The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อัยการนิเทศเล่มที่ 81 ปี 2559

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-11-13 05:14:35

อัยการนิเทศเล่มที่ 81 ปี 2559

อัยการนิเทศเล่มที่ 81 ปี 2559

เลม่ ท่ี ๘๑ (หนงั สอื ราชการของสำ� นกั งานอยั การสงู สดุ )
พ.ศ. ๒๕๕๙

หนงั สอื อยั การนเิ ทศ มกี ารพมิ พเ์ ผยแพรเ่ ปน็ ครงั้ แรกเมอื่ เดอื นพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ และเปน็ หนงั สอื
ท่ีให้ความรู้ทางด้านกฎหมายแก่ข้าราชการอัยการมาตอ่ เนอื่ งยาวนานถึง ๘๑ ปี โดยความประสงค์ของ
การออกหนังสืออัยการนิเทศจากอดีตถึงปัจจุบันนั้น ยังด�ำรงไว้ซึ่งระเบียบการแต่อดีต อาจมีเปลี่ยนแปลง
รายละเอียดบางข้อบา้ ง แต่สาระส�ำคัญยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน และนี่คือ “แจ้งความ” ในหนังสืออัยการนิเทศ
เลม่ ๑ ฉบบั ท่ี ๑ พ.ศ. ๒๔๗๘
ถ่ายภาพปก : พรเทพ พุทธนิยม

อยั การนิเทศ

เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙

(หนังสือราชการของสำนกั งานอยั การสูงสุด)

164 ตอบขอ้ หารอื สำนักงานอัยการสงู สุด

อัยการนิเทศ


(หนงั สือราชการของสำนักงานอัยการสงู สดุ )

เล่มที่ ๘๑ พทุ ธศักราช ๒๕๕๙


สารบญั


การจดั การความรู้ (KM)

- ไมม่ กี รณีทอี่ ัยการสูงสุดตอ้ งพิจารณาช้ีขาดความเห็นแยง้ ในช้นั ฎีกา
คณะทำงานการจัดการความรูค้ ณะที่ ๒ สำนักงานชีข้ าดคดอี ยั การสงู สุด


- ความเหน็ แย้งที่อยั การสูงสดุ ตอ้ งชีข้ าดหรือไม่ ๘

คณะทำงานการจดั การความรูค้ ณะท่ี ๔ สำนกั งานช้ีขาดคดีอยั การสงู สุด


คำพิพากษาศาลฎกี า

- การสอบสวนผู้ตอ้ งหาทเ่ี ป็นเด็กอายไุ มเ่ กนิ สิบแปดปี (ฎ.๓๔๓๒/๒๕๕๗) ๑๕

- การอา่ นและอธิบายฟ้องใหจ้ ำเลยฟงั (ฎ.๗๗๓๕/๒๕๕๗) ๒๑

- เพกิ ถอนการฉ้อฉล (ฎ.๘๘๓๗/๒๕๕๗) ๒๔

- รว่ มกนั ลักทรพั ย์ (ฎ.๑๖๑๖๑-๑๖๑๖๒/๒๕๕๗) ๒๗

- ข้อตกลงเก่ยี วกบั สภาพการจ้าง (ฎ.๑๙๑๗๔-๑๙๓๐๐/๒๕๕๗) ๓๖

- ผขู้ ับข่ีเสพกญั ชา (ฎ.๕๑๙/๒๕๕๘) ๔๕

- พยายามรับของโจร (ฎ.๕๑๗๙/๒๕๕๘) ๔๗

- โทษระงับไปด้วยความตายของผกู้ ระทำความผิด (ฎ.๑๐๔๘๘/๒๕๕๘) ๔๙

- บรรยายฟอ้ งพระราชบัญญตั เิ ครอื่ งหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ (ฎ.๑๐๘๒๙/๒๕๕๘) ๕๑

- เรยี กค่าเสยี หายอนั เน่ืองจากการรกั ษาของแพทย์ (ฎ.๑๒๔๙๘/๒๕๕๘) ๕๓

- รีดเอาทรพั ย ์ (ฎ.๑๒๖๘๕/๒๕๕๘) ๖๒

- บรรยายฟ้องพระราชบัญญตั ิเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. ๒๕๔๕ (ฎ.๑๒๗๒๔/๒๕๕๘) ๖๔

- กระทำอนาจาร (ฎ.๑๒๙๘๓/๒๕๕๘) ๖๗

- ต้มใบพชื กระท่อม (ฎ.๑๓๐๕๔/๒๕๕๘) ๗๐

- การเพมิ่ โทษ (ฎ.๑๓๓๗๐/๒๕๕๘) ๗๒

- องค์ประกอบความผดิ ฐานคา้ มนษุ ย์ (ฎ.๑๓๖๔๘/๒๕๕๘) ๗๕

- ขอคืนทรัพย์สนิ ท่ีรบิ (ฎ.๑๓๗๒๗/๒๕๕๘) ๗๘

- รบิ ทรัพยส์ นิ (ฎ.๑๓๗๘๖/๒๕๕๘) ๘๐

- อำนาจฟอ้ งพระราชบญั ญตั ฟิ น้ื ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ พ.ศ. ๒๕๔๕ (ฎ.๑๓๙๘๓/๒๕๕๘) ๘๓

- ชลุ มุนตอ่ สู้ (ฎ.๑๔๒๓๒/๒๕๕๘) ๘๖

- ลกั ทรัพย์ (ฎ.๑๔๓๕๘/๒๕๕๘) ๘๘

- บรรยายฟ้องพระราชบัญญตั ิอาวธุ ปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ (ฎ.๑๔๔๗๗/๒๕๕๘) ๙๑

- บรรยายฟอ้ งพระราชบญั ญตั ิการพนนั พ.ศ. ๒๔๗๘ (ฎ.๑๔๕๑๔/๒๕๕๘) ๙๖

- บคุ คลที่มีอำนาจจดั การแทนผเู้ สียหาย (ฎ.๑๔๖๔๘/๒๕๕๘) ๙๘

- อายคุ วามฟ้องหน่วยงานของรฐั ในผลแหง่ ละเมิดของเจา้ หนา้ ที่ (ฎ.๑๔๘๑๓/๒๕๕๘) ๑๐๓

- การนบั โทษต่อ (ฎ.๑๔๙๖๑/๒๕๕๘) ๑๑๑
- ความผิดหลายกรรมตา่ งกัน (ฎ.๑๔๙๖๒/๒๕๕๘) ๑๑๕

- ริบทรัพยส์ ิน (ฎ.๒๗/๒๕๕๙) ๑๑๘
- อำนาจฟ้องพระราชบญั ญัตฟิ นื้ ฟสู มรรถภาพผ้ตู ดิ ยาเสพตดิ พ.ศ. ๒๕๔๕ (ฎ.๓๓/๒๕๕๙) ๑๒๑

- ไม่รอการลงโทษ (ฎ.๑๑๔/๒๕๕๙) ๑๒๔

- หา้ มพพิ ากษาเกินคำขอหรือท่มี ิไดก้ ล่าวในฟ้อง (ฎ.๑๐๒๒/๒๕๕๙) ๑๒๘

- บรรยายฟ้องพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ (ฎ.๑๐๘๙/๒๕๕๙) ๑๓๑



คำพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ

- อำนาจไตส่ วนขอ้ เทจ็ จรงิ และชมี้ ลู ความผดิ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช (อ.๑๐๓๗/๒๕๕๘) ๑๓๗

- การฟอ้ งคดีตดิ ตามเอาคนื ซึง่ ทรพั ย์สินของตน (อ.๑๔๖๔/๒๕๕๘) ๑๔๙



คำวนิ ิจฉัยชขี้ าดอำนาจหน้าทร่ี ะหวา่ งศาล

- เขตอำนาจศาลเกี่ยวกบั การฟอ้ งเรียกเงนิ คนื จากผู้ซง่ึ ไดร้ ับเงินไป ๑๕๕

โดยไมม่ ีสทิ ธิ หรอื เกนิ สิทธิ (ท่ี ๕๓/๒๕๕๘)

- เขตอำนาจศาลเกยี่ วกบั การไต่สวนชันสตู รพลกิ ศพกรณที ่ผี ตู้ ายและ ๑๕๘

เจ้าพนกั งานเปน็ บคุ คลท่อี ยใู่ นอำนาจศาลทหาร (ท่ี ๙๒/๒๕๕๘)



ตอบขอ้ หารือสำนักงานอัยการสงู สดุ

- การตคี วามสญั ญา (ห.๒/๒๕๕๘) ๑๖๕

- กรณเี ข้าใชส้ ถานท่ที อี่ ยรู่ ะหวา่ งคดแี ละกรณีหกั เงิน ๑๖๘
เพ่อื แกง้ านจากเงนิ ค่ากอ่ สร้าง (ห.๑๗-๑๘/๒๕๕๘)

- คดีครบระยะเวลาการบังคับคดีสบิ ปี (ห.๕๑/๒๕๕๘) ๑๗๐

- การสอบสวนพยานบุคคล (ห.๑๘/๒๕๕๙) ๑๗๒

- การโอนสทิ ธใิ นสญั ญาใหเ้ อกชนลงทุนกอ่ สรา้ งและ ๑๗๔

บรหิ ารโรงเผาขยะมลู ฝอยชมุ ชน (ห.๒๕/๒๕๕๙)

- การขอแก้ไขสัญญาสมั ปทานเกบ็ รงั นกอีแอ่น (ห.๒๗/๒๕๕๙) ๑๗๖

- การตรวจรบั งานจา้ งบริการบำรุงรักษาเครอื่ งปรับอากาศ (ห.๔๗/๒๕๕๙) ๑๗๙

- แนวทางปฏิบตั ิตามสญั ญาและกฎหมายทเ่ี กี่ยวขอ้ ง (ห.๘๐/๒๕๕๙) ๑๘๑



หนงั สือเวยี น

- ซกั ซ้อมความเขา้ ใจการใชด้ ุลพินิจในการสัง่ คดี ๑๘๗

หนงั สอื สำนักงานอัยการสูงสดุ ที่ อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๒๑๔ ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๘

- ซักซ้อมความเข้าใจการอ้างอิงคำพพิ ากษาศาลฎีกา ๑๘๙

หนงั สอื สำนกั งานอัยการสูงสดุ ที่ อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๓๐๔ ลงวนั ที่ ๑๔ สงิ หาคม ๒๕๕๘

- แนวทางปฏบิ ตั เิ พม่ิ เตมิ ตอ่ สำนวนตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕/๑ ๑๙๑

หนังสือสำนกั งานอัยการสงู สดุ ที่ อส ๐๐๐๗(พก)/ว ๓๓๒ ลงวนั ที่ ๓ กนั ยายน ๒๕๕๘

- กำหนดแนวทางปฏบิ ตั ติ ามพระราชบญั ญัตฟิ นื้ ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ พ.ศ. ๒๕๔๕ ๑๙๓

กรณีผูต้ ้องหาเป็นเด็กหรือเยาวชน

หนงั สอื สำนักงานอยั การสูงสดุ ที่ อส ๐๐๐๗(พก)/ว ๔๗๖ ลงวนั ท่ี ๑๖ ธนั วาคม ๒๕๕๘

- การสอบถามผูต้ ้องหาของพนกั งานสอบสวน กรณีมที นายความหรอื ไม ่ ๑๙๕

หนงั สือสำนักงานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๙๕ ลงวนั ที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๙

- แนวทางการปฏบิ ตั ใิ นการดำเนินคดีคา้ มนษุ ย์ กรณีเป็นการกระทำความผิดตอ่ บุคคล ๑๙๖

ท่ไี มม่ คี วามสามารถในการดแู ล และป้องกนั ตัวเองเนอื่ งจากความทพุ พลภาพทางร่างกาย

หรือสภาพจิตใจ หรอื ทำใหผ้ เู้ สียหายตอ้ งตดิ โรคร้ายแรง เช่น HIV/AIDS

หนังสอื สำนกั งานอยั การสูงสุดที่ อส ๐๐๕๐(ยฐ)/ว ๑๐๙ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙

- ปญั หาการปฏบิ ตั ิในชัน้ สอบสวนคดเี กี่ยวกบั ปา่ ไมแ้ ละทรพั ยากรธรรมชาติ ๑๙๘

หนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๐๗(พก)/ว ๑๖๓ ลงวนั ที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๙

- การสง่ บนั ทึกคำให้การช้นั สอบสวนในการสืบพยานของพนกั งานอัยการ ๒๐๖
หนงั สือสำนักงานอยั การสงู สดุ ที่ อส ๐๐๐๗(สอ)/ว ๑๙๙ ลงวนั ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๙


บทความหรอื ความเหน็ ใด ๆ ทป่ี รากฏในหนังสืออยั การนเิ ทศ

เปน็ ความเห็นของผ้เู ขียนโดยเฉพาะ


สำนักงานอัยการสูงสดุ และคณะผูจ้ ดั ทำไมจ่ ำตอ้ งเห็นพ้องด้วย

การส่งบทความเพอื่ พจิ ารณาลงพิมพ์ใน “หนงั สอื อยั การนเิ ทศ” โปรดส่งไปที.่ ..

สำนักงานอัยการพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศ สำนกั งานวิชาการ สำนักงานอัยการสงู สุด

ศูนย์ราชการเฉลมิ พระเกยี รติ ๘๐ พรรษา ๕ ธนั วาคม ๒๕๕๐ (อาคารราชบรุ ดี ิเรกฤทธ์)ิ


ช้ัน ๗ เลขท่ี ๑๒๐ หมทู่ ่ี ๓ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองหอ้ ง เขตหลักสี

กรงุ เทพมหานคร ๑๐๒๑๐



การจัดการค
วามรู้ (KM)

164 ตอบขอ้ หารอื สำนักงานอัยการสงู สุด

ไมม่ ีกรณที อี่ ัยการสงู สดุ ต้องพิจารณาชีข้ าดความเห็นแยง้ ในชนั้ ฎกี า


คำชขี้ าดความเห็นแย้งชั้นฎีกาที่ ๕๑/๒๕๕๗

ป.ว.ิ อ. การบงั คบั ตามคำพิพากษา (มาตรา ๒๔๕)

คดนี ศี้ าลชนั้ ตน้ พจิ ารณาพพิ ากษาลงโทษจำเลยทง้ั สองฐานรว่ มกนั ฆา่ ผอู้ น่ื โดยไตรต่ รองไวก้ อ่ น
จำคกุ จำเลยทงั้ สองตลอดชวี ติ ฐานรว่ มกนั พกพาอาวธุ ปนื ปรบั คนละ ๕๐ บาท รวมจำคกุ จำเลยทงั้ สอง
ตลอดชวี ติ และปรับคนละ ๕๐ บาท โจทกแ์ ละจำเลยท้ังสองไม่อุทธรณ์ ศาลชัน้ ต้นสง่ สำนวนไปยงั
ศาลอทุ ธรณภ์ าค ๘ และศาลอทุ ธรณภ์ าค ๘ พพิ ากษายนื คำพพิ ากษาศาลอทุ ธรณภ์ าค ๘ จงึ เปน็ ทส่ี ดุ
ตอ้ งดำเนินการบังคบั คดโี ดยไม่ชักชา้ ตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕
แต่ปรากฏว่าอัยการศาลสูงจังหวัดระนองมีคำส่ังไม่ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วส่งสำนวน
พร้อมคำสั่งเสนอผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๘ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๔๕/๑ วรรคสอง แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ โดยประกาศคณะรกั ษาความสงบแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี ๑๑๕/๒๕๕๗
ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ข้อ ๓ และรองผบู้ ญั ชาการตำรวจภธู รภาค ๘ ปฏิบตั ริ าชการแทน

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๘ มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฎีกาของพนักงานอัยการแล้วส่งสำนวน
พร้อมความเห็นแย้งให้อัยการสูงสุดพิจารณาช้ีขาด นั้น เป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

จึงไม่มีกรณที ี่อัยการสงู สุดพิจารณาชีข้ าดความเห็นแย้ง


_____________________________



ข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องโจทก์ว่า เมื่อวันท่ี ๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ เวลากลางคืนหลังเที่ยง

ถงึ วนั ที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๖ เวลากลางคืนกอ่ นเทยี่ ง ต่อเน่ืองกันจำเลยทงั้ สองรว่ มกันกระทำความผดิ
ต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกมีอาวุธมีดพกปลายแหลม ๑ เล่ม และ

ขวานด้ามไม้ ๑ เล่ม ติดตัวไปตามหมู่บ้าน หมู่ที่ ๑ อันเป็นเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ

โดยไม่มีเหตุสมควร และจำเลยทั้งสองมีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย
ด้วยการคบคิดวางแผนและตระเตรียมอาวุธมีดและขวานดังกล่าวไว้ล่วงหน้า ร่วมกันบุกรุกเข้าไป

ในบ้านพักอันเปน็ เคหสถาน ทอ่ี ยูอ่ าศัยของนาย ส. และ ครอบครวั แล้วใช้อาวุธมีดและขวานดังกลา่ ว
ฟนั นาย ส. ผตู้ ายท่ี ๑ นางสาว ม. ผตู้ ายที่ ๒ ซงึ่ เปน็ สามภี รยิ ากนั บรเิ วณลำคอ ศรี ษะ และตามรา่ งกาย

ซง่ึ เป็นอวยั วะสำคญั จำนวนหลายคร้ัง และใชม้ ดี พรา้ ดงั กล่าวฟันคอเดก็ หญงิ ม. ผตู้ ายที่ ๓ ซ่งึ เปน็ บตุ ร
ของผตู้ ายท่ี ๑ และท่ี ๒ อยา่ งแรง จนคอขาดและศรี ษะหลดุ จากบา่ เปน็ เหตใุ หผ้ ตู้ ายทง้ั สามถงึ แกค่ วามตาย
และฟันเด็กชาย อ. ผู้เสียหาย ซ่ึงเป็นบุตรของผู้ตายที่ ๑ กับภริยาอีกคนหนึ่งท่ีบริเวณศีรษะซ่ึงเป็น
อวัยวะสำคัญอย่างรุนแรงจนกะโหลกแตกยุบ ซึ่งจำเลยท้ังสองลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว
แต่การกระทำน้ันไม่บรรลุผล เน่ืองจากแพทย์ทำการรักษาผู้เสียหายไว้ทันท่วงทีผู้เสียหายจึงไม่ถึง

แก่ความตาย แต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและ

จนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่าย่ีสิบวัน เหตุเกิดท่ีตำบลนาคา อำเภอสุขสำราญ


อยั การนิเทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙

จังหวัดระนอง พนักงานสอบสวนยึดขวานด้ามไม้ มีดพกปลายแหลมและด้ามมีดพร้า ท่ีจำเลยท้ังสอง
ร่วมกันใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง จำเลยท่ี ๑ เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญา
หมายเลขแดงท่ี ๔๕๑๗/๒๕๕๐ ของศาลจังหวัดระนอง ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก

มีกำหนด ๒๐ ปี ๑๒ เดือน และก่อนคดีน้ีจำเลยท่ี ๒ เคยต้องคำพิพากษาถึงท่ีสุดให้ลงโทษจำคุก

มีกำหนด ๒ ปี ๓ เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์ของผู้มีอาชีพกสิกรรมในเวลากลางคืน ตามคดีอาญา
หมายเลขแดง ที่ ๒๒๗๔/๒๕๕๔ ของศาลจังหวดั ระนอง จำเลยท่ี ๒ กลับมากระทำความผดิ ในคดนี ีอ้ ีก
ภายในเวลาห้าปีนับแต่พ้นโทษในคดีดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓,
๘๐, ๘๓, ๙๒, ๒๘๘, ๒๘๙, ๓๗๑ รบิ ของกลาง และขอใหน้ บั โทษจำเลยท่ี ๑ ตอ่ จากโทษของจำเลยท่ี ๑
ในคดีอาญาหมายเลขแดงท่ี ๔๕๑๗/๒๕๕๐ ของศาลจังหวัดระนอง และเพิ่มโทษจำเลยท่ี ๒

ตามกฎหมาย

จำเลยท้ังสองให้การรับสารภาพในขอ้ หาร่วมกันฆา่ ผู้อ่นื และร่วมกันพาอาวุธไปในเมอื ง หม่บู ้าน
หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ และจำเลยท่ี ๑ รับว่าเป็น

บุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จำเลยท่ี ๒ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลย
ในคดีที่โจทกข์ อใหเ้ พมิ่ โทษ

ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดระนอง) มีคำพิพากษาเม่ือวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๗ ว่า จำเลยทั้งสอง
มคี วามผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔), ๓๗๑ ประกอบมาตรา ๘๓, ๒๘๘ ประกอบ
มาตรา ๘๐, ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม

เปน็ กระทงความผดิ ไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานรว่ มกนั ฆา่ ผอู้ น่ื โดยไตรต่ รองไวก้ อ่ น
ฐานร่วมกันฆ่าผู้อ่ืน และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษ
ฐานร่วมกันฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นบทท่ีมีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๙๐ ลงโทษประหารชีวิต ซ่ึงเม่ือลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ ๒ แล้ว จะเพิ่มโทษอีกไม่ได ้

สว่ นฐานรว่ มกนั พาอาวธุ ไปในเมอื ง หมบู่ า้ น หรอื ทางสาธารณะโดยไมม่ เี หตสุ มควร ปรบั คนละ ๑๐๐ บาท
จำเลยทง้ั สองให้การรบั สารภาพในความผดิ ฐานรว่ มกนั พาอาวุธไปในเมอื ง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ
โดยไม่มีเหตุสมควร และรับว่าฆ่าผู้ตายท้ังสาม และพยายามฆ่าผู้เสียหายน้ัน ถือว่าเป็นประโยชน

แกก่ ารพจิ ารณามเี หตบุ รรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ เหน็ สมควรลดโทษในความผดิ
ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้คนละหน่ึงในสาม และฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง
หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรให้คนละกึ่งหน่ึง ฐานร่วมกันฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
จำคกุ จำเลยทง้ั สองตลอดชวี ติ ฐานรว่ มกนั พาอาวธุ ไปในเมอื ง หมบู่ า้ น หรอื ทางสาธารณะโดยไมม่ เี หตสุ มควร
ปรับคนละ ๕๐ บาท รวมเป็นจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ ๕๐ บาท หากไม่ชำระ

คา่ ปรบั ใหจ้ ดั การตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ นบั โทษจำเลยที่ ๑ ตอ่ จากโทษของจำเลยที่ ๑
ในคดีอาญาหมายเลขแดง ที่ ๔๕๑๗/๒๕๕๐ ของศาลชั้นต้น ริบขวาน มีดพกปลายแหลมและ

ด้ามมีดพรา้ ของกลาง ส่วนขอ้ หาและคำขออืน่ นอกจากน้ีใหย้ ก

อยั การศาลสงู จงั หวดั ระนอง มคี ำสง่ั ไมอ่ ทุ ธรณ์ และรองผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ระนอง รกั ษาราชการแทน
ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ระนอง เหน็ ชอบ จำเลยทงั้ สองไมอ่ ทุ ธรณ์ ศาลชน้ั ตน้ สง่ สำนวนไปยงั ศาลอทุ ธรณภ์ าค ๘
ตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง


การจัดการความรู้ (KM)

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายนื

อัยการศาลสูงจงั หวัดระนองส่ังไมฎ่ กี า

รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๘ ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๘
แย้งคำสั่งไม่ฎีกา

สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอัยการสูงสุด ๒ พิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีอาญาเม่ือศาลช้ันต้น

พิพากษาแล้วคู่ความท้ังสองฝ่ายไม่อุทธรณ์จนพ้นระยะเวลาอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๑๙๘ คดีจะถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลช้ันต้น และต้องดำเนินการบังคับคดี

โดยไม่ชักช้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕ วรรคแรก เว้นแต่ศาลช้ันต้น

พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต แม้คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่อุทธรณ์ คำพิพากษา
ศาลช้ันต้นจะยังไม่ถึงที่สุดเว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน โดยศาลช้ันต้นมีหน้าท่ีต้องส่งสำนวน
คดีท่ีพิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตไปยังศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธี
พจิ ารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง เมอ่ื คดนี ศ้ี าลชน้ั ตน้ พพิ ากษาจำคกุ จำเลยทง้ั สองตลอดชวี ติ
และคูค่ วามสองฝ่ายไมอ่ ทุ ธรณ์ ศาลชนั้ ตน้ จงึ สง่ สำนวนไปยงั ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ตามประมวลกฎหมาย
วิธพี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง ตอ่ มาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พพิ ากษายนื คดจี ึงถงึ ท่ีสุด
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง และต้องดำเนินการบังคับคดี
โดยไม่ชักช้าต่อไป ไม่มีกรณีต้องพิจารณาว่าจะฎีกาหรือไม่ ดังน้ัน คำส่ังไม่ฎีกาแล้วเสนอผู้บัญชาการ
ตำรวจภูธรภาค ๘ กรณีไม่ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕/๑ ของ
อยั การศาลสงู จงั หวดั ระนองจงึ ขดั กบั ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง

ทบ่ี ญั ญตั ใิ หค้ ดดี งั กลา่ วถงึ ทสี่ ดุ แลว้ และมผี ลใหค้ วามเหน็ แยง้ ใหฎ้ กี าของรองผบู้ ญั ชาการตำรวจภธู รภาค ๘
ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๘ มิใช่ความเห็นแย้งที่อัยการสูงสุดต้องพิจารณา

เหน็ ควรสง่ สำนวนคนื อยั การศาลสงู จงั หวดั ระนองเพอ่ื ดำเนนิ การใหถ้ กู ตอ้ งในกรณคี ดถี งึ ทสี่ ดุ แลว้

อธบิ ดอี ยั การ สำนกั งานคดีอยั การสูงสดุ เห็นวา่ คดีน้ี เป็นกรณที ีศ่ าลจงั หวดั ระนอง ส่งสำนวน
คดีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยท้ังสองตลอดชีวิตไปยังศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ตามบทบัญญัต

แหง่ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง เนอ่ื งจากโจทกแ์ ละจำเลยทงั้ สอง
ไม่อุทธรณ์และคำพิพากษาจะยังไม่ถึงท่ีสุด เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน ฉะนั้น

เมอื่ ศาลอทุ ธรณภ์ าค ๒ พพิ ากษายนื โดยอาศยั บทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว จงึ มผี ลทำใหค้ ดถี งึ ทส่ี ดุ และใหบ้ งั คบั คดี
โดยไม่ชักช้าตามมาตรา ๒๔๕ วรรคหนึ่ง และไม่ใช่กรณีท่ีพนักงานอัยการโจทก์จะส่ังฎีกาหรือไม่ฎีกา
ตามบทบัญญตั แิ ห่งประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๖ ไดอ้ กี การทอี่ ัยการศาลสงู
จังหวัดระนองมีคำสั่งไม่ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวแล้วส่งสำนวนพร้อมคำสั่งเสนอ

ผบู้ ญั ชาการหรอื รองผบู้ ญั ชาการ ซงึ่ เปน็ ผบู้ งั คบั บญั ชาของพนกั งานสอบสวนผรู้ บั ผดิ ชอบ ตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕/๑ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษา
ความสงบแหง่ ชาติ ฉบับท่ี ๑๑๕/๒๕๕๗ ลงวนั ที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ข้อ ๓ และรองผู้บัญชาการ
ตำรวจภูธรภาค ๘ ปฏิบัติราชการแทนผู้บญั ชาการตำรวจภูธรภาค ๘ มคี วามเหน็ แย้งคำสงั่ ไมฎ่ ีกาของ
พนักงานอัยการแล้วส่งสำนวนพร้อมความเห็นแย้งให้อัยการสูงสุดพิจารณาชี้ขาด จึงเป็นกรณีท ่

ผเู้ กย่ี วขอ้ งไดด้ ำเนนิ การขดั ตอ่ บทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมายและคดถี งึ ทสี่ ดุ แลว้ ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา

อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙

ความอาญา มาตรา ๒๔๕ วรรคหนงึ่ และไมม่ กี รณที อ่ี ยั การสงู สดุ ตอ้ งพจิ ารณาชข้ี าดความเหน็ แยง้

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลช้ันต้นพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง

ฐานร่วมกันฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยท้ังสองตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพกพาอาวุธ

ปรับคนละ ๕๐ บาท รวมเปน็ จำคกุ จำเลยทง้ั สองตลอดชวี ติ และปรบั คนละ ๕๐ บาท โจทกแ์ ละจำเลย

ท้ังสองไม่อุทธรณ์ ศาลช้ันต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ จึงเป็นที่สุด ต้องดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชักช้า ตามประมวล
กฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕ แตป่ รากฏวา่ อยั การศาลสงู จงั หวดั ระนองมคี ำสง่ั ไมฎ่ กี า
คำพพิ ากษาศาลอทุ ธรณ์ แลว้ สง่ สำนวนพรอ้ มคำสงั่ เสนอผบู้ ญั ชาการตำรวจภธู รภาค ๘ ตามประมวลกฎหมาย
วธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕/๑ วรรคสอง แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยประกาศคณะรกั ษาความสงบแหง่ ชาติ
ฉบับท่ี ๑๑๕/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ข้อ ๓ และรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๘
ปฏบิ ตั ริ าชการแทน ผบู้ ญั ชาการตำรวจภธู รภาค ๘ มคี วามเหน็ แยง้ คำสง่ั ไมฎ่ กี าของพนกั งานอยั การแลว้
สง่ สำนวนพร้อมความเห็นแย้งใหอ้ ยั การสูงสดุ พจิ ารณาชี้ขาดน้ัน เปน็ การปฏิบัตไิ ม่ถูกตอ้ งตามกฎหมาย
จึงไม่มีกรณีท่ีอัยการสูงสุดต้องพิจารณาความเห็นแย้ง ให้ส่งเร่ืองคืนและแจ้งผลการพิจารณา
ให้ผบู้ ัญชาการตำรวจภูธรภาค ๘ ทราบ


______________________________

ความร้ทู ี่ได้จากการปฏบิ ัตงิ าน

๑. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง บัญญัติว่า “ศาลชั้นต้น
มีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีท่ีพิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ไปยังศาลอุทธรณ์

ในเม่ือไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษาน้ัน และคำพิพากษาเช่นว่าน้ีจะยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่ศาลอุทธรณ์

จะได้พิพากษายืน”

ตามมาตรา ๒๔๕ วรรคสอง เป็นกรณีที่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิตหรือ

จำคกุ ตลอดชวี ิต แมค้ ู่ความไมอ่ ทุ ธรณ์คำพพิ ากษาศาลชนั้ ต้นต่อศาลอุทธรณ์ ศาลช้นั ตน้ กย็ งั คงมหี นา้ ท่ี
ตามมาตรานี้ในการส่งคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อมีคำพิพากษา และในระหว่าง

ทศี่ าลอทุ ธรณย์ งั มิได้มีคำพพิ ากษาเชน่ ว่านี้ จะถือวา่ คดีถึงท่สี ุดไม่ได้

๒. ข้อเท็จจริงในคดีนี้ โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลจังหวัดระนอง

ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นท่ีพิพากษาจำคุกจำเลยท้ังสองตลอดชีวิต ดังนั้น โดยผลของประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง ยังไม่ถือว่าคำพิพากษาของศาลจังหวัดระนองถึงที่สุด
แม้คู่ความจะมไิ ด้อุทธรณค์ ำพพิ ากษาของศาลช้นั ต้นกต็ าม คดีน้ี เมือ่ ศาลอทุ ธรณ์ภาค ๘ พพิ ากษายืน
โดยอาศัยบทบัญญัติดังกล่าว จึงมีผลทำให้คดีถึงที่สุดแล้ว ดังน้ันจึงไม่ใช่กรณีพนักงานอัยการโจทก ์

จะส่ังฎีกาหรือไม่ฎีกาได้อีก เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายเปิดช่องให้สามารถกระทำได้

เพราะคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ท่ีออกโดยบทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๔๕ มิใช่เป็นคำพิพากษาที่เกิดขึ้น

จากการอทุ ธรณข์ องคคู่ วาม การทอี่ ยั การศาลสงู จงั หวดั ระนองมคี ำสงั่ ไมฎ่ กี าคำพพิ ากษาศาลอทุ ธรณด์ งั กลา่ ว
แล้วส่งสำนวนพร้อมคำส่ังเสนอผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๘ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

ความอาญา มาตรา ๑๔๕/๑ และรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๘ ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการ

การจดั การความรู้ (KM)

ตำรวจภธู รภาค ๘ มคี วามเหน็ แยง้ คำสงั่ ไมฎ่ กี าของพนกั งานอยั การ เปน็ กรณที ผ่ี เู้ กย่ี วขอ้ งไดด้ ำเนนิ การ
ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายและคดีถึงท่ีสุดแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๒๔๕ วรรคหน่ึง จงึ ไมใ่ ชก่ รณีท่ีอัยการสูงสุดต้องพจิ ารณาชข้ี าดความเหน็ แยง้

คณะทำงานการจัดการความรูค้ ณะที่ ๒


สำนกั งานชีข้ าดคดีอยั การสูงสุด










อยั การนิเทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙

ความเหน็ แย้งทีอ่ ยั การสูงสุดตอ้ งชข้ี าดหรือไม


คำชข้ี าดความเห็นแย้งท่ี ๓๔๒/๒๕๕๗

ป.อ. ฆา่ ผูอ้ ่นื หรือฆา่ ผอู้ ืน่ โดยเปน็ การปอ้ งกันเกนิ สมควรแก่เหตุ (มาตรา ๒๘๘ หรือ ๒๘๘, ๖๙)

ป.วิ.อ ความเห็นแยง้ (มาตรา ๑๔๕, ๑๔๕/๑)

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุมีกลุ่มวัยรุ่นชกต่อยทำร้ายร่างกายกันบนทางเท้า

หน้าร้านเกมส์ ดี สปอร์ต ใต้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอุดมสุข ใกล้ปากซอยอุดมสุข (สุขุมวิท ๑๐๓)

แขวงบางนา เขตบางนา กรงุ เทพมหานคร เปน็ เหตใุ หม้ ผี ถู้ งึ แกค่ วามตายอยใู่ นทเ่ี กดิ เหตุ แพทยผ์ ทู้ ำการ
ชันสูตรพลิกศพผู้ตายลงความเห็นว่า ผู้ตายช็อกเสียเลือดมากในช่องอก หัวใจและปอดฉีกขาด
เนื่องจากบาดแผลถูกของมีคมจำนวนหลายแผลบริเวณหน้าอกและหลัง ช้ันสอบสวน ผู้ต้องหาซ่ึงเป็น
เยาวชนเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและได้ให้การภาคเสธ โดยให้การรับว่าได้ใช้
อาวุธมีดพับขนาดยาว ๘ น้ิว กว้างประมาณ ๑ นิ้ว แทงทำร้ายผู้ตายจริง แต่เป็นการกระทำไปเพ่ือ
ป้องกันตัวเอง และเพื่อนท่ีถูกผู้ตายใช้อาวุธมีดขนาดยาวประมาณ ๑ ฟุต กว้าง ๒ น้ิว ไล่ฟันทำร้าย

ทั้งท่ีไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ผู้ต้องหาถูกผู้ตายใช้มีดฟันจึงยกแขนขวาขึ้นรับทำให้มีดถูกที่ข้อศอกเป็น
แผลเลือดไหล เม่ือผู้ตายยกมีดข้ึนจะฟันซ้ำอีก ผู้ต้องหาจึงจับมือผู้ตายไว้แล้วล้วงอาวุธมีดพับขนาด

ยาว ๘ นิ้ว กว้างประมาณ ๑ น้ิว ท่ีพกไว้เพ่ือป้องกันตัวออกจากกระเป๋ากางเกงแทงบริเวณลำตัว

ผู้ตายหลายคร้ัง ผู้ตายหงายหลังล้มลงกับพ้ืน เพ่ือนของผู้ต้องหาเข้าแย่งมีดจากมือผู้ตายแล้วพากัน
ออกจากท่ีเกดิ เหตุ

พนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาฐานฆ่าผู้อื่น พาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือ

ทางสาธารณะโดยไม่มเี หตอุ ันควร

พนกั งานอยั การ สำนกั งานอยั การคดพี ิเศษฝ่ายคดเี ยาวชนและครอบครัว ๓ สงั่ ไม่ฟอ้ งผู้ต้องหา
ฐานฆ่าผู้อ่ืนโดยเจตนา แต่มีคำส่ังฟ้องผู้ต้องหาฐานฆ่าผู้อ่ืนโดยเป็นการป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุ
และพาอาวุธมดี ไปในเมือง หมู่บ้าน หรอื ทางสาธารณะโดยไมม่ ีเหตุอนั ควร

ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แย้งคำสั่ง

ไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ โดยเห็นว่าผู้ต้องหากับพวกมีเจตนาร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
และเห็นควรให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมสำหรับความผิดต่อชีวิต เป็นเร่ืองที่พนักงาน
อยั การเจ้าของสำนวนมคี ำส่งั ไมฟ่ ้องผู้ตอ้ งหา ในความผิดฐานฆ่าผ้อู ืน่ โดยเจตนา ตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๒๘๘ และมีคำส่ังฟ้องผู้ต้องหาฐานฆ่าผู้อ่ืนโดยเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๖๙ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความเห็นแย้ง

โดยเห็นควรสอบสวนเพิ่มเติม กรณีมีปัญหาว่ามีความเห็นแย้งที่อัยการสูงสุดต้องพิจารณาช้ีขาด

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕/๑ ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชน
และครอบครัวและวธิ ีพิจารณาคดเี ยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๖ หรอื ไม

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า “ความเห็นแย้ง” หมายถึง ความเห็นในการสั่งคดีของ

พนักงานอัยการกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัด (ก่อนมีการแก้ไขประมวล

การจดั การความรู้ (KM)

กฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕) แล้วแต่กรณีเกิดขัดกันหรอื ไมต่ รงกัน โดยผู้บัญชาการ
ตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดไม่เห็นชอบด้วยกับคำส่ังไม่ฟ้องผู้ต้องหาของพนักงานอัยการ
ซงึ่ ผูบ้ ญั ชาการตำรวจแห่งชาตหิ รอื ผ้วู ่าราชการจงั หวัดจะต้องทำความเห็นแย้ง และส่งสำนวนพรอ้ มกบั
ความเห็นท่ีแยง้ กนั ไปยังอยั การสูงสุด เพอ่ื พิจารณาช้ขี าดตามประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๔๕ เมอื่ คดนี ี้พนักงานอยั การสำนกั งานอัยการพเิ ศษฝา่ ยคดีเยาวชนและครอบครัว ๓ มีคำสั่ง
ไมฟ่ อ้ งผตู้ อ้ งหาฐานฆา่ ผอู้ นื่ กบั มคี ำสงั่ ฟอ้ งผตู้ อ้ งหาฐานฆา่ ผอู้ นื่ โดยเปน็ การปอ้ งกนั ตวั เกนิ สมควรแกเ่ หต ุ

ซึ่งเป็นความผิดที่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดฐานน้ันเพียงใดก็ได้หรือ
จะไม่ลงโทษก็ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๙ และผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แย้งคำส่ังไม่ฟ้องดังกล่าวของพนักงานอัยการ จึงเป็น
ความเห็นแย้งที่อัยการสูงสุดจะต้องชี้ขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕
เม่ือข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุ ผู้ตายพยายามพูดหาเร่ืองวิวาทกับเพื่อนผู้ต้องหา เมื่อได้พบกับ

ผตู้ ้องหาทีเ่ ดนิ มาพอดี ผูต้ ายจงึ ไดใ้ ช้อาวธุ มดี ปลายแหลมยาว ประมาณ ๑ ฟตุ กว้างประมาณ ๒ น้ิว
เง้ือจะฟันทำร้ายผู้ต้องหา ผู้ต้องหายกแขนรับแล้วจับตัวผู้ตายไว้และใช้มีดพับที่พกติดตัวมาแทงผู้ตาย
หลายครั้งทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นภยันตรายท่ีเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อ
กฎหมาย และเป็นภยนั ตรายทใี่ กลจ้ ะถงึ ผู้ต้องหาจึงย่อมตอ้ งกระทำการใดเพ่ือปอ้ งกันสทิ ธิในชีวิตและ
รา่ งกายของตนเพอื่ ใหพ้ น้ จากภยนั ตรายดงั กลา่ ว แตเ่ มอื่ ปรากฏสาเหตกุ ารตาย จากรายงานการตรวจศพ
ของผ้ตู ายวา่ เกดิ จากการชอ็ กเสียเลอื ดมากในช่องอก หวั ใจ และปอดฉกี ขาด เนือ่ งจากบาดแผลถูกของ
มีคมแทงจำนวนหลายแผลบริเวณหน้าอกและหลัง แม้ผู้ต้องหาจะใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายเพ่ือป้องกันตัว
แต่การที่ผู้ต้องหาแทงผู้ตายซ้ำถูกบริเวณอวัยวะสำคัญจำนวนหลายคร้ังอันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้อง
กระทำเพื่อป้องกันจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย การกระทำของผู้ต้องหาจึงเป็นการป้องกัน

เกินสมควรแก่เหตุ ผู้ต้องหาจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อ่ืนโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ฟ้องผู้ต้องหา
ฐานฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ และอนุญาตให้ฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐาน

ฆา่ ผอู้ น่ื โดยปอ้ งกนั ตวั เกนิ สมควรแกเ่ หตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๖๙ (ทพ่ี นกั งานอยั การ
สำนักงานอยั การพิเศษฝา่ ยคดเี ยาวชนและครอบครัว ๓ มคี ำส่งั ฟอ้ งไว้แลว้ )

อน่งึ มขี ้อพิจารณาเปรยี บเทยี บตามคำช้ขี าดความเห็นแยง้ ที่ ๒๙๓/๒๕๕๘ วา่ การท่ีผู้บญั ชาการ
ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความเห็นไม่แย้งคำส่ังไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ
ความผิดในข้อหาที่พนักงานอัยการมีคำส่ังไม่ฟ้อง จึงเป็นคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา ตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๗ แต่ในส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของพนักงานอัยการ

ที่แจ้งให้พนักงานสอบสวนจัดการกับของกลางในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๘๕ น้ัน ไม่เป็นความเห็นแย้งที่อัยการสูงสุดจะต้องพิจารณาช้ีขาด ตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕/๑ เพราะความเห็นเก่ียวกับของกลางเป็นเพียงคำแนะนำให

พนักงานสอบสวนดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

ความอาญา มาตรา ๘๕ วรรคท้าย ไม่ใช่คำส่ังไมฟ่ ้องผ้ตู ้องหาทีผ่ ู้บญั ชาการศนู ยป์ ฏิบัตกิ ารสามจังหวัด
ชายแดนภาคใต้จะใช้อำนาจแย้งคำส่ังของพนักงานอัยการในเร่ืองดังกล่าวได้ โดยมีรายละเอียดใน

คำช้ขี าดความเห็นแย้ง ดังนี้


อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙

คำช้ขี าดความเห็นแย้งท่ี ๒๙๓/๒๕๕๘

ป.วิ.อ. การจัดการสิง่ ของที่ยึด ความเหน็ แยง้ (มาตรา ๘๕, ๑๔๕/๑)

ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๗ เวลาประมาณ ๑๗.๓๐ นาฬิกา นาย ส.

ผู้กล่าวหา หัวหน้าหน่วยสายตรวจป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้

รับผิดชอบพ้ืนท่ีจังหวัดยะลาและนราธิวาส และร้อยตำรวจโท ส. รองสารวัตรสืบสวน กองกำกับการ
สืบสวนภูธรจังหวัดยะลากับพวก ร่วมกันออกตรวจพื้นท่ีบริเวณถนนสาย ๑๕ ใกล้แยกมลายูบางกอก
หมู่ที่ ๔ ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมอื งยะลา จังหวัดยะลา พบรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน
๘๒ - ๐๔๓๐ สุราษฎร์ธานี พร้อมรถบรรทุกพ่วงหมายเลขทะเบียน ๘๒ - ๐๔๓๑ สุราษฎร์ธานี

คลุมผ้าใบสีดำแล่นมาอย่างผิดสังเกตจึงเรียกให้หยุดเพ่ือตรวจสอบคนขับรถยนต์บรรทุกหยุดรถแล้ว
หลบหนีไปผู้กล่าวหากับพวกตรวจสอบบนรถทั้งสองคันพบไม้ซุงท่อนไม่มีรอยตราของเจ้าพนักงาน
ประทับรวม ๒๑ ท่อน และภายในรถยนต์บรรทุกพบใบอนุญาตเป็นของผู้ขับรถทุกประเภท

จำนวน ๑๐ ใบ กญุ แจรถบรรทกุ ๓ ดอก สำเนาหนงั สอื รบั รองทด่ี นิ นคิ มฯ หนงั สอื การนำไมเ้ คลอื่ นยา้ ย

ไปใชป้ ระโยชน์ และเอกสารอนื่ รวม ๑๓ แผน่ โทรทศั นต์ ดิ รถยนต์ ๑ เครอื่ ง และนาฬกิ าขอ้ มอื ๑ เรอื น

จึงยดึ ไวเ้ ป็นของกลาง นำสง่ พนกั งานสอบสวนดำเนินคดี

อยั การจงั หวดั ยะลามคี วามเหน็ สง่ั ไมฟ่ อ้ งผตู้ อ้ งหาในความผดิ ฐานทำไมห้ รอื กระทำดว้ ยประการใด ๆ
แก่ไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต สั่งฟ้องผู้ต้องหาฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้าม (ไม้ท่อน)

อันยังไม่ได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย และขอให้ริบไม้ของกลาง
สว่ นของกลางอนื่ รวมทง้ั รถยนตบ์ รรทกุ และรถพว่ งของกลางเปน็ ของบคุ คลภายนอก ใหแ้ จง้ พนกั งานสอบสวน
จดั การตามประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕

ผบู้ ญั ชาการศนู ยป์ ฏบิ ตั กิ ารตำรวจจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ เหน็ ชอบกบั คำสง่ั ไมฟ่ อ้ งของพนกั งานอยั การ
แตไ่ มเ่ ห็นด้วยกบั คำส่งั ไม่ขอใหร้ ิบรถยนตบ์ รรทุกและรถพว่ งของกลาง

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดพิจารณาว่า ความเห็นเกี่ยวกับคำส่ังไม่ริบของกลางของผู้บัญชาการ
ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นความเห็นแย้งที่อัยการสูงสุด ต้องพิจารณาช้ีขาด
หรอื ไม่

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้อัยการจังหวัดยะลามีคำส่ังฟ้องผู้ต้องหาบางข้อหาและ
ขอริบไม้หวงห้ามของกลาง ในส่วนของกลางอ่ืนรวมท้ังรถยนต์บรรทุกและบรรทุกพ่วงของกลางเป็น
ของบุคคลภายนอกแจ้งพนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา ๘๕ กับมีคำส่ังไม่ฟ้องผู้ต้องหาเฉพาะความผิดฐานทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ

แก่ไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติมแล้ว

ซ่ึงผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความเห็นไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของ

พนักงานอัยการ ดังนั้น ความผิดในข้อหาท่ีพนักงานอัยการมีคำส่ังไม่ฟ้อง จึงเป็นคำส่ังเด็ดขาดไม่ฟ้อง
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๗ แต่ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจ
จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เห็นด้วยกับคำส่ังของพนักงานอัยการเก่ียวกับรถยนต์บรรทุกและบรรทุกพ่วง
ของกลางท่ีแจ้งให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕
จึงไม่มีความเห็นแย้งท่ีอัยการสูงสุดจะต้องพิจารณาชี้ขาด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา


10 การจดั การความรู้ (KM)

ความอาญา มาตรา ๑๔๕/๑ ในสว่ นความเหน็ ของพนกั งานอยั การทแ่ี จง้ ใหพ้ นกั งานสอบสวนจดั การเกย่ี วกบั
รถยนต์บรรทุกและบรรทุกพ่วงของกลางตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๘๕ นั้น
เป็นเพียงคำแนะนำให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ตามประมวล
กฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๘๕ วรรคท้าย ความเห็นของพนกั งานอยั การในเร่อื งดังกล่าว
ไม่ใช่คำสง่ั ไม่ฟอ้ งผู้ต้องหาท่ีผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัตกิ ารตำรวจจงั หวัดชายแดนภาคใต้ จะใช้อำนาจตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕/๑ แย้งความเห็นและคำส่ังของพนักงาน
อัยการในเร่ืองดังกล่าวได้ จึงไม่มีความเห็นแย้งที่อัยการสูงสุดต้องพิจารณาส่ังเช่นกันการท่ีพนักงาน
อัยการได้มีคำส่ังให้พนักงานสอบสวนจัดการกับรถยนต์บรรทุกและบรรทุกพ่วงของกลางตามประมวล
กฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ น้นั เหน็ วา่ รถยนต์บรรทุกและบรรทุกพว่ งของกลางเปน็
ของบรษิ ัท ร. ผใู้ หเ้ ช่าซื้อ ซง่ึ เป็นบคุ คลภายนอก มไิ ด้รเู้ หน็ เปน็ ใจดว้ ย ในการกระทำความผดิ ดังกลา่ ว
แตอ่ ยา่ งใด และเมอ่ื ทราบวา่ รถยนตบ์ รรทกุ และบรรทกุ พว่ งถกู เจา้ หนา้ ทต่ี ำรวจยดึ ไวเ้ ปน็ ของกลาง กไ็ ด้
มาขอคืนรถยนต์บรรทุกและบรรทุกพ่วงจากพนักงานพนักงานสอบสวนและให้ทนายความมีหนังสือ
บอกเลิกสัญญาเช่าซ้ือและเรียกรถยนต์บรรทุกและบรรทุกพ่วงคืนจากผู้เช่าซ้ือพร้อมเรียกค่าเสียหาย
การขอคืนรถยนต์บรรทุกและบรรทุกพ่วงของบริษัท ร. ผู้ให้เช่าซ้ือจึงมิได้เป็นไปเพ่ือประโยชน์ของ

ผูเ้ ชา่ ซอ้ื แต่อยา่ งใด จงึ ไม่เปน็ การใชส้ ิทธโิ ดยไมส่ จุ รติ ความเห็นของพนกั งานอัยการชอบแลว้


______________________________

ความรทู้ ่ีไดจ้ ากการปฏิบัติงาน

๑. “ความเหน็ แย้ง” หมายถึง ความเหน็ ในการสง่ั คดีของพนกั งานอยั การกบั ผบู้ ัญชาการตำรวจ
แหง่ ชาติหรอื ผูว้ า่ ราชการจังหวัด แล้วแต่กรณีเกิดขดั กันหรอื ไมต่ รงกัน โดยผ้บู ัญชาการตำรวจแหง่ ชาติ
หรอื ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ไมเ่ หน็ ชอบดว้ ยกบั คำสง่ั ไมฟ่ อ้ งผตู้ อ้ งหาของพนกั งานอยั การแลว้ ทำความเหน็ แยง้
และส่งสำนวนพร้อมกับความเห็นท่ีแย้งกันไปยังอัยการสูงสุด เพ่ือพิจารณาช้ีขาดตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕, ๑๔๕/๑ เม่ือพนักงานอัยการมีคำส่ังไม่ฟ้องผู้ต้องหา
ฐานฆา่ ผอู้ นื่ กบั มคี ำสงั่ ฟอ้ งผตู้ อ้ งหาฐานฆา่ ผอู้ นื่ โดยเปน็ การปอ้ งกนั ตวั เกนิ สมควรแกเ่ หตุ ซง่ึ เปน็ ความผดิ
ที่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดฐานน้ันเพียงใดก็ได้หรือจะไม่ลงโทษก็ได้
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๙ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติปฏิบัติราชการแทน

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แย้งคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวของพนักงานอัยการ จึงเป็นความเห็นแย้งที่
อัยการสงู สุดจะตอ้ งชข้ี าดตามประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕

๒. ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา

ของพนักงานอัยการ ฐานทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต

ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ ความผิดในข้อหาท่ีพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจึงเป็นคำส่ัง
เด็ดขาดไมฟ่ ้องตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๔๗ แตใ่ นสว่ นทไี่ ม่เหน็ ด้วยกบั
คำสง่ั ของพนกั งานอยั การทแี่ จง้ ใหพ้ นกั งานสอบสวนจดั การกบั รถยนตบ์ รรทกุ และบรรทกุ พว่ งของกลาง
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ ไม่เป็นความเห็นแย้งท่ีอัยการสูงสุดจะต้อง

อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
11

พิจารณาข้ีขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕/๑ เพราะความเห็น

ของพนักงานอัยการท่ีแจ้งให้พนักงานสอบสวนจัดการเกี่ยวกับของกลาง นั้น เป็นเพียงคำแนะนำให้
พนกั งานสอบสวนดำเนนิ การตามอำนาจหนา้ ทท่ี ก่ี ำหนดไวต้ ามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา
มาตรา ๘๕ วรรคท้าย ไม่ใช่คำส่ังไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดน
ภาคใต้จะใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕/๑ แย้งความเห็นและ
คำสัง่ ของพนกั งานอยั การในเรื่องดังกล่าวได้ จึงไมม่ ีความเหน็ แยง้ ทอี่ ยั การสงู สดุ ตอ้ งพิจารณา



คณะทำงานการจดั การความรู้คณะท่ี ๔


สำนกั งานช้ีขาดคดอี ัยการสูงสดุ






12 การจดั การความรู้ (KM)

คำพพิ ากษาศาลฎกี า

14 คำพพิ ากษาศาลฎกี า

คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๓๔๓๒/๒๕๕๗

ป.ว.ิ อ. การสอบสวนผตู้ อ้ งหาทเี่ ปน็ เดก็ อายไุ มเ่ กนิ สบิ แปดปี (มาตรา ๑๓๓ ทว,ิ ๑๓๔/๒, ๑๓๔/๔, ๒๒๖)

แมไ้ มป่ รากฏวา่ พนกั งานสอบสวนไดจ้ ดั ใหม้ นี กั จติ วทิ ยาหรอื นกั สงั คมสงเคราะหร์ ว่ มอยใู่ นการ
ถามคำให้การจำเลย ถ้อยคำใด ๆ ท่ีจำเลยให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก็สามารถรับฟังเป็น

พยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๓๔/๔ วรรคทา้ ย เพราะความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไมไ่ ด้รบั อนญุ าตจากเจา้ พนกั งาน
อันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรน้ัน เป็นกรณีความผิดอื่นซ่ึงกฎหมายมิได้บังคับว่า


พนักงานสอบสวนต้องจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมการ
สอบปากคำผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบ
มาตรา ๑๓๓ ทวิ แต่อย่างใด ประกอบกับผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กไม่ได้ต้องการให้บุคคลดังกล่าว


เขา้ รว่ มในการสอบปากคำ ขอ้ เทจ็ จรงิ ประกอบคำรบั สารภาพของจำเลยทใี่ หไ้ วต้ อ่ พนกั งานสอบสวน
ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.๕ จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ และเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิด


ของจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖ แล้ว ศาลจึงนำ


คำรับสารภาพในช้ันสอบสวนของจำเลยดังกล่าวมาฟังประกอบพยานหลักฐานอ่ืนของโจทก์เพื่อ
ลงโทษจำเลยได้

{
_______________________________________


โจทก์

ระหว่าง
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจงั หวัดสงขลา
นาย น. จำเลย


โจทก์ฟ้องวา่ เมื่อวันท่ี ๑๘ กันยายน ๒๕๕๔ เวลากลางคนื กอ่ นเทยี่ ง จำเลยใชร้ ถจกั รยานยนต์
หมายเลขทะเบยี น งงล สงขลา ๕๖๓ เปน็ ยานพาหนะในการกระทำความผดิ กลา่ วคอื จำเลยรว่ มแขง่ รถ
ขบั แขง่ ขนั ความเรว็ กบั พวกของจำเลยอกี หลายคนทยี่ งั ไมไ่ ดต้ วั มาฟอ้ ง ซง่ึ ตา่ งขบั รถจกั รยานยนตห์ ลายคนั
ด้วยความเร็วสูงตามถนนปละท่าไปแยกพระพุทธแล้วเลี้ยวเข้าถนนราชดำเนิน โดยไม่ได้รับใบอนุญาต
จากเจ้าพนักงานจราจร อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก
พ.ศ. ๒๕๒๒มาตรา ๔, ๑๓๔, ๑๖๐ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๓ ริบรถจักรยานยนต์
หมายเลขทะเบยี น งงล สงขลา ๕๖๓ และพกั ใชห้ รอื เพิกถอนใบอนญุ าตขับรถ ฉบับท่ี ๕๓๐๑๔๑๒๑
ของจำเลย

จำเลยใหก้ ารปฏเิ สธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก

พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๓๔ วรรคหน่ึง, ๑๖๐ ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓

ขณะกระทำผดิ จำเลยอายุ ๑๗ ปเี ศษ ลดมาตราสว่ นโทษใหก้ งึ่ หนง่ึ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕
จำคุก ๔๐ วัน และปรับ ๕,๐๐๐ บาท อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ และ


อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
15

พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓
มาตรา ๑๔๔ ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด ๒ ปี และคุมความประพฤติจำเลย

ริบรถจักรยานยนต์เลขทะเบียน งงล สงขลา ๕๖๓ ของกลาง และพักใช้ใบอนุญาตขับรถ

ฉบับท่ี ๕๓๐๑๔๑๒๑ ของจำเลย มกี ำหนด ๖ เดอื น

จำเลยอุทธรณ ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

คืนรถจกั รยานยนตข์ องกลางแก่เจา้ ของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่าแม้คดีจะ

ไมป่ รากฏวา่ พนกั งานสอบสวนไดจ้ ดั ใหม้ นี กั จติ วทิ ยาหรอื นกั สงั คมสงเคราะหร์ ว่ มอยใู่ นการถามคำใหก้ าร
จำเลยถ้อยคำใด ๆ ท่จี ำเลยให้ไว้ตอ่ พนักงานสอบสวนกส็ ามารถรับฟงั เปน็ พยานหลกั ฐานในการพิสูจน์
ความผิดของจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๔ วรรคท้าย
เพราะความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานอันเป็นความผิดต่อพระราช
บัญญัติจราจรนั้น เป็นกรณีความผิดอื่นซึ่งกฎหมายมิได้บังคับว่าพนักงานสอบสวนต้องจัดให้ม

นกั จติ วทิ ยาหรอื นกั สงั คมสงเคราะหแ์ ละพนกั งานอยั การเขา้ รว่ มการสอบปากคำโดยปรากฏตามคำเบกิ ความ
ของว่าที่พันตำรวจตรี ว. ที่ยืนยันว่าได้สอบถามจำเลยแล้ว จำเลยบอกว่าไม่ต้องการทนายความ

ไม่ต้องการนักสังคมสงเคราะห์ พนักงานอัยการ และไม่ต้องการญาติเข้าร่วมรับฟังการสอบสวนจำเลย
จงึ ไดใ้ หน้ าย อ. ซง่ึ เปน็ ทนายความเขา้ รว่ มฟงั การสอบสวนในชนั้ ฟงั การสอบสวนจำเลยใหก้ ารรบั สารภาพ
ตลอดขอ้ กลา่ วหา พนกั งานสอบสวนไมไ่ ดข้ เู่ ขญ็ บงั คบั ใหค้ ำมน่ั สญั ญา หรอื หลอกลวงจำเลยแตอ่ ยา่ งใด
โดยนอกจากคำรับสารภาพแล้วจำเลยยังให้ข้อเท็จจริงว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยได้ขับรถมาท่ีถนน
ราชดำเนนิ พบวา่ มกี ลมุ่ วยั รนุ่ กำลงั ขบั รถจกั รยานยนตแ์ ขง่ ขนั ความเรว็ กนั อยู่ จำเลยจงึ ไดร้ ว่ มแขง่ ขนั ดว้ ย
หลังจากแข่งขันและปรากฏว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจมาทำการจับกุม ซ่ึงสอดคล้องกับคำให้การ

ของจำเลยในบันทึกคำให้การขั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.๕ ท่ีระบุว่าพนักงานสอบสวนได้ถามจำเลย
แล้วว่าท่านต้องการให้พนักงานสอบสวนจัดให้ท่านให้การต่อหน้าพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์
หรือนักจิตวิทยาหรือผู้ที่ท่านไว้วางใจหรือไม่ ซ่ึงระบุว่าจำเลยตอบว่าไม่ต้องการ ข้อเท็จจริงประกอบ

คำรบั สารภาพของจำเลยทใ่ี หไ้ วต้ อ่ พนกั งานสอบสวนตามบนั ทกึ คำใหก้ ารเอกสารหมาย จ.๕ จงึ ชอบดว้ ย
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ และเป็น

พยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๒๒๖ แล้ว ศาลจึงนำคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวมาฟังประกอบ

พยานหลักฐานอ่ืนของโจทก์เพ่ือลงโทษจำเลยได้ พยานหลักฐานท่ีโจทก์นำสืบมาประกอบกันมีน้ำหนัก

รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น พยานหลักฐาน
ของจำเลยซ่ึงมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลยท่ีขัดต่อเหตุผลไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐาน
ของโจทกไ์ ด้ ทศี่ าลอทุ ธรณภ์ าค ๙ พพิ ากษายกฟอ้ งมานน้ั ศาลฎกี าไมเ่ หน็ พอ้ งดว้ ยฎกี าของโจทกฟ์ งั ขน้ึ

พพิ ากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชนั้ ตน้ .



สำนกั งานอัยการพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศ

สำนกั งานวิชาการ




16 คำพพิ ากษาศาลฎกี า

หมายเหต

ในอดตี การถามปากคำเดก็ อายุไม่เกินสบิ แปดปีในฐานะเป็นผู้เสยี หายหรือพยานในช้นั สอบสวน

มีหลักเกณฑ์การปฏิบัติไว้เช่นเดียวกับกรณีของผู้ใหญ่ ซึ่งในบางกรณีของการถามปากคำเด็กน้ัน

พนักงานสอบสวนมิได้คำนึงถึงสภาพร่างกาย จิตใจของเด็กที่อ่อนแอเท่าท่ีควร และมีการใช้ภาษากับ
เด็กที่ไม่เหมาะสม อันมีผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กและส่งผลให้การถามปากคำน้ันคลาดเคล่ือน
จึงได้มีการบัญญัติเรื่องการถามปากคำเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีในฐานะเป็นผู้เสียหายหรือพยานในชั้น
สอบสวนโดยให้มีสหวิชาชีพเข้าร่วมในการถามปากคำไว้เป็นคร้ังแรกในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทว๑ิ เพ่มิ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั ิแกไ้ ขเพมิ่ เติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา (ฉบบั ท่ี ๒๐) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๕ รวมถงึ ไดม้ กี ารนำหลกั การในการถามปากคำเดก็ ดงั กลา่ ว
มาใช้บังคับกับการสอบสวนผู้ต้องหาท่ีเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีโดยอนุโลมด้วย และได้บัญญัติไว้ใน
มาตรา ๑๓๔ ตรี ๒

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

ความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓๔ ตรี แต่ยังคงให้นำหลักการ

ในการถามปากคำเดก็ อายไุ มเ่ กนิ สบิ แปดปใี นฐานะเปน็ ผเู้ สยี หาย หรอื พยานตามมาตรา ๑๓๓ ทวิ ดงั กลา่ ว

มาใช้บังคับกับการสอบสวนผู้ต้องหาท่ีเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีโดยอนุโลม และได้บัญญัติไว้ใหม่

ในมาตรา ๑๓๔/๒๓ รวมท้ังได้กำหนดหลักการลงโทษพยานหลักฐานในส่วนที่เป็นถ้อยคำของผู้ต้องหา
ซ่ึงพนักงานสอบสวนได้มาโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๓๔/๒ ไว้ว่า จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์
ความผิดของผู้ต้องหาน้ันไม่ได้ ดังปรากฏอยู่ในมาตรา ๑๓๔/๔ วรรคสาม โดยข้อห้ามการรับฟัง

พยานหลักฐานน้ี ยังห้ามรับฟังรวมไปถงึ ถอ้ ยคำของผู้ตอ้ งหาในคดที ีม่ อี ตั ราโทษประหารชวี ติ หรอื ในคดี

๑ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา (ฉบบั ท่ี ๒๐) พ.ศ.๒๕๔๒

“ในคดีท่ีมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สามปีข้ึนไป หรือในคดีที่มีอัตราโทษอย่างสูงตั้งแต่สามปีขึ้นไป หรือในคดีที่มีอัตราโทษ

จำคกุ อยา่ งสงู ไมถ่ งึ สามปแี ละผเู้ สยี หายหรอื พยานซงึ่ เปน็ เดก็ รอ้ งขอหรอื ในคดที ำรา้ ยรา่ งกายเดก็ อายไุ มเ่ กนิ สบิ แปดปี การถามปากคำเดก็
ไว้ในฐานะเป็นผู้เสียหายหรือพยาน ให้แยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานท่ีที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยา หรือ

นกั สังคมสงเคราะห์ บุคคลทเ่ี ด็กรอ้ งขอ และพนกั งานอยั การเข้าร่วมในการถามปากคำนัน้ ด้วย

ให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องแจ้งให้นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลท่ีเด็กร้องขอและพนักงานอัยการ
ทราบ

นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ หรือพนักงานอัยการท่ีเข้าร่วมในการถามปากคำอาจถูกผู้เสียหายหรือพยานซ่ึงเป็นเด็ก

ตั้งรังเกียจได้ หากมีกรณีดังกล่าวให้เปลย่ี นตัวผ้นู ัน้

ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๑๓๙ การถามปากคำเด็กตามวรรคหน่ึง ให้พนักงานสอบสวนจัดให้มีการบันทึกภาพและเสียงการถาม
ปากคำดงั กลา่ วซึง่ สามารถนำออกถา่ ยทอดได้อยา่ งตอ่ เนอื่ งไวเ้ ปน็ พยาน

ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนอย่างย่ิงซึ่งมีเหตุอันควรไม่อาจรอนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลท่ีเด็กร้องขอ และ

พนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำพร้อมกันได้ ให้พนักงานสอบสวนถามปากคำเด็กโดยมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งตามวรรคหนึ่ง

อยู่ร่วมด้วยก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุท่ีไม่อาจรอบุคคลอ่ืนไว้ในสำนวนการสอบสวน และมิให้ถือว่าการถามปากคำผู้เสียหายหรือ

พยานซ่งึ เปน็ เด็กในกรณดี ังกล่าวทไ่ี ด้กระทำไปแลว้ ไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย”

๒ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา (ฉบบั ที่ ๒๐) พ.ศ.๒๕๔๒

“ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๓๓ ทวิ มาใช้บังคับโดยอนโุ ลมแกก่ ารสอบสวนผูต้ อ้ งหาอายุไม่เกนิ สบิ แปดป”ี

๓ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย

วิธพี ิจารณาความอาญา (ฉบับท่ี ๒๒) พ.ศ.๒๕๔๗ “ให้นำบทบัญญัตใิ นมาตรา ๑๓๓ ทวิ และมาตรา ๑๓๓ ตรี มาใช้บงั คับโดยอนโุ ลม

แก่การสอบสวนผูต้ อ้ งหาอายุไม่เกินสิบแปดปี”






อัยการนเิ ทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
17

ที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันท่ีแจ้งข้อหาซึ่งพนักงานสอบสวนได้ถ้อยคำดังกล่าวมาโดยไม่ได้
จัดหาทนายความเข้าร่วมฟังการสอบสวนตามมาตรา ๑๓๔/๑ ด้วย ซึ่งหลักการลงโทษพยานหลักฐาน
ทีไ่ ด้มาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายดงั กลา่ วนัน้ ยงั คงนำมาใช้อยู่จนถึงปัจจบุ นั

ดังปรากฏให้เห็นอยู่ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๖๖๒๘/๒๕๕๕ หน้าที่ ๑๔ บรรทัดท่ี ๑๑ -
หนา้ ที่ ๑๕ บรรทดั ท่ี ๓ วินจิ ฉัยว่า “...การสอบสวนผู้ตอ้ งหาซงึ่ เปน็ เด็กอายไุ ม่เกินสิบแปดปโี ดยฝา่ ฝืน
ต่อมาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ ย่อมมีผลตามมาตรา ๑๓๔/๔ วรรคสาม ท่ีบัญญัติว่า
ถ้อยคำใด ๆ ท่ีผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนดำเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๒ จะรับฟัง

เปน็ พยานหลกั ฐานในการพสิ จู นค์ วามผดิ ของผนู้ นั้ ไมไ่ ด้ โดยไมถ่ งึ กบั จะทำใหก้ ารสอบสวนเสยี ไปทง้ั หมด
และถือเท่ากับไม่มีการสอบสวนในความผิด อันจะทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๒๐ ดังท่ีศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วินิจฉัยไม่...” คำพิพากษา

ศาลฎีกาท่ี ๙๓๔๕/๒๕๕๘ หน้าท่ี ๒๒ บรรทัดที่ ๗ - บรรทัดท่ี ๑๔ วินิจฉัยว่า “...แม้ในคำให้การ

ชั้นสอบสวนของจำเลยที่ ๒ เอกสารหมาย จ.๕๖ ดังกล่าวจะไม่ปรากฏว่ามีทนายความลงช่ือร่วมฟัง

การสอบสวนไว้ด้วยก็ตาม แต่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา ๑๓๔/๔ วรรคสาม จะกำหนดไว้ว่าถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ก่อนท่ีจะดำเนินการ

ตามมาตรา ๑๓๔/๑ ในเรอื่ งการสอบถามและจดั หาทนายความใหแ้ กผ่ ตู้ อ้ งหากจ็ ะรบั ฟงั เปน็ พยานหลกั ฐาน
ในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหานั้นไม่ได้เท่าน้ัน แต่หาได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดๆ ที่ห้ามมิให้
นำคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาในลักษณะดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิด
ของบุคคลอ่นื หรอื จำเลยอ่ืนในคดแี ตป่ ระการใดทงั้ ส้นิ ...”

ในส่วนของการกำหนดให้มีสหวิชาชีพเข้าร่วมในการถามปากคำเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี

ในฐานะผู้เสียหาย หรือพยาน หรือการสอบสวนผู้ต้องหาท่ีเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีน้ัน เนื่องจาก
มาตรา ๑๓๓ ทวิ ซึ่งได้มีการบัญญัติเพ่ิมเติมข้ึนไว้เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ มิได้มีการจำกัด
ประเภทคดีไว้ จึงทำให้ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงต้ังแต่สามปีขึ้นไปทุกคดีจะต้องมี

นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลท่ีเด็กร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการ

ถามปากคำหรือการสอบสวนนั้นด้วย ส่งผลให้การดำเนินคดีบางประเภทเป็นไปด้วยความล่าช้า

จนกระทั่งต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ จึงได้มีการออกพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมาย

วิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับท่ี ๒๖) พ.ศ. ๒๕๕๐ แก้ไขเพ่ิมเติมมาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหน่ึงและ

วรรคสอง๔ โดยได้ระบุแยกเป็นประเภทคดีท่ีต้องให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลท่ีเด็ก

๔ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหน่ึงและวรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ.๒๕๕๐


“ในความผิดเก่ียวกับเพศ ความผิดเก่ียวกับชีวิตร่างกายอันมิใช่ความผิดที่เกิดจาการชุลมุนต่อสู้ ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ

ความผิดฐานกรรโชก ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม
การค้าประเวณี ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก ความผิดตามกฎหมาย

สถานบริการ หรือคดีความผิดอ่ืนที่มีอัตราโทษจำคุก ซ่ึงผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีร้องขอ การถามปากคำ

ผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ให้พนักงานสอบสวนแยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ท่ีเหมาะสมสำหรับเด็กและ
ใหม้ ีนักจิตวทิ ยา หรือนักสงั คมสงเคราะห์ บคุ คลท่ีเด็กรอ้ งขอ และพนักงานอัยการรว่ มอย่ดู ว้ ยในการถามปากคำเดก็ นัน้ และในกรณที ่ี
นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เห็นว่าการถามปากคำเด็กคนใดหรือคำถามใด อาจจะมีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็ก

อย่างรุนแรง ให้พนักงานสอบสวนถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เป็นการเฉพาะตามประเด็นคำถามของ

พนกั งานสอบสวน โดยมใิ หเ้ ดก็ ได้ยนิ คำถามของพนักงานสอบสวนและห้ามมิใหถ้ ามเดก็ ซำ้ ซ้อนหลายครง้ั โดยไมม่ เี หตุอนั สมควร


ให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องแจ้งให้นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการ
ทราบ รวมท้ังแจ้งใหผ้ ู้เสียหายหรอื พยานท่เี ป็นเดก็ ทราบถงึ สทิ ธิตามวรรคหน่ึงด้วย”








18 คำพิพากษาศาลฎกี า

รอ้ งขอ และพนักงานอยั การ เขา้ ร่วมในการถามปากคำเด็กไว้ โดยหลกั การใหม่ในมาตรา ๑๓๓ ทวิ น้ี
ยังคงให้นำมาใช้บังคับกับการสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีตามมาตรา ๑๓๔/๒

โดยอนุโลมเชน่ เดมิ ๕

การวินิจฉัยกฎหมายในเรื่องการสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีโดยมี

สหวิชาชพี เข้าร่วมอยดู่ ้วยนนั้ เคยมคี ำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๐๖๐/๒๕๕๔ ซ่ึงเปน็ คดีท่พี นักงานอยั การ
เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องจำเลยกับพวกซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีในความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูง
ไม่ถึงสามปี ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓(๔) (๕) (๘), ๑๓๔, ๑๔๘,
๑๕๗, ๑๖๐ วรรคสาม, ๑๖๐ ทวิ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๒, ๖๔ และ

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๓๘ และเป็นคดีท่ีอัยการสูงสุดได้รับรองให้โจทก์ฎีกาในข้อกฎหมาย
เร่อื งการสอบสวนผ้ตู ้องหาท่ีเปน็ เด็กอายุไม่เกินสบิ แปดป ี ซ่งึ ศาลฎกี าได้วินจิ ฉยั ตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ ประกอบมาตรา ๑๓๔ ตรี ที่เพิ่มเติมเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒๖

อันเป็นกฎหมายท่ีมีการสอบสวนในขณะนั้น โดยวินิจฉัยไว้ได้ความว่าการสอบสวนผู้ต้องหาอายุไม่เกิน
สิบแปดปีที่ต้องมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำ
ตามมาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๓๔ ตรี มีสามประเภท ได้แก่ คดีท่ีมีอัตราโทษ

จำคุกอย่างสูงต้ังแต่สามปีขึ้นไป หรือคดีท่ีมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่ถึงสามปีซ่ึงผู้ต้องหาที่เป็นเด็ก
ร้องขอ หรือคดีทำร้ายร่างกายเด็กอายุไม่เกินสิบแปดป ี คดีนี้มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่ถึงสามปี

เม่ือไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาร้องขอพนักงานสอบสวนให้มีบุคคลดังกล่าวเข้าร่วมในการถามปากคำ

การสอบสวนของพนกั งานสอบสวนจงึ ชอบด้วยบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ วแล้ว

จากคำวินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นหลักการว่าศาลฎีกาได้นำมาตรา ๑๓๓ ทวิ มาปรับใช้กับ

การสอบสวนผู้ต้องหาท่ีเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี โดยอนุโลมให้บังคับใช้ท้ังลักษณะของประเภท
คดีและวิธีการในการสอบสวน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของสำนักงานอัยการสูงสุดท่ีได้เคยซักซ้อม
ความเข้าใจไปยังพนักงานอยั การท่วั ประเทศเมือ่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ เกี่ยวกบั การสอบสวนผูต้ อ้ งหาทมี่ อี ายุ
ไม่เกินสิบแปดปีในคดีท่ีมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่ถึงสามปีไว้ว่า “...การสอบสวนผู้ต้องหาที่มีอาย

ไม่เกินสิบแปดปีในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่ถึงสามปี และผู้ต้องหาซ่ึงเป็นเด็กมิได้ร้องขอ

พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจหน้าท่ีในการเข้าร่วมสอบสวน และพนักงานสอบสวนไม่ต้องจัดให

สหวิชาชีพต่าง ๆ เข้าร่วมสอบสวน พนักงานอัยการพึงรับสำนวนการสอบสวนสวนในกรณีข้างต้นไว้
พจิ ารณาตามอำนาจหน้าทต่ี อ่ ไป”๗

แต่ต่อมาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๑๖๖๒๘/๒๕๕๕ ซึ่งวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธี

ความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ ประกอบมาตรา ๑๓๔/๒ ที่แก้ไขเพ่ิมเติมเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๐๘ โดยได้

๕ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๒ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั แิ กไ้ ขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความ
อาญา (ฉบบั ที่ ๒๖) พ.ศ.๒๕๕๐


“ใหน้ ำบทบญั ญตั ใิ นมาตรา ๑๓๓ ทวิ มาใชบ้ งั คบั โดยอนโุ ลมแกก่ ารสอบสวนผตู้ อ้ งหาทเี่ ปน็ เดก็ อายไุ มเ่ กนิ สบิ แปดป”ี

๖ เหมอื นเชงิ อรรถท่ี ๑ และท่ี ๒

๗ หนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ที่ อส (สฝปผ.)๐๐๑๘/ว ๒๑๐ ลงวนั ที่ ๑๕ มถิ นุ ายน ๒๕๔๙

๘ เหมอื นเชงิ อรรถท่ี ๔ และท่ี ๕


อัยการนิเทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
19

วินิจฉัยไว้ในหน้าที่ ๑๔ บรรทัดที่ ๖ - บรรทัดท่ี ๑๑ ทำนองว่า พนักงานสอบสวนต้องจัดให้ม

นกั จติ วทิ ยา หรอื นกั สงั คมสงเคราะห์ บคุ คลทเ่ี ดก็ รอ้ งขอ และพนกั งานอยั การรว่ มอยดู่ ว้ ยในการถามปากคำ

ผตู้ อ้ งหาซง่ึ เปน็ เดก็ อายไุ มเ่ กนิ สบิ แปดปี ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๒
เพราะพนกั งานสอบสวนอยใู่ นบงั คบั ตอ้ งนำมาตรา ๑๓๓ ทวิ มาใชบ้ งั คบั แกก่ ารสอบสวนผตู้ อ้ งหาทเ่ี ปน็ เดก็
อายุไม่เกินสิบแปดปไี ม่ว่าจะเป็นคดีประเภทใดก็ตามอันเป็นการวินิจฉัยท่ีตรงกันข้ามกับหลักการใน

คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๗๐๖๐/๒๕๕๔ และเป็นการวินิจฉัยที่กว้างไปกว่าถ้อยคำท่ีได้บัญญัติไว้ใน
มาตรา ๑๓๓ ทวิ เน่อื งจากมาตรา ๑๓๓ ทวิท่มี ีการแก้ไขเพ่ิมเตมิ เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ นน้ั ไม่ได้กำหนด
ให้พนักงานสอบสวนต้องใช้วิธีการพิเศษในการถามปากคำเด็กไว้ทุกประเภทคดี แต่ได้จำกัดไว้เฉพาะ
บางประเภทคดเี ทา่ นน้ั ทมี่ คี วามจำเปน็ ตอ้ งใชว้ ธิ กี ารพเิ ศษในการถามปากคำ เชน่ คดคี วามผดิ เกยี่ วกบั เพศ
ความผดิ เกย่ี วกบั ชวี ติ และรา่ งกายอนั มใิ ชค่ วามผดิ ทเ่ี กดิ จาการชลุ มนุ ตอ่ สู้ ความผดิ เกย่ี วกบั เสรภี าพ เปน็ ตน้

นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลในการออกกฎหมายท่ีแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๓๓ ทวิ และ
๑๓๔/๒ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๐ แล้ว๙ ยิ่งทำให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายของการออกกฎหมายได้ชัดเจนว่า

ไม่ต้องการให้มีการถามปากคำเด็กในฐานะผู้เสียหายหรือพยาน หรือสอบสวนผู้ต้องหาท่ีเป็นเด็ก

ทุกประเภทคดี เพราะจะทำให้การดำเนินคดีบางประเภทเป็นไปด้วยความล่าช้าโดยไม่จำเป็น

และส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ดังน้ัน การอนุโลมให้นำบทบัญญัต

ในมาตรา ๑๓๓ ทวิ มาใช้บังคับกับการสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีตาม

มาตรา ๑๓๔/๒ จงึ ตอ้ งอนโุ ลมจำกดั ใชเ้ พยี งบางประเภทคดที ไี่ ดบ้ ญั ญตั ไิ วใ้ นมาตรา ๑๓๓ ทวิ เทา่ นนั้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการขัดกันของคำพิพากษาศาลฎีกาท้ังสองฉบับดังกล่าว

คงเป็นที่ยุติได้จากคำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๓๔๓๒/๒๕๕๗ ที่ได้หมายเหตุนี้ ซ่ึงวินิจฉัยในทำนองว่า

หากกรณีเป็นความผิดท่ีกฎหมายมิได้บังคับว่าพนักงานสอบสวนต้องจัดให้มีนักจิตวิทยา

หรือนักสังคมสงเคราะห์ และพนักงานอัยการเข้าร่วมการสอบปากคำผู้ต้องหา หรือเป็นความผิด

ที่ผู้ต้องหาซ่ึงเป็นเด็กไม่ได้ร้องขอให้บุคคลดังกล่าวเข้าร่วมในการสอบปากคำ พนักงานสอบสวน

ไมจ่ ำตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบ มาตรา ๑๓๓ ทวิ
แต่อย่างใด อันสอดคล้องกับหลักการนัยคำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๗๐๖๐/๒๕๕๔ และแนวทางของ
สำนักงานอัยการสูงสุด และตรงตามเจตนารมณ์ของการแก้ไขเพ่ิมเติมกฎหมายการสอบสวนผู้ต้องหา

ที่เป็นเดก็ อายุไมเ่ กนิ สิบแปดป ี



อาคม เจตะผลิน


๙ หมายเหตทุ า้ ย พระราชบญั ญตั แิ กไ้ ขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา (ฉบบั ท่ี ๒๖) พ.ศ.๒๕๕๐

“เหตผุ ลในการประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ฉิ บบั นี้ คอื เนอ่ื งดว้ ยประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญาไดก้ ำหนดวธิ ปี ฏบิ ตั ใิ นการถาม

ปากคำ การสบื พยาน และการชตี้ วั ผตู้ อ้ งหาของผเู้ สยี หายหรอื พยานทเ่ี ปน็ เดก็ อายไุ มเ่ กนิ สบิ แปดปี รวมถงึ การสอบสวนผตู้ อ้ งหาทเ่ี ปน็ เดก็ อายุ
ไมเ่ กนิ สบิ แปดปี ตอ้ งมนี กั จติ วทิ ยาหรอื นกั สงั คมสงเคราะห์ บคุ คลทเี่ ดก็ รอ้ งขอ และพนกั งานอยั การอยรู่ ว่ มดว้ ย โดยมงุ่ หมายมใิ หเ้ ดก็ ไดร้ บั ผล
กระทบทง้ั ทางรา่ งกายและสภาวะทางจติ ใจจากกระบวนการยตุ ธิ รรม แตเ่ นอ่ื งจากการทมี่ ไิ ดจ้ ำกดั ประเภทคดซี ง่ึ มคี วามจำเปน็ ตอ้ งใชว้ ธิ กี าร
พเิ ศษอยา่ งแทจ้ รงิ ไว้ จงึ ทำใหก้ ารดำเนนิ คดบี างประเภทเปน็ ไปดว้ ยความลา่ ชา้ โดยไมจ่ ำเปน็ ประกอบกบั การถามปากคำมคี วามซำ้ ซอ้ นในแตล่ ะ
ขน้ั ตอน ทำใหผ้ เู้ สยี หายหรอื พยานทเี่ ปน็ เดก็ ไดร้ บั ผลกระทบจากกระบวนการยตุ ธิ รรมเกนิ สมควร ดงั นน้ั เพอื่ ใหก้ ารใชบ้ งั คบั กฎหมายเปน็ ไป
อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ จงึ จำเปน็ ตอ้ งตราพระราชบญั ญตั นิ ”้ี




20 คำพพิ ากษาศาลฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๗๗๓๕/๒๕๕๗

ป.วิ.อ. การอ่านและอธบิ ายฟ้องใหจ้ ำเลยฟัง (มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง)

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและ

ในเคหสถานหรือรับของโจรฐานใดฐานหนึ่ง เมื่อศาลช้ันต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว
จำเลยใหก้ ารรบั สารภาพตามฟอ้ ง ศาลชนั้ ตน้ กต็ อ้ งสอบถามจำเลยใหช้ ดั เจนวา่ จะใหก้ ารรบั สารภาพ


ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและในเคหสถานหรือข้อหารับของโจร แล้วจึงพิพากษา
ลงโทษจำเลยในขอ้ หาท่ีจำเลยใหก้ ารรับสารภาพดังกล่าว แต่ศาลช้นั ต้นมิไดส้ อบถามคำใหก้ ารของ
จำเลยให้ชัดเจน กลับพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและ
ในเคหสถานโดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาดังกล่าว จึงเป็นการดำเนิน
กระบวนพิจารณาทีไ่ มช่ อบ

{
_____________________________


โจทก


พนกั งานอัยการจงั หวดั นครปฐม จำเลย

ระหวา่ ง
นายวีรภทั ร สร้อยสวุ รรณ ์




โจทกฟ์ อ้ งว่า เมื่อวนั ท่ี ๖ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๖ เวลากลางคนื กอ่ นเทยี่ ง มคี นร้ายหลายคนร่วมกัน
บุกรุกเข้าไปในบา้ นอนั เป็นเคหสถานทอ่ี ยู่อาศัยของนางสาว ส. ผู้เสียหาย แลว้ ลกั เอาโทรศัพท์เคล่ือนท่ี
๑ เครอ่ื ง ราคา ๒,๐๐๐ บาท ซพี ยี ู เครอื่ งบนั ทกึ ความจำของคอมพวิ เตอร์ ๑ เครอ่ื ง ราคา ๕,๐๐๐ บาท
แอรก์ าร์ดทรู ๑ อัน ราคา ๑,๐๐๐ บาท และเอ็กซเ์ ทอรน์ อลหนว่ ยความจำ ๑ ตัว ราคา ๒,๐๐๐ บาท
รวมราคาทรพั ย์ ๑๐,๐๐๐ บาท ของผเู้ สยี หายทเ่ี กบ็ รกั ษาไวใ้ นเคหสถานดงั กลา่ วไปโดยทจุ รติ เหตเุ กดิ ท่ี
ตำบลนราภิรมย์ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ต่อมาวันท่ี ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ เจ้าพนักงาน

ยึดโทรศัพท์เคล่ือนท่ีของผู้เสียหายซึ่งอยู่ในความครอบครองของนาย พ. และยึดซีพียู เครื่องบันทึก
ความจำของคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหาย ขณะอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นซึ่งจำเลยนำไปขาย
เปน็ ของกลาง ทัง้ นี้ จำเลยเป็นคนรา้ ยรว่ มกบั พวกบุกรุกเข้าไปลกั ทรัพย์ของผู้เสยี หาย หรือหลังเกดิ เหตุ
ลักทรัพย์แล้วถึงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ติดต่อกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยร่วมกันช่วย
ซอ่ นเรน้ ช่วยจำหน่วย ช่วยพาเอาไปเสีย ซอ้ื รับจำนำ หรือรบั ไวโ้ ดยประการใดซ่ึงทรพั ยข์ องผเู้ สียหาย
ที่ถูกลักไปโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เหตุรับของโจรเกิดท่ีตำบล
นราภริ มย์ อำเภอบางเลน และตำบลวัดละมุด อำเภอนครชยั ศรี จังหวดั นครปฐม เก่ยี วพันกนั ขอให้
ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๓๕, ๓๕๗ และใหจ้ ำเลยคืนหรอื ใช้ราคาทรพั ย์ทีย่ ัง
ไม่ไดค้ ืน ๒ รายการ เปน็ เงิน ๓,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยใหก้ ารรับสารภาพตามฟ้อง


อัยการนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
21

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๓๓๕ (๑) (๗) (๘) วรรคสอง ประกอบมาตรา ๘๓ จำคุก ๔ ปี จำเลยใหก้ ารรบั สารภาพเปน็ ประโยชน์
แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหน่ึงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘

คงจำคกุ ๒ ปี ใหจ้ ำเลยคนื หรอื ใชร้ าคาทรพั ยท์ ยี่ งั ไมไ่ ดค้ นื ๒ รายการ เปน็ เงนิ ๓,๐๐๐ บาท แกผ่ เู้ สยี หาย
ข้อหาอื่นใหย้ ก

จำเลยอุทธรณ

ศาลอุทธรณภ์ าค ๗ พพิ ากษากลับ ใหย้ กฟ้อง

โจทก์ฎกี า

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อโจทก์หรือทนายโจทก์และจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และ
ศาลเช่ือว่าเป็นจำเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่

จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ก็ให้ศาลจดรายงานไว้
และดำเนินการพิจารณาต่อไป ดังน้ี ศาลช้ันต้นจึงมีหน้าท่ีอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและถามว่า
จำเลยกระทำความผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย

ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและในเคหสถานหรือรับของโจรฐานใดฐานหน่ึง

เมอ่ื ศาลชน้ั ตน้ อา่ นและอธบิ ายฟอ้ งใหจ้ ำเลยฟงั แลว้ จำเลยใหก้ ารรบั สารภาพตามฟอ้ ง ศาลชน้ั ตน้ กต็ อ้ ง
สอบถามจำเลยให้ชัดเจนว่าจะให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและ

ในเคหสถานหรอื ขอ้ หารบั ของโจร แลว้ จงึ พพิ ากษาลงโทษจำเลยในขอ้ หาทจ่ี ำเลยใหก้ ารรบั สารภาพดงั กลา่ ว
แต่ศาลช้ันต้นมิได้สอบถามคำให้การของจำเลยให้ชัดเจน กลับพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐาน
ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและในเคหสถานโดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจำเลยให้การรับสารภาพ

ในข้อหาดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาท่ีไม่ชอบและมีผลให้กระบวนพิจารณาต่อไป
ตลอดจนคำพพิ ากษาศาลช้ันตน้ และศาลอทุ ธรณ์ภาค ๗ ไม่ชอบดว้ ย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ให้ศาลช้ันต้นดำเนินกระบวน
พิจารณาต้ังแตส่ อบคำใหก้ ารจำเลยใหม่ แลว้ พิพากษาใหมต่ ามรปู คด.ี



สำนักงานอยั การพิเศษฝา่ ยสารสนเทศ

สำนักงานวชิ าการ

หมายเหต

เหตุท่ีพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องศาลขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร
เนื่องมาจากภายหลงั เกิดเหตุลักทรพั ยแ์ ล้ว เจ้าพนกั งานตำรวจได้พบทรพั ย์ของผเู้ สียหายท่ถี กู ลกั ทรัพย์
เอาไปอยู่กับจำเลยหรืออยู่กับบุคคลอื่นแต่บุคคลนั้นให้การว่าจำเลยเป็นผู้นำมาส่งมอบให้ เช่น

ผู้รับจำนำให้การกับพนักงานสอบสวนว่าจำเลยนำทรัพย์สินของผู้เสียหายมาจำนำไว้กับตน เป็นต้น
โดยไม่มีผู้ใดเห็นหรือกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพจำเลยหรือคนร้ายขณะลักทรัพย์ได้ ซ่ึงศาลฎีกา
เคยวินิจฉัยไว้ว่าคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรนั้น
เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕) เนื่องจากเป็นการ

22 คำพพิ ากษาศาลฎกี า

บรรยายข้อเท็จจริงที่ปรากฏเพ่ือให้ศาลวินิจฉัยเลือกลงโทษตามท่ีรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐาน
ของโจทก์ (คำพิพากษาศาลฎกี าท่ี ๗๕๘๔/๒๕๔๓, ๒๔๖/๒๕๔๖)

กรณีเม่ือจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์โดยไม่ได้ระบุว่าให้การรับสารภาพในความผิด
ฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรฐานใดฐานหน่ึง ทางแก้ในช้ันพิจารณา คือ ศาลช้ันต้นที่สอบคำให้การ
จำเลยต้องถามจำเลยว่ารับสารภาพในความผิดฐานใดกันแน่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

ความอาญา มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง หรอื พนกั งานอยั การโจทกต์ ้องแถลงให้ศาลชน้ั ต้นถามจำเลยใหไ้ ด้
ความดงั กลา่ ว อนง่ึ หากศาลชนั้ ตน้ ไดถ้ ามเองหรอื ถามตามคำแถลงของพนกั งานอยั การโจทกข์ า้ งตน้ แลว้
แต่จำเลยยังคงไม่ให้การชัดแจ้งว่ารับสารภาพในความผิดฐานใด พนักงานอัยการโจทก์ก็จะต้องแถลง
ตอ่ ศาลช้ันตน้ ว่าประสงคจ์ ะนำพยานบคุ คลเข้าสืบเพอ่ื ให้ได้ความชัดแจง้ ในการกระทำผิดของจำเลย

อย่างไรก็ตาม ทางปฏิบัตินั้นมีหลายกรณีที่ศาลช้ันต้นไม่ได้ถามคำให้การจำเลยให้ได

ความดงั กลา่ วชดั แจง้ และพนกั งานอยั การโจทกก์ ม็ ไิ ดแ้ ถลงใหศ้ าลชนั้ ตน้ ถามคำใหก้ ารจำเลยใหช้ ดั แจง้ ดว้ ย
แต่ศาลชั้นต้นได้ตัดสินลงโทษจำเลยไปเสียทีเดียว ซึ่งต่อมาหากโจทก์หรือจำเลยได้อุทธรณ์หรือฎีกา

คำพิพากษาไม่ว่าในประเด็นใดก็ตาม ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมเมื่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา
พบข้อเท็จจริงเรื่องนี้เข้าก็จะกลับคำพิพากษาของศาลล่างเป็นยกฟ้องโจทก์ (คำพิพากษาศาลฎีกา

ที่ ๖๗๔๒/๒๕๔๔, ๑๗๙๘/๒๕๕๐, ๔๗๘๔/๒๕๕๐)

ทว่า คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๗๗๓๕/๒๕๕๗ น้ีได้เปล่ียนแนวจากคำพิพากษาเดิมโดยศาลฎีกา

ไดพ้ พิ ากษาวา่ “ใหศ้ าลชน้ั ตน้ ดำเนนิ กระบวนพจิ ารณาตงั้ แตส่ อบคำใหก้ ารจำเลยใหมแ่ ลว้ พพิ ากษาใหม่
ตามรปู คด”ี ทงั้ นี้ เพอ่ื ใหไ้ ดค้ วามชดั แจง้ วา่ จำเลยรบั สารภาพในความผดิ ฐานใดกนั แน่ ซงึ่ แนวคำพพิ ากษา
ศาลฎีกานี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าการที่ศาลจะยกฟ้องโจทก์ ซึ่งแม้
โจทก์จะสามารถฟ้องจำเลยใหม่ได้หากคดียังไม่ขาดอายุความก็ตาม แต่ก็เป็นการสูญเสียทรัพยากร
บุคคลและทรัพย์สินของประเทศ รวมท้ังอาจมีผลกระทบต่อจิตใจของผู้เสียหาย นอกจากนั้นหากคดี
ขาดอายุความแล้วโจทก์กไ็ ม่สามารถฟอ้ งจำเลยใหมไ่ ด้ จงึ เปน็ การปล่อยใหผ้ ู้กระทำผดิ หลุดพ้นจากการ
รบั โทษทางอาญา

ข้อสังเกต กรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเพียงเฉพาะแต่ในความผิดฐานลักทรัพย์หรือ

รับของโจรอย่างใดอย่างหน่ึงนั้น หากต่อมาจำเลยให้การปฏิเสธและมีการสืบพยานในช้ันศาลแล้ว

ศาลเห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำผิดฐาน
รับของโจร หรอื โจทก์ฟอ้ งจำเลยในความผิดฐานรบั ของโจรแตท่ างพจิ ารณาได้ความว่าจำเลยกระทำผดิ
ฐานลักทรัพย์ ศาลมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามข้อเท็จจริงท่ีพิจารณาได้ความได้

ไมถ่ ือวา่ ต่างกนั ในข้อสาระสำคัญ ตามประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒



รวินท์ ชยั ภิวัตรภกั ดี












อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
23

คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๘๘๓๗/๒๕๕๗

ป.พ.พ. เพิกถอนการฉ้อฉล (มาตรา ๒๓๗)

การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗
เปน็ การใหส้ ทิ ธแิ กเ่ จา้ หนท้ี จ่ี ะสงวนไวซ้ ง่ึ กองทรพั ยส์ นิ ของลกู หน้ี เพราะทรพั ยส์ นิ ของลกู หนยี้ อ่ มเปน็


หลักประกันในการชำระหน้ีแก่เจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๔ ดังน้ัน


เจา้ หนผ้ี มู้ สี ทิ ธริ อ้ งขอใหศ้ าลเพกิ ถอนการฉอ้ ฉลจงึ หมายถงึ เจา้ หนท้ี มี่ สี ทิ ธเิ รยี กใหล้ กู หนชี้ ำระหนขี้ องตน
จากทรัพย์สินของลูกหนี้และต้องเสียเปรียบจากการที่ทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงไม่พอชำระหนี


อันเนื่องมาจากการกระทำนิติกรรมฉ้อฉลของลูกหนี้ ไม่ว่าเจ้าหนี้ดังกล่าวจะเป็นเจ้าหนี้ตาม


คำพิพากษาหรือไม่ก็ตามแม้เจ้าหน้ีในหนี้ท่ียังไม่ได้มีการฟ้องบังคับให้ชำระหน้ีก็มีสิทธิท่ีจะฟ้องขอ
ใหเ้ พิกถอนได้ เมื่อสำนักงานการตรวจเงนิ แผน่ ดินตรวจสอบพบว่าจำเลยท่ี ๑ ปลอมเอกสารใบสัง่
จ่ายเงินงบประมาณ ๑๒ ฎีกา และเบิกเงินงบประมาณของโจทก์ไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว
๑๒,๘๘๕,๙๗๒.๘๙ บาท โจทก์ยอ่ มเปน็ เจ้าหนข้ี องจำเลยท่ี ๑ มีสทิ ธิเรยี กให้จำเลยท่ี ๑ ชำระหน้ี
{
ดงั กล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟอ้ ง

_____________________________

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โจทก์


ดาบตำรวจณรงค์ วงศ์พระจันทร ์ ท่ี ๑
จำเลย

ระหวา่ ง
นายณรงค ์ เรอื งขำ ที่ ๒


โจทกฟ์ อ้ งและแกไ้ ขคำฟอ้ งวา่ โจทกเ์ ปน็ นติ บิ คุ คลอยใู่ นบงั คบั บญั ชาของนายกรฐั มนตรี จำเลยท่ี ๑
เคยเปน็ ขา้ ราชการในสงั กดั โจทก์ ขณะเกดิ เหตทุ ำหนา้ ทจี่ ดั ทำเอกสารเกยี่ วกบั การเบกิ จา่ ยเงนิ จำเลยที่ ๒
เปน็ นอ้ งเขยของจำเลยที่ ๑ มคี วามสมั พนั ธใ์ กลช้ ดิ กบั จำเลยที่ ๑ ตลอดมา จำเลยที่ ๑ ทำการปลอมเอกสาร
ใบส่ังจ่ายเงินงบประมาณฎีกาเลขที่ ๑๙๔๒/๒๕๓๗ กับเลขที่ ๓๖๖๖/๒๕๓๗ และได้รับเงิน

ของโจทกไ์ ป ๑,๒๓๐,๐๐๐ บาท (ทถี่ กู ๑,๒๓๐,๓๐๐ บาท) ตอ่ มาปี ๒๕๓๘ โจทกด์ ำเนนิ คดแี กจ่ ำเลยที่ ๑
ข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม และฉ้อโกง ศาลอาญา
กรุงเทพใต้และศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกและให้จำเลยท่ี ๑ คืนเงิน ๑,๒๓๐,๓๐๐ บาท

ศาลฎีกาพิพากษายนื หลงั จากนน้ั โจทกม์ ีหนังสือแจง้ ใหจ้ ำเลยท่ี ๑ ชำระหน้ี จำเลยที่ ๑ ไดร้ บั หนังสอื
แล้วขอประนอมหน้ี แต่กระทรวงการคลังไม่อนุมัติ นอกจากน้ีจำเลยที่ ๑ ยังทำการปลอมเอกสาร

ใบสัง่ จ่ายเงนิ งบประมาณอีกจำนวน ๑๒ ฎีกา รวมเป็นเงินท้งั ส้นิ ๑๒,๘๘๕,๙๗๒.๘๙ บาท ตอ่ มาวันที่
๑๕ มีนาคม ๒๕๔๙ โจทก์ทราบว่าจำเลยท่ี ๑ โอนกรรมสิทธ์ิที่ดินของตนจำนวน ๔ แปลง คือ

ท่ีดนิ โฉนดเลขที่ ๓๒๓๒๖, ๓๒๓๑๗, ๓๒๓๑๘ และ ๓๒๓๒๗ ตำบลคลองสต่ี ะวนั ออก (คลองสี่ออก)
(ท่ถี ูก ตำบลลำปลาทวิ ) (คลองสีอ่ อก) อำเภอ ลาดกระบัง (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยท่ี ๒
ตามสัญญาซื้อขาย ฉบับลงวันท่ี ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ และลงวันท่ี ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๘

การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ไม่สามารถยึดท่ีดินทั้งส่ีแปลงดังกล่าวมาชำระหน้ีโจทก์ได้
เป็นการกระทำโดยรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ อันเป็นการฉ้อฉลโจทก ์

ขอใหเ้ พกิ ถอนนติ กิ รรมหนงั สอื สญั ญาขายทด่ี นิ โฉนดเลขท่ี ๓๒๓๒๖ ตำบลลำปลาทวิ หรอื คลองสต่ี ะวนั ออก
(คลองสอี่ อก) อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขท่ี ๒๓/๑๔

24 คำพิพากษาศาลฎีกา

ระหว่าง จำเลยท่ี ๑ กับจำเลยที่ ๒ ฉบับลงวันท่ี ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
กลับมาเป็นกรรมสิทธ์ิของจำเลยท่ี ๑ กับเพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาขายที่ดินรวม ๓ โฉนด คือ
โฉนดเลขท่ี ๓๒๓๑๗, ๓๒๓๑๘ และ ๓๒๓๒๗ ตำบลลำปลาทิวหรือคลองสี่ตะวันออก (คลองส่ีออก)
อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร ฉบับลงวันท่ี ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๘ ให้ท่ีดินดังกล่าว

กลับมาเป็นกรรมสิทธ์ิของจำเลยท่ี ๑ หากจำเลยท้ังสองไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็น

การแสดงเจตนา

จำเลยทง้ั สองให้การปฏเิ สธ ขอใหย้ กฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการซ้ือขายท่ีดินโฉนดเลขที่ ๓๒๓๒๖

พร้อมสงิ่ ปลกู สรา้ ง กบั ทด่ี นิ โฉนดเลขท่ี ๓๒๓๑๗, ๓๒๓๑๘ และ ๓๒๓๒๗ ตำบลลำปลาทวิ หรอื คลองสี่
ตะวนั ออก (คลองส่ีออก) อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยท่ี ๑ กับ
จำเลยท่ี ๒ ให้จำเลยทงั้ สองดำเนนิ การจดทะเบยี นเพกิ ถอนการซอื้ ขายดงั กลา่ ว หากไมด่ ำเนนิ การใหถ้ อื
เอาคำพพิ ากษาเป็นแสดงเจตนาแทนจำเลยท้งั สอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพบั

จำเลยทั้งสองอทุ ธรณ

ศาลอทุ ธรณพ์ ิพากษายืน ใหจ้ ำเลยที่ ๒ ใช้คา่ ทนายความช้นั อุทธรณ์ ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ ๒ ฎกี า

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ ๑ เคยเป็น
ข้าราชการในสังกัดโจทก์ มีหน้าที่ทำเอกสารเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน จำเลยที่ ๒ เป็นน้องเขยของ
จำเลยท่ี ๑ จำเลยที่ ๑ ทำการปลอมเอกสารใบสง่ั จ่ายเงินงบประมาณฎกี าเลขท่ี ๑๙๔๒/๒๕๓๗ และ
เลขที่ ๓๖๖๖/๒๕๓๗ และไดร้ บั เงินของโจทกไ์ ปจำนวน ๑,๒๓๐,๓๐๐ บาท โจทก์ดำเนินคดอี าญาแก่
จำเลยท่ี ๑ ศาลอาญากรุงเทพใต้ พิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือ
ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าท่ีทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสาร
หรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสท่ีตนมีหน้าที่นั้น ปลอมและใช้
เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม และฉ้อโกง จำคุกจำเลยท่ี ๑ และให้จำเลยที่ ๑ คืนเงิน
๑,๒๓๐,๓๐๐ บาท แกโ่ จทก์ ศาลอทุ ธรณแ์ ละศาลฎกี าพพิ ากษายนื หลงั จากโจทกฟ์ อ้ งคดนี ี้ จำเลยที่ ๑
วางเงนิ ๑,๒๓๐,๓๐๐ บาท ตอ่ ศาลอาญากรุงเทพใต้ เพอ่ื ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแกโ่ จทก์ตามคำร้อง
ขอวางเงินตามคำพิพากษาและใบรับเงินเอกสารหมาย ล. ๒ และ ล. ๓ นอกจากปลอมใบส่ังจ่ายเงิน
งบประมาณฎกี าเลขท่ี ๑๙๔๒/๒๕๓๗ และเลขที่ ๓๖๖๖/๒๕๓๗ แลว้ สำนกั งานการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ
ยังตรวจสอบพบว่าจำเลยท่ี ๑ ปลอมเอกสารใบสั่งจ่ายเงินงบประมาณอีก ๑๒ ฎีกาและเบิกเงิน

งบประมาณไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวอีก ๑๒,๘๘๕,๙๗๒.๘๙ บาท พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง

จำเลยท่ี ๑ ฐานเป็นเจา้ พนักงานปฏิบัติหน้าทโ่ี ดยทจุ ริต ปลอมเอกสาร และฉ้อโกงแลว้ แตจ่ ำเลยที่ ๑
หลบหนี เม่ือวันท่ี ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ จำเลยท่ี ๑ โอนขายท่ีดินโฉนดเลขที่ ๓๒๓๒๖ ตำบล

ลำปลาทวิ (คลองส่ีออก) อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ) กรงุ เทพมหานคร พร้อมสงิ่ ปลูกสรา้ งบ้านเลขท่ี
๒๓/๑๔ แก่จำเลยที่ ๒ ในราคา ๘๕๐,๐๐๐ บาท แล้วจำเลยท่ี ๒ นำทีด่ นิ พร้อมสิ่งปลกู สรา้ งดังกล่าว
ไปจำนองเป็นประกันเงินกู้ไว้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน ๙๘๓,๐๐๐ บาท และ

เมอื่ วนั ที่ ๒๓ ธนั วาคม ๒๕๔๘ จำเลยท่ี ๑ โอนขาย ทด่ี นิ โฉนดเลขที่ ๓๒๓๑๗, ๓๒๓๑๘ และ ๓๒๓๒๗
ตำบลลำปลาทิว (คลองสอี่ อก) อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ) กรงุ เทพมหานคร แก่จำเลยท่ี ๒ ในราคา
รวม ๔๐๐,๐๐๐ บาท แล้วจำเลยที่ ๒ นำที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๓๑๗ และ ๓๒๓๑๘ ไปจำนองเป็น
ประกันเงินกู้ไว้แก่ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ปลอมเอกสาร


อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
25

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยท่ี ๒ ฎีกาว่าตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ ที่บัญญัติให้อำนาจเจ้าหนี้ฟ้องขอให้เพิกถอน

การฉ้อฉลนั้นหมายถึง เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา สำหรับหนี้จำนวน ๑๒,๘๘๕,๙๗๒.๘๙ บาท ท่ีโจทก์
กลา่ วหาว่าจำเลยท่ี ๑ ปลอมเอกสารใบสง่ั จ่ายเงินงบประมาณอกี ๑๒ ฎกี า ข้อเทจ็ จรงิ ยงั ฟงั ไม่ได้เป็น
ยุติว่าจำเลยท่ี ๑ กระทำผิด โจทก์จึงไม่อำนาจฟ้อง เห็นว่า การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม
ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา ๒๓๗ เปน็ การใหส้ ทิ ธแิ กเ่ จา้ หนท้ี จ่ี ะสงวนไวซ้ ง่ึ กองทรพั ยส์ นิ
ของลูกหนี้ เพราะทรัพย์สินของลูกหน้ีย่อมเป็นหลักประกันในการชำระหน้ีแก่เจ้าหนี้ตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๔ ดังนั้น เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนการฉ้อฉล

จึงหมายถึงเจ้าหน้ีที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหน้ีของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้และต้องเสียเปรียบ

จากการที่ทรัพย์สินของลูกหน้ีลดลงไม่พอชำระหน้ีอันเนื่องมาจากการทำนิติกรรมฉ้อฉลของลูกหน ้ี

ไมว่ า่ เจา้ หนด้ี งั กลา่ วจะเปน็ เจา้ หนต้ี ามคำพพิ ากษาหรอื ไมก่ ต็ าม แมเ้ จา้ หนใ้ี นหนท้ี ย่ี งั ไมไ่ ดม้ กี ารฟอ้ งรอ้ ง
บังคับให้ชำระหน้ีก็มีสิทธิที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนได้ เม่ือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบพบว่า
จำเลยท่ี ๑ ปลอมเอกสารใบสัง่ จ่ายเงนิ งบประมาณ ๑๒ ฎกี า และเบกิ เงินงบประมาณของโจทก์ไปใช้
เปน็ ประโยชน์สว่ นตวั ๑๒,๘๘๕,๙๗๒.๘๙ บาท โจทก์ยอ่ มเปน็ เจ้าหนขี้ องจำเลยที่ ๑ ท่มี สี ิทธิเรยี กให้
จำเลยท่ี ๑ ชำระหนดี้ ังกล่าว โจทกจ์ งึ มอี ำนาจฟอ้ ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า นิติกรรมการซ้ือขายท่ีดินและส่ิงปลูกสร้างตามฟ้อง
ระหวา่ งจำเลยท่ี ๑ กบั ที่ ๒ ทำใหโ้ จทกเ์ สยี เปรยี บหรอื ไม่ โจทกม์ พี นั ตำรวจตรี ด. สารวตั รอำนวยการ
กองการเงินของโจทก์เบิกความว่า มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับด้านธุรการ กำลังพล และคดีวินัย
ของกองการเงนิ รวมทงั้ การตรวจสอบทรพั ยส์ นิ ของจำเลยท่ี ๑ เพอื่ บงั คบั ชำระหน้ี เจา้ หนา้ ทไ่ี ดต้ รวจสอบ

การถือครองกรรมสทิ ธิ์ท่ดี นิ ของจำเลยท่ี ๑ จากสำนักงานท่ีดินทว่ั ราชอาณาจกั รแล้ว พบวา่ จำเลยที่ ๑
มีเพียงที่ดินโฉนดเลขท่ี๓๒๓๑๗, ๓๒๓๑๘, ๓๒๓๖ และ ๓๒๓๒๗ ตำบลลำปลาทิว (คลองสี่ออก)
อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ) กรุงเทพมหานครเท่าน้ัน ไม่พบการถือกรรมสิทธ์ิรถยนต์หรือ
อสังหาริมทรัพย์ท่ีมีค่าอ่ืน ที่ดินท้ังส่ีแปลงมีราคาประเมินตารางวาละ ๖,๘๐๐ บาท เฉพาะท่ีดินโฉนด
เลขที่ ๓๒๓๑๗, ๓๒๓๑๘ และ ๓๒๓๒๗ มีราคาประเมินรวม ๑,๒๖๔,๘๐๐ บาท แต่จำเลยท้ังสอง
กลับซื้อขายในราคาเพียง ๔๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยทัง้ สองไมไ่ ดน้ ำสบื โต้เถียงว่าจำเลยที่ ๑ ยงั ทรพั ยส์ นิ
อื่นอีก และจำเลยท่ี ๑ ก็เบิกความยอมรับว่า ขณะซื้อท่ีดินจำเลยที่ ๒ รู้ว่าจำเลยท่ี ๑ เป็นหนี้โจทก์
พฤติการณข์ องจำเลยที่ ๑ ทโี่ อนที่ดนิ พรอ้ มส่งิ ปลกู สร้างที่ตนเองมอี ยู่ทงั้ หมดแกจ่ ำเลยท่ี ๒ ในราคาตำ่

โดยจำเลยท้ังสองรู้อยู่ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์ย่อมเป็นทางทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้ีเสียเปรียบ
โจทก์จึงขอให้เพิกถอนนิติกรรมซ้ือขายดังกล่าวได้ ท่ีจำเลยท่ี ๒ ฎีกาว่า จำเลยท่ี ๒ รับโอนโดยสุจริต
และเสยี ค่าตอบแทนโจทกข์ อใหเ้ พกิ ถอนนิตกิ รรมไมไ่ ด้ นั้น เห็นวา่ แมจ้ ำเลยที่ ๒ จะรับโอนโดยสจุ รติ
และเสียค่าตอบแทนแต่การซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้ีเสียเปรียบ

โจทก์ย่อมขอให้เพิกถอนนิติกรรมได้ ท่ีศาลล่างท้ังสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของ
จำเลยที่ ๒ ฟงั ไม่ข้นึ

พพิ ากษายนื ใหจ้ ำเลยที่ ๒ ใชค้ ่าทนายความชัน้ ฎีกา ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.



สำนักงานอยั การพิเศษฝ่ายสารสนเทศ

สำนกั งานวิชาการ




26 คำพิพากษาศาลฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๑๖๑๖๑ - ๑๖๑๖๒/๒๕๕๗

ป.อ. รว่ มกันลักทรัพย์ (มาตรา ๘๓, ๓๓๕ (๗) วรรคแรก)

การที่นาย ท.พนักงานขายของผู้เสียหายยอมขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน ณจ ๓๒๑๕
กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยท้ังสามนั้น เป็นเพราะจำเลยทั้งสามร่วมกันแสดงสำเนาหนังสือ
อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ -๐๑ ข) ปลอม และเช่ือใจจำเลยท่ี ๓

ที่เคยติดต่อซื้อรถยนต์จากผู้เสียหายหลายครั้ง หากจำเลยทั้งสามไม่ร่วมกันแสดงสำเนาหนังสือ
อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปท่ีดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข) ปลอม นาย ท. คงไม่ตกลงขาย
รถยนตใ์ ห้แก่จำเลยท้งั สามดว้ ยวธิ ผี ่อนชำระ การท่นี าย ท. ส่งมอบรถยนต์คนั ดงั กลา่ วให้แกจ่ ำเลย
ท้งั สามจึงมไิ ด้เกิดจากการทจี่ ำเลยทง้ั สามหลอกลวงดว้ ยการแสดงข้อความ และโดยการหลอกลวง
ดงั วา่ นนั้ ไดไ้ ปซง่ึ ทรพั ยส์ นิ ของผเู้ สยี หาย แตเ่ กดิ จากเชอื่ วา่ จำเลยทง้ั สามสามารถชำระราคารถยนตไ์ ด้
การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้สำเนาหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.
๔-๐๑ ข) ปลอม เพ่ือให้พนักงานขายของผู้เสียหายตกลงขายรถยนต์ให้แก่จำเลยท้ังสาม จึงเป็น
วิธีการท่ีจะทำให้จำเลยท้ังสามเอารถยนต์ของผู้เสียหายไปเท่านั้นการกระทำของจำเลยทั้งสาม


เปน็ กรณมี เี จตนาทจุ รติ ทจี่ ะเอารถยนตข์ องผเู้ สยี หายไปตง้ั แตต่ น้ แลว้ จงึ มใิ ชเ่ ปน็ ความผดิ ฐานรว่ มกนั
ฉ้อโกงดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัย แต่เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทำ


ความผิดด้วยกันต้ังแต่สองคนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๗) วรรคแรก


ซง่ึ การทจ่ี ำเลยทงั้ สามรว่ มกนั นำเอกสารสทิ ธอิ นั เปน็ เอกสารราชการปลอมไปแสดงตอ่ พนกั งานขาย
ของผู้เสียหายเพ่ือให้พนักงานขายของผู้เสียหายขายรถยนต์ให้แก่จำเลยทั้งสามและจำเลย


ทั้งสามเอารถยนต์ของผู้เสียหายไปนั้น เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมาย เพื่อให้ได้รถยนต์ของ

ผู้เสียหายเท่าน้ัน แม้การกระทำแต่ละอย่างจะเป็นความผิดก็เป็นการกระทำกรรมเดียว

ผดิ ตอ่ กฎหมายหลายบท หาใชเ่ ปน็ ความผดิ หลายกรรมดงั ทศี่ าลชนั้ ตน้ วนิ จิ ฉยั ไมท่ ศ่ี าลอทุ ธรณภ์ าค ๔

พพิ ากษามาน้นั ศาลฎีกาไม่เหน็ พ้องด้วย ฎกี าของโจทก์ฟังขึน้ บางสว่ น

{{

______________________________


โจทก

พนกั งานอัยการจงั หวัดอดุ รธานี
ระหวา่ ง นายนาวา บรกิ ุล ที่ ๑
จำเลย

โจทก์

นางสาวหนเู วยี ง ประถมพันธ ์ุ ที่ ๒
จำเลย

พนกั งานอัยการจงั หวัดอดุ รธาน ี

ระหวา่ ง


นายพชิ ติ เคนดา

คดที ง้ั สองสำนวนน้ี ศาลชนั้ ตน้ พจิ ารณาและพพิ ากษารวมกนั โดยใหเ้ รยี กโจทกท์ งั้ สองสำนวนวา่ โจทก์
เรียกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในสำนวนแรกว่า จำเลยท่ี ๑ และที่ ๒ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า
จำเลยที่ ๓




อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
27

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า จำเลยท้ังสามกับพวกท่ียังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกัน
กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อระหว่างต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๒ เวลากลางวัน

ถึงวันท่ี ๙ เมษายน ๒๕๕๕ เวลากลางวัน ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเน่ืองกัน วันเวลาใด

ไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันทำปลอมหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูป
ท่ีดิน (ส.ป.ก. ๔ – ๐๑ ข)เลขที่ ๒๔๔๓ ข้ึนท้ังฉบับซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการของ
สำนักงานการปฏิรูปท่ีดินเพื่อเกษตรกรรมท่ีออกให้แก่ผู้มีช่ือ โดยจำเลยท้ังสามกับพวกร่วมกัน

นำหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์เขตปฏิรูปท่ีดินดังกล่าวซ่ึงเป็นเอกสารท่ีแท้จริงไปขูดลบแก้ไข

ช่องสารบัญทะเบียนที่ดินและช่องของผู้ท่ีได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปท่ีดิน

แล้วจำเลยท้ังสามกับพวกร่วมกันนำเอกสารท่ีได้ทำปลอมไปถ่ายสำเนาขึ้นใหม่ทั้งฉบับซ่ึงการกระทำ
ของจำเลยทั้งสามกับพวกเป็นการร่วมกันกระทำเพ่ือให้ผู้หน่ึงผู้ใดหรือผู้ที่ได้พบเห็นหลงเชื่อว่าสำเนา
เอกสารหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปท่ีดินที่ทำปลอมขึ้นดังกล่าวเป็นสำเนาเอกสาร
หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินที่ถูกต้องแท้จริง ทั้งน้ี โดยประการที่น่าจะเกิด
ความเสียหายแก่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม ผู้อื่น หรือประชาชน ต่อมาวันท่ี ๙
เมษายน ๒๕๕๕ เวลากลางวนั ภายหลงั จากทจ่ี ำเลยทงั้ สามกบั พวกกระทำความผดิ ขา้ งตน้ แลว้ จำเลยทง้ั สาม
กับพวกร่วมกันนำสำเนาเอกสารหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปท่ีดินซ่ึงเป็น

เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการท่ีจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันทำปลอมข้ึนท้ังฉบับไปใช้อ้างแสดง
ต่อผู้มีช่ือซ่ึงเป็นพนักงานฝ่ายขายรถยนต์ของบริษัท จ. ผู้เสียหาย ซ่ึงเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย

เพ่ือให้หลงเชื่อว่าสำเนาเอกสารหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินท่ีจำเลยทั้งสาม

กบั พวกรว่ มกนั ทำปลอมขนึ้ เปน็ สำเนาเอกสารหนงั สอื อนญุ าตใหเ้ ขา้ ประโยชนใ์ นเขตปฏริ ปู ทดี่ นิ ทถี่ กู ตอ้ ง
แท้จริงท่ีสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรมได้ออกให้แก่จำเลยที่ ๓ ให้เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำ
ประโยชน์ในที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม เน้ือท่ี ๓๗ ไร่ ๒๖ ตารางวา
ทั้งนี้ โดยประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายพนักงานฝ่ายขายรถยนต์ของผู้เสียหาย
สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ผู้อื่น หรือประชาชน ต่อมาตามวันเวลาดังกล่าวจำเลย

ท้ังสามกับพวกร่วมกันลักรถกระบะ ๔ ประตู ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กน ๘๔๖๒ อุดรธานี
(เดินทะเบียน ณจ ๓๒๑๕ กรุงเทพมหานคร) ราคา ๗๒๕,๐๐๐ บาทของผู้เสียหายไป ขอให้ลงโทษ
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘, ๘๓, ๙๑, ๒๖๖, ๒๖๘, ๓๓๕ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืน
หรือใช้ราคารถกระบะเป็นเงิน ๗๒๕,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย และบวกโทษของจำเลยที่ ๒ ที่รอการ
ลงโทษไว้ในคดอี าญาหมายเลขแดงที่ ๒๔๑/๒๕๕๕ ของศาลชน้ั ต้นเข้ากบั โทษในคดีน้ี

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ใหก้ ารปฏเิ สธ

จำเลยท่ี ๒ ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากน้ีให้การปฏิเสธ
แตร่ บั ว่าเปน็ บุคคลเดียวกับจำเลยในคดีทีโ่ จทกข์ อใหบ้ วกโทษ

ศาลช้ันต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๓๕ (๗) วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๓ และจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีความผดิ ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๑), ๘๓ อกี กระทงหน่ึง การกระทำ
ของจำเลยที่ ๑ และท่ี ๓ เปน็ ความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทกุ กรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม

28 คำพิพากษาศาลฎีกา

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ลงโทษจำเลยท้ังสามฐานร่วมลักทรัพย์ จำคุกคนละ ๕ ปี และ
ลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฐานรว่ มกนั ใช้เอกสารสิทธิอนั เป็นเอกสารราชการปลอม จำคุกคนละ ๒ ปี
รวมจำคุกจำเลยท่ี ๑ และท่ี ๓ คนละ ๗ ปี เฉพาะจำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพเป็นประโยชนแ์ ก่การ
พจิ ารณา มีเหตบุ รรเทาโทษ ลดโทษใหต้ ามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ กง่ึ หนงึ่ คงจำคกุ ๒ ปี
๖ เดอื น บวกโทษจำคกุ ๙ เดอื น ทรี่ อการลงโทษไวใ้ นคดอี าญาหมายเลขแดงท่ี ๒๔๑/๒๕๕๕ ศาลชนั้ ตน้
เข้ากับโทษคดนี ้ี เปน็ จำคุกจำเลยท่ี ๒ มีกำหนด ๒ ปี ๑๕ เดือนใหจ้ ำเลยทัง้ สามรว่ มกันคนื รถยนต์หรอื
ชำระเงิน ๗๒๕,๐๐๐ บาท แทนการคืนรถยนต์แก่ผู้เสียหาย (ท่ีถูกต้องระบุด้วยว่า ความผิดฐานร่วม
กันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการสำหรับจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ และความผิดฐานร่วมกัน
ปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม
สำหรับจำเลยท่ี ๒ ให้ยกฟอ้ ง)

โจทก์ จำเลยท่ี ๑ และท่ี ๓ อทุ ธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยท้ังสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๑), ๓๔๑ ประกอบมาตรา ๘๓ เป็นกรรมเดียวเป็น
ความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซ่ึงเป็น
กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๐ จำคุกคนละ ๒ ปี บวกโทษ

จำคุก ๙ เดือน ท่ีรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๔๑/๒๕๕๕ ของศาลชั้นต้น เข้ากับ
โทษจำคุกของจำเลยท่ี ๒ รวมจำคุกจำเลยท่ี ๒ มีกำหนด ๒ ปี ๙ เดอื น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม

คำพิพากษาศาลชัน้ ตน้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาโดยคู่ความ

ไมโ่ ตแ้ ยง้ วา่ กอ่ นเกดิ เหตจุ ำเลยที่ ๓ เคยนำลกู คา้ มาซอ้ื รถยนตม์ อื สองทบ่ี รษิ ทั จ. เสยี หาย โดยผเู้ สยี หาย
ใหค้ า่ ตอบแทนแกจ่ ำเลยที่ ๓ เมอื่ วนั ท่ี ๙ เมษายน ๒๕๕๕ เวลาประมาณ ๑๒ นาฬกิ า จำเลยทง้ั สาม

ไปทบ่ี รษิ ทั ผเู้ สยี หาย จำเลยท่ี ๓ แจง้ ตอ่ นาย ท. พนกั งานของผเู้ สยี หายวา่ ตอ้ งการซอ้ื รถยนตย์ ห่ี อ้ โตโ้ ยตา้
ชนิด ๔ ประตู ซึ่งขณะนั้นผู้เสียหายมีรถยนต์หมายเลขทะเบียน ณจ ๓๒๑๕ กรุงเทพมหานคร

ตรงตามที่จำเลยที่ ๓ ต้องการซื้อ จำเลยท่ี ๓ แจ้งว่าจำเลยท่ี ๑ จะเป็นผู้ซื้อด้วยวิธีการผ่อนชำระ

โดยจำเลยท่ี ๓ จะค้ำประกันให้และจำเลยที่ ๓ นำสำเนาหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขต
ปฏิรูปทดี่ นิ (ส.ป.ก. ๔ -๐๑ ข) เอกสารหมาย จ. ๑ ซ่งึ เป็นเอกสารสทิ ธอิ นั เป็นเอกสารราชการปลอม
แสดงต่อนาย ท. และพนักงานขายคนอ่ืน ระหว่างนั้นจำเลยท่ี ๑ แจ้งว่าทำงานดูแลรีสอร์ตของพี่สาว
โดยจำเลยท่ี ๒ พูดสนับสนุนจำเลยท่ี ๑ และบอกด้วยว่าจำเลยที่ ๓ มีสวนยางพารา เพ่ือให้นาย ท.
และพนกั งานขายเชอื่ ถือ ในการขายรถยนตด์ ว้ ยวธิ ผี อ่ นชำระจะต้องทำสัญญาเชา่ ซือ้ กบั สถาบันการเงนิ
ก่อนหรืออย่างช้าในวันรับรถ แต่เนื่องจากช่วงเกิดเหตุเป็นช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ สถาบันการเงิน

ผู้ให้เช่าซื้อไม่สะดวกท่ีจะมารับเอกสารหรือทำสัญญาเช่าซ้ือ ประกอบกับนาย ท. เช่ือใจจำเลยท้ังสาม
เพราะจำเลยที่ ๓ เคยติดต่อบริษัทผู้เสียหายหลายครั้ง จึงตกลงขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน

ณจ ๓๒๑๕ กรุงเทพมหานคร ใหจ้ ำเลยที่ ๑ ในราคา ๗๒๕,๐๐๐ บาท ตกลงเงินดาวน์ ๗๕,๐๐๐ บาท
จำเลยที่ ๑ ชำระในวันดังกล่าว ๔๐,๐๐๐ บาท ส่วนท่ีเหลือจะชำระในภายหลังโดยโอนเงินเข้าบัญชี

อยั การนิเทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
29

ธนาคารของผเู้ สยี หาย ตามหนงั สอื สญั ญาจะซอ้ื จะขายเอกสารหมาย จ.๘ และนดั หมายใหจ้ ำเลยทงั้ สาม
มาทำสัญญาเช่าซื้อวันท่ี ๑๙ เมษายน ๒๕๕๕ หลังจากนั้นจำเลยท้ังสามรับรถยนต์คันดังกล่าวจาก

ผู้เสียหายไป เมื่อถงึ กำหนดดังกลา่ วจำเลยท้งั สามไม่ไปตามนัด ความผดิ ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสทิ ธิ
อันเป็นเอกสารราชการและร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมยุติไปตามคำพิพากษา
ศาลชนั้ ตน้ และศาลอทุ ธรณภ์ าค ๔ มปี ญั หาตอ้ งวนิ จิ ฉยั ตามฎกี าของโจทกว์ า่ การกระทำของจำเลยทง้ั สาม
เปน็ ความผดิ ฐานรว่ มกนั ลกั ทรพั ย์ และความผดิ ฐานรว่ มกนั ลกั ทรพั ยก์ บั ความผดิ ฐานรว่ มกนั ใชเ้ อกสารสทิ ธิ
อันเป็นเอกสารราชการปลอมเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยท้ังสาม

มีเจตนาร่วมกันลักรถยนต์ของผู้เสียหายมาตั้งแต่แรกโดยวิธีการวางแผนทำสัญญาจะซื้อจะขายและ
แสดงสำเนาหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ -๐๑ ข) ซึ่งเป็นเพียง

กลอุบายแย่งเอารถยนต์คันดังกล่าวไปจากความครอบครองของผู้เสียหายโดยมีลักษณะเป็น

การแบ่งหน้าที่กันทำนั้น เห็นว่า การท่ีนาย ท. พนักงานขายของผู้เสียหายยอมขายรถยนต์หมายเลข
ทะเบียน ณจ ๓๒๑๕ กรุงเทพมหานคร ใหแ้ ก่จำเลยทั้งสามน้นั เปน็ เพราะจำเลยท้งั สามร่วมกันแสดง
สำเนาหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ -๐๑ ข) ปลอม และเชื่อใจ

จำเลยท่ี ๓ ท่ีเคยติดต่อซื้อรถยนต์จากผู้เสียหายหลายครั้ง หากจำเลยท้ังสามไม่ร่วมกันแสดงสำเนา
หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปท่ีดิน (ส.ป.ก. ๔ -๐๑ ข) ปลอม นาย ท. คงไม่ตกลง
ขายรถยนตใ์ ห้แกจ่ ำเลยทั้งสามดว้ ยวิธีผอ่ นชำระ การที่นาย ท. สง่ มอบรถยนตค์ ันดังกลา่ วให้แกจ่ ำเลย
ทงั้ สามจงึ มไิ ดเ้ กดิ จากการทจ่ี ำเลยทง้ั สามหลอกลวงดว้ ยการแสดงขอ้ ความ และโดยการหลอกลวงดงั วา่ นนั้

ได้ไปซ่ึงทรัพย์สินของผู้เสียหายแต่เกิดจากเช่ือว่าจำเลยท้ังสามสามารถชำระราคารถยนต์ได้ การที่
จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้สำเนาหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปท่ีดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข)
ปลอม เพือ่ ใหพ้ นกั งานขายของผเู้ สยี หายตกลงขายรถยนต์ใหแ้ กจ่ ำเลยทั้งสาม จงึ เป็นวิธกี ารที่จะทำให้
จำเลยทั้งสามเอารถยนต์ของผู้เสียหายไปเท่านั้นการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรณีมีเจตนาทุจริตที่
จะเอารถยนต์ของผู้เสียหายไปต้ังแต่ต้นแล้ว จึงมิใช่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงดังที่ศาลอุทธรณ์
ภาค ๔ วินิจฉัย แต่เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนข้ึน
ไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๗) วรรคแรก ซึ่งการท่ีจำเลยทั้งสามรว่ มกันนำเอกสาร
สทิ ธอิ นั เปน็ เอกสารราชการปลอมไปแสดงตอ่ พนกั งานขายของผเู้ สยี หายเพอื่ ใหพ้ นกั งานขายของผเู้ สยี หาย
ขายรถยนต์ให้แก่จำเลยทั้งสามและจำเลยท้ังสามเอารถยนต์ของผู้เสียหายไปนั้น เป็นการกระทำ

ที่มีเจตนามุ่งหมายเพ่ือให้ได้รถยนต์ของผู้เสียหายเท่านั้น แม้การกระทำแต่ละอย่างจะเป็นความผิด

ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมดังที่ศาลช้ันต้น
วินจิ ฉัยไม่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษามานัน้ ศาลฎีกาไมเ่ ห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทกฟ์ ังข้ึนบางสว่ น

พพิ ากษาแกเ้ ปน็ วา่ จำเลยทงั้ สามมคี วามผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก
ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๑), ๓๓๕ (๗) วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสาม

เปน็ กรรมเดยี วเปน็ ความผดิ ตอ่ กฎหมายหลายบท ใหล้ งโทษฐานใชเ้ อกสารสทิ ธอิ นั เปน็ เอกสารราชการปลอม
ซึ่งเป็นกฎหมายท่ีมีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ โทษและนอกจาก

ท่แี กใ้ ห้เปน็ ไปตามคำพพิ ากษาศาลอทุ ธรณ์ภาค ๔.



สำนักงานอยั การพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศ

สำนกั งานวชิ าการ


30 คำพิพากษาศาลฎีกา

หมายเหต

ข้อพิจารณาระหวา่ งลักทรัพยโ์ ดยใชอ้ บุ ายกบั ฉ้อโกง

มาตรา ๓๓๔ ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อ่ืน หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้น
กระทำความผดิ ฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคกุ ไมเ่ กินสามปี และปรบั ไมเ่ กินหกพนั บาท

มาตรา ๓๔๑ ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิด
ข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่าน้ันได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง
หรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลท่ีสาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้น้ัน
กระทำความผดิ ฐานฉอ้ โกง ตอ้ งระวางโทษจำคกุ ไมเ่ กนิ สามปี หรอื ปรบั ไมเ่ กนิ หกพนั บาท หรอื ทงั้ จำทง้ั ปรบั

ถา้ พจิ ารณาโดยผวิ เผนิ จากถอ้ ยคำในตวั บท จะเหน็ ไดว้ า่ ความผดิ ฐานลกั ทรพั ย์ (ตามมาตรา ๓๓๔)
และความผิดฐานฉ้อโกง (ตามมาตรา ๓๔๑) มีจุดทรี่ ว่ มกนั อยู่ ดงั นี้

๑. บัญญัติเป็นความผิดอาญา ในประมวลกฎหมายอาญาลักษณะ ๑๒ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์
เชน่ เดยี วกนั

๒. ผูก้ ระทำความผิดต้องมเี จตนาพิเศษ “โดยทจุ ริต”

๓. ระวางโทษจำคกุ ไมเ่ กินสามปี และหรือปรับไม่เกินหกพนั บาทเช่นเดยี วกนั

ความผดิ ฐานลกั ทรพั ยม์ ไิ ดจ้ ำกดั วธิ กี ารในการ “เอาทรพั ยไ์ ป” ซงึ่ ผกู้ ระทำอาจจะ “เอาทรพั ยไ์ ป”
โดยการ “หลอกลวงผอู้ นื่ ดว้ ยการแสดงขอ้ ความอนั เปน็ เทจ็ หรอื ปกปดิ ขอ้ ความจรงิ ซง่ึ ควรบอกใหแ้ จง้ ”
เช่นเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกงก็ได้ ดังน้ัน ถ้าการ “เอาทรัพย์ไป” ของผู้กระทำ เกิดจากการ

หลอกลวงผู้อ่ืนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซ่ึงควรบอกให้แจ้ง ก็ย่อมเป็น
ความผิดฐาน “ลักทรัพย์” ได้ ซ่ึงกรณีน้ี นักวิชาการและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้เรียกการกระทำ
ความผิดดังกล่าววา่ “ลักทรัพย์โดยใช้อบุ าย”

อะไรคือความแตกต่างระหว่าง “ฉ้อโกง” กับ “ลักทรัพย์โดยใช้อุบาย” จากถ้อยคำในตัวบท
จะเหน็ ไดว้ า่ ฉอ้ โกงนน้ั คอื การทผ่ี กู้ ระทำโดยทจุ รติ หลอกลวงผอู้ นื่ ...แลว้ “ไดไ้ ปซง่ึ ทรพั ยส์ นิ ” ในขณะที่
ลักทรัพย์นน้ั คือ การท่ีผ้กู ระทำ “เอาทรัพย”์ ของผ้อู ่นื ไปโดยทุจริตโดยมิไดจ้ ำกัดวธิ กี ารในการเอาไป

แล้วคำว่า “เอาทรัพย์” ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๔ กับคำว่า “ได้ไปซ่ึง

ทรพั ย์สิน” ในความผดิ ฐานฉอ้ โกง ตามมาตรา ๓๔๑ นน้ั มีความเหมือนหรอื ตา่ งกนั หรอื ไม่ อยา่ งไร

ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตข้อแตกต่างประการหนึ่งท่ีเห็นได้ชัดของ
บทบัญญัตคิ วามผิดทง้ั สองฐานดงั กล่าว คอื ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๘ บัญญัติให้ความผดิ
ฐานฉอ้ โกงในหมวด ๓ ทกุ มาตรา ยกเวน้ ความผดิ ฐานฉอ้ โกงประชาชน ตามมาตรา ๓๔๓ ใหเ้ ปน็ ความผดิ
อันยอมความได้ ในขณะทีค่ วามผิดฐานลักทรัพย์ในหมวด ๑ นัน้ ไม่มีกฎหมายบญั ญัติให้เปน็ ความผิด
อันยอมความได้ ซ่ึงความแตกต่างระหว่าง “ความผิดอันยอมความได้ (ความผิดต่อส่วนตัว)” และ
“ความผดิ อันยอมความไมไ่ ด้ (ความผิดอาญาแผน่ ดนิ )” น้ัน ถือเปน็ เรอ่ื งทส่ี ำคัญมากเพราะมีผลตอ่
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องและเงื่อนไขการระงับคดีดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่า ความผิดฐานลักทรัพย์และ
ฉอ้ โกง แมจ้ ะเปน็ การ “เอาทรพั ย”์ หรอื “ไดท้ รพั ยส์ นิ ” ไป ทำนองเดยี วกนั แตบ่ ทบญั ญตั ทิ งั้ สองดงั กลา่ ว
ย่อมต้องแตกต่างกัน


อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
31

สำหรับคำถามนี้ ผู้เขียนได้ศึกษาความเห็นของอาจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสด์ิ และ
ศาสตราจารย์ (พเิ ศษ) หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์ อดตี รองประธานศาลฎกี า และผู้บรรยายวิชา
กฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘-๓๖๖ เนติบัณฑิตยสภา ดงั น้

อาจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวสั ด์ิ ไดใ้ หค้ ำจำกัดความของการ “ไดไ้ ปซ่งึ ทรพั ยส์ นิ ” ตาม
มาตรา ๓๔๑ ไว้วา่ “หมายความว่า “ได้ไปในลักษณะโอนกรรมสิทธิ์” กลา่ วคอื เปน็ การไดท้ รพั ย์ไป
โดยการหลอกลวงเอากรรมสิทธ์ิ ตัวอย่างของการหลอกลวงเอากรรมสิทธ์ิก็เช่น การหลอกซื้อของ

คำพิพากษาฎีกาท่ี ๑๕๕๔/๒๕๑๑ วินิจฉัยว่า นายแดงขอซ้ือโคจากนายดำโดยให้นายดำนำโคไปส่งท่ี
บ้านนายแดง แล้วนายแดงจะชำระราคาให้ เมื่อนายดำนำโคไปส่งให้แล้ว นายแดงบ่ายเบี่ยงขอชำระ

ในวนั ร่งุ ขน้ึ และคนื น้ันนายแดงก็พาโคหนีไป เช่นนี้ นายแดงมีความผดิ ฐานฉ้อโกง”๑

อาจารย์เกียรติขจรฯ ยังได้กล่าวสรุปว่า “หากเป็นการหลอกเอาการครอบครองในทรัพย์

ไมถ่ อื วา่ เปน็ การไดไ้ ป ซงึ่ ทรพั ยน์ น้ั เพราะไมไ่ ดไ้ ปในลกั ษณะโอนกรรมสทิ ธ์ิ การหลอกเอาการครอบครองทรพั ย์
จงึ เป็นการลักทรพั ย์โดยใชอ้ ุบาย ไม่ใชฉ่ อ้ โกง เช่น หลอกขอยมื หลอกขอเชา่ ”๒

นอกจากน้ี อาจารยเ์ กียรติขจรฯ ยงั ได้ให้ขอ้ สงั เกตไว้วา่ “กฎหมายของสหรัฐอเมริกา ก็ถือหลัก
อย่างเดียวกับที่กล่าวข้างต้น กล่าวคือ หากเป็นการหลอกเอากรรมสิทธ์ิ (title) ก็เป็นฉ้อโกง

(false pretenses) หากเป็นการหลอกเอาการครอบครอง (possession) กเ็ ป็นลักทรัพย์ (larceny)

แต่เรียกเจาะจงว่า “ลักทรัพย์โดยใช้อุบาย” (larceny by trick) ซึ่งก็คือการลักทรัพย์อย่างหนึ่ง
นัน่ เอง มีการยกตัวอยา่ งดว้ ยวา่ การหลอกเอากรรมสิทธ์ิ คอื หลอกซือ้ ทรพั ยส์ นิ (buying property)
ส่วนการหลอกเอาการครอบครอง คอื หลอกขอยมื (borrowing) หรอื หลอกเช่า (hiring) ทรัพยส์ ิน๓

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ได้กล่าวโดยสรุปถึงกรณีที่จะใช้
วินจิ ฉยั วา่ เป็นความผดิ ฐานฉ้อโกงหรือความผดิ ฐานลักทรพั ย์ ดังน๔ี้

๑. ถ้าเป็นการใช้อุบายหลอกลวงให้ผู้อื่นส่งมอบการยึดถือ เป็นเร่ืองลักทรัพย์โดยใช้อุบาย
เพราะฉอ้ โกงเปน็ การหลอกลวงใหไ้ ดไ้ ปซง่ึ กรรมสทิ ธ์ิ แตล่ กั ทรพั ยเ์ ปน็ เรอ่ื งแยง่ การครอบครอง เพราะฉะนนั้
ถา้ หลอกเอาไปเพื่อการยึดถือหรือเพ่ือแยง่ การครอบครองโดยสะดวกก็เปน็ ลักทรพั ย์โดยใช้อุบาย

๒. ความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ เป็นเรื่องใช้อุบายหลอกลวงเพ่ือให้ผู้อ่ืนส่งมอบ
กรรมสทิ ธ์ิ หรอื เปน็ การใหผ้ อู้ น่ื สง่ มอบการครอบครองทนี่ อกเหนอื ไปจากกรณตี ามมาตรา ๓๕๒ วรรคสอง

เมื่อผู้เขียนได้ศึกษาความเห็นทางวิชาการดังกล่าวข้างต้นแล้ว นำมาวิเคราะห์กับเจตนารมณ

ของกฎหมาย ทบ่ี ญั ญตั ใิ หค้ วามผดิ ฐานฉอ้ โกงเปน็ ความผดิ อนั ยอมความได้ ในขณะทค่ี วามผดิ ฐานลกั ทรพั ย์
ไมอ่ าจยอมความไดน้ น้ั เมอ่ื พเิ คราะหถ์ งึ ความแตกตา่ งระหวา่ งการสง่ มอบเพยี งการยดึ ถอื หรอื ครอบครอง
กับการส่งมอบในลักษณะโอนกรรมสิทธิ์ซ่ึงระดับความรุนแรงในการกระทำความผิดและความเต็มใจ

ในการสละการครอบครองในทรัพย์สินแตกต่างกัน ก็ยิ่งเห็นด้วยกับความเห็นของทางวิชาการ

ดงั กลา่ วขา้ งตน้ ทส่ี รปุ ไดว้ า่ ฉอ้ โกง คอื หลอกเอากรรมสทิ ธิ์ และลกั ทรพั ยโ์ ดยใชอ้ บุ าย คอื หลอกเอาการ
ยึดถือหรือการครอบครอง เพราะระดับความเต็มใจในการส่งมอบทรัพย์ให้ไปอยู่ในความครอบครอง
ของผกู้ ระทำความผดิ ทแี่ ตกต่างกัน จึงควรจะมผี ลต่อการยอมความได้หรอื ไมไ่ ดใ้ นความผดิ นน้ั ๆ


๑ ดร.เกยี รตขิ จร วจั นะสวสั ด,์ิ กฎหมายอาญา ภาคความผดิ เลม่ ๓ ฉบบั พมิ พค์ รงั้ ที่ ๒, หนา้ ๒๘๖

๒ ดร.เกยี รตขิ จร วจั นะสวสั ด,ิ์ กฎหมายอาญา ภาคความผดิ เลม่ ๓ ฉบบั พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๒, หนา้ ๒๘๙, ๒๙๓

๓ ดร.เกยี รตขิ จร วจั นะสวสั ด,์ิ กฎหมายอาญา ภาคความผดิ เลม่ ๓ ฉบบั พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๒, หนา้ ๒๙๒

๔ ศาสตราจารย์ (พเิ ศษ) หมอ่ มหลวงไกรฤกษ์ เกษมสนั ต,์ รวมคำบรรยายเนตบิ ณั ฑติ ภาค ๑ สมยั ท่ี ๕๑ ครงั้ ที่ ๑๓, หนา้ ๓๕๗




32 คำพิพากษาศาลฎกี า

การส่งมอบทรัพย์ให้ด้วยความเต็มใจเพราะถูกหลอกลวง โดยผู้เสียหายหรือผู้ถูกหลอกลวง

มีเจตนาที่จะส่งมอบเพียงการยึดถือหรือครอบครองทรัพย์ กับเจตนาที่จะส่งมอบในลักษณะต้ังใจ

โอนกรรมสิทธิ์หรือโอนความเป็นเจ้าของในทรัพย์สินน้ันให้ไปเลย ระดับความเต็มใจ (แม้จะเพราะถูก
หลอกลวง) ของผู้เสียหายหรือผู้ถูกหลอกลวงและความรุนแรงของการกระทำของจำเลยที่แตกต่างกัน
จึงควรที่จะมีผลต่อการกำหนดว่าเป็นความผิดอันยอมความได้หรือไม่ (ความผิดต่อส่วนตัวหรือ

ความผิดอาญาแผ่นดิน) หากผู้เสียหายต้ังใจจะส่งมอบเพียงการยึดถือหรือการครอบครองทรัพย์เพียง
ชว่ั คราวใหก้ บั จำเลย แตจ่ ำเลยได้ “เอา” ทรพั ยด์ งั กลา่ วไปเสยี โดยทจุ รติ อนั ถอื ไดว้ า่ เปน็ การประทษุ รา้ ย
ตอ่ ทงั้ กรรมสทิ ธแ์ิ ละการครอบครองทรพั ยข์ องผอู้ นื่ อนั มลี กั ษณะการกระทำความผดิ ทรี่ นุ แรง กฎหมาย
จงึ บญั ญตั ใิ หก้ ารกระทำดงั กลา่ วเปน็ ความผดิ ฐานลกั ทรพั ย์ ซง่ึ ไมอ่ าจยอมความได้ (ความผดิ อาญาแผน่ ดนิ )
แต่หากผู้เสียหายตั้งใจส่งมอบทรัพย์น้ันให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยอยู่แล้ว แม้จะเป็นผลจากการ

ถูกหลอกลวงก็ตาม ก็ยังมีความเต็มใจของผู้เสียหายท่ีตั้งใจส่งมอบทรัพย์ให้จำเลยท่ีมากกว่าการต้ังใจ
มอบให้เพียงการยึดถือหรือครอบครองเท่าน้ัน การได้ทรัพย์ไปของจำเลยดังกล่าว จึงเป็นเพียงผลของ
การหลอกลวงของจำเลยเทา่ นน้ั จำเลยมิไดก้ ระทำการใดอันเป็นการแยง่ กรรมสทิ ธแ์ิ ละการครอบครอง
ทรัพย์ไปจากผู้เสียหาย ดังนั้น กฎหมายจึงบัญญัติให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

ซ่งึ ยอมความได ้

กล่าวโดยสรุป กรณีท่ีผู้กระทำหรือจำเลยโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความ

อันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซ่ึงควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่าน้ัน เป็นเหตุให

ผู้ถูกหลอกลวง “ส่งมอบ” ทรัพย์สินให้ ผู้กระทำหรือจำเลยจะมีความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้อุบาย
หรือฉ้อโกง ต้องพิจารณาว่า ผู้กระทำหรือจำเลยมีเจตนาท่ีจะหลอกเพื่อให้ผู้ถูกหลอกลวง “ส่งมอบ”
อะไรใหจ้ ำเลย หากเปน็ การหลอกเพอ่ื ใหผ้ ถู้ กู หลอกลวงสง่ มอบเพยี ง “การยดึ ถอื หรอื การครอบครอง”

ให้จำเลยเท่านั้น การที่จำเลย “เอาทรัพย์” ดังกล่าวไปเป็นของตนในภายหลัง ย่อมเป็นการแย่ง
กรรมสิทธ์ิและการครอบครองทรัพย์ไปจากผู้เสียหายอันเป็นความผิดฐาน “ลักทรัพย์โดยใช้อุบาย”
แต่หากเป็นการหลอกเพ่ือให้ผู้ถูกหลอกลวงส่งมอบ “กรรมสิทธิ์หรือในลักษณะโอนกรรมสิทธิ์หรือ

ในลักษณะโอนความเป็นเจ้าของ” ในทรัพย์ดังกล่าวให้กับจำเลย เมื่อได้ส่งมอบทรัพย์ให้จำเลยแล้ว

จงึ เปน็ กรณที โ่ี ดยการหลอกลวงดงั วา่ นนั้ จำเลย “ไดไ้ ปซงึ่ ทรพั ยส์ นิ ” จากผถู้ กู หลอกลวงหรอื บคุ คลทสี่ าม
อันเป็นความผดิ ฐานฉ้อโกง

ดงั นนั้ สำหรบั คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๑๖๑ - ๑๖๑๖๒/๒๕๕๗

ขอ้ เทจ็ จริงรบั ฟังได้วา่ จำเลยทั้งสามไปท่บี รษิ ทั ผู้เสียหาย จำเลยท่ี ๓ แจ้งตอ่ นาย ท. พนกั งาน

ของผู้เสียหายว่าตอ้ งการซอื้ รถยนต์ยหี่ ้อโต้โยตา้ ชนิด ๔ ประตู ซง่ึ ขณะนั้นผู้เสยี หายมีรถยนต์หมายเลข
ทะเบยี น ฌจ ๓๒๑๕ กรงุ เทพมหานคร ตรงตามทจ่ี ำเลยที่ ๓ ตอ้ งการซอ้ื จำเลยท่ี ๓ แจง้ วา่ จำเลยท่ี ๑
จะเป็นผู้ซื้อด้วยวิธีการผ่อนชำระ โดยจำเลยที่ ๓ จะค้ำประกันให้และจำเลยท่ี ๓ นำสำเนาหนังสือ
อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ -๐๑ ข) ซ่ึงเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสาร
ราชการปลอมแสดงต่อนาย ท. และพนักงานขายคนอื่น ระหว่างนั้นจำเลยท่ี ๑ แจ้งว่าทำงานดูแล

รสี อรต์ ของพี่สาว โดยจำเลยที่ ๒ พูดสนบั สนนุ จำเลยที่ ๑ และบอกดว้ ยว่าจำเลยท่ี ๓ มสี วนยางพารา
เพ่ือให้นาย ท. และพนักงานขายเชื่อถือในการขายรถยนต์ด้วยวิธีผ่อนชำระจะต้องทำสัญญาเช่าซื้อกับ
สถาบันการเงินก่อนหรืออย่างช้าในวันรับรถ แต่เนื่องจากช่วงเกิดเหตุเป็นช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์

อัยการนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
33

สถาบนั การเงนิ ผ้ใู ห้เช่าซอื้ ไมส่ ะดวกท่ีจะมารบั เอกสารหรือทำสัญญาเช่าซื้อ ประกอบกบั นาย ท. เชอื่ ใจ
จำเลยทั้งสามเพราะจำเลยท่ี ๓ เคยติดต่อบริษัทผู้เสียหายหลายครั้ง จึงตกลงขายรถยนต์หมายเลข
ทะเบียน ฌจ ๓๒๑๕ กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยท่ี ๑ ในราคา ๗๒๕,๐๐๐ บาท ตกลงเงินดาวน์
๗๕,๐๐๐ บาท จำเลยท่ี ๑ ชำระในวันดังกล่าว ๔๐,๐๐๐ บาทส่วนที่เหลือจะชำระในภายหลัง

โดยโอนเงนิ เขา้ บญั ชธี นาคารของผเู้ สยี หาย ตามหนงั สอื สญั ญาจะซอื้ จะขายและนดั หมายใหจ้ ำเลยทง้ั สาม
มาทำสัญญาเช่าซื้อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๕ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามรับรถยนต์คันดังกล่าวจาก

ผู้เสียหายไป เมอ่ื ถงึ กำหนดจำเลยท้งั สามไมไ่ ปตามนดั

มปี ระเดน็ ทนี่ า่ วนิ จิ ฉยั วา่ การทจี่ ำเลยทงั้ สามโดยมเี จตนาทจุ รติ รว่ มกนั หลอกลวงพนกั งานขายของ
ผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยทั้งสามสามารถชำระราคารถยนต์ได้ โดยนำ
เอกสารสทิ ธอิ นั เปน็ เอกสารราชการปลอมไปแสดงตอ่ พนกั งานขายของผเู้ สยี หาย เพอ่ื ใหพ้ นกั งานขายของ
ผเู้ สยี หายขายรถยนตใ์ หแ้ กจ่ ำเลยทง้ั สาม และเมอื่ พนกั งานขายของผเู้ สยี หายสง่ มอบรถยนตข์ องผเู้ สยี หาย
ให้แก่จำเลยท้ังสามตามท่ีถูกหลอกลวงดังกล่าว การกระทำของจำเลยท้ังสามสำหรับความผิดเก่ียวกับ
ทรัพยเ์ ป็นความผดิ ฐานลักทรัพยโ์ ดยใชอ้ ุบายหรือฉอ้ โกง

ในการวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยในคดีอาญานั้น ส่ิงแรกที่ต้องวินิจฉัยให้ได้ก่อนคือ

การกระทำของจำเลยเขา้ องคป์ ระกอบภายนอกของความผดิ ฐานใด พจิ ารณาแลว้ เหน็ วา่ กรณตี ามปญั หา
การทจ่ี ำเลยทงั้ สามรว่ มกนั หลอกลวงพนกั งานขายของผเู้ สยี หายดงั กลา่ ว เพอื่ ใหพ้ นกั งานขายของผเู้ สยี หาย
ขายรถยนต์ให้แก่จำเลยทั้งสาม ซึ่งเป็นการหลอกเพ่ือให้พนักงานขายของผู้เสียหายซึ่งเป็นตัวแทน
ของผู้เสียหายส่งมอบกรรมสิทธ์ิหรือในลักษณะโอนกรรมสิทธิ์หรือในลักษณะโอนความเป็นเจ้าของ

ในรถยนต์ของผู้เสียหายให้กับจำเลย อันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานฉ้อโกง

ตามมาตรา ๓๔๑ ตามหลักทีไ่ ด้อธิบายมาขา้ งต้น

หลงั จากน้ันจงึ มาวินิจฉยั องค์ประกอบภายใน ซง่ึ ความผดิ ฐานฉอ้ โกงน้นั ผกู้ ระทำตอ้ งมีเจตนาท่ี
จะกระทำความผิด คอื รขู้ ้อเท็จจริงอันเปน็ องค์ประกอบภายนอกของความผิด ตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๕๙ วรรคสาม ซง่ึ กรณตี ามปญั หา การทศ่ี าลฎกี าวนิ จิ ฉยั วา่ จำเลยทง้ั สามกระทำความผดิ
ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ย่อมหมายความว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติแล้วว่าจำเลยท้ังสาม
ทราบดวี า่ เอกสารทต่ี นนำมาแสดงตอ่ พนกั งานขายของผเู้ สยี หายเปน็ เอกสารปลอม จำเลยทงั้ สามจงึ รวู้ า่

การท่ีนำเอกสารปลอมมาแสดงดังกล่าวเป็นการหลอกลวงผู้อ่ืนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ

อันเป็นการรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งถือได้ว่าจำเลยท้ังสาม
มีเจตนาที่จะกระทำความผิดแล้ว และเมื่อจำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าวโดยมุ่งหมายเพื่อให้ได้
รถยนต์ของผู้เสียหายไปเป็นของตนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นกรณีท่ีจำเลยท้ังสามมีเจตนาทุจริต
อีกด้วย

เม่ือวินิจฉัยครบองค์ประกอบภายนอกและภายในแล้ว ลำดับที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมา คือ
เป็นการกระทำความผิดสำเร็จหรือพยายาม ซึ่งความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ นั้น ถ้อยคำที่
บัญญัติว่า “...และโดยการหลอกลวงดังว่าน้ัน ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม
หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ…” ซึ่งหมายความว่าจะ
เป็นการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงสำเร็จ ต้องมีผลท่ีเกิดจากการกระทำ คือ ผู้กระทำต้องได้ไปซ่ึง
ทรพั ยส์ นิ จากผถู้ กู หลอกลวง หรอื ทำใหผ้ ถู้ กู หลอกลวงหรอื บคุ คลทส่ี าม ทำ ถอน หรอื ทำลายเอกสารสทิ ธิ
โดยการได้ไปซึ่งทรัพย์สิน หรือการทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิน้ัน ต้องเป็นผลโดยตรง


34 คำพิพากษาศาลฎีกา

จากการหลอกลวงด้วย ซ่ึงถ้าหลอกแล้วผู้ถูกหลอกลวงมิได้ส่งมอบทรัพย์สินให้ หรือมิได้ทำ ถอน

หรือทำลายเอกสารสิทธิ หรือส่งมอบทรัพย์สินให้ ฯลฯ แต่มิได้เป็นเพราะเชื่อจากการถูกหลอก

แต่ส่งมอบให้ ฯลฯ เพราะเหตุอนื่ เช่น เพอ่ื วางแผนจบั กมุ กรณนี ้ี ถอื ได้วา่ ไมม่ ีผลทเ่ี กิดจากการกระทำ
จะเป็นเพยี งการพยายามฉ้อโกงเท่านนั้ โดยยงั ไม่เป็นความผิดสำเร็จ๕

กรณีตามปัญหา หลังจากที่จำเลยท้ังสามโดยมีเจตนาทุจริต ร่วมกันหลอกลวงพนักงานขาย

ของผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยทั้งสามสามารถชำระราคารถยนต์ได้ โดยนำ
เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมไปแสดงต่อพนักงานขายของผู้เสียหาย ทำให้พนักงานขาย
ของผู้เสียหายหลงเชื่อว่าจำเลยท้ังสามสามารถชำระราคารถยนต์ได้ แล้วส่งมอบรถยนต์ของผู้เสียหาย
ให้แก่จำเลยทั้งสามไปการที่จำเลยทั้งสามได้รถยนต์ของผู้เสียหายไปดังกล่าว จึงเป็นผลโดยตรงมา
จากการหลอกลวงของจำเลยทงั้ สามแลว้ กลา่ วคอื ถา้ ไมม่ กี ารหลอกลวงดงั กลา่ ว พนกั งานขายของผเู้ สยี หาย

ก็ไม่เชื่อ ถ้าไม่เช่ือ ก็ไม่ส่งมอบรถยนต์ให้ และการเช่ือของพนักงานขายของผู้เสียหายไม่ได้เป็นเหตุ
แทรกแซงที่เกิดข้ึนใหม่ที่จะตัดความสัมพันธ์ระหว่างการหลอกและการได้ไปซ่ึงรถยนต์ เพราะการท่ี
จำเลยทั้งสามหลอกลวงดังกล่าว ก็เพื่อให้เขาหลงเชื่อแล้วส่งมอบรถยนต์ให้ ดังนั้น เมื่อผลของการ
หลอกลวงดังกล่าว ทำให้จำเลยทั้งสามได้รถยนต์ไปจากผู้เสียหาย จึงเป็นกรณีท่ี “โดยการหลอกลวง
ดังว่านั้น จำเลยทั้งสาม “ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน” จากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามแล้ว อันเป็นการ
กระทำความผดิ ฐานฉอ้ โกงตามมาตรา ๓๔๑ สำเร็จ การทศ่ี าลฎีกาวินิจฉัยว่า “การที่นาย ท. สง่ มอบ
รถยนตค์ นั ดงั กลา่ วใหแ้ กจ่ ำเลยทงั้ สามจงึ มไิ ดเ้ กดิ จากการทจี่ ำเลยทงั้ สามหลอกลวงดว้ ยการแสดงขอ้ ความ
และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหาย แต่เกิดจากการเชื่อว่าจำเลยท้ังสาม
สามารถชำระราคารถยนตไ์ ด”้ ดว้ ยความเคารพตอ่ คำพพิ ากษาศาลฎกี าดงั กลา่ ว ผเู้ ขยี นไมเ่ หน็ พอ้ งดว้ ย

นอกจากนี้ การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรณีมีเจตนาทุจริตที่จะ
เอารถยนต์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่ต้นแล้ว จึงมิใช่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง แต่เป็นความผิดฐาน
ร่วมกันลักทรัพย์นั้น ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ผู้เขียนก็ไม่เห็นพ้องด้วยเช่นกัน
เนอ่ื งจาก ไมว่ า่ จะเปน็ ความผดิ ฐานลกั ทรพั ยห์ รอื ฉอ้ โกง ผกู้ ระทำความผดิ ตอ้ งมเี จตนาทจุ รติ กอ่ นทง้ั สนิ้ ๖
แตกต่างกันที่ลักทรัพย์เป็นเรื่องแย่งการครอบครอง ส่วนฉ้อโกงเป็นเร่ืองหลอกลวงให้ผู้อ่ืนส่งมอบ
ทรัพย์สินในลักษณะโอนกรรมสิทธ์ิหรือโอนความเป็นเจ้าของทรัพย์ให้ แต่ถ้าเป็นกรณีครอบครองแล้ว
จึงเพงิ่ เกดิ เจตนาทจุ รติ เบียดบงั เอาทรัพย์เป็นของตนในภายหลงั ก็ย่อมเปน็ ความผดิ ฐานยักยอก ดงั นั้น
จะวนิ จิ ฉยั วา่ ฉอ้ โกงนน้ั ไมม่ เี จตนาทจุ รติ ตง้ั แตต่ น้ คงไมถ่ กู ตอ้ ง และในกรณที ผี่ กู้ ระทำไมม่ เี จตนาทจุ รติ เลย
ก็ย่อมไม่มคี วามผดิ อาญา เปน็ เพียงการผิดสญั ญาทางแพง่ เทา่ นัน้

ตวั อยา่ งคำพพิ ากษาศาลฎกี าทผี่ ลของคำวนิ จิ ฉยั เปน็ ไปตามหลกั ดงั กลา่ วขา้ งตน้ เชน่ คำพพิ ากษา
ฎกี าท่ี ๑๑๒๔/๒๕๒๙, ๒๕๘๑/๒๕๒๙, ๖๘๙๒/๒๕๔๒ (ประชุมใหญ)่ , ๖๓๓/๒๕๔๖, ๕๓๑๙/๒๕๔๗,
๗๔๑๖/๒๕๔๖, ๑๐๓๓/๒๕๓๔, ๑๗๑๙/๒๕๑๘, ๑๔๖๓/๒๕๐๓, ๒๘๔/๒๔๙๑ และ ๘๔๙๐/๒๕๕๒
เปน็ ต้น

ฐิตมิ า อภวิ ันท์ลอื ชา (แซเ่ ตยี )

วีรชน อังครุ ะษี




๖ ดร.เกยี รตขิ จร วจั นะสวสั ดิ์ กม็ คี วามเหน็ เชน่ เดยี วกนั นี้ ดกู ฎหมายอาญา ภาคความผดิ เลม่ ๓ ฉบบั พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๒, หนา้ ๓๐๙-๓๑๑
๕๑
ศาสตราจารย์ (พิเศษ) หมอ่ มหลวงไกรฤกษ์ เกษมสนั ต์ ก็มีความเหน็ เช่นเดียวกนั นี้ ดูรวมคำบรรยายเนตบิ ัณฑติ ภาค ๑ สมัยท่ี
ครง้ั ท่ี ๑๓, หน้า ๓๖๑


อยั การนิเทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
35

คำพิพากษาศาลฎีกา ท่ี ๑๙๑๗๔ - ๑๙๓๐๐/๒๕๕๗

พ.ร.บ. แรงงานสมั พนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ (มาตรา ๕, ๑๐)

ป.พ.พ. อายุความ (มาตรา ๑๙๓/๓๐, ๑๙๓/๓๔ (๘) (๙))

การที่องค์การค้าของคุรุสภาได้ให้สิทธิประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ของตนด้วยการปฏิบัติตามมติ
คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาที่อนุมัติหลักการว่าหากคณะรัฐมนตรีมีมติในเร่ืองอัตราเงินเดือน
พนกั งานรฐั วสิ าหกจิ เปน็ อยา่ งไรใหอ้ งคก์ ารคา้ ของครุ สุ ภาปรบั เงนิ เดอื นเจา้ หนา้ ทข่ี ององคก์ ารคา้ ของ
ครุ สุ ภาใหเ้ ปน็ ไปตามมตคิ ณะรฐั มนตรไี ดโ้ ดยไมต่ อ้ งเสนอขออนมุ ตั ติ อ่ คณะกรรมการอำนวยการครุ สุ ภาอกี
โดยปรบั ขน้ึ คา่ จา้ งใหแ้ กเ่ จา้ หนา้ ทข่ี ององคก์ ารคา้ ของครุ สุ ภาตลอดมา แมโ้ ดยลำพงั มตคิ ณะรฐั มนตรี
ในเรอ่ื งนจ้ี ะมใิ ชก่ ฎหมายหรอื ขอ้ ตกลงเกย่ี วกบั สภาพการจา้ ง และการปฏบิ ตั ดิ งั กลา่ วขององคก์ ารคา้

ของคุรุสภาที่แม้จะเร่ิมต้นฝ่ายเดียวจากมติคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา แต่เม่ือฝ่ายลูกจ้าง


ซ่ึงเป็นเจ้าหน้าท่ียินยอมให้องค์การค้าของคุรุสภาปฏิบัติตามมติดังกล่าวที่ให้สิทธิประโยชน์แก

เจ้าหน้าที่ จึงถือได้ว่ามีข้อผูกพันระหว่างกันอันเกิดจากความยินยอมของทั้งฝ่ายนายจ้างและ


ฝ่ายลูกจ้างที่ถือปฏิบัติต่อกันมาเสมือนกลับมีข้อตกลงท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นการยินยอม
เปล่ียนแปลงหรือเพ่ิมเติมข้อตกลงท่ีฝ่ายนายจ้างมีต่อฝ่ายลูกจ้าง และทั้งสองฝ่ายยินยอมให้การ
เปลี่ยนแปลงหรือเพ่ิมเติมข้อตกลงน้ันมีผลบังคับผูกพันไปถึงข้อสัญญาจ้างแรงงานของลูกจ้าง
แต่ละคนอีกด้วยเสมือนกับเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือเป็นข้อตกลงเก่ียวกับสภาพ

การจา้ งโดยปรยิ าย

เม่ือคณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับอัตราค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ รวม ๓ คร้ัง แต่จำเลย


ไม่ปรับค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีทั้งสามคร้ัง อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตาม


ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒
จำเลยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องในเร่ืองการจ่ายบำเหน็จ เมื่อจำเลยยังไม่ได้ปรับอัตราค่าจ้างของโจทก


ท้ังสิบตามมติคณะรัฐมนตรีทั้งสามครั้งดังกล่าว เงินท่ีจะเกิดจากการปรับอัตราค่าจ้างตามคำฟ้อง
จึงยังไมม่ สี ภาพเปน็ สินจ้างตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ และยงั ไม่มสี ภาพ
เป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ อันจะถือว่าโจทก์ทั้งสิบ
ฟ้องเรียกค่าจ้างหรือส่วนหน่ึงของค่าจ้างที่มีอายุความฟ้องร้อง ๒ ปี หาได้ไม่ คำฟ้องของโจทก์
ทั้งหมดเป็นการเรียกให้จำเลยจ่ายเงินตามข้อตกลงตามสัญญาจ้างแรงงาน ซ่ึงไม่มีบทบัญญัติแห่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์หรอื กฎหมายอน่ื บัญญตั ิไวเ้ ป็นการเฉพาะ จึงมีอายคุ วาม ๑๐ ปี
ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ เมอื่ โจทกท์ ง้ั หมดฟอ้ งคดยี งั ไมเ่ กนิ ๑๐ ปี
นับแต่วันท่ีคณะรัฐมนตรีมีมติในแต่ละครั้งซึ่งถือเป็นวันที่โจทก์ท้ังหมดอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๒ คำฟ้องของโจทก์ท้ังหมดจึงไม่ขาด


{
อายุความตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๘) (๙)

_____________________________

นางวนดิ า ศรสี อน ที่ ๑ กบั พวกรวม ๑๒๗ คน โจทก

ระหวา่ ง
สำนกั งานคณะกรรมการสง่ เสรมิ สวสั ดิการและสวสั ดิภาพครู
จำเลย

และบคุ ลากรทางการศึกษา จำเลย


36 คำพิพากษาศาลฎกี า

โจทก์ท้ังหนึ่งร้อยย่ีสิบเจ็ดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทำนองเดียวกันว่า โจทก์แต่ละคนทำงานเป็น

เจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภา ซึ่งเป็นองค์การจัดหาผลประโยชน์และอำนวยความสะดวกให้แก่การ
ศึกษาของคุรสุ ภา ซ่ึงเปน็ นติ ิบคุ คลตามพระราชบญั ญตั คิ รู พ.ศ. ๒๔๘๘ ต่อมามพี ระราชบัญญตั สิ ภาครู
และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติครู พ.ศ. ๒๔๘๘ และ
มาตรา ๘๓ ให้โอนองค์การค้าของคุรุสภาไปเป็นของจำเลย เม่ือวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕
สหภาพแรงงานองคก์ ารคา้ ของครุ สุ ภา ยน่ื ขอ้ เรยี กรอ้ งตอ่ องคก์ ารคา้ ของครุ สุ ภา ทง้ั สองฝา่ ยตกลงกนั ได้
และทำบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๒๕ ตามขอ้ ๑๗ ระบวุ า่ เรอ่ื งการพจิ ารณาความดี
ความชอบประจำปขี องเจา้ หนา้ ทอี่ งคก์ ารคา้ ของครุ สุ ภานนั้ การพจิ ารณาความดคี วามชอบในขณะใด ๆ
ให้องค์การค้าของคุรุสภาพิจารณาโดยถือหลักเกณฑ์การพิจารณาตามมติคณะรัฐมนตรี หรือระเบียบ
ของทางราชการท่ีกำหนดสำหรับเจ้าหน้าท่ีรัฐวิสาหกิจในขณะนั้น ๆ หลังจากทำบันทึกข้อตกลงนี้แล้ว
องค์การค้าของคุรุสภาก็ดำเนินการปรับค่าอัตราค่าจ้าง ให้โจทก์ท้ังหมดตามมติคณะรัฐมนตรีทุกคร้ัง
โดยไม่มีเงื่อนไขจึงถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายที่นายจ้างและลูกจ้างจะต้อง
ปฏิบัติต่อกันต่อไป แต่เม่อื คณะรัฐมนตรมี ีมตใิ หป้ รับอัตราค่าจา้ งของลกู จา้ งรฐั วสิ าหกจิ ๕ ครงั้ คือมติ
คณะรฐั มนตรวี นั ที่ ๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๗ ใหป้ รบั อตั ราคา่ จา้ งของลกู จา้ งในอตั รารอ้ ยละ ๓ เทา่ กนั ทกุ อตั รา
และให้ได้รับค่าจ้างสูงกว่าอัตราที่ปรับเพ่ิมร้อยละ ๓ ตามอัตราค่าจ้างใหม่อีก ๒ ข้ัน ต้ังแต่วันท่ี ๑
เมษายน ๒๕๔๗ มตคิ ณะรฐั มนตรวี นั ที่ ๑๔ มนี าคม ๒๕๔๙ ใหป้ รบั คา่ จา้ งของลกู จา้ งในอตั รารอ้ ยละ ๕
ของอัตราค่าจ้างที่ได้รับ ตั้งแต่วันท่ี ๑ ตุลาคม ๒๕๔๘ มติคณะรัฐมนตรีวันท่ี ๒ ตุลาคม ๒๕๕๐ ให้
ปรบั คา่ จา้ งของลกู จา้ งทกุ ตำแหนง่ ในอตั รารอ้ ยละ ๔ ของอตั ราคา่ จา้ งทไ่ี ดร้ บั ตงั้ แตว่ นั ที่ ๑ ตลุ าคม ๒๕๕๐
และมติคณะรัฐมนตรวี ันท่ี ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๔ ให้ปรบั ค่าจา้ งของลูกจา้ งในอัตรารอ้ ยละ ๕ ของอัตรา
ค่าจ้างท่ีได้รับ ย้อนหลังตั้งแต่วันท่ี ๑ เมษายน ๒๕๕๔ แต่จำเลยไม่ปรับอัตราค่าจ้างตามมต

คณะรัฐมนตรีดังกล่าว เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิได้รับ ทำให้โจทก์ท้ังหมดได้รับ
ความเสียหายไม่ได้รับเงินตามมติคณะรัฐมนตรี เป็นการผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จำเลยต้อง
รับผิดปรับอัตราค่าจ้างและจ่ายค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีพร้อมดอกเบ้ียอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อป ี

นบั แตว่ นั ทโ่ี จทกแ์ ตล่ ะคนเกดิ สทิ ธิ เปน็ ตน้ ไป สว่ นโจทกท์ เ่ี กษยี ณอายแุ ละลาออกมสี ทิ ธไิ ดร้ บั เงนิ บำเหนจ็
โดยคำนวณจากอัตราค่าจ้างสุดท้ายคูณด้วยอายุงาน นอกจากน้ีเม่ือวันท่ี ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ มีมติ
คณะรัฐมนตรีให้ลูกจ้างท่ีปฏิบัติงานช่วงเกษียณอายุ ติดต่อกันมาครบ ๑๕ ปี ได้รับเงินค่าตอบแทน
ความดีความชอบการทำงาน เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๓๐๐ วัน ให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ ๓๐
กนั ยายน ๒๕๕๒ แตจ่ ำเลยจา่ ยเงนิ บำเหนจ็ ขาดไป จงึ ตอ้ งรบั ผดิ ในเงนิ บำเหนจ็ ทคี่ า้ งจา่ ยพรอ้ มดอกเบยี้
อัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันท่ีเกษียณอายุ และวันท่ีลาออกเป็นต้นไป ขอให้บังคับจำเลยปรับ
อตั ราคา่ จา้ งและจา่ ยคา่ จา้ ง ตามมตคิ ณะรฐั มนตรที ง้ั ๔ ครง้ั ดงั กลา่ วใหแ้ กโ่ จทก์ แตล่ ะคนพรอ้ มดอกเบยี้
อัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์แต่ละคนเกิดสิทธิเป็นต้นไป และจ่ายเงินบำเหน็จที่ขาดไปให้
แกโ่ จทกแ์ ตล่ ะคนทเ่ี กษยี ณอายุ และทลี่ าออกพรอ้ มดอกเบยี้ อตั รารอ้ ยละ ๑๕ ตอ่ ปี นบั แตว่ นั ทเ่ี กษยี ณอายุ
และลาออก

จำเลยให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟอ้ ง


อยั การนเิ ทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
37

ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า เมื่อจำเลยยังไม่ได้ปรับอัตราค่าจ้างให้โจทก์ท้ังหมด เงินที่ฟ้องมา
จึงยังไม่เป็นค่าจ้างแต่เป็นกรณีท่ีจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงาน ซ่ึงไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายเร่ือง

อายุความไวโ้ ดยเฉพาะ จงึ มอี ายคุ วาม ๑๐ ปี คดีไมข่ าดอายุความ และใหจ้ ำเลยปรับอัตราค่าจ้างและ
จา่ ยคา่ จา้ งแกโ่ จทกแ์ ตล่ ะสำนวน (ยกเวน้ ทถ่ี อนฟอ้ งแลว้ ) ตามมตคิ ณะรฐั มนตรวี นั ท่ี ๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๗
วนั ที่ ๑๔ มนี าคม ๒๕๔๙ และวันที่ ๒ ตลุ าคม ๒๕๕๐ โดยคำนวณอัตราคา่ จา้ งสดุ ท้ายที่โจทกไ์ ด้รับใน
วันที่มติคณะรัฐมนตรีแต่ละคร้ังมีผลบังคับ เป็นฐานในการปรับอัตราค่าจ้างและการเลื่อนข้ันท่ีโจทก์
แต่ละคนได้รับการพิจารณาไปแล้ว พร้อมดอกเบ้ียอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีในต้นเงินค่าจ้างท่ียังจ่ายไม่
ครบแก่โจทก์แต่ละคน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จ่ายบำเหน็จแก่โจทก์ท่ี
เกษียณอายุการทำงานไปแล้ว โดยให้คำนวณบำเหน็จใหม่จากค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่ปรับข้ึนตามมติ
คณะรฐั มนตรีดงั กล่าวข้างตน้ พร้อมดอกเบ้ยี อัตรารอ้ ยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงนิ บำเหนจ็ ทย่ี งั จ่ายไม่ครบ
นบั แต่วนั ทเ่ี กิดสิทธิจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณต์ อ่ ศาลฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าเดิมจำเลยมีช่ือว่า “คุรุสภา” และ

เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ. ๒๔๘๘ และให้องค์การค้าของคุรุสภาเป็นหน่วยงานหน่ึง
ของคุรุสภา ต่อมามีการตราพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ขึ้น

พระราชบัญญัติน้ี ยกเลิกพระราชบัญญัติครู พ.ศ. ๒๔๘๘ และให้มีจำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย
ในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ เม่ือมีการโอนองค์การค้าของคุรุสภาไปเป็นของจำเลย องค์การค้า
ของคุรุสภาจึงเป็นส่วนงานภายในส่วนหน่ึงของจำเลย แม้ว่าองค์การค้าของคุรุสภาจะไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ
ท่ีต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี แต่เม่ือปรากฏว่าในขณะที่เป็นองค์การค้าของคุรุสภาน้ัน

เมอื่ คณะรฐั มนตรมี มี ตใิ หป้ รบั คา่ จา้ งของลกู จา้ งรฐั วสิ าหกจิ องคก์ ารคา้ ของครุ สุ ภากจ็ ะปรบั คา่ จา้ งใหแ้ ก่
เจ้าหน้าท่ีขององค์การค้าของคุรุสภาตามมติคณะรัฐมนตรีตลอดมา แต่เมื่อมีการเปล่ียนแปลงจาก
องค์การค้าของคุรุสภามาเป็นองค์การค้าของจำเลย จำเลยไม่เคยปรับค่าจ้างให้แก่เจ้าหน้าท่ีของ
องค์การค้าของจำเลย เน่ืองจากขาดสภาพคล่อง ดังน้ีเมื่อตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากร
ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๘๓ (๑) ได้บญั ญตั ใิ หโ้ อนบรรดากิจการเงินทรัพยส์ นิ หน้ีสทิ ธิต่าง ๆ
ขององค์การค้าของคุรุสภาไปเป็นของจำเลย โดยมาตรา ๘๒ วรรค ๒ บัญญัติว่า “ให้เจ้าหน้าท่ีและ
พนักงานของคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช ๒๔๘๘ เป็นเจ้าหน้าที่และพนักงานของ

คุรุสภาและของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการ
ศึกษา (จำเลย) ตามพระราชบัญญัติน้ีแล้วแต่กรณี... ทั้งนี้ ให้ดำรงตำแหน่งและได้รับเงินเดือนค่าจ้าง
และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ไม่น้อยกว่าที่ได้รับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติน้ีใช้บังคับ” ซ่ึงต่อมาข้อบังคับ
คณะกรรมการของจำเลยว่าด้วยการบริหารสำนักงาน พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๓๑ (๙) ได้กำหนดให้โอน
บรรดาสว่ นงาน กจิ การ เงนิ ทรพั ยส์ นิ หนี้ อตั รากำลงั พนกั งานเจา้ หนา้ ที่ และลกู จา้ งของศกึ ษาภณั ฑพ์ าณชิ ย์
(องค์การค้าของคุรุสภา) ให้ไปเป็นขององค์การค้าของจำเลยโดยข้อ ๓๒ กำหนดว่าบทบัญญัติของ
กฎหมาย กฎ ระเบียบ ขอ้ บังคบั ประกาศ คำส่ัง หนงั สือสญั ญา หรอื สง่ิ อน่ื ใดท่อี ้างถงึ องคก์ ารคา้ ของ
ครุ สุ ภาหรอื ศกึ ษาภณั ฑพ์ าณชิ ย์ (องคก์ ารคา้ ของครุ สุ ภา) กอ่ นการใชข้ อ้ บงั คบั นใี้ หถ้ อื วา่ อา้ งถงึ องคก์ ารคา้
ของจำเลย ดังน้ัน เม่ือในขณะท่ีเป็นองค์การค้าของคุรุสภา องค์การค้าดังกล่าวได้ให้สิทธิประโยชน์แก่

38 คำพพิ ากษาศาลฎกี า

เจ้าหน้าท่ีของตนด้วยการปฏิบัติตามมติคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาคร้ังที่ ๑๕/๒๕๓๗ ลงวันท่ี
๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๗ ท่ีอนุมัติหลักการว่าหากคณะรัฐมนตรีมีมติในเรื่องอัตราเงินเดือนพนักงาน
รัฐวิสาหกิจเป็นอย่างไร ให้องค์การค้าของคุรุสภาปรับเงินเดือนเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของคุรุสภาให้
เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องเสนอขออนุมัติต่อคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาอีก โดย
ปรับขึ้นค่าจ้างให้แก่เจ้าหน้าท่ีขององค์การค้าของคุรุสภาตลอดมา แม้โดยลำพังมติคณะรัฐมนตรี

ในเร่ืองนี้จะมิใช่กฎหมายหรือข้อตกลงเก่ียวกับสภาพการจ้างหรือตามพระราชบัญญัติสภาครูและ
บุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ท่ีให้ยกเลิกพระราชบัญญัติครู พ.ศ. ๒๔๘๘ และให้ม

คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษามีอำนาจบริหารงานจะมี
ผลทำให้คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาส้ินสภาพและเป็นผลให้มีมติต่าง ๆ ของคณะกรรมการ
อำนวยการคุรุสภาส้ินสภาพไปด้วยหรือไม่ก็ตาม และการปฏิบัติดังกล่าวขององค์การค้าของคุรุสภาที่
แม้จะเร่ิมต้นฝ่ายเดียวจากมติคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา แต่เม่ือฝ่ายลูกจ้างซ่ึงเป็นเจ้าหน้าท่ี
ยินยอมให้องค์การค้าของคุรุสภาปฏิบัติตามมติดังกล่าวท่ีให้สิทธิประโยชน์แก่เจ้าหน้าท่ี จึงถือได้ว่ามี
ข้อผูกพันระหว่างกันอันเกิดจากความยินยอมของท้ังฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างที่ถือปฏิบัติต่อกันมา
เสมือนกลับมีข้อตกลงท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นการยินยอมเปล่ียนแปลงหรือเพ่ิมเติมข้อตกลงที่ฝ่าย
นายจ้างมีต่อฝ่ายลูกจ้าง และท้ังสองฝ่ายยินยอมให้การเปล่ียนแปลงหรือเพ่ิมเติมข้อตกลงนั้นมีผล
บังคับผูกพันไปถึงข้อสัญญาจ้างแรงงานของลูกจ้างแต่ละคนอีกด้วยเสมือนกับเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับ
สภาพการจ้างหรือเป็นข้อตกลงเก่ียวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย และแม้ว่าพระราชบัญญัติสภาครู
และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๖๒ (๓) มาตรา ๖๓ (๕) (๖) มาตรา ๘๓ และ

ข้อบังคับคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาว่าด้วยการ
บริหารงานองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากร
ทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๙ ขอ้ ๑๕ (๔) ข้อบงั คบั คณะกรรมการส่งเสรมิ สวสั ดกิ ารและสวัสดภิ าพครู
และบุคลากรทางการศึกษา ว่าด้วยการบริหารงานองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม
สวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับท่ี ๒ ) พ.ศ. ๒๕๕๐ (๓) และระเบียบ
คณะกรรมการองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและ
บุคลากรทางการศึกษาว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของพนักงานเจ้าหน้าท่ีองค์การค้าของสำนักงาน
คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๐ ข้อ ๒๐
ให้อำนาจคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาใช้ดุลพินิจ

ในการปรบั คา่ จา้ งหรอื ไมก่ ไ็ ด้ แตเ่ มอื่ สภาพการจา้ งโดยปรยิ ายดงั กลา่ วมอี ยใู่ นวนั ทพี่ ระราชบญั ญตั สิ ภาครู
และบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ใชบ้ งั คบั เมอ่ื จำเลยไดร้ บั โอนกจิ การมาจากองคก์ ารคา้ ของครุ สุ ภา
จำเลยยอ่ มจะต้องรับมาซ่งึ สทิ ธแิ ละหน้าท่ีที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวและ โจทก์ทัง้ หมดยังคง
มีสิทธิในข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายนั้นตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากร
ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๘๒ วรรคสองด้วย และเม่ือโจทกท์ ้ังหมด ฟ้องขอให้จำเลยปฏบิ ตั ิ
ตามบนั ทกึ ข้อตกลงฉบับลงวนั ที่ ๒๙ มถิ นุ ายน ๒๕๒๕ ขอ้ ๑๗ แตเ่ มอื่ คณะรฐั มนตรมี มี ตใิ หป้ รับอตั รา
ค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจรวม ๓ คร้ัง แต่จำเลยไม่ปรับค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีท้ัง ๓ คร้ัง

อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเก่ียวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติ

อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
39

แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒ จำเลยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องในเร่ืองการจ่ายบำเหน็จ

เม่ือจำเลยยังไม่ได้ปรับ อัตราค่าจ้างของโจทก์ท้ังหมด ตามมติคณะรัฐมนตรีทั้ง ๓ ครั้งดังกล่าว เงินท่ี
จะเกิดจากการปรับอัตราค่าจ้างตามคำฟ้องจึงยังไม่มีสภาพเป็นสินจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชยม์ าตรา ๕๗๕ และยังไม่มสี ภาพเปน็ ค่าจ้าง ตามพระราชบัญญัตคิ ุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
มาตรา ๕ อันจะถือวา่ โจทก์ทง้ั หมดฟ้องเรียกค่าจ้างหรือส่วนหนึง่ ของคา่ จา้ งทมี่ ีอายคุ วามฟอ้ งร้อง ๒ ปี
หาได้ไม่ คำฟอ้ งของโจทก์ท้ังหมดเป็นการเรียกให้จำเลยจา่ ยเงนิ ตามขอ้ ตกลงตามสัญญาจา้ งแรงงานซง่ึ
ไม่มีบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ

จงึ มีอายคุ วาม ๑๐ ปตี ามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ยม์ าตรา ๑๙๓/๓๔ โจทกท์ ั้งหมดฟ้องคดนี ้ี
ยังไม่เกิน ๑๐ ปีนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติในแต่ละครั้งซึ่งถือเป็นวันที่โจทก์ทั้งหมดอาจบังคับสิทธิ
เรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๙๓/๑๒ คำฟ้องของโจทก์ท้ังหมด

จงึ ไมข่ าดอายุความ ส่วนโจทกท์ ่ี ๑๒๕ เกษยี ณอายกุ ารทำงานเมอ่ื วันที่ ๓๐ กนั ยายน ๒๕๓๗ กอ่ นท่ี
คณะรัฐมนตรีมีมติคร้ังที่ ๑ เม่ือวันท่ี ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ โจทก์ที่ ๑๒๕ จึงไม่มีสภาพเป็นลูกจ้าง
จำเลยขณะคณะรัฐมนตรมี ีมติ จำเลยจึงไมม่ หี น้าท่ีตอ้ งปรับคา่ จ้างตามมตคิ ณะรัฐมนตรีและไมต่ ้องจ่าย
บำเหนจ็ สว่ นท่ขี าดให้แกโ่ จทกท์ ่ี ๑๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายบำเหน็จแก่โจทก์ท่ี ๑๒๕ และให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในเงิน
บำเหนจ็ ทีจ่ ำเลยจ่ายไม่ครบในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นบั แตว่ นั ฟ้องของโจทก์แต่ละคนท่ีมีสทิ ธไิ ดร้ ับ
เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากทแี่ ก้ใหเ้ ป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.



สำนักงานอัยการพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศ

สำนกั งานวิชาการ



หมายเหต

จากคำพพิ ากษาศาลฎีกาขา้ งตน้ ผเู้ ขยี นมีข้อสงั เกตทางวิชาการ ดงั น้ี

ขอ้ ๑. พระราชบญั ญตั แิ รงงานสมั พนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๕ ใหค้ วามหมายของคำวา่ “สภาพ
การจา้ ง” หมายความว่า เงือ่ นไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวนั และเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดกิ าร
การเลิกจ้างหรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน

สว่ น “ขอ้ ตกลงเกย่ี วกบั สภาพการจา้ ง” หมายความวา่ ขอ้ ตกลงระหวา่ งนายจา้ งกบั ลกู จา้ ง หรอื ระหวา่ ง
นายจ้างหรือสมาคมนายจ้างกับสหภาพแรงงานเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งตามพระราชบัญญัติ
แรงงานสมั พนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๐ วรรคสอง บญั ญัติวา่ “ข้อตกลงเกยี่ วกับสภาพการจ้างใหท้ ำ
เป็นหนังสือ” และในวรรคสามของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า “ในกรณีเป็นที่สงสัยว่าในสถานประกอบ
กิจการน้ันมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ ให้ถือว่าข้อบังคับเกี่ยวกับ การทำงานที่นายจ้าง

ต้องจัดให้มีตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราช
บัญญตั ิน้ี” ซง่ึ ขอ้ ตกลงเก่ียวกบั สภาพการจา้ งทีท่ ้งั สองฝ่ายตกลงกนั ไดแ้ ล้วนี้ นายจ้างมีหน้าทต่ี ้องนำไป
จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๘ วรรคสองต่อไป แต่หาก
สถานประกอบกิจการน้ันไมม่ ขี อ้ ตกลงเก่ียวกับสภาพการจ้าง มาตรา ๑๐ วรรคทา้ ยจงึ จะเปิดโอกาสให้

40 คำพิพากษาศาลฎีกา

นำมาตรา ๑๐๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาบังคับใช้โดยให้ถือว่าข้อบังคับ
เกี่ยวกับการทำงานตามมาตรา ๑๐๘ เป็นข้อตกลงเก่ียวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติ
แรงงานสมั พนั ธ ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ จากบทบัญญัติดังกลา่ วเหน็ ได้ว่า สภาพการจา้ งโดยเจตนารมณ์หมายถึง
นิติสัมพันธ์หรือการปฏิบัติทั้งหลายระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างต้ังแต่แรกเข้าทำงานจนถึงการเลิกจ้าง
เร่ืองใดก็ตามท่ีเป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างแล้วจึงจะเป็นสภาพการจ้าง สภาพการจ้าง
ไม่มีบทบัญญัติใดบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือ สภาพการจ้างโดยปริยายจึงเกิดข้ึนได้ แต่ข้อตกลง

เก่ยี วกบั สภาพการจ้างมาตรา ๑๐ วรรคสองขา้ งตน้ บัญญตั ใิ ห้ตอ้ งทำเป็นหนังสือเทา่ นั้นและเป็นหนา้ ที่
ของนายจ้างทต่ี อ้ งนำขอ้ ตกลงเกยี่ วกับสภาพการจ้างไปจดทะเบียน

เมื่อมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้ว ท้ังสองฝ่ายมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น
ให้ครบถ้วน การแก้ไขเพ่ิมเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามข้ันตอน
ในพระราชบัญญตั ิแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ เรมิ่ ดว้ ยการแจง้ ขอ้ เรียกรอ้ งต่ออีกฝา่ ยเป็นหนงั สอื ตาม

มาตรา ๑๓, ๑๕ การเจรจาตามมาตรา ๑๖ การทำข้อตกลงเก่ียวกับสภาพการจ้างตามมาตรา ๑๘
และผลผูกพันของข้อตกลงเก่ียวกับสภาพการจ้างตามมาตรา ๑๙ เมื่อทำข้อตกลงหรือมีกระบวนการ
ในการระงบั ขอ้ พพิ าทแรงงานหากตกลงกนั ไมไ่ ดต้ ามมาตรา ๒๑, ๒๒, ๒๓ และ ๒๕ และขอ้ ตกลงเกยี่ วกบั
สภาพการจ้างต้องเป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างหรือระหว่างนายจ้างหรือสมาคมนายจ้างกับ
สหภาพแรงงาน

จากข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๑๗๔ - ๑๙๓๐๐/๒๕๕๗ ได้ความว่าบันทึก

ข้อตกลงฉบับลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๒๕ เป็นบันทึกข้อตกลงระหว่างฝ่ายลูกจ้าง คือ
สหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา (สหภาพแรงงานองค์การค้าของจำเลย) กับฝ่ายนายจ้าง คือ
องค์การค้าของคุรุสภา (องค์การค้าของจำเลย) นายจ้างในคดีนี้คือองค์การค้าของจำเลยมิใช่ตัวจำเลย
ส่วนลูกจ้างในคดีน้ีก็คือพนักงานขององค์การค้าของจำเลยมิใช่ลูกจ้างของจำเลยอีกเช่นกัน เน่ืองจาก
องคก์ ารคา้ ของจำเลยเปน็ สว่ นงานภายในสงั กดั จำเลย มกี ารบรหิ ารงานและงบประมาณในลกั ษณะพเิ ศษ
ข้อตกลงทอ่ี ้างนั้นจำเลยไม่มีสว่ นเกยี่ วข้องหรือได้เข้าร่วมทำข้อตกลงดว้ ยแตป่ ระการใดท้งั สนิ้

ด้วยความเคารพในคำพิพากษาศาลฎีกาท่ีได้หมายเหตุน้ี ผู้เขียนเห็นว่า การที่ศาลฎีกา
ใหเ้ หตผุ ลวา่ “แมโ้ ดยลำพงั มตคิ ณะรฐั มนตรใี นเรอ่ื งนจ้ี ะมใิ ชก่ ฎหมายหรอื ขอ้ ตกลงเกย่ี วกบั สภาพการจา้ ง
หรอื ตามพระราชบญั ญตั สิ ภาครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ทใี่ หย้ กเลกิ พระราชบญั ญตั คิ รู
พ.ศ. ๒๔๘๘ และให้มีคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา

มอี ำนาจบรหิ ารงานจะมผี ลทำใหค้ ณะกรรมการอำนวยการครุ สุ ภาสน้ิ สภาพและเปน็ ผลใหม้ ตติ า่ ง ๆ ของ
คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาสิ้นสภาพไปด้วยหรือไม่ก็ตาม แต่การปฏิบัติดังกล่าวขององค์การค้า
ของคุรุสภาที่แม้จะเริ่มต้นฝ่ายเดียวจากมติคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา แต่เมื่อฝ่ายลูกจ้างซ่ึงเป็น
เจ้าหน้าท่ียินยอมให้องค์การค้าของคุรุสภาปฏิบัติตามมติดังกล่าวท่ีให้สิทธิประโยชน์แก่เจ้าหน้าท่ี

จงึ ถอื ไดว้ า่ มขี อ้ ผกู พนั ระหวา่ งกนั อนั เกดิ จากความยนิ ยอมของทงั้ ฝา่ ยนายจา้ งและฝา่ ยลกู จา้ งทถ่ี อื ปฏบิ ตั ิ
ตอ่ กันมาเสมือนกบั มขี ้อตกลงทีเ่ ป็นลายลักษณ์อักษรเปน็ การยินยอมเปล่ยี นแปลงหรอื เพ่ิมเติมข้อตกลง
ท่ีฝ่ายนายจ้างมีต่อฝ่ายลูกจ้าง และทั้งสองฝ่ายยินยอมให้การเปล่ียนแปลงหรือเพ่ิมเติมข้อตกลงนั้น

มีผลบังคับผูกพันไปถึงข้อสัญญาจ้างแรงงานของลูกจ้างแต่ละคนอีกด้วยเสมือนกับเป็นข้อตกลง


อยั การนิเทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
41

เก่ียวกับสภาพการจ้างหรือเป็นข้อตกลงเก่ียวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย” คำวินิจฉัยดังกล่าวอาจ
ทำให้เข้าใจได้ว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
ไมจ่ ำเป็นต้องดำเนนิ การตามขน้ั ตอนของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ และเสมือนกบั
เป็นการยกเว้นบทบัญญัติเก่ียวกับขั้นตอนกระบวนการให้ได้มาซ่ึงข้อตกลงเก่ยี วกบั สภาพการจ้างตามท่ี
พระราชบัญญตั ิแรงงานสมั พันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ไดก้ ำหนดไวใ้ นมาตรา ๑๐ และ ๑๘ ซ่ึงต่างจากกรณที ี่
ศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ศาลแรงงานอาจใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๒ พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ
บังคบั ได้ เชน่ โจทก์คำนวณค่าชดเชยผิดพลาด ศาลแรงงานเหน็ สมควรพิพากษาใหจ้ ำเลยจ่ายคา่ ชดเชย
ใหถ้ กู ตอ้ งตามทก่ี ฎหมายกำหนด แตก่ ารทศี่ าลแรงงานจะสามารถพพิ ากษาหรอื สง่ั เกนิ คำขอดงั กลา่ วได

กเ็ พราะมกี ฎหมายบัญญัตริ องรับการให้อำนาจไว ้

ข้อ ๒. บันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๒๕ เป็นบันทึกข้อตกลงระหว่าง
สหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภากับองค์การค้าของคุรุสภาซ่ึงเป็นการทำบันทึกข้อตกลงก่อนที่
พระราชบัญญตั ิสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ มีผลใชบ้ ังคับใหม้ ีการจัดตั้งหนว่ ยงาน
องค์การค้าของจำเลยขึ้น บันทึกข้อตกลงฉบับดังกล่าวในข้อ ๑๗ เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับเร่ืองการ
พิจารณาความดีความชอบประจำปีเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภา ที่กำหนดให้การพิจารณาความดี
ความชอบในขณะใด ๆ ให้องค์การค้าของคุรุสภาพิจารณาโดยถือหลักเกณฑ์การพิจารณาตามมต

คณะรัฐมนตรีหรือระเบียบของทางราชการท่ีกำหนดสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจในขณะนั้น ๆ การ
พิจารณาความดีความชอบดังกล่าวจึงเป็นกรณีเก่ียวข้องกับการเลื่อนขั้นเงินเดือนในแต่ละปี ซึ่งเป็น
เพียงเรื่องการพิจารณาความดีความชอบประจำปีของเจ้าหน้าท่ีองค์การค้าเท่านั้น โดยพยานโจทก์ก็ได้
เบิกความยอมรับแล้วเช่นกัน บันทึกข้อตกลงข้อ ๑๗ นี้จึงหาได้เกี่ยวข้องหรือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับ
สภาพการจ้างท่ีกำหนดให้จำเลยต้องปรับอัตราค่าจ้างให้แก่โจทก์เม่ือคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ปรับอัตรา
ค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจทุกครั้งไม่ อีกทั้งบันทึกข้อตกลงระหว่างสหภาพแรงงานองค์การค้าของ
คุรุสภากับองค์การค้าของคุรุสภาดังกล่าว มิใช่ข้อตกลงระหว่างสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา
กับจำเลย จึงทำให้จำเลยไม่อาจอาศัยกระบวนการทางแรงงานสัมพันธ์เพ่ือดำเนินการยื่นข้อเรียกร้อง
หรือแกไ้ ขเปล่ียนแปลงขอ้ ตกลงเกีย่ วกับสภาพการจา้ งได้

ข้อ ๓. สำหรับการท่ีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา ได้มีมติในการประชุมคร้ังท่ี ๑๕/๒๕๓๗
วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๗ อนุมัติหลักการว่า หากคณะรัฐมนตรีมีมติในเร่ืองอัตราเงินเดือนพนักงาน
รัฐวิสาหกิจเป็นอย่างไรให้องค์การค้าฯ ปรับเงินเดือนเจ้าหน้าท่ีองค์การค้าฯ ให้เป็นไปตามมต

คณะรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องเสนอขออนุมัติต่อคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาอีกก็ตาม แต่มต

คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาดังกล่าว ก็เป็นเพียงการอนุมัติในหลักการและเป็นข้อกำหนดของ
นายจ้างเพียงฝ่ายเดียว ไม่มีลักษณะที่เป็นข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและไม่มีลักษณะที่เป็นเงื่อนไข
ในการทำงาน กำหนดวนั และเวลาทำงาน ค่าจา้ ง สวสั ดิการ การเลกิ จา้ งหรือประโยชน์อ่นื ของนายจา้ ง
หรือลูกจ้างอันเก่ียวกับการจ้างหรือการทำงาน อีกท้ังมิใช่เป็นระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศอันมี
สภาพบงั คบั ใหค้ ณะกรรมการของจำเลยชดุ ใหมต่ อ้ งปฏบิ ตั ติ ามโดยไมอ่ าจเปลยี่ นแปลงแกไ้ ขได้ จงึ ไมเ่ ปน็
สภาพการจ้างตามท่ีกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๕


42 คำพิพากษาศาลฎกี า


Click to View FlipBook Version