The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือสมาธิเพื่อพัฒนาชีวิต update 26 ตค 66

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Aranya Walairacht, 2023-10-25 23:31:01

สมาธิเพื่อพัฒนาชีวิต

หนังสือสมาธิเพื่อพัฒนาชีวิต update 26 ตค 66

94 สาระส าคัญ 1. คุณสมบัติของฌานมีมากมาย ถ้าเกิดขึ้นมาแล้วเหมือนกับมีตาทิพย์ มี ความสว่างไสว มีสิ่งที่จะท าให้เกิดสติ และเมื่อเกิดสติแล้วก็เกิดปัญญา 2. ประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ของฌาน คือ การขจัดอารมณ์ร้าย ถ้าฌานเกิดขึ้น อารมณ์จะหายไป ด่าก็ไม่โกรธ มีสติตามทัน ปัญญาจึงยังมีอยู่ 100% จึง มีหนทางแก้ตัว มีหนทางออกได้ 3. ประโยชน์อื่นของฌาน คือ ท าให้มีความสุข มีแรงและกระชุ่มกระชวย ควบคุมจิตใจได้และอยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุข เมื่อเข้าฌานจะท า ฤทธิ์ได้และยิ้มได้ 4. พลังจิตจะเร็วกว่าทั้งแสงและเสียง ทันทีที่พลังจิตเกิดขึ้น สติเกิดขึ้น ตามมาทันที และชวนะปัญญาจะตามมาทันที อย่างฉับพลัน เนื้อหาตอนที่ 7 ประกอบด้วยเรื่องคุณสมบัติของฌาน (อ่านว่า ชาน) และประโยชน์ของฌาน ทั้งนี้เมื่อเราได้บ าเพ็ญสมาธิ พลังจิตก็เกิด เมื่อพลังจิตเกิดก็เกิดกระแส เมื่อเกิดกระแสก็กลายเป็นฌาน เพราะฉะนั้น การที่เราจะได้ศึกษาเรื่องคุณสมบัติของฌานจึงมีประโยชน์


95 1. คุณสมบัติของฌาน ค าว่า “คุณสมบัติ” นี้อธิบายได้ว่า - คนที่เรียนมีความรู้ได้รับปริญญานี้เรียกว่าเป็น คุณสมบัติ - เรียนในทางฝ่ายธรรมะ นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก หรือมหาเปรียญก็เรียกว่าเป็น คุณสมบัติ หรือ - เด็ก ๆ ที่เขาเข้าโรงเรียนอนุบาลแล้วมาเรียนชั้นประถม มัธยม เรียกว่า ก าลังสร้างคุณสมบัติ คุณสมบัติจึงเป็นสิ่งที่เราควรจะต้อง ดูแลรักษา และเข้าใจ ซึ่ง การดูแลรักษาและเข้าใจจะท าให้คุณสมบัตินั้นมีประโยชน์เกิดขึ้น ถ้าหาก เราจบปริญญาแล้ว เราไม่ได้ใช้ เราไม่รู้ว่า ควรจะใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ อย่างไร ก็ไม่ได้อะไร ก็ไม่มีคุณสมบัติ ดังนั้น คนที่เรียนมามาก เขาจะมีโอกาสท างาน ถ้ามีโอกาส ท างานก็เรียกว่า ได้ใช้คุณสมบัติที่ได้เรียนมา เช่น เป็นวิศวกร นายแพทย์ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้จัดการบริษัทห้างร้าน สิ่งเหล่านี้ที่เรียกว่า เป็น คุณสมบัติ 1.1 ผลของสมาธิต่อคุณสมบัติ เราจะต้องรู้ว่า ควรจะด าเนินการอย่างไร คุณสมบัติถึงจะ บังเกิดผล ให้แก่บุคคลผู้ที่สร้างขึ้นมา บางคนไม่ได้เรียนปริญญาอะไร แต่ เขามีความรู้พิเศษ เราจะเห็นว่า คนที่ไม่มีความรู้อะไร บางทีเขาก็สร้าง เป็นเถ้าแก่ใหญ่ หรือมีเงินทองได้มากมาย สิ่งนี้เรียกว่า เป็นคุณสมบัติที่ เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ขอกล่าวย้อนไปถึงเรื่องสองดีที่อธิบายไปแล้วว่า คนเรานี้ ตั้งแต่เกิดขึ้นมา จะมีสองดีตามตัวของเรามา สองดีนี้ คือ ความสามารถ และความเป็นเลิศนี้ เป็นคุณสมบัติที่มีความส าคัญอย่างยิ่ง และเป็น


96 ธรรมชาติที่ได้รับมา ซึ่งบางคนไม่ได้ปริญญา ไม่ได้เรียนอะไร แต่ความเป็น เลิศได้เกิดขึ้นแก่เขา เนื่องจากประสบการณ์และการงานต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ทุกคน จะเกิดได้เป็นบางคน เฉพาะคนที่มีสมาธิดี คนที่สมาธิเลอะเลือนก็อัพเกรด (Upgrade) สองดีนี้ ไม่ได้ สองดีนี้ก็พัฒนาไม่ได้ เพราะว่า ไม่มีสมาธิ สมาธิไม่ดี สมาธิจึงเป็นตัวแปรที่มีความส าคัญยิ่ง เพราะ ฌานจะ เกิดขึ้นเองไม่ได้ สมาธิจะท าให้ฌานนี้เกิดขึ้นมา บางคนที่เรียนส าเร็จปริญญาและมีความรู้มากแล้ว แต่เขา ขาดสมาธิไป คุณสมบัติที่จะท าให้เกิดประโยชน์ของเขานี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเมื่อขาดปัญญาแล้วก็ท าอะไรไม่ได้ กล่าวคือ ถ้าไม่มีสมาธิก็ไม่มีสติ เมื่อไม่มีสติก็ไม่มีปัญญา เรื่องนี้คือ สิ่งที่เราควรจะต้องเข้าใจ 1.2 การเกิดคุณสมบัติของฌาน คุณสมบัติของฌานเป็นเรื่องที่เราจะต้องสร้าง ฌานนี้ไม่ได้ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่จะเกิดขึ้นมาได้จากกระแสของพลังจิต ซึ่ง เราท าขึ้นมาได้แล้ว เช่น การที่เรามาเรียนสมาธิกันนี้ ไม่ใช่เรียนเฉย ๆ เรามาปฏิบัติสมาธิด้วย สิ่งนี้เองที่จะท าให้คุณสมบัติเกิดขึ้น เพราะว่า การเรียนเรานับชั่วโมง นักเรียนจะต้องท าสมาธิ 15 นาที 20 นาที รวมกัน แล้วได้เป็นหลายร้อยนาทีหรือหลายชั่วโมง สิ่งนี้คือ สมาธิที่เราจะต้อง รวมกันเป็นกลุ่มก้อนเอาไว้ ทั้งนี้เพราะว่า สมาธิผลิตพลังจิต พลังจิตนี้จะนอนเนื่องอยู่ที่ จิต คือเป็นทุนส ารอง พลังจิตจะนอนเนื่องอยู่ที่จิต ไม่สูญสลายตัว พลัง จิตจะอยู่ที่จิต เมื่อท า 2 ก็ได้ 2 ท าอีก 2 ก็ได้ 4 บวก ท าอีก 4 ก็ได้ 8 บวก ขึ้นไปเรื่อย หมายความว่า ถ้าเราสร้างสมาธินี้ เราจะถูกบวกพลังจิตนี้เก็บไว้ ที่จิตของเรา พลังจิตจะมารวมตัวกัน เมื่อรวมตัวกันแล้วจะบันดาลให้ ความเป็นเลิศในตัวของมนุษย์ถูกพัฒนาขึ้นมา


97 ความเป็นเลิศในตัวของมนุษย์จะพัฒนาในรูปแบบไหนนั้น ขึ้นกับ นิสัยและวาสนาในตัว คือ บางคนอยากจะเป็นนายกรัฐมนตรี บาง คนอาจอยากเป็นรัฐมนตรี ประธานาธิบดี ผู้จัดการ เจ้าของห้างร้านบริษัท หรือบางคนอาจอยากเป็นกรรมกร เพราะไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เป็นต้น ซึ่งเป็นนิสัยที่จะเกิดขึ้นมาติดตัวของบุคคลคนนั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ถ้าหากได้รับการพัฒนาแล้ว ทุก อย่างก็จะมีความดี เรียกว่า “มีไหวพริบ” คนเราถ้าท างานอะไรต่าง ๆ นี้ ก็อยู่ที่ไหวพริบ คนเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี ผู้จัดการห้างร้าน บริษัท เจ้าของโรงงาน เจ้าของกิจการต่าง ๆ ก็ต้องมีไหวพริบ ก็จะต้อง “มีชวนะจิต” หรือเรียกว่า “มีปัญญา” แม้ว่าคนที่จะเป็นกรรมกร ชาวไร่ ชาวนา หรือเป็นอะไรก็ตาม จะต้องมีชวนะจิต หรือเรียกว่า มีปัญญา ปัญญา นี้จะท าให้การปฏิบัติหน้าที่ของตน ในแต่ละหน้าที่ นั้น เกิดประสิทธิภาพอันยิ่งใหญ่ขึ้นมา หรือเรียกว่า “น่าอัศจรรย์” เพราะว่า การตัดสินใจนี้เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อการตัดสินใจเป็นเรื่องใหญ่ แล้วนี้ ควรที่จะต้องหาทุนส ารอง ถ้าไม่หาทุนส ารองไว้เมื่อเข้าตาจน (ตกต่ ามาก) จะไปไม่รอด แต่ถ้าหากมีทุนส ารอง เมื่อเข้าตาจนแล้ว แก้ไข ได้ มีทางออก เพราะมีปัญญา คนโบราณเล่าเรื่องให้ฟังว่า มีคนแก่อายุมาก เป็นชาวนาผู้ ช านาญงาน เขาก าลังสานยุ้งข้าว สมัยก่อนยุ้งข้าวไม่มีกระดาน จะเอาไม้ ไผ่ไปสาน แล้วเมื่อสานสร็จแล้วจึงจะเอามาท าที่ใส่ข้าว ชาวนาคนนี้ก็สาน จนใหญ่และสูงกว่าตัวเอง เขามีสมาธิสานมันจนเสร็จ แต่เขาออกจากยุ้งที่ สานนั้นไม่ได้ เพราะเขาขาดชวนะปัญญา ขณะเดียวกันนั้นก็ได้ยินเสียงพวกเด็ก ๆ วิ่งเล่นอยู่ข้าง ๆ ถ้า จะถามก็กลัวเสียศักดิ์ศรี เขาจึงออกอุบาย ถามพวกเด็กว่า “รู้ไหมว่ำข้ำจะ ออกทำงไหน” พวกเด็กตอบว่า “มันจะยำกอะไร ก็ยกขึ้นมำ แล้วก็ลอด ออกมำ” แกจึงออกมาได้ สิ่งนี้คือ ปัญญาที่เคยมีอยู่ แต่มันหายไป เพราะขาดสมาธิ ขาดทุนส ารอง


98 ตอนที่หลวงพ่อบอกว่า “ท่านทั้งหลายมาสร้างสมาธิกัน เถอะ” คนก็หัวเราะ คนที่ไม่เข้าใจ ก็ดูถูกว่า “จะไปนั่งสมาธิ ท าเป็นนักธรรม ท าเป็นคนวิเศษ จะเป็นเจ้าเข้าทรงหรืออย่างไร” ความจริง คือ ไม่ใช่ เรา นั่งสมาธิเพื่อสะสมพลังจิต สะสมพลังจิต ส ารองเอาไว้ใช้เมื่อถึงคราว จ าเป็น พลังจิตส ารอง หรือทุนส ารองอันนี้จะท าให้สมาธิเกิดขึ้นใน วินาทีต่อวินาที วินาทีต่อวินาทีนี้คือ พอทันทีที่พลังจิตเกิดขึ้น สติจะ เกิดขึ้นตามมาทันที และทันทีที่สติเกิดขึ้น ปัญญาจะตามมาทันที จะเร็ว ยิ่งกว่าแสง จะเร็วยิ่งกว่าเสียง แม้ว่าแสงและเสียงจะเร็วมาก ๆ แต่พลังจิตนี้จะเร็วกว่า ทั้ง แสงและเสียง จะท าให้ชวนะปัญญาเกิดฉับพลันขึ้นมาได้ และก็ส าเร็จผล ขึ้นมาอย่างมหัศจรรย์ด้วย เพราะฉะนั้น เรามาช่วยกันพัฒนาสองดีความเป็นเลิศและ ความสามารถของคนให้พัฒนาขึ้นมา ช่วยกันแนะน าสั่งสอน หาค าอธิบาย หาสติปัญญา หาวิธีการด้วยอิทธิพลนานัปการที่เรามีอยู่ ชักชวนคนมาท า สมาธิกัน เพื่อหาทุนส ารองอันนี้เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข และเราจะได้พบ ในสิ่งที่มันเกิดประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไพศาลขึ้นมาได้ 1.3 ลักษณะคุณสมบัติของฌาน เมื่อเวลาที่จิตของเราเป็นพลังขึ้นมาเรียกว่า“พลังจิต” เมื่อรวมตัวกันมาแล้ว จะถึงร้อย สองร้อย หรือหลายร้อยชั่วโมง พลังจิต จะเพิ่มตัว เพิ่มประสิทธิภาพอย่างมหาศาลให้แก่ตัวบุคคล คุณสมบัติของฌานนี้มีมากมายเหลือล้น พ้นประมาณ เมื่อเวลาที่พลังจิตเกิดขึ้นมาแล้ว เกิดกระแสแล้ว จะเอา กระแสไปท าเรื่องไม่มีสาระ ก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น เมื่อเกิดกระแสแล้ว ก็ จะต้องเข้าไปเป็นฌาน เข้าไปเป็นฌานก็คือ ความสุข ความประทับใจ หรือที่เรียกว่า ปราศจากอารมณ์


99 ท าไมถึงกล่าวว่า คุณสมบัติของฌานมีเหลือล้น พ้นประมาณ เพราะว่าถ้าหากฌานเกิดขึ้นมาแล้วเหมือนกับว่า มีตาทิพย์ มีความสว่าง ไสว มีสิ่งที่จะท าให้เกิดสติ เมื่อเกิดสติขึ้นมาแล้ว ก็เกิดปัญญา 1.4 ฌานกับพลังจิต แต่อย่างไรก็ตามต้องเข้าใจว่า ฌานจะเกิดเองไม่ได้ถ้าไม่มี พลังจิต คือ ถ้าไม่มีสมาธิผลิตพลังจิตออกมาให้เป็น กระแสจิต ฌานก็ เกิดขึ้นไม่ได้ คนที่มีความทุกข์ยากต่าง ๆ มีอารมณ์มากมาย ความทุกข์ เกิดขึ้นจากอะไร เกิดขึ้นจากการแบกภาระหนัก เมื่อแบกภาระหนัก แต่ ก าลังไม่มี เมื่อก าลังไม่มี ความสุขก็ไม่มี ความสุขไม่มี ความคิดอ่านก็หด ตัวลงไป เหมือนกันคนที่โกรธ เมื่อมีความโกรธเกิดขึ้น ปัญญาจะหายไป 80% จะเหลือใช้แค่ 20% เท่านั้น ดังนั้น คนโกรธจึงเรียกว่า “คนหน้ามืด” เพราะคิดอะไรไม่ ถูก ท าร้ายสิ่งที่ไม่ควรท าร้าย บางทีก็ท าร้ายพ่อแม่ เมื่อท าร้ายเสร็จแล้ว มาคิดได้ทีหลังว่า “ไม่ควรท าเลย” สิ่งนี้คืออะไร คือ สติตามไม่ทัน สติ ตามไม่ทัน เพราะก าลังโกรธ โกรธเพราะอารมณ์เครียด เป็นต้น แต่เมื่อเป็นฌานขึ้นมาแล้วอารมณ์จะมีไม่ได้ ถ้ามีอารมณ์ อยู่ ฌานก็เกิดไม่ได้ และฌานนี้จะเกิดชั่วพริบตา บางทีอาจจะเกิดอยู่ เพียงนาทีเดียว บางที 2 นาที 3 นาที หรือ 10 นาทีเป็นต้น ถ้าฌานนี้เกิดขึ้นมาได้แล้ว ก็เท่ากับว่า อารมณ์ต่าง ๆ จะ หายไป คนจะมาด่าเป็นหมา เป็นหมู เป็นแมว ด่าเป็นอะไรก็ไม่โกรธ เพราะว่า เมื่ออารมณ์ไม่เข้า ก็ไม่โกรธ เมื่อไม่โกรธแล้ว ปัญญาก็มีอยู่ทั้ง 100% มีหนทางแก้ตัวได้ มีหนทางออกได้ ดังนั้น เรื่องการสะสมพลังจิต จึงมีความส าคัญ เราจะท า อย่างไร จึงจะสร้างพลังจิตนี้ ให้มานอนเนื่องอยู่ในตัวของเรา ให้มาก พอสมควร


100 หลวงพ่อได้ก าหนดไว้ในการที่เรียนครูสมาธิว่า คนที่มา เรียนจะต้องสะสมพลังจิต 100 ชั่วโมง ซึ่งแม้ว่า จะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทั้งหมด แต่ก็ควบคุมได้ระดับหนึ่ง และเมื่อท าสมาธิได้ 100 ชั่วโมงจึง อนุญาตให้มาฝึก หรือเทรน (Train) เป็นครูสมาธิ เมื่อไปเป็นครูสมาธิแล้ว ถ้านักเรียนถามในสิ่งไม่เป็นสาระ ยอกย้อน หยอกล้อครู แล้วก็โกรธขึ้นมา ซึ่งเมื่อโกรธขึ้นมาแล้ว ก็อธิบายไม่ เป็นแล้ว เพราะว่า ปัญญาถูกความโกรธกินเอาไป เมื่อถูกความโกรธกินเอา ไปแล้ว ก็เหลือปัญญาแค่ 20% อธิบายข้อความต่าง ๆ ก็จะไม่ดี เพราะว่า เกิดความโกรธขึ้นมาแล้ว เมื่อความโกรธเกิดขึ้นมาแล้ว จะเกิดจุดด าขึ้นที่จิตทันที เมื่อจุดด าเกิดขึ้นที่จิตเมื่อใด ก็จะสร้างความพยาบาท ความอาฆาต ความ จองเวรขึ้นมา เรียกว่า จุดด าเกิดขึ้น ถ้าเราพยายามท าพลังจิต พลังจิตจะท าให้เกิดกระแสจิต กระแสจิตจะท าให้เกิดฌานขึ้น พอเป็นอย่างนี้ ใจก็เย็น จะด่าอย่างไรก็ หัวเราะ เฉยๆ เพราะอารมณ์เหล่านั้นเข้ามาไม่ได้ จิตนี้เป็นฌานไปแล้ว อารมณ์เข้ามาไม่ได้ เมื่อเข้ามาไม่ได้แล้ว ความโกรธก็ไม่มี เพราะฉะนั้น เรื่องที่เราจะสร้างสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ขออย่าง เดียว คือ ให้ท าสมาธิสม่ าเสมอ ท าไม่มาก และไม่น้อยเกินไป เพื่อที่จะหา โอกาสสะสมพลังจิตนี้ให้มาก ให้จงได้ ท่านทั้งหลาย เราจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในสังคม เรา จะต้องเป็นผู้รู้จักเหตุผลในเรื่องต่าง ๆ เราจะต้องเป็นผู้ที่มีความเมตตา ต่อกันและกัน ถ้าหากว่าทั้งสามอย่างนี้(ความรับผิดชอบ ความมีเหตุผล และความมีเมตตา) เกิดขึ้นมาได้แล้ว ทุกอย่างก็สงบเรียบร้อย และยังจะ พาเราไปสู่ความเจริญอีกด้วย


101 อย่างไรก็ตาม กิเลสต่าง ๆ เหล่านี้มีอยู่กันทุกคน แต่จะ หมดไปนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และเป็นเรื่องใหญ่ แต่เรื่องที่เราจะอยู่ในสังคม ร่วมกันในหมู่มากให้อยู่เย็นเป็นสุขนี้เป็นเรื่องที่เราควรจะพยายาม แสวงหาหนทางที่จะท าให้ได้ สมมติว่า แสวงหาหนทางไม่ได้และมีหนทางเดียว คือ การโฆษณา ให้คนไปฟังเทศน์ มีการอธิบายให้ฟัง แต่เขาก็ไม่ฟัง และถ้า เขามีความโกรธ หรือมีอารมณ์มาก ๆ ในจิตใจ แม้ว่า เขาก็อาจจะฟัง แต่เขา ไม่เชื่อ หรือครูสอนนักเรียนว่า อย่าท า อย่างนี้มันบาป จะลงโทษ จับเข้าคุก อายุยังน้อย จะเอาเข้าบ้านเมตตา เขาไม่กลัว เขาก็ยังตีกันทะเลาะกัน เพราะว่า เขาไม่ได้ท าสมาธิเพื่อสะสมพลังจิต เมื่อเขาไม่มีสมาธิแล้ว พูดเท่าไรเขาก็ไม่ฟัง ถ้าเขามีทุน คือ มีพลังจิตสะสมไว้แล้ว เราสะกิดเพียงนิดเดียว เขาก็ได้สติแล้ว แต่ถ้าเขา ไม่มีทุนสะสมไว้ จะพูดอย่างไร เขาก็ไม่เชื่อ คนเราที่พูดกัน อยู่ด้วยกัน เช่น สามีภรรยา ลูกหลาน ญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง และหมู่ชนทั้งหลาย ในช่วงแรก อยู่ด้วยกัน ก็ดีกันอยู่ แต่ ภายหลัง กลับทะเลาะกัน เอาเรื่องกัน เพราะเหตุที่พากันคิดว่า สมาธินี้ มันไม่ใช่ความส าคัญอะไร ไม่เห็นจะต้องมาท าให้ยากล าบาก จึงพากัน มองข้ามตรงนี้ไปเสีย เมื่อเวลาโกรธกันแล้ว ก็ออกมาหาทางแก้ แต่ต่างฝ่ายต่าง ไม่ยอมกัน ที่ยอมกันไม่ได้ เพราะว่า เขามีจุดด าไปขวางอยู่ที่จิต จุดด าที่ไปขวางจิตนี้ยิ่งนานก็ยิ่งลึกเข้า ถอยไม่ออก แต่ถ้า หากเราท าสมาธิมีพลังจิตไว้แล้ว จุดด านี้แม้ว่าจะเกิดขึ้น แต่ไม่ช้าก็ จะต้องหลุดออกไป เพราะว่า พลังจิตนี้มีความสามารถมหาศาล ซึ่งเรา จ าเป็นที่จะต้องเข้าใจ


102 2. ประโยชน์ของฌาน 2.1 เกิดความสุข มีแรง และกระชุ่มกระชวย เรื่องประโยชน์ของฌาน เปรียบเหมือนกับประโยชน์ของ อาหารจากการรับประทานอาหาร เมื่อเราได้รับประทานอาหาร เราก็มี เรี่ยวแรง ถ้าไม่รับประทานอาหารก็หมดแรง ถ้าจิตปราศจากอารมณ์ก็เกิดความสุข เรียกว่า “มีแรง” เมื่อมีแรงขึ้นมาแล้ว ชีวิตก็กระชุ่มกระชวยขึ้น ประโยชน์เกิดขึ้นตรงนี้ 2.2 ขจัดอารมณ์ร้าย เราต้องการไม่ให้ชีวิตมีความทุกข์ แต่ชีวิตเกิดขึ้นมา ก็มีแต่ ความทุกข์โศกเศร้า ร้องไห้ร าพัน เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เห็นแก่ตัว คด โกงสารพัด ไม่ซื่อสัตย์สุจริต กินยาเสพติด กินเหล้ายา ชีวิตก็ยุ่ง เพราะว่า ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ก่อความทุกข์ไปโดยตลอด ซึ่งเป็น ผลที่ได้จากอารมณ์ร้ายต่าง ๆ ถ้าหากว่า มาท าสมาธิ เกิดฌานขึ้นมา ฌานก าจัดอารมณ์ ออกไป เหลือแต่ความสุข เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เราตื่นเช้าขึ้นมาก็แจ่มใส คุย กันไปคุยกันมา ด้วยความชื่นชมยินดี ทั้งนี้เกิดขึ้นมาจากเราได้ขจัดอารมณ์ร้าย เมื่ออารมณ์ร้าย ทั้งหลายหมดไป ในที่สุดก็กลายเป็นเอกัคคตารมณ์คือ อารมณ์อันเดียว อารมณ์ที่เราบริกรรมพุทโธ พุทโธ อันเดียว ทันทีที่มีอารมณ์อันเดียวนี้เท่านั้น ทุกอย่างที่เคยโกรธ เคย เครียด จะปรับ จิตจะพลิกทันที สิ่งนี้คือ ประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของฌาน แม้ว่า เราจะขจัด หรือละลายอารมณ์ร้ายต่าง ๆ เหล่านี้ออกไปได้เป็น การชั่วคราว แต่ก็ยังดีกว่า ที่เราจะต้องให้อารมณ์ร้ายนอนเนื่อง อยู่ในใจ ของเรา ทั้งวันทั้งคืน แต่อย่างไรก็ตาม ฌานนี้จะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อ พลังจิตยังมี อยู่ พอพลังจิตหมดไปเมื่อใด ฌานก็จะสลายตัวทันที


103 ดังนั้น ส าคัญที่สุดคือ เริ่มต้นด้วยการท าสมาธิ พอเริ่มต้น ด้วยการท าสมาธิแล้วก็จะสะสมพลังจิตเอาไว้ พลังจิตตัวนี้เองที่ไปปราบ ความทุกข์โศก ปราบโรคภัย เช่น โรคหงุดหงิด โรคประสาท (โรค ประสาทกิน) มีอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็บ่น มีอะไรขวางหน้าขวางตาก็ไม่ได้ เกะกะระราน ครอบครัวแตกแยก เหล่านี้เรียกว่า อารมณ์ร้าย อารมณ์ร้ายต่าง ๆ เหล่านี้จะหมดไป เพราะฌาน เมื่อมี ฌานแล้ว อารมณ์ร้ายเหล่านี้จะเข้ามาไม่ได้ ดังนั้น ใครจะมาด่าเราว่าเป็น หมา เราก็หัวเราะ เพราะเขาพูดผิด เราไม่มีหาง เราก็ไม่โกรธ ด่าเท่าไรก็ ไม่โกรธ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ท าให้เราจะรู้ว่า ฌานนี้ให้ประโยชน์แก่เรา อารมณ์ตัวนี้ที่เราสู้ไม่ไหว อารมณ์นี้ไม่ได้รับการกลั่นกรอง เมื่ออารมณ์ไม่ได้รับการกลั่นกรองแล้ว อารมณ์ก็เข้าไปหาใจ เข้าไปหาสมอง เข้าไปหาสมองนี้ไปทั้งหมด หมายความว่า เชื้อโรคต่าง ๆ ที่อยู่ในอารมณ์ ซึ่งเราเปรียบอารมณ์ที่ไม่ได้รับการกลั่นกรองว่า เหมือนกับเชื้อโรค แล้ว อารมณ์ที่ไม่ได้กลั่นกรองนี้ ก็เข้ามาผ่านคลื่นสมอง (เวฟ) และผ่าน ความ สั่นสะเทือนของสมอง (ไวเบรชั่น) ไปถึงสมอง แล้วก็สั่งงาน เพียงแค่เสี้ยว วินาทีต่อวินาที สั่งงาน ก็กลายเป็นความโกรธ ความอาฆาตพยาบาท นิด เดียวก็โกรธ อะไรก็ยอมรับกันไม่ได้ เป็นต้น เหล่านี้เป็นเรื่องของอารมณ์ แท้ ๆ แต่ถ้าเป็นฌานขึ้นมาเมื่อไร อารมณ์พวกนี้หายหมด ไม่มีเหลือ ตอนที่อารมณ์มากนี้เรียกว่า “หน้ามืด” เมื่ออารมณ์มาก ๆ เข้าจะหน้ามืด ไม่รู้ว่าข้างหน้าคือใคร หน้ามืดขึ้นมาแล้ว พ่อแม่ไม่รู้ ลูกเมีย ไม่รู้ อะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้หมด เพราะอารมณ์นี้ ไม่ได้รู้ว่า ใครเป็นนายร้อย นายพันมียศสูง อารมณ์ไม่กลัว ข่มขี่ได้ จะเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี หัวหน้าครอบครัว ผู้จัดการ ต าแหน่งใหญ่โตแค่ไหนก็ตาม อารมณ์ไม่ได้ ปรานีใคร กระทบได้ทุกคน เมื่ออารมณ์เข้าไปแล้วนี้คนจะต าแหน่งใหญ่ แค่ไหน ก็หน้ามืด เมื่อหน้ามืด ก็คิดอะไรไม่ออก เพราะฉะนั้น เราจะต้อง แก้อารมณ์เหล่านี้ด้วย “ฌาน”


104 2.3 ท าฤทธิ์ได้ ผู้ที่ท าสมาธิท าฤทธิ์ได้ ฤทธิ์เกิดขึ้นจากฌาน เมื่อเข้าฌาน จะท าฤทธิ์ได้ ตัวอย่างเช่น เรื่องพระโมคคัลลาไปทรมานพญานาคนัน โทปนันทนาคราช นาคนี้เป็นนาคเทพ มีฤทธิ์ และแปลงตัวเป็นคน หรือ อะไรก็ได้ วันหนึ่งพญานาคก็แกล้ง แผ่พังพานปิดพระอาทิตย์ไว้ วันนั้นก็มืด เช้าขึ้นมาก็ไม่สว่างเสียที ประชาชนเดือดร้อน พระพุทธเจ้าจึงให้พระโมคคัล ลานะไปทรมานพญานาคให้หดพังพานเสีย พระโมคคัลลาได้แปลงตัวเท่าแมลงหวี่ บินเข้าไปในท้องของ พญานาค ไปเดินจงกรมอยู่ที่ในล าไส้ พญานาคร้องโอดครวญครางว่า “ไม่ ไหวแล้ว” พญานาคยอมแต่ปาก แต่ใจไม่ยอม พระพุทธเจ้าจึงได้เพ่งจิตไป บอกพระโมคคัลลาว่า “อย่าประมาท เวลาออกมา พญานาคจะพ่นพิษ ตามมาด้วย จะละลายตัวคนให้เป็นน้ าได้” พระโมคคัลลาเดินจงกรม ตั้งจิต ดีแล้ว จนพญานาคยอม พระโมคคัลลาจึงออกจากท้องพญานาคมาอยู่ที่บน อากาศ พญานาคก็แปลงตัวเป็นมานพไหว้พระโมคคัลลา การแสดงฤทธิ์นี้พระโมคคัลลาจะต้องเข้าฌาน กล่าวคือ เข้าจตุตถฌาน มีอภิญญาณเป็นบาท แล้วก็ท าฤทธิ์ได้ เพราะฉะนั้น ถ้า อยู่ในฌานทั้งหลายถึงอรูปฌาน จะอยู่ 7 วัน ไม่กินข้าว ก็ไม่มีหิว อยู่ได้ 7 วันไม่ต้องกินน้ ากินข้าว ก็อยู่ได้ 2.4 ควบคุมจิตใจได้ สิ่งที่เป็นประโยชน์จริง ๆ แก่ชาวบ้านแบบพวกเรานี้ไม่ จ าเป็นที่จะต้องไปท าฤทธิ์ต่อสู้กับใคร ถึงแม้จะท า ก็ท าไม่ได้ เพราะการจะ สร้างพลังจิตจนถึงการท าฤทธิ์ได้ก็มากเกินไป เราเอาเฉพาะควบคุมจิตใจของเราได้ เราก็สามารถที่จะ ด าเนินชีวิตในครอบครัวมีความอยู่เย็นเป็นสุข และสามารถที่จะอยู่ ร่วมกันในสังคมให้มีความอยู่เย็นเป็นสุข เท่านี้ก็น่าจะพอแล้วส าหรับเราที่ จะได้รับประโยชน์จากฌาน


105 2.5 ยิ้มได้ เวลาที่ท าสมาธิแล้วรวบรวมพลังจิต พลังจิตนี้จะเพิ่มก าลัง จนกระทั่งแข็งแกร่ง เมื่อแข็งแกร่งก็เกิดกระแส กระแสนี้จะไปเป็นหลาย อย่าง ซึ่งจะอธิบายต่อไป ส าหรับตอนที่ 7 นี้จะอธิบายเฉพาะรูปฌาน ซึ่ง อย่างน้อยที่สุด เราเข้าสู่ทุติยฌาน เราก็“ยิ้มได้” แล้ว ถ้าเป็นปฐมฌานจะต้องมีองค์ห้า คือ วิตก วิจารณ์ ปีติสุข เอกัคคตา โดยวิตก วิจารณ์ คือ การบริกรรม ปีติคือ ความเอิบอิ่ม สุข คือ ความประทับใจ เอกัคคตา คือ ความเป็นหนึ่ง แต่ปฐมฌานนี้จะอยู่ได้เพียง สั้น ๆ (ประเดี๋ยวเดียว) แล้วก็หายไป เมื่อไปถึงทุติยฌานแล้ว ตัดวิตก วิจารณ์ออก หมายความว่า “พุทโธ” ไม่ต้องบริกรรมแล้ว มีความเป็นหนึ่งแล้ว และมีปีติกับสุข เหมือนกับคนที่ท างานส าเร็จ พอส าเร็จแล้วก็“ยิ้มได้” หรือเวลาเราไปยืม เงินมาร้อยล้าน แล้วมาลงทุนได้พันล้าน งานส าเร็จ ก็“ยิ้มได้” เพราะฉะนั้น เมื่อเวลาที่เข้าสู่ทุติยฌานเข้าไปแล้วก็“ยิ้มได้” ฌานนี้จะอยู่ได้ไม่ตลอดไป เพราะว่าฌานทั้งหมด ทั้งรูป ฌานและอรูปฌาน ก็ยังเป็นภพอยู่ ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตายเหมือนคนอื่น เหมือนคนธรรมดา เพราะว่า ฌานเสื่อมได้ แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่า ฌานเสื่อมได้ แต่ก็ขอให้มีกับเรา เมื่อฌานมีขึ้นกับเราแล้ว ก็จะท าความสุข นอกจากสุขในตัวเราแล้ว ก็สุข ในครอบครัว ลูกหลานก็เป็นสุข เพื่อนบ้านก็เป็นสุข และพวกเราอยู่ร่วมกันก็ เป็นสุขด้วย 2.6 สรุปประโยชน์ของฌาน เนื่องจาก ฌานเกิดเองไม่ได้ฌานเกิดจากสมาธิ แต่สมาธิ นิดเดียว เกิดเป็นฌานไม่ได้ ต้องสะสมให้เกิดพลังจิตก่อน เมื่อสะสมพลัง จิตพอเพียงจนกระทั่งเกิดกระแสจิต เมื่อเกิดกระแสจิตแล้ว ก็จะไปเกิด ฌานได้


106 เมื่อเรารู้ลู่ทางแล้วว่า อารมณ์มาอย่างนี้พออารมณ์มา เรา ก็เข้าสมาธิ ทันทีที่เข้าสมาธิ อารมณ์จะหายไป เหมือนกันกับว่า วินาทีต่อ วินาที อารมณ์จะร้ายเท่าไหร่ก็ตาม ถ้าหากฌานเกิดขึ้นมาแล้ว อารมณ์นั้น จะถูกท าลายไปทันที ถึงแม้ว่า อารมณ์จะถูกท าลายไปชั่วคราว แต่ก็ยังดี เมื่อมีความคิด เราก็มีความยับยั้งได้ เพราะฉะนั้น ให้เชื่อเถิดว่า สมาธิมี คุณประโยชน์มหาศาลจริง ๆ เราเรียนสมาธิเมื่อเรียนไปเรื่อย ๆ แล้วเราจะรู้ว่า เราได้ อะไร แต่บางทีจิตของเรายังไม่ได้เป็นฌาน จิตยังไม่ได้เป็นสมาธิมากนัก เราจึงยังไม่รู้อะไรมากนัก ถ้าเราได้สมาธิขึ้นมาบ้างแล้ว เราจะร้องว่า “อ้อ มันเป็นอย่างนี้เองหรอกเหรอ อ๋อ เป็นอย่างนี้เอง” แต่ถ้าเราไม่มาท าเอง เราก็ไม่รู้ เราจะให้คนอื่นมาเรียนแทน ท าสมาธิแทนเราก็ไม่ได้ แม้เราจะต าแหน่งใหญ่โต ไม่ท าเอง จะให้คนอื่นไป ท าแทน ก็ไม่ได้ ใครก็ตาม ถ้าต้องการอยากจะละอารมณ์ร้าย ที่ท าไม่ดีนี้ ต้องมาท าสมาธิเอง เมื่อมาท าเองแล้วก็จะได้เอง


107 ประเด็นอภิปราย 1. ฌานมีคุณสมบัติอย่างไร เราจะท าให้มีฌานเกิดขึ้นได้หรือไม่ อย่างไร 2. ฌานท าให้เกิดสติและปัญญาได้อย่างไร 3. เหตุใดการขจัดอารมณ์ร้าย จึงถือว่าเป็นประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ของฌาน 4. “สติตามไม่ทัน” หมายถึงอะไร ก่อให้เกิดผลเสียอย่างไร แล้วเราจะ แก้ปัญหานี้อย่างไร 5. ฌานมีประโยชน์อย่างไรแก่เรา ให้อธิบายประโยชน์ที่ใช้ได้ใน ชีวิตประจ าวัน และในการศึกษาเล่าเรียน ค าส าคัญ คุณสมบัติของฌาน ประโยชน์ของฌาน จุดด า ชวนะปัญญา สติตามไม่ทัน ยิ้มได้


108


109 ตอนที่ 8 ลักษณะของญาณ และขั้นตอนของญาณ เรื่อง 1. ลักษณะของญาณ 2. ขั้นตอนของญาณ


110 สาระส าคัญ 1. ญาณ คือ ความเป็นเลิศ ซึ่งเป็นหนึ่งในสองดีของมนุษย์ และเรามีญาณ หรือความเป็นเลิศนี้ติดตัวมาแล้วตั้งแต่เกิด แต่การที่เรามาท าสมาธินี้ก็ เพื่อที่จะสนับสนุนญาณให้ยิ่งใหญ่ มีความแกร่งกล้า หรือเป็นเลิศมากขึ้น 2. เมื่อเวลาที่เราท าจิต (ท าสมาธิ) ไปจนกระทั่งมีกระแสจิตแล้ว จะมีความรู้ ชนิดหนึ่งเกิดขึ้น เป็นความรู้ชนิดที่เกิดขึ้นเมื่อเรามีสติ พอเรามีสติ พอเพียงแล้ว ก็จะเกิดความรู้หรือเกิด“ญาณ”ขึ้นมา 3. เมื่อท าสมาธิเป็นประจ าจะท าให้พลังจิตแกร่งขึ้นโดยอัตโนมัติ พลังจิตจะ กลายเป็นกระแสจิต แล้วกลายเป็นญาณ และช่วยพัฒนาญาณให้มีความ รอบคอบ 4. ญาณจะไต่ขึ้นตามล าดับ และไต่ขึ้นไปเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งการที่ญาณจะ เป็นไปเองได้นี้ ต้องอาศัยพลังจิตที่สร้างขึ้นมาแล้ว 5. ญาณที่ถูกต้องนั้น คือ ต้องไม่เจือปนอารมณ์ ถ้ายังเจือปนอารมณ์อยู่ มัน ก็กลายเป็นสัญญาทันที ซึ่งสัญญากับญาณของจริงนี้ต่างกันมาก 6. เวลาท าวิปัสสนา เมื่อพิจารณาไปแล้วเกิดการเห็นความจริงขึ้นด้วยญาณ ซึ่งไม่ใช่เห็นด้วยการคิดเอา เมื่อความจริงเกิดขึ้นแล้ว ความเบื่อหน่ายก็ จะเกิดขึ้น เรียกว่าเป็น วิปัสสนาญาณ เนื้อหาตอนที่ 8 ประกอบด้วยเรื่อง ลักษณะของญาณ (อ่านว่า ยาน) และขั้นตอนของญาณ


111 1. ลักษณะของญาณ 1.1 ญาณมีอยู่แล้ว อันดับแรก ขออธิบายก่อนว่า “ญาณ”เป็นสิ่งที่เรามีมาก่อน แล้ว ดังที่อธิบายแล้วว่า มนุษย์มีความเป็นเลิศและความสามารถ หรือ เรียกว่า สองดี ซึ่งความเป็นเลิศนี้เองที่ เรียกว่า“ญาณ” ตัวอย่างเช่น การศึกษาจะบอกว่าใครฉลาดกว่ากัน จะมีคน ฉลาดอย่างสูง อย่างกลาง อย่างต่ า ความฉลาดนั้นแปรสภาพเป็นญาณ ญาณเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่า คนนี้คือ ปัญญาชน คนนี้คือคนธรรมดา ยัง ไม่ใช่ปัญญาชน คนที่มีโอกาสได้รับการศึกษาสูงขึ้นถือว่า เป็นปัญญาชน คือ เขาได้พัฒนาญาณ หรือความเป็นเลิศของตนเองให้ก้าวหน้าขึ้น 1.2 สมาธิมีความส าคัญต่อญาณ สมาธิมีความส าคัญอย่างไรกับญาณ ในอันดับแรก สมาธิคือ การท าจิตให้สงบ เมื่อความสงบเกิดขึ้นแล้ว พลังจิตก็เกิดขึ้น เมื่อพลังจิต เกิดขึ้นแล้ว ก็มีกระแสจิต หมายความว่า พลังจิตได้ก่อตัวขึ้นและมีความเป็น ปึกแผ่น เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ท าให้ญาณได้รับการพัฒนาขึ้นมา หมายความ ว่าเราไม่ได้สร้างญาณขึ้นมา 100% เพราะญาณมีมาอยู่แล้ว แต่เรามา พัฒนาญาณนี้ให้ยิ่งใหญ่ หรือเป็นเลิศมากขึ้น สรุปคือ เรามี“ญาณ”อยู่ก่อนแล้ว แต่เราจะต้องมาท า สมาธิเพื่อที่จะสนับสนุนให้ญาณนี้มีความแกร่งกล้า หรือให้มีประโยชน์ มากยิ่งขึ้น 1.3 กระแสจิต กับญาณ เวลาที่เราท าสมาธิไปจนกระทั่ง มีกระแสจิตแล้ว จะมี ความรู้ชนิดหนึ่งเกิดขึ้น เป็นความรู้ชนิดที่เกิดขึ้นเมื่อเรามีสติ พอเรามี สติพอเพียงแล้วก็จะเกิดความรู้หรือ“ญาณ” นี้ขึ้นมา


112 ส าหรับการท า“วิปัสสนาญาณ” นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ เป็นไปเพื่อจะหาทางให้หมดกิเลส เรียกว่า“โลกุตระปัญญา” แต่ขณะนี้ต้องการเพียงแค่ว่า เราจะท าญาณนี้ให้เป็น ประโยชน์ต่อชุมชน และเป็นประโยชน์ต่อตัวของเราเองได้อย่างไร เมื่อเรามีสมาธิ สมาธินี้เราจะต้องท าเป็นประจ าอยู่แล้ว เมื่อ ท าสมาธิเป็นประจ า จะกลายเป็นพลังจิตที่แกร่งขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อพลัง จิตแกร่งขึ้นโดยอัตโนมัติแล้ว จะกลายเป็นกระแส เมื่อกลายเป็นกระแส แล้ว ก็กลายเป็น “ญาณ” ขึ้นมา เมื่อเป็นญาณขึ้นมาแล้ว ก็ได้รับ การ พัฒนาตามล าดับ ตัวอย่าง คนที่ได้รับการศึกษานี้ไม่ใช่มาเรียนแล้วได้ปริญญา เลย เป็นไปไม่ได้ ต้องเป็นไปตามขั้นตอน เช่นเดียวกับ การท าสมาธิ เรา จะต้องสร้างสมาธิในขั้นนี้ เราต้องมีความแข็งแกร่งในขั้นนี้ เราต้องมี กระแสจิตที่มีความแก่กล้าในขั้นนี้แล้วจึงจะมาถึง “ญาณ” ที่มีความเป็น เลิศมากยิ่งขึ้นได้ 1.4 การพัฒนาญาณ แม้ว่าเราจะท าสมาธิได้เพียงเล็กน้อย แต่ก็ช่วยพัฒนาให้เกิด ญาณตัวนี้ได้ และสุดท้ายที่ต้องการ คือ ต้องการพัฒนาญาณให้มีความ รอบคอบ ญาณหรือปัญญานี้ถ้าหากขาดความรอบคอบ แล้วก็ คือ ขาด สติ ดังนั้น ความรอบคอบนี้จะเกิดขึ้น ในเวลาที่เราสร้างพลังจิต ให้เกิดกระแสจิต เมื่อเกิดกระแสจิตก็จะเกิดปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้นมานี้ ได้เคยเปรียบเทียบไว้ว่า เหมือนกับไฟฟ้า ต้นก าเนิดของไฟฟ้ามันต้องอาศัย พลังงาน เมื่อมีพลังงานแล้ว ก็สามารถที่จะส่งกระแสไฟฟ้าไปได้ตามที่มี ก าลังงาน เช่นเดียวกับ การที่จะให้ญาณ หรือปัญญาของเรานี้ถูก พัฒนาขึ้นมา ซึ่งจะต้องอาศัยสติ สติก็ต้องอาศัยสมาธิ


113 ส าหรับผู้ที่มีโชคดีหรือคิดถูกต้องได้มาท าสมาธิเขาจะท า ให้ความเป็นเลิศนี้ได้รับการปรับปรุงเป็นพิเศษ แต่ถ้าหากไม่ได้ท าสมาธิ สติก็อ่อน เมื่อสติอ่อน ปัญญาก็อ่อนตามไปด้วย ถ้าเราได้ท าสมาธิสม่ าเสมอ เมื่อสมาธิเกิดขึ้น สติก็จะต้องเกิดขึ้น เมื่อสติเกิดขึ้น ปัญญาก็เกิดขึ้น ถ้า หากเราขาดสมาธิแล้วจะขาดไปหมด ปัญญาก็จะด้อย สติก็จะด้อย หากเราท าสมาธิแล้วเกิดญาณที่สามารถแก้ไขเหตุการณ์ ประจ าวัน เหตุการณ์ถาวร หรือเหตุการณ์ที่มีอันตราย ให้พ้นขีดอันตราย อันนี้เรียกว่าปัญญาญาณ 1.5 ความรอบคอบ และ ความประมาท ถ้าหากเรามีความรอบคอบแล้ว ความผิดพลาดก็น้อยลงไป ถ้าเราขาดความรอบคอบแล้วความผิดพลาดก็จะมากขึ้น ความผิดพลาด นั้นบางเหตุการณ์เป็นความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ หรือบางทีก็เล็กน้อย ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือเราจะต้องเตรียมพร้อมในตัวของเรา แต่ละคนเอาไว้ การเตรียมพร้อมนั้นคือ การสะสมพลังจิต การที่จะเกิดปัญญาได้นั้น ต้องรู้จักแก้ไขเรื่องอารมณ์ เพราะ อารมณ์เป็นสิ่งที่ล้างผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง สติก็ถูกล้างผลาญ สมาธิ ก็ถูกล้างผลาญ ในที่สุดปัญญาก็ถูกล้างผลาญไป การที่เราไม่ท าสมาธิ เพราะเราเกิดความประมาท หรือ มี ความหลง ความไม่รู้ว่า ท าไมเขาถึงท าสมาธิกัน ท าไมจึงสนใจเรื่องสมาธิ บ้ากันใหญ่หรืออย่างไร เราก็คิดไปแบบนั้น แล้วเราก็ไม่ท าสมาธิ เมื่อเป็น เช่นนี้ความรอบคอบจะหาย จะลดล าดับลงทันที เพราะว่า เราประมาท เมื่อประมาทแล้วก็ไม่ท าสมาธิ เมื่อไม่ท าสมาธิทุกอย่างก็ จะต้องลดระดับลงทันที เมื่อลดระดับลงไป ความรอบคอบก็ต้องลดล าดับ ตามไปด้วย ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเราไม่ท าสมาธิแล้วก็ไม่เป็นไร (ก็แล้ว กันไป) เมื่อเราไม่ท าสมาธิและหากมีเหตุเกิดขึ้นแล้ว เราจะต้องแก้ไขเอง ได้อย่างไร


114 สมมุติว่า เราจะต้องไปสอบ แต่เราไม่ได้สะสมพลังจิตไว้ เมื่อ ถึงเวลาสอบแล้ว เราจะมานั่งสมาธิตอนนั้น ก็ไม่ส าเร็จ ไม่ทันการณ์ เพราะ เราไม่ได้เตรียมพร้อมเอาไว้ เวลาก็หมดไปโดยไม่ได้อะไร อย่าคิดว่า เรื่องสมาธิเป็นเรื่องเหลวไหล หรือไม่ใช่เรื่องที่เรา จะต้องมาบังคับให้ตัวเราท า สมาธิไม่ใช่เรื่องงานอดิเรก ที่จะท าก็ได้ไม่ท าก็ ได้ สมาธิที่เราท าไปแล้วแต่ละครั้งนี้มีความหมาย คือ เราได้สะสมพลังจิต พลังจิตเมื่อเราสะสมเอาไว้แล้ว จะเป็นก าลังที่จะ ช่วยให้เกิดสมาธิได้เร็ว ขึ้น สติก็อาศัยสมาธิ สมาธิก็ต้องอาศัยสติ อาศัยซึ่งกันและกันอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าเราสะสมสมาธิเอาไว้ก็เกิดสิ่งที่เตรียมพร้อม ในชีวิตของเรา เพราะในชีวิตของเรา เราไม่ได้อยู่วันเดียว เราอยู่อีกหลายปี ห้าสิบปี ร้อยปี จะต้องอยู่ไป เราจะต้องคิดว่า เราจะต้องสะสมสมาธิ ซึ่งเป็น สิ่งที่ส าคัญนี้เอาไว้ ถ้าเราสะสมสมาธิไว้แล้ว ชวนะปัญญา ความฉลาด หรือความรอบคอบเหล่านี้จะมาปรับปรุงชีวิตของเราให้ด าเนินชีวิตต่อไป 1.6 อารมณ์กับปัญญา การที่เราเป็นมนุษย์อยู่กันเป็นหมู่ เป็นบ้านเมือง หรือเป็น ประเทศแบบนี้จะต้องมีเหตุการณ์อะไรต่าง ๆ เกิดขึ้น แล้วเราจะแก้ไข เหตุการณ์เหล่านี้ได้อย่างไร หากเราไม่มีพลังจิต หรือทุนส ารองเอาไว้ แก้ไข เราก็จะต้องอาศัยแต่อารมณ์ในการแก้ไข แล้วเราก็ไม่ได้ควบคุม อารมณ์ อารมณ์ก็มาเป็นพายุ เข้ามากระทบจิตใจเป็นร้อยครั้งพันครั้ง อารมณ์เหล่านี้จะมาท าให้ใจของเราไขว้เขว ถ้ามนุษย์ใช้อารมณ์ในการแก้ไข ก็ขาดทุน นั่นคือ ทุน ส ารองไม่มี เมื่อทุนส ารองไม่มีแล้ว แม้เราอยากจะได้ แต่ก็ไม่ได้ เพราะว่า ทุนส ารองไม่มี ทุนส ารองนี้ลองคิดดูว่า เมื่อเวลาที่เราเรียนหนังสือ เรียนจบ แล้วไม่จบเท่านั้น ทุกวัน ๆ ต้องทบทวน


115 ตัวอย่างเช่น คนเรียนหมอก็ต้องทบทวน คนเป็นวิศวกรก็ ต้องทบทวน คนเรียนบริหารก็ต้องทบทวน คนเรียนเกษตรกรรมก็ต้อง ทบทวน ไม่ใช่เรียนแล้วก็ทิ้งไปเลย ถ้าเรียนแล้วทิ้งเลยนั้นเรียกว่า ไม่ส าเร็จ ท าอะไรก็ไม่ส าเร็จ เราก็ต้องทบทวน เช่นจะสร้างบ้าน หรือจะท าการค้าก็ เรียกว่า เป็นวิชาการ วิชาการเหล่านี้ก็จะต้องมีการทบทวนความถูก ความผิดอะไรต่าง ๆ การงานทุกอย่างนี้ต้องทบทวนทั้งสิ้น การทบทวนนี้ไม่ใช่ เป็นการใช้อารมณ์ และการทบทวน (อันเกิดจากสมาธิ) จะท าให้เกิด ปัญญา สมาธิช่วยเราได้ในการที่เราจะผ่านชีวิตไปได้นับเป็นร้อยปี เราจะผ่านไปได้อย่างไร จะต้องผ่านอารมณ์ซึ่งเป็นตัวแปรที่มีความส าคัญ มาก ถ้าหากเราใช้อารมณ์ก็เป็นการเดาไม่ใช่ปัญญา หรือการที่คิดเอา ว่าอย่างนี้ถูก การคิดเอาเองนี้ขาดความรอบคอบ เมื่อขาดความรอบคอบ ก็ขาดทุน เมื่อขาดทุนก็ล้มละลาย สิ่งสารพัดก็จะเกิดขึ้น ความทุกข์ ความเศร้าโศกเสียใจ ความเสียเกียรติ และก็เกิดอะไรขึ้นอีกมากมาย เพราะว่า เราประมาทในการที่เราจะสร้างปัญญาในทางด้านจิตใจ ซึ่งก็ คือ เรื่องของสมาธิ การท าสมาธิเป็นการกลั่นกรองอารมณ์อย่างน้อยที่สุดเรา ท าสมาธิห้านาที ก็เป็นยา ถ้าท าห้านาที วันหนึ่งท าสามครั้ง ก็ได้สิบห้า นาที สมาธิก็จะเป็นยาวิเศษขึ้นมา เพราะฉะนั้น เราจะพยายามอย่างไร ถึงจะท าสมาธิสม่ าเสมอ เราไม่ต้องท ามาก ถ้าหากว่าไม่มีเวลา ก็ท าสมาธิสักสิบนาทีก็ได้ ขอให้ได้ ท าทุกวัน ๆ ก็จะสะสมพลังจิตของเราเก็บกักตุนไว้ เมื่อเวลาเกิดเหตุ ขึ้นมา เราก็จะได้ใช้ การท าสมาธิจะท าให้ชีวิตของเราสดชื่น มีความสุข ส่วน การที่เราไปหาความสุขอื่น มันเป็นความสุขที่ปนไปด้วยความทุกข์ เช่น อยากได้ความสุข กินเหล้าอยากมีความสุข ก็กินเหล้าไป ในที่สุดก็เสียสติ


116 เป็นโรคเป็นภัย หรือ อยากจะท า อยากจะได้อยากจะให้มันส าเร็จต่าง ๆ ด้วยความคิด เป็นเรื่องของการเดา เมื่อเป็นเรื่องของการคิด การเดา ก็ เป็นการใช้อารมณ์ ก็ไม่ใช่ปัญญา 1.7 ปัญญากับสัญญา การท าสมาธินี้จะมีความรู้(ญาณ) เกิดขึ้นในใจ วันนี้จะ เป็นอย่างนี้ วันนั้นจะเป็นอย่างนั้น มันจะบอก เรียกว่า “อนาคตังสญาณ” คือ ญาณที่เราจะรู้การณ์ข้างหน้าว่า การณ์ข้างหน้ามันจะมีอะไรเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น คนที่เคยมีปัญญาดีคือ มีความรู้ มีญาณ ดังนั้น เขาจะรู้ว่า ข้างหน้ามันจะต้องเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้น และเขาก็แก้ไขได้ ส าเร็จ แก้ไขได้ถูกต้องไปเรื่อย ๆ ซึ่งที่ส าเร็จได้เพราะว่ามันเกิดขึ้นจาก สมาธิแล้วก็เกิดปัญญาขึ้น ต่อมา เขาใช้อารมณ์ก็นึกคิดเอาเองว่า ข้างหน้านี้อันนั้นจะ เกิดขึ้น อันนี้จะเกิดขึ้น แล้วก็คิดว่ามันเป็น ปัญญา (แต่ความจริงแล้ว มัน ไม่ได้เป็นปัญญาที่เกิดจากสมาธิ) และก็บังเอิญว่า คราวนี้ก็จับพลัดจับผลู เขาก็แก้ไขได้ส าเร็จ แต่ส าเร็จด้วยอารมณ์ไม่ใช่ปัญญา ดังนั้น อารมณ์มันก็เลยกลายเป็นสัญญา (สัญญา หมายถึง ความจ าได้หมายรู้) พอกลายเป็นสัญญาแล้ว ก็คิดว่าสัญญานี่เป็นปัญญา (ความจริงแล้วคราวนี้ สิ่งที่แก้ไขส าเร็จนั้น มันเกิดจากอารมณ์ ไม่ได้เกิดจาก ปัญญา แต่บังเอิญว่ามันส าเร็จ แล้วเขาก็ไม่รู้ว่ามันส าเร็จด้วยอารมณ์ และ นอกจากนี้ เขาก็ใช้สัญญา (ใช้ความจ าได้หมายรู้) สรุปเอาเองว่า คราวนี้ก็ ส าเร็จด้วยปัญญา เหมือนที่ผ่านมา) ก็เลยเป็นการหลอกตัวเอง หลอกลวง ตัวเองแล้ว ก็เลยพลาดพลั้งไป นี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่า เรามี“ปัญญา” ที่เกิดขึ้นจากสมาธิ ที่เป็นปัญญาของจริง ปัญญาจะบอกว่า “เมื่อเราท าอย่างนั้น จะต้องเป็น อย่างนี้” และมันก็เป็นจริงขึ้นมา ที่จริงขึ้นมานั้นเป็น เพราะปัญญามา จากสมาธิ เป็นเรื่องของสมาธิไม่ใช่เรื่องของอารมณ์


117 ดังนั้น จึงเรียกได้ว่า อารมณ์กับปัญญามันอยู่ด้วยกัน ท าไม ถึงอยู่ด้วยกัน เพราะว่า อารมณ์นี้เมื่อเราก าจัดออกไปแล้ว ก็กลายเป็น ปัญญาถึงจะเป็นของจริง แต่ถ้าอารมณ์เราไม่ได้ก าจัด แล้วเราก็ไปนึกเอา ว่า เป็นของจริง ก็เลยกลายเป็นของไม่จริง ดังนั้น ถ้าหากว่า เราอยากจะท าปัญญาให้เกิดขึ้น เราต้อง สะสมพลังจิตไว้ให้มาก ๆ เมื่อสะสมพลังจิตไว้ให้มาก ๆ แล้ว ปัญญา เกิดขึ้นแน่นอน เราจะใช้ปัญญาท าอะไรก็ส าเร็จ ส าหรับนิวรณ์ ความลังเล ความสงสัย ความไม่แน่ใจ เหล่านี้ ถ้ามันเกิดขึ้น มันจะท าให้เราต้องพลาดในสิ่งที่เราไม่ควรพลาด พลาดที่ไม่ได้ ท าสมาธิ 1.8 อามิสสุขกับนิรามิสสุข ถ้าเราต้องการความสุขจากสมาธิ เราจะต้องหาวิธีการให้ เกิดพลังจิต เมื่อเกิดพลังจิตแล้วพลังจิตนอนเนื่องอยู่แล้วนี้ ทันทีที่เราท า สมาธิ ก็จะเกิดความสุขขึ้นทันทีหมายความว่า วินาทีต่อวินาทีเราก็พบแล้ว ซึ่งความสุข ความสุขที่ได้จากสมาธินั้นแตกต่างกับความสุขที่ได้จาก อารมณ์ ความสุขที่ได้จากอารมณ์เป็นความสุขที่มีความทุกข์ปนมา เป็นความสุขที่เจือปนด้วย ความทุกข์ ดังที่กล่าวแล้วว่า ถ้าอยากได้ ความสุขด้วยการกินเหล้า ความทุกข์ก็ปนมา ความสุขที่ได้จากอารมณ์นี้เรียกว่า “อามิสสุข” ทั้งนี้ ความสุขโดยทั่วไปของมนุษย์ก็เป็น อามิสสุข เป็นความสุขที่ได้จาก ความพอใจ ความสุขที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ที่เรียกว่า “พอใจ” แต่ความสุขจากการท าสมาธิที่เป็นพลังจิตนี้เป็นความสุขที่ ตรงกันข้าม คือ เป็นความสุขที่ปราศจากอารมณ์ไม่มีอารมณ์ ที่เรียกว่า “นิรามิสสุข” ซึ่งเป็นความสุขที่ได้จากการกลั่นกรองของสมาธิ และ ความสุขที่ปราศจากอารมณ์นี้ไม่เจือปนความทุกข์


118 ความสุขที่ปราศจากอารมณ์เป็น ความสุขที่เกิดขึ้นจาก สมาธิ เกิดขึ้นจากพลังจิตที่เราสะสมเอาไว้ และความสุขที่ปราศจาก อารมณ์นี้มีความสุขมากกว่าความสุขที่เกิดจากอารมณ์มากมายนัก เมื่อเราต้องการความสุข เราก็สามารถหาได้ เพราะว่า เรา มีพลังจิต พลังจิตนี้เราเก็บเอาไว้แล้ว เราท าสมาธิครู่เดียวก็สามารถมี ความสุขขึ้นมาได้แล้ว ถ้าหากเราไม่สะสมพลังจิตเอาไว้ หากมีอะไรมากระทบ กระเทือนแล้ว เราจะหาความสุขได้อย่างไร ในชีวิตของคนเรา จะต้องมี วิกฤติการณ์เกิดขึ้นในแต่ละช่วง แล้วในเวลาวิกฤติการณ์นั้น เราจะหา ความสุขได้อย่างไรในขณะที่อารมณ์ท่วมท้น ซึ่งความโศกเศร้า ตรม ระทมใจ ความไม่พอใจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น มันก็แก้ไขไม่ได้ แต่ถ้าเรามีพลังจิตสะสมไว้แล้ว หากมีสิ่งที่โศกเศร้า ระทม หรือไม่สมความปรารถนาอะไร มากระทบ เรามีพลังจิต เราก็สามารถ แก้ไขได้ เราก็สามารถได้รับความสุขที่ปราศจากอารมณ์มาช่วยไว้ได้ เพราะฉะนั้น การที่เราจะพัฒนาญาณให้เกิดขึ้นนี้ต้องท า จิต (ท าสมาธิ) เมื่อท าจิตให้พลังจิตมากขึ้นมาแล้ว จิตก็สามารถผ่านเข้า ภวังค์อย่างง่ายดาย เมื่อจิตผ่านภวังค์เข้าอย่างง่ายดาย แล้วก็ไปถึงในจุด ที่ว่า “อารมณ์ภายนอกไม่มี” เมื่ออารมณ์ภายนอกไม่มี จิตนั้นได้หยั่งลงไปอย่างชัดเจน แล้วก็จะเกิดสิ่งหนึ่งขึ้นมาให้แก่เรา เรียกว่า “สิ่งที่อัศจรรย์” เช่น ตาทิพย์ สิ่งที่อัศจรรย์นี้ก็คือ “ญาณ” 2. ขั้นตอนของญาณ ญาณนี้มันต้องไต่ขึ้นตามล าดับ จะไม่อธิบายยาว ขออธิบายเพียง ว่า ญาณที่จะไต่ขึ้นตามล าดับนี้มันจะเป็นไปเองตามอัตโนมัติ ซึ่งมันจะ เป็นไปเองด้วยการที่เราได้สร้างพลังจิตขึ้นมาแล้ว เมื่อเราได้สร้างพลังจิต ขึ้นมาแล้วนี้ ล าดับหรือขั้นตอนมันจะไต่ขึ้นไปเองไปถึงญาณความจริง


119 2.1 ญาณที่ถูกต้อง ค าว่า “สัมภิทาญาณ” สัมภิทาญาณนั้นก็แสดงให้เห็นได้ ชัดเจนแล้วว่า สัม (สัมมา) แปลว่า ในความที่ถูกต้อง ดังนั้น ในญาณที่ ถูกต้อง ญาณที่ถูกต้องนั้น คือ ต้องไม่เจือปนอารมณ์ ถ้ายังเจือปน อารมณ์อยู่ มันก็กลายเป็นสัญญาทันที ถ้าหากว่า ไม่เจือด้วยอารมณ์ก็ เรียกว่าเป็นปัญญาทันที เมื่อเวลาที่จิตสงบแล้วนี้จะมีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นจาก ความสงบ ปราศจากอารมณ์นั้น ก็จะเรียกว่า คุณสมบัติหรือก็จะต้องใช้ ค าว่า “ดวงตาญาณ” เมื่อเราใช้ค าว่าดวงตาญาณขึ้นมาได้แล้วนี้แสดงว่า เป็นของจริงที่เรียกว่า“ญาณ” แต่ที่เดาเอานั้นเรียกว่า“สัญญา” ดวงตาญาณนี้จะต้องไม่มีอารมณ์เจือปน จะต้องเป็นสมาธิ ที่ไม่มีอารมณ์เจือปน แล้วก็เกิดขึ้นมาภายในจิตที่ลึกซึ้ง ดังนั้น สัญญา กับ ญาณของจริงนี้ต่างกันมาก ของปลอมกับของจริงก็ต่ างกัน เพราะฉะนั้น ผู้ที่สังเกตได้ผู้นั้นก็เรียกว่า มีปัญญา ญาณที่เราจะรู้อนาคต หนึ่งปีสองปีอนาคตต่อไป เก้าปีสิบ ปีอนาคตต่อไป พรุ่งนี้มะรืนนี้ จะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อันนี้เรียกว่า “ดวงตาญาณ” เรียกดวงตาญาณเหมือนกัน ส าหรับ คนที่พิจารณาวิปัสสนานี้ ถ้าเดาเอาว่า “อันนี้คือ ควำมตำย” เดาเอาว่า “อันนี้คือควำมเน่ำเปื่อย” เดาเอา เดาเอาเฉยๆ เมื่อ เดาเอาเฉยๆ มันก็ไม่ใช่ความจริง ถึงจะเป็นการพิจารณา“วิปัสสนา”ก็ จริง แต่ไม่ใช่ความจริง เพราะว่า เดาเอา แต่ความจริงแล้ว เมื่อเวลาที่เขาด าเนิน “วิปัสสนา” นี้ เมื่อ พิจารณาไปแล้วก็“เห็นจริง” ขึ้นมา คือ เห็นจริงด้วยญาณ ซึ่งไม่ใช่ด้วย การคิดเอา แต่เห็นจริงมันเป็นความจริง เมื่อความจริงเกิดขึ้น ความเบื่อ หน่ายมันเกิดขึ้น อย่างนี้เรียกว่าเป็น “วิปัสสนาญาณ” ท่านทั้งหลาย ปัญญา (ญาณ) ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่ เหลือวิสัยที่เราจะท าได้ เพราะว่า ญาณนี้จะต้องประกอบพร้อม เมื่อ


120 ประกอบพร้อมแล้วจะเป็น “ญาณ” ถ้าไม่ประกอบพร้อมแล้วจะเป็น “สัญญา” บางคนท าสมาธิไปแล้วนึกว่า “เราได้ส าเร็จแล้ว” นั่นคือนึกเอา นึกเอาว่า “ฉันได้เป็นพระอรหันต์แล้ว” นึกเอา คาดเอา นั่นเป็นสัญญา ไม่ใช่ ของจริง ก็เป็นพระอรหันต์ปลอมไป แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ของจริง ของจริง นั้นต้องไม่เกิดขึ้นจากการนึกเอา เดาเอา แต่ว่าต้องเกิดด้วยญาณ ดังนั้นจึงมีความส าคัญอย่างยิ่งที่ต้องเข้าใจ บางคนคิดว่า “ฉันได้บรรลุแล้วฉันได้ส าเร็จแล้ว” นั่นคือความเข้าใจผิด พอตัวเองเข้าใจผิด แล้วก็อุตส่าห์ไปท าให้คนอื่นเข้าใจผิดตามไปด้วย อย่างนี้ไม่ถูกต้อง 2.2 พลังจิตกับดวงตาญาณ เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้มันจะต้องอยู่ที่ความจริง ความจริงนี้ คนที่ท าสมาธิไปแล้วจะรู้ รู้ตั้งแต่การที่ยังไม่ทันถึงญาณ ญาณที่เรียกว่า โลกุตระญาณ ท าไมถึงรู้ เพราะว่า ของจริงกับของไม่จริงนี้มันจะเกิดขึ้น ในวาระจิต วาระจิตนี้จะต้องมีเมื่อท าไปถึงขั้นญาณนี้จะต้องมีวาระจิตที่ เที่ยงแท้ เพราะวาระจิตที่เที่ยงแท้นี้จะเกิดขึ้นจากพลังจิตตัวเดียวเท่านั้น พลังจิตมีความส าคัญมาก เพราะพลังจิตจะท าให้“เกิด ดวงตา” เมื่อเกิดดวงตาแล้วก็เหมือนกับคน “ลืมตา” เมื่อเหมือนกับคน ลืมตา แล้วก็“เห็นของจริง”ไม่ใช่สมมุติ แต่ถ้าหากว่า พลังจิตไม่เพียงพอ ก็เหมือนกับคนหลับตา เมื่อหลับตาแล้วจะไม่สว่าง จะเดาเอาว่า ตรงนี้เป็น อะไร เช่น เป็นต้นเสา แต่ก็ไม่ใช่ เพราะว่าหลับตา ส่วนคนที่ลืมตาก็เห็นว่า ข้างหน้ามีอะไร เห็นหมด เป็นต้น ญาณก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าพลังจิต เพียงพอแล้วก็จะสร้างดวงตา เรียกว่า“ดวงตาญาณ” ขึ้นมา ดวงตาญาณนั้นเรียกว่า“ตาทิพย์” ตาทิพย์นี้จะเกิดขึ้นมา ได้ถ้าหากพลังจิตได้ก่อตัวกันขึ้นมาอย่างเต็มที่แล้ว ถ้าพลังจิตก่อตัวกัน ยังไม่เต็มที่ก็เป็นตาทิพย์ไม่ได้ เป็นการเดาเอา


121 สรุปเรื่องญาณ ญาณมีความส าคัญต่อการศึกษา ที่เราก าลังศึกษาปริญญาอยู่นี้ ถ้าหากเรามีสมาธิ สมาธิจะช่วยขัดเกลาปัญญาให้เฉียบแหลมยิ่งขึ้น เพราะว่า พลังจิตจะช่วยท าให้ญาณมีความเฉียบคม มีความรอบคอบ ยิ่งขึ้น เพราะว่า ก าจัดอารมณ์สัญญานี้ไปมาก เมื่ออารมณ์สัญญาเข้ามา แทรก จิตก็ไม่เป็นสมาธิ เมื่อเราก าจัดอารมณ์สัญญาออกไปได้ จิตก็เป็น สมาธิ พอจิตเป็นสมาธิก็ขัดเกลาท าให้เราเกิดปัญญา ท าให้เกิดปัญญา คือ ท าให้เกิดสมาร์ทเบรน (Smart brain) หมายความว่า ได้ถูกขัดเกลา แล้วไป เป็นปัญญาที่สามารถรอบคอบ ท าอะไรก็ถูกต้อง ดังนั้น เราจะทิ้งสมาธิไม่ได้ เพราะเราจะต้องผลิตพลังจิต เอาไว้เพื่อที่จะเอาไปใช้ในการที่จะท าให้เกิดปัญญา หรือท าให้เกิดญาณ ขึ้นมา เมื่อท าสมาธิแล้วมันท าให้เราเกิดความเฉลียวฉลาดขึ้นมา เพราะว่า สมาธิเมื่อแกร่งกล้าขึ้นแล้ว สติก็แกร่งกล้าขึ้นตาม เมื่อสติแกร่งกล้าขึ้น แล้ว ก็ประเทืองปัญญา เมื่อประเทืองปัญญาแล้ว ก็ท าให้เกิด “ปัญญา ญาณ” หรือ“ดวงตา” ขึ้นมา เพราะฉะนั้น การที่เราจะพัฒนาความเป็นเลิศของมนุษย์ที่มี อยู่แล้วนี้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นนั้น ไม่มีทางอื่น นอกจากเราจะใช้สมาธิ เพราะสมาธิ หากอธิบายง่าย ๆ สมาธิคือสถานที่ก าจัดอารมณ์ แต่อย่างอื่น นั้นมีแต่เอาอารมณ์เข้ามา ส่วน สมาธินี้มีแต่เอาอารมณ์ออกไป ลอง พิจารณาดูว่า เมื่ออารมณ์ออกไปแล้ว จิตก็เบา แล้วก็มีโอกาสที่จะ “มี ดวงตา” ขึ้นมา ดวงตาก็หมายความว่า “ลืมตา” เมื่อก่อนเราหลับตา แต่ เวลานี้เราได้“ลืมตา”ขึ้นแล้ว ดังนั้น เวลาที่คนที่มีการประพฤติปฏิบัติไปในทางที่ไม่ดี ในทางที่ชั่วร้าย เมื่อมาท าสมาธิสร้างพลังจิตขึ้นจนกระทั่งเพียงพอแล้ว ความดุร้ายเหล่านั้น หายออกไปเองโดยที่ไม่ต้องท าอะไร


122 ตัวอย่างเช่น องคุลีมาล องคุลีมาลนั้นหน้ามืด มีแต่อารมณ์ ฆ่าคน ฆ่าคนมาตั้ง 999 คน ฆ่ามาแล้วเป็นหลายร้อย จนจะถึงพันคนแล้ว แต่เมื่อมาพบสมาธิที่พระพุทธเจ้าแนะน าให้ว่า “เธอตำมเรำมำเนี้ย บอกว่ำ ให้เรำหยุด แต่ว่ำเรำก็ยังเดินอยู่” องคุลีมาลก็ถามว่า “ดูก่อนสมณะโคดม ท่ำนโกหกแล้ว บอกว่ำหยุด แต่แล้วท ำไมท่ำนจึงเดินอยู่” พระพุทธเจ้า แนะน าค าเดียวบอกว่า “เราหยุดแล้ว แต่ท่านต่างหาก ไม่หยุด” ค าว่า“หยุด” หมายความว่า ให้อารมณ์ออกไปแล้ว พอ อารมณ์ออกไปแล้ว องคุลีมาลก็“ลืมตา”ได้แล้ว “โอ้ ที่เรำท ำไปนี่มันผิด แล้ว” จึงวางดาบแล้วขอบวชกับพระพุทธเจ้า อย่างนี้เรียกว่า“ปัญญาเกิด” ก่อนนั้นยังไม่เกิดปัญญา เพราะว่าสมาธิไม่มี แต่ถ้าสมาธิมี ปัญญาก็มี ก็ “ลืมตา” ก็เห็นว่า“เราไม่หยุดจริง ๆ” สรุปว่าเขาเปลี่ยนพฤติกรรม และ พฤติกรรมที่ชั่วร้ายนี้เปลี่ยนได้ทันทีเมื่อ“ลืมตา” ขึ้นมาโดยอาศัยสมาธิ ประเด็นอภิปราย 1. ญาณที่พัฒนาจากสมาธิส าคัญต่อใคร และส าคัญอย่างไร 2. การสะสมพลังจิต และกระแสจิต มีความส าคัญอย่างไรต่อญาณ 3. ญาณไต่ล าดับหมายถึงอะไร และไต่ล าดับอย่างไร 4. ญาณกับสัญญาแตกต่างกันอย่างไร และสัญญามีผลเสียอย่างไร 5. ท่านได้ศึกษาสมาธิมาถึงปัจจุบัน ท่านสามารถสร้างญาณที่สร้างจาก สมาธิได้หรือไม่ ยกตัวอย่างประกอบ 1 - 2 ตัวอย่าง ค าส าคัญ ญาณ ปัญญาญาณ สัญญา ภวังค์ ดวงตาญาณ วิปัสสนาญาณ


123 ตอนที่ 9 คุณสมบัติและประโยชน์ของญาณ เรื่อง 1. คุณสมบัติของญาณ 2. ประโยชน์ของญาณ


124 สาระส าคัญ 1. คุณสมบัติของญาณ ถ้าจะท าให้ญาณที่เรามีอยู่นี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องอาศัยสมาธิ ต้องมีพลังจิตที่จะก าจัด หรือพลิกอารมณ์ เมื่อจิต บริสุทธิ์จะเกิดปัญญาญาณหรือชวนะปัญญาขึ้นมา และญาณที่เกิดขึ้น จากสมาธิจะไม่ใช่การคิด 2. เวลาที่ญาณจะเกิดขึ้นจะอยู่ในภาวะจิตที่ปราศจากอารมณ์ ทันทีที่ ปราศจากอารมณ์จิตจะเป็นฌานทันที เมื่อทันทีที่จิตเป็นฌานแล้วจะ เกิดญาณขึ้นมาทันที ญาณเกิดขึ้นเร็วที่สุด 3. ประโยชน์ของญาณ คือ สามารถแก้ไขเหตุการณ์หรือปัญหาต่าง ๆ ได้ อย่างถูกต้อง ท าให้มีความสุข อยู่ร่วมกันด้วยความสุข และบรรเทา ความโลภ ความโกรธ และความหลง เนื้อหาตอนที่ 9 ประกอบด้วยเรื่อง คุณสมบัติของญาณ (อ่านว่า ยาน) และประโยชน์ของญาณ


125 1. คุณสมบัติของญาณ 1.1 ญาณกับสมาธิ ญาณคืออะไร ญาณคือ ความรู้ ถ้าหากว่า ขาดความรู้นี้ ไปแล้ว คนเราก็ไม่สมบูรณ์ ความรู้นี้จะมีอยู่กับคนทุก ๆ คน ธรรมชาติให้ พวกเรามา สร้างสรรค์ให้มนุษย์เรามีความรู้ มีสติปัญญา แต่อย่างไรก็ตาม ญาณ(ความรู้) ของเราที่มีอยู่เดิมนั้น ยังไม่ กว้างขวาง ดังนั้น ถ้าจะท าให้ญาณ (ความรู้) ที่เรามีอยู่นี้ให้กว้างขวาง ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นต้องอาศัย“สมาธิ” สมาธิจะให้ญาณ (ความรู้) ที่เรามีอยู่นี้เกิดประสิทธิภาพ มากขึ้น และจะท าให้เรามีความสามารถเพิ่มขึ้น เช่น เดิมเราไม่เคยรู้ หนังสือ เวลานี้เรารู้หนังสือแล้ว เดิมเราไม่เคยรู้จักวิชาการแพทย์ วิชา วิศวกรรม หรือวิชาการบริหารต่าง ๆ แต่บัดนี้เรารู้แล้ว เพราะเราได้ศึกษา แล้ว เรียกว่าเราได้พัฒนาตัวเราแล้ว สมาธิจะท าให้ญาณมีความพิเศษขึ้น ตอนที่แล้วเราได้ ศึกษาและทราบแล้วว่า ถ้าท าจิตให้บริสุทธิ์ไม่ให้มีอารมณ์ก็จะเกิดปัญญา หรือญาณขึ้นมาได้ความบริสุทธิ์ของใจ ไม่มีอารมณ์นี้จึงเป็นเรื่องส าคัญ เมื่อมาศึกษาวิชาของสมาธินี้จะมีแต่การปลดเปลี้อง ส่วน การศึกษาในวิชาทางโลกาภิวัตน์นั้น มีแต่การสร้างสม ซึ่งการสร้างสม ขึ้นมานี้เราจะต้องจดจ า เราจะต้องใช้ความคิด เช่น หมอจะต้องใช้ ความคิดว่า จะรักษาโรคให้หาย รักษาให้ส าเร็จได้อย่างไร เมื่อส าเร็จขึ้น มาแล้วจะท าให้เกิดคุณสมบัติขึ้นมาในตัวของบุคคลผู้นั้น กลายเป็นว่า แต่ก่อนยังไม่เป็นนายแพทย์ เวลานี้ได้นามว่าเป็นนายแพทย์แล้ว อย่างนี้เรา เรียกว่าเป็นคุณสมบัติที่เราได้สะสมสร้างขึ้น ส่วน คุณสมบัติที่เราก าจัดอารมณ์ออกไปให้มากที่สุดนี้ กลายเป็น “ความรู้” ขึ้นมา และเป็นความรู้ที่มีความอัศจรรย์


126 เมื่อเราสร้างพลังจิต พลังจิตผลิตกระแสจิต และกระแสจิต ท าให้เกิดวิชาที่อัศจรรย์ต่าง ๆ ขึ้น เช่น เวลาเราคิดอะไรไม่ได้ เมื่อคิด ไม่ได้มันจะตัน หาทางออกไม่ได้ เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็จ าเป็นที่จะต้องใช้ ความบริสุทธิ์ของใจ ไม่มีอารมณ์ เราจ าเป็นที่จะต้องมีพลังจิต เมื่อมี พลังจิตแล้ว เราก็ท าจิตของเราเข้ามาที่จุดหนึ่ง มันมีจุดเกิด มันมีจุดเอง เวลาเราที่ท าสมาธิเริ่มต้นของการท าสมาธินี้หมายถึง เรา เริ่มสร้าง“จุด”ขึ้นมาแล้วเรียกว่าเป็น “จุดขาว” สร้างจุดขึ้นมาแล้วที่ “ฐานจิต” เวลาที่เราสร้างฐานจิตขึ้นมานี้เราก็จะสร้างไว้ที่หน้าผาก ที่หัวใจ หรือที่สะดือ สุดแล้วแต่ว่าเราจะตั้งฐานจิตไว้ที่ตรงไหนมันก็จะเกิด“จุด” ขึ้นที่นั้น เพราะฉะนั้น เวลาที่เราจะท าสมาธิเข้าไปหาความบริสุทธิ์นี้ คือ เราก็เริ่มได้ที่จุดนี้ จุดนี้จะเป็นจุดส าคัญ แล้วก็ไม่ใช่เป็นของยาก เป็นของง่าย ด้วย แต่มีความส าคัญในอนาคตต่อไปของผู้ท าจิต ท าไมส าคัญ เพราะฐาน ที่ตั้งของจิตนี้มันจะไปสะสมพลังจิต เมื่อสะสมพลังจิตแล้ว จะเกิดกระแส จิต เมื่อเกิดกระแสจิต มันจะอยู่ที่จิตของเรานี้ตลอดไป ทั้งกลางวัน ทั้ง กลางคืน ตลอด 24 ชั่วโมง เรียกว่า จุดนี้จะอยู่กับเราตลอดไป จุดที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาท าสมาธิ เข้าไปหาความบริสุทธิ์นี้เอง ที่จะก่อให้เกิด ชวนะปัญญา เมื่อเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้นมาแล้วนี้ หรือเรา เกิดติดขัด แก้ปัญหาไม่ตก หรือมีอะไรที่ท าให้เรามีอุปสรรคภายใน อาจเป็น สิ่งแวดล้อม อาจเป็นตัวเราบ้าง หรืออาจจะเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งที่เรียกว่า “โมหะ” โมหะจะเข้ามาปิดบังจิตของเราในขณะที่เราต้องใช้ปัญญา เพราะฉะนั้น การที่จะให้เกิดปัญญา ขึ้นจากความบริสุทธิ์นี้ เราจะต้อง สร้างหน่วยงานขึ้นมา สร้างหน่วยงานขึ้นมาก็คือ สร้างพลังจิตนี้เอง เมื่อ พลังจิตไปจดจ่อที่ใดที่หนึ่งแล้ว มันจะอยู่อย่างนั้นตลอดไป ดังนั้น เมื่อเวลาที่เราเกิดปัญหาขึ้นมา เราอาจจะไปหาที่ สงบสักแห่ง หรือปลีกตัวออกไปแล้วพยายามท าสมาธิท าจิตเข้าไปที่ฐาน จิต แล้วปัญญานี้ก็จะเกิดขึ้น


127 1.2 ญาณกับสัญญา ผู้ที่ท าสมาธิที่สร้างพลังจิตขึ้นมานี้จึงได้ก าไรมากกว่าผู้ที่ ไม่ได้ท าสมาธิ เพราะ ผู้ที่ไม่ได้ท าสมาธิจะอาศัยการคิด จะไม่ลึกซึ้ง เช่น คนเป็นวิศวกรจะสร้างบ้าน ถ้าติดขัดหรือคิดอะไรไม่ออก จะต้องไปตรวจค้น ต าราที่ได้เรียนมา เพื่อจะหาหนทางแก้ไขให้ส าเร็จ ซึ่งกว่าจะค้นได้หรือบาง ทีค้นไปแล้วก็ไม่พบ หรือว่าพบแต่ก็ท าไม่ได้ เรียกว่า“จนปัญญา” ส าหรับเรื่องทางจิตจะไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเวลาที่มันเกิด ความขัดข้องขึ้นมา เราจะต้องหาทางก าจัดอารมณ์ที่เรามีอยู่ในขณะนั้น เพราะว่า อารมณ์เป็นตัวที่ปิด “ชวนะปัญญา” ที่เรามีอยู่ ชวนะปัญญา คือ ปัญญาธรรมดาที่เราใช้เพื่อประโยชน์ใน งานต่าง ๆ อารมณ์นี้มันจะปิดชวนะปัญญาไว้หลายชั้น บางทีอาจปิดหนึ่ง ชั้น สองชั้น สามชั้นก็แล้วแต่อารมณ์จะปิดชวนะปัญญาที่เรามีนั้นไว้ ถ้าหากว่า เราเปิดชวนะปัญญาไม่ได้เราก็ไม่รู้ว่าจะต้องท า หรือแก้ไขอย่างไร แต่ทันทีที่เราเปิดชวนะปัญญาได้ เราจะรู้ขึ้นมาทันที ว่า ควรท าอย่างนี้ แล้วเมื่อท าแล้วก็ส าเร็จอย่างนั้นด้วย อย่างนี้เรียกว่า “ญาณ” ญาณจะเกิดขึ้น ญาณที่จะเกิดขึ้นนี้มีประโยชน์มหาศาล ทันทีที่ คิดได้ เพียงชั่วขณะ (แวบเดียว) หรือวินาทีเดียวเท่านั้น ก็จะรู้ว่า จะต้องท า อย่างนั้น อย่างไรก็ตาม บางทีเราท าสมาธิ ก าหนด (พุทโธ) ไปแล้ว แต่ยังท าไม่ทันถึงขั้น เราก็ไปคิดเอาเสียก่อน อย่างนี้เรียกว่า“สัญญา” ไม่ใช่ญาณ ถ้าเป็นสัญญาเมื่อใดแล้วก็เป็นการหลอกตัวเอง การหลอกตัวเองนี้ส าคัญมาก เนื่องจาก การที่เราภาคภูมิใจ ในตัวเราเองว่า เรานี้เรียนเก่ง หรืออะไรต่าง ๆ เราก็คิดว่า ไม่จ าเป็นที่จะ ต้องไปท าสมาธิท าจิตให้บริสุทธิ์ เพราะเสียเวลาเปล่า มานั่งคิดเลยดีกว่า คิดแล้วก็ท าเลย อย่างนี้เรียกว่าเป็นสัญญา ไม่ใช่เป็นญาณ


128 1.3 อารมณ์กับชวนะปัญญา ดังที่อธิบายว่า อารมณ์เป็นตัวที่ปิดชวนะปัญญาที่เรามีอยู่ อารมณ์อาจจะมาปิดหรือทับหนึ่งชั้น สองชั้น หรือหลายชั้น แต่เมื่อเวลาที่ เราได้ท าสมาธิพักจิตสักนิดหนึ่ง อารมณ์เหล่านี้จะออกไป ซึ่งอารมณ์ อาจจะออกไป (หายไป) เพียง 1 วินาทีก็ได้ 5 นาทีก็ได้ หรือ ครึ่งชั่วโมง ก็ได้ ขึ้นอยู่กับพลังจิตของเราในเวลานั้น เราไม่รู้ว่า คุณสมบัติพิเศษ (ชวนะปัญญา) อันนี้อยู่กับตัว ของเราแล้ว แต่เราเปิดชวนะปัญญาออกมาไม่ได้ ถ้าเราสร้างความสงบ สร้างสมาธิให้ผลิตพลังจิต ซึ่งเราอาจจะสร้างสมาธิ5 นาที10 นาที ครึ่ง ชั่วโมง หรือเกือบชั่วโมงก็ได้ นานเท่าที่สบาย ไม่มีปัญหาอะไร เราก็จะเปิด ชวนะปัญญาอันนี้ขึ้นมาได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเราท าสมาธิจนท าให้เกิดเป็นฌาน ที่สงบมากเกินไป เช่น อรูปฌาน ซึ่งเลยจากสิ่งที่จะท าให้ปัญญาเกิดขึ้น ในอรูปฌานนี้คือ ไปอยู่ในความสุขเฉย ๆ เมื่อเข้าไปอยู่ในอรูปฌาน ก็มี ความสบาย อยู่ในความสุขเฉย ๆ ก็อยู่สบายไปเท่านั้น แต่ยังใช้อะไรไม่ได้ เราจะเป็นนักศึกษา ครู ผู้บริหาร ผู้รับผิดชอบสูง ผู้จัดการ เจ้าของห้างร้านบริษัท หรือกรรมกร เราจะเป็นอะไรก็ตาม เราจ าเป็นต้อง แก้ไขปัญหา หรือสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น เราเป็นผู้จัดการ ท าอย่างไร บริษัทจึงจะมีความเจริญงอกงามขึ้น จะท าอย่างไรงานถึงจะส าเร็จเร็วขึ้น หรือเป็นกรรมกรก็ต้องแก้ไขเหตุการณ์ที่พบเจอ การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ก็ มาจากชวนะปัญญา เราเป็นนักศึกษา เราก็จะต้องใช้ปัญญาตรงนี้ ดังนั้น เราต้องพยายามท าสมาธิกันสักนิด คือ ท าสมาธิไม่ มาก เพียง 5 นาทีก็ได้ เราท า 5 นาที 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น หรือท า ครึ่งชั่วโมงก่อนนอนก็ได้ เราต้องพยายามหาเวลาท าสมาธิสะสมพลังจิต เพื่อที่จะให้เราได้เปิดจุดส าคัญตรงนี้เปิดชวนะปัญญานี้ให้เกิดขึ้น


129 1.4 สมาธิ ฌาน ญาณ เวลาที่“ญาณ”จะเกิดขึ้นจริง ๆ นี้ มันจะอยู่ในภาวะจิตที่ ปราศจากอารมณ์ ทันทีที่ปราศจากอารมณ์ จิตจะเป็น “ฌาน” ทันที เมื่อทันทีที่จิตเป็นฌาน แล้วจะเกิด “ญาณ” ขึ้นมาทันที ในการที่“ญาณ”จะเกิดขึ้นนั้น ไม่ได้ล าดับแบบที่อธิบายไป ญาณเกิดขึ้นเร็วที่สุด เร็วยิ่งกว่าแสง แสงที่ว่าเร็ว ก็ไม่เร็วเท่าชวนะจิตนี้ จะตัดสินใจได้ในวินาทีต่อวินาที ถ้าเมื่อ“ญาณ” นี้เกิดขึ้น ความส าเร็จก็ เกิดขึ้นได้ทันที เช่น ถ้าหากอันตรายจะเกิดขึ้นข้างหน้า เราก็สามารถที่จะ แก้ไขเหตุการณ์ได้ทัน แต่ถ้าเรามีความทุกข์เข้ามาหนักมากที่สุด เราก็ไปคิดแก้เอา คิดว่าจะต้องแก้อย่างนั้น จะต้องใช้ก าลังอย่างนี้ จะต้องฆ่ากันอย่างนั้น จะต้องหลบหลีกอย่างนี้ เหล่านี้เป็นเรื่องของอารมณ์อารมณ์นี้ก็กลายเป็น เรื่องของการอาฆาตพยาบาทจองเวร จะมีสารพัด จนเป็นอารมณ์ที่ท าให้ หัวเสีย ประสาทเสีย เป็นต้น ถ้าเป็นญาณที่เกิดขึ้นจากสมาธิจะไม่ใช่ แบบนั้น ไม่ใช่แบบที่จะไปต่อสู้กันให้เกิดอันตราย 1.5 ญาณกับการพลิกอารมณ์ ถ้าเราได้สะสมพลังจิตไว้เพียงพอแล้ว เมื่อมีความทุกข์ หรือมีอารมณ์มากมายมาโถมทับ เราจะ“พลิกอารมณ์”ออกไปได้อาจจะ แค่ชั่วขณะหนึ่ง (แวบหนึ่ง) อาจจะเป็นเวลา 5 นาที 4 นาที จะกี่นาทีก็ ตามแต่ เราจะพลิกอารมณ์ออกไปได้ เพราะเราได้สะสมพลังจิตไว้แล้ว การสะสมพลังจิตไว้เพียงพอแล้ว พอเวลาเอาอารมณ์ออก มันจะเปิดขึ้นมา เห็นตัวเลยทีเดียว อันนี้คืออะไร เราก็บอกไม่ได้ บอกได้แต่ว่า มันพลิก อารมณ์ออกไปแล้ว แต่หากว่ายังมีอารมณ์อยู่ มันจะกลายเป็นสัญญาไป ไม่ใช่ญาณ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ท าสมาธิถ้าต้องการจะให้ได้ญาณจ าเป็นที่ จะต้องสะสม ข้อส าคัญที่สุดคือการสะสมพลังจิต


130 บางคนเมื่อท าสมาธิไว้มากแล้ว ต่อมามีความประมาทก็ไม่ท า สมาธิ เพราะคิดว่าได้สร้างพลังจิตไว้มากแล้ว แต่เขาไม่ทราบว่า พลังจิตที่ เราจะต้องใช้นี้มีอยู่จ ากัดเพียงแค่ 40% ส่วนพลังจิตอีก 60% นี้นอนเนื่อง อยู่ที่จิตแล้ว น ามาใช้ไม่ได้ ดังนั้น เมื่อเราใช้พลังจิต 40% นี้หมดไปแล้ว ก าลังก็ถอย พอก าลังถอยแล้ว ก็พลิกอารมณ์ไม่ออก พอพลิกอารมณ์ไม่ ออก ก็ไปเจอญาณไม่ได้ เปิดชวนะปัญญาไม่ได้ ตัวอย่างนิทานของคนโบราณ เช่น เมื่ออับจนขึ้นมาแล้วก็ รีบไปหาอาจารย์ที่เป็นดาบส ลูกศิษย์บอกว่าเวลานี้ “รบก ำลังจะแพ้เค้ำแล้ว จะท ำยังไงอำจำรย์” อาจารย์ก็พลิกอารมณ์ เมื่อท่านพลิกอารมณ์ได้ก็บอก ว่า “เฮ้ย แกท ำอย่ำงนั้นสิ” แนะน าเพียงเท่านั้น ลูกศิษย์ก็สามารถไปแก้ศึก สงครามชนะ เพราะเมื่อเราพลิกอารมณ์ไม่ไหว ก็จ าเป็นต้องอาศัยอาจารย์ คนที่เคารพนับถือ หรือคนที่คิดว่าเขามีญาณ เพราะฉะนั้น ญาณนี้จะเกิด ขึ้นมาจากคนที่สะสมพลังจิตไว้มาก ๆ ด้วยเหตุดังกล่าว ท่านทั้งหลายจึงควรที่จะต้องพยายาม ที่สุดถึงที่สุดในชีวิตของเรา เพื่อท าให้สมาธินี้มีกับเรามากหน่อย มี มากกว่าธรรมดาสักหน่อยก็ใช้ได้แล้ว ถ้าเป็นนักศึกษาหรือคนที่ก าลังจะ ก้าวหน้า เช่น นักศึกษาอายุ 19 20 หรือ 20 กว่าปีที่อยู่ในระยะก าลัง ศึกษานี้ ก าลังที่จะพัฒนา ถึงไม่ท าอะไรก็จะพัฒนา ธรรมชาติจะพัฒนาให้ เกิดความรอบคอบขึ้น พัฒนาขึ้นอยู่แล้ว แต่ถ้าหากว่าเรามีศักยภาพของสมาธินี้ การพัฒนาการพลิก อารมณ์นี้ก็จะเกิดขึ้นกับเรา และเมื่อเกิดการพลิกอารมณ์ขึ้นแล้ว ก็ไม่ใช่เป็น ของยาก บางทีคนอาจจะคิดว่า “โอ้โห ท าอย่างนี้มันยากจริง ๆ จะไปท าได้ ยังไง” พลิกอารมณ์ไม่ยาก พลิกอารมณ์นี้บางทีวินาทีเดียวเท่านั้นจิตเรา ก็เข้าถึงญาณ หรือชวนะปัญญาแล้ว เพราะว่า เราได้ท ามาแล้ว เรารู้จัก ทางแล้ว ไม่ต้องไปอาศัยอาจารย์ ไม่ต้องอาศัยใคร แต่อาศัยตัวเราเอง


131 เมื่อเราสะสมพลังจิตไว้เพียงพอ เราจะพลิกอารมณ์ได้ เมื่อ พลิกอารมณ์ได้จะผ่องใส จะท าให้พฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกรี้ยวกราดจะลด ระดับในวินาทีต่อวินาที ความโมโหฉุนเฉียวนี้ท าให้เหมือนเป็นคนตาบอด ตัวอย่าง เรื่องเล่า “พระธาตุก่องข้าวน้อย” อยู่ทางภาคอีสาน มีลูกชายคนหนึ่งไป ท านาไถนา ทุกวันแม่ก็เอาข้าวไปส่ง อยู่มาวันหนึ่งแม่เกิดเป็นอะไรขึ้นมาก็ ไม่ทราบ เอาข้าวไปส่งให้ลูกชายช้าไปหน่อย ลูกชายหิวมาก เมื่อแม่ไปถึง ลูกชายเห็นกระติบข้าวก็คิดว่า “แค่นี้ไม่พอกิน เพราะหิวมาก ๆ เอามาให้ กินเท่านี้ไม่พอแน่ ๆ” จึงโมโหมาก เขาเอาไม้ตะบองฟาดหัวแม่ทีเดียวตาย เลย แต่เขาก็กินข้าวกินไม่หมด แล้วมาคิดได้และเสียใจภายหลังว่า เขาได้ ท าอนันตริยกรรม (กรรมที่เป็นบาปหนักที่สุด) ลงไปแล้ว เรื่อง “พระธาตุก่องข้าวน้อย” เป็นตัวอย่างของการพลิก อารมณ์ไม่ทัน เมื่อพลิกอารมณ์ไม่ทัน และไม่มีสมาธิ มันเสียหายหมด เรียกว่า ตีกันฆ่ากันตายไปแล้วถึงมาคิดได้ ชีวิตของคนเราเป็นของที่มีค่า ไม่ใช่อยากจะท าอะไรก็ท า เรามีพ่อมีแม่มีญาติพี่น้อง พ่อแม่ญาติพี่น้องมี ความเกี่ยวข้องกัน เมื่อเราท าเสียหาย พ่อแม่ญาติพี่น้องก็ต้องเสียใจด้วย ไม่ใช่เราเสียหายคนเดียว การที่คิดไม่ออกเพราะอะไร เพราะอารมณ์ทับไว้ จึงเชิญชวนให้มาท าสมาธิกันเถอะ สิ่งต่าง ๆ จะสงบเรียบร้อยลงไป เพราะพลิกอารมณ์ทัน ควบคุมจิตได้ 1.6 สรุปเรื่องญาณ ญาณแตกแขนงออกไปมาก เช่น ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ระลึกชาติหนหลังได้ อนาคตังสญาณ คือ รู้อนาคตว่าต่อไปจะเป็นอย่าง นั้นได้ และ วิปัสสนาญาณก็เป็นอีกแบบหนึ่งที่เป็นญาณวิเศษ ดังนั้น ถ้าหากว่าเรามีพลังจิตที่เก็บสะสมไว้มาก ๆ แล้วเรา จะเป็นผู้ที่มีความส าคัญ แล้วก็จะเรียกว่า ถ้าเป็นพุทธศาสนิกชน ก็เป็น พุทธศาสนิกชนที่ดี จะเป็นศาสนิกชน ก็เป็นศาสนิกชนที่ดี เป็นพลเมือง ก็ จะเป็นพลเมืองที่ดี เป็นลูก ก็จะเป็นลูกที่ดี เป็นผู้ปกครอง ก็จะเป็น


132 ผู้ปกครองที่ดี เป็นกรรมกร ก็เรียกว่าเป็นกรรมกรที่ดี เพราะฉะนั้น ทั้ง ผู้จัดการ ทั้งกรรมกร ทั้งหมดทุกคนก็มีจิตเช่นกัน ถ้าหากเรามาท าให้จิต อยู่ในระดับเดียวกัน ก็อยู่ด้วยกันอย่างสบาย คุณสมบัติของญาณนั้นมีมโหฬาร ที่เราจะได้รับจากญาณ บางทีบางคนที่เขาไม่ได้ท าสมาธิ แต่เขามีชวนะจิตอยู่ เราจะให้เขาตัดสิน งาน เขาบอกว่า “เดี๋ยว ๆ ขอเวลำคิดหน่อยเถอะ” นั่นคือ การที่เขาขอเวลา เพื่อเข้าสมาธินั่นเอง เมื่อมีสมาธิแล้ว เขาก็ตัดสินงานได้ งานก็ส าเร็จออกมา ได้ แบบนี้เรียกว่า ธรรมชาติให้ แต่ถ้าหากเรามาท าสมาธิจะดีกว่านั้นอีก เรียกว่า ดีกว่าอีก 50 เท่า เพราะผลของการท าสมาธิจะท าให้เกิด ประสิทธิภาพในการที่จะควบคุมตัวเอง เกิดประสิทธิภาพที่จะท างานให้ เจริญรุ่งเรือง ดังนั้น ถ้าหากใครคิดว่า สมาธิเป็นของเหลือวิสัย บอกให้มา ท าสมาธิก็ไม่มา บอกว่าสมาธิดีก็ว่าไม่ดี มันก็จนใจ บุคคลใดก็ตาม ถ้าหากได้มีโอกาสมาเรียนสมาธิในหลักสูตร สมาธิ ภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพนี้เขาจะได้ปฐมฌาน เมื่อได้ ปฐมฌานแล้วญาณก็ต้องเกิดทันที เพราะปฐมฌานนี้พลิกอารมณ์ได้ เมื่อ อารมณ์หายไปแล้ว เหลือแต่จิตอันเดียว จิตเป็นหนึ่ง เรียกว่า เอกัคคตา อย่างนี้ญาณ(ความรู้)ก็เกิดขึ้น เขาจะเกิดความรู้ขึ้นมาเอง 2. ประโยชน์ของญาณ 2.1 มีความสุข และอยู่ร่วมกันด้วยความสุข พวกเราที่ได้คิดแล้วว่า เราจะท าสมาธิจะท า“ญาณ”ให้เกิด ประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากว่า เราจะสามารถท า“ญาณ”ให้เกิดขึ้นแล้ว เรายังสามารถท า“ฌาน”ให้เกิดด้วย ฌาน เป็นสิ่งที่ท าให้เรามีความสุข เมื่อเรามีความสุขแล้วอะไรก็ดีขึ้นหมด แต่ถ้าหากเรามีความทุกข์แล้วก็ไม่ ไหว เมื่อไม่ไหวจริงๆก็ฆ่าตัวตาย แต่ในทางพระพุทธศาสนา ใครฆ่าตัวตาย ถือว่า เป็นกรรมเป็นเวรที่ติดต่อไปหลายภพหลายชาติ อย่างนี้ก็เสียหายมาก


133 เรื่องของการท าสมาธิ ถ้าหากว่า เราไม่รู้ว่าจะท าอย่างไร ก็ให้ ไปหาวิธีการศึกษา แต่เมื่อศึกษาแล้ว เราจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหลักสูตร หลักเกณฑ์ หลักการ และครูอาจารย์อย่างชัดเจน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เราก็ จะได้หมู่คณะที่มาท าสมาธิ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลวงพ่อพยายามที่สุดที่จะหา ทางท าให้มนุษย์อยู่เย็นเป็นสุขได้ร่วมกัน ร่วมกันอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ใช่ ร่วมกันอยู่ด้วยความเป็นทุกข์ ต้องอยู่ร่วมกันด้วยความเป็นสุข เพราะ การอยู่ร่วมกันบนโลก ซึ่งไม่ได้มีคนอยู่คนเดียว ถ้าหากทุกคนต่างก็มีสมาธิ สร้างพลังจิตแล้ว แน่นอนที่สุด ย่อมจะอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเป็นสุข 2.2 บรรเทาความโลภ ความโกรธ ความหลง เราต้องคิดอย่างนี้ว่า ถ้าโลกนี้มีคนอยู่คนเดียว มันเป็นไม่ได้ มันเป็นโลกไม่ได้ โลกนี้เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว เรียกว่า “กามโลก รูปโลก อรูปโลก” กามโลกคือมนุษย์ รูปโลกคือรูปพรหม อรูปโลกคืออรูปพรหม ในโลกของเรามีอยู่เพียงเท่านั้น กามโลก คือ พวกเรา มีผู้คน มีหญิงชาย มีครอบครัว มีลูก แต่รูปโลกแล้ว จะไม่มีลูกเมีย มีแต่ความสุขสบาย โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ความใคร่อะไรต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านั้นก็ไปอยู่อีกชั้น คือ อรูปพรหม อรูปพรหม หมายความว่า ไม่มีตัวเสียแล้ว มีแต่จิตว่าง กามโลก รูปโลก อรูปโลก ทั้งสามโลกนี้ไปอยู่ได้ แต่ว่าไม่ เที่ยงทั้งนั้น ชั้นสวรรค์ก็ยังเรียกว่า กามโลก แต่ชั้นพรหมนี้ไม่ใช่กามโลก แล้ว แต่เป็นรูปโลก แล้วก็ชั้นอรูปโลก ไม่มีรูปแล้ว โลกทั้งสามนี้ต้องมี เกิดขึ้นแล้วต้องมีดับไป ไม่แน่นอน จะกลับไปกลับมาในสามโลก เป็นมนุษย์ แล้วก็กลับไปเป็นเทวดา แล้วกลับไปเป็นอะไรก็แล้วแต่ จะวนเวียนอยู่ใน สามโลกนี้เท่านั้น ขณะนี้เราอยู่ในกามโลก เราเป็นผู้ที่จะต้องสัมพันธ์กัน เมื่อ สัมพันธ์กันก็มีเรื่อง ถ้าไม่มีความสัมพันธ์กันก็ไม่มีเรื่อง ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี้ท าให้มนุษย์ต้องมีเรื่อง ทะเลาะวิวาท ขัดแย้ง และสารพัด


134 เรื่องที่จะเกิดขึ้น เมื่อเราท าสมาธิพลังจิตนี้จะมาบรรเทาความโลภ บรรเทาความโกรธ บรรเทาความหลง แต่ถ้าหากเราจะอยู่ด้วยกันด้วยความเป็นสุขในกามโลก เรา จะต้องมีสมาธิเพิ่มระดับสมาธิที่เรามีอยู่นี้ไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ยาก เมื่อเพิ่มแล้ว เราจะได้รู้ว่า การที่เราอยู่ด้วยกันด้วยความสามัคคีนี้จะมี ความสุขอีกระดับหนึ่ง หมายความว่า ความโลภลดระดับลง ความโกรธ ลดระดับลง ความหลงลดระดับ ถึงแม้เราก าจัดไม่ได้แต่เราลดระดับได้ เมื่อลดระดับแล้วก็จะอยู่ด้วยกันแบบอัญญะมัญญะ อาศัยซึ่งกันและกัน พ่ออาศัยลูก ลูกอาศัยพ่อ เพื่อนอาศัยเพื่อน อะไรต่าง ๆ จะมีธรรมะเป็น เครื่องคุ้มครองโดยเกิดขึ้นจากพลังจิต สรุปคุณสมบัติและประโยชน์ของญาณ เรื่องของคุณสมบัติของญาณจะต้องรู้ว่า สามารถที่จะพลิกอารมณ์ ออกมาได้อย่างไร การที่จะพลิกอารมณ์ออกมาให้เกิดประสิทธิภาพจริง ๆ สามารถท าได้โดยยกระดับจิตของเราขึ้นมาในระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ยาก ไม่ใช่ เป็นเรื่องที่เหลือวิสัย ทั้งผู้ที่ครองเรือน ผู้เป็นฆราวาส พระภิกษุ สามเณร หรือเป็นใครก็ตาม ระดับปฐมฌานนี้ถ้ามาเรียนสมาธิภายใต้สถาบันพลัง จิตตานุภาพ ที่มีการเรียนทั้งทฤษฎีและมีชั่วโมงให้ปฏิบัติด้วย ก็จะต้องได้ ปฐมฌาน และเมื่อท าสมาธิได้ก็สามารถที่จะสร้างพลังจิตได้ เมื่อสามารถ สร้างพลังจิตได้ พวกเราก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสบาย เพราะ เราสามารถพลิกอารมณ์ แก้ไขอารมณ์ และท าญาณให้เกิดขึ้นได้ จ ากันง่าย ๆ ว่า ถ้าหากเรามีสมาธิเราก็มีสติ เมื่อเรามีสติ เราก็มีปัญญา กลับกัน เมื่อขาดสมาธิก็ขาดสติ เมื่อขาดสติก็ขาดปัญญา เมื่อขาดปัญญาก็แก้ไขเหตุการณ์ไม่ได้ ต้องรบราฆ่าฟัน ทะเลาะวิวาท อะไรต่าง ๆ เพราะว่า ขาดปัญญา เมื่อเรามีสมาธิเราก็มีสติเมื่อมีสติก็มีปัญญา เมื่อมีปัญญา แล้วเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็แก้ไขได้ โดยจะต้องลดระดับความโลภ ลด


135 ระดับความโกรธ ลดระดับความหลง ซึ่งถ้าเรามีสมาธิ มีพลังจิต ก็จะ สามารถที่จะลดระดับความโลภ ความโกรธ ความหลงนี้ได้ เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาที่อยากจะรู้ว่า อะไรคือคุณสมบัติของญาณ อะไรคือประโยชน์ของ ญาณ ก็คงจะเข้าใจแล้ว ประเด็นอภิปราย 1. ญาณมีคุณสมบัติอย่างไร ท าให้มีเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ อย่างไร 2. “อารมณ์เป็นตัวที่ปิดชวนะปัญญาที่เรามีอยู่” หมายถึงอะไร แล้วเราจะ เปิดชวนะปัญญานี้ได้อย่างไร 3. ประโยชน์ของญาณมีอย่างไรบ้าง ท่านจะใช้ประโยชน์ของญาณในด้านใด 4. ท่านมีความเห็นว่า ควรเพิ่มประสิทธิภาพในญาณของตนเองหรือไม่ เพราะเหตุใด 5. ในฐานะที่เราต่างก็อยู่ใน “กามโลก” ท่านคิดว่าเราควรจะต้องปฏิบัติตน อย่างไร จึงจะท าให้เราสามารถอยู่ร่วมกันด้วยความสุขให้ได้ ค าส าคัญ คุณสมบัติของญาณ จุดขาว ชวนะจิต ประโยชน์ของญาณ พลิกอารมณ์


136


137 ตอนที่ 10 สิ่งที่ควรรู้เรื่องวิปัสสนา และจุดมุ่งหมายของสมถะ-วิปัสสนา เรื่อง 1. สิ่งที่ควรรู้เรื่องวิปัสสนา 2. จุดมุ่งหมายของสมถะ-วิปัสสนา


138 สาระส าคัญ 1. วิปัสสนา เป็นการพิจารณาถึง ความเกิด ความดับ และอสุภะต่าง ๆ เพื่อให้ใจนี้ยอมรับว่า ร่างกายนี้ไม่น่ายึดถือ ซึ่งมนุษย์ทั่วไปไม่สามารถ ยอมรับได้ แต่ถ้ามีพลังจิตเพียงพอแล้วจะยอมรับได้ 2. วิปัสสนาญาณ คือ ความหยั่งรู้จริงลงไป ส่วนวิปัสสนา คือ รู้แบบ คาดคะเน ผิวเผิน ทุกคนจึงท าวิปัสสนาได้ แต่วิปัสสนาญาณต้องมีพลัง จิตที่เพียงพอก่อนจึงจะหยั่งรู้ได้ 3. จุดมุ่งหมายของสมถะ คือ การสร้าง และสะสมพลังจิต จุดมุ่งหมายของ วิปัสสนา คือ ตัดกิเลสโดยสิ้นเชิง สมถะเป็นพื้นฐานเหมือนเป็นเสาเข็ม เมื่อเราท าสมถะ สั่งสมพลังจิตแล้ว ก็จะต่อยอดไปวิปัสสนาได้ 4. เมื่อท าสมถะเพียงพอแล้วจะไปถึงจุดพลังอ านาจ ก็เกิดดวงตาทิพย์ขึ้นมา ซึ่งจะเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง ก็เกิดความเบื่อหน่าย และเมื่อเบื่อ หน่ายมาก ๆ ครั้ง จิตก็จะคลายจากความก าหนัด กิเลสก็จะถูกก าจัด ออกไปโดยสิ้นเชิง เนื้อหาตอนที่ 10 ประกอบด้วยเรื่อง สิ่งที่ควรรู้เรื่องวิปัสสนา และ จุดมุ่งหมายของสมถะ-วิปัสสนา (อ่านว่า สะ-มะ-ถะ / วิ-ปัด-สะ-นา)


139 1. สิ่งที่ควรรู้เรื่องวิปัสสนา 1.1 ความแตกต่างระหว่างวิปัสสนากับวิปัสสนาญาณ วิปัสสนา แปลว่า ความรู้แจ้งและเห็นจริง ซึ่งวิปัสสนานี้มี 2 ประการ ประการที่1 คือวิปัสสนา และประการที่2 คือวิปัสสนาญาณ วิปัสสนานั้น ถ้าจะเริ่มต้นวิปัสสนา เราจะต้องเริ่มต้นด้วย การพิจารณา “ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย” (เห็นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่ เป็นความไม่เที่ยงของร่างกาย) ดังนั้น วิปัสสนาจึงตรงกันข้ามกับโลก (ทวนกระแสโลก) โลกเขาว่า “คนนี้มีความงาม มีความสวย” แต่ถ้าเป็น วิปัสสนาแล้วก็“ไม่สวย” วิปัสสนานี้จะเข้าหาความจริง เข้าหาของจริง ซึ่งด าเนินไป เพื่อที่จะขจัดกิเลส 3 ตัว คือ 1) ราคะ ความก าหนัดยินดี 2) โทสะ ความโกรธ และ 3) โมหะ ความหลง จากข้อความข้างต้น เราจะรู้ได้ว่า วิปัสสนานี้ควรแก่ใคร วิปัสสนาเป็นเรื่องที่สูง หรือมีระดับจิตที่สูง เพราะว่า ถ้าเราจะบอกใครว่า “อย่าไปแต่งงาน อย่าไปหาทรัพย์สินสมบัติ อย่าสะสมเงินทอง” บอกอย่างนี้ ก็ตรงกันข้ามกับโลก เพราะฉะนั้น เรื่องของวิปัสสนาจึงควรที่จะอยู่ใน ระดับของบุคคลผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องทางโลก ผู้ที่เกี่ยวข้องทางโลกอยากจะ ท าก็ได้เหมือนกัน คิดได้ แต่ว่ามันไม่ได้เป็นความจริง แต่ถ้าหากว่า ต้องการ อยากจะให้เกิดวิปัสสนานี้ มันต้องเป็น “วิปัสสนาญาณ” วิปัสสนาญาณ คือ ความหยั่งรู้ หยั่งรู้จริงลงไป วิปัสสนา คือ รู้แบบคาดคะเน แบบผิวเผิน รู้เหมือนกัน แต่ ว่าไม่หยั่ง ไม่ได้หยั่งลงไปถึงกับเป็นญาณ วิปัสสนา เป็นเหมือน “นกแก้วนกขุนทอง” มันไม่รู้รู้เพียง ที่เขาบอก เช่น “แกฆ่าคนตายนะ”ว่าตาม นกขุนทองว่า“แกฆ่าคนตาย”


140 แต่มันไม่รู้จักหรอกว่า ฆ่าคนตายเป็นอย่างไร มันก็ว่าตามที่คนบอกให้ นี่คือ ที่บอกว่า เป็นแบบนกแก้วนกขุนทอง เพราะฉะนั้น “วิปัสสนา”จึงสมควร แก่บุคคลที่จะต้องยกระดับจิตขึ้น ตามที่หลวงพ่อสอน โดยมากจะต้องวางพื้นฐาน คือ เอา สมถะไว้ก่อน เพราะว่า สิ่งที่เราจะจับต้องได้นั้น เป็นสิ่งที่เราจะต้องเอาไว้ ก่อน แต่สิ่งที่เราจับต้องยังไม่ได้เราก็ต้องรอไว้ก่อน เพราะว่า เมื่อจับต้อง ไม่ได้ เราเรียกว่า เพียงแต่นึก เพียงแต่คิด เพียงแต่คาดคะเน ท่านทั้งหลาย บุคคลที่ว่าเรียนชั้นสูง เขาก็เรียนวิปัสสนากัน จ านวนมาก แต่วิปัสสนา หาได้เกิดขึ้นแก่เขาไม่ เพราะฉะนั้น วิปัสสนาเป็น เรื่องส าหรับคนที่มีจิตใจสูงจริง ๆ 1.2 ความแตกต่างระหว่างสมถะกับวิปัสสนา เราควรที่จะต้องรู้อย่างที่สุดว่า เราจะต้องมาเรียนสมถะ (สมาธิ) ซึ่งสิ่งที่ได้อธิบายผ่านมาหลายข้อนั้น เป็นเรื่องของสมถะทั้งสิ้น สมถะเป็นเหมือนกับ “เสาเข็ม” ที่สร้างตึกอาคารบ้านเรือน ถ้าหากเสาเข็ม ไม่มีหรือมีไม่พอรับน้ าหนักแล้ว อาคารจะสวยงามสักเท่าใด มันก็ยุบไปอยู่ ใต้พื้นดิน ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น เสาเข็มจึงเป็นเรื่องที่มีความส าคัญอย่าง ยิ่งส าหรับการก่อสร้างตึกอาคารและบ้านเรือน สมถะเปรียบเหมือนกับเสาเข็ม และสมถะเป็นประโยชน์ต่อ คนเป็นจ านวนมาก ผู้ที่ครองเรือน ผู้ที่มีกิจการงานต่าง ๆ สมควรแก่ การที่จะต้องเรียนสมถะ แล้วก็เอาประโยชน์จากสมถะ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ เรียนสมถะจะได้รับประโยชน์จากสมถะก็ต่อเมื่อเขาสะสมพลังจิต ซึ่งเมื่อ เขาท าสมาธิแล้วก็จะต้องเกิดพลังจิต เมื่อเกิดพลังจิตขึ้นมาแล้วพลังจิตนี้


141 ก็เปรียบเหมือนเป็นเสาเข็มที่จะรับน้ าหนัก สมถะนี้ท าให้ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และโลกอยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งเป็นประโยชน์จริง ๆ เราควรเรียนสมาธิหรือท าสมถะให้เกิดขึ้น เพราะว่า ประโยชน์ของสมถะยิ่งใหญ่มาก ทั้งนี้ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ โลก ต่างต้องการความสามัคคีแต่ความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้ต้องมีสมถะ นั่น คือ มีการสร้างพลังจิตเพื่อควบคุมจิต ไม่ให้จิตเกิดความอคติ ความรุนแรง ความเห็นแก่ตัว หรือเกิดสิ่งร้ายกาจต่าง ๆ หากบรรเทาเหล่านี้ลงไปได้แล้ว ความสามัคคีก็จะเกิดขึ้นในครอบครัว สังคม ชาติ และในโลก ถ้าหาก พยายามช่วยกันพัฒนาสมถะนี้ให้แก่มวลมนุษย์ชาติแล้วความสามัคคีนี้ก็จะ เกิดขึ้น ส่วนวิปัสสนานี้คนจ านวนที่จะได้รับ มีน้อยมาก หมายความ ว่า จ านวนคนเราทั้งหมดในโลกนี้มีห้าหกพันล้าน แล้วจะไปวิปัสสนาไม่ถึงห้า แสนคน เรียกว่าคนที่จะไปเป็นวิปัสสนานี้จะท าวิปัสสนาไม่ถึง เพราะฉะนั้น คนจ านวนมากควรที่จะได้รับประโยชน์จากสมาธิสมถะนี้เป็นพื้นฐาน เมื่อ เราสั่งสมพลังจิตแล้ว พลังจิตนี้เองที่จะไปต่อยอด เมื่อต่อยอดขึ้นมาแล้ว จะกลายไปเป็นวิปัสสนา ถ้าหากเราจะไปเรียนวิปัสสนาอย่างเดียวนี้เป็นไปไม่ได้ วิปัสสนาเปรียบเหมือนกับเราเรียนรู้ว่า บ้านหลังนี้เป็นคฤหาสน์ รถยนต์คันนี้ มีศักยภาพ มีราคาสูง ถ้าคิดก็คิดได้ว่า มันเป็นของเรา แต่ความคิดที่ว่า มัน เป็นของเรานี้ไม่ได้เพราะเราไม่มีเงิน เมื่อมันไม่มีเงินก็คิดเปล่า ๆ ซื้อมา เป็นของเราไม่ได้ ตัวอย่างนี้เปรียบเป็นวิปัสสนา ซึ่งวิปัสสนานั้น ยังไม่ ส าเร็จ ต้องใช้เป็นวิปัสสนาญาณจึงจะส าเร็จ ดังจะได้อธิบายต่อไป


142 1.3 การแสดงวิปัสสนาครั้งแรก เรื่องวิปัสสนานี้เกิดขึ้นที่ไหน เกิดขึ้นเมื่อไร เกิดขึ้นได้อย่างไร วิปัสสนานี้เกิดขึ้นที่เมืองพาราณสีป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในขณะนั้น พระพุทธเจ้าได้ประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ได้ทรงแสดง “อนัตตลักขณสูตร” ให้แก่ท่านปัญจวัคคีย์ทั้งห้าเป็นครั้งแรก (กลุ่ม นักบวชที่เป็นสาวก รุ่นแรกของพระพุทธเจ้า มีทั้งหมด 5 รูป ได้แก่ อัญญา โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ) โดยแสดงในเรื่อง “วิปัสสนา”โดยเฉพาะ แต่ก่อนที่จะแสดงอนัตตลักขณสูตร พระพุทธเจ้าได้ พิจารณาดูด้วยตาทิพย์ด้วยญาณว่า ปัญจวัคคีย์มีพลังจิตพอหรือไม่ ถ้า พลังจิตยังไม่พอ พระองค์ก็ยังไม่แสดงอนัตตลักขณสูตร ในการจ าพรรษาอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั้น พระพุทธเจ้า ให้ปัญจวัคคีย์รวบรวมสมถะ หรือรวบรวมพลังจิต ก็ปรากฏว่า เมื่อเวลา ผ่านไปหลายเดือน พระองค์ได้พิจารณาด้วยตาทิพย์ ด้วยญาณ ก็ทราบแล้ว ว่า พลังจิตของปัญจวัคคีย์ทั้งหมดพอเพียงแล้ว ท่านจึงเรียกปัญจวัคคีย์ ทั้งห้ามานั่งแล้วพระองค์ก็เริ่มต้นแสดงอนัตตลักขณสูตรในบทวิปัสสนา โดยเฉพาะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร ในบทเฉพาะ วิปัสสนาโดยแท้ ขึ้นต้นโดยแสดง (อธิบาย) ว่า “รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ขันธ์ 5) เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน” ซึ่งเมื่อพูดอย่างนี้แล้ว ใครจะยอมรับ เพราะเราก็ถือว่า “นี่ตาของเรา แขนของเรา ตัวของเรา” อยู่ ๆ จะมาบอกว่าอันนี้“ไม่ใช่ตัวตน” ยอมรับไม่ได้ แต่ถ้ามีพลังจิต พอเพียงแล้ว จะยอมรับได้ว่า มัน “ไม่ใช่ตัวตน”จริง ๆ


143 เพราะเหตุใดจึง“ไม่ใช่ตัวตน” เพราะไม่ได้อยู่ในอ านาจ บังคับบัญชาของเรา เราบอกว่า “แกอย่าแก่ อย่าเจ็บ อย่าตาย” มันก็ไม่ ฟัง มันก็จะแก่ ร่างกายก็จะเจ็บ ร่างกายก็จะตาย ห้ามไม่ได้ อย่างนี้ถึง เรียกว่า “ไม่ใช่ตัวตน” ถ้าหากเป็นตัวตนแล้ว เราบอกว่า “อย่าแก่” ต้องไม่แก่ เรา บอกว่า “อย่าตาย” ต้องไม่ตาย นั่นถึงจะเชื่อได้ว่า “เป็นตัวตน” ดังนั้น การที่เราบังคับร่างกายไม่ได้นี้เพราะมัน “ไม่ใช่ตัวตน” เมื่อพระพุทธเจ้าพิจารณาเห็นอย่างนี้แล้ว ก็ทรงแสดง ปริวัตรที่ 1 (แสดงรอบที่ 1) โดยถามว่า “รูปัง ภิกขเว อนัตตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลายรูปไม่ใช่ตัวตน” ปัญจวัคคีย์เมื่อพลังจิตพอเพียงแล้ว ก็เกิดญาณขึ้นทันที จึง ตอบว่า “ไม่ใช่ตน” พระองค์จึงทราบเลยว่า ปัญจวัคคีย์เกิดญาณขึ้นแน่ แล้วพระองค์ก็ทรงแสดงปริวัตรที่ 2 (แสดงรอบที่ 2) โดยถามต่อไปว่า “ตัง กิง มัญญะถะ ภิกขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปเที่ยง หรือไม่เที่ยง” ปัญจวัคคีย์ก็ตอบทันทีว่า“ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า” ซึ่งการตอบ นั้นไม่ใช่ตอบด้วยปาก แต่ว่า ตอบด้วยใจ ใจเกิดญาณขึ้นแล้ว เพราะว่า พลังจิตเพียงพอ “เมื่อไม่เที่ยงแล้ว เป็นสุข หรือเป็นทุกข์” ปัญจวัคคีย์ก็ตอบว่า “เป็นทุกข์พระเจ้าข้า” “เมื่อเป็นทุกข์แล้วควรไหม ที่จะถือว่าเป็นตัวตน” ปัญจวัคคีย์ก็ตอบว่า “ไม่ควรพระเจ้าข้า”


Click to View FlipBook Version