ภาคเรียนที่ ๒/๒๕๖๖ โรงเรียนกุดจับ จั ประชาสรรค์ วิวิวิจั วิ จั วิ จั วิย จั ย จั ย จัใใในนนชั้ชั้ชั้น ชั้ น ชั้ น ชั้เเเรีรีรีย รี ย รี ย รีนนน นางสาวกุลฤดี คงชัย รหัสนักศึกษา ๖๒๑๐๐๑๐๑๑๐๓ คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กุลฤดี คงชัย วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นางสาวกุลฤดี คงชัย รหัสประจำตัวนักศึกษา 62100101103 วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 THE DEVELOPMENT OF ACHIEVEMENT OUTCOMES OF LEARNING THAI LANGUAGE READING COMPREHENSION ACHIEVEMENT USING LEARNING MANAGEMENT WITH KWL PLUS TECHNIQUE FOR MATHAYOMSUKSA 3 ผู้วิจัย นางสาวกุลฤดี คงชัย อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์สุภัทร แก้วพัตร ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่าน จับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KLW Plus ร่วมกับแบบทักษะ สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์การประเมิน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 33 คน ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ 1) แผนการจัด การเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 แผน รวมเวลา 5 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ก่อนเรียนและหลังเรียน แบบตัวเลือก 20 ข้อ ชนิด 4 ตัวเลือก 3) แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ จำนวน 5 แบบฝึก ได้แก่ หลักการอ่านจับใจความสำคัญ การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว การอ่านจับใจความสำคัญจากบทความ การอ่านจับใจความสำคัญจากเรื่องสั้น ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.03/82.58 แสดงว่าการ จัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ร้อยละ 80 และสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาตรฐาน 2) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีนัยสำคัญที่ .05 ซึ่งนักเรียนได้คะแนนทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ย เท่ากับ 9.09 คิดเป็นร้อยละ 45.45 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.53 และได้คะแนนทดสอบหลังเรียน เฉลี่ยเท่ากับ 16.52 คิดเป็นร้อยละ 82.58 แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
ข กิตติกรรมประกาศ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้กระบวนการ จัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในครั้งนี้ สามารถสำเร็จ ลุล่วงได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างดีจาก อาจารย์สุภัทร แก้วพัตร อาจารย์นิเทศก์ ที่กรุณาให้คำปรึกษา แนะนำ และตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ อย่างละเอียดจนครบถ้วนสมบูรณ์ ตลอดจนให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่งเสมอมา ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาและขอกราบ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ นางสาวกาญจนา โคตรโสภา ที่กรุณาดูแลให้คำปรึกษา ตลอดจนให้คำแนะนำ ติชม ต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัย และการปฏิบัติหน้าที่สอน นางอภิญญา ชุมพล และนางสาวจิราพร ฮุยเสนา ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ สาขาวิชาภาษาไทย ที่กรุณาตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย ตลอดจนคณะครูภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์ ทุกท่านที่ช่วยให้ ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อการทำวิจัยครั้งนี้อย่างดียิ่ง ขอขอบพระคุณคณะผู้บริหารและคุณครู โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ในการเก็บรวบรวมข้อมูล และการทดลองใช้เครื่องมือวิจัย รวมถึงนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานีที่ให้ความร่วมมือในการศึกษาวิจัย ขอขอบพระคุณที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่คอยดูแลและให้การสนับสนุนในการวิจัยครั้งนี้ ทั้งให้ ความช่วยเหลือในด้านทุนทรัพย์ ขอเสนอแนะด้านต่าง ๆ ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้และมีส่วนช่วยให้การศึกษาวิจัย ครั้งนี้ลุล่วงไปด้วยดี กุลฤดี คงชัย ผู้จัดทำ
ค สารบัญ บทคัดย่อ..................................................................................................................... ......................................ก กิตติกรรมประกาศ.............................................................................................................. ..............................ค บทที่ 1 บทนำ...................................................................................................................................................1 ความเป็นมาและความสำคัญ…………………………………………………………………………….………………….…......1 วัตถุประสงค์การวิจัย……………………………….……………………………………………………………………………..…..4 สมมติฐานการวิจัย………………………………………………………………………………..……………………………….......4 ขอบเขตของการวิจัย…………………………………………………………………………………..……………………………....4 ระยะเวลาในการวิจัย................................................................................................................. .................5 นิยามศัพท์เฉพาะ…………………………………………………………….…………………………………………………..……..5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย……………………………………………………………………………………..…..6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………………………………………....7 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย……..………....8 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความสำคัญ……………………………………….…………………….………...….16 เอกสารที่เกี่ยวกับการจัดการการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus……………………………...……………………...….....23 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการใช้แบบฝึกทักษะ……………………………………………………………………………......…29 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน.......................................................................................... ..................................36 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง………………………………………………….………………………..…………………………..………..…39 กรอบแนวคิดการวิจัย………………………………………………………………………..……………………………..………..42 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย…………………………………………………………………..……………………………..………..43 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………..……………………………..……………………………..………..52 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ…………………………………………..……………………………......……..56 บรรณานุกรม…………………………………………………………………………………….…..…………………………………...…..61 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ…………………………………………..……………………………..……………...……..65 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย…………………………………………..……………….…………………...………..67 ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน…………………………………………..……………………..141 ภาคผนวก ง บันทึกข้อความขอความอนุเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญ…………………………………………..……………..149 ภาคผนวก จ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้……………………..………….………..163 ภาคผนวก ฉ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน..………..……...168 ภาคผนวก ช ภาพการทำกิจกรรมระหว่างการจัดการเรียนการสอน…………………………..…………………...170
ง ภาคผนวก ซ ประวัติผู้วิจัย…………………………………………..………….…………………………..…..……………….235
จ สารบัญตาราง ตารางที่ 1 รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน............................43 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง ตารางที่ 2 การแสดงประสิทธิภาพกระบวนการจัดการเรียนรู้...................................................................51 ตารางที่ 3 แสดงประสิทธิภาพของผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย...............................................53 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 ตารางที่ 4 แสดงผลรวมคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละของคะแนนก่อนเรียน............53 และหลังเรียนรายวิชาภาษาไทย ตารางที่ 5 แสดงคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที่แบบไม่อิสระ..................................55 และระดับนัยสำคัญทางสถิติของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตารางที่ 6 วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item Objective Congruence: IOC)…..........153 ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง หลักการอ่านจับใจความสำคัญ ตารางที่ 7 วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item Objective Congruence: IOC)…….......155 ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว ตารางที่ 8 วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item Objective Congruence: IOC)…….......157 ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน ตารางที่ 9 วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item Objective Congruence: IOC)………....159 ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากบทความ ตารางที่ 10 วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item Objective Congruence: IOC)………..201 ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากเรื่องสั้น ตารางที่ 11 วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item Objective Congruence: IOC).……...............164 ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตารางที่ 12 ผลการวิเคราะห์ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมัน…...........................165 ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย
1 บทที่ 1 บทนำ 1. ที่มาและความสำคัญของปัญหา ปัจจุบันเราใช้ภาษาอยู่ตลอดเวลาเพื่อติดต่อสื่อสาร และสื่อทรรศนะของตนไปยังผู้รับสาร หากใช้ภาษา ผิดไปเพียงเล็กน้อยก็อาจจะทำให้เนื้อความที่ต้องการสื่อออกไปผิดเพี้ยนไปได้ ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญ กับการใช้ภาษา วรรณี โสมประยูร (2542: 16) กล่าวว่าภาษามีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการ ดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์ทำให้สามารถรู้เรื่องและ เข้าใจกันได้ โดยสามารถสรุปได้ว่ามนุษย์ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกันอยู่ตลอด การดำรงชีวิต ทั้งการอ่าน การฟัง การพูด และการเขียนล้วนแล้วแต่เป็นการสื่อสารทั้งสิ้น และยังช่วยพัฒนา มนุษย์ในด้านบุคลิกภาพ มนุษย์สัมพันธ์ และการประกอบอาชีพต่าง ๆ อีกด้วย ภาษาจึงถือเป็นสิ่งสำคัญอย่าง ยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ประเทศไทยก็มีภาษาเป็นของตนเองมาตั้งแต่โบราณ ผ่านการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการตามกาลเวลา หลายยุคสมัยตกทอดมาถึงปัจจุบันนับเป็นมรดกของชาติ ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานคำกล่าวไว้ว่า “ภาษาไทยเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ ประเทศไทยนั้นมีภาษาไทยของเรา เองซึ่งต้องหวงแหน เราโชคดีที่มีภาษาไทยของเราตั้งแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่ต้องรักษาไว้” (กระทรวงศึกษาธิการ 2543: 1) ในปัจจุบันคนไทยใช้ภาษาไทยในการดำเนินชีวิตประจำวัน และเพื่อพัฒนา ชีวิตของตนในด้านต่าง ๆ นอกจากการพูดคุยแล้วยังสื่อสารกันผ่านตัวอักษรอีกด้วย ความสำคัญของภาษาไทยนั้นไม่เพียงแต่ช่วยแสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยและใช้สำหรับการสื่อสาร เท่านั้น แต่ภาษาไทยยังช่วยพัฒนาคนไทย ทั้งด้านความรู้ ความคิด วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตให้มีความ เจริญก้าวหน้า ซึ่งสอดคล้องต่อเนื้อหา ในหนังสือเรียนหลักภาษาและการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของกระทรวงศึกษาธิการ (2555: 10) กล่าวว่า มนุษย์แต่ละคนมีประสบการณ์และ ความคิดเห็นต่างกัน ประสบการณ์และความคิดเห็นเหล่านี้ เมื่อประมวลกันเข้าไว้ก็มีจำนวนมากมายเหลือที่จะ คณนาได้ ยิ่งเวลาล่วงไปก็ยิ่งจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ นำมาสั่งสอนกันไม่หมดสิ้น เมื่อมนุษย์มีความเห็นไม่ตรงกัน ก็ต้องใช้ภาษาในการอภิปรายโต้แย้งกันในที่สุดก็จะนำไปสู่คำตอบที่ต้องการ การอภิปรายโต้แย้งถกเถียงล้วน ช่วยขยายความรู้และความคิดของมนุษย์ให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น จึงกล่าวได้ว่า ภาษาช่วยให้มนุษย์พัฒนาความรู้ ความคิดอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีวันสิ้นสุด จากความสำคัญที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ภาษาไทยมีความสำคัญต่อคนไทยอย่างยิ่ง เพราะเมื่อเราเกิดมาบนผืนแผ่นดินไทยไม่ว่าจะอยู่ภูมิภาคใด แต่ทุกคนล้วนต้องใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางใน การสื่อสารด้วยความที่ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติที่เปรียบเสมือนเครื่องหมายการค้าของคนไทย หากเรา
2 ใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้องก็ย่อมส่งผลเสียต่อการสื่อสารของผู้ใช้ภาษาเองและอาจส่งผลกระทบให้ภาษาไทย สูญหายจากคนไทยได้ในอนาคต ปัจจุบันการเรียนการสอนรายวิชาภาษาไทยนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ให้เกิด ความเข้าใจในทักษะทางภาษาไทยทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ฟัง ดู พูด อ่าน และเขียน เนื่องจากรายวิชาภาษาไทยมี จุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ภาษาประจำชาติและสามารถใช้ภาษาไทยในการสื่อสารได้อย่างถูกต้องและ สามารถต่อยอดความรู้ด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ภาษาไทยในการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะเห็นได้ว่า ภาษาไทยมีความสำคัญต่อคนไทยทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะนักเรียนที่กำลังเรียนรู้ภาษาไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่ จะต้องใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องในทุกทักษะที่กล่าวมา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยได้กำหนด สาระการเรียนรู้ไว้ 5 สาระ คือ การอ่าน การเขียน การฟัง การดู และการพูด หลักการใช้ภาษา และวรรณคดี และวรรณกรรม ซึ่งสาระที่ 1 การอ่าน การอ่านเป็นทักษะด้านหนึ่งที่สำคัญมากต่อการศึกษาหาความรู้และ พัฒนาชีวิต ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความรู้ยังก่อให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และได้แนวคิดในการดำเนิน ชีวิต การอ่านเป็นหัวใจของการศึกษาในทุกระดับพัฒนานักเรียนให้มีความรู้และทักษะพื้นฐานในการนำไปใช้ ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ เพื่อนำไปสู่ความ เข้าใจในทักษะการเขียน การฟัง และการพูด ดังที่ สมพร แพ่งพิพัฒน์ (2555: 121) ได้กล่าวถึง ความสำคัญ ของการอ่านว่าการอ่านเป็นกิจกรรมสำคัญประจำวันของมนุษย์ เพราะต้องอ่านข้อความหรือหนังสือต่าง ๆ อยู่เสมอทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ส่วนจะอ่านได้มากหรือน้อยและสามารถ นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ มากหรือน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพทางการศึกษา อาชีพ โอกาส เพศ และวัยของแต่ละบุคคล ซึ่งมีความ แตกต่างกันในหลายประการ ทั้งความสนใจ ความตั้งใจ ความมุมานะ และความสามารถในการรับรู้ การอ่าน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง การอ่านจับใจความสำคัญนับเป็นหัวใจของการอ่าน การจับใจความสำคัญอย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้ ผู้อ่านรู้และเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่อ่านได้ ผู้อ่านจึงสามารถนำความรู้ไปพัฒนาตนเอง ดังที่ ศิริวรรณ เสนา (2541: 40) กล่าวว่า ความเข้าใจในการอ่านถือเป็นหัวใจสำคัญของการอ่าน เพราะว่าถ้าผู้อ่านไม่สามารถเข้าใจ ในสิ่งที่อ่านและไม่สามารถจับใจความสำคัญของสิ่งที่อ่านได้ ผู้อ่านก็ไม่สามารถจะนำสาระความรู้และข้อเสนอ ไปใช้ปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองได้ การอ่านนั้นถือเป็นการอ่านที่ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นจึงกล่าวสรุปได้ว่า การอ่านมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ในการ ดำเนินชีวิตและการอ่านจับใจความที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้ผู้อ่านรับรู้สาระเรื่องราวของเรื่องที่อ่านด้วย ความเข้าใจและสามารถนำสาระความรู้จากเรื่องที่อ่าน มาพัฒนาปรับปรุงตนเองให้เข้ากับสถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข แม้ว่าภาษาไทยจะเป็นภาษาประจำชาติและมีคนใช้ภาษาไทยในการสื่อสารอยู่ทุกเพศทุกวัย ก็ไม่ได้ หมายความว่าการใช้ภาษาไทยของคนเหล่านั้นจะไม่มีปัญหาและข้อบกพร่องเกิดขึ้นเลย จากการจัดกิจกรรม
3 การเรียนรู้รายวิชา ภาษาไทยพื้นฐาน ท23102 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด ท.1.1 ม.3/2 การจับใจความสำคัญจากเรี่องที่อ่าน พบว่า การอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งปัญหาที่สำคัญในการอ่านของผู้เรียน คือ อ่านแล้วจับใจความสำคัญไม่ได้ ไม่สามารถจำแนกข้อเท็จจริงและ ข้อคิดเห็น และสรุปประเด็นสำคัญกับใจความรองไม่ได้อีกทั้งยังขาดการฝึกฝนทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ อย่างยิ่งในการสอนอ่านทำให้การอ่านไม่มีประสิทธิภาพ ในการพัฒนาทักษะการอ่านนั้นมีเทคนิค และวิธีการอยู่หลายวิธี ซึ่งวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับใน การนำไปใช้แก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญ คือ เทคนิค KWL ซึ่งเป็นเทคนิคที่พัฒนาขึ้นโดย Ogle (1986) เทคนิค KWL เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการอ่านอย่างเป็นลำดับขั้นตอน และทำให้สามารถนำทักษะการคิดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการอ่านจับใจความสำคัญด้วย โดยประกอบด้วย ขั้นตอนในการสร้างองค์ความรู้พื้นฐานในการอ่าน 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้น K (What I know) หมายถึง การ เข้าถึงความรู้ ที่ผู้เรียนมีอยู่ก่อนแล้วเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องที่ต้องการจะอ่าน 2) ขั้น W (What do I want to know) หมายถึง การกำหนดจุดมุ่งหมาย วัตถุประสงค์เกี่ยวกับความรู้ที่ต้องการได้รับจากการอ่าน 3) ขั้น L (What I have learned) หมายถึง การสรุปใจความสำคัญ ประเด็น และความรู้ที่ได้รับหลังจากการอ่าน ซึ่งใน ขั้นตอนเหล่านี้ ผู้เรียนจะต้องบันทึกความรู้ที่ได้รับจากการอ่านลงในแบบบันทึก KWL เพื่อสะท้อนความคิด เกี่ยวกับสิ่งที่ได้อ่าน ซึ่งในต่อมาเทคนิค KWL ได้รับการพัฒนาเพื่อนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความ สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยใช้ชื่อเทคนิคนี้ว่า KWL Plus (Carr & Ogle: 1987) ซึ่ง วัชรา เล่าเรียนดี (2548: 145) ได้กล่าวถึง เป้าหมายของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ว่าเป็นการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้ นักเรียนมีส่วนร่วมในการอ่านอย่างกระตือรือร้น เป็นการอ่านที่ฝึกการถามคำถามตนเองและการใช้ความคิดใน เรื่องที่อ่านเป็นสำคัญ พร้อมทั้งพัฒนาสมรรถภาพในการกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ในการอ่านสรุป สาระสำคัญจากเรื่องที่อ่าน จัดการกับสาระความรู้ขึ้นใหม่ตามความเข้าใจของตนเอง โดยการใช้แผนภาพ ความคิด และเขียนสรุปเรื่องที่อ่านจากแผนภาพ ส่งเสริมและพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ให้กับ ผู้เรียน และฝึกระดมสมองโดยมีกรอบในการคิดอย่างเป็นขั้นตอน จากข้อมูลที่ได้ศึกษาค้นคว้าทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยได้เห็นถึงปัญหา และเห็นถึงความสำคัญ ของการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่จะต้องเน้นพัฒนาทักษะการอ่าน จับใจความสำคัญ อันเป็นทักษะพื้นฐานที่ สำคัญ ในการเรียนรู้ของผู้เรียนในรายวิชาต่าง ๆ ทั้งยังเป็นทักษะพื้นฐานในการแสวงหาความรู้ รับ-ส่งข้อมูล ข่าวสาร ต่าง ๆ ในยุคปัจจุบัน ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาที่ 3 โดยจะเน้นกลุ่มประชากรเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน มัธยมขนาดใหญ่ อำเภอกุดจับ ที่เรียนรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ท23102 กับผู้วิจัย ซึ่งการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้รูปแบบการ จัดการเรียนรู้ KLW Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการ อ่านจับใจความสำคัญให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเพื่อนำข้อมูลผลการวิจัยที่ได้ไปพัฒนาจัดกิจกรรมการเรียนรู้
4 ให้เหมาะสมกับผู้เรียน นำไปสู่การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนให้มี ประสิทธิภาพสูงขึ้น และสามารถนำทักษะการอ่านไปต่อยอดในอนาคตได้ 2. วัตถุประสงค์การวิจัย 2.1 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ KLW Plus ร่วมกับแบบทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีคุณภาพ ตามเกณฑ์การประเมิน 80/80 2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องการอ่านจับใจความ สำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ 3. สมมติฐานในการวิจัย 3.1 การจัดการเรียนรู้KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ สามารถพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ สำคัญในรายวิชาภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 3.2 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 4. ขอบเขตของการวิจัย 4.1 ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 3 ห้อง รวม 105 คน ประกอบด้วย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4, 3/5, และ 3/6 4.2 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวนนักเรียน 33 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง 4.3 ขอบเขตตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ 4.2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 1) ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญในภาษาไทยสำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3/5 โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์
5 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์ดีขึ้น 4.3 เครื่องมือในการวิจัย 4.3.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน 4.3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน 4.3.3 วิธีการจัดการเรียนรู้KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ 4.3.4 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้KWL ร่วมกับแบบฝึกทักษะ จำนวน 5 แผน 4.4 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย ตามหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชาภาษาไทยพื้นฐาน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญและวิเคราะห์หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ประกอบด้วย 1) หลักการอ่านจับใจความสำคัญ เวลา 1 ชั่วโมง 2) การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน เวลา 1 ชั่วโมง 3) การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว เวลา 1 ชั่วโมง 4) การอ่านจับใจความสำคัญจากบทความ เวลา 1 ชั่วโมง 5) การอ่านจับใจความสำคัญจากเรื่องสั้น เวลา 1 ชั่วโมง 5. ระยะเวลาในการวิจัย เริ่มทำการวิจัยภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จากเนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 5 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง และรวบรวมเอกสารภายในเดือน ตุลาคม 2566 – มกราคม 2567 6. นิยามศัพท์เฉพาะ การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นิยามคำศัพท์เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเพื่ออธิบายและขยายความ คำศัพท์ที่ใช้ในการวิจัยได้ดังนี้ 6.1 การอ่านจับใจความสำคัญ หมายถึง การอ่านแล้วเข้าใจเรื่องที่อ่าน สามารถจับประเด็น สำคัญของเรื่อง ตอบคำถามจากเรื่อง แปลความหมายของเรื่อง อ่านและเข้าใจจุดหมายพร้อมทั้งสรุป สาระสำคัญที่อ่านได้อย่างครอบคลุม 6.2 วิธีการจัดการเรียนรู้KWL Plus หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนการสอนอ่านตาม ขั้นตอนการสอนอ่าน คือ K ขั้นกิจกรรมก่อนการอ่าน คือ สำรวจความรู้เดิมหรือความรู้พื้นฐานของผู้เรียนก่อน เรียน W ขั้นกิจกรรมระหว่างการอ่าน คือ ผู้เรียนสามารถตั้งคำถามจากเรื่องและคิดว่าจะได้อะไรจากเรื่องที่ อ่าน L ขั้นกิจกรรมหลังการอ่าน คือ ผู้เรียนหาคำตอบจากเรื่องที่อ่านและได้อะไรจากเรื่อง และ Plus ขั้นสรุป
6 ใจความสำคัญ คือ ผู้เรียนสามารถจับใจความจากเรื่องที่อ่านออกมาเป็นข้อความด้วยภาษาของตนเอง ผู้เรียน สามารถสรุปใจความสำคัญได้ถูกต้องโดยปฏิบัติตามขั้นตอน KWL Plus ที่ผู้สอนกำหนดไว้ในแผนการจัดการ เรียนรู้ 6.3 แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนประเภทหนึ่งที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาเพื่อ พัฒนาทักษะทางภาษาจนเกิดความชำนาญ และสามารถนำความรู้ไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ทำให้มีพัฒนาการทาง ภาษาที่ดีขึ้นในการสร้างแบบฝึกต้องจัดเนื้อหาให้ตรงกับจุดมุ่งหมาย และเหมาะสมกับวัยของผู้เรียนมีคำชี้แจง ในการปฏิบัติกิจกรรมอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจกิจกรรม และพัฒนา ความคิดทักษะจากการเรียน 6.4 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โรงเรียนกุดจับ ประชาสรรค์จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 ที่เรียนรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ท23102 กับผู้วิจัย 6.5 แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง เอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรของครูผู้สอนซึ่ง เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง โดยใช้สื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้สอดคล้องกับ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เนื้อหา เวลา เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้เป็นไปอย่างเต็มศักยภาพ 6.6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือผลสำเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมการ เรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ทาง ด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และ จิตพิสัย 7. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 7.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางภาษาไทยที่พัฒนาขึ้นในการทำวิจัยครั้งนี้ สามารถใช้เป็นทางเลือก สำหรับผู้สอนในการใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน รายวิชาภาษาไทย 7.2 ผู้สอนได้แนวทางในการจัดกิจกรรมการโดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้KWL Plusร่วมกับแบบ ฝึกทักษะในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 7.3 นักเรียนมีความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญเพิ่มมากขึ้น
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการ จัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.1 หลักการของหลักสูตร 1.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 1.3 สาระมาตรฐานการเรียนรู้ 1.4 คุณภาพของผู้เรียน 1.5 มาตรฐานตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความสำคัญ 2.1 การอ่านจับใจความสำคัญ 2.2 ความหมายของการอ่านจับใจความสำคัญ 2.3 ความสำคัญของการอ่านจับใจความสำคัญ 2.4 ประโยชน์ของของการอ่านจับใจความสำคัญ 2.5 ลำดับขั้นของการอ่านจับใจความสำคัญ 2.6 หลักจิตวิทยาที่นำมาใช้ในการสอนอ่านจับใจความสำคัญ 2.7 เกณฑ์การประเมินการอ่านจับใจความสำคัญ 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus 3.1 ความหมายของกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus 3.2 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus 3.3 การจัดการเรียนรู้ด้วย KWL Plus 3.4 เป้าหมายของเทคนิค KWL Plus 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการใช้แบบฝึกทักษะ 4.1 ความหมายแบบฝึกทักษะ 4.2 ความสำคัญของแบบฝึกทักษะ 4.3 ลักษณะแบบฝึกทักษะที่ดี 4.4 หลักการสร้างแบบฝึกทักษะที่ดี 4.5 หลักจิตวิทยาที่เกี่ยวกับการสร้างแบบฝึกทักษะ
8 4.6 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ 5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.2 จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.3 ความหมายและประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 5.4 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7. กรอบแนวคิดในการวิจัย 1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.1 หลักการของหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 6) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1.1.1 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมาย และมาตรฐาน การเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐาน ของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 1.1.2 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่าง เสมอภาค และมีคุณภาพ 1.1.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจให้สังคมมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษา ให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 1.1.4 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และการจัดการ เรียนรู้ 1.1.5 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 1.1.6 เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยครอบคลุม ทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ 1.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 6-7) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้ เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้ เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1) มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติ ตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและมี ทักษะชีวิต 3) มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย
9 4) มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5) มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข 1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียน เรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่าง เห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 1.4 คุณภาพของผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ เรื่องสั้นๆ และบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ตั้งคำถามเชิงเหตุผล ลำดับเหตุการณ์ คาดคะเน เหตุการณ์ สรุปความรู้ข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน ปฏิบัติตามคำสั่ง คำอธิบายจากเรื่องที่อ่านได้ เข้าใจความหมาย ของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ และมีมารยาทในการอ่าน มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจำวัน เขียนจดหมาย ลาครู เขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตามจินตนาการและมีมารยาทในการเขียน เล่ารายละเอียดและบอกสาระสำคัญ ตั้งคำถาม ตอบคำถาม รวมทั้งพูดแสดงความคิด ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู พูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะนำ หรือพูดเชิญชวน ให้ผู้อื่นปฏิบัติ ตาม และมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด
10 สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ ความแตกต่างของคำและพยางค์ หน้าที่ของคำใน ประโยค มีทักษะการใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคำ แต่งประโยคง่าย ๆ แต่งคำคล้องจอง แต่ง คำขวัญ และเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ เข้าใจและสามารถสรุปข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนำไปใช้ ในชีวิตประจำวัน แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดีที่อ่าน รู้จักเพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็กซึ่งเป็นวัฒนธรรม ของท้องถิ่น ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความ สนใจได้ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง อธิบายความหมาย โดยตรงและความหมายโดยนัยของคำ ประโยค ข้อความ สำนวนโวหาร จากเรื่องที่อ่าน เข้าใจคำแนะนำ คำอธิบายในคู่มือต่าง ๆ แยกแยะข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริง รวมทั้งจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านและนำ ความรู้ความคิดจากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตได้มีมารยาทและมีนิสัยรักการอ่าน และเห็นคุณค่าสิ่งที่อ่าน มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัด เขียนสะกดคำ แต่งประโยค และเขียนข้อความ ตลอดจนเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำชัดเจนเหมาะสม ใช้แผนภาพโครงเรื่องและแผนภาพ ความคิด เพื่อพัฒนางานเขียน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมายส่วนตัว กรอกแบบรายการต่างๆ เขียนแสดง ความรู้สึกและความคิดเห็น เขียนเรื่องตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ และมีมารยาทในการเขียน พูดแสดงความรู้ ความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู เล่าเรื่องย่อหรือสรุปจากเรื่องที่ฟังและดู ตั้งคำถาม ตอบคำถามจากเรื่องที่ฟังและดู รวมทั้งประเมินความน่าเชื่อถือจากการฟังและดูโฆษณาอย่างมี เหตุผล พูดตามลำดับขั้นตอนเรื่องต่าง ๆ อย่างชัดเจน พูดรายงานหรือประเด็นค้นคว้าจากการฟัง การดู การสนทนา และพูดโน้มน้าวได้อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีมารยาทในการดูและพูด สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ สำนวน คำพังเพยและสุภาษิต รู้และเข้าใจชนิดและ หน้าที่ของคำในประโยค ชนิดของประโยค และคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ใช้คำราชาศัพท์และคำสุภาพ ได้อย่างเหมาะสม แต่งประโยค แต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสี่ กลอนสุภาพ และกาพย์ยานี 11 เข้าใจและเห็นคุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน เล่านิทานพื้นบ้าน ร้องเพลงพื้นบ้านของ ท้องถิ่น นำข้อคิดเห็นจากเรื่องที่อ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนดได้ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจความหมาย โดยตรงและความหมายโดยนัย จับใจความสำคัญและรายละเอียดของสิ่งที่อ่าน แสดงความคิดเห็นและ ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน และเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด ย่อความ เขียนรายงานจากสิ่งที่อ่านได้ วิเคราะห์ วิจารณ์ อย่างมีเหตุผล ลำดับความอย่างมีขั้นตอนและความเป็นไปได้ของเรื่องที่อ่าน รวมทั้งประเมิน ความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้สนับสนุนจากเรื่องที่อ่านเขียนสื่อสารด้วยลายมือที่อ่านง่ายชัดเจน ใช้ถ้อยคำได้ ถูกต้องเหมาะสมตามระดับภาษาเขียนคำขวัญ คำคม คำอวยพรในโอกาสต่างๆ โฆษณา คติพจน์ สุนทรพจน์
11 ชีวประวัติ อัตชีวประวัติและประสบการณ์ต่างๆ เขียนย่อความ จดหมายกิจธุระ แบบกรอกสมัครงาน เขียน วิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ความคิดหรือโต้แย้งอย่างมีเหตุผล ตลอดจนเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า และเขียนโครงงาน พูดแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินสิ่งที่ได้จากการฟังและดู นำข้อคิดไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ มีศิลปะใน การพูด พูดในโอกาสต่าง ๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และพูดโน้มน้าวอย่างมีเหตุผลน่าเชื่อถือ รวมทั้งมีมารยาท ในการฟัง ดู และพูด เข้าใจและใช้คำราชาศัพท์ คำบาลีสันสกฤต คำภาษาต่างประเทศอื่น ๆ คำทับศัพท์ และศัพท์ บัญญัติในภาษาไทย วิเคราะห์ความแตกต่างในภาษาพูด ภาษาเขียน โครงสร้าง ของประโยครวม ประโยคซ้อน ลักษณะภาษาที่เป็นทางการ กึ่งทางการและไม่เป็นทางการ และแต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสุภาพ กาพย์ และโคลงสี่สุภาพ สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน วิเคราะห์ตัวละครสำคัญ วิถีชีวิตไทย และคุณค่าที่ ได้รับจากวรรณคดีวรรณกรรมและบทอาขยาน พร้อมทั้งสรุปความรู้ข้อคิดเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้องและเข้าใจ ตีความ แปลความ และขยายความเรื่องที่อ่านได้ วิเคราะห์วิจารณ์เรื่องที่อ่าน แสดงความคิดเห็นโต้แย้งและเสนอ ความคิดใหม่จากการอ่านอย่างมีเหตุผล คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน เขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความ และเขียนรายงานจากสิ่งที่อ่าน สังเคราะห์ ประเมินค่า และนำความรู้ความคิดจากการอ่านมา พัฒนาตน พัฒนาการเรียน และพัฒนาความรู้ทางอาชีพ และ นำความรู้ความคิดไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในการ ดำเนินชีวิต มีมารยาทและมีนิสัยรักการอ่าน เขียนสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้ภาษาได้ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ ย่อความจากสื่อที่มี รูปแบบและเนื้อหาที่หลากหลาย เรียงความแสดงแนวคิดเชิงสร้างสรรค์โดยใช้โวหารต่างๆ เขียนบันทึก รายงานการศึกษาค้นคว้าตามหลักการเขียนทางวิชาการ ใช้ข้อมูลสารสนเทศในการอ้างอิง ผลิตผลงานของ ตนเองในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งสารคดีและบันเทิงคดี รวมทั้งประเมินงานเขียนของผู้อื่นและนำมาพัฒนางานเขียน ของตนเอง ตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู มีวิจารณญาณในการเลือกเรื่องที่ฟัง และดู วิเคราะห์วัตถุประสงค์ แนวคิด การใช้ภาษา ความน่าเชื่อถือของเรื่องที่ฟัง และดู ประเมินสิ่งที่ฟังและดู แล้วนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต มีทักษะการพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยใช้ภาษาที่ถูกต้อง พูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าว และเสนอแนวคิดใหม่อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีมารยาท ในการฟัง ดู และพูด เข้าใจธรรมชาติของภาษา อิทธิพลของภาษา และลักษณะของภาษาไทยใช้คำ และกลุ่มคำ สร้างประโยคได้ตรงตามวัตถุประสงค์ แต่งคำประพันธ์ประเภท กาพย์ โคลง ร่าย และฉันท์ใช้ภาษาได้ เหมาะสมกับกาลเทศะและใช้คำราชาศัพท์และคำสุภาพได้อย่างถูกต้อง วิเคราะห์หลักการ สร้างคำ
12 ในภาษาไทย อิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทยและภาษาถิ่น วิเคราะห์และประเมินการใช้ภาษาจาก สื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ วิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวิจารณ์วรรณคดีเบื้องต้น รู้และเข้าใจ ลักษณะเด่นของวรรณคดี ภูมิปัญญาทางภาษาและวรรณกรรมพื้นบ้าน เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ทาง ประวัติศาสตร์และวิถีไทย ประเมินคุณค่าด้านวรรณศิลป์ และนำข้อคิดจากวรรณคดี และวรรณกรรมไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. อ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว และบทร้อยกรอง ได้ถูกต้องและเหมาะสมกับเรื่องที่อ่าน การอ่านออกเสียง ประกอบด้วย - บทร้อยแก้วที่เป็นบทความทั่วไปและบทความ ปกิณกะ - บทร้อยกรอง เช่น กลอนบทละคร กลอนเสภา กาพย์ยานี 11 กาพย์ฉบัง 16 และโคลงสี่สุภาพ 2. ระบุความแตกต่างของคำที่มีความหมาย โดยตรงและความหมายโดยนัย 3. ระบุใจความสำคัญและรายละเอียดของข้อมูล ที่สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน 4. อ่านเรื่องต่าง ๆ แล้วเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความและรายงาน 5. วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่อง ที่อ่านโดยใช้กลวิธีการเปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจได้ดีขึ้น 6. ประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้สนับสนุน ในเรื่องที่อ่าน 7. วิจารณ์ความสมเหตุสมผล การลำดับความ และความเป็นไปได้ของเรื่อง 8. วิเคราะห์เพื่อแสดงความคิดเห็นโต้แย้งเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่าน การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น - วรรณคดีในบทเรียน - ข่าวและเหตุการณ์สำคัญ - บทความ - บันเทิงคดี - สารคดี - สารคดีเชิงประวัติ - ตำนาน - งานเขียนเชิงสร้างสรรค์ - เรื่องราวจากบทเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย และกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น
13 มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาใน การดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน (ต่อ) 9. ตีความและประเมินคุณค่า และแนวคิดที่ได้ จากงานเขียนอย่างหลากหลายเพื่อนำไปใช้ แก้ปัญหาในชีวิต การอ่านตามความสนใจ เช่น - หนังสืออ่านนอกเวลา - หนังสืออ่านตามความสนใจและตามวัยของ นักเรียน - หนังสืออ่านที่ครูและนักเรียนร่วมกันกำหนด 10. มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความและเขียนเรื่องราว ในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. คัดลายมือตัวบรรจงครึ่งบรรทัด การคัดลายมือตัวบรรจงครึ่งบรรทัดตาม รูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย 2. เขียนข้อความโดยใช้ถ้อยคำได้ถูกต้องตาม ระดับภาษา การเขียนข้อความตามสถานการณ์และโอกาส ต่าง ๆ เช่น - คำอวยพรในโอกาสต่าง ๆ - คำขวัญ - คำคม - โฆษณา - คติพจน์ - สุนทรพจน์ 3. เขียนชีวประวัติหรืออัตชีวประวัติโดยเล่า เหตุการณ์ ข้อคิดเห็น และทัศนคติในเรื่องต่าง ๆ การเขียนอัตชีวประวัติหรือชีวประวัติ มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความและเขียนเรื่องราว ในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างประสิทธิภาพ (ต่อ)
14 4. เขียนย่อความ การเขียนย่อความจากสื่อต่าง ๆ เช่น นิทาน ประวัติ ตำนาน สารคดีทางวิชาการ พระราชดำรัส พระบรมราโชวาท จดหมายราชการ 5. เขียนจดหมายกิจธุระ การเขียนจดหมายกิจธุระ - จดหมายเชิญวิทยากร - จดหมายขอความอนุเคราะห์ - จดหมายแสดงความขอบคุณ 6. เขียนอธิบาย ชี้แจง แสดงความคิดเห็นและ โต้แย้งอย่างมีเหตุผล การเขียนอธิบาย ชี้แจง แสดงความคิดเห็น และ โต้แย้งในเรื่องต่างๆ 7. เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ ความคิดเห็น หรือโต้แย้งในเรื่องต่าง ๆ การเขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ ความคิดเห็น หรือโต้แย้งจากสื่อต่าง ๆ เช่น - บทโฆษณา - บทความทางวิชาการ 8. กรอกแบบสมัครงานพร้อมเขียนบรรยาย เกี่ยวกับความรู้และทักษะของตนเอง ที่เหมาะสมกับงาน การกรอกแบบสมัครงาน 9. เขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า และโครงงาน การเขียนรายงาน ได้แก่ - การเขียนรายงานจากการศึกษาค้นคว้า - การเขียนรายงานโครงงาน 10. มีมารยาทในการเขียน มารยาทในการเขียน สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิดและ ความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. แสดงความคิดเห็นและประเมินเรื่องจากการฟัง และการดู การพูดแสดงความคิดเห็น และประเมินเรื่อง จากการฟังและการดู 2. วิเคราะห์และวิจารณ์เรื่องที่ฟังและดู เพื่อนำข้อคิด มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต การพูดวิเคราะห์วิจารณ์จากเรื่องที่ฟังและดู 3. พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษาค้นคว้าจาก การฟัง การดู และการสนทนา การพูดรายงานการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ ภูมิปัญญาท้องถิ่น 4. พูดในโอกาสต่างๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ การพูดในโอกาสต่างๆ เช่น
15 - การพูดโต้วาที - การอภิปราย - การพูดยอวาที 5. พูดโน้มน้าวโดยนำเสนอหลักฐานตามลำดับเนื้อหา อย่างมีเหตุผลและน่าเชื่อถือ การพูดโน้มน้าว 6. มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด มารยาทในการฟัง การดู และการพูด สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. จำแนกและใช้คำภาษาต่างประเทศที่ใช้ใน ภาษาไทย คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ 2. วิเคราะห์โครงสร้างประโยคซับซ้อน ประโยคซับซ้อน 3. วิเคราะห์ระดับภาษา ระดับภาษา มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ (ต่อ) 4. ใช้คำทับศัพท์และศัพท์บัญญัติ คำทับศัพท์ คำศัพท์บัญญัติ 5. อธิบายความหมายคำศัพท์ทางวิชาการและ วิชาชีพ คำศัพท์ทางวิชาการและวิชาชีพ 6. แต่งบทร้อยกรอง โคลงสี่สุภาพ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย อย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. สรุปเนื้อหาวรรณคดี วรรณกรรมและวรรณกรรม ท้องถิ่นในระดับที่ยากยิ่งขึ้น วรรณคดี วรรณกรรม และวรรณกรรม ท้องถิ่นเกี่ยวกับ
16 - ศาสนา - ประเพณี - พิธีกรรม - สุภาษิตคำสอน - เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ - บันเทิงคดี 2. วิเคราะห์วิถีไทยและคุณค่าจากวรรณคดีและ วรรณกรรมที่อ่าน 3. สรุปความรู้และข้อคิดจากการอ่าน เพื่อนำไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง การวิเคราะห์วิถีไทย และคุณค่าจาก วรรณคดีและวรรณกรรม 4. ท่องจำและบอกคุณค่าบทอาขยานตามที่กำหนด และบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจและ นำไปใช้อ้างอิง บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า - บทอาขยานตามที่กำหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความสำคัญ 2.1 การอ่านจับใจความสำคัญ การอ่านเป็นทักษะที่มีความสำคัญมากต่อการแสวงหาความรู้ และการพัฒนาตนเอง ดังที่ กอบกาญจน์ วงศ์วิสิทธิ์ (2551: 86-90) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการอ่าน ไว้ดังนี้ 2.1.1 เสริมสร้างองค์ความรู้ การอ่านเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้เดิมที่อยู่ให้เกิดมุมมอง ที่แตกต่างไปจากเดิมเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ใหม่ให้ผู้อ่านทำให้มีความรู้เพิ่มเพื่อนรู้เท่าทัน เหตุการณ์และสามารถนำความรู้เหล่านั้นมาพัฒนาตนให้มีแนวในชีวิตและประกอบสั่งมาเอาทางที่ดีงามได้ 2.1.2 พัฒนาคุณค่าทางอารมณ์ ช่วยให้ผู้อ่านได้รับความสุขหรือความบันเทิงส่งผลดีต่อตนเอง มีพัฒนาการทางอารมณ์และทำให้เกิดพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ตามมาได้ 2.1.3 ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เพราะเมื่อได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ จะทำให้ผู้อ่านได้รับ ความรู้หรือแนวคิด และยังส่งเสริมจินตนาการนำไปสร้างสรรค์งานต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ได้ นอกจากนี้ อ้อมขวัญ แสงคล้อย (2553: 4) ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับการอ่านไว้ว่า การอ่าน คือ กระบวนการทางสมองอย่างหนึ่งที่แปลสัญลักษณ์ต่าง ๆ หรือตัวอักษรออกมาเป็นคำพูด และถ่ายทอดเพื่อให้ เกิดความเข้าใจระหว่างผู้เขียน ผู้อ่าน โดยหัวใจที่สำคัญของการอ่านนั้น คือ การเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่าน และการพิจารณาเลือกความหมายที่ดีที่สุดไปใช้ประโยชน์ในการอ่านนั้น ผู้อ่านจะต้องอาศัยทักษะหลายอย่าง เช่น การผสมผสานตัวอักษร การวิเคราะห์คำ การตีความและการเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับสิ่งที่อ่าน จึงจะ ทำให้การอ่านและการแปลความหมายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ศรีวิไล พลมณี (2545: 122) ได้ให้ความหมายไว้ว่า นอกจากการอ่านจะเป็นเครื่องมือ ในการ พัฒนาสมองและทักษะการแก้ปัญหาแล้ว การอ่านยังช่วยสร้างความเจริญพัฒนาแก่ประเทศชาติชาวตะวันตก จึงกล่าวว่าความเจริญสามารถวัดได้ด้วยการอ่านหนังสือประเทศไทยมีการผลิตหนังสือมาก และมีประชากรรู้ หนังสืออ่านหนังสือมากประเทศนั้นก็จะพัฒนาไปมากไม่ว่าด้านใดซึ่งปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางด้านการ
17 พิมพ์และการสื่อสารอื่น ๆ ทำให้วิทยาการต่าง ๆ ให้ออกมาในรูปของสิ่งพิมพ์เป็นส่วนมาก การอ่านจึงเป็นสิ่ง สำคัญโดยเฉพาะการอ่านจับใจความเพราะผู้ที่สามารถจับใจความของเรื่องที่อ่านได้มากย่อมมีโอกาสรับรู้ เรื่องราวได้ดีกว่าผู้ที่ไม่สามารถจับใจความของที่อ่านได้ พัชรินทร์ แจ่มจรูญ (2548: 35-36) ได้ให้ความหมายว่า การอ่านจับใจความว่าเป็นทักษะ พื้นฐานที่มีความจำเป็นเพราะหากนักเรียนไม่สามารถอ่านจับใจความได้การอ่านในระดับสูงขึ้นไป ก็ทำได้ยาก เพราะการอ่านในใจทุกอย่างต้องอาศัยการอ่านจับใจความเป็นพื้นฐานการอ่านจับใจความ ของแต่ละบุคคลมี ความแตกต่างกันบางคนสามารถอ่านได้รวดเร็วบางคนอ่านได้ช้าต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง ดังนั้นผู้อ่านจึงต้องเรียนรู้กลวิธีการอ่านจับใจความรวมทั้งความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความสำคัญ จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การอ่านจับใจความสำคัญเป็นกระบวนการศึกษาซึ่งผู้อ่านจะต้องแปล ความหมายออกมาจากประสบการณ์เดิมและความสามารถทางภาษาผ่านกระบวนการคิดทางสมอง ผู้ที่ จับใจความจากเรื่องที่อ่านได้ย่อมรับรู้เรื่องราวได้ดีกว่า การอ่านจับใจความสำคัญจึงเป็นทักษะขั้นพื้นฐานที่ ผู้เรียนต้องศึกษากลวิธี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านมากยิ่งขึ้น 2.2 ความหมายของการอ่านจับใจความสำคัญ การอ่านจับใจความ ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญสำหรับการอ่านภาษาไทยมาก หากนักเรียนมีทักษะ การอ่านจับใจความที่ดี นักเรียนย่อมได้เปรียบและทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเรื่องที่จะอ่านต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น การอ่านจับใจความจึงเป็นหัวใจในการอ่านหนังสือทุกชนิด เพราะถ้าผู้อ่านไม่สามารถจับใจความได้ก็ จะไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดข้อปลีกย่อยของเนื้อความในหนังสือที่อ่านได้การอ่านจับใจความเป็นการ อ่านที่ผู้อ่านต้องเข้าใจในเรื่องที่อ่าน และจับใจประเด็นของเรื่องได้ แววมยุรา เหมือนนิล (2553: 12) ได้อธิบายว่า การอ่านจับใจความไว้ว่า หมายถึง การอ่านที่มุ่งค้นหา สาระของหนังสือแต่ละเล่มว่าคืออะไร โดยแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นใจความสำคัญ และส่วนที่ ขยายใจความสำคัญหรือหัวประกอบ เพื่อให้เรื่องชัดเจนยิ่งขึ้น ในกรณีที่เรื่องที่อาจมีเพียงย่อหน้าเดียวใน ย่อหน้านั้นจะมีใจความสำคัญอย่างหนึ่ง นอกจากนั้นเป็นส่วนประกอบขยายใจความสำคัญซึ่งอาจมีได้หลาย ประเด็น นอกจากนี้ยังมีผู้ให้ความหมายของการอ่านจับใจไว้ดังนี้ สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2554: 5) ได้ให้ความหมายของการอ่านจับใจความไว้ว่า การอ่านที่เป็นการทำงานของสมองเพื่อจับใจความเนื้อเรื่อง เน้น ความถูกต้องของการรับสารทั้งเนื้อหาและความคิดเห็นที่ตรงกับการส่งสารของผู้เขียน รวมถึงการปฏิสัมพันธ์ ในเชิงแลกเปลี่ยนระหว่างผู้อ่านกับสารที่อ่านและบริบทที่เกี่ยวข้อง ณัฐสุภางค์ ยิ่งสง่า (2550: 9) ได้อธิบายว่า การอ่านจับใจความ หมายถึง ความรู้ความเข้าใจในการ อ่านเนื้อเรื่อง จนสามารถจับใจความสาระสำคัญของเรื่องจากการแปลความ ตีความ ขยายความคิด วิเคราะห์ และคิดสังเคราะห์ความรู้จากเรื่องที่อ่านได้
18 จำเนียร เล็กสุมา (2552: 27) ได้กล่าวว่า การอ่านจับใจความเป็นการอ่านที่สำคัญสำหรับผู้ที่ กำลัง ศึกษาเล่าเรียนเพราะในการอ่านหนังสือหรือตำราต่าง ๆ ผู้อ่านจะต้องพยายามจับใจความของเรื่อง ที่อ่านให้ได้ หากผู้อ่านจับใจความได้จะทำให้เข้าใจเรื่องที่อ่านและสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิด ประโยชน์ใน ชีวิตประจำวัน ดังนั้น ผู้อ่านควรฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดความชำนาญ เพราะถ้าผู้อ่านไม่ฝึกอ่าน จับใจความอย่างต่อเนื่องจะทำให้ไม่เข้าใจในสิ่งที่อ่านและจะทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการอ่านจับใจความ จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การอ่านจับใจความ หมายถึง การอ่านที่มุ่งเน้นหาจุดมุ่งหมายที่สำคัญของ เรื่อง ผู้อ่านต้องอ่านอย่างละเอียดเพื่อทำความเข้าใจเรื่องที่อ่าน และเข้าถึงเนื้อหาที่สำคัญ ทั้งแนวคิดหรือ ทัศนะของผู้เขียน จุดมุ่งหมายและอารมณ์ มีการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ เพื่อนำไปสู่การแสดงความคิดเห็น ต่อไปได้ 2.3 ความสำคัญของการอ่านจับใจความสำคัญ ทักษะการอ่านจับใจความเป็นทักษะที่มีความสำคัญเพราะหากนักเรียนมีพื้นฐานที่ดี แล้วสามารถใช้ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีนักการศึกษาได้กล่าวถึง ความสำคัญของการอ่าน จับใจความสำคัญ ดังนี้ จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และบาหยัน อิ่มสำราญ (2552: 42) ได้อธิบายว่า ความสำคัญของการอ่านจับ ใจความว่า การอ่านจับใจความสำคัญมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตมนุษย์ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค ปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เพราะการอ่านและการฟังจะทำให้ผู้คนได้รับข่าวสารข้อมูล ความรู้และได้รับ ทราบความเคลื่อนไหว ตลอดจนข้อคิดเห็นต่าง ๆ ของผู้คนในสังคม นอกจากนี้การอ่านยังสามารถพัฒนา มนุษย์ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย ผู้รับสารจะได้รับประโยชน์จากการอ่านอย่างเต็มที่ ถ้าผู้รับสารสามารถ รับสารที่ผู้ส่งสารส่งให้อ่านอย่างครบถ้วนและถูกต้อง กระบวนการสำคัญที่สุดที่จะทำให้ผู้รับสารสามารถรับ สารจากเรื่องที่อ่านได้ก็คือการจับใจความ ฉะนั้นการจับใจความจึงนับเป็นหัวใจของการอ่าน นอกจากนี้ สำเนียง มณีกาญจน์ (2548: 157) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของการอ่านไว้ว่า การอ่านช่วยให้คนเรียนเก่ง เพราะเมื่ออ่านเก่งแล้วจะเรียนวิชาต่าง ๆ ได้ดี ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ ช่วยให้เกิดความ บันเทิงในชีวิต เป็นผู้ที่สังคมยอมรับ เพราะผู้อ่านมากจะรู้จักปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดี เป็นคนที่น่าสนใจและ กว้างขวาง สามารถแสดงความรู้ความคิดเห็นดีๆ มีประโยชน์ทุกแห่งทุกเวลา จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ความสำคัญของการอ่านจะเน้นในเรื่องของการใช้การอ่านในการแสวงหา ความรู้ทางการศึกษาตลอดจนข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เพราะการศึกษาข้อมูลข่าวสารเหล่านั้น เป็นส่วนหนึ่งใน ชีวิตที่เราทุกคนต้องพยายามค้นหาและก้าวตามให้ทัน การอ่านจับใจความจึงเป็นหัวใจ สำคัญที่ช่วยให้ผู้อ่าน เข้าใจสังคมและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว ส่งเสริมให้ผู้อ่านมีพัฒนาการในด้านความรู้ และความคิด มองโลกที่ กว้างไกล ช่วยพัฒนาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะสามารถนำความรู้และประสบการณ์จากสิ่งที่อ่านไป ปรับปรุงและพัฒนาอาชีพของตนให้เจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จได้ 2.4 ประโยชน์ของการอ่านจับใจความ การอ่านที่มีประสิทธิภาพคือการอ่านที่ผู้อ่านสามารถจับใจความของเรื่องสาระของเรื่องที่อ่านได้อย่าง ถูกต้องและรวดเร็วในการอ่านทุกครั้ง ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ สารคดี บันเทิงคดี ตำรา บทความ
19 ทางวิชาการ หรือแม้กระทั่งจดหมาย สิ่งที่สำคัญที่ผู้อ่านต้องการคือสามารถอ่านจับใจความของเรื่องที่อ่านได้ ถูกต้องและเข้าใจเนื้อเรื่องที่อ่านโดยตลอดฉะนั้นประโยชน์ที่จะได้จากการอ่านจับใจความจึงมีมากมาย จิราภรณ์ บุญณรงค์ (2554: 29) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการอ่านจับใจความไว้ว่า การอ่าน จับใจความเป็นการอ่านที่ทำให้เป็นคนที่น่าสนใจ เพราะเมื่ออ่านมากย่อมทำให้มีความคิดลึกซึ้งและ กว้างขวาง เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยครอบคลุมตั้งแต่การอ่านเพื่อความบันเทิง จนกระทั่งถึงการ อ่านเพื่อศึกษาหาความรู้ในสรรพวิทยาการต่าง ๆ บุคคลที่มีความเข้าใจในหลักการอ่านจับใจความย่อมสามารถ รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้ถูกต้องและรวดเร็วมากกว่าคนอื่น นอกจากนี้ ผุสดี กุฎอินทร์ (2526: 18) ที่ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของการอ่านจับใจความว่า การอ่านจับใจความเป็นการอ่านที่รวดเร็วและสามารถอ่านได้ในเวลาที่จำกัดมีประโยชน์มากสำหรับนักเรียน นักศึกษาในการเตรียมตัวเข้าสอบและสามารถพิจารณาคุณค่าของ หนังสือประเภทต่าง ๆ ที่อ่านได้อย่างมี เหตุผล จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ประโยชน์ที่ได้รับจากการอ่านจับใจความนั้นครอบคลุม การดำเนิน ชีวิตประจำวันของทุกคนตั้งแต่การอ่านเพื่อความบันเทิงจนกระทั่งถึงการอ่าน เพื่อการศึกษาหาความรู้ ในสรรพวิทยาการต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยการอ่านเพื่อจับใจความทั้งสิ้น บุคคลที่มี ๆ ความสามารถใน การอ่านจับใจความจึงเป็นบุคคลที่รับรู้ข่าวสารเรื่องราวได้รู้และเข้าใจเรื่องที่อ่านได้ดีกว่าคนอื่น ๆ 2.5 ลำดับขั้นตอนของการอ่านจับใจความสำคัญ การอ่านจับใจความเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการอ่านหนังสือทุกประเภทและยังเป็นพื้นฐานในการ อ่านเพื่อแสดงความคิดเห็น เพื่อวิจารณ์ ดังที่ แววมยุรา เหมือนนิล (2538: 11) ได้อธิบายไว้ ดังนี้ 2.5.1 สำรวจส่วนประกอบของหนังสือคร่าว ๆ ส่วนประกอบของหนังสือ เช่น ชื่อเรื่อง คำนำ สารบัญ คำชี้แจงการใช้หนังสือ ต่างก็มีส่วนทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับหนังสือได้กว้างขวาง 2.5.2 ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านให้ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดวิธีการอ่านให้เหมาะสม และ อ่านจับใจความหรือหาคำตอบได้เร็วขึ้น 2.5.3 มีความสามารถทางภาษานับเป็นพื้นฐานสำคัญในการอ่านจับใจความ โดยเฉพาะทักษะใน การแปลความหมายของคำ ประโยค และข้อความง่าย ๆ ในเรื่อง ให้เข้าใจถูกต้อง รวดเร็ว 2.5.4 มีประสบการณ์หรือภูมิหลังเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน จะทำให้เข้าใจและจับใจความเรื่องที่อ่านได้ เร็วขึ้น นอกจากนี้ สิทธิพงศ์ สิริวราพงศ์ (2550: 28-29) ได้กล่าวว่า การอ่านจับใจความเป็นกระบวนการ ทำงานต่อเนื่องหรือสัมพันธ์กันของอวัยวะต่าง ๆ เช่น เมื่ออ่านหนังสือสายตาจะรับรู้ตัวอักษร คำหรือประโยค ส่วนสมองจะเริ่มทำงานและตีความในเรื่องที่อ่าน ทั้งนี้ต้องใช้ประสบการณ์ที่อ่านมาช่วย ในการตัดสินเพื่อจะทำให้เกิด ความรู้ความเข้าใจและความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องนั้น ๆ นอกจากนั้นยังได้ กล่าวถึงขั้นตอนการอ่านจับใจความว่า มี 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นรู้จักคำศัพท์ จำศัพท์ได้ ถ่ายทอดเสียงและความหมายของคำในเรื่องนั้น ๆ ได้
20 ขั้นที่ 2 ขั้นเข้าใจความหมายของคำ วลี ประโยค โดยใช้ประสบการณ์เดิมมาช่วยตีความและ พิจารณาจุดประสงค์ของผู้เขียนที่ต้องการสื่อ ขั้นที่ 3 ขั้นปฏิกิริยา เป็นขั้นที่อ่านโดยมีสติปัญญาและความรู้สึกที่สามารถประเมินได้ว่า ผู้เขียน หมายถึงอะไร ขั้นที่ 4 ขั้นบูรณาการเป็นขั้นที่นักเรียนสามารถนำความรู้ ความคิด และความหมายที่ได้จาก การอ่านจับใจความไปใช้ประโยชน์ได้ 2.5.5 ควรเข้าใจลักษณะของหนังสือ หนังสือแต่ละประเภท มีรูปแบบการแต่งและเป้าหมายที่แตกต่าง กัน ถ้านักเรียนมีความเข้าใจลักษณะของเรื่องหรือหนังสือที่อ่านชัดเจนว่ามีรูปแบบกลวิธีการแต่งอย่างไร ก็จะมี แนวทางในการอ่านจับใจความได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การอ่านจับใจความนั้นผู้อ่านต้องอ่านเรื่องราวให้ตลอดจนจบ อย่างคร่าว ๆ พยายามจับใจความในแต่ละย่อหน้า ถ้าเป็นหนังสือให้อ่านสารบัญก่อน จากนั้นก็ตั้งคำถามเพื่อ ถามตนเองว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร และนำมาเรียบเรียงเป็นสำนวนภาษาของผู้อ่านเอง และที่สำคัญต้องฝึกการอ่านจับใจความอยู่เสมอ เพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความให้ดีขึ้นต่อไป ผู้เรียนต้องทำ ความเข้าใจและจดจำคำศัพท์ หรือเรียนรู้คำศัพท์ยาก เพื่อหาความหมายที่แท้จริง ใช้ประกอบกับการแปล ความ ตีความ จะทำให้การจับใจความมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2.6 หลักจิตวิทยาที่นำมาใช้ในการสอนอ่านจับใจความสำคัญ การอ่านเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาโดยตรง ปัจจัยทางจิตวิทยาส่งผลต่อการอ่านเป็นอันมาก นักเรียนที่ประสบความล้มเหลวในการอ่านนอกจากจะมีปัญหากับการอ่านโดยตรงแล้ว ยังมีปัญหาทางด้าน จิตวิทยาอีกด้วย การสอนอ่านจับใจความจะมีทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ เตรียมการสอนอ่านจับใจความ สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2545: 97) ได้กล่าวถึงทฤษฎีทางจิตวิทยา ที่เกี่ยวกับ การอ่านจับใจความไว้ ดังนี้ 2.6.1 ทฤษฎีการเรียนรู้ของ ธอร์นไดค์ (Thorndike) เป็นทฤษฎีที่เน้นทางด้านสติปัญญา กล่าวว่า ผู้มีสติปัญญาดีจะสามารถรับรู้และอ่านจับใจความได้ในเวลาอันรวดเร็ว ตรงกันข้ามกับผู้ที่มีสติปัญญา ไม่ดีจะใช้เวลาอ่านเพิ่มขึ้น ดังนั้นการให้นักเรียนได้รับการฝึกฝนบ่อย ๆ ก็จะเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้นักเรียนมี ทักษะในการอ่านจับใจความดีขึ้น 2.6.2 ทฤษฎีการใช้สิ่งเร้าและการตอบสนอง เป็นทฤษฎีที่เน้นการกระทำซ้ำ ๆ จนตอบสนอง โดยอัตโนมัติ ดังนั้นการจัดหาเรื่องที่ตรงกับความสนใจก็เป็นสิ่งเร้าที่ช่วยให้เกิดความต้องการที่จะอ่านผลที่ได้ คือการตอบสนองที่ดี 2.6.3 ทฤษฎีของเกสตอลท์ (Gestalt) เป็นทฤษฎีที่เน้นความสำคัญของการจัดเตรียม คือ กฎของการรับรู้ที่ประยุกต์เข้ามาสู่การสอนอ่าน ซึ่งแยกเป็นกฎ 3 ข้อ คือ 2.6.3.1 กฎของความคล้ายกัน เป็นการจัดสิ่งที่คล้ายกันไว้ด้วยกัน เช่น คำที่คล้ายกัน โครงสร้าง ประโยค เนื้อเรื่อง รวมทั้งสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน หากจัดไว้เป็นหมวดหมู่ก็จะช่วยให้เกิด การรับรู้ได้เร็วขึ้น
21 2.6.3.2 กฎของความชอบ เป็นหลักสำคัญของการสอนอ่านจับใจความ หากนักเรียน ได้อ่านในสิ่งที่ตนชอบ ก็จะช่วยให้กิจกรรมการเรียนการสอนมีความหมายต่อตัว 2.6.3.3 กฎของความต่อเนื่อง เป็นการพิจารณาโครงสร้างของการสอนอ่านให้ ลักษณะต่อเนื่องกัน ทั้งนี้เพื่อให้มีการพัฒนาการอ่านเป็นไปโดยไม่หยุดชะงัก 2.6.4 ทฤษฎีประสบการณ์เดิม (Schema Theory) เป็นทฤษฎีที่มีแนวความคิดเชื่อว่า ประสบการณ์ เดิมของผู้เรียนมีผลต่อการเรียนรู้ เพราะในการเรียนรู้ผู้เรียนจำเป็นต้องนำความรู้เดิมที่เก็บสะสมไว้เข้ามาช่วย ในการตีความเพื่อให้เข้าใจความรู้ใหม่ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ วิไลรัตน์ วสุริย์(2545: 14) ให้ความหมายว่า Schema หมายถึง โครงสร้างข้อมูลที่ใช้แทน ความหมายของแนวคิดกว้าง ๆ ที่เก็บสะสมไว้ในความทรงจำ โดยข้อมูลที่เก็บสะสมไว้นั้นอาจเป็นแ นวคิด เกี่ยวกับสิ่งของสถานการณ์ทั่ว ๆ ไป เหตุการณ์ การกระทำ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องมีขั้นตอนย่อย ๆ คือ Sub-Schema ดังนั้นความรู้หรือแนวคิด Schema จะประกอบด้วยแนวความคิดย่อย ๆ และอธิบาย แนวความคิดย่อย ๆ เหล่านั้นเพื่อให้เข้าใจระบบของการรวมแนวความคิดย่อย ๆ มาเป็นแนวความคิดรวมหรือ ความรู้ การใช้ทฤษฎีประสบการณ์เดิม เข้ามามีบทบาทในส่วนของการตีความสิ่งที่อ่านการทำความเข้าใจสิ่งที่ อ่าน เพราะประสบการณ์เดิมจะช่วยทำให้ผู้อ่านเข้าใจโครงสร้างของข้อความที่มีความซับซ้อนเข้าใจเนื้อเรื่อง อย่างมีเหตุผล และได้อธิบายขยายความว่า การที่มนุษย์จะเกิดความเข้าใจในการอ่านได้นั้น ผู้อ่านจะต้องมี ความรู้ทางภาษาและมีความรู้ทั่วไปด้วย เพราะในการอ่านผู้อ่านจะต้องใช้ประสบการณ์เดิมทางภาษาและ ความรู้ทั่วไปมาช่วยในการทำความ เข้าใจเนื้อเรื่องเพราะข้อเขียนต่าง ๆ เป็นเพียงข้อมูลทางภาษาเท่านั้น ผู้อ่านจะต้องพยายามสร้างความหมายขึ้นมาโดยนำประสบการณ์เดิมที่มีอยู่เข้ามาสัมพันธ์กับข้อเขียน โครงสร้างประสบการณ์เดิมจะไม่มีการจบสิ้นแต่คงมีไว้เพื่อสะสมข้อมูลใหม่ ตามแนวคิดพื้นฐาน ของ ทฤษฎีโครงสร้างเป็นแนวคิดของการเพิ่มพูนโครงสร้างลงไปในกระบวนการที่เรียกว่า “การเติมช่องว่าง” (Slot Filling) ในโครงสร้างประสบการณ์เดิมจะมีช่องว่างอยู่และช่องว่างนี้จะถูกเติมเต็มด้วยประสบการณ์ส่วนตัว สิ่งที่ได้มาจากการอ่านเมื่อช่องว่างมีความสมบูรณ์ ความเข้าใจก็จะเกิดขึ้น นอกจากการเพิ่มพูนโครงสร้างจะ ก่อให้เกิดความเข้าใจในการอ่านแล้ว บางครั้งต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเดิมที่มีอยู่ให้ สามารถเข้ากับ ข้อมูลใหม่ด้วย เพื่อที่จะได้เกิดประโยชน์ในการตีความทำให้เกิดโครงสร้างความรู้ใหม่ ๆ ขึ้น จากทฤษฎี โครงสร้างประสบการณ์เดิมนี้ทำให้ครูผู้สอนมีแนวทางในการสอนอ่านได้เข้าใจยิ่งขึ้นคือ เมื่อครูผู้สอนเตรียมให้ ผู้เรียนอ่านข้อความ หรือเนื้อเรื่อง ครูจะต้องเข้ามามีบทบาทในการกระตุ้นความรู้เดิมของผู้เรียนให้เกิดขึ้นและ เหมาะสมกับสิ่งที่อ่านในบางครั้งเรื่องที่อ่านอาจจะเป็นสิ่งที่ผู้เรียนไม่คุ้นเคย ครูควรสร้างภูมิหลังที่จำเป็นให้ ก่อนที่จะสั่งให้ผู้เรียนอ่านหรือควรให้มีการอภิปรายร่วมกันเป็นการกระตุ้นประสบการณ์เดิม หรือให้แนวคิด เพื่อให้ผู้เรียนมีข้อมูลเล็กน้อยก่อนที่จะได้อ่านข้อมูลใหม่ ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือให้ผู้เรียนสร้างโครงสร้าง ความรู้ใหม่ขึ้นมาได้ นอกจากนี้มีทฤษฎีที่เกี่ยวกับการอ่าน ซึ่งได้แก่ ทฤษฎีการลำดับความสำคัญของข้อความ และการ วิเคราะห์เชื่อมโยงข้อความ อันเป็นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความของ วัฒนา วิชิตชาญ (2546: 40) ได้เรียบเรียงไว้ ดังนี้
22 1. ทฤษฎีเน้นการจัดลำดับใจความสำคัญ ทฤษฎีนี้เน้นการอ่านเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้อง กับ หลักจิตวิทยา 2 ประการ คือ การรู้ข่าวสาร และเมื่อรับข่าวสารแล้วนำไปเปรียบเทียบกับประสบการณ์เดิม แล้วเกิดเป็นความรู้ใหม่ โดยผู้รับข่าวสารแม้นำไปเปรียบเทียบกับ ความรู้เดิมของจริงหรือรูปภาพ ถ้าไม่ตรงกับ ข้อมูลดังกล่าวจะอ่านข้อความซ้ำ ถ้าข่าวสารให้ ความรู้สึกในทางลบจะต้องใช้เวลาในการรับรู้นานกว่าข่าวสาร ที่ให้ความรู้สึกในทางบวก จากนั้นสมองจะบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับรูปร่างของคำและความหมายของ ประโยคไว้ 2. ทฤษฎีการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของข้อความ ทฤษฎีนี้ผู้อ่านจะดึงข้อความที่มี ความหมายคล้ายคลึงกันมาเชื่อมโยงกัน หรือขจัดข้อความที่ไม่ต้องการออก ข้อความที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไข แล้วจะมีความสัมพันธ์ในทางบวก จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า จิตวิทยาส่งผลต่อการอ่านเป็นอันมาก ผู้เรียนบางคนที่ล้มเหลวในการอ่าน มักจะมีปัญหาทางด้านจิตวิทยาตามมา ในการอ่านจับใจความจึงมีทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องหลายทฤษฎี ซึ่งเน้นทางด้านสติปัญญา ผู้ที่มีสติปัญญาดีจะสามารถรับรู้และจับใจความได้ในเวลารวดเร็ว นอกจากนั้นการ กระทำซ้ำ ๆ จนเกิดการตอบสนองของผู้เรียนช่วยให้เกิดความต้องการในการอ่านเพิ่มมากขึ้น จากแนวคิดของ นักจิตวิทยาหลายหลาย สรุปได้ว่า การใช้ประสบการณ์เดิมเข้ามามีบทบาท ในการตีความของสิ่งที่อ่าน จะช่วย ให้ผู้อ่านเข้าใจโครงสร้างของข้อความที่มีความซ้ำซ้อนได้ง่ายขึ้น เพราะผู้อ่านต้องใช้ความรู้ทั่วไปมาช่วยในการ ทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง ดังนั้นการกระตุ้นประสบการณ์เดิมเพื่อให้ผู้เรียนมีข้อมูลเล็กน้อยก่อนที่จะได้อ่านจึง เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยเหลือให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่ขึ้นมาได้ 2.7 เกณฑ์การประเมินการอ่านจับใจความสำคัญ การประเมินความสามารถในการอ่านจับใจความกระทำได้หลายวิธี การใช้ชีวิตใดก็ขึ้นอยู่กับ จุดมุ่งหมายเป็นสำคัญ แต่นิยมใช้มี 2 วิธี ดังที่ จีเรียง บุญสม (2543: 26) กล่าวไว้ ดังนี้ 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้มาตรฐาน (Standard Test) ข้อสอบนี้นำไปให้นักเรียนทำ เพื่อการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านกับเกณฑ์ปกติ แบบทดสอบนี้ประกอบด้วยข้อความเป็นตอน ๆ หรือเรื่องสั้น ๆ ให้นักเรียนอ่านแล้วเลือกคำตอบ เรียงจากเรื่องง่าย ๆ ไปหาเรื่องที่ยาก จำกัดเวลา นักเรียนจะ ได้รับคะแนนตามความสามารถของความเข้าใจในการอ่านแบบทดสอบ คะแนนจะออกมาในรูปของคะแนน เดิม (Raw Score) เปอร์เซนต์ไทล์ หรือแบบระดับ 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้แบบอิงเกณฑ์ (Criterion - Reference Test) ลักษณะ ของแบบทดสอบแบบนี้คล้ายคลึงกับแบบแรก คือ มีข้อความเป็นตอน ๆ หรือเรื่องสั้น ๆ ให้กับนักเรียนอ่าน แล้วเลือกตอบ แต่ไม่เปรียบเทียบความสามรถในการอ่านกับเกณฑ์ปกติ หรือกับนักเรียนกลุ่มอื่น คะแนนของ นักเรียนขึ้นอยู่กับผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านเกณฑ์นี้ถือว่านักเรียนมีความสำเร็จอยู่ระหว่างเกณฑ์ร้อยละ 80-90 จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การสอนอ่านจับใจความต้องอาศัยกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ ผู้เรียน เกิดทักษะและเกิดการเรียนรู้อย่างเป็นลำดับขั้น วิธีการสอนที่ดีจะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลาย ประการในการดำเนินการ วิธีการสอนด้วยการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเสริมทักษะทางการอ่าน
23 จับใจความของนักเรียนให้ดีขึ้นได้ เนื่องจากมีกระบวนการที่มุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้ของผู้เรียน และเพื่อให้เกิด ทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยเฉพาะ 3.เอกสารเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus 3.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus เป็นแนวคิดของคาร์และโอเกิล (Carr and Ogle) ที่ พัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1986 เพื่อนำมาใช้เป็นยุทธวิธีในการสอนอ่านควบคู่กับการส่งเสริม ความคิดขณะที่อ่าน โดยมีพื้นฐานมาจากเทคนิค KWL มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL Plus ไว้ดังนี้ สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2545: 75) ได้อธิบายความหมายของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ว่าเป็นกระบวนการสอนที่เน้นผู้เรียนมีทักษะกระบวนการอ่านซึ่งสอดคล้องกับทักษะกระบวนการ คิดอย่างรู้ตัวว่าตนคิดอะไร มีวิธีอย่างไร สามารถตรวจสอบความคิดของตนได้ และสามารถปรับเปลี่ยนกลวิธี การคิดของตนเองได้ โดยผู้เรียนจะได้รับการฝึกมาด้วยความเข้าใจมีการจัดระบบข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการสอนแบบ KWL ผู้เรียนจะต้องรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน K (What You Know) ผู้เรียนจะต้องการ รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน W (What You Want to Know) ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องที่อ่าน L (What You Have to Learn) วิลาวัลย์ ลูกสะเดา และคณะ (2551: 33 - 41) ได้อธิบายความหมายของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ว่าเป็นการใช้กระบวนการคิดเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านโดยเน้นการใช้ความรู้เดิมของผู้อ่านในการ ตีความ ทำความเข้าใจเรื่องที่อ่าน และเพื่อความเข้าใจตรงจุดประสงค์ที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อให้ผู้อ่านทราบ มีการวางแผน ตั้งจุดมุ่งหมาย ตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมก่อนอ่าน กิจกรรม ระหว่างอ่าน และกิจกรรมหลังอ่าน ฆนัท ธาตุทอง (2551: 234) ได้อธิบายความหมายของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ว่า เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการอ่าน โดยกระบวนการทำความเข้าใจตนเอง มีการวางแผน ตั้ง จุดมุ่งหมาย ตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง และมีการจัดระบบข้อมูล จากความหมายของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus สรุปได้ว่า เป็นการใช้กระบวน การคิดเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านโดยเน้นการใช้ความรู้เดิม โดยการสอนแบบ KWL แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ K (Know) ผู้เรียนจะต้องรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน W (Want to Know) ผู้เรียนจะต้องการรู้อะไรเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่าน L (Learned) ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องที่อ่าน 3.2 ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus เป็นกลวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยให้นักเรียนเกิด กระบวนการคิดโดยผ่านการอ่าน มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ไว้ ดังนี้
24 สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2545: 88-92) ได้อธิบายขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ดังนี้ 3.2.1 ขั้นกิจกรรมก่อนอ่าน ขั้น K (What You Know) เป็นขั้นที่ผู้เรียนตรวจสอบหัวเรื่องว่าตนเองมีความรู้ เกี่ยวกับ หัวเรื่องมากน้อยเพียงใด เป็นการนำความรู้เดิมมาใช้ เพราะต้องเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้พื้นฐาน และประสบการณ์ของผู้เรียนเป็นสิ่งสำคัญในการจัดกิจกรรมการอ่าน ซึ่งเป็นการเตรียมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ เนื้อหาใหม่กับความรู้พื้นฐาน การบูรณาการระหว่างความรู้พื้นฐานและเรื่องที่ผู้เรียนจะอ่านเป็นสิ่งที่ช่วยให้ ผู้เรียนสามารถสร้างความหมายบทอ่านได้ดี และผู้อ่านควรได้รับการกระตุ้นความรู้พื้นฐานให้เหมาะสม ดังนั้น ในขั้นทฤษฎีประสบการณ์เดิมนำมาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งเป็นทฤษฎีว่าด้วยหลักการนำความรู้พื้นฐานเดิม และประสบการณ์เดิมนำมาใช้ในการเรียนการสอน จึงเป็นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องมากที่สุดโดยครูจะกระตุ้นความรู้ และความรู้เดิมของผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนระดมสมอง อภิปรายในกลุ่มร่วมกับครูเกี่ยวกับหัวข้อที่จะเรียนว่าใน เรื่องนี้ผู้เรียนรู้อะไรบ้าง หลังจากที่ระดมสมองและอภิปรายแล้ว นำข้อมูลมาบันทึกไว้ในช่อง K 3.2.2 ขั้นกิจกรรมการอ่าน 3.2.2.1 ขั้น W (What You Want to Know) เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะต้องถามตัวเองว่าต้องการที่ จะเรียนรู้อะไรในเนื้อเรื่องที่จะอ่านบ้าง ซึ่งคำถามที่ผู้เรียนสร้างขึ้นก่อนอ่านนี้เป็นการตั้งเป้าหมายในการอ่าน และเป็นการคาดหวังอะไรในบทอ่านบ้าง โดยผู้เรียนตั้งคำถามในการคาดหวังอะไรในบทอ่านบ้าง โดยผู้เรียนตั้ง คำถามในสิ่งที่ตนเองรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นแล้วเขียนลงในช่อง W (Want to Know) และครูนำข้อความให้ผู้เรียน อ่าน ให้ผู้เรียนค้นหาคำตอบของคำถามที่ตั้งไว้ในช่อง W ถ้าอ่านพบข้อมูลใหม่ ๆ ผู้เรียนสามารถตั้งคำถาม เพิ่มเติมในช่อง W ได้อีก 3.2.2.2 ขั้น L (What You Have to Learn) เป็นขั้นที่ผู้เรียนตรวจสอบว่าตนเองได้เรียนรู้อะไร ในบทอ่านบ้าง โดยผู้เรียนจะหาคำตอบให้กับคําถามที่ตนเองตั้งไว้ในขั้น W และจดบันทึกในสิ่งที่ตนเองรู้ 3.2.3 ขั้นกิจกรรมหลังการเรียน ขั้น Plus เป็นขั้นการเขียนสรุปและนำเสนอกิจกรรม ในขั้นนี้เป็นกิจกรรมเพิ่มเติมในขั้นตอน หลักของ KWL หลังจากที่ผู้เรียน ได้เรียนรู้และเขียนข้อมูลความรู้ที่ได้ในขั้น W และ L แล้วให้ผู้เรียนนำข้อมูลที่ ได้มาปรับเขียนเป็นการเขียนแผนผังความคิดที่ผู้เรียนเขียนไว้ในขั้น K ซึ่งอาจจะมีการตัดทอนเพิ่มเติม หรือ จัดระบบข้อมูลใหม่ เพื่อให้ผังความคิดมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แล้วให้ผู้เรียนนำเสนอการสรุปความจากเรื่อง ที่อ่าน โดยการพูดหรือการเขียนแผนผังความคิด หรืออาจจะมีกิจกรรมอื่นที่ครูผู้สอนเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ ส่งเสริมการเรียนรู้ วัชรา เล่าเรียนดี (2547: 92-94) ได้อธิบายขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ดังนี้ 1. ขั้นกิจกรรมก่อนเรียน ขั้นที่ 1 K (What do I know) “ฉันรู้อะไรบ้าง” หรือ “What I Think I Know : ฉันคิดว่าฉัน รู้อะไร” ขั้นนี้ครูช่วยกระตุ้นความรู้ และประสบการณ์เดิมของนักเรียนที่เกี่ยวกับหัวข้อเรื่องของบทอ่าน และ เนื้อหาในบทอ่าน
25 ขั้นที่ 2 W (What do I want to learn) “ฉันต้องการเรียนรู้อะไร” หรือ “What do I want to learn : ฉันต้องการค้นพบอะไร” ขั้นนี้เป็นขั้นที่นักเรียนจะต้องบันทึกสิ่งที่นักเรียนต้องการเรียนรู้จากบท อ่านลงในสมุดในช่องที่ 2 คือ ช่อง W กิจกรรมนี้จะช่วยให้นักเรียนกำหนดวัตถุประสงค์ในการอ่าน อีกทั้งยัง สามารถสร้างแรงจูงใจในการอ่าน 2. ขั้นฝึกกิจกรรมระหว่างอ่าน ขั้นนี้เป็นขั้นตรวจสอบความถูกต้องระหว่างความเข้าใจของผู้อ่านกับสิ่งที่อ่าน โดยให้นักเรียน เสาะหาเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบคำถามที่ผู้เขียนตั้งไว้ตอนต้น หรือตอนท้ายของบทอ่าน ครูกระตุ้นให้ นักเรียนคิดวิเคราะห์ว่า บทอ่านแต่ละตอนนั้น ผู้เขียนแสดงแบบแผน การจัดเนื้อหาสาระประเภทใด เพื่อช่วย ในการจับประเด็นสำคัญของบทอ่าน หรือใจความหลัก และรายละเอียดของบทอ่าน 3. กิจกรรมหลังการอ่าน ขั้น L (What I Have Learned) “ฉันได้เรียนรู้อะไรไปแล้ว” หลังจากการอ่านบทอ่านแล้ว นักเรียน ได้รับข้อมูลความรู้ใหม่หรือเรื่องที่นักเรียนต้องการเรียนรู้จากบทอ่าน และเขียนบันทึกในช่องที่ 3 ช่อง L แล้ว เสนอความคิดในรูปแบบของแผนภูมิโครงสร้าง โดยการแลกเปลี่ยนกันระหว่างเพื่อนเพื่อฝึกให้นักเรียนได้รู้จัก คิดวิเคราะห์ และจัดระบบความรู้ ความคิด ขณะเดียวกันเป็นการฝึกทักษะการพูด และการเขียนสรุปประเด็น สำคัญของบทอ่านไปด้วย Carr and Ogle (2004: 77) ได้อธิบายขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ดังนี้ 1. ขั้น K (What do I know) ขั้นนี้ก่อนที่นักเรียนจะอ่านเรื่อง ครูจะอธิบายความคิดรวบยอด ของ เรื่อง และกำหนดคำถามเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนได้ระดมสมอง และเขียนคำตอบของนักเรียนลงในแผนภูมิ รูปภาพช่อง K หลังจากนั้นนักเรียนและครูร่วมกันจัดประเภทข้อมูลความรู้ที่คาดการณ์ไว้ว่าอาจจะเกิดขึ้นใน เรื่องที่จะอ่าน 2. ขั้น W (What do I want to learn) ในขั้นนี้ครูค้นหาความจริงจากคำถามของนักเรียนในสิ่งที่ นักเรียนสนใจ อยากรู้ หรือถามที่ยังไม่ได้คำตอบเกี่ยวกับความคิดรวบยอดของเรื่อง พร้อมทั้งให้นักเรียนเขียน คำถามลงในช่อง W หลังจากนั้นนักเรียนทุกคนอ่านเรื่องและตอบคำถามที่ได้ตั้งไว้ในระหว่างอ่านนักเรียน สามารถเพิ่มคำถามและคำตอบในกลุ่มของตนเองได้ 3. ขั้น 1 (What I learned) ในขั้นนี้นักเรียนระบุความรู้ที่นักเรียนเกิดการเรียนรู้ขึ้น ทั้งระหว่างการ อ่านและหลังการอ่าน พร้อมทั้งนักเรียนบันทึกความรู้ที่ได้ลงในช่อง L และตรวจสอบคำถามที่ยัง ไม่ได้ตอบ 4. ขั้น L2 (Mapping) นักเรียนนำข้อมูลที่ได้จัดประเภทไว้ในขั้น K เขียนชื่อเรื่องไว้ในตำแหน่งตรง กลาง และเขียนองค์ประกอบหลักของแต่ละหัวข้อไว้ในแต่ละสาขาพร้อมทั้งเขียนอธิบายเพิ่มเติม ในแต่ละ ประเด็น 5. ขั้น L3 (Summarizing) สรุปและเขียนสรุปความคิดรวบยอดจากแผนภูมิความคิด ซึ่งการเขียนใน ขั้นนี้จะมีประโยชน์ต่อครูและนักเรียนในการประเมินความเข้าใจของนักเรียน มนัญญา แก้วสองเมือง (2556) ได้อธิบายขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ดังนี้
26 เทคนิค KWL Plus คือ การจัดกิจกรรม ของ KWL แล้วเพิ่มเติมในส่วนของการสรุปสาระสำคัญ และ ให้นักเรียนทำแผนผังมโนทัศน์หรือแผนผังความคิด (Mind Mapping) เพื่อสรุปความคิดรวบยอด หลักของ นักเรียน ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus ขั้นก่อนการอ่าน 1. ขั้น K ผู้สอนจะนำเสนอหัวข้อเรื่องที่จะให้ผู้เรียนได้ศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นและสิ่ง ที่ตนรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียน รวมถึงวิธีที่นักเรียนได้รับความรู้นั้นโดยเริ่มจากการระดมความคิดของผู้เรียนทั้ง ชั้นเรียน แล้วให้ผู้เรียนแต่ละคู่หรือกลุ่มระดมสมองกันภายในกลุ่มของตนเองอีกครั้งพร้อมทั้งเขียนสิ่งที่ตนเองรู้ ลงในใบงานของ K 2. ขั้น W ให้ผู้เรียนแต่ละคู่หรือกลุ่มตั้งคำถามถึงสิ่งที่ต้องการทราบเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องนั้นลงใน ใบงาน ช่อง W ขั้นระหว่างอ่าน 1. ผู้สอนจะให้ผู้เรียนแต่ละคู่หรือกลุ่มศึกษา เนื้อเรื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง โดยผู้เรียน สามารถปรึกษากับคู่หรือกลุ่มของตนเองได้ 2. ขั้น 1 ในขณะที่อ่านเรื่องให้เขียนคําตอบให้กับคําถามที่คู่หรือกลุ่มของตนเองได้ตั้งไว้และเขียน คำตอบหรือความรู้ที่ได้รับจากบทอ่านลงในช่อง L หากเกิดคำถามเพิ่มเติมระหว่างอ่าน สามารถตั้งคำถาม เพิ่มเติมในส่วนที่ต้องการทราบเพิ่มเติมในช่อง W ขั้นหลังอ่าน 1. ผู้เรียนแต่ละคู่หรือกลุ่มอภิปรายผลของคำตอบที่ได้เขียนลงในช่อง L 2. ขั้น H ผู้สอนจะสอบถามถึงคำถามที่ผู้เรียนแต่ละคู่หรือกลุ่มได้ตั้งขึ้นมาใหม่ พร้อมทั้งสอบถามถึง แนวทางและแหล่งในการสืบค้นข้อมูล เพื่อตอบคำถามที่ได้ตั้งขึ้น โดยให้เขียนวิธีการและแหล่งข้อมูลเหล่านั้น ลงในช่อง H และดำเนินการสืบค้นข้อมูลตามที่ได้วางแผนไว้ จากขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ดังกล่าว สรุปได้ว่า ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus มีดังนี้ ขั้นที่ 1 กิจกรรมก่อนอ่าน ขั้น K นักเรียน เชื่อมโยงความรู้เดิมกับเรื่องที่ ครูจะให้อ่าน ครูกระตุ้นตั้งคำถามให้นักเรียนระดมสมอง เพื่อค้นหาสิ่งที่นักเรียนรู้ แล้วเขียนบันทึกสิ่งที่รู้ใน ตารางช่อง K ขั้นที่ 2 กิจกรรมระหว่างการอ่าน ขั้น W ให้นักเรียนร่วมกันตั้งคำถามจากหัวข้อเรื่องที่ครู กำหนดให้ พร้อมทั้งเขียนบันทึกคำถามไว้ในตารางช่อง W ขั้นที่ 3 กิจกรรมหลังการอ่าน ขั้น L นักเรียน ตรวจสอบผลการอ่านของตนเอง สรุปรายละเอียด พร้อมทั้งตอบคำถามจากเรื่อง ที่อ่านและบันทึกความรู้ที่ได้ ไว้ในตารางช่อง L และขั้นที่ 4 สร้างแผนภาพความคิด ขั้น Plus นักเรียนสรุปความสำคัญของเรื่องที่อ่าน แล้วจัดทำเป็นแผนภาพความคิด 3.3 การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus มาใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ สำคัญ มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงบทบาทของครูในการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ดังนี้ วัชรา เล่าเรียนดี (2552: 126-127) อธิบายถึงการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ว่า
27 1. ครูเลือกเนื้อหา สาระ บทความบางตอนจากตำรา หนังสือ หรือแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ วิชาที่สอน วิเคราะห์วัตถุประสงค์การเรียนรู้ และระดับชั้นของผู้เรียน 2. ครูเตรียมใบงาน ใบความรู้ และแผนผัง KWL Plus สำหรับผู้เรียนและผู้สอน โดยการระดมสมอง ให้ผู้เรียนระบุสิ่งที่ตนเองรู้จากเรื่องที่กำหนด และให้เขียนลงในตารางช่อง K โดยให้ได้ประเด็นต่าง ๆ ของ ข้อมูลที่ต้องใช้เพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าวให้มากที่สุด ซึ่งครูผู้สอนจะเป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือ แนะนำ และจะมีการ ถามตอบของครูผู้สอนกับผู้เรียนตลอดเวลา เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างครบถ้วน 3. ครูช่วยผู้เรียนตั้งคําถามจากประเด็นต่าง ๆ ที่บันทึกลงในช่อง K ซึ่งคำถามเหล่านี้ เป็นคำถามที่ ผู้เรียนต้องการรู้ ขั้นตอนนี้จะช่วยให้ผู้เรียนพิจารณาวัตถุประสงค์การอ่านของตนเอง มากขึ้นไปสู่ขั้น W 4. ขั้น W เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะต้องถามตนเองว่าต้องการที่จะเรียนรู้อะไรในเนื้อเรื่องที่อ่านบ้าง ซึ่งคำถามที่ผู้เรียนสร้างขึ้นก่อนอ่านนี้ เป็นการตั้งเป้าหมายในการอ่าน และเป็นการคาดหวังว่าจะพบเจออะไร ในบทอ่าน 5. ให้ผู้เรียนอ่านบทความ หรือบทอ่านอย่างละเอียด อภิปรายกับเพื่อน และตอบคำถามลงในช่อง L คำถามที่ตอบไม่ได้และยังไม่ได้หา หรือไม่เข้าใจให้ถามครู โดยครูจะแนะนำแหล่งข้อมูลอื่น 6. ครูดูแลผู้เรียนในการสรุปเรื่องที่จะเสนอออกมาเป็นการเขียนแผนผังความคิดให้กับผู้เรียน แบบ ง่าย ๆ ให้เข้าใจก่อน โดยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในหัวข้อชื่อเรื่องของแผนผังความคิด และสรุปเรื่องที่อ่านที่ได้ เรียนรู้ของเรื่องในรูปแบบแผนผังความคิด สรุปออกมาเป็นความคิดรวบยอด เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจจากเนื้อ เรื่องที่อ่านอย่างแท้จริง Carr and Ogle (1987: 626-631) ได้อธิบายถึงการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ดังนี้ 1. เลือกเรื่องหรือบทความที่เหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียน 2. สร้างแผนภูมิรูปภาพ KWL และสร้างใบงานสำหรับนักเรียน หลังจากนั้นใช้คำถาม กระตุ้นให้กับ นักเรียน เพื่อให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และกระตุ้นให้นักเรียนอธิบายเหตุผลที่นักเรียนคิดเช่นนั้น บันทึก สิ่งที่รู้ลงในช่อง K 3. แนะนำนักเรียนเกี่ยวกับการตั้งคำถาม เพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการจากการอ่านนำคำถามที่ตั้งใส่ใน ช่อง W คำถามควรมีหลากหลายเพื่อพัฒนาการคิด 4. นักเรียนอ่านเรื่องครูกระตุ้นนักเรียนให้แสวงหาคำตอบจากคำถามที่ตั้งไว้ ในขณะอ่านครูควร กระตุ้นให้นักเรียนแสวงหาข้อมูลใหม่เพิ่มเติมและเพิ่มคำถาม 5. หลังการอ่านเสร็จสิ้น เปิดโอกาสให้นักเรียนได้อภิปรายผลการเรียนรู้ที่ได้จากการอ่าน และเขียนใน ช่อง L โดยเขียนบันทึกแนวคิด ความรู้ที่พบว่าน่าสนใจจากการอ่าน สำหรับบางคำถามที่ไม่อาจหาคำตอบได้ จากการอ่านครั้งนี้ ครูควรแนะนำแหล่งค้นคว้าเพิ่มเติมให้กับนักเรียน 6. สร้างแผนภูมิรูปความคิด ให้นักเรียนจัดประเภทข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ในช่อง L และถามคำถาม เพื่อให้นักเรียนได้บรรยายความคิด สร้างแผนภูมิรูปความคิดโดยเลือกข้อมูลที่มีความสำคัญ แสดงความสัมพันธ์ กับเนื้อเรื่องที่อ่าน
28 7. แนะนำนักเรียนในการสรุป การเลือกข้อมูลและการจัดระบบข้อมูล ครูควรแนะนำ นักเรียนเขียน โครงร่างข้อมูลจากแผนภูมิรูปภาพความคิด เพื่อช่วยให้นักเรียนสรุปข้อมูลได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น และให้ นักเรียนเขียนรายละเอียดเฉพาะที่เป็นใจความหลักเพื่อขยายหัวข้อแต่ละประเภท จากการศึกษาการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus สรุปได้ว่า 1) ครูผู้สอนเลือกเรื่องหรือบทความ ที่เหมาะสมกับผู้เรียน 2) ครูผู้สอนเตรียมใบงาน ใบความรู้ และแผนผัง KWL Plus และ 3) แนะนำผู้เรียนเรื่อง การตั้งคำถาม การสรุปแผนภูมิความคิด พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ซักถาม โดยครูเป็นที่ปรึกษา คอยแนะนำ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และได้ลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง 3.4 เป้าหมายของเทคนิค KWL Plus การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีการวางแผน ตั้งจุดมุ่งหมาย ตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง เพื่อฝึกให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถในด้านการอ่าน นักวิชาการหลาย ท่านจึงได้กล่าวถึงเป้าหมายของเทคนิค KWL Plus ดังนี้ ศศิธร ชวาลไชย (2554: 37) ได้กล่าวถึงเป้าหมายของเทคนิค KWL Plus ไว้ว่า เป้าหมายของ การอ่านแบบ KWL Plus คือ เพื่อให้ผู้เรียนสำรวจความรู้ของตนเอง มีจุดประสงค์ในการอ่านอย่างเป็นระบบ และสามารถหาคำตอบจากสิ่งที่อ่าน จากนั้นสามารถถ่ายทอดความคิดออกมาในรูปแบบแผนภูมิรูปภาพ ความคิด วันวิดา กิจเจา (2557: 51) ได้กล่าวถึงเป้าหมายของเทคนิค KWL Plus ไว้ว่า เป้าหมายของเทคนิค KWL Plus มีเป้าหมายดังนี้ 1. เพื่อให้ผู้สอบได้ทราบถึงความรู้พื้นฐานที่มีมาก่อนของผู้เรียน และใช้ชิ้นงานในการประเมิน พัฒนาการของนักเรียนแล้วใช้เป็นข้อมูลย้อนกลับ เพื่อช่วยเหลือการอ่านของนักเรียน 2. เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้ตั้งวัตถุประสงค์ ตั้งคําถามในการอ่าน ระดมสมอง รวบรวมข้อมูล จัดระบบข้อมูล สร้างแผนภูมิรูปภาพความคิด สรุปเรื่องจากการอ่าน อัจฉริยาภรณ์ ได้เลิศ (2558: 40) ได้กล่าวถึงเป้าหมายของเทคนิค KWL Plus ไว้ว่า เป้าหมายของ เทคนิค KWL Plus คือ เพื่อช่วยเหลือการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนของนักเรียน รวมถึงส่งเสริมให้ นักเรียนได้ตั้งวัตถุประสงค์ ตั้งคำถามในการอ่าน ระดมสมอง รวบรวม ข้อมูล จัดระบบข้อมูล สร้างแผนผัง ความคิดและเขียนสรุปความจากการอ่าน ณัฐภัทร ปั่นปืน (2559: 29) ได้กล่าวถึงเป้าหมายของเทคนิค KWL Plus ไว้ว่า เป้าหมายของเทคนิค KWL Plus แบ่งเป็นเป้าหมายของผู้สอนและผู้เรียน เป้าหมายของผู้สอนจัดขึ้น เพื่อให้ครูทราบถึงความรู้ พื้นฐานของผู้เรียน เพื่อใช้ประเมินพัฒนาการทางการอ่านของผู้เรียน ส่วนเป้าหมายของผู้เรียนคือเพื่อให้ผู้เรียน ได้มีการวางแผนในการอ่าน ผู้เรียนได้เรียนการอ่านอย่างเป็นขั้นตอนและเปิดขยายโอกาสในการขยายความรู้ ความต้องการของผู้เรียน จากการศึกษาเป้าหมายของเทคนิค KWL Plus ที่กล่าวมา สามารถสรุปได้ว่า เป้าหมายของเทคนิค KWL Plus คือ การช่วยเหลือการอ่านของนักเรียนให้อ่านอย่างเป็นระบบ และสามารถหาคำตอบจากสิ่งที่อ่าน
29 โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้จากการทบทวนความรู้เดิม จนกระทั่งนำมาจัดระเบียบข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และ สามารถสรุปข้อมูลเป็นแผนผังความคิดได้ 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการใช้แบบฝึกทักษะ การสร้างแบบฝึกทักษะที่จะนำเสนอต่อไปนี้ประกอบด้วย ความหมายแบบฝึกทักษะ ความสำคัญของ แบบฝึกทักษะ ลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดี หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ และประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ 4.1 ความหมายแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะหรือแบบฝึกเสริมทักษะหรือแบบฝึกเป็นคำที่ใช้เรียกสื่อการเรียนที่ใช้ กระบวนการเรียนรู้ให้นักเรียนลงมือปฏิบัติฝึกให้นักเรียนได้ทำซ้ำบ่อย ๆ จนเกิดความชำนาญซึ่งทำให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ มีผู้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะหรือแบบฝึกเสริมทักษะหรือ แบบฝึกทักษะไว้ ดังนี้ อัจฉรา ชีวพันธ์ (2531: 48) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะหมายถึง สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเสริม ความเข้าใจและเสริมเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วนที่ช่วยให้นักเรียนได้ปฏิบัติและนำเอาความรู้ไปใช้ได้อย่างแม่นยำ ถูกต้องคล่องแคล่ว นวลนุช สีทองดี (2541: 9-35) กล่าวว่า แบบฝึกเป็นสื่อการสอนที่ใช้ฝึกทักษะเพื่อสร้าง ความคิดรวบยอดให้แก่นักเรียน เพื่อจะทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีและรวดเร็วแต่ต้องได้รับการฝึก หลาย ๆ ครั้งหลายรูปแบบเมื่อนักเรียนได้รับการฝึกแล้วอย่างน้อยก็พัฒนาตนเองที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน อารีย์ วาศน์อำนวย (2545: 48) กล่าวว่าแบบฝึกคืออุปกรณ์การเรียนการสอนอย่างหนึ่ง อันประกอบด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย น่าสนใจที่จะนำไปใช้เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝนปฏิบัติเพิ่มเติมเพื่อจะได้ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ให้เกิดความคล่องแคล่วความชำนาญตลอดจนเกิดความแม่นยำซึ่งเป็นไปโดย อัตโนมัติ ด้วยการทบทวนเนื้อหาความรู้ต่าง ๆ ที่ได้เรียนไปแล้วอย่างมีทิศทาง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2544: 483) ได้อธิบายว่าแบบฝึกหมายถึงแบบฝึกหัด หรือชุดการสอนที่เป็นตัวอย่าง ปัญหาหรือคำสั่งที่ตั้งขึ้นเพื่อให้นักเรียนฝึกตอบ จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะเป็นเครื่องมือประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ สร้างขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ได้ทบทวนเนื้อหาหลังจาก เรียนจบบทเรียนแล้วจนเกิดความเข้าใจ ความชำนาญและความแม่นยำจนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 4.2 ความสำคัญของแบบฝึกทักษะ การสอนหลักภาษาเป็นการสอนเพื่อให้นักเรียนได้ทราบแบบแผนของภาษาและสามารถนำ ความรู้ทางหลักภาษาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ถูกต้องผู้เรียนต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจึงจะสามารถนำไปใช้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะเป็นส่วนที่เพิ่มหรือเสริมจากบทเรียนใช้เป็นอุปกรณ์การสอนให้เหมาะสมกับ ระดับความรู้ความสามารถของผู้เรียนจะช่วยให้ทราบพัฒนาการและเห็นถึงข้อบกพร่องในการใช้ภาษาของ นักเรียนซึ่งสามารถหาทางแก้ไขได้ทันที ช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนมีผู้กล่าวถึงความสำคัญของ แบบฝึกทักษะไว้ดังนี้
30 จินตนา ชูเชิด (2537: 28) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกทักษะไว้ว่าแบบฝึกทักษะเป็น สิ่งที่จำเป็นในการเรียนการสอน ครูควรสร้างแบบฝึกให้เหมาะสมกับผู้เรียน โดยการสร้างแบบฝึกให้สอดคล้อง กับจิตวิทยาการเรียนรู้ ในแบบฝึกควรมีรูปภาพประกอบเพื่อให้นักเรียนไม่เกิดความเบื่อหน่ายต่อการเรียน อดุลย์ ภูปลื้ม (2539: 24-25) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกทักษะไว้ว่าแบบฝึกทักษะมี ความสำคัญและจำเป็นต่อการเรียนทักษะทางภาษามาก เพราะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนดีขึ้น สามารถจดจำ เนื้อหาในบทเรียนและคำศัพท์ต่าง ๆ ได้คงทน ทำให้เกิดความสนุกสนานในขณะเรียน ทราบความก้าวหน้าของ ตนเอง สามารถนำแบบฝึกมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเองได้ นำมาวัดผลการเรียนหลังจากที่เรียนแล้ว ตลอดจนสามารถทราบข้อบกพร่องของนักเรียนและนำไปปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงที ซึ่งจะมีผลทำให้ครู ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายและลดภาระได้มาก นอกจากนี้ยังทำให้นักเรียนสามารถนำภาษาไปใช้ในการสื่อสารได้ อย่างมีประสิทธิภาพ มะลิ อัจวิชัย (2540: 17) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกทักษะไว้ว่าแบบฝึกทักษะที่ดี และมีประสิทธิภาพจะช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดีแบบฝึกที่ดี เปรียบเสมือนผู้ช่วยที่สำคัญของครู ทำให้ครูลดภาระการสอน ทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่ และเพิ่มความมั่นใจในการเรียนเป็นอย่างดี กันต์ดนัย วรจิตติพล (2542: 34) ได้ให้ความสำคัญของแบบฝึกทักษะไว้ว่าแบบฝึกทักษะ คือ เครื่องมือทางการเรียนอย่างหนึ่งที่มุ่งให้นักเรียนได้ฝึกกระทำด้วยตนเองเพื่อจะได้มีทักษะ หรือความชำนาญ เพิ่มขึ้นหลังจากที่ได้เรียนรู้ในภาคทฤษฎีหรือด้านเนื้อหาแล้ว ซึ่งในแบบฝึกควรประกอบด้วยคำแนะนำในการ ทำข้อคำถามหรือกิจกรรมและช่องว่างให้นักเรียนตอบคำถาม จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะเป็นสื่อการเรียนรู้ที่มีความสำคัญในการพัฒนาการ เรียนรู้ของผู้เรียน ช่วยทบทวนความรู้ ฝึกกระทำด้วยตนเองจนเกิดความชำนาญ เกิดแรงจูงใจในการเรียนและ สามารถตรวจสอบผลการเรียน ทำให้ทราบความก้าวหน้าและข้อบกพร่องของนักเรียน สามารถใช้ได้ทั้งในชั้น เรียนและที่บ้าน 4.3 ลักษณะแบบฝึกทักษะที่ดี การจัดทำแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้บรรลุตามวัตถุประสงค์นั้นต้อง เหมาะสมสอดคล้องกับผู้เรียนที่จะฝึกด้วย มีผู้กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดีไว้ดังนี้ วรรณ แก้วแพรก (2526: 33-38) กล่าวว่า แบบฝึกที่ดีมีลักษณะดังนี้ 1. เนื้อหาที่จะนำมาควรเป็นเนื้อหาในบทเรียนหรือสอดคล้องสัมพันธ์กับบทเรียนทั้ง ที่เป็นคำ ประโยค ข้อความ เนื้อเรื่อง และเนื้อหาตรงตามหลักสูตรที่กำหนด 2. มีหลายแบบหลายลักษณะ เพื่อไม่ให้เบื่อและเป็นการท้าทายให้อยากทำ 3. ต้องช่วยให้นักเรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับคำ 3 ประการคือ รู้คำเพิ่มขึ้น เข้าใจความหมายของคำดีขึ้น และมีความสามารถในการใช้คำสูงขึ้นตามระดับชั้นของนักเรียน 4. ต้องส่งเสริมให้นักเรียนใช้ความคิดโดยอาศัยความรู้ ความเข้าใจเดิมเป็นพื้นฐาน
31 5. ต้องไม่มีลักษณะอย่างข้อสอบโดยทั่วไปที่มุ่งวัดความรู้และความเข้าใจเพียงอย่าง เดียวแต่ต้องมีลักษณะเร้าความสนใจยั่วยุและจูงใจให้นักเรียนคิดพิจารณา และได้ศึกษาจนเกิดความรู้ความ เข้าใจในทักษะและสามารถใช้คำได้ดีขึ้น อัญชลี แจ่มเจริญและคณะ (2526: 45) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะที่ดีมีลักษณะดังนี้ 1. ควรใช้หลักจิตวิทยาและกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน 2. ควรสร้างขึ้นเพื่อสิ่งที่จะสอนและเกี่ยวข้องกับนักเรียน 3. คำพูดและเนื้อหาควรเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและเป็นสิ่งที่นักเรียน พบเห็น อยู่แล้ว 4. สิ่งที่ฝึกแต่ละครั้งควรเป็นแบบฝึกสั้นๆ และเข้าใจง่ายไม่น่าเบื่อและที่สำคัญจะ กระตุ้นให้เด็กได้สนใจใคร่ฝึก ดวงเดือน อ่อนน่วม (2536: 37) ได้สรุปลักษณะที่ดีของแบบฝึกไว้ดังนี้ 1. ต้องมีความชัดเจนทั้งคำสั่งและวิธีทำ คำสั่งหรือตัวอย่างแสดงวิธีทำที่ใช้ ไม่ควรยาวเกินไปเพราะจะทำให้เข้าใจยากควรปรับปรุงให้ง่ายเหมาะสมกับผู้ใช้ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนสามารถ ศึกษาด้วยตนเองได้เมื่อต้องการ 2. แบบฝึกที่ดีควรมีความหมายต่อนักเรียนและตรงตามจุดมุ่งหมายของการศึกษา ลงทุนน้อยใช้ได้นานและทันสมัยอยู่เสมอ 3. ภาษาและภาพที่ใช้ในแบบฝึกควรเหมาะสมกับวัย และพื้นฐานความรู้ของนักเรียน 4. แบบฝึกที่ดีควรแยกเป็นเรื่อง ๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไปแต่ควรมีกิจกรรม หลายรูปแบบเพื่อเร้าให้นักเรียนเกิดความสนใจ และเพื่อฝึกทักษะใดทักษะหนึ่งจนเกิดความชำนาญ 5. แบบฝึกที่ดีควรมีทั้งแบบกำหนดคำตอบให้และแบบให้ตอบโดยเสรี การเลือก ใช้คำ ข้อความหรือรูปภาพ ควรเป็นสิ่งที่นักเรียนคุ้นเคยและตรงกับความสนใจของนักเรียนเพื่อให้แบบฝึกที่ สร้างขึ้นมาก่อให้เกิดความเพลิดเพลินและพอใจแก่นักเรียนซึ่งสอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ที่ว่าเด็กมักจะเรียนรู้ ได้อย่างรวดเร็วในการกระทำที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจ 6. แบบฝึกที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเองให้รู้จักค้นคว้ารวบรวมสิ่ง ที่พบเห็นบ่อยๆ หรือที่ตัวเองเคยใช้จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องนั้น ๆ มากยิ่งขึ้น และจะรู้จักนำความรู้ไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องมีหลักเกณฑ์และมองเห็นว่าสิ่งที่เขาได้ฝึกฝนนั้นมีความหมายต่อเขาตลอดไป 7. แบบฝึกที่ดีควรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคนมีความ แตกต่างกันในหลาย ๆ ด้าน เช่น ความต้องการ ความสนใจ ความพร้อมของระดับสติปัญญาและประสบการณ์ เป็นต้น ฉะนั้นการจัดทำแบบฝึกแต่ละเรื่องควรจัดทำให้มากพอ และมีทุกระดับตั้งแต่ง่าย ปานกลางจนถึงระดับ ค่อนข้างยาก เพื่อว่าทั้งนักเรียนเก่ง ปานกลางและอ่อน จะได้ทำได้ตามความสามารถ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนทุกคน ประสบความสำเร็จในการทำแบบฝึก 8. แบบฝึกที่ดีควรสามารถเร้าความสนใจของนักเรียนทุกคนได้ตั้งแต่หน้าแรกจนถึง หน้าสุดท้าย
32 9.แบบฝึกที่ดีควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขควบคู่กันไปกับหนังสือแบบเรียนอยู่เสมอ และควรใช้ได้ดีทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน 10. แบบฝึกที่ดีควรเป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ในการประเมินและจำแนกความเจริญ งอกงามของนักเรียนได้ด้วย สรุปได้ว่าแบบฝึกทักษะที่ดีต้องพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนส่งเสริมให้ผู้เรียนมี การพัฒนาตนเอง มีเนื้อหา กิจกรรม รูปแบบน่าสนใจ เหมาะสมกับระดับและวัยของผู้เรียนจูงใจผู้เรียนและ เป็นไปตามลำดับความยากง่าย 4.4 หลักการสร้างแบบฝึกทักษะที่ดี การสร้างแบบฝึกให้มีประสิทธิภาพนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความเข้าใจและได้เรียนรู้ถึง ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นและสนใจที่จะทำแบบฝึกทักษะ พรสวรรค์ คำบุญ (2534: 19) กล่าวว่า การสร้างแบบฝึกควรคำนึงถึงความสนใจและ ความสามารถของนักเรียน ดังนั้น แบบฝึกต้องมีเนื้อหาไม่ยากเกินไป มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนว่าจะฝึด้านใด มีการกำหนดเวลาในการทำแบบฝึกที่เหมาะสมและมีรูปแบบที่น่าสนใจ นงเยาว์ บวงสรวง (2535: 31) ได้กล่าวถึง การสร้างแบบฝึกไว้ว่า จะต้องคำนึงถึงจิตวิทยาการ เรียนรู้ มีวิธีการฝึกทักษะที่เหมาะสม มีจุดมุ่งหมายในการฝึกที่ชัดเจน และสร้างแบบฝึกให้มีรูปแบบที่น่าสนใจ โดยคำนึงถึงความพร้อมและความสามารถของนักเรียน แบบฝึกที่สร้างขึ้นควรมีการหาประสิทธิภาพให้ได้ มาตรฐาน สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2537: 145-146) ได้กล่าวถึงขั้นตอน สำคัญในการสร้างแบบฝึกไว้ดังนี้ 1. ศึกษาปัญหาและความต้องการโดยศึกษาจากการผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หากเป็นไปได้ควรศึกษาความต่อเนื่องของปัญหาในทุกระดับชั้น 2. วิเคราะห์เนื้อหาหรือทักษะที่เป็นปัญหาออกเป็นเนื้อหาหรือทักษะย่อย ๆ เพื่อใช้ ในการสร้างแบบทดสอบ และแบบฝึกหัด 3. พิจารณาวัตถุประสงค์ รูปแบบ และขั้นตอนการใช้ชุดแบบฝึกหัด เช่น จะนำชุด แบบฝึกไปใช้อย่างไร ในแต่ละชุดจะประกอบด้วยอะไรบ้าง 4. การสร้างแบบทดสอบ ควรแบ่งเป็นแบบทดสอบเชิงสำรวจ แบบทดสอบเพื่อ วินิจฉัย ข้อบกพร่องแบบทดสอบความก้าวหน้าเฉพาะเรื่องเฉพาะตอนแบบทดสอบที่สร้างขึ้นจะต้องสอดคล้อง กับเนื้อหา 5. สร้างแบบฝึกทักษะเพื่อใช้พัฒนาทักษะย่อยแต่ละทักษะในแต่ละแบบจะมีคำถาม ให้นักเรียนตอบ การกำหนดรูปแบบ ขนาดของบัตรพิจารณาตามความเหมาะสม 6. สร้างแบบฝึกอ้างอิงเพื่อใช้อธิบายคำตอบหรือแนวทางการตอบแต่ละเรื่องการ สร้างแบบฝึกอ้างอิงนี้อาจทำเพิ่มเติมเมื่อได้นำแบบฝึกหัดไปทดลองใช้แล้ว
33 7. สร้างแบบบันทึกความก้าวหน้าเพื่อใช้บันทึกผลการทดสอบหรือผลการเรียน โดยจัดทำเป็นตอนเป็นเรื่องเพื่อให้เห็นความก้าวหน้าเป็นระยะ ๆ สอดคล้องกับแบบทดสอบความก้าวหน้า 8. นำเอาแบบฝึกทักษะไปทดลองใช้เพื่อหาข้อบกพร่องคุณภาพของแบบฝึกทักษะ คุณภาพของแบบฝึกทักษะ 9. ปรับปรุงแก้ไข 10. รวบรวมเป็นชุด จัดทำคำชี้แจง คู่มือการใช้ สารบัญ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป มนทิรา ภักดีณรงค์ (2538: 99-100) ได้ให้ข้อเสนอแนะในการสร้างแบบฝึกไว้ว่า การสร้าง แบบฝึกที่จะทำให้นักเรียนมีความคงทนในการเรียนรู้ได้ดีต้องมีองค์ประกอบหลัก คือต้องให้นักเรียนฝึกกระทำ ด้วยตนเองบ่อย ๆ และสิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ ต้องให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานในขณะทำแบบฝึก สรุปได้ว่าหลักในการสร้างแบบฝึกทักษะ คือ จะต้องไม่ยากเกินไปเหมาะสมกับความสามารถ ของผู้เรียนเพื่อให้นักเรียนมีความสนุกสนาน อยากทำแบบฝึกด้วยตนเองบ่อย ๆ 4.5 หลักจิตวิทยาที่เกี่ยวกับการสร้างแบบฝึกทักษะ การสร้างแบบฝึกให้มีประสิทธิภาพสำหรับนำไปใช้การจัดการเรียนการสอนนั้นควรคำนึงถึง หลักจิตวิทยามาใช้เป็นองค์ประกอบและใช้เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบฝึกให้มีความเหมาะสมกับ วัย ความสนใจ และความสามารถของผู้เรียน ซึ่งมีผู้กล่าวถึงหลักจิตวิทยาที่นำมาใช้ในการสร้างแบบฝึกดังนี้ พรรณี ชูทัย (2522 : 167) ได้สรุปทฤษฎีการเรียนรู้ทางจิตวิทยาเพื่อเป็นข้อเสนอแนะ ในการ สร้างแบบฝึกดังนี้ 1. การจูงใจให้ผู้เรียน (Motivation) ด้วยการจัดแบบฝึกที่สั้น มีลำดับจากง่ายไปหา ยาก และมีเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน 2. การฝึกหัด (Practice) โดยการให้ผู้เรียนฝึกทำแบบฝึกซ้ำ ๆ บ่อย ๆ เพื่อสร้าง ความรู้ความจำย้ำความเข้าใจที่แน่นอน การฝึกให้หยุดพักเล็กน้อยแล้วฝึกต่อ จะมีผลดีกว่าการฝึกแบบต่อเนื่อง ไม่พักเลย 3. ความใกล้ชิด (Contiguity) การใช้สิ่งเร้าและการตอบสนองในเวลาใกล้เคียงกัน จะสร้างความพอใจให้แก่ผู้เรียนในขณะที่สอนจึงมีการทำกิจกรรมต่อเนื่องและหลังการฝึก มีการถามตอบ การชมเชย การให้รางวัล เป็นต้น 4. การให้ผู้เรียนทราบผลการทำงานของตนเอง (Feedback) การตรวจเฉลยคำตอบ ให้ทราบ ชี้ให้เห็นสิ่งที่ถูก ผิด และสิ่งที่ควรแก้ไข เป็นต้น เดโช สวนานนท์ (2510: 159-163) ได้กล่าวถึงทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์และสกินเนอร์ (Thorndike and Skinner) ดังนี้ ธอร์นไดค์ (Thorndike) ได้ตั้งกฎการเรียนรู้ขึ้น 3 กฎ สามารถนำมาใช้ในการสร้าง แบบฝึกทักษะได้แก่
34 1. กฎแห่งผล (Law of Effect) มีใจความว่า การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับ การตอบสนองจะดียิ่งขึ้น เมื่อผู้เรียนแน่ใจว่าพฤติกรรมตอบสนองของตนถูกต้อง การให้รางวัล จะช่วยส่งเสริม การแสดงพฤติกรรมนั้น ๆ อีก 2. กฎแห่งการฝึกหัด (Law Of Exerase มีใจความว่า การมีโอกาสได้ กระทำซ้ำ ๆ ในพฤติกรรมหนึ่งจะทำให้พฤติกรรมนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น การฝึกหัดที่มีการควบคุมที่ดีจะส่งเสริมผล ต่อการเรียนรู้ 3. กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) มีใจความว่า เมื่อมีความ พร้อมที่จะตอบสนองหรือแสดงพฤติกรรมใด ๆ ถ้ามีโอกาสได้กระทำ ย่อมเป็นที่พอใจ แต่ถ้าไม่พร้อมที่จะ ตอบสนองหรือแสดงพฤติกรรม การบังคับให้กระทำย่อมให้เกิดความไม่พอใจ นอกจากทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์แล้ว ยังมีแนวคิดของนักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้อง กับการสร้างแบบฝึกทักษะคือแนวคิดของสกินเนอร์ (Skinner) ซึ่งมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้ 1. การเรียนรู้จากการวางเงื่อนไขให้ปฏิบัติ (Operant Conditioning) หมายถึงแนวทฤษฎีการเรียนรู้ที่อธิบายว่า พฤติกรรมจะมีอัตราความเข้มของการสอบสนองสูงขึ้น เมื่อได้รับการ เสริมแรง (Reinforcement) 2. กระบวนการเสริมแรง (Reinforcement) หมายถึง กระบวนการที่ นำมาใช้เพื่อเพิ่มหรือลดการตอบสนองในกระบวนการเสริมแรงนั้น จะมีการใช้ตัวเสริมแรง (Reinforcer) เช่น คำชมเชย รางวัลที่เป็นวัตถุ สัญลักษณ์หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ ตลอดจนการให้รู้ผลการกระทำของตนเอง 3. การเสริมแรงทันทีทันใด (Immediate Reinforcement) หมายถึง การกำหนดให้มีการเสริมแรงอย่างทันทีทันใดที่มีการตอบสนอง เช่น เมื่อนักเรียนตอบ ครูให้การเสริมแรงทันที ว่าคำตอบของนักเรียนถูกหรือผิด การรีรอการเสริมเรงจะทำให้เกิดการเรียนรู้ล่าช้าไป จากหลักการจิตวิทยาที่นำมาใช้นำมาใช้ในการสร้างแบบฝึกดังกล่าว สรุปได้ว่า การเข้าใจ จิตวิทยาในเรื่องต่าง ๆ จะทำให้เกิดการเรียนรู้สูงสุด ซึ่งประกอบไปด้วยความพร้อม แรงจูงใจและการฝึกรวมทั้ง หลักทฤษฎีของธอร์นไดค์ (Thorndike) คือกฎแห่งผล กฎแห่งการฝึกหัด กฎแห่งความพอใจ และหลักทฤษฎี ของสกินเนอร์ (Skinner) 4.6 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะจัดเป็นสื่อการสอนที่มีประโยชน์ต่อครูผู้สอนและนักเรียนทั้งในด้านการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดจนการสอนซ่อมเสริมที่จะทำให้เด็กมีทักษะในการใช้ภาษา เพราะการฝึกฝนจะทำ ให้เกิดความชำนาญ ความแม่นยำ มีพัฒนาการทางภาษาเพิ่มพูนขึ้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2537: 146) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึก ทักษะสรุปได้ ดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะเป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนวิชาทักษะ เป็นสื่อการสอนที่ช่วยลดภาระของครู
35 2. ช่วยเสริมทักษะการใช้ภาษาเป็นเครื่องมือที่ช่วยฝึกทักษะการใช้ภาษาให้ดีขึ้น แต่จะต้องอาศัยการส่งเสริมและความเอาใจใส่จากครู 3. ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลเนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษา ต่างกัน การให้เด็กทำแบบฝึกที่เหมาะสมกับความสามารถของเขาจะช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จในด้านจิตใจ มากขึ้น 4. แบบฝึกช่วยเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทน โดยฝึกทันทีหลังจากเด็กได้เรียนรู้ ในเรื่องนั้น ๆ ฝึกซ้ำหลาย ๆ ครั้ง และเน้นเฉพาะเรื่องที่ต้องการฝึก 5. แบบฝึกทักษะใช้เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังบทเรียนแต่ละครั้ง 6. แบบฝึกทักษะที่จัดทำเป็นรูปเล่มสามารถก็บรักษาไว้ใช้เป็นแนวทาง เพื่อทบทวน ด้วยตนเองได้ 7. การให้เด็กทำแบบฝึกทักษะช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่น หรือปัญหาต่าง ๆ ของเด็ก ได้ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ครูดำเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้ทันท่วงที 8. แบบฝึกทักษะที่ดีจัดทำขึ้นนอกเหนือจากเรื่องที่อยู่ในหนังสือเรียนจะช่วยให้เด็ก ได้ฝึกอย่างเต็มที่ 9. แบบฝึกทักษะที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้วจะช่วยครูประหยัดทั้งแรงงาน และเวลา ในการเรียมสร้างแบบฝึกอยู่เสมอ ในด้านผู้เรียนไม่ต้องเสียเวลาลอกแบบฝึกจากตำราเรียน ทำให้มีโอกาสฝึกฝน ทักษะต่าง ๆ มากขึ้น 10. แบบฝึกทักษะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะการจัดพิมพ์ที่เป็นรูปเล่มที่แน่นอน ย่อมลงทุนต่ำกว่าที่จะพิมพ์ใหม่ทุกครั้ง และผู้เรียนสามารถบันทึกและมองเห็นความก้าวหน้าของตนเองได้อย่าง มีระบบ เนาวรัตน์ ชื่นมณี (2540: 3) กล่าวสรุปว่า แบบฝึกมีประโยชน์และจำเป็นต่อการเรียนทักษะ ทางภาษามาก เพราะจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น สามารถจดจำเนื้อหาในบทเรียนและคำศัพท์ ต่างๆได้คงทน ทำให้เกิดความสนุกสนานในขณะเรียน ทราบความก้าวหน้าของตนเอง สามารถนำแบบฝึกมา ทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเองได้ นำมาวัดผลการเรียนหลังจากที่เรียนแล้ว ตลอดจนสามารถทราบข้อบกพร่อง ของนักเรียนและนำไปปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงที ซึ่งจะทำให้ครูประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และลดภาระได้มาก ณัฐพงศ์ สาวงค์ตุ้ย (2542: 35) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกว่า แบบฝึกนั้นมีความสำคัญ ทั้งต่อตัวนักเรียนและครูผู้สอน ในด้านตัวนักเรียนนั้น ทำให้นักเรียนได้เกิดทักษะเกิดความรู้ ความชำนาญใน การได้ฝึกฝน และยังสามารถมองเห็นความก้าวหน้าของตนเองได้ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เหมาะสม ในด้านครูผู้สอนนั้น แบบฝึกที่ดีถือว่าเป็นอุปกรณ์ช่วยลดภาระของครูผู้สอน ประหยัดเวลา สามารถ ให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเองได้ ช่วยให้ครูผู้สอนมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ในการเรียน โดยอาศัยแบบฝึกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า แบบฝึกมีประโยชน์ในการนำมาใช้ เพื่อฝึกฝนทบทวนสิ่งที่นักเรียนได้ เรียนไปแล้ว ทำให้เข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น เกิดการเรียนรู้ที่คงทน นักเรียนสามารถนำแบบฝึกมาทบทวนเนื้อหา
36 เดิมด้วยตนเองได้ ทำให้นักเรียนเกิดทักษะ เกิดความชำนาญและสามารถมองเห็นความก้าวหน้าของตนเอง อีก ทั้งช่วยให้คุณครูมองเห็นข้อบกพร่องของนักเรียน เห็นปัญหาต่าง ๆ ในการเรียนและสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ 5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สมพร เชื้อพันธ์ (2547) สรุปไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงความสามารถ ความสำเร็จ และสมรรถภาพด้านต่าง ๆ ของผู้เรียนที่ได้จากการเรียนรู้อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน การฝึกฝนหรือ ประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งสามารถวัดได้จากการทดสอบด้วยวิธีการต่าง ๆ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548) กล่าวไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ขนาดของความสำเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน ปราณี กองจินดา (2549) กล่าวไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือ ผลสำเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของ วัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2546) ให้ความหมายไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการ วัดความสำเร็จทางการเรียน หรือวัดประสบการณ์ทางการเรียนที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอน โดยวัด ตามจุดมุ่งหมายของการสอนหรือวัดผลสำเร็จจากการศึกษาอบรมในโปรแกรมต่าง ๆ ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ให้คำจำกัดความไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือคุณลักษณะ รวมถึงความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ทั้งปวงที่ บุคคลได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ของสมรรถภาพ ทางสมอง จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลสำเร็จที่เกิดจากการเรียนรู้ด้วย วิธีการต่าง ๆ ของผู้เรียน ซึ่งจะมีวิธีในการวัดที่แตกต่างกันตามความเหมาะสมของตัวบุคคลและจุดประสงค์ที่ ต้องการวัด 5.2 จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2531: 29) ได้กล่าวถึง จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถของสมรรถภาพทางสมองของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมี ความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าใด ภพ เลาหไพบูลย์ (2537: 292) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ไว้ดังนี้ 1. ทราบว่านักเรียนได้บรรลุเป้าหมายของการเรียนหรือไม่ นักเรียนมีความรู้ความสามารถ มากน้อยเพียงใด เพื่อเปรียบเทียบหรือบันทึกความเจริญงอกงามของการเรียนรู้ 2. เพื่อแก้ปัญหาและปรับปรุงการเรียนการสอนโดยถือว่าการวัดผลสัมฤทธิ์ เป็นองค์ประกอบ หนึ่งของการเรียนการสอน
37 3. เพื่อประเมินผล การวัดผลสัมฤทธิ์ทุกครั้งจะต้องมีการประเมินผลทุกครั้งเพื่อจะได้ทราบว่า นักเรียนอยู่ในตำแหน่งใดของกลุ่ม บรรลุเป้าหมายในสิ่งที่สอนเป็นที่พอใจของผู้สอนหรือไม่ การวัดผลสัมฤทธิ์ ในการเรียนนั้นหากพิจารณาตามจุดมุ่งหมายและลักษณะของเนื้อหาวิชาจะมีการวัด 2 ด้าน คือการวัดในด้าน การปฏิบัติ และการวัดในด้านเนื้อหาวิชา ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือในการวัดหลายชนิดเข้ามาช่วย จึงจะสามารถ วัดได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน การวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการวัดในด้านเนื้อหาที่ ต้องการใช้สมรรถภาพทางสมอง เช่น ความรู้ความเข้าใจ ความสามารถในการวิเคราะห์ สังเคราะ ห์ ความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล เครื่องมือที่เหมาะสมและที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ 5.3 ความหมายและประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เยาวดี วิบูลย์ศรี (2541: 14) ได้อธิบายถึง แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ เป็นเครื่องมือสำหรับช่วยให้ครู สามารถตัดสินผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ เพราะเป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมของนักเรียน ที่มีความเป็นอิสระได้มากกว่าวิธีอื่น เมื่อเทียบกับกระบวนการเรียนรู้ที่มีอยู่ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ที่ใช้ใน โรงเรียน มุ่งวัดความรู้ในแต่ละวิชาและทักษะต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์พื้นฐานที่สำคัญ 2 ประการคือ 1. เพื่อเป็นเครื่องมือในการวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนอันเป็นข้อมูลที่ได้รับสำหรับการ ประเมินผลการเรียนการสอนเป็นรายบุคคล 2. เพื่อเป็นการตรวจสอบความสามารถของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งแตกต่างกันในธรรมชาติ บุญชม ศรีสะอาด (2545: 53) ได้อธิบายเกี่ยวกับ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ความสามารถของบุคคลในด้านวิชาการ ซึ่งเป็นผลจากการเรียนรู้เนื้อหาสาระและ ตามจุดประสงค์ของวิชาหรือเนื้อหาที่สอบนั้น โดยทั่วไปจะวัดผลสัมฤทธิ์ในวิชาต่าง ๆ ที่เรียนในโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆ อาจจำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบอิงเกณฑ์ หมายถึง แบบทดสอบที่สร้างขึ้นตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมมี คะแนนจุดตัดหรือ คะแนนเกณฑ์ สำหรับใช้ตัดสินว่าผู้สอบมีความรู้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ การวัดตรง ตามจุดประสงค์ เป็นหัวใจสำคัญของข้อสอบในแบบทดสอบประเภทนี้ 2. แบบทดสอบอิงกลุ่ม หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งสร้างเพื่อวัดให้ครอบคลุมหลักสูตรจึงสร้าง ตามตารางวิเคราะห์หลักสูตร ความสามารถในการจำแนก ผู้สอบตามความเก่งอ่อนได้ดี เป็นหัวใจสำคัญของ ข้อสอบในแบบทดสอบประเภทนี้ การรายงานผลการสอบอาศัยคะแนนมาตรฐาน ซึ่งเป็นคะแนนที่สามารถให้ ความหมายแสดงถึง สถานภาพ ความสามารถของบุคคลนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลอื่น ๆ ที่ใช้เป็นกลุ่ม เปรียบเทียบ สมนึก ภัททิยธนี (2551 : 73) ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนไว้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่วัดสมรรถภาพสมอง ด้านต่าง ๆ ที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้ว มี 2 ประเภท คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประเภทที่ครูสร้าง และแบบทดสอบมาตรฐาน
38 จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ ความสามารถของนักเรียนเพื่อตัดสินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นมาตรฐานและที่ครูสร้างขึ้นเอง การทดสอบใน โรงเรียนโดยทั่วไปครูจะเป็นผู้สร้างแบบทดสอบขึ้นเอง ซึ่งแบบทดสอบที่นิยมใช้คือ แบบทดสอบอิงเกณฑ์และ แบบทดสอบอิงกลุ่ม 5.4 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้การทดลองนั้นเป็น จริงได้มากที่สุด ซึ่งได้มีผู้กล่าวถึงวิธีการสร้างได้ดังนี้ บุญชม ศรีสะอาด (2545 : 59-66) ได้อธิบายถึงการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. วิเคราะห์จุดประสงค์ เนื้อหาวิชา และทำตารางกำหนดลักษณะข้อสอบ ขั้นตอนแรกสุด จะต้องทำการวิเคราะห์ว่าเนื้อหาหรือหัวข้อที่จะสร้างข้อสอบวัดนั้น มีจุดประสงค์ของการสอน หรือจุดประสงค์ การเรียนรู้อะไรบ้าง ทำการวิเคราะห์เนื้อหาวิชาว่ามีโครงสร้างอย่างไร จัดเขียนหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อย ทุกหัวข้อ พิจารณาความเกี่ยวโยง ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาเหล่านั้น จากนั้นก็จัดทำตารางกำหนดลักษณะข้อสอบ หรือที่เรียกว่าตารางวิเคราะห์หลักสูตร ตารางนี้มี 2 มิติ คือ ด้านเนื้อหากับด้านสมรรถภาพที่ต้องการวัด และ พิจารณาว่าจะออกข้อสอบทั้งหมดกี่ข้อเขียนจำนวนข้อลงในช่องรวมช่องสุดท้าย จากนั้นพิจารณาว่า หัวข้อ เรื่องใดสำคัญมากน้อยเขียนลำดับความสำคัญลงไปแล้วกำหนดจำนวนข้อที่จะวัดในแต่ละช่องขึ้นอยู่กับเรื่อง นั้น ต้องการให้เกิดสมรรถภาพด้านใดมากน้อยกว่ากัน 2. กำหนดรูปแบบของข้อคำถามและศึกษาวิธีเขียนข้อสอบ ทำการพิจารณาและตัดสินใจว่า จะใช้ข้อคำถามรูปแบบใด ศึกษาวิธีเขียนข้อสอบ หลักการเขียนข้อคำถาม ศึกษาวิธีเขียนข้อสอบสมรรถภาพ ต่าง ๆ ศึกษาเทคโนโลยีในการเขียนข้อสอบเพื่อนำมาใช้เป็นหลักในการเขียนข้อสอบ 3. เขียนข้อสอบ ลงมือเขียนข้อสอบ ใช้ตารางกำหนดลักษณะของข้อสอบที่จัดทำไว้ในขั้นที่ 1 เป็นกรอบซึ่งทำให้สามารถออกข้อสอบวัดได้ครอบคลุมทุกหัวข้อเนื้อหาและทุกสมรรถภาพ ส่วนรูปแบบและ เทคนิคในการเรียนข้อสอบยึดตามที่ได้ศึกษาในขั้นที่ 2 4. ตรวจทานข้อสอบ นำข้อสอบที่ได้เขียนไว้ในขั้นที่ 3 มาพิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่งโดย พิจารณาถึงความถูกต้องตามหลักวิชา พิจารณาว่าแต่ละข้อวัดในเนื้อหาและสมรรถภาพ ตามตารางกำหนด ลักษณะข้อสอบหรือไม่ ภาษาที่ใช้เขียนมีความเข้าใจง่ายเหมาะสมดีแล้วหรือไม่ตัวถูก ตัวลวงเหมาะสมเข้า หลักเกณฑ์หรือไม่ หลังการพิจารณาทบทวนเองแล้ว นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญวัดผล และด้านเนื้อหาสาระ พิจารณา ข้อบกพร่อง และนำเอาข้อวิจารณ์เหล่านั้นมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้น 5. พิมพ์แบบทดสอบฉบับบททดลอง นำข้อสอบทั้งหมดมาพิมพ์เป็นแบบทดสอบโดยจัดพิมพ์ คำชี้แจงหรือคำอธิบายวิธีทำแบบทดสอบไว้ที่ปกของแบบทดสอบอย่างละเอียดและชัดเจน การจัดพิมพ์วาง รูปแบบให้เหมาะสม
39 6. ทดลองใช้ วิเคราะห์คุณภาพและปรับปรุง นำแบบทดสอบไปทดลองกับกลุ่มที่คล้ายกับ กลุ่มตัวอย่างที่จะสอบจริง ซึ่งได้เรียนในวิชาหรือเนื้อหาที่จะสอบแล้ว นำผลการสอบมาตรวจให้คะแนน ทำการ วิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนก ค่าความยากของข้อสอบแต่ละข้อ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์คุณภาพ คัดเลือกเอา ข้อที่มีคุณภาพเข้าเกณฑ์ตามจำนวนที่ต้องการถ้าข้อที่เข้าเกณฑ์จำนวนมากกว่าที่ต้องการก็ตัดข้อที่มีเนื้อหา มากกว่าที่ต้องการ ซึ่งเป็นข้อที่มีอำนาจจำแนกต่ำสุดออกตามลำดับ นำเอาผลการสอบที่คิดเฉพาะข้อสอบที่ เข้าเกณฑ์เหล่านั้นมาคำนวณหาค่าความเชื่อมั่น 7. พิมพ์แบบทดสอบฉบับจริง นำข้อสอบที่มีอำนาจจำแนก และระดับความยากเข้าเกณฑ์ ตามจำนวนที่ต้องการในขั้นที่ 6 มาพิมพ์เป็นแบบทดสอบฉบับที่จะใช้จริงซึ่งจะต้องมีคำชี้แจง วิธีทำด้วย และ ในการพิมพ์นอกจากใช้รูปแบบที่เหมาะสมแล้วควรคำนึงถึงความประณีตถูกต้อง ซึ่งจะต้องตรวจทานให้ดี จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้นควรจะสร้าง ตามลำดับขั้นตอน เริ่มจากการวิเคราะห์จุดประสงค์ เนื้อหาวิชาและทำตารางวิเคราะห์ข้อสอบที่กำหนด รูปแบบของข้อคำถามและศึกษาวิธีการเขียนข้อสอบ เขียนข้อสอบ ตรวจทานข้อสอบพิมพ์แบบทดสอบฉบับ ทดลอง ทดลองใช้ วิเคราะห์คุณภาพปรับปรุงและพิมพ์แบบทดสอบฉบับจริง ข้อควรคำนึงถึง อีกประการหนึ่ง คือ หลักในการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ ซึ่งมีหลักการหรือกฎในการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ เช่น คำตอบที่ถูกต้อง จะต้องเป็นคำตอบที่ถูกต้องตามหลักวิชาจริง ๆ ใช้ตัวเลือกปลายเปิดให้เหมาะสม แต่ละข้อ จะต้องมีคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ศึกษาตัวอย่างงานวิจัยต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัย ดังนี้ พัชรินทร์แจ่มจำรูญ (2547) ได้ศึกษาเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับ ใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา อำเภอชะอำ จังหวัด เพชรบุรี ที่ได้รับการสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ด้วยวิธี KWL-PLUS กับวิธีสอนอ่านแบบปกติการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ด้วยวิธีKWL-PLUS กับวิธีการสอนอ่านแบบปกติ 2) ศึกษา ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีผลต่อการสอนอ่านจับใจความด้วยวิธีการสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ด้วยวิธี KWLPLUS กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เพชรบุรี อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2547 จำนวน 2547 จำนวน 60 คน จาก 2 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 30 คนโดยห้องเรียนหนึ่งสอนโดยวิธีอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ ด้วยวิธี KWL-PLUS และอีกห้องเรียนหนึ่งสอนโดยวิธีสอนอ่านแบบปกติ ใช้เวลาในการทดลอง 15 ชั่วโมง โดยใช้เนื้อหาเดียวกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความสำคัญ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีผลต่อวิธีสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ KWL-PLUS การวิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (X̅) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่า t-test ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน จับใจความของนักเรียนที่ได้รับการสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ด้วย
40 วิธี KWL-PLUS แตกต่างกับนักเรียนที่ได้รับการสอนอ่านแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) นักเรียนเห็นด้วยกับวิธีการสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ด้วยวิธี KWL-PLUS ร้อยละ 85 จิราภรณ์ ณรงค์ (2554) ได้ศึกษาเรี่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนด้วยเทคนิค KWL กับวิธีสอนปกติ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนด้วย เทคนิค KWL กับวิธีการสอนแบบปกติ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังได้รับการสอนด้วยเทคนิค KWL และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการสอนด้วยเทคนิค KWL กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 วัดพระงาม (สามัคคีพิทยา) จังหวัดนครปฐม ที่กำลังศึกษาในภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จาก 2 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 30 คน โดยใช้ห้องหนึ่งเป็นกลุ่มทดลองเรียนด้วยเทคนิค การสอน KWL และ อีกห้องหนึ่งเป็นกลุ่มควบคุมเรียนด้วยการสอนแบบปกติใช้เวลาการทดลอง 10 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความด้วยวิธีสอนแบบปกติ แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยเทคนิค KWL การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (X̅) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าทีแบบเป็น อิสระต่อกัน (t-test independent) การทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระ (t-test dependent) และการ วิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์การอ่านรับใจความของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ได้รับการสอนด้วยเทคนิค KWL สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 2) ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนด้วย เทคนิค KWL หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) นักเรียนมีความ คิดเห็นต่อการสอนด้วยเทคนิค KWL อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก วัชรี แก้วสาระ (2555) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียน สองภาษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วย KWL Plus การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ผลสัมฤทธิ์และ การรับรู้ความสามารถในการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนสองภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลัง การทดลอง 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และการรับรู้ความสามารถ ในการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียน สองภาษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนแบบ KWL Plus กับนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 ของโรงเรียน บ้านแหร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ยะลา เขต 3 จำนวน 48 คน จากการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 24 คน ใช้เวลาในการสอนเป็น 3 สัปดาห์แล้วทดสอบด้วยค่าเฉลี่ย (X̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ (One Way ANOVA) ผลการวิจัย พบว่า 1) หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.1 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วย KWL Plus สูงกว่านักเรียนสองภาษาที่เรียนแบบ ปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.1 3) การรับรู้ความสามารถในการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียน สองภาษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยKWL Plus หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมี
41 นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.1 และ 4) การรับรู้ความสามารถในการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนสองภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วย KWL Plus สูงกว่านักเรียนสองภาษาที่เรียนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.5 กิตติกาญจน์ อินทเกตุ (2557) ได้ศึกษาการพัฒนาการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL PLUS การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบ ทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วย เทคนิค KWL PLUS 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิค KWL PLUS กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวร นิเวศศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 9 สุพรรณบุรี ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 38 คน ซึ่งได้มาจาก การสุ่มอย่างง่าย โดยใช้วิธีจับสลาก ระยะเวลาในการทดลอง 12 คาบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการ จัดการเรียนรู้ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณด้วยเทคนิค KWLH – Plus แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านอย่างมี วิจารณญาณ และแบบสอบถามความคิดเห็น ของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWLH – Plus การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ย (X̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบ ค่าที (t-test) แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (dependent) ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL PLUS หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการ เรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 และ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความคิดเห็นต่อการจัดการ เรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL PLUS โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องสรุปได้ว่า ทักษะการอ่านถือเป็นทักษะสำคัญที่ควรจะได้รับ การพัฒนา เนื่องจากทักษะการอ่านเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ใช้ในการเสาะแสวงหาความรู้ ทั้งทางด้านการเรียน การทำงาน และการติดต่อสื่อสาร โดยเฉพาะการอ่านสรุปความเป็นการอ่านที่ผู้อ่านจะต้องตีความหมายสิ่งที่ อ่านได้ถูกต้อง ชัดเจน เข้าใจเรื่องได้ สามารถแยกส่วนที่สำคัญ หรือไม่สำคัญออกจากกัน และสรุปความจาก เรื่องที่อ่านเป็นภาษาของตนเอง ผู้อ่านจะต้องฝึก หากได้รับการพัฒนาในระดับขั้นต้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ในการเรียน และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ในการพัฒนานั้นจำเป็นต้องอาศัยเทคนิควิธีการที่ เหมาะสม การใช้เทคนิค KWL Plus เป็นเทคนิควิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาสาระหรือ ข้อมูลที่เรียนรู้ และจัดระเบียบข้อมูลที่เรียนรู้ เป็นขั้นตอนของการสรุปความทั้งในรูปแบบตาราง และแผนผัง ความคิด ซึ่งจะจดจําได้ง่ายเหมาะสมกับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จะต้องพัฒนาทักษะดังกล่าว ข้างต้นให้อยู่ในเกณฑ์ที่สูงขึ้น เพื่อจะทำให้นักเรียนสามารถอ่านเอกสารทุกประเภทได้อย่างเข้าใจ และสรุป ประเด็นได้ ผู้วิจัยจึงได้พัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านสรุปความ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อพัฒนาการอ่านสรุปความของ นักเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
42 7. กรอบแนวคิดการวิจัย กรอบแนวคิดในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษากรอบแนวคิดและทฤษฎีของ ธัญวรรณ เถาโพธิ์ (2549) ซึ่งสามารถสังเคราะห์กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัยออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1. การหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมโดยใช้เกณฑ์ E1/E2 2. การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จาก การศึกษาแนวคิดและทฤษฎีในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยสามารถเขียนแสดงกรอบแนวคิดเป็นแผนภาพได้ดังนี้ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์ ดีขึ้น