91 2. อภิปรายผล จากการวิจัยผลการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัด กาฬสินธุ์อธิปรายผลได้ดังนี้ 2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง ความร้อนกับการ เปลี่ยนแปลงของสสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์ เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 โดยมี ค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนเท่ากับ 10.18 คะแนน หลังเรียนเท่ากับ 16.29 คะแนน เป็นไปตาม สมมติฐานที่ตั้งไว้ เนื่องจากการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ทำให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นในการ เรียน เกิดทักษะทางวิทยาศาสตร์ ได้ลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเองสามารถทำงานร่วมกันกับผู้อื่นได้ซึ่ง สอดคล้องกับผลการศึกษาของ จุฑารัตน์ ประเสริฐสังข์ (2563) การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ โดยใช้การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปี 1 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุบลราชธานี จำนวนนักเรียน 42 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่ม เดียวทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน และทดสอบความคงทนของความรู้และความพึงพอใจต่อการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เมื่อการทดสอบ หลังเรียนครั้งที่ 1 ผ่านไปแล้ว 15 วัน จากผลการทดสอบก่อนเรียน พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน อยู่ในเกณฑ์ขั้นต่ำ (41.69%) หลังจากการพัฒนาผลสัมฤทธิ์โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ ร่วมกับ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียน อยู่ในระดับดีเยี่ยม (82.58%) ซึ่งมี ความแตกต่างจากผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 เมื่อวิเคราะห์ความกาวหน้าทางการเรียน ทั้งชั้นเรียนพบว่าอยู่ในระดับสูง (= 0.70) และ ทดสอบความคงทนของความรู้เมื่อการทดสอบหลังเรียนครั้งที่ 1 ผ่านไปแล้ว 15 วัน ค่าความคงทน ของความรู้อยู่ที่ร้อยละ 81.85 ไม่แตกต่างทางสถิติจากการทดสอบหลังเรียนครั้งที่ 1 ที่ระดับ
92 นัยสำคัญ .05 และความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมืออยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับ อุไร คำมณีจันทร์(2552) ได้ศึกษาการ เปรียบเทียบการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ โดยใช้การเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปี 1 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุบลราชธานี จำนวนนักเรียน 42 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2562 แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน และทดสอบความ คงทนของความรู้ เมื่อการทดสอบ หลังเรียนครั้งที่ 1ผ่านไปแล้ว 15 วัน จากผลการทดสอบก่อนเรียน พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน อยู่ในเกณฑ์ขั้นต่ำ (41.69%) หลังจากการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนอยู่ในระดับดีเยี่ยม (82.58%) ซึ่งมี ความแตกต่างจาก ผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อวิเคราะห์ความกาวหน้าทางการเรียน ทั้งชั้นเรียนพบว่าอยู่ในระดับสูง (= 0.70) และทดสอบความคงทนของความรู้เมื่อการทดสอบหลัง เรียนครั้งที่ 1 ผ่านไปแล้ว 15 วัน ค่าความคงทนของความรู้อยู่ที่ร้อยละ 81.85 ไม่แตกต่างทางสถิติ จากการทดสอบหลังเรียนครั้งที่ 1 ที่ระดับนัยสำคัญ .05 สอดคล้องกับผลการศึกษาของ ศรไกร รุ่ง รอด (2533) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และการให้ความร่วมมือต่อกลุ่มของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอน โดยใช้กิจกรรมการเรียนตามรูปแบบ เอส ที เอ ดี กับ กิจกรรมการเรียนตามคู่มือครูของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยใช้กลุ่ม ตัวอย่างจำนวน 72 คนแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 36 คน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาคณิตศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่างแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .0 และการให้ ความร่วมมือต่อกลุ่มของกลุ่มตัวอย่างไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติและสอดคล้องกับผล การศึกษาของ มยุรี สาลีวงศ์ (2535) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และความ ภาคภูมิใจในตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบ เอส ที เอ ดี กับกิจกรรมการเรียนตามคู่มือครูของ สสวท. กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนโรงเรียนสตรีสิริ เกศ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ จำนวนทั้งหมด 96 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่ม ละ 48 คน ใช้เวลาในการทดลอง 13 คาบๆละ 50 นาที ผลของการศึกษาพบว่า นักเรียนที่ ได้รับการ สอน โดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบ เอส ที เอ ดี กับนักเรียนที่ ได้รับกาสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียน ตามคู่มือครูของสสวท. มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และมีความภาคภูมิใจในตนเอง
93 แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ วิสัน สุวรรณคีรี (2538) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ และความคิดเห็นในการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 ก่อนและหลังการ ใช้กิจกรรมการเรียนแบบ เอส ที เอ ดี กับกิจกรรมการเรียนแบบปกติ กลุ่มทดลอง 39 คน แบ่งเป็น กลุ่มย่อย 9 กลุ่ม พบว่าผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของกลุ่มที่เรียนแบบเอส ที เอ ดี สูงกว่ากลุ่มที่ เรียนแบบปกติอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 และความคิดเห็นในการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ มาลีวรรณ แก่นแก้ว (2538) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พฤติกรรมและความคิดเห็นของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยวิธีสอนแบบเอส ที เอ ดี กับการเรียนโดยวิธีสอนตามปกติ กลุ่ม ตัวอย่างโรงเรียนบ้านปาเสร้าและโรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก อำเภอดอยสะเก็ดจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 32 คน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่างแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ.01 พฤติกรรมที่แสดงออก ขณะเรียนนักเรียนที่เรียนเก่งในกลุ่มยอมรับนักเรียนที่ เรียนอ่อนและให้ความช่วยเหลือ นักเรียนที่เรียนอ่อนในกลุ่มกล้าจะถามเพื่อนเมื่อไม่เข้าใจบทเรียน ซึ่ง สอดคล้องกับผลการศึกษาของ โกเมน อรัญเวศ (2538) ได้ทำการเปรียบเทียบคะแนนสอบปลายภาค เรียนและ เปรียบเทียบทัศนะเชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนทบทวนตามรูปแบบ เอส ที เอ ดีกับการสอนทบทวนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็น นักเรียนโรงเรียนเบ็จะมะมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 81 คน แบ่งเป็นกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40 และ 41 คน ใช้เวลาในการทดอง 12 คาบ คาบละ 50 นาทีพบว่าคะแนนสอบปลายภาคเรียนวิชาคณิตศาสตร์ (ค 012 ) ที่ได้รับการสอนทบทวนตาม รูปแบบเอส ที เอ ดี ไม่สูงกว่าการสอนทบทวนแบบปกติอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 และ ทัศนะเชิงปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการสอนทบทวนตามรูปแบบ เอส เอ ดี สูงขึ้นอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ ศรีภรณ์ ณะวงศ์ษา (2542) ได้ ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสนใจ ในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนโดยการใช้กิจกรรม การเรียนแบบ TEAM - GAMES - TOURNAMENT และแบบ STUDENT TEAM -ACHIEVEMENT DIVISION และการสอนตามคู่มือครู กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จำนวน 120 คน พบว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการสอนแบบ TGT และแบบ STAD มีผลสัมฤทธิ์
94 ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงกว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครูอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที ระดับ .01 และมีความสนใจในการ เรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครู อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ .05 ส่วนนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการสอนแบบ TGT กับ แบบ STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ และมี ความสนใจในการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติซึ่งสอดคล้องกับผล การศึกษาของ เรวัต ศุภมั่งมี ( 2542) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหา ความรู้ตามแนววงจรการเรียนรู้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที 1 ปี การศึกษา 2542 โรงเรียนแม่ริมวิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่ 2 ห้องเรียน จำนวน 60 คน ผลการวิจัย พบว่า ผู้เรียนที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนววงจรการเรียนรู้ มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังการสอน เรื่องสารรอบตัว สูงกว่าก่อนสอนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 และมีคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังการสอนสูงกว่าก่อนสอนอย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติที่ ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ ภัทราภรณ์ พิทักษ์ธรรม ( 2543) ได้ทำการวิจัย เรื่องการเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์และเจตคติต่อวิชา สังคมศึกษาของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้โดยใช้กิจกรรม การสร้างแผนภูมิมโนทัศน์กับการสอนตามคู่มือครู ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้โดยใช้กิจกรรมการสร้างแผนภูมิมโนทัศน์กับการสอนตามคู่มือครูมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาสังคมศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 โดยนักเรียนที่ได้รับการสอน แบบสืบเสาะหาความรู้โดยใช้กิจกรรมการสร้างแผนภูมิมโนทัศน์กับการสอนตามคู่มือครูมีเจตคติต่อ วิชาสังคมศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ ลักษณีย์ โคตรสีเขียว ( 2545) ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้ กระบวนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เพื่อพัฒนาความสามถด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ของผู้เรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนรุ่งเรืองอุปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร 2 ห้องเรียน จำนวน 78 คน ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนที่เรียนโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้และความสามารถด้านการ มีวิจารณญาณของผู้เรียนหลังการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับผล การศึกษาของ ดวงกมล สุขสงวน (2547) ทําการศึกษา พัฒนารูปแบบการสอนสาระ วิทยาศาสตร์ที่ เน้นการเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มี จุดประสงค์เพื่อ 1) พัฒนา
95 และหาประสิทธิภาพรูปแบบการสอนที่เน้นการเรียนแบบร่วมมือกัน เรียนรู้สาระวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบนิเวศ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 8080 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระ วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบนิเวศ ที่ได้รับการเรียนโดยใช้ รูปแบบการสอนที่เน้นการเรียนแบบร่วมมือ กันเรียนรู้กับวิธีปกติก่อนและหลังเรียนและ 3) เพื่อ เปรียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระสาระ วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการ สอนโดยใช้รูปแบบการสอนที่เน้นการ เรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้กับการสอนแบบปกติ ผลการวิจัย พบว่า 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือกันเรียนรู้จํานวน 7 แผน มีประสิทธิภาพ 86.50/B6.33 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ระบบนิเวศของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือกันเรียนรู้กับ แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องระบบนิเวศของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ สอนด้วยวิธีสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้และวิธีสอนแบบปกติแตกต่างกันอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่สอนด้วยวิธีสอนแบบร่วมมือ กันเรียนรู้สูงกว่า การสอนแบบปกติซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ พรทิพย์ อุตร (2549) ทําการศึกษาวิจัย เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์และความสามารถด้านการ คิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยวิธีการ จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการและการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบ STAD การวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบบูรณา การกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ รูปแบบ STAD 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการกับการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือรูปแบบ STAD ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของกลุ่มที่ เรียนด้วยวิธีการ จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ รูปแบบ STAD ไม่ แตกต่างกัน 2. ความสามารถด้านการคิดของกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้ แบบบูรณาการ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ จุฑารัตน์ สุจินพรหม (2556) ได้ศึกษาการ พัฒนาการเรียนรู้เรื่องกระบวนการ ในการดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการเรียนรู้แบบ กลุ่มร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเป็นทีม (STAD) ผลการศึกษา พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจใน การเรียนอยู่ในระดับมาก
96 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ วนิชา นิติธรรม (2557) ได้ทำการศึกษาค้นคว้าการพัฒนาการ จัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ เรื่อง อาหารและสารอาหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกัน สำหรับด้านประสบการณ์ที่เกิดจากการเรียนรู้ พบว่า นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำ กิจกรรมร่วมกัน มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ทั้งนี้ด้วยรูปแบบของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบร่วมมือเป็น รูปแบบการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติและมีกิจกรรมกลุ่มในทุกเทคนิค และสมาชิกใน กลุ่มทุกคนมีบทบาทหน้าที่ของตนเองในทุกกิจกรรมการเรียนรู้ มีการแลกเปลี่ยนความ คิดเห็น เพราะทุกคนที่อยู่ในกลุ่มจะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันแล้วจะทำให้ทีมประสบความสำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ ประภัสสร สงวนกลิ่น (2560) ทำการศึกษาการเปรียบเทียบผลการ เรียน โดย ใช้เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือตามเทคนิค STAD กับการเรียนตามแบบปกติ ที่มีต่อทักษะ การคิด ขั้นสูง และทักษะการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความมุ่งหมาย เพื่อ เปรียบเทียบ ผลการเรียน โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือตามเทคนิค STAD กับการเรียนตามแบบปกติ ที่มีต่อ ทักษะการคิดขั้นสูง และทักษะการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัย ปรากฏ ดังนี้ 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรวม คะแนนเฉลี่ยทักษะการคิดขั้นสูง กลุ่มสาระ การ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีค่าเท่ากับ 39.11 คิดเป็นร้อยละ 65.20 ของคะแนนเต็ม เมื่อพิจารณา ทักษะ ย่อยของทักษะการคิดขั้นสูง จาก 4 ทักษะ พบว่า นักเรียนมีค่าเฉลี่ยการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สูงสุดเท่ากับ 10.46 คิดเป็นร้อยละ 69.76 รองลงมาคือ การคิดเชิงเหตุผล การคิดเชิง วิทยาศาสตร์ และการคิดวิเคราะห์ ตามลําดับ ส่วนคะแนนเฉลี่ยทักษะการสื่อสาร มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 49.34 คิดเป็น ร้อยละ 82.23 ของคะแนนเต็ม 2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้เทคนิคการเรียน แบบร่วมมือตามเทคนิค STAD มีทักษะการคิดขั้นสูงและทักษะการสื่อสาร มากกว่านักเรียนที่เรียน แบบปกติ อย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสรุป นักเรียนที่เรียนโดยใช้เทคนิคการเรียน แบบร่วมมือตามเทคนิค STAD มีทักษะการคิดขั้นสูงและทักษะการสื่อสาร สูงกว่านักเรียนที่เรียน ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ โคลีเบส ( Kolebas. 1972) ได้ทำการทดลองกับนักเรียนเกรด 3 ที่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้การ สอนแบบสืบเสาะหาความรู้และเน้นทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์พบว่า นักเรียนที่ ได้รับการ สอนแบบสืบเสาะหาความรู้และเน้นทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์มีระดับผลสัมฤทธิ์และความ สนใจในวิชาวิทยาศาสตร์สูงกว่ากลุ่มนักเรียนที่ได้รับ สอนแบบเดิมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที ระดับ. 01 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ โอลาลีนอย ( Olarinoye. 1979) ได้ทำการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบ ผล การสอน 3 แบบ คือ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีการชี้แนวทาง การสอนปกติและการสอน แบบสืบเสาะหาความรู้ที่ มีนักเรียนเป็นผู้ดำเนินการเองในวิชาฟิสิกส์โดยกลุ่มควบคุมได้รับการสอน ปกติ กลุ่มทดลองที่ 1 ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีการชี้แนะแนวทาง กลุ่มทดลองที่ 2 ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่ นักเรียนเป็นผู้ดำเนินการเอง พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
97 ทั้ง 3 กลุ่มไม่แตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ เดวิส ( Davis. 1979) ได้ศึกษา เปรียบเทียบผลการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้โดยการชี้แนะแนวทางในการค้นพบ ( GuidedyDiscoveryInquir Approach ) กับการสอนแบบครูให้รู้ตามตํารา ( Expository – Text Approach ) ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ ทัศนคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ ผลการทดลอง พบว่านักเรียนกลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ คอลลินส์ ( Collin.1990) ได้ศึกษารูปแบบการสอน โดย ใช้การสืบเสาะหาความรู้กับนักเรียนไฮสคูลปีที่ 1 จำนวน 30 คน โดยใช้ไอคิวและเกรดคณิตศาสตร์ เป็นเกณฑ์ในการแบ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปราย 4 ครั้ง ๆละ 5 นาทีเนื้อหาที่ใช้ในการอภิปราย เป็นเนื้อหาทางตรรกวิทยาและทฤษฎีเซท ทั้งสองกลุ่มให้การสืบเสาะตลอดเวลา นอกจากนี้ยังจัด ประสบการณ์ด้านต่าง ๆ เช่น จัดภาพยนตร์ และตั้งปัญหาทางตรรกวิทยา 8 ข้อ ผลปรากฏว่ากลุ่ม ทดลองได้คะแนนเฉลี่ย 6 คะแนน กลุ่มควบคุมได้5 คะแนน ซึ่งผลแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ สลาวิน (Slavin. 2016) ได้ทำการวิจัยทางด้านภาษากับ นักเรียนเกรด 7 ที่ โรงเรียนในเมืองทางทิศตะวันออกของสหรัฐอเมริกาจำนวน 60 คน เป็นเวลา 10 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ แมดเดน (Madden. 2015) ได้ทำการวิจัย ทางด้านคณิตศาสตร์กับนักเรียนเกรด 3 – 6ในเมืองทางทิศตะวันออกของสหรัฐอเมริกาที โรงเรียน จำนวน 175 คนเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มทดลองสูงกว่า กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ อัลเลน (AlleVan. 2017 ) ได้ทำการวิจัย ทางด้านภูมิศาสตร์กับนักเรียนระดับ 9 ที่โรงเรียนในชนบททางทิศ ใต้ของสหรัฐอเมริกา จำนวน 51 คน เป็นเวลา6 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนในกลุ่มทดลองสูง กว่านักเรียนในกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที ระดับ .05 ซึ่ง สอดคล้องกับผลการศึกษาของ คาเวท (Karweit. 2016) ได้ทำการวิจัย ทางด้านคณิตศาสตร์กับ นักเรียนเกรด 9 ที โรงเรียนในเมืองทางทิศตะวันออกของสหรัฐอเมริกา จำนวน 569 คนเป็นเวลา 30 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ สก๊อต (Scott. 2015 )ได้ศึกษาผลกระทบ จาก บรรยากาศของการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบเอเอสดีทีที มีความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม เพื่อนทัศนคติต่อตนเองและโรงเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางด้านการสะกดคําของกลุ่มนักเรียนระดับ ประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนเกรด4-6 จาก 3 โรงเรียน จำนวน 16 ห้องเรียน รวม 452 คน ซึ่งประกอบไปด้วยคน 4 กลุ่ม คือ กลุ่มคนอเมริกากลาง และใต้ (เม็กซิกัน) คนขาว (ยุโรป) คนดำ (นิ โกร) และคนเอเชีย ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้ กิจกรรมการเรียนแบบ เอส ที เอ ดี มีความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อนสูงกว่านักเรียน ในกลุ่มควบคุมที่เรียนตามปกติอย่างมี
98 นัยสำคัญทางสถิติ แต่ทางด้านความนับถือตนเองทั้งสองกลุ่ม ไม่แตกต่างกัน แม้จะมีการพัฒนา ทางด้านความนับถือตนเองสูงขึ้นทั้ง 2 กลุ่มส่วนทัศนคติต่อ โรงเรียนกลุ่มควบคุมมีทัศนคติต่อโรงเรียน ดีกว่ากลุ่มทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติทาง ด้านผลสัมฤทธิ์ในการสะกดคําไม่พบความแตกต่าง อย่างมีนัยสําคัญ แต่กลุ่มทดลองมีแนวโน้มในการที่จะประสบผลสำเร็จมากกว่ากลุ่มควบคุม ซึ่ง สอดคล้องกับผลการศึกษาของ วาเลนติโน (Valentino. 2014) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความวิตกกังวล และเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนวิชาพีชคณิตในระดับวิทยาลัยโดย ใช้ กิจกรรมการเรียนแบบ เอส ที เอ ดี กับการสอนแบบปกติที่มีครูบรรยายและอภิปรายผลการศึกษา พบว่า นักเรียนที่ ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบ เอส เอ ดี มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนสูง กว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติและสอดคล้องกับผลการศึกษาของ โบนา พาร์ท (Bonapart. 2016) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และการจัดชั้นเรียนของ นักเรียนเกรด 2 จำนวน 240 คนในพื้นที่เขตแอตแลนติก ตอนกลางของสหรัฐอเมริกา ผลปรากฏว่า วิธีการเรียนแบบเอสทีเอ ดี มีการจัดชั้นเรียน ที่ดีกว่าและแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อย่างสูงกับ ผลสัมฤทธิ์และความภาคภูมิใจในตนเอง 2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบใช้การ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง การพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร การจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด คือ การจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจในบทเรียนมาก ยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ จุฑารัตน์ ประเสริฐสังข์ (2563) การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ โดยใช้การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปี 1 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุบลราชธานี จำนวนนักเรียน 42 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่ม เดียวทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน และทดสอบความคงทนของความรู้และความพึงพอใจต่อการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เมื่อการทดสอบ หลังเรียนครั้งที่ 1 ผ่านไปแล้ว 15 วัน จากผลการทดสอบก่อนเรียน พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน อยู่ในเกณฑ์ขั้นต่ำ (41.69%) หลังจากการพัฒนาผลสัมฤทธิ์โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ ร่วมกับ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียน
99 อยู่ในระดับดีเยี่ยม (82.58%) ซึ่งมี ความแตกต่างจากผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 เมื่อวิเคราะห์ความกาวหน้าทางการเรียน ทั้งชั้นเรียนพบว่าอยู่ในระดับสูง (= 0.70) และทดสอบความคงทนของความรู้เมื่อการทดสอบหลังเรียนครั้งที่ 1 ผ่านไปแล้ว 15 วัน ค่าความ คงทนของความรู้อยู่ที่ร้อยละ 81.85 ไม่แตกต่างทางสถิติจากการทดสอบหลังเรียนครั้งที่ 1 ที่ระดับ นัยสำคัญ .05 และความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมืออยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด 3. ข้อเสนอแนะ 3.1 ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ 3.1.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้โดยใช้แบบใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิทยาศาสตร์ เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์ควรจะมีเวลาให้นักเรียนได้ใช้ในการปฏิบัติกิจกรรมในแต่ละขั้นตอนอย่างเพียงพอ เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสได้ฝึกทักษะและพัฒนาความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ครูผู้สอนคอยให้ คำปรึกษา แนะนำและให้การเสริมแรง 3.1.2. ครูที่จะนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการเรียนรู้โดยใช้แบบใช้การ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไปจัดกิจกรรมทางการเรียน การสอน ควรทำการศึกษา ทำความเข้าใจหลักทฤษฎีให้ดีและควรมีการวางแผนเตรียมตัวให้พร้อม รวมถึงการมีสื่อ/อุปกรณ์สำหรับให้นักเรียนร่วมกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อจะทำให้การจัดกิจกรรมการ เรียนรู้เป็นไปอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ 3.1.3. ครูต้องคำนึงถึงพื้นฐานการเรียนรู้แบบกลุ่มของนักเรียนการแบ่งกลุ่มมีความ เหมาะสม มีการกระตุ้นให้นักเรียนตระหนักถึงบทบาทของสมาชิกในกลุ่มการแบ่งงาน แบ่งหน้าที่ตาม ความถนัด ควรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันจะทำให้เกิดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้มากขึ้น และในขณะที่นักเรียนทำกิจกรรมกลุ่มครูควรคอยกระตุ้นให้นักเรียนได้ช่วยเหลือและร่วมปรึกษากัน และคอยสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนอย่างทั่วถึง
100 3.1.4. อุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ต้องเพียงพอต่อทุกกลุ่มและควรแนะนำวิธีการใช้ อุปกรณ์อย่างละเอียดก่อนที่จะแจกอุปกรณ์ให้แต่ละกลุ่มเพื่อให้นักเรียนเข้าใจและสามารถใช้อุปกรณ์ ได้ถูกต้องและตรงกับจุดประสงค์และเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายหรือให้ความสนใจกับอุปกรณ์ขณะที่ ครูทำการอธิบาย 3.2 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 3.2.1. ในการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนควรมีผู้ร่วมสังเกตเพื่อจะได้สังเกตพฤติกรรม นักเรียนในด้านอื่นๆ ได้อย่างทั่วถึงและลดการมีอคติหรือการเกิดความลำเอียง มีเกณฑ์การประเมินที่ ชัดเจนครอบคลุมกับพฤติกรรมความสามารถในการเรียนโดยใช้แบบใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือในทุกพฤติกรรม 3.2.2. ควรมีการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เจตคติและความคงทนในการ เรียนรู้ระหว่างนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้รูปแบบอื่นๆ เพื่อดูความแตกต่าง 3.2.3. ควรศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ในเรื่องอื่นและในระดับชั้น อื่น
107 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ
107 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ 1. นางพนารินทร์ สวัสดิ์ตระกูล คุณครูประจำกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนบัวขาว ตำแหน่ง ครู คศ.2 ชำนาญการ 2. นางสาวกชมน พันธุ์บุญมี คุณครูประจำกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนบัวขาว ตำแหน่ง ครู คศ.2 ชำนาญการ 3. นางสาวณชลนิภา หาญกุล คุณครูประจำกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนบัวขาว ตำแหน่ง ครู คศ.2 ชำนาญการ
107 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
108 ผลการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ จากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หน่วยที่ 5 เรื่อง ความร้อนกับการ เปลี่ยนแปลงของสสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากแบบทดสอบในการทดสอบใช้เวลา 60 นาที คะแนน เต็ม 20 คะแนน สามารถแสดงผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนได้ดังตารางดังต่อไปนี้ เลขที่ ชื่อ - สกุล ทดสอบก่อนเรียน ทดสอบหลังเรียน 1 9 18 2 10 15 3 6 17 4 8 16 5 8 15 6 12 16 7 12 15 8 13 18 9 10 16 10 10 15 11 9 15 12 14 17 13 14 18 14 13 18 15 10 16 16 9 15 17 8 15 18 7 18 19 9 16 20 12 19 21 11 15 22 8 16 23 10 15
109 เลขที่ ชื่อ - สกุล ทดสอบก่อนเรียน ทดสอบหลังเรียน 24 7 16 25 7 15 26 13 18 27 9 16 28 11 17 29 12 18 30 9 17 31 13 18 32 12 14 33 11 15 34 10 16 ผลการตรวจสอบสมมติฐานในการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ t-test แบบ Paired Samples Test ในการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ผู้วิจัยใช้สถิติในการ ตรวจสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test แบบ Paired Samples Test ซึ่งเป็นสถิตที่ใช้เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ระหว่างกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระจากกัน และกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว ได้แก่ สถิติการ ทดสอบค่า t ซึ่งมักพบในการวิจัยเชิงทดลองที่ต้องการเปรียบเทียบผลระหว่างก่อนทดลองกับหลัง ทดลอง ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรม SPSS (Statistical Package for the Social Sciences) ในการคำนวณ ได้ผลดังภาพที่ ข.1 – ภาพที่ ข.3 ภาพที่ ข.1 การวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรม SPSS
110 ภาพที่ ข.2 การวิเคราะห์ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ภาพที่ ข.3 การวิเคราะห์ค่า t-test และนัยสำคัญ
111 แบบสอบถามความพึงพอใจ จากการได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์ คำชี้แจง โปรดทำเครื่องหมาย ✓ ลงช่องว่างทางขวามือที่ตรงกับความคิดเห็นของนักเรียน ข้อที่ รายการ ความพึงพอใจ 5 4 3 2 1 ด้านบรรยากาศ 1 บรรยากาศของการเรียนทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน 2 บรรยากาศของการเรียนทำให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเอง และกลุ่ม 3 บรรยากาศของการเรียนเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม 4 บรรยากาศของการเรียนเปิดโอกาสให้นักเรียนทำกิจกรรมได้อย่างอิสระ ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมกับเนื้อหา 6 กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมการคิดและตัดสินใจ 7 กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความรู้ความคิด 8 กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน 9 กิจกรรมการเรียนรู้ทำให้นักเรียนมีโอกาสแสดงความคิดเห็น ประโยชน์ที่ได้รับ 10 การจัดการเรียนรู้ทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่าย 11 การจัดการเรียนรู้ทำให้จำเนื้อหาได้นาน 12 การจัดการเรียนรู้ช่วยให้นักเรียนสร้างความรู้ ความเข้าใจด้วยตนเองได้
112 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข้อที่ รายการ ความพึงพอใจ 5 4 3 2 1 13 การจัดการเรียนรู้ช่วยให้นักเรียนตัดสินใจโดยใช้เหตุผล 14 การจัดการเรียนรู้ทำให้นักเรียนนำวิธีการเรียนรู้ไปใช้ในวิชาอื่นๆ 15 กิจกรรมการเรียนการสอนนี้ทำให้ได้ทำงานร่วมกับผู้อื่น
113 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ข้อ ที่ รายการ ̅ S.D. ระดับความ พึงพอใจ 1 บรรยากาศของการเรียนทำให้นักเรียนมีความ กระตือรือร้นในการเรียน 4.71 0.46 มากที่สุด 2 บรรยากาศของการเรียนทำให้นักเรียนมีความ รับผิดชอบต่อตนเอง และกลุ่ม 4.62 0.49 มากที่สุด 3 บรรยากาศของการเรียนเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วน ร่วมในการทำกิจกรรม 4.40 0.55 มาก 4 บรรยากาศของการเรียนเปิดโอกาสให้นักเรียนทำ กิจกรรมได้อย่างอิสระ 4.71 0.46 มากที่สุด 5 กิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมกับเนื้อหา 4.48 0.51 มาก 6 กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมการคิดและตัดสินใจ 4.48 0.51 มาก 7 กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยน ความรู้ความคิด 4.62 0.49 มากที่สุด 8 กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน 4.71 0.46 มากที่สุด 9 กิจกรรมการเรียนรู้ทำให้นักเรียนมีโอกาสแสดงความ คิดเห็น 4.74 0.44 มากที่สุด 10 การจัดการเรียนรู้ทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่าย 4.62 0.49 มากที่สุด 11 การจัดการเรียนรู้ทำให้จำเนื้อหาได้นาน 4.71 0.46 มากที่สุด 12 การจัดการเรียนรู้ช่วยให้นักเรียนสร้างความรู้ ความ เข้าใจด้วยตนเองได้ 4.40 0.55 มาก 13 การจัดการเรียนรู้ช่วยให้นักเรียนตัดสินใจโดยใช้เหตุผล 4.74 0.44 มากที่สุด
114 ข้อ ที่ รายการ ̅ S.D. ระดับความ พึงพอใจ 14 การจัดการเรียนรู้ทำให้นักเรียนนำวิธีการเรียนรู้ไปใช้ใน วิชาอื่นๆ 4.48 0.51 มาก 15 กิจกรรมการเรียนการสอนนี้ทำให้ได้ทำงานร่วมกับผู้อื่น 4.74 0.44 มากที่สุด เฉลี่ย 4.61 0.48 มากที่สุด
114 ภาคผนวก ค แบบประเมินคุณภาพเครื่องมือวิจัยสำหรับผู้เชี่ยวชาญ
115 แบบประเมินคุณภาพความเที่ยงตรง (IOC) (สำหรับผู้เชี่ยวชาญ) คำชี้แจง แบบประเมินนี้จัดทำขึ้นเพื่อตรวจสอบคุณภาพความเที่ยงตรงของเนื้อหาระดับ พฤติกรรม เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โปรดแสดงความ คิดเห็นของท่านโดยทำเครื่องหมาย ลงในช่องที่ตรงกับความคิดเห็นของท่าน และขอความ อนุเคราะห์ท่านโปรดบันทึกรายละเอียด ในช่องข้อเสนอแนะในข้อที่ปรับปรุง 1. เกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ รายการประเมินที่มีความสอดคล้อง ให้ +1 คะแนน รายการประเมินที่มีความไม่แน่ใจ ให้ 0 คะแนน รายการประเมินที่ไม่สอดคล้อง ให้ -1 คะแนน ตารางการเขียนข้อสอบตามระดับพฤติกรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร ตัวชี้วัด ข้อสอบ พฤติกรรม การเรียนรู้ คะแนนการพิจารณา +1 0 -1 ว2.3 ม.1/1 ข้อที่ 1 อนุภาคทั้ง 3 สถานะ ของแข็ง ของเหลว และแก๊ส มีการจัดเรียงอนุภาคด้วยแรงยึดเหนี่ยว ระหว่างอนุภาค และมีช่องว่างระหว่างอนุภาคที่ แตกต่างกัน จงเรียงลำดับแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง อนุภาคจากน้อยไปมากตามลำดับให้ถูกต้อง ? ก. แก๊ส ของเหลว ของแข็ง ข. ของเหลว ของแข็ง แก๊ส ค. ของแข็ง ของเหลว แก๊ส ง. ของแข็ง แก๊ส ของเหลว ความรู้ ความจำ
116 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร ตัวชี้วัด ข้อสอบ พฤติกรรม การเรียนรู้ คะแนนการพิจารณา +1 0 -1 ว2.3 ม.1/1 ข้อที่ 2 สารชนิดหนึ่ง มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง อนุภาคมาก และมีช่องว่างระหว่างอนุภาคน้อย ที่สุดเป็นคุณสมบัติของสารในสถานะใด ? ก. อนุภาค ข. ของแข็ง ค. ของเหลว ง. แก๊ส ความรู้ ความจำ ว2.3 ม.1/1 ข้อที่ 3 น้ำแข็งที่วางไว้ในห้องจะละลายไปเรื่อยๆ เนื่องจากสาเหตุใด ก. น้ำแข็งมีอุณหภูมิมากกว่า 0 องศาเซลเซียส ข. น้ำแข็งสูญเสียความร้อนให้กับอากาศ ค. น้ำแข็งเปลี่ยนเป็นไอเย็นรอบๆ ก้อนน้ำแข็ง ง. น้ำแข็งได้รับพลังงานความร้อนจากสิ่งแวดล้อม ความ เข้าใจ ว2.3 ม.1/1 ข้อที่ 4 ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสมบัติของ ของแข็ง ? ก. ปริมาตรและรูปร่างคงที่ ข. อนุภาคเรียงชิดติดกันแน่นมาก ค. รูปร่างและปริมาตรเปลี่ยนแปลงตามภาชนะที่ บรรจุ ง. อนุภาคไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ ความรู้ ความจำ ว2.3 ม.1/1 ข้อที่ 5 ข้อใดต่อไปนี้ผิด ? ก. สสารในสถานะของแข็งมีรูปร่างและปริมาตร คงที่ ข. สสารในสถานะของเหลวมีรูปร่างไม่คงที่ และ ปริมาตรคงที่ ความรู้ ความจำ
117 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร ตัวชี้วัด ข้อสอบ พฤติกรรม การเรียนรู้ คะแนนการพิจารณา +1 0 -1 ค. สสารในสถานะแก๊สมีรูปร่างและปริมาตรไม่ คงที่ ง. สสารในสถานะแก๊สมีรูปร่างและปริมาตรคงที่ ว2.3 ม.1/1 ข้อที่ 6 ต้องให้ความร้อนแก่ทองกี่แคลอรี เพื่อทำ ให้ทองที่มีมวล 100 กรัม มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจาก 20 องศาเซลเซียส เป็น 50 องศาเซลเซียส (ความ ร้อนจำเพาะของทอง มีค่า 0.03 แคลอรี/กรัม องศาเซลเซียส) ? ก. ทองได้รับความร้อน 90 แคลอรี ข. ทองสูญเสียความร้อน 90 แคลอรี ค. ทองได้รับความร้อน 90 กิโลแคลอรี ง. ทองสูญเสียความร้อน 90 กิโลแคลอรี การ วิเคราะห์ ว2.3 ม.1/1 ข้อที่ 7 ต้องใช้ปริมาณความร้อนกี่แคลอรีแก่เอ ทานอลมวล 100 กรัม มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจาก 20 องศาเซลเซียส เป็น 60 องศาเซลเซียส (ความ ร้อนจำเพาะของเอทานอลเท่ากับ 0.59แคลอรี/ กรัม องศาเซลเซียส) ก. ต้องให้ปริมาณความร้อน 2,418 แคลอรี ข. ต้องให้ปริมาณความร้อน 2,419 แคลอรี ค. ต้องให้ปริมาณความร้อน 2,420 แคลอรี ง. ต้องให้ปริมาณความร้อน 2,421 แคลอรี การ วิเคราะห์ ว2.3 ม.1/1 ข้อที่ 8 น้ำมวล 300 กรัม อุณหภูมิ 90 องศา เซลเซียส เมื่อลดอุณหภูมิลดลงเป็น 52 องศา เซลเซียส น้ำสูญเสียความร้อนกี่แคลอรี (ความ การ วิเคราะห์
118 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร ตัวชี้วัด ข้อสอบ พฤติกรรม การเรียนรู้ คะแนนการพิจารณา +1 0 -1 ร้อนจำเพาะของน้ำท่ากับ 1แคลอรี/กรัม องศา เซลเซียส) ก. น้ำสูญเสียความร้อน 11400 แคลอรี ข. น้ำได้รับความร้อน 11400 แคลอรี ค. น้ำสูญเสียความร้อน 11800 แคลอรี ง. น้ำได้รับความร้อน 11800 แคลอรี ว2.3 ม.1/1 ข้อที่ 9 ถ้าวางน้ำแข็ง 2 ก้อน ไว้บริเวณเดียวกัน ข้อใดต่อนี้กล่าวผิด ? ก. น้ำแข็งก้อนเล็กหลอมเหลวเป็นน้ำหมดช้ากว่า น้ำแข็งก่อนใหญ่ ข. น้ำแข็งก้อนเล็กหลอมเหลวเป็นน้ำหมดเร็วกว่า น้ำแข็งก่อนใหญ่ ค. น้ำแข็งก้อนเล็กมีมวลน้อยกว่าน้ำแข็งก้อน ใหญ่ ง. น้ำแข็งก้อนเล็กใช้ปริมาณความร้อนน้อยกว่า น้ำแข็งก้อนใหญ่ในการเปลี่ยนสถานะจาก ของแข็งเป็นของเหลว การ วิเคราะห์ ว2.3 ม.1/2 10. ถ้ากาศบนยอดดอยแม่ฟ้าหลวงเป็น 10 องศาเซลเซียส คิดเป็นกี่องศาฟาเรนไฮต์ ก. 40 องศาฟาเรนไฮต์ ข. 50 องศาฟาเรนไฮต์ ค. 60 องศาฟาเรนไฮต์ ง. 70 องศาฟาเรนไฮต์ การ วิเคราะห์
119 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร ตัวชี้วัด ข้อสอบ พฤติกรรม การเรียนรู้ คะแนนการพิจารณา +1 0 -1 ว2.3 ม.1/2 ข้อที่ 11 ถ้าเราต้องการวัดระดับพลังงานของ สสารได้ด้วยการวัดอุณหภูมิ เราจะเลือกใช้ อุปกรณ์ใด ? ก. บารอมิเตอร์ ข. เทอร์มอมิเตอร์ ค. ไฮโกรมิเตอร์ ง. เวอร์เนีย ความรู้ ความจำ ว2.3 ม.1/2 ข้อที่ 12 ภาพในข้อใดต่อไปนี้ แสดงวิธีการวัด อุณหภูมิของของเหลวได้ถูกต้อง ? ก. ข. ค. ง. การ นำไปใช้ ว2.3 ม.1/3 ข้อที่ 13 ถ้าวัดอุณหภูมิของคน ๆ หนึ่งได้ 105 องศาฟาเรนไฮต์แสดงว่าคน ๆนั้นมีไข้หรือไม่ (ถ้า กำหนดให้อุณหภูมิร่างกายของคนที่มากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส แสดงว่ามีไข้) การ วิเคราะห์
120 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร ตัวชี้วัด ข้อสอบ พฤติกรรม การเรียนรู้ คะแนนการพิจารณา +1 0 -1 ก. อุณหภูมิร่างกายเท่ากับ 35 องศาเซลเซียส แสดงว่าไม่มีไข้ ข. อุณหภูมิร่างกายเท่ากับ 36 องศาเซลเซียส แสดงว่าไม่มีไข้ ค. อุณหภูมิร่างกายเท่ากับ 39 องศาเซลเซียส แสดงว่ามีไข้ ง. อุณหภูมิร่างกายเท่ากับ 40 องศาเซลเซียส แสดงว่ามีไข้ ว2.3 ม.1/3 ข้อที่ 14 เมื่อให้ความร้อนแก่ท่อนเหล็ก แท่ง เหล็กจะขยายตัว ข้อใดอธิบายการเปลี่ยนแปลง ระดับอนุภาคของแท่งเหล็กเมื่อได้รับความร้อนได้ ถูกต้อง ? ก. อนุภาคของแท่งเหล็กมีขนาดใหญ่ ข. อนุภาคของแท่งเหล็กมีจำนวนเพิ่มขึ้น ค. อนุภาคของแท่งเหล็กอยู่ห่างกันมากขึ้น ง. อนุภาคของแท่งเหล็กมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง อนุภาคเพิ่มขึ้น ความ เข้าใจ ว2.3 ม.1/3 ข้อที่ 15 หนูนาเล่นปิงปองจนลูกปิงปองยุบ หนู นาควรทำอย่างไรเพื่อให้ลูกปิงปองกลับมาเป็น เหมือนเดิม ก. นำไปต้ม ข. แช่ในตู้เย็น ค. แช่ในแอลกอฮอล์ ง. แช่ในสารละลายกรด การ นำไปใช้
121 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร ตัวชี้วัด ข้อสอบ พฤติกรรม การเรียนรู้ คะแนนการพิจารณา +1 0 -1 ว2.3 ม.1/3 ข้อที่ 16 แม่การะเกดนำแผ่นกระจกไปอังเหนือ กาต้มน้ำขณะเดือดพบว่ามีหยดน้ำเกาะที่แผ่น กระจกการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นการ เปลี่ยนแปลงสถานะอย่างไรของน้ำ ? ก. แก๊สเป็นของเหลว ข. ของแข็งเป็นของเหลว ค. ของเหลวเป็นแก๊ส ง. ของเหลวเป็นของแข็ง ความ เข้าใจ ว2.3 ม.1/4 ข้อที่ 17 เพราะเหตุใดขวดที่บรรจุของเหลว เช่น น้ำปลา น้ำอัดลมจึงไม่บรรจุจนเต็มปากขวด ? ก. ขวดจะขยายตัวในวันที่อากาศเย็น ข. ขวดจะขยายตัวในวันที่อากาศร้อน ค. ของเหลวจะขยายตัวในวันที่อากาศเย็น ง. ของเหลวจะขยายตัวในวันที่อากาศร้อน การ นำไปใช้ ว2.3 ม.1/4 ข้อที่ 18 ข้อใดเป็นการนำหลักของการขยายตัว ของวัตถุเนื่องจากความร้อนไปใช้ประโยชน์อย่าง ถูกต้อง ? ก. การนอนอาบแดดในฤดูร้อน ข. การวางรางรถไฟโดยเว้นช่องว่างให้ห่างกัน พอสมควร ค. การทำที่จับพลาสติกของหม้อต้มเพื่อป้องกัน ความร้อน ง. การเติมน้ำในหม้อน้ำรถยนต์จนเต็มเพื่อ ป้องกันเครื่องยนต์เสียหาย ความ เข้าใจ
122 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร ตัวชี้วัด ข้อสอบ พฤติกรรม การเรียนรู้ คะแนนการพิจารณา +1 0 -1 ว2.3 ม.1/4 ข้อที่ 19 เด็กๆ 4 คนวิ่งเล่นในสนามกลางแจ้ง นักเรียนคิดว่าเด็กคนใดจะรู้สึกร้อนมากที่สุด ? ก. เป้งสวมเสื้อสีดำ ข. ฉลามสวมเสื้อสีขาว ค. ทานตะวันสวมเสื้อสีเหลือง ง. บะหมี่สวมเสื้อสีเขียวอ่อน ความ เข้าใจ ว2.3 ม.1/4 ข้อที่ 20 ข้อใดไม่ใช่การใช้ประโยชน์จากความรู้ เรื่องการขยายตัวและหดตัวของวัตถุ ? ก. การหุ้มด้ามจับกระทะด้วยพลาสติก ข. การขึงสายไฟระหว่างเสาให้หย่อนเล็กน้อย ค. การวางรางรถไฟโดยเว้นช่องว่างตรงรอยต่อ เล็กน้อย ง. ไม่ขับรถบนถนนที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน เนื่องจากยางรถอาจระเบิดได้ การ นำไปใช้ ลงชื่อ....................................................ผู้เชี่ยวชาญ (...........................................................) ตำแหน่ง ....................................................... สถาบัน/โรงเรียน............................................. วันที่ ......... เดือน ………………. พ.ศ. 2565
123 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวขาว จังหวัด กาฬสินธุ์ คำชี้แจง แบบประเมินนี้เป็นแบบประเมินคุณภาพของแบบสอบถามความพึงพอใจ สำหรับ ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินว่า ข้อสอบมีคุณภาพอยู่ในระดับใดโปรดเขียนเครื่องหมาย ✓ ลงในช่องที่ตรง กับความคิดเห็นของท่าน โดย +1 หมายถึง เห็นว่าข้อคำถามสอดคล้องกับนิยามศัพท์เฉพาะ 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าข้อคำถามสอดคล้องกับนิยามศัพท์เฉพาะ -1 หมายถึง เห็นว่าข้อคำถามไม่สอดคล้องกับนิยามศัพท์เฉพาะ ข้อที่ รายการ IOC +1 0 -1 ด้านบรรยากาศ 1 บรรยากาศของการเรียนทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน 2 บรรยากาศของการเรียนทำให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเอง และกลุ่ม 3 บรรยากาศของการเรียนเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม 4 บรรยากาศของการเรียนเปิดโอกาสให้นักเรียนทำกิจกรรมได้อย่างอิสระ ด้านกิจกรรมการเรียน 5 กิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมกับเนื้อหา 6 กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมการคิดและตัดสินใจ 7 กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความรู้ความคิด 8 กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน 9 กิจกรรมการเรียนรู้ทำให้นักเรียนมีโอกาสแสดงความคิดเห็น ประโยชน์ที่ได้รับ 10 การจัดการเรียนรู้ทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่าย 11 การจัดการเรียนรู้ทำให้จำเนื้อหาได้นาน 12 การจัดการเรียนรู้ช่วยให้นักเรียนสร้างความรู้ ความเข้าใจด้วยตนเองได้
124 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ....................................................ผู้เชี่ยวชาญ (...........................................................) ตำแหน่ง ....................................................... สถาบัน/โรงเรียน............................................. วันที่ ......... เดือน ………………. พ.ศ. 2565 ข้อที่ รายการ IOC +1 0 -1 13 การจัดการเรียนรู้ช่วยให้นักเรียนตัดสินใจโดยใช้เหตุผล 14 การจัดการเรียนรู้ทำให้นักเรียนนำวิธีการเรียนรู้ไปใช้ในวิชาอื่นๆ 15 กิจกรรมการเรียนการสอนนี้ทำให้ได้ทำงานร่วมกับผู้อื่น
127 ภาคผนวก ง ผลการประเมินคุณภาพเครื่องมือจากผู้เชี่ยวชาญ
128 ผลการวิเคราะห์แบบทดสอบ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตารางที่1 การวิเคราะห์หาความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ โดยการหาค่าดัชนีความ สอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ข้อสอบ ข้อที่ ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ ∑R IOC= ∑R/N ผลพิจารณา คนที่ 1 คนที่2 คนที่3 (นำไปใช้/ปรับปรุง) 1 1 1 1 3 1.00 นำไปใช้ 2 1 1 1 3 1.00 นำไปใช้ 3 1 1 1 3 1.00 นำไปใช้ 4 1 -1 1 1 0.33 ปรับปรุง 5 1 0 1 2 0.67 นำไปใช้ 6 1 1 1 3 1.00 นำไปใช้ 7 1 1 1 3 1.00 นำไปใช้ 8 1 1 1 3 1.00 นำไปใช้ 9 1 1 1 3 1.00 นำไปใช้ 10 1 1 1 3 1.00 นำไปใช้ 11 1 -1 1 1 0.33 ปรับปรุง 12 1 1 1 1 1.00 นำไปใช้ 13 1 1 1 3 1.00 นำไปใช้ 14 1 1 1 3 1.00 นำไปใช้ 15 -1 1 1 1 0.33 ปรับปรุง 16 1 1 0 2 0.67 นำไปใช้ 17 1 0 1 2 0.67 นำไปใช้ 18 1 1 1 3 1.00 นำไปใช้ 19 1 1 1 3 1.00 นำไปใช้ 20 1 1 -1 1 0.33 ปรับปรุง 21 1 1 1 3 1.00 นำไปใช้ 22 1 1 1 1 1.00 นำไปใช้ 23 1 1 1 3 1.00 นำไปใช้
129 ข้อสอบ ข้อที่ ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ ∑R IOC= ∑R/N ผลพิจารณา คนที่ 1 คนที่2 คนที่3 (นำไปใช้/ปรับปรุง) 24 0 1 1 2 0.67 นำไปใช้ ตารางที่ 7 การคิดวิเคราะห์หาความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ พบว่า ข้อสอบที่สร้างขึ้น ข้อสอบมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาที่สามารถนำไปใช้ได้มีจำนวน 20 ข้อ ได้แก่ 1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11,12,13,14,15,16,17,18,19,20,21,22,23และ24 ข้อสอบที่นำไปปรับปรุง มี จำนวน 4 ข้อ ได้แก่ 4,11,15และ 20 เกณฑ์การประเมิน 0.5 - 1.00 หมายถึง สามารถนำไปใช้ได้ ต่ำกว่า 0.5 หมายถึง ควรปรับปรุง
130 ผลการวิเคราะห์คุณภาพแบบสอบถามความพึงพอใจ ตารางที่ 2 การหาดัชนีความสอดคล้อง ( IOC) ของแบบสอบถามคุณภาพความพึงพอใจ ข้อ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC ผลการประเมิน คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 ด้านบรรยากาศ 1 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 2 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 3 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 4 1 0 1 2 0.67 ใช้ได้ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5 1 1 0 2 0.67 ใช้ได้ 6 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 7 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 8 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 9 1 1 0 2 0.67 ใช้ได้ ประโยชน์ที่ได้รับ 12 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 13 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 14 1 1 1 3 1.00 ใช้ได้ 15 0 1 1 2 0.67 ใช้ได้ ตารางที่ 2 การหาดัชนีความสอดคล้อง ( IOC) ของแบบสอบถามคุณภาพความพึงพอใจ พบว่า แบบสอบถามความพึงพอใจที่นำไปใช้ได้ มีจำนวน 15 ข้อ ได้แก่ ข้อ 1,2,3,4,5,6,7,8,9,10, 11,12,13,14 และ 15
131 ผลการวิเคราะห์คุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่4 ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร ตารางที่ 3 ระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง แบบจำลอง อนุภาคของสสารในแต่ละสถานะ ข้อที่ รายการประเมิน ผู้เชี่ยวชาญคนที่ เฉลี่ย S.D. 1 2 3 1 หน่วยการเรียนรู้มีความสมบูรณ์ เหมาะสมและมีรายละเอียดที่ สอดคล้องสัมพันธ์กัน 5 5 5 5.00 0.00 2 แผนการจัดการเรียนรู้สอดคล้องสัมพันธ์กับหน่วยการเรียนรู้ที่กำหนด ไว้ 5 5 5 5.00 0.00 3 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วนร้อยรัดสัมพันธ์กัน 5 5 5 5.00 0.00 4 การเขียนสาระสำคัญในแผนถูกต้อง 5 5 5 5.00 0.00 5 จุดประสงค์การเรียนรู้มีความชัดเจนครอบคลุมเนื้อหาสาระ 5 5 5 5.00 0.00 6 จุดประสงค์การเรียนรู้พัฒนานักเรียนด้านความรู้ทักษะกระบวนการ และเจตคติ 5 5 5 5.00 0.00 7 กำหนดเนื้อหาสาระเหมาะสมกับคาบเวลา 5 5 5 5.00 0.00 8 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์เนื้อหาสาระและ ระดับชั้นของนักเรียน 5 5 5 5.00 0.00 9 กิจกรรมการเรียนรู้มีความหลากหลายและสามารถปฏิบัติได้จริง 5 5 5 5.00 0.00 10 กิจกรรมการเรียนรู้เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมกระบวนการคิดของนักเรียน 5 5 5 5.00 0.00 11 กิจกรรมเน้นให้นักเรียนเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง 5 4 5 4.67 0.58 12 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องแทรกคุณธรรมและค่านิยมที่ดีงาม 5 5 5 5.00 0.00 13 วัสดุอุปกรณ์ สื่อและแหล่งเรียนรู้มีความหลากหลายและเหมาะสมกับ เนื้อหาสาระ 5 5 5 5.00 0.00 14 นักเรียนได้ใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเอง 5 5 5 5.00 0.00 15 มีการวัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 5 5 4 4.67 0.58 โดยเฉลี่ย 4.96 0.12 จากตารางที่ 3 พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง แบบจำลองอนุภาคของสสารในแต่ละ สถานะมีความเหมาะสมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด ( X = 4.96)
132 ตารางที่ 4 ระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความร้อนกับ การเปลี่ยนแปลงอุณภูมิของสสาร ข้อที่ รายการประเมิน ผู้เชี่ยวชาญคนที่ เฉลี่ย S.D. 1 2 3 1 หน่วยการเรียนรู้มีความสมบูรณ์ เหมาะสมและมีรายละเอียดที่ สอดคล้องสัมพันธ์กัน 5 5 5 5.00 0.00 2 แผนการจัดการเรียนรู้สอดคล้องสัมพันธ์กับหน่วยการเรียนรู้ที่กำหนด ไว้ 5 5 5 5.00 0.00 3 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วนร้อยรัดสัมพันธ์กัน 5 5 5 5.00 0.00 4 การเขียนสาระสำคัญในแผนถูกต้อง 5 5 5 5.00 0.00 5 จุดประสงค์การเรียนรู้มีความชัดเจนครอบคลุมเนื้อหาสาระ 5 5 5 5.00 0.00 6 จุดประสงค์การเรียนรู้พัฒนานักเรียนด้านความรู้ทักษะกระบวนการ และเจตคติ 5 5 5 5.00 0.00 7 กำหนดเนื้อหาสาระเหมาะสมกับคาบเวลา 5 5 5 5.00 0.00 8 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์เนื้อหาสาระและ ระดับชั้นของนักเรียน 5 5 5 5.00 0.00 9 กิจกรรมการเรียนรู้มีความหลากหลายและสามารถปฏิบัติได้จริง 5 5 5 5.00 0.00 10 กิจกรรมการเรียนรู้เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมกระบวนการคิดของนักเรียน 5 5 5 5.00 0.00 11 กิจกรรมเน้นให้นักเรียนเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง 5 4 5 4.67 0.58 12 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องแทรกคุณธรรมและค่านิยมที่ดีงาม 5 5 5 5.00 0.00 13 วัสดุอุปกรณ์ สื่อและแหล่งเรียนรู้มีความหลากหลายและเหมาะสมกับ เนื้อหาสาระ 5 5 5 5.00 0.00 14 นักเรียนได้ใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเอง 5 5 5 5.00 0.00 15 มีการวัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 5 5 4 4.67 0.58 โดยเฉลี่ย 4.96 0.12 จากตารางที่ 4 พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงอุณภูมิ ของสสารอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด ( X = 4.96)
133 ตารางที่ 5 ระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ความร้อนกับ การขยายตัวหรือหดตัวของสสาร ข้อที่ รายการประเมิน ผู้เชี่ยวชาญคนที่ เฉลี่ย S.D. 1 2 3 1 หน่วยการเรียนรู้มีความสมบูรณ์ เหมาะสมและมีรายละเอียดที่ สอดคล้องสัมพันธ์กัน 5 5 5 5.00 0.00 2 แผนการจัดการเรียนรู้สอดคล้องสัมพันธ์กับหน่วยการเรียนรู้ที่กำหนด ไว้ 5 5 5 5.00 0.00 3 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วนร้อยรัดสัมพันธ์กัน 5 5 5 5.00 0.00 4 การเขียนสาระสำคัญในแผนถูกต้อง 5 5 5 5.00 0.00 5 จุดประสงค์การเรียนรู้มีความชัดเจนครอบคลุมเนื้อหาสาระ 5 5 5 5.00 0.00 6 จุดประสงค์การเรียนรู้พัฒนานักเรียนด้านความรู้ทักษะกระบวนการ และเจตคติ 5 5 5 5.00 0.00 7 กำหนดเนื้อหาสาระเหมาะสมกับคาบเวลา 5 5 5 5.00 0.00 8 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์เนื้อหาสาระและ ระดับชั้นของนักเรียน 5 5 5 5.00 0.00 9 กิจกรรมการเรียนรู้มีความหลากหลายและสามารถปฏิบัติได้จริง 5 5 5 5.00 0.00 10 กิจกรรมการเรียนรู้เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมกระบวนการคิดของนักเรียน 5 5 5 5.00 0.00 11 กิจกรรมเน้นให้นักเรียนเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง 5 4 5 4.67 0.58 12 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องแทรกคุณธรรมและค่านิยมที่ดีงาม 5 5 5 5.00 0.00 13 วัสดุอุปกรณ์ สื่อและแหล่งเรียนรู้มีความหลากหลายและเหมาะสมกับ เนื้อหาสาระ 5 5 5 5.00 0.00 14 นักเรียนได้ใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเอง 5 5 5 5.00 0.00 15 มีการวัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 5 5 4 4.67 0.58 โดยเฉลี่ย 4.96 0.12 ตารางที่ 5 พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ความร้อนกับการขยายตัวหรือหดตัวของ สสาร มีความเหมาะสมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด ( X = 4.96) ตารางที่ 6 ระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง ความร้อนกับ การเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร
134 ข้อที่ รายการประเมิน ผู้เชี่ยวชาญคนที่ เฉลี่ย S.D. 1 2 3 1 หน่วยการเรียนรู้มีความสมบูรณ์ เหมาะสมและมีรายละเอียดที่ สอดคล้องสัมพันธ์กัน 5 5 5 5.00 0.00 2 แผนการจัดการเรียนรู้สอดคล้องสัมพันธ์กับหน่วยการเรียนรู้ที่กำหนด ไว้ 5 5 5 5.00 0.00 3 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วนร้อยรัดสัมพันธ์กัน 5 5 5 5.00 0.00 4 การเขียนสาระสำคัญในแผนถูกต้อง 5 5 5 5.00 0.00 5 จุดประสงค์การเรียนรู้มีความชัดเจนครอบคลุมเนื้อหาสาระ 5 5 5 5.00 0.00 6 จุดประสงค์การเรียนรู้พัฒนานักเรียนด้านความรู้ทักษะกระบวนการ และเจตคติ 5 5 5 5.00 0.00 7 กำหนดเนื้อหาสาระเหมาะสมกับคาบเวลา 5 5 5 5.00 0.00 8 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์เนื้อหาสาระและ ระดับชั้นของนักเรียน 5 5 5 5.00 0.00 9 กิจกรรมการเรียนรู้มีความหลากหลายและสามารถปฏิบัติได้จริง 5 5 5 5.00 0.00 10 กิจกรรมการเรียนรู้เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมกระบวนการคิดของนักเรียน 5 5 5 5.00 0.00 11 กิจกรรมเน้นให้นักเรียนเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง 5 4 5 4.67 0.58 12 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องแทรกคุณธรรมและค่านิยมที่ดีงาม 5 5 5 5.00 0.00 13 วัสดุอุปกรณ์ สื่อและแหล่งเรียนรู้มีความหลากหลายและเหมาะสมกับ เนื้อหาสาระ 5 5 5 5.00 0.00 14 นักเรียนได้ใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเอง 5 5 5 5.00 0.00 15 มีการวัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 5 5 4 4.67 0.58 โดยเฉลี่ย 4.96 0.12 จากตารางที่ 6 พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะ ของสสารอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด ( X = 4.96)
134 ภาคผนวก จ ภาพประกอบการจัดการเรียนรู้
135 ภาพที่ 1 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ภาพที่ 2 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
136 ภาพที่ 3 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ภาพที่ 4 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
137 ภาพที่ 5 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ภาพที่ 6 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
138 ภาพที่ 7 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ภาพที่ 8 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
139 ภาพที่ 9 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ภาพที่ 10 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
140 ภาพที่ 11 นักเรียนศึกษาความรู้จากการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ภาพที่ 12 นักเรียนสอบวัดความความรู้เรื่องความร้อนกับการ เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร
ภาคผนวก ฉ แผนจัดการเรียนรู้
156 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชา วิทยาศาสตร์ 2 รหัสวิชา ว21102 ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 พลังงานความร้อน เรื่อง ผลของความร้อนต่อการเปลี่ยนสถานะของสสาร เวลา 2 ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวบุณณดา วุฒทะสิงห์ มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง กับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ตัวชี้วัด ว 2.3 ม. 1/1 วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูล และ คำนวณปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยน อุณหภูมิและเปลี่ยนสถานะ โดยใช้สมการ Q = mcΔt และ Q = mL สาระสำคัญ สารเมื่อได้รับความร้อนจะทำให้อุณหภูมิของสารสารเปลี่ยนแปลง แต่สถานะของสารไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่ง ปริมาณความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิของสารเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับมวล ความร้อนจำเพาะ และอุณหภูมิที่ เปลี่ยนแปลงไป และสารเมื่อได้รับความร้อนจะทำให้สารเปลี่ยนสถานะ แต่อุณหภูมิของสารไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากอนุภาคของสารอยู่ห่างกันมาก ซึ่งปริมาณความร้อนที่ทำให้สารเปลี่ยนสถานะขึ้นอยู่กับมวลและความ ร้อนจำเพาะ จุดประสงค์การเรียนรู้ (K-P-A) 1. นักเรียนสามารถอธิบายผลของความร้อนต่อการเปลี่ยนสถานะของสสารได้ (K) 2. นักเรียนสามารถคำนวณปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนอุณหภูมิและเปลี่ยนสถานะได้(P) 3. นักเรียนที่มีวินัย มีความสนใจใฝ่รู้ มุ่งมั่นในการทำงานโดยใช้แบบประเมินผลด้านคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ (A) สาระการเรียนรู้
157 ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนอุณหภูมิขึ้นอยู่กับมวล ความร้อนจำเพาะ และอุณหภูมิที่ เปลี่ยนไป ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนสถานะ ขึ้นอยู่กับมวลและความร้อนแฝงจำเพาะ โดยขณะที่ สสารเปลี่ยนสถานะ อุณหภูมิจะไม่เปลี่ยนแปลง กิจกรรมการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการ เรียนการสอนแบบร่วมมือ ดำเนินการเรียนการสอน ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1.1 ครูทบทวนความรู้ ด้วยการทำเล่นเกมจับคู่ เรื่องการเปลี่ยนสถานะของสาร (แนวคำตอบ ของแข็ง เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวเรียกว่าอะไร ตอบการหลอมเหลว เป็นต้น) 1.2 ครูเชื่อมโยงคำตอบของนักเรียนเข้ากับบทเรียนในวันนี้ ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 2.1 ครูแบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน โดยจับไม้ไอครีมหลากสีที่มีตัวเลขกำกับไว้ นักเรียน ที่ได้ตัวเลขเดียวกันอยู่กลุ่มด้วยกัน และให้แต่ละกลุ่มตั้งชื่อกลุ่ม หน้าที่ของสมาชิกแต่ละคนภายในกลุ่ม ดังนี้ • หัวหน้ากลุ่ม • รองหัวหน้ากลุ่ม • เลขานุการกลุ่ม • กรรมการกลุ่ม 2.2นักเรียนรับใบกิจกรรมที่ 4 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนสถานะของน้ำ 2.3 นักเรียนแต่ละคนร่วมกันศึกษาใบกิจกรรมที่ 4 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนสถานะของน้ำ และ ครูอธิบายขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม ดังนี้ - ใส่น้ำแข็งก้อนเล็กๆปริมาณ 2 ใน 3 ของบีกเกอร์ แล้วจัดอุปกรณ์ วัดอุณหภูมิเมื่อระดับของเหลวใน เทอร์มอมิเตอร์คงที่ สังเกตสถานะของน้ำแข็งในบีกเกอร์ - ให้ความร้อนแก่น้ำแข็งในบีกเกอร์ด้วยตะเกียงแอลกอฮอล์ ใช้แท่งแก้วคนคนน้ำแข็งให้ทั่วบีกเกอร์ ตลอดเวลา วัดอุณหภูมิ สังเกตสถานะของสิ่งที่อยู่ในบีกเกอร์ทุกๆ 1 นาทีจนเดือด บันทึกผล - ให้ความร้อนต่อไปอีก 3 นาที วัดอุณหภูมิ สังเกตสถานะของสิ่งที่อยู่ในบีกเกอร์ทุกๆ 1 นาที บันทึก ผล - เขียนกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิกับเวลา ตั้งแต่เริ่มวัดอุณหภูมิของน้ำแข็งจนสิ้นสุด การทำกิจกรรม 2.4 นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมารับอุปกรณ์ และเริ่มทำการทดลอง ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 3.1 ครูสุ่มตัวแทนนักเรียนออกมานำเสนอใบกิจกรรมที่ 4 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนสถานะของ น้ำ ดังนี้ (แนวคำตอบ จากการทดลองพบว่า น้ำแข็งที่ 0 องศาเซลเซียส เมื่อได้รับความร้อนจะเปลี่ยนสถานะ เป็นน้ำที่ 0 องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลง จากนั้นน้ำจะมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเป็นไอที่ 100 องศา เซลเซียส และจะเปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำที่ 100 องศาเซลเซียส โดยไม่เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ จากกราฟแสดง ความสัมพันธ์ระหว่างเวลากับอุณหภูมิ เมื่อให้ความร้อนกับน้ำแข็งมีลักษณะดังนี้ ขณะที่น้ำแข็งกำลัง
158 หลอมเหลว กราฟเป็นเส้นขนานกับแกนนอน และเมื่อน้ำแข็งหลอมเหลวหมดแล้ว เส้นกราฟมีลักษณะชันขึ้น เป็นเส้นตรง เมื่อน้ำเดือดเป็นไอน้ำเส้นกราฟจะขนานกับแกนนอน ช่วงที่อุณหภูมิคงที่มี 2 ช่วง คือ ช่วงที่ น้ำแข็งหลอมเหลวและขณะที่น้ำเดือดกลายเป็นไอน้ำ อธิบายได้ว่าความร้อนที่น้ำได้รับถูกใช้ไปทำให้น้ำแข็ง เปลี่ยนสถานะเป็นน้ำ และน้ำเปลี่ยนสถานะเป็นไอ อุณหภูมิคงที่ พลังงานความร้อนทำให้สารเปลี่ยนสถานะได้ เมื่อได้รับพลังงานความร้อนสารจะมีพลังงานมากขึ้นกว่าเดิม สารในสถานะแก๊สมีพลังงานมากกว่าของเหลว และของแข็ง ตามลำดับ) 3.2 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายให้ได้ข้อสรุปร่วมกัน โดยได้ข้อสรุปดังนี้ (แนวคำตอบ น้ำสามารถเปลี่ยนสถานะหนึ่งไปเป็นอีกสถานะหนึ่งได้ เมื่อให้ความร้อนแก่ น้ำแข็ง ซึ่งมีสถานะเป็นของแข็ง อุณหภูมิของน้ำแข็งจะเพิ่มขึ้น จนกระทั่งมีอุณภูมิ 0 องศาเซลเซียสซึ่งเป็น อุณหภูมิที่จุดหลอมเหลวของแข็ง ณ อุณภูมินี้แข็งจะเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำ วึ่งมีสถานะเป็นของเหลวโดย อุณหภูมิขณะที่น้ำแข็งหลอมเหลวเป้นน้ำจะคงที่ เมื่อน้ำแข็งหลอมเหลวเป้นน้ำจนหมด แล้วได้รับความร้อน ต่อไปอุณหภูมิของน้ำจะเพิ่มขึ้นจนถึง 100 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่จุดเดือดของน้ำ ณ อุณหภูมิน้ำจะ เปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำ ซึ่งมีสถานะเป็นแก๊ส โดยอุณหภูมิขณะที่น้ำเดือดเป็นไอจะคงที่ เมื่อน้ำเดือดเป็นไอจน หมด แล้วยังได้รับความร้อนต่อไป อุณหภูมิของไอน้ำก็จะเพิ่มขึ้น) 3.3 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน โดยได้ข้อสรุปว่า (แนวคำตอบ ความ ร้อนจำเพาะ (Specific heat) หมายถึง พลังงานความร้อนที่ทำให้วัตถุมีอุณหภูมิสูงขึ้นหรือต่ำลงโดยสถานะ ยังคงรูปเดิม ความร้อนแฝง (Latent Heat) หมายถึง พลังงานความร้อนที่ทำให้วัตถุเปลี่ยนสถานะโดยอุณหภูมิคงที่) 3.4 นักเรียนจดบันทึกความรู้ที่ได้ลงในสมุด ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboratation) 4.1 ครูอธิบายเพิ่มเติม ความร้อนแฝงจำเพาะ เพื่อให้นักเรียนสามรถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน (แนวคำตอบ ความร้อนแฝงจำเพาะ (Specific Latent Heat) คือ ปริมาณความร้อนที่สารมวล 1 หน่วย ได้รับหรือคายออก เพื่อใช้เปลี่ยนสถานะ โดยที่อุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลง มีหน่วยเป็นหน่วยปริมาณ ความร้อนต้อหน่วยมวล เช่น แคลอรีต่อกรัม กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัมหรือจูลต่อกิโลกรัม) และการคำนวณหาหา พลังงานความร้อนที่ทำให้สารเปลี่ยนสถานะ โดยที่อุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลง จากสูตร Q=mL 4.2 นักเรียนส่งตัวแทนมารับใบงานที่ 4 เรื่อง ผลของความร้อนที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสถานะของ สสาร 4.3 ครูและนักเรียนร่วมกันเฉลยใบงานที่ 4 เรื่อง ผลของความร้อนที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสถานะของ สสาร 4.4 ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามข้อสงสัย ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (Evaluation) 5.1 ประเมินด้านความรู้ความเข้าใจจากการทำใบงานที่ 4 เรื่อง ผลของความร้อนที่มีต่อการ เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร