วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
สังคม การเมือง เทคโนโลยี การส่ือสารและการดาเนินชีวิต เด็กจึงต้องได้รับการพัฒนาคุณลักษณะ
เพ่ือให้สามารถดารงชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีคุณภาพ การเล้ียงดูและการจัดการเรียนรู้
จึงต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การพัฒนาเด็กต้องไม่ใช่การให้ความรู้ แต่เป็นการพัฒนาทักษะ
ในการดารงชีวติ ในศตวรรษท่ี 21 (วิจารณ์ พานิช, 2557) ซึ่งไดแ้ ก่ ทักษะการคิด รจู้ ักแสวงหาความรู้
ด้วยตนเอง รู้เท่าทันสารสนเทศ รู้เท่าทันสากล สามารถทางานร่วมกับผู้อ่ืน แก้ปัญหาได้อย่าง
สร้างสรรค์ เปน็ พลเมอื งท่ีดีของสังคม และมที ักษะชวี ติ
ในการพัฒนาเด็กให้มีลักษณะดังกล่าว ครูเป็นบุคคลที่มีความสาคัญเป็นอย่างมากเพราะ
เป็นผู้ท่ีใกล้ชิดและมีบทบาทในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็ก หากครูมีคุณภาพจะส่งผลให้คุณภาพ
การเรียนรู้ของเด็กดีตามไปด้วย ดังน้ัน การเตรียมเด็กปฐมวัยสู่ศตวรรษที่ 21 ครูจึงต้องสามารถ
จัดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมโดยเปล่ียนแปลงบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้สู่เด็ก เป็นผู้จัด
ประสบการณใ์ หเ้ ดก็ ได้มีพัฒนาการอยา่ งรอบดา้ นและทีส่ าคัญคือ การพัฒนาให้เด็กมีทกั ษะในศตวรรษ
ที่ 21 ทั้งน้ีในการพัฒนาเด็กให้มีทักษะดังกล่าวครูเองจะต้องมีคุณลักษณะท่ีสอดคล้องกับทักษะใน
ศตวรรษที่ 21 ด้วย ซึ่ง ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2557) ไดก้ ล่าวถึงคุณลักษณะของครูไทยในศตวรรษท่ี 21
ว่าควรประกอบด้วยคุณลักษณะ 7 ประการ คือ 1) สร้างและบูรณาการความรู้ได้ 2) มีความคิด
วิเคราะห์และสร้างสรรค์ 3) มีวิสัยทัศน์และตกผลึกทางความคิดเพ่ือแลกเปล่ียนความคิดเห็นกับ
ผเู้ รียนได้ 4) รแู้ ละเข้าใจเทคโนโลยีใหม่พร้อมท้งั ช้ีแนะข้อดีขอ้ เสียให้ผูเ้ รียนได้ 5) มีทักษะการสอนเด็ก
ให้เติบโตเต็มตามศักยภาพและสร้างผลงานใหม่ ๆ ให้ได้ 6) เข้มแข็งในจรรยาบรรณ คุณธรรม
จริยธรรมและชักชวนให้คนอื่น ๆ ทาเพ่ือสังคม และ 7) มีบทบาทนาในด้านการสอนและในวิชาชีพ
พฒั นาคุณภาพของโรงเรยี นและในวชิ าชีพร่วมกับผ้บู รหิ ารใหม้ ากข้นึ
แต่สภาพการณ์ปัจจุบันพบว่าครูมีปัญหาเกี่ยวกับสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ ทั้งขาด
ความรู้ ความเข้าใจในเร่ืองจิตวิทยาและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จัดประสบการณ์การเรียนรู้
ด้วยวิธีการท่องจา ไม่ส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ความคิด เร่งสอนให้เด็กอ่านออกเขียนได้ คิดคานวณได้
ไม่ให้อิสระเด็กในการแสดงออก (สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2550) นอกจากนี้การจัดทา
ประชาพิจารณ์ เร่ือง "การศึกษามาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาปฐมวัย" ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
สวนดุสิตและสานักงานเลขาธิการคุรุสภา ยังพบว่า ครูปฐมวัยมีปัญหามาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย
อยู่ในระดับมาก ขาดความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ ไมใ่ ห้ความสาคัญและไม่เข้าใจในธรรมชาติ
ของเด็ก ขาดความกระตือรือร้นในการปรับปรุงตนเอง และไม่ได้รับการอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจ
ในวิทยาการใหม่ ขาดความตั้งใจในการทางาน (สานักงานเลขาธิการคุรุสภา, 2554) ซ่ึงคุณลักษณะ
ของครูดังกล่าวไม่สามารถจะพัฒนาเด็กให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21 ได้ ดังผลวิเคราะห์ขององค์การ
การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือ
ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่พบว่า การจัดการศึกษาของไทยยังพัฒนาไม่ถึงขีดท่ีจะสร้างคนให้มี
ทักษะในการดาเนินชีวติ ในศตวรรษที่ 21 ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม (ไทยโพสต์, 2558)
ด้วยเหตุนี้ครูปฐมวัยจึงจาเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้
เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจท่ีถูกต้องเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้และสามารถจัดประสบการณ์
การเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม จากการศึกษางานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง พบว่า มีงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับ
การพัฒนาสมรรถนะของครูปฐมวัยอยู่ไม่มากนัก เช่น สังคม วงภูดร (2552) ได้ศึกษาการพัฒนา
47
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
สมรรถนะครูผู้ดูแลเด็กอนุบาลและปฐมวัยตามมาตรฐานการศึกษาขององค์การปกครองส่วนท้องถ่ิน
นราภรณ์ วงศ์พระคุณ (2555) ได้ศึกษาการพัฒนาสมรรถนะครูโรงเรียนเอกชนในจังหวัดเชียงราย
อังคณา บุญพามี (2556) ได้ศึกษาการพัฒนาสมรรถนะครูผู้ดูแลเด็กกับการดาเนินงานตามมาตรฐาน
การศึกษา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซ่ึงงานวิจัยดังกล่าวเป็นการพัฒนาสมรรถนะครูท่ัวไป ผู้วิจัยจึงมี
ความสนใจทจ่ี ะทาการวจิ ัยเก่ียวกับแนวทางการพัฒนาสมรรถนะดา้ นการจัดการเรียนรู้ของครูปฐมวัย
ในศตวรรษที่ 21 โดยศึกษาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูปฐมวัยในศตวรรษที่ 21 และ
ประเมินความต้องการจาเป็นในการพัฒนาสมรรถนะดังกล่าวเพื่อเป็นข้อมูลพ้ืนฐานที่จะนาไปสู่
การ พัฒ น าส ม ร ร ถน ะด้าน การ จั ดการ เ รี ย น รู้ ของป ฐ มวัย ได้อ ย่ างส อด คล้ อง กับส ภ าพบริ บทตา ม
ความตอ้ งการจาเปน็ อย่างแท้จริง
วตั ถปุ ระสงค์การวจิ ัย
1. เพ่ือศึกษาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรขู้ องครปู ฐมวัยในศตวรรษที่ 21 ทั้งสมรรถนะ
ท่ีเปน็ จรงิ และสมรรถนะท่ีคาดหวัง
2. เพื่อศึกษาความต้องการจาเป็นในการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครู
ปฐมวัยในศตวรรษท่ี 21
3. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการจดั การเรียนรู้ของครูปฐมวัยในศตวรรษ
ที่ 21
วธิ ีดาเนนิ การวิจยั
การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูปฐมวัย
ในศตวรรษที่ 21 ผวู้ ิจยั ได้ดาเนินการตามขน้ั ตอน ดงั นี้
1. ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
1.1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ครูปฐมวัยในสังกัดสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และสานักประสานและ
พฒั นาการจัดการศึกษาท้องถิ่นทั่วประเทศ จานวน 144,850 คน
1.2 กลุ่มตัวอย่างท่ใี ช้ในการวิจัยคร้ังนี้ คือ ครูปฐมวัยในสังกัดสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และสานักประสานและ
พัฒนาการจัดการศึกษาท้องถิ่นทั่วประเทศ ผู้วิจัยได้กาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ
เครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง จานวน 400 คน จาแนกเป็นครูปฐมวัยในสังกัดสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน จานวน 165 คน สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษา
เอกชน จานวน 90 คน และสานกั ประสานและพัฒนาการจัดการศึกษาทอ้ งถิ่น จานวน 145 คน เลือก
แบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑท์ ี่กาหนด
1.3 ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยคร้ังน้ี ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา จานวน 8 คน
ซึง่ ประกอบด้วย อาจารย์มหาวทิ ยาลัย ผู้บริหารสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้บริหารหนว่ ยงาน
48
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
ท่ีเก่ียวข้องกับการศึกษา ศึกษานิเทศก์ นักวิชาการศึกษา และครูผู้สอน เป็นผู้ให้ข้อมูลเก่ียวกับ
แนวทางในการพฒั นาสมรรถนะด้านการจดั การเรียนรู้ของครปู ฐมวัยในศตวรรษท่ี 21
2. เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการวิจัย เครือ่ งมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั ครงั้ นี้ ไดแ้ ก่
2.1 แบบสอบถามสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูปฐมวัยในศตวรรษที่ 21
ซึ่งสอบถามข้อมูลเก่ียวกับสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูปฐมวัยในศต วรรษท่ี 21
ทั้งสมรรถนะที่เป็นจริงและสมรรถนะท่ีคาดหวัง มีลักษณะการตอบชนิดมาตรประมาณค่า 5 ระดับ
จานวน 40 ข้อ แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านหลักสูตร (9 ข้อ) ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
(18 ข้อ) ด้านการใช้สื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ (6 ข้อ) และด้านการวัดและ
ประเมินผลการเรยี นรู้ (7 ขอ้ )
2.2 แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครู
ปฐมวัยในศตวรรษที่ 21
3. การเก็บรวบรวมข้อมลู ผวู้ จิ ยั ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ดงั น้ี
3.1 ส่งแบบสอบถามให้ครูปฐมวัยทั้งหมด 400 ฉบับ ได้แบบสอบถามคืนกลับมา
384 ฉบบั คดิ เป็นรอ้ ยละ 96 ของแบบสอบถามท้ังหมด
3.2 รวบรวมแบบสอบถามทีไ่ ด้รับคืน จากนั้นตรวจสอบความถูกต้องและความสมบรู ณ์
ของแบบสอบถาม ไม่พบข้อบกพรอ่ งใด ๆ จึงนาแบบสอบถามท้งั หมดไปวิเคราะหข์ ้อมูลต่อไป
3.3 สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 8 ท่าน เก่ียวกับแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะ
ด้านการจัดการเรยี นรขู้ องครปู ฐมวัยในศตวรรษท่ี 21
4. การวิเคราะห์ข้อมูล ผูว้ ิจยั ดาเนนิ การวิเคราะห์ข้อมลู ดังน้ี
4.1 วิเคราะห์สมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูปฐมวัยในศตวรรษที่ 21
ท้ังสมรรถนะท่ีเป็นจริงและสมรรถนะที่คาดหวัง โดยใช้ค่าเฉลี่ย ( X ) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
(S.D.)
4.2 แปลผลระดบั สมรรถนะ โดยใช้เกณฑ์ของบุญชม ศรีสะอาด (2554) ดงั นี้
คา่ เฉลีย่ 1.00 - 1.50 หมายถึง มสี มรรถนะทเี่ ป็นจรงิ /สมรรถนะท่ีคาดหวงั ระดับ
น้อยท่สี ุด
ค่าเฉลีย่ 1.51 - 2.50 หมายถึง มีสมรรถนะท่เี ป็นจรงิ /สมรรถนะที่คาดหวังระดบั
น้อย
ค่าเฉลย่ี 2.51 - 3.50 หมายถึง มสี มรรถนะทเี่ ป็นจริง/สมรรถนะที่คาดหวงั ระดับ
ปานกลาง
ค่าเฉล่ีย 3.51 - 4.50 หมายถึง มีสมรรถนะทเ่ี ป็นจริง/สมรรถนะที่คาดหวงั ระดับ
มาก
ค่าเฉลีย่ 4.51 - 5.00 หมายถงึ มสี มรรถนะทเ่ี ป็นจริง/สมรรถนะท่ีคาดหวังระดับ
มากทส่ี ดุ
49
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
4.3 วิเคราะห์ข้อมูลเก่ียวกับความต้องการจาเป็นในการพัฒนาสมรรถนะด้าน
การจัดการเรียนรู้ของครูปฐมวัย โดยใช้ดัชนีความต้องการจาเป็นที่ปรับปรุง (PNImodified) ของ
นงลักษณ์ วริ ัชชยั และสวุ มิ ล วอ่ งวาณิช (2548) และนาผลท่ไี ด้มาจดั ลาดบั ความตอ้ งการจาเปน็
4.5 วเิ คราะหข์ ้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผูท้ รงคณุ วุฒิ 8 ทา่ น โดยวิเคราะห์เนอ้ื หา
เพอ่ื สรปุ ข้อเสนอแนะในการพัฒนาสมรรถนะดา้ นการจัดการเรยี นรขู้ องครปู ฐมวยั ในศตวรรษที่ 21
ผลการวจิ ยั
การวิจัยเรอ่ื ง แนวทางการพัฒนาสมรรถนะดา้ นการจดั การเรยี นรู้ของครปู ฐมวัยในศตวรรษ
ที่ 21 ไดผ้ ลดังน้ี
1. สมรรถนะด้านการจดั การเรียนรู้ของครปู ฐมวัยในศตวรรษที่ 21 ทั้งสมรรถนะที่เป็นจริง
และสมรรถนะที่คาดหวัง ประกอบด้วยสมรรถนะด้านหลักสูตร ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
ด้านการใช้สื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ ด้านการวัดและการประเมินผล
ท้ังสมรรถนะทเ่ี ป็นจริงท้งั ในภาพรวมและในรายดา้ นอยู่ในระดบั มาก ดงั แสดงผลในตารางท่ี 1
ตารางท่ี 1 ค่าเฉลี่ย สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน และระดับสมรรถนะด้านการจดั การเรียนรู้ของครปู ฐมวัย
ในศตวรรษท่ี 21 ท้ังสมรรถนะที่เป็นจรงิ และสมรรถนะที่คาดหวัง จาแนกเปน็ รายดา้ น
(n = 384)
สมรรถนะครูปฐมวัย สมรรถนะท่ีเปน็ จริง สมรรถนะทค่ี าดหวงั
ด้านการจัดการเรียนรู้ xˉ1 S.D. ระดับ xˉ2 S.D. ระดับ
1. ดา้ นหลกั สูตร 3.611 0.766 มาก 4.148 0.795 มาก
2. ด้านการจัดประสบการณ์ 3.757 0.759 มาก 4.261 0.722 มาก
การเรยี นรู้ 3.725 0.753 มาก 4.241 0.705 มาก
3. ด้านการใช้สอ่ื นวตั กรรมและ 3.705 0.758 มาก 4.249 0.729 มาก
เทคโนโลยใี นการจดั การเรยี นรู้ 3.670 0.759 มาก 4.225 0.740 มาก
4. ด้านการวัดและการประเมินผล
รวมเฉล่ีย
2. ความต้องการจาเป็นในการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูปฐมวัย
ในศตวรรษท่ี 21 พบว่า สมรรถนะทมี่ ีความตอ้ งการจาเปน็ อนั ดับแรก ไดแ้ ก่ ด้านหลกั สตู ร (PNImodified
= 0.149) รองลงมา คือ ด้านการวัดและการประเมินผล (PNImodified = 0.147) ด้านการใช้ส่ือ
นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ (PNImodified = 0.138) และด้านการจัดประสบการณ์
การเรียนรู้ (PNImodified = 0.134) ดงั แสดงผลในตารางท่ี 2
50
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
ตารางที่ 2 ค่าเฉลย่ี ของสมรรถนะที่เปน็ จรงิ คา่ เฉลี่ยของสมรรถนะที่คาดหวงั ดัชนคี วามต้องการ
จาเปน็ และลาดับความตอ้ งการจาเป็นในการพฒั นาสมรรถนะดา้ นการจัดการเรยี นรู้ของ
ครปู ฐมวัยในศตวรรษที่ 21 จาแนกเป็นรายดา้ น (n = 384)
สมรรถนะด้านการจัดการเรยี นรู้ ค่าเฉล่ยี ค่าเฉล่ยี ของ ดัชนี ลาดบั
ของครปู ฐมวัย ของ สมรรถนะที่ ความตอ้ งการ
คาดหวงั 1
1. ด้านหลกั สตู ร สมรรถนะ จาเปน็ 4
2. ดา้ นการจัดประสบการณก์ าร ทเี่ ปน็ จริง 4.148
4.261 0.149 3
เรียนรู้ 3.611 0.134
3. ดา้ นการใชส้ ่อื นวัตกรรมและ 3.757 2
0.138
เทคโนโลยีในการจัดการเรยี นรู้ 3.725 4.241
4. ดา้ นการวัดและการประเมินผล 0.147
3.721 4.249
3. แนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูปฐมวัยในศตวรรษที่ 21
สามารถพัฒนาได้ใน 3 ระดับ คือ หน่วยงานต้นสังกัด ผบู้ ริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน ซ่ึงในแต่ละ
ระดับ มีรายละเอียดดังน้ี
1. หน่วยงานตน้ สังกัด ควรดาเนินการดงั น้ี
1.1 ส่งเสริมการให้โอกาสอย่างเสมอภาคในการพัฒนาครู โดยเปิดโอกาสให้ครูได้
เข้ารับการอบรม การเข้าแหล่งข้อมูล เข้าถึงแหล่งอานวยความสะดวกและได้รับโอกาสในการพัฒนา
ตนเองอย่างทั่วถงึ
1.2 จัดอบรม โดยสารวจศึกษาความต้องการจาเป็นในการพัฒนาของครูและ
จัดอบรมในรปู แบบต่าง ๆ
1.3 สนับสนุนการพัฒนาระบบสารสนเทศและสร้างคลังข้อมูล เพ่ือให้ครูปฐมวัย
สามารถเขา้ ถึงพรมแดนความรูแ้ ละสบื ค้นข้อมูลได้
1.4 ส่งเสริมให้มีการถอดบทเรียนครูปฐมวัยที่ประสบความสาเร็จแล้วนาบทเรียน
ท่ีไดไ้ ปเผยแพร่ เพื่อเป็นตน้ แบบให้ครูนาไปปรบั ใช้
1.5 ประสานคว ามร่ว มมือจากทุกภาคส่วน ทั้งจากเครือข่ายวิชาการ
สถาบนั อดุ มศึกษา องคก์ รท้งั ภาครัฐและเอกชน ชุมชน เพือ่ รว่ มมือกันในการพฒั นาคณุ ภาพครูปฐมวัย
2. ผูบ้ ริหารสถานศึกษา ควรดาเนนิ การดงั นี้
2.1 กระตุ้นและส่งเสริมให้ครูปฐมวัยได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเน่ืองเพ่ือการพัฒนา
อย่างยั่งยืน โดยจูงใจให้ครูพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง
เปิดโอกาสให้ครูได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง สนับสนุนให้ครูใช้กระบวนการวิจัยเป็นส่วนหน่ึง
ของพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็ก สนับสนุนทางด้านงบประมาณและสิ่งอานวยความสะดวก
ตา่ ง ๆ
51
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
2.2 จัดระบบครูพี่เล้ียง เพ่ือช่วยสอนงานและแนะนาครูปฐมวัยมือใหม่หรือด้อย
ประสบการณ์ใหส้ ามารถจัดกิจกรรมการเรยี นร้ไู ด้อย่างมีคุณภาพ
2.3 จัดระบบให้ครูเข้ารับการฝึกอบรมพัฒนาในงาน (On the Job Training) โดย
สอนงานครูในการปฏิบัติงานจรงิ หรือเป็นส่วนหนึ่งของการทางาน เพื่อให้ครูสามารถนาความรู้ที่ได้รับ
ไปใชใ้ นการทางานได้จริงและเกดิ ความเข้าใจยิ่งขน้ึ
2.4 จัดระบบนิเทศอย่างเป็นกัลยาณมิตรในรูปแบบต่างๆ ท้ังจัดระบบคลินิกครู
เพ่ือให้คาปรึกษาและช่วยเหลือครูปฐมวัยท่ีมีปัญหาหรือต้องการปรับปรุงในการจัดการเรียนรู้
จัดระบบเพื่อนช่วยเพื่อน ซึ่งเป็นการทางานร่วมกันระหว่างเพ่ือนครูในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้
โดยมีการเตรียมงานร่วมกัน สังเกตการจัดการเรียนรู้ ให้ข้อมูลย้อนกลับอย่างสร้างสรรค์และนา
ขอ้ บกพรอ่ งไปปรบั ปรงุ แก้ไข
2.5 จัดต้ังชุมชนแห่งการเรียนรู้ โดยให้ครู ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาได้
ร่วมกันแบ่งปันแลกเปล่ียนเรียนรู้ ช่วยกันเติมเต็ม วิพากษ์วิจารณ์ สะท้อนการทางานร่วมกัน และ
ชว่ ยกนั กระตนุ้ ใหส้ ามารถนาไปปฏบิ ตั จิ ริงได้
2.6 จัดระบบการกากับติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยมีส่วนร่วมในการดาเนินงาน
จัดระบบและกาหนดผู้รับผิดชอบในการกากับติดตามความก้าวหน้าของงานต่าง ๆ มีการประเมนิ และ
นาผลการประเมินมาปรับปรงุ คณุ ภาพการทางาน
2.7 ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน การเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น
ต้นสงั กัด ศกึ ษานเิ ทศก์ ผ้ปู กครอง ชุมชน เข้ามามีส่วนรว่ มในการจัดการศึกษา
3. ครผู ้สู อน ควรดาเนนิ การดังนี้
3.1 พัฒนาตนเองอยู่เสมอด้วยวิธีท่ีหลากหลาย เช่น ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง
เขา้ รบั การอบรม ศกึ ษาตอ่ ศกึ ษาตอ่
3.2 เปลี่ยนบทบาทตนเองในการจัดการเรียนรู้จากผู้สอนเป็นผู้ให้คาแนะนาและ
อานวยความสะดวกให้ผู้เรยี นรู้จกั คดิ และสามารถแสวงหาความรู้ไดด้ ว้ ยตนเอง
3.3 ร่วมแลกเปล่ียนเรียนรู้กับเพ่ือนครู โดยนาวิธีการหรือเทคนิคการจัด
ประสบการณ์ทีไ่ ดผ้ ลดมี าแบ่งปันกับเพอ่ื นครูอยู่เสมอ
อภปิ รายผลการวจิ ัย
1. สมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูปฐมวัยในศตวรรษที่ 21 นั้น ประกอบด้วย
สมรรถนะ ดา้ นหลักสูตร ด้านการจดั ประสบการณ์การเรยี นรู้ ด้านการใช้ส่ือ นวัตกรรมและเทคโนโลยี
ในการจัดการเรียนรู้ ด้านการวัดและการประเมินผล สมรรถนะแต่ละด้านเป็นส่วนประกอบท่ีสาคัญ
ท่ีช่วยให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาให้เด็กมีทักษะในศตวรรษท่ี 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยสมรรถนะดา้ นหลักสตู รจะช่วยใหค้ รูสามารถกาหนดแผนการดาเนินงานในการจัดการเรียนรู้ทีช่ ่วย
พัฒนาให้เด็กมีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีทักษะการคิด รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง มีทักษะชีวิต
สามารถทางานร่วมกับผูอ้ ื่น และเป็นพลเมอื งที่ดขี องสังคม สมรรถนะดา้ นการจดั ประสบการณ์จะชว่ ย
ให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรม พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้และสามารถจัดประสบการณ์ได้ตาม
52
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
วตั ถุประสงค์ที่กาหนดไว้ในหลักสูตร สมรรถนะด้านการใช้สื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการจัดการ
เรียนรู้จะชว่ ยใหค้ รสู ามารถจัดหา พัฒนาและเลอื กใชส้ ่อื นวตั กรรมและเทคโนโลยใี นการจดั การเรยี นรู้
เพื่อให้เด็กมีทักษะในศตวรรษท่ี 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสมารรถนะด้านการวัดและ
การประเมินผลจะช่วยให้สร้าง เลือกใช้และใช้เครื่องมือในการวัดและประเมินว่าเด็กมีพัฒนาการ
และทักษะในศตวรรษที่ 21 หรือไม่ และสามารถนาผลที่ได้ไปการประปรบั ปรุงการจดั การเรียนรู้ตอ่ ไป
ซึง่ สมรรถนะท้ัง 4 ด้านนนั้ ต่างมีความสาคญั และครคู วรมสี มรรถนะครบถ้วนทง้ั 4 ดา้ น
2. ผลจากการวิจัยพบว่า สมรรถนะด้านหลักสูตรมีดัชนคี วามต้องการจาเป็นในการพัฒนา
มากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยของมัทนา ฉวนพยัคฆ์ (2558) ท่ีศึกษาปัญหาและแนวทาง
การพัฒนาการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยในสถานศึกษา พบว่าปัญหาทางด้านหลักสูตรเป็นปัญหา
ในอันดับแรก และอุไรวรรณ มีเพียร (2548) ท่ีศึกษาสภาพปัญหาการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
พุทธศักราช 2546 ของครูที่สอนในสถานศึกษาปฐมวัย พบว่าครูและผู้ดูแลเด็กส่วนใหญ่มีปัญหา
ในการนาหลักสูตรไปใช้ในระดับปานกลางถึงมาก ท้ังน้ีเนื่องจากหลักสูตรเป็นศาสตร์ที่มีความเฉพาะ
มีขั้นตอนและกระบวนการที่ซับซ้อนกว่าการจัดการเรียนรู้ด้านอื่น ทาให้ครูขาดความรู้ความเข้าใจ
เก่ียวกับหลักสูตร ขาดการวิเคราะห์หลักสูตร ไม่เข้าใจองค์ประกอบของหลักสูตร ซึ่งสอดคล้องกับ
การวจิ ัยของ นันทนิตย์ อริยสัจ (2555) ท่ีพบว่า ครูขาดความรคู้ วามเข้าใจเก่ยี วกบั เกี่ยวหลักสูตร ไม่มี
เวลาศึกษาและทาความเข้าใจหลักสูตร สอนไม่ตรงหลักสูตร และงานวิจยั ของ สุภา เศวตวนสั (2557)
ท่ีพบว่าครูไม่มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับหลักสูตร ไม่ได้นาผลการใช้หลักสูตรมาวางแผนการสอน
ในปถี ัดไป
อย่างไรก็ตามแม้ว่าหลักสูตรจะเป็นเร่ืองท่ียากและครูยังขาดความรู้เข้าใจ แต่ครูยังคง
เห็นความสาคัญของหลักสูตรเพราะเป็นกรอบในการจัดการเรียนรู้ใหก้ ับเด็ก จึงทาให้สมรรถนะด้านนี้
มีดัชนีความต้องการจาเป็นในการพัฒนามากที่สุด แต่อย่างไรก็ตามสมรรถนะทุกด้านต่างมีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันและไม่อาจแยกจากกันได้ ดังนั้นผู้บริหารและผู้ที่เก่ียวข้องจึงควรให้ความสาคัญ
กับการพัฒนาสมรรถนะแกค่ รูปฐมวยั อย่างรอบด้าน
3. ผลจากการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครู
ปฐมวัยในศตวรรษท่ี 21 มี 3 ระดับ คือ หน่วยงานต้นสังกัด ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน
ซ่ึงครอบคลุมการนาแนวทางไปใช้ทุกระดับการทางานต้ังแต่การวางนโยบาย การบริหารจัดการและ
การปฏิบัติงาน โดยต้นสังกัดต้องตระหนักถึงความสาคัญ กาหนดนโยบายและส่งเสริมให้เกิดการ
พฒั นา ประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผู้บรหิ ารสถานศึกษาเป็นผู้บริหารจัดการ ท่ีช่วยกระตุ้น
และส่งเสริมให้ครูปฐมวัยได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จัดระบบครูพ่ีเล้ียง จัดระบบให้ครูเข้ารับการ
ฝึกอบรมพัฒนาในงาน จัดระบบนิเทศอย่างเป็นกัลยาณมิตรในรูปแบบต่างๆ จัดต้ังชุมชนแห่งการ
เรยี นรู้ จดั ระบบการกากับติดตามอยา่ งต่อเน่ือง สว่ นครูผสู้ อนเปน็ ผู้จัดการเรียนรู้ใหก้ ับเด็กและพัฒนา
ตนเองอยู่เสมอด้วยวิธีท่ีหลากหลาย ซึ่งท้ัง 3 ระดับมีความสอดคล้องไปในทางเดียวกัน ซึ่งสอดคล้อง
กับเง่ือนไขการนานโยบายไปสู่การปฏิบัติของสานักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนา
คณุ ภาพเยาวชน (2557) ท่ีจะตอ้ งกระทาตง้ั แต่ระดบั หน่วยงานต้นสงั กดั สงั่ การลดหลน่ั ลงมาจนระดับ
ผบู้ ริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ซงึ่ แนวทางดังกล่าวจะประสบความสาเร็จได้จาเป็นต้องอาศัยความ
ร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาสมรรถนะ เกิดการสอนงาน แลกเปล่ียนเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับแนว
53
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ทางการพัฒนาสมรรถนะครูของฝา่ ยการศึกษาและฝกึ อบรม คณะกรรมาธิการยโุ รป (Education and
training - European Commission, 2013) ท่ีเห็นว่าการสร้างความร่วมมือจะช่วยพัฒนาสมรรถนะ
และการเติบโตทางวิชาชีพของครูได้มากกว่าการพัฒนาเพียงลาพัง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเปล่ียนแปลง
การในทางบวกทั้งทัศนคติ ความเชื่อ การปฏิบตั ิ และนาไปสูก่ ารจดั การเรยี นรทู้ ่ีมปี ระสทิ ธภิ าพตอ่ ไป
ขอ้ เสนอแนะ
จากการวิจัย แนวทางการพฒั นาสมรรถนะดา้ นการจดั การเรยี นรขู้ องครูปฐมวัยในศตวรรษ
ที่ 21 ผู้วจิ ยั มีขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวจิ ยั ไปใชด้ ังน้ี
1. ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการเรียนรู้ของครูปฐมวัยท่ี
ผู้ทรงคุณวุฒิส่วนใหญ่ให้ความสาคัญ คือ การกระตุ้นและส่งเสริมให้ครูพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
จงึ มขี ้อเสนอแนะในการพฒั นาสมรรถนะดังกล่าว ดงั นี้
1.1 หน่วยงานต้นสังกดั ควรตระหนักถึงความสาคัญและกาหนดนโยบายในการส่งเสริม
ให้ครพู ัฒนาตนเองและจดั ทาแผนพฒั นาตนเอง
1.2 หน่วยงานต้นสังกัดควรมีนโยบายส่งเสริมให้ครูนาการวิจัยมาเป็นส่วนหน่ึงของ
การจดั การเรยี นรู้
1.3 ผู้บริหารควรกระตุ้นใหค้ รูผู้สอนเกิดความต้องการท่จี ะพัฒนาสมรรถนะด้วยตัวเอง
และสง่ เสรมิ ใหค้ รูจดั ทาแผนพฒั นาตนเอง
1.4 แสวงหาความรู้และความสะดวกในการทางานครูผู้สอนควรพัฒนาความสามารถ
ในการใช้เทคโนโลยเี พอ่ื เพมิ่ ศักยภาพ
2. ผลการวิจัยพบวา่ แนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรยี นร้ใู หค้ วามสาคัญกับ
การสร้างความร่วมมือระหว่างทั้งภายนอกและภายในสถานศกึ ษาเพือ่ ร่วมกันพฒั นาสมรรถนะครู จึงมี
ข้อเสนอแนะในการพัฒนาสมรรถนะดงั กล่าว ดังน้ี
2.1 หน่วยงานต้นสังกัดควรกาหนดนโยบายสร้างโรงเรียนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้
และเครือข่ายความร่วมมอื ทางวชิ าการ
2.2 ผู้บริหารควรสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษาและมีส่วนร่วมในการ
แลกเปลีย่ นเรียนรู้กับครอู ยา่ งจริงจงั
2.3 ครผู ู้สอนควรรว่ มแลกเปล่ียนเรยี นรแู้ ละรับฟงั ขอ้ เสนอแนะของเพื่อนครู
ขอ้ เสนอแนะในการวิจยั คร้ังต่อไป
1. ควรศกึ ษาปัจจัยท่มี ีอทิ ธิพลในการพฒั นาสมรรถนะทางด้านการจัดการเรยี นรู้
2. ควรศกึ ษาแนวทางการพฒั นาสมรรถนะทางดา้ นการจดั การเรียนรู้เปน็ รายสงั กัด
3. ควรศึกษาการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการ
เรียนรู้
54
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
เอกสารอา้ งองิ
ไทยโพสต์. (2558, 30 ตุลาคม). ยูเนสโกชาแหละการศึกษาไทยลม้ เหลว. ไทยโพสต์, น. 4.
นราภรณ์ วงศ์พระคุณ. (2555). การพัฒนาสมรรถนะครูโรงเรียนเอกชนในจงั หวัดเชยี งราย.
วิทยานพิ นธม์ หาบัณฑติ สาขาการบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฎั
เชียงราย.
นันทนติ ย์ อริยสจั . (2555). การศึกษาสภาพและปัญหาการบรหิ ารหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยของ
โรงเรยี นเอกชนในจงั หวดั จนั ทบรุ .ี วทิ ยานิพนธ์ครศุ าสตรมหาบณั ฑติ สาขาบริหาร
การศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภัฎราไพพรรณี.
บญุ ชม ศรีสะอาด. (2554). การวิจยั เบอ้ื งต้น. (พิมพ์ครง้ั ท่ี 9) กรงุ เทพฯ: สวุ รี ยิ าสาส์น.
ไพฑรู ย์ สนิ ลารัตน.์ (2557, 14 พฤษภาคม). ไพฑรู ยแ์ นะคุณลักษณะครไู ทยศตวรรษ 21. ขา่ วสด,
น. 23.
มัทนา ฉวนพยัคฆ์. (2558). ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการจัดการศกึ ษาระดบั ปฐมวัยใน
สถานศึกษาสงั กดั สานกั งานเขตพืนทีการศกึ ษาประถมศึกษาจนั ทบรุ ี เขต1. วทิ ยานพิ นธ์
ศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาการบรหิ ารการศกึ ษา มหาวิทยาลัยบรู พา.
วจิ ารณ์ พานชิ . (2557). วถิ สี ร้างการเรียนร้เู พื่อศิษยใ์ นศตวรรษท่ี 21. กรุงเทพฯ: มลู นิธสิ ยามกมั มา
จล.
สังคม วงภูดร. (2552). การพฒั นาสมรรถนะครผู ดู้ ูแลเดก็ อนบุ าลและปฐมวยั ตามมาตรฐาน
การศกึ ษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ ในเขตอาเภอคลองลาน จังหวัดกาแพงเพชร.
วทิ ยานพิ นธ์ระดบั มหาบณั ฑิต สาขาการปกครอง วิทยาลยั การปกครอง
มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
สานักงานเลขาธิการคุรุสภา. (2554). รายงานการวจิ ัยฉบับสมบูรณ์เรอื่ ง มาตรฐานวิชาชีพครู
การศกึ ษาปฐมวัย. กรงุ เทพฯ: สานกั งานเลขาธิการครุ ุสภา.
สานกั งานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา. (2550). นโยบายและยุทธศาสตรก์ ารพัฒนาเดก็ ปฐมวัย (0-5
ป)ี ระยะยาว พ.ศ. 2550-2559. กรุงเทพมหานคร: หา้ งหุ้นสว่ นจากดั ว.ี ที.ซี. คอมมิวนิ
เคชัน่ .
สุภา เศวตวนัส. (2557). แนวทางการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเลก็ สงั กัดสานักงานเขต
พ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษานครสวรรค์ เขต 2. วิทยานิพนธ์ครศุ าสตรมหาบณั ฑิต สาขา
บรหิ ารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภฎั นครสวรรค.์
องั คณา บุญพาม.ี (2556). การพัฒนาสมรรถนะครูผดู้ ูแลเด็กกับการดาเนนิ งานตามมาตรฐาน
การศึกษา ศนู ยพ์ ัฒนาเด็กเล็ก สงั กัดองค์การบรหิ ารส่วนทอ้ งถนิ่ จังหวดั ราชบรุ .ี
วิทยานพิ นธร์ ะดบั มหาบณั ฑิต สาขาการบริหารการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย
ศลิ ปากร.
อุไรวรรณ มเี พียร. (2548). หลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 จากทฤษฎีสูก่ ารปฏบิ ัติ
จรงิ ในสถานศกึ ษา. สุราษฎร์ธาน:ี มหาวิทยาลัยราชภฏั สรุ าษฎร์ธานี.
55
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
สานกั งานสง่ เสรมิ สงั คมแหง่ การเรยี นรูแ้ ละคุณภาพเยาวชน. (2557). ยกระดบั คณุ ภาพครไู ทยใน
ศตวรรษที่ 21. เอกสารประกอบการประชมุ วชิ าการ “อภิวัฒนก์ ารเรียนร้.ู ..สู่จดุ เปล่ียน
ประเทศไทย” (6-8 พฤษภาคม 2557). กรงุ เทพมหานคร: สหมิตรพร้นิ ติง้ แอนด์พับลิชช่ิง.
สานกั งานสง่ เสริมสังคมแห่งการเรยี นรูแ้ ละคุณภาพเยาวชน. (2557). ปลกุ โลกการสอนให้มีชีวิตสู่
หอ้ งเรยี นแห่งศตวรรษใหม่. เอกสารประกอบการประชุมวชิ าการ “อภิวัฒนก์ ารเรียนรู้...
สูจ่ ุดเปลยี่ นประเทศไทย” (6-8 พฤษภาคม 2557). กรุงเทพมหานคร: สหมิตรพริ้นติ้ง
แอนด์พับลิชชง่ิ .
Education and training, European Commission. (2013). Supporting Teacher
Competence development for better learning Outcomes. Retrieved
from
http://ec.europa.eu/dgs/education_culture/repository/education/policy/sch
ool/doc/teachercomp_en.pdf
56
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ัศน์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
ปจั จยั ที่มคี วามสมั พันธ์ต่อพฤติกรรมการใชย้ าปฏชิ ีวนะของนักศึกษา
หลักสูตรสาธารณสขุ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยแหง่ หน่ึง จังหวัดปทมุ ธานี
FACTORS ASSOCIATED TO ANTIBIOTIC PRACTICE AMONG
PUBLIC HEALTH STUDENTS IN A UNIVERSITY, PHATHUM THANI
นัชชา ยนั ติ1*
Nadchar Yanti
บทคัดย่อ
ปัจจุบันน้ีปัญหาการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมกาลังเป็นปัญหาสาคัญที่องค์กรด้าน
สขุ ภาพต่าง ๆ ท่ัวโลกกาลังดาเนินการแก้ไข การวิจัยน้ีเป็นการศึกษาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพ่ือ
ศกึ ษาปจั จัยท่มี ีความสมั พันธ์ตอ่ พฤตกิ รรมการใช้ยาปฏชิ ีวนะของนกั ศึกษาหลักสตู รสาธารณสุขศาสตร์
ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในจังหวัดปทุมธานี โดยมีกลุ่มตัวอย่างจานวน 204 คน เคร่ืองมือที่ใช้ใน
การวิจัยเป็นแบบสอบถามประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1) ข้อมูลท่ัวไป 2) ข้อมูลด้านสุขภาพ และ
3) ข้อมูลเก่ียวกับพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะ แบบสอบถามมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ
0.86 และมีคา่ ความเชื่อม่ัน เท่ากับ 0.80 การวิเคราะหข์ อ้ มูลโดยใชโ้ ปรแกรม SPSS เวอร์ชัน่ 18 สถิติ
ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และศึกษาปัจจัยท่ีมี
ความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะโดยการใช้สถิติไคสแควร์ โดยกาหนดความเชื่อมั่น
ทางสถิติท่ี 95% ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะกลุ่มตัวอย่างส่วนมากเป็นเพศหญิง (ร้อยละ 89.2)
อายุ 20-23 ปี (ร้อยละ 53.9) นับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ (ร้อยละ 96.0) เป็นนักศึกษาช้ันปีที่ 4
มากที่สุด (ร้อยละ 28.9) มีรายได้ของครอบครัวต่อเดือนอยู่ท่ี 5,001-10,000 บาท (ร้อยละ 45.6)
กลุ่มตัวอย่างไม่มีสมาชิกในครอบครัวที่ทางานเก่ียวข้องด้านสุขภาพเป็นส่วนใหญ่ (ร้อยละ 93.6)
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจาตัว (ร้อยละ 89.2) ไม่ได้รับประทานยาปฏิชีวนะอยู่ในตอนนี้
(ร้อยละ 94.6) และมีประวัติรับประทานยาปฏิชีวนะเมื่อหกเดือนก่อน มากท่ีสุด (ร้อยละ 37.7)
การจัดหายาปฏิชีวนะน้ันพบว่า ซื้อจากร้านขายของชาหรือร้านขายยาโดยไม่มีใบส่ังยาจากแพทย์
มากที่สุด (รอ้ ยละ 47.5) มียาปฏชิ ีวนะเกบ็ อยู่ในบ้านอยู่แล้ว (ร้อยละ 22.5) กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรม
การใช้ยาปฏิชีวนะท่ีเหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 73.0) เพศ (p = 0.011) และการรับประทาน
ยาปฏิชีวนะในปัจจุบัน (p ≤ 0.001) มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติ
คาสาคัญ: ยาปฏิชีวนะ พฤติกรรมการใชย้ าปฏชิ วี นะ นกั ศกึ ษาสาธารณสขุ ศาสตร์
____________________________________
คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ จงั หวดั ปทมุ ธานี
*ผู้นิพนธ์ประสานงาน Email: [email protected]
57
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ABSTRACT
Nowadays, the improper use of antibiotics is major problems which health
organizations have been trying to solve this problem for a while. This cross- sectional
study aims to determine the relationships of factors related to antibiotic practice
among public health students in a university at Phathum Thani province. The 204
samples were selected by using the interview questions in 3 parts: 1) basic information
2) health information and 3) antibiotic practice. Reliability and validity of the questionnaire
were 0.86 and 0.8, respectively. Data were analyzed using descriptive statistics such as
percentage, mean, standard deviation and the Chi-Square (p < .05) test in SPSS version
18. The results revealed that most of the samples were female ( 89. 2% ) , age 20- 23
years old, respect in Buddhism ( 96. 0% ) , 4th year student ( 28. 9% ) , and their family
income were 5,001- 10,000 baht per month. Almost all of them ( 93. 6) absented
healthcare worker in their family members, 89.2% absented of medical history, 94.6%
didn’t consume any antibiotic at the study time, and 37.7% consumed antibiotic for 6
months ago. Almost all of them bought antibiotics from retail or pharmacy store
without doctor’s prescription (47.5%) and antibiotics available at their home (22.5%).
Theirs antibiotic practice was at the moderate level ( 73. 0% ) . Sex ( p = 0. 011) and
antibiotic consumption at the study time ( p ≤ 0. 001) associated to antibiotic practice
significantly.
Keywords: Antibiotic, Antibiotic Practice, Public Health Student
บทนา
ปัจจุบันนี้การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมกาลังเป็นปัญหาที่สาคัญ ซึ่งเห็นได้จาก
หน่วยงานทางสุขภาพระดับโลกอย่างองค์กรอนามัยโลก (WHO) ได้ตระหนักถึงปัญหาอันใหญ่หลวงท่ี
เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสม จึงได้จัด World Antibiotic Awareness Week ข้ึนใน
ประเทศต่างๆ ทัว่ โลก เพื่อเนน้ ย้าถึงปัญหาในการใชย้ าปฏชิ วี นะและผลกั ดันให้เกิดความร่วมมือในการ
แก้ไขปัญหาในระดับนานาชาติ (แผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา, 2557) การใช้ยาปฏิชีวนะ
อยา่ งไมเ่ หมาะสมคือ การใชย้ าปฏชิ ีวนะอย่างพร่าเพรอ่ื การใชย้ าปฏิชีวนะไมค่ รบเวลาท่ีแพทย์กาหนด
การใช้ยาในโรคท่ีไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ เช่น โรคหวัดจากการติดเช้ือไวรัส การนายา
ปฏิชีวนะท่ีเหลือจากการรักษาของผู้อ่ืนหรือของตนเองมาใช้ ตลอดจนการมียาปฏิชีวนะไว้ติดบ้าน
ซึ่งผลเสียร้ายแรงท่ีสุดของการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสม คือการพัฒนาการด้ือยาปฏิชีวนะของ
เช้ือก่อโรค ส่งผลกระทบทาให้เกิดการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคติดเช้ือท่ีมากข้ึน ดังเช่นในประเทศ
สหรัฐอเมริกามีรายงานผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อด้ือยาประมาณ 23,000 ราย ในแต่ละปี (Centers
for Disease Control and Prevention, 2017) ในประเทศไทยมีอัตราการด้ือยาปฏิชีวนะกว่า
58
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
100,000 รายต่อปี และอัตราเสียเสียชีวิตประมาณ 38,000 รายต่อปี (National Antimicrobial
Resistance Surveillance Center, 2013) ความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อด้ือยาตลอดจน
ภาระที่เกดิ จากการนอนพักรักษาตวั ของผู้ป่วยในเวลาท่ียาวนานและการส้ินเปลืองงบประมาณในการ
คิดค้นยาปฏิชีวนะข้ึนมาใหม่เพื่อต่อสู่กับเชื้อก่อโรคท่ีมีมากขึ้นหรือการกลายพันธ์ุของเช้ือก่อโรค
เนื่องจากสาเหตุสาคัญท่ีสุดคือ การมีพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่เหมาะสม (World Health
Organization, 2016) โดยเฉพาะในประชาชนท่ียังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะท่ี
ไม่เพียงพอ (ธิดาทิพย์ ธิโนชัย, 2556) ปัญหาการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมเป็นประเด็นท่ีทุก
หน่วยงานทางด้านสุขภาพกาลังให้ความสาคัญ ดังนั้น นักศึกษาที่กาลังศึกษาในสายสุขภาพจึงควรมี
พฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยเฉพาะนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์
ซึง่ จะเป็นบุคลากรทางด้านสขุ ภาพท่ีเป็นกาลังสาคัญในการดูแลสุขภาพและให้คาแนะนาในการรักษา
ตนเองเบ้ืองต้นให้แก่ประชาชนในอนาคต การศึกษานี้จะทาให้ทราบถึงปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์
ในการใช้ยาปฏิชีวนะของกลุ่มนักศึกษาสาขาสาธารณสุขศาสตร์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนและ
พฒั นาบุคลากรทางดา้ นสขุ ภาพต่อไป
วัตถุประสงค์การวิจยั
1. เพือ่ ศกึ ษาพฤติกรรมการใชย้ าปฏิชีวนะของนกั ศกึ ษาหลกั สูตรสาธารณสขุ ศาสตร์
2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ตอ่ พฤตกิ รรมการใช้ยาปฏิชวี นะของนักศึกษาหลักสตู ร
สาธารณสุขศาสตร์
สมมตุ ิฐานการวิจัย
ปจั จัยเพศ อายุ ศาสนา รายได้ครอบครัว การมีบุคลากรที่ทางานด้านสุขภาพในครอบครัว
โรคประจาตัว การรับประทานยาปฏิชีวนะในปัจจุบัน และการรับประทานยาปฏิชีวนะครั้งสุดท้าย
มคี วามสัมพนั ธ์กับพฤตกิ รรมการใช้ยาปฏชิ ีวนะ
กรอบแนวคดิ การวจิ ยั ตัวแปรตาม
ตวั แปรต้น พฤติกรรมการใช้ยาปฏชิ ีวนะ
ของนักศึกษาหลกั สตู ร
- เพศ สาธารณสขุ ศาสตร์
- อายุ
- ศาสนา
- รายได้ครอบครัว
- การมบี ุคลากรที่ทางานด้าน
สุขภาพในครอบครวั
- โรคประจาตัว
- การรับประทานยาปฏชิ วี นะใน
ปจั จุบนั
- การรบั ประทานยาปฏิชีวนะ
คร้งั สดุ ท้าย
59
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
วธิ ดี าเนินการวิจัย
การศึกษานี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวาง (Cross Sectional Study) ประชากรในการวิจัย
คือนกั ศึกษาสาขาสาธารณสุขศาสตร์ชน้ั ปีที่ 1-4 ในมหาวิทยาลยั แห่งหนึ่งจังหวดั ปทมุ ธานี การคานวณ
ขนาดตัวอย่างใช้สูตรของ แดเนียล (1995) ที่ระดับความเชื่อม่ันที่ 95% ได้จานวนตัวอย่าง 204 คน
การได้มาของกลุ่มตัวอย่างได้จากการเทียบสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างจากจานวนประชากรโดยวิธีการสุ่ม
แบบช้ันภูมิตามสัดส่วน (Proportional Stratified Random Sampling) ของจานวนนักศึกษาแต่ละ
ช้นั ปที ี่ 1-4
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามที่สร้างขึ้นจากการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ซ่ึงประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1) คาถามเก่ียวกับข้อมูลส่วนบุคคลโดยเป็นคาถามแบบเลือกตอบ
และเติมข้อความ จานวน 6 ขอ้ 2) คาถามเก่ียวข้อมูลเกี่ยวกับทางด้านสุขภาพประกอบได้ด้วยคาถาม
แบบเลือกตอบและเติมข้อความ จานวน 4 ข้อ 3) คาถามเก่ียวกับพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะ เป็น
แบบมาตราส่วนประมาณค่าของลิเคิร์ต (Likert Scale) ประกอบด้วยข้อคาถามทั้งในเชิงบวก 7 ข้อ
และเชิงลบ 8 ข้อ รวมเป็น 15 ข้อ มีตัวเลือกให้เลือก 5 ตัวเลือก คือ ปฏิบัติเป็นประจา ปฏิบัติ
ค่อนข้างบ่อย ปฏิบัติบ่อย ปฏิบัติเป็นบางคร้ัง ไม่เคยปฏิบัติเลย โดยมีการให้คะแนนของระดับ
พฤตกิ รรม ดังนี้
ปฏิบัติเป็นประจา 5 คะแนน
ปฏบิ ัติค่อนขา้ งบอ่ ย 4 คะแนน
ปฏบิ ตั ิบอ่ ย 3 คะแนน
ปฏบิ ัตเิ ปน็ บางครงั้ 2 คะแนน
ไม่เคยปฏิบตั ิเลย 1 คะแนน
เกณฑก์ ารประเมินดา้ นพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะแบ่งเป็น 3 ระดับ ซ่ึงผู้วิจัยใช้เกณฑ์ใน
การแบง่ ระดบั คะแนนของ Best (1977) ดังน้ี
คะแนนเฉลย่ี 1.00-2.33 หมายถึง พฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมอยู่ใน
ระดบั ตา่
คะแนนเฉลี่ย 2.34-3.66 หมายถึง พฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมอยู่ใน
ระดับปานกลาง
คะแนนเฉลย่ี 3.67-5.00 หมายถึง พฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมอยู่ใน
ระดบั สงู
การทดสอบคุณภาพเคร่ืองมือโดยการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity)
จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.86 โดยทุกข้อมีค่า
Index of Consistency (IOC) >0.5 ได้มีการนาข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะมาแก้ไขปรับปรุงตาม
คาแนะนา จากน้ันนาไปทดลองใช้กับนักศึกษาสาขาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยท่ีอยู่ใกล้เคียง
ในจังหวัดปทุมธานี จานวน 30 คน แบบสอบถามคานวณหาค่าความเช่ือมั่นโดยใช้สูตรการหา
ค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ได้ค่าความเชื่อม่ันเท่ากับ
0.80
60
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ทางสถิติใช้โปรแกรม SPSS เวอร์ช่ัน 18 โดยคานวณ
ออกมาในรปู ของความถี่ รอ้ ยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิเคราะห์ปัจจยั ที่มีความสมั พันธ์
กบั การใชย้ าปฏิชวี นะใชส้ ถิตไิ คสแควร์ โดยกาหนดความเชื่อมนั่ ทางสถติ ิที่ 95%
ในการศึกษาครั้งน้ี ผู้ศึกษาได้ยึดหลักจรรยาบรรณและเคารพในสิทธิของผู้ให้ข้อมูล
โดยรักษาความลับของข้อมูล ไม่ให้มีผลกระทบหรือเกิดความเสียหายต่อผู้ให้ข้อมูลเป็นอย่างดี
การนาเสนอขอ้ มลู จะไม่เปดิ เผยชอ่ื ผู้ให้ขอ้ มลู และจะนาขอ้ มลู ไปเผยแพรเ่ ฉพาะทางวิชาการเทา่ น้ัน
ผลการวิจยั
จากการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างจานวน 204 คน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง
(รอ้ ยละ 89.2) อายุ 20-23 ปี (รอ้ ยละ 53.9) นบั ถือศาสนาพุทธ (รอ้ ยละ 96.0) เป็นนกั ศึกษาหลักสูตร
สาธารณสุขศาสตร์ช้ันปีท่ี 1-4 โดยเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 มากท่ีสุด (ร้อยละ 28.9) รองลงมาเป็นนักศึกษา
ช้ันปีท่ี 3 (ร้อยละ 26.0) และนักศึกษาช้ันปีที่ 2 และ 1 ตามลาดับ (ร้อยละ 25.5 และ 19.6
ตามลาดับ) มีรายได้ของครอบครัวต่อเดือนอยู่ท่ี 5,001-10,000 บาท (ร้อยละ 45.6) รองลงมาคือ
10,001-20,000 (ร้อยละ 18.1) กลุ่มตัวอย่างไม่มีสมาชิกในครอบครัวท่ีทางานเกี่ยวข้องด้านสุขภาพ
เป็นสว่ นใหญ่ (ร้อยละ 93.6) (ตารางที่ 1)
ตารางท่ี 1 จานวนรอ้ ยละของกล่มุ ตัวอย่างจาแนกตามข้อมูลท่ัวไป (n = 204)
ขอ้ มูลท่ัวไป จานวน รอ้ ยละ
เพศ 22 10.8
ชาย 182 89.2
หญงิ
80 39.2
อายุ (ป)ี 110 53.9
18 - 20 ปี 14 6.9
20 - 23 ปี
มากกวา่ 23 ปี 196 96.0
4 2.0
ศาสนา 4 2.0
พุทธ
ครสิ ต์ 40 19.6
อสิ ลาม 52 25.5
53 26.0
ชั้นปีทีก่ าลังศกึ ษา 59 28.9
ชน้ั ปที ี่ 1
ช้ันปที ่ี 2
ชั้นปที ่ี 3
ช้นั ปีท่ี 4
61
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ตารางที่ 1 (ต่อ)
ขอ้ มูลท่ัวไป จานวน รอ้ ยละ
รายไดค้ รอบครวั (ต่อเดอื น) 32 15.7
ต่ากวา่ 5,000 บาท 93 45.6
5,001-10,000 บาท 37 18.1
10,001-20,000 บาท 23 11.3
20,001-30,000 บาท 12 5.9
30,001-40,000 บาท 7 3.4
มากกวา่ 40,000 บาท
191 93.6
มสี มาชิกในครอบครัวที่ทางานเก่ยี วข้องดา้ นสุขภาพ 13 6.4
ไม่มี 2 1.0
มี 3 1.5
พอ่ แม่ 8 3.9
พน่ี อ้ ง
ญาติ
ในข้อมูลเก่ียวกับทางสุขภาพนั้นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจาตัวจานวน 182 คน
(ร้อยละ 89.2) ในส่วนท่ีมีโรคประจาตัวนั้น กลุ่มตัวอย่างป่วยเป็นโรคภูมิแพ้/หอบหืดจานวน 12 คน
และไมเกรนจานวน 4 คน (ร้อยละ 5.9 และ 2.0 ตามลาดบั ) สาหรบั ขอ้ มูลการรบั ประทานยาปฏิชวี นะ
พบว่ากลุ่มตัวอย่างไม่ได้รับประทานยาปฏิชีวนะอยู่ขณะนี้จานวน 193 คน (ร้อยละ 94.6)
และรับประทานยาปฏิชีวนะอยู่ขณะนี้ จานวน 11 คน และ กลุ่มตัวอย่างมีประวัติรับประทานยา
ปฏิชีวนะมาเม่ือหกเดือนก่อนมากท่ีสุด จานวน 77 คน (ร้อยละ 37.7) รองลงมาคือ รับประทาน
เม่ือเดือนท่ีแล้ว จานวน 56 คน (ร้อยละ 27.5) การจัดหายาปฏิชีวนะมาเพ่ือรับประทานนั้นพบว่า
กลุ่มตัวอย่างซ้ือยาปฏิชีวนะจากร้านขายของชาหรือร้านขายยาโดยไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์มากที่สุด
จานวน 97 คน (ร้อยละ 47.5) รองลงมาคือกลุ่มตัวอย่างได้รับยาปฏิชีวนะจากการสั่งยาจากแพทย์
หรือเภสัช-กรจานวน 60 คน (ร้อยละ 29.4) มียาปฏิชีวนะเก็บอยู่ในบ้านอยู่แล้ว จานวน 46 คน
(รอ้ ยละ 22.5) และได้รบั มาจากผอู้ ่นื จานวน 1 คน (ร้อยละ 0.6) (ตารางที่ 2)
62
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
ตารางท่ี 2 จานวนรอ้ ยละของกลุม่ ตัวอย่างจาแนกตามข้อมลู ทางด้านสขุ ภาพ (n = 204)
ขอ้ มลู เกยี่ วกับทางดา้ นสุขภาพ จานวน ร้อยละ
โรคประจาตวั 182 89.2
ไม่มี 22 10.8
มี 12 5.9
ภูมิแพ้ หอบหดื 4 2.0
ไมแกรน ปวดหวั 6 2.9
อื่น ๆ
193 94.6
รบั ประทานยาปฏชิ ีวนะในปัจจุบนั 11 5.4
ไมไ่ ด้รบั ประทานยาปฏชิ ีวนะในปัจจบุ ัน
รบั ประทานยาปฏิชีวนะในปจั จบุ ัน 41 20.1
56 27.5
ครั้งสุดทา้ ยทีร่ ับประทานยาปฏชิ วี นะ 30 14.7
ภายในเดอื นนี้ 77 37.7
เม่อื เดือนทแี่ ล้ว
เม่อื สามเดือนที่แล้ว 46 22.5
เม่ือหกเดอื นทีแ่ ล้ว 97 47.5
การจดั หายาปฏชิ วี นะ 60 29.4
อยู่ในบา้ นอยู่แลว้ 1 0.6
ซื้อจากรา้ นขายของชาหรือร้านขายยาโดยไม่มีใบสง่ั ยา
จากแพทย์
ไดจ้ ากการส่งั ยาจากแพทยห์ รอื เภสชั กร
ไดร้ บั มาจากผู้อื่น
ในด้านพฤติกรรมในการใช้ยาปฏิชีวนะพบว่านักศึกษามีพฤติกรรมการมใช้ยาปฏิชีวนะอยู่
ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 73.0) รองลงมาอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 26.5) และพฤติกรรมระดับต่า
(รอ้ ยละ 0.5) (ตารางท่ี 3)
ตารางที่ 3 ระดบั พฤตกิ รรมเก่ียวกับการใช้ยาปฏชิ ีวนะ (n = 204)
ระดบั พฤติกรรมเก่ียวกับการใชย้ าปฏชิ วี นะ จานวน รอ้ ยละ
1 0.5
พฤติกรรมการใชย้ าปฏิชวี นะอยา่ งเหมาะสมอยู่ในระดบั ตา่ (<2.34)
พฤติกรรมการใช้ยาปฏิชวี นะอย่างเหมาะสมอยู่ในระดบั ปานกลาง 149 73.0
(2.34-3.66) 54 26.5
พฤติกรรมการใช้ยาปฏชิ ีวนะอยา่ งเหมาะสมอยู่ในระดบั สงู (>3.66)
Mean = 3.40, SD. = 0.47, Min – Max = 2.00 – 5.00
63
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ในการหาปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์ในการใช้ยาปฏชิ ีวนะของนักศึกษานั้นพบว่า เพศ (p = 0.011)
และการรับประทานยาปฏิชีวนะในปัจจุบัน (p ≤ 0.001) มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะ
อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ิ (ตารางท่ี 4)
ตารางท่ี 4 ปจั จยั ที่มคี วามสัมพนั ธก์ ับพฤติกรรมการใช้ยาปฏชิ ีวนะของนักศกึ ษา (n = 204)
ปจั จัยท่ีมคี วามสมั พนั ธก์ บั ระดบั พฤติกรรมเกี่ยวกับ χ2 p-value
พฤตกิ รรมการใชย้ าปฏิชีวนะ การใชย้ าปฏชิ วี นะ
เพศ ตา่ ปานกลาง สงู
ชาย
หญงิ 0 (0.0) 22 (10.8) 0 (0.0) 9.102 0.011*
1 (0.5) 127 (62.3) 149 (73)
การรบั ประทานยาปฏิชีวนะ
ไม่ได้รบั ประทานยาปฏิชวี นะ 0 (0.0) 141 (69.1) 52 (25.5) 17.847 <0.001*
รับประทานยาปฏชิ ีวนะ 1 (0.5) 8 (3.9) 2 (1.0)
อภปิ รายผลการวิจัย
นับต้ังแต่การนายาปฏิชีวนะมาใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อในสมัยอดีต จะเห็นได้ว่า
ประชาชนมีพฤติกรรมเกย่ี วกับการใชย้ าปฏิชวี นะท่ียังไม่ถูกต้องจนผ่านล่วงเลยมาถึงปัจจบุ ัน ซ่ึงการใช้
ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมส่งผลทาให้เกิดการด้ือยาของจุลชีพก่อโรคกาลัง เป็นปัญหาใหญ่ที่หลาย
ประเทศให้ความสาคัญและกาลังดาเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน (Ying et al., 2016) การวิจัยนี้มี
วัตถุประสงคเ์ พื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชวี นะและปัจจยั ทมี่ ีความสัมพนั ธ์ตอ่ พฤติกรรมการใชย้ า
ปฏชิ ีวนะของนกั ศึกษาหลักสตู รสาธารณสุขศาสตร์ ผลการศึกษาพบวา่ กลมุ่ ตัวอยา่ งมีพฤติกรรมการใช้
ยาปฏิชีวนะอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 73.0) รองลงมาอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 26.5) สอดคล้อง
กับการศึกษาของ วิลาวัณย์ และดลวิวัฒน์ (2558) ได้ศึกษาพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะในนักศึกษา
มหาวิทยาลัยขอนแก่นในอาการเจ็บคอ บาดแผลสะอาด และท้องร่วง พบว่า ภาพรวมพฤติกรรม
การใช้ยาปฏิชวี นะของนักศกึ ษาอยูใ่ นระดบั ปานกลาง ซึ่งพบวา่ นกั ศึกษาไดร้ ับข้อมูลในเร่ืองของความรู้
และอันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะจากสื่อออนไลน์เป็นส่วนใหญ่แต่ยังขาดการให้ข้อมูลในการรักษา
โรคติดเช้ือโดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะรวมถึงอันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะจากแพทย์ เภสัชกร
และเจ้าหน้าท่ีในสถานพยาบาล ดังน้ัน ควรมีการจัดโครงการให้ความรู้รวมไปถึงการรณรงค์ให้เกิด
ความตระหนักในการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม นอกจากน้ี จากข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า
ในปัจจุบันผู้เข้ารับบริการในสถานพยาบาลต่าง ๆ ยังไม่ได้รบั ความร้เู บอ้ื งต้นในการใช้ยาปฏชิ ีวนะจาก
เจ้าหน้าท่ีทางด้านสุขภาพเท่าที่ควร ดังน้ันนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ควรต้องมีความรู้ ความเข้าใจ
และพฤติกรรมในการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมเพ่ือจะได้เป็นบุคลากรที่ให้ความรู้แก่ประชาชน
หรือผู้ทมี่ ารับบริการทางสุขภาพต่อไป
64
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับพฤติกรรมในการใช้ยาปฏิชีวนะ โดยใช้
สถิติค่าสถติ ิไคสแควร์ที่ระดบั ความเช่อื มนั่ 95% จากผลการวิเคราะห์ พบว่า เพศและการรบั ประทาน
ยาปฏิชีวนะในปัจจุบันมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมในการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .05 ซ่ึงเป็นไปตามสมมุติฐานท่ีต้ังไว้ ปัจจัยด้านเพศน้ัน สอดคล้องกับการศึกษาของ จิรชัย
มงคลชัยภักดิ์ และคณะ (2555) ซึ่งพบว่า เพศ มีความสัมพันธ์กับการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติ ซ่ึงจะเห็นได้ว่าเพศหญิงน้ันมีระดับพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะท่ีดีกว่าเพศชาย เนื่องจาก
เพศหญิงเป็นเพศที่มีความละเอียด มีความระมัดระวังและสนใจและแสวงหาความรู้ในเรื่องของ
การป้องกันโรคและการส่งเสริมสุขภาพร่างกาย รวมไปถึงผลเสียหรือผลกระทบที่เกิดจากการปฏิบัติ
ตนทางด้านพฤติกรรมด้านสุขภาพทีไ่ ม่เหมาะสมมากกว่าเพศชาย
การรับประทานยาปฏิชีวนะในปัจจุบันมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมในการใช้ยาปฏิชีวนะ
อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .05 จะเหน็ ได้วา่ ในกลุ่มตัวอย่างท่ีไม่ได้มีการรบั ประทานยาปฏิชีวนะ
ในปัจจุบันนน้ั จะมีระดับพฤติกรรมการใช้ยาปฏชิ ีวนะที่ดีกว่ากล่มุ ท่ีรบั ประทานยาปฏิชีวนะในปัจจุบัน
จากผลการตอบคาถามด้านข้อมูลสุขภาพพบว่ากลุ่มตัวอย่างรับประทานยาปฏิชีวนะเม่ือหกเดือน
มาแลว้ (ร้อยละ 37.7) รองลงมาคอื มกี ารรับประทานยาปฏิชีวนะเมื่อเดอื นที่แลว้ (รอ้ ยละ 27.5) และ
นักศึกษาส่วนมากไม่เห็นด้วยในข้อคาถามที่ว่า เม่ือป่วยเป็นหวัด เจ็บคอ มีน้ามูกท่านตัดสินใจ
รบั ประทานยาปฏชิ ีวนะโดยทันที (ร้อยละ 35.3) แสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างน้ันเมื่อเกิดการเจ็บป่วย
โดยมีอาการท่ีคล้ายกับการติดเช้ือโดยเฉพาะโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจจะไม่รับประทานยา
ปฏิชีวนะโดยทันที โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่นโรคหวัด สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส
ซึ่งการรับประทานยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัสได้ ควรรักษาอาการ
เจ็บปว่ ยจากโรคหวดั โดยใชว้ ิธีรับประทานน้าอุ่น พักการใช้เสียง และรับประทานยาลดไข้ หากอาการ
ไม่ดีขึ้นจึงรับประทานยาปฏิชีวนะ เช่น amoxicillin ซึ่งจากการศึกษาก่อนหน้าน้ีพบว่า เป็นยาท่ีกลุ่ม
ตัวอย่างใช้ในการรักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจมากท่ีสุด (Andrajati, Tilaqza, & Supardi,
2017) สอดคล้องกับแนวความคิดของ หวานใจ ขาวพัฒนวรรณ (2543) ซ่ึงได้กล่าวถึงพฤติกรรมสุขภาพ
ที่เป็นการปฏิบัติตนเพื่อการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพเพ่ือคงไว้ซึ่งสุขภาพท่ีสมบูรณ์ โดยเป็น
การปฏิบัติตนในด้านของการรับประทานอาหารท่ีมีประโยชน์ การออกกาลังกาย รวมไปถึงการใช้ยา
อย่างเหมาะสมในสถานการณ์ท่ีจาเป็น ซึ่งการรับประทานยาปฏิชีวนะนั้นควรรับประทานเมื่อแพทย์
หรือเภสชั กรวินิจฉัยว่าควรรับประทานในชนิด ขนาดและระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดการเกิด
ปญั หาเชือ้ ดือ้ ยาจากการใช้ยาปฏิชวี นะทีไ่ มเ่ หมาะสมได้
ข้อเสนอแนะ
จากผลการศึกษาพบว่านักศึกษามีพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะอยู่ในระดับปานกลาง
ดังน้ัน จึงควรจัดโครงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมให้แก่
กลุม่ ตวั อย่าง โดยเน้นในเร่อื งของการปฏิบัติการเพ่ือนาไปส่แู นวทางปฏิบัติทีด่ ีและสง่ ผลใหม้ ีพฤตกิ รรม
ในการใช้ยาปฏิชีวนะที่ดีต่อไป
65
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
เอกสารอา้ งอิง
จริ ชัย มงคลชยั ภกั ด,ิ์ จริ วฒั น์ รวมสุข และเอมอร ชยั ประทีป. (2555). การศึกษาความรูแ้ ละ
พฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้ยาปฏชิ วี นะของผู้รบั บริการในร้านยาชมุ ชนจังหวัดปทุมธานี.
วารสารวชิ าการมหาวิทยาลัยอสี เทิร์นเอเชีย. 6(2): 91-100.
ธดิ าทิพย์ ธโิ นชัย. (2556). แนวทางการพฒั นาการใช้ยาปฏิชวี นะของประชาชน อาเภอพาน
จังหวดั เชียงราย. วิทยานพิ นธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชยี งราย.
แผนงานพฒั นากลไกเฝ้าระวงั ระบบยา. (2557). เร่อื งจากปก. ยาวิพากษ์ : จดหมายข่าว
ศนู ย์ขอ้ มูลเฝ้าระวังระบบยา. 6(21): 3-6.
วลิ าวณั ย์ อุ่นเรอื น และดลววิ ัฒน์ แสนโสม. (2558). พฤติกรรมการใชย้ าปฏชิ วี นะของนักศึกษา
มหาวิทยาลัยขอนแกน่ ในอาการ เจบ็ คอ บาดแผลสะอาด ท้องร่วง. วารสารวจิ ยั สถาบัน มข.
3(3): 221-232.
หวานใจขาว พัฒนวรรณ. (2543). พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของอาสาสมัครสาธารณสขุ
ประชากรศึกษา บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั มหิดล.
Andrajati, R., Tilaqza, A., & Supardi, S. (2017). Factors related to rational antibiotic
prescriptions in community health centers in Depok City, Indonesia.
Journal of infection and public health. 10: 41-48.
Best, J. W. (1977). Research in education. (3rd ed). New Jersey: Prentice-Hall.
Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2017). Antibiotic /
Antimicrobial Resistance. [Online], Available:
https://www.cdc.gov/drugresistance/. (2017, 5 January).
Daniel, W. W. (1995). Biostatistics: A foundation for analysis in the health
sciences. (6th ed). New York: John Wiley & Sons.
National Antimicrobial Resistance Surveillance Center (NARSC). (2013). Antibiotic
Resistance situation in Thailand. [Online], Available:
http://narst.dmsc.moph. go.th/news001.html. (2017, 5 January)
World Health Organization (WHO). (2016). Antibiotic resistance. [Online], Available:
http://www.who.int/mediacentre/factsheets/antibiotic-resistance/en/. (2017,
2 January)
Ying, G. G. et al. (2017). China must reduce its antibiotics use. Environmental
Science & Technology. 51(3): 1072–1073.
66
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
แนวทางการเสริมสร้างความรคู้ วามเข้าใจ และความสามารถ
ในการปฏบิ ัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชน
ขององค์การบริหารส่วนตาบลในเขตภาคกลาง
THE GUIDELINES TO PROMOTED KNOWLEDGE, UNDERSTANDING AND
THE ABILITY TO FOLLOW PHILOSOPHY OF SUFFICIENCY ECONOMY FOR
PEOPLE IN THE CENTRAL REGION BY SUB-DISTRICT ADMINISTRATIONS
ศศินันท์ เศรษฐวัฒน์บด1ี *, ปิยะ สงวนสนิ บุญอนันต์, บุญสนธิ์ ธนาวุฒ,ิ วงศอ์ นันต์
และสมทรง บรรจงธติ ทิ านต์
Sasinan Setthawatbodee, Piya Sa-nguansin, Boonanan Boonsonth,
Tanawut Wongananda and Somsong Banjongthitithan
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพ่ือศึกษาความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการ
ปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชนในเขตภาคกลาง 2) เพ่ือศึกษาการดาเนินงาน
เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ให้กับประชาชนขององค์การบริหารส่วนตาบล ในเขตภาคกลาง 3) เพ่ือวิเคราะห์ (SWOT Analysis)
การดาเนนิ งานเสรมิ สรา้ งความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบัตติ ามปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงให้กับประชาชนขององค์การบริหารส่วนตาบล ในเขตภาคกลาง และ 4) เพื่อแสวงหาแนวทาง
และยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงใหก้ ับประชาชนขององค์การบริหารส่วนตาบล ในเขตภาคกลาง การวิจัยน้ีเป็น
แบบผสานวิธี ซึ่งใช้การศึกษาเชิงปริมาณ ร่วมกับเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้
ในการวิจัยได้แก่ ประชาชนในเขตภาคกลางจานวน 400 คน บุคลากรองค์การบริหารส่วนตาบล
จานวน 340 คน ซ่ึงกาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโรยามาเน่ และทาการสุ่ม กลุ่มตัวอย่าง
แบบหลายข้ันตอน เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถาม สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่
ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ
จานวน 30 คน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์
เชงิ เนื้อหาประกอบดว้ ยการแปลความ การตีความ และการวิเคราะห์ความ
ผลการวิจัยพบว่า 1) ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบัติตาม
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก (X = 3.921, S.D. = 0.60) 2) การดาเนินงาน
____________________________________
1คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
*ผนู้ ิพนธป์ ระสานงาน Email: [email protected]
67
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ขององคก์ ารบริหารส่วนตาบลในเขตภาคกลางในการเสริมสรา้ งความรู้ความเขา้ ใจ และความสามารถ
ในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
( X = 3.52, S.D. = 0.71) 3) จุดแข็ง คือประชาชนในเขตภาคกลาง มีความรู้ความเข้าใจ และ
ความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง จุดอ่อนคือประชาชนมีค่านิยมเน้นวัตถุ
มีการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย โอกาส คือ มีการขับเคล่ือนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยรัฐบาล
และภัยคุกคาม คือ ประชาชนให้ความร่วมมือน้อย 4) แนวทางและยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้าง
ความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบตั ิตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กบั ประชาชน
ขององคก์ ารบริหารส่วนตาบล ในเขตภาคกลาง มี 4 ยทุ ธศาสตร์ 11 เปา้ ประสงค์ และ 22 ตวั ชีว้ ดั
คาสาคัญ: ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง องค์การบรหิ ารส่วนตาบล ประชาชนในเขตภาคกลาง
ABSTRACT
The purposes of this research were 1) to study the knowledge and
understanding along with an ability to follow the philosophy of sufficiency economy
of people in the central region. 2) to study the work performances of the central region
sub-district administrations in building knowledge and understanding along with
promoting ability to follow the philosophy of sufficiency economy for people in the
central region. 3) to analyzes the operation of sub-district administrations in building
knowledge, understanding and ability to follow the philosophy of sufficiency economy
for people in the central region using SWOT Analysis. 4) to find guidelines and strategies
in building knowledge, understanding and promoting ability to follow the philosophy
of sufficiency economy for people in the central region by sub-district administrations.
This research was using mixed methods which combined both quantitative and
qualitative approaches. The quantitative research conducted by two group samples
which are people in the central region and staffs of central region sub-district
administrations. The sample size was determined by using Taro Yamane formula with
a multi-stage random sampling and got 400 people in the central region and 340 staffs
as a result. Questionnaires were used for collecting data. Statistics which are used for
data analysis including percentage, mean and standard deviation. The qualitative
research conducted by focused group discussion with 30 key informants who were
selected purposively from the expert in philosophy of sufficiency economy and
stakeholders. The data were analyzed by content analysis that consist of translation,
interpretation and analysis.
68
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
The research results were:
1) The overall People in the central region have knowledge and
understanding along with ability to follow the philosophy of sufficiency economy were
at a high level. ( X = 3.91, S.D. = 0.60) 2) the overall work performances of the central
region sub-district administrations in building both knowledge and understanding along
with promoting ability to follow the philosophy of sufficiency economy for people in
the central region were at a high level. ( X = 3.52, S.D. = 0.71) 3) the strength is people
in the central region have knowledge and understanding and were able to follow the
philosophy of sufficiency economy. And the Weakness is people in the central region
were materialism and extravagance. The opportunity is stimulating by the philosophy
of sufficiency economy by the government. And Threat is People were less cooperative.
4) Guidelines and strategies in building knowledge, understanding and promoting an
ability to follow the philosophy of sufficiency economy for people in the central region
sub-district administrations consisted of 4 strategic issues, 11 goals and 22 Key
Performance Indicators.
Keywords: The Philosophy of Sufficiency Economy, The Central Region Sub-district
Administrations, People in the Central Region
บทนา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทย
โดยเฉพาะพื้นที่ในชนบท ได้เสด็จพระราชดาเนินเย่ียมเยียนเพ่ือศึกษาสภาพความเป็นอยู่ ไปสู่
พระบรมราชวินิจฉัยในปัญหา ที่มาแห่งปัญหาและแนวทางในการแก้ไขปัญหา พระบรมราชวินิจฉัย
ในปัญหาความยากจนของพสกนิกรส่วนใหญ่ในชนบท แสดงออกถึงพระอัจฉริยภาพในการวิเคราะห์
เชิงเศรษฐกิจท่ีถ่องแท้และลึกซึ้ง อันสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและหลักเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสม
สาหรับใชอ้ ธบิ ายปัญหาของประเทศไทย ทรงเนน้ การพัฒนาโดยการสร้างพ้นื ฐาน คอื ความพอมี พอกิน
พอใช้ ของประชาชนสว่ นใหญ่ แล้วจึงสรา้ งเสริมความเจรญิ และฐานเศรษฐกิจขนั้ สูงข้ึนไปตามลาดบั
ประเทศไทยเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ โดยสะท้อนผลการพัฒนาประเทศท่ีไม่สมดุล
และย่ังยืน อันมาจากการมุ่งเน้นเจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ เป็นหลัก ดงั ปรากฏในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 7 ที่มีการสรุปการพัฒนาประเทศในช่วงท่ีผ่านมาว่า “เศรษฐกิจดี สังคม
มปี ัญหา การพัฒนาไมย่ ่ังยืน” ด้วยเหตนุ ี้ในระยะต่อมาไดม้ ีการตระหนักปรับเปล่ยี นทิศทางการพัฒนา
ประเทศโดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 8 ใช้แนวคิดการพัฒนาท่ีมี “คนเป็น
ศูนย์กลางการพัฒนา” โดยให้เศรษฐกิจเป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพชีวิตท่ีดีขึ้น
(ลดาวัลย์ คาภา, 2555) เปล่ียนวิธีการพัฒนาเป็นแบบองค์รวมท่ีเช่ือมโยงมิติ ต่อมาในแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 ได้อัญเชิญหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็น
ปรัชญานาทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ โดยให้ความสาคัญกับการพัฒนาท่ีสมดุล ท้ังด้าน
69
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
สังคม เศรษฐกิจ และส่ิงแวดล้อมมีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยสู่ความอยู่ดี
มีสุข พร้อมทั้งยึดหลักทางสายกลาง เพ่ือให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤต สามารถดารงอยู่ได้อย่างมั่นคง
มีคุณภาพและยั่งยืน (สานักงานปลัดสานักนายกรัฐมนตรี สานักงานขับเคล่ือนการพัฒนาตามปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง, 2557) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ยังคงน้อมนา
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญานาทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ความสาคัญ
กับการพัฒนาอย่างสมดุล การอยู่ร่วมกันด้วยสันติสุขในสังคมและการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และกาหนดให้ส่วนราชการต่าง ๆ ได้น้อมนา
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติภายในส่วนราชการ พร้อมทั้งมีการส่งเสริมให้
ประชาชนทุกระดับนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปเป็นพื้นฐานและแนวทางการดาเนินชีวิต
ในด้านต่าง ๆ อันจะนาไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและย่ังยืน ประชาชนอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข สังคม
มีความเข้มแข็ง และประเทศชาติมั่นคง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 มีแนวคิด
ต่อเน่ืองโดยน้อมนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศต่อจาก
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9-10 โดยกาหนดประเด็นการพัฒนาประเทศท่ีเร่ง
สร้างภูมิคุ้มกันในมิติการพัฒนาด้านต่าง ๆ เพ่ิมขึ้น เพ่ือป้องกันปัจจัยเส่ียงท่ีสังคมไทยต้องเผชิญ และ
เสริมฐานรากของประเทศให้เข้มแข็ง ควบคู่ไปกับการให้ความสาคัญการพัฒนาคนและสังคมไทย
ให้มีคุณภาพ ก้าวทันต่อการเปล่ียนแปลง มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรได้รับประโยชน์จากการพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นธรรม รวมท้ังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยฐานความรู้ เทคโนโลยีและ
นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์บนพ้ืนฐานการผลิตและการบริโภคท่ีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนาไปสู่
การพัฒนาประเทศท่ีม่ันคงและย่ังยืน (สานกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,
2555) ถึงแมจ้ ะมีการกาหนดและนอ้ มนาเอาหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งมาเป็นแนวทางพัฒนา
ประเทศในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต้ังแต่ ฉบับที่ 9-11 แต่พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังมี
ความเข้าใจไม่ชัดเจน และยังไม่สามารถนาไปปฏิบัติได้อย่างแพร่หลายและเป็นรูปธรรม เน่ืองจาก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องใช้เวลาในการทาความเข้าใจค่อนข้างมาก
(ศิรินันท์ กิตติสุขสถิต และคณะ, 2551) ประกอบกับการดาเนินชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่
ได้รับผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ ทาให้สังคมไทยมีความเป็นวัตถุนิยมฉะน้ันต้องเร่งสร้าง
ภูมิคุ้มกันเพ่ิมขึ้นในมิติการพัฒนาด้านต่าง ๆ เพื่อป้องกันปัจจัยเส่ียงท่ีสังคมไทยต้องเผชิญ และ
เสริมฐานรากด้านต่าง ๆ ของประเทศให้เข้มแข็ง ควบคู่ไปกับการให้ความสาคัญ ในแผนพัฒนา
เศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ ฉบับท่ี 12 ได้ยึดหลักของเศรษฐกิจพอเพียง “การพฒั นาคนท่ยี ั่งยืน และ
คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา และยึดหลักการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดความเหลื่อมล้าและ
ขับเคลื่อนการเจริญเติบโตจากการเพิ่มผลิตภาพการผลิตบนฐานการใช้ภูมิปัญญาและนวัตกรรม
(สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2560) ดังน้ัน เพื่อให้ยุทธศาสตร์
ในการพฒั นาประเทศบรรลุเป้าหมาย และการขับเคล่ือนเศรษฐกิจพอเพียงนั้นจาเป็นต้องมีแกนกลาง
ในการขับเคลื่อน เพ่ือทาหน้าที่ขยายและเช่ือมโยงเครือข่ายแห่งการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงองค์การ
บริหารส่วนตาบล (อบต.) ในฐานะทเี่ ป็นหน่วยงานหน่ึงท่ีมีความใกล้ชดิ กับประชาชนมากท่ีสดุ มีความ
รับผิดชอบต่อประชาชนในท้องถิ่น มีบทบาทในการส่งเสริมความเป็นอยู่ และสร้างความเจริญให้กับ
70
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
ท้องถ่ินในทุกด้าน มีส่วนรับผิดชอบในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเสริมสร้างความสามารถ
ในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชนเพ่อื เพม่ิ พูนขีดความสามารถในการรับรู้
ความเข้าใจ และมีเจตคตทิ ี่ดตี อ่ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง จนสามารถนาไปสู่การปฏิบัติ ซงึ่ จะเป็น
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างมีเป้าหมายและมีทิศทางที่ชัดเจน และประสบผลสาเร็จ
โดยผลการวิจัยในคร้ังนี้จะทาให้ทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจและความสามารถ
ในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชน ทราบข้อมูลเกย่ี วกับวิธกี ารดาเนินงาน
ปญั หาในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงให้กับประชาชนขององค์การบริหารส่วนตาบล ในเขตภาคกลาง โดยการวิจัยคร้ังนี้ยัง
เป็นการแสวงหาแนวทางและยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความสามารถ
ในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนขององค์การบริหารส่วนตาบล
ในเขตภาคกลาง ที่สามารถนาไปสู่การปฏิบัติได้อย่างจริงจัง ซ่ึงจะนาไปสู่พลังศรัทธา และฉันทามติ
เกยี่ วกบั เศรษฐกจิ พอเพียงในสงั คม
วตั ถปุ ระสงคก์ ารวจิ ยั
1. เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบตั ิตามปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งของประชาชนในเขตภาคกลาง
2. เพ่ือศึกษาการดาเนินงานเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบัติ
ตามปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งให้กับประชาชนขององคก์ ารบริหารสว่ นตาบล ในเขตภาคกลาง
3. เพ่ือวิเคราะห์ (SWOT Analysis) การดาเนินงานเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และ
ความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนขององค์การบริหาร
ส่วนตาบล ในเขตภาคกลาง
4. เพื่อแสวงหาแนวทางและยุทธศาสตรใ์ นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความสามารถ
ในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนขององค์การบริหารส่วนตาบล
ในเขตภาคกลาง
วิธีดาเนินการวิจัย
การวิจยั ครง้ั น้ีมุ่งศึกษาเก่ยี วกับการดาเนนิ งานขององคก์ ารบริหารสว่ นตาบล (อบต.) ในเขต
ภาคกลางเท่านั้น โดยกาหนดเขตพื้นที่ภาคกลางตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการบริหารงาน
จังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ ท่ีดาเนินงานเกี่ยวกับการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และ
ความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชน ซึ่งผู้วิจัยได้กาหนด
ขอบเขตการศกึ ษาไว้ดงั นี้
ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง
ประชากรที่ใช้ในการวจิ ัยในระยะที่ 1 ประกอบด้วย บุคลากรขององค์การบริหารสว่ นตาบล
ในเขตภาคกลาง จานวน 2,724 คน และประชาชนท่ีมีสาเนาทะเบียนบ้าน และอาศัยอยู่ในเขต
ภาคกลาง จานวน 3,733,993 คน การกาหนดขนาดของกล่มุ ตัวอยา่ ง ใช้สตู รของทาโรยามาเน่ ได้จานวน
71
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
กลุ่มตัวอย่างเปน็ บุคลากรขององค์การบริหารส่วนตาบลในเขตภาคกลาง จานวน 340 คน และประชาชน
จานวน 400 คน ใชว้ ิธกี ารส่มุ กลุ่มตัวอยา่ งแบบหลายขัน้ ตอน (Multi Stage Random Sampling)
การวิจัยในระยะที่ 2 การสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ ท่ีร่วมสนทนากลุ่มประกอบด้วย
ประชาชน บุคลากรองค์การบริหารส่วนตาบล และ ผู้ทรงคุณวุฒิ ท่ีมาให้ความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะ
ซึง่ ต้องมาให้สมั ภาษณ์ และร่วมการสนทนากลุ่ม ใช้วิธกี ารเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
จานวนกลุ่มละ 10 คน รวมท้งั สน้ิ 40 คน
การวิจัยในระยะที่ 3 นาเสนอแนวทาง/ยุทธศาสตร์ ไปจัดประชุมระดมสมองโดยมีผู้ร่วม
อภิปรายในกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ กลุ่มบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตาบล และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
เพื่อพิจารณาร่างแนวทาง/ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบัติ
ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผู้ให้ข้อมูลสาคัญประกอบด้วย ประชาชน บคุ ลากรองค์การบรหิ าร
ส่วนตาบล และผู้ทรงคุณวุฒิ ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จานวนกลุ่มละ 10 คน
รวมท้งั ส้ิน 40 คน
เคร่ืองมอื ทใี่ ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูลในการวจิ ัยระยะที่ 1
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามจานวน 2 ชุด มีดังนี้ ชุดที่ 1
แบบสอบถามสาหรับบุคลากรองค์การบริหารส่วนตาบล และชุดที่ 2 แบบสอบถามสาหรับประชาชน
สาหรับการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือท้ังสองฉบับ ดาเนินการตรวจสอบ โดยผู้เช่ียวชาญ 3 คน
ซ่ึงตรวจสอบความตรงตามเน้ือหา (Content validity) หลังจากน้ันจะดาเนินการคัดเลือกเฉพาะ
ข้อคาถามที่มีคา่ ความเที่ยงตรงตามเนื้อหาระหว่าง 0.67-1.00 และนาแบบสอบถามไปปรับปรุงแก้ไข
และนาไปทดลองใช้กับประชาชน และบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตาบลที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง
จานวนกลุ่มละ 30 คน และนาผลมาวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ใช้สัมประสิทธิ์แอลฟา
( -Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) โดยแบบสอบถามชุดประชาชน ได้ระดับค่าความเช่ือม่ัน
ท้ังฉบับเท่ากับ 0.92 และแบบสอบถามชุดของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตาบล ได้ระดับค่าความ
เช่อื มน่ั ทง้ั ฉบบั เท่ากบั 0.86 ซ่ึงนับวา่ มคี ณุ ภาพสามารถนาไปเกบ็ ขอ้ มูลไดจ้ ริง
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ผู้วิจัยให้มหาวิทยาลัยออกจดหมายขอความร่วมมือในการเก็บข้อมูล และผู้วิจัยเดินทางไป
เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง และได้รับข้อมูลกลับคืนมาจานวน 340 ชุด แต่เมื่อมาตรวจสอบ
ความถูกต้องสมบรู ณ์ของแบบสอบถาม และสามารถนามาวเิ คราะห์ข้อมูลได้ จานวน 340 ชุด คดิ เป็น
ร้อยละ 100
สถติ ิทีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู
การวิเคราะห์ข้อมูลของแบบสอบถามทั้งสองฉบับ แบบสอบถามตอนท่ี 1 ใช้ความถี่
ร้อยละ วิเคราะห์ข้อมูล แบบสอบถามตอนท่ี 2 และ 3 ใช้ค่าเฉล่ีย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ในการวิเคราะห์ข้อมูล
72
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
เคร่อื งมือที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลในการวจิ ัยระยะที่ 2
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วยแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และ
ตาราง SWOT Analysis/TOWS Matrix
เคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ในการวจิ ยั ระยะท่ี 3
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วยแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม เพื่อใช้
บนั ทกึ การสนทนากลุ่มจากการนาเสนอประเด็นเพ่อื จัดทาแนวทาง/ยทุ ธศาสตร์แนวทางการเสริมสร้าง
ความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบัติตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชน
ขององคก์ ารบริหารสว่ นตาบลในเขตภาคกลาง
ผลการวจิ ยั
1. ความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ของประชาชน ผลการวิจัยพบวา่ ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
โดยภาพรวมอยูใ่ นระดบั มาก ( X = 3.91, S.D. = 0.60) ประชาชนมีระดับความสามารถ ในการปฏิบัติ
ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านความพอประมาณ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 3.75,
S.D. = 0.59) ประชาชนมีระดับความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ด้านความมีเหตุผล โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( X = 3.44, S.D. = 0.84) ด้านภูมิคุ้มกัน
โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X = 3.801, S.D. =.612) ด้านเงื่อนไขความรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
(X = 3.96, S.D. = 0.74) ด้านเงื่อนไขคุณธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X = 4.03, S.D. = 0.76)
ประชาชนมีระดับปัญหาในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยภาพรวมอยู่ในระดับ
ปานกลาง ( X = 3.13, S.D. = 0.65)
2. บุคลากรองค์การบริหารส่วนตาบลมีการดาเนินงานเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และ
การปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
( X = 3.52, S.D. = 0.71) และมีปัญหาท่ีเกี่ยวข้องกับการดาเนินงานเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ
และการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนโดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง
( X = 3.19, S.D. = 0.40)
3. ผลการศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคการดาเนินงานเสริมสร้างความรู้
ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนของ
องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบล ในเขตภาคกลางดว้ ยการวิเคราะห์ (SWOT Analysis) ผลการวจิ ัยพบว่า
3.1 จุดแขง็ (Strength)
3.1.1 ประชาชนในพ้ืนท่ีจังหวัดภาคกลางตอนบนมีความรู้ความเข้าใจ และ
ความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
3.1.2 อบต. มีการกาหนดนโยบาย และกาหนดยุทธศาสตร์เกี่ยวกับเศรษฐกิจ
พอเพียง ไวใ้ นองค์การบริหารสว่ นตาบล
3.1.3 มีสถาบันการศึกษา องค์กรและหน่วยงานภายนอกเข้ามาศึกษาวิจัยค้นคว้า
และสง่ เสรมิ งานดา้ นเศรษฐกิจพอเพยี ง
73
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
3.2 จุดอ่อน (Weakness)
3.2.1 ประชาชนมกี ารใช้จ่ายอยา่ งฟุ่มเฟือย
3.2.2 ประชาชนมีหน้ีสิน ท้ังในระบบและนอกระบบ เช่น มีหนี้สินกับธนาคาร
เพ่อื การเกษตร (ธกส) หนกี้ บั กองทุนกู้ยมื
3.2.3 งบประมาณท่ีได้รบั การจัดสรรไม่คงทแี่ ละไม่แน่นอน
3.2.4 ระยะเวลาในการดาเนินการมีจากัดเน่ืองจากต้องดาเนินการเป็น
ปีงบประมาณ จงึ ทาใหไ้ มเ่ กดิ ความต่อเน่ืองในการทางาน
3.3 โอกาส (Opportunities)
3.3.1 มีการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยรัฐบาลเพ่ือให้ประชาชน
นาไปปฏบิ ัติ
3.3.2 แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 11 น้อมนาเอาหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงมาเปน็ แนวทางในการพัฒนาประเทศ
3.3.3 รัฐบาลและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถ่ิน สนับสนุนงบประมาณให้
องค์การบริหารส่วนตาบลได้บริหารจัดการในการส่งเสริม เก่ียวกับการดาเนินงานด้านเศรษฐกิจ
พอเพยี งในชุมชน
3.4 ภยั คกุ คาม (Threat)
3.4.1 ประชาชนใหค้ วามรว่ มมือน้อย
3.4.2 ขาดความต่อเนื่องในการจัดกิจกรรม
3.4.3 ประชาชนส่วนใหญ่ยงั ขาดโอกาสในการเขา้ รว่ มกจิ กรรม
3.4.4 ขาดแคลนงบประมาณสนบั สนนุ การทากิจกรรม
3.4.5 ขาดแคลนวัสดอุ ุปกรณ์ในการดาเนนิ งาน
3.4.6 ระบบราชการมีขน้ั ตอนและกฎระเบยี บในการดาเนินงานย่งุ ยาก ซบั ซอ้ น
3.4.7 การตอบรบั กระแสบรโิ ภคนยิ มและวัฒนธรรมตา่ งชาติของประชาชน
4. ผลการวิเคราะห์ TOWS Matrix ความรู้ความเข้าใจ และความสามารถของประชาชน
ในการปฏบิ ัตติ ามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ดา้ น WT พบว่า
ข้อเสนอเชิงยทุ ธศาสตร์
1) พัฒนาศักยภาพของประชาชนให้เข้าถึงแหล่งความรู้ และพัฒนาทักษะในการ
ประกอบอาชพี
2) เสริมสร้างความรู้และทักษะทางการเงินของเกษตรกร รวมถึงสร้างความตระหนัก
ถึงความสาคญั ของพฤติกรรมทางการเงินที่มีความรบั ผิดชอบเพ่ือไมใ่ ห้เกิดหนส้ี นิ
3) แสวงหาความร่วมมือกับประชาชนเพ่ือสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติตามปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง
5. ผลการวิเคราะห์ TOWS Matrix ความรู้ความเข้าใจ และความสามารถของประชาชน
ในการปฏบิ ัตติ ามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ดา้ น WO
74
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
ขอ้ เสนอเชงิ ยุทธศาสตร์
1) เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าร่วมกิจกรรมเก่ียวกับเศรษฐกิจพอเพียงท่ีจัดโดย
หน่วยงานต่าง ๆ
2) หนว่ ยงานภาครัฐใชส้ ื่อต่าง ๆ ประชาสมั พันธ์เกีย่ วกับปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
อยา่ งต่อเนื่อง
3) ให้ชมุ ชนร่วมกนั จัดกิจกรรมตา่ งๆเกี่ยวกบั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
6. ผลการวิเคราะห์ TOWS Matrix ความรู้ความเข้าใจ และความสามารถของประชาชน
ในการปฏบิ ัติตามปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ดา้ น ST
ข้อเสนอเชิงยทุ ธศาสตร์
1) สร้างต้นแบบของบุคคลตัวอย่างในชุมชนเพ่ือเป็นตัวอย่างการดาเนินชีวิตตาม
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
2) หนว่ ยงานภาครัฐตอ้ งสนับสนุนงบประมาณในการดาเนินงานอยา่ งต่อเน่ือง
3) สร้างโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปศึกษาดูงาน และมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตาม
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
7. แสดงผลการวิเคราะห์ TOWS Matrix ความรู้ความเข้าใจ และความสามารถของ
ประชาชนในการปฏบิ ัติตามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ดา้ น SO
ขอ้ เสนอเชงิ ยทุ ธศาสตร์
1) สรา้ งชมุ ชนตน้ แบบเก่ยี วกับการดาเนินชีวิตตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2) เสรมิ สรา้ งการดาเนนิ งานของชุมชนใหม้ ีความเข็มแขง็
8. แนวทางและยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการ
ปฏิบัติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนขององค์การบริหารส่วนตาบล ในเขตภาคกลาง
ผลการวจิ ยั พบว่า มี 4 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
8.1 ยุทธศาสตร์ท่ี 1 การเพ่ิมประสิทธิภาพและการบริหารงานในองค์การบริหารส่วน
ตาบล ด้านการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชน ประกอบด้วย 5 เป้าประสงค์ 10 ตวั ชว้ี ดั ดงั นี้
เปา้ ประสงค์
1) องค์การบริหารส่วนตาบลกาหนดยุทธศาสตร์ในการสร้างความรู้ความเข้าใจ
ให้กับประชาชนไว้ในแผนยุทธศาสตร์หลักของหน่วยงาน โดยพจิ ารณาให้สอดคล้องกบั พน้ื ที่
2) องค์การบริหารส่วนตาบล มีความพร้อมด้านบุคลากรท่ีเหมาะสมต่อ
การดาเนินงานด้านเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี งใหก้ บั ประชาชน
3) องค์การบริหารส่วนตาบลมีการจัดสรรงบประมาณในการดาเนินงานเสริมสร้าง
ความรู้ความเข้าใจและความสามารถในการปฏิบตั ติ ามปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
4) การแสวงภาคี และเครือข่าย จากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
เพอื่ สนับสนนุ การดาเนินงานเสรมิ สรา้ งความรู้ความเขา้ ใจใหก้ บั ประชาชน
75
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
5) กาหนดระบบติดตาม และประเมินผลการดาเนินงานด้านการสร้างเสริมความรู้
ความเขา้ ใจให้กับประชาชนเก่ยี วกบั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ตวั ช้วี ดั
1) มีการกาหนดยุทธศาสตร์ในการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนไว้ใน
แผนยทุ ธศาสตรห์ ลกั ขององค์การบรหิ ารส่วนตาบล โดยพจิ ารณาให้สอดคลอ้ งกับพ้นื ที่
2) แต่งต้ังคณะกรรมการขับเคล่ือนยุทศาสตร์ในการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับ
ประชาชน
3) มีแผนการจัดอบรมให้กับบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจ และความสามารถ
ในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
4) มีแผนการจัดอบรมให้กับบุคลากร ให้มีความสามารถในการดาเนินงาน
เสริมสรา้ งความรู้ความเขา้ ใจและความสามารถในการปฏิบัตติ ามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
5) รอ้ ยละ80 ของบุคลากรทไี่ ดร้ ับการอบรม
6) มีการกาหนดบุคคลที่รับผิดชอบในการดาเนินงานเสรมิ สร้างความรู้ความเข้าใจ
และความสามารถในการปฏบิ ัตติ ามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
7) มีการจัดสรรงบประมาณเพ่ือการดาเนินการทั้งในหมวดงบอุดหนุน และ
งบประมาณทว่ั ไป
8) แต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ เชน่ คณะกรรมการกลั่นกรอง
แผนงาน/โครงการและงบประมาณ และคณะอนุกรรมการ ด้านประชาสมั พันธ์
9) มีความร่วมมือกับภาครัฐ หรือเอกชนหรือภาคประชาชนเพ่ือสนับสนุน
การดาเนินงานอยา่ งน้อย 1 หน่วยงานตอ่ ปี
10) มีการแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดาเนินงานด้านการ
สรา้ งเสริมความรคู้ วามเขา้ ใจใหก้ ับประชาชนเกยี่ วกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
8.2 ยุทธศาสตร์ท่ี 2 การกาหนดเป้าหมายหลักในการดาเนินงานเสริมสร้างความรู้
ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชน
ประกอบดว้ ย 2 เป้าประสงค์ 3 ตวั ช้ีวดั ดงั นี้
เป้าประสงค์
1) องค์การบริหารส่วนตาบลมีเป้าหมายหลักในการดาเนินงานเสริมสร้างความรู้
ความเขา้ ใจ และความสามารถในการปฏิบตั ติ ามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงใหก้ ับประชาชน
2) องค์การบริหารส่วนตาบลมีการกาหนดมาตรการในการดาเนินงาน และ
ผูร้ บั ผิดชอบทช่ี ดั เจน
ตัวช้ีวดั
1) มีการกาเปา้ หมายในการดาเนินงานทุกองค์การบรหิ ารส่วนตาบล
2) การกาหนดพ้ืนทีเ่ ป้าหมายในการดาเนินงานทกุ ปี
76
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
3) มีมาตรการในการดาเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ
เกย่ี วกับการปฏบิ ัติตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งอย่างชัดเจน ทงั้ ในสว่ นท่เี ปน็ มาตรการสนบั สนุน
มาตรการส่งเสรมิ และการกาหนดผูร้ บั ผิดชอบงานอยา่ งชดั เจน
8.3 ยุทธศาสตร์ท่ี 3 การบริหารจัดการองค์ความรู้ เก่ียวกับการดาเนินงานเสริมสร้าง
ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชน ประกอบด้วย
1 เป้าประสงค์ 3 ตวั ช้ีวดั ดังน้ี
เปา้ ประสงค์
1) สร้างและพัฒนาองคค์ วามรู้เพอื่ พัฒนากระบวนการดาเนินงานเสริมสร้างความรู้
ความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งให้กบั ประชาชน
ตวั ช้ีวดั
1) มีแผนการจัดการความรู้กระบวนการดาเนนิ งานเสริมสร้างความรคู้ วามสามารถ
ในการปฏบิ ัติตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กบั ประชาชน
2) มีกิจกรรมการแลกเปล่ยี นเรยี นรู้ตามแผนการจดั การความรู้
3) มีระบบติดตามประเมินผลและบันทึกองค์ความรู้เผยแพร่ผ่านช่องทางต่าง ๆ
ให้กับประชาชน
8.4 ยทุ ธศาสตร์ที่ 4 การคน้ หาตน้ แบบ และการเชิดชเู กยี รติบคุ คล หรือหมูบ่ า้ นเกยี่ วกบั
การดาเนินงานเสริมสร้างความรู้ความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ประกอบดว้ ย 3 เป้าประสงค์ 6 ตวั ชี้วัด ดังนี้
เป้าประสงค์
1) ค้นหาต้นแบบการดาเนินงานการสร้างเสริมความรู้ความเข้าใจกับปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพยี งให้กบั ประชาชน
2) เสรมิ สร้างการดาเนินงานของชุมชนใหม้ ีความเข็มแข็ง
3) สร้างต้นแบบของบุคคลตัวอย่างในชุมชนเพ่ือเป็นตัวอย่างการดาเนินชีวิตตาม
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ตวั ชี้วดั
1) คน้ หาบุคคลต้นแบบการดาเนินงานการสรา้ งเสรมิ ความร้คู วามเขา้ ใจกบั ปรัชญา
ของเศรษฐกจิ พอเพยี งใหก้ บั ประชาชน
2) ค้นหาหมู่บ้านต้นแบบการดาเนินงานการสร้างเสริมความรู้ความเข้าใจกับ
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงให้กบั ประชาชน
3) คัดเลือกบุคคลต้นแบบ และมีการยกย่องเชดิ ชเู กยี รตใิ หร้ างวัลกับบคุ คลต้นแบบ
4) คัดเลือกหมู่บ้านต้นแบบ และมีการยกย่องเชิดชูเกียรติให้รางวัลกับหมู่บ้าน
ต้นแบบ
5) กาหนดเปา้ หมายสนับสนุนและส่งเสริมการดาเนินงานของชุมชนใหเ้ ขม็ แข็ง
6) ส่งเสริมและสนับสนุนบุคคลที่มีความสนใจท่ีจะเป็นต้นแบบเพ่ือเป็นตัวอย่าง
การดาเนินชีวติ ตามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง อย่างนอ้ ยหมูบ่ า้ นละ 1 คน
77
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
อภปิ รายผลการวิจัย
การวิจัยเรื่อง “แนวทางการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบัติ
ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนขององค์การบริหารส่วนตาบลในเขตภาคกลาง ”
มีประเด็นสาคญั นามาอภิปรายผล ดังน้ี
1. ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงของประชาชนในเขตภาคกลาง
พบว่าโดยภาพรวมมีความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับมาก ท่ีผลการวิจัยเป็นเช่นน้ีเน่ืองมาจาก ปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวพระราชดาริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมานาน
กว่า 30 ปี เป็นแนวคิดท่ีต้ังอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาท่ีตั้งบนพื้นฐาน
ของทางสายกลาง และความไม่ประมาท คานึงถึงความพอประมาณ ความมเี หตผุ ล การสร้างภมู คิ ุม้ กัน
ในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรม เปน็ พืน้ ฐานในการดารงชีวิต ทสี่ าคัญจะต้องมี “สติ ปัญญา
และความเพียร” ซ่ึงจะนาไปสู่ “ความสุข” ในการดาเนินชีวิตอย่างแท้จริง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
ทุกหน่วยงานต่างให้ความสนใจ โดยรัฐบาลไทยได้ตระหนักและให้ความสาคัญกับการพัฒนาคนและ
สังคมไปพร้อมกันเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดการพัฒนาที่มี “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” โดยให้
เศรษฐกจิ เป็นเครื่องมือในการพฒั นาคนให้มีคณุ ภาพชีวิตที่ดีข้ึนดังปรากฏในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 8 (ลดาวลั ย์ คาภา, 2555) เปล่ียนวิธีการพัฒนาเป็นแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงมิติ
ต่อมาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 9 ได้อัญเชิญหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง” เป็นปรัชญานาทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ โดยให้ความสาคัญกับการพัฒนา
ท่สี มดุล ทัง้ ด้านสงั คม เศรษฐกิจและสงิ่ แวดล้อม มเี ปา้ หมายหลกั เพือ่ ยกระดบั คุณภาพชวี ิตของคนไทย
สู่ความอยู่ดีมีสุข พร้อมท้ังยึดหลักทางสายกลางเพื่อให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤต สามารถดารงอยู่ได้
อย่างมั่นคง มีคุณภาพและย่ังยืน ควบคู่ไปกับปรับเปล่ียนกระบวนการวางแผนจากการดาเนินการ
“โดยราชการเพื่อประชาชน” เป็นการมี “ประชาชนเข้าร่วม” ให้คนเป็นผู้ตัดสินใจหรือกาหนด
ทิศทางการพัฒนาท่ีคานึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และสร้างภูมิคุ้มกันท่ีดีเพื่อพร้อมรับ
ความเสี่ยงบนฐานของความรอบรู้ ความรอบคอบ ความเพียร และคุณธรรม (สานักงานปลัดสานัก
นายกรัฐมนตรี. สานักงานขับเคล่ือนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง, 2557) ประกอบ
กับหลายหน่วยงานต่างจัดหลักสูตรอบรมเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชน
เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเสริมสร้างความเข้าใจ การสร้างหลักคดิ และการให้แนวทางการปฏิบัตติ าม
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแก่ประชาชน ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความม่ันคงของประเทศให้ย่ังยืน
ตลอดไป (สานักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ความม่ันคง กองอานวยการรักษาความมั่นคงภายใน
ราชอาณาจกั ร (สนย.กอ.รมน.) และคณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์, 2553)
2. ปัญหาของประชาชนในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผลการวิจัยพบว่า
โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เม่ือพิจารณารายข้อพบว่า ข้อท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุดคือ ไม่มีหน่วยงาน
มาทาความรู้ความเข้าใจอย่างต่อเน่ืองที่ผลการวิจัยเป็นเช่นนี้ อาจเนื่องจากหน่วยงานภาครัฐประสบ
ปัญหาการประสานงานระหว่างประชาชนในการสนับสนุนส่งเสริมของหมู่บ้านตามโครงการปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง (ดาราวรรณ พรหมกัลป์, 2551) และสอดคล้องกับการนาเสนอข้อมูลของ
(บุษยา ม่ันฤกษ, 2556) ท่ีพบว่า ปัญหาอุปสรรคของประชาชนในพ้ืนท่ี คือ ยังยึดติดกับวัฒนธรรม
78
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
ประเพณีและแนวคิดวัตถนุ ิยม บริโภคนิยมและวัฒนธรรมเดิมขององค์กร จึงส่งผลตอ่ ขดี ความสามารถ
และปัญหาในการปฏิบัตติ ามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
3. ลักษณะของการดาเนินงานเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และการปฏิบัติตามปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชน พบว่า ลักษณะของการดาเนินงานเสริมสร้างความรู้
ความเข้าใจ และการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนโดยภาพรวมอยู่ใน
ระดับมาก ที่ผลการวิจัยเป็นเช่นน้ีเนื่องมาจากองค์การบริหารส่วนตาบลต้องรับการถ่ายโอนภารกิจ
จากราชการส่วนกลางไปดาเนินการเอง ตามพระราชบัญญัติกาหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย
อานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 บัญญัติไว้ (สานักงานคณะกรรมการกระจาย
อานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, 2543) และองค์การบริหารส่วนตาบลต้องปฏิบัติงานให้
สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีการกาหนดประเด็นการพัฒนาประเทศท่ี
ตอ้ งเร่งสรา้ งภูมคิ ุ้มกันเพ่ิมขน้ึ ในมติ ิการพัฒนาด้านต่างๆ เพ่ือป้องกันปัจจยั เส่ียงที่สังคมไทยต้องเผชิญ
และเสริมฐานรากของประเทศให้เข้มแข็ง ควบคู่ไปกับการให้ความสาคัญกับการพัฒนาคนและ
สังคมไทยให้มีคุณภาพ ก้าวทันต่อการเปล่ียนแปลง มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและได้รับประโยชน์จาก
การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นธรรม รวมทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยฐานความรู้
เทคโนโลยแี ละนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรคบ์ นพ้ืนฐานการผลิต การบริโภคท่เี ป็นมติ รต่อส่ิงแวดล้อม
นาไปสู่การพัฒนาประเทศที่มั่นคงและย่งั ยืน โดยหน่วยงานส่วนราชการต้องน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียงไปขับเคลื่อนการดาเนินงาน (สานักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,
2555)
4. ปัญหาขององค์การบริหารส่วนตาบลที่เกี่ยวข้องกับการดาเนินงานเสริมสร้างความรู้
ความเข้าใจและการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชน โดยภาพรวม
อยู่ในระดับปานกลาง ผลการวิจัยเป็นเช่นน้ี เน่ืองมาจากองค์การบริหารส่วนตาบลมีการลงพื้นท่ี
พบปะพูดคุยกับประชาชนได้มีการชี้แจงการทางานให้กับประชาชนทราบโดยตลอดทาให้มีปัญหา
ในการทางานอยู่ในระดับปานกลาง ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ ( ราเชนทร์ นพณัฐวงศกร
ศิรัญญา เสือคง และณัฐฐา รักษ์ถาวรกุล, 2559) ท่ีทาการวิจัยเร่ืองสภาพปัญหาและแนวทาง
การพัฒนาบุคลากรองค์การบริหารส่วนตาบลคอกกระบือ อาเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร พบว่า
องค์การบริหารส่วนตาบลต้องมีการปรับทักษะคติของประชาชนให้เข้าใจการปฏิบัติงานของบุคลากร
ในองค์กร เช่น ลงพื้นท่ีพูดคุย พบปะประชาชน หรือจัดทาคู่มือแจกจ่ายการทางานระหว่างบุคลากร
กับประชาชน ทาความเข้าใจกบั ประชาชนใหเ้ ขา้ ใจการทางาน
5. แนวทางและยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความสามารถ
ในการปฏิบัติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนขององค์การบริหารส่วนตาบล ในเขต
ภาคกลาง ผลการวิจัยพบวา่ มี 4 ยุทธศาสตร์ ดงั นี้
ยทุ ธศาสตร์ท่ี 1 การเพิ่มประสิทธิภาพและการบริหารงานในองค์การบริหารส่วนตาบล
ด้านการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงให้กบั ประชาชน ประกอบด้วย 5 เป้าประสงค์ 8 ตัวช้ีวดั
79
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ยุทธศาสตรท์ ่ี 2 การกาหนดเป้าหมายหลักในการดาเนินงานเสริมสร้างความรู้
ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชน
ประกอบด้วย 2 เปา้ ประสงค์ 3 ตัวชีว้ ดั ดังนี้
ยทุ ธศาสตร์ท่ี 3 การบรหิ ารจัดการองคค์ วามรู้ เกี่ยวกบั การดาเนนิ งานเสริมสร้างความรู้
ความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชน ประกอบด้วย
1 เปา้ ประสงค์ 3 ตวั ชีว้ ัด
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การค้นหาต้นแบบ และการเชิดชูเกียรติบุคคล หรือหมู่บ้านเกี่ยวกับ
การดาเนินงานเสริมสร้างความรู้ความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ประกอบด้วย 3 เป้าประสงค์ 6 ตวั ชีว้ ัด
ในการกาหนดยุทธศาสตร์ 4 ยุทธศาสตร์ ได้มีการนาผลการวิจัยในระยะท่ี 1 และ
ระยะท่ี 2 มาทาการวิเคราะห์สังเคราะห์และประมวลผล ซ่ึงแนวทางการกาหนดยุทธศาสตร์
ได้ดาเนินการให้สอดคล้องกับ นโยบาย และการดาเนินงานของรัฐบาล การสร้างขบวนการ
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงที่มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างเครือข่ายเรียนรู้ ให้มีการนาหลักเศรษฐกิจ
พอเพียงไปใช้เป็นกรอบความคิดเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคน
ไทยในทุกภาคส่วน โดยกาหนดวัตถุประสงค์ของการขับเคล่ือน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจท่ีถูกต้อง
เกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้ประชาชนทุกคนสามารถนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไป
ประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม และปลูกฝังการปรับเปล่ียนกระบวนทัศน์ในการดารงชีวิตให้อยู่บน
พื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนนาไปสู่การปรับแนวทางการพัฒนาให้อยู่บนพื้นฐานของ
เศรษฐกิจพอเพียง(สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) (2560)
ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การบูรณาการ การขับเคล่ือนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง (พ.ศ. 2557 - 2560) โดยมีการกาหนดแนวคิดพ้ืนฐานในการขับเคลื่อน คือ การใช้ปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเข็มนาทาง การพัฒนาเชิงพ้ืนที่ การเร่ิมจากครัวเรือนสู่สังคมประเทศชาติ
การจัดการองค์ความรู้ และการบูรณาการสนับสนุนจากหน่วยงานทุกภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กร
ส่วนท้องถิ่น และแนวทางการกาหนดยุทธศาสตร์ต้องรับทราบปัญหาและความต้องการที่แท้จริง
ของประชาชน (สานักงานปลัดสานักนายกรัฐมนตรี สานักงานขับเคล่ือนการพัฒนาตามปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง, 2557) ในการวิจัยคร้ังน้ีได้ทาการสารวจความคิดเห็น และรับทราบปัญหา
ของประชาชน ในการวิจัยระยะท่ี 1 มาใช้เป็นข้อมลู การดาเนินการกาหนดยทุ ธศาสตร์การเสริมสร้าง
ความรู้ความเข้าใจ และความสามารถปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และสอดคล้อง
สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การบูรณาการ การขับเคล่ือนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง (พ.ศ. 2557 - 2560) แผนยทุ ธศาสตร์ท่ี 1 ส่งเสริมการขับเคลอ่ื นการพัฒนาตามปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงในภาคการเกษตรและชนบท เนน้ พ้ืนท่ี (Area Approach) เปน็ หลัก โดยบรู ณาการ
การทางานในพ้ืนท่ีเพ่ือรับทราบปัญหาและความต้องการท่ีแท้จริงของเกษตรกร สอดคล้องกับแผน
ยุทธศาสตร์ที่ 3 ส่งเสริมการขับเคล่ือนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ
บริการ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม และผู้ประกอบการรายย่อย มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ ธุรกิจ
ภาคเอกชน อุตสาหกรรม และผู้ประกอบการรายย่อย ดาเนินธุรกิจตามแนวทางหลักปรัชญาของ
80
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
เศรษฐกิจพอเพียง โดยการพัฒนาเครื่องมือสนับสนุน การสร้างความรู้ความเข้าใจ การสร้างภาคี
เครือข่ายให้ เกิดการขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมท้ังสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเอกชน
อุตสาหกรรม และผู้ประกอบการท่ี มีความพร้อมในการเข้าไปมีส่วนร่วมจัดกิจกรรมการพัฒนาใน
ชมุ ชนต่าง ๆ ตามบริบทของแต่ละพ้ืนท่ี สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ท่ี 4 ส่งเสริมการขับเคล่ือนการ
พัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการต่างประเทศ มุ่งเผยแพร่องค์ความรู้ตามหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แก่ประเทศต่าง ๆ มีความเข้าใจใน
หลักปรัชญานี้อย่างถูกต้อง สามารถนาไปปรับใช้ในประเทศน้ัน ๆ ได้อย่างเหมาะสม เพ่ือเสริมสร้าง
ความสัมพันธ์และสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศในด้านต่าง ๆ (สานักงานปลัด
สานักนายกรัฐมนตรี สานกั งานขับเคลอื่ นการพัฒนาตามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง, 2557)
ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบายสาหรบั องคก์ ารบริหารส่วนตาบลในเขตภาคกลาง
1. ผลการวจิ ัยพบว่าประชาชนมีความรคู้ วามเขา้ ใจเกีย่ วกบั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
อยู่ในระดับมาก และมีปัญหาในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับปานกลาง
เปน็ โอกาสท่ีองค์การบรหิ ารสว่ นตาบล ต้องรีบเรง่ ดาเนนิ งานเพอื่ ให้เหน็ ผลเป็นรปู ธรรม
2. องค์การบริหารส่วนตาบล ควรกาหนดยุทธศาสตร์การกาหนดเป้าหมายหลักในการ
ดาเนินงานเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งใหก้ บั ประชาชน
3. องคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบล ควรคน้ หาต้นแบบ และการเชิดชูเกียรติบุคคลหรือหมบู่ ้าน
เอกสารอ้างอิง
คณะอนุกรรมการขับเคล่ือนเศรษฐกิจพอเพียง. (2550). การสร้างขวนการขับเคล่ือนเศรษฐกิจ
พอเพียง. กรุงเทพฯ: คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง.
คณะอนุกรรมการส่งเสรมิ การขับเคลือ่ นการพัฒนาตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ในภาคการเกษตรและชนบท. (2558). คู่มอื การขบั เคลอื่ นการพัฒนาตามปรัชญา
ของเศรษฐกจิ พอเพียงในภาคการเกษตรและชนบท และด้านความ ม่ันคง. กรงุ เทพฯ:
คณะอนกุ รรมการ.
ดาราวรรณ พรหมกัลป์. (2551). การศึกษาผลการดาเนินงานหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง
กรณีศึกษา: หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงตัวอย่าง อาเภอปัว จังหวัดน่าน.
วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารและพัฒนาประชาคม
เมืองและชนบท มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์.
บษุ ยา มั่นฤกษ. (2556). การนาหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียงไปประยุกตใ์ ช้ในการบรหิ ารจดั การ
ของผู้บรหิ ารองคก์ ารบริหารส่วนตาบลจังหวัดนครปฐม. วทิ ยานพิ นธ์
ศิลปศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าการบริหารการพัฒนาสงั คม
สถาบนั บัณฑติ พัฒนบรหิ ารศาสตร์.
81
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ราเชนทร์ นพณัฐวงศกร, ศิรัญญา เสือคง และณัฐฐา รักษ์ถาวรกลุ . (2559). สภาพปัญหาและ
แนวทางการพฒั นาบุคลากรองคก์ ารบริหารส่วนตาบลคอกกระบอื อาเภอเมือง
จังหวัดสมุทรสาคร. ใน การประชุมวิชาการระดับชาติสหวิทยาการเอเชยี อาคเนย์ 2559
คร้งั ที่ 3 23 มถิ ุนายน 2559. กรุงเทพฯ: สถาบันวจิ ัยและพัฒนาแห่ง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ลดาวัลย์ คาภา. (2555). ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจไทยภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติ. วารสารเศรษฐศาสตร์สุโขทัยธรรมาธิราช. 6(2): 1-2.
ศิรนิ นั ท์ กิตตสิ ุขสถิต และคนอืน่ ๆ. (2551). รายงานวิจยั โครงการวิจยั และพัฒนากระบวนการ
ปลูกฝงั คณุ ธรรม จรยิ ธรรม โดยอาศัยแนวทางพระบรมราโชวาทเรอ่ื งคณุ ธรรม 4
ประการเปน็ พ้ืนฐานในการเรยี นรู้สวู่ ถิ เี ศรษฐกิจพอเพียง. (พิมพ์ครง้ั ที่ 2). กรุงเทพฯ:
สถาบันวจิ ยั ประชากรและสงั คม มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล.
สานกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาต.ิ (2555). แผนพฒั นาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติฉบับท่ีสบิ เอด็ พ.ศ. 2555-2559. กรุงเทพฯ: สานกั งาน
คณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ สานกั นายกรัฐมนตรี.
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ. (2560). แผนพัฒนาเศรษฐกจิ
และสังคมแห่งชาติ ฉบับท่สี ิบสอง พ.ศ. 2560-2564. กรุงเทพฯ: สานกั งาน
คณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ สานักนายกรัฐมนตรี.
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.). (2560).
การสร้างขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง. [ออนไลน์], เขา้ ถึงได้จาก
http://www.eto.ku.ac.th/s-e/build-th.html
สานกั งานปลดั สานักนายกรัฐมนตร.ี สานักงานขบั เคลื่อนการพฒั นาตามปรชั ญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง. (2557). แผนยทุ ธศาสตร์การบูรณาการการขบั เคลอื่ นการพฒั นา
ตามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง (พ.ศ. 2557 - 2560). กรงุ เทพฯ: สานักงาน
ปลดั สานักนายกรฐั มนตร.ี
สานักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง กองอานวยการรักษาความมน่ั คงภายในราชอาณาจักร
(สนย.กอ.รมน.) และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร.์ (2553). หลกั สตู ร
ฝกึ อบรมด้านความมั่นคง เร่ืองการสง่ เสริมปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง. กรุงเทพฯ:
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์.
82
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
การประเมินผลการใช้งานโปรแกรมเรยี นรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง
“SPEEXX”: กรณีศึกษามหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชูปถมั ภ์
THE ASSESSMENT OF THE ONLINE LANGUAGE TRAINING COURSEWARE
“SPEEXX”: CASE STUDY OF VALAYA ALONGKORN RAJABHAT UNIVERSITY
กุสุมา เลาะเด1*
Kusuma Lohday
บทคดั ย่อ
การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
ด้วยตนเอง “SPEEXX” และประเมินความพึงพอใจการใช้โปรแกรมเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง
“SPEEXX” ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กลุ่มตัวอย่างคือ
นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่ใช้โปรแกรม “SPEEXX” จานวน 287 คน เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย
แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนท่ี 1 เครอ่ื งมือสาหรับการประเมินประสิทธิผลของการใช้โปรแกรม “SPEEXX”
เปน็ แบบทดสอบกอ่ นและหลังการใชง้ านโปรแกรม “SPEEXX” โดยนาผลคะแนนมาทดสอบความตา่ ง
ดว้ ยการทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระกัน และส่วนที่ 2 เปน็ แบบประเมินความพึงพอใจ 3 ด้าน
คือ ด้านคุณภาพการใช้งาน ด้านเนื้อหา และด้านทัศนคติ ซึ่งมีสถิติท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ
ความถ่ี ค่าเฉล่ีย และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า ก่อนและหลังการใช้งานโปรแกรม “SPEEXX” นักศึกษาทุกคณะมี
คะแนนเพิ่มข้ึนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักศึกษามีความพึงพอใจการใช้งาน
โปรแกรม “SPEEXX” ในภาพรวมท่ีระดับมาก ( X = 3.82) โดยมีค่าเฉล่ียคะแนนความพึงพอใจ
ด้านคณุ ภาพ 3.91 ดา้ นเน้อื หา 3.86 และด้านทศั นคติ 3.72
คาสาคญั : เรยี นรู้ภาษาอังกฤษ, SPEEXX, ความพึงพอใจ
____________________________________
1ศูนยภ์ าษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
*ผู้นิพนธ์ประสานงาน Email: [email protected]
83
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ABSTRACT
The purpose of this research were to assess the effectiveness of the online
language training courseware “SPEEXX” and to study the level of satisfaction of Valaya
Alongkorn Rajabhat University under the Royal Patronage’s students toward the
courseware “SPEEXX”. The sample consisted of 287 students. The research instrument
was divided into 2 sections. Section 1: The instrument for assessing the effectiveness
were pre-tests and post-tests. Dependent Samples t-test was used for this section.
Section 2: The instrument for studying the level of satisfaction was questionnaires
which were based on 3 aspects: the aspect of quality, contents and attitude. The
statistic used were frequency, percentage, mean and standard deviation.
The results showed that the comparison of pre-test scores and post-test
scores was statistically significant at .01 and the students’ satisfaction of the
courseware “SPEEXX” was found to be at a high level ( X = 3.82). In the aspect of
quality, the students’ satisfaction was at 3.91. While the students’ satisfaction in the
aspect of contents and attitude were 3.86 and 3.72 respectively.
Keywords: English Learning, SPEEXX, Satisfaction
บทนา
ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)
พ.ศ. 2545 ได้กาหนดจุดมุ่งหมายของการศึกษาตามมาตรา 6 ว่า “การจัดการศึกษาต้องเป็นไป
เพ่ือพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม
มีจริยธรรมและวฒั นธรรมในการดารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อืน่ ไดอ้ ย่างมีความสุข” โดยได้กาหนด
แนวการจัดการศึกษาไว้ในมาตรา 22 ว่า “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมี
ความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญท่ีสุด กระบวนการจัดการ
ศกึ ษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเติมเต็มศักยภาพ” และได้ระบุถงึ การจัด
กระบวนการเรียนรู้ไว้ในมาตรา 24 (5) ว่า “ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ
สภาพแวดล้อม ส่ือการเรียน และอานวยความสะดวกเพ่ือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้
รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ท้ังนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้
ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ” นอกจากน้ีในมาตรา 24
(6) ยงั ได้อธบิ ายเพ่มิ เติมเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ว่าควรจัดการเรียนรู้ให้เกิดข้นึ ไดท้ ุกเวลาทุกสถานท่ี
(สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาต,ิ 2545)
จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติดังกล่าวสามารถสรุปสาระสาคัญบางประการได้ว่า
การศึกษามีเป้าหมายเพ่ือการพัฒนาโดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญและสนับสนุนให้ มีการจัดสื่อการสอน
84
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
ท่ีผูเ้ รียนสามารถเรยี นรู้ได้ทกุ เวลาและทุก ซงึ่ การจัดการเรยี นการสอนตามแนวทางดังกลา่ วจาเป็นต้อง
อาศัยเทคโนโลยีตา่ ง ๆ เขา้ มามสี ว่ นช่วยสนับสนุนเพือ่ จดั การเรยี นการสอนใหบ้ รรลุเปา้ หมาย
ปัจจบุ ันเทคโนโลยีมีบทบาทสาคัญอย่างย่ิงตอ่ การจัดการศึกษามีการใช้ ICT (information
and Communication Technologies) เข้ามาช่วยในการจดั การเรียนการสอนอยา่ งกวา้ งขวาง และ
ในหลากหลายรูปแบบ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน หรือ CAI (Computer Assisted Instruction)
คือ สื่อการเรียนสอนชนิดหน่ึงทน่ี าเสนอเนื้อหาผา่ นระบบคอมพิวเตอร์ซ่ึงสามารถนาเสนอท้งั ตวั อกั ษร
ภาพนิ่ง ภาพเคลอื่ นไหว สีและเสยี งประกอบ โดยที่ผ้เู รียนสามารถมีส่วนร่วมในการทากิจกรรมต่าง ๆ
เช่น การตอบคาถามซึ่งคอมพิวเตอร์จะประมวลผลและประเมนิ คาตอบได้โดยทนั ที นอกจาก CAI แล้ว
ยังมีการใช้ WBI (Web-based Instruction) คือ การเรียนการสอน โดยผ่านเครือข่ายโดยใช้เทคนิค
ไฮเปอร์มีเดียหรือการเชื่อมโยงเน้ือหาหลักกับเนื้อหาอ่ืนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการใช้ WBI น้ันช่วยให้ผู้เรียน
กับผู้สอนหรือผู้เรียนกับผ้เู รียนดว้ ยกันเองสามารถตดิ ตอ่ ส่ือสารกัน ได้ผ่านระบบเครือข่ายแม้วา่ ผ้เู รยี น
กบั ผู้สอนจะอยกู่ นั คนละสถานทก่ี ต็ าม
การเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็คทรอนิคส์ในรูปแบบต่าง ๆ ดังกล่าวอาจรู้จักกันในนาม
ของ E-Learning (Electronics Learning) คือ รูปแบบการเรียนการสอนซึ่งนาเสนอเนื้อหาผ่าน
อุปกรณ์ อิเลคทรอนิคส์ เช่น คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เนต สัญญาณดาวเทียม เป็นต้น และปัจจุบันได้มี
การพัฒนาจาก E-Learning ไปสู่ M-Learning (Mobile Learning) คือ การศึกษาบทเรียนสาเร็จรูป
ผ่านเทคโนโลยีไร้สาย เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต เป็นต้น การเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยี
ดังกล่าวเหล่านน้ั ชว่ ยอานวยความสะดวกให้ผู้เรยี นสามารถทาการศกึ ษาได้ทุกเวลาและทุกสถานที่
ด้วยความแพร่หลายของระบบการเรียนการสอนแบบ E-Learning ดังกล่าวข้างต้น
ทาให้มีโปรแกรมสาเร็จรูปมากมายท่ีอานวยความสะดวกให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ได้ด้วยตนเอง
ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ท่ีไหนก็ตาม ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ได้เล็งเห็นและตระหนักถึงความสาคัญของการเรียนการสอนแบบ E-learning เช่นเดียวกัน จึงมี
การจัดให้นกั ศึกษาได้ใชโ้ ปรแกรมการเรยี นภาษาอังกฤษดว้ ยตนเอง SPEEXX เพ่อื ให้นักศึกษาสามารถ
พัฒนาทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ โดยมอบหมายให้ศูนย์ภาษาเป็นผู้ประสานงาน และจัดอบรม
แนะนาการใช้งานโปรแกรม SPEEXX เพื่อให้นักศึกษาสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง
มกี ารกาหนดให้นักศึกษาใช้งานโปรแกรม SPEEXX เปน็ ส่วนหน่ึงของวิชาการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ
ดังน้ัน ผู้วิจัยซึ่งเป็นทั้งอาจารย์ผู้สอนรายวิชาการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษและผู้รับผิดชอบงานบริการ
วิชาการของศนู ย์ภาษาจึงเห็นว่าควรมีการติดตามประเมินการใช้งานโปรแกรม SPEEXX วา่ มีประสทิ ธิผล
อยา่ งไรและนักศกึ ษามีความพึงพอใจเพยี งใด
วัตถุประสงค์การวจิ ัย
1. เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรม SPEEXX ที่ส่งผลต่อพัฒนาการของนักศึกษา
โดยประเมนิ จากการแบบทดสอบก่อนและหลังการใช้โปรแกรม
2. เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักศกึ ษามหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
ราชปู ถัมภ์ ทมี่ ีต่อโปรแกรมการเรียนร้ภู าษาอังกฤษด้วยตนเอง “SPEEXX”
85
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
วิธีดาเนนิ การวิจัย
ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากรที่ใช้ในงานวิจัยนี้เป็นนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีท่ี 1 ที่ใช้งานโปรแกรม “SPEEX”
โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) กล่าวคือ กลุ่มตัวอย่างเป็น
นักศกึ ษาระดับปริญญาตรีชั้นปที ี่ 1 ท่ีลงทะเบียนวิชาการพฒั นาทกั ษะภาษาอังกฤษในหมเู่ รียนที่ผวู้ ิจัย
เปน็ ผ้สู อน จานวน 287 คน
เครือ่ งมือที่ใชใ้ นการวจิ ยั
เน่ืองจากงานวิจัยน้ีมีประเด็นหลักท่ีมุ่งศึกษา 2 ประการ คือ การประเมินประสิทธิผล
ของการใช้งานโปรแกรม SPEEXX และการประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาต่อโปรแกรมดังกล่าว
ดงั น้ัน ผวู้ ิจยั จงึ แบ่งเครอ่ื งมือท่ีใช้ในการวจิ ัยออกเป็น 2 ส่วน ดงั นี้
1. แบบประเมินประสิทธิผลของการใช้โปรแกรม SPEEXX เป็นแบบทดสอบท่ีมีลักษณะ
คลา้ ยข้อสอบโดยสมุ่ เน้ือหาจากโปรแกรม SPEEXX เฉพาะในส่วนของการส่ือสารในสถานการณ์ตา่ ง ๆ
และส่วนของคาศัพท์ แต่ไม่มีการทดสอบในส่วนของไวยากรณ์เน่ืองจากนักศึกษาไม่ได้ศึกษา
เร่ือง ไวยากรณ์จากโปรแกรม SPEEXX เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่นักศึกษาสามารถเรียนรู้
จากในช้ันเรียนปกติได้โดยตรงจึงไม่สามารถนามาทดสอบเพ่ือประเมินผลการใช้งานโปรแกรม
ไดว้ ธิ ีดาเนินการวจิ ัย
2. แบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาผู้ใช้งานโปรแกรมใน 3 ด้าน คือ ด้านคุณภาพ
การใชง้ าน ด้านเนอื้ หา และด้านทัศนคติท่มี ตี ่อภาษาองั กฤษหลังจากการใช้งาน
การรวบรวมข้อมูล
การเก็บรวบรวมข้อมลู สาหรบั งานวิจัยนี้แบ่งออกเปน็ 3 ระยะ ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี
ระยะท่ี 1 เก็บข้อมูลคะแนนทดสอบก่อนการใช้งานโปรแกรม SPEEXX โดยผู้วิจัยให้
นักศึกษาทาแบบทดสอบก่อนท่ีนักศึกษาจะได้ user สาหรับการใช้งานโปรแกรม SPEEXX หลังจาก
นักศึกษาทาแบบทดสอบเรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยทาการตรวจและบันทึกคะแนนเพ่ือนาคะแนนไป
เปรียบเทียบกับคะแนนทดสอบหลงั การใช้งาน
ระยะที่ 2 เก็บข้อมูลคะแนนทดสอบหลังการใช้งานโปรแกรม SPEEXX โดยผู้วิจัย
กาหนดให้นักศึกษาสามารถใช้งานโปรแกรม SPEEXX ได้เป็นเวลา 4 เดือน ในช่วงเวลาดังกล่าว
นักศึกษาจะต้องทาแบบฝึกหัดต่าง ๆ ในโปรแกรมให้ได้คะแนนเฉล่ียร้อยละ 70 ข้ึนไป หลังจากครบ
4 เดอื น ผวู้ ิจัยใหน้ ักศกึ ษาทาแบบทดสอบหลังการใชง้ าน SPEEXX จากน้ันจงึ ตรวจและบนั ทกึ คะแนน
สาหรับการเก็บข้อมูลในระยะที่ 1 และระยะท่ี 2 นักศึกษาต้องทาแบบทดสอบให้ครบ
ทุกขอ้ หากนกั ศึกษาทาไม่ครบผู้วจิ ัยจะไม่นาผลคะแนนนัน้ มาวิเคราะหข์ ้อมลู
ระยะที่ 3 เก็บข้อมูลคะแนนความพึงพอใจโดยให้นักศึกษาตอบแบบสอบถามเพ่ือประเมิน
ความพึงพอใจที่มีต่อการใช้งานโปรแกรม SPEEXX ซ่ึงนักศึกษาจะต้องตอบแบบสอบถามให้ครบถ้วน
86
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
ทั้ง 3 ด้าน หากนักศึกษาตอบแบบสอบถามไม่ครบทั้ง 3 ด้าน ผู้วิจัยจะไม่นาผลจากแบบสอบถาม
มาวิเคราะหข์ ้อมลู
การวิเคราะห์ข้อมลู
สว่ นท่ี 1 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินประสิทธิผลของการใช้งานโปรแกรม SPEEXX
ผู้วิจัยนาคะแนนทดสอบหลังการใช้งานมาเปรียบเทียบกับคะแนนทดสอบก่อนการใช้งานด้วยการหา
ค่ารอ้ ยละของคะแนนเฉล่ียและการทดสอบทแี บบกลุ่มตวั อย่างไม่อสิ ระกัน
ส่วนที่ 2 การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้งานโปรแกรม
SPEEXX ผู้วิจัยนาผลการตอบแบบสอบถามจากนักศึกษามาคานวณหาความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยมีเกณฑใ์ นการแปลคา่ เฉล่ยี ดังนี้
ค่าเฉลีย่ 1.00-1.50 หมายถงึ นกั ศกึ ษามีความพึงพอใจระดบั น้อยท่ีสุด
ค่าเฉลย่ี 1.51-2.50 หมายถงึ นกั ศึกษามีความพึงพอใจระดับน้อย
คา่ เฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถงึ นกั ศึกษามคี วามพงึ พอใจระดับปานกลาง
คา่ เฉลยี่ 3.51-4.50 หมายถงึ นักศกึ ษามคี วามพงึ พอใจระดับมาก
คา่ เฉลีย่ 4.51-5.00 หมายถงึ นกั ศกึ ษามคี วามพงึ พอใจระดบั มากที่สดุ
ผลการวิจยั
1. การประเมินประสิทธิผลการใช้งานโปรแกรม SPEEXX โดยการเปรียบเทยี บผลการทดสอบ
ก่อนและหลังการใช้งานโปรแกรม มีนักศึกษาท่ีทาแบบทดสอบครบถ้วนสมบูรณ์จานวน 277 คน
จากนักศึกษาท้ังหมด 287 คน พบว่า นักศึกษามีคะแนนเพิ่มขึ้น249 คน คิดเป็นร้อยละ 89.89
โดยมีนักศึกษาเพียง 2 คน (ร้อยละ 0.72) ที่มีคะแนนคงที่ และมีนักศึกษาท่ีมีคะแนนลดลง 26 คน
คิดเปน็ รอ้ ยละ 9.39
จากผลการเปรียบเทียบผลการทดสอบดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่าโปรแกรม
SPEEXX ช่วยพัฒนาทักษะทางด้านภาษาอังกฤษของนักศึกษาได้ดีขึ้นมากกว่าร้อยละ 80 ซึ่งเป็นไป
ตามสมมติฐานทีต่ ั้งไว้
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของแบบทดสอบซ่ึงแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1
การทดสอบด้านการสื่อสาร และส่วนที่ 2 การทดสอบด้านคาศัพท์ พบว่า นักศึกษาทุกคณะมีคะแนน
ทดสอบดา้ นคาศัพท์สงู กวา่ ด้านการสือ่ สาร ดงั รายละเอียดตามตารางท่ี 1
87
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ตารางท่ี 1 ผลการวเิ คราะห์คะแนนเฉล่ียจากแบบทดสอบกอ่ นและหลังการใช้งาน
ด้านการ pre มนษุ ยศาสตร์ การจัดการ วทิ ยาศาสตร์ ครศุ าสตร์
สื่อสาร post 49.52 53.51 54.88 59.44
เพมิ่ ขึน้ 55.04 57.77 60.64 67.26
ด้าน 5.52 4.27 5.76 7.81
คาศัพท์ t -4.279 -3.070 -2.872 -4.166
p-value .000 .003 .008 .000
คะแนน 60.49 64.54 72.32 70.60
รวม pre 72.34 79.38 78.56 80.47
post 11.85 14.85 6.24 9.86
เพ่ิมขึ้น -6.173 -9.432 -2.978 -4.943
.000 .000 .006 .000
t 55.00 59.02 58.89 60.78
p-value 63.10 68.58 64.44 69.04
8.10 9.56 5.56 8.26
pre -6.098 -8.985 -4.640 -7.163
post .000 .000 .000 .000
เพม่ิ ข้นึ
t
p-value
นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยด้านการสื่อสารเพ่ิมข้ึน
ร้อยละ 5.52, คะแนนเฉล่ียด้านคาศัพท์เพ่ิมข้ึนร้อยละ 11.85 และคะแนนรวมเพ่ิมข้ึนร้อยละ 8.10
โดยมีค่า t เท่ากับ -6.098 และ ค่า p-value เท่ากับ .000 แสดงว่า คะแนนเฉล่ียทั้งหมดเพม่ิ ขนึ้ อย่าง
มีนัยสาคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั .01
นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการมีคะแนนเฉลี่ยด้านการสื่อสารเพ่ิมขึ้นร้อยละ 4.27,
คะแนนเฉล่ียด้านคาศัพท์เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.85 และคะแนนรวมเพิ่มข้ึนร้อยละ 9.56 โดยมีค่า t
เท่ากับ -8.985 และ ค่า p-value เท่ากับ .000 แสดงว่า คะแนนเฉลย่ี ทงั้ หมดเพ่ิมข้ึนอย่างมีนยั สาคัญ
ทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ .01
นกั ศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีคะแนนเฉลี่ยดา้ นการสือ่ สารเพ่ิมข้ึนร้อยละ
5.76, คะแนนเฉล่ียด้านคาศัพท์เพิ่มข้ึนร้อยละ 6.24 และคะแนนรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.56 โดยมีค่า t
เท่ากับ -4.640 และ ค่า p-value เท่ากับ .000 แสดงว่า คะแนนเฉล่ยี ท้งั หมดเพิ่มข้ึนอย่างมีนยั สาคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .01
นักศึกษาคณะครุศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยด้านการส่ือสารเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.81 คะแนน
เฉลีย่ ด้านคาศัพทเ์ พ่ิมข้ึนร้อยละ 9.86 และคะแนนรวมเพม่ิ ข้ึนร้อยละ 8.26 โดยมีค่า t เทา่ กับ -7.163
และ ค่า p-value เท่ากับ .000 แสดงว่า คะแนนเฉลี่ยท้ังหมดเพ่ิมขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
ท่ีระดับ .01
88
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
จากผลคะแนนดังกล่าว เม่ือวิเคราะห์ด้วยสถิติ t-test พบว่าคะแนนทดสอบก่อนและ
หลังการใช้โปรแกรม SPEEXX มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 ในทุกด้าน
ทงั้ ด้านการส่ือสาร ด้านคาศพั ท์ และคะแนนรวม
2. การประเมินประสิทธิภาพการใช้งานโปรแกรม SPEEXX โดยการรวบรวมข้อมูล
จากแบบสอบถามท่ีมีความสมบูรณ์ จานวน 272 ชุด จากนักศึกษาท่ีทาการตอบแบบสอบทั้งหมด
287 คน พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการใช้งานโปรแกรม “SPEEXX” ในระดับมาก
ในทุกด้านดงั รายละเอียดในตารางท่ี 2
ตารางที่ 2 คา่ เฉลยี่ ของคะแนนความพึงพอใจตอ่ การใชง้ านโปรแกรม “SPEEXX” ในแตล่ ะด้าน
คา่ เฉล่ีย ดา้ นคณุ ภาพ ดา้ นเนือ้ หา ดา้ นทัศนคติ ภาพรวม
3.918 3.867 3.722 3.824
จากตารางที่ 2 โดยภาพรวมนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการใช้งานโปรแกรม SPEEXX
ในระดับมาก ( X = 3.824) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่านักศึกษามีความพึงพอใจในด้านคุณภาพ
มากกว่าด้านอน่ื ๆ (X = 3.918) หมายถึง มีความพงึ พอใจอยู่ในระดับมาก ส่วนดา้ นเนื้อหามีคะแนนเฉล่ีย
3.867 คือ มีความพึงพอใจในระดับมาก ในขณะท่ีด้านทัศนคติ นักศึกษามีความพึงพอใจน้อยกว่า
ด้านอ่ืน ๆ ( X = 3.722) แต่ยังคงอย่ใู นระดับมาก
เม่ือพิจารณาต่อไปในรายละเอียดของแต่ละด้านซึ่งในแบบประเมินความพึงพอใจ
แบ่งประเดน็ คาถามออกเปน็ 3 ดา้ น ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
ด้านคุณภาพ
1. นักศึกษาสามารถใช้งานโปรแกรม SPEEXX ไดอ้ ยา่ งสะดวกไม่มปี ญั หา
2. การใชโ้ ปรแกรม SPEEXX ช่วยให้นักศึกษาเรยี นรู้ภาษาอังกฤษได้ดขี ้ึน
3. การเรยี นด้วยโปรแกรม SPEEXX มปี ระสิทธภิ าพมากกวา่ การเรยี นในช้ันเรียนปกติ
ด้านเนื้อหา
4. นักศกึ ษาสามารถพัฒนาทักษะการส่ือสารภาษาอังกฤษจากการใช้โปรแกรม SPEEXX ได้
5. โปรแกรม SPEEXX ช่วยให้นักศึกษาเขา้ ใจการใชไ้ วยากรณ์ภาษาอังกฤษไดด้ ีขึ้น
6. นกั ศกึ ษาสามารถเรียนรู้คาศพั ท์ได้เพ่ิมข้นึ จากการใช้โปรแกรม SPEEXX
ด้านทศั นคติ
7. นกั ศกึ ษามีความมั่นใจในการใช้ภาษาองั กฤษมากข้นึ หลงั จากการใชโ้ ปรแกรม SPEEXX
8. การใช้โปรแกรม SPEEXX ชว่ ยใหน้ กั ศกึ ษารสู้ ึกว่าการเรยี นภาษาอังกฤษไม่ใชเ่ รอื่ งยาก
9. การใช้โปรแกรม SPEEXX ทาใหน้ กั ศึกษามีความสุขในการเรียนรูภ้ าษาอังกฤษ
10. การใช้โปรแกรม SPEEXX ทาให้นักศึกษาตอ้ งการฝึกฝนและพฒั นาทักษะภาษาอังกฤษต่อไป
89
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
จากรายละเอยี ดประเดน็ คาถามข้างต้น มีข้อคน้ พบดงั นี้
1. ผลการประเมนิ ความพึงพอใจดา้ นคุณภาพพบวา่ ประเดน็ ที่ 1 “นักศึกษาสามารถใช้
งานโปรแกรม SPEEXX ได้อย่างสะดวกไม่มีปัญหา” นักศึกษามีความพึงพอใจต่อประเด็นนี้มากกว่า
ประเด็นอ่ืน ( X = 4.150) แต่ในประเด็นท่ี 3 “การเรียนด้วยโปรแกรม SPEEXX มีประสิทธิภาพ
มากกว่าการเรียนในช้ันเรียนปกติ” จะเห็นว่านักศึกษามีความพึงพอใจน้อยกว่าประเด็นอื่นในด้าน
คุณภาพ ( X = 3.580)
2. ผลการประเมินความพึงพอใจด้านเน้ือหาพบว่า ประเด็นที่ 6 “นักศึกษาสามารถ
เรียนรู้คาศัพท์ได้เพิ่มข้ึนจากการใช้โปรแกรม SPEEXX” มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าประเด็นอ่ืนในด้านเดียวกัน
( X = 4.032) กล่าวคือ นักศึกษามีความพึงพอใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้านคาศัพท์มากกว่า
ดา้ นไวยากรณแ์ ละการส่ือสาร แตอ่ ย่างไรก็ตาม ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อเน้ือหาด้านการส่อื สาร
และไวยากรณย์ งั คงอยูใ่ นระดับมากเชน่ เดยี วกัน ( X = 3.831, 3.739 ตามลาดบั )
- ผลการประเมินความพึงพอใจด้านทัศนคติ พบว่า ประเด็นที่ 10 “โปรแกรม SPEEXX
ทาให้นักศึกษาต้องการฝึกฝนและพัฒนาทกั ษะภาษาองั กฤษต่อไป” นักศึกษามคี วามพึงพอใจมากกว่า
ประเด็นอื่น ( X = 3.899) ในขณะที่ประเด็นที่ 7 “นักศึกษามีความม่ันใจในการใช้ภาษาอังกฤษมาก
ขึน้ หลงั จากการใชโ้ ปรแกรม SPEEXX” มคี ่าเฉล่ียนอ้ ยท่ีสดุ ( X = 3.500)
อภิปรายผลการวิจัย
ผลการวิจัยด้านการประเมินประสิทธิผลการใช้งานโปรแกรม SPEEXX ซึ่งพบว่า นักศึกษา
ทกุ คณะมีคะแนนทดสอบด้านคาศพั ท์สูงกว่าด้านการส่ือสารอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิตชิ ้ีชดั ว่าโปรแกรม
SPEEXX สามารถพัฒนาความสามารถด้านคาศัพท์ได้ดีกว่าด้านการส่ือสาร ส่วนหน่ึงอาจเป็นเพราะ
เนื้อหาในการเรียนรู้ด้านคาศัพท์ในโปรแกรมมีการใช้รูปภาพประกอบเป็นหลัก ดังน้ันจึงทาให้
นักศึกษาสามารถพัฒนาตนเองไดด้ กี วา่ ซ่ึงได้ผ่านการพสิ ูจน์มาแลว้ ไดผ้ ลตรงกันวา่ คนเราจะสามารถจา
ด้วยภาพได้ดีกว่าเสียงหรือส่ืออื่น ๆ และสอดคล้องกับทฤษฎีการรับรู้ ซ่ึงวีณา ประชากูล และ
ประสาท เนื่องเฉลิม (2553) ได้สรุปไว้ในหนังสือเร่ือง “รูปแบบการการเรียนการสอน” ตอนหนึ่งว่า
คนเรามีการรับรู้โดยผ่านประสาทสัมผัส 3 ช่องทาง ได้แก่ การรับรู้ทางสายตาด้วยการมองเห็น
(Visual Perception) การรับรู้ทางหูด้วยการฟังหรือได้ยิน (Auditory Perception) และการรับรู้
ทางร่างกายด้วยการเคล่ือนไหวและสัมผัสด้วยความรู้สึก (Kinesthetic Perception) การรับรู้
ท้ัง 3 ช่องทางน้ันรู้จักกันในนามของ “V-A-K” ซึ่งสามารถแบ่งรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ 6 ประเภท
และหนึ่งในหกประเภทน้ันเรียกว่า ประเภท “V-K-A” คือ ผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดจากการปฏิบัติ
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าแลว้ ตง้ั คาถามเพือ่ เรยี นร้จู ากคาตอบ
ย่ิงไปกว่านั้น ผลการวิจัยดังกล่าวยังสอดคล้องกับคากล่าวของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
ที่ว่า “จินตนาการสาคัญกว่าความฉลาด” (Imagination is more important than intelligence)
ซึง่ บุรชัย สนธยานนท์ (2555) ไดอ้ รรถาธิบายขอ้ ความนีว้ ่า “จนิ ตนาการสาคัญกวา่ ความรู้ เพราะเหตุ
ว่าความรู้ (ในตัวเรา) มีขีดจากัด แต่ว่าจินตนาการครอบคลุมไปทั้งโลก กระตุ้นความก้าวหน้า
ก่อให้เกดิ วิวฒั นาการ (ของความร)ู้ เขาไดอ้ ธิบายเพิ่มเติมว่า คาว่า “จนิ ตนาการ” หมายถงึ กระบวนการ
90
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
ในสมองที่ก่อให้เกิดปรีชาญาณ ไม่ใช่ความเพ้อฝันอย่างเพ้อเจ้อในเร่ืองไร้สาระ และ การที่กล่าวว่า
“จินตนาการสาคัญกว่าความรู้” มิได้หมายความว่า ความรู้ไม่สาคัญ เพราะแท้ท่ีจริงแล้วความรู้ก็ยัง
มคี วามสาคัญอยู่
ส่วนผลการประเมินความพึงพอใจต่อการใช้งานโปรแกรม SPEEXX แสดงให้เห็นว่า
ผู้ผลิตได้พัฒนาโปรแกรมให้มีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้ดีพอสมควร
ซึ่งเห็นได้จากระดับความพึงพอใจของนักศึกษาท้ังด้านคุณภาพ ด้านเนื้อหาและด้านทัศนคติ
อย่ใู นระดบั มากท้ังหมด
เมือ่ พจิ ารณาในรายละเอียดพบว่า
1. ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจด้านคุณภาพ
1.1 ในประเด็นที่ 1 “นักศึกษาสามารถใช้งานโปรแกรม SPEEXX ได้อย่างสะดวกไม่มี
ปัญหา” นักศึกษามีความพึงพอใจต่อประเด็นนี้มากกว่าประเด็นอ่ืน ( X = 4.15) อาจเป็นเพราะ
เหตผุ ลหลกั 2 ประการ คือ
ผู้ผลิตโปรแกรมได้พัฒนาด้านเทคนิคคอมพิวเตอร์ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต และ
เทคโนโลยีไร้สายเพื่อรองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถรองรับการใช้งานได้ด้วย
อุปกรณ์ท่ีหลากหลายไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค แทบเล็ต หรือสมาร์ทโฟน
ชว่ ยให้ผู้ใชง้ านสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก
นักศึกษาส่วนใหญ่มีอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นของตนเองจึงสามารถใช้งานโปรแกรม
ไดอ้ ย่างสะดวกทุกทท่ี กุ เวลา
1.2 ในประเด็นท่ี 3 “การเรียนด้วยโปรแกรม SPEEXX มีประสิทธิภาพมากกว่า
การเรียนในชั้นเรียนปกติ” นักศึกษามีความพึงพอใจน้อยกว่าประเด็นอื่นในด้านคุณภาพ ( X = 3.58)
ข้อค้นพบน้ีอาจเป็นสัญญาณบ่งช้ีว่าแม้จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพ่ือการเรียนรู้ได้อย่างก้าวไกล
เพียงใดก็ตาม แต่การเรยี นการสอนในช้ันเรียนปกติยงั คงเป็นสิ่งจาเปน็ ที่ละเลยไมไ่ ด้ หรืออาจกล่าวได้
ว่านักเรียนนักศึกษายังคงต้องการการเรียนรู้จากครูผู้สอนซ่ึงสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กันได้โดยตรง
ในขณะเดียวกัน ครูผู้สอนก็จาเป็นต้องก้าวทันเทคโนโลยีต่าง ๆ เพ่ือจะสามารถพิจารณาเลือกใช้
ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านั้นมาประกอบการสอนได้อย่างเหมาะสม ดังท่ี ทิศนา แขมณี (2552)
และทักษิณา วไิ ลลักษณ์ (2551) ไดป้ ระมวลรูปแบบการเรียนการสอนโดยไมม่ ีครไู วด้ ังน้ี
(1) การจัดการเรยี นการสอนโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป (Programmed Instruction)
คือ การเรียนการสอนท่ีจัดให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงโดยให้ผู้เรียนศึกษาบทเรียน
แบบโปรแกรมในเร่อื งน้นั ดว้ ยตนเอง
(2) การจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI: Computer-
Assisted Instruction) คือ การนาคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนสอนเพ่ือช่วยพัฒนาความสามารถ
ในการเรียนรู้ของผู้เรียน และความสามารถในการสอนของครูโดยสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ข้ึนมา
หรอื จัดหาบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ทีเ่ หมาะสมมาใหผ้ ู้เรยี นได้ใช้งาน
91
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
(3) การจัดการเรียนการสอนทางไกล (Distance Instruction) คือ การเรียนการสอน
ท่ีผู้สอนและผู้เรียนอยู่คนละสถานท่ีแต่สามารถติดต่อส่ือสารหรือมีปฏิสัมพันธ์กันเพ่ือทากิจกรรม
การเรยี นการสอนได้โดยการใชส้ ่อื และเทคโนโลยีในรูปแบบตา่ ง ๆ
(4) การจัดการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายเว็บ (Web-Based Instruction) คือ
การออกแบบการเรียนการสอนโดยจัดห้องเรียนเสมือนจริงท่ีจาลองสภาพชั้นเรียนปกติเป็นช่องทาง
ในการส่ือสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียน โดยผู้สอนจะออกแบบการเรียนรู้ให้ผู้เรียนสามารถสืบค้น
ขอ้ มลู จากเครือขา่ ยอนิ เทอร์เน็ตได้
(5) การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ส่ืออิเล็คทรอนิกส์ (E-Learning: Electronic
Learning) คือ การนาเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาช่วยในการเรียนการสอนหรือการถ่ายทอดความรู้
ไมว่ ่าผ้เู รียนจะอยู่ท่ีไหนก็ตามสามารถเลอื กเรียนเนื้อหาทตี่ ้องการได้
นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมกี ารพัฒนาจากอเี ลิรน์ นิง (E-Learning) เป็น เอ็มเลริ ์นนิง
(M-Learning: Mobile Learning) คอื การเรยี นการสอนทม่ี กี ารนาเสนอเนอ้ื หาและกจิ กรรมการเรียน
การสอนผ่านเทคโนโลยีไรส้ าย เช่น โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เป็นต้น โดยผู้เรียนสามารถ
นาบทเรียนมาวางไว้บนมือถือ ซึ่งจะทาให้สามารถเรียกดูเพื่อเรียนรู้ได้ทุกสถานที่และทุกเวลา
แต่การรับส่งข้อมูลท่ีเป็นบทเรียนน้ันจาเป็นต้องมีสัญญาณเครือข่ายอินเทอร์เน็ต นอกจากนั้น
เอ็มเลิรน์ นิงยังสามารถเปล่ียนแปลงบทเรียนเป็นการบ้าน สามารถวิเคราะห์คะแนนจากแบบฝึกหัดได้
โดยทนั ที
จะเหน็ ไดว้ ่า หากผสู้ อนสามารถเลือกใช้ส่ือการเรียนท่เี หมาะสมจะเป็นประโยชน์ต่อ
ผูเ้ รียนเป็นอันมาก ดังท่ี สรรรัชต์ ห่อไพศาล (2544) ศึกษาวิจัยเร่ือง “การพัฒนาระบบการเรียนการสอน
ผ่านเว็บวิชาศึกษาท่ัวไปเพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน” พบว่า ระบบการเรียนการสอน
ผ่านเว็บท่ีได้พัฒนาขึ้นสามารพัฒนาความสามารถของนักศึกษาได้ไม่ต่างจากการเรียนแบบปกติ
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนาว่าการเรียนการสอนผ่านเว็บเป็นสิ่งท่ีควรทาต่อไป และมีความเหมาะสมต่อ
การนามาใช้กับวิชาศึกษาท่ัวไป แต่ผู้เรียนควรมีการพบผู้สอนควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้สังคมจะให้
การยอมรับต่อการเรียนการสอนผ่านเว็บมากขึ้นและสถาบันควรสนับสนุนและวางแผนการลงทุน
ด้านไอทีให้มากข้ึนและควรมีการดาเนินการในเร่ืองมาตรฐานหลักสูตรและการประกันคุณภาพ
การศึกษาในระบบการเรียนการสอนผ่านเว็บ
ยิ่งไปกว่าน้ันยังมีงานวิจัยอีกมากมายท่ีได้มีการใช้สื่อการสอนออนไลน์หรือ
ใช้การสอนแบบ E-learning แล้วพบว่าทาให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังตัวอย่างงานวิจยั ต่อไปนี้
กฤษณา สกิ ขมาน (2554) ทาการศึกษาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน รายวิชาการสอื่ สาร
ภาษาองั กฤษธรุ กิจ มหาวิทยาลัยศรปี ทุม โดยใช้การสอนแบบ E-learning โดยเปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนระหว่างการเรียนกับหลังเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์วิชาการส่ือสารภาษาอังกฤษ
ธุรกิจและศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักศึกษาที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ออนไลน์ พบว่า
บทเรียนคอมพิวเตอร์ออนไลน์ วิชาสื่อสารภาษาอังกฤษธุรกิจมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 60/60 โดยมี
92
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
ค่าคะแนน 80.2/82.62 โดยนักศึกษามีผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญ
ท่รี ะดับ .01 และนกั ศึกษามีความพงึ พอใจตอ่ บทเรยี นคอมพวิ เตอรอ์ อนไลนใ์ นระดบั มากท่ีสดุ
สุเนตร สืบค้า (2552) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการเรียนการสอนผ่าน
เว็บด้วยโปรแกรมมูเด้ิล (Moodle e-learning) เพื่อสร้างรายวิชาสาหรับระบบการเรียนการสอนผ่าน
เว็บด้วยโปรแกรมมูเดิ้ล (Moodle e-learning) และศึกษาทัศนคติต่อการใช้ระบบโดยวิธีการวิจัย
เชิงสารวจจากนกั ศึกษาสาขาวิศวกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พบว่า นกั ศึกษามีความพึงพอใจต่อ
การจัดการเรยี นการสอนผ่าน Moodle โดยภาพรวมในระดบั ดมี าก
วุฒิภัทร หนูยอด (2556) วิจัยเร่ือง “ประสิทธิผลของรูปแบบการสอนโดยใช้สื่อ
การสอนออนไลน์วิชาการเขียนโปรแกรมเว็บแบบพลวัติ” เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ
ความพึงพอใจของเรียนแบบ e-learning โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาสาขาระบบสารสนเทศ
ทางคอมพวิ เตอร์ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก พบว่า นักศึกษาท่ีเรียนแบบ e-learning
มีผลสมั ฤทธ์ิหลงั การเรียนสูงกวา่ ก่อนเรยี นและนักศกึ ษามีความพงึ พอใจในระดับมากทส่ี ดุ
ธญั ญลักษณ์ วจนะวิศิษฐ์ (2557) ไดเ้ สนอบทความวิจัย เร่ือง “การพัฒนาบทเรียน
อีเลิร์นนิงรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ เพ่ือพัฒนาบทเรียน
e-learning รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักศึกษาก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียน e-learning รวมท้ังศึกษา
ความพึงพอใจของนักศึกษาด้วย ผลการวิจัยพบว่าบทเรียน e-learning รายวิชาดังกล่าวมีประสิทธิภาพ
85.90/80.80 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และผู้เรียนมีคะแนนสอบหลังเรียนต่างจากก่อนเรียน
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนที่สร้างขึ้นโดยภาพรวม
ในระดบั มาก
2. ผลการประเมินความพึงพอใจด้านเน้ือหาในประเด็นท่ี 6 นักศึกษามีความพึงพอใจ
เก่ียวกับการเรียนรู้ด้านคาศัพท์มากกว่าด้านไวยากรณ์และการส่ือสาร กรณีน้ีอาจตีความได้ว่า
ผู้ผลิตได้นาเสนอบทเรียนในการเรียนรู้คาศัพท์ได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน แต่ทว่าบทเรียน
ดา้ นการส่ือสารและไวยากรณอ์ าจต้องได้รับการพฒั นาเพม่ิ ข้นึ
3. ผลการประเมินความพึงพอใจด้านทัศนคติ ประเด็นที่ 10 “โปรแกรม SPEEXX
เป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาต้องการฝึกฝนและพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษต่อไป” นักศึกษา
มคี วามพึงพอใจมากกว่าประเด็นอื่นในด้านเดยี วกนั ( X = 3.89) เรือ่ งน้อี าจเปน็ การสะท้อนใหเ้ หน็ ว่า
ศูนย์ภาษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ บรรลุเป้าหมายในการพัฒนา
นักศึกษาให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตรงตามคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ของมหาวิทยาลัย
คือ “สามารถนาความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ในการดารงชีวิต” และ “สามารถศึกษาค้นคว้าหา
ความรู้ดว้ ยตนเองจากแหลง่ ความรตู้ า่ ง ๆ ดว้ ยเทคโนโลยีทีท่ ันสมัย”
ในขณะที่ประเด็นที่ 7 “นักศึกษามีความม่ันใจในการใช้ภาษาอังกฤษมากข้ึนหลังจาก
การใชโ้ ปรแกรม SPEEXX” มคี า่ เฉลีย่ น้อยทส่ี ดุ ( X = 3.50) ผลการวจิ ัยขอ้ น้แี สดงใหเ้ ห็นวา่ โปรแกรม
การเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเองนนั้ นอกจากจะนาเสนอเนอื้ หาเพื่อการพัฒนาทักษะ ทาง
ภาษาแล้ว ควรจะต้องมีการนาเสนอกิจกรรมเพมิ่ เติมเพี่อเสริมความมั่นใจใหก้ ับนักศึกษาหรือผู้ใช้งาน
ให้มีทักษะในการใช้ภาษาได้อย่างมั่นใจมากยิ่งข้ึน เช่น อาจมีการเปิดโอกาสให้นักศึกษา
93
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ได้ฝึกสนทนาส่ือสารกับเจ้าของภาษาโดยตรงในบางช่วงเวลาแบบ Real Time หรือ มีคาแนะนา
ในการแกไ้ ขข้อผดิ พลาดในการออกเสียงหรอื การใช้คาหรอื การใช้ประโยคเพื่อให้นกั ศกึ ษาหรือผู้ใช้งาน
สามารถนาไปปรับปรุงพัฒนาตนเองเพื่อให้สามารถสื่อสารได้อย่างม่ันใจยิ่งข้ึน หรือ อาจมีการใช้
เทคโนโลยี 4 มิติ จาลองสถานการณส์ มมุตเิ พื่อให้ผู้ใช้งานได้ฝึกใชภ้ าษาในสถานการณ์จรงิ อันจะเป็น
การฝกึ ทักษะใหผ้ ู้ใช้งานมคี วามมัน่ ใจเสมือนเคยมีประสบการณ์ในการใช้ภาษาในสถานการณจ์ ริง
ส่วนผลการวิจัยด้านการประเมินประสิทธิผลการใช้งานโปรแกรม SPEEXX ซ่ึงพบว่า
นกั ศกึ ษาทุกคณะมคี ะแนนทดสอบด้านคาศัพท์สูงกวา่ ดา้ นการสื่อสารอยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิตชิ ี้ชัดว่า
โปรแกรม SPEEXX สามารถพัฒนาความสามารถด้านคาศัพท์ได้ดีกว่าด้านการส่ือสาร ส่วนหน่ึงอาจ
เป็นเพราะเน้ือหาในการเรียนรู้ด้านคาศัพท์ในโปรแกรมมีการใช้รูปภาพประกอบเป็นหลัก ดังน้ัน
จึงทาให้นักศึกษาสามารถพัฒนาตนเองได้ดีกว่าซึ่งสอดคล้องกับคากล่าวของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
ที่ว่า “จินตนาการสาคัญกว่าความฉลาด” (Imagination is more important than intelligence)
ซึง่ ไดผ้ ่านการพิสูจนม์ าแลว้ ไดผ้ ลตรงกนั ว่าคนเราจะสามารถจาด้วยภาพได้ดกี ว่าเสยี งหรอื ส่ืออ่ืน ๆ
ทั้งน้ีเนื่องจากคนเราจะเรียนรู้จากกระบวนการภายในโดยเรียนรู้จากประสบการณ์เดิม
เชื่อมโยงกับประสบการณ์ใหม่ ดังเช่นการท่ีนักศึกษาเห็นรูปภาพซ่ึงนักศึกษาอาจเคยมีประสบการณ์
หรือมีข้อมูลพื้นฐานเก่ียวกับรูปภาพน้ันแล้วมีการเชื่อมโยงกับคาศัพท์ท่ีนาเสนอในโปรแกรม
“SPEEXX” ทาให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับผลการวิจัยของ
กุศิรา เจริญสุข (2555) ซึ่งศึกษาเก่ียวกับปัจจัยที่มีผลต่อการใช้เทคโนโลยี e-learning ของนักศึกษา
Pre-degree มหาวิทยาลัยรามคาแหงพบว่านักศึกษา Pre-degree เลือกใช้รูปแบบเทคโนโลยี
e-learning ด้วยเหตุผลสาคัญ คือ สร้างความสนใจให้แก่ผู้เรียนและทาให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์
ในด้านต่าง ๆ สามารถนาเสนอข้อมูลผ่านตัวอักษร รูปภาพ และเสียงประกอบได้ และสอดคล้องกับ
ทฤษฎีของกัลโลเวย์และนอร์ตัน (Galloway & Norton, 2011) ท่ีได้แบ่งทฤษฎีการเรียนรู้ออกเป็น
2 ทฤษฎีหลัก คอื ทฤษฎีพฤตกิ รรมนยิ ม (Behaviorism) และทฤษฎีสรรคนิยม (Constructivism)
ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) คือ การเรียนรู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ภายนอกอันเป็นผลมาจากกระบวนการภายใน เช่น กระบวนการคิด การเชื่อมโยงจากความจา
การเรยี นรู้จะเกดิ ข้นึ เมอ่ื ผูเ้ รยี นได้แสดงพฤติกรรมบางอย่างเชน่ การกระทา ความคิด และความรู้สึก
ทฤษฎีสรรคนิยม (Constructivism) มีพื้นฐานมาจากแนวคิดท่ีเช่ือว่าทุกคนมีความรู้ หรือ
ประสบการณ์ของตนเอง เม่ือได้รบั ข้อมลู หรอื ความรู้หรือประสบการณ์ใหม่จะมกี ารเชือ่ มโยงกบั ความรู้
เดิมทาใหเ้ กิดการเรยี นรหู้ รอื การสร้างความรู้ดว้ ยตนเอง
ข้อเสนอแนะ
1. ควรมีการศึกษาความคิดเห็นของอาจารย์ผู้สอนด้วยเพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนา
โปรแกรมต่อไปเนื่องจากอาจารย์ผู้สอนมีส่วนสาคัญในการให้คาแนะนาเพื่อปรับปรุงคุณภาพให้
เหมาะสมกับผ้เู รียนหรอื ผู้ใชง้ านได้
94
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
2. ควรมีการขยายขอบเขตการศึกษาให้ครอบคลุมเนื้อหาที่กว้างขวางขึ้นหรือเน้ือหา
ในระดับท่ีสูงข้ึน เช่น เนื้อหาทางด้านภาษาอังกฤษธุรกิจ ซ่ึงจะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาเพ่ือ
เตรยี มพรอ้ มสาหรบั การทางานต่อไป
เอกสารอ้างองิ
กฤษณา สิกขมาน. (2554). การศกึ ษาผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นรายวชิ าการส่ือสารภาษาอังกฤษ
ธุรกิจโดยการใชก้ ารสอนแบบ E-Learning. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั ศรีปทุม.
กุศริ า เจรญิ สขุ . (2555). ปัจจัยทม่ี ีผลตอ่ การใช้เทคโนโลยี e-Learningของนกั ศึกษา
Pre-degree มหาวิทยาลัยรามคาแหง. วทิ ยานิพนธ์นเิ ทศศาสตรมหาบัณฑติ
สาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน คณะสื่อสารมวลชน มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง.
ทักษิณา วไิ ลลกั ษณ์. (2551). การออกแบบบทเรียน. ปทมุ ธาน:ี มหาวทิ ยาลัยราชภฏั
วไลยอลงกรณ์ ในพระบมราชูปถมั ภ.์
ทศิ นา แขมมณี. (2552). 14 วิธสี อนสาหรับครูมอื อาชพี . กรุงเทพฯ: สานักพมิ พแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
ธญั ลักษณ์ วจนะวิศษิ ฐ์. (2557). การพฒั นาบทเรียนอเี ลิรน์ นิงรายวิชาเทคโนโลยสี ารสนเทศ
คณะพยาบาลศาสตรเ์ ก้ือการุณย.์ วารสารเกือ้ การณุ ย์. 21(1): 100-113.
บุรชัย สนธยานนท.์ (2555). จินตนาการ ความรู้ และความจา ตามความหมายของไอสไตน์.
[ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://www.gotoknow.org/posts/502782
(2559, 29 เมษายน).
วณี า ประชากลู และประสาท เนอ่ื งเฉลิม. (2553). รปู แบบการเรยี นการสอน. มหาสารคาม:
สานกั พมิ พม์ หาวิทยาลยั มหาสารคาม.
วฒุ ภิ ัทร หนูยอด. (2556). ประสทิ ธผิ ลของรปู แบบการสอนโดยใช้สือ่ การสอนแบบออนไลน์
วชิ าการเขยี นโปรแกรมเว็บแบบพลวัติ. จนั ทบุรี: มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ตะวันออก
สรรรัชต์ หอ่ ไพศาล. (2544). การพฒั นาระบบการเรยี นการสอนผ่านเวบ็ วชิ าศึกษาท่วั ไป
เพ่ือเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพการเรียนร้ขู องผูเ้ รียน. วทิ ยานพิ นธ์ครศุ าสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาโสตทศั นศกึ ษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาต.ิ (2545). พระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแหง่ ชาติ
พ.ศ. 2542 และท่แี ก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ: พรกิ หวานกราฟฟิค.
สุเนตร สบื คา้ . (2552). ความพงึ พอใจของนักศกึ ษาต่อการเรยี นการสอนแบบบูรณาการ:
กรณศี กึ ษาวิชา วก 341 หลักกระบวนการทางวศิ วกรรมเกษตรกับ วก 363
หนว่ ยปฏบิ ัติการวิศวกรรมอาหาร 1. เชียงใหม:่ มหาวิทยาลัยแม่โจ.้
Galloway, J. & Norton, H. (2011). ICT for teaching assistants. London: Routledge.
95
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
องคป์ ระกอบการบริหารงานวิชาการท่มี ีประสิทธภิ าพของโรงเรยี น
สังกดั สานกั งานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม
EFFICIENCY FACTORS OF ACADEMIC ADMINISTRATION OF PRIMARY
CHOOLS UNDER THE NAKHON PATHOM EDUCATIONAL
SERVICE AREA OFFICE
เบญจภรณ์ รญั ระนา1*
Benjaporn Runrana
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิภาพ
ของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม เพ่ือพัฒนาแนวทาง
การบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิภาพ และเพื่อยืนยันแนวทางการบริหารงานวิชาการที่มี
ประสิทธิภาพ หน่วยวิเคราะห์ในการวิจัยคร้ังน้ีคือ โรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษา จังหวัดนครปฐม จานวน 150 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้อานวยการ
โรงเรียน รองผอู้ านวยการโรงเรียน และหัวหน้าฝ่ายวิชาการ หรือผรู้ ับผิดชอบ โรงเรียนละ 3 คน รวม
ท้ังสิ้น 450 คน กาหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้ตารางสาเร็จรูปของเครจซี่ และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้เก็บ
ข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชงิ สารวจ
ผลการวจิ ยั พบว่า
องค์ประกอบการบรหิ ารงานวชิ าการทมี่ ีประสิทธิภาพของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพน้ื ท่ี
การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ 1) ภาวะผู้นาทางวิชาการ
ของผู้บริหาร 2) ความเป็นครูมืออาชีพ 3) หลกั สูตรสถานศึกษา 4) การนิเทศภายใน และ 5) การวิจัย
เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน
แนวทางการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิภาพของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม ได้แก่ ผู้บริหารต้องมีความรอบรู้ขอบข่ายงานวิชาการ
ครูต้องหมั่นศึกษาหาความรู้อย่างสม่าเสมอ สถานศึกษาควรหลอมรวมหลักสูตรตามนโยบาย
กระทรวงศึกษาธิการกับบริบทของชุมชน จัดการนิเทศภายในหลากหลายรูปแบบ และการวิจัยเพื่อ
พัฒนาการสอนอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
____________________________________
1หลกั สตู รปรญิ ญาศึกษาศาสตรดษุ ฎีบณั ฑติ สาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา บณั ฑติ วทิ ยาลยั
มหาวทิ ยาลยั กรุงเทพธนบรุ ี
*ผู้นพิ นธ์ประสานงาน Email: [email protected]
97