93 เกณฑ์การให้คะแนนการทำแบบบันทึกการอ่าน KWL Plus ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 4 3 2 1 1. การอ่านจับใจ ความสำคัญ อ่านจับใจความสำคัญ เนื้อหาได้ทั้งหมด อ่านจับใจความสำคัญ เนื้อหาได้เกือบ ทั้งหมด อ่านจับใจความสำคัญ เนื้อหาได้เล็กน้อย อ่านจับใจความ สำคัญเนื้อหาได้ น้อยมาก 2. ความครอบคลุม ของเนื้อหา มีรายละเอียดเนื้อหา ตรงกับลักษณะ ที่กำหนดมากที่สุด รายละเอียดของ เนื้อหามากแต่ยัง ไม่ครอบคลุมทั้งหมด มีรายละเอียดของ เนื้อหาน้อย มีรายละเอียดของ เนื้อหาน้อยมาก 3. การสรุปความรู้ สรุปความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ที่ศึกษาได้ชัดเจน ครบถ้วน สมบูรณ์ สรุปความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ที่ศึกษาได้ชัดเจนดี สรุปความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ที่ศึกษาได้ สรุปความรู้ ไม่ชัดเจน 4. ความถูกต้อง วิเคราะห์ได้ถูกต้อง ครบถ้วน วิเคราะห์ได้ถูกต้อง เกือบทั้งหมด วิเคราะห์ได้ถูกต้อง เล็กน้อย วิเคราะห์ได้ถูกต้อง น้อยมาก 5. การเขียนสื่อความ เขียนสื่อความได้ ถูกต้องตามอักขรวิธี ตรงประเด็นและ เข้าใจง่าย เขียนสื่อความไม่ ถูกต้องตามอักขรวิธี 2-3 แห่ง ตรง ประเด็น เขียนสื่อความไม่ ถูกต้องตามอักขรวิธี 4-5 แห่ง ตรง ประเด็น เขียนสื่อความได้ น้อย ไม่ตรงประเด็น
94 แบบสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียน คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการพฤติกรรมที่นักเรียนปฏิบัติ ลงชื่อ.................................................ผู้ประเมิน (นางสาวกุลฤดี คงชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. ………….. ลำดับ ที่ พฤติกรรม ชื่อ – สกุล นักเรียนเข้าเรียน ตรงเวลา ( 4) นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะครูสอน ( 4) นักเรียนให้ความร่วมมือในการ ทำกิจกรรม ( 4) นักเรียนแสดงความคิดเห็น และตอบคำถาม ( 4) นักเรียนตั้งใจทำงาน ที่ได้รับมอบหมาย ( 4) รวม (20) ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15
95 การให้คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่ำเสมอให้ 4 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้งให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบางครั้งให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้งให้ 1 คะแนน เกณฑ์การประเมินคุณภาพ 18 – 20 คะแนน ดีมาก ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 90 – 100 % 14 – 17 คะแนน ดี ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 70 – 89 % 13 – 10 คะแนน พอใช้ ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 50 – 69 % ต่ำกว่า 10 คะแนน ปรับปรุง ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 50 % ผ่านเกณฑ์ในระดับ ดี ขึ้นไปถือว่าผ่าน
96 รายละเอียดเกณฑ์การให้คะแนนพฤติกรรมในชั้นเรียน (Scoring rubric) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 4 3 2 1 1. นักเรียนเข้าเรียน ตรงเวลา นักเรียนเข้าเรียน ได้ตรงต่อเวลา นักเรียนเข้าเรียน สาย 10 – 15 นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย 15 – 20 นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย 30 นาที ขึ้นไป 2. นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะ ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน ไม่คุยกัน และไม่เล่น โทรศัพท์ในขณะ ที่ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน แต่มีคุยกันบ้าง บางครั้ง นักเรียนตั้งใจ เรียนส่วนน้อย และส่วนมากใช้ เวลาเล่นโทรศัพท์ นักเรียนไม่ตั้งใจ เรียน พูดคุยกับ เพื่อน และเล่น โทรศัพท์ 3.นักเรียนให้ความ ร่วมมือในการ ทำกิจกรรม ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าที่พอใจ ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าเบื่อ หน่ายบางครั้ง ให้ความร่วมมือ ในบางขั้นตอน และแสดงสีหน้า เบื่อหน่าย ไม่ให้ความร่วมมือ เฉยชาและแสดง สีหน้าไม่พอใจ 4. นักเรียนแสดงความ คิดเห็น และตอบคำถาม ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด มีความมั่นใจ และถูกต้อง ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด ไม่ค่อยมีความ มั่นใจ ตอบบางคำถาม ตอบเสียงเบา และปฏิบัติตามได้ เพียงบางข้อ ไม่ตอบคำถาม ท่องตามเพื่อน ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ได้ 5. นักเรียน กระตือรือร้นในการทำ กิจกรรม มีความกระตือรือร้น อยากทำทุกกิจกรรม มีความ กระตือรือร้น อยากทำบาง กิจกรรม ไม่แสดงความรู้สึก ร่วม แต่ปฏิบัติ ตามทุกอย่าง แสดงสีหน้าหรือ อาการทางลบ ไม่พอใจ
97 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การอ่านจับใจความสำคัญ เวลา 5 ชั่วโมง เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว เวลา 1 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาวกุลฤดี คงชัย โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์ วันที่สอน พฤหัสบดี 30 พฤศจิกายน 2566 ห้อง 3/6 เวลา 12.00 - 12.50 น. ศุกร์ 01 ธันวาคม 2566 ห้อง 3/4 เวลา 09.30 - 10.20 ศุกร์ 01 ธันวาคม 2566 ห้อง 3/5 เวลา 10.20 - 11.10 น. 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ม.3/3 ระบุใจความสำคัญและรายละเอียดของข้อมูลที่สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน ม.3/4 อ่านเรื่องต่าง ๆ แล้วเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความและรายงาน 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 นักเรียนสามารถตั้งคำถามและตอบคำถามจากข่าวที่อ่านได้ถูกต้อง (K) 2.2 นักเรียนสามารถจับใจความสำคัญจากข่าวได้ถูกต้อง (P) 2.3 นักเรียนมีมารยาทในการอ่าน (A) 3. สมรรถนะสำคัญของนักเรียน 3.1 ความสามารถในการสื่อสาร 3.2 ความสามารถในการคิด 4. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4.1 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 4.2 ใฝ่เรียนรู้ 4.3 มุ่งมั่นในการทำงาน 4.4 รักความเป็นไทย
98 5. สาระสำคัญ การอ่านจับใจความสำคัญ เป็นกระบวนการเข้าใจเรื่องที่อ่าน สามารถระบุใจความสำคัญ แนวคิด สำคัญของเรื่องที่อ่าน บอกจุดมุ่งหมายของผู้เขียน ตั้งคำถาม ตอบคำถาม เรียงลำดับเหตุการณ์ และระบุ ประโยชน์ที่ได้รับจากการอ่าน ข่าว คือ การรายงานข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนความคิดเห็น ของบุคคลซึ่งเป็นเรื่องราวที่ประชาชนให้ความสำคัญและสนใจ อีกทั้งข่าวยังเป็นการใช้ภาษานำเสนอข้อความที่ สะดุดหู สะดุดตา สะดุดใจ ชวนให้ผู้อ่านต้องคิด แยกแยะ ตีความ จึงจำเป็นต้องอาศัย ทักษะการอ่าน จับใจความสำคัญ เพราะจะทำให้เข้าใจเรื่องและสามารถอ่านสรุปความได้ดียิ่งขึ้น 6. สาระการเรียนรู้ 6.1 ความหมายของข่าว 6.2 องค์ประกอบของข่าว 6.3 หลักการอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว 7. ชิ้นงาน/ภาระงาน 7.1 แบบบันทึกการอ่าน KWL Plus 7.2 แผนผังความคิด การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว 8. กระบวนการจัดการเรียนรู้ (กระบวนการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus) 8.1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นที่ 1 ขั้นกิจกรรมก่อนการอ่าน K (What you know) 8.1.1 นักเรียนและครูทักทายกันด้วยท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส ครูซักถามนักเรียนเกี่ยวกับ ข่าวสารที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน 8.1.2 นักเรียนร่วมตอบคำถามครูว่าช่วงนี้ติดตามข่าวสารเรื่องอะไร ติดตามจากช่องทางใด เพราะเหตุใดจึงติดตามข่าวสารเรื่องดังกล่าว 8.1.3 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ 8.2 ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ 8.2.1 ครูทบทวนวิธีการอ่านสรุป โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ให้นักเรียน เข้าใจอีกครั้ง 8.2.2 ครูแบ่งนักเรียนเป็น 9 กลุ่ม กลุ่มละ 3 คน 8.2.3 ครูเขียนชื่อหัวข้อข่าวเรื่อง “วันที่ไทยรู้จัก COVID-19” บนกระดาน ครูสนทนา กับนักเรียนเกี่ยวกับหัวข้อข่าว แล้วให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันระดมความคิด พูดแสดงความคิดเห็น พร้อมทั้ง
99 ให้นักเรียนเขียนสิ่งที่นักเรียนรู้เกี่ยวกับหัวข้อนั้นลงในช่อง K บนกระดาน นักเรียนบันทึกข้อความดังกล่าวลงใน ใบงาน KWL Plus ช่อง K ขั้นที่ 2 ขั้นกิจกรรมระหว่างการอ่าน W (What we want to know) 8.2.4 นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันตั้งคำถามในสิ่งที่ต้องการรู้จากบทความเรื่อง วันที่ไทยรู้จัก COVID-19 ให้บันทึกคำถามลงในช่อง KWL Plus ช่อง W 8.2.5 นักเรียนอ่านบทความเรื่อง วันที่ไทยรู้จัก COVID-19 แล้วนักเรียนหาคำตอบจาก คำถามที่ตั้งไว้ในช่อง W ถ้านักเรียนอ่านพบข้อมูลใหม่ ๆ นักเรียนสามารถตั้งคำถามเพิ่มเติมได้ ขั้นที่ 3 ขั้นกิจกรรมหลังการอ่าน L (What you have learned) 8.2.6 นักเรียนบันทึกคำตอบที่ได้จากการตั้งคำถาม ลงในแบบบันทึก KWL Plus ในช่อง L 8.2.7 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายสิ่งที่ได้เรียนรู้ทั้งหมดจากการอ่าน เรื่อง วันที่ไทยรู้จัก COVID-19 เพื่อตรวจสอบคำตอบอีกครั้ง 8.3 ขั้นสรุป ขั้นที่ 4 ขั้นการสร้างแผนภาพความคิด (Mapping) 8.3.1 นักเรียนทำกิจกรรมหมุนวงล้อมหัศจรรย์เพื่อค้นหานักเรียนผู้โชคดีจำนวน 3 คน มาตอบคำถามรายบุคคล เพื่อตรวจสอบความเข้าใจและทบทวนเรื่องที่ได้อ่าน โดยมีครูคอยติชมและแก้ไข 8.3.2 นักเรียนและครูร่วมกันสรุปความรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว โดยจัดทำ ในรูปแบบแผนผังความคิดลงบนกระดาน 8.3.3 นักเรียนจัดทำแผนผังความคิดในรูปแบบที่ตนเองถนัด จากนั้นนำส่งครูในคาบเรียนครั้ง ถัดไป 9. การจัดบรรยากาศเชิงบวก 9.1 สร้างบรรยากาศในขณะที่จัดการเรียนรู้ให้มีความเป็นกันเอง 9.2 เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน 9.3 กล่าวชมเชยเมื่อนักเรียนทำกิจกรรม 10. สื่อและแหล่งเรียนรู้ 10.1. หนังสือเรียนรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน หลักภาษาและการใช้ภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 10.2 Power point การอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว 10.3 ใบความรู้ เรื่อง ข่าว 10.4 บทความเรื่อง วันที่ไทยรู้จัก COVID-19 10.5 วงล้อมหัศจรรย์
100 11. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน 11.1 นักเรียนสามารถบอก หลักการอ่านจับใจความสำคัญ จากข่าวได้ถูกต้อง (K) - การตอบคำถาม - การตอบคำถามในชั้น เรียน นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินเมื่ออยู่ ในระดับ ดีขึ้นไป 11.2 นักเรียนสามารถ จับใจความสำคัญจากข่าวได้ ถูกต้อง (P) - การตรวจแบบ บันทึก - แบบบันทึกการอ่าน KWL Plus นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินเมื่ออยู่ ในระดับ ดีขึ้นไป 11.3 นักเรียนมีความ กระตือรือร้นในการทำกิจกรรม (A) - การสังเกต พฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินเมื่ออยู่ ในระดับ ดีขึ้นไป
101 ใบความรู้เรื่อง หลักการอ่านจับใจความสำคัญจากข่าว ความหมาย ข่าว หมายถึง เหตุการณ์ที่คนในสังคมกำลังให้ความสนใจ และตีพิมพ์เผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร เหตุการณ์ที่นำมาเขียนเป็นข่าวจะต้องเป็นเรื่องทันเหตุการณ์ และส่งผลกระทบต่อบุคคลในสังคม องค์ประกอบของข่าว ข่าวมีองค์ประกอบ 4 ส่วน คือ พาดหัวข่าว ความนำ ส่วนเชื่อม และเนื้อข่าว ดังนี้ 1.พาดหัวข่าว (Headline) เป็นส่วนนำที่สร้างความสนใจ โดยใช้คำที่สะดุดตาและ ตัวอักษรขนาดใหญ่กว่าเนื้อข่าว 2. ความนำ (Lead) คือ เนื้อเรื่องย่อของข่าว เป็นการเขียนอธิบายให้ผู้อ่านทราบโดยสรุปว่า เหตุการณ์ที่นำมาเขียนข่าวมีเนื้อความอย่างไร ความนำที่ดีต้องชัดเจน และทำให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราว 3. ส่วนเชื่อม (Neck) คือ ส่วนที่อยู่ระหว่างความนำกับเนื้อเรื่อง ทำหน้าที่ขยายความ หรือให้รายละเอียดเพิ่มเติมจากความนำ 4. เนื้อข่าว (Body) คือ รายละเอียดทั้งหมดของข่าว ส่วนใหญ่นิยมเขียนเป็นย่อหน้าสั้นๆ หากมีรายละเอียดมาก ก็จะเขียนแยกออกเป็นหลายย่อหน้า โดยเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือเรียงลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อย ประเภทของข่าว ข่าวที่นักเรียนอ่านในหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. ข่าวหนัก (Head News) หมายถึง ข่าวที่มีเนื้อเรื่องในเชิงสาระ และมีอิทธิพลต่อคน ส่วนใหญ่ในสังคม เช่น ข่าวการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวธุรกิจ ข่าวการศึกษา เป็นต้น 2. ข่าวเบา (Soft News) หมายถึง ข่าวที่เกิดขึ้นในกลุ่มคนกลุ่มย่อย ๆ ไม่มีอิทธิพลต่อส่วน ใหญ่ในสังคมมากนัก เช่น ข่าวชาวบ้าน ข่าวสังคม บันเทิง ข่าวกีฬา ข่าวอาชญากรรม เป็นต้น
102 หลักการอ่านและพิจารณาข่าว 1. พิจารณาพาดหัวข่าว การพิจารณาพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์เป็นการจัดลำดับความสำคัญ ของข่าว หากสังเกตการพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์จะพบว่า ส่วนสำคัญที่สุดของข่าวจะพาดหัวด้วย อักษร ขนาดใหญ่ ส่วนที่สำคัญรองลงมา จะใช้ตัวอักษรขนาดเล็กลงตามลำดับ ดังนั้น ในการอ่าน และพิจารณาข่าว ควรอ่านพาดหัวข่าวใหญ่ก่อน แล้วจึงอ่านพาดหัวข่าวย่อย 2. พิจารณาความนำ เมื่ออ่านและพิจารณาหาดหัวข่าวและทราบเรื่องราวสั้น ๆ ของข่าวนั้น แล้วขั้นต่อมาคือการอ่านและพิจารณาความนํา ซึ่งจะสรุปเรื่องราวของข่าว โดยขยายความหรือเพิ่มเติม รายละเอียดของพาดหัวข่าว หากผู้เขียนข่าวสามารถเขียนความนำได้ชัดเจน และผู้อ่านมีเวลาในการอ่านน้อย หรือต้องประหยัดเวลาในการอ่านก็อาจไม่จำเป็นต้องอ่านส่วนเนื้อข่าวต่อไป 3. พิจารณาเนื้อข่าว เนื้อข่าวเป็นส่วนที่ผู้อ่านจะอ่านหรือไม่อ่านก็ได้หากทราบเรื่องย่อของข่าวจาก ความนำแล้ว เนื้อข่าวเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เป็นข่าว ซึ่งอาจพบว่าหนังสือพิมพ์ แต่ละฉบับให้ ข้อมูลของข่าวแตกต่างกัน เพราะผู้เขียนข่าวต้องนำเสนอข่าวให้ทันเวลา หากเราสนใจข่าวใดเป็นพิเศษก็ควร ติดตามอ่านเนื้อข่าวจากหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เปรียบเทียบความถูกต้องของข่าว และคิดไตร่ตรอง อย่างรอบคอบ 4. พิจารณาการใช้สำนวนภาษา เมื่อพิจารณาการใช้สำนวนภาษาในการเขียนข่าวจะพบว่า มีข้อบกพร่องหลายประการ ทั้งในการเขียนสะกดคำ การใช้คำย่อ การใช้คำผิดระดับ การใช้คำแสลง การวางส่วนขยายไม่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะจัดทำหนังสือพิมพ์เป็นกระบวนการเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทันเวลาขาย เพราะหนังสือพิมพ์จะมีค่าเฉพาะวันนี้เท่านั้น พอวันรุ่งขึ้นก็จะไม่มีใครสนใจ การอ่านข่าวจึงเป็นวรรณกรรมรีบเร่งเพราะฉะนั้นในการอ่านข่าวจึงต้องพิจารณาการใช้ภาษาตามลักษณะ ของภาษาข่าวที่ไม่ถูกต้องของหลักการใช้ภาษา
103 วันที่ไทยรู้จัก COVID-19 การระบาดครั้งแรกเกิดขึ้นที่ตลาดค้าสัตว์ป่าเมืองอู่ฮั่นหรือตลาดขายอาหารทะเลสด South China Seaboard เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน จากนั้นการแพร่ระบาดกระจายไปในหลายพื้นที่ ไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปอดอักเสบรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ โดยที่เชื้อไวรัสตัวนี้ สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการ ไอ จาม หรือสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ทีมนักวิจัยสันนิษฐานว่าตัวนิ่ม หรือ ลิ่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เชื่อว่ามีสรรพคุณตามยาแผนโบราณ และถูกลักลอบล่าเพื่อนำส่งขายในตลาดสัตว์ป่ามากที่สุดในประเทศจีน อาจเป็นพาหนะนำเชื้อไวรัสโคโรนาสาย พันธุ์ใหม่ 2019 จากค้างคาวมาสู่คน เนื่องจากตัวนิ่มอาจได้รับเชื้อไวรัสจากการสูดหายใจมูลค้างคาว ที่ตกตามพื้นดิน ขณะที่มันกำลังใช้ลิ้นตวัดกินมดและแมลง เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2563 ไทยพบผู้ป่วยหญิงจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยเป็นคนแรก โดยกระทรวงสาธารณสุขของไทยประกาศเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2563 ว่าพบนักท่องเที่ยวหญิง วัย 61 ปี สัญชาติจีน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ติดเชื้อโควิด-19 นับว่าเป็นการพบผู้ติดเชื้อ คนแรกนอกประเทศจีน จากการสอบสวนโรค พบว่า เธอเดินทางออกจากเมืองอู่ฮั่น ถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2563 หลังจากนั้น 2 วันต่อมาพบว่า เธอมีอาการเจ็บคอ มีไข้ หนาวสะท้าน และปวดหัว จากนั้นในวันที่ 8 ม.ค. เธอเข้ารับการรักษาในห้องแยกโรคความดันลบของสถาบันบำราศนราดูร ผลทดสอบ หาโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่เป็นบวกเมื่อทราบผลดังกล่าว ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรคได้ ติดตามอาการผู้สัมผัสความเสี่ยงสูง 40 คน และรวบรวมข้อมูลสำหรับติดตามผู้สัมผัสความเสี่ยงต่ำอีก 145 คน ต่อมาในวันที่ 31 ม.ค. ชายไทยวัย 50 ปี ซึ่งขับแท็กซี่ในกรุงเทพมหานคร ได้รับผลตรวจว่าติดเชื้อ โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เพราะก่อนหน้านี้เขารับผู้โดยสารชาวจีนจากเมืองอู่ฮั่นซึ่งมีอาการป่วยไปส่งโรงพยาบาล ถือว่าชายคนนี้เป็นคนไทยรายแรกที่ติดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ โดยไม่เคยมีประวัติเดินทางไปประเทศจีน มาก่อนคนขับแท็กซี่ เข้ารักษาตัวที่สถาบันบำราศนราดูรและหายจากโรค กลับบ้านไปใช้ชีวิตตามปกติในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 ข้อมูลจาก Thai PBS สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2566
104 สรุปใจความสำคัญเรื่อง ความรักของหญิงชรา ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ แผนผังความคิดเรื่อง วันที่ไทยรู้จัก COVID-19 ชื่อ...............................................................ชั้น..............เลขที่...............
105 แบบประเมินการตอบคำถาม คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการการตอบคำถามที่นักเรียนปฏิบัติ ลำดับ ที่ ชื่อ - สกุล ความถูกต้อง ( 4) ความตรงประเด็น ( 4) ความชัดถ้อยชัดคำ ( 4) รวม 12คะแนน ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ลงชื่อ........................................................... (นางสาวกุลฤดี คงชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. …………..
106 เกณฑ์การให้คะแนนการตอบคำถาม (Rubric Scores) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 4 3 2 1 1. ความถูกต้อง ตอบคำถาม ถูกต้อง ครบถ้วน ตอบคำถามถูกต้อง แต่ไม่ครบถ้วน ตอบคำถามผิด ไม่ตอบคำถาม 2. ความตรงประเด็น ตอบคำถาม ได้ตรงประเด็น ตอบคำถามได้ ขาดตกเล็กน้อย ไม่ตรงประเด็น ไม่ตอบคำถาม 3. ความชัดถ้อยชัดคำ ตอบคำถาม ชัดเจน ตอบคำถามตะกุกตะกัก เล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักเล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักมาก เกณฑ์การให้คะแนน ดีมาก = ๔ ดี= ๓ พอใช้= ๒ ปรับปรุง = ๑ เกณฑ์การตัดสิน ช่วงชั้นคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๐ – ๑๒ ดีมาก ๗ – ๙ ดี ๔ – ๖ พอใช้ ๑ – ๓ ปรับปรุง เกณฑ์การผ่านตั้งแต่ระดับ ดี ขึ้นไป สรุป ผ่าน ไม่ผ่าน หมายเหตุ : ผู้สอนอาจประเมินเป็นภาพรวมได้ในกรณีที่นักเรียนมีจำนวนมาก ไม่สามารถถามได้ ครบทุกคน
107 แบบประเมินการบันทึกการอ่านจับใจความสำคัญเทคนิค KWL Plus คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการที่นักเรียนปฏิบัติ ลำดับ ที่ ชื่อ - สกุล การอ่านจับใจ ความสำคัญ ( 4) ความครอบคลุมของ เนื้อหา ( 4) การสรุปความรู้ ( 4) ความถูกต้อง ( 4) การเขียนสื่อความ ( 4) รวม 20คะแนน ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ลงชื่อ........................................................... (นางสาวกุลฤดี คงชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. …………..
108 เกณฑ์การให้คะแนนการทำแบบบันทึกการอ่าน KWL Plus ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 4 3 2 1 1. การอ่านจับใจ ความสำคัญ อ่านจับใจความสำคัญ เนื้อหาได้ทั้งหมด อ่านจับใจความสำคัญ เนื้อหาได้เกือบ ทั้งหมด อ่านจับใจความสำคัญ เนื้อหาได้เล็กน้อย อ่านจับใจความ สำคัญเนื้อหาได้ น้อยมาก 2. ความครอบคลุม ของเนื้อหา มีรายละเอียดเนื้อหา ตรงกับลักษณะ ที่กำหนดมากที่สุด รายละเอียดของ เนื้อหามากแต่ยัง ไม่ครอบคลุมทั้งหมด มีรายละเอียดของ เนื้อหาน้อย มีรายละเอียดของ เนื้อหาน้อยมาก 3. การสรุปความรู้ สรุปความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ที่ศึกษาได้ชัดเจน ครบถ้วน สมบูรณ์ สรุปความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ที่ศึกษาได้ชัดเจนดี สรุปความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ที่ศึกษาได้ สรุปความรู้ ไม่ชัดเจน 4. ความถูกต้อง วิเคราะห์ได้ถูกต้อง ครบถ้วน วิเคราะห์ได้ถูกต้อง เกือบทั้งหมด วิเคราะห์ได้ถูกต้อง เล็กน้อย วิเคราะห์ได้ถูกต้อง น้อยมาก 5. การเขียนสื่อความ เขียนสื่อความได้ ถูกต้องตามอักขรวิธี ตรงประเด็นและ เข้าใจง่าย เขียนสื่อความไม่ ถูกต้องตามอักขรวิธี 2-3 แห่ง ตรง ประเด็น เขียนสื่อความไม่ ถูกต้องตามอักขรวิธี 4-5 แห่ง ตรง ประเด็น เขียนสื่อความ ได้น้อย ไม่ตรง ประเด็น
109 แบบสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียน คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการพฤติกรรมที่นักเรียนปฏิบัติ ลงชื่อ.................................................ผู้ประเมิน (นางสาวกุลฤดี คงชัย) นที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. ………….. ลำดับ ที่ พฤติกรรม ชื่อ – สกุล นักเรียนเข้าเรียน ตรงเวลา ( 4) นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะครูสอน ( 4) นักเรียนให้ความร่วมมือในการ ทำกิจกรรม ( 4) นักเรียนแสดงความคิดเห็น และตอบคำถาม ( 4) นักเรียนตั้งใจทำงาน ที่ได้รับมอบหมาย ( 4) รวม (20) ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15
110 การให้คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่ำเสมอให้ 4 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้งให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบางครั้งให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้งให้ 1 คะแนน เกณฑ์การประเมินคุณภาพ 18 – 20 คะแนน ดีมาก ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 90 – 100 % 14 – 17 คะแนน ดี ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 70 – 89 % 13 – 10 คะแนน พอใช้ ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 50 – 69 % ต่ำกว่า 10 คะแนน ปรับปรุง ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 50 % ผ่านเกณฑ์ในระดับ ดี ขึ้นไปถือว่าผ่าน
111 รายละเอียดเกณฑ์การให้คะแนนพฤติกรรมในชั้นเรียน (Scoring rubric) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 4 3 2 1 1. นักเรียนเข้าเรียน ตรงเวลา นักเรียนเข้าเรียน ได้ตรงต่อเวลา นักเรียนเข้าเรียน สาย 10 – 15 นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย 15 – 20 นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย 30 นาที ขึ้นไป 2. นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะ ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน ไม่คุยกัน และไม่เล่น โทรศัพท์ในขณะ ที่ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน แต่มีคุยกันบ้าง บางครั้ง นักเรียนตั้งใจ เรียนส่วนน้อย และส่วนมากใช้ เวลาเล่นโทรศัพท์ นักเรียนไม่ตั้งใจ เรียน พูดคุยกับ เพื่อน และเล่น โทรศัพท์ 3.นักเรียนให้ความ ร่วมมือในการ ทำกิจกรรม ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าที่พอใจ ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าเบื่อ หน่ายบางครั้ง ให้ความร่วมมือ ในบางขั้นตอน และแสดงสีหน้า เบื่อหน่าย ไม่ให้ความร่วมมือ เฉยชาและแสดง สีหน้าไม่พอใจ 4. นักเรียนแสดงความ คิดเห็น และตอบคำถาม ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด มีความมั่นใจ และถูกต้อง ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด ไม่ค่อยมีความ มั่นใจ ตอบบางคำถาม ตอบเสียงเบา และปฏิบัติตามได้ เพียงบางข้อ ไม่ตอบคำถาม ท่องตามเพื่อน ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ได้ 5. นักเรียน กระตือรือร้นในการทำ กิจกรรม มีความกระตือรือร้น อยากทำทุกกิจกรรม มีความ กระตือรือร้น อยากทำบาง กิจกรรม ไม่แสดงความรู้สึก ร่วม แต่ปฏิบัติ ตามทุกอย่าง แสดงสีหน้าหรือ อาการทางลบ ไม่พอใจ
112 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 18 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การอ่านจับใจความสำคัญ เวลา 5 ชั่วโมง เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากบทความ เวลา 1 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาวกุลฤดี คงชัย โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์ วันที่สอน ศุกร์ 01 ธันวาคม 2566 ห้อง 3/6 เวลา 12.00 - 12.50 น. จันทร์ 04 ธันวาคม 2566 ห้อง 3/5 เวลา 13.40 – 14.30 น. จันทร์ 04 ธันวาคม 2566 ห้อง 3/4 เวลา 14.30 - 15.20 น. 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ม.3/3 ระบุใจความสำคัญและรายละเอียดของข้อมูลที่สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน ม.3/4 อ่านเรื่องต่าง ๆ แล้วเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความและรายงาน 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 นักเรียนบอกหลักการอ่านจับใจความสำคัญจากบทความได้ถูกต้อง (K) 2.2 นักเรียนสามารถจับใจความสำคัญจากบทความได้ถูกต้อง (P) 2.3 นักเรียนมีมารยาทในการอ่าน (A) 3. สมรรถนะสำคัญของนักเรียน 3.1 ความสามารถในการสื่อสาร 3.2 ความสามารถในการคิด 4. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4.1 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 4.2 ใฝ่เรียนรู้ 4.3 มุ่งมั่นในการทำงาน 4.4 รักความเป็นไทย
113 5. สาระสำคัญ การอ่านจับใจความสำคัญ เป็นทักษะการอ่านที่ผู้อ่านต้องเข้าใจเนื้อเรื่อง จุดมุ่งหมายของเรื่องว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร แล้วนำเรื่องที่อ่านมาสรุปรวบรวมหรือเรียบเรียงข้อความให้เป็นสำนวน ภาษา ของตนเอง การศึกษาเรื่องการอ่านจับใจคจับใจความสำคัญจะทำให้นักเรียนเข้าใจหลักการอ่านจับใจความ สำคัญ ตลอดจนสามารถตั้งคำถาม ตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน บทความ เป็นงานเขียนประเภทหนึ่งที่ต้องอาศัย ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ เพราะจะทำให้เข้าใจเรื่องและสามารถอ่านสรุปความได้ดียิ่งขึ้น 6. สาระการเรียนรู้ 6.1 หลักการอ่านจับใจความสำคัญจากบทความ 6.2 การอ่านจับใจความสำคัญจากบทความ 7. ชิ้นงาน/ภาระงาน 7.1 แบบบันทึกการอ่านจับใจความสำคัญ KWL Plus 7.2 แผนผังความคิดการอ่านจับใจความสำคัญจากบทความ 8. กระบวนการจัดการเรียนรู้ (กระบวนการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus) 8.1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 8.1.1 นักเรียนและครูทักทายกันด้วยท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส ครูซักถามนักเรียนเกี่ยวกับ การรับประทานอาหารในชีวิตประจำวัน 8.1.2 นักเรียนอ่านข้อความบางส่วนจากบทความที่ครูกำหนดให้ จากนั้นครูซักถามนักเรียน ว่าข้อความที่อ่านเป็นงานเขียนประเภทใด และนักเรียนเคยอ่านงานเขียนประเภทนี้หรือไม่ 8.1.3 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ 8.2 ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นกิจกรรมก่อนการอ่าน K (What you know) 8.2.1 นักเรียนศึกษาความรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากบทความ จากใบความรู้ที่ครู แจกให้ จากนั้นนักเรียนฟังครูอธิบายเพิ่มเติม 8.2.2 ครูเขียนชื่อหัวข้อเรื่อง “อาหารคลีน Clean Food” บนกระดาน จากนั้นครูสนทนา กับนักเรียนเกี่ยวกับชื่อเรื่องบทความว่ามีความโดดเด่นอย่างไรบ้าง ให้นักเรียนแต่ละร่วมกันแสดงความคิดเห็น และบันทึกข้อความความรู้เกี่ยวกับชื่อเรื่องที่ครูเขียนให้ดูลงในแบบบันทึก KWL Plus ช่อง K ขั้นที่ 2 ขั้นกิจกรรมระหว่างการอ่าน W (What we want to know) 8.2.3 นักเรียนตั้งคำถามในสิ่งที่ต้องการรู้จากบทความเรื่อง อาหารคลีน Clean Food เมื่อนักเรียนตั้งคำถามเสร็จแล้ว ครูสุ่มนักเรียนออกมาเขียนคำถามบนกระดาน 4 - 5 คน
114 8.2.4 นักเรียนและครูร่วมกันคัดเลือกคำถามที่ตรงประเด็นและมีใจความสำคัญที่สุด จากนั้น ให้นักเรียนทุกคนเขียนคำถามบันทึกลงในช่อง KWL Plus ช่อง W ขั้นที่ 3 ขั้นกิจกรรมหลังการอ่าน L (What you have learned) 8.2.5 นักเรียนอ่านบทความเรื่อง อาหารคลีน Clean Food อย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อค้นหา คำตอบที่นักเรียนจดไว้ จากนั้นเขียนคำตอบลงในแบบบันทึก KWL Plus ในช่อง L 8.2.6 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายสิ่งที่ได้เรียนรู้ทั้งหมดจากการอ่าน เรื่อง อาหารคลีน Clean Food เพื่อตรวจสอบคำตอบอีกครั้ง 8.2.7 นักเรียนทำกิจกรรมหมุนวงล้อมหัศจรรย์เพื่อค้นหานักเรียนผู้โชคดีจำนวน 3 คน มาตอบคำถามรายบุคคล เพื่อตรวจสอบความเข้าใจและทบทวนเรื่องที่ได้อ่าน โดยมีครูคอยติชมและแก้ไข 8.3 ขั้นสรุป ขั้นที่ 4 ขั้นการสร้างแผนภาพความคิด (Mapping) 8.3.1 นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญจากบทความ เรื่อง อาหาร คลีน Clean Food โดยจัดทำเป็นรูปแบบแผนผังความคิดลงบนกระดาน 8.3.2 นักเรียนจัดทำแผนผังความคิดในรูปแบบที่ตนเองถนัด จากนั้นนำส่งครูในคาบเรียน ถัดไป 9. การจัดบรรยากาศเชิงบวก 9.1 สร้างบรรยากาศในขณะที่จัดการเรียนรู้ให้มีความเป็นกันเอง 9.2 เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน 9.3 กล่าวชมเชยเมื่อนักเรียนทำกิจกรรม 10. สื่อและแหล่งเรียนรู้ 10.1. หนังสือเรียนรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน หลักภาษาและการใช้ภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 10.2 Power point การอ่านจับใจความสำคัญจากบทความ 10.3 ใบความรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากบทความ 10.4 วงล้อมหัศจรรย์
115 11. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน 11.1 นักเรียนสามารถบอก หลักการอ่านจับใจความสำคัญ จากบทความได้ถูกต้อง (K) - การตอบคำถาม - คำถามในชั้นเรียน นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินเมื่ออยู่ ในระดับ ดีขึ้นไป 11.2 นักเรียนสามารถ จับใจความสำคัญจากบทความ ได้ถูกต้อง (P) - การตรวจแบบ บันทึก - แบบบันทึกการอ่าน KWL Plus นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินเมื่ออยู่ ในระดับ ดีขึ้นไป 11.3 นักเรียนมีความ กระตือรือร้นในการทำกิจกรรม - การสังเกต พฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินเมื่ออยู่ ในระดับ ดีขึ้นไป
116 ใบความรู้เรื่อง หลักการอ่านจับใจความสำคัญบทความ ความหมาย บทความ หมายถึง รูปแบบการเขียนประเภทหนึ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารข้อเท็จจริงและความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งแก่ผู้อ่าน โดยเนื้อหานำเสนอจากข้อเท็จจริงไม่ใช่เรื่องแต่งหรือคิดขึ้นเองจาก จินตนาการ ประเภทของบทความ แบ่งตามเนื้อหาของบทความ ได้เป็น 11 ประเภท ดังนี้ 1. บทความบรรณาธิการ เป็นบทความแสดงความคิดเห็นลักษณะหนึ่งที่เขียนขึ้นเพื่อเสนอ แนวคิดหลักของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง 2. บทความสัมภาษณ์ เป็นบทความที่เขียนขึ้นจากการสัมภาษณ์บุคคลเกี่ยวกับความคิดเห็น ต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่อง หรือเกี่ยวกับชีวิตของบุคคล หรือจากการสัมภาษณ์บุคคล 3. บทความแสดงความคิดเห็นทั่วไป มีเนื้อหาหลายลักษณะ เช่น หยิบยกปัญหา เหตุการณ์ หรือเรื่องที่ประชาชนสนใจมาแสดงความคิดเห็น หรือผู้เขียนแสดงความคิดเห็น 4. บทความวิเคราะห์ เป็นบทความแสดงความคิดเห็น โดยผู้เขียนจะพิจารณาเรื่องใดเรื่อง หนึ่งที่เผยแพร่มาแล้วอย่างละเอียด โดยแยกแยะให้เห็นส่วนต่าง ๆ ของเรื่องนั้น 5. บทความวิจารณ์ เขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นในเชิงวิจารณ์เรื่องราวที่ต้องการวิจารณ์ด้วย เหตุผลและหลักวิชาเป็นสำคัญ 6. บทความสารคดีท่องเที่ยว มีเนื้อหาแนวบรรยายเล่าเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่มีทัศนียภาพสวยงามหรือมีความสำคัญต่าง ๆ เพื่อแนะนำและชักชวนให้รู้จักสถานที่ท่องเที่ยวนั้น 7. บทความกึ่งชีวประวัติเป็นการเขียนบางส่วนของชีวิตบุคคลเพื่อให้ผู้อ่านทราบโดยเฉพาะ คุณสมบัติ หรือผลงานเด่นที่ทำให้บุคคลนั้นมีชื่อเสียงประสบความสำเร็จในชีวิต 8. บทความครบรอบปีมีเนื้อหาแนวบรรยายเล่าเรื่องเกี่ยวกับเรื่องราว เหตุการณ์ พิธีการในเทศกาลหรือวันสำคัญ เป็นสิ่งที่ประชาชนสนใจเมื่อโอกาสนั้นมาถึง เช่น วันวิสาขบูชา เป็นต้น
117 9. บทความให้ความรู้ทั่วไป ผู้เขียนจะอธิบายให้ความรู้คำแนะนำในเรื่องทั่ว ๆ ไป ที่ใช้ในการดำเนิน ชีวิตประจำวัน เช่น มารยาทการเข้าสังคม การแต่งกายให้เหมาะสม เป็นต้น 10. บทความเชิงธรรมะ จะอธิบายข้อธรรมะให้ผู้อ่านทั่ว ๆ ไปเข้าใจได้ง่าย หรือให้คติ ให้แนวทาง การดำเนินชีวิตตามแนวพุทธศาสนา เสนอหนทางแก้ปัญหาตามแนวทางพุทธปรัชญา 11. บทความวิชาการ มีเนื้อหาแสดงข้อเท็จจริง ความรู้ทางวิชาการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผู้เขียนอาจจะ เสนอเฉพาะเนื้อหาสาระทางวิชาการหรือเสนอทั้งเนื้อหาสาระข้อเท็จจริงและแสดงความคิดเห็น ในเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ หรืออาจเสนอผลการวิจัย หลักการพิจารณาบทความ 1. ข้อเท็จจริง ควรพิจารณาว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือและทันสมัยหรือไม่ ผู้เขียนนำข้อมูลมาจากแหล่งใด มีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลหรือไม่ 2. ข้อคิดเห็น ควรพิจารณาว่าข้อคิดเห็นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่ ผู้เขียนนำเสนอข้อคิดเห็นมี ประโยชน์และสร้างสรรค์หรือไม่ และข้อคิดเห็นนั้นสามารถนำไปปฏิบัติได้หรือไม่ 3. กลวิธีนำเสนอ ควรพิจารณาว่าผู้เขียนนำเสนอบทความได้น่าสนใจหรือไม่ องค์ประกอบต่าง ๆ ของบทความมีความเชื่อมโยงหรือสอดคล้องกันหรือไม่ ผู้เขียนนำเสนอเรื่องด้วยสำนวนภาษาที่ทำให้ผู้อ่าน เข้าใจง่ายหรือไม่ 4. ประโยชน์ที่ได้รับ ควรพิจารณาว่าผู้อ่านได้รับประโยชน์จากบทความนี้มากน้องเพียงใด บทความนี้ นำเสนอข้อคิดหรือทรรศนะที่สามารถนำไปปฏิบัติได้หรือไม่ และบทความนี้มีประโยชน์กับบุคคลเฉพาะกลุ่ม หรือบุคคลส่วนใหญ่ในสังคม ที่มา: http://www.trueplookpanya.com/learning/detail/1034
118 อาหารคลีน Clean Food ปัจจุบันนี้อาหารคลีนกําลังเป็นแฟชั่นยอดฮิตในกลุ่มที่รักสุขภาพ หรือกลุ่มที่ต้องการลดน้ำหนัก ซึ่งแท้ ที่จริงแล้วอาหารคลีนใช่อาหารสำหรับคนลดความอ้วนหรือไม่… อาหารคลีน (Clean Food) คือ อาหารทีไม่ผ่านการปรุงแต่งด้วยสารเคมีต่าง ๆ หรือผ่านการแปรรูป น้อยที่สุด อาหารเหล่านี้จะเป็นอาหารที่สดสะอาด ผ่านขั้นตอนการปรุงแต่งมาน้อยหรือไม่ผ่านการปรุงแต่งเลย เน้นธรรมชาติของอาหารนั้นเป็นหลัก ไม่ผ่านกระบวนการหมักดองหรือปรุงรสใด ๆ มากจนเกินไป เช่น เค็มจัด หวานจัด หรือมัน เป็นต้น อย่างไรก็ตามในบางครั้งปรุงแต่งอาหารที่ถูกต้องเหมาะสม เช่น สุกพอดี ไม่ใส่ เครื่องปรุงมากเกินไปก็ไม่ได้เป็นภัยอัตรายต่อร่างกายเช่นกัน ดังนั้นถ้าประชาชนรับประทานอาหารตามปกติ ถูกต้องตามหลักโภชนาการ โดยไม่ปรุงแต่ง หวาน มัน เค็ม มากเกินไป ก็สามารถมีสุขภาพที่แข็งแรงได้ การรับประทานอาหารแบบคลีน คือ การรับประทานอาหาร 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม คือ ต้องมี ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ผัก ผลไม้ และไขมัน ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ไม่ใช่การเน้น รับประทานทานผักเยอะ ๆ แต่เพียงอย่างเดียว โดยสรุปอาหารคลีนเป็นอาหารที่ถูกหลักโภชนาการประเภทหนึ่ง ซึ่งมีสรรพคุณที่ดีสำหรับคนที่อ้วน เนื่องจากไม่ผ่านการปรุงแต่งเติมไขมัน ความหวาน ความเค็ม เพราะอาหารคลีนส่วนใหญ่จะใช้วัตถุดิบที่คงเดิม จากธรรมชาติ ไม่ผ่านการปรุงแต่งสังเคราะห์ หรือหากจะมีการปรุงแต่งก็มีการปรุงแต่งที่น้อยถึงน้อยที่สุด ซึ่งจะมีผลดีต่อคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ลดไขมัน และคนที่ใส่ใจกับสุขภาพของตนเอง สิ่งสำคัญสำหรับท่านที่เริมต้นการกินอาหารคลีน ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าถึงกับตัดขาดอาหาร บางประเภทที่คุณโปรดปราน เพียงแค่ลดปริมาณให้น้อยลงไปเรื่อย ๆ จนคุณเริมคุ้นชินกับอาหารประเภทคลีน เพราะการลดอาหารปกติอย่างฉับพลัน เพื่อจะเปลี่ยนไปทานอาหารเพื่อสุขภาพแบบทันที มันอาจจะมีผลเสีย ย้อนกลับมาอย่างเช่น รู้สึกไม่มีแรง หิวง่าย และมีอาการหงุดหงิดตลอดเวลา นั่นทำให้การใช้ชีวิตคุณแย่ลง ซึ่งไม่ใช่การรับประทานเพื่อสุขภาพแน่นอน นอกจากการรับประทานอาหารคลีนแล้ว สิ่งสำคัญที่ช่วยให้มี สุขภาพดี ต้องอย่าลืมออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมอารมณ์ ไม่หมกมุ่น ไม่ให้เกิดความเครียด สุขภาพดีก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ข้อมูลจาก : อ.พญ.กุสุมา ไชยสูตร คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
119 สรุปใจความสำคัญเรื่อง อาหารคลีน Clean Food ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ แผนผังความคิดเรื่อง อาหารคลีน Clean Food ชื่อ...............................................................ชั้น..............เลขที่...............
120 แบบประเมินการตอบคำถาม คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการการตอบคำถามที่นักเรียนปฏิบัติ ลำดับ ที่ ชื่อ - สกุล ความถูกต้อง ( 4) ความตรงประเด็น ( 4) ความชัดถ้อยชัดคำ ( 4) รวม 12คะแนน ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ลงชื่อ........................................................... (นางสาวกุลฤดี คงชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. …………..
121 เกณฑ์การให้คะแนนการตอบคำถาม (Rubric Scores) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 4 3 2 1 1. ความถูกต้อง ตอบคำถาม ถูกต้อง ครบถ้วน ตอบคำถามถูกต้อง แต่ไม่ครบถ้วน ตอบคำถามผิด ไม่ตอบคำถาม 2. ความตรงประเด็น ตอบคำถาม ได้ตรงประเด็น ตอบคำถามได้ ขาดตกเล็กน้อย ไม่ตรงประเด็น ไม่ตอบคำถาม 3. ความชัดถ้อยชัดคำ ตอบคำถาม ชัดเจน ตอบคำถามตะกุกตะกัก เล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักเล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักมาก เกณฑ์การให้คะแนน ดีมาก = ๔ ดี= ๓ พอใช้= ๒ ปรับปรุง = ๑ เกณฑ์การตัดสิน ช่วงชั้นคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๐ – ๑๒ ดีมาก ๗ – ๙ ดี ๔ – ๖ พอใช้ ๑ – ๓ ปรับปรุง เกณฑ์การผ่านตั้งแต่ระดับ ดี ขึ้นไป สรุป ผ่าน ไม่ผ่าน หมายเหตุ : ผู้สอนอาจประเมินเป็นภาพรวมได้ในกรณีที่นักเรียนมีจำนวนมาก ไม่สามารถถามได้ ครบทุกคน
122 แบบประเมินการบันทึกการอ่านจับใจความสำคัญเทคนิค KWL Plus คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการที่นักเรียนปฏิบัติ ลำดับ ที่ ชื่อ - สกุล การอ่านจับใจ ความสำคัญ ( 4) ความครอบคลุมของ เนื้อหา ( 4) การสรุปความรู้ ( 4) ความถูกต้อง ( 4) การเขียนสื่อความ ( 4) รวม 20คะแนน ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ลงชื่อ........................................................... (นางสาวกุลฤดี คงชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. …………..
123 เกณฑ์การให้คะแนนการทำแบบบันทึกการอ่าน KWL plus ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 4 3 2 1 1. การอ่านจับใจ ความสำคัญ อ่านจับใจความสำคัญ เนื้อหาได้ทั้งหมด อ่านจับใจความสำคัญ เนื้อหาได้เกือบ ทั้งหมด อ่านจับใจความสำคัญ เนื้อหาได้เล็กน้อย อ่านจับใจความ สำคัญเนื้อหาได้ น้อยมาก 2. ความครอบคลุม ของเนื้อหา มีรายละเอียดเนื้อหา ตรงกับลักษณะ ที่กำหนดมากที่สุด รายละเอียดของ เนื้อหามากแต่ยัง ไม่ครอบคลุมทั้งหมด มีรายละเอียดของ เนื้อหาน้อย มีรายละเอียดของ เนื้อหาน้อยมาก 3. การสรุปความรู้ สรุปความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ที่ศึกษาได้ชัดเจน ครบถ้วน สมบูรณ์ สรุปความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ที่ศึกษาได้ชัดเจนดี สรุปความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ที่ศึกษาได้ สรุปความรู้ ไม่ชัดเจน 4. ความถูกต้อง วิเคราะห์ได้ถูกต้อง ครบถ้วน วิเคราะห์ได้ถูกต้อง เกือบทั้งหมด วิเคราะห์ได้ถูกต้อง เล็กน้อย วิเคราะห์ได้ถูกต้อง น้อยมาก 5. การเขียนสื่อความ เขียนสื่อความได้ ถูกต้องตามอักขรวิธี ตรงประเด็นและ เข้าใจง่าย เขียนสื่อความไม่ ถูกต้องตามอักขรวิธี 2-3 แห่ง ตรง ประเด็น เขียนสื่อความไม่ ถูกต้องตามอักขรวิธี 4-5 แห่ง ตรง ประเด็น เขียนสื่อความได้ น้อย ไม่ตรงประเด็น
124 แบบสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียน คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการพฤติกรรมที่นักเรียนปฏิบัติ ลงชื่อ.................................................ผู้ประเมิน (นางสาวกุลฤดี คงชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. ………….. ลำดับ ที่ พฤติกรรม ชื่อ – สกุล นักเรียนเข้าเรียน ตรงเวลา ( 4) นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะครูสอน ( 4) นักเรียนให้ความร่วมมือในการ ทำกิจกรรม ( 4) นักเรียนแสดงความคิดเห็น และตอบคำถาม ( 4) นักเรียนตั้งใจทำงาน ที่ได้รับมอบหมาย ( 4) รวม (20) ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15
125 การให้คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่ำเสมอให้ 4 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้งให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบางครั้งให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้งให้ 1 คะแนน เกณฑ์การประเมินคุณภาพ 18 – 20 คะแนน ดีมาก ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 90 – 100 % 14 – 17 คะแนน ดี ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 70 – 89 % 13 – 10 คะแนน พอใช้ ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 50 – 69 % ต่ำกว่า 10 คะแนน ปรับปรุง ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 50 % ผ่านเกณฑ์ในระดับ ดี ขึ้นไปถือว่าผ่าน
126 รายละเอียดเกณฑ์การให้คะแนนพฤติกรรมในชั้นเรียน (Scoring rubric) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 4 3 2 1 1. นักเรียนเข้าเรียน ตรงเวลา นักเรียนเข้าเรียน ได้ตรงต่อเวลา นักเรียนเข้าเรียน สาย 10 – 15 นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย 15 – 20 นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย 30 นาที ขึ้นไป 2. นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะ ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน ไม่คุยกัน และไม่เล่น โทรศัพท์ในขณะ ที่ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน แต่มีคุยกันบ้าง บางครั้ง นักเรียนตั้งใจ เรียนส่วนน้อย และส่วนมากใช้ เวลาเล่นโทรศัพท์ นักเรียนไม่ตั้งใจ เรียน พูดคุยกับ เพื่อน และเล่น โทรศัพท์ 3.นักเรียนให้ความ ร่วมมือในการ ทำกิจกรรม ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าที่พอใจ ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าเบื่อ หน่ายบางครั้ง ให้ความร่วมมือ ในบางขั้นตอน และแสดงสีหน้า เบื่อหน่าย ไม่ให้ความร่วมมือ เฉยชาและแสดง สีหน้าไม่พอใจ 4. นักเรียนแสดงความ คิดเห็น และตอบคำถาม ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด มีความมั่นใจ และถูกต้อง ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด ไม่ค่อยมีความ มั่นใจ ตอบบางคำถาม ตอบเสียงเบา และปฏิบัติตามได้ เพียงบางข้อ ไม่ตอบคำถาม ท่องตามเพื่อน ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ได้ 5. นักเรียน กระตือรือร้นในการทำ กิจกรรม มีความกระตือรือร้น อยากทำทุกกิจกรรม มีความ กระตือรือร้น อยากทำบาง กิจกรรม ไม่แสดงความรู้สึก ร่วม แต่ปฏิบัติ ตามทุกอย่าง แสดงสีหน้าหรือ อาการทางลบ ไม่พอใจ
127 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 19 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การอ่านจับใจความสำคัญ เวลา 5 ชั่วโมง เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากเรื่องสั้น เวลา 1 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาวกุลฤดี คงชัย โรงเรียนกุดจับประชาสรรค์ วันที่สอน ศุกร์ 05 ธันวาคม 2566 ห้อง 3/6 เวลา 12.00 - 12.50 น. จันทร์ 06 ธันวาคม 2566 ห้อง 3/5 เวลา 13.40 – 14.30 น. จันทร์ 07 ธันวาคม 2566 ห้อง 3/4 เวลา 14.30 - 15.20 น. 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการ ดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ม.3/3 ระบุใจความสำคัญและรายละเอียดของข้อมูลที่สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน ม.3/4 อ่านเรื่องต่าง ๆ แล้วเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความและรายงาน 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 นักเรียนบอกหลักการอ่านจับใจความสำคัญจากเรื่องสั้นได้ถูกต้อง (K) 2.2 นักเรียนสามารถจับใจความสำคัญจากเรื่องสั้นได้ถูกต้อง (P) 2.3 นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม (A) 3. สมรรถนะสำคัญของนักเรียน 3.1 ความสามารถในการสื่อสาร 3.2 ความสามารถในการคิด 4. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4.1 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 4.2 ใฝ่เรียนรู้ 4.3 มุ่งมั่นในการทำงาน 4.4 รักความเป็นไทย
128 5. สาระสำคัญ การอ่านจับใจความสำคัญ เป็นทักษะการอ่านที่ผู้อ่านต้องเข้าใจเนื้อเรื่อง จุดมุ่งหมายของเรื่องว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร แล้วนำเรื่องที่อ่านมาสรุปรวบรวมหรือเรียบเรียงข้อความให้เป็นสำนวน ภาษา ของตนเอง การศึกษาเรื่องการอ่านจับใจคจับใจความสำคัญจะทำให้นักเรียนเข้าใจหลักการอ่านจับใจความ สำคัญ ตลอดจนสามารถตั้งคำถาม ตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน เรื่องสั้น เป็นงานเขียนร้อยแก้วประเภทบันเทิง คดีที่มีลักษณะคล้ายกับนวนิยายแต่มีขนาดสั้น ประกอบด้วยโครงเรื่อง แนวคิด ตัวละคร และฉาก มีการดำเนิน เรื่องที่รวดเร็วและแฝงคุณค่าให้กับผู้อ่าน จึงจำเป็นที่ต้องอาศัยทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ เพราะจะทำให้ เข้าใจเรื่องและสามารถอ่านสรุปความได้ดียิ่งขึ้น 6. สาระการเรียนรู้ 6.1 ความหมายของเรื่องสั้น 6.2 องค์ประกอบของเรื่องสั้น 6.3 หลักการอ่านจับใจความสำคัญเรื่องสั้น 7. ชิ้นงาน/ภาระงาน 7.1 แบบบันทึกการอ่านจับใจความสำคัญ KWL Plus 7.2 แผนผังความคิดการอ่านจับใจความสำคัญจากเรื่องสั้น 8. กระบวนการจัดการเรียนรู้ (กระบวนการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus) 8.1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 8.1.1 นักเรียนและครูทักทายกันด้วยท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส ครูซักถามนักเรียนเกี่ยวกับ เรื่อง สั้น โดยใช้คำถามว่า นักเรียนรู้จักเรื่องสั้นหรือไม่ เรื่องสั้นหมายถึงอะไร มีลักษณะอย่างไร โดยให้นักเรียน ร่วมกันระดมสมองจากนั้นครูเขียนคำตอบในลักษณะแผนผังความคิดบนกระดา 8.1.2 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ 8.2 ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นกิจกรรมก่อนการอ่าน K (What you know) 8.2.1 นักเรียนศึกษาความรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากบทความ จากใบความรู้ที่ครู แจกให้ จากนั้นนักเรียนฟังครูอธิบายเพิ่มเติม 8.2.2 ครูทบทวนการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus ให้นักเรียน เข้าใจอีกครั้ง
129 8.2.3 ครูเขียนชื่อหัวข้อเรื่อง “ยกตัวเองขึ้นโดยไม่กดคนอื่น” บนกระดาน จากนั้นครูสนทนา กับนักเรียนเกี่ยวกับชื่อเรื่องบทความว่ามีความโดดเด่นอย่างไรบ้าง ให้นักเรียนแต่ละร่วมกันแสดงความคิดเห็น และบันทึกข้อความความรู้เกี่ยวกับชื่อเรื่องที่ครูเขียนให้ดูลงในแบบบันทึก KWL Plus ช่อง K ขั้นที่ 2 ขั้นกิจกรรมระหว่างการอ่าน W (What we want to know) 8.2.4 นักเรียนรับบทอ่านเรื่องสั้น “ยกตัวเองขึ้นโดยไม่กดคนอื่น” ที่ครูแจกให้ จากนั้นอ่าน สำรวจชื่อเรื่อง คำสำคัญ เนื้อเรื่องอย่างคร่าว ๆ และตอนสรุปท้ายเรื่อง เพื่อกำหนดประเด็นในการศึกษา เนื้อเรื่อง 8.2.4 นักเรียนตั้งคำถามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสั้น เรื่อง ยกตัวเองขึ้นโดยไม่กดคนอื่น เมื่อนักเรียนตั้งคำถามเสร็จแล้ว ครูสุ่มนักเรียนออกมาเขียนคำถามบนกระดาน 4 - 5 คน 8.2.4 นักเรียนและครูร่วมกันคัดเลือกคำถามที่ตรงประเด็นและมีใจความสำคัญที่สุด จากนั้น ให้นักเรียนทุกคนเขียนคำถามบันทึกลงในช่อง KWL Plus ช่อง W ขั้นที่ 3 ขั้นกิจกรรมหลังการอ่าน L (What you have learned) 8.2.5 นักเรียนอ่านเรื่องสั้น เรื่อง ยกตัวเองขึ้นโดยไม่กดคนอื่น อย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อ ค้นหาคำตอบที่นักเรียนจดไว้ จากนั้นเขียนคำตอบลงในแบบบันทึก KWL Plus ในช่อง L 8.2.6 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายสิ่งที่ได้เรียนรู้ทั้งหมดจากการอ่าน เรื่อง ยกตัวเองขึ้น โดยไม่กดคนอื่น เพื่อตรวจสอบคำตอบอีกครั้ง 8.2.7 นักเรียนทำกิจกรรมหมุนวงล้อมหัศจรรย์เพื่อค้นหานักเรียนผู้โชคดีจำนวน 3 คน มาตอบคำถามรายบุคคล เพื่อตรวจสอบความเข้าใจและทบทวนเรื่องที่ได้อ่าน โดยมีครูคอยติชมและแก้ไข 8.3 ขั้นสรุป ขั้นที่ 4 ขั้นการสร้างแผนภาพความคิด (Mapping) 8.3.1 นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญจากเรื่องสั้น เรื่อง ยกตัวเอง ขึ้นโดยไม่กดคนอื่น โดยจัดทำเป็นรูปแบบแผนผังความคิดลงบนกระดาน 8.3.2 นักเรียนจัดทำแผนผังความคิดในรูปแบบที่ตนเองถนัด จากนั้นนำส่งครูในคาบเรียน ถัดไป 9. การจัดบรรยากาศเชิงบวก 9.1 สร้างบรรยากาศในขณะที่จัดการเรียนรู้ให้มีความเป็นกันเอง 9.2 เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน 9.3 กล่าวชมเชยเมื่อนักเรียนทำกิจกรรม
130 10. สื่อและแหล่งเรียนรู้ 10.1. หนังสือเรียนรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน หลักภาษาและการใช้ภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 10.2 Power point การอ่านจับใจความสำคัญจากเรื่องสั้น 10.3 ใบความรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากเรื่องสั้น 10.4 วงล้อมหัศจรรย์ 11. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน 11.1 นักเรียนสามารถบอก หลักการอ่านจับใจความสำคัญ จากเรื่องสั้นได้ถูกต้อง (K) - การตอบคำถาม - การตอบคำถามในชั้น เรียน นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินเมื่ออยู่ ในระดับ ดีขึ้นไป 11.2 นักเรียนสามารถ จับใจความสำคัญจากเรื่องสั้นได้ ถูกต้อง (P) - การตรวจแบบ บันทึก - แบบบันทึกการอ่าน KWL Plus นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินเมื่ออยู่ ในระดับ ดีขึ้นไป 11.3 นักเรียนมีความ กระตือรือร้นในการทำกิจกรรม (A) - การสังเกต พฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินเมื่ออยู่ ในระดับ ดีขึ้นไป
131 ใบความรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากเรื่องสั้น ความหมาย เรื่องสั้น (Short Story) เป็นความเรียงร้อยแก้วประเภทบันเทิงคดีอย่างหนึ่งที่เริ่มได้รับความนิยม ในประเทศไทยพร้อม ๆ กับงานเขียนประเภทนวนิยาย องค์ประกอบของเรื่องสั้น 1. แนวคิดหรือแก่นเรื่อง (Theme) คือ สาระสำคัญที่ผู้เขียนตั้งใจจะบอกแก่ผู้อ่าน เป็นแนวคิดเพียง แนวเดียวของเรื่อง ผู้เขียนอาจจะบอกแนวคิดตรง ๆ หรือไม่ก็ได้ โดยผู้อ่านต้องตีความเอง 2. โครงเรื่อง (Plot) คือ เค้าโครงเรื่องของการดำเนินเรื่องที่ผู้แต่งกำหนดขึ้น รวมทั้งพฤติกรรม ของตัวละครและเหตุการณ์ เพื่อให้เรื่องมีความสัมพันธ์กัน โครงเรื่องจะสั้นชัดเจนไม่ซับซ้อนเหมือนนิยาย 3. ตัวละคร (Charecters) และบทสนทนา (Dialogue) คือ ผู้ที่แสดงบทบาทต่าง ๆ ให้สอดคล้อง กับโครงเรื่องและแนวคิดของเรื่อง ตัวละครอาจเป็นมนุษย์หรือสิ่งไม่มีชีวิต ส่วนบทสนทนาเป็นองค์ประกอบที่ สำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งจะทำให้ผู้อ่านมองเห็นลักษณะของตัวละครและการดำเนินเรื่องจะทำให้ตัวละครมีความ สมจริงมากยิ่งขึ้น 4. ฉาก (Setting) คือ สถานที่ เวลา และสิ่งแวดล้อมทางสังคม ที่เหตุการณ์ในเรื่องนั้น ๆ เกิดขึ้น ฉาก จะช่วยให้ผู้เขียนกำหนดเวลา สถานที่ บรรยากาศได้ตรงตามเนื้อเรื่อง ทำให้เรื่องสมจริงมากยิ่งขึ้น กลวิธีในการแต่งเรื่องสั้น 1. การเปิดเรื่อง คือ การเริ่มต้นในฉากแรกของเรื่องที่เขียนเพื่อเร้าความสนใจของผู้อ่านให้ติดตามงาน เขียนนั้น ๆ การเปิดเรื่องทำให้หลายวิธี ดังนี้ 1.1 สร้างเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจโดยเร็ว 1.2 ใช้บทสนทนาเข้าช่วยในการดำเนินเรื่องจะทำให้น่าสนใจ การเปิดเรื่องมีความเป็น ธรรมชาติมากขึ้น 1.3 ใช้การพรรณนา อาจะเป็นการพรรณนาบุคลิกลักษณะของตัวละครสำคัญ หรือเป็นการ พรรณนาฉากและบรรยากาศของเรื่อง 1.4 ใช้การบรรยาย 1.5 ใช้สุภาษิต บทกวี ข้อความคมคายชวนให้คิด
132 2. การดำเนินเรื่อง คือ การกำหนดให้ตัวละครแสดงบทบาทเรื่องราวไปตามที่ผู้เขียนกำหนดไว้ ในโครงเรื่อง ทีละบททีละตอน เพื่อบ่งบอกเรื่องราวแก่ผู้อ่าน การดำเนินเรื่องใช้วิธีดึงความสนใจของผู้อ่านไว้ให้ ได้เสมอ โดยสร้างให้มีความขัดแย้ง ปมปัญหาที่น่าสนใจ แล้วคลี่คลายความขัดแย้งปมปัญหาไปจน ปิดเรื่อง การดำเนินเรื่องมีวิธีที่น่าสนใจหลายวิธีดังนี้ 2.1 ดำเนินเรื่องตามลำดับปฏิทิน คือ การเล่าเรื่องไปตามลำดับก่อนหลัง ใคร ทำอะไร ที่ไหน เกิดผลอย่างไร 2.2 ดำเนินเรื่องแบบย้อนหลัง คือ อาจจะเปิดเรื่องในตอนใดตอนหนึ่งของเรื่องก็ได้และมี วิธีการเล่าเหตุการณ์ย้อนกลับมา โดยให้ตัวละครนึกย้อนไปถึงเรื่องหรือเหตุการณ์ในอดีตของตน 2.3 ดำเนินเรื่องโดยเล่าเหตุการณ์ต่างสถานที่สลับไปสลับมา 3. การปิดเรื่อง คือ การจบเรื่องซึ่งจะคลี่คลายปมสงสัย ปมปัญหาลง (หรืออาจจะทิ้งค้างไว้ให้ผู้อ่าน คิดต่อก็ใด้) ถือเป็นจุดสุดยอดของเรื่อง (Climax) เป็นการจบเหตุการณ์สำคัญของเรื่อง อาจทำได้หลายวิธี ดังนี้ 3.1 จบลงแบบขมวดปมปัญหาหรือหักมุม ที่ผู้อำนไม่คาดคิดมาก่อน 3.2 จบลงด้วยเหตุการณ์อันแสนเศร้าหรือสถานการณ์ที่เลวร้าย 3.3 จบดีมีความสุขหวานชื่น 3.4 จบแบบทิ้งปัญหาหรือข้อขัดแย้งให้ผู้อ่านติดหาคำตอบเอง หลักการจับใจความสำคัญจากเรื่องสั้น 1. ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านให้ชัดเจน 2. อ่านเรื่องราวอย่างคร่าวๆ พอเข้าใจ และเก็บใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้า 3. เมื่ออ่านจบให้ตั้งคำถามตนเองว่า เรื่องที่อ่าน มีใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร 4. นำสิ่งที่สรุปได้มาเรียบเรียงใจความสำคัญใหม่ด้วยสำนวนของตนเองเพื่อให้เกิดความสละสลวย
133 ยกตัวเองขึ้นโดยไม่กดคนอื่น อาจารย์คนหนึ่งชวนลูกศิษย์เดินเล่นที่ชายหาด เดินไปได้ซักพักอาจารย์ได้เริ่มสอนลูกศิษย์ ด้วยการใช้ ไม้เท้าขีดเส้นสองเส้นลงไปบนผืนทราย เป็นเส้นคู่ขนาน ยาว 5 ฟุต และ 3 ฟุต ตามลำดับ จากนั้นอาจารย์ ได้ถามขึ้นว่า “เธอสามารถทำให้เส้น 3 ฟุต ยาวกว่าเส้น 5 ฟุต ให้หรือเปล่า ไหนลองทำให้ดูหน่อยสิ” ลูกศิษย์หยุด คิดครู่หนึ่ง แล้วก็ลบรอยเส้นที่ยาว 5 ฟุตนั้นให้สั้นลงเหลือเพียง 1 ฟุต ทำให้เส้น 3 ฟุตโดดเด่นขึ้นมา แล้วศิษย์ ก็ถามอาจารย์ และขอความเห็นว่า “แบบนี้ถูกหรือเปล่าครับ” อาจารย์ เขกกบาลลูกศิษย์เบา ๆ แล้วบอกว่า “เหยียบหัวคนอื่นเพื่อให้ตัวเองอยู่สูงขึ้น คนที่จะยกตนเองให้สูงขึ้น โดยการทำร้ายคู่แข่งนั้น ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ถ้าเลือกใช้วิธีนี้ ชีวิตเธอก็มีแต่จะล้มเหลวไม่พัฒนา ทางที่ดีควรเลือกวิธีที่จะยกตัวเองขึ้นโดยไม่ไปลดคนอื่นลง แล้วอาจารย์ก็ขีดเส้น 2 เส้นให้เท่าเดิม คือ 3 ฟุต และ 5 ฟุต จา กนั้นอาจารย์ก็สาธิตให้ดู ด้วยการ ขีดเส้น 3 ฟุตให้ยาวขึ้นเป็น 10 ฟุต แล้วพูดว่า “จงอย่าคิดว่าคู่แข่งของเธอคือศัตรู แต่ให้คิดว่าเป็นครู ของเธอ ที่เธอจะต้องพัฒนาตนเองให้เทียบเท่าหรือดีกว่าที่จะทำให้เธอได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม คนที่ พยายามจะเลื่อนตัวเองขึ้นไป โดยการฆ่าน้อง ฟ้องนาย และขายเพื่อน ถึงแม้จะทำให้สำเร็จ แต่นั่นก็เป็น ความสำเร็จที่ปราศจากเกียรติคุณ ไม่อาจเอ่ยอ้างได้อย่างเต็มภาคภูมิ การเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยวิธีที่ไม่ชอบธรรม กับการเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยปล่อยให้คนอื่นได้ ก้าวไปตาม วิถีทางของเขาอย่างเสรีนั้น ย่อมมีผลลัพธ์ที่ต่างกัน หากไร้คู่แข่งแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองมีศักยภาพ ในการทำงานขนาดไหน ไม่มีอัปลักษณ์ก็ไม่รู้จักสวยงาม นักสู้ที่ดีมักชื่นชมคู่ต่อสู้ที่เข้มแข้ง เพราะคู่ต่อสู้ ที่อ่อนแอจะทำให้ชัยชนะของเขาไม่ยั่งยืนยง ดังนั้นเมื่อได้พบกับคู่แข่งที่แกร่ง และฉลาดล้ำก็ยิ่งทำให้เรารู้จัก ขยับตัวเองขึ้นไปให้สูงส่งยิ่งขึ้น การเลื่อนตัวเองขึ้นพร้อมกับลดคนอื่นลง เธออาจจะชนะ แต่ก็มีศัตรูตามมาด้วย แต่การเลื่อนตัวเองขึ้นโดยไม่ไปลดคนอื่นลง เธออาจเป็นผู้ชนะพร้อมกับยังมีเพื่อนแท้เพิ่มขึ้น และหนึ่งในนั้น อาจเป็นคู่แข่งของเธอเองด้วย” ที่มา: http://www.kwamru.com
134 สรุปใจความสำคัญเรื่อง ยกตัวเองขึ้นโดยไม่กดคนอื่น ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ แผนผังความคิดเรื่อง ยกตัวเองขึ้นโดยไม่กดคนอื่น ชื่อ...............................................................ชั้น..............เลขที่...............
135 แบบประเมินการตอบคำถาม คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการการตอบคำถามที่นักเรียนปฏิบัติ ลำดับ ที่ ชื่อ - สกุล ความถูกต้อง ( 4) ความตรงประเด็น ( 4) ความชัดถ้อยชัดคำ ( 4) รวม 12คะแนน ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ลงชื่อ........................................................... (นางสาวกุลฤดี คงชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. …………..
136 เกณฑ์การให้คะแนนการตอบคำถาม (Rubric Scores) เกณฑ์การให้คะแนน ดีมาก = ๔ ดี= ๓ พอใช้= ๒ ปรับปรุง = ๑ เกณฑ์การตัดสิน ช่วงชั้นคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๐ – ๑๒ ดีมาก ๗ – ๙ ดี ๔ – ๖ พอใช้ ๑ – ๓ ปรับปรุง เกณฑ์การผ่านตั้งแต่ระดับ ดี ขึ้นไป สรุป ผ่าน ไม่ผ่าน หมายเหตุ : ผู้สอนอาจประเมินเป็นภาพรวมได้ในกรณีที่นักเรียนมีจำนวนมาก ไม่สามารถถามได้ ครบทุกคน ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 4 3 2 1 1. ความถูกต้อง ตอบคำถาม ถูกต้อง ครบถ้วน ตอบคำถามถูกต้อง แต่ไม่ครบถ้วน ตอบคำถามผิด ไม่ตอบคำถาม 2. ความตรงประเด็น ตอบคำถาม ได้ตรงประเด็น ตอบคำถามได้ ขาดตกเล็กน้อย ไม่ตรงประเด็น ไม่ตอบคำถาม 3. ความชัดถ้อยชัดคำ ตอบคำถาม ชัดเจน ตอบคำถามตะกุกตะกัก เล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักเล็กน้อย ตอบคำถามเสียงเบา ตะกุกตะกักมาก
137 แบบประเมินการบันทึกการอ่านจับใจความสำคัญเทคนิค KWL Plus คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการที่นักเรียนปฏิบัติ ลำดับ ที่ ชื่อ - สกุล การอ่านจับใจ ความสำคัญ ( 4) ความครอบคลุมของ เนื้อหา ( 4) การสรุปความรู้ ( 4) ความถูกต้อง ( 4) การเขียนสื่อความ ( 4) รวม 20คะแนน ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ลงชื่อ........................................................... (นางสาวกุลฤดี คงชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. …………..
138 เกณฑ์การให้คะแนนการทำแบบบันทึกการอ่าน KWL Plus ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 4 3 2 1 1. การอ่านจับใจ ความสำคัญ อ่านจับใจความสำคัญ เนื้อหาได้ทั้งหมด อ่านจับใจความสำคัญ เนื้อหาได้เกือบ ทั้งหมด อ่านจับใจความสำคัญ เนื้อหาได้เล็กน้อย อ่านจับใจความ สำคัญเนื้อหาได้ น้อยมาก 2. ความครอบคลุม ของเนื้อหา มีรายละเอียดเนื้อหา ตรงกับลักษณะ ที่กำหนดมากที่สุด รายละเอียดของ เนื้อหามากแต่ยัง ไม่ครอบคลุมทั้งหมด มีรายละเอียดของ เนื้อหาน้อย มีรายละเอียดของ เนื้อหาน้อยมาก 3. การสรุปความรู้ สรุปความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ที่ศึกษาได้ชัดเจน ครบถ้วน สมบูรณ์ สรุปความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ที่ศึกษาได้ชัดเจนดี สรุปความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ที่ศึกษาได้ สรุปความรู้ ไม่ชัดเจน 4. ความถูกต้อง วิเคราะห์ได้ถูกต้อง ครบถ้วน วิเคราะห์ได้ถูกต้อง เกือบทั้งหมด วิเคราะห์ได้ถูกต้อง เล็กน้อย วิเคราะห์ได้ถูกต้อง น้อยมาก 5. การเขียนสื่อความ เขียนสื่อความได้ ถูกต้องตามอักขรวิธี ตรงประเด็นและ เข้าใจง่าย เขียนสื่อความไม่ ถูกต้องตามอักขรวิธี 2-3 แห่ง ตรง ประเด็น เขียนสื่อความไม่ ถูกต้องตามอักขรวิธี 4-5 แห่ง ตรง ประเด็น เขียนสื่อความ ได้น้อย ไม่ตรง ประเด็น
139 แบบสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียน คำชี้แจง ให้ครูผู้สอนทำเครื่องหมาย ลงในช่องรายการพฤติกรรมที่นักเรียนปฏิบัติ ลงชื่อ.................................................ผู้ประเมิน (นางสาวกุลฤดี คงชัย) วันที่…..…..เดือน…………..……..พ.ศ. ………….. ลำดับ ที่ พฤติกรรม ชื่อ – สกุล นักเรียนเข้าเรียน ตรงเวลา ( 4) นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะครูสอน ( 4) นักเรียนให้ความร่วมมือในการ ทำกิจกรรม ( 4) นักเรียนแสดงความคิดเห็น และตอบคำถาม ( 4) นักเรียนตั้งใจทำงาน ที่ได้รับมอบหมาย ( 4) รวม (20) ผลการประเมิน (ผ่าน/ไม่ผ่าน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15
140 การให้คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่ำเสมอให้ 4 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้งให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบางครั้งให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้งให้ 1 คะแนน เกณฑ์การประเมินคุณภาพ 18 – 20 คะแนน ดีมาก ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 90 – 100 % 14 – 17 คะแนน ดี ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 70 – 89 % 13 – 10 คะแนน พอใช้ ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 50 – 69 % ต่ำกว่า 10 คะแนน ปรับปรุง ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 50 % ผ่านเกณฑ์ในระดับ ดี ขึ้นไปถือว่าผ่าน
141 รายละเอียดเกณฑ์การให้คะแนนพฤติกรรมในชั้นเรียน (Scoring rubric) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 4 3 2 1 1. นักเรียนเข้าเรียน ตรงเวลา นักเรียนเข้าเรียน ได้ตรงต่อเวลา นักเรียนเข้าเรียน สาย 10 – 15 นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย 15 – 20 นาที นักเรียนเข้าเรียน สาย 30 นาที ขึ้นไป 2. นักเรียนไม่คุยกัน ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะ ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน ไม่คุยกัน และไม่เล่น โทรศัพท์ในขณะ ที่ครูสอน นักเรียนตั้งใจเรียน แต่มีคุยกันบ้าง บางครั้ง นักเรียนตั้งใจ เรียนส่วนน้อย และส่วนมากใช้ เวลาเล่นโทรศัพท์ นักเรียนไม่ตั้งใจ เรียน พูดคุยกับ เพื่อน และเล่น โทรศัพท์ 3.นักเรียนให้ความ ร่วมมือในการ ทำกิจกรรม ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าที่พอใจ ให้ความร่วมมือ ในทุกขั้นตอน แสดงสีหน้าเบื่อ หน่ายบางครั้ง ให้ความร่วมมือ ในบางขั้นตอน และแสดงสีหน้า เบื่อหน่าย ไม่ให้ความร่วมมือ เฉยชาและแสดง สีหน้าไม่พอใจ 4. นักเรียนแสดงความ คิดเห็น และตอบคำถาม ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด มีความมั่นใจ และถูกต้อง ให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถาม เสียงดังฟังชัด ไม่ค่อยมีความ มั่นใจ ตอบบางคำถาม ตอบเสียงเบา และปฏิบัติตามได้ เพียงบางข้อ ไม่ตอบคำถาม ท่องตามเพื่อน ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ได้ 5. นักเรียน กระตือรือร้นในการทำ กิจกรรม มีความกระตือรือร้น อยากทำทุกกิจกรรม มีความ กระตือรือร้น อยากทำบาง กิจกรรม ไม่แสดงความรู้สึก ร่วม แต่ปฏิบัติ ตามทุกอย่าง แสดงสีหน้าหรือ อาการทางลบ ไม่พอใจ
ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน