เมอื่ พระราชบญั ญตั สิ ภาครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ใหย้ กเลกิ พระราชบญั ญตั คิ รู พ.ศ. ๒๔๘๘
และใหม้ คี ณะกรรมการสง่ เสรมิ สวัสดิการและสวสั ดิภาพครูและบคุ ลากรทางการศึกษา เพ่อื ใหม้ ีอำนาจ
ดำเนินงานและบริหารจัดการองค์กรจัดหาผลประโยชน์ให้แก่องค์การค้าของจำเลยที่โจทก์สังกัดอยู่
ตามมาตรา ๖๒ ถงึ มาตรา ๗๔ ประกอบกบั มาตรา ๘๐ ถงึ มาตรา ๙๐ ดังนั้น คณะกรรมการอำนวย
การคุรุสภาจึงสิ้นสภาพไปโดยผลของกฎหมายดังกล่าวแล้ว เม่ือมติคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา
มิใช่คำส่ัง ประกาศ หรือระเบียบท่ีมีสภาพบังคับให้ปฏิบัติตามโดยไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ จำเลย
หรือคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ของจำเลย จึงหาต้องผูกพันกับมติท่ีส้ินสภาพไปโดยผลของกฎหมาย
ดังกล่าวแล้วไม่ เพราะหากบังคับใช้พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๖
โดยพระราชบญั ญตั นิ ้ีใหย้ กเลกิ พระราชบญั ญัตคิ รู พ.ศ. ๒๔๘๘ ไปแล้ว แต่จำเลยหรอื คณะกรรมการท่ี
จัดตั้งขึ้นและมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖
ยังต้องผูกพันต่อมติของคณะกรรมการท่ีจัดตั้งข้ึนตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ. ๒๔๘๘ ท่ีถูกยกเลิกไป
แลว้ น้นั ย่อมทำใหพ้ ระราชบัญญัตสิ ภาครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ท่ีไดก้ ำหนดอำนาจ
หน้าท่ีของคณะกรรมการต่าง ๆ ไว้ย่อมไม่มีผลใช้บังคับ ซึ่งคณะกรรมการที่จัดต้ังข้ึนตามพระราช
บัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ก็ได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสภาครู
และบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ออกขอ้ บงั คบั ตา่ ง ๆ และขอ้ บงั คบั นน้ั กห็ าไดถ้ กู ยกเลกิ เพกิ ถอน
แต่อย่างใดไม่ การใช้อำนาจของคณะกรรมการที่จัดต้ังข้ึน จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายทุกประการ
ประกอบกับมาตรา ๙๐ บัญญัติให้เพียงนำคำส่ัง ประกาศหรือระเบียบท่ีออกตามพระราชบัญญัติครู
พ.ศ. ๒๔๘๘ ที่ไมข่ ดั หรอื แยง้ กับพระราชบญั ญตั ิสภาครูฯ พ.ศ. ๒๕๔๖ มาใชบ้ ังคับโดยอนุโลมเท่านนั้
แตม่ าตรา ๙๐ นี้ มิได้ให้นำมตขิ องคณะกรรมการอำนวยการครุ ุสภาตา่ ง ๆ มาใช้ด้วยแตอ่ ย่างใด ดังน้ัน
มติคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาคร้ังท่ี ๑๕/๒๕๓๗ จึงย่อมไม่ผูกพันคณะกรรมการของจำเลยและ
คณะกรรมการขององคก์ ารคา้ ของจำเลย
ข้อ ๔. ประเด็นเร่ืองอายุความ ผู้เขียนเห็นว่า การท่ีโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยปรับค่าจ้างตามมติ
คณะรัฐมนตรีท้ังสามครั้งและให้จ่ายค่าจ้างท่ีค้างชำระน้ัน เงินท่ีโจทก์เรียกร้องเป็นท่ีแจ้งชัดแล้วว่าเป็น
ค่าจ้างเพราะโจทก์เรียกร้องให้ปรับอัตราค่าจ้าง เงินนั้นจึงมีสภาพเป็นค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน
และตามความในมาตรา ๕ แหง่ พระราชบญั ญตั คิ ุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ แลว้ การท่ีจะพิจารณา
ว่าเงนิ ทโ่ี จทกฟ์ อ้ งเรยี กรอ้ งเป็นคา่ จา้ งหรือไมน่ ้ัน มไิ ดพ้ จิ ารณาจากเงอื่ นไขทว่ี ่าจำเลยปรับเงินค่าจา้ งน้ัน
ให้โจทก์แล้วหรือไม่ หากยังไม่ปรับให้ เงินน้ันยังไม่มีสภาพเป็นค่าจ้าง หรือ หากปรับให้ เงินนั้นจึงมี
สภาพเปน็ คา่ จา้ งหาได้ไม่ เพราะหากเป็นเช่นน้ันประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔
(๘) (๙) ที่กำหนดอายุความไว้ ๒ ปี กค็ งมอิ าจใช้บังคับกบั กรณีที่นายจ้างค้างจ่ายหรือไม่จา่ ย หรอื ไมค่ ดิ
ค่าล่วงเวลา, ค่าจ้างในวันลา, ค่าทำงานในวันหยุด หรือ ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ให้ถูกต้องครบถ้วนได้
ซ่ึงบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๘) (๙) คงมิได้มุ่งหมาย
ให้เกิดการตีความเรื่องอายุความฟ้องร้องไปเช่นน้ัน ประกอบกับคำวินิจฉัยดังกล่าวยังมิได้อธิบาย
ให้เห็นว่าเงินนั้นมีสภาพเป็นเงินประเภทใดในอันที่จะไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับอายุความ ๒ ปี ตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๘) (๙) คงวินิจฉัยไว้แต่เพียงว่าเงินน้ันยังไม่มี
สภาพเปน็ คา่ จา้ งเทา่ นั้น
อยั การนิเทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
43
อยา่ งไรกต็ ามในคำวนิ จิ ฉยั ดงั กลา่ วไดร้ ะบใุ หจ้ ำเลยจา่ ยคา่ จา้ งทย่ี งั จา่ ยไมค่ รบ จงึ เทา่ กบั ยอมรบั วา่
เงินท่ีโจทก์ฟ้อง มีสภาพเป็นค่าจ้างแล้วแต่ต้น อันเป็นหน้ีเงินที่คิดดอกเบี้ยได้ในระหว่างผิดนัดตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ และให้คิดดอกเบ้ียจากเงินนั้นได้ แต่เมื่อศาลเห็นว่า
เงินนั้นยังไม่มีสภาพเป็นค่าจ้างและเป็นหนี้เงินแล้ว จึงมีประเด็นเกิดข้ึนว่าเงินนั้นมีสภาพเป็นเงิน
ประเภทใด ซึ่งผเู้ ขยี นเห็นวา่ เงนิ นนั้ ก็คือค่าจา้ งและมสี ภาพเปน็ คา่ จ้างมาแตแ่ รกแล้ว
ผาติชนม์ สวุ รรณมนตร
ี
44 คำพิพากษาศาลฎกี า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๑๙/๒๕๕๘
พ.ร.บ. ยาเสพตดิ ให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ (มาตรา ๕๗, ๙๒ วรรคหน่ึง)
พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ (มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหน่งึ , ๑๕๗/๑ วรรคสอง)
พระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนง่ึ บญั ญตั วิ า่ “หา้ มมใิ ห
้
ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิต
และประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุท่ีออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ท้ังน้ี ตามที่อธิบดีกำหนดโดย
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา” ซึ่งคำว่า “ทั้งนี้” ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
ให้ความหมายไว้ว่า ตามที่กล่าวมาน้ี ดังน้ี คำว่า ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศใน
ราชกจิ จานเุ บกษา จึงครอบคลุมถงึ เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าดว้ ยยาเสพติดให้โทษหรือ
เสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุท่ีออกฤทธ์ิต่อจิตและประสาท
ซึ่งเป็นข้อความท่ีกล่าวไว้ก่อนคำว่า ตามท่ีอธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา มิใช่
ครอบคลุมเฉพาะการเสพวัตถุที่ออกฤทธ์ิต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อ
จิตและประสาทดังท่ีโจทก์ฎีกาเท่าน้ัน เม่ืออธิบดีกรมตำรวจออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับข
่ี
เสพแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีนตามข้อกำหนดกรมตำรวจ เรื่อง กำหนดชื่อและประเภท
ของวัตถุที่ออกฤทธ์ิต่อจิตและประสาทและประเภทของรถท่ีให้เจ้าพนักงานมีอำนาจตรวจสอบ
ผูข้ ับข่ี ลงวนั ที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๗ โดยยังไม่ไดอ้ อกขอ้ กำหนดหา้ มมใิ ห้ผู้ขับข่ีเสพกัญชาซ่ึงเป็น
ยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด
ฐานผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ
วรรคหนึง่ , ๑๕๗/๑ วรรคสอง
{
___________________________
พนกั งานอยั การจังหวดั กาญจนบุรี โจทก
์
ระหวา่ ง
จำเลย
นายอุทยั ศรสี วุ รรณมาลา
โจทก์ฟ้องว่า เมอ่ื วันที่ ๑๖ สงิ หาคม ๒๕๕๕ เวลาประมาณ ๖ นาฬกิ า จำเลยเสพกัญชา อันเปน็
ยาเสพติดใหโ้ ทษในประเภท ๕ จำนวน ๑ หน่วยการใช้ น้ำหนักเทา่ ใดไมแ่ น่ชัด โดยนำกญั ชาแห้งมวน
ผสมกับบุหร่ีให้ความร้อนจุดลนเป็นควันแล้วสูดควันเข้าสู่ร่างกาย และจำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตขับ
รถยนต์ส่วนบุคคลฉบับที่ ๕๔๐๐๐๒๙๔ จากนายทะเบียนจังหวัดสุพรรณบุรี ๒ ขับรถยนต์กระบะ
หมายเลขทะเบียน ณง ๖๕๕๙ กรงุ เทพมหานคร ไปตามถนนสาธารณะบริเวณสามแยกปากทางเข้าไป
น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น หมู่ท่ี ๖ ในขณะที่เสพกัญชาเข้าสู่ร่างกายแล้ว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัต ิ
ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๕๗, ๙๒, ๙๗ พระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๔, ๔๓ ทว,ิ ๑๕๗/๑ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๒ เพ่มิ โทษจำเลยตามกฎหมาย และ
ส่ังเพิกถอนหรือพกั ใชใ้ บอนุญาตขบั ข่ีของจำเลยไมน่ อ้ ยกว่า ๖ เดอื น
จำเลยให้การรบั สารภาพ และรบั ว่าเปน็ บคุ คลเดยี วกบั จำเลยในคดที โี่ จทกข์ อใหเ้ พ่ิมโทษ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗,๙๒ วรรคหน่ึง พระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ
๑๕๗/๑ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษ
ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๑๕๗/๑ วรรคสอง
อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
45
ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๒ วรรคหน่งึ ซ่งึ เปน็ กฎหมายบททม่ี ี
โทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐จำคุก ๕ เดือน ๑๐ วัน เพ่ิมโทษก่ึงหน่ึงตาม
พระราชบญั ญัตยิ าเสพติดให้โทษพ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ เปน็ จำคุก ๗ เดือน ๓๐ วนั จำเลยใหก้ าร
รับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหน่ึงตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ เดอื น ๓๐ วนั
จำเลยอทุ ธรณ ์
ศาลอทุ ธรณแ์ ผนกคดยี าเสพตดิ พพิ ากษาแกเ้ ปน็ วา่ จำเลยมคี วามผดิ ตามพระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ
ให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗, ๙๒ วรรคหนง่ึ จำคุก ๒ เดอื น เพิ่มโทษก่ึงหนึง่ ตามพระราชบัญญตั ิ
ยาเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ เป็นจำคกุ ๓ เดอื น จำเลยใหก้ ารรบั สารภาพเป็นประโยชน์
แก่การพจิ ารณามเี หตบุ รรเทาโทษ ลดโทษให้กง่ึ หนง่ึ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก
๑ เดอื น ๑๕ วนั ใหย้ กฟอ้ งโจทกส์ ำหรบั ขอ้ หาตามพระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ
วรรคหน่ึง, ๑๕๗/๑ วรรคสอง และยกคำขอทใี่ ห้พกั ใชห้ รือเพกิ ถอนใบอนญุ าตขับขขี่ องจำเลย
โจทก์ฎกี า โดยศาลฎีกาอนญุ าตให้ฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์
ยกฟอ้ งโจทกใ์ นความผดิ ฐานเปน็ ผขู้ บั ขเี่ สพยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ ตามพระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนงึ่ , ๑๕๗/๑ วรรคสอง และยกคำขอใหพ้ กั ใชห้ รือเพิกถอนใบอนุญาตขับข่ีของ
จำเลยชอบหรอื ไม่ โดยโจทกฎ์ กี าวา่ ขอ้ ความตามพระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ
วรรคหน่ึง ท่ีว่า “ท้ังน้ี ตามท่ีอธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา” ครอบคลุมเฉพาะการ
เสพวัตถุท่ีออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุท่ีออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทเท่าน้ัน
หาไดม้ คี วามหมายขยายไปครอบคลมุ ถงึ การเสพยาเสพตดิ ใหโ้ ทษตามกฎหมายวา่ ดว้ ยยาเสพตดิ ใหโ้ ทษนนั้
เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหน่ึง บัญญัติว่า “ห้ามมิให
้
ผู้ขับข่ีเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและ
ประสาทตามกฎหมายว่าดว้ ยวัตถุที่ออกฤทธ์ติ อ่ จติ และประสาท ทง้ั นี้ ตามท่ีอธิบดกี ำหนดโดยประกาศ
ในราชกิจจานเุ บกษา” ซงึ่ คำวา่ “ท้งั นี้” ตามพจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน ใหค้ วามหมายไวว้ า่
ตามที่กล่าวมานี้ ดังน้ี คำว่า ตามท่ีอธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาจึงครอบคลุมถึง
เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือเสพวัตถุท่ีออกฤทธ์ิต่อจิตและประสาท
ตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุท่ีออกฤทธ์ิต่อจิตและประสาท ซึ่งเป็นข้อความท่ีกล่าวไว้ก่อนคำว่า ตามท่ี
อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษามิใช่ครอบคลุมเฉพาะการเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและ
ประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทดังที่โจทก์ฎีกาเท่านั้น เมื่ออธิบดี
กรมตำรวจออกขอ้ กำหนดหา้ มมใิ หผ้ ขู้ บั ขเี่ สพแอมเฟตามนี และเมทแอมเฟตามนี ตามขอ้ กำหนดกรมตำรวจ
เรอื่ ง กำหนดชอื่ และประเภทของวตั ถทุ อี่ อกฤทธติ์ อ่ จติ และประสาทและประเภทของรถทใ่ี หเ้ จา้ พนกั งาน
มีอำนาจตรวจสอบผู้ขับขี่ ลงวันท่ี ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๗ โดยยังไม่ได้ออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับข่ี
เสพกญั ชาซง่ึ เปน็ ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษตามกฎหมายวา่ ดว้ ยยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ การกระทำของจำเลยจงึ ไมเ่ ปน็
ความผดิ ฐานผขู้ บั ขเ่ี สพยาเสพตดิ ใหโ้ ทษตามพระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทว ิ
วรรคหน่ึง, ๑๕๗/๑ วรรคสองที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานนั้ ศาลฎกี าเห็นพอ้ งด้วย ฎีกาโจทก์ฟงั ไม่ขึ้น
พิพากษายนื .
สำนกั งานอยั การพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศ
สำนักงานวิชาการ
46 คำพพิ ากษาศาลฎกี า
คำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๕๑๗๙/๒๕๕๘
ป.อ. พยายามรบั ของโจร (มาตรา ๘๐, ๓๕๗)
การทจี่ ำเลยไดม้ กี ารตอ่ รองราคาซอ้ื ขายรถกบั นาย ม. และพวกมากอ่ นและจำเลยไดเ้ ตรยี มเงนิ
มาเพ่ือซ้ือรถโดยทราบว่ารถคันดังกล่าวได้มาจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง แล้วนัดส่ง
มอบรถกันโดยขณะเกิดเหตุยังไม่มีการจ่ายเงินหรือส่งมอบรถ เจ้าพนักงานเข้าทำการจับกุมพวก
ของจำเลยได้เสียก่อน พฤติการณ์จึงฟังได้ว่าจำเลยได้มีการตกลงซ้ือรถคันดังกล่าวอันได้มาจาก
การกระทำความผิดฐานฉอ้ โกงแลว้ แตก่ ระทำไปไมต่ ลอด อันเปน็ ความผิดฐานพยายามรับของโจร
{
_____________________
พนกั งานอัยการ สำนักงานอยั การจังหวดั พทั ยา โจทก
์
ระหวา่ ง
สิบตำรวจตรีหรือนายพรหมศักดิ ์ วงษป์ างมูล จำเลย
โจทกฟ์ อ้ งวา่ เมอ่ื วนั ที่ ๑๘ กนั ยายน ๒๕๕๒ เวลากลางคนื กอ่ นเทยี่ ง จำเลยรอู้ ยแู่ ลว้ วา่ รถกระบะ
หมายเลขทะเบยี น กษ ๑๐๓๓ ชลบรุ ี ราคา ๖๐๐,๐๐๐ บาท ซง่ึ อยใู่ นความครอบครองตามสญั ญาเชา่ ซอ้ื
ของผอู้ น่ื แล้วให้นาย จ. นำรถให้ผูอ้ นื่ เชา่ ตอ่ แตถ่ กู นาย ม. กับพวกร่วมกันใชอ้ ุบายหลอกลวงแสรง้ ทำ
เป็นขอเชา่ รถจากนาย จ. แล้วนำรถดังกลา่ วไปขายตอ่ จำเลยรับซอ้ื และพาเอาไปเสียซ่ึงรถดังกล่าวจาก
คนร้ายโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดเข้าลักษณะฉ้อโกง เหตุเกิดที่ตำบล
หนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และตำบลหนองกรด อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัด
นครสวรรค์ เกย่ี วพนั กัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พรอ้ มรถดังกล่าวและเงนิ ๕๐,๐๐๐ บาท ท่ีจำเลยใช้
ซ้ือรถดังกล่าวเป็นของกลาง ผู้เสียหายรับรถของกลางคืนไปแล้วขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๓๕๗ ริบเงนิ ๕๐,๐๐๐ บาท ของกลาง
จำเลยใหก้ ารปฏเิ สธ
ศาลชนั้ ตน้ พจิ ารณาแลว้ พพิ ากษาวา่ จำเลยมคี วามผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๗ วรรคแรก
ประกอบมาตรา ๘๐ จำคกุ ๓ ปี คืนเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท คืนของกลางแก่เจา้ ของ คำขอและข้อหาอืน่
นอกจากน้ีให้ยก
จำเลยอุทธรณ
์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พพิ ากษากลบั ให้ยกฟ้อง
โจทกฎ์ กี า
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชมุ ปรึกษาแลว้ ข้อเท็จจริงเบื้องตน้ ฟงั เป็นยตุ ไิ ด้วา่ ในวนั เวลาเกิดเหตุ
ตามฟ้อง จำเลยได้รับการติดต่อเสนอขายรถซึ่งได้มาจากการฉ้อโกงไปรถกระบะ หมายเลขทะเบียน
กษ ๑๐๓๓ ชลบรุ ี มชี อื่ บรษิ ทั ต. เปน็ ผถู้ อื กรรมสทิ ธิ์ ใหส้ บิ ตำรวจเอก ป. เชา่ ซอ้ื และครอบครองรถดงั กลา่ ว
ต่อมาจำเลยถูกจับกุมขณะมาดูรถในบริเวณท่ีเกิดเหตุ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า
การกระทำของจำเลยเปน็ ความผดิ ฐานพยายามรบั ของโจรหรอื ไม่ ขอ้ เทจ็ จรงิ ไดค้ วามจากพยานโจทกว์ า่
นาย ม. กับพวกร่วมกันไปหลอกเช่ารถคันดังกล่าวจากนาย จ. ซึ่งสิบตำรวจเอก ป. นำมาฝากให้เช่า
เพื่อนำไปขายต่อ จากน้ันนาย ม. ได้โทรศัพท์ติดต่อจำเลยเพื่อเสนอขายรถดังกล่าวให้แก่จำเลย
อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
47
แล้วนัดดูรถกันท่ีบริเวณสถานีบริการน้ำมันที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยเบิกความว่า เม่ือวันท่ี ๑๗ กันยายน
๒๕๕๒ นาย ม. โทรศพั ท์มาเสนอขายรถกระบะยีห่ อ้ โตโยตา้ รนุ่ วีโก้ แบบ ๔ ประตู ขับเคลอื่ น ๔ ลอ้
สีบรอนซ์ ปีประมาณ ๒๐๐๘ ราคา ๒๕๐,๐๐๐ บาท แลว้ มีการนดั ดูรถที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก
สายเลีย่ งเมอื ง จังหวดั นครสวรรค์ เหน็ วา่ จำเลยมอี าชีพซือ้ ขายรถมือสองด้วย การไดร้ บั แจง้ เพอ่ื เสนอ
ขายรถทม่ี อี ายกุ ารใชง้ านไมถ่ งึ ปี ในราคาทตี่ ำ่ กวา่ ราคาทอ้ งตลาด ทงั้ ยงั นดั ดรู ถในสถานทที่ ไ่ี มใ่ ชส่ ถานท่ี
ซอ้ื ขายรถกนั โดยทวั่ ไปและเปน็ เวลายามวกิ าล จงึ เปน็ เรอ่ื งผดิ ปกตสิ ำหรบั จำเลยผมู้ อี าชพี ซอ้ื ขายรถมอื สอง
ประกอบกับโจทก์มีพันตำรวจโท ส. เจ้าพนักงานผู้จับกุมเป็นพยานเบิกความถึงรายละเอียดตั้งแต ่
มีการโทรศัพท์เสนอขายรถให้แก่จำเลยจนกระท่ังมีการนัดเพ่ือดูรถและส่งมอบกันในคืนเกิดเหตุ
ซึ่งสอดคล้องกับพยานโจทก์ปากอ่ืน พฤติการณ์ท่ีมีการติดต่อเสนอขายแบบเร่งรีบและนัดส่งมอบกัน
ยามวิกาลในสถานท่ีซ่ึงมิใช่ภูมิลำเนาของทั้งสองฝ่ายนั้น น่าเช่ือว่า จำเลยทราบว่ารถคันดังกล่าวได้มา
จากการกระทำความผดิ ฐานฉ้อโกง รถคนั ดังกล่าวใชง้ านมาเพียงไม่ก่ีเดอื น สภาพใหม่ มรี าคาไม่ต่ำกวา่
๖๐๐,๐๐๐ บาท ตามราคาอา้ งองิ รถมอื สองเอกสารหมาย จ. ๒๓ ซงึ่ จำเลยทมี่ อี าชพี รบั ซอื้ ขายรถมอื สอง
ย่อมต้องทราบดีว่า ราคาท่ีเสนอขายดังกล่าวผิดปกติเพราะต่ำกว่าราคาตลาดมาก แต่กลับมีการนัดดู
รถกันในสถานที่ห่างไกลจากท่ีพักอาศัยของจำเลย ทั้งยังเป็นเวลากลางคืน หากเป็นการซื้อขายกัน
อยา่ งปกติจำเลยซึง่ มีอาชีพเกี่ยวกับการซอ้ื ขายรถอย่แู ล้วก็ไมม่ ีเหตจุ ำเปน็ ใดทจ่ี ะต้องนัดกันในเวลาและ
สถานทเ่ี ชน่ นน้ั โดยมไิ ดใ้ หค้ วามสำคญั เกย่ี วกบั การตรวจสอบทมี่ าทไ่ี ปของรถวา่ ไดม้ าเชน่ ใดกรณดี งั กลา่ ว
ได้มีการตกลงซื้อขายกันมาตั้งแต่ต้นแล้ว หาใช่เป็นเพียงการนัดเพ่ือมาดูรถดังท่ีจำเลยอ้างไม่ ส่วนท่ี
จำเลยอ้างว่าจะกลับบ้านท่ีอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จึงแวะดูเพราะเป็นทางผ่านน้ัน ก็ไม่มีเหตุผล
น่ารับฟัง เพราะบ้านของจำเลยมีระยะทางไกลเช่นนั้น ไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนใดท่ีจำเลยจะต้องเดิน
ทางไกลในเวลากลางคืน การท่ีจำเลยและภริยาถือเงินมาด้วยจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ก็มีเหตุผลเชื่อ
ว่าเป็นการเตรียมมาเพ่ือซื้อขายรถ ส่วนท่ีจำเลยอ้างว่า รถคันดังกล่าวไม่ใช่รุ่นท่ีจำเลยต้องการน้ัน
จำเลยซึ่งมีอาชีพซ้ือขายรถย่อมพึงต้องการกำไรส่วนต่างจากการซื้อขาย และรถคันดังกล่าวมีส่วนต่าง
ของราคาค่อนข้างมาก ข้ออ้างของจำเลยท่ีว่าจะไม่ซื้อจึงเป็นเพียงเงื่อนไขต่อรองราคามากกว่า เช่ือว่า
จำเลยได้มีการตอ่ รองราคาและซ้อื ขายรถคนั ดงั กลา่ วกับนาย ม. และพวกมาก่อน แล้วนดั สง่ มอบรถกนั
โดยขณะเกิดเหตุยังไม่มีการจ่ายเงินหรือส่งมอบรถ เจ้าพนักงานเข้าทำการจับกุมพวกของจำเลยได้
ส่วนจำเลยซึ่งเคยรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมาก่อนย่อมไหวตัวทันจึงรีบวิ่งกลับข้ึนรถแล้ว
พยายามจะหลบหนี แต่ถูกจับกุมเสียก่อน จำเลยได้มีการตกลงซ้ือรถคันดังกล่าวอันได้มาจากการ
กระทำความผิดฐานฉ้อโกงแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด อันเป็นความผิดฐานพยายามรับของโจร
ท่ีศาลอทุ ธรณภ์ าค ๒ พิพากษายกฟอ้ งมานั้น ไม่ตอ้ งดว้ ยความเห็นของศาลฎกี า ฎีกาของโจทก์ฟังขน้ึ
พิพากษากลับ ใหบ้ ังคับคดีไปตามคำพพิ ากษาศาลชั้นต้น.
สำนกั งานอยั การพิเศษฝ่ายสารสนเทศ
สำนักงานวิชาการ
48 คำพพิ ากษาศาลฎกี า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๔๘๘/๒๕๕๘
ป.อ โทษระงบั ไปดว้ ยความตายของผกู้ ระทำความผดิ (มาตรา ๓๘)
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๘ บญั ญัติว่า “โทษให้เป็นอันระงับไปดว้ ยความตายของ
ผูก้ ระทำความผิด” ดังน้ี เมื่อจำเลยถึงแกค่ วามตายในระหว่างการพจิ ารณาของศาลฎีกา โทษตาม
คำพิพากษาของศาลล่างท้ังสองจึงเป็นอันระงับไปตามบทบัญญัติดังกล่าว เม่ือผู้ร้องซึ่งเป็นทายาท
{
ของผู้ตายยื่นคำร้องขอคืนค่าปรับที่จำเลยชำระต่อศาลตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องคืนเงิน
ค่าปรบั ใหแ้ ก่ผูร้ ้อง
_______________________
พนกั งานอยั การจงั หวดั ตราด โจทก์
นาย ส. โจทก์ร่วม
ระหวา่ ง
นายสัญชัย ศริ เิ สวกุล ผรู้ อ้ ง
นางดษุ ฎหี รอื เตยี ง ศิรเิ สวกุล จำเลย
คดสี บื เนอ่ื งมาจากศาลชน้ั ตน้ พพิ ากษาวา่ จำเลยมคี วามผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๕
จำคุก ๒ ปีและปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากไมช่ ำระคา่ ปรบั ใหจ้ ดั การตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐
จำเลยชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลช้ันต้นแล้ว แต่ย่ืนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน
จำเลยฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำส่ังว่า เมื่อจำเลย
ถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๓๙ (๑) ใหจ้ ำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
วันท่ี ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ นาย ส. ย่ืนคำร้องว่า ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับจำเลย ผู้ร้องจึง
เป็นทายาทของจำเลย เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ผู้ร้องจึงขอรับ
เงนิ คา่ ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท ที่จำเลยนำมาวางศาลชำระค่าปรับคืนไป
ศาลชั้นต้นมีคำส่ังว่า คดีน้ีศาลฎีกาจำหน่ายคดีเพราะจำเลยถึงแก่ความตาย มิได้พิพากษากลับ
คำพิพากษาของศาลล่างทง้ั สองว่าจำเลยไม่มคี วามผิด ใหย้ กคำรอ้ ง
ผูร้ ้องอทุ ธรณ
์
ศาลอทุ ธรณภ์ าค ๒ พิพากษายืน
ผรู้ อ้ งฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุต้อง
คนื เงินคา่ ปรับใหแ้ กผ่ ้รู อ้ งหรอื ไม่ เหน็ ว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๘ บญั ญัตวิ า่ “โทษให้เปน็
อันระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำความผิด” ดังน้ี เม่ือจำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างการ
อัยการนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
49
พจิ ารณาของศาลฎกี า โทษตามคำพพิ ากษาของศาลลา่ งทง้ั สองจงึ เปน็ อนั ระงบั ไปตามบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว
เมอ่ื ผรู้ อ้ งซง่ึ เปน็ ทายาทของผตู้ ายยน่ื คำรอ้ งขอคนื คา่ ปรบั ทจี่ ำเลยชำระตอ่ ศาลตามคำพพิ ากษาศาลชน้ั ตน้
จึงต้องคืนเงินค่าปรับให้แก่ผู้ร้อง ท่ีศาลล่างท้ังสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องน้ัน
ศาลฎีกาไม่เห็นพอ้ งดว้ ย ฎีกาของผูร้ อ้ งฟังขน้ึ พิพากษากลับ ใหค้ ืนเงินคา่ ปรบั ๑๐,๐๐๐ บาท ทจ่ี ำเลย
นำมาชำระต่อศาลชนั้ ตน้ แก่ผู้ร้องในฐานะทายาทของจำเลย.
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายสารสนเทศ
สำนักงานวิชาการ
50 คำพพิ ากษาศาลฎกี า
คำพิพากษาศาลฎกี าที่ ๑๐๘๒๙/๒๕๕๘
ป.ว.ิ อ. บรรยายฟอ้ ง (มาตรา ๑๕๘)
พ.ร.บ. เคร่ืองหมายการคา้ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๐ (๑)
เม่ือพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๐ (๑) ไม่ได้บัญญัติเรื่อง
เจตนาพิเศษเพื่อให้ประชาชนหลงเช่ือว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นน้ันไว้เป็นองค์
ประกอบความผิดโดยเฉพาะเช่นเดียวกับท่ีบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๙ ดังนั้น การที่โจทก์บรรยาย
ฟอ้ งวา่ ...อนั เปน็ เครอื่ งหมายการคา้ ทม่ี ผี ทู้ ำเลยี นเครอื่ งหมายการคา้ ทแ่ี ทจ้ รงิ ของผเู้ สยี หายดงั กลา่ ว
ในฟอ้ งขอ้ ๑ และมคี ำขอทา้ ยฟอ้ งตามมาตรา ๑๐๙ มาดว้ ยแลว้ แมโ้ จทกจ์ ะมไิ ดบ้ รรยายฟอ้ งดว้ ยวา่
การจำหนา่ ย เสนอจำหนา่ ย หรอื มไี วเ้ พอื่ จำหนา่ ยซงึ่ สนิ คา้ ทเี่ ลยี นเครอื่ งหมายการคา้ ของบคุ คลอน่ื นนั้
ก็เพ่ือให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเคร่ืองหมายการค้าท่ีแท้จริงของผู้เสียหายตามท่ีระบุไว้ใน
มาตรา ๑๐๙ ก็ตาม แต่เมื่อบทบัญญัติท้ังสองมาตราเป็นความผิดแยกต่างหากจากกันและ
กฎหมายมไิ ดบ้ ญั ญตั เิ รอ่ื งเจตนาพเิ ศษของมาตรา ๑๐๙ ไวใ้ นมาตรา ๑๑๐ (๑) ดว้ ยดงั กลา่ วมาแลว้
ฟ้องของโจทก์จึงถือว่าครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๑๑๐ (๑) แห่งพระราชบัญญัติ
{
เครื่องหมายการคา้ พ.ศ. ๒๕๓๔ แล้ว
________________________
ระหวา่ ง พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธาน ี โจทก์
จำเลย
นายก๋ัวกรอื ก่วั สงา่ ผากุล
โจทก์ฟ้องว่า บริษัท ล. ผู้เสียหาย จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายท่ีประเทศ
สาธารณรัฐอิตาลี ประกอบอาชีพค้าขายสินค้าต่าง ๆ รวมท้ังแว่นกันแดด แว่นตา เลนส์แว่นกันแดด
และกรอบแว่นกันแดด ภายใต้เครื่องหมายการค้า Ray Ban ออกจำหน่ายในหลายประเทศในฐานะ
เป็นเจ้าของสินค้าในเคร่ืองหมายการค้าดังกล่าว และผู้เสียหายได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
ทะเบียนเลขท่ี ค๕๐๕๗๖ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๓๘ สำหรับสินค้าจำพวก ๙ รายการสินค้า
แว่นกนั แดด แวน่ ตา เลนสแ์ วน่ ตากันแดด กรอบแวน่ กนั แดด อันมลี กั ษณะเครอื่ งหมายการคา้ ดังกลา่ ว
ข้างต้นต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้เสียหายจึงเป็น
เจ้าของเคร่ืองหมายการค้าน้ีในประเทศไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย เม่ือวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗
เวลากลางวัน จำเลยจำหน่าย เสนอจำหน่าย และมีไว้เพ่ือจำหน่ายซ่ึงสินค้าประเภทแว่นกันแดดที่มี
เคร่ืองหมายการค้าของผู้เสียหายจำนวน ๒ อัน อันเป็นเคร่ืองหมายการค้าท่ีมีผู้ทำเลียน
เครื่องหมายการค้าท่ีแท้จริงของผู้เสียหายดังกล่าว ซ่ึงได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยชอบแล้ว
ในราชอาณาจักรแก่ประชาชนทั่วไป โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าท่ีมีการเลียนเครื่องหมายการค้า
ของผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔, ๑๐๙,
๑๑๐, ๑๑๕ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๙๒, ๙๔ ริบของกลางและเพิ่มโทษจำเลยตาม
กฎหมายดว้ ย
จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีท่ีโจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้
เพ่มิ โทษ
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องแต่ให้
รบิ แว่นกนั แดดของกลาง
อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
51
โจทก์อทุ ธรณ์ตอ่ ศาลฎกี า
ศาลฎกี าแผนกคดที รพั ยส์ นิ ทางปญั ญาและการคา้ ระหวา่ งประเทศตรวจสำนวนประชมุ ปรกึ ษาแลว้
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การบรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐาน
จำหนา่ ย เสนอจำหนา่ ย หรอื มไี วเ้ พอ่ื จำหนา่ ยซงึ่ สนิ คา้ ทมี่ เี ครอื่ งหมายการคา้ ทเี่ ลยี นเครอ่ื งหมายการคา้
ที่แท้จริงของบุคคลอ่ืนตามพระราชบัญญัติเคร่ืองหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๐ (๑) ต้อง
บรรยายองค์ประกอบความผิดตามท่ีมาตรา ๑๐๙ บัญญัติในเรื่องเจตนาพิเศษ เพ่ือให้ประชาชนหลง
เชอ่ื วา่ เปน็ เครอื่ งหมายการคา้ ของบคุ คลอน่ื นน้ั ดว้ ยหรอื ไม่ เหน็ วา่ ความผดิ ฐานเลยี นเครอื่ งหมายการคา้
ของบุคคลอ่ืนตามมาตรา ๑๐๙ บัญญัติว่า “บุคคลใดเลียนเคร่ืองหมายการค้า...ของบุคคลอ่ืนที่ได้จด
ทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเพื่อให้ประชาชนหลงเช่ือว่าเป็นเคร่ืองหมายการค้า...ของบุคคลอ่ืนน้ัน
ต้องระวางโทษ...” แสดงว่าการท่ีจะเป็นความผิดตามมาตรา ๑๐๙ ผู้เลียนต้องมีเจตนาพิเศษเพ่ือให้
ประชาชนหลงเช่ือว่าเป็นเคร่ืองหมายการค้าของบุคคลอื่นนั้นด้วย และแม้ผู้จำหน่าย เสนอจำหน่าย
หรือมีไว้เพ่ือจำหน่ายซึ่งสินค้าท่ีมีเครื่องหมายการค้าท่ีเลียนเครื่องหมายการค้าท่ีแท้จริงของบุคคลอ่ืน
อันจะเป็นความผิดตามมาตรา ๑๑๐ (๑) ได้จะต้องปรากฏว่าสินค้าที่นำมาจำหน่าย เสนอจำหน่าย
หรอื มีไว้เพอื่ จำหน่ายนนั้ เปน็ สนิ คา้ ท่เี กดิ จากการกระทำความผิดมาตรา ๑๐๙ ก็ตาม แตม่ าตรา ๑๑๐
บญั ญัติวา่ “บคุ คลใด
(๑) ... จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพ่ือจำหน่ายซ่ึงสินค้าท่ีมีเคร่ืองหมายการค้า...ท่ีเลียน
เครื่องหมายการค้า...ของบุคคลอื่นตามมาตรา ๑๐๙... ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตราน้ัน ๆ”
โดยมิได้บัญญัติองค์ประกอบความผิดในส่วนเจตนาพิเศษดังกล่าวไว้โดยเฉพาะเช่นเดียวกับท่ีบัญญัติไว้
ในมาตรา ๑๐๙ การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า... อันเป็นเคร่ืองหมายการค้าที่มีผู้ทำเลียน
เคร่ืองหมายการค้าท่ีแท้จริงของผู้เสียหายดังกล่าวในฟ้องข้อ ๑ และโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องตาม
มาตรา ๑๐๙ มาด้วยแล้ว โดยโจทก์มไิ ด้บรรยายฟ้องด้วยวา่ การจำหนา่ ย เสนอจำหน่าย หรือมไี ว้เพ่ือ
จำหน่ายซึ่งสินค้าที่เลียนเคร่ืองหมายการค้าของบุคคลอื่นนั้นก็เพื่อให้ประชาชนหลงเช่ือว่าเป็น
เครอ่ื งหมายการคา้ ทแี่ ทจ้ รงิ ของผเู้ สยี หายตามทร่ี ะบไุ วใ้ นมาตรา ๑๐๙ กต็ าม แตเ่ มอ่ื บทบญั ญตั ทิ ง้ั สอง
มาตราเป็นความผิดแยกต่างหากจากกันและกฎหมายมิได้บัญญัติเร่ืองเจตนาพิเศษของมาตรา ๑๐๙
ไว้ในมาตรา ๑๑๐ (๑) ด้วยดังกล่าวมาแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงถือว่าครบองค์ประกอบความผิดตาม
มาตรา ๑๑๐ (๑) แห่งพระราชบัญญัติเคร่ืองหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ แล้ว ท่ีศาลทรัพย์สินทาง
ปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญา
และการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงตาม
คำฟ้องและคำให้การของจำเลยเพียงพอท่ีจะวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยคดีโดยไม่ต้องย้อน
สำนวนให้ศาลทรพั ย์สนิ ทางปญั ญาและการคา้ ระหว่างประเทศกลางพจิ ารณาและพพิ ากษาใหม่ เห็นว่า
เม่อื จำเลยให้การรบั สารภาพ ขอ้ เทจ็ จรงิ จึงรับฟงั ไดว้ ่าจำเลยกระทำความผดิ ตามฟ้อง
พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔
มาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๙ ให้ลงโทษปรบั ๑๐,๐๐๐ บาท จำเลยใหก้ ารรับสารภาพเปน็
ประโยชนแ์ กก่ ารพจิ ารณา มเี หตบุ รรเทาโทษ ลดโทษใหก้ งึ่ หนง่ึ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘
คงปรบั ๕,๐๐๐ บาท หากจำเลยไมช่ ำระคา่ ปรบั ใหบ้ งั คบั ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐
ริบของกลาง คำขออ่นื นอกจากนี้ใหย้ ก.
สำนักงานอยั การพเิ ศษฝา่ ยสารสนเทศ
สำนกั งานวชิ าการ
52 คำพิพากษาศาลฎกี า
คำพพิ ากษาศาลฎกี าที่ ๑๒๔๙๘/๒๕๕๘
พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดผี บู้ ริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑
การที่นายแพทย์ ฐ. ไม่ได้ส่งผลเอกซเรย์โจทก์ไปให้ผู้เช่ียวชาญดู รวมถึงไม่ได้สอบถามถึง
ผู้ใกล้ชิดโจทก์ว่าป่วยเป็นวัณโรคหรือไม่ ดังเช่นที่แพทย์หญิง น. กระทำ ทั้งที่นายแพทย์ ฐ.
ก็สามารถทำได้เพราะเป็นข้อมูลที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ขณะที่นายแพทย์ ฐ. ยังเป็นเจ้าของไข้ หากได้
กระทำก็คงทราบผลว่า โจทก์ป่วยเป็นวัณโรคโดยไม่ต้องรอผลการตรวจน้ำไขกระดูกสันหลังท่ีต้อง
ใช้เวลานานกว่าจะทราบผลและสั่งยาใช้รักษาโรคตามความจำเป็น การท่ีนายแพทย์ ฐ. ไม่ได้
กระทำการดงั กลา่ วขา้ งตน้ จงึ ไมท่ ราบวา่ โจทกป์ ว่ ยเปน็ วณั โรค เมอื่ การตรวจรกั ษาวนิ จิ ฉยั ทราบวา่
โจทกป์ ว่ ยเปน็ วณั โรคโดยแพทยห์ ญงิ น. และใหย้ าวณั โรครกั ษาโจทกแ์ ลว้ โจทกต์ อ้ งพกิ ารตลอดชวี ติ
อาจเนื่องจากการวินิจฉัยท่ีล่าช้าได้ ถ้าเป็นดังกล่าวโจทก์ย่อมเสียโอกาสได้รับการรักษาท่ีถูกทาง
อย่างทันท่วงทีทำให้ต้องพิการไปตลอดชีวิต เช่นน้ีแล้วแสดงว่านายแพทย์ ฐ. ซึ่งเป็นแพทย
์
ในสังกัดของจำเลยไม่ได้ทำการตรวจรักษาให้ถูกต้องครบถ้วนในเวลาอันสมควรตามหลักวิชาการ
แพทย์และตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายโจทก์ซึ่งเป็นผลโดยตรง
ต่อความประมาทเลินเล่อของแพทย์อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยซ่ึงเป็นหน่วยงานของรัฐ
{
ตอ้ งรบั ผดิ ต่อโจทกใ์ นผลละเมดิ ทแี่ พทยข์ องตนกระทำในการปฏบิ ัตหิ น้าที่
_________________________
เดก็ หญิง ก. โดยนาย ม. โจทก์
และนาง ย. ผู้แทนโดยชอบธรรม
ระหวา่ ง
สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า เม่ือประมาณกลางเดอื นมถิ ุนายน ๒๕๔๗ โจทก์ไปตรวจรกั ษาอาการเป็นไขต้ วั ร้อน
ที่โรงพยาบาลเลย ซ่ึงมีจำเลยเป็นผู้กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าท่ีของแพทย์ในโรงพยาบาลดังกล่าว
แต่แพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลดังกล่าวกระทำโดยประมาทเลินเล่อปฏิบัติหน้าท่ีโดยไม่ได้ใช้
ความระมัดระวังตามมาตรฐานวิชาชีพ กล่าวคือ หลังจากแพทย์ตรวจพบว่าโจทก์มีอาการปอดบวม
และตับโตแล้ว โจทก์มีอาการหนักขึ้นแพทย์ก็ตรวจรักษาโดยการสอบถามอาการจากพยาบาลและใช้
เคร่ืองฟังหัวใจตรวจปอดและหัวใจ ทั้งไม่ยอมส่งโจทก์ไปรักษาต่อท่ีโรงพยาบาลอ่ืนตามท่ีโจทก์ร้องขอ
จนกระทงั่ มกี ารตรวจฟิล์มเอกซเรยป์ อดของโจทกซ์ ง่ึ ไดถ้ า่ ยไวต้ ้งั แตว่ ันแรกทโ่ี จทก์เขา้ โรงพยาบาลพบว่า
ปอดอักเสบซึ่งมีลักษณะเป็นวัณโรคแพร่กระจายไปท่ีปอด ตับและเย้ือหุ้มสมอง จึงให้ยารักษาวัณโรค
แกโ่ จทก์ และสง่ โจทกไ์ ปรกั ษาตอ่ ทโ่ี รงพยาบาลอนื่ แตก่ ท็ ำใหส้ มองโจทกพ์ กิ ารและทพุ พลภาพตลอดชวี ติ
ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เป็นเงินเดือนละ ๗,๐๐๐ บาทเป็น
เวลา ๔ ปีเป็นเงิน ๓๓๖,๐๐๐ บาท และค่ารักษาพยาบาลในอนาคตเป็นเงินเดือนละ ๗,๐๐๐ บาท
เปน็ เวลา ๕๕ ปี เปน็ เงิน ๔,๖๒๐,๐๐๐ บาท กับค่าจา้ งคนดูแลรักษาโจทก์ในอนาคตเปน็ เงินเดือนละ
๗,๐๐๐ บาท เป็นเวลา ๕๕ ปี เปน็ เงิน ๔,๖๒๐,๐๐๐ บาท และได้รับความทกุ ขท์ รมานทง้ั รา่ งกายและ
จติ ใจเปน็ เงนิ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวมเปน็ เงนิ ๑๒,๕๗๖,๐๐๐ บาท กบั ดอกเบยี้ อตั รารอ้ ยละ ๗.๕ ตอ่ ปี
อยั การนเิ ทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
53
นบั แตว่ นั ทำละเมดิ จนกวา่ จำเลยจะชำระเสรจ็ นบั ถงึ วนั ฟอ้ งเปน็ ตน้ เงนิ และดอกเบย้ี ๑๖,๘๘๘,๘๗๘.๙๐ บาท
ขอใหบ้ ังคบั จำเลยชำระเงิน ๑๖,๘๘๘,๘๗๘.๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอตั รารอ้ ยละ ๗.๕ ต่อปี จนกวา่
จะชำระเสร็จแกโ่ จทก
์
จำเลยให้การว่า แพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลในสังกัดจำเลยตามฟ้องได้ตรวจรักษาโจทก์
ตามหลักวิชาการทางแพทย์ด้วยความระมัดระวังแล้ว แต่โจทก์ไม่ได้แจ้งให้แพทย์ที่รักษาโจทก์ทราบว่า
บดิ าโจทกม์ อี าการไอเปน็ เลอื ด แพทยจ์ งึ ไมไ่ ดก้ ระทำโดยประมาทเลนิ เลอ่ คา่ เสยี หายตามฟอ้ งสงู เกนิ สว่ น
และฟ้องโจทก์ขาดอายคุ วามขอให้ยกฟอ้ ง
ศาลชนั้ ตน้ พเิ คราะหพ์ ยานหลกั ฐานโจทกแ์ ละจำเลยตลอดแลว้ ขอ้ เทจ็ จรงิ รบั ฟงั ไดใ้ นเบอ้ื งตน้ วา่
เมื่อวันท่ี ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๗ นาย ม. และนาง ย. บดิ ามารดาเด็กหญิง ก. นำเด็กหญงิ ก. ซึ่งปว่ ย
เป็นไข้ ปวดศีรษะไปรักษาท่ีโรงพยาบาลเลย หมอตรวจอาการแล้วพบว่าคอแดงอักเสบ จึงให้ยาไปกิน
ที่บ้านแต่อาการไม่ดีข้ึน วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๗ นาง ย. นำกลับไปรักษาท่ีโรงพยาบาลเลยอีก
หมอตรวจอาการและเจาะเลือดไปตรวจ ให้ยาไปกนิ ที่บา้ น อาการไมด่ ีข้ึน วันท่ี ๒๖ เดือนเดียวกันนนั้
นาง ย. นำกลบั ไปรกั ษาทโี่ รงพยาบาลดงั กลา่ วหมอรบั ตวั เดก็ หญงิ ก. ไวร้ กั ษาในโรงพยาบาล ตรวจเลอื ด
เอกซเรย์ปอดและให้ยาฆ่าเช้ือ วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗ หมอเอกซเรย์สมอง เจาะน้ำไขสันหลัง
ไปตรวจและให้ยารักษาเชื้อวัณโรค และส่งเด็กหญิง ก. ไปรักษาต่อท่ีโรงพยาบาลศรีนครินทร์จังหวัด
ขอนแก่นจนหาย แต่เด็กหญิง ก. ต้องพกิ ารตามสมดุ ประจำตวั คนพกิ ารเอกสารหมาย จ. ๔ ปัญหาตอ้ ง
วินิจฉัยว่าความพิการของเด็กหญิง ก. เกิดจากการรักษาด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง
ของหมอโรงพยาบาลเลยหรอื ไม่ เหน็ วา่ เดก็ หญงิ ก.เขา้ รกั ษาทโี่ รงพยาบาลเลยในระยะแรกดว้ ยอาการไข้
ปวดศีรษะ หมอตรวจอาการแล้วพบว่าคอแดงอักเสบ จึงให้ยาแก้อักเสบและแก้ไข้ไปกินท่ีบ้าน วันท่ี
๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๗ อาการป่วยไม่ดีข้ึนและมีอาการอาเจียนร่วมด้วยหมอจึงเจาะเลือดไปตรวจเพื่อ
ทราบวา่ เปน็ ไขเ้ ลอื ดออกหรอื ไม่ ผลตรวจเลอื ดไมพ่ บเชอ้ื ทบ่ี ง่ บอกวา่ เปน็ ไขเ้ ลอื ดออกหรอื เปน็ โรคชนดิ ใด
หมอให้ยาแก้อักเสบ ยาแก้ไข้และยาแก้อาเจียนไปกินท่ีบ้าน ซึ่งอาการป่วยดังกล่าวยังไม่รุนแรงถึง
กับหมอต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลท่ีมีความจำเป็นต้องรับตัวผู้ป่วยอื่นท่ีมีอาการหนักกว่าไว้
รักษาเป็นการเร่งด่วน ถือว่าเป็นการตรวจวินิจฉัยโรคและให้การรักษาในเบ้ืองต้นท่ีพอเพียงตามอาการ
เชน่ ปกตทิ ว่ั ไปทห่ี มอจะพงึ กระทำ วนั ที่ ๒๖ เดอื นเดยี วกนั อาการยงั ไมด่ ขี นึ้ และมอี าการไอแหง้ ๆ พดู นอ้ ย
ไม่ค่อยรับประทานอาหารหมอรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลเพ่ือตรวจหาสาเหตุของโรคและให้น้ำเกลือ
ให้การรักษาตามอาการของโรคท่ีตรวจพบในเบื้องต้น พร้อมกับเจาะเลือดไปตรวจเอกซเรย์ปอด
ผลตรวจเลือดไม่พบเช้ือท่ีบ่งบอกแน่นอนว่าเป็นวัณโรค และผลเอกซเรย์ปอดแม้จะมีฝ้าขาวที่ปอด
ทั้งสองข้าง ตับโต แต่ขณะน้ันเด็กหญิง ก. ไม่ซึมมาก ไม่มีอาการชัก ไข้สูง หายใจเร็ว ซึ่งยังไม่เป็น
อาการท่ีบ่งบอกได้อย่างชัดแจ้งว่าเยื้อหุ้มสมองของผู้ป่วยอักเสบท้ังฝ้าขาวท่ีปอดและตับโตอาจจะเกิด
จากแบคทเี รีย เชือ้ ไวรัสหรอื เชอ้ื ทัว่ ๆ ไปกไ็ ด้ และโดยเฉพาะอยา่ งย่ิงขณะนนั้ นาย ม. และนาง ย. ก็ไม่
ได้บอกให้ทราบว่านาย ม. เคยเป็นวัณโรค จึงเป็นการยากท่ีหมอจะรีบด่วนวินิจฉัยว่าป่วยเป็นวัณโรค
และให้ยารักษาวัณโรคทันที เพราะการรักษาวัณโรคให้ได้ผลต้องให้ยารักษาพร้อมกันหลายชนิดเป็น
เวลานานและมีผลข้างเคียงท่ีเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยหลายประการ การท่ีหมอรักษาโดยตรวจเลือด
เอกซเรยป์ อดและหลงั จากนน้ั ไดเ้ ปลย่ี นยาปฏชิ วี นะทฆ่ี า่ เชอ้ื โรคไดก้ วา้ งขนึ้ ใหพ้ ยาบาลดแู ลอยา่ งใกลช้ ดิ
54 คำพิพากษาศาลฎกี า
ตามบันทึกแบบประเมินผู้ป่วยแรกรับและต่อเนื่องเอกสารหมาย ล. ๑ แผ่นท่ี ๕๑ ถึง ๕๘ ถือว่า
หมอตรวจวนิ จิ ฉยั โรคใหก้ ารรกั ษาโดยไมช่ กั ชา้ และเอาใจใสด่ แู ลผปู้ ว่ ยอยา่ งใกลช้ ดิ อยา่ งเชน่ ผมู้ วี ชิ าชพี หมอ
จะพงึ กระทำ ตอ่ มาวนั ท่ี ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗ เมอ่ื อาการปว่ ยหนกั ขน้ึ หมอพยายามหาสาเหตขุ องโรควา่
เกิดจากเชื้อโรคชนิดใด โดยนำฟิล์มเอกซเรย์ที่เคยเอกซเรย์ไว้ไปให้หมอผู้เช่ียวชาญตรวจดูอีกครั้งหนึ่ง
และเอกซเรยส์ มองดว้ ยเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ ตรวจปสั สาวะ เจาะนำ้ ไขสนั หลงั ไปตรวจหาเชอ้ื โรคหลายชนดิ
เมอื่ ทราบว่ามีเช้อื วัณโรคและเย่อื หุ้มสมองอกั เสบก็ให้ยารกั ษาวณั โรคทันที และนำผู้ป่วยไปพักรักษาใน
ห้องพิเศษเพ่ือพยาบาลจะได้ดูแลอย่างใกล้ชิด เมื่อนำผู้ป่วยส่งต่อโรงพยาบาลศรีนครินทร์ก็มีพยาบาล
ร่วมไปดูแลด้วยแต่เหตุท่ีไม่ได้ดูดเสมหะก่อนและระหว่างนำส่งโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ไม่ปรากฏว่า
ในช่วงเวลาดังกล่าวผู้ป่วยมีเสมหะมากน้อยเพียงใด และจากอาการป่วยไม่เช่ือว่าเสมหะเป็นสาเหตุให้
ผปู้ ่วยขาดออกซเิ จนจนมผี ลกระทบตอ่ เยื่อหมุ้ สมอง แต่เยื่อหุ้มสมองอักเสบเกิดจากเช้ือวณั โรคกระจาย
ไปทำลายเย่ือหุ้มสมอง และที่เด็กหญิง ก. ป่วยมาหลายวันหมอไม่ได้ตรวจหาเช้ือวัณโรคโดยเฉพาะ
เจาะจงและทันทีในวันท่ี ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๗ โดยการทดสอบด้วยเชื้อวัณโรคหรือเจาะน้ำไขสันหลัง
ไปตรวจน้ัน อาการของปอดที่เอกซเรย์พบในวันดังกล่าวอาจจะเกิดจากหลายสาเหตุ และระยะเวลา
ป่วยดังกล่าวไมใ่ ชจ่ ะเปน็ ขอ้ ชี้วัดว่าผ้ปู ว่ ยปว่ ยเปน็ วัณโรคเสมอไป เปน็ เพียงขอ้ สงั เกตเบ้อื งต้นขอ้ หน่ึงให้
หมอคิดถึงว่าผู้ป่วยอาจจะป่วยเป็นวัณโรคเท่าน้ัน แต่ตามเวชทะเบียนการรักษาหมอพยายามตรวจ
อาการและหาสาเหตุของโรคเป็นข้ันเป็นตอนตลอดมาและไม่ชักช้า เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย
เชน่ ผมู้ วี ชิ าชพี หมอจะพงึ กระทำเชน่ เดยี วกนั เพยี งแตก่ ารตรวจในระยะแรกยงั ไมพ่ บเชอ้ื โรคทเ่ี ปน็ สาเหตุ
แท้จริงที่ทำให้เกิดอาการป่วยเท่าน้ัน หาใช่เป็นการกระทำที่ไม่เอาใจใส่ ขาดความระมัดระวังหรือ
ประมาทเลนิ เลอ่ ไม่ และไมจ่ ำต้องวินิจฉัยว่าคดขี าดอายุความหรือไม่ เพราะไมเ่ ปน็ ประโยชน์แห่งคด
ี
พิพากษายกฟอ้ ง คา่ ฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเป็นพับ.
โจทก์อทุ ธรณ
์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบ้ืองต้น
รบั ฟงั เปน็ ยตุ ติ ามคำพพิ ากษาศาลชนั้ ตน้ โดยคคู่ วามไมไ่ ดอ้ ทุ ธรณโ์ ตแ้ ยง้ วา่ เมอ่ื วนั ท่ี ๒๐ มถิ นุ ายน ๒๕๔๗
โจทกซ์ งึ่ มอี าการปวดศรี ษะและเปน็ ไขไ้ ปรบั การรกั ษาทโ่ี รงพยาบาลตามฟอ้ ง แพทยต์ รวจรกั ษาแลว้ ใหย้ า
และใหโ้ จทกก์ ลบั บา้ น ตอ่ มาวนั ที่ ๒๓ เดอื นเดยี วกนั โจทกย์ งั มอี าการเปน็ ไขจ้ งึ กลบั ไปทโี่ รงพยาบาลอกี
แพทยไ์ ด้เจาะเลอื ดโจทก์เพ่อื หาสาเหตขุ องโรค แลว้ ใหย้ าและให้โจทกก์ ลบั บ้าน แตโ่ จทกอ์ าการไมด่ ีข้นึ
เม่อื วนั ที่ ๒๖ เดือนเดียวกัน โจทกไ์ ปทโี่ รงพยาบาลและแพทยร์ ับโจทก์เขา้ รกั ษาตวั โดยแพทยไ์ ด้ตรวจ
เลือด ปัสสาวะ และเอกซเรย์ พบฝ้าขาวที่ปอดส่วนกลางทั้งสองข้างและตับโตเล็กน้อย จึงให
้
ยาปฏิชีวนะแต่โจทก์อาการยังไม่ดีข้ึน ในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗ แพทย์ได้เจาะน้ำเล้ียงไขสันหลัง
ของโจทกไ์ ปตรวจ และสง่ ฟลิ ม์ เอกซเรยไ์ ปใหแ้ พทยผ์ เู้ ชยี่ วชาญตรวจพบวา่ โจทกเ์ ปน็ วณั โรค หลงั จากนน้ั
แพทย์โรงพยาบาลตามฟ้องได้ส่งโจทก์ไปรักษาท่ีโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น และรักษา
โจทก์จนหายจากวัณโรค แต่โจทก์ต้องเป็นคนพิการทางสมอง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของ
โจทก์ว่า แพทย์โรงพยาบาลตามฟ้องประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเป็นคนพิการ อันจะทำให้
จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์มีนาง ย. มารดาของโจทก์และนายแพทย์ ท. เป็นพยาน โดย
นาง ย. เบกิ ความวา่ เมอื่ พยานพาโจทกซ์ ง่ึ มอี าการปวดศรี ษะและเปน็ ไขไ้ ปโรงพยาบาลใน ๒ ครง้ั แรกนนั้
อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
55
แพทย์เพียงแต่ให้ยาไปรับประทาน โดยแจ้งว่าอาการของโจทก์ยังไม่ถึงขั้นต้องรับตัวไว้รักษาใน
โรงพยาบาลแต่เม่ือพยานขอให้แพทย์ประจำคลินิกช่วยส่งโจทก์ไปรักษาท่ีโรงพยาบาล ในวันท่ี ๒๖
มิถุนายน ๒๕๔๗ โรงพยาบาลจงึ รับโจทกซ์ ึง่ ยังมอี าการคงเดมิ เขา้ รับการรักษาโดยมนี ายแพทย์ ฐ. เปน็
ผตู้ รวจรกั ษา นายแพทย์ ฐ. แจง้ วา่ โจทกม์ อี าการปอดบวม และใหน้ ำ้ เกลอื โจทก์ แตโ่ จทกม์ อี าการทรดุ ลง
เม่ือพยานสอบถามนายแพทย์ ฐ. ก็แจ้งว่าอาการของโจทก์ไม่ใช่อาการของโรคไข้สมองอักเสบตามที่
พยานเข้าใจ ต่อมาเมือ่ แพทยห์ ญงิ น. เปน็ ผตู้ รวจรกั ษาโจทก์แทนนายแพทย์ ฐ. พบว่าโจทก์เปน็ วณั โรค
ขึ้นสมอง และได้ส่งโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น ปรากฏว่าโจทก์มีอาการ
หนักมาก และรักษาท่ีโรงพยาบาลดังกล่าวประมาณ ๒ เดือน จึงออกจากโรงพยาบาลได้ แต่โจทก์
ก็มีอาการพูดไม่ได้ สมองผิดปกติ และร่างกายซีกซ้ายไม่มีแรง และนายแพทย์ ท. เบิกความว่า
เมอ่ื ปลายปี ๒๕๕๑ นาง ย. มารดาของโจทกไ์ ดป้ รกึ ษาพยานเกยี่ วกบั การรกั ษาพยาบาลโจทกข์ องโรงพยาบาล
ตามฟอ้ ง ต่อมาพยานได้ตรวจดูเวชระเบียนการรักษาโจทก์แล้ว พบว่าโจทก์ป่วยก่อนไปโรงพยาบาลใน
วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๗ เป็นเวลา ๒ สัปดาห์ แม้โจทก์มีอาการปวดศีรษะและเป็นไข้แพทย์จะไม่
สามารถทราบได้ว่าเป็นโรคอะไร แต่ถ้าโจทก์มีอาการเป็นไข้เกินกว่า ๒ สัปดาห์ ก็ต้องสงสัยไว้ก่อนว่า
โจทก์อาจเป็นไข้ไทฟอยด์ มาลาเรีย หรือวณั โรคและในวนั ดงั กลา่ วเมอ่ื แพทย์พบฝา้ ขาวทปี่ อดของโจทก์
ก็ควรสงสัยว่าเป็นวัณโรคและหากแพทย์ให้ยารักษาวัณโรคตั้งแต่วันนั้น โจทก์ก็อาจจะหายได้และไม่มี
อาการชกั เห็นวา่ นาง ย. พยานโจทก์เบกิ ความวา่ เมื่อประมาณกลางเดือนมิถนุ ายน ๒๕๔๗ โจทกม์ ี
อาการตวั รอ้ นและปวดศรี ษะ นาง ย. จงึ พาโจทกไ์ ปโรงพยาบาลเลย โดยไมป่ รากฏวา่ โจทกม์ อี าการดงั กลา่ ว
ในวนั เดยี วกบั ที่โจทก์ไปโรงพยาบาลหรือไมแ่ ละวนั ดังกลา่ วตรงกับวนั ใด แตส่ ำเนาบตั รบนั ทกึ การตรวจ
ผ้ปู ว่ ยเอกสารหมาย จ. ๒ ปรากฏวา่ ในเดือนมิถุนายน ๒๕๔๗ โจทก์ไปโรงพยาบาลครง้ั แรกในวนั ท่ี ๒๐
มิถุนายน ๒๕๔๗ ซึ่งในเอกสารดังกล่าวโจทก์มีอาการปวดศีรษะก่อนไปโรงพยาบาลประมาณ ๓ วัน
และเจือสมกับคำเบิกความของนายแพทย์ ฐ. แพทย์ผู้รักษาโจทก์พยานจำเลยว่า โจทก์มีอาการปวด
ศีรษะและเป็นไข้โดยโจทก์มีอาการปวดศีรษะก่อนไปโรงพยาบาลเมื่อวันท่ี ๒๐ และ ๒๓ มิถุนายน
๒๕๔๗ ประมาณ ๓ และ ๖ วนั ตามลำดบั จงึ เชื่อวา่ ในวนั ท่ี ๒๐ และ ๒๓ มิถนุ ายน ๒๕๔๗ ซง่ึ โจทก์
ไปพบแพทย์น้ัน แพทย์ทราบเพียงว่าโจทก์มีอาการปวดศีรษะและเป็นไข้ก่อนไปโรงพยาบาลประมาณ
๓ และ ๖ วนั ตามลำดบั เทา่ น้นั ดงั น้นั แมจ้ ะฟังวา่ หากผู้ปว่ ยเปน็ ไขโ้ ดยไม่ทราบสาเหตเุ กิน ๒ สัปดาห์
แพทยจ์ ะตอ้ งรบั ผปู้ ว่ ยไวร้ กั ษาในโรงพยาบาล เปน็ ความจรงิ ดงั ทน่ี ายแพทย์ ท.พยานโจทกเ์ บกิ ความดงั กลา่ ว
แต่เม่ือแพทย์ทราบว่าโจทก์มีอาการดังกล่าวยังไม่เกิน ๒ สัปดาห์ แพทย์จึงตรวจรักษาและให้ยาโดย
ไมจ่ ำตอ้ งรบั ตวั โจทกไ์ วร้ กั ษาในโรงพยาบาล สว่ นทส่ี ำเนาแผนการพยาบาลเอกสารหมาย ล. ๑ แผน่ ท่ี ๔๘
ละ ๕๐ ระบวุ า่ เมอ่ื โรงพยาบาลเลยรบั โจทกเ์ ขา้ รกั ษาในวนั ท่ี ๒๖ มถิ นุ ายน ๒๕๔๗ โจทกเ์ ปน็ ไขก้ อ่ นมา
โรงพยาบาลประมาณ ๒ สปั ดาห์ กเ็ ปน็ เอกสารทจ่ี ดั ทำขนึ้ ภายหลงั จากวนั ท่ี ๒๐ และ ๒๓ มถิ นุ ายน ๒๕๔๗
ที่โจทก์ไปตรวจรักษาอาการของโรคนี้แล้ว นอกจากนี้แม้จะได้ความจากแผนการพยาบาลน้ันว่า โจทก์
เป็นไข้ก่อนมาโรงพยาบาลประมาณ ๒ สัปดาห์ แต่อาการเช่นว่าน้ันนายแพทย์ ท. พยานโจทก์ก็เบิก
ความยนื ยนั วา่ อาการดงั กลา่ วอาจเปน็ อาการของไขไ้ ทฟอยด์ มาลาเรยี หรอื วณั โรคกไ็ ด้ ซงึ่ นายแพทย์ ส.
พยานจำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านเป็นทำนองเดียวกันว่า ไข้ไทฟอยด์และวัณโรคมี
อาการไข้เช่นเดียวกัน และไม่สามารถบอกได้ทันทีว่าเป็นโรคอะไร ประกอบกับนายแพทย์ ส.
56 คำพพิ ากษาศาลฎีกา
พยานจำเลยเบกิ ความวา่ หากแพทยไ์ มแ่ นใ่ จวา่ ผปู้ ว่ ยเปน็ วณั โรคหรอื ไม่ กจ็ ะไมใ่ หย้ ารกั ษาวณั โรคเพราะยา
แต่ละชนิดมีอันตราย อาจทำให้หูหนวก ตาบอด ตับถูกทำลาย ตัวเหลืองและทำให้ถึงแก่ความตายได้
ซึ่งนายแพทย์ ท. พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า หากแพทย์ไม่แน่ใจว่าผู้ป่วย
เป็นวัณโรคหรือไม่ ก็จะไม่ให้ยารักษาวัณโรคเพราะการให้ยาดังกล่าวจะมีผลข้างเคียงเช่นกัน ดังน้ัน
การท่ีแพทย์วินิจฉัยล่าช้าไปบ้างและไม่ให้ยารักษาวัณโรคแก่โจทก์ จึงหาใช่เป็นข้อบ่งชี้ว่าแพทย์
ประมาทเลินเล่อในการตรวจรักษาหรือวินิจฉัยโรคผิดพลาด ที่โจทก์อุทธรณ์ทำนองว่า นายแพทย์ ฐ.
ไม่ซักประวัติเกี่ยวกับความเจ็บป่วยของบุคคลในครอบครัวโจทก์ ทำให้ไม่ทราบว่าบิดาโจทก์ป่วยเป็น
วัณโรค และไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องนั้น ทางพิจารณานอกจากจะไม่ได้ความจากคำเบิกความ
ของนาง ย. พยานโจทกว์ า่ นายแพทย์ ฐ. ไม่ได้ซกั ประวตั ิดงั ท่โี จทกก์ ล่าวอา้ งแลว้ นาง ย. ยงั เบิกความ
ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๑ นาย ม. บิดาโจทก์ไม่เคยป่วยเป็นวัณโรคและ
เมอื่ พ.ศ. ๒๕๔๕ นาย ม. กไ็ ปตรวจรกั ษาและเอกซเรยป์ อด แตน่ าง ย.ไมท่ ราบผลการตรวจรกั ษาดงั กลา่ ว
สว่ นที่นายแพทย์ ท. พยานโจทกเ์ บิกความอา้ งวา่ ผลการเอกซเรย์ของนาย ม. เมอ่ื พ.ศ. ๒๕๔๕ พบว่า
มีจุดท่ีปอด และนาย ม. แจ้งว่าไม่ได้บอกอาการดังกล่าวแก่แพทย์ผู้รักษาโจทก์เพราะแพทย์ไม่ได้
สอบถาม กเ็ ปน็ คำกลา่ วอา้ งเลอ่ื นลอย ไมม่ พี ยานหลกั ฐานสนบั สนนุ ทง้ั โจทกก์ ไ็ มไ่ ดน้ ำนาย ม. มาเบกิ ความ
ยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว เชื่อว่าในขณะโจทก์ไปตรวจรักษาท่ีโรงพยาบาลเลย นาง ย. ก็ไม่ทราบว่า
นาย ม. ป่วยเป็นวัณโรคหรือไม่ ดังนั้น ข้อเท็จจริงอาจเป็นไปได้ว่ามีการซักประวัติเกี่ยวกับความเจ็บ
ปว่ ยของบุคคลในครอบครัวโจทกแ์ ล้ว แตใ่ นขณะนนั้ ได้รับแจ้งว่า ไม่มใี ครมปี ระวัตปิ ่วยมาก่อน จึงไมไ่ ด้
มีการบันทึกไว้ในเวชระเบียนดังที่นายแพทย์ ส. พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านก็ได้
และที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปทำนองว่า แพทย์ไม่ได้ส่งฟิล์มเอกซเรย์ของโจทก์ไปให้ผู้เช่ียวชาญอ่านโดยเร็ว
ทำให้ทราบว่าโจทก์ป่วยเป็นวัณโรคล่าช้าไปน้ัน แม้ตามสำเนาบัตรบันทึกการตรวจผู้ป่วยในเอกสาร
หมาย จ. ๒ ผลการเอกซเรยป์ อดของโจทกจ์ ะปรากฏวา่ มจี ดุ ทป่ี อดกต็ าม แตก่ ไ็ ดค้ วามจากนายแพทย์ ท.
พยานโจทกเ์ บกิ ความตอบทนายจำเลยถามค้านวา่ อาการดังกล่าวอาจเป็นมะเร็งกไ็ ด้ ซงึ่ นายแพทย์ ส.
พยานจำเลยก็เบิกความว่า ผลการเอกซเรย์ปอดในลักษณะดังกลา่ วไม่สามารถยนื ยนั ไดว้ ่าเปน็ โรคอะไร
สว่ นทีน่ ายแพทย์ ท. พยานโจทกเ์ บิกความวา่ ปอดของโจทก์มีฝา้ ขาวและตบั โต ตามสำเนาบัตรบันทกึ
การตรวจผปู้ ว่ ยในเอกสารหมาย ล. ๑ แผน่ ท่ี ๒๗ แสดงวา่ โจทกเ์ ปน็ วณั โรคนน้ั กไ็ ดค้ วามจากคำเบกิ ความ
ของนายแพทย์ ส. พยานจำเลยประกอบสำเนาหนงั สอื ตำราวชิ าการและคำแปลเอกสารหมาย จ. ๙ วา่
ตำราทางวิชาการไม่ได้ระบุว่า อาการดังกล่าวให้สงสัยว่าเป็นวัณโรค แต่อาการของวัณโรคจะต้องมี
อาการม้ามโต และเม็ดเลือดขาวสูง และโจทก์ไม่ได้มีอาการดังกล่าว นายแพทย์ ส. เป็นแพทย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเช้ือในเด็กน่าเชื่อถือว่าได้เบิกความตามหลักวิชาการ นอกจากน้ีนายแพทย์ ส.
พยานจำเลยเบิกความต่อไปว่า การตรวจหาเชื้อวัณโรคในเด็กจะต้องตรวจหาเช้ือจากน้ำล้างกระเพาะ
อาหารร่วมดว้ ย แตก่ ็ต้องใช้เวลาการตรวจดงั กล่าวถงึ ๖ สปั ดาห์ ดังน้นั การทีแ่ พทย์ไมส่ ่งฟลิ ม์ เอกซเรย์
ของโจทก์ไปให้ผู้เช่ียวชาญอ่านในทันที จึงไม่เป็นเหตุให้ทราบว่าโจทก์ป่วยเป็นวัณโรคล่าช้าดังที่โจทก์
อุทธรณ์ ท่ีศาลช้ันต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย
อทุ ธรณ์ของโจทกฟ์ ังไมข่ ึ้น
พพิ ากษายนื ค่าฤชาธรรมเนียมในชน้ั อุทธรณใ์ ห้เปน็ พบั .
อยั การนิเทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
57
โจทก์ฎีกา โดยได้รบั อนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบ้ืองต้นฟังเป็นยุติได้ว่า
โจทก์เปน็ บตุ รสาวของนาย ม. และนาง ย. ขณะเกิดเหตอุ ายปุ ระมาณ ๔ ปี โจทกป์ ่วยเปน็ ไข้ นาง ย.
ได้พาไปหาแพทย์ท่ีโรงพยาบาลจังหวัดเลย ซึ่งอยู่ในสังกัดของจำเลยทำการตรวจรักษา คร้ังแรกเมื่อ
วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๗ แต่โจทก์ไม่หายป่วยและอาการทรุดลง นาง ย. ต้องนำโจทก์กลับไปให้
ตรวจรกั ษาอกี เมอ่ื วันที่ ๒๓ และวันที่ ๒๖ เดือนเดยี วกนั โดยครั้งหลงั ต้องรบั ตวั โจทก์ไว้ในโรงพยาบาล
เพ่ือทำการตรวจรักษา โดยมีนายแพทย์ ฐ. เป็นแพทย์เวรเจ้าของไข้ วันที่ ๑ กรกฎาคมปีเดียวกัน
แพทย์หญิง น. เป็นแพทย์เวรรับช่วงเป็นเจ้าของไข้โจทก์ต่อจากนายแพทย์ ฐ. คร้ังนี้แพทย์หญิง น.
ตรวจวินิจฉัยโรคจนทราบว่าป่วยเป็นวัณโรคจึงมีการให้ยารักษาอาการวัณโรคแก่โจทก์ในวันดังกล่าว
ต่อมาวันที่ ๒ เดือนเดียวกันโจทก์มีอาการไม่ดีข้ึน จึงส่งตัวโจทก์ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์
จังหวัดขอนแก่น ตามคำขอของบิดามารดาโจทก์ โจทก์ได้รับการรักษานานประมาณ ๒ เดือนเศษ
ก็หายป่วยจากวัณโรคแต่ต้องพิการไปตลอดชีวิต นาย ม. ป่วยเป็นวัณโรคก่อนโจทก์แต่แพทย์หญิง น.
ไดท้ ราบเมอื่ มาตรวจรกั ษาโจทก์ ยาทใ่ี ชใ้ นการรกั ษาอาการวณั โรคเปน็ ยาทมี่ ผี ลขา้ งเคยี งทเี่ ปน็ อนั ตรายสงู
จะใชร้ กั ษาผใู้ ดตอ้ งปรากฏชดั เจนกอ่ นวา่ ปว่ ยเปน็ วณั โรคจรงิ นายแพทย์ ฐ. และแพทยห์ ญงิ น. ตา่ งเปน็
แพทย์ผูเ้ ชยี่ วชาญดา้ นกมุ ารเวชศาสตรป์ ระจำโรงพยาบาลจังหวัดเลย ทั้งหลกั ฐานการตรวจรกั ษาโจทก์
ท่ีโรงพยาบาลจังหวดั เลยปรากฏตามเอกสารหมาย จ. ๒ จ. ๙ และ ล. ๓ ช้ันน้มี ปี ญั หาตอ้ งวนิ จิ ฉัยว่า
แพทย์ผู้ตรวจรักษาโจทก์ทำการโดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหม
ทดแทนแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าแพทย์โรงพยาบาล
จังหวัดเลย ในสังกัดจำเลยประมาทเลินเล่อในการตรวจรักษาโจทก์ โดยไม่ได้วินิจฉัยโรคให้ถูกต้อง
ตามหลักวิชาการทางการแพทย์ทำให้ทราบผลว่าโจทก์ป่วยเป็นวัณโรคล่าช้า มิฉะน้ันคงทราบผลแล้ว
ต้งั แตว่ ันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๗ ทีน่ ายแพทย์ ฐ. รับตวั โจทก์ไว้รักษาในโรงพยาบาล ไมใ่ ชเ่ พิง่ ทราบผล
ในวันท่ี ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ที่แพทย์หญิง น. เป็นแพทย์เวรเจ้าของไข้โจทก์ต่อจากนายแพทย์ ฐ.
ทำให้การรักษาด้วยยารักษาวัณโรคล่าช้า แม้โจทก์หายป่วยก็ต้องพิการ ส่วนพยานหลักฐานจำเลย
ไมน่ า่ รบั ฟงั ขอใหศ้ าลฎกี าพพิ ากษากลบั ใหจ้ ำเลยตอ้ งรบั ผดิ ชดใชค้ า่ สนิ ไหมทดแทนแกโ่ จทกต์ ามฟอ้ งนน้ั
พิจารณาพยานหลักฐานของคคู่ วามแลว้ ไดค้ วามจากแพทยห์ ญงิ น. พยานจำเลยวา่ ตรวจอาการโจทก์
แล้วลุกนั่งได้ซึมเล็กน้อย แต่มีสติรู้ตัว กินอาหารได้ ดูประวัติผู้ป่วย พร้อมดูฟิล์มเอกซเรย์พบปอด
มีฝ้าขาว ๆ บ่งบอกอาจติดเชื้อวัณโรคหรือติดเชื้ออ่ืนในปอดได้ จากประวัติการรักษาผู้ป่วยแพทย์ท่ี
รักษาโจทก์แต่แรกได้ให้ยาสำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียในปอดเพราะเข้าใจว่าติดเชื้อแบคทีเรียในปอด
โจทก์แขง็ แรง และไดร้ บั วัคซนี ปอ้ งกนั วัณโรคแล้ว โอกาสเปน็ วัณโรคจงึ น้อย แต่รกั ษามา ๔ วันด้วยการ
ให้ยาฆ่าเช้ือแล้วไม่ดีข้ึน ท้ังวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๗ ก็มีอาการชักด้วยซึ่งเป็นอาการเกี่ยวกับสมอง
เมื่อพยานตรวจร่างกายแลว้ คดิ วา่ โจทก์มอี าการเกย่ี วกับสมอง จงึ สง่ ฟลิ ม์ เอกซเรยท์ ท่ี ำไวก้ อ่ นแล้วไปให้
ผู้เช่ียวชาญเก่ียวกับฟิล์มตรวจดูอีกคร้ังหน่ึง พยานให้เจาะน้ำเล้ียงไขสันหลังไปตรวจ ปรากฏว่าพบเม็ด
เลอื ดขาวสูงกวา่ ปกติ ตรวจวิเคราะหเ์ มด็ เลือดขาวในไขกระดกู สนั หลงั แล้วผลออกมาวา่ ก้ำกงึ่ ว่า ติดเช้ือ
แบคทีเรียหรือวัณโรค แต่ผลอ่านเอกซเรย์ของผู้เช่ียวชาญน่าเชื่อว่าอาจเป็นวัณโรคพยานจึงเอาน้ำใน
กระเพาะอาหารไปตรวจหาเชื้อวัณโรค เอาน้ำยาจากโปรตีนวัณโรคฉีดเข้าผิวหนังเพ่ือทราบว่ามีอาการ
58 คำพพิ ากษาศาลฎกี า
ติดเช้ือโรคหรือไม่ พร้อมส่งโจทก์ไปเอกซเรย์สมองท่ีโรงพยาบาลเมืองเลยราม และสอบถามญาติได้
ความวา่ บดิ าโจทกเ์ คยไอเปน็ เลอื ดกบั ไดด้ ปู ระวตั กิ ารรกั ษาบดิ าโจทกท์ เี่ คยเอกซเรยพ์ บปอดเปน็ ฝา้ ขาวดว้ ย
ทำให้เชื่อว่าโจทก์ติดเชื้อวัณโรคด้วยการแพร่เช้ือจากบิดา พยานจึงให้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียและยาฆ่าเชื้อ
วัณโรครักษาโจทก์ในวันท่ี ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗ การส่งตัวโจทก์ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์
ในวนั ที่ ๒ เดือนเดยี วกันจากการสอบถามพยาบาลทีน่ ำส่ง และผลการตรวจออกซเิ จนของโรงพยาบาล
ศรนี ครนิ ทรข์ ณะรบั ตวั โจทกไ์ มไ่ ดข้ าดออกซเิ จน และพยานเชอื่ วา่ โจทกไ์ ดร้ บั ยาตามระยะเวลาทเี่ หมาะสม
จากทไ่ี ดค้ วามขา้ งตน้ แสดงวา่ การตรวจวนิ จิ ฉยั วา่ โจทกป์ ว่ ยเปน็ วณั โรคหรอื ไมจ่ ะมหี ลายกรรมวธิ อี ยา่ งนอ้ ย
ตามที่พยานดำเนินการ แต่การดำเนินการหลังที่บ่งชี้ทำให้พยานวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นวัณโรคและได้
ตัดสินใจสั่งยาที่ใช้รักษาวัณโรคที่แม้มีความเส่ียงสูงต่ออันตรายท่ีอาจเกิดจากผลข้างเคียงของยามาใช้
รักษาโจทก์เพราะผลจากการอ่านฟิล์มเอกซเรย์โดยผู้เช่ียวชาญว่าน่าเช่ือว่าโจทก์อาจป่วยเป็นวัณโรค
ประกอบการสอบถามญาติได้ความสรุปว่า บิดาโจทก์ป่วยเป็นวัณโรคด้วย ได้ความจากนายแพทย์ ฐ.
พยานจำเลยวา่ เมอ่ื แพทยร์ บั ตวั โจทกไ์ วร้ กั ษาในวนั ท่ี ๒๖ มถิ นุ ายน ๒๕๔๗ ไดม้ กี ารตรวจเลอื ดผปู้ ว่ ยซำ้
ตรวจปัสสาวะ และเอกซเรย์ เพื่อหาสาเหตุของโรค มีการให้น้ำเกลือและยาปฏิชีวนะทางน้ำเกลือ
ผลการตรวจเลือดและปัสสาวะไม่สามารถบ่งช้ีสาเหตุการป่วยได้ แต่ผลการเอกซเรย์ปรากฏว่าปอด
ส่วนกลางท้ังสองข้างเป็นฝ้าขาว และตับโตเล็กน้อย ซ่ึงไม่อาจบอกชัดเจนได้ว่าเป็นวัณโรคแต่อาจติด
เช้ืออย่างอ่ืนได้ พยานจึงได้ให้ยาปฏิชีวนะเหมือนเดิม และให้น้ำเกลือ ยาแก้อาเจียนแก่โจทก์เพราะ
ยาปฏิชีวนะสามารถฆ่าเช้ือแบคทีเรียท่ีเกิดข้ึนในปอดส่วนอื่นได้ จากนั้นต้องดูผลการรักษาด้วยยา
ถา้ ภายใน ๒๔ ถึง ๔๘ ช่วั โมงอาการดขี ึ้น แสดงวา่ ยาดงั กลา่ วไดผ้ ลแต่ครบ ๔๘ ชว่ั โมงแล้วยงั ทรงอยู่
พยานจึงส่ังตรวจเลอื ดเพ่ิมเพ่ือหาสาเหตุโรค เพราะอาการโจทก์อาจเปน็ โรคไทฟอยด์ โรคฉห่ี นไู ด้ และ
ยังสั่งเพาะเช้ือในเลือดพร้อมการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง ปรากฏตามเอกสารหมาย ล. ๑ แผ่นท่ี
๒๗ แต่ผลการตรวจไม่พบเช้ือไทฟอยด์ โรคฉี่หนู หรือแบคทีเรียในเลือด ผลการเอกซเรย์พบฝ้าขาวท่ี
ปอดสว่ นกลางสองขา้ งพยานเชอื่ ว่ามกี ารตดิ เช้อื ในปอด วนั ที่ ๓๐ เดอื นเดยี วกันพยานนำเลอื ดโจทก์ไป
ตรวจหาการติดเช้ือตัวอ่ืนในปอดว่าเป็นเช้ือท่ีพยานคาดคิดหรือไม่ พร้อมเปล่ียนยาปฏิชีวนะตัวใหม่ที่
ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียกึ่งไวรัสในวันน้ี ซึ่งต้องรอดูผลเป็นเวลา ๒ ถึง ๔๘ ช่ัวโมง แต่ไม่ได้ส่ังเจาะน้ำเล้ียง
ไขสนั หลงั ไปตรวจเพราะโจทกไ์ มม่ อี าการทางระบบประสาททต่ี อ้ งซมึ แตแ่ ตกตา่ งกบั การซมึ ดว้ ยสาเหตอุ น่ื
และที่โจทก์อาเจียนอาจเกิดจากการติดเช้ือในระบบประสาทหรือสาเหตุอื่นได้ เพราะการเจาะน้ำเลี้ยง
ไขกระดูกสันหลังมีความเสี่ยงอันตรายสูงเพราะหากมีก้อนเน้ือหรือแรงดันสมองในกะโหลกศีรษะสูง
อาจจะมากดก้านสมองเป็นสาเหตุให้โจทก์หยุดหายใจได้ พยานไม่นึกในลำดับต้น ๆ ว่า โจทก์เป็น
วณั โรค เพราะผเู้ ปน็ วณั โรคจะมอี าการไขต้ ำ่ ๆ ไขเ้ รอื้ รงั เกนิ ๒ สปั ดาห์ นำ้ หนกั ลด รา่ งกายจะไมแ่ ขง็ แรง
แต่ปรากฏว่าโจทก์แข็งแรงและเคยได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรค และพยานตอบคำถามทนายโจทก์ถาม
ค้านว่า ผลเอกซเรย์ที่มีฝ้าขาวท่ีปอดส่วนกลางสองข้างอาจเกิดจากการติดเช้ือวัณโรคได้ ซ่ึงพยานก็
คำนึงถึงข้อนี้เหมือนกัน ซึ่งปกติถ้ามีข้อสงสัยเช่นน้ีแพทย์ต้องสอบประวัติผู้ป่วยว่าใกล้ชิดกับผู้เป็น
วัณโรคหรือไม่ และทดสอบการเป็นวัณโรค แต่พยานไม่ได้สอบถามถึงผู้ใกล้ชิดกับโจทก์ว่าเคยเป็น
วัณโรคหรือไม่เพราะเปน็ ความคดิ พยานในลำดับหลัง ๆ แตบ่ ัดนโี้ จทก์ป่วยเป็นวัณโรคขึ้นสมอง ท้งั ตาม
ตำราวิชาการเกี่ยวกับการตรวจโรคไม่ทราบสาเหตุระบุให้แพทย์ผู้ตรวจรักษาต้องสอบประวัติผู้ป่วย
อาการผู้ป่วย และผู้ใกล้ชิดว่าป่วยเป็นโรคติดเช้ือหรือไม่ แต่ตามบันทึกการตรวจรักษาถึงวันท่ี ๒๗
อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
59
มิถนุ ายน ๒๕๔๗ ไม่ปรากฏว่าแพทย์สอบถามดังกลา่ ว แมพ้ ยานจะตอบคำถามตงิ วา่ ทยี่ ังไม่คิดว่าโจทก์
เป็นวัณโรคเพราะยังเป็นไขไ้ มเ่ กนิ ๑๔ วนั และปกติทว่ั ไปทแ่ี พทย์ต้องสอบถามข้างตน้ และทดสอบการ
ติดเช้ือจะทำเฉพาะผู้ป่วยเป็นไข้เกิน ๑๔ วัน อย่างไรก็ดีถ้าสงสัยผู้ป่วยเป็นวัณโรคก็สามารถสอบ
ประวัติและการติดเชื้อได้ทันที ทั้งตอบคำถามทนายโจทก์ขออนุญาตถามอีกว่า ตามบันทึกพยาบาล
เอกสารหมาย ล. ๑ หนา้ ๔๘ ระบวุ า่ ผปู้ ว่ ยเปน็ ไขก้ อ่ นมาโรงพยาบาล ๒ สปั ดาห์ และตอบทนายจำเลย
ขออนุญาตถามว่า แต่แพทย์ผู้รักษาโจทก์วันแรกบันทึกว่าโจทก์เป็นไข้มา ๓ วัน จากที่ได้ความ
ขา้ งต้น นายแพทย์ ฐ. ไดท้ ำการตรวจรักษาโจทกห์ ลายประการ แต่กย็ ังไม่ทราบสาเหตขุ องอาการป่วย
ของโจทก์ แตท่ พ่ี ยานไมไ่ ดก้ ระทำคอื สง่ ผลเอกซเรยโ์ จทกไ์ ปใหผ้ เู้ ชย่ี วชาญดใู ห้ และสอบถามถงึ ผใู้ กลช้ ดิ โจทก์
ว่าป่วยเป็นวัณโรคหรือไม่ดังเช่นท่ีแพทย์หญิง น. กระทำซึ่งนายแพทย์ ฐ. สมควรกระทำเพราะ
ขนาดตนเองก็ยังมีความคิดว่าโจทก์อาจเป็นวัณโรคได้ ไม่ว่าจะเป็นความคิดในลำดับใดก็ตาม และ
โจทก์ก็ป่วยมานานพอสมควรไม่ว่าจะเกิน ๑๔ วัน หรือยังไม่ถึงก็ใกล้เคียง ก็ควรซักประวัติคนใกล้ชิด
โจทก์ถงึ การป่วยเปน็ วัณโรคด้วย เพราะยงั หาสาเหตุป่วยไมไ่ ดแ้ ละพยานกส็ งสัยอยู่ ซึ่งพยานก็สามารถ
ทำไดเ้ พราะเปน็ ข้อมูลท่มี ีอยแู่ ลว้ ตัง้ แต่ขณะพยานยังเป็นเจ้าของไข้ หากได้กระทำกค็ งทราบผลวา่ โจทก์
ป่วยเป็นวัณโรคโดยไม่ต้องรอผลการตรวจน้ำไขกระดูกสันหลังท่ีต้องใช้เวลานานกว่าจะทราบผล และ
ส่งั ยาใชร้ ักษาวัณโรคตามความจำเป็น ทำใหโ้ จทกไ์ ด้รับการรักษาทท่ี นั เวลาก็ได้ เพราะขณะน้ันพยานก็
วา่ โจทกย์ ังไม่มีอาการทางระบบประสาท เป็นการเจือสมกับพยานโจทก์ปากนายแพทย์ ท. ทเี่ บิกความ
ได้ความว่า เม่ือแพทย์เอกซเรย์โจทก์วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๗ และดูฟิล์มในวันรุ่งขึ้นปรากฏว่ามี
ฝา้ ขาว ๆ ทปี่ อด ควรคิดวา่ โจทกเ์ ป็นวณั โรคและควรตรวจเพ่ือยนื ยนั ใหแ้ น่ชดั ว่าเป็นวัณโรคจรงิ หรอื ไม่
แต่ไม่ได้กระทำ การท่ีไม่รักษาต้ังแต่แรกเริ่มที่ตรวจพบอาการที่ปอด ทำให้โจทก์มีอาการชัก สมองได้
รับการกระทบกระเทือน ที่โจทก์ต้องพิการเช่ือว่าเกิดจากการรักษาวัณโรคในสมองล่าช้า ทั้งเม่ือ
สอบถามบดิ าโจทกว์ า่ เหตใุ ดทไ่ี มแ่ จง้ อาการตนเองทเี่ อกซเรยเ์ มอ่ื ปี ๒๕๔๕ แลว้ พบวา่ ปอดมจี ดุ บดิ าโจทก์
บอกไม่คิดว่าเรื่องน้ีจะมีผลต่อโจทก์และแพทย์ไม่ได้ถาม และตอบคำถามค้านว่า จากการดูประวัติการ
รักษาโจทก์ แพทย์ผู้รักษาไม่ได้ดำเนินการตามวิชาการแพทย์ เม่ือเอกซเรย์ปอดพบผิดปกติแพทย์ควร
สงสัยว่าเป็นวัณโรคหรือต้องหาวิธีให้ทราบสาเหตุท่ีแน่นอนว่าเป็นโรคอะไรเก่ียวกับปอด โดยเฉพาะ
ต้องส่งฟลิ ม์ เอกซเรยไ์ ปให้แพทยผ์ ู้เชีย่ วชาญเกย่ี วกับฟลิ ์มเอกซเรยด์ ู กรณเี ช่นโจทก์มกั จะตดิ เช้ือจากคน
ในครอบครัว ถ้าพยานได้ดูฟิล์มเอกซเรย์คร้ังแรกและลักษณะฟิล์มท่ีบันทึกไว้ ยืนยันได้ทันทีว่าโจทก์
เป็นวัณโรค เพราะโจทก์มีอาการไข้เร้ือรัง ตับโต และปอดในลักษณะขาวเหมือนปุยฝ้าย พยานจะไม่
สงสยั วา่ โจทกต์ ดิ เชอ้ื แบคทเี รยี อนื่ ซง่ึ ตอ้ งหายใจเรว็ แตโ่ จทกห์ ายใจ ๒๔ ถงึ ๒๖ ครง้ั ตอ่ นาที ไมถ่ อื วา่ เรว็
ส่วนนี้พยานหลักฐานสำคัญของคู่ความเท่าที่หยิบยกวินิจฉัยเพียงพอให้เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์
มีนำ้ หนักดกี วา่ ทำใหร้ บั ฟังได้ว่า นายแพทย์ ฐ. ไม่ได้กระทำการดงั กล่าวข้างตน้ ท้ังท่ีสามารถกระทำได้
ระหว่างท่ีเป็นเจ้าของไข้โจทก์ซึ่งขณะนั้นยังไม่เข้าข้ันอันตรายมาก จึงไม่ทราบว่าโจทก์ป่วยเป็นวัณโรค
เมื่อการตรวจรักษาวินิจฉัยทราบว่าโจทก์ป่วยเป็นวัณโรคโดยแพทย์หญิง น. และให้ยาวัณโรครักษา
โจทก์แล้วโจทก์ต้องพิการตลอดชีวิต อาจเน่ืองจากการวินิจฉัยท่ีล่าช้าได้ถ้าเป็นดังกล่าวโจทก์ย่อม
เสียโอกาสได้รับการรักษาท่ีถูกทางอย่างทันท่วงทีทำให้ต้องพิการไปตลอดชีวิต เช่นน้ีแล้วแสดงว่า
แพทย์ของจำเลยไม่ได้ทำการตรวจรักษาให้ถูกต้องครบถ้วนในเวลาอันสมควรตามหลักวิชาการแพทย์
และตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายโจทก์ซ่ึงเป็นผลโดยตรงต่อความ
60 คำพิพากษาศาลฎกี า
ประมาทเลินเล่อของแพทย์อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อ
โจทกใ์ นผลละเมดิ ทแี่ พทย์ของตนกระทำในการปฏิบตั ิหน้าที่ ทั้งเมอื่ ไดค้ วามจากพยานหลกั ฐานคูค่ วาม
ว่าทางฝ่ายโจทก์ไม่ทราบว่าต้องแจ้งเร่ืองบิดาโจทก์เป็นวัณโรคให้แพทย์ทราบเนื่องจากไม่มีการ
สอบถามถงึ มากอ่ น จนกระทง่ั แพทยห์ ญงิ น. สอบถามจงึ ไดค้ วาม แสดงวา่ ไมไ่ ดป้ กปดิ แตไ่ มร่ วู้ า่ ตอ้ งแจง้
ย่อมถือไม่ได้ว่าบิดามารดาหรือโจทก์ปกปิดหรือแจ้งข้อความเท็จตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๘ วรรคสอง อันจะทำให้จำเลยพ้นผิด คงต้องพิจารณาตอ่ ไปว่าจำเลยต้องชดใช้
ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด โจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานถึงความเสียหายแต่ละประเภทท่ีเรียกมา
ตามฟ้อง จึงจะกำหนดให้โจทก์ได้รับตามสมควรในค่าเสียหายแต่ละประเภทที่โจทก์เรียกมาและมีสิทธิ
ดังน้ี เม่ือโจทก์ต้องพิการทางสมองไม่สามารถช่วยตัวเองได้ โจทก์ย่อมต้องทุกข์ทรมานทั้งทางกายและ
จิตใจ ค่าทุกข์ทรมานกายใจ ค่าทุกข์ทรมานทางใจ ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงินได้ตาม
ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา ๔๔๖ เมื่อโจทกเ์ จ็บป่วยตอ้ งเข้ารับการรักษาท่โี รงพยาบาล
จงั หวดั เลย และรกั ษาตอ่ ทโ่ี รงพยาบาลศรนี ครนิ ทร์ จงั หวดั ขอนแกน่ ทงั้ ยงั ตอ้ งรกั ษาตวั ตอ่ ทบ่ี า้ นอกี ๒ เดอื น
แล้วต้องพิการทางสมองไปตลอดชีวิต ไม่มีโอกาสจะมีสภาพเจริญเติบโตแข็งแรงเป็นผู้ใหญ่ท่ีมีคุณภาพ
ดังเช่นเด็กอ่ืนท่ัวไปย่อมต้องมีการรักษาตัวต่อเนื่องต่อไป และคงต้องจ้างบุคคลอื่นดูแลด้วย จึงเป็น
ค่าเสียหายโดยตรงที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้แม้โจทก์จะไม่มีใบเสร็จรับเงินมาแสดงและไม่มีรายละเอียดว่า
ได้จ่ายหรือจะต้องจ่ายเงินไปเท่าใด แต่ก็เห็นได้ว่าโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายดังกล่าว แม้จะไม่ใช
่
จำนวนเงินที่พยานโจทกเ์ บิกความรวม ๆ ทั้งหมดมาว่าเปน็ เงิน ๑๖,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ เมอื่ พิเคราะห์
ถึงพฤติการณ์ และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว สมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ได้รับชดใช ้
เป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วัน
อนั เปน็ การละเมิดต่อโจทกค์ ือวันที่ ๒๖ มถิ นุ ายน ๒๕๔๗ ดว้ ย ทศี่ าลอทุ ธรณภ์ าค ๑ แผนกคดผี บู้ รโิ ภค
พพิ ากษานน้ั ศาลฎกี าไมเ่ หน็ พอ้ งดว้ ย ฎกี าโจทก์ฟงั ขึ้นบางส่วน
พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงนิ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท พรอ้ มดอกเบยี้ อตั ราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี
นับต้ังแต่วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๗ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียม
ทั้งสามศาลให้เป็นพับ แต่โจทก์เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมท้ังปวง ให้คืนค่ารับรอง
เอกสาร และค่าใช้จา่ ยในการสง่ คำคู่ความในชัน้ อุทธรณแ์ ก่โจทก.์
สำนักงานอยั การพิเศษฝา่ ยสารสนเทศ
สำนกั งานวิชาการ
หมายเหต
ุ
เน่ืองจากคดีนี้เป็นท่ีสนใจของประชาชน จึงได้มีการนำคำวินิจฉัยของศาลช้ันต้นและ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แผนกคดีผู้บริโภค มาประกอบรวมไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับน้ีด้วย ท้ังน้ ี
เพอ่ื ประโยชนแ์ กผ่ ทู้ ี่สนใจจะได้นำขอ้ มูลในคำวินจิ ฉัยดงั กลา่ วไปใชใ้ นการศกึ ษาทางวชิ าการต่อไป
อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
61
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๖๘๕/๒๕๕๘
ป.อ. รีดเอาทรัพย์ (มาตรา ๓๓๘)
การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๓๘ หมายความว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเหตุการณ์ข้อเท็จจริงท่ีไม่ประจักษ์แก่บุคคล
ทัว่ ไป และเป็นขอ้ เท็จจริงทเี่ จ้าของความลับประสงค์จะปกปดิ ไม่ใหบ้ ุคคลอ่นื รู้ ดังนี้ ความลบั จงึ ไม่
จำเปน็ ต้องเปน็ การกระทำทชี่ อบดว้ ยกฎหมาย หรือไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย หรือผดิ ศลี ธรรมอนั ดขี อง
ประชาชน หากเป็นเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนจริงและเจ้าของข้อเท็จจริงประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่น
รกู้ ็ถือวา่ เปน็ ความลบั แล้ว เมื่อฎกี าของจำเลยยอมรบั ข้อเท็จจริงวา่ จำเลยมีภรยิ าอยแู่ ล้ว แตจ่ ำเลย
กับผู้เสยี หายสมคั รใจมคี วามสมั พันธ์ฉันชู้สาวกันมาประมาณ ๑ ปี ข้อเทจ็ จริงท่จี ำเลยกบั ผูเ้ สยี หาย
มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดข้ึนจริง เมื่อเป็นการกระทำท่ีผิดศีลธรรมอันดี
ของประชาชน แสดงวา่ ผเู้ สยี หายประสงคจ์ ะปกปดิ ไมใ่ หบ้ คุ คลอนื่ โดยเฉพาะภรยิ าจำเลยรเู้ รอ่ื งดงั กลา่ ว
เร่ืองน้ันจึงเป็นความลับของผู้เสียหาย การท่ีจำเลยขู่เข็ญผู้เสียหายว่าหากผู้เสียหายไม่นำเงิน
จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท มาใหจ้ ำเลยแลว้ จำเลยจะนำเร่อื งความสัมพันธ์ฉันช้สู าวระหวา่ งจำเลยซง่ึ
มีครอบครัวแล้วกับผู้เสียหายไปเปิดเผยต่อบุคคลอ่ืน จึงเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับของ
ผู้เสียหาย ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๘ แล้ว การกระทำ
ของจำเลยจงึ เปน็ ความผดิ ตามบทบัญญัตดิ งั กลา่ ว
{
____________________________
พนกั งานอัยการจงั หวดั นครพนม โจทก
์
ระหว่าง
นายประจักษ ์ อมรสิน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันท่ี ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน จำเลยโทรศัพท์ให้นางสาว ป.
ผู้เสยี หาย นำเงนิ จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท มามอบให้ จำเลย โดยขเู่ ข็ญวา่ หากผู้เสียหายไมน่ ำเงินจำนวน
ดังกล่าวมาให้ จำเลยจะนำเร่ืองความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจำเลยซ่ึงมีครอบครัวแล้วกับผู้เสียหาย
ซ่ึงเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายต้องการปกปิดเป็นความลับ ไปเปิดเผยต่อบุคคลอ่ืน อันเป็นการข่มขืนใจ
ผู้เสียหายให้ยอมให้ หรือยอมจะให้จำเลยได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะเปิด
เผยความลับซึ่งการเปิดเผยน้ันจะทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายและเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำ
อันตรายตอ่ ชอ่ื เสียงของผู้เสียหายจนผู้เสยี หายยอมนำเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท มอบใหจ้ ำเลย ขอให้
ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗, ๓๓๘
จำเลยใหก้ ารรับสารภาพ
ศาลชนั้ ตน้ พจิ ารณาแลว้ พพิ ากษาวา่ จำเลยมคี วามผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗
วรรคแรก, ๓๓๘ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษ
ฐานกรรโชกซึง่ เป็นกฎหมายบททมี่ ีโทษหนังที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคกุ ๓ ปี
จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ก่งึ หนึง่ คงจำคกุ ๑ ปี ๖ เดือน
62 คำพิพากษาศาลฎกี า
จำเลยอุทธรณ ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานรีดเอาทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทท่ีม
ี
โทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๒ ปี ลดโทษให้กึ่งหน่ึงตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคกุ ๑ ปี นอกจากทแี่ กใ้ ห้เปน็ ไปตามคำพิพากษาศาลช้นั ตน้
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซ่ึงพิจารณาและลงช่ือในคำพิพากษาศาลช้ันต้นอนุญาตให้ฎีกา
ในปัญหาข้อเทจ็ จรงิ
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า
การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๓๘ หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับต้องเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิด
เผยความลับท่ีเป็นการกระทำท่ีชอบดว้ ยกฎหมายเทา่ นน้ั การขเู่ ขญ็ วา่ จะเปดิ เผยความลับทผ่ี ิดศีลธรรม
อันดีของประชาชนจึงไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งเป็นองค์ประกอบ
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๘ หมายความว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเหตุการณ์
ข้อเท็จจริงท่ีไม่ประจักษ์แก่บุคคลทั่วไป และเป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าของความลับประสงค์จะปกปิดไม่ให้
บุคคลอื่นรู้ ดังน้ี ความลับจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ชอบด้วย
กฎหมาย หรือผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน หากเป็นเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนจริงและเจ้าของข้อเท็จจริง
ประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอ่ืนรู้ก็ถือว่าเป็นความลับแล้ว เม่ือฎีกาของจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่า
จำเลยมีภริยาอยู่แล้ว แต่จำเลยกับผู้เสียหายสมัครใจมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันมาประมาณ ๑ ป ี
ข้อเท็จจริงที่จำเลยกับผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง เมื่อเป็นการ
กระทำที่ผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน แสดงว่าผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอ่ืนโดยเฉพาะ
ภริยาจำเลยรู้เรื่องดังกล่าว เรื่องนั้นจึงเป็นความลับของผู้เสียหาย การท่ีจำเลยขู่เข็ญผู้เสียหายว่าหาก
ผู้เสียหายไม่นำเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท มาให้จำเลยแล้ว จำเลยจะนำเรื่องความสัมพันธ์ฉันชู้สาว
ระหว่างจำเลยซึ่งมีครอบครัวแล้วกับผู้เสียหายไปเปิดเผยต่อบุคคลอ่ืน จึงเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผย
ความลับของผู้เสียหาย ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๘ แล้ว
การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามบทบญั ญตั ดิ ังกลา่ ว ฎีกาของจำเลยข้อนีฟ้ ังไม่ข้นึ
พพิ ากษายืน.
สำนักงานอยั การพิเศษฝ่ายสารสนเทศ
สำนักงานวชิ าการ
อยั การนเิ ทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
63
ค
ำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๑๒๗๒๔/๒๕๕๘
ป.วิ.อ. บรรยายฟ้อง (มาตรา ๑๕๘)
พ.ร.บ. เล่อื ยโซย่ นต์ พ.ศ. ๒๕๔๕ (มาตรา ๓, ๔)
ความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตน้ัน ตามพระราชบัญญัติ
เล่ือยโซ่ยนต์ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๓ นิยามคำว่า “เล่ือยโซ่ยนต์” ไว้ว่า หมายถึง “เคร่ืองมือ
สำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเล่ือยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเคร่ืองจักรกลและให้
หมายความรวมถึงส่วนหน่ึงส่วนใดท่ีเป็นส่วนประกอบของเคร่ืองมือดังกล่าวด้วย ท้ังนี้ ตามท่ี
รฐั มนตรกี ำหนดในกฎกระทรวง” เชน่ น้ี แสดงว่า ตามนยิ ามจากบทบญั ญัตดิ ังกล่าว คำว่า “เลือ่ ย
โซ่ยนต์” มิใช่เป็นการกำหนดความหมายถึงเคร่ืองมือสำหรับใช้ตัดไม้ไว้โดยลำพัง แต่ได้ระบุโยงไป
ถงึ กฎกระทรวงดว้ ย และโดยอาศยั อำนาจตามความในบทนยิ าม คำวา่ “เลอ่ื ยโซย่ นต”์ ในมาตรา ๓
และมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ออกกฎกระทรวงไว้ว่า “เลื่อยโซ่ยนต์” หมายความว่า (๑) เคร่ืองมือ
สำหรบั ใชต้ ัดไมห้ รอื แปรรูปไม้ที่มฟี ันเล่ือยติดกับโซ่ ซงึ่ ขับเคลอ่ื นด้วยกำลงั เคร่ืองจักรกลทผี่ ลิตและ
ประกอบสำเรจ็ รปู เพอ่ื การใชง้ านทม่ี ตี น้ กำลงั ตงั้ แต่ ๑ แรงมา้ โดยมแี ผน่ บงั คบั โซท่ มี่ ขี นาดความยาว
ตง้ั แต่ ๑๒ น้ิว กฎกระทรวงฉบบั ดังกล่าวมีผลบงั คบั ใชเ้ มอื่ วนั ท่ี ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๕ เมอ่ื เหตคุ ดีนี้
เกิดวันที่ ๑๕ กรกฎคม ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นวันเวลาภายหลังจากที่วันที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับแล้ว
โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องมาให้ครบถ้วนว่าเลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองนั้นเป็นไปตาม
คำนิยามหรือไม่ ซ่ึงเป็นองค์ประกอบความผิด เม่ือโจทก์มิได้บรรยายฟ้องในเรื่องดังกล่าว จึงเป็น
ฟ้องท่ีไม่มีรายละเอียดพอสมควรให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมาย
วิธพี ิจารณาความอาญามาตรา ๑๕๘ (๕)
{
__________________________
พนกั งานอยั การจังหวดั ภูเกต็ โจทก์
ระหวา่ ง
นายสวสั ดิ์ หัวหิน จำเลย
โจทก์ฟอ้ งว่า เม่อื ระหวา่ งวันเวลาใดไมป่ รากฏชดั ถึงวันท่ี ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เวลากลางวัน
ต่อเนื่องกัน จำเลยบุกรุก ก่นสร้าง แผ้วถางยึดถือครอบครองป่าทำประโยชน์และอยู่อาศัยในที่ดิน
ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด โดยจำเลยแผ้วถางป่า สร้างบ้าน ปักเสาไม ้
ขึงลวดหนาม สร้างกระท่อม สร้างคอกเลี้ยงไก่ ปลูกต้นไม้ผล และปลูกต้นยางพารา เป็นเนื้อท่ี ๕ ไร่
๔๘ ตารางวา อันเป็นการทำลายและเป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ
และกอ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายแกต่ น้ นำ้ ลำธารและเปน็ การกระทำดว้ ยประการใด ๆ อนั เปน็ การทำลายปา่
หรือยึดถือครอบครองป่าเพ่ือตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และไม่ได้รับ
การยกเวน้ ตามกฎหมาย ต่อมาระหวา่ งวนั ท่ี ๑๕ มิถนุ ายน ๒๕๕๖ เวลาใดไมป่ รากฏชดั ถึงวนั ที่ ๑๕
กรกฎาคม ๒๕๕๖ เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้จำเลยทำไม้โดยการ
64 คำพิพากษาศาลฎีกา
ตดั เลือ่ ย ผ่า ถาก ทอน ขุด ชกั ลากไมใ้ นป่า หรอื นำไม้ออกจากปา่ หรือทำอันตรายดว้ ยประการใด ๆ
แก่ไม้ตะเคียนทราย ซ่ึงเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. จำเลยแปรรูปไม้ตะเคียนทรายให้เปลี่ยนรูปและ
เปลี่ยนขนาด โดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ท่ีจำเลยมีไว้ในครอบครองเล่ือยไม้ตะเคียนทรายออกเป็นแผ่น
ขนาดต่าง ๆ ๒๗ แผ่น ปริมาตรรวม ๐.๕๕ ลูกบาศก์เมตร ภายหลังที่จำเลยแปรรูปไม้ดังกล่าวแล้ว
จำเลยมีไม้ตะเคียนทรายแปรรูป ๒๗ แผ่น ปริมาตรรวม ๐.๕๕ ลูกบาศก์เมตร อันมีปริมาตรเกิน
๐.๒๐ ลกู บาศกเ์ มตร ไวใ้ นครอบครอง คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเปน็ เงนิ ๓๐๐ บาท โดยไม่รบั อนญุ าต
จากพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่ได้รับสัมปทานตามกฎหมาย เม่ือวันท่ี ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖
เวลากลางวัน จำเลยมีเลื่อยโซ่ยนต์ ๑ เคร่ือง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ท่ีมี
ฟันเล่ือยติดกับโซ่และขับเคลื่อนด้วยกำลังเคร่ืองจักรกล ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจาก
นายทะเบยี นเลอื่ ยโซย่ นต์ ขอใหล้ งโทษตามพระราชบญั ญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๔,
๖, ๙, ๑๔, ๓๑, ๓๕ พระราชบญั ญตั ปิ า่ ไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔, ๑๑, ๔๘, ๕๔, ๗๒ ตร,ี ๗๓, ๗๔,
๗๔ ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๓, ๔, ๑๗ ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๓, ๙๑ ริบของกลาง และให้จำเลย คนงานผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจาก
เขตปา่ สงวนแห่งชาติท่เี กดิ เหตุ
จำเลยใหก้ ารรับสารภาพ
ศาลช้ันต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๑๔, ๓๑ วรรคสอง (๓) พระราชบญั ญตั ปิ า่ ไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔๘, ๗๓ วรรคหนง่ึ
(ท่ีถูก มาตรา ๑๑ วรรคหน่ึง, ๔๘ วรรคหน่ึง, ๕๔ วรรคหน่ึง, ๗๒ ตรี วรรคหนึ่ง, ๗๓ วรรคหน่ึง)
พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๗ วรรคหน่ึงการกระทำของจำเลยเป็นความผิด
หลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑
ฐานบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในท่ีดินเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นต้นน้ำลำธาร จำคุก ๒ ปี และ
ปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท ฐานทำไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๓ เดือน และ
ปรับ ๕,๐๐๐ บาท และฐานมีเล่ือยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๓ ปี และ
ปรับ ๕,๐๐๐ บาท รวมจำคกุ ๒ ปี ๖ เดือน และปรบั ๓๐,๐๐๐ บาท จำเลยใหก้ ารรับสารภาพเป็น
ประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ก่ึงหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๗๘ คงจำคกุ ๑ ปี ๓ เดอื น และปรบั ๑๕,๐๐๐ บาท โทษจำคกุ ใหร้ อการลงโทษไวม้ กี ำหนด ๒ ปี
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๙, ๓๐ ใหจ้ ำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผแู้ ทน และบริวารของจำเลยออกจากทีด่ ินในเขตป่าสงวน
แห่งชาตทิ ่เี กิดเหต
ุ
โจทก์อุทธรณ
์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานแปรรูปไม้
โดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับความผิดฐาน
บุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นต้นน้ำลำธาร กับความผิดฐานทำไม้
หวงห้ามประเภท ก. โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
ให้ลงโทษฐานบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในท่ีดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นต้นน้ำลำธารตามประมวล
อัยการนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
65
กฎหมายอาญามาตรา ๙๐ จำคุก๒ ปี ลดโทษให้ก่ึงหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘
คงจำคุก ๑ ปี เมอ่ื รวมกับโทษฐานอ่ืนตามคำพิพากษาศาลช้นั ต้นแลว้ เปน็ จำคุก ๒ ปี ๖ เดอื น (ท่ีถกู
ไม่ปรับและไมร่ อการลงโทษ) ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เปน็ ไปตามคำพพิ ากษาศาลชนั้ ตน้
จำเลยฎกี า
ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัย
ประการแรกวา่ จำเลยมคี วามผดิ ฐานมเี ลอ่ื ยโซย่ นตไ์ วใ้ นครอบครองโดยไมไ่ ดร้ บั ใบอนญุ าตหรอื ไม่ เหน็ วา่
ความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์
พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๓ นิยามคำว่า “เล่ือยโซ่ยนต์” ไว้ว่า หมายถึง “เคร่ืองมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือ
แปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซ่ึงขับเคล่ือนด้วยกำลังเครื่องจักรกลและให้หมายความรวมถึงส่วนหน่ึง
ส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือดังกล่าวด้วย ทั้งน้ี ตามท่ีรัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง”
เช่นนี้ แสดงว่า ตามนิยามจากบทบัญญัติดังกล่าว คำว่า “เล่ือยโซ่ยนต์” มิใช่เป็นการกำหนด
ความหมายถึงเครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้ไว้โดยลำพัง แต่ได้ระบุโยงไปถึงกฎกระทรวงด้วย และโดย
อาศยั อำนาจตามความในบทนยิ าม คำว่า “เลอ่ื ยโซย่ นต์” ในมาตรา ๓ และมาตรา ๒๓ แหง่ พระราช
บัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมได้ออก
กฎกระทรวงไว้ว่า “เลื่อยโซ่ยนต์” หมายความว่า (๑) เคร่ืองมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่ม
ี
ฟันเลื่อยติดกับโซ่ ซึ่งขับเคล่ือนด้วยกำลังเคร่ืองจักรกลที่ผลิตและประกอบสำเร็จรูปเพ่ือการใช้งานท่ีมี
ตน้ กำลงั ตง้ั แต่ ๑ แรงมา้ โดยมแี ผน่ บงั คบั โซท่ มี่ ขี นาดความยาวตงั้ แต่ ๑๒ นวิ้ กฎกระทรวงฉบบั ดงั กลา่ ว
มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๕ เม่ือเหตุคดีน้ีเกิดวันที่ ๑๕ กรกฎคม ๒๕๕๖ ซึ่งเป็น
วันเวลาภายหลังจากท่ีวันท่ีกฎกระทรวงมีผลใช้บังคับแล้ว โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องมาให้ครบถ้วนว่า
เลื่อยโซ่ยนต์ท่ีจำเลยมีไว้ในครอบครองน้ันเป็นไปตามคำนิยามหรือไม่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิด
เม่ือโจทก์มิได้บรรยายฟ้องในเร่ืองดังกล่าว จึงเป็นฟ้องท่ีไม่มีรายละเอียดพอสมควรให้จำเลยเข้าใจ
ขอ้ หาไดด้ ี ไมช่ อบด้วยประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕๘ (๕) ปัญหาน้เี ป็นปัญหา
ข้อกฎหมายท่ีเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมาย
วธิ พี ิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเล่ือยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครอง
โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยลงโทษจำคุกจำเลยภายหลัง
จากลดโทษให้แลว้ เปน็ จำคกุ ๑ ปี นอกจากท่ีแกใ้ หเ้ ป็นไปตามคำพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ภาค ๘.
สำนักงานอยั การพเิ ศษฝา่ ยสารสนเทศ
สำนักงานวิชาการ
66 คำพพิ ากษาศาลฎีกา
ค
ำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๙๘๓/๒๕๕๘
ป.อ. กระทำอนาจาร(มาตรา ๒๗๘)
การที่จำเลยแอบติดตั้งกล้องบันทึกภาพไว้ท่ีใต้โต๊ะทำงานของโจทก์ร่วม และบันทึกภาพ
สรีระร่างกายของโจทก์ร่วมต้ังแต่ช่วงลิ้นปี่จนถึงอวัยวะช่วงขามองเห็นกระโปรงที่โจทก์ร่วมสวมใส่
ขาท่อนล่างและขาท่อนบนของโจทก์ร่วม โดยที่กล้องบันทึกภาพมีแสงไฟสำหรับเพ่ิมความสว่าง
เพ่ือให้มองเห็นภาพบริเวณใต้กระโปรงของโจทก์ร่วมให้ชัดเจนย่ิงข้ึนการกระทำของจำเลย
สอ่ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความใครแ่ ละกามารมณ์ โดยทโี่ จทกร์ ว่ มมไิ ดร้ เู้ หน็ หรอื ยนิ ยอม อนั เปน็ การกระทำ
ทไ่ี มส่ มควรในทางเพศต่อโจทก์ร่วม โดยโจทกร์ ว่ มตกอยใู่ นภาวะท่ีไม่สามารถขดั ขืนได้ แมจ้ ำเลยจะ
มิได้สัมผัสต่อเนื้อตัวร่างกายของโจทก์ร่วมโดยตรง แต่การที่จำเลยใช้กล้องบันทึกภาพใต้กระโปรง
โจทก์ร่วมในระยะใกล้ชิด โดยโจทก์ร่วมไม่รู้ตัวย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำโดยประสงค์ต่อผล
อันไม่สมควรในทางเพศต่อโจทก์ร่วม โดยใช้กำลังประทุษร้ายซ่ึงตามบทนิยามมาตรา ๑ (๖) แห่ง
ประมวลกฎหมายอาญา การใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘ นอกจากหมายความว่า ทำการประทุษร้ายแก่กายแล้ว
ยังหมายความว่าทำการประทุษร้ายแก่จิตใจด้วย ไม่ว่าจะทำด้วยใช้แรงกายภาพหรือด้วยวิธีอันใด
และให้หมายความรวมถึงการกระทำใด ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้บุคคลหน่ึงบุคคลใดอยู่ในภาวะท่ีไม่
สามารถขดั ขนื ไดก้ ารกระทำของจำเลยดงั กลา่ ว ทำใหโ้ จทกร์ ว่ มตอ้ งรสู้ กึ สะเทอื นใจอบั อายขายหนา้
จึงถือว่าเป็นการประทุษร้ายแก่จิตใจของโจทก์ร่วมแล้ว อันแตกต่างจากการที่บุคคลใช้สายตามอง
ดูหน้าอก ช่วงขา หรือชุดชั้นในของหญิงท่ีสวมใส่อยู่ไม่ว่าในที่ใด ๆ ดังท่ีจำเลยกล่าวอ้างในฎีกา
จึงไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอนาจารโจทก์ร่วม
ครบองคป์ ระกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘ แลว้
{
___________________________
พนกั งานอัยการจงั หวดั ชยั ภมู ิ โจทก์
ระหวา่ ง นางสาว ว. โจทกร์ ว่ ม
นายปัญญา งานจตั รุ ัส จำเลย
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลากลางวัน ถึงวันท่ี ๒๗
พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเน่ืองกันจำเลยกระทำอนาจาร น.ส. ว. ผู้เสียหาย
ซึ่งมีอายุกว่าสิบห้าปีโดยจำเลยได้ติดตั้งกล้องถ่ายภาพเคล่ือนไหวไว้ที่ใต้โต๊ะทำงานในห้องตรวจคนไข้
โรงพยาบาลอันเป็นสาธารณสถานเพื่อบันทึกภาพถ่ายใต้กระโปรงของผู้เสียหายส่งตามสายไปยัง
จอรับภาพคอมพิวเตอร์ในห้องทำงานของจำเลย โดยที่ผู้เสียหายอยู่ในภาวะท่ีไม่สามารถขัดขืนได
้
อนั เปน็ การกระทำทลี่ ามกอนาจารและไมส่ มควรทางเพศแกผ่ เู้ สยี หายและเปน็ การกระทำดว้ ยประการใด ๆ
อันเป็นการรังแกหรือข่มเหงผู้เสียหายและกระทำให้ผู้เสียหายได้รับความอับอายหรือเดือนร้อนรำคาญ
ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘, ๓๙๗
จำเลยใหก้ ารปฏเิ สธ
อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
67
ระหวา่ งพิจารณา ผู้เสยี หายยน่ื คำรอ้ งขอเขา้ รว่ มเป็นโจทก์ ศาลช้ันตน้ อนญุ าต
ศาลชัน้ ตน้ พิจารณาแลว้ พพิ ากษาวา่ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๘,
๓๙๗ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษ
ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ซ่ึงเป็น
กฎหมายท่ีมีโทษหนักท่ีสุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๑ ปี และ
ปรับ ๑๒,๐๐๐ บาท ทางนำสืบของจำเลยเปน็ ประโยชนแ์ กก่ ารพจิ ารณา มเี หตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสามคงจำคุก ๘ เดือน และปรับ ๘,๐๐๐ บาท
ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสแก่จำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดี
โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลย
ไม่ชำระคา่ ปรบั ใหจ้ ดั การตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐
จำเลยอทุ ธรณ ์
ศาลอทุ ธรณ์ภาค ๓ พพิ ากษายนื
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซ่ึงพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา
ในปญั หาข้อเท็จจรงิ
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า โจทก์ร่วมเป็นแพทย์
ประจำโรงพยาบาล ส่วนจำเลยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล และเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ร่วม
เม่ือวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ โจทก์ร่วมและจำเลยมาทำงานตรวจรักษาคนไข้ที่โรงพยาบาล
โดยจำเลยประจำอยู่ห้องตรวจคนไข้หมายเลข ๒ ห้องแรก ส่วนโจทก์ร่วมประจำอยู่ห้องตรวจคนไข้
หมายเลข ๓ ซง่ึ อยถู่ ดั จากหอ้ งตรวจของจำเลย ในวนั ดงั กลา่ วโจทกร์ ว่ มพบวตั ถคุ ลา้ ยกลอ้ งถา่ ยภาพตดิ อยู่
ท่ีใต้โต๊ะทำงานของโจทก์ร่วมจึงติดต่อนาย อ. พนักงานสาธารณสุข ๖ ของโรงพยาบาล มาดึงวัตถ
ุ
ดังกล่าวออก แต่ดึงไม่ได้ เนื่องจากติดสายไฟท่ีโยงกับวัตถุน้ันไว้ จึงปรึกษากันว่าจะมาดึงออกในช่วง
พกั เทยี่ ง แตเ่ มอื่ ถงึ เวลานดั ปรากฏวา่ กลอ้ งดงั กลา่ วหายไป มเี พยี งรอยเทปกาวสองหนา้ ตดิ อยทู่ ผี่ นงั ใตโ้ ตะ๊
โจทก์ร่วมจึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ต่อมาพนักงานสอบสวนไปตรวจท่ีเกิดเหตุ พบเทปกาว
สองหน้าติดไว้ท่ีใต้โต๊ะทำงานของโจทก์ร่วม กับพบสายไฟคล้ายสายโทรศัพท์สีขาวอยู่ใกล้โต๊ะทำงาน
ของโจทกร์ ว่ มตดิ ตงั้ พาดผา่ นไปตามผนังขา้ มไปยงั หอ้ งตรวจคนไข้ของจำเลย ปลายสายดงั กลา่ วห้อยอยู่
ใกล้กับโตะ๊ ทำงานของจำเลย และขอยดึ เครื่องซีพียูไปตรวจสอบพบขอ้ มลู ภาพเคลอื่ นไหว ๕ ไฟล์ และ
ขอ้ มลู ภาพนง่ิ ๕ ไฟล์ ซงึ่ ระบวุ นั บนั ทกึ ภาพเคลอ่ื นไหวไว้ เมอ่ื วนั ที่ ๖, ๑๗ และ ๒๗ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๑
ในเครื่องซีพียูของจำเลยการท่ีจำเลยฎีกาว่าไม่ได้ติดต้ังกล้องในห้องของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า แม้โจทก์
และโจทก์ร่วมจะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะจำเลยติดต้ังกล้องบันทึกภาพ แต่โจทก์และโจทก์ร่วมมี
วัตถุพยาน คือข้อมูลภาพแอบถ่ายใต้กระโปรงของโจทก์ร่วมอยู่ในเครื่องซีพียูในห้องตรวจคนไข้ของ
จำเลย โดยมีสายไฟสีขาวซ่ึงใช้เป็นสายนำสัญญาณภาพจากกล้องบันทึกภาพท่ีเคยติดตั้งใต้โต๊ะทำงาน
ของโจทก์ร่วมก่อนถูกรื้อออกไปยึดโยงไปตามฝาผนังเชื่อมระหว่างห้องตรวจคนไข้ของโจทก์ร่วมไปยัง
ห้องตรวจคนไข้ของจำเลย และปลายสายดังกล่าวไปส้ินสุดใกล้เครื่องคอมพิวเตอร์ใกล้ห้องตรวจคนไข้
ของจำเลยตามภาพถ่ายหมาย จ.๑๑ รวม ๖ ภาพ และแผนผังห้องตรวจและการเดินสายสัญญาณ
เอกสารหมาย จ.๑๕ ประกอบกับเวลาท่ีภาพถูกบันทึกในแต่ละครั้งอยู่ในช่วงที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่
ตรวจรักษาคนไข้ท่ีห้องตรวจคนไข้ของจำเลย ย่อมไม่มีเหตุผลที่บุคคลอื่นจะไปติดตั้งกล้องดังกล่าว
68 คำพพิ ากษาศาลฎกี า
ในห้องของโจทก์ร่วมเพื่อไว้ใช้ดูท่ีห้องตรวจคนไข้ของจำเลย นอกจากน้ีจำเลยเป็นผู้บริหารสูงสุดของ
โรงพยาบาล หลังเกดิ เหตไุ ม่ปรากฏว่าจำเลยตงั้ คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจรงิ ท่เี กิดข้นึ คงให้โจทก์
ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อติดตามผู้กระทำความผิดเสียเองจึงผิดปกติวิสัย
ของผู้บังคับบัญชาอันพึงจักต้องรักษาความสงบเรียบร้อยภายในหน่วยงานโดยตั้งกรรมการสอบสวน
ข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส แต่จำเลยก็มิได้ดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นพิรุธ ข้อเท็จจริงดังที่โจทก์และ
โจทกร์ ว่ มที่นำสืบมารบั ฟงั ไดว้ า่ จำเลยเปน็ ผูต้ ดิ ตัง้ กล้องและแอบถา่ ยภายใตก้ ระโปรงของโจทก์ร่วม
การที่จำเลยแอบติดตั้งกล้องบันทึกภาพไว้ที่ใต้โต๊ะทำงานของโจทก์ร่วม และบันทึกภาพสรีระ
รา่ งกายของโจทกร์ ว่ มตงั้ แตช่ ว่ งลน้ิ ปจี่ นถงึ อวยั วะชว่ งขามองเหน็ กระโปรงทโ่ี จทกร์ ว่ มสวมใส่ ขาทอ่ นลา่ ง
และขาท่อนบนของโจทก์ร่วม โดยที่กล้องบันทึกภาพมีแสงไฟสำหรับเพิ่มความสว่างเพื่อให้มองเห็น
ภาพบริเวณใต้กระโปรงของโจทก์ร่วมให้ชัดเจนยิ่งข้ึนการกระทำของจำเลยส่อแสดงให้เห็นถึงความใคร่
และกามารมณ์ โดยท่ีโจทก์ร่วมมิได้รู้เห็นหรือยินยอม อันเป็นการกระทำท่ีไม่สมควรในทางเพศ
ต่อโจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แม้จำเลยจะมิได้สัมผัสต่อเน้ือตัว
ร่างกายของโจทก์ร่วมโดยตรง แต่การท่ีจำเลยใช้กล้องบันทึกภาพใต้กระโปรงโจทก์ร่วมในระยะใกล้ชิด
โดยโจทก์ร่วมไม่รู้ตัวย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำโดยประสงค์ต่อผลอันไม่สมควรในทางเพศ
ต่อโจทก์ร่วม โดยใช้กำลังประทุษร้ายซ่ึงตามบทนิยามมาตรา ๑ (๖) แห่งประมวลกฎหมายอาญา
การใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘
นอกจากหมายความวา่ ทำการประทษุ รา้ ยแกก่ ายแลว้ ยงั หมายความวา่ ทำการประทษุ รา้ ยแกจ่ ติ ใจดว้ ย
ไมว่ า่ จะทำดว้ ยใชแ้ รงกายภาพหรอื ดว้ ยวธิ อี นั ใด และให้หมายความรวมถึงการกระทำใด ๆ ซง่ึ เป็นเหตุ
ใหบ้ ุคคลหน่งึ บุคคลใดอยู่ในภาวะท่ีไมส่ ามารถขดั ขืนได้ การกระทำของจำเลยดังกลา่ ว ทำให้โจทก์รว่ ม
ตอ้ งรสู้ กึ สะเทอื นใจอบั อายขายหนา้ จงึ ถอื วา่ เปน็ การประทษุ รา้ ยแกจ่ ติ ใจของโจทกร์ ว่ มแลว้ อนั แตกตา่ ง
จากการทบ่ี คุ คลใช้สายตามองดหู น้าอก ช่วงขา หรือชุดชนั้ ในของหญงิ ท่ีสวมใสอ่ ยไู่ ม่วา่ ในทใ่ี ด ๆ ดังที่
จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา จึงไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำ
อนาจารโจทก์ร่วม ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘ แล้ว และท่ี
จำเลยฎกี าวา่ หอ้ งตรวจคนไขไ้ มใ่ ชส่ าธารณสถานการกระทำของจำเลยจงึ ไมค่ รบองคป์ ระกอบความผดิ
ตามประมวลกฎหมาย ๓๙๗ นั้น เห็นว่า ห้องตรวจคนไข้ที่เกิดเหตุ เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาล
อันเป็นสถานท่ีราชการซ่ึงเป็นสาธารณสถาน แม้ประชาชนท่ีไปใช้บริการในห้องตรวจคนไข้ที่เกิดเหตุ
จะตอ้ งไดร้ บั อนญุ าต และผา่ นการคดั กรองจากพยาบาลหนา้ หอ้ งตรวจกอ่ นดงั ทจ่ี ำเลยฎกี า แตก่ เ็ ปน็ เพยี ง
ระเบยี บขั้นตอนและวธิ ีปฏบิ ัตใิ นการใชบ้ รกิ ารของโรงพยาบาลเท่านนั้ หาทำใหห้ ้องตรวจคนไขด้ งั กล่าว
ซง่ึ เปน็ สาธารณสถานทปี่ ระชาชนมคี วามชอบธรรมจะเขา้ ไปได้ ตอ้ งกลบั กลายเปน็ ทร่ี โหฐานแตอ่ ยา่ งใดไม่
ห้องตรวจคนไขท้ ีเ่ กิดเหตุจงึ ยังคงเป็นสาธารณสถาน ดังนนั้ การกระทำของจำเลยจึงครบองคป์ ระกอบ
ความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการรังแกหรือข่มเหงผู้อ่ืน หรือกระทำให้ผู้อื่นได้รับ
ความอบั อาย หรอื เดอื ดรอ้ นรำคาญในทสี่ าธารณสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๗ แลว้
ทศี่ าลล่างทัง้ สองวนิ จิ ฉัยมานนั้ ศาลฎกี าเห็นพ้องด้วย ฎกี าของจำเลยทกุ ข้อฟงั ไมข่ ึ้น
พพิ ากษายนื
สำนกั งานอัยการพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศ
สำนักงานวชิ าการ
อัยการนิเทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
69
ค
ำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๐๕๔/๒๕๕๘
พ.ร.บ. ยาเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ (มาตรา ๔)
ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ นยิ ามของคำวา่ “ผลติ ” หมายความว่า
เพาะ ปลกู ทำ ผสม ปรงุ แปรสภาพ เปลยี่ นรปู หรอื สงั เคราะหท์ างวทิ ยาศาสตร์ และใหห้ มายรวมถงึ
การแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย การท่ีเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยขณะกำลังต้มใบพืช
กระท่อมในหม้อ ๑ ใบ จนได้นำ้ พืชกระท่อมจำนวน ๑ ขวด ปริมาตร ๑,๒๐๐ มิลลิเมตร จำเลย
รับสารภาพว่า ต้มไว้เพ่ือด่ืมเอง ไม่ปรากฏว่ามีน้ำพืชกระท่อมบรรจุขวดอ่ืน ๆ อีก หรือมีเป็น
ปริมาณมากจนอาจนำไปสู่การจำหน่าย น่าเช่ือว่ามีไว้เพ่ือดื่มเอง ซ่ึงเหตุผลในการตราพระราช
บญั ญตั ยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษและมกี ารแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ กเ็ พอ่ื แกป้ ญั หาเกย่ี วกบั ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษทร่ี นุ แรงขน้ึ
แก้ไขโทษให้มีความเหมาะสมกับการกระทำความผิดซ่ึงการกระทำความผิดฐานผลิตมีอัตรา
โทษมากกว่าการมีไว้ครอบครองย่อมต้องมีลักษณะการกระทำท่ีรุนแรงกว่า การต้มใบพืชกระท่อม
ของจำเลยจึงเป็นเพียงวิธีการหน่ึงในการเสพโดยการเปลี่ยนจากการเสพใบสด ๆ มาเป็นการต้ม
เปน็ นำ้ เพอื่ ความสะดวกแกก่ ารนำเขา้ สรู่ า่ งกาย ประกอบกบั มปี รมิ าณจำนวนเลก็ นอ้ ย ไมป่ รากฏวา่
จำเลยมีการนำน้ำตม้ พืชกระท่อมของกลางไปผสมกบั ยาแก้ไอ หรือนำ้ อัดลม เพอื่ ใหเ้ กิดการมนึ เมา
ประสาทหลอนและเปน็ อนั ตรายตอ่ บคุ คลในสงั คมตามทโี่ จทกฎ์ กี า ทศี่ าลอทุ ธรณภ์ าค ๘ วนิ จิ ฉยั วา่
การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ชอบแล้ว ฎีกาของ
โจทกฟ์ ังไม่ข้ึน
{
______________________
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจงั หวดั ระนอง โจทก
์
ระหว่าง
นาย อ. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันท่ี ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เวลากลางวัน จำเลยผลิตพืชกระท่อมซึ่งเป็น
ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ โดยนำใบพืชกระท่อมมาผสมปรุง แปรสภาพด้วยวิธีการต้มใบพืช
กระทอ่ มนำ้ หนกั ๙๔.๗๑๗ กรมั ในหมอ้ ๑ ใบ จนไดเ้ ปน็ นำ้ ตม้ พชื กระทอ่ ม ๑ ขวด ปรมิ าตร ๑,๒๐๐ มลิ ลเิ มตร
โดยไม่ได้รับอนุญาตและจำเลยมีพืชกระท่อม ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ โดยม ี
น้ำต้มพืชกระท่อม ๑ ขวด ปริมาตร ๑,๒๐๐ มิลลิเมตร ใบพืชกระท่อมที่ผ่านการต้มแล้วน้ำหนัก
๙๔.๗๑๗ กรมั และใบพืชกระท่อมสด ๑ กระสอบ น้ำหนกั ๒.๒๐ กิโลกรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้
รบั อนญุ าต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญตั ิยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๒๖, ๗๕,
๗๖, ๑๐๐/๑, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๙๑ ริบใบพืชกระทอ่ มสดทเ่ี หลอื จาก
การตรวจพสิ ูจน์และหมอ้ ๑ ใบ ของกลาง
จำเลยใหก้ ารรบั สารภาพ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคหน่งึ , ๗๖ วรรคสอง จำคุก ๑ เดือน และปรับ ๑,๕๐๐ บาท โทษจำคุก
70 คำพิพากษาศาลฎีกา
ให้รอการลงโทษไว้มกี ำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖
โจทก์อุทธรณ
์
ศาลอุทธรณภ์ าค ๘ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน แตใ่ หค้ ืนหมอ้ ๑ ใบ ของกลาง
แก่เจา้ ของ
โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซ่ึงพิจารณาและลงช่ือในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา
ในปัญหาขอ้ เทจ็ จรงิ
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัย
ตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า
ตามพระราชบัญญัตยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ นยิ ามของคำว่า “ผลิต” หมายความว่า เพาะ ปลูก
ทำ ผสม ปรงุ แปรสภาพ เปลย่ี นรปู หรอื สงั เคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายรวมถึงการแบ่งบรรจุ
หรือรวมบรรจุด้วย การท่ีเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยขณะกำลังต้มใบพืชกระท่อมในหม้อ ๑ ใบ
จนไดน้ ำ้ พชื กระทอ่ มจำนวน ๑ ขวด ปรมิ าตร ๑,๒๐๐ มลิ ลเิ มตร จำเลยรบั สารภาพวา่ ตม้ ไวเ้ พอื่ ดมื่ เอง
ไม่ปรากฏว่ามีน้ำพืชกระท่อมบรรจุขวดอื่น ๆ อีก หรือมีเป็นปริมาณมากจนอาจนำไปสู่การจำหน่าย
น่าเช่ือว่ามีไว้เพื่อด่ืมเอง ซ่ึงเหตุผลในการตราพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษและมีการแก้ไขเพ่ิมเติม
กเ็ พอื่ แกป้ ญั หาเกยี่ วกบั ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษทรี่ นุ แรงขน้ึ แกไ้ ขโทษใหม้ คี วามเหมาะสมกบั การกระทำความผดิ
ซึ่งการกระทำความผิดฐานผลิตมีอัตราโทษมากกว่าการมีไว้ครอบครองย่อมต้องมีลักษณะการกระทำที่
รุนแรงกว่า การต้มใบพืชกระท่อมของจำเลยจึงเป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการเสพโดยการเปล่ียนจาก
การเสพใบสด ๆ มาเป็นการต้มเป็นน้ำเพื่อความสะดวกแก่การนำเข้าสู่ร่างกาย ประกอบกับมีปริมาณ
จำนวนเล็กน้อย ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการนำน้ำต้มพืชกระท่อมของกลางไปผสมกับยาแก้ไอ หรือ
น้ำอัดลม เพื่อให้เกิดการมึนเมา ประสาทหลอนและเป็นอันตรายต่อบุคคลในสังคมตามท่ีโจทก์ฎีกา
ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษ
ประเภท ๕ ชอบแลว้ และเมอื่ ยกฟอ้ งโจทกใ์ นความผดิ ฐานผลติ ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษประเภท ๕ จงึ ถอื ไมไ่ ดว้ า่
หม้อของกลางเป็นทรัพย์ท่ีจำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพ่ือใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบ การท่ีศาล
อทุ ธรณ์ภาค ๘ พิพากษาไมร่ บิ และใหค้ นื หมอ้ ของกลางแก่เจา้ ของจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทกฟ์ ังไม่ขึ้น
พพิ ากษายืน
สำนักงานอยั การพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศ
สำนกั งานวิชาการ
อัยการนิเทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
71
ค
ำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๓๗๐/๒๕๕๘
พ.ร.บ. ยาเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ (มาตรา ๙๗)
คดีน้ีศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถจักรยานยนต์เสพเมทแอมเฟตามีน
ซง่ึ เปน็ ความผดิ ตามพระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗, ๙๑ พระราชบญั ญตั ิ
จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๑๕๗/๑ วรรคสอง อันเป็นความผิด
กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๑๕๗/๑ วรรคสองประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๔๒๒ มาตรา ๙๑
ซงึ่ เปน็ บททม่ี โี ทษหนกั ทสี่ ดุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ เทา่ กบั จำเลยกระทำความผดิ
ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ด้วย เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตาม
พระราชบญั ญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕๗/๑ วรรคสอง ซงึ่ เป็นบทกฎหมายบทที่มี
โทษหนักสุดเท่าน้ัน พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ บัญญัติว่า “ผู้ใด
ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติน้ี ถ้ากระทำความผิด
ตามพระราชบญั ญตั นิ อ้ี กี ในระหวา่ งทยี่ งั ตอ้ งรบั โทษอยหู่ รอื ภายในเวลาหา้ ปนี บั แตว่ นั พน้ โทษ หากศาล
จะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ให้เพิ่มโทษท่ีจะลงโทษแก่ผู้น้ันอีกก่ึงหน่ึงของโทษท่ีศาล
กำหนดสำหรบั ความผดิ ครง้ั หลงั ” เมอื่ จำเลยตอ้ งคำพพิ ากษาถงึ ทสี่ ดุ ใหล้ งโทษจำคกุ สำหรบั ความผดิ
ฐานร่วมกันมเี มทแอมเฟตามนี ไว้ในครอบครองเพือ่ จำหนา่ ยและศาลอทุ ธรณ์พิพากษาลงโทษจำคกุ
จำเลยในคดีนี้ กรณีจงึ ต้องเพ่ิมโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถจกั รยานยนต์เสพเมทแอมเฟตามีน
กึ่งหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของ
{
โจทกฟ์ ังขนึ้
____________________
โจทก
์
พนักงานอัยการจังหวดั สมุทรปราการ จำเลย
ระหวา่ ง
นายณัฐพงษ ์ ยตุ ิธรรม
โจทก์ฟ้องว่าเม่ือวันท่ี ๑ กันยายน ๒๕๕๓ เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน
อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จำนวน ๑ ถุง น้ำหนัก ๑.๓๑ กรัม และอีก ๑ ถุง น้ำหนัก
๐.๐๓ กรัม ไวใ้ นครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เมอ่ื วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๓ เวลาใดไมป่ รากฏชัด
จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนน้ำหนักเท่าใดไม่ปรากฏชัดโดยวิธีใช้ไฟลนแล้วสูดดมควันเข้าสู่ร่างกาย
ต่อมาวันเดียวกันเวลากลางคืนก่อนเท่ียง จำเลยซ่ึงได้รับใบอนุญาตขับข่ีรถจักรยานยนต์เลขที่
๕๓๐๑๐๙๘๑ ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบยี น ษตษ กรงุ เทพมหานคร ๕๙๑ ไปตามถนนในซอย
วัดด่านสำโรงโดยมีเมทแอมเฟตามีนในร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตาม
พระราชบัญญตั ยิ าเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๕๗, ๖๗, ๙๑, ๙๗, ๑๐๐/๑,
๑๐๒ พระราชบญั ญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ, ๑๕๗/๑ ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๙๑ เพ่ิมโทษจำเลยตามกฎหมาย ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง พักใช้ใบอนุญาตขับข ่
ี
รถจักรยานยนตข์ องจำเลยมีกำหนด ๖ เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขบั ขข่ี องจำเลย
72 คำพิพากษาศาลฎีกา
จำเลยให้การปฏิเสธ แตร่ ับว่าเปน็ บุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดที ่ีโจทก์ขอใหเ้ พิม่ โทษ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหน่ึง, ๖๙ จำคุก ๑ ปี เพ่ิมโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ ก่งึ หนึ่งเป็นจำคกุ ๑ ปี ๖ เดือน ขอ้ หาอน่ื นอกจากนใี้ ห้ยก
โจทกแ์ ละจำเลยอทุ ธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัต
ิ
ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗, ๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหน่ึง, ๑๕๗/๑ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิด
ตอ่ กฎหมายหลายบทใหล้ งโทษตามพระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕๗/๑ วรรคสอง
ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๑ ซ่ึงเป็นกฎหมายบทท่ีมีโทษหนัก
ที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๘ เดือน เพิ่มโทษหน่ึงในสามตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๙๒ เป็นจำคุก ๑๐ เดอื น ๒๐ วัน คำรับสารภาพของจำเลยในช้ันสอบสวนและ
ข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืน
ต่อกฎหมาย คงจำคุก ๑๒ เดือน ฐานขับรถจักรยานยนต์เสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
คงจำคกุ ๗ เดอื น ๒ วนั รวมจำคกุ ๑๙ เดอื น ๒ วนั รบิ เมทแอมเฟตามนี ของกลาง พกั ใชใ้ บอนญุ าตขบั ขี่
ของจำเลยมีกำหนด ๖ เดือน นอกจากทแ่ี กใ้ ห้เปน็ ไปตามคำพพิ ากษาศาลช้นั ต้น
โจทก์ฎีกา โดยได้รบั อนญุ าตจากศาลฎกี า
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การท่ี
ศาลอุทธรณ์ให้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งในความผิดฐานขับรถจักรยานยนต์เสพเมทแอมเฟตามีน
ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ ชอบหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้ศาลอุทธรณ์
ลงโทษจำเลยในความผดิ ฐานขบั รถจกั รยานยนตเ์ สพเมทแอมเฟตามนี ซงึ่ เปน็ ความผดิ ตามพระราชบญั ญตั ิ
ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗, ๙๑ พระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ
วรรคหนึ่ง, ๑๕๗/๑ วรรคสอง อันเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และต้องลงโทษ
ตามพระราชบัญญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕๗/๑ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัต
ิ
ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๑ ซ่ึงเป็นบทท่ีมีโทษหนักท่ีสุดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๙๐ เท่ากับจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ด้วย
เพยี งแตศ่ าลอทุ ธรณล์ งโทษจำเลยตามพระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕๗/๑ วรรคสอง
ซง่ึ เป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดเท่าน้นั พระราชบญั ญัตยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗
บัญญัติว่า “ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงท่ีสุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติน้ ี
ถ้ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติน้ีอีกในระหว่างท่ียังต้องรับโทษอยู่ หรือภายในเวลาห้าปีนับแต่
วันพ้นโทษ หากศาลจะพิพากษาลงโทษคร้ังหลังถึงจำคุกให้เพิ่มโทษที่จะลงโทษแก่ผู้นั้นอีกก่ึงหน่ึงของ
โทษท่ีศาลกำหนดสำหรับความผิดคร้ังหลัง” เมื่อจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับ
ความผิดร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจำหน่าย และศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษ
จำคกุ จำเลยในคดนี ้ี กรณจี งึ ตอ้ งเพม่ิ โทษจำเลยในความผดิ ฐานขบั รถจกั รยานยนตเ์ สพเมทแอมเฟตามนี
อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
73
กึ่งหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาน้ัน ศาลฎีกาไม่เห็นฟ้องด้วย ฎีกาของโจทก์
ฟงั ข้นึ
พพิ ากษาแกเ้ ปน็ วา่ เพม่ิ โทษจำเลยในความผดิ ฐานขบั รถจกั รยานยนตเ์ สพเมทแอมเฟตามนี กง่ึ หนง่ึ
ตามพระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ เปน็ จำคกุ ๑๒ เดอื น ลดโทษใหห้ นง่ึ ในสาม
แล้วคงจำคุก ๘ เดือน เม่ือรวมกับโทษในความผิดฐานอ่ืนแล้วเป็นจำคุก ๒๐ เดือน นอกจากที่แก้ให้
เปน็ ไปตามคำพพิ ากษาศาลอทุ ธรณ์.
สำนกั งานอัยการพเิ ศษฝา่ ยสารสนเทศ
สำนักงานวชิ าการ
74 คำพพิ ากษาศาลฎีกา
ค
ำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๖๔๘/๒๕๕๘
พ.ร.บ. ปอ้ งกนั และปราบปรามการคา้ มนษุ ย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๖
แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยจัดให้ผู้เสียหายอยู่อาศัยและไม่ให้ผู้เสียหายออกจาก
บา้ นจำเลยไปไหนกต็ าม แตข่ อ้ เทจ็ จรงิ ไมป่ รากฏจากการนำสบื ของโจทกว์ า่ ตงั้ แตว่ นั ที่ ๕ มนี าคม ๒๕๕๕
ซงึ่ เปน็ วนั ทผ่ี เู้ สยี หายทำงานกบั จำเลยวนั แรกจนถงึ วนั ทผี่ เู้ สยี หายทำงานกบั จำเลยจนครบ ๗ เดอื น
จำเลยได้กระทำการใดอันเป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายทำงานโดยทำให้ผู้เสียหายกลัวว่าจะเกิด
อนั ตรายตอ่ ชวี ติ รา่ งกาย เสรภี าพ ชอื่ เสยี ง หรอื ทรพั ยส์ นิ ของผเู้ สยี หาย โดยขเู่ ขญ็ ดว้ ยประการใด ๆ
โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยทำใหผ้ เู้ สียหายอยู่ในภาวะทไ่ี ม่สามารถขดั ขืนได้แต่อยา่ งใด คงได้
ความแตเ่ พยี งวา่ จำเลยใหผ้ เู้ สยี หายทำงานตงั้ แตเ่ วลา ๔ นาฬกิ า จนถงึ ๒๔ นาฬกิ า ใหร้ บั ประทาน
อาหาร ๒ ม้ือ และไม่จ่ายเงินเดือนให้ผู้เสียหายเท่าน้ัน ส่วนการทำงานเดือนที่ ๘ แม้ข้อเท็จจริง
ฟังยุติว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายก็ตาม แต่ผู้เสียหายก็เบิกความว่า สาเหตุท่ีถูกทำร้าย
เน่ืองจากผู้เสียหายทำงานไม่สะอาด และจำเลยบอกผู้เสียหายว่าเหตุที่ทำร้ายผู้เสียหายเพราะ
ทำงานบา้ นไมส่ ะอาด ผเู้ สยี หายพดู ขอเงนิ คา่ จา้ ง และทำงานไมเ่ สรจ็ เรยี บรอ้ ย ขอ้ เทจ็ จรงิ จงึ ฟงั ไดว้ า่
เหตุที่จำเลยทำร้ายผู้เสียหายมาจากผู้เสียหายทำงานไม่เรียบร้อยและพูดขอเงินค่าจ้างจากจำเลย
อันเป็นการลงโทษผู้เสียหายเท่านั้น จึงมิใช่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อให้ผู้เสียหาย
ทำงานให้จำเลย การกระทำของจำเลยจึงยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานค้ามนุษย์ตาม
พระราชบญั ญัตปิ อ้ งกนั และปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๖ (๒)
{
______________________
พนกั งานอยั การจงั หวัดพษิ ณุโลก โจทก
์
ระหวา่ ง
นางสาวสุวรรณา มะหะหมดั จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๕ เวลากลางวัน ถึงวันท่ี ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖
เวลากลางวันต่อเน่ืองกัน จำเลยค้ามนุษย์โดยเป็นธุระจัดหา หน่วงเหน่ียว กักขัง จัดให้อยู่อาศัยและ
รับไว้ซ่ึงเด็กหญิง ม. ผู้เสียหายซ่ึงเป็นคนต่างด้าวเชื้อชาติพม่า สัญชาติพม่า และเป็นบุคคลอายุไม่เกิน
สิบห้าปี โดยการจ้างผู้เสียหายเข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้ใช้กำลังบังคับ
ทำร้ายร่างกายและข่มขืนใจให้ผู้เสียหายทำงานบ้านและงานซักรีดเส้ือผ้าที่จำเลยประกอบธุรกิจเป็น
ร้านซักรีด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพของผู้เสียหาย ขู่เข็ญด้วย
ประการใด ๆ และใช้กำลังประทษุ ร้าย ทงั้ นี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบงั คบั ใชแ้ รงงาน
จากผเู้ สยี หายซงึ่ เปน็ เดก็ ดงั กลา่ ว และเมอ่ื ระหวา่ งตน้ เดอื นตลุ าคม ๒๕๕๕ ถงึ วนั ที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖
เวลากลางวันและกลางคืนต่อเน่ืองกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยใช้มีดไม่ทราบชนิดและขนาด
ใชไ้ มห้ นา้ สาม และใชม้ อื และเทา้ ฟนั ฟาด ทบุ ตี ชกตอ่ ย เตะ ถบี ทบ่ี รเิ วณศรี ษะ ใบหนา้ ลำตวั หลงั แขน
และขาผู้เสียหายอย่างแรงหลายคร้ังเป็นเหตุให้กระดูกนิ้วหัวแม่มือขวาผู้เสียหายแตก ช้ำบวมท่ีศีรษะ
ส่วนบนและศีรษะด้านขวาใต้ตาทั้งสองข้าง เอวและหลัง และมีบาดแผลฉีกขาดและถลอกที่แขน
ทั้งสองข้าง ท้ายทอย และริมผีปากบน ได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกิน
กว่ายี่สิบวันและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่าย่ีสิบวัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติ
ป้องกนั และปราบปรามการคา้ มนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๔, ๖, ๕๒ พระราชบัญญตั ิคุม้ ครองแรงงาน
อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
75
พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕, ๔๔, ๑๔๘ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๒๙๗
จำเลยใหก้ ารปฏเิ สธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วว่าพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๙๗ (๘) พระราชบญั ญัติปอ้ งกันและปราบปรามการคา้ มนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๖ (๑),
๕๒ วรรคสาม พระราชบัญญัตคิ มุ้ ครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔๔, ๑๔๘ การกระทำของจำเลย
เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑
ฐานทำร้ายร่างกายผู้อ่ืนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก ๓ ปี ฐานค้ามนุษย์อายุไม่เกินสิบห้าปี
และฐานจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้างเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐาน
ค้ามนุษย์อายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๘ ปี
และปรับ ๑๖๐,๐๐๐ บาท รวมจำคุก ๑๑ ปี และปรับ ๑๖๐,๐๐๐ บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้
จดั การตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ แต่ทัง้ นี้ให้กกั ขังไมเ่ กนิ หนง่ึ ป
ี
จำเลยอทุ ธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและ
ปราบปรามการคา้ มนษุ ย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๖ (๑) (๒), ๕๒ วรรคสอง ฐานคา้ มนษุ ยอ์ ายเุ กนิ กวา่ สบิ หา้ ปี
แต่ไม่เกินสิบแปดปี ยกฟ้องฐานจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม
คำพพิ ากษาศาลช้นั ต้น
จำเลยฎกี า
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียง
ปากเดียวแต่ผู้เสียหายก็เบิกความเป็นข้ันตอนนับตั้งแต่มีการติดต่อให้ผู้เสียหายมาทำงานที่จังหวัด
พษิ ณโุ ลก มีคนพาผู้เสยี หายมาทจี่ งั หวดั พิษณุโลกแล้วจำเลยมารับผเู้ สียหายไปทำงานท่ีบ้าน จนกระทั่ง
นางสาว ส. และเจ้าพนักงานตำรวจได้ช่วยเหลือผู้เสียหายออกจากบ้านจำเลย ทั้งผู้เสียหายยังเล่า
เหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนให้นางสาว ส. ฟังอีกด้วยนอกจากนี้คำเบิกความของผู้เสียหายยังสอดคล้องกับ
ขอ้ เทจ็ จรงิ ทรี่ บั ฟงั เปน็ ยตุ วิ า่ จำเลยทำรา้ ยรา่ งกายผเู้ สยี หายจนเปน็ เหตใุ หผ้ เู้ สยี หายไดร้ บั อนั ตรายสาหสั
และจำเลยยอมจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาของ
ศาลแรงงานภาค ๖ เอกสารหมาย ล.๑ ซงึ่ ลว้ นสนบั สนนุ คำเบกิ ความของผเู้ สยี หายใหม้ นี ำ้ หนกั มากยง่ิ ขน้ึ
เม่ือผู้เสียหายไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะเช่ือว่าผู้เสียหายเบิกความ
ปรักปรำจำเลยเพื่อให้รับโทษทางอาญา คำเบิกความของผู้เสียหายจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ข้อเท็จจริง
ฟังได้ว่า จำเลยจ้างผู้เสียหายทำงานซักรีดและดูแลแมวโดยจัดให้อยู่อาศัย ตกลงค่าจ้างเดือนละ
๓,๐๐๐ บาท จำเลยให้ผู้เสียหายทำงานต้งั แต่เวลา ๔ นาฬิกา ถงึ ๒๔ นาฬิกา โดยไม่ยอมใหผ้ ู้เสยี หาย
ออกไปไหนและติดตอ่ กับใคร กับไมจ่ ่ายค่าจ้างใหแ้ ก่ผู้เสียหาย เม่อื ผเู้ สยี หายเรม่ิ ทำงานเดือนที่ ๘ กถ็ กู
จำเลยทำร้ายร่างกาย มีปัญหาท่ีต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิด
ฐานค้ามนษุ ยห์ รอื ไม่ เหน็ วา่ คดีน้ีโจทกฟ์ อ้ งจำเลยว่ากระทำความผิดฐานคา้ มนุษยโ์ ดยบงั คบั ใชแ้ รงงาน
ซงึ่ พระราชบญั ญัตปิ ้องกนั และปราบปรามการคา้ มนษุ ย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๖ บญั ญัตวิ ่า “ผู้ใดเพื่อ
แสวงหาประโยชนโ์ ดยมชิ อบกระทำการอยา่ งหนง่ึ อย่างใด ดังตอ่ ไปน
ี้
(๑) เปน็ ธรุ ะจดั หา ซอื้ ขาย จำหนา่ ย พามาจากหรอื สง่ ไปยงั ทใ่ี ด หนว่ งเหนย่ี วกกั ขงั จดั ใหอ้ ยอู่ าศยั
หรือรับไวซ้ ่ึงบุคคลใด โดยขม่ ขู่ ใชก้ ำลังบงั คับ ลกั พาตัว ฉ้อฉล หลอกลวง ใชอ้ ำนาจโดยมชิ อบ หรอื โดย
ให้เงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นแก่ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลบุคคลน้ันเพื่อให้ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลให
้
ความยนิ ยอมแกผ่ กู้ ระทำความผดิ ในการแสวงหาประโยชน์จากบคุ คลที่ตนดูแล หรอื
76 คำพพิ ากษาศาลฎกี า
(๒) เปน็ ธรุ ะจดั หา ซอ้ื ขาย จำหนา่ ย พามาจากหรอื สง่ ไปยงั ทใ่ี ด หนว่ งเหนย่ี วกกั ขงั จดั ใหอ้ ยอู่ าศยั
หรือรับไวซ้ ่งึ เดก็
ผู้นั้นกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์” และมาตรา ๔ ให้คำนิยาม คำว่า “แสวงหาประโยชน์
โดยมิชอบ” หมายความวา่ ....การบงั คบั ใชแ้ รงงานหรอื บริการ.... และคำว่า “การบังคับใชแ้ รงงานหรอื
บริการ” หมายความว่า การข่มขืนใจให้ทำงานหรือให้บริการโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต
ร่างกาย เสรีภาพ ช่ือเสียง หรือทรัพย์สินของบุคคลนั้นเองหรือของผู้อื่น โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ
โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยทำให้บุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ดังนี้ องค์ประกอบ
ในการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยบังคับใช้แรงงานหรือบริการตามฟ้อง จึงต้องประกอบด้วย
การเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังท่ีใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย
หรือรับไวซ้ ง่ึ เดก็ เพ่ือแสวงหาประโยชนโ์ ดยมิชอบโดยข่มขนื ใจให้ทำงานหรือให้บรกิ ารโดยทำให้กลวั วา่
จะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ช่ือเสียง หรือทรัพย์สินของบุคคลน้ันเองหรือของผู้อื่น
โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยทำให้บุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถ
ขัดขืนได้ แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยจัดให้ผู้เสียหายอยู่อาศัยและไม่ให้ผู้เสียหายออกจากบ้าน
จำเลยไปไหนก็ตาม แตข่ ้อเทจ็ จรงิ ไม่ปรากฏจากการนำสืบของโจทกว์ า่ ต้งั แตว่ นั ที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๕
ซ่ึงเป็นวันท่ีผู้เสียหายทำงานกับจำเลยวันแรกจนถึงวันท่ีผู้เสียหายทำงานกับจำเลยจนครบ ๗ เดือน
จำเลยได้กระทำการใดอันเป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายทำงานโดยทำให้ผู้เสียหายกลัวว่าจะเกิด
อันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ช่ือเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ
โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะท่ีไม่สามารถขัดขืนได้แต่อย่างใด คงได้
ความแต่เพียงว่าจำเลยให้ผู้เสียหายทำงานตั้งแต่เวลา ๔ นาฬิกา จนถึง ๒๔ นาฬิกา ให้รับประทาน
อาหาร ๒ มอ้ื และไมจ่ า่ ยเงนิ เดอื นใหผ้ เู้ สยี หายเทา่ นน้ั สว่ นการทำงานเดอื นท่ี ๘ แมข้ อ้ เทจ็ จรงิ ฟงั ยตุ วิ า่
จำเลยทำร้ายร่างกายผ้เู สียหายก็ตาม แต่ผเู้ สียหายก็เบิกความวา่ สาเหตทุ ีถ่ กู ทำร้ายเนื่องจากผเู้ สยี หาย
ทำงานไม่สะอาด และจำเลยบอกผู้เสียหายว่าเหตุที่ทำร้ายผู้เสียหายเพราะทำงานบ้านไม่สะอาด
ผเู้ สยี หายพดู ขอเงนิ คา่ จา้ ง และทำงานไมเ่ สรจ็ เรยี บรอ้ ย ขอ้ เทจ็ จรงิ จงึ ฟงั ไดว้ า่ เหตทุ จ่ี ำเลยทำรา้ ยผเู้ สยี หาย
มาจากผู้เสียหายทำงานไม่เรียบร้อยและพูดขอเงินค่าจ้างจากจำเลยอันเป็นการลงโทษผู้เสียหายเท่าน้ัน
จึงมิใช่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อให้ผู้เสียหายทำงานให้จำเลย การกระทำของจำเลย
จงึ ยงั ไมค่ รบองคป์ ระกอบความผดิ ฐานคา้ มนษุ ยต์ ามพระราชบญั ญตั ปิ อ้ งกนั และปราบปรามการคา้ มนษุ ย์
พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๖ (๒) ท่ศี าลอุทธรณภ์ าค ๖ พิพากษาลงโทษจำเลยในความผดิ ฐานดังกล่าวมานั้น
ศาลฎีกาไม่เห็นพอ้ งด้วย ฎกี าของจำเลยฟังขน้ึ
อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกในความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้าย
รับอันตรายสาหัสมีกำหนด ๓ ปี นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าหนักเกินไป สมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสม
แก่พฤตกิ ารณ์แหง่ คดี
พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายรับอันตรายสาหัส
จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ให้ยกฟ้องให้ความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๖ (๑) (๒), ๕๒ นอกจากทแี่ ก้ให้เปน็ ไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖.
สำนักงานอัยการพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศ
สำนักงานวิชาการ
อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
77
ค
ำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๑๓๗๒๗/๒๕๕๘
ป.อ. ขอคนื ทรพั ย์สนิ ทรี่ บิ (มาตรา ๓๖)
การที่จำเลยซึ่งเป็นบุตรผู้ร้องสามารถนำรถบรรทุกของกลางไปหางานรับจ้างได้โดยเพียงแต่
แจ้งให้ผู้ร้องทราบและนำเงินค่าจ้างมาให้ผู้ร้องเท่าน้ัน ผู้ร้องจึงย่อมมีหน้าที่ตรวจตราควบคุมดูแล
มิให้จำเลยนำรถบรรทุกของกลางไปใช้รับจ้างบรรทุกดินด้วย แต่ผู้ร้องกลับปล่อยปละละเลย
ให้จำเลยสามารถนำรถบรรทุกของกลางไปใช้รับจ้างได้ด้วยอำนาจตัดสินใจของจำเลยตามลำพัง
พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้ร้องยินยอมอนุญาตให้จำเลยนำรถบรรทุกของกลางไปใช้ได
้
ตลอดเวลาตามท่ีจำเลยต้องการ โดยไม่คำนึงถึงว่าจำเลยจะนำไปใช้ในกิจการใด การท่ีจำเลย
นำรถบรรทุกของกลางไปบรรทุกดินน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็น
{
เป็นใจด้วยในการกระทำความผดิ ของจำเลยโดยปรยิ าย
_________________________
โจทก์
พนักงานอัยการจงั หวัดปทมุ ธานี
ระหว่าง นางซิวงอ้ สขุ จติ จินดา โดยนายรงุ่ ชัย สุขจติ จินดา
ผเู้ ข้าดำเนินคดตี า่ งผู้ตาย
นายไพโรจน ์ สุขจิตจินดา จำเลย
คดสี บื เน่ืองมาจากศาลช้ันตน้ พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕
มาตรา ๖๑ วรรคหนึ่ง, ๗๓/๒ และริบรถบรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน ๘๐ - ๘๕๕๗ ปทุมธานี
ของกลาง
ผรู้ อ้ งยนื่ คำรอ้ งวา่ ผรู้ อ้ งเปน็ เจา้ ของกรรมสทิ ธริ์ ถบรรทกุ สบิ ลอ้ หมายเลขทะเบยี น ๘๐ - ๘๕๕๗
ปทุมธานี ของกลาง และผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืน
รถบรรทุกของกลางแกผ่ ้รู ้อง
โจทก์ยื่นคำคัดคา้ นว่า ผรู้ อ้ งเป็นมารดาจำเลย วันเกดิ เหตุจำเลยนำรถบรรทุกสิบลอ้ ของกลางไป
รับจ้างบรรทุกดินซึ่งเป็นกิจการตามปกติในครอบครัวของผู้ร้อง ถือว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการ
กระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง
ระหว่างพจิ ารณา ผู้รอ้ งถงึ แกค่ วามตาย นาย ร. บุตรและผจู้ ัดการมรดกของผรู้ อ้ ง ยนื่ คำร้องขอ
เขา้ ดำเนินคดีตา่ งผตู้ าย ศาลชนั้ ตน้ อนุญาต
ศาลชน้ั ต้นไตส่ วนแล้วมคี ำส่งั ยกคำร้อง
ผรู้ อ้ งอทุ ธรณ
์
ศาลอทุ ธรณ์ภาค ๑ พิพากษายนื
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎกี าตรวจสำนวนประชมุ ปรกึ ษาแลว้ ขอ้ เทจ็ จรงิ ทโ่ี จทกแ์ ละผรู้ อ้ งมไิ ดโ้ ตเ้ ถยี งกนั ฟงั เปน็ ยตุ วิ า่
ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน ๘๐ - ๘๕๕๗ ปทุมธานี ของกลาง
จำเลยเป็นบุตรของผู้ร้อง จำเลยนำรถบรรทุกสิบล้อของกลางไปใช้กระทำความผิดคดีน้ีและศาลช้ันต้น
78 คำพิพากษาศาลฎีกา
มีคำพิพากษาให้ริบ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการ
กระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ผู้ร้องมีผู้ร้องและจำเลยเบิกความได้ความว่า วันเกิดเหตุจำเลยนำ
รถบรรทุกสิบล้อของกลางไปรับจ้างบรรทุกดินที่ท่าดินของนาง น. โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องทราบและ
ไม่ได้ขออนุญาตจากผู้ร้อง ในวันดังกล่าวผู้ร้องเดินทางไปสั่งบายศรีงานบวชที่ตลาดไท และไป
แจกการ์ดงานบวชของนาย ก. หลานชาย ผ้รู อ้ งจงึ ไมร่ ู้เหน็ เปน็ ใจดว้ ยในการกระทำความผดิ ของจำเลย
เห็นว่า ผู้ร้องและจำเลยเบิกความว่า ผู้ร้องเป็นผู้ติดต่อรับจ้างจากเจ้าของท่าดิน และส่ังให้จำเลยนำ
รถบรรทุกไปบรรทุกตามท่ีเจ้าของที่ดินจ้าง แต่ถ้าเจ้าของท่าดินติดต่อมายังจำเลย จำเลยก็จะมาบอก
ผู้ร้องและนำรถบรรทุกของกลางไปรับจ้าง หากเจ้าของท่าดินจ่ายเงินค่าจ้างให้จำเลย จำเลยจะนำเงิน
คา่ จา้ งมาสง่ ใหผ้ รู้ อ้ ง โดยหากมที า่ ดนิ ใดใหบ้ รรทกุ นำ้ หนกั เกนิ ผรู้ อ้ งจะสง่ั ใหจ้ ำเลยไมต่ อ้ งรบั จา้ งบรรทกุ ดนิ
ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการท่ีจำเลยสามารถนำรถบรรทุกของกลางไปหางานรับจ้างได้โดยเพียงแต่แจ้งให้
ผู้ร้องทราบและนำเงินค่าจ้างมาให้ผู้ร้องเท่านั้น ดังน้ี เมื่อจำเลยเป็นบุตรผู้ร้อง จำเลยย่อมต้องทำตาม
คำส่ังของผู้ร้องและผู้ร้องย่อมมีหน้าที่ตรวจตราควบคุมดูแลมิให้จำเลยนำรถบรรทุกของกลางไปใช้
รับจ้างบรรทุกดินด้วย แต่ผู้ร้องกลับปล่อยปละละเลยให้จำเลยสามารถนำรถบรรทุกของกลางไปใช้
รับจ้างได้ด้วยอำนาจตัดสินใจของจำเลยตามลำพังโดยเพียงแจ้งให้ผู้ร้องทราบและนำเงินค่าจ้างมาให
้
ผู้ร้องเท่านั้น พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้ร้องยินยอมอนุญาตให้จำเลยนำรถบรรทุกของกลางไปใช้ได้
ตลอดเวลาตามที่จำเลยต้องการ โดยไม่คำนึงถึงว่าจำเลยจะนำไปใช้ในกิจการใด การที่จำเลยนำ
รถบรรทกุ ของกลางไปบรรทุกดนิ น้ำหนกั เกินกว่าท่ีกฎหมายกำหนด ย่อมถอื ได้ว่าผู้รอ้ งรู้เห็นเปน็ ใจด้วย
ในการกระทำความผิดของจำเลยโดยปริยาย ท่ีศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องน้ัน ศาลฎีกา
เห็นพ้องด้วยในผล ฎกี าของผู้ร้องฟงั ไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
สำนกั งานอัยการพิเศษฝา่ ยสารสนเทศ
สำนักงานวิชาการ
อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
79
ค
ำพิพากษาศาลฎกี าที่ ๑๓๗๘๖/๒๕๕๘
ป.อ. การริบทรัพย์สิน (มาตรา ๓๓ (๑))
ป.วิ.อ. พิพากษาหรือสัง่ เกนิ คำขอ (มาตรา ๑๙๒)
แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดได้รถไถล้อยางจำนวน ๒ คัน
ท่ีจำเลยกับพวกใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลางก็ตาม ในแง่หนึ่งถือเป็นการบรรยายให้เห็น
ถึงการยึดทรัพย์สินดังกล่าวไว้เพ่ือประโยชน์แห่งการรวบรวมพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมาย
วธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๓๑, ๑๓๒ (๒) (๓) และ (๔) ประกอบมาตรา ๘๕ ก็ได้ โดยถือ
ไม่ได้ว่าเป็นคำขอให้ริบรถไถล้อยางสองคันนี้ด้วย ทั้งการริบทรัพย์สินนั้นถือเป็นโทษประเภทหน่ึง
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘ (๕) ดังน้ัน ถ้าโจทก์ไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องให้ริบรถไถล้อ
ยางสองคันของกลางน้ี ศาลก็หาอาจอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ (๑)
ริบรถไถล้อยางสองคันนี้ได้โดยพลการไม่ เพราะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอตามประมวล
กฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง
{
_______________________
พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี โจทก
์
ระหวา่ ง
นายมนตรีหรือพลพล อู่ตะเภา จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันท่ี ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ เวลากลางวัน จำเลยกับพวกซึ่งหลบหนีไม่ได้ตัว
มาฟ้องรว่ มกันเข้าไปกน่ สร้าง แผว้ ถาง ทำไม้ หรอื กระทำดว้ ยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า และ
ทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติหนองหญ้าปล้อง บริเวณในป่าบ้านดงตากิต หมู่ที่ ๒ ตำบล
หนองหญ้าปล้อง อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ด้วยการใช้รถไถล้อยางสองคันไถดันปรับ
ทด่ี นิ เนอ้ื ทีป่ ระมาณ ๓ ไร่ ๕๙ ตารางวา อนั เปน็ การยึดถอื ครอบครอง กน่ สรา้ ง แผ้วถางป่า และ
กระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเส่ือมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก
พนักงานเจ้าหน้าที่และไม่ได้รับสัมปทานหรือได้รับยกเว้นใดตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบล
หนองหญ้าปลอ้ ง อำเภอหนองหญา้ ปล้อง จงั หวัดเพชรบุรี ตามวันเวลาดงั กล่าว เจา้ พนกั งานจบั จำเลย
พรอ้ มยึดรถไถลอ้ ยาง ๒ คนั ทจี่ ำเลยกบั พวกใชใ้ นการกระทำความผดิ เปน็ ของกลาง ขอใหล้ งโทษตาม
พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔, ๕๔, ๕๕, ๗๒ ตรี พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๑๔, ๓๑ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ใหจ้ ำเลยและบริวารออก
จากป่าทบี่ กุ รกุ
จำเลยใหก้ ารรบั สารภาพ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๕
มาตรา ๕๔ วรรคหน่งึ , ๗๒ ตรี วรรคหนงึ่ พระราชบัญญัตปิ ่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๑๔,
๓๑ วรรคหน่ึง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยเปน็ กรรมเดียวเป็น
ความผิดต่อกฎหมายหลายบทใหล้ งโทษตามพระราชบัญญัตปิ ่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเปน็ กฎหมายบทที่มี
80 คำพพิ ากษาศาลฎกี า
โทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๑ ปี และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท จำเลย
ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ก่ึงหนึ่ง ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดอื น และปรับ ๕,๐๐๐ บาท โทษจำคุกใหร้ อการลงโทษไว
้
มีกำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ใหจ้ ำเลย คนงานผแู้ ทน และบรวิ ารออกจากปา่ สงวนแหง่ ชาตทิ เ่ี กดิ เหต
ุ
โจทก์อทุ ธรณ์
ศาลอทุ ธรณภ์ าค ๗ แผนกคดีสิ่งแวดลอ้ ม พิพากษาแก้เป็นวา่ ให้จำคกุ จำเลยมีกำหนด ๖ เดอื น
และปรบั ๕,๐๐๐ บาท จำเลยใหก้ ารรบั สารภาพเปน็ ประโยชนแ์ กก่ ารพจิ ารณา นบั เปน็ เหตบุ รรเทาโทษ
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษใหก้ ่งึ หน่ึง คงจำคกุ ๓ เดอื น และปรับ ๒,๕๐๐ บาท
ริบรถไถลอ้ ยางนอกจากทแี่ ก้ให้เปน็ ไปตามคำพพิ ากษาศาลช้ันต้น
โจทกฎ์ ีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกา
ของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายเพียงข้อเดียวว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาริบรถไถล้อยางสองคัน
ของกลางชอบหรอื ไมน่ นั้ เหน็ วา่ แมโ้ จทกบ์ รรยายฟอ้ งวา่ เจา้ พนกั งานจบั จำเลยไดพ้ รอ้ มยดึ ไดร้ ถไถลอ้ ยาง
จำนวน ๒ คัน ท่ีจำเลยกับพวกใช้ในการกระทำความผิด เป็นของกลางก็ตาม ในแง่หนึ่งถือเป็นการ
บรรยายให้เห็นถึงการยึดทรัพย์สินดังกล่าวไว้เพ่ือประโยชน์แห่งการรวบรวมพยานหลักฐานตาม
ประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๑, ๑๓๒ (๒) (๓) และ (๔) ประกอบมาตรา ๘๕
ก็ได้ โดยถือไม่ได้ว่าเป็นคำขอให้ริบรถไถล้อยางสองคันน้ีด้วย ทั้งการริบทรัพย์สินน้ันถือเป็นโทษ
ประเภทหนึง่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘ (๕) ดงั น้ัน ถา้ โจทก์ไมไ่ ด้มีคำขอท้ายฟ้องใหร้ ิบ
รถไถล้อยางสองคนั ของกลางนี้ ศาลกห็ าอาจอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ (๑)
ริบรถไถล้อยางสองคันน้ีได้โดยพลการไม่ เพราะเป็นการพิพากษาหรือส่ังเกินคำขอตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษา
ศาลอทุ ธรณภ์ าค ๗ ทสี่ ั่งริบรถไถล้อยางสองคันของกลาง ฎกี าของโจทก์ฟังข้ึน นอกจากนี้ ศาลฎีกายงั
เห็นสมควรสั่งให้คืนรถไถล้อยางสองคันของกลางแก่เจ้าของตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา มาตรา ๔๙, ๘๕ วรรคสาม, ๑๘๖ (๙) อกี ดว้ ย
พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถไถล้อยางสองคันของกลางและให้คืนแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้
เป็นไปตามคำพพิ ากษาศาลอุทธรณภ์ าค ๗.
สำนกั งานอยั การพิเศษฝ่ายสารสนเทศ
สำนักงานวชิ าการ
หมายเหต
ุ
การริบทรัพย์สินน้ัน จัดเป็นโทษสถานที่ ๕ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๘ ซึ่งมี
ลกั ษณะเฉพาะของตวั เองอยู่บางประการ เชน่ ทรพั ย์ท่ตี ้องริบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๒
ซึ่งผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด อาจริบได้โดยไม่คำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษ
อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
81
ตามคำพิพากษาหรือไม่ คือริบโดยไม่มีผู้ใดถูกศาลพิพากษาว่ากระทำผิดและให้ลงโทษ จึงอาจไม่ใช่
อุปกรณ์ของโทษใดๆ เลยก็ได้ (เดิมบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘ แห่งกฎหมายลักษณะอาญา) ซ่ึงกรณีจะ
ต่างกับการริบทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓(๑) และ (๒) ในส่วนที่เป็นทรัพย์สิน
ท่ีได้ใช้กระทำความผิดหรือได้มาจากการกระทำความผิด ซ่ึงเป็นโทษอุปกรณ์ของโทษท่ีกำหนดไว้
สำหรับการกระทำผิดน้ัน ส่วนท่ีริบทรัพย์สินซึ่งมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ก็แสดงอยู่ว่าอาจมี
การกระทำผิด แต่มิได้ใช้ทรัพย์สินนั้นกระทำผิดหรือยังไม่มีการกระทำอันเป็นความผิดก็ได้ ลักษณะ
เชน่ น้เี ป็นลกั ษณะของวธิ กี ารเพื่อความปลอดภัย มากกวา่ เปน็ โทษ
บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๒ และ ๓๓ นั้น มุ่งถึงตัวทรัพย์เป็นสำคัญ
จะต่างกันก็ตรงที่มาตรา ๓๒ ศาลจะต้องริบเสียท้ังสิ้น ส่วนมาตรา ๓๓ ให้อยู่ในดุลพินิจของศาล
เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๓๓ วรรคท้ายเท่าน้ัน ที่ศาลจะสั่งริบไม่ได้ และการริบทรัพย์ตาม
มาตรา ๓๓ น้ี จะต้องผ่านการพิสูจน์ความผิดแล้ว และศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดจึงจะริบ
ทรพั ยส์ นิ นน้ั ได้ นอกจากบทบัญญัตติ ามประมวลกฎหมายอาญาแลว้ ยังมีบทบัญญตั ทิ ี่เกี่ยวข้องกบั การ
รบิ ทรพั ยส์ นิ ตามกฎหมายพเิ ศษอกี หลายฉบบั อาทเิ ชน่ พระราชบญั ญตั มิ าตราชง่ั ตวง วดั พ.ศ. ๒๕๔๒,
พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔,
พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕, พระราชบัญญัติการค้าข้าว พ.ศ. ๒๔๘๙,
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒, พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลน
น้ำมันเช้ือเพลิง พ.ศ. ๒๕๑๖, พระราชบัญญัติเคร่ืองหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔, พระราชบัญญัติ
ลิขสิทธ์ิ พ.ศ. ๒๕๓๗, พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘, พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค
พ.ศ. ๒๕๒๒, พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕, พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
เหลา่ น้เี ป็นต้น ท่ีไดม้ บี ทบญั ญตั ิในเรื่องการริบทรพั ย์สนิ ไว้โดยเฉพาะแล้ว ซ่งึ ตอ้ งพจิ ารณาเปน็ กรณไี ป
แตท่ งั้ นค้ี งไมจ่ ำกดั ดลุ พนิ จิ ศาลทจี่ ะพจิ ารณาประกอบประมวลกฎหมายอาญาดงั กลา่ วขา้ งตน้ แตอ่ ยา่ งใด
บทบัญญัติท่ีเกี่ยวกับการริบทรัพย์สินของกฎหมายพิเศษที่เก่ียวข้องกับคดีนี้ ก็เห็นจะได้แก่
มาตรา ๗๔ ทวิ แห่งพระราชบญั ญัตปิ า่ ไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ ทบ่ี ญั ญตั ิว่า บรรดาเครอื่ งมือ เครือ่ งใช้ สัตว์
พาหนะ ยานพาหนะหรอื เครื่องจักรกลใด ๆ ซึง่ บุคคลไดใ้ ชใ้ นการกระทำความผดิ หรือได้ใชเ้ ปน็ อปุ กรณ์
ใหไ้ ด้รับผลในการกระทำความผดิ ตามมาตรา ๑๑ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๔ หรอื มาตรา ๖๙ ใหร้ ิบเสีย
ทั้งส้ิน ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ โดยคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ
จำเลยตามพระราชบญั ญตั ิปา่ ไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔, ๕๔, ๕๕, ๗๒ ตรี
แต่อย่างไรกต็ าม การท่ศี าลจะส่ังริบทรพั ย์สนิ ดังกล่าวได้นนั้ ประการสำคญั โจทก์จะต้องมคี ำขอ
ท้ายฟ้องให้ริบทรัพย์สินดังกล่าวเสียก่อน ศาลจึงจะมีอำนาจส่ังริบทรัพย์สินนั้นได้ ตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๒ และหากโจทก์ไม่ได้ระบุขอริบไว้ในคำขอท้ายฟ้อง
ดงั เชน่ คดีนีท้ ี่เพียงแตบ่ รรยายไว้ในคำฟอ้ งเทา่ นั้น แลว้ ศาลอทุ ธรณ์ภาค ๗ แผนกคดสี ิ่งแวดลอ้ ม ส่งั รบิ
ทรัพย์สินดังกล่าวไป จึงเป็นการพิพากษาหรือส่ังเกินคำขอดังเหตุผลท่ีศาลฎีกาให้ไว้ในคำพิพากษา
ฉบบั นีแ้ ลว้
ศักด์ดิ า รืน่ รมย
์
82 คำพพิ ากษาศาลฎกี า
ค
ำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๙๘๓/๒๕๕๘
พ.ร.บ. ฟ้ืนฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ (มาตรา ๒๕, ๓๓)
การฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๙ เป็นมาตรการของรัฐท่ีต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้น้ันจะ
ยนิ ยอมเขา้ รบั การฟน้ื ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ หรอื ไมก่ ต็ าม โดยศาลจะมคี ำสงั่ ใหส้ ง่ ตวั ผตู้ ดิ ยาเสพตดิ
ไปตรวจพิสูจน์การเสพยาหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพ
ผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากน้ัน
ต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา ๒๒ โดยคำนึงถึงความหนักเบา
ของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา ๒๓
ซง่ึ ผเู้ ขา้ รบั การฟนื้ ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ ตอ้ งถกู บงั คบั ใหอ้ ยรู่ บั การฟน้ื ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ
ตามแผนการฟนื้ ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ เปน็ เวลาไมเ่ กนิ หกเดอื น ซงึ่ อาจขยายหรอื ลดระยะเวลา
การฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามความเหมาะสมตามมาตรา ๒๕ หากผู้เข้ารับการฟื้นฟู
สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนระเบียบ เง่ือนไข หรือข้อบังคับที่กำหนด
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จับตัวผู้น้ันกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สถานท่ีเพ่ือ
การตรวจพิสูจน์ การฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือการควบคุมตัวได้ โดยให้ถือว่าผู้น้ัน
หนกี ารคมุ ขงั ตามมาตรา ๑๙๐ แหง่ ประมวลกฎหมายอาญา พนกั งานเจา้ หนา้ ทมี่ อี ำนาจตดิ ตามจบั กมุ
ผู้น้ันได้ตามมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา ๓๒ ได้อีกด้วย การฟ้ืนฟู
สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงมี
วัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพ่ือประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม
โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดจะเข้ารับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
แบบไม่ควบคุมตัวหรือไม่ พนักงานเจ้าหน้าที่จึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อนแล้ว
คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพ
ผู้ติดยาเสพติด ดังนี้ การท่ีจำเลยไม่เข้ารับการฟื้นฟูตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
โดยขาดการรายงานตัวและยังคงเก่ียวข้องกับยาเสพติดให้โทษแล้วคณะอนุกรรมการฟ้ืนฟู
สมรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ จงั หวดั จันทบุรีเหน็ วา่ จำเลยมีเจตนาไมป่ ฏบิ ตั ิตามแผนการฟ้นื ฟูดังกล่าว
จึงส่งเรื่องคืนพนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไปโดยท่ียังไม่ได้นำตัวจำเลยกลับไปบำบัด
แก้ไขตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ครบถ้วนน้ันจึงเป็นการไม่ชอบ เพราะตาม
มาตรา ๓๓ บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยัง
พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดี หากผู้นั้นเข้ารับการ
ฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้วแต่ผลการฟ้ืนฟูยังไม่เป็นท่ีพอใจ
ดงั นนั้ การทไ่ี ดต้ วั จำเลยมาหลงั จากทจี่ ำเลยไมป่ ฏบิ ตั ติ ามแผนการฟนื้ ฟดู งั กลา่ ว พนกั งานเจา้ หนา้ ท
ี่
จึงมีหน้าท่ีต้องนำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของ
คณะอนุกรรมการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรีให้ครบถ้วนตามมาตรา ๒๕ ก่อน
เมื่อคณะอนุกรรมการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรีไม่ได้ดำเนินการตามข้ันตอน
ทกี่ ฎหมายบญั ญตั ิไว้ดงั กลา่ วขา้ งต้น โจทก์จงึ ไม่มีอำนาจฟ้อง
________________________
อยั การนเิ ทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
83
{
พนกั งานอัยการจังหวัดจนั ทบุรี โจทก
์
ระหวา่ ง
นายเทวนิ มณกี ร จำเลย
โจทกฟ์ ้องว่า เมอื่ วันท่ี ๑๗ เมษายน ๒๕๕๔ เวลากลางวนั จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็น
ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จำนวน ๑ เม็ด น้ำหนักเท่าใดไม่ปรากฏชัด โดยวิธีสูดดมควันเข้าสู่
ร่างกาย อันเป็นการฝ่าผืนต่อกฎหมาย พนักงานสอบสวนส่งตัวจำเลยไปรับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพ
ผู้ติดยาเสพติดศาลช้ันต้นอนุญาต ระหว่างที่จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด จำเลย
ขาดการรายงานตัว ๒ ครั้ง และไม่สามารถปฏิบัติตามแผนการฟ้ืนฟู ต่อมาคณะอนุกรรมการฟ้ืนฟู
สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรีมีคำวินิจฉัยที่ ๒๒๘๗/๒๕๕๕ และคำสั่งท่ี ๕๑๘/๒๕๕๕ ว่า
ให้ส่งตัวคืนพนักงานสอบสวนเพ่ือดำเนินคดีต่อไป ตามเอกสารท้ายฟ้อง ขอให้ลงโทษตาม
พระราชบญั ญตั ิยาเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๕๗, ๙๑
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗, ๗๑ จำคุก ๖ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชนแ์ กก่ ารพิจารณา
มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษใหก้ ง่ึ หน่ึงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ เดอื น
จำเลยอทุ ธรณ
์
ศาลอทุ ธรณแ์ ผนกคดยี าเสพตดิ พิพากษากลบั ใหย้ กฟ้อง
โจทก์ฎีกา โดยได้รบั อนญุ าตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาตรวจรับสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มี
อำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรี
ไดจ้ ัดทำแผนการฟืน้ ฟู โดยวธิ แี บบไมค่ วบคมุ ตวั แสดงว่าระหวา่ งการฟ้นื ฟตู ามแผนดงั กลา่ วจำเลยมไิ ด้
ถูกควบคุมตัวในศูนย์หรือสถานฟื้นฟูตามกฎหมาย และไม่ต้องประกันตัว เม่ือจำเลยไม่มารายงานตัว
ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยปฏิเสธท่ีจะเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ย่อม
ไมม่ ปี ระโยชนท์ จ่ี ะเอาตวั จำเลยมาบำบดั อกี คำวนิ จิ ฉยั ของคณะอนกุ รรมการฟนื้ ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ
จังหวัดจันทบุรี จึงเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายครบถ้วนแล้วน้ัน เห็นว่า การฟื้นฟู
สมรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ ตามพระราชบญั ญตั ฟิ นื้ ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๙
เป็นมาตรการของรัฐท่ีต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้น้ันจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟู
สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำส่ังให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การ
เสพยาหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจ
วินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดจากน้ันต้องจัดให้มีแผนการฟ้ืนฟู
สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา ๒๒ โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติด
ของผู้เข้ารับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา ๒๓ ซึ่งผู้เข้ารับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพ
ผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนการฟ้ืนฟูสมรรถภาพ
ผตู้ ดิ ยาเสพตดิ เปน็ เวลาไมเ่ กนิ หกเดอื น ซง่ึ อาจขยายหรอื ลดระยะเวลาการฟน้ื ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ
84 คำพพิ ากษาศาลฎีกา
ตามความเหมาะสมตามมาตรา ๒๕ หากผูเ้ ขา้ รับการฟน้ื ฟูสมรรถภาพผ้ตู ดิ ยาเสพตดิ ไมป่ ฏบิ ตั ติ ามหรือ
ฝ่าฝืนระเบียบ เง่ือนไขหรือข้อบังคับท่ีกำหนด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จับตัวผู้นั้นกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟ้ืนฟู
สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สถานที่เพ่ือการตรวจพิสูจน์ การฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือ
การควบคุมตัวได้ โดยให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา ๑๙๐ แห่งประมวลกฎหมายอาญา
พนักงานเจ้าหน้าท่ีมีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ตามมาตรา ๒๙ วรรคหน่ึง และมีอำนาจลงโทษ
ตามมาตรา ๓๒ ได้อีกด้วย การฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพ
ผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงมีวัตถุประสงคแ์ ก้ไขฟื้นฟผู ู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์
ของสังคมเป็นส่วนรวม โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดจะเข้ารับการฟื้นฟู
สมรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ แบบไมค่ วบคมุ ตวั หรอื ไม่ ดงั น้ี พนกั งานเจา้ หนา้ ทต่ี ามพระราชบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว
จึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อนแล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะ
มีสิทธิพิจารณาผลการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพ
ผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรีมีคำวินิจฉัยให้จำเลยเข้ารับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพแบบไม่ควบคุมตัวใน
โปรแกรมคมุ ประพฤติ เป็นเวลา ๖ เดือน รายงานตวั ๑ เดอื นตอ่ คร้งั ทำงานบริการสังคม ๑๒ ชัว่ โมง
และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดแต่จำเลยไม่เข้ารับการฟื้นฟูตามแผนการฟื้นฟูโดยขาด
การรายงานตัว ๒ คร้ัง และยังคงเก่ียวข้องกับยาเสพติดให้โทษจึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม
แผนการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดท่ีคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัด
จนั ทบรุ กี ำหนดไว้ เมอื่ มาตรา ๓๓ บญั ญัตใิ ห้คณะอนกุ รรมการฟน้ื ฟูสมรรถภาพผตู้ ิดยาเสพติดรายงาน
ความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพ่ือประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้เข้ารับการ
ฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเม่ือผู้น้ันเข้ารับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตาม
กำหนดเวลาแล้วแต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาหลังจากท่ีจำเลยไม่ปฏิบัติตาม
แผนการฟ้ืนฟูดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าท่ีจึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนการฟ้ืนฟู
สมรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ ของคณะอนกุ รรมการฟน้ื ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ จงั หวดั จนั ทบรุ อี นั เปน็ ไป
ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถว้ นตามมาตรา ๒๕ ก่อน เม่ือคณะอนกุ รรมการฟืน้ ฟูสมรรถภาพ
ผู้ติดยาเสพติดดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการตามข้ันตอนท่ีกฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงไม่มี
อำนาจฟ้อง ท่ศี าลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์น้นั ศาลฎีกาเหน็ พ้องดว้ ย ฎีกาของโจทก์ฟังไมข่ น้ึ
พิพากษายนื
สำนกั งานอัยการพเิ ศษฝา่ ยสารสนเทศ
สำนักงานวิชาการ
อัยการนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
85
คำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๒๓๒/๒๕๕๘
ป.อ. ชุลมนุ ตอ่ สู้ (มาตรา ๒๙๔, ๒๙๙)
ความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๔ และ ๒๙๙ นน้ั ตอ้ งเปน็ การชลุ มนุ ตอ่ สกู้ นั
ระหว่างบุคคลต้ังแต่สามคนขึ้นไป และมีบุคคลถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัสโดย
ไม่ทราบว่าผู้ใดหรือผู้ใดร่วมกับใครกระทำจนถึงแก่ความตายหรือจนได้รับอันตรายสาหัส แต่หาก
สามารถรู้และแบ่งฝ่ายแบ่งพวกกันได้ ท้ังรู้ว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ลงมือทำร้ายย่อมลงโทษผู้นั้น
กับพวกไดต้ ามเจตนาและผลของการกระทำ
______________________
{
พนักงานอัยการจังหวัดพจิ ิตร โจทก
์
จำเลย
ระหวา่ ง
นายสมคิด สวัสดี
โจทก์ฟ้องว่า เม่ือวันท่ี ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๙ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกที่หลบหนี
โดยมเี จตนาฆา่ รว่ มกนั ใชม้ ดี ปลายแหลมดา้ มไมย้ าวประมาณ ๑ ฟตุ และมดี ไปแหลมยาวประมาณ ๑๐ นวิ้
เปน็ อาวธุ ฟันและแทงนาย ฉ. ผู้ตาย และนาย ว. ผูเ้ สียหาย โดยแรงหลายครัง้ ผู้ตายถูกแทงทบ่ี รเิ วณ
หน้าอกขวา ทำให้มีเลือดค่ังในเยื่อหุ้มปอดข้างขวา เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายถูกฟัน
บริเวณแขนซ้ายและแขนขวาหลายแห่ง มีบาดแผลฉีกขาดบริเวณแขนซ้ายและแขนขวา กระดูกแขน
ซา้ ยหกั และกระดกู มอื ขวาหกั จำเลยกบั พวกลงมอื กระทำความผดิ ไปตลอดแลว้ แตก่ ารกระทำไมบ่ รรลผุ ล
เนอื่ งจากผเู้ สยี หายปดั ปอ้ งและวงิ่ หลบหนไี ดท้ นั ผเู้ สยี หายจงึ ไมถ่ งึ แกค่ วามตาย แตเ่ ปน็ เหตใุ หผ้ เู้ สยี หาย
ได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่าย่ีสิบวันหรือจนประกอบกรณียกิจ
ตามปกตไิ มไ่ ดเ้ กินกว่าย่สี บิ วัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๐, ๘๓, ๒๘๘
และรบิ ของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลช้ันต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘
ประกอบมาตรา ๘๓, มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐, ๘๓ การกระทำของจำเลยเปน็ กรรมเดยี วผดิ
ต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๓ ซึ่งเป็นกฎหมายบทท่ีม
ี
โทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๑๕ ปี รบิ มดี ของกลาง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณภ์ าค ๖ พพิ ากษากลับ ใหย้ กฟอ้ ง แต่อาวธุ มีดของกลางให้รบิ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่
เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงท่ีบริเวณหน้าอกขวานาย ฉ.
ผู้ตาย อาวุธมีดปักคาอกอยู่ ทำให้มีเลือดค่ังในเย่ือหุ้มปอดข้างขวา เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย
และใช้อาวุธมีดฟันนาย ว. ผู้เสียหาย ถูกบริเวณแขนท้ังสองข้างหลายแห่ง มีบาดแผลฉีกขาด กระดูก
86 คำพิพากษาศาลฎีกา
แขนข้างซา้ ยหัก กระดูกมอื ขวาหัก เป็นเหตใุ ห้ผเู้ สียหายได้รบั อันตรายสาหัส หลังเกิดเหตเุ จ้าพนักงาน
ตรวจยดึ ไดม้ ีดปลายแหลมด้ามไม้ ๑ เลม่ จากทเ่ี กิดเหตุและมดี ปลายแหลม ๑ เล่ม จากศพของผตู้ าย
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องได้หรือไม่ โดยโจทก์
อ้างว่า ท่ีศาลอุทธรณ์ภาค ๖ วินิจฉัยว่า กรณีเป็นการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป
ผู้ตายเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้จนถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ได้รับอันตรายสาหัส
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๔ และ ๒๙๙ เม่ือโจทกฟ์ ้องขอใหล้ งโทษจำเลยตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๘๓, ๒๘๘ จึงต้องถือว่าข้อเท็จจริงท่ีได้ความตามทางพิจารณาแตกต่าง
จากท่ีกล่าวในฟ้อง ลงโทษจำเลยไม่ได้แล้วพิพากษายกฟ้องน้ัน เป็นการไม่ชอบ เห็นว่า กรณีความผิด
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๔ และ ๒๙๙ น้ัน ต้องเป็นการชุลมุนต่อสู้กันระหว่างบุคคล
ตั้งแต่สามคนข้ึนไป และมีบุคคลถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัสโดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือ
ผู้ใดร่วมกับใครกระทำจนถึงแก่ความตายหรือจนได้รับอันตรายสาหัส แต่หากสามารถรู้และแบ่งฝ่าย
แบ่งพวกกันได้ ทั้งรู้ว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ลงมือทำร้ายย่อมลงโทษผู้นั้นกับพวกได้ตามเจตนาและ
ผลของการกระทำ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยกับพวกฝ่ายหนึ่งและผู้ตายกับผู้เสียหายฝ่ายหน่ึง
วิวาทต่อสู้กัน แม้พยานโจทก์ที่อยู่ในเหตุการณ์จะไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าคนใดในกลุ่มของจำเลยเข้าไป
ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและฟันผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับ
อันตรายสาหัสก็ตาม ย่อมมิใช่กรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๔ และ ๒๙๙ ดังท
ี่
ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ วินิจฉัย และเม่ือข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพวกของจำเลยที่เข้าร่วมในการทะเลาะวิวาท
กับผู้ตายและผู้เสียหายได้ใช้มีดแทงผู้ตายและฟันผู้เสียหาย จำเลยซ่ึงมีเจตนาร่วมกับพวกกระทำต่อ
ผู้ตายและผู้เสียหายย่อมต้องรับผลอันเป็นธรรมดาย่อมเกิดข้ึนจากการนั้นในฐานะเป็นตัวการ แม้มิได้
เป็นผู้ลงมือแทงผู้ตายและฟันผู้เสียหายด้วยตนเองก็ตาม ท่ีศาลช้ันต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว
ศาลฎีกาเหน็ พ้องดว้ ย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
พพิ ากษากลับ ให้บังคบั คดไี ปตามคำพิพากษาศาลชัน้ ตน้ .
สำนกั งานอยั การพิเศษฝ่ายสารสนเทศ
สำนักงานวชิ าการ
อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
87
คำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๑๔๓๕๘/๒๕๕๘
ป.อ. ลกั ทรพั ย์ (มาตรา ๓๓๕ (๑๑))
จำเลยเพียงแต่ได้รับมอบหมายจากผู้เสียหายให้นำเงินที่เป็นรายรับของร้านเข้าบัญช
ี
เงนิ ฝากของผเู้ สยี หาย โอนเงนิ จากบญั ชขี องผเู้ สยี หายเพอ่ื ชำระคา่ สนิ คา้ ทใี่ ชใ้ นรา้ น และจา่ ยเงนิ เดอื น
พนักงานของร้าน จำเลยจึงมิใช่ผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้เสียหาย เนื่องจาก
จำเลยรับเงินและจ่ายเงินตามคำสั่งของผู้เสียหายเท่านั้น ท้ังเงินที่จำเลยโอนจากบัญชีเงินฝากของ
ผู้เสียหายเป็นเงินของผู้เสียหาย เงินจำนวนดังกล่าวจึงยังอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย
การท่ีจำเลยเอาเงินของผู้เสียหายไปจึงเป็นการแย่งการครอบครองเงินของผู้เสียหายไปโดยทุจริต
การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผดิ ฐานลกั ทรัพย์ มใิ ชฐ่ านยกั ยอก
{
________________________
พนักงานอัยการ สำนกั งานอยั การสงู สุด โจทก
์
ระหว่าง
นายณฐั กร ทองมี จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า นาย อ. ผู้เสียหาย เป็นเจ้าของร้านเสริมสวย และเปิดบัญชีออมทรัพย์ เลขที่
๐๙๕-๒-๕๗๕๒๖-๒ ไวก้ บั ธนาคารกสิกรไทย จำกดั (มหาชน) สาขาซคี อนสแควร์ โดยผเู้ สยี หายสมัคร
ใช้บริการทางคอมพิวเตอร์ท่ีเรียกว่า ระบบเคไซเบอร์ (K - Cyber) เพื่อทำธุรกรรมทางการเงินและ
บัญชีท้ังตรวจสอบยอดเงิน โอนเงิน ชำระเงิน และแก้ไขข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ จำเลยเป็น
ลูกจ้างในร้านเสริมสวยของผู้เสียหาย ตำแหน่งพนักงานบัญชี มีหน้าท่ีทำรายการรับจ่ายโอนเงินชำระ
ค่าสินค้า และโอนเงินรายรับเข้าบัญชีของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้าง เม่ือระหว่างวันที่ ๕ พฤษภาคม
๒๕๕๔ ถงึ วนั ท่ี ๘ เมษายน ๒๕๕๕ เวลากลางวนั และกลางคนื ต่อเน่ืองกนั จำเลยลกั เงินของผูเ้ สียหาย
ซ่ึงเป็นนายจ้างไป โดยจำเลยใช้รหัสช่ือผู้ใช้ (Username) เป็นผู้เสียหาย และรหัสผ่านอันเป็นบัตร
อิเล็กทรอนิกส์ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ออกให้แก่ผู้เสียหายเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ใช้เข้าใน
ระบบเคไซเบอร์เพือ่ เข้าถึงข้อมลู บัญชีเงนิ ฝากของผเู้ สยี หายและใชต้ วั เลข ๖ ตัว หรือรหสั โอทพี ี (OTP)
ทำการแกไ้ ขเปลย่ี นแปลง และเพม่ิ เตมิ ขอ้ มลู คอมพวิ เตอรใ์ นบญั ชเี งนิ ฝากของผเู้ สยี หายแลว้ ทำการโอนเงนิ
ออกจากบญั ชขี องผเู้ สยี หายไปเขา้ บญั ชขี องจำเลย ๗๐ ครงั้ และเขา้ บญั ชขี องบคุ คลอน่ื ๆ ทธี่ นาคารตา่ ง ๆ
อีก ๗๒ คร้งั รวม ๑๔๒ คร้งั เปน็ เงิน ๒,๐๘๒,๙๗๐.๖๐ บาท ท้ังน้ี เพ่ือแสวงหาประโยชน์ท่มี ิควรได้
โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นการลักทรัพย์ของนายจ้างและเป็นการใช้บัตร
อิเล็กทรอนิกส์ของผู้อ่ืนท่ีผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพ่ือประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ
หรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิด
ความเสยี หายแกผ่ เู้ สยี หาย ผอู้ นื่ หรอื ประชาชน ขอใหล้ งโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑๔),
๙๑, ๒๖๙/๕, ๒๖๙/๗, ๓๓๔, ๓๓๕ (๑) (๑๑) กบั ใหจ้ ำเลยคนื เงนิ ๒,๐๘๒,๙๗๐.๖๐ บาท แกผ่ เู้ สยี หาย
จำเลยให้การปฏเิ สธ
88 คำพพิ ากษาศาลฎกี า
ศาลชนั้ ตน้ พจิ ารณาแลว้ พพิ ากษาวา่ จำเลยมคี วามผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๙/๕
ประกอบมาตรา ๒๖๙/๗, ๓๓๕ (๑) วรรคแรก, ๓๓๕ (๑) (๑๑) วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็น
ความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา
ฐานลักทรัพย์นายจ้าง ฐานลักทรัพย์นายจ้างในเวลากลางคืน และฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อ่ืน
โดยมิชอบเพอ่ื ประโยชนใ์ นการชำระคา่ ซ้อื สินค้าคา่ บริการ หนี้อ่นื แทนการชำระเงินสด และใชเ้ บกิ ถอน
เงินสดรวม ๑๑๗ กระทง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานใช้บัตร
อิเล็กทรอนิกส์ของผู้อ่ืนโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ในการชำระค่าซ้ือสินค้า ค่าบริการ หนี้อื่นแทนการ
ชำระเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักท่ีสุดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๙๐ จำคุกกระทงละ ๒ เดอื น ฐานลักทรัพย์นายจ้างและฐานลกั ทรพั ย์นายจา้ งในเวลากลางคนื
รวม ๑๙ กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ ๒ เดือน จำเลยให้การและนำสืบเป็นประโยชน์แก ่
การพจิ ารณา มเี หตบุ รรเทาโทษ ลดโทษใหก้ ระทงละกงึ่ หนงึ่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคกุ
กระทงละ ๑ เดือน รวมทุกกระทงเป็นจำคุก ๑๓๖ เดือน ให้จำเลยคืนเงิน ๑,๘๓๑,๔๕๔.๖๐ บาท
แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องโจทก์สำหรับฟ้องข้อ ๑.๓, ๑.๑๕, ๑.๒๑, ๑.๓๔, ๑.๖๘, ๑.๙๗ ข้อหาและ
คำขออืน่ ให้ยก
โจทก์และจำเลยอทุ ธรณ
์
ศาลอทุ ธรณพ์ พิ ากษาแกเ้ ปน็ วา่ ใหล้ งโทษจำคกุ ๑๑๗ เดอื น ยกฟอ้ งโจทกใ์ นความผดิ ๑๙ กระทง
คือ ฟ้องข้อ ๑.๔, ๑.๗, ๑.๘, ๑.๑๓, ๑.๑๖, ๑.๑๗, ๑.๒๒, ๑.๒๗, ๑.๓๖, ๑.๔๓, ๑.๕๗,
๑.๖๕, ๑.๗๒, ๑.๗๖, ๑.๘๔, ๑.๘๕, ๑.๑๒๖, ๑.๑๓๗, และ ๑.๑๔๐ ให้จำเลยคืนเงิน
๑,๖๑๕,๗๗๔.๖๐ บาท แก่ผเู้ สยี หาย นอกจากท่แี ก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชน้ั ต้น
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงช่ือในคำพิพากษาศาลช้ันต้นอนุญาตให้ฎีกา
ในปญั หาข้อเทจ็ จริง
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาท่ีต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า
การกระทำความผดิ ของจำเลยเปน็ ความผิดฐานยกั ยอกหรือฐานลักทรพั ย์โดยจำเลยฎกี าวา่ จำเลยเปน็
ผู้ครอบครองดูแลและเก็บรักษาทรัพย์ รับ และจ่ายเงินแทนผู้เสียหายมาตั้งแต่เริ่มทำงานตามที่ได้รับ
มอบหมายเม่ือเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นมา จนถึงวันที่ผู้เสียหายกล่าวหาตามคำฟ้องเป็นเวลา
กว่า ๒ ปี การกระทำของจำเลยจึงเข้าข้อกฎหมายที่ว่ามีหน้าท่ีจัดการทรัพย์ของผู้อื่นและครอบครอง
ทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อ่ืนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนนั้น เห็นว่า
โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยมีหน้าท่ีดูแลการเงินและบัญชีของร้านเสริมสวยซึ่งเป็น
ของผู้เสียหาย ประกอบด้วยการรับเงินจากลูกค้า ลงบัญชีรายรับรายจ่ายเงินรายวันชำระค่าสินค้าท่ีใช้
ในร้าน และทุกส้ินเดือนจำเลยจะต้องจัดทำบัญชีและนำเงินรายได้เข้าฝากในบัญชีของผู้เสียหาย
ท่ีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาซีคอนสแควร์ โดยผู้เสียหายสมัครใช้ระบบเคไชเบอร์
ซึ่งเป็นการโอนเงิน ถอนเงิน หรือทำรายการทางการเงินผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ผู้เสียหายมอบรหัส
ผู้ใช้และรหัสผ่านให้จำเลยเพ่ือเข้าล็อกอินระบบเคไซเบอร์ในบัญชีของผู้เสียหายด้วย ผู้เสียหาย
ให้จำเลยทำรายการโอนเงินผ่านระบบเคไซเบอร์เพ่ือกิจการของร้านและการจ่ายเงินเดือนพนักงาน
เท่านั้น ไมไ่ ดอ้ นุญาตให้ใช้จ่ายในเรื่องส่วนตวั ตอ่ มาเดือนเมษายน ๒๕๕๕ ผู้เสยี หายตรวจดสู มุดบัญชี
อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
89
พบวา่ มีเงินเหลอื ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท จึงทำการตรวจสอบบัญชีผา่ นระบบเคไซเบอร์พบว่ามกี าร
โอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายไปยังบุคคลอ่ืนหลายรายการและเป็นจำนวนมาก ผู้เสียหายจึงแจ้งให้
จำเลยทราบ จำเลยยอมรับว่าได้โอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายจริง ซึ่งจำเลยเบิกความเจือสมว่า
จำเลยมีหน้าท่ีดูแลบัญชีรายรับรายจ่ายของร้าน รับเงินค่าทำผมจากลูกค้า จ่ายเงินเดือนพนักงาน
ชำระค่าสินค้าของร้าน และดูแลร้านท่ัวไป การทำบัญชีรายรับรายจ่ายน้ัน จำเลยจะเป็นผู้จดบันทึก
รายการรับจ่ายของร้านในแต่ละวัน แล้วนำข้อมูลไปลงในระบบบัญชีในเครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้น
พิมพ์ออกมาเก็บไว้เป็นแฟ้ม เรียกว่า สมุดบัญชีรายรับรายจ่ายประจำเดือนส่วนเงินสดท่ีเป็นรายรับ
ของร้านแต่ละวัน จะนำเก็บไว้ท่ีล้ินชักโต๊ะทำงานของจำเลยซ่ึงมีกุญแจสามชุดเก็บที่จำเลย ผู้เสียหาย
และนาย น. บดิ าของผเู้ สยี หาย เมอ่ื รา้ นปดิ จำเลยจะรวบรวมเงนิ สดในแตล่ ะวนั เพอ่ื ตรวจนบั แลว้ เกบ็ ไวใ้ น
ล้ินชักเพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียนภายในร้าน เมื่อครบเดือนจำเลยจะรวบรวมเงินสดที่เหลืออยู่ฝากเข้า
บัญชีของผเู้ สยี หายท่ธี นาคารกสกิ รไทย จำกัด (มหาชน) สาขาซีคอนสแควร์ โดยผเู้ สียหายแจ้งรหัสผู้ใช้
รหัสผ่าน และมอบโทรศัพท์เคล่ือนท่ีให้จำเลยเพ่ือทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบเคไซเบอร์ของธนาคาร
จำเลยรับว่าเป็นผู้ดำเนินการโอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายเข้าบัญชีของจำเลยรวม ๗๐ คร้ัง ส่วนที่มี
การโอนเข้าบัญชีของบุคคลอื่นนั้น จำเลยรับว่าดำเนินการโอนจริงบางรายการเท่านั้น พยานหลักฐาน
โจทก์จงึ มีน้ำหนักมนั่ คงรบั ฟังไดว้ ่า จำเลยได้รบั มอบหมายจากผเู้ สียหายให้นำเงินท่เี ปน็ รายรบั ของร้าน
เข้าบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย โอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายเพื่อชำระค่าสินค้าที่ใช้ในร้าน และจ่าย
เงินเดือนพนักงานของร้าน จำเลยจึงมิใช่ผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้เสียหาย เน่ืองจาก
จำเลยรบั เงนิ และจา่ ยเงนิ ตามคำสง่ั ของผเู้ สยี หายเทา่ นน้ั ทง้ั เงนิ ทจ่ี ำเลยโอนจากบญั ชเี งนิ ฝากของผเู้ สยี หาย
เป็นเงินของผู้เสียหายจึงยังอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย การท่ีจำเลยเอาเงินของผู้เสียหายไป
จึงเป็นการแย่งการครอบครองเงินของผู้เสียหายไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด
ฐานลักทรัพย์ มิใช่ฐานยักยอกดังที่จำเลยฎีกา ท่ีศาลอุทธรณ์พิพากษาน้ัน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในส่วนอื่นท่ีเกี่ยวพันกับการวินิจฉัยว่า
การกระทำของจำเลยเปน็ ความผิดฐานยกั ยอกตามท่จี ำเลยฎกี าอกี
พิพากษายืน.
สำนักงานอัยการพเิ ศษฝา่ ยสารสนเทศ
สำนกั งานวชิ าการ
90 คำพพิ ากษาศาลฎกี า
ค
ำพิพากษาศาลฎกี าท่ี ๑๔๔๗๗/๒๕๕๘
ป.วิ.อ. บรรยายฟ้อง (มาตรา ๑๕๘)
พ.ร.บ. อาวธุ ปนื เคร่ืองกระสุนปนื วัตถุระเบดิ ดอกไม้เพลงิ และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐
(มาตรา ๗, ๗๒)
คำวา่ “ปรากฏ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน ใหค้ วามหมายวา่ สำแดงออกมา
ให้เห็น เม่ือโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับอาวุธปืนท่ีจำเลยมีไว้ในครอบครองว่า เป็นอาวุธปืนท่ี
ไม่ปรากฏเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ จึงมีความหมายว่า เป็นอาวุธปืนท
ี่
ไม่สำแดงออกมาให้เห็นถึงเคร่ืองหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ กรณีจึงยังไม่เป็นการ
แนน่ อนวา่ อาวธุ ปนื ทจ่ี ำเลยมไี วใ้ นครอบครองนน้ั เปน็ อาวธุ ปนื ทม่ี หี มายเลขทะเบยี นของเจา้ พนกั งาน
ประทับไว้หรือไม่ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นคุณแก่จำเลยว่า อาวุธปืนท่ีจำเลยมีไว้ในครอบครอง
โดยไม่ได้รบั ใบอนุญาตนน้ั เป็นอาวธุ ปืนที่เปน็ ของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย
ซึ่งเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และ
ความผิดดังกล่าวอยู่ที่การไม่ได้รับอนุญาต หาทำให้อาวุธปืนของกลางท่ีชอบด้วยกฎหมายเป็น
อาวุธปืนผิดกฎหมายไปไม่ อาวุธปืนของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะพึงต้องริบ
และไม่ใช่ทรัพย์สินท่ีใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
{
มาตรา ๓๒, ๓๓ ไมอ่ าจริบตามคำขอท้ายฟ้องของโจทกไ์ ด
้
______________________
พนักงานอัยการจงั หวัดอดุ รธาน ี โจทก
์
จำเลย
ระหวา่ ง
นายอุดร หลวงนา
โจทกฟ์ อ้ งว่า เมื่อวันท่ี ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ เวลากลางคนื ก่อนเทย่ี ง จำเลยมเี มทแอมเฟตามีน
อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จำนวน ๑๖ เม็ด (หน่วยการใช้) น้ำหนักสุทธิ ๑.๔๘๘ กรัม
คำนวณเปน็ สารบริสทุ ธไ์ิ ด้ ๐.๒๗๔ กรัม ไว้ในครอบครองเพ่ือจำหนา่ ย เมื่อระหว่างวันท่ี ๑๓ สงิ หาคม
๒๕๕๖ เวลากลางวันถึงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ เวลากลางคืนก่อนเท่ียง วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด
จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนจำนวนและรับเข้าสู่ร่างกายโดยวิธีการใดไม่ปรากฏชัด อันเปน็ การฝา่ ฝนื ต่อ
กฎหมาย เม่ือวันที่ ๑๔ สงิ หาคม ๒๕๕๖ เวลากลางคืนก่อนเท่ียง จำเลยมอี าวุธปืนพกรวี อลเวอร์เทารัส
(TAURUS) ขนาด .๓๘ ไม่ปรากฏเคร่ืองหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ ๑ กระบอก และ
กระสุนปืนรีวอลเวอร์ขนาด .๓๘ สเปเชี่ยล (Special) ๒๑ นัด อันเป็นอาวุธปืนและเคร่ืองกระสุนปืน
ตามกฎหมายท่ีใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจาก
นายทะเบียนท้องที่ และจำเลยพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนสาธารณะ
ภายในหมู่บ้านเสาเล้า หมู่ที่ ๕ อันเป็นเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและ
โดยไมไ่ ดร้ บั อนญุ าต ขอใหล้ งโทษตามพระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘,
๑๕, ๕๗, ๖๖, ๙๑, ๑๐๐/๑, ๑๐๒ พระราชบญั ญตั อิ าวธุ ปนื เครอ่ื งกระสนุ ปนื วตั ถรุ ะเบดิ ดอกไมเ้ พลงิ
อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙
91
และส่ิงเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๔, ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๒, ๙๑, ๓๗๑ ริบของกลาง
จำเลยให้การรบั สารภาพ
ศาลช้ันต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสาม (๒), ๕๗, ๖๖ วรรคหนง่ึ , ๙๑ พระราชบญั ญตั อิ าวธุ ปนื เครอื่ งกระสนุ ปนื
วตั ถรุ ะเบดิ ดอกไมเ้ พลงิ และสงิ่ เทยี มอาวธุ ปนื พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ วรรคหนง่ึ , ๗๒ วรรคหนงึ่
๗๒ ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ การกระทำของจำเลยเปน็ ความผดิ หลายกรรม
ต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานม
ี
เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๔ ปี และปรับ ๒๔๐,๐๐๐ บาท ฐานเสพ
เมทแอมเฟตามีน จำคกุ ๖ เดอื น และปรบั ๑๐,๐๐๐ บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครอื่ งกระสุนปนื ไวใ้ น
ครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๑ ปี และปรับ ๖,๐๐๐ บาท ฐานพาอาวุธปืน (ท่ีถูก ฐาน
พาอาวธุ ปนื ตดิ ตวั ไปในเมอื ง หมบู่ า้ นหรอื ทางสาธารณะโดยไมไ่ ดร้ บั ใบอนญุ าตและโดยไมม่ เี หตผุ ลสมควร)
เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ
ซึ่งเป็นกฎหมายบทท่ีมีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๑ ปี และปรับ
๖,๐๐๐ บาท รวมจำคุก ๖ ปี ๖ เดือน และปรับ ๒๖๒,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็น
ประโยชนแ์ กก่ ารพจิ ารณา มเี หตบุ รรเทาโทษ ลดโทษใหก้ ง่ึ หนงึ่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘
คงจำคุก ๓ ปี ๓ เดือน และปรับ ๑๓๑,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๓ ปี คุมความ
ประพฤติของจำเลยไว้ ๒ ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ๖ คร้ัง ให้จำเลย
กระทำกิจกรรมบริการสงั คมหรือสาธารณะประโยชนต์ ามที่พนักงานคมุ ประพฤตแิ ละจำเลยเหน็ สมควร
เปน็ เวลา ๓๐ ช่ัวโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระคา่ ปรับให้จัดการตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ หากตอ้ งกกั ขังแทนค่าปรบั ใหก้ กั ขังไม่เกนิ ๑ ปี รบิ ของกลาง
โจทก์อุทธรณ์ โดยอธบิ ดอี ยั การ สำนกั งานคดีศาลสูงภาค ๔ รับรองใหอ้ ทุ ธรณป์ ัญหาขอ้ เท็จจริง
ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามนี และฐานพาอาวธุ ปนื ติดตวั ไปในเมือง หมบู่ ้าน หรือทางสาธารณะ
โดยไม่ไดร้ บั ใบอนุญาตและโดยไมม่ เี หตผุ ลสมควร
ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียน
ของผู้อ่ืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เคร่ืองกระสุนปืน
วัตถรุ ะเบดิ ดอกไม้เพลงิ และสงิ่ เทยี มอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคสาม จำคุก ๘ เดอื น
ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๖ เดือน
ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ฐานมีอาวธุ ปืนมที ะเบียนของผู้อน่ื
ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก ๔ เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน
หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก ๓ เดือน เม่ือรวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลชั้นต้น
กำหนดแลว้ เปน็ จำคกุ ๒ ปี ๑๐ เดอื น ไม่ปรับ ไมร่ อการลงโทษ ไมค่ มุ ความประพฤติ ไมร่ บิ อาวุธปืน
พกรีวอลเวอร์เทารัส (TAURUS) ขนาด .๓๘ ของกลาง แต่ให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไป
ตามคำพพิ ากษาศาลชน้ั ตน้
92 คำพิพากษาศาลฎีกา