สมาธิเพื่อพัฒนาชีวิต
สารบัญ เรื่อง หน้า ตอนที่ 1 สมาธิกับการพัฒนาความสามารถและความเป็นเลิศ 1 และหลักสูตรสมาธิภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพ 1. สมาธิกับการพัฒนาความสามารถและความเป็นเลิศ 3 2. ประวัติการศึกษาสมาธิของสมเด็จพระญาณวชิโรดม (วิริยังค์ สิรินฺธโร) 7 3. ที่มาของหลักสูตรสมาธิ ภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพ 14 4. จุดมุ่งหมายของหลักสูตรสมาธิ ภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพ 16 5. ลักษณะหลักสูตรสมาธิ ภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพ 17 ตอนที่ 2 การท าสมาธิและการบริกรรม 21 1. จุดประสงค์ของการท าสมาธิ 23 2. วิธีท าสมาธิในอิริยาบถ 4 24 3. จุดเริ่มต้นของสมาธิ 26 4. ลักษณะของการบริกรรม 29 5. การวางจิตในขณะบริกรรม 30 ตอนที่ 3 การวัดผลของสมาธิ และลักษณะอาการต่อต้านสมาธิ 33 1. การวัดผลของสมาธิ 35 2. ลักษณะอาการต่อต้านสมาธิ 36 3. ความลังเลสงสัย 38 4. ความโลภอยากได้เร็ว 39 5. สรุปเรื่องของสมาธิและพลังจิต 42
สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า ตอนที่ 4 ลักษณะของสมาธิ 47 1. ลักษณะของสมาธิ 49 2. ผลของการท าสมาธิ 53 3. หนทางให้สมาธิเสื่อม 56 ตอนที่ 5 ประโยชน์ของสมาธิ การน าสมาธิไปใช้ใน ชีวิตประจ าวัน สมาธิกับการงานและการเรียน 61 1. ประโยชน์ของสมาธิ 63 2. การน าสมาธิไปใช้ในชีวิตประจ าวัน 67 3. สมาธิกับการงานและการเรียน 69 ตอนที่ 6 ลักษณะของฌาน และขั้นตอนของฌาน 75 1. ลักษณะของฌาน 77 2. ขั้นตอนของฌาน 82 3. ความวิเศษของฌาน 87 ตอนที่ 7 คุณสมบัติและประโยชน์ของฌาน 93 1. คุณสมบัติของฌาน 95 2. ประโยชน์ของฌาน 102 ตอนที่ 8 ลักษณะของญาณ และขั้นตอนของญาณ 109 1. ลักษณะของญาณ 111 2. ขั้นตอนของญาณ 118
สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า ตอนที่ 9 คุณสมบัติและประโยชน์ของญาณ 123 1. คุณสมบัติของญาณ 125 2. ประโยชน์ของญาณ 132 ตอนที่ 10 สิ่งที่ควรรู้เรื่องวิปัสสนา และจุดมุ่งหมาย ของสมถะ-วิปัสสนา 137 1. สิ่งที่ควรรู้เรื่องวิปัสสนา 139 2. จุดมุ่งหมายของสมถะ-วิปัสสนา 146 ตอนที่ 11 แผนผังสมถะ-วิปัสสนา 155 1. แผนผังการท าสมาธิ 157 2. แผนผังสมถะ 160 3. แผนผังวิปัสสนา 167 ตอนที่ 12 วิปัสสนูปกิเลส และพระอภิธรรมกับวิปัสสนา 175 1. วิปัสสนูปกิเลส 177 2. พระอภิธรรมกับวิปัสสนา 185
1 ตอนที่ 1 สมาธิกับการพัฒนาความสามารถและความเป็นเลิศ และ หลักสูตรสมาธิภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพ เรื่อง 1. สมาธิกับการพัฒนาความสามารถและความเป็นเลิศ 2. ประวัติการศึกษาสมาธิของสมเด็จพระญาณวชิโรดม (วิริยังค์ สิรินฺธโร) 3. ที่มาของหลักสูตรสมาธิภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพ 4. จุดมุ่งหมายของหลักสูตรสมาธิภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพ 5. ลักษณะหลักสูตรสมาธิภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพ
2 สาระส าคัญ 1. การที่มนุษย์จะสามารถพัฒนาความสามารถและความเป็นเลิศได้ต้อง อาศัยการท าสมาธิ เมื่อพัฒนาสมาธิได้แล้วก็จะมีสติ เมื่อมีสติแล้วก็จะมี ปัญญา 2. พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ได้สมาธิด้วยตนเองตั้งแต่วัยเด็ก หลังจากตั้งสัจจะที่จะอุทิศชีวิตให้พุทธศาสนาแล้ว จึงได้ศึกษาสมาธิอย่าง จริงจังกับพระอาจารย์กงมา และหลวงปู่มั่นจนเกิดความช่ าชอง 3. พระอาจารย์หลวงพ่อทุ่มเทสติปัญญาสร้างหลักสูตร โดยใช้ทั้งความรู้ที่ เรียนมาจนช่ าชอง ประสบการณ์การสอนสมาธินาน 40 – 50 ปี ตรวจ พระไตรปิฎก และใช้เวลาสร้างหลักสูตรนานหลายสิบปี 4. จุดมุ่งหมายของหลักสูตรคือ เพื่อพัฒนามนุษย์ด้วยการท าสมาธิ ซึ่งจะ ท าให้มนุษย์ควบคุมจิตใจได้ และอยู่ร่วมโลกด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข 5. หลักสูตรมีลักษณะที่ด าเนินตามมรรค 8 และหนทางกลาง เน้นสมาธิ มากกว่าวิปัสสนา มีมาตรฐานและความเป็นสากล คนทุกชาติทุก ศาสนาเรียนได้ มีระบบการเรียนการสอนที่ถูกต้องและเป็นแนวทาง เดียวกัน และสามารถถ่ายทอดสืบต่อกันได้ เนื้อห าตอนที่ 1 ป ระกอบด้ วยเ รื่อง สม า ธิกับกา รพัฒน า ความสามารถและความเป็นเลิศ ประวัติการศึกษาสมาธิของสมเด็จ พระญาณวชิโรดม (วิริยังค์ สิรินฺธโร) และที่มา จุดมุ่งหมาย และลักษณะของ หลักสูตรสมาธิภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพ
3 1. สมาธิกับการพัฒนาความสามารถและความเป็นเลิศ มนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้ทุก ๆ คนมี“ของดี” อยู่สองอย่าง อย่างที่ 1 คือ ความสามารถ อย่างที่ 2 คือ ความเป็นเลิศ มนุษย์เรามีทั้ง สองอย่างนี้ติดตัวมาทุกคน ไม่ว่าชาติใดภาษาใดก็ตาม แต่จะมีมนุษย์คน ใดบ้างที่จะสามารถพัฒนาความดี 2 ประการนี้ขึ้นมา และเป็นประโยชน์ อย่างยิ่งได้ ความดีที่เรียกว่า ความสามารถและความเป็นเลิศนี้ไม่มีในสัตว์ ทั้งหลาย สัตว์ไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้ มันเคยลากเกวียน มันเคยแก้ผ้า มันก็ท าของมันอยู่อย่างนั้น ส่วน มนุษย์นั้นสามารถที่จะพัฒนาได้ จากการแก้ผ้ามาเป็นแฟชั่น สารพัดในปัจจุบัน พัฒนาจากการอยู่ในโพรงไม้ในอุโมงค์ มาเป็นคฤหาสน์ สวยหรู ตึกร้านบ้านเรือน พัฒนาอาวุธจากท าด้วยหิน ด้วยไม้ พัฒนาไป จนกระทั่งเป็นนิวเคลียร์ หรือพัฒนาคมนาคมต่าง ๆ จากเดิมใช้เดิน ใช้ เกวียน ใช้ตะโกน แต่ปัจจุบันใช้คอมพิวเตอร์วิทยุ โทรศัพท์ โทรทัศน์ นี่คือ ความสามารถของมนุษย์ 1.1 การพัฒนาความสามารถและความเป็นเลิศ การที่มนุษย์จะสามารถพัฒนาความสามารถและความเป็น เลิศได้นั้น เขาต้องมีสมาธิ แม้ว่าทุกคนจะมีสมาธิตามธรรมชาติ แต่สมาธินั้นจะน้อย มากแค่ไหนอยู่ที่บุคคลคนนั้น ส าหรับสมาธิที่เป็นสมาธิธรรมชาตินั้นไม่ ต้องท าอะไร เกิดมาก็ได้เลย จึงเรียกว่า มนุษย์เรานี้มีความวิเศษ แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะมีสมาธิธรรมชาติอยู่ แต่เราไม่ รู้จักที่จะพัฒนาสมาธิให้แก่ตัวของเรา เราก็ไม่สามารถที่จะท าปัญญานี้ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นไปได้
4 ดังนั้นในตัวบุคคลต่าง ๆ ทุก ๆ คน จึงมีความแตกต่างกัน ตรงที่ว่า ใครจะมีสมาธิดีกว่ากัน มนุษย์จะสามารถพัฒนาขึ้นมาได้เมื่อเขาสามารถที่จะ พัฒนาสมาธิขึ้นมาได้ เมื่อมีสมาธิแล้วก็จะมีสติเมื่อมีสติแล้วก็สามารถ ที่จะมีปัญญา แต่ถ้าขาดสมาธิก็ขาดสติ เมื่อขาดสติก็ขาดปัญญา สาม ประการนี้จึงเป็นสิ่งที่มีความส าคัญอย่างยิ่ง เมื่อมนุษย์เรามีดีอยู่สองดี ดีหนึ่งได้แก่ความสามารถ ดีสอง ได้แก่ความเป็นเลิศ ความสามารถและความเป็นเลิศนี้จะพัฒนาขึ้นมาได้ ทุกคน ใครจะพัฒนาได้มาก ได้น้อยเท่าไร ก็สามารถที่จะท าได้ แต่ว่าการที่ จะพัฒนาทั้งความสามารถและความเป็นเลิศนี้ต้องอาศัยสมาธิถ้าสมาธิ ไม่เพียงพอก็ไม่สามารถพัฒนาทั้งสองอย่างนี้ให้ดีขึ้นตามความมุ่งหมาย 1.2 ความหมายของสมาธิ สมาธิ หมายถึง “ความสงบ” สมาธิแสดงถึงความสงบ ถ้า ไม่ใช่สงบแล้วก็ไม่ใช่สมาธิ บางคนบอกว่า ไปเรียนสมาธิมีแต่ใช้อารมณ์ มากมาย แบบนั้นเรียกว่า ไม่มีสมาธิ ความหมายของสมาธินั้น สิ่งใดที่ท าให้เกิดความสงบสุข สิ่ง นั้นก็คือ “สมาธิ” เราคงคิดแต่ว่า “โอ้! ท ำสมำธิแล้วมันสบำยคนเดียว นั่ง เฉย โอ้! สบำยมำก ๆ อะไรอย่ำงนี้” นอกจากนี้ สมาธิยังหมายถึง “สันติ” จากค าว่า “สุขา สังฆัสสะ สามัคคี ความสามัคคีท าให้เกิดสุข” เพราะ ในครอบครัวก็ต้อง สามัคคี ในสังคมก็ต้องสามัคคี ในประเทศชาติก็ต้องสามัคคี ในโลกก็ต้อง สามัคคี ถ้าหากไม่เกิดสามัคคีแล้วก็เกิดความทุกข์ หากเกิดสามัคคีแล้วก็ เกิดความสุข ดังนั้น สมาธิจึงมีความหมายรวมไปถึง “ความสามัคคี” อีก ด้วย เมื่อมีความสามัคคีแล้วก็เป็นสุข แต่ถ้าหากว่าเกิดแตกสามัคคีกัน เมื่อไรแล้วก็เป็นทุกข์
5 1.3 สมาธิผลิตพลังจิตจึงควบคุมจิตใจได้ เมื่อท าสมาธิแล้วสมาธิก็ผลิตพลังจิต เมื่อผลิตพลังจิตแล้ว พลังจิตก็ควบคุมจิตใจได้ เมื่อควบคุมจิตใจได้แล้วก็ท าให้เกิดในสิ่งที่ เหมาะสมและมีสติปัญญา ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า มนุษย์มีความดีอยู่ 2 อย่ าง คือ ความสามารถและความเป็นเลิศ ทั้งสองอย่างนี้เราจะต้องพัฒนาด้วยสมาธิ สมาธินี้จะเพิ่มพูนพลังจิต เมื่อเพิ่มพูนพลังจิตก็ไปช่วยให้ความสามารถ เกิดขึ้น และให้ความเป็นเลิศเกิดขึ้น สมาธิเป็นปัจจัยที่สร้างพลังจิตขึ้นมา เมื่อมีพลังจิตก็เปรียบเหมือนกับคนมีเงิน เมื่อมีเงินก็สามารถ ที่จะบันดาลให้บ้าน เกิดขึ้นมาได้ บันดาลให้รถยนต์ รถเบ๊นซ์ รถอะไรก็ได้ หรือบันดาลให้เกิดอาหารการกินต่าง ๆ บันดาลให้เป็นเจ้าของรถไฟ เครื่องบินได้ทั้งนั้น ถ้าหากสะสมเงินขึ้นมาแล้ว พลังจิตก็เปรียบเหมือนกับ เงิน เมื่อสะสมได้ขึ้นมาแล้วเราบอกว่าอยากได้บ้านสักหลังหนึ่ง ก็ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีความสงบ พอมีความสงบก็มีสมาธิ เมื่อมีสมาธิก็ผลิตพลังจิต พลังจิตก็จะมาเป็นเครื่องควบคุมจิต ดังนั้น คนจะมีความสามัคคีกันได้ เพราะควบคุมจิตได้ แม้ว่า คนอยู่ด้วยกันหมู่มากจ าเป็นต้องมีการกระทบกัน และถึงแม้จะกระทบ กันก็ไม่มีปัญหาอะไร การกระทบกันนั้นไม่ถึงขั้นอันตราย เพราะควบคุม จิตใจได้ 1.4 สมาธิช่วยลดอารมณ์ การสร้างสมาธิขึ้นมานี้ทุกคนท าได้ ซึ่งก่อนที่เราจะมาท า สมาธินี้เรามี“อารมณ์” อารมณ์เหล่านี้เองที่เป็นอันตราย ไม่สามารถที่ จะท าให้มีสมาธิได้ สมาธิธรรมชาติก็ไม่สามารถที่จะช่วยได้ เพราะอารมณ์ ที่เกิดขึ้นในจิตนี้เมื่อก่อนจะมาท าสมาธิ มีอารมณ์ล้นเหลือ เมื่อเริ่มท าสมาธิก็เริ่มบริกรรม พอเริ่มบริกรรมแล้วก็จะรู้ ได้ว่า อารมณ์ที่ล้นเหลือนั้นจะเหลือ “หนึ่งเดียว” คิดดูว่าอารมณ์เป็นหมื่น
6 เป็นพันนี้เหลือหนึ่งเดียวนี้จะลดความหนักไปเท่าไร น้ าหนักของอารมณ์ที่ เป็นหมื่นนี้ไม่รู้กี่ตัน แล้วมาเหลืออันเดียวนี้น้ าหนักไม่ถึงกิโล อย่างนี้จะ เบาตัว จะเบาสมองของมนุษย์ไปได้อีกมาก พอเป็นเช่นนี้แล้ว เมื่อบริกรรมแล้ว ถอยจากค าบริกรรมไป แล้ว จิตก็กลายเป็นหนึ่ง เมื่อจิตเป็นหนึ่งแล้ว จิตก็จะต้องเป็นสมาธิ เมื่อ จิตเป็นสมาธิแล้วก็เกิดพลังจิตขึ้นมา เมื่อมันเกิดพลังจิตขึ้นมาแล้ว พลังจิต นี้เองที่จะไปช่วยบังคับจิต เมื่อเป็นเช่นนั้น ความสามารถและความเป็นเลิศ นี้ก็จะได้ถูกพัฒนาขึ้นมาได้ 1.5 ผลเสียของการไม่พัฒนาสมาธิ เมื่อบุคคลที่เราได้ความดี 2 อย่าง มาโดยก าเนิดแล้ว และ มีสมาธิมาโดยก าเนิดแล้ว แต่เราไม่ได้พัฒนาสมาธิดังนั้น ความอยู่เย็น เป็นสุขนี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อเกิดขึ้นไม่ได้สัตว์โลกทั้งหลายก็มีแต่ความขัดแย้ง มี สงคราม มีการท าลายล้าง อะไรสารพัดเกิดขึ้น แตกแยกไปตั้งแต่ ครอบครัว แตกแยกไปตั้งแต่สังคม แตกแยกไปจนกระทั่งถึงประเทศชาติ แตกแยกไปถึงโลก อย่างนี้เป็นต้น นอกจากนี้ เราลองคิดดูว่า เวลาที่เราจะท าอะไรสักอย่าง หรือ มีการต่อสู้อะไรสักอย่าง เมื่อทันทีที่ขาดสมาธิจะแพ้ทันทีเพราะ อะไร เพราะว่าสมาธิอ่อน พอสมาธิอ่อนสติก็อ่อน พอสติอ่อนแล้วปัญญา ก็อ่อนตามไปด้วย จึงสู้เขาไม่ได้ ถึงจะมีก าลังเท่าไรก็สู้ไม่ได้ คนที่มีสมาธิแล้วเขาก็จะมีสติ เมื่อมีสติเขาก็มีปัญญา ก็ หลบหลีกได้ ส่วนคนที่ไม่มีสมาธิหรือสมาธิน้อย เมื่อสมาธิน้อย สติก็ลด ระดับ ปัญญาก็ลดระดับ พอปัญญาลดระดับแล้วก็เหลวไหล คนที่เคย ฉลาด เก่งมาก แต่พอเวลาสมาธิเสียแล้ว ความเก่งหายไปหมด เสียหมด
7 เมื่อเป็นเช่นนั้น โอกาสที่จะท าให้ความเจริญทั้ง 2 อย่างนี้ ถ้า ขาดสมาธิแล้วก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาความสามารถและความเป็นเลิศ ของมนุษย์นี้ได้ ในทางกลับกัน หากมาเรียนสมาธิแล้ว ก็จะท าให้เกิด ความแจ่มใส เกิดความสามัคคี เกิดความเฉลียวฉลาด เป็นต้น หรือคือ สามารถที่จะพัฒนาความสามารถและความเป็นเลิศได้ ถ้าไม่มีสมาธิแล้วก็เหมือนกับคนไม่มีเงิน ก็ไม่รู้จะท าอย่างไร หิวข้าวก็ไปขอเขาก็ไม่ค่อยได้ เมื่อมีเงินแล้วไปไหนก็สบาย ดังนั้น ความหมายที่เรียกว่าสมาธินั้น มีความหมายคือ สงบ ความสงบเป็นอย่างไรก็คือ ความสามัคคี ความแตกสามัคคีก็เป็นทุกข์ ความดีความสามัคคีก็เป็นสุข 2. ประวัติการศึกษาสมาธิของสมเด็จพระญาณวชิโรดม (วิริยังค์ สิรินฺธโร) ก่อนที่จะอธิบายเรื่องที่มาของหลักสูตรสมาธิที่ด าเนินการภายใต้ สถาบันพลังจิตตานุภาพนั้น สมเด็จพระญาณวชิโรดม (วิริยังค์ สิรินฺธโร) ได้ เมตตาเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับสมาธิของท่าน เพราะประสบการณ์ที่ท่าน ได้รับนั้น เป็นสิ่งที่ควรน ามาแจกจ่ายให้แก่บุคคลโดยทั่วไปทราบ และเพื่อ เป็นส่วนประกอบในการท าความเข้าใจเกี่ยวกับสมาธิด้วย 2.1 ต้นก าเนิดที่ได้สมาธิ ในบรรดาพี่น้องทั้งหลาย หลวงพ่อเป็นผู้ที่มีสติปัญญาน้อย กว่า หรือเรียกว่า คนโง่ก็ว่าได้ ผู้ปกครองจึงส่งตัวหลวงพ่อไปอยู่ในวัด แต่ก็ ไม่สามารถที่จะท าอะไรได้ อยู่วัดก็คือไปอยู่เฉย ๆ ในที่สุดก็ต้องกลับมาอยู่ กับครอบครัวตามเดิม
8 ช่วงที่อยู่กับครอบครัวนั้น หลวงพ่อมีเพื่อนคนหนึ่งเป็น ผู้หญิง เธอได้ชวนไปที่วัดบ้านใหม่ส าโรง ต าบลลาดบัวขาว อ าเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา หรือวัดสว่างอารมณ์ในปัจจุบัน อันนี้เองที่เป็น ต้นก าเนิดที่หลวงพ่อจะได้เรื่องของสมาธิ การที่เขาไปที่วัด เพราะอ่านหนังสือไม่ออก เขาก็ไปต่อ หนังสือ (เรียนหนังสือ) กันในวัด แต่หลวงพ่อซึ่งมีอายุราวสิบกว่านั้นอ่าน หนังสือออกหมดแล้ว จึงไม่มีความจ าเป็นที่จะต้องไปต่อหนังสือกับเขา แต่ก็ ต้องไปนั่งใกล้กับเพื่อน ในขณะนั้น พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ มาเห็นเข้า ท่านบอกว่า “เอ้ย ผู้ชำยอะไรไปนั่งอยู่ที่นั่นติดกับผู้หญิงในวัดนั่นใช้ไม่ได้” หลวงพ่อก็ตกใจเป็นอย่างยิ่ง รีบไปหาที่นั่งมุมศาลา เพราะจะกลับบ้านก็ กลับไม่ได้เพราะกลัวผี หลวงพ่อไปนั่งอยู่ที่มุมศาลานั้นก็เป็นเวลา 2 ทุ่มกว่า เขาจะ เลิกและกลับบ้านก็เที่ยงคืน สองทุ่มไปถึงเที่ยงคืนก็นานถึง 4 ชั่วโมง ซึ่ง หลวงพ่อก็ไม่เคยนั่งเฉย ๆ เพราะเป็นเด็กก็ซนไปตามเรื่อง แต่ก็จ าใจที่ จะต้องนั่งอยู่ที่มุมศาลา เมื่อนั่งอยู่ที่มุมศาลาก็กระวนกระวาย เพราะว่าไม่ เคยนั่งเฉย ๆ นาน ๆ ก็เลยบ่นในใจว่า “ไม่มาอีกแล้ว ไม่มาอีกแล้ว” เพียงเท่านั้น ไม่กี่นาทีจิตก็รวมเป็นสมาธิ เมื่อจิตรวมเป็นสมาธิปรากฏว่าร่างกายของเรานี้มีอยู่ 2 ร่าง ร่างหนึ่งนั่งอยู่ แล้วอีกร่างเดินไปในที่แห่งหนึ่ง ซึ่งในบริเวณรอบนั้นเป็น สวนดอกไม้ที่มีความสดสวยที่สุด และรู้สึกว่ามีความสุขเหลือเกิน จนกระทั่ง มีลมชนิดหนึ่งพัดมาใส่ ใจก็บอกว่า “อู้ฮู้! คุณพระพุทธศำสนำยังมีอยู่ขนำด นี้เชียวหรือ” มีความสุขสุดแสนที่จะพรรณนาได้ ซึ่งหลวงพ่อก็อยู่ที่นั่น ประมาณเกือบ 4 ชั่วโมงแล้วกลับคืนมาหาร่าง หลวงพ่อก็เห็นร่างของตัวเอง นั่งอยู่ “โอ้! เรำจะเข้ำร่ำงเรำได้อย่ำงไร” ก็ปรากฏว่าลืมตาขึ้นมาพบพวกของ เราก าลังที่จะลากลับ คือเที่ยงคืนแล้ว
9 หลวงพ่อก็ติดใจสมาธิที่เกิดขึ้นนั้น จึงขอคณะว่า ขอโอกาส พูดกับพระอาจารย์ หลวงพ่อก็ได้เข้าไปกราบพระอาจารย์กงมาเป็นครั้งแรก แล้วได้เล่าเรื่องที่หลวงพ่อได้สมาธิอย่างนั้นให้พระอาจารย์กงมาฟัง เมื่อท่านได้ยิน ท่านก็บอกว่า “เอ้ย! ที่แกมาเป็นอย่างเนี้ยะ ต้องท าสมาธิมานาน ถ้าไม่นานมันเป็นไปไม่ได้” แต่หลวงพ่อก็บอกท่านว่า “ไม่ได้เคยท ามาเลย เพิ่งวันนี้เอง แล้วก็ไม่ใช่ท าสมาธิด้วย นั่งเฉย ๆ” ท่านบอกว่า “เอ้ย! วิริยังค์นี่แกเป็นสมำธิตั้งแต่ฉันยังไม่ได้สอนนะเนี่ย แล้ว สมำธินี่คนจะต้องท ำไม่ต่ ำกว่ำเก้ำปี สิบปีกว่ำจะได้อย่ำงนี้” หลวงพ่อก็เลย ปลาบปลื้มใจ เมื่อหลวงพ่อกลับมาอยู่กับครอบครัวก็ต้องท างานหนัก แต่ ก่อนเคยไปฆ่าสัตว์ มีจิตใจเหี้ยมโหด การฆ่าสัตว์ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อจิตเป็นอย่างนี้แล้ว แม้แต่ยุงก็ไม่กล้าที่จะตบให้ตาย สติปัญญาที่โง่เง่าต่าง ๆ เหล่านั้น ก็กลับกลายเป็นผู้ที่มีความฉลาด ผู้ปกครองก็แปลกใจว่ากลับตัวได้อย่างไร และต้องการจะให้เรียนต่อ เพราะ สติปัญญาดีขึ้นมาก ในขณะนั้น หลวงพ่อมาคิดว่า ความสุขอันนี้(ความสุขจาก สมาธิ) ไม่ควรที่จะได้รับแต่เฉพาะหลวงพ่อเท่านั้น ควรจะมีคนอื่นได้รับ ความสุขนี้ด้วย คิดอยู่ในใจอย่างนั้น ต่อมา เมื่อท างานช่วยผู้ปกครองหนักมากขึ้นก็เลยเกิดเป็น โรคอัมพาตขึ้นและไม่สามารถที่จะรักษาได้ เป็นอัมพาตหมดตัวไม่ใช่เป็น อัมพาตครึ่งซีก ปากก็เบี้ยว มือก็ท าอะไรไม่ได้ เรียกว่า หมดหวัง แต่ในใจ คิดว่า สมาธิที่เราได้เนี้ยะ เราอยากจะให้ผู้คนทั้งหลายนี่เขาได้อย่าง เราบ้าง เพราะมันมีความสุข ความสุขอันนี้ควรที่จะเฉลี่ย ออกไป แต่ว่าเสียดายที่เรามาเป็นโรคอัมพาตซะอย่างนี้แล้ว ท ายังไงถึงจะท าให้ร่างกายของเราเนี้ยะ ปกติดังเดิมขึ้นมาได้
10 เมื่อเป็นโรคอัมพาตอยู่นานพอสมควรจึงได้อธิษฐานจิตว่า “ถ้าหากว่าใครมารักษาข้าพเจ้าให้หายจากโรคอัมพาตได้ ข้าพเจ้าจะ อุทิศชีวิตนี้ให้แก่พระพุทธศาสนา แล้วอุทิศชีวิตนี้ให้แก่ชาวโลกทั้งสิ้น” เรียกว่า สละร่างกายเพื่องานนี้โดยเฉพาะ หลวงพ่ออธิษฐานได้เพียง 7 วันเท่านั้น ก็ปรากฏว่ามี ตาปะขาว มาจากที่ไหนก็ไม่ทราบ ขึ้นมาบนบ้าน เมื่อขึ้นมาบนบ้านแล้วก็มาถามโยมป๋า หลวงพ่อ เรียก “พ่อ” ว่า โยมป๋า “ผมขออนุญำตไปรักษำเด็กหน่อยได้ไหม” โยมป๋าก็มีความดีใจ อย่างยิ่ง ก็ขอเชิญให้ตาปะขาวมา ตาปะขาวมาถึง ไม่พูดพล่ามท า เพลง บอกว่า “หนู ๆ หนูอธิษฐาน เพื่อที่จะให้ชาวโลกมีความสุข ด้ ว ย ก า รท า สม า ธิ จ ริ งไหม ” หลวงพ่อก็บอกท่านว่า “จริง” ถ้าจริงแล้ว ลองพูดให้ลุงฟังสิ หลวงพ่อก็บอกว่า “ถ้ำมีผู้ใดมำรักษำข้ำพเจ้ำให้หำยจำกโรคอัมพำตข้ำพเจ้ำ จะอุทิศชีวิตนี้ให้แก่พระพุทธศำสนำ และให้แก่ชำวโลกทั้งสิ้น” “เอ้อ! ดีแล้ว หนูสัญญำได้ไหม” บอกว่า “สัญญำได้” “เมื่อสัญญำได้ลุงจะรักษำให้”
11 แล้วตาปะขาวก็เอาหัวไพลมาเคี้ยว หัวไพลจะเป็นเหมือนกับ หัวขิง แต่ว่าเป็นสีเหลือง เคี้ยวแล้วก็พ่นไปเวียน 3 ทีใส่ตัวทั้งหมด แล้วตา ปะขาวนั้นก็ลงจากบ้านหายไป ในวันรุ่งขึ้น หลวงพ่อก็หายเหมือนกับปลิดทิ้ง ไม่มีอะไร เหลืออยู่ วิ่งได้ เดินได้ พูดได้ เหมือนคนธรรมดา มันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ มหาศาล เมื่อเป็นเช่นนั้น หลวงพ่อก็มีสิ่งหนึ่งที่ติดใจอยู่ก็คือว่า เราจะต้อง น าเอาสมาธิไปเผยแพร่ให้แก่ชาวโลกให้เกิดสันติสุขขึ้นมา นี่เป็นสิ่งที่ ได้รับค าสัจจะจากตาปะขาว 2.2 การบวช และการศึกษากับพระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ หลังจากที่หายจากโรคอัมพาตแล้ว หลวงพ่อก็ออกบวชเป็น สามเณรอยู่กับพระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ หลวงพ่อก็ไปกราบเรียนท่านว่า “ผมบวชนี้ผมต้องการศึกษา สมาธิให้ละเอียด เพราะว่าจะต้องน าเอาสมาธินี้ไปเผยแผ่แก่ชาวโลก ทั้งสิ้น ให้ชาวโลกเขามีสมาธิจะได้มีความอยู่เย็นเป็นสุข” พระอาจารย์ กงมาบอกว่า “อย่ำงนั้นหรือเณรได้ตั้งสัจจะไว้กับตำปะขำวอย่ำงไรแล้วก็จะ ต้องท ำอย่ำงนั้น” เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็พาหลวงพ่อเดินดง เดินป่า พาธุดงค์ พาท าทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ท่านจะสามารถท าให้หลวงพ่อเกิดสติปัญญาได้
12 หลวงพ่อก็พยายามศึกษาอยู่กับท่านเป็นระยะเวลาถึง 8 ปี แล้วก็อายุครบบวชก็บวชเป็นพระภิกษุแล้วทุกอย่างนั้นได้ศึกษาอย่าง ช่ าชอง แล้วพระอาจารย์กงมาก็บอกว่า “เรำก็มีเท่ำนี้แหละน้ำ ที่จะอธิบำย ให้ฟัง ถ้ำหำกว่ำอยำกจะเรียนให้ยิ่งไปกว่ำนี้ก็ไปเรียนที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งท่ำนเป็นพระอำจำรย์ใหญ่ที่สุดมีควำมรู้แตกฉำน เรำจะน ำตัวไปฝำก ท่ำน” 2.3 การศึกษากับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ในสมัยนั้นเป็นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังไม่สงบ ดังนั้น การเดินทางจากที่อยู่ในขณะนั้น คือ จังหวัดจันทบุรีก็จะต้องเดินเป็นพัน ๆ กิโลเมตร แต่พระอาจารย์กงมาก็สงสารหลวงพ่อ แล้วก็อยากจะให้หลวงพ่อ ได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องสมาธิยิ่งขึ้นไป ท่านก็น าหลวงพ่อเดินทาง จากจังหวัดจันทบุรีไปจนกระทั่งถึงจังหวัดสกลนครด้วยเท้า เป็นระยะเวลา 3 เดือน แล้วก็ไปพักอยู่ที่พระอาจารย์มั่น (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) และพระ อาจารย์กงมาก็น าไปฝากถวายที่หลวงปู่มั่น
13 หลวงปู่มั่นท่านก็รับ เพราะท่านเห็นว่า หลวงพ่ออาจจะ เป็นผู้ที่ท าประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาได้ และนอกจากรับเป็นลูกศิษย์ แล้วก็ยังให้เป็น “ทส.” หมายความว่า ให้เป็นผู้อุปฐากใกล้ชิด ก็เป็นโอกาส ที่หลวงพ่อจะได้ศึกษาสมาธินี้ให้ละเอียดยิ่งขึ้น เพราะว่า เมื่อได้เป็น ทส. แล้วเป็นผู้ที่ใกล้ชิดสนิท เวลาโอกาสที่ท่านจะให้นั้นคือเวลาบ่าย 3 โมง บ่าย 3 โมงนี้หลวงพ่อจะต้มน้ าร้อน ถวายท่าน ซึ่งไม่มีใบชา ก็เอาใบมะม่วง มาลนไฟท าถวายทุกวัน ในระยะนั้นไม่มีพระเถระองค์อื่น ในขณะที่หลวงพ่ออยู่นั้นมี แต่พระเถระองค์ใหญ่ ๆ ทั้งนั้น แต่ว่าหลวงพ่อเป็นพระที่อายุน้อยที่สุด อายุ 21 ปีเท่านั้นที่ไปอยู่กับหลวงปู่มั่น โดยในเวลาบ่าย 3 โมง ท่านจะตั้ง ประเด็นขึ้นมา บางครั้งถ้าหากว่าเราไม่มีประเด็นอะไร ท่านจะตั้งประเด็น ขึ้นมาให้เราอธิบาย ถ้าหากว่าวันไหนเรามีประเด็นขึ้นท่านก็จะอธิบายให้ หลวงพ่อไปอยู่กับหลวงปู่มั่นเป็นระยะเวลา 4 ปีพระ อาจารย์ต่าง ๆ ที่ได้ไปศึกษาจากหลวงปู่มั่น นับจ านวนหลายร้อยองค์ที่เป็น ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น เมื่อออกจากหลวงปู่มั่นแล้วก็ไปตั้งวัด ไปเป็น คณาจารย์ทั่วประเทศไทย ล้วนแต่ผู้ที่ทรงคุณวุฒิและมีความรู้ความสามารถ มีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างมาก จุดนี้คือ ความสามารถของหลวงปู่มั่น ที่ท่านได้สอนบุคคล เมื่อหลวงพ่อไปอยู่กับหลวงปู่มั่นแล้ว หลวงพ่อได้ตั้งใจ เพราะคิดถึงตาปะขาวที่ได้สัญญาเอาไว้ หลวงพ่อกราบเรียนหลวงปู่มั่นว่า “กระผมมีความคิดแปลกแตกต่างจากพระอื่น ๆ เพราะอะไร เพราะว่า กระผมมีความตั้งใจจะท าความสุขให้แก่ชาวโลกด้วยการท าสมาธิ ที่ กระผมได้รับตั้งแต่เมื่อครั้งแรก เพราะการที่ได้สมาธิเมื่ออายุ 13 ปี ครั้ง นั้น” หลวงปู่มั่นก็บอกไม่ต้องบอกหรอก “เรารู้แล้วที่เธอมานี่เพื่อ จุดประสงค์อะไร เพราะฉะนั้นเราก็จะให้ความรู้” ดังนั้น หลวงปู่มั่นจึงให้โอกาสหลวงพ่อพิเศษในเวลาบ่าย 3 โมง โดยไม่มีใครมายุ่ง เป็นอย่างนั้นทุกวัน ๆ และในบางโอกาสท่านก็พา
14 เดินธุดงค์สองต่อสอง ไปตามป่าไปตามดงไปสองต่อสองอย่างนี้ แล้วท่านก็ อธิบายลึกซึ้งไปโดยตลอด ซึ่งโอกาสอันนี้ยากที่พระอาจารย์อื่นจะได้ เพราะ อะไร เพราะว่าการเดินสองต่อสองนี้มันยากล าบากนัก แต่หลวงพ่อนั้นเป็นผู้ที่มีความอุตสาหะวิริยะ บางครั้งท่าน ก็บอกว่า “นี่นะเสือมันก าลังกินวัวอยู่” เพราะชาวบ้านจะเอาวัวไปเลี้ยงใน ป่า แล้วก็ทิ้งไว้วัวก็เป็นเหยื่อเสือ เสือกินตัวหนึ่งแล้วก็เอาวัวไปไม่ได้ เพราะวัวตัวใหญ่ แล้วเสือก็ต้องมาซ้ า แต่ตรงที่มาซ้ าอยู่ตรงไหนนั่น ท่านก็ บอกว่า “วิริยังค์ให้ไปที่นั่นเถิด” อย่างนี้เป็นต้น ท่านก็ทรมานพอสมควร หลวงปู่มั่นชี้แจงถึงเรื่องพื้นฐานของสมาธินี้ว่า เป็นเรื่องที่มี ความส าคัญ เพราะว่า ส าหรับส่วนวิปัสสนานั้น เป็นส่วนของบุคคล จ านวนน้อย แต่ถ้าหากจะให้ไปสอนให้คนมีความสุขเป็นจ านวนมาก ต้องใช้พื้นฐานต่าง ๆ เหล่านี้ที่หลวงพ่อได้ศึกษามาทุกแง่ทุกมุม 3. ที่มาของหลักสูตรสมาธิภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพ หลังจากอยู่กับหลวงปู่มั่นได้ 4 ปี แล้วก็มาเป็นผู้สอนสมาธิตั้งแต่ อายุ 25 ปีจนกระทั่งหลายปีต่อมา ได้สอนประชาชนคนไทยจ านวน มากมายประมาณสี่ห้าสิบปีแล้วจึงได้คิดว่า ถึงเวลาแล้วที่หลวงพ่อจะ สร้างหลักสูตรที่ได้ไปเรียนมาจากหลวงปู่มั่น และพระอาจารย์กงมา เอามา รวบรวม แล้วก็ประสบการณ์จากการที่ได้สอนสมาธิให้แก่ชาวบ้าน และแก่
15 พระภิกษุสามเณรจ านวนหลายร้อย สอนให้แก่ฆราวาสจ านวนหลายแสนที่ สอนมาแล้ว ก็น าเอามารวบรวม หลวงพ่อใช้สติปัญญาที่มีอยู่สร้างหลักสูตรอันนี้ขึ้นมา จนกระทั่ง ส าเร็จขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ง่าย เพราะว่าจะต้องเดินไปให้ถูกทาง ถ้า หากว่าเดินผิดทางแล้วก็เหมือนกับรถไฟ มันเเข็งแรงจริง ๆ แต่ถ้าหากเดิน ผิดรางเมื่อไรแล้วก็เสร็จกัน แต่ถ้าหากเดินไปตามรางก็บรรทุกของไปได้มาก เพราะฉะนั้น ในการสร้างหลักสูตรมานี้จึงจ าเป็นต้องใช้เวลา หลายสิบปี เพื่อที่จะให้พิสูจน์ว่าบกพร่องตรงไหน หลวงพ่อจ าเป็นอย่าง ยิ่งที่จะต้องตรวจพระไตรปิฎก ตรวจการศึกษาของโลกว่าเขาก าลังท ากัน อย่างไร เรียนและสอบอย่างไร มัธยม ประถม อนุบาลเป็นอย่างไร จะต้อง ไปศึกษาหมด กว่าที่จะน ามาเป็นหลักสูตรสมาธิได้นี้ ดังนั้น จึงขอท าความเข้าใจกับนักศึกษาทั้งหลายที่ก าลังจะเริ่มเรียน ให้เข้าใจว่า การที่จะได้วิชาความรู้หรือหลักสูตรนี้ รวมทั้งที่มาของ การสร้างสถาบันพลังจิตตานุภาพนั้นแสนยากล าบาก ไม่ใช่ธรรมดา หลวง พ่อต้องเอาชีวิตไปแลก เช่น หลวงปู่มั่นบอกว่า “เนี้ยะเสือมันก าลังกินวัว อยู่เดี๋ยวนี้เพราะว่ามันกินแล้วนี่ กลางคืนมันจะต้องมาซ้ าอีก ต้องไปที่นั่น เพื่อให้มันกินซะ” อย่างนี้ กว่าที่จะได้วิชานี้มา กว่าจะได้ประสบการณ์มา หลวงพ่อต้องใช้ ชีวิตเป็นเดิมพัน แต่ก็ไม่ได้ย่นย่อท้อถอย ก็พยายามที่จะสร้างหลักสูตร และพยายามที่จะท าอย่างไร เพื่อให้หลักสูตรนี้คงอยู่ได้ เพราะว่าคนเรา บางทีก็คิดว่า “ไอ้อย่ำงนี้มันไม่เห็นมีอะไร ไอ้อย่ำงนั้นก็ไม่เห็นมีอะไร อย่ำงนี้ ก็ไม่เห็นมีอะไร” แต่ว่าในใจนั้นมีความโกรธ มีความโลภ มีความหลง เพราะฉะนั้น ในการที่จะสร้างหลักสูตรขึ้นมานี้จึงเป็นเรื่องที่ต้อง ใช้ทั้งสมอง วิชาการ ประสบการณ์อะไรต่าง ๆ มากมาย จนกระทั่งเมื่อ ส าเร็จขึ้นมาได้แล้วนี้หลวงพ่อก็มีความเอิบอิ่ม หรือเรียกว่าเต็มใจ เพราะว่า สมแล้วที่ตาปะขาวท่านชุบชีวิตของหลวงพ่อคืนมา เพื่อที่จะให้ มาเขียนหลักสูตรเหล่านี้
16 4. จุดมุ่งหมายของหลักสูตรสมาธิภายใต้ สถาบันพลังจิตตานุภาพ ดังที่ได้อธิบายมาแล้วว่า ในการที่จะพัฒนาความดี 2 อย่าง (ความสามารถและความเป็นเลิศ) นี้จะเป็นไปได้แค่ไหนเพียงไรนี้จะต้องมา ทดสอบในความรู้ความเข้าใจที่ได้เรียนมาว่า การที่จะท าให้เกิดความอยู่เย็น เป็นสุขในหมู่คณะร่วมโลกกันนี้ให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุขขึ้นมาได้นี้ จะต้อง ท าอย่างไร แล้วจะเป็นไปได้ไหม เมื่อมาพิจารณาดูว่า มนุษย์เรามีความดี 2 อย่าง ความดี 2 อย่าง นี้ได้สร้างมนุษย์และมนุษย์ก็ได้สร้างความดี 2 อย่างนี้พัฒนามาโดย ล าดับ เรียกว่า “โลกาภิวัตน์” ดังที่ได้กล่าวแล้วในขั้นต้น โลกาภิวัตน์นี้เราก็จะต้องเจริญ เพราะ ความสามารถของมนุษย์ ท าให้เกิดความเจริญมหาศาล เราคิดดูว่าตั้งแต่แคนาดามาประเทศไทยนี้ ถ้าเมื่อก่อน สักพันปีหมื่นปี เราเดินเท้าจากประเทศไทยไปประเทศแคนาดา หมดชีวิตไป ก็ยังไปไม่ถึง แต่ว่าเวลานี้พัฒนาแล้ว ไม่ต้องเดิน เหาะไปใน อากาศเพียง 18 ชั่วโมงเท่านั้นก็ถึงแล้ว ไม่ถึงวันด้วย หรือโทรทัศน์ โทรศัพท์ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ปัจจุบันนี้เพียงแค่จับโทรศัพท์ขึ้นหูก็รู้ ติดต่อไปได้ทั่วโลก สารพัดที่มนุษย์สามารถท าได้แล้วท าไมการที่จะมาท ามนุษย์ให้อยู่เย็นเป็น สุขนี้จะไม่ได้หรือ หลวงพ่อจึงได้สร้างหลักสูตรนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะให้มนุษย์ ทั้งหลายจะได้อยู่เย็นเป็นสุข อยู่ร่วมโลกกันด้วยความเป็นสุข เพราะฉะนั้น เมื่อท าหลักสูตรสมาธิขึ้นมาแล้ว มาเรียนแล้วจะ เกิดผล เมื่อเกิดผลแล้ว ขอให้เข้าใจว่า สมาธินี้จะเป็นสิ่งหนึ่งที่มี ความส าคัญ เพราะสมาธินี้จะควบคุมจิตใจ
17 จิตใจของคนเราไม่ใช่ควบคุมง่าย ควบคุมยาก จึงต้องมีกฎหมาย การที่ต้องมีการฆ่าฟันกัน ทะเลาะวิวาทกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ท าให้ ครอบครัวแตกแยก สังคมแตกแยก ประเทศชาติแตกแยก และท าให้โลก แตกแยก ก็เกิดจากการควบคุมจิตใจไม่ได้นี้เอง เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็จะต้องมาช่วยกันศึกษาว่า จะท าอย่างไร เพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข เพราะ ความอยู่เย็นเป็น สุขเป็นเรื่องส าคัญ ถ้าหากควบคุมจิตใจได้ก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกันด้วย ความอยู่เย็นเป็นสุขได้ เมื่อความอภัยซึ่งกันและกัน แล้วก็มีความรู้ ความรับผิดชอบ ความมีเหตุผล ความมีเมตตาจะเกิดขึ้น เมื่อท าสมาธิได้ พลังจิตแล้วจะท าให้คนเราเปลี่ยนความประพฤติ ซึ่งเกิดขึ้นจากการควบคุม จิตใจ ดังนั้น เมื่อเราศึกษาวิชาสมาธิแล้วก็รู้ว่า การท าสมาธินี้สามารถ ควบคุมจิตใจของเราได้จริง เมื่อมาเรียนและมีวิชาความรู้แล้วก็สามารถ ที่จะช่วยกันได้ ช่วยกันคิด ไม่ใช่หยุดยั้งเพียงแค่นี้ เรามีวิธีการที่จะช่วยกัน คิดให้กว้างไกลยิ่งขึ้นไป เพื่อที่จะได้เกิดสิ่งที่เราต้องการขึ้นมา 5. ลักษณะหลักสูตรสมาธิภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพ 5.1 คนทุกชาติทุกศาสนา เรียนได้ คนทุกชาติทุกศาสนามาเรียนหลักสูตรนี้ได้ เพื่อที่จะให้เขาได้ ประโยชน์ขึ้นมา นอกจากนี้หลวงพ่อก็มาคิดว่า การที่หลวงพ่อได้สมาธิมา ตั้งแต่ยังไม่ได้ไปเรียนกับพระอาจารย์กงมา นั่งอยู่ที่มุมศาลานั้นยังไม่ได้ไป เรียนกับพระอาจารย์กงมา ท่านยังไม่ได้สอนสมาธิให้ สมาธิก็เกิดขึ้นมาได้ หลวงพ่อจึงคิดว่า สมาธิต้องไม่ยาก ใครก็ท าได้ และตอนนั้น อายุเพียง 13 ปี ก็ยังไม่รู้เรื่องพระพุทธศาสนาหรือศาสนาอะไร พ่อแม่พา ท าก็ท าไปอย่างนั้นเอง แต่ว่า ท าไมสมาธิถึงเกิดขึ้นมาได้ง่ายมาก หลวงพ่อ
18 มาทบทวนข้อนี้ แล้วคนอื่นที่ไหน ใครที่ไหนก็สามารถที่จะท าได้ ขอให้ เป็นระบบระเบียบที่ถูกต้อง 5.2 ด าเนินตามมรรค 8 และหนทางกลาง การที่จะสร้างระบบงานของสมาธินี้ไม่ง่าย เพราะว่าสมาธิ มีที่รับรองอยู่ การรับรองของสมาธินั้นเรียกว่า “มรรค 8” มรรค8 ที่ พระพุทธศาสนาหรือพระพุทธเจ้าได้แสดงเอาไว้ มรรค 8 คือ หนทางกลาง หนทางที่ถูกต้อง ความถูกต้องนี้ เป็นสิ่งที่สามารถจะพัฒนาในสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดความเจริญขึ้นมาได้ หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่ได้ขัดเกลา เป็นหลักสูตรที่ พอเหมาะพอดีเรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” การปฏิบัติเพื่อหนทางกลาง เรียกว่า สัมมาสมาธิ 5.3 เน้นสมาธิมากกว่าวิปัสสนา การที่หลวงพ่อได้ศึกษากับหลวงปู่มั่น ซึ่งท่านบอกว่า “เธอจะ ไปท าความสุขให้แก่ชาวโลกนั้นต้องเน้นสมาธิขั้นพื้นฐาน ขั้นวิปัสสนา นั้นมีอยู่จ าพวกหนึ่ง” หมายความว่า คนห้าหกพันล้านคนนี้จะมีวิปัสสนา อยู่เพียงไม่ถึงล้านคน แล้วคนหกพันล้านคนนี้ก็จะต้องอยู่ร่วมกันด้วย ความเป็นสุข แล้วเราจะมาคิดว่า ท าให้คนจ านวนนี้อยู่ด้วยความเป็นสุขได้ อย่างไร ซึ่งจะท าให้อยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุขได้ด้วยการที่ เราจะพากันมา พัฒนาสมาธิธรรมชาตินี้ให้มีประสิทธิภาพขึ้น การท าสมาธิให้มีประสิทธิภาพขึ้นมาแล้วนี้ในที่สุดก็อยู่ตรงที่ ว่าท าอย่างไรถึงจะบังเกิดขึ้นซึ่งพลังอันยิ่งใหญ่ ที่เรียกว่า พลังจิต ซึ่งการที่ จะไปเกิดซึ่งพลังจิตได้ก็คืออาศัยสมาธิ สมาธินี้มีความสามารถได้ขนาดนั้น จึงจะได้แนะน าให้เข้าใจว่า ท าไมถึงสร้างหลักสูตรขึ้นมา
19 5.4 มีมาตรฐาน และความเป็นสากล การที่จะพัฒนาความสามารถและความเป็นเลิศนี้ให้เกิดขึ้นมา นั้น จ าเป็นที่จะต้องวางหลักสูตร เพื่อที่จะให้หลักสูตรมีความเป็นสแตนดาร์ด (Standard) และความเป็นสากล หลวงพ่อคิดว่าการที่เขาศึกษากันอยู่ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นชาติ ใดภาษาใด เขาก็มีชั้นประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น ประเทศไหนใดทั่วโลกสามารถจอยกัน สัมพันธ์กันได้ ดังนั้น การวางหลักสูตรของสมาธิก็จ าเป็นที่จะต้องวาง หลักสูตรให้เป็นสแตนดาร์ด (มาตรฐาน) และสากล และเมื่อท าได้แล้ว วิชานี้จะเป็นอมตะ เราจะได้สอนกันต่อไปได้ 5.5 มีระบบการเรียนการสอนที่ถูกต้อง และมีแนวทาง เดียวกัน หลักสูตรนี้ต้องมีความเป็นระบบระเบียบที่ถูกต้อง การสอน สมาธิต้องมีคอนเซ็ป (Concept) อันเดียวกัน คือ มีแนวทางอันเดียวกัน เพื่อให้คนไหนไปสอนก็ได้ วิชานี้จะไม่ตาย คนก็ตายไปแต่วิชานี้ไม่ตาย หลวงพ่อจึงคิดว่าเราควรจะต้องสร้างหลักสูตรขึ้นมาให้จงได้ หลักสูตรสมาธิภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพ ต้องมีการสอบ จะต้องมีการทดสอบด้วย ทั้งนี้สมาธิต้องให้ผลได้ซึ่งผลที่เกิดขึ้นจากสมาธิ นี้ผู้ที่ท าสมาธิก็จะพบได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้หลักสูตรยังมีให้เห็นโดย ชัดเจนแล้วว่าขึ้นต้นเป็นอย่างไร ลงท้ายจะต้องท าอย่างไร 5.6 สามารถถ่ายทอดหลักสูตรสมาธิสืบต่อกันได้ หลวงพ่อสร้างหลักสูตรครูสมาธิขึ้นมาเป็นอันดับแรก เพื่อที่จะให้พวกเราสามารถขยายการสอนต่าง ๆ ได้ ไม่จ าเป็นที่หลวงพ่อ จะต้องไปนั่งสอนคนทั่วไป ให้นั่งสอนคนเดียวไม่ไหว แต่เราผลิตครูขึ้นมา เพื่อที่จะให้ครูเหล่านี้ไปสอนกันต่อไป
20 นอกจากนี้ หลักสูตรนี้แม้ว่าจะอยู่ในขณะที่เรียนอยู่ก็สามารถ ที่จะถ่ายทอดวิชานี้ต่อได้ โดยไม่ต้องไปเกรงว่าเมื่อคนนี้ตายแล้ว เมื่อ อาจารย์ตายแล้วลูกศิษย์จะท าต่อไม่ได้ เพราะว่าวิชาหรือหลักสูตรที่ได้ สร้างขึ้นมานี้เป็นหลักสูตรที่ตายตัว เมื่อสามารถจ าได้ เข้าใจได้แล้ว ก็ไป สอนคนอื่นให้เข้าใจได้ด้วย ประเด็นอภิปราย 1. เพราะเหตุใด ความสามารถและความเป็นเลิศจึงถือเป็นความดีของ มนุษย์ และเพราะเหตุใดพระอาจารย์หลวงพ่อจึงเน้นให้มนุษย์พัฒนา ความดี2 ประการนี้ 2. ค าว่า “สมาธิ” มีความหมายอย่างไรบ้าง 3. ผลเสียของการไม่พัฒนาสมาธิเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างในชีวิตจริง ประกอบ 4. พระอาจารย์กงมาและหลวงปู่มั่นมีบทบาทต่างกันอย่างไรต่อการศึกษา สมาธิของพระอาจารย์หลวงพ่อ 5. พระอาจารย์หลวงพ่อสร้างหลักสูตรครูสมาธิอย่างยากล าบากอย่างไร และเพราะเหตุใดท่านจึงจัดท าหลักสูตรสมาธิที่เน้นให้ทุกคนท าได้ ค าส าคัญ พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ความสามารถและความเป็นเลิศ การผลิตพลังจิต การควบคุมจิตใจ จิตเป็นหนึ่ง
21 ตอนที่ 2 การท าสมาธิและการบริกรรม เรื่อง 1. จุดประสงค์ของการท าสมาธิ 2. วิธีท าสมาธิในอิริยาบถ 4 3. จุดเริ่มต้นของสมาธิ 4. ลักษณะของการบริกรรม 5. การวางจิตในขณะบริกรรม
22 สาระส าคัญ 1. จุดประสงค์ของการท าสมาธิ คือ การสร้างพลังจิต และสะสมพลังจิตไว้ที่ ฐานของจิต 2. การท าสมาธิในอิริยาบถเดิน ยืน นั่ง และนอน สามารถท าได้ตามความ ขยัน และเอาใจใส่ โดยทุกอิริยาบถใช้การบริกรรมเพื่อกรองอารมณ์ เหมือนกัน การเดินจงกรมก่อนแล้วนั่งสมาธิจะท าให้สมาธิเกิดผลมาก 3. จุดเริ่มต้นที่จะเป็นสมาธิ คือ การกรองอารมณ์ ซึ่งการกรองอารมณ์โดย การบริกรรม เมื่อบริกรรมแล้วอารมณ์มากมายจะถูกขจัดให้เหลือหนึ่ง 4. ลักษณะของการบริกรรม คือ การนึกค าบริกรรมหรือนึกพุทโธ เมื่อนึก ค าบริกรรมจนได้ที่แล้วจิตจะละค าบริกรรมไปเอง 5. การวางจิตในขณะบริกรรม เมื่อนึกพุทโธ ๆ ในใจได้คือ การวางจิตได้ การนึกพุทโธให้นึกพอดี ไม่ช้าหรือเร็วเกินไปเป็นการวางจิตที่ถูกต้อง เมื่อช านาญแล้วการวางจิตก็เป็นของที่ง่ายที่สุด และเมื่อเวลาที่จะวางจิต ของเรามันจะเป็นอัตโนมัติ 6. การท าสมาธิมีขั้นตอน แต่เวลาท าสมาธิจริง ขั้นตอนต่าง ๆ ของการท า สมาธิจะเกิดเอง ไม่ต้องกังวล เพื่อให้ระดับจิตเดินตามความเป็นจริง หลักการที่จะต้องทราบเกี่ยวกับการท าสมาธิและการบริกรรม ซึ่ง เป็นเนื้อหาของตอนที่ 2 ประกอบด้วยเรื่อง จุดประสงค์ของการท าสมาธิ วิธีท าสมาธิในอิริยาบถ 4 จุดเริ่มต้นของสมาธิ ลักษณะของการบริกรรม และการวางจิตในขณะบริกรรม
23 1. จุดประสงค์ของการท าสมาธิ 1.1 จุดประสงค์ของการท าสมาธิ จุดประสงค์ของการท าสมาธิ คือ การสร้างพลังจิต เพราะว่า พลังจิตมีความส าคัญอย่างยิ่งส าหรับการท าสมาธินับตั้งแต่เบื้องต้น จนกระทั่งถึงสุดท้าย ต้องอาศัยพลังจิตทั้งสิ้น เมื่อมีพลังจิตเพียงพอแล้วก็ สามารถจะด าเนินสิ่งที่ต้องการสมความปรารถนา ในที่สุดการท าสมาธิก็จะ ถึงจุดหมาย ดังนั้น เราจะต้องฝังให้สนิทไว้ที่ใจของเราว่า เวลานี้การท า สมาธิ เราต้องการพลังจิต ต้องการสะสมพลังจิต และเมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็ จะต้องรู้จักว่า วิธีการที่จะผลิตพลังจิตนั้นเกิดขึ้นจากอะไร หากว่าเรา ต้องการพลังจิต แต่เราไม่รู้จักว่าผลิตขึ้นมาอย่างไรได้นั้นก็หมดความหมาย 1.2 วิธีการผลิตพลังจิต และสะสมพลังจิต พลังจิตจะเกิดขึ้นมาได้โดย “การย่ออารมณ์” เช่น เรามี อารมณ์มากมาย จิตไม่เป็นสมาธิ การผลิตพลังจิตก็ผลิตไม่ได้ นอกจากผลิต ไม่ได้แล้วยังไปกินพลังจิตเก่าเข้าไปอีก เรามีอารมณ์เป็นแสนเป็นล้าน อารมณ์ เมื่อย่อตัวลงมาแล้วก็จะกลับกลายเป็นพลังงานที่แรงสุด เราก็จะต้องย่ออารมณ์เหล่านี้ให้เหลือสั้นเข้า ให้เหลือสั้น ที่สุด โดยใช้“ค าบริกรรม” เพราะเมื่อเรานึกค าบริกรรมเท่านั้น อารมณ์ มากมายจะหายหมดเป็นอัตโนมัติ จิตเราก็มาเหลือหนึ่ง จิตเป็นเอกัคคตา มันง่ายอย่างนี้ เมื่อจิตเป็นหนึ่งจิตก็เป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิจิตก็จะ ผลิตพลังจิต เมื่อจิตผลิตพลังจิตแล้วก็เอามาสะสมเอาไว้สะสมไว้ที่ ตรงไหน สะสมไว้ในฐานของจิต
24 ฐานของจิตนั้น เราก็จะได้ตั้ง เช่น ใครนึกพุทโธไว้ที่หน้าผาก หมายความว่า ตั้งจิตไว้ที่หน้าผาก ใครนึกพุทโธไว้ที่หัวใจหมายความว่า ตั้ง จิตไว้ที่หัวใจ ใครนึกพุทโธไว้ที่สะดือหมายความว่า ตั้งจิตไว้ที่สะดือ เป็นต้น (นึกพุทโธไว้ตรงไหน หมายความว่า ตั้งจิตไว้ตรงนั้น และตรงนั้นเองที่เรา เรียกว่าเป็น ฐานของจิต) เมื่อตั้งจิตไว้ที่ตรงไหนแล้วก็ตั้งไว้ที่ตรงนั้น แล้วก็อยู่ที่ตรง นั้นตลอดชีวิต เมื่อเรานึกถึงพุทโธ พลังจิตจะสะสมลงไปที่นั่น 2. วิธีท าสมาธิในอิริยาบถ 4 การที่เราจะท าสมาธิในอิริยาบถทั้งสี่นี้ เป็นเรื่องของความขยัน หรือเป็นเรื่องของความเอาใจใส่ของผู้ปฏิบัติสมาธิ อิริยาบถทั้งสี่มีการเดิน การยืน การนั่ง และการนอน ซึ่งคนเราก็ มีอิริยาบถหลักอยู่เท่านี้ เรานึกพุทโธได้สองนาที ได้ห้านาที ได้สามนาที หรือได้สิบนาที ยี่สิบนาที กี่นาทีก็แล้วแต่ มันก็จะเป็นสมาธิให้แก่เรา โดยที่ว่าเราไม่ต้องไป ลงทุนอะไร 2.1 อิริยาบถเดิน และอิริยาบถนั่ง การท าสมาธิในอิริยาบถเดิน เรียกว่า “เดินจงกรม” เดิน จงกรมเป็นเรื่องของการเอ็กเซอร์ไซส์ (Exercise) เพราะว่า ในการจะท า สมาธินี้เราจะต้องไม่ท าให้ร่างกายของเราทุพพลภาพ ถ้าหากว่า เราจะนั่งอย่างเดียว 5 วัน 7 วัน ไม่ต้องลุกอย่างนี้ ในที่สุดจะกลายเป็นอัมพาต ร่างกายทุพพลภาพ ดังนั้น จึงได้มีการเดิน จงกรม
25 การเดินจงกรมนั้นก็เอามือขวาจับมือซ้ายไว้ที่หน้าท้อง แล้วเราก็เดินไปเดินมา การเดินจงกรมนั้นก็ไม่ต้องนานเกินไป ไม่ต้องน้อย เกินไป ประมาณ 30 นาทีเป็นการพอเหมาะพอดี แม้กระทั่ง วิทยาศาสตร์ การแพทย์ก็ยังมีความเห็นว่า เมื่อวันหนึ่งได้เดินสัก 30 นาทีก็ได้ประโยชน์ มาก ๆ การเดินจงกรมเหมือนกับการนั่งสมาธิเราก็บริกรรมไป ทั้งนี้การบริกรรมนั้น ก็อาจนึกคิดอะไรต่าง ๆ ไปด้วย การนึกคิดต่าง ๆ ไปด้วยนั้น ไม่ได้ท าความเสียหายให้กับการเดินจงกรม ประการส าคัญคือเราต้องคิดว่า การที่เดินจงกรมนั้น เพื่อที่จะท าให้ร่างกายมีสุขภาพ เพราะว่า การท าสมาธินี้ต้องการสุขภาพ 2 อย่าง คือสุขภาพกาย และสุขภาพใจ สุขภาพกาย คือ การได้เอ็กเซอร์ ไซส์(ออกก าลังกาย) สุขภาพใจ คือ ไม่ให้ใจดิ้นรน เวลาเดินจงกรมนั้น ใจก็อยู่ที่พุทโธ ถึงแม้ว่าจะคิดไปอื่นแล้วก็ดึงกลับคืนมา การเดินจงกรมสมควรที่จะต้องเดินจงกรมก่อนนั่งสมาธิ ผล จะเกิดขึ้นมากกว่านั่งสมาธิอย่างเดียว การนั่งสมาธิเลยโดยไม่เดินจงกรม เปรียบเหมือนกับการไปนอนในที่นอนที่ไม่ปัดกวาดให้ดีเสียก่อน ที่นอนก็ สกปรก นอนไม่สะดวก เราต้องปัดกวาดที่นอนให้ดีเสียก่อนแล้วค่อยนอน ก็ หลับสบาย เหมือนกับก่อนจะท าสมาธิ เรามาเดินจงกรมเสียก่อนจึงจะ ถูกต้อง เพราะ เมื่อเดินจงกรมเลือดแล้วลมต่าง ๆ ในร่างกายจะได้ กระจายออกไปเป็นการสะดวก พอเวลามานั่งสมาธิ จิตก็ได้ผล ตลอด 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง
26 2.2 อิริยาบถยืน บางทีเราอาจจะไปมีธุรกิจ หรือว่ามีงานอะไรเกี่ยวกับการยืนก็ บริกรรม เช่น ยืนอยู่ที่ไหน ก็ไปบริกรรมสักพอเป็นพิธีนิดหน่อย แล้วทีนี้ อารมณ์ต่าง ๆ ที่มีมากมากจะหายไปในขณะที่บริกรรม เพราะฉะนั้น ค า บริกรรมจึงมีประโยชน์มหาศาล เมื่อเราเข้าใจแล้ว เวลาที่เราจะท าสมาธินี่มันง่ายมาก ดังนั้น เมื่อเราจะไปยืนดูอะไร เราก็นึกพุทโธ ก็ไม่มีใครเห็น แต่ว่าในที่สุด เราก็ได้สมาธิ 2.3 อิริยาบถนอน ในเวลาที่เราจะนอนนั้นท าอย่างไรถึงจะเป็นสมาธิ ก็คือว่า เวลาเราจะนอน เราก็จะบริกรรมสักหน่อย อาจจะบริกรรมสักสองสาม นาทีก็หลับไป อย่างนี้ก็เป็นสมาธิให้กับเรา ไม่จ าเป็นต้องไปมีพิธีรีตอง อะไร ไม่ใช่ว่าเวลาจะนอน หัวถึงหมอนแล้วก็หลับไปเลย ก็ไม่ได้สมาธิที่ สร้างขึ้น แต่กลายเป็นสมาธิธรรมชาติไป 3. จุดเริ่มต้นของสมาธิ จุดเริ่มต้นที่จะเป็นสมาธิคือ ความเป็นหนึ่ง การที่จะท าให้เกิด สมาธิขึ้นมา เริ่มแรกที่จะเป็นสมาธิขึ้นมานี้ก็จะมาอยู่ที่ความเป็นหนึ่ง ความเป็นหนึ่งได้แล้วก็เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้น คือเริ่มที่จะผลิตพลังจิต การเริ่มต้นนั้น เริ่มต้นจาก “การกรองอารมณ์” อารมณ์ต่าง ๆ เปรียบเหมือนกับว่ามีธุลีน้ า เหมือนน้ าที่มีเชื้อโรคต่าง ๆ เมื่อเราไปดื่มน้ าที่ มีเชื้อโรค เชื้อโรคก็แพร่กระจายท าให้ร่างกายเกิดโรคเกิดภัยต่าง ๆ เชื้อโรค เปรียบเทียบเหมือนกันกับอารมณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ได้กรอง บริกรรมพุทโธเป็น การกรองอารมณ์ อารมณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ได้กรอง จะท าให้คลื่นสมองนี้ท างานหนัก แล้วไปท าให้ความสั่นสะเทือนของสมองนี้ท างานหนัก จะไปตกตะกอนไป
27 เป็นเชื้อโรคร้าย หรือเรียกว่า เกิดอารมณ์ร้าย เพราะว่า อารมณ์ที่จะมา เข้าถึง “ใจ” ได้นี้จะต้องผ่านสมองแล้วก็ไปออกค าสั่งที่ใจ แต่อารมณ์ที่จะไปถึงสมองก็ต้องผ่าน 2 อย่างนี้ คือ ผ่านคลื่น สมอง หรือเวฟ (Wave) และ ผ่านความสั่นสะเทือนของสมอง หรือ ไวเบรชั่น (Vibration) แล้วเข้าไปสู่สมอง ถ้าเราเริ่มต้นด้วยการกรองอารมณ์แล้ว อารมณ์ที่จะเข้าไปถึง สมองเป็นอารมณ์ที่ได้กรองแล้ว ที่เรียกว่าเป็นสิ่งที่เหมือนกับเชื้อโรค ที่จะ เข้าผ่านเวฟ (Wave) ผ่านไวเบรชั่น (Vibration) เข้าไปหาสมองนี้ จะต้องถูก กรอง เมื่อถูกกรองแล้วเชื้อโรคก็เบาลงไป เมื่อเบาลงไป สมองก็ต้องเบา ลงไป เพราะฉะนั้น พอเวลาที่บริกรรมพุทโธแล้ว อารมณ์มากมายจะถูก ขจัดไปทันที เหลือหนึ่งทันที พอเหลือหนึ่งทันทีแล้ว ก็ไปที่สมอง สมองก็ พักงาน หรือเรียกว่า เมื่อเราท าสมาธิ จุดเริ่มต้นของสมาธิ (การกรอง อารมณ์) นี้ท าให้สมองได้พักงาน เมื่อสมองพักงานมากเข้า ๆ แรงก็เกิด แต่ถ้าสมองท างานหนักมากเข้า ๆ สมองก็ล้าเร็ว คนควรจะอายุ 50 ไม่ควรแก่ คนอายุ 30 ไม่ควรแก่ ก็จะแก่ เพราะว่า รับขยะของอารมณ์ นี้เข้าไปในสมอง เวลาที่เราท าสมาธิในอิริยาบถ 4 นี้ เราจะนอนเราก็กรองอารมณ์ เราจะนั่งก็กรองอารมณ์ เราจะยืนก็กรองอารมณ์ เราจะเดินเราก็กรอง อารมณ์ (ทุกอิริยาบถ ใช้การบริกรรม เพื่อเป็นการกรองอารมณ์) ถ้าหากว่าเป็นอย่างนี้ได้ จะเริ่มดีจะท าให้สมาธิของเราราบรื่น ต่อไปอีกเยอะ ท าไมเป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า การนั่งสมาธิเป็นเรื่องที่ ละเอียดอ่อน แต่ว่าไม่ยาก เข้าใจได้ง่าย ถ้าท าสมาธิไปแล้วตัวเบาขึ้น ก็จะรู้ว่า “อ้อไอ้ที่มันกรองอารมณ์ มันเป็นอย่างนี้เอง” และสังเกตดูผู้ที่ท าสมาธิพอได้เริ่มท าไปสักระยะหนึ่ง แล้ว เวลานั่งสมาธิตัวมันจะเบา ท าไมถึงเบาได้ ก็เพราะว่า อารมณ์เหล่านี้ ถูกกรองแล้ว
28 ถ้าหากว่าอารมณ์หนัก ตัวคนก็ยังหนัก ท าอะไรก็หนักไปหมด ถ้า อารมณ์ปลดลงไปแล้ว ตัวก็คงเบา อะไรก็เบาไปหมดอย่างนี้ พอเวลานั่ง สมาธิไปแล้ว ตัวลอยเหมือนเหาะได้อะไรอย่างนี้ ตัวเบามาก สบายมาก เพราะอะไร เพราะเราได้ฟอกอารมณ์ด้วยการบริกรรม ค าบริกรรมจึงมี ความส าคัญ คนทั้งหลายที่ไม่ได้ท าสมาธิก็ไม่เข้าตรงจุดกรองอารมณ์นี้ ก็ กรองไม่ได้ เพราะว่า ไม่รู้จะท ายังไง นอกจากจะปล่อยให้อารมณ์เข้าไป อย่างเสรีภาพเลย อารมณ์ก็เข้าไป เมื่ออารมณ์เข้าไปก็เกรอะเกรอะเข้าไป หนักเข้าหนักเข้า ก็เป็นธุลี อะไรมากเข้า เลยกลายเป็นคนไม่มีเหตุผล กลายเป็นคนที่ไม่มีเมตตา ไม่ รู้จักถูกจักผิด อยู่ ๆ ก็มาตีกัน อยู่ ๆ ก็มาด่ากัน อยู่ ๆ ก็มาหาเรื่องขัดแย้ง กันไปตามเรื่อง คนเรามีดีอยู่สองดี(ความสามารถและความเป็นเลิศ) แต่เรา พัฒนาไม่ได้ ท าไมถึงพัฒนาไม่ได้ เพราะว่า ไม่เป็นสมาธิ เมื่อไม่เป็น สมาธิก็พัฒนาไม่ได้ เราลองคิดดูซิว่า เวลาที่ไปแข่งขัน ต่อสู้อะไรสักอย่างหนึ่ง พอแพ้ แล้ว ทีนี้ก าลังใจจะหมด แล้วทีนี้สมาธิก็น้อยลงไป พอสมาธิน้อยลงไป ปัญญาเคยมี เคยชนะเขา ก็กลายเป็นแพ้เขาไปแล้ว เพราะว่า สมาธิเสีย แล้ว ถึงจะเก่งกาจแค่ไหน ปัญญาตัวเดิมจะลดระดับไป อย่างน้อยที่สุดห้า สิบเปอร์เซ็นต์ทันที หรือลดลงไปห้าหกสิบเปอร์เซ็นต์ ทีนี้ไม่ต้องพูดกันแล้ว เพราะว่า อยากจะชนะอย่างเดียว ก็คือว่า ฟุ้งซ่านแล้ว จิตไม่เป็นสมาธิแล้ว การท าสมาธิเป็นเรื่องของการช่วยท าให้ดีสองดีของคนเราให้มี การพัฒนาขึ้นมา นี่คือ จุดเริ่มต้นของสมาธิไม่ใช่ที่อื่น อยู่ตรงนี้เอง ดังนั้น ถ้าหากว่าเราพากันท าสมาธิไปเรื่อย ๆ จะมีผลท าให้เกิด ความมหัศจรรย์ขึ้นมาได้
29 4. ลักษณะของการบริกรรม เมื่อเราได้กรองอารมณ์แล้วก็เป็นสมาธิขึ้นมา เมื่อเป็นสมาธิขึ้นมา อย่างนี้แล้วก็ไม่ยากอะไร นึกพุทโธไม่ค่อยยาก อันนี่เขาเรียกว่า ลักษณะ ของการบริกรรม เวลาเราบริกรรมครั้งแรก ๆ ก็ฝืด ๆ แต่ครั้งต่อไปเราท า ไปเรื่อย ๆ ก็จะเป็นของธรรมดา เหมือนกับเธอทั้งหลาย นักเรียนทั้งหลาย ครูทั้งหลาย หรือผู้ที่มา ศึกษาสมาธิทั้งหลาย จะเข้าใจว่า เมื่อเวลาที่ไปเรียนเข้ากันแล้วในครั้งแรก ก็รู้สึกว่าจะหนักจะหนา แต่พอไปเรียนเข้าจริงจริงไม่หนักไม่หนา เพราะว่า เมื่อเราจะท าสมาธิเราจะบริกรรมนี่หลับตาก็นึกพุทโธไปได้แล้ว แต่ต้องคิดว่า การนึกพุทโธแต่ละครั้งคือ การกรองอารมณ์ บาง คนก็เข้าใจว่า “พุทโธ ๆ” แค่นี้ก็พอแล้ว แต่ไม่พอ จะต้องพุทโธให้ได้ที่ เมื่อได้ที่แล้วก็ละพุทโธเอง เมื่อเวลาที่ธุลีมันหมด หรือเรียกว่า ของสกปรก หมด เชื้อโรคเบาบางแล้ว จิตก็เลิกพุทโธไปเอง บางทีก็ลืมพุทโธไปเองได้ ดังนั้นให้เข้าใจว่า ลักษณะของการบริกรรมนี่เป็นเรื่องของการกรอง อารมณ์ ถ้าหากว่าเราเข้าใจอย่างนี้แล้ว เราจะได้สนใจ ความสนใจของ คนเราเขาเรียกว่า “จิตตะ” ในอิทธิบาท 4 : ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คนเราที่มีอายุยืนได้นี่ ต้องมีจิตตะ ต้องเอาใจใส่สมาธิเมื่อเอาใจใส่กันขึ้น มาแล้วอายุจะยืนทุกคน เมื่อเวลาที่เราได้ข้อคิดหรือได้ความจริงที่เกิดกับตัว เราเอง ไม่ต้องพูดอะไรมาก การท าสมาธิและการบริกรรมในอิริยาบถ 4 การที่จะมาท าสมาธิเราจะต้องรู้จักวิธีการว่า เดินไปอย่างไร ไม่ใช่ เดินก็ต้องท าสมาธิ นอนก็ต้องท าสมาธิ นั่งก็ต้องท าสมาธิ ยืนก็ต้องท าสมาธิ ไม่ต้องหลับ ไม่ต้องสะดวกไม่ต้องสบายกันแล้ว ยุ่งใหญ่ ไม่ต้องท าอะไรมีแต่ สมาธิ ไม่ต้องท าการท างาน ไม่ต้องร่ าต้องเรียน มันไม่ใช่
30 ถึงแม้เราจะใช้ค าว่า ท าสมาธิในอิริยาบถ 4 : ยืน เดิน นั่ง นอน แต่เราท าแค่ 2 นาที 3 นาที 5 นาทีก็ใช้ได้ เราก็บริกรรมไปทีละเล็กทีละ น้อย เพราะว่า ในการช าระล้าง เขาเรียกว่าช าระล้างมลทินอย่างนี่ เช่น เมื่อเวลาที่เราจะขึ้นบ้าน สมัยก่อนไม่ค่อยจะมีรองเท้า เราก็เดินดินกัน ตีนก็ เปรอะ ก่อนที่จะไปนอน เขาจะนอนเลยไม่ได้ ต้องไปล้างก่อนแล้วก็นอน ต้องไปตรงกะได เขาจะมีกระถางล้างเท้าไว้ เอาเท้าจุ่มลงไป ไม่ท านานหรอก เอาตีนไปขยี้ขยี้หน่อยเดียวก็หมดแล้วมลทิน เหมือนกับว่า เรานึกพุทโธ ๆ ไม่กี่วินาที ไม่กี่นาทีก็ท าความสะอาดให้แล้ว ดังนั้น เมื่อจะท าสมาธิด้วยอิริยาบถ 4 ไม่ใช่ว่า ไม่ต้องกินไม่ต้อง นอนกัน อย่างนั้นไม่ใช่ การที่จะไปทรมานตัวเพื่อให้ได้สมาธินี่เป็นสิ่งที่ไม่ ค่อยถูกต้องนัก อย่างที่พระพุทธเจ้าพระองค์ทรมานตัวมาแล้ว 6 ปี ไม่ได้ อะไร เรียกว่าสูญเปล่า “อัตตะกิละมะถำนิโยโค ทุกโข อะนะริโย” เมื่อท า ตนให้ล าบากด้วยการอดข้าว ท าตนให้ล าบากด้วยการนั่ง ไม่รู้จักเดิน ท าตน ให้ล าบาก อย่างนั้นมันไม่ถูกต้อง ท าให้ร่างกายทุพพลภาพ เมื่อร่างกาย ทุพพลภาพแล้ว การที่จะมาท าสมาธิก็ไม่ได้ดี 5. การวางจิตในขณะบริกรรม เมื่อเวลาที่เราจะวางจิตของเราจะเป็นออโตเมติก (Automatic) หรือเรียกว่า เป็นอัตโนมัติ เมื่อเวลาที่เรานึกพุทโธไว้ในใจของเรา เรานึก “พุทโธ ๆ” การนึกพุทโธนั้นคือ เราวางจิตได้แล้ว มันเกิดวางได้แล้ว แต่ก่อนเราก็คิดสารพัด ท าการท างานอะไรไป เรายังไม่ได้ท าสมาธิ พอเราเริ่มท าสมาธิ เราก็เริ่มนึกพุทโธ พอเริ่มนึกพุทโธก็คือ วางลงไป
31 การนึกพุทโธไม่ต้องเร็วเกินไป แล้วก็ไม่ต้องช้าเกินไป ให้พอดี ๆ ไม่ต้องนึก พุทเข้า-โธออก นึกพุทโธตามสบาย อย่างนี้เรียกว่า เป็นการวาง จิตที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม เวลานึกพุทโธแล้ว วางหนักไป หมายความว่า อยากจะเอาให้ได้เร็ว “พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ” อย่างนี้ไม่ได้ หรือว่า ไม่นึกพุทโธเลย ก็ยิ่งไม่ได้อะไร การวางจิตที่ถูกต้องในครั้งแรก จิตจะสงบไม่เร็ว จะถูกต้องได้ ต้องอาศัยเวลา เหมือนกับเราเรียนหนังสือหรือท าการท างาน เราจะท าให้ ได้ส าเร็จสบาย ๆ จะต้องใช้เวลา เรียกว่า ใช้ความช านาญ เมื่อช านาญแล้ว ก็เป็นของที่ง่ายที่สุด สรุปการท าสมาธิ การที่เราจะมาเริ่มการท าสมาธิต้องเข้าใจว่า ขั้นตอนมีอย่างนี้ ซึ่งได้อธิบายแล้ว (ในหัวข้อ จุดเริ่มต้นของการท าสมาธิ ลักษณะของ การบริกรรม และการวางจิตในขณะบริกรรม) เรารู้ขั้นตอน แต่ว่าขั้นตอน เหล่านี้จะเกิดเอง เวลาที่เราท าไปแล้วเราไม่จ าเป็นต้องคิดว่า เราจะต้องท า อย่างนั้นท าอย่างนี้ พอเรานึกพุทโธแล้วก็วางไป คือหมายความว่าวางไปเอง ก่อนที่เราจะนึกพุทโธหรือศึกษาสมาธิ เราต้องศึกษาว่าขั้นต้น จะต้องท าอย่างนั้น ที่สองต้องท าอย่างนั้น ที่สามต้องท าอย่างนั้น แต่พอไป ท าจริง ๆ แล้วจะท ารวดเดียวไปเลย โดยที่ไม่ต้องมาวิตกกังวลว่า จะต้อง ตั้งท่านั้นท่านี้ หลวงพ่อเคยเดินผ่านโรงทหาร เขาก าลังฝึกทหารอยู่ หลวงพ่อก็ไป นั่งดูเขาบอกแทงซ้าย แทงขวา แทงหน้า แทงหลัง แทงเสย อะไรท าท่า ท าทาง หมายความว่า ท าท่าท าทางได้อย่างนั้น แต่พอเวลาไปรบเข้าจริง ๆ แล้วมัวแต่เสยอยู่ เขาก็เสยเราเสียก่อน แล้วอย่างนี้จะต้องท่าไหน เอาได้เป็น เอา
32 เพราะฉะนั้นเช่นเดียวกัน เมื่อเวลาที่เราท าสมาธิต้องมีขั้นตอน ต้องจ าไว้ว่าที่อธิบายมาแล้ว ไม่ใช่คิดหรือเดาเอา หรือเป็นสิ่งที่เหลือวิสัย ของคน ไม่ใช่อย่างนั้น แต่เป็นวิสัยที่คนท าได้ง่าย แล้วก็ไม่ต้องมากังวลกับ สิ่งเหล่านี้ เพื่อที่จะให้ระดับจิตเดินตามความเป็นจริงของมัน หลวงพ่อไม่ใช่เดาหรือคิดเอา แต่อธิบายไปตามความเป็นจริงที่ เกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นอย่างไรก็อธิบายให้ทราบ เพื่อเราจะได้น าไปเป็นข้อคิด สิ่งเหล่านี้สมควรที่เราจะเข้าใจจริง ๆ ประเด็นอภิปราย 1. จุดประสงค์ของการท าสมาธิคืออะไร ส าคัญอย่างไร 2. การท าสมาธิในอิริยาบถใด ควรเป็นอิริยาบถหลัก เพราะเหตุใด ยกตัวอย่างสถานการณ์จริงประกอบ 3. จุดเริ่มต้นที่จะเป็นสมาธิคืออะไร เพราะเหตุใด ยกตัวอย่างในชีวิตจริง ประกอบ 4. ลักษณะการบริกรรมที่จิตจะละค าบริกรรมเอง เกิดขึ้นได้อย่างไร 5. การวางจิตในขณะบริกรรมที่เป็นอัตโนมัตินั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร ค าส าคัญ พลังจิต การกรองอารมณ์ อิริยาบถ 4 ค าบริกรรม การวางจิต
33 ตอนที่ 3 การวัดผลของสมาธิและลักษณะอาการต่อต้านสมาธิ เรื่อง 1. การวัดผลของสมาธิ 2. ลักษณะอาการต่อต้านสมาธิ 3. ความลังเลสงสัย 4. ความโลภอยากได้เร็ว 5. สรุปเรื่องของสมาธิและพลังจิต
34 สาระส าคัญ 1. การวัดผลของสมาธิ ผู้ที่ท าสมาธิเป็นผู้วัดผลการปฏิบัติสมาธิของตนเอง โดยดูจากผลที่ออกมา ถ้าเกิดสิ่งเหล่านี้ เช่น เกิดความสบาย เย็นใจ สงบ ซาบซึ้ง ประทับใจ แสดงว่าได้สมาธิแล้ว และเมื่อได้สมาธิแล้ว สามารถละค าบริกรรมได้ 2. การท าสมาธิเป็นการท าความดี ซึ่งจะมีสิ่งที่มาต่อต้านหรือเป็นอุปสรรค เช่น วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) และความขี้เกียจ เราจะชนะได้ด้วย ความอดทน ความเพียร ความอุตสาหะ และความตั้งใจมั่น 3. ความลังเลสงสัยเป็นอาการต่อต้านสมาธิที่มีความรุนแรงมาก และอาจ น าไปสู่วิปัสสนูปกิเลส เราจะต้องฟังท่านผู้รู้ต้องมีสติและมีปัญญาที่จะ แก้ไข และไม่หลงใหลไปตามสิ่งที่เกิดขึ้น 4. ความโลภอยากได้เร็ว เป็นอาการที่ไม่เป็นกลาง ไม่พอดี เช่น เดิน จงกรมและนั่งสมาธินานเกินไปเพราะอยากส าเร็จในชาตินี้ ดังนั้นต้อง แก้ไขด้วยการปฏิบัติหนทางกลางคือปฏิบัติพอดี 5. การท าสมาธิท าให้เกิดพลังจิต พลังจิตสามารถควบคุมจิตใจได้ การท า สมาธิท าให้จิตนิยมเจริญขึ้น หากจิตนิยมกับวัตถุนิยมสมดุลกันจะท าให้ โลกอยู่เย็นเป็นสุข เนื้อหาตอนที่ 3 ประกอบด้วยเรื่อง การวัดผลของสมาธิ ลักษณะ อาการต่อต้านสมาธิ ความลังเลสงสัย ความโลภอยากได้เร็ว และสรุปเรื่อง ของสมาธิและพลังจิต
35 1. การวัดผลของสมาธิ การจะท าอะไรก็ตาม ถ้าเราไม่ทราบผลที่เราจะท าแล้ว เราก็ท างาน นั้นไม่ส าเร็จ การวัดผลของสมาธินั้น เกิดขึ้นกับ ตัวคนของผู้ที่ท าสมาธิ เพราะคนที่ท าสมาธินั้นผลจะต้องออกมา อาทิ เกิดความสบาย ความเย็น ใจ ความสงบ ความซาบซึ้ง ความประทับใจ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ วัดผลให้รู้ว่า เราได้สมาธิแล้ว เมี่อเป็นเช่นนั้นก็จะท าให้เกิดพลังจิต เมื่อเวลาที่เกิดสมาธิ เกิดพลังจิตให้แก่เราแล้ว เช่น มีความสุข เกิดขึ้น ความเบากายเบาใจเกิดขึ้น ความประทับใจเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้เมื่อ เกิดขึ้นมาแล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงความเลวร้ายที่มีอยู่ในตัวของเรานั้น ออกไป เช่น คนเหี้ยมโหด คนอกตัญญู คนที่ไร้ส านึก ถ้าหากว่าเราท าสมาธิ และเกิดสมาธิขึ้นมาแล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ให้ดีขึ้น เปลี่ยนนิสัย เปลี่ยนสิ่งที่ไม่ดีให้เป็นสิ่งที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้น การที่เราจะวัดผลของ การปฏิบัติเรามองเห็นอย่างนี้ เมื่อเกิดความเบากายเบาใจ เกิดความสงบขึ้นมาแล้ว ค า บริกรรมก็ไม่มีความจ าเป็น เรานั่งเฉย ๆ ก็ผลิตพลังจิตไปในตัวเสร็จ เพราะว่า บางทีเมื่อเราได้สมาธิที่เรียกว่า ความสบายแล้วนี้ ค าบริกรรมจะ ละไปเอง เมี่อละไปเองแล้ว เราก็ไม่ต้องไปตามนึกพุทโธอีก ก็ปล่อยให้จิต ผลิตพลังจิตไป ให้เกิดความสบายไปอย่างนี้ ถ้าเราได้รับความสบายหรือความเย็นใจแล้ว เรากลับมาบริกรรม อีก จิตก็จะลดระดับลงมา เราก็จะต้องปล่อยให้จิตพัฒนาตัวเองขึ้นไป เพราะฉะนั้น เมี่อเราได้ผลอย่างนี้แล้ว จึงไม่จ าเป็นที่จะต้อง บริกรรมต่อไป บางทีค าบริกรรมก็หายไปเอง ก็ต้องปล่อย แต่การจะเริ่มต้น เราต้องบริกรรม เราจะไปนั่งเฉย ๆ ให้สมาธิเกิดก็เกิดได้ แต่ว่าไม่ดีเท่ากับที่ เราบริกรรมแล้วก็เกิดสมาธิขึ้น
36 ค าบริกรรมนั้นจะบริกรรมอะไรก็ได้ไม่ได้ยึดติดเฉพาะ “พุทโธ” เท่านั้น สามารถบริกรรมได้ตามความต้องการ โดยผู้ที่จะบริกรรมนั้น อาจจะนึกถึงพระเยชู แล้วบริกรรมค าว่า “เยชู” ก็ได้ไม่มีปัญหา หรือจะ บริกรรมถึงสิ่งที่เขาเคารพอันใดก็ได้ เพราะว่า ค าบริกรรมนั้นถือเป็นเพียง แนวทางที่ให้จิตสงบเท่านั้น จะบริกรรมอะไรก็ได้ 2. ลักษณะอาการต่อต้านสมาธิ ในการท าสมาธินี้มีอะไรบ้างที่มาเป็นเครี่องต่อต้าน การจะท า อะไรทุกอย่าง ถ้าหากเป็นการสร้างความดีแล้วจะมี“สิ่งต่อต้าน” ถ้า สร้างความชั่วจะไม่มีอะไรต่อต้าน ดังค ากล่าวที่ว่า การสร้างความดีนั้น เหมือนกลิ้งครกขึ้นภูเขา ต้องออกแรง และมีอุปสรรคต่าง ๆ แต่การสร้างความชั่วนั้น เปรียบ เหมือนกับกลิ้งครกลงภูเขา ซึ่งง่ายมาก ๆ อุปสรรคของการท าสมาธิ คือ นิวรณ์ต่าง ๆ หมายความว่า เรา มีสิ่งที่มากวนใจ ขี้เกียจ ซึ่งความขี้เกียจนี้เป็นอุปสรรคเฉพาะตัว เรียกว่า ผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ได้คิดว่าสมาธิจะมีความส าคัญเท่าไร เราอยู่เฉย ๆ ดีกว่า ไม่ต้องไปวุ่นไปวายกับสมาธิ ความจริงสมาธิไม่ได้วุ่นวายอะไร แต่ ว่า มีพวกมารมาผจญ ตอนที่พระพุทธองค์ได้ท าความเพียร เมี่อเวลาที่อดอาหาร เวลา ที่ท าผิด คือท า “ทุกรกิริยา” ไม่เห็นมีมารไปผจญ แต่พอมานั่งสมาธิเพี่อ ความหลุดพ้นที่จะเป็นพระพุทธเจ้า คือ ตอนที่พระองค์นั่งอยู่ที่ใต้ต้นโพธิ์ก็ มีมารมา ในประวัติเขียนว่า มีมารขี่ช้างตัวใหญ่มากมาเพี่อจะท าร้าย มีพวก ลูกเสนามารถือหอกถือดาบมาเพื่อที่จะเข้ามาทิ่มแทงหรือมาผจญ รวมถึง ลูกสาวพญามารที่ชี่อว่า นางราคา นางตัณหา นางอรดี ซึ่งนางราคา คือ ความก าหนัดยินดี นางตัณหา คือความทะเยอทะยาน นางอรดีคือความที่ ไม่มีความยินดีในสิ่งที่ควรยินดี แล้วท าไมจะมาผจญตอนที่พระพุทธเจ้าจะ ได้ตรัสรู้ เหล่านั้นเรียกว่า สิ่งต่อต้าน
37 ตัวของเราก็เหมือนกัน แต่ก่อนไม่ท าสมาธิ ไม่มีใครมาว่า พอมา ท าสมาธิ พอมาเรียนสมาธิก็มีคนมาว่า เช่น ไปเรียนท าไมก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่า อาจารย์ไหน ไม่รู้ว่าเขาสอนอะไร ไม่รู้เขาหลอกให้เราไปเรียน อะไรอย่างนี้ เป็นต้น มันจะท าให้จิตใจของเรานี้ล้า มันเกิดความสงสัยขึ้นมา ท าไมมีแต่ คนว่าอย่างนี้ เหล่านี้เรียกว่า สิ่งต่อต้าน นอกจากนั้น สิ่งที่ต่อต้านจะต่อต้านตั้งแต่ ชั้นปฐมฌานก็มีมาร ทุติยฌานก็มีมาร ตติยฌานก็มีมาร มารนี้จะขยายตัวของมัน ทีแรก ๆ ก็ ตัวเล็ก ๆ ต่อไปตัวก็ใหญ่ขึ้น ๆ ยิ่งเราท านานเข้าไปเท่าไร มารก็จะตัว ใหญ่ขึ้นตามเรา เปรียบพวกผู้ร้ายที่ประพฤติไม่ดี พวกที่ขโมย พวกขี้โกง ต่าง ๆ เหล่านี้ กับ ต ารวจ ต ารวจจะมีเครื่องมือ มีทั้งเรดาร์ มีทั้งปืน มีทั้งสิ่ง ต่าง ๆ สารพัดที่ต ารวจจะพัฒนาขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ร้ายก็มีเรดาร์ เหมือนกัน มีปืนเหมือนกัน ต ารวจมีอะไรผู้ร้ายก็มีบ้าง อย่างนี้คู่กัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่มาต่อต้านเรานี้จึงตามไปตลอด ดังนั้นจึงต้องสู้ความเจ็บ ความป่วย ความเหนื่อย ความเมื่อย ความหิว อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ที่จะมาเป็นอุปสรรค เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็ จะต้องชนะ หมายความว่า ชนะมาร การชนะมารนี้จะต้องชนะด้วยอะไร ต้องชนะด้วยความอดทน ความเพียร ความอุตสาหะ ความตั้งใจมั่น สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่จะสามารถท าตัวของเราให้เกิดมีสมาธิขึ้นมาได้ เมื่อเกิดสมาธิขึ้นมาได้แล้วจะเป็นสิ่งที่เราได้ก าไร เมื่อได้ก าไรแล้วชีวิต ของเรานี้จะต้องก้าวหน้าตลอดไป เช่น สมองของคนเรานี้สามารถที่จะ แก้ไขพัฒนาจากสมองทึบให้เป็นสมองดี เพราะ เมื่อท าสมาธิแล้วจะมี กระแสจิต กระแสจิตนี้จะไปช่วยกรองอารมณ์ต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวแล้ว ซึ่งเป็นเครื่องแก้ไขอุปสรรคที่จะเกิดขึ้น
38 3. ความลังเลสงสัย วิจิกิจฉาเป็นตัวการหนึ่งในนิวรณ์ 5 ประการ แต่วิจิกิจฉา หรือ “ความลังเลสงสัย” นี้เป็นตัวการที่มีความรุนแรงกว่าความต่อต้านอื่น ๆ ความต่อต้านอื่น ๆ ก็ต่อต้าน แต่ยังพอสู้ไหว ไม่ยาก แต่การต่อต้านที่จะสู้ ความสงสัยนี้ยากมาก ท่านทั้งหลายเธอทั้งหลายที่มาเรียนสมาธิกันนี้ มีผู้มีอายุก็มี ผู้มีอายุ น้อยก็มี ผู้ที่เป็นนักศึกษาก็มี แล้วก็มีมาก พวกที่ไม่คิดว่าสมาธิจะท าอะไรให้ เราได้ ก็หาเรื่องปั่นป่วน มาพูดอย่างโน้นบ้าง พูดอย่างนี้บ้าง ท าให้เรา ไขว้เขว เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ที่ได้ไปท าสมาธินี่ ไม่ใช่ถูกเขาหลอกลวงแล้ว เหรอ ที่เป็นสมาธิเนี่ยไม่ใช่จะเป็นบ้าแล้วเหรอ คนเขาบอกว่าไปท าสมาธิ เป็นบ้ากันเยอะ ซึ่งก็จริงอยู่บางส่วน คือ ท าสมาธิแล้วก็ไม่มีสติ ก็จะท า ให้เกิดประสาทหลอน ภาษาอังกฤษ คือ แฮลยูซิเนชัน (Hallucination) ประสาทหลอนเกิดขึ้นจากสมาธิที่ได้ไปหลงใหลสมาธิในชั้น อรูปฌานมากเกินไป จนกระทั่งประสาทไม่ท างานแล้ว ต่อไปพอพลังจิต ลดน้อยลงไปจนกระทั่งถึงน้อยมาก เลยไม่สามารถจะควบคุมจิตใจได้ก็เลย หลงไปว่าได้พระนิพพานแล้ว คิดว่ากิเลสหมดแล้ว เข้าใจว่าส าเร็จเป็นพระ อรหันต์ นี่คือ ตัวต่อต้านที่มีความส าคัญอย่างมาก เพราะว่า เวลาคนท าจิตให้เป็นสมาธิเข้าไปถึงอรูปฌานจะไม่มี อะไรเลย เมี่อไม่มีอะไรเลย เลยนึกว่ากิเลสหมดแล้ว นึกว่าเป็นพระอรหันต์ แล้ว แต่ไม่ใช่ เป็นเพียงอรูปฌาน เป็นเพียงวิปัสสนูปกิเลส ถ้าหากว่าเราไม่รู้เรื่องแล้ว เราไปหลง ก็เท่ากับ เป็นการต่อต้าน การท าสมาธิของเราเองเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ดีที่สุดเราจะต้องฟังท่านผู้รู้หรือที่หลวงพ่อ แนะน า เมี่อเป็นขึ้นมาแล้ว เราก็มีสติ เพราะว่า การสร้างพลังจิตเท่ากับ การสร้างสติ เมี่อสร้างสติแล้วจะเกิดปัญญา เมื่อเกิดปัญญาเราก็รู้ว่าอันนี้ ไม่ใช่พระอรหันต์ แต่เป็นเรื่องของฌาน (อรูปฌาน) ต่างหาก เป็นต้น
39 การท าสมาธิเบี้องต้นมีสิ่งสารพัดมาต่อต้านเรา อย่าไปเชื่อ เท่านั้น เราต้องมีความอดทน มีความเพียร มีความพยายาม มีความตั้งใจ มั่น และเราก็จะต้องมีปัญญาที่จะต้องแก้ไขไม่หลงใหลไปตามสิ่งที่เกิดขึ้น การที่คนเขาติฉินนินทาอะไรเหล่านี้เราจะต้องท าความรู้เอาไว้ ความสงสัยจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าหากเรามีความรู้มีปัญญาแล้ว เราจะแก้ไขได้ เพราะว่า การมาท าสมาธินั้น ถ้าเรามีปัญญาแล้ว เราจะรู้ว่านั่นคือ สิ่งที่ท า ให้เกิดความสุขภายใน แล้วเกิดขึ้นมาจริง ๆ 4. ความโลภอยากได้เร็ว เรื่องของความโลภอยากได้เร็วนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงแก้ไขตัวมารตัวนี้ คือความโลภนี้“โลโภ ธมฺมำน ปริปนฺโถ” (โล โพ ธัมมานัง ปะริปันโถ) ความโลภเป็นอันตรายต่อธรรมทั้งหลาย โดยเมื่อ เวลาท าสมาธินั้นจ าเป็นต้องวางจิตเป็นกลาง การวางจิตเป็นกลางนั้นเป็นสิ่งที่เราจะต้องมีความระมัดระวัง เพราะว่า ความตั้งจิตเป็นกลางนั้น ความเป็นกลางก็ดี ความพอดีก็ดีจะ อยู่ด้วยกันเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา มัชฌิมาปฏิปทา คือ การปฏิบัติ หนทางกลาง คือ หนทางพอดี ค าว่า “พอดี” นั้น เช่น เรารับประทานอาหาร เราจะตักอาหาร ใส่ปาก เราก็ท าพอดี ถ้าเกินพอดีก็ใส่ไม่ได้ ปากของเรามีเท่านี้ ช้อนหนึ่งจะ เอาไปทีเดียว เก้าช้อนสิบช้อนก็เข้าไปไม่ได้ นั่นคือ ความไม่พอดี ดังนั้น ความพอดีจึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องศึกษาให้มาก การที่เรา จะตัดเสื้อตัดผ้าส าหรับนุ่งก็เอาพอดี ถ้าไม่พอดีก็ไม่ส าเร็จ หรือการสร้าง บ้านสมัยโบราณ เขาก็ใช้ไม้ ไม้ก็จ าเป็นที่จะต้องเอามาตัด ถ้าหากว่าตัดไม่ พอดี ท าบ้านไม่ได้ เช่น ท าขื่อ ขื่อยาวเท่าไร ขื่อบ้านคือไม้ยาว ๆ ชนิดหนึ่ง วางไว้บนยอดเสาเนี่ย ขื่อตัดผิดไปนิ้วเดียวก็ท าขื่อไม่ได้ ยาวไปนิ้วสองนิ้วก็ ท าขื่อไม่ได้ ท าได้ต้องพอดี เมื่อพอดีก็ท าขื่อได้ ท าหลังคาได้
40 ดังนั้น ความพอดีเท่านั้นที่ท าความส าเร็จให้ เรารับประทาน อาหารแต่ละครั้ง ๆ มีความพอดี ถ้าเกินพอดีไปก็อ้วนไปแล้วก็เป็นโรคภัย ความที่ท าพอดีนี้คือ ไม่หนักเกินไป ไม่เบาเกินไป แปลจากค าว่า มัชฌิมาปฏิปทา เรียกว่า ปฏิบัติหนทางกลาง หนทางพอดี เพราะฉะนั้น เมื่อเวลาท าสมาธิ บางคนไม่พอดี อยากจะพ้นทุกข์ เร็ว ๆ นั่งสมาธิ 5 ชั่วโมง เดินจงกรม 10 ชั่วโมง ก็เกินพอดี ร่างกายก็ กลายเป็นโรคเหน็บชาเป็นโรคอะไรสารพัด เพราะ ไม่ได้ท าความพอดีให้ เกิดขึ้น เมื่อความไม่พอดีเกิดขึ้นแล้วก็เลยท าให้สิ่งที่ต้องการจะท านั้น ส าเร็จไปไม่ได้ เราลองสังเกตดูคนที่จะท างานอะไร ๆ อยากจะท าให้เร็ว ๆ แบบขอไปที ก็ท าเอาจนกระทั่งหลังแทบหัก อย่างนี้ก็เกินไป แบกไม่กี่ที ร่างกายก็ทรุดโทรมแล้ว ตอนที่พระพุทธเจ้าทรมานร่างกาย เรียกว่า “อัตตกิลมถำนุโยค” พระองค์นั่งตลอดวันตลอดคืน อาหารก็ไม่เสวย นั้นเรียกว่า ไม่พอดี เมื่อไม่ พอดีก็ไม่ส าเร็จ ตอนพระองค์มานั่งสมาธิ พระองค์ก็มารับประทานมาเสวย อาหารอย่างพอดี ร่างกายกลับเปล่งปลั่งดังเดิม แล้วก็ได้ตรัสรู้ ตอนอด อาหารไม่ได้ตรัสรู้ ตอนที่มาเสวยอาหารตามปกติก็ได้ส าเร็จ บางคนเข้าใจว่า เราจะต้องพยายามที่จะเอาให้ส าเร็จในชาตินี้ให้ ได้ ทรมานร่างกาย ข้าวก็ไม่ต้องฉัน เดินจงกรม 5 ชั่วโมง 10 ชั่วโมง ไป ๆ มา ๆ ร่างกายก็ทุพพลภาพ เป็นโรคกระเพาะอาหาร โรคเส้นประสาท โรค อัมพาต โรคสารพัด พวกนี้ตกอยู่ในความโลภอยากได้เร็ว เมื่อตกอยู่ใน ความโลภอยากได้เร็ว ก็ไม่เป็นกลาง ไม่พอดี(ก็ไม่ส าเร็จ) เพราะฉะนั้น ขอให้เข้าใจว่า การที่เราท าสมาธินี่ เราท าพอดี
41 ปัจจุบันมีระบบการท าสมาธิภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพ บอก ว่า การเดินจงกรม 30 นาที การนั่งสมาธิ 30 นาที ก็เป็นอันพอดี ดีที่จะ ไม่ต้องทรมานร่างกายมากเกินไป แต่ผลที่ได้รับออกมาก็ได้รับความน่าปลื้ม ใจ บุคคลที่มาท าสมาธิภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพที่ศึกษาจบไปแล้วแต่ ละภาค ๆ นั้นจะมีการแสดงความในใจแสดงความรู้สึก การแสดงความรู้สึก นั้นผู้ที่เป็นนักศึกษาต้องมีความซื่อสัตย์อยู่แล้ว เป็นอย่างไรก็แสดงความรู้สึก ออกมาเป็นอย่างนั้น หลวงพ่อได้อ่านแล้วก็รู้สึกปลื้มใจมาก ดีใจมาก ที่ผล ออกมา เพราะฉะนั้น การท าสมาธิ นั่งสมาธิ 30 นาที เดินจงกรม 30 นาทีจึงพอดี ถ้าเราอยากจะท ามาก ก็ท า 3 หรือ 4 ครั้งก็ได้ ในวันหนึ่ง เป็นครั้งเป็นคราว เพราะไม่ต้องการที่จะให้คนที่มาท าสมาธิต้องเสียการเสีย งาน หรือท าให้ร่างกายทุพพลภาพ หรือท าให้เกิดความวิปริตต่าง ๆ หลวงพ่อต้องการให้การท าสมาธิเหมือนกับคนที่ไม่ได้ท าสมาธิ คือ ไม่ให้เสียการเสียงาน เราจะไปไหนก็ไปได้ ท าอะไรก็ท าได้ ดังนั้น การที่เราท าความพอดีให้เกิดขึ้น จึงเรียกว่า เราไม่โลภ อยากได้เร็ว ความไม่โลภอยากได้เร็ว แต่กลับได้เร็ว ในการที่เราจะมาท าสมาธิ ถ้าเราคิดว่า เมื่อท าแล้วเกิดความดี แก่เราอย่างนี้ เราก็ท าแบบสม่ าเสมอ ในที่สุดความส าเร็จก็เกิดขึ้นมาได้ ส่วน ความโลภอยากได้เร็ว เป็นสิ่งที่บั่นทอน บางคนบอกว่า ท า แค่นี้จะได้อะไร การนั่งสมาธิ 30 นาทีจะได้อะไร คนที่พูดอยู่นั้นก็คงไม่เคย มาท าสมาธิ ถ้าเคยท ามาแล้ว เพียงเท่านี้ก็มากพอสมควรที่จะพบ ความส าเร็จแล้ว
42 5. สรุปเรื่องของสมาธิและพลังจิต เรื่องของการท าสมาธิทั้งหมดรวมแล้ว เราต้องการตัวพลังจิตนี้ เป็น ตัวแปรที่มีความส าคัญมหาศาล เพราะว่า ตัวแปรที่มีความส าคัญนี้เรา ต้องการที่จะน าเอาไปเป็นประโยชน์ เพราะ สมาธิหรือที่เรียกว่า “สมถะ” เป็นประโยชน์จริง ๆ คนเรานี้เป็นจ านวนมากในโลกถ้าหากจะให้น า วิปัสสนามาเรียนแล้วคงจะเรียนได้ไม่ถึงล้านคน ถ้าหากว่าเอาสมถะมาเรียน แล้ว กี่ร้อยล้านกี่พันล้านก็เรียนได้ ซึ่งการที่เราสร้างสมถะ คือสร้างพลังจิต 5.1 พลังจิตกับการควบคุมจิตใจ พลังจิตนั้นสร้างได้ทั้งความเป็นพระภิกษุสงฆ์สามเณร สร้าง ได้ทั้งความเป็นทั้งฆราวาส เพราะว่า มันเป็นขั้นพื้นฐาน เป็นขั้นที่จะท าให้ สามารถควบคุมจิตใจได้ ที่เราต้องการที่สุด คือความอยู่เย็นเป็นสุข ความอยู่เย็นเป็น สุขนี้เป็นสิ่งที่สามารถท าให้เกิดขึ้นได้ เพราะความเป็นสมาธิที่ควบคุมจิตใจ ได้นี้เอง เมื่อควบคุมจิตใจได้แล้ว การอยู่ร่วมกันเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่น เป็นแสนเป็นล้าน ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข ท าไมความอยู่เย็น เป็นสุขจะเกิดขึ้นได้ เพราะเรามาช่วยกันให้คนทั้งหลายสร้างพลังจิตอันนี้ เมื่อเรามีความสามารถที่จะท าตัวเราให้เป็นเช่นนั้น และท าบุคคลอื่นให้ผู้อื่น เป็นเช่นนั้นได้ ดังที่ได้อธิบายมานี้ อันนี้เองที่จะท าให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุข ที่ตั้งใจไว้ว่า โลกมนุษย์ถ้าหากเราช่วยกันให้มีสติมีปัญญาที่จะสร้างพลังจิต ขึ้นมาให้ได้ ก็อยู่ในความสามารถของมนุษย์ที่จะช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ วิจัย อะไรออกมา เพื่อที่จะให้มีการด าเนินการสร้างพลังจิตคือ สามารถที่จะท า สมาธิให้เกิดขึ้น
43 โดยระยะที่เราท าเป็นมัชฌิมา ที่บอกว่า สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิไม่ได้สูงอะไรนัก สัมมาสมาธิเราก็ท า 1) ปฐมฌาน 2) ทุติย ฌาน 3) ตติยฌาน อะไรเหล่านี้ เมื่อท าแล้วสามารถที่จะท าให้เป็น สัมมาสมาธิขึ้นมาได้ เมื่อเป็นสัมมาสมาธิได้ คือสมาธิถูกต้องแล้ว เมื่อถูกต้อง แล้วสามารถผลิตพลังจิตได้ เมื่อสามารถผลิตพลังจิตได้แล้วก็ควบคุมจิตได้ เมื่อควบคุมจิตใจได้ก็สามารถท าอะไรได้ก็มีเหตุผล ท าอะไรก็มี การรับผิดชอบสูง ท าอะไรก็มีความเมตตา อันนี้จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ 5.2 พลังจิตกับการพัฒนาความสามารถและความเป็นเลิศ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า คนเรานี้มีดีสองดี ดีหนึ่ง คือ ความสามารถ ดีสองคือความเป็นเลิศ สมาธินี้เองที่จะท าให้สองดีนี้เกิด ประสิทธิภาพ เกิดคุณภาพ เกิดความส าเร็จ เกิดความรุ่งโรจน์ เกิด ความเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง ความสามารถและความเป็นเลิศนี้จะเกิดขึ้นเองไม่ได้ จะต้องมีสมาธิเป็นตัวที่ผลิตพลังจิต เมื่อสมาธิผลิตพลังจิตแล้ว พลังจิตจึง จะไปพัฒนาความดีสองอย่างของมนุษย์ให้ไปถึงจุดที่อยู่เย็นเป็นสุข เพราะว่า การควบคุมจิตใจได้นั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ได้รับผลอย่างมหาศาล ความให้อภัย ความฉลาด ความมีชวนะจิต จะต้องเกิดขึ้นจากสมาธิเกิดจาก พลังจิต เมื่อพลังจิตเกิดขึ้นแล้วจึงไปพัฒนาความสามารถและความเป็นเลิศ ของมนุษย์ 5.3 การพัฒนาความสมดุลระหว่างวัตถุนิยมกับจิตนิยม ถ้าเราต้องการอยากจะพัฒนาให้ดีจริง ๆ เราก็ท าสมาธิให้มี การผลิตพลังจิต แล้วเราจะได้รับผล คือ ความสามารถและความเป็นเลิศจะ เพิ่มขึ้นไปสู่จุดที่เราต้องการ