The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตำราวิชาการสุคนธบำบัด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by siriwade, 2020-07-14 01:33:27

ตำราสุวคนธบำบัด

ตำราวิชาการสุคนธบำบัด

Keywords: สุวคนธบำบัด

องคป์ ระกอบทางเคมี

Limonene (67.92-74.00%), gamma-terpinolene (16.78-21.02%),

alpha-pinene (2.12-2.54%), myrcene(1.69-1.77%), linalool, nerol,
geranial, citronellal

สรรพคณุ ของน้ำมนั หอมระเหย

ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อเรียบ แก้ปวดท้อง ขับลม เพ่ิมการหล่ังน้ำดี
กระตุน้ ระบบทางเดินอาหาร ขับปัสสาวะ ชว่ ยให้นอนหลับ

ขอ้ บง่ ใช ้

สำหรับเด็ก - น้ำมันส้มเป็นน้ำมันที่เหมาะใช้กับเด็ก ช่วยลดอาการปวดท้อง
ไมส่ บายทอ้ งในเดก็ ทำใหเ้ ดก็ สงบ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ เดก็ ทม่ี อี าการ Hyperactive

ระบบย่อยอาหาร - เพ่ิมการหล่ังน้ำดีและช่วยย่อยไขมัน ลดอาการอึดอัด
แน่นทอ้ ง

หญิงต้ังครรภ์ - น้ำมันส้มสามารถนำมาผสมเป็นน้ำมันนวดตัวเพ่ือลดอาการ
หน้าท้องลายระหว่างตั้งครรภ์ โดยใช้นวดทุกวันเมื่อมีอายุครรภ์ตั้งแต่ 5 เดือน
ขึน้ ไป

ข้อมูลด้านความปลอดภัย

ไม่พบข้อมูลความเป็นพิษและการระคายเคือง อาจทำให้เกิดอาการแพ้แสงแดด
ไดบ้ ้าง แต่ถา้ เป็นชนดิ Terpeneless จะไมก่ ่อใหเ้ กิดการแพ้แสงแดด





192

ตำราวชิ าการ สุคนธบำบดั


ส้มเกล้ียง


(Citrus sinensis (L.) Osbeck , Rutaceae)


ชอ่ื สามญั Sweet orange


ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรแ์ ละแหลง่ ทพี่ บ

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ

8 เมตร ใบติดกับลำต้นเรียง
สลับใบ ดอกมีกลิ่นหอมสีขาว
ชมพู ปกติออกดอกเด่ียว ผล
สีแดงส้ม เชื่อว่ามีถ่ินกำเนิด
แถบเทือกเขาหิมาลัย และ
ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ใน
ศตวรรษที่ 16 จงึ มีชาวโปรตุเกส
มาสำรวจพบและนำส้มกลับไป
ปลูกแพร่หลายในแถบยุโรป
ปัจจุบันมีการผลิตน้ำมันมากใน
อิสราเอล บราซิลอเมริกาเหนือ
และออสเตรเลยี

การสกดั

สกดั โดยการบบี เยน็ (cold pressed) จากเปลือกผล จะได้น้ำมันหอมระเหย ร้อยละ
0.3-0.5 หรือสกัดโดยใชน้ ้ำจะได้นำ้ มันหอมระเหยรอ้ ยละ 0.8

องค์ประกอบทางเคม

Limonene (95.37%), myrcene (2.08%), linalool (0.25%), alpha-pinene,
neral, citronellal, geranial, decanal

สรรพคณุ ของนำ้ มันหอมระเหย

คลายเครียด ทำให้นอนหลับ ฆา่ เชือ้ โรค คลายกล้ามเน้ือเรียบ (antispasmodic) ขับลม
ขับนำ้ ดี ชว่ ยย่อยอาหาร กระตนุ้ การทำงานของน้ำเหลอื ง

ข้อบง่ ใช

ระบบทางเดินอาหาร - กระตุ้นการทำงานของทางเดินอาหาร ลดการเกร็งตัวของ
กระเพาะอาหารและลำไส้ เพ่ิมการเคล่ือนไหวของลำไส้ ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการ
ท้องผูก แน่นทอ้ ง มลี มในกระเพาะมาก ทอ้ งเสยี สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในเดก็
เพอ่ื ลดอาการอึดอดั ไม่สบายท้อง


193

ระบบการไหลเวียนน้ำเหลือง - กระตุ้นการไหลเวียนของน้ำเหลือง ช่วยลด
อาการบวม


ระบบประสาทและอารมณ์ - มีฤทธิ์ช่วยให้นอนหลับ และคลายเครียด
อย่างอ่อน ใช้ได้ดีกับผู้ท่ีมีอาการวิตกกังวล กระวนกระวาย และนอนไม่หลับ
เช่ือว่ามีฤทธช์ิ ว่ ยใหผ้ อ่ นคลายไดเ้ ชน่ เดยี วกบั ลาเวนเดอร์ (Lavender) ดอกสม้
(neroli) และไม้จนั ทนห์ อม (sandalwood)


การบำรงุ ผวิ พรรณ - ชว่ ยบำรงุ ผวิ สำหรบั ผวิ แห้ง ผวิ แพ้ง่าย และผวิ ท่มี ปี ัญหา
เรอื่ งสิว ชว่ ยเสริมสร้างเซลลผ์ ิว เหมาะกบั ผิวผ้สู งู อายุ หรือผวิ หมองคลำ้


ข้อมูลด้านความปลอดภัย

ไมพ่ บขอ้ มูลความเป็นพิษและการระคายเคือง




ส้ม (ดอก)


(Citrus aurantium L. var. amara, Rutaceae)


ช่อื สามญั Neroli


ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์และแหล่งที่พบ

(ดทู ี่สม้ )

การสกัด

กล่ันโดยใช้ไอน้ำจากดอกสดของ

ต้นส้ม จะได้น้ำมันหอมระเหย
0.8 – 1


องค์ประกอบทางเคมี

Nerol (6.97%), citral (2.41%), limonene (22.43%), linalool (2.52%), alpha-pinene

(4.26%), terpinene (4.14%)

สรรพคุณของนำ้ มนั หอมระเหย

ลดอาการซึมเศรา้ ฆ่าเชื้อโรค คลายกลา้ มเน้ือเรียบ (antispasmodic) ฆ่าเช้ือแบคทีเรยี

ขบั ลม ชว่ ยยอ่ ยอาหาร ดบั กลน่ิ สมานแผล


194

ตำราวชิ าการ สุคนธบำบัด

ข้อบ่งใช

ระบบการไหลเวียนโลหิต - ลดการเกร็งของกล้ามเน้ือหัวใจ ช่วยให้หัวใจเต้น

สม่ำเสมอ ชว่ ยลดความดนั และอาการใจสัน่

ระบบทางเดินอาหาร - ลดอาการบีบเกร็งของกระเพาะอาหารและลำไส้ รักษาอาการ

ท้องเสีย ใชไ้ ดด้ กี ับเดก็ หรือทารก บรรเทาอาการปวดเกร็งท้อง ขบั ลม

ระบบประสาทและอารมณ์ - ช่วยให้สงบ นอนหลับ คลายอาการเครียดและวิตก

กงั วล ชว่ ยใหม้ องโลกในแง่ดี สามารถใชไ้ ดใ้ นเดก็ เลก็

การบำรงุ ผวิ พรรณ - ลดอาการอกั เสบ ร้อนแดง บำรุงผวิ ให้เปลง่ ปล่ังสดใส

ข้อมูลดา้ นความปลอดภยั

ไมพ่ บขอ้ มูลความเปน็ พิษและการระคายเคอื ง




ส้ม (ใบ)

(Citris aurantium L. subsp. amara, Rutaceae)


ช่อื สามญั Petitgrain

ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรแ์ ละแหลง่ ที่พบ

(ดทู สี่ ้ม)

การสกดั

สกัดโดยใช้ไอน้ำจากใบของส้มซา่ จะได้

น้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.5-1

องคป์ ระกอบทางเคมี

Linalyl acetate (44.29%), linalool
(27.95%), alpha-terpineol
myrcene (5.36%), trans-ocimene
(3.32%), neryl acetate, geraniol


สรรพคุณของน้ำมนั หอมระเหย

คลายเครียด คลายกล้ามเนอ้ื เรียบ ดบั กลิ่น ช่วยยอ่ ยอาหาร ทำใหน้ อนหลบั


195

ขอ้ บง่ ใช้

ระบบทางเดนิ อาหาร - ช่วยย่อยอาหาร คลายกลา้ มเน้อื เรียบ บรรเทาอาการจกุ

แนน่ ไม่สบายทอ้ ง

ระบบประสาทและอารมณ์ - ทำให้สดชื่น กระปร้ีกระเปร่า เหมาะกับผู้ท่ี

ออ่ นลา้ ออ่ นแรง เครยี ด สรรพคณุ นคี้ ลา้ ยกบั ดอกสม้ แตม่ ปี ระสทิ ธภิ าพกวา่
ในการบรรเทาอาการซมึ เศร้า นอนไมห่ ลับ

ระบบทางเดินหายใจ - ช่วยควบคุมอาการหอบหืด

การบำรุงผิวพรรณ - บำรุงผิว รักษาสิว ลดการทำงานของต่อมไขมัน ลด
ความมัน ชว่ ยระงับกล่ินไดด้ ี

ขอ้ มลู ดา้ นความปลอกภัย

ไม่พบขอ้ มูลความเป็นพิษและการระคายเคือง


ส้มโอ


(Citrus maxima (Burm.f.) Merr., Rutaceae)


ชอื่ สามญั Pomelo


ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์และแหลง่ ทีพ่ บ

เป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลาง ใบ

เด่ียวรูปกลมรี คล้ายใบส้ม
เขียวหวาน ดอกเดี่ยวสีขาว
ออกตามง่ามใบ ผลกลมโต
เปลือกหนา มถี ิ่นกำเนิดในแถบ
รอ้ นช้นื

การสกัด

ใช้ใบ ดอก เปลือกผล

สรรพคณุ ของน้ำมันหอมระเหย

ใบ รสปรา่ หอม แก้ทอ้ งอดื แน่นเฟอ้ แก้ปวดศรี ษะ

ดอก รสหอมร้อน ขับเสมหะ ขับลม ปรับสมดุลฮอร์โมนเพศได้ ช่วยให้นอนหลับสบาย
คลายเครยี ด

เปลอื กผล ขบั เสมหะ แก้แน่นจกุ เสียด อาบแก้คนั

ผิวเปลอื ก รสปรา่ หอม บำรุงยาหอม แกล้ มวิงเวียน หน้ามดื ตาลาย แก้จกุ เสยี ดแนน่ เฟอ้

ขอ้ มูลด้านความปลอดภยั

ไมพ่ บข้อมลู ความเปน็ พิษและการระคายเคอื ง

196

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบดั


เสม็ดขาว


(Melaleuca quinquenervia S.T.Blake, Myrtaceae)


ชอ่ื สามัญ Cajeput or Cajuput


ลักษณะทางพฤกษศาสตรแ์ ละแหล่งท่ีพบ

เป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 30 เมตร

ใบหนา ดอกสีขาว เปลือกต้นลอก
ออกง่าย เนื้อไม้สีขาว มีรากกล้วย
บนดนิ พบในออสเตรเลยี อินโดนเี ซีย
มาเลเซีย อินเดีย แหล่งท่ีผลิตมาก
ทสี่ ดุ คือประเทศออสเตรเลีย

การสกดั

กลนั่ โดยใช้ไอนำ้ จากใบ และก่งิ นำ้ มนั

ท่ีได้ เรียกวา่ น้ำมนั เขียว



คุณสมบัตนิ ้ำมันเสม็ดขาว (Cajuput oil) จำแนกตามแหล่งกำเนดิ

แหล่งกำเนิด

อินโดนเี ซีย ออสเตรเลยี เวยี ดนาม

Specific gravity at 20 Cํ 0.922 (15 ํC) 0.903-0.913 0.9061

Refractive index at 20 Cํ 1.4670 1.458-1.468 1.4739

Optical rotation at 20 ํC -0 5ํ 4’ -0.5 5ํ 4’ to+1.5 ํ -1.3

Ester number Ng Ng 26.5

Saponification number 6.5 Ng Ng

Acid number Ng Ng 0.96

Solubility 1:1 1:1 Ng


Ng = not given




197

องคป์ ระกอบทางเคมี

Alpha-pinene (38.9%), myrcene (0.5%), limonene (2.9%), 1,8-

cineole (21.1%), cymene (3.1%), terpinen-4-ol (1.9%), terpineol
(3.3%)

สรรพคณุ ของน้ำมนั หอมระเหย

แก้ปวด ฆ่าเชื้อโรค แก้ปวดท้อง (antispasmodic) แก้ไอขับเสมหะ ลดไข้

ขับพยาธิ

ข้อบง่ ใช

ระบบทางเดินอาหาร - ลดการอักเสบของทางเดินอาหาร ลำไส้ ลดการบีบตัว
ของลำไสแ้ ละกระเพาะอาหาร ขบั พยาธ

ระบบปกคลมุ รา่ งกาย (Integumentary) - รักษาอาการคนั เน่อื งจากแมลงสตั ว์
กัดต่อย บรรเทาอาการผวิ หนงั อกั เสบ (eczema) และสะเก็ดเงนิ

ระบบกระดูกและกล้ามเน้ือ - ผสมกับน้ำมันนวดตัวบรรเทาอาการปวดต่าง ๆ
เชน่ ขอ้ อักเสบ ข้อรูมาตอยด์ ปวดประสาท (neuralgia) เกาต์ ปวดอยา่ งรนุ แรง
ตามเสน้ ประสาท (sciatica) ปวดเกร็ง ตะคริว

ระบบประสาทและอารมณ์ - ทำให้ระบบประสาทสดชื่น (tonic to nervous
system) คลายความอ่อนลา้ ง่วงซมึ หรอื พกั ผ่อนไมเ่ พยี งพอ

ระบบทางเดนิ หายใจ - บรรเทาอาการหอบหืด ไซนัสอักเสบ ไอ เจ็บคอ ไขห้ วัด

การบำรงุ ผวิ พรรณ - เหมาะกับผวิ มัน ลดจุดดา่ งดำ ฆ่าหมดั เหา

ข้อมูลด้านความปลอดภัย

ไม่พบขอ้ มูลความเปน็ พิษและการระคายเคอื ง หากใชใ้ นปริมาณสูงอาจทำให้เกิด
การระคายเคอื งตอ่ ผวิ ได้



198

ตำราวชิ าการ สุคนธบำบดั


โหระพา


(Ocimum basilicum L., Lamiaceae)




ช่อื สามญั Sweet basil

ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์และแหล่งท่ีพบ

เปน็ ไมล้ ม้ ลุก ใบเป็นรปู ไข่ สเี ขยี วเข้ม ต้นสเี หลือง สงู ประมาณ 60 ซม. ดอกเป็น

สีขาว-ชมพู เวลาบานรูปร่างคล้ายริมฝีปาก มีถ่ินกำเนิดในแถบเขตร้อนชื้นของเอเชีย
และแอฟรกิ า แตป่ จั จบุ นั มกี ารปลกู ทัว่ ไปทกุ ทวีปทว่ั โลก เช่น ยุโรป อเมริกา มีการผลติ
น้ำมันมากในแถบฝรัง่ เศส อติ าลี อียิปต์ บัลแกเรยี ฮังการี นำ้ มนั โหระพาทีไ่ ดจ้ ากแหลง่
ปลูกทตี่ า่ งกนั จะมีองค์ประกอบทางเคมีท่แี ตกตา่ งกนั จำแนกได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่
True sweet basil oil หรอื European basil oil มีปรมิ าณของ linalool เปน็ องค์
ประกอบในปรมิ าณสงู และเปน็ น้ำมนั ที่นำมาใช้ในทางสุคนธบำบดั

Exotic basil หรือ Reunion basil oil เปน็ นำ้ มันที่มีการกล่นั ในแถบเกาะโคโมโร
และประเทศไทย ซึ่งจะแตกตา่ งจาก True sweet basil คอื มี menthyl chavicol เป็น
องคป์ ระกอบทสี่ ูงกวา่

การสกดั

กล่ันโดยใชไ้ อน้ำจากใบและจะไดน้ ้ำมนั หอมระเหยรอ้ ยละ 0.1-0.2




199


งคป์ ระกอบทางเคมีทสี่ ำคญั

องค์ประกอบทางเคมี เกาะโคโมโร ฝร่งั เศส อยี ิปต


Alpha-pinene 0.18% 0.11% 0.25%


Beta-pinene 0.25% 0.07% 0.43%


Limonene 2.64% 2.04% 4.73%


Cis-ocimene 2.52% 0.03% 0.63%


Linalool 1.16% 40.72% 45.55%


Methyl chavicol 85.76% 23.79% 26.56%


eugenol 0.74% 5.90% 5.90%




สรรพคณุ ของนำ้ มันหอมระเหย

แก้ปวด ลดอาการซมึ เศรา้ ฆา่ เชือ้ โรค คลายกลา้ มเนอื้ เรยี บ (antispasmodic)
ขับลม ช่วยย่อยอาหาร ปรับสมดุลของประจำเดือน (emmenagogue) แก้ไอ
ลดไข้ ช่วยขับเหงอ่ื บำรงุ ร่างกาย (tonic)

ขอ้ บ่งใช

ระบบทางเดินอาหาร - แก้ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย บรรเทาอาการสะอึก รับ
ประทานลดอาการคลนื่ ไสอ้ าเจยี น

ระบบประสาทและอารมณ์ - ช่วยกระตุ้นให้สดช่ืน ลดอาการเพลียอ่อนล้า
ทำให้สมองปลอดโปร่ง ช่วยให้นอนหลับ ถือเป็นน้ำมันที่ดีมากสำหรับสมอง
(the finest cephalic and nerve tonic remedies) ทำให้ปลอดโปรง่ โลง่ ลด
อาการปวดศรี ษะ ไมเกรน

ระบบทางเดินหายใจ - ทำให้ทางเดนิ หายใจโลง่ หายใจสะดวก เหมาะกับรกั ษา
อาการไซนสั อักเสบ หอบ หดื ไอ (whooping cough) ช่วยขบั เหงอ่ื และลดไข้

ระบบสบื พันธ์ุ - เหมาะสำหรบั ผทู้ ี่ประจำเดอื นมานอ้ ย หรอื มาไม่ปกติ และชว่ ย
ลดอาการปวดท้องประจำเดอื น

ระบบกระดูกและกล้ามเน้ือ - รักษาเก๊าท์ ปวดข้อรูมาตอยด์ ปวดกล้ามเน้ือ
กล้ามเนอื้ อกั เสบ

การบำรุงผิวพรรณ - แก้แมลงกัดต่อย เม่ือใช้ความเข้มข้นต่ำจะช่วยเพ่ิมความ
กระชบั ของผิว ทำให้ผวิ สดใส


200

ตำราวิชาการ สคุ นธบำบดั

ขอ้ มูลดา้ นความปลอดภัย

ไมพ่ บข้อมลู ความเป็นพิษและการระคายเคือง แตน่ ้ำมันทส่ี ว่ นประกอบของ methyl

cinnamate และ methyl chavicol อาจทำให้ระคายเคืองในผูท้ ผ่ี ิวแพง้ า่ ย ควร
ระวังการใช้สำหรบั สตรมี ีครรภ์






อบเชยเทศ


(Cinnamomum zeylanicum Nees, Lauraceae)



ชอ่ื สามัญ Ceylon Cinnamon

ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์และแหลง่ ที่พบ

เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง
ประมาณ 15 เมตร เปลือกต้น
และเนื้อไม้มีกล่ินหอม ถิ่น
กำเนิด อยู่แถบประเทศศรีลังกา
อินเดีย เอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้


การสกดั

สกัดโดยใช้น้ำ หรือโดยใช้ไอน้ำจากเปลอื กต้น จะไดน้ ้ำมนั หอมระเหยร้อยละ 0.5-2 จาก

ตน้ อบเชยของอนิ เดยี หรอื อินโดนีเซีย แตถ่ า้ เป็นนำ้ มันหอมระเหยทม่ี คี ณุ ภาพดีมักจะได้
มาจากแถบยุโรปและอเมรกิ าดว้ ยวิธีการตม้ กลั่น

ส่วนประกอบของนำ้ มนั หอมระเหย

ใบ : eugenol (80-96%), eugenol acetate (1%), cinnamaldehyde (3%), benzyl
benzoate (3%)

เปลือกต้น: cinnamaldehyde(40-50%), eugenol (4-10%), benzyl benzoate
(1%), alpha-pinene (0.2%), 1,8-cineole (1.65%), linalool (2.3%)




201

สรรพคณุ ของนำ้ มนั หอมระเหย

มีฤทธ์ิทำให้ชา (anaesthetic) ฆ่าเชื้อโรค คลายกล้ามเน้ือเรียบ (antispasmodic)

แกท้ อ้ งอืด ขับลม ชว่ ยยอ่ ยอาหาร สมานแผล ชว่ ยหา้ มเลอื ด ฆ่าแมลง ขับระดู
(emmenagogue)

ขอ้ บ่งใช

ฤทธ์ิต้านเชื้อแบคทีเรีย - อบเชยมีประสิทธิภาพสูงในการต้านเช้ือแบคทีเรีย
รวมท้งั เชอื้ ไวรสั จึงใชไ้ ดด้ กี ับโรคติดต่อตา่ ง ๆ

ระบบทางเดินอาหาร - กระตุ้นระบบทางเดินอาหารและลำไส้ ลดการเกร็งตัว
ของลำไส้ ลดอาการอึดอัด ไม่สบายท้อง อาหารไม่ยอ่ ย ชว่ ยขบั ลม แก้คลนื่ ไส้
อาเจียน ช่วยเจริญอาหาร แกท้ ้องเสีย ช่วยทำลายเชอ้ื แบคทีเรียที่กอ่ โรคในทาง
เดนิ อาหาร

ระบบประสาทและอารมณ์ - อบเชยมีกลิน่ โทนอบอุ่น ชว่ ยลดอาการปวด ลด
อาการหนาวสน่ั เนอื่ งจากเปน็ ไข้ ป้องกนั การชัก ทำให้กระปรี้กระเปรา่ เหมาะกบั
ผ้ทู ่ีออ่ นล้า ออ่ นแรง ชว่ ยคลายเครยี ด ลดอาการซึมเศรา้

ข้อมูลดา้ นความปลอดภยั

น้ำมันอบเชยอาจก่อให้เกิดอาการแพ้และอาการระคายเคืองเมื่อใช้ภายนอก
เนื่องจากมีส่วนประกอบของ cinnamaldehyde และ eugenol และห้ามใช้ใน
สตรีมคี รรภ์




202

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบดั


ออริกาโน


(Origanum vulgare L., Labiatae)


ชือ่ สามญั Oregano


ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรแ์ ละแหลง่ ทีพ่ บ

เป็นพืชล้มลุก สูงประมาณ 75 เซนติเมตร

ใบเป็นรูปไข่ ดอกสีขาวอมชมพู มีถิ่น
กำเนิดในประเทศแถบยุโรป เมดิเตอร์
เรเนียน เอเชียตอนกลางตะวันออก
กลาง อิตาลี แหล่งผลิตเพ่ือการค้า
ได้แก่ ประเทศสหรฐั อเมรกิ า ตรุ กี กรกี
โปรตเุ กส



การสกดั

ใช้กล่นั โดยใชไ้ อน้ำจากพืชแห้ง จะได้น้ำมันหอมระเหยรอ้ ยละ 1-3

องคป์ ระกอบทางเคมี

Thymol (15%), carvacrol, origanene, cymene, caryophyllene, pinene,
bisabolene, borneol, geranyl acetate, linalyl acetate, terpene

สรรพคุณของนำ้ มนั หอมระเหย

ฆา่ เชอ้ื โรค เชอ้ื แบคทเี รยี เชอ้ื รา ขบั ลม ชว่ ยยอ่ ยอาหาร บำรงุ รา่ งกาย (Tonic) ลดการ
อกั เสบของทางเดินหายใจ ขับเหงอ่ื

ขอ้ บ่งใช

สมัยโบราณใช้เป็นยาช่วยเจริญอาหาร รักษาโรคของระบบทางเดินหายใจไข้หวัด
บรรเทาอาการอักเสบในลำคอและปาก จีนใช้แก้ไข้ บรรเทาอาการคล่ืนไส้ อาเจียน
ช่วยยอ่ ยอาหาร ขบั ลม ทอ้ งเสยี บรรเทาอาการคัน สงบประสาท ช่วยใหน้ อนหลับได้
อย่างอ่อน (mild sedative) ลดอาการปวดศีรษะ ปวดข้อรูมาตอยด์ แมลงกัดต่อย
บรรเทาอาการเกร็งตัวของกล้ามเน้ือ ลดอาการปวดประจำเดือน หรือผสมใน
ผลิตภณั ฑ์สบู่ โคโลญจน์ หรือน้ำหอม

ขอ้ มูลดา้ นความปลอดภัย

เม่ือใช้กับผิวอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ ดังน้ันควรหลีกเล่ียงการใช้ด้วยวิธี
แช่อาบ หรอื นวดตวั เดก็ อายุต่ำกวา่ 18 ปี และสตรมี ีครรภ์ไมค่ วรใช


203

3.3 ข้อกำหนดมาตรฐานของ Carrier Oil 1




การนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้สำหรับการนวดจะต้องนำมาผสมกับน้ำมันพื้นฐานที่เป็นน้ำมัน
พืช หรือที่เราเรยี กว่า Carrier Oil หรือ Base Oil ก่อน เพ่อื ลดความเขม้ ข้นใหจ้ างลง และอีกทง้ั เปน็
ตัวนำพาและกระจายน้ำมันหอมระเหยไปสู่พื้นผิวท่ีมีการสัมผัสได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น น้ำมันสวีท
อลั มอนด์ น้ำมนั พีชเคอรเ์ นล นำ้ มันมะกอก นำ้ มันเมล็ดองุ่น น้ำมนั งา และน้ำมนั อืน่ ๆ ท่ีสามารถใช้
กบั ร่างกายมนษุ ยไ์ ด้ โดยไม่ทำใหก้ ลน่ิ ของนำ้ มนั หอมระเหยเปล่ียนไป การสกัดน้ำมนั พืชเหลา่ นี้อาจใชว้ ธิ ี
บีบเย็น (cold press) หรืออาจจะสกัดด้วยตัวทำละลายอินทรีย์ก็ได้ การกำหนดมาตรฐานจะคล้ายกับ
น้ำมันหอมระเหยตามหวั ขอ้ ดังตอ่ ไปนี้



การตรวจสอบทางฟสิ กิ ส-์ เคม

- ลักษณะภายนอก

- สี รส กลน่ิ

- ความถว่ งจำเพาะ

- การปนเปือ้ น

- Iodine value

- Saponification value

- คา่ ความเปน็ กรดไขมนั อสิ ระ (Free fatty acids)

- คา่ ความหนดื (Viscosity)

- องค์ประกอบทางเคมที ีส่ ำคัญ




204

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบดั


ตวั อย่าง Carrier Oil




1. นำ้ มนั ถ่ัวเหลือง


ชอ่ื สามัญ Soybean oil

ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Glycine max, Merr

(Syn.)

วงศ ์ Ericaceae

องคป์ ระกอบทางเคม ี Polmitic acid 12.27 %

Stearic acid 3.60 %

Oleic acid 25.41 %

Linoleic acid 52.37 %

Linolemic acid 5.90 %

การสกดั และวเิ คราะหข์ องโรงเรยี นนำ้ มนั หอมระเหยเพอ่ื สขุ ภาพจากผลติ ภณั ฑข์ องไทย

สขี องนำ้ มนั Pale yellow

องคป์ ระกอบอ่ืน ยังมี Vitamin, Mineral และ Protein

สรรพคณุ ประโยชน์ ใชก้ บั ผวิ ทกุ ชนิด




2. น้ำมนั ทานตะวัน

ชื่อสามัญ Sunflower oil

ช่อื วิทยาศาสตร์ Helianthus annuus

(Syn.)

วงศ์ Asteraceae

องคป์ ระกอบทางเคมี เมลด็ มนี ำ้ มนั 30 %

Polmitic acid 8.10 %

Stearic acid 3.97 %

Oleic acid 15.82 %

Linoleic acid 72.11 %

การสกดั และวเิ คราะหข์ องโรงเรยี นนำ้ มนั หอมระเหยเพอ่ื สขุ ภาพจากผลติ ภณั ฑข์ องไทย

สขี องน้ำมนั pale yellow

องคป์ ระกอบอ่ืน มี albumin, lecithin, betaine, choline, tannuns, flavonic, glycoside,

quercimetrin, Vit A และ Vit E

สรรพคุณ ประโยชน์ ใช้กบั ทกุ สภาพผวิ




205

ชื่อสามญั Hazelnut oil
3. นำ้ มันฮัสเซลนัท


ชื่อวิทยาศาสตร ์ Corylus avellana

(Syn.)

วงศ ์ Betulceae

องค์ประกอบทางเคม ี Vitamin, Mineral และ Protein

การสกดั และวเิ คราะหข์ องโรงเรยี นนำ้ มนั หอมระเหยเพอื่ สขุ ภาพจากผลติ ภณั ฑข์ องไทย

สีของนำ้ มัน Yellow

องคป์ ระกอบอื่น -

สรรพคณุ ประโยชน์ ใช้กบั ทกุ สภาพผิว และเปน็ astringent ใชผ้ สมกับนำ้ มนั อน่ื 10%



4. นำ้ มนั งาข้มี ้อน

ชอ่ื สามัญ Perilla oil

ชอ่ื วิทยาศาสตร ์ Perilla frutescena

(Syn.)

วงศ ์ Lamiaceae

องค์ประกอบทางเคมี Polmitic acid 4.95 %

Stearic acid 3.57 %

Oleic acid 12.67 %

Linoleic acid 16.88 %

Linolemic acid 61.92 %

การสกดั และวเิ คราะหข์ องโรงเรยี นนำ้ มนั หอมระเหยเพอื่ สขุ ภาพจากผลติ ภณั ฑข์ องไทย



สีของนำ้ มนั -

องค์ประกอบอนื่ -

สรรพคุณ ประโยชน์ ใชก้ ับผิวทุกชนิด



5. นำ้ มันโจโจบา

ชอื่ สามญั Jojoba oil

ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ Simmondsia chinensis

(Syn.)


206

ตำราวิชาการ สุคนธบำบดั


วงศ์ Simmondsaceae

องค์ประกอบทางเคม ี -

สีของนำ้ มัน yellow

องค์ประกอบอนื่ เกลอื แร่ โปรตีน มีคอลลาเจน

สรรพคุณ ประโยชน์ ใช้กบั ผวิ อกั เสบ โรคผิวหนงั สิว ใชก้ ับทกุ สภาพผิว และซมึ ผวิ ด



6. นำ้ มันเมลด็ เงาะ

ช่ือสามัญ Rambutan seed oil

ช่อื วิทยาศาสตร ์ Nephelium lappaceum, L

(Syn.)

วงศ ์ Sapindaceae

องค์ประกอบทางเคม ี Polmitic acid 31.56 %

Stearic acid 5.85 %

Oleic acid 41.70 %

Linoleic acid 18.41 %

การสกดั และวเิ คราะหข์ องโรงเรยี นนำ้ มนั หอมระเหยเพอื่ สขุ ภาพจากผลติ ภณั ฑข์ องไทย

สขี องนำ้ มัน -

องค์ประกอบอืน่ -

สรรพคณุ ประโยชน์ ใช้กับผิวทกุ ชนดิ



7. น้ำมนั ดอกคำฝอย

ชอ่ื สามัญ Safflower oil

ชอ่ื วิทยาศาสตร ์ Carthamus tinctorius

(Syn.)

วงศ ์ Asteraceae

องคป์ ระกอบทางเคม ี Vitamin โปรตีน เกลอื แร

สขี องน้ำมัน -

องคป์ ระกอบอนื่ -

สรรพคณุ ประโยชน์ ใช้กับผวิ ทกุ ชนดิ




207

ชอ่ื สามัญ Olive oil
8. น้ำมันมะกอก


ชื่อวิทยาศาสตร ์ Olea europaea

(Syn.)

วงศ์ Oleaceae

องคป์ ระกอบทางเคม ี -

สีของน้ำมนั Pale yellow

องคป์ ระกอบอ่นื Vitamin, Mineral และ Protein

สรรพคุณ ประโยชน์ ใช้กับผวิ ทกุ ชนิด



9. นำ้ มนั งา

ช่อื สามญั Sesame oil

ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesamum indicum,L

(Syn.)

วงศ ์ Pedaliaceae

องคป์ ระกอบทางเคม ี Polmitic acid 10.45 %

Stearic acid 6.34 %

Oleic acid 38.29 %

Linoleic acid 42.86 %

Linolemic acid 10.54 %

การสกดั และวเิ คราะหข์ องโรงเรยี นนำ้ มนั หอมระเหยเพอ่ื สขุ ภาพจากผลติ ภณั ฑข์ องไทย

สขี องน้ำมัน Dark yellow

องคป์ ระกอบอ่นื ไวตามิน โปรตนี Lecithin เกลอื แร

สรรพคณุ ประโยชน์ ใชแ้ ก้ Rheumatism, Arthritis, Psoriasis และ Eczema ใชก้ ับทุกสภาพผิว
ได้ ใช้ผสมกบั น้ำมนั อ่ืน 10 %



10. น้ำมนั เมล็ดแครอท

ชอ่ื สามญั Carrot oil

ชื่อวิทยาศาสตร์ Daucus carota

(Syn.)

วงศ ์ Apiaceae


208

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบดั


องค์ประกอบทางเคม ี Vitamins, Minerals และ B-Carrotine

องคป์ ระกอบอน่ื -

สีของนำ้ มัน Orange

สรรพคุณ ประโยชน์ ใชป้ ้องกันการเกดิ ร้วิ รอย ผวิ แห้ง และผิวเป็นสิว และจะทำใหผ้ ิวกลบั คืน
ความเป็นหนมุ่ สาว และลดริ้วรอยไดด้



11. น้ำมนั เมล็ดองุ่น

ชอ่ื สามญั Grape seed oil

ช่อื วทิ ยาศาสตร ์ Vitis vinifera, L

(Syn.)

วงศ ์ Vitaceae

องคป์ ระกอบทางเคม ี มี oil 9.58%

มีองค์ประกอบดังนี้ Catechol, Gallocatechol มี Vitamin

สีของน้ำมนั Nearly colourless หรือออกเขียว

สรรพคณุ ประโยชน์ ใชก้ ับผวิ ทกุ ชนิด



12. นำ้ มันรำขา้ ว

ชอื่ สามัญ Rice Bran oil

ช่ือวิทยาศาสตร ์ Oryza sativa, Linn

(Syn.)

วงศ ์ Poaceae

องคป์ ระกอบทางเคมี Myristic acid 0.24 %

Palmitic acid 16.59 %

Stearic acid 2.02 %

Oleic acid 45.19 %

Linoleic acid 33.16 %

Linolemic acid 1.55 %

การสกดั และวเิ คราะหข์ องโรงเรยี นนำ้ มนั หอมระเหยเพอื่ สขุ ภาพจากผลติ ภณั ฑข์ องไทย

สีของน้ำมนั -

องคป์ ระกอบอ่ืน -

สรรพคณุ ประโยชน ์ ใช้กับผวิ ทุกชนดิ


209

13. น้ำมนั ถั่วลิสง

ชือ่ สามญั Peanut oil

ช่อื วทิ ยาศาสตร ์ Arachis hypogaea

(Syn.)

วงศ ์ Fabaceae

องคป์ ระกอบทางเคม ี Louric acid 0.03 %

Palmitic acid 12.88 %

Stearic acid 3.55 %

Oleic acid 39.24 %

Linoleic acid 39.88 %

การสกดั และวเิ คราะหข์ องโรงเรยี นนำ้ มนั หอมระเหยเพอื่ สขุ ภาพจากผลติ ภณั ฑข์ องไทย

สขี องน้ำมัน -

องคป์ ระกอบอ่ืน -

สรรพคุณ ประโยชน์ ใช้กับผวิ ทกุ ชนดิ




14. นำ้ มันละหุ่ง

ช่ือสามัญ Caster oil

ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Ricinus communis

(Syn.)

วงศ ์ Fabaceae

องค์ประกอบทางเคม ี Palmitic acid 13.36 %

Stearic acid 8.19 %

Oleic acid 30.36 %

Linoleic acid 48.09 %

การสกดั และวเิ คราะหข์ องโรงเรยี นนำ้ มนั หอมระเหยเพอ่ื สขุ ภาพจากผลติ ภณั ฑข์ องไทย

สีของนำ้ มนั -

องคป์ ระกอบอนื่ -

สรรพคุณ ประโยชน์ ใชก้ ับผิวทุกชนิด

210

ตำราวิชาการ สุคนธบำบัด

15. น้ำมนั เมล็ดฟกั ทอง


ชอ่ื สามญั Pumpkin seed oil

ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Cucurbita maxima, duchesne

(Syn.)

วงศ ์ Styriaca

องคป์ ระกอบทางเคมี Capric acid 0.09 %

Lauric acid 0.11 %

Myristic acid 0.24 %

Palmitic acid 23.16 %

Stearic acid 6.76 %

Oleic acid 37.07 %

Linoleic acid 32.24 %

Linolemic acid 0.30 %

การสกดั และวเิ คราะหข์ องโรงเรยี นนำ้ มนั หอมระเหยเพอื่ สขุ ภาพจากผลติ ภณั ฑข์ องไทย

สขี องน้ำมนั -

องค์ประกอบอื่น -

สรรพคุณ ประโยชน ์ ใชก้ บั ผวิ ทกุ ชนิด




16. น้ำมันแอปปรคิ อท

ชอ่ื สามัญ Apricot oil

ชื่อวิทยาศาสตร ์ Prunus armeniaca

(Syn.)

วงศ ์ Rosaceae

องค์ประกอบทางเคม ี -

สขี องนำ้ มนั pale yellow

องค์ประกอบอนื่ Mineral และ Vitamins

สรรพคุณ ประโยชน์ ใช้กบั ผวิ ทุกชนิด กอ่ นที่จะเปน็ ผวิ ที่ออ่ นแอ ใชก้ บั ผิวแพง้ ่าย อกั เสบและผวิ แห้ง








211

17. น้ำมนั อลั มอนด

ชอ่ื สามญั Almond oil

ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Prunus dulcis

(Syn.)

วงศ ์ Rosaceae

องคป์ ระกอบทางเคมี -

สขี องน้ำมัน pale yellow

องค์ประกอบ Glycosides, Minerals, Vitamins และ Proteins

สรรพคุณ ประโยชน์ Good skin แกค้ นั ผิวขาดการพกั ผ่อน ผิวแหง้ มากและอักเสบ

212

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบดั


เอกสารอ้างอิง




1. กรมส่งเสริมการเกษตร. สมุนไพรและเคร่ืองเทศ ชุดท่ี 1 : การปลูกพืชสมุนไพร. กรุงเทพ.

คณะเภสชั ศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหดิ ล. สมุนไพรสวนสริ ีรกุ ขชาต.ิ กรุงเทพ:

บริษัท อมรินทรพ์ ริ้นต้ิงกร๊ปุ จำกดั ; 2535.

2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหิดล. สยามไกษชยั พฤกษ์ภูมปิ ัญญาของชาติ. กรุงเทพ: บริษทั

อมรนิ ทร์พริน้ ติ้ง แอนด์ พับลชิ ช่ิง จำกัด; 2539.

3. งานส่งเสริมและเผยแพร่ กองสวนสาธารณะ. วันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ 2529. กองสวน

สาธารณะ, สำนกั สวสั ดกิ ารสงั คม, กรุงเทพ; 2529.

4. ปิยะ เฉลิมกลิ่น. ไมด้ อกหอม. กรงุ เทพ: บริษัท อมรินทรบ์ ๊คุ เซ็นเตอร์ จำกัด; 2543.

5. วชิรพงศ์ หวลบุตตา. คู่มือคนรักต้นไม้ ไม้ดอกหอมสีเหลือง. กรุงเทพ: บริษัท อมรินทร์

บุค๊ เซ็นเตอร์ จำกัด; 2542.

6. วชิรพงศ์ หวลบุตตา. ไมด้ อกหอมสขี าว 2. กรุงเทพ: สำนกั พมิ พ์บ้านและสวน; 2542.

7. วุฒิ วุฒิธรรมเวช. สารานุกรมสมุนไพรรวมหลักเภสัชกรรมไทย. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์โอเดียน

สโตร์; 2535.

8. วุฒิ วุฒิธรรมเวช. สารานุกรมสมุนไพร: รวมหลักเภสัชกรรมไทย. กรุงเทพมหานคร: บริษัท

อัมรนิ ทร์ พรนิ้ ตง้ิ กรปุ๊ จำกดั ; 2535.

9. สถาบันแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. ผักพื้นบ้าน ภาคอีสาน.

กรงุ เทพมหานคร; 2541.

10. สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. สมุนไพรพ้นื บา้ น (ฉบับ

รวบรวม). กรุงเทพมหานคร: ห้างห้นุ สว่ นจำกดั รุ่งเรอื งสาส์นการพิมพ;์ 1993.

11. Henglein, Martin. Dic Heilende kraft der Wohlgeruche und Essenzen. Germany:

Basteitubbe; 1993.

12. Hu Hon, Wendy. Tropical herbs and spices of Thailand. Bangkok Asia Books Co.,

Ltd.; 1990.

13. Jecquat, Christiane. Plants from the markets of Thailand. Bangkok: Editions Duang

Kamol; 1994.

14. Keville, Kathi. Herbs: An Illustrated Encyclopedia. New York: A Friedman / Fairfax

Book; 1994.


213

15. Keville, KathiHerbs. An Illustrated Encyclopedia. New York: A Friedman/Fairfax
book; 1994.


16. Keys, John D. Chinese Herbs. Rutland, Vermont, Tokyo Japan: Carles E. Tuttle
Company; 1997.


17. Knaurs, Hertwig H. Heilpflanzenbuch, Germany : Knaur, Weib, R.F. Modern
Pflanzen-Heil kunde. Germany: Sanitas- Verlog; 1969.


18. Lawless, Julia. The Illustrated Encyclopedia of Essential oils, Great Britain: element
books.


19. Leibald, Gerhard. Dic Moderne Natur-Heilpraxis : Neue methoden and bewahrte
verfahren der bilmedizin. Germany : Bassermann.


20. Lust, John. The Herb Book. California, USA: Beredict Lust publications; 1974.

21. Mabey, Rechard, John, Michael M, Pamela M, Gail D. Perfume and flavor materials

of natural origin. Elizabath, NJ. (USA); 1960.

22. Mabey, Richard, Michael M, Pamela M, Gail D, John S. The complete new herbal a

practical guide to herbal living. London: penguin books; 1991.

23. Masada, Yoshiro. Analysis of essential oils by gas chromatography and mass

spectrometry. New York: Halsted press; 1919.

24. Miller, Light, Miller B. Ayurveda and Aromatherapy. Delhi: Motilal Banarsidass

publisher’s private limited; 2002.

25. Muller, Julia. The H+R book of perfume. Humbug, Germany: Vrlagsgesellschaft R,

Glass Company; 1992.

26. Nuhn, Peter. Naturstaft-Chenie : Milrobielle, pflanzliche and tierische Naturstoffe.

Germany: Hirzel; 1990.

27. Peishan X. Chinese Pharmacopoes: Atlas of Traditional Chinese Herb Drug.

28. Quenther, Ernest. The Essential oils. New York: D. Van nostrand company INC;

1952.

29. Roab W, Kind U. Pflegekosmetik. Einleifaden, Germany: Gustav Fisches verlag;

1991.

30. Spoerke, Susan E. and Davidson N. Herbal Medications-Aloe Vera.

31. Tang W, Eisenbrand G. Chinese Drughs of Plant Origin. Springer-Verlag, Berlin,

Heidelbeng, Germany; 1992.

214

ตำราวชิ าการ สุคนธบำบัด

32. The Signet Mosby Medical Encyclopedia (Reuised Edition). New York: Alfred A.

Knopf Inc; 1993.

33. The United States Pharmacopoeia XXII and The National Formulary XVII. Madison:

United States Pharmacopoeia Convention, Inc.; 1990.

34. Tierra, Michael. The Way of Herbs. New York: Pocket Book, NY; 1998.

35. Valnet, Jean. The Practice of Aromatherapy. Great Britain: The C.W.-Danile

Company Ltd.; 1993.

36. Warwood, Balerie A. The Fragrant pharmacy: A Complete guide to Aromatherapy +

Essential oils. Great Britain: Nacmillant London Ltd.; 1993.

37. Weiss EA. Essential oil Crops. Cambridge, UK: Cab international university Press;

1997.

38. Well FU, Marcel B. Perfumery Technology Art: Science: Industry. West Sussex,

England: Eills Horwood Limited; 1981.

39. Wiart, Christopher. Medicinal Plants of Southeast Asia. Pearson Malaysia Sdn. Bhd;

2002.

40. Wougsatit C, Saralamp P, Paouil W, Temsiririrkkul R, Clayton T. Medicinal Plants

in Thailand. 2nd ed. Bangkok : Amarin printing and Publishing Public; 1996.


215

ตำราวชิ าการ สุคนธบำบดั









บทที่ 4


หลักการใช้ประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหยในสุคนธบำบัด




นภาลัย หาญสนุ ันทนนท


โครงรา่ งเนื้อหา




4.1 หลักการผสมและการเจอื จางนำ้ มันหอมระเหย

4.2 รูปแบบการใชน้ ้ำมนั หอมระเหย

• การบำบัดโดยการดดู ซมึ ทางผิวหนัง

ก. การบำบดั โดยการนวด

ข. การบำบดั โดยการแช่ (ตัว, เทา้ )

ค. การบำบัดโดยการประคบ

ง. การบำบัดโดยการอบ

• การบำบดั โดยการสดู ดม

ก. การสูดดมทางออ้ ม

ข. การสูดดมทางตรง







217

218

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบดั


ห ล กั ก า ร ใ ช ้ป ร ะ โ ย ช น จ์ า ก น ำ้ ม นั ห อ ม ร ะ เ ห ย ใ น ส ุค น ธ บ ำ บ
ดั


นภาลยั หาญสุนันทนนท



จากข้อมูลเร่ืองน้ำมันหอมระเหยในบทท่ีผ่านมา ทำให้เราได้รู้ถึงคุณสมบัติทางด้านเคมี
หรอื ท่ีเราเรยี กวา่ สรรพคุณทางยาของน้ำมันหอมระเหยแตล่ ะชนิด นำ้ มันหอมระเหยท่ีมสี รรพคุณคล้าย
กันหรือเหมือนกันสามารถจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้นำไปใช้ได้มีโอกาสเลือกใช้ได้
ตามความตอ้ งการ หรอื ตามความชอบสว่ นบคุ คล

การเลือกใช้น้ำมันหอมระเหยนอกจากการพิจารณาคุณสมบัติ หรือสรรพคุณทางยาแล้ว


จะต้องพิจารณาความมีพิษของแต่ละชนิดด้วยเพ่ือหลีกเล่ียงผลกระทบท่ีอาจมีต่อร่างกายของเราได้

ดังนั้น ผู้ใช้ควรจะต้องศึกษาคุณสมบัติของน้ำมันหอมแต่ละชนิดให้เข้าใจก่อนนำมาใช้เพื่อบำบัดตนเอง
หรือบำบดั ผอู้ น่ื หากผนู้ ำมาใชไ้ ม่ไดศ้ ึกษารายละเอยี ดใหเ้ ข้าใจอาจทำให้การใชด้ ังกลา่ วมีผลข้างเคียงได




4.1 หลักการผสมและการเจอื จางน้ำมันหอมระเหย




หลักในการใช้น้ำมันหอมระเหยน้ันไม่ได้มีความต่างจากการเลือกใช้ยาแผนปัจจุบัน
หรือยาแผนโบราณ หรือสมุนไพรเพื่อบำบัดรักษาแต่อย่างใด ซ่ึงองค์ประกอบหลัก ๆ ท่ีนำมาพิจารณา
ไดแ้ ก่

• เพศ

• อาย

• สุขภาพ

• ความชอบเฉพาะบคุ คลในเรอื่ งกลนิ่

• วตั ถุประสงคใ์ นการบำบัด

องค์ประกอบข้างต้นจะเป็นตัวกำหนดแนวทางในการผสมน้ำมันหอมระเหยท่ี
สำคัญและมีบทบาทต่อการเลือกน้ำมันหอมระเหย กำหนดสัดส่วนในการผสม และการคาดหวังผลใน
การบำบัดเป็นอย่างมาก เพศ อายุ และสุขภาพ จะเปน็ ตัวกำหนดความเขม้ ข้นของอตั ราส่วนของนำ้ มัน
หอมระเหยทจ่ี ะเลอื กใช้ เชน่ เพศชายโดยปกตแิ ลว้ จะมคี วามแขง็ แรงมากกวา่ เพศหญงิ ดงั นน้ั โครงสรา้ ง
ของร่างกายสามารถรับน้ำมันหอมระเหยท่ีมีความเข้มข้นสูงได้มากกว่าผู้หญิง วัยรุ่นจนถึงวัยกลางคน
จะสามารถรับน้ำมันหอมระเหยท่ีมีความเข้มข้นสูงได้มากกว่าผู้ที่อยู่ในวัยเด็กและวัยชรา ผู้ท่ีร่างกาย
แข็งแรงย่อมสามารถรับน้ำมันหอมระเหยที่มีความเข้มข้นสูงได้มากกว่าผู้ที่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ

219

สำหรับความชอบเฉพาะบุคคลในเร่ืองกลิ่นนั้น เป็นเร่ืองของความพึงพอใจ หากเราสามารถผสมน้ำมัน
หอมระเหยให้ได้ตามกลิ่นชอบของผู้รับการบำบัด ก็จะได้ผลในการบำบัดทางจิตใจด้วยอีกประการหนึ่ง
สำหรบั วัตถุประสงค์ในการบำบัดนั้น จะเป็นองค์ประกอบที่นำมาคัดเลือกน้ำมันหอมระเหยท่ีมีคุณสมบัติ
ตามลักษณะอาการของผู้เขา้ รับการบำบัด

การเลือกใช้น้ำมันหอมระเหย เราอาจใช้น้ำมันหอมระเหยเพียงชนิดเดียวในการบำบัด
หรือเราอาจนำเอาน้ำมันหอมระเหยหลาย ๆ ชนิดมาผสมกันเพ่ือใช้ในการบำบัดก็ได้ ทั้งน้ีข้ึนอยู่กับ
วัตถุประสงค ์ ความรู้ ความเขา้ ใจ และความชำนาญของผทู้ จ่ี ะใช

ผู้อ่านอาจมีคำถามอยู่ในใจว่า ทำไมเราต้องผสมน้ำมันหอมระเหยหลาย ๆ ชนิดเข้า
ด้วยกัน และทำไมต้องทำให้เจือจางด้วย การนำเอาน้ำมันหอมระเหยท่ีมีโครงสร้างเคมีที่มีคุณสมบัติ
ในด้านการบำบัดท่ีเหมือนกันมารวมกัน หรือผสมกันย่อมทำให้ผลลัพธ์ท่ีได้มีมากกว่าการใช้เพียงลำพัง
ชนิดเดยี ว อีกทั้งยังช่วยส่งผลให้การบำบัดมีมากข้ึนและรวดเร็วข้ึน ดังน้ัน นักบำบัดด้วยกลิ่น หรือนัก
สุคนธบำบัดจงึ นยิ มการผสมนำ้ มนั หอมระเหยเพื่อใชใ้ นการบำบดั



การผสมน้ำมนั หอมระเหย

เป็นศิลปะแขนงหนึ่งท่ีจะต้องอาศัยการฝึกทักษะและความเข้าใจ ในการผสมเราจะต้องรู้
กอ่ นวา่ เราตอ้ งการบำบดั อะไร? และสง่ิ ทท่ี ำใหเ้ ราตอ้ งบำบดั นนั้ เกดิ จากสาเหตอุ ะไร? ดงั เชน่ เราตอ้ งการ

บำบดั อาการอกั เสบ การอกั เสบนนั้ เกดิ จากการตดิ เชอื้ แบคทเี รยี เราตอ้ งหานำ้ มนั หอมระเหยทม่ี คี ณุ สมบตั ิ
ในการบำบดั การอกั เสบและการตอ่ ตา้ นการตดิ เชอื้ ทเี่ กดิ จากแบคทเี รยี มาผสมเขา้ ดว้ ยกนั เพอ่ื เพมิ่ ศกั ยภาพ
ในการบำบดั มากขน้ึ นอกจากนเี้ ราควรตอ้ งคำนงึ ถงึ การบำบดั ในดา้ นจติ ใจและอารมณค์ วบคไู่ ปกบั การบำบดั
รา่ งกายดว้ ย

การเลือกน้ำมันหอมระเหยเพ่ือใช้ในการผสมและเจือจางมีแนวทางเบ้ืองต้นที่สามารถ
นำมาพจิ ารณาในการเลือก ดงั นี้

• ชนิดของน้ำมันหอมระเหยที่นำมาผสมไม่ควรมากเกินกว่า 3 ชนิด นอกจากว่าจะมี
ประสบการณ์การบำบัดดว้ ยน้ำมันหอมระเหยเปน็ อย่างดี

• นำ้ มันหอมระเหยท่ีผสมแลว้ จะต้องมีกลน่ิ ที่ทำใหล้ กู คา้ พึงพอใจ

• ตอ้ งม่นั ใจว่าน้ำมนั หอมระเหยทน่ี ำมาใช้ไมท่ ำให้ลกู คา้ เกดิ อาการระคายเคอื ง

• ต้องมั่นใจว่าน้ำมันหอมระเหยที่นำมาใช้ไม่ได้มีส่วนท่ีเก่ียวข้องต่อความทรงจำท่ีไม่ดี
ของลูกค้า

การผสมและเจือจางมีแนวทางปฏิบัติหลายรูปแบบ ในแต่ละรูปแบบจะมีองค์ประกอบท่ี
แตกต่างกันขึ้นอยู่กับความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติจะเลือกนำมาใช้ ท้ังนี้ไม่มีกฎ
กตกิ าใด ๆ มากำหนดกรอบแหง่ การปฏบิ ัติ แนวทางการผสมทนี่ ิยมใช้ในสคุ นธบำบัด มดี ังน้

220

ตำราวิชาการ สคุ นธบำบดั


• การผสมโดยใชค้ ุณสมบัตขิ องกล่ินเป็นปจั จัยหลกั

• การผสมเพื่อการบำบดั โดยใชอ้ งคป์ ระกอบด้านเคมี



การผสมโดยใชค้ ุณสมบตั ิของกลิน่ เป็นปจั จยั หลกั มแี นวทางดังน
ี้
• การใช้ระดับการระเหยของน้ำมันหอมระเหยมาเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งได้แก่
การระเหยเร็วมาก การระเหยเร็ว การระเหยปานกลาง และการระเหยชา้ (ตาราง 4.1)

• การใช้ระดับความเข้มข้นของกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยมาเป็นองค์ประกอบหลัก
ซ่ึงได้แก่ กล่ินหอมหนักแน่นมากที่สุด กลิ่นหอมหนักแน่นมาก กลิ่นหอมหนักแน่นปานกลาง และ
กล่นิ หอมหนกั แน่น (ตาราง 4.2)

• การใชร้ ะดบั กล่ินของนำ้ มันหอมระเหยเป็นองค์ประกอบ เช่น กล่นิ ชดั เจน กล่ินหอม

ะมุนน่มุ นวล กล่ินหอมลำ้ ลึก (ตาราง 4.3)

ตารางที่ 4.1 ตัวอยา่ งกล่มุ น้ำมนั หอมระเหยตามระดับการระเหย


ระเหยเร็วมากที่สุด
ระเหยเรว็ มาก
ระเหยปานกลาง

ระเหยชา้


Grapefruit Basil Bay laurel Blue cypress
Lemon Cardamom Black pepper Carrot seed
Mandarin Clary sage Roman chamomile Cedarwood
Melissa Eucalyptus Cinnamon German chamomile
Peppermint Hyssop Cypress Cumin
Juniper Fennel Frankincense
Spike Lavender Fir Ginger (CO2)
carbondioxide extraction
Palmarosa Geranium Jasmine
Rosemary Ginger Sandalwood
Sweet birch Helichrysum Turmeric
Tea Tree Inula Vetiver
Lavender
Marjoram
Neroli
Nutmeg
Ylang ylang


221

การผสมโดยแนวทางนี้จะเป็นการผสมระหว่างความแตกต่างของระดับการระเหย โดย
การนำน้ำมันหอมระเหยในกลุ่มระเหยเร็วมากมาผสมกับกลุ่มท่ีระเหยช้า ปริมาณท่ีนำมาผสมข้ึนอยู่กับ
ความตอ้ งการในการใชน้ ำ้ มนั หอมระเหยนนั้ ๆ เช่น ถ้าตอ้ งการผสมน้ำมน้ หอมระเหย Everlasting กบั
Lavender เข้าด้วยกัน Everlasting มีความเข้มข้นของกล่ินมากกว่า Lavender ถ้าผสมในอัตราส่วน
ท่ีเทา่ กันจะไมส่ ามารถรับรกู้ ลิ่นของทง้ั สองกลน่ิ ได้ ดงั นัน้ อาจ หยด Lavender 3 หยด ต่อ Everlasting
1 หยด เพือ่ ใหก้ ลนิ่ สมดลุ มากขึ้น



ตารางที่ 4.2 ตัวอยา่ งกล่มุ น้ำมนั หอมระเหยตามระดับความเข้มขน้ ของกลนิ่



กลน่ิ หอมหนักแน่น

มากทีส่ ดุ
กล่นิ หอมหนักแน่น

กล่นิ หอมหนักแนน่
กลิ่นหอมหนกั แน่น

มาก
ปานกลาง
ออ่ นๆ


Cumin Basil Bergamot Cedarwood
Cinnamon Carrot seed Bay laurel Cypress
Clove Eucalyptus globulus Black pepper Fir
German chamomile Fennel Blue cypress Grapefruit
Roman chamomile Ginger Cardamom Rosalina
Peppermint Helichrysum Clary sag Sandalwood
Jasmine Frankincense
Neroli Juniper
Nutmeg Lavender
Patchouli Lemon
Rose absolute Marjoram
Vetiver Melissa
Ylang ylang Myrrh
Palmarosa
Petitgrain
Pine
Tea Tree



การผสมด้วยการนำความเข้มข้นของกล่ินมาเป็นปัจจัย จะคล้ายกับแนวทางการผสมของ
ระดับการระเหยที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งเราสามารถนำการผสมดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับการผสมใน

222

ตำราวิชาการ สุคนธบำบัด


หัวข้อน้ีได้ ดังเช่น หากเราต้องการผสม น้ำมันโรมัน คาร์โมไมล์ น้ำมันมะนาว และน้ำมันแซนดัลวูด
เข้าด้วยกัน ปริมาณท่ีแนะนำให้ใช้คือ Chamomile 1 หยด Lemon 4 หยด และ Sandalwood
7 หยด จะไดน้ ้ำมนั ผสมท่ีมคี วามสมดุลของกล่ิน



ตารางที่ 4.3 ตวั อย่างกลุ่มน้ำมันหอมระเหยตามระดบั กลน่ิ



กลมุ่ ระเหยเร็ว
กล่มุ ระเหยปานกลาง
กลมุ่ ระเหยชา้


Bergamot Geranium Chamomile Carrot seed
Clove Cardamom Cedarwood
Cinnamon Geranium Clary Sage
Grapefruit Ginger Frankincense
Lemon Lavender Myrrh
Lemongrass Sweet Marjoram Patchouli
Lime Palmarosa Peru Balsam
Mandarin Pine Sandalwood
Neroli Rosemary Spikenard
Petitgrain Rosewood Vetiver
Sweet Orange Lavender
Peppermint

Thyme



• กลุ่มน้ำมันหอมระเหยท่ีจะได้กลิ่นในลำดับต้น ๆ (Top Note) ซึ่งจะมีคุณลักษณะ
ของกล่ินที่ชดั เจน หรอื จดั จ้าน

• กลุ่มน้ำมันหอมระเหยที่จะได้กล่ินถัดมาจากกลุ่มแรก (Middle Note) ซึ่งจะมี
คุณลกั ษณะของกลน่ิ ทนี่ ุม่ นวล

• กลุ่มน้ำมันหอมระเหยที่จะได้กล่ินเป็นลำดับสุดท้าย (Base Note) ซึ่งจะมี
คณุ ลักษณะของกลน่ิ ท่ลี ำ้ ลึก



แนวทางปฏิบัติของการผสมโดยวิธีน้ีเป็นการนำเอาหลักการของการผสมน้ำหอมมาใช้เพ่ือ
สร้างสรรค์ความสมดุลย์ของกล่ินหอม เพ่ือไม่ต้องการให้มีกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งโดดเด่นมากเกินไป โดยจะ
เปน็ การนำนำ้ มนั หอมระเหยของท้งั 3 กลุ่มมาผสมกนั ในอตั ราท่เี หมาะสม เพอื่ ใหเ้ กิดพลงั แห่งการบำบดั

223

มากทสี่ ุด ทงั้ นีข้ ้นึ อย่กู ับความตอ้ งการของผู้รับ เช่น การผสมของนำมันหอมระเหย Sandalwood เป็น
น้ำมันหอมในกลุ่มกล่ินล้ำลึกคงทน Lavender เป็นน้ำมันหอมระเหยกลุ่มกลิ่นนุ่มนวล และ Lemon
เป็นนำ้ มันหอมระเหยกล่มุ กลิน่ แหลม ชัดเจน



แนวทางการกำหนดสดั ส่วนการผสมน้ำมนั หอมระเหยของแต่ละกลุ่ม มีดังน้ี

• กลมุ่ นำ้ มนั หอมระเหยท่ีจะไดก้ ลิ่นในลำดบั ตน้ ๆ (Top Note) ประมาณ 20-30%

• กลมุ่ นำ้ มันหอมระเหยทจ่ี ะได้กลิ่นถัดมาจากกลุ่มแรก (Middle Note) 40-80%

• กลมุ่ นำ้ มันหอมระเหยท่จี ะไดก้ ลิ่นเป็นลำดบั สุดทา้ ย (Base Note) 10-25%



ตัวอยา่ ง กรณีทเ่ี ราต้องการน้ำมันหอมระเหยที่มีคณุ สมบตั ใิ นการชว่ ยผ่อนคลาย ให้เลอื ก
น้ำมันหอมระเหยที่มีคุณสมบัติช่วยในการผ่อนคลายจากกลุ่มระเหยเร็ว (Lemon 30%) ปานกลาง
(Lavender 50%) และกลุ่มระเหยช้า (Sandalwood 20%) ในสัดส่วนที่ระบุไว้ข้างต้นมาผสมกัน
จะได้น้ำมันหอมที่เหมาะสมในการนำมาใช้บำบัดการช่วยผ่อนคลาย ท้ังนี้ต้องคำนึงถึงกล่ินที่ผู้ใช้จะชอบ
เป็นสำคัญด้วย

ปัจจัยสำคัญที่จะต้องคำนึง คือการเข้ากันได้เป็นอย่างดีของน้ำมันหอมระเหยที่เรานำมาใช้
ในการบำบัด ซ่ึงผลของการผสมผสานทำให้น้ำมนั ทนี่ ำมาผสมเขา้ กันไดเ้ ปน็ อย่างดี จะทำใหเ้ กดิ พลงั แห่ง
การบำบดั มากขึน้ ดังนนั้ ความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ เป็นปจั จยั ท่สี ำคัญและมบี ทบาทตอ่ การ
ผสมเปน็ อยา่ งมาก




ารผสมเพอ่ื การบำบดั โดยใชอ้ งคป์ ระกอบด้านเคมี

ตามทีเ่ ราได้ทราบแลว้ ว่า นำ้ มันหอมระเหยแตล่ ะชนดิ มีโครงสรา้ งเคมที แ่ี ตกตา่ งกนั ดังนัน้
จึงทำให้คุณสมบตั ิในด้านการบำบดั แตกต่างกันดว้ ย ในการผสมโดยการใชห้ ลกั การขององค์ประกอบทาง
ดา้ นเคมีย่อมตอ้ งคำนงึ ถงึ ผลลพั ธ์ทพี่ ึงจะไดแ้ ละขอ้ ควรระวงั ในการเลอื กใช้น้ำมนั หอมระเหยแต่ละชนดิ

การผสมด้วยวิธีนี้จะเป็นการนำเอาวัตถุประสงค์ของการบำบัด คือความผิดปกติและ
สาเหตุท่ีทำให้เกิดความผิดปกติมาเป็นส่ิงท่ีต้องพิจารณา ดังตัวอย่างเช่น หากเราต้องการบำบัดโรคเท้า
นักกีฬา ซ่ึงโรคน้ีเกิดจากเช้ือราเป็นสาเหตุ ดังนั้น เราจะต้องนำน้ำมันหอมระเหยท่ีมีโครงสร้าง
โมเลกุลของ Phenols ซึ่งมีสรรพคุณต่อต้านเชื้อรามาผสม แต่เน่ืองจาก Phenols สามารถทำให้เกิด
การระคายเคืองตอ่ ผิวหนังได้ ดงั นั้น เราอาจหลีกเลย่ี งการใชน้ ำ้ มันหอมระเหยท่มี ี Phenols หรอื ใช้เป็น
จำนวนน้อย หรือนำไปผสมกับน้ำมันหอมชนิดอื่น ๆ และหรือพิจารณาใช้น้ำมันหอมระเหยที่มี
โครงสร้างโมเลกุลของ Alcohol ซึ่งมีสรรพคุณต่อต้านเชื้อรา ดังเช่น นำน้ำมันหอมระเหย Thyme
Lavendin และ Geranium มาผสมกัน ซึ่งน้ำมันท้ังสามตัวมีโครงสร้างโมเลกุลของ Phenol และ
Alcohol ดว้ ย

224

ตำราวิชาการ สุคนธบำบัด

การเจือจางนำ้ มันหอมระเหย



น้ำมันหอมระเหยเป็นผลิตผลที่ได้จากการนำส่วนต่าง ๆ ของพืชท่ีมีเซลล์น้ำมันหอม
ระเหยมาสกัดเพื่อให้ได้น้ำมันหอมระเหย ซึ่งต้องใช้ปริมาณของวัตถุดิบเป็นจำนวนมากจึงจะสกัด
น้ำมันหอมระเหยไดใ้ นปรมิ าณทต่ี อ้ งการ เช่น การผลติ นำ้ มันหอมระเหยกหุ ลาบ อาจตอ้ งใชด้ อกกหุ ลาบ
ประมาณ 60,000 ดอก จึงจะสามารถผลิตนำ้ มันหอมได้ประมาณ 1,000 มลิ ลกิ รมั จึงทำให้มคี วามเขม้
ข้นของสรรพคุณทางยาในน้ำมันหอมระเหยสูงกว่าพืชที่นำมาสกัดหลายเท่าตัว ดังน้ัน การนำน้ำมันหอม
ระเหยมาใช้บนผวิ หนงั โดยตรงเชน่ การนวด โดยไม่ผ่านการทำให้เจือจาง เปน็ สงิ่ ทค่ี วรหลกี เลีย่ ง และไม่
ควรทำ เนื่องด้วยอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง และอาจส่งผลเสียให้แก่ผิวหนังมาก
กว่าผลดี โดยเฉพาะการนำมาใช้ในขณะที่ผิวหนังมีการฉีกขาด มีบาดแผล ได้รับการผ่าตัด หรือการมี
ผิวหนังผิดปกติ

ปจั จบุ นั การนวดโดยการใชน้ ำ้ มนั หอมระเหย หรอื ทเ่ี ราเรยี กวา่ การนวดอโรมานน้ั ไดแ้ พรห่ ลาย
ในธุรกิจส่งเสริมสุขภาพเป็นอย่างมาก ดังนั้น การนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้สำหรับการนวดจะต้องนำมา
ผสมกับนำ้ มันพน้ื ฐาน หรือทเ่ี ราเรยี กว่า Base Oil กอ่ น เพอ่ื ลดความเข้มขน้ ให้จางลง และอกี ทง้ั เป็น
ตัวนำพาและกระจายน้ำมันหอมระเหยไปสู่พ้ืนผิวท่ีมีการสัมผัสได้มากขึ้น ซ่ึงอาจเรียกอีกช่ือหน่ึงว่า
นำ้ มนั นำพา Carrier Oil ตวั อย่างเช่น น้ำมนั สวีท อลั มอนด์ น้ำมันพีชเคอรเ์ นล น้ำมนั มะกอก น้ำมัน
เม็ดองุ่น น้ำมันงา และน้ำมันอ่ืน ๆ ท่ีสามารถใช้กับร่างกายมนุษย์ได้ โดยไม่ทำให้กลิ่นของน้ำมัน
หอมระเหยเปลย่ี นไป

การจัดเตรียมน้ำมันสำหรับการนวดด้วยน้ำมันหอมระเหย หรืออโรมาน้ัน ผู้นวดจะต้อง
สงั เกตชนดิ ของผิวหนงั ของลูกค้าด้วยวา่ มผี วิ ชนดิ ใด จะไดจ้ ดั เตรยี มน้ำมันในปรมิ าณที่เหมาะสมได้ เช่น

• ผิวแห้ง ต้องผสมน้ำมันนวดให้มากพอ เน่ืองจากผิวแห้งจะดูดซึมน้ำมันเข้าไปได้เร็ว

ถา้ หากเราเตรยี มนำ้ มันไมพ่ อเพียงกบั ความตอ้ งการของผิว จะทำใหเ้ กดิ แรงเสยี ดทาน
ทีผ่ ิวหนงั ในขณะทีน่ วดได

• ผวิ มัน ลดขนาดของน้ำมันลงใหน้ อ้ ยกว่าคนผิวแห้ง หรือผิวธรรมดา เนือ่ งจากผวิ หนัง
มไี ขมันธรรมชาตทิ ่เี ปน็ ส่วนชว่ ยในการนวดอยูแ่ ลว้




4.2 รูปแบบการใช้น้ำมันหอมระเหย


มีอยู่หลายแนวทาง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ที่ต้องการจะบำบัดและ
ความพรอ้ มของผลิตภัณฑ์และวัสดุอุปกรณท์ ่จี ำเปน็ ในการบำบัด ซึง่ ตามหลกั สากลทัว่ ไปจะแบ่งแนวทาง
ในการบำบัดเป็น 3 แนวทาง ดงั น้ี


225

• การบำบดั โดยการดูดซมึ ทางผิวหนัง

ก. การบำบดั โดยการนวด

ข. การบำบดั โดยการแช่

ค. การบำบัดโดยการประคบ

ง. การบำบดั โดยการอบ

• การบำบดั โดยการสดู ดม

ก. การสูดดมทางออ้ ม

ข. การสดู ดมโดยตรง

• การบำบดั โดยการนำเข้าสภู่ ายในร่างกายโดยตรง




• การบำบดั โดยการดูดซมึ ทางผิวหนัง




การดูดซมึ ทางผวิ หนังจะมีการซึมผา่ นนำ้ มันหอมระเหยได้ 2 ทาง คอื

1. การผา่ นผวิ หนงั กำพรา้ เข้าไปยังชนั้ หนงั แทท้ ่ปี ระกอบดว้ ยเส้นโลหติ ต่าง ๆ ของระบบ

การไหลเวยี นของโลหิต

2. การผ่านรูขุมขนและต่อมเหงื่อ เพ่ือผ่านไปยังเส้นโลหิตต่าง ๆ ของระบบการไหล

เวียนของโลหิต

ปริมาณในการใช้สำหรับวิธีการดูดซึมทางผิวหนังขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของผิวหนัง
โครงสร้างของผวิ หนัง โดยเฉพาะผิวหนังชนั้ บนสุด และพนื้ ทขี่ องผิวหนังทีเ่ ราจะนวด

การบำบดั โดยการดูดซึมทางผวิ หนงั มวี ธิ กี ารปฏิบตั ิอยหู่ ลายวธิ ี ได้แก ่ การนวด การอาบ
การแช่เท้า การแช่มือ การนั่งแช่ การประคบ และการใช้ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลผิวและ
เส้นผม รวมท้ังการใช้ในรูปแบบของข้ีผึ้งและเจล ในการเลือกใช้ ผู้ใช้สามารถเลือกได้ตามความชอบ
และความสมบูรณแ์ ขง็ แรงของร่างกายของแตล่ ะคน




ก. การบำบัดโดยการนวด


การนวดอโรมาเปน็ การนวดเบา ๆ โดยใช้เทคนิคในการนวดหลายรปู แบบ เช่น การลูบวน
การกดจุด การนวดกระตุ้นระบบน้ำเหลือง รวมทั้งการใช้พลังธรรมชาติประกอบการนวด เน่ืองจาก
คุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหยจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ดังน้ันจึงไม่ควร
ใช้เทคนิคการนวดท่ีช่วยกระตุ้นร่างกายมากเกินไป เพราะอาจทำให้เป็นผลเสียมากกว่าผลดี ท้ังน้ี
ประโยชน์สูงสุดที่จะได้รับจากการนวด คือ การให้น้ำมันหอมระเหยซึมเข้าไปในร่างกายให้ได้มากท่ีสุด
และผอ่ นคลาย รา่ งกายใหม้ ากท่ีสดุ ดว้ ย

226

ตำราวชิ าการ สุคนธบำบดั


วธิ ีปฏบิ ัติสำหรับการนวด

• ผสมน้ำมันหอมระเหยทต่ี ้องการบำบัดกับน้ำมันสกดั จากพชื ทจ่ี ะใชเ้ ป็นนำ้ มันนำพา

• การเลือกน้ำมันสกัดจากพืชท่ีจะใช้เป็นตัวนำพา ควรเลือกท่ีมีคุณสมบัติเหมาะกับ
สภาพผวิ ของลูกคา้ หรือผู้ถูกนวด เพอื่ ช่วยเสรมิ สร้างผิวพรรณให้มีสุขภาพด

• การเจอื จางนำ้ มนั หอมระเหยสำหรบั ผใู้ หญค่ วรจะอยใู่ นระดบั ที่ 1%-3% ทงั้ นข้ี น้ึ อยกู่ บั
ความแขง็ แรง หรอื สขุ ภาพของผทู้ ถี่ กู นวด หากผถู้ กู นวดมสี ขุ ภาพทแี่ ขง็ แรง สามารถ
ผสมในอัตราความเข้มขน้ ตั้งแต ่ 2.5% ขึ้นไปจนถงึ 3%

• การเจือจางน้ำมันหอมระเหยสำหรับเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้มีครรภ์ควรจะอยู่ใน
ระดับท่ ี 0.1%-1.0%



แนวทางในการกำหนดอัตราส่วนของปริมาณน้ำมันนำพาและความเข้มข้นของน้ำมันหอม
ระเหยในการผสม ตามความนิยมของนักบำบัดด้วยกลิ่นโดยท่ัวไปจะกำหนดสูตรการผสมตามอัตราส่วน
คอื น้ำมนั นำพา 15 มิลลลิ ติ ร ในความเข้มข้นของน้ำมนั หอมระเหยท่ี 1 เปอร์เซ็นต์ จะใชจ้ ำนวนนำ้ มนั
หอมระเหยปรมิ าณ 3 หยด ปรมิ าณและคา่ ความเข้มขน้ ของนำ้ มันหอมทีใ่ ช้ในการผสมจะแปรเปล่ยี นไป
ตามคา่ ผนั แปรของนำ้ มันท้งั สองชนดิ หากใชน้ ้ำมนั หอมระเหยหลายชนิด ควรต้องเฉล่ียตามอัตราส่วนท่ี
ได้กลา่ วไว้แลว้ ข้างตน้



การเลือกน้ำมันหอมเพ่ือใช้ในการนวด จะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ หรือความต้องการของ
ผู้ต้องการนวดเป็นหลัก หากต้องการผ่อนคลาย ต้องเลือกน้ำมันหอมระเหยที่มีสรรพคุณสำหรับ
ผ่อนคลาย หากต้องการความสดช่ืนกระปรี้กระเปร่าต้องเลือกน้ำมันหอมระเหยสำหรับกระปรี้กระเปร่า
ซ่งึ สามารถตรวจสอบคณุ สมบตั ติ า่ ง ๆ ของนำ้ มนั หอมระเหยไดจ้ ากบทท่ผี ่านมา



ประโยชน์ของการบำบดั โดยการนวด

• ช่วยบำบัดสำหรับสภาวะต่าง ๆ ที่มีผลต่อระบบประสาท เช่น ความเครียด ความ
เมอ่ื ยล้าของระบบประสาท

• ชว่ ยบำบดั ความเม่อื ยล้าทัง้ ทางร่างกายและจติ ใจ

• ช่วยบำบดั ความเมื่อยลา้ เร้ือรงั ของคอ บา่ ไหล่ และการปวดศรี ษะ

• ชว่ ยกระตนุ้ การไหลเวยี นโลหติ ของกลา้ มเนอ้ื บรรเทาอาการอกั เสบและความเจบ็ ปวด

• ช่วยบรรเทาอาการและลดความเจบ็ ปวดทีเ่ กิดจากโรคไขข้ออกั เสบ โรครูมาตอยด์

• ช่วยบำบัดในกรณีของข้อเคลื่อน การแตกร้าวของกระดูกให้กลับสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น

• ช่วยเสริมสร้างและปรับโครงสร้างร่างกายให้ดีขึ้น รวมทั้งปรับปรุงการเคล่ือนไหวของ
ขอ้ ตอ่ ตา่ ง ๆ

227

• ช่วยเสริมสรา้ งการทำงานของอวยั วะภายในโดยทางตรงและทางออ้ ม

• ช่วยปรับปรุงระบบการยอ่ ยอาหาร การขบั ถ่ายของเสยี

• ชว่ ยปรับปรงุ การทำงานของไตให้มีประสิทธิภาพมากย่ิงข้นึ

• ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบน้ำเหลืองเพื่อช่วยให้ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย

ไดเ้ รว็ ย่ิงขนึ้

• ชว่ ยบรรเทาอาการท่เี กดิ จากการปวดศรี ษะ



ขอ้ หา้ มในการนวด

• ห้ามนวดขณะมไี ข

• หา้ มนวดในขณะท่ไี ดร้ บั การตดิ เชอ้ื แบบเฉียบพลัน

• หา้ มนวดบนพนื้ ผวิ ท่ีมกี ารอกั เสบ

• ห้ามนวดผูท้ ีม่ ภี าวะของโรคกระดูกพรุน

• หา้ มนวดบรเิ วณทีม่ ีเสน้ เลอื ดขอด

• หา้ มนวดบรเิ วณที่มกี ารค่ังของของเหลว

• หา้ มนวดในกรณที มี่ ีภาวะของความดันโลหติ สงู

• ห้ามนวดในภาวะทมี่ ีการเกดิ แผลเปน็ ใหม่ ๆ

• ห้ามนวดในภาวะที่มีการแตกหกั ของกระดูก การฉีกขาดของกล้ามเนื้อและเอ็นใหม่ ๆ

• ห้ามนวดผูม้ ภี าวะของโรคมะเรง็

• ห้ามนวดในภาวะที่ด่มื เครอ่ื งดื่มมนึ เมา




ข. การบำบัดโดยการแช


การแช่ตัว มือ และเท้า เป็นวิธีปฏิบัติที่ได้ผลมากที่สุดอีกวิธีหน่ึง ทั้งน้ี เนื่องจากน้ำมัน
หอมระเหยสามารถซมึ ผา่ นทางผวิ หนงั และผแู้ ชย่ งั สามารถรบั นำ้ มนั หอมระเหยโดยการสดู ดมไดอ้ กี ดว้ ย
ดังน้นั จงึ เป็นวิธีที่มีผูน้ ยิ มใช้มาก อีกทั้งเป็นวธิ ที เี่ หมาะสำหรบั ผู้ทไ่ี ม่สามารถใช้วิธีการนวดได



วธิ ปี ฏิบัติสำหรับการแช่ตัว มอื และเท้า

• วิธีท่ี 1 เติมน้ำอุ่นในปริมาณท่ีต้องการลงในภาชนะที่ต้องการแช่ หยดน้ำมันหอม

ระเหยลงไปประมาณ 6-8 หยดสำหรับการแช่ทง้ั ตัว ลงไปแชใ่ นน้ำประมาณ 10 นาที
การแช่ด้วยวิธีนี้ ควรระมัดระวังการเลือกใช้น้ำมันหอมระเหย ทั้งนี้เนื่องจาก

228

ตำราวิชาการ สคุ นธบำบดั

คุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหยบางตัวมีโอกาสทำให้เกิดการระคายเคืองแก่ผิวหนัง
ไดง้ า่ ย และการแช่โดยไม่ไดผ้ สมน้ำมันหอมระเหยกับนำ้ มนั นำพา จงึ ทำให้นำ้ มันหอม
ระเหยสามารถสัมผสั กบั ผวิ ได้โดยตรง


• วิธีที่ 2 เติมน้ำอุ่นในปริมาณที่ต้องการลงในภาชนะท่ีต้องการแช่ ผสมน้ำมันหอม
ระเหยกับน้ำมันนำพาเข้าด้วยกันตามปริมาณความเข้มข้นที่ได้แนะนำไปก่อนหน้าน้ี
ลงไปแช่ในน้ำประมาณ 10 นาที วิธีนี้จะเป็นวิธีท่ีปลอดภัยมากที่สุด ท้ังนี้ น้ำมัน
หอมระเหยได้เจือจางกับน้ำมันนำพา อกี ทงั้ น้ำมนั นำพาทใี่ ช้จะเพิ่มคณุ ประโยชน์ให้แก่
ผิวอีกทางหน่ึงด้วย




ประโยชน์ของการบำบดั ดว้ ยการแช่

• ช่วยบำบัดสำหรับสภาวะต่าง ๆ ที่มีผลต่อระบบประสาท เช่น ความเครียด ความเม่ือย

ล้าของระบบประสาท

• ชว่ ยบำบัดความเมือ่ ยลา้ ท้ังทางร่างกายและจิตใจ

• ชว่ ยบำบัดอาการปวดทเ่ี กดิ จากภาวะไขขอ้ อักเสบ

• ชว่ ยบำบัดอาการปวดท่เี กิดจากระบบการไหลเวยี นโลหิต เช่น เส้นเลอื ดขอด

• ช่วยบำบัดภาวะการบวมท่ีเกิดจากการคั่งค้างของน้ำและของเหลวในส่วนต่าง ๆ ของ

รา่ งกาย

• ช่วยบำบัดอาการนอนไมห่ ลับ

• ช่วยบำบดั อาการปวดศรี ษะ

• ชว่ ยบำบัดอาการปวดเม่อื ยกล้ามเน้ือ หรอื ความผดิ ปกติของกล้ามเน้ือ

• ชว่ ยบำบดั ภาวะของผวิ แห้ง

• การน่ังแช่จะช่วยบำบัดอาการติดเช้ือของระบบขับถ่ายปัสสาวะ ภาวะริดสีดวงทวาร

อาการท้องผกู และการปวดเม่ือยหลังสว่ นลา่ ง




ค. การบำบดั โดยการประคบ


การประคบจะเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับผู้ท่ีไม่สามารถรับการนวดได้ และเป็นวิธีที่ลด
อาการเจ็บปวด อาการบวม ซึ่งเกิดจากการอักเสบได้ดี การประคบมี 2 ลักษณะ คือ ประคบด้วย
ความเย็นและประคบดว้ ยความรอ้ น






229

1. วิธปี ฏบิ ตั กิ ารประคบดว้ ยความเยน็

• เติมน้ำเย็นลงในภาชนะท่ีเตรียมไว้ให้มากพอสำหรับพ้ืนที่ท่ีต้องการประคบ หรือ

ในปริมาณ 200 มิลลิลิตร หยดน้ำมันหอมระเหยประมาณ 4-5 หยดลงในน้ำ
ท่เี ตรียมไว้

• ใชผ้ ้าขนหนคู ่อย ๆ จมุ่ ลงไปในนำ้ อย่างช้า ๆ เพื่อให้นำ้ มนั หอมระเหยซึมเขา้ ไปในเน้ือ
ผ้าและบดิ ผ้าใหห้ มาด ๆ


• นำผา้ ดงั กล่าวมาประคบรา่ งกายส่วนทต่ี ้องการ

• นำพลาสตกิ มาห่อหุม้ เพ่อื ต้องการใหผ้ า้ เก็บความเย็นได้นานทส่ี ุด

• นำผา้ ขนหนมู าคลมุ บนพลาสตกิ อกี ชนั้ หนงึ่ และทง้ิ ไวป้ ระมาณ 1 ชวั่ โมง หรอื ตลอดคนื

ประโยชน์ของการประคบดว้ ยน้ำเยน็

• ชว่ ยลดระดบั ความรอ้ นของอุณหภูมิในรา่ งกาย

• ช่วยลดการอกั เสบ

• ชว่ ยเรง่ การรักษาอาการบาดเจบ็ ของกลา้ มเน้อื


• ช่วยลดอาการบาดเจ็บของเอ็นทเี่ กิดจากขอ้ เคล็ด

• ช่วยลดอาการฟกชำ้

2. วิธปี ฏิบัติการประคบดว้ ยความร้อน


ใช้วธิ กี ารเตรียมเชน่ เดียวกับการประคบเย็น แตต่ า่ งกันทีอ่ ณุ หภูมขิ องน้ำที่ใช

ประโยชน์ของการประคบด้วยนำ้ ร้อน

• ชว่ ยบรรเทาอาการที่เกดิ จากแมลงกดั

• ชว่ ยลดการอกั เสบไขขอ้

• ชว่ ยลดอาการเจ็บปวดของภาวะประจำเดือน

• ชว่ ยลดอาการเจบ็ ปวดบรเิ วณทอ้ ง

• ช่วยลดอาการปวดศรี ษะ

• ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของกล้ามเนอ้ื

• ชว่ ยรกั ษาอาการบาดเจ็บของเอ็นทเ่ี กิดจากขอ้ เคลด็


ขอ้ ควรระวงั

• ระดบั อุณหภมู ิของนำ้ ที่ใช้ หากร้อนมากเกินไปอาจทำให้สว่ นทถ่ี กู ประคบไหม้ได


230

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบัด


ง. การบำบดั โดยการอบ


การใช้น้ำมันหอมระเหยโดยการอบแห้ง หรือท่ีเราเรียกว่าซาวน่า นับเป็นการบำบัดอีก
รูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมในศูนย์การออกกำลังกายและสปาที่มีห้องอบซาวน่าไว้บริการ สิ่งท่ีจะ
ต้องตระหนักในการใช้วิธีน้ี คือ การใช้ห้องร่วมกันกับบุคคลอ่ืน ในกรณีท่ีไม่ชอบกล่ินของน้ำมันหอม
ระเหยชนิดเดียวกับท่ีเราใช้ ซึ่งจะอาจทำให้เกิดข้อขัดแย้งกัน และอาจมีผลในด้านจิตวิทยาด้วยเช่นกัน
การอบซาวนา่ นช้ี ว่ ยลดและบรรเทาอาการคัดจมกู ได้เป็นอยา่ งดี



วธิ ีปฏิบตั ิการอบความรอ้ นแหง้

• เติมนำ้ ลงไปในถงั ท่ีใช้สำหรบั หอ้ งอบซาวน่า

• หยดนำ้ มนั หอมระเหยทีต่ อ้ งการใช้ลงในถงั น้ำ ประมาณ 2-3 หยด

• ตักน้ำผสมน้ำมันหอมระเหยราดลงไปบนหิน จะทำให้เกิดไอน้ำลอยขึ้นไปในอากาศ

และไอน้ำทำให้เราสามารถสดู ดมนำ้ มันหอมระเหยได้



ประโยชนข์ องการอบความรอ้ นแห้ง

• ช่วยบรรเทาอาการคดั จมกู

• ชว่ ยบำบัดอาการผิดปกตขิ องทางเดนิ หายใจ




• การบำบดั โดยการสดู ดม




การสดู ดมอาจเปน็ วธิ กี ารบำบดั รกั ษาในการใชย้ าทเ่ี กา่ แก่ แตก่ ย็ งั คงใชเ้ รอ่ื ยมาจนถงึ ปจั จบุ นั
การใชน้ ำ้ มนั หอมระเหยด้วยวธิ ีการสูดดม จึงเป็นวิธที ่ีได้ผลดีทสี่ ดุ วธิ หี น่งึ ทั้งน้ี จะมีผลต่อทง้ั ทางร่างกาย
และจติ ใจ ซึง่ การสดู ดมจะมีการซึมผา่ นของนำ้ มนั หอมระเหยได้ 2 ทาง คอื

ก. การสูดดมทางอ้อม เป็นการสูดดมโดยการผ่านทางหลอดลม แขนงปอด และถุงลม
ซึ่งเป็นจุดที่น้ำมันหอมระเหยผ่านเข้าไปยังระบบการไหลเวียนโลหิต เช่น การใช้ในรูปแบบของน้ำหอม
ปรับสภาพห้อง การจุดเตาเผา หรือตะเกียง การใช้กับพัดลม การใช้กับเครื่องทำความช้ืน การใช้กับ
เครอ่ื งทำใหฟ้ ุ้งกระจาย และการใช้กบั อปุ กรณ์พน่ ฉดี



วธิ ีปฏบิ ัตสิ ำหรบั การสูดดมทางอ้อม

• การเพิม่ ความสดชืน่ ให้แกห่ ้อง

ใส่น้ำร้อนในภาชนะท่ีต้องการ หยดน้ำมันหอมระเหยประมาณ 2-5 หยดลงไปใน

ภาชนะดังกล่าว จัดวางภาชนะลงในพ้ืนที่ที่ต้องการ น้ำร้อนจะทำให้เกิดไอน้ำและ

231

น้ำมันหอมระเหยจะระเหยขึ้นไปในอากาศพร้อมกับไอน้ำ ทำให้รู้สึกสดชื่น จึงเหมาะ
สำหรับผทู้ ่ีอยู่ในห้องปรบั อากาศทม่ี ลี ักษณะอากาศแห้ง

• การจุดตะเกียงเผา แบบเทียนไขและแบบไฟฟา้

ใส่น้ำลงในอุปกรณ์ท่ีเตรียมไว้ หยดน้ำมันหอมระเหยประมาณ 1-5 หยดลงไปใน
ภาชนะดังกลา่ ว จุดเทียนไข หรอื เปิดสวิทชไ์ ฟ เพื่อใหน้ ำ้ มีอุณหภมู ิทเ่ี หมาะสมในการ
ทำระเหย

• การใชก้ บั พดั ลม

หยดน้ำมันหอมระเหยลงบนแผ่นอุปกรณ์ท่ีสามารถดูดซับน้ำมันหอมระเหยได้ เช่น
อาจเป็นสำลแี ผ่น ประมาณ 1-5 หยดลงบนแผ่นอปุ กรณ์ นำแผน่ อปุ กรณ์ไปติดไวใ้ น
ที่สามารถรบั แรงเปา่ จากพัดลมได

• การใชก้ ับอปุ กรณ์ทำความชื้น

เตมิ นำ้ ลงไปในอปุ กรณท์ ำความชนื้ หยดน้ำมนั หอมระเหยประมาณ 1-5 หยดลงบน
กระดาษเน้ือเย่ือ (ทิชชู) นำกระดาษดังกล่าวไปวางไว้บนช่องที่ความชน้ื ผา่ น ทงั้ นี้
ไมค่ วรหยดนำ้ มนั หอมระเหยลงในนำ้ ทที่ ำความชน้ื โดยตรง เนอ่ื งจากนำ้ มนั หอมระเหย
จะลอยตัวอย่บู นน้ำและไม่ระเหยออกมา

• การใช้กบั อปุ กรณพ์ ่นละอองไอน้ำ

การใชน้ ้ำมันหอมระเหยกบั อปุ กรณพ์ น่ ละอองไอ ขนึ้ อยกู่ ับลกั ษณะของอปุ กรณน์ ัน้ ๆ
ทัง้ นี้ ความร้อนแบบออ่ นจะช่วยทำให้น้ำมนั หอมระเหยระเหยขึ้นไปในอากาศได

• การใชก้ บั อปุ กรณ์พน่ น้ำมนั หอมระเหย

ใส่น้ำมันหอมระเหยท่ีต้องการใช้ในอุปกรณ์หลอดแก้วที่เป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์น้ี
เปิดสวิทช์ไฟเพื่อให้อุปกรณ์ทำงาน การทำงานด้วยอุปกรณ์น้ีจะได้ความเข้มข้นของ
นำ้ มนั หอมระเหยสงู ดงั นน้ั จงึ เหมาะกบั พน้ื ทหี่ อ้ งทม่ี ขี นาดใหญ่ เนอื่ งจากนำ้ มนั หอม
ระเหยที่พ่นออกมาเป็นน้ำมันหอมระเหยท่ีไม่เจือปน และไม่ผ่านความร้อน ดังนั้น
ผูใ้ ชต้ อ้ งระมดั ระวังปรมิ าณการสดู ดม

• การใช้ในลักษณะของสเปรย

เป็นการผสมน้ำมันหอมระเหยกับน้ำ และนำไปบรรจุในขวดสเปรย์ เพ่ือใช้ฉีด หรือ
พ่น ปริมาณน้ำมนั หอมระเหยทีใ่ ชป้ ระมาณ 3-8 หยด



ข. การสูดดมโดยตรง

เป็นการสูดดมผ่านทางจมูก โดยผ่านเยื่อจมูกเข้าไปยังระบบการไหลเวียนโลหิตและ
กระตุ้นระบบการรับกล่ิน Olfactory system เช่น การใช้เยื่อกระดาษ หรือสำลีก้อนเป็นสื่อในการ
นำผา่ นการใช้ไอน้ำเปน็ สื่อในการนำผา่ น และการใชท้ ่อดดู เป็นควนั ในการนำผา่ น

232

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบัด

วธิ ีปฏิบตั สิ ำหรบั การสูดดมทางตรง

• การใชก้ ับสำลี หรือเย่อื กระดาษ

หยดน้ำมันหอมระเหยประมาณ 1-5 หยด ลงบนสำลีแผ่น หรือก้อนก็ได้ หรือ

เย่ือกระดาษเช็ดหน้า นำไปสูดดมประมาณ 5-10 นาที

• การใช้กบั รบิ บ้นิ



หยดนำ้ มนั หอมระเหยประมาณ 1-5 หยดลงบนริบบ้นิ ขนาด 1 น้วิ นำรบิ บิ้นไปวางไว้
ในบรเิ วณที่ต้องการ เชน่ บนหมอน หรือเตียงเพือ่ สูดดม ประมาณ 5-10 นาท

• การใชใ้ นลักษณะของไอนำ้

เติมน้ำร้อนลงในภาชนะท่ีต้องการโดยให้ความร้อนของน้ำเพียงพอที่จะทำให้เกิดไอน้ำ

หยดน้ำมันหอมระเหยประมาณ 1-5 หยดลงในภาชนะที่มีน้ำร้อนดังกล่าว ใช้ผ้า
ขนหนูผนื ใหญ่คลมุ ศรี ษะไว้ จากนัน้ ก้มหนา้ และหลบั ตา เพื่อสดู ดมไอนำ้ จากภาชนะ
ดงั กลา่ วเป็นเวลาประมาณ 10 นาที ขอ้ ควรระวังสำหรบั วธิ นี ี้ คือ ระวังอยา่ ให้ไอนำ้
เขา้ ตา ไม่แนะนำใหผ้ ู้สูงอายแุ ละผทู้ ม่ี ภี าวะหดื หอบใชว้ ธิ นี ีใ้ นการบำบัด



ประโยชน์ของการสดู ดม ได้แก

• ชว่ ยบำบดั สภาวะตา่ ง ๆ ทีเ่ กดิ ขนึ้ ต่อระบบประสาท เชน่ ความเครียด ความเม่ือยล้า
ของระบบประสาท

• ชว่ ยบำบัดความเม่อื ยลา้ ทง้ั ทางร่างกายและจติ ใจ

• ช่วยบำบดั การตดิ เช้ือในทางเดินระบบหายใจสว่ นบน

• ช่วยบำบดั ผทู้ ีเ่ ป็นไขท้ ีเ่ กดิ จากละอองฝนุ่ ภาวะการเกดิ ไซนัส และการปวดศีรษะ

• ชว่ ยบำบัดอาการของผ้เู ป็นหอบหดื หวดั เจบ็ คอ และไอ

• ช่วยบำบัดอาการนอนไม่หลับ

• ชว่ ยปอ้ งกนั การติดเชือ้




233

เอกสารอา้ งอิง


1. Ingrid Martin, Aromatherapy for Massage Practitioners, Lippincott Williwams &
Wilkins 2007 p.169


2. Ingrid Martin, Aromatherapy for Massage Practitioners, Lippincott Williwams &
Wilkins 2007 p.171


3. Salvatore Battaglia. The complete Guide to Aromatherapy. 6th ed. Australia. Watson
Ferguson 2003 p.363


4. Ingrid Martin, Aromatherapy for Massage Practitioners, Lippincott Williwams &
Wilkins 2007 p.171


5. Ingrid Martin, Aromatherapy for Massage Practitioners, Lippincott Williwams &
Wilkins 2007 p.172


6. Salvatore Battaglia. The complete Guide to Aromatherapy. 6th ed. Australia. Watson
Ferguson 2003 p.368


7. Ingrid Martin, Aromatherapy for Massage Practitioners, Lippincott Williwams &
Wilkins 2007 p.172


8. Salvatore Battaglia. The complete Guide to Aromatherapy. 6th ed. Australia. Watson
Ferguson 2003 p.362


9. Salvatore Battaglia. The complete Guide to Aromatherapy. 6th ed. Australia. Watson

Ferguson 2003 p.368

10. Salvatore Battaglia. The complete Guide to Aromatherapy. 6th ed. Australia. Watson

Ferguson 2003 p.371

11. Jane Buckle, Clinical Aromatherapy Essential Oils in Practice. 2nd ed, Churchill

Livingstone 2004 p.32

12. Jane Buckle, Clinical Aromatherapy Essential Oils in Practice. 2nd ed, Churchill

Livingstone 2004 p.32

13. Salvatore Battaglia. The complete Guide to Aromatherapy. 6th ed. Australia. Watson

Ferguson 2003 p.371

14. Salvatore Battaglia. The complete Guide to Aromatherapy. 6th ed. Australia. Watson

Ferguson 2003 p.372

15. Shirley Price, Aromatherapy Workbook, Thornsons 2000, p.151


234

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบดั




บทที่ 5





หลกั การใชป้ ระโยชนจ์ ากนำ้ มนั หอมระเหยในสุคนธบำบดั





ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหนยภาล
ัย หาญสุนันทนนท


หทีเ่รรือ าเเหรียมกือวน่ากันสจสารากรม(พขาอ้คAรมถณุ ลูจrทัดเราใoงอ่ืหยง้อานmยขำ้ อู่ใมนงนั aกนหล้ำอtมุ่มมันเhรดหะียอเeวหมกยรrันะในเเaพหบื่ยอทpแเทปตผ่ี
็นyล่ า่ ทะนาชมงนาเPลดิ ือทrกำนใใหoำ้หมเ้้ผรันdู้านหไำดอไuร้ปมถู้ ใรcงึชะค้ไเดหณุtร้มยศสsีโท.มอพ่ีมบ)กิมสี ตัา
พรสทิ รรเาพลงคดือลุณา้กีลนใคาชเพคล้ไมรด้ายพหี้ตกสิารมนัอืฐิ

โครงรา่ งเนื้อหา
ความต้องการหรือตามความชอบส่วนบคุ คล



การเลือกใช้น้ำมันหอมระเหยนอกจากการพิจารณาคุณสมบัติหรือสรรพคุณทางยาแล้ว

จ ะต้องพิจารณ5าค.1วา มอมงีพคิษ์ปขรอะงกแอต่ลบะทชั่วนไิดปดข้วอยงเผพลื่อิตหภลีกัณเลฑี่ย์นง้ำผมลันกหระอทมบรทะี่อเหาจยม
ีต่อร่างกายของเราได้

ด ังนั้นผู้ใช้ควรจ5ะ.ต2้อง ศเทึกคษนาคคิ ุณในสมกบารัตผิขอสงมนน้ำม้ำมันันหอหมอแมตร่ละะเชหนยิดใในหต้เขำ้ารใับจก
่อนนำมาใช้เพ่ือบำบัดตนเอง
ห รอื บำบัดผู้อ่นื 5ห.3ากผ ผูน้ ำลมิตาภใชณั ไ้ มฑไ่ ดน์ ศ้ ้ำึกมษันารหาอยลมะรเะอเียหดยใหเพ้เขือ่ ้ากใจาอราดจทูแำลใสหก้ขุ าภราใชพ้ดแังบกลบ่าพวม้ืนผี ฐลาขน้าง:เ
คียงได


ก. ยาดมบรรเทาหวัด หรอื บรรเทาอาการวงิ เวียนศรี ษะ

4.1 ขห.ล กั เจกลารหผรสือมขแีผ้ ล้ึงบะกรราเรทเจาปือจวดางเนมอื่้ำมยนักหลอา้ มมเรนะอื้เหย



ค. สเปรยห์ อมไล่ยุง

สหไ ห ข จ ก ดะอาำอร้แรคสอืงมบกรญัายร ำ่าม่ะาแบ
งแาเกลห ัดรผาะถ ยนยมเร ทปโส ับีบบจี่ น็ านท ะร ม5อเ้าำบ ลายณม.าร4อืา่ทันถงก ตหมรใอ่ับอจ(ผ(ฉงผ(ผ(ผผผ•ห••••อชาหAAAAกก.นม้. งล.ลลลลลล ร าเค้ำรrrrrักือชิิตตตติิติิตรคสเอวเมะoooo์นนสปพพใเสน่ัตาวุขภภภภภภเันลนmmmmเรำำ้้ศยหศมถาภณััณณัณัปัณณัือกหะมยเมุ
นุยุปาaaaaพกา
กอรอชาพนัไทรฑฑฑฑฑฑttttรศนยมอพบาอiiiiะใ
่ีมนccccชยนน์น์์น์น์์น้ำชรสป์บบรว้ีคมาวุะเ้นำ้ำ้้ำำ้ำ้ำ้งเขsfabนรยพวแนัดฉเคaมมมมมม้ำk้บัาnหaโาปลอื่หมพใ์cตงดiนััันนนัันันมttยอนะบnอiัานตาihยัวเaหหหหหหทสcกะากำมหข้นปเleบcบก่ีุขมาออออออพ้pม
รอจกlรaภดัคุcะีคาlมมมมมมrขมะบต่ือruaเารศควo้นเรหรรรรรรแิำeพผักrlาลปdแะบสะะะะะะiลยeษมอ่tใ็เนpuัดลูงเเเเเเว้จeหนาเหหหหหหนไprตcจ
ขะแะเยดoกะ/tั้รเมยยยยrยยควตฆนs้ปมม่ือdำoกข่อททททเทSล)ั้นห่าน็าคีงพud้
นำยlกเีี่่ีี่่ี่าใใใใใกไนตวหiucชสา่่ือมชชชชชยกmลาดัวtงนcูง้ือ่ไม้้ก้ก้้กวใใใ sก่ินใสtดไmดนนน)ด่าแใัับบาำsด
ดัก้ม
ผนแหข)รกกก้iมรรสีคล
ู้ทnง็นถนหาาา่าา่าว่แว่ีอา้gดวกนรรรงงอ้นซรามยทอถถคกกกมงง่ึใองpู่ใเนมวอาวนนาาาตมนนrงา่ากบายยง่าออoมวใ
ผกผ้ือคางใในนัdยมมเกรจู้หป์ิวนนขผ้ำกเuาวผเรพญ้มดกกกหสา่สาcะิว
็ขกเริงกาารtกม้นรพห้นรsแรรผาออื ผศ)ณรถขขลนสบ
วเเหอมแจะนพลา้มัยหแญงวลดัืออรนลือ่อลัย

ะงิุ่นกเ้มกัำัตคชกะซจใมๆดรผรลาชคลนัานทรางั้ยวิาวสถลคนี่นหายพาว่ึงานัู้ไำแอมวนดเลรมผผคมัยขหงรโาทู้ทนคกรรอพาณวี่ร์
ปะยีรมลงังิจ่างเนัผจดาาง
หส จงร้ำกลรณคุมบยาใา้ นันนัน ทยงาี่
แ ข็งแรง ย่อมสามารถ(รAับนro้ำมmันaหtiอcมhระaเiหrยcทaี่มrีคeวpาrมoเขd้มuขc้นtsส)ูง
ได้มากกว่าผู้ที่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ
5.5 การควบคุมคณุ ภาพและกฎหมายทเ่ี กี่ยวข้อง





235

236

ตำราวชิ าการ สคุ นธบำบัด


ผลิตภัณฑ์น้ำมนั หอมระเหย

(Aromatherapy Products)


รศ. พมิ พร ลีลาพรพิสฐิ



ปัจจุบัน ศาสตร์และศิลป์ในการใช้ประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากธรรมชาติได้ถูก
นำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เพื่อการดูแลสุขภาพและถนอมผิวพรรณในแนวของสุขภาพแบบองค์รวม
รวมถึงการนำมาใช้เป็นกิจกรรมหลักในสปา ในมิติของการบำบัดด้วยกลิ่นหอม เพื่อปรับสมดุลของ
ร่างกาย จติ ใจ และอารมณ์ ไดแ้ ก่ การสูดดม การนวด การแช่อาบ การอบประคบ การหอ่ พันตัว เปน็ ตน้
นอกจากนี้ยังมีการนำน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากธรรมชาติมาผสมในผลิตภัณฑ์เก่ียวกับสุขภาพและ
เครอื่ งสำอางต่าง ๆ มากมาย เช่น การจุดตะเกยี งเพอ่ื สดู ดม ยาดมบรรเทาหวัด เจล หรือขีผ้ ง้ึ บรรเทา
ปวดเมื่อยกล้ามเนอื้ สเปรยห์ อมไลย่ งุ สเปรยป์ รับอากาศและฆา่ เช้อื ในห้อง ในรถยนต์ น้ำยาบว้ นปาก
น้ำมันนวดตัวเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรือเพ่ือคลายเครียด ตลอดจนการนำมาผสมในเครื่องสำอาง
สำหรบั บำรงุ เสน้ ผม ใบหนา้ และร่างกาย เป็นตน้

ผลติ ภัณฑ์นำ้ มันหอมระเหยดงั กล่าวข้างตน้ นส้ี ามารถผลติ ในรปู แบบตา่ ง ๆ เชน่ นำ้ ยาใส
(solution) โลชั่น (lotion) สบูเ่ หลว (liquid soap) เจล (gel) ขีผ้ งึ้ หรือบาล์ม (ointment or balm)
ครมี (cream) สเปรย์ฉดี พ่น (spray) เป็นต้น ซ่งึ ในการพัฒนาตำรับ หรือผลิตผลติ ภัณฑ์ ต้องมีความ
รู้พื้นฐานเก่ียวกับผลิตภัณฑ์เป็นอย่างดี ได้แก่ สารที่เป็นองค์ประกอบ และหน้าที่ในตำรับ ชนิดของ
วัตถุดิบท่ีใช้ ความเข้ากันได้ขององค์ประกอบในตำรับ เทคนิคที่ถูกต้อง หรือเหมาะสมในการผลิต
การควบคุมคุณภาพ ความคงตัวของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนควรคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้ใช้ ซ่ึงจะ
ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยต่อการนำไปใช้
ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด นอกจากนี้ ในเชิงพาณิชย์ควรคำนึงถึงข้อกำหนดทางกฎหมายท่ีเก่ียวข้อง
ด้วย ได้แก่ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) หรือ
กฎหมายเก่ียวกับผลิตภัณฑ์เคร่ืองสำอาง พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง กฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
สมุนไพร เป็นต้น ตลอดจนสุขลักษณะที่ดีในการผลิต ความสะอาด ก็เป็นปัจจัยสำคัญท่ีมีผลต่อ
คณุ ภาพ ความคงตัว และความปลอดภยั ของผลิตภณั ฑ์ด้วย ซึง่ ต้องคำนึงถงึ อย่างย่ิง


237

5.1 องค์ประกอบท่ัวไปของผลิตภัณฑ์นำ้ มันหอมระเหย


ควรมดี งั น้

1. สารสำคัญ หรอื สารออกฤทธ์ิ (active ingredients) ในทนี่ ห้ี มายถึง น้ำมันหอมระเหย
ชนดิ ต่าง ๆ ตามสรรพคุณหรอื จดุ ประสงค์ทต่ี อ้ งการใช้

2. ตัวทำละลายหรอื ตัวเจือจาง (vehicle, base) เชน่ น้ำ แอลกอฮอล์ หรือน้ำมนั

3. สารแต่งสี ในกรณีทต่ี อ้ งการแตง่ สี

4. สารกนั เสยี ในกรณีท่มี นี ้ำเปน็ องคป์ ระกอบในปริมาณมากพอควร

5. สารเสรมิ ผลิตภณั ฑ:์ สารต้านออกซเิ ดชน่ั สารปรบั ความเปน็ กรด-ด่าง สารเพ่มิ ความ
คงตวั สารเพม่ิ ความหนดื สารช่วยการละลาย สารช่วยให้ใส เปน็ ตน้ ตามความจำเป็นในแตล่ ะกรณี




ตัวอย่างเช่น น้ำยาใส มีองค์ประกอบ คือ สารออกฤทธิ์ น้ำกระสายยา ได้แก่

น้ำแอลกอฮอล์ หรือน้ำมัน แล้วแต่กรณี สารเติมแต่ง ได้แก่ สี กล่ิน สารกันเสีย (preservative)
บัฟเฟอรเ์ พอื่ ปรับความเปน็ กรด-ดา่ ง (buffer) สารตา้ นออกซิเดชนั่ (antioxidant) เปน็ ต้น

ควรคำนงึ ถึงคณุ สมบัติทางเคมกี ายภาพด้วย เช่น ความเป็นกรด-ด่างของตำรบั การละลาย
ความเข้ากันได้ขององค์ประกอบต่าง ๆ ในตำรับ ความคงตัว ประสิทธิภาพ การแพ้และการก่อ
ระคายเคือง




5.2 เทคนคิ ในการผสมนำ้ มนั หอมระเหยในตำรบั


น้ำมันหอมระเหยแต่ละชนดิ มีคุณสมบัติท่ีแตกต่างกัน แล้วแต่โครงสร้างทางเคมีที่
ต่างกัน ดังน้ัน การเลือกใช้น้ำมันหอมระเหยชนิดใด จึงข้ึนกับจุดประสงค์ที่ต้องการของตำรับ โดยต้อง
เลือกให้เหมาะกับบุคคลท่จี ะใช้ดว้ ย ยง่ิ ถา้ ใช้เพอ่ื จดุ ประสงค์ในการบำบัด บรรเทาอาการของโรคแลว้ ย่งิ
ต้องเพ่ิมความระมัดระวังเกี่ยวกับข้อห้ามใช้ด้วย ต้องทำโดยผู้ชำนาญเท่าน้ัน โดยคำนึงถึงความ
ปลอดภัยเป็นหลัก ส่วนการใช้เพื่อจุดประสงค์ด้านความสวยงาม หรือเครื่องสำอางนั้น โดยทั่วไป
ควรทราบสรรพคุณของน้ำมันหอมระเหย ทราบชนิดของผิวของผู้ท่ีจะใช้ และควรระวังหลีกเล่ียงการ
ใช้น้ำมันหอมระเหยทม่ี ผี ลเสยี ต่อผิวหนัง เชน่ ทำใหแ้ พ้ ระคายเคือง หรอื แพแ้ สงแดด เป็นตน้ โดย
ท่ัวไปการใช้กบั ใบหนา้ มักใชใ้ นความเข้มขน้ ทต่ี ำ่ กว่าการใชก้ บั รา่ งกาย (ใบหนา้ นยิ มใช้ 0.5-2% รา่ งกาย
ใช้ 0.5-3%) และผ้ทู ่ีมีผวิ แพง้ ่ายตอ้ งลดความเขม้ ขน้ ลงจากปกตดิ ว้ ย

การใชน้ ำ้ มนั หอมระเหยเพื่อสุขภาพและความงามนน้ั มีเทคนคิ การผสม 3 แบบ คอื

1. การผสมล่วงหนา้ (pre-prepared blends) เป็นการผสมไวล้ ว่ งหน้าเพ่อื ความสะดวก
รวดเรว็ และงา่ ยต่อการใช้ จะต้องทราบข้อมลู เกี่ยวกบั น้ำมันหอมระเหยแตล่ ะชนิดเปน็ อยา่ งดี และเลอื ก
238

ตำราวิชาการ สคุ นธบำบดั

ใช้ตามจุดประสงค์ท่ีต้องการ จากน้ันผสมน้ำมันหอมระเหยเข้าด้วยกันโดยผสมตัวที่มีปริมาณมากสุด
ในตำรับและรองลงมาจนครบ จากน้ันปล่อยทิ้งไว้ในขวดปิดสนิท กันแสง เก็บในที่เย็น อย่างน้อย 24
ชั่วโมง จากนั้นจึงนำมาผสมกับน้ำมันตัวพา (ถ้ามีหลายชนิด ควรผสมน้ำมันตัวพาเข้าด้วยกันก่อน
โดยทง้ิ ไวอ้ ย่างนอ้ ย 24 ชัว่ โมง เชน่ กนั ) จากนน้ั ทง้ิ ไว้ในภาชนะปดิ สนทิ กันแสง อย่างน้อย 48 ชัว่ โมง
ก่อนนำมาใช้ การผสมแบบนีส้ ามารถใช้ในสปาเพ่อื เตรียมพร้อมสำหรบั การบริการลกู ค้า

2. การผสมทันทกี ่อนใช้ (immediate individual client blends) การผสมทันทีก่อนใช้
เพือ่ ให้ได้ตำรบั ซง่ึ เหมาะสมกับผ้ทู ่ีจะใช้จรงิ ๆ ต้องทำโดยนกั สุคนธบำบัด (Aromatherapist) ที่มีความ
ชำนาญเทา่ น้นั ต้องมีการวิเคราะห์ปัญหาสขุ ภาพ / ปัญหาด้านผิวพรรณ กอ่ นเลอื กใช้

3. การผสมเพื่อใช้ในบ้าน (home-use blends) เป็นการผสมเพื่อให้ผู้ใช้นำไปทำเอง
ท่ีบ้าน มักมีความเข้มข้นเป็น 50% ของการใช้โดยนักสุคนธบำบัด เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียท่ีอาจเกิดขึ้น
เพราะการใช้ท่ีบ้านไมส่ ามารถควบคุมขนาดการใชไ้ ด้


การเตรยี มผลติ ภณั ฑท์ ผี่ สมนำ้ มนั หอมระเหยโดยทวั่ ไปควรใชเ้ ทคนคิ การผสมขอ้ นี้ เพราะ
ผู้บรโิ ภคควรสามารถซื้อผลิตภณั ฑเ์ พ่ือนำมาใช้เองทบี่ ้านไดอ้ ย่างปลอดภัย


ในการผสมน้ำมันหอมระเหยหลายชนิดเขา้ ดว้ ยกัน ใหพ้ งึ ระลึกเสมอว่า น้ำมนั หอมระเหย
ที่เลือกมาตามสรรพคุณท่ีต้องการนั้นมีการระเหยท่ีต่างกัน ควรคำนึงถึงด้วย โดยผสมน้ำมันหอมระเหย
ที่เป็นกล่ินพื้น (base note) ก่อน ตามด้วยกล่ินหลัก (middle note) และกล่ินนำ (top note)
ตามลำดับ นอกจากนี้อาจมีการใช้ตัวปรับสมดุล (blend equalizer) เพื่อปรับความนุ่มละมุนของกลิ่น
ช่วยลดความแหลมคม หรือความฉุนของกล่ินบางชนิด หรือตัวปรับปรุงส่วนผสม (blend modifier)
ชว่ ยเสรมิ กลิ่นอ่ืนให้แรงข้นึ หรอื ตวั ยกระดับส่วนผสม (blend enhancers) ซงึ่ เปน็ นำ้ มนั หอมระเหยท่มี ี
กลิ่นน่าพึงพอใจ จึงใช้เพ่ือเพ่ิมความพึงพอใจต่อผู้สูดดม ร่วมด้วย ข้ึนกับความรู้ความชำนาญของนัก
สคุ นธบำบัด




พบวา่ ปจั จบุ นั ในทอ้ งตลาด มีผลิตภัณฑ์ทผี่ สมนำ้ มันหอมระเหยมากมาย ตามกระแสความ
นยิ ม ซง่ึ สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุม่ ตามประเภทของการนำไปใช้ประโยชน์ ดงั น้ี

1. ผลิตภัณฑ์น้ำมนั หอมระเหยเพื่อการดแู ลสุขภาพแบบพืน้ ฐาน


2. ผลติ ภัณฑน์ ำ้ มันหอมระเหยเพอ่ื การถนอมผิวพรรณและความงาม




5.3 ผลติ ภณั ฑ์นำ้ มันหอมระเหยเพ่ือการดแู ลสขุ ภาพแบบพืน้ ฐาน


ปัจจุบัน การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม หรือสุขภาพทางเลือก (Alternative
health care) ซ่ึงหมายถึง การแพทยแ์ ผนตะวันออกทง้ั หลาย (Alternative therapy) ได้แก่ ธรรมชาติ
บำบัด วารีบำบัด โยคะ สมาธิ แอโรบิค การล้างพิษ การนวด การฝังเข็ม กดจุด เพ่ือปรับสมดุลของ

239

ร่างกายและจิตใจ ตลอดจนการแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนจีน การแพทย์อายุรเวทของอินเดีย
ซ่ึงอาศัยประโยชน์จากสมุนไพร พืชหอมและน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ กำลังได้รับความนิยมมาก
ขึ้นตามลำดับ เพราะทำให้สุขภาพดี สามารถป้องกันมิให้เจ็บป่วย และรักษาอาการเจ็บป่วยได้ด้วย
สุคนธบำบัด (Aromatherapy) ซง่ึ ใชน้ ้ำมนั หอมระเหยจากธรรมชาติ เพ่อื ผลในการปรบั สมดลุ ของร่างกาย
และจติ ใจ จึงสามารถใช้เสรมิ ในการรกั ษาโดยแพทยท์ างเลอื กเหล่านไ้ี ด้ เชน่ การบำบดั ทางจติ โดยสูดดม
เพราะมีผลต่อสมองซึ่งควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งกรณีน้ีต้องใช้ภายใต้การดูแลของบุคลากรทาง
การแพทย์ การนวดโดยใช้น้ำมันหอมระเหยเพ่ือช่วยคลายอาการปวดกล้ามเน้ือ คลายเมื่อยล้า และ
ผ่อนคลายอารมณ์ เป็นต้น ซ่ึงเป็นที่ทราบดีแล้วว่าโมเลกุลเล็กๆขององค์ประกอบในน้ำมันหอมระเหย
จากพชื สามารถระเหยเขา้ ไปจบั กบั ปลายประสาทรบั กลน่ิ ในโพรงจมกู โดยการสดู ดม จะใหผ้ ลตอ่ การทำงาน
ของระบบอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายได้ โดยการแปรเป็นสัญญาณไฟฟ้าเคมีส่งผ่านการควบคุมของ
ก้านสมอง (Limbic system) ไปยงั อวยั วะตา่ ง ๆ ทำใหส้ ขุ ภาพสมดุลทง้ั รา่ งกายและจติ ใจ ส่วนทเี่ ขา้ ทาง
ผิวหนังโดยการทาถูนวด จะแทรกซึมผ่านเซลล์ผิวหนัง มีผลในการลดความเจ็บปวด คลายกล้ามเน้ือ
ลดการอกั เสบ ฆ่าเชอื้ โรค ตลอดจนทำให้ผิวหนงั ชมุ่ ช้ืน เต่งตึง ชว่ ยเสริมความงามไดด้ ้วย



ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยเพ่ือการดูแลสุขภาพแบบพื้นฐานในรูปแบบของผลิตภัณฑ์
สำเรจ็ รปู ท่มี ใี นทอ้ งตลาด มีดังนี

1. ยาดมบรรเทาหวดั หรือบรรเทาอาการวงิ เวียนศรี ษะ

2. เจลหรอื ข้ผี ้ึงบรรเทาปวดเมอ่ื ยกลา้ มเน้ือ

3. สเปรย์หอมไลย่ ุง

4. สเปรย์ปรับอากาศและฆา่ เชอ้ื ในห้อง ในรถยนต์

5. น้ำมันนวดตัวเพ่ือผ่อนคลายกล้ามเนอื้ หรือเพือ่ คลายเครียด

6. นำ้ ยาบว้ นปาก




การพัฒนาตำรับ หรือเตรียมผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยเพื่อการดูแลสุขภาพควรคำนึงถึง
ความเขม้ ข้นท่ีใช้ (concentration) ขนาด หรอื ปริมาณทใี่ ช้ (dose) ความเปน็ พิษ (toxicity) ตลอดจน
ความปลอดภัย (safety) โดยต้องศึกษาข้อมูลเก่ียวกับน้ำมันหอมระเหยและองค์ประกอบอื่นในตำรับ
เป็นอย่างดี ดังได้กล่าวข้างต้นแล้ว นอกจากนี้ การเลือกรูปแบบผลิตภัณฑ์ใด ควรคำนึงถึงการละลาย
ของน้ำมันหอมระเหยและผลการออกฤทธิ์ที่ต้องการด้วย เช่น ถ้าต้องการให้ออกฤทธ์ิเร็ว ควรอยู่ในรูป
ของน้ำยาใส โดยละลายน้ำมันหอมระเหยในแอลกอฮอล์ หรือน้ำผสมแอลกอฮอล์ ถ้าต้องการให้ออก
ฤทธ์นิ านขึ้น ควรอยใู่ นรูปของเจล ครมี ข้ีผง้ึ หรือบาล์ม หรอื ละลายน้ำมนั หอมระเหยในน้ำมัน เปน็ ตน้

240

ตำราวชิ าการ สุคนธบำบดั


ก. ยาดมบรรเทาหวัด หรือบรรเทาอาการวงิ เวียนศีรษะ


ยาดมมักอยู่ในรูปของน้ำยาใส ซึ่งประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด ท่ีมีผลต่อ
ระบบทางเดินหายใจ และระบบประสาทรับความรู้สึก เช่น ช่วยให้หายใจโล่ง บรรเทาการค่ังของ
เส้นเลือดฝอย ลดการบวม หรือการอักเสบของเย่ือบุช่องจมูก ฆ่าเชี้อโรคในทางเดินหายใจ หรือบาง
กรณีอาจช่วยให้รู้สึกสดช่ืน บรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดหัว เป็นต้น ได้แก่ ยูคาลิปตัส
(Eucalyptus) โรสแมร่ี (Rosemary) ใบสะระแหน่ (Peppermint) ทที รี (Tea tree) ไทม์ (Thyme)
ลาเวนเดอร์ (Lavender) มะกรูดฝร่งั (Bergamot) มะกรดู ไทย (kaffir lime) มะนาวเหลือง (Lemon)
เสจ (Sage) เสมด็ ขาว (Cajuput) ใบโหระพา (Basil) มารจ์ อแรม (Marjoram) ตะไคร้ (Lemongrass)
ตะไคร้หอม (citronella) พิมเสน (borneol) พิมเสนใบ (patchouli) และการบรู (camphor) เป็นต้น(1-6)
น้ำมันหอมระเหยเหล่าน้ีถูกนำมาผสมในอัตราส่วนท่ีเหมาะสมตามหลักการการผสมท่ีถูกต้อง (ใส่ base
note ก่อน แล้วตามด้วย middle note และ top note ตามลำดับ) จากน้ันนำมาเจือจางด้วยตัวทำ
ละลายทีเ่ หมาะสม เช่น แอลกอฮอลช์ นดิ ท่ปี ราศจากกล่ิน หรือปราศจากสา่ เหลา้ (denatured alcohol)
คนผสมจนเขา้ กันดี ในทางสคุ นธบำบัดซึง่ เน้นการใช้นำ้ มันหอมระเหยทไี่ ดจ้ ากธรรมชาตินั้น จะเน้นการ
ใช้ตัวทำละลายที่มีอันตรายน้อยท่ีสุดเช่นกัน หลีกเลี่ยงการใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ท่ีเป็นอันตราย
หรือมีพิษเม่ือสูดดม เช่น อะซิโตน (acetone) ปิโตรเล่ียมอีเธอร์ (petroleum ether) คลอโรฟอร์ม
(chloroform) เปน็ ต้น บางกรณอี าจมกี ารผสมน้ำมนั ตวั พา เช่น น้ำมันแรช่ นดิ เบา (light mineral oil)
น้ำมันพชื ทไี่ มเ่ หนอะหนะ ได้แก่ นำ้ มนั โจโจบา (jojoba oil) น้ำมนั เมล็ดอัลมอนด์ (sweet almond oil)
ในปริมาณเล็กน้อย เพี่อช่วยให้ออกฤทธิ์นานข้ึน ซึ่งต้องระวังเร่ืองความเข้ากันได้ของน้ำมันตัวพากับ
แอลกอฮอลด์ ว้ ย หากใสม่ ากเกินไป



ตัวอยา่ งตำรับยาดม


ยาสดู ดม (Homemade Nasal Inhaler)

Rx. Eucalyptus 2 หยด

Rosemary 2 หยด

Peppermint 1 หยด


Rock salt 1 ช้อนโตะ๊


หยดน้ำมันหอมระเหยซึ่งผสมเข้าด้วยกันแล้ว (ตามหลักการผสมดังกล่าวข้างต้น)
บนเกลือสินเธาว์ (rock salt) ซึ่งจะดูดน้ำมันหอมระเหยไว้ บรรจุลงภาชนะที่เหมาะสม แล้วใช้สูดดม
เม่ือต้องการ หรืออาจนำมาเจือจางด้วยแอลกอฮอล์ชนิดท่ีปราศจากกล่ิน หรือปราศจากส่าเหล้าดังกล่าว
ขา้ งตน้ 15 มิลลลิ ิตร แล้วใชส้ ูดดม


241

กรณีที่ต้องการทำยาพ่นคอ หรือจมูก (aromatic diffuser) ให้ใช้น้ำมันหอมระเหยท่ี
ไม่หนืด เช่น น้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลส้ม (citrus) ยูคาลิปตัส (eucalyptus) หรือโรสแมรี่
(rosemary) ไม่ควรใช้ชนิดท่ีหนืด เช่น รากหญ้าแฝก (vetiver) แก่นจันทน์ (sandalwood) วนิลา
(vanilla) เมอร์ (myrrh) และกำยาน (benzoin) ยกเวน้ ไดท้ ำให้เจอื จางลงดว้ ยนำ้ มนั ทีไ่ มห่ นดื ดงั กลา่ ว
มาแล้ว หรอื ละลายในแอลกอฮอล์ (alcohol)



บาลม์ กลิน่ หอมไอระเหย (Vapour Balm)



Rx. Peppermint oil 2 ชอ้ นชา (10 มลิ ลิลติ ร)

Eucalyptus oil 3 ชอ้ นชา (15 มิลลิลิตร)

Thyme oil 1 ช้อนชา (5 มลิ ลิลิตร)

(ใช้ thyme linalol ดีทีส่ ดุ )

Olive oil 1 ถ้วยตวง (240 มิลลิลติ ร)

Beeswax 34

ออนซ์ (25 มิลลลิ ิตร)



หลอม beeswax (ไขผงึ้ ) ผสมเขา้ กับ olive oil (นำ้ มันมะกอก) โดยใช้อณุ หภมู ิไม่สูงนกั
(ประมาณ 60-70 องศาเซลเซยี ส) ปล่อยใหเ้ ยน็ ลง แต่ยังเหลวอยู่ (ประมาณ 40-45 องศาเซลเซยี ส)
จงึ เตมิ น้ำมันหอมระเหยซ่ึงไดผ้ สมเขา้ กนั ดแี ลว้ คนให้ท่ัว บรรจุลงภาชนะทเ่ี หมาะสม ปล่อยใหแ้ ขง็ ตวั
ก่อนนำมาใช้



ตัวอย่างน้ำมนั หอมระเหยสูตรผสม สำหรับบรรเทาอาการตา่ ง ๆ ซึง่ ชว่ ยเสรมิ การรกั ษา
ด้วยยาแผนปัจจุบัน น้ำมันหอมระเหยสูตรผสมนี้ต้องนำไปเจือจางอีกที เช่น เตรียมเป็นยาดม หรือ
บาล์ม ดงั กล่าวข้างต้น

หวดั (Colds)

%

pine 20

spruce 20

therebentine 20

eucalyptus 20

lavender 20


242


Click to View FlipBook Version