The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อัยการนิเทศเล่มที่ 81 ปี 2559

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-11-13 05:14:35

อัยการนิเทศเล่มที่ 81 ปี 2559

อัยการนิเทศเล่มที่ 81 ปี 2559

โจทกฎ์ ีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า
ท่ีศาลอุทธรณ์ไม่ริบอาวุธปืนของกลางชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องชัดแจ้งแล้วว่า
จำเลยมีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์เทารัส (TAURUS) ขนาด .๓๘ ไม่ปรากฏเคร่ืองหมายทะเบียนของ

เจ้าพนักงานประทับไว้ ๑ กระบอก และกระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .๓๘ สเปเชี่ยล ๒๑ นัด ไว้ใน
ครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นการบรรยายฟ้องท่ีแน่นอนแล้วว่า อาวุธปืนท่ีจำเลยมีไว้ครอบ
ครองเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ อีกท้ังเจ้าพนักงานก็ยึดอาวุธปืน
ที่จำเลยมีไว้ครอบครองเป็นของกลางย่อมมีการตรวจสอบถึงหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานซ่ึงก

ไมป่ รากฏวา่ มีเคร่อื งหมายทะเบยี นของเจา้ พนักงานประทบั ไว้ อาวธุ ปนื ของกลางจงึ เป็นอาวุธปนื ที่ไม่มี
บคุ คลใดไดร้ ับใบอนุญาตใหม้ แี ละใชต้ ามกฎหมาย เม่อื จำเลยให้การรับสารภาพ จึงรับฟงั ขอ้ เทจ็ จรงิ ว่า
อาวธุ ปนื ของกลางเปน็ ของจำเลยเองและเปน็ อาวธุ ปนื ทไ่ี มม่ หี มายเลขทะเบยี นของเจา้ พนกั งานประทบั ไว้
และจำเลยก็ไม่ได้รับใบอนญุ าตให้มแี ละใช้ตามกฎหมาย จึงเปน็ ความผดิ ตามพระราชบญั ญตั อิ าวธุ ปืนฯ
มาตรา ๗๒ วรรคหน่ึง อาวุธปืนของกลางจึงเป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดโดยตรงตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ ต้องริบเสียทั้งส้ินน้ัน เห็นว่า คำว่า “ปรากฏ” ตามพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า สำแดงออกมาให้เห็น เม่ือโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับอาวุธปืน

ท่ีจำเลยมีไว้ในครอบครองว่า เป็นอาวุธปืนท่ีไม่ปรากฏเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ
จึงมีความหมายว่า เป็นอาวุธปืนที่ไม่สำแดงออกมาให้เห็นถึงเคร่ืองหมายทะเบียนของเจ้าพนักงาน
ประทับ กรณีจึงยังไม่เป็นการแน่นอนว่าอาวุธปืนท่ีจำเลยมีไว้ในครอบครองนั้น เป็นอาวุธปืนที่มี
หมายเลขทะเบยี นของเจา้ พนกั งานประทบั ไวห้ รอื ไม่ จงึ ตอ้ งฟงั ขอ้ เทจ็ จรงิ ใหเ้ ปน็ คณุ แกจ่ ำเลยวา่ อาวธุ ปนื
ทจ่ี ำเลยมไี วใ้ นครอบครองโดยไมไ่ ดร้ บั ใบอนญุ าตนน้ั เปน็ อาวธุ ปนื ทเี่ ปน็ ของผอู้ น่ื ซงึ่ ไดร้ บั ใบอนญุ าตใหม้ ี
และใช้ตามกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อ่ืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบ
อนุญาต และความผิดดังกล่าวอยู่ท่ีการไม่ได้รับอนุญาต หาทำให้อาวุธปืนของกลางท่ีชอบด้วย
กฎหมายเป็นอาวุธปืนผิดกฎหมายไปไม่ อาวุธปืนของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินท่ีมีไว้เป็นความผิดอันจะ
พึงต้องริบ และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๒, ๓๓ ไมอ่ าจรบิ ตามคำขอทา้ ยฟอ้ งของโจทกไ์ ด้ ชอบทจ่ี ะตอ้ งสง่ คนื แกเ่ จา้ ของ ทศี่ าลอทุ ธรณ์
ไม่รบิ อาวธุ ปนื ของกลางแต่ใหค้ นื แก่เจา้ ของนน้ั ศาลฎีกาเห็นพอ้ งด้วย ฎกี าของโจทก์ฟังไม่ขึน้

พิพากษายืน.



สำนักงานอยั การพิเศษฝ่ายสารสนเทศ

สำนกั งานวิชาการ



หมายเหต

การดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม
พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ ในกรณีท่ียึดอาวุธปืนได้เป็นของกลางนั้น เป็นหน้าที่ของ

พนักงานสอบสวนต้องส่งอาวุธปืนไปยังกองพิสูจน์หลักฐาน โดยมีจุดประสงค์ในการตรวจพิสูจน์ว่า

อยั การนิเทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
93

อาวธุ ปนื ดังกลา่ วเป็นอาวุธปนื ตามพระราชบญั ญตั ิอาวธุ ปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ หรอื ไม่ เปน็ อาวุธปืน ชนิด
ขนาดใด เป็นอาวุธปนื แบบทนี่ ายทะเบยี นจะออกใบอนญุ าตใหไ้ ด้หรือไม่ อาวธุ ปนื มีรอ่ งรอยการขดู ลบ
แกไ้ ขเครอื่ งหมายทะเบยี นหรอื ไม่ สามารถใชย้ งิ ทำอนั ตรายแกช่ วี ติ และวตั ถไุ ดห้ รอื ไม่ เปน็ ตน้ ซง่ึ ภายหลงั
จากที่ได้ตรวจพิสูจน์แล้ว ผู้ตรวจพิสูจน์จะเป็นผู้ทำความเห็นและรับรองรายงานผลการตรวจพิสูจน์
อาวธุ ปืนดังกล่าวไว้ตามจดุ ประสงค์ทพ่ี นักงานสอบสวนขอทำการตรวจพสิ ูจน์ โดยหากการตรวจพิสจู น์
ไม่พบว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนท่ีมีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ และไม่พบ
ร่องรอยการขูดลบแก้ไขท่ีอาวุธปืนของกลาง ผู้ตรวจพิสูจน์มักทำความเห็นไว้ในรายงานผลการตรวจ
พสิ จู น์วา่ ไม่พบเครอ่ื งหมายทะเบยี นท่ีปนื ของกลาง หรอื ไมป่ รากฏเครือ่ งหมายทะเบยี น เป็นตน้

การบรรยายฟอ้ งของพนกั งานอยั การทด่ี ำเนนิ คดกี บั จำเลยในความผดิ ฐานมอี าวธุ ปนื ไวใ้ นครอบครอง
โดยไม่ได้รับใบอนญุ าตกรณอี าวธุ ปนื ของกลางไม่มเี ครอ่ื งหมายทะเบียนนน้ั มักใช้ถอ้ ยคำวา่ “จำเลยได้
บังอาจมีอาวุธปืน...ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จำนวน...กระบอก” หรือ

บางคำฟ้องอาจมีการนำถ้อยคำในรายงานการตรวจพิสูจน์มาบรรยายไว้แทน เช่น “จำเลยได้บังอาจมี
อาวุธปืน... ไม่ปรากฏเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จำนวน...กระบอก”

ซึ่งศาลก็ยังคงแปลความคำฟ้องและตัดสินว่าเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับ

ใบอนญุ าต (อาวธุ ปนื ทไ่ี มม่ เี ครอื่ งหมายทะเบยี นของเจา้ พนกั งานประทบั ไว)้ ตามพระราชบญั ญตั อิ าวธุ ปนื ฯ
พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหน่ึง๑ ๒ ดงั เชน่

คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๔๕๑๔/๒๕๕๗ พนักงานอัยการจังหวัดระยองเป็นโจทก์บรรยายฟ้องว่า
“เมอื่ วนั ท่ี ๑๑ สงิ หาคม ๒๕๕๑ เวลากลางวนั จำเลย... และมอี าวธุ ปนื พกออโตเมตกิ ขนาด ๗.๖๒ มม.
ดัดแปลงลำกล้องปืนให้ใช้กับกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด ๙ มม. ไม่ปรากฏเคร่ืองหมายทะเบียน

ของเจา้ พนักงานประทบั ไว้ ๑ กระบอก...”

คำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๑๓๙๒๗/๒๕๕๘ พนกั งานอยั การจงั หวดั อดุ รธานเี ปน็ โจทกบ์ รรยายฟอ้ งวา่
“เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๖ เวลากลางวัน จำเลย... มีอาวุธปืนพกประจุปาก (ปืนแก๊ป)

ชนิดประกอบขึน้ เอง ขนาดกวา้ งปากลำกล้องปนื ประมาณ ๘ มิลลเิ มตร ลำกล้องปนื ยาวประมาณ ๓๕
เซนติเมตร ไม่ปรากฏเครอื่ งหมายทะเบยี นของเจ้าพนกั งานประทับไว้ จำนวน ๑ กระบอก...”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๔๕๓/๒๕๕๘ พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นโจทก์

บรรยายฟ้องว่า “เม่ือวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน จำเลยมีอาวุธปืนพกออโตเมติก

ขนาด .๓๒ (๗.๖๕ มม.) ไม่ปรากฏเคร่ืองหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว ้

๑ กระบอก...”

ท้ังนี้ คำพิพากษาศาลฏีกาท้ัง ๓ ฉบับดังกล่าว ศาลก็ไม่ได้มีการหยิบยกประเดินเร่ืองถ้อยคำใน
การบรรยายฟอ้ งของโจทกข์ ึ้นวินิจฉัยและฟังไปในทางวา่ “เปน็ อาวุธปนื ท่ีเปน็ ของผอู้ น่ื ซงึ่ ไดร้ บั อนญุ าต
ใหม้ ีและใชต้ ามกฎหมาย” อนั เปน็ ความผิดตามมาตรา ๗๒ วรรคสาม แตอ่ ยา่ งใด


๑ พระราชบญั ญัติอาวธุ ปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ “หา้ มมใิ หผ้ ู้ใดทำ ซ้อื มี ใช้ ส่ังหรือนำเข้า ซึง่ อาวธุ ปืนหรือเครือ่ งกระสนุ ปืน เวน้ แต่
จะไดร้ ับใบอนญุ าตจากนายทะเบยี นท้องที”่


๒ พระราชบญั ญตั อิ าวธุ ปนื ฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗๒ วรรคหนงึ่ “ผใู้ ดฝา่ ฝนื มาตรา ๗ ตอ้ งระวางโทษจำคกุ ตง้ั แตห่ นง่ึ ปถี งึ สบิ ปแี ละปรบั

ตงั้ แตส่ องพันบาทถึงสองหมื่นบาท”





94 คำพพิ ากษาศาลฎีกา

ดว้ ยความเคารพคำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๑๔๔๗๗/๒๕๕๘ ท่ีไดห้ มายเหตุนี้ ซงึ่ มีพนกั งานอัยการ
จังหวัดอุดรธานีเป็นโจทก์ บรรยายฟ้องว่า “เม่ือวันท่ี ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ เวลากลางคืนก่อนเท่ียง
จำเลย... มีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์เทารัส (TAURUS) ขนาด .๓๘ ไม่ปรากฏเคร่ืองหมายทะเบียนของ
เจา้ พนกั งานประทบั ไว้ จำนวน ๑ กระบอก...” แลว้ ศาลฎกี าไดว้ นิ จิ ฉยั จากคำฟอ้ งประกอบกบั การแปลความ
คำว่า “ปรากฏ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน และฟังว่ายังไม่เป็นการแน่นอนว่า

อาวธุ ปนื ทจี่ ำเลยมไี วใ้ นครอบครองเปน็ อาวธุ ปนื ทมี่ หี มายเลขทะเบยี นของเจา้ พนกั งานประทบั ไวห้ รอื ไม่
จึงเป็นอาวุธปืนท่ีเป็นของผู้อ่ืนซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายอันเป็นความผิดตาม

พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคสามนั้น๓ ผู้เขียนเห็นว่าในทางกลับกัน
หากไดน้ ำคำวา่ “ม”ี ตามพจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔๔ มาวนิ ิจฉัยหาความหมาย
ควบคู่ไปด้วยแล้ว ก็จะพบว่าคำว่า “ม”ี ยังหมายความรวมถึงคำว่า “ปรากฏ” อกี ด้วย๕ ดังนน้ั การที่
พนักงานอัยการได้บรรยายรายละเอียดถึงเครื่องหมายทะเบียนอาวุธปืนไว้ในคำฟ้องว่า

“ไม่ปรากฏเครื่องหมายทะเบียน” ก็ย่อมจะวินิจฉัยและฟังได้ว่า “เป็นอาวุธปืนท่ีไม่มีเครื่องหมาย
ทะเบียน” ด้วยนัน่ เอง



อาคม เจตะผลิน
















๓ พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๗๒ วรรคสาม “ถ้าการฝ่าฝืนตามวรรคหนึ่งเป็นเพียงการมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อ่ืน

ซง่ึ ไดร้ บั ใบอนญุ าตใหม้ แี ละใชต้ ามกฎหมาย ผฝู้ า่ ฝนื ตอ้ งระวางโทษจำคกุ ตง้ั แตห่ กเดอื นถงึ หา้ ปแี ละปรบั ตงั้ แตห่ นง่ึ พนั บาทถงึ หนง่ึ หมนื่ บาท”


๔ พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ หนา้ ๙๐๘

“มี ว. รวย เช่นเขาเป็นคนมี ไมใ่ ช่คนจน ,ไมเ่ ปลา่ ,ไมว่ า่ ง เช่นในหม้อมขี า้ ว ในห้องนำ้ มคี น,

ก. ถอื เปน็ เจา้ ของ , อย่ใู นครอบครอง เชน่ มเี งนิ มลี กู ,

ประกอบดว้ ย เช่น อริยสจั ๔ มี ทกุ ข์ สมทุ ัย นโิ รธ มรรค,

ปรากฏ เช่น มดี าวหางขึน้ ในท้องฟ้า,

เกดิ เช่น มโี รคระบาด, คงอยู่ เช่น มคี นอยไู่ หม...”

๕ เหมอื นเชงิ อรรถท่ี ๔


อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
95


ำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๑๔๕๑๔/๒๕๕๘

ป.วิ.อ. การบรรยายฟ้อง (มาตรา ๑๕๘)

พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ (มาตรา ๔ ทว,ิ ๕, ๑๒)

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ความว่า ในวันเวลาและสถานท่ีเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ ๑
เป็นเจ้าบ้านผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตนและเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้
สว่ นจำเลยนอกน้นั เป็นผู้ร่วมเล่นนน้ั การจดั ใหม้ ีการเลน่ การพนนั เพอ่ื นำมาซึง่ ผลประโยชน์แห่งตน
และการเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันแทงผลการแข่งขันฟุตบอลทางโทรทัศน์

เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องในคดีนี้ซึ่งจำเลยท่ี ๑
ให้การรับสารภาพ อันทำให้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำบรรยายฟ้องน้ัน ปรากฏว่าโจทก์บรรยายการ
กระทำความผิดของจำเลยท่ี ๑ รวมกันมาในข้อเดียวกันว่าจำเลยท่ี ๑ เป็นผู้จัดให้มีการเล่น

การพนันและเข้าเล่นพนันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้เพ่ือนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตนโดยกระทำผิด

ในวนั เวลาและสถานทเ่ี ดยี วกนั รวมทงั้ วธิ กี ารในการจดั ใหม้ กี ารเลน่ และวธิ กี ารเปน็ เจา้ มอื กเ็ หมอื นกนั
ท้ังไม่ได้ระบุด้วยว่าเป็นการกระทำท่ีแตกต่างกรรมกัน ดังนี้ แม้การกระทำของจำเลยท่ี ๑

เป็นความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเพื่อนำมาซ่ึงผลประโยชน์แห่งตนและฐานเป็น


เจ้ามือรับกินรับใช้ด้วยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงท่ีได้ความตามคำบรรยายของฟ้องดังกล่าวก็บ่งชี้ว่า
จำเลยท่ี ๑ กระทำโดยมีเจตนาอันเดียวกันคือ รับพนันแทงผลการแข่งขันฟุตบอลในคร้ังเกิดเหตุ
นั่นเอง การกระทำของจำเลยที่ ๑ ในคำบรรยายฟ้องของโจทก์แต่ละข้อจึงเป็นเพียงการกระทำ
กรรมเดียวกันมิใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน คงลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุด การท่ีศาลล่าง


{
ทัง้ สองวนิ ิจฉัยวา่ การกระทำของจำเลยที่ ๑ เปน็ ความผดิ หลายกรรมตา่ งกนั จึงไม่ถกู ต้อง

_______________________

พนกั งานอัยการจังหวัดสระบุร ี โจทก์

ระหวา่ ง
เกษมสันต์ิ ศริ ิบรุ ี กบั พวกรวม ๑๒ คน จำเลย



โจทก์ฟอ้ งว่าเม่อื วนั ท่ี ๑๘ มกราคม ๒๕๕๘ เวลาประมาณ ๑๘ นาฬกิ า จำเลยท้งั สบิ สองร่วมกัน
เล่นการพนันทายผลฟุตบอลต่างประเทศ พนันเอาทรัพย์สิน โดยจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าบ้านผู้จัดให้ม ี

การเลน่ การพนนั เพอ่ื นำมาซง่ึ ผลประโยชนแ์ หง่ ตน และเปน็ เจา้ มอื รบั กนิ รบั ใช้ สว่ นจำเลยท่ี ๒ ถงึ ที่ ๑๒
เปน็ ผเู้ ลน่ โดยใหท้ ายผลแพช้ นะของการแขง่ ขนั ฟตุ บอลตา่ งประเทศหลายคู่ ผเู้ ลน่ ทมี ชนะจะไดร้ บั สนิ พนนั
จากเจ้ามอื โดยไมไ่ ดร้ บั อนุญาตจากเจา้ พนกั งานตามกฎหมาย

ขอให้ลงโทษจำเลยทง้ั สบิ สองตามพระราชบญั ญัติการพนนั พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔, ๔ ทวิ, ๕,
๖, ๑๐, ๑๒, ๑๕ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๓ ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสิบสอง

จา่ ยเงินสินบนแกผ่ ู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสิบสองให้การรบั สารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน
พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔, (ท่ีถูก มาตรา ๔ ทวิ) ๕, ๑๐, ๑๒, (๑) (๒) (ท่ีถูก มาตรา ๑๒ (๒)), ๑๕

96 คำพพิ ากษาศาลฎีกา

ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ลงโทษจำเลยท่ี ๑ ฐานเป็นผู้จัด จำคุก ๔ เดือนและ

ปรับ ๑,๐๐๐ บาท ฐานเปน็ เจา้ มือ จำคุก ๔ เดือน และปรับ ๑,๐๐๐ บาท รวมจำคุก ๘ เดอื น และ
ปรบั ๒,๐๐๐ บาท ลงโทษจำเลยที่ ๒ ถงึ ท่ี ๑๒ ปรบั คนละ ๑,๐๐๐ บาท จำเลยทง้ั สบิ สองใหก้ ารรบั สารภาพ
เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหน่ึงตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๗๘ จำเลยท่ี ๑ คงจำคกุ ๔ เดือน และปรับ ๑,๐๐๐ บาท จำเลยท่ี ๒ ถงึ ท่ี ๑๒ คงปรับคนละ
๕๐๐ บาท โทษจำคุกจำเลยท่ี ๑ ให้รอการลงอาญา (ท่ีถูก รอการลงโทษ) ไว้มีกำหนด ๑ ป ี

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ริบของกลางจา่ ยเงนิ สนิ บนนำจบั กึง่ หน่งึ ของคา่ ปรับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค ๑ ซ่ึงได้รับมอบหมายจาก

อัยการสงู สุดรบั รองใหอ้ ุทธรณ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำเลยท่ี ๑ (ท่ีถูก ไม่ปรับ) นอกจาก

ทแี่ กเ้ ปน็ ไปตามคำพิพากษาศาลช้ันตน้

จำเลยท่ี ๑ ฎกี า

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ความว่า

ในวันเวลาและสถานท่เี กิดเหตุตามฟอ้ ง จำเลยที่ ๑ เปน็ เจา้ บา้ นผจู้ ัดใหม้ กี ารเลน่ การพนนั เพอ่ื นำมาซ่งึ
ผลประโยชน์แห่งตนและเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ส่วนจำเลยนอกน้ันเป็นผู้ร่วมเล่นนั้น การจัดให้มีการ
เล่นการพนันเพื่อนำมาซ่ึงผลประโยชน์แห่งตน และการเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันแทง
ผลการแข่งขันฟุตบอลทางโทรทัศน์ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตาม

คำบรรยายฟอ้ งในคดนี ซ้ี งึ่ จำเลยที่ ๑ ใหก้ ารรบั สารภาพ อนั ทำใหข้ อ้ เทจ็ จรงิ ฟงั ไดต้ ามคำบรรยายฟอ้ งนน้ั
ปรากฏว่าโจทก์บรรยายการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ รวมกันมาในข้อเดียวกันว่าจำเลยท่ี ๑

เป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและเข้าเล่นพนันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้เพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน
โดยกระทำผิดในวันเวลาและสถานท่ีเดียวกัน รวมทั้งวิธีการในการจัดให้มีการเล่นและวิธีการเป็น

เจา้ มอื กเ็ หมอื นกนั ทงั้ ไมไ่ ดร้ ะบดุ ว้ ยวา่ เปน็ การกระทำทตี่ า่ งกรรมกนั ดงั น้ี แมก้ ารกระทำของจำเลยท่ี ๑
เป็นความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเพ่ือนำมาซ่ึงผลประโยชน์แห่งตนและฐานเป็นเจ้ามือ

รบั กินรบั ใชด้ ว้ ยกต็ าม แต่ขอ้ เทจ็ จริงท่ีได้ความตามคำบรรยายฟอ้ งดงั กลา่ วก็บง่ ชว้ี า่ จำเลยที่ ๑ กระทำ
โดยมีเจตนาอันเดียวกันคือ รับพนันแทงผลการแข่งขันฟุตบอลในครั้งเกิดเหตุน้ันเอง การกระทำของ
จำเลยท่ี ๑ ในคำบรรยายฟอ้ งของโจทกแ์ ตล่ ะขอ้ จึงเปน็ เพียงการกระทำกรรมเดียวกนั มิใช่เป็นความผิด

หลายกรรมต่างกัน คงลงโทษบทท่ีมีโทษหนักท่ีสุด การท่ีศาลล่างท้ังสองวินิจฉัยว่าการกระทำของ
จำเลยท่ี ๑เป็นความผิดหลายกรรมตา่ งกันจงึ ไม่ถกู ต้องขอ้ นเ้ี ปน็ ปัญหาขอ้ กฎหมายทเี่ กย่ี วกับความสงบ
เรียบรอ้ ยแมไ้ มม่ ีค่คู วามฝา่ ยใดยกขนึ้ อา้ งองิ ศาลฎกี ากม็ ีอำนาจหยิบยกขน้ึ วนิ จิ ฉยั โดยปรับบทกฎหมาย
เสยี ใหเ้ สยี ถกู ตอ้ งไดต้ ามประมวลกฎหมายวธิ คี วามอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยท่ี ๑ เป็นความผิดกรรมเดียว ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑
ฐานเปน็ เจา้ มอื รบั กนิ รบั ใช้ จำคกุ ๔ เดอื น ลดโทษใหก้ ง่ึ หนง่ึ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แลว้

คงลงโทษจำคุก ๒ เดอื น นอกจากทีแ่ กใ้ หเ้ ป็นไปตามคำพิพากษาศาลอทุ ธรณภ์ าค ๑.



สำนักงานอยั การพิเศษฝ่ายสารสนเทศ

สำนกั งานวิชาการ




อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
97


ำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๑๔๖๔๘/๒๕๕๘

ป.วิ.อ. บุคคลทจี่ ัดการแทนผู้เสียหาย (มาตรา ๕ (๒))

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตา ๕ (๒) ระบุใหผ้ บู้ ุพการี ผู้สืบสันดาน สามี
หรือภริยาจัดการแทนผู้เสียหายได้ เฉพาะแต่ในความผิดอาญา ซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือ
บาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้เท่าน้ัน บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้ญาติอื่นหรือ
ทายาทเป็นผู้จัดการแทนได้เลย ผู้ร้องซึ่งเป็นพี่สาวของผู้ตาย แม้เป็นทายาทผู้ตายก็ไม่มีอำนาจ
จดั การแทนผตู้ ายได้ เมอ่ื ผรู้ อ้ งไมม่ อี ำนาจจดั การแทนผตู้ าย ผรู้ อ้ งจงึ มใิ ชผ่ เู้ สยี หายทจ่ี ะยน่ื คำรอ้ งขอ
เข้าร่วมเป็นโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๐ และย่ืนคำร้องขอให้
บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑
{
วรรคหนงึ่ ได้

_______________________


พนกั งานอยั การจังหวดั สิงห์บรุ ี โจทก

โจทกร์ ่วม

ระหวา่ ง นาง อ. ท่ี ๑
นางสาว ด. ท่ี ๒


นางสาวเตอื นใจ ใจยา จำเลย


โจทกฟ์ ้องว่า เม่อื วนั ท่ี ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๕ เวลากลางวนั จำเลยขบั รถยนต์ หมายเลขทะเบยี น
กธ ๖๔๔๖ นครสวรรค์ ไปตามถนนสายเอเชียขาล่องจากจังหวัดอุทัยธานี มุ่งหนา้ ไปกรุงเทพมหานคร
ถงึ ทเี่ กดิ เหตบุ รเิ วณกอ่ นแยกไฟแดงอำเภออนิ ทรบ์ รุ ี ซงึ่ เปน็ ถนนเทศบาลตดั เชอื่ มถนนสายเอเชยี หมทู่ ี่ ๑
ตำบลทา่ งาม อำเภออนิ ทร์บรุ ี จงั หวัดสงิ ห์บุรี ซึ่งเป็นเขตชมุ ชนและมีปา้ ยให้ลดความเร็ว จำเลยขบั รถ
ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและ
พฤติการณ์ อนั อาจเกดิ อันตรายแกบ่ ุคคลหรอื ทรพั ยส์ นิ และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นวา่ นน้ั ได้
แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ กล่าวคือ จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูง และเมื่อใกล้ทางร่วมทางแยก ไม่ลด
ความเร็วรถจนไม่สามารถหยุดรถหรือลดความเร็วของรถให้ช้าลงพอท่ีจะขับหลบหลีกไม่ชนรถคันอ่ืน
หรอื สิ่งอนื่ ใดทก่ี ดี ขวางอยูข่ า้ งหน้าไดท้ ัน โดยจำเลยจะขบั รถยนต์ตรงไปข้างหน้า ซึ่งขณะน้ันจำเลยมอง
เห็นนางสาว น. กำลังขบั รถจกั รยานยนต์หมายเลขทะเบียน กนง สงิ หบ์ ุรี ๘๐๒ มนี าง ส. นงั่ ซ้อนทา้ ย
แล่นออกจากทางแยกซ้ายมือด้านหน้ารถจำเลยเข้าสู่ถนนสายเอเชียขาล่องเพ่ือจะตัดผ่านช่องเดินรถ
ของจำเลยไปทางแยกไฟแดงอำเภออินทร์บุรีท่ีอยู่ข้างหน้าในระยะไกลพอสมควร เป็นเหตุให้รถคัน

ท่จี ำเลยขับชนกับรถจกั รยานยนต์หมายเลขทะเบยี น กนง สงิ ห์บุรี ๘๐๒ อย่างแรง ทำให้รถทง้ั สองคนั
ได้รับความเสียหาย นางสาว น. และนาง ส. ถึงแก่ความตายในท่ีเกิดเหตุ ขอให้ลงโทษตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ พระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓, ๗๐, ๑๔๘, ๑๕๗

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็น

รบั สารภาพ


98 คำพพิ ากษาศาลฎกี า

ระหวา่ งพจิ ารณา นาง อ. พสี่ าวของนางสาว น. ผูต้ ายยน่ื คำร้องขอเขา้ ร่วมเป็นโจทก์ ศาลชน้ั ต้น
อนุญาตเฉพาะในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ โดยให้เรียกว่า โจทก์ร่วมท่ี ๑
และโจทกร์ ่วมท่ี ๑ ยืน่ คำร้องขอให้บงั คบั จำเลยชดใช้คา่ สนิ ไหมทดแทนเป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท

จำเลยใหก้ ารในคดสี ว่ นแพ่งว่า นางสาว น. ผตู้ ายมสี ่วนในการกระทำประมาท พนกั งานอัยการ
มีคำส่ังไม่ฟ้องเน่ืองจากถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไป และโจทก์ร่วมที่ ๑ มิได้
เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา นอกจากนี้โจทก์ร่วมท่ี ๑

เปน็ พส่ี าวของนางสาว น. ไมม่ หี นา้ ทตี่ อ้ งอปุ การะเลยี้ งดกู นั ตามกฎหมาย โจทกร์ ว่ มท่ี ๑ มสี ทิ ธเิ รยี กรอ้ ง
เฉพาะในส่วนคา่ ปลงศพ คา่ สินไหมทดแทนทโี่ จทกร์ ว่ มท่ี ๑ เรยี กรอ้ งสงู เกินส่วน ขอใหย้ กคำรอ้ ง

นางสาว ด. บุตรของนาง ส. ผู้ตายย่ืนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลช้ันต้นอนุญาตเฉพาะใน
ความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ โดยให้เรยี กวา่ โจทก์รว่ มที่ ๒ และโจทก์รว่ มท่ี ๒
ย่ืนคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาโจทก์ร่วมที่ ๒
ขอถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้น
อนุญาตและให้จำหนา่ ยคดีสำหรับโจทกร์ ว่ มที่ ๒ ออกจากสารบบความ

ศาลชน้ั ตน้ พจิ ารณาแลว้ พพิ ากษาวา่ จำเลยมคี วามผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑
พระราชบญั ญัตจิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๗๐, ๑๔๘, ๑๕๗ การกระทำของจำเลย
เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ซ่ึงเป็น
กฎหมายบททม่ี โี ทษหนกั ทสี่ ดุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคกุ ๔ ปี และปรบั ๒๐,๐๐๐ บาท
จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการ
ลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยไมช่ ำระคา่ ปรบั ใหจ้ ดั การ
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ใหจ้ ำเลยชำระเงิน ๘๓,๓๓๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา
รอ้ ยละ ๗.๕ ตอ่ ป ี ของตน้ เงนิ ดงั กลา่ วนบั ตง้ั แตว่ นั ท่ี ๒๘ เมษายน ๒๕๕๗ เปน็ ตน้ ไปจนกวา่ จะชำระเสรจ็
แกโ่ จทกร์ ว่ มที่ ๑ คา่ ฤชาธรรมเนยี มในการดำเนนิ คดสี ว่ นแพง่ ระหวา่ งโจทกร์ ว่ มที่ ๑ กบั จำเลยใหเ้ ปน็ พบั
คำขอนอกจากน้ีให้ยก

โจทก์ร่วมท่ี ๑ อุทธรณ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอเป็นโจทก์ร่วมที่ ๑ และคำร้องขอให้บังคับ
จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของนาง อ. ให้ยกคำพิพากษาศาลช้ันต้นในส่วนที่พิพากษาให้จำเลย
ชำระเงิน ๘๓,๓๓๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันท่ี ๒๘
เมษายน ๒๕๕๗ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมท่ี ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมในการดำเนินคดี
ส่วนแพ่งระหว่างโจทก์ร่วมท่ี ๑กับจำเลยเป็นพับ และยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ ๑ นอกจากท่ีแก้ให้
เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชน้ั ต้น

โจทก์ร่วมที่ ๑ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงช่ือในคำพิพากษาศาลช้ันต้นอนุญาตให้
ฎกี าในปัญหาขอ้ เทจ็ จริง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมท่ี ๑ ว่า
โจทก์ร่วมท่ี ๑ เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนนางสาว น. ผู้ตาย อันมีสิทธิย่ืนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

อยั การนเิ ทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
99

และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๕ (๒) ระบุให้ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาจัดการแทนผู้เสียหายได้
เฉพาะแต่ในความผิดอาญา ซ่ึงผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้
เท่านั้น บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้ญาติอ่ืนหรือทายาทเป็นผู้จัดการแทนได้เลย ผู้ร้องซ่ึงเป็น

พี่สาวของผู้ตาย แม้เป็นทายาทผู้ตายก็ไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ เมื่อผู้ร้องไม่มีอำนาจจัดการ
แทนผู้ตาย ผู้ร้องจึงมิใช่ผู้เสียหายท่ีจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๓๐ และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวล
กฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ วรรคหน่งึ ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษามานนั้
ศาลฎกี าเห็นพ้องด้วย ฎกี าของโจทก์ร่วมที่ ๑ ฟงั ไม่ข้ึน

พพิ ากษายืน คา่ ฤชาธรรมเนยี มในช้ันอทุ ธรณ์และฎีกาใหเ้ ป็นพบั .



สำนกั งานอัยการพิเศษฝ่ายสารสนเทศ

สำนกั งานวิชาการ



หมายเหต

กรณีที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๒)๑

ได้บญั ญัติให้ บุพการี ผู้สืบสนั ดาน สามี หรอื ภรยิ า ของผ้เู สียหายดงั กลา่ วเป็นบคุ คลทีม่ ีอำนาจจดั การ
แทนได ้ ซงึ่ ทผ่ี า่ นมาแนวคำพพิ ากษาของศาลฎกี าไดต้ คี วามอยา่ งเครง่ ครดั มใิ หห้ มายความรวมถงึ บคุ คลอน่ื
นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๙๕๖/๒๕๐๙) อย่างไรก็ตาม

แมจ้ ะเปน็ บคุ คลทม่ี อี ำนาจจดั การแทนตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา แตเ่ มอื่ ไดเ้ รยี กรอ้ ง
เอาค่าสินไหมทดแทนส่วนแพ่งเข้ามาในคดีอาญาด้วยจะมีสิทธิเพียงใดนั้น จักต้องพิจารณาสิทธิ

เรียกร้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นอีกส่วนหน่ึงต่างหาก ว่ามีสิทธิที่จะ
ฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำผิดของจำเลยหรือไม่๒ เพียงใด เป็นต้นว่า
หากคำพพิ ากษาศาลฎกี าน้ี เปลยี่ นขอ้ เทจ็ จรงิ ใหผ้ รู้ อ้ งเปน็ บดิ านอกกฎหมายโดยสบื สายเลอื ดกนั กบั ผตู้ าย
ผู้ร้องย่อมเป็นผู้บุพการีมีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการและมีสิทธิที่จะเรียก
เอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิตจากจำเลยได ้ ตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาตรา ๓๐๓ และ ๔๔/๑๔ ตามลำดับ แต่ถ้าผู้ร้องใช้สิทธิเรียกเอาค่าสินไหม

๑ ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๕(๒) “บุคคลเหลา่ นีจ้ ัดการแทนผู้เสียหายได้ (๒) ผู้บุพการี ผสู้ ืบสนั ดาน สามหี รอื
ภริยา เฉพาะแต่ในความผดิ อาญา ซง่ึ ผู้เสียหายถกู ทำร้ายถงึ ตายหรอื บาดเจ็บจนไม่สามารถจะจดั การเองได้”


๒ ธานศิ เกษวพทิ กั ษ ์ คำอธบิ ายประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา ภาค ๑ - ๒ (มาตรา ๑-๑๕๖) ๒๕๕๘ พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๑๒ หนา้ ๗๙๘

๓ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๐ “คดีอาญาใดซ่ึงพนักงานอัยการย่ืนฟ้องต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายจะย่ืนคำร้องขอ

เขา้ เปน็ โจทกร์ ่วมในระยะใดระหวา่ งพจิ ารณาก่อนศาลช้ันตน้ พพิ ากษาคดีน้ันกไ็ ด”้

๔ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ วรรคแรก “ในคดที พี่ นกั งานอยั การเปน็ โจทก์ ถา้ ผเู้ สยี หายมสี ทิ ธทิ จ่ี ะเรยี กเอา


ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับ

ความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเน่ืองมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะย่ืนคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให

บงั คบั จำเลยชดใชค้ า่ สนิ ไหมทดแทนแกต่ นกไ็ ด”้




100 คำพพิ ากษาศาลฎีกา

ทดแทนส่วนแพ่งเพราะเหตุผู้ตายได้รับอันตรายแก่ชีวิตจากจำเลย ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิต่าง ๆ เช่นเดียว
กับทายาทของผู้ตายท่ีจะเรียกร้องให้จำเลยผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่าปลงศพ

ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าท่ีต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงาน รวมท้ัง
ค่าขาดไร้อปุ การะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๓๕ แม้ในความเป็นจรงิ กอ่ นตาย
ผู้ตายจะอุปการะเล้ียงดูผู้ร้องอย่างดีเพียงใดก็ตาม เน่ืองจากผู้ร้องไม่ใช่ทายาทท่ีมีสิทธิรับมรดกของ

ผู้ตายและถือไม่ได้ว่าที่ผู้ตายถึงแก่ความตายดังกล่าวน้ันทำให้ผู้ร้องต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย
(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๑๔/๒๕๐๕, ๑๔๐๙/๒๕๔๘) แสดงให้เห็นว่า แม้จะเป็นบุคคลที่มีอำนาจ
จัดการแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งมีสิทธิร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับ

พนักงานอัยการและมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยด้วยการยื่นคำร้องขอเข้าไปในคดีที่
พนกั งานอัยการเปน็ โจทก์ได้ ก็ยงั คงถูกจำกดั สทิ ธิตามกฎหมายส่วนแพ่งที่บัญญตั ิไว้โดยเฉพาะ

เมอ่ื พจิ ารณาขอ้ เทจ็ จรงิ ตามคำพพิ ากษาศาลฎกี าน้ี กบั ขอ้ เทจ็ จรงิ ทเ่ี ปลย่ี นไปเปน็ ใหผ้ รู้ อ้ งเปน็ บดิ า
นอกกฎหมายโดยสืบสายเลือดกับผู้ตายดังกล่าวข้างต้น ยิ่งเห็นได้ชัดว่า แม้จะเป็นบิดาโดยสายเลือด

ซึ่งเป็นผู้บุพการีก็มีสิทธิดีกว่าพ่ีสาวผู้ตายในคดีน้ีแต่เพียงสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ
และสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยโดยการย่ืนคำร้องขอเข้าไปในคดีที่พนักงานอัยการ

เป็นโจทก์เท่านั้น แต่ยังคงถูกจำกัดสิทธิการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งหลายประการ

ดังกล่าวเช่นเดียวกัน ในขณะที่พี่สาวผู้ตายตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับน้ีไม่มีสิทธิเช่นว่านั้นเนื่องจาก
ถูกตัดสิทธิมาแต่ต้นทุกประการ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับน้ีจึงยังคงตีความโดยเคร่งครัดเดินตามแนว
คำพิพากษาศาลฎีกาเดิม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๙๑๗/๒๕๔๕) พร้อมกับวางบรรทัดฐานว่า

หากผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว ย่อมไม่อาจยื่นคำร้องเรียก
เอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๔๔/๑

ในทางปฏิบัติ เมื่อเกิดกรณีที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายโดยไม่มีผู้บุพการีและผู้สืบสันดาน

เป็นผู้จัดการแทน พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนญาติผู้เสียหายท่ีเหลืออยู่รวมมาในสำนวน

การสอบสวนเสมอ ในคดีดังกล่าวนั้นหากต่อมาผู้ต้องหาให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนโดยยินยอม
ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งให้กับญาติของผู้เสียหายดังกล่าวพร้อมทำบันทึกชดใช้ค่าสินไหม
ทดแทนไว้ ก็จะไม่เกิดปัญหาหรือข้อพิพาทในทางคดีจนถึงช้ันฎีกาด่ังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี ้

หากแต่จะเกิดขึ้นต่อเม่ือกรณีที่ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธในคดีอาญา หรือให้การรับสารภาพในคดีอาญา
แตไ่ มย่ นิ ยอมชดใชค้ า่ สนิ ไหมทดแทนทางแพง่ ใหก้ บั ญาตผิ เู้ สยี หายจนเปน็ ทพี่ อใจ ซงึ่ หากปรากฏขอ้ เทจ็ จรงิ
ในช้ันพิจารณามีความเห็นและคำสั่งของพนักงานอัยการในกรณีที่ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอา


๕ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา ๔๔๓ “กรณที ำใหเ้ ขาถงึ ตายนนั้ คา่ สนิ ไหมทดแทนไดแ้ ก่ คา่ ปลงศพ รวมทง้ั คา่ ใชจ้ า่ ยอนั จำเปน็
อยา่ งอน่ื ๆอกี ดว้ ย


ถ้ามิได้ตายในทันที ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาล รวมทั้งค่าเสียหายท่ีต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถ
ประกอบการงานนนั้ ดว้ ย


ถา้ วา่ เหตทุ ต่ี ายลงนนั้ ทำใหบ้ คุ คลหนง่ึ คนใดตอ้ งขาดไรอ้ ปุ การะตามกฎหมายไปดว้ ยไซร้ ทา่ นวา่ บคุ คลนนั้ ชอบทจ่ี ะไดร้ บั คา่ สนิ ไหม
ทดแทนเพอ่ื การนนั้ ”


อยั การนิเทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
101

ค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ เช่นน้ี

เมื่อพนักงานอัยการมีคำส่ังฟ้องและย่ืนฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลแล้วไม่ว่าจะมีการสืบพยานในช้ันศาลหรือ
ไม่ก็ตาม พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนมีหน้าท่ีแจ้งผู้เสียหายให้ผู้เสียหายทราบถึงสิทธิเรียกเอา

ค่าสินไหมทดแทนจากจำเลย๖ ดังนั้น หากพนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวนโดยพนักงาน
สอบสวนทำการสอบสวนญาติดังกล่าวของผู้เสียหายท่ีถึงแก่ความตายซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ภายหลังจากที่พนักงานอัยการ

มีคำสั่งฟ้องและย่ืนฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลแล้ว พนักงานอัยการไม่จำต้องมีหนังสือแจ้งสิทธิเรียกเอา

ค่าสินไหมทดแทนให้ญาติผู้เสียหายดังกล่าวทราบ โดยมีความเห็นและคำส่ังว่าญาติของผู้เสียหายไม่ใช่
บุคคลที่มีอำนาจจดั การแทนตามประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา

มีข้อสังเกตว่า บริบททางสังคมปัจจุบันได้เปล่ียนไปจากเดิม เน่ืองจากมีแนวโน้มว่ามีบุคคล
จำนวนมากที่ตกเป็นผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตาย แต่ไม่มีผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา

เป็นบุคคลท่ีมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายดังกล่าวได้เพิ่มมากข้ึน อาจสืบเน่ืองมาจากการไม่ได้

จดทะเบียนสมรส ไม่มีบุตร หรือแม้แต่เป็นเพศที่สามซึ่งสังคมให้การยอมรับมากกว่าในอดีต

แต่กฎหมายยังไม่เปิดช่องให้บุคคลเหล่าน้ีอยู่ในฐานะเป็นคู่สมรสตามกฎหมาย๗ หากผู้บุพการีของ
บุคคลเหล่าน้ีเสียชีวิต ย่อมทำให้ไม่เหลือบุคคลที่มีอำนาจจัดการแทนหรือใช้สิทธิเรียกค่าสินไหม
ทดแทนส่วนแพ่งเข้ามาในคดีท่ีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ได้เลย เพราะคงมีแต่ญาติที่สนิทที่สุดของ

ผู้เสียหายที่เหลืออยู่ดังกล่าว ซ่ึงมักเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกันคอย

ทำหน้าที่ติดตามผลคดี เจรจากับฝ่ายผู้ต้องหาหรือจำเลย เฝ้ารักษาและดูแลผู้เสียหายกรณีผู้เสียหาย
ไม่ถึงแก่ความตายในทันที จนกระทั่งจัดงานศพให้ผู้เสียหายตามประเพณีที่ล้วนแต่มีค่าใช้จ่ายในการ
ดำเนินการท้ังสิ้น แต่บุคคลดังกล่าวกลับไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนใด ๆ ตามกระบวนการ
ของประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา




เอนกพงษ์ สุจติ ตกุล










๖ หนงั สอื สำนกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๒๗(ปผ)/ว ๕๔ ลงวนั ท่ี ๒๖ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๔

๗ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา ๑๔๔๘ “การสมรสจะทำไดต้ อ่ เมอื่ ชายและหญงิ มอี ายสุ บิ เจด็ ปบี รบิ รู ณแ์ ลว้ แตใ่ นกรณที ม่ี เี หต


อนั สมควร ศาลอาจอนญุ าตใหท้ ำการสมรสกอ่ นนนั้ ได”้


102 คำพิพากษาศาลฎกี า


ำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๑๔๘๑๓/๒๕๕๘

ป.พ.พ. อายคุ วาม (มาตรา ๔๔๘, ๑๙๓/๓๐)

พ.ร.บ. ความรบั ผิดทางละเมิดของเจา้ หน้าท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙ (มาตรา ๕)

ความรับผิดของหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าท่ี
พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๕ วรรคหนึ่ง น้ัน มใิ ช่การเขา้ ร่วมรบั ผดิ กับเจ้าหนา้ ที่ของตน หากแต่ต้องเขา้
รับผิดแทนเจ้าหน้าที่ของตนผู้ทำละเมิด โดยผู้เสียหายไม่อาจฟ้องเจ้าหน้าท่ีผู้ทำละเมิดแก่ตนให้


รับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่น้ันเป็นผู้กระทำได้ บทกฎหมายมาตราน้ีจึงมีลักษณะเป็น
บทบัญญัติถึงความรับผิดของหน่วยงานของรัฐให้เข้ารับผิดแทนเจ้าหน้าที่ของตนเป็นพิเศษ

นอกเหนือจากความรับผิดในมูลละเมิดทั่วไปที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ย่อมเป็นความรับผิดในอันที่จะต้องชำระหน้ีค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายท่ีเกิดข้ึนตามบทบัญญัติ


มาตรา ๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวโดยตรง สิทธิเรียกร้องของผู้เสียหายตาม
มาตรา ๕ น้ี จึงไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง

ท่ีกำหนดอายุความหนึ่งปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้


ค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด แต่เป็นกรณีความรับผิดที่กฎหมายกำหนด
ความรับผิดไว้โดยไม่ได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงย่อมมีกำหนดอายุความสิบปีตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ เม่ือเหตุคดีน้ีเกิดข้ึนปี ๒๕๔๕ และโจทก


ฟอ้ งคดนี ี้ ในปี ๒๕๔๗ สทิ ธิเรยี กร้องของโจทก์จงึ ไม่ขาดอายุความสบิ ปีดงั กล่าว

{
_______________________

นางสาวสริ มิ าศ แก้วคงจนั ทร ์ โจทก

ระหว่าง
สำนักงานปลดั กระทรวงสาธารณสุข จำเลย



โจทก์ฟอ้ งโดยได้รับอนญุ าตให้ดำเนินคดอี ยา่ งคนอนาถา ว่าโจทก์เป็นบตุ รนาง ส. ผ้ตู าย จำเลย
เป็นนิติบุคคลโดยเป็นหน่วยงานของรัฐ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข มีนาย พ. และนางสาว ก. เป็น

เจ้าหน้าท่ีในบังคับบัญชา โดยปฏิบัติหน้าท่ีเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลร่อนพิบูลย์ จังหวัด
นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของจำเลย เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ผู้ตาย

เขา้ รักษาตัวในโรงพยาบาลรอ่ นพิบูลย์ นาย พ. และนางสาว ก. ปฏบิ ตั หิ น้าที่แพทยท์ ำการผ่าตัดไสต้ ิง่
ให้แก่ผู้ตาย โดยนาย พ. ซึ่งทำหน้าท่ีแพทย์ผู้ผ่าตัดอนุญาตให้นางสาว ก. ให้ยาชาแก่ผู้ตายโดยฉีดเข้า
ทางน้ำหล่อเลี้ยงไขสันหลัง แต่แพทย์ทั้งสองร่วมกันกระทำการฉีดยาชาด้วยความประมาทเลินเล่อ

ผิดวิสัยและพฤติการณ์ของแพทย์ผู้ผ่าตัดและผู้ให้ยาชาท่ีจะต้องเตรียมเคร่ืองมือและอุปกรณ์ทางการ
แพทย์ รวมท้ังยาแก้ไขภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากการใช้ยาชาไว้ให้พร้อมท่ีจะใช้ได้ทันท่วงทีหากมี
ปัญหาแทรกซ้อนจากการใช้ยาชา แต่แพทย์ทั้งสองหาได้เตรียมยาช่วยเหลือไว้ให้พร้อมไม่ เป็นเหตุให้
เกิดผลแทรกซ้อนจากการใช้ยาชาทางน้ำหล่อเล้ียงไขสันหลัง โดยผู้ตายมีอาการหยุดหายใจ และ

ความดันโลหิตตก วัดไม่ได้เป็นเวลา ๒๐ นาที ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงเป็นเวลา

เกนิ กวา่ ๓ นาที ตอ่ มาผตู้ ายถงึ แกค่ วามตายเมอื่ วนั ท่ี ๕ มถิ นุ ายน ๒๕๔๕ โจทกร์ อ้ งเรยี นขอความเปน็ ธรรม


อยั การนิเทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
103

ในการท่ีแพทย์ท้ังสองกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ซ่ึงจากการร่วมประชุม

ข้อร้องเรียนของโจทก์ที่สำนักงานสาธารณสขุ จังหวัดนครศรธี รรมราชเมื่อวันท่ี ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๖
นาย พ. ยอมรับถึงความผิดพลาดในการรักษาผู้ตาย แต่โจทก์ก็ยังไม่ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

แต่อย่างใด จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของนาย พ. และนางสาว ก. จึงต้องรับผิดต่อโจทก์

ตามพระราชบญั ญัตคิ วามรับผิดทางละเมิดของเจา้ หน้าท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙ โจทกข์ อเรยี กค่าสินไหมทดแทน
ดังน้ี คือ ค่าเสียหายที่ผู้ตายต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เดือนละ ๓๕,๐๐๐ บาท เป็นเวลา ๑๑ ปี
เป็นเงนิ ๓,๙๘๐,๐๐๐ บาท ค่ารักษาพยาบาล ๕๐,๐๐๐ บาท ค่าปลงศพและคา่ ใชจ้ ่ายอันจำเป็นอ่นื ๆ
ในการทำศพตามประเพณีและตามฐานานุรูปของผู้ตาย รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการส่งศพไปชันสูตร

รวมเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน ๒,๐๘๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

อตั ราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นบั แตว่ นั เกิดเหตุเปน็ ต้นไปจนกวา่ จะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยใหก้ ารปฏิเสธ ขอใหย้ กฟ้อง

ศาลช้ันต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนจำนวน
๖๐๐,๐๐๐ บาท พรอ้ มดอกเบี้ยอัตรารอ้ ยละ ๗.๕ ตอ่ ปี นับแต่วันท่ี ๕ มถิ นุ ายน ๒๕๔๕ เป็นตน้ ไป
จนกว่าจะชำระเสร็จแกโ่ จทก์ ค่าฤชาธรรมเนยี มให้เปน็ พับ

โจทกแ์ ละจำเลยอทุ ธรณ์โดยโจทก์ไดร้ ับอนญุ าตใหด้ ำเนนิ คดอี ย่างคนอนาถา

ศาลอทุ ธรณภ์ าค ๑ พพิ ากษากลบั ใหย้ กฟอ้ ง คา่ ฤชาธรรมเนยี มทั้งสองศาลใหเ้ ป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รบั อนญุ าตให้ดำเนินคดอี ยา่ งคนอนาถา

ศาลฎกี าตรวจสำนวนประชมุ ปรกึ ษาแลว้ มปี ญั หาตอ้ งวนิ จิ ฉยั ตามฎกี าของโจทกว์ า่ สทิ ธเิ รยี กรอ้ ง
ของโจทกข์ าดอายคุ วามทกี่ ำหนดไวห้ นง่ึ ปี ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนง่ึ
ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยหรือไม่ ปัญหาน้ีศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้
โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐให้รับผิดต่อโจทก์ในฐานะท่ีเป็นบุตรของนาง ส. ผู้ตาย
ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ วรรคหน่ึง

ซ่ึงบญั ญตั ิไว้ว่า “หน่วยงานของรฐั ตอ้ งรบั ผดิ ต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดทเี่ จา้ หนา้ ที่ของตนไดก้ ระทำ
ในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรงแต่จะฟ้อง

เจ้าหน้าท่ีไม่ได้” ตามบทกฎหมายดังกล่าวเห็นได้ว่า ความรับผิดของหน่วยงานของรัฐน้ันมิใช่การเข้า
ร่วมรับผิดกับเจ้าหน้าที่ของตน หากแต่ต้องเข้ารับผิดแทนเจ้าหน้าท่ีของตนผู้ทำละเมิด โดยผู้เสียหาย

ไม่อาจฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดแก่ตนให้รับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่นั้นเป็นผู้กระทำได้

บทกฎหมายมาตรานี้จึงมีลักษณะเป็นบทบัญญัติถึงความรับผิดของหน่วยงานของรัฐให้เข้ารับผิดแทน
เจ้าหน้าที่ของตนเป็นพิเศษนอกเหนือจากความรับผิดในมูลละเมิดทั่วไปท่ีบัญญัติไว้ในประมวล
กฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ ยอ่ มเปน็ ความรบั ผดิ ในอนั ทจี่ ะตอ้ งชำระหนคี้ า่ เสยี หายแกผ่ เู้ สยี หายทเี่ กดิ ขน้ึ
ตามบทบัญญัติมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวโดยตรง สิทธิเรียกร้องของ

ผู้เสียหายตามมาตรา ๕ น้ี จึงไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘
วรรคหนึ่ง ท่ีกำหนดอายุความหนึ่งปี นับแต่วันท่ีผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช ้

ค่าสินไหมทดแทนหรือเม่ือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด แต่เป็นกรณีความรับผิดท่ีกฎหมายกำหนด
ความรับผิดไว้โดยไม่ได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงย่อมมีกำหนดอายุความสิบปีตามประมวล

104 คำพพิ ากษาศาลฎีกา

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ เมื่อเหตุคดีน้ีเกิดข้ึนปี ๒๕๔๕ และโจทก์ฟ้องคดีนี ้

ในปี ๒๕๔๗ สิทธเิ รยี กร้องของโจทก์จงึ ไมข่ าดอายคุ วามสิบปีดงั กล่าว ท่ศี าลอุทธรณภ์ าค ๑ วนิ จิ ฉยั วา่
สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความและพิพากษายกฟ้องน้ัน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และไม่จำต้อง
วินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไป อย่างไรก็ตามเมื่อคดียังมีประเด็นข้อพิพาทและในชั้นอุทธรณ์
จำเลยอุทธรณ์ในประเด็นที่ว่า จำเลยต้องรับผิดเน่ืองจากเจ้าหน้าที่ของจำเลยกระทำละเมิดหรือไม่
เพียงใด ซ่ึงศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นว่า คู่ความได้นำสืบพยานหลักฐาน

มาเสรจ็ ส้ินแลว้ จงึ เห็นสมควรวินจิ ฉัยโดยไมต่ ้องย้อนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาใหม่ ปัญหาน้ี
ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบพยานหลักฐานเป็นทำนองเดียวกันได้ความว่าวันท่ี ๑๙
พฤษภาคม ๒๕๔๕ นาง ส. มารดาโจทก์มีอาการปวดทอ้ งและไปพบนางสาว ก. แพทย์ทส่ี ถานีอนามัย
บ้านไม้หลา นางสาว ก. ตรวจอาการเบื้องต้นแล้วเห็นว่าน่าจะเป็นไส้ต่ิงอักเสบ จึงส่งตัวนาง ส. ไปท่ี
โรงพยาบาลร่อนพิบูลย์เพ่ือตรวจรักษาต่อไป และเจ้าหน้าท่ีโรงพยาบาลร่อนพิบูลย์รับตัวนาง ส.

ไว้รักษาในโรงพยาบาลในวันเดียวกันเม่ือเวลาประมาณ ๑๕ นาฬิกา เจ้าหน้าท่ีทำบันทึกประวัติและ
ประเมนิ สมรรถนะนาง ส. ไว้ ตามใบบนั ทกึ ประวตั แิ ละประเมนิ สมรรถนะผปู้ ว่ ยในชดุ เอกสารหมาย ล. ๑
โดยปรากฏว่า ขณะน้ันนาง ส. มีอายุ ๔๗ ปี มีอาการปวดท้องน้อยและคล่ืนไส้ แต่ไม่อาเจียน ได้รับ
การวนิ ิจฉัยเบือ้ งต้นว่าไส้ตงิ่ อกั เสบ สว่ นสภาพอืน่ ท่ัวไปขณะนัน้ ร้สู กึ ตวั ดี การหายใจปกติ การไหลเวียน
โลหิตปกติ ผิวหนังปกติ การติดต่อส่ือสารหูได้ยินชัดเจน ตาเห็นชัดเจน การพูดชัดเจน เดินได้เอง

นาย พ. แพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลร่อนพิบูลย์ตรวจวินิจฉัยว่า นาง ส. น่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ

จึงเตรียมการรักษาโดยการผ่าตัด ให้งดอาหารและให้น้ำเกลือ เพื่อเตรียมผ่าตัดในคืนวันน้ัน

เวลา ๒๐.๓๐ นาฬิกา เม่ือถึงเวลาดังกล่าวมีการนำนาง ส. เข้าห้องผ่าตัด นาง ส. ยินยอมให้ผ่าตัด

รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย ล. ๓ ต่อมามีการให้ยาระงับความรู้สึกโดยนางสาว ก. เป็น

ผู้ฉีดยาระงับความรู้สึกชื่อไซโลเคน ๒ ซีชี เข้าทางไขสันหลัง ต่อมาเม่ือตรวจดูว่านาง ส. มีอาการชา
จนถึงระดับสะดอื แลว้ นาย พ. จึงลงมือผ่าตัด จากนั้นปรากฏว่า เลอื ดนาง ส. ทอ่ี อกมาเป็นสีคล้ำซ่ึง
แสดงว่าขาดออกซิเจน และนาง น. พยาบาลวิชาชีพวัดชีพจรและความดันโลหิตของนาง ส. ไม่ได ้

นาย พ. จึงสั่งให้ทำ ซี.พี.อาร์. ซึ่งหมายถึงการช่วยฟ้ืนคืนชีพคนไข้ โดยมีการเปิดน้ำเกลือให้เร็วขึ้น
ฉดี ยาอะดรนี าลนี เพอ่ื กระตุ้นหัวใจ ทำการนวดหวั ใจ และใส่ทอ่ ชว่ ยหายใจเพื่อให้ออกซิเจน แต่กย็ ังวดั
ความดันโลหิตไม่ได้ จึงมีการฉีดยาอะดรีนาลีนซ้ำอีก ๑ เข็ม ต่อมาจึงวัดความดันโลหิตได้ หลังจาก
ช่วยนาง ส. ได้แล้วมีการบันทึกในเวชระเบียนโดยพยาบาล รายละเอียดปรากฏตามบันทึกอาการ

ผู้ป่วยเอกสารหมาย ป.จ. ๑ ซ่ึงตรงกับบันทึกอาการผู้ป่วยในชุดเอกสารหมาย ล. ๑ ที่ระบุว่าวัด

ความดนั โลหติ ไมไ่ ดต้ งั้ แตเ่ วลา ๒๑.๑๐ นาฬกิ า และมกี ารวดั ความดนั โลหติ ไมไ่ ดใ้ นเวลา ๒๓.๑๕ นาฬกิ า

จนกระท่ังเวลา ๒๓.๓๐ นาฬิกา จึงเริ่มมีค่าตัวเลขค่าความดันโลหิต ต่อมาจึงส่งตัวนาง ส. ต่อไปยัง

โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลท่ีมีอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ท
่ี
ทันสมัยกว่าเพ่ือทำการรักษาต่อไปในคืนวันน้ัน และปรากฏว่าขณะรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราช
นครศรีธรรมราช นาง ส. ไม่รู้สึกตัวจนกระทั่งวันท่ี ๕ มิถุนายน ๒๕๔๕ นาง ส. ถึงกับความตาย

รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย จ. ๓ โดยมีการออกมรณบัตรให้ตามเอกสารหมาย จ. ๔ ระบุ
สาเหตุการตายว่า ภาวะหัวใจล้มเหลว ปอดบวม สมองบวม และต่อมามีการแจ้งความต่อพนักงาน

อัยการนิเทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
105

สอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่นาย พ. และนางสาว ก. และมีการส่งศพนาง ส. ไปตรวจชันสูตรพลิกศพ

ที่สถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพโดยการผ่าศพและระบุถึง
สาเหตุการตายว่า ระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว รายละเอียดปรากฏตามรายงานการตรวจศพ
เอกสารหมาย จ. ๓ จากข้อเท็จจริงในพฤติการณ์ดังกล่าวตามพยานหลักฐานท่ีโจทก์นำสืบและจำเลย
ไม่ได้โต้แย้งเห็นได้ว่า กรณีที่นาง ส. เข้ารับการรักษาผ่าตัดท่ีโรงพยาบาลร่อนพิบูลย์ในวันที่ ๑๙
พฤษภาคม ๒๕๔๕ โดยนาย พ. และนางสาว ก. แพทย์ในสังกัดหน่วยงานของจำเลย ซึ่งมีการใช้ยา
ระงับความร้สู กึ แล้วปรากฏวา่ วัดชพี จรและความดนั โลหิตนาง ส. ไมไ่ ด้ จนต้องดำเนนิ การช่วยชีวติ อยู่
ระยะหนึ่ง จนวัดชีพจรและความดันโลหิตได้ จากน้ันก็ต้องส่งตัวนาง ส. ไปรักษาต่อท่ีโรงพยาบาล
มหาราชนครศรีธรรมราช แต่นาง ส. กไ็ ม่รู้สกึ ตวั และถึงแก่ความตายเมอื่ วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๔๕ น้นั
เปน็ ข้อเท็จจรงิ ท่แี สดงให้เหน็ ไดว้ ่ามีความผิดปกติเกิดข้นึ ในการรกั ษาพยาบาล นาง ส. คร้ังนี้ ถึงขนาด
ทำให้วัดชีพจรและความดันโลหิตนาง ส. ไม่ได้ระยะหน่ึง มีอาการขาดออกซิเจนจนโลหิตมีสีดำคล้ำ
ต้องทำการช่วยให้ฟ้ืนคืนชีพ และต่อมาก็ไม่รู้สึกตัว ข้อเท็จจริงในพฤติการณ์ท่ีผิดปกติมากเช่นน ้ี

มีเหตุผลให้น่าเช่ือว่าอาการนาง ส.เช่นน้ีเกิดจากความประมาทเลินเล่อในกระบวนการให้การรักษา
พยาบาลของ นาย พ. และนางสาว ก. และข้อเทจ็ จริงตา่ ง ๆ ทเี่ กิดข้นึ นน้ั ก็ล้วนอยู่ในความร้เู ห็นของ
นาย พ. และนางสาว ก. กับเจ้าหน้าท่ีพยาบาลของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว จำเลยย่อมมีโอกาสท่ีจะ
นำสืบพยานหลักฐานเพ่ือแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยดังกล่าวได้ใช้ความระมัดระวังตาม
มาตรฐานทางการแพทย์โดยไม่ได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใดได้ แต่จำเลยมีแพทย์เพียงนาย พ. และ
นางสาว ก. ที่มาเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า พยานต่างดำเนินการในการใช้ยาระงับความรู้สึก

การชว่ ยชวี ติ และเตรยี มยาและอปุ กรณไ์ วพ้ รอ้ มแลว้ โดยโจทกซ์ งึ่ ศาลชนั้ ตน้ ใหน้ ำพยานหลกั ฐานเขา้ สบื กอ่ น
มีแพทย์มาเบิกความ ๒ คน คือ นาย ป. ซ่ึงจบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์
ศริ ิราชพยาบาล มหาวทิ ยาลัยมหิดลเมอื่ ปี ๒๕๒๓ และรบั ราชการทำหน้าทตี่ รวจรักษาผปู้ ่วยตลอดมา
เบกิ ความวา่ โจทกไ์ ดม้ าปรกึ ษา พยานไดต้ รวจรายงานประวตั ผิ ปู้ ว่ ยตามเอกสารหมาย ป.จ. ๓ แลว้ เหน็ วา่
การรักษาพยาบาลถูกบางส่วนและผิดพลาดบางส่วน โดยเมื่อผู้ป่วยหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้น

ต้องให้ยากระตุ้นและยาเพิ่มความดันโลหิต ใส่ท่อช่วยหายใจ เม่ือผู้ป่วยรู้สึกตัวแล้วจะถอดท่อ

ช่วยหายใจไม่ได้ต้องใส่ต่อไปจนกว่ายาชาจะหมดฤทธิ์ไปอีก ๒ ช่ัวโมง เพราะการผ่าตัดครั้งนี้ต้องให

ยาชาขึ้นถึงระดับเส้นประสาททรวงอกขั้นท่ี ๔ ทำให้ผู้ป่วยอาจหายใจลำบาก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อ้วน
และหากผู้ป่วยอยู่ในท่าไม่เหมาะสม ระดับยาชาอาจข้ึนไปเหนือระดับทรวงอกข้ันท่ี ๔ จะทำให้เกิด
อาการชาทง้ั ไขสนั หลัง ซ่ึงจะทำใหไ้ ม่สามารถหายใจเองได้ จำเป็นต้องใสท่ ่อช่วยหายใจต่อไป การถอด
ท่อช่วยหายใจออกไม่เป็นไปตามหลักการรักษาทางการแพทย์โดยผลข้างเคียงของการใช้ยาชาทาง
ไขสันหลัง ปรากฏตามเอกสารตำราวิสัญญีวิทยาพ้ืนฐาน วิสัญญีวิทยาทันยุคแนวทางปฏิบัติ ภาควิชา
วสิ ัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั เอกสารหมาย ป.จ. ๓ และ ป.จ. ๔ และ
นาย ท. ซ่ึงจบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อ

ปี ๒๕๒๐ ประกอบวิชาชพี แพทยเ์ บิกความว่า พยานได้ตรวจดเู วชระเบยี นเอกสารหมาย ป.จ. ๑ แล้ว
มีความเห็นโดยสรุปว่า การวินิจฉัยว่านาง ส. ผู้ตายเป็นไส้ต่ิงอักเสบไม่ได้กระทำโดยละเอียด ท้ังท ี่

ผตู้ ายนำ้ หนกั ถงึ ๘๒ กโิ ลกรมั ซง่ึ ตรวจลำบากและรายงานชนั สตู รพลกิ ศพปรากฏวา่ ลำไสป้ กติ แสดงวา่

106 คำพพิ ากษาศาลฎีกา

ไม่เป็นไส้ต่ิงอักเสบ การให้น้ำเกลือซ่ึงต้องสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวผู้ป่วยก็น้อยเกินไป เม่ือผู้ป่วยรายน้ี
หยุดหายใจ แพทย์ให้ยากระตุ้นหัวใจให้เต้นเท่านั้น ไม่ได้ให้ยาอีเฟดรีนเพื่อเพิ่มความดันโลหิต ซึ่งตาม
ปกติจะต้องให้ยาอเี ฟดรนี นอกจากน้เี มอ่ื คนไขฟ้ ืน้ ข้นึ ก็ถอดทอ่ ชว่ ยหายใจออกพักหนง่ึ จงึ ใสเ่ ขา้ ไปใหม่
และพยานทำบันทึกความเห็นไว้ด้วยรายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย จ. ๖ นอกจากน้ีโจทก์ก

เบิกความว่า เมื่อเจ้าหน้าที่นำนาง ส. เข้าห้องผ่าตัดที่โรงพยาบาลร่อนพิบูลย์ พยานรออยู่หน้า

ห้องผ่าตัด เห็นแพทย์พยาบาลชุลมุนวุ่นวายวิ่งเข้าวิ่งออกห้องผ่าตัด พยานเข้าไปดูในห้องผ่าตัด

พบนาย พ. จงึ ถาม นาย พ. บอกวา่ นาง ส. หยดุ หายใจไป ๗ นาทีแลว้ และตอ่ มากม็ กี ารส่งตัวนาง ส.
ไปโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช พยานก็ตามไปในรถด้วย นาง ส. อยู่ท่ีโรงพยาบาลดังกล่าว
โดยไม่รู้สึกตัวจนถึงวันท่ี ๕ มิถุนายน ๒๕๔๕ ก็ถึงแก่ความตาย พยานจึงแจ้งความต่อ

พนกั งานสอบสวน และมกี ารสง่ ศพนาง ส. ไปชนั สตู รพลกิ ศพทส่ี ถาบนั นติ เิ วช สำนกั งานตำรวจแหง่ ชาติ
รายละเอยี ดปรากฏตามเอกสารหมายเลข จ. ๓ ต่อมาวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๖ สาธารณสุขจงั หวัด
นครศรีธรรมราช เจ้าหน้าท่ีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นาย พ. และพยานได้เจรจากัน นาย พ. ยอมรับว่า
อุปกรณ์การแพทยม์ ีไมเ่ พียงพอในการชว่ ยชวี ติ นาง ส. และพูดว่าจะชดใชค้ า่ เสียหาย แตไ่ มย่ อมทำเปน็
หนังสือ ส่วนพยานจำเลยคือนาย พ. จบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัย

สงขลานครินทร์ เมอื่ ปี ๒๕๒๔ แล้วรบั ราชการเป็นแพทยต์ ลอดมา ส่วนนางสาว ก. เพิ่งจบการศกึ ษา
แพทยศาสตรบัณฑติ จากมหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ เมอื่ ปี ๒๕๔๔ แล้วรบั ราชการเป็นแพทย์ ทำหนา้ ที่
แพทย์ท่ัวไป พยานจำเลยทั้งสองปากเบิกความทำนองเดียวกันว่า เม่ือวัดความดันและชีพจรนาง ส.

ไม่ได้ก็ทำการช่วยชีวิตโดยนวดหัวใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ ฉีดยาอะดรีนาลีน ซ่ึงครอบคลุมถึงการเพิ่ม

ความดันโลหิตอยู่แล้ว จึงไม่จำต้องให้ยาอีเฟดรีนเพื่อเพ่ิมความดันโลหิตอีก และการช่วยชีวิตนาง ส.
ต้องทำภายใน ๔ นาที มิฉะนั้นสมองจะตายเพราะขาดออกซิเจน และนาย พ. ลงมือผ่าตัดนาง ส.

โดยเพยี งผา่ กรดี ผวิ หนงั เทา่ นนั้ ซง่ึ ปรากฏว่าคำเบกิ ความดังกล่าวขัดแยง้ กบั บันทึกของพยาบาลในเรื่อง
ระยะเวลาทีช่ ่วยใหน้ าง ส. กลับมาหายใจและวดั ชีพจรกับความดนั โลหติ ได้ ทง้ั ตามรายงานการชันสตู ร
พลิกศพก็มีการเย็บลำไส้ขัดแย้งกับคำเบิกความของนาย พ. ท่ีว่า ผ่าเฉพาะเพียงช้ันผิวหนังเท่านั้น
นอกจากนน้ี าย พ. และนางสาว ก. กเ็ ป็นผทู้ โี่ จทกบ์ รรยายฟอ้ งอ้างวา่ เป็นผู้กระทำโดยประมาทเลินเลอ่
ซ่ึงอย่างน้อยผลคดีน้ีก็อาจมีผลกระทบต่อช่ือเสียง จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ขณะท่ีนาย ป. และนาย ท.
แพทย์ที่เป็นพยานโจทก์ไม่มีส่วนได้เสียในผลคดีและเบิกความโดยมีเอกสารทางวิชาการแพทย์
ประกอบให้มีน้ำหนักน่าเช่ือถือ ท้ังจำเลยเป็นหน่วยงานทางการแพทย์ท่ีมีโอกาสนำแพทย์ผู้เช่ียวชาญ
มาตรวจวิเคราะห์ข้อมูลการรักษานาง ส. และเบิกความแสดงความเห็นให้ชัดเจนในรายละเอียด

ที่พยานโจทก์พยานจำเลยขัดแย้งกัน ตลอดจนพยานจำเลยท่ีขัดแย้งกันเองดังกล่าวมาข้างต้นได ้

เพ่ือแสดงให้เห็นว่า แพทย์ท้ังสองของจำเลยท่ีรักษานาง ส. ไม่มีส่วนประมาทเลินเล่อแต่อย่างใดหรือ
เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเหตุใดให้พออธิบายให้เข้าใจได้ แต่จำเลยก็หาได้พยายามนำสืบพยานหลักฐาน
ดังกล่าวเพ่ือให้ได้ความชัดเจนเช่นว่านั้น และแม้กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงจะเห็นว่านาย พ. และ
นางสาว ก. ไมไ่ ดป้ ระมาทเลนิ เลอ่ แตก่ เ็ ปน็ การสรปุ ขอ้ เทจ็ จรงิ โดยไมแ่ สดงรายละเอยี ดทย่ี งั นา่ เคลอื บแคลง
สงสยั และขดั แยง้ กนั ดงั กลา่ ว ทง้ั ในทส่ี ดุ กป็ รากฏขอ้ เทจ็ จรงิ วา่ ตอ้ งมกี ารสง่ ตวั นาง ส. ไปยงั โรงพยาบาล
มหาราชนครศรีธรรมราช ซ่ึงมีเครื่องมือท่ีทันสมัยกว่ารักษานาง ส. ต่อไป ตามพฤติการณ์และ


อัยการนิเทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
107

พยานหลักฐานตา่ ง ๆ ดังวนิ จิ ฉยั มาซ่งึ ปรากฏพฤตกิ ารณท์ ่ีแสดงว่ามีความผิดปกตใิ นการรักษาพยาบาล
นาง ส. โดยนาย พ. และนางสาว ก. จนถึงขนาดทำให้นาง ส. มีอาการหยุดหายใจวัดชีพจรและ

ความดันโลหิตไม่ได้ ขาดออกซิเจนและแม้ช่วยให้ฟื้นคืนชีพได้ แต่ในที่สุดก็ไม่รู้สึกตัวและถึงแก ่

ความตายในเวลาต่อมา อันแสดงว่าน่าจะเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนาย พ. และนางสาว ก.
เจ้าหน้าที่ของจำเลยและจำเลยก็นำสืบพยานหลักฐานท่ีมีข้อบกพร่องดังกล่าวมาข้างต้น ไม่สามารถ
แสดงให้เห็นได้ว่า นาย พ. และนางสาว ก. ได้ใช้ความระมัดระวังในการรักษานาง ส. ตามหลักวิชา
ทางการแพทย์อยา่ งดี มีการเตรยี มอปุ กรณ์ทางการแพทย์และยาไว้พรอ้ มทีจ่ ะช่วยแกป้ ัญหาเป็นอย่างดี
โดยไม่ได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด ดังน้ีย่อมฟังได้ว่านาย พ. และนางสาว ก. มีความประมาท
เลินเล่อในการรักษานาง ส. จนเป็นเหตุให้นาง ส. ถึงแก่ความตาย จำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐ

จงึ ตอ้ งรบั ผดิ ตามพระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา้ หนา้ ท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ วรรคหนงึ่
และคดมี ีปัญหาตอ้ งวินจิ ฉยั ตอ่ ไปในสว่ นคา่ เสียหายตามที่โจทก์อุทธรณ์ไว้ แตศ่ าลอทุ ธรณภ์ าค ๑ ยังไม่
ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยใหม่เช่นกัน

ซง่ึ ปญั หานเี้ หน็ วา่ ศาลชนั้ ตน้ ไดก้ ำหนดคา่ เสยี หายใหร้ วม ๖๐๐,๐๐๐ บาท โดยคำนงึ ถงึ คา่ ใชจ้ า่ ยตา่ ง ๆ
ท่ีโจทก์เสียไปตามสมควรไว้ด้วยแล้ว คงมีปัญหาท่ีศาลช้ันต้นเห็นว่า นาง ส. ให้ข้อมูลรายได้แก

เจา้ หนา้ ทโ่ี รงพยาบาลรอ่ นพบิ ลู ยไ์ วเ้ พยี งเดอื นละ ๔,๐๐๐ บาท จงึ เปน็ เหตใุ หก้ ำหนดคา่ เสยี หายสว่ นนต้ี ำ่
ในส่วนน้ีโจทก์อุทธรณ์อ้างว่า นาง ส. ยังมีอาชีพค้าขายที่โรงเรียนวัดสามัคยาราม อำเภอร่อนพิบูลย ์

มีรายได้เดอื นละ ๑๕,๐๐๐ บาท ด้วย โดยโจทกเ์ บกิ ความยนื ยนั ขอ้ เท็จจริงดงั กล่าวประกอบภาพถา่ ย
การขายอาหารหมาย จ. ๑๐ ซงึ่ จำเลยไมไ่ ดน้ ำสบื หกั ลา้ งในขอ้ น้ี เชอ่ื วา่ นาง ส. ยงั ประกอบอาชพี ขายอาหาร
ตามท่ปี รากฏในภาพถ่ายดงั กล่าวจรงิ อยา่ งไรกต็ ามโจทกไ์ มไ่ ดน้ ำสบื รายละเอยี ดทแี่ สดงวา่ ควรมรี ายได้
ถึงจำนวนดังกล่าวแน่นอนเสมอไป อีกท้ังการขายอาหารตามภาพถ่ายหมาย จ. ๑๐ ก็ไม่มากนักและ

ไมน่ า่ จะขายไดท้ กุ วนั ควรมวี นั หยดุ ตา่ ง ๆ รวมทงั้ ชว่ งปดิ เทอมของโรงเรยี นดว้ ย เมอื่ พจิ ารณาโดยรวมแลว้
เหน็ สมควรกำหนดคา่ เสยี หายแกโ่ จทกเ์ พมิ่ ขน้ึ บา้ ง โดยกำหนดใหร้ วมเปน็ เงนิ ทง้ั สน้ิ ๓,๒๐๐,๐๐๐ บาท

พพิ ากษากลบั ใหจ้ ำเลยชำระเงนิ จำนวน ๓,๒๐๐,๐๐๐ บาท พรอ้ มดอกเบยี้ อตั รารอ้ ยละ ๗.๕ ตอ่ ปี
นับแต่วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๔๕ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียม

ทง้ั สามศาลใหเ้ ปน็ พบั .



สำนักงานอัยการพเิ ศษฝา่ ยสารสนเทศ

สำนกั งานวชิ าการ

หมายเหตุ

ในกรณีเรื่องเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐได้กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ที่อยู่ในอำนาจ
ของศาลยตุ ิธรรม การเรียกร้องของผเู้ สยี หาย ตามพระราชบญั ญตั คิ วามรับผดิ ทางละเมิดของเจา้ หนา้ ท่ี
พ.ศ. ๒๕๓๙ นักกฎหมายและศาลปกครอง ก็มีความเห็นทำนองว่า เป็นไปตามหลักในประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘๑ กลา่ วคอื


๑ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย

มาตรา ๔๔๘ สทิ ธเิ รยี กรอ้ งคา่ เสยี หายอนั เกดิ แตม่ ลู ละเมดิ นนั้ ทา่ นวา่ ขาดอายคุ วามเมอื่ พน้ ปหี นง่ึ นบั แตว่ นั ทผี่ ตู้ อ้ งเสยี หายรถู้ งึ การละเมดิ

และรตู้ วั ผจู้ ะพงึ ตอ้ งใชค้ า่ สนิ ไหมทดแทน หรอื เมอื่ พน้ สบิ ปนี บั แตว่ นั ทำละเมดิ




108 คำพิพากษาศาลฎกี า

กรณีเจ้าหน้าท่ีของหน่วยงานได้กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ท่ีอยู่ในอำนาจของ

ศาลยุติธรรม ระยะเวลาหรืออายุความในการที่ผู้เสียหายจะเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐรับผิด น้ัน

ในทางความเห็นของนกั กฎหมาย เห็นว่า ในกรณที ผี่ ้เู สยี หายฟ้องหน่วยงานของรฐั ตามมาตรา ๕ หรอื
ฟอ้ งเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา ๖ ตอ้ งใช้อายคุ วามตามมาตรา ๔๔๘๒

นอกจากน้ัน จากการตรวจสอบจากคำส่ังศาลปกครองสูงสุดพบว่า ศาลปกครองสูงสุด น่าท่ีจะ
ถือว่า กรณีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานได้กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าท่ีต่อบุคคลภายนอกท่ีอยู่ใน
อำนาจของศาลยตุ ธิ รรม มอี ายคุ วามตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา ๔๔๘ ดว้ ย กลา่ วคอื

“คำส่ังศาลปกครองสูงสุดท่ี ๕๗๓/๒๕๔๙ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในกรณีที่เจ้าหน้าท่ีกระทำ
ละเมิดต่อบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหน้าที่ พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
พ.ศ. ๒๕๓๙ บัญญัติให้ผู้เสียหายใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้สองทาง กล่าวคือ ผู้เสียหาย

อาจฟ้องต่อศาลขอให้พิพากษาให้หน่วยงานของรัฐท่ีเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดอยู่ในสังกัดหรือ
กระทรวงการคลังในกรณีท่ีเจ้าหน้าท่ีผู้น้ันไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใดชดใช้ค่าสินไหม
ทดแทนภายในหน่ึงปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มี
เหตุแห่งการฟ้องคดี หรืออีกนัยหน่ึง ภายในหน่ึงปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและ

รตู้ วั ผู้จะพึงตอ้ งใช้ค่าสินไหมทดแทน แตไ่ ม่เกนิ สิบปีนับแต่วันทำละเมดิ ทางหนง่ึ ”

ซงึ่ เหน็ วา่ คำส่งั ศาลปกครองดงั กลา่ ว ได้วางหลักการฟ้องคด ี ในกรณีทเี่ จา้ หน้าทีก่ ระทำละเมิด
ตอ่ บุคคลภายนอกในการปฏิบัตหิ น้าที่ ไว้ ๒ กรณี คือ

๑. กรณีที่เป็นคดีท่ีอยู่ในอำนาจศาลปกครอง (ละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย)

ในคำสง่ั ศาลปกครองดงั กลา่ ว จะใชถ้ อ้ ยคำวา่ “ผเู้ สยี หายอาจฟอ้ งตอ่ ศาลขอใหพ้ พิ ากษาใหห้ นว่ ยงาน
ของรัฐท่ีเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดอยู่ในสังกัดหรือกระทรวงการคลังในกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้น้ัน

ไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายในหน่ึงปีนับแต่วันท่ีรู้หรือควรรู้ถึง
เหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันท่ีมีเหตุแห่งการฟ้องคดี” ซ่ึงเป็นหลักการการฟ้องคดี
ละเมิดต่อศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๕๑๓

๒. กรณีที่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม (ละเมิดท่ีเกิดจากการกระทำทางกายภาพ)

ในคำส่ังจะใช้ถ้อยคำว่า “ภายในหนึ่งปีนับแต่วันท่ีผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้

ค่าสินไหมทดแทน แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันทำละเมิดทางหนึ่ง” ซึ่งเป็นหลักการการฟ้องคดีละเมิด
ตอ่ ศาลยตุ ิธรรม ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘๔


๒ เพง็ เพง็ นติ ,ิ คำอธบิ ายประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ วา่ ดว้ ย ละเมดิ พระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา้ หนา้ ท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙
และกฎหมายอน่ื ทเี่ กยี่ วเนอื่ ง, พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๗, หจก. จริ รชั การพมิ พ,์ หนา้ ๕๗๖.

๓ พระราชบญั ญตั จิ ดั ตง้ั ศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๕๑ การฟอ้ งคดตี ามมาตรา ๙ วรรคหนงึ่ (๓) ใหย้ นื่ ฟอ้ งภายในหนงึ่ ปี และการฟอ้ งคดตี ามมาตรา ๙ วรรคหนง่ึ (๔) ใหย้ น่ื ฟอ้ ง
ภายในหา้ ปี นบั แตว่ นั ทรี่ หู้ รอื ควรรถู้ งึ เหตแุ หง่ การฟอ้ งคดี แตไ่ มเ่ กนิ สบิ ปนี บั แตว่ นั ทมี่ เี หตแุ หง่ การฟอ้ งคด

๔ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย

มาตรา ๔๔๘ สทิ ธเิ รยี กรอ้ งคา่ เสยี หายอนั เกดิ แตม่ ลู ละเมดิ นนั้ ทา่ นวา่ ขาดอายคุ วามเมอ่ื พน้ ปหี นง่ึ นบั แตว่ นั ทผี่ ตู้ อ้ งเสยี หายรถู้ งึ การละเมดิ
และรตู้ วั ผจู้ ะพงึ ตอ้ งใชค้ า่ สนิ ไหมทดแทน หรอื เมอื่ พน้ สบิ ปนี บั แตว่ นั ทำละเมดิ




อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
109

นอกจากน้ี กรณีดังกล่าวยังสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวคือ
“พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มีเจตนารมณ์ที่จะมุ่งเยียวยา

ความเสียหายท่ีบุคคลภายนอกได้รับจากการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าท่ีของเจ้าหน้าที่ของ

หน่วยงานของรฐั จึงกำหนดใหบ้ ุคคลทีไ่ ดร้ บั ความเสยี หายสามารถใช้สิทธิฟอ้ งคดีต่อศาลตามมาตรา ๕
หรือยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา ๑๑ ได้ โดยการใช้สิทธิเรียกร้อง
ของบุคคลภายนอกจะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ด้วย กล่าวคือ ถ้าเป็นการใช้สิทธิ
ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่อันมิได้เกิดจากการใช้
อำนาจตามกฎหมาย ต้องดำเนินการยื่นฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิด และ

รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันทำละเมิดตามมาตรา ๔๔๘ แห่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือถ้าเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองอันเนื่องมาจากการ
กระทำละเมิดของเจ้าหน้าท่ีอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง
หรือคำส่ังอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าท่ีตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่

ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ต้องดำเนินการย่ืนฟ้องภายในหน่ึงปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการ
ฟ้องคดี แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันท่ีมีเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดต้ัง

ศาลปกครองและวิธพี จิ ารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒”๕

ผลจากแนววินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๘๑๓/๒๕๕๘ ในการท่ีผู้เสียหายจะใช้สิทธิ
เรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐรับผิดในกรณีที่เจ้าหน้าท่ีของหน่วยงานน้ัน ๆ ทำละเมิดในการปฏิบัติ
หน้าที่ หากเป็นเจ้าหน้าที่ทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมจะไม่มีกรอบระยะ
เวลาข้ันต่ำหนึ่งปี และหากเป็นเจ้าหน้าท่ีทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ที่อยู่ในอำนาจศาลปกครองจะมี
กรอบระยะเวลาข้ันต่ำ คือ หน่ึงปี นบั แต่วนั ท่ีรหู้ รอื ควรรถู้ ึงเหตแุ หง่ การฟ้อง



นิธนิ ันท์ สุขวงศ






๕ บนั ทกึ คณะกรรมการกฤษฎกี า (คณะพเิ ศษ) เรอ่ื งเสรจ็ ที่ ๑๑๐/๒๕๕๓ เรอ่ื ง การสอบขอ้ เทจ็ จรงิ ความรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา้ หนา้ ท
ี่
กรณคี วามเสยี หายเกดิ จากการออกคำสง่ั





110 คำพิพากษาศาลฎีกา


ำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๑๔๙๖๑/๒๕๕๘

ป.อ. นบั โทษต่อ (มาตรา ๒๒)

โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จำเลยท่ี ๒ เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยท่ี ๓ ในคดีอาญา
หมายเลขแดงที่ ๑๑๔๔/๒๕๕๕ ของศาลช้ันต้น กับขอให้นับโทษจำเลยท่ี ๒ ต่อจากโทษของ


จำเลยท่ี ๓ ในคดอี าญาดงั กลา่ ว ถอื วา่ ฟอ้ งของโจทกไ์ ดบ้ รรยายถงึ ขอ้ เทจ็ จรงิ วา่ จำเลยที่ ๒ ถกู ฟอ้ ง
เปน็ จำเลยที่ ๓ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๑๔๔/๒๕๕๕ ของศาลชน้ั ต้นแล้ว โดยไม่จำตอ้ งระบุ
รายละเอยี ดวา่ คดดี งั กลา่ วศาลพพิ ากษาลงโทษจำเลยท่ี ๒ หรอื ไม่ อยา่ งไร เพราะการขอใหน้ บั โทษ
ต่อหาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องกล่าวรายละเอียดมาในคำฟ้องหรือเป็นหน้าที่โจทก์ท่ีต้องแถลง
ผลคดีให้ศาลทราบดังท่ีศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ เมื่อจำเลยท่ี ๒ ยอมรับข้อเท็จจริงในข้อท่ีว่า


จำเลยที่ ๒ เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๓ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๑๔๔/๒๕๕๕ ของ


ศาลชั้นต้น ท่ีโจทก์ขอให้นับโทษต่อตามคำให้การฉบับลงวันท่ี ๒๕ เมษายน ๒๕๕๗ โดยไม่ได้
คัดค้านว่าไม่อาจนับโทษจำเลยที่ ๒ ต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษ

{
จำเลยท่ี ๒ ตอ่ จากโทษในคดอี าญาหมายเลขแดงท่ี ๑๑๔๔/๒๕๕๕ ของศาลชน้ั ตน้ จงึ เปน็ การไมช่ อบ

_________________________
โจทก

พนกั งานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสดุ จำเลย

ระหว่าง
บรษิ ัทคณะศยามยานยนต์ จำกัด ท ่ี ๑

นางกชวรรณ เขมะประสทิ ธ ์ิ ท ี่ ๒


โจทกฟ์ อ้ งวา่ เมอ่ื วนั ที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑ วนั ที่ ๒๕ มถิ นุ ายน ๒๕๕๑ วนั ที่ ๒๕ สงิ หาคม ๒๕๕๒
และวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลากลางวัน จำเลยท้ังสองกับหม่อมราชวงศ์ ท. ซ่ึงหลบหน

ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง และนาย ว. ซ่ึงถึงแก่ความตายแล้ว ร่วมกันออกเช็คธนาคาร ย. จำกัด (มหาชน)
สาขาหัวหมาก รวม ๗ ฉบับ ฉบับท่ี ๑ ถึงฉบับท่ี ๔ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓ สั่งจ่ายเงิน
๕๐,๒๖๐.๖๗ บาท ๑๑๖,๙๓๙.๒๒ บาท ๕๐,๒๕๗.๔๙ บาท และ ๔๐๐,๕๔๗.๒๔ บาท ตามลำดับ
และฉบับท่ี ๕ ถึงฉบับท่ี ๗ ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๓ สั่งจ่ายเงิน ๑๑๖,๙๓๙.๘๒ บาท
๕๐,๒๕๗.๗๐ บาท และ ๔๐๐,๕๔๘.๙๒ บาท ตามลำดบั มอบใหแ้ กบ่ รษิ ทั ป. จำกดั (มหาชน) ผเู้ สยี หาย
เพอ่ื ชำระหนเี้ งนิ กยู้ มื ซงึ่ เปน็ หนท้ี มี่ อี ยจู่ รงิ และบงั คบั ไดต้ ามกฎหมาย เมอ่ื เชค็ ทงั้ เจด็ ฉบบั ถงึ กำหนดชำระ
ผเู้ สยี หายนำไปเรยี กเกบ็ เงนิ แตธ่ นาคารตามเชค็ ปฏเิ สธการจา่ ยเงนิ โดยใหเ้ หตผุ ลวา่ เงนิ ในบญั ชไี มพ่ อจา่ ย
มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายและในวันที่ส่ังจ่ายไม่มีเงินอยู่ในบัญชี การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวก
เป็นการออกเช็คโดยมีเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คน้ัน ออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงิน
ที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น หรือออกเช็คนั้นโดยในขณะที่ออกเช็คไม่มีเงิน
อยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือห้ามมิให้ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต เหตุเกิดที่
แขวงหวั หมาก เขตบางกะปิ กรงุ เทพมหานคร จำเลยที่ ๒ เปน็ บคุ คลคนเดยี วกบั จำเลยที่ ๓ ในคดอี าญา
หมายเลขแดงที่ ๑๑๔๔/๒๕๕๕ และ ๑๕๐๔/๒๕๕๕ ของศาลช้ันต้น ขอใหล้ งโทษตามพระราชบญั ญัติ
วา่ ดว้ ยความผดิ อนั เกดิ จากการใชเ้ ชค็ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑
และนบั โทษจำเลยที่ ๒ ต่อจากโทษจำคกุ ของจำเลยท่ี ๓ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๑๔๔/๒๕๕๕

อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
111

และ ๑๕๐๔/๒๕๕๕ ของศาลช้นั ต้นจำเลยทั้งสองใหก้ ารรับสารภาพ และจำเลยที่ ๒ รับว่าเป็นบคุ คล
คนเดยี วกบั จำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษตอ่

ศาลชน้ั ตน้ พจิ ารณาแลว้ พพิ ากษาวา่ จำเลยทงั้ สองมคี วามผดิ ตามพระราชบญั ญตั วิ า่ ดว้ ยความผดิ
อันเกดิ จากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ (๑) (๒) (๓) (๕) ประกอบกบั ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยท้ังสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็น
กระทงความผดิ ไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ปรบั จำเลยท่ี ๑ กระทงละ ๑๖,๐๐๐ บาท
รวม ๗ กระทงเป็นปรบั ๑๑๒,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ กระทงละ ๔ เดือน รวม ๔ กระทง เปน็

จำคุก ๒๘ เดือน จำเลยท้ังสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ

ลดโทษใหก้ ่งึ หน่ึงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับจำเลยท่ี ๑ เปน็ เงิน ๕๖,๐๐๐ บาท
จำคกุ จำเลยที่ ๒ มกี ำหนด ๑๔ เดอื น หากจำเลยท่ี ๑ ไมช่ ำระคา่ ปรบั ใหบ้ งั คบั ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๙ นบั โทษจำเลยที่ ๒ ตอ่ จากโทษจำคกุ ของจำเลยที่ ๓ ในคดอี าญาหมายเลขแดงที่ ๑๑๔๔/๒๕๕๕
และ ๑๕๐๔/๒๕๕๕ ของศาลชัน้ ต้น

จำเลยทัง้ สองอทุ ธรณ์

ศาลอทุ ธรณพ์ พิ ากษาแก้เปน็ วา่ ใหป้ รบั จำเลยที่ ๑ กระทงละ ๑๐,๐๐๐ บาท รวม ๗ กระทง
ปรับ ๗๐,๐๐๐ บาท และจำคุกจำเลยท่ี ๒ ในความผิดตามเช็คฉบับแรก ฉบับท่ีสามและฉบับท่ีหก
กระทงละ ๑ เดอื น รวม ๓ กระทง เปน็ จำคกุ ๓ เดอื น เชค็ ฉบบั ทสี่ องและฉบบั ทหี่ า้ กระทงละ ๒ เดอื น
รวม ๒ กระทง เปน็ จำคุก ๔ เดือน เช็คฉบบั ท่สี ี่และฉบบั ทีเ่ จด็ กระทงละ ๕ เดือน รวม ๒ กระทง เปน็
จำคกุ ๑๐ เดอื น รวมจำคกุ จำเลยที่ ๒ มกี ำหนด ๑๗ เดอื น ลดโทษใหก้ ง่ึ หนงึ่ ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๗๘ แล้ว คงปรับจำเลยท่ี ๑ เป็นเงนิ ๓๕,๐๐๐ บาท และจำคุกจำเลยที่ ๒ มกี ำหนด ๘ เดอื น
๑๕ วนั ยกคำขอของโจทก์ท่ขี อให้นบั โทษตอ่ นอกจากท่ีแก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลช้นั ตน้

โจทก์ฎกี า โดยอัยการสูงสุดรบั รองให้ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ขอให้นับโทษ

จำเลยที่ ๒ ตอ่ จากโทษในคดอี าญาหมายเลขแดงท่ี ๑๑๔๔/๒๕๕๕ ของศาลช้ันตน้ นั้น เห็นวา่ โจทก์ได้
บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จำเลยที่ ๒ เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๓ ในคดีอาญาหมายเลขแดง

ท่ี ๑๑๔๔/๒๕๕๕ ของศาลชัน้ ตน้ กบั ขอให้นบั โทษจำเลยที่ ๒ ตอ่ จากโทษของจำเลยท่ี ๓ ในคดีอาญา
ดังกล่าว ถือว่าฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่า จำเลยท่ี ๒ ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ ๓ ในคดี
อาญาหมายเลขแดงท่ี ๑๑๔๔/๒๕๕๕ ของศาลช้นั ตน้ แลว้ โดยไม่จำตอ้ งระบรุ ายละเอยี ดวา่ คดดี ังกลา่ ว
ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยท่ี ๒ หรือไม่ อยา่ งไร เพราะการขอให้นบั โทษตอ่ หาไดม้ ีกฎหมายบญั ญตั วิ ่า
ต้องกล่าวรายละเอียดมาในคำฟ้องหรือเป็นหน้าท่ีโจทก์ที่ต้องแถลงผลคดีให้ศาลทราบดังท่ีศาลอุทธรณ์
วินิจฉัยไม่ เม่ือจำเลยที่ ๒ ยอมรับข้อเท็จจริงในข้อท่ีว่าจำเลยท่ี ๒ เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยท่ี ๓

ในคดอี าญาหมายเลขแดงที่ ๑๑๔๔/๒๕๕๕ ของศาลชน้ั ต้น ทีโ่ จทก์ขอใหน้ ับโทษต่อตามคำใหก้ ารฉบบั
ลงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๗ โดยไม่ได้คัดค้านว่าไม่อาจนับโทษจำเลยท่ี ๒ ต่อจากโทษในคดีอาญา

ดงั กลา่ วได้ ทศี่ าลอทุ ธรณไ์ มน่ ับโทษจำเลยท่ี ๒ ตอ่ จากโทษในคดอี าญาหมายเลขแดงท่ี ๑๑๔๔/๒๕๕๕
ของศาลชั้นต้น จงึ เปน็ การไม่ชอบ ฎกี าของโจทกฟ์ ังขน้ึ

พพิ ากษาแกเ้ ปน็ วา่ ใหน้ บั โทษจำเลยที่ ๒ ตอ่ จากโทษในคดอี าญาหมายเลขแดงท๑่ี ๑๔๔/๒๕๕๕
ของศาลชน้ั ต้น นอกจากท่ีแกใ้ ห้เปน็ ไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์


สำนกั งานอัยการพิเศษฝา่ ยสารสนเทศ

สำนักงานวิชาการ


112 คำพิพากษาศาลฎกี า

หมายเหตุ

การทจ่ี ำเลยถกู ฟอ้ งเปน็ คดอี าญาตอ่ ศาลมากกวา่ หนง่ึ คดี และเปน็ คดที อ่ี าจขอใหศ้ าลนบั โทษจำเลย
ติดต่อกันได้นั้น พนักงานอัยการซ่ึงเป็นโจทก์ จำต้องกล่าวไว้ในคำฟ้องหรือคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้อง

โดยอา้ งเลขคดที ขี่ อใหน้ บั โทษตอ่ กนั ไว ้ เพราะหากมไิ ดก้ ลา่ วไวใ้ นคำฟอ้ งหรอื คำรอ้ งขอเพม่ิ เตมิ ฟอ้ งแลว้
ศาลจะนบั โทษตอ่ ใหไ้ มไ่ ดเ้ พราะเปน็ การพพิ ากษาเกนิ คำขอ ตอ้ งหา้ มตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา
ความอาญา มาตรา ๑๙๒ (คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๒๒๕๔/๒๕๔๒, ๖๒๑๔ - ๖๒๑๖/๒๕๔๔)

ซึ่งแตกต่างจากการบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๕๘ ทศี่ าลมอี ำนาจบวกโทษจำคกุ ทรี่ อไวไ้ ด้ โดยโจทกไ์ มต่ อ้ งมคี ำขอ (คำพพิ ากษา
ศาลฎีกาท่ี ๑๘๑๒/๒๕๔๐) แต่หากคดีที่นำมาขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลช้ันต้นยังมิได้มีคำพิพากษา
หรือมีคำพิพากษาแล้วแต่ให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ หรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและ
เยาวชนแทนการลงโทษทางอาญา หรอื พิพากษายกฟ้อง ศาลทพ่ี ิพากษาคดีหลงั จะพิพากษาใหน้ ับโทษ
ต่อไมไ่ ด้ แตเ่ มอื่ คดีทนี่ ำมาขอให้นบั โทษต่อนน้ั ศาลไดม้ พี พิ ากษาให้ลงโทษจำคุกแลว้ แม้คดที ีน่ ำมาขอ
ให้นับโทษต่อยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม ศาลท่ีพิพากษาคดีหลังก็นำมานับโทษต่อได้ (คำพิพากษาศาลฎีกา

ที่ ๑๔๐๔/๒๕๔๗, ๕๓๘๗/๒๕๔๗)

สำหรับการระบุรายละเอียดขอให้นับโทษต่อไว้ในคำฟ้องน้ัน เดิมเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกา

ที่ ๘๕๗๔/๒๕๔๗ วนิ จิ ฉยั วา่ “ทโ่ี จทกม์ คี ำขอใหน้ บั โทษจำเลยที่ ๑ ตอ่ จากโทษในคดอี าญาหมายเลขแดง
ท่ี ๔๗๔๐/๒๕๔๓ ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร นั้น เห็นว่าโจทก์มิได้ระบุรายละเอียดว่าศาลจังหวัด
สมทุ รสาครพพิ ากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ หรอื ไม่ อยา่ งไร จงึ ไมม่ ขี อ้ เทจ็ จรงิ ทป่ี รากฏแกศ่ าลใหร้ บั ฟงั ไดว้ า่
ศาลจงั หวดั สมุทรสาครพพิ ากษาลงโทษจำคกุ จำเลยท่ี ๑ ดังนัน้ จึงไม่อาจนับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากคดี
ดงั กลา่ วได้ ทศี่ าลลา่ งทงั้ สองใหน้ บั โทษตอ่ จงึ ไมช่ อบ” แตต่ อ่ มามคี ำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๑๔๙๑๗/๒๕๕๗
และ ๑๕๔๕๐/๒๕๕๗ วินิจฉัยกลับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๕๗๔/๒๕๔๗ ดังกล่าว โดยวินิจฉัยใน
ทำนองว่าการขอให้นบั โทษตอ่ น้นั ไมจ่ ำตอ้ งระบุรายละเอียดว่าคดดี งั กล่าว ศาลพพิ ากษาลงโทษจำเลย
หรือไม่ อย่างไร เพราะการขอให้นับโทษต่อ หาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องกล่าวรายละเอียดมาใน
คำฟ้อง เมื่อจำเลยไม่ได้คัดค้านว่าไม่อาจนับโทษต่อได้ จึงนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญา
หมายเลขแดงที่ขอนับโทษต่อได้ ซ่ึงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๙๖๑/๒๕๕๘ ท่ีได้หมายเหตุนี้ ยังคง
เดินตามเหตุผลในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๙๑๗/๒๕๕๗ และ ๑๕๔๕๐/๒๕๕๗ และสอดคล้องกับ
ระเบยี บสำนกั งานอัยการสูงสดุ วา่ ดว้ ยการดำเนนิ คดอี าญาของพนกั งานอัยการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ขอ้ ๙๗๑
ท่ีกำหนดให้พนักงานอัยการเพียงแต่อ้างเลขคดีท่ีขอให้นับโทษต่อกันไว้ และถ้าคดีใดพิพากษาลงโทษ
จำเลยแล้วก็ให้อ้างเลขคดีแดงไว้ โดยมิได้กำหนดให้พนักงานอัยการจำต้องระบุรายละเอียดว่าคดี

ดงั กลา่ วศาลไดม้ คี ำพพิ ากษาลงโทษจำเลยไว้ อย่างไร


๑ ระเบยี บสำนกั งานอยั การสงู สดุ วา่ ดว้ ยการดำเนนิ คดอี าญาของพนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๕๔๗ ขอ้ ๙๗ (การขอใหน้ บั โทษตอ่ )

“ในคดที อี่ าจขอใหศ้ าลนบั โทษจำเลยตดิ ตอ่ กนั หลายสำนวน ใหพ้ นกั งานอยั การกลา่ วไวใ้ นฟอ้ งหรอื คำรอ้ งขอเพม่ิ เตมิ ฟอ้ ง โดยใหอ้ า้ ง


เลขคดที ขี่ อใหน้ บั โทษตอ่ กนั ไว้ และถา้ คดใี ดพพิ ากษาแลว้ ใหอ้ า้ งเลขคดดี ว้ ย

ในกรณที เี่ ลขคดที ขี่ อใหศ้ าลนบั โทษจำเลยตดิ ตอ่ กนั เปน็ เลขคดดี ำ ใหพ้ นกั งานอยั การตรวจสอบและยน่ื คำแถลงกอ่ นศาลพพิ ากษาคดที ม่ี ี

คำขอใหน้ บั โทษตอ่ เพอ่ื ใหศ้ าลทราบวา่ คดดี งั กลา่ ว ศาลไดพ้ พิ ากษาแลว้ โดยระบเุ ลขคดแี ดงดว้ ย

สำหรบั กรณที จี่ ำเลยถกู ฟอ้ งในวนั เดยี วกนั หลายสำนวน และศาลจะพพิ ากษาในวนั เดยี วกนั หากพนกั งานอยั การ ไมอ่ าจอา้ งเลขคดแี ดงได้

ใหพ้ นกั งานอยั การกลา่ วไวใ้ นฟอ้ งหรอื คำรอ้ งขอเพม่ิ เตมิ ฟอ้ งใหช้ ดั เจนวา่ จำเลยเปน็ คนเดยี วกบั จำเลยในเลขคดดี ำของศาลใดทข่ี อใหศ้ าล

นบั โทษตอ่ และศาลไดพ้ พิ ากษาในวนั เดยี วกนั ”


อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
113

นอกจากน้ีในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ยงั มีคำพิพากษาศาลฎกี าที่ ๓๔๗๕/๒๕๕๙ ท่ีได้วนิ จิ ฉยั ให้เหตผุ ล
ในประเด็นการขอให้นับโทษต่อไว้ในทำนองเดียวกันกับคำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๑๔๙๑๗/๒๕๕๗,
๑๕๔๕๐/๒๕๕๗ และ ๑๔๙๖๑/๒๕๕๘ โดยวินิจฉัยว่า “...เม่ือศาลช้ันต้นรับคำร้องขอแก้ไขเพ่ิมเติม
ฟ้องของโจทก์ซึ่งบรรยายไว้ชัดเจนว่า จำลยที่ ๑ เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีหมายเลขดำท่ี
อ.๒๙๕๔/๒๕๕๖ หมายเลขแดงท่ี อ.๒๙๓๓/๒๕๕๖ ของศาลอาญากรงุ เทพใต้ ซง่ึ พพิ ากษาเมอ่ื วนั ท่ี ๑๘
กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๗ ขอให้นับโทษจำคกุ จำเลยที่ ๑ ตอ่ จากโทษในคดอี าญาดังกล่าว ยอ่ มถือไดว้ า่ โจทก์
บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยท่ี ๑ ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อ.๒๙๓๓/๒๕๕๖ แล้ว
ส่วนรายละเอียดว่าคดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยท่ี ๑ หรือไม่อย่างไรนั้น หาได้มีกฎหมาย
บัญญัตบิ งั คับไวว้ ่าตอ้ งกลา่ วรายละเอียดมาตั้งแตช่ ั้นยืน่ คำฟอ้ งดงั ทศ่ี าลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่...”

ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกาท่ีได้หมายเหตุน้ี เน่ืองจากหากมีการกำหนดเป็น
เง่ือนไขให้พนักงานอัยการ ต้องระบุรายละเอียดการพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีท่ีนำมาขอให้นับโทษ
ต่อไว้ในคำฟ้องก่อน แล้วศาลจึงจะพิจารณาในเรื่องคำขอให้นับโทษต่อนั้น ย่อมเกิดปัญหาในทาง
ปฏิบัติเพราะมีบางกรณีไม่อาจระบุรายละเอียดที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยไว้ในคำฟ้องได้ เช่น

มีการฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นในวันเดียวกันหลายสำนวนและศาลจะพิพากษาในวันเดียวกันในเวลา
ใกลเ้ คยี งเกย่ี วเนอ่ื งกนั เมอื่ ศาลชนั้ ตน้ อา่ นคำพพิ ากษาคดหี นง่ึ แลว้ โจทกย์ อ่ มไมอ่ าจแถลงตอ่ ศาลชน้ั ตน้
ได้ว่าคดีอ่ืนอีกหลายสำนวนนั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร (คำพิพากษา
ศาลฎกี าที่ ๑๙๒๔๖/๒๕๕๕, ๔๒๓/๒๕๕๖) จงึ ไมอ่ าจระบุรายละเอยี ดการพพิ ากษาลงโทษของคดีอน่ื
หลายสำนวนน้ันไว้ในคำฟ้องอีกคดีหนึ่งได้ อย่างไรก็ตามเพ่ือให้ศาลได้ทราบว่ามีกรณีท่ีจำเลยถูกฟ้อง

ในวันเดยี วกันหลายสำนวน สำนกั งานอัยการสูงสุดจงึ ไดว้ างแนวทางปฏิบัติใหพ้ นักงานอยั การกลา่ วไว้
ในคำฟ้องหรือคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้ชัดเจนด้วยว่าจำเลยเป็นคนเดียวกับจำเลยในเลขคดีดำของ

ศาลใดที่ขอใหศ้ าลนบั โทษต่อและศาลได้พพิ ากษาในวันเดยี วกนั ๒

ด้วยเหตุที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะว่าการนับโทษต่อจะต้องกล่าวรายละเอียดไว้ใน
คำฟอ้ งอย่างไร ผู้ทเี่ กี่ยวขอ้ งในการใช้กฎหมายจงึ ควรยดึ เหตผุ ลในคำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ไดห้ มายเหตนุ ี้
ซงึ่ เปน็ คำพิพากษาที่อยั การสงู สดุ ได้รบั รองให้โจทก์ฎีกา มาเปน็ แนวทางในการขอให้นับโทษต่อ เพอ่ื ให้
จำเลยในคดีซ่ึงศาลได้พิพากษาลงโทษแล้วว่ามีความผิดและเป็นคดีที่อยู่ในข่ายนับโทษต่อได้นั้น

ไดถ้ กู ลงโทษและไดร้ บั การนบั โทษตดิ ตอ่ กนั ตามจำนวนโทษทจ่ี ำเลยไดก้ ระทำความผดิ ในแตล่ ะคดตี อ่ ไป




อาคม เจตะผลนิ










๒ เหมอื นเชงิ อรรถที่ ๑


114 คำพิพากษาศาลฎกี า


ำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๙๖๒/๒๕๕๘

ป.อ. ความผดิ หลายกรรมต่างกนั (มาตรา ๙๑)

พ.ร.บ. จัดหางานและคมุ้ ครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ (มาตรา ๙๑ ตรี)

คดนี โี้ จทกบ์ รรยายฟอ้ งแยกการกระทำความผดิ ฐานรว่ มกนั หลอกลวงผอู้ นื่ วา่ สามารถจดั หางาน
ในต่างประเทศได้ของจำเลยกับพวก ออกเป็นย่ีสิบสองกรรมต่างกันตามจำนวนผู้เสียหายแต่ละคน
ที่จำเลยกับพวกหลอกลวง และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำ
ความผิดเมื่อระหวา่ งวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ถงึ วันท่ี ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ทง้ั เวลากลางวัน
และกลางคนื ต่อเนอื่ งกัน ซง่ึ เปน็ ชว่ งเวลาเดียวกันก็ตาม แต่เมอ่ื จำเลยกับพวกรว่ มกนั หลอกลวงตอ่
บคุ คลตา่ งราย ดงั นน้ั ในชว่ งเวลาดงั กลา่ วจำเลยกบั พวกอาจรว่ มกนั หลอกลวงผเู้ สยี หายทง้ั ยส่ี บิ สอง
ต่างวันต่างเวลากันก็ได้ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้องว่า
จำเลยมีเจตนาท่ีจะร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งยี่สิบสองแยกต่างหากจากกัน การกระทำของ
{
จำเลยตามฟ้องจงึ เปน็ ความผิดหลายกรรมต่างกัน

_______________________

พนกั งานอยั การจงั หวดั สุรินทร ์ โจทก์

จำเลย

ระหวา่ ง


นายบวนหรือดำรง คณุ สอน

โจทก์ฟ้องว่า เมอ่ื ระหว่างวนั ท่ี ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ถงึ วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ท้ังเวลา
กลางวันและกลางคืนต่อเน่ืองกัน จำเลยกับนายมานะ แถมมี จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดง

ท่ี ๑๐๓๕/๒๕๔๕ ของศาลชั้นตน้ และพวกอกี ๒ คน ซึ่งหลบหนียงั ไม่ไดต้ วั มาฟ้องร่วมกันกระทำผิด
หลายกรรมตา่ งกนั กลา่ วคือ จำเลยกบั พวกรว่ มกนั หลอกลวงนาย ฉ. ผู้เสียหายท่ี ๑ นาย ส. ผู้เสยี หาย
ท่ี ๒ นาย ก. ผู้เสยี หายที่ ๓ นาย ล. ผเู้ สียหายที่ ๔ นาย ห. ผู้เสียหายที่ ๕ นาย ท. ผู้เสียหายท่ี ๖

นาย ศ. ผู้เสยี หายที่ ๗ นาย ป. ผู้เสยี หายที่ ๘ นาย ม. ผ้เู สียหายที่ ๙ นาย ช. ผู้เสียหายที่ ๑๐ นาย ว.
ผ้เู สียหายท่ี ๑๑ นาย พ. ผูเ้ สยี หายที่ ๑๒ นาย ร. ผ้เู สยี หายที่ ๑๓ นาย บ. ผู้เสียหายที่ ๑๔ นาย น.

ผเู้ สยี หายท่ี ๑๕ นาย ย. ผู้เสยี หายท่ี ๑๖ นาย ง. ผเู้ สียหายที่ ๑๗ นาย อ. ผ้เู สยี หายท่ี ๑๘ นาย ฝ.

ผู้เสียหายท่ี ๑๙ นาย ธ. ผู้เสียหายที่ ๒๐ นาย ด. ผู้เสียหายที่ ๒๑ และนาย ฒ. ผู้เสียหายท่ี ๒๒

ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดความจริงซ่ึงควรบอกให้แจ้ง ว่าจำเลยกับพวกได้รับ
อนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางและสามารถจัดหางานและส่งผู้เสียหายทั้งย่ีสิบสองไปทำงาน
ในต่างประเทศที่ประเทศมอริทัวเนียในตำแหน่งลูกเรือประมง โดยได้รับค่าจ้างตอบแทนจากนายจ้าง
ในตา่ งประเทศสงู แตผ่ ้เู สียหายทั้งยสี่ ิบสองตอ้ งจา่ ยคา่ สมัคร คา่ บรกิ าร และค่าใช้จ่ายในการจัดหางาน
เป็นเงินคนละ ๑๔๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยกับพวก ซ่ึงเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยกับพวก

ไมไ่ ดร้ บั อนญุ าตจากนายทะเบยี นจดั หางานกลางใหส้ ง่ คนงานไปทำงานตา่ งประเทศ และจำเลยกบั พวก

ไม่สามารถจัดหางาน และไม่สามารถส่งผู้เสียหายท้ังย่ีสิบสองไปทำงานในประเทศมอริทัวเนียดังกล่าว

อัยการนิเทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
115

ตามตำแหนง่ หนา้ ที่ และไดร้ บั เงนิ คา่ ตอบแทนสงู ตามทจี่ ำเลยกบั พวกหลอกลวงได้ และโดยการหลอกลวง
ของจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายท้ังยี่สิบสองหลงเช่ือว่าเป็นความจริงตามท่ีจำเลย

กับพวกดังกล่าวหลอกลวง ทำให้จำเลยกับพวกได้เงินไปจากผู้เสียหายที่ ๑ จำนวน ๓๙,๔๐๐ บาท

ผเู้ สียหายที่ ๒ จำนวน ๓๘,๒๐๐ บาท ผ้เู สียหายท่ี ๓ จำนวน ๓๘,๒๐๐ บาท ผู้เสียหายที่ ๔ จำนวน
๓๘,๒๐๐ บาท ผู้เสียหายที่ ๕ จำนวน ๓๘,๒๐๐ บาท ผู้เสียหายที่ ๖ จำนวน ๓๙,๔๐๐ บาท

ผู้เสียหายที่ ๗ จำนวน ๓๙,๔๐๐ บาท ผ้เู สียหายที่ ๘ จำนวน ๓๒,๔๐๐ บาท ผเู้ สยี หายท่ี ๙ จำนวน
๓๙,๔๐๐ บาท ผู้เสียหายที่ ๑๐ จำนวน ๑๑,๒๐๐ บาท ผู้เสียหายที่ ๑๑ จำนวน ๔๐,๒๐๐ บาท

ผู้เสียหายท่ี ๑๒ จำนวน ๓๘,๒๐๐ บาทผู้เสียหายที่ ๑๓ จำนวน ๓๘,๒๐๐ บาท ผู้เสียหายท่ี ๑๔
จำนวน ๑๗,๔๐๐ บาท ผเู้ สยี หายที่ ๑๕ จำนวน ๑๖,๗๐๐ บาท ผเู้ สยี หายท่ี ๑๖ จำนวน ๒๗,๙๐๐ บาท
ผู้เสียหายที่ ๑๗ จำนวน ๓๙,๔๐๐ บาท ผู้เสียหายท่ี ๑๘ จำนวน ๑๖,๒๐๐ บาท ผู้เสียหายท่ี ๑๙
จำนวน ๒๗,๙๐๐ บาท ผเู้ สยี หายท่ี ๒๐ จำนวน ๔๐,๒๐๐ บาท ผเู้ สยี หายท่ี ๒๑ จำนวน ๓๙,๔๐๐ บาท
และผเู้ สยี หายที่ ๒๒ จำนวน ๑๒,๒๐๐ บาท ขอใหล้ งโทษตามพระราชบญั ญตั ิจัดหางานและคมุ้ ครอง
คนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๔, ๙๑ ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลช้ันต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและ
ค้มุ ครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๔, ๙๑ ตรี (ที่ถกู ไม่ต้องปรบั บทมาตรา ๔) ประกอบประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ จำคุก ๓ ปี และปรับ ๖๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็น
ประโยชนแ์ กก่ ารพจิ ารณา มเี หตบุ รรเทาโทษ ลดโทษใหก้ ง่ึ หนงึ่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘
คงจำคกุ ๑ ปี ๖ เดอื น และปรบั ๓๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกใหร้ อการลงโทษไวม้ กี ำหนด ๒ ปี แตใ่ ห้
กำหนดเง่ือนไขการคุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด ๑ ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงาน
คุมประพฤติมีกำหนด ๔ ครั้ง ในระยะเวลาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖

หากจำเลยไมช่ ำระคา่ ปรบั ใหจ้ ดั การตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยไมช่ ำระคา่ ปรบั
ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ คำขออ่นื นอกจากนี้ใหย้ ก

โจทกอ์ ทุ ธรณ์

ศาลอทุ ธรณ์ภาค ๓ พิพากษายนื

โจทก์ฎกี า โดยอัยการสงู สุดรบั รองให้ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแยก

การกระทำความผดิ ฐานรว่ มกนั หลอกลวงผอู้ นื่ วา่ สามารถจดั หางานในตา่ งประเทศไดข้ องจำเลยกบั พวก
ออกเป็นย่ีสิบสองกรรมต่างกันตามจำนวนผู้เสียหายแต่ละคนที่จำเลยกับพวกหลอกลวง และมีคำขอ
ท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑

แม้โจทกบ์ รรยายฟ้องวา่ จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดเมื่อระหวา่ งวนั ท่ี ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๒
ถงึ วนั ท่ี ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ทง้ั เวลากลางวนั และกลางคนื ตอ่ เนอื่ งกนั ซง่ึ เปน็ ชว่ งเวลาเดยี วกนั กต็ าม
แต่เม่อื จำเลยกับพวกรว่ มกนั หลอกลวงต่อบุคคลต่างราย ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยกบั พวกอาจ
ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายท้ังยี่สิบสองต่างวันต่างเวลากันก็ได้ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพ

116 คำพพิ ากษาศาลฎีกา

ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้องว่าจำเลยมีเจตนาที่จะร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งย่ีสิบสอง

แยกตา่ งหากจากกนั การกระทำของจำเลยตามฟอ้ งจงึ เปน็ ความผดิ หลายกรรมตา่ งกนั ทศ่ี าลอทุ ธรณภ์ าค ๓
พพิ ากษาวา่ การกระทำของจำเลยเปน็ กรรมเดยี วนน้ั ศาลฎกี าไมเ่ หน็ พอ้ งดว้ ย ฎกี าของโจทกข์ อ้ นฟี้ งั ขนึ้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า มีเหตุท่ีจะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย
หรอื ไม่ เหน็ วา่ จำเลยกบั พวกรว่ มกนั หลอกลวงผเู้ สยี หายทงั้ ยสี่ บิ สองวา่ สามารถหางานในตา่ งประเทศได้
โดยผู้เสียหายท้ังยี่สิบสองต้องจ่ายค่าสมัคร ค่าบริการและค่าใช้จ่ายในการจัดหางาน จนผู้เสียหาย

ท้ังย่ีสิบสองหลงเชื่อและจำเลยกับพวกได้เงินไปจากผู้เสียหายท้ังย่ีสิบสองรวมเป็นเงินจำนวนสูงถึง
๗๐๗,๙๐๐ บาท นับเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งจำเลยกับพวก
ร่วมกระทำความผิดต่อผู้เสียหายจำนวนมากถึง ๒๒ คน เป็นการสร้างความเดือนร้อนแก่ประชาชน

ผู้ต้องการหางานทำในต่างประเทศเพ่ือหาเงินมาใช้เล้ียงชีพและครองครัวนับเป็นภัยต่อเศรษฐกิจและ
สังคมอย่างยง่ิ พฤติการณแ์ ห่งคดีเปน็ เร่อื งที่ร้ายแรง แมผ้ ู้เสียหายท่ี ๑ ถงึ ที่ ๓ ท่ ี ๔ ท่ี ๖ ถงึ ที่ ๑๑

ที่ ๑๓ ถึงที่ ๑๖ ที่ ๑๘ ที่ ๒๐ ถงึ ท่ี ๒๒ และทายาทของผเู้ สียหายท่ี ๕ และท่ี ๑๒ ไมป่ ระสงค์ท่ีจะ
เรียกร้องส่ิงใด ๆ จากจำเลยทั้งทางแพ่งและทางอาญาก็ตาม แต่ปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและ
พินิจของพนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุรินทร์ว่า จำเลยตกลงชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย

ทงั้ ยสี่ บิ สองเปน็ รายงวด งวดละ ๑,๐๐๐ ถงึ ๒,๐๐๐ บาท ตอ่ คนจนกวา่ จะครบ แตผ่ เู้ สยี หายทงั้ ยส่ี บิ สอง
ได้รับเงินเพียงงวดเดียว แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้พยายามที่จะบรรเทาผลร้ายท่ีเกิดข้ึนแก่

ผเู้ สยี หายทง้ั ยส่ี บิ สองตามทต่ี กลงไว้ จงึ ไมม่ เี หตทุ จ่ี ะรอการลงโทษจำคกุ ใหแ้ กจ่ ำเลย ทศี่ าลอทุ ธรณภ์ าค ๓
รอการลงโทษจำคุกให้แกจ่ ำเลยนั้น ศาลฎกี าไม่เหน็ พอ้ งด้วย ฎีกาของโจทกข์ อ้ นี้ฟงั ขน้ึ เช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม
เป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำคกุ กระทงละ ๓ ปี รวม ๒๒ กระทง
เป็นจำคุก ๖๖ ปี ลดโทษให้จำเลยก่งึ หนึ่งแลว้ คงจำคกุ ๓๓ ปี แตใ่ หล้ งโทษจำคกุ ๒๐ ปี ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ (๒) ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติของจำเลย
นอกจากที่แก้ให้เปน็ ไปตามคำพพิ ากษาศาลอุทธรณภ์ าค ๓



สำนักงานอยั การพเิ ศษฝา่ ยสารสนเทศ

สำนกั งานวชิ าการ
















อยั การนิเทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
117


ำพิพากษาศาลฎกี าที่ ๒๗/๒๕๕๙

ป.อ. การรบิ ทรพั ยส์ นิ (มาตรา ๓๒)

พ.ร.บ. อาวุธปืน เคร่ืองกระสุนปนื วัตถุระเบดิ ดอกไม้เพลงิ และสงิ่ เทยี มอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐

(มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหน่ึง)

โจทก์บรรยายฟ้องว่า อาวุธปืนของกลางมีเครื่องหมายทะเบียน ขก ๐๖/๔๙๐๑๑๘๒ ของ
เจา้ พนกั งานประทบั ทน่ี ายทะเบยี นทอ้ งทอี่ อกใบอนญุ าตใหส้ บิ ตำรวจเอก จ. ซอ้ื อาวธุ ปนื ดงั กลา่ วแลว้
แตส่ บิ ตำรวจเอก จ. มไิ ดน้ ำอาวธุ ปนื ดงั กลา่ วไปขอรบั ใบอนญุ าตใหม้ แี ละใชต้ ามกฎหมาย จนใบอนญุ าต
ให้ซื้ออาวุธปืนดังกล่าวส้ินอายุ การที่สิบตำรวจเอก จ. ได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน แล้วไม่ได้
นำอาวุธปืนไปจดทะเบียนรับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายภายในกำหนด อาวุธปืนดังกล่าว
จงึ เปน็ อาวธุ ปนื ทไี่ มม่ ผี ใู้ ดไดร้ บั ใบอนญุ าตใหม้ แี ละใช้ การทจ่ี ำเลยมอี าวธุ ปนื ดงั กลา่ วในครอบครอง
จึงมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ
มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหนง่ึ เมอื่ อาวธุ ปนื ของกลางเปน็ ทรพั ยท์ กี่ ฎหมายบญั ญตั ไิ วว้ า่ มไี วเ้ ปน็ ความผดิ
ตอ้ งริบเสยี ทั้งสิน้ ศาลจงึ มอี ำนาจริบได้ ไมว่ ่าโจทกจ์ ะมีคำขอให้ริบหรอื ไม่ก็ตาม ท้งั น้ตี ามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ และการรบิ ทรพั ยส์ นิ แมป้ ระมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘ บญั ญตั วิ า่
เป็นโทษสถานหนึ่ง แต่เป็นโทษที่มุ่งถึงตัวทรัพย์เป็นสำคัญ จึงไม่ถือเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย
{
การทศ่ี าลอุทธรณไ์ มไ่ ด้สั่งริบของกลางจงึ ไม่ชอบ ศาลฎกี ามีอำนาจสั่งริบของกลางได้

_________________________

พนกั งานอัยการจงั หวดั สกลนคร โจทก


ระหว่าง


นายทรัพโยดม ชุณหปราณ จำเลย


โจทก์ฟ้องวา่ เม่อื วันท่ี ๗ มถิ ุนายน ๒๕๕๕ เวลากลางคนื กอ่ นเท่ยี ง จำเลยเสพเมทแอมเฟตามนี
อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จำนวนและน้ำหนักเท่าใดไม่ปรากฏชัด โดยวิธีสูดดมควันเข้าสู่
ร่างกาย แล้วจำเลยซ่ึงได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ชนิดท่ี ๔ และท่ี ๑ นค.๐๐๐๑๓/๕๓ ออกโดย

นายทะเบียนขนส่งจังหวัดหนองคาย ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กง ๑๖๗๗ กาฬสินธ์ุ ไปตามถนน
สายสกลนคร - นครพนม ขณะจำเลยมสี ารเมทแอมเฟตามนี อยใู่ นรา่ งกาย กบั จำเลยมอี าวธุ ปนื ออโตเมตกิ
(GLOCK) ขนาด .๔๕ จำนวน ๑ กระบอก พรอ้ มซองกระสนุ ปนื ๑ อนั เครอื่ งหมายทะเบยี น ขก ๐๖/๔๙๐๑๑๘๒
ของเจา้ พนกั งานประทบั ทน่ี ายทะเบยี นทอ้ งทอี่ อกใบอนญุ าตใหส้ บิ ตำรวจเอก จ. ซอ้ื อาวธุ ปนื ดงั กลา่ วแลว้
แตส่ บิ ตำรวจเอก จ. มไิ ดน้ ำอาวธุ ปนื ดงั กลา่ วไปขอรบั ใบอนญุ าตใหม้ แี ละใชต้ ามกฎหมาย จนใบอนญุ าต
ให้ซ้ืออาวุธปืนดังกล่าวส้ินอายุ และมีซองกระสุนปืนอีก ๑ อัน ซึ่งมิใช่ซองกระสุนปืนท่ีติดมากับ

อาวุธปืนดงั กลา่ ว กบั มีกระสนุ ปนื ออโตเมตกิ ขนาด .๔๕ (๑๑ มม.) จำนวน ๔๘ นัด ซง่ึ มิใชก่ ระสนุ ปนื

ที่สิบตำรวจเอก จ. ได้รับใบอนุญาตให้ซื้อพร้อมกับอาวุธปืน โดยอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าว
สามารถใชย้ งิ ทำอนั ตรายแกช่ วี ติ และวตั ถไุ ด้ ไวใ้ นครอบครองโดยไมไ่ ดร้ บั อนญุ าต และจำเลยพาอาวธุ ปนื
และกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนสายสกลนคร - นครพนม บริเวณสี่แยกบ้านธาตุ อันเป็น


118 คำพพิ ากษาศาลฎกี า

ในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืน
ติดตัว และไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่
ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมยึดอาวุธปืน
ซองกระสนุ ปนื และกระสนุ ปนื ดงั กลา่ วเปน็ ของกลาง อาวธุ ปนื ๑ กระบอก พรอ้ มซองกระสนุ ปนื ๑ อนั
ของกลาง ซ่ึงเป็นอาวุธปืนท่ีมีเคร่ืองหมายทะเบียน พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ แล้ว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญตั ยิ าเสพตดิ ให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๔, ๗, ๘, ๕๗, ๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ, ๑๕๗/๑

พระราชบญั ญตั อิ าวธุ ปนื เครอื่ งกระสนุ ปนื วตั ถรุ ะเบดิ ดอกไมเ้ พลงิ และสงิ่ เทยี มอาวธุ ปนื พ.ศ. ๒๔๙๐
มาตรา ๔, ๗, ๘ ทว,ิ ๗๒, ๗๒ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๙๑, ๓๗๑ ริบซองกระสนุ ปืน
และกระสนุ ปนื ของกลาง กับพักใชใ้ บอนุญาตขบั ข่รี ถยนต์ของจำเลยมีกำหนดไมน่ อ้ ยกว่า ๖ เดอื น หรือ
เพกิ ถอนใบอนุญาตขับขีร่ ถยนตข์ องจำเลย

จำเลยใหก้ ารรบั สารภาพ

ศาลช้ันต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗, ๙๑ พระราชบญั ญัตจิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง,
๑๕๗/๑ วรรคสอง พระราชบญั ญัติอาวธุ ปืน เคร่อื งกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไมเ้ พลงิ และส่ิงเทยี ม
อาวธุ ปนื พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ วรรคหน่ึง, ๗๒ วรรคสาม, ๗๒ ทวิ วรรคสอง การกระทำของ
จำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวล

กฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมอี าวุธปนื มเี คร่ืองหมายทะเบียนของผู้อ่ืนไวใ้ นครองครองโดยไมไ่ ดร้ บั
ใบอนุญาต จำคุก ๖ เดือน และปรับ ๔,๐๐๐ บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือ

ทางสาธารณะโดยไม่ไดร้ บั ใบอนุญาตหรือโดยไม่มเี หตุสมควร จำคกุ ๖ เดอื น และปรับ ๔,๐๐๐ บาท
ฐานเสพเมทแอมเฟตามนี และฐานเปน็ ผขู้ บั ขเี่ สพเมทแอมเฟตามนี การกระทำของจำเลยเปน็ กรรมเดยี ว
เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ (ที่ถูก

ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕๗/๑ วรรคสอง ประกอบ

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๑) ซึ่งเป็นกฎหมายบทท่ีมีโทษหนักที่สุด

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๘ เดือน และปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การ

รับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหน่ึงตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคกุ รวม ๑๐ เดอื น และปรบั รวม ๑๔,๐๐๐ บาท โทษจำคุก
ใหร้ อการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี โดยใหจ้ ำเลยไปรายงานตัวตอ่ พนกั งานคุมประพฤติ ๔ เดือนตอ่ คร้ัง
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา ๒๙, ๓๐ ริบซองกระสุนปืนและกระสุนปืนของกลาง พักใช้ใบอนุญาตขับข่ีรถยนต์ของจำเลย

มีกำหนด ๖ เดอื น

โจทกอ์ ุทธรณ

ศาลอทุ ธรณแ์ ผนกคดยี าเสพตดิ พพิ ากษาแกเ้ ปน็ วา่ จำเลยมคี วามผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๗๑ อีกบทหน่ึง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราช
บัญญตั ิอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทท่ีมีโทษหนักทีส่ ุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา ๙๐ และ


อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
119

มีความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเคร่ืองหมายทะเบียนของผู้อื่นและเคร่ืองกระสุนปืนไว้ในครอบครอง

โดยไมไ่ ด้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญตั อิ าวธุ ปืน เครอ่ื งกระสุนปืน วัตถรุ ะเบดิ ดอกไมเ้ พลงิ และ
สิ่งเทียมอาวุธปนื พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหนงึ่ คงจำคกุ รวม ๑๐ เดอื น ไมล่ งโทษปรบั ไม่รอ
การลงโทษ ไมค่ ุมความประพฤตขิ องจำเลย นอกจากท่แี กใ้ หเ้ ปน็ ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นตน้

จำเลยฎีกา

ศาลฎกี าตรวจสำนวนประชมุ ปรกึ ษาแลว้ ทจี่ ำเลยฎกี าวา่ คดนี จี้ ำเลยใหก้ ารรบั สารภาพ ขอ้ เทจ็ จรงิ
ต้องรับฟังตามคำรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อ่ืนโดยไม่ได้
รับใบอนุญาต โจทก์ไม่ได้นำสืบให้ได้ความว่าอาวุธปืนเป็นปืนไม่มีทะเบียน ศาลอุทธรณ์ไม่อาจลงโทษ
จำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเคร่ืองหมายทะเบียนและเคร่ืองกระสุนปืนไว้ในครอบครอง

โดยไม่ได้รับใบอนุญาต น้ัน เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า อาวุธปืนของกลางมีเคร่ืองหมายทะเบียน

ขก ๐๖/๔๙๐๑๑๘๒ ของเจา้ พนกั งานประทับ ทนี่ ายทะเบียนท้องทอี่ อกใบอนุญาตใหส้ ิบตำรวจเอก จ.
ซ้ืออาวุธปืนดังกล่าวแล้ว แต่สิบตำรวจเอก จ. มิได้นำอาวุธปืนดังกล่าวไปขอรับใบอนุญาตให้มีและ

ใชต้ ามกฎหมาย จนใบอนญุ าตใหซ้ ือ้ อาวุธปนื ดังกล่าวสน้ิ อายุ การท่สี ิบตำรวจเอก จ. ได้รับใบอนญุ าต
ใหซ้ อ้ื อาวธุ ปนื แลว้ ไมไ่ ดน้ ำอาวธุ ปนื ไปจดทะเบยี นรบั ใบอนญุ าตใหม้ แี ละใชต้ ามกฎหมายภายในกำหนด
อาวุธปืนดังกล่าวจึงเป็นอาวุธปืนท่ีไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้มีและใช้ การที่จำเลยมีอาวุธปืนดังกล่าว

ในครอบครอง จึงมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติ
อาวุธปืนฯ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหน่ึง เม่อื อาวธุ ปนื ของกลางเป็นทรพั ย์ที่กฎหมายบัญญตั ิไว้วา่ มีไว้เปน็
ความผิด ต้องริบเสียท้ังส้ิน ศาลจึงมีอำนาจริบได้ ไม่ว่าโจทก์จะมีคำขอให้ริบหรือไม่ก็ตาม ทั้งน้ีตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ และการริบทรัพย์สินแม้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘
บญั ญตั วิ า่ เปน็ โทษสถานหนงึ่ แตเ่ ปน็ โทษทม่ี งุ่ ถงึ ตวั ทรพั ยเ์ ปน็ สำคญั จงึ ไมถ่ อื เปน็ การเพม่ิ เตมิ โทษจำเลย
การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้สงั่ รบิ ของกลางจงึ ไม่ชอบ ศาลฎกี ามอี ำนาจส่งั รบิ ของกลางได

พพิ ากษายนื และใหร้ ิบอาวธุ ปืนพรอ้ มซองกระสนุ ปนื ของกลาง.



สำนักงานอยั การพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศ

สำนกั งานวชิ าการ














120 คำพพิ ากษาศาลฎีกา


ำพิพากษาศาลฎกี าที่ ๓๓/๒๕๕๙

พ.ร.บ. ฟื้นฟูสมรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ (มาตรา ๒๕, ๓๓)

การท่ีจำเลยได้เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติ
ฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๒ วรรคหนึ่ง โดยได้เข้ารับการฟื้นฟู
สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของคณะอนุกรรมการฟ้ืนฟู
สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย ครบถ้วน และต่อมาคณะอนุกรรมการฟ้ืนฟูสมรรถภาพ


ผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย ได้มีคำวินิจฉัยให้ขยายระยะเวลาการฟื้นฟูจำเลยออกไปอีก


แต่ภายในเวลาท่ีขยายระยะเวลาการฟื้นฟู จำเลยมารายงานตัวไม่ครบแล้วไม่มารายงานตัวอีก
คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย จึงมีความเห็นว่าผลการฟื้นฟ

ไม่เป็นที่น่าพอใจและให้รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ

เพ่ือประกอบการพิจารณาคดีต่อไป ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้เข้ารับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพ


ผตู้ ดิ ยาเสพตดิ จนครบกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๕ แลว้ เมอื่ ผลการฟนื้ ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ
ยังไม่เป็นท่ีพอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยจึงมีหน้าท่ี
รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพ่ือประกอบการ
{
พจิ ารณาดำเนินคดตี อ่ ไปตามมาตรา ๓๓ วรรคสอง โจทกจ์ ึงมีอำนาจฟอ้ งคดนี ้ีได้

_________________________

พนักงานอัยการจงั หวัดสโุ ขทยั โจทก์


ระหวา่ ง


นายชาญณรงค์ เจรญิ ยาว จำเลย


โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๔ ถึงวันท่ี ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ เวลากลางวัน

วันเวลาใดไมป่ รากฏชดั จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเปน็ ยาเสพตดิ ให้โทษในประเภท ๑ จำนวนและ
น้ำหนักเท่าใดไม่ปรากฏชัด โดยวิธีสูดดมควันเข้าสู่ร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่
ตำบลเมืองเกา่ อำเภอเมอื งสุโขทยั จังหวดั สโุ ขทยั เม่อื วันท่ี ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ พนักงานสอบสวน
ย่ืนคำร้องขอให้ศาลช้ันต้นส่งจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือติดยาเสพติด ระหว่างเข้ารับการฟ้ืนฟู
จำเลยไม่ไปพบพนักงานคุมประพฤติตามข้ันตอนและกำหนดนัดในการฟื้นฟู คณะอนุกรรมการฟื้นฟู
สมรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ จงั หวดั สโุ ขทยั มคี ำวนิ จิ ฉยั วา่ การฟน้ื ฟจู ำเลยไมเ่ ปน็ ทนี่ า่ พอใจจงึ สง่ ความเหน็
ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญา
หมายเลขดำท่ี ๒๙๓/๒๕๕๖ ของศาลช้ันต้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ

พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๕๗, ๙๑ และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญา
หมายเลขดำท่ี ๒๙๓/๒๕๕๖ ของศาลชนั้ ต้น

จำเลยใหก้ ารรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดยี วกบั จำเลยในคดีท่ีโจทก์ขอให้นบั โทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗, ๙๑ จำคกุ ๖ เดือน จำเลยใหก้ ารรบั สารภาพเป็นประโยชนแ์ ก่การพจิ ารณา

อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
121

มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ เดือน

ยกคำขอใหน้ ับโทษตอ่ เนื่องจากคดอี าญาหมายเลขดำท่ี ๒๙๓/๒๕๕๖ ศาลชน้ั ตน้ ยังไมไ่ ด้มคี ำพพิ ากษา

จำเลยอทุ ธรณ

ศาลอทุ ธรณแ์ ผนกคดียาเสพตดิ พพิ ากษากลับ ใหย้ กฟอ้ ง

โจทกฎ์ ีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เม่ือวันท่ี ๑๖
ธันวาคม ๒๕๕๔ เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน
ต่อมาวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจ
พิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด ศาลช้ันต้นอนุญาตโดยคณะอนุกรรมการฟ้ืนฟูสมรรถภาพ

ผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย มีคำส่ังท่ี ๓๑/๒๕๕๕ ให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูแบบควบคุมตัวเข้มงวด
และอยู่ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติโดยกำหนดเง่ือนไข ดังน้ี ฟ้ืนฟูแบบควบคุมเข้มงวด
หากสถานท่ีฟ้ืนฟูไม่ว่าง ให้เข้ารับการฟื้นฟูแบบควบคุมตัวไม่เข้มงวด หากสถานที่ฟ้ืนฟูไม่ว่างให้ฟื้นฟู
แบบไมค่ วบคมุ ตวั ในหลกั สตู รสำนกั งานคมุ ประพฤตเิ ปน็ เวลา ๑๒๐ วนั โดยใหม้ ารายงานตวั ไมน่ อ้ ยกวา่
เดือนละ ๔ คร้ัง ฟ้นื ฟูตามโปรแกรมปรบั ตัวกลับสูส่ งั คมเปน็ เวลา ๖๐ วัน หากฟ้ืนฟูแบบไม่ควบคมุ ตวั
ให้ทำงานบริการสังคมเป็นเวลา ๒๔ ชั่วโมง เพื่อฝึกความรับผิดชอบและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
และยนิ ยอมใหต้ รวจปสั สาวะหาสารเสพตดิ ตามดลุ พนิ จิ ของพนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี ตอ่ มาคณะอนกุ รรมการ
ฟ้นื ฟูสมรรถภาพผู้ตดิ ยาเสพตดิ จงั หวดั สโุ ขทัย มคี ำส่ังท่ี ๑๓๖๗/๒๕๕๕ ลงวันท่ี ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๕
วา่ ภายหลงั คณะอนกุ รรมการมคี ำวนิ จิ ฉยั ใหข้ ยายระยะเวลาฟนื้ ฟเู มอื่ วนั ท่ี ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๕ แลว้ นน้ั
ผู้เข้ารับการฟื้นฟูมารายงานตัว ๒ คร้ัง จากนั้นไม่มารายงานตัว พนักงานคุมประพฤติได้ออก

หนังสือเตือน ๑ ครั้ง ผู้เข้ารับการฟ้ืนฟูจึงมารายงานตัวอีก ๒ คร้ัง จากน้ันก็ไม่มารายงานตัวอีก

พนักงานคมุ ประพฤติจึงได้ออกหนงั สอื เตือนอกี ๑ ครง้ั แตเ่ ม่ือถงึ กำหนดนัดกไ็ ม่มาพบ โดยไมแ่ จง้ เหตุ
ขัดข้อง จึงมีคำวินิจฉัยว่าผลการฟื้นฟูไม่เป็นท่ีน่าพอใจ ให้รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวน
หรอื พนกั งานอยั การเพอื่ ประกอบการพิจารณาคดตี ่อไปตามมาตรา ๓๓ วรรคสองแหง่ พระราชบัญญตั ิ
ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพ

ผตู้ ดิ ยาเสพตดิ จงั หวดั สุโขทยั เอกสารท้ายฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่าจากข้อเท็จจริง

ดงั กล่าวขา้ งตน้ แสดงว่า จำเลยไดเ้ ขา้ สกู่ ระบวนการบำบดั ฟ้นื ฟสู มรรถภาพผูต้ ิดยาเสพติดตามพระราช
บัญญัติฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๒ วรรคหนึ่ง โดยได้เข้ารับการฟ้ืนฟู
สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของคณะอนุกรรมการฟื้นฟู
สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย ตามคำสั่งที่ ๓๑/๒๕๕๕ ครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันที่ ๑๗
กรกฎาคม ๒๕๕๕ คณะอนุกรรมการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย ได้มีคำวินิจฉัยให้
ขยายระยะเวลาการฟื้นฟูจำเลยออกไปอีก แต่ภายในเวลาที่ขยายระยะเวลาการฟ้ืนฟู จำเลยมา
รายงานตัวไม่ครบแล้วไม่มารายงานตัวอีก คณะอนุกรรมการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัด
สุโขทัย จึงมีความเห็นว่าผลการฟ้ืนฟูไม่เป็นที่น่าพอใจและให้รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวน
หรือพนักงานอัยการเพ่ือประกอบการพิจารณาคดีต่อไป ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้เข้ารับการ

122 คำพพิ ากษาศาลฎีกา

ฟนื้ ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ จนครบกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๕ แลว้ ทศ่ี าลอทุ ธรณว์ นิ จิ ฉยั ขอ้ เทจ็ จรงิ
ทำนองว่า จำเลยยังเข้าสู่กระบวนการฟ้ืนฟูไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟ้ืนฟูสมรรถภาพ

ผู้ติดยาเสพติดตามนัยมาตรา ๒๕ จึงเป็นการคลาดเคล่ือนต่อข้อเท็จจริง เมื่อผลการฟ้ืนฟูสมรรถภาพ

ผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นท่ีพอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย

จึงมีหน้าท่ีรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพ่ือประกอบ
การพิจารณาดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา ๓๓ วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีน้ีได้ ที่ศาลอุทธรณ

พิพากษายกฟ้องโจทก์มาน้ัน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้คดีนี้ต้องล่าช้า
เกนิ สมควร หากศาลฎกี าจะย้อนสำนวนไปใหศ้ าลอทุ ธรณ์วนิ จิ ฉยั ใหม่ จึงเหน็ สมควรพิจารณาพิพากษา
ไปเลยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกต่อไป เห็นว่า

ตามคำวินิจฉัยคณะอนุกรรมการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยเอกสารท้ายฎีกา
หมายเลข ๒ ปรากฏขอ้ เทจ็ จรงิ วา่ จำเลยเสพเมทแอมเฟตามนี เปน็ ระยะเวลาประมาณ ๓ ปี โดยปรมิ าณ
และความถใี่ นการเสพคอ่ นขา้ งสงู มาเปน็ ระยะเวลาประมาณ ๑ ปี เชอื่ วา่ จำเลยไมอ่ าจเปลยี่ นพฤตกิ รรม
เกี่ยวกับยาเสพติดได้ การรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยจึงไม่น่าเป็นผลดีแก่สังคมและตัวจำเลย

ทศ่ี าลชน้ั ตน้ ลงโทษจำคกุ จำเลยมกี ำหนด ๖ เดอื น กอ่ นลดโทษโดยไมร่ อการลงโทษจำคกุ ใหแ้ กจ่ ำเลยนน้ั
เหมาะสมแลว้ ไมม่ ีเหตทุ ี่ศาลฎกี าจะเปลีย่ นแปลงแก้ไข

พิพากษากลบั ให้บังคบั คดีไปตามคำพพิ ากษาศาลชนั้ ต้น.



สำนักงานอยั การพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศ

สำนักงานวชิ าการ
















อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
123


ำพิพากษาศาลฎกี าที่ ๑๑๔/๒๕๕๙

พ.ร.บ. อาวธุ ปนื เครือ่ งกระสนุ ปืน วัตถรุ ะเบิด ดอกไม้เพลงิ และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐

(มาตรา ๗, ๘ ทว,ิ ๗๒, ๗๒ ทวิ)

การที่จำเลยมีและพาอาวุธปืนยาวและกระสุนปืน ซึ่งอยู่ในสภาพที่ใช้ยิงได้ติดตัวไปบริเวณ
ถนนสาธารณะ สายพแุ ค - หลม่ สกั บรเิ วณหมทู่ ี่ ๑๑ ตำบลศลิ าทพิ ย์ อำเภอชยั บาบาล จงั หวดั ลพบรุ ี
การกระทำของจำเลยอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลอ่ืนได้
ท้ังอาวุธปืนของกลางไม่มีเคร่ืองหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ หากนำไปใช้ในการ
กระทำความผดิ อน่ื แลว้ ยากแกก่ ารทเี่ จา้ พนกั งานผเู้ กยี่ วขอ้ งจะตรวจสอบหลกั ฐานเกย่ี วกบั อาวธุ ปนื
เพ่ือหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษและควบคุมเพ่ือมิให้เกิดอาชญากรรมขึ้นได้ การกระทำของ
จำเลยเปน็ การไมเ่ คารพกฎหมายนบั วา่ เปน็ พฤตกิ ารณท์ ร่ี า้ ยแรง การทจี่ ำเลยไมเ่ คยกระทำผดิ มากอ่ น
หรือประกอบอาชีพสุจริต หรือมีภาระต้องอุปการะเล้ียงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นก็ตาม


ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอท่ีจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ท่ีศาลอุทธรณ์ภาค ๑


{
พพิ ากษามาน้ัน ศาลฎีกาเห็นไมพ่ อ้ งดว้ ย ฎีกาของโจทก์ฟงั ข้นึ

__________________________

พนกั งานอยั การจังหวดั ชัยบาดาล โจทก์

จำเลย

ระหวา่ ง


นายสวุ รรณ พุททา

โจทกฟ์ อ้ งวา่ เม่อื วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๘.๓๐ นาฬิกา จำเลยมีอาวุธปนื ยาวลูกกรด
ขนาด .๒๒ LONG RIFLE ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ ๑ กระบอก

ซองกระสนุ ปืน ๑ อัน และกระสนุ ปืนลกู กรดขนาด .๒๒ LONG RIFLE ๔๗ นดั อันเปน็ อาวุธปืนและ
เคร่ืองกระสุนปืนตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่และไม่ได้
รับการยกเว้นตามกฎหมายจำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในบริเวณถนนสาธารณะ สายพุแค -
หล่มสัก บริเวณหมู่ท่ี ๑๑ ตำบลศิลาทิพย์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี อันเป็นในเมือง หมู่บ้าน
หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควร
แก่พฤติการณ์ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมอาวุธปืน กระสุนปืน และ

ซองกระสุนปืนดังกล่าวเป็นของกลาง เหตุเกิดท่ีตำบลศิลาทิพย์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี
กระสนุ ปนื เหลอื จากการทดลองยงิ ๑๗ นดั ขอใหล้ งโทษตามพระราชบญั ญตั อิ าวธุ ปนื เครอื่ งกระสนุ ปนื
วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และส่ิงเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๔, ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๙๑, ๓๗๑ ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืนและกระสุนปืนท่ีเหลือ
จากการทดลองยงิ ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลช้ันต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ อาวุธปืน

เครอื่ งกระสนุ ปนื วตั ถรุ ะเบดิ ดอกไมเ้ พลงิ และสงิ่ เทยี มอาวธุ ปนื พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ วรรคหนง่ึ ,


124 คำพิพากษาศาลฎีกา

๗๒ วรรคหน่ึง, ๗๒ ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ การกระทำของจำเลย

เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๙๑ ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๑ ปี
และปรับ ๑๖,๐๐๐ บาท ฐานพาอาวุธปืน ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับ

ใบอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซ่ึงเป็นบทท่ีมีโทษหนัก
ท่สี ดุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคกุ ๖ เดือน และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การ
รับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละก่ึงหน่ึง

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดย

ไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก ๖ เดือน และปรับ ๘,๐๐๐ บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง
หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุสมควร คงจำคุก ๓ เดือน และ

ปรับ ๕,๐๐๐ บาท รวมจำคุก ๙ เดือน และปรับ ๑๓,๐๐๐ บาท โทษจำคุก ให้รอการลงโทษไว้

มีกำหนด ๒ ปี คุมความประพฤติ ๑ ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือน

ใหจ้ ำเลยทำงานบรกิ ารสงั คมหรอื สาธารณะประโยชนต์ ามทพ่ี นกั งานคมุ ประพฤตแิ ละจำเลยเหน็ สมควร

มีกำหนด ๒๔ ช่ัวโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืนและกระสุนปืนท่ีเหลือจาก
การทดลองยงิ ของกลาง

โจทกอ์ ุทธรณ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอยั การสงู สดุ รับรองให้ฎกี า

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น
เห็นวา่ การท่ีจำเลยมีและพาอาวุธปืนยาวและกระสุนปืน ซึ่งอยูใ่ นสภาพที่ใชย้ ิงไดต้ ิดตัวไปบริเวณถนน
สาธารณะ สายพุแค – หล่มสัก บริเวณหมู่ท่ี ๑๑ ตำบลศิลาทิพย์ อำเภอชัยบาบาล จังหวัดลพบุร ี

การกระทำของจำเลยอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลอ่ืนได้

ทั้งอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ หากนำไปใช้ในการกระทำ
ความผิดอื่นแล้วยากแก่การที่เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องจะตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับอาวุธปืนเพ่ือหา
ตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษและควบคุมเพ่ือมิให้เกิดอาชญากรรมขึ้นได้ การกระทำของจำเลย
เป็นการไม่เคารพกฎหมายนับว่าเป็นพฤติการณ์ท่ีร้ายแรง การที่จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน

หรือประกอบอาชีพสุจริต หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นก็ตาม

ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ท่ีศาลอุทธรณ์ภาค ๑

พพิ ากษามาน้นั ศาลฎีกาเห็นไม่พ้องด้วย ฎีกาของโจทกฟ์ ังขน้ึ

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ ไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็น
ไปตามคำพิพากษาศาลอทุ ธรณภ์ าค ๑



สำนกั งานอัยการพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศ

สำนกั งานวิชาการ


อัยการนเิ ทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
125

หมายเหต

จากข้อมูลรายงานประจำปี ๒๕๕๗ ของสำนักงานอัยการสูงสุด พบว่าในปี พ.ศ. ๒๕๕๗

มีคดีความผิด ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ที่ผู้ต้องหาถูกส่งตัวมาดำเนินคดีและสำนักงานอัยการ

ทั่วประเทศรับเป็นคดีใหม่ไว้ จำนวน ๓๑,๙๖๕ เรื่อง ซึ่งคดีความผิดดังกล่าวยังเป็นประเภทคดี

ที่มีผู้กระทำความผิดสูงสูดในลำดับที่ ๓ รองจากความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ

และความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน๑ และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลรายงานประจำปี
๒๕๕๖ ของสำนักงานอัยการสูงสุดในลักษณะเดียวกันแล้ว พบว่าในปี พ.ศ. ๒๕๕๖ มีคดีความผิด

ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ท่ีผู้ต้องหาถูกส่งตัวมาดำเนินคดีและสำนักงานอัยการท่ัวประเทศ

รับเป็นคดีใหม่ไว้ จำนวน ๒๖,๙๗๕ เรื่อง๒ นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงอัตราการเกิดการกระทำความผิด

ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ในแต่ละปีท่ีมีแนวโน้มสูงขึ้น อีกท้ังหากผู้กระทำความผิดตาม

พระราชบัญญัตินี้ ยังได้นำอาวุธปืนท่ีไม่มีเคร่ืองหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ ไปกระทำ
ความผดิ ตอ่ ชวี ติ หรอื ทรพั ยส์ นิ ของผอู้ น่ื ดว้ ยแลว้ ยอ่ มเปน็ การยากทเี่ จา้ พนกั งานทเี่ กย่ี วขอ้ งจะตรวจสอบ
หาหลกั ฐานเกย่ี วกบั อาวธุ ปนื เพอ่ื หาตวั ผกู้ ระทำความผดิ มาลงโทษ ดงั นน้ั หนว่ ยงานทมี่ หี นา้ ทร่ี บั ผดิ ชอบ
ตามกฎหมาย จึงควรต้องร่วมกันวางแนวทางในการป้องกันและลดความเสี่ยงท่ีจะมีผู้กระทำความผิด
รายใหม่เกิดข้ึน รวมถึงวางแนวทางในการปราบปรามผู้ที่ได้กระทำความผิดให้เหมาะสมกับกฎหมาย

ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยมาตรการลงโทษทางกฎหมายแก่ผู้กระทำความผิดก็เป็นแนวทางหนึ่งท่ีสำคัญ

ที่จะทำให้ผู้ที่คิดจะกระทำความผิดเกิดความเกรงกลัวต่อกฎหมายไม่กล้ากระทำความผิด หรือ

ผทู้ ก่ี ระทำความผิดไปแลว้ ก็ควรได้รบั โทษตามกฎหมายท่ีเหมาะสม ไม่กลา้ ท่ีจะกลบั มากระทำความผดิ
ซ้ำเดิมอีก อันจะเป็นส่วนช่วยให้ประชาชนท่ีไม่ได้ฝ่าฝืนกฎหมายเกิดความอุ่นใจและปลอดภัยในชีวิต
และทรัพย์สนิ มากขนึ้

จากข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๑๑๔/๒๕๕๙ เห็นได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐาน

มีอาวุธปืนและเคร่ืองกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืน

ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ซึ่งอาวุธปืนท่

เจ้าพนักงานยดึ ได้เปน็ ของกลางน้นั เปน็ อาวธุ ปืนท่ีไมม่ ีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนกั งานประทบั ไว้
โดยศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ๙ เดือนและปรับ ๑๓,๐๐๐ บาท ยืนตาม

ศาลชน้ั ต้น โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไวม้ ีกำหนด ๒ ปี จึงเขา้ กรณีเปน็ คดที ตี่ อ้ งห้ามฎกี าในปญั หา
ข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคแรก๓ พนักงานอัยการ
จังหวดั ชยั บาดาลซ่ึงเปน็ โจทก์คดนี ้ี จงึ ไมอ่ าจฎกี าโต้แย้งดุลพนิ จิ ของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ทีพ่ พิ ากษาให้
รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงได้โดยลำพัง แต่เน่ืองจากประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญายังเปิดโอกาสให้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาโต้แย้งได้ หากเห็นว่ามีเหต

อันสมควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย โดยในคดีน้ีอัยการสูงสุดก็ได้ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมาย


๑ รายงานประจำปี ๒๕๕๗ สำนกั งานอยั การสงู สดุ , หนา้ ๘๐ - ๘๑

๒ รายงานประจำปี ๒๕๕๖ สำนกั งานอยั การสงู สดุ , หนา้ ๑๑๖ - ๑๑๗

๓ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคแรก “ในคดที ศ่ี าลอทุ ธรณพ์ พิ ากษายนื ตามศาลลา่ งหรอื คคู่ วามเพยี งแตแ่ กไ้ ข

เลก็ นอ้ ย และใหล้ งโทษจำคกุ จำเลยไมเ่ กนิ หา้ ปี หรอื ปรบั หรอื ทง้ั จำทงั้ ปรบั แตโ่ ทษจำคกุ ไมเ่ กนิ หา้ ปี หา้ มมใิ หฎ้ กี าในปญั หาขอ้ เทจ็ จรงิ ”




126 คำพิพากษาศาลฎีกา

วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑๔ รับรองให้โจทก์ฎีกาโต้แย้งในประเด็นขอให้ไม่รอการลงโทษ

จำคุกแก่จำเลย และศาลฎีกาได้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เป็นว่าให้ลงโทษจำคุก
จำเลยโดยไม่รอการลงโทษดังข้อโต้แย้งที่อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา แม้ว่าคดีนี้จำเลยจะ

กล่าวอ้างว่าตนเองไม่เคยกระทำผิดมาก่อน หรือประกอบอาชีพสุจริต หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดู
บุคคลในครอบครัวก็ตาม ศาลฎีกายังคงเห็นว่ามิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอท่ีจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษ

จำคุกให้แก่จำเลย เพราะหากจำเลยได้นำอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงาน

ประทับไว้ ไปใช้ในการกระทำความผิดอื่นแล้ว ย่อมยากแก่การที่เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องจะตรวจสอบ
หลักฐานเกี่ยวกับอาวุธปืนเพ่ือหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษและควบคุมเพ่ือมิให้เกิดอาชญากรรม
ข้นึ ได้และนับว่าเป็นพฤติการณ์ท่รี า้ ยแรง

จากเหตุผลในคำพิพากษาของศาลฎีกาซ่ึงสอดคล้องกับข้อโต้แย้งท่ีอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์
ฎีกาดังกล่าวข้างต้น จึงสมควรที่พนักงานอัยการ จะได้นำมาปรับใช้เป็นแนวทางดำเนินคดีแก่ผู้กระทำ
ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ในกรณีของอาวุธปืนที่ไม่มีเคร่ืองหมายทะเบียนของ

เจ้าพนักงานประทับไว้ เพ่ือให้การลงโทษตามกฎหมายเป็นไปได้อย่างเหมาะสมและเพื่อความสงบสุข
ของคนในสังคมตอ่ ไป



อาคม เจตะผลนิ
















๔ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๒๒๑ “ในคดซี งึ่ หา้ มฎกี าไวโ้ ดยมาตรา ๒๑๘, ๒๑๙ และ ๒๒๐ แหง่ ประมวลกฎหมายน ี้

ถ้าผู้พิพากษาคนใดซ่ึงพิจารณา หรือลงช่ือในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลช้ันต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความ

ทตี่ ดั สนิ นน้ั เปน็ ปญั หาสำคญั อนั ควรสศู่ าลสงู สดุ และอนญุ าตใหฎ้ กี า หรอื อธบิ ดกี รมอยั การลงลายมอื ชอ่ื รบั รองในฎกี าวา่ มเี หตอุ นั สมควรท่ี
ศาลสงู สดุ จะไดว้ นิ จิ ฉยั กใ็ หร้ บั ฎกี านนั้ ไวพ้ จิ ารณาตอ่ ไป”





อัยการนเิ ทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
127


ำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๑๐๒๒/๒๕๕๙

ป.วิ.อ. หา้ มพพิ ากษาเกนิ คำขอหรอื ท่มี ิได้กลา่ วในฟ้อง (มาตรา ๑๙๒)

พ.ร.บ. ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยก่อให้นางสาว ร. กระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษ


ในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
โดยจำเลยไดส้ ่งมอบให้ซ่ึงเมทแอมเฟตามีน ๔๐ หน่วยการใช้ (เมด็ ) น้ำหนักสุทธิรวม ๓.๗๔๓ กรมั
คำนวณเปน็ สารบรสิ ุทธ์ิได้ ๐.๖๘๐ กรัม ใหแ้ ก่นางสาว ร. เพอ่ื ให้นางสาว ร. นำเมทแอมเฟตามนี
ไปจำหน่ายขายให้แก่ประชาชนทั่วไป ต่อมานางสาว ร. ไดข้ ายเมทแอมเฟตามีนดงั กล่าว ๒๑ เมด็
ให้แก่ผู้มีช่ือ ดังนี้ ฟ้องโจทก์ดังกล่าวประสงค์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้
นางสาว ร. นำเมทแอมเฟตามนี ๔๐ เม็ด ไปจำหนา่ ยให้แก่ประชาชนท่วั ไป เมอื่ ขอ้ เท็จจรงิ ในทาง
พจิ ารณาได้ความวา่ จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามนี ๔๐ เม็ด ให้แก่นางสาว ร. มใิ ชจ่ ำเลยเป็น


ผู้ใช้ให้นางสาว ร.นำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายให้แก่ประชาชน จึงเป็นข้อเท็จจริงท่ีโจทก์มิได้
กล่าวในฟ้อง และเป็นกรณีข้อเท็จจริงตามท่ีปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าว
ในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมารับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐาน
{
จำหนา่ ยเมทแอมเฟตามนี ใหแ้ กน่ างสาว ร. ได้ เพราะจะเปน็ การพพิ ากษาเกนิ คำขอทมี่ ไิ ดก้ ลา่ วในฟอ้ ง

________________________

พนกั งานอัยการจังหวดั อุดรธานี โจทก


ระหวา่ ง
นายเอกพนั ธ์ เทยี มมาลาหรอื เทียมมาสา จำเลย



โจทกฟ์ อ้ งวา่ เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลากลางวัน จำเลยมเี มทแอมเฟตามนี อนั เปน็
ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จำนวน ๔๒ เม็ดครึ่ง น้ำหนักรวม ๓.๙๗๗ กรัม คำนวณเป็นสาร
บรสิ ุทธ์ไิ ด้ ๐.๗๒๒ กรมั ไว้ในครอบครองเพอื่ จำหนา่ ย และจำเลยกอ่ ให้นางสาว ร. กระทำความผิด
ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยส่งมอบ

เมทแอมเฟตามีน ๔๐ เม็ด น้ำหนักรวม ๓.๗๔๓ กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธ์ิได้ ๐.๖๘๐ กรัม

อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนท่ีจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้แก่นางสาว ร. เพ่ือนำ
ไปจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป แล้วนางสาว ร. จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว ๒๑ เม็ด น้ำหนัก
รวม ๑.๙๖๕ กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธ์ิได้ ๐.๓๕๗ กรัม ให้แก่ผู้มีชื่อไป และเม่ือวันที่ ๒๔
พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลากลางวัน จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนโดยรับเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีการใด

ไม่ปรากฏชัดและจำเลยเสพกัญชา อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ โดยรับเข้าสู่ร่างกาย

ด้วยวิธีการใดไม่ปรากฏชัด อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติด
ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๕๗, ๖๖, ๙๑, ๙๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๔, ๙๑,

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและข้อหาเสพกัญชา ส่วนข้อหาอ่ืน
นอกจากนใ้ี ห้การปฏิเสธ


128 คำพิพากษาศาลฎกี า

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ

พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง วรรคสาม (๒), ๕๗, ๖๖ วรรคสอง ๙๑, ๙๒ วรรคหน่ึง

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๖ เดือน ฐานเสพกัญชา

จำคกุ ๒ เดอื น ฐานมเี มทแอมเฟตามนี ไวใ้ นครอบครองเพอื่ จำหนา่ ย จำคกุ ๔ ปี และปรบั ๔๒๐,๐๐๐ บาท
ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๔ ปีและปรับ ๔๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ

เปน็ ประโยชน์แกก่ ารพิจารณา มเี หตุบรรเทาโทษ ลดโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพกัญชา
ให้ก่ึงหนึ่ง และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

หนง่ึ ในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคกุ ๔ ปี ๒๐ เดอื น และปรบั ๕๖๐,๐๐๐ บาท
ไมช่ ำระคา่ ปรบั ใหจ้ ดั การตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ใหก้ กั ขงั แทนคา่ ปรบั ไดเ้ กนิ ๑ ปี
แต่ไม่เกิน ๒ ปี ยกฟ้องโจทก์ฐานก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง

เพือ่ จำหนา่ ยและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอทุ ธรณแ์ ผนกคดยี าเสพตดิ พพิ ากษาแกเ้ ปน็ วา่ ไมป่ รบั บทตามพระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกฐานอ่ืน
รวม ๒ ปี ๑๒ เดอื น และปรบั ๒๘๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แกใ้ ห้เป็นไปตามคำพพิ ากษาศาลชั้นตน้

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟัง

เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลาประมาณ ๘ นาฬิกา จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน

๔๒ เม็ดคร่ึง น้ำหนักรวม ๓.๙๗๗ กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๐.๗๒๒ กรัม ไว้ในครอบครอง

เพ่ือจำหน่าย และจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว ๔๐ เม็ด น้ำหนักรวม ๓.๗๔๓ กรัม
คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๐.๖๘๐ กรัม ให้แก่นางสาว ร. ต่อมาวันท่ี ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕

เวลาประมาณ ๗ นาฬกิ า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามนี และเสพกญั ชา ความผดิ ฐานเสพเมทแอมเฟตามนี
ฐานเสพกญั ชา และฐานมเี มทแอมเฟตามนี ไวใ้ นครอบครองเพอ่ื จำหนา่ ย ยตุ ไิ ปตามคำพพิ ากษาศาลชนั้ ตน้
และศาลอทุ ธรณ์ มปี ญั หาทต่ี อ้ งวนิ จิ ฉยั ตามฎกี าของโจทกว์ า่ จำเลยมคี วามผดิ ฐานจำหนา่ ยเมทแอมเฟตามนี
ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน
หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยก่อให้นางสาว ร. กระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษ

ในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพ่ือจำหน่ายและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

โดยจำเลยได้ส่งมอบให้ซ่ึงเมทแอมเฟตามีน ๔๐ หน่วยการใช้ (เม็ด) น้ำหนักสุทธิรวม ๓.๗๔๓ กรัม
คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๐.๖๘๐ กรัม ให้แก่นางสาว ร. เพื่อให้นางสาว ร. นำเมทแอมเฟตามีน

ไปจำหน่ายขายให้แก่ประชาชนท่ัวไป ต่อมานางสาว ร. ได้ขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว ๒๑ เม็ด

ให้แก่ผู้มีช่ือ ดังน้ี ฟ้องโจทก์ดังกล่าวประสงค์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้นางสาว ร.
นำเมทแอมเฟตามีน ๔๐ เม็ด ไปจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป เมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณา

ไดค้ วามวา่ จำเลยจำหนา่ ยเมทแอมเฟตามนี ๔๐ เมด็ ใหแ้ กน่ างสาว ร. มใิ ชจ่ ำเลยเปน็ ผใู้ ชใ้ หน้ างสาว ร.
นำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายให้แก่ประชาชน จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง และเป็น

อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
129

กรณีข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ
ศาลไม่อาจนำข้อเทจ็ จริงดังกล่าวมารบั ฟงั ลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามนี ให้แก่
นางสาว ร. ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอท่ีมิได้กล่าวในฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธี
พิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ ทั้งการกระทำของจำเลยดังกล่าวก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็น
ความผดิ ฐานเปน็ ผสู้ นบั สนนุ การกระทำความผดิ ฐานจำหนา่ ยเมทแอมเฟตามนี ใหแ้ กผ่ มู้ ชี อื่ ของนางสาว ร.
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ ดังท่ีโจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาน้ัน ศาลฎีกา

เหน็ พ้องดว้ ย ฎกี าของโจทกฟ์ งั ไม่ขึ้น

พิพากษายืน.



สำนักงานอยั การพิเศษฝา่ ยสารสนเทศ

สำนักงานวชิ าการ






















130 คำพิพากษาศาลฎกี า


ำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๘๙/๒๕๕๙

ป.วิ.อ. บรรยายฟ้อง (มาตรา ๑๕๘)

พ.ร.บ. ยาเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ (มาตรา ๑๕ วรรคหน่งึ , ๖๖ วรรคสอง)

แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนท่ีจำเลยพยายามจำหน่ายจำนวน ๒๐ เม็ด


มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธ์ิเท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่าเมทแอมเฟตามีน

ของกลางจำนวน ๒๗ เม็ด ท่จี ำเลยมีไว้ในครอบครองเพอ่ื จำหน่ายมนี ้ำหนกั ๒.๕๙ กรมั คำนวณ
เปน็ สารบริสทุ ธิ์ได้ ๐.๕๖๔ กรมั โดยเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒๐ เม็ด ดังกล่าวเป็นส่วนหน่ึงของ
เมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒๗ เม็ด ดังนัน้ ย่อมสามารถคำนวณหาสารบรสิ ทุ ธ์ขิ องเมทแอมเฟตามีน
จำนวน ๒๐ เม็ด โดยคำนวณเทียบกับปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒๗ เม็ด
ซง่ึ คำนวณแลว้ ปรากฏวา่ มสี ารบรสิ ทุ ธิ์ ๐.๔๑๗ กรมั ซง่ึ เกนิ กวา่ สามรอ้ ยเจด็ สบิ หา้ มลิ ลกิ รมั แตไ่ มถ่ งึ
ย่ีสิบกรัม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ


พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนง่ึ , ๖๖ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐
และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔
มาตรา ๗

{
________________________

พนักงานอยั การจังหวัดตรัง โจทก

ระหว่าง
นายสุเมธหรอื เล้ง ศรีปราการ จำเลย



โจทกฟ์ อ้ งวา่ เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เวลากลางคืนหลงั เทีย่ ง จำเลยมเี มทแอมเฟตามีน
อันเปน็ ยาเสพตดิ ให้โทษในประเภท ๑ จำนวน ๒๗ เมด็ (หน่วยการใช้) น้ำหนกั ๒.๕๙ กรมั คำนวณ
เป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๐.๕๖๔ กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจำหน่ายโดยการขาย

เมทแอมเฟตามีนดังกล่าว ๒๐ เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา ๔,๔๐๐ บาท จำเลยลงมือกระทำ
ความผดิ แลว้ แตก่ ระทำไปไมต่ ลอดเนอ่ื งจากเจา้ พนกั งานตำรวจจบั กมุ จำเลยไดเ้ สยี กอ่ น และจำเลยเสพ
เมทแอมเฟตามนี จำนวนเทา่ ใดไมป่ รากฏชดั โดยวธิ สี ดู ควนั เขา้ รา่ งกาย ภายหลงั จำเลยเสพเมทแอมเฟตามนี
ดังกล่าวแล้ว จำเลยซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขกบ ตรัง ๙๑๑

ไปบรเิ วณหนา้ โรงแรมปาลม์ มี่ อนั เปน็ การฝา่ ฝนื ตอ่ กฎหมาย ขอใหล้ งโทษตามพระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ
ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖ วรรคสอง, ๑๐๐/๑, ๑๐๒ พระราชบัญญัตมิ าตรการ
ปราบปรามยาเสพตดิ พ.ศ. ๒๕๔๕ (ทถ่ี กู พระราชบญั ญตั มิ าตรการในการปราบปรามผกู้ ระทำความผดิ
เกยี่ วกบั ยาเสพตดิ พ.ศ. ๒๕๓๔) มาตรา ๗ พระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทว,ิ
๑๕๗/๑ พระราชบญั ญตั ริ ถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๒, ๖๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒,
๓๓, ๘๐, ๙๑ รบิ ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ


อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
131

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนง่ึ และวรรคสาม (๒), ๕๗, ๖๖ วรรคสอง, ๙๑ ประกอบประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ พระราชบัญญัติมาตรการปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ (ท่ีถูก

พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔) มาตรา ๗
พระราชบญั ญตั ิจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนงึ่ , ๑๕๗/๑ วรรคสอง ประกอบ
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๑ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๔๒ วรรคหนงึ่ , ๖๔ การกระทำของจำเลยเปน็ ความผิดหลายกรรมต่างกนั ใหล้ งโทษทุกกรรม
เปน็ กระทงความผดิ ไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมเี มทแอมเฟตามนี ไวใ้ นครอบครอง
เพอื่ จำหนา่ ย จำคกุ ๗ ปี และปรบั ๔๐๐,๐๐๐ บาท ฐานพยายามจำหนา่ ยเมทแอมเฟตามนี จำคกุ ๗ ปี
และปรับ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗, ๙๑ พระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหน่งึ ,
๑๕๗/๑ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๑ การกระทำ
ของจำเลยเปน็ กรรมเดยี วเปน็ ความผดิ ตอ่ กฎหมายหลายบท ใหล้ งโทษตามพระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนงึ่ , ๑๕๗/๑ วรรคสอง ประกอบพระราชบญั ญัติยาเสพติดใหโ้ ทษ
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๑ ซึง่ เป็นกฎหมายบทท่ีมีโทษหนักทีส่ ดุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐
จำคุก ๘ เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตปรับ ๔๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็น
ประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละก่ึงหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๗๘ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจำหน่าย คงจำคุก ๓ ปี ๖ เดือน และปรับ
๒๐๐,๐๐๐ บาท ฐานพยายามจำหนา่ ยเมทแอมเฟตามนี คงจำคกุ ๓ ปี ๖ เดอื น และปรบั ๒๐๐,๐๐๐ บาท
ฐานเปน็ ผขู้ บั ขเี่ สพเมทแอมเฟตามนี คงจำคกุ ๔ เดอื น ฐานขบั รถโดยไมไ่ ดร้ บั ใบอนญุ าตคงปรบั ๒๐๐ บาท
รวมจำคกุ ๖ ปี ๒๔ เดอื น และปรบั ๔๐๐,๒๐๐ บาท ไมช่ ำระคา่ ปรบั ใหจ้ ดั การตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๙, ๓๐ หากต้องกกั ขงั แทนคา่ ปรบั ให้กักขังไมเ่ กนิ ๑ ปี รบิ ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอทุ ธรณแ์ ผนกคดยี าเสพตดิ พพิ ากษาแกเ้ ปน็ วา่ จำเลยมคี วามผดิ ตามพระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ
ให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสาม (๒), ๑๕ วรรคหน่ึง, ๖๖ วรรคสอง และ ๖๖ วรรคหนง่ึ
ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปราม

ผกู้ ระทำความผดิ เกย่ี วกบั ยาเสพตดิ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ พระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึง่ , ๑๕๗/๑ วรรคสอง ประกอบพระราชบญั ญตั ิยาเสพตดิ ให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๙๑ ฐานมเี มทแอมเฟตามนี ไวใ้ นครอบครองเพอื่ จำหนา่ ย จำคกุ ๖ ปี และปรบั ๔๐๐,๐๐๐ บาท
ฐานพยายามจำหนา่ ยเมทแอมเฟตามนี จำคกุ ๖ ปี ลดโทษใหก้ ระทงละกง่ึ หนง่ึ ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๗๘ แล้ว ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจำหน่าย คงจำคุก ๓ ปี และปรับ
๒๐๐,๐๐๐ บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก ๓ ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นท่ี

ศาลชนั้ ต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคกุ ๖ ปี ๔ เดือน และปรบั ๒๐๐,๒๐๐ บาท ยกฟ้องโจทก์ในขอ้ หาฐาน
เสพเมทแอมเฟตามีน นอกจากทแ่ี ก้ใหเ้ ป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทกฎ์ ีกา โดยไดร้ บั อนุญาตจากศาลฎีกา


132 คำพิพากษาศาลฎกี า

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าท ี

ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติ

ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐
และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔
มาตรา ๗ ชอบหรอื ไม่ เห็นว่า แม้โจทกไ์ ม่ไดบ้ รรยายฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนท่ีจำเลยพยายามจำหนา่ ย
จำนวน ๒๐ เมด็ มปี รมิ าณคำนวณเปน็ สารบรสิ ทุ ธเ์ิ ทา่ ใด แตโ่ จทกบ์ รรยายฟอ้ งมาแลว้ วา่ เมทแอมเฟตามนี
ของกลางจำนวน ๒๗ เม็ด ท่ีจำเลยมีไว้ในครอบครองเพ่ือจำหน่ายมีน้ำหนัก ๒.๕๙ กรัม คำนวณ

เป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๐.๕๖๔ กรัม โดยเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒๐ เม็ด ดังกล่าวเป็นส่วนหน่ึงของ

เมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒๗ เม็ด ดังนั้น ย่อมสามารถคำนวณหาสารบริสุทธ์ิของเมทแอมเฟตามีน
จำนวน ๒๐ เม็ด โดยคำนวณเทียบกับปริมาณสารบริสุทธ์ิของเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒๗ เม็ด

ซ่ึงคำนวณแล้วปรากฏว่ามีสารบริสุทธ์ิ ๐.๔๑๗ กรัม ซ่ึงเกินกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม แต่ไม่ถึง
ยี่สิบกรัม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๑๕ วรรคหนง่ึ , ๖๖ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ และพระราชบญั ญตั ิ
มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผดิ เกี่ยวกับยาเสพตดิ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ ท่ศี าลอทุ ธรณ์
พพิ ากษามานน้ั ศาลฎีกาไม่เหน็ พอ้ งด้วย ฎกี าของโจทกฟ์ ังขนึ้

พพิ ากษาแกเ้ ปน็ วา่ จำเลยมคี วามผดิ ตามพระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖
วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ และพระราชบญั ญตั มิ าตรการในการปราบปราม

ผูก้ ระทำความผิดเกยี่ วกบั ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ จำคกุ ๖ ปี และปรบั ๔๐๐,๐๐๐ บาท

ลดโทษให้ก่ึงหน่ึงแล้ว คงจำคุก ๓ ปี และปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท เม่ือรวมกับโทษในความผิดฐานอ่ืน
ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วเป็นจำคุก ๖ ปี ๔ เดือน และปรับ ๔๐๐,๒๐๐ บาท นอกจาก

ท่แี กใ้ ห้เป็นไปตามคำพพิ ากษาศาลอุทธรณ์.



สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายสารสนเทศ

สำนกั งานวิชาการ

หมายเหต

ความผิดฐานมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพ่ือจำหน่ายกับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติด

เป็นได้ทั้งความผิดกรรมเดียวและความผิดหลายกรรม โดยหากยาเสพติดท่ีจำเลยมีไว้ในครอบครอง
เพื่อจำหน่ายได้ถูกจำหน่ายหมดไปในแต่ละคราวและไม่มียาเสพติดนั้นเหลืออยู่ท่ีจำเลย การกระทำ
ของจำเลยในแต่ละคร้ังน้ัน เป็นความผิดกรรมเดียวกันต้องลงโทษตามกฎหมายบทท่ีมีโทษหนักท่ีสุด
(คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๙๑๗๔/๒๕๕๑, ๖๖๓๔ - ๖๖๓๕/๒๕๕๓) แต่หากยาเสพติดที่จำเลยมีไว้ใน
ครอบครองเพื่อจำหน่ายได้ถูกจำหน่ายไปไม่หมดในแต่ละคราว โดยยังคงมียาเสพติดบางส่วนเหลืออยู่
ท่ีจำเลย การกระทำของจำเลยในลักษณะน้ีจะเป็นความผิดสองกรรมท่ีอาศัยเจตนาในการกระทำ

แตกต่างแยกจากกนั ได้ (คำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๖๕/๒๕๔๑, ๘๒๗/๒๕๔๗, ๒๐๐๙/๒๕๔๘) และ
ในกรณีของยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ และประเภท ๒ ซึ่งกฎหมายได้กำหนดข้อสันนิษฐานปริมาณ
สารบริสุทธิ์ไว้ว่ามีน้ำหนักเท่าใดให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายน้ัน การบรรยายคำฟ้องของ
พนักงานอัยการในแต่ละกรรม จึงจำเป็นต้องระบุปริมาณสารบริสุทธิ์ไว้ให้ชัดเจน เพื่อให้ศาลสามารถ

พิพากษาลงโทษจำเลยในแต่ละกรรมได้อยา่ งถกู ต้องตามกฎหมาย


อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
133

ในทางปฏิบัติของการทำสำนวนการสอบสวนที่เป็นความผิดต้ังแต่สองกรรมน้ัน มีพนักงาน
สอบสวนบางส่วนได้ส่งยาเสพติดของกลางทั้งหมดรวมกันไปตรวจพิสูจน์หาปริมาณสารบริสุทธิ ์

โดยไม่ได้แยกระหว่างยาเสพติดท่ีผู้ต้องหาได้จำหน่ายกับยาเสพติดท่ีจำหน่ายไปไม่หมดและคงเหลืออยู่
ในความครอบครองของผู้ต้องหา ทำให้พนักงานอัยการไม่อาจทราบได้ว่ายาเสพติดของกลาง

ท่ีผู้ต้องหาได้จำหน่ายไปนั้น มีปริมาณสารบริสุทธ์ิคำนวณเป็นน้ำหนักได้เท่าใดและได้บรรยายฟ้องไป
โดยไม่ได้ระบุปริมาณสารบริสุทธ์ิของยาเสพติดท่ีผู้ต้องหาได้จำหน่าย อาจเป็นเหตุให้ศาลได้พิพากษา
ลงโทษจำเลยสถานเบากวา่ ทีจ่ ำเลยได้กระทำความผิด

อย่างไรก็ตามจากคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ท่ีศาลฎีกาได้คำนวณหาปริมาณสารบริสุทธ์ิของ
เมทแอมเฟตามีน จำนวน ๒๐ เม็ดท่ีจำเลยพยายามจำหน่ายด้วยการคำนวณของศาลฎีกาเอง

โดยคำนวณเทยี บกบั ปรมิ าณสารบรสิ ทุ ธข์ิ องเมทแอมเฟตามนี จำนวน ๒๗ เมด็ ทจ่ี ำเลยมไี วใ้ นครอบครอง
เพื่อจำหน่ายตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์ จึงทำให้ทราบว่าเมทแอมเฟตามีน จำนวน ๒๐ เม็ดน้ัน

มีปริมาณสารบริสุทธ์ิ ๐.๔๑๗ กรัม ซึ่งเกินกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม การกระทำของของจำเลย
จงึ เปน็ ความผดิ ตามพระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนงึ่ , ๖๖ วรรคสอง๑
ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปราม

ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ มิใช่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ

ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนง่ึ , ๖๖ วรรคหนง่ึ ๒ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๘๐ และพระราชบญั ญตั มิ าตรการในการปราบปรามผกู้ ระทำความผดิ เกย่ี วกบั ยาเสพตดิ พ.ศ. ๒๕๓๔
มาตรา ๗ ดงั ทศี่ าลอุทธรณแ์ ผนกคดียาเสพติดไดพ้ พิ ากษาไวข้ า้ งต้น

คำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๑๐๘๙/๒๕๕๙ นี้ ยงั คงเดนิ ตามแนว คำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๑๐๕๒๑/๒๕๕๔
และท่ี ๑๑๑๖๖/๒๕๕๔ ที่ศาลฎีกาได้คำนวณหาปริมาณสารบริสุทธิ์เมทแอมเฟตามีนของกลาง

ทจ่ี ำเลยจำหนา่ ยดว้ ยการคำนวณของศาลฎกี าเอง โดยคำนวณเทยี บกบั ปรมิ าณสารบรสิ ทุ ธเ์ิ มทแอมเฟตามนี
ของกลางท่ีจำเลยมีไว้ในครอบครองเพ่ือจำหน่ายตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ดังน้ันผู้เขียน จึงเห็นว่า
หากพนักงานอัยการ มีความจำเป็นต้องยื่นฟ้องผู้ต้องหาโดยไม่อาจรอผลการสอบสวนหาปริมาณสาร
บริสุทธ์ิยาเสพติดของกลางในส่วนท่ีผู้ต้องหาจำหน่าย รวมถึงไม่มีประเด็นการโต้แย้งรายงานผล

การตรวจพิสูจน์ยาเสพติดของกลางท่ีผู้ต้องหามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วยแล้ว คำพิพากษา

ศาลฎีกาฉบับนี้ น่าจะเป็นแนวทางท่ีพนักงานอัยการได้นำมาปรับใช้ในการคำนวณหาปริมาณ

สารบรสิ ทุ ธขิ์ องยาเสพตดิ และบรรยายฟอ้ งความผดิ ตามพระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
เพือ่ ให้ศาลพิพากษาลงโทษผ้กู ระทำความผดิ ในแตล่ ะการกระทำไดต้ รงตามทกี่ ฎหมายบัญญัติไว้ต่อไป



อาคม เจตะผลนิ




๑ พระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคหนง่ึ “ผใู้ ดจำหนา่ ยหรอื มไี วใ้ นครอบครองเพอื่ จำหนา่ ยซง่ึ ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ

ในประเภท ๑ โดยไมไ่ ดร้ บั อนญุ าตและมปี รมิ าณคำนวณเปน็ สารบรสิ ทุ ธ์ิ หรอื มจี ำนวนหนว่ ยการใช้ หรอื มนี ำ้ หนกั สทุ ธไิ มถ่ งึ ปรมิ าณทก่ี ำหนด
ตามมาตรา ๑๕ วรรคสาม ตอ้ งระวางโทษจำคกุ ตงั้ แตส่ ปี่ ถี งึ สบิ หา้ ปี หรอื ปรบั ตงั้ แตแ่ ปดหมนื่ บาทถงึ สามแสนบาท หรอื ทง้ั จำทง้ั ปรบั ”


๒ พระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคสอง “ถา้ ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษตามวรรคหนง่ึ มปี รมิ าณคำนวณเปน็ สารบรสิ ทุ ธ
์ิ
ตงั้ แตป่ รมิ าณทก่ี ำหนดตามมาตรา ๑๕ วรรคสาม แตไ่ มเ่ กนิ ยสี่ บิ กรมั ตอ้ งระวางโทษจำคกุ ตง้ั แตส่ ปี่ ถี งึ จำคกุ ตลอดชวี ติ และปรบั ตงั้ แต ่

สแี่ สนบาทถงึ หา้ ลา้ นบาท”





134 คำพิพากษาศาลฎีกา

คำพพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ

136 คำพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ

คำพพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ.๑๐๓๗/๒๕๕๘

พระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนญู ว่าดว้ ยการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ พ.ศ. ๒๕๔๒

(มาตรา ๑๙ (๓), ๙๑, ๙๒)

คำส่ังผู้บังคับบัญชาที่ส่ังลงโทษปลดออก หรือไล่ออก กรณีที่ข้าราชการพลเรือนกระทำผิด
วินัยร้ายแรงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน และเป็นคำสั่ง


ทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙


ซ่ึงการพิจารณาถึงความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง น้ัน ต้องพิจารณาทั้งรูปแบบ

ข้ันตอน และวิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายบัญญัติในการออกคำส่ังทางปกครอง


ตลอดจนต้องพิจารณาถึงเนื้อหาของคำสั่งทางปกครองว่าเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจภายในขอบเขต


แห่งเจตนารมณ์ของกฎหมายท่ีให้อำนาจออกคำสั่งทางปกครองหรือไม่ เม่ือข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติว่าการกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นความผิดวินัย
ฐานทุจริตต่อหน้าท่ีราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบของ
ทางราชการ มตคิ ณะรฐั มนตรี หรอื นโยบายของรฐั บาลอนั เปน็ เหตใุ หเ้ สยี หายแกร่ าชการอยา่ งรา้ ยแรง
ฐานรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชาอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และฐานเป็น


ผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕


มาตรา ๘๒ วรรคสาม มาตรา ๘๕ วรรคสอง มาตรา ๙๐ วรรคสอง และมาตรา ๙๘ วรรคสอง

จึงเป็นกรณีท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงและช้ีมูลว่าผู้ฟ้องคดีกระทำความผิดฐาน
ทุจริตต่อหน้าท่ีราชการ อันเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าท่ีของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต


พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๙ (๓) เมอื่ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไดส้ ง่ รายงานการไตส่ วนขอ้ เทจ็ จรงิ
และเอกสารประกอบพร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคด ี


เพอื่ พจิ ารณาโทษทางวนิ ยั แกผ่ ฟู้ อ้ งคดใี นความผดิ ฐานทจุ รติ ตอ่ หนา้ ทร่ี าชการตามมาตรา ๙๒ วรรคหนง่ึ
แหง่ พระราชบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว บญั ญตั วิ า่ ใหถ้ อื วา่ รายงานเอกสารและความเหน็ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ
ขา้ ราชการพลเรอื น โดยผถู้ กู ฟอ้ งคดไี มต่ อ้ งแตง่ ตง้ั คณะกรรมการสอบสวนทางวนิ ยั อกี สว่ นความผดิ
ทางวินัยฐานอื่น ได้แก่ ฐานปฏิบัติหน้าท่ีราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของ


ทางราชการ มตคิ ณะรฐั มนตรี หรอื นโยบายของรฐั บาล อนั เปน็ เหตใุ หเ้ สยี หายแกร่ าชการอยา่ งรา้ ยแรง
ฐานรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชาอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และฐานเป็น


ผู้ประพฤติช่ัวอย่างร้ายแรง เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจหน้าท
่ี

ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดีในความผิดฐานดังกล่าว การท


คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดีในความผิดฐานอื่น
จึงเป็นการกระทำท่ีไม่มีอำนาจตามกฎหมาย มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ท่ีช้ีมูลความผิด

ทางวินัยผู้ฟ้องคดีในความผิดฐานอื่น จึงไม่ผูกพันผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดี
และผู้ถูกฟ้องคดีจะถือเอารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
มาเป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ

อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
137

ข้าราชการพลเรือนตามมาตรา ๙๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
การปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ไมไ่ ด้ ผู้ถกู ฟอ้ งคดจี งึ ตอ้ งแต่งตง้ั คณะกรรมการ
ขน้ึ ทำการสอบสวนผ้ฟู ้องคดตี ามทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ช. มมี ติวา่ กระทำความผิดฐานปฏิบตั ิหนา้ ท่ี
ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบาย
ของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ฐานรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา

อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงและฐานเป็นผู้ประพฤติช่ัวอย่างร้ายแรง เพื่อให้


ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบข้อกล่าวหาและได้มีโอกาสชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา
ตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๐๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ
ขา้ ราชการพลเรอื น พ.ศ. ๒๕๓๕ ประกอบกบั กฎ ก.พ. ฉบบั ที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความใน
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา

ซึง่ ใชบ้ งั คบั ในขณะเกดิ เหต

{
___________________________

นายสมปอง คงศริ ิ ผฟู้ ้องคด

ระหว่าง
อธบิ ดกี รมทด่ี นิ ผู้ถูกฟอ้ งคดี


ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีขณะดำรงตำแหน่งนายช่างรังวัด ๕ สำนักงานที่ดินจังหวัด
ปทุมธานี สาขาธัญบุรี ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำส่ังท่ี ๑๔๖๖/๒๕๓๖ ลงวันท่ี ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๖

ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับการเดินสำรวจ ฝ่ายรังวัดกองกำกับการเดินสำรวจออกโฉนดท่ีดิน
จงั หวัดเชยี งราย ผ้ฟู อ้ งคดไี ดเ้ ดนิ ทางไปปฏบิ ตั งิ านเมอื่ วันท่ี ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๓๖ ตอ่ จากนายมนตรี
จุฑารัตน์ ผู้ช่วยผู้กำกับการเดินสำรวจฝ่ายรังวัด กองกำกับการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน จังหวัด
เชียงราย คนก่อน ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจแผนที่ภูมิประเทศ มาตราส่วน ๑ : ๕๐,๐๐๐ พบว่า ที่ดิน

ท่นี ำเดินสำรวจ ๒๔ แปลง ท่ีต้งั อยู่ในระวางแผนทีต่ ามรปู ถ่ายทางอากาศ หมายเลข ๔๙๔๙ II ๐๐๓๐
หมายเลข ๔๙๔๙ II ๐๒๓๐ หมายเลข ๔๙๔๙ II ๐๒๓๒ หมายเลข ๔๙๔๙ II ๐๔๓๐ และ

หมายเลข ๔๙๔๙ II ๐๔๓๒ โดยบริเวณด้านเหนือของค่าพิกดั ในระวางดังกล่าว เปน็ พนื้ ทท่ี อี่ ยใู่ กลก้ บั
พ้ืนท่ีทรี่ ะบวุ า่ “เวียงหนอง” สภาพในระวางเหมอื นมีนำ้ ท่วมขงั ผฟู้ ้องคดจี ึงนำเรอ่ื งดังกลา่ วไปปรึกษา
กับนายสมชาย ไชยศรี ผู้ช่วยผู้กำกับการเดินสำรวจ ฝ่ายสอบสวนสิทธิ และนายชัชชัย สุรดินทร

ผู้กำกับการเดินสำรวจ จากการปรึกษาได้ข้อสรุปว่า ควรจะต้องทำการตรวจสอบสภาพท่ีดินดังกล่าว
เพอ่ื ใหไ้ ดข้ อ้ เทจ็ จรงิ แนช่ ดั กอ่ นวา่ เปน็ ทดี่ นิ ทอ่ี ยใู่ นหลกั เกณฑท์ จี่ ะออกโฉนดทดี่ นิ ไดต้ ามกฎหมายหรอื ไม่
นายชชั ชยั ไดม้ หี นงั สอื ที่ มท ๐๖๒๕/๓๖๕ ลงวนั ที่ ๑๗ สงิ หาคม ๒๕๓๖ สอบถามหนว่ ยศลิ ปากรท่ี ๔
เชยี งแสนเกย่ี วกบั เขตทด่ี นิ โบราณสถานและมหี นงั สอื ท่ี มท ๐๖๒๕/๓๗๙ ลงวนั ที่ ๒๓ สงิ หาคม ๒๕๓๖
สอบตามอำเภอแม่จนั เก่ียวกับเขตทด่ี ินสาธารณประโยชน์ซงึ่ หนว่ ยศิลปากรที่ ๔ เชียงแสน ได้มีหนังสือ
ที่ ศธ ๐๗๐๗.๐๔/๑๔๒ ลงวนั ท่ี ๑๗ สงิ หาคม ๒๕๓๖ ชแ้ี จงวา่ ทดี่ นิ ทส่ี อบถามไมอ่ ยใู่ นเขตโบราณสถาน
และอำเภอแม่จันไดม้ ีหนังสือที่ ชร ๐๘๒๐/๓๐๘๐ ลงวันท่ี ๒๗ สงิ หาคม ๒๕๓๖ ชีแ้ จงว่า ท่ดี ินบรเิ วณ

138 คำพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ

ท่ีขอให้ตรวจสอบไม่เป็นท่ีสาธารณประโยชน์ และทางราชการไม่เคยขึ้นทะเบียนสงวนหวงห้ามไว้

แต่เนื่องจากหนังสือดังกล่าวปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง ๕) เป็นผู้ลงชื่อรักษาราชการแทน

นายอำเภอแมจ่ นั ประกอบกบั อำเภอแมจ่ นั ไดข้ อระวางแผนทรี่ ปู ถา่ ยทางอากาศไปตรวจสอบใหมอ่ กี ครง้ั
ต่อมา อำเภอแมจ่ นั กไ็ ดม้ หี นังสอื ท่ี ชร ๐๘๒๐/๓๓๔๒ ลงวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๓๖ ยืนยนั วา่ ท่ีดนิ
ดงั กลา่ วไมเ่ ปน็ ทสี่ าธารณประโยชนแ์ ละทางราชการไมเ่ คยสงวนหวงหา้ มไว้ แตจ่ ากการตรวจสอบ พบวา่
ในระวางแผนท่ีรูปถ่ายทางอากาศที่ใช้ในการเดินสำรวจออกโฉนดท่ีดินดังกล่าวมีลวดลายในระวาง

ไม่ชดั เจน ซึ่งจะต้องตรวจสอบสภาพพน้ื ทแี่ ละสอบสวนเพมิ่ เติมก่อนทเี่ จา้ พนกั งานที่ดนิ จงั หวดั เชยี งราย
สาขาแมจ่ นั จะแจกโฉนดทดี่ นิ กองกำกบั การเดนิ ออกโฉนดทด่ี นิ เปน็ ทล่ี มุ่ นำ้ ทว่ มถงึ ตามธรรมชาตไิ ม่อย ่

ในหลักเกณฑ์ที่จะขอออกโฉนดท่ีดินได้ โดยไม่ออกตรวจสอบพ้ืนท่ีจริง เพียงแต่สอบถามอำเภอแม่จัน
และหนว่ ยศลิ ปากรที่ ๔ เชยี งแสน แลว้ ลงชอื่ ตรวจเรอื่ งเสนอผบู้ งั คบั บญั ชา จนเปน็ เหตใุ หม้ กี ารออกโฉนทด่ี นิ
ดังกล่าวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงมีมูลความผิดทางวินัย ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ

ฐานปฏิบัติหน้าท่ีราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี
หรอื นโยบายของรฐั บาล อนั เปน็ เหตใุ หเ้ สยี หายแกร่ าชการอยา่ งรา้ ยแรง ฐานรายงานเทจ็ ตอ่ ผบู้ งั คบั บญั ชา
อนั เปน็ เหตใุ หเ้ สยี หายแกร่ าชการอยา่ งรา้ ยแรง และฐานเปน็ ผปู้ ระพฤตชิ ว่ั อยา่ งรา้ ยแรง ตามพระราชบญั ญตั ิ
ระเบยี บขา้ ราชการพลเรอื น พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๘๒ วรรคสาม มาตรา ๘๕ วรรคสอง มาตรา ๙๐ วรรคสอง
และมาตรา ๙๘ วรรคสอง และ อ.ก.พ. กรมทดี่ นิ ในการประชมุ ครง้ั ท่ี ๕/๒๕๔๗ เมอื่ วนั ที่ ๔ มถิ นุ ายน ๒๕๔๗
ได้มีมติให้ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ตามฐานความผิดท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติ

ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีคำส่ังที่ ๑๕๖๗/๒๕๔๗ ลงวันท่ี ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๗ ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจาก
ราชการตามฐานความผิดดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงมีหนังสือ

ลงวันท่ี ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๗ อทุ ธรณ์คำส่งั ดังกล่าวตอ่ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน แตไ่ มไ่ ด้รับ
แจ้งผลการพจิ ารณาอทุ ธรณ์ จึงนำคดีมาฟอ้ งตอ่ ศาลปกครองชั้นต้น ต่อมาในระหวา่ งการพจิ ารณาของ
ศาลปกครองช้ันต้น สำนักงาน ก.พ. ได้มีหนังสือลงวันท่ี ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๙ แจ้งผลการพิจารณา
อทุ ธรณว์ า่ ก.พ. ไดพ้ จิ ารณาอทุ ธรณข์ องผฟู้ อ้ งคดแี ลว้ เสนอนายกรฐั มนตรสี ง่ั การ ซง่ึ รองนายกรฐั มนตรี
(นายสุวัจน์ ลปิ ตพลั ลภ) สัง่ และปฏิบตั ิราชการแทนนายกรัฐมนตรไี ด้พจิ ารณาแล้วมคี ำส่งั ให้ยกอุทธรณ์

ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกรมท่ีดิน ท่ี ๑๕๖๗/๒๕๔๗ ลงวันท่ี ๑๔
มิถุนายน ๒๕๔๗ ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยให้มีผลย้อนหลังต้ังแต่วันที่คำส่ังดังกล่าว

มผี ลบงั คบั และใหผ้ มู้ อี ำนาจตามกฎหมายดำเนนิ การเพอื่ ใหผ้ ฟู้ อ้ งคดกี ลบั เขา้ รบั ราชการภายในสามสบิ วนั
นับแต่วันที่คดีถึงท่ีสุด โดยคืนสิทธิให้ผู้ฟ้องคดีตามท่ีกฎหมายและระเบียบกำหนดไว้ ทั้งนี้ ภายใน

หกสิบวันนบั แต่วันทผ่ี ู้ฟอ้ งคดกี ลับเข้ารับราชการ

ผู้ถูกฟ้องคดี อุทธรณ์ ขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครอง
ชั้นต้น เปน็ ให้ยกฟ้อง

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามคำอุทธรณ์ของ

ผู้ถูกฟ้องคดีว่า คำส่ังของผู้ถูกฟ้องคดี ท่ี ๑๕๖๗/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๗ ที่ลงโทษไล

ผ้ฟู ้องคดีออกจากราชการ เป็นคำส่ังทีช่ อบด้วยกฎหมายหรือไม


อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
139

คดมี ปี ระเดน็ ตอ้ งพจิ ารณากอ่ นวา่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอี ำนาจหนา้ ทใ่ี นการไตส่ วนขอ้ เทจ็ จรงิ
และช้ีมูลความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดี หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ซงึ่ ใชบ้ งั คบั ในขณะเกดิ เหตุ มาตรา ๓๐๑ วรรคหนง่ึ บญั ญตั วิ า่ คณะกรรมการปอ้ งกนั
และปราบปรามการทุจรติ แห่งชาติมีอำนาจหนา้ ทด่ี ังตอ่ ไปน้ี (๑) ... (๓) ไตส่ วนและวนิ จิ ฉัยว่าเจา้ หน้าที่
ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่
ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เพ่ือดำเนินการต่อไปตามกฎหมายประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า
ดว้ ยการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๙ บญั ญตั ิว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.
มีอำนาจหน้าที่ดังกล่าวต่อไปนี้ (๑) ... (๓) ไต่สวนและวินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ
กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าท่ีราชการหรือความผิด

ต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม มาตรา ๘๘ บัญญัติว่าเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับคำกล่าวหา
เจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๘๔ หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้ใดกระทำความผิดฐาน
ทุจริตต่อหน้าท่ี กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าท
ี่
ในการยุตธิ รรม ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามหมวด ๔ การไต่สวนขอ้ เทจ็ จรงิ มาตรา ๙๑
บญั ญตั วิ า่ เมอื่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไตส่ วนขอ้ เทจ็ จรงิ แลว้ มมี ตวิ า่ ขอ้ กลา่ วหาใดไมม่ มี ลู ใหข้ อ้ กลา่ วหานน้ั
เป็นอันตกไป ข้อกล่าวหาใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ามีมูลความผิด ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

(๑) ถา้ มีมลู ความผดิ ทางวินัยให้ดำเนนิ การตามมาตรา ๙๒ (๒) ถ้ามลู ความผิดทางอาญาใหด้ ำเนินการ
ตามมาตรา ๙๗ และมาตรา ๙๒ วรรคหนง่ึ บญั ญตั วิ า่ ในกรณมี มี ลู ความผดิ ทางวนิ ยั เมอื่ คณะกรรมการ ป.ป.ช.
ได้พิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดแล้วมีมติว่า ผู้ถูกกล่าวหาผู้ใดได้กระทำผิดวินัย

ให้ประธานกรรมการส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมท้ังความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาหรือ

ผู้มีอำนาจแต่งต้ังถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาผู้น้ัน เพ่ือพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดท่ี

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก ในการพิจารณาโทษ
ทางวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหา ให้ถือว่ารายงานเอกสารและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามกฎหมายหรือระเบียบหรือ

ขอ้ บงั คบั วา่ ดว้ ยการบรหิ ารงานบคุ คลของผถู้ กู กลา่ วหานนั้ ๆ แลว้ แตก่ รณี เมอ่ื พจิ ารณาบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว
ข้างต้นแล้ว เห็นได้ว่า ข้อกล่าวหาท่ีอยู่ในอำนาจไต่สวนและพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

หมายถึงเฉพาะข้อกล่าวหาที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิด

ต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าท่ีในการยุติธรรมเท่านั้น และโดยที่
ประมวลกฎหมายอาญาไดบ้ ญั ญตั ถิ ึงองคป์ ระกอบและโทษเกี่ยวกับความผิดตอ่ ตำแหน่งหน้าท่ีราชการ

ไวใ้ น ภาค ๒ ลักษณะ ๒ หมวด ๒ มาตรา ๑๔๗ ถึงมาตรา ๑๖๖ และได้บัญญัตถิ ึงองคป์ ระกอบและ
โทษเก่ียวกับความผิดต่อตำแหน่งหน้าท่ีในการยุติธรรมไว้ใน ลักษณะ ๓ หมวด ๒ มาตรา ๒๐๐

ถึงมาตรา ๒๐๕ ดังนั้น ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดต่อตำแหน่งหน้าท ี่

ในการยตุ ธิ รรม จงึ เปน็ มลู ความผดิ ทางอาญา สว่ นความผดิ ฐานทจุ รติ ตอ่ หนา้ ที่ ถอื เปน็ มลู ความผดิ ทางวนิ ยั
นอกจากสามกรณีดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริง ดังน้ัน
คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีอำนาจหน้าท่ีในการไต่สวนข้อเท็จจริงและช้ีมูลความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดี

140 คำพพิ ากษาศาลปกครองสูงสุด

เฉพาะความผิดฐานทุจรติ ต่อหนา้ ทีร่ าชการ

คดีมีประเด็นต้องพิจารณาต่อมาว่า คำส่ังของผู้ถูกฟ้องคดี ท่ี ๑๕๖๗/๒๕๔๗ ลงวันท่ี ๑๔
มิถุนายน ๒๕๔๗ ท่ีลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
พเิ คราะหแ์ ล้วเห็นวา่ พระราชบญั ญัตริ ะเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึง่ ใช้บงั คับในขณะนั้น
มาตรา ๘๒ วรรคสาม บัญญัติว่า การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ีราชการโดยมิชอบ เพ่ือให้
ตนเองหรอื ผอู้ น่ื ไดป้ ระโยชนท์ ม่ี คิ วรได้ เปน็ การทจุ รติ ตอ่ หนา้ ทร่ี าชการและเปน็ ความผดิ วนิ ยั อยา่ งรา้ ยแรง
มาตรา ๘๕ วรรคสอง บญั ญตั ิวา่ การปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไมป่ ฏบิ ัติตามกฎหมาย ระเบียบของ
ทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงมาตรา ๙๐ วรรคสอง บัญญัติว่า การรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา

อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง มาตรา ๙๘ วรรคสอง
บญั ญตั วิ า่ การกระทำความผดิ อาญาจนไดร้ บั โทษจำคกุ หรอื โทษทห่ี นกั กวา่ จำคกุ โดยคำพพิ ากษาถงึ ทส่ี ดุ
ให้จำคกุ หรือให้รบั โทษที่หนกั กว่าจำคุก เว้นแตเ่ ป็นโทษสำหรบั ความผิดทไี่ ดก้ ระทำโดยประมาท หรอื
ความผิดลหุโทษ หรือกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติช่ัวอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัย
อย่างร้ายแรง มาตรา ๑๐๒ วรรคหนึ่ง บัญญตั วิ ่า การดำเนินการทางวินยั แกข่ ้าราชการพลเรอื นสามัญ
ซ่ึงมีกรณีอันมีมูลท่ีควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ให้สอบสวนเพ่ือให้ได้ความจริงและยุติธรรม

โดยไมช่ ักช้า วรรคสอง บัญญตั ิวา่ การดำเนนิ การตามวรรคหน่งึ ถ้าเปน็ กรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวนิ ัย
อยา่ งไมร่ า้ ยแรง ให้ดำเนินการตามวิธกี ารทีผ่ ูบ้ ังคับบญั ชาเหน็ สมควร ถา้ เป็นกรณกี ล่าวหาวา่ กระทำผิด
วนิ ยั อยา่ งรา้ ยแรง ใหแ้ ตง่ ตงั้ คณะกรรมการขนึ้ ทำการสอบสวน และในการสอบสวนนตี้ อ้ งแจง้ ขอ้ กลา่ วหา
และสรุปพยานหลักฐานท่ีสนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าท่ีมีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยจะระบุหรือไม่ระบุช่ือ
พยานก็ได้ ท้ังน้ี เพ่ือให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาเม่ือดำเนินการแล้ว ถ้าฟังได้ว่า

ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัย ก็ให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๐๓ หรือมาตรา ๑๐๔ แล้วแต่กรณี

ถ้ายังฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย จึงจะยุติเร่ืองได้ มาตรา ๑๐๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า
ขา้ ราชการพลเรอื นสามญั ผใู้ ดกระทำผดิ วนิ ยั อยา่ งรา้ ยแรง ใหผ้ บู้ งั คบั บญั ชาสงั่ ลงโทษปลดออกหรอื ไลอ่ อก
ตามความร้ายแรงแห่งกรณีถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อน จะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได ้

แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
มาตรา ๕ ได้ให้คำนิยาม คำส่ังทางปกครองหมายความว่า (๑) การใช้อำนาจตามกฎหมายของ

เจ้าหน้าที่ท่ีมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ข้ึนระหว่างบุคคล ในอันท่ีจะก่อ เปล่ียนแปลง โอน สงวน
ระงับ หรอื มผี ลกระทบตอ่ สถานภาพของสิทธหิ รอื หน้าทข่ี องบคุ คลไม่วา่ จะเป็นการถาวรหรอื ชัว่ คราว...
จากบทบญั ญัตดิ ังกล่าวข้างต้น เห็นไดว้ า่ คำสั่งผบู้ ังคับบญั ชาทีส่ ัง่ ลงโทษปลดออก หรอื ไล่ออก กรณที ี่
ข้าราชการพลเรือนกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ
ข้าราชการพลเรือน และเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ
ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ซ่ึงการพิจารณาถึงความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง นั้น

ต้องพิจารณาทั้งรูปแบบ ข้ันตอน และวิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามท่ีกฎหมายบัญญัติในการออก

คำส่ังทางปกครอง ตลอดจนต้องพิจารณาถึงเน้ือหาของคำสั่งทางปกครองว่าเจ้าหน้าท่ีใช้ดุลพินิจ
ภายในขอบเขตแห่งเจตนารมณ์ของกฎหมายท่ีให้อำนาจออกคำสั่งทางปกครองหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริง

อัยการนเิ ทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
141

รับฟังได้ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติว่าการกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็น

ความผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าท่ีราชการฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
ระเบียบของทางราชการ มตคิ ณะรฐั มนตรี หรอื นโยบายของรัฐบาล อนั เปน็ เหตใุ หเ้ สียหายแก่ราชการ
อย่างร้ายแรง ฐานรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง

และฐานเปน็ ผปู้ ระพฤติชั่วอย่างรา้ ยแรง ตามพระราชบญั ญตั ริ ะเบียบขา้ ราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕
มาตรา ๘๒ วรรคสาม มาตรา ๘๕ วรรคสอง มาตรา ๙๐ วรรคสอง และมาตรา ๙๘ วรรคสอง จึงเป็น
กรณีท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลว่าผู้ฟ้องคดีกระทำความผิดฐานทุจริต

ต่อหน้าท่ีราชการ อันเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ตามพระราช
บญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา่ ด้วยการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๙ (๓)
เม่ือประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและเอกสารประกอบพร้อมทั้ง
ความเห็นไปยังผู้ถูกฟ้องคดี ซ่ึงเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดี เพ่ือพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดี
ในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการตามมาตรา ๙๒ วรรคหน่ึง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
บญั ญตั วิ ่า ใหถ้ ือวา่ รายงานเอกสารและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปน็ สำนวนการสอบสวน
ทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน

โดยผู้ถูกฟ้องคดีไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอีกส่วนความผิดทางวินัยฐานอื่น ได้แก่
ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี
หรอื นโยบายของรฐั บาล อนั เปน็ เหตใุ หเ้ สยี หายแกร่ าชการอยา่ งรา้ ยแรง ฐานรายงานเทจ็ ตอ่ ผบู้ งั คบั บญั ชา
อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และฐานเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงเม่ือได้วินิจฉัย
แล้วว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจหน้าท่ีในการไต่สวนข้อเท็จจริงและช้ีมูลความผิดทางวินัย

ผฟู้ อ้ งคดใี นความผดิ ฐานดงั กลา่ ว การทคี่ ณะกรรมการ ป.ป.ช. ไตส่ วนขอ้ เทจ็ จรงิ และชมี้ ลู ความผดิ ทางวนิ ยั
ผฟู้ อ้ งคดใี นความผดิ ฐานอนื่ จงึ เปน็ การกระทำทไี่ มม่ อี ำนาจตามกฎหมาย มตขิ องคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ที่ชี้มูลความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดีในความผิดฐานอ่ืน จึงไม่ผูกพันผู้ถูกฟ้องคดีซ่ึงเป็นผู้บังคับบัญชา

ของผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีจะถือเอารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและความเห็นของ

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มาเป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย

ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนตามมาตรา ๙๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ได้ ผู้ถูกฟ้องคด

จึงต้องแต่งต้ังคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนผู้ฟ้องคดีตามท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ากระทำ
ความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ

มตคิ ณะรฐั มนตรี หรอื นโยบายของรฐั บาล อนั เปน็ เหตใุ หเ้ สยี หายแกร่ าชการอยา่ งรา้ ยแรง ฐานรายงานเทจ็
ตอ่ ผบู้ งั คบั บญั ชา อนั เปน็ เหตใุ หเ้ สยี หายแกร่ าชการอยา่ งรา้ ยแรง และฐานเปน็ ผปู้ ระพฤตชิ วั่ อยา่ งรา้ ยแรง
เพอ่ื ใหผ้ ฟู้ อ้ งคดซี งึ่ เปน็ ผถู้ กู กลา่ วหาไดร้ บั ทราบขอ้ กลา่ วหาและไดม้ โี อกาสชแี้ จงและนำสบื แกข้ อ้ กลา่ วหา
ตามขั้นตอนและวิธีการท่ีกำหนดไว้ในมาตรา ๑๐๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ

ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ประกอบกับกฎ ก.พ. ฉบับท่ี ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความใน
พระราชบญั ญตั ิระเบียบขา้ ราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ วา่ ดว้ ยการสอบสวนพจิ ารณา ซง่ึ ใชบ้ ังคับใน
ขณะเกดิ เหตุ เมอ่ื ขอ้ เทจ็ จรงิ ปรากฏวา่ ผฟู้ อ้ งคดไี ดม้ คี ำสงั่ ที่ ๑๕๖๗/๒๕๔๗ ลงวนั ท่ี ๑๔ มถิ นุ ายน ๒๕๔๗

142 คำพพิ ากษาศาลปกครองสงู สุด


Click to View FlipBook Version