The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือสมาธิเพื่อพัฒนาชีวิต update 26 ตค 66

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Aranya Walairacht, 2023-10-25 23:31:01

สมาธิเพื่อพัฒนาชีวิต

หนังสือสมาธิเพื่อพัฒนาชีวิต update 26 ตค 66

144 ในการถามการตอบนี้ไม่ใช่ด้วยวาจาเปล่า แต่ว่า ใจนี้เป็น เช่นนั้นด้วย จึงเรียกว่าเป็น “วิปัสสนาญาณ” วิปัสสนาญาณนี้มี“วิปัสสนาญาณ 9” (ญาณที่จัดเป็น วิปัสสนามี 9 อย่าง) แต่ในที่นี้จะอธิบายญาณเดียว คือ“นิพพิทาญาณ” นิพพิทาญาณ แปลว่า ความเบื่อหน่าย เมื่อเวลาที่พระพุทธเจ้าถามว่า “รูปเที่ยง หรือไม่เที่ยง” ปัญจวัคคีย์ตอบ “ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า” “เป็นสุข หรือเป็นทุกข์” ปัญจวัคคีย์ตอบ “เป็นทุกข์พระเจ้าข้า” “แล้วควรไหมที่จะถือ” ปัญจวัคคีย์ตอบ “ไม่ควรพระเจ้าข้า” ที่ปัญจวัคคีย์ตอบมาแบบนี้ เพราะมันเกิดความจริงขึ้นมา ไม่ใช่สักแต่ว่า ถามตอบ แต่เกิดความจริงขึ้นมาด้วย พระองค์จึงทรงแสดงปริวัตรที่ 3 (แสดงรอบที่ 3) ต่อว่า “รูปัง อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง” กายของคน ในอดีต ในอนาคต ในปัจจุบัน มันก็มีอยู่เท่านี้ “สัพพัง รูปัง” รูปทั้งปวง “เนตัง มะมะ เนโสหะมัสมิ นะ เม โส อัตตาติ” รูปทั้งปวงไม่ควรที่จะไปถือ เพราะว่า ไม่ใช่ตัวตน ไม่ควรจะไปถือ


145 “เอวะเมตัง ยถาภูตัง” รู้ตามความเป็นจริง รู้จริงขึ้นมาเลยในขณะนั้น เมื่อรู้จริง ขึ้นมาแล้ว อะไรเกิดขึ้น ในที่สุด สุดท้าย “รูปัสมิงปิ นิพพินทะติ” เบื่อหน่ายในรูป เบื่อหน่ายในเวทนา เบื่อหน่ายในสัญญา เบื่อหน่ายในสังขาร เบื่อหน่ายในวิญญาณ มันเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมา อย่างนี้ เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมา ความเบื่อหน่ายนั้น คือ ญาณ เมื่อรู้ รู้แล้วก็เกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมาเอง ไม่ใช่คิดไปว่า“เบื่อ หน่าย” แต่เบื่อหน่ายขึ้นมาเอง “รูปัสมิงปิ นิพพินทะติ, เวทะนายะปิ นิพพินทะติ, สัญญา ยะปิ นิพพินทะติ, สังขาเรสุปิ นิพพินทะติ, วิญญาณัสมิงปิ นิพพินทะติ” แสดงว่า ขันธ์ 5 เป็นที่น่าเบื่อหน่าย “นิพพินทัง วิรัชชะติ, วิราคา วิมุจจะติ, วิมุตตัสมิง วิมุตตะ มีติ ญาณัง โหติ” ญาณัง โหติ แปลว่า ญาณนี้ได้เกิดขึ้นแล้วว่า สิ่งเหล่านี้ เป็นของน่าเบื่อหน่ายจริง ๆ เมื่อเบื่อหน่ายแล้วก็คลายจากความก าหนัด ราคะ โทสะ โมหะ ก าจัดออกไปโดยสิ้นเชิง แล้วปัญจวัคคีย์ คือ อัญญาโกณทัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิ ก็ได้ส าเร็จเป็นพระอรหันต์ โดยอัญญา โกณทัญญะเป็นผู้ส าเร็จพระอรหันต์องค์แรกที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ดังนั้น จะต้องพร้อมแล้ว (พลังจิตเพียงพอแล้ว) ถึงจะเกิด วิปัสสนาขึ้นมาได้ ทั้งนี้บางทีมีคนบอกว่า “ไปเรียนวิปัสสนา” แต่ไม่เคยมี


146 ใครบอกว่า “ไปเรียนสมถะ” เพราะว่า อยากได้ของสูง แต่อยากได้ของสูง อย่างเดียวไม่ได้ มันไม่ได้ เพราะว่า เราไปคิดเอาไม่ได้ ไม่ส าเร็จ 2. จุดมุ่งหมายของสมถะ-วิปัสสนา เมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงถึงวิปัสสนานี้แล้ว จุดส าคัญที่ต้อง เข้าใจว่า วิปัสสนาจะต้องมีการด าเนินการอย่างไร และจะต้องด าเนินการให้ ครบถ้วน จึงขออธิบายถึงจุดมุ่งหมายของสมถะและของวิปัสสนาด้วย จุดมุ่งหมายของสมถะ คือ สร้างพลังจิตขึ้นมา พลังจิตนี้จะสร้างเท่าใด นานเท่าใด ซึ่งเรายังไม่รู้ว่า สร้างเท่าใด และเมื่อใดถึงจะพอ เมื่อเรายังรู้ไม่ได้ ดังนั้น เมื่อเวลาที่เราท าไปแล้ว ต้องมีการทดสอบญาณ และวิปัสสนาญาณ 9 นี้จะเป็นตัวทดสอบว่า จิต ของเรานี้เป็นวิปัสสนาหรือยัง ถ้าคิดเบื่อหน่าย ฉันเบื่อหน่าย แต่ว่าใจ ไม่ได้เบื่อหน่าย ยังรัก ยังชอบ ยังมีความปรารถนาอะไรต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ใน ใจ แสดงว่ายังไม่ใช่วิปัสสนา เมื่อท าสมถะเพียงพอแล้วก็ไปถึงจุดพลังอ านาจ หมายความว่า ณ จุดพลังอ านาจนี้ สมถะได้เพียงพอแล้ว และก็เกิดดวงตาทิพย์ขึ้นมา หากเกิดดวงตาทิพย์ขึ้นมาแล้ว เมื่อมองไปในร่างกายนี้ก็จะเห็นของจริงว่า นี่คือกระดูก นี่คือเลือดเนื้อ นี่คือตับไตไส้พุง มันไม่ได้มีอะไรเป็นตัวตน นี่ หนทางจะไปอย่างนี้ เมื่อเห็นอย่างนั้นแล้ว ความเบื่อหน่ายมันต้องเกิด ถ้าหากเราได้ตาทิพย์ขึ้นมาในขณะที่บ าเพ็ญสมาธิ เมื่อได้ตา ทิพย์ขึ้นมาก็จะเกิดความเบื่อหน่าย ซึ่งความเบื่อหน่ายนี้จะต้องพอเพียง ถ้าความเบื่อหน่ายเกิดขึ้นจริงแต่เกิดครั้งเดียว ไม่ได้ ไม่พอ ต้องเกิดนับครั้ง ไม่ถ้วน พิจารณาแล้วก็เบื่อหน่ายนับครั้งไม่ถ้วน เหมือนกับคนเรา


147 รับประทานอาหาร เมื่อรับประทานอาหารไปนี้ มื้อเดียวไม่พอ ยังไม่โต ตั้งแต่เราเป็นเด็กมาจนกระทั่งตอนนี้ เรากินอิ่มกี่ครั้งกว่าจะโตขึ้นมา เมื่อโต ขึ้นมาจึงถือว่าพอเพียง เป็นหนุ่มเป็นสาว เมื่อยังไม่ถึงเช่นนั้นแสดงว่ายังไม่ พอเพียงจะเป็นมนุษย์เต็มที่ การจะเป็นมนุษย์ได้เต็มที่ก็เปรียบเหมือนกับ การได้วิปัสสนาญาณ ความเบื่อหน่ายต้องเบื่อหน่ายหลายครั้ง กว่าที่จิต จะหลุดพ้นไปได้ นี่คือ แนวทางวิปัสสนา การที่อธิบายวิปัสสนามาข้างต้น เพราะต้องการอยากให้ทราบว่า วิปัสสนาเป็นอย่างนี้ เราได้เรียนสมาธิแล้ว เราก็จะต้องเรียนวิปัสสนา เพื่อไม่ให้ใครมาหลอกลวงเราได้ว่า ฉันส าเร็จวิปัสสนา ฉันได้ส าเร็จพระ อรหันต์แล้ว ถ้าหากยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนอย่างนี้จะส าเร็จไม่ได้ ถ้าไม่มีญาณ ขึ้นมาอย่างนี้จะส าเร็จไม่ได้ เกิดญาณนี้ขึ้นมาหรือยัง และการที่จะส าเร็จ ญาณต่าง ๆ ได้ญาณจะต้องส าเร็จขึ้นมา ตามความเป็นจริง เหมือนกับ เราพิจารณาดูกายว่า จะเบื่อหน่ายไหม มันไม่เบื่อหน่าย ถึงเบื่อหน่ายก็เบื่อ หน่ายผิวเผิน นั่นไม่ใช่ญาณ เป็นเพียงความนึก ความคิด ความคาดคะเน ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิวเผิน แต่ญาณไม่ใช่สิ่งผิวเผิน ญาณเป็นการหยั่งรู้ ดังนั้น ค าว่า “หยั่ง” นี้จะต้องลึก ถ้าไม่ลึกเราจะไปหยั่งไม่ได้ เมื่ออธิบายมาถึงเรื่องวิปัสสนาแล้ว เราจะหลับ คนฟังก็ยัง ไม่อยากฟังสักเท่าใด เพราะอะไร เพราะว่า กิเลสในตัวของเรามีอยู่มาก พอสมควร ถ้าจะพูดว่าผู้หญิงคนนี้ไม่สวยไม่งาม พูดไม่ได้ เพราะคนก็ สวยอยู่ และก็ชอบอยู่ ไม่ให้ไม่ชอบก็ไม่ได้ เพราะว่า จิตนี้ยังไม่ใช่ วิปัสสนาที่แท้จริง มันก็จะต้องชอบสิ่งเหล่านี้อยู่ แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจว่า ในโลกนี้การที่จะได้บรรลุ ถึงขั้นที่สูงสุดของวิปัสสนานี้ยากและน้อย เปรียบเหมือน “เขาโค”กับ


148 “ขนโค” เขาโคมีอยู่น้อย แต่ขนโคมีอยู่มากมาย (คนบรรลุวิปัสสนานี้มี น้อย แต่คนที่ได้สมถะมีมากมาย) เป็นต้น แต่ว่าอย่างไรก็ตาม เราก็ต้องรู้ไว้ว่า วิปัสสนา คือ การพิจารณาถึงความเกิด ความดับ หรือ ความไม่สวย ไม่งาม หรือความเป็นอสุภะต่าง ๆ (อสุภะ แปลว่า สภาพที่ ไม่งาม) คนเรานี้มีแต่“ขี้” ถ้าออกมาทางตาก็เรียก“ขี้ตา” ออกมาทาง จมูกก็เรียก“ขี้มูก” ออกมาทางปากก็เรียก“ขี้ปาก ขี้ฟัน” ออกมาทางตัวก็ เรียก“ขี้เหงื่อ ขี้ไคล” เมื่อตัวคนนี้มีแต่“ขี้” ตัวคนนี้ก็ไม่น่ายึดถือ ไม่น่าจับต้อง เพราะว่า“ขี้”เป็นของที่น่าเกลียดส าหรับคน การพิจารณาแบบนี้ คือ วิปัสสนา ดังนั้น วิปัสสนาก็จะต้องอยู่ในบุคคลที่มีความตั้งใจอย่างสูง หรือ ต้องการพ้นจากทุกข์ พ้นจากโลก ซึ่งทั้งหมดที่อธิบายไปนี้เป็นวิปัสสนา ไม่ใช่วิปัสสนาญาณ วิปัสสนาญาณ คือ ความหยั่งรู้ หยั่งรู้จริงลงไป วิปัสสนา คือ รู้แบบคาดคะเน แบบผิวเผิน รู้เหมือนกันแต่ ว่าไม่หยั่ง ไม่ได้หยั่งลงไปถึงกับเป็นญาณ ดังนั้น การที่เราท าสมถะ เราท าสมาธิไปทุกวัน ๆ นี้มันเป็น ปัจจัยที่จะให้ถึงวันที่สมบูรณ์จนได้ ขอให้เราได้ตั้งต้นท าสมาธิและเมื่อ เกิดพลังจิตขึ้นแล้ว พลังจิตนี้จะไม่เสื่อมสลาย สาบสูญจากตัวของเรา จาก ใจของเรา จะไม่เสื่อมสลาย จะบวกหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ บวกกันไปตลอด เราต้องช่วยกันขยายสมาธิออกไปให้กว้างขวาง เพื่อให้เกิดความอยู่เย็น เป็นสุข ความสามัคคี ความมีเหตุผล ความรับผิดชอบสูง และ ความมี เมตตา ซึ่งประโยชน์ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้จากการท าสมถะ (สมาธิ)


149 สรุปจุดมุ่งหมายของสมถะ-วิปัสสนา จุดมุ่งหมายของสมถะ คือ การสร้างพลังจิต จุดมุ่งหมายของวิปัสสนา คือ การตัดกิเลสโดยสิ้นเชิง ตัดกิเลสโดยสิ้นเชิง หมายความว่า ไม่ต้องมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกต่อไปแล้ว ท ากิเลสให้หมดไปเลย นั่นคือ จุดมุ่งหมายของวิปัสสนา สรุปเรื่องของวิปัสสนา เรื่องวิปัสสนาที่ได้อธิบายไปนั้นขอสรุปว่า วิปัสสนามี 2 อย่าง คือ วิปัสสนา และวิปัสสนาญาณ วิปัสสนานี้ใคร ๆ ก็ท าได้ เพราะเพียงพูดเอา คาดคะเนเอา ใคร ๆ ก็ท าได้ แต่วิปัสสนาญาณ ไม่ใช่ใคร ๆ ก็ท าได้ วิปัสสนาญาณนี้ ถ้าไม่มีพลังจิตที่เพียงพอแล้วจะเป็นวิปัสสนาญาณหรือญาณหยั่งรู้ไม่ได้ สรุปเรื่องของสมถะ “อารมณ์”เป็นสิ่งที่มีความส าคัญอย่างยิ่งส าหรับมนุษย์ ถ้าเราไม่มีอารมณ์ก็เป็นมนุษย์ไม่ได้ ถ้ามีอารมณ์ถึงจะเป็นมนุษย์ได้ เมื่อ ไม่มีอารมณ์แล้วมันไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาเป็นเครื่องที่คิดใคร่ครวญ เราจะอยู่ เฉยๆ โดยไม่มีอารมณ์ไม่ได้ ต้องมีอารมณ์ แต่เราต้องเอาอารมณ์นี้มา กลั่นกรอง เมื่อเราได้เริ่มกลั่นกรองอารมณ์ เรียกว่าได้เริ่มสมถะ ได้ กลั่นกรองเพื่อที่จะไม่ให้เชื้อโรคระบาด น้ าที่ไม่ได้กลั่นกรองเมื่อกินเข้าไปก็ เป็นอหิวาต์ตายกัน ในสมัยก่อนตายกันจนกระทั่งไม่รู้ว่าจะเอาศพไปฝังกันที่ ไหน ประวัติของวัดสระเกศ สมัยก่อนเป็นโรคอหิวาต์ตายกัน ก็กองกันอยู่ ตรงนั้น ไม่รู้จะเผาอย่างไร เผาไม่ไหวก็ปล่อยไป เป็นต้น


150 การที่เราจะสร้างสมถะให้แก่เรานี้เป็นของง่าย การที่จะมา สร้างวิปัสสนาให้แก่เรานี้เป็นของยาก ยากแต่ว่าไม่เหลือวิสัยที่จะท า เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเราต้องการสมถะแล้วเราก็สามารถที่ จะอยู่ร่วมกันบนโลกนี้ด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข ส าหรับเด็กที่จะเป็นผู้ใหญ่ใน วันข้างหน้าก็จ าเป็นต้องศึกษาหาความรู้ เข้าโรงเรียน เรียนหนังสือ เพื่อสร้าง หลักฐานภายในให้เกิดขึ้น ดังนั้น ถ้าสมาธิเข้าไปสู่นักเรียนนักศึกษาจะดี มาก เพราะเขาจะได้สมาธิได้พลังจิตนี้เอาไว้เป็นทุนส ารอง เพื่อที่จะท า ให้เกิดความมั่นคง เป็นเสาเข็มที่มีความมั่นคงได้ ทุกคนที่เกิดมาไม่ว่าเป็น คนไทยหรือชาวโลกจะต้องไปโรงเรียนเป็นภาคบังคับ เพื่อพัฒนา ประเทศชาติและพัฒนาสิ่งต่าง ๆ เด็กนักเรียนเหล่านี้จะเป็นผู้ใหญ่ในวัน ข้างหน้า และจะเป็นผู้รับผิดชอบครอบครัว ประเทศชาติ และโลกต่อไป ถ้าหากนักเรียนนักศึกษาได้รับเอาความรู้สมาธินี้เป็นทุน ส ารองแล้ว เขาจะก็กลายเป็นคนที่มีภูมิต้านทาน มีเสาเข็ม ในสังคมมีสิ่ง ต่าง ๆ ที่เข้ามายั่วยวนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสุรานารี การพนัน ยาเสพติด ซึ่ง สิ่งเหล่านี้จะท าให้เกิดความวิวาท และเกิดสิ่งที่เลวร้ายมากมาย ซึ่งสิ่งที่ไม่ดี เหล่านี้จะถูกขจัดไป ถ้าเราท าสมาธิ สร้างพลังจิตขึ้นมา ซึ่งเท่ากับเราสร้าง เสาเข็มขึ้นมา เมื่อเราได้สร้างเสาเข็มขึ้นมาแล้ว เราก็ไม่ต้องวิตกกังวลว่า บ้านจะยุบลงไปหรือจะเสียหายไป ดังนั้น เมื่อนักเรียน หรือนักศึกษา ที่ได้มาเรียนสมาธิแล้ว ย่อมสามารถสร้างพลังจิตขึ้นมาได้ เขาย่อมจะได้รับประโยชน์มหาศาล นับไม่ถ้วน เหลือล้นพ้นประมาณ ถ้าหากคณะที่ท าสมาธิของเรานี้ได้ขยายตัวออกไปจากร้อย เป็นพัน จากพันเป็นหมื่น จากหมื่นเป็นแสน จากแสนเป็นล้าน จากล้านเป็น หลายร้อยล้าน เป็นหมู่คณะใหญ่ขึ้นมา สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ความอยู่เย็น


151 เป็นสุขของโลก จะเกิดขึ้นได้แน่นอน เพราะว่า มนุษย์เรามีสมองที่แปร เป็นสิ่งที่ท าให้เกิดความเป็นเลิศ ดังที่อธิบายไปแล้วว่า มนุษย์มีสองดี ดีหนึ่งคือความสามารถ ดีสองคือความเป็นเลิศ ซึ่งสองดีนี้พัฒนาขึ้นได้ จากสมาธิ สมาธิจะสามารถขยายกว้างขวางออกไป เมื่อความรู้เรื่องสมาธิ หรือการท าสมาธิได้เข้าไปอยู่ในนักศึกษาจ านวนมากและขยาย กว้างขวางออกไปย่อมจะมีประโยชน์มหาศาล ถ้าเรามองดูเฉย ๆ อย่างนี้เราจะไม่ทราบ เราจะทราบก็เพียง ว่า มาท าสมาธิ แต่ถ้าเราทราบประโยชน์ของสมาธิที่จะเกิดขึ้นมาภายหลัง เราจะร้อง “โอ้โห ! ถ้าหากว่า ไม่มีสมาธินี้แล้วเราคงป่นปี้” เมื่อเวลามี สมาธินี้แล้วท าให้อยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าน าสมาธิเข้าไป เผยแพร่ทางอื่นแล้วก็จะเป็นหย่อมเล็ก ๆ จะไม่กระจายทั่วไป แต่ เมื่อ การศึกษาสมาธิเข้าสู่เยาวชนที่จะเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ย่อมจะท าให้ สามารถขยายสมาธิออกไปได้ คนที่ได้ท าสมาธิไปแล้ว เขาจะไม่เกิดความเศร้าโศกเสียใจ เมื่อได้ท าสมาธิเขาได้พลังจิตขึ้นมา เขาจะร่าเริง มีความกระตือรือร้น มี ความคิดที่ก้าวไกล และมีความเอื้อเฟื้อ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่ดีจะเกิดขึ้นมาเอง การท าสมาธิที่สร้างพลังจิตนี้จะไปเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ได้คือ เปลี่ยนจากพฤติกรรมที่โหดร้ายไปเป็นพฤติกรรมที่มีความเมตตาได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจในเรื่องนี้แล้ว เราก็ควรจะสร้าง เสาเข็ม สร้างพื้นฐานให้กับเยาวชน เยาวชนก็จะไปเป็นผู้รับผิดชอบ ประเทศชาติต่อไปในอนาคต เด็กนักเรียน นักศึกษาจะกลายเป็นคนมี สมองที่มีความดี มีความประเสริฐขึ้นมา เพราะได้กลั่นกรองอารมณ์จาก สมถะ จากการบริกรรม จิตจะเป็นหนึ่ง พอจิตเป็นหนึ่งก็เป็นการกลั่นกรอง


152 อารมณ์ อารมณ์ร้อยแปดพันประการนี้พอนึกค าบริกรรม เช่น พุทโธ หรือ บริกรรมอะไรก็ได้ เมื่อบริกรรมแล้วอารมณ์จะหายหมดเลย แล้วก็จะเบา อารมณ์ที่กลั่นกรองแล้วจะผ่านคลื่นสมอง ผ่านความสั่น สะเทือนของสมองแล้วเข้าสู่ใจ เมื่ออารมณ์กลั่นกรองดีแล้ว สมองที่ไม่ดีก็จะ ดีขึ้นมา ซึ่งมีผลท าให้สมรรถภาพของการเรียน สมรรถภาพของความคิด นี้เป็นไปในทางสร้างสรรค์ไม่ใช่เป็นไปในทางท าลาย ดังนั้น มวลมนุษย์ ชาติก็จะประสบแต่ความสุข สรุปจุดประสงค์ของสมถะแบบง่าย ๆ คือ วางเสาเข็ม เพื่อที่จะให้พื้นฐานของด้านจิตใจนี้มีการพัฒนาขึ้น เพราะว่า มนุษย์มี การพัฒนาขึ้นมาดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานพัฒนาไม่ได้ กี่พันปีกี่ หมื่นปีมามันก็แก้ผ้าอยู่อย่างนั้น แต่มนุษย์นี้จริงอยู่ที่เมื่อก่อนแก้ผ้า แต่ เวลานี้เป็นแฟชั่นไปแล้ว คือความพัฒนาของมนุษย์ สมาธิเป็นเครื่องพัฒนาด้านจิตใจได้เป็นอย่างดี และสมาธิ ที่สอนนี้ก็เป็นสมาธิที่ง่าย ๆ ไม่ใช่ว่าท าสมาธิแล้วต้องเสียการงานและต้อง สละหลายอย่าง กลับกัน เมื่อมาท าสมาธิแล้วก็ยังเป็นเหมือนคนปกติ โดย มาเรียนสมาธิหรือท าสมาธิแล้วก็ไม่ได้เสียการเรียน กิจการงาน ไม่เสียอะไร ทั้งสิ้น จึงอยากส่งเสริมเรื่องการท าสมาธิให้กว้างขวางต่อไป


153 ประเด็นอภิปราย 1. วิปัสสนากับ วิปัสสนาญาณ แตกต่างกันอย่างไร 2. สมถะกับ วิปัสสนา แตกต่างกันอย่างไร 3. จุดมุ่งหมายของสมถะและวิปัสสนา คืออะไร 4. วิปัสสนาเหมาะกับใคร เพราะเหตุใด 5. ท่านจะเลือกปฏิบัติโดยเน้นสมถะ หรือวิปัสสนา เพราะเหตุใด ค าส าคัญ สมถะ วิปัสสนา วิปัสสนาญาณ


154


155 ตอนที่ 11 แผนผังสมถะ-วิปัสสนา เรื่อง 1. แผนผังการท าสมาธิ 2. แผนผังสมถะ 3. แผนผังวิปัสสนา


156 สาระส าคัญ 1. แผนผังการท าสมาธิเริ่มอธิบายในเรื่องจิตปกติ ต่อด้วยการบริกรรม เมื่อบริกรรมแล้วจะเกิดความเป็นหนึ่ง เมื่อความเป็นหนึ่งเกิดขึ้นแล้วจิต ก็จะเข้าภวังค์ พอเข้าภวังค์แล้วจะผลิตพลังจิต เมื่อมีพลังจิตเพิ่มขึ้นก็ จะมาถึงรูปฌาน โดยฌานขั้นสุดท้ายของรูปฌานนี้จะเกิดจุดพลังอ านาจ 2. แผนผังสมถะมี 18 ล าดับ คือ บริกรรม ตั้งไว้ วางลง ก าหนด จิตสงบ หยุดบริกรรม จิตนิ่ง จิตรวม จิตเข้าสู่ภวังค์ จิตเข้าภวังค์ไม่รู้ เข้า ภวังค์รู้ เห็นจุดพลังอ านาจ ใช้จุดพลังอ านาจได้ เริ่มจุดหน่วย ใช้จุด หน่วยได้ เข้าฌานได้ ใช้งานฌานได้และด ารงความสงบได้ 3. แผนผังวิปัสสนามี 15 ล าดับ คือ เริ่มหน่วย เห็นหน่วย ใช้หน่วยได้ ขยายหน่วย มีกระแส มีตาทิพย์เกิดจากอาทิสสมานกาย ใช้ตาทิพย์ พิจารณา เกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่าย เกิดรอบ 3 อาการ 12 ลักษณะความเป็นผู้ใหญ่ ความเป็นใหญ่ การเข้าท าลายจุดด า การพอเพียงแห่งความต้องการแต่ละครั้ง ถึงขั้นแห่งความจริง จิตมี ก าลังพร้อมถึงหนทาง และลักษณะการบรรลุ เนื้อหาตอนที่ 11 ประกอบด้วยเรื่อง แผนผังการท าสมาธิ แผนผัง สมถะ และแผนผังวิปัสสนา ซึ่งเนื้อหาของตอนนี้จะอธิบายเรื่องของสมถะ และวิปัสสนาว่าคืออะไร และเกิดขึ้นมาได้อย่างไร


157 1. แผงผังการท าสมาธิ ขอน า “แผนผังการท าสมาธิ” ของหลักสูตรครูสมาธิสถาบัน พลังจิตตานุภาพ (หนังสือหลักสูตรครูสมาธิ เล่ม 3) มาอธิบาย ดังนี้


158 1.1 จิตปกติ เริ่มต้นอันดับแรกที่ต้องอธิบายคือ ค าว่า“จิตปกติ” จิตปกติ หมายความว่า จิตที่ยังไม่มีสมาธิ ยังเป็นอารมณ์ที่นึกคิด จากจิตปกติก็จะมาเริ่มบริกรรม บริกรรมก็จะนึกค า บริกรรม “พุทโธ พุทโธ” หรือจะนึกค าบริกรรมอื่นก็ได้ เมื่อนึกค าบริกรรม ได้แล้ว ถือว่าสติเริ่มมาแล้ว เพราะถ้าเราไม่มีสติ เราจะบริกรรมไม่ได้ เมื่อบริกรรมแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการบริกรรม คือ ความเป็นหนึ่ง เมื่อความเป็นหนึ่งเกิดขึ้นแล้วจิตก็จะต้องเข้าภวังค์ พอ เข้าภวังค์แล้วก็จะเป็นการผลิตพลังจิต ผลิตพลังจิตแล้ว พลังจิตจะ เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นตามกาลและเวลาที่เราปฏิบัติ แล้วก็จะมาถึงปฐมฌาน 1.2 รูปฌาน รูปฌาน (อ่านว่า รูบ-ปะ-ชาน) ประกอบด้วย ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน ปฐมฌาน : ปฐมฌาน คือ ฌานที่ 1 ปฐมฌานมีองค์ 5 คือ วิตก วิจารณ์ ปีติ สุข เอกัคคตา วิตก คือ การบริกรรม ในขณะที่เราบริกรรมอยู่นี้จิตอยู่ในขั้น วิตก วิจารณ์คือ จิตอยู่ที่ค าบริกรรม อยู่ในขั้นที่จ่อเข้าไปที่ปฐมฌานแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็บริกรรมมากขึ้น ๆ แล้วจิตนี้ก็จะเป็นหนึ่งมากขึ้น จนกระทั่งอารมณ์ภายนอกหมดแล้ว ก็เกิดความเย็น เกิดความสบาย เกิด ความประทับใจอะไรต่าง ๆ นี่เรียกว่า ปีติ ปีติคือ จะรู้สึกขนพองสยอง เกล้า เหมือนเหาะบ้าง ตัวเบาบ้าง เป็นต้น เมื่ออยู่ที่ปฐมฌานหลายครั้ง เข้าจะพัฒนาขึ้นมาเป็นทุติยฌาน ทุติยฌาน : ทุติยฌานจะต้องมาจากปฐมฌาน เมื่อเป็น ปฐมฌานแล้วก็เข้ามาถึงทุติยฌาน ทุติยฌานก็ตัด วิตกกับ วิจารณ์ออก ไม่ใช่ไม่ต้องบริกรรม ยังต้องบริกรรม แต่ค าบริกรรมจะหายไปเอง เมื่อ ค าบริกรรมหายไปเองแล้วจะเริ่มเข้าสู่ทุติยฌาน ซึ่งเมื่อค าบริกรรมหายไป


159 เอง เราไม่ต้องกลับไปนึกบริกรรมใหม่ เพราะว่า จิตก าลังจะเพิ่ม ประสิทธิภาพกลายเป็นทุติยฌาน เมื่อค าบริกรรมหายไป ก็จะมาถึงทุติยฌาน ทุติยฌานมีองค์ 3 คือ ปีติ สุข เอกัคคตา ซึ่ง 3 อย่างนี้จะอยู่ที่จิต เมื่อเวลาที่จิตอยู่อย่างนี้ แล้วเปรียบเหมือนกับคนที่ประสบความส าเร็จในโครงการใหญ่ ที่ได้ ตรากตร ามาแล้วได้ก าไรอย่างงดงาม เป็นที่น่าชื่นชม จิตใจก็เหมือนกับว่า ยิ้มภายในอยู่ ตติยฌาน : เมื่อระดับจิตด าเนินมาถึงตติยฌาน ตติยฌานก็ ตัด ปีติออก ตติยฌานเหลือองค์ 2 คือ สุข กับ เอกัคคตา สุข ก็เรียกว่า มีความสุข เอกัคคตาก็เรียกว่าสบายขึ้นมา เปรียบเหมือนกับเป็นบริษัท เมื่อก่อนมีเงินแค่ห้าสิบหกสิบ ล้าน แต่ปัจจุบันนี้มีเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน ความปีติที่เคยอิ่มเอมนี้หายไป เหมือนกับคนที่ครั้งแรกได้เงินมาหนึ่งล้าน จากที่ไม่เคยได้เมื่อได้ล้านแรกมา มัน ปีติ แต่ภายหลังพอได้มาก ๆ เข้า ปีตินี้ก็หายไป เปรียบเทียบกับที่ก าลังท าจิตอยู่เวลานี้ค าบริกรรม ต่างๆก็ ไม่ต้องบริกรรมแล้ว จะมีความนิ่งอยู่ เมื่อมีความนิ่งอยู่ก็กลายเป็น ความสุขชนิดหนึ่ง แต่ว่าเป็นความสุขที่เรียกว่า อิ่ม พอเพียง เหมือนคนได้ เงินมามากก็พอเพียงแล้ว จิตในขณะนั้นจึงเหลือแต่สุข กับ เอกัคคตา จตุตถฌาน : เมื่อเลื่อนจากตติยฌานก็มาถึงจตุตถฌาน จตุตถฌานมีองค์ 2 คือ อุเบกขากับ เอกัคคตา จตุตถฌาน คือ รูปฌาน ขั้นสุดท้าย ซึ่งถือว่าสุข ก็ไม่มีแล้ว มีแต่อุเบกขา กับ เอกัคคตา เปรียบ เหมือนกับคนที่ได้หมื่นล้านแสนล้านแล้ว ไม่เหมือนกับคนที่ได้ล้านแรก เมื่อก่อนมีเงินไม่ถึงพันไม่ถึงร้อย แต่ได้เงินฉับพลันมาทีเดียวหนึ่งล้านก็ตกใจ อิ่มเอิบมากมาย แต่เวลาพอได้มากขึ้น ๆ แล้วก็เฉยๆ หมื่นล้านแสนล้านก็ เป็นของธรรมดาไปแล้ว จึงเรียกว่าเป็นอุเบกขากับ เอกัคคตา


160 1.3 จุดพลังอ านาจ ตรงที่จตุตถฌานฌานขั้นสุดท้ายของรูปฌานนี้จะเกิด “จุด พลังอ านาจ” จุดพลังอ านาจ หมายความว่า พลังจิตเกิดความเพียงพอ ขึ้นมา เปรียบเทียบกับ พลังการซื้อ หรืออ านาจแห่งการซื้อ พลังหรือ อ านาจแห่งการซื้อของคนพันล้านหมื่นล้านนี้จะมีสูงมาก พลังหรืออ านาจ แห่งการซื้อนี้จึงมีมากจน เพียงพอ ที่จะซื้อรถยนต์คันหนึ่ง คฤหาสน์หลังหนึ่ง หรือจะซื้อเครื่องสักบินล าหนึ่ง ก็ท าได้ไม่ยาก นี่เรียกว่า จุดพลังอ านาจ ถ้า หากว่ามีเงินต่ ากว่านี้ หรือมีไม่เพียงพอ ก็ยังไม่ใช่จุดพลังอ านาจ 2. แผนผังสมถะ แผนผังสมถะ-วิปัสสนามาจากการก าหนดระยะของการด าเนิน ไปของการท าสมาธิไปตามล าดับ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจง่ายขึ้น แผนผังสมถะ ในหัวข้อนี้จะอธิบายถึงการเดินทางหรือการด าเนิน ไปของจิตตั้งแต่เริ่มท าสมาธิ ซึ่งแสดงไว้18 ล าดับ ดังนี้ สมถะ 1 บริกรรรม สมถะ 2 ตั้งไว้ สมถะ 3 วางลง สมถะ 4 ก าหนด สมถะ 5 จิตสงบ สมถะ 6 หยุดบริกรรม สมถะ 7 จิตนิ่ง สมถะ 8 จิตรวม สมถะ 9 จิตเข้าสู่ภวังค์


161 สมถะ 10 จิตเข้าภวังค์ไม่รู้ สมถะ 11 เข้าภวังค์รู้ สมถะ 12 เห็นจุดพลังอ านาจ สมถะ 13 ใช้จุดพลังอ านาจได้ สมถะ 14 เริ่มจุดหน่วย สมถะ 15 ใช้จุดหน่วยได้ สมถะ 16 เข้าฌานได้ สมถะ 17 ใช้งานฌานได้ สมถะ 18 ด ารงความสงบได้ สมถะ 1 – 3 : บริกรรรม ตั้งไว้ วางลง หมายความว่า เมื่อเวลาที่บริกรรมแล้วจิตก็ตั้งได้(สมถะ 1 : บริกรรม และ สมถะ 2 : ตั้งไว้) ถ้ายังไม่บริกรรม จิตก็ยังตั้งไม่ได้ เมื่อจิต ตั้งขึ้นมาได้แล้วเราก็ต้องวางลง (สมถะ 3 : วางลง) วางลง หมายความว่า จะต้องมีฐานที่ตั้งของจิต เช่น ที่หน้าผาก หัวใจ หรือสะดือ วางลงที่ฐานที่ตั้ง ของจิต สมถะ 4 – 6 : ก าหนด จิตสงบ หยุดบริกรรม เมื่อวางลงแล้วก็ก าหนดเอาสติ(สมถะ 4 : ก าหนด) คือ ไม่เผลอ มี สติอยู่ สติมีอย่างต่ า อย่างกลาง อย่างสูง พอสติเกิดขึ้นมาได้แล้วนี้ก็ถือว่า จิตนั้นได้ถูกก าหนดไว้แล้ว มันก าหนดเอง ที่เขียนอธิบายไว้นี้ก็เขียนไว้เพื่อให้รู้ว่า จิตมันไปถึงระยะไหน แต่ เวลาที่เราท าสมาธิจริง ๆ ก็ไม่ต้องกังวลว่าเป็นสมถะข้อ 1 ข้อ 2 หรือข้อ อะไร มันจะเป็นไปเอง (จิตจะไต่ระดับไปเอง)


162 พอก าหนดได้แล้วนี้ ก็ถึงสมถะข้อที่ 4 นี้อารมณ์ต่าง ๆ ก็เป็นอันว่า ถูกขจัดไปเรียบร้อยแล้ว พอก าหนดได้แล้ว จิตก็จะสงบ (สมถะ 5 : จิต สงบ) เพราะอารมณ์ต่าง ๆ ก็ถูกขจัดไปเรียบร้อย เมื่ออารมณ์ถูกขจัดไป เรียบร้อยแล้วค าบริกรรมจะหยุดไปเอง (สมถะ 6 : หยุดบริกรรม) คือ เมื่อ จิตมาถึงตรงนี้แล้วค าบริกรรมก็หยุดไป ไม่ต้องกลับไปบริกรรมอีก สมถะ 7 – 9 : จิตนิ่ง จิตรวม จิตเข้าสู่ภวังค์ เมื่อหยุดบริกรรมแล้ว ต่อจากความหยุดก็เกิดความนิ่ง ความนิ่ง คือ ไม่หวั่นไหว ถึงแม้มีเสียง “กุ๊ก กิ๊ก จิ๊ก จั๊ก” หรือมีอะไรมากระทบ จิต จะไม่สั่นสะเทือน ไม่หวั่นไหวตาม จิตจะอยู่เฉย จิตนิ่ง (สมถะ 7 : จิตนิ่ง) แต่ถ้ามีเสียงหรืออะไรมากระทบแล้วจิตยังกระดอน หวั่นไหว หรือจิต สั่นสะเทือนอยู่ แสดงว่า ยังไม่ถึงระดับที่จิตนิ่ง อารมณ์ภายนอกจะค่อยหดตัวลง บางทีเราคิดว่า อารมณ์นี้เป็น ความนึกคิดอย่างเดียวซึ่งไม่ใช่ อารมณ์นี้มีอารมณ์แรง อารมณ์ค่อย อารมณ์ หยาบ อารมณ์ละเอียด อารมณ์หยาบ คือ ความนึกคิด ส่วนอารมณ์ละเอียดนี้จะอยู่กับ จิต ฝังอยู่ในจิต ถ้ามีอารมณ์นอนเนื่อง หรือค้างอยู่ เรียกว่า“อารมณ์ค้าง” ดังนั้น เมื่อมีอารมณ์ค้าง จิตก็ไม่รวม ก็มาไม่ถึงข้อ 8 เมื่อจิตมันไม่ รวม แสดงว่าจิตยังไม่เข้มแข็ง จิตยังหวั่นไหวกับอารมณ์ละเอียด อารมณ์ ละเอียดจะถูกกะเทาะออกได้ด้วยพลังจิต ด้วยสติที่เราด าเนินมา จิตก็ รวม (สมถะ 8 : จิตรวม) ในขณะที่จิตรวม หมายความว่า รวมพลัง เกิดพลังขึ้นมา ทันทีทันใดที่จิตรวม เมื่อเกิดพลังขึ้นมาแล้วจิตก็จะเข้าสู่ภวังค์ เมื่อ มาถึงตอนนี้บางคนสติตามไม่ทัน สติตามไม่ทันก็สัปหงก ตัวเอน เป็นต้น แต่ว่าจิตนั้นได้รวมแล้ว ถึงแม้ว่าจะสัปหงก ตัวเอน หรือจะเป็นอะไรก็ แล้วแต่ เพราะว่า เมื่อจิตเข้าภวังค์แล้วก็จะท าให้ความรู้สึกภายนอกหมด


163 ไป เมื่ออารมณ์ภายนอกหมดไปแล้วจิตเข้าสู่ภวังค์(สมถะ 9 : จิตเข้าสู่ ภวังค์) สมถะ 10 – 12 : จิตเข้าภวังค์ไม่รู้ เข้าภวังค์รู้ เห็นจุดพลังอ านาจ ภวังค์นี้จะอยู่ตั้งแต่ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ไป จนกระทั่งถึงอรูปฌาน ทั้งรูปฌานและอรูปฌานจะอยู่ในภวังค์ เราเข้าภวังค์ในตอนแรก ๆ นี้เราก็ท าอะไรไม่ได้ เหมือนกับเรา นอนหลับไปอย่างนั้น ท าอะไรไม่ได้ ก็เป็นฌานอยู่ แต่เราท าอะไรไม่ได้ เนื่องจากว่า ความแก่กล้าของสติยังไม่เพียงพอ เมื่อความแก่กล้าของสติ ยังไม่เพียงพอ ในภวังค์นั้นก็จะต้องเข้าไปอยู่เฉย ๆ แต่การเข้าภวังค์แต่ละ ครั้งนั้นมีความหมาย หมายความว่า เราจะเกิดมีความช านาญขึ้นมา เมื่อ เวลาที่เราท าสมาธิกว่าจะเข้าภวังค์ได้นี้จะต้องใช้เวลา แต่ถ้าหากเราท าจน เกิดความช านาญ เข้าภวังค์บ่อย ๆ ก็ไม่ต้องใช้เวลาจิตก็เข้ามาถึงภวังค์ เลย เมื่อจิตเข้ามาถึงภวังค์ก็เหมือนกับนอนหลับ ท าอะไรไม่ได้โดย เด็ดขาด แบบนี้เรียกว่า ภวังค์โดยความไม่รู้ตัว (สมถะ 10 : จิตเข้าภวังค์ ไม่รู้) เข้าภวังค์แต่ว่าไม่รู้ แม้ว่าเข้าภวังค์ไม่รู้ แต่มีผล คือ แต่ละครั้งที่เราเข้าภวังค์ที่สร้างขึ้น (จากการท าสมาธิ) มานี้มันจะเป็นการก่อตัวสติขึ้นในตัว ดังนั้น เราไม่ต้อง ท าอะไร เราท าให้มันเข้าภวังค์เอาไว้ก่อน แล้วสติจะก่อตัวขึ้นมาเอง มันมี สติอยู่ในสติเป็นเพราะความระลึกได้หรือเพราะว่ามีความเข้มแข็งของ จิตใจ


164 เพราะฉะนั้น ในการที่ท าสมาธินี้จะต้องเป็นการอบรม หรือพัฒนา สติไปในตัว เมื่อเวลาที่จิตสงบเข้าไปแล้วก็จะเกิดการผลิตพลังจิต เมื่อเกิด การผลิตพลังจิตแล้ว พลังจิตจะก่อตัวจากเล็ก ๆ ออกไปจนกระทั่งถึงใหญ่ จนเข้มแข็งในภวังค์นั้นเอง เพราะฉะนั้น เมื่อก่อตัวมากขึ้น ๆ แล้วสตินี้จะ เป็นสติที่มีก าลังมากมาย จนกระทั่งเรียกว่าเป็น“สติปัฏฐาน” เมื่อสมาธิผลิตพลังจิตจนได้ที่แล้ว ก็จะข้ามจากภวังค์ที่อยู่เฉย ๆ จากจิตเข้าภวังค์ไม่รู้มาเป็นภวังค์ที่รู้ตัว (สมถะ 11 : เข้าภวังค์รู้) เมื่อมาถึง เข้าภวังค์ที่รู้ตัวแล้ว จิตก็จะเริ่มเข้าสู่จุดพลังอ านาจ (สมถะ 12 : เห็นจุดพลังอ านาจ) หมายความว่า สติได้ก่อตัวมาจนกระทั่ง พอเพียงแห่งความต้องการ สติปัฎฐานเมื่อใส่ค าว่า“มหา”ข้างหน้า เรียกว่า“มหาสติปัฏฐาน” กล่าวคือ ขึ้นต้นก็เป็นแค่สติปัฏฐาน แต่พอรวมตัวมากเข้าๆ จะกลายเป็น มหาสติปัฏฐาน เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอให้เข้าใจเถิดว่า เราก าลังจะได้ “ธรรมจักษุ”(ตาทิพย์) ขึ้นมาใน ภวังค์ที่รู้ ธรรมจักษุ หมายความว่า มี ดวงตาทิพย์มีดวงตาเห็นธรรม ในภวังค์ที่รู้นี้จะมีสิ่งหนึ่งที่เรายังไม่เห็น และยังไม่รู้ เพราะว่า “ตาทิพย์” ของเรายังไม่เกิด ท าไมถึงไม่เกิด เพราะสติไม่พอ เมื่อสติไม่พอ พลังที่เรียกว่า“ตาทิพย์”นั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ ต้องสติพอจึงจะเกิด “ตาทิพย์” ขึ้นมาได้ ตาทิพย์ที่เกิดทีแรกก็เห็นมัว ๆ แล้วมันจะสว่างชัดเจนขึ้น จะ กลายเป็นตาทิพย์ที่มีความแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น เมื่อสติพอแล้วเราก็จะรู้ว่าในภวังค์นั้นมีอะไรบ้าง อันดับแรกที่ เราจะเห็น คือ อาทิสสมานกาย (กายละเอียด) เวลาที่เข้าภวังค์และสติมี ก าลังพอ ก็จะเข้าไปสัมผัสกับอาทิสสมานกาย แล้วจะสามารถที่จะใช้ อาทิสสมานกายให้เป็นประโยชน์ต่อไป


165 สมถะ 13 – 15 : ใช้จุดพลังอ านาจได้ เริ่มจุดหน่วย ใช้จุดหน่วยได้ เมื่อพลังจิตที่สะสมไว้นี้มีก าลังพอแล้ว ก็มาถึงจุดพลังอ านาจ จุดพลังอ านาจนี้ดังที่ได้อุปมาแล้วว่า เหมือนกับคนที่มีเงินเป็นหมื่นล้าน แสนล้าน สามารถมีพลังการซื้อที่สูงมาก เมื่อมาถึงจุดพลังอ านาจแล้วก็ได้พบอาทิสสมานกาย ก็สามารถที่ จะใช้จุดพลังอ านาจนี้ไปท างาน (สมถะ 13 : ใช้จุดพลังอ านาจ) คือ ไป ท างานให้เป็นตาม“แผนผังการท าสมาธิ” ที่แสดงไว้ เพราะฉะนั้น เมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว เรียกว่า เริ่มใช้จุดพลังอ านาจ เมื่อใช้จุดพลังอ านาจก็สามารถที่จะตั้งโปรแกรมในตัวของเราว่า เราจะ เดินทางไหน (สมถะ 14 – 15 : เริ่มจุดหน่วย ใช้จุดหน่วยได้) ถ้าจะไปทางซ้ายมือ คือ ไปทางโลกียะ จะไปสู่ญาณ เป็นวิชชา ญาณ เช่น รักษาโรค รู้จักกาลข้างหน้า ระลึกชาติฯลฯ ถ้าจะไปทางขวามือ คือ ไปทางโลกุตระ จะต้องไปสู่วิปัสสนา คือ จะต้องมีการพิจารณา ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ซึ่งเมื่อเริ่มวิปัสสนา เริ่มก าจัด กิเลส เรียกว่า ไปชั้นสูงแล้ว ถ้าหากยังไม่ถึงจุดพลังอ านาจ ตั้งหน่วยไม่ได้ ส าหรับตั้งหน่วย ที่อธิบายไว้ว่า ให้ตั้งฐานจิตที่หน้าผาก หัวใจ หรือที่สะดือบ้าง อันนั้นเราตั้ง ไปด้วยสัญญา แต่ทีนี้ถ้าหากว่า เราได้จุดพลังอ านาจแล้วนี้เราจะตั้งด้วย ตาทิพย์ตั้งด้วยธรรมจักษุ เมื่อเป็นอย่างนี้(ตั้งหน่วยได้ เริ่มจุดหน่วย) ได้แล้ว ผู้ที่ด าเนินจิต เพื่อที่จะเข้าสู่วิปัสสนาย่อมเป็นไปได้ แต่ถ้าหากว่ายังไม่มาถึงจุดพลัง อ านาจจะมาท าวิปัสสนานี้ท าไม่ได้ ท าไม่ได้เพราะพลังจิตไม่เพียงพอ เมื่อ พลังจิตไม่เพียงพอ ถ้าเราจะไปพูดอนิจจัง ก็พูดได้ เช่น จะไปหัดเด็กอนุบาล บอกว่า “หนู ๆ อนิจจังนะ” เด็กก็พูดได้“อนิจจัง” แต่เด็กไม่รู้ พูดได้แต่ปาก เมื่อพูดแต่ปาก ใจไม่เป็น ก็เลยเป็นวิปัสสนาไม่ได้ ดังนั้น ถ้าจะไปสู่ วิปัสสนาจะต้องตั้งหน่วยได้ก่อน


166 สมถะ 16 – 18 : เข้าฌานได้ ใช้งานฌานได้ ด ารงความสงบได้ เมื่อตั้งหน่วยได้ก็เข้าฌานได้(สมถะ 16 : เข้าฌานได้) เพราะ เวลาที่จะเข้าฌานนี้รวดเร็วมาก แบบวินาทีต่อวินาทีก็เข้าฌานได้แล้ว จิตของคนเราเร็วมาก เปรียบว่า เร็วเหมือนชั่วช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ซึ่ง เมื่อจิตเข้าฌานได้แล้วก็ใช้งานฌานได้ (สมถะ 17 : ใช้งานฌานได้) ฌาน หมายความว่า รูปฌาน รูปฌานนี้จะเป็นบริเวณสถานที่ตั้งหน่วย เพราะว่า ตั้งหน่วยได้นี้จะต้องอยู่ในความนิ่ง คือสมถะข้อ 18 อยู่ในความนิ่ง (สมถะ 18 : ด ารงความสงบ) เมื่อเราตั้งหน่วยขึ้นมาแล้วความนิ่งพอไหม ถ้าไม่พอ หากแม้นึกอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เป็นอารมณ์ไปเท่านั้นเอง ไม่ เป็นของจริง เมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าจะท าวิปัสสนาจะต้องท าให้จิตถึงจุดพลัง อ านาจก่อน แผนผังสมถะข้างต้นนี้อธิบายไว้เพื่อให้รู้ว่าจิตไปถึงระยะไหน แต่เวลาเราท าสมาธิจริง ๆ ไม่ต้องไปล าดับตามข้อที่เขียน จิตจะด าเนิน ไปเอง ตามก าลังของแต่ละบุคคล ความมุ่งหมาย ที่เราก าลังเรียนสมาธิกันอยู่เวลานี้ คือ ต้องการ สมถะ เพื่อที่จะให้เป็นประโยชน์ต่อชาวโลก เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ยังไม่ถึง วิปัสสนา ซึ่งผู้ที่ถึงวิปัสสนานั้นมีน้อยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ประชาชนส่วน ใหญ่ของโลกนี้ควรจะได้สมาธิ เมื่อได้สมาธิแล้วย่อมเป็นก าไรที่หา ประมาณไม่ได้ ท าให้เกิดการพัฒนาสิ่งต่าง ๆ พัฒนาสมอง กิจการงาน การด าเนินงาน และสามารถอยู่ร่วมกันด้วยความเป็นสุข ซึ่งทั้งหมดต้อง อาศัยพลังจิตจากการท าสมาธิดังที่กล่าวมาแล้ว


167 3. แผนผังวิปัสสนา ขออธิบายแผงผังวิปัสสนาให้ผู้ที่คิดว่า จะต้องด าเนินไปสู่วิปัสสนา ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งจาก“แผนผังการท าสมาธิ” (ดังแสดงไว้ในหัวข้อ แรก) ด้านขวามือ คือ วิปัสสนา แผนผังวิปัสสนา ในหัวข้อนี้เป็นการอธิบายต่อจากแผนผังสมถะ โดยจะอธิบายถึงการเดินทางหรือการด าเนินไปของจิตหลังจากที่เราได้เริ่ม ตั้งหน่วยแล้ว และต้องการจะด าเนินวิปัสสนา ซึ่งแสดงไว้15 ล าดับ ดังนี้ วิปัสสนา 1 เริ่มหน่วย วิปัสสนา 2 เห็นหน่วย วิปัสสนา 3 ใช้หน่วยได้ วิปัสสนา 4 ขยายหน่วย วิปัสสนา 5 มีกระแส วิปัสสนา 6 มีตาทิพย์ เกิดจากอาทิสสมานกาย วิปัสสนา 7 ใช้ตาทิพย์พิจารณา วิปัสสนา 8 เกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่าย วิปัสสนา 9 เกิดรอบ 3 อาการ 12 วิปัสสนา 10 ลักษณะความเป็นผู้ใหญ่ ความเป็นใหญ่ วิปัสสนา 11 การเข้าท าลายจุดด า วิปัสสนา 12 การพอเพียงแห่งความต้องการแต่ละครั้ง วิปัสสนา 13 ถึงขั้นแห่งความจริง วิปัสสนา 14 จิตมีก าลังพร้อมถึงหนทาง วิปัสสนา 15 ลักษณะการบรรลุ


168 ส าหรับผู้ที่คิดว่าจะต้องด าเนินไปสู่วิปัสสนา ขอชี้ทางไว้เลยว่า เมื่อ เริ่มตั้งหน่วย ซึ่งการตั้งหน่วยนี้เหมือนกับว่าเราตั้งโปรแกรมให้กับจิตของ เราว่าเวลานี้เราต้องการที่จะพิจารณาให้เกิดวิปัสสนาแก่เราแล้ว วิปัสสนา 1 : เริ่มหน่วย เมื่อเริ่มวิปัสสนา 1 ขอเริ่มจากการอธิบาย ค าว่า “อนิจจัง” อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง ร่างกายของเรานี้ไม่เที่ยง เราคิดว่าจะอยู่ไป ตลอดกาล เป็นไปไม่ได้ มันจะต้องตายวันใดวันหนึ่งแล้ว เมื่อตั้งอันนี้ขึ้นก็ เรียกว่า ตั้งหน่วยแล้ว หน่วย คือ ร่างกาย ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดง อนัตตลักขณสูตร ที่ป่าอิสิปตนมฤคทาย วันนั้น ค าตรัสค าแรก คือ “รูปัง ภิกขเว อนัตตา” แปลว่า รูปที่เธอมีอยู่นี้ไม่ใช่ตัวตน เรียกว่า เริ่มตั้งหน่วย แล้ว วิปัสสนา 2 : เห็นหน่วย หากมาถึงวิปัสสนา 2 จะได้เห็นร่างกายนี้ด้วยธรรมจักษุ ทิพย์ จักษุจากจุดพลังอ านาจ จากจุดพลังอ านาจแล้วก็มาตั้งหน่วยได้ ตั้ง หน่วยได้หมายความว่า เห็นชัด ไม่ใช่เดาเอา หลับตาอยู่อย่างนี้แต่ว่าชัด ขึ้นมาเลย ถ้าหากว่าตั้งหน่วยได้ แม้หลับตาก็เห็น ว่ากระดูกเป็นอย่างนั้น เนื้อเป็นอย่างนั้น หนังเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าหากเห็นด้วยสัญญา สัญญานั้น ถึงแม้จะเป็นวิปัสสนา แต่ไม่ใช่วิปัสสนาญาณ ถ้าเดาเอาคิดเอาอย่างนี้ การที่จะตั้งหน่วยก็ไม่ส าเร็จ การที่จะตั้งหน่วยส าเร็จจ าเป็นที่จะต้องผ่านจุดพลังอ านาจมา ก่อน เมื่อผ่านจุดพลังอ านาจมา จุดพลังอ านาจนั้นจะท าให้เห็นว่า ท างาน ในภวังค์ได้ ท าได้แล้วก็เริ่มตั้งหน่วยได้ พอเริ่มแล้วก็เห็น นี่กระดูกเป็น อย่างนี้ จะรู้ว่าอันนี้เห็นจริงอย่างไร ถึงจะรู้ได้ว่าอันนี้เห็นจริง คือ พอเห็น แล้วจะเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมาทันที


169 ดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ว่า “รูปัง ภิกขเว อนัตตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลายรูป ไม่ใช่ตัวตน” ปัญจวัคคีย์ตอบว่า “ไม่ใช่ตน” พระองค์จึงทราบเลยว่า ใจของปัญจวัคคีย์นั้นมีหน่วยแล้ว ถึงจุดพลัง อ านาจแล้ว และมีตาทิพย์ เมื่อมีตาทิพย์แล้วก็เห็นตามว่า นี่คือ“อนิจจัง” วิปัสสนา 3 : ใช้หน่วย เมื่อมาถึงวิปัสสนา 3 ก็ใช้หน่วยได้ หมายความว่า พลิกแพลงท า (พลิกแพลงพิจารณา) เช่น เดี๋ยวก็ตัวเราตาย เดี๋ยวก็ตัวคนอื่นตาย เดี๋ยวก็ตัว ผู้หญิงตาย เดี๋ยวตัวผู้ชายตาย เรียกว่า ใช้ให้พิจารณา ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสแด่ปัญจวัคคีย์ว่า “ตัง กิง มัญญะถะ ภิกขเว รูปัง นิจจัง วา อนิจจัง วาติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปเที่ยง หรือ ไม่เที่ยง” ปัญจวัคคีย์ได้ฟังและตอบทันทีว่า “อนิจจัง ภันเต ไม่เที่ยง พระ เจ้าข้า” “เมื่อไม่เที่ยงแล้ว เป็นสุข หรือเป็นทุกข์” ปัญจวัคคีย์ก็ตอบว่า “ทุกขัง ภันเต เป็นทุกข์พระเจ้าข้า” ที่ปัญจวัคคีย์ตอบก็ตอบด้วยญาณ ตอบด้วยตาทิพย์ ตอบด้วยกายทิพย์ เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงได้เกิดความเบื่อ หน่ายขึ้น วิปัสสนา 4 – 6 : ขยายหน่วย มีกระแส มีตาทิพย์เกิดจากอาทิสมานกาย ในวิปัสสนา 4 ก็ขยายหน่วย เพราะว่า ตามธรรมดานี้ทีแรกก็จะ เห็นว่า เรานี้ แก่ เจ็บ ตาย ต่อไปก็เห็นคนอื่น แก่ เจ็บ ตายเหมือนกัน ใน ที่สุดก็เห็นว่า ทั้งโลกนี้ก็แก่ เจ็บ ตายเหมือนกัน เห็นอย่างนี้เรียกว่า ขยายหน่วยงาน การขยายหน่วยงานนี้เกิดขึ้นจากพลังจิตที่จุดพลังอ านาจนั้น ไม่ใช่แค่เกิดพลังจิตที่จุดพลังอ านาจนั้นเฉย ๆ แต่เราสามารถใช้ได้ เพราะว่า เมื่อเข้าภวังค์ไป จิตเราก็มีสติ สติถ้ามาถึงจุดนี้เรียกว่า มหาสติ เมื่อเป็น


170 เช่นนั้นแล้วก็เกิดกระแส (วิปัสสนา 5 : มีกระแส) เกิดกระแสสว่างขึ้นมา กระแสนี้สว่างหาประมาณมิได้ ถ้าหากไม่มีกระแสนี้ก็ท าอะไรไม่ได้ แต่ กระแสตัวนี้จะขยายได้ในเมื่อเราได้ตั้งหน่วยส าเร็จ แล้วก็เข้าภวังค์ผ่านอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างมา เพราะเมื่อพลังจิตเกิดขึ้นแล้ว พลังจิตนี้จะกลายเป็น กระแสจิต เมื่อเป็นเช่นนั้นตาทิพย์ที่แสดงไว้นี้เกิดจากอาทิสสมานกาย (วิปัสสนา 6 : มีตาทิพย์เกิดจากอาทิสสมานกาย) วิปัสสนา 7 – 8 : ใช้ตาทิพย์พิจารณา เกิดนิพพิทาญาณความเบื่อหน่าย วิปัสสนา 7 ใช้ตาทิพย์พิจารณาร่างกายนี้ให้เห็นจริงแจ้ง ประจักษ์ แล้วเมื่อมาถึงวิปัสสนา 8 ก็เกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นมาเอง โดยที่เราไม่ได้นึกเบื่อเอา เราเห็น “โอ้ย ! นี่มันน่าเกลียดน่ากลัว” นึกเบื่อเอาเอง ถ้านึกเบื่อเอาก็ไม่ส าเร็จ ไม่ใช่ญาณ วิปัสสนา 9 : เกิด รอบ 3 อาการ 12 ดังที่พระพุทธเจ้า แสดงว่า “ตัสมาติหะ ภิกขะเว ยังกิญจิ รูปัง อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง” เพราะเหตุนั้น ภิกษุทั้งหลาย รูปในอดีต อนาคต ในปัจจุบัน “สัพพัง รูปัง” รูปทั้งปวง “เนตัง มะมะ เนโสหะมัสมิ น เม โส อัตตาติ” มันไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนเรา “เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สัมมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพัง” พิจารณาให้เห็นด้วยความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบ


171 เมื่อเป็นอย่างนั้น (เห็นด้วยความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบ) ก็ใช้ได้ ทีนี้ทุกอย่างที่ท ามานั้น ก็จะมาเป็นการพิจารณาในอริยสัจจ์ 4 อริยสัจจ์ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค และเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วก็ควร เจริญอริยสัจจ์ 4 : ทุกข์ควรก าหนดรู้ สมุทัย ควรละ นิโรธ ควรท าให้แจ้ง มรรค ควรเจริญให้มาก เมื่อเจริญอริยสัจจ์ 4 แล้วก็จะต้องมี“รอบ 3 อาการ 12” หมายความว่า การเจริญอริยสัจจ์ 4 ต้องมีสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ สัจจญาณ คือ รู้เห็นจริง เห็นจริง ตัวจริง ขึ้นมา เห็นตัวจริง กิจจญาณ คือ ด าเนินไป ด าเนินตามความจริงนั้น กตญาณ คือ บรรลุ ด าเนินไปจนกระทั่งถึงที่สุดแล้ว รอบ 3 อาการ 12 - รอบ 1 สัจจญาณ : รู้ความจริง ในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นั่น คือ รู้ว่า ทุกข์คือความทนอยู่ได้ยาก สมุทัยคือเหตุเกิดทุกข์ นิโรธคือการดับ ทุกข์ และมรรคคือทางดับทุกข์ - รอบ 2 กิจจญาณ : รู้สิ่งที่ควรท า ในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คือ รู้ว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรก าหนดรู้ สมุทัยเป็นสิ่งที่ควรก าหนดละ นิโรธเป็นสิ่ง ที่ควรท าให้แจ้ง และมรรคเป็นสิ่งที่ควรเจริญ ควรท าให้มาก - รอบ 3 กตญาณ : รู้สิ่งที่ท าแล้ว ในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คือ รู้ ว่า ทุกข์ได้ก าหนดรู้แล้ว สมุทัยละได้แล้ว นิโรธกระท าให้แจ้งแล้ว และ มรรคได้เจริญให้มากแล้ว การเจริญอริยสัจจ์ 4 : ทุกข์ก าหนดรู้ สมุทัย ก าหนดละ นิโรธ ท าให้แจ้ง มรรค เจริญให้มาก ต้องก าหนดหรือด าเนินไปด้วยสัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ


172 ดังนั้น ในทุกขสัจจ์ก็ต้องมีสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ คือ พิจารณาให้เห็นว่า เกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ เจ็บเป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์ อย่างนี้คือให้เกิดสัจจญาณ แล้วก็ด าเนินไปตามความจริง (กิจจญาณ) ขึ้นให้ ครบ แล้วในที่สุดก็กตญาณ (บรรลุ ด าเนินไปจนกระทั่งถึงที่สุด) ก็ส าเร็จ ในสมุทัยสัจจ์ก็ต้องมีสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ ในนิโรธสัจจ์ก็ต้องมีสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ ในมรรคสัจจ์ก็ต้องมีสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ วิปัสสนา 10 – 11 : ลักษณะความเป็นผู้ใหญ่ความเป็นใหญ่ การเข้าท าลายจุดด า เมื่อถึงที่สุดแล้วก็เข้าสู่ลักษณะความเป็นผู้ใหญ่ (วิปัสสนา 10 : ลักษณะความเป็นผู้ใหญ่ความเป็นใหญ่) เป็นอินทรีย์ 5 คือ สัทธินทริยัง วิริยินทริยัง สะตินทริยัง สะมาธินทริยัง ปัญญินทริยัง อินทรีย์ทั้ง 5 นี้จะแสดงให้เห็นว่าเราได้อะไรบ้าง บรรลุอะไรบ้าง เมื่อท ามาถึงตรงนี้แล้วจุดด าจะถูกท าลาย (วิปัสสนา 11 : การเข้าท าลาย จุดด า) จุดด าที่มีอยู่ของคนเรา คือ ราคะ โทสะ โมหะ จุดด าที่เกิดขึ้น คือ ราคะ - ความก าหนัดยินดี โทสะ - ความผูกพยาบาทอาฆาต จองเวร โมหะ - ความหลง ลุ่มหลงในทางมิจฉาทิฐิ จุดด าเหล่านี้ได้ถูกท าลายลงโดยสิ้นเชิง ถ้าไม่ท าลายลงโดย สิ้นเชิง ก็ใช้ไม่ได้ ยังมีจุดด าอยู่ก็ใช้ไม่ได้ เช่น “คนนั้นท าฉันไว้ ฉันไม่ยอมแน่ จะต้องแก้แค้น” แบบนี้ใช้ไม่ได้ ทั้งนี้การท าลายจุดด านี้จะต้องเกิดจาก “รอบ 3 อาการ 12” แล้วลักษณะความเป็นผู้ใหญ่ก็จะต้องเกิดขึ้น ถึงจะท าลายจุดด าได้ ดังที่ ได้กล่าวมาแล้ว


173 วิปัสสนา 12 – 13 : การพอเพียงแห่งความต้องการแต่ละครั้ง ถึงขั้นแห่งความจริง เมื่อถึงวิปัสสนา 12 การพอเพียงพอแก่ความต้องการแต่ละครั้ง เปรียบเหมือนกับเรารับประทานอาหารจนอิ่มในแต่ละครั้ง อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เราเป็นเด็ก เราก็ต้องรับประทานอาหารจนอิ่ม เรากว่าจะโตเป็นหนุ่มสาวก็ต้องรับประทานอาหารจนอิ่มแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เช่นเดียวกัน การพิจารณาวิปัสสนาเพื่อความเพียงพอแห่งความต้องการ ก็ พิจารณาครั้งแล้วครั้งเล่า พิจารณาจนเกิดความเบื่อหน่าย พิจารณาแล้ว พิจารณาอีก จนกระทั่งเพียงพอแก่ความต้องการ แล้วทีนี้ก็มาถึงขั้นแห่ง ความจริง (วิปัสสนา 13 : ถึงขั้นแห่งความจริง) คือ พอแก่ความต้องการ แล้วจริง เพราะเป็นอาสวักขยญาณ ญาณที่สิ้นไปแห่งกิเลส นี่เป็นเรื่อง วิปัสสนา เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วเรียกว่า มีความจริงแล้ว วิปัสสนา 14 – 15 : จิตมีก าลังพร้อมถึงหนทาง ลักษณะการบรรลุ เมื่อมาถึงขั้นแห่งความจริงแล้ว จิตมีก าลังพร้อมถึงหนทาง (วิปัสสนา 14 : จิตมีก าลังพร้อมถึงหนทาง) หนทาง คือ มรรค 8 “ภาวิโต” เจริญให้มาก “พหุลีกโต” ท าให้มาก “อะภิญญายะ” จะเป็นไปเพื่อความรู้ ยิ่ง “สัมโพธายะ” จะเป็นไปเพื่อความรู้ดี “นิพพานายะ” จะเป็นไปเพื่อ ความดับสนิท เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เข้ามาถึงความจริงใน วิปัสสนา 15 ที่ว่า ลักษณะการบรรลุ อันนี้จะเป็นตัววัด ถ้าหากว่าไปคิดเอา ส าเร็จอรูปฌาน ดูในแผนผัง เข้ามาถึง เข้าภวังค์ ภวังค์แล้วก็มา อากาสานัญจายตนะฌาน วิญญาณัญจายตนะฌาน อากิญจัญญายตนะฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน มาถึงตรงนี้มันเหมือนกับกิเลสหมดแล้ว “มันแสงสว่ำง มันเจิด จ้ำ มันลึกซึ้ง มันเหลือเกิน” แต่ว่าไม่ได้ด าเนินวิปัสสนา ฌานเหล่านี้มีวัน เสื่อมได้จะเป็นรูปฌานก็เสื่อมได้ จะเป็นอรูปฌานก็เสื่อมได้


174 ประเด็นอภิปราย 1. จิตปกติ หมายความว่าอย่างไร และจิตที่ได้บริกรรมแล้วจะแตกต่างจาก จิตปกติอย่างไร 2. ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน เหมือนหรือแตกต่างกัน อย่างไรบ้าง 3. จุดพลังอ านาจ หมายถึงอะไร เราสามารถจะไปถึงจุดพลังอ านาจได้ หรือไม่ และต้องท าอย่างไร 4. แผนผังสมถะมีกี่ล าดับ อะไรบ้าง 5. แผนผังวิปัสสนามีกี่ล าดับ อะไรบ้าง ค าส าคัญ แผนผังการท าสมาธิ จิตปกติ รูปฌาน จุดพลังอ านาจ แผนผังสมถะ แผนผังวิปัสสนา


175 ตอนที่ 12 วิปัสสนูปกิเลส และพระอภิธรรมกับวิปัสสนา เรื่อง 1. วิปัสสนูปกิเลส 2. พระอภิธรรมกับวิปัสสนา


176 สาระส าคัญ 1. วิปัสสนูปกิเลสนี้เป็นเรื่องของจิตที่ได้บรรลุฌานสูง (ฌานลึก หรืออรูป ฌาน) ซึ่งมีความสุขลึกซึ้งมาก จิตมีความปลอดโปร่ง สว่างไสว จึงท าให้ หลงผิดคิดว่าส าเร็จเป็นพระอรหันต์ และเมื่อหลงผิดแล้วถ้าไม่ปฏิบัติต่อ ฌานจะเสื่อมลงเหลือแต่สัญญา ซึ่งท าให้เกิดความล่าช้า 2. วิปัสสนูปกิเลสเป็นกิเลสที่จะเกิดเมื่อเข้าฌานลึก (อรูปฌาน) ซึ่งเป็นกิเลส ที่เกิดขึ้นจากความลึกซึ้งของจิต วิปัสสนูปกิเลสจึงเป็นสิ่งที่ควรต้องระวัง ดังนั้น การท าเฉพาะ“รูปฌาน”จึงปลอดภัยที่สุด 3. ผู้ที่รอบรู้พระอภิธรรมนั้นเป็นเพียงสัญญา ไม่สามารถท าให้บรรลุหรือ ส าเร็จได้ จะต้องมาปฏิบัติวิปัสสนาให้ส าเร็จ ซึ่งจะต้องผ่านวิปัสสนูปกิเลสไปให้ได้ 4. วิปัสสนาจ าเป็นแก่นักบวช ภิกษุ สามเณร ส าหรับชาวโลกนั้นควรเน้น การปฏิบัติรากฐาน คือ ท าสมาธิสะสมพลังจิต เพื่อพัฒนาสองดี ซึ่งจะ ท าให้เราอยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข เนื้อหาตอนที่ 12 ประกอบด้วยเรื่อง วิปัสสนูปกิเลส (อ่านว่า วิ-ปัดสะ-นู-ปะ-กิ-เหลด) และพระอภิธรรมกับวิปัสสนา


177 1. วิปัสสนูปกิเลส 1.1 วิปัสสนา เรื่องวิปัสสนานี้รู้สึกเหมือนว่ายาก และเป็นเรื่องที่จะต้อง ทวนกระแส แต่แท้จริงแล้ววิปัสสนาไม่ยาก วิปัสสนา คือการทวน กระแส ทวนกระแส หมายความว่า พยายามที่จะให้ไม่เกิด พยายามที่จะตัด ไม่ให้มีอะไรมาขัดข้อง โดยเฉพาะสิ่งที่ท าให้เราต้องขัดข้อง หรืออุปสรรค ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาจากกิเลส กิเลส คือ สิ่งที่ท าจิตใจให้เศร้าหมอง กิเลส ย่อลงมาแล้ว มี 3 กอง คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง หรือ ราคะ โทสะ โมหะ ถ้าหากจะอธิบายสิ่งเหล่านี้ให้ผู้ที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มหรือเด็ก ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ ไม่สะดวกในการท าความเข้าใจ แต่ก็จะต้องอธิบายเพื่อให้เข้าใจ เพราะ สิ่ง ที่ท าให้มนุษย์ต้องวุ่นวายเป็นเรื่องของกิเลสแท้ๆ เป็นเรื่องของความโลภ ความโกรธ และความหลง ความโลภนั้นมีอยู่ในใจ คือ ความอยาก ความอยากไม่มีที่ สิ้นสุด เรียกว่า ความโลภ ความโกรธ คือ ความไม่ถูกใจ หรือมีผู้ที่ท าอะไรให้ไม่ถูกใจ ก็ ผูกพยาบาท อาฆาต จองเวร นี่คือ ความโกรธ ความหลง คือ สิ่งที่ท าให้เราเป็นมิจฉาทิฐิ โดยเข้าใจว่า นรกก็ไม่มี สวรรค์ก็ไม่มี ตายแล้วไปเกิดอีกก็ไม่มี เหล่านี้เรียกว่า โมหะ กิเลสเหล่านี้จะต้องก าจัดไป ซึ่งก าจัดได้ด้วยวิปัสสนา ถ้า ไม่มีวิปัสสนาแล้วก าจัดไม่ได้ กิเลสก็จะต้องนอนเนื่องอยู่ในจิตใจของ มนุษย์ตลอดไป


178 อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีกิเลส ตัดกิเลสหมดแล้ว การแต่งงาน การหาทรัพย์สินสมบัติการเป็นหมู่เป็นคณะ ครองเรือนก็มีขึ้นไม่ได้ เพราะ เรามีจิตใจใฝ่ไปทางวิปัสสนาหมดแล้ว จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ดังนั้น จึง ขออธิบายเรื่องวิปัสสนาเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ไม่ให้ใครมาหลอกลวงเรา ได้ ว่าฉันนี้เก่งวิปัสสนา ฉันนี้มีธรรมะชั้นสูง แต่ว่าจิตใจนั้นก็เหมือนกัน ทั้งหมด คือ ยังมีกิเลสเหมือนกันทั้งหมด เพราะฉะนั้น สมถะจึงท า ประโยชน์กับผู้ที่ยังอยู่เป็นมวลมนุษย์ชาติที่จะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป 1.2 ทบทวนเรื่องสมถะ ขออธิบายทบทวนเรื่องสมถะให้รู้ว่า เมื่อท าสมาธิไปแล้วก็ เกิดฌาน ฌานที่อธิบายมาแล้วนั้น คือ รูปฌาน กับอรูปฌาน ฌานนี้จะ ท าความสุขให้แก่ผู้ที่ท าสมถกรรมฐาน ความสุขที่จะได้จากสมาธิและฌาน เป็นความสุขที่พิเศษ กว่าความสุขที่มีในปัจจุบัน ความสุขที่มีในปัจจุบันเป็นความสุขที่เราได้จากอารมณ์ ถ้าไม่มีอารมณ์แล้วความสุขก็เกิดขึ้น ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทุกคนจึงต้อง แสวงหา เพื่อให้เกิดสมกับอารมณ์ของเราที่มีความต้องการ เมื่อสมกับ อารมณ์ที่มีความต้องการแล้วก็ถือว่ามีความสุข ส่วนการท าสมาธิแล้วมีความสุขจากฌานนั้นตรงกันข้าม ความสุขจากฌาน คือ ก าจัดอารมณ์ เมื่อก าจัดอารมณ์ได้มากเท่าไร ก็ถือ ว่ามีความสุขมากเท่านั้น เป็นล าดับไป จากปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ความสุขก็ลึกลงไปตามล าดับ ที่กล่าวมานี้เรียกว่า รูปฌาน


179 ส่วนการที่จะท าให้ฌานลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก คือ อรูปฌาน อรูปฌาน คือ จิตจะลึกซึ้งลงไปจนกระทั่งเหลือแต่อากาศว่างเปล่า เหลือแต่ ความรู้นิดหนึ่ง ความรู้สึกแม้จะมีนิดเดียว แต่ความสุขไม่ได้มีนิดเดียว ความลึกซึ้งถึงจะมีนิดเดียวแต่ความสุขนั้นเพิ่มพูนมากขึ้น ความสุขที่ เพิ่มพูนมากขึ้น เพราะได้ก าจัดอารมณ์จนกระทั่งไม่มีอะไรเหลือ ซึ่ง ความสุขที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นความสุขที่ผิดแผกแตกต่างกันระหว่าง ความสุขที่มีอารมณ์กับความสุขที่ปราศจากอารมณ์ ใจของคนเรานั้นจะไปอยู่ในฌานตลอดชีวิตโดยไม่ท าอะไร เลยนั้นไม่ได้ คนเราจะต้องรับประทานอาหาร ต้องติดต่อผู้คน ต้องเดิน ต้องออกก าลังกาย จะต้องมีอะไรเหมือนกับมนุษย์ที่เขามี เพราะร่างกายนี้ หากว่าทุพพลภาพไปก็กระทบกระเทือนกับฌานทั้งหลายเหล่านี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ดีที่สุดในขณะนี้คือ การที่เราสามารถมี พลังจิต เพื่อที่จะระงับสิ่งต่าง ๆ ที่มายั่วยวนเราให้มีความร้ายแรงขึ้น เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลงก็ร้ายแรงขึ้น กิเลสที่ร้ายแรงขึ้น เพราะเราขาดพลังจิต ถ้ามีพลังจิตแล้วเราระงับกิเลสได้ เช่น ความโกรธ อาจจะ 100 เราก็จะระงับลงเหลือ 50 หรือความหลงอาจจะมี 100 ก็ลดลง เหลือ 50 เราก็พ้นอันตรายแล้ว สมถะเป็นสิ่งที่สามารถจะระงับกิเลสได้ นอกจากนี้เพื่อที่จะสร้างสมรรถภาพของความสามารถของ จิตนี้ให้ทะลุขึ้นมาสู่ความจริงต่อไปในอนาคตได้ เหมือนกับคนที่เขามีเงิน ทอง มีสิ่งของอย่างอุดมสมบูรณ์ เขาก็ยังต้องการหาสิ่งที่มีความสุขกว่านั้น แม้ว่าจะได้เงินทองได้ทุกสิ่งทุกอย่างอุดมสมบูรณ์แล้วก็ตาม แต่เขาก็ยัง ต้องการอยากจะหาความสุขที่เกินไปกว่านั้นอีก


180 ดังนั้น การสร้างพลังจิต การสะสมพลังจิตจึงเป็นสิ่งที่ สมควรอย่างยิ่งที่เราจะต้องท าขึ้นมา เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขในการอยู่ ร่วมโลก การเรียนสมาธิในที่นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ประชากรโลกได้ พากันตระหนักว่า ถึงเวลาแล้ว ที่เราจ าเป็นที่จะต้องหาวิชาการที่จะท าให้ พลังจิตนี้เกิดขึ้น เพื่อระงับจิตใจ และเพื่อไม่ให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทวีความรุนแรง การที่ปล่อยให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทวีความรุนแรงขึ้นนี้เป็นอันตรายต่อโลกในอนาคต เพราะฉะนั้น จึงต้อง ช่วยกันสนับสนุนในการที่จะสร้างรากฐานของสมาธินี้ให้กว้างขวาง เพื่อ ความอยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข 1.3 วิปัสสนูปกิเลสกับความหลงผิด วิปัสสนูปกิเสสเป็นกิเลสขั้นละเอียด (วิปัสสนูปกิเลสมี 10 ประการ : โอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐาน อุเบกขา นิกันติ) ซึ่งไม่เหมือนกับกิเลสหยาบ คือ ไม่ท าบุคคลให้ไปอบาย แต่ เป็นกิเลสที่ก่อตัวขึ้นจากความหลงผิด อันเป็นทางที่ไม่ควรจะเป็น วิปัสสนูปกิเสสนี้จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ด าเนินวิปัสสนา นั่นคือ เมื่อมาด าเนินวิปัสสนาแล้ววิปัสสนูปกิเสสจึงเกิดขึ้น ความหลงผิด นี้เป็นสิ่งเดียวที่ท าให้เกิดวิปัสสนูปกิเลส ความหลงผิด คือ การเข้าใจว่าเมื่อเราท าจิตของเราผ่องใสสะอาด มี ดวงตาเห็นธรรม มีพร้อมทุกอย่าง รู้สึกเหมือนกับว่า ราคะ-ความก าหนัด ยินดี โทสะ-ความโกรธ โมหะ-ความหลง ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่มีแล้ว มีความสุขวิเศษเหลือเกิน มองเห็นชัดเจนว่าร่างกายนี้เป็นสิ่งที่


181 ไม่ใช่ตัวตนแล้ว แต่เขายังไม่ได้ท าให้เป็นการที่เพียงพอ แล้วก็ไปรีบ สรุปว่า เขาบรรลุมรรคผลแล้ว วิปัสสนูปกิเลสมีทั้งความลึกซึ้ง ความปลอดโปร่ง (สุข) ความสว่างไสว หลับตาก็สว่างไสวมหาศาล (โอภาส) แต่ทั้งหมดที่เห็นนั้น ยังตัดกิเลสไม่ได้ เพราะว่ายังไม่พอเพียงแก่ความต้องการ ความพอเพียง แก่ความต้องการนั้นเหมือนกับเรารับประทานอาหารที่ได้มาแล้ว เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมาในจิต โลกนี้ไม่น่าอยู่ น่า เกลียดน่าชัง แล้วก็จะเบื่อ พอเบื่อขึ้นมาแล้ว เราก็นึกว่าส าเร็จแล้ว แต่ว่า ความจริงแล้วยังไม่ส าเร็จ วิปัสสนาญาณนั้น ความเบื่อหน่ายนี้จะต้องเกิดนับครั้งไม่ ถ้วน จนกระทั่งเป็นอาสวักขยญาณ (ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่ง อาสวะทั้งหลาย, ความตรัสรู้) หมายความว่า ก าจัดกิเลสได้แล้ว การที่ยังไม่ทันได้ก าจัดกิเลส แต่เหมือนกับว่าก าจัดกิเลส ไปแล้ว ก็เลยเข้าใจผิด เห็นผิด ความเห็นผิดนี้เป็นวิปัสสนูปกิเลส เช่น เรายังไม่ได้ส าเร็จพระอรหันต์ แต่ไปเข้าใจเอาเองว่า เราได้ส าเร็จแล้ว เข้าใจเองแบบนั้น ไม่ได้ เปรียบเหมือนกับ คนเรารับประทานอาหารได้ เพียง 2 - 3 ค า บอกว่า ฉันอิ่มแล้ว ซึ่งอิ่มไม่ได้ แต่ถ้าเมื่ออิ่มแล้วก็เป็น สิ่งที่พอเพียง ตัวอย่างเช่น เราคิดว่าเวลานี้เราหมดกิเลสแล้ว ไม่ต้องอยู่ แล้ว ฆ่าตัวตายดีกว่า ในสมัยครั้งพุทธกาลก็มีคนท าผิด คือ คิดว่าชีวิตนี้อยู่ ไปท าไม เราไปอยู่โลกหน้า ที่เรียกว่าแดนสุขาวดีดีกว่า แล้วก็เอาเงินไปจ้าง เพชฌฆาตให้มาฆ่า เพชฌฆาตก็ฆ่าพระตายไปหลายองค์ จนกระทั่งความ ทราบไปถึงพระพุทธเจ้า ท่านจึงทรงบัญญัติว่า การให้ฆ่าคน จ้างให้คนมาฆ่า


182 เรา ก็เป็นอาบัติปาราชิกเหมือนกัน ซึ่งแทนที่จะส าเร็จมรรคผลนิพพาน ก็ กลายเป็นมิจฉาทิฐิ มิจฉาทิฐิคือ ความเห็นผิด การที่จะส าเร็จพระอรหันต์นั้นเปรียบเหมือนกับ คนที่กิน ข้าวอิ่ม เราก็รู้ว่าเราอิ่มแล้ว ก็อิ่มจริง ๆ ไม่ใช่คิดเอาเองว่าอิ่ม แล้วจะ อิ่มแค่ครั้งเดียว ก็ยังใช้ไม่ได้ต้องหลายอิ่ม หลายร้อยอิ่ม จนกว่าจะโตเป็น หนุ่มนี้ก็ต้องหลายร้อยอิ่ม เป็นต้น เรายังไม่ทันถึงนิพพาน แล้วไปเข้าใจ ว่าเราถึงนิพพานแล้ว ก็เกิดความเห็นผิดขึ้น การที่จะมีความเห็นผิดนั้น คือ คนที่เข้าฌานลึก เมื่อ เข้าฌานลึกไปแล้วก็เข้าใจว่า ตนส าเร็จ เมื่อเข้าใจว่าตนส าเร็จ ฌานจะ เสื่อม เสื่อมลงทันทีเพราะเมื่อเข้าใจว่าตนเองส าเร็จแล้วก็ไม่ได้ท าต่อยอด คือ ไม่ได้พิจารณาต่อ ละเลยความเพียร บางทีผู้ที่มีความเห็นผิดนี้ก็เป็นผู้ใหญ่ที่มีคนนับถือมาก การที่ จะต่อยอดให้ส าเร็จเป็นพระอรหันต์ ก็มีเวลาไม่พอ ต้องรับแขก ยิ่งคนนับถือ มากเข้า ๆ แล้วก็กลายเป็นอติมานะ อติมานะ แปลว่า ความดูหมิ่นคนอื่น หมายความว่า คิดว่าตัวเรานี้ใหญ่โตกว่าใคร เพราะว่า ตนเองได้ส าเร็จ แล้ว เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น ตนเองก็ไม่ได้ส าเร็จ แล้วยังไปตั้งหรือไปบอกว่า คนอื่นก็ส าเร็จอีกด้วย ก็เห็นผิดทั้งหมู่ ในที่นี้ต้องการอยากจะให้ทราบว่า เมื่อท าจิตลึกซึ้งไปแล้ว ถ้าเกิดการถือตัวว่า เรานี้ใหญ่ ใครจะมาใหญ่กว่าเราไม่ได้ อย่างนี้คือ อติมานะ เกิดขึ้นแล้ว ถือว่าวิปัสสนูปกิเลสเริ่มเกาะกินแล้ว ดังนั้น วิปัสสนูปกิเลสจึงเป็นเรื่องจ าเป็นที่นักปฏิบัติทั้งหลายจะต้องระวัง


183 วิปัสสนูปกิเลสนี้เป็นกิเลสชั้นละเอียด ซึ่งไม่ใช่กิเลสที่เห็นชัด เหมือนกับการด่า แช่ง ไล่ตีคน ฆ่าคน นั่นเป็นกิเลสหยาบ แต่ส่วนที่คิดขึ้นมา ในใจว่า ได้ส าเร็จแล้วนี้เป็นกิเลสส่วนละเอียด เป็นส่วนลึกซึ้ง เพราะฉะนั้น เมื่อปฏิบัติแล้วจิตรวม สงบสบายดีแล้ว ก็ จะต้องถือว่า เป็นวิหารธรรม (เป็นเครื่องอยู่) เท่านั้น ไม่ใช่ไปเข้าใจผิดว่า ความสงบสบายนั้นคือ ความส าเร็จ วิปัสสนูปกิเลสเป็นกิเลสที่เกิดขึ้นจากความลึกซึ้งของจิต ที่ เดิมไม่เคยปรากฏอะไรต่าง ๆ เปรียบเหมือนกับ เรารับประทานอาหาร เมื่อก่อนเราก็รับประทานอาหารไม่ใช่รสเลิศนัก ต่อมา เราก็ได้รับประทาน อาหารรสเลิศขึ้น ๆ ไปจนกระทั่ง“โอ้! มันอร่อยจริง ๆ” จึงไปเข้าใจว่า“ตรง นั้นส าเร็จ ดีประเสริฐแล้ว” แต่ความจริงไม่ใช่ เป็นเพียงรสอาหารเท่านั้น รสอาหารนี้ตามความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้เป็นวิตามินโปรตีน เฉพาะอาหารที่ เข้าไปในท้องจึงจะเป็นวิตามินโปรตีน ผู้ที่ไปหลงผิดตรงนี้จึงท าให้เกิดความล่าช้า แต่อย่างไรก็ ตาม ในอนาคตต่อไปแล้วในที่สุดเขาก็จะต้องถึงวิปัสสนาความจริงจนได้ โดยพลังจิตที่ได้สร้างเอาไว้นั้นจะก่อให้เกิดความส าเร็จ เพราะฉะนั้น ในขณะที่เราปฏิบัติสมาธิเรามีความสุข ความสบายตามปรกติ เราไม่จ าเป็นต้องนั่งสมาธิเข้าฌาน นานห้าชั่วโมง สิบชั่วโมง แบบนั้นเริ่มจะไม่ดีแล้ว การท าสมาธิต้องปฏิบัติแบบ มัชฌิมาปฏิปทา คือ การปฏิบัติหนทางกลาง ซึ่งไม่ใช่เป็นความสุขที่ เกินไป ถ้าหากมีความสุขเกินไปมากไปแล้วก็ไม่ใช่หนทางกลาง วิปัสสนูปกิเลสนี้เป็นเรื่องของจิตที่ได้บรรลุฌานสูง (ฌานลึก หรืออรูปฌาน) แล้วก็เข้าใจว่า ตนเองส าเร็จ เมื่อเข้าใจว่าตนเองได้ส าเร็จ แล้ว ฌานนั้นก็จะค่อย ๆ เสื่อมลง ๆ ในที่สุดนั้นฌานลึกนั้นจะหายไป


184 เหลือแต่ความนึกคิด คือ เหลือแต่สัญญา แทนที่จะเป็นความสุข เป็น ฌานที่ลึกซึ้ง แต่กลายเป็นสัญญา เมื่อกลายเป็นสัญญา ก็เลยท าให้ไม่ได้ ของจริง จิตก็เสื่อมลง ๆ ยิ่งเสื่อมลงมากเท่าไร เขาก็ยิ่งถือว่าตัวเขานี้ใหญ่ ยิ่งขึ้นเท่านั้น (อติมานะ) วิปัสสนูปกิเลสนี้เป็นสิ่งที่เราควรจะต้องระวัง ดังนั้น เราท า เฉพาะ“รูปฌาน”นี้จะปลอดภัยที่สุด เพราะในรูปฌานนี้สามารถผลิต พลังจิตได้ เกิดความสุข แล้วเราก็มีครอบครัวได้ ขอยกตัวอย่างนางวิสาขา ซึ่งเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าที่ เป็นผู้หญิง สาวกผู้หญิงเรียกว่าสาวิกา นางวิสาขานั้นได้ส าเร็จเป็น อริยบุคคลชั้นต่ า (โสดาบัน) ก็สามารถแต่งงานได้ มีลูก 20 คน และยังมี กิเลสอยู่เต็มที่ (โสดาบันตัดกิเลสได้บางส่วน) แต่ว่าพลังจิตนั้น นางวิสาขา ได้เพิ่มพูนเต็มที่ เพราะได้ส าเร็จเป็นอริยบุคคลแล้ว วันหนึ่งเธอทะเลาะกับพ่อสามีเพราะมีพระมาบิณฑบาต แต่ พ่อสามีก็ท าเป็นมองไม่เห็น เธอจึงบอกพระว่า “นิมนต์โปรดสัตว์ข้ำงหน้ำ เถิดค่ะ เพรำะว่ำเดี๋ยวนี้พ่อผัวฉันเขำกินของเก่ำ” พ่อสามีโกรธมาก และไล่ นางวิสาขา แต่เธอมีพลังจิต รู้รอบคอบแล้ว ไล่ก็ไม่โกรธ เธอถามว่า “ไล่ฉัน ท ำไม” เขาบอกว่า “มึงว่ำกูกินของเก่ำ ก็คือกินขี้ มึงพูดได้อย่ำงไงว่ำ กูกิน ขี้” เธอบอกว่า “ไม่ใช่กินขี้ กินบุญเก่ำ” เขาเลยตอบกลับว่า “อย่ำงงั้น หรอกเรอะ” ถ้าหากว่า นางวิสาขาไม่มีพลังจิต ก็ต้องเกิดความแตกร้าว ครอบครัวก็แตกแยก แม้จะเป็นมหาเศรษฐีก็หาความสุขไม่ได้ แต่เพราะ อาศัยพลังจิต เธอจึงสามารถชนะใจพ่อสามีได้ เธอนิมนต์พระพุทธเจ้ามาฉันภัตตาหาร แล้วให้พ่อและแม่ของ สามีไปฟังเทศน์ เมื่อพระพุทธเจ้าเสวยเสร็จก็มีการเทศน์ เทศน์จบพ่อและ แม่สามีส าเร็จบรรลุอริยบุคคลชั้นต่ า เมื่อส าเร็จก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และ


185 เห็นบุญคุณของนางวิสาขา เพราะหากไม่มีลูกสะใภ้คนนี้เขาคงจะไม่มี ดวงตาเห็นธรรม เขาจึงตั้งให้เธอเป็นแม่ เศรษฐีคนนี้มีชื่อว่า“มิคะระ” เขา จึงตั้งให้เธอเป็น “มิคะระมาตา” หมายความว่า เป็นแม่ของเศรษฐีมิคะระ ตามคัมภีร์บอกว่า นางวิสาขามีทั้งลูกหลาน 8,000 คน เธอบริหารงานได้ เพราะเธอมีพลังจิตช่วยท าให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวมีความสุขสบาย ได้อย่างเต็มที่ การเข้าใจผิดคิดว่าตนส าเร็จ กับ ส าเร็จจริงนั้นเป็นอีกเรื่อง หนึ่ง การส าเร็จวิปัสสนาในขั้นสุดท้าย คือ ส าเร็จพระอรหันต์ คนก็ชอบ และอยากจะได้เห็นพระอรหันต์ ซึ่งแท้จริงแล้วกลายเป็นวิปัสสนูปกิเลสที่ เกิดขึ้นกับตัวของท่านเหล่านั้น แต่ก็มีบางท่านที่ส าเร็จพระอรหันต์จริง เพราะพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้วว่า ถ้าตราบใดมรรค 8 ยังมีอยู่ พระอรหันต์จะไม่ว่างจากโลกนี้ 2. พระอภิธรรมกับวิปัสสนา 2.1 วิปัสสนา วิปัสสนา หมายถึง ความรู้แจ้งเห็นจริง วิปัสสนา ต้องมี 2 คือ 1) วิปัสสนา และ 2) วิปัสสนาญาณ 1) วิปัสสนา นั้น รู้แจ้งเหมือนกัน แต่ไม่เห็นจริง คือ รู้แจ้ง ว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บเป็นทุกข์ความตาย เป็นทุกข์ นั่นคือ เห็นเหมือนกัน แต่เห็นไม่จริง เห็นคือเห็นแต่ภายนอก ไม่ได้เห็นลึกซึ้งมาถึงภายใน ตัวอย่าง เหมือนกับเราได้รู้ว่า นาย ก มีเงินแสนล้าน นาย ก มีเงินแสนล้านก็เป็นของจริง แต่เงินแสนล้านนั้น ไม่ได้เป็นของเราแม้แต่


186 สตางค์แดงเดียว เราแค่ไปรู้เฉย ๆ เปรียบเหมือนกับความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ เรารู้ได้เหมือนกัน ก็เห็นอยู่เหมือนกัน (ว่าทั้งหมดเป็นทุกข์) แต่เห็นไม่จริง ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นอุบายของ การที่จะน าไปสู่วิปัสสนา แต่เรายังใช้อุบายนั้นไม่เป็น จึงท าให้เป็นเพียง แค่วิปัสสนาไม่ใช่วิปัสสนาญาณ 2) เมื่อเป็นวิปัสสนาญาณ จึงจะรู้ว่า นี่คือของจริง การที่ จะเกิดญาณขึ้นมา จะเกิดความเบื่อหน่าย เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ แล้วก็เกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมาใน จิต นั่นแสดงว่า ญาณเริ่มเกิดแล้ว ญาณเริ่มเกิด แต่ยังไม่ได้ส าเร็จ ดังนั้น วิปัสสนาญาณจะต้อง ภาวิโตเจริญให้มาก พหุลีกโตกระท าให้มาก อะภิญญายะจะเป็นไปด้วยความรู้ยิ่ง สัมโพธายะจะเป็นไปเพื่อความรู้ดี นิพพานายะจึงจะเป็นไปเพื่อความดับสนิท 2.2 พระอภิธรรม ทุกท่านคงจะเคยฟังพระอภิธรรม เวลาที่มีคนตายแล้วน าไป บ าเพ็ญกุศลในวัด ต้องนิมนต์พระมาสวด ท่านจะต้องสวดพระอภิธรรม พระอภิธรรมถือว่าเป็น ธรรมะชั้นสูงในพระพุทธศาสนา ที่ แสดงไว้มากถึง 42,000 พระธรรมขันธ์ พระไตรปิฎกมีทั้งหมด 84,000 พระธรรมขันธ์ พระไตรปิฎก ประกอบด้วย พระสูตร 21,000 พระธรรมขันธ์ พระวินัย 21,000 พระ ธรรมขันธ์ และพระอภิธรรม 42,000 พระธรรมขันธ์ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของ พระไตรปิฎก


187 ในพระอภิธรรมมัตถสังคหะ 9 ปริเฉท ปริเฉทที่ 9 ซึ่งเป็น ปริเฉทสุดท้าย ขึ้นต้นด้วย“สมถวิปสฺสนาน ภาวนานมิโต ปร ” แปลว่า ต่อไปนี้จะแสดงถึงสมถะและวิปัสสนา ดังนั้น ขอให้เข้าใจว่า ถึงแม้จะเป็น พระอภิธรรม แต่ค าสอนก็จะต้องมีขึ้นต้น (สมถะ) และมีบั้นปลาย (วิปัสสนา) อีกทั้งในพระอภิธรรมยังแสดงวิปัสสนูปกิเลสไว้ด้วย และใน พระอภิธรรมแสดงถึงจิตที่เป็นกามาวจรกุศล (มหากุศลจิต) หมายความว่า จิตนี้ไปสวรรค์ เมื่อท าอย่างนี้แล้วก็ไปสวรรค์ พระอภิธรรม โดยย่อ คือ “จิตฺต เจตสิก รูปํ นิพฺพานมีติ สพฺพถา” จิตฺต คือจิต เจตสิก คืออาทิสสมานกาย รูป คือร่างกายของเรา นิพพาน คือ สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเป็นวิปัสสนา พระอภิธรรมก็มีเท่านี้ พระอภิธรรม เมื่อพูดความเป็นจริงแล้ว คือ ตัวเราทั้งตัว มี ร่างกายและจิตใจเป็นตัวอภิธรรม ถ้าร่างกายของเราไม่มีเสียอย่างเดียว แล้ว พระอภิธรรมก็ไม่รู้จะไปอยู่ตรงไหน พระอภิธรรมจะต้องอยู่ที่ตัวของ คนเรานี้ 2.3 พระอภิธรรมกับวิปัสสนา เมื่อเราจะด าเนินวิปัสสนา ขออธิบายว่า วิปัสสนานี้มีสอนใน พระอภิธรรม โดยแสดงไว้ว่า ถ้าจิตเป็นอย่างนี้ถือว่าได้บรรลุพระโสดาบัน จิตเป็นอย่างนี้ได้ส าเร็จพระสกิทาคา จิตเป็นอย่างนี้ได้ส าเร็จพระอนาคา จิตเป็นอย่างนี้ได้ส าเร็จพระอรหันต์ ซึ่งถ้าหากเรามีพระอภิธรรมเป็น ตัวหนังสืออยู่ เราก็อ่าน แต่อ่านนั้นก็ได้เพียงแค่รู้ แต่ยังไม่ได้เกิดขึ้นกับ ตัวของเรา เพียงแค่อ่านต าราเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น เมื่อสรุปเรื่องพระอภิธรรม คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน สรุปมาให้แล้วว่ามีเพียงเท่านี้


188 การพิจารณาถึงเรื่องการที่จะท าให้เกิดขึ้นซึ่งคุณธรรมทุก ประการได้แสดงในพระอภิธรรม 7 คัมภีร์ ซึ่งคัมภีร์สุดท้ายที่เป็นคัมภีร์ ส าคัญนี้เริ่มต้นด้วย“เหตุปจฺจโย... อธิปติปจฺจโย...” ที่เราได้ฟังอยู่ “เหตุปจฺจโย” มีความหมายว่า ธรรมทั้งหลายย่อมเกิดจาก เหตุ เหมือนกับเหตุใดเราถึงเกิดมาเป็นมนุษย์เหตุก็เพราะเรามีกิเลส เหตุ ใดเราถึงต้องสร้างบ้าน เพราะฝนตกแล้วไม่มีที่อยู่ เหตุใดเราจึงกินข้าว เพราะเหตุเราหิว ทุกอย่างนี้เกิดจากเหตุ ธรรมทั้งหลายนั้นเกิดจากเหตุ ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นก็ ต้องดับไปเพราะเหตุ นี่คือ พระอภิธรรม พระอภิธรรม จึงท าให้ผู้ที่ปฏิบัติ วิปัสสนาบังเกิดผลสมความมุ่งหมายก็ต่อเมื่อปฏิบัติอย่างจริงจัง ขอยกตัวอย่าง มีพระเถระองค์หนึ่งชื่อพระโพธิละ วันหนึ่ง ขณะพระโพธิละเดินไป พระพุทธเจ้าเห็นก็ตรัสว่า “โมฆะปริโส มาแล้ว” โมฆะปริโส (โมฆะบุรุษ) แปลว่า บุรุษเปล่า ท าไมพระพุทธเจ้าถึงตรัสอย่าง นั้น เพราะว่า พระโพธิละนั้นทรงพระไตรปิฎกรู้หมด แต่ว่าไม่ได้ส าเร็จ เป็นพระอรหันต์ ต่อมาพระโพธิละจึงไปขอเรียนกับพระสารีบุตร พระสารีบุตร ก็บอกว่า “เรำไม่มีหน้ำที่จะสอนเธอ เธอจงไปหำองค์นั้น” แต่ละองค์ก็บ่าย เบี่ยงบอกให้ไปหาอีกองค์หนึ่ง ในที่สุดก็มีพระองค์หนึ่งบอกว่า ให้ไปศึกษา กับสามเณรองค์เล็ก ๆ ที่ซักผ้าอยู่ข้างสระ สามเณรองค์เล็กอายุ 7 ขวบ แต่ ส าเร็จพระอรหันต์แล้ว พระโพธิละก็ไปศึกษากับสามเณร พระโพธิละเดิน ไปหาสามเณร สามเณรอยู่ฝั่งสระข้างหนึ่ง ส่วนพระโพธิละอยู่อีกฝั่งสระ สามเณรบอกให้ลุยน้ ามาเลย ถ้าไม่ลุยไม่สอน พระโพธิละก็ไม่ถือทิฐิเดินอ้อม สระ และได้ลุยน้ าไปหาสามเณร สามเณรจึงสอน โดยออกอุบาย บอกว่า “มีปลวกอยู่หัวปลวกหนึ่ง มีรูอยู่ 6 รู ให้ปิดเสีย 5 รู” หมายความว่า รูป


189 เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ให้ปิดเสียทั้งหมด “เหลือรูเดียว คือ ธรรมารมณ์ แล้วให้ตามรูนั้นไป แล้วจะเห็นตัวเหี้ย เมื่อเห็นตัวเหี้ยแล้วให้ฆ่าเสีย” เมื่อ สามเณรออกอุบายให้แล้ว พระโพธิละก็ไปปฏิบัติและในที่สุดก็ได้ส าเร็จเป็น พระอรหันต์ ดังนั้น การที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า โมฆะบุรุษ หรือบุรุษเปล่า เพราะตอนที่พระโพธิละทรงพระไตรปิฎกอยู่นั้น คือ อ่านเอาแต่ไม่ส าเร็จ เป็นพระอรหันต์ หากเราอ่านในพระอภิธรรม “จิตฺต เจตสิก รูปํ นิพฺพานมีติ สพฺพถา” ซึ่งเป็นเพียงการอ่านเอาแล้วจะให้ส าเร็จนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เหมือนกับ พระโพธิละที่ทรงพระอภิธรรมเต็มภูมิ แต่ต้องไปเรียนกับ เณรน้อยจึงจะส าเร็จเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น การที่จะให้เป็นวิปัสสนาจริง ๆ นั้นต้องปฏิบัติ ให้รู้แจ้งเห็นจริงตามแนวทางนั้นให้จงได้ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นวิปัสสนา การที่อธิบายอภิธรรมกับวิปัสสนานี้เพื่อให้รู้ว่าแม้ว่าคนที่จะ ทรงไว้ซึ่งทุกอย่างที่พระอภิธรรมแสดง แต่ว่าความรู้พระอภิธรรมที่ท่าน ได้รู้นั้น เป็นเพียงสัญญาเท่านั้น เมื่อเป็นสัญญาก็เหมือนกับเราไปรู้ว่า “นำย ก มีเงินแสนล้ำน” จริงอยู่นาย ก มีเงินแสนล้าน แต่เราได้จากนาย ก มาเป็นกรรมสิทธิ์สักสตางค์แดงหนึ่งได้ไหม “ไม่ได้” เงินเป็นของนาย ก ดังนั้น พระอภิธรรมก็คือ พระอภิธรรม แต่ผู้ปฏิบัติจะต้องมาปฏิบัติให้ ส าเร็จโดยต้องผ่านวิปัสสนูปกิเลสไปให้ได้ควรที่จะต้องเข้าใจอย่างนี้


190 2.4 วิปัสสนากับชาวโลก ขออธิบายให้เข้าใจว่า ชาวโลกเรากับวิปัสสนานี้สมควรกัน แค่ไหน ลองคิดดูว่าผู้ที่ครองเรือนหรือผู้ที่เป็นฆราวาสจ าเป็นต้องมีการงาน คนนี้เป็นประธานาธิบดี เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี เป็นผู้จัดการ เป็น เจ้าของห้างร้านบริษัท เป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นพนักงาน เป็นอะไรต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้จะต้องอยู่กับโลก ถ้าหากว่าไม่มีโลกแล้ว เราจะเอาวิปัสสนาไป สอนใคร เมื่อสอนก็ต้องรู้จักว่า วิปัสสนากับชาวโลกสมควรกันแค่ไหน ไม่ใช่ว่าชาวโลกจะท าวิปัสสนาไม่ได้ “ท าได้” แต่จะต้องรู้ขั้นตอนว่าเมื่อ เรายังไม่สามารถที่จะท าถึงขั้นวิปัสสนานั้นได้ แล้วตอนนี้เราควรท า เพียงใดเพื่อให้เป็นประโยชน์ ตัวอย่างเช่น นางวิสาขาที่ได้ส าเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นต่ า (โสดาบัน) ท่านได้ท าขั้นพื้นฐานดีที่สุดแล้ว มีพลังจิตอย่างเต็มที่ ท่าน สามารถครองเรือนได้ปรกติเหมือนกับคนโดยทั่วไป เหมือนกับพวกเรานี้ ดังนั้น เราต้องพยายามสร้างพลังจิตให้เป็นพื้นฐาน ให้เป็นนิสัย ให้เป็น ปัจจัย เมื่อพลังจิตเป็นนิสัย จะเป็นปัจจัย เป็นทั้งบุญ วาสนา และบารมี ก็อยู่ที่พลังจิตนี้ทั้งนั้น เมื่อสร้างพลังจิตไปแล้ว ความเจริญเติบโตของพลัง จิตก็จะเป็นเครื่องหนุนเนื่องให้แก่จิตของเรา คนเรานี้จะต้องเกิดและดับ เกิดและดับ เกิดและดับไปอยู่อย่างนี้ ดังนั้นสมควรแล้วที่เราจะท าสมาธิเพื่อสร้างพลังจิต เพื่อ อยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข สิ่งนี้ต่างหากที่สามารถท าให้ ความปรกติเกิดขึ้นแก่ชาวโลกทั้งหลาย


191 หลวงพ่อมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า ท าอย่างไรมนุษยโลก ถึงจะอยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าหากมีพลังจิต สร้างพลังจิต ขึ้นมาได้แล้ว พลังจิตนี้ควบคุมจิตใจได้แล้วก็จะสามารถอยู่ร่วมกันด้วย ความอยู่เย็นเป็นสุขได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น ชาวโลกกับวิปัสสนานี้ท าได้แต่เป็นบางคน เท่านั้น วิปัสสนาจ าเป็นแก่บุคคลใด ค าว่าจ าเป็นคือหลีกเลี่ยงไม่ได้ วิปัสสนาจ าเป็นแก่นักบวช ภิกษุ สามเณร ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง กับเรื่องของกิเลส ปราศจากครอบครัวแล้วอย่างนี้ จ าเป็นที่จะต้องสร้าง วิปัสสนาให้ตัวแล้ว ไม่ใช่ว่าบวชแล้วก็บวชไปเพียงแค่อยู่เป็นนักบวชเท่านั้น แบบนี้ไม่ได้ นักบวชท าวิปัสสนาได้อย่างเต็มที่ จะพิจารณาเกิดแก่เจ็บตายก็ พิจารณาได้ พิจารณาว่า เป็นของเน่าของเปื่อยก็พิจารณาได้ เพราะ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ นี้ให้โอกาสแก่นักบวชอย่างเต็มที่ คือ ให้เวลาส าหรับจะ ท าสมาธิจะท ามากแค่ไหน จะใช้เวลาอะไร จะก าหนดกฎเกณฑ์อะไร จะ เคร่งเครียดอย่างไร ก็ท าได้ทุกประการ แต่บางทีนักบวชก็เกิดความเกียจคร้าน เกิดความมีกิเลส หรือ เกิดอะไรขึ้น ก็ละเลยการปฏิบัติ หรือปฏิบัติไปก็ไม่พิจารณาให้เห็นวิปัสสนา มันก็ไม่ถูกต้อง เพราะว่าเมื่อเป็นนักบวชแล้วจะต้องพิจารณาเพื่อหาหนทาง แก้ไข และน าไปสู่วิปัสสนาให้ได้ เหมือนกับเรารู้อยู่แล้วว่า นาย ก มีเงินแสน ล้าน เขาท าอย่างไรจึงมีเงินแสนล้านได้ เขาจะต้องท ามาหากินอย่างไร เขา จะต้องใช้วิธีการอย่างไร เขาจะต้องท าอะไรถึงจะได้เงินเป็นกอบเป็นก า เหมือนกับ เมื่อพระภิกษุสามเณร บวชเข้ามาแล้วในพระพุทธศาสนา จ าเป็นจะต้องคิดว่า “บวชมาเพื่ออะไร” บวชมาเพื่อท าตัวให้พ้นทุกข์ คือ ด าเนินวิปัสสนา


192 วิปัสสนานี้ด าเนินเพื่ออะไร วิปัสสนาด าเนินเพื่อที่จะก าจัด กิเลส ก าจัดกิเลส คือ ก าจัด ราคะ-ความก าหนัดยินดี โทสะ- ความโกรธ โมหะ- ความหลง ซึ่งเหล่านี้ถ้าจะให้ฆราวาสท า ย่อมท าไม่ได้ ส าหรับพระถือว่าเป็นการสมควรและมีความจ าเป็นที่ควร จะต้องท าวิปัสสนา เมื่อท าขึ้นมาแล้ว นอกจากว่า ท่านเองจะได้รับ ความสุขแล้ว ท่านยังมีโอกาสที่จะน าวิปัสสนาที่ท่านเห็นนี้ไปอธิบาย จ าแนกแจกจ่ายให้คนอื่นได้เรียกว่าเป็น “สุปฏิปนฺโน”เป็นผู้ปฏิบัติดี “อุชุปฏิปนฺโน”เป็นผู้ปฏิบัติตรง “ญายปฏิปนฺโน”ปฏิบัติเพื่อออกจาก ทุกข์ “สามีจิปฏิปนฺโน”เป็นผู้ปฏิบัติชอบยิ่ง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก็สมกับ เขาว่า “ภิกษุ” ภิกษุแปลว่า ผู้ขอ แต่ค าแปลอีกค าหนึ่ง คือ ผู้ต่อยกิเลส หรือผู้ทุบกิเลส เพื่อที่จะให้สมกับการเป็นผู้ที่ออกจากบ้านเรือนแล้ว ไม่ใช่ มานั่งกินนอนกินเฉย ๆ แต่ให้มาหาหนทางที่จะท าวิปัสสนาให้เกิดขึ้นแก่ ตน สิ่งนี้เป็นความจ าเป็นอยู่แล้ว


193 สรุปส่งท้าย ในสิ่งต่าง ๆ ที่ได้อธิบายมานี้ก็เข้าใจแล้วว่า หลวงพ่อได้เน้นหนัก ไปที่การปฏิบัติรากฐาน การปฏิบัติรากฐานนี้เป็นการพัฒนา“สองดี” คนเรามีอยู่สองดี ดีหนึ่ง คือ ความสามารถ ดีสอง คือ ความเป็นเลิศ สอง อย่างนี้จะต้องพัฒนาขึ้นมาจากสมาธิ เมื่อมีสมาธิแล้วจะพัฒนาความสามารถ และความเป็นเลิศให้ มนุษย์ท าสิ่งอัศจรรย์ขึ้นมาในโลกได้ สิ่งอัศจรรย์คือ ความมีระบบที่จะ ท าให้เราอยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข เพราะเมื่อเราสามารถลด ระดับความโลภ ความโกรธ ความหลง ลงมาเหลือสัก 50 เปอร์เซ็นต์ได้แล้วก็ จะอยู่เย็นเป็นสุข อยู่กันอย่างผาสุก และการที่ได้รู้จักวิธีการของสมาธิดังที่ ได้อธิบายมาแล้วตั้งแต่เบื้องต้นแล้ว สมาธิท าได้ไม่ยากอะไรเลย ไม่ จ าเป็นต้องอธิบายมากมายก็สามารถที่จะเข้าใจได้ เมื่อเข้าใจแล้วก็ท าไป ตามนั้น เมื่อท าไปแล้วก็เห็นจริงขึ้นมา ความสุขก็เกิดขึ้นมา เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ท าไมเราจะไม่เรียนสมาธิ การเรียนสมาธิ ไม่ได้ขัดข้อง แต่งงานก็ได้ มีทรัพย์สินสมบัติก็ได้ท าการงานก็ได้ เมื่อเรียน สมาธิแล้วจะเป็นการเพิ่มสติ ยิ่งสมาธิมากเท่าไรก็เพิ่มสติมากเท่านั้น เมื่อสติมากเท่าไร ปัญญาก็จะเกิดเท่านั้น ให้จ าตรงนี้ไว้เพื่อปฏิบัติให้ได้ดี อย่างเต็มที่


Click to View FlipBook Version