The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตำราวิชาการสุคนธบำบัด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by siriwade, 2020-07-14 01:33:27

ตำราสุวคนธบำบัด

ตำราวิชาการสุคนธบำบัด

Keywords: สุวคนธบำบัด

ทีป่ รกึ ษา

นายแพทยล์ อื ชา วนรตั น ์ นายแพทย์วิชยั โชควิวัฒน

นายแพทย์สมยศ เจรญิ ศักด
์ิ



คณะบรรณาธกิ าร
รศ.ดร.นจิ ศิริ เรืองรงั ษ

นายแพทยเ์ ทวญั ธานีรัตน์
รศ.ดร.สุรพจน์ วงศใ์ หญ ่ นางสาวชนิดา พลานุเวช

รศ.พมิ พร ลลี าพรพสิ ิฐ เภสชั กรสมนึก สุชัยธนาวนชิ

ดร.จงกชพร พนิ ิจอกั ษร เภสชั กรหญิงวจั นา สจุ ีรพงศส์ นิ

นางชวดิ า สุขนริ นั ดร์ นายวนิ ัย แกว้ มุณีวงศ์

นางสีไพร พลอยทรพั ย ์ นางสาวปราณ ี ลิมปว์ รวรรณ

นายย่ิงศักดิ ์ จติ ตะโคตร









จัดพมิ พโ์ ดย กองการแพทย์ทางเลือก

กรมพฒั นาการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

จำนวน 1,400 เล่ม

พิมพค์ รั้งท่ี 1 กันยายน

พิมพ์ท่ี สำนกั กิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผา่ นศึก

ISBN 978-974-04-0823-9

คำนำ




ในสภาพสังคมปัจจุบันที่วุ่นวายและแข่งขันกันเพื่อเอาตัวรอดท้ังในด้านการเรียน
การทำงาน รวมถึงสังคมในการดำเนินชีวิตท่ีก่อให้เกิดความเครียดทางภาวะจิตใจส่งผลให้เกิด
โรคภัยมาบ่ันทอนชีวิตคนเรา ทำให้ต่างแสวงหาวิธีที่จะช่วยคลายความเครียดให้กับตนเอง กระแสการ
ต่ืนตัวในเรื่องสุขภาพทำให้ใครหลายคนเร่ิมหันมาดูแลสุขภาพและเอาใจใส่สุขภาพร่างกายของตนเอง
มากขึ้น และการนำเอาภูมิปัญญาที่มีอยู่ในธรรมชาติมาประยุกต์ใช้เพ่ือดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ
ในลกั ษณะการบำบดั ดว้ ยกลน่ิ (Aromatherapy) กเ็ ปน็ อกี ทางหนง่ึ ทไ่ี ดร้ บั ความสนใจและกำลงั เปน็ ทนี่ ยิ ม

องค์ความรู้ศาสตร์การใช้น้ำมันหอมระเหยมีหลากหลายและเป็นผลิตภัณฑ์ท่ีใช ้
ในการบริการด้านสุขภาพ ซ่ึงความต้องการผลิตภัณฑ์และการนำไปใช้กำลังขยายตัวอย่างมาก จึงจำเป็น
ท่ีผู้ใช้และผู้รับบริการจะต้องมีความรู้ด้านคุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหยท่ีใช้ รวมท้ังคุณภาพและ
มาตรฐานของนำ้ มันหอมระเหยเป็นปัจจัยสำคัญ

เทคนิคการใช้สุคนธบำบัดเพื่อผ่อนคลายเป็นศาสตร์อีกแขนงหน่ึงที่มนุษย์คิดค้น
ประโยชน์จากส่ิงทเ่ี ป็นธรรมชาติ การเลอื กนำ้ มนั หอมระเหยที่ให้ประโยชน์ในการรักษาจะต้องเลือกชนิด
ท่ีมีความบริสุทธ์ิและคุณภาพสูง ซึ่งทั้งน้ีขึ้นอยู่กับคุณลักษณะหลายประการ โดยจะมีเน้ือหาในเล่มนี้
เช่น คุณภาพของน้ำมันหอมระเหยจะข้ึนอยู่กับภูมิอากาศและสถานท่ีปลูก วิธีการปลูก การดูแลรักษา
การเก็บเก่ียวและวิธีการสกัด หลักการผสมน้ำมันหอมระเหย การจัดทำและหลักการใช้ประโยชน์ จาก
น้ำมันหอมระเหยในสุคนธบำบัด ซึ่งหนังสือเล่มน้ีเกิดจากความร่วมมือระหว่างกองการแพทย ์
ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กับผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุคนธบำบัด
ในประเทศไทยทง้ั ภาครัฐและเอกชนไดร้ วบรวมองค์ความรู้ทง้ั ภาคทฤษฎแี ละการประยกุ ต์ใช้

กองการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
กระทรวงสาธารณสุข ขอขอบคุณผู้เขียนทุกท่านที่ได้เสียสละเวลาอันมีค่าในการรวบรวมองค์ความรู้
และประสบการณ์ของท่านมาเผยแพร่ในตำราวิชาการสุคนธบำบัด เพ่ือเป็นเอกสารทางวิชาการท่ีเกิด
ประโยชน์สำหรับผู้สนใจค้นคว้านำไปประกอบการศึกษา เพ่ือเพ่ิมศักยภาพความรู้ของตนเองและสถาน
บริการเพ่ือยกระดับมาตรฐานการบริการ หากมีข้อบกพร่องประการใด คณะผู้จัดทำขอน้อมรับคำชี้แนะ
และนำไปปรบั ปรงุ ในโอกาสตอ่ ไป

กองการแพทย์ทางเลอื ก


สารบ
ญั
หนา้


คำนำ


บทที่ 1 บทนำ 1-7

1.1 นยิ ามของสุคนธบำบัด 3

1.2 ประวัติความเปน็ มาของสคุ นธบำบัด 4

1.3 การใช้สคุ นธบำบัดในปัจจบุ นั 5
1.4 นยิ ามของน้ำมันหอมระเหย 6

1.5 การดแู ลสขุ ภาพแบบองค์รวมด้วยสคุ นธบำบัด 6

เอกส
ารอา้ งองิ 7


บทที่ 2 ความรูท้ ่ัวไปเกย่ี วกับนำ้ มนั หอมระเหย 9-88


2.1 ความรูท้ ั่วไปเกย่ี วกับสมนุ ไพร พืชหอม 11

2.2 ความร้เู ร่อื งนำ้ มนั หอมระเหย 13

2.3 ส่วนประกอบของน้ำมนั หอมระเหย 14

2.4 การสกัดนำ้ มันหอมระเหยจากพชื 24

2.5 การตรวจสอบและควบคมุ คณุ ภาพของนำ้ มันหอมระเหย 27

2.6 กายวภิ าคศาสตร์ สรรี ะวิทยา 45

2.7 ทฤษฎกี ารรับกลน่ิ และกลไกการออกฤทธขิ์ องนำ้ มันหอมระเหย 69

2.8 ความปลอดภัยในการใชน้ ้ำมนั หอมระเหย 77

เอกสารอ้างอิง 88




บทท่ี 3 ชนิดของนำ้ มันหอมระเหย 89-215
3.1 ขอ้ กำหนดมาตรฐานของน้ำมันหอมระเหย 91

3.2 พชื ทีใ่ ห้นำ้ มนั หอมระเหย 96

3.3 ขอ้ กำหนดมาตรฐานของ Carrier Oil 204

เอกสารอ้างองิ 213

หนา้


บทที่ 4 หลักการใช้ประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหยในสุคนธบำบัด 217-
4.1 หลักการผสมและการเจอื จางนำ้ มันหอมระเหย 219

4.2 รูปแบบการใชน้ ำ้ มนั หอมระเหย 225

• การบำบดั โดยการดดู ซมึ ทางผิวหนัง
226
ก. การบำบดั โดยการนวด 226

ข. การบำบดั โดยการแช่ (ตวั , เทา้ ) 228

ค. การบำบัดโดยการประคบ 229

ง. การบำบัดโดยการอบ 231

• การบำบดั โดยการสูดดม 231
ก. การสดู ดมทางอ้อม 231

ข. การสูดดมทางตรง 232

เอกสารอ้างองิ 234



บทที่ 5 ผลติ ภณั ฑ์นำ้ มนั หอมระเหย (Aromatherapy Products) 2 3 5 -
5.1 องคป์ ระกอบทัว่ ไปของผลติ ภัณฑ์นำ้ มันหอมระเหย 238

5.2 เทคนคิ ในการผสมนำ้ มนั หอมระเหยในตำรับ 238

5.3 ผลิตภณั ฑ์น้ำมนั หอมระเหยเพอื่ การดูแลสุขภาพแบบพน้ื ฐาน : 239

ก. ยาดมบรรเทาหวัด หรอื บรรเทาอาการวงิ เวียนศรี ษะ 241

ข. เจล หรือขผี้ ึง้ บรรเทาปวดเม่อื ยกลา้ มเนื้อ 243

ค. สเปรย์หอมไล่ยงุ 244

ง. สเปรยป์ รับอากาศและฆา่ เชื้อในห้อง ในรถยนต ์ 245

จ. น้ำมันนวดตวั เพอื่ ผอ่ นคลายกล้ามเนื้อหรือเพือ่ คลายเครยี ด 246

ฉ. ผลิตภัณฑ์น้ำยาบว้ นปาก 251

5.4 ผลติ ภณั ฑน์ ้ำมนั หอมระเหยเพ่ือการถนอมผวิ พรรณและความงาม 256
ผลิตภัณฑ์นำ้ มนั หอมระเหยทีใ่ ช้ในการอาบน้ำ 257

(Aromatic bath products)



ก. สบเู่ หลว หน้า

ข. โฟมอาบน้ำ 258

ค. น้ำมันหอมสำหรับอาบน้ำ 260

ง. เกลือหอมสำหรับอาบนำ้ 262

จ. นำ้ สม้ สายชหู อมสำหรบั อาบน้ำ 267

ฉ. น้ำนมทีใ่ ช้หลงั อาบนำ้ 269

เอกสารอา้ งอิง 270
ผลิตภณั ฑน์ ้ำมันหอมระเหยที่ใช้กบั ร่างกายในการถนอมผวิ พรรณ 271

(Aromatic skin care products)
274

ผลิตภณั ฑน์ ้ำมันหอมระเหยท่ีใชก้ บั ร่างกายในการขจัดเซลลูไลท์ 280

(Aromatic anticellulite / slimming products)
284

ผลิตภณั ฑน์ ้ำมนั หอมระเหยที่ใชใ้ นการถนอมผวิ หนา้ 299

(Aromatic facial care products)
305

ผลติ ภัณฑ์น้ำมนั หอมระเหยที่ใช้ในการถนอมเสน้ ผม 310

(Aromatic hair care products)

5.5 การควบคมุ คณุ ภาพและกฎหมายทีเ่ กี่ยวขอ้ ง 313-355

เอกสารอา้ งอิง 318


341
351
บทท่ี 6 การประยุกตใ์ ช้น้ำมันหอมระเหยในศาสตรก์ ารแพทยท์ างเลือก 352

6.1 การแพทยแ์ ผนไทย 354


6.2 การแพทยอ์ ายุรเวท
6.3 การแพทยแ์ ผนจีน
6.4 การแพทย์ทางเลอื กอน่ื ๆ
เอกสารอา้ งอิง

สารบัญภาพ



หน้า

ภาพที่ 2.1 ภาพวาดจากฝาผนงั หลุมศพในปริ ะมิด 13

ภาพท ่ี 2.2 แสดงภาชนะใส่เครื่องหอมในสมัยกรกี และโรมนั 13

ภาพที่ 2.3 แสดงการกลนั่ นำ้ มันหอมระเหยยคุ Beginning of Modern Era 13

ภาพท่ี 2.4 ภาพขยายบนตอ่ มน้ำมันของ A สะระแหน่ B สะระแหน่ญ่ปี นุ่ 14

ภาพที่ 2.5 การกล่ันน้ำมันหอมระเหยด้วยไอน้ำ 24

ภาพท ่ี 2.6 การกล่ันนำ้ มันหอมระเหยดว้ ยการต้มกบั นำ้ 24

ภาพที่ 2.7 การกล่นั นำ้ มนั หอมระเหยดว้ ยน้ำและไอน้ำ 25

ภาพที ่ 2.8 การสกัดดว้ ยไขมนั 26

ภาพท ่ี 2.9 การบีบและคั้น 26

ภาพท ่ี 2.10 เคร่อื งมือทางปริมาณน้ำมนั หอมระเหย 28

ภาพท ่ี 2.11 เครอื่ งแกสโครมาโทกราฟ/แมสสเปกโทรมิเตอร ์ 29

ภาพที่ 2.12 ส่วนประกอบหลักของเครอ่ื งแกสโครมาโทรกราฟ 29

ภาพที่ 2.13 การแยกสารภายใน GC column 30

ภาพท่ ี 2.14 แสดงโครมาโตแกรมของสารผสมซ่ึงประกอบดว้ ย

สารองค์ประกอบอยา่ งน้อย 6 ชนิด (6 พกี ) 30

ภาพท ่ี 2.15 ปจั จยั ของ GC column ท่ีมีผลต่อประสิทธภิ าพของการแยกสาร 32

ภาพท ่ี 2.16 เทคโนโลยกี ารพัฒนา GC column ช่วยใหว้ ิเคราะหน์ ้ำมันหอมระเหย

ได้รวดเร็วขึ้นมาก 32

ภาพท่ ี 2.17 สว่ นประกอบของแมสมีเปกโทรมเิ ตอร ์ 33

ภาพท ่ี 2.18 การทำใหโ้ มเลกลุ ของสารเกดิ เป็นไอออนโดยการชนกับอิเล็กตรอนทม่ี ีพลงั งานสูง 33

ภาพท ่ี 2.19 การวเิ คราะหน์ ำ้ มนั ลาเวนเดอร์ โดยวิธี GC/MS

พบองคป์ ระกอบทางเคมีหลักเปน็ Linalool และ linalyl acetate 34

ภาพท ่ี 2.20 การวเิ คราะหเ์ ชงิ ปริมาณ โดยใชห้ ลกั ความสัมพันธ์ระหวา่ งพ้นื ทีใ่ ต้พีก

กบั ความเขม้ ข้นของสาร 35

ภาพที่ 2.21 GC fingerprint ของนำ้ มันหอมระเหยท่ีกลน่ั จากใบ (ภาพบน) หน้า

และผวิ ของผลมะกรูด (ภาพล่าง)

ภาพที่ 2.22 GC fingerprint ของนำ้ มันลาเวนเดอร์ (ภาพบน)
36

และกล่นิ สงั เคราะห์ลาเวนเดอร์ (ภาพล่าง) 37

ภาพที่ 2.23 GC fingerprint ของนำ้ มนั ลาเวนเดอรป์ ลอม teripnyl acetate
37

แทน linalyl acetate แสดงถงึ การปนปลอมโดยใชข้ องท่ีมีมลู ค่าต่ำกว่า 39

ภาพที ่ 2.24 GC fingerprint ของนำ้ มนั ตะไคร้ (citronella grass oil) 40

ภาพท ่ี 2.25 กราฟมาตรฐานสำหรับวเิ คราะหป์ รมิ าณ citronellal 41

ภาพที่ 2.26 GC fingerprint ของผลิตภัณฑส์ เปรย์ตะไครห้ อม 42

ภาพท ่ี 2.27 นำ้ มนั ตะไคร้หอมในท้องตลาด 42

ภาพท่ี 2.28 Cymbopogon nardus (ซา้ ย) Cymbopogon citratus (ขวา) 43

ภาพท ่ี 2.29 GC fingerprint ของน้ำมนั ตะไคร้ (lemongrass oil) 47

ภาพท ่ี 2.30 สว่ นประกอบของผวิ หนัง 48

ภาพท ่ี 2.31 แสดงภาพปราสาทรบั ความรู้สึกพิเศษทผี่ ิวหนัง 50

ภาพที่ 2.32 แสดงระบบกระดูก (Skeleton System) 52

ภาพที่ 2.33 แสดงลักษณะของกล้ามเน้ือ 3 ประเภท 53

ภาพท่ ี 2.34 แสดงลักษณะของกลา้ มเนือ้ (Muscular System) 55

ภาพท ่ี 2.35 แสดงระบบหายใจ (Respiratory System) 57

ภาพท่ี 2.36 แสดงระบบลมิ บิก (Limbic System) 58

ภาพที่ 2.37 แสดงส่วนประกอบของระบบประสาท (Nervons System) 59

ภาพที่ 2.38 แสดงสว่ นประกอบของสมอง (Brain) 60

ภาพท ่ี 2.39 ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System) 62

ภาพท ่ี 2.40 แสดงระบบไหลเวยี นโลหิต (Blood Circulation System) 63

ภาพท ่ี 2.41 แสดงระบบนำ้ เหลือง (Lymphatic System) 64

ภาพท ่ี 2.42 ระบบย่อยอาหาร (Digestive System)

ภาพท่ี 2.43 แสดงระบบขับถา่ ยปัสสาวะ (Urinary System) หนา้

ภาพที่ 2.44 ระบบสบื พันธเุ์ พศชาย (Male Reproductive System) 65

ภาพที่ 2.45 แสดงระบบสบื พันธ์เุ พศหญงิ (Female Reproductive System) 66

ภาพท ่ี 2.46 แสดงส่วนประกอบของเต้านม 67

ภาพท ่ี 2.47 แสดงสว่ นประกอบของมดลกู 68

ภาพที่ 2.48 แสดงโพรงจมูก 68

ภาพท่ี 2.49 แสดงเซลลโ์ พรงจมกู 70

ภาพท่ี 2.50 แสดงภาพน้ำมันหอมระเหยเขา้ ไปสัมผสั กับเนือ้ เย่อื ท่โี คนขนจมูก
70

และเชื่อมต่อกบั ประสาท 71

ภาพท ่ี 2.51 เซลลป์ ระสาทในเยื่อบโุ พรงจมูกกบั ประสาทรับความร้สู กึ กลน่ิ และ
72

เชอ่ื มต่อกบั Limbic System กลางศีรษะ 73

ภาพที่ 2.52 เซลลป์ ระสาทรับความรู้สึกกลิ่น 74

ภาพที่ 2.53 กลไกการออกฤทธิ์ของนำ้ มันหอมระเหย 75

ภาพที่ 2.54 กลไกการออกฤทธิข์ องนำ้ มนั หอมระเหยช่วยความจำ 76

เอกสารอา้ งองิ

สารบญั ตาราง
หน้า


ตารางท ่ี 2.1 แสดงสาร Aromatic Substances ทเี่ ปน็ ประกอบหลักของสารหอม 22

ตารางท ่ี 2.2 องคป์ ระกอบทางเคมีของนำ้ มันตะไคร้หอม (citronella grass oil) 39

ตารางที่ 2.3 ปริมาณ citronellal ในน้ำมนั ตะไคร้หอมและในผลิตภณั ฑส์ เปรยต์ ะไคร้หอม 40

ตารางท ่ี 2.4 องคป์ ระกอบทางเคมีของผลิตภัณฑ์สเปรย์ตะไครห้ อม (citronella spray) 41

ตารางท่ี 2.5 องค์ประกอบทางเคมีของนำ้ มันตะไคร้ (lemongrass oil) 43

ตารางท่ ี 2.6 รา่ งกายขบั นำ้ มันหอมระเหยออกภายใน 48 ชั่วโมง 71

ตารางท ่ี 2.7 ความเปน็ พิษของน้ำมนั หอมระเหยทม่ี สี ว่ นประกอบเปน็ ketone 80

ตารางท ่ี 2.8 ความเป็นพิษของน้ำมันหอมระเหยทีม่ ี phenols

และกล่มุ อืน่ เป็นส่วนประกอบ 81

ตารางที่ 2.9 น้ำมันหอมระเหยทคี่ วรเลอื กในสตรีมีครรภ ์ 83
ตารางท ่ี 2.10 แสดงวธิ ีการ จำแนกหยด ปรมิ าณของนำ้ มนั หอมระเหย 84

ตารางที่ 2.11 แสดงการเปลยี่ นหน่วยวัดปรมิ าตร (Measurement Converion Chart) 84

ตารางที่ 3.1 แสดงการเปรียบเทยี บองคป์ ระกอบของนำ้ มนั สม้ (Bitter orange oil) 161

ตารางท ่ี 3.2 แสดงการเปรียบเทียบองค์ประกอบของนำ้ มันมะลิจากแหล่งต่าง ๆ 166

ตารางท ่ี 4.1 ตัวอยา่ งกลมุ่ น้ำมันหอมระเหยตามระดับการระเหย 221

ตารางที่ 4.2 ตวั อยา่ งกลุ่มน้ำมันหอมระเหยจตามระดับความเขม้ ข้นของกลน่ิ 222

ตารางท ่ี 4.3 ตวั อย่างกลุ่มนำ้ มันหอมระเหยตามระดบั กลิ่น 223

ตารางที่ 5.1 ตวั อยา่ งสว่ นผสมของนำ้ มนั หอมระเหยซงึ่ ใชใ้ นการอาบนำ้ 257

ตารางที่ 5.2 น้ำมันหอมระเหยชนดิ ตา่ ง ๆ สำหรบั การถนอมผวิ พรรณที่ตา่ งกนั 275

ตารางท ่ี 5.3 สตู รตำรบั ในการถนอมผิวชนิดตา่ ง ๆ 276

ตารางที่ 5.4 น้ำมนั หอมระเหยชนิดต่าง ๆ สำหรบั การถนอมเส้นผมทีต่ ่างกัน 300

ตารางท ่ี 5.5 สตู รตำรบั ถนอมเสน้ ผม 301

ตารางที่ 5.6 สรุปตัวอย่างนำ้ มันหอมระเหยทใ่ี ช้ในการถนอมผวิ พรรณ เส้นผม และวธิ ใี ช้ 303

ตำราวชิ าการ สุคนธบำบัด


บทที่ 1


บทนำ


รศ.ดร.สุรพจน์ วงศใ์ หญ




โครงร่างเน้ือหาา





1.1 นยิ ามของสุคนธบำบดั

1.2 ประวัตคิ วามเปน็ มาของสุคนธบำบัด

1.3 การใชส้ ุคนธบำบัดในปัจจบุ ัน

1.4 นยิ ามของน้ำมนั หอมระเหย

1.5 การดแู ลสขุ ภาพแบบองคร์ วมดว้ ยสุคนธบำบัด



ตำราวิชาการ สคุ นธบำบัด


บทนำ




รศ.ดร.สรุ พจน์ วงศใ์ หญ





1.1 นิยามของสคุ นธบำบดั


สุคนธบำบัด คือ ศิลปะและวิทยาศาสตร์ของการใช้น้ำมันหอมระเหยเพ่ือสร้างเสริมและ
ปรับสมดุลของร่างกาย จิตใจ อารมณ์ จิตวิญญาณ และความผาสุก มาจากศัพท์ภาษาอังกฤษ คือ
aromatherapy (อะโรมาเทอราพี) ซ่ึงเปน็ การผสมของศพั ท์ 2 คำ คือ aroma ซ่ึงหมายถงึ กลน่ิ หอม
และ therapy ซึ่งหมายถึง การบำบัด คำว่ากล่ินหอมในที่น้ีหมายถึงกล่ินของน้ำมันหอมระเหยที่ได้
จากพืช มีศัพท์ที่ใช้ตามข้อกำหนดของราชบัณฑิตยสถาน คือ คันธบำบัด และมีคำอื่นท่ีนิยมใช้ เช่น


สุวคนธบำบัด เป็นต้น

การใช้น้ำมันหอมสังเคราะห์ หรือน้ำมันหอมระเหยคุณภาพต่ำ หรือมีการเติมสารใดเพ่ิม
เติมลงไป ล้วนแต่ไม่ดีต่อสุขภาพท้ังสิ้น สุคนธบำบัดที่แท้จริงจำเป็นต้องใช้น้ำมันหอมระเหยท่ีมีความ

บริสุทธ์ิและมีคุณภาพสูง การใช้ส่วนใหญ่มักจะทำโดยการสูดดมและการใช้ผ่านผิวหนังในรูปการนวด
อ่างแช่ หรือใส่ในผลิตภัณฑ์ประเทืองผิวชนิดต่าง ๆ ในกรณีการใช้ผ่านผิวหนังมักจะมีการเจือจาง
กอ่ นเสมอ โดยใช้น้ำมนั พืชเป็นตัวเจอื จาง เชน่ sweet almond oil, apricot kernel oil และ grape
seed oil เปน็ ต้น

สุคนธบำบัดจัดได้ว่าเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและผู้ใช้จะรู้สึกชื่นชอบ มีความสุข
เหมาะสำหรับเร่ืองสุขภาพและความงาม สุคนธบำบัดจะมีผลต่อท้ังจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ
ในเวลาเดียวกนั ซ่ึงจะชว่ ยสง่ เสริมสขุ ภาพกาย จติ ใจ อารมณ์ จิตวิญญาณ และสังคม ก่อให้เกดิ ความ
สนุ ทรยี ์ และชว่ ยปรบั สมดุลของรา่ งกาย จติ ใจและเพิม่ พลังจติ วญิ ญาณ

ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายด้านสุคนธบำบัด การนวด ความงาม และวิชาชีพอ่ืนท่ีเกี่ยวข้องกับ
สุคนธบำบัด จะต้องรู้เรื่องฤทธิ์และสรรพคุณของน้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิดเป็นอย่างดี และมีการใช้
ประโยชนไ์ ดอ้ ยา่ งถกู ต้องเพอ่ื ช่วยรักษาอาการตา่ ง ๆ

เราสามารถใชส้ ุคนธบำบัดท่บี า้ นได้เพ่อื ประโยชน์ เช่น ป้องกนั การแพร่ของเช้อื หวัด และ
การติดเชื้อต่าง ๆ และใช้ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศให้ดีข้ึน นอกจากน้ียังช่วยไล่ยุงและแมลงบางชนิด
ใชใ้ นการปฐมพยาบาลเบือ้ งต้นเม่ือมีดบาด รกั ษาแผลไฟไหม้ นำ้ ร้อนลวก และอ่ืน ๆ

1.2 ประวัติความเป็นมาของสคุ นธบำบัด


มีการใช้สารสกัดจากพืชหอมและน้ำมันหอมระเหยอย่างแพร่หลายในยุโรปและซีกโลก
ตะวันออกมาก่อน เน่ืองจากคน้ พบประโยชน์ของพืชหอมมากข้นึ กอปรกับมีวธิ ีการสกัดท่ดี ีขึน้ ได้มีการ
ใชน้ ้ำมนั ไทม์ โรสแมรี่ และลาเวนเดอร์ เพอ่ื ฆา่ เช้ือ ในยุโรปสมยั กลางพบวา่ น้ำมนั หอมระเหยทีน่ ิยมใช้
ทำน้ำหอม เช่น นีโรไล กุหลาบ และลาเวนเดอร์ และอีกกลุ่มหนึ่งท่ีใช้เพื่อให้มีสมาธิเร็วข้ึนและใช้ใน
การสวดมนต์ คอื ฟรังกินเซน และนำ้ มันไม้จนั ทน์

ศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของการใช้น้ำมันหอมทางการแพทย์มีมากกว่าห้าพันปี โดยเริ่ม
จากสมัยอียิปต์ จีน และอินเดียพร้อม ๆ กัน ในอียิปต์มีการใช้น้ำมันหอมระเหยเก่าแก่ คือ เมอร์
(Myrrh) และจูนิเปอร์ (Juniper) สำหรับรักษาสภาพศพ มีการใช้น้ำมันหอมระเหยเพื่อช่วย
สมานแผล ใชใ้ นการนวด ใช้ทำน้ำหอม และใช้ประเทอื งผิว สำหรับในอินเดียมกี ารใชน้ ำ้ มนั หอมระเหย
ในศาสตร์ การแพทย์อายุรเวท เช่น น้ำมันไม้จันทน์ (Sandalwood oil) ในสมัยกรีกช่วง 370-460
ก่อนครสิ ต์ศักราชไดม้ ีการศกึ ษาการใชย้ าสมุนไพรและเมก็ กอลลัส (Megallus) ไดค้ ิดค้นสูตรนำ้ หอมชื่อ
“Megaleion” ใช้ลดอาการอกั เสบและชว่ ยสมานแผล ในยคุ นั้นมนี กั ปราชญ์คนสำคญั คือฮิปโปเครตสิ
ได้แนะนำให้ใช้น้ำมันมาร์จอแรม (Marjoram) ไซเปรส (Cypress) และเมอร์ (Myrrh) ในขณะที่ใน
ประเทศจีนมีการใชน้ ้ำมนั กหุ ลาบ มะลิ ขงิ และคาโมมาย (Chamomile) ในสมยั โรมนั ชว่ งปี ค.ศ. 100
มีการศึกษาและใช้ยาสมุนไพรกันมากถึง 500 ชนิด และเป็นครั้งแรกในยุโรปท่ีมีการค้าขายน้ำมัน
โดยนำเข้าจากเปอร์เซีย ในชว่ งปี ค.ศ. 980 Avicenna (ช่ือในเปอร์เซียคือ Ibn Sina) ได้พัฒนาวิธี
กล่ันน้ำมันหอมระเหยด้วยไอน้ำให้มีประสิทธิภาพมากข้ึนโดยขยายความยาวของท่อหล่อเย็นของเคร่ือง
กล่ันให้มากขึ้นนับเป็นครั้งแรกท่ีสร้างเคร่ืองกลั่นสมบูรณ์แบบและใช้กล่ันได้น้ำมันกุหลาบบริสุทธิ์
เขาเป็นผู้เขียนตำราการใช้น้ำมันหอมระเหยและสมุนไพรอ่ืน ๆ ทางการแพทย์ช่ือ The Book of
Healing & The Canon of Medicine ต่อมาในสมัยกลางมกี ารใช้พืชหอมและเคร่ืองเทศเพอื่ ตอ่ ต้าน
โรคระบาด มีการระบุการใช้นำ้ มนั หอมระเหยในตำรายาของประเทศเยอรมันและมกี ารผลิตเพื่อการค้าใน
ปี ค.ศ. 1553 ในช่วงครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 16 ในประเทศเยอรมันมกี ารศกึ ษาพัฒนากระบวนการกล่นั ใหด้ ี
พร้อมกบั ศกึ ษาสมบตั ขิ องน้ำมนั หอมระเหยมากย่ิงข้ึน และ Paracelsus ได้นำมาใช้ในดา้ นการรกั ษาโรค
ในชว่ งครสิ ต์ศตวรรษที่ 17 มีความนิยมใช้น้ำมันหอมระเหยทางการแพทย์อย่างแพร่หลาย และพบเช้ือ
วัณโรคโดยบังเอิญในเขตท่ีปลูกดอกไม้เขตหน่ึงในประเทศฝรั่งเศสและมีการศึกษาใช้น้ำมันหอมระเหย
เพื่อฆา่ เช้อื ดงั กล่าว ในศตวรรษน้ีได้ค้นพบว่าลาร์เวนเดอร์และออริกาโน (Oregano) มคี ณุ สมบัติฆา่ เชอ้ื
แบคทีเรีย ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์เป็นอย่างมาก โดย
เบนความสนใจไปในด้านการแยกตัวยาบริสุทธิ์จากพืชและการสังเคราะห์ยาเคมี ทำให้แพทย์ในซีกโลก
ตะวันตกใช้หลักสุคนธบำบัดน้อยลงและการเลือกใช้น้ำมันหอมระเหยเพ่ือการบำบัดถือว่าเป็นเรื่องไม่
ปกติเท่าไร การใช้น้ำมันหอมระเหยเพื่อการรักษาโรคในคริสต์ศตวรรษน้ีเร่ิมในปี ค.ศ.1910 เมื่อมี

ตำราวชิ าการ สุคนธบำบดั

นักเคมีชาวฝร่ังเศสช่ือ Rene-Maurice9 Gattefosse ตั้งช่ือคำว่า “Aromatherapy” ได้ศึกษาผลของ
น้ำมันหอมระเหยด้วยตัวเอง เกิดจากมือเขาถูกไฟลวก เนื่องจากการระเบิดในห้องปฏิบัติการของเขา
ด้วยความตกใจ เขาจุ่มมือลงในลาเวนเดอร์และเร่ิมแปลกใจที่อาการปวดลดลง แผลไม่เน่า และแผล
สมานไดโ้ ดยไมเ่ กดิ รอยแผลเปน็ ในช่วงสงครามโลกครง้ั ท่ี 1 เขาไดใ้ ชน้ ำ้ มันหอมระเหยรักษาบาดแผล
ผู้ป่วยในโรงพยาบาลทหาร เขาแต่งตำราสุคนธบำบัดเล่มแรกในปี ค.ศ. 1937 ชื่อ Aromatherapie
ไดถ้ ูกแปลเปน็ ภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1993

ในปี ค.ศ. 1939 ได้มกี ารคน้ พบการใชป้ ระโยชนข์ องนำ้ มันทีทรี (Tea Tree Oil) เป็น
ครั้งแรกในประเทศออสเตรเลีย โดย Dr.Penfold ได้ใช้น้ำมันทีทรีในชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นของ
ทหารสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1942 Dr.Jean Valnet ได้ตีพิมพ์หนังสือ
ซึ่งเป็นตำราเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหยที่เขียนข้ึนตามประสบการณ์ของเขาในการใช้รักษาทหารในระหว่าง
สงครามและหลังสงครามอินโดจีน ต่อมาในปี ค.ศ. 1964 Marguerite Maury ได้เร่ิมใช้น้ำมัน
หอมระเหยใสใ่ นเครอ่ื งสำอางและใช้หลกั สุคนธบำบัดร่วมกบั การนวด




1.3 การใช้สุคนธบำบัดในปัจจุบนั


ปัจจุบันในประเทศฝร่ังเศสและหลายประเทศสามารถใช้หลักสุคนธบำบัดในคลินิกได้
เนื่องจากหาซ้ือน้ำมันหอมระเหยได้ง่ายตามร้านขายยา สำหรับในประเทศสหรัฐอเมริกามีการใช้
สุคนธบำบัดอย่างแพร่หลายในกลุ่มนวดเพ่ือการรักษา และนิยมใช้ในบรรดาผู้ให้การบำบัด (therapist)
โดยเฉพาะในสปาและผู้ทำงานทเ่ี ก่ยี วกบั ความงาม

ศาสตร์การใช้น้ำมันหอมระเหยต่อสุขภาพ หรือสุคนธบำบัด จะมีการใช้มากข้ึนถ้ามีการ
พิสูจน์สรรพคุณและสร้างความเช่ือมั่นโดยใช้หลักการพิสูจน์ประสิทธิภาพด้วยหลักการแพทย์แผน
ปจั จบุ ัน และเนอ่ื งจากประโยชน์อนั มากมายของนำ้ มันหอมระเหยตอ่ สุขภาพ ชว่ ยในการรักษาโรคต่าง ๆ
ในรูปแบบการใช้ท่ีแตกต่างกันไป เช่น ผสมในน้ำมันนวด สูดดม ใส่ในอ่างแช่ ผสมในโลช่ัน และ
ผลิตภัณฑ์สำหรับใบหน้า นอกจากน้ียังใส่ในน้ำยาทำความสะอาด เครื่องสำอาง น้ำหอม และแชมพู
น้ำมันหอมระเหยจะช่วยลดความเครียด เพิ่มพลัง และกระตุ้นทำให้รู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา ช่วยทำให้
สงบมีสมาธิ ลดอาการอกั เสบ ลดอาการปวด และชว่ ยแก้ปญั หาอาการผิดปกตอิ กี หลายอย่าง ที่ผ่านมา
ไดม้ กี ารใชส้ คุ นธบำบดั อยา่ งไดผ้ ลในการรกั ษาการตดิ เชอื้ ไวรสั หอบหดื พเี อม็ เอส (PMS, pre-menstrual
syndrome) อาการกระวนกระวาย ไฟไหม้ นำ้ รอ้ นลวก ไขขอ้ อกั เสบ หลอดลมอกั เสบ สวิ ปวดศีรษะ
นอนไมห่ ลบั และเครยี ด

มีความยอมรับการใช้น้ำมันหอมระเหยมากข้ึนเร่ือยในหลายศตวรรษท่ีผ่านมาสำหรับ
การแต่งกล่ิน แต่เม่ือมีความก้าวหน้าทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์มากข้ึน ทำให้มีการสังเคราะห ์

กลิ่นหอมเพ่ือทดแทนการใช้น้ำมันหอมระเหย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแต่งกล่ินท้ังหลาย เน่ืองจาก
มรี าคาถกู กวา่ มาก แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม กเ็ กดิ กระแสหนั ไปใชส้ ารแตง่ กลนิ่ จากธรรมชาตมิ ากขน้ึ อยา่ งตอ่ เนอื่ ง
โดยเฉพาะการใช้นำ้ มันหอมระเหย เน่อื งจากกลวั พิษภัยของสารเคมสี งั เคราะหน์ ่ันเอง




1.4 นิยามของน้ำมนั หอมระเหย


น้ำมันหอมระเหย คือ ส่วนประกอบในพืชหอมที่ระเหยได้และมีกล่ินหอม โดยปกติ
สารหอมเหลา่ นจี้ ะถูกเก็บไวท้ ่ีเฉพาะ เชน่ ตอ่ มบนผวิ ใบ หรอื ในเปลือก ดอก เปลอื กผลไม้ หรือเมล็ด
น้ำมันหอมระเหยไม่ได้เป็นส่วนของน้ำมันพืชทั้งหมด เป็นแค่บางส่วนเท่านั้น เป็นที่ทราบว่าน้ำมันพืช
เราสามารถใชบ้ รโิ ภค เชน่ ทำกับข้าวได้ และยังสามารถใช้ทำน้ำมันนวดได

น้ำมันหอมระเหยนอกจากจะมีกล่ินเฉพาะในแต่ละชนิดแล้ว มันยังมีคุณสมบัติเป็น
ยาปฏิชีวนะ ซ่ึงจะช่วยป้องกันต้นพืชหอมได้ บางชนิดก็ช่วยป้องกันต้นไม้โดยสามารถไล่แมลงได้
บางชนิดก็กระตุ้นให้ออกดอก น้ำมันหอมระเหยมีส่วนประกอบเป็นสารเคมีมากมาย เช่น น้ำมัน
กุหลาบ ประกอบด้วยสารเคมีประมาณ 300 ชนิด เป็นต้น ถ้าเราเก็บพืชหอมสดอย่างระมัดระวังแล้ว
นำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยด้วยกระบวนการท่ีดีก็จะได้น้ำมันหอมระเหยที่มีประสิทธิภาพดีกว่าสกัดจาก
พืชแหง้ 75-100 เท่า

น้ำมันหอมระเหยมีประโยชน์หลายอย่าง เน่ืองจากสามารถป้องกันและรักษาการ
ติดเช้ือ ฆ่าและยับย้ังเช้ือแบคทีเรีย และยังช่วยฟ้ืนฟูสภาพผิวหนังได้ นอกจากน้ียังสามารถใช้
ประโยชน์เนื่องจากมีฤทธ์ิฆ่าเช้ือ ทำความสะอาดแผล ต้านไวรัส ต้านการอักเสบ กระตุ้น หรือช่วย
ผอ่ นคลาย ทำใหส้ ดชื่น หรือทำให้สงบเยือกเย็น




1.5 การดแู ลสุขภาพแบบองค์รวมดว้ ยสคุ นธบำบัด


สุขภาพองคร์ วม หมายถงึ ความสมดุลของทงั้ รา่ งกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ เพือ่ ใหอ้ ยู่
ในสภาวะปกติ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบยี ดเบยี น และนอกจากน้ียงั ครอบคลมุ ถงึ การดำรงชพี ทีย่ นื ยาวและ
มีความสขุ ด้วย ผลของสคุ นธบำบดั ต่อสุขภาพเกิดจากประโยชนข์ องศาสตร์น้อี ยา่ งแทจ้ ริง ประโยชนข์ อง
สคุ นธบำบดั ไมใ่ ชเ่ กดิ จากกลน่ิ อยา่ งเดยี ว แตเ่ กดิ จากทมี่ ฤี ทธร์ิ กั ษาอาการตา่ ง ๆ ได้ เพราะมสี ว่ นประกอบ
ทางเคมีที่มีประโยชน์ และนำ้ มันหอมระเหยแตล่ ะชนิดกม็ ีส่วนประกอบทางเคมหี ลายตัวผสมกนั อยู่และ
เป็นเอกลักษณ์ที่สามารถออกฤทธ์ิต่อระบบของร่างกายและมีผลต่ออวัยวะแตกต่างกันไป สุคนธบำบัด
อาจจะแตกตา่ งจากศาสตรอ์ นื่ ๆ ในการกอ่ ใหเ้ กดิ ความผาสกุ ของมนษุ ย์ เนอื่ งจากวา่ มนั มผี ลตอ่ สขุ ภาพจติ
กาย และจติ วิญญาณพร้อมกนั และในเวลาเดียวกนั

ตำราวิชาการ สุคนธบำบัด


อกสารอ้างองิ


1. Battaglia S. The complete guide to aromatherapy. The perfect potion. Noosa,
Queensland, Australia: Pty Ltd.; 1995.


2. Lawless J. The encyclopedia of essential oils. London: Thorsons; 1992.

3. Streicher C, Christensen K. Aromatherapy for every day. The foundation for

aromatherapy education and research. Iowa; 2000.

ตำราวชิ าการ สุคนธบำบัด


บทที่ 2


ค ว า ม รู้ ทั่ ว ไ ป เ กี่ ย ว กั บ น้ ำ มั น ห อ ม ร ะ เ ห ย




รศ.ดร.นิจศริ ิ เรืองรงั ษ




โครงร่างเนื้อหา




2.1 ความรทู้ วั่ ไปเกี่ยวกับสมุนไพร พืชหอม

2.2 ความร้ทู วั่ ไปเร่ืองนำ้ มันหอมระเหย

2.3 สว่ นประกอบของน้ำมนั หอมระเหย

2.4 การสกัดน้ำมันหอมระเหย

2.5 การตรวจสอบและควบคมุ คุณภาพ

2.6 กายวภิ าคศาสตร์ – สรรี ะวิทยา

2.7 ทฤษฎกี ารรบั กล่นิ กลไกการออกฤทธ์ขิ องน้ำมนั หอมระเหย

2.8 ความปลอดภัยในการใช้นำ้ มนั หอมระเหย

10

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบัด


ความร้ทู ั่วไปเก่ยี วก
ับนำ้ มันหอมระเหย


รศ. ดร. นจิ ศริ ิ เรืองรงั ษ


2.1 ความรู้ท่ัวไปเกี่ยวกับสมนุ ไพร พืชหอม


คำว่า “สมุนไพร” ตามความหมายของพระราชบัญญัติยา หมายถึง ยาที่ได้จากพืช สัตว์
และแรธ่ าตุ ซ่งึ ยงั มิได้ผสม หรือแปรสภาพ เช่น พชื ท่ยี ังคงเปน็ ส่วนของราก ลำตน้ ใบ ดอก ผล ฯลฯ
มนษุ ยใ์ นสมัยโบราณไดเ้ สาะแสวงหาสมนุ ไพรเพือ่ นำมาใช้เป็นอาหาร เช้ือเพลงิ เคร่อื งนงุ่ หม่ ที่พักอาศัย
และใช้เป็นยาป้องกันบำบัดรักษาโรค ด้วยสัญชาตญาณแห่งความอยู่รอด พืชนับเป็นแหล่งแรกท่ีมนุษย์
ได้รู้จักและพยายามนำมาใช้ เพราะการดำรงชีวิตของมนุษย์น้ันมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับพืชก่อน
ที่มนุษย์จะมีวิวัฒนาการด้านอารยธรรม ขนบธรรมเนียม และประเพณีท่ีสูงข้ึนกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ นั้น
ไม่มีภาษาพูด การสื่อความหมายให้เข้าใจกันต้องใช้ส่ิงของ รูปร่าง ท่าทางเป็นเครื่องสื่อ ความเจ็บไข้
ได้ป่วยที่เกิดข้ึนต้องรักษาตนเองไปตามสภาพแวดล้อม ในข้ันแรกมนุษย์มักจะเสาะแสวงหาพืชมาใช้เป็น
อาหาร ขัน้ ต่อไปก็คอื การเสาะแสวงหาพืชเพ่อื นำมาใช้บำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บ โดยอาศัยรูปลักษณข์ อง
พืชวา่ มีลักษณะเหมือนอวยั วะใด ก็ใช้รักษาอวยั วะน้นั (The Doctrine of Signature) หรอื โดยอาศัย
สี หรือ รสชาติ เช่น สีแดงรกั ษาโรคเก่ยี วกบั เลอื ด หรือรสขมรกั ษาโรคเก่ยี วกับนำ้ ดี เปน็ ต้น การลองผิด
ลองถูกเชน่ น้ี เมื่อพืชชนดิ ใดได้ผล มีประโยชน์ ก็จดจำเอาไวแ้ ล้วถ่ายทอดสบื ตอ่ กนั ไป

การถ่ายทอดซ่ึงแต่เดิมใช้การบอกเล่าจากปากต่อปากน้ันก็ค่อยๆพัฒนาไปเป็นการจารึกใน
กระดาษกก (Papyrus) จารึกในแผ่นดินเผา (Baked Clay Tablets) จารึกในแผ่นหนังเทียม
(Parchments) ในใบไม้ เช่น ใบลาน ในศิลา เช่น หินอ่อน ตำราสมุนไพรที่เขียนด้วยลายมือ
(Manuscript Herbals) ตำราสมุนไพรพิมพ์ (Printed Herbal) ตำราโอสถสารวิทยา (Materia
Medica) และเภสัชตำรบั (Pharmacopoeia) ตามลำดับ

การถ่ายทอดสบื ตอ่ ๆ กนั นั้นทำใหเ้ กิดเปน็ ยาแผนโบราณ (Traditional Medicine) และ
ยากลางบ้าน (Folkloric Medicine) กลา่ วคอื ถ้าเป็นยาที่ใชก้ นั ในชุมชนที่ใหญ่ หรอื ของประเทศ กเ็ ปน็
ยาแผนโบราณ แต่ถ้าใช้กันในที่ชุมชนท่ีเล็ก หรือเฉพาะที่ก็เป็นยากลางบ้าน ในการทำเช่นน้ีย่อมต้อง
มีการผิดพลาดเกดิ ขึน้ บ้าง การผดิ พลาด หรอื การได้รบั ประโยชนจ์ ากพชื นบั ว่าเป็นประสบการณอ์ ันหนึง่


ในสมัยเร่ิมแรกที่มนุษย์รู้จักนำพืชมาใช้ประโยชน์นั้น ก็ได้อาศัยแบ่งพืชออกเป็นพืชพิษ
พืชทใ่ี ช้เปน็ อาหาร และบำบัดอาการเจบ็ ป่วย เม่อื มีการเคลื่อนย้ายแสวงหาทีอ่ ยูใ่ หม่ ๆ ทำให้ร้จู ักพชื เพ่มิ
มากข้นึ จงึ ได้คิดค้นหาวิธที ี่จะอธบิ ายรูปรา่ งลักษณะพืช แสวงหาภาษาเพ่อื ใชอ้ ธบิ าย เพื่อให้เกดิ ความ
เข้าใจในลักษณะของพืชที่พบเห็น มีการตั้งช่ือ ซึ่งความคิดน้ีจะค่อย ๆ พัฒนาไป และเกิดมีวิชา

11

พฤกษศาสตร์ (Botany) วชิ าสณั ฐานวทิ ยาของพืช (Plant Morphology) และวิชาพฤกษานกุ รมวธิ าน
(Plant Taxonomy) ขึน้


นอกจากนี้ยังสงั เกตพบว่า การเกบ็ พืชสมุนไพรในช่วงเวลาตา่ ง ๆ กัน อาจจะใหผ้ ลในการ
รกั ษาตา่ งกนั ออกไป และพืชสมุนไพรชนดิ เดยี วกันที่ปลกู คนละทอ้ งถนิ่ อาจใหผ้ ลในการรักษาแตกต่างกนั
ซ่ึงปัจจุบันในวงการศึกษาก็ยอมรับว่าการที่รักษาด้วยพืชสมุนไพรไม่ได้ผลในบางครั้งน้ัน อาจเนื่องมาจาก
สมุนไพรท่ีใช้แตกต่างกันตามพันธ์ุ (genetic) ท้องที่ (environment) และฤดูกาลที่เก็บ (ontogeny)
จากการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์การสกัดและแยกสารเคมีบริสุทธ์ิได้จากพืช ทำให้นักวิทยาศาสตร์
เชอ่ื ว่าสารเคมเี หลา่ นี้เองที่เปน็ ตัวกำหนดสรรพคณุ ของพชื สมนุ ไพรนั้น ๆ


สารเคมีที่แยกได้จากพืชนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้จำแนกออกเป็น 2 พวกใหญ่ ๆ คือ
primary metabolite และ secondary metabolite นกั วทิ ยาศาสตร์ได้ใหข้ อ้ แตกตา่ งระหวา่ ง primary
และ secondary metabolite ไว้วา่ primary metabolite เปน็ สารท่ีพบได้ในพืชทุกชนดิ เปน็ ผลติ ผล
ท่ีได้จากกระบวนการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) เช่น คาร์โบไฮเดรต กรดอะมิโน และไขมัน
ส่วน secondary metabolite นั้นพบไม่เหมือนกันในพืชแต่ละชนิด ไม่พบทั่วไป และไม่มี metabolic
function ท่ชี ัดเจน เช่น แอลคอลอยด์ ไกลโคไซด์ แทนนิน เปน็ ต้น


พวก secondary metabolite จะมีสารเริม่ ต้นเปน็ กรดอะมโิ น acetate, mevalonate ฯลฯ
โดยมเี อนไซม์ (enzyme) เข้ามาเก่ียวข้อง ซ่งึ พืชตา่ งชนดิ กนั จะมเี อนไซม์ทไี่ ม่เหมอื นกัน ทำใหว้ ถิ ีทางใน
กระบวนการชีวสังเคราะห์ (biosynthesis) ต่างกันไป และได้สารประเภท secondary metabolite
ต่างกนั ไปในต้นไมต้ า่ งชนิดกนั หรอื ต่างฤดู สาเหตทุ แ่ี ทจ้ ริงในการสรา้ ง secondary metabolite ในพืช
ยังไม่ทราบแนช่ ดั แตพ่ บว่าอาจเกิดจากการพยายามปรับตัวให้เข้ากบั สภาพแวดลอ้ มท่เี ปลย่ี นแปลงไป


จากการศึกษาถึง primary และ secondary metabolite ของพชื ทำใหส้ ามารถนำมาใช้
เปน็ ยาได้ ซึ่งอาจจำแนกออกไดเ้ ปน็ 9 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ


1. คารโ์ บไฮเดรต (carbohydrate)

2. แอลคาลอยด์ (alkaloid)

3. ไกลโคไซด์ (glycoside)

4. น้ำมนั หอมระเหย (volatile oil, essential oil)

5. ไขมนั (lipid)

6. เรซนิ (resin)

7. วติ ามิน (vitamin)

8. สเตอรอยด์ (steroid)

9. ยาปฏชิ วี นะ (antibiotic)

12

ตำราวิชาการ สุคนธบำบัด


2.2 ความรู้เรื่องน้ำมนั หอมระเหย

การนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้ประโยชน์ได้มีหลักฐานการใช้มากว่า 5,000 ปี จากชุมชน
มีอารยธรรมแต่โบราณ เช่น อียิปต์ กรีก โรมัน และจีน จากหลักฐานในอีเบอร์ส ปาปิรุส (Ebers
Papyrus) แสดงให้เห็นถึงการนำน้ำมันหอมระเหยจากพืชชนิดต่าง ๆ มาใช้เป็นเครื่องประทินกล่ินกาย
ใช้ถนอมอาหาร ใช้ในการเก็บรักษาร่างไร้วิญญาณ หรือมัมมี่ การใช้กลิ่นบำบัดอาการทางร่างกายและ
ปรุงแต่งอารมณ์ท่ีเรียกขานกันในปัจจุบันว่า สุคนธบำบัด (aromatherapy) เริ่มใช้คร้ังแรกในปี ค.ศ.
โดยนักเคมีชาวฝร่ังเศสช่ือ Renee Mourice Gattefose ประสบอุบัติเหตุไฟลวกมือ แล้วใช้น้ำมัน
ลาเวนเดอร์ (lavender oil) ทา และได้ผลดี จึงทำให้มีความสนใจถึงคุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหย
กันอย่างกวา้ งขวาง ทำให้ศาสตร์นเี้ ริม่ แพร่หลายมาจนถึงปจั จบุ นั

















ภาพท่ี 2.1 วาดจากฝาผนงั หลมุ ศพในปิระมิด แสดงถึงเทพอะนูบิสกำลงั ทำมมั ม่ี และภาพอีเบอร์ส ปาปิรุส ท่บี นั ทึก
เปน็ ภาษา hieroglyphics และแปลเปน็ ภาษาเยอรมนั



















ภาพท่ี 2.2 แสดงภาชนะใสเ่ ครือ่ งหอมในสมัยกรกี ภาพท่ี 2.3 แสดงการกลั่นน้ำมนั หอมระเหย

และโรมนั ยคุ Beginning of Modern Era




13

น้ำมันหอมระเหย (essential oil) เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติข้ันทุติยภูมิ ซ่ึงส่วนใหญ่
มีกระบวนการชีวสังเคราะห์มาจากหน่วยไอโซพรีน (isoprene unit) 2-3 หน่วย เกิดเป็นสารกลุ่ม
โมโนเทอร์พีน (monoterpene) เซสควิเทอร์พีน (sesquiterpene) และสังเคราะห์มาจากกรดชิคิมมิค
เกิดเป็นสารกลุ่มฟีนิลโปรเพน (phenylpropane) พืชบางชนิดเก็บสะสมน้ำมันหอมระเหยไว้ในขนต่อม
นำ้ มนั เช่น วงศ์โหระพา (Labiatae) พืชบางชนิดเก็บสะสมไว้ในท่อน้ำมัน เช่น วงศ์ผักชี (Umbelliferae)
พืชบางชนิดเก็บสะสมไว้ในช่องว่างของเนื้อเย่ือขนาดใหญ่ เช่น วงศ์ส้ม (Rutaceae) พืชบางชนิดเก็บ
สะสมไวใ้ นเซลล์พาเรนไคมา เชน่ ดอกกุหลาบ และ ดอกมะลิ เป็นตน้ การศึกษาความหลากหลายของ
พืชท่ีสร้างน้ำมันหอมระเหย สะท้อนให้เห็นว่าน้ำมันหอมระเหยท่ีพืชสร้างข้ึนและกระจายในบรรยากาศ
ทำใหม้ ผี ลตอ่ การเปลยี่ นแปลงของระบบนเิ วศบรเิ วณใกลเ้ คยี ง อกี ทง้ั ยงั มผี ลใหเ้ กดิ การเคลอื่ นยา้ ยถน่ิ ฐาน
ของสัตวบ์ างชนดิ รวมท้งั การเจริญเติบโตของพชื บางชนดิ ด้วย อย่างเช่นกรณีศกึ ษาป่าสน เป็นตน้














ภาพที่ 2.4 ขยายขนต่อมน้ำมนั ของ A. สะระแหน่ (Mentha cordifolia Opiz) B. สะระแหน่ญป่ี ุ่น (Mentha
arvensis L. var piperascens Malinvaud) C. งาขี้ม้อน (Perilla frutescens Britt.)




2.3 ส่วนประกอบของนำ้ มันหอมระเหย (Volatile constituents)


การที่พืชสร้างสารเคมีท่ีเป็นองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหยและทำให้เกิดกลิ่น
ต่าง ๆ กนั ในแต่ละตน้ (species) ข้นึ อยกู่ ับองค์ประกอบทางเคมตี ่าง ๆ ทม่ี ารวมกันเขา้ ซึง่ แตกตา่ งกนั
ท้งั ชนดิ และปรมิ าณ ทำใหเ้ กดิ กลนิ่ ทแี่ ตกตา่ งกนั ชนดิ และปรมิ าณขององคป์ ระกอบตา่ ง ๆ ในแตล่ ะพชื จะ
คงที่ จงึ ทำใหเ้ กดิ เปน็ กล่นิ เฉพาะตวั เชน่ กุหลาบ กระดงั งา ราชาวดี เปน็ ตน้




การจำแนกสารหอม (Classification of Aromatic Substances)


เราสามารถจำแนกสารทีท่ ำให้เกดิ ความหอมได้หลายวิธี เช่น


1. จัดกลมุ่ ตามโครงสรา้ งทางเคมี


1.1 Alcohol กลุ่มนี้จะมีหมู่ไฮดรอกซี่ (-OH) อยู่ในโครงสร้างของโมเลกุล
การเรยี กชอื่ มกั จะลงทา้ ยดว้ ย –ol เช่น


14

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบัด


benzyl alcohol phenyl ethyl alcohol eugenol

anethol terpineol borneol

geraniol thymol octanol

citronellol farnesol decanol

nerol linalool safrol

menthol isoeugenol ฯลฯ


ก า รเร ยี กชื่อมัก1จ.ะ2ล งAทl้าdยeดhว้yยde– กalล ุ่มเนชจ้ีน่ ะ
มหี ม่อู ลั ดีไฮด ์ R OC H อยใู่ นโครงสรา้ งและโมเลกลุ

citral octanal cuminaldehyde
citronellal furfural anisaldehyde

decarnal nananal cinnaldehyde ฯลฯ



1.3 Ketone ก–ลo่มุnนe ้จี ะเชมน่ีห
มู่คโี ตน R OC R อยู่ในโครงสร้างโมเลกลุ

การเรียกช่อื มกั จะลงทา้ ยดว้ ย
thujone camphor jasmone

carvone coumarin cectophenone ฯลฯ



1.4 Ester สารกลุ่มนีจ้ ะมสี ตู รโครงสร้างเปน็ เอสเตอร์ R OC O R

การเรยี กช่ือมักจะลงทา้ ยด้วย –tate เช่น



amyl acetate geranyl acetate methyl cinnamate

benzyl benzoate isoamyl acetate methyl acetate

benzyl acetate linalyl acetate methyl anthranilate ฯลฯ



1.5 อน่ื ๆ เช่น

Hydrocarbon : myreene, limonene, camphene, dipentene, cymene,

caryophyllene, terpinene ฯลฯ

Oxide : 1.8 – cineol (eucalyptol) เป็นตน้


15

2. จำแนกตามสตู รโครงสรา้ งพนื้ ฐานของสารหอมทเี่ หมอื นกนั คอื isoprene

nC eH ro2=l ,Cc -iCneHo-l(,C tHer3p)22i2n..12eเรo ีย l,CCกlช15i0mื่อ สoเเรราnียียรeตกกnาววeมา่า่, จmhmำeนeomnวntนiohtetoCerlr,pp(eccenaanrerve
boobnn.ep),.ทm1ม่ี 4eีอn0ยt-h1ู่ใoน8nโ0มe,เํCลthกเuลุชjทน่onวgeีคe,ูณrca
anmiopl,homryฯrลceฯn
e,

2.3 C15 เรียกว่า sesquiterpene เช่น farnesol, neolidol, bisabolene,
caryophyllene ฯลฯ

2.4 C20 เรยี กว่า diterpene เช่น resin ฯลฯ



3. จำแนกตามแหล่งทม่ี า

3.1 Isolates คือ สารหอมท่ีได้จากการนำเอา essential oil หรือส่ิงหอมตาม
ธรรมชาตอิ ่ืน ๆ ทเ่ี ราทราบคณุ สมบตั ิทางเคมี ฟสิ กิ ส์ มาผา่ นขบวนการแยก เพอื่ ไดส้ ารหอมบริสุทธเ์ิ ดยี่ ว
ๆ ชนดิ เดยี วออกมา เช่น

Eugenol จากน้ำมนั ใบกานพลู

Eucalyptol จากนำ้ มนั ยูคาลปิ ตัส

Cedrol จากนำ้ มัน Cedarwood

Citral จากนำ้ มนั ตะไคร้

Menthol จากน้ำมัน Peppermint

3.2 Semi Synthetic or Identical ได้จากการนำ isolates มาสังเคราะห์ผ่าน
ขบวนการทางเคมี เพื่อสรา้ งสารหอมชนิดใหม่ข้ึนมา เชน่

carvone จาก limonene

cedryl acetate จาก cedrol

hydroxyl citronellal จาก citronellal

terpineol จาก pinene

3.3 Synthetic ไดจ้ ากการสงั เคราะหส์ ารอนิ ทรยี พ์ น้ื ฐาน เชน่ coal หรอื petroleum
ผา่ นกระบวนการทางเคมี เพ่ือให้ไดส้ ารท่ีมีโครงสร้างเหมือนกับสารท่พี บตามธรรมชาติ หรือสารตัวใหม่ที่
ไม่มีสตู รโครงสร้างเหมือนสารหอมจากธรรมชาติ แต่ใหก้ ล่ินหอมเหมือนกัน เช่น

benzyl alcohol จาก toluene

benzophenone จาก benzene

phenyl ethyl alcohol จาก benzene

cymene จาก toluene


16

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบัด


ในท่ีนี้จะจดั แบง่ aromatic constituents เป็น

1. สารประกอบท่เี รยี งตัวเปน็ สายโซ่ยาว (aliphatic compounds)

2. เทอร์พีนและอนพุ นั ธข์ องเทอรพ์ นี (terpene derivatives)

3. สารอนพุ ันธ์ของเบนซนี (benzene derivatives)

4. อื่น ๆ



1. สารประกอบท่ีเรยี งตัวเปน็ สายโซย่ าว ยงั แบง่ เป็น


1.1 สารแอลกอฮอลท์ ี่เรียงตวั เป็นโซ่ยาว (aliphatic alcohols)








1.2 สารอัลดีไฮด์ทเี่ รยี งตัวเปน็ โซ่ยาว (aliphatic aldehydes)




1.3 สารคีโตนท่เี รียงตวั เป็นโซ่ยาว (aliphatic ketones)










1.4 สารเอสเตอร์ท่ีเรียงตัวเป็นโซ่ยาว (aliphatic esters)









1.5 สารที่เรียงตัวเปน็ โซย่ าวด้วยไฮโดรคารบ์ อน (aliphatic hydrocarbons)










17

2. เทอร์พีนและอนุพันธ์ของเทอรพ์ นี


2.1 โมโนเทอรพ์ นี (Monoterpenes) เปน็ กลมุ่ ทีม่ ีคารบ์ อน 10 ตัว แบ่งได้เปน็

2.1.1 โมโนเทอรพ์ ีน ไฮโดรคาร์บอน (Monoterpenes hydrocarbons) กลุ่ม
จะมคี าร์บอนและไฮโดรเจนเท่าน้นั แบ่งเปน็ acyclic, monocyclic และ bicyclic monoterpenes

























2.1.2 ออกซิจิเนตเต็ด โมโนเทอร์พนี (Oxygenated monoterpenes) กลุ่มน้ี
จะมีออกซเิ จนอย่ใู นสตู รโครงสรา้ งดว้ ย ไมว่ ่าจะเป็นแอลกอฮอล์, เอสเตอร์, คีโตน หรือ อัลดีไฮด ์
และมีไดท้ ้ัง acyclic, monocyclic และ bicyclic

























18

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบดั

19

2.2 เซสควิเทอร์พนี (Sesquiterpenes) เป็นกลมุ่ ท่ีมคี ารบ์ อน 15 ตวั แบง่ เปน็

2.2.1 เซสควิเทอรพ์ ีน ไฮโดรคารบ์ อน (Sesquiterpene hydrocarbons) ซ่ึงจะ
แบ่งเป็น acyclic, monocyclic และ bicyclic sesquiterpenes























2.2.2 ออกซจิ เิ นตเตด็ เซสควเิ ทอร์พนี (Oxygenated sesquiterpenes) คล้ายกบั
2.1.2 มีอนุพนั ธไ์ ดต้ ่างๆ ดังตัวอย่าง































20

ตำราวิชาการ สุคนธบำบัด






























3. สารอนุพันธข์ องเบนซนี


อนุพันธ์ของเบนซีน หรือเบนซีนอยด์ (benzenoids) จะมีโครงสร้างของวงแหวนเบนซีน
(
C6) และอนพุ นั ธ์ตา่ ง ๆ ท่ีทำให้เกดิ กล่นิ หอม ซ่ึงมีไดท้ ั้งแอลกอฮอล์ อัลดีไฮด์ คโี ตน หรอื เอสเตอร ์


























21

4. สารอนื่ ๆ

สารอื่น ๆ ที่มีกล่ินหอมท่ีไม่เข้ากลุ่มกับ 3 ข้อดังกล่าวมาแล้ว อาจมีไนโตรเจนอยู่ใน
โมเลกุลดว้ ย หรือเป็นวงแหวนแลคโตน ฯลฯ


























ารางที่ 2.1 แสดงสาร Aromatic Substances ทเ่ี ป็นองค์ประกอบหลักของสารหอม

Aromatic Essential Oil/ Fragrances

Substances

Anethole Anise, Star Anise, Fennel

Anisaldehyde Vanilla, Anise, Fennel

Benzaldehyde Almond

Benzyl acetate Jasmine, Gardenia, Ylang Ylang

Benzyl alcohol Ylang Ylang, Jasmine, Tuberose, Wall Flower

Borneol Rosemary, Lavender

Camphor Camphor Tree

Carvone Spearmint, Dill, Caraway Seed, Balsamite

Caryophyllene Black pepper

Cineol (eucaotptol) Eucalyptus, Majoram, Spike Lavender

Cinnaldehyde Cinnamon Bark

Citral Lemongrass, Lemon, Lime


22

ตำราวชิ าการ สุคนธบำบัด


ตารางท่ี 2.1 แสดงสาร Aromatic Substances ท่เี ป็นองคป์ ระกอบหลักของสารหอม (ตอ่ )


Aromatic Essential Oil/ Fragrances

Substances

Citronellal Citronella, Bergamot (thai)

Citronellol Geranium, Citronella, Rose

Eugenol Clove, Cinnamon Leaf, Bay, Pimento

Geraniol Palmarosa, Citronella, Geranium, Rose

Hexenol Geranium, Thyme, Mulberry Leaf, Violet Leaf, Tea Leaf

Indole Neroli, Jasmine

Isoeugenol Clove, Ylang Ylang, Nutmeg

Limonene Citrus ท้ังหมด เชน่ Petrigrain, Lemon, Lime, Orange, Mandarin,
Celery, Bergamot ฯลฯ

Linalyl acetate Bergamot, Neroli, Petrigrain, Lavender

Linnalool Lavender, Bergamot, Coriander, Petrigrain

Menthol Peppermint, Mint, Spearmint

Methyl chavicol Basil, Sweet basil

Methyl cinnamate Galanga

Methyl Eugenol Galanga, Holy basil

Nerol Rose, Neroli

Phenyl acetaldehyde Rose, Narcissus, Neroli

Phenyl acetaldehyde Rose, Narcissus, Neroli

Phenyl ethyl acetate Rose, Geranium, Neroli

Phenyl ethyl alcohol Rose, Geranium, Neroli

Sabinene Black pepper, Bergamot

Santalool Sandalwood

a-Terpeneol Plai, Tea tree
Thymol Thyme


23

2.4 การสกัดน้ำมันหอมระเหยจากพชื

การที่จะได้น้ำมันหอมระเหยจากพืชมีหลายวิธี แต่วิธีใดจะเหมาะสมกับพืชชนิดใด
ขึ้นอยู่กับปริมาณของน้ำมันหอมระเหยท่ีถูกเก็บไว้ในพืช ความคงตัวของน้ำมันต่อความร้อน การเก็บ
สะสมนำ้ มันในอวัยวะต่าง ๆ ในพืช ราคาของนำ้ มัน วตั ถุประสงคข์ องการนำไปใช้ ฯลฯ

วธิ ผี ลิตน้ำมนั หอมระเหยมี 3 แบบใหญ่ ๆ คอื 1. การกลน่ั 2. การสกดั ดว้ ยตัว
ทำละลาย 3. การบีบและคนั้


1. วิธกี ารกลน่ั

1.1 Steam distillation
การกลน่ั น้ำมนั หอมระเหยด้วยไอน้ำ


วิธีนี้เหมาะกับพืชท่ีเก็บ
สะสมน้ำมันหอมระเหยไว้ในขนต่อม
น้ำมัน (glandular trichome) เช่น
โหระพา เป็ปเปอร์มินต์ เป็นต้น หรือ
ต่อมน้ำมัน (oil reservoir) เชน่ เปลือก
ผลส้ม ใบมะกรูด เป็นต้น ทำได้โดยนำ

พืชมาวางบนตะแกรงซึ่งวางอยู่เหนือน้ำใน ภาพท่ี 2.5 การกลั่นนำ้ มันหอมระเหยดว้ ยไอนำ้


ภาชนะปิดท่ีต่อกับ condenser เมื่อต้มน้ำ

จนเดือด ไอน้ำจะผา่ นข้ึนไปสัมผัสกบั พืชโดยตรงและทำใหต้ อ่ มนำ้ มนั แตกออก นำ้ มนั จะระเหยไปพรอ้ ม
กับไอน้ำแล้วควบแน่นเป็นหยดน้ำออกมาด้วยกัน สามารถแยกช้ันน้ำกับน้ำมันออกจากกันได้ วิธีนี้จัด
เป็นวิธที ีส่ ะดวก รวดเร็ว และเสียค่าใชจ้ ่ายน้อย




1.2 Hydrodistillation (Water distillation)
การกลัน่ น้ำมันหอมระเหยด้วยการต้มกับนำ้


วิธีน้ีใช้กับพืชซ่ึงไม่ถูกทำลายเม่ือต้ม ทำ
โดยการต้มพืชในน้ำในภาชนะที่ต่อกับ condenser น้ำมันจะ
ระเหยไปพร้อมกับไอน้ำ แล้วกลั่นตัวพร้อมกับหยดน้ำลงใน
ภาชนะ แลว้ เกิดการแยกช้นั จนสามารถแยกน้ำมันออกมาได้



24 ภาพที่ 2.6 การกลน่ั น้ำมันหอมระเหยดว้ ยการตม้ กบั นำ้

ตำราวิชาการ สคุ นธบำบัด


1.3 Water-steam distillation

การกล่ันน้ำมันหอมระเหยด้วยนำ้ และไอนำ้


วิธีนี้ใช้ได้กับพืชทุกชนิด โดยเฉพาะพวก
ที่อาจถูกทำลายได้ง่ายเมื่อถูกต้ม ทำได้โดยวางพืช (B) ที่
ทำให้เปยี กน้ำบนตะแกรง (C) ต้มนำ้ (D) ใหเ้ ดอื ด ไอของ
น้ำจะผ่านพืชไปพร้อมกับน้ำมันท่ีระเหยไปด้วย ไปทาง A
และ H จนควบแน่น และสามารถแยกชนั้ น้ำกบั น้ำมนั ได



1.4 Destructive distillation การกลั่น
ทำลาย


วิธีนี้ใช้กับน้ำมันบางชนิด เช่น น้ำมันสน ภาพท่ี 2.7 การกลน่ั นำ้ มนั หอมระเหย

(Pine oil) โดยใชไ้ มส้ นสับเป็นช้นิ เลก็ ๆ ใส่ในภาชนะเหลก็
ดว้ ยน้ำและไอน้ำ

เผาดว้ ยอณุ หภมู สิ ูง น้ำมันจะไหลออกมาจากเนอ้ื ไม้ และบางสว่ นถกู ความรอ้ นทำลาย วธิ นี จี้ ะไดน้ ำ้ มนั งา่ ย
ไมย่ งุ่ ยาก แตส่ จี ะเขม้ คลำ้ ดำ เหมาะท่ี จะใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ หรือใช้ในอุตสาหกรรมทำน้ำยาฆ่า
เชือ้ โรค (disinfectant) ต่าง ๆ



2. วธิ ีการสกดั

การสกัดน้ำมันหอมระเหยจากพืชมีได้ 2 ชนิด คือ การสกัดด้วยตัวทำละลาย และการ
สกดั ดว้ ยไขมนั

2.1 การสกัดโดยใช้ตัวทำละลาย

2.1.1 หลักการสกัดโดยใช้ตัวทำละลายไม่สลับซับซ้อน โดยแช่พืชที่จะสกัดในตัว
ทำละลายบรสิ ุทธิ์ ซึง่ ตัวทำละลายมักจะตอ้ งระเหยง่าย มีความเปน็ ขั้วตำ่ กรองตวั ทำละลายท่ีแช่พืชออก
ระเหยโดยการกลนั่ ทอ่ี ณุ หภมู ติ ำ่ ภายใตค้ วามดนั สว่ นทเี่ หลอื เรยี ก concrete นำไปลา้ งดว้ ยแอลกอฮอล์
หลาย ๆ ครง้ั เพอื่ เอาสารเจือปนอืน่ ออก ส่วนที่ไดเ้ รยี ก absolute

2.1.2 สกัดโดยใช้คาร์บอนไดออกไซด์เหลว (critical carbondioxide
วิธีน้ีเสียค่าใช้จ่ายสูง แต่มีข้อดี เพราะเป็นสารไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่เป็นพิษ ไม่ติดไฟ เมื่อสกัดแล้ว
แยกออกจากน้ำมันได้ง่าย วิธีการสกัดด้วยตัวทำละลายมักจะมีสารอื่นติดมาด้วยทำให้ดูสกปรก สีเข้ม
ดำคล้ำ แตก่ ลิน่ คล้ายเดมิ มากท่สี ุด

2.2 Enfleurage การสกัดด้วยไขมัน

เป็นวิธีสกัดน้ำมันหอมระเหยจากกลีบดอกไม้ โดยท่ีน้ำมันหอมระเหยจะถูกเก็บอยู่
ในเซลล์ parenchyma เชน่ ดอกกหุ ลาบ มะลิ เปน็ ต้น เปน็ วธิ ที ไี่ ดค้ วามหอมคลา้ ยธรรมชาตมิ ากทส่ี ุด

25

ทำได้โดยใช้นำ้ มัน หรอื ไขมันทีไ่ ม่มกี ล่ินเปน็ ตวั ดดู ซับน้ำมนั ทีร่ ะเหยออกมาจากเซลล์ (ส่วนใหญ่ใช้ไขมนั
หมู วัว หรือแกะ) โดยนำตัวดูดซับแผ่บางบนถาด แล้วเอากลีบดอกไม้วางเรียงบนตัวดูดซับ เก็บไว้ใน
ภาชนะปิด ท้ิงไว้ 24 ช่ัวโมง แล้วเปล่ียนกลีบดอกไม้ใหม ่
ทำเช่นน้ีเรื่อย ๆ จนตัวดูดซับดูดซับเอาน้ำมันหอมระเหยจน
อมิ่ ตวั (pomade) จงึ นำตวั ดดู ซบั มาสกดั เอานำ้ มนั หอมระเหย
ออกดว้ ยแอลกอฮอล์ (extrait หรือ absolute de pomade)

















3. การบบี และคั้น

ภาพท่ี 2.8 การสกดั ด้วยไขมัน


การบีบและค้ันสามารถใช้กับพืชที่มีต่อมน้ำมัน (oil gland) เช่น ผิวส้ม มะนาว วิธีน ี้
ไม่ต้องใช้ความร้อน ไม่ทำให้เกิดการสลายตัว ค่าใช้จ่ายถูก
แตท่ ำใหเ้ กิดการสญู เสยี นำ้ มนั ไปกับกาก

3.1 Expression

เป็นการบีบโดยใช้แรงอัด ทำให้น้ำมัน
และน้ำในเซลล์ไหลออกมา ซ่ึงอาจจะอยู่ในรูป emulsion
และสามารถแยกออกจากกันได้โดยการป่ันด้วยความเร็วสูง
ทำให้นำ้ กบั นำ้ มนั แยกชัน้ กันได้

3.2 Acuelle

เป็นการสกัดน้ำมันหอมระเหยจากผล
ของพวกส้ม ทำได้โดยให้ผลของพวกส้มกล้ิงไปบนภาชนะท่ี
มีเข็มแหลม ๆ จำนวนมากอยู่ เขม็ จะแทงต่อมน้ำมนั ทำให้
ต่อมน้ำมันแตกออก น้ำมันจะไหลออกมารวมกันที่ราง ลงไป
ในภาชนะทีร่ องรับขา้ งล่าง
ภาพที่ 2.9 การบีบและค้ัน


26

ตำราวิชาการ สคุ นธบำบดั



2.5 การตรวจสอบและควบคมุ คุณภาพของนำ้ มนั หอมระเหย


การควบคมุ มาตรฐาน

เป็นการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของน้ำมันหอมระเหยให้อยู่ในมาตรฐานโลก
โดยใช้ ISO (International Standard Organization) ซงึ่ จะมกี ารตรวจสอบการวิเคราะหผ์ ลดงั ต่อไปน
้ี



การตรวจสอบทางฟิสิกส์-เคมี


- ลกั ษณะภายนอก สถานะ สภาวะ

- สี รส กล่ิน

- ความหนาแน่นสัมพทั ธ

- ดัชนีหักเห (Refractive index)

- Optical rotation

- การละลายในแอลกอฮอล

- ค่าเอสเตอร์ (Ester value)

- คา่ ความเปน็ กรด (Acid value)

- ค่าความหนืด (Viscosity)

- องคป์ ระกอบทางเคมที ่สี ำคญั




การหาค่าความถว่ งจำเพาะของน้ำมันหอมระเหยท่ี 20 Cํ


ทำนำ้ มันหอมระเหยใหเ้ ย็นท่ี 20 Cํ แล้วใสล่ งใน pycnometer ปิดฝาจุกจมุ่ pycnometer
ลงใน water bath ที่ อุณหภมู ิ 20 Cํ เปน็ เวลา 30 นาที นำ pycnometer มาเชด็ ให้แห้ง นำไปชั่งหา
นำ้ หนักและคำนวณค่าความถ่วงจำเพาะโดยใช้สตู ร

ความถ่วงจำเพาะ = ความหนาแน่นของน้ำมนั /ความหนาแนน่ ของนำ้

= กรมั / ลบ.ซม.




การหาคา่ ดัชนีหกั เห (Refractive index)


ค่าดชั นีหักเหของนำ้ มันหาได้โดยใช้ Abbe Refractometer ซ่งึ เป็นเครื่องมอื สำหรบั อา่ น
โดยเติมน้ำมันลงในช่องว่างของ prism ซ่ึงเป็นแผ่นรับน้ำมัน เม่ือปรับอุณหภูมิท่ี 20 ํ
C แล้วทิ้งไว้
ประมาณ 5 นาทีข้ึนไป ใช้ correction factor F = 0.00036 เปน็ การวัดอัตราส่วนของมุมหกั เหของ
แสงเขา้ สูน่ ำ้ มันหอมระเหย




27

การหาค่าเอสเตอร์ (Ester value)

ชั่งตวั อย่างน้ำมันหอมระเหย 4 มก. ใส่ ethanol 5 มล. และ 0.1 N ethanolic
potassium hydroxide แลว้ reflux ทำให้เยน็ เตมิ น้ำ ใช้ phenolphthalein เปน็ indicator และ
titrate กับ 0.5 N HCl แลว้ คำนวณหาค่าเอสเตอร์



การหาคา่ ความเปน็ กรด (Acid value)

ชง่ั ตวั อย่างน้ำมนั หอมระเหยใหไ้ ด้นำ้ หนักท่แี น่นอน 2 กรมั ใส่ในขวด Coniclo flask
เติมแอลกอฮอล์ 95% 5 มล. เขยา่ เบา ๆ tritrate กบั สารละลาย Potassium hydroxide 0.1 N
โดยมี phenolphthalein เปน็ indicator เม่ือ end point ไดค้ ่าปริมาณของด่าง KOH ท่ีวัดได้ คำนวณ
หาค่าของกรด



การวัดปริมาณน้ำมนั หอมระเหย (Volatile oil determination)

ใช้เคร่ืองมอื หาปริมาณนำ้ มันหอมระเหย (Clevenger apparatus) ตามภาพท่ี 2.10
ใส่ตัวอย่างเครื่องยาท่ีคาดว่าจะสามารถให้น้ำมันหอมระเหยได้
ประมาณ 1-3 มิลลิลิตร ตวั อยา่ งท่ีจะทำการวัด ควรสับเป็นช้ิน ๆ
(ถ้าเล็กมาก หรือบดจนเป็นผงทำให้ปริมาณของน้ำมันน้อยกว่า
ความเป็นจริง เพราะมีการระเหยไปในระหว่างการบด) ช่ังน้ำ
หนักตัวอย่างอย่างละเอียดใส่ใน flask ก้นกลม ใส่น้ำประมาณ
คร่งึ flask ใส่ glass bead เพอื่ กนั bump ตม้ ประมาณ 2 ช่วั โมง
หรอื จนไมม่ นี ้ำมันออกมาอีก วัดปริมาณนำ้ มันหอมระเหย คำนวณ
เทยี บกบั ตัวอยา่ ง 100 กรัม



การตรวจสอบน้ำมันระเหยและผลิตภัณฑ์จากน้ำมันระเหย
โดยวิธแี กสโครมาโทกราฟ/ี แมสสเปกโทรเมทรี

การวิเคราะห์น้ำมันระเหยนั้นสามารถจำแนกตาม
ลักษณะการวิเคราะห์ได้ เป็นการวิเคราะห์เชิงคุณภาพและ ภาพท่ี 2.10 เคร่อื งมอื หาปรมิ าณ

การวิเคราะห์เชิงปริมาณ ผลการวิเคราะห์สามารถทราบถึงองค์ น้ำมนั หอมระเหย


ประกอบทางเคมีว่าประกอบด้วยสารเคมีอะไรบ้าง ทราบความเข้มข้น ทราบสัดส่วนของสารเคมีชนิด
ต่าง ๆ ในน้ำมันระเหยน้ัน ๆ ซึ่งนำไปสู่การกำหนดมาตรฐานและการตรวจสอบมาตรฐานของน้ำมัน
ระเหย


28

ตำราวิชาการ สคุ นธบำบดั


วิธีการหรือเทคนิควิเคราะห์ทางเคมีนั้น มีหลายวิธี แต่วิธีท่ีเหมาะสมกับการวิเคราะห์
นำ้ มนั ระเหย คือ วธิ แี กสโครมาโทกราฟี เพราะวธิ นี ีส้ งิ่ ทีจ่ ะวิเคราะหน์ นั้ ตอ้ งสามารถอยู่ในสภาพแกส
ได้ที่อณุ หภมู ิเหมาะสม




แกสโครมาโทกราฟี (Gas chromatography, GC)


แกสโครมาโทกราฟเี ปน็ เทคนคิ ทางเคมีวเิ คราะห์ทสี่ ามารถแยกสารผสมออกจากกัน และ
จำแนกชนดิ ของสารรวมท้งั หาปริมาณของสารได้ เคร่ืองมอื ท่ใี ชเ้ รยี กว่า เคร่ืองแกสโครมาโทกราฟ (Gas
chromatograph)






















ภาพที่ 2.11 เครอ่ื งแกสโครมาโทกราฟ/แมสสเปกโทรมิเตอร




สว่ นประกอบหลกั ของเครื่อง ได้แก่ ส่วนหัวฉดี (injector) ส่วนตอู้ บ (oven) ซง่ึ บรรจุ
คอลมั น์ทีใ่ ช้แยกสาร (GC column) และสว่ นหัววดั (detector) อุปกรณ์ประกอบทส่ี ำคัญคือ ถงั บรรจุ
แกสตวั พา (carrier gas) อปุ กรณ์ควบคมุ การไหลของแกสตัวพา (GC pneumatics) และอุปกรณ์
ควบคุมอณุ หภมู ขิ องสว่ นหัวฉีด ตูอ้ บ และส่วนหัววดั















ภาพท่ี 2.12 สว่ นประกอบหลักของเคร่อื งแกสโครมาโทกราฟ


29

หลักการแยกสารโดยวิธีน้ี คือ เม่ือฉีดน้ำมันระเหยตัวอย่างที่ต้องการวิเคราะห์เข้าไปใน
ส่วนหัวฉีดซึ่งตั้งอุณหภูมิไว้ในระดับที่น้ำมันจะระเหยกลายเป็นไอ แกสตัวพา (ซ่ึงต้องมีคุณสมบัติเป็น
แกสเฉื่อย ไม่สามารถทำปฏิกิริยากับสารท่ีจะวิเคราะห์ได้ เช่น ฮีเลียม ไนโตรเจน เป็นต้น) จะพาสาร
ในสภาพไอไหลเขา้ สู่คอลัมน์ซึ่งเคลอื บผวิ ภายในด้วยสารท่ีมคี ุณสมบตั เิ หมาะสมในการแยกองค์ประกอบ
ทางเคมีของน้ำมันระเหย ด้วยการปรับอุณหภูมิของส่วนตู้อบ ประกอบกับการปรับอัตราการไหลของ
แกสตัวพา จะทำให้สารเคมีแต่ละชนิดท่ีมีคุณสมบัติต่างกันแยกออกจากกันได้ ในขณะที่ถูกแกสตัวพา
พาไหลผ่านคอลมั น์ สารเคมที ่ีโมเลกุลเลก็ กว่า ระเหยเป็นไอไดด้ ีกว่า มีคณุ สมบัตกิ ารละลาย การดดู ซมึ
ดูดซับกับสารเคลือบผิวของคอลัมน์น้อยกว่า ก็จะผ่านออกมาจากคอลัมน์ และเข้าสู่ส่วนหัววัดก่อน
สารเคมีชนิดต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบอยู่ในน้ำมันระเหยจะทยอยแยกออกจากกันในระหว่างการเดิน
ทางผ่านคอลัมน์และเข้าสู่ส่วนหัววัด ปริมาณสารท่ีผ่านส่วนหัววัดในช่วงเวลาต่าง ๆ จะถูกแปลงเป็น
สัญญาณไฟฟ้าส่งเข้าเครอ่ื งประมวลผลและพิมพ์ผลออกมาในรูปของโครมาโทแกรม (chromatogram)




Flow

















Chromatogram




ภาพที่ 2.13 การแยกสารภายใน GC column

















ภาพที่ 2.14 แสดงโครมาโตแกรมของสารผสมซงึ่ ประกอบด้วยสารองคป์ ระกอบอย่างนอ้ ย 6 ชนดิ (6 พกี )


30

ตำราวิชาการ สคุ นธบำบดั

ประสิทธิภาพการแยกองค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันระเหยโดยวิธีแกสโครมาโตกราฟ ี
ขน้ึ อยู่กบั ปจั จยั หลายประการ ได้แก่

1. ชนิดของคอลัมน์ ภายในคอลัมน์จะบรรจุด้วยสารเคมีในสภาพของเหลวฉาบบนผิว
ภายในของคอลัมน์ เรียกว่า liquid phase หรอื stationary phase การแยกเกดิ จากละลายของสาร
ตัวอย่างในสภาพไอ ลงมาในของเหลวทฉี่ าบตลอดคอลมั น์ ดังนัน้ คณุ สมบัติของ liquid phase ของ
คอลมั น์จะต้องคล้ายกนั กบั องคป์ ระกอบในสารตัวอยา่ ง เพื่อใหเ้ กิดการละลายกันได้ กล่าวอยา่ งกวา้ ง ๆ
เชน่ สารมขี ัว้ จะละลายไดก้ บั สารท่ีมีข้วั (เช่น นำ้ แอลกอฮอล)์ สารไม่มีขัว้ จะละลายไดก้ ับสารทไี่ ม่มีขวั้
(เชน่ นำ้ มนั ) คอลัมน์ชนิดท่นี ยิ มใชใ้ นการวเิ คราะหน์ ้ำมันระเหย เช่น dimethyl polysiloxane หรอื
diphenyl-dimethyl polysiloxane



2. ขนาดของคอลัมน์ วิธีแกสโครมาโตกราฟีแบง่ ตามขนาดของคอลมั นท์ ใ่ี ชไ้ ดเ้ ปน็ GC,
capillary GC และ fast GC ในระยะแรกของการผลติ คอลัมน์และเครอ่ื ง GC น้นั คอลัมน์จะเปน็
หลอดแกว้ หรือโลหะเส้นผ่าศนู ย์กลางประมาณ 2-4 มม. ภายในบรรจุ liquid phase ทีเ่ คลอื บบน
อนุภาคของแข็ง ซึ่งมีคุณสมบัติเฉ่ือย ไม่สามารถทำปฏิกิริยากับ liquid phase และสารตัวอย่าง
ได้ (packed column) ความยาวคอลมั น์ประมาณ 2-3 ม. ขดเปน็ วงกลมเพอ่ื ใหส้ ามารถบรรจใุ น GC
oven ได

ต่อมาเทคโนโลยีการผลติ พัฒนาข้ึน สามารถสร้างคอลมั นเ์ ป็นหลอดรเู ลก็ กลวง เสน้ ผ่า
ศูนย์กลางเพยี ง 0.1-0.8 มม. และยาว 10-100 ม. (capillary column) บรรจุ liquid phase โดย
ลงบนผิวภายในของคอลมั น์ ปรบั ความหนาได้ตั้งแต่ 0.1 -1 มม.

คอลมั น์ท่ยี าวจะเกิดการแยกสารได้ดีกวา่ คอลมั นส์ ั้น Capillary column จะมีประสิทธิภาพ

ในการแยกองค์ประกอบทางเคมีของนำ้ มันระเหยได้ดีกวา่ packed column มาก การวิเคราะห์น้ำมัน
ระเหยจึงนิยมใช้ capillary column

การใชค้ อลมั น์ยาวทำให้เกดิ การแยกสารไดด้ ี แต่ใชเ้ วลาในการแยกสารนาน ในปจั จุบนั นี้
ความกา้ วหน้าทางทฤษฎี GC และเทคโนโลยีของการผลิตเครือ่ ง GC ได้พฒั นาขน้ึ มาก สามารถรองรบั
การฉดี สารปริมาณนอ้ ยมากเข้าไปใน capillary column ขนาดเล็กและไมต่ อ้ งยาวมากได้ (ขนาดเส้นผา่
ศูนย์กลาง 0.1 มม. ฉาบ liquid phase ให้หนาเพียง 0.1 มม. ความยาวคอลัมน์ 10-20 ม.) โดยวธิ นี ี้
จะเกดิ การแยกสารทด่ี ีและใช้เวลาในการวเิ คราะห์ส้นั ลงมาก (fast GC)



3. ปัจจยั อน่ื ๆ ได้แก่ ความหนาของ liquid phase อณุ หภูมิในการแยก อตั ราการไหล
ของแกสตัวพา เป็นต้น การเลือกคุณสมบัติเหล่านี้พิจารณาจากคุณสมบัติของสารและโดยอาศัยการ
ทดลอง


31

ภาพที่ 2.15 ปัจจัยของ GC column ทีม่ ผี ลต่อประสทิ ธภิ าพของการแยกสาร










Fast GC








Normal GC






ภาพท่ี 2.16 เทคโนโลยีการพฒั นา GC column ช่วยให้วเิ คราะหน์​ ำ้ มันระเหยได้รวดเรว็ ขึ้นมาก


32

ตำราวชิ าการ สุคนธบำบัด


แมสสเปกโทรเมทรี (Mass Spectrometry, MS)

สว่ นหวั วดั ของเครื่องแกสโครมาโทกราฟ (GC detector) มหี ลายประเภท แตท่ เี่ หมาะกับ
การแยกและศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันระเหยซ่ึงมักประกอบด้วยสารเคมีหลายสิบชนิดและ
หลายกลุม่ สาร คือ แมสสเปกโทรมเิ ตอร์ (Mass spectrometer)


ส่วนวิเคราะห์มวลต่อประจุไอออน






ส่วนใหพ้ ลังงานเพ่ือเกดิ ไอออน











ภาพที่ 2.17 สว่ นประกอบของแมสสเปกโทรมเิ ตอร์



เทคนิคแมสสเปกโทรเมทรี หรือ MS อาศัยหลักการว่า เม่ือโมเลกุลของสารได้รับ
พลงั งานจำนวนหนง่ึ ทม่ี ากพอจะทำใหโ้ มเลกลุ ของสารแตกตวั เปน็ ไอออนยอ่ ย ๆ ทงั้ ทเี่ ปน็ กลาง เปน็ ไอออน
บวก และอเิ ลก็ ตรอน เครอื่ งแมสสเปกโทรมเิ ตอร์
จะวัดมวลและประจุของไอออนท่ีเกิดขึ้น แล้ว
แ ป ล ผ ล อ อ ก ม า เ ป็ น อั ต ร า ส่ ว น ข อ ง ม ว ล ต่ อ
ประจุของไอออน ซึ่งสารเคมีชนิดหน่ึง ๆ จะมี
ลั ก ษ ณ ะ การแตกตัวเป็นไอออนแบบเฉพาะตัว
ค่าของมวลต่อประจุของไอออนของสารแต่ละ
ชนิดแสดงได้เป็นแมสสเปกตรัม จนถึงปัจจุบันนี้
มีการศึกษาแมสสเปกตรมั ของสารเคมชี นดิ ตา่ ง ๆ
รวมประมาณ 190,000 ชนิด แล้วนำมาเก็บ
รวบรวมเป็นฐานข้อมูลเพ่ือการอ้างอิง (Mass
spectral database and search program)
เช่น NIST data library, Wiley library
เปน็ ต้น


ภาพท่ี 2.18 การทำใหโ้ มเลกลุ ของสารเกดิ เป็นไอออน
โดยการชนกบั อเิ ลก็ ตรอนที่มพี ลังงานสงู


(70 อเิ ลก็ ตรอนโวลต์)


33

เม่ือองค์ประกอบทางเคมีแต่ละชนิดในน้ำมันระเหยแยกออกจากกันโดยวิธี GC แล้ว
จะผ่านต่อมายัง MS ได้รับพลังงานจนแตกตัวเป็นไอออน MS จะวัดมวลและประจุของไอออนท่ีเกิด
แปรผลเป็นแมสสเปกตรัม นำแมสสเปกตรัมที่ได้ไปเทียบกับแมสสเปกตรัมของสารเคมีในฐานข้อมูล
ประมวลผลออกมาเป็นชนดิ ของสารเคม ี

ตัวอย่างข้างล่าง แสดงโครมาโทแกรม การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมัน
ลาเวนเดอร์โดย GC/MS พบพีคเด่น 2 พีค ท่ีตำแหน่ง 11.69 และ 17.72 นาที ตามลำดับ
แมสสเปคตรมั ระบุวา่ พคี ดงั กลา่ วเป็นสาร linalool และ linalyl acetate ตามลำดบั














































ภาพที่ 2.19 การวิเคราะห์นำ้ มนั ลาเวนเดอรโ์ ดยวธิ ี GC/MS พบองค์ประกอบทางเคมีหลักเป็น


linalool และ linalyl acetate

34

ตำราวิชาการ สุคนธบำบัด

ปริมาณขององค์ประกอบทางเคมีแต่ละชนิดคำนวณได้จากพ้ืนท่ีใต้พีก (peak area)
ซึ่งขนาดของพื้นที่หรือความสูงของพีกจะสัมพันธ์กับปริมาณของสารเคมีนั้น ๆ เทคนิค MS จึงเป็น
เทคนคิ ท่วี เิ คราะห์ได้ท้ังชนิดของสารและปรมิ าณของสารด้วย
















ภาพท่ี 2.20 การวิเคราะห์เชงิ ปริมาณโดยใชห้ ลกั ความสมั พันธร์ ะหวา่ งพืน้ ท่ีใต้พีกกบั ความเขม้ ขน้ ของสาร


การวิเคราะห์นำ้ มนั ระเหยโดยวธิ แี กสโครมาโทกราฟี แบง่ ได้เป็น

1. การวิเคราะหเ์ ชงิ คณุ ภาพ

2. การวเิ คราะห์เชงิ ปริมาณ


การวเิ คราะห์เชิงคุณภาพ


น้ำมันระเหยแต่ละชนิดจะมีองค์ประกอบทางเคมีท่ีแตกต่างกัน เป็นคุณลักษณะเฉพาะตัว
เม่ือนำมาแยกส่วนผสมโดยวิธีแกสโครมาโทกราฟีดังกล่าวข้างต้น จะทำให้ทราบว่าในน้ำมันระเหย
แต่ละชนิดประกอบด้วยองค์ประกอบทางเคมีอะไรบ้าง สามารถพิสูจน์เอกลักษณ์ของน้ำมันระเหยชนิด
ต่าง ๆ ได้ โดยดูจากส่วนประกอบทางเคมีของน้ำมันระเหย ซึ่งแสดงโดย GC chromatogram หรือ
เรยี กวา่ GC fingerprint (Essential oil identification)


35

ตัวอยา่ งแรกเป็น GC fingerprint ของนำ้ มนั ระเหยทก่ี ลั่นจากใบและผิวของผลมะกรดู
จะแตกตา่ งกนั แสดงถึงองคป์ ระกอบทางเคมที ี่ไมเ่ หมือนกัน น้ำมันระเหยจากใบมะกรูดพบองคป์ ระกอบ
หลักเปน็ citronellal และ citronellol ขณะทอ่ี งค์ประกอบหลกั ของน้ำมนั ระเหยจากผิวของผลมะกรดู
เปน็ phellandrene, pinene และ limonene
























ภาพที่ 2.21 GC fingerprint ของน้ำมนั ระเหยท่ีกลน่ั จากใบ (ภาพบน) และผวิ ของผลมะกรดู (ภาพลา่ ง)


ตัวอยา่ งที่สองเปน็ การวเิ คราะห์นำ้ มนั ลาเวนเดอร์ (Lavender oil) พบ linalol และ
linalyl acetate เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ ซ่ึงเมื่อเปรียบเทียบกับกล่ินลาเวนเดอร์สังเคราะห์
(Lavender fragrance) แสดงให้เห็น fingerprint ท่ีแตกต่างกัน และยงั สามารถบอกถึงการปนเปอ้ื น
ของสารเคมีทใ่ี ช้ในกระบวนการสงั เคราะหก์ ลน่ิ ด้วย เช่น พบ ethyl phthalate ซ่ึงเปน็ plasticizer และ
fragrance enhanser เป็นต้น และจากตวั อยา่ งการวเิ คราะหน์ ำ้ มันลาเวนเดอรใ์ นทอ้ งตลาดทข่ี ายในราคา
ถกู พบ terpinyl acetate แทน linalyl acetate แสดงถงึ การปนปลอมโดยใช้ของที่มมี ูลค่าตำ่ กว่า

36

ตำราวิชาการ สุคนธบำบดั


ภาพที่ 2.22 GC fingerprint ของน้ำมันลาเวนเดอร์ (ภาพบน) และกลิ่นสงั เคราะห์ลาเวนเดอร์ (ภาพลา่ ง)

ภาพท่ี 2.23 GC fingerprint ของนำ้ มนั ลาเวนเดอร์ปลอมพบ terpinyl acetate แทน linalyl acetate
แสดงถึงการปนปลอมโดยใช้ของท่มี มี ูลคา่ ต่ำกว่า


37

การวิเคราะหเ์ ชงิ ปริมาณ


เนอ่ื งจากน้ำมันระเหยมักจะเปน็ สารผสมมากกว่าสารเด่ยี ว โดยเฉพาะน้ำมันระเหยท่ีสกัด
จากพชื มิใชจ่ ากการสังเคราะห์ จะมสี ่วนผสม หรอื องค์ประกอบทางเคมหี ลายสิบชนดิ

การวิเคราะหเ์ ชงิ ปริมาณสามารถทำไดโ้ ดย

1. การวิเคราะห์สัดส่วนขององค์ประกอบทางเคมีต่าง ๆ ท่ีผสมกันเป็นน้ำมันระเหยชนิด
นน้ั ๆ เพ่อื ใหไ้ ด้ขอ้ มูลองค์ประกอบทางเคมีของนำ้ มนั ระเหย หรอื GC fingerprint ท่ลี ะเอยี ดถูกต้อง
ยิ่งขน้ึ

ใน GC fingerprint หรือ GC chromatogram จะประกอบดว้ ยพีก (peak) ซึง่ แต่ละพีก
หมายถึง องค์ประกอบทางเคมีแต่ละชนิด พื้นที่ใต้พกี (peak area) สามารถใช้เป็นตัวแทนปริมาณของ
องค์ประกอบทางเคมีน้ัน ๆ ได้ โดยทัว่ ไปนยิ มใช้เปน็ รอ้ ยละของพนื้ ที่ใต้พกี (peak area percent) คือ
รวมพื้นทีใ่ ตพ้ ีกของทกุ พกี ในหน่งึ โครมาโทแกรม เป็น 100 และคำนวณแต่ละพีกเป็นสัดส่วนของ 100

2. การเลอื กใชพ้ ีกเด่นเป็นพกี ตดิ ตาม

แม้ว่าน้ำมันระเหยจะประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิด แต่ปริมาณของแต่ละชนิดไม่เท่ากัน
การวดั ปรมิ าณน้ำมันระเหยสามารถใช้สารใดสารหนงึ่ ที่มสี ดั ส่วนสูงสดุ เปน็ ตวั แทนกไ็ ด้





ตัวอยา่ งการวิเคราะห์น้ำมนั ระเหยและผลติ ภัณฑ์จากนำ้ มนั ระเหย: น้ำมนั ตะไครห้ อมและผลิตภณั ฑ




น้ำมนั ตะไคร้หอม


ตะไคร้หอม (Citronella grass) Cymbopogon nardus Rendle วงศ์ Gramineae

เป็นไม้ล้มลุกจำพวกหญ้า ลำต้นแตกจากเหง้าใต้ดินเป็นกอ มีใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ
ใบรปู ขอบขนานปลายแหลม ก้านใบเปน็ กาบซอ้ นกนั แน่น สีเขียวปนม่วงแดง แผ่นใบกว้าง ยาว และนมิ่
กว่าตะไคร้บ้าน ต้นและใบมีกล่ินฉุนจนรับประทานเป็นอาหารไม่ได้ ดอกออกเป็นช่อ ออกท่ีปลายยอด
แตล่ ะชอ่ มีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกย่อยสีเหลือง เปน็ พชื ที่ออกดอกยาก ผลเปน็ ผลแห้ง ไมแ่ ตก เหงา้
ใบ และ กาบ นำมากลัน่ ได้น้ำมนั ระเหย ใช้เป็นเคร่ืองหอม เชน่ สบู่ หรอื พ่นทาผิวหนงั กันยุงหรอื แมลง

การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันตะไคร้หอมโดยวิธี GC/MS และคำนวณ
รอ้ ยละของพ้ืนที่ใตพ้ กี พบว่า มสี ว่ นประกอบหลกั คือ beta-citronellal, nerol และ beta-citronellol
ในปริมาณเทา่ กับ 39, 24 และ 11% ตามลำดับ



38

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบดั


Retention time (min.)


ภาพที่ 2.24 GC fingerprint ของนำ้ มนั ตะไคร้หอม (citronella grass oil)


ตารางที่ 2.2 องคป์ ระกอบทางเคมีของน้ำมนั ตะไครห้ อม (citronella grass oil)


Retention time (min.)
Chemical constituents
Ratio (Area %)


9.12 limonene 3.97

1,8-cineole 0.26

9.39 linalool 0.64

11.61 isopulegol 0.32

13.41 beta-citronellal 38.64

13.67 r-(+)- beta-citronellol 11.13

16.57 nerol 24.04

17.63 cis, trans-citral 0.13

18.27 citronellyl acetate 3.64

21.41 eugenol 0.67

21.65 cis-geraniol 6.40

22.59 beta-elemene 1.76

22.96 germacrene D 0.88

26.28 alpha-muurolene 0.31

26.95 delta-cadinene 2.94

27.78 hedycaryol 3.21

28.68 germacrene d-4-ol 1.06

29.63

39

ในน้ำมันระเหยชนิดหน่ึง ๆ จะประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิด ในสัดส่วนปริมาณที่
ไม่เท่ากนั การวัดปรมิ าณนำ้ มันระเหยสามารถใชส้ ารใดสารหน่งึ ที่มีสัดส่วนสงู สดุ (พกี เดน่ ) เปน็ ตวั แทนได้

ในกรณีตัวอย่างน้ำมันตะไคร้หอมนี้ จะใช้ citronellal เป็นตัวแทนของปริมาณน้ำมัน
ตะไครห้ อมในผลติ ภัณฑ์




















ภาพที่ 2.25 กราฟมาตรฐานสำหรับวิเคราะห์ปริมาณ citronellal


ผลติ ภัณฑต์ ะไคร้หอมในท้องตลาด เชน่ สเปรย์ตะไคร้หอม จะระบุ active ingredient
เปน็ เปอร์เซ็นตต์ ่าง ๆ ของ citronella oil แตก่ ารวิเคราะห์ปรมิ าณ citronellal ในตัวอย่างวัตถดุ ิบนำ้ มัน
ตะไคร้หอม 4 ตัวอย่าง พบว่า มปี รมิ าณแตกต่างกันอยา่ งมาก



ตารางท่ี 2.3 ปรมิ าณ citronellal ในนำ้ มันตะไครห้ อมและในผลติ ภณั ฑส์ เปรยต์ ะไคร้หอม


น้ำมันตะไคร้หอม
% citronellal
ผลติ ภณั ฑ์สเปรย์ตะไคร้หอม
% citronellal


ตวั อยา่ งท่ี 1 100* ตวั อยา่ งท่ี 1 10.8

9.5

ตวั อยา่ งที่ 2 48 ตัวอย่างท่ี 2 11.6
7.0

ตัวอย่างที่ 3 78 ตัวอย่างท่ี 3

ตวั อยา่ งท่ี 4 7 ตัวอยา่ งที่ 4

*ใช้ปริมาณ citronellal จากตวั อย่างน้ีเปน็ คา่ อ้างอิง (100%)


ตัวอย่างการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์สเปรย์ตะไคร้หอมซึ่งแสดงในภาพท่ี 2.26 และ ตาราง
ท่ี 2.4 แสดงถึง active ingredient อื่นซึ่งมิได้ระบุในฉลากผลิตภัณฑ์ ได้แก่ eucalyptus oil และ
camphor เป็นตน้


40

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบัด

























ภาพที่ 2.26 GC fingerprint ของผลติ ภณั ฑ์สเปรย์ตะไคร้หอม


ตารางท่ี 2.4 องค์ประกอบทางเคมขี องผลิตภณั ฑ์สเปรยต์ ะไครห้ อม (citronella spray)


Retention time (min.)
Chemical constituents
Ratio (Area %)


6.29 3-carene 0.80

9.14 limonene 0.11

9.24 1,8-cineole 29.84

10.16 terpinene 0.76

11.61 beta-linalool 0.50

11.90 alpha-campholenal 0.46

13.43 camphor 25.66

13.68 beta-citronellal 14.12

16.59 r-(+)- beta-citronellol 5.14

17.64 nerol 9.81

21.42 citronellyl acetate 1.75

21.66 eugenol 0.35

22.59 cis-geraniol 2.35

22.97 beta-elemene 1.45

23.57 geranyl ethyl ether 2.30

26.29 germacrene D 1.27

26.97 alpha- muurolene 0.08

27.79 delta-cadinene 1.58

28.69 hedycaryol 1.64


41


Click to View FlipBook Version