เช่น คำ� ถามทีว่ ่าทำ� ไมแชมเปญจงึ มรี าคาสงู กว่าเหลา้ องนุ่ ลักษณะเดยี วกัน? คำ� ตอบก็คอื แชมเปญ
มรี าคาแพงกวา่ เพราะมมี ลู ค่าแลกเปลยี่ นสงู กวา่ ดงั นั้น จงึ มคี �ำถามวา่ เหตใุ ดแชมเปญจึงคงมมี ูลคา่
แลกเปลี่ยนสูงกว่า? นักเศรษฐศาสตร์จะตอบว่าเพราะแชมเปญถูกอัดแน่นไปด้วยแรงงาน เช่น
(1) แรงงานในการเลือกสถานทปี่ ลูก เพาะปลูก เกบ็ เกยี่ ว, แรงงานในการผลิต ความลบั ในการผลิต
บวกด้วย (2) แรงงานเดิมในรูปของทุนที่มีการสะสมค่าผลิตเดิม ดังนั้นราคาแชมเปญจึงเท่ากับ
แรงงานเก่าบวกแรงงานใหม่นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม เน่ืองด้วยระบบทรัพย์สินทางปัญญาในยุคปัจจุบันเป็นการคุ้มครองทรัพย์สิน
ทางปญั ญาระหว่างประเทศ เจา้ ของทรัพย์สนิ ทางปัญญาคนหนึ่งสามารถใชส้ ิทธิของตนไปพรอ้ มๆ
กนั ในหลายๆ ประเทศในเวลาเดยี วกนั เชน่ เจา้ ของเครอื่ งหมายการคา้ มสี ทิ ธแิ ตเ่ พยี งผเู้ ดยี วในหลาย
ลกั ษณะ เชน่ นาย ก. เจา้ ของเครอ่ื งหมายการคา้ ข. มสี ทิ ธใิ นการผลติ สนิ คา้ ภายใตเ้ ครอื่ งหมายการคา้
ดังกล่าว และนอกจากนี้ เขายังมีสิทธิท�ำสัญญาอนุญาตให้นาย ค. ผลิตขายสินค้าดังกล่าว
ในประเทศไทยและ มสี ิทธทิ ำ� สัญญาอนุญาตใหน้ าย A. ผลติ ขายสินคา้ ดังกล่าวในประเทศองั กฤษ
ไปพร้อมๆ กันได้ด้วย การใช้สิทธิที่หลากหลายท�ำให้นาย ก. ได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจาก
แรงงานสะสมของตน แตถ่ ้านาย ก. ไดร้ บั ประโยชน์จากแรงงานสะสมจนมูลค่าแลกเปล่ยี นสงู มาก
อย่างไร้ขอบเขตจ�ำกัด มูลค่าของค่าแห่งความภักดีในตัวสินค้า (Brand royalty) หรือชื่อเสียง
ความนยิ มในตวั สนิ คา้ (Good will) ควรจะมรี าคาลดลงหรอื ไม?่ หรอื กฎหมายทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา
ในเรือ่ งดังกล่าวควรจะจำ� กัดขอบเขตแหง่ สิทธใิ ห้ลดนอ้ ยลงกว่าท่เี ป็นอยหู่ รือไม?่
ตามทัศนะของผู้เขียน ผู้เขียนเห็นว่า เม่ือระบบคุ้มครองกฎหมายเครื่องหมายการค้าเป็น
ระบบการคุ้มครองระหว่างประเทศ ดังเช่นในปัจจุบัน มูลค่าแลกเปลี่ยน หรือ “มูลค่าของสิทธิ
ในเคร่ืองหมายการค้า”ควรจะต้องลดลงตามประโยชน์หน่วยสุดท้าย (Marginal Utility) ด้วย
ในประเดน็ นี้ เจวอน (stanley jevons) นกั เศรษฐศาสตรส์ ำ� นกั นโี อคลาสสกิ (Neo–classicism)
เสนอว่า มูลคา่ ของสนิ ค้าขึ้นอยู่กบั ประโยชน์ ประโยชนใ์ นความหมายนี้ คือความสมั พนั ธร์ ะหว่าง
สินค้ากับมนุษย์ผู้มีความต้องการใช้สินค้านั้น23 ประโยชน์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามความรู้สึกนึกคิด
ของบคุ คลในขณะตา่ งๆ โดยเฉพาะขนึ้ อยกู่ บั วา่ บคุ คลนน้ั ๆ มสี นิ คา้ ชนดิ เดยี วกนั นนั้ อยแู่ ลว้ มากนอ้ ย
เพียงใด ประโยชน์ของสินค้าช้ินหนึ่งต่อบุคคลหนึ่งเท่ากับความสุขของบุคคลน้ันท่ีเพ่ิมข้ึนจาก
การไดบ้ รโิ ภคสนิ คา้ นน้ั 24 ดงั นน้ั จงึ ตอ้ งแยกระหวา่ งประโยชนท์ งั้ หมด (Total utility) กบั ประโยชน์
หนว่ ยสดุ ท้าย (Final degree of utility หรอื Marginal utility) ยกตัวอยา่ งเชน่ ประโยชน์
23 Jevons, William Stanley, and H. Stanley Jevons. The Theory of Political Economy. Reprints
of Economic Classics. 5th ed. New York, : A. M. Kelley, 1965. P.105
24 เรอื่ งเดียวกัน. P.106
65 ปี เกยี รติขจร 193
ท้ังหมดของสินคา้ ก.ตอ่ นาย ข. คือ ประโยชนท์ ่นี าย ข. ไดจ้ ากการบริโภคสนิ คา้ ก. ทั้งหมด สมมติ
วา่ มี 10 ชิน้ แต่ประโยชนท์ ี่นาย ข.ไดจ้ ากการบรโิ ภคสินคา้ ก. ในชิน้ ที่ 10 ถกู เรยี กว่า “ประโยชน์
หนว่ ยสดุ ทา้ ย” เจวอนเหน็ วา่ ประโยชนห์ นว่ ยสดุ ทา้ ยของชน้ิ ท่ี 10 ยอ่ มไมเ่ ทา่ กบั ประโยชนห์ นว่ ย
สดุ ท้ายของชนิ้ ท่ี 5 คือมคี า่ นอ้ ยกวา่ เจวอนต้งั หลักไวว้ า่ ประโยชนห์ นว่ ยสุดทา้ ยยอ่ มแตกต่าง
ไปตามปรมิ าณของสินคา้ และจะลดลงเม่อื ปริมาณสนิ คา้ เพ่มิ ขน้ึ 25 เชน่ นำ�้ หรืออากาศเปน็ สิง่ ท่ี
มคี ณุ ประโยชน์ แต่ท�ำไมถงึ ไม่มีคา่ เพราะนำ้� มีปรมิ าณมากเกนิ ไป ดังน้ัน ประโยชนห์ นว่ ยสุดทา้ ย
ของน�้ำ หรืออากาศจึงลดลงจนใกล้ถึงศูนย์ โดยสรุป เจวอนเสนอทฤษฏีการแลกเปล่ียน
(Theory of exchange) เพ่ือแสดงให้เห็นว่ามูลค่าแลกเปลี่ยนถูกก�ำหนดโดยประโยชน์
หนว่ ยสุดท้าย ไม่ไดถ้ ูกกำ� หนดโดยปรมิ าณแรงงานทใี่ ชใ้ นการผลิต หรอื “ค่าผลิต”
เมื่อน�ำแนวคิดน้ีกลับมาสู่เรื่องการคุ้มครองตามกฎหมายเครื่องหมายการค้า ปัจจุบัน
การคุ้มครองเคร่ืองหมายการค้าเป็นระบบการคุ้มครองสิทธิที่เจ้าของเครื่องหมายการค้ารายหน่ึง
อาจขอรบั ความคมุ้ ครองโดยการนำ� ไปจดทะเบยี นไวใ้ นประเทศตา่ งๆ การคมุ้ ครองเปน็ การคมุ้ ครอง
สทิ ธริ ะหวา่ งประเทศ เจา้ ของเครอื่ งหมายการคา้ อาจผลติ สนิ คา้ ภายใตต้ ราสนิ คา้ ดงั กลา่ วในประเทศ
เดยี วแลว้ สง่ ออกหรอื จำ� หนา่ ยสนิ คา้ เหลา่ นไ้ี ปยงั ทต่ี า่ งๆ ทวั่ โลก เมอ่ื สรา้ งระบบการกระจายสนิ คา้
เป็นระบบระหวา่ งประเทศแลว้ สนิ คา้ ภายใต้สทิ ธิของเจ้าของยอ่ มผลติ ได้มากกว่าการผลติ เพอ่ื
จ�ำหน่ายโดยได้รับความคุ้มครองตามหลักดินแดนเพียงภายในประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น
สินค้าภายใต้ตราเคร่ืองหมายการค้ามีการผลิตเพ่ิมข้ึนเพื่อจ�ำหน่ายไปท่ัวโลก แสดงให้เห็นว่า
สินค้าภายใต้เคร่ืองหมายการค้าซ่ึงอัดแน่นไปด้วยประโยชน์หน่วยสุดท้ายย่อมแตกต่างไปตาม
ปรมิ าณของสนิ คา้ ทเี่ พม่ิ ขนึ้ อยา่ งมากและประโยชนห์ นว่ ยสดุ ทา้ ยของเครอื่ งหมายการคา้ ควรจะ
ลดลงเมื่อปริมาณสินค้าเพ่ิมข้ึน จากท่ีเคยจ�ำหน่ายเพียงในประเทศเดียวไปเป็นการจ�ำหน่าย
ไปทั่วโลก ดังนั้น เจตนารมณ์ของการคุ้มครองเคร่ืองหมายการค้าในหัวข้อ 2.4.1. เพ่ือป้องกัน
การแข่งขันทางการค้าทไี่ ม่เปน็ ธรรม (Unfair competition) อาจผันแปรไปเป็นการผูกขาดตลาด
โดยใชเ้ ครอ่ื งหมายการคา้ เป็นเคร่อื งมือ
อย่างไรก็ตาม แนวคิดของเจวอนก็อาจถูกโต้แย้งโดยแนวคิดท�ำนองเดียวกับ คาล เมงเกอ
(Carl Menger) มองเกอเสนอว่ามูลค่าไมใ่ ชค่ ณุ สมบตั ทิ ี่แฝงอยใู่ นส่งิ ของ ความสำ� คญั โดยเปรียบ
เทียบท่ีมนุษย์ให้แก่สิ่งของในการท�ำความพอใจให้ตัวเราเองต่างหากท่ีเป็นมูลค่าของส่ิงของนั้น
ดังนั้น สนิ ค้าท่มี กี ารใสแ่ รงงานเขา้ ไปมากอาจมรี าคาไมต่ ่างกบั สินค้าทท่ี ำ� ขน้ึ มาไดง้ า่ ยๆ กไ็ ด้ มลู ค่า
ของสนิ คา้ ขนึ้ อยกู่ บั วา่ สนิ คา้ นน้ั ทำ� ความพอใจใหแ้ กผ่ บู้ รโิ ภคไดม้ ากนอ้ ยเพยี งใดตา่ งหาก26 นอกจากนี้
25 เร่ืองเดียวกนั . P.111
26 Menger, Carl, and Gilles Campagnolo. Recherches Sur La MéThode Dans Les Sciences
194 65 ปี เกียรตขิ จร
ฟรดี ริกซ์ ไวเซอร์ (Friedrich von Weiser) ได้ตีความสง่ิ ทมี่ าก�ำหนดมูลคา่ ของทรพั ย์สินในส่วน
ของประโยชนห์ น่วยสุดทา้ ยเช่นเดยี วกบั มองเกอ เขาเหน็ วา่ มลู ค่าแลกเปลี่ยนไม่ใชค่ ุณสมบัตทิ ีเ่ ปน็
ภาวะวิสัยของสิ่งของแต่เป็นส่ิงท่ีบุคคลก�ำหนดให้ค่า เขาเห็นว่ามูลค่าของทุกหน่วยมีค่าเท่ากับ
ประโยชน์หน่วยสุดท้าย เพราะเขาเห็นว่าในแต่ละหน่วยอาจถือได้ว่าเป็นประโยชน์หน่วยสุดท้าย
เช่น บุคคลหน่งึ ซ้อื สนิ ค้าสบิ ชน้ิ พร้อมกัน แต่ละช้นิ ก็จะมคี ่าต่อเขาเท่ากบั ช้ินท่สี ิบเสมอเพราะไมว่ ่า
จะเอาสินค้าช้นิ ไหนออกไป เขาก็รูส้ ึกวา่ เสยี ประโยชนเ์ ทา่ กบั เอาช้นิ ที่สบิ ไป สินค้าแตล่ ะช้ินจงึ มีค่า
เท่ากับประโยชน์หน่วยสดุ ท้าย27
ผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวคิดของมองเกอและฟรีดริกซ์ ไวเซอร์ในกรณีที่การคุ้มครองสิทธิ
ในเครื่องหมายการค้ายังเป็นระบบคุ้มครองสิทธิตามหลักดินแดนภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง
แต่เมื่อระบบการคุ้มครองและการจ�ำหน่ายสินค้าภายใต้สิทธิผูกขาดเป็นระบบระหว่างประเทศ
หรือการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศหน่ึงๆ ก็สามารถน�ำสินค้าส่งออกไปได้ทั่วโลก
หรือเจ้าของเครื่องหมายการค้าอาจเลือกท�ำสัญญาให้ผู้ประกอบการในประเทศอ่ืนๆ น�ำสินค้าไป
ผลิตและจ�ำหน่ายได้ท่ัวไป ประโยชน์หน่วยสุดท้ายของทรัพย์สินทางปัญญาประเภทเคร่ืองหมาย
การค้า โดยเฉพาะส่วนของมูลค่าของเครื่องหมายการค้า (ค่าแห่งความภักดีในตัวสินค้า (Brand
royalty) หรือ ชื่อเสียงความนิยมในตัวสินค้า (Goodwill) หรือ มูลค่าของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
ควรถกู กำ� หนดให้อยใู่ นขอบเขตทไ่ี มผ่ กู ขาดระบบตลาดด้วย มฉิ ะน้ัน การบังคบั ใชก้ ฎหมายอาจขดั
ต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายตามทฤษฏที ่ี 3 ดังตอ่ ไปน้ี
3. ทฤษฎีการป้องกันประโยชน์สาธารณะทางเศรษฐกิจจากการผูกขาดตลาด
(Theory of Antitrust)
เม่ือมาถึงรอยต่อของการปฏิวัติอุตสาหกรรมไปสู่ช่วงที่ประเทศมหาอ�ำนาจยุโรปเริ่มค้าขาย
ในลกั ษณะของลทั ธิพาณชิ ย์นิยม แนวคิดทางเศรษฐศาสตรส์ ำ� นักเสรนี ิยมคลาสสิกกถ็ ูกขยายความ
และกถ็ กู ตง้ั คำ� ถามถงึ เจตนารมณข์ องกฎหมายทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญาเชน่ กนั ยกตวั อยา่ งเชน่ รฐั ธรรมนญู
ของประเทศสหรัฐอเมริกา มาตรา 1 ส่วนที่ 8 ขอ้ ที่ 8 (United States Constitution, Article 1,
Section 8, Clause 8) บญั ญตั วิ า่ “ [รฐั สภามอี ำ� นาจหนา้ ท]ี่ สง่ เสรมิ ความกา้ วหนา้ ทางวทิ ยาศาสตร์
Sociales Et En ÉConomie Politique En Particulier. Ehess Translations. Paris: Éditions de l’EHESS, 2011.
Print.
27 Oser, Jacob. The Evolution of Economic Thought. New York, : Harcourt, 1963. P.217-219, 221
Heimann, Eduard. History of Economic Doctrines; an Introduction to Economic Theory. London, New
York etc.: Oxford university press, 1945. P.186
65 ปี เกียรตขิ จร 195
และงานศิลปะที่เป็นประโยชน์โดยการประกันสิทธิแต่เพียงผู้เดียวแก่ผู้สร้างสรรค์งานวรรณกรรม
และผปู้ ระดษิ ฐส์ งิ่ ประดษิ ฐ์ ทงั้ น้ี ตามระยะเวลาทจ่ี ำ� กดั ไว”้ บทบญั ญตั ขิ อ้ ท่ี 8 ดงั กลา่ วมวี ตั ถปุ ระสงค์
เพอื่ สนบั สนนุ ความกา้ วหนา้ ทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเรยี กกนั โดยทว่ั ไปวา่ “Progress clause” อยา่ งไร
ก็ตาม การที่ข้อท่ี 8 บัญญัติรับรองสิทธิผูกขาดของผู้ประดิษฐ์และผู้สร้างสรรค์ไว้ในรัฐธรรมนูญ
กเ็ ปน็ เรอื่ งทมี่ ผี ไู้ มเ่ หน็ ดว้ ยจำ� นวนมาก เสยี งสะทอ้ นสำ� คญั เสยี งหนง่ึ คอื โทมสั เจเฟอรส์ นั (Thomas
Jefferson) ซ่ึงเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญคนส�ำคัญที่สุดคนหน่ึง เขาได้ตั้งข้อกังวลเป็นอย่างมากกับ
การท่ีบทบัญญัติข้อที่ 8 ดังกล่าวจะมีผลรับรองสิ่งที่เรียกว่า “สิทธิผูกขาด” ไม่ว่ารูปแบบใดไว้ใน
รฐั ธรรมนญู
ทฤษฎนี โี อคลาสสกิ (Neo–classicism) ของฟรดี รกิ ซ์ ไวเซอร์ (Friedrich von Weiser:
1851–1926) ไดอ้ ธบิ ายเรอ่ื งปญั หาการผกู ขาดตลาดเอาไว้ ฟรดี รกิ ซ์ ไวเซอรเ์ หน็ วา่ ปญั หาจะเกดิ
ขึ้นเมื่อมีการผูกขาดตลาด (ในท่ีน้ีคือการผูกขาดการใช้ทรัพย์ไม่มีรูปร่างประเภทเทคโนโลยีจาก
กฎเกณฑ์ในเร่อื งของทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา) การผูกขาดตลาดกอ่ ใหเ้ กดิ การจ�ำกดั จำ� นวนหน่วยของ
สินค้าเพ่ือเพิ่มประโยชน์หน่วยสุดท้าย ราคาขายของสินค้าก็จะแพงข้ึนมากและท�ำให้รายรับและ
ก�ำไรสูงขึ้น การกระท�ำเช่นน้ีท�ำให้มีการผลิตสินค้าชนิดที่ถูกผูกขาดในปริมาณท่ีน้อยกว่าที่ควรจะ
เป็น28 และเพิ่มกำ� ไรตอ่ หนว่ ยผลิตได้เสมอ
นอกจากนี้ ลัทธิสวัสดิการของโจน โรบินสัน (Joan Robinson: 1903) อธิบายเร่ือง
การผกู ขาดตลาดจะสง่ ผลตอ่ การคมุ้ ครองสทิ ธติ ามเจตนารมณข์ องกฎหมาย [ทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา]
ในลกั ษณะตา่ งๆ เชน่ ทฤษฎแี รงจงู ใจ ทฤษฎแี ลกเปลย่ี น ทฤษฎสี ทิ ธธิ รรมชาตติ ามทไ่ี ดก้ ลา่ วมาแลว้
เขาสนับสนุนให้รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงการผูกขาดตลาด เพราะการผูกขาดและการมีผู้ขาย
น้อยรายเป็นลักษณะท่ัวไป แต่ตลาดแข่งขันสมบูรณ์กลับหายากมากในโลกแห่งความเป็นจริง29
28 Oser, Jacob. The Evolution of Economic Thought. New York, : Harcourt, 1963. P.217-219, 221
Heimann, Eduard. History of Economic Doctrines; an Introduction to Economic Theory. London,
New York etc.: Oxford university press, 1945. P.186
29 ปรชั ญาเศรษฐกจิ ของคารล์ โปลนั ยี (Karl Polanyi) ในหนงั สอื เรอ่ื ง “การเปลยี่ นผา่ นครงั้ ยงิ่ ใหญ่ (The Great
Transformation)” อธบิ ายเหตผุ ลทเี่ ขาไมแ่ ยกวธิ ที เี่ ราใชช้ วี ติ ออกเปน็ “รฐั บาลและตลาดเสร”ี เพราะเขาเหน็ วา่ พวกเรา
ทกุ คนตา่ งอย่ใู น “สังคมตลาด (market society) ทุนนิยมกอบก้ตู นเองไม่ได้ ยนื บนบ่าของตนเองกไ็ มไ่ ด้ ตลาดตอ้ งพงึ่ พา
สงั คมเสมอ”
สง่ิ ทโี่ ปลนั ยเี สนอคอื วธิ ที ำ� ความเขา้ ใจวา่ เหตใุ ดเศรษฐกจิ และสงั คมถงึ ไดเ้ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของกระบวนการชดุ เดยี วกนั
แตท่ ส่ี ำ� คญั กวา่ นนั้ กค็ อื วธิ ที ำ� ความเขา้ ใจวา่ เหตใุ ดเราจงึ เชอื่ อยา่ งผดิ ๆวา่ ตลาดกบั สงั คมเปน็ เอกเทศจากกนั วฒั นธรรมตลาด
ทขี่ บั เคลอ่ื นดว้ ยกำ� ไร ซง่ึ โปลนั ยเี รยี กวา่ มายาคตขิ องตลาดทกี่ ำ� กบั ดแู ลตนเองนน้ั แทจ้ รงิ พง่ึ พาสงั คมมากกวา่ ทม่ี นั แสรง้ ทำ�
หากตอ้ งการใหต้ ลาดทกี่ ำ� กบั ดแู ลตนเองแพรห่ ลาย กต็ อ้ งทำ� ใหม้ ายาคตทิ วี่ า่ เศรษฐกจิ กบั สงั คมเปน็ โลกสองใบทเี่ ปน็ เอกเทศ
จากกนั แพร่หลายใหไ้ ดเ้ สยี ก่อน
196 65 ปี เกียรติขจร
เพราะตลาดท่ีมีผู้ขายเป็นจ�ำนวนมากและผู้ซื้อมีปฎิกริยาในทางเดียวกันต่อการก�ำหนดราคาที่
ต่างกันของผู้ขาย แท้จริงแล้ว ผู้ซื้อไม่เปลี่ยนการซ้ือสินค้าจากผู้ขายรายใดรายหน่ึงทันทีเมื่อมี
การขาย [ทรพั ยส์ ินทางปัญญา] ต่างราคา30
หากหนว่ ยผลติ [ของสินคา้ ประเภททรพั ย์สินทางปัญญา] อยภู่ ายใตร้ ะบบผูกขาด ปริมาณ
การผลติ จะนอ้ ยกวา่ ในกรณที ห่ี นว่ ยผลติ อยภู่ ายใตร้ ะบบการแขง่ ขนั เพราะผผู้ กู ขาดจะจำ� กดั ปรมิ าณ
การผลิต [สินค้าประเภททรัพย์สินทางปัญญา] ให้น้อยกว่าซ่ึงทำ� ใหร้ าคาสินค้า [ของสินค้าภายใต้
สทิ ธใิ นทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา] สงู ขนึ้ เพอื่ เอากำ� ไรสงู สดุ ดงั นน้ั การผกู ขาดทำ� ใหป้ รมิ าณการผลติ ของ
อุตสาหกรรมลดลงและสวัสดิการของผู้บริโภคก็ลดลงตามเพราะในขณะที่สังคมยังอยากให้ขยาย
ปรมิ าณการผลติ [สนิ คา้ ประเภททรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา] ผผู้ ลติ ทเี่ ปน็ ผผู้ กู ขาดกก็ ลบั ไมม่ กี ารผลติ เพราะ
ความเห็นแก่ก�ำไรสูงสุดของผู้ผลิตท่ีเป็นผู้ผูกขาดและท�ำให้ผู้ผูกขาดได้ก�ำไรเกินจากปกติ ภายใต้
สถานการณ์เช่นนีจ้ ึงให้รฐั บาลเข้าไปแทรกแซงการผกู ขาดตลาดในลกั ษณะตา่ งๆ เชน่ การเกบ็ ภาษี
เงนิ กอ้ นจากกำ� ไรสว่ นเกนิ (Lump–sum tax) หรอื วางขอ้ จำ� กดั การผกู ขาดไวใ้ นกฎหมายทคี่ วบคมุ
เรอื่ งน้นั ๆ โดยตรง31
การผูกขาดตลาดก่อให้เกิดการขูดรีดแรงงาน [ผู้คิดค้นทรัพย์สินทางปัญญาตัวจริง]
มากขึน้ –เมอ่ื ทรพั ยส์ ินอุตสาหกรรมเป็นระบบจดทะเบยี นทมี่ คี วามเปน็ สากลมากข้นึ การคมุ้ ครอง
มีค่าใช้จ่ายที่สูงมากเพราะต้องเสียค่าธุรกรรมมากมาย เช่น ระบบจดทะเบียนที่ต้องช�ำระค่าฤชา
ธรรมเนียม, เวลาเร่งด่วนที่ต้องรีบน�ำสิทธิไปจดทะเบียนคุ้มครองตามประเทศต่างๆ ภายในระยะ
เวลาผ่อนผัน (Grace period) ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แรงงาน [ผคู้ ิดคน้ ทรัพย์สนิ ทาง
ปัญญาตัวจริง] ทเี่ ป็นปัจเจกชนไมส่ ามารถลงทุนพัฒนาไดเ้ องจึงตอ้ งทำ� การขายแรงงานทางปัญญา
เหลา่ นใี้ หก้ บั ผทู้ มี่ ที นุ ในการบรหิ ารจดั การมากกวา่ ผผู้ ลติ จงึ มอี ำ� นาจเหนอื ตลาดเพราะมผี ซู้ อื้ แรงงาน
[ทรพั ยส์ ินทางปัญญา] เพยี งคนเดยี ว (monopsonist) แต่มีผู้เสนอขายแรงงาน [ผู้คดิ ค้นทรพั ยส์ ิน
ทางปญั ญาตวั จรงิ ] เตม็ ไปหมด32
นอกจากนี้ ผูผ้ ลติ [ผจู้ ้างคิดค้นทรพั ย์สนิ ทางปญั ญา] ท่ีผูกขาดยงั ไดก้ �ำไรจากสนิ คา้ ต่อหน่วย
สูงขึ้นเมื่อมีการใช้แรงงานและจ่ายค่าแรงงานเท่าเดิมเพราะในตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันกัน
ซื้อแรงงาน แรงงานจะได้รับค่าจ้าง [คิดค้นทรัพย์สินทางปัญญา] เท่ากับรายรับเพ่ิมของผลผลิต
(marginal revenue product–MRP) คือรายรับท่ีเพ่ิมข้ึนจากการขายผลผลิตที่เพิ่มข้ึนจาก
30 Robinson, Joan. The Economics of Imperfect Competition. 2nd ed. London, : Macmillan,
1969. P.88-90
31 เรอื่ งเดียวกนั . Ch.3, p.13
32 เร่ืองเดียวกนั . P.320
65 ปี เกียรติขจร 197
การจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นหน่ึงคน ส�ำหรับการขายผลผลิตในตลาดผูกขาดรายรับเพ่ิมของผลผลิตน้ี
จะนอ้ ยกวา่ มูลค่าเพมิ่ ของผลผลิต (marginal value product–MVP) ซึ่งกค็ ือมูลคา่ ของผลผลติ ที่
เพม่ิ ขนึ้ (ผลผลติ ทเ่ี พมิ่ ขน้ึ × ราคาตลาด) จากการจา้ งแรงงานเพมิ่ ขน้ึ หนงึ่ คน เพราะเมอื่ ขายผลผลติ
เพมิ่ ขน้ึ ผผู้ กู ขาดตอ้ งลดราคาผลผลติ ทกุ หนว่ ยหมด33 ไมใ่ ชก่ ารลดเฉพาะหนว่ ยสดุ ทา้ ย ทำ� ใหใ้ นการ
จา้ งคนงานอีกหน่งึ คน รายรับท่ีเพ่ิมขึ้นจากผลผลติ ท่เี กิดจากการท�ำงานของแรงงานน้ตี ำ่� กว่ามลู คา่
เพม่ิ ของผลผลติ ทแี่ รงงานคนนก้ี อ่ ใหเ้ กดิ ขนึ้ จรงิ สำ� หรบั ผผู้ กู ขาด สง่ิ สำ� คญั ทกี่ ำ� หนดวา่ จะจา้ งแรงงาน
อกี คนหนง่ึ ดว้ ยคา่ จา้ งเทา่ ใดนนั้ คอื รายรบั ทเี่ พม่ิ ขนึ้ จากการจา้ งแรงงานคนนเี้ พม่ิ ขนึ้ ไมใ่ ชม่ ลู คา่ ของ
ผลผลิตที่แรงงานคนนี้ได้ผลิตขึ้นจริง ฉะน้ันผู้ผูกขาดจะจ้างแรงงานด้วยค่าจ้างท่ีต�่ำกว่ามูลค่าของ
ผลผลิตที่แรงงานก่อให้เกิดข้ึนซ่ึงต่างกับในตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเสรี ดังนั้นเมื่อมีการผูกขาด
กจ็ ะเป็นการขดู รีดในการจา้ งแรงงานพร้อมกนั ไปด้วย34
ปัญหาเรื่องการผูกขาดตลาดน้ีก่อให้เกิดการตั้งค�ำถามใหม่ๆ ต่อระบบการคุ้มครองสิทธิ
ในทรัพยส์ ินทางปัญญา เชน่ ปญั หาเรือ่ งใครควรเปน็ เจา้ ของสิทธิเหนือทรัพยไ์ มม่ ีรูปรา่ งอนั มีมูลคา่
มหาศาล สิทธิน้ีควรเป็นของใครระหว่างนายจ้าง ผู้ว่าจ้าง หรือลูกจ้างและผู้รับจ้างท�ำของ? หรือ
คำ� ถามทวี่ า่ ปญั หาเรอ่ื งสทิ ธเิ หนอื ทรพั ยส์ นิ ไมม่ รี ปู รา่ งควรจะมขี อบเขตการคมุ้ ครองแคไ่ หน? คำ� ถาม
ต่างๆ ดังที่ผู้เขียนกล่าวมาได้รับการอธิบายในทฤษฎีการรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์สาธารณะ
และประโยชนข์ องปจั เจกชนในหวั ข้อ 2.4.3.ดังต่อไปนี้
2.4.3 ทฤษฎกี ารรกั ษาสมดลุ ระหวา่ งประโยชนส์ าธารณะและประโยชนข์ องปจั เจก
ชน (Theory of public economic)
เหตุการณ์ส�ำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ในสังคมตะวันตกถูกเรียกว่า
“การปฏิวัติดาร์วิน (Darwinian Revolution)” ในปี ค.ศ. 1859 ดาร์วินค้นพบทฤษฎีว่าด้วย
การเลือกสรรของธรรมชาติในหนงั สือชอ่ื วา่ “ก�ำเนดิ สรรพสิ่ง (Origin of species)” แนวความคดิ
ดงั กลา่ วกอ่ ใหเ้ กดิ แนวคดิ ทางสงั คมแบบดารว์ นิ (Social Darwinism) เพอื่ นำ� ไปอธบิ ายปรากฏการณ์
ทางสังคมศาสตร์35 แนวคิดที่ว่าผู้เข้มแข็งกว่าเป็นผู้อยู่รอดและปกครองผู้ท่ีอ่อนแอกว่าน�ำไปสู่
การลา่ อาณานคิ มของประเทศตะวนั ตกในลกั ษณะของลทั ธจิ กั รวรรดนิ ยิ ม เรมิ่ ตงั้ แตก่ ารลา่ อาณานคิ ม
เชิงพื้นท่ีเขตภูมิศาสตร์และการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินท่ีมีรูปร่าง เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ
33 เร่อื งเดยี วกัน. ch.25
34 ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, “ลัทธิเศรษฐศาสตร์การเมือง”, อา้ งแล้ว น.133-134
35 สัญชัย สุวังบุตรและอนันต์ชัย เลาหะพันธ์ ทรรปณะประวัติศาสตร์ยุโรปในคริสต์ศตวรรษท่ี 19”, อ้างแล้ว
น.254-260
198 65 ปี เกียรตขิ จร
ตา่ งๆ36 จนน�ำไปสกู่ ารล่าอาณานคิ มเหนือทรัพย์สินทีไ่ มม่ ีรูปร่าง โดยอ้างเรอ่ื งสิทธิตา่ งๆ เหนอื สิ่ง
ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจแต่เป็นส่ิงท่ีไม่มีรูปร่างในลักษณะสิทธิเรียกร้องต่างๆ ที่เพิ่มมากข้ึนเรื่อยๆ
นอกจากนี้ การค้าแบบเสรีนิยมก็ได้รับอิทธิพลทางความคิดเหล่าน้ีไม่น้อย ความคิดแบบเสรีนิยม
ตอ้ งใหร้ ฐั เขา้ มาแทรกแซงใหน้ อ้ ยทสี่ ดุ โดยปลอ่ ยใหม้ กี ารประกอบกจิ การอยา่ งเสรที ส่ี ดุ กลไกตลาด
จะทำ� งานไดเ้ มอื่ ทกุ คนทำ� ธรุ กรรมอยา่ งเสรี อยา่ งไรกต็ าม แนวคดิ ดงั กลา่ วกม็ าถงึ ทางตนั เมอื่ การคา้
ถูกผูกขาด ภายหลังได้มีส�ำนักคิดที่มาอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวไว้อย่างน่าฟัง ส�ำนักแรกคือ
ส�ำนักนีโอคลาสสกิ (Neo–classicism) (2.4.3.1) และ ส�ำนักมารก์ ซซ์ ิส (2.4.3.2)
2.4.3.1. สำ� นกั นโี อคลาสสกิ (Neo–classicism)–มนษุ ยเ์ ปน็ สตั วท์ มี่ พี ฤตกิ รรมทาง
เศรษฐศาสตร์ (Economic Behaviors) พฤติกรรมของสัตว์เศรษฐกิจจะเลือกอย่างมีเหตุมีผล
ตามกลไกของตลาด ส�ำนักนี้เห็นว่ากลไกตลาดจะท�ำงานได้ดีก็ต่อเม่ือมีการแข่งขันกันในตลาด
อยา่ งสมบรู ณ์ บางกรณอี าจมคี วามจำ� เปน็ ของรฐั ทต่ี อ้ งเขา้ ไปแทรกแซงเพอื่ ไมใ่ หม้ กี ารผกู ขาด เพราะ
การผกู ขาดตลาดยอ่ มทำ� ใหผ้ ผู้ กู ขาดกำ� หนดราคาและปรมิ าณสนิ คา้ เองไดแ้ ละยอ่ มกดี กนั การแขง่ ขนั
ทางการคา้ อย่างเสรอี นั น�ำไปสู่การลม้ เหลวของตลาด (Market Failure) และการจดั สรรทรพั ยากร
กจ็ ะไม่มปี ระสิทธิภาพ ศาสตราจารยโ์ รนลั โคส (Ronald Coase) เคยกล่าวไวว้ า่ “เปน็ ทชี่ ดั เจน
วา่ กลไกตลาดจะทำ� งานไดน้ น้ั จำ� เปน็ ตอ้ งมกี ฎหมายมากำ� หนดสทิ ธแิ ละหนา้ ทข่ี องหนว่ ยธรุ กจิ ทเ่ี ขา้
มาทำ� ธรุ กรรมอยใู่ นตลาดเพอ่ื ใหไ้ ดร้ บั ประโยชนจ์ ากการแลกเปลย่ี นนนั้ จำ� เปน็ ตอ้ งมรี ะบบกฎหมาย”37
จากค�ำกล่าวดังกล่าวหมายความว่ากลไกตลาดจะท�ำงานได้ดีจะต้องมีกฎหมายมาก�ำหนดสิทธิและ
หนา้ ทข่ี องแตล่ ะฝา่ ยและตอ้ งมอี งคก์ รมาคมุ้ ครองสทิ ธดิ งั กลา่ ว กลไกทางกฎหมายทเ่ี ขา้ มาเกย่ี วขอ้ ง
แบง่ ออกเป็น
1) กลไกกฎหมายเอกชนที่รับรองสิทธิในทางเศรษฐกิจ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ได้รับรองว่าปัจเจกบุคคลสามารถเป็นผู้ทรงสิทธิและมีความสามารถในการใช้สิทธิได้
(ป.พ.พ.ม.15), การรับรองสิทธิในการถือครองทรัพย์สินของเอกชนเพื่อสามารถน�ำไปก่อให้เกิด
ประโยชนท์ างเศรษฐกจิ ด้วยการแลกเปล่ยี น (ปพพ.ม.1336, 1367), การรับรองเสรีภาพในการน�ำ
ทรัพย์สินที่ถือครองไปสร้างมูลค่าแลกเปล่ียนด้วยการท�ำสัญญากับผู้อื่น (ปพพ.ม.149–150) และ
การจัดสรรความรบั ผิดของผู้ฉวยโอกาสในตลาด (Free Rider)38
36 เพ็ญศรี ดุ๊ก, “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย (สยาม) กับประเทศฝร่ังเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 19
ตามเอกสารของกระทรวงการตา่ งประเทศ” กรงุ เทพฯ: ราชบัณฑติ ยสถาน, 2539 น.29-64
37 Coase, R. H. The Firm, the Market, and the Law. Chicago: University of Chicago Press, 1988.
อา้ งถงึ ในศักดา ธนิตกลุ , “แนวคดิ หลกั กฎหมายและค�ำพิพากษา:กฎหมายกับธุรกิจ” กรุงเทพฯ: นิตธิ รรม 2551 น.2
38 ศักดา ธนิตกุล, “แนวคิดหลักกฎหมายและค�ำพิพากษา:กฎหมายกับธุรกิจ” กรุงเทพฯ: นิติธรรม 2551
น.11-12
65 ปี เกยี รติขจร 199
2) กลไกกฎหมายมหาชนทรี่ บั รองสทิ ธใิ นทางเศรษฐกจิ แบง่ ออกเปน็ กฎหมายมหาชน
ทใ่ี หส้ ทิ ธใิ นทางเศรษฐกจิ เชน่ การใหส้ ทิ ธสิ มั ปทาน, การใหบ้ รกิ ารสาธารณะโดยเอกชน, การคมุ้ ครอง
สิทธิแต่เพียงผู้เดียวหรือสิทธิเด็ดขาดในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และอีกลักษณะของ
การแทรกแซงโดยรฐั คอื กฎหมายมหาชนทีห่ ้ามการใช้สิทธใิ นทางเศรษฐกจิ เช่น กฎหมายแขง่ ขัน
ทางการคา้ และกฎหมายปอ้ งกันการผกู ขาดในลกั ษณะอ่ืนๆ
อย่างไรกต็ าม การแทรกแซงโดยรัฐตอ้ งท�ำเทา่ ทจี่ ำ� เป็นเทา่ น้นั เพื่อใหก้ ลไกตลาดเปน็
ไปตามปกติ โดยเฉพาะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์อธิบายได้ว่า
ทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างเหล่านี้เป็นประเภทหน่ึงของสินค้าสาธารณะ (Public Goods) เนื่องจาก
การบรโิ ภคของผใู้ ชค้ นหนงึ่ ไมไ่ ดท้ ำ� ใหอ้ ปุ ทานของผใู้ ชค้ นอน่ื ลดนอ้ ยถอยลง นอกจากน้ี ลกั ษณะของ
ทรัพย์สินท่ีไม่มีรูปร่างย่อมไม่อาจกีดกันการใช้จากผู้อ่ืนได้ (Non excludable) ถ้ารัฐไม่เข้ามา
แทรกแซงด้วยการออกกฎหมาย ทุกคนก็จะเข้ามาแย่งชิงการใช้ประโยชน์จนเกิดข้อพิพาท แต่รัฐ
ก็ต้องแทรกแซงด้วยการออกกฎหมายท่ีไม่ผูกขาดสิทธิในการแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาก
จนเกนิ ไป มเิ ชน่ นน้ั แลว้ กจ็ ะทำ� ใหก้ ลไกตลาดลม้ เหลวได้ การแทรกแซงเพอื่ สรา้ งสมดลุ น้ี รฐั สามารถ
ท�ำได้ 2 ลกั ษณะ
กรณีแรก บัญญัติกฎหมายมหาชนที่ห้ามการใช้สิทธิในทางเศรษฐกิจเฉพาะเรื่อง
การท�ำธุรกรรม เช่น บัญญัติลักษณะที่กฎหมายแข่งขันทางการค้าห้ามผูกขาดการใช้สิทธิไว้ใน
กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เช่น การห้ามท�ำข้อตกลงผูกขาดตลาดในลักษณะต่างๆ ในสัญญา
อนญุ าตใหใ้ ชส้ ทิ ธขิ องเจา้ ของทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา (ยกตวั อยา่ งเชน่ ม.39 พรบ.สทิ ธบิ ตั ร พ.ศ. 2522,
ม.15 (5) พรบ.ลิขสทิ ธ์ิ พ.ศ. 2537)
กรณที ส่ี อง บญั ญตั กิ ฎหมายมหาชนทห่ี า้ มการใชส้ ทิ ธใิ นทางเศรษฐกจิ ในเรอ่ื งขอบเขต
การใช้สทิ ธิของเจ้าของสิทธิ (1) และขอบเขตดา้ นเวลาการใชส้ ิทธิ (2) ดังตอ่ ไปนี้
(1) ขอบเขตในการใช้สทิ ธิในทรัพย์สินทางปัญญาประเภทตา่ งๆ
1.1 หลักสูญสน้ิ ไปซงึ่ สิทธิ (Exhaustion of right)
1.2 มาตรการบงั คบั ใช้สทิ ธิ (Compulsory licensing) ในกฎหมายสทิ ธิบตั ร
1.3 หลกั การใช้ที่เปน็ ธรรม (Fair use) ในกฎหมายลขิ สิทธ์ิ
1.4 หลกั การแบ่งปันผลประโยชน์ให้ชุมชน (Benefit sharing) ในกฎหมายคุ้มครอง
พนั ธุพ์ ชื
1.5 สิทธิของเกษตรกร (Farmer rights) ในกฎหมายคุ้มครองพนั ธุพ์ ชื
200 65 ปี เกียรตขิ จร
1.6 กฎหมายแข่งขนั ทางการค้าท่ไี มเ่ ปน็ ธรรม (Unfair competition law)
1.7 ข้อจำ� กัดของทรัพย์สนิ ทางปัญญาแต่ละประเภท ยกตวั อยา่ งเช่น
1.7.1 กฎหมายเครื่องหมายการค้า เช่น ถูกควบคุมโดยกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค,
บางประเทศไม่คุ้มครองไปถึงเคร่ืองหมายสามมิติ กล่ิน เสียง, ไม่คุ้มครองซ�้ำซ้อนกับสิทธิในการ
ออกแบบผลิตภณั ฑ์ หรอื ถ้าเจา้ ของปล่อยปละละเลยใหค้ นเรยี กกันจนเปน็ คำ� สามัญกจ็ ะท�ำใหเ้ ปน็
ของสาธารณะไปเช่นกนั
1.7.2 กฎหมายสิทธิบตั ร เช่น คา่ ใชจ้ ่ายในการจดทะเบียนสงู , มีขอ้ จ�ำกัดไมค่ ้มุ ครอง
ไปถึงสตั ว์ พชื และกรรมวิธที างการแพทย์
1.7.3 กฎหมายลขิ สทิ ธิ์ เชน่ มขี อ้ จำ� กดั ไมค่ มุ้ ครองการใชเ้ พอ่ื การศกึ ษาหรอื วงศญ์ าติ
1.7.4 กฎหมายคมุ้ ครองความลบั ทางการคา้ ถา้ ความลบั นนั้ ถกู คน้ พบวธิ เี ชน่ เดยี วกนั
น้ัน ยอ่ มท�ำให้สน้ิ สภาพการเป็นความลับทางการค้าไป
(2) ขอบเขตในดา้ นของเวลาการใช้สิทธิ
ทรพั ยส์ ินทางปัญญามีอายกุ ารใช้งานทีจ่ ำ� กดั เช่น การคมุ้ ครองสทิ ธบิ ัตรมีระยะเวลา
คุ้มครองเพียง 20 ปี หรือการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่มีระยะเวลาคุ้มครองเพียง 12–27 ปี (ม.31
พรบ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542) ยกเว้นบางประเภท เช่น กฎหมายเครื่องหมายการค้า
และกฎหมายคุ้มครองความลับทางการค้า อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อจ�ำกัดในกฎหมายเหล่าน้ี
กล่าวคือ กฎหมายเครื่องหมายการค้าจ�ำกัดขอบเขตด้านเวลาเม่ือเจ้าของสิทธิไม่ใช้เครื่องหมาย
ดังกล่าวย่อมท�ำให้หมดสิทธิหวงกันและเคร่ืองหมายการค้านั้นจะไม่ได้รับการคุ้มครองอีกเลย
ส่วนกฎหมายคมุ้ ครองความลบั ทางการคา้ ถา้ ถูกเปดิ เผยย่อมไมไ่ ดร้ บั ความคมุ้ ครองอีกตอ่ ไป
คำ� ถามสำ� คญั ลำ� ดบั ถดั มากค็ อื คำ� ถามวา่ เหตใุ ดระบบทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญาจงึ ตอ้ งสรา้ ง
ดลุ ยภาพ เชน่ ทำ� ไมสทิ ธบิ ตั รถงึ ตอ้ งมขี อ้ จำ� กดั ในเรอื่ งมาตรการบงั คบั ใชส้ ทิ ธิ เหตผุ ลดงั กลา่ วเพราะ
ว่าทฤษฎีราคาของสมิธกล่าวว่า โดยทั่วไปราคาตลาดจะโน้มเอียงเท่ากับราคาตามธรรมชาติ หรือ
อีกมุมหนึ่งปัจจัยการผลิตจะเคลื่อนย้ายเสรีจากอุตสาหกรรมท่ีให้ค่าตอบแทนต่�ำไปสู่อุตสาหกรรม
ที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่บางกรณีระบบเศรษฐกิจก็ไม่อยู่ในสภาพอุดมคติที่ต้ังไว้ เช่น การผูกขาด
ตลาดโดยสิทธิบัตร ผู้ผูกขาดจะจ�ำกัดอุปทานให้น้อยอยู่เสมอ ท�ำให้ขายสินค้าได้ในราคาที่สูงกว่า
ในปรมิ าณที่นอ้ ยกว่าปกติ39
39 ฉตั รทิพย์ นาถสุภา, “ลัทธเิ ศรษฐศาสตรก์ ารเมือง”, อ้างแลว้ น.40
65 ปี เกียรตขิ จร 201
2.4.3.2 สำ� นักมารก์ ซซ์ สิ
ดงั ทกี่ ลา่ วมาแลว้ ในหวั ขอ้ ที่ 2.4.3.1. สำ� นกั คดิ นโี อคลาสสกิ ไดอ้ ธบิ ายกลไกทางกฎหมาย
ที่สร้างขึ้นเพื่อรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์ของปัจเจกชนและประโยชน์สาธารณะ ส่ิงต่างๆ
เหล่านี้ คือข้อจ�ำกัดต่างๆ ท่ีรัฐเข้าไปแทรกแซงได้ไม่ยากนัก แต่ปัจจุบัน เมื่อระบบตลาดผูกติด
กับลักษณะท่ีเป็นระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การพยายามรักษาดุลยภาพของตลาด
กลบั ไมเ่ ปน็ ดงั ทกี่ ลา่ วมาเสยี ทเี ดยี ว โดยเฉพาะเรอ่ื งการแสวงหาประโยชนจ์ ากทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา
ในระบบสารสนเทศ เนอื่ งจากชดุ ความรแู้ ละชดุ ขอ้ มลู ขา่ วสารทเี่ ปน็ ของสาธารณะกำ� ลงั จะถกู ทำ� ลาย
และถูกกีดกันให้กลายเป็นความรู้และข้อมูลข่าวสารของคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น และคนเฉพาะกลุ่ม
ท่ีควบคุมชดุ ความรูแ้ ละขอ้ มลู ข่าวสารจะเป็นผู้บดิ เบอื นกลไกตลาดเพื่อใหไ้ ดก้ �ำไรสงู สุด ประเด็นน้ี
มนี กั วชิ าการทใ่ี หค้ วามเหน็ ทนี่ า่ สนใจอยา่ งยง่ิ ยกตวั อยา่ งเชน่ ศาสตราจารยป์ เี ตอร์ ดราโฮส (Peter
Drahos), ราช ปาเทล (Raj Patel) และลอวเ์ รนซ์ เลกซกิ (Lawrence Lessig)
ศาสตราจารยป์ เี ตอร์ ดราโฮส (Peter Drahos) เห็นว่าปัญหาหรอื อนั ตรายของทรพั ยส์ ิน
ทางปัญญาจะเกิดข้ึนจาก “การใช้ (Utilization)” ทรัพย์สินทางปัญญาในสังคมสมัยใหม่ ทั้งนี้
เม่ือสังคมสมัยใหม่เร่ิมตระหนักถึงการสร้างความได้เปรียบจากการผูกขาดสิทธิในทรัพย์สินทาง
ปัญญา กลุ่มผลประโยชน์จะผลักดันให้รัฐเพิ่มสิทธิผูกขาดให้ทรัพย์สินทางปัญญามากข้ึนพร้อมกับ
พัฒนาความซับซ้อนของระบบทรัพย์สินทางปัญญา จนในท่ีสุดจะพัฒนาให้มีการผูกขาดในระดับ
นานาชาติ (Global System) จากลกั ษณะท่ีเปน็ นามธรรมของทรพั ยส์ ินทางปัญญาท�ำให้ขอบเขต
ของสิทธิผูกขาดกว้างขวางและเม่ือสิทธิผูกขาดท่ีกว้างขวางน้ีผนวกและขยายขอบเขตออกไปจน
สามารถผกู ขาดในระดบั นานาชาตแิ ลว้ สทิ ธใิ นทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญาจะเปลยี่ นบทบาทจากการมสี ว่ น
เอื้อใหเ้ กดิ เสรภี าพมาเป็นการจำ� กดั เสรีภาพของปัจเจกชนในสงั คม40
ในกรอบของปเี ตอร์ ดราโฮส สทิ ธใิ นทรพั ยท์ มี่ รี ปู รา่ ง (Property rights) นน้ั สามารถมลี กั ษณะ
เปน็ สทิ ธเิ ดด็ ขาดได้ หรือทเี่ รยี กวา่ “Sovereignty mechanism” เพราะสิทธเิ ดด็ ขาดในทรัพย์ท่ีมี
รูปร่างดังกล่าวต้องผูกยึดกับทรัพย์ตลอดเวลา ดังนั้น การวิเคราะห์ในเชิงมหภาคจะมองสิทธิเด็ด
ขาดที่เกิดจากทรพั ย์ท่ีมีรปู ร่างนนั้ เปน็ อนั ตรายต่อสงั คมเช่นกัน แตเ่ ป็นอนั ตรายในระดบั ทสี่ ามารถ
ดูแลและควบคุมขอบเขตได้พอสมควร แม้ว่าในที่สุด อาจมีกลุ่มคนเพียงไม่ก่ีคนสามารถมีอ�ำนาจ
40 Drahos, Peter. A Philosophy of Intellectual Property. Aldershot; Brookfield, USA: Dartmouth,
1996. Pp.57-58, 67 อา้ งถงึ ใน จมุ พล ภญิ โญสนิ วฒั น.์ หลกั เหตผุ ลของการคมุ้ ครองสทิ ธใิ นทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา. อา้ งแลว้
น.103
202 65 ปี เกยี รตขิ จร
เดด็ ขาดในทรพั ย์ทีม่ ีรูปร่างปรมิ าณมากๆ ในสังคมก็ตาม41 ในทางตรงกันขา้ ม สังคมทีย่ อมให้สิทธิ
เด็ดขาดในลักษณะเดียวกับสิทธิในทรัพย์ที่มีรูปร่าง (Property rights) เกิดขึ้นกับส่ิงท่ีไม่มีรูปร่าง
หรอื ส่งิ ทเี่ ปน็ นามธรรม (Abstract) อยา่ ง “สทิ ธิในทรพั ยส์ ินทางปญั ญา” ระดับของอนั ตรายท่อี าจ
เกดิ ขน้ึ กบั สงั คมหรอื สาธารณะยอ่ มรนุ แรงมากกวา่ อนั ตรายของสทิ ธเิ ดด็ ขาดจากทรพั ยท์ มี่ รี ปู รา่ ง42
เพราะสิทธิดงั กล่าวไมผ่ ูกติดอย่ทู ตี่ ัวทรัพย์เลย
ปเี ตอร์ ดราโฮสไดส้ รปุ ไวใ้ นหนงั สอื A Philosophy of Intellectual Property วา่ ทรพั ยส์ นิ
ทางปญั ญาเปน็ สทิ ธทิ สี่ ามารถจะผกู ขาดได้ (Monopoly right privileges) ดงั นน้ั การสรา้ งสทิ ธิ
ผูกขาดในทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นมาต้องผูกติดกับส่ิงที่เป็นหน้าที่ด้วย สิทธิในทรัพย์สินทาง
ปัญญาจงึ ต้องเปน็ สทิ ธิผูกขาดที่ผูกกบั หนา้ ท่ี หรอื เรียกวา่ “Duty–bearing privileges”43
ประเด็นดงั กลา่ ว ราช ปาเทล (Raj Patel) นกั วชิ าการอกี ท่านหนึ่งได้กลา่ วไว้อยา่ งน่าฟัง
ในหนังสือเรอ่ื ง “มูลคา่ ของความว่างเปล่า (The Value of Nothing)” ว่า “อนาคตทย่ี ั่งยนื จะตอ้ ง
มตี ลาด หากแต่เป็นตลาดทีถ่ ูกก�ำกับใหอ้ ยูใ่ นพนื้ ที่ของตวั เองอย่างมัน่ คง หาไมแ่ ล้วแรงจูงใจความ
หลงใหล และทรพั ยากรทค่ี นไมก่ คี่ นไดร้ บั จากตลาดจะหกั หลงั สงั คมและดาวเคราะหด์ วงนต้ี อ่ ไป”44
แนวความคิดน้ีสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจของฟรีดริช ฮาเย็ค (Friedrich Hayek) ท่ีบอกว่า
ราคาคือหนวดปลาหมึกท่ีส่ือสารความต้องการและความจ�ำเป็น แต่ลักษณะของตลาดทุกวันนี้
คือ การแลกเปลยี่ นทไ่ี มไ่ ดเ้ ดินด้วยความจ�ำเป็น หากแต่เดินด้วยก�ำไร
ธรุ กจิ ผกู ขาดมอี ำ� นาจสงู เสยี จนไมต่ อ้ งแขง่ ขนั ในตลาดเพราะสามารถกำ� หนดราคาทต่ี อ้ งการ
ขายและปรมิ าณสนิ ค้าทีจ่ ะขาย ยกตวั อยา่ งเช่น ในแอฟริกาใต้ องค์กรสังคมสงเคราะหห์ ลายแห่ง
แจกจา่ ยโปรแกรมระบบปฏบิ ตั กิ ารฟรยี ห่ี อ้ ลนิ กุ ซ์ (OS Linux) แตไ่ มโครซอฟทเ์ หน็ วา่ เรอ่ื งนคี้ กุ คาม
สถานะผนู้ �ำธุรกจิ ในแอฟริกา ดังนน้ั จงึ ขาย “โปรแกรมระบบปฏบิ ตั กิ ารวินโดว์” (OS Windows)
หลายพันชดุ ในราคาเพยี งสามเหรยี ญสหรฐั ในประเทศยากจนเหลา่ น้นั ในนามเิ บีย ไมโครซอฟท์ไป
41 Drahos, Peter. A Philosophy of Intellectual Property. Aldershot; Brookfield, USA: Dartmouth,
1996. pp.163 อ้างถึงใน จุมพล ภิญโญสินวัฒน์. หลักเหตุผลของการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา. อ้างแล้ว.
น.104
42 จมุ พล ภิญโญสินวฒั น.์ หลกั เหตุผลของการคมุ้ ครองสทิ ธใิ นทรัพยส์ นิ ทางปัญญา. อ้างแลว้ น.105
43 Drahos, Peter. A Philosophy of Intellectual Property. อ้างแลว้ . pp.223-224
44 Patel, Raj. The Value of Nothing: How to Reshape Market Society and Redefine Democracy.
New York: Picador, 2009. P.8
65 ปี เกียรติขจร 203
ไกลถงึ ขนาดพยายามกดี กนั องคก์ รสงั คมสงเคราะหท์ แี่ จกโปรแกรมระบบปฏบิ ตั กิ ารฟรยี ห่ี อ้ ลนิ กุ ซ4์ 5
เพอ่ื หลกี เลยี่ งสภาวะการผกู ขาดตลาด นกั คดิ รว่ มสมยั บางกลมุ่ จงึ ไดค้ ดิ ถงึ แนวคดิ ทค่ี ำ� นงึ ถงึ ประโยชน์
ของสาธารณะร่วมอยู่ด้วย เราเรียกงานของนักคิดร่วมสมัยกล่มุ นีว้ า่ “Creative Common”
การกำ� เนิดของงานสร้างสรรคส์ าธารณะ (Creative Commons)
เม่ือกล่าวถึงค�ำว่า “สาธารณะสมบัติ” (commons) ในพจนานุกรมฉบับออกซ์ฟอร์ด
รากศัพท์ค�ำว่า “คอมมอนส์” ซึ่งเป็นการบัญญัติศัพท์คร้ังแรก หมายถึง ที่ดินผืนเดียวซึ่งเป็นของ
สมาชกิ ในชมุ ชนรว่ มกนั การใชป้ ระโยชนจ์ ากสาธารณะสมบตั นิ นั้ จะตอ้ งแบง่ ปนั กนั ใช้ แตใ่ นปจั จบุ นั
ศาสตราจารยล์ อวเ์ รนซ์ เลกซกิ (Lawrence Lessig) ผใู้ หก้ ำ� เนดิ แนวคดิ เรอ่ื ง Creative Common
ได้อธิบายแนวความคิดดงั กลา่ วไวอ้ ยา่ งนา่ ฟังกบั เรือ่ งทรัพยส์ นิ ทางปัญญา
เลกซิกเขียนอธิบายไว้ในหนังสือเรื่อง Code Version 2.0. เพ่ือเสนอประเด็นพิจารณา
เกย่ี วกบั สทิ ธเิ สรภี าพทถี่ กู จำ� กดั ในเครอื ขา่ ยอนิ เตอรเ์ นต็ จะนำ� ไปสกู่ ารใชอ้ ำ� นาจเหนอื ตลาดควบคมุ
ทุกส่ิงทุกอย่าง เขาอธิบายแนวคิดและโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตซึ่งได้รับ
การออกแบบมาใหม้ กี ารถา่ ยทอดและแลกเปลย่ี นขอ้ มลู ไดอ้ ยา่ งเสรแี ละไมถ่ กู ควบคมุ เขาโตแ้ ยง้ อกี
ว่าในทางปฏิบัติ ระบบตลาดทุนนิยมอย่างท่ีเป็นอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาประกอบกับระบบ
การบัญญัติกฎหมายและกฎเกณฑ์ท่ีไม่เหมาะสมโดยหน่วยงานของรัฐได้ก่อให้เกิดลักษณะของ
การคุกคามซ่ึงเกิดจากการพยายามเข้าไปควบคุมหรือมีอ�ำนาจเหนือระบบโครงสร้างของเครือข่าย
อนิ เตอร์เน็ทเพ่อื สรา้ งสทิ ธิผกู ขาดใหก้ บั องค์กรภาคเอกชนขนาดใหญ่เฉพาะราย46
เลกซกิ ไดเ้ สนอตน้ แบบของความเชอื่ มโยงระหวา่ งสงิ่ ทสี่ ามารถใชค้ วบคมุ หรอื กำ� หนดกฎเกณฑ์
ใหก้ บั ระบบเครือข่ายอนิ เตอร์เนต็ ซ่งึ มอี งค์ประกอบรวม 4 สว่ นคอื ก) กฎหมาย ข) ปทัสถานของ
สงั คม ค) กลไกทางตลาด และ ง) การออกแบบโครงสร้าง องคป์ ระกอบรวม 4 ส่วนน้ี แต่ละส่วน
จะสามารถควบคมุ เครอื ขา่ ยอนิ เตอรเ์ นต็ ไดแ้ ตกตา่ งกนั แตจ่ ะมคี วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกนั และกนั เชน่
ถ้าเป็นการควบคุมโดยกฎหมาย เคร่ืองมือที่ใช้ควบคุมคือความรับผิดทางแพ่งหรือการลงโทษทาง
อาญาสำ� หรบั ผลู้ ะเมดิ สทิ ธิ แตถ่ า้ เปน็ การควบคมุ ผา่ นระบบการออกแบบโครงสรา้ ง (Architectures)
การควบคุมจะใช้เทคนิควิธีการทางโครงสร้างแทน เช่น อาจควบคุมโดยการก�ำหนดโครงสร้างใน
45 เรือ่ งเดียวกัน. pp.74-75
46 ศึกษารายละเอยี ดใน Lessig, Lawrence, and Lawrence Lessig. Code Version 2.0. [2nd ed. New
York: Basic Books, 2006. Print. และ Lessig, Lawrence. Code and Other Laws of Cyberspace. New York:
Basic Books, 1999. Print.
204 65 ปี เกียรตขิ จร
รูปโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บังคับให้ผู้ใช้ต้องมีรหัสผ่าน หรือ การก�ำหนดรหัสข้อมูลที่ก�ำหนดไว้
ซึ่งการควบคุมในรูปของการออกแบบโครงสร้างนี้สามารถควบคุมได้อย่างเด็ดขาดมากกว่ากลไก
ทางกฎหมายเพราะหากผใู้ ชง้ านปฏบิ ตั ไิ มไ่ ดต้ ามเงอื่ นไขทกี่ ำ� หนดไวก้ ไ็ มส่ ามารถเขา้ ถงึ การใชไ้ ดเ้ ลย
และยงั เปน็ การควบคมุ โดยไมต่ อ้ งใช้ดุลพินจิ 47
ค�ำวา่ Code ในความหมายของเลกซกิ หมายถึง ก) กฎตา่ งๆ ทบ่ี ังคับให้คนต้องปฏิบัติตาม
มิฉะน้ันจะมีโทษ เช่น กฎหมาย ขอ้ บงั คบั และ ข) ในอกี ความหมายหนึง่ หมายถงึ โครงสร้างท่เี ป็น
รูปธรรมท่ีมาจ�ำกัดหรือบงั คบั พฤติกรรมของมนุษย์ เช่น รหสั ภาษาเคร่อื งในโปรแกรมคอมพวิ เตอร์
(Software) เช่น รหสั “ศูนย”์ “หน่ึง” ที่กลายมาเป็นค�ำสัง่ ปฏบิ ตั กิ ารต่างๆ ในระบบคอมพวิ เตอร์
รวมไปถึงแบบโครงสร้างของเคร่ืองมืออุปกรณ์ต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์ (Hardware) หรือ
โครงสร้างพ้ืนฐานของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต อย่างไรก็ตาม การผูกขาดตลาดในระบบทุนนิยมได้
ปรับเปล่ียนและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ให้ “Code” ในสองความหมายที่ได้กล่าวมาไปจ�ำกัด
การใชง้ านตา่ งๆ อย่างหลากหลาย หมายความว่า “Code” ที่ถกู ออกแบบมาให้สนบั สนุนในเรอ่ื ง
สทิ ธเิ สรภี าพ (หมายถงึ ทง้ั กฎหมายลขิ สทิ ธแิ์ ละระบบอนิ เตอรเ์ นต็ ) ถกู เปลย่ี นบรบิ ทใหก้ ลายไปเปน็
“Code” ท่จี ำ� กดั เสรีภาพและผูกขาดระบบตลาดจนทำ� ใหก้ ลไกราคาเสียไป48
ยิ่งไปกว่านน้ั “Code” ในความหมายท่สี อง คอื การออกแบบโครงสร้าง (Architectures)
ของเทคโนโลยใี นระบบสารสนเทศยอ่ มเปน็ ทางเลอื กใหก้ ลมุ่ ทนุ ผกู ขาดไดส้ ะดวกกวา่ เพราะการปรบั
เปลี่ยนโครงสร้าง (Architectures) ของเทคโนโลยีง่ายกว่าการแก้ไขที่ต้นแบบของความเชื่อมโยง
ระหว่างสิ่งที่สามารถใช้ควบคุมหรือก�ำหนดกฎเกณฑ์ให้กับระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอ่ืนๆ คือ
ก) กฎหมาย ข) ปทัสถานของสังคม ค) กลไกทางตลาด
นอกจากนี้ แนวคดิ ของเขาในหนงั สอื The Future of Ideas: The Fate of the Commons
in a Connected World. ประเดน็ หลกั ของหนงั สอื เลม่ น้ี คอื เรอ่ื งของเทคโนโลยที ถี่ กู พฒั นาไปเพอื่
เอ้ือต่อระบบธุรกิจซึ่งมุ่งที่จะเข้าถือสิทธิผูกขาดรูปแบบต่างๆ มากข้ึนตามล�ำดับ ข้อเท็จจริง
ทเี่ ปลยี่ นแปลงไปมผี ลตอ่ การออกแบบโครงสรา้ งของเครอื ขา่ ยอนิ เตอรเ์ นต็ โดยทำ� ใหเ้ กดิ อำ� นาจใน
การควบคุมเพ่อื สร้างอำ� นาจผูกขาดทุกรปู แบบอันอาจสง่ ผลกระทบตอ่ ประโยชน์ของสาธารณะ49
47 โปรดดู Lessig, Lawrence. Code and Other Laws of Cyberspace. New York: Basic Books, 1999.
pp.85-99, 235-239
48 เรื่องเดียวกนั . P.30
49 โปรดดู Lessig, Lawrence. The Future of Ideas: The Fate of the Commons in a Connected
World. 1st ed. New York: Random House, 2001. อ้างถึงในจมุ พล ภิญโญสนิ วัฒน์. หลักเหตุผลของการคุม้ ครอง
สิทธิในทรพั ยส์ ินทางปญั ญา. อา้ งแล้ว. น.114-116
65 ปี เกียรตขิ จร 205
นอกจากน้ี แนวคิดของเขาในหนังสือเร่ือง Free Culture: How Big Media Uses
Technology and the Law to Lock Down Culture and Control Creativity ไดก้ ลา่ วถึง
ปญั หาของการผกู ขาดตลาดของกลมุ่ องคก์ รภาคเอกชนในธรุ กจิ สอื่ สารและธรุ กจิ บนั เทงิ กลมุ่ ธรุ กจิ
สอื่ สารขนาดใหญเ่ หลา่ นไ้ี ดใ้ ชอ้ ำ� นาจผกู ขาดในการครอบครองตลาดและกดี กนั คแู่ ขง่ รายอนื่ ๆ ออก
จากตลาดเพอื่ ใหไ้ ดม้ าซงึ่ กำ� ไรสงู สดุ จากการทำ� กำ� ไรตอ่ หนว่ ยทสี่ งู ขน้ึ และเมอื่ มอี ำ� นาจผกู ขาดในชดุ
ข้อมูลย่อมมีอ�ำนาจต่อรองทางการเมืองในการบัญญัติกฎหมายจากภาครัฐ ค�ำว่า “Permission
culture” ในความหมายของเลกซกิ หมายถงึ อำ� นาจตอ่ รองทางการเมอื งในการบญั ญตั แิ กไ้ ขกฎหมาย
ทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น ลิขสิทธิ์) ตามความต้องการของกลุ่มธุรกิจส่ือสารขนาดใหญ่เหล่าน้ี
เพื่อควบรวมระบบตลาดทุนและการเปล่ียนแปลงของเทคโนโลยีเป็นผลให้เกิดระบบสังคมผูกขาด
ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเกิดงานสร้างสรรค์ใหม่ในสังคมและประโยชน์ต่อสาธารณะ
สังคมผูกขาดท่ีกล่าวมานี้ตรงข้ามกับค�ำว่า Free culture ในความหมายของเลกซิกซึ่งหมายถึง
“สงั คมท่มี เี สรีภาพ”50
เลกซกิ เสนอใหท้ กุ คนใชบ้ ทบาทเชิงรุกใหม้ ากขึ้น ดงั เช่นกรณศี ึกษาดงั นี้
1) โครงการ GNU/Linux ก�ำหนดให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในระบบปฏิบัติการน้ีสามารถ
ได้รับการปรับปรุงและส่งต่อให้ผู้อื่นได้โดยการเปิดเผยส่วนท่ีเป็นรหัสภาษา (Source Code)
ของโปรแกรมคอมพวิ เตอรใ์ ห้สามารถเข้าถึงได้ท่ัวไป ซึ่งทกุ คนสามารถนำ� ไปพฒั นาต่อยอดไดเ้ อง
2) โครงการ Creative Commons (CC) ซึง่ เป็นสญั ญาก�ำหนดรปู แบบการอนญุ าตให้ใช้
สิทธิในงานลิขสิทธิ์หลายรูปแบบไว้ให้เจ้าของงานลิขสิทธ์ิสมัครใจเลือกใช้รูปแบบการอนุญาตให้ใช้
สิทธิในงานแต่ละแบบ อาจจะมีขอบเขตการอนุญาตท่ีมากน้อยแตกต่างกันออกไป เจ้าของงาน
ลิขสิทธิ์ท่ีต้องการจะจ�ำกัดสิทธิบางส่วนของตนก็สามารถเลือกรูปแบบของลิขสิทธ์ิท่ีก�ำหนดไว้และ
ระบไุ วใ้ นงานลิขสิทธข์ิ องตน
บทสรุป
จากการศึกษาวิวัฒนาการของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เราพบว่าเจตนารมณ์ของ
การคมุ้ ครองสทิ ธเิ หลา่ นม้ี คี วามสมั พนั ธก์ บั ลทั ธเิ ศรษฐศาสตรก์ ารเมอื งในทกุ ยคุ ทกุ สมยั เจตนารมณ์
ดัง้ เดิมต้องการสนบั สนุนเสรีภาพของปจั เจกชน กลไกทางกฎหมายถกู สร้างข้นึ มาเพอ่ื คมุ้ ครองสทิ ธิ
50 โปรดดู Lessig, Lawrence. Free Culture: How Big Media Uses Technology and the Law to Lock
Down Culture and Control Creativity. New York: Penguin Press, 2004. อ้างถึงในจุมพล ภิญโญสินวัฒน์.
หลักเหตุผลของการคมุ้ ครองสิทธิในทรัพยส์ ินทางปญั ญา. อา้ งแลว้ น.116-119
206 65 ปี เกียรติขจร
ของปัจเจกชน แต่การเปล่ียนแปลงในปัจจุบันท�ำให้การคุ้มครองสิทธิถูกลดทอนและการคุ้มครอง
กลายเปน็ เร่อื งของระบบตลาดผูกขาด เจตนารมณข์ องการคมุ้ ครองสทิ ธปิ ระเภทนี้จึงเปลี่ยนแปลง
ไปสู่วัตถุประสงค์ใหม่อยู่เสมอเพราะสิทธิประเภทนี้มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับแนวความคิด
ทางเศรษฐศาสตร์ ปัจจุบันนิยามของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่สิทธิผูกขาดในลักษณะของ
สิทธิสัมปทานอีกต่อไป แต่เป็นสิทธิท่ีผู้ถือสิทธิมีหน้าที่ต้องไม่ผูกขาดตลาดจนบิดเบื่อนกลไกของ
ระบบตลาดด้วย ระบบการคุ้มครองร่วมสมัยจึงต้ังค�ำถามกับประเด็นของการรักษาดุลยภาพของ
ระบบสิทธิผกู ขาดนีอ้ ยู่เสมอ
ผู้เขียนเชื่อว่าทางออกที่ดีที่สุดของการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาก็คือการเคารพ
ในสทิ ธแิ ละหนา้ ทขี่ องกนั และกนั ระหวา่ งปจั เจกชนผปู้ ระดษิ ฐห์ รอื ผสู้ รา้ งสรรคผ์ ลงานอนั เปน็ ตวั แทน
ของฝ่ายแรงงานและนายทนุ ผูแ้ สวงหากำ� ไรอันเป็นตัวแทนของฝา่ ยทุน นอกจากน้ี การใช้สทิ ธขิ อง
ทกุ ฝา่ ยพงึ เคารพถงึ ประโยชนข์ องสาธารณะเปน็ สำ� คญั ดว้ ย มเิ ชน่ นนั้ ระบบการคมุ้ ครองสทิ ธปิ ระเภทนี้
จะตอ้ งล่มสลายด้วยตวั ของมันเอง
บรรณานกุ รม
จุมพล ภิญโญสินวัฒน์. หลักเหตุผลของการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา. กรุงเทพฯ:
คณะนิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,์ 2009. Print.
จักรกฤษณ์, ควรพจน์. กฎหมายสิทธิบัตร: แนวความคิดและบทวิเคราะห์. พิมพ์คร้ังที่ 2, แก้ไข
เพมิ่ เติม–ปรับปรงุ ใหม่. ed. กรงุ เทพฯ: นิตธิ รรม, 2544. Print.
จักรกฤษณ์ ควรพจน์. กฎหมายระหว่างประเทศวา่ ดว้ ยลิขสทิ ธิ์ สิทธิบัตร และเครอ่ื งหมายการคา้ .
พิมพค์ รัง้ ที่ 1. ed. กรงุ เทพฯ: นิติธรรม, 2541. Print.
เพ็ญศรี ดุ๊ก, “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย (สยาม) กับประเทศฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษ
ท่ี 19 ตามเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศ” กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, 2539
สัญชัย สุวังบุตรและอนันต์ชยั เลาหะพันธ์ ทรรปณะประวตั ศิ าสตรย์ โุ รปในคริสต์ศตวรรษท่ี 19”,
กรงุ เทพฯ: ศกั ดิโสภาการพิมพ์, 2551
ศักดา ธนิตกลุ , “แนวคิดหลักกฎหมายและคำ� พิพากษา: กฎหมายกับธุรกจิ ” กรุงเทพฯ: นิตธิ รรม
2551
Boncompain, Jacques. La Révolution Des Auteurs 1773–1815. Paris: Fayard, 2002.
Print.
65 ปี เกยี รตขิ จร 207
Bently, Lionel, Uma Suthersanen, and Paul Torremans. Global Copyright:
Three Hundred Years since the Statute of Anne, from 1709 to Cyberspace.
Cheltenham, UK; Northampton, MA: Edward Elgar, 2010. Print.
Braithwaite, John, and Peter Drahos. Global Business Regulation. Cambridge England;
New York: Cambridge University Press, 2000. Print.
Coase, R. H. The Firm, the Market, and the Law. Chicago: University of Chicago Press,
1988. Print.
Deazley, Ronan, Martin Kretschmer, and Lionel Bently. Privilege and Property: Essays
on the History of Copyright. Cambridge, U.K.: OpenBook, 2010. Print.
Drahos, Peter. A Philosophy of Intellectual Property. Aldershot; Brookfield, USA:
Dartmouth, 1996. Print.
Drahos, Peter, and John Braithwaite. Information Feudalism: Who Owns the
Knowledge Economy? New York: New Press, 2003. Print.
Drahos, Peter. The Global Governance of Knowledge: Patent Offices and Their
Clients. Cambridge England; New York: Cambridge University Press, 2010. Print.
Edward Darcy Esquire v Thomas Allin of London Haberdasher (1599) 74 ER 1131:
http://en.wikipedia.org/wiki/Darcy_v_Allein สบื ค้นเม่ือวนั ท่ี 30 มคี . 2556
Hunter, Dan. Intellectual Property. Oxford Introductions to U.S. Law. Oxford [U.K.];
New York: Oxford University Press, 2012. Print.
Khan, B. Zorina. The Democratization of Invention: Patents and Copyrights in
American Economic Development, 1790–1920. Nber Series on Long–Term
Factors in Economic Development. Cambridge; New York: Cambridge
University Press, 2005. Print.
Lessig, Lawrence. Remix: Making Art and Commerce Thrive in the Hybrid Economy.
New York: Penguin Press, 2008. Print.
Lessig, Lawrence, and Stanford University. School of Law. Ip: Fair Use in Film
Reader. Course Reader Packet. [Stanford, Calif.]: Stanford Law School, 2007.
Print.
Lessig, Lawrence, and Lawrence Lessig. Code Version 2.0. [2nd ed. New York: Basic
Books, 2006. Print.
Lessig, Lawrence. Code and Other Laws of Cyberspace. New York: Basic Books, 1999.
Print.
208 65 ปี เกยี รตขิ จร
Lessig, Lawrence. The Future of Ideas: The Fate of the Commons in a Connected
World. 1st ed. New York: Random House, 2001. Print.
Lessig, Lawrence. Free Culture: How Big Media Uses Technology and the Law to
Lock Down Culture and Control Creativity. New York: Penguin Press, 2004.
Print.
Locke, John. Two Treatises of Government. Cambridge U.P, 1960. Print.
Lucas, André. Propriété Littéraire Et Artistique. Connaissance Du Droit. 4e éd. ed.
Paris: Dalloz, 2010. Print.
McLeod, Kembrew, and Lawrence Lessig. Freedom of Expression®: Resistance and
Repression in the Age of Intellectual Property. 1st University of Minnesota
Press ed. Minneapolis: University of Minnesota Press, 2007. Print.
Patel, Raj. The Value of Nothing: How to Reshape Market Society and Redefine
Democracy. New York: Picador, 2009. Print.
Porsdam, Helle, and Lawrence Lessig. Copyright and Other Fairy Tales: Hans
Christian Andersen and the Commodification of Creativity. Cheltenham, UK;
Northampton, MA: Edward Elgar, 2006. Print.
Rosen, Lawrence E., and Lawrence Lessig. Open Source Licensing: Software Freedom
and Intellectual Property Law. Upper Saddle River, NJ: Prentice Hall PTR,
2005. Print.
Roubier, Paul. Paul Roubier, ... Le Droit De La Propriété Industrielle [1.] Partie
Générale. 1. Les Droits Privatifs... 2. Les Actions En Justice. Paris, Librairie du
Recueil Sirey (Toulouse, impr. de F. Boisseau) 1952. Print.
Toffler, Alvin, and Heidi Toffler. Revolutionary Wealth. 1st ed. New York: Knopf,
2006. Print. แปลโดย สฤณี อาชวานนั ทกลุ
Zeleznikow, J., and Dan Hunter. Building Intelligent Legal Information Systems:
Representation and Reasoning in Law. Computer/Law Series. Deventer [The
Netherlands]; Boston [Mass.]: Kluwer Law and Taxation Publishers, 1994. Print.
65 ปี เกยี รตขิ จร 209
สทิ ธใิ นความเปน็ ส่วนตัว (Right of Privacy)
เร่อื งใกล้ตัวที่ยังขาดการวิพากษจ์ ากสงั คม
นัฐวชิ ญ์ ชอบอิสระ1
ในปจั จบุ นั โลกไดก้ า้ วเขา้ สยู่ คุ ขอ้ มลู ขา่ วสาร ซง่ึ เปน็ ยคุ ทผี่ คู้ นสามารถคนหาขอ้ มลู ทกุ ประเภท
ไดท้ กุ ท่ีทกุ เวลาหากสามารถเชอ่ื มตอ่ กับโครงข่ายอินเตอรเ์ น็ต นอกจากนีย้ ังเปน็ ยุคทผ่ี ้คู นสามารถ
ตดิ ตอ่ กนั ขา้ มโลกไดด้ ว้ ยภาพและเสยี งเพยี งชวั่ ลดั นว้ิ มอื โดยเสยี คา่ ใชจ้ า่ ยเพยี งเลก็ นอ้ ย และเปน็ ยคุ
ทเ่ี ทคโนโลยที ำ� ใหโ้ ลกแคบลงเพราะการตดิ ตอ่ สอื่ สารทกุ อยา่ งรวดเรว็ มากขนึ้ การพฒั นาอยา่ งรวดเรว็
ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ (IT Technology) ดงั กลา่ วไดป้ ฏวิ ตั ชิ วี ติ ของคนในสงั คมอยา่ งมากในทกุ ๆ
ดา้ น ไมว่ า่ จะเป็นเศรษฐกจิ สังคม การเมือง หรือวัฒนธรรม อย่างไรกต็ ามเทคโนโลยที ่พี ฒั นาอย่าง
รวดเร็วดังกล่าวไม่ได้น�ำมาเพียงประโยชน์และความสะดวกสบายเท่านั้น การพัฒนาดังกล่าวยังได้
น�ำปัญหาใหม่ๆ ท่ียังไม่เคยเกิดข้ึนมาสู่สังคมด้วย ซึ่งปัญหาดังกล่าวสังคมยังขาดประสบการณ์
ในการรับมือและแกไ้ ขอย่างเพียงพอ หนง่ึ ในปัญหาทเี่ กิดขึน้ ดงั กล่าวคอื การรุกล�้ำสิทธิในความเปน็
สว่ นตวั ของบคุ คล ซง่ึ ยงั ไมม่ คี วามเหน็ พอ้ งตอ้ งกนั ของสงั คมไปในทางเดยี วกนั (Social Consensus)
ในประเดน็ ดงั กลา่ ว ผเู้ ขยี นจงึ เขยี นบทความนข้ี นึ้ ไมใ่ ชใ่ นลกั ษณะใหค้ ำ� ตอบฟนั ธงวา่ อะไรถกู ผดิ อะไร
ควรหรือไม่ควร แต่เป็นการเขียนในลักษณะยกสภาพปัญหาท่ีเป็นอยู่ และต้ังค�ำถามเพื่อน�ำไปสู่
การวเิ คราะห์เพอ่ื ให้ผู้อ่านและสังคมนำ� ประเดน็ ไปคิดต่อยอดตอ่ ไป
ในเบ้ืองต้น ทุกท่านต้องเข้าใจว่าในการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกคร้ัง ข้อมูลที่เก่ียวข้อง
กบั ผใู้ ชท้ เ่ี กดิ ขน้ึ จากการใชง้ านอปุ กรณด์ งั กลา่ วไมม่ ากกน็ อ้ ยจะถกู บนั ทกึ ลงในฐานขอ้ มลู สารสนเทศ
(IT Social Space) ไมว่ า่ ผูใ้ ชด้ ังกล่าวจะทราบหรือไม่ และไม่วา่ จะยนิ ยอมหรือไมก่ ต็ าม ซงึ่ ขอ้ มลู
การใช้งานดังกล่าวสามารถเข้าถึงและถูกเรียกกลับมาใช้อ้างอิงได้ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น
หากบุคคลใช้โทรศัพท์เคล่ือนที่ในการติดต่อส่ือสาร นอกจากหมายเลขเครื่องของผู้รับ และระยะ
เวลาการพูดคุยจะถูกบันทึกไว้ในตัวโทรศัพท์เคลื่อนท่ีเคร่ืองดังกล่าวแล้ว หมายเลขซิมการ์ดที่ใช้
โทรออก หมายเลขอีม่ีของเครื่องโทรศัพท์ที่ใช้โทรออกดังกล่าว หมายเลขโทรศัพท์ของผู้รับสาย
1 นิติศาสตรบ์ ณั ฑติ (เกยี รตนิ ยิ มอันดบั ๒) (ธรรมศาสตร์), เนติบณั ฑติ ไทย, LL.M. (Cornell), LL.M. in Intel-
lectual Property Law (George Washington) พนกั งานอยั การ สำ� นักงานอัยการจังหวดั สพุ รรณบรุ ี
65 ปี เกียรติขจร 211
เสาโทรศัพท์ที่ใกล้เคียงท่ีสุดท่ีใช้โทรออก และระยะเวลาในการใช้งานโทรศัพท์จะถูกบันทึกข้อมูล
ไว้กบั ผใู้ หก้ ารบริการเสมอ ดังนนั้ แม้ผู้ใช้งานโทรศพั ท์จะลบข้อมูลในเครือ่ งแล้วก็ตาม ผใู้ หบ้ ริการ
ยังคงมีข้อมูลว่ามีบุคคลใช้มือถือเครื่องใด ซิมการ์ดหมายเลขใด โทรออกจากบริเวณไหน เวลา
ก่ีนาฬิกา และใช้ระยะเวลาในการสนทนานานเท่าใด เป็นตน้
การบันทึกข้อมูลไม่เพียงเกิดขึ้นแต่กรณีการโทรศัพท์ดังกล่าวเท่าน้ัน แต่ยังรวมไปถึงการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศทุกประเภท ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่า ยิ่งมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากข้ึน
เทา่ ใด ขอ้ มลู ของบคุ คลนน้ั ๆ กจ็ ะถกู เกบ็ ไวใ้ นฐานขอ้ มลู ไมว่ า่ ทใี่ ดทหี่ นง่ึ มากขน้ึ เทา่ นน้ั เมอ่ื พจิ ารณา
ถึงข้อมูลดังกล่าวแล้ว หากข้อมูลดังกล่าวกระจัดกระจาย และมีจ�ำนวนเพียงเล็กน้อยก็อาจไม่มี
นยั สำ� คัญและไม่มผี ลกระทบตอ่ ชวี ิตของผใู้ ช้มากนัก แตห่ ากมีการสืบค้นรวบรวมขอ้ มูลตา่ งๆ เช่น
พฤติกรรมช่วงเวลาการเข้าใช้อินเตอร์เน็ต ช่วงเวลาระยะเวลาการใช้โทรศัพท์ เว็บไซต์ท่ีเข้าไป
ชมบ่อย พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยด้วยบัตรเครดิตตามร้านค้าต่างๆ ท้ังตามหน้าร้านจริงและ
โดยการสั่งซื้อผ่านอินเตอร์เน็ต ร้านอาหารหรือห้างสรรพสินค้าที่จับจ่ายใช้สอย กลุ่มเพื่อนและ
ความชอบในสารสนเทศที่ใช้ในการเข้าสังคม (Social Media) ต่างๆ เช่น เว็บไซต์เฟซบุ๊ค หรือ
ทวติ เตอร์ เป็นตน้ ซงึ่ ไดแ้ สดงความคิดเห็นในเร่อื งต่างๆ ท่เี คยมีการบนั ทึกท้ังหมด ขอ้ มลู ดังกลา่ ว
เมอื่ มาอยรู่ ว่ มกนั แลว้ ยอ่ มจะสามารถระบถุ งึ ตวั บคุ คลดงั กลา่ ว รถู้ งึ อปุ นสิ ยั ฐานะการเงนิ ชวี ติ ประจำ�
วนั และความคดิ เหน็ ทางการเมอื งและสงั คมของบคุ คลนน้ั จนอาจกลา่ วไดว้ า่ ผทู้ ม่ี ขี อ้ มลู รจู้ กั ตวั ตน
ทแ่ี ทจ้ รงิ ของบคุ คลนน้ั มากกวา่ บคุ คลเจา้ ของขอ้ มลู เองเสยี อกี ชดุ ขอ้ มลู ดงั กลา่ วจงึ เปน็ สง่ิ ทมี่ คี า่ ทาง
เศรษฐกิจ มีคุณค่าราคาของตัวมันเอง และเป็นส่ิงที่บุคคลมีความต้องการสงวนไว้ในพ้ืนที่ส่วนตัว
ไม่ให้ใครมาล่วงล�้ำ ดังน้ันจึงจะเห็นได้ว่า ข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านั้นเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก
และเป็นส่วนหน่ึงของสิทธิในความเป็นส่วนตัวของทุกๆ คนในสังคม และอาจกล่าวต่อไปได้ว่า
บุคคลเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากเท่าใด โอกาสของบุคคลนั้นที่จะถูกล่วงล�้ำความเป็นส่วนตัวก็จะ
มีมากขึ้นเท่านั้น สิทธิในความเป็นส่วนตัวของบุคคลจึงเป็นเร่ืองพ้ืนฐานและใกล้ตัวของทุกคน
ในสงั คมสมัยใหม่อย่างหลีกเลยี่ งมไิ ด้
ผู้อ่านทุกท่านอย่างน้อยคงมีความเห็นตรงกันว่า สิทธิในความเป็นส่วนตัว เป็นส่ิงท่ีทุกคน
มีอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งกฎหมายจ�ำเป็นต้องรับรองและปกป้องคุ้มครอง และอย่างน้อยต้องรวมถึง
การปกปอ้ งคมุ้ ครองขอ้ มลู สว่ นตวั ของแตล่ ะบคุ คลดงั ทยี่ กตวั อยา่ งไปขา้ งตน้ อยา่ งไรกต็ าม ในปจั จบุ นั
ขอ้ ความคดิ เกย่ี วกบั สทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั ยงั ขาดความเขา้ ใจทลี่ กึ ซง้ึ ขาดการอภปิ รายอยา่ งเพยี งพอ
อันต่างกับสิทธิในทางทรัพย์สิน หรือสิทธิในชีวิตร่างกาย ท่ีมีความเข้าใจลึกซึ้งกว่าและค่อนข้าง
มีความเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังน้ัน ปัญหาต่างๆ รวมถึงปัญหาว่าสิทธิส่วนตัวคืออะไร
มขี อบเขตขนาดไหน หากมกี ารลว่ งละเมดิ แล้วแนวทางการเยียวยาที่เหมาะสมคอื อะไร ยงั คงเปน็
ปัญหาท่ียังไม่มีค�ำตอบท่ีเห็นพ้องต้องตรงกันและยังต้องรอเวลาเพ่ือคล่ีคลายต่อไป อย่างไรก็ตาม
212 65 ปี เกียรติขจร
เพอื่ ความเขา้ ใจทม่ี ากขน้ึ ผเู้ ขยี นขอยกตวั อยา่ งววิ ฒั นาการของสทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั ของประเทศ
สหรฐั อเมริกา ดังจะกลา่ วต่อไปน้ี
ในประเทศสหรฐั อเมรกิ า ชว่ งแรกเรม่ิ สงั คมเรม่ิ เหน็ ความสำ� คญั ของสทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั
ต้ังแต่ปี ค.ศ. 1890 แต่ในช่วงดังกล่าวข้อความคิดในเรื่องนี้ยังไม่พัฒนาถึงขึ้นสิทธิในความเป็น
ส่วนตวั อย่างในปัจจุบัน และยงั ไม่เกีย่ วข้องกับขอ้ มลู ส่วนบุคคลมากนกั หากแต่เร่มิ มาจากแนวคดิ
เกี่ยวกับสทิ ธิทจ่ี ะมีโลกส่วนตวั ของแต่ละบุคคล (Right to be let alone) โดยในแวดวงวชิ าการ
มกี ารอภปิ รายกนั วา่ เนอ่ื งจากการพฒั นาของเศรษฐกจิ และการแขง่ ขนั ในตลาดทเ่ี พม่ิ มากขน้ึ ทำ� ให้
รูปแบบการท�ำธุรกิจ (Business Model) เปล่ียนไปเป็นลักษณะเชิงรุกไปสู่ลูกค้ามากขึ้น เช่น
การเดินขายตรงโดยเดนิ เคาะประตบู า้ น หรอื การลอบดูซองจดหมายของกลมุ่ ลูกคา้ เปน็ ตน้ ทำ� ให้
สังคมเกิดความคิดว่าอย่างน้อยมนุษย์ควรจะมีสิทธิท่ีจะมีโลกส่วนตัวอยู่บ้างในพื้นที่ส่วนตัวของตน
เชน่ บา้ น ซงึ่ ขอ้ ความคดิ ดงั กลา่ วเรมิ่ แพรห่ ลายมากขนึ้ และถกู อภปิ รายในหลายบทความ จนกระทง่ั
ถูกกล่าวในไว้ในค�ำพิพากษาศาลฎีกาของประเทศสหรัฐอเมริกาครั้งแรก ในคดีที่ศาลตัดสินว่า
บทบญั ญตั กิ ฎหมายทห่ี า้ มผใู้ ดครอบครองวตั ถลุ ามกอนาจารไวใ้ นบา้ นของตนเองนน้ั ขดั ตอ่ รฐั ธรรมนญู
โดยศาลได้ระบชุ ดั ถงึ สิทธิข้ันพน้ื ฐานในพืน้ ท่สี ว่ นตัววา่ “รัฐไมม่ ีอ�ำนาจที่จะไปบอกบคุ คลใดท่กี ำ� ลงั
นั่งอยู่ในบ้านของตนเองว่าต้องอ่านหนังสือเล่มใด ดูหนังเร่ืองใด หรือมีสิทธิท�ำอะไรได้มากน้อย
แค่ไหน” ข้อความคิดในช่วงแรกสิทธิในความเป็นส่วนตัวจึงเน้นไปในเร่ืองสิทธิเด็ดขาดในพ้ืนท่ี
ส่วนตัวของแต่ละบคุ คล มากกว่าในแง่ของข้อมูลส่วนตวั
ตอ่ มาในชว่ งกลางยคุ 1960 ทแี่ นวความคดิ เกยี่ วกบั สทิ ธมิ นษุ ยชนกำ� ลงั เฟอ่ื งฟู แนวความคดิ
ในเร่ืองนี้เร่ิมพัฒนาไปสู่ความเป็นส่วนตัวในการตัดสินใจก�ำหนดชีวิตของตน ซ่ึงศาลฎีกาตัดสิน
ในคดที ใี่ หบ้ ทบญั ญตั ิห้ามสตรใี ช้ยาคุมก�ำเนดิ นัน้ ขดั ต่อรฐั ธรรมนูญว่า “แมส้ ทิ ธใิ นความเป็นส่วนตวั
จะมิได้ถูกบัญญัติไว้โดยตรงในรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เม่ืออนุมานจากข้อความ
ทงั้ หมดของรฐั ธรรมนญู และ Bill of Rights แลว้ มเี จตนารมณท์ จี่ ะรบั รองสทิ ธิมนุษยชนพ้ืนฐาน
ทุกประการซึ่งสิทธิดังกล่าวท่ีกฎหมายรับรองน้ันรวมถึงสิทธิในความเป็นส่วนตัวด้วย” บทความ
ต่างๆ ท่ีได้มีการอภิปรายในยุคดังกล่าว จึงเริ่มพัฒนาข้อความคิดจากสิทธิเด็ดขาดในเชิงพื้นที่
มาเปน็ สิทธใิ นการกระท�ำการใดๆ ในการตดั สนิ ใจกำ� หนดชวี ติ ของแตล่ ะบคุ คล
จากนนั้ สทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั ในบรบิ ทของประเทศสหรฐั อเมรกิ ากไ็ ดม้ กี ารพฒั นาเรอ่ื ยมา
จนในยุคปัจจุบัน ข้อความคิดเร่ืองสิทธิในความเป็นส่วนตัวพัฒนามาถึงความคุ้มครองในแง่ข้อมูล
สว่ นตวั ของแตล่ ะบคุ คล ทง้ั นเี้ นอื่ งจาก การพฒั นาทางเทคโนโลยแี บบกา้ วกระโดด ภาครฐั และบรษิ ทั
เอกชน เริ่มที่จะมีการท�ำฐานข้อมูลรวบรวมส่วนบุคคลทุกประการไว้ โดยส�ำหรับภาครัฐข้อมูล
ดังกล่าวถูกเก็บไว้เพ่ือใช้ในบริหารนโยบายรัฐให้ได้ผลมากขึ้นและใช้ท�ำนายแนวโน้มประชากร
เศรษฐกิจและสังคม และเร่ืองต่างๆ ที่ใช้ในการด�ำเนินภารกิจของรัฐ ส่วนบริษัทภาคเอกชนก็มี
65 ปี เกียรติขจร 213
การจัดท�ำข้อมูลดังกล่าว ทั้งเก็บไว้ใช้โฆษณาน�ำเสนอสินค้าให้แก่ลูกค้าท่ีตรงเป้าหมายมากขึ้น
ลดค่าใช้จ่ายในการท�ำการตลาดแบบเหวี่ยงแห หรือมิฉะน้ันก็เป็นบริษัทที่ท�ำธุรกิจรวบรวบข้อมูล
ดังกล่าวไว้เป็นสินค้าของบริษัทโดยตรงเพ่ือไว้ใช้จ�ำหน่ายให้แก่บริษัทเอกชนอ่ืนไปใช้ประโยชน์
เพราะชุดข้อมูลดงั กล่าวมคี ณุ คา่ ในตัวเองดังทีไ่ ดก้ ล่าวไปตอนต้นแลว้ ดงั นัน้ สงั คมจึงเร่มิ ตัง้ คำ� ถาม
มากข้ึนว่า การรวมรวบข้อมูลดังกล่าวโดยที่เจ้าของมิได้ยินยอมนั้นชอบธรรมหรือไม่ สิทธิใน
ความเปน็ สว่ นตวั ในยคุ ปัจจบุ ันจงึ เป็นประเดน็ เก่ียวกบั ข้อมลู สว่ นบคุ คลวา่ แตล่ ะบุคคลมีสทิ ธิท่ีจะ
จดั การ สร้าง ลบลา้ ง หรอื กำ� หนดขอ้ มลู สว่ นตวั ของตนท่จี ะเปิดเผยสู่สาธารณะไดห้ รือไม่ เพยี งใด
สำ� หรบั ประเทศไทยของเรานนั้ แมจ้ ะยงั ไมม่ คี วามตน่ื ตวั เรอื่ งความคมุ้ ครองสทิ ธใิ นความเปน็
ส่วนตัวในสื่อสาธารณะมากนัก แต่ระบบกฎหมายของเราได้รับเอาหลักกฎหมายเกี่ยวกับเรื่อง
ดังกล่าวจากต่างประเทศมาบัญญัติรับรองในหลักการแล้ว ดังปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
มาตรา 35 ซึ่งบัญญตั ิว่า
“สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ช่ือเสียง ตลอดจนความเป็นอยู่ส่วนตัวย่อมได้รับ
ความคุ้มครอง
การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซ่ึงข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชน
อนั เป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบคุ คลในครอบครัว เกยี รตยิ ศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่
สว่ นตัวจะกระทำ� มไิ ด้ เวน้ แตก่ รณที ี่เป็นประโยชน์ตอ่ สาธารณะ
บคุ คลยอ่ มมสี ทิ ธไิ ดร้ บั ความคมุ้ ครองจากการแสวงประโยชนโ์ ดยมชิ อบจากขอ้ มลู สว่ นบคุ คล
ทเ่ี ก่ยี วกบั ตน ทั้งน้ี ตามทกี่ ฎหมายบญั ญัติ”
และตามมาตรา 58 ซง่ึ บัญญตั วิ ่า
“บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของ
หนว่ ยราชการ หนว่ ยงานของรฐั รฐั วสิ าหกจิ หรอื ราชการสว่ นทอ้ งถนิ่ เวน้ แตก่ ารเปดิ เผยขอ้ มลู หรอื
ขา่ วสารนน้ั จะกระทบตอ่ ความมนั่ คงของรฐั ความปลอดภยั ของประชาชน หรอื สว่ นไดเ้ สยี อนั พงึ ได้
รับความคมุ้ ครองของบุคคลอ่นื หรอื เปน็ ขอ้ มลู สว่ นบุคคล ทั้งนี้ ตามทีก่ ฎหมายบญั ญัต”ิ
สำ� หรบั กฎหมายระดบั พระราชบญั ญตั ทิ เ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การเปดิ เผยขอ้ มลู ในภาครฐั คอื พระราช
บญั ญตั ขิ อ้ มลู ขา่ วสารของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ซงึ่ สรปุ หลกั การอยา่ งครา่ วๆ เฉพาะทเี่ กย่ี วขอ้ ง
ไดว้ ่า รัฐมีขอ้ มลู ข่าวสารใด โดยหลักแลว้ จำ� เป็นจะต้องเปดิ เผยข้อมูลเหลา่ นัน้ ให้ประชาชนท่วั ไปได้
ทราบ เวน้ แตข่ อ้ มลู นน้ั จะเปน็ ขอ้ ยกเวน้ ตามกฎหมาย ซงึ่ ขอ้ ยกเวน้ ดงั กลา่ วรวมถงึ การเปดิ เผยขอ้ มลู
ส่วนบุคคลซ่ึงเจ้าของข้อมูลไม่ยินยอม ท้ังน้ีตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยข้อมูลส่วนบุคคลในที่นี้
หมายถงึ ขอ้ มลู ทเี่ ปน็ สงิ่ เฉพาะตวั ของบคุ คล เชน่ ฐานะการเงนิ ประวตั สิ ขุ ภาพ ประวตั อิ าชญากรรม
214 65 ปี เกยี รตขิ จร
ประวตั กิ ารท�ำงาน เปน็ ตน้ และขอ้ มลู ทที่ ำ� ให้ระบุตัวบุคคลผู้นั้นได้ เชน่ ชอ่ื นามสกุล ลายพิมพ์นว้ิ
มือ แผน่ บันทึกเสียง รูปภาพ เปน็ ต้น และให้หมายความรวมถึงข้อมูลเกย่ี วกบั บคุ คลทีต่ ายไปแล้ว
ดว้ ย นอกจากนก้ี ฎหมายฉบบั ดงั กลา่ วยงั กำ� หนดวธิ กี ารจดั เกบ็ ขอ้ มลู สว่ นบคุ คลของภาครฐั โดยเฉพาะ
ดงั น้นั จงึ กล่าวได้ว่า สถานะสทิ ธใิ นความเป็นส่วนตวั ในเกย่ี วกบั ข้อมูลส่วนบคุ คลท่ีเป็นรักษาอยู่กับ
ภาครฐั ในประเทศไทยปจั จุบนั นัน้ ไดร้ บั ค้มุ ครองตามกฎหมายในระดับหนงึ่
ส่วนในภาคเอกชน ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลท่ีรวบรวมโดยเอกชน
ด้วยกันเองอย่างเฉพาะเจาะจง และยังคงเป็นช่องว่างทางกฎหมาย แนวทางเยียวยาในปัจจุบัน
เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยภาคเอกชนคือต้องรอให้ปัญหาข้อพิพาทเกิดข้ึนเสียก่อน
แล้วจึงน�ำคดีมาฟ้องเป็นคดีละเมิดในทางแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทน อันเป็นการแก้ไขปัญหาที่
ปลายเหตุ และอาจมีกรณีท่ีผู้ละเมิดจงใจกระท�ำละเมิด เช่น ค่าสินไหมทดแทนที่จะต้องเสียอาจ
คมุ้ คา่ ตอ่ การเปดิ เผยขอ้ มลู ดงั กลา่ ว ผทู้ ม่ี ขี อ้ มลู จงึ จงใจละเมดิ เปดิ เผยขอ้ มลู ทงั้ ทร่ี วู้ า่ ฝา่ ฝนื ตอ่ กฎหมาย
ได้ นอกจากนผี้ ถู้ กู ละเมดิ อาจฟอ้ งเปน็ คดอี าญาฐานเปดิ เผยความลบั ทงั้ น้ี กฎหมายในเรอื่ งดงั กลา่ ว
กย็ งั บัญญัติไม่ครอบคลุมถึงขอ้ มลู สว่ นบุคคลทกุ กรณี
อนึ่ง ในปจั จบุ ันได้มีการยกร่างพระราชบัญญตั ิคมุ้ ครองขอ้ มูลสว่ นบุคคล พ.ศ. .....ซ่งึ ยังอยู่
ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยร่างพระราชบัญญัติฯดังกล่าวได้ยึดหลัก
การส�ำคัญในการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามแนวทางของนานาประเทศทั้งประเทศ
สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป เพื่อก�ำหนดหลักเกณฑ์แนวทางในการรวบรวมประมวลผลข้อมูล
สว่ นบุคคลที่ทำ� โดยเอกชนเพอ่ื อดุ ช่องว่างดังกลา่ ว
หลักการของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ..... ที่ส�ำคัญคือ ต้องการ
ท่ีจะตรากฎหมายในลักษณะท่ีเป็นการให้ความคุ้มครองเป็นการทั่วไปในสิทธิเก่ียวกับข้อมูลส่วน
บคุ คล เนอื่ งจากกฎหมายฉบบั อนื่ แมจ้ ะไดม้ กี ารตรากฎหมายขนึ้ ใชบ้ งั คบั เพอื่ คมุ้ ครองเกยี่ วกบั ขอ้ มลู
ต่างๆ ซึ่งบางเรื่องรวมไปถึงข้อมูลส่วนบุคคลด้วยก็ตาม แต่การคุ้มครองยังคงมุ่งแต่เฉพาะเรื่องใด
เร่ืองหนึ่งตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนั้นๆ หาได้ครอบคลุมเป็นกรณีท่ัวไปไม่ เจตนารมณ์
ของกฎหมายฉบับนี้ใหม่น้ีจึงมีเพ่ือให้การคุ้มครองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการตั้ง
คณะกรรมการคมุ้ ครองขอ้ มลู สว่ นบคุ คลเพอื่ วางนโยบายและมาตรการในการใหค้ วามคมุ้ ครองสทิ ธิ
ในข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากน้ียังขยายขอบเขตนิยามการจัดการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้
คมุ้ ครองถงึ การเกบ็ รวบรวม การบนั ทกึ การจดั หมวดหมู่ การใชป้ ระโยชน์ การเกบ็ รกั ษา การแกไ้ ข
การโอน และการเปดิ เผย ฯลฯ ซงึ่ ตามรา่ งพระราชบญั ญตั นิ เี้ รยี กวา่ “การประมวลผล” ซงึ่ กฎหมาย
พยายามวางแนวทางในการประมวลผลข้อมูลด้วยวิธีต่างๆ ไว้ รวมทั้งให้อ�ำนาจเจ้าของข้อมูล
สว่ นบคุ คลในอนั ทจี่ ะแกไ้ ขหรอื ลบขอ้ มลู ของตนทเ่ี กบ็ อยกู่ บั บคุ คลอนื่ ได้ ทง้ั น้ี กฎหมายฉบบั ดงั กลา่ ว
จ�ำเป็นทีจ่ ะต้องรอการผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาตอ่ ไป
65 ปี เกยี รตขิ จร 215
อย่างไรก็ตาม หากผู้อ่านพิจารณาถึงบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิในความเป็นส่วนตัวในข้อมูล
ส่วนตัวของบุคคลที่ไม่ว่าจะถูกเก็บรักษาอยู่กับภาครัฐหรือภาคเอกชนดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว
จะเห็นได้วา่ บทบญั ญัติดังกล่าวบัญญัตเิ ป็นลกั ษณะในเชิงนามธรรม (Abstract) กว้างๆ จ�ำเป็นต้อง
อาศัยการตีความวางแนวบรรทัดฐานต่อไปอีกมาก ซึ่งการตีความกฎหมายจะมีส่วนส�ำคัญมาก
ในการกำ� หนดแนวทางการพฒั นาสทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั ในประเทศไทยตอ่ ไป ความรคู้ วามเขา้ ใจ
เกยี่ วกบั สทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั ในแงม่ มุ ตา่ งๆ ทจ่ี ำ� เปน็ ตอ่ การใชต้ คี วามและผเู้ ขยี นเหน็ วา่ นา่ สนใจ
หยิบยกข้ึนเปน็ ประเด็นในการอภิปรายท้งิ ทา้ ยมีดงั ต่อไปนี้
ประการแรก เนื่องจากลักษณะเฉพาะของสิทธิในความเป็นส่วนตัวมิได้เป็นสิทธิที่แบ่งแยก
ออกมาเป็นเอกเทศ แต่เป็นสิทธิที่เกี่ยวพันกับสิทธิอ่ืนๆ อย่างลึกซึ้ง เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่า
ในอีกแง่มุมหนึ่ง หากมีการคุ้มครองปกป้องสิทธิในความเป็นส่วนตัวมากเกินไปอาจน�ำไปสู่
การล่วงละเมิดสทิ ธพิ นื้ ฐานอ่ืนตามรัฐธรรมนญู เช่น สิทธเิ สรีภาพในการแสดงออก (Freedom of
Expression) สทิ ธิเสรภี าพในการประกอบธุรกจิ (Freedom of Business) รวมท้ังสิทธเิ สรีภาพ
ของส่ือ (Freedom of Media) แนวบรรทัดฐานของกฎหมายที่จะมีการบัญญัติเกี่ยวกับเร่ือง
ดังกล่าว จึงเปรียบเสมือนการล่องเรือผ่านหน้าผาช่องแคบ ซ่ึงผาฝั่งหน่ึงคือ การปกป้องคุ้มครอง
ที่น้อยเกินไปจนสิทธิในความเป็นส่วนตัวถูกละเมิดขาดความคุ้มครอง และผาอีกฝั่งหน่ึง คือ
การปกป้องคุ้มครองที่มากเกินไปจนสิทธิในความเป็นส่วนตัวท�ำให้สิทธิข้ันพ้ืนฐานอื่นๆ ถูกละเมิด
เสียเอง ดังนั้น ความเห็นท่ีว่า “กฎหมายหรือมาตรการใดๆ ที่เป็นไปเพ่ือปกป้องคุ้มครองสิทธิ
ในความเป็นส่วนตัวน้ันจ�ำเป็นและชอบธรรมเสมอ” จึงไม่ถูกต้องเสมอไปทุกกรณี เนื่องจาก
การประสานคุณค่าทางกฎหมายของสิทธิแต่ละประเภทในภาพเดียวกันเป็นเร่ืองที่หลีกเล่ียงไม่ได้
ในการพิจารณา การตัดสินใจวางแนวบรรทัดฐานในที่นี้จึงเป็นประเด็นการช่ังน�้ำหนักความส�ำคัญ
โดยไม่อาจช้ีผิดถูกขาวด�ำไปได้ ค�ำถามในประเด็นน้ีจึงมีต่อไปว่า การประนีประนอมสิทธิต่างๆ
ในระดับทเี่ หมาะสมคืออยา่ งไร
ประการตอ่ มา การบญั ญตั แิ ละบงั คบั ใชก้ ฎหมายทเ่ี หมาะสมมไิ ดเ้ ปน็ มาตรการเดยี วทจ่ี ะทำ� ให้
การปกปอ้ งสทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั สมั ฤทธผ์ิ ลเทา่ นน้ั จารตี ประเพณขี องสงั คมในการใหค้ วามเคารพ
ความเปน็ สว่ นตวั ของแตล่ ะบคุ คลกเ็ ปน็ เรอ่ื งทสี่ ำ� คญั ไมย่ ง่ิ หยอ่ นไปกวา่ กนั ในสงั คมทขี่ าดความเคารพ
ในความเปน็ สว่ นตวั ดงั กลา่ ว การบญั ญตั แิ ละบงั คบั ใชก้ ฎหมายในเรอื่ งนอ้ี าจจะใหผ้ ลเพยี งแค่ แตล่ ะ
คนในสงั คมต่างค�ำนึงถงึ สิทธใิ นความเปน็ ส่วนตวั ของตวั เองมากขึ้นเท่านั้น แต่ระดับความคมุ้ ครอง
สทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั และความเคารพสทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั ซงึ่ กนั และกนั ในภาพรวมอาจมไิ ด้
มีการพัฒนาเลยก็เป็นได้ ฉะนั้นกฎหมายและจารีตวัฒนธรรมจึงจ�ำเป็นต้องพิจารณาและพัฒนา
ควบคกู่ นั ไปในปญั หาน้ี สว่ นประเดน็ วา่ จารตี ประเพณใี นรปู แบบใดทเ่ี หมาะสมกบั บรบิ ทใน ในระดบั ใด
216 65 ปี เกยี รติขจร
และบทบาทของกฎหมายและจารีตประเพณีจะท�ำงานร่วมกันอย่างเหมาะสมอย่างไรนั้น ยังคง
เป็นปญั หาทีจ่ ะต้องรว่ มกนั หาคำ� ตอบต่อไป
จากบทความน้ี จะเห็นได้ว่าสิทธิในความเป็นส่วนตัวเป็นเร่ืองท่ีละเอียดอ่อนซับซ้อน และ
ยากทจ่ี ะท�ำใหท้ กุ คนมคี วามเหน็ ตรงกันได้ อย่างไรก็ตาม การขาดความชัดเจนในประเดน็ เกี่ยวกับ
สิทธิในความเป็นส่วนตัวจะยิ่งท�ำให้กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องในเร่ืองดังกล่าว
ไมส่ ามารถแกไ้ ขปญั หาไดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ และการบงั คบั ใชก้ ฎหมายไมต่ รงกบั เจตนารมณใ์ นการบญั ญตั ิ
กฎหมาย ดังนัน้ การอภปิ รายแนวความคิดเก่ียวกบั สทิ ธใิ นความเป็นส่วนตัวในประเดน็ ตา่ งๆ ขา้ ง
ต้น และประเด็นท่ีต่อยอดขึ้นไปจึงเป็นสิ่งจ�ำเป็น จะช่วยเป็นข้อคิดและท�ำให้เข้าใกล้ค�ำตอบของ
ปัญหาต่างๆ ดังกล่าวมากขึ้น ท�ำให้การบังคับใช้กฎหมายในเร่ืองนี้เป็นไปดังเจตนารมณ์มากข้ึน
ตอ่ ไป
65 ปี เกียรติขจร 217
จากศิษย์ร่นุ “2523”
กมล สปุ รยี สนุ ทร*
ในวาระที่ท่านศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เกยี รติขจร วัจนะสวสั ด์ิ อาจารยผ์ เู้ ป็นท่ีเคารพรักยงิ่
ของพวกเรามีอายุครบ 65 ปี ผมในฐานะตัวแทนรุ่นนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 23 รู้สึกเป็นเกียรติ
อยา่ งยงิ่ ทไ่ี ดม้ โี อกาสรว่ มแสดงมทุ ติ าจติ กบั อาจารยใ์ นครง้ั น้ี ผมและเพอื่ นๆ จะสนทิ สนมกบั อาจารยม์ าก
เน่ืองด้วยขณะที่ท่านด�ำรงต�ำแหน่งเป็นคณบดี พวกเราเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์พอดี
และในช่วงนั้น ผมเป็นนักกีฑาเหรียญทองมหาวิทยาลัย และเป็นนักกีฬาดีเด่นของมหาวิทยาลัย
ประจ�ำปี 2526 ซึ่งมโี อกาสไดร้ ูจ้ ักใกล้ชิดกับอาจารยม์ ากเป็นพเิ ศษ พวกเรามคี วามประทับใจทา่ น
อาจารย์หลายอย่าง เช่น ท่านอาจารย์วางตนได้น่าเคารพรักมาก ไม่ถือตัว คอยห่วงใย ถามไถ่
สารทุกข์สุกดิบตลอดเวลา และแม้จะส�ำเร็จการศึกษามาแล้วหลายสิบปี ท่านอาจารย์ก็ยังจ�ำชื่อ
พวกเราได้ ท่านอาจารย์มีจริยวัตรปฏิบัติที่งดงาม อบอุ่น และมีเมตตา จนเป็นท่ีประจักษ์ต่อ
พวกเราและลูกศษิ ย์ท่านอน่ื ๆ เสมอมา
ทา่ นอาจารยเ์ กยี รตขิ จรจงึ ไมเ่ พยี งแตใ่ หค้ วามรกู้ บั พวกเราเทา่ นน้ั แตท่ า่ นยงั ปฏบิ ตั ติ นใหเ้ ปน็
แบบอย่างด้วยอีกต่างหาก ท่านอาจารย์จึงสมควรได้รับค�ำกล่าวขานจากผมและเพ่ือนๆ ในรุ่นว่า
ท่านอาจารย์เป็น “ผู้ท่ีเปี่ยมด้วยความรู้และคุณธรรม” ได้อย่างเต็มปากเต็มค�ำ สนิทใจ และ
เตม็ ภาคภูมมิ ากที่สดุ ทา่ นหน่งึ ครบั
* น.บ. (ธรรมศาสตร)์ , น.บ.ท. น.ม. (จฬุ า) ปรชั ญาดษุ ฏบี ณั ฑติ , (อาชญาวทิ ยา การบรหิ ารงานยตุ ธิ รรมและสงั คม)
ผพู้ ิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
65 ปี เกยี รตขิ จร 219
ประวตั ิการศึกษาและการทำ� งาน
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เกยี รตขิ จร วัจนะสวสั ดิ์
1. วนั เดอื น ปีเกิด
1.1 เกิดวันที่ 18 มนี าคม 2492
1.2 การศึกษาระดบั อดุ มศึกษา (เรยี งจากคุณวฒุ ิสูงสุดตามลำ� ดับ)
คุณวฒุ ิ ปี พ.ศ. ท่ีจบ ช่อื สถานศกึ ษา
1.2.1 ปรญิ ญาเอก 2520 Northwestern University
(ทนุ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์)
1.2.2 ปริญญาโท (ทนุ มหาวิทยาลยั YALE) 2517 Yale University
1.2.3 ประกาศนยี บตั รทาง ก.ม. เปรยี บเทยี บ 2516 New York University
(ทุนมลู นิธเิ อเชีย)
1.2.4 เนตบิ ัณฑติ ไทย สมยั ท่ี 23 2514
1.2.5 ปรญิ ญาตรี นติ ศิ าสตรบณั ฑิต 2513 มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
(เกียรตนิ ิยมดมี าก)
2. ประวตั กิ ารทำ� งาน
15 สงิ หาคม 2520–1 พฤศจิกายน 2550 : อาจารยป์ ระจำ� ผู้บรรยายวชิ ากฎหมายอาญา
และกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา คณะนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2525–2527 : คณบดีคณะนิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
3. อาจารย์พเิ ศษ คณะนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ผู้บรรยายวชิ า
3.1 วชิ า น. 620 กฎหมายอาญาชน้ั สูง (ปรญิ ญาโท)
3.2 วชิ า น. 720 กฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญาช้นั สงู (ปรญิ ญาโท)
3.3 วชิ า น. 721 ปญั หากฎหมายอาญา (ปริญญาโท)
3.4 วชิ า น. 722 บัณฑติ สมั มนา (สาขากฎหมายอาญา) (ปริญญาโท)
65 ปี เกยี รติขจร 221
3.5 วชิ า น. 316 สมั มนากฎหมายอาญา (ปรญิ ญาตร)ี
3.6 วิชา น. 387 สมั มนาปญั หาในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (ปรญิ ญาตร)ี
อาจารยผ์ ู้บรรยายวิชากฎหมายอาญามาตรา 59−106 ส�ำนักอบรมศกึ ษากฎหมายแห่ง
เนตบิ ณั ฑติ ยสภา ต้ังแตป่ ี พ.ศ. 2529 ถึงปัจจบุ ัน
4. ผลงานทางวชิ าการ
4.1 ตำ� รา
1) คำ� อธิบายกฎหมายอาญา ภาค 1
2) คำ� อธบิ ายกฎหมายอาญาภาคความผดิ เลม่ 1
3) ค�ำอธบิ ายกฎหมายอาญาภาคความผดิ เลม่ 2
4) ค�ำอธิบายกฎหมายอาญาภาคความผดิ เล่ม 3
5) คำ� อธบิ ายกฎหมายอาญาภาคความผิด เล่ม 4
6) ค�ำอธิบายหลกั กฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา
7) ภาษาอังกฤษสำ� หรับนักกฎหมาย
8) ค�ำถามและแนวคำ� ตอบกฎหมายอาญา
4.2 บทความ
บทความกฎหมายอาญา
ล�ำ ัดบ ชอ่ื เรอื่ ง พมิ พ์โดย
1. การเพ่มิ โทษในคดคี วามผิดทางเพศ วารสารนิติศาสตร์ ฉบับท่ี 2 ปที ี่ 12
(บทสัมภาษณ์รว่ มกบั ผูท้ รงคุณวฒุ อิ กี 5 ท่าน) พ.ศ. 2524 หนา้ 83–110
2. บุคคลซึ่งไม่สมควรเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือ วารสารกฎหมาย คณะนติ ิศาสตร์
ผู้สนับสนุนในความผิดอาญาบางประเภท จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย ปีท่ี 9 ฉบบั ที่ 3
กุมภาพันธ์ 2528 หน้าที่ 63–76
3. สนทนาหลกั และปญั หาในกฎหมายอาญาภาค วารสารนติ ิศาสตร์ ฉบับที่ 2 ปที ่ี 16
ทัว่ ไป (ร่วมกบั ศ.จิตติ ติงศภัทยิ ์) มิถุนายน 2529 หนา้ 1–24
4. ลกั ษณะของโทษ “รบิ ทรัพย์สนิ ”
หนงั สอื “84 ปี ศาสตราจารยจ์ ติ ติ ตงิ ศภทั ยิ ”์
หนา้ 27–32 (พ.ศ. 2536)
222 65 ปี เกียรตขิ จร
ล�ำดับ ชอ่ื เรอื่ ง พิมพ์โดย
5. ความรบั ผดิ ของ ตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนบั สนนุ วารสารนติ ศิ าสตร์ ปีท่ี 26 ฉบบั ที่ 4
ในกรณีที่ผู้ลงมอื กระท�ำไปเกนิ ขอบเขต ธันวาคม 2539 หน้า 717–727
6. แนวความคิดเรื่อง การลงมอื กระท�ำความผดิ บทบัณฑิตย์ เลม่ ที่ 52 ตอน 1
ตามกฎหมายอาญาอเมริกัน: หลัก “การกระ มีนาคม 2539 หนา้ 21–27
ท�ำขนั้ ตอนสำ� คญั ”
7. ขอ้ สงั เกตบางประการเกย่ี วกบั การรา่ งกฎหมาย สรรพากรสาสน์ ปีท่ี 43 ฉบบั ท่ี 9
ทมี่ โี ทษทางอาญา กันยายน 2539 หนา้ 59–65
8. การริบทรัพย์ท่ีมีไว้เพื่อใช้ในการกระท�ำความ วารสารนิติศาสตร์ ปที ่ี 26 ฉบบั ท่ี 4
ผดิ ธนั วาคม 2539 หนา้ 728–738
9. ผู้ลงมือ ตัวการ ผูใ้ ช้
รพ’ี 37 (คณะกรรมการเนติบณั ฑิต
สมยั ท่ี 46) หนา้ 23–26
10. กรรมเดยี วผดิ กฎหมายหลายบท
รพี’ 38 (คณะกรรมการเนตบิ ณั ฑติ
สมัยที่ 47) หน้า 79–81
11. การขาดองคป์ ระกอบภายนอก การขาดเจตนา รพี’ 39 (คณะกรรมการเนติบณั ฑติ
และการสำ� คัญผดิ ในข้อเท็จจรงิ สมยั ที่ 48) หนา้ 73–79
12. กรรมเดียวผิดกฎหมายบทเดียว
รพี’ 40 (คณะกรรมการเนตบิ ณั ฑิต
สมยั ท่ี 49) หน้า 66–69
13. ถาม–ตอบ หลักกฎหมายอาญา
รพี’ 41 (คณะกรรมการเนตบิ ณั ฑิต
สมัยที่ 50) หน้า 85–91
14. วิเคราะหฎ์ กี าท่ี 6677/2540
รพ’ี 42 (คณะกรรมการเนตบิ ัณฑิต
สมยั ที่ 51) หนา้ 104–107
15. ข้อตกลงตามสญั ญาเชา่ ยกเว้นความผดิ ฐาน รพ’ี 43 (คณะกรรมการเนตบิ ณั ฑิต
บกุ รุก สมยั ที่ 52) หน้า 140–143
16. กรณที ี่ผใู้ ช้ต้องระวางโทษหนึ่งในสาม
รพ’ี 44 (คณะกรรมการเนติบณั ฑิต
สมยั ที่ 53) หน้า 79–82
17. ความผดิ ทไี่ มม่ ี “พยายาม”
รพี’ 45 (คณะกรรมการเนติบัณฑิต
สมยั ที่ 54) หนา้ 147–150
65 ปี เกียรติขจร 223
ล�ำดับ ชื่อเรือ่ ง พมิ พ์โดย
18. วเิ คราะหฎ์ กี าที่ 3470/2543 และ 1749/2545 รพ’ี 46 (คณะกรรมการเนตบิ ัณฑติ
เรือ่ ง “บทเฉพาะ” และ “บททว่ั ไป” สมยั ท่ี 55) หนา้ 98–100
19. ความยินยอมในกฎหมายอาญาและกฎหมาย รพี’ 47 (คณะกรรมการเนติบัณฑติ
วิธพี จิ ารณาความอาญา สมยั ที่ 56) หนา้ 156–160
20. ความผิดเกย่ี วกบั บัตรอิเล็กทรอนิกส์
รพ’ี 48 (คณะกรรมการเนตบิ ณั ฑิต
สมัยที่ 57) หนา้ 76–80
21. ความรับผดิ ของ “ผกู้ ระท�ำ” ในกรณีที่ “ผูถ้ ูก รพ’ี 49 (คณะกรรมการเนตบิ ัณฑิต
กระทำ� ” ถึงแกค่ วามตายโดยการฆ่าตนเอง สมยั ท่ี 58) หน้า 75–77
22. “ความผดิ ธรรมดา” และ “ความผิดซบั ซอ้ น” รพี’ 49 (มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนดุสิต)
หนา้ 7–17
23. ความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ รพี’ 50 (คณะกรรมการเนตบิ ณั ฑิต
ความตาย สมยั ที่ 59) หน้า 75–77
24. ค�ำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจบางเร่ืองเก่ียวกับ รพี’ 51 (คณะกรรมการเนตบิ ัณฑิต
“ความรับผิดในทางอาญา” สมยั ที่ 60) หนา้ 59–64
25. “พฤตกิ ารณป์ ระกอบการกระทำ� ” ในความผดิ รพี’ 52 (คณะกรรมการเนติบัณฑิต
อาญาบางฐาน สมัยท่ี 61) หน้า 121–127
26. “บทท่ีมีโทษหนักท่ีสุด” ตามความหมายของ รพี 2553 (คณะกรรมการเนตบิ ณั ฑิต
มาตรา 90 สมยั ที่ 62) หน้า 88–92
27. ข้อคิดบางประการในการร่างกฎหมายท่ีมีโทษ หนงั สือ “60 ปี สำ� นกั งานคณะกรรมการ–
ในทางอาญา กฤษฎกี า” หน้า 300–311
28. ผรู้ บั โอนทรพั ยจ์ ากลกู หนจี้ ะเปน็ ตวั การรว่ มกบั รพี 2554 (คณะกรรมการเนตบิ ณั ฑิต
ลกู หนใ้ี นการท่ลี กู หนี้โกงเจา้ หนี้ไดห้ รอื ? สมัยท่ี 63) หนา้ 58–62
29. วเิ คราะหห์ าหลกั กฎหมายจากคำ� พพิ ากษาศาล รพี 2555 (คณะกรรมการเนติบัณฑติ
ฎีกาบางเรื่อง สมัยที่ 64) หนา้ 70–80
30. ความผดิ ฐาน “กระทำ� ชำ� เรา” ตอ้ งมกี าร “สอดใส”่ รพี’ 56 (คณะกรรมการเนติบัณฑิต
หรอื “ลว่ งลำ้� ” ตามฎกี าที่ 1390/2555 หรอื ไม่ สมยั ที่ 65) หน้า 91–97
31. ความรับผิดในทางอาญาของผู้กระท�ำ : กรณี รพ’ี 57 (คณะกรรมการเนติบัณฑติ
ผูถ้ กู กระทำ� ใหค้ วามยนิ ยอม สมยั ท่ี 66)
224 65 ปี เกียรตขิ จร
บทความกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ล�ำดับ ชอ่ื เรือ่ ง พิมพ์โดย
1. หลกั การไมย่ อมรบั ฟงั พยานวตั ถุ พยานเอกสาร วารสารนติ ิศาสตร์ คณะนิตศิ าสตร์
ซงึ่ ได้มาโดยการจับ การคน้ การยึด ที่ไมช่ อบ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบบั ท่ี 3 ปีที่ 9
ดว้ ยกฎหมายในสหรฐั อเมริกา พ.ศ. 2521
2. การควบคมุ อ�ำนาจพนักงานสอบสวน วารสารนิติศาสตร์ คณะนติ ิศาสตร์
ตัวอย่างสหรัฐอเมรกิ า มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ฉบับที่ 4 ปีท่ี 9
พ.ศ. 2521
3. บทบาทของอยั การในการควบคมุ อำ� นาจตำ� รวจ วารสารอยั การ ปที ่ี 1 ฉบบั ที่ 9
ในสหรฐั อเมรกิ า เดอื นกนั ยายน พ.ศ. 2521
4. ดุลยพินิจในการไม่ฟ้องคดีอาญาที่มีมูลของ วารสารนิตศิ าสตร์
อัยการในสหรัฐอเมรกิ า ฉบบั ท่ี 1 ปที ี่ 10 พ.ศ. 2521
5. บทความแปล “หลักการฟ้องคดีอาญาเชิง พิมพ์เผยแพร่ในการอภปิ รายทางวิชาการ
บังคับ (Compulsory Prosecution) และ เรอ่ื ง “การชะลอการฟอ้ งในทศั นะอาจารย์
ขอบเขตการใช้ดุลพินจิ ของอัยการเยอรมนั ” มหาวทิ ยาลยั ” ณ คณะนิติศาสตร์
วันศุกรท์ ่ี 29 กนั ยายน พ.ศ. 2521
6. ระบบการฟอ้ งคดอี าญาตามดลุ พนิ จิ ของอยั การ วารสารอยั การ ปีท่ี 2 ฉบบั ท่ี 18
ในญปี่ ุน่ เดอื นมิถุนายน พ.ศ. 2522
7. หนา้ ทขี่ องทนายความทจี่ ะตอ้ งวา่ ตา่ งแกต้ า่ งให้ วารสารนิติศาสตร์ร�ำลกึ
จำ� เลยในคดซี ่ึงไม่เป็นท่นี ยิ มของประชาชน 24 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2522
8. หลักประกนั จากการถูกจับกุม ตรวจค้น วารสารนิตศิ าสตร์
ท่ไี ม่ชอบธรรม ฉบับท่ี 3 ปีที่ 11 พ.ศ. 2523
9. วิเคราะห์การแก้ไขประมวลกฎหมายวิธี วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
พิจารณาความอาญาในส่วนที่เกี่ยวกับการ ฉบบั ที่ 3 ปีท่ี 15 เดือนกนั ยายน พ.ศ. 2528
คมุ้ ครองสิทธิของผู้ต้องหาหรอื จำ� เลย “ฉบับกฎหมายวิธพี ิจารณาความ”
10. การสละสิทธิตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
อาญา ปีท่ี 34 มนี าคม 2547 ฉบับที่ 1
11. สทิ ธขิ องผ้ตู ้องหาที่จะไม่ให้การเป็นปฏิปกั ษ์ วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
ต่อตนเอง ปีท่ี 34 มถิ นุ ายน 2547 ฉบับที่ 2
65 ปี เกียรตขิ จร 225
ล�ำดับ ช่ือเร่อื ง พมิ พโ์ ดย
12. การพัฒนากฎหมายอาญาและวิธีพิจารณา วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
ความอาญาในประเทศไทย (บทสมั ภาษณ)์ ปีที่ 39 ฉบับท่ี 3
รวมหมายเหตทุ า้ ยฎีกา
ล�ำดบั เลขฎกี า พิมพโ์ ดย เรือ่ ง
1. 430/2532 ฎกี าเนติฯ สำ� คัญผดิ ในข้อเท็จจรงิ ตาม ป.อ.
2. 659/2532 ตอนท่ี 2 หน้า 395 มาตรา 62
3. 1459/2532 ฎีกาเนติฯ ความสัมพันธ์ระหวา่ งการกระท�ำและผล
4. 3595/2532 ตอนที่ 1 หน้า 289
ฎีกาเนติฯ ผถู้ กู ใช้รบั โทษหนกั ขน้ึ
5. 2264/2538 ตอนที่ 4 หนา้ 942 ผูใ้ ชก้ ็ตอ้ งรับโทษหนักขึน้ ด้วย
อา้ งถงึ ฎกี า
6419/2537 วารสารนติ ิศาสตร์ ความผดิ ฐานยกั ยอก
ปที ่ี 21 ฉบับที่ 4 ธนั วาคม
6. 421/2539
2534 หนา้ 633
7. 1489/2543 ฎีกาสำ� นักงานศาลยุติธรรม สำ� คญั ผดิ ในข้อเทจ็ จรงิ (ป.อ. มาตรา 62)
8. 1821/2543
เล่มที่ 10 หนา้ 124 ขาดเจตนา (ป.อ. มาตรา 59 วรรคสาม)
วารสารนติ ศิ าสตร์ พ.ร.บ.จราจรทางบก และ ป.อ. มาตรา 63
ปีที่ 27 ฉบบั ที่ 3 กนั ยายน
2540 หนา้ 992
ฎีกาสำ� นกั งานศาลยตุ ธิ รรม ผสู้ นับสนนุ ความผิดขม่ ขืนกระทำ� ชำ� เรา
เลม่ 3 หนา้ 143
ฎกี าสำ� นกั งานศาลยุติธรรม ความตอ่ เนอื่ งของเหตบุ นั ดาลโทสะ
เลม่ 3 หนา้ 152
226 65 ปี เกียรตขิ จร
ล�ำดับ เลขฎกี า พิมพโ์ ดย เรอื่ ง
9. 4301/2543
ฎกี าส�ำนกั งานศาลยุติธรรม การล่อใหก้ ระท�ำความผดิ
10. 8534/2544 เลม่ ที่ 9 หนา้ 103
11. 1164/2546 และบทบัณฑติ ย์
12. 2880/2548
13. 4147/2550 เลม่ ที่ 56 ตอน 4 ธันวาคม
14. 3952/2551 2543 หน้า 202
ฎีกาส�ำนักงานศาลยตุ ธิ รรม ปอ้ งกนั แลว้ พลาด
เล่ม 12 หน้า 143
ฎีกาเนตฯิ ค้นที่รโหฐานโดยได้รับความยนิ ยอม
ตอนที่ 10 หนา้ 1862
ฎกี าเนตฯิ พรากผเู้ ยาว์ ไมใ่ ชค่ วามผดิ ตอ่ เนอ่ื ง
ตอนที่ 12 หน้า 2377
ฎกี าเนติฯ ผูเ้ สยี หายโดยนติ นิ ยั
ตอนท่ี 6 หนา้ 1120
ฎกี าส�ำนักงานศาลยตุ ิธรรม อำ� นาจสอบสวน (ป.วิ.อ. มาตรา 19)
เลม่ ท่ี 5 หน้า 115
5. งานเป็นกรรมการสอบวิทยานพิ นธ์ (เฉพาะปี 2552–ปัจจบุ ัน)
5.1 ปริญญาเอก
5.1.1) ประธานกรรมการสอบวทิ ยานิพนธ์ เรอ่ื ง “การฆา่ เพื่อรักษาชวี ติ ” (นายรณ
กรณ์ บญุ ม)ี ธนั วาคม 2555
5.1.2) ประธานกรรมการสอบข้อเสนอ หัวข้อวทิ ยานิพนธ์ นิติศาสตร์ ดุษฎบี ัณฑิต
เรอ่ื ง “Improving first instant Court System on Criminal Procedure
in the Lao PDR” ของนาย Phonseng Rhownthavy duangchai (สญั ชาติ
ลาว) พ.ศ. 2555
5.1.3) ประธานสอบป้องกันดุษฎีนิพนธ์ (นายธีรนิต์ิ เทพสุเมธานนท์) สถาบัน
การศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลยั รามค�ำแหง (กรกฎาคม 2556)
65 ปี เกยี รตขิ จร 227
5.2 ปรญิ ญาโท
5.2.1) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เรื่อง “มาตรการทางกฎหมายในการ
ดำ� เนนิ การกบั ทรพั ย์สินของผ้กู ระท�ำความผดิ ฐานกู้ยืมเงินทเ่ี ป็นการฉ้อโกง
ประชาชน” (นายนริ นั ด์ ภ่พู ลับ) พ.ศ. 2552
5.2.2) ประธานกรรมการสอบวทิ ยานพิ นธเ์ รอ่ื ง “การแสวงหาพยานหลกั ฐานของเจา้
พนักงาน ปราบปรามยาเสพตดิ ” (นายฤทธ์ศิ รี โชติกเสถียร) พ.ศ. 2552
5.2.3) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เร่ือง “การไม่ด�ำเนินคดีอาญาในช้ัน
สอบสวนโดยใช้ดุลพินจิ ” (ร.ต.อ.บดินทร วทิ ยาภรณ์) พ.ศ. 2552
5.2.4) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เร่ือง “วิเคราะห์ความผิดเกี่ยวกับ
หนงั สอื เดินทาง” (นางสาวภรนนั ท์ ขวญั ทอง) พ.ศ. 2552
5.2.5) ประธานกรรมการสอบวทิ ยานิพนธ์เรอื่ ง “หลักการพสิ จู น์จนสนิ้ ความสงสัย
ตามสมควร: ศกึ ษากรณมี าตรา 227/1 แหง่ ประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณา
ความอาญา” (นายอภนิ พ จริยวงศ)์ พ.ศ. 2552
5.2.6) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เร่ือง “ความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรม :
ศกึ ษากรณกี ารสมยอมกนั เพอื่ ชว่ ยเหลอื ผกู้ ระทำ� ความผดิ ไมใ่ หถ้ กู ดำ� เนนิ คด”ี
(นายรณภพ สุรัตนสงิ ห์) พ.ศ. 2552
5.2.7) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เรื่อง “การแสวงหาพยานหลักฐานจาก
รา่ งกาย ผตู้ อ้ งหา : ศกึ ษากรณกี ารตรวจวัดระดับแอลกอฮอลต์ ามพระราช
บัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522” (นางสาวร่งุ นภา แสนละมะ) พ.ศ. 2552
5.2.8) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เรื่อง “พระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติม
ประมวล กฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา (ฉบบั ที่ 24) พ.ศ. 2548 : ศึกษา
เฉพาะกรณขี อง มาตรา 44/1” (นางสาวปติ พิ ร วมิ ลภตั รานนท)์ พ.ศ. 2552
5.2.9) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เร่ือง “มาตรการทางกฎหมายในการ
คมุ้ ครองผตู้ ก เปน็ ขา่ วในคดเี กย่ี วกบั เพศ” (นางสาวศศภิ า เรอื งฤทธช์ิ าญกลุ )
พ.ศ. 2552
5.2.10) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เรื่อง “ข้อยกเว้นการห้ามรับฟังพยาน
หลกั ฐานท่ี ไดม้ าโดยมชิ อบตามมาตรา 226/1 ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา
ความอาญา” (นางสาวชลลดา จินตเสถยี ร) พ.ศ. 2552
228 65 ปี เกยี รติขจร
5.2.11) ประธานกรรมการสอบวทิ ยานพิ นธเ์ รอ่ื ง “ความรบั ผดิ ในทางอาญาของตวั การ
และ ผใู้ ช้ : ศกึ ษาเฉพาะความผดิ ที่กฎหมายก�ำหนดคณุ สมบตั ิเฉพาะตัวของ
ผูก้ ระท�ำ” (นายเอกกมล บำ� รุงพงศ์) พ.ศ. 2553
5.2.12) ประธานกรรมการสอบวทิ ยานพิ นธเ์ รอื่ ง “การคน้ ตวั บคุ คลในทสี่ าธารณสถาน”
(นางสาวจิรสดุ า ถาวรสขุ สริ ิ) พ.ศ. 2554
5.2.13) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เรื่อง “การค้นในท่ีรโหฐาน : ศึกษา
เปรียบเทียบ หลักกฎหมายประเทศสหรัฐอมริกาและประเทศอังกฤษ”
(นางสาวประภสั สร ประกอบแก้ว) พ.ศ. 2554
5.2.14) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เร่ือง “การมียาเสพติดไว้ในครอบครอง
เพ่ือจ�ำหน่ายและการจ�ำหน่ายยาเสพติด : ศึกษากรณีความผิดกรรมเดียว
และหลายกรรม” (นางสาวขวญั ชนก วิบูลย์คำ� ) พ.ศ. 2554
5.2.15) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ เรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน
สอบสวน กับพนักงานอยั การวา่ ด้วยกระบวนการใหค้ �ำปรึกษาหารือในการ
ดำ� เนนิ คดอี าญา ท่ัวไป” (นายศดิศ ไชยโย) พ.ศ. 2555
5.2.16) ประธานกรรมการสอบวทิ ยานพิ นธ์ เรอื่ ง “ความผดิ ฐานเจา้ พนกั งานเขา้ เปน็
คสู่ ญั ญาหรอื มสี ว่ นไดเ้ สยี ในกจิ การอนั ตนมหี นา้ ทจี่ ดั การหรอื ดแู ล” (นางสาว
ปรชิ ญา นามจรัสเรอื งศร)ี พ.ศ. 2555
5.2.17) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ เร่ือง “ประมาทโดยรู้ตัว” (นายนันท์
รุ่งศรี) พ.ศ. 2556
5.2.18) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ เร่ือง “การพยายามกระท�ำความผิด :
วิเคราะห์ คำ� พพิ ากษาศาลฎกี า” (นายพัชรพงศ์ สอนใจ) พ.ศ. 2556
5.2.19) ประธานกรรมการสอบวทิ ยานพิ นธ์ เรอ่ื ง “มาตรการทางกฎหมายทเ่ี หมาะสม
ส�ำหรับผู้กระท�ำความผิดฐานขับรถขณะมึนเมาในประเทศไทย” (นางสาว
ศภุ วรรณ พนั ธลุ มิ าภินนั ท)์ พ.ศ. 2556
5.2.20) กรรมการสอบวทิ ยานิพนธ์ เรอื่ ง “การอา้ งจารตี ประเพณีและวัฒนธรรมกบั
ความรบั ผดิ ทางอาญา” (นางสาวปุณยวีร์ ประจวบลาภ) พ.ศ. 2556 (คณะ
นิตศิ าสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย)
65 ปี เกียรติขจร 229
5.2.21) กรรมการสอบวิทยานิพนธ์ เรื่อง “การก�ำหนดความผิดทางอาญาส�ำหรับ
อาชญากรรมทเ่ี กดิ จากความเกลียดชัง” (นางสาวกชกร วิชยาภัย บนุ นาค)
พ.ศ. 2557 (คณะนติ ศิ าสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั )
5.2.22) กรรมการสอบวิทยานพิ นธ์ เรือ่ ง “ปญั หาการน�ำขอ้ เทจ็ จรงิ เฉพาะประเดน็
แห่งคดี ในคดีอื่นมาใช้ในคดีอาญา” (นายไกรพล อรัญรัตน์) พ.ศ. 2557
(คณะนติ ศิ าสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั )
5.2.23) ประธานกรรมการสอบวทิ ยานพิ นธ์ เรอื่ ง “โทษปรบั แบบเปน็ หนว่ ย” (นางสาว
เพชรลดา ส�ำลีทอง) พ.ศ. 2557
ต�ำแหนง่ หนา้ ทอ่ี ืน่ ๆ บางต�ำแหนง่ ในปัจจบุ นั
1) กรรมการทนุ อานนั ทมหดิ ล (แผนกธรรมศาสตร์)
2) กรรมการกฤษฎกี า (ตัง้ แต่กรกฎาคม 2534–ปจั จุบนั )
3) กรรมการพิจารณาปรับปรุงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ส�ำนักงานคณะ
กรรมการกฤษฎีกา)
4) กรรมการเนตบิ ัณฑิตยสภา (ตั้งแตก่ นั ยายน 2535–ปัจจุบัน)
5) กรรมการอ�ำนวยการส�ำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (ตั้งแต่กันยายน
2535–ปจั จบุ ัน)
6) กรรมการบรหิ ารกองทนุ พัชรกติ ิยาภาเพ่ือการศึกษากฎหมาย เนติบัณฑติ ยสภา
7) ศาสตราจารย์พิเศษ สาขากฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญา คณะนิติศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ (ต้ังแต่ 18 มิถนุ ายน 2555 )
8) กรรมการพฒั นากฎหมาย (สำ� นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า) (ตง้ั แต่ พ.ศ. 2556–ปจั จบุ นั )
9) กรรมการสภามหาวทิ ยาลัยศรีปทุม
230 65 ปี เกยี รติขจร
กรรมการในอดตี บางต�ำแหน่ง
1) กรรมการผ้ทู รงคณุ วฒุ ิ คณะกรรมการตุลาการศาลยตุ ิธรรม (ก.ต.) (ต้ังแต่ 25 ตุลาคม
2543 ถงึ วนั ที่ 28 พฤศจิกายน 2547)
2) กรรมการคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดพี ิเศษ กระทรวงยุตธิ รรม (ตั้งแต่ กรกฎาคม 2547
ถงึ กรกฎาคม 2551)
3) กรรมการอัยการผทู้ รงคณุ วุฒิ (ก.อ.) (ตั้งแต่ 2554–2556)
เครื่องราชอสิ ริยาภรณ์
มหาปรมาภรณช์ ้างเผือก (5 ธันวาคม 2548)
นิตศิ าสตร์ดษุ ฎบี ณั ฑติ กิตติมศักด์ิ
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ์ (2555)
65 ปี เกียรติขจร 231
ค�ำถามสมั ภาษณ์
ศาตราจารย์พเิ ศษ ดร.เกยี รตขิ จร วัจนะสวัสด์ิ
1. ในฐานะผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางกฎหมาย ดังปรากฏมาต้ังแต่ในสมัยเป็นนักศึกษา
จนจบการเป็นนติ ิศาสตรบณั ฑติ ในระดับเกยี รตนิ ิยมดีมาก อะไรเป็นแรงบนั ดาลใจใหอ้ าจารย์
มาเปน็ อาจารยส์ อนกฎหมายครบั
ตอนเรียนจบใหมๆ่ (ปกี ารศกึ ษา 2512 แต่ได้รบั ปรญิ ญา มถิ นุ ายน 2513) กอ็ ยากไปเรยี น
ตอ่ ตา่ งประเทศในระดบั สงู ๆ ขนึ้ ไป เมอ่ื สอบไดเ้ นตบิ ณั ฑติ แลว้ จงึ ไดส้ มคั รไปเรยี นตอ่ ทมี่ หาวทิ ยาลยั
ในสหรฐั อเมรกิ า ด้วยความกรุณาของ อาจารย์ William J. Klausner ศษิ ยเ์ กา่ ของ Yale ซงึ่ ท่าน
มาชว่ ยสอนวชิ า English for Lawyers ทค่ี ณะนติ ศิ าสตร์ ในขณะน้ันด้วย ท่านชว่ ยเขียน letter of
recommendation ให้ ท�ำให้ Yale ตอบรบั เขา้ เรียนและใหท้ ุนประเภท full fellowship ดว้ ย
(ยกเว้นค่าเดินทาง) ก็เตรียมจะเดินทางไปเรียนท่ี Yale เลย แต่อาจารย์ Klausner ซึ่งขณะนั้น
ทา่ นเป็นผ้อู ำ� นวยการมูลนิธิเอเซีย (Asia Foundation) ท่านเรียกไปพบ บอกว่า ก่อนจะไปเรยี นท่ี
Yale น่าจะไปเรยี นท่ี Institute of Comparative Law, New York University กอ่ น เพราะ
มีหลักสูตรทส่ี อนเฉพาะนกั กฎหมายทจี่ บจากประเทศทใ่ี ช้ Civil Law ใหค้ นุ้ เคยกับระบบกฎหมาย
Common Law โดยทางมูลนิธิเอเซยี จะออกคา่ ใชจ้ ่ายใหท้ ุกอย่างรวมท้ังคา่ เดนิ ทางด้วย ทุนน้ไี มม่ ี
ข้อผูกมัดใดๆ แต่มีความเข้าใจกันว่า จบแล้วจะมาเป็นอาจารย์ที่คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
เราเหน็ วา่ ทนุ นอ้ี อกคา่ เดนิ ทางใหด้ ว้ ยและหลกั สตู รกน็ า่ สนใจจงึ ตอบรบั ทนุ โดยอาจารย์ Klausner
ทา่ นยงั ชว่ ยประสานกบั ทาง Yale ขอเลอ่ื นการไปเรยี นและการรบั ทนุ ไปอกี หนง่ึ ปี ซง่ึ ทาง Yale กต็ กลง
65 ปี เกยี รตขิ จร 233
เมือ่ จบจาก Yale แลว้ กไ็ ปเรยี นตอ่ ปริญญาเอกที่ Northwestern University School of
Law โดยได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยขณะที่ได้รับทุนน้ีท่านอาจารย์สัญญา
ธรรมศักด์ิ ท่านเปน็ อธกิ ารบดี ซงึ่ ทา่ นกใ็ หก้ ารสนบั สนุน
เมื่อจบกลับมาเม่ือสิงหาคม 2520 ก็กลับมาเป็นอาจารย์ชดใช้ทุนที่ได้รับจากธรรมศาสตร์
ส่วนสองทุนแรกแม้ไม่มีข้อผูกมัดโดยตรงแต่ก็เป็นท่ีเข้าใจกันอยู่แล้วว่าเขาให้ทุนเพราะต้องการให้
มาเป็นอาจารยป์ ระจำ�
2. ทำ� ไมอาจารยถ์ งึ เลอื กทจี่ ะสอนในดา้ นกฎหมายอาญา และวธิ พี จิ ารณาความอาญาครบั
ตอนเรียนปริญญาโทที่ NYU และที่ Yale ก็เรียนวชิ ากฎหมายอาญาและวิชากฎหมายอืน่ ๆ
อีกหลายวิชา ตอนไปท�ำปริญญาเอกทางด้านกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ Northwestern
ก็เรียนกฎหมายอาญาเพิม่ เติมอีกหลายตวั
พอกลับมาเปน็ อาจารยเ์ ม่อื เดือนสงิ หาคม 2520 ทา่ นอาจารย์ท�ำนอง ดศิ วนนท์ (อดตี อธิบดี
ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์) ซ่ึงท่านเป็นผู้รักษาการในต�ำแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์และสอนวิชา
กฎหมายอาญาภาคหนึ่งอยู่ในขณะนั้น ท่านบอกว่าอาจารย์เรียนทางด้านกฎหมายอาญามาให้มา
สอนวชิ านแ้ี ทนทา่ น นจี่ งึ เปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ในการสอนอาญาภาคหนงึ่ สว่ นกฎหมายอาญาภาคความผดิ
มาสอนภายหลัง แต่ ว.ิ อาญาน้นั แรกเริ่มก็สอนปริญญาโท ต่อมาจึงมาสอนปริญญาตรดี ว้ ย
3. ในความเห็นของอาจารย์ บทบาทและภาระหน้าท่ีของอาจารย์กฎหมายในสมัยอดีต
และสมัยปัจจุบันมคี วามแตกตา่ งกันอย่างไรบ้างครบั
สมัยท่ีเป็นนักศึกษา เมื่อปี พ.ศ. 2509–2512 ในช่วงระยะเวลาก่อนปี พ.ศ. 2511 คณะ
นติ ศิ าสตรไ์ มม่ อี าจารยป์ ระจำ� เลยแมแ้ ตค่ นเดยี ว อาจารยผ์ สู้ อนในคณะนติ ศิ าสตร์ เปน็ อาจารยพ์ เิ ศษ
ท้ังหมด โดยสว่ นใหญ่เปน็ ผพู้ พิ ากษา ตอ่ มาเมื่อปี พ.ศ. 2511 เม่อื ทา่ นอาจารย์สญั ญา ธรรมศักดิ์
เปน็ คณบดี ก็เริ่มต้นมอี าจารย์ประจำ� โดยโอนมาจากหนว่ ยงานราชการอืน่ สองท่าน แต่ก็มอี าจารย์
ประจ�ำอาวโุ ส โดยมหาวทิ ยาลัยเชิญผู้พพิ ากษาชั้นผใู้ หญท่ เี่ กษียณอายจุ ากศาลแลว้ มาเปน็ อาจารย์
ประจ�ำประมาณ 4–5 ท่าน
ระบบอาจารยป์ ระจำ� จรงิ ๆ ที่คณะนติ ศิ าสตร์มอี ยู่ในขณะนี้ เริ่มต้นสมัยทา่ นอาจารยส์ ญั ญา
เป็นคณบดี (พ.ศ. 2511–2514) และด�ำเนนิ การสืบต่อมาในสมยั ทา่ นอาจารยจ์ ิตติ ตงิ ศภทั ยิ ์ มารบั
ชว่ งตอ่ เปน็ คณบดี (พ.ศ. 2514–2517) ซึง่ ก็ได้รับการสนบั สนุนจากทา่ นอาจารย์สญั ญา ธรรมศักด์ิ
ซง่ึ ไปด�ำรงต�ำแหน่งอธิการบดี (พ.ศ. 2514–2516)
234 65 ปี เกยี รตขิ จร
จึงอาจกล่าวได้ว่าระบบอาจารย์ประจ�ำในรูปแบบปัจจุบันก�ำเนิดขึ้นโดยความคิดริเร่ิมของ
ท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศกั ดิ์ ซ่ึงทา่ นมองการณ์ไกลว่าการเรยี นการสอนกฎหมายในประเทศไทย
จะเจริญก้าวหน้าได้ต้องมีบุคลากรที่ท�ำหน้าท่ีน้ีอย่างเต็มเวลาเป็นหลัก ผสมผสานกับอาจารย์ผู้มี
ประสบการณจ์ ากการประกอบวชิ าชพี กฎหมายแขนงตา่ งๆ เขา้ มารว่ มเปน็ อาจารยพ์ เิ ศษในบางวชิ า
จากความคิดริเริ่มของท่านอาจารย์สัญญา ในคร้ังกระนั้น และการรับช่วงด�ำเนินงานของ
คณบดีท่านต่อๆ มา ก็ท�ำให้คณะนิติศาสตร์มีอาจารย์ประจ�ำที่มีคุณวุฒิการศึกษาสูงเป็นปึกแผ่น
อยา่ งทเ่ี ห็นกนั ทุกวนั น้ี ซง่ึ เป็นความภาคภูมใิ จของทกุ คนทเี่ กี่ยวขอ้ ง
4. ทำ� ไมอาจารยถ์ ึงเลือกท่จี ะไปศึกษากฎหมายท่ปี ระเทศสหรฐั อเมริกาครบั
เกยี่ วกบั เรอื่ งทนุ เพราะทุนทไี่ ด้รับในขณะนัน้ ให้ไปศกึ ษาตอ่ ที่สหรฐั อเมรกิ า
5. อยากใหอ้ าจารย์ช่วยเลา่ เหตกุ ารณป์ ระทับใจ ในช่วงเวลาท่ีไปศึกษาต่างประเทศ
ไม่มีอะไรประทับใจเป็นพิเศษหรอก แต่ช่วงท่ีมีโอกาสไปเรียนท่ีน่ัน 5 ปี 3 มหาวิทยาลัย
กท็ ำ� ใหไ้ ดเ้ รยี นรอู้ ะไรมาก 5 ปเี ตม็ ไมม่ โี อกาสกลบั เมอื งไทยเลย เพราะคา่ เครอื่ งบนิ ขณะนนั้ แพงมาก
แต่กด็ ที ่ีไมไ่ ดก้ ลบั มาเย่ยี มบา้ นเพราะทกุ ภาคฤดูร้อนกข็ อทุนตน้ สงั กัดไปอบรมหลกั สูตรพเิ ศษต่างๆ
ทีเ่ มอื งต่างๆ ในสหรัฐและท่ีองั กฤษด้วย
ตอนทำ� ปรญิ ญาเอก S.J.D. ท่ี Northwestern อาจารย์ท่ีปรึกษาคือ Prof. Fred E. Inbau
ท่านให้เข้ารว่ มอบรมในหลกั สูตร Short Course for Prosecuting Attorneys เมอื่ ปี 1975 และ
Short Course for Defense Attorneys เมอ่ื ปี 1976 ทำ� ใหไ้ ดศ้ กึ ษาเรยี นรแู้ งม่ มุ ตา่ งๆ ของกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญาภาคปฏิบัติจากท้ังพนักงานอัยการและทนายความ ซ่ึงเป็นประโยชน์มาก
แม้จะเป็นหลักสูตรสน้ั ๆ เพียง 5 วนั กต็ าม แตส่ งิ่ ทไ่ี ดร้ บั จากการฟังบรรยายและจากเอกสารทแี่ จก
(เอกสารบางชนิ้ ยังเกบ็ รกั ษาไว้จนทกุ วันน)ี้ เป็นสิง่ ท่หี าไมไ่ ดจ้ ากการเรียนในหอ้ งเรียน
6. ทราบว่าอาจารย์เปน็ หนงึ่ ในผูร้ ่วมกอ่ ต้ัง (founding members) สมาคมกฎหมาย
อาเซียน (Asean law Association) มีความเป็นมาอย่างไร
เป็นเร่อื งบงั เอิญจริงๆ ทวี่ ันหน่งึ กลางปี 1978 นกั กฎหมายระดับสูงทา่ นหนึ่งจากกระทรวง
ยตุ ธิ รรม ประเทศอินโดนีเซยี ชื่อ Teuku M. Radhie เดินถอื กระเปา๋ ใบหนึง่ มาท่ีธรรมศาสตร์และ
พบกันกับผมท่ีหน้าคณะนิติศาสตร์ เขาบอกว่ามีผู้แนะนำ� มาว่าให้มาท่ีธรรมศาสตร์ เพ่ือมาชวนให้
คณะนติ ศิ าสตร์ ธรรมศาสตร์ ไปรว่ มกนั กอ่ ตง้ั สมาคมกฎหมายอาเซยี น ผมเลยพาไปพบทา่ นอาจารย์
ท�ำนอง ดิศวนนท์ รกั ษาการคณบดใี นขณะนนั้ ท่านเลยมอบหมายให้ผมรับผิดชอบในเรื่องน้ี ซ่งึ ใน
65 ปี เกียรตขิ จร 235
ทสี่ ดุ กม็ กี ารเสนอคณะรฐั มนตรตี ง้ั คณะผแู้ ทนจากประเทศไทย ซงึ่ ประกอบไปดว้ ยผแู้ ทนจากกระทรวง
ยุติธรรม (ศาลยุติธรรมขณะน้ันยังสังกัดกระทรวงยุติธรรม) ผู้แทนจากส�ำนักงานคณะกรรมการ
กฤษฎีกา ผู้แทนจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยของรัฐอ่ืนๆ ฯลฯ ไปร่วมประชุมท่ีอินโดนีเซีย
โดยท่านอาจารย์ประภาศน์ อวยชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในขณะน้ันเป็นหัวหน้า
คณะ ประชมุ กนั เรอ่ื ง Legal Development in Asean Countries รว่ มกบั ผแู้ ทนอาเซยี นอื่นๆ
(ขณะนัน้ มเี พยี ง 5 ประเทศ) โดยประชุมกันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1979 มตขิ องท่ปี ระชุมคือ ควร
มีการจัดตั้ง Asean Law Association (ALA) โดยที่ประชุมเห็นชอบให้มีการต้ังคณะท�ำงานขึ้น
คณะหน่งึ (A Working Committee) เพ่ือร่วมกันรา่ งธรรมนญู ของสมาคม ทา่ นอาจารยป์ ระภาศน์
หัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทยเสนอให้ผมเป็นตัวแทนจากประเทศไทยเป็นหน่ึงในคณะท�ำงาน
ผู้ร่างธรรมนญู
Working Committee established in Feb 1979, Jakarta (ข้อมลู จาก website ของ
ASEAN Law Association)
Indonesia Sunaryati Hartono
Malaysia Datuk Harun M. Hashim
Ahmad Ibrahim
Philippines Felix Q. Antonio
Serafin E. Camilon
Edgardo J. Angara
Marcelo B. Fernan
Singapore Tan Sook Yee
T.P.B. Menon
Chao Hick Tin
Thailand Kiethajorn Vachanasvasti
Interim Secretary–General Teuku M. Radhie
คณะทำ� งานจาก 5 ประเทศไปรว่ มกนั รา่ งธรรมนญู ของสมาคมทคี่ ณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั
มาลายา ประเทศมาเลเซยี รว่ มกนั รา่ งอยปู่ ระมาณ 2–3 วนั เมอ่ื เสรจ็ แลว้ ตอ่ มากน็ ำ� เสนอทป่ี ระชมุ
ใหญ่ของนักกฎหมายอาเซียนท่ีกรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เม่ือปี 1980 ที่ประชุมเห็นชอบกับ
236 65 ปี เกยี รติขจร
ธรรมนญู สมาคมจงึ ถอื กำ� เนิดข้ึนนับตัง้ แต่นน้ั โดย Edgardo J. Angara นักกฎหมายชาวฟลิ ิปปนิ ส์
หนงึ่ ในคณะทำ� งานในการรา่ งธรรมนญู ไดร้ บั เลอื กใหเ้ ปน็ ประธานคนแรกของ ALA (first President
of ALA) (ท่านผู้นี้ต่อมาได้เปน็ ประธานวฒุ สิ ภาของประเทศฟิลปิ ปนิ ส์ และอธกิ ารบดี U. of the
Philippines) สมาคมจึงเริ่มต้นเป็นทางการนับต้ังแต่น้ัน (1980) และเติบโตเป็นปึกแผ่นข้ึน
จนทุกวันนี้
น่ีคือความเป็นมาท่ีท�ำให้ได้ไปมีโอกาสเป็นผู้ร่วมก่อต้ังสมาคมกฎหมายอาเซียนในฐานะ
ผู้ร่วมรา่ งธรรมนญู ของสมาคม ดว้ ยความบังเอญิ จรงิ ๆ
ถา้ วนั นั้น Teuku M. Radhie เดนิ ถือกระเปา๋ ไปอีกฟากหนึ่งของสนามหลวงไปท่ีกระทรวง
ยตุ ิธรรม ผ้แู ทนกระทรวงยตุ ิธรรมก็คงเป็นผ้ทู ำ� หนา้ ที่น้ี
7. เม่อื อาจารย์สำ� เรจ็ การศึกษา และกลบั มาทำ� งานเปน็ อาจารย์ประจ�ำทคี่ ณะนิติศาสตร์
ตอนน้นั บรรยากาศการท�ำงานในคณะเปน็ อยา่ งไรบ้างครับ
กลบั มาใหม่ๆ มีอาจารย์ประจำ� รุน่ ใหมท่ ่จี บปรญิ ญาเอกขณะนัน้ เพียง 3 คน แต่อกี สองท่าน
อยู่ไดไ้ ม่นานก็โอนไปรับราชการทห่ี นว่ ยงานอนื่
นอกจากงานสอนเป็นปกติแล้ว งานส�ำคัญคือการเป็นผู้อ�ำนวยการโครงการปริญญาโท
ซ่ึงในระยะแรกๆ ต้องท�ำงานหนัก เพ่ือให้ปริญญาโทหลักสูตรใหม่ได้รับการยอมรับและอนุมัติ
เนื่องจากแรกๆ ก็มีการต่อต้านหลักสูตรใหม่กันอยู่บ้าง ต้องท�ำงานประสานกับทางมหาวิทยาลัย
ซ่ึงขณะน้ันท่านอาจารย์ประภาศน์ อวยชัย เป็นอธิการบดี จนในที่สุดทบวงมหาวิทยาลัยก็อนุมัติ
หลักสูตร
65 ปี เกียรติขจร 237
8. อยากให้อาจารย์เล่าถึงเหตุการณ์ความประทับใจตอนเป็นคณบดี และการตัดสินใจ
ท่ีส�ำคญั ท่ีอาจารยช์ ่วยวางรากฐานในการพฒั นาคณะ
ตอนเปน็ คณบดี เมอ่ื ปี พ.ศ. 2525 อายเุ พยี ง 33 ปี นบั วา่ เดก็ มาก ประสบการณต์ า่ งๆ กน็ อ้ ย
แตอ่ าศยั วา่ ไดร้ บั การชว่ ยเหลอื จากคณาจารยแ์ ละอาจารยท์ ม่ี ารว่ มบรหิ ารงาน เชน่ ทางดา้ นวชิ าการ
กม็ ที ่านอาจารยด์ าราพร ท่านอาจารย์สุรศักดิ์ ลิขสทิ ธ์วิ ัฒนกลุ เปน็ ตน้ ชว่ ยกนั คนละไมค้ นละมือ
ก็พอท�ำใหง้ านลลุ ่วงไปได้
งานส�ำคัญน่าจะเป็นเร่ืองการพัฒนาบุคลากร โดยการรับช่วงต่อจากที่คณบดีท่านก่อนๆ
ได้ท�ำไว้ คือการหาทุนการศึกษาให้อาจารย์ของเราได้มีโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศให้มากขึ้น
สมัยก่อนทุนของมหาวิทยาลัยมีน้อยมาก เพราะขณะนั้นยังไม่มีรายได้จากโครงการเลี้ยงตัวเอง
ทุกอย่างต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน ซึ่งต้องแข่งขันกันมาก แต่ก็โชคดีท่ีได้รับความอนุเคราะห์
จากรัฐบาลฝร่ังเศสให้ทุนการศึกษาแก่บุคลากรของเราอย่างต่อเนื่อง จากความช่วยเหลือติดต่อ
ประสานงานให้ของท่านอาจารย์ไพโรจน์ ชัยนาม ซึ่งนับได้ว่าในเรื่องน้ีท่านมีคุณูปการแก่คณะ
นติ ิศาสตร์เปน็ อย่างมาก
สว่ นงานพฒั นาหอ้ งสมดุ ซงึ่ เรมิ่ ตงั้ แตก่ ลบั มาเปน็ อาจารยใ์ หมๆ่ กท็ ำ� ตอ่ เนอ่ื งกนั ไปโดยตลอด
ได้ของบประมาณจากทางมหาวิทยาลัยมาส่ังซ้ือวารสารกฎหมายต่างประเทศส�ำหรับให้นักศึกษา
ปริญญาโทได้ค้นคว้า จ�ำได้ว่าสมัยเป็นกรรมการส�ำนักหอสมุด (ผู้แทนคณะนิติศาสตร์) ของ
มหาวทิ ยาลยั ของบประมาณใหห้ อ้ งสมดุ คณะนติ ศิ าสตรไ์ ดม้ าหา้ แสนบาท ซง่ึ นบั วา่ มากในขณะนนั้
(ประมาณเกอื บสามสิบปแี ล้ว)
9. ในฐานะอาจารยก์ ฎหมาย อาจารยค์ ดิ วา่ อะไรเปน็ หวั ใจทสี่ ำ� คญั สำ� หรบั การเปน็ อาจารย์
กฎหมายท่ีดี
ต้องสอนให้ดี สอนให้ผู้เรียนเข้าใจและมีความรู้แตกฉาน ตั้งใจสอน ต้องรับผิดชอบในการ
สอน หนา้ ทห่ี ลกั ของอาจารยค์ อื งานสอน งานวจิ ยั อะไรตา่ งๆ ตอ้ งมเี ปา้ หมายหลกั คอื นำ� ผลการวจิ ยั
มาชว่ ยส่งเสรมิ งานสอน
10. อาจารย์คิดว่าอะไรเป็นสิ่งท่ีท�ำให้ลูกศิษย์ทุกคนรัก และเชื่อม่ันในความคิดอาจารย์
เกียรติขจรมากมายดังเชน่ ปัจจุบนั น้ี
คงไม่ถงึ ขนาดทกุ คนหรอก
บอกนกั ศกึ ษาเสมอวา่ ไดค้ วามรสู้ ว่ นใหญท่ างดา้ นกฎหมายอาญามาจากปรมาจารยก์ ฎหมาย
ของไทยสองทา่ น คือ ทา่ นอาจารย์จติ ติ ติงศภทั ิย์ และทา่ นอาจารย์หยดุ แสงอุทัย
238 65 ปี เกียรตขิ จร
ท่านอาจารย์จิตติ ได้รับความรู้จากท่านอย่างมากเป็นส่วนตัวด้วย เพราะเม่ือเร่ิมต้นสอน
วิชาอาญาภาคทั่วไปใหมๆ่ ติดขัดอะไรก็เคาะประตถู ามทา่ น เรยี กว่าประชดิ ถงึ ตวั เลย ปญั หายากๆ
ทีน่ กั ศึกษารนุ่ แรกๆ ถาม ถ้าตอบไม่ไดก้ บ็ อกไปตรงๆ วา่ เดีย๋ วตอ้ งรอถามอาจารย์จิตติก่อน คงจะ
เป็นเพราะเหตนุ ี้ วันหนงึ่ จ�ำได้ว่า วันท่ี 5 ตุลาคม 2532 ท่านอาจารย์จิตติ เรียกให้ไปพบทห่ี ้องท่าน
ยังตกใจวา่ ท่านมอี ะไรหรือ เพราะปกตจิ ะเข้าหาท่านเอง พบทา่ นทีห่ ้อง ทา่ นหยบิ กระดาษมารา่ ง
ข้อความว่ามอบลิขสิทธิ์วรรณกรรมในหนังสือต่างๆ ของท่านให้แก่กองทุนศาสตราจารย์ ดร.จิ๊ด
เศรษฐบุตร ซ่ึงเป็นกองทุนของคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เมื่อรับทราบข้อความแล้วจึงรีบให้
เจา้ หนา้ ทธี่ รุ การพมิ พม์ าใหท้ า่ นลงนาม ยงั คดิ อยใู่ นใจวา่ ทา่ นอาจารยไ์ มม่ อี ตั ตาเลยนะ กองทนุ ยงั ใช้
ชอื่ อาจารยท์ า่ นอ่ืน ขณะทีท่ า่ นลงนามท่านยังเปรยๆ วา่ ฝากดูแลหนงั สือกฎหมายอาญาของทา่ น
ด้วย รู้สึกในขณะน้ันว่าท่านให้เกียรติเรามาก ซ่ึงต่อมาก็ด�ำเนินการให้เนติบัณฑิตยสภาจัดพิมพ์
หนังสือกฎหมายอาญาของท่านทุกเล่ม โดยปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายและค�ำพิพากษาศาล
ฎีกาใหม่ๆ เพื่อให้ทนั สมัยอย่โู ดยตลอดเวลา
ความรู้ทางด้านกฎหมายอาญาที่ได้จากท่านอาจารย์หยุด แสงอุทัย ก็มากมายมหาศาล
โดยเฉพาะจากหนงั สือคำ� อธิบาย “กฎหมายลกั ษณะอาญา ร.ศ. 127” ของท่าน และหมายเหตุ
ทา้ ยคำ� พพิ ากษาศาลฎกี ามากมายหลายเรอ่ื ง เรยี กวา่ อา่ นแลว้ อา่ นอกี อา่ นไมร่ จู้ กั เบอ่ื เพราะยง่ิ อา่ น
ก็ย่ิงไดค้ วามรู้ เสยี ดายทตี่ อนเป็นอาจารยใ์ หมๆ่ ท่านอาจารยห์ ยดุ สขุ ภาพไม่ดีแล้ว จงึ ไม่มีโอกาส
ไปขอความร้จู ากท่าน
หากจะพอมคี นเชอ่ื ถอื เราอยบู่ า้ งอยา่ งทผี่ สู้ มั ภาษณถ์ าม เหตผุ ลกน็ า่ จะเปน็ เพราะเขาเหน็ วา่
เรามีอาจารย์ดี คอื อาจารยใ์ หญ่ทั้งสองท่านทีก่ ลา่ วมาแลว้ นั่นแหละ
11. อาจารยร์ สู้ กึ อยา่ งไรครบั ทน่ี กั กฎหมายตา่ งกม็ คี วามเหน็ ตรงกนั วา่ “หนงั สอื กฎหมาย
อาญาภาคทั่วไป ของอาจารย์เป็นต�ำนาน” และในสถาบันต่างๆ ก็ใช้หนังสือของอาจารย์
เปน็ ตำ� ราเล่มหลักในการบรรยาย รวมถึงนักกฎหมายใช้เตรียมสอบ และใชใ้ นการท�ำงาน
ขอบคุณในคำ� ชม แต่อยา่ เชื่อถืออะไรมากเลย ทเี่ ขยี นๆ ไปอาจจะผิดก็ได้นะ
เมื่อไม่นานมาน้ีมีอาจารย์ชาวอเมริกันระดับคณบดี (Dean) ท่านหน่ึงมาเยี่ยมห้องสมุด
เนตบิ ณั ฑติ ยสภาเหน็ หนงั สอื เลม่ นวี้ างอยู่ เขากเ็ ปดิ พลกิ ๆ ดบู รรณานกุ รม และดเู นอื้ หาของหนงั สอื
เผอญิ ในบทท่ี 1 ในหวั ขอ้ เรอ่ื งเอกลกั ษณข์ องกฎหมายอาญา ในเชงิ อรรถท่ี 32 อา้ งคดขี องศาลฎกี า
อเมรกิ ัน Bouie v. Columbia (ปี ค.ศ. 1964) ซงึ่ เนอื้ หาคอื จำ� เลยเปน็ คนผิวดำ� ถกู ดำ� เนินคดอี าญา
ในความผิดฐาน “เขา้ ไปในทดี่ นิ ของผอู้ ื่นท้ังๆ ทเ่ี จ้าของหรือผคู้ รอบครองห้ามมิให้เขา้ ” ซง่ึ ศาลลา่ ง
ตัดสินว่าจ�ำเลยมีความผิด จ�ำเลยฎีกาต่อศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกา (U.S. Supreme Court)
65 ปี เกียรตขิ จร 239
ว่าตนไมผ่ ิด เพราะขณะเขา้ ไปในร้านขายของ เจา้ ของรา้ นไม่ห้าม แต่เมอ่ื จ�ำเลย (คนผวิ ดำ� ) เข้าไป
น่ังอยู่ในบริเวณท่ีขายอาหารซึ่งห้ามคนผิวสีนั่ง เจ้าของไม่พอใจจึงไล่ออก แต่จ�ำเลยไม่ยอมออก
ซงึ่ ศาลลา่ งลงโทษจำ� คกุ จำ� เลย แตศ่ าลฎกี าของสหรฐั ตดั สนิ วา่ จำ� เลยไมผ่ ดิ เพราะขณะเขา้ ไปเจา้ ของ
ร้านไม่ห้าม การที่ศาลล่างลงโทษจ�ำเลยโดย analogy จากบทบัญญัติดังกล่าว ขัดต่อหลัก Due
Process of Law ซง่ึ รับรองโดยรฐั ธรรมนญู ของสหรัฐอเมรกิ า
อาจารยท์ า่ นนซี้ ง่ึ ดจู ะคนุ้ เคยกบั คดนี เี้ ปน็ อยา่ งดี ถามวา่ you เอาคดี Bouie มาสอนดว้ ยหรอื
ถึงได้เขยี นไว้ในหนังสอื ของ you และถามตอ่ ไปว่า ประเทศไทยมหี ลกั อยา่ งน้ไี หม ก็เลยตอบไปวา่
หลักนี้ในประเทศไทยมีมาตั้งแต่ร้อยกว่าปีแล้ว (คือหลักในกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127
(พ.ศ. 2451) มาตรา 7 ซึ่งตรงกับ ป.อ. มาตรา 2) และศาลฎีกาของไทยก็ตัดสินรับรองหลักน้ี
ไว้ ตั้งแต่ปี 2489 (ฎกี าที่ 1/2489) ในคดีอาชญากรสงครามแล้วว่า ยอ้ นหลงั ลงโทษจ�ำเลยไมได้
เขาเลยบอกว่า ประเทศไทยมีหลกั ทท่ี ันสมยั มากเลยนะ แลว้ กเ็ ปดิ หนังสือพลิกๆ ดู ถามว่า
เขยี นอะไร ท�ำไมหนงั สือเลม่ หนาจังเลยเม่ือเทียบกบั หนงั สอื เล่มอนื่ ๆ ในตูโ้ ชว์ กเ็ ลยบอกเขาไปว่า
กฎหมายอาญาของไทย เปน็ กฎหมายทเี่ ปน็ ประมวลฉบบั แรกของประเทศไทย ประกาศใชม้ าตงั้ แต่
ปี พ.ศ. 2451 (ร.ศ. 127) กฎหมายใช้มาร้อยกว่าปีแล้ว ค�ำพิพากษาของศาลฎีกาก็มีมากมาย
หลกั กฎหมายกพ็ ฒั นาอยู่โดยตลอด หนงั สอื คำ� อธบิ ายจึงตอ้ งหนาตามไปดว้ ย
12. ความประทับใจทีอ่ าจารย์มตี ่อคณะนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
ยินดีที่เห็นคณะนิติศาสตร์ในปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าในหลายๆ ด้าน มีคณาจารย์
ที่มีความรคู้ วามสามารถมากมาย ดจุ เดยี วกับเห็นบา้ นหลงั ใหญ่ ในฐานะท่ีเคยมสี ว่ นชว่ ยมงุ หลังคา
ปพู น้ื บ้านอยูบ่ า้ งในอดตี กอ็ ดท่ีจะปลาบปล้มื ไม่ได้
เคยถามศิษย์เกา่ ธรรมศาสตรท์ ีไ่ ปเรียนเนตฯิ วา่ คดิ อย่างไรกับคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
ในปจั จุบนั ต่างก็ตอบเปน็ เสยี งเดียวกนั วา่ อาจารยแ์ ต่ละทา่ นสอนดี รบั ผิดชอบในการสอน ซึ่งเป็น
ส่ิงทน่ี า่ ภาคภมู ใิ จที่เรามวี ฒั นธรรมอย่างนีก้ ัน
13. อยากใหอ้ าจารยเ์ ล่าเหตุการณป์ ระทับใจในการสอนเนตบิ ณั ฑิตไทย
เดือนมถิ นุ ายน 2557 นี้ ก็จะสอนเนตฯิ เปน็ ปีที่ 29 แล้ว
เนติฯ เป็นท่ีรวมของบัณฑิตนิติศาสตร์จากทุกสถาบัน หวังว่าจะเป็นที่หล่อหลอมให้เป็น
อันหน่ึงอันเดียว ไม่แบง่ แยกสถาบนั กนั
การเรยี นเนตฯิ ทำ� ใหม้ องกฎหมายไดใ้ นภาพรวมในระดบั หนง่ึ เหน็ ความเชอ่ื มโยงของกฎหมาย
240 65 ปี เกียรตขิ จร
สาขาวิชาต่างๆ ท�ำให้มีความรอบรู้มากข้ึน แม้จะไม่ลึกซึ้งก็ตาม ค�ำบรรยายมีท้ังหมด 32 เล่ม
(ภาคละ 16 เล่ม) ถา้ ไดอ้ ่านบา้ ง ก็จะท�ำให้ความรู้แน่นขนึ้ โดยเฉพาะบางวชิ าที่อาจไม่มีเวลาเรยี น
มากนักในระดบั มหาวิทยาลยั เช่นพวกกฎหมายวิธพี ิจารณาความตา่ งๆ
14. อาจารยเ์ ขา้ ร่วมเปน็ คณะกรรมการของรัฐหลากหลายหนว่ ยงาน อันมสี ว่ นอยา่ งย่ิง
ในการพัฒนากฎหมายของไทย อะไรเป็นงานท่ีอาจารย์เห็นว่าเป็นเร่ืองที่อาจารย์ภูมิใจในการ
ชว่ ยวางรากฐานใหร้ ะบบกฎหมายไทยครบั
น่าจะเปน็ งานในฐานะเปน็ “กรรมการกฤษฎีกา” ซ่งึ เปน็ มาต้งั แต่ พ.ศ. 2534
ความส�ำคัญคอื ตรงนเี้ ปน็ จดุ ทจี่ ะชว่ ยรักษาหลัก Rule of Law ในระบบกฎหมายของเราได้
ในระดับหนึ่งทีเดียว เพราะจากการเป็นกรรมการมาหลายปี เห็นว่าค�ำท้วงติงของกรรมการให้
หนว่ ยงานราชการตา่ งๆ ไปปรบั แกร้ า่ งกฎหมายทเ่ี สนอเขา้ มาเสยี ใหม่ โดยกรรมการตงั้ ขอ้ สงั เกตวา่
“อยา่ งนไี้ มเ่ ปน็ ธรรม ควรมมี าตรการในการตรวจสอบการใชอ้ ำ� นาจของเจา้ หนา้ ท”ี่ อะไรทำ� นองนี้
นี่แหละคือการช่วยรักษาหลัก Rule of Law เป็นการกล่ันกรองกฎหมายให้เป็นธรรมก่อนเสนอ
เขา้ สภา เพราะหนว่ ยราชการเจา้ ของรา่ งกฎหมายกม็ กั เสนอกฎหมายใหห้ นว่ ยงานของตนมอี ำ� นาจ
มากๆ จนบางคร้ังลืมไปว่าเป็นการสร้างภาระให้แก่ประชาชน หรือบางทีหน่วยงานต่างๆ เสนอ
รา่ งกฎหมายท่ีมโี ทษทางอาญามาใหก้ รรมการพิจารณา กรรมการก็ทว้ งตงิ ใหก้ ลบั ไปใชถ้ ้อยค�ำใหม่
ใหช้ ดั เจน แนน่ อน เพราะความผดิ อาญาจะเขยี นคลมุ เครอื ไมไ่ ด้ นก่ี เ็ ปน็ การชว่ ยรกั ษาหลกั นติ ธิ รรม
ไดช้ อ่ งทางหนง่ึ
เคยมีเรื่องเข้าท่ีประชุมใหญ่ของคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ตีความ คือ กฎหมายฉบับหนึ่ง
ซ่ึงมีโทษในทางอาญามีบทบัญญัติให้น�ำวิธีการยึดหรืออายัดในกฎหมายอีกฉบับหนึ่งมาใช้บังคับ
โดยอนุโลม ปัญหาว่าจะน�ำบทบัญญัติที่ก�ำหนดความผิดและโทษของกฎหมายฉบับหลังมาใช้กับ
ฉบับแรกได้หรือไม่ ซึ่งท่ีประชุมก็เห็นว่าท�ำไม่ได้เพราะขัดต่อหลักในประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 2 ซ่งึ เปน็ หลักทีบ่ ญั ญตั ิในรฐั ธรรมนูญด้วย
งานอย่างนี้ น่าจะมีส่วนส�ำคัญท่ีช่วยรักษาหลัก Rule of Law ในระบบกฎหมายไทยได้
ในระดับหน่งึ ทีเดยี ว
การเปน็ กรรมการในคณะทำ� งานปรบั ปรงุ แกไ้ ขประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญาของ
ส�ำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ท�ำให้มีโอกาสได้เสนอแนะให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายนี้
ในบางเรื่อง เช่น เมื่อมีการปรับปรุงแก้ไขคร้งั ใหญ่เรอ่ื งอำ� นาจสอบสวน เม่ือ พ.ศ. 2547 ทปี่ ระชุม
เหน็ พอ้ งตอ้ งกนั วา่ ในระหวา่ งสอบสวนผตู้ อ้ งหามสี ทิ ธทิ จ่ี ะไมใ่ หก้ ารกไ็ ด้ และมสี ทิ ธทิ จี่ ะมที นายความ
หรอื ผซู้ ง่ึ ตนไวว้ างใจเขา้ ฟงั การสอบปากคำ� ตนได้ กไ็ ดเ้ สนอตอ่ ทป่ี ระชมุ วา่ ใหส้ ทิ ธแิ ตเ่ พยี งอยา่ งเดยี ว
65 ปี เกียรติขจร 241
น่าจะไม่เพียงพอ แต่จะต้องให้พนักงานสอบสวน “แจ้ง” ให้ผู้ต้องหาทราบถึงสิทธิดังกล่าวด้วย
ซง่ึ ในทสี่ ดุ ทป่ี ระชมุ เหน็ ดว้ ยตามทเ่ี สนอ และตอ่ มากเ็ ปน็ กฎหมายดงั ทปี่ รากฎอยใู่ นขอ้ ความตอนตน้
ของมาตรา 131/4 ในเรอื่ งนี้ก็ได้แนวความคดิ มาจากคดี Miranda v. Arizona ของศาลฎกี าของ
สหรฐั อเมริกานัน่ เอง
15. อาจารย์สอนกฎหมายมานานมีลูกศิษย์หลายคนที่ประสบความส�ำเร็จในปัจจุบัน
ทั้งจากธรรมศาสตร์ จากเนติ และจากสถาบันอ่ืน อยากให้อาจารย์กล่าวถึงศิษย์เก่าเหล่าน้ัน
รวมทงั้ ศษิ ยป์ ัจจบุ นั
ยินดีด้วยที่ประสบความส�ำเร็จ แต่ถ้าจะให้ดียิ่งๆ ขึ้น ขอให้เป็นผู้ท่ี “fair–minded”
ด้วย คอื ต้องมใี จเป็นธรรมและเปดิ กวา้ งดว้ ย
ทา้ ยทส่ี ุด ก็ขอถอื โอกาสนข้ี อบพระคณุ ทา่ นคณบดีณรงค์ ใจหาญ ทา่ นอดตี คณบดีสรุ ศกั ด์ิ
ลขิ สทิ ธวิ์ ฒั นกลุ ปยิ มติ รผรู้ ว่ มงานกนั มาเปน็ เวลายาวนาน คณะผรู้ ว่ มสมั ภาษณ์ รวมทงั้ ทา่ นทงั้ หลาย
ทกี่ รุณาเขยี นบทความใหแ้ ละทา่ นอนื่ ๆ โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงอาจารย์ ดร.ปกปอ้ ง ศรสี นทิ ซง่ึ ทำ� ให้
หนังสอื เล่มน้เี ป็นรปู เล่มออกมาได้
อนั ทจ่ี รงิ เมอื่ ทราบวา่ จะมกี ารจดั ทำ� หนงั สอื กไ็ ดท้ ดั ทานไวแ้ ลว้ ตงั้ แตแ่ รก แตเ่ มอื่ ทา่ นผเู้ กย่ี วขอ้ ง
แสดงความตง้ั ใจจรงิ และความปรารถนาดอี ยา่ งยง่ิ ทจ่ี ะจดั ทำ� ให้ กส็ ดุ ทจี่ ะปฏเิ สธ กไ็ ดแ้ ตจ่ ะระลกึ ถงึ
ในความมีน�้ำใจของทุกท่านไวอ้ ยเู่ สมอ
242 65 ปี เกียรติขจร