The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by กุลฤดี คงชัย, 2024-02-04 21:41:49

วิจัยในชั้นเรียน

วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่าน จับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึก ทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียน ผู้วิจัยจึงได้นำเสนอวิธีดำเนินการศึกษาตาม หัวข้อ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 3/5 และ 3/6 โรงเรียนกุดจับ ประชาสรรค์อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานีจำนวน 105 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานีจำนวน 33 คน โดยใช้การสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 2. แบบแผนการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการวิจัย (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการ ทดลอง (One group Pretest – Posttest Design) กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2 ตารางที่ 1 รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน


44 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน การจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบไปด้วย แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่าน จับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และแบบทดสอบวัดผมสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ สำคัญ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 3.1 แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้KWL Plus ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 แผน คือ 1) หลักการอ่านจับใจความสำคัญ เวลา 1 ชั่วโมง 2) การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน เวลา 1 ชั่วโมง 3) การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว เวลา 1 ชั่วโมง 4) การอ่านจับใจความสำคัญจากบทความ เวลา 1 ชั่วโมง 5) การอ่านจับใจความสำคัญจากเรื่องสั้น เวลา 1 ชั่วโมง 3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 แบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ 4. การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ วิจัยกำหนดรายละเอียดของการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ดังนี้ 4.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ผู้ศึกษาได้ ดำเนินการสร้าง ดังนี้ 4.1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับคุณภาพผู้เรียน ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้แกนกลาง การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4.1.2 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ เวลาที่ใช้และ มาตรฐานการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้


45 4.1.3 ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการ จัดการเรียนรู้KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ 4.1.4 ศึกษาหลักสูตรและโครงสร้างสถานศึกษาของโรงเรียนกุดจับประชาสรรค์กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4.1.5 กำหนดเนื้อหาและระยะเวลาในการวิจัย สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ โดยใช้เวลา ในการดำเนินการวิจัยทั้งหมดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง คาบเรียนละ 50 นาทีรวมทั้งหมด 5 คาบ 4.1.6 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 แผน คือ 1) หลักการอ่านจับใจความสำคัญ เวลา 1 ชั่วโมง 2) การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน เวลา 1 ชั่วโมง 3) การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว เวลา 1 ชั่วโมง 4) การอ่านจับใจความสำคัญจากบทความ เวลา 1 ชั่วโมง 5) การอ่านจับใจความสำคัญจากเรื่องสั้น เวลา 1 ชั่วโมง 4.1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 2 ท่านโดยเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาภาษาไทย ด้านหลักสูตรการสอน การวิจัย และการวัดผลประเมินผล เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องและความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหา สาระ กิจกรรมการเรียนรู้และการวัดผล ประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ - ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและสอดคล้อง จากนั้นนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item – Objective Congruence : IOC) ระหว่างองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้โดยสูตรคำนวณ ดังนี้ สูตร IOC = ∑ เมื่อ IOC คือ ดัชนีความสอดคล้องของจุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้และการ ประเมินผล ∑ คือ ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N คือ จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด จะต้องได้ค่าดัชนีความสอดคล้องของทุกองค์ประกอบตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป


46 4.1.8 ปรับปรุง และแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 4.1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่งเพื่อ ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการทดลองภาคสนาม 4.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ แบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ 4 ตัวเลือก มีขั้นตอน ในการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดังนี้ 4.2.1 ศึกษาทฤษฎี วิธีสร้าง เทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ คู่มือในการจัด การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 4.2.2 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ 4.2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย แบบปรนัยจำนวน 20 ข้อ 4 ตัวเลือก ให้ครอบคุลมเนื้อหาสาระและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 4.2.4 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 2 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การสอนวิชาภาษาไทย การวิจัย และด้านการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบโดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ - ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง - ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง - ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 4.2.5 นำผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง ข้อคำถามของแบบทดสอบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.2.6 นำข้อสอบที่คัดเลือกแล้วจำนวน 20 ข้อ ไปทดสอบเพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบทั้งฉบับโดยใช้สูตร KR-20 ของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder-Richaedson Method) 4.2.8 นำแบบทดสอบที่ได้ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์จำนวน 33 คน ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลองภาคสนามต่อไป 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลอง กับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับ ดังนี้


47 5.1 ก่อนการทดลองให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การ อ่านจับใจความสำคัญ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 5.2 ผู้วิจัยดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น โดยให้นักเรียนเรียนรู้และ ปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน คือ 1) หลักการอ่านจับใจความสำคัญ เวลา 1 ชั่วโมง 2) การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน เวลา 1 ชั่วโมง 3) การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว เวลา 1 ชั่วโมง 4) การอ่านจับใจความสำคัญจากบทความ เวลา 1 ชั่วโมง 5) การอ่านจับใจความสำคัญจากเรื่องสั้น เวลา 1 ชั่วโมง 5.3 เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้ว นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยชุดเดิมไป ทดสอบนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป 6. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้KWL Pius ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัย ดำเนินการโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (Statistical Package for Social Science: SPSS for Window) ตามขั้นตอน ดังนี้ 6.1 นำผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ ก่อนเรียนและหลังเรียนมาหาค่าเฉลี่ย (̅ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และร้อยละ (Percentage) แล้ว เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการทดสอบทีแบบไม่ อิสระ (t-test for Dependent Sample) 6.2 นำผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ หลังเรียนมาหาค่าเฉลี่ย (̅ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และร้อยละ (Percentage) แล้วเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย กับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for one Sample)


48 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ดังนี้ 7.1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Test Analysis Program (TAP) 7.1.1 หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) สูตร IOC = ∑ เมื่อ IOC คือ ดัชนีความสอดคล้องของจุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผล ∑ คือ ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N คือ จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 7.1.2 ค่าความยากง่ายP) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 7.1.3 ค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 7.1.4 ค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน KR-20 ของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson Method) สูตร = −1 {1 − ∑ 2 } เมื่อ แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ P แทน สัดส่วนของผู้ที่ตอบถูกในแต่ละข้อ q แทน สัดส่วนของผู้ที่ทำผิดในข้อหนึ่ง ๆ n แทน จำนวนข้อสอบแบบทดสอบ 2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ 7.2 สถิติพื้นฐาน ใช้ค่าเฉลี่ย (̅ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ 7.2.1 หาค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) หาค่าคะแนนเฉลี่ย (̅ ) คำนวณจากสูตร สูตร (̅ ) = ∑


49 เมื่อ (̅ ) แทน คะแนนเฉลี่ย ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนนักเรียนของกลุ่มตัวอย่าง 7.2.2 หาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนจากการทดสอบใช้สูตร ดังนี้ สูตร SD = √ ∑ 2− (∑ ) 2 (−1) เมื่อ SD แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ∑ ̅ แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนนแต่ละตัวยกกำลังสอง (∑ ̅) 2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกำลังสอง N แทน จำนวนนักเรียนของกลุ่มตัวอย่าง 7.3 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ SPSS for Windows 7.3.1 สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียน คือ การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample)


52 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยนำเสนอ ผลการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยดังต่อไปนี้ 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ KLW Plus ร่วมกับแบบทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีคุณภาพ ตามเกณฑ์การประเมิน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องการอ่านจับใจความ สำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบ ฝึกทักษะ การวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้เสนอ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 4.1 ลำดับขั้นตอนการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 ลำดับขั้นตอนการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามลำดับ ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับ ใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โดยการหาร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (X) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กับ เกณฑ์ที่กำหนดไว้ ร้อยละ 80/80 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้KWL Plus ร่วมกับแบบ ฝึกทักษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์


51 4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่าน จับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการหาร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (X) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้ว เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 กับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ร้อยละ 80/80 ตารางที่ 3 การแสดงประสิทธิภาพกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ จำนวน 33 คน เลขที่ ก่อนเรียน (20) คะแนนระหว่างเรียน รวม ระหว่าง เรียน (50) หลังเรียน (20) แผนที่ 1 (10) แผนที่ 2 (10) แผนที่ 3 (10) แผนที่ 4 (10) แผนที่ 5 (10) 1. 9 6 8 9 9 10 42 16 2. 8 5 7 9 8 9 38 15 3. 7 7 6 9 9 10 41 15 4. 7 6 8 8 9 10 41 17 5. 10 7 8 9 9 10 43 16 6. 8 5 8 8 9 10 40 15 7. 7 5 8 9 9 9 40 16 8. 9 6 8 8 8 10 40 18 9. 10 6 8 9 9 8 40 18 10. 9 6 8 8 9 10 41 17 11. 8 6 7 8 9 10 40 15 12. 12 7 7 9 9 9 41 18 13. 11 5 8 8 9 10 40 17 14. 8 5 8 9 9 10 41 15 15. 11 6 7 8 8 9 38 16 16. 9 5 7 9 9 10 40 18 17. 11 5 7 8 8 10 38 17 18. 7 7 8 9 8 10 42 16 19. 8 7 8 8 9 10 42 16 20. 10 6 7 9 9 9 40 17


52 เลขที่ ก่อนเรียน (20) คะแนนระหว่างเรียน รวม ระหว่าง เรียน (50) หลังเรียน (20) แผนที่ 1 (10) แผนที่ 2 (10) แผนที่ 3 (10) แผนที่ 4 (10) แผนที่ 5 (10) 21. 11 6 8 9 10 10 43 17 22. 7 5 7 8 10 10 40 16 23. 8 6 7 9 10 10 42 18 24. 9 6 7 8 9 10 40 16 25. 10 5 6 9 9 10 39 18 26. 12 5 8 8 10 10 41 17 27. 8 5 7 9 8 10 39 15 28. 7 5 8 9 8 10 40 18 29. 9 6 8 9 9 8 40 16 30. 10 6 7 9 10 10 42 15 31. 11 6 8 9 9 10 42 18 32. 10 5 7 8 10 9 39 17 33. 9 7 8 7 10 10 42 16 รวม 300 191 247 282 297 320 1337 545 ̅ 9.09 5.79 7.48 8.55 9.00 9.70 40.52 16.52 S.D. 1.53 0.74 0.62 0.56 0.66 0.59 1.35 1.09 ร้อยละ 45.45 11.58 14.97 17.09 18.00 19.39 81.03 82.58 จากตารางที่ 3 แสดงให้เห็นว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 ที่เรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับ ใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับ 9.09 คิดเป็นร้อยละ 45.45 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.53 ส่วนคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนได้จากการทำแบบฝึกทักษะ เท่ากับ 40.52 คิดเป็นร้อยละ 81.03 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.35 และได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับ 16.52 คิดเป็นร้อยละ 82.58 โดยมีส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 1.09 ตารางที่ 5 แสดงประสิทธิภาพของผลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 33 คน


53 จำนวน นักเรียน (N) คะแนนแบบฝึกทักษะ (E1 ) คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียน (E2 ) คะแนนเต็ม คะแนน เฉลี่ย ร้อยละ คะแนนเต็ม คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 33 50 40.25 81.03 20 16.52 82.58 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 33 คน โดยได้คะแนนจากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน สำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ ผู้วิจัยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบก่อนเข้าสู่บทเรียนเพื่อ ตรวจสอบความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ และทำแบบทดสอบหลังเรียน หลังจากการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ โดยใช้แบบทดสอบเป็นฉบับเดียวกันทั้งก่อน เรียนและหลังเรียน จากนั้นได้นำคะแนนของผู้เรียนมาวิเคราะห์ซึ่งปรากฏผลดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่ 6 แสดงผลรวมคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละของคะแนนก่อนเรียน และ หลังเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 33 คน เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เลขที่ คะแนนก่อนเรียน (20) คะแนนหลังเรียน (20) ผลต่างคะแนน (D) 1 9 16 7 2 8 15 7 3 7 15 8 4 7 17 10 5 10 16 6 6 8 15 7 7 7 16 9 8 9 18 9 9 10 18 8 10 9 17 8 11 8 15 7 12 12 18 6 13 11 17 6


54 เลขที่ คะแนนก่อนเรียน (20) คะแนนหลังเรียน (20) ผลต่างคะแนน (D) 14 8 15 7 15 11 16 5 16 9 18 9 17 11 17 6 18 7 16 9 19 8 16 8 20 10 17 7 21 11 17 6 22 7 16 9 23 8 18 10 24 9 16 7 25 10 18 8 26 12 17 5 27 8 15 7 28 7 18 11 29 9 16 7 30 10 15 5 31 11 18 7 32 10 17 7 33 9 16 7 รวม 300 545 245 ̅ 9.09 16.52 - S.D. 1.53 1.09 - ร้อยละ 45.45 82.58 - จากตารางที่ 6 แสดงให้เห็นว่าผลการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 ได้ คะแนนทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 9.09 คิดเป็นร้อยละ 45.45 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.53 และได้คะแนนทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 16.52 คิดเป็นร้อยละ 82.58 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.09 แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และคะแนนหลังเรียนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้จากนั้นผู้วิจัยนำคะแนนของการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบหลังเรียนไป วิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผล ปรากฏผลดังตารางต่อไปนี้


55 ตารางที่ 7 แสดงคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบไม่อิสระ และระดับ นัยสำคัญทางสถิติของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่าน จับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 33 คน โดยเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน (N = 33) ผลการทดสอบ ̅ S.D. t-test Sig. ก่อนเรียน 9.09 1.53 28.82 0.00 หลังเรียน 16.52 1.09 * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 7 พบว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนน เฉลี่ยเท่ากับ 9.09 คะแนน และ 16.52 คะแนน ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้น การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ซึ่งทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยใช้KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เป็นวิธีสอนที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการคิดวิเคราะห์และช่วยให้ ผู้เรียนเข้าใจในเนื้อหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการอ่านจับใจความสำคัญเพิ่มมากขึ้น


บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ในการวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัย นำเสนอการสรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และเสนอแนะ โดยมีลำดับดังนี้ 5.1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 5.2 สมมติฐานของการวิจัย 5.3 สรุปผลการวิจัย 5.4 อภิปรายผลการวิจัย 5.5 ข้อเสนอแนะ 5.1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 5.1.1 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้KLW Plus ร่วมกับแบบทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ให้มีคุณภาพตาม เกณฑ์การประเมิน 80/80 5.1.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องการอ่าน จับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ 5.2 สมมติฐานของการวิจัย 5.2.1 การจัดการเรียนรู้KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ สามารถพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ สำคัญ ในรายวิชาภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 5.2.2 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 5.3 สรุปผลการวิจัย 5.3.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวน การเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.03/82.58 แสดงว่าการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์ มาตรฐานที่ตั้งไว้ร้อยละ 80 และสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 5.3.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวน การเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีนัยสำคัญที่ .05 ซึ่งนักเรียนได้


57 คะแนนทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 9.09 คิดเป็นร้อยละ 45.45 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.53 และได้คะแนนทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 16.52 คิดเป็นร้อยละ 82.58 แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 5.4 อภิปรายผลการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีประเด็นที่จะอภิปรายผลการวิจัยดังนี้ จากผลการวิจัย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีนัยสำคัญที่ .05 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 ที่เรียนรายวิชา ภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ได้คะแนนทดสอบเฉลี่ยเท่ากับ 9.09 คิดเป็นร้อยละ 45.45 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.53 และได้ คะแนนทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 16.52 คิดเป็นร้อยละ 82.58 แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และคะแนนหลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก การจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เป็นกิจกรรมที่ฝึกให้นักเรียนได้อ่าน ได้คิด หาคำตอบ อย่างเป็นระบบเป็นขั้นตอน โดยมี ครูคอยกระตุ้นให้นักเรียนได้ตั้งคำถาม เพื่อหาคำตอบจากเรื่องที่อ่าน ดังที่ ฆนัท ธาตุทอง (2551) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ว่าเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการอ่าน โดยเป็นกระบวนการ ทำความเข้าใจตนเอง มีการวางแผน ตั้งจุดมุ่งหมาย ตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง และมีการจัดระบบ ข้อมูล ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ พัชรินทร์ แจ่มจำรูญ (2547, บทคัดย่อ) ที่ศึกษาการเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา อำเภอ ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ที่ได้รับการสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ด้วยวิธี KWL- PLUS กับวิธีสอนอ่านแบบปกติ ซึ่งพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความของนักเรียน ที่ได้รับการสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ด้วยวิธี KWL - PLUS แตกต่างกับนักเรียนที่ได้รับการสอนอ่านแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ นักเรียนเห็นด้วยกับวิธีสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ด้วยวิธี KWL - PLUS ร้อยละ 85 และสอดคล้องกับผลการวิจัย ของ จิราภรณ์ บุญณรงค์ (2554, บทคัดย่อ) ที่ศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนด้วยเทคนิค KWL กับวิธีสอนแบบปกติ ซึ่งพบว่า ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอน ด้วยเทคนิค KWL สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลสัมฤทธิ์ การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนด้วยเทคนิค KWL หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความคิดเห็นต่อการสอนด้วยเทคนิค KWL อยู่ใน ระดับเห็นด้วยมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการสอนอ่านจับใจความสำคัญด้วยเทคนิค KWL Plus เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้น ให้ นักเรียนได้ทำกิจกรรมการอ่านอย่างมีลำดับขั้นตอน ฝึกการใช้ความรู้เดิม หรือประสบการณ์เดิมของตนเอง มาช่วยในการตีความ หรือทำความเข้าใจกับเรื่องที่อ่านจึงทำให้ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียน


58 สูงขึ้น ซึ่งต่างจากการสอนอ่านจับใจความสำคัญด้วยวิธีสอนแบบปกติที่จัดการเรียนรู้ในรูปแบบนี้จะเป็น การเสนอเนื้อหาให้นักเรียน และไม่ได้ฝึกให้นักเรียนบันทึกความรู้ที่เป็นแนวคิดสำคัญ และไม่ได้ฝึกให้นักเรียน ใช้ความรู้ หรือประสบการณ์เดิมของตนเองมาใช้ในการตีความ หรือทำความเข้าใจเรื่องที่อ่าน จึงทำให้นักเรียน เข้าใจเรื่องที่อ่านได้ยากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ เกียรติชัย ยานะรังษี (2540: 39) ที่กล่าวว่า การจัด การเรียนการสอนโดยใช้เทคนิค KWL Plus เป็นยุทธวิธีการอ่านเพื่อความเข้าใจ เป็นการสอนที่สนับสนุนให้ ผู้เรียนนำเอาประสบการณ์เดิมมาช่วยในการตีความเนื้อเรื่องที่อ่าน ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการตั้งคำถาม ทำให้ผู้เรียนมีจุดประสงค์ในการอ่าน มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเพื่อนในกลุ่ม และสอดคล้องกับ สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2545: 88) กล่าวว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL Plus เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ เน้นให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการอ่าน ซึ่งสอดคล้องกับทักษะการคิดอย่างรู้ตัวว่าตนเองคิดอะไร มีวิธีคิด อย่างไร สามารถตรวจสอบความคิดของตนเองได้ และสามารถปรับเปลี่ยนกลวิธีการคิดของตนเองได้ โดยผู้เรียนจะได้รับการฝึกให้ตระหนักในกระบวนการทำความเข้าใจตนเอง มีการวางแผน ตั้งจุดมุ่งหมาย ตรวจสอบความเข้าใจของตน มีการจัดระบบข้อมูลเพื่อดึงมาใช้ภายหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น ผู้วิจัยยังพบว่า การจัดการเรียนรู้ KWL Plus เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นให้ นักเรียนได้ฝึกคิดอย่างเป็นขั้นตอน เป็นระบบให้นักเรียนได้ฝึกคิดอย่างเป็นขั้นตอน เป็นระบบเพื่อให้นักเรียน สามารถเชื่อมโยงความรู้เดิมที่มีอยู่กับความรู้ที่ได้รับมาใหม่ โดยนักเรียนจะต้องฝึกคิดเชื่อมโยงเนื้อหาที่ได้รับ ตามกรอบแนวทางเป็นลำดับขั้นตอน ซึ่งครูใช้คำถามกระตุ้นความคิดของนักเรียน ให้คำแนะนำผ่านการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ แล้วให้นักเรียนบันทึกความรู้ลงในใบงานตามลำดับขั้น โดยเริ่มจาก ขั้น K ซึ่งเป็นขั้นตอน ที่กำหนดให้นักเรียนดึงความรู้เดิมที่มีอยู่มาใช้และเชื่อมโยงให้เข้ากับความรู้ใหม่ที่ได้รับจาก การอ่านเรื่อง ขั้น W เป็นขั้นตอนที่นักเรียนจะต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน เพื่อให้นักเรียนมีจุดมุ่งหมาย ในการอ่านเรื่อง ขั้น L เป็นขั้นที่นักเรียนจะต้องสำรวจว่าตนเองได้เรียนรู้อะไรบ้างจากเรื่องที่อ่านที่ได้กำหนดจุดมุ่งหมายไว้ใน ขั้น W แล้วนำคำตอบที่ได้มาสร้างแผนภาพความคิดเพื่อฝึกการจัดลำดับข้อมูลและการเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ ของข้อมูลที่ได้รับจากการอ่าน แล้วเขียนสรุปใจความสำคัญ การฝึกอ่านจับใจความตามลำดับ ขั้นตอนการ จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus จึงทำให้ทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ เกียรติชัย ยานะรังษี (2540: 39) ที่กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอน โดยใช้เทคนิค KWL Plus เป็นยุทธวิธีการอ่านเพื่อความเข้าใจ เป็นการสอนที่สนับสนุนให้ผู้เรียนนำเอา ประสบการณ์เดิมมาช่วยในการตีความเนื้อเรื่องที่อ่าน ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการตั้งคำถามทำให้ผู้เรียน มีจุดประสงค์ในการอ่าน มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเพื่อนในกลุ่ม สอดคล้องกับ สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2545: 88) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL Plus เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนมี ทักษะกระบวนการอ่าน ซึ่งสอดคล้องกับทักษะการคิดอย่างรู้ตัวว่าตนเองคิดอะไร มีวิธีคิดอย่างไร สามารถ ตรวจสอบ ความคิดของตนเองได้ และสามารถปรับเปลี่ยนกลวิธีการคิดของตนเองได้ โดยผู้เรียนจะได้รับ การฝึกให้ตระหนักในกระบวนการทำความเข้าใจตนเอง มีการวางแผน ตั้งจุดมุ่งหมาย ตรวจสอบความเข้าใจ ของตน มีการจัดระบบข้อมูลเพื่อดึงมาใช้ภายหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับงานวิจัยของ วัชรี แก้วสาระ (2555) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนสองภาษาชั้น


59 ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วย KWL Plus ผลวิจัยพบว่า หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.1 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วย KWL Plus สูงกว่านักเรียนสองภาษาที่เรียนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.1 อีกทั้ง ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ กิตติกาญจน์ อินทเกตุ (2557) ได้ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง การพัฒนาการอ่านอย่าง มีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL PLUS ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL PLUS หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 จากผลการอภิปรายข้างต้นสรุปได้ว่า การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่าน จับใจความสำคัญ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และเป็นการสอนอ่านที่ช่วยพัฒนาความสามารถใน การอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนได้ดีขึ้น เพราะมีกระบวนการเป็นลำดับ ขั้นตอน เริ่มต้นด้วยการ ตั้งคำถามและฝึกให้นักเรียนคิด หาคำตอบด้วยตนเอง ซึ่งปกตินักเรียนจะไม่ค่อยสนใจการอ่าน ไม่ชอบอ่าน เนื้อหาที่มีขนาดเยอะ แต่เมื่อนักเรียน ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus นักเรียนเกิดความสนุก อยากเรียน อยากรู้ อยากอ่าน เพิ่มขึ้น และเป็นกิจกรรมการอ่านที่ส่งเสริมให้นักเรียนเข้าใจในสิ่งที่อ่านมากขึ้น พร้อมทั้งนักเรียน ได้เรียนรู้วิธีการเรียบเรียงภาษาที่มาจากความเข้าใจของตนเอง 5.5 ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ค้นพบข้อสังเกตจากประสบการณ์ตรงที่อาจก่อให้เกิดประโยชน์ศึกษา ต่อไปนี้ ข้อเสนอแนะเพื่อการนำผลการวิจัยไปใช้ 1. การจัดกิจกรรมกระบวนการจัดการเรียนรู้ KWL Plus ขั้นกิจกรรมระหว่างการอ่านและขั้นกิจกรรม หลังการอ่าน ในขั้นนี้จะให้นักเรียนได้อ่านบทอ่าน และได้ตั้งคำถาม พร้อมหาคำตอบจากคำถามที่ตั้ง กิจกรรม ใน 2 ขั้นนี้ อาจจะมีนักเรียนบางคนที่คิดไม่ทัน เนื่องจากนักเรียนแต่ละคนมีพื้นฐานความรู้เดิมที่แตกต่างกัน หรือนักเรียนบางคนอาจจะไม่ช่วยเพื่อนคิด ซึ่งครูผู้สอนจะคอยดูแลและคอยเป็นที่ปรึกษา ฝึกให้นักเรียนได้คิด ได้อ่าน ตอบคำถามอย่างเป็นระบบ 2. การจัดกิจกรรมกระบวนการจัดการเรียนรู้KWL Plus เหมาะสมกับการบูรณาการเข้ากับทุก รายวิชา แต่เนื้อหาการศึกษาจะต้องไม่ยากจนเกินไปสำหรับผู้เรียน หรือผู้สอนจำเป็นต้องงมีการอธิบายเนื้อหา อย่างละเอียดอย่างชัดเจน เนื่องจากกิจกรรมการเรียนรู้ต้องอาศัยทักษะการคิด วิเคราะห์ตามขอบเขตของเวลา ที่ผู้สอนได้กำหนด 3. แบบฝึกทักษะเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ เป็นแบบฝึกทักษะที่นักเรียนทำด้วยตนเอง จากการ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนพบว่า นักเรียนมักข้ามขั้นตอนการศึกษาคำแนะนำในการทำแบบฝึกทักษะ ขั้นตอนการศึกษาใบความรู้ ขั้นตอนการอ่านและการทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำชี้แจงแต่ละกิจกรรม โดยลงมือ ทำแบบฝึกทักษะเลย เมื่อพบปัญหาจึงกลับมาศึกษาใบความรู้ ดังนั้นก่อนการทำแบบฝึกทักษะผู้สอนควร


60 แนะนำผู้เรียนให้ปฏิบัติตามขั้นตอน โดยเริ่มจาก ศึกษาใบความรู้ อ่านและทำความเข้าใจคำชี้แจงของแต่ละ กิจกรรม จากนั้นจึงลงมือทำแบบฝึกทักษะ และตรวจสอบความถูกต้องจากเฉลย ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้อื่น ๆ เช่น กิจกรรม การเรียนรู้แบบคู่คิด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกม และกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนผังความคิด เพื่อศึกษา และพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น 2. ควรศึกษาการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ในด้านอื่น ๆ เช่น การคิด วิเคราะห์ การเขียนสรุปความ เป็นต้น 3. ควรมีการนำรูปแบบการอ่านสรุปความ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ไปใช้ใน การจัดการเรียนรู้กับผู้เรียนระดับชั้นอื่น ๆ หรือนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาอื่น


61 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2543). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด. กระทรวงศึกษาธิการ. (2555). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว. กอบกาญจน์ วงศ์วิสิทธิ์. (2551). ทักษะภาษาเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์ เกียรติชัย ยานะรังสี. (2540). ผลการสอนแบบ เค ดับบลิวแอล พลัส ที่มีต่อความเข้าใจในการอ่านและ ความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมธยมศึกษา ปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาอังกฤษมหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กิตติกาญจน์ อินทเกตุ. (2557). การพัฒนาการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL PLUS. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการ สอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ฆนัท ธาตุทอง. (2551). การออกแบบการสอนและบูรณาการ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จินตนา ชูเชิด. (2537). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำยากภาษาไทยของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้เกมกับการใช้แบบฝึก. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตการมัธยมศึกษา (กศ.ม.). มหาวิทยาลัยบูรพา. จำเนียร เล็กสุมา. (2552). การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความจากนิทานส่งเสริมคุณธรรมของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสร้างแผนที่ความคิด. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการนิเทศ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และ บาหยัน อิ่มสำราญ. (2552). ภาษากับการสื่อสาร. นครปฐม: บริษัทพรีเฟรท จํากัด. จิราภรณ์ บุญณรงค์. (2554). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนด้วยเทคนิค KWL Plus กับวิธีสอนปกติ. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศิลปากร. จินตนา ชูเชิด. (2537). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำยากภาษาไทยของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้เกมกับการใช้แบบฝึก. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตการมัธยมศึกษา (กศ.ม.). มหาวิทยาลัยบูรพา. ณัฐพงศ์ สาวงศ์ตุ้ย. (2542). การพัฒนาแบบฝึกที่มีประสิทธิภาพเรื่องการสะกดค้ายากวิชาภาษาไทยชั้น ประถมศึกษาปี ที 3. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาการประถมศึกษา บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.


62 บรรณานุกรม (ต่อ) ณัฐสุภางค์ ยิ่งสง่า. (2550). การเปรียบเทียบการอ่านจับใจความภาษาไทยและการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการจัดกิจกรรมตามหลักการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานและการจัด กิจกรรมตามรูปแบบวัฐจักรการเรียนรู้. วิทยานิพนธ์การศึกษา มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย มหาสารคาม. ดวงเดือน พิทักษ์ทม. (2553). การพัฒนาชุดการสอนวิชาภาษาไทย เรื่อง การจําแนกค้าในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการหลักสูตรและการ เรียนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. นงเยาว์ บวงสรวง. (2535). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การสะกดคำของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริม ทักษะกับวิธีการเขียนตามค่าบอก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนท่ายางวิทยา จังหวัดเพชรบุรี. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เนาวรัตน์ ชื่นมณี. (2540). การพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทยการสะกดคำยาก เรื่องเป็ดหายสำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต การมัธยมศึกษา (กศ.ม.) มหาวิทยาลัย สารคาม. นวลนุช สีทองดี. (2541). การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะทางภาษาเรื่อง การเขียนสะกดคำตามมาตรา ตัวสะกด แม่กด เสริมทักษะวิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีความ บกพร่องทางการได้ยิน. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์. บุญชม ศรีสะอาด. (2538). การพัฒนาการสอน. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน. บุญชม ศรีสะอาด. (2543). การวิจัยเบื้องตน. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน. ปราณี กองจินดา. (2549). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และทักษะการคิดเลขในใจ ของนักเรียนที่ได้รับการสอนตามรูปแบบซิปปา โดยใช้แบบฝึกหัดที่เน้นทักษะการคิดเลขในใจ กับนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้คู่มือครู. วิทยานิพนธ์ครุศาสตร มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. ผุสดี กุฎอินทร์. (2529). การอ่านเพื่อชีวิต. พิบูลสงคราม: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สถาบันราชภัฏ พิบูลสงคราม. พรรณี ชูทัย. (2522). จิตวิทยาการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: วรวุฒิการพิมพ์. พรสวรรค์ ค้าบุญ. (2534). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการเขียนคำยากของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้และไม่ใช้แบบฝึก โรงเรียนร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์.วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2544). การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. กรุงเทพฯ: เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป.


63 บรรณานุกรม (ต่อ) พัชรินทร์ แจ่มจำรูญ. (2547). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ที่ได้รับการสอนอ่านปฏิสัมพันธ์ด้วย วิธี KWL Plus กับวิธีการสอนแบบปกติ. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการ สอนภาษาไทย บันฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. มะลิ อาจวิชัย. (2540). การพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง การเขียนสะกดคำ ไม่ตรงตามมาตรา ตัวสะกด แม่กน แม่กด และแม่กบ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต การมัธยมศึกษา (กศ.ม.). มหาวิทยาลัยสารคาม. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2553). คู่มือการจัดระบบการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนรู้. (ม.ป.ท.). เทียนวัฒนา พริ้นท์ติ้ง. ราชบัณฑิตยสถาน. (2546). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น. วรรณ แก้วแพรก. (2526). คู่มือการเขียนชั้นประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. วิลาสินี แสนวัง. (2549). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านสรุปความสารที่ให้ความรู้สึก ความรู้สึก ทางบวกและสารที่ให้ความรู้สึกทางลบ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ ปริญญา มหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. วรรณี โสมประยูร. (2542). การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ไทย วัฒนาพานิช, วัชรา เล่าเรียนดี. (2548). เทคนิคและยุทธวิธีพัฒนาทักษะการคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร. วิไลรัตน์ วสุริย์. (2545). การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้เอกสารจริงเกี่ยวกับ ท้องถิ่นในรายวิชา อ0112 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จังหวัดเพชรบุรี, วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษใน ฐานะภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยศิลปากร. วัฒนา วิชิตชาญ. (2546). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านเพื่อเข้าใจภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สอนด้วยวิธีสอนแบบเทคนิคการสร้างแผนที่ความคิดและวิธีสอนเพื่อการ สื่อสาร. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการนิเทศ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย ศิลปากร. วิลาสินี แสนวัง. (2549). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านสรุปความสารที่ให้ความรู้สึก ความรู้สึก ทางบวกและสารที่ให้ความรู้สึกทางลบ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ ปริญญา มหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาไทย. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. วัชรี แก้วสาระ. (2555). ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนสองภาษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วย KWL Plus. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.


64 บรรณานุกรม (ต่อ) วิลาวัลย์ ลูกสะเดา และคณะ. (2551). ผลของการฝึกเทคนิค K-W-L-H ร่วมกับกิจกรรมการเรียนแบบคู่คิด ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษาของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วารสารปีที่ 19 ฉบับที่ 1. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. แววมยุรา เหมือนนิล. (2553). การอ่านจับใจความ. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ชมรมเด็ก. ศิริวรรณ เสนา. (2535). การอ่านจับใจความสำคัญ. กรุงเทพฯ: คณะครุศาสตร์ วิทยาลัยครูธนบุรี. ศรีวิไล พลมณี. (2545). ภาษาและการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 4 เชียงใหม่: ภาควิชามัธยมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ศศิธร ชวาลไชย. (2554). การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบ KWL PLUS ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาอังกฤษ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. สมพร ประมวลศิลปชัย. (2543). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคานิยมตอภูมิปญญาไทยของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 ที่เรียนวิชาสังคมศึกษา โดยใชชุดการเรียนภูมิปญญาไทยกับการใช กระบวนการกลุมสัมพันธ. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ. (2545). 21 วิธีการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด. กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาพพิมพ์. สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. (2545). หลักและวิชาการสอนอ่านภาษาไทย. กรุงเทพ: ไทยวัฒนาพานิช. สำเนียง มณีกาญจน์. (2548). กลเม็ดการอ่านให้เก่ง. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊คส์. สมพร แพ่งพิพัฒน์. (2555). ความสำคัญของการอ่าน. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: เฮาสออฟเคอรมิสท. สิทธิพงศ์ สิริวราพงศ์. (2555). การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ: ทีคิวพี. อัจฉรา ชีวพันธ์. (2531). บรรณาธิการสาระสาธิต. กรุงเทพฯ: คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อารีย์ วาศน์อำนวย. (2545). การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ ตามแนวการสอน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการนิเทศบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. อ้อมขวัญ แสงคล้อย. (2553). การพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญจากนิทานโดยใช้เทคนิคกลวิธีการสอน แบบ KWL Plus. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ภาษาอังกฤษ Carr, E. and Ogle, D. (1987). K-W-L Plus : A Strategies for Comprehension and Summarization. Journal of Reading. 30 (626 – 631). Ogle, D. (1 9 8 6 ) . KWL: A teaching model that develops active reading of expository text. The Reading Teacher 40 : (564-570).


ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ


66 รายนามผู้เชี่ยวชาญ 1. นางกาญจนา โคตรโสภา ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ สาขาวิชาภาษาไทย โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์ จังหวัดอุดรธานี 2. นางอภิญญา ชุมพล ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ สาขาวิชาภาษาไทย โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์ จังหวัดอุดรธานี 3. นางสาวจิราพร ฮุยเสนา ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ สาขาวิชาภาษาไทย โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์ จังหวัดอุดรธานี


ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย


68 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การอ่านจับใจความสำคัญ เวลา 5 ชั่วโมง เรื่อง หลักการอ่านจับใจความสำคัญ เวลา 1 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาวกุลฤดี คงชัย โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์ วันที่สอน ศุกร์ 24 พฤศจิกายน 2566 ห้อง 3/6 เวลา 12.00 - 12.50 น. จันทร์ 27 ธันวาคม 2566 ห้อง 3/5 เวลา 13.40 – 14.30 น. จันทร์ 27 ธันวาคม 2566 ห้อง 3/4 เวลา 14.30 - 15.20 น. 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ม.3/3 ระบุใจความสำคัญและรายละเอียดของข้อมูลที่สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน ม.3/4 อ่านเรื่องต่าง ๆ แล้วเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความและรายงาน 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 นักเรียนสามารถบอกหลักการอ่านจับใจความสำคัญได้ถูกต้อง (K) 2.2 นักเรียนสามารถตั้งคำถามและตอบคำถามจากเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง (P) 2.3 นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม (A) 3. สมรรถนะสำคัญของนักเรียน 3.1 ความสามารถในการสื่อสาร 3.2 ความสามารถในการคิด 4. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4.1 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 4.2 ใฝ่เรียนรู้ 4.3 มุ่งมั่นในการทำงาน 4.4 รักความเป็นไทย


69 5. สาระสำคัญ การอ่านจับใจความสำคัญ เป็นกระบวนการเข้าใจเรื่องที่อ่าน สามารถระบุใจความสำคัญ แนวคิด สำคัญของเรื่องที่อ่าน บอกจุดมุ่งหมายของผู้เขียน ตั้งคำถาม ตอบคำถาม เรียงลำดับเหตุการณ์ และระบุ ประโยชน์ที่ได้รับจากการอ่าน การฝึกอ่านจับใจความสำคัญงานเขียนประเภทต่าง ๆ จะทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อ เรื่องและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ 6. สาระการเรียนรู้ 6.1 ความหมายของการอ่านจับใจความสำคัญ 6.2 องค์ประกอบของการอ่านจับความสำคัญ 6.3 การอ่านจับใจความสำคัญ KWL Plus 7. ชิ้นงาน/ภาระงาน 7.1 แบบบันทึกการอ่าน KWL Plus 7.2 แผนผังความคิด การอ่านจับใจความสำคัญ 8. กระบวนการจัดการเรียนรู้ (กระบวนการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus) 8.1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 8.1.1 ครูซักถามนักเรียนว่า นักเรียนมีวิธีการอ่านเนื้อเรื่องหรือเรื่องต่าง ๆ อย่างไร เช่น อ่านข่าว อ่านบทความ ฯลฯ เพื่อให้ได้ความรู้ ข้อมูลหรือสาระสำคัญของเรื่องนั้น ๆ 8.1.2 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ 8.1.3 นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน 20 ข้อ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เสร็จแล้วส่งครู 8.2 ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นกิจกรรมก่อนการอ่าน K (What you know) 8.2.1 นักเรียนค้นหาความหมายของการอ่านจับใจความสำคัญจากแหล่งต่าง ๆ แล้วร่วมกัน สรุปความหมายของการอ่านจับใจความสำคัญ ครูแจกใบความรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ให้กับนักเรียน 8.2.2 ครูแจกใบความรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ให้กับนักเรียน 8.2.3 นักเรียนฟังคำอธิบายจากครูเพิ่มเติม โดยมีเนื้อหาดังนี้ 1) ความหมายของการอ่านจับใจความสำคัญ 2) องค์ประกอบของการอ่านจับใจความสำคัญ 3) วิธีการอ่านจับใจความสำคัญ


70 8.2.4 ครูแจกแบบบันทึก KWL Plus ให้กับนักเรียน และอธิบายขั้นตอนของกิจกรรม การจัดการการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus การเขียนบันทึกลงในช่อง KWL โดยอธิบายตามแบบบันทึก ทีละช่อง ดังนี้ - ช่อง K นักเรียนมีความรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ให้นักเรียนบันทึกข้อมูลสิ่งที่ นักเรียนรู้แล้วเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน - ช่อง W นักเรียนต้องการรู้อะไรจากเรื่องที่อ่าน ให้นักเรียนบันทึกข้อมูลสิ่งที่ นักเรียนต้องการรู้เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน - ช่อง L นักเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ให้นักเรียนบันทึกสิ่งที่ได้ เรียนรู้แล้วจากการอ่านเรื่อง 8.2.5 ครูเปิดภาพ “มด” จากสื่อการสอน Power Point และสนทนากับนักเรียนว่า นักเรียน มีความรู้เกี่ยวกับภาพที่ครูเปิดให้ดูอย่างไรบ้าง จากนั้นครูให้นักเรียนแต่ละคนร่วมกันแสดงความคิดเห็น และบันทึกความรู้เกี่ยวกับภาพที่ครูเปิดให้ดูในแบบบันทึก KWL Plus ในช่อง K ขั้นที่ 2 ขั้นกิจกรรมระหว่างการอ่าน W (What we want to know) 8.2.6 ครูแจกบทความขนาดสั้นเรื่อง อายุของมด ให้กับนักเรียน เพื่อฝึกการอ่านจับใจความ สำคัญ 8.2.7 นักเรียนร่วมกันตั้งคำถามในสิ่งที่ต้องการรู้จากบทความ เรื่อง อายุของมด จากนั้น บันทึกคำถามลงในแบบบันทึก KWL Plus ในช่อง W 8.2.8 นักเรียนอ่านบทความเรื่อง อายุของมด แล้วนักเรียนหาคำตอบจากคำถามที่ตั้งไว้ใน ช่อง W หากอ่านเจอข้อมูลใหม่ สามารถตั้งคำถามเพิ่มเติมในช่อง W ได้ ขั้นที่ 3 ขั้นกิจกรรมหลังการอ่าน L (What you have learned) 8.2.9 นักเรียนบันทึกคำตอบที่ได้จากการตั้งคำถาม ลงในแบบบันทึก KWL Plus ในช่อง L 8.2.10 นักเรียนและครูร่วมกันสรุปความรู้ทั้งหมดจากการอ่านเรื่อง อายุของมด เพื่อ ตรวจสอบคำตอบอีกครั้ง 8.3 ขั้นสรุป ขั้นที่ 4 ขั้นการสร้างแผนภาพความคิด (Mapping) 8.3.1 นักเรียนนำข้อมูลจากใบงาน KWL Plus มาเรียบเรียงข้อมูลและสรุปข้อมูลในรูปแบบ แผนผังความคิด 8.3 ขั้นสรุป 8.3.2 นักเรียนและครูร่วมกันสรุปความรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ


71 9. การจัดบรรยากาศเชิงบวก 9.1 สร้างบรรยากาศในขณะที่จัดการเรียนรู้ให้มีความเป็นกันเอง 9.2 เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน 9.3 กล่าวชมเชยเมื่อนักเรียนทำกิจกรรม 10. สื่อและแหล่งเรียนรู้ 10.1. หนังสือเรียนรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน หลักภาษาและการใช้ภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 10.2 Power point เรื่อง หลักการอ่านจับใจความสำคัญ 10.3 ใบความรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ 10.4 แบบทดสอบก่อนเรียน 11. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน 11.1 นักเรียนสามารถบอก หลักการอ่านจับใจความสำคัญ ได้ถูกต้อง (K) - การตอบคำถาม - การตอบคำถามในชั้น เรียน นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินเมื่ออยู่ ในระดับ ดีขึ้นไป 11.2 นักเรียนสามารถตั้งคำถาม และตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน ได้ถูกต้อง (P) - การตรวจแบบ บันทึก - แบบบันทึกการอ่าน KWL Plus นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินเมื่ออยู่ ในระดับ ดีขึ้นไป 11.3 นักเรียนมีมารยาท ในอ่าน (A) - การสังเกต พฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินเมื่ออยู่ ในระดับ ดีขึ้นไป


72 ใบความรู้เรื่อง หลักการอ่านจับใจความสำคัญ ความหมายของการอ่านจับใจความสำคัญ การอ่านจับใจความสำคัญ คือ การอ่านเพื่อจับใจความหรือข้อคิด ความคิดสำคัญหลักของข้อความ หรือเรื่องที่อ่าน เป็นข้อความที่คลุมข้อความอื่น ๆ ในย่อหน้าหนึ่ง ๆ ไว้ทั้งหมด ใจความสำคัญ หมายถึง ใจความที่สำคัญ และเด่นที่สุดในย่อหน้า เป็นแก่นของย่อหน้าที่สามารถ ครอบคลุมเนื้อความในประโยคอื่น ๆ ในย่อหน้านั้นหรือประโยคที่สามารถเป็นหัวเรื่องของย่อหน้านั้นได้ ใจความรอง หรือพลความ หมายถึง ใจความ หรือประโยคที่ขยายความประโยค ใจความสำคัญ เป็นใจความสนับสนุนใจความสำคัญให้ชัดเจนขึ้น หลักการจับใจความสำคัญ 1. ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านให้ชัดเจน 2. อ่านเรื่องราวอย่างคร่าว ๆ พอเข้าใจ และเก็บใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้า 3. เมื่ออ่านจบให้ตั้งคำถามตนเองว่า เรื่องที่อ่าน มีใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร 4. นำสิ่งที่สรุปได้มาเรียบเรียงใจความสำคัญใหม่ด้วยสำนวนของตนเองเพื่อให้เกิดความสละสลวย วิธีจับใจความสำคัญ วิธีการจับใจความมีหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับความชอบว่าอย่างไร เช่น การขีดเส้นใต้ การใช้สีต่างๆ แสดง ความสำคัญมากน้อยของข้อความ 1. พิจารณาทีละย่อหน้า หาประโยคใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้า 2. ตัดส่วนที่เป็นรายละเอียดออกได้ เช่น ตัวอย่าง สำนวนโวหาร อุปมาอุปไมย 3. สรุปใจความสำคัญด้วยสำนวนภาษาของตนเอง การพิจารณาตำแหน่งใจความสำคัญ 1. ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนต้นของย่อหน้า 2. ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนกลางของย่อหน้า 3. ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนท้ายของย่อหน้า 4. ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนต้นและตอนท้ายของย่อหน้า 5. ผู้อ่านสรุปขึ้นเอง จากการอ่านทั้งย่อหน้า (ในกรณีใจความสำคัญหรือความคิดสำคัญอาจอยู่รวม ในความคิดย่อย ๆ โดยไม่มีความคิดที่เป็นประโยคหลัก)


73 บทความขนาดสั้น อายุของมด อาณานิคมของมดประกอบด้วย นางพญา ตัวผู้ มดงานและมดทหาร อายุของมดเป็นไปตามหน้าที่ ของมัน ตัวผู้มีอายุสั้น มีหน้าที่ผสมพันธุ์กับนางพญาเพียงชั่วเดี๋ยวเดียวเท่านั้น มดงานและมดทหารมีอายุ นานกว่า และนางพญามีอายุนานที่สุด มดงานจะมีอายุราว 5-7 ปี นางพญายังอาจออกลูก ได้แม้มีอายุ10 ปี นางพญามีอายุนานนับเป็นสิ่งดีต่ออาณานิคมของมด เพราะเมื่อนางพญาตาย อาณานิคมนั้นจะสาบสูญทันที มดคงนึกถึงความสำคัญของนางพญาจึงพากันเก็บนางพญาที่ตายแล้ว ไว้จนกระทั่งไม่ค่อยมีซากเหลือ แต่ในที่สุดอาณานิคมนั้นก็จะแตกสลายลง เพราะไม่มีมดงานและมดทหารมาเพิ่มเติมส่วนที่ล้มตายจากไป


74 สรุปใจความสำคัญเรื่อง อายุของมด ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ แผนผังความคิดเรื่อง อายุของมด ชื่อ...............................................................ชั้น..............เลขที่...............


75 แบบประเมินการตอบคำถาม คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการการตอบคำถามที่นักเรียนปฏิบัติ ลำดับ ที่ ชื่อ - สกุล ความถูกต้อง ( 4) ความตรงประเด็น ( 4) ความชัดถ้อยชัดคำ ( 4) รวม 12คะแนน ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ลงชื่อ........................................................... (นางสาวกุลฤดี คงชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. …………..


76 เกณฑ์การให้คะแนนการตอบคำถาม (Rubric Scores) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 4 3 2 1 1. ความถูกต้อง ตอบคำถาม ถูกต้อง ครบถ้วน ตอบคำถามถูกต้อง แต่ไม่ครบถ้วน ตอบคำถามผิด ไม่ตอบคำถาม 2. ความตรงประเด็น ตอบคำถาม ได้ตรงประเด็น ตอบคำถามได้ ขาดตกเล็กน้อย ไม่ตรงประเด็น ไม่ตอบคำถาม 3. ความชัดถ้อยชัดคำ ตอบคำถาม ชัดเจน ตอบคำถามตะกุกตะกัก เล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักเล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักมาก เกณฑ์การให้คะแนน ดีมาก = ๔ ดี= ๓ พอใช้= ๒ ปรับปรุง = ๑ เกณฑ์การตัดสิน ช่วงชั้นคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๐ – ๑๒ ดีมาก ๗ – ๙ ดี ๔ – ๖ พอใช้ ๑ – ๓ ปรับปรุง เกณฑ์การผ่านตั้งแต่ระดับ ดี ขึ้นไป สรุป ผ่าน ไม่ผ่าน หมายเหตุ : ผู้สอนอาจประเมินเป็นภาพรวมได้ในกรณีที่นักเรียนมีจำนวนมาก ไม่สามารถถามได้ ครบทุกคน


77 แบบประเมินการบันทึกการอ่านจับใจความสำคัญแบบ KWL Plus คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการที่นักเรียนปฏิบัติ ลำดับ ที่ ชื่อ - สกุล การอ่านจับใจ ความสำคัญ ( 4) ความครอบคลุมของ เนื้อหา ( 4) การสรุปความรู้ ( 4) ความถูกต้อง ( 4) การเขียนสื่อความ ( 4) รวม 20คะแนน ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ลงชื่อ........................................................... (นางสาวกุลฤดี คงชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. …………..


78 เกณฑ์การให้คะแนนการทำแบบบันทึกการอ่าน KWL Plus ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 4 3 2 1 1. การอ่านจับใจ ความสำคัญ อ่านจับใจความสำคัญ เนื้อหาได้ทั้งหมด อ่านจับใจความสำคัญ เนื้อหาได้เกือบ ทั้งหมด อ่านจับใจความสำคัญ เนื้อหาได้เล็กน้อย อ่านจับใจความ สำคัญเนื้อหาได้ น้อยมาก 2. ความครอบคลุม ของเนื้อหา มีรายละเอียดเนื้อหา ตรงกับลักษณะ ที่กำหนดมากที่สุด รายละเอียดของ เนื้อหามากแต่ยัง ไม่ครอบคลุมทั้งหมด มีรายละเอียดของ เนื้อหาน้อย มีรายละเอียดของ เนื้อหาน้อยมาก 3. การสรุปความรู้ สรุปความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ที่ศึกษาได้ชัดเจน ครบถ้วน สมบูรณ์ สรุปความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ที่ศึกษาได้ชัดเจนดี สรุปความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ที่ศึกษาได้ สรุปความรู้ ไม่ชัดเจน 4. ความถูกต้อง วิเคราะห์ได้ถูกต้อง ครบถ้วน วิเคราะห์ได้ถูกต้อง เกือบทั้งหมด วิเคราะห์ได้ถูกต้อง เล็กน้อย วิเคราะห์ได้ถูกต้อง น้อยมาก 5. การเขียนสื่อความ เขียนสื่อความได้ ถูกต้องตามอักขรวิธี ตรงประเด็นและ เข้าใจง่าย เขียนสื่อความไม่ ถูกต้องตามอักขรวิธี 2-3 แห่ง ตรง ประเด็น เขียนสื่อความไม่ ถูกต้องตามอักขรวิธี 4-5 แห่ง ตรง ประเด็น เขียนสื่อความ ได้น้อย ไม่ตรง ประเด็น


79 แบบสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียน คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการพฤติกรรมที่นักเรียนปฏิบัติ ลงชื่อ.................................................ผู้ประเมิน (นางสาวกุลฤดี คงชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. ………….. ลำดับ ที่ พฤติกรรม ชื่อ – สกุล นักเรียนเข้าเรียน ตรงเวลา ( 4) นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะครูสอน ( 4) นักเรียนให้ความร่วมมือในการ ทำกิจกรรม ( 4) นักเรียนแสดงความคิดเห็น และตอบคำถาม ( 4) นักเรียนตั้งใจทำงาน ที่ได้รับมอบหมาย ( 4) รวม (20) ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15


80 การให้คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่ำเสมอให้ 4 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้งให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบางครั้งให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้งให้ 1 คะแนน เกณฑ์การประเมินคุณภาพ 18 – 20 คะแนน ดีมาก ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 90 – 100 % 14 – 17 คะแนน ดี ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 70 – 89 % 13 – 10 คะแนน พอใช้ ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 50 – 69 % ต่ำกว่า 10 คะแนน ปรับปรุง ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 50 % ผ่านเกณฑ์ในระดับ ดี ขึ้นไปถือว่าผ่าน


81 รายละเอียดเกณฑ์การให้คะแนนพฤติกรรมในชั้นเรียน (Scoring rubric) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 4 3 2 1 1. นักเรียนเข้าเรียน ตรงเวลา นักเรียนเข้าเรียน ได้ตรงต่อเวลา นักเรียนเข้าเรียน สาย 10 – 15 นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย 15 – 20 นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย 30 นาที ขึ้นไป 2. นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะ ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน ไม่คุยกัน และไม่เล่น โทรศัพท์ในขณะ ที่ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน แต่มีคุยกันบ้าง บางครั้ง นักเรียนตั้งใจ เรียนส่วนน้อย และส่วนมากใช้ เวลาเล่นโทรศัพท์ นักเรียนไม่ตั้งใจ เรียน พูดคุยกับ เพื่อน และเล่น โทรศัพท์ 3.นักเรียนให้ความ ร่วมมือในการ ทำกิจกรรม ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าที่พอใจ ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าเบื่อ หน่ายบางครั้ง ให้ความร่วมมือ ในบางขั้นตอน และแสดงสีหน้า เบื่อหน่าย ไม่ให้ความร่วมมือ เฉยชาและแสดง สีหน้าไม่พอใจ 4. นักเรียนแสดงความ คิดเห็น และตอบคำถาม ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด มีความมั่นใจ และถูกต้อง ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด ไม่ค่อยมีความ มั่นใจ ตอบบางคำถาม ตอบเสียงเบา และปฏิบัติตามได้ เพียงบางข้อ ไม่ตอบคำถาม ท่องตามเพื่อน ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ได้ 5. นักเรียน กระตือรือร้นในการทำ กิจกรรม มีความกระตือรือร้น อยากทำทุกกิจกรรม มีความ กระตือรือร้น อยากทำบาง กิจกรรม ไม่แสดงความรู้สึก ร่วม แต่ปฏิบัติ ตามทุกอย่าง แสดงสีหน้าหรือ อาการทางลบ ไม่พอใจ


82 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การอ่านจับใจความสำคัญ เวลา 5 ชั่วโมง เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน เวลา 1 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาวกุลฤดี คงชัย โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์ วันที่สอน อังคาร 28 พฤศจิกายน 2566 ห้อง 3/6 เวลา 12.00 - 12.50 น. พุธ 29 พฤศจิกายน 2566 ห้อง 3/4 เวลา 08.40 - 09.30 น. พฤหัสบดี 30 พฤศจิกายน 2566 ห้อง 3/5 เวลา 13.40 - 14.30 น. 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ม.3/3 ระบุใจความสำคัญและรายละเอียดของข้อมูลที่สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน ม.3/4 อ่านเรื่องต่าง ๆ แล้วเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความและรายงาน 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 นักเรียนสามารถบอกหลักการอ่านจับใจความสำคัญจากนิทานได้ถูกต้อง (K) 2.2 นักเรียนสามารถจับใจความสำคัญจากนิทานได้ถูกต้อง (P) 2.3 นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม (A) 3. สมรรถนะสำคัญของนักเรียน 3.1 ความสามารถในการสื่อสาร 3.2 ความสามารถในการคิด 4. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4.1 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 4.2 ใฝ่เรียนรู้ 4.3 มุ่งมั่นในการทำงาน 4.4 รักความเป็นไทย


83 5. สาระสำคัญ การอ่านจับใจความสำคัญ เป็นกระบวนการเข้าใจเรื่องที่อ่าน สามารถระบุใจความสำคัญ แนวคิด สำคัญของเรื่องที่อ่าน บอกจุดมุ่งหมายของผู้เขียน ตั้งคำถาม ตอบคำถาม เรียงลำดับเหตุการณ์ และระบุ ประโยชน์ที่ได้รับจากการอ่านนิทาน เป็นเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมามุ่งให้เห็นความบันเทิง แทรกแนวคิด คติสอนใจ การอ่านนิทานนอกจากจะทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกเพลิดเพลินแล้วยังมีการสอดแทรกแง่คิดที่น่าสนใจ จึงจำเป็นต้องอาศัยทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ เพราะจะทำให้เข้าใจเรื่องและสามารถอ่านจับใจความ สำคัญได้ดียิ่งขึ้น 6. สาระการเรียนรู้ 6.1 ความหมายของนิทาน 6.2 ประเภทของนิทาน 6.3 การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน 7. ชิ้นงาน/ภาระงาน 7.1 แบบบันทึกการอ่าน KWL Plus 7.2 แผนผังความคิด การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน 8. กระบวนการจัดการเรียนรู้ (กระบวนการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus) 8.1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 8.1.1 ครูให้นักเรียนดูภาพบางส่วนของนิทาน เรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ จากสื่อการสอน Power Point พร้อมทั้งสนทนากับนักเรียนเพื่อคาดการณ์ถึงเนื้อหาและเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นภายในเรื่อง 8.1.2 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ 8.1.3 ครูสอบถามนักเรียนว่าชอบอ่านนิทานเรื่องใดบ้าง พร้อมทั้งนำเข้าสู่บทเรียน 8.2 ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นกิจกรรมก่อนการอ่าน K (What you know) 8.2.1 ครูแจกใบความรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน ให้กับนักเรียน 8.2.2 นักเรียนศึกษาใบความรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน หลังจากนั้นร่วมกัน อภิปราย และสรุปความรู้จากการอ่านใบความรู้ ครูผู้สอนอธิบายเพิ่มเติมในส่วนที่นักเรียนยังไม่เข้าใจ 8.2.3 ครูทบทวนวิธีการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus ให้นักเรียน เข้าใจอีกครั้ง


84 8.2.4 ครูเขียนชื่อเรื่องนิทาน “ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” บนกระดาน จากนั้นครูสนทนากับ นักเรียนเกี่ยวกับชื่อเรื่องของนิทานว่ามีความโดดเด่นอย่างไรบ้าง ให้นักเรียนแต่ละคนร่วมกันแสดง ความคิดเห็น และบันทึกความรู้เกี่ยวกับชื่อเรื่องที่ครูเขียนให้ดูลงในแบบบันทึก KWL Plus ในช่อง K ขั้นที่ 2 ขั้นกิจกรรมระหว่างการอ่าน W (What we want to know) 8.2.5 ครูแจกบทอ่านนิทานเรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ให้กับนักเรียนเพื่อฝึกการอ่าน จับใจความสำคัญจากนิทาน 8.2.6 นักเรียนร่วมกันตั้งคำถามในสิ่งที่ต้องการรู้จากนิทาน เรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ จากนั้น บันทึกคำถามลงในแบบบันทึก KWL Plus ในช่อง W 8.2.7 นักเรียนอ่านนิทาน เรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ แล้วนักเรียนหาคำตอบจากคำถามที่ตั้งไว้ ในช่อง W หากอ่านเจอข้อมูลใหม่ สามารถตั้งคำถามเพิ่มเติมในช่อง W ได้ ขั้นที่ 3 ขั้นกิจกรรมหลังการอ่าน L (What you have learned) 8.2.8 นักเรียนเขียนบันทึกคำตอบที่ได้จากการตั้งคำถามในช่อง KWL Plus ช่อง W ลงในแบบบันทึก KWL Plus ในช่อง L 8.2.9 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายสิ่งที่ได้เรียนรู้ทั้งหมดจากการอ่าน เรื่อง ก่องข้าวน้อย ฆ่าแม่ เพื่อตรวจสอบคำตอบอีกครั้ง 8.3 ขั้นสรุป ขั้นที่ 4 ขั้นการสร้างแผนภาพความคิด (Mapping) 8.3.1 นักเรียนทำกิจกรรมเสี่ยงเซียมซีผู้โชคดีเพื่อค้นหาตัวแทนนักเรียนจำนวน 3 คน มาตอบคำถามรายบุคคล เพื่อตรวจสอบความเข้าใจและทบทวนเรื่องที่ได้อ่าน โดยมีครูคอยติชมและแก้ไข 8.3.2 นักเรียนและครูร่วมกันสรุปความรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน โดยจัดทำเป็นรูปแบบแผนผังความคิดบนกระดาน 8.3.3 นักเรียนจัดทำแผนผังความคิดในรูปแบบที่ตนเองถนัด จากนั้นนำส่งครูในคาบเรียนครั้ง ถัดไป 9. การจัดบรรยากาศเชิงบวก 9.1 สร้างบรรยากาศในขณะที่จัดการเรียนรู้ให้มีความเป็นกันเอง 9.2 เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน 9.3 กล่าวชมเชยเมื่อนักเรียนทำกิจกรรม


85 10. สื่อและแหล่งเรียนรู้ 10.1. หนังสือเรียนรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน หลักภาษาและการใช้ภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 10.2 Power point เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน 10.3 ใบความรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน 10.4 บทอ่านการจับใจความสำคัญจากนิทาน เรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ 10.5 เซียมซีผู้โชคดี 11. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน 11.1 นักเรียนสามารถบอก หลักการอ่านจับใจความสำคัญ จากนิทานได้ถูกต้อง (K) - การตอบคำถาม - การตอบคำถามในชั้น เรียน นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินเมื่ออยู่ ในระดับ ดีขึ้นไป 11.2 นักเรียนสามารถ จับใจความสำคัญจากนิทานได้ ถูกต้อง (P) - การแบบบันทึก - แบบบันทึกการอ่าน KWL Plus นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินเมื่ออยู่ ในระดับ ดีขึ้นไป 11.3 นักเรียนมีความ กระตือรือร้นในการทำกิจกรรม (A) - การสังเกต พฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินเมื่ออยู่ ในระดับ ดีขึ้นไป


86 ใบความรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน ความหมาย นิทาน หมายถึง เรื่องเล่าที่เล่าสืบต่อกันมา มุ่งให้เห็นความบันเทิง โยมีการแทรกแนวคิด คติสอนใจ ภายในเรื่อง จนถือได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยอย่างหนึ่ง ประเภทของนิทาน 1. นิทานประเภทตำนาน อาจอิงเหตุการณ์จริงอยู่บ้างก็ได้ เช่น ตำนานเรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ซึ่งมี หลักฐานอ้างอิงว่าเป็นเรื่องจริงเพียงอย่างเดียว คือพระธาตุกล่องข้าวน้อยที่บ้านตาดทอง อ.เมือง จ.ยโสธร มุ่งให้เกิดการเรียนรู้เรื่องอดีตและเป็นข้อคิด ข้อปฏิบัติ และข้อละเว้น 2. นิทานสุภาษิต เป็นนิทานที่มีผู้แต่งขึ้นเพื่อเป็นบทสอนใจผู้อ่านและผู้ฟัง เช่น นิทานอีสป นิทาน ประเภทนี้จะมีคติหรือข้อคิดลงท้ายเรื่องเสมอเช่น เรื่องราชสีห์กับหนู และสุนัขกับเงา เป็นต้น 3. นิทานพื้นบ้าน หรือ นิทานประจำท้องถิ่น เป็นนิทานที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในแต่ละ ท้องถิ่น หรือเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละท้องถิ่น เช่น เรื่องปอบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ปอบผีฟ้าในภาคเหนือ เป็นต้น 4. นิทานชาดก เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพระพุทธเจ้าในพระชาติต่าง ๆ ทั้ง 10 ชาติ เช่น เรื่องเวชสันดรชาดก มุ่งสร้างความศรัทธาในการบำเพ็ญทานบารมี 5. นิทานเกี่ยวกับเทพเจ้า หรือ นิทานเทพปกรฌัม เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเทพเจ้าในลัทธิศาสนาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความเชื่อ โดยเฉพาะตัวบุคคลที่มีอภินิหารเหนือความเป็นจริงลึกลับได้แก่ พระอินทร์ พระพรหม เป็นต้น มุ่งสร้างความเชื่อ ความศรัทธาแก่ผู้อ่านและผู้ฟัง 6. นิทานเกี่ยวกับพืชสัตว์และเรื่องสิ่งของต่าง ๆ ตัวละครที่เห็นพืช สัตว์ และสิ่งของจะพูดได้ มีการแต่งนิทานประเภทนี้มากเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนเด็กปฐมวัยเพราะนอกจากจะช่วยส่งเสริม พัฒนาการของเด็กแลวจะช่วยให้เด็กรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อมด้วย 7. นิทานสะท้อนสังคม เป็นนิทานที่แต่งขึ้นมาเพื่อแสดงให้รู้ถึงสภาพของสังคมที่เป็นอยู่หรือสถาพ ของสังคมที่ควรจะเป็นไปในอนาคต มุ่งปลูกฝังเจตคติ ค่านิยม ต่างๆ ในด้านเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง การศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นต้น


87 8. นิทานอธิบายเหตุ เป็นเรื่องราวของเหตุที่มาของสิ่งหนึ่งสิ่งใดและอธิบายพร้อมตอบคำถามเรื่องราว นั้น ๆ ด้วย เช่น เรื่องกระต่ายในดวงจันทร์ ทำไมน้ำทะเลจึงเค็ม นกยูงกับกา เป็นต้น 9. นิทานตลกขบขัน เป็นเรื่องเปรียบเทียบชีวิตความเป็นอยู่ แต่มีมุกที่ตลกขบขัน สนุกสนาน ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นสุข เนื้อเรื่องเกี่ยวกับไหวพริบ เรื่องราวแปลก ๆ เรื่องเหลือเชื่อ เรื่องเกินความจริง เป็นต้น นิทานมีหลายประเภทด้วยกัน การแยกนิทานขึ้นอยู่กับ ลักษณะของเรื่อง และที่มาของนิทาน เป็นสำคัญ 10. นิทานวีรบุรุษ เป็นนิทานที่กล่าวอ้างถึงบุคคล ที่มีความสามรถ องอาจ กล้าหาญ มักเป็นเรื่องที่ ถ่ายทอดเรื่องจริงของบุคคลสำคัญๆ ไว้ มักสร้างฉากหรือสถานที่ที่น่าตื่นเต้นเกินความเป็นจริง เพื่อให้เรื่องราว สนุกสนานทำให้เกิดความรู้สึกคล้อยตามบุคคลที่เป็นวีรบุรุษนั้นมีความสามารถและน่าสนใจจริงๆ หลักในการอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทานอาจใช้หลักการอ่านจับใจความสำคัญ เหมือนการอ่าน เรื่องยาว ๆ ทั่วไป คือเน้นการสรุปสาระสำคัญของเรื่อง ในลักษณะการย่อความซึ่งมีขั้นตอนการอ่านดังนี้ 1. ตั้งใจอ่าน มีสมาธิในการอ่าน 2. อ่านเรื่องราวนั้น ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง 3. สรุปหรือจับใจความสำคัญ ว่าเป็นเรื่องอะไร มีใคร ทำอะไร กับ ใครที่ไหน เมื่อไร ทำอย่างไร 4. ทบทวนความบางตอน หรือสาระบางเรื่องที่ยังเข้าใจ ไม่ชัดเจน ให้เข้าใจ 5. สังเกตดูว่าผลสุดท้ายของเรื่องนั้น ๆ อะไรเกิดขึ้นบ้าง 6. พิจารณาว่าเรื่องมีสาระหรือความสำคัญอยู่ที่ใดมีแง่คิดคติธรรม หรือคำสอน แก่ผู้อ่าน อย่างไรบ้าง 7. สรุปความคิด ทำบันทึกช่วยจำ ย่อความ ตอบคำถาม หรือทำกิจกรรมต่างๆ ตามวัตถุประสงค์


88 นิทานเรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ครั้งหนึ่งนานมาแล้วในฤดูฝน มีการเตรียมปักดำกล้าข้าว ทุกครอบครัวจะออกไป ไถนาเตรียม การเพาะปลูกมีครอบครัวของชายหนุ่มคนหนึ่งกำพร้าพ่อก็จะออกไปปฏิบัติ ภารกิจเช่นเดียวกัน วันหนึ่งเขา ไถนาอยู่นานจนสายตะวันขึ้นสูงแล้ว เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลียมากกว่าปกติและหิวข้าวมากกว่าทุกวัน ปกติแล้วแม่ผู้ชราจะมาส่งข้าวให้ทุกวัน แต่วันนี้กลับมาช้าผิดปกติเขาจึงหยุดไถนา เข้ามาพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ ปล่อยเจ้าทุยไปกินหญ้า สายตาเหมือนมองไปทางบ้านรอคอยแม่ที่จะมาส่งข้าวด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ ยิ่งสายตะวันขึ้นสูงแดดยิ่งร้อนความหิวกระหายยิ่งทวีคูณขึ้น ทันใดนั้นเขามองเห็นแม่เดินเลียบมาตามคันนา พร้อมกับก่องข้าวน้อยๆ เขารู้สึกไม่พอใจที่แม่เอา ก่องข้าวน้อยนั้นมาช้ามาก ด้วยความหิวกระหายจนตาลายอารมณ์พลุ่งพล่าน เขาคิดว่าในก่องข้าวน้อยนั้น คงกินไม่อิ่มเป็นแน่ จึงเอ่ยต่อว่าแม่ของตนว่า “อีแก่ถึง ไปทำอะไรอยู่ถึงมาส่งข้าวให้กูกินช้านัก ก่องข้าว ก็ เอามาแต่ก่องน้อย ๆ กูจะกินอิ่มหรือ” ผู้เป็นแม่เอ่ยปากตอบลูกว่า “ถึงก่องข้าวจะน้อย แต่ก็น้อยต้อนแต้นแน่นในดอกลูกเอ๋ย ลองกิน เบิ่งก่อน” ความหิว ความเหน็ดเหนื่อย ความโมโหหูอื้อตาลาย ไม่ยอมฟังเสียงใด ๆ เกิดบันดาลโทสะอย่างแรง จึงคว้าได้ไม้เข้าตีแม่ที่แก่ชราล้มลง แล้วเดินไปกินข้าวจนอิ่มแล้วแต่ข้าวยังไม่หมดก่อง จึงรู้สึกผิดชอบชั่วดีรีบไป ดูอาการของแม่ และเข้ามาสวมกอดร่างของแม่ไร้ลมหายใจ กว่าเขาจะคิดได้ก็สายไปเสียแล้วชายหนุ่มร้องไห้โฮ สำนึกผิดที่ฆ่าแม่ของตนด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบ เมื่อชายหนุ่มปลงศพแม่แล้ว ขอร้องชักชวนญาติมิตรชาวบ้าน ช่วยกันปั้นอิฐก่อเป็นธาตุเจดีย์บรรจุอัฐิแม่ไว้จึงให้ชื่อว่า “ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” จนตราบทุกวันนี้ ที่มา : http://www.fable.deksiam.in.th


89 แบบประเมินการตอบคำถาม คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการการตอบคำถามที่นักเรียนปฏิบัติ สรุปใจความสำคัญเรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ แผนผังความคิดเรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ชื่อ...............................................................ชั้น..............เลขที่...............


90 แบบประเมินการตอบคำถาม คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการการตอบคำถามที่นักเรียนปฏิบัติ ลำดับ ที่ ชื่อ - สกุล ความถูกต้อง ( 4) ความตรงประเด็น ( 4) ความชัดถ้อยชัดคำ ( 4) รวม 12คะแนน ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ลงชื่อ........................................................... (นางสาวกุลฤดี คงชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. …………..


91 เกณฑ์การให้คะแนนการตอบคำถาม (Rubric Scores) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 4 3 2 1 1. ความถูกต้อง ตอบคำถาม ถูกต้อง ครบถ้วน ตอบคำถามถูกต้อง แต่ไม่ครบถ้วน ตอบคำถามผิด ไม่ตอบคำถาม 2. ความตรงประเด็น ตอบคำถาม ได้ตรงประเด็น ตอบคำถามได้ ขาดตกเล็กน้อย ไม่ตรงประเด็น ไม่ตอบคำถาม 3. ความชัดถ้อยชัดคำ ตอบคำถาม ชัดเจน ตอบคำถามตะกุกตะกัก เล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักเล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักมาก เกณฑ์การให้คะแนน ดีมาก = ๔ ดี= ๓ พอใช้= ๒ ปรับปรุง = ๑ เกณฑ์การตัดสิน ช่วงชั้นคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๐ – ๑๒ ดีมาก ๗ – ๙ ดี ๔ – ๖ พอใช้ ๑ – ๓ ปรับปรุง เกณฑ์การผ่านตั้งแต่ระดับ ดี ขึ้นไป สรุป ผ่าน ไม่ผ่าน หมายเหตุ : ผู้สอนอาจประเมินเป็นภาพรวมได้ในกรณีที่นักเรียนมีจำนวนมาก ไม่สามารถถามได้ ครบทุกคน


92 แบบประเมินการบันทึกการอ่านจับใจความสำคัญเทคนิค KWL Plus คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการที่นักเรียนปฏิบัติ ลำดับ ที่ ชื่อ - สกุล การอ่านจับใจ ความสำคัญ ( 4) ความครอบคลุมของ เนื้อหา ( 4) การสรุปความรู้ ( 4) ความถูกต้อง ( 4) การเขียนสื่อความ ( 4) รวม 20คะแนน ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ลงชื่อ........................................................... (นางสาวกุลฤดี คงชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. …………..


Click to View FlipBook Version