The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by phatthadoncns, 2023-07-13 09:28:16

วิจัยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลง สถานะของสาร โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัด กาฬสินธุ์ นางสาวบุณณดา วุฒทะสิงห์ 613410090106 รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม


การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์ นางสาวบุณณดา วุฒทะสิงห์ รหัสนักศึกษา 613410090106 รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา สาขาวิทยาศาสตร์ คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พุทธศักราช 2565


ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องความร้อนกับการ เปลี่ยนแปลงสถานะของสาร โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัด กาฬสินธุ์ ผู้วิจัย นางสาวบุณณดา วุฒทะสิงห์ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์กนกอร คำผุย ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขา วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2565 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์และ (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลง สถานะของสสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/5 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบัวขาว จังหวัด กาฬสินธุ์จำนวนนักเรียน 34 คน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ มี 2 ชนิด คือ (1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร จำนวน 4 แผน จำนวน 8 ชั่วโมง (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จำนวน 1 ชุด สถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล (1) ความเที่ยงตรง (2) ค่าเฉลี่ย (3) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (4) สูตร t-test (Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง ความร้อนกับการ


ข เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เมื่อเปรียบเทียบ คะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ค่าเฉลี่ยคะแนนก่อน เรียนเท่ากับ 10.18 คะแนน คะแนนหลังเรียนเท่ากับ 16.29 คะแนน (2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง ความร้อนกับการ เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์ อยู่ในระดับพึง พอใจมากที่สุด


ค ประกาศคุณูประการ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยดี เนื่องจากได้รับความกรุณาอย่างสูงจาก อาจารย์กนกอร คำผุย อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ที่กรุณาให้คำแนะนำปรึกษาตลอดจนปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่งผู้วิจัยตระหนักถึงความตั้งใจจริงและความทุ่มเทของอาจารย์และขอกราบ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณ นางพนารินทร์ สวัสดิ์ตระกูล ตำแหน่ง ครูชำนาญการ นางสาวกชมน พันธุ์บุญมีตำแหน่ง ครูชำนาญการ และนางสาวณชลนิภา หาญกุล ตำแหน่ง ครูชำนาญการ โรงเรียนบัวขาว ที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยซึ่งเป็นส่วน สำคัญให้งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอขอบพระคุณบิดา มารดา ที่ให้การอุปการะอบรมเลี้ยงดู ตลอดจนส่งเสริมการศึกษา และให้กำลังใจเป็นอย่างดี อีกทั้งขอขอบคุณเพื่อนๆ ที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือด้วยดีเสมอมา และขอขอบพระคุณเจ้าของเอกสารและงานวิจัยทุกท่านที่ผู้วิจัยได้นำมาอ้างอิงในการทำวิจัย จนกระทั่งงานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี อนึ่ง ผู้วิจัยหวังว่า งานวิจัยฉบับนี้จะมีประโยชน์อยู่ไม่น้อย จึงขอมอบส่วนดีทั้งหมดนี้ให้แก่ เหล่าคณาจารย์ที่ได้ประสิทธิประสาทวิชาจนทำให้ผลงานวิจัยเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องและ ขอ มอบความกตัญญูกตเวทิตาคุณ แด่บิดา มารดา และผู้มีพระคุณทุกท่าน สำหรับข้อบกพร่องต่างๆ ที่ อาจจะเกิดขึ้นนั้น ผู้วิจัยขอน้อมรับผิดเพียงผู้เดียว และยินดีที่จะรับฟังคำแนะนำจากทุกท่านที่ได้เข้า มาศึกษาเพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนางานวิจัยต่อไป บุณณดา วุฒทะสิงห์


ง สารบัญ บทที่ หน้า 1 บทนำ …………………………………………………………………………………………….……………..… 1 ที่มาและความสำคัญ ………………………………………………………………………….…. 1 วัตถุประสงค์การวิจัย …………………………………………………………….……….......... 6 สมมติฐานการวิจัย ……………………………………………………………….…………….…. 7 ขอบเขตการวิจัย …………………………………………………………………….…………..… 7 นิยามศัพท์เฉพาะ ……………………………………………………………………..…….…….. 9 ประโยชน์ของการวิจัย ……………………………………………………………………..…....13 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………………………………..……… 14 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 25560) …………………………………………………………………………….. 15 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์……………………………………………………….….. 18 รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5 Es) ..……………………………… 24 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ………………………………………………………………… 36 การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ....................………………………………………………………………………… 48 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ........…………………………………………………….…………… 50 แผนการจัดการเรียนรู้…………………………………………………………………………… 54 ความพึงพอใจ ……………………………………………………………………………………… 59 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ………………………………………………………………………………. 64 3 วิธีดำเนินการวิจัย………………………………………………………………………………………………. 72 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ………………………………………………………………….… 72 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล …………………………………………………... 72 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ ……………………………………………………….… 73 ขั้นตอนการดำเนินวิจัย …………………………………………………………………….…… 82 การจัดกระทำข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูล ………………………….………………….…… 83


จ สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ………………………………………………………….…… 84 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ………………………………………………………………………………….…… 86 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ………………………………..…… 86 ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ……………………………………… 86 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ……………………………………………………………………..…… 87 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ………………………………………………………………. 90 สรุปผลการวิจัย ………………………………………………………………………………….. 90 อภิปรายผล ……………………………………………………………………………….……….. 91 ข้อเสนอแนะ ………………………………………………………………………………….…… 99 บรรณานุกรม …………………………………………………………………………………………….……. 101 ภาคผนวก ………………………………………………………………………………………………….…… 106 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัย ………………... 107 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ……………………………………………..……. 108 ภาคผนวก ค การหาคุณภาพเครื่องมือ ………………………………………….………. 115 ภาคผนวก ง ผลการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ ……………………………….…….. 128 ภาคผนวก จ ภาพประกอบการจัดการเรียนรู้…………………………………….…… 135 ภาคผนวก ฉ แผนการจัดการเรียนรู้………………………..……………………….…… 141 ประวัติของผู้วิจัย ………………………………………………………………………………….…………. 182


ฉ สารบัญตาราง ตาราง หน้า 1 ตารางแสดงโครงสร้างรายวิชาวิทยาศาสตร์………………………………………………………….... 21 2 ตารางแสดงตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1……………………… 23 3 ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ สาระสำคัญ จุดประสงค์ และเวลา …………………………………………………………………………………........... 74 4 ระดับการประเมินแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยใช้แผนการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ……………………………. 77 5 มาตรประเมินค่าชนิดมาตราส่วนระดับ ………………………………………………………………….. 78 6 วิเคราะห์การออกข้อสอบตามระดับพฤติกรรม ………………………………………………………... 79 7 กำหนดข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์……………………………………………. 80 8 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียน โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนนจตุรพักตรพิมานรัชดาภิเษก จังหวัดร้อยเอ็ด …………..……………………… 87 9 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนจตุรพักตรพิมานรัชดาภิเษก …………........ 88


ช สารบัญภาพ ภาพ หน้า 1 แผนภูมิการสืบเสาะหาความรู้ของสสวท ………………………………..…………………………...... 26 2 ขั้นตอนการสืบเสาะหาความรู้…………………………………..…………………………………………. 32 3 ความพึงพอใจนำไปสู่ผลการปฎิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ ...……………………………………… 62 4 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ .............................................................................................………………… 135 5 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ .............................................................................................………………… 135 6 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ .............................................................................................………………… 136 7 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ .............................................................................................………………… 136 8 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ .............................................................................................………………… 137 9 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ .............................................................................................………………… 137 10 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ .............................................................................................………………… 138 11 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ .............................................................................................………………… 138 12 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ .............................................................................................………………… 139 13 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ .............................................................................................………………… 139


ซ 14 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ .............................................................................................………………… 140 15 นักเรียนสอบวัดความความรู้เรื่องความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของ สสาร………….............................................................................................………………… 140


1 บทที่ 1 บทนำ 1. ที่มาและความสำคัญ ความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการ พัฒนาการทางด้านการสื่อสารที่ทันสมัยและทำให้การติดต่อสัมพันธ์กันได้อย่างรวดเร็วขึ้น นําไปสู่การ ผสมผสานความคิด ค่านิยม ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างมนุษยชาติการศึกษา จึงทำหน้าที่ใน การพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายจิตใจ สติปัญญา ความรู้และวัฒนธรรม ในการ ดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ตลอดจนพัฒนาคนให้ดำเนินชีวิต ได้อย่างมี คุณภาพบนพื้นฐานของความมีคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งด้าน จิตใจและ พฤติกรรมที่แสดงออก (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ,2545) ความรู้วิทยาศาสตร์จะไม่ เพียงแต่นำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีแต่ยังช่วยให้คน มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ การใช้ประโยชน์และการดูแลรักษา ตลอดจนการอนุรักษ์พัฒนาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ อย่างสมดุลและยังยืนในประเทศที่พัฒนาแล้วจะให้่ ความสำคัญกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่าง ต่อเนื่องโดยเริ่มต้นจากการเข้าไปพัฒนาทางด้าน การศึกษา ซึ่งประเทศไทยเองได้เห็นความสำคัญของ วิทยาศาสตร์จึงให้มีการปฏิรูปและการประกนั คุณภาพการศึกษา โดยมีเป้าหมายหลักคือปฏิรูป กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (กุณฑรี เพชรทวีพรเดช,2550 ) อย่างไรก็ตามวิทยาศาสตร์ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในสังคมที่่ต้องมีการเรียนรู้ตลอดชีวิตใน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มุ่งหวัง ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้คู่กับกระบวนการมีทักษะสำคัญ ในการ ค้นคว้าสามารถสร้างองค์ความรู้โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้และ การแก้ปัญหาที่ หลากหลายให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอนทำกิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่าง หลากหลาย จึงได้กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ไว้ในแต่ละมาตรฐาน การเรียนรู้รวมถึงการ กำหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางที่มีความเฉพาะเจาะจงเหมาะสม ในแต่ละระดับชั้นเพื่อ


2 ใช้เป็นแนวทางให้ครูนําไปกำหนดเนื้อหา การจัดทำหน่วยการเรียนรู้และ เป็นเกณฑ์ในการวัด ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,2551) นอกจากกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จะมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้น การเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการแล้วยังหวังผลให้ผู้เรียนมีทักษะสำคัญในการค้นคว้าอิสระจาก แหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์ดังนั้นการพัฒนาและปรับปรุง กระบวนการเรียน การสอนวิทยาศาสตร์จึงได้เปลี่ยนแปลงจากหลักสูตรที่เน้นเนื้อหามาเป็น หลักสูตรที่เน้นกระบวนการ โดยมุ่งให้ผู้เรียนได้คิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ผู้เรียนสามารถนํากระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ไปใช้แสวงหาความรู้ได้อยางมีคุณภาพ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ,2551) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2551 เป็นกฎหมายว่าด้วยการศึกษาฉบับ แรกซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคาม พุทธศักราช 2551 เป็นต้นมา โดยมุ่งจัดการจัด การศึกษาขั้นพื้นฐานให้สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และความ เจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาการเน้นการสร้างกลยุทธ์ใหม่ ในการพัฒนาการศึกษาให้ตอบสนองความ ต้องการของบุคคลและสังคมไทย เพื่อให้ผู้เรียนมีศักยภาพ การจัดการศึกษาตามแนวพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ในหมวดที่ 4 มาตรา 22 ได้กล่าวถึงการจัดแนวการศึกษาไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ผู้เรียนทุกคน สามารถเรียนรู้และพัฒนา ตนเองได้ ดังนั้นกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน ได้พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตาม ศักยภาพ ในส่วนของการจัดกระบวนการเรียนรู้ ตามมาตรา 23 สรุปใจความสำคัญได้ว่า การจัดการ ศึกษาทั้งสามรูปแบบ ระบบการศึกษาในระบบ ระบบการศึกษานอกระบบ และระบบการศึกษาตาม อัธยาศัย ต้องเน้นทั้งความรู้ คุณธรรม และ กระบวนการเรียนรู้ ในเรื่องสาระความรู้ ให้บูรณาการ ความรู้และทักษะด้านต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับแต่ละระดับการศึกษา บุคคลในเรื่องความรู้ ทักษะด้าน วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ความเข้าใจ ประสบการณ์ในเรื่องการจัดการบำรุงรักษา และการใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มาตรา 24 ได้ระบุให้สถานศึกษาและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้ 1) จัดกระบวนการเรียนรู้ให้จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมที่ สอดคล้องกับ ความสนใจ ความถนัดของผู้เรียน และความแตกต่างระหว่างบุคคล 2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการการเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้ป้องกันและแก้ปัญหา 3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติจริง ผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างสมดุล และปลูกฝัง


3 คุณธรรม ค่านิยมที่ดี คุณลักษณะอันพึงประสงค์ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 4) การจัดกระบวนการเรียนรู้ยังต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอน มีการจัดบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมที่ เอื้อต่อการเรียนรู้ใช้การวิจัยไปพร้อมกันจากสื่อและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ 5) จัดการเรียนรู้ให้ เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชนทุกฝ่ายเพื่อร่วมกัน พัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ การจัดการศึกษาจึงมุ่งพัฒนาคนให้เกิดความสมดุล ทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ โดยเน้นกระบวนการจัดการเรียนรู้และขัดเกลาทางสังคม กระบวนการในการพัฒนา การศึกษาจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับวิสัยทัศน์ในการศึกษาโดยยึดผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลางแห่งการ พัฒนา ให้ผู้เรียนรู้แสวงหาความรู้ด้วยตนเองในรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็น มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็น พลโลกยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้ และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอด ชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ เต็มตามศักยภาพ สำหรับการจัดการศึกษาในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์หลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้กับ กระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหา ความรู้ และการแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรม ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้น (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย ดังนั้นในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นกระบวนการ ไปสู่การสร้างองค์ความรู้ จึงควรมุ่งเน้นที่บทบาทของผู้เรียน ซึ่งในการจัดกิจกรรมจะต้องเน้น กระบวนการคิด การวางแผน การลงมือปฏิบัติ การศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลต่างๆ รวมทั้ง การ มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยที่ผู้สอนเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พบว่า ครูมักสอนโดยการบรรยายและให้นักเรียนท่องจำ ยึดการสอนหนังสือมากกว่าสอนคน ขาดสื่อ การสอนและวิธีสอนที่น่าสนใจ ส่งผลให้การสอนวิทยาศาสตร์ไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์และไม่ บรรลุผลเท่าที่ควร จากการศึกษารายงานผลการประเมินคุณภาพผู้เรียนระดับชาติปีการศึกษา 2555- 2556 พบว่า ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้อยู่ระหว่าง 33.83 - 53.38


4 โดยเฉพาะกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ตามหลักสูตรของผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ระหว่างสังกัดสำนักงานคณะกรรม การั การศึกษาขั้นพื้นฐานกับระดับประเทศ พบว่า ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละตํ่ากว่าปีการศึกษา ที่ ผ่านมา สำนักทดสอบทางการศึกษา ( สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,2555 ) ต่อเนื่อง มาจนถึงปีการศึกษา 2557 ซึ่งผลการประเมินในภาพรวม คะแนนไม่แตกต่างจาก ปีที่ผ่านมา บางวิชา เพิ่มขึ้น บางวิชาลดลง สำหรับกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ย 42.13 ซึ่งจัดได้ว่ายังตํ่ากว่าเกณฑ์ ผลการประเมินดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ยังคง ไม่ประสบผลสำเร็จ เท่าที่ควร สาเหตุอาจมาจากวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังไม่ให้ ความสำคัญกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ัทั้ง ๆ ที่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือใน การแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองและ สามารถนําไป ประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในการดำรงชีวิตได้(กรมวิชาการ, 2544) ทั้งนี้มีสาเหตุ มาจากทั้งตัวผู้เรียนและ กระบวนการจัดการเรียนรู้ของผู้สอน กล่าวคือปัญหาด้านผู้เรียนส่วนใหญ่ขาดกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ในการแสวงหาความรู้(ประพันธ์ศิริสุเสารัจ, 2551) ส่วนปัญหาที่เกิดจากผู้สอนพบว่า การจัดการเรียนรู้ยังขาดรูปแบบการสอนและสื่อที่มีประสิทธิภาพ สำหรับใช้ฝึกกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์รวมทั้งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไม่ได้ส่งเสริมให้ผู้เรียน ได้ฝึกกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง จึงไม่สามารถกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนได้ส่งผลให้การเรียนรู้ของผู้เรียน ไม่บรรลุตามเป้าหมาย ดังนั้นการจัดกิจกรรมการสอนวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุตามความ มุ่งหวังของหลักสูตรได้ครูผู้สอนควรเน้นการฝึกกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์และมีนวัตกรรมที่ ทันสมัยประกอบการสอน เน้นให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการสร้างความรู้ประกอบกับสังคมปัจจุบันเป็น สังคมแห่งข้อมูลข่าวสาร มีความรู้ใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว ทำให้ผู้เรียนต้องเกิดทักษะการ เป็นผู้แสวงหาความรู้และเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งต้องรู้จักการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการ สื่อสารให้เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต ตลอดจนการพัฒนาตนเองและสังคมอย่างต่อเนื่อง (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2540 ) การเรียนรู้ ควรสอดคล้องกับสภาพจริง และเป็น กระบวนการที่ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาการการเรียนรู้และ มีความกระตือรือร้นที่จะขวนขวายหาความรู้ ใหม่ๆ เพื่อพัฒนางานและคุณภาพชีวิตของตน (อม รวิชช์นาครทรรพล, 2540 ) กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์เป็นการยึดวิธีการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการจัดการเรียนรู้ เนื่องจากเป็นวิธีการที่มีขั้นตอนในการ แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและผลสรุปก็เป็นไป อย่างมีเหตุมีผล


5 ดังนั้นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จึงเป็นต้นแบบหรือรากฐานในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่อาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ โดยเน้นให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้(สิริวรรณ ศรีหพล และพันทิพา อุทัยสุข,2542) กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นหลักการพื้นฐานของการ ตรวจสอบและสืบเสาะ หาความรู้ใหม่แบบวิทยาศาสตร์ที่ใช้หลักฐานทางกายภาพ ผ่านขั้นตอนของ การสังเกต การตั้งสมมติฐาน และการอนุมาน ผลการทํานายของทฤษฎีเหล่านี้จะถูกทดสอบด้วยการ ทดลอง ซึ่งการดำเนินการแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จะสัมฤทธิ์ ผลมากหรือน้อย เพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ดำเนินการจะมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มากน้อยเพียงใด กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือที่จําเป็นในการใช้แสวงหาความรู้และแก้ปัญหา ซึ่งเป็น ความชํานาญและความสามารถในการใช้ความคิดเพื่อค้นหาความรู้รวมทั้งการแก้ปัญหา ดังนั้น พัฒนาการของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการของวิทยาศาสตร์ใน ลักษณะที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ สภาพปัญหาประการหนึ่งในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษา คือ นักเรียนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจหลักการทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์และทักษะในการปฏิบัติการทดลอง ซึ่งในการสอนวิทยาศาสตร์เป็นแบบบรรยายถึงร้อย ละ 70 จะมีเพียงร้อยละ 30 เท่านั้นที่ให้นักเรียนได้เรียนจากประสบการณ์จริง เป็นผลให้นักเรียนส่วน ใหญ่ขาดความสามารถในการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และประเมินค่า (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2545) และจากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนจตุรพักตร พิมานรัชดาภิเษกและวิเคราะห์ปัญหาจากเอกสาร พบว่า ในขณะที่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์โดยผู้วิจัย เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่าเมื่อมอบหมายงานให้นักเรียนทำ นักเรียนไม่สามารถ สืบค้น เสาะหา สำรวจตรวจสอบ และค้นคว้าด้วยวิธีการต่างๆ จนทำให้นักเรียนไม่เกิดความเข้าใจ และไม่เกิดการรับรู้ความรู้นั้นอย่างมีความหมาย จึงไม่สามารถสร้างเป็นองค์ความรู้ของนักเรียนเอง และเก็บเป็นข้อมูลไว้ในสมองได้อย่างยาวนาน และไม่สามารถนำมาใช้ได้เมื่อมีสถานการณ์ใดๆ มา เผชิญหน้าประกอบกับการที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีการเรียนแบบการเอาตัวรอดแค่ตัวเองไม่ สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่สามารถแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้รวมทั้งไม่มีการให้กําลังใจแก่ กันและกัน คนที่เรียนเก่งไม่ช่วยเหลือ คนที่อ่อนกว่า นักเรียนจะรับผิดชอบต่อการเรียนของตนเอง เท่านั้น กิจกรรมการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมในการตอบโจทย์ ความมุ่งหวังของการเรียนวิทยาศาสตร์เนื่องจากเป็นวิธีที่มีขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนใช้กระบวนการ ทาง วิทยาศาสตร์ในการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง หรือสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยครูเป็นเพียงผู้


6 อํานวยความสะดวก เพื่อให้นักเรียนบรรลุเป้าหมาย วิธีสืบเสาะหาความรู้จะเน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ ตลอดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (พิมพันธ์ เดชะคุปต์, 2544)เน้นกระบวนการ แสวงหาความรู้ที่ช่วย ให้นักเรียนได้ค้นพบความจริงต่าง ๆ ด้วยตนเองให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ตรง ในการเรียนรู้เนื้อหา (ภพ เลาหไพบูลย์, 2542) กระบวนการสืบเสาะหาความรู้(Inquiry Process) เป็นวิธีการเรียนรู้แบบ หนึ่งที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากกระบวนการในการเรียนรู้แบบนี้ สอดคล้องกบธรรมชาติของสมอง และจิตใจของผู้เรียน ซึ่งวิธีการเรียนรู้แบบสืบเสาะนั้นจะมีขั้นตอนในการสังเกตบันทึกเกบข้อมูล การ คิดเชื่อมโยง การอภิปรายหรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีการให้ความสำคัญ กับการตั้งคำถามที่ต้องการ เรียนรู้และเรียนรู้ได้จริง รวมไปจนถึงข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการลงมือ ปฏิบัติการด้วยตนเอง ดังนั้นเมื่อ ผู้เรียนผ่านกระบวนการต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วย่อมส่งผลให้ผู้เรียน สามารถจดจําสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเป็น ขั้นตอนเห็นและเข้าใจความเปลี่ยนแปลงรวมถึงสามารถนําไปประยุกต์ใช้ได้(สมชาย ธนสินชยกุล ,2549 ) ร่วมกับ การเรียนแบบร่วมมือเป็นวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการจัด สภาพแวดล้อม ทางการเรียนให้แก่ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วย สมาชิกที่มีความรู้ ความสามารถแตกต่างกัน โดยที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้และ ในความสำเร็จ ของกลุ่ม ทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้รวมทั้ง การเป็น กําลังใจแก่กันและกัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือ คนที่อ่อนกว่า สมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่ รับผิดชอบต่อการเรียนของตนเองเท่านั้น หากแต่จะต้องรวมรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเพื่อน สมาชิกทุกคน คือความสำเร็จของกลุ่ม (วัฒนาพร ระงับทุกข์, 2543) จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยได้ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมให้มีการพัฒนาการการ จัดการเรียนรู้ของครูวิทยาศาสตร์ที่สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งผู้วิจัยเชื่อ ว่ารูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นวิธีที่มี ประสิทธิภาพและบรรลุตามเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น 2. วัตถุประสงค์การวิจัย 2.1 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเรื่อง ความร้อนกับการ เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์


7 2.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์ 3. สมมติฐานการวิจัย 3.1 นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3.2 นักเรียนมีระดับความพึงพอใจมากที่สุด หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร 4. ขอบเขตการวิจัย 4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 4.1.1 ประชากร นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบัวขาว ตำบลบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์จังหวัดกาฬสินธุ์นักเรียน 393 คน จากจำนวนนักเรียน 12 ห้อง 4.1.2 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/5 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบัวขาว ตำบลบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์จังหวัดกาฬสินธุ์นักเรียน 34 คน จากจำนวนนักเรียน 1 ห้อง ซึ่งได้มาโดยการ เลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) 4.2 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย มีดังนี้ 4.2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์


8 4.2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์ 2. ความพึงพอใจ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์ 4.3 ขอบเขตเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เป็นเนื้อหารายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) เรื่อง ความร้อนกับการ เปลี่ยนแปลงของสสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 4 แผน จำนวน 8 ชั่วโมง ซึ่งจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน โดยใช้เวลาสอนในแต่ละแผนดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง แบบจำลองอนุภาคของสสารในแต่ละสถานะ จำนวน 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสสาร จำนวน 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ความร้อนกับการขยายตัวหรือหดตัวของสสาร จำนวน 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนสถานะของสสาร จำนวน 2 ชั่วโมง 4.4 ระยะเวลาดำเนินการ การวิจัยครั้งนี้ ดำเนินการในภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2565 ใช้เวลาในการทดลอง ทั้งหมด 10 ชั่วโมง ซึ่งแบ่งเป็นการสอน 8 ชั่วโมง การทดสอบก่อนและหลังเรียนจำนวน 2 ชั่วโมง โดย ผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการจัดการเรียนรู้และเก็บรวบรวมข้อมูล 4.5 ขอบเขตสถานที่ โรงเรียนบัวขาว ตำบลบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์จังหวัดกาฬสินธุ์


9 5. นิยามศัพท์เฉพาะ 5.1 การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี (สสวท. 2546) ประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจซึ่ง เกิดขึ้นจากความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเองหรือเกิดจากการอภิปราย ภายในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยง กับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นที่ศึกษา ใน กรณีที่ไม่มีประเด็นใดที่น่าสนใจ ครูอาจให้ศึกษาจากสื่อต่างๆ หรือเป็นผู้กระตุ้นด้วยการเสนอด้วย ประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่ควรบังคับให้นักเรียนยอมรับประเด็นหรือคำถามที่ครูกำลังสนใจเป็นเรื่องที่ จะใช้ศึกษา เมื่อมีคำถามที่น่าสนใจและนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นที่ต้องการศึกษา จึง ร่วมกันกำหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนมากขึ้น อาจ รวมทั้งการรับรู้ประสบการณ์เดิม หรือความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่จะช่วยให้นำไปสู่ความเข้าใจเรื่องหรือ ประเด็นที่จะศึกษามากขึ้น และมีแนวทางที่ใช้ในการสำรวจตรวจสอบอย่างหลากหลาย 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่สนใจ จะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้วก็มีการวางแผนกำหนดแนวทางสำหรับการตรวจสอบตั้งสมมติฐาน กำหนด ทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธีการ ตรวจสอบอาจทำได้หลายวิธี เช่นทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วย สร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation) การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงหรือจากแหล่งข้อมูล ต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้ในขั้นต่อไป 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสำรวจ ตรวจสอบแล้ว จึงนำข้อมูลข้อสนเทศที่ได้มิเคราะห์ แปลผล สรุปผลและนำเสนอผลที่ได้ในรูปต่าง ๆ เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ หรือรูปวาด สร้างตาราง ฯลฯ การค้นพบในขั้นนี้ อาจเป็นไปได้หลายทาง เช่น สนับสนุนสมติฐานที่ตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่เกี่ยวข้อง กับประเด็นที่ได้กำหนดไว้ แต่ผลที่ได้จะอยู่ในรูปใดก็สามารถสร้างความรู้และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้


10 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้ เดิมหรือความคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมหรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือ เหตุการณ์อื่น ๆ ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มากก็แสดงว่าข้อจำกัดน้อย ซึ่งจะช่วยให้เชื่อมโยงกับเรื่อง ต่าง ๆ และทำให้เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่า นักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นนี้จะนำไปสู่การนำความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆการนำความรู้หรือแบบจำลองไปใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรือ เรื่องอื่น ๆ จะนำไปสู่ข้อโต้แย้งหรือข้อจำกัดซึ่งจะก่อให้เกิดประเด็นหรือคำถาม หรือปัญหาที่จะต้อง สำรวจตรวจสอบต่อไป 5.2 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) จอห์นสันและจอห์นสัน (Deutsch, 1962, Jahnson and Johnson, 1991) กล่าวว่า การ ร่วมมือกันคือ การทํางานร่วมกันภายในกิจกรรมที่ทําร่วมกันนี้ แต่ละคนจะแสวงหาผลลัพธ์ที่เป็น ประโยชน์ต่อตนเองและเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกคนอื่น การเรียนรู้แบบร่วมมือใช้ในการสอนกลุ่ม เล็กๆที่ให้นักเรียนทํางานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการเรียนสูงสุดแก่ตนเองและกันและกัน ใน สถานการณ์การเรียนรู้แบบร่วมมือจะมีการพึ่งพากันทางบวก (positive interdependence) ในการ มุ่งผลสําเร็จของผู้เรียน (กรมวิชาการ,2546) 5.3 การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ ให้นักเรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้ คิดแก้ปญหาได้ด้วยตนเองอย่างมี ระบบของการคิดโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งครูจะทำ หน้าที่จัด บรรยากาศการสอนที่ เอื้อต่อการเรียนรู้ และกระตุ้นให้นักเรียนอยากรู้โดยใช้คําถามร่วมกับ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child Center) โดยแบ่งนักเรียนเป็น กลุ่มเล็กๆ สมาชิก ในกลุ่มมีความแตกต่างกันทั้งอายุ เพศ และความรู้ความสามารถ แต่มีเป้าหมายใน การเรียน ร่วมกัน สมาชิกในกลุ่มมีบทบาทที่ชัดเจนในการเรียนหรือการทำกิจกรรมอย่างเท่าเทียมกัน และได้ เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน ภายในกลุ่มมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง ได้พัฒนาทักษะ


11 ความ ร่วมมือในการทำงานกลุ่ม สามารถสื่อสารกันและร่วมกันปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย (อรนุช ลิมตศิริ, 2546) สมาชิกในกลุ่มมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ตรวจสอบผลงาน ขณะเดียวกัน ก็ ต้องช่วยกันรับผิดชอบการเรียนรู้ในงานทุกขั้นตอนของสมาชิกกลุ่ม ซึ่งนักเรียนจะ บรรลุถึงเป้าหมาย ของการเรียนรู้ได้ก็ต่อเมื่อสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มไปถึงเป้าหมายเช่นเดียวกัน ดังนั้น นักเรียนจึงต้อง ช่วยเหลือพึ่งพา และสนับสนุนเพื่อนทุกคนในกลุ่มให้ประสบผลสำเร็จและบรรลุเป้าหมายร่วมกัน (สุ วิทย์ มูลค และอรทัย มูลศา, 2545) โดยแต่ละคนมีส่วนร่วม อย่างแท้จริงในการเรียนรู้และใน ความสําเร็จของกลุ่มทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้รวมทั้งเป็น กําลังใจกันและกัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยคนที่เรียนอ่อนซึ่งมีขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจซึ่ง เกิดขึ้นจากความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเองหรือเกิดจากการอภิปราย ภายในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยง กับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นที่ศึกษา ใน กรณีที่ไม่มีประเด็นใดที่น่าสนใจ ครูอาจให้ศึกษาจากสื่อต่างๆ หรือเป็นผู้กระตุ้นด้วยการเสนอด้วย ประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่ควรบังคับให้นักเรียนยอมรับประเด็นหรือคำถามที่ครูกำลังสนใจเป็นเรื่องที่ จะใช้ศึกษา เมื่อมีคำถามที่น่าสนใจและนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นที่ต้องการศึกษา จึง ร่วมกันกำหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนมากขึ้น อาจ รวมทั้งการรับรู้ประสบการณ์เดิม หรือความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่จะช่วยให้นำไปสู่ความเข้าใจเรื่องหรือ ประเด็นที่จะศึกษามากขึ้น และมีแนวทางที่ใช้ในการสำรวจตรวจสอบอย่างหลากหลาย 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่สนใจ จะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้วก็มีการวางแผนกำหนดแนวทางสำหรับการตรวจสอบตั้งสมมติฐาน กำหนด ทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธีการ ตรวจสอบอาจทำได้หลายวิธี เช่นทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วย สร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation) การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงหรือจากแหล่งข้อมูล ต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้ในขั้นต่อไป 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสำรวจ ตรวจสอบแล้ว จึงนำข้อมูลข้อสนเทศที่ได้มิเคราะห์ แปลผล สรุปผลและนำเสนอผลที่ได้ในรูปต่าง ๆ


12 เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ หรือรูปวาด สร้างตาราง ฯลฯ การค้นพบในขั้นนี้ อาจเป็นไปได้หลายทาง เช่น สนับสนุนสมติฐานที่ตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่เกี่ยวข้อง กับประเด็นที่ได้กำหนดไว้ แต่ผลที่ได้จะอยู่ในรูปใดก็สามารถสร้างความรู้และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้ เดิมหรือความคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมหรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือ เหตุการณ์อื่น ๆ ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มากก็แสดงว่าข้อจำกัดน้อย ซึ่งจะช่วยให้เชื่อมโยงกับเรื่อง ต่าง ๆ และทำให้เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่า นักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นนี้จะนำไปสู่การนำความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆการนำความรู้หรือแบบจำลองไปใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรือ เรื่องอื่น ๆ จะนำไปสู่ข้อโต้แย้งหรือข้อจำกัดซึ่งจะก่อให้เกิดประเด็นหรือคำถาม หรือปัญหาที่จะต้อง สำรวจตรวจสอบต่อไป ทำให้เกิดเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ จึงเรียกว่า Inquiry cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรู้จึงช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งเนื้อหาหลักและหลักการ ทฤษฎี ตลอดจนลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ได้ความรู้ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเรียนต่อไป 5.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว 5.5 ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกพอใจที่มีต่อการได้ร่วมปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการ สอนและปฏิบัติกิจกรรมจนบรรลุผลหรือเป้าหมายในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 6. ประโยชน์ของการวิจัย 6.1 ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เมื่อใช้การจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลง สถานะของสสาร 6.2 ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร


13 6.3 เป็นแนวทางสำหรับผู้สอนในการพัฒนาแผนการจัดการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร เพื่อช่วยแก้ปัญหาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


14 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง วิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของ สาร โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเรียนบัวขาว ตำบลบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการดำเนินการ วิจัยโดยแยกตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) 2. สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3. การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) 4. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 5. การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 6. แผนการจัดการเรียนรู้ 7. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8. ความพึงพอใจ 9. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


15 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่ง มีรายละเอียดเกี่ยวกับ จุดหมาย สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยมี รายละเอียดดังต่อไปนี้ 1.1 วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของ ชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย และเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐานรวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษา ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ได้เต็มตามศักยภาพ 1.2 หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1.2.1 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน การเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบน พื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 1.2.2 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาคและมีคุณภาพ 1.2.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้กับสังคมได้มีส่วนร่วมใน การจัดการศึกษา ให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 1.2.4 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและ การจัด การเรียนรู้ 1.2.5 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 1.2.6 เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ 1.3 จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มี ความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551)


16 1.3.1 มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง 1.3.2 มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 1.3.3 มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 1.3.4 มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 1.3.5 มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง มีความสุข 1.4 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียน ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ ดังนี้ 1.4.1 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มี วัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูล ข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดย คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิด สังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่ การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์


17 ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบ ที่เกิดขึ้น ต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และ การอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและ ความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ สภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ใน ด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมี คุณธรรม 1.4.2 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพล โลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตาม บริบทและจุดเน้นของตนเอง จากการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) สรุปได้ว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นความเป็นเอกภาพของชาติ ที่มุ่ง พัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับ ความเป็นสากล ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคและมีคุณภาพยึดหลักการ


18 กระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของ ท้องถิ่น มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัดการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบ โอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์มุ่งหวังให้นักเรียนเป็นพลเมืองดีของโลก 2. สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์ เกี่ยวข้องกับทุกคนทั้งในชีวิตประจำวันและการงานอาชีพต่างๆตลอดจนเทคโนโลยี เครื่องมือเครื่องใช้ และผลผลิตต่างๆ ที่มนุษย์ได้ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและการทำงาน เหล่านี้ล้วนเป็นผล ของความรู้วิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่นๆ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ ได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะสำคัญใน การค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูล ที่หลากหลายและมีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็น สังคมแห่งการเรียนรู้ (knowledge-based society) ดังนั้นทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้ วิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น สามารถ นำความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ และมีคุณธรรม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากที่สุด เพื่อให้ ได้กระบวนการและความรู้จากวิธีการสังเกต การสำรวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนำผลที่ได้มา จัดระบบเป็นหลักการ ทฤษฎี แนวคิด และองค์ความรู้ การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมี เป้าหมายที่สำคัญดังนี้ 1. เพื่อให้เขาใจหลักการ ทฤษฎี และกฎที่เป็นพื้นฐานในรายวิชาวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร์และข้อจำกัดในการศึกษาวิชา วิทยาศาสตร์ 3. เพื่อให้มีทักษะที่สำคัญในการศึกษาค้นคว้าและคิดค้นทางเทคโนโลยี 4. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์และ สภาพแวดล้อมในเชิงที่มีอิทธิพลและผลกระทบซึ้งกันและกัน 5. เพื่อนำความรู้ ความเข้าใจ ในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อสังคมและการดำรงชีวิต


19 6. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามรถในการแก้ปัญหา และการ จัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ 7. เพื่อให้เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นการเชื่อมโยง ความรู้กับกระบวนการ มีทักษะในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหา ความรู้ และการแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรม ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้น โดยได้กำหนดสาระสำคัญไว้ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) 1. วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต การดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพและ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต 2. วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร การเคลื่อนที่ พลังงาน และคลื่น 3. วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกับ องค์ประกอบของเอกภาพ ปฏิสัมพันธ์ ภายในระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ เปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ และผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม 4. เทคโนโลยี 4.1 การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรู้เกี่ยวกับ เทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคม ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม 4.2 วิทยาการคำนวณ เรียนรู้เกี่ยวกับ การคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา เป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.1 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) ประกอบด้วย 4 สาระ 10 มาตรฐาน โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2560)


20 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศการ ถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและ ผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสาร เข้าและออกจากเซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆของสัตว์และมนุษย์ที่ ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์ กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมสารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทาง ชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่าง สมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการ เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอน พลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอก ภพกาแล็กซีดาวฤกษ์และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ เปลี่ยนแปลงภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและ ภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม


21 สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริง อย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทำงาน และ การแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม ตารางที่ 1 ตารางแสดงโครงสร้างรายวิชาวิทยาศาสตร์ โครงสร้างรายวิชา วิทยาศาสตร์พื้นฐาน วิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว 21101 จำนวน 2 หน่วยกิต ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปีการศึกษา 2565 รวมเวลาเรียน 120 ชั่วโมง ที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ /แผนการ จัดการเรียนรู้ มาตรฐาน/ตัวชี้วัด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 1 พลังงานความร้อน - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง แบบจำลองอนุภาคของสสารในแต่ ละสถานะ ว2.3 ม.1/1 วิเคราะห์แปลความหมาย ข้อมูล และคำนวณปริมาณความร้อนที่ ทำให้สสารเปลี่ยนอุณหภูมิและเปลี่ยน สถานะโดยใช้สมการ Q = mc∆t และ Q = mL 8 2 6 2 - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิของสาร ว2.3 ม.1/1 วิเคราะห์แปลความหมาย ข้อมูล และคำนวณปริมาณความร้อนที่ ทำให้สสารเปลี่ยนอุณหภูมิและเปลี่ยน สถานะโดยใช้สมการ Q = mc∆t และ Q = mL ว2.3 ม.1/2 ใช้เทอร์มอมิเตอร์ในการ วัดอุณหภูมิของสสาร 2 1


22 - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ความร้อนกับการขนาดตัวหรือหด ตัวของสสาร ว2.3 ม.1/3 สร้างแบบจำลองที่อธิบาย การขยายตัวหรือหดตัวของสสาร เนื่องจากได้รับหรือสูญเสียความร้อน 2 2 - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนสถานะของ สสาร ว2.3 ม.1/4 ตระหนักถึงประโยชน์ของ ความรู้ของการหดและขยายตัวของ สสารเนื่องจากความร้อนโดยวิเคราะห์ สถานการณ์ปัญหา และเสนอแนะ วิธีการนำความรู้มาแก้ปัญหาใน ชีวิตประจำวัน 2 1 2.2 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอน พลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตารางที่ 2 ตารางแสดงตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง


23 ว2.3 ม.1/1 วิเคราะห์แปลความหมายข้อมูล และคำนวณปริมาณความร้อนที่ทำให้สสาร เปลี่ยนอุณหภูมิและเปลี่ยนสถานะโดยใช้สมการ Q = mc∆t และ Q = mL ว2.3 ม.1/2 ใช้เทอร์มอมิเตอร์ในการวัดอุณหภูมิ ของสสาร ว2.3 ม.1/3 สร้างแบบจำลองที่อธิบายการ ขยายตัวหรือหดตัวของสสารเนื่องจากได้รับหรือ สูญเสียความร้อน ว2.3 ม.1/4 ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ ของการหดและขยายตัวของสสารเนื่องจาก ความร้อนโดยวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา และ เสนอแนะวิธีการนำความรู้มาแก้ปัญหาใน ชีวิตประจำวัน - เมื่อสสารได้รับหรือสูญเสียความร้อนอาจทำให้ สสารเปลี่ยนอุณหภูมิเปลี่ยนสถานะ หรือเปลี่ยน รูปร่าง - ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนอุณหภูมิ ขึ้นกับมวล ความร้อนจำเพาะ และอุณหภูมิ ที่เปลี่ยนไป - ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนสถานะ ขึ้นกับมวลและความร้อนแฝงจำเพาะ โดย ขณะที่ สสารเปลี่ยนสถานะ อุณหภูมิจะไม่เปลี่ยนแปลง - ความร้อนทำให้สสารขยายตัวหรือหดตัวได้ เนื่องจากเมื่อสสารได้รับความร้อนจะทำให้ อนุภาคเคลื่อนที่เร็วขึ้น ทำให้เกิดการขยายตัว แต่เมื่อสสารคายความร้อนจะทำให้อนุภาค เคลื่อนที่ช้าลง ทำให้เกิดการหดตัว - ความรู้เรื่องการหดและขยายตัวของสสาร เนื่องจากความร้อนนำไปใช้ประโยชน์ได้ด้านต่าง ๆ เช่น การสร้างถนน การสร้างรางรถไฟการทำ เทอร์มอมิเตอร์ สรุปว่า การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและในอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกคนทั้งในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ วิทยาศาสตร์ทำให้คนได้รับการพัฒนาวิธีคิดทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ และช่วยให้มี ทักษะในการค้นคว้า หาความรู้มีความสามารถในการแก้ปัญหา และคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มขีด ความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจ สามารถแข่งขันกับนานาประเทศและดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันใน สังคมโลกได้อย่างปกติสุข 3. รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5 Es) 3.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้


24 ซันต์ และโทรบริดจ์(1976) ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ไว้ว่าการเรียนรู้ซึ่งแต่ละบุคคลใช้กระบวนการคิด เป็นการจัดการทางสมอง (Discovery Mental Process) ได้แก่ การสังเกตการณ์ การจัดประเภท การวัด การอธิบาย การอ้างอิง รวมทั้งคุณลักษณะ ต่างๆ อย่างเป็นผู้ใหญ่ เช่นการกำหนดปัญหา การตั้งสมมติฐาน การออกแบบการทดลอง การ สังเคราะห์ความรู้ และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ เป็นคนมีความคิดแบบวัตถุนิยม ( Objective ) อยากรู้ อยากเห็น ใจกว้าง ฉวีวรรณ กินาวงศ์ (2527) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ คือ วิธีการ ไต่ถามหรือการตั้งคําถาม เพื่อทีจะให้ได้คําตอบตรงตามความต้องการ โดยใช้เทคนิค กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะช่วยให้บุคคลได้ค้นพบความจริงต่าง ๆ ด้วยตนเอง ผดุงยศ ดวงมาลา (2531) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งให้นักเรียนค้นหาความรู้ ด้วยตัวผู้เรียนเอง ครูผู้สอนจะต้องสร้างสถานการณ์ยั่วยุ เพื่อให้นักเรียนได้กำหนดวิธีการค้นคว้าหา ความรู้โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สุวัฒน์ นิยมค้า (2531) ได้กล่าวว่าการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้นั้นเป็นการ จัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักเรียนเป็นผู้ค้นหาหรือสืบเสาะหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งที่นักเรียนไม่เคย มีความรู้ในสิ่งนั้นมาก่อน โดยใช้กระบวนกมารทางวิทยาศาสตร์ ภพ เลาหไพบูลย์ (2537) ได้ให้ความหมายว่าการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ เน้นกระบวนการแสวงหาความรู้ จะช่วยให้นักเรียนได้ค้นพบความจริงต่าง ๆ ด้วยตนเอง ให้นักเรียนได้ประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้เนื้อหาวิชา จากความหมายที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เป็นการ จัดการเรียนการสอนที่ ให้นักเรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้ คิดแก้ปญหาได้ด้วยตนเองอย่างมีระบบของ การคิดโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งครูจะทำหน้าที่จัด บรรยากาศการสอนที่ เอื้อต่อการเรียนรู้ และกระตุ้นให้นักเรียนอยากรู้โดยใช้คําถาม 3.2 หลักการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้


25 หลักการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ของ สสวท. (สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ) สรุปสาระเกี่ยวกับหลักการสอนได้ดังนี้ (สุวัฒน์ นิยมค้า, 2531) 3.2.1 กิจกรรมและลำดับขั้นของกิจกรรม ในการจัดการเรียนรู้แต่ละครั้ง สสวท. ได้แบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 อย่าง เรียงลำดับ คือ - การนําเข้าสู่บทเรียนด้วยการตั้งปัญหา สสวท. กล่าวว่าการที่จะดึงความสนใจ ของนักเรียนต่อการเรียนได้นั้น ครูจําเป็นจะต้องใช้คําถามเพื่อกระตุ้น หรือเร่งให้ นักเรียนคิดสงสัย และสนใจอยากตอบ การไม่รู้คําตอบมาก่อนนี้เองเป็นสาเหตุหนึ่งที่ จะทำให้นักเรียนอยากสืบเสาะหา คําตอบ ดังนั้นในแบบเรียนวิทยาศาสตร์ตามหลักสูตรใหม่จึงเขียนเป็น แบบที่นําเข้าสู่บทเรียนด้วยการ ตั้งปัญหาครูเป็นผู้นําอภิปรายโดยตั้งปัญหากิจกรรมขั้นนี้เป็นลำดับแรก - การอภิปรายก่อนการทดลอง กิจกรรมขั้นนี้่ สสวท.ไม่ได้อธิบายว่าจะทำอะไร อย่างไร หรือจะมีการแนะแนวทางการทดลองมากน้อยแค่ไหน เพียงใด - การทดลอง เป็นกิจกรรมหลักของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ของ สสวท. นักเรียนจะต้องทำการทดลองภายหลังจากที่ ได้มีการอภิปรายก่อนการทดลองแล้ว ในบาง บทเรียนที่ ไม่อาจทดลองได้ สสวท. จะแนะนําให้ทำกิจกรรมอื่นทดแทน ที่มีค่าพัฒนาความคิด เหมือนกัน สสวท. จะแนะนําว่า ในกรณีที่ครูไม่อาจจัดให้มีการทดลองได้ เพราะอุปกรณ์ในเรื่องนั้น ๆ หายากในประเทศ หรือมีราคาแพง หรือมีความปลอดภัยน้อย ครูอาจนําข้อมูลซึ่งเป็นผลการทดลองที่นักวิทยาศาสตร์ อื่นๆ ทำไว้แล้วมาให้นักเรียนศึกษาโดยยังใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เช่นเดิม นั้นคือ นักเรียน จะต้องแปลความหมายข้อมูล เพื่อนําไปสู่ข้อสรุปเพื่อให้ แนวความคิดหรือหลักการที่ สำคัญของเรื่อง นั้น ๆ - การอภิปรายหลังการทดลอง เมื่อทำการทดลองเสร็จแล้ว จะได้ข้อมูลเกี่ยวกับ ปัญหางาน ขั้นต่อไปหรืองานขั้นสุดท้ายของบทเรียน คือ การอภิปรายหลังการทดลอง กิจกรรมขั้นนี้ สสวท. อธิบายว่าครูต้องนําอภิปรายโดยใช้คําถามนํานักเรียนไปสู่ข้อสรุป เพื่อให้ได้แนวความคิดหรือ หลักการที่สำคัญของบทเรียนนั้น ๆ นักเรียนคือผู้ค้นพบ 3.3 บทบาทของนักเรียนและบทบาทของครูในการเรียนกาเรียนรู้แบบสืบจัด เสาะหา ความรู้


26 3.3.1 บทบาทของผู้เรียน สสวท. พูดไว้ชัดเจนว่า ในบทเรียนต้องการให้นักเรียนค้นพบคําตอบและสรุปได้ ด้วยตนเอง หมายความว่า นักเรียนมีส่วนร่วมในการค้นหาความรู้อย่างมาก ความรู้มิใช่มาจากครู ทั้งหมด มาจากครูมีเพียงส่วนน้อย เป็นแต่เพียงส่วนประกอบเท่านั้น นักเรียนเป็นผู้ทดลอง สังเกต บันทึกข้อมูลและในที่สุดก็เป็นผู้สรุปความรู้ นักเรียนได้ค้นพบโดยผ่านทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ ครูจะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหรือให้คำแนะนําเท่านั้น แต่ไม่ใช่ผู้ให้คําตอบโดยสิ้นเชิง เมื่อ นักเรียนมีข้อขัดข้องตอนใด ครูจะหาวิธีตอบคําถามนักเรียนในแนวที่ จะกระตุ้นให้คิด และ พยายาม แนะนํานักเรียนไปสู่ข้อสรุปที่ถูกต้อง (สุวัฒน์นิยมค้า, 2531) ซึ่งบทบาทของ นักเรียนหากพิจารณา แผนภูมิของสสวท. จะเห็นว่านักเรียนคือผู้ค้นหาคําตอบ ภาพประกอบ 1 แผนภูมิการสืบเสาะหาความรู้ของสสวท. ที่มา : (สุวัฒน์ นิยมค้า, 2531) ทฤษฎีและทางปฏิบัติในการสอนวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้. สสวท. ได้ยกตัวอย่างการทดลองเรื่อง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าอย่างง่ายหรือไดนาโมใน บทเรียน จะไม่บอกให้ทราบว่าหลักการของไดนาโมเป็นอย่างไร แต่ต้องการให้ผู้เรียนคิดด้วยตนเองว่า กระแสไฟฟาเกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อจะนําไปสู่ความเข้าใจถึงหลักการของไดนาโม 3.3.2 บทบาทของครู


27 หลักจิตวิทยาพื้นฐานในการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ การเรียนการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้มีรากฐานมาจากจิตวิทยาในเรื่องการเน้นพัฒนาการสมองของเพียเจต์ (ลัดดา ศุขปรีดี,2533) นักจิตวิทยาที่พบว่า มนุษย์มีขบวนการคิดเป็นสองประการคือมีโครงสร้าง ความคิดเดิม จึงสามารถนําความคิดเดิมมาเป็นแนวคิดให้เกิดความรู้ใหม่ได้ แต่ถ้าสิ่งที่รับใหม่ไม่ สัมพันธ์กับโครงสร้างความคิดเดิมก็สามารถปรับปรุงโครงสร้างนั้นเพื่อรับความรู้ใหม่ได้ ดังนั้น โครงสร้างขบวนการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้จึงมี 2 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 Assimilative Structure คือ ขั้นเร้าให้เด็กนําความรู้เดิมมาใช้เป็น แนวทางในการคิด ขั้นที่ 2 Accommodative Structure ในกรณีที่ ความรู้เดิม ซึ่งเป็นแนวทางให้ เกิดความรู้ใหม่นั้นไม่ตรงกับความรู้ใหม่ ก็จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อให้เข้าใจความรู้ ใหม่ ซึ่ง (สุวัฒน์ นิยมค้า,2517) ได้ระบุถึงหลักจิตวิทยาของการเรียนรู้ที่เป็นพื้นฐานในการเรียนการ สอนแบบสืบเสาะหาความรู้ไว้ว่า 1. ในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ นักเรียนจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด เมื่อนักเรียนได้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้นคว้าหาความรู้นั้น ๆ มากกว่าการที่จะบอกให้นักเรียนฟัง 2. การเรียนจะเกิดได้ดีที่สุด เมื่อสถานการณ์แวดล้อมในการเรียนกระตุ้นให้ นักเรียนอยากเรียนเอง และผู้สอนจะต้องจัดกิจกรรมที่ นําไปสู่ความสำเร็จในการค้นคว้า แทนที่จะให้ นักเรียนเกิดความล้มเหลว 3. วิธีการสอนของครูจะต้องส่งเสริมความคิดให้นักเรียน คิดเป็นมีความคิด สร้างสรรค์ ให้โอกาสนักเรียนได้ใช้ความคิดเห็นของตนเองให้มากที่สุด ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้อย่างมี ประสิทธิภาพ จําเป็นอย่างยิ่งที่ จะต้องนําความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีพัฒนาการและจัดการเรียนการสอนดังนี้ (สมจิต สวธนไพบูลย์, 2526) 1. พัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนตามทฤษฎีของเพียเจต์


28 1.1 พัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนตามทฤษฎีของเพียเจต์ ได้แบ่ง ขั้น ของการพัฒนาความคิดไว้ 4 ขั้น ดังนี้ 1.1.1 ขั้นเคลื่อนไหว - สัมผัส ( Sensori –moter stage) อายุแรกเกิด – 18 เดือน หรือ 2 ปี ขั้นนี้จะคิดหรือเรียนรู้จากการสัมผัสและจากการเคลื่อนไหวของคน 1.1.2 ขั้นเริ่มคิดเริ่มเข้าใจหรือขั้นก่อนปฏิบัติการ (Pre–Inquiry stage ) อายุระหว่าง 2 – 7 ปี ขั้นนี้ จะคิดหรือรู้เท่าที่ สามารถมองเห็น 1.1.3 ขั้นรู้จักใช้ความคิดเชิงรูปธรรม (Concrete operational stage ) อายุระหว่าง 7–11 ปี หรือ 12 ปี ขั้นนี้ จะคิดได้มากขึ้น แต่การคิดยังขึ้นกับสิ่งที่เป็นรูปธรรมมาก 1.1.4 ขั้นใช้ความคิดเชิงนามธรรม หรือขั้นปฏิบัติการนามธรรม (Formal operational stage ) อายุระหว่าง 11 ปีขึ้นไป หรือ 12 ปีขั้นไป ขั้นนี้เป็นขั้นที่คิดได้แบบ ผู้ใหญ่ 3.3.3 การสอนตามแนวคิดของเพียเจต์ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นช่วงอายุ12–15ปี จะเห็นได้ว่าการพัฒนา ความคิดอยู่ในขั้นที่ 4 ตามแนวคิดของเพียเจต์ กิจกรรมการเรียนการสอนควรเป็นรูปธรรมและจัด โอกาสให้รู้จักคิดวิเคราะห์ กําหนดสมมติฐาน ระบุตัวแปรที่เกี่ยวข้อง ทดสอบสมมติฐาน ตีความหมาย และลงข้อสรุปข้อมูลได้ 3.3.4 หลักการสอนตามแนวคิดของเพียเจต์ 1. การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้เรียนได้กระทําหรือลงมือปฏิบัติจริง 2. การพัฒนาความคิด กระทําได้โดยจัดโอกาสให้นักเรียนได้ดูดซึมและปรับ ขยายโครงสร้างของความคิดอยู่เสมอ 3. การจัดความรู้ให้นักเรียนได้ฝึก และพัฒนาความคิดนั้นควรจัดให้ สอดคล้องกับระดับชั้นของการพัฒนาความคิด 4. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรพยายามให้นักเรียนคิดแก้ปัญหา โดย การทดลองให้เห็นจริง และหาเหตุผลเชิงรูปธรรมประกอบการอภิปราย 3.3.5 แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน


29 1. จัดโอกาสให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรง เป็นรูปธรรมให้มากในด้านที่สุด เช่น จัดให้มีวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะช่วยพัฒนามโนมตินั้น ๆ 2. สอดแทรกแง่คิดต่าง ๆ ในบางครั้งอย่างเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนได้ เชื่อมโยงและขยายความเพื่อการพัฒนาความคิด 3. ให้โอกาสแก่นักเรียนในการอภิปรายถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์และ ตรวจสอบ สิ่งต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นการช่วยพัฒนาความสามารถที่จะวิเคราะห์ ตีความ และสรุป ความหมายของ ความรู้ได้โดยเหตุผล 4. ควรระลึกถึงความสำคัญของการใช้ภาษา ครูควรช่วยให้นักเรียนเกิดความ เข้าใจในการใช้ภาษา เพื่อให้ขัดเกลาความคิดที่ครูใช้อย่างถูกต้อง ภาษาจะช่วยให้นักเรียน พัฒนา ความคิดจากการรับรู้มาสู่ความสามารถที่จะคิดด้วยความเข้าใจได้ 5. พยายามใช้ความรู้ของนักเรียน ทักษะของนักเรียนตลอดจนลักษณะนิสัยที่ สนใจในสิ่งแวดล้อม มีความอยากรู้อยากเห็น ชอบการสํารวจ ชอบทำงานกับเพื่อนมาประกอยการ สอน 6. สนับสนุนให้นักเรียนแสวงหาความรู้ และความเข้าใจเพื่อการพัฒนา ซึ่งเป็น องค์ประกอบของการพัฒนาความคิด 7. ตระหนักถึงการพัฒนาความคิดของนักเรียนแต่ละวัย นักเรียนแต่ละคน แม้ อายุเท่ากัน แต่อาจมีความแตกต่างทางด้านความคิด และแตกต่างจากผู้ใหญ่ โครงสร้างของ ความรู้ ของนักเรียนจะแตกต่างไปจากครู การสอนจึงเป็นการช่วยขยายความคิดของนักเรียนให้ กว้างขึ้น จากหลักจิตวิทยาพื้นฐานดังกล่าวจะเห็นได้ว่าครูมีความสำคัญในการจัดบทบาทของ กิจกรรม สร้างสถานการณ์เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ซึ่งบทบาทของครูได้มี ผู้กล่าวถึงไว้ดังนี้ ชุติมา วัฒนะคีรี (ม.ป.ป.) ได้กล่าวถึงบทบาทครูในการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ไว้ว่า 1. แนะนํานักเรียนและกระตุ้นความสนใจของนักเรียน 2. จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่จําเป็น 3. คอยช่วยเหลือให้คำแนะนําขณะที่ นักเรียนลงมือปฏิบัติงาน เช่น ถามคําถาม อธิบาย ข้อขัดข้องใจบางอย่าง


30 4. แนะนําศัพท์ใหม่ ๆ ที่พบขณะทำการทดลอง เช่น ละลลาย ขยายตัว หดตัว แรงดัน อุณหภูมิ เป็นต้น 5. กระตุ้นให้นักเรียนบันทึกข้อมูลที่ ได้จากการทดลองและอภิปรายผล วีระชาติ สวนไพรินทร์ (2531) ได้ให้ข้อเสนอแนะสำหรับครูในการสอน แบบสืบเสาะหา ความรู้ให้เป็นผู้มีคุณลักษณะ ดังนี้ 1. กระตุ้นให้เด็กคิดโดยการสร้างสถานการณ์ ชักชวนให้เด็กตั้งคําถาม สอบสวน ตามลำดับขั้นของคําถามแบบสืบสวนสอบสวน 2. ให้การหนุนกําลัง เมื่อเด็กถามมาก็จะให้แรงหนุนยอมรับในคําถามนั้น กล่าว ชมและช่วยปรับปรุงคําถามเพื่อให้นักเรียนเข้าใจในคําถามให้กระจ่างดีขึ้น 3. ทวนกลับ ครูจะเป็นผู้ทบทวนคําถามอยู่บ่อย ๆ เพื่อพิจารณาดูว่านักเรียนมีๆ ความเข้าใจอย่างไร 4. เป็นผู้กำกับแนะนํา ครูจะชี้แนวทางเพื่อ่ให้เกิดความคิดตามแนวทางที่ ถูกต้อง ควบคุมเด็กเมื่อเด็กออกนอกลู่นอกทาง 5. จัดระเบียบ ครูดำเนินการจัดชั้นเรียนให้เหมาะสมกับวิธีเรียน การสร้าง บรรยากาศให้เหมาะสม โดยจัดเป็นกลุ่มหรือขึ้นตามลักษณะของนักเรียน เพื่อให้การเรียนการสอน มี ประสิทธิภาพ 6. สร้างแรงจูงใจ ครูจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนมีกําลังใจในการเรียน บทบาทหน้าที่ ของครูในการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้จะเป็นผู้สร้างสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้ นักเรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง เป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์การทดลอง เพื่ออํานวย ความสะดวกในการศึกษาค้นคว้า เป็นผู้ถามคําถามต่าง ๆ ที่ จะช่วยให้นักเรียน ค้นหาความรู้ 3.4 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ เอเซป (Australian Science Education Project, 1974) ได้กำหนดขั้นตอนของ การสืบเสาะหาความรู้ไว้ดังนี้ 1. สร้างสถานการณ์ที่เร้าให้เกิดการสืบเสาะหาความรู้ 2. ค้นคว้าแก้ปญหาที่ต้องการสืบเสาะหาความรู้ั 3. สรุปผลการสืบเสาะหาความรู้


31 จากขั้นตอนทั้งสามข้างต้นที่ กล่าวมา จะต้องอาศัยการกำหนดนิยามปัญหาและการ ค้นคว้า เพื่อแก้ปัญหาแทรกอยู่ระหว่างขั้นตอนทั้งสามด้วย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีิ (ประวิตร ชูศิลปะ, 2524) ได้ สรุปขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ไว้ดังนี้ 1. การอภิปรายก่อนการทดลอง ( Pre – Lab Discussion ) เป็นขั้นที่ผู้สอนใช้ คําถามกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากรู้ อยากคิด สงสัย แนะแนวทางให้ผู้เรียนหาคําตอบตลอด ให้ คำแนะนํา ในการทำการทดลอง 2. ปฏิบัติการทดลอง ( Experiment Period ) เป็นขั้นที่ผู้เรียนลงมือปฏิบัติการ ทดลอง ผู้สอนคอยควบคุมดูแลให้คำแนะนําอย่างใกล้ชิดกระตุ้นสนับสนุนให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียน 3. อภิปรายหลังการทดลอง ( Post – Lab Discussion) เป็นขั้นที่ผู้สอนใช้ คําถามกระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถใช้ข้อมูล หรือผลการทดลองสรุปเป็นกฎเกณฑ์ ทฤษฎี หรือ หลักการ ต่าง ๆ คําถามจะช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากรู้อยากเห็น มีแนวคิดที่กว้างขวางขึ้น และมีการอภิปราย ข้อผิดพลาดที่ เกิดจากการทดลอง สมจิต สวธนไพบูลย์ (2526) กล่าวว่า ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้อาจ แบ่งออกได้เป็น 3 ขั้น คือ 1. ขั้นการสํารวจข้อมูล ( Exploration Phase ) เป็นการหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องที่ศึกษา นําไปสร้างเป็นความคิดรวบยอด หรือแนวความคิดหลักต่อไป ข้อมูลอาจจะหามาได้จาก 3 แหล่ง แหล่งแรกได้มาจากการสังเกตวัตถุจริง หรือปรากฏการณ์โดยตรง แหล่งที่สองได้จากการ ทดลอง และแหล่งสุดท้ายได้จากการรวบรวมมาจากที่อื่น เช่น จากเอกสารหรือจากบุคคลในการจัด กิจกรรม ขั้นสํารวจข้อมูลอาจทำได้ 4 วิธี คือ วิธีที่ 1 ครูเสนอปัญหาบอกวัตถุประสงค์และอบการทดลอกแบงร่วมกับ นักเรียน วิธีที่ 2 ครูเสนอปัญหาแต่ไม่บอกวัตถุประสงค์ล่วงหน้า และให้นักเรียน กระทำกิจกรรมตามที่ ครูกำหนด วิธีที่ 3 ครูสาธิตให้นักเรียนและนําข้อมูลที่ได้จากการสาธิตไปสรุปขึ้นเป็น ความรู้ใหม่ วิธีที่ 4 วิธีได้ข้อมูลจากแหล่งอื่น


32 2. ขั้นการสรุปขึ้นเป็นความรู้ใหม่ ภายหลังจากการสํารวจแล้วนักเรียนจะได้ ข้อมูลซึ่งเกี่ยวกับคุณลักษณะ คุณสมบัติ การเปลี่ยนแปลงปริมาณและรายละเอียดอื่น ๆ ข้อมูลที่ได้นี้ อาจจะยังไม่มีความหมายอะไรมากนัก จะต้องมีการนำไปคํานวณหรือจัดกระทำเสียก่อน จึงจะมี ความหมายพอที่ จะตีความหรือลงข้อสรุปต่อไปได้ ผลสรุปที่ได้ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปมโนมติหรือ หลักการ 3. ขั้นนําความรู้ใหม่ไปใช้เป็นขั้นที่ ให้นักเรียนมีโอกาสนําความรู้ที่ได้ค้นพบไป ใช้ เป็นรากฐานสำหรับเรียนเรื่องใหม่ได้ เป็นการทดสอบความถูกต้องของความรู้ การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ตามขั้นตอนของ สสวท. มุ่งให้ ผู้เรียนสืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง มีกิจกรรมที่สำคัญ คือ การอภิปรายและการทดลอง การ อภิปรายจะเป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งปลูกฝังให้ผู้เรียนรู้จักใช้ความคิดของตนเอง กล้าแสดงความ คิดเห็นยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น มีเหตุผลส่วนการทดลองเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ เพราะเป็นการฝึกฝนหรือทำให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะนําไปสู่การค้นพบกฎเกณฑ์ ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ต่อไป เพื่อให้เกิดความ เข้าใจในโครงสร้างของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ อาจจะ เขียนภาพประกอบได้ดังนี้ (ทบวงมหาวิทยาลัย,2525) ภาพประกอบ 2 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ที่มา : (ทบวงมหาวิทยาลัย,2525) ชุดการเรียนการสอนสำหรับครูวิทยาศาสตร์.เล่ม.2 หน้า 1.


33 ในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามลักษณะที่ แสดงในภาพประกอบ สามารถ แบ่งเป็นขั้นตอน ได้ดังนี้ 1. สร้างสถานการณ์หรือปัญหาจากเนื้อหา ได้สอดคล้องกับจุดประสงค์เชิง พฤติกรรมที่จะสอน เป็นการนําเข้าสู่บทเรียนในเชิงเนื้อหา เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนคิดและแก้ปัญหา สถานการณ์หรือปัญหานั้นควรจะอยู่ใกล้ตัว ดึงดูดความสนใจของนักเรียนเป็นสิ่งที่ พบเห็นใน ชีวิตประจำวัน และสามารถนําไปสู่การออกแบบการทดลองได้ 2. ใช้คําถามในการอภิปราย เพื่อนําไปสู่แนวทางการหาคําตอบของปัญหาข้างต้น จะต้องอาศัยสถานการณ์หรือปัญหาที่ สร้างขึ้นเป็นหลัก ชุดคําถามต้องสามารถนํานักเรียนไปสู่การ คาดคะเนคําตอบที่เป็นไปได้ ( สมมติฐาน ) คําตอบที่เป็นไปได้ควรเป็นแนวทางของการออกแบบการ ทดลองที่กำหนดไว้ใบบเรียน 3. ใช้คําถามไปสู่การออกแบบการทดลอง เทคนิคการทดลอง และความปลอดภัย ในการใช้อุปกรณ์ คําถามในช่วงนี้ จะออกมาในรูปของการออกแบบการทดลอง เพื่อทดสอบ สมมติฐานที่นักเรียนตั้งไว้ แนะนําอุปกรณ์ เทคนิคและขั้นตอนการทดลอง ตลอดจนความปลอดภัยใน การใช้อุปกรณ์ 4. ดำเนินการทดลองและบันทึกผล ในขั้นนี้ นักเรียนจะต้องดำเนินการทดลอง และบันทึกผล โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มตามความเหมาะสม ครูมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือ 5. ใช้คําถามในการอภิปรายเพื่อสรุปผลการทดลองใช้คําถามในตอนนี้ การจะต้อง อาศัยข้อมูลจากการทดลองเป็นหลัก เพื่อนําไปสู่การสรุปหาคําตอบในการแก้สถานการณ์หรือปัญหา ข้างต้นและควรจะมีคําถามที่ ฝึกให้นักเรียนนําความรู้ที่ได้ไปใช้ในสถานการณ์ที่พบเห็นใน ชีวิตประจำวัน หรือเรื่องที่จะเรียนต่อไป ผดุงยศ ดวงมาลา (253) ได้กำหนดขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ ดังนี้ ขั้นอภิปรายก่อนการทดลอง เป็นการเริ่มต้นไปสู่การกำหนดปัญหาให้นักเรียนคิด ออกแบบการทดลอง หรือตั้งสมมติฐานและคิดวิธีการทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐาน เป็นการ ส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และปลูกฝังการทำงานตามระบอบประชาธิปไตย ขั้นการทดลอง เป็นหัวใจของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่มุ่งไปสู่ การฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในบางครั้งอาจไม่มีกิจกรรมการทดลอง อาจใช้การ


34 ซักถาม การนําข้อมูลที่ มีอยู่แล้วมาอภิปรายจําลองสถานการณ์เพื่อได้ข้อมูลมาอภิปรายหรือการ สรุปผล ขั้นอภิปรายผลหลังการทดลอง เป็นขั้นที่ครูใช้คําถามเพื่อนําไปสู่การสรุปความรู้ หลักการสำคัญ ๆ ของบทเรียน รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี (สสวท, 2546) ประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งเกิดขึ้นจากความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเองหรือเกิดจากการอภิปราย ภายในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยง กับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นที่ศึกษา ใน กรณีที่ไม่มีประเด็นใดที่น่าสนใจ ครูอาจให้ศึกษาจากสื่อต่างๆ หรือเป็นผู้กระตุ้นด้วยการเสนอด้วย ประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่ควรบังคับให้นักเรียนยอมรับประเด็นหรือคำถามที่ครูกำลังสนใจเป็นเรื่องที่ จะใช้ศึกษา เมื่อมีคำถามที่น่าสนใจและนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นที่ต้องการศึกษา จึง ร่วมกันกำหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนมากขึ้น อาจ รวมทั้งการรับรู้ประสบการณ์เดิม หรือความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่จะช่วยให้นำไปสู่ความเข้าใจเรื่องหรือ ประเด็นที่จะศึกษามากขึ้น และมีแนวทางที่ใช้ในการสำรวจตรวจสอบอย่างหลากหลาย 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถาม ที่สนใจจะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้วก็มีการวางแผนกำหนดแนวทางสำหรับการตรวจสอบตั้งสมมติฐาน กำหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธีการตรวจสอบอาจทำได้หลายวิธี เช่นทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อ ช่วยสร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation) การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงหรือจาก แหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้ในขั้นต่อไป 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการ สำรวจตรวจสอบแล้ว จึงนำข้อมูลข้อสนเทศที่ได้มิเคราะห์ แปลผล สรุปผลและนำเสนอผลที่ได้ในรูป ต่าง ๆ เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ หรือรูปวาด สร้างตาราง ฯลฯ การค้นพบ ในขั้นนี้อาจเป็นไปได้หลายทาง เช่น สนับสนุนสมติฐานที่ตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่


35 เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้กำหนดไว้ แต่ผลที่ได้จะอยู่ในรูปใดก็สามารถสร้างความรู้และช่วยให้เกิดการ เรียนรู้ได้ 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับ ความรู้เดิมหรือความคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมหรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบาย สถานการณ์หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มากก็แสดงว่าข้อจำกัดน้อย ซึ่งจะช่วยให้ เชื่อมโยงกับเรื่องต่าง ๆ และทำให้เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นนี้จะนำไปสู่การนำความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆการนำความรู้หรือแบบจำลองไปใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรือ เรื่องอื่น ๆ จะนำไปสู่ข้อโต้แย้งหรือข้อจำกัดซึ่งจะก่อให้เกิดประเด็นหรือคำถาม หรือปัญหาที่จะต้อง สำรวจตรวจสอบต่อไป ทำให้เกิดเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ จึงเรียกว่า Inquiry cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรู้จึงช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งเนื้อหาหลักและหลักการ ทฤษฎี ตลอดจนลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ได้ความรู้ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเรียนต่อไป จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้มี แนวทางคล้ายกัน คือ ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ มี 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นสร้าง ความสนใจ ขั้นสำรวจและค้นหา ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป ขั้นขยายความรู้ และขั้นประเมิน ซึ่ง นักเรียนจะเป็นผู้ดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างเต็มตามศักยภาพ ครูจะมีบทบาทเพียงกระตุ้นให้นักเรียน หาแนวทางในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้เองด้วยวิธีกทางวิทยาศาสตร์และทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ 3.5 ข้อดีและข้อจํากัดของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ภพ เลาหไพบูลย์ (2537) ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประโยชน์และข้อจํากัดของการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ไว้ดังนี้ ข้อดีของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ มีดังนี้ 1. นักเรียนได้มีโอกาสพัฒนาความคิดอย่างเต็มที่ ได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองจึงมี ความอยากรู้อยู่ตลอดเวลา


36 2. นักเรียนได้มีโอกาสพัฒนาความคิดและฝึกการกระทำให้ได้เรียนรู้วิธีจัดระบบ ความคิดและวิธีเสาะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ทำให้ความรู้คงทนและถ่ายโยงการเรียนรู้ได้ กล่าวคือ ทำให้สามารถจดจําได้นานและนำไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ได้อีกด้วย 3. นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน 4. นักเรียนสามารถเรียนรู้มโนมติและหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้เร็วขึ้น 5. นักเรียนจะเป็นผู้ที่ มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ข้อจํากัดของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้มีดังนี้ 1. ใช้เวลามากในการเสนอแต่ละครั้ง 2. ถ้าสถานการณ์ที่ครูสร้างขึ้นไม่น่าสงสัยแปลกใจจะทำให้นักเรียนเบื่อหน่ายและ ถ้าครูไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ในการสอนวิธีนี้ มุ่งควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนมากเกินไป จะทำให้ นักเรียนไม่มีโอกาสสืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง 3. นักเรียนที่มีระดับสติปัญญาต่ำและเนื้อหาวิชาค่อนข้างยาก นักเรียนอาจไม่ สามารถหาความรู้ด้วยตนเองได้ 4. นักเรียนบางคนที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอ ทำให้ขาดแรงจูงใจที่จะศึกษาปัญหาและ นักเรียนที่ ต้องการแรงกระตุ้นเพื่อให้เกิดความกระตือรือร้นในการเรียนมาก ๆ อาจจะตอบคําถามได้ แต่นักเรียนไม่สามารถประสบความสำเร็จด้วยวิธีนี้ เท่าที่ควร 5. ถ้าใช้กระบวนการแบบนี้อยู่เสมอ อาจทำให้ความสนใจของนักเรียนใน การศึกษาค้นคว้าลดลง 4. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) 4.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ ความหมายของ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไว้ดังนี้ จอห์นสันและจอห์นสัน (Deutsch, 1962, Jahnson and Johnson, 1991) กล่าวว่า การ ร่วมมือกันคือ การทำงานร่วมกันภายในกิจกรรมที่ทำร่วมกันนี้ แต่ละคนจะแสวงหาผลลัพธ์ที่เป็น ประโยชน์ต่อตนเองและเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกคนอื่น การเรียนรู้แบบร่วมมือใช้ในการสอนกลุ่ม เล็กๆที่ให้นักเรียนทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการเรียนสูงสุดแก่ตนเองและกันและกัน ใน


37 สถานการณ์การเรียนรู้แบบร่วมมือจะมีการพึ่งพากันทางบวก (positive interdependence) ในการ มุ่งผลสำเร็จของผู้เรียน (กรมวิชาการ, 2546) สลาวิน (Slavin 1987) กล่าวว่า การเรียนแบบร่วมมือ หมายถึง วิธีการสอนอีก แบบหนึ่ง ซึ่งกําหนดให้นักเรียนที่มีความสามารถต่างกัน ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ โดยปกติ จะมี 4 คน เป็น นักเรียนที่เรียนเก่ง 1 คน เรียนปานกลาง 2 คนและเรียนอ่อน 1 คน การ ทดสอบแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนแรกหาค่าเฉลี่ยของทั้งกลุ่ม ส่วนครั้งที่ สอง พิจารณาคะแนน ทดสอบเป็นรายบุคคล การเรียนรู้ แบบร่วมมือเป็นการเรียนรู้ที่นักเรียนต้องเรียนร่วมกัน รับผิดชอบ งานของกลุ่มร่วมกัน โดยที่กลุ่มจะ ประสบความสำเร็จได้ เมื่อสมาชิกทุกคนได้เรียนรู้ บรรลุตาม จุดมุ่งหมายเช่นเดียวกัน นั่นคือการเรียน เป็นกลุ่ม หรือ เป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2543) ได้กล่าวถึง ความหมาย การเรียนแบบร่วมมือ ไว้ว่าการเรียน แบบร่วมมือเป็นวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อม ทางการเรียนให้แก่ ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ ความสามารถ แตกต่างกัน โดยที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้และในความสำเร็จ ของกลุ่ม ทั้งโดย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้รวมทั้งการเป็น กําลังใจแก่กันและกัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือ คนที่อ่อนกว่า สมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่ รับผิดชอบต่อการเรียนของตนเอง เท่านั้น หากแต่จะต้องรวมรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเพื่อน สมาชิกทุกคนในกลุ่มสำเร็จของแต่ละบุติ ดล คือความสำเร็จของกลุ่ม กรมวิชาการ (2544) กล่าวสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัด กิจกรรมการเรียนการสอนที่แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกัน โดย ในกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกันมีการแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นมีการ ช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งในส่วนตนและ ส่วนรวม เพื่อให้ตนเอง และสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด ซึ่ง การจัดการเรียนรู้ดังกล่าวมีความหมายตรงกันข้ามกับการเรียนที่เน้นการแข่งขัน (Competitive Learning) และการเรียนตามลำพัง ( Individualized Learning) อาภรณ์ ใจเที่ยง (2546) กล่าวว่า เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมี ความรู้ ความสามารถต่างกัน ได้ร่วมมือกันทำงานกลุ่มด้วยความตั้งใจแลเต็มใจรับผิดชอบใน บทบาทหน้าที่ใน กลุ่มของตน ทำให้งานของกลุ่มดำเนินไปสู่เป้าหมายของงานได้


38 สุวิทย์ มูลคํา และอรทัย มูลคํา (2545) การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง กระบวนการ เรียนรู้ที่จัดให้ผู้เรียน ได้ร่วมมือและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้โดยแบ่งกลุ่ม ผู้เรียนที่มีความสามารถ ต่างกันออกเป็นกลุ่มเล็กๆ ซึ่งเป็นลักษณะการรวมกลุ่มที่มีโครงสร้าง ชัดเจน มีการทำงานร่วมกัน มี การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและ กัน มีความรับผิดชอบร่วมกันทั้ง ในส่วนตนและส่วนรวม เพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุ่ม ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ กำหนดไว้ วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2549) การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึงเป็น วิธีการจัดการ เรียนรู้ที่เน้นการสอนที่จัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็น กลุ่มเล็กๆ แต่ละ กลุ่มประกอบด้วยสมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถต่างกัน โดยแต่ละคนมีส่วนร่วม อย่างแท้จริงในการ เรียนรู้และในความสำเร็จของกลุ่มทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การ แบ่งปันทรัพยากรการ เรียนรู้รวมทั้งเป็นกําลังใจกันและกัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยคนที่เรียนอ่อน จากความหมายที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า การเรียนแบบร่วมมือเป็น การจัดกิจกรรม การ เรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child Center) โดยแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ สมาชิก ใน กลุ่มมีความแตกต่างกันทั้งอายุ เพศ และความรู้ความสามารถ แต่มีเป้าหมายในการเรียน ร่วมกัน สมาชิกในกลุ่มมีบทบาทที่ชัดเจนในการเรียนหรือการทำกิจกรรมอย่างเท่าเทียมกัน และได้ เรียนรู้ไป พร้อม ๆ กัน ภายในกลุ่มมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง ได้พัฒนาทักษะความ ร่วมมือในการ ทำงานกลุ่ม สามารถสื่อสารกันและร่วมกันปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย (อรนุช ลิมตศิริ, 2546) สมาชิกในกลุ่มมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ตรวจสอบผลงาน ขณะเดียวกัน ก็ต้องช่วยกัน รับผิดชอบการเรียนรู้ในงานทุกขั้นตอนของสมาชิกกลุ่ม ซึ่งนักเรียนจะ บรรลุถึงเป้าหมายของการ เรียนรู้ได้ก็ต่อเมื่อสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มไปถึงเป้าหมายเช่นเดียวกัน ดังนั้น นักเรียนจึงต้องช่วยเหลือ พึ่งพา และสนับสนุนเพื่อนทุกคนในกลุ่มให้ประสบผลสำเร็จและบรรลุเป้าหมายร่วมกัน (สุวิทย์ มูลค และอรทัย มูลศา, 2545) โดยแต่ละคนมีส่วนร่วม อย่างแท้จริงในการเรียนรู้และในความสำเร็จของ กลุ่มทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้รวมทั้งเป็นกําลังใจกันและกัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยคนที่เรียนอ่อน (วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์, 2549) เมื่อกลุ่มบรรลุเป้าหมายทุกคนก็จะรู้สึกประสบความสำเร็จ และความภาคภูมิใจร่วมกัน


39 ทฤษฎี แนวคิด และหลักการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Theory of Cooperative or Collaborative Learning) การเรียนรู้แบบร่วมมือ คือ วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อม ทางการเรียนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ซึ่งจอห์นสันและจอห์นสัน (Johnson and Johnson, 1991) กล่าวว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนมี 3 ลักษณะ คือ 1. ลักษณะแข่งขันกัน ผู้เรียนแต่ละคนจะพยายามเรียนให้ดีกว่าคนอื่น เพื่อให้ได้ระดับ คะแนนที่ดี ได้รับการยกย่อง หรือได้รับการตอบแทนในลักษณะต่างๆ 2. ลักษณะต่างคนต่างเรียน ผู้เรียนแต่ละคนรับผิดชอบดูแลตนเองให้ เกิดการเรียนรู้ ไม่ยุ่ง เกี่ยวกับผู้อื่น 3. ลักษณะร่วมมือกันช่วยเหลือกันในการเรียนรู้ ผู้เรียนแต่ละคน รับผิดชอบในการเรียนของ ตน ในขณะเดียวกันก็ต้องช่วยให้สมาชิกคนอื่นเรียนรู้ให้ประสบ ความสำเร็จด้วย (กรมวิชาการ, 2546) 4.2 ลักษณะและองค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมือ การจัดเรียนรู้แบบร่วมมือ ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบที่สำคัญต่อไปนี้ในการให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้ ร่วมกัน หรือการทํางานกลุ่ม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุต 1. การพึ่งพาอาศัยและเกื้อกูลกัน (Positive Interdependence) จอห์นสันและจอห์นสัน (Johnsan and Johnson, 1999)ได้กล่าวว่า กลุ่ม การเรียนรู้แบบ ร่วมมือจะต้องมีความตระหนักว่า สมาชิกกลุ่มทุกคนมีความสำคัญ และ ความสำเร็จของกลุ่มขึ้นอยู่กับ สมาชิกทุกคนในกลุ่ม ในขณะเดียวกันสมาชิกแต่ละคนจะประสบ ผลสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อกลุ่มประสบ ผลสำเร็จ ดังนั้นผู้เรียนแต่ละคนต้องรับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ ของตน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นการ พึ่งพากันเชิงผลลัพธ์ คีย์การพึ่งพากันในด้านการได้รับ ผลประโยชน์จากความสำเร็จของกลุ่มร่วมกัน ซึ่งความสำเร็จอาจจะเป็นผลงานหรือผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของกลุ่มก็ได้ซึ่งต้องจัดกิจกรรมให้ นักเรียนมีเป้าหมายร่วมกันจึงจะเกิดแรงจูงใจให้มี การพึ่งพาซึ่งกันและกันที่สำคัญ จอห์นสันและ จอห์นสัน (Johnson and Johnson, 1994) กล่าวว่า สมาชิกทุกคนมีการใช้วัสดุอุปกรณ์ร่วมกัน (Positiveresource interdependence) มี การมอบหมายบทบาทหน้าที่ในการทำงานร่วมกันให้แต่ ละคน (Positive role interdependence) และอาจเรียกได้ว่า เป็นการพึ่งพากันเชิงวิธีการ คือ การ พึ่งพากันในด้านกระบวนการทำงาน เพื่อให้งานกลุ่มสามารถบรรลุได้ตามเป้าหมาย ถ้าสมาชิกคนใด คนหนึ่งทำงานของตนไม่สำเร็จ จะทำให้งานสำเร็จได้


40 2. การปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสมาชิกในกลุ่ม (Face - to - face) วรรณทิพา รอดแรงค้า (2541) กล่าวว่า เป็นการจัดผู้เรียนเข้ากลุ่ม ใน ลักษณะคละกันทั้ง เพศ อายุ ความสามารถ ความสนใจ หรืออื่นๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนละ ความสำเร็จของกันและกัน โดยการช่วยเหลือสนับสนุน กระตุ้น intอง ความมานะพยายามของ กันและกัน การปฏิสัมพันธ์ภายใน กลุ่ม มีผลตามมา คือ มีกิจกรรมทางปัญญาและความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลเกิดขึ้นโดยอธิบายว่า จะ แก้ปัญหาอย่างไร หรืออธิบายว่าสิ่งที่เรียนอยู่ในปัจจุบัน เชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียนมาแล้วอย่างไร ลักษณะ และรูปแบบทางสังคม มีโอกาสเกิดขึ้นได้จากการ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความรับผิดชอบกับกลุ่ม เพื่อน มีการตอบสนองด้วยคําพูด เป็นข้อมูล นอนกลับให้กับสมาชิกในกลุ่ม รวมทั้งปฏิสัมพันธ์จะช่วย ให้งานสําเร็จและเมื่องานเสร็จก็จะทําให้ สมาชิกแต่ละคนได้ความรู้ สําหรับ จอห์นสันและจอห์นสัน (Johnson and Johirisarn, 1994) กล่าวว่า การเรียนแบบร่วมมือ มีลักษณะการจัดกลุ่มขนาดเล็ก ประกอบด้วยสมาชิก ระหว่าง 2 - 6 คน ซึ่งขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ใช้ในการจัดกิจกรรม สมาชิกในกลุ่มต้อง มีการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเพื่อให้กลุ่มบรรลุเป้าหมาย สมาชิกกลุ่มจะห่วงใย ไว้วางใจ ส่งเสริม และช่วยเหลือกันและในการทํางานต่างๆ ร่วมกัน ส่งผลให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน นอกจากนี้ อาภรณ์ ใจเที่ยง ยังให้ความหมายองค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมือไว้ว่า สมาชิก กลุ่มได้ ทํากิจกรรมอย่างใกล้ชิด มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อธิบายความรู้แก่กัน ถามคําถาม ตอบ คําถามกันและกัน ด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกัน (กรมวิชาการ, 2546) 3. ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน (Individual Accountability) จอห์นสันและจอห์นสัน (Johnson and Johnson, 1994) กล่าวว่า สมาชิก ในกลุ่มการ เรียนรู้ทุกคนต้องมีหน้าที่รับผิดชอบและพยายามทํางานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็ม ความสามารถ ไม่ มีใครที่จะได้รับประโยชน์โดยไม่ทําหน้าที่ของตน ดังนั้น ต้องมีการประเมิน ย้อนกลับให้กับกลุ่ม โดย (ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์, 2552) กล่าวว่า จะต้องมีการประเมินให้กับผู้เรียน เพื่อให้แน่ใจว่า ผู้เรียนแต่ละ คนแสดงความรับผิดชอบต่องาน โดยครูจะต้องประเมินว่าสมาชิกของกลุ่มช่วยเหลือ งานของกลุ่มมาก น้อยแค่ไหน ให้ข้อมูลย้อนกลับกับผู้เรียนแต่ละคนและกันกลุ่ม ไม่ให้สมาชิก ทํางานซ้ำซ้อนกัน พิจารณาให้แน่ใจว่าสมาชิกทุกคนรับผิดชอบต่องาน โดยครูดูจากคะแนนสอบ ของผู้เรียนแต่ละคน หรือสุ่มเลือกถามคนใดคนหนึ่งของกลุ่ม และนอกจากนี้ยังเป็นการตรวจสอบ การเรียนรู้เป็นรายบุคคล ให้สมาชิกทุกคนรายงานหรือมีโอกาสแสดงความคิดเห็นโดย ทั่วถึง ตรวจ สรุปผลการเรียนรายบุคคลหลังจบบทเรียน เพื่อเป็นการประกันว่าสมาชิกทุกคนในกลุ่ม


Click to View FlipBook Version