วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์
Valaya Alongkorn Review
วัตถุประสงค์
วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ (Valaya Alongkorn Review) เป็นวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัย
ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี ที่ดาเนินการเผยแพร่บทความอย่างต่อเนื่อง
ตง้ั แตป่ ี พ.ศ. 2554 โดยมวี ตั ถปุ ระสงค์
1. เพื่อเผยแพรบ่ ทความทางวิชาการและงานวจิ ยั ของบุคลากรทง้ั ภายในและภายนอกมหาวิทยาลยั
2. เพ่ือเป็นส่ือกลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ และองค์ความรู้ทางวิชาการในสาขา
มนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์
3. เพอื่ ส่งเสริมพัฒนาศกั ยภาพทางวชิ าการของบคุ ลากรทั้งภายในและภายนอกของมหาวทิ ยาลัย
วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ เปิดรับบทความวิจัย และบทความวิชาการ ได้แก่ บทความปริทัศน์
บทความวิชาการ บทความวิจารณ์หนังสือ และบทความจากประสบการณ์ เป็นต้น ซ่ึงครอบคลุม
สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รวมทั้งสหวิทยาทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ทุกแขนงวิชา
จากบคุ ลากรทงั้ ของมหาวทิ ยาลยั และบคุ คลทว่ั ไป
นโยบาย
ด้วยสานักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
จังหวัดปทุมธานี มีพันธกิจในการบริการวิชาการและพัฒนาส่งเสริมศักยภาพ คณาจารย์และบุคลากร
ตามสมรรถนะ จึงได้มีนโยบายในการจดั ทาวารสารวไลยอลงกรณป์ ริทศั น์ ดงั น้ี
1. จัดทาวารสารวิชาการโดยมกี าหนดออกปีละ 3 ฉบับ (วารสารราย 4 เดอื น)
2. บทความวิชาการหรือบทความวิจัยจัดพิมพ์ในวารสารต้องได้รับการพิจารณากลั่นกรอง
จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เก่ียวข้องจากภายในและ/หรือภายนอก
มหาวิทยาลัย จานวน 3 ทา่ นตอ่ บทความ (Double-blinded Review)
3. บทความทไี่ ด้รบั การตีพิมพ์เป็นบทความจากทั้งบุคลากรภายในและบุคลากรภายนอกมหาวิทยาลัย
ที่ไม่เคยตีพมิ พ์เผยแพรท่ ีใ่ ดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพจิ ารณาของวารสารฉบับอ่ืน ๆ หากตรวจสอบ
พบวา่ มกี ารจัดพมิ พ์ซา้ ซอ้ นถอื เปน็ ความรับผดิ ชอบของผ้นู ิพนธ์แต่เพยี งผู้เดียว
4. บทความ ข้อความ ภาพประกอบ และตารางประกอบที่ลงพิมพ์ในวารสารเป็นความคิดเห็น
ส่วนตัวของผู้นิพนธ์ กองบรรณาธิการไม่จาเป็นต้องเห็นตามเสมอไป และไม่มีส่วนรับผิดชอบใด ๆ ถือเป็น
ความรบั ผิดชอบของผู้นพิ นธเ์ พียงผเู้ ดยี ว
5. บทความทตี่ อ้ งการรบั พจิ ารณาลงพมิ พ์ รปู แบบต้องมีตามท่ีวารสารกาหนดเท่าน้นั
เจ้าของ
สานกั ส่งเสรมิ วิชาการและงานทะเบียน
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ จังหวัดปทมุ ธานี
เลขท่ี 1 หมู่ 20 ถนนพหลโยธิน ตาบลคลองหน่งึ อาเภอคลองหลวง จังหวดั ปทมุ ธานี 13180
โทรศพั ท์ 0-2529-3598, 0-2909-1432 กด 15
เว็บไซต์ http://acad.vru.ac.th/acad_journal_online/index_JournalVru.php
วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์
Valaya Alongkorn Review
ISSN 2229-0931 (Print)
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560 Volume 7 Number 2 May-August 2017
คณะท่ีปรกึ ษา คชสิทธ์ิ อธกิ ารบดี
รองศาสตราจารย์ ดร.สมบตั ิ เศรษฐวัฒน์บดี รองอธกิ ารบดี
รองศาสตราจารย์ศศินนั ท์
จนั ทมฤก ผู้อานวยการสานักส่งเสรมิ วิชาการและงานทะเบียน
บรรณาธิการ
อาจารย์ ดร.ศศธิ ร
กองบรรณาธกิ าร ปรชั ญพฤทธิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตราจารย์ กติ ตคิ ณุ ดร.ตนิ สนิ ลารัตน์ มหาวทิ ยาลยั ธรุ กจิ บณั ฑิต
ศาสตราจารย์ กิตตคิ ณุ ดร.ไพฑรู ย์ ปทั มสริ ิวฒั น์ สถาบนั บัณฑิตพฒั นบริหารศาสตร์
ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ดอกไธสง มหาวิยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
ศาสตราจารย์ ดร.บญุ ทัน รัตนบุรี ข้าราชการบานาญ โรงเรยี นนายรอ้ ยพระจุลจอมเกล้า
ศาสตราจารย์ พลโท ดร.โอภาส ว่องวฒั นาภกิ ุล มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ ้าหลวง
รองศาสตราจารย์ ดร.ชลอ วงษอ์ นิ ทร์ มหาวิทยาลยั ปทุมธานี
รองศาสตราจารย์ ดร.ทองหล่อ พรหมสุวรรณ มหาวทิ ยาลยั กรุงเทพ
รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธินันทน์ เลาหนันทน์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั บา้ นสมเดจ็ เจา้ พระยา
รองศาสตราจารย์ ดร.สุนันทา พริกบุญจันทร์ มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลยั
ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จารญู
ชินนาทศิริกลุ ผ้ชู ่วยศาสตราจารยค์ ชินทร์ โกกนุทานนท์
ผู้ช่วยกองบรรณาธกิ าร จโิ รจพันธุ์
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ววิ ัฒน์ ธรรมนธิ า นางกนกพร สัณหฤ์ ทัย
อาจารย์วัสส์พร
นางสาวสุมาลี
ผตู้ รวจบทคดั ยอ่ ภาษาอังกฤษ อินทรสตู อาจารย์ ดร.อรวรรณ ภสั สรศริ ิ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จนั ทนี
กาหนดการเผยแพร่
ปีละ 3 ฉบบั (วารสารราย 4 เดือน) มกราคม-เมษายน; พฤษภาคม-สิงหาคม; กันยายน-ธนั วาคม จานวน 200 เลม่
บทบรรณาธกิ าร
วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ (Valaya Alongkorn Review) เป็นวารสารวิชาการ
สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
จังหวัดปทุมธานี ท่ดี าเนินการเผยแพรบ่ ทความอยา่ งต่อเนอ่ื ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 โดยมีวตั ถุประสงค์
เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ ได้แก่ บทความปริทัศน์ บทความวิชาการ บทความ
วิจารณ์หนังสือ และบทความจากประสบการณ์ เพ่ือเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ แนวคิด ทฤษฎี
ทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ทุกแขนงวิชา และเป็นการส่งเสริม พัฒนาศักยภาพ
ทางวิชาการของบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยและบุคคลทั่วไป โดยมีกาหนดการออกวารสารปีละ
3 ฉบับ (ฉบับแรกประจาเดือนมกราคม ถึง เดือนเมษายน ฉบับที่สอง เดือนพฤษภาคม ถึง เดือน
สิงหาคม และฉบับสุดทา้ ย เดอื นกนั ยายน ถงึ เดือนธันวาคม) ดาเนินการเผยแพรผ่ ่าน 3 ชอ่ งทาง คือ
รูปแบบของวารสาร ฉบับพิมพ์ การเผยแพร่ออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ http://acad.vru.ac.th/
acad_journal_online/index_JournalVru.php แ ล ะ เ ว็ บ ไ ซ ต์ https://www.tci-thaijo.org/
index.php/var ผู้ท่ีมีความประสงค์จะส่งต้นฉบับเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์
สามารถส่งบทความดังกล่าวมายังกองบรรณาธิการได้โดยผ่านระบบออนไลน์ ท้ังน้ีบทความที่เสนอ
ขอตพี ิมพ์จะต้องไมเ่ คยหรอื ไม่อยู่ในระหวา่ งเสนอขอตีพมิ พใ์ นวารสารฉบับอื่น และบทความดังกล่าว
จะต้องได้รับการพิจารณาให้ความเห็นและตรวจแก้ไขจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ของ
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ก่อนตีพมิ พ์ จานวน 3 ทา่ นต่อบทความ และมผี ลการประเมินใหต้ ีพิมพ์
อย่างน้อย 2 ใน 3
ต้ น ฉ บั บ ท่ี ไ ด้ รั บ ก า ร ตี พิ ม พ์ ใ น ว า ร ส า ร นี้ ถื อ เ ป็ น ลิ ข สิ ท ธ์ิ ข อ ง ม ห า วิ ท ย า ลั ย ร า ช ภั ฏ
วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี การนาข้อความใดซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงหรือ
ท้ังหมดของต้นฉบับไปตีพิมพ์ใหม่ จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของต้นฉบับและกองบรรณาธิการ
วารสารน้ีเปน็ ลายลักษณ์อักษรหรือมีการอ้างอิงอย่างถูกต้องชดั เจน โดยผลการวจิ ัยและความคิดเห็น
ทปี่ รากฏในบทความต่าง ๆ เปน็ ความรับผิดชอบของผู้นพิ นธ์ ทั้งน้ี ไม่รวมความผดิ พลาดอันเกิดจาก
เทคนิคการพิมพ์
วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ (Valaya Alongkorn Review) ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 1 ได้รวบรวม
บทความวิจัยและบทความวิชาการที่ผ่านการกล่ันกรองและให้ตีพิมพ์จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review)
เปน็ บทความวิจัย 10 บทความ และบทความวิชาการ 6 บทความ รวมท้งั สนิ้ 16 บทความ
ในโอกาสน้ี กองบรรณาธิการ ขอขอบพระคุณทุกท่านท่ีส่งบทความตีพิมพ์และให้
การสนับสนุนวารสารวไลยอลงกรณป์ ริทศั น์ด้วยดีตลอดมา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าวารสารฉบับน้ีจะเป็น
ประโยชน์แก่นักวชิ าการ นกั วจิ ยั คณาจารย์ นักศึกษา และผสู้ นใจทกุ ทา่ น
กองบรรณาธกิ าร
สารบัญ
หนา้
บทความวิจัย
กลยทุ ธ์การเรียนรูภ้ าษาอังกฤษของนกั ศึกษามหาวิทยาลัยชน้ั ปที ี่ 1
ศวิ นนท์ นลิ พาณิชย์….……………………………………………………….………..…………… 1
สะเตม็ ศึกษากับการศึกษาไทย
วารนิ ท์พร ฟันเฟ่ืองฟู…………………………………..………………………………………….. 13
ความคดิ เหน็ ของประชาชนในอาเภอเมอื งทม่ี ีต่อการนานโยบายไปปฏิบตั ิ
ของนายกองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวดั นครศรีธรรมราช: กรณศี กึ ษา
ด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต
นพิ นธ์ ฐานะพนั ธ์ุ……………………………………………………………………………..……… 25
ความเป็นองคก์ รแห่งการเรียนร้ขู องมหาวิทยาลัยราชภฏั พระนครศรอี ยุธยา
ปราณี ตันประยูร.............................................................................................. 35
แนวทางการพัฒนาสมรรถนะดา้ นการจัดการเรียนรู้ของครปู ฐมวยั ในศตวรรษที่ 21
กนั ตวรรณ มสี มสาร…………………………………………………………………….…………….. 45
ปจั จยั ท่ีมคี วามสัมพนั ธ์ตอ่ พฤติกรรมการใช้ยาปฏชิ ีวนะของนกั ศกึ ษา
หลักสตู รสาธารณสขุ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหน่งึ จังหวัดปทุมธานี
นชั ชา ยันต…ิ …………………………………………………………………………..…………………….57
แนวทางการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความสามารถ
ในการปฏิบัติตามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งใหก้ ับประชาชน
ขององคก์ ารบริหารส่วนตาบลในเขตภาคกลาง
ศศินนั ท์ เศรษฐวัฒน์บดี, ปิยะ สงวนสิน บญุ อนันต,์ บญุ สนธ์ิ ธนาวฒุ ิ, วงศอ์ นนั ต์
และสมทรง บรรจงธติ ทิ านต์……………………………..………………………………………… 67
การประเมินผลการใช้งานโปรแกรมเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง “SPEEXX”:
กรณีศกึ ษามหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
กสุ มุ า เลาะเด……………………………………………………….…………………………………… 83
องคป์ ระกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิภาพของโรงเรยี นสงั กดั สานักงาน
เขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาจงั หวดั นครปฐม
เบญจภรณ์ รญั ระนา………………………………………………………………………………….. 97
การศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน และเจตคตติ ่อวชิ าคณติ ศาสตร์
ของนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 3 ทีไ่ ด้รบั การจัดการเรียนรู้
แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7E
สภุ าภรณ์ ชิดโคกสงู สวุ รรณา จยุ้ ทอง และอุษา คงทอง………………………..……. 109
ประสบการณ์ชีวติ และเพศวิถีของวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์
สวุ ชชั พทิ ักษท์ ิม และพิทักษ์ ศริ ิวงศ์…………………………………….……………………. 121
สารบัญ
หนา้
บทความวิชาการ
“Eco Restaurant” แนวทางการดาเนนิ ธุรกจิ อย่างนกั คิด และเปน็ มติ รต่อ
สง่ิ แวดล้อม
นพรัตน์ บญุ เพียรผล…………………………………………………………………….………….. 131
การออกแบบหน่วยการเรียนรอู้ งิ มาตรฐานเพื่อสง่ เสริมการเรียนรู้เชิงผลิตภาพ
สุวรรณา จุ้ยทอง………………………………………………………………….………………….. 143
การวาดเสน้ สร้างสรรคด์ ้านแนวคิดทัศนภาพ
สมศิริ อรโุ ณทยั …………………………………………………………………………………………. 153
การประเมนิ ความพึงพอใจของลกู คา้ ดว้ ยวิธกี ารวดั ความพึงพอใจของลูกค้า
นัทธีรา พมุ มาพนั ธ์ุ…………………………………………………………………………………….. 165
การจัดการเรยี นรูภ้ าษาอังกฤษใหก้ บั ผู้เรียนยคุ THAILAND 4.0
สมบัติ คชสทิ ธิ์ จันทนี อินทรสตู และธนกร สุวรรณพฤฒิ……………………………… 175
ภาคผนวก............................................................................................................................. . 189
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
กลยทุ ธก์ ารเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลัยชัน้ ปีท่ี 1
LANGUAGE LEARNING STRATEGIES OF FIRST-YEAR UNDERGRADUATE
STUDENTS
ศิวนนท์ นิลพาณชิ ย1์ *
Siwanon Ninpanit
บทคดั ยอ่
งานวิจัยนี้ศึกษาการใช้กลยุทธ์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษของอ๊อกซ์ฟอร์ด โดยผู้เรียน
ภาษาอังกฤษชั้นปีท่ี 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จานวน 75 คน
โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาการใช้กลยุทธ์การเรียนภาษาอังกฤษของผู้เรียน และ
2) เพื่อเปรียบเทยี บการใช้กลยุทธ์ของผู้เรยี นภาษาอังกฤษชาวไทยกบั ผู้เรียนอื่น ๆ ในประเทศสมาชิก
อาเซยี น ได้แก่ ผูเ้ รียนภาษาองั กฤษชาวกัมพูชาและเวยี ดนามระดับมหาวิทยาลยั เคร่ืองมือวิจัยทใ่ี ชค้ ือ
แบบสอบถาม Strategy Inventory for Language Learning (SILL) Version 7.0 จานวน 50 ข้อ
ผลวิจัยช้ีให้เห็นว่า ผู้เรียนชาวไทยใช้กลยุทธ์การเรียนภาษาอังกฤษทุกด้านในระดับปานกลาง โดยใช้
กลยุทธ์อภิปริชานมากท่ีสุด และใช้กลยุทธ์ปริชานน้อยที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้เรียนชาวไทยใน
งานวจิ ัยน้ีใช้กลยทุ ธ์ทางสังคมในการเรียนภาษาอังกฤษในระดับปานกลาง ขณะท่ีผู้เรียนภาษาอังกฤษ
ชาวกัมพูชาและเวียดนามใช้ในระดับสูง จากผลวิจัยนี้เสนอแนะให้ผู้เรียนภาษาอังกฤษชาวไทยใช้
ภาษาอังกฤษนอกห้องเรียนให้มากข้ึน กล่าวคือ ใช้กลยุทธ์ทางสังคมให้บ่อยคร้ังข้ึน เพ่ือจะได้พัฒนา
ทกั ษะในการสอ่ื สารภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คาสาคัญ: กลยทุ ธก์ ารเรยี นรู้ภาษาอังกฤษ นกั ศกึ ษามหาวิทยาลยั ชั้นปที ่ี 1
ABSTRACT
This study investigates the use of Language Learning Strategies (LLS hereafter)
put forth by Oxford among 75 first-year undergraduate students at Valaya Alongkorn
Rajabhat University under the Royal Patronage. The objectives are twofold: 1) to study
the use of LLS among Thai learners and 2) to compare and contrast the use of LLS
between Thai students of English and English learners from other ASEAN member
countries, namely Cambodian and Vietnamese university students. The reseach
instrument was the 50-item Strategy Inventory for Language Learning (SILL) Version 7.0.
____________________________________
1สาขาวชิ าภาษาองั กฤษเพอื่ การสอื่ สารนานาชาติ (หลักสตู รนานาชาติ)
คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
*ผู้นพิ นธ์ประสานงาน Email: [email protected]
1
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
The results indicated that the Thai learners’ use of LLS was moderate, and that the
most preferred strategies were metacognitive strategies and the least preferred were
cognitive strategies. Additionally, it was found that the Thai university learners of
English in the current study employed social strategies moderately, whereas the
Cambodian and Vietnamese counterparts highly utilized them. As can be seen from
the findings, it is recommended that Thai learners use English outside of class more,
that is, frequently deploy social strategies so as to effectively improve their English
communication skills
Keywords: Language Learning Strategies, First-year Undergraduate Students
บทนา
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าภาษาอังกฤษคือภาษาสากลหรือภาษาโลกที่นิยมใช้อย่าง
แพร่หลาย เช่น ในสาขาต่าง ๆ อาทิ ธรุ กิจ และการศกึ ษา อีกทั้งภาษาอังกฤษยังมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น
เรื่อย ๆ ดังจะเห็นได้จากจานวนผู้เรียนภาษาอังกฤษท่ีไม่ใช่เจ้าของภาษา (Non-native English
speakers) มจี านวนประมาณ 1.5 พันล้านคน ซ่ึงมากกว่าเจ้าของภาษา (Native English Speakers)
ที่มีจานวนประมาณ 350 ล้านคน (Kachru, 1982) ดังนั้น ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ
จงึ กลายเปน็ ส่งิ สาคัญ โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในศตวรรษท่ี 21
อย่างไรก็ตามแม้ผู้เรียนภาษาอังกฤษชาวไทยจะใช้เวลาศึกษาภาษาอังกฤษเป็นระยะเวลา
หลายปี แต่ผู้เรียนท่ีประสบความสาเร็จในการศึกษาภาษาอังกฤษอย่างแท้จริงกลับมีจานวนน้อย
นอกจากนี้ผลสมิทธิภาพทางภาษาอังกฤษของผู้เรียนภาษาอังกฤษชาวไทยยงั อยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจ
ทาให้งานวิจยั จานวนมากพยายามศกึ ษาสาเหตวุ า่ ทาไมระดับทกั ษะความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษ
ของผเู้ รยี นชาวไทยจงึ อยู่ในระดับตา่ (Kunasaraphan, 2015) ปัจจัยประการหนง่ึ ท่ีงานวจิ ัยศึกษาและ
เห็นว่าน่าจะสง่ ผลต่อการเรยี นรู้ภาษาองั กฤษของผู้เรียนคอื การใช้กลยุทธก์ ารเรียนรภู้ าษาองั กฤษของ
ผู้เรียน (Ellis, 2008)
ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียนอย่างเต็มตัว เมื่อปี พ.ศ. 2558 ทาให้
ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษเป็นสิ่งท่ีสาคัญอย่างย่ิง อย่างไรก็ตามดังที่กล่าวข้างต้น ผลการจัด
อนั ดับทกั ษะภาษาอังกฤษของหลายหน่วยงาน อาทิ Education First (EF) และ English Proficiency
Index (EPI) ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศท่ีมีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษระดับต่ามาก จึงเป็นเรื่อง
เร่งด่วนท่ีจะผลักดันการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของนักเรียนและนักศึกษาไทยให้
ทัดเทยี มกับผู้เรยี นภาษาอังกฤษในประเทศสมาชกิ อาเซียน (ณภัทร วุฒวิ งศา, 2557)
ดังน้ัน การเรียนรู้และเข้าใจการใช้กลยุทธ์การเรียนภาษาอังกฤษของผู้เรียนภาษาอังกฤษ
ชาวไทยและผู้เรียนภาษาอังกฤษในประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงการใช้กลยุทธ์ของผู้เรียน
ภาษาอังกฤษชาวไทยกลุ่มอื่น ๆ จึงน่าจะมีประโยชน์ต่ออาจารย์ผู้สอนภาษาอังกฤษ อย่างน้อยคือ
ในแง่ของการตระหนักถึงการสอนผู้เรียนให้ใช้กลยุทธ์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้อย่าง หลากหลาย
2
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
(Ellis, 2005) เพื่อเป้าหมายที่จะเพิ่มระดับสมิทธิภาพทางภาษาอังกฤษและทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ
ของผู้เรียน นอกจากนี้การเรียนการสอนที่เปล่ียนมาเน้นผู้เรียนและการเรียนรู้เป็นสาคัญ แทนท่ีจะ
ศึกษาครูผู้สอนและการสอน ทาให้การศึกษากระบวนการเรียนรู้และกลยุทธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน
กลายเปน็ เรือ่ งสาคญั ท่ีตอ้ งคานึงถึงในระดบั ต้น ๆ (Santikarn, 2014)
Oxford (1990) ให้คานิยามกลยุทธ์การเรียนรู้ว่า เป็นข้ันตอนท่ีผู้เรียนเลือกใช้เพื่อส่งเสริม
การเรยี นรู้ และกลา่ วเพมิ่ เติมว่า กลยุทธ์การเรียนนนั้ เปน็ การกระทาที่มลี กั ษณะเฉพาะเจาะจงท่ีผูเ้ รยี น
เลือกใช้ เพ่ือให้การเรียนรู้เป็นไปโดยง่าย รวดเร็ว และสนุกสนานมากข้ึน รวมท้ังมีประสิทธิภาพ
สามารถถ่ายโอนไปยงั สถานการณใ์ หม่ ๆ ได้ และเปน็ การเรียนรู้แบบนาตนเอง
กลยุทธ์การเรียนรู้ภาษาของ ออ๊ กซ์ฟอร์ด ดังกล่าว แบ่งได้เป็น 6 กลุ่มกลยุทธ์ ซ่ึงแบ่งย่อย
ไดเ้ ป็นกลยทุ ธท์ างตรง 3 รปู แบบ และกลยทุ ธท์ างอ้อมอกี 3 รปู แบบ ดงั นี้
กลยทุ ธก์ ารเรยี นรภู้ าษาทางตรง
1. กลยุทธ์ปริชาน (Cognitive Strategies) (ด้านความรู้ความเข้าใจ) เช่น การฝึกซ้า ๆ
การใหเ้ หตุผล การวิเคราะห์ การสรปุ ความ การเนน้ ย้า และการจดบันทกึ เป็นต้น
2. กลยุทธ์การจา (Memory Strategies) หรือเทคนิคช่วยจาต่าง ๆ เช่น การจัดรวม
หมวดหมู่ การจินตนาการ การใช้คาสาคัญ แผนผังความคิด การใช้เสียงสัมผัส หรือการใช้ท่าทาง
เป็นตน้
3. กลยุทธ์การชดเชย (Compensation Strategies) คือ การที่ผู้เรียนใช้ความรู้ที่จากัด
อย่างชาญฉลาด เช่น การคาดเดาคาศัพท์จากบริบท การใช้คาท่ีมีความหมายเหมือนกัน การเปล่ียน
กลบั ไปใช้คาที่มาจากภาษาแม่ การสร้างคาใหม่ หรือการใช้ทา่ ทางประกอบ เป็นตน้
กลยุทธก์ ารเรียนรูภ้ าษาทางออ้ ม
1. กลยุทธ์อภิปริชาน (Metacognitive Strategies) หมายถึง วิธีท่ีช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจ
การเรียนรู้ของตนเอง ซ่ึงเก่ียวข้องกับความสนใจ ความเอาใจใส่ การต้ังเป้าหมายที่ทาได้จริง การจัด
ระเบียบ การวางแผน การประเมนิ ผลตนเอง และการตรวจสอบความผิดพลาดของตนเอง เป็นต้น
2. กลยุทธ์ทางอารมณ์ (Affective Strategies) เกี่ยวกับเร่ืองทัศนคติ อารมณ์ แรงจูงใจ
เช่น การลดความตงึ เครียดหรือความกังวลดว้ ยการฟังเพลง ดหู นังหรือภาพยนตร์ หวั เราะ การระบาย
ความคับข้องใจให้ผ้อู ื่นฟงั การให้รางวัลและการใหก้ าลังใจตนเอง เปน็ ต้น
3. กลยุทธ์ทางสังคม (Social Strategies) เช่น การถามคาถาม การทางานร่วมกับผู้อ่ืน
และการทาความเขา้ ใจวฒั นธรรมอนื่ ๆ เป็นตน้
ประเภทกลยทุ ธก์ ารเรยี นรภู้ าษาอังกฤษขา้ งตน้ สามารถแสดงเปน็ แผนผงั ดังภาพท่ี 1
3
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ภาพท่ี 1 การแบ่งประเภทกลยุทธก์ ารเรยี นร้ภู าษาอังกฤษ
ท่มี า: Oxford (1990)
แม้ผลวิจัยท่ีผ่านมาจะมีจานวนมาก แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่า ตัวแปร เช่น
ความแตกต่างของผู้เรียน (เพศ การศึกษา คณะ และช่วงวัย เป็นต้น) มีนัยสาคัญกับการเลือกใช้
กลยุทธ์เพือ่ การเรียนภาษาหรือไม่ แตอ่ าจกลา่ วไดว้ า่ ผู้เรยี นแต่ละคนใชก้ ลยุทธ์การเรยี นรภู้ าษาองั กฤษ
แตกต่างกัน กล่าวคือ ผู้เรียนที่มีสมิทธิภาพทางภาษาอังกฤษท่ีสูงสามารถใช้กลยุทธ์การเรียนรู้ภาษา
ได้บ่อยครั้งและหลากหลายมากกว่าผู้เรียนที่มีสมิทธิภาพทางภาษาอังกฤษในระดับต่า (Green &
Oxford, 1995; Kunasaraphan, 2015; O'Malley et al., 1985; Zhou & Intaraprasert, 2015)
นอกจากน้ี Oxford & Lee (2008) ยังกล่าวว่า นักศึกษาสาขามนุษยศาสตร์ใช้กลยุทธ์การเรียนภาษา
ได้หลากหลายกว่านักศึกษาสาขาวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และผู้หญิงใช้กลยุทธ์การเรียนรู้
ภาษาได้บ่อยคร้ังกวา่ ผชู้ าย อย่างไรก็ตามงานวิจัยระยะตอ่ มาได้เสนอผลวิจัยท่ีขัดแย้ง ทาให้การศึกษา
ตัวแปรต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบความถ่ี ความเหมือน และความแตกต่างของการใช้กลยุทธ์การเรียนรู้
ภาษาอังกฤษโดยผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศ ที่พัฒนาโดย Rebecca
L. Oxford ยงั ไม่มขี ้อสรปุ ทช่ี ัดเจน
งานวิจัยท่ีผ่านมาแนะนาให้ศึกษากลยุทธ์หรือกลวิธีการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษา
กลุ่มอ่ืน ๆ ซ่ึงน่าจะช่วยให้อาจารย์ผู้สอนภาษาอังกฤษในบริบทการศึกษานั้น ๆ เข้าใจกลวิธีการเรียน
ภาษาของนักศึกษาของตน และเพื่อช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนเหล่านั้นได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ (ดวงแข แก้วละเอียด, พิทยาธร แก้วคง และทวีศักดิ์ อนันต์เศรษฐศิริ, 2555; ปิยนุช
อุดมเกียรติสกุล, 2559; Kunasaraphan, 2015) งานวิจัยน้ีไม่ได้ศึกษาตัวแปรเช่นเดียวกับงานวิจัย
ทผ่ี า่ นมาที่ใช้ เพศ (Naeeini, Maarof, & Salehi, 2011; Prakongchati, 2007; Tagong, 2011) หรือ
ความแตกต่างของระดับสมิทธิภาพ (Kunasaraphan, 2015; Zhou & Intaraprasert, 2015) แต่จะ
ใช้ความแตกต่างของกลุ่มประชากรในด้านเช้ือชาติ กล่าวคือ จะนาผลวิจัยปัจจุบันมาเปรียบเทียบและ
วิเคราะห์กับผลวิจัยในอดีตที่ศึกษากลุ่มประชากรตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาชาวเวียดนาม และกัมพูชา
ในระดบั อุดมศกึ ษา
4
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
วัตถุประสงคก์ ารวจิ ยั
1. เพื่อศึกษาการใช้กลยุทธ์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับมหาวทิ ยาลัยช้ันปีท่ี 1
ของมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่ามีลักษณะอย่างไร และใช้กลยุทธ์ใด
มากและน้อยทีส่ ดุ
2. เพ่ือเปรียบเทียบผลการใช้กลยุทธ์ของกลุ่มตัวอย่างผู้เรียนชาวไทยกับกลุ่มตัวอย่าง
ผู้เรียนภาษาอังกฤษในประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ กัมพูชาและเวียดนาม จากผลวิจัยท่ีผ่านมาว่า
เป็นอย่างไร
วธิ ดี าเนินการวจิ ยั
1. ประชากรในงานวิจัยนี้ คือ นักศึกษาช้ันปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ลงทะเบียนเรียนรายวชิ า VGE103 ภาษาอังกฤษเพ่อื การสอ่ื สาร (English for
Communication) กับผู้วิจัย ในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จานวนท้ังส้ิน 75 คน
โดยแบ่งเปน็ สาขาชีววทิ ยาและวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณิตศาสตร์ (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) วทิ ยาศาสตร์
ท่ัวไป (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) ภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษเพ่ือการส่ือสารนานาชาติ (หลักสูตร
นานาชาติ) และนิติศาสตร์ คละกัน ซึ่งมีอายุระหว่าง 18-19 ปี ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง
(Purposive Sampling) เป็นผู้เรียนระดับอุดมศึกษา เพราะผู้เรียนน่าจะมีความสามารถในการเลือก
และใช้กลยุทธ์การเรียนได้ดีกว่าผู้เรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา (Simsek & Balaban,
2010) นอกจากน้ีเหตุผลท่ีเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาช้ันปีท่ี 1 ยังมีข้อดีคือ ทาให้อาจารย์ผู้สอน
ในรายวิชาภาษาอังกฤษเข้าใจกลยุทธ์การเรียนรู้ภาษาของนักศึกษาที่จะเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ
ในระดับที่สูงข้ึนต่อไป และกลุ่มตัวอย่างน้ียังไม่ได้รับอิทธิพลจากวิธีการสอนในระดับมหาวิทยาลัย
มากนัก ซ่ึงจะทาให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับกลยุทธ์การเรียนรู้ภาษาท่ีแท้จริงของนักศึกษาว่ามีลักษณะ
อยา่ งไร
2. เคร่ืองมือท่ีใช้ในการสารวจกลยุทธ์การเรียนรู้ภาษาคือ Strategy Inventory for
Language Learning (SILL) Version 7.0 (Oxford, 1989) ซ่ึงมีลักษณะเป็นแบบสอบถามทั้งหมด
50 ขอ้ นิยมใช้ศึกษากลยทุ ธ์การเรียนภาษาของผู้เรียนภาษาท่สี องท่ัวโลก หรอื เรียกได้ว่าเป็นเคร่ืองมือ
ประเมินการเรียนภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแรกหรือภาษาแม่ของผู้เรียน (วรพงศ์ ไชยฤกษ์, 2549) ซึ่งผู้วิจัย
แปลเป็นภาษาไทยเพื่อให้นกั ศกึ ษาเข้าใจแบบสอบถามมากยิ่งข้นึ จากคาถามท้ังหมด 50 ข้อ แบ่งออก
ไดด้ งั ตอ่ ไปน้ี
ขอ้ 1-9 = กลยุทธ์การจา
ขอ้ 10-23 = กลยุทธ์ปรชิ าน
ข้อ 24-29 = กลยทุ ธก์ ารชดเชย
ข้อ 30-38 = กลยทุ ธอ์ ภิปริชาน
ขอ้ 39-44 = กลยุทธท์ างอารมณ์
ข้อ 45-50 = กลยทุ ธท์ างสงั คม
3. ขั้นตอนการเก็บข้อมูล กลุ่มตัวอย่างทาแบบสอบถาม SILL ออนไลน์ผ่าน Google
Form ที่ผู้วิจัยได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กซ่ึงเป็นกลุ่มปิดสาหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ท่ีลงทะเบียนเรียนรายวิชา
5
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
VGE103 English for Communication กับผู้วิจัย โดยนักศึกษามีเวลาทาแบบสอบถามให้เสร็จ
ภายในสองสัปดาห์ นบั ตัง้ แตส่ ัปดาห์แรกท่พี บกนั ในช้นั เรยี น
4. ตวั แปรทศี่ กึ ษา ตวั แปรตน้ ไดแ้ ก่ เชอ้ื ชาติที่แตกตา่ งกนั ของกลุ่มประชากร
ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ SILL ลักษณะการกาหนดตัวเลือก คอื 5 Likert scales โดยมเี กณฑ์
5 ระดับคะแนน ดังตอ่ ไปนี้
ถา้ ผ้เู รียนเหน็ ว่าสอดคลอ้ งหรอื เป็นลักษณะทต่ี รงกบั ผเู้ รยี นมากท่สี ุด เลือก 5
ถา้ ผู้เรียนเหน็ วา่ สอดคลอ้ งหรือเป็นลักษณะที่ตรงกบั ผ้เู รยี นมาก เลือก 4
ถา้ ผู้เรียนเหน็ ว่าสอดคล้องหรือเป็นลกั ษณะที่ตรงกับผู้เรียนปานกลาง เลือก 3
ถา้ ผเู้ รยี นเห็นวา่ สอดคลอ้ งหรอื เป็นลักษณะท่ตี รงกับผูเ้ รยี นน้อย เลือก 2
ถ้าผเู้ รยี นเห็นว่าสอดคล้องหรือเป็นลกั ษณะที่ตรงกบั ผู้เรียนนอ้ ยที่สดุ เลือก 1
5. การวิเคราะห์ขอ้ มูล ในทีน่ จ้ี ะใชล้ าดับคา่ เฉล่ีย ดังน้ี
ระดบั สงู มลี าดับคา่ เฉลยี่ ระหว่าง 3.68-5.00
ระดบั ปานกลาง มลี าดับค่าเฉล่ียระหวา่ ง 2.34-3.67
ระดบั ตา่ มลี าดับคา่ เฉลี่ยระหวา่ ง 1.00-2.33
ผลการวิจัย
ตารางที่ 1 ผลการใช้กลยทุ ธ์การเรียนภาษาอังกฤษของผ้เู รยี นชาวไทย
กลยทุ ธก์ ารเรยี นรู้ คา่ เฉลยี่ ระดบั การใช้ ความหมาย
ภาษา (Mean)
คา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน ระดบั ปานกลาง
กลยุทธอ์ ภปิ รชิ าน 3.47 (S.D.) ระดับปานกลาง
กลยุทธ์การชดเชย 3.34 ระดับปานกลาง
3.26 0.39 ระดับปานกลาง
กลยทุ ธก์ ารจา 3.18 0.22 ระดับปานกลาง
กลยุทธท์ างอารมณ์ 3.04 0.27 ระดับปานกลาง
กลยทุ ธท์ างสังคม 3.00 0.55
0.42
กลยทุ ธ์ปรชิ าน 0.30
จากตารางที่ 1 กล่าวได้ว่ากลมุ่ ผู้เรียนในงานวิจัยปัจจุบัน นิยมใช้กลยุทธ์อภิปริชาน มากท่ีสุด
(ค่าเฉล่ีย = 3.47) รองลงมาคือ กลยุทธ์การชดเชย (ค่าเฉลี่ย = 3.34) กลยุทธ์การจา (ค่าเฉล่ีย = 3.26)
กลยุทธท์ างอารมณ์ (ค่าเฉลย่ี = 3.18) กลยุทธ์ทางสงั คม (ค่าเฉลีย่ = 3.04) ตามลาดับ และใช้กลยุทธ์
ปริชาน (ค่าเฉลี่ย = 3.00) น้อยท่ีสุด และมีการใช้กลยุทธ์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษทุกด้านอยู่ในระดับ
ปานกลาง
6
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
ตารางท่ี 2 ผลการเปรียบเทียบกลยุทธ์การเรียนภาษาอังกฤษโดยผู้เรียนชาวไทยและผู้เรียน
ภาษาอังกฤษชาวกัมพูชาและเวยี ดนาม
ระดับการใช้กลยทุ ธ์
กลยุทธ์ งานวิจยั ระดบั การใช้ Seng & Khamkhien ระดับ
การเรยี นรู้ ปัจจุบนั กลยุทธ์ Khleang, ระดับการใช้ (2011) การใช้
N = 75 (อนั ดับ) (2014) กลยุทธ์
ภาษา N = 159 กลยุทธ์ N = 52 (อนั ดับ)
ไทย ปานกลาง (1) กมั พชู า (อันดบั ) เวยี ดนาม
กลยทุ ธ์ X S.D.
อภิปรชิ าน 3.47 0.39 ปานกลาง (2) X S.D. X S.D.
กลยทุ ธ์ 4.00 0.72 สูง 3.5 0.56 ปานกลาง
การชดเชย 3.34 0.22 ปานกลาง (3)
กลยทุ ธก์ ารจา (1) (3)
3.26 0.27 ปานกลาง (4)
กลยทุ ธ์ 3.35 0.75 ปานกลาง 3.59 0.55 สูง
ทางอารมณ์ 3.18 0.55 ปานกลาง (5)
(6) (1)
กลยุทธ์ 3.04 0.42 ปานกลาง (6)
ทางสังคม 3.38 0.61 ปานกลาง 3.07 0.52 ปานกลาง
กลยุทธป์ รชิ าน 3.00 0.3
(5) (6)
3.43 0.68 ปานกลาง 3.36 0.64 ปานกลาง
(4) (4)
3.63 0.78 สงู 3.54 0.62 สงู
(2) (2)
3.51 0.64 สงู 3.29 0.58 ปานกลาง
(3) (5)
จากตารางที่ 2 พบว่า ผู้เรียนภาษาอังกฤษชาวไทยในงานวจิ ัยน้ี ใชก้ ลยทุ ธ์ทุกด้านในระดับ
ปานกลาง แต่ผู้เรียนภาษาอังกฤษชาวกัมพูชาในงานของ Seng & Khleang (2014) และผู้เรียน
ภาษาอังกฤษชาวเวยี ดนามในงานของ Khamkhien (2011) ใชก้ ลยุทธ์บางข้อในระดับสงู เช่น ผเู้ รียน
ชาวกัมพูชาใช้กลยุทธ์อภิปริชาน กลยุทธ์ทางสังคม และกลยุทธ์ปริชานในระดับสูง ขณะท่ีผู้เรียน
ชาวเวยี ดนามใชก้ ลยทุ ธก์ ารชดเชย และกลยุทธ์ทางสงั คมในระดบั สงู
อภปิ รายผลการวจิ ัย
ผลวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผู้เรียนใช้กลยุทธ์การเรียนภาษาอังกฤษในระดับปานกลางทุกกล
ยุทธ์ ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยอ่ืน ๆ อาทิ ปภังกร กิจทวี และคณะ (2555), ดวงแข แก้วละเอียด
พิทยาธร แก้วคง และทวีศักด์ิ อนันต์เศรษฐศิริ (2555) Iamla-ong (2014) Phonhan (2016) และ
Santikarn (2014)
โ ด ย ผู้ เ รี ย น เ ลื อ ก ใ ช้ ก ล ยุ ท ธ์ อ ภิ ป ริ ช า น ม า ช่ ว ย ใ น ก า ร เ รี ย น ภ า ษ า อั ง ก ฤ ษ ม า ก ท่ี สุ ด
ซึ่งสอดคล้องกับงานของ Iamla-ong (2014) ท่ีศึกษาผู้เรียนภาษาอังกฤษมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
จานวน 396 คน พบว่าเหตุผลท่ีผู้เรียนใช้กลยุทธ์อภิปริชานมากท่ีสุดอาจเป็นเพราะผู้เรียนต้องการ
ที่จะเก่งภาษาอังกฤษเพิ่มข้ึน นอกจากนี้ผลวิจัยยังสอดคล้องกับ Santikarn (2014) ที่พบว่า ผู้เรียน
7
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ภาษาอังกฤษมหาวิทยาลัยกรุงเทพจานวน 400 คน ใช้กลยุทธ์อภิปริชานมากท่ีสุด และยังสอดคล้อง
กับงานของ Pannak & Chiramanee (2011) ท่ีวา่ ผู้เรียนชาวไทยระดับอุดมศึกษาช้ันปีที่หนง่ึ เลือกใช้
กลยุทธอ์ ภิปริชานมากท่สี ดุ
สาหรับกลยุทธก์ ารชดเชย ผู้เรียนในงานวิจัยปัจจุบันเลือกใช้ในระดับปานกลาง เปน็ อันดับ
2 ซง่ึ สอดคล้องกับงานวจิ ยั ของ ปภังกร กิจทวี และคณะ (2555) ท่พี บว่า นอกจากกลยุทธ์อภิปริชาน
ผู้เรียนชาวไทยยังเลือกการกลยุทธ์การชดเชยมากกว่ากลยุทธ์อ่ืน ๆ เพราะเป็นกลยุทธ์ในการคาดเดา
ขอ้ มูลจากความรู้ท่ีมีจากัด และยังกล่าวว่าถ้าผูเ้ รียนวิตกกังวลกับการใช้ภาษาอังกฤษมาก จะทาให้ใช้
กลยุทธ์การชดเชยเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ Oxford (1990, อ้างใน Khamkhien, 2011) ยังกล่าวว่า
ผเู้ รียนท่ีมรี ะดับสมิทธิภาพทางภาษาองั กฤษมากและน้อย หรือแม้กระทั่งเจ้าของภาษา ต่างใช้กลยุทธ์
การชดเชยนี้เพื่อเอาชนะปัญหาการพูดและการเขียนภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตามผลวิจัยปัจจุบัน
ขดั แย้งกบั งานวจิ ัยของ ปณิชา นิติสกลุ วุฒิ และทรงศรี สรณสถาพร (2557) ในแง่ที่ว่าผู้เรียนชาวไทย
เลือกใช้กลยุทธ์การชดเชยน้อย ในที่น้ีอาจเป็นเพราะผู้เรียนชาวไทยในงานดังกล่าวได้รับคัดเลือกให้
เข้าร่วมโครงการค่ายอาเซียน ซึ่งต้องผ่านเกณฑ์ภาษาอังกฤษก่อน ทาให้ทักษะภาษาอังกฤษของ
ผเู้ รียนชาวไทยกล่มุ น้จี งึ อยใู่ นระดบั ดี จงึ ทาให้ส่อื สารภาษาองั กฤษไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ
กลยุทธท์ างสังคมเปน็ กลยุทธ์ท่ีน่าสนใจ กล่าวคือผู้เรยี นชาวไทยเลือกใช้ในระดับปานกลาง
แต่ผู้เรียนชาวกัมพูชาและเวียดนามเลือกใช้ในระดับสูง เหตุผลประการหน่ึงท่ี Khamkhien (2013)
อธิบายถึงผู้เรียนชาวไทยท่ีเลือกใช้กลยุทธ์ทางสังคมในระดับปานกลาง อาจเป็นเพราะผู้เรียนเคยชิน
กับการเรียนภาษาอังกฤษกับอาจารย์ชาวไทย จึงไม่มีโอกาสได้ติดต่อหรือมีปฏิสัมพันธ์การอาจารย์
ชาวต่างประเทศ อีกท้ังการเรียนการสอนภาษาอังกฤษโดยใช้ภาษาไทย ผนวกกับการใช้ภาษาอังกฤษ
ในระดับต่าในชีวิตประจาวัน ทาให้กลยุทธ์ทางสังคม เช่น การเรียนรู้วัฒนธรรมเจ้าของภาษา
การขอความช่วยเหลือจากเจ้าของภาษา การถามคาถามเป็นภาษาอังกฤษ หรือการให้เจ้าของภาษา
แกไ้ ขภาษา เปน็ เรือ่ งใหมส่ าหรบั ผู้เรียนชาวไทย
นอกจากนี้มีผลวจิ ัยทชี่ ี้ใหเ้ หน็ ว่าผู้เรียนทม่ี ักประสบความสาเร็จในการเรียนภาษาต่างประเทศ
มักใช้กลยุทธ์ทางสังคมเข้ามาช่วย (Oxford & Reid, 1993 อ้างถึง Dansereau, 1985 และ Comb,
1988) และเมอื่ นางานวิจยั ของ Khamkhien (2011) และ Seng & Khleang (2014) มาเปรียบเทียบ
จะพบว่า ผู้เรียนชาวกัมพูชาและเวียดนามในงานวิจัยดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะพัฒนาและประสบ
ความสาเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษมากกว่าผู้เรียนชาวไทย เนื่องจากนิยมใช้กลยุทธ์ทางสังคม
ในการเรยี นภาษาอังกฤษในระดับสงู ในขณะท่ผี ู้เรยี นชาวไทยใช้กลยทุ ธ์น้ใี นระดับปานกลาง
ในส่วนของกลยุทธ์ปริชาน ผลวิจัยน้ีแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนใช้กลยุทธ์ปริชานน้อยที่สุด
ซึ่งสอดคล้องกับ Santikarn (2014) ที่พบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ใช้กลยุทธ์ปริชานน้อย
ท่สี ุดเช่นกัน อยา่ งไรก็ตาม Wu (2008) กล่าวว่ากลยุทธ์ปริชานน้ีมีความสมั พนั ธ์อย่างมากกบั สมิทธิ
ภาพทางภาษาอังกฤษ กล่าวคือ ถ้าผู้เรียนท่ีใช้กลยุทธ์นี้มาก แสดงว่ามีศักยภาพทางภาษาอังกฤษใน
ระดับที่ดี ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มประชากรผู้เรียนในงานวิจัยปัจจุบันมีระดับทักษะภาษาอังกฤษ
ระดับพื้นฐาน ซ่ึงอาจใกล้เคียงกับผู้เรียนภาษาอังกฤษชาวเวียดนามในงานวิจัยของ Khamkhien
(2011)
8
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
ดงั ที่อภิปรายข้างต้นวา่ ผเู้ รียนชาวไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานวิจัยน้ี ใช้กลยุทธ์การเรียน
ภาษาอังกฤษท้ัง 6 กลยุทธ์ในระดับปานกลาง และใช้กลยุทธ์ทางสังคมและปริชานเป็นอันดับท้าย ๆ
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผู้เรียนภาษาอังกฤษชาวกัมพูชาและชาวเวียดนามซ่ึงใช้กลยุทธ์บางข้อใน
ระดับสูง เช่น กลยุทธ์ทางสังคม จึงอาจเป็นเหตุผลประการหน่ึงว่า เหตุใดผลการสารวจทักษะ
ภาษาอังกฤษของผู้เรียนชาวไทยจึงต่ากว่าผู้เรียนภาษาอังกฤษชาวกัมพูชาและเวียดนาม ถ้าการใช้
กลยุทธก์ ารเรยี นภาษาอังกฤษสง่ ผลต่อระดับสมทิ ธภิ าพภาษาองั กฤษ (Ellis, 2008)
จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์ทางสังคมมีบทบาทสาคัญที่ควรส่งเสริมให้ผู้เรียนภาษาอังกฤษชาวไทย
ได้เกิดความตระหนักและเลือกใช้มากขึ้น ดังนั้นถ้าเปรียบกลยุทธ์ทางสังคมเป็นการลงมือปฏิบัติ
ด้านภาษาอังกฤษ อาจกลา่ วได้ตาม วิจารณ์ พานิช (2555) ที่ว่าตัวแปรที่ส่งผลต่อการเรียนรู้มากท่ีสุด
คอื การลงมือปฏิบตั ิ เพราะการลงมือปฏบิ ัติจะช่วยใหผ้ ู้เรียนมปี ระสบการณแ์ ละไดม้ ีโอกาสประยกุ ตใ์ ช้
ความรู้ที่ได้เรียน (มานัส รอดช่ือ, ม.ป.ป.) ดังน้ัน การเรียนรู้ภาษาอังกฤษในห้องเรียนแล้วหาโอกาส
นามาใช้จริง จะช่วยให้การเรยี นภาษาองั กฤษประสบความสาเรจ็ ไดอ้ ย่างรวดเรว็
ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะในการจดั การเรยี นการสอน
1. ผูส้ อนภาษาอังกฤษควรสารวจการใช้กลยุทธ์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษของผู้เรียนของตน
วา่ ใช้กลยุทธใ์ ดมากหรอื นอ้ ยที่สุด เพือ่ นาไปพัฒนาการเรียนการสอนตอ่ ไป
2. ผู้สอนควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีประยุกต์ใช้กลยุทธ์การเรียนการสอนได้อย่าง
หลากหลาย
ข้อเสนอแนะในการทาวจิ ัยครั้งต่อไป
1. ควรร่วมมือกับผู้สอนจากหลักสูตรหรือมหาวิทยาลัยอื่นในการเก็บข้อมูล เพื่อให้ได้กลุ่ม
ประชากรท่ีมากขน้ึ
2. ควรศึกษาการใช้กลยุทธ์การเรียนภาษาของผู้เรียนในระยะยาว ว่ามีผลต่อการเพ่ิม
สมิทธภิ าพทางภาษาองั กฤษหรอื ไม่ โดยเฉพาะอย่างย่ิงการใชก้ ลยทุ ธ์ปรชิ านในการเรยี นภาษาอังกฤษ
3. ควรเกบ็ ข้อมลู เพมิ่ เติมด้วยวธิ ีการสมั ภาษณ์ เพื่อใหข้ อ้ มูลน่าเช่ือถอื มากย่ิงข้ึน
4. งานวิจัยน้ีไม่ได้อภิปรายกลยุทธ์การจาและกลยุทธ์ทางอารมณ์ ดังน้ัน งานวิจัยอ่ืน ๆ
สามารถศกึ ษากลยุทธ์ทง้ั สองข้อนว้ี ่าส่งผลหรือช่วยเร่ืองการเรียนรูภ้ าษาของผู้เรยี นหรือไม่
กติ ตกิ รรมประกาศ
ผู้วิจัยต้องขอขอบคุณ อาจารย์สมรรถพงษ์ ขจรมณี อาจารย์ประจาสาขาวิชาจิตวิทยา
คณะมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ ทช่ี ่วยใหค้ าแนะนาและแก้ไขขอ้ มลู คา่ เฉล่ยี และตัวเลขสถติ ิตา่ ง ๆ
9
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
เอกสารอ้างองิ
ณภทั ร วฒุ ิวงศา. (2557). กลยุทธส์ ร้างแรงจูงใจ: การพัฒนาทักษะภาษาองั กฤษ.
วารสารนกั บริหาร. 34(1): 89-97.
ดวงแข แกว้ ละเอียด, พิทยาธร แก้วคง, และทวีศักด์ิ อนนั ต์เศรษฐศริ ิ. (2555). กลวธิ ีการเรยี นรู้
ภาษาและทักษะการคิดอย่างมวี จิ ารณญาณของนิสิตวชิ าเอกภาษาอังกฤษ
มหาวิทยาลยั ทกั ษิณ. วารสารสานักหอสมดุ มหาวิทยาลัยทักษณิ . 1. 75-91.
ปณชิ า นติ ิสกุลวฒุ ิ และทรงศรี สรณสถาพร. (2557). การใชก้ ลยุทธ์ในการเรียนรู้ภาษาองั กฤษ
ของนักเรียนทเี่ ข้าร่วมโครงการคา่ ยอาเซียน. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยธนบุรี.
8(16): 41-54.
ปภงั กร กิจทวี และคณะ. (2555). การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใชก้ ลยทุ ธก์ ารเรยี นรู้
ภาษาระดบั ความวติ กกังวล และความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของนกั ศกึ ษา
ปริญญาโทคณะบรหิ ารธุรกิจ. ในการประชุมเสนอผลงานวจิ ัยบัณฑติ ศึกษา
มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช. ครั้งท่ี 2. 4-5 กันยายน. (1-13).
ปยิ นุช อดุ มเกยี รตสิ กลุ . (2559). กลวธิ ีการเรยี นรู้ภาษาองั กฤษท่ีมผี ลต่อทกั ษะภาษาองั กฤษของ
นกั เรียนมัธยมศึกษาตอนปลายแผนการเรยี นสายศลิ ป์ โรงเรยี นเอกชน จงั หวัดทมุ ธานี.
การประชุมวิชาการและเสนอผลงานวิจยั ระดับชาติ กา้ วสทู่ ศวรรษที่ 2: บูรณาการงานวิจัย
ใช้องค์ความรู้ ส่คู วามยัง่ ยนื . คร้งั ที่ 3. 17 มถิ นุ ายน 2559. (854-858).
มานัส รอดชื่อ. (ม.ป.ป.). สอนใหน้ ้อย เรียนรู้ให้มาก (TLLM) โดยใช้ปญั หาเปน็ ฐานการเรียนรู้
Project Based Learning (PBL). [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก:
http://apr.nsru.ac.th/Act_learn/myfile/10062014104139_3.pd
(2559, 23 ตุลาคม)
วรพงศ์ ไชยฤกษ์. (2549). ลกั ษณะการเรียนรูแ้ ละกลวิธกี ารเรียนรู้ของชาวต่างประเทศทเี่ รยี น
ภาษาไทยในฐานะภาษาตา่ งประเทศ. ศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ
สาขาวชิ าการสอนภาษาไทย บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่.
วิจารณ์ พานิช. (2555). วถิ ีสรา้ งการเรียนรู้เพื่อศษิ ย์ ในศตวรรษที่ ๒๑. กรุงเทพฯ:
มูลนธิ ิสดศรี-สฤษดวิ์ งศ.์
Ellis, R. (2005). Principles of instructed language learning. SYSTEM. 33(2): 209-224.
Ellis, R. (2008). THE STUDY OF SECOND LANGUAGE ACQUISITION. (2nd ed.).
Oxford: Oxford University Press.
Green, J. M., & Oxford, R. (1995). A closer look at learning strategies, L2 proficiency,
and gender. TESOL QUARTERLY. 29(2): 261-297.
Iamla-ong, H. (2014). Language learning problems and language learning strategies of
MFU students. MFU Connation: Journal of Humanities and Social
Sciences. 3(1): 54-86.
10
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
Kachru, B. B. (1982). The other tongue: English across cultures. Urbana: University
of Illinois Press.
Khamkhien, A. (2011). Language learning strategies used by Thai and Vietnamese
university students. MANUSYA: JOURNAL OF HUMANITIES. 14(2): 1-23.
Khamkhien, A. (2013). Roles of English as an international language on learning
strategies among Japanese and Thai learners. JOURNAL OF TEACHING
AND EDUCATION. 2(2): 473-483.
Kunasaraphan, K. (2015). English learning strategy and proficiency level of the first
year students. PROCEDIA - SOCIAL AND BEHAVIORAL SCIENCES.
197, 1853-1858.
Naeeini, S. K., Maarof, N. & Salehi, H. (2011). Malaysian ESL learners' use of language
learning strategies. International Proceedings of Economics
Development and Research (IPEDR). 20, 340-344.
O'Malley, J. M. & et. al. (1985). Learning strategies used by beginning and
intermediate ESL students. Language Learning. 35(1): 21-46.
Oxford, R.L. & Reid. J. (1993). Research on second language learning strategies.
Annual Review of Applied Linguistics. 13, 175-187.
Oxford, R. F. & Lee, K. R. (2008). Understanding EFL learners? strategy use and
strategy awareness. THE ASIAN EFL JOURNAL. 10(1): 7-32.
Oxford, R. L. (1989). Strategy inventory for language learning (SILL).
[Online], Available: from
http://richarddpetty.files.wordpress.com/2010/03/sillenglish.pdf.
(2016, 1 September)
Oxford, R. L. (1990). Language learning strategies: What every teacher should
know. Boston Mass: Heinle a Heinle Publishers.
Pannak, O. & Chiramanee, T. (2011). Language learning strategies used by first
year students at Thaksin university, Songkhla campus, Thailand.
Proceedings-Factors Affecting English Language Teaching and Learning.
1-12.
Phonhan, P. (2016). Language learning strategies of EFL education students: A case
study of Thai undergraduate students. Silpakorn University Journal of
Social Sciences, Humanities, and Arts. 16(2): 115-135.
Prakongchati, N. (2007). Factors related to the language learning strategy
use of Thai university freshmen. Unpublished doctoral dissertation,
Suranaree University of Technology.
11
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
Santikarn, B. (2014). The use of language learning strategies: A case study of
undergraduate students in a private university. Journal of Language and
Communication. 19(21): 55-72.
Seng, S., & Khleang, S. (2014). Language learning strategy used by Cambodian EFL
students. LEARN Journal: Language Education and Acquisition
Research Network. 7(1): 58-67.
Simsek, A., & Balaban, J. (2010). Learning strategies of successful and unsuccessful
university students. Contemporary Educational echnology. 1(1): 36-45.
Tagong, K. (2011). Language learning strategies of Narasuan university international
college students. Journal of Education Naresuan University. 13(1): 19-45.
Wu, Y. (2008). Language learning strategies used by students at different proficiency
levels. The Asian EFL Journal. 10(4): 75-95.
Zhou, C., & Intaraprasert, C. (2015). Language learning strategies employed by
English-major pre-service teachers with different levels of language
proficiency. Theory and Practice in Language Studies. 5(5): 919-926.
12
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ัศน์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
สะเตม็ ศึกษากับการศกึ ษาไทย
STEM EDUCATION AND THAILAND EDUCATION
วารนิ ท์พร ฟันเฟ่อื งฟ1ู *
Varinporn Funfuengfu
บทคัดย่อ
บทความวิชาการเรื่องน้ีเป็นเร่ืองราวท่ีกาลังเกิดข้ึนอยู่ ณ ขณะน้ี สาหรับประเทศไทย
อาจเรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมทางการศึกษา นวัตกรรมคือส่ิงใหม่สาหรับสังคมหนึ่งแต่อาจเป็นของเก่า
สาหรับอีกสงั คมหน่งึ ไปแลว้ ก็ได้ ส่งิ ที่สะทอ้ นให้เห็นจากงานเขียนนี้คือ ต้องการให้ทราบถึงความหมาย
ของสะเตม็ กระบวนวิธีการจัดการเรียนรู้ การบูรณาการศาสตร์ทงั้ สีท่ ี่เรยี กวา่ STEM รวมทงั้ หลักสตู ร
สะเต็มที่เป็นต้นฉบับเดิม เนื่องจากคาว่า STEM เกิดข้ึนในประเทศตะวันตกเป็นคร้ังแรก เช่น
สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฟินแลนด์ เป็นต้น และเร่ืองราวเหล่าน้ีก็ได้เข้ามาสู่เอเชีย เช่น สิงคโปร์ ญ่ีปุ่น
เกาหลี รวมทั้งประเทศไทย ท้ังนี้คาว่าสะเต็มในสังคมไทยอาจเรียกต่างกันออกไป เช่น สะเต็ม หรือ
สะเต็มศึกษา หรือ หลักสูตรสะเต็ม แต่รูปแบบการจัดการเรียนการสอนหรืออื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้คาว่า
สะเต็ม ยังคงเหมือนเดิม นอกจากน้ีนวัตกรรมท่ีเกี่ยวกับสะเต็มในสังคมไทยยังคงมีลักษณะ
คลาดเคล่ือนไปจากข้อมูลปฐมภูมิไปบ้าง ด้วยเหตุน้ีบทความวิชาการเร่ือง สะเต็มศึกษากับการศึกษา
ไทย จงึ สามารถตอบโจทย์และคลี่คลายนวัตกรรมสะเต็มให้แกบ่ คุ ลากรทางการศึกษาไดเ้ ปน็ อย่างดี
คาสาคญั : สะเตม็ สะเต็มศึกษา การศกึ ษาไทย
ABSTRACT
This academic article is about the present event which might be called in
Thailand as an educational innovation. The educational innovation is the new thing in
a society, however, it might turn to be an old thing in another society. This article will
reflect the meaning of “ STEM” , the process of learning management, the integration
of 4 sciences combining to be “STEM” including the original syllabus of “STEM” since
the word “ STEM” was formed in the western countries such as The United States of
America, England, and Finland. This innovation has been taken to Asia like Singapore,
Japan, South Korea and Thailand. Although the word “STEM” is differently called such
as “STEM” or “STEM Education” or “STEM Syllabus”, the form of learning management
or other processes under “STEM” are still the same. Nevertheless, the innovation
____________________________________
1ภาควิชาศึกษาทว่ั ไป วิทยาลัยนาฏศลิ ปลพบรุ ี สถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์
*ผู้นพิ นธ์ประสานงาน Email: [email protected]
13
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
related to “ STEM” has been slightly changed in the Thai context from the original
source, so this academic article “STEM with Thai Education” will help clarifying STEM
Innovation for educational personnel with high satisfaction.
Keywords: STEM, STEM Education, Thai Education
บทนา
การจัดการศึกษาของไทยที่ผ่านมา มีความพยายามของหลายภาคส่วนในการพัฒนา
การศกึ ษาไทย โดยหน่วยงานภาครฐั ได้ทุ่มงบประมาณเพอื่ พฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนใหแ้ ก่ผ้เู รียน
พัฒนาผู้สอนให้มีความรู้ความสามารถเพื่อนาความรู้ไปถ่ายทอดให้แก่ผู้เรียน โดยการปรับเปล่ียน
หลักสูตรมาหลายครั้งเพ่อื ยกระดบั คุณภาพการศึกษาให้มีระบบมากยงิ่ ข้นึ อีกทั้งการสอบเขา้ ศกึ ษาต่อ
ระดับอุดมศึกษาได้เปล่ียนรูปแบบไปด้วย จากเดิม Entrance มาเป็น Admission เพ่ือที่จะทาให้
ผ้เู รียนมีโอกาสเขา้ ศึกษาต่อในสาขาที่ตนต้องการได้เพ่ิมมากยง่ิ ข้ึน เรียกว่าเปิดโอกาสการเรยี นรู้ใหแ้ ก่
ผ้เู รยี น แต่กย็ ังคงมีปัญหามาเป็นระลอก โดยเฉพาะกระบวนวิธกี ารแบบAdmission ซง่ึ ต้องยอมรบั ว่า
นักวิชาการไทยได้ไปศึกษาดูงานจากซีกโลกตะวันตก ประเทศท่ีได้ช่ือว่าพัฒนาแล้วและมีคุณภาพ
การศึกษาในระดบั สูง แลว้ เราก็นามาปรับใหม้ ีลกั ษณะแบบไทย ๆ แต่จากการอันดับคณุ ภาพการศึกษา
ไทยลา่ สดุ พบวา่ ระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานระหว่างกลมุ่ ประเทศในอาเซยี น ไทยอย่ใู นลาดับที่ 7 และ
อยู่ในอันดบั ท่ี 86 ของโลก ส่วนในระดับอุดมศึกษาไทยอยูล่ าดบั ที่ 8 จากทัง้ หมด 10 ประเทศ และอยู่
ในอันดับที่ 76 ของโลก ซึ่งไทยอยู่ต่ากว่าลาวและกัมพูชา แม้ว่าขีดความสามารถด้านคณิตศาสตร์-
วิทยาศาสตร์ของไทยจะอยู่ในอันดับค่อนข้างดี คือ อันดับ 5 ของอาเซียน แต่อยู่อันดับ 80 ของโลก
(ศูนย์อาเซียนศึกษา มจร, 2559) นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้พยายามคดิ ค้นวิธีการใหม่ ๆ ที่เก่ียวข้องกับการ
จัดการศึกษา เรียกว่านวัตกรรมสาหรับการศึกษาไทย เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ
การศึกษา ยกตัวอย่าง เช่น การสอนแบบบรู ณาการ (Integration), ห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Class
Room), ห้องเรียนเร้าใจ (Flip Class Room), การออกแบบการสอนแบบย้อนกลับ (Backward
Design), การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (21 Century Skills) จนมาถึงการจัดการเรียนรู้แบบ สะ
เตม็ (STEM) หรอื สะเต็มศึกษา (STEM Education)
การจัดการศกึ ษาของไทย
การจัดการศกึ ษาของไทยนั้น ได้นาองค์ความรู้ดา้ นการจดั การศึกษา หลักสตู ร การจัดการ
เรียนการสอน และอ่ืน ๆ ที่เกี่ยวข้องกบั การศกึ ษามาจากซีกโลกตะวันตกเปน็ สว่ นใหญ่ ซงึ่ ตอ้ งยอมรับ
ว่าศาสตร์การศึกษาของตะวันตกก้าวหนา้ มากกว่าศาสตร์การศกึ ษาไทย นอกจากนีแ้ ล้ว การศึกษาไทย
ยังนาทฤษฎีต่าง ๆ ท่ีเก่ียวกับการจัดการเรียนการสอน รวมท้ังรูปแบบหลักสูตรมาปรับ ประยุกต์
เปลี่ยน หรืออาจกล่าวว่าลอกเลียนมาใช้กับการศึกษาไทย เช่น หลักสูตรแบบหลักสูตรเร่งรัด
(Accelerate Program) หลักสูตรเฉพาะตาแหน่งงานระดับสูง (Advance Placement Program)
หลักสูตร 2 ปริญญา (Double Degree) หลักสูตรวิชาหลักและวิชารอง (Major - Minor Program)
14
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
การสอนแบบบูรณาการ (Integration) ห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Class Room) ห้องเรียนเร้าใจ
(Flip Class Room) การออกแบบการสอนแบบย้อนกลับ (Backward Design) การจัดการเรียนรู้
ในศตวรรษที่ 21 (21 Century Skills) รวมท้ัง สะเต็ม (STEM) หรือท่ีไทยเรียกว่า สะเต็มศึกษา
(STEM Education) ดงั ตวั อย่างเช่น
1. หลักสูตรเร่งรัด (Accelerate Program) เป็นหลักสูตรที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สาเร็จ
การศึกษาเร็วข้ึนกว่าระยะเวลาเรียนตามหลักสูตรปกติ อาทิ หลักสูตรปริญญาตรี ปกติเรียนตาม
หลักสูตรใช้ระยะเวลา 4 ปี หากใชร้ ปู แบบหลักสตู รนอี้ าจลดเวลาใหเ้ หลือเพยี ง 2-3 ปี ก็สามารถสาเรจ็
การศกึ ษาระดับปริญญาตรไี ด้
2. หลกั สตู รเฉพาะตาแหนง่ งานระดับสงู (Advance Placement Program) เปน็ หลักสตู ร
ที่สามารถเรียกว่า “หลักสูตรเรียนล่วงหน้า” นั่นหมายถึง เป็นหลักสูตรท่ีใช้สอนให้แก่ผู้เรียนระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลาย โดยให้ผู้เรียนได้เรียนในรายวิชาศึกษาท่ัวไปของมหาวิทยาลัยที่ได้ทาข้อตกลง
กบั โรงเรียนแห่งน้ัน ๆ ทั้งนีจ้ ะไม่กระทบต่อการเรียนในหลักสตู รปกตขิ องผู้เรียน การจัดการเรยี นการ
สอนและการวดั ประเมินผล จะดาเนินการโดยครใู นโรงเรียนแห่งน้ัน ๆ ซึ่งครูเหล่านั้นจะต้องได้รบั การ
พัฒนาอบรมและประเมินผลจากมหาวิทยาลัยที่ทาข้อตกลงไว้ รวมทั้งต้องเป็นไปตามมาตรฐานของ
มหาวิทยาลัยท่ีทาข้อตกลงกับโรงเรียนไว้ด้วย เม่ือผู้เรียนสาเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายก็สามารถ
นาผลการเรียนไปเทียบโอน เข้าไปศกึ ษาต่อยังมหาวิทยาลัยท่ีทาข้อตกลงกับโรงเรยี นไว้ ซ่ึงเท่ากับว่า
สามารถเชอื่ มไปสู่หลักสตู รเรง่ รัด (Accelerate Program) ได้เชน่ กัน
3. หลักสูตร 2 ปรญิ ญา (Double Degree) หมายถึง หลักสตู รท่ีได้รบั ปรญิ ญา 2 ใบ โดยใช้
ระยะเวลาในการศึกษาเท่ากับหรือน้อยกว่าการศึกษา 2 ปริญญา ซ่ึงอาจได้รับท้ัง 2 ปริญญาจาก
สถาบันเดียวกันหรือต่างสถาบันกันก็ได้ การเรียนข้ามสถาบัน รับปริญญา 2 แห่ง หรือได้รับปริญญา
เดียวแต่ใช้สัญลักษณข์ องท้งั 2 มหาวทิ ยาลยั รว่ มกัน (http://eduserv.ku.ac.th/organization/
curriculum/data/meeting/2554/resolution19-54.pdf)
จากตัวอย่างที่กล่าวมาจะเห็นว่าหลักสูตรที่มีความหลากหลายและสามารถทาให้ผู้เรียน
ได้รับประโยชน์สูงสุด และยอ่ มเป็นหลักสูตรท่ีเป็นที่ต้องการของผู้เรยี นและผู้ปกครอง จนมาถึง คาว่า
สะเต็ม (STEM) หรือ สะเต็มศึกษา (STEM Education) ได้เกิดข้ึนในยุคปัจจุบัน ที่บุคคลและ
หน่วยงานทางการศกึ ษาต้องการจัดหลักสตู รการศกึ ษาใหเ้ ปน็ รปู แบบของ STEM
สะเตม็ ศกึ ษา
คาว่า “สะเต็ม” หรือ “STEM” เป็นคาย่อจากภาษาอังกฤษของศาสตร์ 4 สาขาวิชา ได้แก่
วทิ ยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์(Engineering) และคณติ ศาสตร์
(Mathematics) หมายถึง องค์ความรู้วิชาการของศาสตร์ท้ังสี่ที่มีความเชื่อมโยงกันในโลกของความ
เป็นจริงท่ีตอ้ งอาศัยองค์ความรตู้ า่ งๆ มาบูรณาการเข้าดว้ ยกันในการดาเนินชีวติ และการทางาน
“สะเต็ม” หรือ “STEM” ถูกใช้คร้ังแรกโดยสถาบนั วิทยาศาสตร์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา
(the National Science Foundation: NSF) ซ่ึงใช้คาน้ีเพ่ืออ้างถงึ โครงการหรือโปรแกรมที่เกย่ี วข้อง
กับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ อย่างไรก็ตามสถาบันวิทยาศาสตร์
แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้ให้นิยามที่ชัดเจนของคาว่า STEM มีผลให้มีการใช้และให้ความหมาย
15
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ของคานี้แตกต่างกันไป (Hanover Research, 2011, p.5) เช่น มีการใช้คาว่า STEM ในการอ้างอิง
ถึงกลมุ่ อาชีพทม่ี ีความเกยี่ วข้องกบั วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี วศิ วกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์
จากการศึกษาเว็บไซต์ University of Leeds (2016) ประเทศอังกฤษ พบว่า STEM
ห ม า ย ถึ ง ค ว า ม รู้ ท้ั ง สี่ ศ า ส ต ร์ ท่ี ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย Science ( วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ) Technology
(เทคโนโลยี) Engineering (วิศวกรรมศาสตร์) และ Mathematics (คณิตศาสตร์) ซึ่งสามารถนามา
ประยุกต์ใช้ในการทางานในชีวิตจริงได้อย่างมีคุณค่า ส่วนเว็บไซต์ Study.com (2016) ได้สรุป
ความหมายของคาว่า STEM ไว้สั้น ๆ คือ การเรียนรู้สาระวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์
และคณิตศาสตร์ ซึ่งสาระทั้งส่ีนี้มีลักษณะที่ต่างกัน ผู้สอนต้องสามารถเชื่อมโยงความรู้ ประสบการณ์
และพัฒนาเนอื้ หาทจี่ ะสอนให้แกผ่ เู้ รียนได้อย่างเหมาะสม
Hopkins Public School (2016a) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความหมาย คาว่า STEM
หมายถึง การเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ไม่ได้
หมายความถึงการจัดการเรียนการสอนสี่วิชาน้ีแบบเอกเทศ STEM คือ การบูรณาการหลักสูตร
รายวิชา หรือเชื่อมโอกาสการเรียนรู้ในศาสตร์ท้ังส่ีให้แก่ผู้เรียนได้เกิดการสารวจ ค้นพบ และรู้จัก
แก้ปัญหา
นอกจากน้ี เว็บไซต์ U.S. Department of Education (2016) และ Livescience (2016)
ได้ให้ความหมายคาว่า STEM ในลักษณะท่ีคล้ายกันคือ หลักสูตรท่ีให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ แก่ผู้เรียนในลักษณะของสหวิทยาการ ไม่สอนสี่วิชาน้ี
ออกจากกันซึ่งจะนาไปสู่การนาไปใช้ได้ในชีวิตจริงและมุ่งให้ผู้เรียนสามารถนาความรู้ไปพัฒนา
ประเทศใหเ้ ตบิ โตเพม่ิ มากขน้ึ
สาหรับ สะเต็มศึกษา (STEM Education) หรือหลักสูตรสะเต็ม (STEM Curriculum)
ของไทยนั้น หมายถึง แนวทางการจัดการศึกษาที่บูรณาการความรู้ใน 4 สหวิทยาการ ได้แก่
วิทยาศาสตร์ วศิ วกรรม เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ โดยเนน้ การนาความรไู้ ปใช้แก้ปญั หาในชวี ิตจริง
รวมท้ังการพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ท่ีเป็นประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิตและการทางาน
ชว่ ยนักเรียนสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง 4 สหวิทยาการ กับชีวิตจรงิ และการทางาน และการจัดการ
เรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา เป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีไม่เน้นเพียงการท่องจาทฤษฎีหรือกฎทาง
วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ แต่เป็นการสร้างความเข้าใจทฤษฎีหรือกฎเหล่าน้ันผ่านการปฏิบัติให้
เห็นจริงควบคู่กับการพัฒนาทักษะการคิด การตั้งคาถาม แก้ปัญหาและการหาข้อมูลและวิเคราะห์ข้อ
ค้นพบใหม่ ๆ พร้อมท้ังสามารถนาข้อค้นพบน้ันไปใช้หรือบูรณาการกับชีวิตประจาวันได้ (สถาบัน
สง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2559)
การสอนสะเต็ม
การจดั การเรยี นการสอนสะเต็มของไทยน้ัน นักวิชาการไทยไดไ้ ปศกึ ษามาจากต่างประเทศ
ได้แก่ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ซึ่งจาเป็นอย่างย่ิงทตี่ ้องไปศึกษาจากต้นแบบของการจดั การเรียนการ
สอนแบบนี้ เพ่อื ทจ่ี ะทาใหเ้ ราเขา้ ใจถึงวธิ ีการจดั การเรยี นการสอนสะเต็มอยา่ งแท้จริง
16
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
เว็บไซต์ WE are TEACHERS (2016) ได้กลา่ วถึง วิธกี ารสอน STEM ไว้ ดงั นี้
1. ต้องเปล่ียนมุมมอง หมายถึง ผู้สอนต้องเปลี่ยนมุมมองการจัดการเรียนการสอนใหม่
ในลักษณะของ STEM ทง้ั น้ีจะสง่ ผลต่อการจัดการเรียนการสอนใหแ้ กผ่ เู้ รียนด้วย
2. ผู้เรยี นต้องเรียนรแู้ บบร่วมมือ ในลักษณะของทีม
3. บรู ณาการหลักสูตรตา่ ง ๆ เชอ่ื มโยง STEM เข้าไปในทกุ รายวชิ า
4. ใหผ้ ู้เรยี นไดเ้ รียนรู้และเล่นกบั เทคโนโลยี
จากการศึกษาเว็บไซต์ EDUCATION WEEK TEACHER (2016) พบว่า มีวิธีการสอนสะเต็ม
6 ขั้นตอน ไดแ้ ก่
ขน้ั ตอนท่ี 1 การมุ่งศึกษาประเด็นที่แท้จริงและปัญหาต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นในโลกใบน้ี ซ่ึงนับว่า
เป็นเรื่องท่มี ผี ลกระทบตอ่ มนุษย์ทุกคน
ข้นั ตอนท่ี 2 กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่มีลักษณะของการยืดหยุ่น โดยการกาหนด
โจทย์ปญั หาตา่ ง ๆ ใหม้ ีความทา้ ทาย สร้างสรรค์ และพัฒนา
ขั้นตอนท่ี 3 ให้ผ้เู รยี นได้เปิดกวา้ งในการแลกเปล่ยี นเรยี นรู้
ข้ันตอนที่ 4 เน้นการทางานทีเ่ ปน็ ทีม
ขั้นตอนท่ี 5 ประยกุ ตท์ ัง้ สศี่ าสตร์ในลกั ษณะของการบูรณาการ
ขนั้ ตอนที่ 6 ฝึกให้หาคาตอบที่มีหลายทางเลือก รวมท้ังเรียนรู้จากความผิดพลาดหรือ
ความลม้ เหลวในเรอ่ื งท่ีเรียน เพื่อเปน็ แนวทางแก้ไขในการเรียนคร้ังต่อ ๆ ไป
นอกจากน้ีสหรัฐอเมริกาได้วางแผนโครงสร้างหลักท่ีจะพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบ
โดยประกอบด้วยวธิ ีการดงั นี้ (U.S. Department of Education, 2016)
1. ตอ้ งมีการจัดการเรยี นการสอน STEM ตัง้ แต่ระดบั เด็กเลก็ จนกระทง่ั ถงึ เกรด 12
2. การเพิ่มข้ึนและความยง่ั ยนื ของการเรยี นรู้ STEM สาหรบั ทุกคนในชาติ
3. การปรบั ปรงุ STEM ให้เหมาะกบั การศึกษาระดับปรญิ ญาตรี
4. การรองรบั กลุ่มเป้าหมายท่ีจะเรยี นรูเ้ รื่อง STEM ในอนาคต
5. ออกแบบ STEM สาหรบั ระดับบณั ฑิตศึกษา
สาหรับการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็ม ในประเทศไทย ประกอบด้วย ลักษณะ 5
ประการ (สถาบันสง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี, 2559) ไดแ้ ก่
1. เป็นการสอนท่ีเนน้ การบูรณาการเข้าไปในทุกรายวชิ า
2. ช่วยนักเรียนสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเน้ือหาวิชาทั้ง 4 กับชีวิตประจาวันและ
การทาอาชีพ
3. เน้นการพัฒนาทกั ษะในศตวรรษท่ี 21
4. ทา้ ทายความคิดของนักเรยี น
5. เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและความเข้าใจที่สอดคล้องกับเน้ือหา
ทง้ั 4 วชิ า
นอกจากนบี้ ทความ เรือ่ ง มารู้จักกับสะเต็มศึกษา (Stem Education) จากเวบ็ ไซต์วิชาการ
ดอทคอม (2559) สรุปถงึ วธิ ีการจัดการเรียนการสอนได้เป็น 10 ข้นั ตอน คอื
1. เช่อื มโยงเน้ือหาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี ส่โู ลกจรงิ
17
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
2. การสืบเสาะหาความรู้ การจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนได้ศึกษาประเด็นปัญหา
หรือต้ังคาถาม แล้วสร้างคาอธิบายด้วยตนเอง โดยการรวบรวมประจักษ์พยานหลักฐานท่ีเกี่ยวข้อง
สื่อสารแนวคดิ และเหตผุ ล เปรียบเทียบแนวคดิ ตา่ ง ๆ
3. การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเปน็ ฐาน
4. การสร้างสรรคช์ ิน้ งาน
5. การบรู ณาการเทคโนโลยี
6. การมงุ่ เนน้ ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
7. การสร้างการยอมรับและการมีส่วนรว่ มจากชมุ ชน
8. การสรา้ งการสนบั สนนุ จากผู้เช่ียวชาญในทอ้ งถ่นิ
9. การเรียนรอู้ ย่างไมเ่ ป็นทางการ (Informal Learning)
10. การเรียนรู้ตามอธั ยาศัย (Non-formal Learning)
จะเห็นว่าจุดประสงค์ท่ีแท้จริงของการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา คือ
ส่งเสริมให้ผู้เรียนรักและเห็นคุณค่าของการเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และ
คณิตศาสตร์ ซึ่งวิชาเหลา่ นีเ้ ป็นเรื่องใกล้ตัวทีส่ ามารถนามาใช้ไดท้ ุกวนั
การบูรณาการสะเตม็
จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า การสอนแบบสะเต็มมักจะพบคาว่า “บูรณาการ” แท้จริงแล้ว
บูรณาการแบบเบื้องต้นง่าย ๆ ท่ีผู้สอนควรจะจัดการเรียนการสอนให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน เป็นการสอนที่
เนน้ การบูรณาการเพอื่ ชว่ ยนักเรยี นสร้างความเชือ่ มโยงระหวา่ งเน้อื หาวิชาทงั้ 4 กับชวี ติ ประจาวันและ
การทาอาชีพ ทั้งน้ี การบูรณาการที่อาจเกิดข้ึนในชั้นเรียนสะเต็มศึกษา สามารถบูรณาการได้ 4
ลักษณะ ดงั น้ี (สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย,ี 2559)
การบูรณาการภายในวิชา คือ การจัดการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนได้เรียนเน้ือหาและฝึกทักษะของ
แต่ละวิชาของสะเต็มแยกกัน การจัดการเรียนรู้แบบนี้คือการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
และเทคโนโลยเี ป็นอยทู่ ว่ั ไปที่ผสู้ อนแต่ละวชิ าตา่ งจัดการเรยี นรูใ้ หแ้ กผ่ ูเ้ รียนตามรายวิชาของตนเอง
การบูรณาการแบบพหุวิทยาการ คือ การจัดการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนได้เรียนเนื้อหาและฝึก
ทกั ษะของวิชาของวิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยีและวศิ วกรรมศาสตร์แยกกัน โดยมหี วั ขอ้ หลัก
(Theme) ที่ครูทุกวิชากาหนดร่วมกันและมีการอ้างอิงถึงความเชื่อมโยงระหว่างวิชานั้น ๆ การจัด
การเรียนรู้แบบน้ชี ว่ ยให้ผเู้ รียนเหน็ ความเชอ่ื มโยงของเนือ้ หาในวชิ าตา่ ง ๆ กับส่ิงทอ่ี ยรู่ อบตัว
การบูรณาการแบบสหวิทยาการ คือ การจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้เรียนเนื้อหาและ
ฝึกทักษะอย่างน้อย 2 วิชาร่วมกัน โดยกิจกรรมมีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของทุกวิชาเพื่อให้ผู้เรียน
ได้เห็นความสอดคล้องกัน ในการจัดการเรียนรู้แบบน้ีผู้สอนในวิชาที่เกี่ยวข้องต้องทางานร่วมกัน
โดยพิจารณาเนื้อหาหรือตัวช้ีวัดท่ีตรงกันและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาของตนเอง
โดยใหเ้ ชือ่ มโยงกบั วชิ าอ่ืนผา่ นเน้ือหาหรือตวั ช้ีวดั น้ัน
การบูรณาการแบบข้ามสาขาวิชา คือ การจัดการเรียนการสอนที่ช่วยผู้เรียนเชื่อมโยง
ความรู้และทกั ษะท่ีเรียนรจู้ ากวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์กับชีวิตจริง
18
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
โดยผู้เรียนได้ประยุกต์ความรู้และทักษะเหล่านั้นในการแก้ปัญหาที่เกิดข้ึนจริงในชุมชนหรือสังคม
และสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ของตัวเอง ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามความสนใจหรือปัญหา
ท่ีผเู้ รียนสนใจ โดยผู้สอนกาหนดกรอบของปญั หากว้าง ๆ ให้ผู้เรียน และผู้เรียนจะระบุปัญหาที่เฉพาะ
เจาะลงพร้อมทั้งวิธีการแก้ปัญหาการเรียนรู้ด้วยตัวเขาเอง ท้ังน้ีในการกาหนดกรอบของปัญหาให้
ผเู้ รียนนั้นตอ้ งคานงึ ถงึ ปจั จยั ท่เี กยี่ วข้อง 3 ประการ ได้แก่ 1) ปญั หาหรอื คาถามทผ่ี ้เู รยี นสนใจ
2) ตัวชี้วดั ในวิชาต่าง ๆ ที่เก่ียวขอ้ ง และ 3) ความรู้เดมิ ของผู้เรยี น
ส่ิงที่พึงระวังอย่างย่ิงในการจัดการเรียนการสอนแบบ STEM คือ ครูผู้สอน ท่ีจะคอย
สนับสนุน กระตุ้น บูรณาการการสอน รวมทั้งอานวยความสะดวกต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน เพราะหากครู
ไม่พร้อมหรือไม่เข้าใจถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบ STEM ก็สามารถที่จะสร้างปัญหา
ใหแ้ ก่การเรียนในครง้ั นน้ั ๆ ได้ (Micah, Tamara J. Moore & Gillian H. Roehrig, 2016)
สาหรับการวัดประเมินผลการเรียนรู้น้ันก็ไม่ต่างไปจากการวัดประเมินผลทั่วไป นั่นคือ
Rubric Scoring มีการกาหนดเกณฑ์การวัดไว้ชัดเจน เพียงเพ่ิมเติมในเร่ืองทักษะสาคัญของ
การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 เช่น ทักษะการคิดวิจารณ์ (Critical Thinking) การคิดสร้างสรรค์
(Creative Thinking) การทางานเปน็ ทีม (Collaborative) และการสอ่ื สาร (Communication)
หลกั สูตรสะเต็ม
หลักสูตรสะเตม็ ได้พัฒนาไปถึงรูปแบบในสาขาวิชาต่าง ๆ ในระดับอุดมศึกษา เพือ่ ใหม้ ีความ
หลากหลายตอบสนองผู้เรียนและตลาดแรงงาน เช่น วิทยาศาสตร์สาขาไบโอเคมี (Biomedical
Sciences) ของมหาวิทยาลัยอาคาเดีย ลอนดอน (Arcadia University London) วิทยาศาสตร์การอาหาร
(Food Science) ดนตรี (Music) ภาษาสมัยใหม่หรือแฟชั่น (Modern Languages or Fashion) ของ
มหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศอังกฤษ (University of Leeds England) หรือที่ประเทศแคนาดาได้มี
หลักสูตรศาสตร์ของความแตกต่างทางเพศ (Gender Differences in Science) เทคโนโลยี
(Technology) วิศวกรรม (Engineering) คณิตศาสตร์ (mathematics) และวิทยาศาสตรค์ อมพิวเตอร์
(Computer Science) สาหรับประเทศสหรัฐอเมริกามีหลักสูตรท่ีหลากหลาย เช่น มหาวิทยาลัย
ยงั ทาวน์ (Youngstown State University) นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกามีหลักสูตรต้ังแต่ระดับต่อเน่ือง
ปริญญาตรี (Associate Degree Programs) ระดับปริญญาตรี (Bachelor’s Degree Programs)
และระดบั บัณฑติ ศึกษา (Graduate Degree Programs) หลักสูตรระดบั ต่าง ๆ นี้มีสาขาใหเ้ ลอื กเรยี น
ไดห้ ลากหลาย ดังนี้ (Statistics Canada, 2016)
โปรแกรมตอ่ เนื่องปริญญาตรี (Associate Degree Programs) เช่น ระบบการส่อื สาร
ทางคอมพวิ เตอร์ (Computer Information Systems) เทคโนโลยีงานโยธาและกอ่ สร้าง (Civil and
Construction Engineering Technology) เทคโนโลยกี ารเขยี นแบบและออกแบบ (Drafting and
Design Technology) เทคโนโลยโี รงผลติ ไฟฟา้ (Power Plant Technology) เปน็ ต้น
โปรแกรมระดับปริญญาตรี (Bachelor’s Degree Programs) เช่น ชีววิทยา (Biology)
วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer Science) เคมี (Chemistry) วิศวโยธาและวิศวเทคโนโลยีการ
ก่อสรา้ ง (Civil and Construction Engineering Technology) วิศวโยธาและส่ิงแวดล้อม (Civil and
19
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
Environment Engineering) คณิตศาสตร์และสถิติ (Mathematics and Statistics) ฟิสิกส์และ
ดาราศาสตร์ (Physics and Astronomy) เปน็ ตน้
โปรแกรมระดับบัณฑิตศกึ ษา เช่น ชวี วทิ ยา (Biology) เคมี (Chemistry) ระบบการสอ่ื สาร
ทางคอมพิวเตอร์ (Computing and Information System) วิศวโยธาและสิ่งแวดล้อม (Civil and
Environment Engineering) ธรณีวิทยาและส่ิงแวดล้อมศึกษา (Geology and Environment Studies)
วัสดุศาสตร์และวิศวกรรม (Materials Science and Engineering) และคณิตศาสตร์และสถิติ
(Mathematics and Statistics) เปน็ ต้น
ตัวอย่างหลักสูตร STEM เกรด K - 6 ในสหรัฐอเมริกา มีการจัดการเรียนการสอน ดังน้ี
(Hopkins Public School, 2016)
ในระดับเกรด K (Kindergarten) เริ่มด้วยการให้เด็กเรียนรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์ด้วยการเล่น
ที่เป็นกระบวนการ ซึ่งในการเล่นท่ีเป็นกระบวนการน้ีอาจเรียกว่า โครงงาน ก็ได้ ซึ่งผู้เรียนจะต้อง
เช่ือมโยงความรดู้ ้านวิทยาศาสตร์เข้าไปด้วย เชน่ โครงงานแปง้ ทาขนม คือ ให้เดก็ ไดฝ้ ึกทาขนมง่าย ๆ
จากแปง้ ชนดิ ตา่ ง ๆ เป็นตน้
ในระดับเกรด 1 ให้เด็กได้เรียนรู้ในลักษณะของโครงงานเช่นเดิม แต่เป็นการให้เด็กเรียนรู้
จากแมลงปีกแข็งชนิดต่าง ๆ เช่น เต่าทอง แล้วให้เด็กเช่ือมโยงความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์ว่าแมลง
บนิ ไดเ้ พราะอะไร
ในระดับเกรด 2-3 เดก็ ยังคงเรียนรู้จากโครงงาน เป็นการต่อยอดความรู้ทสี่ ลับซับซ้อนเพ่ิม
มากขึ้น คือ ฝึกให้เด็กสร้างสรรค์โมเดลท่ีเป็นเยื่อของแมลงปีกแข็ง ซ่ึงเด็กต้องเชื่อมโยงความรู้
ดา้ นวิทยาศาสตร์
ในระดับเกรด 4 เป็นการพัฒนาความคิดเด็กให้เป็นระบบมากข้ึน คือ ฝึกให้เด็กสร้างสรรค์
ระบบการบริหารจัดการโดยใช้หลักการทางเทคโนโลยีมาร่วมวางแผนกับหลักการดา้ นวิศวกรรมศาสตร์
และวทิ ยาศาสตร์
ในระดับเกรด 5 เด็กต้องเรียนรู้และเช่ือมโยงความรู้ทั้งหมดมาบริหารจัดการถึงจุดคุ้มทุน
ของเย่ือท่ีผลิตหรือสร้างสรรค์ข้ึนมา รวมท้ังพิจารณาถึงระบบการบริหารจัดการท่ีสร้างข้ึนมาด้วย
โดยใชห้ ลกั ดา้ นคณติ ศาสตร์เขา้ มาบูรณาการ เป็นตน้
การประเมินผลการเรียนการสอนนั้นไม่แตกต่างจากการประเมินในรูปแบบปกติทั่วไป แต่
จะเพ่ิมวิธีในการประเมินผู้เรียนให้มีความหลากหลายและมีความครบถ้วนรอบด้านมากย่ิงข้ึน ไม่ใช้
การประเมินโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่จะใช้การประเมินหลายๆวิธี เพื่อสะท้อนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
อย่างแท้จริง เช่น ประเมินจากใบงาน โครงงาน แบบฝึกหัด การสังเกต การสัมภาษณ์ กิจกรรมกลุ่ม
หรือทีม การให้ผู้เรียนประเมินตนเองหรือประเมินระหว่างผู้เรียนด้วยกัน บันทึกอนุทนิ เพื่อสะทอ้ นคิด
สะทอ้ นความรู้ ตลอดจนการสอบปลายภาคเรียน เป็นต้น
20
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
สรปุ
สะเต็ม (STEM) หรือ สะเต็มศึกษา (STEM Education) คือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เป็นเร่ืองราวของศาสตร์ที่สามารถนาไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง
ผู้สอนต้องบูรณาการศาสตร์ทั้งส่ีเข้าไปในรายวิชาต่าง ๆ ไม่ได้สอนแยกออกมาสอนเป็นอีกสี่รายวิชา
ซ่ึงเป็นสิ่งท่ีเกิดจากหน่วยงานส่วนกลางภาครัฐที่จะผลักดันให้เกิดอย่างมีระบบและคุณภาพ และ
นาไปสู่สถานศึกษาทุกระดับ หากจะเปรียบกับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (21 Century
Learning) ก็คงไม่ต่างกันมากนักที่จะต้องเริ่มจากฐานรากของการพัฒนา นั่นคือ สภาพแวดล้อม
การเรียนรู้ (Learning Environment) การพัฒนาอาชีพ (Professional Development) หลักสูตร
และการสอน (Curriculum and Instruction) และมาตรฐานและการประเมินผล (Standard and
Assessment) แล้วนาไปส่แู กนความรู้ท่ีในแต่ละรายวิชา นั่นคือหัวข้อสาคัญ (Key Subjects) - 3Rs
และหลักสาคัญของศตวรรษท่ี 21 อันประกอบด้วยชีวิตและทักษะอาชีพ (Life and Career Skills)
การเรียนรู้และทักษะการคิดค้น (Learning and Innovation Skills : 4Cs) ทักษะการคิดวิเคราะห์
(Critical Thinking) ทักษะการส่ือสาร (Communication) การร่วมมือและการคิดสร้างสรรค์
(Collaboration and Creativity) และทักษะในการแสวงหาขอ้ มลู ข่าวสาร และการใชส้ ่ือเทคโนโลยี
(Information Media and Technology Skills)
จากที่กล่าวมาไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ท่ีเรียกว่าสะเต็ม (STEM) ทักษะ
ในศตวรรษท่ี 21 (21 century Skills) การสอนแบบบูรณาการ (Integration) ห้องเรียนอัจฉริยะ
(Smart Class Room) ห้องเรียนเร้าใจ (Flip Class Room) การออกแบบการสอนแบบย้อนกลับ
(Backward Design) Admission หรือการจัดหลักสูตรในรูปแบบเกียรติบัตร (Honor Program)
หลักสูตรเร่งรัด (Accelerate Program) หลักสูตรเฉพาะตาแหน่งงานระดับสูง (Advance Placement
Program) หลักสูตร 2 ปริญญา (Double Degree) หลักสูตรวิชาหลักและวิชารอง (Major – Minor
Program) สิ่งสาคัญท่สี ุดคือ “ครู อาจารย์” ซึ่งเป็นผู้จัดการเรียนรู้ให้แก่ผูเ้ รียน ท่ีเรียกว่า “นกั เรียน
นักศึกษา หรือนิสิต” จึงควรทาความเข้าใจเรื่องราวเหล่าน้ีให้ลึกซ้ึงและกระจ่างชัด โดยไม่ต้องรอว่า
หน่วยงานส่วนกลางจะจัดการอย่างไร จะมีการจัดอบรมให้แก่บุคลากรทางการศึกษาหรือไม่ ดังคา
กลา่ วท่วี า่ “ทกุ อย่างเร่มิ ตน้ ทเ่ี รา”
เอกสารอา้ งองิ
วชิ าการดอทคอม. (2559). มารู้จกั กบั สเต็มศึกษา (Stem Education). [ออนไลน์], เขา้ ถึงได้
จาก: http://www.vcharkarn.com/varticle/60865) (2559, 5 สิงหาคม).
สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. (2559). STEM Education Thailand.
[ออนไลน์], เขา้ ถงึ ได้จาก: http://www.stemedthailand.org/?page_id=23)
(2559, 30 กรกฎาคม).
ศนู ย์อาเซียนศึกษา มจร. (2559). รูดอีก! WEF จดั อนั ดบั การศกึ ษา 2014-2015 “ไทย” คณุ ภาพ
ต่าตามกน้ “ลาว-เขมร-เวียดนาม”. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก:
http://www.asc.mcu.ac.th/?p=5396 (2559, 29 กรกฎาคม).
21
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
EDUCATION WEEK TEACHER. (2016). Six Characteristics of a Great STEM Lesson.
[Online], Available: http://www.edweek.org/tm/articles/2014/06/17/
ctq_jolly_stem.html. (2016, 2 August).
Hanover Research, 2011. District Administration Practice.
Hopkins Public School. (2016a). STEM Curriculum. [Online], Available:
https://www.hopkinsschools.org/servicesdepartments/teaching-learning-
assessment/curriculum-areas/stem-curriculum. (2016, 31 July).
Hopkins Public School. (2016b). Elementary (K-6) Curriculum. [Online], Available:
https://www.hopkinsschools.org/servicesdepartments/teaching-learning-
assessment/curriculum-areas/stem-curriculum/elementary-k-6-cur.
(2016, 31 July).
http://eduserv.ku.ac.th/organization/curriculum/data/meeting/2554/resolution19-
54.pdf. (2016, 30 July).
Livescience. (2016). What is STEM Education?. [Online], Available:
http://www.livescience.com/43296-what-is-stem-education.html.
(2016, 30 July).
Micah Stohlmann, Tamara J. Moore and Gillian H. Roehrig. (2012). Considerations for
Teaching Integrated STEM Education. Journal of Pre-College Engineering
Education Research (J-PEER). [Online], Available: http://docs.lib.purdue.
edu/ cgi/viewcontent.cgi?article=1054&context=jpeer. (2016, 2 August).
Statistics Canada. (2016). Gender differences in science, technology, engineering,
Mathematics and computer science (STEM) Programs at University.
[Online], Available: http://www.statcan.gc.ca/pub/. (2016, 31 July).
Study.com. (2016). What is STEM Education? – Definition, Importance &
Standards. [Online], Available: http://study.com/academy/lesson/what-is-
stem-education-definition-importance-standards.html. (2016, 1 August).
Teaching Institute for Excellence in Stem. (2016). What is STEM Education?.
[Online], Available: http://www.tiesteach.org/about/what-is-stem-
education/. (2016, 29 July).
University of Leeds. (2016). STEM (Science, Technology, Engineering and
Mathematics). [Online], Available: http://www.stem.leeds.ac.uk/.
(2016, 1 August).
U.S. Department of Education. (2016). Science, Technology, Engineering and Math:
Education for Global Leadership. [Online], Available:
http://www.ed.gov/stem (2016, 30 July).
22
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
WE are TEACHERS. (2016). STEM: It’s Elementary. [Online], Available:
http://www.weareteachers.com/blogs/post/2015/04/03/stem-it's-elementary
(2016, 2 August).
23
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
ความคิดเหน็ ของประชาชนในอาเภอเมืองทมี่ ีต่อการนานโยบาย
ไปปฏิบตั ิ ของนายกองค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั นครศรธี รรมราช:
กรณศี กึ ษาด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวติ
PEOPLE’S OPINION AT MUEANG DISTRICT TOWARDS THE POLICY ON
IMPLEMENTATION OF NAKHON SI THAMMARAT CHIEF EXECUTIVE
OF THE PROVINCIAL ADMINISTRATION ORGANIZATION: A CASE STUDY
OF PUBLIC HEALTH AND QUALITY OF LIFE
นพิ นธ์ ฐานะพันธ์ุ1*
Niponth Thanapunth
บทคดั ยอ่
ในการวิจัยเร่ือง ความคิดเห็นของประชาชนในอาเภอเมืองท่ีมีต่อการนานโยบายไปปฏิบัติ
ของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิตนั้น เกิดจาก
พื้นที่ของจังหวัดนครศรีธรรมราชกว้างขวาง มีความแตกต่างทางสภาพของพื้นท่ี มีประชากร
ที่ประกอบอาชีพอย่างหลากหลาย ทาให้นักการเมืองท้องถิ่นท่ีจะก้าวข้ึนไปบริหารองค์การปกครอง
ส่วนท้องถิ่นจะต้องเสนอนโยบายให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่และเม่ือได้ดารงตาแหน่ง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวดั แลว้ จงึ มคี วามจาเป็นท่จี ะทราบความคิดเห็นของประชาชนในการนา
นโยบายดา้ นสาธารณสขุ และคุณภาพชวี ิตไปส่กู ารปฏบิ ัติใหบ้ รรลุผลสาเรจ็
ดังน้ัน วัตถุประสงค์ของการวิจัยจึงเน้นในการศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็น
ของประชาชนในอาเภอเมืองและศึกษาปัญหา อุปสรรค แนวทางแก้ไข ในการนานโยบายไปปฏิบัติ
ของนายกองคก์ ารบริหารสว่ นจังหวดั นครศรธี รรมราชดา้ นสาธารณสขุ และคุณภาพชวี ติ
ส่วนวิธีดาเนินการวิจัยนั้น ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเคร่ืองมือในการวิจัยโดยกาหนด
ขอบเขตประชากร เฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในพ้ืนท่ขี องอาเภอเมือง แล้วกาหนดขนาดตัวอย่างตาม
วิธีการของ เคร็ทซ่ีและมอร์แกน ได้จานวน 800 ตัวอย่าง ท่ีระดับความเชื่อม่ันร้อยละ 95 และ
มคี า่ ของความคลาดเคล่ือนไม่เกินร้อยละ 5 แตเ่ มื่อเกบ็ รวบรวมข้อมลู ด้วยวธิ ีการบงั เอิญและตรวจสอบ
ความสมบูรณ์ของข้อมูลได้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 730 ตัวอย่าง หลังจากน้ันนาไปประมวลผล แปลผล
วิเคราะหผ์ ล และอภิปรายผลจนไดข้ อ้ สรปุ ที่สาคัญ ดงั นี้
ผลจากการศึกษาพบวา่ ความคดิ เห็นของประชาชนในอาเภอเมือง ท่ีมีต่อการนานโยบายไป
ปฏิบัติของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต
มีค่าเฉลี่ยโดยรวมตามลักษณะของเพศ อายุ ระดับการศึกษาและอาชีพ อยู่ในระดับปานกลาง
____________________________________
หลกั สตู รรฐั ประศาสนศาสตร์ บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั เวสเทริ น์
*ผูน้ ิพนธ์ประสานงาน Email:
25
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ในทุกนโยบายท้ัง 15 นโยบาย และเม่ือมีการทดสอบสมมติฐานด้วยค่า t-test เก่ียวกับความแตกต่าง
ระหว่างเพศชาย-หญิง โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และทดสอบ
สมมติฐานด้วยค่า F-test และวิเคราะห์ความแปรปรวนหรือค่า ANOVA เกี่ยวกับความแตกต่าง
ระหว่างอายุ โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเหมือนกับการจาแนกตาม
อาชีพ แต่จะแตกต่างจากความแตกต่างของระดับการศึกษา ซึ่งพบว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติท่ีระดับ .05 โดยมีปัญหา อุปสรรคและแนวทางแก้ไขการนานโยบายไปปฏิบัติในด้านระบบ
บริหารจดั การน้าเพ่ืออุปโภคและบริโภคมีความถส่ี ูงสดุ รองลงมาเก่ียวกบั การสนบั สนุนจัดการสุขภาพ
ของประชาชนทั้งจงั หวดั เป็นต้น
สาหรับข้อเสนอแนะในการวิจัยคร้ังน้ี คือ ควรจาแนกนโยบายแต่ละนโยบายท่ีเป็น
นามธรรมและรูปธรรม นานโยบายยอ่ ยของนโยบายหลักมาขยายความ และถามความคิดเห็นเพมิ่ เติม
พร้อมกับคาอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมและการเมือง แต่ข้อเสนอแนะสาหรับการวิจัยคร้ังต่อไป
คือ ควรทาวิจัยในด้านลึกทางรัฐศาสตร์ที่เก่ียวกับการกาหนดนโยบายและการนานโยบายไปปฏิบัติ
ของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเน้นการระบุนโยบายของนายกองค์การ
บริหารส่วนจงั หวัดคนหนงึ่ คนใดให้ชดั เจน
คาสาคญั : ความคิดเหน็ การนานโยบายไปปฏิบตั ิ สาธารณสขุ และคุณภาพชวี ิต
ABSTRACT
The research entitled, “People’s Opinion in Mueang District towards the
Policy Implementation of Nakhon Si Thammarat’s Chief Executive Provincial Administration
organization: A case study of Public Health and Quality of Life” was based on the fact
that Nakhon Si Thammarat is a large province. It is different in the land area and various
population’s occupation. The local politician should submit the acceptable policy for
most people before one should be elected the Chief Executive. It is necessary to know
the thoughts of the people, especially the implementation of public health and quality
of life policy.
The purposes of this research were to 1) study and compare the opinion of
the people toward the policy implementation of public health and quality of life
2) to study the problems and the way to solve 15 policies of the Chief Executive
Provincial Administration Organization.
The area of study was the population in Mueang District, Nakhon Si Thammarat
Province. The 800 samples were made by Krejcie and Morgan method at the reliability
of 95% and the error not more than 5% however, when made by accidental sampling;
the sample population were at 730 samples.
26
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
The result of the research concluded that the opinion of the people toward
15 policies were at average level. The t-test of the hypothesis between male and
female were different at the significance of .05 and the F-test and ANOVA analysis
between sexes; age and occupation were not different. The problem of policy
implementation were the clean water for consumption of the people and public
health support of the whole province.
The recommendation of the research indicated that the Chief Executive of
Provincial Administration Organization should divide the implementation policy by
abstract and concrete policy. Asking for more information and explain about the social
and political activities for the people. The recommendation for further study is the
in-depth study on political science should be made for policy implementation of the
Chief Executive of Provincial Administration Organization.
Keywords: Opinion, Policy Implementation, Public Health and Quality of Life
บทนา
องค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือเรียกย่อว่า อบจ. เป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นอีกรูปแบบ
หนึ่งท่ีใช้เขตพื้นที่ของจังหวัดซึ่งเป็นการปกครองส่วนภูมิภาคเป็นเขตขององค์การบริหารส่วนจังหวัด
(อบจ.) มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 (พ.ร.บ.
องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 114 ก. ตอนท่ี 62 ลงวันท่ี
31 ตุลาคม 2540) โดยแก้ไขเพม่ิ เตมิ ครง้ั แรก พ.ศ. 2542 และแก้ไขคร้งั ที่ 2 พ.ศ. 2546
ในการบริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด จะมีโครงสร้างขององค์การบริหารส่วนจังหวัด
ซ่ึงประกอบด้วย ฝ่ายบริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด ท่ีมีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งมา
จากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนท้ังจังหวัด (นายก อบจ.) เป็นผู้กาหนดนโยบายและผลักดัน
นโยบายต่าง ๆ ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดในรูปของข้อบัญญัติหรือ
ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด (2550) ซึ่งมีสมาชิกสภาจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งของ
ประชาชนโดยตรงในจานวนทข่ี ึน้ ต่อประชากรของแตล่ ะจงั หวัดน้ัน ๆ
ผลของการศึกษาข้อมูลท่ัวไปของจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า เป็นจังหวัดที่มีประชากร
เป็นจานวนมากมีความหลากหลายในอาชีพ ท้ังชาวสวนผลไม้ สวนยางพาราและสวนปาล์มน้ามัน
ชาวนา ชาวไร่ ชาวประมง การพาณิชย์ และเป็นที่ต้ังของศูนย์ราชการสาคัญ ๆ โดยเฉพาะกองทัพ
ภาคที่ 4 มีพ้ืนที่กว้างใหญ่ท้ังเป็นที่ราบลุ่ม พื้นราบ ท่ีราบสูง ภูเขาและชายทะเลติดฝ่ังอ่าวไทย
เพราะฉะน้ันนักการเมืองท้องถ่ินท่ีจะก้าวข้ึนมาเป็นผ้บู ริหารท้องถิ่นในตาแหน่งที่ครอบคลุมท้ังจังหวัด
นครศรธี รรมราช คอื นายกองค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัดนครศรีธรรมราช และเมอื่ ชนะการเลือกตั้งแล้ว
นโยบายต่าง ๆ ที่ได้นาเสนอต่อสาธารณะและประชาชนที่ให้การยอมรับย่อมถูกนาไปสู่การปฏิบัติให้
เปน็ รูปธรรม แต่เนือ่ งจากผู้วจิ ยั มีขอ้ จากดั หลายประการท้ังเวลาและงบประมาณ จึงทาให้การวจิ ัยต้อง
จากัดขอบเขตให้แคบลง และเน้นความเห็นของประชาชนในอาเภอเมืองนครศรีธรรมราช เพราะเป็น
27
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
พ้ืนท่ีท่ีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นเป็นชุมชนเมืองและอีกด้านหน่ึงซ่ึงเป็นชานเมืองก็เป็นชุมชน
ชนบท ประชาชนมที ้ังอาชีพคา้ ขายหรือการพาณิชย์ อาชีพทานาทาสวนต่าง ๆ รบั จา้ งและรับราชการ
และประการท่ีสาคัญอาเภอเมืองเป็นศูนย์กลางของอานาจการบริหารส่วนท้องถิ่นขององค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงสามารถสะท้อนความคิดเห็นที่เป็นตัวแทนของประชากรส่วนใหญ่ท้ัง
จังหวัดได้อย่างชัดเจน
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั
1. เพ่ือศึกษาความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการนานโยบายไปปฏิบัติขององค์การ
บรหิ ารส่วนจงั หวดั นครศรธี รรมราช ด้านสาธารณสขุ และคุณภาพชวี ิต
2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการนานโยบายไปปฏิบัติของ
องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต จาแนกตามเพศ อายุ
อาชีพ และระดับการศึกษา
3. เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขการนานโยบายไปปฏิบัติขององค์การ
บรหิ ารส่วนจังหวดั นครศรธี รรมราช ดา้ นสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต
สมมติฐานของการวิจัย
1. ประชาชนที่มีเพศต่างกันมีความคิดเห็นต่อการนานโยบายไปปฏิบัติขององค์การบริหาร
ส่วนจงั หวดั นครศรีธรรมราช ด้านสาธารณสขุ และคุณภาพชีวติ ต่างกนั
2. ประชาชนท่ีมีอายุต่างกันมีความคิดเห็นต่อการนานโยบายไปปฏิบัติขององค์การบริหาร
สว่ นจงั หวดั นครศรีธรรมราช ดา้ นสาธารณสุขและคุณภาพชวี ติ ต่างกัน
3. ประชาชนที่มีอาชีพต่างกันมีความคิดเห็นต่อการนานโยบายไปปฏิบัติขององค์การ
บริหารสว่ นจังหวดั นครศรธี รรมราช ดา้ นสาธารณสุขและคุณภาพชวี ติ ต่างกนั
4. ประชาชนท่ีมีระดับการศึกษาต่างกันมีความคิดเห็นต่อการนานโยบายไปปฏิบัติของ
องคก์ ารบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ดา้ นสาธารณสขุ และคณุ ภาพชวี ติ ต่างกัน
กรอบความคดิ ท่ใี ช้ในการวจิ ัย
ตัวแปรอสิ ระ ตวั แปรตาม
ความคิดเห็นที่มีเพศ/อายุ/อาชพี /ระดับ นโยบาย ด้านสาธารณสุข
การศึกษา ด้านคณุ ภาพชีวิต
28
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
ขอบเขตของการวจิ ัย
1. ขอบเขตด้านประชากร ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของอาเภอเมือง จังหวัด
นครศรธี รรมราช
2. ขอบเขตด้านเน้ือหา ได้แก่ ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการนานโยบายไปปฏิบัติ
ของนายกองคก์ ารบริหารส่วนจังหวัด ด้านสาธารณสขุ และคณุ ภาพชวี ิต ซ่งึ ประกอบดว้ ย
2.1 นโยบายเกีย่ วกบั การจัดตัง้ กองสาธารณสุขเพอื่ ส่งเสรมิ คณุ ภาพชวี ติ
2.2 นโยบายเกี่ยวกบั การสนบั สนนุ แพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก
2.3 นโยบายเก่ียวกบั การสนับสนนุ จดั การสขุ ภาพของประชาชนทัง้ จังหวดั
2.4 นโยบายเกย่ี วกบั ส่งเสรมิ สนบั สนุนโรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพระดับตาบล
2.5 นโยบายเกยี่ วกบั การพัฒนาตอ่ ยอดนโยบายไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข
2.6 นโยบายเกย่ี วกับการสนบั สนนุ การพัฒนาศกั ยภาพ อสม.
2.7 นโยบายเกย่ี วกบั การสนบั สนนุ ศักยภาพสง่ เสริมคุณภาพชีวิตในกลุ่มแม่และเด็ก
2.8 นโยบายเกย่ี วกบั การสนับสนนุ ศกั ยภาพสง่ เสริมคุณภาพชวี ิตในกล่มุ ผู้ปว่ ยเรอ้ื รัง
2.9 นโยบายเกย่ี วกับการสนับสนนุ ศักยภาพสง่ เสริมคณุ ภาพชวี ติ ในกล่มุ ผสู้ งู อายุ
2.10 นโยบายเกี่ยวกบั การสนับสนุนศักยภาพสง่ เสรมิ คุณภาพชวี ิตในกลมุ่ ผพู้ กิ าร
2.11 นโยบายเกี่ยวกบั การสนบั สนุนศักยภาพสง่ เสรมิ คุณภาพชวี ติ ในกล่มุ ผู้ดอ้ ยโอกาส
2.12 นโยบายเกยี่ วกบั การจัดตั้งศนู ย์ดูแลผสู้ งู อายุ
2.13 นโยบายเก่ียวกบั การส่งเสรมิ สนบั สนุนการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชมุ ชน
2.14 นโยบายเกย่ี วกบั การจัดระบบบริหารจัดการน้าเพื่อการอปุ โภคและบรโิ ภค
2.15 นโยบายเกย่ี วกับการสง่ เสรมิ สนับสนนุ จัดการขยะเพอื่ แกไ้ ขปัญหาขยะ
3. ขอบเขตด้านพ้ืนท่ี ศึกษาเฉพาะประชาชนท่ีอาศัยอยู่ในพื้นที่ของอาเภอเมือง จังหวัด
นครศรีธรรมราช
4. ขอบเขตของระยะเวลา เป็นช่วงระยะเวลาของการลงพื้นท่ีในการรวบรวมข้อมูล ต้ังแต่
เดอื นสงิ หาคม - กนั ยายน 2559
จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคาว่า ความคิดเห็นพบว่า เป็น
ความเช่ือหรือการตัดสินใจเรือ่ งใดเรื่องหนึ่งหรือสิ่งใดส่ิงหนึ่งซึ่งไม่จาเป็นว่าต้องจริงแต่ได้อาศัยความรู้
ประสบการณ์ และสภาพแวดล้อมในขณะน้ันเป็นพื้นฐานประกอบ จึงทาให้ความคิดเห็นเป็นเร่ือง
บุคคลหนึ่ง ๆ ซ่ึงอาจเปลี่ยนไปตามอายุประสบการณห์ รือสภาพแวดล้อมก็ได้ และเมื่อความคิดเหน็ ไป
เช่ือมโยงกับการนานโยบายไปปฏบิ ัตแิ ล้วยอ่ มเกย่ี วข้องกระบวนการ องคก์ าร บุคลากร และงบประมาณ
จงึ จะทาให้บรรลุผลสาเรจ็ ตามเป้าหมายของนโยบายได้ แต่เนื่องจากนโยบายของนายกองค์การบริหาร
ส่วนจังหวัด มีเป็นจานวนมาก ผู้วิจัยไม่สามารถสอบถามความคิดเห็นได้ทั้งหมด ดังนั้น จึงเน้นไปที่
นโยบายด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต ซ่ึงมีจานวน 15 ประการ หรือ 15 นโยบายท่ีเกี่ยวข้องกับ
การพัฒนาสุขภาพของประชาชนและการมีคุณภาพชีวิตท่ีดี ปราศจากโรค มีความสมบูรณ์
ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม เพือ่ นาไปส่กู ารปฏิบตั ิให้บรรลุผลสาเร็จ
การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากประชาชนในอาเภอเมืองนครศรีธรรมราช
ได้คัดเลือกชุดท่ีสมบูรณ์แล้วจานวน 730 ชุด จึงนาไปวิเคราะห์ผลด้วยคอมพิวเตอร์ตามโปรแกรม
29
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
สาเร็จรูป SPSS for Window ผลปรากฏว่าประชากรท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศ
ชายเล็กน้อยมีอายุ 44-48 ปี จานวนมากทส่ี ดุ รองลงมากลุ่มอายุ 23-28 ปี และน้อยที่สุดอายุ 54-58 ปี
ในด้านอาชีพ กลุ่มตัวอย่างท่ีมีอาชีพรับจ้างท่ัวไปมีจานวนมากที่สุด รองลงมามีอาชีพค้าขายและ
น้อยที่สุด มีอาชีพเป็นพนักงานธุรกิจเอกชน ส่วนระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับมัธยมศึกษา
มีจานวนมากที่สุด รองลงมาระดับประถมศกึ ษา และน้อยท่สี ุด ระดับ ปวช. หรอื ปวส.
สรุปผลการวิจยั
สาหรับระดับความคิดเห็นของประชาชนในอาเภอเมืองที่เป็นกลุ่มตัวอย่างโดยรวมจะมี
ความคิดเห็นต่อการนานโยบายไปปฏิบัติของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นครศรีธรรมราช
ดา้ นสาธารณสุขและคุณภาพชีวติ มคี ่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา และน้อยทสี่ ุด อย่ใู นระดับปานกลางหรือ
มีค่าเฉลี่ยระหว่าง 2.50-3.49 ท้ังส้ิน คือ นโยบายการจัดตั้งกองสาธารณสุขเพ่ือส่งเสริมคุณภาพชีวิต
นโยบายส่งเสริมสุขภาพระดับตาบลและนโยบายการจัดระบบบริหารจัดการน้าเพ่ือการอุปโภคและ
บริโภคตามลาดับ และเมื่อแยกตามเพศท้ังเพศชายและเพศหญิงก็มีระดับความคิดเห็นโดยรวมทั้ง
15 นโยบาย อยู่ในระดับปานกลางหรือมีค่าเฉลยี่ ระหว่าง 2.50-3.49 ซึ่งเหมือนกับระดับความคิดเห็น
ของประชาชนกลุ่มตัวอย่างท่ีจาแนกตามอายุ 3 กลุ่มอายุ คือ อายุระหว่าง 18-33 ปี อายุ 34-48 ปี
และอายุ 45-59 ปีขึ้นไป และแยกตามระดบั การศกึ ษาคอื ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ปวช. หรอื ปวส.
และปริญญาตรีหรือสูงกว่าหรือจาแนกตามอาชีพก็พบว่าระดับความคดิ เห็นของกลุ่มตัวอย่างที่มีอาชีพ
เกษตร ค้าขาย/รับจ้างท่ัวไป รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ/ลูกจ้างเอกชน ก็ยังคงอยู่ในระดับปานกลาง
เหมือนกัน ยกเว้นอาชีพนิสิต นักศึกษา และอาชีพอ่ืน ๆ มีระดับความคิดเห็นมีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับ
มากหรอื อยรู่ ะหวา่ ง 3.50-4.49
ส่วนการทดสอบสมมติฐานที่ 1 ที่ว่า ประชาชนที่มีเพศต่างกันมีความคิดเห็นต่อการนา
นโยบายไปปฏบิ ัติของนายกองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวัด นครศรีธรรมราช ด้านสาธารณสขุ และคณุ ภาพ
ชีวิตต่างกัน ซ่ึงผลจากการทดสอบด้วยค่า T-test พบว่า ยอมรับสมมติฐานท่ีได้ตั้งไว้อย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติท่ีระดับ .05 และในการทดสอบสมมติฐานที่ 2 ที่ว่าประชาชนท่ีมีอายุต่างกันมีความคิดเห็น
ต่อการนานโยบายไปปฏิบัติของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นครศรีธรรมราช ด้านสาธารณสุข
และคุณภาพชีวิตต่างกัน ซ่ึงผลจากการทดสอบด้วยค่า F-test และวิเคราะห์ความแปรปรวนระหว่าง
กลุ่มและภายในกลุ่ม พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงยอมรับ
สมมติฐานท่ีต้ังไว้ ส่วนการทดสอบสมมติฐานท่ี 3 ที่ว่าประชาชนที่มีอาชีพต่างกันมีความคิดเห็นต่อ
การนานโยบายไปปฏิบัติของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นครศรีธรรมราช ด้านสาธารณสุข
และคุณภาพชีวิตต่างกัน ซ่ึงผลจากการทดสอบด้วยค่า F-test และวิเคราะห์ความแปรปรวนระหว่าง
กลุ่มและภายในกลุ่มพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงยอมรับ
สมมติฐานที่ตั้งไว้เช่นกันแต่ตรงกันข้ามกับสมมติฐานที่ 4 ท่ีว่า ประชาชนท่ีมีระดับการศึกษาต่างกันมี
ความคิดเห็นต่อการนานโยบายไปปฏิบัติของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นครศรีธรรมราช
ด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิตต่างกัน ซ่ึงผลจากการทดสอบด้วยค่า F-test และวิเคราะห์
30
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
ความแปรปรวนระหว่างกลุ่มและภายในกลุ่ม พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
ท่ีระดับ .05 จงึ เปน็ การปฏเิ สธสมมติฐานทต่ี ้ังไว้
นอกจากนั้น ในการศึกษาปัญหา อุปสรรคและแนวทางแก้ไขการนานโยบายไปปฏิบัติของ
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นครศรีธรรมราช ด้านสาธารณสขุ และคุณภาพชีวิต พบว่า นโยบาย
เกี่ยวกับการจัดระบบบริหารจัดการน้าเพื่ออุปโภคและบริโภคมีค่าความถี่สูงสุด รองลงมานโยบาย
เกี่ยวกับการสนับสนุนจัดการสุขภาพของประชาชนท้ังจังหวัดและความถี่ต่าสุดคือ นโยบายเก่ียวกับ
การพัฒนาต่อยอดนโยบายไทยเขม้ แข็งของกระทรวงสาธารณสขุ
อภิปรายผล
จากการรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามและเป็นการสุ่มตัวอย่างโดยบังเอิญครั้งนี้ทาให้ได้
กลุ่มตัวอย่างท่ีเป็นตัวแทนของประชากรท่ีมีความกระจายอย่างใกล้เคียงทั้งในด้านเพศ ด้านอายุ
แต่ละกลุ่ม ด้านระดับการศึกษาและด้านอาชีพ จึงทาให้ระดับความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อ
การนานโยบายไปปฏิบัติของนายกองคก์ ารบริหารส่วนจังหวัด นครศรธี รรมราช ด้านสาธารณสุขและ
คุณภาพชวี ิต ล้วนแต่มคี า่ เฉล่ียโดยรวมอยใู่ นระดับปานกลางทง้ั สิ้น ท้งั นี้ เพราะนโยบายแต่ละนโยบาย
ท้ัง 15 นโยบาย เป็นนโยบายท่ีเกี่ยวกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนและมีผลกระทบต่อ
ประชาชนโดยตรง แต่ทีไ่ ม่เหน็ ความแตกต่างของระดับความคดิ เห็นน้ันเกดิ จากการนาโยบายไปปฏิบัติ
ท่ีแท้จริง ประชาชนไม่ทราบจุดมุ่งหมายและมาตรฐานของนโยบาย ไม่ทราบทรัพยากรท่ีนามาใช้ใน
นโยบายไม่ทราบกระบวนการควบคุมการนานโยบายไปปฏิบัติ ลักษณะของหน่วยงานทนี่ านโยบายไป
ปฏิบัติ สภาพแวดล้อมทางการเมือง สภาพเศรษฐกิจและสังคมจึงทาใหค้ วามสาเร็จในการนานโยบาย
ไปปฏิบัติไม่เห็นเป็นรูปธรรมท่ีชัดเจน แต่ประชาชนได้เพียงรับรู้ผลกระทบที่มีต่อสุขภาพหรือคุณภาพ
ชวี ติ บ้างในบางส่วน บางนโยบายเท่านนั้ ซึง่ ตรงกันข้ามกับการศึกษาของ ชลิดา มานะวรพงศ์ (2553)
เก่ียวกับการประเมินคุณภาพชีวิตของประชาชนในตาบลมาบตาพุด อาเภอเมือง จังหวัดระยอง และ
การศึกษาของ ปวีณา ปัจฉิมเขตต์ และพุ่มพวง ดอกเนียม (2551) เกี่ยวกับพฤติกรรมการสร้างเสริม
สุขภาพด้านการออกกาลังกายของประชาชนวยั ผใู้ หญต่ อนกลาง ตาบลยางน้ากลัดเหนือ อาเภอหนอง
หญา้ ปล้อง จงั หวัดเพชรบรุ ี ซ่งึ อยู่ในระดับมาก เพราะนโยบายดงั กล่าวมคี วามเป็นรปู ธรรมและกระทบ
ต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตโดยตรง จึงไม่สอดคล้องกับนโยบาย 15 นโยบาย ที่นาไปสู่การปฏิบัติใน
จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งล้วนแต่เป็นนโยบายท่ีเป็นนามธรรมมีผลกระทบหรือเกิดผลทางอ้อมหรือ
ระยะยาวกับประชาชน และบางนโยบายจะเห็นผลเพียงกลุ่มบางกลุ่ม เช่น นโยบายการจัดตั้ง
กองสาธารณสุข นโยบายการสนับสนุนแพทยแ์ ผนไทยและแพทย์ทางเลือก นโยบายส่งเสริมสนับสนุน
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตาบลฯ และนโยบายเกี่ยวกับการจัดต้ังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุหรือ
นโยบายการสนับสนุนพฒั นาศกั ยภาพส่งเสรมิ คณุ ภาพชีวิตในกลุ่มผดู้ อ้ ยโอกาส เป็นต้น
นอกจากนั้น ในการศึกษาปัญหา อุปสรรคและแนวทางแก้ไขการนานโยบายไปปฏิบัติของ
นายกองค์การบรหิ ารสว่ นจังหวดั นครศรธี รรมราช ด้านสาธารณสขุ และคุณภาพชวี ิต ยังพบว่า ความถี่
ของปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขต่อนโยบาย ด้านระบบบริหารจัดการน้าเพื่อการอุปโภคและ
บริโภค นโยบายการสนับสนุนจัดการสุขภาพของประชาชนทั้งจังหวดั มีคา่ ความถ่ีสูงสุด และรองลงมา
อันเน่ืองมาจากเป็นนโยบายที่มีผลกระทบต่อประชาชนในทันทีจึงทาให้ความคิดเห็นต่อเร่ืองดังกล่าว
31
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
มีปัญหา อปุ สรรค และต้องหาแนวทางแก้ไขด่วน ซ่ึงเปน็ ไปตามที่สมบตั ิ ธารงธัญวงศ์ (2543) ไดส้ รุป
ไว้ว่า ความสาเร็จหรือล้มเหลวของการนานโยบายไปปฏิบัตินั้น จะส่งผลกระทบท้ังทางตรงและ
ทางอ้อมต่อประชาชนที่เกี่ยวข้องและต่ออนาคตทางการเมืองของผู้กาหนดนโยบายหรือเสนอนโยบาย
ให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลอื ก ดงั นนั้ ในระยะยาวหากไม่รีบดาเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ความคิดเห็น
ของประชาชนอาจมีการเปลี่ยนแปลงในทางต่าลงก็ได้ เพราะคาว่าความคิดเห็นน้ัน สามารถ
เปลี่ยนแปลงได้ เนอ่ื งจากเปน็ ความรสู้ กึ หรอื ความเชอื่ ของบคุ คลต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดนนั่ เอง
สาหรับผลจากการพิสูจน์ สมมติฐานที่จาแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ
พบว่า โดยภาพรวมเป็นการยอมรับสมมติฐานเป็นส่วนใหญ่ ท้ังน้ี เพราะตัวแปรอิสระต่าง ๆ ดังกล่าว
มาจากประชาชนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างที่กระจายกลุ่มได้ใกล้เคียงกันมาก และตัวแปรตามคือนโยบาย
ของนายกองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวดั นครศรธี รรมราช ทั้ง 15 นโยบาย ล้วนแตเ่ ปน็ นโยบายทีไ่ ด้ส่งผล
กระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประชาชนในอาเภอเมืองน้อย แต่เม่ือแยกเป็นนโยบายแต่ละ
นโยบายจะมีท้ังแตกต่างและไม่แตกต่าง ตามลักษณะของตัวแปรอิสระและนโยบายด้านสาธารณสุข
และคณุ ภาพชีวิต ซึ่งเป็นตัวแปรตาม ซ่ึงสอดคล้องกบั การวิจยั ของประเสรฐิ ชวนบุญ (2553) เก่ียวกับ
นโยบายการส่งเสริมการออกกาลังกายเพื่อสุขภาพไปปฏิบัติในองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมทุ รสาคร
ล้วนแต่เป็นนโยบายท่ีปฏิบัติได้จริงและเป็นรูปธรรม ข้าราชการและบุคลากรมีความรู้ความสามารถ
ดาเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงมีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรงมีผลต่อการนานโยบายไป
ปฏิบัติเป็นไปในเชิงบวก และตรงกันข้ามกับการวิจัยของ โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และคณะ (2557)
ท่ีวิจัยเกี่ยวกับนโยบายการพัฒนาแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก
ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซ่ึงเป็นนโยบายที่มีผลกระทบต่อประชาชนทางอ้อมและระยะยาว
ทาให้ระดับการรับรนู้ โยบายดังกล่าวอย่ใู นระดับตา่ มาก
ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะสาหรบั การวจิ ัยคร้ังนี้
1. ควรจาแนกนโยบายแต่ละนโยบายออกเปน็ นโยบายทเ่ี ปน็ นามธรรมและรปู ธรรม
2. ควรอธิบายปรากฏการณ์ทางสงั คมและการเมอื งในท้องถน่ิ ให้มีความชัดเจน
3. ควรนานโยบายยอ่ ยของนโยบายหลกั มาขยายความและถามความคิดเห็นด้วย
ขอ้ เสนอแนะสาหรบั การวิจยั ครั้งต่อไป
ควรจะวิจัยในด้านลึกทางรัฐศาสตร์ท่ีเก่ียวกับการนานโยบายไปปฏิบัติของนายกองค์การ
บริหารสว่ นจงั หวัดนครศรธี รรมราช โดยเน้นการระบุนโยบายของนายกองค์การบรหิ ารส่วนจังหวดั
32
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
เอกสารอา้ งองิ
โกมาตร จึงเสถียรทรพั ย์ และคณะ. (2557). นโยบายแพทยแ์ ผนไทย การแพทย์พ้ืนบ้านและ
การแพทย์ทางเลือกในการเข้าสูป่ ระชาคมอาเซยี น สถาบันวจิ ยั สาธารณสุข.
สานกั งานวิจัยสงั คมและสุขภาพ สานกั งานนโยบายและยทุ ธศาสตร์ สานักงานปลดั กระ
ทวงสาธารณสขุ .
ชลิดา มานะวรพงศ.์ (2553). การประเมินคณุ ภาพชวี ติ ของประชาชนในตาบลมาบตาพดุ
อาเภอเมอื ง จงั หวัดระยอง. คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่.
ประเสรฐิ ชวนบญุ . (2553). การนานโยบายการสง่ เสรมิ การออกกาลังกายเพ่ือสุขภาพไปปฏบิ ตั ิ
ในองค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัดสมทุ รสาคร. ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต บณั ฑติ วิทยาลยั
มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล.
ปวีณา ปจั ฉมิ เขตต์ และพุ่มพวง ดอกเนยี ม. (2551). พฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ
ดา้ นการออกกาลังกายของประชาชนวัยผูใ้ หญ่ตอนกลาง ตาบลยางน้ากลัดเหนอื
อาเภอหนองหญ้าปล้อง จงั หวดั เพชรบรุ ี. คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครปฐม.
องค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัดนครศรธี รรมราช. (2549). แผนพัฒนาสามปี (พ.ศ. 2550-2552)
องค์การบริหารส่วนจังหวดั นครศรธี รรมราช. นครศรธี รรมราช: ม.ป.พ.
พระราชบญั ญตั ิองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวัด พ.ศ. 2540 ประกาศในราชกจิ จานุเบกษา 114 ก.
ตอนที่ 62 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2540.
สมบตั ิ ธารงธญั วงศ์. (2543). นโยบายสาธารณะ: แนวความคดิ การวเิ คราะห์และกระบวนการ.
(พิมพค์ รง้ั ท่ี 5). กรงุ เทพฯ: สานักพิมพ์เสมาธรรม.
33
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
ความเปน็ องค์กรแห่งการเรยี นรู้
ของมหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนครศรอี ยธุ ยา
LEARNING ORGANIZATION OF
PHRANAKHON SI AYUTTHAYA RAJABHAT UNIVERSITY
ปราณี ตนั ประยรู 1*
Pranee Tanprayoon
บทคดั ยอ่
การวิจัยนมี้ ีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัย
ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และ 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรสายสนับสนุนต่อ
ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยจาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ประชากรที่ใช้ใน
การศึกษาคือบุคลากรสายสนับสนุนของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ปีการศึกษา 2558
จานวน 299 คน กาหนดขนาดกลมุ่ ตัวอย่างด้วยสูตรของทาโร่ ยามาเน่ ได้จานวน 171 ราย ใชว้ ิธกี าร
สุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือท่ีใช้คือแบบสอบถามมิติขององค์กรแห่งการเรียนรู้ของ Marsick และ
Watkins มีค่าความเชื่อมั่นท้ังฉบับเท่ากับ 0.87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ความถี่ ร้อยละ
ค่าเฉล่ีย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว
ผลการวิจัยพบว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยามีความเป็นองค์กรแห่งการเรี ยนรู้ในระดับ
ปานกลาง มิติของความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ท้ัง 7 มิติมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลางท้ังหมด
สว่ นผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นต่อความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยพบว่า
บุคลากรสายสนับสนุนท่ีมีเพศ อายุ สถานภาพ อายุการทางาน และรายได้เฉล่ียต่อเดือนต่างกัน
มีความคิดเห็นต่อความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยไม่แตกต่างกัน ส่วนบุคลากรสาย
สนับสนุนที่มีระดับการศึกษา และตาแหน่งงานที่ต่างกันมีความคิดเห็นต่อความเป็นองค์กรแห่งการ
เรยี นรูข้ องมหาวิทยาลัยแตกตา่ งกันอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ิท่ีระดบั .05
คาสาคญั : การประเมนิ องค์กรแหง่ การเรยี นรู้
____________________________________
1คณะวทิ ยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา
*ผู้นิพนธ์ประสานงาน Email: [email protected]
35
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ABSTRACT
This research aimed to 1) evaluate the learning organization of Phranakhon
Si Ayutthaya Rajabhat University and 2) compare the opinion towards the learning
organization of Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University classified by personal
factors. The sample subjects consisted of 171 supportive staffs of Phranakhon Si Ayutthaya
Rajabhat University were determined by using the Taro Yamane model. The research
instrument was the dimensions of the learning organization questionnaire by Marsick
and Watkins with 0.87 average reliability value. The data was analyzed by descriptive
statistics; frequency, percentage, mean, standard deviation, t-test and F-test.
The findings revealed as follows: 1) the opinions toward the learning organization
overall were the medium level. 2) supportive staffs that different sex, age, status, work
experience, and average income had opinion towards the learning organization were
not significantly different but supportive staffs that different educational level and
position had opinion towards the learning organization were significantly different at
the level .05.
Keywords: Evaluation, Learning Organization
บทนา
ปัจจุบันสังคมโลกได้มีการเปล่ียนแปลงไปสู่สังคมท่ีใช้ความรู้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของ
องค์การเพื่อสร้างความสาเร็จและความสามารถในการแข่งขัน ศตวรรษท่ี 21 ประเทศไทยเข้าสู่
การเปล่ียนแปลงท่ีเรียกว่า สังคมความรู้ (Knowledge Society) และระบบเศรษฐกิจฐานความรู้
(Knowledge-based Economy) ท่ีใช้ความรู้และนวัตกรรม (Innovation) เป็นปัจจัยหลักในการพัฒนา
และการผลิตมากกว่าเงินทุนและแรงงาน หน่วยงานของรัฐบาลและของเอกชนต่างหันมาเตรียม
องค์กรของตนให้มีความพร้อมโดยหวังเพ่ิมประสิทธิภาพที่จะเกิดข้ึนกับองค์กรในทุกด้าน ดังนั้น
องค์กรต่าง ๆ จาเป็นต้องปรับตัวไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ การสร้างนวัตกรรมและองค์
ความรู้ใหม่โดยใช้การจัดการความรู้ในองค์กรเพ่ือการพัฒนาที่ย่ังยืนต่อไป (ชัชวาล วงษ์ประเสริฐ,
2548)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงบริหารโครงการอันเน่ือง มาจาก
พระราชดาริรวมทั้งงานด้านต่าง ๆ โดยทรงจัดการความรู้ไปพร้อมกัน ทรงตระหนักว่าเกษตรกร
ส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาน้อย ความรู้ที่มีได้รับการถ่ายทอดต่อ ๆ กันมาและจากการปฏิบัติจริงขาด
หลักวิชาการสมัยใหม่และประสบปัญหาท่ีแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิประเทศ ความเป็นอยู่
ขนบธรรมเนียมประเพณี จึงทรงดาเนินการจัดการความรู้เช่น การศึกษาวิจัย ทดลอง แสวงหา
แนวทางและวิธีการด้านต่าง ๆ ใหแ้ ก่ราษฎรในการประกอบอาชีพและผู้สนใจเขา้ ศกึ ษาดงู านแลว้ นาไป
ปรับใช้ขยายผลการพัฒนาสู่ราษฎรใกล้เคยี ง พระองค์ทรงนาวิธีการบริหารจัดการความรู้มาใช้ ในการ
36
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
ปฏิบตั ิพระราชกรณยี กจิ โดยตลอด นบั ต้ังแตก่ ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล การวิเคราะห์ขอ้ มลู การ
ทดลอง การวิจัย การบริหารงานของ “ศูนย์การศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดาริ” จึง
เป็นแบบอย่างท่ีดีในการบริหารจัดการความรู้เพื่อเกษตรกรรวม อีกท้ังพระราชกรณียกิจต่าง ๆ
ด้านการพัฒนาท่ีเห็นได้ชัดเจน เกษตรกรสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น แนวทางพระราชดาริ
เรื่องทฤษฎีใหม่ (สานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, 2550) ด้วยความสาคัญดังกล่าว
พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 (ราชกิจจา
นุเบกษา, 2546) หมวด 3 มาตรา 11 กาหนดให้ส่วนราชการมีหน้าท่ีพัฒนาความรู้ในส่วนราชการ
ให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่าเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถ
ประมวลความรู้ในด้านต่าง ๆ เพื่อนามาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว
เหมาะสม กับสถานการณ์ ทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถสร้างวิสัยทัศน์ และ
ปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการให้มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน (บุญดี บุญญากิจ และ
คณะ, 2549)
จากแนวคิดเกี่ยวกับองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นแนวคิดในการพัฒนา
องค์กรอย่างยั่งยืน เนื่องจากเป็นการพัฒนาท่ีเร่ิมจากระดับบุคคล ซึ่งสมาชิกทุกคนในองค์กรจะต้องมี
การพัฒนาตนเองก่อนแล้วจึงพัฒนาต่อในระดับทีม ระดับองค์กร และระดับสังคม มหาวิทยาลัย
ราชภัฏพระนครศรีอยุธยาเป็นองค์กรท่ีมีพันธกิจในการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซ่ึงปัจจุบัน
องค์ความรู้ท่ีเกี่ยวข้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยมีการพัฒนาอย่างต่อเน่ือง ก่อให้เกิดนวัตกรรม
ที่หลากหลาย ดังน้ัน บุคลากรภายในองค์กรจึงจาเป็นต้องตระหนักถึงความสาคัญของการเรียนรู้
การแบ่งปันความรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ รวมถึงการร่วมมือร่วมใจกันทางานเป็นทีมเพ่ือทาให้
การดาเนินพันธกิจของมหาวิทยาลัยเป็นไปด้วยความราบร่ืน คล่องตัวและบรรลุผลเพราะย่ิงองค์กร
มีพันธกิจหลายด้านและมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าใดก็ย่อมมีบุคลกรระดับต่าง ๆ ในหลากหลายหน่วยงาน
เพิม่ ข้ึนตามไปด้วย
ปัจจุบันบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการมีหน้าท่ีความรับผิดชอบและปฏิบัติงานอยู่ในทุก
ส่วนของมหาวิทยาลัย และเป็นทรัพยากรท่ีสาคัญย่ิงในการสนับสนุนการดาเนินพันธกิจ ต่าง ๆ
ของมหาวิทยาลัยให้ประสบความสาเร็จรวมถึงการมีบทบาทสาคัญต่อการพัฒนาของมหาวิทยาลัย
ผู้วิจัยเป็นผู้สอนรายวิชาด้านการบริหารจัดการจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาความคิดเห็นของบุคลากร
สายสนับสนุนท่ีมีต่อความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
เพ่ือนาผลการศึกษาไปใช้เป็นกรณีศึกษาและเสนอมหาวิทยาลัยเพื่อนาไปเป็นข้อมูลในการวางแผน
ปรบั ปรุงและพฒั นาองค์กรใหเ้ ป็นองคก์ รแห่งการเรียนรูท้ ยี่ ั่งยนื ตอ่ ไป
วัตถุประสงคก์ ารวจิ ัย
1. เพ่อื ประเมินความเป็นองคก์ รแห่งการเรยี นรู้ของมหาวิทยาลยั
2. เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรสายสนับสนุนต่อความเป็นองค์กรแห่ง
การเรียนรู้ของมหาวิทยาลยั จาแนกตามปจั จยั สว่ นบุคคล
37
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
วิธดี าเนินการวิจัย
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1. ประชากรท่ีเป็นเป้าหมายของการวิจัยคือบุคลกรสายสนับสนุนของมหาวิทยาลัย
จานวน 299 คน (งานบริหารงานบุคคล 25 กุมภาพันธ์ 2559)
2. การกาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง กาหนดจากจานวนประชากรที่ใช้ในการวิจัย 299 ราย
ด้วยสูตรการคานวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ ทาโร่ ยามาเน่ (Yamane, 1973 อ้างถึงใน บุญธรรม
กจิ ปรดี าบรสิ ุทธ์ิ, 2553) ได้กลุ่มตัวอย่างจานวน 171 ตัวอย่าง
การสุ่มตวั อย่าง ใช้วธิ ีการส่มุ แบบช้ันภมู ิ (Stratified Random Sampling) โดยกระจาย
ตามสัดส่วนจานวนประชากรทัง้ 5 กลมุ่ ดงั ตาราง ท่ี 1
ตารางท่ี 1 สดั ส่วนของประชากรกลุม่ ตวั อย่าง
ลาดบั ที่ กล่มุ บุคลากรสายสนับสนนุ จานวน กลุ่มตัวอยา่ ง คิดเปน็ ร้อยละ
ประชากร
1 ขา้ ราชการ 6 4.0
2 ลกู จา้ งประจา 11 16 9.0
3 พนกั งานราชการ 27 22 13.0
4 พนกั งานมหาวิทยาลยั 38 70 41.0
5 เจ้าหน้าทปี่ ระจา 123 57 33.0
100 171 100.00
รวม 299
ตัวแปร
1. ตวั แปรอิสระ คือ ปัจจัยส่วนบคุ คลของบุคลากรสายสนับสนุน ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ
ระดบั การศึกษา ตาแหนง่ งาน อายกุ ารทางาน รายไดเ้ ฉล่ยี ต่อเดอื น
2. ตัวแปรตาม คือ ความคิดเห็นของบุคลากรสายสนับสนุนท่ีมีต่อการเป็นองค์กร
แห่งการเรียนรู้ท้ัง 7 มิติ ได้แก่ 1) การสร้างโอกาสในการเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง 2) การสนับสนุนให้มี
การซักถามและสนทนา 3) การส่งเสริมการร่วมมือกันและการเรียนร้เู ป็นทีม 4) การสร้างระบบการรับ
และการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ 5) การให้อานาจแต่ละบุคคลที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์การ
6) การเช่ือมโยงองค์การให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และ 7) การให้ภาวะผู้นาท่ีเป็นต้นแบบที่สนับสนุน
การเรียนรู้
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
การประเมินความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ หมายถึง การประเมินความเป็นองค์กรแห่ง
การเรียนรู้ตามความคิดเห็นของบุคลากรสายสนับสนุน ใน 7 มิติได้แก่ 1) การสร้างโอกาสในการเรียนรู้
อย่างต่อเน่ือง 2) การสนับสนุนให้มีการซักถามและสนทนา 3) การส่งเสริมการร่วมมือกันและการเรียนรู้
38
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
เป็นทีม 4) การสร้างระบบการรับและการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ 5) การให้อานาจแต่ละบุคคลที่
สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์การ 6) การเช่ือมโยงองค์การให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และ 7) การให้
ภาวะผนู้ าทีเ่ ป็นต้นแบบท่ีสนบั สนนุ การเรียนรู้
เคร่ืองมือท่ใี ชใ้ นการรวบรวมข้อมูล
เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นของบุคลากรสาย
สนบั สนนุ ทม่ี ีต่อการเป็นองคก์ รแห่งการเรียนรู้ของมหาวทิ ยาลยั ทด่ี ัดแปลงจากแบบสอบถามสาเรจ็ รูป
DLOQ (The Dimensions of the Learning Organization Questionnaire) ข อ ง Marsick แ ล ะ
Watkins ซง่ึ ประเมินการดาเนินการทสี่ าคัญสคู่ วามเป็นองค์กรแหง่ การเรยี นรทู้ ้ัง 7 มติ ิ
การตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม ดาเนินการโดยนาแบบสอบถามไปทดลองใช้กับ
กลุ่มเป้าหมายที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 10 คน เพื่อตรวจสอบความเข้าใจในข้อคาถามและ
ความเป็นไปได้ท่ีจะใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง จากนั้นนาความคิดเห็นของกลุ่มทดลองใช้
แบบสอบถามมาปรับปรุงแล้วจึงได้นาไปให้ผู้เช่ียวชาญ จานวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเท่ียงตรงตาม
เน้ือหา นาผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุง แล้วจึงนาไปทดลอง
(Try-out) กับผู้ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 คน เพ่ือหาค่าความเช่ือม่ันของแบบสอบถามด้วยวิธี
สัมประสิทธ์ิแอลฟ่า ของครอนบาช (Cronbach’s Alpha Coefficient) ซ่ึงกาหนดค่าความเชื่อม่ัน
มากกว่า 0.7 (กัลยา วานิชย์บญั ชา, 2549) โดยทุกมติ ิไดค้ า่ ความเชอื่ มน่ั ภาพรวมเทา่ กบั 0.87
การเก็บรวบรวมข้อมูล
การเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามดาเนินการโดยผู้ช่วยนักวิจัย ซึ่งผู้วิจัยได้จัดประชุม
เพื่อชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ของการทาวิจัย และแนะนาแนวปฏิบัติในการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม
กอ่ นเริม่ เกบ็ ข้อมูล
วธิ ีการวเิ คราะห์และการนาเสนอขอ้ มลู
การวิเคราะห์ข้อมลู เชิงปริมาณใชว้ ิธีการ ดังนี้
1. วิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคลของบุคลากรสายสนับสนุนโดยแจกแจงความถี่ คานวณ
ร้อยละ และนาเสนอภาพรวมลกั ษณะตัวอยา่ ง
2. วเิ คราะห์ขอ้ มูลความคดิ เห็นของบุคลากรสายสนบั สนุนด้วยตารางคานวณค่าเฉล่ีย ( X )
และค่าส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) เพ่ืออธิบายระดับความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของมหาวทิ ยาลัย
โดยแปลผลจากค่าเฉลีย่ แลว้ นาเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลด้วยตาราง
3. วิเคราะห์เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นต่อความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของ
มหาวิทยาลยั จาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของบุคลากรสายสนบั สนุน ด้วยการทดสอบที (t-test) และ
การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA)
39
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ผลการวจิ ัย
1. บุคลากรสายสนับสนุนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 60.23 อายุระหว่าง 31-35 ปี
ร้อยละ 43.86 สถานภาพโสด ร้อยละ 87.72 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 92.98 ตาแหน่ง
ผปู้ ฏิบัติงาน ร้อยละ 52.05 อายกุ ารทางาน 6-10 ปี ร้อยละ 45.03 และมีรายได้เฉล่ยี ต่อเดือนระหวา่ ง
20,001-30,000 บาท ร้อยละ 60.23
2. ความเปน็ องค์กรแหง่ การเรียนรู้ของมหาวทิ ยาลยั แสดงผลดงั ตารางท่ี 2
ตารางที่ 2 ความเป็นองคก์ รแหง่ การเรียนร้ขู องมหาวิทยาลัยเรยี งตามลาดับค่าเฉลี่ย
ความเป็นองคก์ รแห่งการเรยี นรู้ X S.D. ระดับ
1. การสร้างโอกาสในการเรียนรอู้ ย่างต่อเนอื่ ง 0.56 ปานกลาง
2. การสนบั สนุนใหม้ ีการซักถามและสนทนา 3.09 0.59 ปานกลาง
3. การใหภ้ าวะผ้นู าทีเ่ ป็นต้นแบบท่ีสนับสนุนการเรียนรู้ 3.06 0.50 ปานกลาง
4. การสง่ เสริมความร่วมมือกันและการเรียนรูเ้ ปน็ ทมี 3.05 0.73 ปานกลาง
5. การสรา้ งระบบการรับและการแลกเปลย่ี นการเรียนรู้ 2.96 0.60 ปานกลาง
6. การให้อานาจแตล่ ะบุคคลทีส่ อดคล้องกบั วสิ ยั ทัศน์ 2.93
0.64 ปานกลาง
ขององค์กร 2.86 0.57 ปานกลาง
7. การเชอ่ื มโยงองคก์ รให้เข้ากับสภาพแวดล้อม 2.84 0.59 ปานกลาง
2.97
โดยรวม
จากตารางท่ี 1 พบว่ามหาวิทยาลัยมีความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับ
ปานกลาง ( X = 2.97, S.D. = 0.59) เมื่อพิจารณารายมิติพบว่าอยู่ในระดับปานกลางทุกมิติ มิติท่ีมี
ค่าเฉลี่ยสูงท่ีสุดคือการสร้างโอกาสในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ( X = 3.09, S.D. = 0.56) รองลงมา
คอื การสนับสนุนให้มีการซักถามและสนทนา ( X = 3.06, S.D. = 0.59) ส่วนมิติที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด
คือ การเช่ือมโยงองคก์ รใหเ้ ขา้ กบั สภาพแวดลอ้ ม ( X = 2.84, S.D. = 0.57)
40
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
3. วิเคราะห์เปรียบเทียบระดับคิดเห็นของบุคลากรสายสนับสนุนต่อความเป็นองค์กรแห่ง
การเรยี นรู้ของมหาวิทยาลัยจาแนกตามปจั จยั ส่วนบคุ คล แสดงผลดงั ตารางที่ 3
ตารางท่ี 3 วิเคราะห์เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรสายสนับสนุนต่อความเป็นองค์กร
แห่งการเรียนรู้ของมหาวทิ ยาลยั จาแนกตามปจั จัยส่วนบคุ คล
ปจั จยั ส่วนบุคคล F p ผลการวิเคราะห์
1. เพศ
2. อายุ .110 ไม่แตกตา่ ง
3. สถานภาพ
4. ระดับการศกึ ษาสูงสุด .275 ไม่แตกต่าง
5. ตาแหน่งงาน
6. อายกุ ารทางาน .137 ไมแ่ ตกต่าง
7. รายไดเ้ ฉลี่ยตอ่ เดือน
*p ≤ .05 3.474 .032* แตกตา่ ง
3.035 .027* แตกต่าง
.186 ไมแ่ ตกต่าง
.184 ไมแ่ ตกตา่ ง
ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรสายสนับสนุนต่อความเป็น
องค์กรแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยพบว่า บุคลากรสายสนับสนุนท่ีมีเพศ อายุ สถานภาพ
อายุการทางาน และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
ของมหาวิทยาลัยไม่แตกต่างกัน สาหรับบุคลากรสายสนับสนุนท่ีมีการศึกษาระดับปริญญาตรี และ
ปริญญาโทมีความคิดเห็นต่อความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยต่าง ส่วนบุคลากร
สายสนับสนุนท่ีมีตาแหน่งงานเป็นหัวหน้างาน และเป็นผู้ปฏิบัติงานก็มีความคิดเห็นต่อความเป็น
องคก์ รแห่งการเรียนร้ขู องมหาวทิ ยาลยั แตกตา่ งกันอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติทรี่ ะดบั .05
อภปิ รายผลการวิจัย
ผลการวิจัยดงั กลา่ วขา้ งตน้ สามารถอภิปรายผลได้ ดงั นี้
1. ผลการวิจัยที่พบว่า มหาวิทยาลัยมีความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในระดับปานกลาง
และค่าเฉลี่ยของท้ัง 7 มิติก็อยู่ในระดับปานกลาง น้ัน สอดคล้องกับผลการวิจัยของ สมบูรณ์ ศิริสรรหิรัญ
และคณะ (2554) วจิ ยั เรื่องการวัดความเป็นองคก์ ารแห่งการเรยี นรู้ มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล ซ่งึ ผลการวจิ ัย
แสดงให้เห็นถงึ ระดับความเป็นองค์การแห่งการเรยี นรู้ในปัจจุบันของมหาวิทยาลัยมหิดลที่อยู่ในระดับ
ปานกลาง องค์ประกอบของความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ทั้ง 7 ด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง
ท้ังหมด และยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของ อัญชลีพร หล่อสุวรรณกุล (2554) ศึกษาเรื่อง การประเมิน
ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้โดยบุคลากรฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
จังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาพบว่า การรับรู้ต่อความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของบุคลากร
ฝ่ายเภสัชกรรมมีค่าเฉลี่ยรวมของทุกมติ ิ คือ 3.26 ซ่งี อยใู่ นระดับปานกลาง
41
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
2. ผลการวิจัยท่ีพบว่า มติ ิท่ีมคี ่าเฉลี่ยตา่ สุด คือ การเชื่อมโยงองค์กรให้เข้ากบั สภาพแวดล้อม
ท้ังน้ีอาจเน่ืองมาจากบุคลากรยังเห็นว่ามหาวิทยาลัยยังไม่สามารถช่วยบุคลากรให้สามารถใช้ชีวิต
อยา่ งสมดลุ ท้ังเร่ืองงานและครอบครวั
3. ผลการวิจัยท่ีพบว่า มิติท่ีมีค่าเฉล่ียสูงที่สุดคือ การสร้างโอกาสในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งน้อี าจเนือ่ งมาจากบุคลากรสายสนับสนุนเห็นว่าผูบ้ รหิ ารของตนสนับสนุนวิสัยทศั น์ความเปน็ องคก์ ร
แห่งการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้บคุ ลากรได้เรียนรู้ สนับสนุนให้นาความรู้ที่ได้มาใชใ้ นการพัฒนางานหรือ
สร้างผลงานใหม่ อันเป็นแบบอย่างท่ีดีในการเรียนรู้ การกระทาของผู้บริหารในลักษณะน้ีสะท้อน
ให้เห็นวินัยของผู้นาในการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดของ Senge (1994)
ที่มีความเห็นว่าวินัยของผู้นา (Leader Discipline) เป็นวินัยพื้นฐานท่ีควรเกิดขึ้นก่อนการสร้างวินัย
ระดับบคุ คล ระดบั ทีม และระดบั องคก์ าร
4. ผลการวิจัยที่พบว่า มิติท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงลาดับรองลงมาคือ การสนับสนุนให้มีการซักถาม
และสนทนา ท้ังนี้อาจเน่ืองมาจากบุคลากรเชื่อว่าการซักถามและสนทนาช่วยให้เกิดการเรียนรู้ หรือ
บุคลากรสามารถนาประสบการณ์การทางานมาสนทนาเพ่ือแลกเปล่ียน การรับฟังผู้อื่น แบ่งปัน
ระหว่างกัน รวมถงึ การให้ข้อมูลป้อนกลับจนเกิดการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ สอดคล้องกับแนวคิด
ของ Marquardt & Michael (1996) ท่ีกล่าวว่า การเรียนรู้เป็นระบบย่อยหลักของการเป็นองค์กร
แห่งการเรียนรู้ และแนวคิดของ Watkins & Marsick (1994) ในการสร้างโอกาสการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
5. บุคลากรสายสนับสนุนที่มีระดับการศึกษาต่างกัน กล่าวคือ ผู้ท่ีมีการศึกษาระดับ
ปริญญาตรี และการศกึ ษาระดับปรญิ ญาโทมคี วามคิดเห็นต่อความเปน็ องคก์ รเรียนรู้ของมหาวทิ ยาลัย
แตกต่างกันน้ัน อาจเน่ืองมาจากบุคลากรสายสนับสนุนบางส่วนได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย
ในการเข้ารับการฝึกอบรมและพัฒนาตนเอง รวมถึงมีโอกาสศึกษาต่อและได้รับวุฒิการศึกษาที่สูงข้ึน
จนมีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับแนวการบริหารจัดการสมัยใหม่ เช่น องค์กรแห่งการเรียนรู้ การจัดการ
ความรู้ เป็นต้น
6. บคุ ลากรสายสนับสนุนท่มี ตี าแหน่งงานต่างกนั กลา่ วคือ ผู้ทเี่ ป็นหัวหนา้ งาน และผทู้ ีเ่ ป็น
ผู้ปฏิบัติงานมีความคิดเห็นต่อความเป็นองค์กรเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยแตกต่างกันนั้น อาจเน่ืองมาจาก
ปจั จุบันสายการบังคับบัญชาของมหาวิทยาลัยมีการแบ่งหนว่ ยงานย่อย ในระดับฝ่าย แผนก และงาน
ออกเป็นหลายหน่วยงาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็จะมีหัวหน้างาน จึงทาให้มีผู้ดารงตาแหน่งหัวหน้างาน
จานวนมาก ผู้ดารงตาแหน่งต่าง ๆ ย่อมจะมุ่งทาให้หน่วยงานของตนบรรลุจุดมุ่งหมายจึงมีมุมมองท่ี
หลากหลายต่อความเป็นองคก์ รแห่งการเรียนรู้ของมหาวทิ ยาลยั
ข้อเสนอแนะ
จากผลการวิจัยท่ีพบว่ามหาวิทยาลัยมีความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในระดับปานกลาง
มหาวิทยาลัยจึงควรพัฒนาองค์กรให้มีความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในระดับที่สูงข้ึนในทุกมิติ
เพื่อนาไปสูก่ ารเปน็ องคก์ รแหง่ การเรยี นรู้ทย่ี งั่ ยนื ของแต่ละมิตดิ งั น้ี
1. ผู้บริหารควรสร้างการรับรู้ของบุคลากรต่อมิติการสนับสนุนให้มีการสร้างโอกาส
ในการเรียนรู้อยา่ งต่อเนือ่ งโดยจดั ให้มกี ารมอบรางวัลหรอื การยกย่องชมเชยแกบ่ ุคลากรที่มคี วามตั้งใจ
42
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
ในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างจริงจัง รวมถึงการส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ภายใน
มหาวิทยาลัย เช่น การเรียนรู้จากความสาเร็จและปัญหาเพ่ือนามาปรับปรุงการทางานให้ดียิ่งข้ึน
การเรียนรู้ด้วยวิธีการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพ่ือหาแนวทางท่ีดีในการวางแผน การใช้
กระบวนการเรียนรู้เป็นกลุ่มหรือทีมงานเพื่อค้นหาวิธีปฏิบัติงานและเรียนรู้ร่วมกัน อันจะส่งผลถึง
การทางานร่วมกนั ในระดบั ทีม และการเจรญิ เติบโตอย่างม่ันคงของมหาวิทยาลยั ในอนาคต
2. ผ้บู ริหารควรสร้างการรับรู้ของบุคลากรต่อมิติการสนับสนุนให้มกี ารซกั ถามและสนทนา
โดยจัดกิจกรรมแลกเปล่ียนเรียนรู้เพ่ือให้โอกาสบุคลากรได้รับรู้ถึงทัศนะของผู้อื่นท่ีมตี ่อการปฏบิ ัตงิ าน
ต่าง ๆ ดังเช่น การท่ีบุคลากรของหน่วยงานเอกชนในภาคอุตสาหกรรมจะพูดคุย (Meeting) ทุกวัน
ก่อนเร่ิมงาน อันจะทาให้บุคลากรเกิดทักษะในการใช้เหตุผลในการแสดงความคิดเห็น อีกทั้งยังเป็น
การสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการซักถามและสนทนาเพื่อให้บุคลากรสามารถนาความคิดเห็น
ข้อเสนอแนะ และปัญหาต่าง ๆ ในการทางานมาแก้ไขและปรับปรุงการทางานให้มีประสิทธิภาพ
มากขึน้
3. ผู้บริหารควรสร้างการรับรู้ของบุคลากรต่อมิติการส่งเสริมการร่วมมือและการเรียนรู้
เป็นทีม โดยการสร้างระบบที่ทาให้ทีมงานมีความเชื่อมั่นต่อมหาวิทยาลัยในการยอมรับความคิดเห็น
และตอบสนองต่อส่ิงต่าง ๆ ที่ทีมงานร้องขอ รวมถึงการเปิดโอกาสและช่องทางต่าง ๆ ให้บุคลากร
ได้แสดงความคิดเห็น อันจะส่งผลให้มหาวิทยาลัยสามารถรับรู้ถึงความคิดเห็นที่แท้จริงได้โดยตรง
ซ่ึงความคิดเห็นที่ได้รับจากส่วนนีถ้ ือเป็นการเรยี นรูร้ ว่ มกนั ของบคุ ลากรภายในองคก์ รไดเ้ ชน่ กนั
4. ผู้บริหารควรสร้างการรบั รูข้ องบุคลากรตอ่ มิตกิ ารสร้างระบบการรบั และการแลกเปล่ียน
เรียนรู้ โดยมีการปรับปรุงฐานข้อมูลด้านความสามารถของบุคลากรอย่างสม่าเสมอและเป็นระบบ
ใช้หลักการสื่อสารสองทาง เปิดโอกาสและช่องทางต่าง ๆ เพ่ือให้บุคลากรแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ
การบริหารของมหาวิทยาลัย รวมถึงสนับสนุนและมีการตอบสนองอย่างรวดเร็วเม่ือบุคลากรต้องการ
เรียกใช้ข้อมูลต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย นอกจากน้ีมหาวิทยาลัยควรให้ความรู้และฝึกฝนเทคนิค
ในการเพิ่มความรวดเร็วในการเรยี นรู้สิ่งต่าง ๆ แก่บุคลากร เชน่ การใช้แผนท่ีความคิด เทคนิคการพฒั นา
ความจา เป็นต้น
5. ผบู้ ริหารควรสร้างการรับรู้ของบุคลากรต่อมิติการให้อานาจแต่ละบุคคลที่สอดคล้องกับ
วสิ ัยทัศนข์ ององค์กร โดยให้โอกาสบุคลากรในการเลอื กงานที่เขาต้องการทา รวมถงึ ใหก้ ารยอมรับและ
รับรองบุคลากรที่สามารถสร้างสรรค์ส่ิงใหม่ ๆ ให้แก่มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ควรให้บุคลากรมีส่วนร่วม
ในการตัดสินใจและการควบคุมการใช้ทรัพยากรภายใต้หน้าท่ีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นการจูงใจ
ให้บุคลากรมีการเรยี นรู้เพมิ่ ข้ึนในสงิ่ ที่รบั ผดิ ชอบ
6. ผ้บู ริหารควรสรา้ งการรับรู้ของบุคลากรต่อมติ ิการเช่ือมโยงองค์กรให้เข้ากับสภาพแวดล้อม
โดยสนับสนุนให้บุคลากรมุ่งเน้นท่ีความต้องการของผู้รับบริการรวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นสาคัญ
โดยใช้หลักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทั้งนี้ เพราะจะทาให้ได้ข้อมูลและความต้องการของผู้รับบริการและ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาใช้ปรับปรุงรูปแบบการทางานขององค์กร นอกจากน้ีควรจัดโครงการพัฒนา
คุณภาพชีวิตการทางานเพื่อช่วยเหลือบุคลากรให้สามารถใช้ชีวิตอย่างสมดุลท้ังเรื่องงานและ
เร่อื งครอบครวั
43
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
7. ผบู้ ริหารควรสร้างการรับรขู้ องบุคลากรตอ่ มติ ิการให้ภาวะผู้นาท่ีเป็นต้นแบบทีส่ นับสนุน
การเรียนรู้ โดยจัดให้มีหัวหน้างานท่ีสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรบรรลุสู่วิสัยทัศน์ของ
องค์การ รวมถึงการส่งเสริมการทางาน แก้ปัญหาและการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้บริหารหน่วยงาน
และผปู้ ฏบิ ตั ิงานให้มากย่งิ ขนึ้ ให้ความสาคัญต่อการเรยี นรู้และเพิม่ ทักษะของบุคลากรอันเปน็ ลกั ษณะ
ของผู้นาท่ีจาเป็นอย่างย่ิง เน่ืองจากการเรียนรู้เป็นกลยุทธ์สาคัญที่ส่งผลให้เกิดการพัฒนาและ
ขบั เคลอื่ นองค์กรเพือ่ ช่วยใหก้ ารดาเนนิ งานสาเรจ็ ตามวสิ ยั ทัศนท์ ่วี างไวร้ ว่ มกันได้
เอกสารอ้างองิ
กัลยา วานชิ ยบ์ ัญชา. (2549). การใช้ SPSS for window ในการวิเคราะหข์ ้อมูล. กรงุ เทพฯ:
ธรรมสาร.
คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, สานกั งาน. (2550). พระอัจฉริยภาพการบรหิ าร 9 ด้าน
ของพระเจา้ อยู่หัว. กรุงเทพฯ: ม.ป.ท.
ชชั วาลย์ วงษป์ ระเสรฐิ . (2548). การจัดการความรใู้ นองคก์ รธุรกิจ. กรุงเทพฯ: ธรรมกมลการพมิ พ.์
บญุ ดี บุญญากจิ และคณะ. (2549). การจัดการความรู้ จากทฤษฎสี กู่ ารปฏิบตั ิ. กรงุ เทพฯ:
ซเี อ็ดยูเคชั่น.
บญุ ธรรม กจิ ปรดี าบริสทุ ธ์.ิ (2553). สถิตวิ ิเคราะห์เพ่อื การวจิ ัย. กรงุ เทพฯ: เรอื นแกว้ การพมิ พ.์
พระราชกฤษฎีกาวา่ ด้วยหลกั เกณฑ์และวิธีการบรหิ ารกจิ การบ้านเมอื งทด่ี ี พ.ศ. 2546.
ราชกจิ จานุเบกษา. เลม่ 120 ตอน 100 ก. หนา้ 1-16. 9 ตุลาคม 2546.
สมบูรณ์ ศิริสรรหิรัญ และคณะ. (2554). การวดั ความเป็นองคก์ ารแหง่ การเรยี นรู้
มหาวิทยาลัยมหิดล. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล.
อญั ชลีพร หล่อสวุ รรณกุล. (2554). การประเมนิ ความเป็นองค์กรแหง่ การเรียนรู้โดยบุคลากรฝา่ ย
เภสัชกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครเชยี งใหม่ จังหวัดเชียงใหม่. การคน้ ควา้ แบบอิสระ
บรหิ ารธุรกิจมหาบณั ฑิต สาขาวิชาบรหิ ารธรุ กจิ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่.
Marquardt, M. J. (1996). The Global Learning Organization. New York:
McGraw-Hill.
Senge, P. M. (1994). The fifth discipline: The art and practice of the learning
organization. Human Resoures. 5(2): 132-151.
Watkins, K. E. & Marsick, V. J. (1994). Sculpting the Learning Organization: Lessons
in the Art and Science of Systemic Change. San Francisco: Jersey-Bass.
44
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
แนวทางการพัฒนาสมรรถนะดา้ นการจัดการเรยี นรู้
ของครูปฐมวยั ในศตวรรษที่ 21
GUIDELINES FOR LEARNING MANAGEMENT COMPETENCY DEVELOPMENT
OF EARLY CHILDHOOD EDUCATION TEACHERS IN THE 21ST CENTURY
กนั ตวรรณ มีสมสาร1*
Kantawan Meesomsarn
บทคดั ยอ่
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูปฐมวัย
ในศตวรรษท่ี 21 ท้ังสมรรถนะท่ีเป็นจริงและสมรรถนะท่ีคาดหวัง 2) ศึกษาความต้องการจาเป็น
ในการพัฒนาสมรรถนะฯ และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะฯ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่
ครปู ฐมวยั จานวน 384 คน และผู้ให้ข้อมูล จานวน 8 คน เครือ่ งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัย คือ แบบสอบถาม
สมรรถนะฯ และแบบสัมภาษณ์เก่ียวกับแนวทางการพฒั นาสมรรถนะฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ
ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน คา่ ดชั นคี วามตอ้ งการจาเปน็ และการวิเคราะหเ์ นือ้ หา
ผลการวิจัยพบว่า (1) สมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูปฐมวัยในศตวรรษที่ 21
ท้ังสมรรถนะที่เป็นจริงและสมรรถนะท่ีคาดหวังประกอบด้วย 4 ด้าน คือ ด้านหลักสูตร ด้านการจัด
ประสบการณ์การเรยี นรู้ ดา้ นการใช้ส่ือ นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ ดา้ นการวดั และ
การประเมินผลอย่ใู นระดับมาก (2) ความต้องการจาเปน็ ในการพัฒนาเรียงลาดับจากมากไปหานอ้ ยได้
ดังนี้ ด้านหลกั สูตร ดา้ นการวดั และการประเมินผล ด้านการใช้ส่ือ นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการจัด
การเรียนรู้ และด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และ (3) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะฯ
มี 3 ระดับ คือ (3.1) หน่วยงานต้นสังกัด ควรส่งเสริมการให้โอกาสอย่างเสมอภาคในการพฒั นาครู จัด
อบรม สนับสนุน การพัฒนาระบบสารสนเทศและสร้างคลังข้อมูล ส่งเสริมให้มีการถอดบทเรียนครู
ท่ีประสบความสาเร็จ และประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน (3.2) ผู้บริหารสถานศึกษา
ควรกระตุ้นและส่งเสริมให้ครไู ด้พฒั นาตนเองอยา่ งต่อเนื่อง จัดระบบครูพี่เลี้ยง จัดระบบการฝึกอบรม
พัฒนาในงาน จัดระบบนิเทศในรูปแบบต่างๆ ท้ังจัดคลินิกครูและจัดระบบเพ่ือนช่วยเพื่อน จัดต้ัง
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ จัดระบบการกากับติดตาม และประสานความร่วมมือ และ (3.3) ครูผู้สอน
ควรพัฒนาตนเองโดยศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง เข้ารับการอบรมหรอื ศึกษาตอ่ เปลี่ยนบทบาทตนเอง
จากผู้สอนเป็นผู้ให้คาแนะนาและอานวยความสะดวก และร่วมแลกเปล่ียนเรียนรู้โดยนาวิธีการ
ท่ีไดผ้ ลดมี าแบ่งปันกบั เพ่อื นครู
คาสาคญั : แนวทางการพัฒนาสมรรถนะ การจัดการเรยี นรู้ ครปู ฐมวยั ศตวรรษที่ 21
____________________________________
1หลักสูตรศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ แขนงวชิ าบรหิ ารการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมมาธริ าช
*ผ้นู ิพนธป์ ระสานงาน Email: [email protected]
45
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ABSTRACT
The purposes of this research were to study (1) learning management competency
in the 21st century; (2) the needs for development of learning management competency;
and (3) guidelines for development of learning management competency. The research
sample consisted of 384 childhood teachers and 8 informants.The employed research
instruments were (1) a questionnaire on learning management competency; and (2) a
semi- structure interview form. Research data were analyzed using the percentage,
mean, standard deviation, a modified priority of needs index, and content analysis.
The research findings showed that (1) both overall and by-aspect competencies
were rated at a high level; ( 2) regarding results of prioritization of the needs, it was
found that the competency with the top priority for development was the curriculum
development competency, followed by the measurement and evaluation, the learning
media usage, the use of innovations and technology, and the learning experience
management competency, respectively; and (3) guidelines for development of learning
management competency were as follows: (3.1) the supervisory work unit should provide
equal opportunities for teachers, develop information system and sources, transcribe
lessons learned from successful teachers’ experiences, and coordinate the cooperation
with all sectors; (3.2) the school administrators should encourage and support teachers
to develop themselves continually, organize the system that allows teachers to
develop themselves, arrange the mentoring system, organize an supervision system
such as teacher clinics and the peer- assisted working system, create a learning
community, organize a monitoring and follow- up system, and coordinate for
cooperation from all sectors; and ( 3. 3) early childhood teachers should develop
themselves, change their learning management practice, and share knowledge with
colleagues.
Keywords: Guidelines for Competency Development, Learning management, Early
Childhood Education Teacher, 21st Century
บทนา
ปฐมวัยถือเป็นช่วงวัยที่สาคัญและจาเป็นท่ีสุดในการวางรากฐานการพัฒนาในทุกด้าน
เนอื่ งจากเปน็ ชว่ งเวลาท่ีพฒั นาการดา้ นต่าง ๆ โดยเฉพาะสมองมีการพัฒนาและเกดิ การเรียนรู้ได้อย่าง
รวดเร็วท่ีสุด หากเด็กได้รับการเล้ียงดูและการจัดการเรียนรู้ที่ดีและถูกต้องตามหลักพัฒนาการ
หลักการเรยี นรู้ และหลักวิชาการแลว้ เด็กจะเกิดการพัฒนาไดเ้ ตม็ ตามศักยภาพและส่งผลตอ่ คุณภาพ
ชีวิตในช่วงเวลาต่อไป ซึ่งในปัจจุบันโลกได้เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ท่ีมีเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ
46