The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผู้ป่วยเรื้อรัง ท่านบุญตา(เข้าเล่มสอบ)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tom.varangkana, 2022-09-02 20:03:29

ผู้ป่วยเรื้อรัง ท่านบุญตา(เข้าเล่มสอบ)

ผู้ป่วยเรื้อรัง ท่านบุญตา(เข้าเล่มสอบ)

๓๙

ซึ่งการเจริญสติเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะ ให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานเกิดปัญญา มีการตัดสินใจหรือมีการ
กระทำที่ถูกต้อง โดยการเจริญสติน้ีจะทำให้ บุคคลมีความสามารถในการเลือกปฏิบัติกิจกรรม ๆ
เป็นองคป์ ระกอบสำคัญ ในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของตนเอง สามารถทำใหบ้ ุคคลมีการปฏิบัติ
กิจกรรมในชวี ิตประจำวันไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ

๒.๓ แนวคิดและทฤษฎเี ก่ยี วกับการรักษาโรค

๒.๓.๑ ความหมายของการเจ็บป่วยโรคเรื้อรงั
นกั วชิ าการทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ได้นยิ าม และความหมายของการเจ็บป่วยโรค
เรื้อรังในลักษณะที่สอดคลองกัน ผู้วิจัยจะได้นำเสนอในรายละเอียดดังต่อไปนีอ้ งค์การอนามัยโลก ได้
ให้ความหมายไว้ว่า โรคเรื้อรัง คือ โรคที่มีการดำเนินโรคยาวนานและค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงมากขน้ึ
โรคเรื้อรังเป็นโรคที่ใช้ระยะเวลานานและความก้าวหน้าช้าโดยทั่วไป ประกอบด้วย โรคหัวใจ โรค
หลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นโรคเรื้อรัง ที่เป็น
สาเหตุที่ให้เกิดการเสยี ชีวิตในระดับสูงมากกว่าสาเหตุอื่นๆ ซึ่งจะพบมากในประเทศที่มีรายได้ต่ำและ
ปานกลางและมแี นวโน้มถงึ การเพม่ิ ข้ึนของโรคเรื้อรังทัว่ โลก๘๓
กลุ่มนักวิจัยสาธารณสุขในสหรัฐอเมริกา (The MacColl Institute for Healthcare
Innovation) ใหน้ ิยามโรคเรื้อรงั (Chronic illness) วา่ โรคเรื้อรงั เปน็ ภาวะที่ต้องการความต่อเน่ืองใน
การดแู ลรกั ษาและการตอบสนองจากผ้ปู ว่ ย ผูด้ ูแล และโครงการประกนั สขุ ภาพของรฐั บาล๘๔
ลารเ์ ซ็น (Larsen) นำเสนอไวว้ า่ การเจบ็ ป่วยเร้ือรัง คือ ภาวะที่รา่ งกายไมส่ ามารถกลับคืนสู่
สภาพเดิมได้ ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงหรือมีความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ที่ส่งผลต่อการ
รักษาพยาบาล ตลอดถึงความต้องการในการชีวิตที่ดีและไม่ต้องการให้เกิดความบาดเจ็บที่ส่งผลต่อ
ความพกิ ารของตน๘๕

๘๓ WHO, Global status report on noncommunicable diseases 2010, (Geneva: WHO, 2011), p.1,
WHO, Chronic diseases, [Online]. source: http://www.who.int/topics/chronic_diseases/en/ [26 June 2022].

๘๔ อ้างใน ดุสิดา ตู้ประกาย และคณะ, “การศึกษารูปแบบบริการการดูแลสุขภาพทีบ่ ้านและการประเมนิ
คุณภาพการดแู ลโรคเรอื้ รังของผ้ปู ่วยโรคหลอดเลือดสมองในเขตภาคเหนือตอนบน”, วารสารระบบบริการปฐมภูมิ
และเวชศาสตร์ครอบครัว, ปีที่ ๑ ฉบับท่ี ๓ (ก.ค.-ต.ค. ๒๕๕๒) : ๘-๙.

๘๕ Larsen, P.D., “Chronicity”, in Chronic Illness: Impact and Interventions, 8th ed., edits
by Lubkin, I.M. and Larsen, P. D., (Massachusetts: Jones and Bartlett, 2013), p. 8.

๔๐

สโนดดอน (Snoddon) นำเสนอไว้วา่ โรคเรื้อรงั เปน็ การเจ็บปว่ ยท่เี ป็นเง่ือนไขสำคญั ทส่ี ่งผล
ต่อการรักษาที่ยาวยาวนาน เป็นโรคทีไ่ ม่รกั ษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมได้ ด้วยการใช้ยาและ
การรักษาอื่น๘๖

ศูนย์การจัดการโรคเรื้อรังของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (The Center for Managing Chronic
Disease : CMCD) นำเสนอไวว้ า่ โรคเรื้อรงั เป็นการเจบ็ ป่วยที่ยาวนาน ไม่สามารถรกั ษาให้หายได้การ
เจ็บป่วยเรื้อรังมีผลกระทบต่อประชากรทั่วโลก โรคเรื้อรังเป็นสาเหตุการตายและพิการใน
สหรัฐอเมริกา แม้ว่าโรคเรื้อรังจะเป็นปัญหาสุขภาพทั่วไป และการรักษาจะมีราคาแพง และส่วนใหญ่
โรคเร้ือรังสามารถจะควบคุมโรคได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ๘๗

สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ และคณะ กล่าวไว้ว่า โรคเรื้อรังเป็นการเจ็บป่วยซึ่งมีการดำเนินการ
ของโรค หรอื การคงอยู่ของโรคยาวนาน๘๘

สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ กล่าวไว้ว่า โรคเรื้อรังเป็นความเจ็บป่วยที่มีอาการค่อยเป็นค่อยไป
ระยะเวลาของการเจ็บป่วยยาว ระยะของการรักษาค่อนข้างนาน อย่างน้อย ๓ เดือนขึ้นไป ต้องการ
การรักษาใกล้ชิดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน การเจ็บป่วยมักจะเป็นความเจ็บป่วยถาวร และมักจะ
คอ่ ยลกุ ลามรนุ แรงมากขึ้น หากไดร้ ับการรกั ษาทเี่ หมาะสมกจ็ ะมีอาการท่ีทุเลา แต่ถ้าขาดการระวังโรค
อาจจะเกดิ การกำเริบข้นึ ได้๘๙

สุพัตรา ศรีวณิชชากร กล่าวไว้ว่า โรคเรื้อรังเป็นความเจ็บป่วยที่มีอาการค่อยเป็นค่อยไป
ระยะเวลาของการเจ็บป่วยและการดแู ลรักษายาวนาน ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด การเจ็บป่วยมกั
เป็นอย่างถาวรค่อยๆ ลุกลามจนมีอาการรุนแรงมากขึ้น หากได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
ต่อเนื่องจะทำให้อาการทุเลา มีคุณภาพชีวิตที่ดี หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่เพียงพอ จะมี
ภาวะแทรกซ้อน และเสยี ชีวติ ก่อนวัยอนั ควร๙๐

วโิ รจน์ เจียมจรสั รงั ษี กล่าวไวว้ า่ โรคเรื้อรงั กำลังเปน็ ปัญหาสำคัญระดับนานาชาติ เน่ืองจาก
อุบัติการณ์ของโรคเรื้อรังกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้าใกล้สู่ระดับการระบาด โรคเรื้อรังก่อผลกระทบ

๘๖ Snoddon, J., Case management of long-term conditions: principles and practice for
nurses, (Massachusetts: Blackwell, 2010), p.1.

๘๗ The Center for Managing Chronic Disease, what is chronic disease, [ Online] , source:
http://cmcd.sph.umich.edu/what-is-chronic-disease.html [๑๘ July ๒๐๒๒].

๘๘ ดูรายละเอียดใน สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ และคณะ, พจนานุกรมศัพท์แพทย์, (กรุงเทพมหานคร:
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , ๒๕๕๒), หน้า ๑๖๘, ๕๕๔.

๘๙ ดูรายละเอียดใน สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ, การพยาบาลผู้ป่วยเร้ือรัง : มโนมติสำคัญสำหรับการดูแล,
(ขอนแก่น: ขอนแกน่ การพมิ พ์, ๒๕๓๗), หนา้ ๙.

๙๐ สุพตั รา ศรวี ณิชชากร, “ปรบั ตวั ปรบั ระบบอย่างไร ใหส้ อดคลอ้ งกับโรคเรอื้ รัง”, วารสารระบบบริการ
ปฐมภูมแิ ละเวชศาสตร์ครอบครวั , ปีท่ี ๒ ฉบับท่ี ๖ (พ.ย.-ก.พ. ๒๕๕๒) : ๔.

๔๑

ทางลบทั้งต่อตัวบุคคลและระบบการดูแลสุขภาพ ดังนั้น องค์ความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์การสร้างเสริม
สุขภาพ การป้องกันและการจัดการโรคเรื้อรังท่ีมีประสิทธภิ าพ และมีหลักฐานเชิงประจกั ษ์รองรบั จึง
เปน็ สิง่ จำเปน็ อยา่ งย่งิ ๙๑

สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข นิยามไว้ว่า โรคเรื้อรัง คือ โรคไม่
ติดต่อที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลก ซึ่งมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นเกือบทุกประเทศทั่วโลก
รวมทั้งประเทศไทย เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องใช้ระยะเวลาการดูแลรักษายาวนานหากได้รับการดูแลรักษา
อย่างเหมาะสมต่อเนื่องจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการทุเลาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในทางตรงกันข้ามหาก
ไม่ได้รับการดูแลรกั ษาที่ดพี อและผูป้ ่วยไม่สามารถดูแลตนเองได้อาการก็จะรนุ แรง มีภาวะแทรกซ้อน
นำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ผู้ที่มีชีวิตรอดอาจจะต้องมีภาวะความพิการ ซึ่งเป็นภาระต่อเนื่อง
หลงั การรักษาไปตลอดชวี ติ และเสียค่าใชจ้ า่ ยสงู มาก๙๒

สรุปได้ว่า โรคเรื้อรัง คือ โรคที่มีการดำเนินโรคยาวนานและค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงมากข้ึน
โรคเร้ือรงั เปน็ โรคท่ีใช้ระยะเวลานานและความก้าวหน้าช้า โดยทว่ั ไปเป็นโรคทตี่ ้องอาศยั ระยะเวลาใน
การดูแลรกั ษาอยา่ งต่อเน่ืองเป็นระยะเวลานานตดิ ต่อกนั เกิน ๓ เดือน เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมาก
ทีส่ ดุ โรคบางชนิดมีสว่ นสัมพันธ์กันที่จะทำให้เกิดการเสียชวี ิตประกอบด้วย โรคหวั ใจ โรคหลอดเลือด
สมอง โรคมะเร็ง โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และโรคเบาหวาน เป็นตน้ ซึ่งโรคเหล่าน้ีเป็นโรคที่ไม่รักษา
ให้หายขาดได้ แตส่ ามารถควบคุมไดด้ ้วยการใชย้ าและการรกั ษาอืน่ ๆ

๒.๓.๒ ลักษณะของการเจบ็ ป่วยด้วยโรคเรอ้ื รงั

การเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังเปน็ ภาวะที่มีการเปล่ียนแปลงหรือพยาธสิ ภาพ เกิดขึ้นอย่างถาวร
ไมส่ ามารถรักษาให้หายขาดได้ จงึ มผี ลกระทบต่อชวี ิตความเป็นอยู่และครอบครวั ของบุคคลใน ทุกมิติ
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นมีการดำเนินของโรคหรือการคงอยู่ยาวนาน๙๓ ซึ่งลักษณะของการเจ็บป่วย
ดว้ ยโรคเร้ือรงั ประกอบดว้ ยลกั ษณะ ดงั ต่อไปนี้๙๔

๑) การเปลี่ยนแปลงของโรคที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ทำให้มีโอกาสที่จะลุกลามเป็นมากขึ้นจนถึง
ข้ันรนุ แรงและเป็นอันตรายตอ่ ชีวิตสง่ ผลใหก้ ารรักษามีความลำบากมากยิง่ ขนึ้

๒) การเปลี่ยนแปลงของโรคเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอทั้งในระยะที่สงบและกำเริบ จนส่งผลให้
ขาดการเอาใจใสต่ อ่ สุขภาพ สง่ ผลใหโ้ รคกำเรบิ ได้

๙๑ วิโรจน์ เจียมจรัสรังษี, “ต้นแบบการดูแลโรคเรื้อรังภาคขยาย”, วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวช
ศาสตร์ครอบครัว, ปีที่ ๒ ฉบบั ที่ ๖ (พ.ย.-ก.พ. ๒๕๕๒) : ๔๘.

๙๒ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, แนวทางการปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ
สำหรับเจ้าหน้าท่ีสาธารณสขุ , (กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพส์ ำนกั งานพระพทุ ธศาสนาแห่งชาติ, ๒๕๕๒), หนา้ ๓.

๙๓ สทุ ธพิ ร จติ ต์มิตรภาพ และคณะ, พจนานุกรมศัพท์แพทย์, หน้า ๑๖๘.
๙๔ ดูรายละเอียดใน สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ, การพยาบาลผู้ป่วยเรื้อรัง : มโนมติสำคัญสำหรับการดูแล,
หน้า ๑๗-๒๐.

๔๒

๓) การเปลยี่ นแปลงหรอื พยาธิสภาพเกิดขึ้นแบบถาวร กา้ วหน้าตอ่ ไปเรอ่ื ยๆ ทำให้ตอ้ งเข้ารับ
การรักษาในโรงพยาบาลบ่อยคร้ัง โดยทกี่ ารรักษาก็ไม่ไดช้ ว่ ยให้โรคและพยาธิสภาพ ดังกล่าวหายขาด
ส่งผลใหผ้ ู้ปว่ ยเกดิ ความรู้สกึ เบอ่ื หน่าย ทอ้ แท้ และหมดหวงั ในการรกั ษา

๔) เป็นภาวะเจ็บป่วยที่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนมากมาย ก่อให้เกิดความเครียดต่อผู้ป่วย
ญาติ ตลอดจนทมี สุขภาพ ผปู้ ่วยและญาติมักมีความร้สู ีกว่าชีวิตอยู่กบั ความไม่แน่นอนต้องระมัดระวัง
การโรคจะเกดิ การกำเริบขึ้นอกี

๕) เปน็ การเจบ็ ปว่ ยท่ตี อ้ งการการดูแลรักษาท่ีเหมาะสมเพ่ือบรรเทาอาการเจบ็ ปวดและไม่สุข
สบาย ผู้ป่วยต้องการเรียนรู้ที่จะอยู่กับอาการของโรค ผลข้างเคียงของยาและการรักษา ต้องการให้
ญาติ เพื่อนผู้ใกล้ชิด เข้าใจตนเองให้การช่วยเหลือเมื่ออาการของโรคปรากฏขึ้น และต้องการความ
ช่วยเหลือทางด้านจติ ใจ

๖) เปน็ การเจบ็ ปว่ ยทร่ี บกวนต่อการดำเนินชวี ติ เน่อื งจากผปู้ ว่ ยตอ้ งปรับตวั กบั การรักษาและ
ข้อจำกัดในการทำกจิ กรรมต่างๆ ทำใหไ้ มส่ ามารถดำรงชีวิตไดอ้ ยา่ งปกติ

๗) เป็นการเจ็บป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือจากแหล่งบริการต่างๆ โดยเฉพาะผู้ป่วย ที่มี
ปัญหาความพิการทางด้านร่างกาย จิตใจ มีความต้องการได้รับการสนับสนุนและประคับประคอง
ทางด้านจิตใจ จึงควรมีการจดั แหล่งบรกิ ารให้การปรึกษา รวมถึงสถานทแ่ี ละโปรแกรมการฟื้นฟูสภาพ
รา่ งกายสำหรบั ผ้ปู ว่ ย

๘) เปน็ การเจบ็ ปว่ ยท่ีตอ้ งใช้จา่ ยค่ารักษาพยาบาลค่อนขา้ งแพง เน่ืองจากผปู้ ่วยตอ้ งใช้เวลาใน
การรักษายาวนานหรือตลอดชีวิต อาจจะเป็นเพียงยารับประทานหรือยาฉีด แต่บางรายอาจต้องใช้
เครื่องมือพิเศษ ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้จ่ายเงินค่อนข้างมากลักษณะของโรคเรื้อรังเป็นความบกพร่อง หรือ
เบยี่ งเบนจากปกตทิ ี่มลี กั ษณะตอ่ ไปนี้ คือ ๑) มีการเปลีย่ นแปลงอย่างถาวร ๒) มคี วามพิการหลงเหลือ
อยู่ ๓) พยาธิสภาพที่เกิดขึ้นไม่สามารถกลับคือสู่ปกติ ๔) ต้องการการฟื้นฟูสภาพ และ ๕) ต้องการ
การติดตามเพอ่ื นิเทศ สงั เกตอาการ และใหก้ ารดแู ลเปน็ ระยะเวลานาน

๒.๓.๓ การจดั การกบั การเจ็บป่วยเรอ้ื รงั

การจัดการกับการเจ็บป่วยเรื้อรังเป็นความยุ่งยาก ซึ่งจะพบปัญหาและการเปลี่ยนแปลงต่าง
ๆ ทผี่ ู้ป่วยเรือ้ รงั ต้องเผชิญและจัดการกับสิ่งเหลา่ นั้น ตลอดเวลาเพ่ือรกั ษาและฟนื้ ฟสู มดุลของร่างกาย
จิตใจของตน คงไว้ซึ่งอัตมโนทัศน์ทางบวกและสามารถดำเนินชีวิตครอบครัวและสังคมตามปกติได้
อย่างเหมาะสม มิลเลอร์ (Miller) ได้จำแนกภาระในการจัดการกับการเจ็บป่วยเรื้อรัง ออกเป็น ๑๓
ดา้ น ดงั นี้

๑) ความพยายามในการควบคุมความเป็นอยู่ที่ปกติของตน เพื่อที่จะไม่ทำให้การเจ็บป่วย
สร้างปญั หาในการมีปฏิสมั พันธท์ างสงั คมของตนกับผู้อ่นื

๒) การปรับเปลี่ยนกิจวัตรและครรลองชีวิต เพื่อควบคุมอาการและมีชีวิตอยู่อย่างปกติเท่าที่
จะเปน็ ไปได้ รวมถึงเรยี นรู้ท่จี ะหลกี เลย่ี งกิจกรรมใดๆ ทจ่ี ะทำให้อาการของโรครนุ แรงข้ึน

๓) การแสวงหาความรู้และทักษะเพื่อการดูแลตนเองอยา่ งต่อเน่ือง

๔๓

๔) การดำรงไว้ซึ่งอัตมโนทัศน์ทางบวก เป็นการดำรงไว้ซึ่งอัตมโนทัศน์ทางบวกจะช่วยให้
ผ้ปู ว่ ยรูส้ ึกถงึ ศักยภาพของตนและสามารถดำรงชีวติ ไดอ้ ย่างปกติ รวมถึงการเพมิ่ ความนับถอื ในตนเอง

๕) การปรับเปลยี่ นเพอ่ื การดำรงไวซ้ ึง่ สมั พันธภาพกับผู้อืน่
๖) การจดั การกับความเศร้าโศกจากการสูญเสียอันเน่ืองมาจากการเจ็บป่วย
๗) การจัดการกับการเปลี่ยนแปลงของบทบาท โรคเรื้อรังมีผลให้ผู้ป่วยต้องสูญเสียและ
ปรับเปลยี่ นบทบาทของตน
๘) การต้องปฏิบัตติ ามแผนการรักษา การเจบ็ ป่วยเรื้อรังทำใหผ้ ู้ป่วยต้องกระทำตามแผนการ
รักษาอยา่ งตอ่ เน่ืองตลอดชวี ิตควบคไู่ ปกับกิจวตั รประจำวันตา่ งๆ
๙) การเผชิญกบั ความตายท่ีไม่สามารถหลกี เลีย่ งได้
๑๐) การเผชิญกับการตีตราทางสงั คม
๑๑) ความพยายามในการจัดการกบั ความไม่สุขสบายทางรา่ งกาย
๑๒) การคงไวซ้ ึ่งความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ของตน
๑๓) การคงไวซ้ ง่ึ ความหวงั การท่ีผู้ปว่ ยตอ้ งประสบความยงุ่ ยากจากความไม่แนน่ อน หรือการ
ลุกลามของพยาธิสภาพของโรคมีผลทำให้ผู้ป่วยท้อแท้และหมดหวังต่อการควบคุมหรือจัดการกับ
ผลกระทบอันเนื่องมาจากโรคที่เป็นอยู่ ความหวังเป็นแรงจูงใจที่สำคัญที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยให้มี
กำลงั ใจตอ่ สู้ กับความย่งุ ยากเหลา่ นนั้ เพอื่ ให้มีชวี ติ ที่ยนื ยาวท้งั ทมี่ ีการเจบ็ ป่วยเรอ้ื รงั ๙๕
สามารถสรุปได้ว่า การจัดการกับการเจ็บป่วยเรื้อรังเปน็ การจัดการทีม่ ุ่งเนน้ ให้ผู้ป่วยสามารถ
ดำเนินชีวิตอยู่ได้ในสังคม มีกระบวนการในปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ยอมรับในวิถีการ
เปลี่ยนแปลงของสุขภาพของตนเองที่นำไปสู่การสูญเสียบทบาทต่างๆ เช่น การสูญเสียบทบาททาง
สงั คม บทบาทในหนา้ ทก่ี ารงาน รวมถึงการลดบทบาทในการตัดสินใจและมสี ว่ นรว่ มในครอบครัว เพื่อ
ไม่ให้เกิดความเครียดและรู้สึกสูญเสียต่อคุณค่าของตนไป และมีความหวังในการจัดการกับความ
เจบ็ ปว่ ยไม่ใหเ้ กิดการทอ้ แท้ และสน้ิ หวังในการต่อสู่กบั ความเจ็บปว่ ย

๒.๓.๔ ผลกระทบของความเจ็บปว่ ยเรือ้ รงั ต่อผู้ป่วย

การเจ็บป่วยทุกชนิดมีผลกระทบต่อภาวะสมดุลของบุคคล ทำให้บุคคลเสียความสมดุลท้ัง
ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เมื่อบุคคลเกิดการเจ็บป่วยย่อม
ส่งผลกระทบโดยตรง ทำให้ผู้ป่วยต้องเผชิญกับการเจ็บป่วยในระยะต่างๆ การปรับตัว กับความทุกข์
ทรมานทางกาย การต้องเผชิญกับภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงจากการเจ็บป่วยทางกาย การเผชิญกับ
อนาคตที่ไม่แน่นอน ผู้ป่วยเรื้อรังและครอบครัวเต็มไปด้วยความทุกขแ์ ละความเครียดที่วิถีการดำเนนิ
ชีวติ ต้องเปลีย่ นแปลงไป เนอื่ งจากผลกระทบของความเจ็บปว่ ยเรื้อรัง ไมว่ า่ ผปู้ ่วยจะพยายามแสวงหา
และตดิ ตามการรักษาสักเพียงใดก็ตาม บางคร้ังพบวา่ ผปู้ ่วยมีอาการดีข้นึ แต่เพยี งเล็กน้อยเท่านั้น บาง

๙๕ ดารณี จามจุรี, รูปแบบการพยาบาลเพื่อเสริมสร้างพลังอำนาจในผู้ป่วยกลุ่มโรคเรื้อรัง ,
(กรุงเทพมหานคร: สามเจริญพาณิชย์, ๒๕๔๖), หนา้ ๖-๘.

๔๔

รายมกี ารตอบสนองต่อยาท่ใี ช้ค่อนข้างช้า บางรายถงึ กับพบวา่ ยาและการรักษาตา่ งๆ ท่ไี ดร้ ับไม่ได้ช่วย
ให้อาการของผู้ปว่ ยดีขึ้นเทา่ ไรนัก แตส่ ่ิงท่ผี ู้ปว่ ยต้องเผชญิ อย่างแน่นอนคือ ความเจบ็ ป่วยทเ่ี กิดขึ้นจาก
พยาธิสภาพที่ก้าวหน้าทำให้บุคคลต้องเสียพลังงานไปโดยไม่เกิดประโยชน์ และไม่สามารถที่จะใช้
พลงั งานของตนเองไดใ้ นทางทีเ่ หมาะสม๙๖

สเมลเซอร์และคณะ (Smeltzer et al.) นำเสนอไว้ว่า โรคเรื้อรังเป็นสิง่ ทีม่ ีผลกระทบต่อคน
ทุกเพศทุกวัยซึ่งเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยเด็ก ในวัยกลางคน และผู้สูงอายุ ซึ่งผู้สูงอายุมักจะมีโรคหลายโรค
การเจ็บปว่ ยเรื้อรังจะพบได้ในประชากร กลุ่มชาตพิ ันธุ์ วฒั นธรรม และเชื้อชาติกลุ่มท้ังหมด อย่างไรก็
ตาม จากการสำรวจจะพบว่าจะเกิดปญั หาในกล่มุ บางกล่มุ มากกว่าคนอ่นื ดงั ตวั อยา่ งของการศึกษาใน
สหรัฐอเมริกา พบว่า ชนพื้นเมืองอเมริกันอายุระหว่าง ๔๕ ปี ถึง ๖๔ ปี มีอัตราการตายสูงจาก
โรคเบาหวานและตับแข็งมากกว่าชาวผิวขาวในช่วงอายุเดียวกัน เนื่องจากเป็นคนยากจนและขาด
ความคุม้ ครองด้านสขุ ภาพท่เี พียงพอ ทำใหข้ าดโอกาสในการจัดการมาตรการป้องกนั ๙๗ โรคเรือ้ รังเป็น
ความเจ็บป่วยที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อครอบครัวที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคเร้ือรัง ซึ่ง
บางคนอาจเป็นบุคคลทุพพลภาพ ไม่สามารถที่จะดำเนินชีวิตในประจำวันได้อย่างปกติ๙๘ สอดคล้อง
กับการนำเสนอของมิลเลอร์ (Miller) ที่นำเสนอไว้ว่า ถึงแม้การเจ็บป่วยเรื้อรังมีผลต่อผู้ป่วยต่างกัน
แต่สิ่งที่สง่ ผลกระทบตอ่ ผู้ป่วยและครอบครัวเหมอื นกัน คือ ความอ่อนแอในหน้าที่ทั้งทางกาย รวมถึง
จิตวิญญาณ และผลกระทบจากการเจ็บป่วยที่ผู้ป่วยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้๙๙ สามารถอธิบายถึง
ผลกระทบท่ีเกิดขน้ึ ต่อผปู้ ว่ ยโรคเร้อื รงั ดงั ตอ่ ไปนี้

๒.๓.๔.๑ ผลกระทบตอ่ ตนเอง

๑) ผลกระทบทางด้านรา่ งกาย

ผลกระทบของภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังต่อผู้ป่วยด้านร่างกาย เป็นผลกระทบที่เกิดจากภาวะ
เจ็บป่วยเรื้อรังโดยตรง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ จากพยาธิ
สภาพของภาวะเจ็บป่วยเรือรังอย่างถาวร รวมทั้งอาจเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อภาวะ
กดดนั ทางจติ ใจ สงั คม หรอื เป็นผลจากการดแู ลรกั ษา ไดแ้ ก่ เคมีบำบดั การฉายแสง เปน็ ต้น ผลกระทบ
ของภาวะเจบ็ ปว่ ยเร้ือรังด้านร่างกายทพี่ บบอ่ ยมดี ังน้ี

๙๖ ดูรายละเอียดใน สมจิต หนุเจริญกุล, “การช่วยเหลือผู้ป่วยที่เผชิญภาวะวิกฤตของชีวิต”, ใน การ
พยาบาลทางอายุรศาสตร์ เล่ม ๔, พิมพ์ครั้งที่ ๑๐, สมจิต หนุเจริญกุล บรรณาธิการ, (กรุงเทพมหานคร: ภาควิชา
พยาบาลศาสตร์คณะแพทยศาสตรโ์ รงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหดิ ล, ๒๕๕๒), หน้า ๑-๕.

๙๗ Smeltzer, Suzanne C., et al., Brunner and Siddhartha’s Textbook of Medical-Surgical
Nursing, ๑๑th ed., (Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins, ๒๐๐๖), p. ๑๔๗.

๙๘ ดรู ายละเอียดใน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น, ค่มู ือการดแู ลผปู้ ว่ ยเรื้อรงั ที่บ้าน, พิมพ์
ครั้งที่ ๒, อัมพรพรรณ ธีรานุตร และคณะ บรรณาธิการ, (ขอนแก่น: คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น,
๒๕๕๒), หน้า ๒.

๙๙ Miller, J.F., Coping with Chronic Illness: Overcoming Powerlessness, p. ๔.

๔๕

(๑) ความสามารถในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ลดลง มักเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
และหน้าที่จากภาวะเจ็บป่วยเรือรังของระบบหายใจ ระบบหัวใจและไหลเวียน ระบบประสาท ระบบ
กระดกู และข้อ โดยอาจจะมีความผิดปกติของระบบเหล่านโี้ ดยตรง หรือความผิดปกติของระบบอ่ืน ๆ
ท่ีสง่ ผลตอ่ ระบบเหลา่ น้ี

(๒) ความผิดปกติของภาวะโภชนาการและการเผาผลาญสารอาหารผลกระทบที่พบบ่อยใน
ผู้ปว่ ยเร้อื รงั คือ ภาวะทุพโภชนาการ โดยอาจเปน็ ผลโดยตรงจากภาวะเจ็บปว่ ยเรื้อรังเองหรืออาจเกิด
จากสภาวะจิตใจที่เบี่ยงเบน กล่าวคือ จากการที่ภาวะเจ็บป่วยเรือรัง มักไม่หายขาดมีการกำเริบเป็น
ครั้งคราวต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องอาจมีผล ทำให้ผู้ป่วยเกิดเบื่อหน่าย
รับประทานอาหารได้ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย นอกจากนี้อาจเป็นผลกระทบจากการ
รักษาภาวะเจ็บป่วยเร้ือรัง ได้แก่ เคมีบำบัดทำให้ผู้ป่วยคลื่นไส้ อาเจียนรุนแรง อาหารเฉพาะโรคหรอื
ข้อห้ามในการรบั ประทานอาหาร

(๓) ภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่อง เป็นผลกระทบด้านร่างกายที่พบในภาวะเจ็บป่วย
เรื้อรังที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับระบบ
ภูมคิ ุ้มกัน

(๔) ความผิดปกติของการรับรู้ความรู้สึกและการตอบสนองต่อสิ่งเร้าผลกระทบที่พบบ่อย
ได้แก่ ความเจ็บปวด อาจเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาของการเจ็บป่วย และแตกต่างกันในแต่ละบุคคลทำ
ให้ความกระปร้กี ระเปรา่ และความมีชวี ติ ชีวาลดลง รับรู้ส่งิ แวดลอ้ มลดลง

(๕) ความผดิ ปกตขิ องการขบั ถา่ ย พบได้ทงั้ ทอ้ งผกู ทอ้ งเดนิ ถ่ายดำ แตกตา่ งกนั ตามสาเหตุ

(๖) การพกั ผ่อนไม่เพียงพอ ผลกระทบท่เี กดิ ข้นึ อาจเนือ่ งจากภาวะเจ็บปว่ ยเรื้อรังเองและหรือ
จากความกลัว ความวติ กกังวลซงึ่ พบได้เสมอ

(๗) การมีข้อจำกัดในการมีเพศสัมพันธ์และการเจริญพันธุ์เป็นผลกระทบที่เกิดจากภาวะ
เจ็บป่วยเรื้อรัง การรักษาและความเครียด โดยทำให้เกิดข้อจำกัดในการมีเพศสัมพันธ์ความต้องการ
ทางเพศลดลง หรือ สมรรถภาพทางเพศลดลง

(๘) ความสามารถในการรับรู้ภาวะสุขภาพและการดูแลสขุ ภาพลดลง ในผู้ป่วยเรื้อรงั ที่ระดบั
ความรสู้ กึ ตวั เปลี่ยนแปลงไปตังแต่เล็กน้อยจนถึงหมดสติ

นอกจากนั้นการเจ็บป่วยเรื้อรังยังก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้แก่การ
ป้องกันภาวะวิกฤตที่เกิดจากพยาธิสภาพของโรค และการจัดการกับภาวะวิกฤต การควบคุมอาการ
และอาการแสดงของโรค การปฏบิ ัติตามแผนการรักษาของแพทย์และจัดการปัญหาความย่งุ ยากท่ีเกิด
จากการรักษา การป้องกันการแยกตัวจากสังคม หรือการอยู่ตามลำพังคนเดียว การปรับตัวต่อการ
เปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากพยาธิสภาพของโรค ไม่ว่าจะเป็นความเสื่อม หรือระยะสงบของโรค
การรักษาความเป็นปกติทั้งด้านสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นและวิถีชีวิตของตนเอง ค่าใช้จ่ายในการ

๔๖

รักษาพยาบาลหรือการดำรงชีพ ไม่ว่าจะเกิดจากการตกงานหรือการที่ต้องเปลี่ยนแปลงการประกอบ
อาชีพ๑๐๐

๒) ผลกระทบทางด้านจิตใจ

การเจ็บป่วยเรื้อรังเป็นสภาวการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีลำดับขั้นตอนและมีความ
สลับซับซ้อนซึ่งมีผลกระทบต่อกระบวนการพัฒนาการของบุคคล ความสำคัญจึงอยู่ที่ผู้ป่วยจะต้องมี
ความรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเองในการรกั ษาและดูแลสุขภาพตนเองอยา่ งต่อเนื่องหน้าทีค่ วามรับผดิ ชอบเพ่ือ
ควบคุมโรคจึงเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความยากลำบากต่อผู้ป่วยโดยเฉพาะในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ในชีวติ ประจำวนั เพราะโรคเร้ือรังส่วนมากมีความสัมพันธ์เกย่ี วข้องกับพฤติกรรมส่วนบคุ คล จนทำให้
ผู้ป่วยโรคเรื้อรังบางคนเกิดความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง๑๐๑ ซึ่งสอดคล้องกับที่คณาจารย์คณะพยาบาล
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่นำเสนอไว้ว่า “ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังที่ยาวนาน ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหา
ทางดา้ นจิตใจทีแ่ สดงออกในลักษณะของการวิตกกงั วล มอี าการซึมเศรา้ สง่ ผลให้เกดิ ความไม่ม่ันคงใน
ชวี ิต กลัวความเปลย่ี นแปลงที่อาจเกดิ ขนึ้ และอาจคิดฆ่าตวั เองในทสี่ ดุ ”๑๐๒

ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมายที่เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเกิด
ความเครยี ดได้ เนอื่ งจากการถูกคกุ คามต่อบทบาทและหน้าท่ีต่าง ๆ ของผ้ปู ว่ ย ไดแ้ ก่ คกุ คามต่อความ
ผาสุกของชีวิตและร่างกาย ความสุขสบายและความครบถ้วนของร่างกายทุกโรคเรื้อรัง ความพิการ
และการรักษา ความเป็นอิสระไม่พึ่งพาผู้อื่นและความเป็นส่วนบุคคล อัตมโนทัศน์และบทบาท
เป้าหมายในชีวิตและแผนการในอนาคต สัมพันธภาพในครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน ความสามารถ
ในการคงไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมที่เคยชิน ผลกระทบของความเจ็บป่วยและความสามารถในการปรับตัว
ของแต่ละบุคคล๑๐๓ จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชวี ติ ของผู้ปว่ ย เนือ่ งจากเมอื่ เกิดการเปลยี่ นแปลงหรือ
ความเสื่อมของอวัยวะของร่างกายเน่ืองจากโรคเรื้อรัง บุคคลจะเกิดปัญหาด้านจิตใจ อารมณ์ ตามมา
อย่างต่อเนื่องและเป็นวงจร จะทำให้บุคคลรู้สึกช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ รู้สึกหมดหวัง รู้สึกสูญเสียกลัว
โกรธสลับกันไป ผู้ป่วยเรื้อรังมักมีความเศร้าโศกต่อความสูญเสียที่เกิดจากความเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น
สูญเสียความสามารถในการทำหนา้ ที่ต่าง ๆ ของร่างกาย สูญเสียบทบาท ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง

๑๐๐ ดูรายละเอยี ดใน สุจิตรา เหลอื งอมรเลิศ, การพยาบาลผู้ปว่ ยเร้อื รัง : มโนมตสิ ำคญั สำหรับการดูแล,
หนา้ ๑๒๔-๑๒๕.

๑๐๑ ดารณีจามจรุ ี, รปู แบบการพยาบาลเพ่ือเสรมิ สร้างพลงั อำนาจในผู้ป่วยกลุม่ โรคเรอ้ื รัง, หน้า ๒.
๑๐๒ ดรู ายละเอยี ดใน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ , คู่มือการดูแลผู้ป่วยเร้อื รงั ท่บี า้ น, หน้า
๘.

๑๐๓ Falvo, Donna R., Medical and Psychosocial Aspects of Chronic Illness and Disability,
๔th ed., (Massachusetts: Jones and Bartlett, ๒๐๑๐), pp. ๒๐-๒๕.

๔๗

มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผทู้ ี่เจ็บปว่ ยเรื้อรังเป็นอย่างมาก คอื การต้องเผชญิ กับปญั หาต่าง ๆ ท่ี
เกิดข้นึ ท่ีส่งผลตอ่ การควบคุมการรกั ษาของตนเอง๑๐๔

๒.๓.๔.๒ ผลกระทบตอ่ ครอบครัว

ผลกระทบของความเจ็บป่วยเรื้อรังที่เกิดขึ้น นอกจากจะเกิดขึ้นโดยตรงที่ตัวผู้ป่วยแล้วยัง
สง่ ผลกระทบเจ็บป่วยเรื้อรังต่อครอบครัว สมาชกิ ในครอบครัวทุกคนย่อมผลกระทบตามไปด้วยไม่มาก
ก็น้อย ผลกระทบของความเจ็บปว่ ยเรอ้ื รงั ทำ ให้เกดิ การเปล่ียนแปลงท่ีสำคญั ไดแ้ ก่

๑) ปญั หาและความเปลี่ยนแปลงดา้ นเศรษฐกิจ ทำใหค้ รอบครัวต้องมีรายจา่ ยเพิม่ ขึ้น

๒) มกี ารเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัว เพอ่ื ให้เหมาะกับสถานการณ์ทั้งนเี้ พื่อมงุ่ หวังให้ผู้ป่วย
ได้รบั การดแู ลที่เหมาะสม เช่น ตอ้ งแยกห้อง หรอื เคร่ืองใชบ้ างอย่าง เปน็ ตน้

๓) มีการเปลย่ี นแปลงสถานภาพ บทบาทและหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัวเพื่อให้ครอบครัว
ดำเนนิ ตอ่ ไป

๔) เกิดปัญหาด้านอารมณ์ขึ้นได้ โดยอาจส่งผลกระทบทั้งตัวผู้ป่วย และต่อสมาชิกใน
ครอบครวั กอ็ าจมปี ัญหาด้านอารมณ์และจิตใจ ผปู้ ่วยจะมีความรู้สกึ โกรธง่าย หงดุ หงิดบ่อย ทำอะไรไม่
ถูกต้องไม่ถูกใจ มีความรู้สึกไร้พลัง ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ความสัมพันธ์ในครอบครัวถูก
กระทบ ฉะนั้นจึง ที่จะต้องคำนึงถึงสวัสดิการในครอบครัว เพื่อผ่อนคลายให้สมาชิก ในครอบครัวถูก
กระทบกระเทือนน้อยที่สุด๑๐๕

นอกจากนี้จากการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า การเจ็บป่วยเป็นเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิด
ผลกระทบต่อความปกติสุขด้านร่างกาย จิตสังคม จิตวิญญาณ และภาวะเศรษฐกิจของบุคคล การ
เจ็บป่วยและการรักษาทำให้ผู้ป่วยมีสมรรถภาพทางกายลดลงและส่งผลให้ผู้ป่วยและญาติมี
ความเครียดและความวิตกกังวล ส่งกระทบต่อความสามารถในการทำหน้าที่ในชีวิตประจำวันท้ัง
ทางด้านรา่ งกาย ดา้ นจิตใจและอารมณ์ ดา้ นความรสู้ กึ นกึ คิดและสติปัญญาและดา้ นพฤติกรรม๑๐๖ ทำ
ให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองไม่มีความสามารถในการควบคุมโรคหรืออาการที่เกิดขึ้น ขาดการตระหนักถึง
ความสำเร็จของตนเอง ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถและจะละเว้นที่จะทำกิจกรรมต่างๆ

๑๐๔ ดูรายละเอียดใน สจุ ิตรา เหลอื งอมรเลศิ , การพยาบาลผ้ปู ่วยเรอื้ รัง : มโนมติสำคัญสำหรับการดูแล,
หน้า ๕๑.

๑๐๕ ดูรายละเอียดใน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ , ค่มู อื การดแู ลผปู้ ว่ ยเรือ้ รงั ทบ่ี ้าน, หน้า
๙-๑๑.

๑๐๖ Kapella, M. C. , et al. , “ Subjective fatigue, influencing variables and consequences in
chronic obstructive pulmonary disease”, Nursing Research, Vol. ๕๕ No. ๑ (January-February ๒๐๐๖)
: ๑๐-๑๗.

๔๘

ตามปกตดิ งั คำกล่าววา่ แพทยแ์ ละเจ้าหน้าท่สี ุขภาพอื่นๆ มกั ม่งุ มน่ั และพยายามทำตามแผนการรักษา
ของตนโดยไม่คำนึงว่าผู้ป่วยจะยอมรับในการกระทำต่างๆ หรือไม่ ผลปรากฏว่าผู้ป่วยต่อต้านและไม่
ร่วมมอื ปฏิบัติตามแผนการรักษา พฤติกรรมน้ีเกดิ ขึ้นในผปู้ ่วยโรคเรื้อรังที่มคี วามเห็นว่าแผนการรักษา
ของแพทย์ไม่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตประจำวันของเขาใช้เวลาของเขาในแต่ละวันอย่างมาก
ก่อให้เกิดความไม่สุขสบาย ทำให้เขาอ่อนเพลียหมดแรง ทำให้เขาเสียเงินจำนวนมากหรือทำให้เขา
ตอ้ งยุ่งยากในการปรบั เปลี่ยนวิถชี ีวิตใหม่๑๐๗

นอกจากนี้จากการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคการรับรู้
ความรุนแรงของโรค การรับรู้ถึงผลประโยชน์ที่ได้รับจากการแสดงพฤติกรรมดูแลสุขภาพ การรับรู้
อุปสรรคของแสดงพฤติกรรมดูแลสุขภาพ และการมีแรงจูงใจด้านสุขภาพร่วมกับปัจจัยร่วมด้านอื่นๆ
ซึ่งการรับรู้ภาวะสุขภาพของบุคคล และการให้คุณค่าในการแสดงพฤติกรรมเพื่อการป้องกันนั้นมี
ปจั จัยสำคัญท่ีมีอิทธิพลต่อการมีพฤติกรรมสขุ ภาพ คือ ปจั จยั ทางด้านลักษณะทางประชากร ลักษณะ
ทางจิตสังคม และปัจจัยด้านโครงสร้าง แรงจูงใจภายในและแรงจูงใจภายนอก ซึ่งจะจูงใจให้เกิดการ
แสดงพฤติกรรมสุขภาพ๑๐๘ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่สำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ และการปฏิบัติ
ของบุคคลในการปฏิบัติพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ ประกอบด้วย ปัจจัยด้ านลักษณะ
ประสบการณ์ และคุณลักษณะของปัจเจกบุคคลปัจจัยด้านอารมณ์และการคิดรู้ที่เฉพาะเจาะจงต่อ
พฤติกรรม และปัจจัยด้านผลลัพธ์ที่เกิดจากพฤติกรรม โดยปัจจัยด้านอารมณ์และการคิดรู้ท่ี
เฉพาะเจาะจงต่อพฤติกรรมเป็นตัวแปรสำคัญในการจูงใจให้บุคคลมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาก
ทสี่ ุด๑๐๙

สรุปได้ว่า ผลกระทบของความเจ็บปว่ ยเรือ้ รังที่เกิดข้ึน นอกจากจะเกิดข้ึนโดยตรงท่ตี ัวผู้ป่วย
แล้วยงั ส่งผลกระทบเจ็บปว่ ยเร้ือรังต่อครอบครัว สมาชิกในครอบครวั ทุกคนย่อมผลกระทบตามไปด้วย
ไม่มากก็น้อย ผลกระทบของความเจ็บป่วยเรื้อรังทำ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อการดำเนิน
ชีวิตในครอบครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาในต่างประเทศที่ระบุไว้ถึงความเปลี่ยนแปลงใน
ครอบครัวที่ต้องแบกรับภาระการดูแลผู้ป่วย ส่งผลให้ผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัวเกิดความเครียด
ทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ในชีวิตการสมรส มีความขัดแย้งในครอบครัว และบางครั้งส่งผลทำให้
เกดิ การหยา่ ร้างไดใ้ นท่สี ดุ

๒.๓.๔.๓ ผลกระทบต่อการดูแลรักษา

ผทู้ เ่ี จ็บปว่ ยนอกจากจะต้องเผชญิ กบั ความเจ็บปวด ไม่สบายกาย ทนทกุ ข์ทรมานจากโรคแล้ว
ยังจะต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาวะหรือสถานการณ์แปลกใหม่ หรือ

๑๐๗ สุจิตรา เหลอื งอมรเลิศ, การพยาบาลผู้ป่วยเรือ้ รงั : มโนมติสำคญั สำหรบั การดแู ล, หนา้ ๕๒.
๑๐๘ Smith, Claudia M. and Maurer, Frances A. , Community health nursing : theory and
practice, ๒nd ed., (Philadelphia: Saunders, ๒๐๐๐), p. ๔๕๒.
๑๐๙ Pender, Nola J. , Murdaugh, Carolyn L. , and Parsons, Mary A. , Health Promotion in
Nurse Practice, ๖th ed., (Boston: Pearson, ๒๐๑๑).

๔๙

เปล่ยี นแปลงชีวิตของเขา ทำใหต้ ้องปรับตัวจนถึงทส่ี ุด ภารกิจหรอื ปัญหาที่ผู้ป่วยต้องเผชิญนี้ สามารถ
จำแนกออกได้เปน็ กลุ่มใหญๆ่ ดังนี้

๑) ปญั หาท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั ความเจ็บปว่ ยโดยตรง

(๑) ผู้ป่วยต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและความไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในหลาย ๆ
ดา้ น

(๒) ผู้ป่วยต้องเผชิญกับการตรวจวินิจฉัย เช่น การเจาะเลือดบ่อยๆ การเจาะน้ำไขสันหลัง
การแทงเส้นเลือดเพื่อให้น้ำเกลือ การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ เป็นต้น ส่งผลทำให้เกิดความเครียด ความ
วติ กกังวลไดท้ ้งั สนิ้ มากหรือนอ้ ยแตกต่างกันไป

(๓) ผู้ป่วยต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมในโรงพยาบาล การใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยก็ต้อง

เปล่ยี นไป ทัง้ การกนิ อย่หู ลบั นอน การรบั ประทานอาหาร เปน็ ต้น

(๔) ผปู้ ่วยต้องเผชญิ กับการสร้างมนษุ ยสัมพันธก์ บั แพทย์ผ้รู กั ษา และบคุ คลอ่นื ทีเ่ กี่ยวข้อง

๒) ปญั หาท่เี ก่ยี วเน่ืองกับเร่ืองอืน่ ๆ ซงึ่ ไมใ่ ช่ความเจ็บปว่ ยโดยตรง

ความเจ็บป่วยย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในด้านชีวิตความเป็นอยู่การงาน ความ
รับผิดชอบ ครอบครัว ซึ่งผู้ป่วยจะต้องเผชิญหน้าและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ให้ได้
ความเครยี ดวติ กกังวล อาจจะเกิดข้ึนได้ เมอื่ ผู้ป่วยพยายามปรับตวั ต่อเรื่อง ดงั ตอ่ ไปนี้

(๑) การรักษาความรู้สึกที่ดีไว้ พยายามให้ตัวเองยังรู้สึกเข้มแข็ง มีความหวัง ไม่ท้อถอย
สามารถอดทนตอ่ ความเจ็บปวดใหผ้ า่ นพน้ ไปได้

(๒) การรักษาภาพพจน์ของตนเองไว้ ทั้งนี้เพราะการเจ็บป่วยบางอย่างมีผลทำให้สูญเสีย
ความสามารถ สูญเสียอวยั วะ สญู เสยี ภาพพจนเ์ ดิมท่เี ป็นลักษณะภายนอกได้

(๓) การรักษาความสัมพันธก์ ับคนในครอบครัว เมื่อเกิดการเจ็บป่วย พึ่งพาอาศัยตนเองไม่ได้
ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง หรือกำลังจะถูก
ทอดทิ้งได้ โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยหนัก ผู้ป่วยที่หมดหวัง หรือผู้ป่วยที่ใกล้จะตาย ยิ่งทำให้ขาด
ความสัมพันธ์กบั ญาติพ่ีน้องและเพ่ือน ๆ ไป ท้งั ๆ ทเ่ี ปน็ สิง่ ท่ีผู้ป่วยต้องการมากในยามที่ไม่สบาย การ
เยย่ี มเยยี นเอาใจใสจ่ ากครอบครัวญาติ และเพื่อน ๆ ล้วนมีผลทางดา้ นกำลงั ใจต่อผปู้ ่วยอยา่ งมาก

(๔) การเตรียมใจสำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอน เพราะว่าโรคบางชนิดหรือภาวะเจ็บป่วย
บางอยา่ งมกี ารดำเนินโรค หรือการพยากรณ์โรคท่ีไม่แนน่ อน ซึ่งผลอาจจะดหี รอื รา้ ยก็ไดน้ ้ัน ทำให้เกิด
ความเครยี ดได้มาก๑๑๐

๑๑๐ ศรปี ระภา ชัยสินธพ, ปฏิกิรยิ าทางจิตสังคมอนั เปน็ ผลกระทบเนือ่ งจากความเจบ็ ปว่ ย, [ออนไลน]์ . แ
ห ล่ง ที่ ม า : http://www.ramamental.com/medicalstudent/generalpsyc/psychosocial-aspect-
ofphysical-illnesses/ [๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖].

๕๐

การสนับสนุนทางสังคมเป็นแหล่งประโยชน์ที่ส่งเสริมให้การเปลี่ยนผ่านจากการรักษาโรค
เรื้อรังประสบความสำเร็จ ทั้งด้านร่างกายและ จิตใจ การที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังรู้สึกว่าได้รับการช่วยเหลอื
จากบุคคลในสังคม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้การรักษาโรคเรื้อรังมีการเปลี่ยนผ่านที่ดีขึ้น
เพราะว่าการที่ผู้ป่วยได้รับการเอาใจใส่จากบุคคลรอบข้างยอ่ มสง่ ผลต่อการรกั ษาไดเ้ ปน็ อย่างดี ส่งผล
ใหส้ ามารถเตรยี มความพร้อมสำหรับการใชช้ ีวิตรวมชีวติ ปกติในสงั คม๑๑๑

สรุปได้ว่า ความเจ็บป่วยเป็นภาวะที่ก่อให้เกิดความเครียด วิตกกังวล ก่อให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงมากมายที่ผู้ป่วยจะต้องเผชิญ และจะต้องปรับตัวปรั บใจให้ยอมรับสภาพการ
เปลย่ี นแปลงที่เกดิ ข้ึนให้ได้ ตอ้ งสร้างภาวะสมดุลขึ้นใหม่ให้กับตนเองท้ังทางกายและทางใจผู้ป่วยต้อง
เผชิญและรับรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วยที่ได้รับ เรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้ยิน
ได้ฟัง จากแพทย์ พยาบาล เกิดความรูส้ กึ ต่าง ๆ ขึน้ และจำเป็นตอ้ งตอบสนองตอ่ ข้อมูลต่าง ๆ ท่ีไดร้ ับ
เพื่อจะได้ให้การช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยและญาติให้เกิดการปรับตัวที่ดีได้ อันเป็นผลจากความเจ็บป่วย
สามารถสรปุ เปน็ แผนภาพไดด้ ังน้ี

๒.๔ แนวคดิ เกย่ี วกบั การเสริมสร้างขวัญและกำลงั ใจ

ขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ทราบถึงความรู้สึกนึกคิดของ
บุคลากรที่อยู่ในองค์กร เพราะขวัญและกำลังใจจะเป็นส่วนที่สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลในการทำงานขององค์กรเหล่านั้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้รวบรวมความหมายของขวัญและ
กำลังใจ ของนกั วชิ าการไทยและตา่ งประเทศ ดังน้ี

๒.๔.๑ ความหมายของคำวา่ ขวญั และกำลงั ใจ

ขวัญเปน็ คำที่เราไดย้ นิ ได้ฟังกันจนเปน็ ที่ชนิ หูมานานแลว้ ตามประเพณีด้ังเดมิ ของไทยในโอกาสต่าง ๆ
ถ้าหากเป็นงานมงคลเรามักจะมีการเรียกขวัญ สู่ขวัญ ทำขวัญ และถ้าเป็นงานที่ไม่สู้มงคลนัก เรา
มักจะมีการปลอบขวัญหรือกล่อมขวัญ นักวิชาการทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่มีความสนใจศึกษา
เรื่องขวัญและกำลังใจได้ให้ความหมายของคำว่าขวัญ และกำลังใจ อันเกี่ยวกับการปฏิบัติงานไว้เป็น
อนั มาก ทัง้ ทม่ี คี วามหมายคล้ายคลงึ และมคี วามหมายแตกตา่ งกนั ดังน้ี

๒.๔.๑.๑ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒๑๑๒ ได้อธิบายความหมาย
ของคำว่า“ขวัญ” ว่าหมายถึง สิ่งที่เป็นมิ่งมงคล สิริ ความดี ไม่มีตัวตนนยิ มกันว่ามีอยูป่ ระจำชีวิตของ

๑๑๑ Berntsson, Leeni, et. al. , “ Adolescent’ s experience of well- being when living with a
long-term illness or disability”, Scandinavia Journal of Caring Science, Vol. ๒๑ No ๔ (December
๒๐๐๗) : ๔๑๙.

๑๑๒ ราชบณั ฑติ ยสถาน , พจนานุกรม ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถน พ.ศ. ๒๕๔๒, (กรงุ เทพมหานคร : นาน
มีบคุ๊ ส์ พลับลเิ คชนั่ ส์, ๒๕๔๖), หน้า ๑๖๙.

๕๑

คนตั้งแต่เกิดมา ซึ่งเชื่อกันว่า ถ้าหากมีขวัญอยู่กับตัวก็ เป็นสิริมงคล เป็นสุขสบาย จิตใจมั่นคง ถ้าคน
ตกใจหรือเสียขวญั ขวัญก็ออกจากร่างไปเสยี ซึ่งเรียกกันว่า ขวัญหาย ขวัญหนี ขวัญบิน เป็นต้น และ
คำวา่ “กำลังใจ ” หมายถงึ สภาพของจติ ใจทีม่ คี วามเชอ่ื มน่ั และการกระตือรือร้น พร้อมท่จี ะเผชิญกับ
เหตุการณ์ทุกอยา่ ง

๒.๔.๑.๒ วจิ ิตร ธีระกลุ และวรตุ บางกรู ๑๑๓ กลา่ วว่า ขวัญเปน็ คำทเี่ ราได้ยนิ ได้ฟังกันจนเป็น
ที่ชินหูมานานแล้ว ตามประเพณีดั้งเดิมของไทยในโอกาสต่าง ๆ ถ้าหากเป็นงานมงคลเรามักจะมีการ
เรียกขวัญ สู่ขวัญ ทำขวัญ และถ้าเป็นงานที่ไม่สู้มงคลนัก เรามักจะมีการปลอบขวัญหรือกล่อมขวัญ
เป็นต้น ซึ่งความหมายของขวัญตามที่คนทั่วไปเข้าใจกันนั้น หมายถึง กำลังใจ หรือความเข้มแข็งของ
จติ ใจ

๒.๔.๑.๓ ชรูเดน และ เชอร์แมน๑๑๔ (Churned & Sherman) ให้ความหมายของขวัญ
กำลังใจ หมายถงึ ท่าทข่ี องบคุ คลผปู้ ฏิบตั ิงาน ความพึงพอใจในการทำงาน การการปรบั ตวั ของคนงาน

๒.๔.๑.๔ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์๑๑๕ ให้ความหมายคำว่า “ขวัญ” ไว้ว่า เป็นสถานการณ์
ทางจิตใจ ที่แสดงออกในรูปของพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น ความกระตือรือร้น ความหวังความกล้า ความ
เชื่อมั่น ขวัญเป็นความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสภาพแวดล้อม คนที่มีขวัญดี จึงสังเกตได้จากความ
กระตือรือร้นในการทำงาน เต็มใจทำตามกฎข้อบังคับของหน่วยงานพยายามปฏิบัติงานให้บรรลุ
จุดมุ่งหมาย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เป็นผลดีกับองค์การ ขวัญไม่ดีพบได้จากความท้อแท้ เบื่อหน่าย ขาด
ความเตม็ ใจที่จะทำงาน ขาดงาน ไม่รับผิดชอบงาน

๒.๔.๑.๕ ฟลิปโป๑๑๖ (Flippo) ได้ให้ความหมายของคำว่า ขวัญ คือ สภาพจิตใจ หรือ
ความร้สู กึ ของแตล่ ะบุคคล หรอื กลุม่ บคุ คลทบี่ ่งชใี้ หเ้ หน็ ถึงความต้ังใจทจ่ี ะรว่ มมือกนั ประสานงานกนั

๒.๔.๑.๖ เสนาะ ติเยาว์๑๑๗ ให้ความหมายของ “ขวัญ” ว่าคือ สภาพทางใจที่สะท้อนให้เหน็
ถึงการทำงานของตนหรือเป็นความรู้สึกที่มีต่อพฤติกรรมของคนต่อการทำงาน เช่นอารมณ์ ความ

๑๑๓ วิจิตร วรุตบางกูร, การวางแผนผังและพัฒนาสถานศึกษา, (สมุทรปราการ : โรงพิมพ์ ขนิษฐาการ
พมิ พ์และโฆษณา, ๒๕๕๐), หนา้ ๒๐๐.

๑๑๔ Chruden, Herdert J. and Sherman, Arthur W. Jr, Personal Management, (Cincinnate:
South - Western Publishing CO, ๑๙๖๑), p. ๔๑๓,

๑๑๕ ปรียาพร วงศ์อนตุ รโรจน์, จติ วิทยาการบรหิ ารงานบคุ คล, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์พิมพ์ดี,
๒๕๒๕), หนา้ ๒๑.

๑๑๖ Flippo, Edwin B, Principle of Personnel Administration, (New York: McGraw – Hill Book
Company, Inc, ๑๙๖๗), pp. ๓๖๔-๓๖๙.

๑๑๗ เสนาะ ตเิ ยาว์, การบรหิ ารงานบุคคล, พมิ พ์ครงั้ ท่ี ๑๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๓๙), หน้า ๘.

๕๒

กระตือรือร้น ความหวัง และความตั้งใจ ขวัญจึงเป็นสภาพอย่างหนึ่งของจิตใจที่เกิดขึ้นจากภายในตัว
บคุ คลหรือกลมุ่ คนแตม่ อี ทิ ธิพลภายนอกบังคบั สภาพทางจติ ใจนี้จะเป็นสงิ่ กำหนด

กำลังใจในการทำงานที่มีผลโดยตรง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ขวัญเป็นอาการที่เกิดขึ้นในจิตใจของ
คนซึ่งแสดงออกทางอารมณ์อนั จะก่อให้เกดิ กำลังใจท่ีจะให้ความรว่ มมือในการปฏิบัติงานผลของขวัญ
จะมตี ่อความกระตอื รือรน้ ความคิดริเร่ิม ความสำเร็จของงาน ค่าใชจ้ า่ ย และระเบยี บวินยั ขององค์การ

จากการทบทวนความหมายของขวัญและกำลังใจดังกล่าว สรุปได้ว่า ขวัญเป็นสภาวะของ
จติ ใจหรือความรสู้ ึกของบคุ คลที่เป็นพฤตกิ รรมแสดงออกต่อสภาพแวดล้อมหรอื ปัจจยั ต่าง ๆ ท่มี ผี ลต่อ
การปฏิบัติงานอันเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงความตั้งใจ และทำให้เกิดกำลังใจที่จะร่วมมือร่วมใจกัน
ปฏิบัติงานให้ประสบผลสำเร็จ เช่น ถ้าบุคคลมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานดี ย่อมส่งผลต่อ
ผลผลิตและความสำเร็จของงาน แต่ถ้าบุคคลมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานที่ไม่ดี ย่อมส่งผล
กระทบต่อความสำเร็จในการทำงานในแง่ที่ผลงานออกมาไม่ดี การทำงานไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์
หรอื การปฏบิ ัติงานลม้ เหลวได้

๒.๔.๑.๗ ศิริพร พงศ์ศรีโรจน์๑๑๘ กล่าวว่า ขวัญเป็นนามธรรมไม่มีรูปร่าง เป็นเสมือนพลัง
ภายในทจ่ี ะผลักดันใหค้ นทำงานดว้ ยความต้ังใจ กระตือรือร้น และด้วยความสมัครใจ ขวญั ท่ดี ีคอื ความ
ตั้งใจเต็มใจของคนที่จะอุทิศเวลา แรงกายและแรงความคิดของตนเอง เพื่อให้เกิดผลงานตาม
เป้าหมายขององค์การ

๒.๔.๑.๘ เว็บสเตอร์๑๑๙ (Webster) นิยามคำว่า “ขวัญ” ( Morale) หมายถึง สภาพจิตใจที่
จะนำไปสู่การทำงานอย่างมีระเบียบ วินัย มีความเชื่อมั่น และมีความตั้งใจที่จะทำงานให้เป็นที่
นา่ เชอ่ื ถอื ไวว้ างใจ

๒.๔.๑.๙ พูลสุข สังข์รุ่ง๑๒๐ กล่าวว่า ขวัญเป็นสถานการณ์ทางจิตใจที่แสดงออกในรูปของ
พฤติกรรมต่าง ๆ เช่น ความกระตือรือร้น ความหวัง ความกล้า ความเชื่อมั่น และในทางตรงกันข้าม
คนทปี่ ราศจากขวญั จะแสดงออกในรูปของความเฉื่อยชา ความหวาดระแวงขาดความเชอ่ื ม่ัน

๑๑๘ ศิริพร พงศ์ศริโรจน์, องคก์ ารและการจัดการ, พมิ พ์คร้งั ที่ ๖, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์
มหาวทิ ยาลยั ธธรุ กจิ บณั ฑติ ย์, ๒๕๔๐), หน้า ๒๔๗

๑๑๙ Webster Dictionary, Webster Dictionary, (New York : The World Publishing Company,
๑๙๖๗), p. ๓๕๗.

๑๒๐ พูลสุข สงั ข์รุ่ง, มนุษยสัมพันธใ์ นองคก์ ร, พิมพค์ รงั้ ท่ี ๕, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาวิทยาลัยราช
ภฏั สวนดุสิต, ๒๕๔๖), หน้า ๒๓๐.

๕๓

๒.๔.๑.๑๐ กิลเมอร์๑๒๑ (Gilmer, B.Von Haller) ได้ยืนยันว่า ทัศนคติ (Attitude) ก่อให้เกิด
ความพึงพอใจในงานความพึงพอใจในงานก่อให้เกิดขวัญดี ความพอใจในการทำงานเกี่ยวข้องกับ
องคป์ ระกอบภายในไดแ้ ก่ การจูงใจและองคป์ ระกอบภายนอก ซึ่งออกมาในรูปทีเ่ หน็ ได้ เช่น รางวัล

จากความหมายของคำว่าขวัญและกำลังใจที่ทั้งนักวิชาการไทยและต่างประเทศที่ให้
ความหมายไว้ข้างต้น พอสรุปได้ว่า ขวัญและกำลังใจ หมายถึง ท่าที่ของบุคคลผู้ปฏิบัติงาน ความพึง
พอใจในการทำงาน พฤติกรรมที่เป็นแรงขับภายในที่สท้อนใหเ้ ห็นถึงการทำงานของบุคคลในองค์กรท่ี
มีต่อความตั้งใจในการปฎิบัติงานอย่างสุดความสามารถ เพื่อความสำเร็จตามเป้าหมายขององค์กร
หรือสภาพจิตใจที่จะนำไปสู่การทำงานอย่างมีระเบียบ วินัย มีความเชื่อมั่น และมีความตั้งใจที่จะ
ทำงานใหเ้ ป็นทีน่ ่าเช่ือถือไวว้ างใจในการท่ีปฏิบตั หิ นา้ ทีน่ น่ั เอง

๒.๔.๒ ความสำคญั ของขวญั และกำลังใจ

ความสำคัญของขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน ขวัญกำลังใจมีลักษณะเป็นนามธรรมมองไม่
เห็น แต่สามารถจะสังเกตได้จากการแสดงออกไม่ว่าจะเป็นโดยบุคคลหรือกลุ่ม หากหน่วยงานใดท่ี
ผู้ปฏิบัติงานมีขวัญและกำลังใจดีก็จะแสดงออกมาในลักษณะที่ผู้ปฏิบัติมีความกระตือรือร้น เอาใจใส่
ต่อหน้าทีก่ ารงาน และพยายามสร้างผลงานออกมาใหเ้ กิดประสิทธิภาพสงู สุดกับองค์กรอย่างสม่ำเสมอ
ทำนองเดียวกันถ้าหน่วยงานใดผู้ปฏบิ ัติมีขวัญและกำลังใจที่ไม่ดีก็จะแสดงออกในรูปของการทำงานท่ี
เฉื่อยชา งานมักบกพร่อง ล่าช้า พนักงานขาดการเอาใจใส่ต่องานและผลที่เกิดกับองค์กร ดังนั้น
ผูบ้ รหิ ารท่ดี จี ึงไม่ควรมองข้ามการบำรุงขวัญและกำลงั ใจใหก้ ับพนักงาน รวมทงั้ เป็นที่ยอมรับกันท่ัวไป
วา่ ขวญั และกำลังใจน้นั มีอทิ ธิพลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานเปน็ อยา่ งมาก

๒.๔.๒.๑ วัฒนะ มิพันธ์๑๒๒ เห็นว่า ขวัญและกำลังใจมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานของ
บคุ คลและองคก์ รเป็นอยา่ งดี จากการศกึ ษาของเขาในเร่ือง “Determination of Job Satisfaction”
ได้พบว่า เมื่อขวัญและกำลังใจในการทำงานรวมทั้งแรงจูงใจของบุคคลต่ำ การทำงานก็จะขาด
ประสทิ ธภิ าพ เป็นเหตใุ หผ้ ลผลติ ของงานตกต่ำลงไปได้

๑๒๑ Gilmer, B.Von Haller, Industrial psychology, (New York : McGraw – Hill Book Company,
๑๙๗๑), p. ๒๕๓.

๑๒๒ วฒั นะ มหพิ นั ธ์, “ขวัญและกำลังใจในการปฏิบัตหิ น้าที่ของข้าราชการสารวตั ทหารบกช้ันประทวน
สงั กดั กองร้อยทหารสารวตั รมณฑลทหารบกที่ ๑ ถ.”, วิทยานพิ นธป์ ริญญาโท, (ชลบรุ ี : มหาวิทยาลยั บูรพา,
๒๕๔๔), หนา้ ๑๒.

๕๔

๒.๔.๒.๒ เดวิส๑๒๓ (Davis) ได้สรุปความสำคัญของขวัญต่อการปฏิบัติงานไว้
ดังตอ่ ไปนี้ทำให้เกดิ ความร่วมมือร่วมใจในการทำงานเพือ่ ใหบ้ รรลุวตั ถปุ ระสงค์ขององค์การ

๑. สร้างความซอ่ื สตั ย์ จงรกั ภักดใี หม้ ีต่อองค์กร
๒. เสรมิ สร้างวินัยอนั ทำให้มกี ารปฏิบัติตามขอ้ บังคบั และระเบียบแบบแผน
๓. ทำให้องคก์ ารเปน็ องค์การทแ่ี ขง็ แรงสามารถฟันฝ่าอปุ สรรคในยามคบั ขัน
๔. ทำให้ผู้ปฏบิ ัตงิ านมีความเข้าใจในองคก์ ารมากข้ึน
๕.ทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีความคดิ ริเรม่ิ ตา่ งๆ
๖. ทำให้ผ้ปู ฏิบตั งิ านมคี วามเช่ือม่นั ในองค์กรของตนเอง

๒.๔.๒.๓ วิภาพร มาพบสุข๑๒๔ ได้กล่าวถึงความสำคัญและประโยชน์ของขวัญใน
การทำงานว่า ในองค์การหนึ่ง ๆ ประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวนมาก หากสมาชิกส่วนใหญ่มีขวัญใน
การปฏิบัติงานสูงหรือมีขวัญดี ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าสมาชิกมีเจตคติที่ศรัทธาและมีความเชื่อมั่นต่อ
องค์กรของตนซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงเทคนิค การบริหารงานของผู้บริหารในภาพรวมว่าอยู่ใน
เกณฑ์ดีในเกณฑ์ตรงข้าม หากสมาชิกส่วนใหญ่มีขวัญในการปฏิบัติงานต่ำ หรือขวัญไม่ดี ก็ย่อมแสดง
ให้เห็นว่าสมาชิกขาดความศรัทธา และขาดความเชื่อมั่นต่อการบริหารขององค์การนั้น จึงเป็นหน้าที่
ของผู้บริหารโดยตรงท่ีจะกระตุน้ หรือ สร้างขวัญทีด่ ีให้เกิดขึ้นกับพนักงาของตนหากผู้บริหารเพิกเฉย
หรอื ไมเ่ สรมิ สรา้ งขวัญแกส่ มาชกิ ก็ย่อมเสียพลงั ศรทั ธาและความเชื่อม่ันจากสมาชิกดังกลา่ ว และอาจ
ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและประสิทธิภาพขององค์การในเวลาต่อมา ขวัญจึงมีผลต่อการปฏิบัติงาน
ของสมาชกิ ในองคก์ ารทุกคน ซ่ึงสรุปสาระสำคัญและประโยชน์ของขวัญที่มตี ่อองค์การ

๒.๔.๒.๔ ผุสดี สัตยมานะ๑๒๕ ได้สรุปถึงความสำคัญของขวัญที่มีผลต่อการ
ปฏิบัติงานไว้ ดงั นี้

๑. ทำให้เกิดความร่วมมือในการทำงาน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ
ก่อให้เกิดความซอ่ื สตั ย์ ภกั ดี ที่ผทู้ ำพงึ จะมีต่อองค์การ

๒. เสริมสร้างให้เกิดมกี ารปฏบิ ัตติ ามข้อบังคบั และระเบียบแบบแผน

๑๒๓ Davis, Keith. Human Relation and Work, the Dynamic of Organization Behavior, (New
York : McGraw-Hill Book Company, ๑๙๖๗), pp. ๓๖๒-๓๖๗.

๑๒๔ วิภาพร มาพบสุข, มนษุ ยสัมพนั ธ,์ (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์ซีเอด็ ยเู คชัน่ , ๒๕๔๕), หนา้ ๒๓๔.
๑๒๕ ผุสดี สัตยมานะ, การบริหารธรุ กจิ , พิมพ์คร้งั ที่ ๒, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพโ์ อเดียนสโตร์,
๒๕๒๑), หน้า ๓๕.

๕๕

๓. ทำให้องคก์ ารแข็งแกร่ง สามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้
๔. ทำให้เกดิ ความรเิ ริ่มในกิจการตา่ ง ๆ
๕. ทำให้ผู้ทำงานมีความเชื่อมัน่ ในองคก์ าร
๒.๔.๒.๕ สงวน ช้างฉัตร๑๒๖ ได้กล่าวถึงความสำคัญของขวัญว่า ขวัญเกี่ยวข้องกับ
ชีวติ ประจำวันและงานทีป่ ฏบิ ตั ิอย่เู สมอ หากผปู้ ฏบิ ตั ิงานมขี วัญในการปฏิบตั ิงานสูงการปฏิบัติงานจะ
มีประสิทธภิ าพและบรรลุวตั ถปุ ระสงคข์ องหนว่ ยงานหรอื องคก์ าร ผปู้ ฏบิ ตั งิ านจะทำงานด้วยความเต็ม
ใจกระตือรือร้น เอาใจใส่งานและพยายามทุกวิถีทางท่ีจะช่วยให้การปฏบิ ัติงานบรรลุเป้าหมาย ในทาง
ตรงกันข้ามหากผู้ปฏิบัติงานมีขวัญต่ำ ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน ไม่มีความคิดสร้างสรรค์
ผลผลิตของงานตกต่ำ คณุ ภาพของงานไมไ่ ดม้ าตรฐานจงึ ตอ้ งส่งเสรมิ และบำรุงขวญั ใหส้ งู อยู่เสมอ

จากความสำคญั ของขวัญและประโยชน์ของขวัญดงั ที่กล่าวมาข้างตน้ สรปุ ได้ว่า หากบุคลากร
มีขวญั ในการปฏิบตั ิงานสูงย่อมก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในงานทปี่ ฏิบัติ ในขณะเดียวกัน หากบุคคลมี
ขวัญในการปฏิบัติงานต่ำย่อมก่อให้เกิดผลเสีย และอาจจะส่งผลกระทบในเชิงลบทั้งในระยะสั้นและ
ระยะยาวต่องานท่ีปฏิบัตอิ ยา่ งคาดไมถ่ งึ กอ็ าจเป็นได้

๒.๕ ทฤษฎีเกี่ยวกับพุทธจติ วิทยา

แนวคิด (concept) คือ ภาพพจน์ มโนภาพ มโนทัศน์ ภาพในใจหรอื แบบของความคิดทีเ่ ป็น
ตัวแทน ความคิดรวบยอด ลักษณะที่สำคัญหรอื ปรากฏการณ์ ผ่านกระบวนการเรยี นร้คู ดิ (cognition)
ของคนเรา เป็นวิธีการที่เราจัดกลุ่มหรือจำแนกข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้เรามองเห็นว่าสิ่งใดอยู่ในกลุ่ม
เดียวกัน เช่น มองว่าโต๊ะ เก้าอี้ เตียง คือส่วนหนึ่งของเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจากกบ ซึ่งมีความคิดรวบยอด
อีกแบบหนึ่ง คือกบเป็นส่วนหนึ่งของสัตว์ หรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำการรู้จักจัดกลุ่มดังกล่าว ทำให้เรา
เข้าใจโลกทเี่ ราอาศยั อยไู่ ดด้ ขี ้ึน

การศึกษาพุทธจิตวิทยานนั้ มีแนวคดิ ว่า พทุ ธะ แปลวา่ ผรู้ ู้ ผตู้ น่ื ผู้เบกิ บาน หมายถงึ บุคคล ท่ี
ตรัสรู้แล้ว ผู้รู้อริยสัจ ๔ แบ่งเป็น ๓ คือ พระพุทธเจ้า (ท่านผู้ตรัสรู้เองและสอนให้ผู้อื่นรู้ตามพระ
ปัจเจกพุทธะ (ท่านผู้ตรัสรู้เองจำเพาะผู้เดียว) และพระอนุพุทธะ (ท่านผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า)
(สาวกพทุ ธะ)

๒.๕.๑ ทฤษฎีพุทธจิตวทิ ยา

๑๒๖ สงวน ช้างฉัตร, การพฒั นาองคก์ าร, (พษิ ณโุ ลก : โรงพิมพป์ หี นง่ึ กอ๊ ปป้ีเซน็ เตอร์, ๒๕๓๘), หน้า ๑๒๐.

๕๖

ทฤษฎี หมายถึง กลุ่มความคิดที่มีเหตุผล ซึ่งได้มาจากการศึกษาอย่างเป็นระบบและมีจุด มุ่ง
หมายเพื่ออธิบายเรื่องราวหรือเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล โดยได้ผ่าน การ
ทดลองอย่างน่าเชอ่ื ถือ เช่น ทฤษฎที างวิทยาศาสตร์๑๒๗

ทฤษฎี หมายถึง ระบบความคิดที่มีการจัดการที่ได้อธิบายปรากฏการณ์ เหตุการณ์ต่างๆ ว่า
เป็น อะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต ทฤษฎีได้มาจากการตั้งสมมติฐาน
(hypothesis) และการพิสูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ จนได้หลักฐานข้อเท็จจริง มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือ
ยืนยันอยู่จำนวนหน่งึ จึงได้รับการยอมรับวา่ เปน็ ทฤษฎี๑๒๘

ทฤษฎีตามหลักพุทธจิตวิทยานั้น ตรงกับภาษาบาลีว่า ทิฏฐิ แปลว่า ความเห็น ความเข้าใจ
ความเชื่อในการศึกษานี้ หมายถึงการเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ได้แก่ เห็นชอบตามทำนองคลองธรรมว่า
ทำดมี ผี ลดี ทำชัว่ มีผลช่ัว ขนั ธ์ไมเ่ ท่ยี ง เห็นอริยสัจ ๔๑๒๙

ดังนั้น การศึกษาพุทธจิตวิทยาจึงเป็นการศึกษาถึงระบบที่เน้นกระบวนการที่มีการกล่าวถึง
วัตถุประสงค์ เนื้อหาพุทธจิตวิทยาและจุดประสงค์เชิงคุณธรรม คือผู้เรียนที่ได้ศกึ ษาวิชานี้จะเป็น ที่มี
จิตสาธารณะ และมีความคดิ เห็นท่เี ป็นสัมมาทิฏฐิตามหลกั ธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา

ในส่วนแนวคิดหรือทฤษฎีนั้น ที่เป็นแนวคิดทางพุทธจิตวิทยานั้น เป็นแนวคิดท่ี
พระพุทธเจ้า ได้ตั้งเป็นสมมติฐาน (hypothesis) ตามหลักวิทยาศาสตร์ จนปรากฏเป็นแนวคิดหรือ
ทฤษฎีที่เป็น สัมมาทิฏฐิ เกิดเป็นหลักธรรมและมีการเผยแพร่จนมีประชาชนนับถือทั่วโลก เช่น
หลักธรรมเกี่ยวกับ การฝึกหดั อบรมจิตใจ หลักวปิ สั สนากรรมฐาน เปน็ ตน้

๒.๕.๒ สมมตฐิ านในพทุ ธจติ วิทยา

พระพุทธเจา้ ได้ตงั้ สมมตฐิ าน ๒ ครั้ง คือ

คร้งั ที่ ๑ หลงั จากไดท้ อดพระเนตรเห็นเทวทูต ๔ คอื คนแก่ คนเจบ็ คนตาย และสมณะ ทรง
พอใจในสมณเพศ เห็นว่า สมณเพศน่าจะเป็นโอกาสอันงามที่จะทำชีวิตใหบ้ ริสุทธิ์ หลุดพ้นจาก ความ
แก่ ความเจ็บ และความตายได้ จึงได้เสด็จออกผนวช และได้พิสูจน์และทดลองด้วยพระองค์เอง โดย
เขา้ ศึกษาและปฏิบัติในสำนักของอาฬารดาบส และอทุ กดาบส จนบำเพญ็ ทกุ รกริ ยิ า ๓ วาระ คือ๙

วาระแรก กดพระทนตด์ ว้ ยพระทนต์ (กดั ฟนั ) กดพระตาลุดว้ ยพระชิวหา (เอาลิ้นดุนเพดาน)

วาระทส่ี อง กล้นั ลมหายใจเข้าออก จนเกดิ เสียงอใู้ นช่องพระกรรณท้งั สอง

๑๒๗ จำนงค์ อดิวฒั นสิทธิ์, ศ. สังคมวทิ ยาตามแนวพทุ ธศาสตร์, (สำนกั งานอธกิ ารบดี : มหาวิทยาลัย มหา
จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๕), หนา้ ๔๓.

๑๒๘ วิทยากร เชียงกูล, จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง, (กรุงเทพมหานคร : เดือนตุลา, ๒๕๕๒), หน้า
๒๔๐.

๑๒๙ พสิ ิฐ เจรญิ สุข, คูม่ ือการอบรมสมาธ,ิ (กระทรวงศกึ ษาธิการ: กรมการศาสนา, ๒๕๔๒), หน้า ๒๔-๒๕.

๕๗

วาระสาม ทรงอดพระกระยาหาร เสวยแต่วันละน้อย จนมาดำริว่า การบำเพ็ญทุกรกิริยา
ไม่ใช่ ทางตรัสรู้

หลงั จากนัน้ ทรงเกิดอุปมา ๓ ข้อ คอื

ข้อที่ ๑ สมณพราหมณ์ ยังมีความพอใจในกาม มีใจยังไม่สงบระงับ แม้จะบำเพ็ญเพียรอย่าง
แสนสาหัสก็จะไม่สามารถตรัสรู้ได้ เปรียบเหมือนใบไม้สดที่แช่อยู่ในน้ำบุรุษจะนำไปสีให้เกิดไฟไม่ได้
ต้องเหนื่อยเปลา่

ข้อที่ ๒ สมณพราหมณ์ หลีกออกจากกาม มีใจรักใคร่ในกาม มีใจยังไม่สงบระงับ แม้จะ
บำเพญ็ เพียรอยา่ งแสนสาหัส ก็จะไมส่ ามารถที่จะตรสั รู้ได้ เปรยี บเหมอื นไมส้ ดทช่ี ุ่มด้วยยาง แม้จะอยู่
บนบก บรุ ุษจะนำไปสใี ห้เกิดไฟไม่ได้เชน่ กัน

ขอ้ ท่ี ๓ สมณพราหมณ์ ละความใคร่ในกามได้แล้ว มีใจสงบระงับ มีการบำเพญ็ เพียรอย่างย่ิง
ย่อมสามารถตรสั รไู้ ด้ เปรยี บเหมอื นไมแ้ ห้งทว่ี างอยบู่ นบก บรุ ษุ สามารถสีใหเ้ กิดไฟได้

จากอุปมา ๓ ขอ้ ทำใหพ้ ระองคท์ รงเหน็ ว่า การบำเพ็ญทุกรกริ ิยาไม่ใชห่ นทางแห่งการตรัส
รู้ จงึ ทรงเปลี่ยนสมมตฐิ านใหม่ คร้ังท่ี ๒ ทรงทราบแล้วว่าการบำเพญ็ ทุกรกริ ิยาไม่ใชท่ างแห่งการตรัสรู้
โดยเปรียบเทียบกับเสียงพิณที่ท้าวสักกเทวราช ดีดถวาย จึงตั้งสมมติฐานใหม่ว่า การบำเพ็ญเพียร
ทางจิตโดยยึดหลักมัชฌิมาปฏิปทามาเป็นข้อปฏิบัติ จะเป็นหนทางบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแน่ จึง
ทรงเริ่มฉันอาหารและบำเพ็ญเพียรทางจิต จนได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ
เดอื น ๖ กอ่ นพทุ ธศก ๔๕ ปี

๒.๖ การรกั ษาโรคและการใหก้ ำลงั ใจของญาตผิ ู้ดูแลผู้ป่วยเรือ้ รงั ในอำเภอขนุ ตาล

โรคเรื้อรังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตท่ีสำคัญทัว่ โลก จากรายงานขององค์การอนามัยโลก๑๓๐ ใน
ปี ๒๕๕๕ มีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด ๕๖ ล้านคน และพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคเรื้อรัง
ประมาณ ๓๘ ลา้ นคน โดยสาเหตทุ ี่สำคัญของการเสียชีวติ คือ โรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคความ
ดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง (เสียชีวิต ๑๗.๕ ล้านคน หรือ ๔๖.๒ %
ของการเสยี ชวี ติ จากโรคเรื้อรงั ) โรคมะเร็ง (เสียชวี ติ ๘.๒ ล้านคน หรอื ๒๑.๗ % ของการเสยี ชีวิตจาก
โรคเรื้อรัง) โรคระบบทางเดินหายใจเร้ือรัง เช่น โรคหอบหืด และโรคปอดอุดกั้นเรือ้ รัง (เสียชีวิต ๔.๐
ล้านคน หรอื ๑๐.๗ % ของการเสียชีวิตจากโรคเร้อื รงั ) และโรคเบาหวาน (เสียชีวิต ๑.๕ ลา้ นคน หรือ
๔ % ของการเสียชีวิตจากโรคเรื้อรัง) และ จากรายงานการเฝ้าระวังโรคเรื้อรังปี ๒๕๕๕ ของสำนัก

๑๓๐ World Health Organization. Global status report on noncommunicable diseases, ๒๐๑๔
[Internet]. Geneva, Switzerland; ๒ ๐ ๑ ๔ . [Cited ๒ ๐ ๑ ๕ Nov ๑ ๕ ]. Available from:
http://www.who.int/nmh/publications/ncd-status-report-๒๐๑๔/en/

๕๘

ระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข๑๓๑ พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ที่ป่วยด้วยโรค
เรื้อรังรวมถึง ๑,๐๐๙,๐๐๒ ราย โดยโรคความดันโลหิตสงู มีอัตราป่วยสูงสุดจำนวน ๖๐๒,๕๔๘ ราย
อตั ราปว่ ย ๙๓๗.๕๘ ต่อประชากรแสนคน รองลงมา คือ โรคเบาหวาน จำนวน ๓๓๖,๒๖๕ ราย อตั รา
ป่วย ๕๒๓.๒๔ ต่อประชากรแสนคน โรคเรื้อรังทางเดินหายใจส่วนล่าง จำนวน ๒๔,๙๒๗ ราย อัตรา
ป่วย ๓๘.๗๙ ต่อประชากรแสนคน โรคหัวใจขาดเลือด จำนวน ๒๔,๕๙๘ ราย อัตราป่วย ๓๘.๒๖ ต่อ
ประชากรแสนคน และโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน ๒๐,๖๗๕ ราย อัตราป่วย ๓๒.๑๗ ต่อประชากร
แสนคน ปี ๒๕๕๕ อัตราป่วยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานเพิ่มขึ้นมากกว่าปี ๒๕๕๔ ส่วนโรค
เรื้อรังทางเดินหายใจส่วนล่าง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมองมีอัตราป่วยเพิ่มขึ้น
เลก็ นอ้ ย และจากสถติ พิ บวา่ ในชว่ งปี ๒๕๕๑-๒๕๕๕ ทุกโรคมีแนวโน้มเพมิ่ มากข้ึน

โรคเรื้อรัง (chronic diseases) หมายถึง โรคที่มีระยะเวลาการดำเนินโรคยาวนาน (long
duration) มีการดำเนินโรคช้า (slow progression)๑๓๒ โดยจะมีการสะสมและการก่อตัวของโรค
เกดิ ข้นึ ทีละนอ้ ย ไม่สามารถรกั ษาให้หายขาด การรกั ษาเป็นการประคบั ประคองเพ่ือไมใ่ ห้มีการสูญเสีย
การทำงานของร่างกายมากขึ้น โรคเรื้อรังที่สำคัญมี ๔ ประเภท ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด (เช่น
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันและโรคหลอดเลือดสมอง) โรคมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจ
เรือ้ รงั (เช่น โรคปอดอดุ กัน้ เร้อื รัง โรคหอบหดื ) และโรคเบาหวาน

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรังมีทั้งปัจจัยที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (non-modifiable risk
factors) เช่น อายุ เพศ พันธุกรรมและปัจจัยพฤติกรรมเสี่ยงที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (modifiable
risk factors) เชน่ การสูบบุหรี่ การบรโิ ภคเครื่องดมื่ แอลกอฮอล์ การบรโิ ภคอาหารทีไ่ ม่เหมาะสม การ
มีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอ และความเครียด ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ล้วนมาจากวิถีชีวิต และ
สภาพแวดล้อมท่ีเปล่ียนแปลงไป ประกอบกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง ทำให้มีผู้สูงอายุเพิ่ม
มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นด้วย๑๓๓ ดังนั้นโรคเรื้อรังจึงเป็น
ปัญหาสาธารณสุขที่ท้าทายทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เนื่องจากเป็นสาเหตุสำคัญของความ

๑๓๑ Bureau of Epidemiology, Ministry of PublicHealth, Thailand. Chronic Diseases
Surveillance Report, ๒๐๑๒ [Internet]. Nonthaburi, Thailand; ๒๐๑๔. [Cited ๒๐๑๕ Nov ๑๕]. Available
from: http://www.boe.moph.go.th/report

๑๓๒ World Health Organization. Noncommunicable diseases, ๒ ๐ ๑ ๕ [Internet]. Geneva,
Switzerland; ๒๐๑๔. [Cited ๒๐๑๕ Nov ๑๕]. Available from: http://www.who.int/mediacentre/factsheets/fs
๓๕๕/en/

๑๓๓ Bentzen N, editor. WONCA dictionary of general/family practice. Trondheim, Norway:
WONCA International Classification Committee; ๒๐๐๓.

๕๙

พกิ ารและเสยี ชวี ิตก่อนวัยอันควร ส่งผลกระทบตอ่ คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน สังคม๑๓๔
และส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในเชิงของการควบคุมการป้องกันและการรักษาพยาบาลนับเปน็
มูลค่ามหาศาล๑๓๕

๒.๖.๑ ญาตผิ ู้ดแู ลผู้ปว่ ย
ในประเทศไทยได้มีผู้ศึกษาและได้ให้ความหมายเกี่ยวกบั ญาติผดู้ ูแล ไว้ดังนี้

๒.๖.๒ ความหมายของญาตผิ ดู้ ูแล
คำวา่ “ผดู้ ูแล” หรือ “ญาตผิ ้ดู ูแลท่ีบ้าน” หรอื “ผดู้ ูแลในครอบครัว” หรอื ศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่เขียน
ในบทความหรือรายงานวจิ ยั ตา่ ง ๆ คือ “Family caregiver” นยิ มใชใ้ นสหรัฐอเมริกา หรอื “Carers”
นยิ มใชใ้ นสหราชอาณาจกั ร ออสเตรเลยี และนิวซีแลนด์ มีผู้ให้ความหมายไว้หลากหลาย เชน่

ผ้ดู แู ล คอื ผใู้ ห้การดแู ลในกจิ กรรมลักษณะต่าง ๆ ท่บี า้ น โดยไมไ่ ด้รบั คา่ จา้ งหรือค่าตอบแทน
เปน็ การดแู ลท่มี พี ้ืนฐานมาจากจรยิ ธรรม อารมณ์ โดยมีความผกู พันทางเครือญาติ”

ผดู้ ูแล คือ ใครบางคนทใ่ี หก้ ารดูแลญาตหิ รือเพื่อนทเ่ี จ็บปว่ ย ทพุ พลภาพ หรอื จากการสูงอายุ
โดยไม่สามารถดูแลจดั การตนเองที่บ้านได้โดยปราศจากการช่วยเหลือ ผู้ดูแลที่ไม่เป็นทางการจะไม่ได้
รับค่าจ้างในการดแู ล”

ผ้ดู ูแล คือ ญาตหิ รอื บุคคลทใ่ี ห้ความชว่ ยเหลือ ดแู ลผ้ปู ว่ ยที่บ้าน มีความสมั พันธ์กันแบบญาติ
ให้การดูแลโดยไมร่ ับค่าตอบแทน การดูแลเกดิ ขึ้นทีบ่ า้ นหรือชุมชนแหลง่ ท่อี ยู่อาศัย

ผดู้ แู ล คอื ญาติหรือบคุ คลในครอบครวั ที่มีความสัมพันธ์กนั เปน็ ผใู้ ห้การดูแลผู้ป่วยท่ีมีปัญหา
ทางสุขภาพ อาจมคี วามพิการหรอื มภี าวะความเจบ็ ป่วยเร้อื รงั จนไม่สามารถดูแลตนเองได้

สรุป “ผู้ดูแล” คือ สมาชิกในครอบครัวที่ให้ความช่วยเหลือ ดูแลสมาชิกในครอบครัว ซึ่ง
เจ็บปว่ ย พิการ หรอื เจ็บปว่ ยเร้ือรงั ทไ่ี มส่ ามารถดูแลจัดการตนเองได้ โดยผ้ดู แู ลจะมีความสัมพันธ์กัน
แบบเครือญาติ และใหก้ ารดูแลโดยไม่ไดม้ ุ่งหวังคา่ ตอบแทน

๒.๖.๓ ความสำคญั ของญาตผิ ู้แล

๑๓๔ World Health Organization. Chronic diseases and their common risk factors. Geneva,
Switzerland; ๒๐๐๕.

๑๓๕ World Economic Forum. The Global Economic Burden of Non-communicable Diseases.
Geneva, Switzerland; ๒๐๑๑.

๖๐

สถานพยาบาลของรัฐที่มีอยู่ในปัจจุบัน รองรับได้แต่ผู้ป่วยด้วยโรคเฉียบพลันเท่านั้น ซึ่งยังไม่มีสถาน

ดูแลผู้ป่วยแบบเรื้อรังให้กับประชาชน ขณะเดียวกันนโยบายทางด้านสาธารณสุขและสังคมได้มีการ

สง่ เสรมิ ใหม้ กี ารดูแลในชมุ ชน (Community care) เพ่อื ใหผ้ ู้ปว่ ยอยใู่ นสง่ิ แวดล้อมทีต่ นคนุ้ เคย ลดการ

ย้ายเข้ามาอยู่ในสถานพยาบาล และยังช่วยลดต้นทุนในการให้บริการสุขภาพด้วยความก้าวหน้า

ทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทำให้สามารถรักษาโรคเจ็บป่วยเฉียบพลันได้ส่วนหนึ่งเปลี่ยนแปลง

เป็นการเจ็บป่วยเรื้อรัง ที่ต้องอยู่ในสภาพพึ่งพา ต้องได้รับการช่วยเหลือ หรือช่วยการทำกิจวัตร

ประจำวันให้ ซึ่งกล่มุ ผปู้ ่วยเรือ้ รงั เหลา่ น้ี ส่วนใหญไ่ ด้รับการดูแลโดยคนในครอบครวั แต่การดแู ลผู้ป่วย

เรื้อรังในบ้านนั้น เป็นงานที่หนักมาก มีผลต่อสภาพร่างกาย จิตใจ และฐานะทางด้านการเงินของ

ผู้ดูแล จนผู้ดูแลอาจกลายเป็นผู้ป่วยด้วย โดยที่ผู้อื่นอาจมองไม่เห็น หรือเรียกวา่ ผู้ป่วยแฝง (hidden

patient) จากการสำรวจกลุ่มผู้สู่งอายุที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ในสหรัฐอเมริกา ใน ค.ศ.

๑๙๘๐ พบว่าผู้สูงอายุร้อยละ ๘๐ ดูแลโดยคนในครอบครัว ซึ่งเป็นบุคคลในวัยผู้ใหญ่ ประมาณ ๑๐

ล้านคน ซง่ึ ต้องให้การดแู ลอยู่ตลอดเวลา

๒.๖.๔ การแบ่งประเภทของญาติผู้ดแู ล

ประเภทของผู้ดูแล การพิจารณาผู้ดูแลโดยแบ่งตามความสัมพันธ์ระหว่างผู้ดูแลและผู้รับการดูแลเป็น
๒ ประเภทใหญ่ ๆ ดังน้ี๑๓๖

๑) ผู้ดูแลอย่างเป็นทางการ (formal caregiver/carers) หมายถึง ผู้ดูแลที่เป็นวิชาชีพจาก
สถานพยาบาล หรือองคก์ รต่าง ๆ ทีผ่ า่ นการฝึกอบรมมากอ่ น เป็นผู้ดูแลท่ไี มม่ คี วามสัมพนั ธส์ ่วนตัวกับ
ผู้รับการดูแล เช่น ลูกจ้างดูแล พยาบาล ทีมสุขภาพ องค์กรต่าง ๆ รวมทั้งผู้ช่วยการดูแลจากศูนย์ที่
ให้บริการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน (care assistant) โดยอาจจะไม่รับหรือรับค่าตอบแทนที่เป็นค่าจ้างหรือ
รางวัลก็ได้ ตามข้อตกลง

๒) ผู้ดูแลที่ไม่เป็นทางการ (informal caregiver/carers) หมายถึง ผู้ดูแลให้การช่วยเหลือ
ในชีวติ ประจำวันตา่ ง ๆ แก่ผปู้ ว่ ยโดยไมผ่ ่านการฝึกอบรมมาก่อน การดแู ลอาจยาวนาน ๒๔ ชั่วโมงต่อ
วัน มักพบว่ามีความสัมพันธ์แบบ ๑ ต่อ ๑ ผู้ดูแลที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้รับการดูแล การดูแล
เกิดจากความรัก ความผูกพัน สำนึกในบุญคุณหรือหน้าที่ แรงจูงใจของการดูแลอาจมาจาก
ความสัมพันธ์ทางการสมรสหรือจากครอบครัว เช่น สมาชิกในครอบครัว ลูก หลาน ญาติ เพื่อน หรือ
เพ่ือนบา้ นของผ้ปู ่วย เป็นต้น

๑๓๖ ศิริพันธุ์ สาสัตย์ และ คณะ, “รายงานการวิเคราะห์เอกสารเบื้องต้น เรื่อง ความต้องการการบริการ
ผู้ดูแล”, รายงานวิจัย, (สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบบริการการพยาบาล สภาการพยาบาล และสำนักงาน
หลักประกนั สขุ ภาพแหง่ ชาติ, ๒๕๕๑), หน้า ๓๕๘.

๖๑

โดยมุ่งเน้นเฉพาะการให้การดูแลโดยไม่รับค่าตอบแทนที่เป็นค่าจ้างหรือรางวัลในกลุ่มของผู้ดูแลที่ไม่
เป็นทางการอาจมผี ู้ท่ดี ูแลผู้ป่วยร่วมกนั หลายคน สามารถอธบิ ายความแตกต่างของกลุ่มผู้ดูแลแบบไม่
เปน็ ทางการ ตามลักษณะความสัมพนั ธก์ บั ผปู้ ่วยและปรมิ าณการชว่ ยเหลอื ท่ีให้ ดงั น้ี

(๑) แบ่งตามลักษณะความสัมพันธ์กับผู้ป่วย

ก. ผู้ดูแลทีเ่ ป็นญาติหรือญาตผิ ู้ดแู ล (Family caregiver/carers) คือ ผู้ให้การดแู ล
ชว่ ยเหลือผูป้ ว่ ยที่เปน็ สมาชิกในครอบครัวเดยี วกัน ซึง่ เป็นผู้ดูแลไมเ่ ป็นทางการท่ีพบบ่อยในสังคมไทย
ทั้งน้ีในกล่มุ ผู้ดแู ลที่เป็นญาตนิ ี้ อาจประกอบไปด้วยผู้ดูแลหลัก และผูด้ แู ลรอง เชน่ สมาชกิ บางคนดูแล

เรื่องกิจวัตรประจำวัน บางคนดูแลเร่ืองคา่ ใช้จา่ ย บางคนดูแลเรื่องการพาไปพบแพทย์ ซึ่งขึ้นอยู่
กับความสะดวกหรือความคลอ่ งตัว ในการติดต่อประสานงาน เป็นตน้

ข. ผู้ให้การช่วยเหลือไม่เป็นทางการ (Informal helper) คือ ผู้ให้การดูแล
ช่วยเหลือผู้ป่วยทีม่ าจากเครือญาติอ่ืนๆ เพื่อน หรือเพื่อนบ้าน ที่ให้การช่วยเหลืองานบ้านหรอื กิจวตั ร
ประจำวันโดยไม่คิดค่าตอบแทน การช่วยเหลือมาจากความรัก ความผูกพัน หรือการตอบแทนคุณ
ความดที ผี่ ู้ป่วยเคยมใี ห้แก่ผู้ดูแล ประเภทนมี้ าก่อนในอดีต

(๒) แบ่งตามปริมาณการชว่ ยเหลือทใี่ ห้๑๓๗

ก. ผ้ดู ูแลหลกั (main carers/major/primary caregiver) หมายถึง ผ้ทู ่เี ป็นหลักใน
การรับผิดชอบดูแลผู้ป่วยโดยตรงอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องมากกว่าผู้อื่น บุคคลที่ได้รับการระบุว่า
เป็นผ้ทู ่ใี ห้การช่วยเหลือดูแลในระยะเวลาเจ็บป่วย หรอื อาจเป็นผู้ดูแลท่คี ิดเป็นชั่วโมงดูแลต่อวันสูงสุด
หรือ ผู้ที่อาจยอมรับว่าตนเองเป็นผู้ดูแล (self-identified) ทำหน้าที่ปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน เช่น
อาบน้ำ แต่งตัว ดูแลกิจวัตรประจำวัน ดูแลสุขวิทยาส่วนบุคคล ดูแลเรื่องการกินยา การทำแผล เป็น
ตน้ โดยใหเ้ วลาของการดแู ลสมำ่ เสมอมากกวา่ ผู้อนื่ ผดู้ ูแลหลักเปน็ ผูท้ เ่ี ผชญิ กับความเครยี ดสงู สุด และ
ผใู้ ห้การดแู ลผปู้ ว่ ยทมี่ ีระด้วยโรคหรอื ปญั หาสขุ ภาพต่างกันจะมีระดับของความเครยี ดต่างกนั

ข. ผู้ดูแลรอง (secondary caregiver/carers) หมายถึง บุคคลอื่นทีอ่ ยูใ่ นเครือขา่ ย
ของการให้การดูแลเท่านัน้ อาจมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมบางอย่าง แต่ไม่ได้ทำอย่างสม่ำเสมอและ
ต่อเนื่อง หรือมีระยะเวลาของการดูแลคิดเป็นชั่วโมงน้อยกว่าผู้ดูแลหลัก เช่น ให้การดูแลผู้ป่วยแทน
เปน็ ครงั้ คราวเมอ่ื มคี วามจำเป็น เป็นธรุ ะพาผูป้ ว่ ยไปพบแพทย์ พาผปู้ ่วยไปปฏบิ ตั ธิ รรม หรือเป็นผู้ช่วย
ของผู้ดูแลหลกั ในการดูแลเทา่ น้ัน

๑๓๗ ศศิพัฒน์ ยอดเพชร, ผู้ดูแลผู้สูงอายุ: การสังเคราะห์องค์ความรู้, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๔๗), หนา้ ๕๙.

๖๒

ลักษณะของผรู้ ับการดูแล

ผูร้ ับการดแู ลหรือผู้รับความช่วยเหลือ หมายถงึ บคุ คลทีม่ ีภาวะสุขภาพทีเ่ ปล่ยี นแปลงไปเน่ืองจากโรค
ความพิการ หรือความเสื่อมถอยของสมรรถภาพร่างกาย จิตใจ หรืออารมณ์ที่มีผลทำให้มีข้อจำกัดใน
การปฏิบตั ิกจิ วัตรประจำวัน หรือก่อให้เกิดความต้องการในการดูแลรักษาเฉพาะโดยความต้องการน้ัน
ต้องได้รับการตอบสนอง หรือช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ลักษณะของผู้รับการดูแล สามารถพิจารณ
แบ่งเปน็ ๒ ประเภท ดงั น้ี

๑) บุคคลทมี่ ีความผดิ ปกติทางรา่ งกายและจิตใจ

(๑) ผปู้ ว่ ยเร้อื รงั เชน่ อมั พาต หวั ใจ ไต โรคทางจิตเวช เป็นตน้

(๒) ผมู้ ีความพกิ ารทางร่างกายต่างๆ เช่น แขน ขา ดวงตา หู เปน็ ต้น

(๓) ผูม้ ีความบกพร่องทางสติปญั ญา เชน่ ปัญญาออ่ น เปน็ ต้น

๒) บุคคลที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ หรือได้น้อยตามพัฒนาการ เช่น วัยทารก วัยเด็ก วัยสูงอายุ
เป็นต้น

ความต้องการของผู้ดแู ล (Demands of Caregivers)

๑) Primary demands เปน็ ความต้องการของผู้ดูแลที่ทำภารกิจกรรมต่อผ้ปู ่วยเร้อื รังนำมา
ซึ่งสมั พันธภาพ ความจำกดั กิจกรรมในการดูแลผ้ปู ่วย ปญั หาสุขภาพทั้งดา้ นกายและจิตของผู้ดแู ล

๒) Secondary demands เป็นความต้องการของผู้ดูแลที่เกิดจากครอบครัว งานอาชีพ
หรอื สงั คม เช่น ครอบครัวท่ผี ู้ดูแลเปน็ เพศหญิงและเป็นหวั หนา้ ครอบครัวเพียงคนเดยี ว

ภาระงานทีญ่ าติผู้ดูแลผู้ป่วยต้องรับผดิ ชอบหรอื ความต้องการการดแู ลของผปู้ ่วย

ความต้องการการดูแลของผู้ป่วย (Care giving demands) หรือภาระงานที่ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยต้อง
รบั ผดิ ชอบกระทำใหผ้ ปู้ ว่ ยมผี ลจากสาเหตุ ๓ ประการ คือ

๑) ข้อจำกัดหรือความพร่องทางร่างกายหรือการทำหน้าที่ของอวัยวะ (Physical or
functional impairment) ข้อจำกัดดังกล่าวอาจเกิดจากโรคความพิการหรือความเสื่อมของอวัยวะ
ต่าง ๆ ของผู้ป่วย ซึ่งมีผลต่อการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมขั้นพื้นฐาน
(Activities of daily living) กิจกรรมขั้นสูง (Instrumental activities of daily living) นอกจากน้ี
แล้วการดูแลที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละโรค เช่น การฉีดยาอินซูลิน การเปลี่ยนน้ำยาล้างไต เป็นต้น
เหล่านี้ย่อมเป็นภาระงานที่ผู้ดูแลที่บ้านต้องรับผิดชอบ อย่างไรก็ตามมักเป็นกิจกรรมที่ญาติผู้ดูแล
ผปู้ ว่ ยสามารถวางแผน คาดการณ์ และจัดเวลาล่วงหน้าไดว้ ่าจะทำอะไร เมือ่ ใด

๒) ปัญหาความพร่องทางความคิด สติปัญญา (Cognitive impairment) หรือความ
เบี่ยงเบนของพฤติกรรมที่เกิดขึ้น เช่น อาการหลงลืม ซึมเศร้า หวาดระแวง เป็นต้น ซึ่งอาจพบใน

๖๓

ผู้ป่วยสูงอายุ หรือโรคสมองเสื่อม ความต้องการการดูแลจากปัญหาเหล่านี้ โดยมากจะเกิดขึ้นโดยไม่
สามารถคาดคะเนเหตุการณล์ ว่ งหนา้ ได้

ดังนั้น ญาติผู้ให้การดูแลอาจเกิดความรู้สึกไม่แน่นอนเนื่องจากไม่สามารถวางแผนให้การช่วยเหลือ
ล่วงหน้าได้

๓) การเปลี่ยนแปลงทางสภาวะอารมณ์ ความรู้สกึ หรอื ความต้องการสว่ นบุคคลในผู้ป่วยแต่
ละราย ความต้องการดูแลประเภทนี้ มักเกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณลักษณะส่วนบุคคลของ
ผู้ป่วยและผลกระทบจากโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่จากปัญหาความต้องการการดูแลของผู้ป่วยดังกล่าว
ขา้ งต้น มผี ลนำไปสู่กิจกรรมหรอื ภาระงานทีญ่ าตผิ ู้ดแู ลท่ีบ้านตอ้ งกระทำให้กับผู้ปว่ ย

(๑) ประการแรก ได้แก่ การให้การดูแลโดยตรงในกิจวัตรประจำวันต่างๆ รวมทั้ง
ปญั หาทางพฤตกิ รรม

(๒) ประการที่สอง ญาติผู้ดูแลจะต้องให้การสนับสนุนทางด้านอารมณ์และจิตใจ
(Emotional and Psychological Support) เช่น จะต้องประเมินความรู้สึกของผู้ปว่ ยและหลกี เล่ยี ง
ประสบการณห์ รอื เหตกุ ารณ์ ทจี่ ะทำให้ผู้ป่วย รสู้ กึ มคี ณุ ค่าในตนเองลดลง

(๓) ประการที่สาม ญาติผู้ดูแลทำหน้าที่เป็นบุคคลกลางในการติดต่อเจรจาหรือ
ติดต่อกับบุคคลกรหรือองค์กรทางสุขภาพเพื่อการรักษาพยาบาลหรือช่วยประสานงาน ลดความ
ขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการรักษา ตามระบบการแพทย์สมัยใหม่
และการรักษาแผนโบราณตามความเชอ่ื ของผูป้ ่วย

(๔) ประการสดุ ท้าย ญาติผู้ดแู ลทบ่ี ้านบางคนอาจจะต้องใหค้ วามช่วยเหลือผู้ป่วยใน
เร่ืองการเงินอีกด้วย

ผลกระทบจากการเป็นผดู้ ูแล

WHO (๒๐๐๐) ได้แบ่งผลกระทบจากการเป็นผู้ดแู ลออกเป็น ๓ ดา้ น ดังน้ี

๑) ผลกระทบทางดา้ นจติ ใจ (phycological problem) ความรสู้ ึกทางอารมณข์ องผู้ดูแล

(๑) อารมณ์เศร้า (sad) เป็นอามรณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดการสูญเสียของที่ตนรักไป
ผู้ดูแลจะรู้สึกสูญเสียญาติของตนไปทั้ง ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่เนื่องจากผู้ป่วยจำผู้ดูแลไม่ได้ ไม่สมารถทำ
กจิ กรรมต่าง ๆ ได้ดว้ ยตนเอง มบี ุคลกิ ลกั ษณะเปล่ียนไปทำใหเ้ กิดอารมณ์เศร้า เบ่ือหน่าย ท้อแท้ ไม่มี
กำลงั ใจ รูส้ กึ ไมม่ ีแรง

(๒) ความรู้สึกผิด (guilt) บางครั้งผู้ดูแลอาจจะโกรธ ทะเลาะกับผู้ป่วยเนื่องจาก
ไม่ให้ความร่วมมือในการดูแลกิจกรรมหรือทำกิจกรรมต่างๆ แล้วมักจะรู้สึกผิดจากการกระทำของ
ตนเองภายหลัง

๖๔

(๓) ความโกรธ (guilt) ผู้ดูแลอาจโกรธผู้ป่วย โกรธตนเอง หรือโกรธเจ้าหน้าที่ทาง
การแพทย์พยาบาล หรือโกรธสถานพยาบาลที่ไม่สามารถให้การพยาบาลการรักษาผู้ป่วยหรือดูแล
ผูป้ ว่ ยให้ดีข้นึ ได้

(๔) ความรู้สึกอับอาย (embarrassment) เช่นในกรณีผู้ป่วยสมองเสื่อม นอกจาก
จะมีปัญหาด้านความจำแล้ว ยังมีปัญหาด้านพฤติกรรม บางครั้งผูป้ ่วยไปแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม
ในที่สาธารณะทำใหเ้ กดิ ความอับอายได้

(๕) ความรู้สึกโดดเดี่ยว (Lonely) ด้วยภาระที่ต้องดูแลผู้ป่วยเกือบตลอด ๒๔
ชั่วโมง ทำให้ผู้ดูแลไม่มีโอกาสไปพบปะเพื่อนฝูง การพูดคุยกับเพื่อนทางโทรศัพท์อาจไม่สะดวก
เสมือนถูกตดั ขาดจากสงั คมทำให้ผดู้ แู ลมคี วามรู้สึกโดดเดยี่ วอยูเ่ สมอ

(๖) ความรสู้ ึกเครียด (stress and strain)

๒) ผลกระทบทางด้านร่างกาย (Physiological problem) จากการศึกษาพบว่าผู้ดูแล
ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม มีปัญหาสุขภาพโดยเฉลี่ยสูงกว่าผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้า และ
ผู้ดูแลที่อยู่บ้านเดยี วกับผู้ป่วยจะมีปัญหาสขุ ภาพมากกว่าผู้ดูแลที่ไม่ได้อาศัยอยู่บ้านเดียวกันและสรปุ
ปัญหาท่ีผู้ดูแลประสบอย่บู ่อย ๆ เชน่

(๑) ปวดหลัง (backache) ผู้แลส่วนใหญ่มักบ่นว่ามีอาการปวดหลัง ปวดเมื่อยตามตัว
ร่างกาย อันเนื่องมาจากการยกและการเคลื่อนย้ายผูป้ ่วยโดยวิธที ี่ไม่ถูกต้องและเกินกำลังตัวเอง และ
ปัญหาปวดหลังยังบ่งบอกถึงอาการที่มาจากภาวะจิตใจ ( psychosomatic) ที่มีสาเหตุจากภาวะ
เครียดที่จะสื่อให้ทราบว่าที่ผู้ดูแลรับไว้นั้นนับวันยิ่งมากขึ้น และเป็นอาการเตือนที่บ่งชี้ว่าผู้ดูแล
ต้องการหยดุ พกั จากภาระน้ัน

(๒) อ่อนเพลียไม่มีแรง (Weakness) ซึ่งทำให้ผู้ดูแลไม่มีเวลาในการพักผ่อน หรือพักผ่อนไม่
เพียงพอ ทำให้ร่ากายอ่อนแอเกิดโรคแทรกซ้อนได้ และยังทำให้ผู้ดูแลมีอารมณ์หงุดหงิดโมโหง่าย
สง่ ผลกระทบตอ่ การใหก้ ารดูแลผู้ป่วยโดยตรงไดเ้ ช่นกนั

(๓) ปญั หาทางสขุ ภาพเพิม่ ขึน้ (increase health problem) ผูด้ ูแลซึ่งสว่ นใหญ่จะเป็นสามี
หรือภรรยาและสูงอายุด้วยกันทั้งคู่และมักมีโรคประจำตัว ด้วยภาระที่ต้องให้การดูแลผู้ป่วยอยู่
ตลอดเวลาทำให้การดูแลสุขภาพตนเองลดลง ไม่มีเวลาไปพบปะแพทย์ตามนัด รับประทานยาไม่เป็น
เวลา พักผ่อนไม่เพียงพอ รับประทานอาหารไม่เปน็ เวลา โรคประจำตัวทีเ่ ป็นกำเริบมากขึ้นและอาจมี
ปญั หาสุขภาพอ่นื ๆ เพมิ่ มากข้ึน

๓) ผลกระทบดา้ นสังคม เศรษฐกิจ (socio- economic problem)

(๑) การเปล่ียนแปลงทางด้านรูปแบบการทำงาน (Change in working pattern) มีผู้ดูแล
บางรายอาจต้องปรบั ลักษณะการทำงานของตนให้เข้ากับภาระในการดแู ลผู้ป่วย เช่น เปลี่ยนจากการ
ทำงานเต็มเวลาไปเปน็ ทำงานบางเวลา หรือบางราย ต้องลาออกจากงานประจำเพือ่ มาดูแลผูป้ ่วยเตม็
เวลา

๖๕

(๒) รายไดล้ ดลง (lower income) ถา้ ผูด้ ูแลมกี ารปรับลักษณะงานหรือต้องลาออกจากงาน
เพือ่ ใหก้ ารดแุ ลผู้ปว่ ยแลว้ ยอ่ มมกี ารสูญเสยี รายไดเ้ กิดขนึ้ และบางรายอาจเป็นหน้ีสนิ เพิ่มข้นึ อีกน้อย

(๓) ความขดั แย้งภายในครอบครัว (Family conflict) การดแู ลผ้ปู ว่ ยท่บี า้ น หากปราศจาก
การบริหารจัดการที่ดีแล้วจะนำมาซึ่งปัญหาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวได้ หรือในรายที่ผู้ดูแลมี
ครอบครัวเป็นของตนเอง ก็อาจเกิดปัญหาที่ไม่มีเวลาให้ครอบครัวได้ แต่อย่างไรก็ตามผลกระทบจาก
การดูแลเหล่าน้อี าจมมี ากน้อยแตกตา่ งกนั ตามอาการเจ็บป่วยและประเภทของกลุ่มโรค

จากการศึกษาพบว่าผู้ดูแลมีความพึงพอใจในการดูแลเนื่องจากความต้องการที่จะให้การดูแล การ
ได้รบั รางวลั ความเพลิดเพลินไดเ้ รียนรู้ความหมายเพ่มิ ขน้ึ ทำให้เบิกบานใจ ไดผ้ ลประโยชน์และแม้ว่า
การดูแลจะก่อให้เกิดปัญหาหลายประการดังที่ได้กล่าวข้างต้น นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสอันดี ที่ผู้ป่วย
และผู้ดูแลได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันมากขึ้น มีความปลาบปลื้มใจที่เห็นลูกหลานแสดงการตอบแทนใน
การดแู ล ผ้ดู แู ลสว่ นใหญก่ ็ยังยนื ยนั ทีจ่ ะดแู ลผปู้ ่วยตอ่ ไป เนอ่ื งมาจากเหตุผลหลายประการ เชน่

ก. ได้ทดแทนบุญคุณ การดูแลผู้ป่วยในบริบทของไทยได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธ ทำให้
ผู้ดูแลส่วนใหญ่ตอบว่าการดูแลญาติผู้ใหญ่ที่เจ็บป่วยนั้นเป็นการทดแทนพระคุณที่เคยได้รับมาและมี
ความเตม็ ใจอย่างยิ่งทีจ่ ะให้การดแู ลต่อไป

ข. ไดท้ ำหนา้ ทที่ พี่ ึงกระทำในฐานะเป็น สามี /ภรรยาหรอื เป็นลูกหลาน เปน็ สาเหตุที่ผู้ดูแล
ส่วนใหญ่ตอบ อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่ที่พึงกระทำทำให้เกิดคำถามถึงคุณภาพในการดูแลซึ่งหาก
ผู้ดแู ลไมต่ อ้ งการใหก้ ารดแู ลแล้วแตต่ ้องด้วยหนา้ ทแ่ี ละสังคมบงั คบั ก็อาจเกิดปัญหาในการดแู ลได้

ค. การตอบแทนคุณความดี ประเด็นนี้มักจะพบในผู้ดูแลที่เป็นสามี ภรรยา ซึ่งบางรายเกิด
ความเบื่อหน่าย จากภาระงานและพฤติกรรมของผู้ป่วย แต่เนื่องจากผู้ป่วยเคยดีกับตนมาก ๆ จึงไม่
สามารถทอดท้งิ ไปได้ หรือพบไดใ้ นรายทีผ่ ปู้ ่วยเป็นญาติทเ่ี คยให้ความเมตตาแก่ผู้ดูแลมาก่อนผู้ดูแลจึง
ยินดที ่ีให้การดแู ลเพื่อตอบแทนคณุ ความดนี นั้

ง. ส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างผู้ป่วยและผู้ดูแลดีขึ้น ถึงแม้ว่าจากการศึกษาพบว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ดูแลกับผู้ป่วยส่วนใหญ่ จะเลวลงแต่ก็มีผู้ดูแลบางรายที่ยอมรับว่าการให้การ
ดูแลผู้ป่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้ป่วยดีขึ้น เนื่องจากมีเวลาใกล้ชิดกันมากขึ้นและ
ผู้ปว่ ยกใ็ หค้ วามรกั แกต่ นเองมากขึน้

จ. กลยุทธ์ แนวทางในการชว่ ยเหลอื ผู้ดแู ล

จากการศึกษาวิจัยต่าง ๆ ได้เสนอแนวทางช่วยเหลือให้ผู้ดูแลสามรถเผชิญกับปัญหาต่อไปได้มีความ
เก่ียวขอ้ งกบั ปัจจัย ๓ ประการต่อไปน้ี

(๑) ผู้ดูแลมีเวลาหยุดพักจากการดูแล (time off from careing) เป็นการหาเวลาปลีกตัวจากผู้ป่วย
หรอื ผูร้ ับการดแู ล

๖๖

(๒) ผู้ดูแลได้รับความช่วยเหลือจากผ้อู ื่น (help from others) เป็นความพึงพอใจจากการได้รับความ
ช่วยเหลือจากบุคคลอื่น ที่อยู่ในเครือข่ายของผู้ดูแล เช่น จากเพื่อน เพื่อนบ้าน หรือชุมชนในการ
ชว่ ยเหลือทางด้านจติ ใจ ความเมตตา การช่วยเหลือทางสงั คม

(๓) การให้การบริการด้านต่างๆ จากจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (provision of services)บทบาทของ
การบริการที่ช่วยลดภาวะเครียดในผู้ดูแล เช่น การช่วยเหลืองานบ้าน ได้รับการเยี่ยมจากพยาบาล
ชุมชน เปน็ ตน้

๒.๗ งานวจิ ยั ท่ีเก่ยี วขอ้ ง

การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงกึ่งทดลอง (Quasi – Experimental Study) โดยศึกษาใช้แบบ ๒
กลุ่ม วัดผลการทดลองก่อนและหลัง (Two – Group Pretest Design) ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซ่ึง
ผู้วิจัยได้สำรวจดูเอกสารค้นคว้าย้อนกลับไป และงานวิจัยที่มีผู้ศึกษาวิจัยไว้ในอดีตที่เกี่ยวข้องกับ
งานวิจัยของผู้วิจัยคือ การสร้างความเข้มแข็งทางด้านจิตใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังตามแนว
พุทธจิตวิทยาบูรณาการ เพื่อศึกษาหาคำตอบในประเด็นที่ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง สามารถเผชิญ
ปัญหาในการดูแลญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่ก่อให้เกิดความเครียด โดยที่สามารถจัดการตนเอง
จัดการกบั ปัญหาต่าง ๆ ได้ โดยคืนกลบั สภู่ าวะปกติไดโ้ ดยเร็วเปน็ ผู้ท่ีมีความเข้มแขง็ ทางด้านจิตใจ ซึ่ง
มีเอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ้ งดังนี้

แนวคิดเรอ่ื งพทุ ธจติ วทิ ยา

๒.๗.๑ จิดาภา เร่งมีศรีสุข๑๓๘ ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง พุทธจิตวิทยาบูรณาการสร้างตัว
แบบเพื่อลดอัตราการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นในสังคมไทย การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบงานวิจัยแบบ
ผสมผสานวิธี (Mixed Research Method) เพื่อศึกษาแนวคิดและบูรณาการหลักพุทธจิตวิทยา
พัฒนาตัวแบบหลักพุทธจิตวิทยา และสร้างตัวแบบพุทธจิตวิทยาบูรณาการในการลดอัตราการฆ่าตัว
ตายของวัยรนุ่ ในสังคมไทย ผลการวิจัยพบวา่ แนวคดิ และบรู ณาการหลักพุทธจติ วิทยาในการลดอัตรา
การฆ่าตัวตายประกอบด้วย ๕ ประเด็น คือ ๑) ความเครียดจากการเรยี น ๒) สภาพทางเศรษฐกิจ ๓)
สภาวะสุขภาพกาย-จิต ๔) อุปนิสัยส่วนตัวและความรัก และ ๕) การเข้าสังคมและการคบเพื่อน
สำหรับการบูรณาการและพัฒนาตัวแบบหลักพุทธจติ วิทยาในการลดอัตราการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นใน
สงั คมไทยโดยการบูรณาการการใชห้ ลักพุทธจิตวิทยาเชิงบูรณาการกับหลักธรรมทางพุทธศาสนา การ
ใช้หลักพทุ ธจติ วิทยาเชงิ บูรณาการโดยนำหลักจิตวิทยา ประกอบด้วย ๑) การให้คำปรึกษาแนะนำ ๒)
กระบวนการจิตบำบัด และ ๓) ระบบการมีส่วนร่วม บูรณาการรว่ มกบั การนำหลกั อริยสจั ๔ คอื การรู้
ปัญหาตนเอง การรู้สาเหตุปัญหา การรู้เป้าหมายการแก้ไข และการรู้วิธีการแก้ไขและนำหลักปฏิบัติ

๑๓๘ จิดาภา เร่งมีศรีสุข และคณะ, “พุทธจิตวิทยาบูรณาการสร้างตัวแบบเพื่อลดอัตราการฆ่าตัวตายของ
วัยรุ่นในสังคมไทย”, ในการประชุมวิชาการระดับชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ, ครั้งที่ ๑
พ.ศ.๒๕๕๘, หน้า ๑๐๗๑–๑๐๘๑.

๖๗

โดยการทำให้มากที่สุดให้บรรลุเป้าหมายและการนำหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ มาเป็นแนวทางในการ
พัฒนาการสร้างตัวแบบพุทธจิตวิทยาบูรณาการในการลดอัตราการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นในสังคมไทย
โดยมีองค์ประกอบทส่ี ำคญั ๕ องคป์ ระกอบ ดังนี้

องค์ประกอบที่ ๑ ปัจจัยสาเหตุการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นในสังคมไทย ประกอบด้วย ๖ ปัจจัย
สำคัญ คือ ๑. ด้านค่านิยมสมัยใหม่ ๒. ด้านสภาพเศรษฐกิจในครอบครัว ๓. ด้านสุขภาพ กาย-จิต ๔.
อุปนสิ ยั สว่ นตัว ๕. ความสมั พันธใ์ นครอบครวั และ ๖. การคบเพอื่ น/ความรัก องคป์ ระกอบท่ี ๒ หลัก
พุทธธรรมที่สามารถโน้มนำมาป้องกันและแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตายคือ หลักธรรมอริยสัจ ๔ และ
มรรคมีองค์ ๘ องค์ประกอบที่ ๓ หลักจิตวิทยาเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตาย คือ
หลักการให้คำปรึกษาแนะนำ และหลักกระบวนการจิตบำบัด องค์ประกอบที่ ๔ แนวคิดเพื่อการ
จดั การปัญหาการฆ่าตวั ตายของวัยรนุ่ ไทยประกอบด้วย แนวคดิ เชงิ ปอ้ งกนั และแกไ้ ขท่สี าเหตุ แนวคิด
การปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต แนวคิดการป้องกันผ่านครอบครัว+ชุมชน+วัด+โรงเรียน แนวคิด
การสร้างภูมิคุ้มกันชีวิตผ่านกลุ่มเพื่อน และองค์ประกอบที่ ๕ กลุ่มพลัง “การมีส่วนร่วม”
ประกอบด้วย ๑. ครู้/ผู้บริหารสถานศึกษา ๒. กลุ่มเพื่อน ๓. กลุ่มผู้ปกครอง ๔. กลุ่มสหวิชาชีพด้าน
สขุ ภาพ และ ๕. วดั /สถานปฏบิ ัตธิ รรม

๒.๗.๒ วิชชุดา ฐิติโชติรัตนา๑๓๙ ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการปรึกษา
แนวพุทธจิตวิทยาบูรณาการของพระสงฆ์ที่มีบทบาทให้การปรึกษา การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิง
คุณภาพ ภาคเอกสารและภาคสนามโดยการสัมภาษณ์พระสงฆ์ผู้มีประสบการณ์ในการให้การปรึกษา
แล้วสร้างรูปแบบการปรึกษาแนวพุทธจิตวิทยาบูรณาการนำไปให้พระสงฆ์ใช้ในการให้การปรึกษา
และติดตามผลการปรึกษาโดยสัมภาษณ์เชิงลกึ กับผูม้ าปรึกษา ผลการวิจัยพบว่าการปรึกษาแนวพุทธ
จิตวิทยาเป็นกระบวนการที่ผู้ให้การปรึกษานำหลักธรรมโดยเฉพาะอริยสัจ ๔ มาช่วยเหลือบุคคลที่มี
ทุกข์ใจให้เขา้ ใจความจริงของธรรมชาตขิ องชีวติ ตามแนวพุทธธรรม

โดยใช้การสนทนาดว้ ยความเปน็ กลั ยาณมิตรเอื้อให้ผู้มาปรึกษาเข้าใจทุกข์ที่เกิดขึน้ กับตนเอง
โดยใช้ปัญญาไตร่ตรองให้คลี่คลายทุกข์ได้ด้วยตนเองและพัฒนาตนให้ถึงพร้อมในไตรสิกขาสามา รถ
คุ้มครองชีวิตตนเองใหไ้ ปสู่หนทางที่ดงี ามและเป็นประโยชน์ โดยมี ๖ องค์ประกอบ คือ ๑) เป้าหมาย
การปรึกษา ผมู้ าปรกึ ษาสามารถเผชญิ ปญั หาด้วยสติ มีกระบวนการคิดแบบโยนิโสมนสกิ าร มีสมั มาทิฐิ
พัฒนาไตรสิกขา และดำเนินชีวิตดีงาม ๒) หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการปรึกษา ประกอบด้วย ขันธ์ ๕
ไตรลกั ษณ์ หลกั กรรม อรยิ สจั ๔ และไตรสกิ ขา ๓) คุณลกั ษณะท่สี ำคัญของพระสงฆ์ผู้มีบทบาทให้การ
ปรึกษา เป็นผู้มีพรหมวิหาร ๔ และสังคหวัตถุ ๔ มีความเป็นกัลยาณมิตร มีสติสัมปชัญญะ โดย

๑๓๙ วิชชุดา ฐิติโชติรัตนา “การพัฒนารู้ปแบบการปรึกษาแนวพุทธจิตวิทยาบูรณาการของพระสงฆ์ที่มี
บทบาทให้การปรึกษา”, ดุษฎีนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต, (สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา: มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๙), หน้า ๒๕๙.

๖๘

สม่ำเสมอ มีวิธีคิดแบบโยนโิ สมนสิการและดำรงตนตามหลักไตรสกิ ขา ๔) กระบวนการให้การปรึกษา
มี ๖ ขนั้ ตอน ไดแ้ ก่ ปฏสิ นั ถารด้วยจติ เมตตา สนทนาอยา่ งเปน็ กัลยาณมิตร พนิ ิจร้ทู ุกข์ ช้ี

ชวนให้เห็นและเข้าใจในเหตุแห่งทุกข์ นำพาให้บังเกิดสุขภายใน ให้แนวทางดำเนินชีวิตด้วย
มรรควิธี ๕) ทักษะการปรึกษาผู้ให้การปรึกษามีการฝึกสมาธิและวิปัสสนา ใช้วาจาสุภาษิ ต และใช้
ทักษะการสื่อสารเพื่อการปรึกษา และ ๖) ผลการปรึกษาผู้มาปรึกษาคลายความทุกข์ใจ และเข้า
ใจความจริงของชีวิตมากขึ้น สำหรับรูปแบบการปรึกษาแนวพุทธจิตวิทยาบูรณาการของพระสงฆ์ที่มี
บทบาทให้การปรึกษา มีผลการประเมินความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ผลประเมินการนารูปแบบ
ไปใช้ พบว่า ผู้มาปรึกษามีการเปลี่ยนแปลงภายในหลังการปรึกษา คือ มีจิตใจเขม้ แข็งมากขึ้น ไม่โทษ
ผู้อ่นื อบอนุ่ ใจ สบายใจ ร้สู ึกปติ ิ เหน็ ทางออกของปัญหามงุ่ ม่นั ตงั้ ใจจะทำสง่ิ ดี ๆ ตอ่ ไป

๒.๗.๓ นิรุทธ์ วัฒโนภาส๑๔๐ ได้ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง ผลของการให้คำปรึกษาแนวโยนิโส
มนสิการที่มีต่อการเพิ่มพูนจิตสำนึกสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร การวิจัยครั้งนี้เป็น
การศึกษาปรากฏการณ์ทางจิตใจเกี่ยวกับพฤติกรรมจิตสำนึกสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัย
ศิลปากร ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง นักศึกษาที่เข้ากลุ่มทดลอง มีคะแนนพฤติกรรมจิตสำนึก
สาธารณะสู่งกว่าก่อนการทดลอง สู่งกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทีร่ ะดับ .๐๕ หลังการ
ทดลองและระยะติดตามผล ๔ สัปดาห์ นักศึกษาที่เข้ากลุ่มทดลอง มีความคงทนของคะแนน
พฤติกรรมจิตสำนึกสาธารณะ อย่างมีนัยสำคัญท่ีระดบั .๐๕ และการวิเคราะห์เนือ้ หา พบว่า หลังการ
เข้ากลุ่มจิตวิทยาการปรึกษาแนวโยนิโสมนสิการนักศึกษาเกิดการรู้คิดจากสัมพันธภาพที่ขยายความ
เข้าใจโลกและชีวติ ตามจริง และมีพฤติกรรมจติ สำนกึ สาธารณะเพม่ิ ขนึ้ ในทุกด้าน ไดแ้ ก่ การตระหนักรู้
และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา การอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล การเคารพหน้าที่และข้อปฏิบัติทาง
สงั คม และการอุทศิ ตนทำงานเพ่ือประโยชน์สว่ นรวม โดยผนู้ ำกล่มุ เป็นปัจจัยเร่มิ ตน้ นำไปสู่การเพ่ิมพูน
พฤติกรรมจติ สำนึกสาธารณะและการรู้คดิ ของนกั ศกึ ษาท่เี ข้ากลุ่ม

๒.๗.๔ ทิพย์สุดา โกยวาณิชย์ และคณะ๑๔๑ ได้ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง ผลการปรึกษากลุ่ม
ตามหลักโยนิโสมนสิการ เพื่อพัฒนาพฤติกรรมการบริโภคด้วยปัญญาของวัยรุ่น เป็นการศึกษา
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการทดลองและระยะเวลาของการทดลองต่อพฤติกรรมการบริโภคด้วยปัญญา
ของวัยรุ่นและเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมการบริโภคด้วยปัญญาของวัยรุ่นที่ได้รับการปรึกษากลุ่ม

๑๔๐ นิรุทธ์ วฒั โนภาส “ผลของการให้การปรึกษาแนวโยนิโสมนสกิ ารทม่ี ตี ่อการเพม่ิ พูนจิตสำนักสาธารณะ
ของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร”, ดุษฎีนิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต, (สาขาวิชาการศึกษาตลอดชีวิตและการ
พัฒนามนุษย์: มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร, ๒๕๕๔), หนา้ ๒๗๙.

๑๔๑ ทิพย์สุดา โกยวาณิชย์ และคณะ, “ผลของการปรึกษากลุ่มตามหลักโยนิโสมนสิการเพื่อพัฒนา
พฤติกรรมการบริโภคด้วยปัญญาของวัยรุ่น”, วารสารศึกษาศาสตร์, ปีที่ ๒๔ ฉบับที่ ๒ (กุมภาพันธ์–สิงหาคม
๒๕๕๖): ๔๗–๖๑.

๖๙

ตามหลักโยนิโสมนสิการ และกลุ่มควบคุมในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลองและระยะติดตาม
ผล และเปรยี บเทียบระดับพฤติกรรมการบริโภคด้วยปัญญาในกลุ่มของวัยรุ่นในระยะก่อนการทดลอง
หลังการทดลองและระยะติดตามผล ผลการวิจัยพบว่า มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการทดลองกับ
ระยะเวลาของการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ วัยรุ่นที่ได้รับการปรึกษากลุ่มตาม
หลกั โยนิโสมนสิการ มีคะแนนเฉลย่ี พฤตกิ รรมการบรโิ ภคด้วยปัญญาในระยะหลังการทดลองและระยะ
ตดิ ตามผลส่งู กวา่ ระยะก่อนการทดลองและสู่งกว่าวัยรุ่นกลุ่มควบคุมอยา่ งมีนัยสำคัญทางสถติ ิท่ี ระดับ
.๐๕

๒.๗.๔ ประทปี พชั ทองหลาง๑๔๒ ไดท้ ำการศึกษาวิจัย เรือ่ ง รูปแบบการปรกึ ษาเชิงพุทธตาม
หลักกัลยาณมิตร (พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต) การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาหลัก
กัลยาณมิตรในพระพุทธศาสนาเถรวา รูปแบบการปรึกษาตามแนวคิดจิตวิทยาและหลัก
พระพุทธศาสนา และเสนอรูปแบบการปรึกษาเชิงพุทธตามกัลยาณมิตร ผลการวิจัยพบว่า
กัลยาณมิตรเป็นปัจจัยเบื้องต้นแห่งการพัฒนาชีวิตในทุก ๆ ระดับ โดยมีพุทธพจน์ยืนยันอย่างหนัก
แน่นถึงความสำคัญของกัลยาณมิตรในการตั้งอยู่ในกุศลธรรมตลอดถึงเป็นเหตุปัจจัยแห่งอริยมรรคมี
องค์ ๘ ซง่ึ เป็นวิถีทางอันประเสริฐในพทุ ธศาสนา

การบรู ณาการรปู แบบการปรึกษาตามแนวคิดจติ วิทยาและตามหลกั พระพุทธศาสนา ทำให้ได้
พบรปู แบบการปรึกษาเชงิ พุทธได้แก่ ๑) จดุ มุ่งหมายของการปรึกษา มี ๓ ประการ คือ ๑. สกัดปัญหา
๒. เยียวยาคนทุกข์ ๓. เพิ่มสุขยั่งยืน ๒) คุณลักษณะของพระพุทธเจ้าในการปรึกษา คือ ๑. พระ
บุคลิกภาพชื่นตา ๒. พระวาจาชื่นใจ ๓. พระหฤทัยมั่นคง ๔. วางพระองค์สม่ำเสมอ ๕. ค้นเจอความ
แตกต่าง ๖. วางพระกรุณาในหมู่สัตว์ ๓) กระบวนการปรึกษาเชิงพุทธ มี ๕ ขั้นตอน ๑. สร้าง
สัมพันธภาพ ๒. สำรวจตนเพื่อเข้าใจปัญหา สืบสาวหาสาเหตุ ๓. ขั้นปรึกษา ๔. ลงมือปฏิบัติ ๕.
ติดตามผล การปรึกษาเชิงพุทธ เป็นกระบวนการปฏิบัติที่ช่วยปลุกพลังทางปัญญาของพุทธบริษัท ให้
ตนื่ รู้ และเบกิ บานในการดำเนินชีวิต สามารถสลัดอาการออกจากทุกข์ได้ด้วยตนเองอย่างสิ้นเชิง และ
รูปแบบการปรึกษาเชิงพุทธตามหลักกัลยาณมิตร (KALYANAMITRA Model) มีกระบวนการปรึกษา
๔ ขั้นตอน (๔ ส) ได้แก่ สร้างศรัทธา ( Faith Development) สนทนาเปิดใจ (Mental
Development) เสริมธรรม เสริมปัญญา (Wisdom Development) แสวงหาสันติ (Peace
Development) โดยมีแนวปฏิบัติ ๑๒ ประการของผู้ให้การปรึกษาและผู้ขอรับการปรึกษา ได้แก่ ๑.
เพียบพร้อมด้วยปัญญา (Knowledgeable) ๒. ปฏิปทาน่าเลื่อมใส (Analytic Insight) ๓. ผู้นำจิตใจ
แห่งการภาวนา (Leadership) ๔. จิตอาสาเกื้อกูล (Yearning on volunteering) ๕. เกื้อหนุน
ความคิด (Advocating Ideas) ๖. ร่วมจิตแกป้ ญั หา (Noble Truth) ๗. มุ่งมนั่ พัฒนาตน (Ambition)

๑๔๒ ประทีป พัชทองหลาง “รูปแบบการปรึกษาเชิงพุทธตามหลักกัลยาณมิตร”, ดุษฎีนิพนธ์พุทธศาสตร
ดุษฎบี ณั ฑติ , (บัณฑติ วทิ ยาลัย: มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๗), หน้า ๒๑๙.

๗๐

๘. ดำรงตนตามมรรค (Middle Ways) ๙. วิปัสสนาเสริมชีวิต (Insight Development) ๑๐.
กระบวนการคิดแยบคาย (Thinking Wisely) ๑๑. เดินตามสายสัมมาสติ (Right Mindfulness) และ
๑๒. มิจฉาทิฐิมุ่งปหาร (Abandoning wrong view) แต่องค์ความรู้สำคัญที่ได้จากการวิจัยเรื่อง
รูปแบบการปรึกษาเชิงพุทธตามหลักกัลยาณมิตรครั้งนี้ มี ๒ ประการคือ ๑) รูปแบบกัลยาณมิตร
(KALYANAMITRA Model) ซึง่ นำแนวปฏิบตั ิ ๑๒ ประการของการปรึกษาท้ังส่วนของผใู้ ห้การปรึกษา
และผขู้ อรบั การปรึกษาอันตงั้ อยูบ่ นฐานของความเป็นกัลยาณมติ ร คือ ปรโตโฆสะ และโยนิโสมนสิการ
และ ๒) กระบวนการปรึกษาเชิงพุทธตามหลักกัลยาณมิตร ๔ ขั้นตอน เรียกว่า ๔ ส Model คือ ๑.
สร้างศรทั ธา ๒. สนทนาเปิดใจ ๓. เสรมิ ธรรมเสริมปญั ญา และ ๔. แสวงหาสนั ติ

๒.๗.๕ กาญจนา จัตุพันธ์ และคณะ๑๔๓ ได้ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง การศึกษาความยืดหยุ่น
และทนท้านของจิตใจโดยใช้ทักษะการเรียนรู้ตามสภาพจริงของนักศึกษา กรณีศึกษา วิชาฝึกงาน
นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงเทคนิคเภสัชกรรม วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร
จังหวัดขอนแก่น การวิจัยครั้งนี้ศึกษาระดับความยืดหยุ่นและทนท้านของจิตใจ (Resilience
Quotient) ของนักศกึ ษาหลักสูตรประกาศนียบตั รวิชาชพี สาธารณสุขศาสตร์ช้นั สูง เทคนิคเภสชั กรรม
ชน้ั ปที ่ี ๒ และลักษณะการเรียนรู้ตามสภาพจริงตามองคป์ ระกอบของสมรรถนะความยืดหยุ่นทนทาน
ของจิตใจในวิชาฝึกงาน ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษามีระดับของความยืดหยุ่นและทนท้านของจิตใจ
องค์ประกอบด้านความมั่นคงทางอารมณ์ ระดับดี มีการเรียนรู้ที่ได้รับผลกระทบจากด้านสังคมคือ
สังคมแหล่งฝึกงาน ความคาดหวัง การวางตัว วัฒนธรรมการทำงาน และด้านกำลังใจ ระดับปกติ
ได้รับกำลงั ใจจากพ่อแม่ ตนเอง และด้านการจัดการแก้ปัญหา ระดับปกติคอื การแก้ปัญหาต่อการจด
จาหนา้ รา้ นการสรา้ งสมั พนั ธภาพกบั พนื้ ที่ฝกึ งานและเพื่อนเพื่อการแลกเปลีย่ นเรยี นรู้

๒.๗.๖ รัชนีบูล เศรษฐภูมิรินทร์๑๔๔ ได้ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง ความเครียดและความ
แข็งแกร่งในชีวิตของนักศึกษาพยาบาลเผชิญในการฝึกปฏิบัติในหอผู้ป่วย เป็นการฝึกปฏิบัติบนหอ
ผู้ป่วยเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักศึกษาพยาบาลเกิดความเครียดได้เป็นอย่างมาก โดยเกิดได้ในหลาย
ปัจจัย ความเครียดที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อนักศึกษาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม ความคิด
สติปัญญา หากนักศึกษาไม่สามารถจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้นได้ จะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย

๑๔๓ กาญจนา จัตุพันธ์ (และคณะ), “การศกึ ษาความยดื หยนุ่ และทนท้านของจิตใจโดยใชท้ ักษะการเรียนรู้
ตามสภาพจริงของนักศึกษา กรณีศึกษา วิชาฝึกงานนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงเทคนิคเภสัช
กรรม วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจังหวัดขอนแก่น”, ในการประชุมใหญ่วิชาการระดับชาติ และนานาชาติ,
คร้ังที่ ๗, (มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ่, ๒๕๕๙), หน้า ๑๐๙๖–๑๑๐๓.

๑๔๔ รัชนีบูล เศรษฐภมู ิรินทร์, “ความเครียดและความแข็งแกร่งในชีวิตของนักศึกษาพยาบาลเผชิญในการ
ฝึกปฏบิ ตั ิในหอผูป้ ว่ ย”, วารสารวิทยาลัยบัณฑิตเอเชยี , ปที ี่ ๒ ฉบับท่ี ๑ (มกราคม–มิถนุ ายน ๒๕๕๕): ๔๐–๔๕.

๗๑

ท้อแท้ ขาดความรักในอาชีพจนเป็นสาเหตุให้ลาออกจากการศึกษาได้ในที่สุด จากการศึกษาเกี่ยวกับ
ความเครยี ดของนักศกึ ษาพยาบาล ผลการศกึ ษาสว่ นใหญแ่ สดงใหเ้ หน็ ว่า ค่าเฉลยี่ คะแนนความเครียด
การรับรู้ความเครียดของนักศึกษาพยาบาลอยู่ในระดับปานกลางถึงระดับรุนแรงและสูงกว่าค่าเฉลี่ย
คะแนนความเครียดของประชากรท่ัวไป

๒.๗.๗ พัชรินทร์ นินทจันทร์ และคณะ๑๔๕ ได้ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง โมเดลความสัมพันธ์
เชิงสาเหตุระหว่างเหตุการณ์ที่สร้างความยุ่งยากใจ บรรยากาศในครอบครัว ความแข็งแกร่งในชีวิต
และสขุ ภาพจิตของนักศึกษาพยาบาล การวิจัยครง้ั นี้เพ่ือทดสอบความตรงของโมเดลความสัมพันธ์เชิง
สาเหตุระหว่างเหตุการณ์ที่สร้างความยุ่งยากใจ บรรยากาศในครอบครัว ความแข็งแกร่งในชีวิต และ
สุขภาพจิตของนักศึกษาพยาบาล ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู พบว่า โมเดลสมมติฐานวจิ ัยมีความสอดคล้อง
กลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ เหตุการณ์ที่สร้างความยุ่งยากใจ บรรยากาศในครอบครัว และความ
แข็งแกร่งในชีวิต รวมกันอธิบายความแปรปรวนของสุขภาพจิตได้ร้อยละ ๕๒ เมื่อพิจารณาอิทธิพล
ระหว่างตัวแปรพบว่าเหตุการณ์ที่สร้างความยุ่งยากใจมีอิทธิพลทางตรงต่อความแขง็ แกร่งในชีวิตและ
สุขภาพจิต และมีอิทธิพลทางอ้อมต่อสุขภาพจิตโดยส่งอทิ ธิพลผ่านความแข็งแกร่งในชวี ิต บรรยากาศ
ในครอบครัวมีอิทธิพลทางตรงต่อความแข็งแกร่งในชีวิต และมีอิทธิพลทางอ้อมต่อสุขภาพจิตโดยส่ง
อทิ ธิพลผา่ นความแข็งแกร่งในชวี ิตนอกจากนี้ความแข็งแกร่งในชีวติ ยงั มีอิทธิพลทางตรงต่อสุขภาพจิต
ด้วย ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าจะมีความแข็งแกร่งในชีวิตมากและมีสุขภาพจิตดี ดังนั้น การ
สร้างเสริมสุขภาพจิตในนักศึกษาพยาบาล จึงควรลดเหตุการณ์ที่สร้างความยุ่งยากใจ ส่งเสริม
บรรยากาศทดี่ ใี นครอบครัว และเสริมสร้างความแขง็ แกร่งในชวี ิตใหก้ ับนักศึกษาพยาบาล

๒.๗.๘ ศิริรัตน์ วีรชาติยานุกุล และคณะ๑๔๖ ได้ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง ความสัมพันธ์
ระหว่างการมีภูมิคุ้มกันตนทางจิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับผลการเรียนของนกั ศึกษา ซึ่ง
การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบระดับการมีภูมิคุ้มกันตนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียงใน ๔ องค์ประกอบ จำแนกตามลักษณะส่วนบุคคลของนักศึกษาและค้นหาสมการทำนายผล
การเรียนของนักศึกษาพยาบาลตามลักษณะทางจิตเอกภาพ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีภูมิคุ้มกัน
ตนอยู่ในระดับค่อนข้างสูงและลักษณะที่ทำให้ภูมิคุ้มกันตน ๔ องค์ประกอบแตกต่างกันมมากถึง ๓

๑๔๕ พชั รินทร์ นินทจันทร์ และคณะ, “โมเดลความสมั พันธเ์ ชิงสาเหตรุ ะหวา่ งเหตุการณท์ ีส่ รา้ งความยุ่งยาก
ใจบรรยากาศในครอบครัว ความแข็งแกรง่ ในชีวิต และสุขภาพจิตของนักศึกษาพยาบาล”, รามาธิบดีพยาบาลสาร,
ปที ี่ ๒๐ ฉบบั ที่ ๓ (กนั ยายน – ธันวาคม ๒๕๕๗): ๔๐๑–๔๑๔.

๑๔๖ ศิริรัตน์ วีรชาติยานกุล และคณะ, “ความสัมพันธ์ระหว่างการมภี ูมิคุ้มกันตนทางจิต ตามหลักปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียงกับผลการเรียนของนกั ศึกษา”, วารสารมหาวทิ ยาลัยหัวเฉียวเฉลมิ พระเกียรต์ิวชิ าการ, ปีท่ี ๑๖
ฉบับที่ ๓๒ (มกราคม–มถิ นุ ายน ๒๕๕๖): ๗๕–๘๑.

๗๒

องค์ประเกอบ ยกเว้นองค์ประกอบด้านการมีสติ–สัมปชัญญะ คือ เพศของนักศึกษา ส่วนผสมการทา
นายกลุ่มนักศึกษาที่มีผลการเรียนในระดับปกติและต่ากว่าระดับปกติซึ่งมีตัวแปรอิสระ ได้แก่ เพศ
คะแนนสอบภาคกลาง องค์ประกอบด้านการมองโลกแง่ดี และด้านความชอบเสี่ยงกันทานายกลุ่ม
นกั ศกึ ษาที่มีผลการเรียนในระดับปกตแิ ละต่ากว่าระดับปกตไิ ดถ้ กู ตอ้ งโดยรวม รอ้ ยละ ๗๖.๗

๒.๗.๙ อรจิรา วงษาพาน๑๔๗ ได้ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง พุทธวิธีในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน
เพื่อการเผชิญวิกฤต การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันเพื่อการเผชิญ
วิกฤติตามหลักจิตวิทยาและพระพุทธศาสนาจากประสบการณ์ของผู้เผชิญภาวะวิกฤต และนำเสนอ
พุทธวิธีในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันเพื่อการเผชิญวิกฤต โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสารร่วมกับ
ปรากฏการณ์วิทยา ผลการวิจัยพบว่า ภูมิคุ้มกันเพื่อการเผชิญวิกฤตตามหลักจิตวิทยา (Resilience)
หมายถงึ ความสามารถของบุคคลในการรักษาสมดลุ ของจติ ใจไว้ได้เมื่อประสบกบั ภาวะวิกฤต แนวคิด
นี้เกี่ยวข้องกับ ๒ ปัจจัย คือ ปัจจัยเสี่ยงที่มีอิทธิพลต่อชีวิตในทางลบ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สัมพันธภาพ
กบั บุคคลรอบข้าง รวมทงั้ คุณลกั ษณะสว่ นบุคคล และปจั จยั ปกป้องที่ส่งเสริมให้บุคคลดำเนินชีวิตไปสู่
ผลลัพธ์ที่เป็นบวก ได้แก่ ทักษะในการแก้ปัญหา ความสามารถในการจัดการอารมณ์และการ
แสดงออก ทัศนคติเชิงบวก การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น และการสนับสนุนจากสังคมและ
สภาพแวดล้อม นอกจากนย้ี งั พบวา่

การสรา้ งเสรมิ ภูมคิ ุ้มกนั เพื่อการเผชิญวิกฤตตามหลักจิตวทิ ยาทำได้โดยการบ่มเพาะเลี้ยงดูท่ี
เหมาะสมและบุคคลสามารถพัฒนาตนเองด้วยการปรับเปลี่ยนกระบวนการคิดให้ถูกต้อง นอกจากน้ี
การศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บุคคลไม่สามารถรักษาภาวะสมดลุ
ของจิตใจไว้ได้ คือ ความปรารถนาในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และไม่สามารถยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้
(ตณั หา) องค์ประกอบของภูมคิ ุ้มกนั เพ่อื การเผชญิ วกิ ฤตมีความสอดคล้องกับหลกั อรยิ มรรคมีองค์ ๘ ที่
ทำให้บุคคลเผชิญกับวิกฤตด้วยใจเป็นกลาง ซึ่งสามารถเสริมสร้างได้ด้วยการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่
เหมาะสมกับหลกั ปรโตโฆสะ และการพจิ ารณาอยา่ งแยบคายตามหลักโยนิโสมนสิการ และการพัฒนา
ตนเองตามหลักสติปัฏฐาน ๔ และองค์ประกอบของภูมิคุ้มกันเพื่อการเผชิญวิกฤต ๖ ด้าน คือ ๑)
ความเข้าใจและยอมรับวกิ ฤตที่เกิดขึ้น ๒) กระบวนการคิดที่ดี ๓) คุณธรรมจริยธรรม ๔) ความอดทน
และพยายาม ๕) สติ ๖) การทำให้จิตสงบ และพุทธวิธใี นการสร้างเสริมภูมิคุ้มกนั เพื่อการเผชิญวิกฤต
ได้แก่ การที่บุคคลพัฒนาตนเองโดยการเรียนรู้แนวทางและประสบการณ์ในการเผชิญวิกฤต การ

๑๔๗ อรจริ า วงษาพาน, “พทุ ธวธิ ใี นการสร้างภูมคิ มุ้ กนั เพื่อการเผชิญวิกฤต”, ดษุ ฎีนพิ นธพ์ ุทธศาสตรดุษฎี
บัณฑิต, (บณั ฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘), หนา้ ๑๘๖.

๗๓

พจิ าณาสิง่ ต่างๆ อยา่ งแยบคายใหเ้ กิดความเข้าใจโลกตามความเปน็ จริง การฝึกฝนเจริญสติ การเรียนรู้
วิธที าจติ ใจของตนเองให้สงบ และการเลือกบคุ คลท่ีมีลกั ษณะเปน็ กลั ยาณมิตร

๒.๗.๑๐ เพ็ญศิริ มรกต และคณะ๑๔๘ ได้ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง ผลของโปรแกรมส่งเสริม
การปรับตัวของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง การวิจัยกึ่งทดลอง แบบสอง
กลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง ศึกษาการปรับตวั ของญาติผูด้ ูแลในการดแู ลผู้ป่วยระยะสุดท้ายท่ี
เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังตามแนวคิดทฤษฎีของรอย ผลการศึกษาพบว่า ญาติผู้ดูแลที่เข้าร่วมโปรแกรม
ส่งเสริมการปรับตัวของญาติผู้ดูแลในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง มีคะแนน
เฉล่ียการปรับตัวภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมดังกล่าว สู่งกวา่ กอ่ นเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถิติ (p < .๐๐๑) และญาติผู้ดูแลที่เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการปรับตัวของผู้ดูแลในการดูแลผู้ป่วย
ระยะสุดท้ายที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง มีคะแนนเฉลี่ยการปรับตัวภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมดังกล่าวสู่
งกวา่ กลุม่ ท่ไี ด้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิติ (p < .๐๐๑)

๒.๗.๑๑ พนิตตา ศรหี าคลัง๑๔๙ ไดท้ ำการศึกษาวิจยั เรอื่ ง ผลของโปรแกรมพฒั นาทักษะการ
ดูแลและการเข้ากลุ่มสนับสนุนผู้ดูแลต่อความเครียดของผู้ดูแลผู้สู่งอายุโรคมะเร็งระยะสุดท้าย การ
วิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ผลการศึกษาพบว่า ผู้ดูแลผู้สู่งอายุโรคมะเร็งระยะสุดท้ายกลุ่มทดลอง
หลังเข้าร่วมโปรแกรมการพัฒนาทักษะการดูแลและการเข้ากลุ่มสนับสนุนผู้ดูแล มีความเครียดลดลง
กว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ และผู้ดูแลผู้สู่งอายุโรคมะเร็งระยะ
สุดท้าย กลุ่มทดลอง หลังเข้าร่วมโปรแกรมการพัฒนาทักษะการดแู ลและการเข้ากลุ่มสนบั สนนุ ผูด้ แู ล
มีความเครยี ดลดลงกว่ากลุ่มท่ีไดร้ ับการพยาบาลตามปกติ อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .๐๕

๒.๗.๑๒ ภาวิณี พรหมบุตร และคณะ๑๕๐ ได้ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่มีความสัมพนั ธ์
กบั ความเครยี ดในญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทีบ่ ้าน ผลการศกึ ษาวจิ ัยพบว่า ตวั อย่าง ญาติ
ผู้ดูแลมีการรับรู้สมรรถนะตนเองอยู่ในระดับมาก สัมพันธภาพระหว่างผู้ป่วย ญาติผู้ดูแล และ
ครอบครัว อยู่ในระดับดี มีความเชื่อเกี่ยวกับบาปบุญอยู่ในระดับมาก รวมทั้งผู้ป่วยมีความสามารถใน
การประกอบกิจวัตรประจำวันอยู่ในระดับมาก ในขณะที่แรงสนับสนุนทางสังคมโดยรวมอยู่ในระดับ

๑๔๘ เพ็ญศิริ มรกต, “ผลของโปรแกรมสง่ เสริมการปรับตวั ของญาตผิ ู้ดูแลผปู้ ว่ ยระยะสุดท้ายที่เจ็บปว่ ยด้วย
โรคเรื้อรัง”, วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ๒๕๕๘),
หน้า ๑๘๙.

๑๔๙ พนิตตา ศรีหาคลัง, “ผลของโปรแกรมการพัฒนาทักษะการดูแลและการเข้ากลุ่มสนับสนุนผู้ดูแลต่อ
ความเครียดของผู้ดูแลผู้สู่งอายุโรคมะเร็งระยะสุดท้าย”, วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต, (บัณฑิต
วทิ ยาลัย:จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๕๖), หนา้ ๒๑๙.

๑๕๐ ภาวิณี พรหมบุตร และคณะ, “ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดในญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอด
เลือดสมองทีบ่ า้ น”, รามาธิบดีพยาบาลสาร, ปที ่ี ๒๐ ฉบับที่ ๑ (มกราคม–เมษายน ๒๕๕๗): ๘๒–๙๖.

๗๔

ปานกลาง และญาติผดู้ ูแลสว่ นใหญ่ มคี วามเครยี ดอยใู่ นระดับต่ำ ผลการวิเคราะหค์ วามสมั พนั ธ์ พบว่า
ความเครียดมีความสัมพันธ์ทางลบกับการรับรู้สมรรถนะตนเองของญาติผู้ดูแล ความสามารถในการ
ประกอบกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย สัมพันธภาพระหว่างผู้ป่วย ญาติผู้ดูแล และครอบครัว และแรง
สนบั สนนุ ทางสังคมจากครอบครัว

๒.๗.๑๓ สมคดิ ปุณะศิริ และคณะ๑๕๑ ไดท้ ำการศกึ ษาวิจยั เรอื่ ง ผลของการใช้โปรแกรมการ
เสริมสรา้ งพลงั อำนาจต่อความสามารถในการดแู ลของผดู้ ูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือกสมอง การวิจัยคร้ังน้ี
เปน็ การวจิ ัยกึ่งการทดลอง (quasi-experimental research) แบบ one group pretest – posttest
design ใช้แนวคิดการเสริมสร้างพลังอำนาจของ Gibson ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยความสามารถ
ในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองด้านร่างกาย ทั้งโดยรวมและรายดา้ น และความสามารถ
ในการดูแลจิตสังคมหลังการเสริมสร้างพลังอำนาจสูงกว่าก่อนการเสริมสร้างพลังอำนาจอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .๐๕ และโปรแกรมเสริมสรา้ งพลังอำนาจผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลอื ดสมอง
ทไี่ ด้พัฒนาข้ึน ทำให้ผู้ดแู ลมีความรู้ ความเข้าใจทถ่ี กู ต้อง และมที กั ษะเก่ียวกบั วธิ กี ารดูแลผู้ป่วย มีการ
พัฒนาความสามารถในการดูแลผู้ปว่ ยโรคหลอดเลือดสมอง รวมถงึ การปรับเปล่ียนพฤติกรรมการดูแล
ได้อย่างเหมาะสม ทั้งทางด้านร่างกายและจิตสังคม โดยผู้ดูแลเป็นผู้ได้รับประสบการณ์ทั้งหมดด้วย
ตนเอง โดยเรียนรู้จากปัญหา กำหนดเป้าหมายและวางแผน แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งช่วยให้ผู้ดูแล
ปรับตัวและเกิดการเรียนรู้ทีด่ ี การที่ผู้ดูแลได้รับการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับความรู้เรื่องโรคหลอด
เลือกสมอง และฝึกทักษะในการดูแลผู้ป่วยอย่างถูกต้องช่วยให้ผู้ดูแลสามารถดูแลผู้ป่วยโรคหลอด
เลือดสมองไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพยิง่ ขนึ้

๒.๗.๑๔ ไพรินทร์ พัสดุ๑๕๒ ได้ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง ความเครียด การเผชิญความเครียด
ของญาติผู้ดูแล และการจัดการกับปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ในผู้ป่วยภายหลังบาดเจ็บศีรษะ เป็น
การวิจัยเชิงบรรยายที่ศึกษาความเครียด การเผชิญความเครียด และวิธีการจัดการกับปัญหา
พฤติกรรมและอารมณ์ภายหลังบาดเจ็บที่ศรีษะ ญาติผู้ดูแล โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีความเครียด
ของลาซารัสและโพล์คแมน ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ ในผู้ป่วยภายหลัง
บาดเจ็บที่ศรีษะมากที่สุด ได้แก่ ด้านอารมณ์ มีระดับความเครยี ดมากที่สุด ร้อยละ ๓๖.๑๗ ใช้วิธีการ
เผชิญความเครียดด้วยการเผชิญหน้ากับปัญหามากที่สุด ใช้วิธีการบรรเทำความรู้สึกเครียด และการ
จัดการกับอารมณ์รองลงมาตามลำดบั มีวิธีจัดการปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ จำแนกวิธีการได้ ๑๔

๑๕๑ สมคิด ปุณะศิริ และคณะ, “ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจต่อความสามารถในการดูแล
ของผูด้ แู ลผูป้ ว่ ยโรคหลอดเลอื ดสมอง”, วารสารกองการพยาบาล, ปที ี่ ๓๖ ฉบบั ที่ ๓ (กนั ยายน–ธนั วาคม ๒๕๕๒):
๔๗–๕๗.

๑๕๒ ไพรินทร์ พัสดุ, “ความเครียด การเผชิญความเครียดของญาติผู้ดูแล และการจัดการกับปัญหา
พฤติกรรมและอารมณ์ในผู้ป่วยภายหลังบาดเจ็บที่ศีรษะ”, วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต, (บัณฑิต
วิทยาลยั : มหาวิทยาลัยมหดิ ล, ๒๕๕๖), หน้า ๒๑๙.

๗๕

วธิ ีการ ๑) ใหผ้ ้ปู ่วยอยู่ตามลำพงั ลดสิง่ กระตนุ้ ๒) จดั กิจกรรมเพื่อเบีย่ งเบนความสนใจ ๓) การจดั การ
กับพฤติกรรมและอารมณ์โดยการใช้คำพูด ๔) รับฟังผู้ป่วย อดทนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ๕)
ปรับเปลี่ยนสถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อม ๖) ให้บุคคลที่ป่วยยอมรับเป็นผู้จัดการกับสถานการณ์ ๗)
ปรึกษากับบุคลากรทางการแพทย์ ๘) เฝ้าระวังการเกิดอุบัติเหตุ ๙) ช่วยจดจำ กระตุ้นเตือนใช้
เครื่องช่วยจำ ๑๐) ฟื้นฟูความจำ ความคิดของผู้ป่วย ๑๑) ฝึกฝนการควบคุมอารมณ์ของผู้ป่วย ๑๒)
ชว่ ยเหลอื ทำกจิ กรรม กจิ วัตรประจำวัน และกจิ กรรมในการดำรงชวี ติ ๑๓) ปรบั เปลีย่ นสภาพแวดลอ้ ม
และ ๑๔) การดูแลรักษาอย่างต่อเนือ่ ง ทั้งนี้วิธีการดงั กลา่ วทีผ่ ู้ดแู ลใช้ขึน้ อยู่กบั ปจั จัยสว่ นตัวของญาติ
ผู้ดแู ลและลักษณะปญั หาพฤติกรและอารมณ์

๒.๗.๑๕ กานดา นาควารี และคณะ๑๕๓ ได้ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง ผลของโปรแกรม
เสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวติ ในนักเรียนมธั ยมศึกษาตอนต้น ผลการศกึ ษาพบวา่ คะแนนเฉลี่ยของ
ความแข็งแกร่งในชีวิตของนักเรียนหลังการเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติ (p < .๐๕) และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความแข็งแกร่งในชีวิตของ
นักเรียนระหว่างกลุม่ ทดลองกับกลุม่ ควบคมุ หลงั การร่วมโปรแกรม พบว่ากลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ย
ของความแข็งแกรง่ ในชวี ิตสู่งกว่ากลุม่ ควบคมุ อยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถิติ (p < .๐๕)

๒.๗.๑๖ มลวิภา เหมือยพรหม๑๕๔ ได้ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง โปรแกรมเสริมสร้างความ
เข้มแข็งทางใจในการป้องกันการฆ่าตัวตายในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย การฆ่าตัวตายใน
วัยรนุ่ เป็นปญั หาสำคัญ กอ่ ให้เกดิ ความสูญเสียทรัพยากรบุคคลก่อนวัยอนั สมควร จำเป็นต้องมีการฝึก
ทักษะเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย ความเข้มแข็งทางใจเป็นทักษะสำคัญในการป้องกันการฆ่าตัวตายท่ี
ควรสง่ เสริมในวยั รนุ่ ผลการศกึ ษาพบวา่ คะแนนปจั จยั ป้องกันดา้ นบุคคลของกลุ่มเป้าหมายหลังได้รับ
โปรแกรมเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจในการป้องกันการฆ่าตัวตายทั้ง ๑ เดือนและ ๔ เดือน มี
คะแนนสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และไม่มีความคิดในการฆ่าตัวตาย กลุ่มเป้าหมาย ๓ คน ไม่
สามารถติดต่อได้เนื่องจากจบการศึกษา ผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมเสริมสร้าง
ความเข้มแข็งทางใจ มีประสิทธิผลในการเสรมิ สรา้ งปัจจัยปกป้องในการป้องกันการฆ่าตัวตายในกลุ่ม
วยั รนุ่ ไดแ้ ต่ควรมีการติดตามตอ่ เน่ือง

๑๕๓ กานดา นาควารี, “ผลของโปรแกรมเสริมสรา้ งความแข็งแกรง่ ในชีวติ ในนกั เรียนมัธยมศึกษาตอนต้น”,
วทิ ยานพิ นธ์พยาบาลศาสตรมหาบณั ฑิต, (บณั ฑิตวิทยาลยั : มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล, ๒๕๕๖), หนา้ ๒๐๙.

๑๕๔ มลวิภา เหมือนพรหม, “โปรแกรมเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจในการป้องกันการฆ่าตัวตายในกลุม่
นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย”, รายงานการศึกษาอิสระปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลัยขอนแกน่ , ๒๕๕๔), หน้า ๒๑๒.

๗๖

๒.๗.๑๗ กนกพร เรืองเพม่ิ พูล และคณะ๑๕๕ ได้ทำการศึกษาวจิ ยั เรื่อง ผลของโปรแกรมการ
เสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตต่อความวิตกกังวลของนักศึกษาพยาบาล ผลการศึกษาพบว่า หลัง
การทดลองนักศึกษาในกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความแข็งแกร่งในชีวิตสูงกว่าก่อนการเข้าร่วม
โปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และหลังการทดลองนักศึกษาในกลุ่ม
ทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลต่ากวา่ ก่อนการเข้าโปรแกรม และต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติ ซึง่ ผลการวจิ ยั น้ีแสดงใหเ้ ห็นว่า โปรแกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตสามารถ
เพม่ิ ความแขง็ แกรง่ ในชีวิตและลดความวิตกกงั วลในนักศึกษาพยาบาลได้

๒.๗.๑๘ กรรณิการ์ ผ่องโต และคณะ๑๕๖ ได้ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง ผลของโปรแกรม
เสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจตอ่ ความคิดฆ่าตัวตายในผู้ที่พยายามฆ่าตัวตาย เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง
แบบสองกลุ่มวดั สองคร์ ั้งก่อนและหลังการทดลอง ผลการศึกษาพบว่า คา่ เฉลยี่ ของค์ะแนนความคิดฆ่า
ตัวตายในผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายหลังได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจต่ ำกว่าก่อน
ทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ และค่าเฉลี่ยของค์ะแนนความคิดฆ่าตัวตายในผู้ที่
พยายามฆ่าตวั ตายหลังได้รับโปรแกรมการเสริมสรา้ งความเข้มแข็งทางใจต่ำกว่าผู้ที่ไดร้ ับการพยาบาล
ตามปกตอิ ย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดับ .๐๕

๒.๗.๑๙ อัจฉริยา นคะจัด๑๕๗ ได้ทำการศกึ ษาวจิ ัย เรื่อง ผลของโปรแกรมพฒั นาความม่ันคง
ทางจิตใจของผู้ต้องขังเรอื นจำกลางขอนแก่น เป็นการพัฒนาความมัน่ คงทางจิตใจให้กับผู้ต้องขังก่อน
พ้นโทษ อาจนำไปสู่การพัฒนาพฤติกรรมนิสัยและพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งจะช่วยให้ผู้ต้องขังสามารถ
ปรับตัวเองเข้ากับสภาวะปัจจุบันและเตรียมพร้อมในการปรับตัวเมื่อกลบั คืนสู่สังคม การวิจัยครั้งนี้ก่ึง
ทดลอง ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลองผูต้ ้องขังกลุ่มทดลองมีคะแนนความมั่นคงทางจิตใจสู่งข้นึ
กว่าก่อนการทดลองและสู่งกว่ากลมุ่ ควบคมุ อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติที่ระดบั .๐๕

๑๕๕ กนกพร เรืองเพ่มิ พลู และคณะ, “ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความแขง็ แกร่งในชีวติ ต่อความวิตกกงั วล
ของนักศกึ ษาพยาบาล”, รามาธบิ ดีพยาบาลสาร, ปีที่ ๒๑ ฉบบั ท่ี ๒ (พฤษภาคม–สงิ หาคม ๒๕๕๘): ๒๕๙–๒๗๔.

๑๕๖ กรรณิการ์ ผ่องโต, “โปรแกรมเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจในการป้องกันการฆ่าตัวตายในกลุ่ม
นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย”, วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: จุฬาลงกรณ์ราช
วทิ ยาลัย, ๒๕๕๗), หน้า ๑๗๙.

๑๕๗ อัจฉรยิ า นคะจัด, “ผลของโปรแกรมพฒั นาความมน่ั คงทางจิตใจของผู้ต้องขงั เรอื นจากลางขอนแก่น”,
รายงานการศึกษาอิสระปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบณั ฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยขอนแกน่ , ๒๕๕๔),
หนา้ ๒๒๙.

๗๗

๒.๗.๒๐ สมจติ หนเุ จริญกุล๑๕๘ กล่าวไวว้ ่า ความเจบ็ ป่วยเร้ือรงั เปน็ ภาวการณเ์ ปลยี่ นแปลง
ของสขุ ภาพท่ีไม่สามารถกลบั คืนเปน็ ปกติ ความผิดปกติพอกพูนหรอื มีความพกิ ารมากข้ึนเรื่อย ๆ และ
ต้องการสิ่งแวดล้อมที่มีการดแู ลประคับประคอง และดูแลตนเองเพื่อรกั ษาหน้าที่และปอ้ งกันการเพมิ่
ความพิการ ความเจ็บป่วยเรื้อรังจะสามารถจัดการได้ต่อเมื่อรัฐบาลและผู้นำทางด้านสุขภาพยอมรับ
การเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมใหม่ ๆ โรคเรื้อรังที่เป็นสาเหตุการตายมากที่สุดในโลก ได้แก่
โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลอื ด โรคระบบทางเดินหายใจและโรคมะเรง็

๒.๗.๒๑ สุพัตรา ศรีวณิชชากร และคณะ๑๕๙ กล่าวไว้ว่า สุขภาพนั้นเป็นสภาวะที่ต่อเนื่อง
และเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ขณะที่ไม่เจ็บป่วย ไม่มีอาการ มีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันและเจ็บป่วยรุนแรง
ในบางรายมีภาวะผิดปกติที่เรื้อรัง ไม่หายขาด กลุ่มผู้มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง บางภาวะไม่มีอาการ
ผิดปกติทั้งร่างกายและจิตใจ บางภาวะมีอาการขึ้นลงตามระยะการป่วย การดูแลสุขภาพและ
สภาพแวดลอ้ มในชีวิตประจำวนั จุดต่างของหลกั การดูแลโรคเรื้อรงั และโรคเฉยี บพลัน คือ การเน้นมิติ
งานส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและส่งเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดีเน้นการเสริมศักยภาพของผู้ป่วย
และครอบครัว

๒.๗.๒๒ สุลักษณ์ วงศ์ธีรภัค๑๖๐ เสนอผลงานใน สรุปรายงานการประชุมวิชาการ เรื่องการ
ดูแลญาติผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง สรุปได้ว่า การจัดระบบการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องจากโรงพยา บาลสู่
บ้านมีความสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การทำงานเป็นทีมการประสานความร่วมมือ
การสื่อสาร การร่วมวางแผนการดูแล การปฏิบัติตามแผนการปรับเปลี่ยนการดูแลรักษาพยาบาลให้
เหมาะสมแก่ผู้ป่วยเร้ือรัง จะชว่ ยทำใหผ้ ปู้ ว่ ยโรคเรื้อรังสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข มีคุณภาพ
ชีวิตที่ดี ผู้ดูแล และครอบครัวมีความรู้ความสามารถในการดูแลตนเองและผู้ปว่ ยได้อยา่ งถูกต้อง เกิด
ความมัน่ ใจในการปฏิบัติ ลดความเครียดและมคี ุณภาพชีวิตที่ดขี ึ้น นอกจากนั้นลดจำนวนวนั ในการอยู่

๑๕๘ สมจติ หนุเจรญิ กลุ , “แนวคิดการดแู ลผปู้ ว่ ยโรคเรอื้ รัง”, ใน สรปุ รายงานหลงั การประชุมฟ้ืนฟูวิชาการ
สาหรับพยาบาลเวชปฏิบัติ เรื่อง พยาบาลเวชปฏิบัติกับการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังในชุมชน, (กรุงเทพมหานคร:
คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธบิ ดี, ๒๕๕๕), หน้า ๑.

๑๕๙ สพุ ตั รา ศรวี ณชิ ชากร และ คณะ, การจดั การความรูแ้ ละสังเคราะหแ์ นวทางปฏิบัตขิ องโรงพยาบาล
สง่ เสริมสุขภาพตำบล : การจดั การระบบการดแู ลผู้ป่วยโรคเรอ้ื รังกรณีเบาหวานและความดนั โลหิตสูง, (นนทบุรี:
สหมติ รพร้นิ ต้ิงแอนดพ์ ับลสิ ชงิ่ , ๒๕๕๓), หนา้ ๒๓.

๑๖๐ สุลักษณ์ วงศ์ธีรภัค, “การจัดหาแหล่งประโยชน์สำหรับญาติผู้ดูแล”, ในสรุปรายงานการประชุม
วิชาการเรื่อง การดูแลญาติผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง, (กรุงเทพมหานคร: สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร, ๒๕๕๕), หน้า
๑๔-๑๖.

๗๘

โรงพยาบาล ลดค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ป่วย ครอบครัวและประเทศชาติ และที่สำคัญผู้ปฏิบัติงานในทีม
ทำงานอย่างมคี ุณภาพ เกดิ ความมัน่ ใจและมีความสขุ ในการปฏบิ ัตงิ าน

๒.๗.๒๓ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)๑๖๑ กล่าวไว้ในหนังสือ การแพทย์ยุคใหม่ใน
พุทธทัศน์ สรุปความเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยไว้วา่ ถ้าเราต้องการประโยชน์จากชีวิต เราจะต้องฝึกมอง
ตามความเป็นจรงิ และปฏิบตั ิต่อมันอย่างถูกต้องตามเป็นจริงหรอื ตามที่มันเป็น คนไขต้ อ้ งฝึกมองตั้งแต่
ชวี ติ เปน็ ปกติสขุ ดี หมอและพยาบาลต้องชว่ ยให้คนไข้ได้รื้อฟ้ืนความทรงจำหรือประสบการณ์มองและ
ปฏิบัติต่อชีวิตนั้น คนไข้มีบทบาทในการรักษาตนเองและช่วยให้หมอพยาบาล สรุปว่าคนไข้ต้องให้
ความร่วมมือแก่หมอ พยาบาลและคนใกลช้ ดิ ต้ังแตต่ ้น สว่ นผ้ดู ูแล คือหมอ พยาบาลและญาติผู้ใกล้ชิด
จะต้องเข้าใจและปฏิบัติอย่างถูกต้องดีงาม มีความเอื้อเฟื้ออารี มีเมตตา ไมตรีที่จะช่วยเสริมสุขภาพ
ทางจิตใจของคนไขด้ ว้ ย

๒.๗.๒๔ ประคอง อินทรสมบัติ๑๖๒ เสนอผลงานใน สรุปรายงานการประชุมวิชาการเรื่อง
การดูแลญาติผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง สรุปได้ว่า การดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง เป็นการดูแลระยะยาว ที่เป็นกา รมี
ส่วนร่วมระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และทีมสุขภาพ รวมถึงสิ่งแวดล้อมและแหล่งประโยชน์ในชุมชน
การจัดการดูแลตนเอง เป็นหัวใจสำคัญของหน่วยบริการสุขภาพที่ต้องเสริมพลังให้กับผู้ป่วยและ
ครอบครัวพัฒนาความสามารถในการดูแลตนเองอยา่ งเพียงพอและต่อเน่ืองเพ่ือคณุ ภาพชีวติ ของผู้ป่วย
และครอบครัว พยาบาลมีบทบาทสำคัญมากในระบบสุขภาพที่มีส่วนร่วมในทีมสุขภาพเพื่อป้องกัน
และจัดการดแู ลผู้ป่วยเรือ้ รัง เร่ิมตั้งแตป่ ระชาชนทม่ี สี ขุ ภาพดี กลุ่มเส่ยี ง เจ็บปว่ ยเรอื้ รงั การดูแลผู้ป่วย
ในโรงพยาบาล ผเู้ จบ็ ป่วยเรอื้ รงั ทอ่ี าการรนุ แรงและก้าวหน้ารวมท้งั ผู้ปว่ ยในระยะสุดทา้ ยของชวี ิต การ
ออกแบบระบบการดูแล แนวคิด การดูแลตนเองต่อเนื่อง การดูแลที่มุ่งผู้ป่วยและครอบครัวเป็น
ศูนยก์ ลาง แนวคดิ หลักเหลา่ น้ีถกู เตรียมมาในวชิ าชีพการพยาบาลซ่ึงช่วยใหก้ ารดูแลผู้เจ็บป่วยเรื้อรังมี
คุณภาพ

จากการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องสรุปได้ว่า ความเจ็บป่วยเรื้อรัง เป็นภาวการณ์
เปลี่ยนแปลงของสุขภาพที่ไม่สามารถกลับคืนเป็นปกติ จุดต่างของหลักการดูแลโรคเรื้อรังและโรค
เฉียบพลันคือ การเน้นมิติงานส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและส่งเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดีเน้นการ
เสริมศักยภาพของผู้ป่วยและครอบครัว การจัดระบบการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสู่
บ้านมีความสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การทำงานเป็นทีม การประสานความร่วมมือ

๑๖๑ ดูรายละเอียดใน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), การแพทย์ยุคใหม่ในพุทธทัศน์, พิมพ์คร้ังที่ ๖,
(กรงุ เทพมหานคร: สหธรรมิก, ๒๕๕๑), หนา้ ๘๑-๘๒.

๑๖๒ ประคอง อินทรสมบัติ, “การเจ็บป่วยเรื้อรังกับความต้องการการดูแล”, ในสรุปรายงานการประชุม
วิชาการเรื่องการดูแลญาติผ้ดู ูแลผู้ป่วยเรื้อรัง, (กรุงเทพมหานคร: สำนักอนามัย กรงุ เทพมหานคร, ๒๕๕๕), หน้า ๒-
๓.

๗๙

การสื่อสาร การร่วมวางแผนการดูแล การปฏิบัติตามแผน การปรับเปลี่ยนการดูแลรักษาพยาบาลให้
เหมาะสมแก่ผู้ป่วยเรื้อรัง การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว และชุมชนเพื่อสร้างเสริม
เครอื ข่ายในการดแู ลโรคเรื้อรัง เป็นวธิ ีการท่จี ะทำให้ทรพั ยากรในการจัดการดแู ลโรคเร้ือรงั เพ่ิมมากขึ้น
ในพื้นที่ห่างไกลในทางอ้อม และความผาสุกของผู้เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ในการลดความวิตกกังวล
รู้สึกสิน้ หวงั ท้อแท้ หมดกำลังใจซึมเศร้าและอาจมีความคิดอยากตาย

๒.๗.๒๕ ดารณี จามจุรี๑๖๓ วิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจด้าน
สุขภาพในผูป้ ว่ ยกลมุ่ โรคเร้อื รัง” ผลการวจิ ยั พบวา่ หลักสตู รฝกึ อบรมมผี ลตอ่ สมรรถนะของพยาบาลที่
เข้ารับการอบรมทั้งทางด้านความรู้ ทักษะและเจตคติตามความมุ่งหมายของหลักสูตร โดยมีการ
เปลี่ยนแปลงด้านความรู้เพิ่มขึ้นภายหลังการฝึกอบรมด้านเจตคติสะท้อนการให้คุณค่าการเสริมสร้าง
พลงั อำนาจที่มตี ่อการปฏิบัติการพยาบาลเพือ่ ดูแลผู้ปว่ ยกลุ่มโรคเร้ือรัง ด้านทักษะสะท้อนผลลัพธ์ของ
การเรียนรู้ที่ได้รับในด้านการประเมินและ วินิจฉัยทางการพยาบาลการสื่อสาร การสะท้อนความคิด
การสร้างแรงจูงใจ การใช้กระบวนการกลุ่มการทางานเป็นทีม รวมถึงความมั่นใจในการปฏิบัติการ
พยาบาลเพือ่ เสรมิ สร้างพลงั อำนาจในผูป้ ่วยกลมุ่ โรคเร้ือรงั ความเหมาะสมของหลักสตู รฝึกอบรมได้รับ
การประเมินจากผู้เข้ารับการอบรมว่ามีความเหมาะสมในระดับมากถึงมากที่สุด ยกเว้นระยะเวลาใน
การฝึกปฏิบัติกระบวนการเสริมสร้างพลังอำนาจได้รับการประเมินว่ามีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
แต่แบบประเมนิ พลังอำนาจควรมีการปรับปรงุ ดา้ นเนื้อหาและรายละเอียด

๒.๗.๒๖ เนตรฤทัย ภูนากลม๑๖๔ วิจัยเรื่อง “การศึกษาความเศร้าโศกของเด็กป่วยโรค
เรื้อรัง” ผลการวิจัยพบว่า สำหรับความเศร้าโศกของเด็กป่วยโรคเรือ้ รัง พบว่า เด็กป่วยสะท้อนความ
เศร้าโศกจากการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นตามระยะของการเจ็บป่วยเป็น ๒ ระยะได้แก่ ระยะ
เริ่มรับรู้การเจ็บป่วย และระยะรักษา เนื่องมาจากการรักษาที่ยาวนานไม่สิ้นสุดมีระยะโรคสงบและ
ระยะโรคกาเริบเกิดขึ้นตลอดเวลา ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเศร้าโศกของเด็กป่วยโรคเรื้อรังได้แก่
ความคิด ความรู้สึกต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ความรุนแรงของโรคการสนับสนุนทางสังคม การ
ดูแลจากบคุ ลากรสุขภาพ และเศรษฐกจิ ครอบครัว และมีการเสนอแนะให้มกี ารศึกษาวิจัยความเศรา้
โศกของเดก็ ปว่ ยโรคเร้ือรงั ในแต่ละโรค ซงึ่ ข้อความรู้ทไ่ี ดส้ ามารถนาไปใช้พัฒนารูปแบบการพยาบาลที่
เหมาะสมกบั สภาพของเดก็ ปว่ ยตอ่ ไป

๑๖๓ ดารณี จามจุรี, “การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจด้านสุขภาพในผู้ป่วยกลุ่มโรคเรื้อรัง”,
วิทยานิพนธ์นพิ นธ์การศกึ ษาดษุ ฎีบณั ฑิต, (บณั ฑิตวิทยาลยั : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ, ๒๕๔๕).

๑๖๔ เนตรฤทัย ภนู ากลม, “การศึกษาความเศรา้ โศกของเด็กป่วยโรคเร้ือรงั ”, วทิ ยานพิ นธ์พยาบาล
ศาสตรมหาบณั ฑติ , (บัณฑิตวทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น, ๒๕๕๐).

๘๐

๒.๗.๒๗ มนู วาทิสุนทรและคณะ๑๖๕ วจิ ยั เรอื่ ง “การศกึ ษารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ
ระยะยาวในสถานบริการ” ผลการวิจัยสรุปได้ว่า จากการศึกษาในประเทศไทย พบว่ายังไม่มีบริการ
การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาวในภาครัฐมีแต่การบริการโดยภาคเอกชนด้วยการจดทะเบียนของ
สถานพยาบาลเอกชนของไทยมีหลายลักษณะ ทำให้ไม่สามารถทราบจำนวนสถานบริการผู้สูงอายุที่
แน่ชัด การให้บริการส่วนใหญ่เน้นการดูแลเพื่อการฟื้นฟูสภาพสำหรับผู้สูงอายุ และมีลักษณะการ
บริการแตกต่างกันไปตามศักยภาพของสถานบริการนั้น ๆ ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่าง
เดียว ไม่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาค
ส่วนในการแก้ปัญหา และผลักดันให้เกิดรูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาวในชุมชน โดยมี
หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ เพื่อให้ได้รูปแบบการบริการการดูแลสุขภาพ
ผู้สงู อายุในชุมชนอย่างมคี ุณภาพ

๒.๗.๒๘ สรรเสริญ ไข่ลือนาม๑๖๖ วิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบการส่งต่อผู้ป่วยเรื้อรังจาก
โรงพยาบาลพระมงกฎุ เกล้าไปสู่ศูนยบ์ ริการสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร” ผลการวิจัย
สรุปได้ว่า รูปแบบการส่งต่อที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบที่สำคัญ ๓ ประการ คือ ด้านโครงสร้างและ
ระบบการส่งต่อที่ต้องจัดตั้งหน่วยงานในสถานบริการขึ้นใหม่ เพื่อทำหน้าที่ประสานงานและ
ดำเนินการ ด้านการเตรียมของบุคลากรที่ต้องเสริมแนวคิดและเทคนิควิธปี ฏิบัติ และสุดท้าย คือด้าน
การบรหิ ารจัดการทรัพยากรและโครงการปฏบิ ตั ิการท้งั หมดซงึ่ การปฏิบัติการนอกเหนือจากการส่งต่อ
ผู้ป่วยโรคเรื้อรังแล้ว โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและศูนย์บริการสาธารณสุขยังร่วมมือกันในการดแู ล
ผู้ปว่ ยทีบ่ ้าน ระบบการสง่ ต่อที่ไดร้ ับการพัฒนาขนึ้ น้ี ผู้บรหิ ารและผปู้ ฏบิ ัตติ ่างเห็นด้วยและต้องการให้
นำไปสู่การปฏบิ ตั กิ ารจริง

๒.๗.๒๙ วิโรจน์ เจียมจรัสรังษี๑๖๗ เสนอบทความเรื่อง ต้นแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ได้
นำเสนอไว้ว่า แม้ว่าปัจจุบันจะมีวิธีการดแู ลผู้ป่วยโรคเรือ้ รังอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ แต่พบว่ามีผู้ป่วยโรค
เหล่านี้จำนวนมากไม่ได้รับการดูแลรกั ษาที่เหมาะสม ทั้งนี้เนื่องจากจำนวนผูป้ ่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตามโครงสร้างอายุของประชากรที่เพิ่มขึ้น จนเกินศักยภาพของระบบบริการสุขภาพที่มีอยู่ ระบบ
สุขภาพนาวิทยาการที่พิสูจน์แล้วมาประยุกต์ใช้ในเวชปฏิบัติทั่วไปอย่างจำกัด และ ระบบสุขภาพ
ปจั จบุ ันท่ีออกแบบเพื่อรกั ษาโรคเฉียบพลันไมส่ ามารถตอบสนองความต้องการ ดา้ นการดูแลรักษาโรค

๑๖๕ มนู วาทิสุนทร และคณะ, “การศึกษารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาวในสถานบริการ”,
รายงานผลการวจิ ยั , (กรมอนามัย: กระทรวงสาธารณสุข, ๒๕๕๑).

๑๖๖ สรรเสริญ ไข่ลือนาม, “การพัฒนาระบบการส่งต่อผู้ป่วยเรื้อรัง จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าไปสู่
ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร”, วิทยานพิ นธว์ ิทยาศาสตรมหาบัณฑติ , (บณั ฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลัยมหดิ ล, ๒๕๕๑).

๑๖๗ วิโรจน์ เจียมจรัสรังสี, “ต้นแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง”, วิจัยระบบสาธารณสุข, ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑
(ม.ค.-ม.ี ค. ๒๕๕๑) : ๘๒.

๘๑

เร้อื รังได้ จึงมีการพัฒนาต้นแบบการดแู ลผูป้ ่วยโรคเร้ือรังข้ึนในทศวรรษ ๑๙๙๐ โดยมแี นวความคิดว่า
กระบวนการและผลลัพธ์การรักษาที่มีคุณภาพจะบังเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีปฏิสัมพันธ์ที่มีคุณภาพระหว่าง
ผู้ป่วยที่มีความรู้ และกระตือรือร้นและคณะผู้บริการที่เตรียมพร้อมล่วงหน้า ซึ่งจะเป็นจริงได้ต้อง
อาศัยองค์ประกอบ ๖ ประการของ ต้นแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังดังนี้ คือ (๑) การสนับสนุนการ
ดูแลตนเองของผู้ป่วย (๒) การออกแบบระบบบริการสุขภาพใหม่ (๓) การมีระบบฐานข้อมูลทางคลินิก
(๔) การมีระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกของคณะผู้บริการ (๕) ระบบและองค์กรสุขภาพท่ี
เกอ้ื หนนุ การดูแลโรคเร้อื รงั และ (๖) การสนับสนุนทางนโยบายและทรพั ยากรจากชมุ ชน

๒.๗.๓๐ พระธรรมโมลี (ทองอยู่ าณวิสุทฺโธ)๑๖๘ วิจัยเรื่อง “การศึกษาเชิงวิเคราะห์วิถี
ชีวิต พฤติกรรมสุขภาพ และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของพระสงฆ์ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก”
ผลการวิจัยสรุปได้ว่า พระสงฆ์ไทยในปัจจุบันต่างมีวิถีชีวิต พฤติกรรมสุขภาพและการดูแลรักษา
สุขภาพที่แตกต่างจากพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาลอย่างมาก สืบเนื่องมาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น สภาพ
สงั คม สิง่ แวดล้อม ประเพณีและวฒั นธรรมท่เี ปลย่ี นแปลงไป ทำใหว้ ถิ ีชวี ติ หรอื รูปแบบการดำเนินชีวิต
ของพระสงฆเ์ ปลี่ยนไป สำหรับปญั หาสุขภาพของพระสงฆใ์ นสงั คมไทยปัจจบุ ัน กลับกลายมาเปน็ โรคท่ี
เกิดจากการดำเนินชีวิตที่ดีและสะดวกสบาย ที่เรียกว่า “โรควิถีชีวิต” หรือโรคที่เกิดจากพฤติกรรม
สุขภาพ เช่น โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้สามารถ
แก้ไขได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่นการฉันอาหาร การออกกำลังกายที่ถูกต้องและการฝึกจิต
ภาวนา

๒.๗.๓๑ จุฑามาศ วารีแสงทิพย์๑๖๙ วิจัยเรื่อง “การฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไตวาย
เรื้อรังระยะสุดท้ายด้วยธรรมปฏิบัติ” ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ภาวะความซึมเศร้าเป็นปัญหาของ
สุขภาพจิตเป็นอย่างแรก พบถึงร้อยละ ๓๐ ของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่งมีผลทำให้ผู้ป่วย
ต้องอยู่รักษาตัวในโรงพยาบาลและมีอัตราการตายสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
กลุ่มนี้ลดลงไปด้วย จากหลักฐานยืนยันทางพระพุทธศาสนาได้พบว่า ธรรมปฏิบัติ คือ การสวดมนต์
การทำสมาธิ หรือการสวดมนต์ร่วมกับการทำสมาธิ สามารถลดอาการซึมเศร้าจากความเครียด และ
เพิ่มคุณภาพชีวิตทางด้านร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตามลำดับเพราะจิตใจของผู้ป่วยไตวาย
เร้อื รงั ระยะสุดท้ายทีใ่ ช้ธรรมปฏิบตั จิ ะมพี ลงั และทำงานไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ

๑๖๘ พระธรรมโมลี (ทองอยู่ าณวสิ ทุ โฺ ธ), “การศึกษาเชงิ วิเคราะห์วิถชี วี ิต พฤตกิ รรมสขุ ภาพ และการดูแล
สุขภาพแบบองค์รวมของพระสงฆ์ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิต
วิทยาลยั : มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๒).

๑๖๙ จุฑามาศ วารแี สงทิพย์, “การฟื้นฟคู ณุ ภาพชวี ติ ของผปู้ ่วยไตวายเรื้อรงั ระยะสดุ ท้ายดว้ ยธรรมปฏิบัติ”,
วทิ ยานิพนธพ์ ุทธศาสตรดุษฎีบณั ฑติ , (บัณฑิตวิทยาลยั : มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๒).

๘๒

๒.๗.๓๒ สุวภรณ์ แนวจำปา๑๗๐ วิจัยเรื่อง “การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายใกล้ตายเชิงพุทธ
บูรณาการ” ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ผู้ป่วยระยะสุดท้ายใกล้ตาย ควรได้รับการดูแลรักษาแบบองค์รวม
ครอบคลุมมติ ิทางกาย มติ ิทางจติ มิติทางปญั ญา มติ ทิ างสังคม วิธีการแบบองค์รวม เชน่ การดูแลด้าน
ร่างกายโดยการสร้างบรรยากาศ การดูแลด้านจิตใจ เช่น การสวดมนต์ไหว้พระ ให้ครอบครัวของ
ผู้ป่วยและเครือข่ายสงั คมให้เปน็ ส่วนหน่ึงในทมี ดูแลผู้ปว่ ย โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดอยูท่ ี่ การตายอย่าง
สงบ หลักการและวิธกี ารดูแลผู้ป่วยระยะสุดทา้ ยใกล้ตายเชิงพุทธบรู ณาการคือ ผู้ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วย
ต้องมีพรหมวิหารธรรมคือเมตตากรุณาเป็นพื้นฐาน โดยส่วนตนผู้ดูแลเองก็มีความเข้าใจโลกและชีวิต
รู้เท่าทันชีวิตและความตาย ทำการดูแลอนุวัตตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน ทำงานดูแลแบบพหุ
วิชาชีพเพื่อใหก้ ารดูแลทั่วถึงทกุ มติ ิ

๒.๗.๓๓ ทัศนีย์ อรรถารส และจุไร อภัยจิรรัตน์๑๗๑ เสนอบทความเรื่อง รูปแบบการดูแล
ต่อเนื่องของเด็กที่ป่วยดว้ ยโรคเรือ้ รัง ผลการสังเคราะห์ข้อมูลจากความคิดเห็นของเด็กทีป่ ว่ ยด้วยโรค
เรอ้ื รงั และครอบครวั พยาบาลที่ปฏิบตั ทิ ่สี ถานบรกิ ารปฐมภมู ิและตติยภูมิ และการสนทนากลุ่มรว่ มกัน
สรุปไดว้ า่ รปู แบบการดแู ลต่อเนอื่ งเดก็ ทปี่ ่วยดว้ ยโรคเรอื้ รัง ประกอบด้วย ๓ ระยะ ดังน้ี ๑) การดูแลท่ี
โรงพยาบาล ประกอบด้วยการตอบสนองความต้องการของเด็กและครอบครัวการให้มารดามีส่วนร่วม
การสรา้ งความเข้มแขง็ ให้ครอบครวั การเตรยี มกอ่ นกลับบา้ น ๒) การส่งต่อการดูแล ประกอบด้วยการ
มีผู้ประสานงานส่งต่อ การส่งต่อข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษร และ ๓) การดูแลที่บ้าน ประกอบด้วย
การให้ครอบครัวมสี ว่ นร่วม การทำงานร่วมกันแต่ละระดับการดแู ล เพราะว่าเด็กที่ป่วยดว้ ยโรคเร้ือรัง
มีประสบการณ์ไม่สบายกายทุกข์ใจ ปรับตัวต่อการเจ็บป่วย และหวังให้มีชีวิตปกติ อาจเนื่องมาจาก
การเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังก่อให้เกิดความเครยี ดจากการเจ็บป่วย จึงจำเป็นต้องมีส่วนรบั รู้และเข้าใจ
ในความเจ็บป่วยท่แี ท้จริงของเด็กต่อไป

๒.๗.๓๔ สุพัตรา บัวที๑๗๒ เสนอบทความเรื่อง การสร้างพลังอำนาจกบั การจัดการโรคเรื้อรงั
ในเขตชนบท ได้นำเสนอไว้ว่า การจัดการดูแลผู้เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้บุคคล
สามารถดำรงไว้ซึ่งหน้าท่ีและมภี าวะสุขภาพท่ดี ีท่ีสุด ตอ้ งมคี วามสอดคล้องกับวิถีชีวิต อุปสรรคสำคัญ
ของการจัดการดูแลผู้เจ็บป่วยด้วยโรคเรือ้ รังในพื้นท่ีห่างไกลในเขตชนบท คือ การขาดแคลนบุคลากร
ทางสุขภาพ และทรพั ยากรเพือ่ สนบั สนุนการจัดการดูแลสขุ ภาพ

๑๗๐ สุวภรณ์ แนวจำปา, “การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายใกล้ตายเชิงพุทธบูรณาการ”, วิทยานิพนธ์พุทธ
ศาสตรดุษฎีบณั ฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๔).

๑๗๑ ทัศนีย์ อรรถารส และ จุไร อภัยจิรรัตน์, “รูปแบบการดูแลต่อเนื่องของเด็กที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง”,
วารสารสภาการพยาบาล, ปีที่ ๒๖ ฉบับพเิ ศษ (มกราคม-มนี าคม ๒๕๕๔) : ๑๑๒-๑๒๔.

๑๗๒ สพุ ัตรา บัวที, “การสรา้ งพลังอานาจกบั การจดั การโรคเรือ้ รังในเขตชนบท”, วารสารพยาบาลศาสตร์
และสขุ ภาพ, ปที ่ี ๓๔ ฉบับที่ ๔ (ตลุ าคม-ธันวาคม ๒๕๕๔) : ๘๕.

๘๓

การใช้แนวคิดการสร้างพลังอำนาจในการจดั การบริการที่อาศัยการจัดการบริการในลักษณะ
ผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลางและการจัดการดูแลอย่างต่อเนื่อง น่าจะเป็นแนวทางที่น่าจะช่วยให้
ผู้ใช้บริการสามารถควบคุมการดำเนินชีวิต มีอิสระ และจัดการดูแลสุขภาพของตนเอง การส่งเสริม
การมีส่วนรว่ มของบุคคล ครอบครวั และชุมชนเพื่อเป็นเครือขา่ ยในการดูแลโรคเร้ือรัง เป็นวิธีการท่ีจะ
ทำให้ทรัพยากรในการจัดการดูแลโรคเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ห่างไกลในทางอ้อม ส่งผลดีต่อภาวะ
สุขภาพ และความผาสุกของผู้เจ็บปว่ ยด้วยโรคเรื้อรัง ดังนั้น พยาบาลจึงควรนำแนวคิดเรื่องการสร้าง
พลังอำนาจมาใช้ทง้ั ในการจัดการศึกษาพยาบาล การวจิ ัย และการปฏิบัติการพยาบาล เพ่อื พัฒนาการ
จัดการดแู ลสำหรับโรคเรอื้ รังตอ่ ไป

๒.๗.๓๕ วีณา เที่ยงธรรม และคณะ เสนอบทความเรื่อง “การวิเคราะห์งานวิจัยการสร้าง
เสริมสุขภาพในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่ตีพิมพ์ในวารสารพยาบาลสาธารณสุข ” ได้นำเสนอไว้ว่า โรค
เรื้อรัง หมายถึง โรคที่รักษาไม่หายการรักษาเป็นเพียงการพยุงไม่ให้มีการสูญเสียการทำงานของ
ร่างกายมากขึ้น โรคเร้ือรังมหี ลายประเภท เชน่ โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดนั โลหติ สงู โรคหัวใจ
วาย โรคไตวาย โรคข้อเสื่อม เป็นต้น โรคเรื้อรังเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขและ มีแนวโน้ม
เพมิ่ ข้นึ อย่างตอ่ เน่อื ง๑๗๓

๒.๗.๓๖ นุชนาฏ แจ้งสว่าง๑๗๔ วิจัยเรื่อง “ผลลัพธ์ของโปรแกรมการดูแลอย่างต่อเน่ืองจาก
โรงพยาบาลถงึ บ้านโดยพยาบาลผ้ปู ฎบิ ตั ิการพยาบาลขน้ั สูงในกลุ่มผู้สูงอายุเจ็บป่วยเร้ือรัง : การศึกษา
เชิงเปรียบเทียบ” ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ผลลัพธ์การจัดการดูแลอย่างต่อเน่ืองจากโรงพยาบาลถึงบ้าน
ในกลุ่มผู้สูงอายุเจ็บป่วยเรื้อรังที่ได้รับการดูแลจากพยาบาลผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง พยาบาลผู้มี
ประสบการณ์ และพยาบาลจบใหม่ ไม่มคี วามแตกตา่ งกนั ในเร่ืองผลลัพธด์ ้านสุขภาพ ซงึ่ อาจเป็นไปได้
ว่ามีปัจจยั อื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แก่ ลักษณะผู้ปว่ ยที่พยาบาลผู้ปฏิบตั ิการพยาบาลขั้นสงู ให้การดูแลมี
ความยุ่งยากซับช้อนมากกว่า พยาบาลทั้งสามระดับมีการทำงานร่วมกันเป็นทีมขณะที่เยี่ยมบ้าน
พยาบาลผ้ปู ฏิบตั ิการพยาบาลขนั้ สงู ต้องปฏิบตั ิหลายบทบาทนอกจากการดูแลผู้ปว่ ยโดยตรง ซ่ึงอาจมี
ผลต่อปริมาณกจิ กรรมพยาบาลท่ีพึงต้องปฏิบัติ หรืออาจเปน็ เพราะความสามารถในการดูแลของญาติ
ผ้ดู แู ลเป็นตัวแปรหนงึ่ ทส่ี ง่ ผลต่อผลลพั ธท์ ่ตี อ้ งการ และจากการศกึ ษาพบวา่

ความพงึ พอใจของญาตผิ ู้ดูแลต่อบริการท่ีไดร้ ับระหว่างกลุ่มมีความแตกต่างกนั โดยญาติ และ
ในกลุ่มที่มีผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงเป็นผู้ดูแลหลักมีความพึงพอใจต่อบริการที่ได้รับมากกว่าญาติ

๑๗๓ วีณา เที่ยงธรรม และคณะ, “การวิเคราะห์งานวิจัยการสร้างเสริมสุขภาพในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่
ตีพิมพ์ในวารสารพยาบาลสาธารณสุข”, วารสารพยาบาลสาธารณสุข, ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๒ (พฤษภาคม–สิงหาคม
๒๕๕๕) : ๓.

๑๗๔ นุชนาฏ แจ้งสว่าง, “ผลลพั ธ์ของโปรแกรมการดแู ลอย่างต่อเนื่องจากโรงพยาบาลถงึ บ้านโดยพยาบาล
ผู้ปฎิบตั ิการพยาบาลขัน้ สูงในกลุ่มผูส้ งู อายุเจ็บปว่ ยเรือ้ รัง : การศึกษาเชิงเปรียบเทยี บ”, วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎี
บัณฑิต (การพยาบาล), (บณั ฑิตวทิ ยาลัย: มหาวิทยาลยั มหิดล, ๒๕๕๔).

๘๔

ผู้ดูแลในกลุ่มที่มีพยาบาลผู้มีประสบการณ์ และพยาบาลจบใหม่เป็นผู้ดูแลหลัก ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความ
พึงพอใจต่อบริการที่ได้รับเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สะท้อนถึง ความสามารถของพยาบาลผู้ปฏิบัติการ
พยาบาลขั้นสูงในการตอบสนองความต้องการการดูแลผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนได้อย่างครบถ้วน และ
ตรงกบั ความตอ้ งการของผู้ใชบ้ รกิ าร

จากการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสรุปได้ว่า การดูแลผู้ป่วยควรได้รับการดูแลรักษาแบบ
องค์รวมครอบคลุมมิติทางกาย มิติทางจิต มิติทางปัญญา มิติทางสังคม วิธีการแบบองค์รวม เช่น การ
ดูแลด้านร่างกายโดยการสร้างบรรยากาศ การดูแลด้านจิตใจ ส่งเสริมให้ครอบครัวของผู้ป่วยและ
เครือข่ายสังคมให้เป็นส่วนหนึ่งในทีมดูแลผู้ป่วย ทั้งนี้เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียว ไม่
สามารถให้บริการได้อยา่ งทั่วถึง จงึ จำเปน็ ต้องอาศยั ความรว่ มมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการ
แกป้ ญั หา และผลกั ดันใหเ้ กิดรูปแบบการดแู ลสขุ ภาพผู้สงู อายรุ ะยะยาวในชมุ ชน ผ่านกระบวนการการ
สื่อสาร การสะท้อนความคิด การสร้างแรงจูงใจ การใช้กระบวนการกลุ่ม การทำงานเป็นทีม รวมถึง
ความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อเสริมสร้างพลังอำนาจในผู้ป่วยกลุ่มโรคเรื้อรัง มีการจัดตั้ง
หน่วยงานในสถานบริการขึ้นใหม่ เพื่อทำหน้าที่ประสานงานและดำเนินการ เพื่อการพัฒนาปรับปรุง
ระบบการดแู ลผูป้ ่วยและเปน็ ขอ้ มูลพ้นื ฐานในการพัฒนาคุณภาพการให้การรักษาได้ต่อไป

จากการที่ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า เป็นการสนับสนุนว่าญาติ
ผู้ดูแลเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างมากในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่บ้าน และในระหว่างดูแลนั้น
ญาติผู้ดูแลต้องประสบกับความเครียดซึ่งส่งผลลบต่อภาวะสุขภาพจิตใจและกายของญาติผู้ดูแลและ
จะสง่ ผลลบต่อคุณภาพการดแู ลผปู้ ่วยด้วย ดังนน้ั ญาติผดู้ แู ลผูป้ ว่ ยโรคเร้ือรังเป็นกลุ่มเสี่ยงท่ีควรได้รับ
การส่งเสริมและสร้างความเขม้ แข็งทางดา้ นจติ ใจตามหลักพุทธจติ วิทยาเพื่อใหส้ ามารถดูแลผูป้ ว่ ยโรค
ไม่ตดิ ต่อเร้ือรงั ได้อยา่ งมคี ุณภาพ

บทท่ี ๓

วิธกี ารดำเนนิ การวิจัย

การวิจัยเรื่อง การประยุกต์หลักพุทธจิตวิทยาบูรณาการในการสร้างความเข้มแข็ง
ทางจิตใจของญาติผ้ดู ูแลผูป้ ่วยโรคเรอื้ รงั โดยมวี ธิ ีดำเนนิ การวิจัยตามลำดับขน้ั ตอนดังน้ี

๓.๑ รปู แบบวิจัย

การวิจัยครั้งน้ีเรื่องการประยุกต์หลักพุทธจิตวิทยาบูรณาการในการสร้างความเข้มแข็งทาง
จิตใจของญาตผิ ู้ดแู ลผ้ปู ่วยโรคเรื้อรัง เปน็ วิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการวเิ คราะห์
ข้อมูลจาก เอกสาร ตำรา ข้อมูล สถิติ รายงานการวิจัย รายงานของหน่วยงานต่างที่เกี่ยวข้อง โดย
ศกึ ษาความคดิ เหน็ ของกลุ่ม พระสงฆ์ ญาตผิ ู้ดูแลผู้ปว่ ย,ภาคีเครือข่าย เป็นกลมุ่ เป้าหมายเพ่ือสร้างหลัก
พุทธจิตวิทยาบูรณาการในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของญาติผูด้ ูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ในจังหวัด
เชยี งราย

๓.๒ ข้อมลู

ผู้วจิ ัยไดก้ ำหนดพื้นที่ อำเภอขุนตาล จังหวัดเชยี งราย

๓.๓ ผ้ใู ห้ข้อมลู ทส่ี ำคัญ

ในการวิจยั ครัง้ น้ีผ้วู จิ ัยได้กำหนด ในการเก็บขอ้ มูล ดงั นีค้ อื

๓.๓ ๑. พระสงฆ์ /พระคิลานุปัฏฐาก จำนวน ๑๐ รปู
๑๑ คน
๓.๓ ๒. ญาตผิ ู้ดูแลผ้ปู ว่ ย จำนวน ๑๓ คน
๖ คน
๓.๓ ๓. สาธารณสุข (หมอ/พยาบาล) จำนวน

๓.๓ ๔. ภาคีเครือข่าย (อ.ส.ม) จำนวน

รวมท้งั หมด จำนวน ๓๔ รปู /คน

๓.๔ เครือ่ งมือการวจิ ยั

ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้เครื่องมือในการวิจัยคือ การสัมภาษณ์ (In-depth interview)
แบบเจาะลกึ การสัมภาษณ์ แบบเจาะลกึ มีจำนวน ๕ ประเด็นคือ

ส่วนที่ ๑ ขอ้ มลู พื้นฐานของผู้ให้ขอ้ มลู ทีส่ ำคญั
ส่วนท่ี ๒ รปู แบบการรักษาโรคและกระบวนการให้กำลังใจของญาติ
ส่วนท่ี ๓ การสรา้ งความเขม้ แข็งทางจติ ใจของญาติ
สว่ นท่ี ๔ หลักธรรมตามพุทธจติ วทิ ยา
ส่วนท่ี ๕ ข้อเสนอแนะ

๘๖

๓.๕ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล

สำหรับการเก็บข้อมูลในการศึกษาเรือ่ งการประยุกต์หลักพุทธจิตวิทยาบูรณาการใน
การสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังในจังหวัดเชียงราย เป็นวิจัยเชิง
คุณภาพ (Qualitative Research) รวบรวมข้อมูลทั้งเอกสาร ข้อมูลทั้งเอกสาร ผู้วิจัยได้ดำเนินการ
เก็บรวบรวมขอ้ มูลตามขนั้ ตอน ดังนี้

๑) ศึกษาข้อมูลจากเอกสาร ตำรา บทความ งานวิจัย ในลักษณะการวิจัยเอกสาร
(Documentary Research) ได้แก่ ส่วนที่เป็นคำอธิบายจากเอกสาร หนังสือ ตำรา ที่เป็นแนวคิด
ทฤษฎี รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทฤษฎี รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการ
รักษาโรค แนวคิดเกี่ยวกับการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพุทธจิตวิทยา
โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในจังหวัดเชียงราย งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นฐานสำหรับในการ
วิเคราะห์เสนอผลการศกึ ษา

๒) ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เจาะลึกในการวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพมีเครื่องมือการ
สัมภาษณ์เจาะลึก เพื่อรวบรวมข้อมูลวิจัยได้ครบแล้ว ผู้วิจัยจะวิเคราะห์ข้อมูลโดยการจัดกลุ่มข้อมูล
แลว้ เขียนดว้ ยรปู แบบเชงิ พรรณนา มีแนวคิด ทฤษฎี งานวจิ ัยทเี่ กยี่ วขอ้ ง

บทที่ ๔

ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู

วิจัยเรื่อง การประยุกต์หลักพุทธจิตวิทยาบูรณาการในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของ
ญาติผู้ดูแลผู้ปว่ ยโรคในอำเภอขุนตาล จงั หวดั เชยี งราย ผู้วิจยั ไดต้ ง้ั วตั ถุประสงค์เพื่อการการศึกษาไว้ ๓
ประการคือ ๑. เพอ่ื ศึกษาการรักษาโรคและการให้กำลังใจของญาติผ้ดู ูแลผูป้ ว่ ยเรื้อรงั ในอำเภอขุนตาล
จังหวัดเชียงราย ๒. เพื่อศึกษากระบวนการสร้างความเข้มแข็งทางด้านจิตใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วย
เรือ้ รังตามแนวพทุ ธจติ วิทยา ๓. เพอ่ื วิเคราะหร์ ูปแบบและการประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั พุทธจติ วิทยาบูรณาการ
ในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังในอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย
ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในงานวิจัยมี ๓ กลุ่ม ดังนี้ ๑. กลุ่มพระสงฆ์ เจ้าอาวาส จำนวน ๔ รูป ๒. กลุ่ม
เจ้าหน้าท่สี าธารณสุข จำนวน ๑๗ คน ๓. กลมุ่ ญาตผิ ้ดู แู ล จำนวน ๑๑ คน โดยเทียบเคียงผลการศกึ ษา
ด้วยแนวคิดทฤษฎที ่ีเก่ยี วขอ้ งมผี ลการศกึ ษาด้วยวิธเี ชงิ พรรณนาดังต่อไปนี้

๔.๑ ข้อมลู พื้นฐานของผใู้ หท้ ีส่ ำคญั

ในการวิจัยครั้งน้ีผู้วิจัยไดส้ ัมภาษณ์เจาะลึกขอ้ มูลพื้นฐานของผู้ให้ข้อมูลทีส่ ำคัญเกือบทั้งหมด
เป็นเพศหญิง (๒๐ คน) ผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญเกือบทั้งหมดอายุเกิน ๕๐ ปี (๑๘ คน) ผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ
ส่วนน้อยเป็นพระมหาเถระ มีพรรษา ๒๐ พรรษาข้นึ ไป ( ๔ รูป ) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส พระคิลานุ
ปัฏฐาก (๔ รูป) หมอพยาบาล ( ๗ คน) เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ( ๖ คน) และญาติผู้ดูแล (๑๑ คน)
ผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร ( ๑๖ คน) ผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญมีระดับการศึกษา ระดับ
มธั ยมศึกษาตอนปลายภาคบังคบั และสว่ นนอ้ ยมีระดับการศึกษาอยู่ในระดบั ปรญิ ญาตรี ( ๑๖ คน)

๔.๒ รูปแบบการรักษาโรคและกระบวนการสร้างกำลังใจแก่ญาติของป่วยโรค
(โรคเบาหวาน)

การวิจัยเรื่อง การประยุกต์หลักพุทธจิตวิทยาบูรณาการในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ
ของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเร้ือรังในอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลในการสัมภาษณ์
เชิงลึก (key Informant คำนี้ไม่ใช่) ผู้วิจัยได้แบ่งกลุ่มผูใ้ หข้ ้อมูลที่สำคัญออกเป็น ๑ กลุ่มคือ จำนวน
๓๑ คน ซ่ึงมผี ลการการศกึ ษา ดังน้ี

ในการวิจัยเรื่องนี้ ผู้วิจัยได้นำประเด็นเรื่อง การประยุกต์หลักพุทธจิตวิทยาบูรณาการในการ
สร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังในอำเภอขุนตาล เก็บข้อมูลเชิงลึกกับ
พระสงฆ์ พระคิลานุปฏั ฐาก หมอพยาบาล เจ้าหน้าทีส่ าธารณสขุ และญาติผู้ดแู ล จำนวน ๓๑ รูป/คน
ซงึ่ มผี ลการศึกษาดังนี้

๘๘

รูปแบบหรือแนวทางให้คำแนะนำในการดูแลญาติ (เบาหวาน) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ พระครู
ประพัฒน์ภูมิรัช๑ นางฉลอง ชัยเขียว๒ นางช่อทิพย์ คูหา๓ นางจำปี แก้วดามเรือน๔มีความคิดเห็นว่า
วิธกี ารจัดการกับความเครียด ทางรา่ งกาย ทางอารมณ์ ทางความคิด และทางพฤติกรรม ทำใหม้ คี วาม
เข้าใจในการดูแลและแนะนำการดูแลสุขภาพเบื้องต้นและการจัดยาเพื่อให้ความเชื่อม่ัน ให้ความ
จรงิ ใจ พดู คุยใหก้ ำลงั ใจทงั้ ผู้ป่วยและญาตผิ ้ปู ่วย การให้ความร้แู ก่ผปู้ ่วยเบาหวาน เร่อื งการปอ้ งกนั การ
ติดเช้ือโควิด-๑๙ ควรหลกี เลยี่ งการติดตอ่ กับผู้ทีม่ ปี ระวัตเิ สี่ยงต่อการติดเช้ือ การใช้วธิ ีการป้องกัน เช่น
การล้างมือ การฉีดยา การเก็บรักษายา ส่งเสริมให้ผู้ป่วยเบาหวานมีกิจกรรมทางกายและออกกำลัง
กายมากขึ้น และการควบคุมอาหารดูแลระดับน้ำตาลในเลือดโดยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด พระครู
ปัญญาวนธาดา๕พระสุวัชชัย ชยวุฑฺโฒ๖ นางภัสชลิตา อนุเคราะห์๗ นายแพทย์อุทิศ ศรีวิชัย๘ นาย
ปรัชญารัตน์ วงศ์ผา๙ นางสาววีรัตนา อนุภาพ๑๐ นางสาวสุจิรา ต้อมแต้ม๑๑ นางอานพ สอนแก้ว๑๒
นางอัมพร จอมใจ๑๓ มีความคิดเหน็ ว่า รับประทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่ ใสใ่ จดแู ลผปู้ ว่ ย เรอื่ ง

การรับประทานอาหารเปน็ พิเศษ ไมท่ ำให้ผ้ปู ่วยเครียด แนะนำญาติเรอื่ งอาหารสำหรับผู้ป่วย
เบาหวาน แนะนำเร่อื งการรับประทานยาและฉีดยาเบาหวาน แนะนำการสงั เกตอาการภาวะนำ้ ตาลสูง
น้ำตาลต่ำของ Pt เบาหวาน ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร และรักษาสุขภาพจิต ให้
คำแนะนำในเรื่องการปรุงอาหาร เกี่ยวกับอาหารรสชาติหวาน ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทาน
อาหารและยาของผู้ป่วยที่ผู้ป่วยควรทราบ ไม่ควรทานโดยอาศัยหลักของ ๓อ. ๒ส. มาประกอบ
คำแนะนำ แนะนำและให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการทานอาหารและออกกำลังกาย ถ้าได้กินยาควรคุม
โรคอยู่ต้องทานตามแพทย์สั่งและควบคู่กับการจำกัดเรื่องการกินพร้อมกับการออกกำลังกายอย่าง

๑ สมั ภาษณ์ พระครปู ระพัฒน์ภูมริ ชั เจ้าอาวาสวดั ต้าหวั ฝาย เจ้าคณะตำบลต้า, ๒๔ มกราคม ๒๕๖๕.
๒ สัมภาษณ์ นางฉลอง ชยั เขยี ว อาสาสมคั รดูแลผู้สงู อายุ. บา้ นทุ่งศรเี กิด, ๒๔ มกราคม ๒๕๖๕.
๓ สมั ภาษณ์ นางชอ่ ทิพย์ คูหา พยาบาลวชิ าชีพโรงพยาบาลขนุ ตาล, ๒๔ มกราคม ๒๕๖๕.
๔ สมั ภาษณ์ นางจำปี แกว้ ดามเรือน ญาติผ้ดู แู ลผูป้ ว่ ย, ๒๔ มกราคม๒๕๖๕.
๕ สัมภาษณ์ พระครูปัญญาวนธาดา เจ้าอาวาสวัดป่าตาลใต้ เจ้าคณะตำบลป่าตาลใต้, ๒๔ มกราคม
๒๕๖๕.
๖ สัมภาษณ์ พระสวุ ชั ชยั ชยวุฑฺโฒ วดั ร่องขนุ่ พระคิลานุปัฏฐาก, ๒๔ มกราคม๒๕๖๕.
๗ สัมภาษณ์ นางภัสชลิตา อนุเคราะห์ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการโรงพยาบาลขุนตาล, ๒๔ มกราคม
๒๕๖๕.
๘ สมั ภาษณ์ นายแพทย์อทุ ศิ ศรีวิชัย แพทย์โรงพยาบาลขุนตาล, ๒๔ มกราคม๒๕๖๕.
๙ สัมภาษณ์ นายปรัชญารัตน์ วงศ์ผา พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพยางฮอม, ๒๔ มกราคม
๒๕๖๕.
๑๐ สัมภาษณ์ นางสาววรี ัตนา อนภุ าพ อาสาสมคั รดูแลผูส้ งู อายุ. บ้านป่าบง, ๒๔ มกราคม ๒๕๖๕.
๑๑ สัมภาษณ์ นางสาวสจุ ริ า ตอ้ มแตม้ ญาตผิ ้ดู ูแลผู้ป่วย, ๒๔ มกราคม๒๕๖๕.
๑๒ สัมภาษณ์ นางอานพ สอนแก้ว ญาติผดู้ ูแลผปู้ ว่ ย, ๒๔ มกราคม๒๕๖๕.
๑๓ สมั ภาษณ์ นางอัมพร จอมใจ อาสาสมัครดูแลผสู้ ูงอายุ. บ้านน้ำแพร,่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๕.


Click to View FlipBook Version