ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการในความผิดทางวินัยฐานอ่ืน ได้แก่ ฐานปฏิบัติหน้าท่ีราชการ
โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล
อนั เปน็ เหตใุ หเ้ สยี หายแกร่ าชการอยา่ งรา้ ยแรง ฐานรายงานเทจ็ ตอ่ ผบู้ งั คบั บญั ชา อนั เปน็ เหตใุ หเ้ สยี หาย
แก่ราชการอย่างร้ายแรง และฐานเป็นผู้ประพฤติช่ัวอย่างร้ายแรง โดยมิได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ
ขึ้นทำการสอบสวนผู้ฟ้องคดีและมิได้แจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทราบ เพื่อให้ผู้ฟ้องคดี
ได้มีโอกาสโต้แย้งชี้แจงแสดงพยานหลักฐานและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา คำส่ังลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดี
ออกจากราชการตามฐานความผิดดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เน่ืองจากไม่ได้ดำเนินการ
ตามข้ันตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญในการลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงแก่ข้าราชการพลเรือน
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๐๒ ประกอบกับกฎ ก.พ.
ฉบบั ท่ี ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญตั ริ ะเบียบข้าราชการพลเรอื น พ.ศ. ๒๕๓๕
ว่าดว้ ยการสอบสวนพิจารณา ซ่งึ ใชบ้ ังคบั ในการเกดิ เหต
ุ
สำหรับคำส่ังของผู้ถูกฟ้องคดีที่ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการในความผิดวินัยฐานทุจริต
ตอ่ หนา้ ทร่ี าชการ นน้ั มปี ระเดน็ ตอ้ งวนิ จิ ฉยั เพยี งวา่ ผฟู้ อ้ งคดกี ระทำผดิ วนิ ยั อยา่ งรา้ ยแรงฐานทจุ รติ ตอ่
หน้าทีร่ าชการตามมาตรา ๘๒ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบยี บขา้ ราชการพลเรอื น พ.ศ. ๒๕๓๕
หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าท่ีราชการตามมาตรา ๘๒ วรรคสาม ซึ่งเป็น
ความผิดวินัยอย่างร้ายแรงนั้น มีองค์ประกอบในการกระทำความผิด ๓ ประการ คือ ประการแรก
ผู้กระทำมีหน้าท่ีราชการที่จะต้องปฏิบัติ หากผู้กระทำไม่มีหน้าที่ท่ีจะต้องปฏิบัติ จะไม่มีความผิด
ในฐานนี้ ประการท่ีสอง ผู้กระทำได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ีราชการโดยมิชอบ ซ่ึงหมายถึง
มหี นา้ ทรี่ าชการทจี่ ะตอ้ งปฏบิ ตั แิ ตไ่ มป่ ฏบิ ตั ิ หรอื งดเวน้ ไมก่ ระทำตามหนา้ ทโี่ ดยจงใจหรอื เจตนาไมป่ ฏบิ ตั ิ
และประการที่สาม ผู้กระทำมีเจตนากระทำการหรือละเว้นกระทำการในหน้าท่ีเพื่อให้ตนเองหรือผู้อ่ืน
ได้ประโยชน์ที่มิควรได้ ซึ่งหมายถึง ประโยชน์ท่ีไม่มีสิทธิโดยชอบธรรมท่ีจะได้รับ คดีน้ีผู้ฟ้องคด
ี
ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เน่ืองจากเม่ือครั้งท ่ี
ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งนายช่างรังวัด ๕ สำนักงานท่ีดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ปฏิบัติหน้าท่
ี
ผู้ช่วยผู้กำกับการเดินสำรวจ ฝ่ายรังวัด กองกำกับการเดินสำรวจออกโฉนดท่ีดิน จังหวัดเชียงราย
มีหน้าที่ควบคมุ งานรังวดั ทำแผนท่ีในเขตรบั ผดิ ชอบอำเภอแมจ่ นั จงั หวัดเชียงราย ไดต้ รวจระวางแผนท่ี
หมายเลข ๔๙๔๙ II ๐๐๓๐ หมายเลข ๔๙๔๙ II ๐๒๓๐ หมายเลข ๔๙๔๙ II ๐๒๓๒ หมายเลข
๔๙๔๙ II ๐๔๓๐ และหมายเลข ๔๙๔๙ II ๐๔๓๒ แล้วทราบว่าสภาพภูมิประเทศเป็นท่ลี มุ่ ก่อนทจี่ ะ
ผ่านเรื่องการออกโฉนดที่ดินเลขท่ี ๓๑๑๓๕ เลขที่ ๓๑๑๓๖ เลขท่ี ๓๑๑๕๔ เลขท่ี ๓๑๑๖๑
เลขท่ี ๓๑๑๗๕ เลขที่ ๓๑๑๗๖ เลขที่ ๓๑๑๗๘ เลขท่ี ๓๑๑๘๑ เลขท่ี ๓๑๑๘๔ เลขที่ ๓๑๑๘๘
เลขที่ ๓๑๑๘๙ เลขที่ ๓๑๑๙๐ เลขท่ี ๓๑๑๙๑ เลขท่ี ๓๑๑๙๓ เลขท่ี ๓๑๑๙๖ เลขที่ ๓๑๑๙๙
เลขที่ ๓๑๒๐๗ เลขท่ี ๓๑๒๑๑ เลขที่ ๓๑๒๑๒ เลขท่ี ๓๑๒๒๑ เลขท่ี ๓๑๒๒๖ เลขท่ี ๓๑๒๓๒
เลขท่ี ๓๑๒๓๖ และเลขที่ ๓๑๒๕๐ ตำบลทา่ ขา้ วเปลอื ก อำเภอแมจ่ นั จงั หวดั เชยี งราย จำนวน ๒๔ แปลง
ควรต้องออกไปตรวจสอบพ้ืนท่ีจริงว่าอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดท่ีดินได้หรือไม่ กลับไม่ออกไป
ตรวจสอบ เพียงแต่สอบถามอำเภอแม่จันและหน่วยศิลปากรที่ ๔ เชียงแสน แล้วลงชื่อตรวจเรื่อง
เสนอผู้บังคับบัญชา จนเป็นเหตุให้มีการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า
อัยการนิเทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
143
กระบวนการในการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินน้ัน ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๕๗ วรรคหน่ึง
บญั ญตั วิ ่า โฉนดที่ดินและหนงั สอื รับรองการทำประโยชน์ใหม้ ีข้อความสำคญั ดังตอ่ ไปนี้ ชื่อตัว ชือ่ สกุล
ทีอ่ ยู่ของผู้มสี ิทธิในท่ีดิน ตำแหน่งที่ดนิ จำนวนเนอื้ ที่ รูปแผนท่ีของท่ดี นิ แปลงน้นั ซึ่งแสดงเขตข้างเคียง
ทงั้ สท่ี ศิ ใหเ้ จา้ พนกั งานทด่ี นิ จงั หวดั เจา้ พนกั งานทด่ี นิ จงั หวดั สาขา หรอื เจา้ พนกั งานทดี่ นิ ซง่ึ อธบิ ดมี อบหมาย
เป็นผู้ลงลายมือช่ือและประทับตราประจำตำแหน่งของเจ้าพนักงานท่ีดินเป็นสำคัญ กับให้มีสารบัญ
สำหรบั จดทะเบยี นไวด้ ว้ ย มาตรา ๕๘ วรรคหนงึ่ บญั ญตั วิ า่ เมอื่ รฐั มนตรเี หน็ สมควร จะใหม้ กี ารออกโฉนด
ท่ีดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในจังหวัดใดในปีใด ให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
กำหนดจังหวัดที่จะทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่หรือพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์สำหรับปีน้ัน
เขตจงั หวดั ทร่ี ฐั มนตรปี ระกาศกำหนดไมร่ วมทอ้ งทที่ ท่ี างราชการไดจ้ ำแนกใหเ้ ปน็ เขตปา่ ไมถ้ าวร วรรคสอง
บัญญัติว่า เมื่อได้มีการประกาศของรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดท้องท่ีและ
วันเริ่มต้นของการเดินสำรวจรังวัดในท้องที่น้ัน โดยปิดประกาศไว้ ณ สำนักงานที่ดิน ท่ีว่าการอำเภอ
ท่ีว่าการก่ิงอำเภอ ที่ทำการกำนัน และท่ีทำการผู้ใหญ่บ้านของท้องที่ก่อนวันเริ่มต้นสำรวจไม่น้อยกว่า
สามสิบวัน วรรคสาม บัญญัติว่า เมื่อได้มีการประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดตามวรรคสอง ให้บุคคล
ตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง หรือตัวแทนของบุคคลดังกล่าว นำพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่ง
พนักงานเจ้าหน้าท่ีมอบหมายเพ่ือทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่หรือพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ใน
ที่ดินของตนตามวันและเวลาท่ีพนักงานเจ้าหน้าที่ได้นัดหมาย มาตรา ๕๘ ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า
เมื่อได้สำรวจรังวัดทำแผนท่ีหรือพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ในท่ีดินตามมาตรา ๕๘ แล้ว
ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีออกโฉนดท่ีดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วแต่กรณี ให้แก่บุคคล
ตามท่ีระบุไว้ในวรรคสอง เมื่อปรากฏว่าท่ีดินที่บุคคลนั้นครอบครองเป็นที่ดินที่อาจออกโฉนดท่ีดินหรือ
หนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ตามประมวลกฎหมายนี้ วรรคสอง บัญญัติว่า บุคคลซ่ึงพนักงาน
เจ้าหน้าท่ีอาจออกโฉนดท่ีดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามวรรคหน่ึงให้ได้ คือ (๑) ผู้ซึ่ง
มีหลักฐานการแจ้งการครองครองที่ดิน มีใบจอง ใบเหยียบย่ำ หนังสือรับรองการทำประโยชน ์
โฉนดตราจอง ตราจองที่ตราว่า “ได้ทำประโยชน์แล้ว” หรือเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการ
จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ (๒) ผู้ซึ่งได้ปฏิบัติตามมาตรา ๒๗ ตรี (๓) ผู้ซ่ึงครอบครองท่ีดินและ
ทำประโยชนใ์ นทีด่ นิ ภายหลงั วนั ทป่ี ระมวลกฎหมายน้ีใช้บงั คับ และไมม่ ีใบจอง ใบเหยยี บย่ำ หรอื ไมม่ ี
หลักฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการจัดท่ีดินเพื่อการครองชีพระเบียบกรมท่ีดิน ว่าด้วย
การกำหนดหน้าท่ีและความรับผิดชอบของเจ้าหน้าท่ีที่ปฏิบัติงานโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน
และสอบเขตที่ดินทั้งตำบล พ.ศ. ๒๕๒๑ ข้อ ๔ กำหนดว่า ในการปฏิบัติงานโครงการเดินสำรวจ
ออกโฉนดที่ดนิ และสอบเขตที่ดนิ ทัง้ ตำบล ใหม้ ีเจ้าหน้าท่ี (๑) ผู้กำกับการเดนิ สำรวจ (๒) ผู้ช่วยผู้กำกับ
การเดินสำรวจฝา่ ยรังวดั (๓) ผู้ช่วยผูก้ ำกบั การเดินสำรวจ ฝา่ ยสอบสวนสิทธิ (๔) เจา้ หน้าท่ีเดินสำรวจ
ปักหลักเขต (๕) เจ้าหน้าที่สอบสวนสิทธิ (๖) เจ้าหน้าท่ีโยงยึดหลักเขต (๗) เจ้าหน้าท่ีกองกลาง
ฝ่ายรังวัด (๘) เจ้าหน้าท่ีกองกลาง ฝ่ายสอบสวนสิทธิ ข้อ ๗ กำหนดว่า ผู้ช่วยผู้กำกับการเดินสำรวจ
ฝ่ายรังวัด มีหน้าที่และความรับผิดชอบ ดังน้ี (๑) เบิกเคร่ืองมือรังวัดสิ่งของเคร่ืองใช้และแบบพิมพ์
ที่เกี่ยวกับงานรังวัดทำแผนท่ี (๒) จัดทำแผนที่สารบัญบริเวณพื้นท่ีตำบลที่จะทำการ (๓) ตรวจสอบ
หลักฐานเส้นโครงงานแผนที่เดิมบริเวณท่ีจะทำการหรือบริเวณใกล้เคียงเพื่อคัดถ่ายหรือถ่ายสำเนา
144 คำพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ
เตรียมไปใช้งาน (๔) ตรวจสอบระวางแผนที่ภาคพื้นดิน ระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศและขอเบิก
เพื่อนำไปใช้งาน (๕) ขอใช้ชื่อเส้นโครงงานหลักฐานแผนท่ี (๖) กำหนดแผนงานวางโครงหลักฐาน
แผนที่ให้เหมาะสมกับพื้นที่ในตำบลท่ีจะทำการและกำหนดการสร้างระวางแผนท่ีให้เหมาะสมกับ
สภาพพ้ืนดิน (๗) ตรวจสอบและแก้ไขเส้นโครงงานแผนท่ีท่ีมีความผิดเกินเกณฑ์ (๘) ตรวจรายการ
รังวัดเส้นรายการรังวัดโยงยึดหลักเขต และรูปแผนท่ีกระดาษบาง (๙) ตรวจการลงที่หมายในระวาง
กระดาษเหลืองระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศ รูปแผนท่ี หลักเขต การเขียนข้างเคียงและ
การให้เคร่ืองหมายท่ีดิน (๑๐) ตรวจสมุดสำรวจ (ร.ว.๓๙) บัญชีโฉนดท่ีดินเลขท่ีดินสมมุติ (ร.ว.๔๑)
บญั ชเี ลขหนา้ สำรวจ (ร.ว.๔๒) และบญั ชจี า่ ยหลักเขตทด่ี ิน (ร.ว.๑๓) (๑๑) ตรวจแนะนำและติดตามผล
การปฏิบัติงานด้านรังวัดทำแผนท่ีและเร่งรัดการปฏิบัติงานให้ได้ผลงานตามเป้าหมาย (๑๒) ตรวจการ
เขียนแผนที่ในโฉนดที่ดิน (๑๓) ตรวจรับและควบคุมการจ่ายหลักเขตที่ดินพร้อมท้ังรายงานการ
ใช้หลักเขต (๑๔) จัดทำแผนที่สารบัญแสดงเส้นโครงงานต่าง ๆ ซึ่งได้รังวัดวางโครงต่อเน่ืองเพิ่มเติม
มาตราส่วน ๑/๕๐,๐๐๐ ส่งให้กองรังวัดและทำแผนที่เมื่อเสร็จจากการปฏิบัติงาน (๑๕) รวบรวมผล
การปฏิบัติงานรังวัดและใบสำคัญค่าใช้จ่ายต่างๆ ของช่างรังวัดเสนอผู้กำกับการเดินสำรวจ (๑๖)
พิจารณาแกไ้ ขปญั หาและอปุ สรรคต่าง ๆ ในการรงั วดั ทำแผนท่ี (๑๗) ประสานงานกบั หัวหน้างานรังวัด
สำนกั งานทด่ี นิ จงั หวดั เกยี่ วกบั การปฏบิ ตั งิ านดา้ นรงั วดั ทำแผนท่ี (๑๘) รวบรวมหลกั ฐานการรงั วดั ตา่ ง ๆ
เพื่อส่งมอบให้แก่สำนักงานที่ดินจังหวัด (๑๙) ปฏิบัติงานอื่นตามท่ีผู้กำกับการเดินสำรวจมอบหมาย
และระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินและสอบเขตที่ดิน พ.ศ. ๒๕๒๙
ซงึ่ ใชบ้ งั คบั ในขณะเกดิ เหตุ ขอ้ ๔๔ กำหนดวา่ ใหผ้ ชู้ ว่ ยผกู้ ำกบั การเดนิ สำรวจ ฝา่ ยรงั วดั ตรวจหลกั ฐาน
แผนทแ่ี ละแบบพมิ พโ์ ฉนดทด่ี นิ ตามหลกั วชิ าการแผนที่ ขอ้ ๔๗.๑ กำหนดวา่ ใหผ้ ชู้ ว่ ยผกู้ ำกบั การเดนิ สำรวจ
ฝ่ายรังวัด ซึ่งมีหน้าที่ตรวจและควบคุมเก่ียวกับงานด้านรังวัดทำแผนที่ เป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้อง
ของการเขียนแผนทเ่ี ครอ่ื งหมายท่ดี ิน และเนื้อที่ว่าถูกต้องตรงกับรายงานตน้ ฉบับแล้ว ใหล้ งชือ่ ในแบบ
พิมพ์โฉนดท่ีดินในช่อง “ผู้ตรวจแผนท่ี” จากบทบัญญัติดังกล่าว เห็นได้ว่า การออกโฉนดที่ดิน
เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๕๗ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินของเจ้าพนักงานท่ีดินจังหวัด
เจ้าพนักงานท่ีดินจังหวัดสาขา หรือเจ้าพนักงานท่ีดินซึ่งอธิบดีมอบหมายซึ่งมีผลเป็นการก่อตั้งสิทธ
ิ
ในทรพั ยส์ นิ ของบคุ คล การออกโฉนดทดี่ นิ จงึ เปน็ คำสงั่ ทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
วิธปี ฏบิ ัตริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ สำหรับการพิจารณาออกโฉนดทีด่ ินด้วยวธิ กี ารเดินสำรวจ
ตามมาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๘ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายท่ีดิน มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา
๒ ประการ กล่าวคือ ประการที่หนึ่ง ผู้ขอออกโฉนดท่ีดินเป็นบุคคลซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่อาจ
ออกโฉนดที่ดินให้ได้หรือไม่ ประการที่สอง ท่ีดินท่ีขอออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินที่พนักงานเจ้าหน้าท ี่
อาจออกโฉนดที่ดินให้ได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. เลขแดงที่ ๐๗๗๐๔๕๔๖ ลงวนั ที่ ๑๒ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๔๗ ว่านายปรีชา ชสู งา่
ตำแหน่งนายช่างรังวัด ซ่ึงมีหน้าท่ีเป็นเจ้าหน้าท่ีผู้รังวัดปักหลักเขตได้ทำการเดินสำรวจรังวัดปักหลัก
เขตท่ีดิน ตามที่ราษฎรมาขอให้ออกโฉนดที่ดินตามโครงการเดินสำรวจออกโฉนดท่ีดินจังหวัดเชียงราย
จำนวน ๑๒๔ แปลง ซ่ึงรวมถึงที่ดินท่ีพิพาทจำนวน ๒๔ แปลงด้วย จากนั้น ได้ส่งรายงานสำรวจ
เขตที่ดิน (รว.๔๐) พร้อมเอกสารหลักฐานที่ดินเดิมมอบให้นางวิภา พิณทองขณะเกิดเหตุมีหน้าที่เป็น
อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
145
เจา้ หนา้ ทผ่ี สู้ อบสวนสทิ ธดิ ำเนนิ การสอบสวนผนู้ ำเดนิ สำรวจ เจา้ ของทดี่ นิ ขา้ งเคยี งและผปู้ กครองทอ้ งท่ี
จากน้ัน นางวภิ าได้ส่งงานใหน้ ายสมชายซ่งึ ทำหน้าที่เป็นผูช้ ว่ ยผกู้ ำกบั การเดินสำรวจฝ่ายสอบสวนสทิ ธิ
ทำการตรวจสอบใบไต่สวนและเอกสารประกอบเร่ือง นายสมชายตรวจสอบแล้วเห็นว่านางวิภา
ได้กรอกรายละเอียดไว้ครบถ้วนแล้วและผลการสอบสวนเพื่อออกโฉนดท่ีดินในใบไต่สวน (น.ส.๕)
ทุกแปลงระบุว่าเป็นที่ดินที่ผู้นำเดินสำรวจครอบครองทำประโยชน์อยู่แล้ว สภาพการทำประโยชน
์
เปน็ ทน่ี า ทไี่ รแ่ ละไมเ่ ปน็ ทส่ี งวนหวงหา้ มหรอื เปน็ ทส่ี าธารณะประโยชน์ นายสมชายไดส้ ง่ งานใหก้ องกลาง
ฝ่ายรังวัด เพื่อทำการคำนวณรายการรังวัดเขียนรูปแผนที่ลงรูปแปลงที่ดินในท่ีหมายระวางแผนท
ี่
รูปถ่ายทางอากาศ เสร็จแล้วเสนอผู้ฟ้องคดีซ่ึงทำหน้าท่ีเป็นผู้ช่วยผู้กำกับการเดินสำรวจ ฝ่ายรังวัด
ทำการตรวจสอบการรังวัด ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจแผนที่ภูมิประเทศ มาตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐ พบว่า ท่ีดิน
ที่นำสำรวจ ๒๔ แปลง ต้ังอยู่ในระหว่างแผนท่ีตามรูปถ่ายทางอากาศ หมายเลข ๔๙๔๙ II ๐๐๓๐
หมายเลข ๔๙๔๙ II ๐๒๓๐ หมายเลข ๔๙๔๙ II ๐๒๓๒ หมายเลข ๔๙๔๙ II ๐๔๓๐ และหมายเลข
๔๙๔๙ II ๐๔๓๒ โดยบริเวณด้านเหนือของค่าพิกัดในระวางดังกล่าวอยู่ใกล้กับพ้ืนที่ที่ระบุว่า
“เวียงหนอง” สภาพในระวางเหมือนมีน้ำท่วมขัง ผู้ฟ้องคดีจึงได้หมายสีระวางแผนที่ท่ีราษฎรได้นำ
เดนิ สำรวจ แลว้ นำเรอื่ งดงั กลา่ วไปปรกึ ษากบั นายสมชาย ผชู้ ว่ ยผกู้ ำกบั การเดนิ สำรวจฝา่ ยสอบสวนสทิ ธิ
และรายงานผลการตรวจสอบดงั กลา่ วใหน้ ายชชั ชยั ซง่ึ เปน็ ผบู้ งั คบั บญั ชาทราบ เพอ่ื ใหม้ กี ารดำเนนิ การ
ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซ่ึงท้ังนายปรีชา นายสมชาย และนายชัชชัย ต่างให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่า
ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ตรวจพบสภาพท่ีตั้งของท่ีดินท่ีราษฎรขอออกโฉนดที่ดินว่ามีลักษณะต้องสงสัยว่าเป็น
ท่ีดินท่ีพนักงานเจ้าหน้าท่ีไม่สามารถออกโฉนดท่ีดินให้ได้ตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคหนึ่ง ตามประมวล
กฎหมายที่ดิน ท้ังผู้ฟ้องคดียังได้นำเรื่องราวดังกล่าวปรึกษาหารือกับเพ่ือนร่วมงานและรายงานให้
นายชัชชัย ซ่ึงเป็นผู้บังคับบัญชาทราบ จึงเป็นกรณีท่ีผู้ฟ้องคดีได้ปฎิบัติหน้าท่ีตามที่กำหนดในข้อ ๗
ของระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ท่ีปฏิบัติงาน
โครงการเดินสำรวจออกโฉนดท่ีดนิ และสอบเขตท่ีดนิ ทัง้ ตำบล พ.ศ. ๒๕๒๑ และข้อ ๔๔ และขอ้ ๔๗.๑
ของระเบียบกรมทีด่ นิ วา่ ดว้ ยการเดนิ สำรวจออกโฉนดท่ีดนิ และสอบเขตทด่ี ิน พ.ศ. ๒๕๒๙ ซง่ึ ใช้บงั คบั
ในขณะเกิดเหตุแล้ว และโดยท่ีระเบียบกรมท่ีดินท้ังสองฉบับดังกล่าว มิได้กำหนดให้ตำแหน่ง
ผชู้ ว่ ยผกู้ ำกบั การเดนิ สำรวจ ฝา่ ยรงั วดั ซง่ึ เปน็ ตำแหนง่ ของผฟู้ อ้ งคดมี หี นา้ ทตี่ อ้ งออกไปปฏบิ ตั งิ านภาคสนาม
เพื่อตรวจสอบพ้ืนท่ีทม่ี กี ารขอออกโฉนดทีด่ นิ วา่ เปน็ ท่ีสาธารณะประโยชนอ์ นั เป็นทด่ี นิ ท่ตี ้องห้ามในการ
ออกโฉนดท่ีดินหรือไม่ อีกทั้งอำนาจหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีตามท่ีกำหนดไว้ในระเบียบ ทั้งสองฉบับ
เป็นเพียงข้ันตอนการพิจารณาทางปกครองอันนำไปสู่การออกโฉนดที่ดินอันเป็นคำส่ังทางปกครอง
เม่ือผู้ฟ้องคดีรายงานผลการตรวจสอบพบว่า สภาพที่ต้ังของท่ีดินท่ีพิพาททั้ง ๒๔ แปลง เหมือนม ี
น้ำทว่ มขังและอยใู่ กลก้ ับพ้ืนท่ีท่รี ะบวุ ่า “เวียงหนอง” ให้ผ้บู งั คบั บญั ชาทราบเพือ่ ดำเนนิ การตรวจสอบ
ก่อนการออกโฉนดที่ดินผู้ฟ้องคดีจึงได้ดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามอำนาจหน้าที่ตามท่ี
กฎหมายกำหนดแล้ว ขั้นตอนต่อไปในการออกโฉนดที่ดินอยู่ในความรับผิดชอบของนายชัชชัย
สรุ ดนิ ทร์ ผู้กำกบั การเดนิ สำรวจและนายวิสทุ ธ์ิ คำอ้อน เจา้ พนักงานท่ีดนิ จังหวดั เชียงราย สาขาแม่จนั
ผู้มีอำนาจหน้าท่ีในการออกโฉนดท่ีดินอันเป็นคำส่ังทางปกครองท่ีต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ตามที่ได้รับแจ้งจากผู้ฟ้องคดีว่าผู้ขอออกโฉนดที่ดินเป็นบุคคลซ่ึงพนักงานเจ้าหน้าที่อาจออกโฉนดท่ีดิน
146 คำพพิ ากษาศาลปกครองสงู สุด
ใหไ้ ดห้ รอื ไม่ และทดี่ นิ ทขี่ อออกโฉนดทดี่ นิ เปน็ ทดี่ นิ ทพี่ นกั งานเจา้ หนา้ ทอ่ี าจออกโฉนดทด่ี นิ ใหไ้ ดห้ รอื ไม่
แต่ข้อเทจ็ จริงปรากฏวา่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มคี ำวินจิ ฉยั ว่านายชชั ชัย ผู้กำกับการเดินสำรวจซึ่งเปน็
ผบู้ งั คบั บญั ชาของผฟู้ อ้ งคดแี ละนายวสิ ทุ ธิ์ เจา้ พนกั งานทด่ี นิ จงั หวดั เชยี งราย สาขาแมจ่ นั ไมม่ มี ลู ความผดิ
ตามทถ่ี กู กลา่ วหาโดยใหเ้ หตผุ ลวา่ นายชชั ชยั เปน็ ผสู้ งั่ การใหต้ รวจสอบสภาพทด่ี นิ กบั หนว่ ยศลิ ปากรที่ ๔
เชียงแสน และอำเภอแมจ่ ัน ทง้ั การส่งมอบงานให้สำนักงานท่ดี ินจังหวดั เชยี งราย สาขาแมจ่ ัน ได้มีการ
รายงานประกอบว่า จากการตรวจสอบระวางแผนท่ีรูปถ่ายทางอากาศแล้ว ปรากฏว่าสภาพเหมือน
มนี ้ำท่วมขังควรตรวจสอบสภาพพนื้ ท่ีดินและสอบสวนเพิม่ เตมิ ตามแบบหมายอกั ษร จ. สว่ นนายวสิ ุทธ์ิ
ได้มีคำส่ังแต่งต้ังคณะกรรมการทำการตรวจสอบสภาพที่ดินที่ทำการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน
และได้รับรายงานผลการตรวจสอบว่า ผู้ขอออกโฉนดท่ีดินได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว
ตลอดจนผู้ปกครองท้องที่รับรองว่าที่ดินแต่ละแปลงไม่เป็นที่หลวงหวงห้าม หรือท่ีสาธารณะประโยชน์
อีกทั้งกรมที่ดินมีนโยบายเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ นายวิสุทธ์ิจึงต้องลงนามออกโฉนดที่ดิน
ดังกล่าว และจากการไต่สวนข้อเท็จจริง ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่านายชัชชัยและนายวิสุทธิ์
ได้ร่วมกระทำความผิดกับผู้ถูกกล่าวหารายอื่น ๆ เห็นว่าข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.
ยกข้ึนวินิจฉัยให้เป็นประโยชน์แก่นายชัชชัยและนายวิสุทธ์ิเกิดจากผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ตรวจสอบและ
รายงานให้นายชัชชัยซ่ึงเป็นผู้บังคับบัญชาทราบว่าท่ีต้ังของท่ีดินที่พิพาทท้ัง ๒๔ แปลง สภาพเหมือน
มีน้ำท่วมขัง ควรมีการตรวจสอบเพ่ิมเติม เป็นเหตุให้นายชัชชัย ได้มีหนังสือสอบถามไปยังหน่วย
ศิลปากรที่ ๔ เชียงแสนและอำเภอแม่จัน เก่ียวกับเขตท่ีดินที่พิพาท นอกจากนี้แล้วในการส่งมอบงาน
ให้สำนักงานท่ีดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่จัน ได้มีการรายงานประกอบว่าจากการตรวจสอบระวาง
แผนที่รูปถ่ายทางอากาศแล้ว ปรากฏว่าสภาพเหมือนมีน้ำท่วมขัง ควรตรวจสอบสภาพพ้ืนที่ดินและ
สอบสวนเพ่ิมเติมเป็นเหตุให้นายวิสุทธ์ิ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบท่ีดินท่ีพิพาท
การดำเนินการของนายชัชชัย และนายวิสุทธิ์ จึงเป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าท่ีตาม
กฎหมายของผู้ฟ้องคดี และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีได้ร่วมกระทำความผิดกับผู้ถูกกล่าวหา
รายอืน่ ๆ เช่นเดยี วกนั ประกอบกับจากรายงานการไตส่ วนข้อเทจ็ จริงไมป่ รากฏพยานหลกั ฐานทีท่ ำให้
เชอื่ ไดว้ า่ ผฟู้ อ้ งคดจี งใจหรอื มเี จตนากระทำการหรอื ละเวน้ ไมก่ ระทำการใด ๆ หรอื รว่ มกบั ผอู้ น่ื กระทำการ
หรือละเว้นไม่กระทำการ ในการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายเพ่ือแสวงหาประโยชน์ท่ี
มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเข้าองค์ประกอบของความผิดฐานทุจริตต่อหน้าท่ีราชการตาม
มาตรา ๘๒ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ และเมื่อ
ได้วินิจฉัยแล้วว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑๕๖๗/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๗ ท่ีส่ังลงโทษ
ผู้ฟ้องคดีในความผิดทางวินัยฐานอ่ืนได้แก่ ฐานปฏิบัติหน้าท่ีราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
ระเบียบของทางราชการ มตคิ ณะรฐั มนตรี หรือนโยบายของรฐั บาล อนั เป็นเหตใุ ห้เสียหายแกร่ าชการ
อย่างร้ายแรงฐานรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
และฐานเป็นผู้ประพฤติช่ัวอย่างร้ายแรงเป็นคำส่ังท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังน้ัน คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี
ท่ี ๑๕๖๗/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๗ ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ จึงเป็นคำสั่ง
ทีไ่ ม่ชอบด้วยกฎหมาย อทุ ธรณ์ของผ้ถู กู ฟ้องคดีฟงั ไม่ขนึ้
อัยการนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
147
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกรมที่ดิน ที่ ๑๕๖๗/๒๕๔๗ ลงวันท่ี ๑๔
มิถุนายน ๒๕๔๗ ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยให้มีผลย้อนหลัง ต้ังแต่วันท่ีคำส่ังดังกล่าว
มีผลบังคับนั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ดี ในส่วนที่ศาลปกครองช้ันต้นมีคำบังคับให
้
ผู้มีอำนาจตามกฎหมายดำเนินการเพ่ือให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการภายในสามสิบวันนับแต่วันท่ีคดี
ถงึ ทส่ี ดุ โดยคนื สทิ ธใิ หผ้ ฟู้ อ้ งคดตี ามทกี่ ฎหมายและระเบยี บกำหนดไว้ ทง้ั น้ี ภายในหกสบิ วนั นบั แตว่ นั ท
ี่
ผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการน้ันศาลปกครองสูงสุด เห็นควรให้กำหนดเป็นข้อสังเกตเก่ียวกับแนวทาง
หรอื วธิ กี ารดำเนนิ การให้เปน็ ไปตามคำพิพากษาตามนยั มาตรา ๖๙ วรรคหนึ่ง (๘) แห่งพระราชบัญญัติ
จัดต้ังศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ให้เพิกถอนคำส่ังกรมที่ดิน ที่ ๑๕๖๗/๒๕๔๗
ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๗ ที่ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยให้มีผลย้อนหลังต้ังแต
่
วันที่คำส่ังดังกล่าวมีผลบังคับ โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไป
ตามคำพิพากษา คือ ให้ผู้มีอำนาจตามกฎหมายดำเนินการเพ่ือให้ผู้ฟ้องคดีเข้ารับราชการภายใน
สามสิบวันนับแต่วันท่ีคดีถึงท่ีสุด โดยคืนสิทธิให้ผู้ฟ้องคดีตามที่กฎหมายและระเบียบกำหนดไว้
ทงั้ น้ี ภายในหกสิบวันนบั แต่วันทผี่ ู้ฟ้องคดกี ลบั เข้ารับราชการ
สำนกั งานอยั การพิเศษฝา่ ยสารสนเทศ
สำนักงานวชิ าการ
148 คำพิพากษาศาลปกครองสงู สุด
คำพพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ที่ อ. ๑๔๖๔/๒๕๕๘
พ.ร.บ. จัดต้ังศาลปกครองและวธิ พี ิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ (มาตรา ๕๑)
การท่ีผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ราคาที่ดินท่ีผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกลำน้ำลำพะเนียง
รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นกรณีท่ีผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิในฐานะที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินติดตาม
เอาคนื ซึ่งทรัพย์สนิ ของตนตามมาตรา ๑๓๓๖ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ ซง่ึ ผู้ฟ้องคดี
สามารถยื่นฟ้องคดีต่อศาล ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนทรัพย์สินของตนหรือใช้ราคาท่ีดินได้ตลอดเวลา
ที่ผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ได้คืนทรัพย์หรือชดใช้ราคาทรัพย์ให้แก่ผู้ฟ้องคดี และถือเป็นการกระทำละเมิด
ต่อผู้ฟ้องคดีอยู่อย่างต่อเน่ืองจนถึงวันฟ้องคดี โดยการฟ้องคดีดังกล่าวไม่มีกำหนดระยะเวลา
การฟ้องคดี ดังน้ัน เมื่อผู้ฟ้องคดีย่ืนฟ้องคดีต่อศาลในวันท่ี ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ การฟ้องคดี
ของผฟู้ อ้ งคดดี งั กลา่ ว จงึ ยงั ไมพ่ น้ กำหนดระยะเวลาการฟอ้ งคดตี ามมาตรา ๕๑ แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
{
จัดตงั้ ศาลปกครองและวิธพี ิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
_________________________
นางทองเล่อื น สมออ่ น ผ้ฟู ้องคด
ี
ผ้ถู ูกฟอ้ งคด
ี
ระหวา่ ง
กรมชลประทาน
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของท่ีดินตามโฉนดท่ีดินเลขท่ี ๒๒๒๔๐ ตำบลบ้านขาม
อำเภอเมอื งหนองบวั ลำภู จงั หวดั หนองบวั ลำภู ตอ่ มาคณะรฐั มนตรไี ดม้ มี ตเิ มอ่ื วนั ที่ ๗ ตลุ าคม ๒๕๔๖
เห็นชอบแผนงานและโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะเนียง จังหวัดหนองบัวลำภู โดยให้ผู้ถูกฟ้องคด
ี
เป็นหน่วยงานท่ีรับผิดชอบโครงการ ซ่ึงผู้ถูกฟ้องคดีได้มอบหมายให้โครงการชลประทานหนองบัวลำภู
รับผิดชอบดำเนินงาน และมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภูทำสัญญาจ้างก่อสร้าง
ตามโครงการดังกล่าว รวมทั้งกำกับดูแลการดำเนินโครงการดังกล่าวด้วย ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัด
หนองบัวลำภูได้มีคำสั่งแต่งต้ังคณะกรรมการการบริหารโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะเนียงขึ้น
เพ่ือทำหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบการจ้างเหมาก่อสร้างและกำกับดูแลการดำเนินโครงการ
ซึ่งการดำเนินงานก่อสร้างตามโครงการดังกล่าวได้มีการรุกล้ำท่ีดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วน ผู้ฟ้องคด
ี
จงึ ยน่ื ฟอ้ งคดตี อ่ ศาลปกครอง เพอ่ื ใหผ้ ถู้ กู ฟอ้ งคดชี ดใชค้ า่ เสยี หายทผี่ ฟู้ อ้ งคดตี อ้ งสญู เสยี ทด่ี นิ จำนวน ๖ ไร่
เป็นเงิน ๓๖๐,๐๐๐ บาท ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์จากการทำนาต้ังแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ถึง
พ.ศ. ๒๕๕๓ รวมเวลา ๗ ปี เป็นเงิน ๒๑๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินจำนวน ๕๗๐,๐๐๐ บาท และ
ให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวต้ังแต
่
ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ เปน็ ตน้ ไป จนกว่าผถู้ กู ฟอ้ งคดจี ะชำระเสรจ็ สิน้
ศาลปกครองชนั้ ตน้ พพิ ากษาใหผ้ ถู้ กู ฟอ้ งคดชี ดใชค้ า่ สนิ ไหมทดแทนเปน็ เงนิ จำนวน ๑๖๐,๘๒๐ บาท
พร้อมทั้งดอกเบ้ียในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑๔๙,๖๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง
เปน็ ตน้ ไปจนกวา่ จะชำระเสรจ็ ใหแ้ กผ่ ฟู้ อ้ งคดี ทง้ั นี้ ภายในหกสบิ วนั นบั แตว่ นั ทค่ี ำพพิ ากษาคดนี ถ้ี งึ ทส่ี ดุ
สว่ นคำขออนื่ ให้ยก
อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
149
ผ้ถู กู ฟ้องคดไี ด้ยน่ื อุทธรณค์ ำพพิ ากษาของศาลปกครองชน้ั ตน้ ตอ่ ศาลปกครองสูงสดุ
ศาลปกครองสงู สดุ พิจารณาแล้วเหน็ ว่า คดีมีประเดน็ ท่จี ะตอ้ งวนิ ิจฉยั ตามคำอทุ ธรณ์ของ
ผู้ถูกฟ้องคดีก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีย่ืนฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา ๕๑
แหง่ พระราชบญั ญตั จิ ดั ตง้ั ศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรอื ไม่ พเิ คราะหแ์ ลว้
เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ราคาท่ีดินท่ีผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกลำน้ำลำพะเนียง
รกุ ลำ้ ทด่ี นิ ของผฟู้ อ้ งคดนี นั้ เปน็ กรณที ผี่ ฟู้ อ้ งคดใี ชส้ ทิ ธใิ นฐานะทผ่ี ฟู้ อ้ งคดเี ปน็ เจา้ ของทดี่ นิ ตดิ ตามเอาคนื
ซ่ึงทรัพย์สินของตนตามมาตรา ๑๓๓๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซ่ึงผู้ฟ้องคดีสามารถ
ยื่นฟ้องคดีต่อศาล ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนทรัพย์สินของตนหรือใช้ราคาที่ดินได้ตลอดเวลาท่ีผู้ถูกฟ้องคดี
ยังไม่ได้คืนทรัพย์หรือชดใช้ราคาทรัพย์ให้แก่ผู้ฟ้องคดี และถือเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีอยู่
อย่างต่อเน่ืองจนถึงวันฟ้องคดี โดยการฟ้องคดีดังกล่าวไม่มีกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดี ดังน้ัน
เม่ือผู้ฟ้องคดีย่ืนฟ้องคดีต่อศาลในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ การฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว
จึงยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน อุทธรณ์ของ
ผูถ้ ูกฟอ้ งคดีจงึ ฟังไม่ขนึ้
คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามคำอุทธรณ์ต่อไปว่า การท่ีผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกขยายลำน้ำ
ลำพะเนียงและทำถนนคันดินเลียบริมฝ่ังลำน้ำลำพะเนียงรุกล้ำท่ีดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำ
ละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ และหากเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีต้องรับผิดชดใช้
คา่ สนิ ไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดหี รอื ไม่ เพยี งใด
พเิ คราะห์แล้วเห็นว่า โครงการขุดลอกและพฒั นาลำน้ำลำพะเนยี งและการสร้างถนนเลียบลำน้ำ
ลำพะเนียงมีผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกฟ้องคดี โดยมีอำนาจหน้าท่ี
ตามกฎหมายในการดำเนินงานจนตามโครงการดังกล่าว ซ่ึงการขุดลอกขยายความกว้างของลำน้ำ
ลำพะเนียงและก่อสร้างคันดินเป็นถนนเลียบตลอดแนวสองฝ่ังลำน้ำลำพะเนียงนั้น ข้อเท็จจริง
รับฟังได้ว่า ได้มีการรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยท่ีดินของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดที่ดินเลขท่ี ๒๒๒๔๐
ถกู ขุดลอกเปน็ ลำน้ำลำพะเนยี งเปน็ จำนวนเนื้อท่ี ๑ ไร่ ๓ งาน ๖ ตารางวา ถกู ทำเป็นถนนเลียบลำนำ้
ลำพะเนียงเป็นจำนวนเนือ้ ท่ี ๑ ไร่ ๓ งาน ๙๐ ตารางวา โดยผ้ถู ูกฟอ้ งคดีไม่มีอำนาจท่ีจะบกุ รุก ยึดถือ
หรือครอบครองที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่ได้ดำเนินการเวนคืน
ที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ หรือได้มีการตกลงซื้อขายท่ีดินของ
ผู้ฟ้องคดีดังกล่าว และไม่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีมีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะขุดลอกเอาท่ีดินของ
ผูฟ้ อ้ งคดโี ดยวิธอี ืน่ ๆ ฉะนัน้ การทีผ่ ู้ถูกฟ้องคดีไดด้ ำเนนิ การตามโครงการและเข้าใช้ทดี่ นิ ของผู้ฟอ้ งคดี
เพ่ือดำเนินการขุดลอกขยายลำน้ำลำพะเนียงและก่อสร้างถนนเลียบลำน้ำลำพะเนียงรุกล้ำท่ีดินของ
ผูฟ้ ้องคดดี ังกล่าว จงึ เปน็ การจงใจทำต่อผฟู้ อ้ งคดใี หไ้ ดร้ ับความเสียหายแกท่ รัพย์สิน ดงั นั้น การกระทำ
ของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย
ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้เสียหายในผลแห่งการกระทำ
ละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าท่ีตามมาตรา ๕ วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติ
ความรับผิดละเมิดของเจ้าหนา้ ท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙
150 คำพิพากษาศาลปกครองสงู สุด
ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า จังหวัดหนองบัวลำภูได้จัดให้มีการประชุมเพื่อชี้แจงให้ราษฎร
ทคี่ าดวา่ จะไดร้ บั ผลกระทบจากการดำเนนิ โครงการดงั กลา่ วไดท้ ราบวา่ จะมกี ารขดุ ลอกลำนำ้ ลำพะเนยี ง
รกุ ลำ้ ท่ีดินของผฟู้ ้องคดี น้ัน เหน็ วา่ ขอ้ กลา่ วอ้างของผู้ถกู ฟ้องคดีดงั กล่าวเปน็ เพียงการยกขอ้ กล่าวอา้ ง
ขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานท่ีแสดงว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับทราบและยินยอมให้ผู้ถูกฟ้องคดี
ขดุ ลอกลำนำ้ ลำพะเนียงรกุ ล้ำทด่ี ินของผูฟ้ อ้ งคดีแต่อยา่ งใด ส่วนท่ผี ถู้ กู ฟอ้ งคดีอทุ ธรณ์วา่ ภายหลงั จาก
ท่ีทางราชการดำเนินการพัฒนาลำน้ำลำพะเนียงแล้วเสร็จ ผู้ฟ้องคดีและราษฎรจะได้รับประโยชน์จาก
โครงการดังกล่าว เนื่องจากผู้ฟ้องคดีและราษฎรสามารถทำนาและปลูกพืชโดยได้รับผลผลิตเพิ่มข้ึน
อันเป็นผลมาจากการท่ีผู้ถูกฟ้องคดีนำดินท่ีได้มาจากการขุดลอกลำน้ำลำพะเนียงมาถมในที่ดินของ
ผฟู้ อ้ งคดแี ละราษฎร จนทำใหท้ ดี่ นิ ของผฟู้ อ้ งคดแี ละราษฎรมคี วามอดุ มสมบรู ณม์ ากขนึ้ รวมถงึ ผฟู้ อ้ งคดี
และราษฎรยังสามารถปลูกพืชประเภทอื่นหลังจากฤดูทำนาได้ เน่ืองจากลำน้ำลำพะเนียงสามารถ
กักเก็บน้ำได้อย่างสมบูรณ์นั้น เห็นว่า แม้ว่าผู้ฟ้องคดีอาจได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวตามท
่ี
ผถู้ กู ฟอ้ งคดกี ลา่ วอา้ งในคำอทุ ธรณก์ ต็ าม แตก่ ห็ าใชเ่ หตทุ ผี่ ถู้ กู ฟอ้ งคดจี ะนำประโยชนส์ ว่ นนม้ี ากลา่ วอา้ ง
เพ่ือที่จะปฏิเสธความรับผิดท่ีจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายท่ีผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องชดใช ้
ให้แกผ่ ฟู้ อ้ งคดีได้ไม่ คำอุทธรณ์ของผูถ้ กู ฟ้องคดีในส่วนน้จี ึงฟังไมข่ ้นึ
การท่ีศาลปกครองช้ันต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน
๑๖๐,๘๒๐ บาท พร้อมท้ังดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑๔๙,๖๐๐ บาท
นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่ผู้ฟ้องคดี ทั้งนี้ ภายในหกสิบวันนับแต่วันท
ี่
คำพพิ ากษาคดีนถ้ี งึ ท่ีสดุ สว่ นคำขออ่ืนให้ยก นนั้ ศาลปกครองสูงสุดเหน็ พ้องดว้ ย
พพิ ากษายนื
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายสารสนเทศ
สำนกั งานวิชาการ
อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
151
คำวนิ ิจฉัยชข้ี าด
อำนาจหนา้ ท่ีระหวา่ งศาล
154 คำวินิจฉยั ชีข้ าดอำนาจหนา้ ทรี่ ะหวา่ งศาล
คำวนิ ิจฉยั ชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหวา่ งศาลท่ี ๕๓/๒๕๕๘
พระราชบัญญัตจิ ัดต้ังศาลปกครองและวธิ พี ิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ (มาตรา ๙ (๓))
คดีน้ีโจทก์ฟ้องขอให้ศาลส่ังให้จำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัดคืนเงินเบี้ยหวัดและ
เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ท่ีได้รับเกินสิทธิไปพร้อมดอกเบี้ย สืบเน่ือง
มาจากการที่กรมบัญชีกลางตรวจสอบข้อมูลในระบบจ่ายตรงบำเหน็จบำนาญแล้วพบว่า จำเลย
กลับเข้ารับราชการเปน็ พนักงานเทศบาล เป็นเหตใุ หต้ อ้ งงดเบี้ยหวัด และกรมบัญชีกลางได้งดจ่าย
เงินเบี้ยหวัดและ ช.ค.บ. ให้แก่จำเลย โดยข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบ้ียหวัด
พ.ศ. ๒๔๙๕ ขอ้ ๘ (๓) ใหง้ ดเบ้ียหวัดในกรณที ท่ี หารผนู้ ั้นเข้ารับราชการในตำแหน่งซ่งึ มสี ิทธิจะได้
รับบำเหนจ็ บำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหนจ็ บำนาญ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ออกคำสั่งทางปกครอง
เรียกให้จำเลยคืนเงินดังกล่าว โจทก์มีเพียงหนังสือเรียกให้จำเลยไปทำหนังสือรับสภาพหน้ีกรณ
ี
ได้รับเงินเกินสิทธิและส่งเงินคืนคลัง ลงวันท่ี ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๕ การออกหนังสือของโจทก์มิใช่
การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ท่ีมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอัน
ที่จะก่อ เปล่ียนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าท่ีของ
บุคคลอันจะถือเป็นคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ
ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ฐานอันเป็นท่ีมาของข้อพิพาทดังกล่าวจึงไม่ใช่เกิดจากการใช้อำนาจ
ตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าท่ีตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจ
พิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ท้ังคำฟ้องคดีน้ีเป็นกรณีท่ีหน่วยงาน
ทางปกครองฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยซ่ึงเป็นอดีตข้าราชการสังกัดโจทก์ในฐานะท่ีเป็นเอกชน
ไมใ่ ช่กรณีหน่วยงานทางปกครอง หรอื เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจตามกฎหมายหรือละเลยต่อหน้าท
ี่
อันก่อให้เกิดความรับผิดอย่างอ่ืนต่อเอกชนตามมาตรา ๙ วรรคหน่ึง (๓) แห่งพระราชบัญญัติ
เดียวกันเมื่อข้อพิพาทคดีนี้ไม่ใช่ข้อพิพาททางปกครองท่ีจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ
ศาลปกครองเสียแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องท่ีโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้อง
เรียกเงินคืนจากจำเลยซ่ึงได้รับเงินไปโดยไม่มีสิทธิหรือเกินสิทธิ อันเป็นการรับเงินไปโดยปราศจาก
มลู อนั จะอา้ งกฎหมายได้ อนั มลี กั ษณะเปน็ ลาภมคิ วรไดต้ ามมาตรา ๔๐๖ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่
{
และพาณชิ ยต์ ่อศาลยุตธิ รรม
______________________
ศาลแขวงอุบลราชธาน
ี
ระหว่าง
ศาลปกครองอุบลราชธาน
ี
การสง่ เร่ืองต่อคณะกรรมการ
ศาลแขวงอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเร่ืองให้คณะกรรมการวินิจฉัยช้ีขาดอำนาจ
หน้าท่ีระหว่างศาลวินิจฉัยช้ีขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าท่ีระหว่างศาล
อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
155
พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหน่ึง (๓) ซ่ึงเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล
ที่รับฟ้องคดีและศาลท่ีส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่อง
เขตอำนาจศาลในคดนี น้ั
ข้อเท็จจรงิ ในคดี เมื่อวนั ที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ กองทัพบก โจทก์ ยนื่ ฟอ้ งสบิ เอกหรอื นาย ธ.
จำเลย ตอ่ ศาลแขวงอุบลราชธานี เป็นคดหี มายเลขดำท่ี ๓๘๒/๒๕๕๗ ความวา่ เดิมจำเลยรบั ราชการ
สังกดั โจทก์ จำเลยไดล้ าออกจากราชการและยืน่ ความประสงคข์ อรับเบีย้ หวดั และขอรับเงนิ ทางจงั หวัด
อบุ ลราชธานี กรมบญั ชีกลางส่ังจ่ายเบ้ียหวัดให้จำเลยเดือนละ ๒,๖๖๔ บาท ตง้ั แต่วันท่ี ๘ กรกฎาคม
๒๕๔๙ ถึง ๓๐ เมษายน ๒๕๕๙ นับเวลาราชการสำหรับคำนวณเบี้ยหวัด ๗ ปี ต่อมากรมบัญชีกลาง
ตรวจสอบข้อมูลในระบบจ่ายตรงบำเหน็จบำนาญพบว่า จำเลยกลับเข้ารับราชการเป็นพนักงาน
เทศบาลตำบลตาลสุม ตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการ ระดับ ๒ ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๒
ซ่ึงการกลับเข้ารับราชการของจำเลยนั้น ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด
พ.ศ. ๒๔๙๕ ข้อ ๘ (๓) ระบวุ า่ ทหารซ่ึงได้รับเบยี้ หวัดอยู่แลว้ ใหง้ ดเบีย้ หวัดในกรณกี ลบั เขา้ รับราชการ
ในตำแหน่งซ่ึงมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ดังน้ัน
จำเลยจงึ ไม่มีสทิ ธไิ ด้รบั เบย้ี หวดั ต้งั แต่วนั ท่ี ๑ มถิ ุนายน ๒๕๕๒ และไมม่ ีสิทธิได้รบั เงนิ ช่วยคา่ ครองชีพ
ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ตามพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบ้ียหวัดบำนาญ
พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๕ นับแต่วันที่กลับเข้ารับราชการ อันเป็นการรับเงินเบ้ียหวัดและ (ช.ค.บ.)
เกนิ สทิ ธโิ ดยไมม่ สี ทิ ธิ กรมบญั ชกี ลางจงึ งดจา่ ยเงนิ เบยี้ หวดั และ (ช.ค.บ.) ตง้ั แตว่ นั ท่ี ๑ มถิ นุ ายน ๒๕๕๕
หน่วยงานต้นสังกัดจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้และผ่อนชำระแต่จำเลยเพิกเฉย
ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๒๗๙,๗๗๓.๔๑ บาท คืนแก่โจทก์ พร้อมดอกเบ้ียในอัตรา
ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒๕๐,๕๑๐.๐๖๐ บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป
จนกวา่ จะชำระเสรจ็
จำเลยให้การว่า จำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์โดยสุจริต เพราะโจทก์ตรวจสอบสิทธิของจำเลย
ก่อนการจ่ายเงินให้แก่จำเลย เม่ือโจทก์ตรวจสอบสิทธิอีกคร้ังกลับพบว่าจำเลยไม่มีสิทธิรับเงิน
โจทกจ์ งึ ไมม่ หี นา้ ทต่ี อ้ งจา่ ยใหแ้ กจ่ ำเลย และจำเลยกไ็ มม่ สี ทิ ธไิ ดร้ บั และเงนิ ทจี่ ำเลยรบั มาไมม่ เี หลอื แลว้
จำเลยจึงไม่จำตอ้ งคืน ฟ้องโจทกข์ าดอายุความ ขอใหย้ กฟอ้ ง
จำเลยย่ืนคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ
ศาลปกครอง
คณะกรรมการพจิ ารณาแลว้ เหน็ วา่ คดนี โี้ จทกฟ์ อ้ งขอใหศ้ าลสง่ั ใหจ้ ำเลยซงึ่ เปน็ อดตี ขา้ ราชการ
ในสังกดั คืนเงินเบย้ี หวัดและเงินช่วยคา่ ครองชีพผรู้ ับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ทีไ่ ด้รับเกินสทิ ธไิ ปพร้อม
ดอกเบี้ย สืบเนื่องมาจากการท่ีกรมบัญชีกลางตรวจสอบข้อมูลในระบบจ่ายตรงบำเหน็จบำนาญแล้ว
พบว่าจำเลยกลบั เขา้ รบั ราชการเป็นพนักงานเทศบาลเปน็ เหตใุ ห้ตอ้ งงดเบี้ยหวัด และกรมบัญชีกลางได
้
งดจ่ายเงินเบ้ียหวัดและ ช.ค.บ. ให้แก่จำเลย โดยข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด
พ.ศ. ๒๔๙๕ ขอ้ ๘ (๓) ให้งดเบ้ยี หวดั ในกรณีที่ทหารผนู้ ัน้ เข้ารับราชการในตำแหนง่ ซ่งึ มสี ิทธิจะไดร้ ับ
บำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ ไมป่ รากฏวา่ โจทกอ์ อกคำสง่ั ทางปกครองเรียกให้
จำเลยคืนเงินดังกล่าวโจทก์มีเพียงหนังสือเรียกให้จำเลยไปทำหนังสือรับสภาพหนี้กรณีได้รับเงิน
156 คำวนิ ิจฉยั ช้ขี าดอำนาจหน้าทร่ี ะหวา่ งศาล
เกินสิทธิ และสง่ เงินคนื คลงั ลงวันท่ี ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๕ การออกหนงั สือของโจทก์มใิ ชก่ ารใช้อำนาจ
ตามกฎหมายของเจ้าหน้าท่ีท่ีมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อเปล่ียนแปลง
โอน สงวน ระงบั หรอื มผี ลกระทบตอ่ สถานภาพของสทิ ธหิ รอื หนา้ ทข่ี องบคุ คลอนั จะถอื เปน็ คำสงั่ ทางปกครอง
ตามนยั มาตรา ๕ แหง่ พระราชบัญญตั วิ ิธีปฏบิ ัตริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ฐานอนั เป็นท่ีมาของ
ข้อพิพาทดังกล่าว จึงไม่ใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าท่ีตามที่มี
กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙
วรรคหน่ึง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งคำฟ้องคดีนี้เป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยซ่ึงเป็น
อดีตข้าราชการสังกัดโจทก์ ในฐานะท่ีเป็นเอกชนไม่ใช่กรณีหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าท ี
่
ของรัฐใช้อำนาจตามกฎหมายหรือละเลยต่อหน้าที่อันก่อให้เกิดความรับผิดอย่างอ่ืนต่อเอกชน
ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เม่ือข้อพิพาทคดีน้ีไม่ใช่ข้อพิพาท
ทางปกครองท่ีจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเสียแล้ว กรณีจึงเป็นเร่ืองท่ีโจทก์
ซ่ึงเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยซึ่งได้รับเงินไปโดยไม่มีสิทธิหรือ
เกินสิทธิ อันเป็นการรับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ อันมีลักษณะเป็นลาภมิควรได้
ตามมาตรา ๔๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อศาลยุติธรรม ซ่ึงเป็นศาลที่มีอำนาจ
พจิ ารณาพพิ ากษาคดที ว่ั ไป
จึงวินิจฉัยช้ีขาดว่า คดีระหว่างกองทัพบก โจทก์ สิบเอกหรือนาย ธ. จำเลยอยู่ในอำนาจ
พจิ ารณาพิพากษาของศาลยุตธิ รรม
สำนกั งานอยั การพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศ
สำนกั งานวิชาการ
อยั การนิเทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
157
คำวินจิ ฉยั ชข้ี าดอำนาจหน้าทีร่ ะหวา่ งศาลท่ี ๙๒/๒๕๕๘
พระราชบญั ญตั ิธรรมนญู ศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘
การไต่สวนชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐
เป็นการสอบสวนอย่างหนึ่งเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษด้วยวิธีการพิเศษที่บัญญัติให้ศาลต้อง
เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยในช้ันสอบสวน เพื่อให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำส่ังแสดงว่า ผู้ตายคือใคร
ตายที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้าย ให้กล่าวว่าใครเป็น
ผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้ แม้ตามคำร้องจะระบุว่าผู้ตายเป็นทหารกองประจำการและตาย
ในระหวา่ งถกู คมุ ขงั ในเรอื นจำจงั หวดั ทหารบกเพชรบรู ณ์ ซง่ึ อยใู่ นความควบคมุ ของเจา้ พนกั งานทหาร
ก็ตาม แตก่ รณียงั เป็นการไม่อาจทราบแนช่ ัดวา่ ผตู้ ายคอื ใคร ตายท่ีไหน เมอื่ ใด เหตแุ ละพฤติการณ์
ท่ีตายเป็นอย่างไร ถ้าตายโดยคนทำร้ายแล้วใครเป็นผู้กระทำร้ายและผู้ท่ีทำร้ายเป็นทหารซ่ึงปฏิบัติ
ราชการตามหน้าที่ตามท่ีปรากฏในคำร้องจริงหรือไม่ หากศาลไต่สวนแล้วปรากฏว่า การตายของ
ผู้ตายมิได้เกิดจากการถูกเจ้าพนักงานท่ีเป็นทหารทำร้ายหรือเกิดจากการท่ีทหารกับพลเรือนกระทำ
ความผดิ ดว้ ยกนั หรอื เปน็ คดที เ่ี กย่ี วพนั กบั คดที อ่ี ยใู่ นอำนาจศาลพลเรอื น หรอื เปน็ คดที ต่ี อ้ งดำเนนิ ใน
ศาลคดเี ดก็ และเยาวชน คดกี จ็ ะไมอ่ ยใู่ นอำนาจของศาลทหารตามพระราชบญั ญตั ธิ รรมนญู ศาลทหาร
พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ กรณีจึงยังเป็นการไม่แน่ชัดว่าคดีจะอยู่ในอำนาจศาลใดกันแน่ ดังนั้น
การไตส่ วนชันสูตรพลิกศพคดีนีจ้ งึ อยใู่ นอำนาจพิจารณาของศาลยตุ ิธรรม
{
________________________
ศาลจงั หวัดทหารบกเพชรบูรณ
์
ระหว่าง
ศาลจงั หวดั เพชรบูรณ์
การสง่ เรอื่ งต่อคณะกรรมการ
ศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ โดยสำนักตุลาการทหารส่งเร่ืองให้คณะกรรมการวินิจฉัยช้ีขาด
อำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่
ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซ่ึงเป็นกรณีท่ีศาลที่รับคำร้องเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขต
อำนาจและศาลท่ีส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเร่ืองเขตอำนาจศาล
ในคดีนัน้
ขอ้ เท็จจรงิ ในคด
ี
เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๗ อัยการศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้
ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ พลทหาร ก. ผู้ตาย ต่อศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์เป็นคดีอาญา คดีดำที ่
ช. ๑/๒๕๕๗ ความว่า เม่ือวันท่ี ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ผู้ร้องได้รับสำนวนชันสูตรพลิกศพจาก
พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบูรณ์ให้ย่ืนคำร้องต่อศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ ์
เพื่อทำการไต่สวนการตายของผู้ตายซึ่งถึงแก่ความตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน
ซงึ่ อา้ งว่าปฏิบัติราชการตามหน้าท่ี จากกรณเี มื่อวนั ท่ี ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ พลทหาร ก. ผู้ตาย เขา้ รบั
158 คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหนา้ ที่ระหว่างศาล
ราชการทหารกองประจำการ ผลัดท่ี ๑/๒๕๕๕ สังกัดกองพลาธิการกองพลทหารม้าที่ ๑
จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีพันตรี ภ. เป็นผู้บังคับบัญชาปกครองดูแล ต่อมาวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๕
ผู้ตายกับพวกอีก ๓ คน ได้กระทำผิดวินัยทหารฐานดื้อขัดขืน หลีกเลี่ยง ละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง
ของผู้บังคับบัญชา พันตรี ภ. จึงส่ังลงโทษผู้ตายกับพวกให้รับทัณฑ์จำขังคนละ ๓ วัน โดยส่งผู้ตาย
กับพวกไปจำขังที่เรือนจำจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ โดยมี สิบเอก ธ. ซ่ึงปฏิบัติหน้าท่ีสิบเวร
ประจำเรอื นจำจังหวดั ทหารบกเพชรบรู ณเ์ ป็นผูร้ ับตัว หลงั จากน้นั ผู้ต้องขังรุ่นพี่ จำนวน ๗ คน รว่ มกบั
น้องใหม่ โดยส่ังลงโทษผู้ตายด้วยการดันพ้ืน ลุกนั่ง กระโดดกบ และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตาย
โดยใชเ้ ทา้ เตะทล่ี ำตวั อยา่ งแรงหลายครง้ั ตอ่ มาวนั ท่ี ๕ ธนั วาคม ๒๕๕๕ สบิ โท จ. ซง่ึ ปฏบิ ตั หิ นา้ ทส่ี บิ เวร
ประจำเรือนจำจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์และพลทหาร อ. ผู้ช่วยสิบเวรได้ร่วมกันฟ้ืนฟูวินัยโดยส่ัง
ลงโทษผ้ตู ายดว้ ยการดนั พ้ืน ลกุ นงั่ กระโดดกบ วิง่ แลว้ ยังรว่ มกันทำร้ายร่างกายผตู้ าย โดยใช้ของแข็ง
ตีท่ีลำตัวเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายเน่ืองจากระบบหายใจและหัวใจล้มเหลว
เฉียบพลันเนื่องจากผู้ตายถึงแก่ความตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของพนักงานเจ้าหน้าที่
ซงึ่ อ้างว่าปฏิบตั ริ าชการตามหนา้ ที่และมกี ารชนั สูตรพลกิ ศพผู้ตายแล้ว ขอให้ศาลทำการไต่สวนชันสตู ร
พลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ พระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติม
ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา (ฉบบั ท่ี ๒๑) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔ ประกอบพระราชบญั ญตั ิ
ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๔๕
ศาลจงั หวดั ทหารบกเพชรบรู ณพ์ จิ ารณาแลว้ เหน็ วา่ การไตส่ วนชนั สตู รพลกิ ศพ และทำความเหน็
ของศาลชนั้ ตน้ ตามความในมาตรา ๑๕๐ แหง่ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา อาจเรยี กไดว้ า่
เปน็ สว่ นหนึง่ ของการสอบสวนแต่กเ็ ปน็ วธิ ีพิเศษทีบ่ ัญญัตใิ หศ้ าลต้องเขา้ ไปเก่ียวข้องดว้ ยในช้นั สอบสวน
และเมอ่ื พระราชบญั ญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๔๗ และมาตรา ๔๘ ได้บัญญตั เิ ร่อื ง
การสอบสวนคดีอาญาท้ังปวง ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารน้ัน ให้อยู่ในอำนาจนายทหารพระธรรมนูญ
หรืออัยการทหาร มิได้บัญญัติวิธีการพิเศษให้ศาลเข้าไปเกี่ยวข้องในการสอบสวนด้วย ศาลจังหวัด
ทหารบกเพชรบรู ณ์จึงไม่มีอำนาจในการไต่สวนชนั สตู รพลิกศพ
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลช้ันต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมีอำนาจ
ทำการไต่สวนและมีคำส่ังในการไต่สวนชันสูตรพลิกศพก็ต่อเม่ือคดีนั้นอยู่ในอำนาจของศาลน้ัน
และการไต่สวนและมีคำสั่งให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ทั้งกรณีไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไปใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติ
ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๔๕ ได้ เพราะตามคำรอ้ งผกู้ ระทำผดิ ต่อผู้ตายเป็นพลทหาร
กองประจำการ ซึ่งต้องถูกฟ้องยังศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘
มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๖ (๓) คดีของผู้กระทำผิดจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลช้ันต้นซ่ึงเป็น
ศาลพลเรือน ดังน้ีศาลช้ันต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนจะทำการไต่สวนและมีคำส่ังในการชันสูตรแต่เฉพาะ
คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลพลเรือนเท่าน้ัน แม้การไต่สวนทำคำส่ังในการชันสูตรพลิกศพของศาลชั้นต้น
ไม่ใช่การฟ้องคดีต่อผู้กระทำให้ตายดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างก็ตาม แต่ก็เป็นวิธีการพิเศษท่ีบัญญัติให้ศาล
ต้องเข้าไปเก่ียวข้องด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ วรรคห้า
และวรรคสิบเอ็ด ดังน้ีศาลพลเรือนจะรับไต่สวนและทำการชันสูตรพลิกศพได้เฉพาะคดีท่ีอยู่ใน
อยั การนิเทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
159
อำนาจศาลพลเรือนเท่าน้ัน มิใช่ว่าเมื่ออัยการศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ เห็นว่า คดีไม่อยู่
ในอำนาจศาลทหารแต่ต้องดำเนินคดีในศาลพลเรือน แล้วส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการ
เพ่ือดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซ่ึงเมื่อพนักงานอัยการไม่อาจส่งสำนวน
กลบั คนื ไปยงั พนกั งานอัยการศาลจงั หวัดทหารบกเพชรบูรณ์ได้ จะทำให้ศาลชน้ั ต้นซึง่ เป็นศาลพลเรือน
ต้องไต่สวนและมีคำส่ังในการชันสูตรพลิกศพคดีนี้ คดีน้ีจึงอยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดทหารบก
เพชรบูรณ์ซ่งึ เปน็ ศาลทหาร
คำวินจิ ฉัย
ปญั หาที่ต้องพจิ ารณา คดีนีอ้ ยใู่ นอำนาจพจิ ารณาพพิ ากษาของศาลยตุ ธิ รรมหรอื ศาลทหาร
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีน้ีอัยการศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ผู้ร้อง ได้รับ
สำนวนชันสูตรพลิกศพจากพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรเมืองเพชรบูรณ์ ย่ืนคำร้องต่อศาลจังหวัด
ทหารบกเพชรบูรณ์เพ่ือทำการไต่สวนการตายของ พลทหาร ก. ผู้ตาย เน่ืองจากผู้ตายซ่ึงเข้ารับ
ราชการทหารกองประจำการและถูกนายทหารผ้บู งั คบั บญั ชาสัง่ ลงโทษให้รบั ทัณฑ์จำขัง ๓ วนั ในขณะ
ถูกจำขัง ก็ถูกผู้ต้องขังอ่ืนอีก ๗ คน ร่วมกันทำร้ายและถูกสิบเวรกับผู้ช่วยสิบเวรประจำเรือนจำส่ัง
ลงโทษและทำร้ายอีกจนผู้ตายถึงแก่ความตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของพนักงานเจ้าหน้าท
่ี
ซึง่ อา้ งวา่ ปฏิบตั ริ าชการตามหนา้ ทแ่ี ละมีการชันสตู รพลิกศพผูต้ ายแลว้ ขอให้ศาลทำการไตส่ วนชนั สูตร
พลกิ ศพ เหน็ วา่ การไตส่ วนชนั สตู รพลกิ ศพตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐
เป็นการสอบสวนอย่างหน่ึงเพ่ือหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษด้วยวิธีการพิเศษที่บัญญัติให้ศาลต้องเข้าไป
เกี่ยวข้องด้วยในชั้นสอบสวน เพื่อให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำสั่งแสดงว่า ผู้ตายคือใคร ตายท่ีไหน
เม่ือใด และถึงเหตุและพฤติการณ์ท่ีตาย ถ้าตายโดยคนทำร้าย ให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าท่ี
จะทราบได้ แม้ตามคำร้องจะระบุว่าผู้ตายเป็นทหารกองประจำการและตายในระหว่างถูกคุมขัง
ในเรือนจำจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ซ่ึงอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานทหารก็ตาม แต่กรณี
ยังเป็นการไม่อาจทราบแน่ชัดว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เม่ือใด เหตุและพฤติการณ์ท่ีตายเป็นอย่างไร
ถ้าตายโดยคนทำร้ายแล้วใครเป็นผู้กระทำร้ายและผู้ที่ทำร้ายเป็นทหารซ่ึงปฏิบัติราชการตามหน้าที่
ตามท่ีปรากฏในคำร้องจริงหรือไม่ หากศาลไต่สวนแล้วปรากฏว่า การตายของผู้ตายมิได้เกิดจากการ
ถูกเจ้าพนักงานท่ีเป็นทหารทำร้ายหรือเกิดจากการที่ทหารกับพลเรือนกระทำความผิดด้วยกันหรือ
เปน็ คดที ่เี กย่ี วพนั กบั คดที ีอ่ ยใู่ นอำนาจศาลพลเรอื น หรอื เป็นคดที ีต่ อ้ งดำเนินในศาลคดีเด็กและเยาวชน
คดกี ็จะไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหารตามพระราชบัญญัตธิ รรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔
กรณีจึงยังเป็นการไม่แน่ชัดว่าคดีจะอยู่ในอำนาจศาลใดกันแน่ ดังนั้นการไต่สวนชันสูตรพลิกศพคดีน ้ี
จึงอยใู่ นอำนาจพจิ ารณาของศาลยตุ ิธรรม
จึงได้วินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีที่อัยการศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ผู้ร้อง ขอให้ไต่สวนชันสูตร
พลกิ ศพของ พลทหาร ก. ผู้ตาย อย่ใู นเขตอำนาจของศาลยตุ ธิ รรม
สำนักงานอยั การพิเศษฝา่ ยสารสนเทศ
สำนกั งานวชิ าการ
160 คำวินิจฉยั ชี้ขาดอำนาจหน้าทีร่ ะหว่างศาล
หมายเหต
ุ
ก่อนท่ีคณะกรรมการวินิจฉัยช้ีขาดอำนาจหน้าท่ีระหว่างศาล จะได้มีคำวินิจฉัยช้ีขาด
อำนาจหน้าท่ีระหว่างศาล ท่ี ๙๒/๒๕๕๘ นั้น เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๒๑๖๙๗/๒๕๕๖ วินิจฉัย
ในข้อเท็จจริงที่เป็นเร่ืองเดียวกันน้ีว่า “ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนจะทำการไต่สวนและมีคำสั่ง
ในการชันสูตรพลิกศพแต่เฉพาะคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลพลเรือนเท่าน้ัน แม้การไต่สวนและทำคำส่ัง
ในการชันสูตรพลิกศพของศาลช้ันต้นไม่ใช่การฟ้องคดีต่อผู้กระทำให้ตายดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างในฎีกา
ก็ตาม แต่ก็เป็นวิธีการพิเศษท่ีบัญญัติให้ศาลต้องเข้าไปเก่ียวข้องด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ วรรคห้า และวรรคสิบเอ็ด ดังน้ี ศาลพลเรือนจะรับไต่สวนและ
ทำคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพได้ก็แต่เฉพาะแต่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลพลเรือนดังท่ีได้วินิจฉัย
ไว้ข้างต้นเท่าน้ัน มิใช่ว่าเมื่ออัยการจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์เห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารและ
ต้องดำเนินคดีในศาลพลเรือนแล้ว อัยการจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ส่งสำนวนการสอบสวนให้ผู้ร้อง
เพ่ือดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งผู้ร้องจะส่งสำนวนกลับคืนไปยัง
อัยการจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ไม่ได้ จะทำให้ศาลช้ันต้นซ่ึงเป็นศาลพลเรือนต้องไต่สวนและ
มคี ำส่ังในการชันสตู รพลกิ ศพคดนี ”ี้
ต่อมาท่านอาจารย์ประทีป ตรีวิมล อดีตอัยการอาวุโส สำนักงานคดีอัยการสูงสุด ได้เขียน
บทความเป็นข้อสังเกตเก่ียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๑๖๙๗/๒๕๕๖ ลงในหนังสืออัยการนิเทศ
เลม่ ที่ ๘๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ ไวส้ องประเดน็ กลา่ วคือ๑
๑. การที่ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ซ่ึงเป็นศาลชั้นต้นเห็นว่าการไต่สวนชันสูตรพลิกศพคดีน้ีไม่อย
ู่
ในอำนาจของศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ แต่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ศาลจังหวัด
เพชรบูรณ์ควรต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยช้ีขาดอำนาจหน้าท่ีระหว่างศาล
พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ ประกอบมาตรา ๑๕ โดยการจดั ทำความเหน็ สง่ ไปใหศ้ าลจงั หวดั ทหารบกเพชรบรู ณ์
๒. ประเด็นเร่ืองการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ กรณีท่ีผู้ตายและเจ้าพนักงานเป็นบุคคลท่ีอยู่
ในอำนาจศาลทหาร จะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลใดต้องไต่สวนชันสูตรพลิกศพน้ัน เคยมีสำนวนคด
ี
วิสามัญฆาตกรรมที่ผู้ว่าราชการจังหวัดส่งมาให้อธิบดีกรมอัยการพิจารณามีคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง
เจา้ พนกั งานผยู้ งิ คนรา้ ยตาย ปรากฏว่าในสำนวนดังกล่าวศาลทหารเป็นผู้ทำการไต่สวน ซึ่งกรมอัยการ
ในสมัยนนั้ เหน็ ว่าเปน็ ปัญหาที่ควรได้พิจารณาวา่ ศาลทหารจะมีอำนาจในการไต่สวนหรอื ไม่ กรมอยั การ
จึงขอให้กรมพระธรรมนญู พจิ ารณา และตอ่ มากรมพระธรรมนญู ไดม้ หี นงั สอื ท่ี ๓๗๐๔/๒๕๐๒ ลงวนั ท่ี ๒๔
พฤศจกิ ายน ๒๕๐๒ ถึงอธิบดีกรมอัยการแจ้งว่าตามปัญหาท่ีขอทราบมานี้ทางกระทรวงกลาโหมและ
กระทรวงมหาดไทย ได้เคยขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาวินิจฉัยแล้วตามบันทึกลงวันที่ ๑๒
กันยายน ๒๕๐๑ ซ่ึงคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าศาลทหารไม่มีอำนาจไต่สวนในกรณีท่ี
ความตายเกิดข้ึนเพราะการกระทำของเจ้าพนักงานซ่ึงปฏิบัติราชการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมาย
วธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐
๑ ประทีป ตรีวิมล, การไต่สวนชันสูตรพลิกศพกรณีท่ีผู้ตายและเจ้าพนักงานเป็นบุคคลอยู่ในอำนาจศาลทหาร, อัยการนิเทศ เล่มที่ ๘๐
พ.ศ. ๒๕๕๘, หนา้ ๒๒ - ๓๑
อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
161
โดยในประเด็นที่สองซึ่งท่านอาจารย์ประทีป ได้ให้ข้อสังเกตไว้น้ี ต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัย
ช้ีขาดอำนาจหน้าท่ีระหว่างศาลก็ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลท่ี ๙๒/๒๕๕๘ ฉบับน้ ี
วินิจฉัยชี้ขาดไว้ตรงกันข้ามกับคำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๒๑๖๙๗/๒๕๕๖ โดยวินิจฉัยเป็นไปในหลักการ
เดยี วกันกบั ทคี่ ณะกรรมการกฤษฎกี าได้เคยพจิ ารณาไวด้ งั ขอ้ สังเกตของท่านอาจารย์ประทปี ขา้ งต้น
อาคม เจตะผลิน
162 คำวินิจฉยั ช้ขี าดอำนาจหนา้ ที่ระหวา่ งศาล
ตอบข้อหารือ
สำนักงานอัยการสูงสดุ
164 ตอบขอ้ หารอื สำนักงานอัยการสงู สุด
คำวินิจฉยั ห.๒/๒๕๕๘
เรื่อง การตีความสญั ญา
กฎหมาย ระเบียบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑ และมาตรา ๓๖๘
การตีความสัญญาควรเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร
ซงึ่ การแสวงหาเจตนาอนั แทจ้ รงิ นน้ั ยอ่ มพจิ ารณาไดจ้ ากปจั จยั ตา่ งๆ เชน่ ความเหน็ ของคณะกรรมการ
กำหนดรายละเอียดและราคากลาง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการพิจารณาหาเจตนา
อันแท้จริงดังกล่าวข้างต้นได้ อีกท้ังการพิจารณาจักต้องเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริต
โดยพเิ คราะหถ์ งึ ปกตปิ ระเพณดี ว้ ย ซง่ึ ยอ่ มพจิ ารณาไดจ้ ากปจั จยั ตา่ งๆ เชน่ กนั เชน่ ราคาของครภุ ณั ฑ
์
ก็เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการพิจารณาถึงความประสงค์ในทางสุจริต เนื่องจากราคาของ
ครภุ ณั ฑก์ บั ปรมิ าณครภุ ณั ฑท์ จ่ี ดั หาควรทจ่ี ะไดส้ ดั สว่ นอนั เหมาะสมตามสมควรแกก่ รณี สว่ นราคาใด
จะเปน็ ราคาทน่ี ำมาพจิ ารณานน้ั กอ็ าจพจิ ารณาจากปกตปิ ระเพณวี า่ หากมกี รณตี อ้ งพจิ ารณาเชน่ นแี้ ลว้
จะใช้ราคาใดมาเป็นเกณฑ
์
ขอ้ เทจ็ จรงิ และปญั หา
มหาวทิ ยาลยั น.ขอความอนเุ คราะหต์ คี วามประกาศมหาวทิ ยาลยั ฯ และสญั ญาซอื้ ขาย จากการท่ี
มหาวทิ ยาลยั ฯ ไดอ้ อกประกาศมหาวทิ ยาลยั ฯ เรอื่ ง สอบราคาซอ้ื ครภุ ณั ฑก์ ารศกึ ษา จำนวน ๒ รายการ
ได้แก
่
๑. Router พรอ้ มอปุ กรณ์ประกอบ จำนวน ๓ ชดุ วงเงิน ๔๓๗,๗๐๐ บาท
๒. Switch พรอ้ มอปุ กรณ์ประกอบ จำนวน ๓ ชุด วงเงนิ ๑๙๖,๘๐๐ บาท
แต่เอกสารแนบท้ายประกาศฯ กำหนดคุณลักษณะของครุภัณฑ์การศึกษา จำนวน ๒
รายการดังกลา่ ว ไดม้ ีขอ้ ความวา่
“๑. Router พร้อมอุปกรณ์ประกอบ จำนวน ๓ ชุด/๑ ชุดละ ๓ อุปกรณ์ (จำนวนเงิน
๔๓๗,๗๐๐ บาท
๒. Switch พร้อมอุปกรณ์ประกอบ จำนวน ๓ ชุด/๑ ชุดละ ๓ อุปกรณ์ (จำนวนเงิน
๑๙๖,๘๐๐ บาท )”
เม่อื ถึงกำหนดส่งมอบบริษทั ผู้ขายไดส้ ง่ มอบสิ่งของใหแ้ กม่ หาวทิ ยาลยั มีรายการดังต่อไปน
้ี
๑. Router ยี่หอ้ Cisco รุ่น ๒๙๐๐ พรอ้ มอุปกรณ์ประกอบ จำนวน ๓ ชุด ประกอบดว้ ย
๑.๑ อปุ กรณ์ Router จำนวน ๓ ตวั
๑.๒ อปุ กรณส์ ายนำสัญญาณแบบอนกุ รม จำนวน ๓ เส้น
รปู แบบ cab-s๕-v๓๕ mt
๑.๓ อุปกรณ์สายนำสญั ญาณแบบอนกุ รม จำนวน ๓ เสน้
รูปแบบ cab-s๕-v๓๕ fc
๑.๔ การ์ดอินเตอรเ์ ฟซ WAN ร่นุ hwic -๒ จำนวน ๑๒ การด์
อัยการนิเทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
165
๒. Switch ย่ีห้อ Cisco รุ่น SG๓๐๐-๒๘ พร้อมอุปกรณ์ประกอบ จำนวน ๓ ชุด
ประกอบด้วย
๒.๑ อปุ กรณก์ ระจายสัญญาณ (L๒ Switch) จำนวน ๓ ตัว
๒.๒ สาย console cable แบบ DTE DB๙ Female จำนวน ๓ ตัว
๒.๓ สาย console cable แบบ DTE DB๙ Female จำนวน ๓ ตวั
แต่คณะกรรมการตรวจรับมีความเห็นว่า ไม่สามารถตรวจรับส่ิงของดังกล่าวได้ เน่ืองจาก
บริษัทผู้ขาย ส่งส่ิงของทุกรายการไม่ครบจำนวน และพิจารณาว่าจำนวนสิ่งของที่บริษัทผู้ขาย
จะตอ้ งสง่ มอบเปน็ ดังน้ี
รายการที่ ๑ Router ย่หี อ้ Cisco ร่นุ ๒๙๐๐ พร้อมอปุ กรณป์ ระกอบ จำนวน ๓ ชุด ขอ้ ความ
ในรายละเอียดฯ คำวา่ “๑ ชดุ ชุดละ ๓ อปุ กรณ”์ หมายถงึ ตอ้ งมีอุปกรณ์ดงั นี้
๑. อุปกรณ์ Router จำนวน ๓ ตัว
๒. อปุ กรณ์สายนำสญั ญาณแบบอนกุ รม จำนวน ๓ เสน้
รปู แบบ cab-s๕-v๓๕ mt
๓. อุปกรณ์สายนำสัญญาณแบบอนุกรม จำนวน ๓ เส้น
รูปแบบ cab-s๕-v๓๕ fc
๔. การ์ดอินเตอรเ์ ฟซ WAN รุ่น hwic -๒ จำนวน ๑๒ การ์ด
ดงั นนั้ คำว่า “จำนวน ๓ ชดุ ” จะตอ้ งมอี ุปกรณ์ท้งั หมดดงั น้
ี
๑. อปุ กรณ์ Router จำนวน ๙ ตัว
๒. อปุ กรณส์ ายนำสญั ญาณแบบอนุกรม จำนวน ๙ เสน้
รูปแบบ cab-s๕-v๓๕ mt
๓. อปุ กรณ์สายนำสัญญาณแบบอนกุ รม จำนวน ๙ เส้น
รูปแบบ cab-s๕-v๓๕ fc
๔. การด์ อนิ เตอรเ์ ฟซ WAN ร่นุ hwic -๒ จำนวน ๓๖ การด์
รายการท่ี ๒ Switch ยี่ห้อ Cisco รุ่น SG๓๐๐-๒๘ พร้อมอุปกรณ์ประกอบ จำนวน ๓ ชุด
อา้ งองิ เหตุผลเดยี วกนั กับรายการที่ ๑ ดังนน้ั คำวา่ “จำนวน ๓ ชุด” หมายถงึ
๑. อปุ กรณ์กระจายสัญญาณ (L๒ Switch) จำนวน ๙ ตวั
๒. สาย console cable แบบ DTE DB๙ Female จำนวน ๙ ตวั
๓. สาย console cable แบบ DTE DB๙ Female จำนวน ๙ ตวั
ต่อมา มหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณารายละเอียดจำนวนครุภัณฑ์ จำนวน ๒
รายการ เพื่อทำหน้าที่ช้ีแจงข้อเท็จจริงรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนที่กำหนดไว้ตามรายละเอียด
คุณลกั ษณะแนบทา้ ยประกาศฯ
คณะกรรมการพิจารณารายละเอียดและจำนวนครุภัณฑ์การศึกษาได้ช้ีแจงรายละเอียดจำนวน
สง่ิ ของทบี่ รษิ ัทผขู้ าย ตอ้ งสง่ มอบตามสญั ญา มรี ายละเอียดดังน
้ี
รายการท่ี ๑ Router ยห่ี ้อ Cisco รนุ่ ๒๙๐๐ พรอ้ มอปุ กรณป์ ระกอบ จำนวน ๓ ชดุ / ๑ ชดุ ละ
๓ อุปกรณ์ ประกอบดว้ ย
166 ตอบขอ้ หารอื สำนกั งานอัยการสูงสดุ
๑.๑ อุปกรณ์ Router จำนวน ๙ อุปกรณ์
๑.๒ อุปกรณ์สายนำสญั ญาณแบบอนุกรม จำนวน ๙ อุปกรณ์
รูปแบบ cab-s๕-v๓๕ mt
๑.๓ อุปกรณส์ ายนำสญั ญาณแบบอนุกรม จำนวน ๙ อุปกรณ
์
รปู แบบ cab-s๕-v๓๕ fc
๑.๔ การด์ อินเตอร์เฟซ WAN รนุ่ hwic -๒ จำนวน ๓๖ การ์ด
รายการที่ ๒ Switch ย่ีห้อ Cisco รุน่ SG๓๐๐-๒๘ พร้อมอปุ กรณป์ ระกอบ จำนวน ๓ ชดุ /๑
ชดุ ละ ๓ อุปกรณ์ ประกอบดว้ ย
๒.๑ อุปกรณ์กระจายสญั ญาณ (L๒ Switch) จำนวน ๙ อปุ กรณ
์
๒.๒ สาย console cable แบบ DTE DB๙ Female จำนวน ๙ อุปกรณ
์
๒.๓ สาย console cable แบบ DTE DB๙ Female จำนวน ๙ อปุ กรณ์
มหาวิทยาลัยจึงขอความอนุเคราะห์ในการตีความประกาศมหาวิทยาลัยฯ และสัญญาซ้ือขาย
ฉบับท่ี ซ.๑๖/๒๕๕๗ ว่า บริษัทผู้ขายจะต้องส่งมอบครุภัณฑ์การศึกษา จำนวน ๒ รายการดังกล่าว
เปน็ จำนวนเทา่ ใด
คำวนิ จิ ฉัย
สำนักงานอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า ตามกรณีท่ีหารือนั้น มิใช่ปัญหาข้อกฎหมาย
แต่เปน็ ปัญหาข้อเทจ็ จรงิ ท่ที างมหาวิทยาลัยฯ จะพึงพจิ ารณาเอง โดยการพจิ ารณานนั้ มหาวทิ ยาลัยฯ
ควรเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงย่ิงกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร ซ่ึงการแสวงหาเจตนาอันแท้จริงน้ัน
ย่อมพิจารณาได้จากปัจจัยต่างๆ ซ่ึงกรณีที่หารือ คณะกรรมการกำหนดรายละเอียดและราคากลาง
ครุภัณฑก์ ารศกึ ษา จำนวน ๒ รายการ เปน็ ผู้จดั ทำเอกสารแนบทา้ ยประกาศฯกำหนดคุณลกั ษณะของ
ครภุ ัณฑ์การศึกษา จำนวน ๒ รายการ ทร่ี ะบุขอ้ ความตามที่มปี ระเด็นปัญหา โดยข้อความดังกล่าวเปน็
ข้อความในลักษณะเดียวกันกับเอกสารผนวก ๑ รายละเอียดตามสัญญาซื้อขาย เลขท่ี ซ.๑๖/๒๕๕๗
ข้อ ๒.๑ อนั ถือเปน็ ส่วนหน่งึ ของสัญญา ยังผลให้ความเห็นของคณะกรรมการกำหนดรายละเอยี ดและ
ราคากลางครุภัณฑก์ ารศกึ ษา จำนวน ๒ รายการ ยอ่ มจะเปน็ ปัจจยั สำคัญประการหนง่ึ ในการพจิ ารณา
หาเจตนาอนั แทจ้ รงิ ดงั กล่าวขา้ งต้นได้ อีกทง้ั การพิจารณาจกั ตอ้ งเปน็ ไปตามความประสงคใ์ นทางสจุ ริต
โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ซ่ึงย่อมพิจารณาได้จากปัจจัยต่างๆ เช่นกัน โดยกรณีท่ีหารือ
ราคาของครุภัณฑ์ก็เป็นปัจจัยสำคัญประการหน่ึงในการพิจารณาถึงความประสงค์ในทางสุจริต
เน่ืองจากราคาของครุภัณฑ์กับปริมาณครุภัณฑ์ที่จัดหาควรท่ีจะได้สัดส่วนอันเหมาะสมตามสมควร
แกก่ รณี สว่ นราคาใดจะเปน็ ราคาทน่ี ำมาพจิ ารณานนั้ มหาวทิ ยาลยั ฯ กอ็ าจพจิ ารณาจากปกตปิ ระเพณวี า่
หากมีกรณตี อ้ งพิจารณาเช่นนแี้ ลว้ จะใชร้ าคาใดมาเป็นเกณฑ
์
อยั การนิเทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
167
คำวินจิ ฉยั ห.๑๗-๑๘/๒๕๕๘
เร่อื ง หารอื กรณเี ขา้ ใชส้ ถานทท่ี อี่ ยรู่ ะหวา่ งคดแี ละกรณหี กั เงนิ เพอื่ แกง้ านจากเงนิ คา่ กอ่ สรา้ ง
กฎหมาย ระเบยี บ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา ๑๓๓๖
การท่ีคณะกรรมการตรวจการจ้างได้ทำการตรวจรับมอบงานก่อสร้างงวดสุดท้ายแล้ว
ส่ิงปลูกสร้างดังกล่าวย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธิเข้าใช้ประโยชน์ในพ้ืนท่
ี
ของสง่ิ ปลกู สรา้ งในฐานะเจา้ ของกรรมสทิ ธต์ิ ามมาตรา ๑๓๓๖ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
ส่วนกรณีทงี่ านเสร็จแล้วบรบิ รู ณแ์ ละไดร้ บั มอบงานจากผรู้ บั จ้างแลว้ หากความชำรุดบกพรอ่ งหรือ
เสยี หายจากความบกพรอ่ งของผรู้ บั จา้ งอนั เกดิ ใชว้ สั ดไุ มถ่ กู ตอ้ ง หรอื ทำไวไ้ มเ่ รยี บรอ้ ย หรอื ทำไมถ่ กู ตอ้ ง
ตามมาตรฐานแหง่ หลกั วชิ า เกดิ ขน้ึ ในกำหนด ๒ ปี นบั ถดั จากวนั ทไ่ี ดร้ บั มอบงานดงั กลา่ ว ผวู้ า่ จา้ ง
ย่อมมีสิทธ์ิท่ีจะดำเนินการตามข้ันตอนที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง โดยหากมีค่าใช้จ่ายในการแก้ไข
ใหถ้ กู ตอ้ งเรยี บรอ้ ยยอ่ มถอื เปน็ คา่ เสยี หายซงึ่ เทศบาลฯ มสี ทิ ธหิ กั จากคา่ จา้ งงวดสดุ ทา้ ยได้ ตามขอ้ ๑๗
แห่งสัญญาจ้าง
ขอ้ เทจ็ จรงิ และปัญหา
เทศบาลเมือง อ. ขอหารือกรณีเข้าใช้สถานที่ซึ่งอยู่ระหว่างคดีกรณีหักเงินเพื่อแก้งาน
จากเงินค่าก่อสร้าง โดยเทศบาลได้ว่าจ้างให้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. ดำเนินการก่อสร้างอาคารชั้นเดียว
หลังคาไร้โครงสร้าง ตามแบบแปลนของเทศบาลฯ และได้ดำเนินการแล้วเสร็จในงวดงานท่ี ๔
(งวดสดุ ทา้ ย) ซงึ่ คณะกรรมการตรวจการจา้ งไดท้ ำการตรวจรบั มอบงานจา้ งงวดท่ี ๔ (งวดสดุ ทา้ ย) แลว้
แต่เทศบาลยังมิได้จ่ายให้กับผู้รับจ้าง เนื่องจากพบรอยร่ัว ด้านฝั่งทิศใต้ของตัวอาคารก่อนการเบิกจ่าย
เงินงวดสุดท้าย และทางเทศบาลได้มีหนังสือแจ้งไปยังห้างหุ้นส่วนจำกัด น. แล้ว ๓ คร้ัง
โดยแจ้งความประสงค์ให้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. ดำเนินการแก้ไขเปล่ียนหลังคาที่มีรอยรั่วใหม่ แต่ทาง
ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. ยังมิได้ ดำเนินการตามความประสงค์ของเทศบาลแต่อย่างใด เพียงแต่แก้ไข
โดยดำเนินการประสานเน้ือของ MATAL SHEET โดยการใช้ซีเมนต์เหล็กชนิดพิเศษประสาน ซ่ึงมิใช่
ความประสงค์ของทางเทศบาล เนื่องจากเป็นอาคารใหม่ซึ่งสร้างถาวรเพ่ือให้ประชาชนประกอบ
กิจการเพ่ือค้าขายและงานก่อสร้างยังอยู่ในระยะประกันตามสัญญาจ้าง ต่อมา ห้างหุ้นส่วนจำกัด น.
ได้ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาล โดยฟ้องนายกเทศมนตรีเทศบาลเมือง อ. ข้อหาความผิดต่อตำแหน่ง
หน้าที่ราชการ คดีหมายเลขดำท่ี ๙๐๙/๒๕๕๗ ซ่ึงขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของ
ศาลจังหวัดสระแก้ว จากเหตุดังกล่าว เทศบาลขอหารือว่า เทศบาลสามารถให้ผู้ประกอบการกิจการ
ค้าขายเข้าดำเนินการประกอบกิจการค้าขายในอาคารดังกล่าวในระหว่างเป็นคดีความได้หรือไม ่
และจะสามารถดำเนินการตามความในสัญญา โดยเปลี่ยนแผ่นหลังคาท่ีมีรอยร่ัวและหักเงิน
จากคา่ จา้ งงวดสุดท้ายได้หรอื ไม่
168 ตอบขอ้ หารือสำนักงานอยั การสงู สุด
คำวินจิ ฉยั
สำนักงานอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า เม่ือคณะกรรมการตรวจการจ้างได้รับมอบงาน
งวดที่ ๔ ซ่ึงเป็นงวดสุดท้ายแล้ว อาคารดังกล่าวย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของเทศบาลและเทศบาลย่อมมี
สิทธิ์เข้าใช้ประโยชน์ในพื้นท่ีอาคารในฐานะเจ้าของกรรมสิทธ์ิตามนัยมาตรา ๑๓๓๖ แห่งประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซ่ึงหมายความรวมถึงการให้ผู้ประกอบการกิจการค้าขายเข้าไป
ประกอบกิจการค้าขายในอาคารดังกล่าวได้ โดยคดีความที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกันน้ัน
เปน็ คนละกรณีกับการทเ่ี ทศบาลเข้าใช้ประโยชน์ในพนื้ ท่อี าคารดงั กลา่ ว
ส่วนกรณีที่งานเสร็จแล้วบริบูรณ์และเทศบาลได้รับมอบงานจากห้างหุ้นส่วนจำกัด น.
ผู้รับจ้างแล้ว หากรอยร่ัวหลังคาด้านฝ่ังทิศใต้ของตัวอาคารดังกล่าวเป็นความชำรุดบกพร่อง
หรือเสียหายจากความบกพร่องของผู้รับจ้างอันเกิดใช้วัสดุไม่ถูกต้อง หรือทำไว้ไม่เรียบร้อย
หรอื ทำไมถ่ กู ตอ้ งตามมาตรฐานแห่งหลกั วชิ า ซ่งึ เกิดขนึ้ ในกำหนด ๒ ปี นบั ถดั จากวนั ท่ีไดร้ ับมอบงาน
ดังกล่าว เทศบาลยอ่ มมสี ทิ ธิ์ท่จี ะดำเนินการตามข้ันตอนท่ีกำหนดไว้ในข้อ ๖ แหง่ สัญญาจ้าง โดยหากมี
ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขให้ถูกต้องเรียบร้อยย่อมถือเป็นค่าเสียหายซ่ึงเทศบาลฯ มีสิทธิหักจากค่าจ้าง
งวดสดุ ทา้ ยได้ ตามขอ้ ๑๗ แหง่ สัญญาจ้าง
อยั การนเิ ทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
169
คำวนิ ิจฉยั ห.๕๑/๒๕๕๘
เรือ่ ง หารือกรณคี ดคี รบระยะเวลาการบงั คับคดี ๑๐ ปี
กฎหมาย ระเบียบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ มาตรา ๓๔๙ , ประมวลกฎหมายแพง่ และ
พาณิชย์ มาตรา ๘๕๐, ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพง่ มาตรา ๑๔๘
และประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความแพง่ มาตรา ๒๗๑
บนั ทกึ ขอ้ ความรบั ทราบและยนิ ยอมชำระหนต้ี ามคำพพิ ากษาของศาล เปน็ เพยี งการรบั ทราบหน้ี
ตามคำพิพากษาและขอผ่อนชำระหน้ีเท่านั้น ยังไม่อาจฟังได้ว่าเป็นการเปล่ียนสิ่งซ่ึงเป็น
สาระสำคญั แห่งหนี้ มลู หน้เี ดมิ ยังคงมีอยู่ ทง้ั ไมใ่ ช่เปน็ การระงับข้อพิพาทซง่ึ มีอยู่แลว้ ใหเ้ สร็จสนิ้ ไป
จงึ ไมใ่ ชเ่ ปน็ การแปลงหนใ้ี หมต่ ามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา ๓๔๙ หรอื เปน็ สญั ญา
ประนปี ระนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา ๘๕๐ หนตี้ ามคำพพิ ากษา
ไม่ได้ระงับส้ินไป การบังคับคดีจึงต้องดำเนินการบังคับคดีภายในสิบปีตามท่ีบัญญัติไว้ในประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ เม่ือมูลหนี้ตามคำพิพากษายังคงมีอยู่โดยไม่ได้ก่อ
มูลหน้ีขึ้นใหม่ จึงต้องห้ามคู่ความนำมูลหน้ีเดียวกันนี้มาร้ือร้องฟ้องกันใหม่เป็นฟ้องซ้ำ
ตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพง่ มาตรา ๑๔๘
ขอ้ เท็จจรงิ และปญั หา
องค์การบริหารส่วนตำบล พ. หารือกรณีคดีแพ่งหมายเลขแดงของศาลจังหวัด ม. ครบอายุ
ความ ๑๐ ปี เดมิ องค์การบรหิ ารสว่ นตำบล พ. ได้ยืน่ ฟอ้ ง นาง น. จำเลยที่ ๑, นาย ส. จำเลยที่ ๒ ,
นาง ท. จำเลยที่ ๓ ,นาง ล. จำเลยท่ี ๔ และนาง ป. เปน็ จำเลยที่ ๕ ตอ่ ศาลจังหวัด ม. เปน็ คดีแพง่
ในขอ้ หาละเมดิ ในคดดี งั กลา่ ว ศาลไดม้ คี ำพพิ ากษาเปน็ คดหี มายเลขแดง เมอ่ื วนั ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๖
ให้จำเลยที่ ๑ และท่ี ๒ ชำระเงินให้แกโ่ จทกค์ นละจำนวน ๑๒๖,๓๖๒.๔๕ บาท พรอ้ มอัตราดอกเบย้ี
ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระหนี้แล้วเสร็จ และ
ใหจ้ ำเลยที่ ๓ ถงึ ท่ี ๕ รว่ มกนั ชำระเงนิ จำนวน ๑๒๖,๓๖๒.๔๕ บาท พรอ้ มอตั ราดอกเบย้ี รอ้ ยละ ๗.๕ ตอ่ ปี
ของต้นจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระหนี้แล้วเสร็จ แต่ทั้งน้ีให้จำเลยท่ี ๒ รับผิดไม่เกิน
จำนวนทรัพย์มรดกของนาย ก. และจำเลยท่ี ๓ ถึงวันท่ี ๕ รับผิดไม่เกินจำนวนทรัพย์มรดก
ทรัพย์มรดกของนาย ท. ที่แต่ละคนได้รับ กับให้จำเลยทั้งห้าชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะ
ค่าข้ึนศาลให้รับผิดตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยแต่ละคน โดยค่าทนายความสำหรับ
จำเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ใหค้ นละจำนวน ๑,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๓ ถงึ วนั ที่ ๕ รวมจำนวน ๑,๐๐๐ บาท
ภายหลังจากนั้น จำเลยท่ี ๓ ถึงที่ ๕ ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลดังกล่าว และนำเงิน
มาชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล
องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบล พ. จงึ ขอออกหมายตงั้ เจา้ พนกั งานบงั คบั คดเี พอ่ื จะบงั คบั กบั จำเลยท่ี ๑ และท่ี ๒
ตอ่ มาเมอ่ื วันท่ี ๑๑ มกราคม ๒๕๕๔ คณะกรรมการสบื ทรัพยข์ ององคก์ ารบริหารสว่ นตำบล พ.
ไดต้ ดิ ตามสบื ทรพั ยข์ องจำเลยที่ ๑ และไดพ้ บจำเลยท่ี ๑ จงึ ไดแ้ จง้ คำพพิ ากษาใหจ้ ำเลยท่ี ๑ ทราบ จำเลยท่ี ๑
170 ตอบขอ้ หารือสำนักงานอัยการสงู สดุ
จงึ ตกลงจะผอ่ นชำระหนใ้ี หแ้ กอ่ งคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบล พ. เดอื นละ ๑,๐๐๐ บาท ทกุ วนั ที่ ๑๕ ของทกุ เดอื น
เริ่มตงั้ แต่เดือนกมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๔ เปน็ ตน้ ไปจนกวา่ จะชำระเสร็จ ภายหลังจากนนั้ จำเลยที่ ๑ ได้ผอ่ น
ชำระเงนิ ให้แก่องค์การบรหิ ารส่วนตำบล พ. รวม ๓ ครัง้ รวมเป็นเงินท้งั สิน้ ๓,๐๐๐ บาท แล้วจำเลยท่ี
๑ ก็ไม่ไดผ้ อ่ นชำระเงินใหแ้ ก่องคก์ ารบริหารสว่ นตำบล พ. เพม่ิ เตมิ อีก
ระยะเวลาในการบงั คบั คดดี งั กลา่ วไดค้ รบกำหนด ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายพจิ ารณาความแพง่
มาตรา ๒๗๑ เมื่อวนั ท่ี ๑๑ เมษายน ๒๕๕๖ แต่ปรากฏวา่ การดำเนินการสืบทรัพย์ของจำเลยท่ี ๑ และ
จำเลยท่ี ๒ ต้ังแต่ปี ๒๔๔๗ เป็นต้นมา ไม่สามารถตรวจสอบทรัพย์ของจำเลยท้ังสอง จึงไม่สามารถ
นำพนักงานไปบังคับคดีได้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๗ สำนักงานบังคับคดีจังหวัด
มหาสารคาม กรมบงั คบั คดไี ดม้ หี มายถงึ องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบล พ. ใหร้ บั เงนิ สว่ นไดแ้ ละคา่ ใชจ้ า่ ยคนื
เน่อื งจากคดไี ดพ้ น้ ระยะเวลาบงั คบั ตามกฎหมายแลว้
สืบเน่ืองจากองค์การบริหารส่วนตำบล พ. ได้ดำเนินการสืบตรวจสอบทรัพย์สินของ
จำเลยท่ี ๑ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ตลอดมาและไม่พบว่าจำเลยท่ี ๑ มีทรัพย์สินให้บังคับคดีได ้
แต่เน่ืองจากจำเลยที่ ๑ แจ้งความประสงค์ต่อองค์การบริหารส่วนตำบล พ. ว่ายินยอมจะชำระหนี้
ให้แก่องคก์ ารบริหารสว่ นตำบล พ. ตามบันทกึ ข้อความ ลงวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๔ ซึง่ จำเลยที่ ๑
ได้ชำระเงนิ ใหแ้ ก่องค์การบรหิ ารสว่ นตำบล พ. จำนวน ๓ คร้งั ๆ ละ ๑,๐๐๐ บาท ปรากฏตามสำเนา
ใบเสร็จรับเงิน เมอื่ วันที่ ๒๕ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๔ เมอื่ วันที่ ๓๑ สงิ หาคม ๒๕๕๔ และ เมือ่ วันที่ ๓๐
พฤศจิกายน หลังจากนั้น จำเลยท่ี ๑ ก็ไม่ได้ผ่อนชำระเงินให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบล พ.
อีกเลย เม่ือสำนักงานบังคับคดีจังหวัด ม. ได้แจ้งให้องค์การบริหารส่วนตำบล พ. ไปรับเงินค่าใช้จ่าย
ในชนั้ บงั คบั คดคี นื เนอ่ื งจากไดพ้ น้ ระยะเวลาบงั คบั คดตี ามกฎหมายแลว้ นน้ั องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบล พ.
จึงขอหารือว่า จะดำเนินการบังคับคดีกับจำเลยท่ี ๑ โดยอาศัยข้อผูกพันตามบันทึกข้อความ
ที่จำเลยที่ ๑ ยอมรับสภาพหนี้ ตามบนั ทึกขอ้ ความลงวนั ท่ี ๑๑ มกราคม ๒๕๕๔ แถลงต่อคณะทำงาน
สบื ทรพั ย์ฯ ได้หรือไม่
คำวนิ จิ ฉัย
สำนกั งานอยั การสงู สุดพจิ ารณาแล้ว เห็นว่า บันทึกขอ้ ความฉบับลงวนั ท่ี ๑๑ มกราคม ๒๕๕๔
ที่นาง น. จำเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อรับทราบและยินยอมจะชำระหน้ีตามคำพิพากษาศาล โดยขอผ่อน
ชำระหนี้เป็นรายเดือน เป็นเพียงการรับทราบหนี้ตามคำพิพากษา และขอผ่อนชำระหน้ีเท่าน้ัน
องค์การบริหารส่วนตำบล พ. และจำเลยท่ี ๑ ไม่ได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซ่ึงเป็นสาระสำคัญแห่งหน
้ี
แต่อย่างใด มูลหนี้เดิมยังคงมีอยู่ ท้ังไม่ใช่เป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่แล้วให้เสร็จส้ินไป บันทึก
ข้อความดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการแปลงหน้ีใหม่ หรือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ หน้ีตาม
คำพิพากษาศาลไม่ได้ระงับสิ้นไป การบังคับคดีจึงต้องดำเนินคดีภายในสิบปีตามท่ีบัญญัติไว้ใน
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๗๑ และเมื่อมูลหน้ีตามคำพิพากษายังคงมีอยู่ไม่ได้
ก่อให้เกิดมูลหน้ีใหม่ จึงไม่อาจนำบันทึกข้อความซึ่งเป็นมูลหน้ีเดียวกันมาฟ้องนาง น. จำเลยที่ ๑
ได้อกี เปน็ การตอ้ งห้ามมิให้ฟอ้ งซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพง่ มาตรา ๑๔๘
อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
171
คำวนิ ิจฉัยท่ ี ห.๑๘/๒๕๕๙
เรอ่ื ง หารือเกยี่ วกับการสอบสวนพยานบคุ คล
กฎหมาย ระเบียบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๘ (๖) มาตรา ๑๘
มาตรา ๑๓๐ มาตรา ๑๓๑ มาตรา ๑๓๓ และมาตรา ๑๓๙
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๖๘
๑. การสอบสวนพยานบคุ คลในคดอี าญาเปน็ อำนาจหนา้ ทขี่ องพนกั งานสอบสวน ซงึ่ จะตอ้ ง
ทำโดยไมช่ กั ชา้ และจะสอบสวนในทใ่ี ด เวลาใด แลว้ แตจ่ ะเหน็ สมควร เมอื่ สอบสวนเสรจ็ แลว้ จะตอ้ ง
มีการบันทึกการสอบสวนไว้ แล้วให้พยานผู้น้ันลงลายมือชื่อ ท่ีอยู่ เก็บรวมเข้าสำนวน และ
พยานบคุ คลมหี นา้ ทต่ี อ้ งไปทพี่ นกั งานสอบสวนดว้ ย ดงั นนั้ พยานจงึ ไมอ่ าจใหถ้ อ้ ยคำเปน็ ลายลกั ษณ์
อักษรตามประเด็นที่พนักงานสอบสวนกำหนดไว้โดยท่ีไม่มาปรากฏตนและลงลายมือช่ือต่อหน้า
พนกั งานสอบสวนได้ ทง้ั น้ี หากพนกั งานสอบสวนสง่ั บคุ คลใดใหม้ าเพอ่ื ใหถ้ อ้ ยคำแลว้ พยานขดั ขนื
โดยไมม่ เี หตอุ นั ควร กอ็ าจเปน็ ความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๖๘ และตอ้ งรบั โทษ
ตามมาตรา ๓๖๘ ได
้
๒. การขอคดั สำเนาคำรอ้ งทกุ ขแ์ ละคำใหก้ ารของพยานในชน้ั สอบสวน ผเู้ สยี หายและพยานที่
ให้การไว้จะสามารถขอคัดสำเนาเอกสารดังกล่าวได้เม่ือมีการฟ้องคดีอาญาแล้ว ตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘ (๖) ส่วนบุคคลภายนอกคดีไม่สามารถขอคัดสำเนา
เอกสารดงั กลา่ วได
้
ขอ้ เทจ็ จรงิ และขอ้ หารอื
พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร บ. ได้ขอให้จังหวัด ส. แจ้งให้ ว่าที่พันตรี น. พัฒนาการ
จงั หวดั ส. ไปใหป้ ากคำเปน็ พยานในคดอี าญาทไี่ ดร้ บั คำรอ้ งทกุ ขไ์ ว้ ซง่ึ จงั หวดั ส. เหน็ วา่ พยาน มงี านราชการ
ที่ต้องปฏิบัติเป็นจำนวนมาก ไม่สะดวกท่ีจะไปให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน และเห็นควรให
้
พนกั งานสอบสวนกำหนดประเดน็ คำถามเปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษรเพอ่ื ทพ่ี ยานจะไดต้ อบตามประเดน็ คำถาม
จงั หวดั ส. จงึ ขอหารอื วา่
๑. วา่ ทพี่ นั ตรี น. พฒั นาการจงั หวดั ส. สามารถใหถ้ อ้ ยคำตอ่ พนกั งานสอบสวนเปน็ ลายลกั ษณ์
อกั ษร ไดห้ รอื ไม
่
๒. จงั หวดั ส. ขอคดั ถา่ ยสำเนาคำรอ้ งทกุ ขแ์ ละคำใหก้ ารในชนั้ สอบสวน ไดห้ รอื ไมอ่ ยา่ งไร
คำวนิ จิ ฉยั
สำนกั งานอยั การสงู สดุ ไดพ้ จิ ารณาแลว้ เหน็ วา่
๑. จากข้อหารือท่ี ๑ การสอบสวนพยานบุคคลในคดีอาญาเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงาน
สอบสวนซงึ่ จะตอ้ งทำโดยไมช่ กั ชา้ และจะสอบสวนในทใี่ ด เวลาใด แลว้ แตจ่ ะเหน็ สมควร เมอื่ สอบสวน
เสร็จแล้วจะต้องมีการบันทึกการสอบสวนไว้ แล้วให้พยานผู้น้ันลงลายมือชื่อ ที่อยู่ เก็บรวมเข้าสำนวน
172 ตอบข้อหารือสำนกั งานอยั การสูงสดุ
ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๓๐ มาตรา ๑๓๑ มาตรา ๑๓๓ และ
มาตรา ๑๓๙ และพยานบุคคลมีหน้าที่ต้องไปที่พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๑๖๘ ดว้ ย ดงั นน้ั พยานจงึ ไมอ่ าจใหถ้ อ้ ยคำเปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษรตามประเดน็ ทพี่ นกั งานสอบสวน
กำหนดไว้โดยท่ีไม่มาปรากฏตนและลงลายมือชื่อต่อหน้าพนักงานสอบสวนได้ ทั้งนี้ หากพนักงาน
สอบสวนสั่งบุคคลใดให้มาเพื่อให้ถ้อยคำแล้ว พยานขัดขืนโดยไม่มีเหตุอันควร ก็อาจเป็นความผิด
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๖๘ และตอ้ งรบั โทษตามมาตรา ๓๖๘ ได
้
๒. การขอคัดสำเนาคำร้องทุกข์และคำให้การของพยานในชั้นสอบสวน ผู้เสียหายและพยาน
ทใ่ี หก้ ารไวจ้ ะสามารถขอคดั สำเนาเอกสารดงั กลา่ วไดเ้ มอ่ื มกี ารฟอ้ งคดอี าญาแลว้ ตามประมวลกฎหมาย
วิธีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๘ (๖) ส่วนจังหวดั ส. เปน็ บุคคลภายนอกคดไี มส่ ามารถขอคดั สำเนา
เอกสารดงั กลา่ วได
้
อยั การนิเทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
173
คำวนิ ิจฉัยที ่ ห.๒๕/๒๕๕๙
เรือ่ ง ขอหารือการโอนสิทธิในสัญญาให้เอกชนลงทุนก่อสร้างและบริหารโรงเผาขยะ
มลู ฝอยชมุ ชน
กฎหมาย ระเบยี บ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ มาตรา ๓๕๐
พระราชบญั ญตั กิ ารใหเ้ อกชนรว่ มลงทนุ ในกจิ การของรฐั พ.ศ. ๒๕๕๖ มาตรา ๔๗
สญั ญาโอนสิทธเิ รียกรอ้ งฯ ท่ีทำข้ึนระหว่างผโู้ อนกับผรู้ ับโอน นอกจากการโอนสิทธิเรียกรอ้ ง
ในรายรับและเงินทั้งหลายให้แก่ผู้รับโอนแล้ว ในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องฯ ยังได้กำหนดว่าให้โอน
สิทธิท้ังหมดในการยกเลิกสัญญาโครงการหรือตกลงที่จะยกเลิกสัญญาโครงการของผู้โอน ซ่ึงมิใช่
สทิ ธิเรยี กรอ้ ง แตเ่ ป็นการใช้สทิ ธยิ กเลกิ สัญญาของผู้โอนให้แกผ่ ู้รบั โอน และนอกจากนีใ้ นสัญญายัง
ได้กำหนดให้ผู้โอนสิทธิเรียกร้องโอนสิทธิและหน้าที่อื่นๆ ทั้งหมดนอกเหนือจากที่ได้กล่าวไว้ใน
สัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง และเห็นชอบให้ผู้รับโอนอาจจะให้ผู้อ่ืนเข้ามาเป็นคู่สัญญาแทนผู้โอน
และรับโอนอาจโอนสิทธิให้แก่ผู้รับสิทธิได้อีกด้วย ซ่ึงข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวมีลักษณะ
เป็นการแปลงหน้ีใหม่ด้วยเปล่ียนตัวลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๐
ซ่ึงจะต้องมีการตกลงทำสัญญากันระหว่างเจ้าหน้ีกับลูกหนี้คนใหม่ หาใช่แต่เพียงการแจ้งการโอน
ให้เทศบาลทราบ ดังน้ัน สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว จึงไม่มีผลผูกพันเทศบาลแต่อย่างใด
และหากเทศบาลให้ความยินยอมให้ผู้รับโอนเป็นผู้รับโอนสิทธิตามสัญญาก็จะมีผลผูกพันเทศบาล
และกรณีถือเป็นการแก้ไขเปล่ียนแปลงคู่สัญญาภายหลังจากท่ีได้ลงนามแล้ว แต่เนื่องจากสัญญา
ใหเ้ อกชนลงทนุ กอ่ สรา้ งและบริหารโรงเผาขยะมูลฝอยชุมชนฯ นี้ เขา้ ลักษณะเป็นสัญญาให้เอกชน
รว่ มลงทนุ ในกจิ การของรฐั ตามพระราชบญั ญตั กิ ารใหเ้ อกชนรว่ มลงทนุ ในกจิ การของรฐั พ.ศ. ๒๕๕๖
การแกไ้ ขสญั ญานจ้ี งึ ตอ้ งดำเนนิ การตามมาตรา ๔๗ แหง่ พระราชบญั ญัติดงั กล่าวด้วย
ขอ้ เทจ็ จรงิ และข้อหารอื
เทศบาล ก. ได้ทำสัญญาให้เอกชนลงทุนก่อสร้างและบริหารโรงเผาขยะมูลฝอยชุมชน
ขนาดไมน่ อ้ ยกว่า ๓๐๐ ตัน/วัน กบั บรษิ ัท พี จำกดั (บรษิ ทั ฯ) ซง่ึ ต่อมาบริษัทฯ ไดท้ ำสัญญาโอนสิทธิ
ดังกล่าวให้กับบริษัท ไอ ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศมาเลเซีย ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง
และบริษัทฯ ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้เทศบาลทราบว่า บริษัทฯ ได้โอนสิทธิท้ังหมดอย่างส้ินเชิง
โดยไม่มีเงื่อนไขและมิอาจเพิกถอนได้ มีผลบังคับทันทีต้ังแต่วันท่ีทำสัญญาโอนสิทธิดังกล่าวเพ่ือเป็น
ประกันการปฏิบัติตามสัญญาและชำระหน้ีมีประกันอย่างต่อเนื่อง โดยขอให้เทศบาล ก. รับทราบ
และยืนยันว่า เห็นชอบกับข้อกำหนดในหนังสือบอกกล่าวการโอนนี้ด้วยการลงนามและส่งคืนหนังสือ
ตอบรับทราบ ซ่ึงเทศบาล ก. พิจารณาเห็นว่า การโอนสิทธิระหว่างบริษัท พี จำกัด กับบริษัท ไอ
อาจก่อให้เกิดภาระหน้าท่ีท่ีเทศบาลจะต้องปฏิบัติเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากท่ีกำหนดไว้ในสัญญา
โดยในสญั ญามไิ ดก้ ลา่ วถงึ เรอื่ งการโอนสทิ ธไิ วแ้ ตอ่ ยา่ งใด เทศบาล ก. จงึ ขอหารอื วา่ การใหค้ วามยนิ ยอม
ตามสัญญาโอนสิทธิจะมีผลบังคับหรือผูกพันเทศบาล ก. ตามกฎหมายเป็นประการใด และหาก
เทศบาล ก. ไม่ให้ความยนิ ยอม จักทำได้หรือไม่ และในกรณนี เ้ี ทศบาล ก. ควรปฏบิ ัติเชน่ ใด
174 ตอบขอ้ หารือสำนักงานอยั การสูงสุด
คำวินิจฉัย
สำนักงานอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องฯ ท่ีทำขึ้นระหว่าง
บริษัท พี จำกัด ผู้โอน กับบริษัท ไอ ผู้รับโอน นอกจากการโอนสิทธิเรียกร้องในรายรับและ
เงินท้ังหลายให้แก่บริษัท ไอ แล้ว ในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องฯ ข้อ ๒.๑ (ก) (๓) ยังได้กำหนดว่าให
้
โอนสทิ ธทิ งั้ หมดในการยกเลกิ สญั ญาโครงการหรอื ตกลงทจี่ ะยกเลกิ สญั ญาโครงการของบรษิ ทั พี จำกดั
ซ่ึงมิใช่สิทธิเรียกร้อง แต่เป็นการใช้สิทธิยกเลิกสัญญาของบริษัท พี จำกัด ให้แก่บริษัท ไอ และ
นอกจากนี้ในสัญญาข้อ ๒.๒ (ก) (๑) (๒) ยังได้กำหนดให้บริษัท พี จำกัด โอนสิทธิและหน้าท่ีอ่ืนๆ
ท้ังหมดนอกเหนือจากท่ีได้กล่าวไว้ในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องฯ ข้อ ๒.๑ และเห็นชอบให้บริษัท ไอ
อาจจะใหผ้ อู้ นื่ เขา้ มาเปน็ คสู่ ญั ญาแทนบรษิ ทั พี จำกดั และบรษิ ทั ไอ อาจโอนสทิ ธใิ หแ้ กผ่ รู้ บั สทิ ธไิ ดอ้ กี ดว้ ย
ซ่ึงข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ตามประมวล
กฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา ๓๕๐ ซง่ึ จะตอ้ งมกี ารตกลงทำสญั ญากนั ระหวา่ งเจา้ หนกี้ บั ลกู หนค้ี นใหม่
หาใช่แต่เพียงการแจ้งการโอนให้เทศบาลทราบ ดังนั้น สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว จึงไม่มีผล
ผูกพนั เทศบาลแต่อย่างใด และหากเทศบาลใหค้ วามยนิ ยอมใหบ้ ริษัท ไอ เปน็ ผู้รบั โอนสทิ ธติ ามสญั ญา
ก็จะมีผลผูกพันเทศบาล และกรณีถือเป็นการแก้ไขเปล่ียนแปลงคู่สัญญาภายหลังจากที่ได้ลงนามแล้ว
แต่เน่ืองจากสัญญาให้เอกชนลงทุนก่อสร้างและบริหารโรงเผาขยะมูลฝอยชุมชนฯ นี้ เข้าลักษณะเป็น
สญั ญาใหเ้ อกชนรว่ มลงทนุ ในกจิ การของรฐั ตามพระราชบญั ญตั กิ ารใหเ้ อกชนรว่ มลงทนุ ในกจิ การของรฐั
พ.ศ. ๒๕๕๖ การแกไ้ ขสัญญานี้จงึ ต้องดำเนินการตามมาตรา ๔๗ แห่งพระราชบัญญตั ิดังกล่าวดว้ ย
อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
175
คำวินิจฉัยท ี่ ห.๒๗/๒๕๕๙
เรือ่ ง หารือการขอแกไ้ ขสญั ญาสมั ปทานเก็บรงั นกอีแอน่ ของบรษิ ัท ช. จำกดั
กฎหมาย ระเบียบ พระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๗ (๑) และ (๕)
ประกอบมาตรา ๑๔ วรรคสอง และมาตรา ๑๕
สัญญาสัมปทานดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครองท่ีรัฐให้สิทธิแก่เอกชนในการจัดเก็บ
รังนกอีแอ่นได้ภายในช่วงระยะเวลาแห่งสัมปทาน โดยฝ่ายเอกชนจะต้องชำระค่าอากรรังนกอีแอ่น
ให้ครบถ้วนเป็นการตอบแทนให้แก่รัฐตามอัตราและระยะเวลาท่ีกำหนดไว้ในสัญญาสัมปทาน
ตลอดช่วงระยะเวลาท่ีได้สิทธิน้ัน กรณีมิใช่นิติกรรมทางแพ่งที่คู่สัญญาอาจตกลงแก้ไขหรือ
เลื่อนกำหนดเวลาการชำระค่าอากรรังนกอีแอ่นได้ เพราะกำหนดระยะเวลาการชำระเงินค่าอากร
ดังกล่าว เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัด ซึ่งเป็น
กฎหมายอนุบัญญัติท่ีคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัด ออกโดยอาศัย
อำนาจตามความของพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๗ (๑) และ (๕)
ประกอบมาตรา ๑๔ วรรคสอง การชำระเงินอากรท่ีผู้ให้สัมปทานได้รับตามสัญญาสัมปทานน ี้
ถือเป็นเงินอากรตามกฎหมายภาษีอากร ท่ีคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่น
จังหวัดฯ ได้ออกหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการจัดเก็บไว้แล้วตามประกาศคณะกรรมการ
พิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดฯ ซ่ึงหากผู้รับสัมปทานไม่ชำระตามจำนวนและภายใน
ระยะเวลาที่กำหนด ผู้รับสัมปทานต้องชำระเงินเพ่ิม ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอากร
รงั นกอแี อน่ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๑๕ ประกอบสญั ญาสมั ปทาน คสู่ ญั ญาจงึ ไมอ่ าจตกลงแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ
สัญญาเพื่อปรับเปล่ียนอัตราเงินอากรที่ต้องชำระในแต่ละงวดหรือเลื่อนกำหนดระยะเวลา
การชำระค่าอากรรังนกอีแอ่นตามสัญญาสัมปทานได้ นอกเสียจากจะได้มีการแก้ไขประกาศ
คณะกรรมการพจิ ารณาจดั เก็บอากรรงั นกอแี อ่นจังหวดั ฯ ให้สามารถแก้ไขสญั ญาหรอื เลอ่ื นกำหนด
ระยะเวลาการชำระค่าอากรรังนกอีแอ่นได้ หรือออกประกาศคณะกรรมการพิจารณาจดั เก็บอากร
รงั นกอแี อน่ จงั หวดั ฯ ฉบบั ใหมเ่ พอื่ ผอ่ นผนั การชำระคา่ อากรรงั นกอแี อน่ ตามประกาศคณะกรรมการ
พิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดฯ ฉบับดังกล่าวเสียก่อน แต่ทั้งน้ี โดยท่ีการประมูลได้
เสร็จส้ินไปแล้ว การท่ีคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดฯ จะดำเนินการ
เป็นประการใด เพื่อผ่อนผันการชำระค่าอากรรังนกอีแอ่นตามประกาศคณะกรรมการพิจารณา
จัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดฯ ฉบับดังกล่าวประกอบการแก้ไขเพ่ิมเติมสัญญาสัมปทาน ข้อ ๒
ซึ่งอาจมีผลให้ทางราชการต้องเสียประโยชน์ หรือเป็นการเอ้ือประโยชน์แก่เอกชนบางราย
หรืออาจก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในบรรดาผู้เข้าประมูลได้ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงท่
ี
คณะกรรมการ อ. พึงพิจารณาด้วยความรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างย่ิงอาจมีปัญหาข้อกฎหมาย
วา่ การออกประกาศใหม้ ผี ลยอ้ นหลงั ไปถงึ การประมลู ทเ่ี สรจ็ สนิ้ ไปแลว้ จะสามารถกระทำไดห้ รอื ไมด่ ว้ ย
176 ตอบข้อหารอื สำนกั งานอยั การสูงสุด
ขอ้ เท็จจรงิ และข้อหารอื
คณะกรรมการ อ. อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น
พ.ศ. ๒๕๔๐ ให้บรษิ ทั ช. จำกัด ไดร้ บั สัมปทานเก็บรงั นกอีแอน่ ท่ีเกาะ จ. ในเขตพนื้ ท่อี งค์การบรหิ าร
สว่ นตำบล ค. อำเภอเมอื ง ป. จงั หวดั ป. ตามสญั ญาสมั ปทานเกบ็ รงั นกอแี อน่ เมอ่ื วนั ที่ ๑๖ ตลุ าคม ๒๕๕๖
โดยขอ้ ๒ ของสญั ญาสมั ปทานกำหนดใหผ้ รู้ บั สมั ปทานชำระเงนิ อากรรงั นกอแี อน่ รวม ๑๔๓,๐๗๙,๐๐๐ บาท
แบ่งชำระเปน็ รายปๆี ละ ๓๕,๗๖๙,๗๕๐ บาท โดยในปที ี่ ๑ - ๓ แบง่ ชำระออกเปน็ ๔ งวด ปที ่ี ๔
แบ่งชำระออกเป็น ๓ งวด ซึ่งแตล่ ะงวดไดก้ ำหนดวันทีช่ ำระเงินอากรรังนกอีแอ่นไวเ้ ป็นการตายตวั แลว้
ในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ และปี พ.ศ. ๒๕๕๘ (ปีท่ี ๑ และปีที่ ๒) ผู้รับสัมปทานได้ชำระเงินอากรตรงตาม
กำหนดเวลาท่ีระบุไว้ในสัญญาสัมปทาน ต่อมาผู้รับสัมปทานได้ยื่นหนังสือขอแก้ไขสัญญาสัมปทาน
เฉพาะระยะเวลาในการชำระเงินอากร โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากสภาวการณ์ตลาดรังนกอีแอ่น
ทั่วภูมิภาคเอเชียประสบปัญหาการจำหน่ายรังนกอีแอ่นมาหลายปีติดต่อกัน จึงขอแก้ไขสัญญา
สัมปทาน ข้อ ๒ ซ่ึงผู้รับสัมปทานแจ้งว่าผู้ให้สัมปทานสามารถกระทำได้ตามสัญญาสัมปทาน ข้อ ๑๔
และยินดีชำระค่าชดเชยให้กับรัฐ คณะกรรมการ อ. จึงขอหารือว่า การขอแก้ไขสัญญาสัมปทานของ
บริษัท ช. จำกดั สามารถดำเนนิ การไดห้ รือไม
่
คำวนิ ิจฉัย
สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ประกาศคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากร
รังนกอีแอ่นจังหวัด ป. เรื่อง ประมูลเงินอากรรังนกอีแอ่น ท่ีเกาะ จ. ตำบล ค. อำเภอเมือง ป.
จังหวัด ป. และเอกสารประมูลเงินอากรรังนกอีแอ่นท่ีเกาะ จ. ในเขตพ้ืนที่องค์การบริหารส่วนตำบล
ค. อำเภอเมือง ป. จังหวดั ป. ตามประกาศคณะกรรมการพิจารณาจดั เก็บอากรรังนกอแี อน่ จงั หวัด ป.
ลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเง่ือนไขการชำระค่าอากรรังนกอีแอ่นไว้
เป็นการตายตัว โดยมิได้กำหนดให้คณะกรรมการ อ. อาจพิจารณาแก้ไขหรือเลื่อนกำหนดการชำระ
ค่าอากรรังนกอีแอ่นได้ ทั้งกรณีนี้ยังได้มีการระบุเง่ือนไขการชำระเงินอากรรังนกอีแอ่น ตามประกาศ
คณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัด ป. ดังกล่าวไว้ในสัญญาสัมปทาน ข้อ ๒
นอกจากน้ี สัญญาสัมปทาน ข้อ ๕ ยังระบุเง่ือนไขของสัญญาไว้สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่ง
พระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๑๕ ว่าในกรณีที่ผู้รับสัมปทานผิดนัดไม่ชำระ
เงินอากร ผู้รบั สมั ปทานยินยอมให้คิดเงนิ เพมิ่ อกี ร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรอื เศษของเดือนของเงินอากร
ที่ต้องชำระให้แก่ผู้ให้สัมปทาน นับแต่วันที่ผู้รับสัมปทานผิดนัดเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระให้ครบถ้วน
จึงเห็นว่าสัญญาสัมปทานดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครองท่ีรัฐให้สิทธิแก่เอกชนในการจัดเก็บ
รังนกอีแอ่นได้ภายในช่วงระยะเวลาแห่งสัมปทาน โดยฝ่ายเอกชนจะต้องชำระค่าอากรรังนกอีแอ่น
ให้ครบถ้วนเป็นการตอบแทนให้แก่รัฐตามอัตราและระยะเวลาท่ีกำหนดไว้ในสัญญาสัมปทาน
ตลอดชว่ งระยะเวลาทไี่ ดส้ ิทธนิ ้นั กรณมี ใิ ชน่ ติ กิ รรมทางแพง่ ท่คี ู่สัญญาอาจตกลงแก้ไขหรือเลือ่ นกำหนด
เวลาการชำระค่าอากรรังนกอีแอ่นได้ เพราะกำหนดระยะเวลาการชำระเงินค่าอากรดังกล่าว
เปน็ ไปตามประกาศคณะกรรมการพจิ ารณาจดั เกบ็ อากรรงั นกอแี อน่ จงั หวดั ป. ซง่ึ เปน็ กฎหมายอนบุ ญั ญตั
ิ
ท่ีคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัด ป. ออกโดยอาศัยอำนาจตามความของ
อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
177
พระราชบัญญัติอากรรังนกอแี อน่ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๗ (๑) และ (๕) ประกอบมาตรา ๑๔ วรรคสอง
การชำระเงินอากรที่ผู้ให้สัมปทานได้รับตามสัญญาสัมปทานน้ี ถือเป็นเงินอากรตามกฎหมาย
ภาษอี ากร ที่คณะกรรมการพจิ ารณาจดั เก็บอากรรงั นกอแี อน่ จังหวัด ป. ไดอ้ อกหลักเกณฑ์ วิธกี ารและ
เง่ือนไขการจัดเก็บไว้แล้วตามประกาศคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัด ป.
ซงึ่ หากผรู้ บั สมั ปทานไมช่ ำระตามจำนวนและภายในระยะเวลาทกี่ ำหนด ผรู้ บั สมั ปทานตอ้ งชำระเงนิ เพมิ่
อันเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๑๕ ประกอบ
สัญญาสัมปทาน ข้อ ๕ คู่สัญญาจึงไม่อาจตกลงแก้ไขเพ่ิมเติมสัญญาเพื่อปรับเปล่ียนอัตราเงินอากร
ที่ต้องชำระในแต่ละงวดหรือเลื่อนกำหนดระยะเวลาการชำระค่าอากรรังนกอีแอ่นตามสัญญาสัมปทาน
ข้อ ๒ ได้ นอกเสียจากจะได้มีการแก้ไขประกาศคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่น
จังหวัด ป. ให้สามารถแก้ไขสัญญาหรือเล่ือนกำหนดระยะเวลาการชำระค่าอากรรังนกอีแอ่นได ้
หรือออกประกาศคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัด ป.ฉบับใหม่เพ่ือผ่อนผันการ
ชำระค่าอากรรังนกอีแอ่นตามประกาศคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัด ป.
ฉบับดังกล่าวเสียก่อน แต่ท้ังน้ี โดยท่ีการประมูลได้เสร็จสิ้นไปแล้ว การท่ีคณะกรรมการพิจารณา
จัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัด ป. จะดำเนินการเป็นประการใด เพื่อผ่อนผันการชำระค่าอากรรังนก
อีแอ่นตามประกาศคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัด ป. ฉบับดังกล่าวประกอบ
การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาสัมปทาน ข้อ ๒ ซ่ึงอาจมีผลให้ทางราชการต้องเสียประโยชน์ หรือเป็นการ
เอื้อประโยชน์แก่เอกชนบางราย หรืออาจก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในบรรดาผู้เข้าประมูลได้
เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการ อ. พึงพิจารณาด้วยความรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างย่ิงอาจ
มีปัญหาข้อกฎหมายว่าการออกประกาศให้มีผลย้อนหลังไปถึงการประมูลท่ีเสร็จสิ้นไปแล้วจะสามารถ
กระทำได้หรอื ไม่ดว้ ย
178 ตอบข้อหารือสำนกั งานอยั การสงู สดุ
คำวินิจฉัยท่ี ห.๔๗/๒๕๕๙
เรือ่ ง หารอื แนวทางปฏบิ ตั กิ รณกี ารตรวจรบั งานจา้ งบรกิ ารบำรงุ รกั ษาเครอ่ื งปรบั อากาศ
กฎหมาย ระเบียบ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา ๒๑๕
๑. เหตุแห่งการปรับตามสัญญาจ้างบริการฯ จะมีเกิดขึ้นได้ ๒ กรณี คือ ไม่มีเจ้าหน้าท่ีช่าง
มาปฏิบัติงานตามสัญญา หรือมีเจ้าหน้าท่ีช่างมาปฏิบัติงานแต่ไม่ครบจำนวน ๒ คน ซ่ึงกรณีท
ี่
เจ้าหน้าที่ช่างมาปฏิบัติงานสายกว่าเวลาท่ีกำหนดไว้นั้น ไม่ได้กำหนดให้เป็นเหตุแห่งการปรับไว ้
ดังน้ัน ผู้ว่าจ้าง จึงไม่สามารถปรับผู้รับจ้างได้ อย่างไรก็ตาม การท่ีเจ้าหน้าที่ช่างของผู้รับจ้าง
มาปฏิบัติงานสายกว่าเวลา ท่ีกำหนดไว้ในสัญญาถือเป็นกรณีที่ผู้รับจ้างไม่ได้ปฏิบัติตามเง่ือนไข
ท่ีกำหนดไว้ในสัญญาหรือทำผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งซึ่งผู้ว่าจ้าง มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจาก
ความเสยี หายทเ่ี กดิ ขน้ึ และพสิ จู นไ์ ด้ (ถา้ หากม)ี ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา ๒๑๕
๒. การปรับลดเนื้องานตามสัญญาจะกระทำได้หรือไม่ต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างบริการฯ
ไดก้ ำหนดเรอ่ื งการปรบั ลดเนือ้ งานไวห้ รอื ไม่ ซึง่ เมอ่ื พจิ ารณาข้อสญั ญาแล้ว ไมม่ ีข้อสัญญากำหนด
เร่ืองการปรับลดเนื้องานไว้แต่อย่างใด และเมื่อพิจารณาถึงสัญญานี้ว่าเป็นสัญญาจ้างทำของซ่ึงมุ่ง
ผลสำเร็จของงานบำรงุ รกั ษาเครือ่ งปรับอากาศ จำนวน ๕๐๘ เครื่อง แบบราคาเหมารวมด้วยแล้ว
จึงไมม่ ีเหตตุ ามสัญญาทีผ่ วู้ า่ จ้างจะใช้สิทธิตามสญั ญาขอปรับลดเนอื้ งานได
้
ข้อเทจ็ จริงและขอ้ หารอื
กรม บ. ไดท้ ำสัญญาจา้ งบริการบำรุงรกั ษาเครอื่ งปรบั อากาศ จำนวน ๕๐๘ เครอ่ื ง กับ บรษิ ทั
พ. จำกัด ผู้รับจ้าง ในวงเงินตามสัญญา ๔๑๘,๕๔๑.๒๐ บาทมีระยะเวลาการจ้างตามสัญญาฯ ๑ ปี
(๑๒ เดือน) นบั ตง้ั แตว่ ันที่๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ ถงึ วันที่๓๐ กนั ยายน ๒๕๕๘ กรม บ. จงึ ขอหารือดงั น
้ี
๑. ตามสัญญาข้อ ๓.๒ ผู้รับจ้างจะต้องจัดเจ้าหน้าท่ีช่างท่ีมีความชำนาญอย่างน้อย ๒ คน
มาประจำทีก่ รม บ. พร้อมส่งสำเนาบตั รประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบตั รพนกั งาน
บริษัทฯ พร้อมลงลายมือช่ือวันและเวลาทุกวันเว้นวันหยุดราชการ ต้ังแต่เวลา ๘.๓๐-๑๖.๓๐ นาฬิกา
ซงึ่ คณะกรรมการตรวจรบั พสั ดุ กรม บ. ไดร้ ายงานขอ้ เทจ็ จรงิ วา่ ผรู้ บั จา้ งไดเ้ ขา้ มาปฏบิ ตั หิ นา้ ทพี่ รอ้ มทงั้
ลงลายมือชื่อไม่เป็นไปตามสัญญาจ้างกล่าวคือ มาปฏิบัติงานสายกว่าเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา
กรณีน้ี กรม บ. สามารถปรับผู้รับจ้างได้หรือไม่ กรณีปรับได้ต้องเทียบเคียงหลักกฎหมายหรือ
คิดวิธีปรับอย่างไร หรือกรณีปรับไมไ่ ด้มแี นวทางอ่ืนหรอื ไมป่ ระการใด
๒. ตามสัญญาข้อ ๑ ผู้รับจ้างตกลงรับจ้างบริการดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วน
จำนวน ๕๐๘ เครอื่ ง ณ อาคาร ๒๕ ปี และสถานรกั ษาและจำหนา่ ยทรพั ยส์ นิ ใหอ้ ยใู่ นสภาพทใี่ ชก้ ารไดด้ ี
ตลอดเวลา มกี ำหนด ๑๒ เดอื น นบั แตว่ นั ท่ี ๑ ตลุ าคม ๒๕๕๗ ถงึ วนั ท่ี ๓๐ กนั ยายน ๒๕๕๘ ซงึ่ ขอ้ เทจ็ จรงิ
ในระหว่างการบริหารสญั ญา กรม บ. ได้เปล่ียนเคร่ืองปรับอากาศใหม่ทดแทนของเดมิ ท่อี ยู่ในสญั ญานี้
จำนวน ๑๓๑ เคร่ือง โดยเริ่มทยอยเปล่ียนและติดต้ังเครื่องปรับอากาศใหม่แทนของเดิมตั้งแต่วันที่ ๒
กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ และติดตั้งแล้วเสร็จท้ังหมดจนครบ ๑๓๑ เคร่ือง เม่ือวันท่ี ๓ เมษายน ๒๕๕๘
อัยการนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
179
ซึ่งผู้รับจ้างไม่ทราบประเด็นน้ีตั้งแต่ต้นกรณีนี้ กรม บ. ต้องทำการปรับลดเน้ืองานเนื้อเงินหรือไม ่
หากปรับลดเน้ืองานเนื้อเงินต้องเทียบเคียงอย่างไร เพราะหากมีการปรับลดเนื้องานเนื้อเงิน
กรม บ. จะตอ้ งทำการแกไ้ ขสญั ญาใหถ้ กู ตอ้ งกอ่ นการ ตรวจรบั งาน และมแี นวทางอนื่ หรอื ไมป่ ระการใด
คำวนิ จิ ฉัย
สำนักงานอัยการสงู สดุ พิจารณาแลว้ มีความเหน็ ดงั นี
้
๑. จากข้อหารือที่ ๑ กรณีท่ีเจ้าหน้าที่ช่างของบริษัท พ. จำกัด ผู้รับจ้าง มาปฏิบัติงานสาย
ไม่เป็นไปตามเวลาเร่ิมต้นปฏิบัติงานท่ีกำหนดในสัญญาจ้างบริการบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ
ข้อ ๓.๒ ซึ่งกำหนดให้เร่ิมปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา ๘.๓๐ น. น้ันเมื่อพิจารณาสัญญาข้อ ๘ เหตุแห่งการ
ปรับจะมีเกิดข้ึนได้ ๒ กรณี คือ ไม่มีเจ้าหน้าท่ีช่างมาปฏิบัติงานตามสัญญา และมีเจ้าหน้าท่ีช่าง
มาปฏบิ ตั งิ านแตไ่ มค่ รบจำนวน ๒ คน ซง่ึ กรณที เ่ี จา้ หนา้ ทช่ี า่ งมาปฏบิ ตั งิ านสายกวา่ เวลาทกี่ ำหนดไวน้ นั้
สัญญาข้อ ๘ ไม่ได้กำหนดให้เป็นเหตุแห่งการปรับไว้ ดังนั้น กรม บ. ผู้ว่าจ้าง จึงไม่สามารถปรับ
ผู้รับจ้างได้ อย่างไรก็ตาม การที่เจ้าหน้าท่ีช่างของผู้รับจ้างมาปฏิบัติงานสายกว่าเวลาท่ีกำหนดไว
้
ในสัญญาขอ้ ๓.๒ ถือเป็นกรณีท่ีผรู้ บั จา้ งไมไ่ ด้ปฏิบตั ติ ามเง่อื นไขทกี่ ำหนดไว้ในสญั ญาหรอื ทำผดิ สัญญา
ข้อใดข้อหนึ่งซึ่งกรม บ. มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายท่ีเกิดข้ึนและพิสูจน์ได ้
(ถา้ หากม)ี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ มาตรา ๒๑๕
๒. จากขอ้ หารอื ที่ ๒ เปน็ กรณที เี่ นอื้ งานตามสญั ญาลดลงจากการทก่ี รม บ. ผวู้ า่ จา้ งไดท้ ำการเปลย่ี น
และติดตั้งเคร่ืองปรับอากาศใหม่ทดแทนเคร่ืองปรับอากาศเดิมตามสัญญา การปรับลดเนื้องาน
ตามสัญญาจะกระทำได้หรือไม่ต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างบริการบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศได้
กำหนดเร่ืองการปรับลดเน้ืองานไว้หรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อสัญญาแล้ว ไม่มีข้อสัญญากำหนดเร่ือง
การปรับลดเน้ืองานไว้แต่อย่างใด และเม่ือพิจารณาถึงสัญญานี้ว่าเป็นสัญญาจ้างทำของซ่ึงมุ่งผลสำเร็จ
ของงานบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ จำนวน ๕๐๘ เครื่อง แบบราคาเหมารวมด้วยแล้ว จึงไม่มีเหตุ
ตามสญั ญาทีก่ รม บ. ผวู้ า่ จ้างจะใช้สทิ ธติ ามสญั ญาขอปรับลดเนือ้ งานได้
180 ตอบข้อหารือสำนักงานอัยการสงู สุด
คำวินิจฉัย ห.๘๐/๒๕๕๙
เรอื่ ง แนวทางปฏบิ ัตติ ามสัญญาและกฎหมายทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
กฎหมาย ระเบยี บ ประมวลกฎหมายแพง่ พาณชิ ย์ มาตรา ๓๘๑ ประกอบระเบยี บกระทรวงมหาดไทย
ด้วยการพัสดุของหนว่ ยการบรหิ ารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๒๗
เมอื่ ปรากฏวา่ ผรู้ บั จา้ งทำงานไมแ่ ลว้ เสรจ็ ภายในกำหนดระยะเวลาตามสญั ญา ถอื วา่ ผรู้ บั จา้ ง
ผิดสัญญาอันเป็นเหตุให้มีสิทธิเรียกค่าปรับได้ตามสัญญาข้อ ๑๕ วรรคหนึ่ง การแจ้งขอสงวนสิทธ
์ิ
ค่าปรับไปยังผู้รับจ้างว่า “สัญญาจ้างได้พ้นกำหนดระยะเวลาในการส่งมอบงานดังกล่าวแล้ว
ปรากฏว่าทางผู้รับจ้างไม่ได้ส่งมอบงานดังกล่าว จึงขอสงวนสิทธ์ิค่าปรับตามสัญญาจ้าง
ในอัตราร้อยละ ๐.๑๐ ของราคาคา่ จา้ งทย่ี งั ไมแ่ ลว้ เสรจ็ ตงั้ แตว่ นั ที่ ๑๘ กนั ยายน ๒๕๕๘ เปน็ ตน้ ไป
จนกว่าผู้รับจ้างจะดำเนินการส่งมอบงานจ้างให้แล้วเสร็จ” ถือได้ว่าได้แสดงเจตนาเรียกค่าปรับ
โดยดำเนินการตามสัญญาข้อ ๑๕ วรรคหน่ึงประกอบระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุ
ของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถ่ิน พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๒๗ วรรคท้าย และเมื่อผู้รับจ้าง
สง่ มอบงาน คณะกรรมการตรวจการจา้ งได้หกั ค่าปรบั ผิดสัญญา กรณีจึงเป็นการบงั คบั ใช้สทิ ธิปรบั
ในเนื้องานท่ีได้รับมอบในแต่ละงวดที่ผู้รับจ้างส่งมอบงาน อันถือเป็นการสงวนสิทธ์ิปรับ
โดยปริยายโดยชอบด้วยกฎหมายในขณะท่ีรับมอบงานจ้างตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
มาตรา ๓๘๑ วรรคทา้ ย ประกอบระเบยี บกระทรวงมหาดไทยวา่ ด้วยการพสั ดุของหน่วยการบรหิ าร
ราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๒๗ วรรคท้ายแล้วผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธิเรียกค่าปรับ
จากผ้รู บั จ้างตามสัญญาขอ้ ๑๕
ข้อเทจ็ จรงิ และปัญหา
องค์การบริหารส่วนจังหวัด ต.ได้ทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วน จำกัด พ. (ผู้รับจ้าง) ก่อสร้าง
โดยมรี ะยะเวลากอ่ สรา้ ง ตง้ั แตว่ นั ท่ี ๒๐ มถิ นุ ายน ๒๕๕๗ ถงึ วนั ท่ี ๑๗ กนั ยายน ๒๕๕๗ ตกลงจา่ ยคา่ จา้ ง
แบง่ เปน็ ๒ งวด เมอื่ ครบกำหนดระยะตามสญั ญา องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั ต.ไดม้ หี นงั สอื ถงึ ผรู้ บั จา้ ง
เพ่ือขอสงวนสิทธ์ิค่าปรับตามสัญญาเป็นรายวันในอัตราร้อยละ ๐.๑๐ ของค่าจ้างที่ยังไม่แล้วเสร็จ
ตั้งแต่วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๘ เป็นต้นไปจนกว่าผู้รับจ้างดำเนินการส่งมอบงานจ้างให้แล้วเสร็จ
ต่อมาผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานก่อสร้างให้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด ต. โดยงวดท่ี ๑ ในวันที่ ๑๙
พฤศจิกายน ๒๕๕๗ คณะกรรมการตรวจจ้างได้ตรวจรับงานจ้างในวันท่ี ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
โดยให้หักค่าปรับผิดสัญญาตั้งแต่วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๗ ถึงวันท่ี ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
รวมจำนวน ๖๓ วัน วันละ ๒,๙๙๒ บาทเป็นจำนวน ๑๘๘,๔๙๖ บาท คงเหลือรับเงินค่าจ้างเพียง
๑,๓๐๗,๕๐๔ บาท และงวดที่ ๒ ส่งมอบงานในวันท่ี ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ คณะกรรมการจ้าง
ได้ตรวจรับงานจ้างในวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๗ โดยให้ปรับค่าปรับผิดสัญญา ตั้งแต่วันที่ ๒๐–๒๘
พฤศจกิ ายน ๒๕๕๗ รวม ๙ วนั วนั ละ ๒,๙๙๒ บาท เปน็ จำนวนเงนิ ๒๖,๙๒๘ บาท คงเหลอื เงนิ คา่ จา้ ง
เพียง ๑,๔๖๙,๐๗๒ บาท ต่อมาผรู้ บั จ้างมีหนงั สอื ถงึ องค์การบริหารสว่ นจังหวดั ต. เรอ่ื งขอสงวนสทิ ธิ์
อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
181
รับเงินค่าก่อสร้างจากหักค่าปรับ เนื่องจากองค์การบริหารจังหวัด ต. ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย
โดยยอมรบั ชำระหนี้ (ตรวจรบั มอบงานงวดสดุ ทา้ ย) แตไ่ มไ่ ดส้ งวนสทิ ธเิ รยี กคา่ ปรบั ไวใ้ นเวลารบั ชำระหนี้
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๑ วรรคท้าย องค์การบริหารส่วนจังหวัด ต.
ย่อมไม่มีสิทธิปรับจำนวน ๑๘๘,๔๙๖ บาท ต้องคืนค่าปรับจำนวนดังกล่าวพร้อมขอสงวนสิทธ์ิเรียก
ดอกเบย้ี ตามจำนวนเงินดังกล่าวร้อยละ ๑๕ ตามกฎหมาย องค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวัด ต.จึงขอหารอื
ดงั น ้ี
๑. หนังสือขอสงวนสิทธิ์ค่าปรับตามสัญญาจ้างขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ต. ที่ได้แจ้งให้
ผู้รับจา้ ง มีผลเป็นการบอกสงวนสทิ ธิไ์ ว้ในเวลาชำระหน้ตี ามประมวลกฎหมายหรือไม่ อยา่ งไร
๒. การทผี่ รู้ บั จา้ งออกใบเสร็จรับงานค่าจา้ งตามงวดที่ ๑ และงวดที่ ๒ ถอื ได้หรือไมว่ ่า ผ้รู ับจา้ ง
ไดย้ อมรบั และรบั ทราบการผดิ นดั ตามสญั ญาและเงนิ คา่ จา้ งโดยไมท่ กั ทว้ ง และมผี ลตามกฎหมายหรอื ไม่
อยา่ งไร
๓. การเรยี กคนื คา่ ปรบั ของผู้รบั จา้ ง ถกู ตอ้ งหรอื ไม่ อยา่ งไร
๔. แนวการปฏิบัตติ ามสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวขอ้ งต่อไป
คำวินจิ ฉยั
สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า สัญญาจ้าง ข้อ ๑๕ วรรคหน่ึง กำหนดว่า
“หากผรู้ บั จา้ งไมส่ ามารถทำงานใหแ้ ลว้ เสรจ็ ตามเวลาทก่ี ำหนดไวใ้ นสญั ญาและผวู้ า่ จา้ งยงั มไิ ดบ้ อกเลกิ สญั ญา
ผ้รู ับจ้างตอ้ งชำระค่าปรับใหแ้ ก่ผู้วา่ จา้ งเปน็ จำนวนเงินวนั ละ ๒,๙๙๒ บาท..…” เม่ือปรากฏว่าผู้รบั จ้าง
ทำงานไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญา ถือว่าผู้รับจ้างผิดสัญญาอันเป็นเหตุให้มีสิทธิ
เรียกค่าปรับได้ตามสัญญาข้อ ๑๕ วรรคหน่ึง การท่ีองค์การบริหารส่วนจังหวัด ต. มีหนังสือ
ที่ ตก ๕๑๐๐๔/๒๖๘๘ ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๘ แจง้ ขอสงวนสทิ ธ์คิ ่าปรบั ไปยงั ผู้รับจา้ ง โดยแจง้
ให้ทราบว่า “ ... บัดน้ี สัญญาจ้างได้พ้นกำหนดระยะเวลาในการส่งมอบงานดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่า
ทางผู้รับจ้างไม่ได้ส่งมอบงานดังกล่าวให้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด ต.แต่อย่างใด จึงขอสงวนสิทธ์ิ
ค่าปรับตามสัญญาจ้างเลขท่ี ๗๙/๒๕๕๗ ลงวันท่ี ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๗ เป็นรายวัน ในอัตรา
ร้อยละ ๐.๑๐ ของราคาค่าจ้างท่ียังไม่แล้วเสร็จ ตั้งแต่วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๘ เป็นต้นไป
จนกว่าผู้รับจ้างจะดำเนินการส่งมอบงานจ้างให้แล้วเสร็จ” ถือได้ว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด ต.
ได้แสดงเจตนาเรียกค่าปรับโดยดำเนินการตามสัญญาข้อ ๑๕ วรรคหน่ึง ประกอบระเบียบกระทรวง
มหาดไทยวา่ ดว้ ยการพสั ดขุ องหนว่ ยการบริหารราชการส่วนทอ้ งถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ ขอ้ ๑๒๗ วรรคทา้ ย
และเมื่อผู้รับจ้างส่งมอบงานงวดท่ี ๑ ในวันท่ี ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ คณะกรรมการตรวจการจ้าง
ได้หักค่าปรับผิดสัญญาตั้งแต่วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
และเม่ือผู้รับจ้างส่งมอบงานงวดท่ี ๒ ในวันท่ี ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ คณะกรรมการตรวจการจ้าง
ได้หักค่าปรับผิดสัญญาต้ังแต่วันท่ี ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ จนถึงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
อันเป็นวันส่งมอบงานแล้วเสร็จ กรณีจึงเป็นการบังคับใช้สิทธิปรับในเน้ืองานที่ได้รับมอบในแต่ละงวด
ทผี่ รู้ บั จา้ งสง่ มอบงาน ซง่ึ ถอื เปน็ การสงวนสทิ ธปิ์ รบั โดยปรยิ ายโดยชอบดว้ ยกฎหมายในขณะทรี่ บั มอบงาน
จ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและกฎหมายพาณิชย์ มาตรา ๓๘๑ วรรคท้าย ประกอบระเบียบ
182 ตอบขอ้ หารอื สำนักงานอัยการสูงสดุ
กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๒๗
วรรคท้ายแล้ว องค์การบริหารส่วนจังหวัด ต.จึงมีสิทธิเรียกค่าปรับจากผู้รับจ้างตามสัญญาข้อ ๑๕
ไดน้ ับจากวนั ที่ ๑๘ กนั ยายน ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๒๘ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๗ อันเป็นวนั ส่งมอบงานแล้วเสรจ็
เม่ือองค์การบริหารส่วนจังหวัด ต. มีสิทธิเรียกค่าปรับแล้วกรณีไม่มีเหตุท่ีจะพึงวินิจฉัยประเด็น
ข้อหารอื ที่ ๒ ที่ ๓ และท่ี ๔ อกี
อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
183
หนงั สือเวยี น
164 ตอบขอ้ หารอื สำนักงานอัยการสงู สุด
อยั การนิเทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
187
188 หนงั สอื เวียน
อยั การนิเทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
189
190 หนงั สอื เวียน
อยั การนิเทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
191
192 หนงั สอื เวียน