The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตำราวิชาการสุคนธบำบัด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by siriwade, 2020-07-14 01:33:27

ตำราสุวคนธบำบัด

ตำราวิชาการสุคนธบำบัด

Keywords: สุวคนธบำบัด

นอกจากน้ี ในท้องตลาดยังมคี วามสบั สนระหวา่ ง ตะไครห้ อม กับตะไคร้ หรือตะไครบ้ า้ น
ด้วย เพราะพบน้ำมันระเหยจากตะไคร้ท่ีฉลากระบุข้อความภาษาไทยว่า “ตะไคร้หอม” ภาษาอังกฤษว่า
“lemongrass” ส่วนน้ำมันตะไคร้หอมระบุในฉลากว่า “ซิโทรเนลลา” และ “citronella” ซึ่งพืช
ทง้ั สองชนดิ มีนำ้ มันระเหยและสรรพคุณทางยารวมทงั้ กล่ินเฉพาะตวั แตกต่างกัน










ภาพที่ 2.27 นำ้ มันตะไคร้หอมในท้องตลาด

























ภาพท่ี 2.28 Cymbopogon nardus (ซา้ ย) Cymbopogon citratus (ขวา)



ตะไคร้ (Lemongrass) Cymbopogon citratus (DC.) Stapf วงศ์ Gramineae

เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี มักขึ้นเป็นกอใหญ่ ลำต้นรูปทรงกระบอก แข็ง เกล้ียง เหง้า
ใตด้ นิ มกี ล่ินเฉพาะ ใบรปู ขอบขนาน แคบ สขี าวนวล หรือขาวปนมว่ ง แผน่ ใบสากและคม ตรงรอยต่อ
ระหวา่ งกาบใบและตวั ใบมีเกล็ดบาง ๆ ยาว 2 มม. ดอกออกยาก เป็นช่อกระจาย ชอ่ ดอกย่อยมีก้าน
ออกเปน็ คู่ ๆ ดอกหนึง่ มีก้าน อีกดอกไมม่ กี า้ น ดอกยอ่ ยยงั ประกอบดว้ ยดอกเล็ก ๆ 2 ดอก ดอกลา่ ง
ลดรปู เป็นเพียงกลบี เดียว โปร่งแสง ดอกบนสมบรู ณเ์ พศ มีใบประดบั 2 ใบ

นำ้ มนั ตะไคร้ แก้แน่นทอ้ ง ทานวดแกป้ วดเม่ือย แกโ้ รคเก่ยี วกบั เส้นตึง ใช้ขับลม

องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมนั ตะไคร้แสดงในภาพท่ี 2.29 และ ตารางท่ี 2.5


42

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบัด


ภาพท่ี 2.29 GC fingerprint ของนำ้ มนั ตะไคร้ (lemongrass oil)


ตารางที่ 2.5 องค์ประกอบทางเคมีของนำ้ มันตะไคร้ (lemongrass oil)


Retention time (min.)
Chemical constituents
Ratio (Area %)

10.34

7.85 beta-myrcene 1.75

9.39 beta-trans-ocimene 7.22

9.64 dipropylene glycol 0.09

9.75 cis-ocimene 0.97

11.61 beta-linalool 0.26

14.10 cis-verbenol 2.10

14.81 trans-verbenol 33.07

17.13 cis-citral 3.55

17.61 Nerol 39.49

18.30 cis,trans-Citral 1.14


22.59 cis-Geraniol

จากการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำมัน lemongrass oil ข้างต้นน้ี ยังพบสาร dipropylene
glycol ซึ่งเปน็ สารสงั เคราะห์ประเภท fragrance enhancer แสดงให้เหน็ วา่ น้ำมนั ระเหยดงั กล่าวมกี าร
ปนปลอม (adulteration) โดยการเติมสารสังเคราะห์ลงไป (Addition of synthetic principles to
fortify inferior products)


43

แกสโครมาโทกราฟี - แมสสเปกโทรเมทรี เป็นวิธีวิเคราะห์ที่มีประโยชน์อย่างย่ิงในการ
ตรวจสอบน้ำมันระเหยและผลิตภัณฑ์จากน้ำมันระเหยเพื่อการพัฒนาคุณภาพของน้ำมันระเหยและ
การคุม้ ครองผบู้ รโิ ภค




ความแตกต่างระหว่างน้ำมนั หอมระเหย-สารหอมสงั เคราะห์




ในการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานสากลย่อมสามารถพิสูจน์ท้ังการบ่งเอกลักษณ์และ
การหาข้อกำหนดและมาตรฐานต่าง ๆ ของน้ำมันหอมระเหยได้อย่างแท้จริง แต่มีข้อสังเกตง่าย ๆ
สำหรับบุคคลทั่วไปในการพิสูจน์คุณภาพของน้ำมันหอมระเหย คือ นอกเหนือจากจะขอดูใบรับรองผล
การควบคมุ คุณภาพแล้ว ยังสามารถพิสูจน์ได้โดยการดมกลิ่น และมีข้อสังเกต คือ น้ำมันหอมระเหย
ของปลอมท่ีทำจากสารเคมีสังเคราะห์มักมกี ลนิ่ แรงมากเมือ่ เทยี บกับของแท้ซึ่งจะมกี ล่ินอ่อน ๆ







































44

ตำราวชิ าการ สุคนธบำบัด


2.6 กายวิภาคศาสตร์ - สรีรวทิ ยา


ร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วยระบบต่าง ๆ ทำงานประสานกันอย่างต่อเน่ือง ดังท่ี
กล่าวมาแล้ว การศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับอวัยวะในแต่ละระบบจะช่วยให้สามารถเข้าใจหน้าที่ และ
กลไกในการทำงานของร่างกายได้อย่างอัศจรรย์ การใช้น้ำมันหอมระเหยเพ่ือบำบัดและบำรุงร่างกาย
จำเป็นต้องทราบถึงบทบาทและหนา้ ทีข่ องอวยั วะท่เี ก่ยี วขอ้ ง เพือ่ จะให้ไดผ้ ลดสี งู สดุ และเพอื่ หลีกเล่ียง
หรอื ระวงั ต่ออวัยวะที่บอบบาง ในทนี่ ้ีจะนำเสนอระบบตา่ ง ๆ ของรา่ งกายอยา่ งง่าย ๆ ดงั ตอ่ ไปนี้


1. โครงสรา้ งของผิวหนัง (Skin)

2. ระบบกระดูก (Skeleton system)

3. ระบบกล้ามเนอ้ื (Muscular system)

4. ระบบหายใจ (Respiratory system)

5. ระบบประสาท (Nervous system)

6. ระบบไหลเวียนโลหิต (Blood circulation system)

7. ระบบยอ่ ยอาหาร (Digestive system)

8. ระบบขบั ถ่ายปสั สาวะ (Urinary system)

9. ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive system)


















45

1. ผวิ หนงั (ภาพที่ 2.30)


ระบบผิวหนังประกอบดว้ ยหนังกำพรา้ (A หนงั แท้ (B) ตอ่ มไขมนั (D) ตอ่ มเหงื่อ (E)
และขน (F) ผวิ หนงั ทำหน้าทีส่ ำคัญ คือ หอ่ หุม้ ร่างกายป้องกนั เชอื้ โรคเข้าสู่รา่ งกาย ขับเหงือ่ และขับไข
มันมาหล่อเล้ียงผิวหนัง นอกจากน้ีผิวหนังยังทำหน้าท่ีสำคัญ คือ รักษาอุณหภูมิของร่างกาย และรับรู้
สัมผัสที่บริเวณผิวหนัง เช่น ปวด ร้อน เย็น แรงสัมผัส และแรงกด โดยอาศัยตัวรับความรู้สึกของ
ประสาทที่ฝังตวั อยทู่ ผ่ี วิ หนัง

ผิวหนังตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมีหนาไม่เท่ากัน บริเวณบางท่ีสุด คือ หนังตา หนา
ทสี่ ุด คอื ฝา่ มอื ฝา่ เท้า แตโ่ ดยเฉลี่ยหนงั กำพรา้ (epidermis) หนาประมาณ 0.1 มลิ ลเิ มตร หนงั แท้
(dermis) หนาประมาณ 4 เทา่ ของหนงั กำพร้า

ชั้นบนสุดของหนังกำพร้า เรยี กวา่ ช้ันฮอร์น ี หรอื ชั้นคอรเ์ นียล (horny or corneal
layer) ประกอบด้วยเซลลท์ ่ีมอี ายมุ ากแล้ว และพรอ้ มจะหลุดออกไป มลี ักษณะแบนราบ และไม่มี
ความรู้สกึ สว่ นชัน้ อืน่ ๆ เป็นเซลลม์ ชี วี ิตทีด่ ูดซึมอาหารจากช้นั หนงั แท

หนังแท้เป็นช้ันที่ให้อาหารแก่ผิวหนัง ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่น ประกอบด้วย
คอลลาเจน (collagen) ซึ่งเป็นโปรตีนเส้นใยที่จัดเป็นสารประกอบที่แข็งแรงท่ีสุดชนิดหนึ่งในร่างกาย
นอกจากน้ยี งั มีอิลาสติน (elastin) ซ่งึ เป็นสารโปรตนี เช่นกนั และมีคุณสมบัติยืดตวั และหดคืนได้

หนังแท้แบ่งออกเป็นชั้น ๆ เช่นเดียวกับหนังกำพร้า ช้ันบนสุดเรียกว่าชั้นพาลิลารี่
(papillary) ประกอบด้วยเส้นเลือดและเส้นประสาทจำนวนมาก ชั้นถัดลงไปเรียกว่าช้ันเรทิคิวลาร์
(reticular layer) ประกอบดว้ ยเน้ือเยอื่ ยดึ ตอ่ ชน้ั น้ตี ดิ กับเนือ้ เย่ือใตผ้ ิวหนงั (subcutaneous tissue)
ซ่ึงไม่นับเป็นส่วนของผิวหนัง เน้ือเย่ือและไขมันในชั้นใต้ผิวหนังมีหน้าที่ปกป้องโครงสร้างต่าง ๆ ใน
รา่ งกาย

การนวดดว้ ยนำ้ มนั หอมระเหย โมเลกลุ ของนำ้ มนั หอมระเหยจะซมึ ผา่ นผวิ หนงั เขา้ สรู่ ะบบ
เส้นเลือดฝอย แล้วกระจายไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามระบบหมุนเวียนโลหิต เช่นเดียวกับการ
สูดดม เข้าทางการหายใจ ดังน้ัน การนวดจึงเป็นอีกทางท่ีน้ำมันหอมระเหยจะเข้าสู่ร่างกายและส่งผล
ไปยังส่วนต่าง ๆ ได้เช่นกัน นอกจากนั้น การนวดมีผลทำให้เลือดท่ีผิวหนังไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้
อุณหภูมิที่ผวิ หนังเพิม่ ข้ึน มผี ลกระตนุ้ การขับเหงื่อและไขมัน ทำใหผ้ ิวหนงั เต่งตึงกวา่ เดมิ และทำความ
สะอาดง่าย ขณะเดยี วกัน ถา้ ผ้ปู ่วยเป็นโรคติดต่อทางผวิ หนงั ก็อาจติดต่อมายงั ผ้นู วดได้ดว้ ย

46

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบดั


รูปภาพท่ี 2.30 แสดงสว่ นประกอบของผวิ หนัง




















1

2
3


4

5

คำอธบิ ายภาพที่ 2.30 ส่วนประกอบของผวิ หนงั


A : Epidermis (อีพิเดอมิส : หนงั กำพร้า)

- A1: Stratum croneum (ชั้นสตราต้มั คอเนยี ม)

- A2: Stratum lucidum (ชัน้ สตราต้ัม ลูซิดัม)

- A3: Stratum granulosum (ช้ันสตราตั้ม แกรนโู ลซั่ม)

- A4: Stratum spinosum (ชัน้ สตราตั้ม สไปโนซ่ัม)

- A5: Stratum basale (ชั้นสตราต้ัม เบซอล)

B: Dermis (เดอมสิ : หนังแท)้

C: Hypodermis (ไฮโปเดอมสิ : เนอื้ เยอื่ ใตผ้ วิ หนงั )

D: Sebaceous glands (ซีบาเชยี ส แกรนด:์ ต่อมไขมนั )

E: Sweat glands (สเวท แกรนด:์ ตอ่ มเหง่ือ )

- E1 : Sweat gland ducts (สเวทแกรนดด์ กั : ท่อตอ่ มเหง่อื )

- E2 : Sweat gland pores (สเวทแกรนด์พอร:์ รูตอ่ มเหงือ่ )

F: Hair (แฮร์: ขน )

- F1: Hair shaft (แฮรเ์ ชฟ)

- F2: Root (แฮรร์ ูท)

- F3: Root sheath (แฮรช์ ที )




47

ประสาทรับความรู้สึกพเิ ศษทีผ่ ิวหนงั


ปลายเส้นประสาทท่ีกระจายอยู่ทั่วร่างกาย และท่ีรวมกลุ่มอยู่ที่รากขน สามารถรับความ
รู้สึกเจ็บและแรงกด นอกจากนี้ยังมีประสาทรับความพิเศษ (specialized receptor) อ่ืน ๆ อีกที่มี
ขนาดใหญ่กว่า (ดูรูปภาพที่ 2.3) ปลายดังกล่าวนี้อยู่รวมเป็นกลุ่ม ยิ่งมีจำนวนมากจะย่ิงมีความไวสูง
บรเิ วณปลายน้ิวมอื มปี ระสาทชนดิ นม้ี าก บริเวณหัวไหล่มนี ้อย ปลายประสาทดงั กล่าวน้ที ำหนา้ ท่รี ายงาน
ความร้อนเย็น สัมผัส และแรงกด การแยกแยะความรู้สึกอย่างใดเพียงอย่างเดียวนั้น ทำได้ยาก
เพราะการสมั ผสั ความรอ้ นเย็น ตลอดจนแรงกดหรอื ความเจ็บมกั เกิดขึ้นพร้อมกนั



รูปภาพที่ 2.31 แสดงภาพประสาทรบั ความรู้สกึ พิเศษทผี่ ิวหนงั



48

ตำราวชิ าการ สุคนธบำบดั


คำอธบิ ายรปู ภาพที่ 2.31 ประสาทรบั ความรสู้ กึ พเิ ศษทีผ่ ิวหนัง


A: Epidermis (อพิ ิเดอมิส: หนังกำพรา้ )

B: Dermis (เดอมิส: หนงั แท)้

C: Hypodermis (ไฮโปเดอมสิ : เนื้อเยือ่ ใตผ้ ิวหนัง)

C1: Adipose tissue (อะดโิ พส ทชิ ช:ู เน้อื เย่อื ไขมนั ใต้ผวิ หนงั )

D: Free nerve ending (ฟรีเนิฟเอ็นดิ้ง: ปลายประสาทรับความรู้สึกอยู่ระหว่างช้ันหนัง
กำพร้า และหนงั แท)้ มตี วั จับความรู้สึก (Touch receptor) เช่น สัมผสั ความรอ้ น และความเจบ็ ปวด

E: Merkel’s corpuseles (เมอเคิล คอปัสเซลส์: เป็นเซลล์หนังกำพร้าที่เปล่ียนแปลงไป

อยู่ต่อลงมาจาก Free nerve ending) มักพบบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า สามารถรับความรู้สึกจากการ
กระตนุ้ แบบสมั ผสั และแรงกด

F: Meissner’s corpuscles (เมียสเนอ คอปัสเซลส์: อยู่ในช้ันหนังแท้) รับรู้สัมผัส
พบในบรเิ วณ มือ เทา้ ริมฝีปาก และอวยั วะสืบพนั ธ์ุภายนอก

G: Ruffini’s corpuscles (รัฟฟินี่ คอปสั เซลส์: อยใู่ นชั้นหนังแท้) รับความรสู้ กึ กด และ
การบิดเบ้ยี วของผิวหนงั

H: Pancinian’s corpuscles (แพนซิเนียน คอปัสเซลส์: อยูใ่ นชน้ั หนังแท้) รับความรู้สกึ
สั่นสะเทอื น พบในน้วิ มือ อวยั วะสบื พนั ธุ์ภายนอก และผนังของกระเพาะปสั สาวะ

I: Root hair plexus (รูท แฮร์ เพลกซัส: อยูใ่ นชั้นหนงั แท้ ใกล้กับชน้ั ใตผ้ ิวหนัง) เป็น
ปลายประสาททเ่ี ช่ือมตอ่ กับรากของขน (Surface hair) เมือ่ ขนเกดิ การเคลอื่ นไหว จะไปกระตุน้ ปลาย
ประสาทนี้ ทำให้สามารถรับความรสู้ ึกสมั ผัสได้

J: Surface hair (เซอเฟสแฮร)์

K: Sensory nerve fiber (เซนซอรี่ เนิฟ ไฟเบอร์: อยู่ในชั้นใต้ผิวหนัง) เป็นตัวนำ
สญั ญาณจากประสาทรบั ความรู้สกึ พิเศษทงั้ 5 ชนดิ เพือ่ ส่งไปแปรผลยงั ระบบประสาทสว่ นกลางตอ่ ไป




2. ระบบกระดูก (Skeleton system)


ระบบนี้ประกอบด้วยกระดูกและข้อต่อ มีหน้าท่ีสำคัญ คือ ทำให้มีรูปร่าง ทำให้เกิดการ
เคลอื่ นไหว หรือหยดุ การเคล่ือนไหว ปอ้ งกนั อวัยวะภายใน และเป็นแหลง่ สะสมของแร่ธาตตุ า่ ง ๆ เชน่
แคลเซยี ม การรจู้ กั ชอ่ื ลกั ษณะ และการเรยี งตวั ของกระดกู จะชว่ ยใหเ้ ขา้ ใจถงึ ประโยชนข์ องนำ้ มนั หอมระเหย
บางชนดิ ทม่ี ผี ลตอ่ กระดกู รวมถงึ การระมดั ระวงั ในการนวดดว้ ยนำ้ มนั หอมระเหย เพอื่ ใหไ้ ดป้ ระสทิ ธภิ าพ
สงู สดุ และลดอนั ตรายท่ีอาจจะเกดิ ขึ้นได้


49

ภาพท่ี 2.32 แสดงระบบกระดกู (Skeleton System)

50

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบดั


คำอธบิ ายภาพที่ 2.32 สว่ นประกอบของระบบกระดกู (Skeleton System)


A: Cranium (คราเนยี ม: กระดกู กะโหลกศีรษะ)

B: Face (เฟส: กระดกู แกม้ )

C: Mandible (แมนดเิ บ้ิล: กระดูกคาง)

D1: Clavicle (คลาวเิ คลิ้ : กระดกู ไหปลาร้า)

D2: Scapula (สะคาพลู ่า: กระดูกสบัก)

E1: Stermun (สะเตอนม้ั : กระดกู อก)

E2: Ribs (รบิ : กระดูกซี่โครง)

F1: Humerus (ฮิวเมอรัส: กระดกู แขนตอนบน)

F2: Radius (เรเดยี ส: กระดูกแขนตอนลา่ ง)

F3: Ulna (อลั นา่ : กระดกู ปลายแขนด้านใน)

F4: Carpals (คาร์ปอล: กระดูกข้อมือ)

F5: Metacarpals (เมตะคารป์ อล: กระดูกฝ่ามอื )

F6: Phalanges (แฟลแลน็ เจส็ : กระดกู นวิ้ มอื )

G: Vertebral column (เวอทบิ ลั คอรัม: กระดูกสันหลัง)

H: Pelvic girdle (เพลวิค เกอเดิล: กระดูกเชิงกราน)

I1: Femur (ฟีเมอ: กระดกู ตน้ ขา)

I2: Patella (แพทเทลลา่ : กระดูกสะบา้ )

I3: Tibia (ทิเบีย: กระดูกหนา้ แข้ง)

I4: Fibula (ฟบี ลู ่า: กระดูกแข้งดา้ นหลงั )

I5: Tarsals (ทาร์ซอล: กระดกู เทา้ )

I6: Metatarsals (เมตะทาร์ซอล: กระดูกฝา่ เท้า)

I7: Phalanges (แฟลแล็นเจส็ : กระดกู นวิ้ เท้า)


J: Flat bone (แฟลทโบน)


K: Irregular bone(เออเรกกูล่าโบน)

L: Sesamoid bone (เซซามอยโบน)

M: Long bone (ลองโบน)

N: Short bone (ชอ็ ตโบน)


51

ภาพที่ 2.33 แสดงลกั ษณะของกลา้ มเนื้อ 3 ประเภท
กลา้ มเนอ้ื ลาย


กลา้ มเนื้อเรยี บ


กลา้ มเน้อื หวั ใจ



















































52

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบัด


3. ระบบกลา้ มเนอ้ื (Muscular System)


กล้ามเน้ือประกอบไปด้วยเส้นใยกล้ามเนื้อ ซ่ึงมีเส้นประสาท หลอดเลือด และเน้ือเยื่อ
ยึดต่อ (Connective tissue) รวมอยู่ด้วย โดยแบ่งประเภทของกล้ามเน้ือได้ 3 ประเภทคือ (ภาพท่ี
2.33)

1. กลา้ มเนอื้ ลาย (Striped หรือ Striated หรือ Skeleton muscle) ทำงานภายใตก้ าร

ควบคมุ ของจติ ใจ ใช้ขยับเคลือ่ นไหวกระดกู โดยจะหดตัวได้แรงตามที่เราส่ังงาน

2. กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth muscle) ทำงานนอกการบงั คบั ของจติ ใจ มีแรงหดตัว

น้อยกว่ากล้ามเน้ือลาย และไม่สามารถควบคุมให้มันหดได้ตามใจเรา มักพบอยู่
บริเวณเยือ่ บุรอบผนงั อวยั วะภายใน เชน่ หลอดเลือด กระเพาะอาหาร มดลูก ฯลฯ

3. กลา้ มเน้ือหัวใจ (Cardiac muscle) มีคุณสมบัติกง่ึ กล้ามเนือ้ ลาย ก่ึงกลา้ มเน้อื เรยี บ
การหดตัวอยู่นอกการบงั คับของจติ ใจ จะบบี ตัวเปน็ จงั หวะสม่ำเสมอได้เอง

กล้ามเน้ือทั้งสามประเภทจะอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายดังที่กล่าวมาแล้ว ในท่ีน้ีจะ
ขออธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับต่าง ๆ ท่ีจำเป็นสำหรับการนวดด้วยน้ำมันหอมระเหย เราควรจะทราบช่ือ

ลา้ มเนอื้ ตอ่ ไปนี้เพอ่ื งา่ ยในการเรียนและนำไปใชอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ

ภาพท่ี 2.34 แสดงลักษณะของกลา้ มเน้ือ (Muscular System)






53

คำอธิบายภาพท่ี 2.34 ระบบกล้ามเน้ือ (Muscular System)


Sternohyoid mastoid: สเตอโนไฮออยด์ แมสทอยด์: กลา้ มเน้อื บริเวณคอ

Clavicle: แคลฟวิเคิล: ไหปลาร้า

Serratus anterior: เซอราตสั แอนทิเรีย: ซ่ีโครงดา้ นหนา้

External oblique: เอ็กซเทอนอล ออ๊ บลีค: กลา้ มเน้ือลกั ษณะเฉียงดา้ นนอกของเอว

Rectus abdominus: เรคตัส แอบโดมินัส: หน้าท้อง

Quadriceps: ควอไตรเซฟ: กลา้ มเนื้อทีม่ ีลักษณะเปน็ 4 เส้นรวมกันบริเวณตน้ ขา

Tibialis anterior: ทิเบียลสิ แอนทเิ ลีย: กลา้ มเนอ้ื หน้าแข้งด้านหนา้

Pectoralis major: เพคทอลิส เมเจอร:์ กลา้ มเน้ือหน้าอก

Deltoid: เดลทอยด:์ กล้ามเน้อื ลกั ษณะสามเหลีย่ ม บรเิ วณไหล่

Biceps brachii: ไบเซฟ บรานช:ิ กลา้ มเนอื้ ลักษณะสามเหลยี่ ม 2 เส้นรวมกันบริเวณแขน

Triceps: ไตรเซฟ: กลา้ มเนือ้ ที่มีลักษณะเป็น 3 เสน้ รวมกันบรเิ วณแขน

Latissimus dorsi: ลาทิสสมิ สั ดอร์ชิ: กลา้ มเน้อื แผ่นหลงั

Branchioradials: บรานชิโอเรเดียล: กลา้ มเน้อื บรเิ วณแขน

Extensor digitorum: เอกซเทนเซอ ดจิ ิทอรมั : กลา้ มเนือ้ แขนด้านนอก

Abductor pollicis longus: แอบดคั เตอร์ โพลลิซิส ลองกสั : กลา้ มเนอ้ื แขนดา้ นนอก

Flexor capri radialis: เฟลคเซอร์ แคพริเรเดียล: กลา้ มเนอ้ื แขนด้านนอก

Flexor pollicus brevis: เฟลคเซอร์ พอลลิคสั เบรวิส: กลา้ มเน้ือแขนดา้ นนอก
Lumbricals: ลมั บรคิ อล: กล้ามเนือ้ ที่ผวิ

Sartorius: ซารโ์ ทเรยี ส: ต้นขา

Rectus femorus: เรคตสั ฟเี มอรสั : ตน้ ขา

Gracius: กราเซียส: ตน้ ขา

Gluteus medius: กลูเตียส มเี ดียส: สะโพก

Gluteus maximus: กลเู ตียส แมกซิมัส: ก้น

Soleus: โซเลยี ส: กลา้ มเนอื้ พับนอก

Trapezius: ทราปีเซยี ส: กล้ามเน้ือบ่า

Hamstrings: แฮมสตริง: ต้นขาด้านหลงั

Gastrocnemius: แกสทรอคนิเมยี ส: กลา้ มเน้ือนอ่ ง

Achilles tendon: อะชิเลส เทนดอน: เอ็นสน้ เทา้



54

ตำราวิชาการ สคุ นธบำบัด


4. ระบบหายใจ


ระบบหายใจทำหน้าที่หลัก คือ นำเอาก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ปอด แล้วแลกเปล่ียนเอาก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นผลิตผลจากการทำงานของเซลล์ออกมาสู่อากาศภายนอก การแลกเปล่ียน
ก๊าซท้ังสองน้ีอาศัยการซึมผ่านถุงลมเล็ก ๆ ในเน้ือปอด นอกจากน้ี ระบบหายใจยังทำหน้าท่ีรอง
คือ ช่วยปรับอุณหภูมิของร่างกายโดยการระบายความร้อนออกมากับลมหายใจออก และช่วยทำให ้
เกิดเสียง องคป์ ระกอบหลกั ของระบบนี้ คือ จมกู คอหอย กลอ่ งเสยี ง หลอดลม ท่อลมปอด และปอด
นอกจากนี้ ยงั มอี วัยวะทชี่ ่วยหายใจอีกคอื กระบงั ลม และผนังทรวงอก

น้ำมันหอมระเหยสามารถผ่านเข้าสู่ร่างกายโดยการสูดดม โดยจะผ่านเข้าทางจมูกพร้อม
กบั ออกซเิ จนทห่ี ายใจเขา้ ไป และถกู ดดู ซมึ เขา้ สกู่ ระแสเลอื ดทางเสน้ เลอื ดฝอยภายในปอด ทำใหส้ ามารถ
กระจายไปท่วั ร่างกายได้



ภาพที่ 2.35 แสดงระบบหายใจ (Respiratory System)


55

คำอธิบายภาพที่ 2.35 ระบบหายใจ (Respiratory System)

A: Nasal passage: นาซอล พาสเสจ: ช่องจมกู

A1: Nasal conchae: นาซอล คอนเคีย: กระดกู ออ่ นทจ่ี มูก

B1: Frontal sinus: ฟรอนทัล ไซนัส: โพรงจมกู ดา้ นหน้า

B2: Sphenoid sinus: สปีนอย ไซนสั : โพรงจมูกรปู ล่ิมอย่ดู า้ นใน

C: Pharynx: ฟารงิ้ : คอหอย

D: Larynx: ลาร้ิง: กลอ่ งเสียง

E: Trachea: เทรเคยี : หลอดลมท่คี อ

F1: Left Bronchus: เลฟ บรองคัส: หลอดลมท่ีปอดด้านซา้ ย

F2: Right Bronchus: ไรท์ บรองคสั : หลอดลมท่ปี อดดา้ นขวา

G1: Left Bronchiole tree: เลฟ บรองคโิ อล ทร:ี หลอดลมฝอยซ้าย

G2: Right Bronchiole tree: ไรท์ บรองคิโอล ทร:ี หลอดลมฝอยขวา

H1: Left lung: เลฟ ลงั : ปอดซา้ ย

H2: Right lung: ไรท์ ลงั : ปอดขวา

I: Diaphagm: ไดอะแฟม: กระบังลม

a : Tongue: ทงั : ลนิ้

b: Esophagus: อีโซฟากสั : หลอดอาหาร

c: Ribs: รบิ ส์: กระดกู ซโี่ ครง

d : Sternum: สะเตอนัม: กระดกู อก

e : Clavicles: เซอวเิ คลิ : ไหปลารา้




5. ระบบประสาท (Nervous System)


ระบบประสาทเปน็ ระบบสำคัญอยา่ งยิง่ ต่อชวี ติ ระบบนีท้ ำหน้าทคี่ วบคุม ส่งั งาน และรบั รู้
การทำงานทุกอย่างของร่างกาย เป็นระบบที่ค่อนข้างบอบบางต่อการกระแทกกระทั้น หรือทำลาย
ถ้าระบบนีไ้ มท่ ำงาน คนเราอาจเปน็ อมั พาต หมดสติ หรอื ตายได้ ขนึ้ อยู่กบั ตำแหน่งและความรุนแรงของ
การทำลายที่ระบบประสาท ระบบน้ปี ระกอบดว้ ยส่วนสำคญั คือ สมอง สมองน้อย ไขสันหลงั และเสน้
ประสาทต่าง ๆ การนวดด้วยน้ำมันหอมระเหยมีผลทำให้รู้สึกผ่อนคลาย หรือบำบัดอาการต่าง ๆ
ตามสรรพคุณของน้ำมันหอมระเหยน้ัน ๆ แต่ในการนวดจะต้องมีการกดนวดตามแนวเส้นต่าง ๆ โดย
ทั่วไปถ้านวดเพ่ือผ่อนคลายจะไม่มีผลเสียต่อเส้นประสาท เนื่องจากมีไขมัน กล้ามเนื้อ และเอ็นรองรับ
อยู่ แต่ถา้ ต้งั ใจกด เข่ีย หรอื ขยเี้ ส้นประสาทที่อยู่ต้ืน ๆ เชน่ ที่ด้านข้างของคอ และทดี่ ้านในของข้อศอก
56

ตำราวิชาการ สคุ นธบำบัด

อาจทำใหเ้ สน้ ประสาทชำ้ ถงึ ขน้ั เปน็ อัมพาตได้ นอกจากนั้น การดึงดดั กระดูกคอและกระดกู สนั หลงั ในคนแก่
หรือคนท่มี ขี อ้ หลวม หรอื กระดกู เปราะ หรอื ขอ้ สนั หลงั เคลื่อน อาจทำใหเ้ กิดภาวะไขสนั หลงั ถูกเบียดทับ
และเปน็ อัมพาตได้ การนวดใหผ้ ้ปู ว่ ยเหล่าน้ีจงึ เปน็ ข้อพงึ ระวัง และหา้ มการดึงดดั โดยเดด็ ขาด



น้ำมันหอมระเหยจะเกิดฤทธ์ิตามสรรพคุณได้ ก็ต้องอาศัยระบบประสาทในการส่ังงาน
โดยเฉพาะระบบลิมบิก (Limbic System) ซงึ่ ประกอบไปดว้ ย

- ทาลามสั (Thalamus) ทำหนา้ ทสี่ ง่ ผา่ นขอ้ มลู จากตวั รบั ความรสู้ กึ สมั ผสั ไปยงั เปลอื กสมอง

- ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ควบคมุ แรงกระตุ้นทางเพศ และสงิ่ เร้าอน่ื ๆ

- อะมิกดาลา (Amygdala ) ทำหน้าที่ควบคมุ ความกระวนกระวายใจ และความกลวั

- ฮิปโฟแคมพสั (Hippocampus ) มีบทบาทเก่ียวกับการเรียนรู้ และความจำ




ภาพที่ 2.36 แสดงระบบลิมบกิ (Limbic System)





































57

ภาพที่ 2.37 แสดงสว่ นประกอบของระบบประสาท (Nervous System)

58

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบัด


ภาพท่ี 2.38 แสดงส่วนประกอบของสมอง (Brain)


นอกจากน้ี ยงั มอี ีกระบบหน่ึงท่ที ำงานร่วมกับระบบประสาท คือ ระบบต่อมไรท้ อ่ ต่อมไร้ท่อ
เปน็ ตอ่ มขนาดเล็ก กระจายอย่ตู ามส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกาย ทำงานรว่ มกบั ระบบประสาทเพอื่ อำนวยให้
ร่างกายทำงานไดเ้ ป็นปกติ และสมบรู ณท์ ้ังร่างกายและจติ ใจ โดยระบบประสาทจะควบคมุ การทำงานของ
กล้ามเนื้อและต่อมต่าง ๆ โดยส่งกระแสไฟฟ้าและสารเคมีไปตามเส้นประสาทด้วยความเร็วสูง
ในขณะท่ีต่อมไร้ท่อจะหลั่งสารเคมีเรียกว่า “ฮอร์โมน” ไปตามกระแสเลือด แล้วไปมีผลต่อเซลล ์
เป้าหมายท่ีอยู่หา่ งออกไปตามสว่ นตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย ฮอรโ์ มนจะเปน็ ตวั ควบคมุ และรกั ษาสภาวะสมดลุ
ภายในรา่ งกายเราใหค้ งท่ี เชน่ รักษาระดับเกลอื แร่และนำ้ ภายในรา่ งกาย ระดบั นำ้ ตาลในเลือด และยงั มี
บทบาทมากมายเกยี่ วกับอารมณ์ เชน่ ความกลัว ความโกรธ ความสขุ และความเศรา้ (ภาพท่ี 2.39)




59

ภาพที่ 2.39 แสดงระบบตอ่ มไรท้ อ่ (Endocrine System)

60

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบดั

คำอธบิ ายภาพที่ 2.39 ระบบตอ่ มไรท้ อ่ (Endocrine System)

A: Pituitary Gland: พทิ อู ติ ารี่ แกรนด:์ ต่อมใตส้ มอง ควบคมุ การเติบโต

และการ ทำงานของตอ่ มไรท้ ่ออื่นๆ

B: Hypothalamus: ไฮโปทาลามัส: ระบบประสาทท่คี วบคุมการหล่ังฮอร์โมน

จากต่อมใต้สมอง

C: Pineal Gland: ไพเนียลแกรนด์: เก่ยี วกับการสบื พนั ธ์ุ

D: Thyroid Gland: ไทรอยด์ แกรนด์: ควบคมุ การใชพ้ ลงั งาน และพัฒนาการ

ของรา่ งกาย

E: Parathyroid Gland: พาราไทรอยด์ แกรนด:์ อยหู่ ลงั ต่อมไทรอยด์ ควบคมุ

ระดับ แคลเซยี่ มในเลือด

F: Thymus Gland: ไทมัส แกรนด:์ ควบคุมการสร้างเมด็ เลือดบางชนดิ ในเดก็

G: Heart: ฮาร์ท: หัวใจ

H: Digestive Organ: ไดเจสทฟี ออร์แกน: อวัยวะยอ่ ยอาหาร

I: Pancrease: แพนเคลียส: ตบั อ่อน

J: Adrenal Gland: อะดรนี อลแกรนด:์ ตอ่ มหมวกไต ควบคมุ สภาวะสมดุล

K: Kidney: คิทน:่ี ไต

L: Testis: เทสทีส: อณั ฑะ ควบคุมการเจริญทางเพศชาย และสรา้ งอสจุ

M: Ovary: โอวาร:่ี รงั ไข่ ควบคมุ การเจรญิ ทางเพศหญงิ และสรา้ งเซลลส์ บื พนั ธห์ุ รอื ไข ่





6. ระบบไหลเวยี นโลหิต (Blood Circulation System)


แบง่ ออกเป็น 2 ระบบ คอื

1. ระบบไหลเวียนโลหิต(เลือด)ทำหน้าท่ี สำคัญ คือ เป็นทางลำเลียงเลือดซึ่งมีก๊าซ
ออกซเิ จน สารอาหารตา่ ง ๆ ไปสูเ่ ซลล์ แลกเปลยี่ นของเสียอันเกิดจากการทำงานของเซลล์ และนำไป
กำจัดท้ิงทางปัสสาวะ ระบบนี้ประกอบด้วยหัวใจ หลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำ และเส้นเลือดฝอย
ขนาดต่าง ๆ การนวดและการยืดดัดข้อมีผลต่อระบบนี้ คือ ทำให้การไหลเวียนเลือดดีข้ึน เส้นเลือด
ฝอยขยายตัว และขับถ่ายของเสยี จากเซลล์ สู่ระบบเลือดดำและปัสสาวะได้เพ่มิ ข้นึ ทำให้บรรเทาอาการ
ปวดอนั เนอื่ งมาจากการคง่ั คา้ งของสารเคมที ่ีเปน็ ของเสียจากการทำงานของเซลล์ นอกจากน้ี การนวดทั้ง
ตวั อาจมีผลทำใหค้ วามดนั โลหิตลดลงได้เลก็ น้อย


61

2. ระบบนำ้ เหลือง (Lymphatic system) ซงึ่ มีหน้าท่ชี ว่ ยเสรมิ การไหลของเลือดดำโดย
การลำเลียงน้ำเหลืองเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดทางเส้นเลือดดำ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ต่อสู้กับเช้ือโรค
ในร่างกายไม่ให้แพร่กระจาย โดยการกรองไปไว้ท่ีต่อมน้ำเหลืองและน้ำเหลือง ดังนั้นจึงอาจเรียกระบบ
น้ำเหลืองได้อีกอย่างว่า เป็นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วย (Immune system) ผู้ป่วยที่เป็นโรคติด
เช้ือมักจะมีอาการต่อมน้ำเหลืองบวมโต อาจคลำได้เป็นก้อนแข็งเล็ก ๆ ที่บริเวณใดบริเวณหน่ึงดังน้ี
คอื ใตร้ ักแร้ เหนอื กระดกู ไหปลาร้า ใต้กระดกู ขากรรไกรลา่ ง และบริเวณขาหนีบ (ไขด่ นั ) หากจะต้อง
นวดด้วยน้ำมนั หอมระเหย จะตอ้ งตรวจดวู า่ ต่อมนำ้ เหลอื งโตหรอื ไม่ หากพบ ควรงดการนวด เนอ่ื งจาก
ผ้ปู ว่ ยมกี ารติดเชอื้ ทอี่ าจตดิ ต่อได้ หรืออาจเป็นเนือ้ งอกบรเิ วณขา้ งเคยี ง

ระบบภูมคิ ้มุ กนั หรือระบบนำ้ เหลืองในร่างกาย ประกอบไปด้วย

- ตอ่ มน้ำเหลอื ง มหี นา้ ทป่ี ้องกนั การแพร่กระจายของเชอ้ื โรค โดยคอยดักจับและทำลาย
จลุ ินทรีย์และสารพิษ

- น้ำเหลือง มีลักษณะใส สีเหลืองอ่อน ซึมผ่านหลอดเลือดฝอยเข้าสู่ช่องว่างระหว่าง
เซลลเ์ นือ้ เยอ่ื

- ทอ่ น้ำเหลืองใหญ่ และท่อน้ำเหลอื งฝอย

- มา้ ม ขนาดเทา่ กบั หวั ใจ คลา้ ยฟองนำ้ มีหน้าท่คี อยดกั จับเชื้อโรคและผลิตเมด็ เลือดขาว

- ตอ่ มทอนซิล

- ตอ่ มไทมสั



ภาพท่ี 2.40 แสดงระบบไหลเวยี นโลหิต (Blood Circulation System)

62

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบดั

ภาพท่ี 2.41 แสดงระบบน้ำเหลือง (Lymphatic System)

หรือ ระบบภมู ิคมุ้ กนั (Immune System)


63

7. ระบบย่อยอาหาร (Digestive System)

ระบบยอ่ ยอาหารทำหนา้ ที่หลกั สามประการ คอื

1. บดและกลนื อาหาร

2. ยอ่ ยอาหาร

3. ขับถ่ายอาหาร

ซึ่งกล่าวโดยรวม คือ ทำให้เซลล์ของร่างกายได้รับสารอาหารไปหล่อเลี้ยงให้มีชีวิตอยู่ได ้
และขับเอากากอาหารออกจากร่างกาย ดังนั้น ระบบนี้จึงต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญดังนี้ คือ
ปาก คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไสเ้ ลก็ ลำไส้ใหญ่ ไสต้ รง และทวารหนัก นอกจากนยี้ งั
มีอวัยวะอื่น ๆ ช่วยด้วย ได้แก่ ลิ้น ฟัน ต่อมน้ำลาย ตับอ่อน ตับ และถุงน้ำดี การย่อยอาหารและ
ดดู ซึมสารอาหารเกดิ ขึ้นทล่ี ำไสเ้ ลก็ ผา่ นเสน้ เลอื ดฝอยและทอ่ น้ำเหลอื งท่ผี นงั ลำไส้เล็ก

การนวดมีผลต่อการกระตุ้นการเคล่ือนไหวของลำไส้ ทำให้ย่อยอาหาร และขับถ่ายกาก
อาหารไดด้ ีขึ้น ดงั น้ัน การนวดจึงมผี ลช่วยลดอาการท้องผกู และช่วยให้มีความอยากรับประทานอาหาร
ควรงดการนวดในระหว่างทผ่ี ู้ปว่ ยเพิง่ จะรบั ประทานอาหารเสร็จใหม่ ๆ เพราะอาจทำใหข้ ย้อนอาหารออก
มาได้ ควรรอใหอ้ าหารยอ่ ยพอสมควร (ประมาณ 30 นาที
หลังรบั ประทานอาหาร) แลว้ จงึ นวดได



ภาพท่ี 2.42 แสดงระบบยอ่ ยอาหาร (Digestive System)


คำอธบิ ายภาพท่ี 2.42 ระบบยอ่ ยอาหาร (Digestive System)


A: Oral Cavity: ออรลั คาวทิ ี้: ช่องปาก

B: Pharynx: ฟารง้ิ : คอหอย

C: Esophagus : อโี ซฟากสั : หลอดอาหาร

D: Stomach: สะตอมทั : กระเพาะอาหาร

E: Small intestine: สะมอล อนิ เทสไท: ลำไสเ้ ลก็

F: Large intestine: ลาจ อินเทสไท: ลำไส้ใหญ

G: Rectum: เรคต้มั : ช่องทวารหนกั

H: Anus: เอนัส: รูทวารหนกั

I: Salivary glands: ซาลวิ าร่ี แกรนด:์ ต่อมนำ้ ลาย

J: Liver: ลเิ วอร์: ตบั

K: Gallbladder: กอลบดั เดอร์: กระเพาะปัสสาวะ

L: Pancreas: แพนเครียส: ตบั อ่อน


64

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบัด


8. ระบบขบั ถา่ ยปสั สาวะ (Uninary System)

ระบบขบั ถา่ ยปัสสาวะ เร่มิ ที่ไต โดยมสี มองส่วนไฮโปทาลามสั เป็นตัวควบคุม ไตจะอยู่
สองข้างของกระดกู สนั หลงั ทางด้านหลังบริเวณเหนือเอว สว่ นนอกของไตเรียกว่าเปลอื กไต (Cortex)
สว่ นในเรียกวา่ เนอ้ื ใน (Medulla) ส่วนเว้าของไตบริเวณผิวนอกเปน็ สว่ นทเ่ี ชื่อมตดิ กับร่างกาย และเป็น
บริเวณที่โลหิตไหลเขา้ และออก สว่ นทางทปี่ ัสสาวะ (ซงึ่ ผลติ โดยไต) ถูกขบั ถ่ายออกมา ส่วนเน้อื ใน
ประกอบด้วยโครงสรา้ งรูปกรวย 12-18 กรวย เรียกว่า รนี ลั พีระมดิ (Renal pyramid) ซ่ึงจะผา่ นเขา้ สู่
กรวยไต จากนน้ั ปัสสาวะจะผา่ นท่อไตไปยงั กระเพาะปสั สาวะและถกู เก็บไวจ้ นเร่มิ เต็มและถูกปล่อยออก
ทางรปู สั สาวะ เม่อื เราถ่ายปสั สาวะนัน่ เอง




ภาพท่ี 2.43 แสดงระบบขบั ถา่ ยปัสสาวะ (Urinary System)


65

9. ระบบสบื พนั ธ์ุ (Reproductive System)


ระบบสบื พนั ธ์ุเพศชาย ประกอบไปด้วย

- อัณฑะหน่ึงคูท่ ่อี ยูน่ อกชอ่ งท้อง อยู่ในถงุ ท่ีเรยี กวา่ ถุงอัณฑะ ทำหน้าทผี่ ลิตเชอ้ื อสุจิ

ซ่ึงจะผสมพันธ์ุกับไข่ของเพศหญิง อัณฑะยังทำหน้าท่ีผลิตฮอร์โมนเทสโตสเตอโรน
(Testosterone) ซง่ึ เป็นฮอรโ์ มนทก่ี ำหนดลกั ษณะเพศชาย

- องคชาติ เป็นตัวนำอสุจจิ ากเพศชายไปยงั เพศหญิง

- หลอดเก็บอสุจเิ ปน็ ทอ่ บาง ๆ ที่ขดอยูข่ ้างอัณฑะ เชอื้ อสจุ ิจะอยู่ในถงุ อณั ฑะ

จนกวา่ เชอ้ื จะโตเต็มท
่ี
- หลอดนำอสุจิ เป็นท่อเกบ็ และนำเชอ้ื ไปยังทอ่ ปสั สาวะ

- ต่อมใต้กระเพาะปสั สาวะ (Bulbourethral gland: บลั โบยูรทิ รา)

- ถุงน้ำอสจุ ิ และ ต่อมลกู หมาก ทำหนา้ ทีผ่ ลติ น้ำหล่อเลี้ยงเช้ืออสจุ ิ



ภาพท่ี 2.44 แสดงระบบสบื พนั ธเ์ุ พศชาย (Male Reproductive System)



66

ตำราวิชาการ สคุ นธบำบดั

ระบบสืบพันธ์ุเพศหญิงประกอบไปด้วยส่วนที่สำคัญไม่ใช่เฉพาะในการผสมพันธุ์ แต่รวม
การเจริญเติบโตของตัวอ่อน จนถึงการคลอด อีกท้ังยังในการเล้ียงดูแก่ทารกหลังคลอดด้วย อวัยวะ
สบื พนั ธุ์หลัก เชน่ ชอ่ งคลอด มดลกู ท่อมดลูก และรังไข่ รวมอยู่ในรา่ งกายดว้ ยเชน่ กัน อวยั วะที่เป็น
สว่ นประกอบ เชน่ ตอ่ มน้ำนม และปากชอ่ งคลอด จะอย่ภู ายนอกรา่ งกาย

ภาพที่ 2.45 แสดงระบบสบื พนั ธ์เุ พศหญงิ (Female Reproductive System)


67

ภาพท่ี 2.46 แสดงสว่ นประกอบของเต้านม

สว่ นประกอบของมดลูก


ภาพที่ 2.47 แสดงส่วนประกอบของมดลูก

68

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบดั


2.7 ทฤษฎกี ารรับกลน่ิ และกลไกการออกฤทธ์ิของน้ำมนั หอมระเหย

ทฤษฎกี ารรับกลิ่น


การรับกล่ินของร่างกาย สามารถรับกลน่ิ ได้ 3 ทาง

1. การรบั ประทาน จะใชเ้ มอื่ มีผู้เช่ยี วชาญควบคุมเท่านนั้

2. การทา เข้าสู่เซลลผ์ วิ โดยการแช่ อาบ ทาบนผวิ

หลักการในการเข้าสู่เซลล์นั้น Essential oil จะเข้าสู่เซลล์ผิวหนังทั่วไปโดยซึมผ่านชั้น
Epidermis และเข้าส่ชู น้ั ล่าง Denmis แตกตา่ งกันออกไป โดยทั่วไปแลว้ จะเขา้ สู่ส่วนตา่ ง ๆ ได้ โดย
การซึมผ่านเข้าไปในส่วนที่เป็นเน้ือเย่ือท่ีมีไลโพโปรตีน หรือไขมัน เพราะ Essential oil จะละลายได้
และจะเข้าสู่ส่วนต่างๆ ได้ โดยเฉพาะเซลล์กล้ามเนื้อลายและกล้ามเน้ือเรียบท่ีเป็นเย่ือบุผนัง
เส้นเลือด ทอ่ นำ้ เหลอื ง และเสน้ ประสาทตา่ ง ๆ ซึ่งทำให้สามารถเข้าสู่ระบบการไหลเวยี นโลหิต การสัง่
การของประสาท และการฆา่ เชือ้ ตา่ ง ๆ ในระบบนำ้ เหลอื ง

3. การดม สำหรับการดมน้ัน น้ำมันหอมระเหยจะเข้าสู่เนื้อเย่ือส่วนรับรู้กลิ่นโดยผ่าน
จากรูขนจมกู เขา้ ไปด้านในตอ่ กบั เนื้อเยื่อในโพรงจมูก (Olfactory epithelium) ดูภาพที่ 2.47 มเี นื้อที่
เลก็ ๆ ขนาด / ตารางน้ิว แตป่ ระกอบดว้ ยเซลลท์ รี่ บั กลน่ิ (Recypter cells) จำนวนนบั ล้าน ๆ เซลล์
แต่ละเซลลจ์ ะมีปลายประสาทอยู่ 2 ขา้ ง โมเลกลุ ของ Essential oil จะถูกส่งต่อไปท่พี น้ื ผิวด้านในของ
จมกู สว่ นปลายอีกขา้ งหน่งึ ถูกสง่ ตอ่ ไปยงั สมองส่วนรับรกู้ ลิน่ (Limbic system)

น้ำมัน Essential oil บางส่วนจะถูกดูดเข้าไปในปอดพร้อมกับอากาศบริสุทธิ์ที่เราหายใจ
เข้าไปในกระบวนการที่ปอด ซ่ึงทำหน้าท่ีฟอกเลือดเสียที่หัวใจส่งมาฟอกน้ัน (เป็นกระบวนการท่ีมีการ
แลกเปลยี่ นกนั ระหวา่ งออกซเิ จนกบั คารบ์ อนไดออกไซดท์ ถี่ งุ ลมในปอด) คารบ์ อนไดออกไซดจ์ ะถกู หายใจ
ออกมา ส่วนออกซิเจนและ Essential oil ที่ติดออกมากับออกซิเจนที่จะเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือดดี
(Circulatory system) เขา้ สตู่ ามส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกาย

ท่ีสมองส่วนรับรู้กลิ่น (Limbic system) สมองก็จะรับโมเลกุลของ Essential oil
เมอ่ื สมองจำแนกออกเปน็ กลิ่นตา่ ง ๆ แล้ว ต่อไปจะกระต้นุ ให้สมองหลั่งสารเคมอี อกมา สารเคมเี หล่านี้
จะมีผลไปสรา้ งความสมดลุ ใหก้ ับระบบประสาทสว่ นท่ีมีผลต่ออารมณ์ จติ ใจ เชน่ ถ้าหากเศร้า หรือหดหู่
กจ็ ะช่วยคลายความเศร้า เปน็ ต้น


69

ภาพท่ี 2.48 แสดงโพรงจมูก

ภาพที่ 2.49 แสดงเซลล์โพรงจมกู

70

ตำราวิชาการ สุคนธบำบัด


ภาพที่ 2.50 แสดงภาพนำ้ มันหอมระเหยเข้าไปสมั ผสั กับเน้อื เยือ่ ทโี่ คนขนจมูก และเช่ือมตอ่ กับประสาท


กลไกการออกฤทธ์ิของนำ้ มนั หอมระเหย


น้ำมันหอมระเหยจะเข้าสู่ร่างกายตามทฤษฎีของการดมกล่ิน และเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว
นำ้ มนั หอมระเหยจะถกู สง่ ไปยังส่วนตา่ ง ๆ ของรา่ งกายตามความจำเป็นของร่างกาย เพอ่ื ร่างกายจะไดน้ ำ
เอาไปใช้ประโยชน์ และถ้าไม่มีความจำเป็นที่ต้องการใช้แล้วร่างกายจะขับออกภายใน 48 ชั่วโมง
ดูแผนภาพในตารางท่ี 2.6


ตารางที่ 2.6 รา่ งกายขับน้ำมนั หอมระเหยออกภายใน 48 ชั่วโมง


MODE OF ENTRY
CIRCULATION
ORGANS & TISSUES
Picked up from Circulation
EXCRETION


Liquid - Skin
Capillaries
Oils Circulating
Skin-Sebaceous

GI
Blood & Lymph
in the Body Affect

Tract
Muscle, Fat, Joints,
Lungs-Vapor

Generalized

Vapor - Sinus
Circulation to
Organs
Kidneys-Urine

Lung
Whole Body

Limbic System
Liver-Bile GI Tract

Nerve Impulse
Olfactory Nerve
Reptilian Brain

Smell
Feces


Triggers
Neuropeptides,

Memories
Hormones &

Emotions
Neurotransmitter

Desires

Appetites
Release


* Essential oils, because of their volatile nature,

usually leave the body within 48 hours


71

ภาพท่ี 2.51 เซลลป์ ระสาทในเย่อื บโุ พรงจมกู กบั ประสาทรับความร้สู ึกกลน่ิ และเช่ือมตอ่ กบั Limbic System กลางศรี ษะ




72

ตำราวิชาการ สคุ นธบำบดั

ภาพที่ 2.52 เซลล์ประสาทรับความรสู้ กึ กล่ิน



73


้ำม ันห อม
ระเหยบางชนิดทสี่ ามารถเพม่ิ พลงั ไดน้ ั้นมีกลไกการออกฤทธ์ติ ามแผนภมู ดิ ังนี้

Essential oil

เยือ่ บโุ พรงจมกู


ประสาทรับความรู้สึกกลนิ่

Limbic system


ส่ังการตอ่ มใตส้ มอง

ต่อมหมวกไต (ไดฮ้ อรโ์ มน Epinephrine)


แผนภาพ E
nergizer


t
t
t

t

ภาพท่ี 2.53 กลไกลการออกฤทธ์ิของนำ้ มนั หอมระเหย


จาก Glycogen1
Phosephase Glucose 6 Phosephase กระบวนการ
ย่อยสลายในไกลโคไลซิส ซึ่งเกิดข้ึนในไซโตรปลาสซึมของเซลล์ และในที่สุดก็ย่อยสลายต่อใน
ไมโตคอนเดรีย์ ในเซลล์ โดยผ่านวงจรเคลป ทำให้ได้พลังงานมากมายจากการย่อยสลายในคร้ังนี้
จงึ ทำใหส้ ามารถยกของทน่ี ้ำหนกั มากกว่าน้ำหนกั ตวั ไดห้ ลายเท่า และมพี ลังในการทจ่ี ะวิง่ และออกกำลัง
ได้อยา่ งมหัศจรรย์ ในกรณตี วั อยา่ งเช่นนเ้ี กิดขึ้นในธรรมชาติเอง เม่ือมอี าการตกใจ


74

ตำราวิชาการ สุคนธบำบดั

น้ำมันหอมระเหยบางชนิดสามารถช่วยความจำเพ่ิมข้ึนหรือกระตุ้นให้เกิดความจำได้มากข้ึน
ซึ่งกลไกดังกลา่ วนสี้ ามารถแสดงไวใ้ นแผนภูมดิ งั ตอ่ ไปน้ี




Essential oil

เย่อื บโุ พรงจมกู

ประสาทรบั ความรู้สกึ กล่ิน

Limbic system

ส่งั การตอ่ มใต้สมอง

ซีโรโทนิน (Serotonin)


ภาพที่ 2.54 กลไกลการออกฤทธิ์ของนำ้ มันหมอระเหยชว่ ยความจำ




75

เอกสารอ้างองิ


1. จงกชพร พนิ จิ อกั ษร. คู่มือประกอบการเรียนน้ำมันหอมระเหยเพอื่ สขุ ภาพช้นั สงู โรงเรยี นน้ำมนั
หอมระเหยเพื่อสุขภาพ. ดินแดง กรุงเทพฯ. 2541


2. ปนัดดา โรจนพ์ บิ ลู สถิตย์. ชีวเคมีทางการแพทย.์ บรษิ ทั บุ๊คเน็ท จำกดั : 2546)

3. มนตรี จุฬาวัฒนทล และคณะ. ชวี เคม.ี ภาควชิ าเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล

2542.

4. สาโรจน์ ปรปักษ์ขาม, สุนทร ตัณฑนันทน์ และชวลิต ปรียาสมบัติ. Endocrinology. 2521

คณะแพทยศ์ าสตร์ ศิรริ าชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหดิ ล.

5. Charles MD. The Human Body. New York: DK Publishing Inc. 1995.

6. Muller Julia. The H&R Book of Perfume. Frohne Druck Bad. SalzuflenGermany;

1992.
















76

ตำราวิชาการ สคุ นธบำบดั


2.8 ความปลอดภยั ในการใชน้ ้ำมนั หอมระเหย (Essential Oil Safety) 1,2


เน่อื งจากนำ้ มนั หอมระเหยเป็นสารมาจากธรรมชาติ และอาจมสี ารที่เปน็ อนั ตรายปนอยบู่ ้าง

ดงั นน้ั จงึ ตอ้ งเรยี นรเู้ กยี่ วกบั ความปลอดภยั ในการเลอื กใชเ้ พอ่ื ใหม้ คี วามปลอดภยั สงู สดุ ตอ่ ผใู้ ช้ จงึ จำเปน็
ต้องรู้ในหวั ข้อตอ่ ไปน
้ี
1. คณุ ภาพ

2. ภาชนะบรรจุ หบี หอ่ และการตดิ ฉลาก

3. สว่ นประกอบทางเคม

4. อนั ตรายที่เกดิ จากการใช้น้ำมนั หอมระเหย




1. คณุ ภาพ (Quality)


ควรเลอื กใชน้ ้ำมนั หอมระเหยทีม่ คี ณุ ภาพสูงสุดเพ่อื แนใ่ จวา่ ปลอดภยั

น้ำมันหอมระเหยในปจั จุบนั มักจะถกู นำไปใชส้ ว่ นใหญใ่ นอตุ สาหกรรมเคร่อื งหอม (fragrance
industry) และใชแ้ ต่งกลน่ิ (flavouring industry) สำหรบั ทีใ่ ช้ใน aromatherapy มแี ค่ 5% ดังน้นั ต้อง
ให้แนใ่ จวา่ น้ำมันหอมระเหยท่ใี ช้มคี ณุ ภาพตรงตามทต่ี อ้ งการ การพจิ ารณาคุณภาพของน้ำมนั หอมระเหย
ให้ตรวจสอบตอ่ ไปน
้ี
1.1 Contamination (ปนเปอ้ื น) and adulteration (เจือปน)

พวกปนเป้ือน หรือ contaminants เชน่ ยาฆา่ แมลง

พวกเจอื ปน หรอื adulterants ประกอบดว้ ย สารสงั เคราะหท์ เี่ หมอื นกบั สว่ นประกอบ
นำ้ มันหอมระเหย

พวกกลุ่มนี้อาจจะเพ่ิมความเป็นพิษได้ มีรายงานพบว่าอาการผื่นแพ้ท่ีเกิดข้ึนบางคร้ัง
เกิดจากยาฆ่าแมลง หรือยาฆ่าหญ้าที่ปนเปื้อนมาในน้ำมัน ดังนั้นจึงควรมีการตรวจสอบว่าไม่มีสารเหล่า
นน้ั ตกคา้ งใน oil

1.2 Degradation (การสลายตวั )

กระบวนการสลายตัว คือ การทค่ี ณุ ภาพน้ำมันลดลงตามเวลา ซง่ึ อาจเกดิ ไดถ้ า้ เก็บ
ไว้ไม่ดี สำหรับปจั จัยทท่ี ำใหน้ ้ำมนั สลายตัว คอื

- ก๊าซออกซเิ จน

- ความรอ้ น

- แสง


77

ผลของก๊าซออกซิเจนที่มีต่อน้ำมันหอมระเหย คือ ก่อให้เกิดปฏิกิริยา oxidation
โดยเฉพาะพวกท่มี สี าร monoterpenes เชน่ citrus, pine พบว่า limonene และ pinene ซึ่งเปน็ สว่ น
ประกอบหลกั ของ citrus และ pine oils จัดเป็น reactive terpenes

น้ำมันหอมระเหยเมื่อสลายตัวแล้ว นอกจากจะให้ฤทธ์ิลดลงแล้ว ยังอาจเกิดสลายตัว
ทางเคมีด้วย ซึ่งจะทำให้มอี ันตรายมากข้ึน เช่น กรณี pine oil ทสี่ ลายตวั แล้วก่อใหเ้ กดิ ผืน่ แพ้ทผ่ี ิวหนัง
เพ่ิมขึ้น

เพ่ือป้องกนั การสลายตัว จะทำได้โดย

ก. เกบ็ ในขวดทึบแสง

ข. ทเ่ี หลอื ตกคา้ งในถงั ใหญ่ ควรจะเทลงเกบ็ ในขวดเลก็ เพอ่ื ลดความเสย่ี งของการ
เกดิ oxidation




2. หบี หอ่ บรรจแุ ละฉลาก (Packaging and labeling)


เนอ่ื งจากน้ำมันหอมระเหยท้งั หมดจะเก็บไว้ในสภาพที่ไมเ่ จือจาง ดงั นั้นต้องมขี ้อแนะนำ
และคำเตือนต่อไปนี้

ก. เกบ็ ให้พ้นมอื เดก็

ข. อาจระคายเคอื งผวิ หนังไดถ้ า้ สมั ผัสกับนำ้ ทไี่ มไ่ ด้เจือจาง

ค. ใชภ้ ายนอกเท่านนั้

จากกฎหมายของประเทศออสเตรเลีย จัดน้ำมนั หอมระเหยเป็นสารพิษ ดงั นัน้ จงึ ตอ้ ง
ตดิ ฉลากคำแนะนำในการปฐมพยาบาลเบ้อื งตน้ ถา้ เกดิ พิษ โดยมคี ำแนะนำดงั น้ี “ถา้ เกดิ พิษขนึ้ ให้รบี นำ
สง่ โรงพยาบาลอย่างรวดเรว็ ถา้ กลืนเขา้ ไปแล้วไม่มีการอาเจียน ก็ใหด้ ืม่ นำ้ ตาม 1 แกว้ ”

นำ้ มัน หรือส่วนประกอบของมนั ต่อไปนจ้ี ัดวา่ เป็นสารพษิ

ก. camphor oil มขี ้อยกเว้น

(a) ในยาเตรยี มทป่ี ระกอบด้วย camphor เทา่ กับ หรือน้อยกวา่ 10%

(b) เมือ่ ใส่ในเคร่ืองสดู ดม ซงึ่ มีการปอ้ งกันการกลนื กนิ สว่ นประกอบของมนั

ข. Cineole ยกเวน้ ในยาเตรียม หรือ oils ที่มี cineole เทา่ กบั หรอื นอ้ ยกว่า 25%

ค. Eucalyptus oil ยกเวน้ ในยาเตรยี มทม่ี ี eucalyptus oil เทา่ กบั หรอื นอ้ ยกวา่ 25%

ง. Melaleuca oil (Tea tree oil) ยกเวน้ ในยาเตรยี มท่มี ีเท่ากับ หรอื ต่ำกวา่ 25%

จ. Methyl salicylate ในรปู liquid preparation ทมี่ ปี รมิ าณเทา่ กบั หรอื มากกวา่ 25%

ฉ. Sassafras oil หรอื safrole ยกเว้น

(a) เพ่ือใช้ภายใน หรือ

(b) ในยาเตรยี มท่ีมี safrole เทา่ กับ หรือนอ้ ยกวา่ 1%
78

ตำราวิชาการ สุคนธบำบัด

ควรมขี ้อมลู ติดฉลาก ดังน
ี้
ก. ชอ่ื ทางพฤกษศาสตร์ (botanical name) ของพชื

ข. ความเข้มข้นของน้ำมันหอมระเหย เช่น “undiluted” หรือเปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์

ท่ีเจอื จางไป

ค. วันที่เปดิ ใช้ หรอื ข้อมลู วนั หมดอาย

ง. ส่วนของพืชท่ใี ช้ทำน้ำมนั หอมระเหย เช่น กรณขี อง cinnamon bark or leaf




3. สว่ นประกอบทางเคมี (Chemical composition)


น้ำมันหอมระเหย 1 ชนิด อาจมีส่วนประกอบมากกว่า 100 ตัว ซ่ึงรวมกันทำให้มี
กล่ินเฉพาะ มปี ระโยชน์เฉพาะดา้ น และในขณะเดียวกันกเ็ ป็นพิษเฉพาะได้เชน่ กัน

ส่วนประกอบทางเคมขี อง oil จะต่างกนั ไปในแต่ละชนดิ แม้แต่ในชนิดเดยี วกันกย็ งั ต่างกนั
ทง้ั นเ้ี กดิ จากความตา่ งในภมู ปิ ระเทศ ระดบั ความสงู สว่ นของพชื ทใี่ ช้ เวลาการเกบ็ เกย่ี ว สภาพอากาศ
และชนดิ ของดนิ ทง้ั นี้ สว่ นประกอบทางเคมขี องทงั้ หมดนข้ี องนำ้ มนั หอมระเหย เราเรยี กวา่ chemotypes

ยกตัวอยา่ ง thyme oil จะจดั เปน็ กลุม่ dermal irritant เน่ืองจากมปี ริมาณ thymol และ
carvacol สูง อยา่ งไรกต็ าม thyme oil ท่มี สี ว่ นประกอบเปน็ linalool สูง จะไม่ก่อให้เกดิ dermal
irritation

Basil oil จะมมี ากกว่า 1 Chemotype เชน่ basil chemotype ท่ปี ระกอบด้วย methyl
chavicol จะเปน็ dermal irritant และ carcinogen สำหรบั Basil chemotype linalool จะปลอดภยั กวา่

เราไมส่ ามารถคาดได้ว่า ถา้ พบสารทีเ่ ป็นธรรมชาตจิ ำเปน็ strong sensitizer แต่พบว่า oil
ที่ประกอบด้วยสารกลุ่มนี้ กลับไม่ก่อให้เกิดการแพ้ได้เลย ถึงจะสูงถึง 85% ก็ตาม ยกตัวอย่าง
lemongrass ประกอบด้วย 85% citral มนั จะระคายเคอื งซงึ่ เราสามารถแกไ้ ด้โดยการผสมเป็น 50%
ในน้ำมันทป่ี ระกอบดว้ ย dextro-limonene มี citrus oils 2 ชนดิ ที่ประกอบด้วย 90% d-limonene
คือ sweet orange และ grapefruit

ปรากฏการณเ์ ชน่ นี้ เรยี กวา่ quenching effect

1.1 Essential oils ท่ปี ระกอบดว้ ย ketone

เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ketone เปน็ สารพษิ แตน่ ้ำมนั หอมระเหยทม่ี ี ketone เปน็ สว่ น
ประกอบจะไมไ่ ดเ้ ปน็ พษิ ทัง้ หมด นำ้ มนั หอมระเหยทไ่ี ม่เป็นพษิ เชน่ jasmine (jasmine) และ fennel
(fenchone)

สำหรบั ketone ทเ่ี ปน็ พิษ คอื thujone สารตวั นพ้ี บในความเข้มข้นสงู ในนำ้ มันหอมระเหย
เช่น mugwort, sage, thuja, wormwood และ tansy


79

สว่ น sage oil จากคาบสมุทรบลั ข่าน ซ่งึ รจู้ กั กันในนาม Dalmation sage จะมี thujone
ประมาณ 35-60% แต่น้ำมนั หอมระเหยชนดิ นีก้ ไ็ มเ่ ป็นพิษ แตก่ ็ใหห้ ลีกเล่ียงการใช้ในสตรีมีครรภ

Ketone อกี ตัวหนึ่ง คอื ketone ทพ่ี บใน hyssop พบวา่ น้ำมนั หอมระเหยชนดิ นจ้ี ะ toxic
มากกวา่ sage ดังนัน้ ควรใช้ hyssop ใน low dose และหา้ มใชต้ อ่ เนือ่ งเกนิ 4 อาทิตย






ตารางที่ 2.7 ความเปน็ พษิ ของน้ำมันหอมระเหยทีม่ สี ว่ นประกอบเป็น ketone

Essential oil Toxic Ketone Oral LD50 (g/kg)


Pennyroyal Pulegone 0.4


Mugwor thujone 0.37


Sage thujone 2.6


Tansy thujone 1.15


Thuja thujone 0.83


Wormwood thujone 0.96


Hyssop pinocamphone 1.4







1.2 Essential oils ทป่ี ระกอบด้วย phenols

Phenols จัดเป็นกลุ่มสารท่ีมีประโยชน์ในน้ำมันหอมระเหยที่ใช้ทาง aromatherapy
อย่างไรก็ตาม น้ำมันหอมระเหย ท่ีประกอบด้วย phenols ประมาณ 50% จะเป็น irritants, 30%
จะ toxic และ 18% จดั เปน็ carcinogen

Thyme, oregano และ savory เป็นน้ำมันหอมระเหยท่ีมีประโยชน์ในด้าน
antimicrobial activity อย่างไรกต็ าม มนั ระคายเคอื งตอ่ ผวิ หนงั และ mucous membrance

น้ำมนั หอมระเหยทปี่ ระกอบด้วย phenolic compound เช่น safrole และ asarone
จัดเปน็ carcinogen เช่น calamus, camphor และ sassafras


80

ตำราวชิ าการ สุคนธบำบัด



ตารางที่ 2.8 ความเป็นพษิ ของน้ำมนั หอมระเหยทมี่ ี phenols และกลุม่ อื่นเปน็ สว่ นประกอบ


Essential Oil Phenol Comment Oral LD50 (g/kg)


Savory (summer) Carvacrol/thymol caution 1.37

Savory (winter) Carvacrol/thymol caution 1.37

Oregano Carvacrol caution 1.85

Thyme Carvacrol/thymol Skin hazard 4.70

Clove Bud Eugenol Skin hazard 1.37

Basil (Comoros Island) Methyl chavicol Skin hazard 1.40

Calamus Asarone carcinogen 0.84

Sasafres safrole carcinogen 1.90

Camphor (brow) safrole carcinogen -

Champhor (yellow) safrole abortifacient -

Parsley Seed Apiol abortifacient -

Cassia Cinnamic aldehyde Skin irritant 2.80

Cinnamon Cinnamic aldehyde Skin irritant 3.40



4. อนั ตรายท่ีอาจเกิดไดจ้ ากนำ้ มนั หอมระเหย (essential oil hazard)

ก. ตา

ข. Mucous membrane

ท้ังตา และ mucous membrane เป็นส่วนทไ่ี วมาก ถึงแมจ้ ะใชใ้ นระดับ 1% กต็ าม

พบวา่ 2-3% ของ Myrrh oil และ German Chamomile สามารถรกั ษา mucous membrane ได้
เพราะมีความเยน็

ค. อาการระคายเคอื งเมื่อสดู ดม (inhalation burns)

ง. ไดร้ บั มากเกิน (over exposure)

4.1 ความเปน็ พิษของน้ำมนั หอมระเหย (toxicity) จดั แบ่งเปน็ โดยการรับประทาน (oral
toxicity) และสัมผสั ทางผวิ หนัง (dermal toxicity)

4.1.1 ความเปน็ พิษเฉียบพลัน (acute poisoning) เกิดขึ้นเมือ่ ใชใ้ นเวลาอนั สั้น หรือ
อาจเกิดจากการใช้เพียงคร้ังเดียวและอาจทำให้ตายได้ ถ้าปริมาณที่ใช้ต่ำกว่าขนาดท่ีทำให้ตาย (lethal
dose) อาจก่อให้เกิดการเส่ือมของตบั และ/หรอื ไต


81

4.1.2 ความเปน็ พิษเรือ้ รงั จะทำให้อวยั วะและเนือ้ เยือ่ ถูกทำลาย จะเกดิ ข้นึ
เมอื่ ใช้เปน็ เวลานาน


4.2 ปฏกิ ริ ิยาตอ่ ผวิ หนงั (skin reaction)

4.2.1 อาการระคายเคือง ซึง่ มกี ารเปน็ เฉพาะท่ี (local irritation)

4.2.2 อาการแพ้ ซ่ึงเกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน (immune
response) การแพ้นำ้ มนั หอมระเหยจะเกดิ ได้ยากมาก ส่วนใหญ่แล้วจะไมม่ ผี ลใด ๆ


4.3 Phototoxincity คอื ความไวตอ่ แสง ultra violet (UV)

เช่น Bergamot oil เม่อื ใช้แล้วหา้ มถูกแสงแดดเพราะจะมีผน่ื แพ้ทผี่ ิว


4.4 Carcinogenic คอื กลุ่มทก่ี ระตนุ้ การเจริญเตบิ โตของ cancerous cells

Tropical Basil Oil และ Holy Basil Oil อาจกอ่ ใหเ้ กิดมะเร็งได้ (เป็น

carcinogen)

4.5 Neurotoxicity คือ เป็นพิษต่อระบบประสาทโดยกระตุ้น โดยเฉพาะน้ำมัน

หอมระเหยทีม่ ีสว่ นประกอบพวก ketone

4.6 Hepatoxicity คอื เป็นพษิ ต่อตับ มีผลตอ่ การทำงานเซลตบั โดยเฉพาะน้ำมัน

หอมระเหยทมี่ สี ว่ นประกอบเป็นพวก phenols

4.7 Pregnancy precautions ใหร้ ะวังมากสำหรบั สตรมี ีครรภโ์ ดยเฉพาะน้ำมันหอม

ท่มี ีส่วนประกอบเป็น ketones และ phenols รวมถงึ Tropical Basil ทัง้ น้ี
เพราะสารกลุ่มนี้มีฤทธิ์เป็น hormone link behaviors และ uterine
stimulating




ข้อระมัดระวงั ในการใชอ้ ยา่ งปลอดภยั (Safety precautions)


1. ศกึ ษาขอ้ มูลความปลอดภัย (Safety data, Material Safety Data Sheet)

ควรจะตรวจสอบขอ้ มลู ความปลอดภยั กอ่ นใชน้ ำ้ มนั หอมระเหยชนดิ ใหม่ โดยเฉพาะ
ข้อมูลเร่ืองความเป็นพิษ phototoxicity การระคายเคืองผิวหนัง (dermal irritation) และการแพ้
(sensitization)

2. ข้อห้ามใช้ (Contra-indication)

ควรศึกษาข้อห้ามใช้เม่ือเลือกใช้น้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิด เช่น คนเป็นโรค
ลมชกั (epilepsy) ควรหลีกเลยี่ งการใช้ fennel, hyssop และ sage หา้ มใช้ clary sage ในระหวา่ ง
ดืม่ แอลกอฮอล์ หา้ มใช้ hops ในคนทมี่ ี depression

3. ในผู้ป่วยท่ีมีความดันโลหิตสูง ห้ามใช้น้ำมันหอมระเหยต่อไปน้ี คือ hyssop,
rosemary, sage (ทุกชนิด) และ thyme

82

ตำราวิชาการ สุคนธบำบัด


4. ในการรักษาโดยใช้หลัก homeopathy ห้ามใช้น้ำมันหอมระเหยต่อไปนี้ คือ
black pepper, camphor, eucalyptus และ mint oils

5. สตรีตั้งครรภ์ (Pregnancy) ในระหว่างต้ังครรภ์ให้ใช้น้ำมันหอมระเหยคร่ึงหน่ึง
ของปกติ มีข้อหา้ มสำหรบั oils บางชนดิ




ตารางที่ 2.9 นำ้ มนั หอมระเหยทีค่ วรเลือกในสตรีมคี รรภ์


กอ่ ใหเ้ กดิ การแทง้ และเปน็ พษิ pennyroyal, rue, savin, mugwort, sage, tansy, thuja,

wormwood


เป็นพษิ boldo, mustard, horseradish, wormseed


Estrogen stimulant activity Aniseed, funnel, basil


Moderate toxic oils Clove, hyssop, savory, thyme, wintergreen


Emmenagogue properties Jasmine, juniper, marjoram, myrrh, peppermint,


rose, rosemary







6. ทารกและเด็ก ใหใ้ ชอ้ ย่างระมดั ระวงั ตามอายตุ อ่ ไปน้ี


ทารก (0-12 เดอื น) - ให้ใช้ 1 หยดของ lavender, rose, chamomile หรือ

mandarin เจือจางใน 1 ช้อนชา ของ base oil เพ่ือใช ้

นวดหรืออาบ


เด็กอ่อน (1-5 ปี) - ใหใ้ ช้ 2-3 หยด ของน้ำมนั หอมระเหยทปี่ ลอดภัย


(ไมเ่ ป็นพิษและไม่ระคายเคอื งตอ่ ผวิ หนงั ) เจือจางใน

1 ช้อนชา ของ base oil เพอื่ ใชน้ วด หรืออาบ


เดก็ โต (6-12 ป)ี - ใหใ้ ชเ้ ชน่ เดยี วกบั ผใู้ หญ่ เพยี งแตเ่ ปน็ ครง่ึ หนง่ึ ของปรมิ าณ

ที่ระบุ


วัยรุ่น (มากกวา่ 12 ป)ี - ให้ใช้ไดเ้ ช่นเดยี วกบั ผใู้ หญ่





83

ขนาดที่ใช้ (Dosages)

สิ่งสำคัญอย่างย่ิงในการใช้น้ำมันหอมระเหย คือ ต้องรู้ขนาดท่ีจะใช้ ตามวิธีใช้ เพื่อให้มี
ความปลอดภัย ต่อไปนี้จะเป็นคำแนะนำคร่าว ๆ เพื่อใช้อ้างอิง โดยปกติแล้วอาจมีความแตกต่างใน

นาดเม่ือใช้น้ำมันหอมระเหยแตล่ ะชนดิ บางคนอาจจะตอบสนองมากกว่าคนอ่ืน ๆ กไ็ ด


ารางท่ี 2.10 แสดงวธิ ีการ จำนวนขวดปริมาณนำ้ มันหอมระเหย

วธิ ีการ (application method) จำนวนหยด ปรมิ าณ carrier

การนวด (massage) 12 - ผูใ้ หญ่ 30 ml (10 g)

- ควรใชม้ ากสดุ อย่าเกิน 2% 7 - เดก็ นำ้ หนักเกนิ 10 lbs

3 - เด็กเลก็

Neat 1-2 ควรเลือกแต่ oil ท่ไี ม่ระคายเคือง
เชน่ lavender, Tea tree,

Facial oil 7-10 น้ำ 2 ถว้ ย หรือใส่ใน steamer

Facial Mask 7-10 เติมลงใน clay, yogurt

Scalp 15-25 30 ml (10 g)

Bath 3-15 ขึน้ กบั ชนิดของ oil

Gargle/mouth wash 1 น้ำ 1 4Tถeว้aยtrจeะe
ใช้เฉพาะ Myrrh
และ


ตาราง
ท่ี 2.11 แสดงการเปลี่ยนหนว่ ยวดั ปริมาตร (Measurement Conversion Chart)

Drops Milliliter/cc Ounce Teaspoon (tsp.)


20 1 ml 1/96 1/10


12.5 5/8 ml 1/48 1/8

1 14 ml
25 1/24 1/4

1

100 5 ml 1/6 6

600 30 ml 1 24

4 (= 8 tablespoons)



ตัวอย่างการเจือจาง ;

1% dilution = 6 drops per 30 ml

2% dilution = 12 drops per 30 ml


84

ตำราวิชาการ สคุ นธบำบัด


การประเมนิ ความปลอดภยั ในการใช้


การทดสอบความเปน็ พิษเฉยี บพลนั (Acute toxicity test)


หลักการทดสอบ คอื ชงั่ น้ำหนกั หนู (rat) ให้กนิ essential oil ขนาดต่าง ๆ แล้วนับจำนวน
หนทู ี่ตาย นำขอ้ มูลมา plot ระหว่างปรมิ าณหนูท่ีตายกับขนาดของน้ำมนั ท่กี ิน























Therapeutic dose (TD) ถ้าอยหู่ ่างจาก Half Lethal Dose (HLD) มากกว่าเทา่ ไร
ก็จะปลอดภัยมากเท่านัน้ สำหรบั western medicine (allopathic) TD และ HLD ใกลก้ นั มาก

ถ้า Therapeutic dose (TD) มีขนาดตำ่ มาก ๆ ก็จะปลอดภัยมากกว่า ซง่ึ เป็นหลักการ
ของ aromatherapy มีกฎ 3 อยา่ ง เกี่ยวกับความปลอดภัยของนำ้ มันหอมระเหย คือ

1. อย่า over dose

2. อยา่ over dose

3. อยา่ over dose

Birch oil (98-99% methylsalicylate) และ Wintergreen oil (97-98% methyl
salicylate) จะเป็นน้ำมนั หอมระเหยทเี่ ป็นพษิ มากท่ีสุดใน aromatherapy ซึ่งปกติแลว้ เราใช้เปน็ ยาต้าน
อักเสบในรูปครมี ในยาแผนปัจจุบัน (ซงึ่ จดั วา่ ปลอดภยั )

มกี รณีศึกษา พบวา่ เด็กชายคนหนงึ่ รับประทาน Tea tree oil 5 ml (200 หยด)

ซึ่งวดั วา่ เปน็ HLD เม่ือเขา้ โรงพยาบาลแล้ว แคน่ อนพกั ก็จะหาย

จากกรณีนี้ พบวา่ Therapeutic dose ของ Tea tree คือ 2 หยด ดงั น้ัน เดก็ คนน้ี
รบั ประทานมากกว่า dose ปกติ 100 เทา่ ก็ยงั ไม่เปน็ อันตราย แสดงว่าการใช้ใน therapeutic dose
จะปลอดภยั มาก




85

การศกึ ษา Therapeutic dose


หลกั การ คอื แปรขนาดรบั ประทาน และดูผล หรอื ฤทธทิ์ ี่ได้ เพื่อให้ไดฤ้ ทธ์ิ 100%




หลกั การเลอื กใชน้ ้ำมันหอมระเหย คอื เลือกชนิดทไ่ี ม่มีพิษ โฮมโี อพาที (Homeopathy)
จะมกี ารใช้สารความเข้มขน้ ต่ำมากในการรักษาโรค เพราะมกี ารเจอื จางมาก เช่น

1000’s dilution 1:1000

1:106

1:1010

1:1050

กฎทั่วไป (General Rules)

1. ห้ามรบั ประทานน้ำมนั หอมระเหยโดยตรง

2. ห้ามใช้น้ำมันหอมระเหยกับผิวหนังในสภาพท่ียังไม่ได้เจือจาง อาจมีกรณียกเว้นเม่ือใช้
ในปริมาณน้อย เช่น lavender และ Tea tree กรณี burn (ไฟไหม้ น้ำรอ้ นลวก)

3. ห้ามใช้โดยตรงกับตา ถ้าเกิดอุบัติเหตุกับตา ให้ล้างด้วยน้ำเย็นที่สะอาด 5 นาที ถ้า
อาการไม่ดีขึ้นภายใน 15 นาที ใหร้ ีบสง่ แพทย์

4. ควรใช้น้ำมันหอมระเหยในขนาดท่ีเหมาะสม ถ้าใช้มากเกินไป จะก่อให้เกิดการ
ระคายเคอื งผิวหนงั ปวดศรี ษะ วิงเวียน


86

ตำราวิชาการ สุคนธบำบดั

5. คนไข้ท่ีเป็นหอบหืดจะตอบสนองดีต่อ aromatherapy ดังนั้นจึงห้ามสูดดมน้ำมัน
หอมระเหยทห่ี ยดในนำ้ รอ้ นเพราะอาจจะทำใหห้ ายใจลำบาก

6. ข้อระวังสำหรบั เดก็

ก. ใชก้ ฎขอ้ ท่ี 1-3 และสังเกตดูอาการของภายหลังท่สี มั ผัสน้ำมนั หอมระเหย

ข. เมอ่ื ผสมนำ้ มนั หอมระเหยสำหรบั นวด หรอื อา่ งอาบนำ้ ใหใ้ ชน้ ำ้ มนั หอมระเหยความ
เข้มขน้ ลดลง ซง่ึ ปกติจะใช้ 3% ก็ลดลงมาเปน็ 1-2%

ค. ถา้ ใหส้ ูดดมผา่ นอ่างองั ไอนำ้ อย่าทิ้งให้เดก็ ทำตามลำพงั

ง. สูดดม 2-3 วินาที ถงึ 1 นาที ถ้าเด็กทนได้ อาจเพ่ิมเวลาถงึ 2 นาท






รูปแบบการใชแ้ ละปรมิ าณที่ใช้ (Dosage and Dilutions)


ในการเจอื จางนำ้ มนั หอมระเหย ควรจะทำโดยการหยด โดยถอื วา่ หยดทีม่ ีมาตรฐาน คือ

1 ml = 20 หยด


สำหรับการนวด จะเจือจางน้ำมนั หอมระเหยใน carrier oil โดยมีข้อแนะนำในการเจอื จาง
คือ 1-5% โดยปกติแนะนำให้ใช้ 3% วิธีการง่าย ๆ ในการคำนวณว่าจะเติมน้ำมันหอมระเหยเท่าไร?

ก็ให้วัดปริมาตร base oil เป็น มิลลิลิตร แล้วหาปริมาตรคร่ึงหนึ่งของปริมาณ ก็จะเป็นจำนวนหยด
ของนำ้ มันหอมระเหยท่ีจะเติมผสมลงไป ตัวอย่างเชน่

• 50 ml base oil : เติม 25 หยดน้ำมันหอมระเหยลงผสม จะได้ความเขม้ ขน้ 2.5%

• สำหรับทารก (0-12 เดือน) : เติม 1 หยดของ lavender, Roman/German
chamomile, neroli, dill หรือ mandarin ไปยัง 10 ml carrier oil จะได้ 0.5%

• สำหรับเด็กอ่อน (1-5 ปี) : เติม 2-3 หยดของน้ำมันหอมระเหย (ไม่เป็นพิษ
ไม่ระคายเคอื ง) ไปยัง 10 ml carrier oil

• สำหรบั เดก็ โต (6-12 ป)ี : ใหใ้ ช้ขนาดครง่ึ หนงึ่ ของผ้ใู หญ



ความถี่ในการใช้อาจจะต่างกันไปในแต่ละคน ในกรณีนวดท้ังตัว ควรเป็นอาทิตย์ละ

2 คร้ัง กรณีนวดหน้า หรือนวดบางส่วนของร่างกาย อาจจะเป็นวันละครั้ง ควรตระหนักว่าการเกิด
ปฏิกิริยาของน้ำมันหอมระเหยต่อผิวหนังแต่ละคนอาจต่างกันไป ถ้าเป็นไปได้ ควรใช้ในปริมาณที่
ตำ่ กอ่ น แล้วค่อยเพ่มิ ความเขม้ ขน้ ไปที่ 2-3%




87

เอกสารอ้างอิง


1. นจิ ศริ ิ เรอื งรังษี และ ธวัชชยั มงั คละคปุ ต.์ สมนุ ไพรไทย. กรุงเทพ. สำนกั พิมพ์ บี เฮลทต์ ;ี้ 2547.

2. นนั ทวัน บุณยะประภัศร และอรนชุ โชคชัยเจรญิ พร. สมุนไพร..ไม้พ้นื บ้าน (2). กรงุ เทพ. บรษิ ทั

ประชาชน จำกดั ; 2541

3. ชนิดา พลานุเวช. รายงานการวิเคราะห์น้ำมันระเหย. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์

จฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั . 2549.

4. Adams R. P. Identification of Essential Oil Components by Gas Chromat-ography/

Mass Spectroscopy. Allured Publishing Corporation, USA; 1995.

5. Agilent Technologies. 2004. Basic Gas Chromatography. Agilent Technologies

(Thailand) Ltd.

6. Varian Inc. Application of GC-MS. Thai Unique Co., Ltd; 2004.

7. Schoeff L. E. and Williams R. H. Principles of Laboratory Instrument. Mosby-Year

Book, Inc., USA; 1993.

8. Thermo Finnigan. Trace DSQ GC-MS Specifications. Fortune Scientific Co., Ltd;

2004.

9. Battaglia S. The Complete Guide to Aromatherapy. Noosa, Queensland, Australia The

Perfect Potion (Aust) Pty Ltd.; 1995.

10. Lawless J. The Encyclopedia of Essential Oils. London Thorsons; 1992.





88

ตำราวิชาการ สุคนธบำบัด








บทท่ี 3


ชนิดของน้ำมันหอมระเหย




ดร.จงกชพร พินิจอักษร และ ภญ.วจั นา สุจีรพงศส์ นิ




โครงร่างเน้อื หา





3.1 ขอ้ กำหนดมาตรฐานของนำ้ มันหอมระเหย

3.2 น้ำมนั หอมระเหยชนดิ ตา่ งๆ

3.3 ข้อกำหนดมาตรฐานของ Carrier Oil







89

90

ตำราวิชาการ สคุ นธบำบัด


ชนิดของน้ำม
ันหอมระเหย


ดร.จ
งกชพร พนิ จิ อกั ษร และ ภญ.วัจนา สจุ ีรพงศส์ นิ


3.1 ข้อกำหนดมาตรฐานของน้ำมันหอมระเหย


ในการผลิตน้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิดข้ึนมา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิบัติตาม
กฎเกณฑ์ของ IFRA (International Fragrance Association: FEMA (Flavour and Extract
Manufacturers’ Association of the United States) และยังมี Council of Europe กำหนดไว ้
อีกด้วย ซึ่งแต่ละโรงงานจะสามารถเข้าสมัครเป็นสมาชิกของสมาคมต่าง ๆ เหล่านี้ได้ จะได้รับการ
ยอมรับและปฏบิ ตั ิตามกฎเกณฑ์ของสมาคม เพอื่ ความสะดวกในการจดั จำหน่ายต่อไป

ในสมาคมน้ีจะพูดถึงคุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหย สารหอมท้ังท่ีเป็นธรรมชาติและ
สังเคราะห์ท่ีผลติ ขน้ึ มา ซ่ึงตัวอย่างของตวั เลขตามภาพแสดงขา้ งล่างนี


ตวั อยา่ งของรายละเอยี ดของผลติ ภัณฑ์นำ้ มนั หอมระเหยทีก่ ำหนด
























เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ให้ผู้ผลิตได้คำนึงถึงคุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหยน้ันควรจะมี
คุณสมบัติใดบ้างท่ีเราต้องแสดงไว้ในเอกสาร ซ่ึงเวลาขายจริงอาจไม่ได้แสดงทุกตัว แต่ควรรู้และมี
เอกสารทไี่ ดร้ บั การยอมรบั จากสมาคมเปน็ ทางการ ทกุ ๆ ชนดิ ทผี่ ลติ ขนึ้ มา ซงึ่ ตวั เลขดงั กลา่ วทแ่ี สดงไวน้ ้ี
เป็นตารางเต็มที่ทางสมาคมกำหนดว่าควรมีอะไรบ้าง และแต่ละโรงงานท่ีผลิตอะไรข้ึนมาน้ันจะมีเอกสาร
นี้กำกับไว้แสดงให้เห็นได้ ตัวอย่างที่ยกขึ้นมานี้เป็น Aromatic Substance (สารหอมตัวหนึ่ง) เท่านั้น
แตต่ วั เลขในช่อง ตัวอย่าง คือ


91


Click to View FlipBook Version