ลงวนั ที่ 30 ตลุ าคม 2543

หลังจากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อนุมัติให้จับกุม
ผตู้ ้องหา ท้ังสองดังกล่าวแล้ว เม่ือวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 ผู้กล่าวหาได้ร้องทุกข์ต่อ พนักงาน
สอบสวนกองกากับการ 2 กองบังคับการสอบสวน กองบัญชาการตารวจปราบปรามยาเสพติด
ให้ดาเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ฐานสมคบกันกระทาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
โดยผู้กล่าวหาได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนยืนยันว่า ผู้ต้องหาท้ังสองได้สมคบกันกระทา
ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยสมคบตกลงกันต้ังแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทาผิดเกี่ยวกับ
ยาเสพติด จานวน 4 คดี กล่าวคือ

คดีที่ 1 และคดีที่ 2 ดังกล่าวแล้วขา้ งตน้

คดีที่ 3 คดีเจ้าพนักงานจับกุม นาย อ. พร้อมยาบ้า จานวน 994,400 เม็ด
เมอ่ื วนั ที่ 9 กนั ยายน 2543 ซึ่ง นาย อ. ได้ขับรถยนต์กระบะ บรรทุกยาบ้าดังกล่าว ผ่านมาที่
จดุ ตรวจซึ่งเจา้ พนักงานต้ังจดุ ตรวจค้นบริเวณถนนวิภาวดีรังสิตทางด้านขาเข้ากรุงเทพในทางคู่ขนาน
หน้าหมู่บ้านพิพรพงษ์ แขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร จึงถูกตรวจค้นจับกุม
จากก ารส อบ ส วนได้ค วามว่ารถ ยนต์กระบ ะคัน ดังก ล่าวตามหลัก ฐ านการจด ทะเ บีย นเ ป็ น
กรรมสิทธิข์ องบริษทั จีเอสแคปปิตอลคอร์ปอเรชัน่ จากัด (มหาชน) ผคู้ รอบครองรถคือนาง ท.
จากการสอบสวน นาง ท. ให้การยืนยันว่า เม่ือเดือนพฤศจิกายน 2539 ผู้ต้องหาที่ 1
ซึ่งรู้จักกับพยานมาก่อน ได้ขอให้พยานเช่าซื้อรถยนต์กระบะคันดังกล่าวแทนผู้ต้องหาที่ 1
โดยผู้ต้องหาที่ 1 อ้างว่า ตนเองเครดิตไม่ดี เนื่องจากยังค้างชาระค่าผ่อนรถยนต์คันอื่นอยู่
พยานจึงได้ทาสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กระบะคันดังกล่าวแทนผู้ต้องหาที่ 1 โดยผู้ต้องหาที่ 1
เป็นผู้ผ่อนชาระค่าเช่าซื้อรถยนต์ หลังจากน้ันพยานเห็นผู้ต้องหาที่ 1 ครอบครองขับรถยนต์
กระบะคันดังกล่าวมาล้างทีป่ มั๊ บริการนา้ มนั ซึง่ พยานทางานอยู่

/คดี...

277ค�ำ ช้ีขาดความเห็นแย้งของอัยการสูงสดุ

คดีที่ 4 คดีที่เจ้าหน้าที่ตารวจแห่งชาติออสเตรเลีย ได้ทาการจับกุม นาย ก.นางสาว น.
และนายสม. ที่ประเทศออสเตรเลีย เม่ือวันที่ 13 พฤษภาคม 2539 ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่
เจ้าหน้าที่ตารวจแห่งชาติออสเตรเลียและเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของประเทศไทย
สืบสวนทราบว่าเป็นขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ โดยดาเนินการค้ายาเสพติดอยู่ในกลุ่ม
เดียวกันกับนาย ส. ซึ่งถกู จบั กุมที่เมืองซิดนยี ์ ประเทศออสเตรเลีย พร้อมยาเสพติดชนิดเฮโรอีน
เม่อื วันที่ 11 พฤษภาคม 2539 และจากการสอบสวนสืบสวนทราบว่า เม่ือวันที่ 8 พฤษภาคม 2539
นางสาว น.ได้โอนเงินจานวน 40,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 800,000 บาท ในขณะนั้น)
ไปเข้าบญั ชหี มายเลข 038 – 1 – 12464-9 ธนาคารกรุงไทย จากัด (มหาชน) สาขาท่าพระ
กรุงเทพมหานคร ของผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งจากการตรวจสอบบัญชีดังกล่าวของผู้ต้องหาที่ 1 มีเงิน
เข้าบัญชีเม่ือวันที่ 13 พฤษภาคม 2539 จานวน 803,000 บาท แต่ไม่อาจตรวจสอบได้ว่า
เงินจานวนดังกล่าวโอนมาจากทีใ่ ด

ในช้ันพนักงานอัยการได้ส่ังให้พนักงานสอบสวนขออนุมัติต่อเลขาธิการฯ แจ้งข้อหา
ในคดีที่ 3 และที่ 4 กับผตู้ ้องหาที่ 1 แตเ่ ลขาธิการฯ ไม่อนมุ ัติ

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหามีความผิดฐานสมคบกันกระทาความผิด
เกี่ยวกับยาเสพติดและได้มกี ารกระทาความผิดเกี่ยวกบั ยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน
หรอื ไม่

อยั การสูงสุดพิจารณาแล้ว เหน็ ว่า กรณีกล่าวหาว่าผู้ต้องหาที่ 1 สมคบกันกระทาผิด
เกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทาผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันแล้วใน
คดีของ นาย อ. และนาย ก. น้ัน เป็นการกล่าวหาว่าผู้ต้องหาที่ 1 กระทาผิดตามพระราชบัญญัติ
มาตรการในการปราบปรามผู้กระทาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8
ประกอบมาตรา 10 การจับกุมหรือการแจ้งข้อหาแก่ผู้กระทาผิดต้องได้รับอนุมัติจาก
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดก่อน ตามมาตรา 14 แต่คดีนี้
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดไม่อนุมัติให้แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาที่ 1
1

/โดยให้...

278 ค�ำ ช้ขี าดความเห็นแย้งของอยั การสงู สดุ

โดโยดโใดยหยใเ้หใหหเ้ตหเ้ หุผตตลุผวุผล่าลวขว่า้อข่าเข้อท้อเจ็ทเทจจ็ ร็จิงจรยริงงัยิงฟยงั งัฟไฟังมไงั ่ไมไดม่ไ้วด่ไ่าด้วผ้ว่าตู้ผ่าผ้อตู ตู้ง้อห้องาหงทหาี่ทาท1ี่ ี่11ไดไ้ตดไดก้ตล้ตกงกลกลงันกงกันนับกกนบั บัานยนายากย.กแก.ล.แะแลนละานะยนายาอย.อเอ.พ.เื่อพเพกื่อื่อรกะกรทระะาททาา
ควคคาวมวาาผมมิดผผเิดกิดเี่ยกเกวี่ยี่กยววับกกยับับายเยาสาเพสเสพตพิดตติดอิดันออจันันะจเจะขะเ้าขเอข้า้งาอคอง์ปงคคร์ป์ปะรกระะอกกบออคบบวคคาวมวาาผมมิดผผฐิดิดาฐนฐาาสนนมสสคมมบคคกบบันกกันันรกกะรทระะาททผาิดาผผเิดกิดเี่ยกเกวี่ยี่กยววับกกับับ
ยายเยาสาเพสเสพตพิดตติดิดาตมตาพามมรพพะรระาะรชราบาชชัญบบัญญัญญัตญิมัตัตาิมิตมาราตกตรารกรกาใารนรใกนในากรกาปารรปปารบราาปบบรปปารมราผามมู้กผผรู้กะู้กรทระะาททคาวาคาควมวาผามมิดผผเิดกิดเี่ยกเกวี่ยกี่ยวัวบกกยับับายเยาสาเพสเสตพพิดตติดิด
พ.พศพ.ศ.ศ.2.52235534344มามตมาราตาตรรา8า88พนพพักนนงกั ากั งนงาสานนอสสบออสบบวสนสวจวนนึงจไจึงมึงไ่มไมอี่ม่มาอี นอี าานจนาแาจจแง้แจขจง้ อ้ง้ขหขอ้ อ้าหดหางัาดกดังลงักก่าลวล่าแ่าวกวแแ่ผกกู้ต่ผ่ผอู้ตู้ตงอ้ หอ้ งางหทหาี่าท1ที่ 1ี่ 1
เฉเพฉเฉพาพะาใาะนะใสนใน่วสสน่ว่วขนนอขขงอนองางนยนาอายย.อแอ.ลแ.ะแลนละาะนยนาายกย.กกเ.ม.เ่ือมเมพ่ือ่ือนพพักนนงักาักงนงาสานนอสสบออสบบวสนสวไวนดนไ้แดไดจ้แ้งแจขจ้ง้องขหข้อ้อาหดหาังาดกดังลังกก่าลวล่าแ่าวกวแ่แผกกู้ต่ผ่ผ้อูตู้ตง้อห้องางหทหาี่าท1ที่ 1ี่ 1
โดโยดโดไยมยไ่มไมี่อม่มีาอีอนาานจนาาจกจากรกาสารรอสสบออสบบวสสนววจนนึงจไจึงมึงไ่ชมไมอ่ช่ชบออดบบ้วดดย้ว้วกยยฎกกหฎฎมหหามมยาายพยพนพักนนังกักางนงาาอนนัยออกัยัยากกราไารมรไ่มไมี่มอ่มีาอีอนาานจนาฟาจจ้ฟอฟง้อต้องางตตมาามม
ปรปะปรมระวะมลมวกวลลฎกกหฎฎมหหามยมาวายิธยวีพวิธิธีจพีพาิจริจาณารรณาณคาวาคาควมวาอามมาอญอาาญาญามาามตมาราตาตรรา1า21102200ชี้ขชาชี้ขดี้ขาไาดมดไ่ฟมไม่้อฟ่ฟง้อ้องผงู้ตผผ้อูตู้ตง้อห้องางหทหาี่าท1ที่ 1ี่ ฐ1าฐนฐาสานนมสสคมมบคคบบ
กนักกันันรกะกรทระาะทผทาดิาผผเดิ กดิเีย่กเกวีย่ กี่ยวบัวกกยบั ับายเยาสาเพสเสตพพิดตตแิดลิดแะแลไละดะไ้มดไดกี้ม้มากี รกีาการรกะกรทระาะทคทาวาคาควมวาผามมิดผผเิดกิดเี่ยกเกวี่ยกี่ยวับวกกยับับายเยาสาเพสเสตพพิดตตเิดพิดเรพเพาระราเาะหะเตหเหุทตตี่ไุทดุที่ไ้มดี่ไดีก้ม้มาีกรีกาารร
สมสสคมมบคคกบบันกกนั ันแลแแะลเละปะเน็ปเปขน็ น็้าขรข้าา้ารชรากาชชากรกาการรกะกรทระาะทคทาวาคาควมวาผามมิดผผเิดกิดเี่ยกเกวี่ยกีย่วับวกกยบั บัายเยาสาเพสเสตพพิดตตเิดฉิดเพฉเฉาพพะาใาะนะใคนในดคคีขดดอีขีขงอนองางนยนาอายย.ออแ. .ลแแะลใละนะในใน
คดคคีขดดอีขีขงออนงงานนยาายกย.กกก.ับก.กัพบับพวพกววกตกาตตมาาพมมพรพะรระาะรชราบาชชัญบบัญญัญญัตญิัมตัติามิมตาารตตกรรากกราใารนรใกนในากรกาปารรปปารบราาปบบรปปารมราาผมมู้กผผรู้กู้กะรทระะาททคาาวคคาวมวาาผมมิดผผิดิด
เกเี่ยกเกวี่ยี่กยวัวบกกัยบับายเยาสาเพสเสพตพิดตติดพิดพ.ศพ..ศ.ศ.2. 25253534344มามมตาราตตารราา33,38, ,8,81, ,10100ปรปปะรมระะวมมลววกลลฎกกหฎฎมหหามมยาอายยาอญอาาญาญามาามมตาารตตารรา9า91911
พรพพะรระาะรชราบาชชญับบัญญญั ญัตญิแตั ตักิแิแ้ไกขก้ไเข้ไพขเิ่มพเพเิ่มติ่มเิมตเตปิมิมรปปะรมระวะมลมวกวลลฎกกหฎฎมหหามยมาอายยาอญอาาญาญา(ฉา(บฉ(ฉับบทับบั ี่ท6ที่ )6ี่ 6พ) ).พศพ..ศ.ศ2. .2525252626ม6ามตมาราตาตรรา4า 44

ควคามำ� ขชเอหข้ี งน็ าแดย้ง
อยั การสูงสดุ

พ.ศ.๒๕๕๑

279ค�ำ ชี้ขาดความเหน็ แยง้ ของอยั การสูงสดุ

กำรฟ้องและดำเนินคดีไมเ่ ปน็ ประโยชนแ์ ก่สำธำรณชน

คำชีข้ ำดควำมเห็นแยง้ ท่ี 431/2551
ป.อาญา พรากผเู้ ยาว์ (ม.317 วรรคแรก)
ระเบียบ การดาเนินคดีอาญาฯ (ข้อ 78)

ผูต้ อ้ งหำกระทำควำมผิดฐำนพรำกผู้เยำว์ แต่หลังเกิดเหตุแล้วได้มีกำรไปสู่ขอตำม
ประเพณี และปจั จุบันผูต้ อ้ งหำก็เลี้ยงดูบุตร หำกยื่นฟ้องและศำลพิพำกษำลงโทษจำคุก
ย่อมมีผลกระทบโดยเฉพำะบุตรของผู้ต้องหำและผู้เยำว์ ท่ีจะไม่มีผู้ใดรับอุปกำระเลี้ยง
ดูและอำจได้รับควำมกระทบกระเทือนทำงจิตใจ กำรฟ้องและดำเนินคดีดังกล่ำวไม่เป็น
ประโยชน์แก่สำธำรณชน

ข้อเทจ็ จริงได้ความว่า ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ที่จังหวัดระยอง น้องชายของผู้เสียหายที่ 1
ได้โทรศัพท์แจ้งให้ผู้เสียหายที่ 1 ทราบว่า เด็กหญิง ก. ผู้เสียหายที่ 2 บุตรของผู้เสียหายที่ 1
ซึ่งมีอายุ 14 ปีเศษ ไม่ได้กลับมานอนที่บ้านพักดังกล่าวไม่ทราบว่าไปที่ใด ผู้เสียหายที่ 1
จงึ โทรศัพท์สอบถามนายจ.ทราบว่าผเู้ สียหายที่ 2 คบหาอยู่กับผู้ต้องหาและนาย จ. ได้หาเบอร์
โทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาให้ผู้เสียหายที่ 1 จากนั้นผู้เสียหายที่ 1 ได้โทรศัพท์ไปสอบถามผู้ต้องหา
ผู้ต้องหายอมรับว่าได้ไปพบกับผู้เสียหายที่ 2 ในอาเภอแม่สอด แล้วพาไปคุยกันและได้พา
ผู้เสียหายที่ 2 มาส่งที่บ้านพักแล้ว ผู้เสียหายที่ 1 จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.อ.แม่สอด
ให้ดาเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมาย หลังจากน้ันในวันเดียวกัน ครูของผู้เสียหายที่ 2 ได้โทรศัพท์
แจ้งให้ผู้เสียหายที่ 1 ทราบว่าขณะนี้ผู้เสียหายที่ 2 อยู่ที่โรงเรียนแล้ว ผู้เสียหายที่ 1 จึงไป
รับตัวผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ได้เล่าให้ผู้เสียหายที่ 1 ฟังว่าเม่ือวันที่ 29 มิถุนายน 2549
เวลาประมาณ 18.00 นาฬิกา หลังจากที่ผู้เสียหายที่ 2 เดินทางไปจังหวัดระยองแล้ว
ผู้ต้องหาได้ขับรถยนต์มารับผู้เสียหายที่ 2 แล้วพาไปที่บ้านพักของผู้ต้องหาและได้มี
เพศสัมพันธ์กันที่บ้านพักดังกล่าว พนักงานสอบสวนได้ส่งผู้เสียหายที่ 2 ไปตรวจชันสูตรร่องรอย
1

/การถกู ...

280 ค�ำ ชี้ขาดความเหน็ แย้งของอัยการสงู สดุ

การถูกกระทาชาเราที่โรงพยาบาลแม่สอด แพทย์ผู้ตรวจให้ความเห็นว่า ผลการตรวจภายใน ควคามำ� ขชเอหีข้ งน็ าแดยง้
อวัยวะเพศภายนอกปกติ ไม่พบบาดแผล เยื่อพรหมจารีย์ปกติ ช่องคลอดและปากมดลูกปกติ อยั การสูงสดุ
แ ล ะ ผ ล ก า ร ต ร ว จ ท า ง ห้ อ ง ป ฏิ บั ติ ก า ร ไ ม่ พ บ ตั ว อ สุ จิ ใ น ส า ร คั ด ห ลั่ ง ภ า ย ใ น ช่ อ ง ค ล อ ด
ผล acid phosphatase ให้ผลลบ พ.ศ.๒๕๕๑

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหามีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน
สิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา โดยปราศจากเหตสุ มควร หรอื ไม่

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีประจักษ์พยานพบเห็นขณะที่ผู้ต้องหา
กระทาความผิดพรากเด็กหญิงก. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปจาก
ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา คงได้ความจากพยานบุคคลอื่นที่อ้างว่าผู้ต้องหาเป็นผู้กระทา
ความผิดและคารับของผู้ต้องหาที่รับว่ากระทาความผิดเท่าน้ัน ท้ังจากผลการตรวจร่างกาย
ผเู้ สียหายที่ 2 ในระหวา่ งวันเวลาเกิดเหตุก็ไม่ปรากฏว่ามีการร่วมประเวณี และภายหลังจาก
ทีม่ กี ารร้องทุกข์ดาเนินคดีกับผตู้ ้องหาแล้ว ผตู้ ้องหาได้พาผู้ใหญ่ฝ่ายผู้ต้องหามาสู่ขอผู้เสียหายที่ 2
เป็นภรรยาตามประเพณีและผู้ต้องหาได้อยู่กินกับผู้เสียหายที่ 2 จนกระท่ังมีบุตร 1 คน
แม้ต่อมาผู้ต้องหาและผู้เสียหายที่ 2 จะได้แยกทางกันแต่ผู้ต้องหาได้เป็นผู้อุปการะและเลี้ยงดูบุตร
เพียงลาพังแต่ผู้เดียว แสดงให้เห็นความจริงใจที่จะอยู่กินฉันสามีภรรยาและสร้างครอบครัว
ร่วมกันกับผู้เสียหายที่ 2 มาแต่ต้น เพราะการรับเลี้ยงดูบุตรถือเป็นภาระหน้าที่ในระยะยาว
ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดูและอบรม ส่ังสอนบุตรให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ท้ังร่างกาย
และจิตใจ ตลอดจนการให้การศึกษาบุตรตามสมควรเพื่อให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ต่อสังคม
และประเทศชาติลว้ นแล้วแต่เปน็ เร่ืองยากลาบาก แม้คดีอาจมีพยานหลักฐานให้เชื่อว่าผู้ต้องหา
ได้กระทาความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก แต่
หลังเกิดเหตุแล้วก็ได้มีการไปสู่ขอตามประเพณีแสดงว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้มีการตกลงกับฝ่าย
ผู้ต้องหาแล้วและปัจจุบันผู้ต้องหาก็เลี้ยงดูบุตรดังกล่าว หากยื่นฟ้องและศาลพิพากษาลงโทษ
จาคุกย่อมมีผลกระทบต่อผู้ต้องหา ผู้เสียหายที่ 2 และโดยเฉพาะบุตรของผู้ต้องหาและ
ผู้เสียหายที่ 2 ที่จะไม่มีผู้ใดรับอุปการะเลี้ยงดูและอาจได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ
การฟ้องและดาเนินคดีดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน ตามนัยระเบียบสานักงาน
1

/อัยการสงู สดุ ...

281คำ�ชขี้ าดความเหน็ แย้งของอัยการสูงสดุ

อัยการสูงสุดว่าด้วย การดาเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 ข้อ 78 ชี้ขาด
ไม่ฟ้องผู้ต้องหา ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุ
อันสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก พระราชบัญญัติแก้ไข
เพิม่ เติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบบั ที่ 8) พ.ศ.2530 มาตรา 7

หมำยเหตุ
ปัจจุบัน สานักงานอัยการสูงสุดได้มีระเบียบสานักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการ

สั่งคดีอาญาที่จะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือ
ความม่ันคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสาคัญของประเทศ พ.ศ.๒๕๕๔ โดยประกาศ
ในราชกิจจานเุ บกษา เมื่อวนั ที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๔

282 คำ�ชี้ขาดความเห็นแย้งของอยั การสงู สุด

ควำมเห็นแยง้ ตอ้ งแสดงเหตผุ ลและพยำนหลักฐำนวำ่ เจำ้ พนักงำนปฏิบตั ิ
หนำ้ ท่มี ิชอบอย่ำงไร

คำชี้ขำดควำมเห็นแย้งที่ 438/2551
ป.ว.ิ อาญา ความเห็นแย้งคาสั่งไม่ฟ้อง (ม.145)

รองผู้ว่ำรำชกำรจังหวัด รักษำรำชกำรแทนผู้ว่ำรำชกำรจังหวัดมีควำมเห็นว่ำ
“เร่ืองนี้ผู้ว่ำรำชกำรจังหวัดมีควำมเห็นแย้ง ตำมรำยละเอียดท่ีปรำกฏตำมบันทึก
ของจงั หวัด ขอใหอ้ ัยกำรจังหวัดดำเนนิ กำรตอ่ ไป” ไม่ถือวำ่ เปน็ ควำมเหน็ แยง้

ข้อเท็จจริงได้ความว่า อัยการจังหวัดมีคาสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา แล้วส่งสานวนไปยัง ควคามำ� ขชเอหข้ี ง็นาแดยง้
ผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพิจารณาว่าจะเห็นชอบกับคาสั่งไม่ฟ้องหรือจะมีความเห็นแย้ง รองผู้ว่า อัยการสงู สดุ
ราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นส่งสานวนให้อัยการจังหวัดว่า
“เร่ืองนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นแย้งตามรายละเอียดปรากฏตามบันทึกของจังหวัดลงวันที่... พ.ศ.๒๕๕๑
ขอให้อัยการจังหวัดดาเนินการต่อไป” ซึ่งบันทึกที่อ้างถึง เป็นเร่ืองที่รองผู้ว่าราชการจังหวัด
มีความเห็นเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดว่าควรให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม หลังจากน้ันอัยการจังหวัด
ทาหนังสือส่งสานวนให้อัยการสูงสุดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 145 เสนอผวู้ ่าราชการจงั หวดั ลงนาม

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดพิจารณาว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด มีความเห็นแย้งตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 หรอื ไม่

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทน
ผู้ว่าราชการจังหวัด มีความเห็นเพียงว่า “เร่ืองนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นแย้ง
ตามรายละเอียดปรากฏตามบันทึกของจังหวัด ลงวันที่.... ขอให้อัยการจังหวัดดาเนินการ
ต่อไป” ซึ่งบันทึกดังกล่าวเป็นบันทึกที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอข้อสังเกตต่อผู้ว่าราชการ
ราชการ .

/จังหวดั ...

283คำ�ช้ีขาดความเหน็ แย้งของอัยการสูงสดุ

จังหวัด โดยเห็นควรให้มีการสอบสวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อส่ังฟ้องต่อไป ความเห็น
ของรองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าวไม่ได้แสดงเหตุผล
โ ต้ แย้ ง ค า ส่ั งไ ม่ ฟ้อ ง ข อ ง พ นั ก งา นอั ย ก า ร ว่า อ าศั ย เ ห ตุ ผล แ ล ะ พ ย า นห ลั ก ฐ า นใ ด จึง เ ห็น ว่ า
ผู้ต้องหากระทาความผิดตามข้อกล่าวหา จึงถือไม่ได้ว่าเป็นความเห็นแย้งคาสั่งไม่ฟ้อง
ของพนักงานอัยการ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145
ที่อัยการสูงสุดจะพิจารณาชี้ขาด ให้ส่งสานวนคืนเพื่อให้ทาความเห็นแย้งแสดงเหตุผล
ประกอบการโต้แย้งคาสัง่ ไม่ฟ้องใหช้ ดั เจนต่อไป

284 ค�ำ ชข้ี าดความเห็นแยง้ ของอยั การสงู สดุ

ทำเอกสำรโดยไม่มีอำนำจ ถอื เปน็ กำรปลอมเอกสำร

คำชี้ขำดควำมเหน็ แยง้ ที่ 443/2551
ป.อาญา ปลอมเอกสารสิทธิและใชเ้ อกสารสิทธิปลอม (ม.265, 268)

เมื่อบริษัทผู้เสียหำยยืนยันว่ำไม่มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจกำรรับฝำกเงิน
กำรท่ีผู้ต้องหำซึ่งเป็นตัวแทนขำยประกันชีวิตของบริษัทผู้เสียหำยชักชวนให้นำงสำว ส.
ฝำกเงินและออกใบเสร็จรับเงินให้กับนำงสำว ส. ยึดถือไว้ โดยท่ีผู้ต้องหำไม่มีอำนำจ
จงึ เปน็ กำรปลอมเอกสำรสิทธิ

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ต้องหาเป็นตัวแทนขายประกัน (ชีวิต) ของบริษัท ท. จากัด ควคาม�ำขชเอหขี้ ง็นาแดยง้
(มหาชน) ผเู้ สียหาย โดยบริษัทผู้เสียหายมอบอานาจให้ตัวแทนขายประกันของบริษัทผู้เสียหาย อัยการสูงสดุ
ซึ่งรวมถึงผู้ต้องหาด้วยในการรับเงินเบี้ยประกันจากลูกค้าได้เม่ือลูกค้าตกลงจะทาสัญญา
ประกันชีวิตไว้กับบริษัทผู้เสียหาย โดยสามารถรับเบี้ยประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 3 แสนบาท พ.ศ.๒๕๕๑
แต่ถ้าหากเกินจานวน 3 แสนบาทลูกค้าจะต้องนามาชาระกับบริษัทหรือนาส่งโดยตรงไม่ต้อง
ผ่านตัวแทน เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการที่ตัวแทนจะเอาเงินเบี้ยประกันไปใช้เอง ท้ังนี้บริษัท
ผู้เสียหายจะมอบใบรับเงินช่ัวคราวเป็นเล่มให้แก่ตัวแทน ซึ่ง 1 เล่ม จะมีใบรับเงินชั่วคราว 5 ฉบับ
และแต่ละฉบับนั้นจะมี 5 แผ่นรวม 5 สี ให้แก่ตัวแทนขายประกันไป เม่ือตัวแทนขายประกัน
รับเงนิ เบีย้ ประกนั จากลกู ค้าแล้วจะออกหลักฐานให้กล่าวคือแผ่นแรกสีขาว ตัวแทนขายประกัน
จะเขียนกรอกรายละเอียดลงไปพร้อมลงชื่อไว้เป็นหลักฐานแล้วมอบให้แก่ลูกค้าไปเพื่อเป็น
หลักฐานว่าได้จ่ายเงินเบี้ยประกันแล้วโดยมีสิทธินาใบเสร็จรับเงินดังกล่าวติดต่อขอรับ
กรมธรรมป์ ระกันภยั และเรียกร้องสทิ ธิจ์ ากกรมธรรม์ฯ ส่วนแผ่นที่ 2 สีเขียว (ใส่ copy) ตัวแทน
ขายประกันจะเก็บไว้เป็นหลักฐาน สาหรับแผ่นที่ 3 สีเหลือง (copy) แผ่นที่ 4 สีฟ้า (copy)
แผ่นที่ 5 สีชมพู (copy) ตัวแทนขายประกันต้องนามาส่งบริษัทผู้เสียหาย พร้อมเงินเบี้ยประกัน
ที่รับมาจากลูกค้าใบเงินชั่วคราวสีเหลืองบริษัทฯ จะแยกเก็บส่งส่วนงานรับประกัน ใบรับเงิน
ช่ัวคราวสีฟ้าจะแยกเก็บส่งฝ่ายบัญชี ใบรับเงินช่ัวคราวสีชมพูแยกเก็บส่งส่วนใบเสร็จรับเงิน

/ต่อมา...

285ค�ำ ช้ขี าดความเห็นแย้งของอยั การสูงสดุ

ต่อมาปรากฏว่าเม่ือวันที่ 9 ตุลาคม 2549 นางสาว ส. ได้นาสาเนาใบเสร็จรับเงินช่ัวคราว
(ถ่ายจากต้นฉบับสีขาวสาหรับลูกค้า) ของบริษัทผู้เสียหายเล่มที่ 51461 เลขที่ 257301
(ผู้ต้องหาเบิกไปจากบริษัทเม่ือวันที่ 28 มิถุนายน 2547) ระบุว่ารับเงินเบี้ยประกัน
จากนางสาว ส. 24,093,000 บาท เป็นจานวนเงินที่เอาประกัน 14,000,000 บาท
โดยผู้ต้องหาลงชื่อไว้ในช่องพนักงานหรือแทนผู้รับมอบอานาจผู้รับเงิน ลงวันที่ 28 ธันวาคม
2546 มาแสดงกับบริษัทผู้เสียหายเพื่อประสงค์ขอเงินลงทุนคืนโดยอ้างว่าได้ลงทุนฝากเงิน
กับบริษัทฯ (ได้ดอกเบี้ยตอบแทน) แต่ต้องทาสัญญาประกันชีวิตไว้กับบริษัทผู้เสียหายก่อน
โดยอ้างว่าเป็นไปตามคาชักชวนของผู้ต้องหา ดังนั้นบริษัทผู้เสียหายจึงตรวจสอบข้อเท็จจริง
พบว่า นางสาว ส. เคยทาสัญญาประกันชีวิตไว้กับบริษัทฯ 2 กรมธรรม์ คือ กรมธรรม์ เลขที่
3139953 ลงวันที่ 28 ธนั วาคม 2546 ครบกาหนด 28 ธนั วาคม 2561 ประเภทสะสมทรัพย์
จานวนเงินเอาประกันภัย 7 ล้านบาทต้องชาระเบี้ยประกันรายปี ๆ ละ 1,019,810 บาท
กับกรมธรรม์เลขที่ 3523982 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2547 ครบกาหนด 19 กรกฎาคม
2562 ประเภทสะสมทรัพย์จานวนเงินเอาประกันภัย 7 ล้านบาท ต้องชาระเบี้ยประกันภัยปีๆ ละ
1,020, 328 บาท และเม่ือตรวจสอบกับใบรับเงินช่ัวคราวเลขที่เดียวกัน (257301) อีก 3 ใบ
(สีเหลือง, ฟ้า, ชมพู) ที่บริษัทฯเก็บรักษาไว้ก็ปรากฏว่าใบรับเงินช่ัวคราวดังกล่าวมีข้อความ
ตรงกันว่าเป็นการรับเงินเบี้ยประกันจากนางสาว ส. จานวนเงิน 1,020,328 บาท สาหรับ
จานวนเงินเอาประกันภัย 7 ล้านบาท ซึ่งตรงกับกรมธรรม์ เลขที่ 3523982 ลงวันที่
19 กรกฎาคม 2547 ซึ่งผู้ต้องหานาเงินจานวนดังกล่าวส่งบริษัทผู้เสียหายตามระเบียบแล้ว
และกรมธรรม์ดังกล่าวยังมีผลใช้บังคับอยู่ แต่มีข้อแตกต่างกับสาเนาใบรับเงินชั่วคราวที่
นางสาว ส. นามาแสดงตรงวันที่ที่ลงในใบรับเงินชั่วคราวที่บริษัทเก็บไว้ โดยลงวันที่ 8 กรกฎาคม
2547 ไม่ใช่วันที่ 28 ธันวาคม 2546 ดังน้ันบริษัทผู้เสียหายจึงไม่คืนเงินให้แก่นางสาว ส.
ตามที่เรียกร้อง ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 นางสาว ส. กับพวกจึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง
คดีแพ่งเอากับบริษัทผู้เสียหายและผู้ต้องหา(จาเลย) ขอให้ชดใช้เงินคืนฐานผิดสัญญารวม
59,027,049,.86 บาท (ต้นเงิน 58,093,000 บาท) ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2549
บริษัทผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดาเนินคดีกับผู้ต้องหาฐานปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิ
ปลอม ใบเสร็จรับเงินชั่วคราวฉบับลูกค้าตามเอกสาร ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน
ช้ันสอบสวนผู้ต้องหาให้การภาคเสธโดยยอมรับว่า เอกสารดังกล่าวนั้น ตนเป็นคนเขียนขึ้นเอง
เอง .

/ท้ังหมด...

286 ค�ำ ชีข้ าดความเหน็ แยง้ ของอัยการสูงสดุ

ทั้งหมด เหตุที่ข้อความในเอกสารดังกล่าวไม่ตรงกับใบรับเงินช่ัวคราวอีก 3 ใบ (สีเหลือง ฟ้า ควคาม�ำขชเอหขี้ งน็ าแดย้ง
ชมพ)ู ที่บริษทั ผเู้ สียหายเก็บรักษาไว้ ก็เพราะตนเขียนข้อความในเอกสารนี้ขึ้นก่อน เน่ืองจากได้รับ อัยการสงู สดุ
เงนิ จานวน 24,093,000 บาท จากนางสาว ส. จริงเป็นเงินลงทุนที่อ้างกับนาง ส. ว่าจะเอาไป
ฝากลงทุนกบั บริษัทผเู้ สียหาย แต่ตนนาเอาเงนิ ดังกล่าวไปหมนุ ใช้ในธุรกิจส่วนตัวจนหมดไม่อาจ พ.ศ.๒๕๕๑
นามาคืนนางสาว ส. ได้ ส่วนใบรับเงินช่ัวคราวอีก 3 ใบ ข้างต้นได้เขียนขึ้นให้ตรงกับความจริง
ทีร่ บั เงินเบี้ยประกันมาจากนางสาว ส. ตามกรมธรรมท์ ีน่ างสาว ส.ได้ทาไว้กบั บริษัทผเู้ สียหาย

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหามีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ
และใช้เอกสารสิทธิปลอม หรือไม่

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ต้องหาซึ่งเป็นตัวแทนขายประกันชีวิตของบริษัท
ท. จากัด ผู้เสียหายได้ชักชวนนางสาว ส. ให้ฝากเงินกับบริษัทผู้เสียหายในรูปแบบประกันชีวิต
โดยอ้างว่าจะได้รับดอกเบี้ยตอบแทน นางสาว ส. หลงเชื่อตามที่ผู้ต้องหาอ้าง จึงได้มอบเงิน
ให้แก่ผู้ต้องหาจานวน 24,093,000 บาท จากน้ันผู้ต้องหาได้ออกใบเสร็จรับเงินดังกล่าว
ให้กับนางสาว ส. โดยผู้ต้องหาไม่มีอานาจออกใบเสร็จรับเงินดังกล่าวเพราะบริษัทผู้เสียหาย
มอบหมายให้ตัวแทนขายประกันออกใบเสร็จรับเงินได้เฉพาะเพื่อเป็นหลักฐานการรับเงิน
เบี้ยประกันงวดแรกเท่าน้ัน ท้ังข้อความตามต้นฉบับใบเสร็จรับเงินช่ัวคราวกับสาเนา
ใบเสร็จรับเงินมีข้อความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นจานวนเงินเอาประกันภัย
และจานวนเบี้ยประกันภัย ดังนี้ เม่ือบริษัทผู้เสียหายยืนยันว่าไม่มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการ
รับฝากเงิน การที่ผู้ต้องหาชักชวนให้นางสาว ส. ฝากเงินและออกใบเสร็จรับเงินให้กับ
นางสาว ส. ยึดถือไว้โดยที่ผู้ต้องหาไม่มีอานาจจึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิ และเป็นเหตุให้
บริษัทผู้เสียหายได้รับความเสียหาย เนื่องจากต่อมาภายหลังนางสาว ส. ได้ยื่นฟ้องบริษัท
ผู้เสียหายเป็นจาเลยต่อศาลแพ่ง คดีมีพยานหลักฐานพอฟ้อง จึงชี้ขาดให้ฟ้อง ผู้ต้องหา
ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 265, 268

287คำ�ชขี้ าดความเห็นแยง้ ของอยั การสงู สุด

ดูหมิ่นผู้อื่นตอ่ หน้าบุคคลท่สี ามเปน็ การดหู มน่ิ ซึ่งหน้าและหมิ่นประมาท

คำชี้ขำดควำมเห็นแยง้ ท่ี 446/๒๕๕๑
ป.อาญา ดูหมิ่นซึง่ หน้า, หม่นิ ประมาท (ม.๓๙๓, ๓๒๖)

ขณะเกิดเหตุมีนำงสำว น. และนำย ส. บุคคลท่ีสำมอยู่ใกล้กับผู้เสียหำย
ผู้ต้องหำได้กล่ำวถ้อยคำดูหมิ่นผู้เสียหำย คำพูดของผู้ต้องหำนอกจำกเป็นกำรกล่ำว
ดูหมิ่นผู้เสียหำยแล้ว ยังเป็นกำรใส่ควำมทำให้ผู้เสียหำยเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือ
ถกู เกลียดชัง ถอื วำ่ มีเจตนำใสค่ วำมผูเ้ สียหำยต่อนำงสำว น. และนำย ส. ซึง่ เปน็ บุคคลท่สี ำม

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายเป็นพนักงานขาย ของบริษัท อ. โดยทางานอยู่ที่
ชั้น ๑ ของอาคารสาทรเจ้าพระยาทีเ่ กิดเหตุ ผตู้ ้องหาพกั อาศัยอยู่ในอาคารดังกล่าว วันเกิดเหตุ
ผู้เสียหายพาผู้บริหารของบริษัท อ. นายจ้างขึ้นไปที่ชั้น ๖ พร้อมกับลูกค้า ผู้ต้องหาขอคุยกับ
ผู้บริหารฯ แต่ผู้เสียหายแจ้งว่าขอให้รอให้เสร็จธุระก่อน ผู้ต้องหาไม่ยอม ผู้เสียหายจึงพาไป
ที่ชั้น ๖ เม่ือเสร็จธุระผู้เสียหายได้พาผู้บริหารและลูกค้าไปส่งที่จอดรถ เม่ือผู้เสียหายกลับมา
ที่ล็อบบี้ช้ัน ๑ ซึ่งมีนาย ส. และนาง น. อยู่ห่างออกไป ๒ เมตร ผู้ต้องหาได้ต่อว่าผู้เสียหายว่า
“ทีหลังไม่ต้องมายุ่งเร่ืองเจ้านาย เขาจะคุยกับฉัน จะคุยกับเจ้านาย อย่ามาเสือกยุ่ง” “เป็นแค่
เสมียนอย่าทางานเกินเงินเดือนให้มากนัก เลียแข้งเลียขาเจ้านายเก่งอย่างนี้ มึงได้เท่าไหร่
ได้อย่างน้ีไม่คุ้มเสียหรอก น้าหน้าอย่างมึง ชาตินี้เป็น แค่ลูกจ้างเขาไปตลอดชีวิต” “เซลล์ที่นี่ขาย
ของโกหก หลอกลวง เปน็ พวกหน้าเงนิ เหน็ แก่เงนิ ค่าคอมมิชช่นั เป็นพวกผหู้ ญิงสองหนา้ ”

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า การกระทาของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐาน
หมิ่นประมาท หรอื ไม่

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ที่เกิดเหตุเป็นบริเวณล๊อบบี้ ช้ัน ๑ ของอาคารชุด
บ้านสาทรเจ้าพระยา ซึ่งบริษทั อ. ที่ผู้เสียหายทางานต้ังอยู่ ขณะนั้นมีนางสาว น. แม่บ้านรักษา
1

/ความสะอาด...

288 ค�ำ ช้ีขาดความเห็นแยง้ ของอัยการสูงสุด

ความสะอาดและนาย ส. พนักงานรักษาความปลอดภัย บุคคลที่สามอยู่ใกล้กับผู้เสียหาย
ผู้ต้องหาได้กล่าวถ้อยคา ต่อว่าต่อขานผู้เสียหายว่า “ทีหลังไม่ต้องมายุ่งเร่ืองเจ้านาย
เขาจะคุยกับฉัน จะคุยกับเจ้านายอย่ามาเสือกยุ่ง” “เป็นแค่เสมียนอย่าทางานเกินเงินเดือน
ให้มากนัก เลียแข้งเลียขาเจ้านายเก่งอย่างนี้ มึงได้เท่าไหร่ ได้อย่างนี้ไม่คุ้มเ สียหรอก
น้าหน้าอย่างมึง ชาตินี้เป็นแค่ลูกจ้างเขาไปตลอดชีวิต” “เซลล์ที่นี่ขายของโกหก หลอกลวง
เป็นพวกหน้าเงิน เห็นแก่เงินค่าคอมมิชชั่น เป็นพวกผู้หญิงสองหน้า” คาพูดของผู้ต้องหานอกจาก
เป็นการกล่าวดูหมิ่นผู้เสียหายแล้ว ยังมีลักษณะเป็นการใส่ความทาให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง
ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังได้และถือว่ามีเจตนาใส่ความผู้เสียหายต่อนางสาว น.และนาย ส.
ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม ชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหา ฐานหมิ่นประมาทอีกบทหนึ่ง ตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๓๒๖, ๙๐ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๑๑)
พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๓

ควคามำ� ขชเอห้ขี งน็ าแดย้ง
อยั การสูงสุด

พ.ศ.๒๕๕๑

289ค�ำ ช้ขี าดความเห็นแยง้ ของอยั การสงู สุด

แผว้ ถางป่าสมบูรณ์เปน็ การทาลาย ยึดถือและครอบครอง

คำชี้ขำดควำมเห็นแยง้ ท่ี 452/๒๕๕๑
พ.ร.บ. ป่าไม้ฯ (ม.๔, ๕๔, ๗๒ ตร)ี

ท่ีเกิดเหตุอยู่บริเวณเขาบรรทัด และมีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ เมื่อผู้ต้องหาบุกรุก
แผ้วถางป่าบริเวณท่ีเกิดเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าท่ี จึงมีเจตนา
กระทาผิดฐานก่นสร้าง แผ้วทาง หรือทาด้วยประการใดๆ อันเป็นการทาลายป่า
หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจ ากพนักงาน
เจ้าหนา้ ท่ี

ข้อเท็จจริงได้ความว่า นาย ศ. ปลัดอาเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ได้รับการร้องเรียน
จากราษฎรว่า บนเทือกเขาบรรทัดชุมชนสะพานปลา ตาบลหาดเล็ก อาเภอคลองใหญ่
จังหวัดตราด มีการบุกรุกพื้นที่ป่า จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ที่ดิน และเจ้าหน้าที่
ทหารหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินเข้าไปตรวจสอบ พบการบุกรุกแผ้วถางและเผาพื้นที่ป่าเขา
บรรทัดรวม ๓ แปลง ได้แก่ แปลงของนาย อ. ผู้ต้องหา แปลงของนาย พ. และแปลงของนาย ม.
ผู้ต้องหากับพวกอ้างว่าได้ครอบครองทาประโยชน์มานานแล้ว โดยที่ดินที่ผู้ต้องหาครอบครอง
ทาประโยชน์เป็นที่ดินของนาง ล. ภรรยาของผู้ต้องหา ซึ่งยึดถือครอบครองต่อจากบิดามารดา
ที่ครอบครองทาประโยชน์มากว่า ๕๐ ปี ผู้ต้องหาเข้าทาประโยชน์ต่อในฐานะสามีของนาง ล.
เมือ่ ปี ๒๕๔๐ นาง ล. ได้ยื่นเร่ืองขอจับจองที่ดินกับทางอาเภอคลองใหญ่ เจ้าหน้าที่ออกใบรับ
(จ.ด.๕) ให้ต่อมาได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ที่ดินว่าหมดงบประมาณในการรังวัด นาย พ. อ้างว่า
ที่ดินที่นาย พ. ครอบครองทาประโยชน์เป็นที่ดินของนาง พ. มารดาของนาง ส. ภรรยาของ
นาย พ. ซึ่งยึดถือครอบครองต่อจากบิดามารดาที่ครอบครองทาประโยชน์มากว่า ๕๐ ปี
นาย พ. เข้าทาประโยชน์ต่อในฐานะลูกเขยของนาง พ. ซึ่งยกที่ดินให้นาง พ. ได้ยื่นแจ้งความ
ประสงค์จะได้ใช้สิทธิในที่ดินที่ตนครอบครองอยู่ก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน โดยยื่นเม่ือปี
1

/2534...

290 ค�ำ ชี้ขาดความเหน็ แยง้ ของอยั การสงู สุด

๒๕๓๔ ต่อมาได้ยื่นเร่ืองขอจับจองที่ดินกับทางอาเภอคลองใหญ่ เม่ือปี ๒๕๔๐ เจ้าหน้าที่ออก ควคามำ� ขชเอห้ขี ง็นาแดยง้
ใบรับ (จ.ด.๕) ให้ และได้เสียภาษีบารุงท้องที่ตามใบเสร็จรับเงินภาษีบารุงท้องที่ปี ๒๕๔๙-๒๕๕๑ อยั การสงู สุด
ต่อมาได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ที่ดินว่าหมดงบประมาณในการรังวัด นาย ม. อ้างว่าที่ดินที่นาย ม.
ครอบครองทาประโยชน์เป็นที่ดินของนาง ถ. ภรรยาของนาย ม. ซึ่งยึดถือครอบครองต่อจาก พ.ศ.๒๕๕๑
บิดามารดาที่ครอบครองทาประโยชน์มากว่า ๔๐ ปี นาย ม. เข้าทาประโยชน์ต่อในฐานะสามี
ของนาง ถ. เมือ่ ปี ๒๕๔๐ นาง ถ. ได้ยืน่ เรือ่ งขอจับจองที่ดินกบั ทางอาเภอคลองใหญ่ เจ้าหน้าที่
ได้ออกใบรับ (จ.ด. ๕) ให้ ทางอาเภอคลองใหญ่ได้มาทาการรังวัดที่ดินเพื่อออกใบจอง (น.ส.๒)
แต่จนปัจจุบันยังไม่ได้รับการติดต่อจากนายอาเภอคลองใหญ่ ที่ดินท้ัง ๓ แปลงของผู้ต้องหา
นาย พ. และนาย ม. นาย ค. นายกเทศมนตรี ตาบลหาดเล็ก อาเภอคลองใหญ่ ซึ่งเคยดารง
ตาแหน่งกานันตาบลหาดเล็ก ในปี ๒๕๓๙ ถึง ๒๕๔๑ นาย ป. ซึ่งเคยดารงตาแหน่งกานัน
ตาบลหาดเล็กในปี ๒๕๑๖ ถึง ๒๕๓๙ นาง อ. ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ ๒ ตาบลหาดเล็ก และนาย ก.
ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ ๓ ตาบลหาดเล็ก ต่างให้การสอดคล้องกับข้ออ้างของผู้ต้องหา นาย พ.
และนาย ม. ที่ดินแปลงเกิดเหตุ นาย ส. เจ้าหน้าที่ที่ดินอาเภอคลองใหญ่ยืนยันว่าเป็นที่ป่า
ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลใดได้มาตามกฎหมายที่ดิน
ผู้ต้องหากับพวกไม่มีสิทธิครอบครองและไม่มีสิทธิเข้าทาประโยชน์ เอกสาร จ.ด.๕ ที่ผู้ต้องหา
กั บพวกน ามาแสดงเป็ นเพี ยงการยื่ นเร่ื องขอจั บจองซึ่ งตรวจสอ บแล้ วไม่ ปรากฏว่ ามี ผู้ ใด
มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด นาย จ. ผู้กล่าวหา เจ้าหน้าที่ป่าไม้ หัวหน้าหน่วยป้องกัน
และรักษาป่าที่ ตร.๒ (คลองห้วยแร้ง) จังหวัดตราดกับพวก ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา นาย พ.
และนาย ม. ส่งพนักงานสอบสวนดาเนินคดีในความผิดฐานก่นสร้าง แผ้วทาง หรือทาด้วย
ประการใดๆ อันเป็นการทาลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้
รับอนญุ าตจากพนกั งานเจ้าหนา้ ที่

คดีมปี ัญหาใหอ้ ัยการสูงสุดชี้ขาดว่า การกระทาของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานก่นสร้าง
แผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทาด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทาลายป่า หรือเข้ายึดถือ
ครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อน่ื โดยไม่ได้รบั อนญุ าตจากพนกั งานเจ้าหนา้ ที่ หรอื ไม่

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณเขาบรรทัด ซึ่งนาย ส .
เจ้าหน้าที่ที่ดิน อาเภอคลองใหญ่ยืนยันว่าเป็นป่าและที่เกิดเหตุยังมีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์
1

/เมื่อ...

291ค�ำ ช้ีขาดความเห็นแย้งของอยั การสงู สุด

เม่ือผู้ต้องหาบุกรุกแผ้วถางป่าบริเวณที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
จึงมีเจตนากระทาผิดตามข้อกล่าวหา ชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหา ฐานก่นสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่า
หรือกระทาด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทาลายป่าหรือเข้ายึดถือ ครอบครองป่าเพื่อตนเอง
หรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔
มาตรา ๔, ๕๔, ๗๒ ตรี พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๓ มาตรา ๑๖
พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๒ พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๖)
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗ ขอให้ศาลสั่งให้ผู้ต้องหา คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารออกไป
จากป่าทีเ่ กิดเหตุ

292 ค�ำ ชข้ี าดความเหน็ แย้งของอยั การสงู สุด

สง่ sms ไม่เปน็ ดูหมิ่นซงึ่ หนำ้

คำชีข้ ำดควำมเห็นแยง้ ท่ี 459/2551
ป.อาญา ดหู มิ่นซึ่งหน้า (ม.393)

ส่งขอ้ ควำมดหู มิน่ ผู้เสียหำย แตไ่ ม่ได้กระทำต่อหน้ำผู้เสียหำย หรือผู้เสียหำยอยู่ใน
ท่ีน้ัน ทั้งข้อควำมท่ีถูกส่งเข้ำโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหำย หำกผู้เสียหำยไม่เปิดดู
ผู้เสียหำยก็จะไม่ทรำบข้อควำมท่ีดูหมิ่นผู้เสียหำยในทันที พฤติกำรณ์ยังไม่พอฟังว่ำ
ผตู้ ้องหำดูหมิ่นผู้เสียหำยซึ่งหนำ้

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายและผู้ต้องหาเป็นเพื่อนกัน เม่ือวันที่ 15 พฤษภาคม ควคาม�ำขชเอหีข้ ง็นาแดยง้
2551 ผู้ต้องหาได้โทรศัพท์เข้าโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายต่อว่าเร่ืองที่ผู้เสียหายนาเร่ือง อยั การสงู สดุ
ส่วนตัวไปพูดกับคนอื่น ผู้เสียหายได้ว่าผู้ต้องหาว่าเป็นกะหรี่ แล้วผู้เสียหายวางโทรศัพท์ไป
ผู้ต้องหาได้พยายามติดต่อกับผู้เสียหายแต่ผู้เสียหายไม่รับสาย ด้วยความโกรธผู้ต้องหาจึงส่ง พ.ศ.๒๕๕๑
ข้อความทางโทรศัพท์เข้าโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย ข้อความว่า “ FUCK U MUM ” แปล
ความหมายได้ว่า “เย็ดแม่มึง” วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
ดาเนนิ คดีกบั ผเู้ สียหาย

คดีมปี ญั หาใหอ้ ยั การสูงสดุ ชีข้ าดว่า ผู้ตอ้ งหามีความผิดฐานดหู ม่นิ ซึง่ หนา้ หรอื ไม่

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ต้องหาส่งข้อความดูหม่ินผู้เสียหาย แต่ไม่ได้กระทา
ต่อหน้าผเู้ สียหาย หรอื ผเู้ สียหายอยู่ในทีน่ นั้ ท้ังข้อความที่ถูกส่งเข้าโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย
หากผู้เสียหายไม่เปิดดูผู้เสียหายก็จะไม่ทราบข้อความที่ดูหมิ่นผู้เสียหายในทันที พฤติการณ์ยัง
ไม่พอฟังว่าผู้ต้องหาดูหมิ่นผู้เสียหายซึ่งหน้า หลักฐานไม่พอฟ้อง ชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา
ฐานดหู มิ่นผู้อ่นื ซึง่ หนา้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393

หมำยเหตุ
คาชีข้ าดความเห็นแย้งที่ 158/2553 วินจิ ฉัยในทานองเดียวกัน

293ค�ำ ชีข้ าดความเห็นแยง้ ของอยั การสงู สดุ

ไมเ่ ป็นละเมิดลขิ สิทธิเ์ พือ่ กำรค้ำ

คำชี้ขำดควำมเห็นแยง้ ท่ี 462/2551
พ.ร.บ. ลิขสิทธิฯ์ (ม.31, 70)

ควำมผิดตำมพระรำชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มำตรำ 31, 70 ผู้กระทำต้อง
มีเจตนำหำกำไรในทำงกำรค้ำอันเป็นวัตถุประสงค์หลัก ผู้ต้องหำท่ี 1 เป็นเจ้ำของ
ร้ำนอำหำรนำแผ่นวีซีดีเพลงของผู้เสียหำยมำเปิดผ่ำนลำโพงให้ลูกค้ำฟังขณะเข้ำมำ
ทำนอำหำร แม้จะเป็นกำรเผยแพร่แต่ก็ไม่ใช่กำรหำกำไร กำรเปิดก็นำมำเปิดหมุนเวียน
กบั เพลงอืน่ ๆ ท่ัวไป พฤติกำรณ์ของผตู้ ้องหำถอื ไดว้ ่ำไม่ขัดต่อกำรแสวงหำประโยชน์จำก
งำนอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหำยซึ่งเป็นเจ้ำของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิ
อันชอบด้วยกฎหมำยของเจ้ำของลิขสิทธิ์ ไม่เป็นกำรละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อหำกำไรโดย
เผยแพร่ตอ่ สำธำรณชนเพือ่ กำรค้ำ

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้กล่าวหาได้สืบทราบว่าที่ร้านอาหาร ซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงหัวหมาก

เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ทาการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยนาผลงานเพลง

ในอัลบั้ม เบสออฟเดอะเยียร์ ซึ่งเป็นผลงานเพลงที่เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย มาทาการ

เผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยนามาเปิดให้กับลูกค้าของร้านฟังโดยไม่ได้รับความยินยอมจาก

ผเู้ สียหายผเู้ ป็นเจา้ ของลิขสิทธิ์ ผู้กล่าวหาจึงได้มาแจ้งความไว้กับได้นาเจ้าหน้าที่ตารวจไปยังที่ร้าน

เม่ือไปถึงได้พบว่าร้านดังกล่าวกาลังเปิดเพลง ซึ่งเป็นเพลงในอัลบ้ัมเบสออฟเดอะเยียร์ ซึ่งเป็นเพลง

ที่เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย โดยมีผู้ต้องหาที่ 2 เป็นผู้ควบคุมดูแลร้านอยู่ผู้กล่าวหา

กับเจ้าหน้าที่ตารวจจึงได้แสดงตัวกับได้ขอดูใบอนุญาตให้นาผลงานเพลงอันเป็นลิขสิทธิ์

ของผเู้ สียหายไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน ผตู้ ้องหาที่ 2 จึงได้โทรศัพท์แจ้งเหตุให้ผู้ต้องหาที่ 1 ทราบ

สักครู่ต่อมาผู้ต้องหาที่ 1 ได้มายังร้านที่เกิดเหตุกับได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าของร้าน ผู้กล่าวหา

จึงขอดูใบอนุญาตให้นาผลงานเพลงอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน

แต่ผู้ต้องหาทั้งสองไม่มีมาแสดง ผู้กล่าวหาจึงชี้ให้สิบตารวจเอก อ. ควบคุมตัวผู้ต้องหาท้ังสองไว้

กับได้ยึดแผ่นเพลงที่ใช้เปิดอันเป็นแผ่น ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย จานวน 1 แผ่น

แผ่น . /ลาโพง...

294 ค�ำ ชข้ี าดความเหน็ แยง้ ของอัยการสูงสุด

-2- ควคามำ� ขชเอหี้ขงน็ าแดย้ง
อยั การสงู สดุ
ลาโพงเสียงแหลม จานวน 2 ตัว ลาโพงเสียงทุ้ม จานวน 1 ตัว เคร่ืองเล่นดีวีดี จานวน 1 เคร่ือง
ไว้เป็นของกลางและได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน พ.ศ.๒๕๕๑
ทาการสอบสวน

คดีมปี ญั หาใหอ้ ัยการสงู สดุ ชีข้ าดว่า ผตู้ ้องหามีความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของ
ผู้อื่นเพื่อการค้า โดยเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง โสตทัศนวัสดุ
โดยไม่ได้รับอนุญาต หรอื ไม่

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้ผู้ต้องหาที่ 2 ผู้ดูแลร้านอาหาร นาสิ่งบันทึกเสียง
เป็นแผน่ วีซีดีเพลงทีล่ ะเมิดลิขสิทธิ์เปิดเพลง ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายผ่านทางเคร่ืองเล่นดีวีดี
ให้ลูกค้าที่มารับประทานอาหารในร้านฟังโดยไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่งานดนตรีกรรม
และสิ่งบันทึกเสียงจากผู้เสียหาย แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
มาตรา 31, 70 ผู้กระทาผิดต้องมีเจตนาหากาไรในทางการค้าอันเป็นวัตถุประสงค์หลัก
เช่น จัดแสดงดนตรี ขับร้องโดยนักร้องเพื่อดึงดูดให้ลูกค้ามารับประทานอาหารเพื่อฟังเพลงไปด้วย
ทาให้เจ้าของร้านอาหารได้ผลประโยชน์ในการค้าขายอาหารเพิ่มขึ้นกว่าปกติ การที่ร้านอาหาร
ทั่วไปเช่นร้านของผตู้ ้องหาที่ 1 นาแผ่นวซี ีดี เพลงของผเู้ สียหายเปิดทางเคร่ืองเล่นดีวีดีผ่านลาโพง
ใหล้ ูกค้าในร้านฟงั ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของร้านอาหารน้ัน เพราะวัตถุประสงค์หลักคือการขาย
อาหารเพราะชื่นชอบในรสอาหารเป็นสาคัญ ไม่ใช่เพราะต้องการเข้าไปฟังเพลงในร้าน การที่
ผู้ต้องหาท้ังสองเปิดเพลงที่เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย แม้จะเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชน
แตก่ ม็ ิใช่เพื่อหากาไร ท้ังการเปิดเพลงของผู้เสียหายในคดีนี้ ผู้ต้องหาที่ 2 ก็นามาเปิดหมุนเวียน
กบั เพลงอืน่ ๆ ท่ัวไป ซึง่ ลกู ค้าบางคนเข้ามารบั ประทานอาหารบางคร้ังก็ไม่ได้ฟัง เพราะผู้ต้องหาที่ 2
เปิดเพลงอื่นด้วย มิได้เจาะจงเปิดเพลงอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย หรือกระทาการใด ๆ
ที่ให้เห็นว่าหากต้องการฟังเพลงอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายต้องไปฟังที่ร้านของผู้ต้องหา
ในทางตรงข้ามหากลูกค้าได้ฟังเพลงของผู้เสียหายแล้วมีความรู้สึกว่ามีความไพเราะก็อาจ
ซื้องานเพลงของผู้เสียหายไปฟัง พฤติการณ์ของผู้ต้องหาทั้งสองถือได้ว่าไม่ขัดต่อการแสวงหา
แสวงหา .

/ประโยชน์...

295ค�ำ ช้ีขาดความเหน็ แยง้ ของอัยการสงู สุด

-3-
ประโยชน์จากงานอันมีลขิ สิทธิ์ตามปกติของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และไม่กระทบกระเทือน
ถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามที่
บัญญัติไว้ในมาตรา 32 คดีมหี ลักฐานไม่พอฟ้อง ชี้ขาดไม่ฟ้อง ผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2
ฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อหากาไรโดยเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อการค้า
ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 15, 31, 70 ของกลางให้พนักงาน
สอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85

296 คำ�ช้ขี าดความเห็นแยง้ ของอัยการสงู สดุ


Click to View FlipBook Version