การประยกุ ตห์ ลกั พทุ ธจติ วทิ ยาบรณู าการในการสร้างความเข้มแขง็ ทางจติ ใจ
ของญาตผิ ดู้ แู ลผ้ปู ว่ ยโรคเบาหวานในอำเภอขุนตาล จงั หวดั เชียงราย
USING INTEGRATED BUDDHIST PSYCHOLOGY IN BUILDING
STRENGTH OF MIND IN RELATIVES LOOKING AFTER
CHRONICALLY ILL PEOPLE IN CHIANG RAI
พระบุญตา บานธมฺโม (ทองบ่อ)
วทิ ยานิพนธน์ ้ีเป็นสว่ นหนึ่งของการศกึ ษา
ตามหลักสูตรปรญิ ญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา
บัณฑิตวทิ ยาลัย
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
พุทธศักราช ๒๕๖๕
การประยุกต์หลักพุทธจิตวิทยาบรูณาการในการสร้างความเข้มแขง็ ทางจติ ใจ
ของญาตผิ ู้ดแู ลผปู้ ว่ ยโรคเบาหวานในอำเภอขุนตาล จงั หวัดเชียงราย
พระบุญตา บานธมฺโม (ทองบอ่ )
วิทยานิพนธ์น้ีเปน็ สว่ นหนึ่งของการศึกษา
ตามหลกั สตู รปริญญาพทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา
บณั ฑติ วทิ ยาลยั
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๕
(ลขิ สทิ ธิเ์ ป็นของมหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)
USING INTEGRATED BUDDHIST PSYCHOLOGY IN BUILDING
STRENGTH OF MIND IN RELATIVES LOOKING AFTER CHRONICALLY
ILL PEOPLE IN CHIANG RAI
PHRABOONTA THANATHAMMO (THONGBOR)
A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of
The Requirement for the Degree of
Master of Arts
(Buddhist Studies)
Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Bangkok, Thailand
C.E.2022
(Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University)
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อนุมัติให้นับวิทยานิพนธ์เรื่อง
“การประยุกต์หลักพุทธจิตวิทยาบูรณาการในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วย
โรคเบาหวานในอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย” เป็นส่วนหน่ึงของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญา
พทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา
.........................................................
(พระมหาสมบรู ณ์ วฑุ ฺฒกิ โร, รศ. ดร.)
คณบดีบัณฑติ วทิ ยาลยั
คณะกรรมการตรวจสอบวทิ ยานิพนธ์ ........................................................ ประธานกรรมการ
(.........................................................)
........................................................ กรรมการ
(......................................................)
........................................................ กรรมการ
(......................................................)
........................................................ กรรมการ
(ดร.กิจชยั วงศร์ าช)
........................................................ กรรมการ
(พระครศู รีรตั นกร, ผศ.ดร.)
คณะกรรมการควบคมุ วิทยานิพนธ์ ดร.กิจชยั วงศ์ราช ประธานกรรมการ
พระครศู รรี ตั นกร, ผศ.ดร. กรรมการ
ช่ือผวู้ จิ ัย ........................................................
พระบญุ ตา บานธมฺโม (ทองบอ่ )
ก
ชือ่ วิทยานพิ นธ์ : การประยุกต์หลักพุทธจิตวิทยาบูรณาการในการสร้างความเข้มแข็งทาง
จิตใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานในอำเภอขุนตาล จังหวัด
ผ้วู จิ ยั เชียงราย
ปรญิ ญา
: พระบญุ ตา บานธมฺโม (ทองบอ่ )
: พทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ (พุทธศาสนา)
คณะกรรมการควบคุมวทิ ยานพิ นธ์
: ดร.กิจชัย วงศ์ราช ป.ธ.๕ ปวค. ศน.บ. (สังคมวิทยา) ศศ.ม. (การพัฒนา
ภูมภิ าคและท้องถิ่น) พธ.ด. (พระพุทธศาสนา))
: พระครูศรีรัตนากร, ผศ.ดร.ป.ธ.๖ ป.บัณฑิต พธ.บ.
วันสำเรจ็ การศึกษา : พ.ศ. ๒๕๖๕
บทคดั ย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาการรักษาโรคและการให้กำลังใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยใน
จังหวัดเชียงราย ๒) เพื่อศึกษากระบวนการสร้างความเข้มแข็งทางด้านจิตใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง
ตามแนวพุทธจิตวิทยา ๓) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบและการประยุกต์ใช้หลักพุทธจิตวิทยาบูรณาการในการ
สรา้ งความเข้มแข็งทางจิตใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังในจังหวัดเชียงราย การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัย
เชิงคุณภาพ (Qualitative Reserch) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่รวบรวมข้อมูลจากเอกสาร
(Document) และจากการสัมภาษณ์ ผลการวิจยั พบวา่
การรกั ษาโรคและการให้กำลังใจของญาตผิ ้ดู ูแลผูป้ ว่ ยในจังหวดั เชียงราย พบว่า การรักษา
ทางด้านร่างกายนั้นก็เป็นภาระของแพทย์ ที่จะพยายามจัดการแก้ไขไปตามวิชาการ ตามหลักของการ
รักษา แต่ทางด้านญาติของผู้ป่วย ต้องถือด้านจิตใจนี้เป็นเรื่องสำคัญ นอกจากการที่จะคอยเอื้ออำนวยให้
ความสะดวก และการดูแลทั่ว ๆ ไปแล้ว สิ่งที่ควรทำก็คือ การรักษาทั้งจิตใจของตนเอง และจิตใจของ
ผูป้ ่วย ใหเ้ ป็นจิตใจท่ีเข้มแข็ง
กระบวนการสร้างความเข้มแข็งทางด้านจิตใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังตามแนวพุทธจิตวิทยา
พบว่า มวี ิธกี ารใหก้ ำลงั ใจดังน้ี คือ กระบวนการเรียนรผู้ ่านประสบการณต์ นเอง ๘ ขนั้ ตอน คือ
๑) รู้จักตัวเราเข้าใจเขา ๒) เฝ้าประเมินตน ๓) ค้นหาสภาวะ ๔) ขวนขวายทางเลือก ๕) ฟิตลงมือทำ
๖) ทะยานสู่หนทาง ๗) ขยายแผนชวี ติ ๘) วัด skill พรอ้ มตดิ ตาม
รูปแบบและการประยุกต์ใช้หลักพุทธจิตวิทยาบูรณาการในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของ
ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคในจังหวัดเชียงราย พบว่า ๑) แหล่งสนับสนุนภายนอกที่ส่งเสริมให้มีความเข้มแข็ง
ทางด้านจิตใจ ๒) ความเข้มแข็งภายในของแต่ละบุคคล ๓) ทักษะด้านการจัดการปัญหาและสัมพันธภาพ
ระหว่างบุคคล ๔) การสื่อสารระหว่างบุคคล ๕) การวางแผน ๖) การลงมือทำ บูรณาการเข้ากับหลัก
สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ และสมั มาสติ ตามพุทธวธิ ี
ข
Thesis Title : Developing A Management System for The Mae Lao Dairy Co-
Operative Ltd., Chiang Rai on The Basis of a Buddhist Integrative
Researcher : PhraBoonta Thanathammo (Thongbor)
Degree : Master of Arts (Buddhist Studies)
Thesis Supervisory Committee
: Dr. Kijchai Wongrach
: Pali V, B.A., M.A., Ph.D. (Buddhist Studies)
: Ass.Prof. Dr.Phrakrusrirattanakorn
: Pali VI, B.A., M.A. (Philosophy & Religion), M.A. (English
Literature) Ph.D. (Buddhist Studies)
Date of Graduation : 2022
Abstract
The article has objectives to ๑) study the treatment and encouragement of relatives
who care for chronic patients in Chiang Rai Province, ๒ ) study the process of mental
strengthening of relatives who care for chronic patients according to Buddhist psychology
and ๓) to analyze the model and application of integrated Buddhist psychology in building
mental strength of relatives caring for chronic patients in Chiang Rai Province. This is the
qualitative research and collecting data through the tools called document and interview.
The research result found that:
Treatment and encouragement of relatives who care for chronic patients in Chiang
Rai Province found that physical treatment was the task of medical doctor to manage
according to the academic procedure, but for the patient’s relatives, mentally consideration
was important, apart from facilitation and general care, there should be mind caring for both
self and patient to be strong mind as well.
The process of mental strengthening of relatives who care for chronic patients
according to Buddhist psychology was through the ๘-step process of learning through self-
ค
experience as follows: ๑. self-knowing and understanding of others, ๒. self-assessment, ๓.
condition finding, ๔. choice striving, ๕. ready to do it, ๖. soar the way, ๗. life-planning
expansion and ๘. skill measurement and follow up. And
Analyzing of the model and application of integrated Buddhist psychology in building
mental strength of relatives caring for chronic patients in Chiang Rai Province was through
the following: ๑ . external sources of support that promoted mental strength, ๒ . the
inner strength of the individual, ๓ . problem-management and interpersonal skills, ๔ .
interpersonal communication, ๕. planning, ๖. action was integrated into the principles
of Sammaditthi(right-right), Sammawayama (righttrying) and Sammasti (right-mindedness)
according to Buddhist methods.
ง
กิตตกิ รรมประกาศ
งานวิจัยครั้งนี้ได้รับความเมตตาจากประธานในการสอบวิทยานิพนธ์ ของการศึกษาเรื่อง
“การประยุกต์หลักพุทธจิตวิทยาบูรณาการในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วย
โรคเบาหวานในอำเภอขุนตาลจังหวัดเชียงราย” วิทยานิพนธ์นี้ไม่อาจจะก่อเกิดขึ้นได้ถ้าหากไม่มี
คำแนะนำและชี้แนะแนวทางที่อย่างถูกต้อง ของกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์โดยมี ดร.กิจชัย วงศ์ราช
กรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ พระครูศรี รัตนากร, ผศ.ดร. และพระครูกิตติพัฒนานุยุต, ผศ.ดร. ที่ช่วยให้
คำแนะนำขั้นตอนวิธีในการในการเขียนงานวิจัยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมทั้งคณาจารย์ทุกท่านที่ได้ประสิทธ์ิ
ประสาทวิชาความรใู้ หแ้ ก่ผ้วู ิจัย
ขอขอบคุณ คณะกรรมการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ คือ ผู้ทรงคุณวุฒิทุกรูป/คน และขอบคุณ
คณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ ที่ร่วมสอบวิทยานิพนธ์ ได้เสียสละเวลาอ่าน ตรวจสอบแก้ไขและให้
คำแนะนำ ทำให้งานวิจัยนสมบูรณ์ยิ่งขึน้ ขอบคุณเจ้าหน้าที่บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยมหาจุฬารงกรณ
ราชวิทยาลัยได้ให้บริหารและอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ รวมไปถึงการตรวจสอบรูปแบบโครงการ
วิทยานิพนธ์ ทำให้วิทยานิพนธ์นี้สำเร็จลงด้วยดีและขอบคุณเพื่อนสหธรรมิกทั้งหลายที่คอยห่วยใย ให้
กำลังใจให้ความช่วยเหลือจนงานนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดีขออานิสงส์ในคุณของวิทยานิพนธ์นี้ จงมีแด่ บิดา
มารดา, ครู, อุปัชฌาย์, อาจารย์ และญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า รวมถึงผู้ที่มีความปรารถนาดีต่อข้าพเจ้า
ขอให้ทา่ นเหลา่ นจ้ี งเป็นผ้มู คี วามสขุ ปราศจากทกุ ขท์ ั้งกายและทางใจ
ผู้วจิ ยั ขอคณุ ความดที ี่เกดิ จากวทิ ยานพิ นธน์ ้ี น้อมถวายพระศาสดาคอื องค์สมเด็จพระสัมมาสัม
พทุ ธเจ้า คำสงั่ สอนคือพระธรรม ผ้เู ป็นพยานคือพระอรยิ สงฆ์ และคณุ ความดนี ี้ขอน้อมถวายฝากฝังไว้
ในพระพทุ ธศาสนา
พระบุญตา บานธมโฺ ม (ทองบ่อ)
๒๐ สงิ หาคม ๒๕๖๕
จ
สารบัญ
เรอื่ ง หนา้
บทคัดยอ่ ภาษาไทย ก
บทคดั ยอ่ ภาษาองั กฤษ ข
กิตติกรรมประกาศ ง
สารบัญ จ
คำอธบิ ายสญั ลกั ษณแ์ ละคำยอ่ ช
บทท่ี ๑ บทนำ ๑
๑.๑ ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา ๑
๑.๒ คำถามวจิ ยั ๘
๑.๓ วตั ถุประสงคข์ องการวิจัย ๘
๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๘
๑.๕ นิยามศพั ท์เฉพาะท่ีใชใ้ นการวิจยั ๙
๑.๖ ประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะได้รับ ๑๐
บทท่ี ๒ แนวคิด ทฤษฎแี ละงานวิจัยทีเ่ ก่ียวขอ้ ง ๑๑
๒.๑ หลักการ แนวคิดเก่ียวกับการเจริญสติ ๑๑
๒.๒ ความรเู้ กยี่ วกับโรคเบาหวาน ๒๒
๒.๓ แนวคดิ และทฤษฎีเกยี่ วกับการรกั ษาโรค ๓๙
๒.๔ แนวคิดเก่ียวกบั การเสริมสร้างขวญั และกำลังใจ ๕๐
๒.๕ ทฤษฎีเกีย่ วกับพุทธจติ วทิ ยา ๕๕
๒.๖ การรกั ษาโรคและการให้กำลงั ใจของญาติผดู้ ูแลผปู้ ่วยเรอื้ รงั ในอำเภอขนุ ตาล ๕๗
๒.๗ งานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ้ ง ๖๖
บทท่ี ๓ วธิ กี ารดำเนนิ การวิจัย ๘๕
๓.๑ รปู แบบวจิ ัย ๘๕
๓.๒ ข้อมลู ๘๕
๓.๓ ผูใ้ หข้ ้อมูลท่ีสำคัญ ๘๕
๓.๔ เครือ่ งมือการวจิ ยั ๘๕
๓.๕ การเก็บรวบรวมข้อมลู ๘๖
บทที่ ๔ ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ๘๗
๔.๑ ขอ้ มลู พืน้ ฐานของผูใ้ ห้ที่สำคญั ๘๗
๔.๒ รูปแบบการรกั ษาโรคและกระบวนการสรา้ งกำลังใจแก่ญาตขิ องป่วยโรค
(โรคเบาหวาน) ๘๗
๔.๓ กระบวนการสร้างความเข้มแข็งแก่จิตใจญาติของผู้ป่วยฯ ๑๑๗
๔.๔ การประยุกตใ์ ชห้ ลักพุทธจติ วิทยาบูรณาการสรา้ งความเขม็ แข็งแก่ญาติของผปู้ ว่ ยฯ ๑๒๗
๔.๕ ข้อเสนอแนะ ๑๓๗
สารบัญ (ตอ่ ) ฉ
เรอ่ื ง หน้า
บทท่ี ๕ สรปุ อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ๑๓๘
๕.๑ สรุปผลการวจิ ยั ๑๓๘
๕.๒ อภปิ รายผลการวจิ ัย ๑๔๔
๕.๓ ขอ้ เสนอแนะ ๑๔๖
๑๔๙
บรรณานุกรม (ชั่วคราว) ๑๕๔
ภาคผนวก ๑๕๕
๑๕๘
ภาคผนวก ก. รายนามผ้ใู ห้ข้อมูลเพอื่ การวจิ ยั (สมั ภาษณ์) ๑๕๙
ภาคผนวก ข. หนงั สอื ขอความอนเุ คราะหเ์ กบ็ ข้อมูลเพื่อการวจิ ัย (สัมภาษณ์) ๑๘๒
ภาคผนวก ค. แบบสมั ภาษณ์ หรอื แนวคำถามท่ีใช้ในการสัมภาษณ์ ๑๙๑
ภาคผนวก ง. ประมวลภาพจากการศึกษาภาคสนาม/การสัมภาษณ/์ สนทนากลุ่ม
ประวัติผู้วจิ ัย
คำอธิบายสญั ลักษณแ์ ละคำยอ่ ช
ก. คำย่อชื่อคัมภรี พ์ ระไตรปิฎก ภาษา
พระวนิ ัยปิฎก (ภาษาบาลี)
(ภาษาไทย)
คำย่อ ช่อื คัมภีร์ (ภาษาบาลี)
(ภาษาไทย)
วิ.มหา. (บาล)ี = วินยปิฏก มหาวิภงฺคปาลิ (ภาษาบาลี)
ว.ิ มหา. (ไทย) = วินัยปฎิ ก มหาวิภงั ค์ (ภาษาไทย)
วิ.ภกิ ขฺ นุ ี. (บาลี) = วนิ ยปิฏก ภกิ ฺขุนีวภิ งฺคปาลิ (ภาษาบาลี)
ว.ิ ภิกขฺ นุ ี. (ไทย) = วนิ ยั ปิฎก ภกิ ขนุ วี ิภังค์ (ภาษาไทย)
ว.ิ ม. (บาล)ี = วนิ ยปิฏก มหาวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี)
วิ.ม. (ไทย) = วนิ ยั ปฎิ ก มหาวรรค (ภาษาไทย)
วิ.จู. (บาล)ี = วนิ ยปฏิ ก จฬู วคฺคปาลิ
วิ.จู. (ไทย) = วนิ ัยปิฎก จฬู วรรค ภาษา
ว.ิ ป. (บาลี) = วินยปิฏก ปรวิ ารวคคฺ ปาลิ
ว.ิ ป. (ไทย) = วนิ ยั ปฎิ ก ปริวารวรรค (ภาษาบาลี)
(ภาษาไทย)
พระสตุ ตันตปิฎก (ภาษาบาลี)
(ภาษาไทย)
คำยอ่ ช่ือคัมภีร์ (ภาษาบาลี)
(ภาษาไทย)
ที.สี. (บาล)ี = สุตตฺ นฺตปิฏก ทีฆนกิ าย สลี กขฺ นธฺ วคฺคปาลิ (ภาษาบาล)ี
ที.สี. (ไทย) = สตุ ตันตปฎิ ก ทีฆนกิ าย สลี ขนั ธวรรค (ภาษาไทย)
ที.ม. (บาลี) = สุตฺตนฺตปฏิ ก ทฆี นกิ าย มหาวคคฺ ปาลิ (ภาษาบาลี)
ท.ี ม. (ไทย) = สุตตนั ตปฎิ ก ทฆี นิกาย มหาวรรค (ภาษาไทย)
ท.ี ปา. (บาล)ี = สุตตฺ นตฺ ปฏิ ก ทฆี นกิ าย ปาฏิกวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี)
ที.ปา. (ไทย) = สตุ ตันตปิฎก ทีฆนกิ าย ปาฏกิ วรรค (ภาษาไทย)
ม.มู. (บาล)ี = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก มชฌฺ ิมนกิ าย มูลปณณฺ าสกปาลิ (ภาษาบาลี)
ม.ม.ู (ไทย) = สตุ ตนั ตปิฎก มชั ฌิมนิกาย มลู ปณั ณาสก์ (ภาษาไทย)
ม.ม. (บาลี) = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก มชฌฺ มิ นิกาย มชฺฌิมปณณฺ าสกปาลิ
ม.ม. (ไทย) = สุตตนั ตปิฎก มัชฌิมนกิ าย มชั ฌมิ ปัณณาสก์
ม.อ.ุ (บาล)ี = สุตฺตนฺตปฏิ ก มชฌฺ มิ นกิ าย อปุ ริปณณฺ าสกปาลิ
ม.อ.ุ (ไทย) = สตุ ตันตปิฎก มัชฌมิ นกิ าย อปุ ริปัณณาสก์
สํ.ส. (บาลี) = สตุ ฺตนฺตปิฏก สยํ ตุ ตฺ นิกาย สคาถวคคฺ ปาลิ
สํ.ส. (ไทย) = สุตตนั ตปิฎก สังยุตตนกิ าย สคาถวรรค
ส.ํ น.ิ (บาล)ี = สุตฺตนฺตปฏิ ก สยํ ุตฺตนิกาย นิทานวคฺคปาลิ ซ
ส.ํ นิ. (ไทย) = สตุ ตันตปิฎก สงั ยุตตนิกาย นทิ านวรรค
สํ.ข. (บาล)ี = สุตฺตนตฺ ปฏิ ก สยํ ตุ ฺตนิกาย ขนฺธวารวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี)
(ภาษาไทย)
(ภาษาบาลี)
บทท่ี ๑
บทนำ
๑.๑ ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา
การมีสุขภาพที่ดีเป็นสิ่งที่ประเสริฐสำหรับมนษุ ย์และเป็นคุณภาพของชีวิตพระพุทธศาสนามี
คำสอนว่า ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสรฐิ ๑ ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง๒ ประชาชนชาวไทยมี
พฤติกรรมเสี่ยงเปน็ อันตรายต่อสุขภาพมากขึ้น เพราะรบั ประทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ การไม่
ออกกำลังกาย การสบู บุหร่ี ดม่ื เครื่องด่ืมแอลกอฮอล์ หรอื การเสพสารเสพติด ทำใหเ้ กิดโรคเรื้อรังเพิ่ม
มากขึ้น ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสุขภาพ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น๓
การดูแลผู้ป่วยเรื้อรังนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสัมพันธ์กับทุกมิติของความสัมพันธ์ในครอบครัว
และชุมชน การเจ็บป่วยของบุคคลคนหนึ่งด้วยโรคร้ายแรง จึงไม่ใช่เป็นความทุกข์เฉพาะที่เกิดกับ
ร่างกายและตัวตนของคนคนนั้นเพียงคนเดียว แต่ความเจ็บป่วยนั้นยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์
กับคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างผู้ป่วยและญาติมีส่วนสำคัญมากกับการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ช่วยให้ผู้ป่วยมี
คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เข้าใจโรคที่ตัวเองเป็น นำไปสู่การรักษาที่มีคุณภาพ ลดภาวะแทรกซ้อนควบคุม
ไม่ให้โรคเป็นมากขึ้น๔ บางคนเชื่อว่าการแก้ปัญหา การป้องกันและควบคุมโรคเรื้อรังมีค่าใช้จ่ายใน
ระดับทสี่ งู อย่างมาก
โรคเรื้อรังจึงเป็นภาพตัวแทนของความน่ากลัวที่เกิดขึ้นในโลกยุคใหม่ และกำลังท้าทาย
อำนาจของระบบการแพทย์ท่ไี มส่ ามารถใช้ทฤษฎที างการแพทยม์ าอธิบายอย่างเบ็ดเสรจ็ ซ่ึงเป็นปัญหา
สขุ ภาพทส่ี ำคญั อยา่ งมากในปัจจบุ นั เนอื่ งจากปัญหาสุขภาพเรือ้ รงั ตา่ ง ๆ มกั เกดิ ขน้ึ รว่ มกนั ผ้ปู ว่ ยตอ้ ง
มีบทบาทอย่างมากในการเรียนรู้และร่วมดูแลรักษาตนเอง เพราะปัจจัยส่วนบุคคลมีส่วนสำคัญอย่าง
๑ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๒๑๕-๒๑๖/๒๕๔.
๒ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๒๐๔/๙๖.
๓ พระมหาสมพงษ์ สนฺตจิตฺโต และอุทัย สุดสุข, สมาธิสร้างสุขาพและบำบัดโรคเรื้อรังวิถีพุทธ,
(กรุงเทพมหานคร : นิวธรรมดาการพิมพ์, ๒๕๕๔), หน้า ๑.
๔ มธุรส ศริ ิสถิตยก์ ุล, “ค่มู ือการดูแลผปู้ ว่ ยเรื้อรังในมิติสงั คมและวัฒนธรรม”, เอกสารประกอบการเสวนา
ในหัวขอ้ แนวคดิ ทฤษฎกี ารวิจัยทางสังคมศาสตร์การแพทย์สำหรับนกั วจิ ัยด้านสุขภาพ วันท่ี ๒๖ มกราคม ๒๕๕๐ ณ
ห้องประชุมสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ, อรพิชญา ไกรฤทธิ์, “การสื่อสารเพื่อการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง”, ใน สรุป
รายงานการประชุมวิชาการ เรื่อง การดูแลญาติผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง ( Caring for the Family Caregiver),
(กรุงเทพมหานคร : สำนักอนามัย กรงุ เทพมหานคร, ๒๕๕๕), หนา้ ๒๕.
๒
มากต่อความสำเร็จของการดูแลรักษา๕ การดแู ลผปู้ ว่ ยเร้ือรงั นั้นเป็นเร่ืองละเอียดอ่อนและสัมพันธ์กับ
ทุกมิติของความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน การเจ็บป่วยของบุคคลคนหนึ่งด้วยโรคร้ายแรง จึง
ไม่ใช่เป็นความทกุ ขเ์ ฉพาะท่ีเกดิ กับร่างกายและตัวตนของคนคนน้ันเพยี งคนเดียว แตค่ วามเจ็บป่วยนั้น
ยงั ส่งผลกระทบตอ่ ความสัมพนั ธ์กับคนอน่ื ๆ ทีอ่ ยรู่ อบขา้ ง ผู้ป่วยและญาตมิ สี ่วนสำคญั มากกบั การดูแล
ผ้ปู ว่ ยโรคเรอ้ื รัง ช่วยให้ผูป้ ่วยมีคณุ ภาพชีวิตทดี่ ขี น้ึ เขา้ ใจโรคที่ตัวเองเป็น นำไปสู่การรกั ษาทีม่ ีคณุ ภาพ
ลดภาวะแทรกซ้อนควบคุมไม่ให้โรคเปน็ มากข้นึ ๖ บางคนเชอ่ื วา่ การแก้ปญั หา การปอ้ งกันและควบคุม
โรคเรอ้ื รงั มีคา่ ใช้จ่ายในระดบั ทสี่ ูงมาก สำหรับประเทศทมี่ รี ายได้นอ้ ยและปานกลาง๗ การรกั ษาดูแล
ผปู้ ่วยโรคเรื้อรังจงึ เปน็ กจิ กรรมและภาวะทีผ่ ู้คนในทกุ สังคมต้องประสบอย่างไม่อาจหลีกเล่ียง
ได้ แต่กลับกลายเปน็ ภาวะจำยอมหรือจำใจที่จะต้องรักษาดแู ลเพราะหน้าที่ความรับผิดชอบ ประกอบ
กบั วถิ ีสังคมปัจจบุ ัน ขาดความเอ้ือเฟื้อเผื่อแผด่ ูแลกันและกัน วิทยาการด้านการแพทย์และเทคโนโลยี
สมยั ใหมม่ ีส่วนช่วยให้เกดิ โลกทัศน์และชีวทัศนแ์ บบแยกสว่ น คือ มองสงั คมและมนุษยใ์ นเชิงกลไกหรือ
กายภาพเทา่ นั้น การแพทย์ปจั จุบันเนน้ รักษาโรคแต่ขาดการรักษาคนอยา่ งรอบดา้ น คอื จิตใจอารมณ์
ความรู้สึกของผู้ป่วย มีนักวิชาการหลายท่านพยายามค้นคว้าและอธิบายว่าโรคเกิดจากการจู่โจมของ
เชื้อโรคที่มีอยู่หลายสายพันธุ์แต่ละตัวก็เป็นสาเหตุให้เกิดโรค ซึ่งเป็นการสนใจที่ตัวเลขที่วัดได้ ไม่ได้
สนใจสังคมวัฒนธรรมของคนป่วยที่เป็นตัวเลขที่วัดไม่ได้๘ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้ง
ทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี ก่อให้เกิดปัญหาหลาย
ประการตามมา๙
๕ ประชาธปิ กะทา, “มิติทางสังคมวฒั นธรรมของการเจบ็ ป่วยเรอื่ รงั ”, ใน วัฒนธรรมสขุ ภาพกบั การ
เยียวยาแนวคดิ ทางสังคมและมานษุ ยวิทยา, โกมาตร จงึ เสถียรทรพั ย์ บรรณาธกิ าร, พิมพ์ครัง้ ที่ ๓, (นนทบุร:ี
สำนักงานวจิ ัยสงั คมและสุขภาพ, ๒๕๕๑) : ๑๒๙, วโิ รจน์ เจียมจรสั รงั ษี, “ตน้ แบบการดูแลผู้ปว่ ยโรคเรื้อรัง”,
วารสารวจิ ัยระบบสาธารณสขุ , ปที ่ี ๒ ฉบบั ท่ี ๑ (ม.ค.-มี.ค. ๒๕๕๑) : ๘๓.
๖ มธุรส ศิรสิ ถิตยก์ ลุ , “คู่มือการดูแลผู้ปว่ ยเร้อื รังในมติ สิ งั คมและวัฒนธรรม”, เอกสารประกอบการเสวนา
ในหัวขอ้ แนวคิดทฤษฎกี ารวจิ ัยทางสงั คมศาสตรก์ ารแพทยส์ าหรับนกั วิจยั ด้านสุขภาพ วนั ที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๐ ณ
หอ้ งประชมุ สำนกั วจิ ยั สังคมและสขุ ภาพ, อรพชิ ญา ไกรฤทธิ์, “การส่อื สารเพอื่ การดูแลผปู้ ว่ ยโรคเรอ้ื รงั ”, ใน สรปุ
รายงานการประชุมวิชาการ เรอ่ื ง การดแู ลญาตผิ ู้ดูแลผปู้ ่วยเร้อื รงั (Caring for the Family Caregiver),
(กรุงเทพมหานคร: สำนักอนามยั กรงุ เทพมหานคร, ๒๕๕๕), หนา้ ๒๕.
๗ WHO, Preventing chronic diseases : a vital investment, p.๑๙.
๘ Helman, C.G., Culture, Health and Illness, ๕th ed., (London: Hodder Arnold, ๒๐๐๗),
pp. ๗๙–๘๐.
๙ ทวี ต้งั เสรีและคณะ, “การพฒั นาแบบคัดกรองภาวะซมึ เศร้าและความเสย่ี งต่อการฆา่ ตัวตาย”, รายงาน
ผลการวจิ ัย, (กรมสขุ ภาพจิต: กระทรวงสาธารณสขุ , ๒๕๕๑), หนา้ ๑.
๓
ปจั จบุ ันนีก้ ารดูแลผปู้ ่วยไดข้ ยายขอบเขตการดแู ลออกไปอย่างกว้างขวาง มิไดเ้ ป็นเพียงหน้าที่
ของแพทย์และพยาบาลในสถานพยาบาลเท่านั้น ผู้ป่วยบางรายพอใจที่จะกลับไปรักษาเยียวยาและ
ตายในสถานที่ถิ่นฐานบ้านเกิด ผู้ป่วยและผู้ดูแลรักษาจึงอยู่ในภาวะความตรึงเครียดด้วยกันทั้งคู่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ดูแลรักษานั้น คือ ผู้รับรู้และจะต้องตัดสินใจเลือกแทนผู้ป่วย ผู้รักษาและผู้ดูแล
ต้องเข้าใจการฟื้นฟู ปัญหาของผู้ป่วยเรื้อรังที่พบมากและบ่อยในกลุ่มโรคเรื้อรัง ได้แก่ ขาดการ
เคล่ือนไหว มีแผลกดทับ การอ่อนแรง ภาวะข้อติด และการเกร็ง๑๐ แต่อุปสรรคสำคัญของการจัดการ
ดูแลผู้เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง คือ สถานพยาบาลต่าง ๆ มีสภาวะของการขาดแคลนบุคลากรทาง
สุขภาพในการสนับสนนุ การจัดการดแู ล และการจดั การดูแลอย่างต่อเนอ่ื ง
กรอบทิศทางนโยบายไม่มีเอกภาพ ไม่มีทิศทาง มีข้อจำกัด ขาดความเชื่อมโยง ทำให้ความ
ร่วมมือในลักษณะเครือข่ายการทำงาน (Networking) ยังไม่ประสบความสำเร็จที่จะผลักดันหรือ
เชื่อมโยงการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างทั่วถึง๑๑ ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการควบคุมให้ดีจะเกิด
โรคแทรกซ้อนที่รุนแรง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทำให้ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก เป็น
ภาระและเกิดการส้ินเปลืองทัง้ ระดบั ผู้ป่วย ครอบครัว และระดับประเทศ๑๒ ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังจงึ
อยู่ในฐานะผู้เลือกที่จะช่วยให้ตนเองมีความสุขได้ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งการดูแลผู้ป่วยในทุกระยะของโรค
นน้ั มีความจำเปน็ อย่างยง่ิ ทจ่ี ะให้ผู้ป่วยไดม้ สี ่วนรว่ มตัดสินใจที่จะเลอื กวถิ ชี ีวติ ของตนเองและให้ผู้ป่วย
ได้มีส่วนในการวางแผนการรักษาให้มากที่สุดมิฉะนั้นการรักษาพยาบาลก็จะเป็นการสร้างความทุกข์
ทรมานได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์จึงมีบทบาทอย่างมากในการให้
ความช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อรังเนื่องจากการดูแลรักษาสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ เป็นการป้องกันดีกว่า
แกไ้ ข สาเหตุของโรคมีจำนวนมาก หนึ่งในสาเหตุเหลา่ นน้ั เกดิ จากการบริหารกายไม่สม่ำเสมอ สุขภาพ
กายจะสมบูรณ์ไดน้ ั้นจะต้องประกอบดว้ ยการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการพักผ่อน
สว่ นสุขภาพทางใจนนั้ ต้องรจู้ กั ปลอ่ ยวาง ร้จู กั คิดให้ถกู ทางให้เป็นประโยชน์ พยายามรักษาสขุ ภาพทาง
กายและสุขภาพทางใจใหม้ คี วามสมดุลอย่างเหมาะสม
ญาติผู้ดูแลที่ให้การดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่บ้าน จะได้รับผลกระทบด้านลบทั้งด้านร่างกาย จิตใจ
อารมณ์และสังคม ส่งผลให้ญาติผู้ดูแลประสบความเครียดเรื้อรังซึ่งจะส่งผลเสียต่อภาวะสุขภาพของ
ญาติผู้ดูแลโดยตรง โดยเฉพาะญาติผู้ดูแล กล่าวได้ว่าญาติผู้ดูแลเป็นกลุ่มเสี่ยง ที่บุคลากรสุขภาพไม่
๑๐ วศิ าล คันธารตั นกลุ , “การออกกำลงั กายในภาวะโรคเรื้อรงั ”, ใน สรุปรายงานหลังการประชมุ ฟนื้ ฟู
วชิ าการสำหรบั พยาบาลเวชปฏิบตั เิ ร่อื งพยาบาลเวชปฏิบตั กิ ับการดแู ลผู้ปว่ ยโรคเรือ้ รังในชุมชน, (กรุงเทพมหานคร:
คณะแพทยศ์ าสตรโ์ รงพยาบาลรามาธบิ ดี มหาวทิ ยาลัยมหิดล, ๒๕๕๕), หน้า ๓.
๑๑ จิรุตม์ ศรีรัตนบลั ล์ และคณะ, ระบบวิจัยสขุ ภาพ: สมองระบบของสขุ ภาพ, (นนทบุรี: สถาบันวจิ ัย
ระบบสาธารณสุข, ๒๕๔๗), หนา้ ๙๘.
๑๒ ราม รงั สนิ ธ์ุ และคณะ, “การประเมินผลการดแู ลผู้ปว่ ยโรคเบาหวานชนดิ ที่ ๒ และความดนั โลหิตสงู
ของโรงพยาบาลในสงั กัดกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลในสงั กดั กรุงเทพมหานคร ประจำปี ๒๕๕๓”,
รายงานผลการวจิ ยั , (สำนักงานหลักประกนั สุขภาพแหง่ ชาติ, ๒๕๕๔).
๔
ควรมองขา้ ม อย่างไรก็ตาม ระบบการให้บรกิ ารสุขภาพในปจั จบุ นั เน้นการเตรียมญาตผิ ดู้ แู ลเพ่อื ให้การ
ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังเป็นหลัก แต่มิได้คำนึงถึงสวัสดิภาพของญาติผู้ดูแล บทความนี้เป็นการเขียนเชิง
วิเคราะห์จากงานวิจยั เพือ่ สะท้อนให้เหน็ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับญาติผู้ดแู ลความจำเป็นในการเตรยี ม
ความพร้อมของญาติผู้ดูแลแบบองค์รวมและครบวงจรเพื่อให้ญาติผู้ดูแลได้รับก ารดูแลและช่วยเหลือ
อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ผู้ป่วยไดร้ ับการรักษาในโรงพยาบาลเปลี่ยนผา่ นจากโรงพยาบาลสู่บ้าน และความ
ต่อเนื่องในการประสานการดูแลทั้งผู้ป่วยเรื้อรังและญาติผู้ดูแลเพื่อให้ญาติผู้ดูแลสามารถให้การดูแล
ผูป้ ว่ ยเรอ้ื รงั ได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ขณะเดยี วกนั สามารถดูแลตนเองใหม้ ีสขุ ภาพทดี่ ีได้ อันจะนำมาซึ่ง
คณุ ภาพชีวิตของผปู้ ว่ ยเรอื้ รัง
พุทธศาสนาก็ให้ความสำคัญของการเจ็บป่วย โดยสอนให้เห็นความเกิดขึ้นของปัญหาโรคภัย
ต่างๆ ให้รู้จักตัวปัญหาที่เกิดจากอาการเจ็บป่วยนั้นคือปัญหาที่ต้องกำจัดออกไป๑๓ พิจารณาความ
เจ็บป่วยเป็นของธรรมดาทุกคน เมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้นจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ อย่ารังเกียจ
คนไข้๑๔ หรือการเตือนสติให้พิจารณาความตายเป็นนิตย์ หรือ มรณสติ๑๕ เป็นการเตือนมิให้ใช้ชีวิต
อย่างประมาท หรืออยู่อย่างปราศจากเป้าหมายหรือไร้อุดมการณ์ชีวิต คำสอนที่เน้นย้ำให้ตระหนัก
และพจิ ารณาแห่งชวี ิตเชน่ นี้ เคยถูกมองวา่ พระพุทธศาสนาสอนให้คนมองโลกและชวี ติ ในแงร่ ้าย๑๖ แต่
พระพุทธศาสนากลับให้นำมาพิจารณาใสใ่ จเปน็ พิเศษ แต่ปจั จบุ นั นีค้ ำสอนดังกลา่ วกลบั เป็นผลดีย่ิงต่อ
ผู้ป่วยและผู้ดูแล เพราะช่วยเตือนไม่ให้ประมาท และสอนให้อยู่กับความจริงของชีวิตในปัจจุบั น
หลักธรรมและพิธีกรรมต่างๆ ทางพระพุทธศาสนาได้รับความสนใจและถูกนำมาประยุกต์ใช้กับผูป้ ่วย
มากขึน้ หรอื เกิดการชว่ ยเหลือผ้ปู ว่ ยด้วยวิธพี ทุ ธแบบบูรณาการ เพราะไมม่ ศี าสตร์การแพทย์แผนใด ๆ
ในโลก ทจี่ ะดูแลผู้ป่วยไดท้ กุ โรค แตล่ ะศาสตร์ทางการแพทย์นั้นยังมีจุดอ่อนทยี่ งั ไม่สมบูรณ์ ทำอยา่ งไร
ทจี่ ะเติมเตม็ ในสว่ นทขี่ าดหายไป
เพื่อเป็นการเชื่อมต่อระหว่างการรักษาดูแลผู้ป่วยกับผู้ป่วย ที่ให้ทั้งการรักษาและสุขสบาย
ทางกายและทางใจ เมื่อพิจารณาจากคำสอนของพระพุทธศาสนาแล้ว จะเห็นได้ว่าคำสอนนั้นมุ่งเน้น
กระบวนการทำงานของจิตใจและได้สรุปอาการที่เกิดจากการเสียสมดุลของจิตใจต่าง ๆ เช่น วิตก
กังวล เศร้าโศก เสียใจ อันเปน็ อาการทเ่ี กดิ ข้ึนตามธรรมชาติกบั คนทกุ คนไมจ่ ำกดั เชื้อชาติ ศาสนา รวม
เรียกว่า “ความทุกข์” พุทธศาสนายังได้อธิบายปรากฏการณ์เกี่ยวกับความทุกข์และการปฏิบัติเพ่ือ
๑๓ ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๑๔/๒๑.
๑๔ องฺ.ทกุ . (ไทย) ๒๐/๓๔/๒๐๐.
๑๕ พระพุทธโฆสาจารย,์ วิสุทธิมรรค, สมเดจ็ พระพฒุ าจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) แปลและเรียบเรียง
พมิ พค์ รง้ั ที่ ๖, (กรงุ เทพมหานคร: ธนาเพลส, ๒๕๔๘), หน้า ๑๘๒-๑๘๓.
๑๖ แสง จันทรง์ าม, พทุ ธศาสนวิทยา, พมิ พ์คร้งั ท่ี ๔, (กรงุ เทพมหานคร: สร้างสรรคบ์ ุ๊คส,์ ๒๕๔๔), หน้า
๔๗-๕๒.
๕
ความไม่ทุกข์ ตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนามุ่งการสร้างความเข้าใจต่อโลกและชีวิตที่ถูกต้องตาม
หลักความเป็นจริง มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความทุกข์และความดับทุกข์ดังเช่น พุทธพจน์
ท่ีว่า “ท้งั ในกาลก่อนและในกาลบัดน้ี เราบญั ญตั ทิ ุกขแ์ ละความดับทุกข”์ ๑๗ พระพุทธศาสนา มองชีวิต
ว่าเป็นความทุกข์และเต็มไปดว้ ยความเปลี่ยนแปลง ดังที่พระองค์ตรัสว่า “สังขารทั้งปวงเปน็ ทุกข์”๑๘
พระพุทธเจ้ามีความเข้าใจทุกขข์ องมนุษย์อย่างลึกซ้ึง พระพุทธองค์ทรงจำแนกความทุกข์โดยละเอยี ด
ถึง ๑๒ ประการคือ ความเกิด ความแก่ ความตาย ความเศร้าโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย
ความทุกข์ใจ ความคับแค้น การประสบกับคนหรือสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งซึ่งเป็นที่รัก
การไมไ่ ดส้ ่งิ ทีป่ รารถนา และขนั ธห์ ้าซ่ึงเปน็ ท่ตี ้งั อุปทาน๑๙
หลักธรรมดงั กล่าว ทำใหเ้ ห็นถงึ อัจฉริยภาพและความเข้าใจความทุกข์ทเ่ี กิดจากวิกฤตในชีวิต
ไดอ้ ยา่ งครอบคลุมและลึกซ้ึง พระองค์ยงั ทรงสอนให้เรารู้จักความทุกขต์ ามสภาพคือ ตามท่ีเป็นจริง๒๐
นอกจากจะสามารถเข้าใจความทุกข์ของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งและครอบคลุมแล้ว พระองค์ได้ตรัส
อธิบายเกย่ี วกบั สาเหตขุ องการเกดิ ความทุกข์คือ ตัณหา และอธิบายกระบวนการเกิดขน้ึ ของความทุกข์
โดยละเอียดตามหลักปฏิจฺจสมุปบาท คือ การสัมพันธ์สืบทอดกันแห่งเหตุปัจจัย เริ่มตั้งแต่อวิชชา
ตลอดจนทรงสอนถึงเหตุแห่งทุกข์ ทางดับทุกข์ และกระบวนการไปสู่ความดับทุกข์คือ การพัฒนา
ตนเองตามหลักมรรคมีองค์ ๘ ซี่งพฒั นามนุษยข์ ึ้นไปจนมีความพรอ้ มท่จี ะเผชิญกบั ปญั หาที่อาจเข้ามา
ในชีวิต ดังนั้น องค์ความรู้ที่ปรากฏในพระพุทธศาสนา จึงเป็นองค์ความรู้สำคัญที่จะช่วยให้มนุษย์
เข้าใจกระบวนการเกิดขึ้นของความทุกข์และแนวทางที่จะทำไปสู่ความพ้นทุกข์ ดังคำกล่าวของท่าน
พุทธทาสทีว่ ่า “ถา้ โลกนี้ไมม่ คี วามทกุ ข์อยใู่ นหมู่สัตว์ โลกน้ีกไ็ มต่ ้องมีพระพทุ ธศาสนา หรือไม่ต้องว่ิงมา
หาพระพทุ ธศาสนามาศกึ ษา มาปฏิบัติ โดยเหตุท่ีมคี วามทกุ ขอ์ ย่ใู นหมมู่ นุษย์ มนั จำเปน็ ท่จี ะต้องมีส่ิงท่ี
แก้ไขความทกุ ข์ กค็ อื ส่งิ ท่เี ราเรยี กว่าศาสนานัน่ เอง”๒๑
การนำหลกั ธรรมมาปฏิบัตเิ พ่อื ระงับความเจบ็ ป่วย เช่น อิทธบิ าท ๔ อันมี ฉันทะ วริ ิยะ จิตตะ
และวิมังสา มีอานุภาพตรงที่ทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตจากความเจ็บไข้ เรียนรู้โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นกับ
ตนและหาหนทางเยียวยาแก้ไขเพื่อระงับความเจ็บปวดให้บรรเทาเบาบางไป เมื่อมีอิทธิบาท ๔ เราก็
จะมีความหนักแน่น อดทน สืบค้นหาเหตุแห่งความเจ็บไข้ ทำให้เราได้เรียนรู้โรคภัยต่าง ๆ ที่เกิด จน
เข้าใจโรคและวิธีการเยียวยารักษาได้แต่ที่เน้นเป็นการเฉพาะก็เห็นจะเป็นในมหาสติปัฏฐานสูตรและ
อานาปานสติสูตร ได้พูดถึงการเจริญสติและการทำสมาธิด้วยการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก ทั้ง ๒
พระสูตรนี้ นับว่าเป็นยอดของการทำกายและใจให้สงบผ่อนคลายไม่เครียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ท่ี
ประสบกับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ทางกายและใจ การเจริญสติทุกขณะที่เคลื่อนไหวและการทำสมาธิ
๑๗ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๒๔๖/๒๖๔.
๑๘ อง.ทกุ . (ไทย) ๒๐/๑๓๗/๓๘๕, ข.ุ ม. (ไทย) ๒๙/๒๗/๑๑๓, ขุ.จ.ุ (ไทย) ๓๐/๔/๔๔.
๑๙ ท.ี ม. (ไทย ๑๐/๓๘๗/๓๒๔-๑๐/๓๙๙/๙๗๒.
๒๐ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต), พุทธธรรม (ฉบับปรับขยาย), พิมพ์ครั้งที่ ๓๒, (กรุงเทพฯ:
สำนกั พมิ พ์ผลธิ ัมม์, ๒๕๕๕), หนา้ ๘๔–๘๘.
๒๑ พุทธทาสภิกขุ, ความหมดทกุ ข์, (กรุงเทพฯ: ธรรมสภา, ๒๕๕๙), หน้า ๕๙–๖๐.
๖
ย่อมช่วยให้จิตตั้งมั่น สงบ ผ่อนคลาย เมื่อกายผ่อนคลาย อวัยวะต่างๆ ก็จะทำงานปกติมีดุลยภาพ
รา่ งกายกส็ ามารถซอ่ มแซม ทำลาย และต่อตา้ นโรคที่คุกคามเราได้
ดังนั้น สมาชิกในครอบครัว จึงต้องรับบทบาทในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีข้อจำกัดในการ
ดูแลตนเอง เรียกว่า “ญาติผู้ดูแล” (Family Caregiver) อาจกล่าวได้ว่าญาติผู้ดูแล เป็นบุคคลที่มี
ความสำคญั อย่างมากในการดแู ลผปู้ ่วยโรคเรอื้ รงั ทบ่ี ้าน และในระหว่างดแู ลนน้ั ญาตผิ ู้ดูแลตอ้ งประสบ
กับความเครยี ดทีส่ ะสมจนกลายเป็นความเครียดเรื้อรัง ซึง่ สง่ ผลลบตอ่ ภาวะสุขภาพจิตใจและกายของ
ญาตผิ ดู้ ูแล ซ่งึ จะสง่ ผลลบตอ่ คุณภาพการดูแลผ้ปู ว่ ย ดังน้นั ญาตผิ ้ดู แู ลผปู้ ่วยโรคเรอื้ รังเป็นกลุ่มเสี่ยงที
ไมค่ วรมองข้าม ควรสง่ เสริมและสนับสนนุ ให้ญาตผิ ดู้ ูแลสามารถดูแลตนเองให้พน้ จากภาวะความเสี่ยง
เพื่อการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรงั ที่บ้านไดอ้ ย่างมีคณุ ภาพ และในปัจจุบันระบบการใหบ้ ริการสขุ ภาพ เน้น
เพียงแตก่ ารเตรียมญาติผ้ดู ูแลในการดูแลผ้ปู ่วยโรคเรื้อรังเป็นหลัก มไิ ด้คำนงึ ถึงสวสั ดภิ าพทางด้านร่าง
และจิตใจของตัวญาตผิ ูด้ ูแล
สรุป โรคเรื้อรัง คือ โรคที่มีการดำเนินโรคยาวนานและค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นโรค
เร้อื รังเป็นโรคที่ใชร้ ะยะเวลานานและความก้าวหน้าชา้ โดยทว่ั ไป เปน็ โรคทีต่ อ้ งอาศัยระยะเวลาในการ
ดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานติดต่อกันเกิน ๓ เดือน เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมาก
ทส่ี ุด โรคบางชนิดมีส่วนสมั พันธ์กันที่จะทำใหเ้ กิดการเสยี ชวี ิต ประกอบด้วยโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด
สมอง โรคมะเรง็ โรคทางเดินหายใจเร้ือรงั และโรคเบาหวาน เปน็ ต้น ซง่ึ โรคเหลา่ นี้เป็นโรคท่ีไม่รักษา
ให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมไดด้ ้วยการใช้ยาและการรักษาอื่นๆ ลักษณะของโรคเรือ้ รังเป็นความ
บกพร่อง หรือ เบี่ยงเบนจากปกติที่มีลักษณะของการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร มีความพิการหลงเหลอื
อยู่ พยาธิสภาพที่เกิดขึ้นไม่สามารถกลับคืนสู่ปกติ ต้องการการฟื้นฟูสภาพ และให้การดูแลเป็นระยะ
เวลานาน ผลกระทบของความเจ็บป่วยเรื้อรังที่เกิดขึ้น นอกจากจะเกิดขึ้นโดยตรงที่ตัวผู้ป่วยแล้วยัง
สง่ ผลกระทบเจบ็ ป่วยเร้ือรังต่อครอบครวั สมาชกิ ในครอบครัวทุกคนย่อมผลกระทบตามไปด้วยไม่มาก
ก็น้อย ผลกระทบของความเจ็บป่วยเรื้อรังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตใน
ครอบครอบครัว ในวงการแพทย์ทางตะวันตกได้พัฒนาการดูแลผู้ป่วยโรคเรือ้ รัง จนได้แนวทางในการ
ดูแลรักษาและได้นำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยตามลักษณะท้องถิ่น โดยการผสมผสานจากส่วน
ตา่ ง ๆ ทอี่ ยู่ในสภาพแวดล้อมทีเ่ หมาะสมกับการดูแลผปู้ ว่ ย เปน็ การกระตุ้นให้ผู้ป่วยและผู้ท่ีต้องอาศัย
อยู่ร่วมกับผู้ป่วยมีความรู้ความสามารถ มีความตั้งใจ เอาใจใส่ต่อสุขภาพของตนเอง สามารถดำรงชพี
อยู่ได้อย่างมีความสุข ทฤษฎีการพยาบาลที่ได้รับการยอมรับมรี ายละเอียดทีน่ ่าสนใจได้แก่ ๑) ทฤษฎี
การพยาบาลของไนติงเกล ฟลอเรนซ์ ๒) ทฤษฎีการพยาบาลของโอเร็ม และ ๓) ทฤษฎีการดูแลมนุษย์
ของวัทสัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย และได้นำมาประยุกต์ใช้ในการดูแล
ผู้ป่วยในประเทศต่าง ๆ ตามลักษณะของแต่ละภูมิภาค สามารถลดจำนวนการเสยี ชวี ิตของประชากร
ไดเ้ ปน็ อย่างดสี ำหรับแนวทางการรกั ษาผ้ปู ว่ ยโรคเรื้อรัง ได้แก่
๗
การใช้ยาในการรักษา การใช้แพทย์ทางเลือก และการควบคุมอาหาร ส่วนสถานการณ์โรคเรื้อรังใน
ประเทศไทยนั้น โรคเรื้อรังเป็นกลุ่มโรคที่ต้องเฝ้าระวังตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่
โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งนี้เนื่องจาก
เบาหวานจะเป็นโรคตง้ั ต้นของการเกดิ โรคความดันโลหติ สงู โรคหลอดเลอื ดหวั ใจ และ โรคหลอดเลือด
สมอง ที่มักเกิดตามมาถ้าไม่สามารถควบคุมโรคได้จึงได้มีการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
ประกอบไปด้วย การพัฒนาระบบการให้การบริการส่งเสริมการดูแลตนเอง การพัฒนาพฤติกรรม
สุขภาพ การส่งเสริมสุขบัญญัติในการดูแลตนเองการจัดการปัญหาภาวะความซึมเศร้าในผู้ป่วยโรค
เร้อื รัง และการพฒั นาเครอ่ื งมือในการดูแลรักษาผู้ปว่ ยโรคเร้ือรงั เพ่อื ส่งตอ่ ผปู้ ่วยสคู่ รอบครัวได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ สามารถดำเนินชวี ติ อย่รู ่วมกับบคุ คลอ่นื ได้อยา่ งมีความสขุ
ด้วยสาเหตุนี้ผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาเรื่อง “การประยุกต์หลักพุทธจิตวิทยาบูรณาการใน
การสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของญาตผิ ู้ดูแลผ้ปู ่วยโรคเร้ือรงั ” และขอกลา่ วถึง “Resilience” โดย
ใช้คำว่า “ความเข้มแข็งทางด้านจิตใจ” เป็นความสามารถของแต่ละบุคคลที่พัฒนาได้ ด้วยการ
ส่งเสริมให้ความเข้มแข็งทางด้านจิตใจที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ เน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัว
บุคคลโดยการปรับวิธีคิดและวิธีการเผชิญปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เรียนรู้ที่จะอยู่ภายใต้สภาวะ
ยากลำบากหรือเหตุการณ์ที่กอ่ ใหเ้ กดิ ความเครยี ดดว้ ยความเช่ือมน่ั และภาคภมู ใิ จในตนเอง๒๒ เป็นการ
สร้างความเข้มแข็งทางด้านจิตใจให้แก่ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เพื่อสามารถเผชิญกับปัญหาและ
จัดการกับความกดดนั หรือสถานการณเ์ ลวรา้ ยในชีวติ ถือว่าเป็นความสามารถในการปรับตวั ด้านบวก
ที่ทำให้บุคคลยังคงสุขภาพจิตที่ดีได้ โดยที่ผู้วิจัยกำหนดสมมติฐานระหว่างทาง (working
hypothesis) ไว้ว่าองค์ความรู้ในพุทธศาสนาจะช่วยเป็นฐานแนวคิดเชิงบูรณาการเข้ากับศาสตร์
สมยั ใหม่ได้ เพอ่ื นำไปใช้ในการดแู ลผูป้ ่วยโรคเรอ้ื รังในสงั คมไทยปจั จบุ นั และในอนาคตต่อไป
ดังนนั้ ผูว้ ิจยั จึงสนใจทจ่ี ะศึกษาวิเคราะห์แนวคิดและวิธีการของพุทธศาสนา ที่จะช่วยสะท้อน
มุมมองชีวติ การเจ็บป่วย ตลอดถึงการแสดงบทบาทหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยเรื้อรงั ท้ังในสมัยพุทธกาล
ที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎก เช่น กรณีพระพุทธองค์ทรงดูแลผู้ป่วยด้วยพระองค์เอง และการ
ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อรังในบริบทสังคมไทยในอดีตและปัจจุบัน ตลอดถึงการประยุกต์ใช้ศาสตร์ต่าง
ๆ ซึ่งกิจกรรมและหลักสูตรที่ปฏิบัติกันอยู่นั้นยังมีบางมิติที่ขาดหายบกพร่องไป ผู้วิจัยเห็นว่า
จำเป็นต้องศึกษาแนวคิด กิจกรรมและกระบวนการอบรมปลูกฝังทัศนคติของผู้ดูแลรักษาผู้ป่วยโรค
เร้อื รงั และสงั คมตามกรอบแนวคิดของพระพุทธศาสนา
๒๒ ศุภรา เชาว์ปรชี า, “Resilience ในเดก็ ทีถ่ กู ทารุณกรรม”, วารสารสมาคมจติ แพทย์แห่งประเทศไทย,
ปที ่ี ๕๓ ฉบบั ที่ ๓ (กรกฎาคม–กันยายน ๒๕๕๑): ๓๐๙
๘
๑.๒ คำถามวจิ ัย
๑.๒.๑ เพื่อศึกษาการรักษาโรคและการให้กำลังใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง
ในอำเภอขุนตาล จังหวัดเชยี งราย มรี ูปแบบและวธิ ีการอยา่ งไรบา้ ง
๑.๒.๒ เพื่อศึกษาการให้กำลังใจของญาตผิ ู้ดแู ลผู้ปว่ ยเรื้อรังในอำเภอขนุ ตาล จังหวัดเชียงราย
ตามหลกั พระพทุ ธศาสนา มรี ูปแบบและกระบวนการ อยา่ งไรบ้าง
๑.๒.๓ เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการใช้หลักพระพุทธศาสนาในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ
ของญาติผดู้ ูแลผูป้ ่วยโรคเรอ้ื รังในอำเภอขนุ ตาล จงั หวัดเชียงราย ประกอบไปด้วยอะไรบา้ ง
๑.๓ วตั ถุประสงค์ของการวิจัย
๑.๓.๑ เพื่อศึกษาการรักษาโรคและการให้กำลังใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง
ในอำเภอขนุ ตาล จงั หวดั เชียงราย
๑.๓.๒ เพอื่ ศกึ ษาการให้กำลังใจของญาตผิ ู้ดูแลผู้ป่วยเร้ือรังในอำเภอขุนตาล จงั หวดั เชียงราย
ตามหลักพระพทุ ธศาสนา
๑.๓.๓ เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการใช้หลักพระพุทธศาสนาในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ
ของญาตผิ ้ดู แู ลผูป้ ่วยโรคเร้อื รงั ในอำเภอขนุ ตาล จงั หวัดเชยี งราย
๑.๔ ขอบเขตการวิจยั
การวิจัยเรื่องการประยุกต์หลักพุทธจิตวิทยาบูรณาการในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของญาติ
ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสาร
(Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ศึกษาแนวความคิดใน
การประยุกต์หลักพทุ ธจติ วิทยาบูรณาการในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรค
เรอื้ รังซ่ึงผ้วู จิ ัยกำหนดขอบเขตการวจิ ัย ดังนี้
๑.๔.๑ ขอบเขตดา้ นเนือ้ หา
๑.๔.๑.๑ เอกสารชั้นปฐมภูมิคือ พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พุทธศักราช ๒๕๓๙
๑.๔.๑.๒ เอกสารชน้ั ทตุ ิยภูมิคือ เอกสาร หนงั สือ ตำรา เอกสารทางอินเตอร์เน็ตรายงานของ
หน่วยงานตา่ ง ๆ วทิ ยานพิ นธต์ ลอดจนงานวจิ ยั ท่เี กยี่ วข้องทงั้ ในและต่างประเทศ
๑.๔.๒ ขอบเขตดา้ นเน้อื หา
ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตเนื้อหาในการศึกษานโยบายการประยุกต์หลักพุทธ
จิตวิทยาบูรณาการในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเร้ือรังจากเอกสารและ
ทฤษฎีบทสมั ภาษณ์ผ้ทู รงคณุ วุฒแิ ละข้อมลู ตา่ ง ๆ ในการบรู ณาการในการสรา้ งความเขม้ แข็งทางจิตใจ
ของญาติผดู้ ูแลผู้ปว่ ยวิเคราะห์ด้วยการพรรณนาวิธี (Descriptive Method)
๙
๑.๔.๓ ขอบเขตดา้ นประชากร
ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ของการวิจัยครั้งนี้ เป็นผู้
ผ้ทู รงคุณวฒุ ิและข้อมลู ต่างอย่างน้อย ๓ ปเี ลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling) แบง่ เป็น ๓ กลุ่ม
ได้แก่ แบ่งเป็น ๔ กล่มุ คอื ๑. พระสงฆ์ จำนวน ๔ รูป/ พระคิลานุปัฏฐากในอำเภอขุนตาลจำนวน ๖
รูป ๒. ญาติผู้ดูแลผู้ป่วย จำนวน ๑๑ คน ๓. สาธารณสุข (หมอ/พยาบาล) จำนวน ๑๑ คน ๔. ภาคี
เครอื ขา่ ย (อ.ส.ม) จำนวน ๖ คน
รวมทั้งหมด จำนวน ๓๔ รูป/คน
๑.๔.๔ ขอบเขตด้านพนื้ ที่
ผใู้ ห้ขอ้ มลู สำคญั ที่อยใู่ นเขตอำเภอขนุ ตาล จงั หวดั เชยี งราย
๑.๔.๕ ขอบเขตดา้ นระยะเวลา
ผู้วิจยั จะดำเนินการวิจัยตัง้ แต่ เดอื นมกราคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ถึงเดอื น พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๔
รวมเปน็ ระยะเวลา ๑๐ เดือน
๑.๕ นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะท่ีใช้ในการวิจยั
๑.๕.๑ การบูรณาการ หมายถึง การดูแลญาติผู้ป่วยแบบผสมผสานทั้งทางร่างกาย จิตใจ
อารมณ์ สงั คม และสิง่ แวดล้อม ให้อย่ใู นดลุ ยภาพท่ีเหมาะสม โดยเนน้ การส่งเสรมิ สุขภาพกายและจิต
ใหแ้ ข็งแรง ซึ่งเก้ือกลู ต่อการดำรงอยขู่ องชีวิต เปน็ ชวี ิตทม่ี คี วามพงึ พอใจ มคี วามหวงั และมีความม่ันใจ
ในวิถีทางของตน และพร้อมจะเผชิญหน้าและแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างผู้มีสติปัญญาในการ
ดำรงชวี ิต
๑.๕.๒ การประยุกต์ หมายถึง การนำหลักคำสอนเกี่ยวกับเร่ืองการรักษาโรคตามแนวทางท่ี
ปรากฏในพระพุทธศาสนาใหเ้ ขา้ กบั การวิถกี ารดำรงชีวติ ประจำวัน
๑.๕.๓ รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หมายถึง วิธีการดูแลผู้ป่วยที่สร้างขึ้นมาเพื่อดูแล
ผปู้ ่วยโรคเรอื้ รัง โดยในการวจิ ยั คร้ังน้ี หมายถึง การดแู ลผูป้ ว่ ยโรคเรื้อรงั ด้วยเทคนคิ ๓ ส ๓ อ ๑ น ซ่ึง
เป็นการผสมผสานการดแู ลผู้ป่วยระหวา่ งวธิ ที างพระพุทธศาสนากบั วทิ ยาศาสตร์
๑.๕.๔ การดแู ลรกั ษาผู้ปว่ ยโรคเรอื้ รงั หมายถึง การใหก้ ารดแู ลเอาใจใส่ เพอื่ มงุ่ หมายในการ
เพม่ิ คณุ ภาพชีวติ และการลดความเครียดของผู้ป่วยซึ่งกำลังเผชิญหนา้ กับปัญหาท่ีกำลังคุกคามต่อชีวิต
โดยการประเมินอาการและวางแผนในการดแู ลรักษาทั้งในแง่อาการปวดหรืออาการขา้ งเคยี งอ่ืน ๆ ใน
มติ ทิ ง้ั ดา้ นรา่ งกาย จติ ใจ สังคม และจิตวญิ ญาณ
๑.๕.๕ การรักษาโรค หมายถึง การกำจัดโรค การท่ำให้อาการเจ็บป่วย ความไม่สบายกาย
ความไมส่ บายใจ น้ันบรรเทาลงหรอื หายไป
๑๐
๑.๕.๖ กำลังใจของญาติ หมายถึง สมาชิกในครอบครัวที่รับบทบาทในการดูแลผู้ป่วยโรค
เรื้อรัง ความสามารถของบุคคลท่ีสามารถปรับวธิ คี ิด มีชีวิตที่ยดื หยุ่น เรียนรู้ที่จะอยู่กับปญั หา จัดการ
กับปญั หาอยา่ งสรา้ งสรรค์ดว้ ยการรับรู้ ยอมรบั และปลอ่ ยวาง
๑.๕.๗ ผู้ป่วยโรคเร้ือรงั หมายถึง ผปู้ ่วยทีเ่ ข้ารับการรักษาของอาการเจบ็ ปว่ ยท่ีติดต่อกันเป็น
ระยะเวลานานตั้งแต่ ๓ เดือน ขึ้นไป เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและ
หลอดเลือดสมอง เป็นต้น ในการวิจัยครั้งนี้ หมายถึง ผู้ที่ป่วยด้วยกลุ่มโรคเรื้อรังที่ต้องเฝ้าระวังตาม
นโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสงู โรคหลอดเลือด
หวั ใจ และโรคหลอดเลือดสมอง
๑.๕.๘ พุทธจิตวิทยา หมายถึง กระบวนการเสริมสร้างความสามารถของบุคคลที่ปรับวธิ ีคดิ
มีชีวิตที่ยืดหยุ่น เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัญหาที่ก่อให้เกิดความเครียดหรือสภาวะยากลำบาก รวมท้ัง
สามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์ดว้ ยวธิ ีการรับรู้ ยอมรบั และปล่อยวาง โดยการบูรณาการ
หลักพุทธธรรมคือ มรรคมอี งค์ ๘ รว่ มกับทฤษฎที างจิตวทิ ยาในการสร้างความเข้มแขง็ ทางดา้ นจิตใจ
๑.๖ ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะไดร้ ับ
๑.๗.๑ ได้ทราบถึงการรักษาโรคและการให้กำลังใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง ในจังหวัด
เชยี งราย
๑.๗.๒ มีกระบวนการสร้างความเข้มแข็งทางด้านจิตใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังตามแนว
พุทธจติ วทิ ยา
๑.๗.๓ มีรูปแบบและกระบวนการประยุกต์ใช้หลักพุทธจิตวิทยาบูรณาการในการสร้างความ
เขม้ แขง็ ทางจิตใจของญาติผ้ดู ูแลผูป้ ว่ ยโรคเรอื้ รงั ในจังหวดั เชยี งราย
บทที่ ๒
แนวคิด ทฤษฎแี ละงานวิจยั ท่เี ก่ยี วขอ้ ง
ในบทท่ี ๒ นีไ้ ด้นำเสนอเกีย่ วกับแนวคิดและทฤษฎงี านวจิ ยั ทเี่ กี่ยวขอ้ ง ซงึ่ มีรายละเอียดดงั น้คี ือ
๒.๑ หลักการเกี่ยวกบั การเจรญิ สติ
๒.๒ ความรเู้ กีย่ วกบั โรคเบาหวาน
๒.๓ แนวคดิ เกย่ี วกบั การรกั ษาโรค
๒.๔ แนวคิดเกย่ี วกับการเสริมสร้างขวัญและกำลงั ใจ
๒.๕ ทฤษฎเี กีย่ วกบั พุทธจิตวทิ ยา
๒.๖ การรักษาโรคและการใหก้ ำลังใจของญาติผดู้ ูแลผู้ปว่ ยเรื้อรงั ในอำเภอขุนตาล ๗
๒.๗ งานวิจยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง
๒.๑ หลักการ แนวคดิ เกยี่ วกับการเจรญิ สติ
๒.๑.๑ ความหมายของการเจรญิ สตหิ รือสติปัฏฐาน ค้าว่าสติปัฏฐานมาจาก สติ คือ การรับรู้
ปัฏฐาน คือ เข้าไปตั้งไว้ สติปัฏฐาน หมายถึง การระลึกรู้ที่เข้าไปตั้งไว้ในกองรูป เวทนา จิต และ
สภาวธรรม อีกนัยหนึ่ง หมายถึง การระลึกรู้อย่าง มั่นคงในกองรปู เวทนา จติ และสภาวธรรม๑
พระธรรมปิฎกได้กล่าวไว้ว่า สติปัฏฐานเป็นธรรมที่ตั้งแห่งสติ ข้อปฏิบัติมีสติเป็น ประธาน การตั้งสติ
กำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลาย ให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง การมีสติกำกับดูสิ่งต่างๆ และความ
เป็นไปทั้งหลาย โดยรู้เท่าทันตามสภาวะของมัน ไม่ถูกครอบงำด้วยความยินดียินร้ายที่ท้าให้มองเห็น
เพี้ยนไปตามอำนาจกิเลส มี ๔ อย่างคือ กาย เวทนา จิต และธรรม๒ สติปัฏฐาน ๔ คือ ที่ตั้งของ
สติ การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลาย ให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็น
ของมนั เอง๓
๑ พระโสภณมหาเถระ (มหาสสี ยาดอ) รจนา, แปลและเรยี บเรยี งโดย พระคันธสาราภวิ งศ์, พระพรหม โมลี
ตรวจชา้ ระ, มหาสติปฏั ฐานสูตร ทางสูพ่ ระนพิ พาน, หนา้ ๒๔.
๒ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโฺ ต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท,์ พิมพ์ครั งท่ี ๑๐,
(กรุงเทพมหานคร : บริษัท สหธรรมิก จ้ากัด, ๒๕๓๙), หนา้ ๒๙๖ – ๒๙๗.
๓ พระธรรมปฎิ ก (ป.อ.ปยุตโฺ ต), พจนานกุ รมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม, พมิ พค์ รั งที่ ๑๐,
(กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั สหธรรมิก จา้ กัด, ๒๕๓๙), หน้า ๑๖๕.
๑๒
นายแพทย์เอกชัย จุละจาริตต์ กล่าวว่า สติปัฏฐาน คือ การมีสติอยู่ที่ฐานทั้ง๔ของสติ หรือการมีสติ
พจิ ารณา กาย เวทนา จิต ธรรม๔
สุชีพ ปุญญานุภาพ กล่าวว่า สติปัฏฐาน คือ การตั้งสติ ๔ อย่าง คือ การตั้งสติกำหนด
พจิ ารณา กาย เวทนา จิต และธรรม เพ่ือความบริสทุ ธิ์ของสัตว์ เพอ่ื กา้ วล่วงความโศกความคร่ำครวญ
เพอ่ื ให้ความทกุ ขก์ ายทุกขใ์ จตั งอยไู่ มไ่ ด้ เพื่อบรรลธุ รรมท่ถี กู ต้อง เพ่อื ท้าให้แจง้ ซง่ึ พระนพิ พาน๕
กล่าวโดยสรุปแล้ว สติปัฏฐาน คือ การตั้งสติสัมปชัญญะเพื่อพิจารณา กาย เวทนา จิต และธรรมเพ่ือ
กำจัดความทกุ ข์ท้งั ปวง
๒.๑.๒ ที่มาของการเจริญสติ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวกุรุ
ชื่อกัมมาสธัมมะแคว้นกุรุ๖ ซึ่ง เป็นแคว้นหนึ่งในพุทธกาล อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ
อินเดีย ส่วนนิคมกัมมาสธัมมะ เป็นหมู่บ้านชุมชนใหญ่ มีร้านตลาดพลุกพล่านไปด้วยประชาชนไม่มี
กำแพงกั้นและปราศจากกษัตริย์ ปกครองเหมือนนครโดยทั่วไป ชาวแคว้นกุรุในสมัยนั้นมีสุขภาพ
แข็งแรงและสภาพแวดล้อมสมบูรณ์ ฤดูกาล และอาหารที่เหมาะสม อีกทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต
ในแคว้นกุรุมักกล่าวกันถึง การเจริญสติปัฏฐานและมีความพากเพียรเจริญสติปัฏฐานกันอย่าง
กว้างขวาง พระบรมศาสดาจึงตรัสสติปัฏฐานนี้ แก่ชาวแคว้นกุรุแม้พระพุทธองค์ได้ตรัสการเจริญสติ
ปฏั ฐาน ๔ ไว้โดยสังเขปมาก่อนแล้วในหลายพระ สูตร ดงั ทป่ี รากฏในสติปัฏฐานสังยุตต์๗
แต่การแสดงในมหาสตปิ ัฏฐานสูตรน้ี จัดว่าเป็นการประกาศ แนวทางในการเจริญสติปฏั ฐาน
๔ อย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรก พระพุทธองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายทางนี้ เป็นทางสายเดียว เพื่อความ
บริสุทธิ์ของเหล่าสตั ว์ เพื่อล่วงโสกะ และปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และ โทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพ่ือ
ท้าให้แจ้งนิพพาน ทางนี้ คือสติปัฏฐาน ๔๘ แม้ในพระไตรปิฎกจะมีเรื่องกล่าวถึงผู้ฟังธรรมแล้วบรรลุ
ธรรมเมื่อฟังจบ แต่ไม่มีใครบรรลุ ธรรมโดยมิได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ อย่างใดอย่างหนึ่ง ความจริงแล้ว
ทกุ คนตอ้ งบรรลธุ รรมดว้ ยการเจริญ สตปิ ฏั ฐาน เพราะวปิ สั สนาญาณและมรรคญาณเป็นปัญญาที่เกิด
ร่วมกับสติและสมาธิย่อมจะพัฒนาแก่ กล้าขึ้นตามลำดับปัญญานี้เองเรียกว่า ภาวนามยปัญญา คือ
ปัญญาที่เกิดจากการอบรมจิต ดังพระ อรรถกถาจารย์ได้กล่าว่า ขึ้นชื่อว่าภาวนาที่ไม่เนื่องด้วย กาย
เวทนา จิต หรือสภาวธรรมอย่างใดอย่าง หนึ่งย่อมไม่มี ดังนั้น พึงทราบว่าแม้ท่านเหล่านั้นได้ล่วงพ้น
ความโศกและความรำพัน ครำ่ ครวญด้วย ทางสายน้ีเอง๙
๔ เอกชยั จลุ ะจารติ ต,์ แก่นธรรม อรยิ สจั ๔, พมิ พ์ครั งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร :บริษทั เคลด็ ไทย จา้ กดั ,
๒๕๔๖), หนา้ ๑๙๗.
๕ สชุ พี ปญุ ญานภุ าพ, พระไตรปฎิ ก ฉบบั ประชาชน, พมิ พค์ รั งที่ ๑๖, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาม
กฏุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙), หนา้ ๓๓๖.
๖ ม.มู.(ไทย) ๑๐/๑๐๕/๑๐๑.
๗ ส.ม.(ไทย) ๑๙/๓๖๗-๓๘๖/๒๑๐-๒๔๔.
๘ ม.มู.(ไทย) ๑๒/๑๐๖/๑๐๑.
๙ ที.ม.(ไทย) ๒/๓๖๒. ๒๓๕-๒๓๗.
๑๓
ดังนนั้ สตปิ ฏั ฐานจงึ เปน็ หลกั สำคญั ในการปฏิบตั ิธรรมเพื่อความพน้ ทุกข์พระพุทธเจ้า พระปัจเจก
พุทธเจ้า และพระอริยสาวกทั้งหลายใน ๔ อสงไขยแสนกัปนี้และกัปอื่นๆ ได้บรรลุความ หมดจดจาก
กิเลสด้วยทางสายเดียว คือ สติปัฏฐาน ๔ นี้ ดังพระพุทธพจน์ว่า “พระผู้มีพระภาคอรหันต สัมมาสัม
พุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีตกาล ทรงละนิวรณ์ ๕ ที่เป็นเครื่องเศร้าหมองใจ ท้อนกำลังปัญญา มี
พระทัยมั่นคงดีในสติปัฏฐาน ๔ ทรงเจริญสัมโพชฌงค์ ๗ ตามความเป็นจริง จึงตรัสรู้อนุตตรสัมมา
สัมโพธญิ าณ แมพ้ ระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอนาคตกาลก็จักทรงละนิวรณ์
๕ ท่ีเปน็ เครือ่ งเศร้าหมองใจ ทอนกำลังปัญญา มีพระทยั มั่นคงดใี นสตปิ ัฏฐาน ๔ ทรงเจรญิ สมั โพชฌงค์
๗ ตามความเป็นจริง จักตรัสรู้อนตุ ตรสัมมาสมั โพธิญาณ แมพ้ ระผ้มู ีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในบดั น้ี กท็ รงละนวิ รณ์ ๕ ทีเ่ ป็นเครื่องเศร้าหมองใจ ทอนกำลังปญั ญา มพี ระทยั ม่ันคงดีในสติปัฏฐาน
๔ ทรงเจรญิ สมั โพชฌงค์ ๗ ตามความเป็นจริง ตรสั รอู้ นุตตรสมั มาสมั โพธญิ าณ”๑๐
สรุปเหตุที่พระพุทธองค์ตรัสเรื่องสติปัฏฐาน ๔ เพราะว่าเป็นธรรมที่ทำให้เหล่าสัตว์ บริสุทธิ์จากกิเลส
เพอ่ื ล่วงพน้ ความโศกเศรา้ เพอ่ื ดับความทุกข์และความโทมนัส เพอื่ บรรลอุ รยิ มรรค เพอื่ ทำให้แจ้งพระ
นิพพานได้
๒.๑.๓ ประโยชน์ของการเจริญสติ มีพระพุทธพจน์แสดงว่า “ภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้ใดผู้หนึ่ง พึง
เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๗ ปีเขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระ
อรหัตผลในปจั จุบนั หรอื เม่ือยัง มีขนั ธปัญจกเหลอื อยูเ่ ปน็ พระอนาคามี ๗ ปียกไวผ้ ู้ใดผหู้ น่งึ พึงเจริญสติ
ปฏั ฐาน ๔ นี อยา่ งนี้ ตลอด ๖ ปี ๕ปี๔ ป๓ี ปี๒ ป๑ี ปี ยกไวผ้ ้ใู ดผหู้ นง่ึ พึงเจรญิ สตปิ ัฏฐาน ๔ นี้ อย่าง
น้ี ตลอด ๗ เดอื น เขาพึงหวังผล ๒ ประการ อยา่ งใดอยา่ งหน่ึง คอื พระอรหัตผลในปัจจบุ นั ๑ หรอื เม่ือ
ยังมีขันธปัญจกเหลืออยู่ เป็น พระอนาคามี ๗ เดือน ยกไว้ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ ๗ เดือน
ยกไวผ้ ้ใู ดผู้หนง่ึ เจริญสตปิ ัฏ ฐานทั้ง ๔ นี้ อย่างน้ี ตลอด ๖ เดือน ... ๕ เดอื น ... ๔ เดอื น ... ๓ เดอื น ...
๒ เดือน ... ๑ เดือน ... ก่ึง เดือนยกไว้ผู้ใดผู้หน่ึงพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๗ วัน เขาพึง
หวังผล ๒ ประการอย่างใด อย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีขันธปัญจกเหลืออยู่
เป็นพระอนาคาม”ี ๑๑กลา่ ว โดยสรปุ ประโยชน์ของการเจรญิ สติได้แก่
๑) สามารถกำจดั กิเลสตา่ งๆ เหตุของความทุกขค์ วามเดอื ดรอ้ นตา่ งๆ ลงได้
๒) มคี วามทุกข์น้อยลง และมีความสขุ มากข้นึ
๓) คลายความยดึ มนั่ ในสง่ิ ทงั้ ปวงลงไดไ้ มว่ ุน่ วายเดือดร้อนไปตามกระแสโลก
๔) มจี ิตใจมั่นคงไม่ฟขู น้ึ หรอื ยบุ ลงด้วยอำนาจโลกธรรม
๕) มคี วามเหน็ แก่ตวั นอ้ ยลง แต่บำเพญ็ ประโยชนเ์ พ่อื ผู้อ่นื มากขนึ้
๖) จิตใจมีคณุ ธรรมหรือมีคุณภาพสูงขนึ้ ตามขั้นตอนของการปฏิบตั ิ
๗) สามารถเขา้ นิโรธสมาบัติ อันเปน็ ความสุขขั้นสูงในปัจจบุ ันภพได้
๑๐ ท.ี ปา.(ไทย) ๑๑/๑๔๓/๑๐๔-๑๐๕
๑๑ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๑๓๗/๑๒๙.
๑๔
๘) สามารถบรรลคุ วามเปน็ อริยบุคคล อันเปน็ บุญเขตของโลก๑๒
๙) ยอ่ มได้ด่มื รสแหง่ อรยิ ผล อันเกิดจากการพน้ จากอำนาจของกเิ ลสได้
๑๐) สามารถบรรลุนิพพานได้
๒.๑.๔ ประเภทของการเจรญิ สติ
ด้วยรูปแบบการปฏิบัติในประเทศไทย ที่มีหลากหลายในเรื่องค้าสอนเรื่องการเจริญสติใน
พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทประเทศไทย วริยา ชินวรรโณ และคณะ๑๓ ได้ศึกษาค้นคว้าตั้งแต่ในสมยั
กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ตงั้ แต่ พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นต้นไปพบวา่ การตคี วามคำสอนเรอ่ื งสมาธิ ตลอดจนการนำมา
เป็นแนวทางในการสอนปฏิบัติจะมีความแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของสิ่ง ที่น้ามาใช้พิจารณา
แบงออกเปน็ สายสา้ คญั ๕ สายคือ
๑. สายอานาปานสติคือ การพิจารณาลมหายใจเขา-ออกและบริกรรมภาวนาว่า “พุท โธ”
เป็นแบบทีน่ ิยมมาแตเ่ ดิม ได้แก่กลมุ่ พระอาจารย์มั่น ภูรทิ ตั โต
๒. สายธุดงค์กรรมฐานอีสาน มีพื้นฐานจากสายอานาปานสติแต่มีลักษณะเป็นพระป่า ต้อง
ออกธุดงคด์ ้วย มมี ากในแถบภาคอีสาน
๓. สายวัดมหาธาตุฯ เป็นสายใหญ่สายหนึ่ง ที่แผ่ขยายแนวการสอนสมาธิไปตามวิทยา เขต
ของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้แนวปฏิบัติมาจากพม่า พิจารณาอาการพอง-ยุบของหน้าท้อง
ขณะหายใจ
๔. สายธรรมกาย ได้แกแนวการสอนตามแบบหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ พิจารณา
ดวงแกว้ ทบ่ี รเิ วณศูนย์กลางของร่างกาย
๕. สายประยุกต์มีการสังเคราะห์แนวคำสอน ในพระพุทธศาสนามาใช้อธิบายการ ปฏิบัติ
และสอนสมาธิ เช่น สำนกั สนั ติอโศก อาจารยพ์ ร รัตนสุวรรณ หลวงพอ่ เทียน จิตฺตสโุ ภ
จาก ๕ สายพบว่า แนวทางการปฏบิ ัติ ที่เหมาะสมกับข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วย โรคเบาหวานชนิดที่ ๒
คือ สายประยุกต์มีการสังเคราะห์แนวคำสอน ในพระพุทธศาสนามาใช้อธิบาย การปฏิบัติและสอน
สมาธิ เช่น สำนักสันติอโศก อาจารย์พร รัตนสุวรรณ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เนื่องจากผู้ป่วย
โรคเบาหวานมีการออกกำลังกายน้อย อายุมาก ภาวะน้ำตาลสูงกว่าปกตริ ่างกายจงึ อ่อนเพลีย ทำให้
ไม่เหมาะสมกับการเจริญสติแนวอื่นมาใช้ แนวทางสายที่ ๕ นี้ ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า การเจริญสติแนว
หลวงพอ่ เทียน จติ ตสฺ ุโภ
๒.๑.๕ การเจริญสติแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ การเจริญสติตามแนวปฏิบัติของหลวงพ่อ
เทียน จิตฺตสุโภ พบว่า ผู้ปฏิบัติสามารถควบคุม อารมณ์ของตนเองได้ดีกว่าเดิม มีสติระลึกรู้ในการ
ทำงาน เข้าใจคนอื่นได้ดีปรับสภาวะทางจิตให้ ยืดหยุ่นได้มีความตั้งใจมั่น หรือทำให้มีสมาธิจิต
ทยี่ าวนานกวา่ เดิม ทำใหเ้ กดิ ปญั ญาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชวี ิตประจำวันได้ เชน่ เมื่อมีสติก็ไม่ก่อ
ปัญหาอาชญากรรม ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤตผิ ดิ ในกาม ไม่พูดเท็จ ไมด่ ม่ื สุราและเมรัย ตลอดจนส่ิงเสพ
๑๒ ท.ี ม.(ไทย)๑๐/๔๐๔/๓๓๘-๓๔๐.
๑๓ วริยา ชนิ วรรโณ และคณะ, “การวิจัยเรอ่ื ง วิวฒั นาการการตคี วามค้าสอนเรอื่ งสมาธิใน พระพุทธศาสนา
เถรวาทในประเทศไทย”, รายงานวิจัย, (คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์: มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๓๗), หน้า
๒๔๗.
๑๕
ติดต่างๆ หลีกเว้นการก่อปัญหาทางสังคม ตรงกันข้ามผู้ปฏิบัติธรรมกลับมีจิตใจ ที่เมตตาต่อคนอ่ืน
โดยคอยให้การช่วยเหลืองานสังคม หรือชุมชนตามกำลังของตน รู้จักเสียสละบำเพ็ญประโยชน์เป็น
สาธารณะหรือมีจิตสาธารณะ อันจะยังประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นแก่ ตนครอบครัวและบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ได้ดยี งิ่ ขึ้น
๒.๑.๕.๑ แนวคิดและรูปแบบการเจริญสติแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ในตัวมนุษย์
มีศักยภาพหลากหลาย ที่ซ่อนเร้นอยู่และพร้อมที่จะแสดงพลังออกมา เมื่อได้รับการปลุกหรือกระตุ้น
อย่างถูกวิธี การค้นให้พบศักยภาพที่มีอยู่แล้วนำออกมาใช้ เป็นประโยชนย์ ่อมก่อใหเ้ กิดคุณคา่ แก่ชวี ติ
ดังที่หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ได้ค้นพบสัจธรรมขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา และแสดงทรรศนะไว้ว่า
พระนิพพานเป็นสิ่งที่มีแล้วในคนทุกคน ขึ้นอยู่ที่ว่าคนนั่นจะดึงเอาออกมาใช้ได้หรือไม่๑๔ การที่จะดึง
เอาสัจธรรมนั่น ออกมาใช้ได้จะต้องอาศัยวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องคือการเจริญสติ ซึ่งเป็นวิธีการปลุก
เขย่าธาตุรู้ซึ่งมีอยู่ในตัวของคนทุกคน๑๕ มีกำลังเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดที่สัจธรรมขั้น สูงสุดคือนิพพาน
หรือ ความเป็นอิสระจากเครื่องผูกมัด จะปรากฏตัวออกมาและท้าหน้าที่ของตน นอกจากน้ี
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ได้แสดงถึงธรรมชาติจิตดังเดิม อันเป็นสภาวะของนิพพานที่อยู่ ภายในของ
แต่ละคนว่ามีความสะอาด สว่าง และสงบอยู่แล้ว สิ่งที่มาบดบังความสะอาด สว่าง สงบ ของจิตคือ
กิเลส
อาการที่ถูกกิเลสบดบังจนไม่สามารถ แสดงภาวะที่สะอาด สว่าง สงบ ออกมา ได้เปรียบ
เหมือนดวงอาทิตย์ในตอนกลางวัน ที่ถูกเมฆบดบังจึงฉายแสงสว่างแท้จริงออกมา ไม่ได้ทั้งที่ดวง
อาทิตย์ที่อยูเ่ หนือเมฆข้ึนไปยงั คงฉายแสงสว่างอยู่เหมือนเดิม ดังนั้น ความสะอาด สว่าง สงบนี้จึง จัด
ว่าเป็นต้น
กำเนิดของชีวิตจิตใจที่แท้จริง แต่เพราะเหตุที่บุคคลได้พลัดพรากออกจาก ต้นกำเนิดชีวิต
จติ ใจทแ่ี ทจ้ รงิ ของตนเอง จงึ ต้องพบกับความไมส่ งบ ไมร้ จู้ ักพระพทุ ธศาสนาและพระพุทธเจ้าท่ีแท้จริง
จงึ ต้องถูกกเิ ลสบดบังชกั พา ให้หลงใหลคล้อยตามไปเป็นเหตุใหป้ ระสบทุกข์ต่างๆ แนวคดิ ดงั กลา่ วมานี้
หลวงพ่อเทียนจึงมุ่งสอนให้ ค้นหาสัจธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ภายในตัวของทุกคนดังพุทธพจน์
ที่ว่าโลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี การดับสนิทของโลกก็ดี ทางให้ถึงความดับสนิทของโลกก็ดี เราตถาคต
บัญญัติว่ามีในร่างกายที่มีประมาณว่าหนึ่งนี้ ที่ยังมีสัญญาและใจครองอยู่ ดังนั้นการปฏิบัติกรรมฐาน
ตามแนวหลวงพ่อเทียน ก็คือการปลุกเขย่าธาตุรู้ที่มีอยู่ในตัวทุกคน ให้มีกำลังเพื่อเปิดช่องให้สัจธรรม
ที่มีอยู่แล้วได้ปรากฏตัวออกมา ความคิดเป็นจุดเริ่มต้นแห่งพฤติกรรมทุกอย่าง ของมนุษย์และการ
ประกอบกิจกรรมทุกอย่าง ของมวลมนุษย์ที่กำลังดำเนินไปไปในโลกล้วน มีความคิดเป็นผู้บงการอยู่
เบื้องหลังทัง้ สนิ ตามหลักพุทธพจน์ว่า ชาวโลกกำลังถูกจิตธรรมชาติที่มหี น้าที่ คิดชักนำพาไปความคิด
ซ่ึงมีจิตเปน็ ผู้ชักนำไปนี้ มีอทิ ธพิ ลครอบงำและมีบทบาท ในการกำหนดวิธีแหง่ การกระทำซึง่ เหมือนอยู่
บนทางสองแพร่ง ความคิดเป็นแรงผลักดันเบ้ืองแรกสุด ที่ทำให้พฤติกรรมเป็นไปในทางกุศลหรือ
๑๔ หลวงพอ่ เทียน จิตฺตสุโภ, คมู่ ือการท าความรสู้ ึกตัว, (กรงุ เทพมหานคร : มูลนธิ หิ ลวงพ่อเทยี น จิตฺต
สุโภ), หนา้ ๕.
๑๕ เรื่องเดียวกนั , หน้า ๗.
๑๖
อกุศลก็ได้ในกรรมบถ ความคิดจัดเข้าเป็นมโนกรรม ซึ่งเป็นกรรมสำคัญมีผลรุนแรงยิ่งกว่ากายกรรม
และวจีกรรมเพราะความคิดเป็นแรงผลักดัน กายกรรมและวจีกรรมอยู่เบื้องหลังอีกชั้นหนึ่ง สามารถ
นำชีวิตสังคมหรือมนุษย์ชาติ ไปสู่ความเจริญงอกงามหรืออีกทางหนึ่ง นำไปสู่ความเสื่อมถอย
ความพินาศก็ได้ ความคิดจึงเป็นเครื่องชักจูงและกำหนดวิถีชีวิต ท้ังในด้านการรับเข้าและการ
แสดงออก การศึกษาให้เข้าใจธรรมชาติของความคิดตามแนวทาง หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ จะทำให้
รู้จักอุบายวิธีในการ ควบคุมและปฏิบัติต่อความคิดอย่างถูกต้อง หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ได้ให้
ความสำคัญกบั ความคดิ ในฐานะเป็นสาเหตุพื้นฐาน๑๖
ในอันกอ่ ให้ เกดิ ความทกุ ขช์ นิดต่างๆ โดยแบง่ ความคิดออกเปน็ ๒ ประเภทดังน้ี (๑) ความคิด
ที่เกิดขึ้นโดยตั้งจิตคิดหรือจงใจคิด มีสติปัญญาคอยกำกับเป็นเหตุให้เกิด โลภะ โทสะ โมหะ และไม่
ก่อให้เกิดปญั หาใดๆ๑๗ (๒) ความคดิ ท่ีขาดสตปิ ญั ญาคอยกำกบั เม่ือเผลอคิด เกิดขึ้นโดยท่ีไมไ่ ด้ตั้งใจคิด
หรือไม่ได้จงใจคิดเป็นเหตุนำ โลภะ โทสะ โมหะ เข้ามาความคิดประการที่ ๒ น้ี มีลักษณะคิดนึก
ปรุงแต่งไปตามอารมณ์ต่างๆ ท่ีมากระทบอนั เป็น
สาเหตุแห่งความยุ่งเหยงิ ผิดปกติ ทงั้ หลาย๑๘ มอี ิทธิพลต่อสังคมมนุษย์ในด้านสร้างสรรค์ เช่น
การคิดสร้างบ้านเมือง ถนนหนทาง ยานพาหนะ๑๙ เป็นต้น มีอิทธิพลในด้านทำลาย เช่น การคิดสร้าง
อาวุธยุทโธปกรณ์ตา่ งๆ เพื่อเข้าประหตั ประหารแย่งชิงผลประโยชน์๒๐ ซึ่งล้วนเป็นผลของความคิดนกึ
ปรุงแต่งท้ังสินในระดับย่อยลงมา วิถีชีวิตของแต่ละคนในสังคมก็ถูกไม่ครอบงำ ด้วยอิทธิพลของ
ความคิดมานกึ ปรุงแต่งความคิด อยากมี อยากเป็น อยากได้ เพิ่มมากข้ึนจึงต้องต่อสู้ดิ้นรนแสวงหาไป
ตามอำนาจของความคิดอยากที่คอยบงการ อยู่เบ้ืองหลังอย่างไม่มีที่ส้ินสดุ ตราบใดที่ทุกคนอยู่ภายใต้
อำนาจของความคดิ อยากดงั กล่าว กไ็ ม่อาจจะค้นพบความสขุ ทแี่ ท้จริงได้ ความคดิ ตามทศั นะของ
หลวงพอ่ เทยี น จึงหมายเอาเฉพาะความคดิ นึกปรุงแต่งที่เกิดขึ้นโดยมิได้ต้ังใจคิดเพราะเผลอสติซึ่งเป็น
จุดเริ่มต้น แห่งพฤติกรรมของมนุษย์และเป็นการแสดงออกมาของกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ อัน
เป็นสาเหตุแห่งทุกข์และเป็นที่มา ของอกุศลธรรมทุกอย่างการปฏิบัติกรรมฐาน ตามแนวหลวงพ่อ
เทยี นจงึ มจี ุดมุ่งหมาย เพื่อควบคุมและอยูเ่ หนืออิทธิพล ของความคดิ ดังกลา่ วใหไ้ ดน้ ่ันเอง การปลุกเร้า
ความรสู้ ึกตัวในฐานะ เป็นอบุ ายอยเู่ หนือความคดิ คำวา่ ความรสู้ กึ ตวั เป็นคำนิยามของคำว่าสติท่ีหลวง
พอ่ เทยี น นิยมใช้กับการปฏิบัตธิ รรมแบบเคล่อื นไหว สตเิ ปน็ คณุ ธรรมท่ีมีอปุ การะมากจำเป็นต้องใชใ้ น
๑๖ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ, นิพพาน, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร: หจก.ภาพพิมพ์, ๒๕๓๑),
หนา้ ๖๒.
๑๗ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ, คู่มือการท าความรู้สึกตัว, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิหลวงพ่อเทียน จิตฺต สุโภ),
หน้า ๓๕.
๑๘ เรอ่ื งเดยี วกัน, หน้า ๒๖.
๑๙ หลวงพ่อเทยี น จิตตฺ สุโภ, ความรสู้ ึกตวั , พมิ พ์ครั งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธหิ ลวงพ่อเทียน จิตฺตสโุ ภ
(พนั ธ์ อินทผิว), ๒๕๔๑), หน้า ๕๙.
๒๐ เร่ืองเดยี วกนั , หนา้ ๕๙-๖๐.
๑๗
การประกอบกิจหน้าที่ การงานทุกอย่างไม่ให้ผิดพลาดและสติ ก็มีความจ้าเป็นในฐานะ เป็นเครื่อง
ป้องกันหรือสกัดกัน ไม่ให้กระแสกิเลสเข้ามามีอิทธิพลเหนือจิต ด้วยเหตุผลดังกล่าว หลวงพ่อเทียน
จิตฺตสุโภ จึงให้ความสำคัญกับการปลุกเร้าสติความรู้สึกตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในทุกคนโดยไม่เลือก
ชาติ ศาสนา หญิง หรือชาย เพราะการปลุกเร้าความรู้สกึ ตัวใหเ้ กิดมากขึ้นจะส่งผลให้ความหลงความ
ไม่รู้หายไป๒๑ วธิ กี ารปฏบิ ตั ใิ นการปลุกเรา้ ให้เกิดสติ ของหลวงพ่อเทียนมลี ักษณะเดน่ ท่ีต่างจากวิธีการ
ปฏบิ ัตขิ องสำนักอนื่ กลา่ วคอื เป็นการปฏบิ ตั ิแบบเคลอ่ื นไหว อิริยาบถนอ้ ยใหญ่
ซึ่งเป็นอาการที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ ของคนที่มีชีวิตปกติ เช่น การยืน การเดิน การน่ัง
การนอน คู้ เหยียด เป็นต้น๒๒ แต่จะอาศัยเพียงสติที่กำหนดการ เคลื่อนไหวอิริยาบถน้อยใหญ่ตาม
ธรรมชาตเิ ท่าน่ันยังไม่มีกำลังเพียงพอ ทจ่ี ะบม่ เพาะความรู้สกึ ตัวให้มีกำลังมากเทา่ ทีต่ ้องการ หลวงพ่อ
เทียนจึงสร้างรูปแบบการเจริญสติโดยวิธี ทำจังหวะเคลื่อนไหวมือขึ้น เพื่อปลุกเร้าความรู้สึกตัวให้มี
กำลังมากเท่าท่ีต้องการสตคิ วามร้สู ึกตัว ทีม่ ีกำลงั อยา่ งเพียงพอกจ็ ะทำหน้าทีเ่ ขา้ ไปร้คู วามคดิ ที่เกิดขึ้น
ในจิตพร้อมกับตัดกระแสของความคิดปรุงแต่งทันที๒๓ และเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดญาณปัญญา รู้เห็น
สภาวธรรมตาม
ความเป็นจริงจะเห็นได้ว่า สติความรู้สึกตัวและความคิด เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามเสมอถือวา่ เป็น
คปู่ รับกนั เม่อื ฝา่ ยหน่งึ มอี ิทธพิ ล เขา้ ครอบครองจิตอีกฝ่ายหน่ึง ก็ต้องสญู เสยี อิทธิพลในการครอบครอง
ไปแล้วอีกคนหนึ่งก็ต้องสูญเสยี โอกาส ที่จะนั่งไปสภาพจิตของคน โดยมากมักถูกครอบงำด้วยอิทธิพล
ของความคดิ นึกปรุงแตง่ โดยไม่ร้ตู ัวจึงเพลิดเพลินหรือหมกมุ่นอยู่ กับความคดิ นึกปรุงแต่งน่ันการท่ีจะ
เอาชนะกระแสของความคิดนึกปรุงแต่งนั่น ได้จำเป็นต้องอาศัยการเจริญสติ ปลุกเร้าความรู้สึกตัว
ให้มากความคิดนึกปรุงแตง่ ท่กี ำหนดรูเ้ หน็ โดยความรู้สึกตวั กไ็ ม่สามารถที่จะมีอทิ ธิพลเข้ามาครอบงำ
จิตได้เมื่อความรู้สึกตัว ทำหน้าที่รู้เท่าทันต้นตอของความคิด ท่ีหยาบและละเอียดทุกขณะที่เกิด
ขน้ึ แลว้ ๆ เลา่ ๆ อย่างนี้ความคิดก็ไม่มีโอกาสทำหนา้ ที่ปรงุ แต่งจิต ความรสู้ ึกตัวก็จะมีกำลังเพิ่มมากขึ้น
เต็มที่จนเกิดญาณปัญญา ที่เข้าไปรู้เห็นอาการเกิดดับกล่าวคือ อายตนะภายใน ๖ กับอายตนะ
ภายนอก ๖ แยกขาดจากกัน๒๔ เปรยี บเหมอื นเชือกท่ีถูกขงึ ตงึ ไวก้ บั เสาท้ังสองขา้ ง เมื่อถูกตดั ให้ขาด
ตรงกลางไมส่ ามารถตอ่ เข้ากนั ได้๒๕ การประสบกบั สภาวะอาการเกดิ – ดบั น้ี นับวา่ เป็นจุดสุดท้ายของ
การปฏิบัติจิตของผู้ปฏิบัติ ก็จะเต็มเปี่ยมไปด้วยสติความรู้สึกตัวอย่าง สมบูรณ์สามารถเอาชนะ
๒๑ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ, มีอยู่- เป็นอยู่, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิหลวงพ่อเทียน (พันธ์ อินทผิว),
๒๕๔๐), หน้า ๑๔.
๒๒ หลวงพ่อเทยี น จิตฺตสุโภ, คนสอน – คำสอน, (กรงุ เทพมหานคร : มลู นธิ หิ ลวงพอ่ เทยี น จิตฺตสุโภ (พันธ์
อนิ ทผวิ ), ๒๕๓๙), หน้า ๒๐.
๒๓ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ, แด่เธอผู้รู้สึกตัว, พิมพ์ครั งที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิหลวงพ่อเทียน
จติ ตฺ สโุ ภ (พันธ์ อนิ ทผิว), ๒๕๒๗), หนา้ ๑๑๕.
๒๔ หลวงพอเทียน จิตฺตสุโภ, พลิกโลกเหนือความคิด, (กรุงเทพมหานคร : ภาพการพิมพ์, ๒๕๒๙), หน้า
๙๑-๙๒.
๒๕ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา ๕.
๑๘
ความคิดได้เด็ดขาด อยู่เหนืออำนาจความคิดนึกปรุงแต่งอยู่เหนือ โลภะ โทสะ โมหะ และอยู่เหนือ
ทุกข์ได้ ในการเจริญสติโดยวิธีเคลื่อนไหวนี นอกจากเป็นการปลุกเร้าให้สติท้า หน้าที่แล้วยังเป็นการ
ปลูกเร้าคุณธรรมอืน่ ๆ เช่น ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นตน้ ให้ทา้ หน้าทีอ่ ีกด้วยการ เจริญสติจงึ เป็นรากเหง้า
ที่มาของคุณธรรมทุกอย่าง วิธีการเจริญสติในแบบเคลื่อนไหว ในหลักค้าสอนของหลวงพ่อเทียน ที่
แสดงวิธีการ ปฏบิ ัตมิ จี ดุ เดน่ คือ เปน็ วิธีการท่ีงา่ ยตอ่ การปฏบิ ตั ิและเนน้ ความเป็นสากลในทาง
ปฏิบัติกล่าวคือทุกคน ที่มีความรู้สึกตัวอยู่ไม่ว่าผู้น่ันจะเป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ เป็นคนแก่
เป็นเศรษฐีหรือยากจนเล่าเรียน มากหรือเล่าเรียนน้อยก็ตาม ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกศาสนา๒๖ หรือ
แม้แต่คนมีร่างกายพิการเคลื่อนไหว อวัยวะได้เป็นบางส่วนและมีความรู้สึกตัวกับการเคลื่อนไหวได้
ก็สามารถปฏิบัติได้ โดยไม่เลือกสถานที่และเวลา นอกจากนี้คำสอนของท่านยังมีลักษณะ ที่
ตรงไปตรงมาไม่ได้มุ่งเสนอ แนวคิดหลักคำสอนที่เป็นปรัชญาอันเป็นเหตุ ให้ต้องตีความหรือถกเถียง
ทะเลาะววิ าทกันแตม่ ุ่งสอนเฉพาะหลักปฏิบัติ สามารถนำไปใชใ้ นการดับทุกข์ ทีม่ อี ยไู่ ดจ้ ริงโดยมีสาระ
อยู่ทีก่ ารทา้ ความรสู้ ึกอยู่กับกายทเ่ี คลื่อนไหว และรเู้ ทา่ ทนั ใจท่นี ึกคดิ ไมต่ ้องไปวนุ่ วายกับเร่ืองอื่น การ
เจริญสติวิธีน้ี จึงเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างง่าย ลัดสันและเป็นสากล ๒๗ จะทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงความ
ดับทุกข์ได้เร็ว โดยท่านแสดงว่าการทำอะไรให้ถูกจังหวะจริงๆ จะได้รับผลเร็วและถูกต้อง เปรียบ
เหมือนใช้ลกู กุญแจสอดเข้าไป ในชอ่ งสำหรับไขตัวกุญแจทล่ี ็อคอยแู่ ลว้ ไขปลดล็อคกญุ แจออกได้ หรือ
เปรียบเหมือนคนที่ต้องการแสงสว่าง จากไฟฟ้าแต่ไม่รู้วิธีที่จะท้าให้ไฟสว่าง จึงจับที่หลอดไฟบ้างที่
สายไฟบ้างซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ส่วนวิธีที่จะได้แสง สว่างน่ันทำได้ง่ายคือต้องกดที่สวิทส์สำหรับ
เปิดไฟฟา้ กจ็ ะเกิดแสงสวา่ งเอง คำสอนของหลวงพอ่ เทียน ทงั้ หมดจึงมงุ่ ไปสตู่ ัวหลักการปฏิบัติ
เพื่อดับทุกข์อันเป็นเคล็ดลบั หรือวิธีการ ที่ตัวท่านเองได้พสิ ูจนจ์ นเห็นผลประจักษ์ดว้ ยตนเอง
แล้วและยืนยันได้ว่า เป็นวิธีการลัดสนั ง่ายและเป็นสากล คำสอนอันเป็นหลักปฏบิ ัติการเจริญสติแบบ
เคลื่อนไหวตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เมื่อกล่าวโดยสาระสำคัญ แบ่งออกเป็น ๓ ประการ คือ
(๑) การเคล่ือนไหวอริ ิยาบถตามธรรมชาตแิ ละการสรา้ งจงั หวะ เคล่ือนไหว (อิริยาบถ) (๒) ความนึกคิด
ปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ (ความคิด) (๓ )การรู้สึกตัวอยู่กับการ เคลื่อนไหวทุกอิริยาบถทุกจังหวะและ
รทู้ นั ความคดิ (สต)ิ หลกั คา้ สอนทั ง ๓ ประการนี มี ความสัมพันธ์กันในทางปฏิบตั ิดงั ที่หลวงพ่อเทียน
ได้อธิบายตามแนวอริยสัจ ๔ ได้ดังนี้ ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้หมายถึง การเคลื่อนไหวอิริยาบถ
ภายนอกตา่ ง ๆ เปน็ ทกุ ข์จงึ เปน็ ส่ิงท่ีผู้ปฏิบัตจิ ะต้องกำหนดรู้ สมทุ ัย เปน็ สง่ิ ท่ีต้องละ หมายถึง กระแส
ความคดิ ตา่ งๆ ซึ่งผปู้ ฏิบตั ิจะต้องไมเ่ ข้าไปปรุงแต่ง ร่วมแต่ให้กลับมาอยู่กับอาการเคล่ือนไหวภายนอก
ความคิดก็จะจางคลายถูกละไปนิโรธเป็นส่ิงที่ตอ้ ง ทำให้แจ้งหมายถึงอาการที่ค่อยๆ คลายตัวจนหลุด
ออกไป เหมอื นแหวนซึ่งแตเ่ ดิมถูกหมุนตรึงไว้ ด้วยนอ็ ตแตบ่ ัดน้ีนอ็ ตถูกหมนุ คลายเกลยี วออกและหลุด
ไปมรรคเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เจริญ หมายถึง การทำความรู้สึกตัวให้มากการทำความรู้สึกตัวกายที่
เคล่ือนไหว ดใู จทนี่ กึ คิดเป็นวธิ ีการทจ่ี ะเขา้ ถงึ นิโรธ ผู้ปฏิบัตจิ ะตอ้ งเจรญิ สตใิ หม้ าก เมื่อพิจารณาตาม
๒๖ หลวงพ่อเทยี น จิตตฺ สุโภ, แด่เธอผ้รู ูส้ ึกตวั , พิมพค์ ร้งั ที่ ๙, (กรงุ เทพมหานคร : มูลนธิ หิ ลวงพ่อเทยี น จติ ตฺ
สโุ ภ (พนั ธ์ อนิ ทผวิ ), ๒๕๒๗), หน้า ๔๒.
๒๗ หลวงพ่อเทยี น จิตฺตสโุ ภ, มาทางน,้ี พิมพค์ ร้งั ท่ี ๓, (กรงุ เทพมหานคร : มลู นธิ ิหลวงพ่อเทยี น จิตตฺ สโุ ภ
(พัน อนิ ทผวิ ), ๒๕๓๗), หนา้ ๑๕.
๑๙
หลักคำสอนนี้การเคลื่อนไหว ในทุกอิริยาบถจัดเป็นการงาน สำหรับให้สติเข้าไปกำหนดรู้ อิริยาบถท่ี
เคลื่อนไหวซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกดิ มีกำลังมากข้ึน สตกิ ็จะทำหน้าทเ่ี ขา้ ไปดูร้เู ท่าทันความคิดและตัดไม่ให้
กระแสความคดิ ดำเนินต่อไปได้ ดังนั่นการมสี ตอิ ยกู่ บั อาการ ของกายท่ีเคลือ่ นไหวจงึ
มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นอุบาย บ่มเพาะสติให้มีกำลังเพียงพอที่จะเข้าไป ดูและหยุดกระแส
ความคิด นั่นเองหลักคำสอนเรื่องอารมณ์ การปฏิบัติตามแนวหลวงพ่อเทียน อารมณ์ของการปฏิบัติ
ในทศั นะของหลวงพอ่ เทยี น จิตตฺ สุโภ หมายถงึ สภาวธรรมทเ่ี กดิ จากการเจริญ สติซ่งึ เปน็ ประสบการณ์
ทางด้านจิตใจที่เจริญก้าวหน้าตามลำดับ จนถึงความหลุดพ้นจากทุกข์ แบ่งออกได้เป็น ๒ ภาค คือ
ภาค ๑ อารมณ์สมมุติ ภาค ๒ อารมณ์ปรมัตถ์๒๘ มีเน้ือความดังน้ี ภาค ๑ อารมณ์สมมุติ เป็น
ประสบการณ์
ข้ันแรกของการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ผู้ปฏิบัติทีไ่ ด้เจริญสติอยา่ ง ต่อเนื่องจะรู้จักรูป นาม
คือ ร่างกายและจิตใจ หมายถึง ภาวะที่ร่างกาย (รูป) และความรู้สึกใน ร่างกายนั่น (นาม) กลมกลืน
เป็นหนึ่งเดียว การเคลื่อนไหวแต่ละขณะเป็นการเคลื่อนไหวของรูปนาม จากนั่นจะรู้จักการ
กระบวนการทำงานของร่างกายและจิตใจ หรือรูปนาม รู้จักโรคที่บีบคั้นรูปนาม กล่าวคือโรคของ
รา่ งกายและจติ ใจพรอ้ มทง้ั วธิ ีการแก้ไข โดยโรคทางร่างกายมวี ธิ ีไขโดยเขา้ รบั การ รกั ษาจากแพทย์หรือ
โรงพยาบาล ส่วนโรคทางจิตใจคอื โลภะ โทสะ โมหะ จำเป็นตอ้ งบำบดั รักษาด้วยวิธีการเจรญิ สติ จาก
น่ันผู้ปฏิบัติจะเขา้ ใจ ทุกขงั อนิจจัง อนตั ตา คือ สภาวะทีร่ า่ งกายและจติ ใจ คงทนอยูใ่ นสภาพเดมิ ไม่ได้
เปลี่ยนแปลงเรื่อยไปไม่มีตัวตนท่ีแท้จริง๒๙ หลังจากน่ันผู้ปฏิบัติก็จะเข้าใจความ แตกต่างระหว่าง
สงิ่ สมมตกิ บั ความเป็นจริงและจะร้จู กั ความหมายท่แี ทจ้ รงิ ของคำว่า ศาสนา คือคนทกุ คน
โดยไม่ยกเวน้ ที่มรี ่างกาย และมคี วามรสู้ กึ ตัวในรา่ งกายนั่น พทุ ธศาสนาคือสติที่นำไปสู่ปัญญา
ความรู้แจ้งและความส้ินสุดของทุกข์ ทางจิตใจบาป คือ ภาวะที่ขาดสติ ผู้มีบาปจึงเต็มไปด้วยความ
ทุกข์และบุญ คือภาวะของสติที่ปลดปล่อยความทุกข์เหล่านั่น ดังนั่นการรู้จักอารมณ์สมมติจะทำให้ผู้
ปฏิบัตมิ จี ติ เป็นอสิ ระ จากความเชื่องมงายทงั้ ปวงไดแ้ ละเมือ่ รู้เข้าใจ อารมณ์สมมุตดิ งั กลา่ วมากจ็ ะเกดิ
วิปสั สนูปกเิ ลสข้ึนซ่ึงอาจเปน็ อุปสรรค ถ้าไมร่ ้วู ธิ ีแก้ไขท่ีถูกต้อง ค้ำว่าวิปัสสนปู กิเลส๓๐
เป็นคำที่ปรากฏใช้ในคัมภีร์ยุคหลังพระไตรปิฎก หมายความว่า เมื่อผู้ปฏิบัติกำลังมนสิการ
ขันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่โดยความเป็นไตรลักษณ์เกิดมีโอภาส (แสงสว่าง) ญาณ (ความหยั่งรู้) ปีติ
(ความเอิบอิ่มใจ) ปัสสัทธิ (ความสงบเย็น) สุข (ความสุข อย่างละเอียดประณีต) อธิโมกข์ (ความ
ศรทั ธาแรงกล้า) ปคั คาหะ (ความเพยี รท่ีประกอบเข้ากับวิปัสสนา) อปุ ัฎฐาน (สติทีก่ ำกับชัด) อุเบกขา
( ภาวะจติ ทสี่ งบเรยี บ เปน็ กลาง) และนิกนั ติ (ความพอใจหรือติดใจในวปิ ัสสนา) เมอ่ื อย่างใดอย่างหนึ่ง
เกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติอาจสำคัญผิดโดยนึกว่าโอภาสเป็นต้น เหล่าน่ันเป็นธรรมคือ มรรค ผล นิพพาน การ
นึกไปเช่นนั่นทำให้เกิดความฟุ้งซ่านเปน็ อุทธัจจะ หากผู้ปฏิบัติมีใจถูกจูงให้เขวไปดว้ ยอุทธัจจะแล้ว ก็
จะไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ภาวะที่เป็นธรรมุธัจจ์หรือวิปัสสนูกิเลสเหล่านี้ ความจริงเป็นตัณหาท่ี
๒๘ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ, แด่เธอผู้รู้สึกตัว, พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิหลวงพ่อเทียน
จติ ตฺ สุโภ (พนั ธ์ อินทผิว), ๒๕๒๗), หน้า ๑๐๔-๑๐๕.
๒๙ เรื่องเดียวกัน, หนา้ ๑๑๓-๑๑๙.
๓๐ หลวงพอเทียน จิตฺตสุโภ, การเห็นธรรม, (กรงุ เทพมหานคร : สพุ ีเรียนพริน้ ติงเฮา้ ส์, ๒๕๔๖), หน้า๕.
๒๐
ละเอียด แต่ผู้ปฏิบัติไม่สามรถกำหนดจับได้ว่า เป็นกิเลสอารมณ์ปรมัตถ์ ผู้ปฏิบัติที่ผ่านประสบการณ์
สมมติแล้วจะได้รับการแนะน้าให้ใช้สติดูความคิด สติที่พัฒนาดีแล้วโดยธรรมชาติ จะตรงเข้าไป
ประจันหน้า และเห็นความคิดทันทีเหมือนกับแมว ที่เห็นหนูจะตรงเข้าไปตะครุบหนูทันที เมื่อสติ
เหน็ ความคดิ และตัดความคิดแล้ว ๆ เล่าๆ ผปู้ ฏิบตั ิกจ็ ะรูเ้ ขา้ ใจวตั ถุ หมายถงึ ทุกส่ิงในโลกที่ดำรงอยู่ทั้ง
ภายนอกและ
ภายในจิตใจของคนและสัตว์ ปรมัตถ์ หมายถึง สิ่งที่มีอยู่จริงกำลังเป็นอยู่กำลังสัมผัสอยู่
ปรากฏอยู่ในปัจจุบันขณะ ซึ่งสามารถสัมผัสได้ด้วยจิตใจ อาการหมายถึงสภาพที่เปลี่ยนแปลงของ
ทุกสิ่งในโลกและในตัวเรา ซึ่งรับรู้สัมผัสได้ด้วยจิตจากน่ัน เมื่อผู้ปฏิบัติเจริญสติต่อไปก็จะรู้เห็นเข้าใจ
โทสะ โมหะ โลภะและจะรู้เข้าใจ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อรู้เข้าใจเรื่องนี้แล้วก็จะเกิดปีติ
ความยินดีซึ่งอาจเป็นอุปสรรค ถ้าไม่รู้วิธีแก้ไขที่ถูกต้อง๓๑ ผู้ปฏิบัติเจริญสติอย่างต่อเนื่องต่อไปก็จะรู้
เห็นเข้าใจกิเลส ตัณหา อุปาทาน กรรม และเมื่อกิเลส ตัณหา อุปาทาน กรรม จืดจางคลายไป
ก็จะเข้าใจเรื่องศีล คือความเป็นปกติของ กาย วาจา ใจ และจะเข้าใจศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์
หลังจากนั่นจะประจักษ์ถึง ความแตกต่างระหว่างความสงบแบบสมถะ และความสงบแบบวิปัสสนา
กล่าวคอื ความสงบแบบสมถะ เป็นความสงบแบบชั่วคราวไมเ่ ป็นธรรมชาติ เป็นความสงบทอี่ ยู่ใต้โมหะ
ยังไม่ใช่ความสงบแทจ้ ริง ส่วนความสงบแบบวิปัสสนา เป็นการสงบแบบทีเ่ ห็นความคิดและเปน็ อสิ ระ
จากการที่เห็นความคิด ประกอบอยู่ด้วยสติและปัญญาอย่างสมบูรณ์ จากน่ันผู้ปฏิบัติก็จะเข้าใจเรื่อง
กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะและจะรู้ เข้าใจถึงการกระทำชั่วและการกระทำความดี ทางกาย
ทางวาจา ทางใจ แต่ละอย่างที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง การดำเนินชีวิตในภายหน้าว่าจะเป็นอย่างไร
เมื่อการเจริญสติดำเนินมาถึงข้ันน้ี ผู้ปฏิบัติก็จะประสบกับภาวะอาการเกิดดับ กล่าวคือ ประสาท
สมั ผัสภายในทั้งหกแยกขาดจากวัตถภุ ายนอก หลวงพอ่ เทยี นเปรียบเทยี บ เหมอื นกับเชือกที่ถูกขงึ ตงึ
กบั เสาทัง้ สองข้าง
เมื่อตรงกลางถูกตัดขาดแล้ว ก็ไม่อาจผูกติดเข้าด้วยกันได้อีก สภาวะอาการเกิด - ดับ เป็นท่ี
สิ้นสุดแห่งทกุ ข์และเปน็ จดุ มุ่งหมายสูงสุด ของการเจรญิ สติตามแนวหลวงพ่อเทียน สภาวธรรมเหล่าน้ี
เป็นสิ่งที่ผู้เจริญสติตามแนวหลวงพ่อเทียน จะต้องประสบจึงเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติควรรู้ เพื่อเป็นอุปการะ
ในการปฏิบัติหลักคำสอน ที่เน้นการปฏิบัติจนประจักษ์แจ้ง เห็นผลด้วยตนหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
แสดงถึงการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวน้ีว่า เป็นสูตรสำเร็จของการดับทุกข์ที่มีอยู่ในตัวทุกคนเปรียบ
เหมือนการนำเพชรกับทองคำ ซึ่งฝังตัวอยู่ในโคลนตม นำมาร่อนคัดแยกออกจากกัน จนเหลือแต่
เพชรล้วนๆ๓๒ ส่วนอานิสงสห์ รือผลท่ไี ดจ้ ะต้องอาศัย การปฏิบตั ติ ่อเนือ่ งไม่ขาดระยะ เมอ่ื การเจริญ
สติเปน็ ไปอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ผปู้ ฏบิ ัตจิ ะต้องประสบภาวะต่างๆ ตามลำดบั อารมณข์ องการ ปฏบิ ตั ิเรมิ่ ต้ังแต่
การรู้เห็น เข้าใจรูปนามไปจนถึงรู้เห็นเข้าใจสภาวะ เกิดดับซึ่งเป็นจุดสุดท้ายของการปฏิบัติเป็น
๓๑ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ, งานของมนุษย์และวิธีการของท่านผู้รู้, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพ์เมด็ ทราย, ๒๕๕๒), หนา้ ๒๒.
๓๒ หลวงพ่อเทยี น จิตตฺ สุโภ, สูตรสำเร็จอดึ ใจเดยี ว, พมิ พ์ครงั้ ท่ี ๒, (กรงุ เทพมหานคร : มลู นิธหิ ลวงพ่อ
เทียนจิตฺตสุโภ (พันธ์ อนิ ทผวิ ), ๒๕๓๗), หนา้ ๑๔.
๒๑
ปรากฏการณ์ ทผ่ี ้ปู ฏิบตั จิ ะต้องประสบดว้ ยตนเองรู้ได้ดว้ ยตนเอง๓๓ และเมอื่ สภาวะอารมณ์ท่ีกล่าวมา
เกิดขึ้นผู้ปฏิบัติก็จะรู้เข้าใจ ตรวจสอบประเมินผลตนเอง ได้โดยที่ไม่ต้องมีใครบอกหรือพยากรณ์ให้
ดังท่ีหลวงพอ่ เทียนได้กล่าวไวว้ า่ เม่ือการปฏิบัติถึงท่สี ุดแล้ว ญาณรู้แจ้งเหน็ จริงด้วย
ปัญญาย่อมมีซึ่งสอดคล้องกับ ข้อความที่แสดงถึงสาวกผู้ได้บรรลุธรรม ขั้นสูงสุดแล้วจะได้
เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าชาติส้ินแล้ว พรหมจรรย์เราอยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำเราได้ทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจ
อย่างอื่นเพื่อความเป็นอย่างน้ีอีกต่อไป๓๔ ดังนั่นผู้ปฏิบัติที่เจริญสติ ตามแนวทางหลวงพ่อเทียนด้วย
ความตั้งใจจริงก็จะสามารถเห็น ผลประจักษ์แจ้งด้วยตนเอง โดยไม่เชื่อตามตำราหรือความบอกเล่า
ส่วนผลที่บ่งบอกถึงสภาพจิต ด้านในประสานกับบุคลิกภาพภายนอก คือผู้ปฏิบัติจะประสบกับความ
สะอาด สวา่ ง สงบทางจิต สามารถ เข้าถึงสวรรคแ์ ละนพิ พานได้ในปัจจุบัน มคี วามรบั ผิดชอบตอ่ หนา้ ท่ี
การงาน มคี วามต้ังใจแนว่ แน่ ทีจ่ ะทำงานให้ดีทสี่ ุดดว้ ยสติปัญญา
ด้วยความเมตตาเอื้ออารีและด้วยจิตที่เที่ยงธรรม หลักคำสอนในการปฏิบัติกรรมฐาน ของ
หลวงพอ่ เทียนมีจุดเด่นอยู่ท่ีการนำเสนอวธิ ีการปฏิบัติท่เี ปน็ สากลไม่ซับซ้อน มุ่งตรงไปสู่ความดับทุกข์
โดยมุ่งเน้น ไปที่การทำความรู้สึกตัวอยู่กับกาย ที่เคลื่อนไหวและรู้เท่าทันใจที่นกึ คิด พร้อมทั้งแสดง
ปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติไปจนตลอดสายซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติ จะรู้เห็นประจักแจ้งได้
ด้วยตนเอง การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ หรือนิยมเรียกว่าการเจริญสติ ยึด
วิธีการปฏิบัติแบบเคลื่อนไหวเป็นหลัก กล่าวคือ ใช้สติกำหนดรู้เท่าทันความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ
ร่างกายโดยไม่ต้องใส่ค้าบริกรรมและไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม เช่น การนั่งหลับตานิ่งเป็นต้น วิธีนี้ต่าง
จากการสอนกรรมฐานโดยทัว่ ๆ ไปซ่ึงมักจะใชว้ ิธีกำหนดคำบริกรรมอย่างใดอยา่ ง หนึ่งประกอบกับลม
หายใจ โดยใช้สติเป็นเครื่องกำหนดรู้ เพื่อให้จิตเกิดความสงบไม่กวัดแกว่งส่ายไปสู่ อารมณ์ภายนอก
บางวิธีก็ใช้วัตถุสำหรับเพ่งที่เรียกว่ากสิณและกำหนดใจไว้กับวัตถุนั่น เพื่อจูงจิตให้เกิดสมาธิ ส่วน
วิธกี ารของหลวงพอ่ เทียนให้กำหนดใจ (สติ ) ไวก้ ับความเคลือ่ นไหวต่างๆของร่างกาย โดยไม่จำต้องใช้
คำบริกรรม ในการปฏบิ ัติกรรมฐานแนวน้ีผปู้ ฏิบัติจึงต้องเคล่ือนไหวร่างกายอยตู่ ลอดเวลา โดยไม่ยอม
ใหก้ ายหยุดนิ่งและใหม้ ีสติอยู่ กบั อาการเคลือ่ นไหวของร่างกายอยู่เสมอ๓๕
๓๓ หลวงพอเทียน จิตฺตสุโภ, พลิกโลกเหนือความคิด, (กรุงเทพมหานคร: ภาพการพิมพ์, ๒๕๒๙), หน้า
๒๒๓.
๓๔ หลวงพอเทียน จิตฺตสุโภ, ความรู้สึกตัว, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิหลวงพ่อเทียน
จิตตฺ สุโภ (พันธ์ อนิ ทผวิ ), ๒๕๔๑), หนา้ ๙๗.
๓๕ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ, คู่มือทำความรู้สึกตัว, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิหลวงพ่อ
เทยี นจิตฺตสุโภ (พันธ์อนิ ทผวิ ), ๒๕๔๐), หน้า ๑๒-๑๓.
๒๒
๒.๒ ความร้เู กย่ี วกบั โรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นโรคเร้ือรังและก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ หากควบคุมโรคไม่ได้และทำให้
เกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย การที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะควบคุมโรคให้ได้ดี ผู้ป่วยจะต้องมีพฤติกรรม
สุขภาพท่ีถูกต้องซง่ึ ผู้วจิ ยั ได้ศกึ ษาเน้ือหาตามลำดับดังนี้
๒.๒.๑ โรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นกลุ่มโรคท่ีมคี วามผิดปกติ ของการเผาผลาญซึ่งก่อใหเ้ กิดระดบั น้ำตาล ในเลือดสูงอัน
เป็นผลมาจากความบกพรอ่ ง ของการหลง่ั อินซูลินหรอื การออกฤทธิ์ของอนิ ซลู ิน หรือทงั้ สองอยา่ ง การ
ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดการสูญเสียหน้าท่ี และความล้มเหลวของ
อวยั วะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตา ไต ระบบประสาท หวั ใจและหลอดเลือด๓๖
ชนิดของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานแบง่ เป็น ๔ ชนดิ ได้แก่๓๗
๑. โรคเบาหวานชนิดที่ ๑ (type ๑ diabetes mellitus) เป็นโรคเบาหวานที่เกิดจากเซลล์
เบต้าในตับอ่อนถูกทำลาย ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากกระบวนการภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดภาวะขาด อินซูลิน
และต้องอาศยั อนิ ซูลนิ เพ่ือการมีชีวิตรอดและลดความเสี่ยงตอ่ ภาวะคีโตอะซิโดซสี (ketoacidosis)
๒. โรคเบาหวานชนิดที่ ๒ (type ๒ diabetes mellitus or adult-onset diabetes) เป็น
โรคเบาหวานที่เกิดจากความบกพร่อง ของการหลั่งอินซูลินหรือการออกฤทธ์ิ ของอินซูลินหรือ
ท้ังสองอย่าง ส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุแต่พบว่า ตัวรับอินซูลินทำงานไม่ปกติหรือภาวะดื้ออินซูลิน
ของเบต้าเซลลโ์ ดย มีปัจจยั เส่ยี งไดแ้ ก่ อายุ ความอว้ น การไม่ออกกำลงั กาย มีประวัติเปน็ โรคเบาหวาน
ขณะต้ังครรภ์ ผทู้ ีม่ คี วามดันโลหติ สงู หรอื ผู้ท่ีมภี าวะไขมนั ในเลอื ดสูง
๓. โรคเบาหวานชนิดที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น โรคเบาหวานที่เกิดจากความผิดปกติทาง
พันธุกรรมของเซลล์เบต้าของตับอ่อน เบต้าเซลล์จะถูกทำลายอย่างช้าๆ โรคเบาหวานที่เกิดจากการ
ติดเช้ือไวรัส มีผลให้เบต้าเซลล์ถูกทำลาย โรคเบาหวานจากโรคของตับอ่อน เช่น การติดเช้ือ
การได้รับอุบัติเหตบุ ริเวณตับอ่อน ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดนี้ อาจมีภาวะคีโตแอซิโดซีส (ketoacidosis)
หรือภาวะระดบั น้ำตาลในเลือดสงู ได้งา่ ย
๔. โรคเบาหวานที่เกิดระหว่างต้ั งครรภ์ (gestational diabetes mellitus [GDM])
เป็นโรคเบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรก ขณะต้ังครรภ์โดยมีสาเหตุส่งเสริมได้แก่ อ้วน มีประวัติ
ครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน ขณะตั้งครรภ์มีน้ำตาลในปัสสาวะและ มีประวัติครอบครัว
เปน็ โรคเบาหวาน
๓๖ Balkau, B., &Eschwege, E. The diagnosis and classification of diabetes and impaired
glucose reguration.In J. C. Pickup & G. Williams (Eds.) Texbook of diabetes. Massachusetts : Blackwell
Science, ๒๐๐๓. pp ๑๒๕-๑๔๕.
๓๗ American Diabetes Association. Standards of medical care for patients with diabetes
mellitus. Diabetes Care. ๒๐๑๕: ๓๘, S๔-S๖๐.
๒๓
ในการวจิ ยั คร้ังนี้ วิจยั ในกลมุ่ ผ้ทู ีเ่ ปน็ โรคเบาหวานชนิดที่ ๒ เน่อื งจากเปน็ กลุ่มทพี่ บมากและยังมีปัญหา
ไมส่ ามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลอื ดได้
๒.๒.๒ สาเหตขุ องโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานชนิดที่ ๒ เกิดจากการทีร่ า่ งกาย มีความบกพร่องของการหลั่งอินซลู ินหรอื การออกฤทธ์ิ
ของอินซูลินหรือท้ังสองอย่าง ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่มีปัจจัยเสี่ยงในการ เกิด
โรคเบาหวานชนิดท่ี ๒ ดังต่อไปน้ี๓๘
๑. ปัจจัยทางพันธุกรรม พบว่า แฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันมีโอกาสเกิดโรคเบาหวาน
มากกว่าแฝดทเ่ี กิดจากไข่คนละใบ
๒. ปัจจัยที่อยู่อาศัย พบว่า ความชุกของโรคเบาหวานในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกัน
เช่น กลุ่มพมิ าอนิ เดยี นอเมรกิ ามคี วามชกุ ร้อยละ ๕๐ ชาวชนบทอินเดียมีความชุกรอ้ ยละ ๕เป็นตน้
๓. ความอ้วน คนอ้วนมักมีระดับอินซูลินในเลือดสูง แต่จำนวนตัวรับอินซูลินลดลงทำให้
อนิ ซูลนิ ออกฤทธิไ์ มไ่ ด้จงึ ทำใหม้ รี ะดบั น้ำตาลในเลือดสูง
๔. อายุ พบว่า อายุท่ีมากขึ้นมโี อกาสเป็นโรคเบาหวานชนิดนี้เพมิ่ มากข้ึน
๕. การขาดการออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มผี ลทำใหอ้ ินซูลนิ ออกฤทธ์ิ
ดีข้ึนลดการสะสมของไขมันบริเวณหน้าท้อง ซึ่งไขมันจะเป็นสาเหตุสำคัญ ของการเกิดภาวะ
ด้ืออินซลู ิน (insulin resistance)
๖. สภาพแวดล้อมในครรภ์มารดา พบว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวแรกคลอดต่ำกว่า ๒,๕๐๐ กรัม
หรือมากกว่า ๔,๕๐๐ กรัม จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนดิ ที่ ๒ มากกว่าผู้ทีม่ ีน้ำหนกั ตวั
แรกคลอดอยใู่ นเกณฑ์ปกติ
๒.๒.๓ พยาธิสภาพของโรคเบาหวาน
อินซูลินเปน็ ฮอรโ์ มนท่ีสร้างจากเบต้าเซลล์ ของตับอ่อนตามปกตริ ่างกายจะสรา้ งอินซูลิน วันละ๕๐
ยูนิต และมีอินซูลินประมาณ ๒๐ ยูนิต เก็บไว้ที่ตับอ่อน เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสงู เบต้าเซลล์จะถูก
กระตุ้น ใหห้ ลั่งอนิ ซูลินเขา้ สู่กระแสเลอื ดมากข้ึน ทำให้เกดิ การนำนำ้ ตาลกลูโคส เขา้ สูเ่ ซลล์ฃและมกี าร
๓๘ Williams, G.Disorder of glucose homeostasis.In D. A. Warrell (Ed.), Oxford textbook of
medicine. (๔ th ed., Vol. ๒). New York: Oxford University. ๒๐๐๓. pp ๓๑๗-๓๕๙.
๒๔
เปลี่ยน เป็นไกลโคเจนเพ่ิมข้ึนเม่ือระดับน้ำตาลลดลง การหลั่งอินซูลินจะลดลงด้วยนอกจากนี้อินซลู นิ
ยังสง่ เสรมิ การนำ้ กรดอมิโนเข้าสเู่ ซลล์ กระตุ้นการสงั เคราะหโ์ ปรตีนและยบั ยั้งการสลาย โปรตนี ช่วย
ในการสังเคราะห์กรดนิวคลีอิก ดังนั่นอินซูลินจึงมีหน้าที่ในการส่งเสริมกระบวนการลด ระดับน้ำตาล
ในเลือดและยับย้ังการทำให้ระดับน้ำตาล ในเลือดสูงเมื่อใดก็ตามที่มีอินซูลินไม่เพียงพอจะ ท้าให้
น้ำตาลสูงกว่าปกติ๓๙ สำหรับเบาหวานชนิดที่ ๒ สาเหตุส่งเสรมิ ของการเกิดเบาหวานชนิดนี้ จะทำให้
ระดับเบต้าเซลล์ของตับอ่อนเหลือน้อยกว่าปกติ หรือความไวของเบต้าเซลล์ลดลง ทำให้การหล่ัง
อนิ ซลู นิ น้อยหรือไมม่ กี ารทำงานเพ่ิมข้ึนอย่างที่ควร เม่อื มีการเผชญิ ในภาวะท่มี รี ะดบั น้ำตาลในเลือดสูง
ขณะเดียวกันความสามารถของกล้ามเน้ือลาย ในการใช้กลูโคสจะด้อยกว่าปกติ ทำให้มีระดับน้ำตาล
ในเลือดสงู และจากการทม่ี กี ารดื้อ ของตวั รับอนิ ซูลินจะทำให้มีระดับน้ำตาลกลโู คส ในเลือดเพิ่มขึ้น ดัง
น่ันจึงทำให้มีระดบั น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น๔๐
๒.๒.๔ อาการและอาการแสดงของโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลใน
เลอื ดทส่ี งู กว่าปกติ ทา้ ให้เกิดอาการและอาการ แสดงที่สำคญั ๔ อย่างคือ๔๑
๑. ถา่ ยปัสสาวะจำนวนมาก (polyuria) เกิดเนือ่ งจากมีระดับน้ำตาลสูง ในเลือดเกิน
ขีดจำกัดของไตระดับน้ำตาลที่กรองผ่านไต จึงมีปริมาณสูงจนไตดูดกลับไม่หมด จึงพบน้ำตาลใน
ปสั สาวะ นอกจากน้ี นำ้ ตาลซ่ึงเป็นสารดึงน้ำเข้าสู่หลอดเลือด จงึ ทำใหอ้ ัตราการไหลของน้ำผ่านท่อไต
จึงสูง ทำให้มีปริมาณปสั สาวะจำนวนมากและบอ่ ยคร้ัง
๒. ดม่ื น้ำมาก (polydipsia) เนื่องจากรา่ งกายสูญเสียน้ำทางปสั สาวะ จำนวนมากจึง
เกดิ การขาดนำ้ อยา่ งรุนแรง ทำใหม้ อี าการกระหายน้ำมาก ดมื่ น้ำบอ่ ยและจำนวนมาก
๓. น้ำหนักลด (weight loss) เนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็น
พลังงานได้ ร่างกายก็จะสลายไขมันและโปรตีน ที่เก็บสะสมไว้มาใช้เป็นพลังงานแทน ร่วมกับภาวะที่
ร่างกายขาดน้ำ น้ำหนักตวั จึงลดลง
๔. รับประทานอาหารจุ (polyphagia) เนือ่ งจากร่างกายมีการสลายเอาเนื้อเยื่อส่วน
ต่าง ๆ มาใช้จึงทำให้มีภาวะการขาดสารอาหาร เพื่อชดเชยต่อภาวะนี้ จะทำให้มีอาการหิวบ่อยและ
รับประทานอาหารจุ แต่ผอมลง อ่อนเพลีย ไม่มแี รง
๓๙ Degroot, L. J., Jameson, L., &Krester, D. D. Endocrinology. (๕ th ed.) Philadelphia: Elsevier
Science. ๒๐๐๖. pp ๑๓๕-๑๔๕.
๔๐ Larsen, P. R. Williams textbook of endocrinology. United State of America: Elsevier
Science.2003. pp 99-112.
๔๑ Tong, C. Y., &Cockram, C. S.The epidemiology of type ๒ diabetes.In J. C. Pickup & G.
Williams (Eds.), Textbook of diabetes. (3 rd ed.). Philadelphia: Lippincott. 2003. pp 36.1-36.13
๒๕
นอกจากอาการและอาการแสดง ที่สำคัญดังกล่าวแล้ว ผู้ที่เป็นเบาหวานอาจมารับการรักษา ด้วย
อาการและอาการแสดงอย่างอื่น ถ้ามีอาการต่อไปน้ี ควรสงสัยว่าเป็นโรคเบาหวานควรมีการตรวจ
น้ำตาลในเลือดและปัสสาวะ อาการและอาการแสดงเหลา่ นี้ ไดแ้ ก๔่ ๒
๑. มีผื่นคันหรือเชื้อราตามผิวหนัง โดยเฉพาะซอกอับ เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบและ
อวยั วะสืบพนั ธุ์
๒. เปน็ แผลเร้อื รังตามแขนขา หรือเปน็ ฝีบอ่ ย ๆ มกั เป็นแผลแลว้ หายยาก
๓. สายตามวั ลงเรื่อย ๆ ต้องเปลีย่ นแวน่ ตาบอ่ ย ๆ
๔. มีอาการชาหรือปวดแสบปวดร้อน ตามปลายมือปลายเท้าทั้งสองข้าง เริ่มจากเท้าก่อน
บางรายหมด
ความรูส้ ึกทางเพศ หนังตาตก หรือมอี าการอมั พาตของใบหน้าซกี ใดซกี หนึ่ง
๕. อาการของหลอดเลือดตีบในอวัยวะส่วนต่าง ๆ เช่น ที่เท้า ทำให้มีแผลเนื้อตาย เน่าดำ
กล้ามเน้ือ
หวั ใจขาดเลอื ดไปเล้ียง เกิดอาการเจบ็ หน้าอกหรือสมอง ทา้ ใหม้ ีอาการอมั พาต
๒.๒.๕ การวินิจฉัยโรคเบาหวาน
สมาคมโรคเบาหวานแหง่ สหรัฐอเมริกา ได้เสนอหลกั การวินิจฉัยโรคเบาหวาน โดยอาศัยอาการแสดงท่ี
สำคัญของโรค ค่าระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารเช้าและผลการทดสอบ ความทนต่อกลูโคสดังนี้๔๓
๑. มีอาการและอาการแสดงที่สำคัญ ของโรคเบาหวานร่วมกับระดับน้ำตาลกลูโคส ในพลาสมาจาก
หลอดเลือดดำเวลาใดก็ตาม มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า ๒๐๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ๒. ระดับน้ำตาล
กลูโคสจากหลอดเลือดดำขณะอดอาหาร (fasting blood sugar) เท่ากับ หรือมากกว่า ๑๒๖
มลิ ลิกรมั ต่อเดซิลิตร มากกวา่ ๑ คร้ังโดยใหท้ ำซ้ำอีกคร้ังท่ีไม่ใชว่ ันเดียวกัน ๓. ระดบั น้ำตาลกลูโคส
ในพลาสมาจากหลอดเลือดดำที่เวลา ๒ ชั่วโมง หลังดื่มกลูโคส ๗๕ กรัม เท่ากับหรือมากกว่า ๒๐๐
มิลลิกรมั ต่อเดซลิ ิตร
๒.๒.๖ การควบคมุ โรคเบาหวาน
การรักษาและการควบคุมโรคเบาหวาน มีวัตถุประสงค์ ๔ อย่างคือ ๑) เพื่อให้ผู้ป่วย
เบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลอื ดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ๒) เพื่อให้ดำรงชีวติ ประจ้าวันและ
ชีวิตในสงั คมอย่างใกลเ้ คียงกับปกติ ๓) เพื่อให้ควบคุมเบาหวานและระบบเผาผลาญอ่ืนๆ ของร่างกาย
ให้ดีที่สุดและรักษาดุลที่ดีนี้ให้คงอยู่ตลอดไป ๔) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน ดังน่ันผู้ที่เป็น
๔๒ วิทยา ศรีดามา, การดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั , ๒๕๔๕), หนา้ ๖๘.
๔๓ American Diabetes Association. Standards of medical care for patients with diabetes
mellitus.Diabetes Care, 2015. 38, S1-S60.
๒๖
โรคเบาหวานจ้าเป็นต้องเข้าใจและให้ความร่วมมือเพื่อให้สามารถควบคุมโรคได้ในผู้ที่เป็นเบาหวาน
เกณฑท์ ี่แสดงว่าสามารถควบคุมโรคได้๔๔ มีรายละเอียดดงั ต่อไปนี
๑. ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารเช้า (preprandial plasma
glucose) ๙๐-๑๓๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร (postprandial plasma
glucose) น้อยกวา่ ๑๘๐ มลิ ลิกรมั ต่อเดซลิ ิตร ฮโี มโกลบนิ ท่ีมนี ้ำตาลเกาะ (HbA1C) นอ้ ยกว่าร้อยละ ๗
๒. ความดันโลหติ น้อยกวา่ ๑๓๐/๘๐ มลิ ลเิ มตรปรอท
๓. ระดบั ไขมัน
ไลโปโปรตนี ท่มี ีความหนาแน่นต่าง (LDL) นอ้ ยกวา่ ๑๐๐ มก. / ดล.
ไลโปโปรตนี ที่มคี วามหนาแนน่ สงู (HDL) มากกวา่ ๔๐ มก. / ดล.
ไตรกลีเซอไรด์ (triglycerides) นอ้ ยกว่า ๑๕๐ มก. /ดล.
ผู้ป่วยโรคเบาหวานหากควบคุมโรคไม่ดี จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนท้ังชนิดเฉียบพลัน และชนิด
เรื้อรัง ภาวะแทรกซ้อน ชนิดเฉียบพลันได้แก่ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงโดยไม่มีกรดคีโตนคั่ง ในกระแส
เลือดภาวะกรดคีโตนคั่ง ในกระแสเลือดและภาวะน้ำตาล ในเลือดต่ำและภาวะแทรกซ้อน เรื้อรัง
ได้แก่ ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดกับหลอดเลือดขนาดใหญ่ หลอดเลือดขนาดเล็ก ระบบประสาทและ
ระบบเลือด การควบคุมเบาหวานอย่างเข้มงวด พบว่าช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของภาวะระดับน้ำตาล
ในเลือดตำ่ อย่างรุนแรงและภาวะน้ำหนกั เกนิ ได้๔๕
๒.๒.๗ ภาวะแทรกซอ้ นของโรคเบาหวาน ภาวะแทรกซอ้ นของโรคเบาหวานชนดิ ท่ี ๒ แบ่งได้
เป็น ๒ ประเภทคือ ภาวะแทรกซ้อน ชนิดเฉียบพลันและภาวะแทรกซ้อนชนิดเรื้อรัง๔๖ โดยมี
รายละเอียดดังน้ี
๑. ภาวะแทรกซ้อนชนิดเฉียบพลัน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และรุนแรงหากไม่ได้
รับการชว่ ยเหลือจะมีอนั ตรายถึงชวี ติ ได้ ภาวะแทรกซอ้ นชนิดเฉียบพลนั ได้แก่ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
โดยไม่มีกรดคีโตนคั่งในกระแสเลือด (hyperglycemic hyperosmolar nonketotic syndrome
[HHNS]) ภาวะกรดคีโตนคั่งในกระแสเลือด (diabetic ketoacidosis [DKA]) และภาวะน้ำตาลใน
เลือดตำ่ (hypoglycemia)
๑.๑. ภาวะน้ำตาลในเลือดสงู โดยไม่มกี รดคีโตนค่ังในกระแสเลอื ด มกั พบในผ้ทู เ่ี ปน็
เบาหวานชนดิ ท่ี ๒ มักมีอาการของระดบั น้ำตาลในเลอื ดสงู รุนแรง มอี าการ ปสั สาวะบ่อย ดม่ื น้ำ
๔๔ American Diabetes Association. Standards of medical care for patients with diabetes
mellitus.Diabetes Care, 2018. 41, S38-S55.
๔๕ American Diabetes Association. Standards of medical care for patients with diabetes
mellitus. Diabetes Care, 2015. 38, S4-S60.
๔๖ อภชิ าต วชิ ญาณรตั น์, ตำราโรคเบาหวาน, (กรงุ เทพมหานคร: เรอื นแก้วการพิมพ์, ๒๕๔๖), หน้า ๑๒๗.
๒๗
ขึ้นเป็นเวลาต่อเนื่องหลายวันหรือหลายสัปดาห์ มีอาการซึมจนถึงหมดสติในที่สุด การวินิจฉัยภาวะ
น้ำตาลในเลือดสงู โดยไมม่ ภี าวะกรด ไดแ้ ก่ระดับกลโู คสในพลาสมามากกวา่ ๖๐๐ มิลลิกรัมตอ่ เดซลิ ิตร
และมีออสโมลาลิตี ในพลาสมามากกว่า ๓๒๐ มิลลิออสโมลต่อกิโลกรัม สาเหตุส่งเสริมของการเกิด
ภาวะนี้ไดแ้ ก่ การติดเช้ือ ภาวะเครยี ด
๑.๒. ภาวะกรดคีโตนคั่งในกระแสเลือด มักพบภาวะน้ำตาลสูงในเลือดร่วมกับภาวะ
เป็นกรดในร่างกาย เนื่องจากร่างกายขาดอินซูลินและมีการเพิ่มของฮอร์โมน ที่มีฤทธิ์ต้านอินซูลิน
ไดแ้ ก่ กลคู ากอน คอรต์ ิซอล์ แคทีโคลามีนและโกรธฮอร์โมน ฮอร์โมนเหล่าน้ี ทำให้รา่ งกายไม่สามารถ
ใช้กลูโคสเป็นพลังงานได้ ร่างกายจึงสลายไขมันที่สะสมไว้ตามส่วนต่างๆ เป็นพลังงานทดแทน
เมื่อมีการสลายของไขมันมากๆ จะทำให้เกิดสารคีโตนมาก และมีภาวะเป็นกรดในเลือดสูง มีอาการ
ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย น้ำหนักตัวลดลงแม้รับประทานมาก อ่อนเพลีย ตาพร่ามัว คลื่นไส้
อาเจียนและเมื่อเป็นรุนแรงจะมีอาการ หายใจเร็ว หอบลึก เพื่อขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกทางลม
หายใจ ลม หายใจมีกลิ่นหอมเหมือนผลไม้สุก การวินิจฉัยโดยดูจากระดับน้ำตาล ในเลือดสูงมากกว่า
๒๕๐มิลลิกรมั ตอ่ เดซิลติ ร รว่ มกับมภี าวะเป็นกรด หรือมีโซเดียมไบคาร์บอเนตต่ำกว่า ๑๕ มลิ ลิอิควิวา
เลนต์ ต่อลิตรและมีสารคีโตนในปัสสาวะส่วนอาการอื่นๆ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดตามกล้ามเน้ือ
อ่อนเพลีย ปัสสาวะมาก กระหายน้ำบ่อย เกิดภาวะขาดน้ำ ผิวหนังแห้ง ระดับยูเรียไนโตรเจนและคริ
เอตินินสูง สาเหตุส่งเสริมที่ทำให้เกิดภาวะกรดคีโตนคั่ง ในกระแสเลือดที่พบบ่อยที่สุดคือ โรคติดเช้ือ
ในระบบหายใจ โรคติดเช้ือในระบบทางเดินปัสสาวะ ถึงแม้ว่าภาวะกรดคีโตนคั่งในกระแสเลือด ส่วน
ใหญจ่ ะพบในผู้ทเ่ี ป็นเบาหวานชนิดที่ ๑ แตใ่ นผู้ทเ่ี ปน็ เบาหวานชนิดที่ ๒ ก็สามารถพบได้
๑.๓. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เป็นภาวะแทรกซ้อนชนิดเฉียบพลัน ที่เกิดข้ึนจาก
ภาวะ นำ้ ตาลในเลือดต่ำกวา่ ๕๐ มลิ ลกิ รมั ตอ่ เดซิลิตร รว่ มกับมีอาการของการมีระดบั น้ำตาลต่ำใน
เลือด ได้แก่ เหงื่อออก หิว ใจสั่น มือสั่น ชีพจรเต้นเร็ว เพลีย จะเป็นลม วิงเวียนศีรษะ มึนงง สับสน
และ อาการดังกล่าวหายไป เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้รับการแก้ไข สาเหตุของภาวะน้ำตาลใน
เลอื ดตำ่ อาจเนื่องจากได้รับยาฉีดอินซลู ิน หรอื ยาเมด็ ลดระดับน้ำตาลในเลือดเกินขนาด หรือได้รับยา
เท่าเดมิ แตผ่ ู้ปว่ ยมีการออกกำลังกายมากขึ้นกวา่ ปกติ รับประทานอาหารนอ้ ยลง งดรับประทานอาหาร
หรือ รับประทานอาหารผิดเวลา รวมท้ังการดม่ื สรุ าเป็นจำนวนมาก
๒. ภาวะแทรกซ้อนเร้ือรัง เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดกับหลอดเลือดขนาดใหญ่ หลอดเลือด
ขนาดเล็ก ระบบประสาทและระบบเลือด ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อน ที่พบได้บ่อยในผู้ที่เป็นเบาหวาน
ดงั รายละเอียดต่อไปน้ี
๒.๑. ภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดขนาดใหญ่ หรือ ภาวะหลอดเลือดขนาดใหญ่
ตีบแข็ง เกิดเนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงนาน น้ำตาลจะเกาะที่เม็ดเลือดแดง (glycosylated
hemoglobin) ทำให้มีการปลอ่ ยออกซิเจน จากเม็ดเลอื ดแดงไปส่เู น้ือเยื่อตำ่ ลง เน้ือเยือ่ จึงขาด
ออกซิเจนเกิดการเปลีย่ นแปลง ของหลอดเลือดขนาดกลางถึงหลอดเลือด ขนาดใหญ่ทำให้ผนังหลอด
เลือดมีการหนาตัว เป็นเหตุใหเ้ ส่ียงต่อการเป็นโรคหลอดเลือด ที่ไปเลี้ยงหวั ใจที่พบบ่อยคอื กล้ามเนื้อ
๒๘
หัวใจตาย โรคหลอดเลือดสมองทำให้เกิดอัมพาต หรือหลอดเลือดแดงที่ไปเล้ียงขาอุดตนั และมีความ
ผิดปกติของระบบประสาท จะทำให้เทา้ เนา่ ดำ (gangrene) ไดแ้ ละผทู้ เ่ี ปน็ เบาหวานชนิด ที่ ๒ ต้ังแต่
๑๕ ปีขนึ้ ไป พบวา่ ผู้ที่เปน็ เบาหวานมากกว่าครง่ึ มภี าวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือด๔๗
๒.๒. ภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดขนาดเล็ก ได้แก่ภาวะแทรกซ้อนทางตา
(diabetic retinopathy) พบได้ถึงร้อยละ ๓-๔ ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ๒-๓ ปี และพบ ร้อยละ ๑๕-
๒๐ เมื่อเป็นโรคเบาหวานมากกว่า ๑๕ ปี มักพบมีภาวะจอตา (ratina) เสื่อม เนื่องจากมีการหนาตัว
ของหลอดเลือด และขาดเลอื ดไปเล้ียงจอตา ทำให้หลอดเลือดฝอยโป่งพองและมีการฉกี ขาด เป็นเหตุ
ให้มีเลือดออกในจอตา จนมีการคั่งของของเหลว เป็นเหตุให้จอตาทำงานผิดปกติ ประสาทตาเสื่อม
เลนซ์ตาขุ่นเป็นต้อกระจก บางรายเป็นต้อหิน ตาพร่ามัวและเกิดตาบอดได้ ภาวะแทรกซ้อน ทางไต
(diabetic nephropathy) พบได้ร้อยละ ๒๐-๔๐ ของผู้ที่เป็นเบาหวาน เนื่องจากภาวะน้ำตาลใน
เลือดสูงมคี วามสัมพนั ธก์ ับการหนาตวั ของเยือ่ หุ้มเบสเมนทเ์ มมเบรน (basement membrane) ของ
หลอดเลือดฝอย ในโกลเมอรูลัสทำให้เลือดไปเล้ียงไตได้น้อยลง เป็นผลให้เกิดการเสื่อมของไต
(nephropathy ) ท้าให้อัตราการกรองของไตลดลงและมีการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ ผู้ป่วยมักมี
อาการบวม ตรวจพบโปรตีนในพลาสมาต่ำและเมื่อมีอาการรุนแรงมากข้ึน จะเกิดการคั่งของของเสีย
ในเลือดและเกดิ ภาวะไตวายในทส่ี ุด๔๘
๒.๓. ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (diabetic neuropathy) เกิดข้ึนเมื่อระดับ
น้ำตาลในเลือดสูงอยู่นาน มีผลทำให้เกิดการเสื่อมของระบบประสาทส่วนปลาย การนำกระแส
ประสาทช้ากว่าปกติ ทำให้มีการเสื่อมของเส้นประสาทรบั ความรู้สึก เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ
บริเวณเท้า เส้นประสาทอัตโนมัติที่ไปเลี้ยงต่อมเหงื่อและหลอดเลือดบริเวณเท้า ทำให้เกิดความเสี่ยง
ต่อการเกิดแผลที่เท้า การเกิดแผลเร้ือรังที่เท้า ทำให้เสี่ยงกับการถูกตัดขาถึงร้อยละ ๕๐ นอกจากน้ี
ยงั มีการเสอื่ มของเส้นประสาทอัตโนมตั ิ ซง่ึ มีผลตอ่ ระบบยอ่ ยอาหาร ระบบสบื พันธุ์๔๙
๒.๔. ระบบเลือดเนื่องจากระดับน้ำตาล ในเลือดที่สูงอยู่นานหรือมีการสะสมของคี
โตน ในเลือดทำให้เม็ดเลือดแดงมีอายสุ ั้นลง เกร็ดเลอื ดจะยึดเกาะและรวมตัวกันไดง้ ่าย ทำให้มีความ
เสื่อมของหลอดเลือดมากข้ึน นอกจากนี้เม็ดเลือดขาวยังทำหน้าที่ ต่อต้านเช้ือโรคได้ไม่ดีทำให้ภูมิ
ต้านทานลดต่ำลง ผู้ที่เป็นเบาหวานเกิดการติดเช้ือได้ง่าย ที่พบบ่อยได้แก่การติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณ
ขาหนีบและขอ้ พับ บรเิ วณที่อบั ชื่นและเหงอ่ื ออกมาก
๔๗ Skyler, JS.,Berganstal, R., Bonow, RO.,et al.Intensive glycemic control and the
prevention of cardiovascular event. Diabetes Care. 2009. pp 187-192.
๔๘ Ismail-Beigi, F., Craven, T., Banerli, MA., et al.Effects of intensive treatment of
hyperglycemia on microvascular outcomes in type ๒ diabetes. Lancet. 2010. 376:419-430.
๔๙ American Diabetes Association. Standards of medical care for patients with diabetes
mellitus. Diabetes Care, 2015.38, S4-S60.
๒๙
โดยสรุป ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดท่ี ๒ หากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาล ในเลือดได้จะทำให้
เกดิ ภาวะแทรกซ้อน ทง้ั ชนิดเฉียบพลันและเรื้อรงั อนั จะส่งผลตอ่ คณุ ภาพชวี ติ ของผู้ทเี่ ป็น เบาหวานได้
ดงั น่ันหากผทู้ ่เี ปน็ เบาหวาน สามารถปฏิบัติพฤติกรรมในการดแู ลสุขภาพ ท่เี หมาะสมกบั โรคเบาหวาน
ก็จะทำให้ผู้ที่เป็นเบาหวาน มีการควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สามารถช่วยลดหรือชะลอ
การเกิดภาวะแทรกซอ้ น ทง้ั ชนดิ เฉียบพลนั และเรื้อรงั ใหช้ า้ ลงได้
๒.๒.๘ พฤตกิ รรมการควบคมุ ระดับน้ำตาลในเลอื ดของผู้ปว่ ยโรคเบาหวาน
พฤติกรรม เป็นการกระทำหรือการแสดงออก ทางกล้ามเนื้อ ความคิด ความรู้สึกเพื่อตอบสนองตอ่ ส่ิง
เร้า๕๐ สำหรับพฤติกรรมสุขภาพ เป็นการปฏิบัติตัวหรือการกระทำเพื่อให้ตนเอง มีสุขภาพอนามัยท่ี
แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ ท้ังทางด้านร่างกาย จิตใจ และเพื่อป้องกันหรือชะลอ ภาวะแทรกซ้อน
ต่างๆ๕๑ นอกจากนี ยังมผี ู้ใหค้ วามหมายของพฤติกรรมสขุ ภาพไวด้ ังนี้
กอชแมน (Gochman)๕๒กล่าวว่า พฤติกรรมสุขภาพเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล
ในการดูแลสุขภาพของตนเอง ข้ึนอยู่กับความเชื่อ ความคาดหวัง แรงจูงใจ ค่านิยม ลักษณะนิสัย
บคุ คลกิ ภาพซึง่ ครอบคลุมภาวะอารมณ์ ความรสู้ ึกและลกั ษณะเฉพาะของตน
เพนเดอร์(Pender)๕๓ กล่าวว่า พฤติกรรมสุขภาพ หมายถึงพฤติกรรมที่บุคคลกระท้า เป็นปกติและ
สม่ำเสมอเพอื่ ปอ้ งกันโรค และสง่ เสรมิ สขุ ภาพ เพือ่ คงไว้ซึง่ ภาวะสุขภาพดี
มัลลิกา มัติโก๕๔ กล่าวว่า พฤติกรรมสขุ ภาพ เป็นคุณสมบัตสิ ว่ นบุคคลได้แก่ ความเชื่อ ความ
คาดหวัง แรงจูงใจ ค่านิยม การรับรู้ และองค์รวมความรู้อื่น ๆ นอกจากนี้ ยังรวมทั้งบุคลิกภาพ
ความรู้สึกและอารมณ์ ลักษณะอปุ นิสัยและรูปแบบพฤติกรรม ทปี่ รากฏเด่นชัดรวมท้ังการกระทำและ
นสิ ัยทเ่ี กย่ี วข้องสมั พนั ธ์กับการสง่ เสรมิ สขุ ภาพ การฟน้ื ฟสู ุขภาพและการป้องกันสขุ ภาพ
๕๐ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน, (กรุงเทพมหานคร : กรมการปกครอง,
๒๕๒๕).
๕๑ Golay, A., Bloise, D., &Maldonato, A. Educating people with diabetes.In J. C. Pickup & G.
Williams (Eds.), Textbook of diabetes, (๓ rd ed.), (Philadelphia: Lippincott.2003). pp 38.1-38.13.
๕๒ Gochman, D. S. (1 9 8 4 ). Health behavior : Emerging research perspective. (New York:
Plume Press, 1984). pp 5-10.
๕๓ Pender, N. J. (1996), Health promotion in nursing practice, (3 rd ed.). (Connecticut:
Appleton & Lange, 1996), pp 6-7.
๕๔ มัลลิกา มัติโก, คู่มือวิจัยพฤติกรรมสุขภาพ ชุดที่ ๑ แนวคิดและทฤษฏีเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพ,
(กรงุ เทพมหานคร: ศูนย์ประสานงานทางการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข, ๒๕๓๔), หน้า ๙๙-๑๒๒.
๓๐
วัลลา ตนั ตโยทยั และอดสิ ัย สงดี๕๕ ใหค้ วามหมายของพฤติกรรมสุขภาพว่า เปน็ พฤติกรรมภายนอกท่ี
สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนและเป็นพฤติกรรมภายในที่เป็นความรู้สึกนึกคิดซึ่ง บุคคลปฏิบัติเพื่อดำรง
รกั ษา ฟื้นฟู ปกปอ้ ง หรอื ปรับปรงุ สุขภาพใหด้ ีข้ึนและมคี วามหมายในแง่ของ การปฏบิ ัติเพอ่ื
ปอ้ งกันโรคและสง่ เสริมสขุ ภาพ
เพ่ือดำรงภาวะสุขภาพและเป็นการแสดงศกั ยภาพของมนษุ ยจ์ ากคำกลา่ วขา้ งตน้ จะเห็นได้ว่า
พฤตกิ รรมสุขภาพหรือพฤติกรรมการควบคุมระดับ นำ้ ตาลในเลือด หมายถงึ การปฏบิ ตั ิตัวหรือการ
กระทำที่บุคคลทำ เพื่อเป็นการดูแลสุขภาพของตนเอง โดยมุ่งเน้นการคงไว้ซึ่งชีวิต สุขภาพและชะลอ
ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ สำหรับพฤติกรรมสุขภาพของ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หมายถึง การกระทำหรือ
การปฏิบัติกิจกรรม ในชีวิตประจำวันของผู้ป่วย โรคเบาหวานเบาหวานเพื่อควบคุมโรค ป้องกัน
ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น รวมท้ังเพื่อคงไว้ซึ่ง ภาวะสุขภาพท้ังทางด้านร่างกาย จิตใจ และ
สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข๕๖ พฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาล ในเลือดของผู้ป่วย
โรคเบาหวานที่ถูกต้องเหมาะสม ได้แก่ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยาและการดูแล
สุขภาพทั่วไป๕๗ รายละเอียด ดังนี้
๒.๒.๘.๑ การควบคุมอาหาร การควบคุมอาหารมเี ปา้ หมาย เพอื่ ควบคุมระดบั น้ำตาลในเลือด
ให้อยใู่ นระดับปกติ ควบคมุ ระดบั ไขมันให้อยู่ในระดบั ปกติ ควบคมุ ระดับความดนั โลหิตให้อยู่ในระดับ
ปกติและมีสขุ ภาพท่วั ไปดีข้ึน นอกจากนี้การควบคมุ อาหารท่ีดที ้าใหผ้ ้ปู ว่ ยโรคเบาหวาน มีนำ้ หนักตัวท่ี
เหมาะสม๕๘ ผทู้ ี่เป็นเบาหวานควรได้รับสารอาหารดังนี้
คาร์โบไฮเดรต ควรได้รับร้อยละ ๖๐-๗๐ของพลังงาน๕๙ ทั้งน้ีปริมาณคาร์โบโฮเดรตและ
ไขมันที่ได้รับขึ้นอยู่กับภาวะโภชนาการของผู้ป่วยโรคเบาหวาน คาร์โบโฮเดรตที่ได้รับควรเป็น
คารโ์ บโฮเดรตเชิงซอ้ น จากขา้ วและแปง้ เช่น ขา้ ว กว๋ ยเต๋ยี ว วนุ้ เสน้ ขนมปงั เผือกและมนั ส่วนคาร์โบ
๕๕ วัลลา ตันตโยทัย, และ อดิสัย สงดี, การพยาบาลผปู้ ว่ ยเบาหวาน, ใน สมจิต หนเุ จริญกุล (บรรณาธิการ),
การพยาบาลทางอายุรศาสตร์เล่ม ๔, (กรงุ เทพมหานคร: วี เจ พริน้ ตง้ิ , ๒๕๔๕), หนา้ ๒๔๑-๒๖๘.
๕๖ Rubin, R. R., Peyrot, M., &Saudek, C. D.Effect of diabetes education on self-care
metabolic control and emotional well-being. Diabetes Care, 1989.12, pp673-679.
๕๗ วิทยา ศรีดามา, การดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั , ๒๕๔๕), หนา้ ๙๙-๑๑๐.
๕๘ ศรีสมยั วิบูลยานนั ท์, อาหารผปู้ ่วยเบาหวานและภาวะแทรกซอ้ นจากโรคเบาหวาน , (กรุงเทพมหานคร:
เรอื นแก้วการพิมพ,์ ๒๕๔๐), หน้า ๕๕-๖๒.
๕๙ American Diabetes Association. Standards of medical care for patients with diabetes
mellitus. Diabetes Care,2018.14, S38-S55.
๓๑
โฮเดรตเชิงเดี่ยวที่ได้จากผลไม้ น้ำผลไม้และน้ำนม ซึ่งเป็นน้ำตาลที่ได้จากธรรมชาติควรได้รับร้อยละ
๑๐ ของพลงั งานทไ่ี ดร้ บั ตอ่ วนั ๖๐
โปรตนี ควรไดร้ บั รอ้ ยละ ๑๕-๒๐ ของพลงั งานต่อวัน๖๑ แหลง่ โปรตีนได้จาก นม ไข่ เนื้อสัตว์
ควรเป็นเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน โดยเฉพาะปลาจะเป็นเนื้อสัตว์ที่เหมาะสมเพราะมีไขมันน้อย สำหรับผู้ท่ี
มไี ตเสอ่ื มสมรรถภาพและมกี ารค่งั ของเสีย ในร่างกายตอ้ งจำกดั โปรตนี ใหล้ ดลง
ไขมันและไขมันไม่อ่ิมตัว ถา้ เปน็ ไขมันอ่ิมตัวควรได้รบั ร้อยละ ๑๐ ๗๙๖๒ ส่วนใหญ่เป็นไขมัน
ที่ได้จากสัตว์รวมทั้งน้ำมันปาล์มและน้ำมันมะพร้าว ควรใช้น้ำมันถั่ว รำข้าว งาหรือน้ำมันมะกอก
จำนวนไม่เกิน ๓-๔ ชอ้ นชาต่อม้อื และควรประกอบอาหารดว้ ยวธิ ตี ม้ น่ึง ยา่ ง ปิง้ และตนุ๋ เป็นหลัก
วิตามินและเกลือแร่ ในผู้ที่เป็นเบาหวานมีความต้องการ วิตามินและเกลือแร่เท่ากับใน
ภาวะปกติ ถ้าผู้ที่เป็นเบาหวานสามารถ รับประทานได้ตามปกติและได้รับอาหารครบ ๕ หมู่
มกั จะไดร้ ับวิตามินและเกลอื แร่เพียงพออยู่แล้ว๖๓
เกลือ ในคนปกติควรได้รับ ๖,๐๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน (๑-๑.๕ ช้อนชา) ส่วนในผู้ที่มีความดัน
โลหิตสงู ควรลดเกลือลงเหลอื ๒,๔๐๐ มลิ ลกิ รัมต่อวัน๖๔
ประเภทของอาหารสำหรับผ้ทู ่ีเป็นเบาหวานแบง่ ออกเป็น ๓ ประเภทดงั น้ี
ประเภทที่ ๑ อาหารที่ห้ามรับประทาน ได้แก่ อาหารกลุ่มที่เป็นน้ำตาลแปรรูปทุก ชนิด ได้แก่
ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา นมข้นหวาน น้ำอัดลม น้ำเขียว น้ำแดง โอเลียง ชา กาแฟที่ใส่
น้ำตาล๖๕ ผลไม้เชื่อม ผลไม้กระปอ๋ งและผลไม้ที่มรี สหวานจัด เช่น ทุเรียน ขนุน มะม่วงสุก เงาะ องุ่น
น้อยหน่า ล้าไยและลิ้นจี่ เพราะเมื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะทำให้ น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่าง
รวดเร็ว๖๖ ในรายที่ชอบรสหวานอาจใช้ สารแทนความหวานที่ไม่ให้พลังงาน เช่น แซค คาริน
๖๐ วิมลรัตน์ จงเจริญ, โภชนบำบัดสำหรับพยาบาลในการดุแลผู้ป่วยเรื้อรัง, (สงขลา: ชานเมือง, ๒๕๔๓),
หนา้ ๓๓-๔๐
๖๑ เรอ่ื งเดียวกนั , หนา้ ๔๔.
๖๒ เร่ืองเดยี วกัน, หนา้ ๔๕.
๖๓ สรุ ัตน์ โคมนิ ทร์, โภชนบำบัดสำหรบั ผู้ป่วยเบาหวาน, ใน อภิชาต วชิ ญาญรตั น์ (บรรณาธิการ), ตำรา
โรคเบาหวาน, (กรุงเทพมหานคร: เรอื นแกว้ การพมิ พ์, ๒๕๔๖), หนา้ ๗๕-๘๔.
๖๔ วิมลรัตน์ จงเจริญ, โภชนบำบัดสำหรับพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง, (สงขลา: ชานเมือง, ๒๕๔๓),
หนา้ ๕๙-๖๓.
๖๕ เรอ่ื งเดียวกัน, หนา้ ๖๗.
๖๖ วิทยา ศรีดามา, การดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๕).
๓๒
(saccharin) แอสปาแตม (aspartame) อะซีซัลเฟมโปตัสเซียม (acesulfame potassium และ
ซูคราโลส (sucralose) ซึ่งสารแทนความหวานน้ี ควรงดใช้ในผู้ที่กำลังตั้งครรภ์๖๗ หลีกเลี่ยงเครื่องด่มื
ท่ีมีแอลกอฮอลเ์ นือ่ งจากให้พลงั งานมากคือ แอลกอฮอล์ ๑ ซีซี ใหพ้ ลงั งาน ๗ กโิ ลแคลอรี๖๘ ถ้าจำเป็น
ไม่ควรดื่มเกิน ๒ ดริงค์ (drink) ในชายและ ๑ ดริงค์ในหญิง (๑ ดริงค์ = เบียร์ ๑๒ ออนซ์ = ไวน์ ๕
ออนซ์ หรือสุรากลัน่ ๑.๕ ออนซ์ = แอลกอฮอล์ประมาณ ๑๕ กรัม) ถ้าจำเป็นควรด่ืมพร้อมอาหารจะ
ช่วยลดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำได้ แต่ถ้าดื่มเป็นประจำมากกว่า ๕-๑๕ กรัมต่อวัน จะทำให้เพ่ิม
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และทำให้การสร้างไขมันไลโปโปรตีนที่มีความหนาแน่น
สูงลดลง
ประเภทท่ี ๒ รับประทานได้ไม่จำกัดจำนวน ได้แก่ อาหารหมวดผักซึ่งแบ่งออกเปน็ ๒ แบบ
คือ ๑) ผักแบบ ก. เป็นผักที่ให้พลังงานน้อยและรับประทานได้โดยไม่จำกัด ได้แก่ ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง
ฟักเขียว ผักกาดขาว หัวปลี สายบัว ผักโขม ผักกระเฉด ผักคึ่นฉ่าย ต้นหอม แตงกวา ผักกุ้ยฉ่าย
มะเขือเปราะ บวบ มะระ ยอดฟกั ทอง ยอดกระถิน ผักชะอม และ ๒) ผักแบบ ข. เป็นผักทใ่ี หพ้ ลงั งาน
มากกว่าผักแบบ ก. คือผักแบบ ข. ๑๐๐ กรัม ให้พลังงาน ๒๘ กิโลแคลอรี่ เช่น ฟักทอง ถั่วลันเตา
ถั่วแขก มันแกว ใบข้ีเหล็ก สะตอ ลูกเนียง ขนุนดิบ สะเดา มะรุม พริกหยวก หอมหัวใหญ่ หัวแครอท
ถั่วงอก มะเขือยาว หน่อไม้ไผ่ตง เห็ด ดอกกระหล่ำ มะเขือเทศ ผักคะน้า ผักหวาน ใบมันเทศ
มะละกอดบิ ถวั่ พู หนอ่ ไมฝ้ ร่งั ใบยอ ดอกขี้เหลก็ ๖๙
อาหารที่มีใยอาหารมี ๒ ชนิดคือ ๑) ใยอาหารที่ละลายน้ำได้แก่ เพคติน (pectins) กัม (gums) มูซิล
แลคส์ (mucilags) และซิลเลี่ยม (psyllium) ๒) ใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ ได้แก่ เซลลูโลส เฮมิ
เซลลูโลสและลิกนิน พบมากในผักต่างๆ การได้รับใยอาหารชนิดละลายน้ำและใยอาหารชนิด ไม่
ละลายน้ำขนาด ๒๕ กรัม จะมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอินซูลิน มีประสิทธิภาพดขี ้ึน ได้รับ
ใยอาหารร้อยละ ๑๐-๑๒ ช่วยลดคลอเลสเตอรอลได้ร้อยละ ๖.๗ และลดไตรกลีเซอไรด์ได้ร้อยละ ๑
๖๗ วิทยา ศรีดามา, การดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๕).
๖๘ American Diabetes Association, “Standards of medical care for patients with diabetes
mellitus”, Diabetes Care, 2015.38, S4-S60.
๖๙ วิมลรัตน์ จงเจริญ, โภชนบำบัดสำหรับพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง, (สงขลา: ชานเมือง, ๒๕๔๓),
หนา้ ๕๙-๖๓.
๓๓
๗๐ สารอาหารท่ีมใี ยอาหารสงู (มากกว่า ๓ กรัม ตอ่ อาหาร ๑๐๐ กรัม) เชน่ แอปเปลิ ฝร่งั ข้าวโพด
อ่อน ถั่วแระ ถว่ั ฝกั ยาว แครอท เม็ดแมงลัก เป็นต้น
ประเภทที่ ๓ รบั ประทานได้แตเ่ ลือกชนดิ ไดแ้ ก่ อาหารพวกแป้ง ควรเลอื กชนิดท่มี ใี ยอาหาร
สูงและดัชนีน้ำตาลต่ำ ค่าดัชนีน้ำตาล เป็นการวัดการดูดซึมอาหารเปรียบเทียบกับอาหาร มาตรฐาน
เช่น อาหารประเภทแป้ง ใช้ข้าวจ้าวเป็นอาหารมาตรฐานมีค่าเท่ากับ ๑๐๐ ถ้าค่ามากกว่าร้อย แสดง
ว่าดูดซึมได้มากกว่าข้าวจ้าว ถ้าค่าต่ำกว่า ๑๐๐ แสดงว่าดูดซึมได้น้อยกว่าข้าวจ้าว อาหาร บางอย่าง
ต้องจำกัดจำนวน เช่น รับประทานกล้วยได้ม้ือละ ๑ ผล มะละกอ ๖ ช้ินพอคำ ส้ม ๑ ผล๗๑ การไป
ร่วมงานเล้ียงและรับประทานอาหารนอกบ้าน สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานควรดำเนิน ชีวิตเหมือนคน
ปกติทั่วไป แต่ต้องรู้จักการเลือกอาหารให้เหมาะสม เช่น ดื่มน้ำเปล่าหรือโซดาแทน น้ำหวานหรือ
แอลกอฮอล์ อาหารประเภทโต๊ะจนี ประกอบด้วย อาหารคาวและหวานประมาณ ๘-๑๐ ชนิด ควรตัก
อยา่ งละ ๑-๒ ช้อน สว่ นผลไม้ถ้ามหี ลายชนดิ ใหร้ บั ประทานรวมกันแล้วได้ประมาณ ๕-๖ คำ สว่ นการ
เดินทางไกลควรปฏบิ ตั ดิ ังนี้ เตรียมอาหารว่างน้ำตาลหรือลูกกวาดตดิ ตัวเสมอและด่ืมน้ำ ให้เพยี งพอ
๒.๒.๘.๒ การออกก าลงั กาย การออกกำลงั กายจะชว่ ยให้ผปู้ ว่ ยโรคเบาหวานสามารถควบคุม
ระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดย ๑) การออกกำลังกายท้าให้อินซูลินออกฤทธิ์ต่อเน้ือเยื่อต่างๆ ของ
ร่างกายดีขึ้น ๒) การเพมิ่ อัตราการกำจัดกลโู คสจากกระแสเลือดโดยตบั (liver glucose clearance)
และลดอัตราการสรา้ ง กลโู คสจากตับ (liver glucose production) โดยมีรายละเอียดดงั น้ี๗๒
๑. การทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ต่อเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายดีข้ึน โดยขณะออกกำลังกาย
กล้ามเนื้อจะใช้พลังงานคือน้ำตาล ในเลือดมากทีส่ ุดอันเป็นผลมาจาก การเปลีย่ นแปลงของกล้ามเน้ือ
ขณะออกกำลังกายและ มีการเพิ่มประสิทธิภาพของตัวรับอินซูลินในเซลล์กล้ามเนื้อทำให้มีการใช้
น้ำตาลในเลือดเพิ่มข้ึน มีการเพิ่มปริมาณการเผาผลาญมากข้ึน ทำให้มีการใช้พลังงานแบบอาศัย
ออกซิเจนได้ดีข้ึน มีการเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดและปริมาณหลอดเลือดฝอยไปที่กล้ามเน้ือ
มากขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของใยกล้ามเนื้อ เพื่อให้ท้างานเป็นแบบใช้ออกซิเจนเพิ่มขึ้น
๗๐ Hu, F.B., & Manson, J.E. Management of diabetes: Diet and lifestyle modification. In J.
C. Pickup & G. Williams (Eds.), Textbook of diabetes (๓rd ed.), (Philadelphia: Lippincott, 2003). pp
36. 1-36. 13.
๗๑ วิทยา ศรีดามา, อายุรศาสตร์แนวใหม่, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: ยูนิตี พับลิเคชั่น, ๒๕๔๒),
หนา้ ๑๕๙.
๗๒ American Collage of Sport Medicine, Exercise management for person with chronic
diseases and disabilities, (United States of America: Human Kinetics Publishers, 2003), p 97
๓๔
อินซูลินออก ฤทธิ์ต่อเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงของกลไกน้ี เป็นผลโดยตรงท่ี
เกิดจากการออก กำลงั กายแบบใชอ้ อกซิเจนเพื่อเพ่ิมความทนทาน (endurance aerobic exercise)
๒. การเพิ่มอัตราการกำจัดกลูโคส จากกระแสเลือดโดยตับและลดอัตราการสร้างกลูโคสจาก
ตับเป็นผลโดยตรงจากการที่ตับ สามารถตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้นในกระบวนการต่างๆ ที่จะ
เปลี่ยนกลโู คสให้เป็นไกลโคเจนและลดการเปล่ียน กรดไขมันอิสระออกมาเป็น กลูโคสในกระแสเลือด
ซง่ึ จะเป็นการเสริมกลไกเพิ่มประสิทธิภาพของอินซลู ิน ทำใหเ้ กดิ ผลคือการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
ดี และเป็นปกติ ผลของการออกกำลังกายในการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการควบคุมระดับน้ำตาลใน
เลือดที่ เกิดขึ้นในแต่ละครั้งอาจจะยังคงมีฤทธิ์อยู่ได้อย่างน้อยหลายชั่วโมงขึ้น อยู่กับระดับความแรง
ของการ ออกกำลังกายและระยะเวลา แล้วจะหมดไปภายใน ๒๔ ชั่วโมง๗๓ ดังนั่นการออกกำลังกาย
เป็นประจำ สม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งนอกจากรักษาระดับน้ำตาลในเลือดที่ดีแล้ว จะช่วยในเรื่อง
การควบคุมน้ำหนักและลดระดับไขมัน ในกระแสเลือดเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ
ปอดและหลอดเลอื ด ระบบกล้ามเนื้อมคี วามแข็งแรงและทนทานมากขึ้น อันจะเป็นผลรวมต่อการลด
และปอ้ งกนั ภาวะแทรกซอ้ นของโรคเบาหวาน ที่จะเกิดตามมาและเกิดคุณภาพชีวิตท่ีดขี ึ้น
ในการเลือกออกกำลังกาย ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ต้องดูความเหมาะสมกับวัยสุขภาพ
และอาชพี นอกจากน่ัน ต้องเลือกสงิ่ ทต่ี นเองชอบและสามารถปฏิบัติไดจ้ ริง โดยมีระดับน้ำตาลในเลือด
ไม่เกิน ๒๕๐ มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือไม่ต่ำกว่า ๖๐ มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์และต้องอยู่ในดุลยพินิจ
ของแพทย์ การออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับ ผู้ที่เป็นเบาหวานได้แก่ เดินมาราธอน วิ่ง กระโดด
เชอื ก ว่ายน้ำ และการรำมวยจีนช่กี ง ปิงปอง ยโู ด การว่งิ เอาระยะทาง ตะกร้อ เต้นแอโรบิก รำมวยจีน
กายบริหาร สเก็ต เวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการออกกำลังกาย คือ หลังอาหารแล้ว ๑ชั่วโมง๑ ๑/๒
ชั่วโมงเนื่องจากอาหารต่างๆ ถูกย่อยและดูดซึมระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงข้ึน ผลของการออกกำลัง
กายช่วยให้กล้ามเนื้อ มีการใช้น้ำตาลเพิ่มขึ้น ลดภาวะการต้านอินซูลิน อินซูลินออกฤทธิ์ได้ดีข้ึน
เพิ่มความไวของเนื้อเยื่อ ในการตอบสนองต่ออินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง การออก
กำลังกายควรปฏิบัติเป็นประจำสม่ำเสมอทุกวัน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ ๓-๕ ครั้งนานครั้งละ ๓๐-
๖๐ นาที เพราะถ้าออกกำลังกายน้อยกว่า ๑๕ นาที ระดับน้ำตาลในเลือดจะไม่ลดลง ส่วนการออก
กำลังกายแต่ ละครง้ั ควรมีการ อนุ่ เคร่ือง (warm-up) เปน็ การเตรียมความพร้อมของรา่ งกายก่อนออก
กำลังกายจริงๆ ใช้เวลา ๕-๑๐ นาที ระยะบริหารร่างกาย (exercise) เปน็ ชว่ งเวลาการออกกำลังกาย
จริงๆ หรือเต็มที่ภายหลังการอบอุ่นร่างกายแล้วใช้เวลา ๑๕-๖๐ นาที และระยะผ่อนคลาย (cool
down) เป็นการผ่อนคลายร่างกายภายหลังสิ้นสุด การออกกำลังกายจริง ใช้เวลา ๕-๑๐ นาที การ
ออกกำลังกาย ในผู้ท่เี ปน็ เบาหวานชนดิ ที่ ๒ ควรออกกำลงั กายในระดบั ปานกลาง โดยชีพจรขณะออก
๗๓ Albright, A. L. Diabetes.In J. K. Ehrman (Ed.), Clinical exercise physiology, (United State
of America: Human Kinetics Publishers. 2003), pp 129-148
๓๕
กำลังกายปาน กลาง ประมาณ ๑๐๐-๑๒๔ คร้งั /นาทีหรือขณะออกกำลังกาย สามารถพดู คยุ ได้โดยไม่
เหนื่อยเกินไป (ความหนักของการออกกำลงั กายคำนวณไดจ้ าก [๒๒๐ - อาย]ุ × 0.๖)๗๔
๒.๒.๘.๓ การควบคุมโดยการใช้ยา ผู้ป่วยโรคเบาหวานการควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือด
นอกจากจะควบคุมอาหาร ออกกำลังกายแลว้ ยงั ต้องมีพฤติกรรม ในการใช้ยาทีถ่ ูกต้องเพ่ือให้สามารถ
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้การที่จะควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดทำได้ด้วย
การรับประทานยาและการฉีดยา แต่ในการศึกษาน้ี เน้นเฉพาะกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยการ
รับประทานยา จึงขอกลา่ วเฉพาะยาลด ระดบั นำ้ ตาลชนดิ รับประทานเทา่ น่ัน
ยาลดระดับน้ำตาลชนิดรับประทาน ใช้สำหรับผู้ปว่ ยโรคเบาหวาน ที่ไม่สามารถควบคุม ระดับน้ำตาล
ในเลือดด้วยการควบคุมอาหารหรอื ออกกำลังกาย ยาเม็ดชนิดรับประทานท่ใี ชร้ ักษา โรคเบาหวานมี ๕
กลุ่ม ได้แก๗่ ๕
๑. กลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (sulphonylurea [SU]) ปัจจุบันในประเทศไทยมียา ซัลโฟนิล ยูเรีย
ที่ใช้กันอยู่ ๖ ชนิดได้แก่คลอโปรปาไมด์ (chlorpropamide) ไกลเบนคลาไมด์ (glibenclamide)
ไกลปิไซด์ (glipizide) ไกลคลาไซด์ (gliclazide) โกลควิโดน (gliquidone) และไกลมิพีไรด์
(glimepiride) ยาในกลุ่มนี้ ออกฤทธิ์โดยกระตุ้นเซลล์เบต้าในตับอ่อนให้หลั่งอินซูลินเพิ่มขึ้น ทำให้
เน้ือเยื่อตอบสนองต่ออินซูลินดีข้ึน ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้มากที่สุด อาการข้างเคียงของยากลุ่มน้ี
ที่พบบ่อยคือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ อาการผื่นคันทางผิวหนัง ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำและอาการ
คลื่นไส้ อาเจียน ตาเหลืองเป็นต้น ยาซัลโฟนิลยูเรียทุกชนิดจะถูกดูดซึมได้ดีเมื่อ รับประทานก่อน
อาหารประมาณครึ่งชั่วโมง ถ้าลืมรับประทานยาก่อนอาหารแนะนำให้รับประทานยา พร้อมหรือหลัง
อาหารทันที
๒. กลุ่มไบกัวไนด์ (biguanide) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้แก่ เมทฟอมิน (metformin) กลไกการ
ลดน้ำตาลในเลือดยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าไปเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญน้ำตาลทำกล้ามเนื้อ
ยับยั้งการสร้างและปลดปล่อยน้ำตาลจากตับ และลดการดูดซึมน้ำตาลในทางเดินอาหาร อาการ
ข้างเคียง อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาในผู้ป่วยที่มีไตเสียหน้าท่ี
ครีเอตนิ ีนในเลือดสูงมากกว่า ๑.๕ มก./ดล. ตับพกิ าร การหายใจหรอื การไหลเวียนล้มเหลว เพราะจะ
ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกรดคั่ง (lactic acidosis) ยากลุ่มนี้ จะรับประทานยาพร้อม
อาหารหรอื หลงั อาหารทนั ที
๓. กลุ่มอัลฟากลูโคสิเดส อินฮิบิเตอร์ (alpha glucosidase inhibitor) ได้แก่ อะคาโบส
(acarbose) ออกฤทธิ์โดยการชะลอและลดการดูดซึมน้ำตาล ในระบบทางเดนิ อาหาร มผี ลโดยตรงต่อ
๗๔ Albright, A. L. Diabetes.In J. K. Ehrman (Ed.), Clinical exercise physiology. (United State
of America: Human Kinetics Publishers, 2003), pp 129-148.
๗๕ Ferner, R. E., & Kendall, M. J. Drug therapy: Special consideration in diabetes. In J. C.
Pickup & G. Williams (Eds.), Textbook of diabetes (๓ rded.), (Philadelphia: Lippincott, 2003) , pp
39.1-39.12.
๓๖
ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร จึงมีประโยชน์ในผู้ที่มีเบาหวานชนิดที่ ๒ ที่ไม่สามารถลดระดับ
น้ำตาลในเลือดดว้ ย การควบคุมอาหารและการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต สามารถใช้ร่วมกบั ยาเม็ดลดระดบั
น้ำตาลในเลือดชนิดอ่ืน ซงึ่ มีกลไกการออกฤทธแ์ิ ตกตา่ งกัน อาการขา้ งเคียงของยาอาจมีอาการท้องอืด
ผายลมมากและบ่อย อุจจาระเหลวและบ่อยคร้ังบางราย อาจมีอาการปวดท้องและคลื่นไส้ยากลุ่มน้ี
จะประทานยาพรอ้ มอาหารเค้ียวกอ่ นกลืน
๔. กลุ่มนอนซัลโฟนิลยูเรีย ซีครีตาโกกูส์ (non-sulfonylurea secretagogues) ได้แก่
รีพากลิไนด์ (repaglinide) เป็นยากระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากเซลล์เบต้าของตับอ่อน ออกฤทธิ์เร็ว
และส้ันกว่าเหมาะที่จะใช้ควบคุมระดับน้ำตาล ในเลือดหลังอาหารเพราะยา จะไม่สามารถกระตุ้นให้
เบต้าเซลล์หลั่งอินซูลินได้ ถ้าไม่มีกลูโคสอยูด่ ว้ ย อาการขา้ งเคียงของยา อาจมีอาการตาพรา่ มัว คลน่ื ไส้
ท้องเสีย ยากลุ่มนี้ ใหร้ ับประทานกอ่ นอาหาร ๑๕ นาที
๕. กลุ่มอินซูลินเซนติไทซิ่ง เอเจนส์ (insulin sensitizing agents) ได้แก่ ไทอะโซลิดีน ได
โอน (thiazolidinediones [TZD]) หรือ โรซิกลิตาโซน (rosiglitazone) และไพโอกลิตาโซน
(pioglitazones)
ยากลุ่มน้ี ทำให้การออกฤทธิ์ของอินซูลินดี ขึ้นท้ังที่ตับและเน้ือเยื่อส่วนปลาย สามารถยับยั้งการสร้าง
กลูโคสจากตับ ส่วนผลต่อกลา้ มเนื้อพบวา่ สามารถเพิ่มการใช้กลูโคสของกล้ามเนื้อ๗๖ ยากลมุ่ น้ี เหมาะ
ท่ีจะใช้กบั กลุ่มผู้ท่ีเป็นเบาหวานท่ีมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน อาการขา้ งเคียงของยาท่ีพบ ได้แก่ อาการทาง
ระบบทางเดินอาหาร เช่น แน่นท้อง คลื่นไส้ บางรายอาจมีน้ำหนักตัวเพิ่ม ยากลุ่มน้ีให้ได้ทั้งก่อนและ
หลังอาหาร
ผู้ปว่ ยโรคเบาหวาน ท่ีไดย้ าลดระดบั น้ำตาลควรปฏิบัติดังน้ี๗๗
๑. ยาก่อนอาหารให้รับประทานก่อนอาหารประมาณครึ่งชั่วโมง ถ้าลืมรับประทานยา ก่อน
อาหารแนะน้าให้รับประทานยาพรอ้ มหรอื หลังอาหารทนั ที
๒. ยาหลังอาหารให้รับประทานยาพร้อมอาหารหรอื หลังอาหารทนั ที
๓. หลังรับประทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือดแลว้ หากมีผืน่ คัน คลื่นไส้ อาเจียนควร ปรึกษา
แพทย์
๒.๒.๘.๔ การดูแลสขุ ภาพทว่ั ไป
๗๖ Williams, G.Disorder of glucose homeostasis.In D. A. Warrell (Ed.), Oxford textbook of
medicine. (4 th ed., Vol. 2). (New York: Oxford University, 2003), pp 317-359.
๗๗ วิรัตน์ เมลืองนนท์, และ ทวีเกียรติ ทวีกิจสัมพันธ์, บทบาทเภสัชชุมชนในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน,
(กรงุ เทพมหานคร: สมาคมเภสัชชุมชนประเทศไทย, ๒๕๔๒), หน้า ๑๕๙.
๓๗
สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน การดูแลสุขภาพทั่วไปเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากโรคน้ีมีผลกระทบ ต่อการ
ทำงานของอวัยวะทุกระบบ ในร่างกายถ้าควบคุมโรคไม่ดี หรือมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะทำ ให้เกิด
ภูมิตา้ นทานโรคตำ่ ตดิ เชื้อง่าย ดังนั่นผูป้ ่วยโรคเบาหวานจงึ ควรดแู ลสุขภาพท่วั ไป ดั้งน้ี
การดูแลตา พบว่าเบาหวานเป็นสาเหตุทำให้ตาบอดถึงร้อยละ ๘ และมีอัตราเสี่ยงต่อ การ
เกิดความผิดปกติของดวงตาโดยมีการเสื่อมของจอตา (retinopathy) สูงกว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน ถึง
๒๕ เท่า นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ทำให้เกิดความผดิ ปกติของดวงตาเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ระยะเวลาที่เป็น
โรคเบาหวานนาน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดีความดันโลหิตสูง ข้อควรปฏิบัติคือถ้ามีสายตา
ผดิ ปกติควรพบจักษุแพทย์ทนั ที๗๘
การดูแลช่องปากและฟัน ข้อควรปฏิบัติ ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ ๒ คร้ังในเวลาเช้า
และก่อนนอน และบ้วนปากหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง ควรตรวจฟันและช่องปากทุก ๖ เดือน
ถ้ามีการติดเช้ือของเหงือกและฟันควรรีบรักษา เพราะหากมีการติดเช้ือ ทำให้ควบคุมเบาหวานได้
ยาก๗๙
การดูแลผิวหนัง ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีความผิดปกติ ของผิวหนังถึงร้อยละ ๓๐ เนื่องจาก
มีความผิดปกติ ของระบบเผาผลาญและการเสื่อมสลาย ของเนื้อเยื่อความผิดปกติที่พบได้แก่ ตุ่ม ฝี
หนอง กลาก ผื่นคัน ลมพิษ ข้อควรปฏิบัติในการทำความสะอาดผิวหนังได้แก่ อาบน้ำอย่างน้อย
วันละ ๒ ครั้ง เช้า-เยน็ ใช้สบู่ทีม่ ีฤทธิอ์ ่อน รักษาความสะอาดบริเวณรักแร้ ขาหนีบ ใต้ราวนม อวัยวะ
ขบั ถา่ ยเป็นพิเศษ อยา่ ใหช้ ่ืนแฉะ ถ้าผวิ แหง้ ควรใช้ครีมทาผวิ หลีกเล่ยี งการเกาหรอื ขดี ข่วนที่จะทำให้
เกิดแผลสวมเส้ือผ้าแห้งสะอาด ระบายอากาศได้ดีและควรเปลี่ยนทุกวัน ใช้ครีมป้องกันแสงแดด
เม่ือ เกิดแผลติดเชื้อ ควรรีบมาพบแพทยท์ ันท๘ี ๐
การดแู ลเท้า ผปู้ ว่ ยโรคเบาหวานจะต้องกระทำการดูแลเทา้ ดงั ตอ่ ไปนี้๘๑
๑. ทำความสะอาดเท้าด้วยการล้างเท้าและฟอกด้วยสบู่อ่อนๆ ตามซอกน้ิวและส่วนต่างๆ
ซับใหแ้ หง้ ด้วยผ้าเน้ือนิ่ม
๒. ถ้าผิวเท้าแห้งหรือมีรอบแตก ใช้ครีมทาผิวทาบางๆ เว้นบริเวณซอกน้ิวเท้าและรอบเล็บ
ระวงั อย่าทำพอกเป็นปื้นหนา
๗๘ Lindstrom, J., Llanne - Parikka, P., Pelton, M., et al. Finnish Diabetes Prevention Study
Group. Sustained reduction in the incidence of type 2 diabetes by lifestyle intervention: follow up
of the Finnish Diabetes Prevention Study. Lancet, 2006.368, pp1673-1679.
๗๙ สมจิต หนุเจริญกุล, การพยาบาลทางอายุรศาสตร์ เล่ม ๔, (กรุงเทพมหานคร: วี เจ พริ้นติ้ง, ๒๕๔๒),
หนา้ ๖๙.
๘๐ วัลลา ตันตโยทัย, และ อดสิ ัย สงดี, การพยาบาลผปู้ ว่ ยเบาหวาน, ใน สมจิต หนุเจริญกลุ (บรรณาธกิ าร),
การพยาบาลทางอายรุ ศาสตรเ์ ล่ม ๔, (กรงุ เทพมหานคร: วี เจ พรน้ิ ต้งิ , ๒๕๔๕), หนา้ ๑๔๑-๒๖๘.
๘๑ สภุ ัจฉรา นพจินดา, “สุขภาพเท้าของผทู้ ่ีเปน็ เบาหวาน”, แสงเทยี น, ๗ , ๒๕๔๘, หน้า ๑๑-๑๒.
๓๘
๓. ถ้ามีเหงื่อออกช่ืนท่ีเทา้ บอ่ ยๆ ควรใช้แป้งฝุ่นทาบางๆ ให้ทั่วเท้า เลือกใช้รองเท้าท่ี ระบาย
อากาศดี เปล่ยี นถุงเทา้ บอ่ ย ๆ
๔. หมั่นตรวจเท้าทุกวัน โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเทา้ หรืออาจใช้กระจกส่องหรือถ้า สายตา
มองเห็นไม่ชัดก็ใหผ้ ู้ดแู ลชว่ ยดเู ทา้ ให้
๕. ตัดเล็บตรงอย่าให้ส้ันชิดผิวหนัง จนเกินไปหลีกเลี่ยงการตัดขอบเล็บด้านข้าง การตัดเล็บ
ควรตดั หลังอาบน้ำใหมๆ่ เพราะเล็บจะอ่อนตัวตัดง่าย หลีกเล่ยี งการแคะซอกเลบ็ เพราะอาจทำให้เกิด
แผลได้
๖. ห้ามประคบรอ้ นใด ๆ เพราะอาจทำให้เกิดแผลไหมพ้ องได้ง่าย
๗. ห้ามเดินเท้าเปล่า โดยเฉพาะบนที่ร้อนหรือขรุขระ ควรใส่ถุงเท้าหรือรองเท้าบางๆ ขณะ
เดนิ อยู่บ้านเพราะอาจเหยียบของมีคมได้
๘. ใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่เหมาะสมกับเท้า ถ้าเป็นรองเท้าคู่ใหม่ควรสวมนานครั้งละครึ่ง
ชั่วโมงวันต่อไปเพิ่มเป็น ๑ ชั่วโมงสลับกับคู่เก่า ก่อนนำรองเท้ามาใส่ให้เคาะรองเท้าทุกคร้ังเพื่อเอา
เศษวัตถุที่คั่งค้างในรองเท้าออก ส่วนการเลือกซ้ือรองเท้าควรเป็นเวลากลางวันหรือบ่ายเพราะเท้า
จะขยายตวั เต็มท่ี เวลาใส่จะได้ไม่รสู้ ึกแน่น ขนาดของรองเท้าควรใหญ่กว่าเทา้ ประมาณ ๑/๒-๓/๔ น้ิว
ควรจะทดลองใส่ท้ัง ๒ ข้างแล้วเดินไปรอบ ๆ เพือ่ ใหแ้ น่ใจว่าใสไ่ ด้
๙. หลกี เลี่ยงการนง่ั ไขวห่ า้ งหรือนง่ั ยอง ๆ เปน็ เวลานานเพราะทำใหเ้ ลอื ดไหลเวยี น ไม่สะดวก
๑๐. ไมส่ ูบบหุ ร่ีเพราะเปน็ สาเหตใุ หห้ ลอดเลือดตีบแคบเร็ว และ
๑๑. ถ้ามีแผลเกิดข้ึนเล็กน้อย ควรทำความสะอาดด้วยน้ำต้มสุกหรือน้ำเกลือล้างแผล ใส่ยา
ฆ่าเช้ือที่ไม่ระคายเคืองต่อเน้ือเยื่อ เช่น เบทาดีน หลีกเลี่ยงการใช้ ยาแดง ทิงเจอร์ไอโอดีนเมอไทโอ
เลต ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ระวังไม่ให้แผลเปยี กน้ำและลดการลงน้ำหนัก ที่แผลเพื่อลดการ ชอกช้ำ
ของเน้ือเย่อื ซึง่ จะทำให้มกี ารอกั เสบลกุ ลามมากขึ้นได้
การมาตรวจตามนัด เพื่อแพทย์จะได้ติดตาม ความก้าวหน้าของโรคเป็นระยะๆ และถ้า
พบความผิดปกติจะได้รักษา ได้ทันท่วงทีก่อนที่โรคจะลุกลามไปไกล ผู้ที่เป็นเบาหวานจะได้ปลอดภัย
จากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น๘๒ พฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาล ในเลือดของผู้ป่วย
โรคเบาหวาน เป็นการกระทำหรือ การปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน
เบาหวาน เพื่อควบคุมโรคป้องกัน ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นรวมท้ังเพื่อคงไว้ซึ่งภาวะ
สุขภาพท้ังทางด้านร่างกาย จิตใจ และ สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข พฤติกรรมการควบคุม
ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วย โรคเบาหวาน ที่ถูกต้องเหมาะสมได้แก่ การควบคุมอาหาร
การออกกำลังกาย การใช้ยาและการดูแลสุขภาพท่วั ไป การส่งเสริมใหผ้ ูป้ ่วยโรคเบาหวานมีการปฏิบัติ
พฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาล ในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น
๘๒ ภฤศ หาญอุตสาหะ, ภาวะแทรกซ้อนทางตาในผู้ป่วยเบาหวาน, ใน อภิชาต วิชญาณรัตน์
(บรรณาธกิ าร), ตำราโรคเบาหวาน, (กรงุ เทพมหานคร : เรือนแก้วการพมิ พ์, ๒๕๔๖), หนา้ ๒๐๙-๒๒๐.