44 แต่เวลานี้เราน าความเป็นเลิศเหล่านี้ไปพัฒนาทางโลกให้ เจริญแล้ว เราเอาความสามารถและความเป็นเลิศของมนุษย์เอามาช่วยกัน ด าเนินการพัฒนาในทางธรรมให้มันเจริญด้วย ก็จะสมกันว่า เราสามารถท า วัตถุนิยมให้เจริญได้แล้ว เราก็ควรสามารถท าจิตนิยมให้เจริญตามไปด้วย เมื่อเรามีความสามารถท าวัตถุนิยมให้เจริญแล้ว เราละเลยใน การที่จะท าให้จิตนิยมเจริญตามวัตถุนิยมไป ทั้งสองอย่างเกิดความไม่ บาลานซ์ (Balance) คือ ความไม่เสมอสมดุลกัน ระหว่างจิตนิยมและวัตถุ นิยม เมื่อวัตถุนิยมไปไกลแล้ว จิตนิยมตามไม่ทัน ก็เกิดความขัดแย้ง เกิด ความผูกพยาบาท อาฆาตจองเวร เกิดความไร้เหตุผล เกิดความรับผิดชอบ ต่ า สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกอะไรต่าง ๆ ในโลก เกิดขึ้น สารพัด เกิดการรบราฆ่าฟัน เป็นพักเป็นพวก ต่อสู้กันด้วยความรุนแรง ก็ เกิดขึ้นได้ ถ้าหากว่าเราท าจิตนิยมและวัตถุนิยมให้บาลานซ์กัน คือ ให้ สมดุลกัน เมื่อสมดุลแล้วจะท าให้ความมีเหตุผลสูงขึ้น มีความรับผิดชอบ สูงขึ้น มีเมตตาเกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น มันก็ท าให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข ท าให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข ท าให้ประเทศชาติอยู่เย็นเป็นสุข ท าให้โลกอยู่เย็น เป็นสุข ดังนั้น เรามีโอกาสใดที่เรามีความสามารถสร้างจิตนิยมให้ เกิดขึ้นแก่มนุษย์ในโลกให้ได้จะมีเท่าไรก็ตาม เราสามารถที่จะน าหลัก วิชาการ ที่หลวงพ่อได้วาง หลักสูตรสมาธิภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพ ขยายงานให้กว้างขวางยิ่งขึ้น แล้วก็จะท าให้จิตนิยมมีความเจริญยิ่งขึ้น ทัดเทียมกับวัตถุนิยม เวลานี้“โลกาภิวัฒน์ แต่ขาดธรรมาภิวัฒน์” ธรรมมาภิวัฒน์ ก็เหมือนจิตนิยม จิตนิยมภาษาอังกฤษ หมายถึง เมนทอลลิซึม (Mentalism) ส่วนโลกาภิวัฒน์ก็เหมือนวัตถุนิยม วัตถุนิยม คือ แมททีเรียลลิซึม (Materialism) เมื่อสองอย่างนี้พัฒนามาได้แล้วก็จะเกิดผลมหาศาล
45 ประเด็นอภิปราย 1. ท าไมผู้ที่ท าสมาธิ จึงต้องวัดผลการบริกรรมด้วยตนเอง วัดอะไร และ ผลการวัดจะมีความเชื่อถือได้เพียงไร 2. ท าไม การท าความดีถึงมักจะมีสิ่งที่มาต่อต้าน แต่การท าความชั่วนั้น กลับไม่มีอะไรมาต่อต้าน 3. เมื่อพิจารณา ความลังเลสงสัย และความโลภอยากได้เร็ว ท่านคิดว่าข้อ ใดเป็นลักษณะอาการต่อต้านสมาธิที่ส าคัญกว่ากัน เพราะอะไร 4. ในระยะแรกของการท าสมาธิของท่าน มีสิ่งใดที่มาต่อต้านการท าสมาธิ ของท่านบ้าง และท่านแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร ได้ผลหรือไม่ อย่างไร 5. การท าสมาธิต้องท าให้ “พอดี” หมายถึงอะไร ค าส าคัญ วัดผลการบริกรรม อาการต่อต้านสมาธิ ความลังเลสงสัย ความโลภอยากได้เร็ว ปฏิบัติหนทางกลาง
46
47 ตอนที่ 4 ลักษณะของสมาธิ เรื่อง 1. ลักษณะของสมาธิ 2. ผลของการท าสมาธิ 3. หนทางให้สมาธิเสื่อม
48 สาระส าคัญ 1. ลักษณะของสมาธิเมื่อเริ่มค าบริกรรม คือ จะเริ่มไม่มีความกังวล และ ต้องบริกรรมไปเรื่อย ๆ เมื่อบริกรรมไปเรื่อย ๆ สมาธิก็เกิดขึ้น 2. เมื่อบริกรรมไปเรื่อย ๆ อารมณ์หยาบ (ความนึกคิดต่าง ๆ) ก็ถูกขจัด ออกไป เหลือแต่อารมณ์พุทโธอันเดียว ซึ่งเป็นอารมณ์ละเอียด 3. เมื่อหยุดค าบริกรรมได้แล้วก็ท าให้จิตละเอียดลงไปอีก คือจะเกิด ความเย็น ความสบาย ความซาบซึ้ง ความประทับใจ ความเอิบอิ่ม และ เมื่อหยุดค าบริกรรมไปแล้วแต่จิตยังสงบอยู่ แสดงว่าจิตพัฒนาขึ้นมาอีก ระดับหนึ่ง เมื่อท าได้เช่นนี้ซ้ าแล้วซ้ าเล่า จิตจะเกิดความละเอียดลึกซึ้ง ลงไปตามล าดับวาระ 4. สมาธิจะมีการเปลี่ยนระดับ (ขณิกะสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนา สมาธิ) ซึ่งแสดงว่า การปฏิบัติของเราได้พัฒนา แต่ต้องไม่ยึดถือลักษณะ ที่เกิดขึ้น ต้องปล่อยให้เป็นไป แล้วมันจะพัฒนาไปเอง 5. ผลของการท าสมาธิ คือ เปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ดี เปลี่ยนโมหะ และผลที่ ส าคัญที่สุด คือ เปลี่ยนพฤติกรรมให้มีเหตุผล มีความรับผิดชอบสูง และมี เมตตา รวมทั้งยังพัฒนาความสามารถและความเป็นเลิศของมนุษย์ 6. เหตุที่ท าให้สมาธิเสื่อม คือ ความขี้เกียจ การผลัดวันประกันพรุ่ง การไม่ เอาใจใส่ การคิดว่าสมาธิไม่มีความส าคัญ การไม่รู้จักรักษา การปล่อย ปละละเลย การมีมารมาผจญ และความประมาท วิธีป้องกันแก้ไข คือ ท าสมาธิบ่อย ๆ และท าสม่ าเสมอ เนื้อหาตอนที่ 4 ประกอบด้วยเรื่อง ลักษณะของสมาธิ ผลของ การท าสมาธิ และหนทางให้สมาธิเสื่อม
49 1. ลักษณะของสมาธิ 1.1 ลักษณะของสมาธิ : เมื่อเริ่มค าบริกรรม กา รท าสม าธินั้นเป็นเรื่องของน ามธรรม น ามธรรม หมายความว่า เรามองไม่เห็นได้ด้วยตา เพราะฉะนั้น การที่เราจะดูลักษณะของสมาธินั้น จะเริ่มต้น ตั้งแต่ค าบริกรรม เมื่อเราเริ่มค าบริกรรมก็เรียกว่า เริ่มแสดงให้เห็นว่าเรา นั้นไม่ได้มีความกังวลแล้ว ความกังวลหายไปแล้ว เราจะรู้ได้ว่าเรานั้น เริ่มเป็นสมาธิ การเป็นสมาธินั้นมิได้หมายความว่า จะต้องเป็นสมาธิที่ลึกซึ้ง ตลอดไป สมาธิก็มีขั้นตอนของสมาธิ ทีนี้สังเกตดูว่า ก่อนเราจะบริกรรมนั้น เรานึกไปสารพัด อัน นั้นเป็นลักษณะไม่ใช่สมาธิ แต่พอเราบริกรรมขึ้นมาเมื่อไหร่นั้น เมื่อนั้นก็ จะเริ่มเรียกว่า เราได้ท าสมาธิแล้ว ค าบริกรรมจึงเป็นตัวปัจจัยที่จะท าให้เกิดสมาธิ เราก็จะได้ ด าเนินการต่อไป การบริกรรมนั้น ไม่ใช่บริกรรมเพียงค าเดียวเท่านั้น เรา บริกรรมไปนี่ เราก็จะท าไปเรื่อยๆ เมื่อท าไปเรื่อยๆ สมาธิก็เกิดขึ้น ก็ ปรับตัวขึ้น ปรับตัวเอง แต่ก่อนที่เราจะบริกรรมนั้นไม่มีการปรับอะไร นอกจากว่า เราจะคิดเลอะเทอะเปื้อนเปรอะ หรือว่าคิดสนุกสนาน หรือว่าคิดตกเศร้า ร้องไห้ร าไรร าพันอะไรต่าง ๆ หรือว่าชื่นชมโสมนัส นั้นเรียกว่าเป็น “อารมณ์” ลักษณะเช่นนั้นไม่ใช่ลักษณะของของสมาธิแต่เป็นลักษณะ ของอารมณ์ เพราะฉะนั้น เมื่อเราเริ่มค าบริกรรมแล้ว เราจะได้รู้ว่า ลักษณะของสมาธิเป็นอย่างนี้เอง
50 1.2 ลักษณะของสมาธิ : หลังจากเริ่มบริกรรม และเมื่อหยุด ค าบริกรรม หลังจากบริกรรมแล้ว เมื่อค าบริกรรมนี้มีความละเอียด ท า ให้การขจัดอารมณ์ต่าง ๆ ออกไปได้ ก็เป็นลักษณะหนึ่ง ลักษณะต่อไปคือ เมื่อหยุดค าบริกรรมแล้ว ก็ไม่นึกไม่คิดไปไหน นั่นเป็นลักษณะอันที่สองที่ จะเกิดขึ้น แล้วก็เกิดขึ้นมาเอง เมื่อบริกรรม (พุทโธ) มากเข้าแล้ว จิตก็ละเอียดลง ค าว่า ละเอียดลง นั่นคือการขจัดอารมณ์ละเอียด อารมณ์ความนึกคิดอะไรต่าง ๆ เป็นของหยาบ ๆ แต่พอมาเป็นพุทโธก็เป็นอารมณ์เหมือนกัน แต่ว่าเป็น อารมณ์ละเอียด และเรียกว่าเป็น “เอกัคคตารมณ์” คือ เป็นอารมณ์อัน เดียว เมื่อเป็นอารมณ์อันเดียวแล้วก็ยังถือว่าเป็น “อารมณ์” อยู่ พอเวลาหยุดค าบริกรรมได้แล้วก็ท าให้จิตนั้นละเอียดลงไปอีก ก็คือจะเกิด ความเย็น ความสบาย ความซาบซึ้ง ความประทับใจ ความเอิบอิ่ม จะ ตามมา เพราะว่าในขณะที่จิตเป็นสมาธิ คือ เมื่อบริกรรม เราได้หยุดค า บริกรรมไปแล้ว แต่ก็ยังสงบอยู่นี่ถือว่าเป็นเรื่องที่เราได้พัฒนาจิตของเรา ขึ้นมาในอีกระดับหนึ่ง เมื่อเราท าได้อย่างนี้แล้ว เราก็จะได้ท าอย่างนี้อีกหลายครั้ง เพราะว่าการท าอย่างนี้เรียกว่า สะสมความช านาญ สะสมประสบการณ์ ในการที่บริกรรมแล้วค าบริกรรมหายไปและจิตยังสงบอยู่ในลักษณะเช่นนี้ นั้น จะต้องเกิดขึ้นในทุกๆ ครั้งของการท าสมาธิ เมื่อเกิดขึ้นมาซ้ าแล้วซ้ า เล่า ก็เลยเกิดความละเอียดลึกซึ้งลงไปตามล าดับวาระ คือ ตามล าดับของ พลังจิตที่ก าลังเกิดในขณะที่เป็นสมาธินั้น เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เราก็ไม่ต้องท าอะไร นอกจากว่า รอตั้งจิตไว้เฉยๆ จิตจะปรับของมันเองในลักษณะต่าง ๆ พอ ได้ลักษณะนี้แล้วจนกระทั่งเราท าขึ้นมาหลายครั้งหลายครั้ง บางทีก็เกิด สมาธิขึ้นในที่ใดที่หนึ่งก็ได้ บางทีก็ไปเกิดสมาธิขณะที่เราหลับอยู่ บางทีก็ไป
51 เกิดสมาธิขณะที่เราเดินอยู่ บางทีก็ไปเกิดสมาธิขณะที่เราท างานท าการ อะไร มันเกิดขึ้นมาเองได้ เมื่อเราได้ท าจนชิน เกิดความช านาญมากขึ้น เหมือนกับเรา พากันเรียนหนังสือ เราจะรู้ได้ว่าในเมื่อเราได้ขึ้นชั้นประถมแล้ว มีลักษณะ อย่างไรหรือที่เขาเรียกว่าเกรด เกรด 1 หรือว่าประถม 1 ได้เป็นอย่างนี้ ลักษณะอย่างนี้ ประถม 2 ได้เป็นลักษณะอย่างนี้ และประถม 3 ก็เป็น ลักษณะนี้อย่างนี้ ประถม 4 จะเลื่อนไปเรื่อย ขึ้นไปถึงมัธยมก็เป็นอย่างนี้ จบมัธยมก็เป็นอย่างนี้ ถึงมหาวิทยาลัยก็เป็นอย่างนี้ คือลักษณะ แต่ลักษณะ อย่างนี้นั้นเราไม่ได้ไปปรุงแต่งอะไร เพียงแต่ว่าเมื่อเราท าไปจบแล้วก็จะเกิด เรียกว่าชั้นประถม 1 ขึ้น เราท าไปอีก เราก็ไปโรงเรียนเก่า ไม่ใช่เราจะไป เปลี่ยนแปลงอะไร เราก็ไปโรงเรียนเก่า เราก็ไปได้ครูสอนเก่า แล้วเราก็ไป ท่องอันเก่า แล้วตัวอักขระก็ ก ข ค ง อะไรก็อยู่อันเก่า อันเก่าไปตลอดไป 1.3 การเปลี่ยนระดับของสมาธิ ลักษณะของการที่เรามีสมาธินี้ จะเปลี่ยนระดับไปเรื่อย โดย แบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ ขณิกะสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ นี่คือลักษณะที่แสดงออก เช่น เมื่อเราเรียน ก ข ค ง ไปกระทั่งเข้า มหาวิทยาลัย ก ข ค ง ก็ทิ้งไม่ได้ ซึ่งการไปที่โรงเรียน ที่มหาวิทยาลัย ก็ไป เรียนเพื่อจะเสริมวิชานี้ให้ก้าวหน้าขึ้นไป ฉันใดก็ฉันนั้น เวลาที่เรานึกถึงค าบริกรรม อย่างไปท าสมาธินี้ พอเลิก/เริ่มท าแล้วก็ดีขึ้น แล้วเราก็บริกรรมใหม่อีก เมื่อบริกรรมใหม่อีกพอ เลิกบริกรรมก็ดีขึ้น แล้วก็ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ลักษณะอันนี้ เราไม่ต้องกังวล ถ้าหากไปกังวลแล้วก็ กลายเป็นสัญญา ว่า “โอ้ อันนี้ได้อุปจำระแล้ว อันนี้ได้ขณิกะแล้ว อันนี้ ได้อัปปนำแล้ว” เวลาท าสมาธิแล้วไปคิดอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าไปคิดอย่างนั้น แล้วจะกลายเป็นสัญญา ไม่ใช่ของจริง สัญญากับของจริงแตกต่างกัน
52 ลักษณะของสมาธิที่เกิดขึ้นจึงแสดงให้เห็นว่า เรานี้ได้ พัฒนาตัวของเราเองในการปฏิบัติเหมือนกันเลยกับการรับประทานอาหาร วันนี้เรารับประทานอาหาร พรุ่งนี้เราก็รับประทานอาหาร วันไหนเรามีชีวิต อยู่ก็รับประทานอาหาร แล้วลักษณะของร่างกายก็เปลี่ยนแปลงไป ตอนนี้ ยังเป็นเด็กเรียกว่าเด็กเล็ก ตอนต่อไปเรียกว่าเด็กใหญ่ ต่อไปก็เรียกว่าเป็น หนุ่มเป็นสาว เป็นคนมีเหย้ามีเรือนต่าง ๆ มันจะเปลี่ยนไป แต่ก็ด้วยกินข้าว นั่นแหละ ถ้าหยุดกินเมื่อไหร่ ความเปลี่ยนแปลงนี้ก็เลิก ก็ตาย คล้ายกับ เมื่อเรามาท าสมาธิ ลักษณะสมาธิก็จะแสดงให้เรา เห็นว่า ขณิกะสมาธิก็คือประเดี่ยวเดียว เดี๋ยวก็หายไปแล้ว ความเย็นสบาย นี่อยู่ได้ไม่นานหรอก ก็เรียกว่า ขณิกะสมาธิ ถ้าหากว่าอยู่ได้นานหน่อยก็ เรียกว่าอุปปจารสมาธิถ้าหากว่าอยู่ได้นานจริงๆ อย่างนี้เรียกว่าอัปปนา สมาธิ เพราะฉะนั้น ลักษณะต่าง ๆ ของสมาธิที่เกิดขึ้นนี้เราก็ต้อง ไม่ไปยึดถือ เมื่อไปยึดถือเมื่อไหร่จะเป็นอุปทาน เมื่อไปยึดถือเมื่อไหร่จะ เป็นสัญญา อุปทานกับสัญญานี้ไม่ใช่ของจริง เป็นเพียงสัญญาเท่านั้น อุปทานก็ไม่เคลื่อนที่ ยึดมั่นไปก็กลายเป็นกิเลส เพราะฉะนั้น ต้องปล่อยให้ เป็นไปตามลักษณะรู้ แล้วก็จะพัฒนา ๆ ไปของมันเอง ดังนั้น เราจะต้องรู้จักลักษณะสมาธิ เพราะว่า เราจะต้อง รู้จักว่า เวลานี้เราเป็นเด็กอยู่นะ เวลานี้เราเป็นหนุ่มสาวแล้ว เวลานี้เรามี ครอบครัวแล้ว ลักษณะอย่างนี้เป็นขึ้นมาตามกาลเวลาของมนุษย์ที่จะ เป็นไปได้อย่างนี้ ลักษณะสมาธิก็เช่นเดียวกันจะเปลี่ยนสภาพไป จะเปลี่ยน ลักษณะของการเป็นจริงที่ว่า เมื่อก่อนยังไม่ละเอียดนัก เดี๋ยวนี้ละเอียด แล้ว แต่ก่อนควบคุมจิตใจไม่ค่อยจะได้ เดี๋ยวนี้ควบคุมจิตใจได้แล้ว แต่ ก่อนเคยโมโหฉุนเฉียว เดี๋ยวนี้ก็หายไป ลักษณะเหล่านี้เป็นลักษณะที่ เกิดขึ้นจากสมาธิที่เกิดขึ้นจากพลังจิตที่เราได้ท ามาแล้ว
53 2. ผลของการท าสมาธิ เรื่องการวัดผลของสมาธิในคัมภีร์แสดงไว้ว่า “วันนี้ได้ส ำเร็จเป็น พระโสดำบัน วันนี้ได้ส ำเร็จเป็นพระสกิทำคำ วันนี้ได้ส ำเร็จพระอนำคำ วันนี้ ได้ส ำเร็จเป็นพระอรหันต์ ถ้ำหำกว่ำใครละวิจิกิจฉำ สีลัพพตปรำมำส ต่ำง ๆ เหล่ำนี้เป็นต้น ละได้ก็จะได้เป็นพระโสดำบัน” เหล่านี้เรียกว่า “การวัดผล ที่เกิดขึ้น” ผลที่เกิดขึ้นไปนึกเอาก็ไม่ได้ ไปค านวนเองก็ไม่ได้ ไปสังเกต เอาก็ไม่ได้ เหมือนกันกับความอิ่มนี้ เรารู้ว่าเราอิ่มแล้ว คนอื่นจะมารู้กับเรา ก็ไม่ได้ ถ้าเราไม่บอกคนอื่นเขาก็ไม่รู้ เดาเอาไม่ได้ ของจริงมีอยู่ 2.1 การเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะฉะนั้น เมื่อเวลาที่เรารับประทานอาหารมันอิ่มแล้ว เรา ก็รู้ว่าเราอิ่มแล้วอย่างนี้ ทีนี้เมื่อเราจะมาวัดผลสมาธิก็เหมือนกับที่มัน แสดงว่า ลักษณะของสมาธิเป็นอย่างนี้ อันนี้คือ ขณิกะสมธิ อันนี้คือ อุปจารสมาธิ อันนี้คือ อัปปนาสมาธิ เราพึงจะรู้ได้จากเพียงว่า ขณิกะสมาธิ สบายเหมือนกันแต่สบายประเดี๋ยวเดียว เช่น สบายแค่หนึ่งนาที 1 นาทีหรือ 5 นาที ที่นี้ถ้าหากว่า เขาได้วัดผลไปแล้วว่า ความสบายเพิ่มขึ้นจาก 3 - 4 นาที กลายเป็น 10 นาทีก็จะกลายเป็นอุปจารสมาธิ หรือว่าท าสมาธิแล้ว สบายไปหมดวันหมดคืนอย่างนี้ก็กลายเป็นอัปปนาสมาธิ ลักษณะของ สมาธิจะเป็นอย่างนั้น แต่ผลของมันจะออกมาเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรม เมื่อสมาธิเกิดขึ้นในขั้นแรก เราจะเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม พฤติกรรมเคยเกรี้ยวกราด เคยฉุนเฉียว เคยโกรธง่าย เคยนอนไม่หลับ พฤติกรรมเหล่านี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม หรือเรียกว่า “มี ฐานะ” เช่น มีฐานะเป็นผู้จัดการ เจ้าของบริษัท เจ้าคณะต าบล เจ้าคณะ จังหวัด นายกรัฐมนตรี ประธานาธิปดี เช่นเดียวกับการท าสมาธิ ก็“มี ฐานะ” ขึ้นมา จะกลับตัวให้เปลี่ยนพฤติกรรมจากร้าย จากความที่อ ามหิต ความที่ทารุณ ความที่ร้ายกาจ ความที่มีจิตใจเหี้ยมโหดอะไรต่าง ๆ เหล่านี้
54 จะเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ เพราะว่า ผลของสมาธิเกิดขึ้น อันนั้นเรียกว่า “ผล” เมื่อผลของสมาธิเกิดขึ้น ถ้าจะวัดว่า อันนี้เป็นหน่วยเอ อัน นี้เป็นหน่วยบี อันนี้เป็นหน่วยซีวัดไม่ได้ เช่น เราลองไปวัดความอิ่ม วัด ว่าอิ่มอย่างนี้เป็นเอ อิ่มอย่างนี้เป็นบีอิ่มอย่างนี้เป็นซี อย่างนี้ไม่ใช่ ความอิ่ม จะรู้ได้เฉพาะตัวของคนๆ นั้น คน ๆ นั้นอิ่ม เขาก็รู้ตัวว่าเขาอิ่ม อย่างไรก็ ตาม ตามที่เขาวัดผล เขาก็ต้องสอบ สอบแล้วได้คะแนนเท่าไหร่ ก็ต้องเป็น เครื่องวัดผลว่า คนนั้นได้จบประถม 1 คนนี้ได้จบประถม 2 นี่คือ การวัดผล แต่ที่ส าคัญที่สุดคือ เมื่อสมาธิจะเพิ่มพูนพลังจิต เพิ่มพูน จ าเป็นระยะๆ ไปแล้ว จะเปลี่ยนพฤติกรรมที่เรียกว่า “โมหะ” โมหะ คือ ความไม่เข้าใจ ความโง่ ความไม่มีเหตุผล หรือที่เอา แต่จะท าบาปกรรม คือความไม่รู้ทั้งหมด เรียกว่า โมหะ พฤติกรรมอย่างนั้น เรียกว่า พฤติกรรมที่เจือปนไปด้วยกิเลสพาไป แต่ที่พฤติกรรมเหล่านี้ได้รับ การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นมาจากสมาธิจะได้รู้ทันทีว่าคนนี้เขาเปลี่ยนแปลง ไปแล้ว นี่เราสามารจะรู้ได้ว่า เมื่อเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ได้นี่คือ ผลของ สมาธิออกมา ผลแสดงออกมาชัดเจน คนเราจะไปเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ด้วยการแนะน า การสั่ง สอน การอบรม ยากที่จะเปลี่ยนได้ เรารู้อยู่ว่าอันนี้ผิด แต่ฝืนใจไม่ได้ อย่างคนที่จะไปประพฤติผิดลูกเมียคนอื่นหรือเรียกว่า “กาเมสุมิจฉาจารา” ก็รู้อยู่ว่าเป็นบาป แต่ว่าก็อดใจไม่ได้ เพราะอะไร ก็เพราะเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ได้ ก็รู้อยู่ว่าท าอย่างนี้เป็นบาป ขึ้นต้นงิ้ว ก็ไม่เชื่อ เพราะอะไร เพราะว่า ใจนั้นไม่ได้ยอมรับ นักเทศน์ที่เทศน์ได้ไพเราะเพราะพริ้ง แต่พอเทศน์จบยังไม่ถึง 5 นาที กินเหล้าแล้ว ไม่มีผล บอกว่านรกนะ กินเหล้าหรือไปกินน้ าทองแดง น้ าทองแดงร้อนเท่าไหร่ ถึงไส้ ไส้ก็ขาด ถึงปาก ปากก็ขาด ก็ตาย เท่านั้นเอง ทรมารมาก เขาก็ไม่เชื่อ ท ายังไงเขาก็ไม่เชื่อ ฉันกินเหล้า ฉันสบาย ฉัน สนุกสนาน สนุกสนานเฮฮา ไม่เห็นจะไปเดือดร้อนอะไร
55 แต่ทีนี้พอเวลาที่ท าจิตเข้าไปสู่ระดับแล้ว คือ พลังจิตเกิด ระดับขึ้นมาแล้วนี้ ไม่ต้องไปบอกหรอก เอาเหล้ามาตั้งข้างหน้า ก็ไม่เอา เพราะอะไร เพราะเปลี่ยนที่ใจ เพราะว่า ใจนี้เป็นตัวสั่งการส าคัญ เพราะฉะนั้น เมื่อเวลาที่เราท าจิตได้พัฒนา หรืออัพเกรด (Upgrade) ขึ้นมาได้แล้วนี้จะมาเปลี่ยนพฤติกรรมตรงนี้ เราสามารถที่จะ วัดผลได้ว่า เปลี่ยนพฤติกรรมไปแล้ว คนมีสมาธิที่ท าพลังจิต พลังจิตจะเพิ่มขึ้น เมื่อเพิ่มขึ้นแล้วก็ ไปเปลี่ยนพฤติกรรมได้ โดยที่ไม่ต้องไปสอนหรอกว่า นี่นรก นี่เป็นต้นงิ้ว ต้องไปล าบาก ไม่ต้องไปสอน รู้เอง เพราะอะไร เพราะว่า สมาธิไปเปลี่ยน พฤติกรรมของจิต จิตจะเป็นตัวสั่งการ ทีนี้เมื่อตัวสั่งการไม่ได้รับการอบรมอะไรเลย ก็หมายความ ว่าสมาธิไม่มี หรือว่าพลังจิตอะไรก็ไม่มี ก็เปลี่ยนไม่ได้ ทีนี่พอพลังจิตมี มาก ก็เปลี่ยนได้ 2.2 ผลของการท าสมาธิส าคัญ3 ประการและ ผลอย่างอื่น การที่บอกว่า ท าไมเราต้องท าพลังจิต เพราะ มีผล 3 ประการที่ส าคัญที่สุด คือ ความมีเหตุผล มีความรับผิดชอบสูง ความมี เมตตา 3 อย่างนี้จะเกิดขึ้น พลังจิตส าคัญที่สุดก็ตรงนี้เอง อีกอย่าง คนเรานี้มีดีสองดี คือ ความสามารถ และความเป็นเลิศ ซึ่งสองดีนี้ เมื่อ เวลาที่เราท าสมาธิ เราจะสะสมพลังจิต สองดีก็จะถูกพัฒนาไปพร้อมกัน เลย ส าหรับการที่เราด าเนินชีวิต ยิ่งเป็นการที่จะพัฒนาอาชีพ พัฒนาการ เรียน หัวสมองไม่ดีสมองก็จะดีขึ้น คนที่ขี้เกียจก็จะขยันการงานขึ้น คนที่ไม่ รอบคอบก็สามารถรอบคอบขึ้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากสมาธิสมาธิจะ ช่วยในการด าเนินชีวิตไปอย่างมีความสุข การท าจิตให้บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มหาศาลต่อชาวโลก จริงๆ เพราะถ้าชาวโลกอยู่ด้วยกันโดยไม่มีพลังจิต หรือมีเพียงพลังจิต ธรรมชาติพลังจิตนี้จะไม่เพียงพอที่จะใช้แก้ไขวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ได้
56 เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีวิธีการสอนสมาธิแก่คนจ านวนมาก ให้ ได้มาเพิ่มพลังจิตนี้ย่อมดีกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดว่าดี แล้วสิ่งนี้จะท าให้ ชาวโลกอยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข ดังนั้น ถ้าเรามีความสามารถ มีสติปัญญา มีอิทธิพลต่างๆ ก็ให้เอามารวมกัน แล้วมาคิดว่า ท าอย่างไร ถึง จะสร้างพลังจิตให้แก่คน สร้างสมาธิให้เป็นประโยชน์กับมหาชน ให้อยู่ เย็นเป็นสุข ส่วนการเดินไปถึงวิปัสสนา ซึ่งเป็นธรรมชั้นสูงนั้น ให้สร้าง พื้นฐานการท าสมาธินี้ก่อน และเมื่อเราไปท าวิปัสสนา ก็ไม่ยาก ส าหรับวิปัสสนา อุบายของวิปัสสนาในเบื้องต้น คือ ไม่ใช่ ตัวตน (ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความหมายหรือลักษณะอันใดที่จะท าให้เราถือได้ ว่า“นั้น”เป็นตัวตน) ของต่าง ๆ ทรัพย์สินสมบัติไม่ใช่ของเรา เป็นสิ่งที่ ไม่มีประโยชน์ สิ่งต่าง ๆ ไม่สวยงาม ผู้หญิงที่ว่างาม ๆ ก็มีแต่ขี้ทั้งนั้น ไม่ หมกมุ่นในกาม หรือที่เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค นี่คืออุบายของวิปัสสนา ดังนั้น วิปัสสนาจึงควรส าหรับผู้มีจิตใจสูง และถ้าหากท าวิปัสสนากันเป็น ส่วนมากแล้ว ไม่ต้องแต่งงานกันแล้ว เลิกกัน โลกก็ต้องหมดไป ต้องสูญพันธุ์ แท้จริงแล้ว พระธรรม (ค าสอน) นี้แนะน าให้คนหมู่มากให้ท า ความดี ท าอย่างไรที่จะชวนคนหมู่มากมาท าความดีได้ ตอนนี้ถ้าหากท าให้ ความสงบเกิดขึ้น เมื่อความสงบเกิดขึ้นแล้วนี้ก็เรียกว่า สันติภาพ เกิด ความอยู่เย็นเป็นสุข เท่านี้ก็สามารถที่จะเรียกได้ว่า ที่เราปฏิบัติหรือ ที่เรา ท าสมาธินี้ได้ให้ประโยชน์แก่มวลชนเป็นจ านวนมาก 3. หนทางให้สมาธิเสื่อม 3.1 ความขี้เกียจ การผลัดวันประกันพรุ่ง การไม่เอาใจใส่ และการคิดว่าสมาธิไม่มีความส าคัญ เมื่อกล่าวถึงสมาธิและอธิบายว่าสมาธิมีความส าคัญแล้ว เหตุ ใดจึงมีเรื่องของสมาธิเสื่อมขึ้นมา สมาธิเสื่อมนี้เป็นเรื่องของ ความขี้เกียจ การผลัดวันประกันพรุ่ง การไม่เอาใจใส่ การคิดว่าสมาธิไม่มีความส าคัญ เราไม่ท าสมาธิ เรามีเงินเยอะ เรามีความสุขมากกว่าคนท าสมาธิเป็นไหน ๆ
57 ก็คิดไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้น สมาธิไม่ต้องท าก็ไม่เห็นเป็นไร เขาหารู้ไม่ว่า มีเงินเยอะจริง เป็นเศรษฐีจริง ยิ่งเป็นคน ขี้เหนียว เลยไม่ต้องใช้เงินใช้ทอง คัมภีร์แสดงไว้ว่า “เมื่อมีเงินมีทองมำก ก็ คิดถึงแต่เงินแต่ทอง ไม่ได้คิดถึงอะไร ตำยไป ก็ต้องไปเป็นเปรต แล้วไปนอน เฝ้ำทรัพย์ ก็ไม่รู้จักผุดจักเกิด” ไม่ใช่เรื่องว่า เรารวยแล้วพอที่จะเป็น ความสุขทุกคนไปก็หาไม่ แต่ความสุขที่จะเกิดขึ้นได้จริง ๆ ต้องเกิดขึ้น จากพลังจิตต้องเกิดขึ้นจากสมาธิ และสมาธิก็ต้องเกิดขึ้นจากค าบริกรรม อย่างนี้เป็นต้น บางทีขี้เกียจไป เลยทิ้งสมาธิ บางทีพอทันทีที่นั่ง ก็ไม่ต้องคิด อะไร ปักจิตให้รวมไปเลย ไม่บริกรรมอะไรต่าง ๆ อย่างนี้ก็จุดเสื่อม 3.2 การไม่รู้จักรักษา และการปล่อยปละละเลย เมื่อเราคิดว่า “สมำธิไม่ท ำก็ได้” “ไม่ต้องท ำสมำธิก็ได้” หลวงพ่อบอกว่า สมาธิธรรมชาติมี“ก็เอาเท่านี้ก็พอ” มันไม่พอ เหมือนกับ ว่า ร่างกายของเรานี้ถ้าหากว่าไม่ดูแลรักษา ก็จะทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว กิน อาหารไม่มีประโยชน์ บางทีมีแต่หาอะไรที่เรียกว่า ท าร้ายร่างกายไปเรื่อย ๆ ก็ท าให้ร่างกายนี้อยู่ได้ไม่นาน ค าโบราณบอกว่า “เมื่อเราอาศัยสิ่งใดแล้ว เราก็ต้องรู้จัก รักษาสิ่งนั้น ถ้ำเรำได้อำศัยสิ่งใดแล้ว ถ้ำเรำไม่รู้จักรักษำสิ่งนั้น เรำก็ได้อำศัย สิ่งนั้นนำนไม่ได้ ไม่ช้ำก็จะต้องเสียหำย” เรามาอาศัยบ้านเรือน ถ้าเราไม่ดูแลรักษา ถ้าเราไม่ดูแล รักษาบ้านบ้านก็จะพังเร็ว ปลวกก็กิน อะไรก็กิน ถ้าไม่ดูแลก็พังเร็ว แต่ถ้า หากว่าเรารู้จักดูแลก็จะพังช้า ถ้าพังช้าเราก็ได้อาศัยพูด อาศัยคุย อาศัย ประสานงาน เมื่อเป็นคนแล้ว เราก็ไม่รู้จักดูแล ปล่อยให้อ้วนเป็นตุ่ม ปล่อย ให้เป็นโรคอะไรต่อมิอะไร ไม่ช้าก็ตาย
58 การที่จะท าสมาธิให้เติบโตนั้น ถ้าอยู่ที่บุคคลที่ขี้เกียจ คนที่ เรียกว่า ไม่รู้จักของดีพอได้ของดีมาแล้ว ได้เพชรได้ทองมาแล้วไม่รู้จักรักษา เอาไปโยนวางไว้ที่ข้างถนน คนก็เก็บเอาไปหมด เป็นต้น สมาธิถ้าเราปล่อย ปละละเลย วันหนึ่ง วันสอง วันสาม วันสี่ ต่อไปก็เลยเลิกไม่ท า เพราะฉะนั้น การที่เรียนสมาธิจนจบแล้ว เช่น จบหลักสูตร ครูสมาธิแล้ว พอจบแล้วก็เลิก ไม่มาต่อยอด ก็เสื่อมได้ ตราบใดที่สมาธิถ้า ยังไม่ส าเร็จเป็นพระอรหันต์ สมาธิจะยังเสื่อมได้ 3.3 การมีมารมาผจญ หนทางเสื่อมมีเยอะ ถ้าหากยังไม่ปฏิบัติสมาธิ ก็ยังไม่มีมาร อย่างที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น ๆ ว่า เมื่อยังไม่มีที่ถูกต้อง ยังไม่มีมาร พอมี สมาธิถูกต้องเกิดขึ้นกับเราแล้ว มารก็ตามมา เช่น พอนั่งสมาธิ “โอ้ย! มัน เจ็บ มันปวด” นิดหน่อยก็เลิก เลิกทีหนึ่ง ก็เลิกทีสอง เลิกทีสอง ก็เลิกที ต่อ ๆ ไป ท านาน ๆ ครั้ง ทีนี้นาน ๆ ครั้ง ก็ท าให้สิ่งของต่าง ๆ ถึงแม้ว่าจะ ดีมีประโยชน์มาก ๆ ก็ตาม แต่เราก็ทิ้งเอาไว้ ไม่ได้ดูแล ก็บูดก็เน่า แทนที่จะ เอามารับประทานได้เป็นเดือนเป็นปีถ้าไม่รู้จักดูแล พอเลยอาทิตย์หนึ่งก็บูด ก็เน่าแล้ว 3.4 ความประมาท เมื่อเราได้สมาธิขึ้นมาแล้วมาประมาท ยิ่งคนที่ท าสมาธิไม่ ถึงขั้นสูง ถึงอรูปฌาน ก็ยังมีความประมาทได้ เสื่อมได้อย่างนี้เป็นต้น ตัวอย่างเช่น เรื่องพระมหากัสสปะ ท่านเป็นสาวกของ พระพุทธเจ้า ท่านมีลูกศิษย์เรียกว่า “มานพ” ท่านก็สอนลูกศิษย์ท่านจน ส าเร็จอรูปฌาน เหาะได้ เหาะไปเหาะมาก็ไปเจอผู้หญิงสวยคนหนึ่งเข้า เลย รัก พอรักฌานเลยเสื่อม พอเสื่อมก็เหาะไม่ได้แล้ว ไปแต่งงานก็ไม่มีวิชา ความรู้ท ามาหากิน เขาเลยไปเป็นขโมย พอขโมยก็จับได้ จับได้เขาก็เอาไป ประหารชีวิต แต่พระมหากัสสปะสงสารลูกศิษย์ ท่านก็ไปบอก “ตรงที่แก
59 ท าจิตไปตรงนั้น แกลืมแล้วเหรอ” ท่านก็บอกวิธีท าให้ มานพเลยได้ฌาน คืนมา ก็สละโซ่ตรวนออก เหาะหนีไปได้ 3.5 จุดเสื่อม และวิธีป้องกันแก้ไขความเสื่อม เรื่องของการเสื่อมนี้มีหลายประเภทของการเสื่อม แต่ อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่า ในแต่ละวัน ๆ เราได้ท าสมาธิ สมาธิจะขจัด อารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส อะไรต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ออกไปเองโดยอัตโนมัติ เหมือนกันกับว่า น้ าเสีย และถ้าหากว่าเรามีน้ าดีเยอะ ก็ก าจัดน้ าเสียออกไป ได้ อย่างไรก็ตาม การที่จะขจัดน้ าเสียออกไปได้นั้น ก็ต่อเมื่อน้ าดีเยอะ หากสมาธิเสื่อมแล้วเราจะรู้ตัวเราเองเลยว่า ความพยาบาท ความจองเวรในจิตใจจะเกิดขึ้น พอเกิดขึ้นแล้วแสดงว่า จุดเสื่อมจะ เกิดขึ้นแล้ว และเราต้องหาวิธีแก้ไข ต้องตั้งเมตตาขึ้นมา ความเมตตา ต้องสร้างจากพลังจิต ท าสมาธิขึ้นมาบ่อย ๆ หลายวันเข้า พลังจิตจะ เพิ่มขึ้น ก็จะมาท าลาย ก็จะเกิดความอภัยขึ้นมาในจิตได้จิตก็เริ่มไม่ผูก พยาบาทอาฆาตจองเวร เรียกว่า อภัยกันได้ ถ้าหากว่าไม่รู้จักคิด ก็แย่เหมือนกัน ท าให้จิตนี้หลงใหล หลงใหลไป เพราะว่า สมาธิได้เสื่อมไปเสียแล้ว ก็เลยแก้ไขตัวไม่ทัน เราพยายามท าสมาธิไปเรื่อย ๆ เพราะว่า ไม่ได้ลงทุนอะไร เมื่อเป็นเช่นนั้น เราไม่ควรที่จะท าให้จิตเสื่อมถึงขนาดว่า มีกิเลสตัวใหญ่ ๆ เกิดขึ้น เราพยายามที่จะท าสมาธิอยู่สม่ าเสมอ ท าอยู่สม่ าเสมอก็เหมือนกัน เรารู้จักรักษาร่างกายของเรานี้ เมื่อรู้จักรักษาร่างกายของเราก็สามารถจะมี ร่างกายแข็งแรง แล้วก็สามารถท างานที่ตั้งใจไว้ ให้ส าเร็จสมความประสงค์ 3.6 “60%” ของพลังจิตที่สะสมไว้จะไม่เสื่อม พลังจิตจากการท าสมาธิที่ได้สะสมไว้นี้ 60%ของพลังจิตที่ ได้ท าสะสมเอาไว้นั้น จะไม่เสื่อม จะช่วยไปตลอดจนกระทั่งถึงที่สุด (พลังจิต ส่วนที่เก็บไว้ถาวรมี 60% ส่วนที่เอาไว้ใช้งานมี 40%)
60 ดังนั้น แม้การท าสมาธิจะเสื่อมได้ แต่ว่า พลังจิตที่เราสะสม ไว้ 60% นี้จะอยู่เป็นนิสัย อยู่เป็นวาสนา อยู่ต่อไปตลอด แต่อย่างไรก็ ตาม สมาธิไม่ควรจะให้เสื่อม น่าจะเป็นการดี ประเด็นอภิปราย 1. ให้อภิปรายถึงลักษณะของสมาธิว่ามีลักษณะใด เมื่อเริ่มบริกรรม 2. ให้อภิปรายถึงลักษณะของสมาธิว่ามีลักษณะใด หลังจากเริ่มบริกรรม และเมื่อหยุดค าบริกรรมแล้ว 3. ให้อธิบายลักษณะของการเปลี่ยนระดับของสมาธิ 4. ผลของการท าสมาธิก่อให้เกิดสิ่งใดบ้าง ผลอะไรที่ส าคัญที่สุดและเพราะ เหตุใดจึงส าคัญที่สุด 5. หนทางให้สมาธิเสื่อมเกิดจากเหตุใดบ้าง ให้ยกตัวอย่าง และจะแก้ไขได้ อย่างไร ค าส าคัญ จิตละเอียด เอกัคคตารมณ์ ขณิกะสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ หนทางให้สมาธิเสื่อม
61 ตอนที่ 5 ประโยชน์ของสมาธิ การน าสมาธิไปใช้ในชีวิตประจ าวัน สมาธิกับการงานและการเรียน เรื่อง 1. ประโยชน์ของสมาธิ 2. การน าสมาธิไปใช้ในชีวิตประจ าวัน 3. สมาธิกับการงานและการเรียน
62 สาระส าคัญ 1. ประโยชน์ของสมาธิ คือ พัฒนาความสามารถและความเป็นเลิศ ท าให้ อยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข พัฒนาสมอง เปลี่ยนพฤติกรรมไม่ดี มีตัวเตือนเกิดขึ้น และสามารถท าให้เกิดสิ่งที่เหนือธรรมชาติได้ 2. วิทิสาสมาธิเป็นสมาธิที่ท าได้ระหว่างวัน โดยท าวันละ 2 - 3 ครั้ง ๆ ละ 5 นาที เมื่อได้ท าสมาธิในชีวิตประจ าวันจะช่วยกรองอารมณ์ ท าให้เกิด สติปัญญา และส่งผลให้การท างานทั้งหลายเรียบร้อย 3. ผู้ประกอบการงานที่ได้สมาธิและมีพลังจิต เปรียบเหมือนได้ทุน จึงมี ปัญญาคิดได้กว้างขวางและตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เป็นปัญญาที่น่า อัศจรรย์ ซึ่งสมาธิท าได้ไม่ยาก และไม่ควรประมาทในเรื่องการท าสมาธิ 4. สมาธิที่น ามาใช้ในการเรียน คือต้องให้ท าสมาธิที่พอดีและมีหลักสูตรที่ให้ เรียนแบบพอดี ซึ่งสมาธิจะช่วยกลั่นกรองอารมณ์ ท าให้สมองท างาน เบาลง เกิดสติปัญญา และสมาธิสั้นจะกลายเป็นสมาธิยาวได้ 5. หลักสูตรสมาธิของสถาบันพลังจิตตานุภาพ สอนสมาธิที่ท าง่าย ท าแล้ว ได้ผล สามารถไปสอนคนอื่นต่อได้ เป็นหลักสูตรที่ย่นเวลาเรียนแต่ยังมี ประสิทธิภาพ เหมาะแก่วัยและกาลเวลา เนื้อหาตอนที่ 4 ประกอบด้วยเรื่อง ประโยชน์ของสมาธิ การน า สมาธิไปใช้ในชีวิตประจ าวัน และสมาธิกับการงานและการเรียน
63 1. ประโยชน์ของสมาธิ 1.1 พัฒนาความสามารถและความเป็นเลิศของมนุษย์ ความดีของมนุษย์ 2 ประการที่เรียกว่า สองดี ดีที่หนึ่งคือ ความสามารถ และดีที่สอง คือ ความเป็นเลิศนี้ ทันทีที่มนุษย์เกิดมา ความสามารถและความเป็นเลิศนี้จะเกิดตามมาด้วย การจะพัฒนาสองดี ให้เกิดความสมบูรณ์แบบขึ้นนั้นมีทางเดียวคือ สมาธิ ตามปกติสมาธิ(สมาธิธรรมชาติ) มีอยู่ในตัวของคนเราทุกคน อยู่แล้ว คนเข้าใจก็น าไปพัฒนาความสามารถและความเป็นเลิศของตนได้ แต่ว่าการที่จะพัฒนาความสามารถและความเป็นเลิศได้โดยสมบูรณ์แบบ นั้น นอกเหนือจาก สมาธิธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว จะต้องมีสมาธิที่สร้างขึ้น ถ้ามิฉะนั้นแล้ว เราก็จะไม่สามารถที่จะมาพัฒนาสองดีให้แก่มนุษย์ได้ ความหวังที่ว่า ต้องการให้มนุษย์อยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข ความหวังนั้นก็จะต้องสลายตัวไป สถาบันพลังจิตตานุภาพได้ตั้งความหวังว่า ผู้ที่มาสะสม พลังจิตได้ในระดับหนึ่งแล้ว เขาจะสามารถที่จะมาพัฒนาความสามารถ และความเป็นเลิศของมนุษย์ได้ ถ้าหากว่ามนุษย์ทั้งหลายได้มาเรียนสมาธิ ในทางที่ถูกต้องและในทางที่เหมาะสม สมควร หรือที่เรียกว่า “สัมมาสมาธิ” สมาธิจะผลิตพลังจิต เพราะ เมื่อสมาธิผลิตพลังจิตแล้ว พลังจิตนี้จะเป็น ตัวที่ไปท าสองดีพัฒนาให้เกิดความดีความงาม เกิดประสิทธิภาพในทางที่ เหมาะสม ด้วยความที่ว่ามีเหตุผล ด้วยความที่ว่ามีความรับผิดชอบสูง ด้วยความที่ว่ามีความเมตตา อันนี้เป็นตัวตั้งไว้ก่อน แล้วเมื่อถึงระดับแล้ว ก็สามารถที่จะมีความควบคุมจิตใจ แล้วก็มาพัฒนาความอยู่เย็นเป็นสุข ขึ้นมาได้ ถ้าหากว่าสิ่งที่กล่าวมานี้พวกเราท าได้จริง ความส าเร็จ เกิดขึ้น ย่อมเป็นประโยชน์ยิ่งกว่าโลกาภิวัฒน์มากมาย โลกาภิวัตน์มี ประโยชน์ในการที่จะให้ความสุขก็จริงอยู่ มีการพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ให้เกิด
64 ความศิวิไลซ์ก็มีอยู่มาก แต่ว่าขาดการที่จะมาท าให้จิตใจมีการให้อภัยซึ่ง กันและกัน หากมีการที่รู้จักละรู้จักวางในบางกรณี ไม่ใช่ถึงกับว่า เราจะ ท ากิเลสให้หมดไป แต่ลดระดับความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นจากความไม่ดีนั้น ดังนั้น สมาธิจึงมีบทบาทและมีความส าคัญในชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง 1.2 อยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข ประโยชน์ของสมาธิมีมากมาย ถ้าเราไม่มีสมาธิแล้วคนเรานี้ ก็เป็นบ้าทันที เป็นบ้า คือ ความที่ไม่สมประกอบ ไม่สมประกอบก็ เนื่องจากว่า สมาธิไม่มี เมื่อสมาธิไม่มี สติก็ไม่มี เมื่อสติไม่มี ปัญญาก็หมด ก็เรียกว่า เรียบร้อย ชีวิตก็เรียกว่า หมดหวัง เพราะว่า เป็นบ้าซะแล้ว ที่ว่า เป็นบ้า เพราะว่าไม่มีสมาธินี้เอง ถ้ามีสมาธิเราก็ไม่เป็นบ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น สมาธินี้เองที่จะท าให้คนสมหวังในการที่เรา ต้องการอยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข อันนี้เป็นสิ่งที่คนทั้งหลายพา กันมองข้าม คือ มองข้ามไปเสียในจุดตรงนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าคณะนักศึกษาที่ก าลังศึกษา มหาวิทยาลัย ที่ก าลังจะเติบโต และที่ก าลังจะเป็นก าลังต่อประเทศชาติใน แต่ละชาตินั้น ได้มาศึกษาสมาธิร่วมกัน และสามารถที่จะมองเห็นความอยู่ ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข โดยที่ไม่ต้องไปรบราฆ่าฟันกัน โดยที่ไม่ ต้องไปท าความเดือดร้อนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ นี่คือ ประโยชน์ที่มันยิ่งใหญ่ ที่สุดของการที่เราท าสมาธิ 1.3 พัฒนาสมอง สม า ธิส าม า รถที่จ ะไปท าสมอ งขอ ง คนเ ร าให้ เ กิ ด ประสิทธิภาพมากขึ้นได้ เนื่องจาก อารมณ์ต่าง ๆ ที่มันจะเข้ามาในสมอง ของคน จะต้องผ่านเวฟ (Wave) คือ คลื่นสมอง ผ่านไวเบรชั่น (Vibration) คือ ความสั่นสะเทือนของสมอง ทั้งสองอย่างนี้จะต้องเป็นตัวรับอารมณ์ อย่างเต็มที่
65 ทีนี้ถ้าหากว่าทั้งสองตัว คือ คลื่นสมอง และความสั่นสะเทือน ของสมอง ซึ่งได้รับอาการจากอารมณ์ที่เจือปนไปด้วยอารมณ์ร้ายต่าง ๆ หรืออารมณ์ที่พยาบาทอาฆาตจองเวร ก็จะมาท าลายสมอง คือ แทนที่จะเอา ไปใช้ในทางที่ถูกต้อง แต่เอาไปใช้ในทางที่รบราฆ่าฟันกัน วิวาทกัน หรือ พยาบาทอาฆาตจองเวรกันไปเสีย อารมณ์ร้ายเหล่านี้ก็มาท าลายสมอง แต่ถ้าหากว่า เราได้มีการกลั่นกรองอารมณ์ด้วยสมาธิ เพราะว่าก่อนที่เราจะท าสมาธิจนจิตเป็นสมาธินี้ เราก็ต้องบริกรรมก่อน พอ บริกรรมแล้วก็เท่ากับว่ากรองอารมณ์ไปขั้นหนึ่งแล้ว เมื่อกรองอารมณ์ไป ขั้นหนึ่งแล้ว เมื่อเข้าไปถึงคลื่นสมอง เข้าไปถึงความสั่นสะเทือนของสมอง คลื่นสมองก็ไม่หนัก คลื่นก็ไม่แรง และความสั่นสะเทือนก็ลดระดับลง เมื่อ เป็นเช่นนั้น ก็เกิดความเบา อันดับแรกที่ท าสมาธิ เราก็จะตัวเบา เราก็จะสมองโล่ง มือ ทับกัน สองมือก็เหมือนไม่ทับกัน คือจะรู้สึกพิเศษ นี่คือ ให้เข้าใจเสียก่อน ว่า นั่นเราก าลังได้รับผลของพลังจิต ที่จะสามารถไปพัฒนาสมองที่ทึบๆ ให้ปลอดโปร่งลงไปได้ 1.4 เปลี่ยนพฤติกรรมไม่ดี บางคนโง่เง่าสารพัด เป็นคนที่ไม่เอาไหน แต่พอเวลาที่มาท า สมาธิแล้ว อารมณ์ได้รับการกลั่นกรอง ก็เกิดความเบา ความโง่เง่าความไม่ เอาไหน กลายเป็นคนที่มีความขยัน เรียกว่า เปลี่ยนพฤติกรรม การเปลี่ยนพฤติกรรม ถ้าเราไปแนะน าสั่งสอน บอกว่าไม่ดี นะ พวกแกอย่าตีกันนะ พวกแกอย่าทะเลาะกันนะ แกอย่าฆ่ากันนะ กิน เหล้าเมาสุราไม่ดี บาป หรือว่าท าอย่างนี้แล้วพวกแกจะไปนรกนะ เขาไม่เชื่อ เด็ดขาด สอนเท่าไรก็ไม่ฟัง เพราะกินเหล้าสุขสบาย เขากินแล้วเสพติดจน สุขสบาย เพราะว่า จิตถูกเจือไปด้วยอารมณ์ คืออารมณ์ที่ไม่ได้กรอง เข้า มาเยอะมากไป และเราไม่สามารถที่จะละลายอารมณ์ได้ อารมณ์ก็เลยไป ท าสมองให้ฟืดฟัด
66 แต่ถ้าหากว่า เราสามารถกลั่นกรองอารมณ์ตรงนี้ได้ตาม วิถีทางของสัมมาสมาธิแล้ว พวกนี้จะเบาขึ้น พอเบาขึ้นแล้วจะเปลี่ยนใจได้ เอง หมายความว่า พฤติกรรมต่าง ๆ ที่เราเคยท าไม่ดียาเสพติด จะละไป เอง ความไม่เอาไหนก็จะละไปเอง จะหลุดไปจากตัวเอง โดยที่ไม่ต้องมีใคร ไปบอก เรารู้ขึ้นมาด้วยตัวเอง 1.5 มีตัวเตือน เมื่อท าสมาธิเพิ่มขึ้นไปก็จะเกิดความแกร่งขึ้น เมื่อเกิด ความแกร่งขึ้นก็จะมีค าเตือน ตัวเตือน หรือวอนนิ่ง (Warning) คือ จะมี ตัวที่เตือนเราขึ้นมา เปรียบเทียบเหมือนกับเราเรียนหนังสือ เมื่อเราเรียนหนังสือ ไปถึงใกล้จะจบมัธยมปลายแล้ว จะมีตัวเตือน เพราะความรู้เราเรียนจบ แล้ว อ่านออกเขียนได้หมดแล้ว เมื่อคนที่เรียนจบมัธยมปลายหรือจบ มหาวิทยาลัยแล้ว เปิดหนังสือออกมาอ่านได้หมดแล้ว ทีนี้พอทันทีที่อ่านผิด ตัวเตือนจะเตือนทันทีเลย เพราะเรารู้แล้ว ความรู้เหล่านั้นเราเก็บเอาไว้ แล้ว เราเก็บที่ใจของเรา ส่วนคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ จะไม่มีตัวเตือน อ่าน หนังสือผิดถูกก็เลยไม่รู้ เพราะฉะนั้น พลังจิตก็เหมือนกัน ถ้าท าไม่ได้ที่ก็ เลอะเลือนเหมือนกัน ถ้าท าได้ที่แล้ว ก็ไม่เลอะเลือน 1.6 สามารถท าให้เกิดสิ่งที่เหนือธรรมชาติ ในการท าสมาธิมีความวิเศษอยู่อย่างหนึ่ง ที่จะบอกให้ทราบ คือ เมื่อท าพลังจิตของเราเข้าที่ไปแล้ว พลังจิตจะสะสม เมื่อมีการสะสม พลังจิตแล้ว พลังจิตจะไม่สูญสลาย คือ มีร้อยก็บวก มีร้อยก็บวก เป็น สองร้อยก็บวก ... ห้าร้อยบวกอีกร้อยหนึ่ง เป็นหกร้อย เป็นเจ็ดร้อย พลังจิต จะเพิ่ม ๆ มากขึ้นไปเรื่อย ในเรื่องของการท าสมาธิจึงเป็นเรื่องที่สามารถ ท าให้เกิดอะไรต่าง ๆ ได้น่าอัศจรรย์ที่สุด หรือเรียกว่า อเมซิ่ง (Amazing) อเมซิ่ง หมายความว่า เหนือจากธรรมชาติ
67 เพราะฉะนั้น ประโยชน์ของสมาธิมีมหาศาล เช่นเดียวกับ ในเวลานี้ที่ท าประโยชน์ ท าโลกาภิวัตน์นี้มหาศาลมาก เขาเรียกว่า ไฮเทค ที่ให้ประโยชน์ก็คือ การศึกษาได้ประโยชน์มากกว่าแต่ก่อน ในชีวิตการท ามา หาเลี้ยงชีพก็ได้ประโยชน์มากกว่าในสมัยโบราณ และตลอดจนกระทั่ง คือ การที่จะท าธรรมชาติให้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เป็นประโยชน์ก็เกิดมาจาก ไฮเทค และก็เป็นไฮเทคที่เขาสามารถท าได้ก็คือ การพัฒนาสมองนั่นเอง และก็พัฒนามาจากสมาธินี่เอง 2. การน าสมาธิไปใช้ในชีวิตประจ าวัน ทันทีที่มนุษย์เกิดมา“สองดี”จะตามมาด้วย คือ ความสามารถ และความเป็นเลิศของมนุษย์จะเกิดตามมาด้วย เพียงแต่ว่าเราจะท าให้ สองดีพัฒนาได้อย่างไร เมื่อเวลาที่ความสามารถและความเป็นเลิศเกิดขึ้น มาแล้ว เราจะท าอย่างไรกับสองดีให้เป็นความมีประสิทธิภาพกันเป็นหมู่ เป็นคณะ ถ้าหากว่าเราดีคนเดียวก็กลายเป็นว่า พัฒนาเสือมากินหมู ก็เลย กลายเป็นเรื่องที่จะมาเอาเปรียบกันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้น การพัฒนาจ าเป็นต้องมีความเป็นหมู่เป็นคณะ หลาย ๆ คนมารวมกัน แล้วมีความเห็นตรงกัน มีการสร้างสมาธิให้แก่ตัว ของเรา ต่างคนต่างพัฒนาไปหาจุดที่ต้องการ เป็นต้น ภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพนี้มีสมาธิมากมายหลายอย่างที่จะ ให้พวกเราสามารถที่จะน าเอามาใช้ในประจ าวันได้ เช่น วิทิสาสมาธิ คณะสาสมาธิ สุทันตสาสมาธิ วิทันตสาสมาธิ วิทิสาสมาธิคือ ท าสมาธิ 5 นาทีต่อครั้ง เช่น เราเป็นเจ้านาย เวลาขึ้นรถยนต์ไป เขาก็มาขับรถให้ เราก็นั่งไป เราก็วิทิสาสมาธิ 5 นาที ก็ไม่ มากอะไร ก็ได้แล้ว จะท าวิทิสาสมาธิวันละ 2 - 3 ครั้งก็ได้ สามารถที่จะ น าเอามาใช้ในชีวิต สามารถที่จะท าสมาธิได้ในขณะที่เราท างานได้ด้วย
68 ถ้าเราไม่ได้ท าสมาธิเราไม่มีการพักเลย และอารมณ์ไม่ได้มี การกรองเลย ท างานนิดเดียวแต่ก็หนัก แต่เมื่อมีสมาธิแล้ว สมาธิจะไป ช่วยเราในเวลาที่เรามีความคิดหนัก ใช้สมองหนัก ก็จะตัดสินใจผิดพลาด แต่เมื่อมีสมาธิแล้วเวลาเราจะไปท างานอะไร งานหนักก็กลายเป็นงานเบา ส าหรับการใช้ชีวิตประจ าวัน ในการที่เราจะท างานทั้งหลายทั้ง ปวงจะต้องใช้สติ ใช้ปัญญา ค าว่า “สติและปัญญา” ต้องอยู่ด้วยกัน แต่ สติและปัญญาจะเกิดขึ้นมาลอย ๆ ไม่ได้ ต้องมีสมาธิเป็นตัวแปรที่ส าคัญ พอมีสมาธิพับนี่ สติก็จะเกิด พอสติพับเกิดขึ้นมานี่ ปัญญาก็จะเกิด เพราะฉะนั้น สามอย่างนี้ต้องอาศัยกันอย่างแน่นอน ถ้าเรามีอารมณ์เยอะ ๆ วันนี้ทะเลาะกันที่บ้านก่อนจะไปท างาน หัวเสีย เวลาไปท างานก็ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ งานจะบกพร่องไปทันทีเลย เพราะว่า เสียสมาธิไปจากบ้านแล้ว พอเสียสมาธิแล้ว สติก็อ่อนตัว พอสติ อ่อนตัว ปัญญาก็อ่อนตัว เมื่อปัญญาอ่อนตัว การที่ท างานก็พลาด แต่ถ้าหากว่า เรามีสมาธิ ทางบ้านก็สงบ ไม่ได้ทะเลาะกัน อะไร ต่าง ๆ ก็เรียบร้อย พอมาถึงที่ท างาน เราก็ท างานได้เรียบร้อย นั่น หมายความว่า มีสมาธิแล้ว เพราะฉะนั้น เวลาที่เราท าสมาธิ บางทีเราคิดว่า จิตของเราจะ ไม่เป็นสมาธิ แท้ที่จริงเป็นสมาธิ เมื่อทันทีที่เราตั้งใจ จิตจะเป็นสมาธิ ทันทีเลย ขอให้เกิดความตั้งใจที่แน่วแน่ขึ้นมาชัดเจน เมื่อตั้งใจแน่วแน่ ขึ้นมาแล้วก็เป็นสมาธิอ่อน ๆ พอเราบริกรรม สมาธิก็แก่กล้าขึ้น เป็นต้น ตัวอย่างเช่น คนเราขับรถ พอได้จับพวงมาลัยก็มีสมาธิแล้ว ถ้า ไม่มีสมาธิก็จับพวงมาลัยไม่ได้ พอเวลาจับพวงมาลัยขับรถไป เขาก็มีสมาธิ ทั้ง ๆ ที่ก็ลืมตาดูถนน ดูข้าง ๆ ดูข้างหน้าข้างหลัง ตลอดจนคุยกับผู้โดยสาร แต่ว่าเขาก็มีสมาธิ ถ้าเขาขาดสมาธิเมื่อไร จิตจะเข้าภวังค์ พอทันทีที่จิต เข้าภวังค์จะลืมตัว รถคว่ าทันทีหรือกระเด็น เพราะไม่มีสมาธิอย่างนี้เห็น ได้ชัด
69 3. สมาธิกับการงานและการเรียน 3.1 สมาธิกับการงาน ในการที่เราจะใช้สมาธิกับการงาน ถ้าเป็นสมาธิขึ้นมาแล้ว เท่ากับว่า เราได้ทุน ได้ทุน ได้เงินใส่กระเป๋าไว้ เมื่อได้เงินใส่กระเป๋าไว้ แล้วเงินในกระเป๋าก็จะต้องช่วยเราแน่นอน ช่วยอย่างไร เช่น ถ้าเราหิว ข้าว เรามีเงินในกระเป๋า เราก็กินข้าวได้ เมื่อเวลาเราต้องการอะไรสักอย่าง เรามีเงินในกระเป๋า เหมือนกับเรามีพลังจิตไว้ในตัวของเรา เราจะท างาน ตอนเช้า เราก็สามารถมีปัญญาคิดได้ คิดได้กว้างขวาง คิดได้อย่าง มหัศจรรย์น่าแปลกใจว่าเราได้ตัดสินใจไป บางคนได้ตัดสินใจลงไปได้ผล ประโยชน์อย่างยิ่ง เรามาคิดว่า ท าไมเราถึงได้ท าได้อย่างนี้น่าแปลกใจ มาก ตัดสินใจแป๊บเดียวได้ ต้องรู้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการงานของ เรา เป็นประโยชน์มากจริง ๆ เพราะฉะนั้น ต้องบอกว่า ปัญญาของสมาธิที่ได้กลั่นกรองไว้ แล้ว เป็นไฮเทค เป็นปัญญาที่มีความน่าอัศจรรย์ หรือเอ็กเซลเลนท์ (Excellent) ว่าคิดได้อย่างไร ถึงได้คิดมาออกมาได้อย่างนี้ ดังนั้น การงาน ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การบริหาร หรือจะเป็นการงานภายใน ครอบครัว การงานในประเทศชาติ หรือการงานในหมู่ในกอง ทุกสิ่งทุกอย่าง จะต้องมีปัญญา มีปัญญาตัวนี้นี่เอง 3.2 สิ่งที่ควรตระหนักเกี่ยวกับสมาธิ การจะพัฒนาสองดีของมนุษย์ขึ้นมา เป็นดอกเป็นผล ออกมาอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ง่ายนัก แล้วก็ไม่ได้ยากด้วย ไม่ง่าย และก็ท าไม่ยาก เพราะอะไร ก็เพราะว่า เส้นผมบังภูเขา เราคิดว่าสมาธิจะยาก สมาธิจะยากได้อย่างไร ในเมื่อเรามีอยู่ทุกวัน ๆ ถึงเราไม่ท า เราก็มี ท าไมถึงมี เขาเรียกว่า มีสมาธิธรรมชาติ ท าไมถึงเป็นสมาธิ ธรรมชาติ ก็เพราะว่า ธรรมชาตินี้ได้ให้เรามาไว้เพื่อที่จะให้เป็นทุน
70 แต่มนุษย์พากันลืม ลืมทุนอันนี้แล้วเราก็ไม่ได้สร้างหรือว่า ไม่ได้พัฒนาอันนี้ขึ้นมา ก็เลยกลายเป็นคนที่เรียกว่า ด้อยพัฒนา ปัจจุบันนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วจะเป็นประเภทหนึ่ง ประเทศที่ยังไม่ได้พัฒนาจะ เรียกว่า ด้อยพัฒนา มนุษย์ก็เหมือนกัน ถึงจะพัฒนาแล้ว แต่พัฒนา ทางด้านวัตถุ ในด้านจิตใจไม่ได้พัฒนาขึ้นมา เมื่อด้านจิตใจไม่ได้ พัฒนาขึ้นมาแล้วก็ท าให้ไม่สมดุลกัน เมื่อไม่สมดุลกันแล้ว ก็จะไปพัฒนา ความสามารถและความเป็นเลิศไม่ได้ แม้ว่า การท าสมาธิมันได้ประโยชน์ แต่ว่าเราขัดข้อง เพราะว่า หาเวลาไม่ได้ยังหนุ่มยังน้อย ยังมีเวลาโอกาสอีกเยอะ เมื่อไหร่เรา ก็ท าได้ หรือเพราะว่าอะไร ๆ ก็ตาม อย่างนี้เรียกว่า ความประมาทเกิดขึ้น แล้ว เมื่อความประมาทเกิดขึ้นแล้วก็เลิก ถ้าเลิกทีหนึ่งแล้วก็เลิกไปอีกต่อไป อย่างนี้เป็นต้น ความประมาทอันนี้เราต้องเข้าใจว่า จะเกิดความพลาด พลั้งทุกอย่าง เพราะว่า ความประมาทหรือเรียกว่า สะเพร่า ความประมาท สะเพร่า เรามีอยู่ประจ าตัวทุกคน เราจะต้องแก้ไขว่า เราไม่ควรประมาท ถึงจะเป็นเด็กก็ไม่ควรประมาท ถึงจะเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่ควรประมาท ถึงจะเป็น ใครก็ไม่ควรประมาท ดังนั้น เราจึงไม่ควรประมาทในเรื่องของสมาธิ เพราะสมาธิ เหมือนเส้นผมบังภูเขา เป็นของง่ายนิดเดียวอยู่ที่ตัวของเรา เมื่อตัวของเรา หรือใคร ที่ได้รับผลจากการท าสมาธิแล้ว เขาจะไม่ปล่อยวาง เขาอยากจะ ท าต่อไป เพราะอันนี้เป็นสิ่งที่ดีอันหนึ่ง เหมือนกับคนที่เขาท างาน เมื่อ ท างานได้ก าไรเยอะ ๆ จึงหามรุ่งหามค่ า (ทั้งวันทั้งคืน) ไม่อยากจะละทิ้ง การงานนั้น เพราะว่า รายได้ดีเหลือเกิน เช่นเดียวกัน เมื่อสมาธิเป็นประโยชน์แก่เราอย่างยิ่ง เราท า สมาธิได้แล้ว สบาย เบา เมื่อเบาแล้วเราจะไปทิ้งความเบานั้นได้อย่างไร เราก็จะต้องสานต่อ นั่นเรียกว่า ความไม่ประมาท
71 เพราะฉะนั้น การที่เราจะสร้างสมาธิให้เป็นสัมมาสมาธินั้น เป็นตัวประกอบที่มีความส าคัญ ให้เราสามารถที่จะเข้าใจตัวของเราเองได้ ว่า ไม่ใช่ว่าเราจะเกิดมาแล้ว ทิ้งชีวิตของเราไปเสียเปล่า เอาชีวิตไปเล่น เอาชีวิตไปใช้ไม่เป็นประโยชน์เอาชีวิตไปท าส ามะเลเทเมา อย่างนี้เรียกว่า เป็นความประมาททั้งสิ้น ใครที่ท าเช่นนั้นเรียกว่า หาเรื่องใส่ตัว เกิด ความประมาท พอประมาท ความเสียหายก็เกิดขึ้นกับตัวเรา ซึ่งเมื่อเกิด ความเสียหายกับตัวเรา จะไม่ใช่เสียหายกับตัวเราอย่างเดียว พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง สามีภรรยา ก็เสียหายด้วย 3.3 สมาธิกับการเรียน การที่จะวางตัวของเราให้ถูกต้องตามกาลเทศะ หมายความว่า เราเอาประโยชน์ของสมาธิ เราน าสมาธิไปใช้ในชีวิตประจ าวัน เราก็เอา สมาธิมาใช้ในการเรียนและการงาน เมื่อน าสมาธิมาใช้ในการเรียนของเด็ก ต้องเป็นสมาธิที่พอดี เด็กจะท ามากเกินไปก็ไม่ได้ ท าพอดีๆ มีหลักสูตรให้เรียน เรียนให้พอดี พอ เรียนให้พอดีแล้ว ก็สามารถที่จะขยายงานต่อไปอีก กรณีเด็กบางคนที่สมาธิสั้น อยู่ไม่เป็นสุข ถ้าหากว่าเราให้ท า สมาธิมาก ๆ ก็จะท าไม่ได้ ก็ให้ท า 3 - 5 นาที ท าแต่ละครั้งทีละน้อย ๆ ไม่นานเด็กคนนั้น พลังจิตก็จะเพิ่มขึ้น เมื่อพลังจิตเพิ่มขึ้นแล้ว สมาธิสั้นก็ จะกลายเป็นสมาธิยาวได้เป็นต้น ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า สมาธิมาช่วยกลั่นกรองอารมณ์ที่สกปรก เปื้อนเปรอะ กลายเป็นอารมณ์ที่ได้ถูกกลั่นกรองแล้ว คืออารมณ์ที่ไม่ดีก็ถูก กลั่นกรอง เมื่อเข้าไปในสมองของเราที่เราใช้การเรียนอยู่เป็นประจ าวัน เวฟหรือคลื่นสมอง ไวเบรชั่น หรือการสั่นสะเทือนของสมอง ก็จะท างาน เบาลง แล้วก็จะกลายเป็นเกิดสติเกิดปัญญาขึ้นมา
72 3.4 งานสอนสมาธิของสถาบันพลังจิตตานุภาพ เรื่องการสอนสมาธิจะต้องหาวิธีหรือระบบงานที่ง่ายต่อ การท าที่สุด คนจะได้เกิดความสนใจขึ้นมา เมื่อสนใจ และได้ผลขึ้น มาแล้ว เขาก็อยากที่จะท าต่อไป เพราะฉะนั้น จึงต้องมีครูอาจารย์ เหมือนที่เรามาเรียนสมาธิ มีครูอาจารย์มาสอนเรา เราไม่ต้องท าเอง ครูอาจารย์จะแนะน าให้ เมื่อเรารู้ แล้ว เราก็ไปสอนคนอื่นได้อีก อย่างนี้ก็เป็นครูบาอาจารย์กันต่อไป ถ้าหากว่าไม่มีครูบาอาจารย์แล้วอยากจะท าสมาธิ ก็ นั่งขัดสมาธิท าเอง ไม่ดี ผิด ๆ ถูก ๆ เหมือนกับคนที่เป็นไข้หรือเป็นโรคภัย แล้วไม่หาหมอ เพราะว่า กลัวเสียเงิน ไม่มีเงินไปหาหมอ เมื่อไม่ไปหาหมอ ก็ต้องรักษาตัวเอง หายาตามบ้านมากินก็ตายฟรี แทนที่จะมีชีวิตยืนยาว ต่อไป แต่เมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมาแล้วก็ไปหาหมอ หมอได้ดูแลให้เรากินยา อายุยืนยาวต่อไป ฉันใดก็ดี การที่ท าสมาธิจะต้องมีครูอาจารย์ เมื่อมีครู อาจารย์แนะน าเรา เราก็เดินไปในทางที่ถูกต้อง เมื่อเดินไปในทางที่ถูกต้อง แล้ว ก็เกิดความไม่ประมาท หลวงพ่อได้สร้างหลักสูตรสมาธิที่ท าง่าย เหมาะแก่ กาลเวลา เหมาะแก่สมัย เหมาะแก่วัย เหมาะแก่โลกาภิวัตน์ ขึ้นมา ซึ่ง เป็นหลักสูตรที่สากลและสแตนดาร์ด (Standard) สามารถท าได้ทุกชาติ ศาสนา ท าได้ทุกชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน สามารถที่จะมาท าได้ และมีครูอาจารย์แนะน าสั่งสอนให้ เพราะหลวงพ่อมีความต้องการอยากจะให้มนุษย์อยู่ร่วมกัน ด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข สิ่งนี้เป็นยอดปรารถนาว่าจะท าอย่างไรถึงจะเป็น เช่นนั้นขึ้นมาได้ จึงได้วางหลักสูตรเอาไว้ว่า ขึ้นต้นต้องท าอย่างนี้ ขั้นที่สอง ท าอย่างนี้ ขั้นที่สาม ขั้นที่สี่ ขั้นต่อไปท าอย่างนี้ ๆ บอกหนทางถูกเป็นอย่าง นี้หนทางผิดเป็นอย่างนี้ บอกให้หมด
73 ดังนั้น ค าว่าสมาธิที่ได้ย่นเวลาจาก 10 ปี 20 ปี มาเหลือ เพียง 6 เดือน ก็ยังมีประสิทธิภาพ ไม่ได้แพ้กันกับที่เรียนมามาก ๆ เพราะว่า หลักเกณฑ์ของการท าสมาธิ มีหลักมีเกณฑ์อยู่แล้วว่าท าไปแค่นี้ ถึง ไปแค่นี้ กว่าจะถึงจุดนี้ ก็เป็นสิ่งที่มีหลักมีเกณฑ์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ท าขึ้นมาแล้วจะเป็นสิ่งหนึ่ง เรียกว่า จะเป็น สมบัติสิ่งหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับตัวของผู้ที่ได้มาเรียน สมบัติอันนี้จะติดตัวบุคคล คนๆ นั้นไปจนกระทั่งตาย มาเรียนเท่านี้แต่ว่าติดตัวไปจนกระทั่งตาย เพราะว่า มีหลักสูตรอยู่แล้ว และเมื่อเรียนจบหลักสูตรแล้วก็สามารถมี การรับรองได้ด้วย อย่างนี้เป็นต้น และยังสามารถที่จะใช้สมาธิให้เป็นผล กับการเรียนได้อย่างดีที่สุดด้วย 3.5 การขยายงานสอนสมาธิ ความหวังของหลวงพ่อต้องการอยากจะให้กระจายงาน สมาธิอันนี้ออกไปให้มาก จึงจ าเป็นที่จะต้องเอาหลักสูตรเหล่านี้เข้าสู่วงของ การศึกษา หรือหลักสูตรของการศึกษา นักศึกษานี้ถือว่าเป็นเด็กที่จะต้องโตเป็นผู้ใหญ่ต่อไปในวัน ข้างหน้า เมื่อสามารถน าหลักสูตรสมาธินี้ไปสอนนักศึกษา นักศึกษาก็เอา ไปสอนตัวเอง สอนตัวเองได้แล้วก็สามารถจะขยายไปสอนคนอื่นได้ เหมือนกับการศึกษาในปัจจุบัน เมื่อศึกษาแล้วครูคนนี้สอนเรา ครูคนนี้ตาย ไปครูคนใหม่ก็มาแทน ครูคนนี้ไม่อยู่ครูคนใหม่ก็มาแทนได้ สมาธิก็ต้องท า เช่นนั้นเหมือนกัน ในอดีตการที่จะมีครูสมาธิแต่ละคน ๆ นั้นยากมาก ต้อง เรียน 5 ปี 20 ปี บางที 20 ปีก็ยังไม่ได้เป็นครูอาจารย์ เพราะฉะนั้น กว่าจะ ได้อาจารย์สอนสมาธิมาแต่ละคนต้องรอนาน 10 - 20 ปี แต่เวลานี้หลวง พ่อได้ใช้ไฮเทคการสอนสมาธิ คือ ใช้เวลาเข้าไม่เกิน 5 - 6 เดือนก็ได้เป็น ครูสามารถที่จะท าย่นลงมาจาก 20 ปี เหลือแค่ 5 - 6 เดือน ก็เลยกลายเป็น ครูสมาธิจ านวนมากขึ้นมาแนะน ากันได้ ที่ท าได้เพราะว่ามีหลักสูตร มี
74 ตัวหนังสือ มีผู้ก ากับ ว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ เวลาไปสอนต้องมีหลักการสากล ที่จะต้องใช้ได้ หลวงพ่อเอาไปใช้ที่แคนาดาแล้ว สามารถที่จะท าให้เป็น สถาบันขึ้นมาเรียกว่า “สถาบันวิลเพาเวอร์ อินสะติติว” (Willpower Institute) หมายความว่า ฝรั่งก็ท าได้ ชาติไหนก็ท าได้ ประเด็นอภิปราย 1. สมาธิมีประโยชน์อย่างไร จงอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ 2. วิทิสาสมาธิสามารถน าไปท าในชีวิตประจ าวันได้อย่างไรบ้าง และจะเกิด ประโยชน์อย่างไร 3. ผู้ประกอบการงานที่ได้สมาธิและมีพลังจิต เปรียบเหมือน “ได้ทุน” มี หมายความอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไร 4. จงอธิบายถึงลักษณะของสมาธิที่น ามาใช้ในการเรียนของเด็กว่าต้องเป็น อย่างไรจึงจะเหมาะสม 5. เพราะเหตุใด เมื่อเรียนหลักสูตรสมาธิของสถาบันพลังจิตตานุภาพแล้ว จึงสามารถน าไปสอนคนอื่นต่อได้ ค าส าคัญ สัมมาสมาธิ วิทิสาสมาธิ ประโยชน์ของสมาธิ พัฒนาสมอง ตัวเตือน สมาธิสั้น
75 ตอนที่ 6 ลักษณะของฌาน และขั้นตอนของฌาน เรื่อง 1. ลักษณะของฌาน 2. ขั้นตอนของฌาน 3. ความวิเศษของฌาน
76 สาระส าคัญ 1. ฌานเกิดขึ้นเองไม่ได้ถ้าหากไม่มีสมาธิ สมาธิผลิตพลังจิต พลังจิตสร้าง กระแสจิต กระแสจิตท าให้ฌานเกิดขึ้น 2. ฌานจะแสดงออกมาในลักษณะ เช่น ปีติ ความสุข ความเอิบอิ่ม และ ความประทับใจ ความสุขนี้ท าให้มีชีวิตชีวา จึงช่วยต่ออายุให้ยืนยาว 3. การถามว่า “ใครคือผู้รู้” เป็นเคล็ดลับของการท าสมาธิ และเป็นส่วนหนึ่ง ที่ท าให้เราไปถึง “ผู้รู้” แต่เราไม่เข้าใจ จึงเผลอคิดว่าไม่มีประโยชน์และ ไม่รู้จะถามไปท าไม 4. ฌานแบ่งเป็นรูปฌาน และอรูปฌาน รูปฌานประกอบด้วย ฌาน 1 – 4 ซึ่งฌาน 1 เกิดขึ้นง่ายมาก ซึ่งทุกคนที่เรียนวิชานี้จะท าได้ และสามารถ ไปถึงฌาน 2 ได้ไม่ยาก ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งจนเกินไป 5. มนุษย์ต้องการความสุข ซึ่งความสุขเกิดจากจิตเข้าภวังค์ จิตจะเข้าภวังค์ ได้เมื่อจิตเป็นฌาน และเมื่อเสพยาหรือใช้ของมึนเมา ดังนั้น ควรหันมา ท าสมาธิเพื่อให้ได้ความสุขจากจิตที่เข้าภวังค์อันมาจากฌาน 6. เมื่อท าสมาธิแล้วจิตเป็นฌานจะมีความสุข จึงเกิดศรัทธา มีความเชื่อมั่น จึงอยากท าสมาธิ และฌานท าให้เกิดสติและปัญญา มีความเฉียบแหลม งานและการเรียนจะเพิ่มประสิทธิภาพ เนื้อหาตอนที่ 6 ประกอบด้วยเรื่อง ลักษณะของฌาน (อ่านว่า ชาน) ขั้นตอนของฌาน และความวิเศษของฌาน
77 1. ลักษณะของฌาน 1.1 ฌานกับสมาธิ ฌานเกิดขึ้นมาเองไม่ได้ถ้าหากว่าไม่มีสมาธิ เพราะฌานนั้น เป็นผลงานของสมาธิ สมาธินั้นสามารถผลิตพลังจิต พลังจิตสามารถสร้าง กระแสจิต กระแสจิตสามารถที่จะท าให้ฌานเกิดขึ้นได้ ฌานเปรียบเหมือนกับ “รสอาหาร” รสอาหารเป็นสิ่งที่ ชักชวนให้อยากจะรับประทาน “อาหาร” ถ้าหากว่า รสอาหารไม่ดีก็ไม่ ชักชวนให้รับประทาน ถ้าหากว่าอาหารดีถูกปาก อร่อย ความอร่อยนี้ก็ เป็นตัวน าให้เกิดการรับประทานอาหารขึ้น รับประทานเพื่อที่จะให้มีชีวิต อย่างไรก็ตาม รสอร่อยถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องส าคัญ เพราะถ้า หากว่า ไม่มีรสอร่อยแล้ว คนก็ไม่อยากรับประทาน แต่ตามความเป็นจริง แล้ว “รสอาหาร” นี้ไม่ได้เป็น “โปรตีนวิตามิน” ไม่ได้มีอะไร นอกจากจะ สร้างความพอใจให้เกิดขึ้น ส่วนที่เป็น “โปรตีนวิตามิน” ที่หล่อเลี้ยง ร่างกายนั้นเกิดมาจาก “อาหาร” เรื่องอาหารนี้มีความส าคัญแก่มนุษยชาติ อย่างยิ่ง เพราะที่ดินจ านวนนับไม่ถ้วนที่จะต้องน ามาท าไร่ท านาสร้างพืช พันธุ์ธัญญาหาร และหากขาดอาหารร่างกายก็ต้องทุพพลภาพ สมาธิจึง เปรียบเหมือนกับ “อาหาร” เรื่องของการสร้างสมาธิเพื่อที่จะให้เกิดพลังจิตนี้เป็นจุดส าคัญ ที่จะต้องเข้าใจ กล่าวคือ เมื่อเราสามารถสร้างสมาธิคือ ท าสมาธิแล้วท าให้ เกิดพลังจิต ได้พลังจิตแล้ว สะสมไว้ที่ตัวของเราเยอะ ๆ ก็เท่ากับว่า เรา ได้สะสม “อาหาร” ไว้เยอะ ๆ เมื่อมีอาหารมากเท่าไร ก็รับประกันว่า ชีวิตของเราจะต้องอยู่ได้ไปตลอด เป็นต้น 1.2 ฌานกับความสุข เรื่องของความสุขความสบายนี้เกิดขึ้นจากฌาน ฌานนี้จะ แสดงออก เช่น ปีติก็เรียกว่าฌาน ความสุข ก็เรียกว่าฌาน ความเอิบ อิ่ม ก็เรียกว่าฌาน ความประทับใจ ก็เรียกว่าฌาน เป็นต้น
78 การแบ่งในเรื่องที่ฌานท าให้เกิดขึ้นนี้ สามารถแบ่งออกไป ได้มากจนกระทั่งถึงความลึกซึ้ง ลึกซึ้งขนาดที่ว่า มีความสุขมากมาย เกิดขึ้น ซึ่งอิทธิพลทั้งหมดนี้เกิดขึ้นมาจากพลังจิตโดยแท้จริง ด้วยเหตุดังกล่าว สมาธิจึงถือว่าเป็นฐานของชีวิตคน เป็น รากฐานที่จะท าให้มีสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น หากพิจารณาให้ดีแล้วจะเห็นว่า ถ้า คนเรามีความร่าเริง ความร่าเริงนี้จะต่อชีวิตไปให้อีกมาก ถ้าคนเราเกิด ความเศร้าหมอง ความเศร้าหมองนี้จะตัดทอนชีวิตของเราไปอีกมาก เป็นต้น ดังนั้น การเจริญฌานจึงได้ชื่อว่า เป็นการต่อชีวิตที่ยาวนาน ได้ เพราะ เมื่อร่างกายและจิตใจนี้ได้รับความสุขจากฌานแล้ว ความสุข อันนี้จะเป็นเชื้อที่มีความส าคัญอย่างยิ่ง ที่จะท าให้เรามีชีวิตชีวาขึ้นมา 1.3 สัมมาและมิจฉา ถ้าเราไปแสวงหาความสุขที่ไม่ได้อาศัยฌาน แต่เราไปเที่ยว แสวงหาความสุข นานัปการ และถ้าความสุขที่แสวงหานั้น เป็นไปในทาง ที่ผิด เช่น แสวงหาเหล้า ยา บุหรี่ ยาเสพติด ส ามะเลเทเมา เหล่านี้ เรียกว่าเป็น “มิจฉา” มิจฉา แปลว่า การเดินผิดทาง ถ้าเราจะแสวงหาความสุขที่เป็นฌาน เรียกว่า “โสมมนัส” ความพอใจอิ่มใจนี้ ทางเดียวที่จะให้เกิดขี้นได้ คือสมาธิ เพราะฉะนั้น สมาธิจึงเป็นตัวแปรที่มีความส าคัญที่จะแปร สภาพต่าง ๆ ซี่งอุปมาว่า พลังจิต เปรียบเหมือนกับว่า “เงิน” ในปัจจุบัน เงิน เป็นตัวแปรที่มีความส าคัญ ที่จะให้เกิด ความสุขได้ กล่าวคือ เมื่อได้เงินมาแล้วเงินจะไปแปรสภาพต่าง ๆ ออกมา ได้มาก เช่น เราจะไปเอาบ้าน เรามีเงินก็เอาได้ เราจะไปเอารถ เรามีเงินก็ ไปเอาได้ เราพอใจในสิ่งใด เรามีเงินเราก็ไปซื้อเอาได้ เป็นต้น ในขณะเดียวกัน เงินก็มาแปรสภาพเป็นความทุกข์ได้ถ้าบุคคลไม่ เข้าใจใช้ก็เอาเงินไปจ้างฆ่าคน จ้างให้คนท าสิ่งต่าง ๆ ให้ก่อความวุ่นวาย
79 จ้างสารพัดที่ผิดหนทาง พอผิดหนทางแล้วผลลัพธ์ออกมา ก็กลายเป็นสิ่งที่ ไม่ถูกต้อง เมื่อไม่ถูกต้อง ก็ท าให้เกิดความวิปริตขึ้นมาได้ เพราะ สมาธิมีทั้ง สัมมาและ มิจฉา คือ มีทั้งถูกและผิด ดังนั้น เราจึงจ าเป็นที่จะต้องรู้ว่า สมาธิอย่างไรที่ท าให้ฌานผิดไป ฌาน อย่างไร ที่ไปหลงใหลจนกระทั่งเกิดความทุกข์ความเดือดร้อนต่อมาใน ภายหลัง เป็นต้น ฌานนี้จะเกิด เมื่อเกิดสิ่งที่พอใจ เมื่อความพอใจเกิดขึ้น แล้วนี้ก็จะกลายเป็นฌานขึ้นมา แต่ถ้าความพอใจนั้น กลายเป็น ความพอใจที่ผิดหนทาง เรียกว่าเป็น “มิจฉา” แต่ถ้าหาก ความพอใจนั้น เป็นหนทางที่สร้างสรรค์เรียกว่า “สัมมา” เพราะฉะนั้น ฌาน กับ สมาธิจึงต้องสัมพันธ์กัน คนท า สมาธิต้องเข้าใจต้องรู้ว่า อันไหนที่เรียกว่า “เป็นลักษณะของสมาธิ” อัน ไหนที่เรียกว่า “เป็นลักษณะของฌาน” เมื่อเรารู้แล้ว เราก็สามารถเรียก ได้ว่า อย่างนี้ถูก อย่างนี้ผิด จะต้องมาจากขั้นตอน เพราะว่า ในลักษณะ และขั้นตอนนี้จะต้องรู้ไปพร้อม ๆ กัน 1.4 สมาธิกับญาณ ขั้นตอนหรือสิ่งหนึ่งที่ผู้บ าเพ็ญสมาธิต้องท าความเข้าใจ คือ “ความรู้” ความรู้นี้จะเกิดขึ้นจาก “ชวนะจิต” ชวนะจิตที่เป็นสมาธินี้จะ ประกอบความรู้ชนิดหนึ่งขึ้นมาให้ ความรู้ชนิดนั้นจะอยู่ลึก ๆ อยู่ในจิต ของเรา เพราะ เมื่อเวลาที่จิตสงบลงไปแล้ว จะเกิดความลึกซึ้ง ความลึกซึ้งนี้จะมีอยู่หน่วยหนึ่ง เรียกว่า “หน่วยก่อให้เกิดญาณ” ญาณ (อ่านว่า ยาน) นี้จะต้องตามมาตั้งแต่ต้นเลย ไม่ใช่ว่า เรามีพลังจิตแล้วถึงจะไปพูดถึงญาณต่อภายหลัง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ ญาณจะเกิดขึ้นมาตั้นแต่ต้น ตั้งแต่จิตเราเป็นสมาธิ เมื่อจิตเราเป็นสมาธิ แล้วจะต้องเกิดตัวญาณขึ้นมา
80 เหมือนกับการเรียนหนังสือ เมื่อเราเรียนหนังสือ ความรู้ก็ จะต้องเกิดขึ้นตั้งแต่เรียนชั้นประถม จะมีความรู้อันหนึ่งเป็น “ตัวผู้ก ากับ” ความรู้อันนั้น จะเป็นตัวผู้ก ากับมาตั้งแต่ต้นของการเรียน ก ข ก กา ตั้งแต่ เอบีซีดีมาเลย จะต้องมี “ตัวก ากับ” ตัวก ากับตัวนี้เรียกว่า “สติ” และ เมื่อมีสติแล้ว จะต้องมีปัญญา ผู้คุม หรือ ผู้ก ากับก็คือ ความรู้อันนั้น ส าหรับการท าสมาธิ ความรู้ที่เรียกว่า เป็น “ตัวที่คอย แนะน า” เราอีกทีนี้ จะเกิดขึ้นพร้อมกันมาตั้งแต่เราเป็นสมาธิ เหมือนกับเราเรียนหนังสือ เมื่อเราได้ตัว ก เราก็มีความรู้แล้ว เมื่อเราผสมอักษรได้ เราก็มีความรู้แล้ว เมื่อเราเรียนต่อไปความรู้อันนี้ก็ พัฒนาเอง อัพเกรด (Upgrade) หมายความว่า จะต้องพัฒนาขึ้นมาตลอด พร้อมกัน มิใช่เมื่อจบมหาวิทยาลัยแล้วถึงจะมีตัวรู้ มันไม่ใช่ ตัวรู้นี้จะต้อง เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นที่เราเรียนหนังสือ ความรู้นี้จะมีตัวคอยจ าเอาไว้ เมื่อ ตัวคอยจ าเอาไว้ตัวนี้ได้รับการพัฒนาไปตามกันแล้ว เมื่อเรียนจบประถม แล้วความรู้นี้จะต้องอัพเกรด คือ พัฒนาตัวเองขึ้น เมื่อจบมัธยมแล้ว ความรู้ตัวนี้ก็จะต้องอัพเกรด คือ จะต้องเพิ่มความรู้ตามไปด้วย ดังนั้น เรา ควรจะต้องรู้ว่า ความรู้นี้อยู่ตรงไหนและคืออะไร 1.5 ผู้ก ากับที่จะท าให้ไปพบ “ผู้รู้” เวลาที่ท าสมาธิ พอเรานึกพุทโธได้แล้ว ควรที่จะต้องถามว่า “ใครคือผู้รู้” การถาม “ใครคือผู้รู้” นี้คล้ายกับถามไปอย่างนั้นเอง แต่จะ มีผลต่อการที่เราจะปฏิบัติต่อไป เราท าสมาธิแล้วต้องไม่ลืมถามตัวเองว่า “ใครคือผู้รู้” การถามว่า “ใครคือผู้รู้” นี้เป็นสิ่งที่จะต้องก ากับต่อไป จะ รู้ว่า เราจะไปเจอ “ผู้รู้” นี้ได้อย่างไร “ผู้รู้” นี้มีอ านาจเพียงไหน “ผู้รู้” นี้ได้น าการปฏิบัติของเราให้ก้าวหน้าไปอย่างไร ดังนั้น เมื่อเวลาที่เรานั่งสมาธิ นั่งไปยังไม่ต้องถึง 4 - 5 นาที ให้ถามก่อนว่า “ใครคือผู้รู้” ถามแล้วทิ้งเลย ไม่ต้องไปกังวล แต่ว่าขอให้
81 ถามอย่างเดียวว่า “ใครคือผู้รู้” แต่เพราะเราไม่เข้าใจ เราจึงชอบที่จะ เผลอคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไร ไม่รู้จะถามไปท าไม ดังนั้น จึงควรเข้าใจว่า “ผู้รู้” ที่จะก ากับนี้จ าเป็นที่จะต้อง ถาม เมื่อนึกพุทโธไปประมาณ 1 - 3 นาทีก็ให้ถามว่า “ใครคือผู้รู้” พอ ถามเสร็จแล้ว ไม่ต้องไปกังวลด้วยประการทั้งปวงว่าจะเป็นอย่างไร และ เมื่อถามไปทุกครั้ง ๆ ก็จะกลายเป็นความช านาญ เมื่อเป็นความช านาญ แล้ว ก็จะกลายเป็นผู้ดูแล หรือเป็นปัญญาที่ช่วยไม่ให้คนหลงผิด เมื่อถามถึงผู้รู้ไปนานเข้า ๆ ซึ่งต้องใช้เป็นปีหรือหลายปี ก็จะ เกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้นมาว่า “ผู้รู้นี้อยู่ตรงนี้เอง ผู้รู้คืออันนี้เอง” เรียกว่า “สันทิฏฐิโก” คือ ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นเอง เห็นเองขึ้นมา และถ้าเราเห็นเอง ขึ้นมาเมื่อใดเราก็จะรู้ว่า เราได้ประสบความส าเร็จระดับหนึ่งแล้วคือ เราได้ พบ “ผู้รู้” แล้ว ตรงนี้เป็นเคล็ดลับของการท าสมาธิที่จะต้องเข้าใจ แต่ไม่ ค่อยจะมีใครแนะน าว่า เราท าสมาธิเมื่อบริกรรมไปแล้วให้ถามว่า “ใครคือ ผู้รู้” แล้วก็บางทีอาจารย์ไม่คิดว่าเป็นเรื่องส าคัญ เลยไม่ได้แนะน าลูกศิษย์ เมื่อเข้าใจความหมายอย่างนี้แล้ว จึงควรที่ต้องแนะน าให้ถาม ว่า “ใครคือผู้รู้” นี้ ซึ่งได้เขียนไว้ชัดเจนว่าให้ถามตัวของเราเองว่า “ใครคือ ผู้รู้” ถามเท่านั้น “ใครคือผู้รู้” ไม่ต้องไปกังวล แล้วก็จะกลายเป็นนิสัย ในตอนที่หลวงพ่อเป็นเด็ก โยมพ่อพาไปพักที่โฮเต็ล เวลา รับประทานอาหารก็มารับประทานอาหารที่โต๊ะ พอรับประทานแล้วข้าวตก ลงไปจากจาน โยมพ่อบอกว่า “แกต้องเก็บนะ” หลวงพ่อก็เถียงว่า “ไม่เก็บ บ๋อยมี ไม่ต้องเก็บ เขามาเก็บ” โยมพ่อบอกว่า “ไม่ได้ แกต้องเก็บ” สิ่งนี้ เพียงสิ่งเดียวที่ว่า “แกต้องเก็บ” จึงกลายเป็นนิสัยที่เรียกว่า ความถี่ถ้วน จนกระทั่งเป็นขึ้นมาเอง พอเวลาที่อาหารตกมานี้เรายังต้องเก็บ แม้ว่าเป็น เจ้าอาวาสแล้ว ข้าวตกข้าง ๆ ยังต้องเก็บ ซึ่งได้เป็นนิสัยไปแล้ว เพราะเป็น สิ่งที่ท าให้เกิดความช านาญ แล้วท าให้เกิดความเป็นประสบการณ์อย่าง หนึ่งที่เรียกว่า สร้างนิสัย
82 ค าว่า “ใครคือผู้รู้” นี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะท าให้เราจะไปถึง “ผู้รู้” เรียกว่า เป็นตัวที่มีความส าคัญ เพราะฉะนั้น ขอให้เข้าใจทุกสิ่ง ทุกอย่างที่อธิบายไปนี้เท่านั้น คือ เมื่อเวลาที่ท าสมาธิให้ถามว่า “ใครคือ ผู้รู้” ถามแล้วไม่ต้องไปคิด หรือกังวลว่าจะถูกหรือจะผิด เวลาท าสมาธิ ต้องตัดความกังวลนี้ออกไปให้หมด เพื่อที่จะให้สมาธิเกิดความคล่องตัว เพราะฉะนั้น เมื่อเราประสบความส าเร็จ คือ ได้พบ “ผู้รู้” ขึ้นมาแล้ว จะไปเป็นประโยชน์กับตัวของเราอีกมากมาย 2. ขั้นตอนของฌาน ขั้นตอนของฌาน ฌานนี้เริ่มต้น คือ ความสุข เราจะพบว่า เมื่อ ท าสมาธิเวลาที่อารมณ์หายไป หรือถูกขจัดออกไปแล้ว จะเกิดความสุข ขึ้นทันที ความสุขอันนี้จะเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ปฏิบัติสมาธิทันที นั่น หมายถึง จิตเป็นฌานแล้ว การเกิดความสุขในอันดับแรก คือ เราจะสังเกตได้ว่าตัวของเรา ได้เบาขึ้น เมื่อตัวของเราเบาขึ้นให้เข้าใจว่า มันจะเกิดฌานแล้ว อันนี้เป็น สมาธิแล้วก าลังจะเกิดฌานแล้ว การท าสมาธิ เวลาที่เรานึกพุทโธ พุทโธ หรือว่าบริกรรมอะไรไป ทันทีที่นึกพุทโธก็เป็นสมาธิแล้ว สมาธิเกิดแล้ว ไม่ใช่ว่า สมาธิจะไปเกิด ตอนที่สุขสบายแล้ว เราต้องเข้าใจว่า พอเวลาจิตท าลายอารมณ์ได้แล้วนี้จิตจะเป็น สมาธิทันที เมื่อเรานึกพุทโธแล้วอารมณ์อื่นหนีหายไปแล้ว ก็เกิดเป็น สมาธิขึ้นมาทันที เมื่อเกิดสมาธิขึ้นมาแล้วนี้ขอให้เข้าใจว่า จิตจะมาถึงการที่ขจัด อารมณ์ออกไปนานพอสมควร อาจจะเป็น 5 นาที 10 นาที หรือ 1 - 2 นาทีก็ได้ก็จะเกิดความสุขขึ้น เมื่ออารมณ์ออกไป
83 2.1 ฌานกับภวังคจิต คนที่คิดว่า “ฌานนั้นไม่จ าเป็นที่จะต้องเข้าภวังค์ก่อนเป็น ฌาน” ขออธิบายว่า เมื่อเป็นฌานขึ้นมาแล้ว จะท าให้จิตเข้าภวังค์ไป ดังนั้น เราควรศึกษาว่า ภวังค์เกี่ยวข้องกับสมาธิได้อย่างไร กล่าวคือ เมื่อเวลาที่จิตตกภวังค์หมายความว่า อารมณ์ได้ สิ้นสุดแล้ว เมื่อสิ้นสุดอารมณ์แล้ว จิตก็จะตกภวังค์ ความรู้สึกภายนอก จะหายไป เมื่อความรู้สึกภายนอกหายไปแล้ว จิตก็เป็นภวังค์ขึ้นมา เรียกว่าเป็น “ภวังคจิต” ภวังคจิต กับฌานจะอยู่ด้วยกันได้ 2.2 ปฐมฌานและทุติยฌาน การละอารมณ์ เมื่อละอารมณ์ได้นานเข้า ๆ จะกลายเป็น ฌาน เมื่อละอารมณ์ได้สัก 5 นาที แล้วก็มามีอารมณ์อีก อย่างนี้เรียกว่า “ปฐมฌาน” คือ หมายถึงได้ฌานในเบื้องต้น ถ้าเราท าไปแล้ว ความสุขอันนี้เกิดขึ้นมา 10 นาที หรือ ครึ่ง ชั่วโมง ความสุขอันนี้จะพัฒนาตัวเองขึ้นไปก็จะกลายเป็น “ทุติยฌาน” ความเป็นจริงแล้วปฐมฌานและทุติยฌานนี้ไม่ได้ลึกซึ้ง เหมือนกับการมาปฏิบัติหรือเรียนสมาธิกันนี้ ถ้าละอารมณ์ได้สัก 5 นาทีก็ เกิดปฐมฌานแล้ว และเวลาเรามานั่งสมาธิกันแล้วมีความสุขกันไปตลอด 30 นาทีนี้เป็นทุติยฌาน หรือแทบจะเลยทุติยฌานไปแล้ว เกิดขึ้นมาง่ายมาก ไม่ใช่เป็นของที่ยาก ถ้าเราจะสังเกตตัวของเราแล้ว ปฐมฌานนี้เราได้กันทุกคน ส่วนทุติยฌานเราก็จะต้องผ่าน ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งจนเกินไป ถ้าหากว่าเราได้ฌานแล้ว เมื่อเรารู้สึกว่าเราได้ฌานแล้ว จะ เกิดศรัทธา ศรัทธานี้จะเกิดขึ้นมาเป็นกลุ่มก้อนขึ้นมาทันที เพราะว่า ความสุขที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่า “โอ้! อันนี้มันเป็นสิ่งที่เลอเลิศประเสริฐ ชีวิตเรำยังไม่เคยเห็น เรำเพิ่งจะมำได้พบ” ศรัทธานี้จะรวมตัวกันอย่างแน่น
84 หนา แน่นหนาขึ้น แล้วก็อยากจะท าในเวลาต่อไปอีก ไม่ขี้เกียจ เพราะว่า มีความสุข ต้องเข้าใจว่านั่นคือ เราได้พัฒนาจิตของเรา หรืออัพเกรด (Upgrade ) จิตของเราขึ้นมาเป็นฌาน 1 (ปฐมฌาน) ฌาน 2 (ทุติยฌาน) ขึ้นมาได้แล้ว ถ้าหากท าหลายครั้ง ๆ เหมือนผู้ที่เรียนครูสมาธิจบคอร์ส ใช้ เวลาห้าหกเดือนนี้ก็ได้ท าสมาธิถึงร้อยชั่วโมง ร้อยชั่วโมงนี้เป็นอันว่า ผ่าน ทุติยฌานได้แน่นอน 2.3 ฌานกับพลังจิต ฌานนี้อยู่ได้ตราบเท่าที่ พลังจิตมีก าลังอยู่ ถ้าหากว่า พลัง จิตหมดไป ฌานก็จะต้องลดลงไปเหลือจิตธรรมดา จะไม่เป็นฌาน ฌาน จะอยู่ตัวไปไม่ได้ เพราะฌานจะต้องอาศัยพลังจิต ส่วนพลังจิตนั้นอยู่ตัวได้ เพราะเป็นคุณสมบัติของสมาธิที่ สร้างพลังจิต เพราะฉะนั้น พลังจิตนี้จึงเป็นตัวแปรที่มีความส าคัญ เมื่อ สร้างพลังจิตได้แล้ว ฌานนี้ก็เกิดขึ้นจากกระแสจิต เหมือนกับไฟฟ้าก็หมด พลัง ถ้าหากว่าต้นก าเนิดท างานหมดฤทธิ์แล้ว ตอนปลาย คือ แสงไฟต่าง ๆ ก็จะดับลง พลังจิตนี้ส่วนที่จะอยู่ถาวรไปตลอดมีอยู่ 60% ส่วนที่เราจะ ใช้งานจะมีอยู่ 40% (พลังจิตส่วนที่เก็บไว้ถาวรมี 60% ส่วนที่เอาไว้ใช้งาน มี 40%) เพราะฉะนั้น ฌานที่เราได้ไปนี้อาจจะมีได้ประมาณสัก 10 นาที พอ 10 นาทีแล้วก็จะหาย พอเราออกจากฌานแล้วก็หายไป อีกประการหนึ่งคือ เมื่อหมดพลังจิตแล้ว ความสุขที่เราได้นี้ ก็จะหายไปด้วย จะเหลือแต่สัญญาคือ ความสุขจริง ๆ นี้หายไปแล้ว เพราะว่า พลังจิตมีเพียงแค่นั้น
85 2.4 ฌาน 1 – 4 ขั้นตอนของฌาน เมื่อเราได้ขณิกะสมาธิสักครู่หนึ่ง แล้วก็มี ความสุขครู่หนึ่ง แล้วก็หายไป แต่เมื่อเราท าความสุขมาใหม่อีก ก็จะได้อีก สักครู่หนึ่งแล้วก็หายไป เมื่อเข้าฌานไปอีกทีหนึ่ง แล้วเราก็ได้ความสุขอีกทีหนึ่ง สักครู่หนึ่งก็หายไป ได้อีกที ทีที่หนึ่ง ทีที่สอง ทีที่สาม ต่อไปฌานค่อย ๆ นานเข้า พอนานเข้าก็กลายเป็นฌานที่ 2 (ทุติยฌาน) นานเข้าก็กลายเป็น ฌานที่ 3 (ตติยฌาน) นานเข้าก็กลายเป็นฌานที่ 4 (จตุตถฌาน) 2.5 อรูปฌานกับสัญญา คนที่บ าเพ็ญฌาน พอบ าเพ็ญฌานมากเข้า จะเลยฌาน 4 (จตุตถฌาน) แล้วก็จะไปเข้า “อรูปฌาน” เมื่อเข้าอรูปฌานก็สูบกินพลัง จิต พลังจิตส่วนที่เอาไว้ใช้งาน 40% จะต้องใช้พลังจิตชุดนี้ เมื่อใช้พลัง จิตชุดนี้จนหมด พอหมดพลังจิต ฌานก็เสื่อมสลาย สลายตัวโดยอัตโนมัติ เมื่อเวลาที่ฌานสลายตัวแล้วนี้แต่ตัวผู้ที่ได้ฌานเองนี้ คิดว่า ฌานของตัวเองยังไม่สลาย แต่ความจริงแล้ว ฌานนั้นได้สลายตัวไปแล้ว เพราะว่า ความสุขในอรูปฌานนี้มีมาก ลึกซึ้งมาก เมื่อ ความสุขในอรูปฌานลึกซึ้งมาก ก็ต้องใช้พลังจิตมาก เมื่อใช้พลังจิตมาก พลังจิตส่วน 40% ที่เอาไว้ใช้งานนี้ก็ต้องหมด พอพลังจิตหมด ฌานก็จะ สลายตัว หากถ้าพลังจิตยังไม่หมด ฌานก็ยังไม่สลายตัว ดังนั้น คนที่เข้าฌานไปนาน ๆ จะต้องสูบกินพลังจิตส่วนที่เอา ใช้งาน 40% นี้หมดเกลี้ยง แล้วก็จะต้องท าสมาธิใหม่ ทั้งนี้มีบางคนที่ส าเร็จอรูปฌานแล้ว และนึกว่าตนเองได้ ส าเร็จแล้ว เขาก็จะมีชื่อเสียง มีชื่อเสียงคนก็นิยมไปมากขึ้น เมื่อนิยมไป มากขึ้น โอกาสที่เขาจะสร้างสมาธิเพื่อสร้างพลังจิตส่วน 40% นี้ให้เพิ่มขึ้นมา ก็ไม่มีโอกาส เพราะนอกจากจะรับแขกแล้ว พอแขกไปแล้วก็เหนื่อยก็นอน
86 ไปเลย แล้วสมาธิของตนเองก็น้อยลงไป น้อยลงไป พลังจิตไม่พอ ฌานนี้ก็ ไม่สามารถที่จะคงอยู่ เพราะว่า การเข้าอรูปฌานนี้ต้องจ่ายพลังจิต คล้ายกับจ่ายเงิน ซึ่งก็ต้องจ่ายเงินมากเป็นล้าน พอจ่ายพลังจิตมากขึ้น เมื่อพลังจิตหมดไป แล้ว ก็เหลือแต่สัญญา เมื่อเหลือแต่สัญญา ก็จะกลายเป็นมิจฉา ท าไมจึงเป็นมิจฉา เป็นมิจฉา เพราะเข้าใจว่า ตัวเองนี้ยัง อยู่ในฌาน จิตยังอยู่ในฌาน ความจริงแล้วจิตไม่อยู่ในฌานแล้ว อยู่แต่ สัญญาเท่านั้น เพียงแค่ว่า ตัวเองได้พบฌานแล้วก็อวดอ้างว่า ตัวเองได้ ส าเร็จพระอรหันต์หรือส าเร็จอย่างอื่นแล้ว ทั้งนี้เพราะว่า ในอรูปฌาน เช่น เนวสัญญานาสัญญายตนะ ฌาน อรูปฌานขั้นสุดท้ายนี้ เรียกว่า หยิกก็ไม่เจ็บ ความรู้สึกจะหายไป หมด ความรู้สึกภายนอก เสียงปืนใหญ่ดังมาก ยังไม่ได้ยินเลย เพราะว่า ฌานลึกมาก จึงจ าเป็นที่จะต้องใช้กระแสจิตมาก เมื่อเป็นเช่นนั้น บุคคลผู้ นั้นเลยเข้าใจว่า ตัวเองได้ฌาน ดังที่ได้อธิบายแล้วว่า คนที่ส าเร็จอรูปฌาน มีชื่อเสียง มีคนมา นับถือมาก มีการงานมาก แล้วโอกาสที่จะสร้างพลังจิตเพิ่มเติมก็น้อยลง เลย เหลือแต่สัญญา เมื่อเหลือแต่สัญญาแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือ “มานะทิฐิ” มานะทิฐิ คือ การถือตัวตนว่าเรานี้วิเศษกว่าคนอื่น ดีกว่า คนอื่น คนอื่นไม่มีอะไรดี เรานี้ดีกว่าเขา ตัวมานะทิฐินี้คือ ตัวที่ท าลายผู้ ปฏิบัติ หรือท าลายผู้ที่ต้องการอยากจะให้ตัวของตนได้รับผลมากยิ่งขึ้น แต่ กลายเป็นเสียผล เพราะว่า ฌานเสื่อมแล้ว เวลาที่จะสร้างฌานนี้ขึ้นมาอีกก็ หาเวลาไม่ค่อยได้ ฌานก็เสื่อมไป เหล่านี้เรียกว่าเป็น มิจฉาสมาธิ สมาธิของดี (สัมมาสมาธิ) ก็มี ของไม่ดี (มิจฉาสมาธิ) ก็มี แต่ก็เป็นลักษณะเดียวกัน เหมือนกับของปลอม เช่น ดอกไม้ของจริงก็มี ของไม่จริงก็มี เวลานี้เขาปลอมดอกไม้ออกมาเหมือนของจริงมาก บางทีสวย กว่าของจริงเสียอีก แต่ว่าปลอม ไม่ใช่ดอกไม้จริงตัวจริง
87 คนที่ได้บรรลุแล้วซึ่งอรูปฌาน แต่ต่อมาภายหลังไม่ได้บรรลุ อรูปฌาน เพราะเวลาไม่มีท าสมาธิก็เลยเหลือแต่สัญญา เมื่อเหลือแต่ สัญญาก็เหลือแต่ของปลอม ไม่ใช่ของจริง จึงเกิดความส าคัญผิดขึ้นมาใน ตัวของตน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ควรจะต้องเข้าใจ เราเรียนสมาธิ เราเรียน เพื่อที่จะไปสอนคนอื่นด้วย เพราะฉะนั้น ก็ต้องสอนตัวเองก่อน เมื่อสอน ตัวเองแล้วก็ต้องไปสอนคนอื่นด้วย เรื่องอรูปฌานเป็นสิ่งที่เราจะต้องเข้าใจว่า อรูปฌานสูบกิน พลังจิตได้อย่างไร เราจะต้องเข้าใจว่า ความจริงแล้ว ฌานจะเกิดขึ้นจาก อ านาจของพลังจิต เมื่ออ านาจของพลังจิตหมดพลังแล้ว ฌานก็จะหมด ไปด้วย เหมือนกับกระแสไฟฟ้ามาจากต้นก าเนิดของไฟฟ้า เรียกว่า “อิเล็กทริคซิตี้” (Electricity) หรือ ตัวสถานีกระแสไฟฟ้า เมื่อสถานี กระแสไฟฟ้าไม่มีพลังแล้ว หมดแล้ว ไฟฟ้าที่ออกไปที่เป็นหลอดไฟหรือ อย่างอื่น ก็ดับไปหมด ดับไปด้วยกัน 3. ความวิเศษของฌาน พลังจิตที่เราได้จากการท าสมาธินี้เป็นตัวแปรที่มีความส าคัญ ส าหรับผู้ปฏิบัติ เราอาจจะไปเข้าใจว่า “ฌานนี้วิเศษวิโส” ความจริงแล้ว ฌานก็วิเศษจริง แต่ไม่ใช่วิเศษวิโส หมายความว่า ฌานวิเศษเหมือนกัน เพราะถ้าหากว่า คนไม่มีฌานแล้ว คนก็ไม่อยากท าสมาธิ เหมือนกับรสอาหารไม่อร่อย คนก็ไม่อยากรับประทานอาหาร เมื่อไม่อยากรับประทานอาหารแล้วอาหารก็น้อย เมื่ออาหารน้อยแล้วก็ขาด สารอาหาร เมื่อขาดสารอาหารแล้วก็ตาย ก็เป็นอันตราย เพราะฉะนั้น จะต้องมีความเอร็ดอร่อย เพราะความเอร็ดอร่อยนี้จะเป็นตัวน าให้ รับประทานอาหาร เมื่ออร่อยแล้วก็รับประทานได้ รับประทานได้ก็มีก าลัง แข็งแรง ถ้าไม่อร่อยรับประทานไม่ได้ ก็ไม่แข็งแรง จะต้องตายเร็ว เป็นต้น
88 เช่นเดียวกับฌาน ฌานก็เป็นสิ่งที่ท าให้เกิดความกระชุ่มกระชวย แล้วก็ยังท าให้อยากจะท าสมาธิ ท าให้เกิดศรัทธา ท าให้เกิดวิริยะ ท าให้ เกิดทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะต้องอาศัยกัน (ฌาน กับ สมาธิ) ดังที่ได้อธิบาย ไว้นี้ เมื่ออ่านแล้วจะต้องอ่านซ้ าอีก อย่าพลาด เพื่อที่จะให้เข้าใจว่าเรื่องนี้มี ความส าคัญอย่างไรที่เราจะต้องด าเนินมา อย่างไรก็ตามผู้ปฏิบัติทั้งหลายก็ ต้องด าเนินมาที่จุดนี้ด้วยกันทั้งนั้น 3.1 จิตเข้าภวังค์กับความสุข อีกเรื่องหนึ่งที่จะอธิบายให้เข้าใจคือ คนเราต้องการอยากได้ ความสุข ความสุขนี้จะต้องท าให้“จิตเข้าภวังค์” ถ้าหากจิตไม่เข้าภวังค์ ก็ไม่สุข ภวังค์ หมายความว่า ความรู้สึกภายนอกนี้จะหายไป แล้วมี ความรู้สึกแต่เฉพาะส่วน แบบนี้จึงจะเรียกว่า ภวังค์ คนก็ไปแสวงหาทางที่จะท าให้จิตเข้าภวังค์ ต้องการ อยากจะเข้าภวังค์ เพื่อหาความสุข ก็ไปกินเหล้า กินเหล้าก็เข้าภวังค์จริง เพลินจริง เคลิ้มจริง แต่ว่าร่างกายทรุดโทรม ผิดศีล หรือต้องการอยาก เข้าภวังค์เพื่อจะหาความสุข ก็ไปเสพยาเสพติด ยาเสพติดก็ท าให้จิตเข้า ภวังค์เคลิ้มไป แต่ท าให้เสียคน เสียหายอย่างหนัก เกิดมาชาติหนึ่งนี้ถ้า หากว่า เราไปเสพยาเสพติดก็จะเสียไปตลอดชาติเลย เราต้องการอยากได้ความสุข คือ ต้องการอยากเข้าภวังค์ หรือเรียกว่า ต้องการอยากได้“ฌาน” นั่นเอง ฌาน ท าให้เกิดความสุข อย่างที่ต้องการ แต่เราต้องการเข้าฌานด้วยการกินเหล้า ต้องการเข้าฌาน ด้วยยาเสพติด ด้วยสุรานารี หรืออย่างอื่นสารพัด เพื่อใช้เป็นเครื่องที่จะท าให้ เข้าภวังค์ ซึ่ง ความต้องการ “เข้าภวังค์” นี้แท้จริงสิ่งเดียว คือ ต้องการ ความสุข แต่ความสุขที่มาจากการไปส ามะเลเทเมา เสพยาต่าง ๆ นั้นผิด ท าให้เราผิด
89 3.2 เข้าภวังค์ด้วยการท าสมาธิ เรามาปรับสังคมใหม่ว่า เราจะเข้าภวังค์โดยไม่ท าสิ่งที่ผิด กลับกัน เราจะเข้าภวังค์ด้วยการท าสมาธิ ซึ่งการท าสมาธิท าให้จิตเข้า ภวังค์ได้เหมือนกัน การขึ้นต้นท าสมาธิ ท าเพียงนึกพุทโธ ๆ และไม่กี่นาที จิต จะเข้าภวังค์แล้วก็จะเกิดความสุข พอเกิดความสุขในสมาธิก็จะเข้าภวังค์ เมื่อได้พลังจิตก็ท าให้หูตาสว่าง เกิด “ญาณ” ดังที่อธิบาย ไปแล้วว่า “ใครคือผู้รู้” “ผู้รู้” นี้เองที่จะติดตามเรา เหมือนกับว่า มีอะไรอยู่ ข้างหลัง ที่คอยสั่งการ บอกเราว่า “อย่ำนะ อย่ำนะ” “อันนั้นดีนะ”เป็นต้น “ผู้รู้” นี้จะติดตัวเราอยู่ ดังนั้น เราจะได้พัฒนาขึ้นมาไม่ใช่เพื่อให้เรามี ความสุข เท่านั้น ส าหรับคนที่ต้องการขั้นวิปัสสนาจะต้องมีอีกหลายขั้นตอน ถ้าต้องการที่จะให้สังคมเป็นสุข คือ อยู่ร่วมกันด้วยความอยู่ เย็นเป็นสุข จะต้องเกิดขึ้นจากการที่เรามาท าสมาธิ แล้วเราได้ฌาน เราก็ สบายขึ้น อย่างน้อยที่สุด ถ้าหากเราได้ทุติยฌาน เราก็จะ “ยิ้มได้” คนที่จะยิ้มได้นี้ไม่ได้ง่าย ถ้าหากว่า เราไปท าอะไรต่าง ๆ นี้ บางทีหนึ่งเดือนหาเวลายิ้มก็ยาก แต่ เราท าฌานให้เกิดความยิ้มได้ขึ้นมา ข้างในได้(มีค าอธิบายเพิ่มในตอนที่ 7) ซึ่งท าง่าย ไม่ยาก ตามที่เข้าใจแล้วว่า การที่เราท าสมาธิขึ้นมานี้ เพื่อให้อยู่ ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องสูงมากนัก เพียงท าจิตให้ เป็นฌาน เมื่อท าจิตให้เป็นฌาน แล้วก็จะมีศรัทธา มีความเชื่อมั่น แล้วก็ท าให้เกิดสติและปัญญา มีความเฉียบแหลม และไม่เสียการงาน การงานต่าง ๆ ก็ยังท าได้ เพราะว่า “ผู้รู้” นี้จะถูกพัฒนาขึ้นมา งานของ เราจะเพิ่มประสิทธิภาพหลายอย่าง การเรียนก็จะเพิ่มประสิทธิภาพ การปกครองก็จะเริ่มมีประสิทธิภาพ การคิดอ่านการงานโปรเจ็ค (Project) หรือโครงการต่าง ๆ ที่เราจะต้องท า ก็เกิดความคล่องตัวขึ้น
90 เมื่อเราท าสมาธิแล้วไม่ได้หมายความว่า ให้เลิกท าการงาน เราท าสมาธิเพื่อพัฒนาการงานให้ดีขึ้น ท าให้เราเรียนหนังสือ มีความรู้ดี ขึ้น กว่าเดิม เพราะความรู้นี้เกิดขึ้นมาจากแหล่งที่เรียกว่า ฌาน 3.3 ฌานเป็นดินแดนแห่งความสุข เมื่อท าสมาธิแล้วได้ฌาน ก็ประสบความสุข เรียกว่า เป็น ดินแดนแห่งความสุขสบาย ถ้าเราไปเที่ยวหา ดินแดนแห่งความสุขสบายจากภายนอก เราก็จะเจอแต่ในสิ่งที่ท าให้เกิดความฟุ้งซ่าน มีแต่การแข่งขันต่อสู้กัน ลบหลู่ ดูถูก เห็นแก่ตัว ในที่สุดก็ต้องมีการผูกพยาบาท อาฆาตจองเวรกัน เรียกว่า เป็นดินแดนที่ไม่มีความสุข กลับกัน ถ้าเราท าสมาธิ จิตเข้าไปพบฌาน ซึ่งเป็นดินแดน แห่งความสุข เราย่อมอยากไปพบ เมื่อเวลาที่เราท าจิตเข้าไปถึงฌานแล้ว ก็ควรอยู่ในฌาน พอสมควร แต่ไม่ใช่ลืมการงาน ลืมการเรียน ลืมทุกอย่าง แบบนี้ไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เกินไป เมื่อเราเกิดเป็นคนขึ้นมาแล้ว ไม่ใช่เกิดมา “รก” โลก เรา จะต้องใช้สติปัญญาหรือความรู้เพื่อให้เข้าใจว่า ชีวิตของเราจะท าอะไรที่ เป็นประโยชน์แก่ตนและบุคคลผู้อื่น ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จาก พลังจิต เมื่อพลังจิตเกิดขึ้นมาแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ ความรับผิดชอบสูง การมีเหตุผล การมีเมตตา ถ้าสามสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมจะท าให้เราสามารถที่จะใช้ชีวิตนี้ให้มีประสิทธิภาพ และเป็น ประโยชน์ต่อสังคม
91 ประเด็นอภิปราย 1. ให้อภิปรายถึงลักษณะของฌานว่าเป็นอย่างไร และเพราะเหตุใด การเจริญฌานจึงได้ชื่อว่าเป็นการต่อชีวิตที่ยาวนาน 2. การถามว่า “ใครคือผู้รู้” มีความจ าเป็น หรือมีความส าคัญอย่างไร 3. จงอธิบายถึงขั้นตอนของฌาน 4. จงสรุปผลที่เกิดขึ้นเมื่อเราท าสมาธิสะสมพลังจิตจนได้ฌาน 5. ความสุขซึ่งเกิดจากจิตเข้าภวังค์คืออะไร ท่านจะเลือกให้จิตเข้าภวังค์ โดยวิธีไหนและเพราะเหตุใด ค าส าคัญ สัมมากับมิจฉา ผู้รู้ ปฐมฌาน ทุติยฌาน จิตเข้าภวังค์ อรูปฌาน
92
93 ตอนที่ 7 คุณสมบัติและประโยชน์ของฌาน เรื่อง 1. คุณสมบัติของฌาน 2. ประโยชน์ของฌาน