The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2560

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Warut Changthuan, 2020-09-22 22:58:57

วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2560

วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2560

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

ผลการยืนยันองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิภาพของโรงเรี ยนสังกัด
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม ทั้ง 5 องค์ประกอบ มีความเหมาะสม
ความเปน็ ไปได้ ความถกู ตอ้ ง และใชป้ ระโยชน์ได้จริง สอดคลอ้ งกับทฤษฎี และกรอบแนวคิดการวิจยั

คาสาคญั : องค์ประกอบ การบริหารงานวิชาการทม่ี ีประสิทธภิ าพ โรงเรียนประถมศกึ ษา

ABSTRACT
This research aimed to analyze the efficiency factors of academic administration
of primary schools under the Nakhon Pathom Educational Service Area Office and the
approach for the effective management of academic performance of and also verify
the effective approach to confirm the management of schools successfully. The unite
of analysis was done specifically to schools under Primary Educational Service Area
Office, Nakhon Pathom Province amount 150 schools who be selected by sampling
from directors, deputy director, and chief of academic sector or representative teacher,
which three people for each school. The totally 450 of the samples, and also
calculated by Krejcie & Morgan table. For data collection, it was done by two types of
format; interviewing and questionnaire. Regarding to the data analysis by statistical
method which Percentage, Mean, Standard Deviation, were employed properly. It was
also included appropriated technique for factor analysis as Exploratory Factor Analysis.
Research finding:
The efficiency factors of academic administration of primary schools under
the Nakhon Pathom Educational Service Area Office of five functions: 1) Academic
leadership, professional management, internal supervision, and research for teaching
and learning development. 2) The efficiency process should be type of charismatic and
visionary leadership. 3) Participation with communities in academic administrations.
4) Management internal supervision. 5) Research for teaching and learning development.
Approach for the effective management of academic performance of schools
were administrators must be knowledgeable academic framework. Teachers need to
keep studying regularly. Schools should be merged the Ministry of Education
curriculum policy with community context. Supervision in various ways. To improve
instruction and research continues.
Verify confirmed that the factors of five functions were met efficiency as
suitable, possible, accuracy, beneficially as well completely confirmed with the
conceptual frame of this research.

Keywords: Factors, Efficiency Academic Administration, Primary School

98

วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560

บทนา
การบริหารงานวิชาการเป็นพันธกิจของสถานศึกษาท่กี าหนดไวใ้ นพระราชบัญญัติการศึกษา

แห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 6 (สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาแห่งชาติ, 2550) และกาหนดให้การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้เพ่ือความเจริญงอกงาม
ของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์
ความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมทางสังคมแห่งการ
เรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต การจัดการศึกษาต้อง
เป็นไปเพ่ือพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ท้ังร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม
มจี รยิ ธรรมและวฒั นธรรมในการดารงชีวิต สามารถอยรู่ ่วมกับผอู้ ่ืนได้อย่างมคี วามสุข จดุ มุ่งหมายหลัก
ของสถานศึกษาอยู่ท่ีการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการจัดกระบวนการเรียนรู้จึง
ถือว่าเป็นภารกิจท่ีสาคัญยิ่งของการบริหารงานวิชาการ หรืออาจกล่าวได้ว่า หัวใจของการบริหาร
สถานศึกษา คือ การบริหารงานวิชาการ ส่วนหัวใจของการบริหารงานวิชาการ คือ การจัด
กระบวนการเรียนรู้ (รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ, 2550) ดังน้ันการพัฒนาคนจึงมีความจาเป็นอย่างยิ่งท่ี
จะต้องดาเนินการให้ได้โดยเร็ว เพ่ือให้ทันต่อการนาประเทศไปสู่การพัฒนาท่ียั่งยืนในอนาคต
มีศักยภาพในการแข่งขัน สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างม่ันคง และมีศักด์ิศรีในสังคมโลกบนพ้ืนฐานของ
ความเปน็ ไทย (ราวี กลนิ่ หอม, 2553)

ผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการ
ท่ีมีประสิทธิภาพของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม
สู่การศึกษาพัฒนาการศึกษาของชาติ เพื่อเสนอเป็นแนวทางในการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียนใน
สังกดั ใหม้ ปี ระสิทธภิ าพ ซง่ึ จะนาไปส่กู ารพัฒนางานวชิ าการอย่างมีประสทิ ธิภาพตอ่ ไป

วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
1. เพื่อศึกษาองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิภาพของโรงเรียนสังกัด

สานกั งานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาจงั หวัดนครปฐม
2. เพ่อื ศกึ ษาแนวทางการบริหารงานวิชาการทีม่ ีประสิทธภิ าพของโรงเรียนสังกัดสานกั งาน

เขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาจงั หวดั นครปฐม
3. เพื่อยืนยันองค์ประกอบและแนวทางการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิภาพของ

โรงเรียนสงั กัดสานักงานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาจงั หวัดนครปฐม

วิธดี าเนนิ การวิจัย
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรท่ีใช้ได้แก่ โรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่

การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 จานวน 123 โรงเรียน และเขต 2 จานวน 122 โรงเรียน
รวมท้ังส้ิน 245 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ได้แก่ โรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษานครปฐมเขต 1 และเขต 2 ปีการศึกษา 2557 จานวน 150 โรงเรียน โดยใช้ตาราง
กาหนดขนาดตัวอย่างของ Krejcie & Morgan (1970) ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้อานวยการโรงเรียน
รองผอู้ านวยการโรงเรยี น และหวั หนา้ ฝา่ ยวิชาการ หรอื ครูผรู้ ับผดิ ชอบ โรงเรียนละ 3 คน รวม 450 คน

99

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

2. เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม (Questionnaire) ในการวิเคราะห์
องค์ประกอบการบริหารงานวชิ าการที่มีประสิทธิภาพของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศึกษาจังหวดั นครปฐม ใชส้ อบถามผู้อานวยการโรงเรยี น รองผอู้ านวยการโรงเรยี น และหัวหน้า
ฝ่ายวชิ าการ หรอื ครผู รู้ บั ผิดชอบ โดยแบบสอบถามฉบบั นแ้ี บง่ ออกเป็น 3 ขัน้ ตอน ดังน้ี

ขน้ั ตอนท่ี 1 สถานภาพท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จานวน 5 ข้อ ได้แก่ เพศ อายุ
วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทางาน และตาแหน่ง ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบตรวจสอบ
รายการ (Check List)

ขั้นตอนท่ี 2 องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิภาพของโรงเรียนสังกัด
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ
ของ ลเิ คริ ์ท (Likert)

ขั้นตอนที่ 3 สอบถามความคิดเห็น เพ่ือยืนยันองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมี
ประสิทธิภาพของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม ในข้ันตอนนี้
ผู้วิจัยนาองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิภาพของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐมที่ค้นพบ ไปให้ผู้เช่ียวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 7 คน
ยนื ยนั ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง การนาไปใชป้ ระโยชน์ และข้อเสนอแนะเพ่ิมเติม
เพ่ือนามาสรุปและปรับปรุงเป็นองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิภาพของโรงเรียน
สังกัดสานักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาจังหวัดนครปฐม ท่เี หมาะสมต่อไป

3. การสร้างเคร่ืองมือ โดยการรวบรวมข้อมูลจากหนังสือ บทความงานวิจัย และเอกสาร
สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ นาไปสร้างแบบสอบถาม นาร่างแบบสอบถามไปขอคาแนะนาจากผู้เช่ียวชาญ
เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไข ซ่ึงได้ค่าคะแนน IOC ของแต่ละข้อคาถามอยู่ระหว่าง 0.60 - 1.00
แสดงว่าแบบสอบถามนาไปใช้ได้ เมื่อนาไปทดลองใช้กับประชากรท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างเพ่ือหาความ
เช่ือมั่น โดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Method) ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอล
ฟ่า เทา่ กับ 0.97 การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ด้วยตนเอง

4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยทาหนังสือถึงคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย
กรุงเทพธนบุรี เพื่อออกหนังสือขอความอนุเคราะห์จากผู้อานวยการ สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม ถึงผู้อานวยการโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอยา่ งจานวนท้ังส้ิน 150 โรงเรียน
เพอื่ ดาเนนิ การเกบ็ ข้อมูล นาขอ้ มลู ท่ีได้ตรวจสอบความถูกตอ้ งและความครบถว้ น

5. การวิเคราะห์ข้อมูล โดยสถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ
ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์องค์ประกอบชนิด (Exploratory Factor Analysis) จากน้ันนาตัว
แปรทั้ง 64 ตัวแปรมาจัดกลุ่มและต้ังชื่อโดยพิจารณาตามความสัมพันธ์และสอดคล้องกันตามทฤษฎี
ยืนยนั องค์ประกอบทั้ง 5 องค์ประกอบ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงเรียน 7 ทา่ น พิจารณาด้าน
ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง การนาไปใช้ประโยชน์ และข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
เพอ่ื ปรับปรุงใหไ้ ดอ้ งคป์ ระกอบทเี่ หมาะสม

100

วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560

ผลการวจิ ยั
องคป์ ระกอบการบรหิ ารงานวิชาการท่มี ีประสิทธภิ าพของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่

การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ เรยี งตามน้าหนกั องค์ประกอบ
ท่ีได้จากมากไปหาน้อย ตามลาดับ คือ ภาวะผู้นาทางวิชาการของผู้บริหาร ความเป็นครูมืออาชีพ
หลักสูตรสถานศกึ ษา การนิเทศภายใน และการวิจยั เพ่ือพัฒนาการเรียนการสอน

ตวั บ่งชี้ที่ 1 “ภาวะผู้นาทางวิชาการของผู้บริหาร” มีจานวนตัวแปรที่อธิบายองค์ประกอบ
23 ตัวแปร มีค่าน้าหนักองค์ประกอบ (Factor Loading) อยู่ระหว่าง 0.61 - 0.79 มีค่าความ
แปรปรวนเทา่ กับ 16.99 และร้อยละของความแปรปรวนเทา่ กับ 37.76

ตัวบง่ ชี้ท่ี 2 “ความเป็นครูมืออาชีพ” มีจานวนตัวแปรท่ีอธิบายองค์ประกอบ 19 ตัวแปร
มีค่าน้าหนักองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .61 - .81 มีค่าความแปรปรวนเท่ากับ 15.32 และร้อยละของ
ความแปรปรวนเทา่ กับ 34.04

ตัวบ่งช้ีที่ 3 “หลักสูตรสถานศึกษา” มีจานวนตัวแปรที่อธิบายองคป์ ระกอบ 8 ตวั แปร มคี ่า
น้าหนักองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .60 - .69 มีค่าความแปรปรวนเท่ากับ 12.98 และร้อยละของ
ความแปรปรวนเทา่ กบั 22.00

ตัวบ่งช้ีที่ 4 “การนิเทศภายใน” มีจานวนตัวแปรท่ีอธิบายองค์ประกอบ 8 ตัวแปร มีค่า
น้าหนักองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .64 - .75 มีค่าความแปรปรวนเท่ากับ 11.89 และร้อยละของความ
แปรปรวนเทา่ กบั 20.16

ตัวบง่ ชี้ท่ี 5 “การวจิ ัยเพ่ือพฒั นาการเรียนการสอน” มจี านวนตวั แปรที่อธบิ ายองค์ประกอบ
6 ตัวแปร มีค่าน้าหนักองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .62 - .65 มีค่าความแปรปรวนเท่ากับ 11.25 และ
รอ้ ยละของความแปรปรวนเท่ากับ 19.07

จากการวิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิภาพของโรงเรียนสังกัด
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม พบว่า องค์ประกอบการบริหารงาน
วชิ าการที่มีประสิทธิภาพของโรงเรียนสงั กดั สานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม
มีจานวน 5 องค์ประกอบ สรปุ เปน็ แผนภาพ ดังนี้

101

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

การบรหิ ารงานวชิ าการทีม่ ี ภาวะผ้นู าทางวชิ าการของผบู้ รหิ าร
ประสทิ ธภิ าพของโรงเรยี น Factor Loading อยู่ระหวา่ ง .61 - .79
สงั กดั สานกั งานเขตพ้ืนที่
การประถมศึกษาจงั หวดั ความเป็นครมู ืออาชีพ
Factor Loading อยรู่ ะหวา่ ง .61 - .81
นครปฐม
หลกั สูตรสถานศกึ ษา
Factor Loading อยูร่ ะหว่าง .60 - .69

การนิเทศภายใน
Factor Loading อยรู่ ะหวา่ ง .64 - .75

การวิจัยเพือ่ พฒั นาการเรียนการสอน
Factor Loading อยู่ระหว่าง .62 - .65

ภาพท่ี 1 องค์ประกอบการบริหารงานวชิ าการที่มีประสิทธภิ าพของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษาจงั หวดั นครปฐม

สรุปผลการวจิ ยั
องค์ประกอบการบรหิ ารงานวิชาการทีม่ ปี ระสิทธภิ าพของโรงเรียนสังกดั สานักงานเขตพื้นที่

การศึกษาประถมศึกษาจงั หวัดนครปฐม ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ เรยี งตามน้าหนกั องค์ประกอบ
ท่ีได้จากมากไปหาน้อย คือ ภาวะผู้นาทางวิชาการของผู้บริหาร ความเป็นครูมืออาชีพ หลักสูตร
สถานศึกษา การนิเทศภายใน และการวิจยั เพ่อื พฒั นาการเรียนการสอน

อภิปรายผล
1. องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิภาพของโรงเรียนสังกัดสานักงาน

เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ดังน้ี 1) ภาวะผู้นา
ทางวิชาการของผู้บริหาร 2) ความเป็นครูมอื อาชีพ 3) หลักสูตรสถานศึกษา 4) การนิเทศภายใน และ
5) การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ตัวอย่าง ซึ่งมีความสอดคล้องกับองค์ประกอบตามหลักการ
แนวคิด ทฤษฎีของ Faber & Shearon (1970 อ้างถึงใน วิภา ทองหงา, 2557) แบ่งบริหารงานวิชาการ
ออกเป็น 5 ดา้ น ได้แก่ การกาหนดจุดม่งุ หมายของหลักสตู ร 2) การจดั เนือ้ หาของหลักสตู ร 3) การจัด
อุปกรณ์การสอน 4) การนิเทศการสอน 5) การส่งเสริมครูประจาการในด้านความรู้ ต่างจาก
Sergiovanni et al. (1980 อ้างถึงใน วิภา ทองหงา, 2557) ได้แบ่งการบริหารงานวิชาการไว้ 5 ประการ

102

วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560

ได้แก่ 1) การต้ังปรัชญาการศึกษาข้ึนมา และตั้งวัตถุประสงค์ในการบริหารงานเพื่อให้บรรลุปรัชญา
การศึกษานั้น 2) จัดทาโครงการเพ่ือให้การบริหารบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ 3) จัดให้มีการ
ประเมินผลหลักสูตรและการเรียนการสอนอย่างสม่าเสมอ 4) สร้างบรรยากาศในโรงเรียนให้พร้อม
ที่จะรับการเปลี่ยนแปลง 5) จัดหาวัสดุเพื่อการเรียนการสอนให้เพียงพอ สอดคล้องกับ ปรียาพร
วงศ์อนุตรโรจน์ (2553) ได้แบ่งการบริหารงานวิชาการว่าเป็นงานท่ีเก่ียวข้องในด้านวิชาการ 14 ด้าน
ได้แก่ 1) งานควบคุมดูแลหลักสูตร 2) การสอน 3) อุปกรณ์ การสอน 4) การจัดการเรียน 5) คู่มือครู
6) การจัดชั้นเรียน 7) การจัดครูเข้าสอน 8) การปรับปรุงการเรียนการสอน 9) การฝึกอบรมครู
10) การนเิ ทศการศึกษา 11) การเผยแพรผ่ ลงานวชิ าการ 12) การวดั ผลการศึกษา 13) การศึกษาวจิ ัย
14) การประเมินมาตรฐานสถานศึกษาเพื่อปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพของสถานศึกษา
สอดคล้องกับ กระทรวงศึกษาธกิ าร (2549) ท่ีได้จาแนกการบริหารงานวิชาการออกเป็น 12 ด้าน คือ
1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 3) การวัดผลประเมินผลและ
การเทียบโอนประสบการณ์ 4) การวิจัยเพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษา 5) การพัฒนาส่ือนวตั กรรมและ
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 6) การพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ 7) การนิเทศการศึกษา 8) การแนะแนว
การศกึ ษา 9) การพฒั นาระบบประกนั คุณภาพภายในสถานศึกษา 10) การสง่ เสรมิ ความรดู้ ้านวิชาการ
แก่ชุมชน 11) การประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์การอื่น
12) การส่งเสริมสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงานและสถาบันอื่นท่ีจัด
การศกึ ษา

นอกจากนี้จากการศึกษางานวจิ ัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวขอ้ ง มีความสอดคล้องกับองค์ประกอบการ
บริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิภาพของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
จังหวัดนครปฐม ดังน้ี สอดคล้องกับ ศิริกุล นามศิริ (2552) ได้ทาการศึกษาเก่ียวกับการพัฒนางาน
วิชาการด้วยหลักการบูรณาการในโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่า โรงเรียนบ้านบึงฉิมมีการดาเนินงานใน
การจัดการเรียนการสอนเป็นหลัก รองลงมาเป็นการพัฒนาส่ือการเรียนการสอน การพฒั นาหลักสูตร
การวดั ผลประเมินผล และการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและภายนอก สอดคล้องกับ คมั ภีร์
สุดแท้ (2553) ได้ศึกษาเก่ียวกับการพัฒนารูปแบบงานวิชาการสาหรับโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่า
องค์ประกอบของการบริหารงานวิชาการ มี 2 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบภารกิจและขอบข่าย
การบริหารงานวิชาการ และองค์ประกอบกระบวนการพัฒนาการบริหารงานวิชาการ สอดคล้องกับ
ประยูร เจริญสุข (2553) ได้ทาการศึกษาเก่ียวกับการพัฒนาตัวบ่งชี้งานวิชาการสาหรับสถานศึกษา
ข้นั พืน้ ฐาน พบว่า การพัฒนาตัวบ่งช้ีปรากฏว่าได้องค์ประกอบงานวิชาการของสถานศกึ ษาข้ันพื้นฐาน
จานวน 4 องค์ประกอบหลัก 15 องค์ประกอบย่อย ตัวบ่งช้ีจานวน 88 ตัวบ่งช้ี คือ 1) องค์ประกอบ
การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ การเตรียมความพร้อมของ
การใช้หลกั สตู ร 5 ตวั บ่งชี้ การบริหารจดั การการใชห้ ลักสตู ร 7 ตัวบ่งช้ี การจัดการเรยี นรู้ตามหลักสตู ร
10 ตัวบ่งชี้ และการประเมินผลหลักสูตร 4 ตัวบ่งชี้ รวมตัวบ่งช้ีท้ังหมด 26 ตัวบ่งชี้ 2) องค์ประกอบ
การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ การเตรียมความพร้อมของ
การใชห้ ลักสูตร 5 ตวั บง่ ชี้ การบริหารจดั การการใช้หลักสตู ร 7 ตวั บ่งชี้ การจดั การเรยี นร้ตู ามหลกั สตู ร
10 ตัวบ่งชี้ และการประเมินผลหลักสูตร 4 ตัวบ่งชี้ รวมตัวบ่งช้ีท้ังหมด 26 ตัวบ่งช้ี 3) องค์ประกอบ
การนิเทศภายใน ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ การวางแผนนิเทศ 6 ตัวบ่งชี้ การสร้างส่ือ

103

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

และเคร่ืองมือนิเทศ 5 ตัวบ่งชี้ การปฏิบัติการนิเทศ 9 ตัวบ่งชี้ การประเมินผลและรายงาน 4 ตัวบ่งชี้
รวมตัวบ่งชี้ท้งั หมด 24 ตัวบง่ ชี้ 4) องค์ประกอบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ประกอบด้วย
3 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ การควบคมุ คุณภาพ 7 ตัวบ่งช้ี การตรวจสอบคุณภาพ 6 ตัวบง่ ช้ี และการ
ประเมินคุณภาพ 5 ตัวบ่งช้ี รวมตัวบ่งช้ีทั้งหมด 18 ตัวบ่งชี้ สอดคล้องกับ วิภา ทองหงา (2554)
ได้ทาการศึกษาเก่ียวกับรูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า
องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย การประกัน
คุณภาพ การพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของนักเรียน การนิเทศการศึกษา การแนะแนวการศึกษา
การมีสว่ นร่วมในการจดั การศึกษา สือ่ การเรยี นการสอน

2. องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิภาพของโรงเรียนสังกัดสานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม ซึ่งประกอบด้วย องค์ประกอบท่ีสาคัญ จานวน
5 องค์ประกอบ คือ 1) ภาวะผู้นาทางวิชาการของผู้บริหาร 2) ความเป็นครูมืออาชีพ 3) หลักสูตร
สถานศึกษา 4) การนิเทศภายใน และ 5) การวิจัยเพ่ือพัฒนาการเรียนการสอน ซ่ึงพิจารณา
ในภาพรวมพบว่า เป็นองค์ประกอบท่ีมุ่งเน้นเรอื่ งคุณภาพการศกึ ษา เปา้ หมายของทุกองค์ประกอบจะ
เป็นไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพด้านวิชาการของนักเรียน ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะกระแสการเปล่ียนแปลง
ของกระแสโลกาภวิ ัตน์ทีท่ าให้สภาพแวดล้อมของการบรหิ ารงานวชิ าการทม่ี ีประสิทธภิ าพของโรงเรยี น
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม ที่เปลี่ยนแปลงไป และมีผลถึง
ความกดดันท่ีมีต่อการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนหรือคุณภาพมาตรฐานการศึกษา
ที่กาหนด โรงเรียนซึ่งเป็นองค์กรระบบเปิดต้องปรับเปล่ียนการบริหารงานวิชาการและยืดหยุ่น
เพอ่ื ความอยูร่ อดและความมีประสทิ ธิภาพในการบริหารงานวิชาการใหม้ ีคุณภาพของโรงเรยี นให้คงอยู่
ได้ โรงเรียนจะต้องตระหนักถงึ บรบิ ทของสงั คมทนี่ ักเรียนไดส้ มั ผัสในปจั จบุ นั อยูต่ ลอดเวลา เพอ่ื พัฒนา
คุณภาพของการบริหารงานวิชาการให้สอดคล้องกับเป้าหมาย มาตรฐาน และความต้องการของ
นักเรียนและทุกฝ่ายที่เก่ียวข้อง ซ่ึงส่งผลต่อความมีประสิทธิภาพและความสาเร็จด้านการบริหารงาน
วิชาการของโรงเรียน

อย่างไรกต็ าม เงือ่ นไขของความสาเร็จในการนาองค์ประกอบการบรหิ ารงานวิชาการท่ีมี
ประสิทธิภาพของโรงเรยี นสังกัดสานักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม ไปใช้หรือ
นาไปประยุกต์ให้มีความเหมาะสม มีความจาเป็นอย่างย่ิงท่ีผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีความรู้
ความสามารถ มีวิสัยทัศน์ มีภาวะความเป็นผู้นา ศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการให้มีความเข้าใจ
อย่างชัดเจน หากผู้บริหารไมม่ ีทักษะ ทางานไม่มีระบบ ขาดศีลธรรม การเรียนรู้ในสถานศกึ ษาจะเกิด
คุณภาพได้ยาก สง่ ผลต่อนักเรียนซ่ึงเปน็ ผลผลิตของสถานศกึ ษา สถานศกึ ษาในฐานะหน่วยปฏบิ ัตกิ าร
ในการผลติ คนเพื่อตอบสนองความต้องการดังกลา่ วแลว้ จึงมคี วามสาคัญย่ิงในการบรหิ าร งานวิชาการ
ให้มีการจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพเพื่อให้ผลผลิตท่ีได้รับ คือ เด็กและเยาวชนได้มีความรู้
ความสามารถ สนองความต้องการและเต็มตามหลักสูตรที่กาหนด ทั้งการพัฒนาทางด้านจิตใจ
จริยธรรม คุณธรรมท่ีดีงาม ตามสังคมต้องการ ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการ ของ
ผู้บริหารกับประสิทธิผลของสถานศึกษา เป็นงานท่ีสาคัญของผู้บริหารสถานศึกษา เนื่องจาก
การบริหารงานวิชาการเป็นงานหลักของสถานศึกษาและเป็นเคร่ืองชี้ถึงความสาเร็จและสามารถ

104

วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560

ของผู้บริหารสถานศึกษา ถ้าผู้เรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูง ถือว่าสถานศึกษามีประสิทธิภาพ
สูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะองค์ประกอบท่ีผู้วิจัยกล่าวถึง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัจจัยความสาเร็จ
ของการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิภาพ แต่ยังคงมีอีกหลายหลายองค์ประกอบที่เป็นปัจจัยของ
แต่ละโรงเรียนมีสภาพทั้งคล้ายคลึงกันและแตกต่างกัน ซึ่งเป็นส่ิงท่ีผู้บริหารสถานศึกษาจะต้อง
พยายามค้นหาปัจจัยต่าง ๆ เหล่าน้ัน โดยศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยความสาเร็จของการบริหารการศึกษา
วิเคราะห์ เปรียบเทียบการจัดการศึกษาท่ีมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับว่าระบบการศึกษา
มคี ุณภาพ ทั้งนี้การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาจาเป็นต้องอาศัยความร่วมมอื ของบุคคลหลาย
ฝ่ายในการบริหารให้เกิดประสิทธิผล จึงจาเปน็ ต้องใช้เทคนิคการบริหารแบบมีส่วนร่วม ซึ่งสอดคล้อง
กบั ผลการวิจยั ของ ปรชิ าติ ชมช่ืน (2555) ไดศ้ กึ ษารปู แบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของ
ชมุ ชนทีม่ ปี ระสทิ ธิผลในสถานศกึ ษา สงั กดั สานักงานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษา

3. ผลการยืนยันองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิภาพของโรงเรียนสังกัด
สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม ยืนยันโดยให้ผู้เช่ียวชาญ จานวน 7 คน
ได้พิจารณาประเด็นความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเปน็ ไปได้ และการใชป้ ระโยชน์ การยนื ยันด้วย
การประเมินตามแนวคดิ ของ Madaus, Scriven & Stufflebeam (1983)

ผลการยืนยันพบว่า ผู้เช่ียวชาญทุกคนมีความเห็นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันว่า
องค์ประกอบ การบริหารงานวิชาการท่มี ีประสทิ ธิภาพของโรงเรียนสังกดั สานกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษา
ประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ 1) ภาวะผู้นาทางวิชาการของ
ผู้บริหาร 2) ความเป็นครูมืออาชีพ 3) หลักสตู รสถานศึกษา 4) การนิเทศภายใน และ 5) การวิจยั เพ่ือ
พัฒนาการเรียนการสอน และมีความเห็นว่า องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิภาพ
ของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม ท่ีมีความเหมาะสม
เปน็ ไปได้ มีความถกู ต้อง และนาไปใชป้ ระโยชน์ได้ ดว้ ยความถร่ี ้อยละ 100

ตารางท่ี 1 การยืนยันองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิภาพของโรงเรียนสังกัด
สานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาจงั หวดั นครปฐม

องค์ประกอบการบรหิ าร ความคดิ เห็นผู้เชยี่ วชาญ
งานวชิ าการท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพ ความเหมาะสม ความเปน็ ไปได้ ความถูกต้อง การใช้ประโยชน์ได้
จานวน ร้อยละ จานวน รอ้ ยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ

ภาวะผู้นาทางวชิ าการของผู้บริหาร 7 100 7 100 7 100 7 100

ความเปน็ ครมู ืออาชีพ 7 100 7 100 7 100 7 100
100
หลกั สตู รสถานศกึ ษา 7 100 7 100 7 100 7 100
100
การนเิ ทศภายใน 7 100 7 100 7 100 7 100

การวิจัยเพ่ือพฒั นาการเรียนการสอน 7 100 7 100 7 100 7

รวม 7 100 7 100 7 100 7

105

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการวิจัยคร้งั น้ี
1. ผู้อานวยการสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัด

นครปฐม ควรพิจารณานาองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิภาพของโรงเรียนสังกัด
สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม ท่ีได้จากการวิจัยในคร้ังนี้ไปเป็นแนวทาง
ในการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพ โดยปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละ
โรงเรียน

2. หน่วยงานและผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้องในระดับสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
จังหวัดนครปฐม ควรพิจารณานาองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิภาพที่ค้นพบ
ท้ัง 5 องค์ประกอบไปเป็นตวั ช้ีวัดการบริหารงานวิชาการท่มี ปี ระสทิ ธิภาพของโรงเรียนสังกัดสานักงาน
เขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาจงั หวัดนครปฐม

3. ผ้ทู ี่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับ ควรนาองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิภาพ
ของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม เผยแพร่ต่อองค์กร
การศกึ ษาสงั กัดอื่นที่เก่ียวขอ้ ง เพื่อเป็นทางเลือกและพฒั นาผูบ้ ริหาร ครู ในโรงเรยี น

ข้อเสนอแนะสาหรบั การวจิ ัยครัง้ ตอ่ ไป
1. ควรวิจัยเรื่องปัญหา อปุ สรรค องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิภาพใน
เชิงกลยุทธเ์ นอ่ื งดว้ ยแตล่ ะโรงเรียนมีโครงสรา้ งการบริหารงานต่างกัน
2. ควรวิจัยเปรียบเทียบองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิภาพ
ของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม กับสานักงานเขตพ้ืนท่ี
อน่ื ด้วย
3. ควรวิจัยเรื่ององค์ประกอบการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพของผู้บริหารสถานศึกษา
ในฝ่ายอ่ืน เช่น ฝา่ ยบริหารงบประมาณ ฝ่ายบริหารงานบุคคล และฝา่ ยบริหารงานท่วั ไป เป็นตน้
4. ควรวิจัยเรื่อง ผลการใช้องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิภาพ
ของโรงเรียนสงั กัดสานกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาจังหวัดนครปฐม

เอกสารอา้ งอิง
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2549). คมู่ ือดาเนินการพัฒนาหลักสตู รพฒั นาผูน้ าการเปลี่ยนแปลง

เพ่อื รองรับการกระจายอานาจ สาหรับครูและศึกษานิเทศก์. กรงุ เทพฯ:
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.
คมั ภีร์ สุดแท.้ (2553). การพัฒนารูปแบบงานวิชาการสาหรบั โรงเรียนขนาดเลก็ . วทิ ยานิพนธ์
ครศุ าสตรดุษฎบี ณั ฑติ สาขาวิชาการบริหารจดั การศึกษา บัณฑติ วทิ ยาลยั
มหาวิทยาลัยราชภฏั มหาสารคาม.

106

วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560

ประยรู เจรญิ สุข. (2553). การพฒั นาตวั บ่งช้ีงานวิชาการสาหรบั สถานศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน.
วทิ ยานพิ นธป์ รัชญาดษุ ฎีบัณฑติ สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา บัณฑติ วทิ ยาลัย
มหาวิทยาลยั ศิลปากร.

ปริชาติ ชมชื่น. (2555). รปู แบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนท่ีมปี ระสิทธผิ ล
ในสถานศึกษา สังกดั สานักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษา. วทิ ยานิพนธ์
ครุศาสตรดษุ ฎีบณั ฑติ สาขาวิชาผนู้ าการบริหารการศึกษา บณั ฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี.

ปรียาพร วงศอ์ นุตรโรจน์. (2546). การบริหารงานวชิ าการ. กรงุ เทพฯ: พมิ พ์ดี.
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน.์ (2553). การบรหิ ารงานวชิ าการ. กรงุ เทพฯ: ศนู ย์สื่อเสริม กรงุ เทพฯ.
วภิ า ทองหงา. (2554). รปู แบบการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียนสังกดั กรงุ เทพมหานคร.

วิทยานพิ นธ์ปรัชญาดุษฎบี ณั ฑิต สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา บัณฑติ วทิ ยาลยั
มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร.
ศิริกุล นามศิริ. (2552). การพัฒนางานวิชาการดว้ ยหลักการบรู ณาการในโรงเรียนขนาดเลก็ .
วทิ ยานพิ นธป์ รชั ญาดษุ ฎบี ัณฑิต สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา บัณฑิตวทิ ยาลัย
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ .
สมาน อัศวภูมิ. (2549). การบรหิ ารการศึกษาแนวใหม่. อบุ ลราชธานี:
อุบลกจิ อ๊อบเซต็ การพิมพ์.
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาต.ิ (2550). แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาตฉิ บับที่ 10
(พ.ศ. 2550-2554). กรงุ เทพฯ: อรรถพลการพิมพ.์
Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research
Activities. Educational and Psychological Measurement. 30(3): 607-610.

107

วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ัศน์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560

การศึกษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน และเจตคตติ อ่ วิชาคณติ ศาสตร์
ของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ทไ่ี ด้รับการจดั การเรยี นรู้
แบบวัฏจกั รการเรยี นรู้ 7E

A STUDY OF LEARNING ACHIEVEMENT AND ATTITUDE TOWARDS
MATHEMATICS OF GRADE 3 STUDENTS LEARNED THROUGH 7E

LEARNING CYCLE MODEL

สภุ าภรณ์ ชดิ โคกสงู 1* สวุ รรณา จุย้ ทอง1 และอษุ า คงทอง1
Supaporn Chidkhoksung, Suwana Juithong and Usa Kongthong

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
ของนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 กับเกณฑ์รอ้ ยละ 70 ของคะแนนเต็ม และ 2) ศกึ ษาเจตคติต่อวชิ า
คณิตศาสตร์ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7E
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ีคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนวันครู 2502
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ซ่ึงกาลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2559 จานวน 1 ห้องเรียน จานวน 32 คน ซึ่งคละความสามารถของนักเรียน ซ่ึงได้มา
ด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยเป็นแผนการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการ
เรียนรู้ 7E แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.81 แบบ
วัดเจตคตติ ่อวชิ าคณิตศาสตร์มีคา่ ความเช่ือมนั่ 0.82 การวิเคราะห์ข้อมลู โดยหาคา่ เฉลี่ย สว่ นเบยี่ งเบน
มาตรฐาน การทดสอบทีแบบกลุ่มเดยี วและแบบกล่มุ ตวั อยา่ งเป็นอิสระต่อกนั
ผลการวิจัยพบวา่
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีได้รับ
การจดั การเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรยี นรู้ 7E สูงกวา่ เกณฑร์ อ้ ยละ 70 ของคะแนนเตม็ อย่างมนี ัยสาคัญ
ทางสถติ ทิ ี่ระดบั .05
2. เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภายหลังท่ีได้รับ
การจดั การเรยี นรแู้ บบวัฏจกั รการเรยี นรู้ 7E นักเรยี นมีเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ อยใู่ นระดบั ดี

คาสาคญั : การจัดการเรยี นรูแ้ บบวฏั จักรการเรยี นรู้ 7E เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์

____________________________________

1หลักสตู รครศุ าสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลกั สูตรและการสอน
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จังหวดั ปทมุ ธานี
*ผู้นพิ นธป์ ระสานงาน Email: [email protected]

109

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

ABSTRACT
The objectives of this research were to Study 1) compare the students
learning achievement on mathematics of Grade 3 students learned through 7E learning
cycle model and the set criterion of 70 percent and 2) their attitude towards
mathematics of Grade 3 students pre - post learning through 7E learning cycle model.
The sample of this research was a group of 32 Grade 3 students, studying in the second
semester of the academic year 2016 in Wankru 2502 School. Pathum Thani Primary
Educational Service Area office 1. It was selected by cluster random sampling. The
research instruments were learning management plans for 7E learning cycle model
plans, achievement test with a reliability of 0.81 and an attitude test towards studying
to a reliability of 0.82 the data were analyzed in terms of mean. Standard deviation
percentage, one sample t - test and t - test for independent samples.

Keywords: Learned Through 7E Learning Cycle Model, Attitude Towards Mathematics

บทนา

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 ได้บรรจุกลุ่มสาระการเรียนรู้

คณติ ศาสตร์ไว้ในหลักสตู ร ซึ่งมีเป้าหมายของการเรียนรใู้ ห้ผูเ้ รยี นได้เรยี นรู้วชิ าคณติ ศาสตร์ ที่

เน้นการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสาคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้

กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้ และการแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการ

เรียนรู้ทุกข้ันตอน มีการทากิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับช้ัน

แต่ในการจัดการเรียนการสอนพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่บรรลุเป้าหมายนั้น ดังจะเห็นได้จาก

ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของนักเรียนในระดับต่าง ๆ น้นั ผลการการทดสอบทางการศกึ ษาการประเมิน

คุณภาพการศึกษาระดับชาติ (NT) สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ได้ดาเนินการ

ประเมินผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนในระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 จากการสรุปผลของ

สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน พบวา่ ผลการทดสอบในด้านความสามารถด้านคานวณ

การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็นในกลุ่มสาระการเรยี นรูค้ ณิตศาสตร์ ประจาปกี ารศกึ ษา 2555

มีคะแนนเฉล่ียในภาพรวมระดับประเทศ มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 37.45 ประจาปีการศึกษา 2556

มีคะแนนเฉลี่ยในภาพรวมระดับประเทศ มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 36.70 และปีการศึกษา 2557

มีคะแนนเฉล่ียในภาพรวมระดับประเทศ มีคะแนนเฉล่ียร้อยละ 42.20 จากผลการทดสอบดังกล่าว

พบว่า สาระการเรียนรู้คณติ ศาสตรเ์ ป็นสาระท่ีโรงเรียนควรเร่งพัฒนา เนื่องจากมีคะแนนเฉล่ยี ต่ากว่า

คะแนนระดับประเทศ ซ่ึงถือว่าเป็นปัญหาท่ีผู้ท่ีเก่ียวข้องจะต้องดาเนินการ แก้ไขโดยวิเคราะห์วิธีการ

และสาเหตุท่ีทาให้คุณภาพของผลการการทดสอบทางการศึกษาการประเมินคุณภาพการศึกษา

ระดับชาติ (NT) ลดลง และหาแนวทางพฒั นาผูเ้ รยี นอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ

110

วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560

สาเหตุของนักเรียนไม่สนใจเรียน สรุปได้ 2 ประเด็น คือ 1) ปัญหาการจัดการเรียนรู้
และ 2) ปัญหาด้านตัวนักเรียน (สุวรรณา จุ้ยทอง, 2559) กระบวนการเรียนรู้จึงสาคัญและจาเป็น
ในการเพม่ิ ความสามารถในการเรียนรู้ใหก้ ับผู้เรียน การเรียนรู้ของผเู้ รียนต้องมีกลวิธีที่เอื้อให้การสอน
คณิตศาสตร์มีความน่าสนใจ ซึ่งจะช่วยพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนได้ การจัดการเรียนรู้แบบ
วัฏจักรการเรียนรู้ 7E (สมศักดิ์ วงษ์จารัส, 2555) ซ่ึงเป็นหนึ่งในรูปแบบกระบวนการสอนที่น่าสนใจ
มีการจัดกระบวนการเรียนการสอนท่ีเน้นให้ผู้เรียนสามารถใช้วิธีการสืบเสาะหาความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ (Inquiry Approach) ท่ีต้องอาศัยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการค้นพบ
ความรู้หรือประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีความหมายด้วยตนเองโดยมีพ้ืนฐานมาจากแนวทฤษฏี
สร้างสรรค์ความรู้ (Constructivist) การเรียนการสอนตามวัฏจักรการเรียนรู้แบบ 7E เป็นการสอนที่
เน้นการถ่ายโอนความรู้และการตรวจสอบสอบความรู้เดิม เป็นการฝึกให้ผู้เรียนหาวิธีการค้นคว้าหา
ความรู้ได้ด้วยตนเอง ซ่ึงช่วยให้ผู้เรียนสามารถจดจาความรู้ไว้ในสมองได้อย่างยาวนาน เพราะเป็นวิธี
สอนท่ีเน้นผเู้ รียนเป็นสาคัญ และเปิดโอกาสให้ผู้เรยี นได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยผเู้ รียนจะได้
เรียนรู้ร่วมกันและประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซ่ึงส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน นอกจากนี้ยัง
พบว่าข้อดีของการจดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบวฎั จักรการเรียนรู้แบบ 7E จะเน้นการตรวจสอบความรู้
เดิมของผู้เรียนก่อนท่ีจะเรียนเน้ือหาต่อไป ทาให้ทราบถึงความรู้พื้นฐานเดิมของผู้เรียนว่ามีความรู้
ความเข้าใจอย่างไร เพ่ือครูผู้สอนจะได้วางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนโดยเช่ือมโยงความรู้เดิมของ
ผู้เรียนไปยังความรู้ใหม่ ทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย และไม่เกิดแนวความคิดท่ี
ผดิ พลาด

จากท่ีกล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจงึ มีความสนใจที่จะนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบวัฏจักร
การเรียนรู้ 7E มาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณ และ
การหาร ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นวันครู 2502 อาเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วชิ าคณติ ศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตรข์ องนักเรยี นให้มี
ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยปลูกฝังและฝึกให้นักเรียนเป็นผู้ท่ีมีความสามารถในการแก้ปัญหา และ
นาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวนั ของตัวเองได้

วัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ัย
1. เพื่อเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 3 ท่ไี ดร้ ับการจดั การเรียนรู้แบบวัฎจกั รการเรยี นรู้ 7E กบั เกณฑร์ อ้ ยละ 70 ของคะแนนเต็ม
2. เพ่ือศึกษาเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาป่ีที่ 3 หลังท่ีได้รับ

การจัดการเรียนรู้แบบวฎั จักรการเรียนรู้ 7E

วธิ ีดาเนินการวจิ ยั
วิธีดาเนินการวิจัยโดยทดลองเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์

และเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ
วัฏจกั รการเรยี นรู้ 7E กลุ่มสาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ มวี ิธีดาเนินการวจิ ัย ดังนี้

111

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

1. สร้างแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนคณิตศาสตร์ เร่ือง การบวก การลบ
การคูณและการหาร โดยมีองค์ประกอบดังนี้ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ (เน้ือหา)
จุดประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ (แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์)
การวัดและประเมนิ ผล บนั ทึกผลหลังการสอน

2. นาแผนการจัดการเรียนรู้เสนอต่ออาจารย์ท่ีปรึกษาเพ่ือตรวจสอบความถูกต้อง และ
ให้คาแนะนาในการปรับปรุงแก้ไขในส่วนท่ีบกพร่องและไม่ถูกต้อง เพ่ือให้แผนการจัดการเรียนรู้
ทส่ี ามารถนาไปใช้ในการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ

3. นาแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีได้ปรับปรุงแก้ไขเสนอต่ออาจารย์ท่ีปรึกษาเพื่อตรวจสอบ
ความถูกต้องอีกครั้ง แล้วนาไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่านตรวจสอบเนื้อหา คุณภาพของแผน ความเหมาะสม
ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) แล้วดาเนินการแก้ไขตามข้อแนะนา
นาผลการให้คะแนนของผู้เชี่ยวชาญท้ัง 5 ท่าน นามาหาค่าเฉลี่ย โดยถือเกณฑ์ว่าแผนการจัดการ
เรียนรู้ทม่ี ีค่าเฉลี่ยความเห็นของผู้เชี่ยวชาญมากกว่าหรอื เท่ากับ 0.50 เปน็ แบบทดสอบท่ีใช้ได้ ผลการ
พจิ ารณาไดค้ ่าดชั นคี วามสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80 -1.00

4. ดาเนินการสอนโดยใชแ้ ผนการจัดการเรยี นรู้ด้วยวิธกี ารสอนแบบแบบวฏั จักรการเรยี นรู้
7E นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 จานวน 16 แผนการเรียนรู้ ท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึนทาการสอนเป็นเวลา
16 ชว่ั โมง ในภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2559

5. สร้างแบบทดสอบให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ โดยจัดทาข้อสอบแบบเลือกตอบ
4 ตัวเลือก จานวน 30 ข้อ นาแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท่ีสร้างข้ึนเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา
ตรวจสอบความเหมาะสม และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้และพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย
ท้ัง 3 ด้าน นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนท่ีสร้างข้ึนให้ผู้เชี่ยวชาญการสอนกลุ่มสาระ
การเรียนรู้คณิตศาสตร์ และด้านการวัดผลทางการศึกษา จานวน 5 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงตรง
ด้านเนื้อหา (Content Validity) นาผลการให้คะแนนของผู้เช่ียวชาญทั้ง 5 ท่าน นามาหาค่าเฉลี่ย
โดยถือเกณฑ์ว่าแบบทดสอบท่ีมีค่าเฉล่ียความเห็นของผู้เช่ียวชาญมากกว่ าหรือเท่ากับ 0.50
เปน็ แบบทดสอบทีใ่ ช้ได้ ผลการพจิ ารณาไดค้ ่าดชั นีความสอดคลอ้ งอยรู่ ะหว่าง 0.80-1.00

6. นาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนที่สร้างข้ึนและปรับปรุงแล้ว ไปทดลองใช้กับ
ผ้เู รียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรยี นวนั ครู 2502 จานวน 32 คน ซ่ึงเคยเรียนเรอื่ ง การบวก การลบ
การคูณ และการหาร มาแล้ว นาผลการวิเคราะห์หาคุณภาพแบบทดสอบได้ค่าความยากง่าย (p)
อยู่ระหว่าง 0.22 - 0.74 ค่าอานาจจาแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.24 - 0.75 ค่าความเช่ือมน่ั (Reliability)
ของแบบทดสอบวัดผลฤทธิ์ทางการเรียนทั้งฉบับ โดยใช้สูตร (KR - 20) ของ คูเดอร์ - ริชาร์ดสัน
(Kuder and Richardson) (ศิริชยั กาญจนวาลี, 2552) โดยมีคา่ ความเช่อื มั่น (Reliability) เทา่ กบั 0.81

7. หลังจากทดลองสอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยจึงทดสอบหลังเรียนหลังจากท่ีได้รับ
การจัดกิจกรรมการเรียนแบบวัฎจักรการเรียนรู้ 7E ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
จานวน 30 ขอ้ เปรยี บเทียบกับเกณฑ์การวเิ คราะห์ข้อมูล

8. ผ้วู จิ ัยนาผลการทดสอบมาตรวจให้คะแนน และบนั ทึกคะแนนเพอื่ นาไปเปรียบเทียบกับ
เกณฑก์ ารวเิ คราะห์ข้อมลู ทางสถติ ติ ่อไป

112

วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560

9. วิเคราะห์เนื้อหาหลักการวัดแบบเจตคติเป็นการวัดความรู้สึกเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ต่อวิชาคณิตศาสตร์ โดยกาหนดขอบเขตเนื้อหาของแบบวัดเจตคติ และรูปแบบของแบบประเมิน
เจตคตติ อ่ วชิ าคณิตศาสตรเ์ ปน็ แบบมาตราสว่ นประมาณคา่ 5 ระดบั ของลิเคอร์ท

10. ผู้วิจัยได้ออกแบบเคร่ืองมือวัดเจตคติแบบคาถามเป็นคาถามหรือความรู้สึกของ
นักเรียนต่อวิชาคณิตศาสตร์ แบบวัดเจตคติแต่ละข้อจะไม่มีคาตอบท่ีถูกหรือผิด ทั้งหมดมี 20 ข้อ
ระดบั เลือกตอบ 5 ตัวเลือก เห็นด้วยอยา่ งยิ่ง เหน็ ดว้ ย ไมแ่ น่ใจ ไมเ่ ห็นดว้ ย ไม่เห็นดว้ ยอย่างย่ิง

11. นาแบบประเมินเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ท่ีสร้างข้ึน ไปให้ที่ปรึกษาตรวจสอบ
เพื่อปรับปรุง แก้ไข แล้วนาไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จานวน 5 ท่าน ตรวจสอบความถูกต้องของภาษา
ความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหาโดยหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบประเมินเจตคติต่อวิชา
คณิตศาสตร์ คัดเลือกข้อคาถามที่มีค่าต้ังแต่ 0.50 ขึ้นไป เป็นข้อคาถามท่ีใช้ได้ เลือกข้อคาถาม
จานวน 20 ข้อ ในการวจิ ยั ครัง้ นไี้ ดด้ ัชนีความสอดคล้อง 0.80 - 1.00

12. นาแบบวัดเจตคติทีมีต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ที่ปรับปรุงแก้ไขตามคาแนะนาของผู้เช่ียวชาญแล้ว ไปทดลองใช้กับผู้เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 4
โรงเรยี นวนั ครู 2502 จานวน 32 คน ซ่ึงเคยเรยี น เร่อื ง การบวก การลบ การคูณ และการหาร มาแล้ว
นาผลการประเมินเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์หาค่าความเชื่อม่ัน ตามวิธีครอนบาค โดยใชส้ ัมประสิทธิ์
แอลฟา (α - Coefficient) ของ Cronbach วิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูป
แบบวัดเจตคติมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ระดับ 0.82 นาแบบประเมินเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ที่หาค่า
ความเชอ่ื มนั่ แล้วจัดทาเปน็ ฉบับสมบรู ณ์ เพอ่ื นาไปใช้ในการทดลองต่อไป

13. ตรวจทานอีกคร้ังแล้วจัดพิมพแ์ บบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนฉบับจริง
เพ่ือนาไปใช้กับกลุ่มทดลองซึ่งเป็นนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 3/2 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2559
จานวน 32 คน หลังจากไดด้ าเนนิ การจัดกจิ กรรมการเรียนรูแ้ บบวฏั จักรการเรยี นรู้ 7E

การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
ผูศ้ กึ ษาทาการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป โดยมกี ารวเิ คราะห์ขอ้ มลู ดังน้ี
1. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบวัฎจักร

การเรียนรู้ 7E ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยหาค่าสถติ ิพ้ืนฐาน ไดแ้ ก่ ร้อยละ ค่าเฉล่ีย และ
คา่ เบ่ียงเบนมาตรฐานของคะแนนทีไ่ ดจ้ ากการทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน

2. เพ่ือศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณติ ศาสตร์ท่ีจดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบแบบวัฏ
จักรการเรียนรู้ 7E ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม โดยใช้
สถติ ิ (t-test) แบบ Dependent Sample Group

3. หาค่าความเทย่ี วตรงเชิงเนอ้ื หา
4. หาค่าความยากงา่ ย (P) อยู่ระหวา่ ง 0.22 - 0.74 ค่าอานาจจาแนก (r) อย่รู ะหว่าง 0.24
- 0.75 ค่าความเช่ือมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างท้ังฉบบั (Reliability) เทา่ กบั 0.81

113

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

ผลการวิจยั
1. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนช้ัน

ประถมศึกษาปีที่ 3 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบวัฎจักรการเรียนรู้ 7E กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของ
คะแนนเตม็

ตารางท่ี 1 ผลการเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์ ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษา
ปีท่ี 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบวัฎจักรการเรียนรู้ 7E กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของ
คะแนนเตม็

คะแนนผลสัมฤทธ์ิ ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม = 21 คะแนน

ทางการเรียน X S.D. df t sig
วิชาคณิตศาสตร์ 22.56 3.98 31 2.223* .034

* อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .05

จากตารางท่ี 1 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน
ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 หลังท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7E มีคะแนนเฉล่ีย 22.56
คะแนน คิดเป็นร้อยละ 75.20 สูงกว่าเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้คือ ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
ที่ระดบั .05

2. ผลการศึกษาเจตคติต่อวชิ าคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปี่ท่ี 3 หลังท่ไี ด้รับ
การจัดการเรียนรู้แบบวัฎจักรการเรยี นรู้ 7E

ตารางที่ 2 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการแปลค่าเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์
ของนกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 ทีไ่ ดร้ บั การจัดการเรียนรู้แบบวฎั จกั รการเรยี นรู้ 7E

ขอ้ ความ หลังการจัดการเรยี นร้แู บบวัฏ
จักรการเรียนรแู้ บบ 7E
1. รู้สกึ สนุกสนานและตั้งใจเรียนคณิตศาสตร์
*2. ฉันเหน็ วา่ ความรเู้ ร่อื งคณิตศาสตร์ไม่มปี ระโยชน์ X S.D. การแปลความ
4.75 0.51 ดมี าก
เพราะไม่มโี อกาสได้นาไปใช้ในชวี ติ ประจาวัน
3. การเรยี นวชิ าคณิตศาสตรท์ าให้คนฉลาดข้ึน 3.59 1.86 ดี
*4. ฉนั คิดว่าการเรยี นคณิตศาสตรย์ ่งุ ยากนา่ เบ่ือ 4.84 0.37 ดมี าก
5. การเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์มีประโยชนต์ ่อนกั เรียน 3.72 1.67
*6. การเรียนคณติ ศาสตร์ฉันไม่เคยทาแบบฝกึ หดั เสรจ็ ตามเวลา 4.94 0.25 ดี
ดีมาก
ท่ีกาหนด
3.94 1.11 ดี

114

วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560

ตารางที่ 2 (ต่อ)

หลังการจดั การเรียนรู้แบบวัฏ

ข้อความ จกั รการเรียนรู้แบบ 7E

7. การเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ทาให้คนมีเหตผุ ลมากขนึ้ X S.D. การแปลความ
*8. ในการเรยี นคณติ ศาสตร์ อยากให้เวลาผ่านไปเรว็ ๆ
3.84 1.14 ดี
เพ่อื ท่ีจะได้เรยี นวชิ าอนื่
9. วิชาคณิตศาสตร์เปน็ พ้ืนฐานของทกุ วชิ า 3.94 1.16 ดี
*10. ฉันรู้สึกง่วงนอนทุกครัง้ ทเี่ รยี นวชิ าคณติ ศาสตร์ 3.90 1.25 ดี
11. วิชาคณติ ศาสตร์เปน็ วิชาท่ที าใหเ้ ปน็ คนกลา้ ทา 3.78 1.34 ดี

กล้าตดั สนิ ใจ 3.87 1.26 ดี
*12. การเรียนวชิ าคณติ ศาสตรท์ าใหเ้ กดิ ความเครยี ด
4.06 1.01 ดี
เพราะต้องขบคิดปัญหาตลอดเวลา 3.88 1.31 ดี
13. วิชาคณติ ศาสตร์เปน็ วชิ าทที่ าให้คนคิดอย่างเป็นระบบ 3.96 1.28 ดี
*14. วชิ าคณิตศาสตร์เป็นทเี่ รื่องทยี่ ากเกนิ ไปสาหรบั ฉนั
15. วชิ าคณิตศาสตรส์ ง่ เสริมใหน้ กั เรียนทางานเปน็ กล่มุ รว่ ม 4.62 0.75 ดมี าก
3.62 1.41 ดี
กับผู้อนื่ 4.59 0.95
*16. วิชาคณิตศาสตร์จะเปน็ วิชาสดุ ท้ายท่ฉี นั จะเลือกเรียน 3.51 1.52 ดีมาก
17. ฉนั รู้สึกดีใจเม่ือถงึ ชัว่ โมงคณิตศาสตร์ 4.72 0.58 ดี
*18. คนเกง่ เท่านนั้ ทีจ่ ะเรยี นคณติ ศาสตร์ได้ดี 3.81 1.51
19. ฉนั สนกุ กบั การทากิจกรรมท่ีเก่ยี วกับคณิตศาสตร์ 4.09 1.11 ดีมาก
*20. วิชาคณิตศาสตร์เป็นวชิ าเดยี วที่ฉันเรียนแล้วไม่รเู้ ร่ือง ดี
ดี
เฉลย่ี รวม
หมายเหตุ * หมายถงึ ข้อคาถามท่เี ปน็ นิเสธ

จากตารางท่ี 2 พบว่า หลังจากที่นักเรียนได้รับการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้
แบบ 7E โดยภาพรวมผลการศึกษาค่าเฉลี่ยเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ นักเรียนมีเจตคติท่ีดีต่อ
การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ( X = 4.09, S.D. = 1.11) โดยภาพรวมข้อที่มีค่าเฉล่ียระดับเจตคติสงู ทีส่ ุด
มีค่าอยู่ในระดับดีมาก คือ การเรียนคณิตศาสตร์มีประโยชน์ต่อนักเรียน ( X = 4.94, S.D. = 0.25)
รองลงมามีค่าเฉลี่ยเจตคติอยู่ในระดับดีมาก คือ การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ทาให้คนฉลาดขึ้น
( X = 4.84, S.D. = 0.37) และข้อท่ีมีค่าเฉลี่ยเจตคติต่าที่สุด มีค่าอยู่ในระดับปานกลาง คือ
คนเกง่ เท่านัน้ ท่จี ะเรียนคณิตศาสตร์ไดด้ ี ( X = 3.51, S.D. = 1.52)

115

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

อภปิ รายผลการวิจัย
1. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ท่ีได้รับ

การจัดการเรียนรู้แบบวัฎจักรการเรียนรู้ 7E กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม พบว่า
มคี ่าสูงกว่าเกณฑ์ (ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70) มากกว่า 21 คะแนน อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติท่รี ะดับ .05
แสดงวา่ นักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 ที่ใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจกั รการเรียนรู้ 7E ผา่ นเกณฑ์
การทดสอบทก่ี าหนด ทง้ั นอ้ี าจเป็นเพราะ

1.1 การจัดการเรียนรแู้ บบวฎั จักรการเรยี นรู้ 7E เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการ
ที่ให้นักเรียนค้นหาความรู้ด้วยตนเอง และทาให้นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะในการคิดคานวณ
ได้อย่างถูกต้อง นักเรียนได้มีโอกาสปฏิบัติจริงได้ค้นพบด้วยตนเอง เป็นกระบวนการที่ตอบสนอง
ความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียน การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7E ซ่ึงประกอบไปด้วย
ข้ันที่ 1 ข้ันตรวจสอบความรู้เดิม (Elicitation) เพื่อครูจะได้รู้ความรู้พ้ืนฐานเดิมของนักเรียน ข้ันท่ี 2
ขั้นเร้าความสนใจ (Engagement) เป็นการเชื่อมโยงความรู้เดิมที่ผู้เรียนได้เรียนรู้มาแล้ว ข้ันที่ 3
ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration) นักเรียนได้ใช้แนวคิดที่มีอยู่มาจัดความสัมพันธ์ของเรื่อง
ท่ีกาลังเรียน ข้ันที่ 4 ข้ันอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เพื่อสรุปผล และหาคาตอบจากเร่ือง
ที่เรียน ขั้นที่ 5 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) การนาความรู้ท่ีสร้างข้ึนไปเช่ือมโยงกับความรู้เดิม
ขั้นที่ 6 ขั้นประเมินผล (Evaluation) เป็นกิจกรรมท่ีครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ตรวจสอบแนวคิด
และหาคาตอบท่ีถูกต้อง และข้ันท่ี 7 ขั้นนาความรู้ไปใช้ (Extension) นักเรียนได้นาส่ิงที่เรียนรู้มาไป
ประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนสามารถนาความรู้ไปสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่
ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ปัทติยา หวังอาลี (2555) ได้ศึกษาการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E ผลการวิจัย
พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังการใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เมื่อเปรียบเทียบ
กับเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่า นักเรียนร้อยละ 86.66 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ท่ีกาหนด
อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ .05

1.2 การจัดการเรียนรู้แบบวัฎจักรการเรียนรู้ 7E เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้
ท่ีมีเป้าหมายเพ่ือกระตุ้นให้ผู้เรียนได้มีความสนใจและสนุกกับการเรียน ขั้นเร้าความสนใจ
(Engagement) จึงเป็นข้ันที่ดึงดูดความสนใจให้กับนักเรียนในการท่ีจะค้นหาคาตอบในเร่ืองท่ีกาลัง
จะเรียน ทาให้นักเรียนมีความกระตื้อรื้อร้นและมีความสนใจที่จะเรียนในเร่ืองนั้น ๆ ขั้นสารวจ
และคน้ หา (Exploration) เป็นขั้นที่นักเรียนได้ร่วมกันคดิ และวางแผนในการสารวจและคน้ หาคาตอบ
โดยการลองผดิ ลองถูก ทาให้นักเรยี นได้ค้นพบความรู้ใหมด่ ้วยตนเอง ข้ันนาความรูไ้ ปใช้ (Extension)
นักเรียนสามารถนาความรู้ท่ีได้ไปปรับประยุกต์ส่ิงท่ีได้เรียนรู้ไปสู่การสร้างประสบการณ์ของตนเอง
การสอนตามแบบวัฎจักรการเรยี นรู้ 7E เป็นการสอนทเี่ น้นการถ่ายโอนการเรยี นรู้ และให้ความสาคัญ
เกี่ยวกับการตรวจสอบความรู้เดิมของผู้เรียน ซ่ึงเป็นสิ่งท่ีครูผู้สอนละเลยไม่ได้ และการตรวจสอบ
ความรู้พื้นฐานเดิมของผู้เรียน จะทาให้ครูผู้สอนค้นพบว่าผู้เรียนต้องเรียนรู้อะไรก่อน ก่อนท่ีจะเรียนรู้
ในเนื้อหาบทเรียนนั้น ๆ ซึ่งจะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทาให้ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรข์ องนักเรียนท่ไี ด้รับการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7E สูงกว่า

116

วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560

เกณฑ์ท่ีกาหนด ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ กรรณิกา ธาดา (2556) ได้ศึกษาการพัฒนากิจกรรม
การเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ข้ัน (5Es) ท่ีเน้นทักษะการคิดวิเคราะห์
เรื่อง อสมการ ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ผลการวิจัยพบว่า ผลการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการเรยี นรู้ 5 ข้ัน (5Es) เร่ือง อสมการ ของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษา
ปีที่ 3 พบว่า นักเรียนจานวนร้อยละ 88.57 ของจานวนนักเรียนท้ังหมด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ตั้งแตร่ ้อยละ 70 ขนึ้ ไป ซง่ึ สงู กว่าเกณฑท์ ่กี าหนด

2. เพื่อศึกษาเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี่ท่ี 3 หลังท่ีได้รับ
การจัดการเรียนรู้แบบวัฎจักรการเรียนรู้ 7E พบว่า นักเรียนมีเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์
อยใู่ นระดับดี ทัง้ นอ้ี าจเป็นเพราะ

2.1 ทง้ั น้ีอาจเป็นเพราะว่าการจัดการเรยี นร้แู บบวัฏจักรการเรียนรู้แบบ 7E โดยข้ันท่ี 1
ข้ันตรวจสอบความรู้เดิม (Elicitation) ครูใช้คาถามกระตนุ้ ให้นักเรียนแสดงพื้นฐานความรเู้ ดิมออกมา
ซึง่ นักเรียนเคยเรียนรู้มาแลว้ หรือรู้จักแต่ยังไม่เข้าใจกับสิ่งน้ัน ซึ่งเก่ียวข้องกับเน้ือหาสาระทีจ่ ะเรียนรู้
ใหม่เพื่อเปน็ พื้นฐานสาหรับความรู้ใหม่ที่นกั เรยี นจะเรยี น ซงึ่ นาไปสขู่ ้ันเรา้ ความสนใจ (Engagement)
เป็นข้ันที่สร้างความสนใจในเรื่องที่จะเรียน ทาให้นักเรียนเกิดความอยากรู้อยากเห็น มีความสนใจ
และอยากที่จะเรียนรู้ในเร่ืองน้ัน ๆ จึงนาไปสู่การสารวจและค้นหา (Exploration) ซึ่งนักเรียนจะมี
การทางานร่วมกันในการสารวจและคน้ หาคาตอบด้วยตนเอง มกี ารอภิปรายแสดงความคดิ เห็นรว่ มกัน
ของนักเรียนกับนักเรียน โดยนักเรียนได้คิดวางแผนในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง เพ่ืออธิบายและ
ลงข้อสรุป (Explanation) ในเรื่องท่ีนักเรียนสนใจและสารวจและค้นหาคาตอบได้แล้ว นักเรียน
สามารถนาความรู้ท่ีได้รับไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมและใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจาวันอีกท้ัง
นักเรียนสามารถนาความรู้ท่ีได้รับไปสรา้ งองคค์ วามรู้ใหม่ที่จะช่วยใหผ้ ้เู รียนเกดิ การถ่ายโอนการเรยี นรู้
ไปส่กู ารเรียนร้ใู หม่ ๆ ได้ ดังนั้น การจัดการเรยี นรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7E จึงเป็นการจดั การเรยี นรู้
ท่ีเหมาะสมที่จะใช้ในการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ทาให้นักเรียนพัฒนาทางด้านทักษะกระบวนการ
ทางคณิตศาสตร์ การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7E จึงเป็นการจัดกระบวนการท่ีเกิดขึ้น
อยา่ งต่อเน่ืองเป็นไปในลักษณะของวัฏจกั รในการเรยี นการสอนแต่ละคร้งั หรอื แต่ละแนวคดิ จะเร่ิมต้น
จากการตรวจสอบความรู้เดิมและจบลงโดยการนาความรู้ไปใช้ จึงมีประสิทธิภาพในการพัฒนา
ด้านทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ อีกท้ังในการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 E
เป็นกจิ กรรมที่กระตุ้นให้นักเรยี นไดค้ ิดอย่างเป็นระบบ ในการจัดการเรียนรู้ซ่งึ มีการทบทวนความร้เู ดิม
ใช้กระบวนการท่ีกระตุ้นและเสริมแรงจูงใจให้นักเรียนได้ใช้ความรู้ ความสามารถด้วยตนเอง
ในการปฏิบัติกิจกรรมที่เน้นกระบวนการและการมีส่วนร่วมของนักเรียนจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทาให้
นักเรียนเกิดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ อยู่ในระดับดี ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ สมศักดิ์ บุตรศรี
(2551) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เร่ือง
การดารงชีวิตของพืช ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7E โดยรวมนักเรียนมี
ความพงึ พอใจตอ่ การจดั การเรียนรอู้ ย่ใู นระดับมาก

117

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวจิ ยั ไปใช้
1. ผู้สอนต้องศึกษาและทาความเข้าใจขั้นตอนแต่ละขั้นตอนในกระบวนการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7E เป็นอย่างดี มีความอดทนในการรอฟังความคิดเห็นต่าง ๆ
จากผู้เรียน ใส่ใจ และคอยให้คาช้ีแนะอย่างทั่วถึง ไม่ลาเอียงหรืออคติ สร้างความรู้สึกเป็นกันเอง
ระหวา่ งผู้เรยี นและครูผู้สอน

2. ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7E ครูผู้สอนจะต้องเตรียมสื่อ
การเรียนรู้ท่ีใช้ในการทากิจกรรมทุกคร้ัง เพ่ือเร้าความสนใจของผู้เรียนและทาให้ผู้เรียนมีความ
กระตอื รือร้นในการทากจิ กรรมมากข้ึน

3. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้แบบ 7E ใช้เวลาในการจัดกิจกรรรม
ค่อนข้างมาก โดยแตล่ ะกระบวนการครผู ้สู อนสามารถยืดหย่นุ เวลาตามความเหมาะสม

4. ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7E ครูผู้สอนควรให้กาลังใจ
เม่ือนักเรียนสามารถทาส่ิงต่าง ๆ ได้ถูกต้อง เช่น ปรบมือ เพ่ือให้ผู้เรียนรู้สึกภูมิใจ เกิดความมั่นใจ
กล้าพดู และกล้าแสดงออกมากขน้ึ

ข้อเสนอแนะในการวิจัยครง้ั ต่อไป
1. ควรมีการศึกษามีการวิจัยเก่ียวกับตัวแปรอื่น ๆ ท่ีมีความสัมพันธ์กับการจัดการเรียนรู้
แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7E เช่น ความสมารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการสื่อสาร
ความสามารถในการเชอื่ มโยงความรู้ต่าง ๆ ทางคณติ ศาสตร์
2. ควรทาการศึกษาเปรียบเทียบผลการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7E กับ
การจัดการเรียนรู้แบบอื่น ๆ เช่น การจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model การจัดการเรียนรู้แบบ SSCS
การจดั การเรยี นรู้แบบวฏั จักรการเรยี นรู้ 4 MAT เป็นต้น

เอกสารอ้างองิ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2551). หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551.

กรุงเทพฯ: ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย.
กรรณกิ า ธาดา. (2556). การพฒั นากจิ กรรมการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ โดยใชร้ ปู แบบวัฏจกั ร

การเรียนรู้ 5 ขัน้ (5Es) ทเี่ นน้ ทกั ษะการคิดวเิ คราะห์ เรือ่ ง อสมการ ช้นั มัธยมศึกษา
ปที ี่ 3. วทิ ยานิพนธศ์ กึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสตู รและการสอน
มหาวิทยาลยั ขอนแก่น.
ปัทตยิ า หวังอาลี. (2555). การพฒั นาความคดิ สรา้ งสรรค์ทางคณิตศาสตรข์ องนักเรียน
ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โดยใช้กิจกรรมการเรียนรูแ้ บบ 5E. วิทยานพิ นธ์
ครศุ าสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาหลกั สตู รและการสอน มหาวิทยาลยั ราชภัฏสงขลา.
ศริ ิชยั กาญจนวาส.ี (2552). ทฤษฏกี ารทดสอบด้งั เดิม. (พิมพค์ ร้ังที่ 6). กรุงเทพฯ:
โรงพมิ พ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .

118

วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560

ศิริชัย กาญจนวาสี. (2552). ทฤษฏีการประเมนิ . (พมิ พ์คร้ังท่ี 6). กรงุ เทพฯ: โรงพิมพจ์ ฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.

สุวรรณา จยุ้ ทอง. (2559). ผลของการพฒั นารูปแบบการจัดการเรียนรู้ ตามแผนการสอน
ของครูผู้สอนคณติ สาสตรด์ ีเด่น ทมี่ ตี อ่ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนคณติ ศาสตร์ของนกั เรยี น
ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 6. วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวทิ ยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชูปถัมภ์. 10(3), 180.

สมศกั ดิ์ วงษ์จารสั . (2555). ผลของการเรียนการสอนตามวงจรการเรยี นรู้ 7E ท่มี ีผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรียน และทกั ษะการแกป้ ัญหาทางคณติ ศาสตร์ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
คณติ ศาสตร์ เรื่องสมการเชิงเส้นตวั แปรเดียว ของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 1.
วิทยานิพนธก์ ารศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยบูรพา.

สมศักด์ิ บุตรศร.ี (2551). การพัฒนาการจัดการเรยี นร้วู ชิ าวทิ ยาศาสตร์ เร่ือง การดารงชีวติ
ของพชื ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4 โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการเรยี นรู้ 7 ข้ัน. บุรีรัมย์:
สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาบุรีรมั ย์ เขต 1.

119

วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560

ประสบการณ์ชีวิตและเพศวถิ ขี องวัยรุ่นท่ตี งั้ ครรภ์

PREGNANT ADOLESCENT SEXUALITY AND LIVED EXPERIENCES

สวุ ชัช พิทักษท์ ิม1* และ พทิ กั ษ์ ศริ ิวงศ2์
Suwachat Pitaktim and Phitak Siriwong

บทคัดย่อ
การต้ังครรภ์ของวัยรุ่นเป็นปรากฏการณ์ในบริบทสังคมไทยและถูกนาเสนอผ่าน
สื่อสารมวลชนด้วยวัยที่ลดต่าลง และสถิติที่เพ่ิมสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัฒน์ แต่ผลลัพธ์
มักสะท้อนภาพและเพ่งโทษวัยรุ่นว่าเป็น “ผู้กระทาการ” งานวิจัยเรื่อง การศึกษาประสบการณ์ชีวิต
และเพศวิถีของวัยรุ่นท่ีตั้งครรภ์ จึงมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาประสบการณ์ชีวิตและเพศวิถี
ของแม่วัยรุ่นในประเด็น การตั้งครรภ์ บทบาทเพศภาวะ การเล้ียงดูบุตรและความเป็นแม่ 2) ศึกษา
ประสบการณ์เก่ียวกับเพศภาวะและการปรับตัวขณะต้ังครรภ์จนถึงหลังคลอดของแม่วัยรุ่น ผู้วิจัยศึกษา
โดยระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านเร่ืองเล่าประวัติชีวิตของผู้ให้ข้อมูล
จานวน 5 คน ด้วยการสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ การสังเกตการณ์แบบไมม่ สี ว่ นรว่ มและการบนั ทกึ เทป
ผลการศึกษาพบว่า เพศวิถีท่ีนาพาไปสู่การต้ังครรภ์ของวัยรุ่นเป็นภาพสะท้อนการดาเนิน
ชีวิตของคนชายขอบ (วัยรุ่นหญิงท่ีต้ังครรภ์ในวัยเรียน) “ในภาวะความเป็นอ่ืน” และ “ในระบบทุน
นิยมใหม่” ภายใต้ความบิดเบ้ียวของเบ้าหลอมเพศวิถีของครอบครัว สังคมและวัฒนธรรมท่ีมี
ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างเป็นพลวัต ท่ามกลางการถูกกระทาซ้าภายใต้บริบทของความสัมพันธ์
เชิงอานาจ ในฐานะ “ผู้ถูกกระทา” และ “ผู้กระทาการ” ดังนั้น การป้องกันและแก้ไขปรากฏการณ์
ตั้งครรภ์ของวัยรุ่นในวัยเรียน จึงไม่ใช่การมุ่งเน้นเพ่งโทษว่าพวกเขาเป็น “ต้นเหตุ” หากแต่ควรรื้อ
สร้างวิธีคิดและให้ความสาคัญกับการแก้ปัญหาของวัยรุ่น ผ่านการให้คุณค่าและความหมายของเพศวิถี
โดยไม่กดทบั กบั การเปน็ วยั รนุ่ ท่ีต้งั ครรภ์ในวยั เรียน

คาสาคญั : ประสบการณ์ชีวติ , เพศวิถ,ี ผลกระทบดา้ นจิตใจ, การปรบั ตัว

____________________________________

1สาขาวิชาการบริหารทรพั ยากรมนุษยฯ์ คณะวทิ ยาการจดั การ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครสวรรค์
2สาขาวชิ าการตลาด คณะวทิ ยาการจัดการ มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร
*ผู้นิพนธ์ประสานงาน Email: [email protected]

121

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

ABSTRACT
Teenager pregnancy is the phenomenon in the context of Thai society and
has been presented through mass media with lower ages, the statistics rapidly
increased in the globalization era. However, the results usually reflect the picture and
focus on the faults of the teenagers that they are “actors”. The research on the Study
of Life Experience and Sexuality of Pregnant Teenagers has the following objectives:
1) to study life experience and sexuality of pregnant mother teenagers in the point of
pregnancy, roles of sexes, children rearing and motherhood 2) to study experience on
sexes and adaptation during the pregnancy until the post pregnancy of the mother
teens. The researcher studied qualitative research methodology by using the data
collection technique through biography stories of five informants by the in-depth
interview and observation with no participation and tape recording.
The results found that the sexuality leading to pregnancy of teens was the
reflecting picture of minorities’ lives (pregnant female teens in studying age range)
“in the other” and “new capitalism” under the sexuality crucible distortion of the
families, societies, and cultures with dynamically connecting relations among the
repeated passiveness under the context of power relations on behalf of the “passive
people” and “active people”. Thus, the prevention and solution of phenomenon of
teenagers’ pregnancy during the studying age range were not focusing and blaming
that they were the “causes”, but the way of thinking and giving importance to the
solution of teenagers should be demolished and rebuilt through giving values and
meanings of sexuality by not pressing the pregnant teenager ship during the studying
age range.

Keywords: Lived Experience, Sexuality, Psychological Impact, Adjustment

บทนา
วัยรุ่นเปน็ ชว่ งท่ีมกี ารเปลี่ยนแปลงทั้งรา่ งกายและจติ ใจเป็นอย่างมาก จากวัยเด็กเตบิ โตเป็น

วัยผู้ใหญ่ จากสภาพท่ีต้องพ่ึงพาผู้ใหญ่ทางเศรษฐกิจไปสู่สภาพท่ีต้องรับผิดชอบและพึ่งพาตนเอง
มากขึ้น ทางด้านร่างกายก็จะมีการเปลี่ยนแปลงของระบบอวัยวะสืบพันธ์ในลักษณะที่พร้อมจะมี
เพศสัมพันธ์ และสามารถตั้งครรภ์ได้ (สุวชัย อินทรประเสริฐ, 2554) หากวัยรุ่นมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น
ก็จะก่อให้เกิดผลกระทบต่าง ๆ ตามมามากมาย ทั้งต่อสตรีวัยรุ่นท่ีต้ังครรภ์ ครอบครัวและสังคม
นอกจากน้ีวัยรุ่นท่ีต้ังครรภ์ส่วนใหญ่ต้องออกจากสถานศึกษาหรือออกจากกงานทาให้ไม่มีอาชีพ
ขาดรายได้ ต้องประกอบอาชีพท่ีมีรายได้ต่าทาให้เกิดปัญหาด้านสุขภาวะของแม่วัยรุ่นและทารก

122

วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560

ตามมา (สุวชัย อินทรประเสริฐ และสุรศักด์ิ ฐานีพานิชกุล, 2539) ปัจจุบันแม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จะได้จัดใหม้ ีการปอ้ งกนั ชว่ ยเหลือและแกป้ ัญหาการตั้งครรภข์ องวยั รุ่นแต่กย็ ังไม่เพยี งพอ

การตั้งครรภ์ของวยั รนุ่ จงึ ไมใ่ ชเ่ ปน็ เพียงตวั ช้ีปัญหาของตวั วยั รุ่นเองเพียงคนเดยี ว แต่
ปัญหาดังกล่าวกาลังกลายเป็นชนวนก่อให้เกิดปัญหาสังคมในด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะปัญหาการทาแท้ง
ปัญหาการหลบคลอด ปัญหาเด็กถูกทอดทิ้ง หรือแม้แต่ปัญหาเด็กติดยาเสพติดที่อาจเกิดขึ้นตามมา
(Linsay et.al, 2008) ปัญหาเหล่านี้มิใช่ปัญหาเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นกับคนเพียง 2 กลุ่ม คือ วัยรุ่นกับ
ผู้ปกครอง หรือครอบครัวเท่านั้น หากมองในแง่มุมของมหภาค ปัญหาการต้ังครรภ์ของวัยรุ่นในวัย
เรียนกาลังทวีความรุนแรง และรุกลามไปท่ัวสังคมไทย ต้ังแต่ระดับอุดมศึกษา มัธยมศึกษา จนถึง
ระดับประถมศึกษา ปรากฏการณ์ท่ีเป็นปัญหาดังกล่าว เกิดข้ึนมาจากอะไร มีความสัมพันธ์กับเพศวิถี
อย่างไร และได้สะท้อนความเป็นจริงของสังคมไทยมากน้อยเพียงใด กลายเป็นคาถามท้าทายว่า
ผูม้ ีส่วนเกยี่ วข้องโดยเฉพาะผู้ปกครอง พอ่ แม่ ครู ภาครัฐ จะหาทางออก ให้กับปญั หานี้ได้อยา่ งไร

เมื่อสารวจงานวิชาการท่ีศกึ ษาปรากฏการณ์การตงั้ ครรภ์ของวยั รุ่นหญงิ ในสงั คมไทย พบว่า
งานส่วนใหญ่โดยเฉพาะสาขาการแพทย์ พยาบาล จิตวิทยา สงั คมสงเคราะห์ รวมท้งั นโยบายและแผน
ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2540 มักมาจากสมมติฐานท่ีว่า การตัง้ ครรภ์ของวัยรุ่นหญงิ “ไมพ่ ึงประสงค์” และ
“เป็นปัญหาสังคม” ท่ตี ้องไดร้ ับการช่วยเหลือ จัดการ และควบคุม ประเดน็ ที่ศึกษาจงึ มักเกีย่ วข้องกับ
ปัจจัยทีส่ ่งผลต่อการเป็นมารดาวัยรุ่น ผลกระทบของการเป็นมารดาวัยรุ่น ความต้องการของแม่วัยรุ่น
ในเชิงสวัสดิการ และการพัฒนาบทบาทของการเป็นมารดาท่ีไม่สมบูรณ์ ซ่ึงสะท้อนสมมติฐานข้างต้น
จนกระทั่งหลังปี พ.ศ. 2540 ประเด็น “แม่วัยรุ่น” จึงได้รับความสนใจในสังคมศาสตรส์ าขาอื่น ๆ มากข้ึน
พร้อมกับความสนใจประเด็นครอบครัวที่มีลักษณะพิเศษ ครอบครัวที่ต่างไปจากขนบสังคมไทย
เช่น การดาเนินชีวิตในรูปแบบ “แม่เล้ียงเดี่ยว” (Single Mom) อย่างไรก็ตาม พบว่า ความสนใจ
ปรากฏการณ์แม่วัยรุ่น ท่ีสัมพันธ์กับบริบทของประสบการณ์ชีวิต ความรู้สึกนึกคิดของวัยรุ่นหญิง
โดยเฉพาะที่ตั้งครรภ์ในวัยเรียนยังมีค่อนข้างน้อย และยังคงมองประสบการณ์ชีวิตของแม่วัยเรียน
ในลักษณะ “สถิติ” เช่น มองประสบการณ์ชีวิตในช่วงต้ังครรภ์กับหลังจากคลอดบุตรแล้วในลักษณะ
ที่แยกขาดออกจากกัน เปน็ ตน้

องค์ความรู้เร่ืองวัยรุ่นหญิงต้ังครรภ์หรือแม่วัยรุ่น จึงมีช่องว่างที่สมควรได้รับการเติมเต็ม
ในที่น้ีพยายามจะทาความเข้าใจถึง พลวัตผ่านช่วงวัยต่าง ๆ ช่วงชีวิตต่าง ๆ ของแม่วัยรุ่น
ประสบการณ์ชีวิตและความสัมพันธ์กับสมาชิกในกลุ่มสังคมต่าง ๆ เช่น ในครอบครัว เพ่ือนต่างเพศ
การตั้งครรภ์ การเป็นแม่ พวกเธอให้นิยามตนเองว่าเป็นหญิง “ใจแตก” ตามท่ีสังคมมองพวกเธอหรือ
หรือมีมุมมองต่อตนเองอย่างไร และนี่คือโจทย์ของเรื่องท่ีมาจากความจริงทางสงั คมและวัฒนธรรมที่ว่า
ประสบการณใ์ นแตล่ ะชว่ งชวี ติ เช่น ความเป็นเด็ก ความเป็นแม่ ลว้ นมสี ว่ นหลอ่ หลอมความรู้สึกนึกคิด
และการตัดสินใจของบุคคล (Hunt, 2005) เช่นเดียวกับที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพศภาวะ (Gender)
เช้ือชาติ (Race) ชนช้ัน (Class) และอายุ (Age) ต่างก็มีอิทธิพลต่อการหล่อหลอมความรู้สึกนึกคิด
การมองโลก การตดั สนิ ใจของบุคคล และไมเ่ วน้ แมแ้ ต่ในแมว่ ัยรนุ่ ท่ตี งั้ ครรภใ์ นวยั เรยี น

ดังน้ัน ในงานวิจยั น้ี ผู้ศกึ ษาจงึ ไมไ่ ดเ้ ริม่ ศกึ ษาจากการตั้งฐานสมมุติ (Assumption) ไว้ก่อน
ว่าแม่วัยรุ่น เป็น“ปัญหาสังคม” หากแต่สนใจศึกษาประสบการณ์ชีวิตของแม่วัยรุ่นท่ีตั้งครรภ์กับ
ความสัมพันธ์ต่อบริบททางสังคมวัฒนธรรม เพศภาวะ และเพศวิถีในสังคมไทย โดยดูว่าแม่วัยรุ่น

123

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

มปี ระสบการณ์ชีวิตอยา่ งไร มีประสบการณ์การตงั้ ครรภ์ การปรบั ตัว การเป็นแม่อย่างไร และพวกเธอ
ให้ความหมายกับประสบการณ์เหล่านั้นอย่างไร เพื่อสะท้อนประสบการณ์ชีวิต ความรู้สึก และ
“เสียง” ของแมว่ ยั รุน่ ในมมุ มองทหี่ ลากหลายขึ้น

วัตถปุ ระสงค์การวิจัย
1.เพ่ือศึกษาประสบการณ์ชีวิตและเพศวิถีของแม่วัยรุ่นในประเด็น การตั้งครรภ์ บทบาท

เพศภาวะ การเลี้ยงดบู ุตรและความเปน็ แม่
2.เพื่อศึกษาประสบการณ์เก่ียวกับเพศภาวะและการปรับตัวขณะต้ังครรภ์จนถึงหลังคลอด

ของแมว่ ยั รุ่น

วิธีดาเนินการวิจัย
วิธีวิจัยท่ีใช้ในการศึกษางานศึกษาน้ีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)

ที่ใช้เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านเรื่องเล่าประวัติชีวิต (Life History Interviewing) และ
การสังเกตการณ์ (Observation) โดยผู้ให้ข้อมูลเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งท่ีมีภาวการณ์
เป็นแมว่ ยั รุน่ จานวน 5 คน

สาหรับ เร่ืองเล่าประวัติชีวิต (Life History) จะเป็นแนวทางในการเก็บข้อมูล โดยให้
แม่วัยรุ่นเล่าเรื่องราวที่เก่ียวกับมุมมองและประสบการณ์ชีวิต ในอดีตและปัจจุบัน เหตุการณ์สาคัญ
จุดเปลี่ยนผ่านในชีวิต (Turning Point) ประสบการณ์การตั้งครรภ์ การคลอดบุตรและความเป็นแม่
รวมท้งั ปัจจัยที่เก่ียวกับภูมิหลังทางเศรษฐกิจ เง่ือนไขทางสังคม วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม โดยเฉพาะ
อดุ มการณแ์ ละวิถีปฏบิ ัตทิ างเพศทีร่ ับมาไว้ในตนเอง ผ่านการขัดเกลาทางสังคมและการปฏิสัมพันธ์กับ
ผอู้ ่ืน ผูว้ จิ ยั จะพยายามสอดแทรกประเดน็ ต่าง ๆ ท่จี ะนาไปสกู่ ารสนทนาทเี่ รียบงา่ ยแต่สามารถสะทอ้ น
แบบแผนการหล่อหลอมประสบการณ์ชีวิตของแม่วยั รุ่นต้ังแต่ตั้งท้องจนคลอด นอกจากนี้ยังพิจารณา
ปัจจัยภายในได้แก่ มุมมอง อารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของนักศึกษาที่มีต่อตนเองและมีต่อคนรอบ
ข้าง ดังน้ัน เรื่องเล่าประวัติชีวิต จึงเป็นเคร่ืองมือท่ีช่วยให้ผู้วิจัยได้รับข้อมูลที่แสดงถึงอิทธิพลจาก
ภายนอกและภายในท่ีส่งผลต่อวิธีคิดและพฤติกรรมของแม่วัยรุ่นในแต่ละช่วงชีวิตรวมถึงการเผชิญ
สภาพปัญหาและการปรับตวั

นอกจากน้ียังใช้การสังเกตการณ์ (Observation) ซึ่งเป็นวิธีการหน่ึงท่ีมีความสาคัญ
เน่ืองจากความรู้สึกนึกคิดของผู้คนสามารถแสดงออกผ่านภาษาท่าทาง (Non-verbal
communication) ได้ด้วย ผู้วิจัยจึงพยายามไปร่วมทากิจกรรมกับแม่วัยรุ่น เพื่อสังเกตการณ์ใช้
ชีวิตประจาวัน ทาความรู้จักกับสภาพแวดล้อมและผู้คนที่รายล้อม ซ่ึงทาให้มีโอกาสได้สังเกตอาการ
สหี น้า ท่าทางและอารมณ์ ประกอบในขณะสัมภาษณ์แบบเจาะลึก และยังช่วยให้ผู้วิจัยตัดสินใจได้ว่า
ควรจะดาเนินการสัมภาษณ์ตอ่ ยตุ กิ ารสัมภาษณ์หรอื เปลย่ี นประเด็นการพูดคยุ

การวเิ คราะหข์ ้อมลู จะทาภายหลังการสัมภาษณ์ทุกคร้ัง โดยผู้วิจยั จะทอดเทปบทสัมภาษณ์
ของผู้ให้ข้อมูลท้ังหมดแบบคาต่อคา (Verbatim) และเชื่อมโยงเรื่องราว ความรู้สึกต่าง ๆ ของผู้ให้
ขอ้ มลู เป็นประเดน็ ตามขอ้ มูลท่ีปรากฏเพื่อให้ได้ประเดน็ หลกั (Them) จากการสมั ภาษณ์

124

วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560

ผลการวิจัย
จากการศึกษาเรื่อง“ประสบการณ์ชีวิตและเพศวิถีของวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์” ผู้ศึกษาได้สรุปผล

การศึกษาตามวตั ถุประสงค์การศึกษาทก่ี าหนดไว้ซ่ึงประกอบด้วยการเก็บรวบรวมข้อมลู โดยอาศัยการ
สมั ภาษณ์เชงิ ลึกเพอื่ ท่จี ะได้ข้อมูลที่มคี วามถูกต้องและชัดเจนมากท่ีสดุ ซง่ึ ลกั ษณะการดาเนินชีวิตของ
ผู้ให้ข้อมูลกลุ่มนี้ยังไม่เปิดเผยมากนัก มีผู้รับรู้อยู่ในกลุ่มแคบๆ คือกลุ่มครอบครัวของผู้ให้ข้อมูลและ
เพื่อนสนิท ดังนั้นผู้ให้ข้อมูลจึงไม่ยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเช่นชื่อ-นามสกุลจริง รวมถึงข้อมูล
สว่ นตวั อื่นๆ ดังนั้นการอภิปรายผลในงานวิจัยน้ีจะตง้ั อย่บู นพืน้ ฐานดังกลา่ ว โดยผูศ้ กึ ษาขอสรุปผลโดย
นาเอาประเดน็ จากปัญหาการศึกษาเปน็ หลักซ่ึงสามารถแบง่ ออกได้ตามวตั ถปุ ระสงค์ ดงั นี้

ผลการศึกษาประสบการณ์ชวี ิตและเพศวิถีของแม่วยั รุ่น มปี ระเด็นที่น่าสนใจ ดงั นี้
ประเด็นที่หนึ่ง ประสบการณ์เกี่ยวกบั การตั้งครรภ์และการเป็นแม่วัยรุ่น เง่ือนไขท่ีทาให้แม่
วัยรุ่นไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้หรือได้แต่ไม่เต็มที่ มาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรมท่ี
หล่อหลอมประสบการณ์ และความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งแม่วัยรนุ่ กับลูก และกับคนรอบข้าง ดังนี้ แม่วัยรุ่น
โดยท่ัวไป มีข้อจากัดในการแสดงบทบาท “แม่ทางชีวภาพ” (Biological Mother) ได้แก่ 1) ด้าน
เศรษฐกจิ ทเ่ี ป็นคา่ ใช้จ่ายในการเลีย้ งดเู ด็ก เชน่ เปน็ เหตผุ ลหลกั ทีท่ าให้หญิงวัยร่นุ คิดจะมอบลูกใหเ้ ป็น
สิทธ์ิของผู้อื่นได้เล้ียงดู 2) ความต้องการท่ีจะเรียนต่อจนจบการศึกษาหลังคลอดแล้ว 3) สายตาของ
สงั คมท่ีมีต่อแมว่ ัยรุ่นในช่วงตั้งครรภแ์ ละหลังคลอดใหม่ ๆ ท่มี องว่า การต้ังครรภ์ต้งั แต่อายยุ ังน้อยเป็น
เรื่องน่าละอาย ทาให้ต้องมีการปกปิด ดัง “เอ” แม่วัยรุ่นรายหนึ่งบอกว่า “ตอนแรกรู้สึกอายเพื่อน
มาก เพื่อนเราเห็นเราอุ้มลูก แล้วเขาถามว่านี้ลูกใคร? เราก็บอกวา่ หลาน ไม่ค่อยอยากยอมรับเท่าไหร่
กลวั เพอื่ นล้อเอาไปนินทาลับหลัง กลัวเพ่อื นรังเกียจหรือเลิกคบ” 4) บิดามารดาของแม่วัยร่นุ หรอื บิดา
มารดาของคนรักมีผลต่อการตัดสินใจเม่ือเกิดการตั้งครรภหรือยุติการตั้งครรภ์ของแม่วัยรุ่น และมีผล
ต่อการตัดสินใจท่ีว่าใครจะเป็นผู้เล้ียงดูหลัก (บุคคลชุดน้ีได้รบั อิทธิพลของบรรทัดฐานทางสังคมท่ีมอง
ว่า การตั้งครรภ์ในวัยเรียนเป็นเรื่องน่าอับอายเช่นกัน) บางกรณีนาไปสู่การจัดการบางอย่างต่อวัยรุ่น
ในปกครองของตนเอง ซึ่งอาจสง่ ผลให้เป็นตราบาปติดอยู่ในใจแม่วัยรุ่นไปตลอดชวี ติ เช่น การรับเลย้ี ง
เด็กโดยห้ามไม่ให้แม่วัยรุ่นได้พบลูกหรือแสดงตนว่าเป็นแม่เด็ก เป็นต้น 5) ผู้ให้ข้อมูลยังต้องการใช้
ชวี ติ วัยรนุ่ เชน่ อยากกิน อยากเทย่ี วอยา่ งคนไม่มีภาระทาให้ไมม่ เี วลาดูแลลกู ซ่ึงน่าสังเกตว่าแม่กลมุ่ นี้
มักจะนิยามว่าตนเองเป็น “แม่ท่ีไม่ดี” และผลักภาระการเล้ียงดูเด็กไปให้ผู้อ่ืน เช่น มารดา ย่า ยาย
เป็นต้น
ประเด็นที่สอง บทบาทของเพศภาวะ (Gender) ส่งผลต่อประสบการณ์ของแม่วัยรุ่น
โดยเฉพาะการสนับสนุนหรือช่วยเหลือในการเล้ียงดูบุตร น่าสนใจว่าแม่วัยรุ่นส่วนมาก ได้รับการ
สนับสนนุ ทางสังคมท้ังในด้านที่อยู่อาศยั สิ่งของหรือแม้แต่อารมณ์ จากแม่หรือย่าหรือยายของพวกเธอ
หรือของคนรัก จากจุดนี้ชี้ให้เห็นว่า คนเหล่านี้ล้วนเป็นญาติผู้หญิง บทบาทของเพศภาวะในสังคม
นั้น ๆ จึงเข้ามามีส่วนสาคัญในการจัดการชีวิตของแม่วัยรุ่นอย่างหลีกเล่ียงไม่ได้ ประสบการณ์ของ
แม่วัยรุ่นจึงมักไปด้วยกันกับประสบการณ์ของการเป็นยาย เป็นย่าหรือเป็นทวด ดังกรณีของน้องเอ
ที่มแี ม่คอยดูแลลูกให้ “เราคิดว่าเราเป็นแม่เขา แต่เราไม่สามารถดูแลเขาไดเ้ พราะเรามีภาระ ท่ีจะต้อง
เรียนให้จบ…กรณีของ น้องบี ท่ีมียายเป็นคนหลักที่เลี้ยง “ยายเหมือนแม่เลย ยายทุกอย่าง เคยคิดจะ
เอามาเลีย้ งเอง แต่รอให้เรียนจบและพรอ้ มกว่าน้ี รายไดด้ ีกว่าน้ี มีครอบครวั ท่ีด”ี

125

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

ประเดน็ ท่ีสาม ประสบการณ์แยกกนั อยู่กบั ลกู จากการศึกษา พบวา่ แมว่ ยั ร่นุ มักไมส่ ามารถ

ทาหนา้ ทใี่ นการเลีย้ งดบู ุตรได้อย่างเตม็ ทนี่ ักหรือไมไ่ ด้เลย ในกรณีที่มี “การแยกกนั อยขู่ อง แม่

และเด็ก” เช่น แม่ไปเรียนหรือไปทางาน ในประเด็นน้ีทาให้เห็นว่าแม่วัยรุ่นท่ีเป็นกรณีศึกษา

ไม่ได้นิยาม “การเป็นแม่ทดี่ ี” เพียงผ่านการเลีย้ งดทู างกายภาพเท่าน้ัน แตร่ วมการเรยี นจบและทางาน

สง่ เงนิ ไปให้ลกู ท่ฝี ากเลยี้ งไวก้ ับแมห่ รือยาย ให้ลกู ได้เรียนในทดี่ ี ๆ เปน็ ตน้

ประเดน็ ที่สี่ แนวคิดเรอื่ งความเป็นแม่ (Motherhood) น้นั ชว่ ยทาให้ตระหนักวา่ ความเป็น

แม่ไม่ได้เป็นเรื่องธรรมชาติ หากแต่ถูกสังคมกาหนดสร้าง รวมทั้งแนวคิดความเป็นแม่และการดูแล

เลี้ยงดู (Mothering) นั้นยังสัมพันธ์กับเช้ือชาติ ชนช้ัน เพศภาวะ และบริบททางเศรษฐกิจ สังคม

และวัฒนธรรม ในกรณีของหญิงที่ตั้งครรภ์ในวัยรุ่นนั้น สังคมมักจะมองว่าพวกเธอ “ต้ังครรภ์

ไม่พึงประสงค์” “เป็นแม่ไม่พร้อม” แต่จากมุมมองของพวกเธอ แม้ว่าการต้ังครรภ์ของวัยรุ่นท่ีเป็น

กรณีศึกษาทุกคนทราบดีว่าเกิดจากความไม่ตั้งใจ การเป็นแม่จึงไม่ใช้เกิดจากการ “เลือก” (Choice)

อย่างไรก็ตามพวกเธอมองว่า ตนเองก็มีสิทธิ “เลือกท่ีจะเป็นแม่แบบไหนอย่างไร สาหรับลูกของ

ตนเอง” ในฐานะของความเป็นแม่ กรณีศกึ ษาส่วนใหญ่เลือกท่ีจะเป็นแม่ท่ีดีที่สุด ลูกจึงเป็นส่ิงที่ได้รับ

ความสนใจอย่างมากจากแม่ เช่น การหาสิ่งที่ดีท่ีสุดให้แก่ลูกในช่วงต้ังครรภ์ และพยายามเรียนให้จบ

ทางานหาเงินเพื่อนสร้างอนาคตทางการศึกษาแก่ลูก ในประการหลังน้ีน่าสนใจว่ามักจะไม่เกิดข้ึน

ในความคิดของแมใ่ นช่วงหลงั คลอดใหม่ ๆ แต่จะเกิดขึ้นเมื่อลูกเจรญิ วัยขนึ้

ผลการศึกษาประสบการณ์เกี่ยวกับเพศภาวะและการปรับตัวขณะตั้งครรภ์จนถึง

หลังคลอดของแม่วยั รนุ่ มปี ระเด็นทนี่ ่าสนใจ ดังน้ี

มุมมองเร่ืองเพศภาวะและเพศวิถี ทาให้ผู้ศึกษาเข้าใจว่าองค์ความรู้ต่าง ๆ เช่น การแพทย์

และบรรทัดฐานทางสังคมเก่ียวกับเพศวิถีและเพศภาวะนั้นมีอิทธิพลต่อการนิยาม คาดหวัง ให้คุณค่า

และควบคุมพฤติกรรมทางเพศและการเจริญพันธ์ุของผู้คนในสังคม และตัวแม่วัยรุ่นเองด้วย ท้ังนี้

เน่ืองจากผู้คนในสงั คมและแม่วัยรุ่นก็ถูกหลอ่ หลอม ขัดเกลาภายใต้กรอบคิดเร่ืองเพศวิถีและการเจริญ

พันธุ์กระแสหลัก (ความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างหญิงชายภายใต้สถาบันการสมรส) ไม่มากก็น้อย

บรรทัดฐานทางเพศในสังคมไทยจึงมีผลต่อประสบการณ์ชีวิตและมุมมองท่ีวัยรุ่นมีต่อการต้ังครรภ์

ของตนเอง ไม่น่าแปลกใจว่า วัยรุ่นหญิงที่ตั้งครรภ์ต้องพบเจอกับความกดดันจากสังคม โดยหาทาง

ไม่เจอในช่วงแรก ดังกรณี “น้องซี” ที่ขณะตั้งครรภ์กาลังเรียนหนังสือในระดับปริญญาตรีไปด้วย

เธอถูกสายตาคนในสังคมมองว่า มีพฤติกรรมไม่สมควร ท้ังในฐานะวัยรุ่น วัยเรียน และสถานของ

การเป็นลูกที่ดี ขณะที่เธอบอกเล่าว่า ตอนนั้นเธอไม่สามารถโต้เถียงส่ิงใดได้เลยเพราะมันก็คือ

ความจรงิ ที่ต้องยอมรบั ดังท่ีเธอเลา่ ว่า “ตอนช่วงหนูท้องโตจนคนอน่ื สังเกตได้ คนแถวบ้านมีรีแอคชั่น

ที่ไม่ดีกับหนูเลย แอบซุบซิบนินทาหนู ชอบมาหลอกถามว่าใครเป็นพ่อเด็กแล้วก็แอบหัวเราะ

หนูก็จะแอบมาน่ังร้องไห้ ถ้าแม่เห็นหนูร้องไห้ ก็จะพาลด่าหนูไปหมดเลย เช่น รู้ไหมคนเขาว่าเนี่ยะ

ว่าแกใจแตก ท้องตอนเรียนไม่จบมันเป็นอย่างนี้” นอกจากนี้แม่วัยรุ่นเอง ส่วนใหญ่ก็มักมองตนเอง

ในเชิงลบ อันเป็นอิทธิพลของบรรทัดฐานทางสังคมที่เข้ามามีอิทธิพลอย่างล้าลึกต่อตัวตนของผู้หญิง

เช่น คร้ังแรกท่ีรู้ว่าตนเองต้ังครรภ์ในขณะที่ยังเรียนหนังสืออยู่ ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงรวมถึงผู้ชายที่เป็น

คนรักหรือแฟน จะรู้สึกตกใจ ร้องไห้ รู้สึกผิด ดังกรณี “น้องบี” ซึ่งตั้งครรภ์ตอนเรียนอยู่ปริญญาตรี

126

วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560

ปีสุดท้ายเล่าว่า “ตอนนั้นคิดว่าโลกมันโหดร้ายสาหรับหนู ถ้าหนูจะมีลูกตอนนี้” ซึ่งทาให้เธอคิด
ท่ีจะทาแท้ง ขณะท่ี “น้องเอ” วัย 19 ปีบอกว่า “ตกใจ หนูร้องไห้เลย คิดอยากฆ่าตัวตาย พ่ีชาย
(ลกู พี่ลูกน้อง) โทรมาวา่ อย่าทา ให้คดิ ถึงคนขา้ งหลัง...” เธอเล่าวา่ ท่ีร้องไหเ้ พราะ “กลัวแม่กบั พ่อเสยี ใจ
พอ่ อุตสาหต์ ง้ั ความหวงั ให้เราเรียนหนังสือ” ขณะท่ีปา้ ซง่ึ อยู่บ้านเดียวกันก็ไม่ยอมให้อยูร่ ่วมบ้าน คนใน
ละแวกบ้านก็มองหน้าแบบแปลก ๆ เธอจึงคิดว่าการออกมาเช่าหออาศัยในระหว่างรอคลอดจะเป็น
ทางออก ที่ทาให้เธอสบายใจ ซ่ึงมันก็เป็นเช่นน้ันจริง ๆ นอกจากนี้ การทาความเข้าใจการถูกกดทับ
ของสังคม จะช่วยให้เราเห็นถึงการผลิตซ้าหรือการต่อรองกับบรรทัดฐานของความเป็นหญิงที่ดี
กล่าวคือ ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์หรือการให้กาเนิดบุตรในช่วง 1 ปีแรกนั้น ยังไม่ค่อยปรากฏ
การต่อรองใด ๆ ชัดเจนนักแต่ก็พบบ้าง เช่น “น้องดี” ขณะที่ตั้งครรภ์ตอนเรียนปริญญาตรี ปี 2
เธอเล่าว่าพอตั้งครรภ์ แฟนก็จัดพิธีแต่งงานตามธรรมเนียม หลังจากน้ันเธอคลอดลูก พาลูกไปเยี่ยม
บ้านท้งั ทีย่ ังเรียนไม่จบ ก็ไม่มชี าวบ้านว่าอะไรเธอแสดงทัศนะว่ามีแตค่ นชมว่า “เขาชมวา่ โชคดีได้แฟน
ฐานะดี บีว่าถ้าได้แฟน ไม่รวยคงโดนว่าไปแล้ว” เธอเล่าต่อว่า เธอไม่แคร์ว่าใครจะว่าอะไร เพราะ
ครอบครัวเธอ แฟนเธอมีฐานะดี พอท่ีจะเลี้ยงลูกเมียได้ หรือ กรณีของ “น้องเอฟ” ขณะนี้ลูกของเธอ
จะส่ีขวบแล้ว เธอเล่าให้ผู้วิจัยฟังว่าตอนน้ีเธอไม่แคร์สังคมแล้ว ทั้งที่เมื่อก่อนเธอคิดว่าการมีลูกจะ
สง่ ผลต่อการคบเพ่ือนชายคนใหม่ แต่ตอนนี้เธอเล่าว่า “รสู้ ึกว่าผู้ชายสมยั น้เี ปดิ กว้าง มีผู้ชายเขา้ มาหลี
ก็รู้ว่ามันหวังฟัน แต่มันก็ไม่รังเกียจนะ มีคนกล้าเข้ามาพูดมากมาย ธรรมดามาก พอเขาเห็นเรามีเงิน
ดูแลตัวเองได้ มีรถยนต์ขับ ฝากผฝี ากไข้ได้ มกี ารศึกษา เขาก็ไม่รงั เกียจเราแลว้ ” อย่างไรก็ตามกพ็ บว่า
ผู้หญิงก็ยังคงผลิตซ้าความคิดเก่ียวกับเพศวิถีบางอย่าง ตัวอย่างเช่น คนที่มีลูกสาวจะมีแม่ส่วนหนึ่งที่
กังวลต่อสภาพสังคม ท่ีอาจทาให้ลูกสาวมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เช่น น้องเอฟ ท่ีบอกว่า “ทาใจ
ยากมันก็ต้องยอมเพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่ถ้าลูกท้องตอนเรียน ม.สาม ม.สี่ก็รับไม่ได้นะ
(หัวเราะ) ขอพ้นมธั ยมกอ่ น แตม่ หาลัยก็ยงั กลัวอยดู่ ี” เป็นตน้

อภปิ รายผลการวิจัย
จากการศึกษาพบว่า มมุ มองเรอื่ งเพศวิถีและเพศภาวะน้ัน มีอิทธิพลต่อการนิยาม คาดหวัง

ให้คุณค่าและควบคุมพฤติกรรมทางเพศและการเจริญพันธ์ุของผู้คนในสังคม และตัวแม่วัยรุ่นเองด้วย
ท้ังน้ีเน่ืองจากผู้คนในสังคมและแม่วัยรุ่นก็ถูกหล่อหลอม ขัดเกลาภายใต้กรอบคิดเรื่องเพศวิถีและ
การเจริญพันธุ์กระแสหลัก (ความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างหญิงชายภายใต้การสมรสท่ีถูกต้องตาม
ขนบสังคม) ไม่มากก็น้อย มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดที่ได้จากงานวิจัยของ Sonya &
Michele (2000) ที่กล่าวไว้ว่า บรรทัดฐานทางเพศเมียผลต่อประสบการณ์ชีวิตและมุมมองที่วัยรุ่นมี
ต่อการตั้งครรภ์ของตนเอง ส่งผลให้วัยรุ่นต้องพบเจอกับความกดดันจากสภาพแวดล้อมทางสังคมและ
ความกดดันจากตนเอง อย่างไรก็ตามในกลุ่มแม่วัยรุ่นเอง จะพบเห็น ทั้งมิติของการยอมจานน ผลิตซ้า
และต่อรองกับบรรทัดฐานของความเป็นหญิงท่ีดี เพศภาวะ เพศวิถีในสังคมไทย แต่ระดับการจานน
ผลิตซ้า ต่อรอง ของแต่ละคนน้ันแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองในเชิงวิธีคิดหรือในแง่ของ
ปฏบิ ัติการของการเป็นแม่

การศึกษาทางมานุษยวิทยา สังคมวิทยาและสตรีนิยมมักชี้ให้เห็นว่าความเป็นแม่นั้น ไม่ได้
มีลักษณะท่ีเป็นสากลและผูกติดกับคุณลักษณะทางชีววิทยาผ่านการให้กา เนิดและการร่วมสายเลือด

127

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

(Biological Mother) เท่านั้น ความเป็นแม่ (รวมถึงความเป็นญาติ) ยังถูกสร้างผ่านมิติทางสังคมและ
วัฒนธรรมด้วย เช่น จากการเป็นแม่บุญธรรม แม่อมุ้ บุญ (Surrogate Mother) หรือในกรณีของเด็กท่ี
เกิดกับแม่คนหนึ่ง แต่กินนมจาก “แม่นม” คนเดียวกัน หรือเด็กท่ีอยู่อาศัยในบ้านหลังหนึ่งและ
“กินข้าวหม้อเดียวกัน” เป็นเวลานานก็จะถูกนับว่าเป็นลูกหรือเป็นญาติกันได้ (Carsten, 1995)
แม่วัยรุ่นก็ในทานองเดียวกัน ซ่ึงจากผลการศึกษาพบว่า แม่วัยรุ่นไม่ได้เป็นผู้เลี้ยงดูหลัก ด้วยเหตุผล
หลายประการ เชน่ ตอ้ งเรียนหนังสอื การกดดันจากครอบครัวของฝ่ายชายหรือฝ่ายหญงิ รวมถึงตัวแม่
ของแมว่ ัยรุ่นยังไมอ่ ยากให้ลกู สาวเปิดเผยวา่ มีบุตร ดังนั้นจึงต้องมผี เู้ ข้ามารับบทบาทในการเลีย้ งดูหลัก
แทน ความเป็นแม่จึงไม่ใช่แค่แม่ในทางกายภาพเท่านั้น คนอื่น ๆ ก็อาจจะเป็นแม่ในเชิงสังคมได้
เช่นเดียวกัน สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Carsten (2004) ท่ีพบว่า การที่แม่วัยรุ่นไม่สามารถเล้ียง
ดูบุตรได้เช่นนี้ ส่งผลให้แม่วัยรุ่นพยายามจัดการนิยามความเป็นแม่เสียใหม่ ในรูปแบบที่แตกต่างกัน
ออกไป เช่น แม่ที่ดไี ม่จาเปน็ ตอ้ งเลีย้ งดูลูกเอง แตต่ ้องเลยี้ งลกู ใหม้ ีชีวิตความเป็นอยู่ทีด่ ี เปน็ ต้น

นอกจากน้ีจากผลการศึกษาพบว่า แม่วัยรุ่นมักเลือกใช้ความเป็นแม่ในฐานะกลยุทธ์
(Motherhood Strategy) หน่ึงเพือ่ แสดงใหเ้ หน็ ว่าพวกเธอก็มีอานาจในการกาหนดชวี ิตตนเองได้ เช่น
เธอนิยามว่าความเปน็ แม่วา่ เป็นสถานะที่ทาใหเ้ ธอได้แสดงออกถึงความรักที่มตี ่อลูกและเป็นแหล่งทม่ี า
ของความสุขในชีวิต (แม่วัยรุ่นมักจะมองว่าตนเองไม่เป็นท่ีต้องการของใครแม้แต่คนรักและพ่อแม่)
ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิดของ Elaine Bell Kaplan (1997) ที่ได้จากการศึกษาประสบการณ์ของ
แม่วัยรุ่นในอเมริกา พบว่า แม่วัยรุ่นในประเทศอเมริกานั้น พวกเธอยังใช้กลยุทธ์การต่อรอง
(Strategies of Resistance) ในรูปแบบอื่น ๆ นอกเหนือจากความเป็นแม่ผ่านการสร้างกลยุทธ์
เพื่อจัดการกับการใช้ชีวิตในสังคมที่ถูกจากัดหรือควบคุมโดยโครงสร้างทางสังคม เช่น กลับไปเรียน
หนังสือต่อ สู้ดิ้นรนไม่ยอมท้อถอย ปฏิเสธภาพลักษณ์เหมารวมท่ีว่าแม่วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ฉาบฉวย
ใจง่าย และมักแสดงให้คนอ่ืนเห็นว่าเธอพยายามแสวงหาทางความสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียว
(Monogamy) และสอดคล้องกับผลการศึกษาของ Camber (2007) ที่พบว่า ประสบการณ์ของ
หญิงท่ีต้ังครรภ์ในวัยเรียนจึงไม่ได้เกิดข้ึนอย่างโดด ๆ แต่สัมพันธ์กับบริบทสังคมวัฒนธรรมและผู้คน
ที่เธอเก่ยี วขอ้ งอยู่

ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการวจิ ยั ครง้ั นี้
ผลการศึกษาเรื่องนี้พบว่าแม่วัยรุ่นจานวนไม่ถึงร้อยละ 50 ที่รู้ว่าการตั้งครรภ์ขณะที่

อายุนอ้ ยมีความเสี่ยงทางด้านรา่ งกายและจิตใจอย่างไร นอกจากน้นั ยังพบว่าส่วนใหญ่แม่วัยรุ่นเหล่านี้
จะพักการเรียน เน่ืองจากระหว่างต้ังครรภ์แม่วัยรุ่นไม่สามารถเรียนหนังสือได้ตามปกติ จากการเรียน
การสอนและสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตร และไม่ยืดหยุ่น นอกจากนั้นแม่วัยรุ่นยังต้องเผชิญกับ
การประณามจากสังคมอย่างโดดเด่ียวพร้อมกบั ความกังวลกับอนาคตที่ไม่แน่นอนจึงมีคาถามว่าจะทา
อย่างไรให้แม่วัยใสผ่านกระบวนการตั้งครรภ์ไปสู่การคลอดอย่างมีสุขภาวะ เผชิญส่ิงท่ีมีอิทธิพลต่อ
แม่วัยรุ่นในระหว่างการตั้งครรภ์ คือ ครอบครัว ชุมชน และโรงเรียน ดังนั้นทัศนะเชิงบวกตอ่ การต้ังครรภ์
ที่เกดิ ข้ึนว่าเป็นการพลั้งพลาด ไมใ่ ชอ่ าชญากรรมเป็นสิ่งสาคัญที่ครอบครัว โรงเรียนและชุมชนต้องสื่อ

128

วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560

ให้เด็กรับรู้ เพ่ือให้เด็กสามารถยืนหยัดผ่านช่วงเวลายากลาบากน้ีไปได้อย่างมีสุขภาวะ ผู้วิจัยจึง
ขอเสนอแนวทางการส่งเสรมิ สุขภาวะแก่แมว่ ัยรุ่นมีดังนี้

1. ควรสร้างความตระหนักให้แก่ครอบครัวถึงความจาเป็นในการสอนเพศศึกษา
แก่บุตรหลาน ไม่ควรโยนภาระหน้าทใ่ี หแ้ ก่ มหาวทิ ยาลยั หรอื หนว่ ยงานราชการแต่เพียงอย่างเดยี ว

2. ควรปรับทัศนคติทางลบของครอบครัวต่อการต้ังครรภ์ของวัยรุ่น และชี้แนะแนว
ทางแก้ไขปัญหาการตง้ั ครรภใ์ นวัยรนุ่

3. ส่งเสริมครอบครัวให้สามารถแยกแยะได้ว่าบุตรหลานของตนเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือไม่
(ด้านพฤติกรรมทางเพศ) เพ่ือหาทางปอ้ งกนั หรือแก้ไขได้ทนั ท่วงที

4. ควรช้ีแนะแก่ครอบครัวด้านศิลปะในการอบรมส่ังสอนบุตรหลานเพ่ือให้ตระหนักรู้
คุณค่า ของความเป็นเพศชาย-หญิง และสร้างค่านิยมความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมทางเพศของ
บุตรชาย และบุตรสาว

ข้อเสนอแนะสาหรบั การทาวิจยั คร้งั ต่อไป
1. ศึกษาในแง่ลึกประเด็นของผลกระทบของบุตรท่ีเกิดจากวัยรุ่นหญิงท่ีตั้งครรภ์ เช่น
การเลย้ี งดู การขาดความอบอ่นุ และการยอมรับของสังคมรอบขา้ ง
2. ศึกษาประสบการณ์การใช้ชีวิตคู่ของวัยรุ่นหญิงท่ีตั้งครรภ์หลังจากคลอดว่า
ประสบความสาเร็จหรือล้มเหลวด้วยสาเหตุใด เพราะอาจได้รับทราบอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งเป็นประเด็นที่
แตกต่างกนั ออกไป

เอกสารอ้างอิง
สวุ ชัย อนิ ทรประเสริฐ. (2554). คู่มือการตั้งครรภแ์ ละการเตรียมคลอด. (พิมพ์ครงั้ ท่ี 21).

ภาควิชาสตู ิศาสตร์นรเี วชวทิ ยา คณะแพทยศ์ าสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล.
สวุ ชยั อนิ ทรประเสรฐิ และสุรศักด์ิ ฐานพี านชิ กุล. (2539). การตงั้ ครรภ์ในวยั รนุ่ . กรงุ เทพฯ:
โฮลสิ ติกพชั ลิชชิง่ .
Camber, R. (2007). Couple Launch Custody Battle after Surrogate Mother
Decides to Keep Babies. Women’s studies International Forum.
Carsten, J. (1995). The substances of Kinship and the Heat of the Hearth: Feeding,
Personhood, and Relatedness among Malays in palau Langkawi. American
Ethnologist. (22) 223-241.
Carsten, J. (2004). After Kinship. Cambridge. UK: Cambridge University Press.
Elaine Bell Kaplan. (1997). Not Our Kind of Girl: Unraveling the Myths of Black
Teenage Motherhood. Berkeley, University of California Press.
Hunt, S. (2005). The Life Course: A Sociological Introduction, Basingstoke,
Palgrave Macmillan, pp. 7-9.

129

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

Lindsay, M. K. et al. (2008). Is a previous unplanned pregnancy a risk factor for a
subsequent unplanned pregnancy?. American Journal of Obstetrics &
Gynecology. (199)517. e1-517e.7.

Sonya, J. L. & Michele, A. K. (2000). Unintended Pregnancy and Depressive
Symptoms Among First-Time Mothers and Fathers. American Journal of
Orthopsychiatry. 70(4): 523-531.

130

วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560

“Eco Restaurant”
แนวทางการดาเนินธุรกิจอยา่ งนักคดิ และเป็นมติ รต่อส่ิงแวดล้อม

“ECO RESTAURANT” AN APPROACH TO WISE AND ENVIRONMENT-
FRIENDLY BUSINESS OPERATION

นพรัตน์ บญุ เพียรผล1*

Nopparat Boonpienpon

บทคดั ยอ่
บทความวิชาการ เร่ือง “Eco Restaurant” แนวทางการดาเนินธุรกิจอย่างนักคิด และ
เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อมนั้น มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาสถานการณ์ขยะอาหารโลกกับการจัดการอาหาร
ในธุรกิจร้านอาหารภายใต้เศรษฐกิจสีเขียวและเสนอแนวทางการจัดการแบบ “Eco Restaurant”
อันประกอบด้วย E – Environmental Friendly, C – Composting, O – Organic และแนวทาง
การดาเนินธุรกิจร้านอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้การจัดการร้านอาหารตามรูปแบบ
เศรษฐกิจสีเขียวซึ่งปัจจุบันจึงเป็นส่ิงท่ีจาเป็น เพราะธุรกิจร้านอาหารนอกจากจะเป็นการสร้าง
ความสามารถในการได้มาซ่ึงรายได้และผลประกอบการทางธุรกิจแล้ว ยังถือเป็นการสร้างงานแก่คน
ในชุมชนอีกทางหน่ึง อีกทั้งเป็นการช่วยลดสภาวการณ์ความขาดแคลนซึ่งอาหารโลกอีกทางหน่ึง ดัง
ความสาคัญของแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวที่ว่า องค์ประกอบท้ังสามด้านที่สาคัญ อันประกอบด้วย
เศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อม ซ่ึงเป็นสิ่งที่ต้องทาควบคู่กันและสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ
ร้านอาหารในทา้ ยที่สุด

คาสาคญั : เศษอาหารเหลือท้ิง การจัดการธรุ กิจรา้ นอาหาร เศรษฐกิจสเี ขียว

ABSTRACT
The article “Eco Restaurant: An approach to Wise and Environment-Friendly
Business Operation” aims to study the situation of world’s food waste and food
management in restaurant business based on the concept of green economy. The
article includes some recommendations following the “Eco Restaurant” approach
consisting of E– Environmental Friendly, C– Composting, O – Organic and the restaurant
business operation approach which is environment- friendly. The operation has been
done following the restaurant management based on the concept of green economy
which is necessary these days for the restaurant business. That is, apart from the

____________________________________

1คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลยั ศิลปากรวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี
*ผนู้ พิ นธป์ ระสานงาน Email: [email protected]

131

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

potential to gain business income and profits, this approach is considered a way to
make jobs for people in the communities. Moreover, it is a way to decrease world’s
food shortage according to the three essentials of the concept of green economy:
economy, society, and environment. These should work along one another in order to
yield the sustainability at last.

Keywords: Food waste, Restaurant Management, Green Economy

บทนา
สถานการณข์ ยะอาหารโลกกับการจัดการอาหารในธรุ กจิ รา้ นอาหาร
จากสถานการณ์ความเปล่ียนแปลงไปของโลก ประชากรโลกและการบริโภคอาหารโลก

ทาให้มนุษย์เกิดความตระหนักถึงความสาคัญในเร่ืองของอาหารโลกกันอย่างกว้างขวาง ดังจาก
รายงานการประชุมขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme-
UNEP) ที่ว่าด้วยเรื่องของอาหารโลกและสภาวะความขาดแคลน รวมถึงลักษณะการบริโภคอาหาร
ของประชากรโลกในปัจจุบันท่ีเป็นไปในลักษณะของการทาลายและการลดปริมาณการผลิต
อย่างมากมาย นอกจากนี้องค์การสหประชาชาติยังได้มีการวางกรอบแนวคิด รวมถึงทิศทางของ
อาหารโลกและแนวทางในการจัดการอาหารโลก ซ่ึงกาลังเป็นประเด็นท่ีสาคัญของมวลมนุษย์ชาติ
เน่ืองจากอาหารคอื หนึ่งในปัจจัยท่ีมนษุ ยม์ ีความจาเป็นต้องบริโภคแต่ละวัน โดยภายใต้การดาเนนิ งาน
ขององค์การสหประชาชาตไิ ดม้ ีการจัดทารายงานของโครงการส่ิงแวดลอ้ มแห่งสหประชาชาติ (UNEP,
2009) มีการสารวจและสรุปข้อมูลท่ีน่าสนใจในปี 2552 ท่ีผ่านมาว่า อาหารถูกผลิตเพ่ือมนุษย์ได้
นาไปใช้ในการบริโภคน้ัน มีจานวนถึง 1.3 พันล้านตัน โดยโครงการสง่ิ แวดล้อมแห่งสหประชาชาติยัง
ได้กล่าวต่อไปอีกว่า ในประเทศกลุ่มร่ารวยอย่างยุโรปและอเมริกาเหนือมีปริมาณสูงถึง 900 กิโลกรัม
ต่อคนต่อปี นั้นมีปริมาณการท้ิงขยะสูงถึงคนละ 95-115 กิโลกรัมต่อปี ในขณะท่ีประเทศยากจนและ
กาลังพัฒนามีจานวนการบริโภคน้อยกว่าเพียงคนละ 460 กิโลกรัมต่อปี และมีปริมาณการทิ้งขยะ
เพียง 6-11 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งสามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่าย่ิงประเทศที่มีความเจริญและร่ารวยกลับมี
พฤติกรรมของการบรโิ ภคและท้งิ อาหารเปน็ จานวนมากกว่าประเทศทย่ี ากจนหรือกาลังพฒั นา

ดังน้ัน สิ่งสาคัญที่มีความจาเป็น คือ การจัดการกับความสูญเสียของอาหารหรือขยะท่ีเกิด
จากการท้ิงของประเทศร่ารวยที่มีการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือยน้ัน ทั้งนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ
Michael Manna (2009) ผู้อานวยการของบริษัท Organic Recycling Solutions ที่ว่า 40-50%
ของการทิ้งอาหารนั้นมาจากกลุม่ ประเทศตะวันตก และยังเสรมิ ว่าอุตสาหกรรมท่ีมีพฤติกรรมของการ
ท้ิงอาหารที่เห็นได้ชัดคือ ธุรกิจโรงพยาบาลและร้านอาหาร เป็นต้น ซ่ึงความสอดคล้องและ
มีผู้สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวอีกท่านหนึ่งคือ ชลธี สีหะอาไพ (2554) ผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญ
ในอุตสาหกรรมระดับโลก โดยเป็นเชฟประจาโรงแรม Marriott Marquis และ The Ritz Carlton,
New York ได้กล่าวในงานอาหารฉลากเขียวและนวัตกรรมวัสดุในธุรกิจอาหารรักษ์โลก ซึ่งจัดโดย
ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบว่า อุตสาหกรรมอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารในร้านอาหารเป็น

132

วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560

ตัวกลางหลักของ การปล่อยของเสียและการทิ้งอาหาร ซึ่งธุรกิจร้านอาหารถือเป็นธุรกิจหรูหรา
ท่ีบุคคลในสังคมนิยมใช้บริการ และเป็นสถานที่ท่ีก่อให้เกิดความสูญเสีย การทิ้ง การส้ินเปลือง
ทางอาหารอย่างเห็นได้ชัดเจน ดังตัวอย่างของการจัดการอาหารบุฟเฟ่ต์ในร้านอาหาร ซ่ึงอาหารที่ถูก
ปรุงสุกแล้วนั้น ส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถนากลับมาใช้ใหม่ได้ จาเป็นต้องท้ิง หรือแม้ว่าจะสามารถ
นากลับมาใหพ้ นกั งานรับประทานแลว้ ก็ตาม หากยังเหลอื อกี กม็ คี วามจาเป็นต้องท้ิง เนอื่ งจากนโยบาย
ของร้านอาหารโดยมากจะไม่อนุญาตให้พนักงานนาอาหารเหลือจากร้านกลับไปรับประทานต่อ
ทีบ่ า้ นได้

นอกจากน้ีด้วยลักษณะเฉพาะของอาหารโดยเฉพาะอย่างย่ิงอาหารท่ีปรุงสุกแล้วมักจะ
มีช่วงอายุที่สั้นและเน่าเสีย ไม่สามารถเก็บไว้ได้ในระยะนานจึงเป็นอีกเหตุผลของการสูญเสียและ
สิ้นเปลืองซึง่ ทรพั ยากรด้านอาหาร ดงั น้ัน การหันมาให้ความสาคญั ในการจัดการรา้ นอาหารโดยเฉพาะ
อยา่ งย่งิ ในเรอ่ื งของการจัดการดา้ นอาหารเพอื่ ส่งิ แวดลอ้ มจงึ เป็นส่ิงท่ีจาเป็นโดยปัจจบุ ันผู้ประกอบการ
ร้านอาหาร อีกท้ังนักวิชาการหลายท่านได้มีความพยายามนาแนวคิด การอนุรักษ์ รวมถึงการสร้าง
ความยั่งยืนทางการจัดการอย่างมากมาย ท้ังนี้ก็เพื่อการลดค่าใช้จ่ายท่ีเกิดจากวัตถุดิบที่เน่าเสีย
ซึ่งถือเป็นต้นทุนท่ีสาคัญของร้านอาหารและเป็นการสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจ กล่าวคือเพ่ือให้เกิด
ความตระหนักและรว่ มกนั อนรุ กั ษข์ องธุรกจิ ร้านอาหารและภาคสว่ นทีเ่ กยี่ วข้อง

อย่างไรก็ตามจากแนวคิดของการสร้างความยั่งยืนควบคู่กับการสร้างรายได้ขององค์กร
อย่างธุรกิจร้านอาหารซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องที่สาคัญและมีความซับซ้อนในการจัดการ เนื่องจาก
ลักษณะเฉพาะหลายประการของธุรกิจซ่ึงเป็นงานบริการแขนงหนึ่งท่ีผู้ประกอบการหรือพนักงาน
ผใู้ ห้บรกิ ารมีความจาเป็นต้องดาเนินการอย่างรวดเร็ว เพ่ือสรา้ งความพงึ พอใจแกล่ ูกคา้ หรือผู้ใช้บรกิ าร
ในขณะที่การอนุรักษ์ในบางเร่ืองคือการลดการเร่งรีบ ดังเช่นการเพิ่มอุณหภูมิอาหารผ่านอุปกรณ์
สร้างความร้อนท่ีทาลายส่ิงแวดล้อม เป็นต้น ดังนั้นผู้ประกอบการควรมีความเข้าใจและมีความทุ่มเท
ท่ีจะพฒั นาร้านอาหารของตนใหเ้ ปน็ ร้านอาหารที่คานึงถงึ แนวทางอนุรักษ์อยา่ งจริงจัง

ดังนั้น จากประเด็นของความน่าสนใจในข้างต้นทั้งในเรื่องความสาคัญของขยะอาหาร
ท่ีมีผลกระทบต่อมนุษยชาติ รวมถึงความสาคัญของธุรกิจอาหารในประเทศไทยที่มีอยู่อย่างมากมาย
อีกทั้งจากสภาพการณ์ของอาหารโลกในปัจจุบันน้ัน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของความต้องการของ
ประชากรที่มีต่ออาหารโลก และสภาวการณ์ความขาดแคลนอาหารในบางพ้ืนท่ีของโลก ล้วนเป็น
ปัจจัยที่สาคัญท่ีจาเป็นต้องตระหนักในความสาคัญ และค้นหาแนวทางในการพัฒนาเพื่อการสร้าง
ความยั่งยืนด้านอาหารต่อไป โดยหน่ึงในแนวทางท่ีน่าสนใจและกาลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน คือ
แนวคดิ ของการสร้างเศรษฐกิจสเี ขยี วทางด้านอาหาร

เศรษฐกิจสีเขียวทางด้านอาหารนั้น เป็นแนวคิดของการนาเศรษฐกิจมุ่งไปสู่ความเป็น
มนุษย์ที่ดีขึ้น เกิดความเท่าเทียมกันทางสังคมมากขึ้น และการลดลงอย่างมีนัยสาคัญของความเสี่ยง
ทางธรรมชาติและการขาดแคลนทรัพยากร โดยองค์การสหประชาชาติจากงานประชุมการเตรียม
ความพร้อมระดับมหาภาคสาหรับเอเชียและแปซิฟิกว่าด้วย Rio+20 (UNEP, 2012) ดังนั้น
หากผู้ประกอบการหรือผทู้ ่อี ยู่ในธุรกิจรา้ นอาหารสามารถสร้างระบบการจัดการงานด้านอาหารภายใต้
แนวคดิ เศรษฐกจิ สเี ขยี ว ยอ่ มทจ่ี ะก่อใหเ้ กิดความสมดุลทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและการสรา้ ง
ความย่ังยืนแกธ่ ุรกจิ ชุมชนต่อไป

133

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

แนวคิดเศรษฐกจิ สเี ขียวและการจัดการอาหารในร้านอาหารเพือ่ ความย่งั ยืนทางเศรษฐกจิ สีเขยี ว
ด้วยความพยายามของมนุษย์ในการที่จะร่วมกันอนุรักษ์และพัฒนาส่ิงแวดล้อมควบคู่กับ

การได้มาซ่ึงผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม เราปฏิเสธไม่ได้ว่า อาหารจัดเป็น
หนึ่งในปัจจัยสี่ที่สาคัญของมนุษย์ และอาหารยังมีความสาคัญท่ีจะส่งเสริมการสร้างรายได้ในด้าน
การท่องเที่ยวของประเทศไทยทั้งกับองค์กรภาคธุรกิจ ดังเช่นตัวอย่างของความมีช่ือเสียงของอาหาร
ไทยในปัจจุบันสามารถสร้างรายได้จานวนมากแก่ธุรกิจร้านอาหาร อย่างไรก็ตาม จากสภาวการณ์
เปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ทาให้ทุกภาคส่วนเกิดความตระหนัก
ในความสาคัญและการสูญเสียซ่ึงเศษอาหารเหลือท้ิงที่มีในธุรกิจร้านอาหารและการพยายามสร้าง
ความยั่งยืนทางด้านธุรกิจร้านอาหาร เพ่ือการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างย่ังยืนในท่ีสุด
ดังน้ัน การศึกษาและการทบทวนวรรณกรรมในคร้ังนี้จึงมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจในเรื่อง แนวคิด
เศรษฐกิจสีเขียวและการจัดการอาหารในร้านอาหารเพ่ือความย่งั ยืนทางเศรษฐกิจสเี ขยี ว ดังน้ี

แนวคิดเศรษฐกจิ สีเขียว
นิธิ เอียวศรวี งศ์ (2555) นักวิชาการด้านส่งิ แวดลอ้ มและการจัดการเพอ่ื ความยัง่ ยืนได้กล่าว
ไว้ว่า แนวความคิดเร่ืองระบบเศรษฐกิจสีเขียวน้ัน ควรจะมองท้ังระบบ ไม่ใช่มองเป็นการแยกส่วนว่า
ภาคการผลิตและภาคการบริโภคสีเขียวที่จาเป็นต้องพัฒนาควบคู่กัน โดยเป็นการมองท้ังในและ
นอกระบบ ทั้งนี้อันเนื่องมาจากทกุ คนทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ มีบทบาทมากหรือน้อยก็ล้วน
ส่งผลกระทบและเป็นผู้ท่ีมีส่วนได้เสียโดยตรงกับการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ในขณะที่ Paul Hawken
(2007) นกั วิชาการดา้ นเศรษฐศาสตร์สีเขยี วกล่าววา่ วิกฤติการณ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมไมใ่ ช่ปญั หา
อยู่ท่ีการจัดการ หากแต่เป็นการออกแบบที่ต้องจัดทาให้เป็นระบบภาพรวมท้ังหมด แนวคิดนี้เป็น
ทางออกทางเศรษฐกจิ แบบใหมเ่ พ่ือความคงอยู่ของทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงั คมแวดลอ้ มโดยรอบ ใน
ปัจจุบันกระแสการเรียกร้องทางสิ่งแวดล้อมเพ่ือเป็นทางออกใหม่ให้สอดคล้องประสานกับการ
จัดระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ เป็นแนวคิดที่ประสานระหว่างประชากรโลก ธรรมชาติ และ
เศรษฐศาสตร์เข้าด้วยกัน แต่เศรษฐศาสตร์สีเขียวเน้นเร่ืองคุณภาพของประชาชน โดยศึกษาว่าอะไร
คือความต้องการของมนุษย์ที่ถูกปลุกให้ต่ืนตัวไปตามกระแสระบบทุนนิยม (ชมพู โกติรัมย์, 2551)
หรืออาจกล่าวได้ว่าเศรษฐศาสตร์สีเขียวเป็นเร่ืองของการค้นหาวิถีชีวิตแบบใหม่ (Daly, 1980) ท้ังนี้
เศรษฐศาสตร์สีเขยี วยึดหลักไม่เบยี ดเบยี นโลก ไมบ่ รโิ ภคเกินความจาเป็นกบั การไม่สรา้ งความเสี่ยงเกิน
กาลังซึ่งเปน็ หลักการคลา้ ยคลึงกับเศรษฐกิจพอเพียงน่นั เอง
นอกจากนี้ หน่ึงในแนวคิดท่ีสาคัญจากการประชุมในเร่ืองเศรษฐกิจสีเขียว และจัดเป็น
เป้าประสงค์ซึ่งที่ประชุมต้องการกาหนดเป้าหมายร่วมกัน คือ ความมั่นคงด้านอาหารเนือ่ งจากอาหาร
เป็นส่ิงสาคัญท่ีปัจจุบันเกิดสภาวะของการขาดแคลนอาหารในบางพ้ืนท่ี แต่ในขณะท่ีบางส่วนกลับมี
ลักษณะของการท้ิงอาหารอย่างมากมาย ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียท้ังต่อด้านเศรษฐกิจ ทรัพยากร
ส่ิงแวดล้อมและสังคมในท่ีสุดและหนึ่งในธุรกิจที่มีรูปแบบของการทาลายและสร้างความสูญเสีย
ส้ินเปลืองทางด้านอาหารอย่างชัดเจน คือ ธุรกิจร้านอาหาร ดังนั้นแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวกับ

134

วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560

การจัดการอาหารจึงเกิดข้ึน และเป็นแนวคิดท่ีสาคัญเพ่ือการดารงอยู่ สู่การเติบโตอย่างมีความหวัง
และมีพลงั อยา่ งยง่ั ยืน

การจัดการอาหารในร้านอาหารเพือ่ ความยัง่ ยนื ตามแนวทางเศรษฐกจิ สเี ขยี ว
ธุรกิจร้านอาหารนอกจากจะสร้างความสามารถในการได้มาซึ่งรายได้และผลประกอบการ
ทางธุรกิจอย่างมหาศาลแล้วน้ัน ยังถือเป็นการสร้างงานแก่คนในชุมชน ช่วยลดสภาวการณ์ความขาด
แคลนซึ่งอาหารโลกอีกทางหนึ่ง ดังความสาคัญของแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวที่ว่าองค์ประกอบทั้ง 3
ด้านที่สาคัญ อันประกอบด้วย เศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อม เป็นสิ่งที่ต้องอยู่ควบคู่กันและสร้าง
ความยงั่ ยืนในธรุ กจิ ร้านอาหาร ดังภาพตอ่ ไปนี้

Social Equity: People

Process

Environment: The Planet Economy: Profits

ภาพท่ี 1 การจัดการอย่างยั่งยืนอันประกอบด้วย เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (Sustainable
Management Consisting of Economy, Society, and Environment)

ทีม่ า: Sloan, Legrand& Chen (2009)

โดยแนวคิดของเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อการจัดการทางด้านธุรกจิ อาหารในจัดเป็นหน่ึงแนวคิด
ของการสร้างความยั่งยืนน่ันเอง เศรษฐกิจสีเขียวเป็นแนวคิดท่ีมุ่งเน้นที่จะสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น
ในธุรกิจ ในขณะเดียวกันมีความตระหนักในความสาคัญของทรัพยากร และการได้มาซ่ึงชุมชนและ
คนในชุมชนอันเป็นองคป์ ระกอบท่สี าคัญของการอยู่รอดของทุกหนว่ ยธุรกิจ กล่าวคือ ธรุ กิจไม่สามารถ
ดารงอยู่ได้โดยปราศจากรายได้หรือผลประกอบการ ในขณะเดียวกันหากธุรกิจทาลายทรัพยากรหรือ
สงิ่ แวดล้อมมากจนเกินไป ธุรกิจก็ไมส่ ามารถดาเนินอยู่ได้ในระยะยาว ท้ายสดุ ในทุกๆธุรกจิ ไมส่ ามารถ
ดารงอยู่ในสังคมได้โดยปราศจากการสนับสนุนจากคนในชุมชนหรือท้องถิ่นน้ัน ๆ ดังน้ัน การจัดการ
เพ่ือสร้างความสมดุลท้ัง 3 องค์ประกอบ จึงเป็นส่ิงที่สาคัญเพ่ือการสร้างความย่ังยืนในท้ายท่ีสุด
ทั้งต่อธุรกจิ ตนเอง ต่อทรัพยากรส่งิ แวดลอ้ มและต่อสังคมชมุ ชนโดยรอบนน่ั เอง

135

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

จากแนวคิดของการจัดการทางด้านอาหารภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว โดยมีลักษณะ
ของการเชื่อมโยงกับชุมชนในรูปแบบของการผลิตและบริการจากต้นน้าสู่ปลายน้า ดังเช่น การใช้
ผลิตภัณฑ์จากชุมชน การสร้างความร่วมมือในการผลิตสินค้าออแกนิค หรือการวางระบบการจัดการ
ของเสียจากอาหารแบบครบวงจรคือ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและความมีส่วนร่วมของท้องถ่ินหรือ
ชุมชนโดยรอบ ผู้เขียนจึงขอเสนอแนวทางการดาเนินธุรกิจร้านอาหารท่ีเป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม(Eco
Restaurant)อันประกอบด้วยE -Environmental Friendly, C – Composting, O – Organicโดยมี
รายละเอยี ด ดังนี้

E - Environmental Friendly
เป็นแนวคิดของการตระหนักในทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อม การคิดก่อนใช้
การรู้ก่อนทิ้ง เป็นต้น เนื่องจากปัจจุบันทรัพยากรทางธรรมชาติมีแต่จะลดลง และมีความจาเป็นต้อง
ใชร้ ะยะเวลานานในการสร้างใหม่ หรอื การฟื้นฟูใหเ้ หมอื นเดมิ และในหลายครั้งที่ทรัพยากรไมส่ ามารถ
ดึงกลับมาให้เหมือนเดิมได้ ดังนั้นในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อมจึงเป็น
สิ่งที่สาคัญท่ีผู้ประกอบการร้านอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต้องให้ความสาคัญโดยสามารถทาได้
หลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น
1. ธุรกิจร้านอาหารควรมีการจัดการในด้านกระบวนการผลิตหรือการประกอบอาหาร
โดยก่อให้เกิดการสูญเสียน้อยท่ีสุด เช่น การปรุงอาหารหากมีการนาวัตถุดิบบางชนิดไปลวกหรือนึ่ง
แล้วจึงนามาทอดจะช่วยลดปริมาณพลังงานของการเผาผลาญจากการทอดเพียงอย่างเดียว อีกท้ัง
อาหารจะสุกเร็วกว่าการทอดเพียงอย่างเดียว หรือแม้กระท่ังการเลือกใช้อุปกรณ์หุงต้มหรืออุปกรณ์
ในครัวของร้านอาหารท่ีมีคุณภาพ ท้ังนี้เพื่อลดปริมาณการใช้พลังงานและถือเป็นการลดต้นทุน
ค่าใช้จ่ายในองค์กรอีกทางหน่ึง หรือในเร่ืองการจัดกระบวนการนาอาหารหรือวัตถุดิบมาใช้
โดยก่อให้เกดิ ประโยชน์สูงสุด เชน่ การหม่ันตรวจสอบสต๊อกหรือวิธีการจัดเรยี งวัตถุดบิ โดยให้นาของ
ท่ีใกล้หมดอายุวางไว้หน้าสุด เพราะเม่ือผู้ประกอบอาหารมาหยิบก็จะนาของเหล่าน้ันไปใช้ก่อน
โดยวตั ถดุ ิบท่เี พ่งิ ซือ้ มาใหม่กจ็ ะอยใู่ นตาแหนง่ ทา้ ยสุดและเลอื่ นลาดับเพื่อรอการใช้งานต่อไป
2. สาหรับด้านกระบวนการจดั การงานด้านนวัตกรรมทางด้านอาหารคือ การนานวัตกรรม
ใหม่ท่ีช่วยในการประหยัดพลังงานด้านอาหารและงานครัวมาใช้ เช่น นวัตกรรมของการใช้ตู้อบ
พลังงานแสงอาทติ ย์แทนการใช้เตาไฟฟ้าในการอบหรอื วางภาชนะให้แห้งหรือนวตั กรรมของการติดตั้ง
เตาแก๊สแทนการใช้เตาไฟฟ้าที่สิ้นเปลืองพลังงานและมีลักษณะของการใช้กระแสไฟฟ้าค่อนข้างมาก
การตั้งระบบการไหลของน้าก๊อกภายในห้องครัว และใช้เครื่องดูดควันและเคร่ืองปรับอากาศที่มี
ประสทิ ธิภาพภายในห้องครัว เปน็ ตน้
3. ร้านอาหารมีการตระหนักถึงการลดปริมาณการท้ิงอาหารหรือวัตถุดิบในการประกอบ
อาหาร, การลดปริมาณการปล่อยของเสียจากการประกอบอาหารนอกจากนี้ยังสามารถนาน้าหรือ
วัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ เช่น น้าล้างผักสามารถเก็บไว้ใช้ในการลดน้าต้นไม้ หรือน้าล้างผักครั้งสุดท้าย
สามารถนามาเปน็ น้าแรกในการลา้ งผกั คร้งั ถดั ไป เปน็ ต้น

136

วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560

4. แนวคิดลดขยะเพ่ิมลูกค้ากับร้านอาหารที่เป็นมิตรกับส่ิงแวดล้อมการทาธุรกิจ
ร้านอาหารน้ัน เศษอาหาร กล่องกระดาษ และพลาสติก ที่ถูกทิ้งและรวมไว้ในถังขยะขนาดใหญ่ที่อยู่
ในห้องขยะเพียงรอรถขยะมารบั ช่วงตอ่ จะเห็นได้ว่าส่ิงเหล่านเี้ ป็นตัวการที่สรา้ งปริมาณขยะให้กบั โลก
เป็นอย่างมาก โดยเฉล่ียในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นจากการสารวจพบว่า มีขยะเพ่ิมขึ้นจาก
ร้านอาหารประมาณ 150,000 ปอนด์ต่อปี (จากผลสารวจของ Green Restaurant Association)
ดังน้ันการลดปัญหาขยะอาหารเหล่านสี้ ามารถทาได้โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ย่อยสลาย (Biodegradable
products)เป็นอีกหนทางหน่ึงในการปฏิเสธที่จะใช้วัสดุ อุปกรณ์ หรือวัตถุดิบท่ีทาลายทรัพยากรและ
ส่งิ แวดล้อม เชน่ การเลือกใช้อปุ กรณ์จากแกว้ แทนการใช้พลาสติก หรอื การเริม่ นาอุปกรณ์ หีบห่อจาก
ออ้ ยหรอื ใบตองแทนการใช้ถุงหรือแก้วพลาสติกในกรณลี ูกคา้ ซื้อสินคา้ กลบั บ้าน

C – Composting
เป็นแนวคิดการแปลงขยะอาหารให้เป็นปุ๋ยชีวภาพ โดยการแปรสภาพขยะอินทรีย์จาพวก
เปลือกไข่ เศษผัก เปลือกผลไม้ทาปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพใช้ในพื้นที่ร้านอาหารสีเขียวซ่ึงในประเทศ
ไทยได้มีนักคิดอย่าง สดุดี ศรียะพันธ์ เจ้าของบริษัทไมโครไบโอเทค ที่ผลิตสินค้าท่ีเป็น Green
product ซึ่งล่าสุดได้เปิดตวั ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการทาปุ๋ยหมักและก๊าซชวี ภาพ จากเศษอาหาร ของเสีย
คือ วัวเทียมอัจฉริยะ COWTEC โดยได้รับรางวัลเทคโนโลยีเครื่องจักรกลยอดเยี่ยมประจาปี 2550
จากสานักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเครื่องวัวเทียมอัจฉริยะ
COWTEC น้ีเหมาะสาหรับร้านอาหารท่ีมีขยะไม่ต่ากว่า 200 กิโลกรับต่อวัน ตัวอย่างร้านอาหารท่ีนา
เครื่องนี้ไปใช้ ได้แก่ ร้านอาหารบ้านน้าเคียงดิน เป็นต้น จากแนวคิดดังกล่าวพ้ืนท่ีที่มีร้านอาหารอยู่
หนาแน่น เช่น ย่านเกษตร-นวมินทร์ รามอินทรา หรือ บางขุนเทียน แม้กระท้ังชมรมร้านอาหาร
ควรร่วมกันทาโครงการปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพจากวัวเทียมอัจฉริยะ COWTEC เพ่ือพัฒนาพ้ืนท่ี
รา้ นอาหารต่าง ๆ ให้เปน็ Eco Restaurant ภายใต้สโลแกน Safe Food, Good Service, Environmental
Friendly.

O – Organic
เป็นลักษณะของการนาทรัพยากรหรือวัตถุดิบที่มีในชุมชน เป็นทรัพยากรที่คนในท้องถิ่น
เป็นผู้ผลิตผู้บริโภครู้ถึงแหล่งที่มาของอาหาร อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสใหเ้ รารู้จักกับผู้ผลิต และ
เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิตได้ด้วยนั้น นอกจากนี้แล้วการนาวัตถุดิบหรือ
ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถ่ินของชุมชนนั้นเป็นที่นิยมกันอย่างมากในต่างประเทศ ดังจะเห็นได้ว่ามี
โครงการรณรงค์เกิดขึ้นหลายแห่ง และในบางร้านค้า มีป้ายติดบอกแหล่งที่ผลิตของสินค้า
นั้น ๆ ไว้อีกด้วย ซึ่งเหตุผลที่ควรหันมาบริโภคอาหารท่ีนาทรัพยากรท้องถ่ินท่ีมีในชุมชนน้ันมีข้อดี
หลายประการดังนี้
1. จากการนาทรัพยากรท้องถิ่นท่ีมีในชุมชน ทาให้ได้วัตถุดิบที่สดใหม่ เป็นอาหารตาม
ฤดูกาลและมีรสชาตดิ ี อกี ทงั้ รจู้ ักท่มี าของวัตถุดบิ ที่นามาประกอบอาหารแต่ละชนิดด้วย
2. จากการนาทรัพยากรท้องถิ่นที่มีในชุมชน ถือว่ามีส่วนช่วยทาให้เศรษฐกิจชุมชนดีขึ้น
เป็นการช่วยสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย สร้างความมั่นคงทางอาชีพให้เกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

137

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

ตา่ งจากระบบอาหารในปัจจุบันที่ถูกควบคุมโดยบรรษัทขนาดใหญ่ และเกษตรกรมักจะถูกเอาเปรียบ
ดังน้ันการนาทรัพยากรที่มีในท้องถ่ินที่มีในชุมชนจะช่วยก่อให้เกิดการสร้างงาน การสร้างรายได้ของ
คนในชุมชนผู้ท่ีผลิตอาหารหรือวัตถดุ ิบน้ัน ๆ ซ่งึ แนวทางดังกล่าวเปน็ การช่วยให้คนในชุมชนมีงานทา
ลดการอพยพเข้าเมืองหลวง คนในชุมชนเกิดความรักษ์และหวงแหนพื้นถิ่นของตนเอง อีกท้ังคน
ในชุมชนยังมีความรักในธุรกิจและผู้ประกอบการอาหารของธุรกิจโรงแรมซึ่งจัดเป็นผู้ซื้อสินค้าหรือ
วัตถุดิบ และส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์โดยใช้วัตถุดิบที่ตามธรรมชาติจากปลูก
โดยชาวบ้านในท้องถิ่นในการปรุงอาหารตัวอย่างที่ชัดเจนในปัจจุบัน คือ หลายผู้ประกอบการธุรกิจ
ร้านอาหารในภาคเหนือมีการสร้างความมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนหรือท้องถ่ิน (การประชุม
Rio+20, 2012) ในด้านการเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบประเภทพืชผักสมุนไพร ใบชา ผลไม้และเน้ือสัตว์
ที่เป็นอาหารท่ีปลอดสารพิษส่งสถานประกอบการร้านอาหาร สถานที่พักแรม รวมท้ังจาหน่ายให้กับ
นกั ทอ่ งเทย่ี ว เป็นตน้

3. จากการนาทรพั ยากรท้องถ่ินท่ีมีในชุมชนเป็นการเปิดโอกาสใหเ้ ราไดร้ จู้ ัก และพบปะกับ
เพื่อนบ้านในละแวกเดียวกัน นอกจากนี้ควรประชาสัมพันธ์ท้ังชุมชน โรงเรียน หรือหน่วยงานต่าง ๆ
ในการจัดสรรพ้ืนท่ีบางสว่ นไวส้ าหรับทาสวนผัก เป็นแหล่งอาหารสด ใหม่ สะอาด ปลอดภัย ท่ีไม่ต้อง
เดินทางมาจากไหนไกล และก็ไม่ต้องเสยี ค่านา้ มนั รถออกไปซ้ือ

4. การนาทรัพยากรท้องถ่ินที่มีในชุมชน มีส่วนช่วยรักษาโลกได้ จะเห็นได้ว่าวัตถุดิบ
ทอ้ งถ่ินท่ีมีในชมุ ชน มีส่วนช่วยลดการเผาผลาญเชื้อเพลิงในการขนสง่ ไดถ้ งึ 17 เท่าของอาหารทนี่ าเข้า
จากต่างประเทศเพราะการนาเข้าของทรัพยากรหรือวัตถุดิบจากต่างประเทศจะมีราคาที่แพงกว่า
ทาให้ต้นทุนราคาท่ีสูงกว่าปกติ อีกทั้งยังต้องใช้ระยะเวลาในการเดิน โดยเฉพาะอย่างย่ิงวัตถุดิบบาง
ชนิดไม่สามารถขนส่งได้ทางปกติ ก็ย่ิงก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งต้นทุน ระยะเวลาในการขนส่งและ
การทาลายสิ่งแวดล้อมโดยรวมในที่สุด ในขณะท่ีหากมีการนาเอาทรัพยากรหรือวัตถุดิบท่ีมีอยู่ใน
ท้องถ่ินมาใช้ จะเป็นการช่วยในหลายเรื่องท่ีสาคัญ ดังนี้คือ ใช้ผักจากกิจกรรม ปลูกผักออแกนิตของ
ทางรา้ นอาหารเป็นการทาเกษตรในเมอื งก็เปน็ หนงึ่ ในวถิ ที างหนงึ่ ท่จี ะช่วยทาให้เกดิ ระบบการส่งเสริม
การบริโภคอาหารท้องถ่ินขึ้นในเมืองได้มากขึ้น เช่น ปกติแล้วร้านอาหารจะต้องไปซื้อผักจากตลาด
ซึ่งเดินทางมาไกลจากต่างจังหวัด ทาให้สูญเสียเชื้อเพลิง ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
จานวนมาก ร้านอาหารในเมืองแห่งน้ีก็อาจจะมีท่ีปลูกผักบางส่วนเองหลังร้าน หรือบนดาดฟ้า หรือ
อาจจะรบั ผกั จากชุมชนในเมืองในละแวกใกลเ้ คียงท่ีปลูกผักเป็นต้น

5. นอกจากน้ีแล้วทางรา้ นอาหารยังสามารถมีกิจกรรมอน่ื เพ่ิมเติมตามแนวทางสวนเกษตร
อินทรีย์ (On-site Organic Garden) เช่น การปลูกต้นไม้ อาจมีการเขียนช่ือลูกค้าไว้แล้วทางร้านอาหาร
ดูแลต่อให้ ในเวลาที่ลูกค้ากลับมาก็จะได้เห็นการเจริญเติบโตของต้นไม้ที่ตนเองปลูกทุกครั้ง และ
เมอ่ื โตเต็มที่แลว้ ก็ให้ลูกค้านากลับบ้านถอื เป็นเป็นกลยุทธ์การรักษาลูกค้าในระยะยาวการปลกู ผักแบบ
ออแกนิคหรือขายผลิตภัณฑ์ออแกนิคสาหรับคนรักษาสุขภาพเป็นกิจกรรมส่งเสริมเพ่ิมเติมทาให้ทาง
ร้านอาหารได้รายได้นอกเหนือจากการบริการอาหารเพียงอย่างเดียว อีกทั้งเป็นการดึงดูด
ความน่าสนใจแก่ลูกค้าท่ีมาใช้บริการกับทางร้านอาหารเพม่ิ มากข้ึนนับว่าเปน็ การท่องเท่ียวเชิงอาหาร
กับการสร้างสรรค์อีกด้วย นอกจากท่ีได้กล่าวไปแล้วทางร้านอาหารสามารถใช้ต้นไม้เป็น Signature

138

วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560

ของร้านโดยการทาเป็นของทรี่ ะลึกจากทางร้านมอบให้ลูกคา้ ท่ีเขา้ มาใชบ้ ริการร้านอาหารตามจานวน
หรือตามยอดขายที่ทางร้านอาหารได้กาหนดไว้ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าและถือเป็น
การสง่ เสริมให้ลกู ค้าได้อนรุ ักษส์ ิง่ แวดลอ้ มอีกทางหนึง่ ด้วย

บทสรปุ
จากสถานการณ์ขยะอาหารโลกกับการจัดการอาหารในธุรกิจร้านอาหารจะเห็นได้ว่า

อุตสาหกรรมอาหารในร้านอาหารเป็นตัวกลางหลักของการปล่อยของเสียและการท้ิงเศษอาหาร
ซง่ึ เป็นสถานท่ีท่ีกอ่ ให้เกิดความสูญเสีย การท้ิง การส้ินเปลืองทางอาหารอย่างเห็นได้ชัดเจนดังน้ันจาก
ประเด็นของความน่าสนใจในข้างต้นท้ังในเร่อื งความสาคัญของขยะอาหารทม่ี ีผลกระทบตอ่ มนษุ ยชาติ
รวมถึงความสาคัญของธุรกิจอาหารในประเทศไทยท่ีมีอยู่อย่างมากมาย อีกทั้งจากสภาพการณ์ของ
อาหารโลกในปัจจุบันนน้ั ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของความต้องการของประชากรท่ีมีตอ่ อาหารโลกและ
สภาวการณ์ความขาดแคลนอาหารในบางพื้นท่ีของโลก ล้วนเป็นปัจจัยที่สาคัญที่จาเป็นต้องตระหนัก
ในความสาคัญและค้นหาแนวทางในการพัฒนาเพ่ือการสร้างความย่ังยืนด้านอาหารต่อไปโดยหนึ่งใน
แนวทางที่น่าสนใจและกาลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน คือ แนวคิดของการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว
ทางดา้ นอาหารซ่ึงในบทความวชิ าการเรือ่ ง “Eco Restaurant” แนวทางการดาเนินธุรกจิ อยา่ งนักคิด
และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นั้น มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาสถานการณ์ขยะอาหารโลกกับการจัดการ
อาหารในธุรกิจร้านอาหารภายใต้เศรษฐกิจสีเขียวและเสนอแนวทางการจัดการแบบ “ Eco
Restaurant” อันประกอบด้วย E-Environmental Friendly, C - Composting, O – Organic ซึ่งเป็น
แนวทางการดาเนินธุรกิจร้านอาหารที่เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม ภายใต้การจัดการร้านอาหารตาม
รูปแบบเศรษฐกิจสีเขียวซ่ึงปัจจุบันจึงเป็นส่ิงท่ีจาเป็นเพราะธุรกิจร้านอาหารเพราะนอกจากจะเป็ น
การสรา้ งความสามารถในการไดม้ าซง่ึ รายไดแ้ ละผลประกอบการทางธุรกิจแล้วยังถอื เป็นการสรา้ งงาน
แก่คนในชุมชน และถือเป็นการช่วยลดสภาวการณ์ความขาดแคลนอาหารโลกอีกทางหน่ึงด้วย
ดังความสาคัญของแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวท่ีว่าองค์ประกอบท้ัง3ด้านที่สาคัญ อันประกอบด้วย
เศรษฐกจิ สังคม และสิง่ แวดล้อม เป็นสง่ิ ทตี่ อ้ งทาควบคูก่ ันและสร้างความยัง่ ยืนให้กบั ธรุ กิจร้านอาหาร
ไดใ้ นทา้ ยทส่ี ดุ

เอกสารอ้างอิง
การท่องเทยี่ วแหง่ ประเทศไทย. (2555). ททท. นาเสนอทิศทางการดาเนินงานดา้ นการตลาด

การทอ่ งเท่ียว ปี 2556. [ออนไลน์], เข้าถงึ ได้จาก:
http://www.tatnewsthai.org/newsdetail.php?newsID= 2802&NEWS=1.
(2559, 10 มิถนุ ายน).
โครงการสงิ่ แวดล้อมแหง่ สหประชาชาติ (United Nations Environment Programme – UNEP).
(2012). ตารางแสดงปริมาณเศษอาหารเหลือทิ้งถกู ผลิตที่ใช้ในการบริโภคของโลก.
[ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก: http://www.fao.org/save-food. (2559, 10 มถิ ุนายน).

139

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

ชมพู โกติรัมย.์ (2551). การพฒั นาทย่ี ัง่ ยืนบนฐานทางประชากรและสิ่งแวดล้อม ว. ศรปี ทมุ ปริ
ทศน์. ที่พกั รักษาสิ่งแวดล้อม: กรณศี กึ ษา Cob house ประเทศอฟั รกิ าใต้.
[ออนไลน์], เขา้ ถงึ ไดจ้ าก: http://www.cobhouse.co.za. (2559, 15พฤศจิกายน).

ชลธี สีหะอาไพ. (2554).งานอาหารฉลากเขยี วและนวัตกรรมวัสดุในธุรกจิ อาหารรักษ์
โลก.[ออนไลน์], เข้าถึงได้
จาก:http://www.portfolios.net/forum/topics/2988839:Topic:2290395. (2559,
10 มถิ นุ ายน).

ปรีชา เป่ยี มพงศ์สานต์. (2540). สิง่ แวดล้อมและการพัฒนา. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
รวีวรรณภรู เิ ดช. (2555). โครงการเวทีสาธารณะ: จบั กระแส Rio+20 สสู่ ังคมไทย‘Rio+20:

เศรษฐกิจสเี ขียวเพ่อื การพฒั นาท่ยี งั่ ยืน’. โรงแรมรอยัลคลฟิ บีชรสี อรท์ : โรงแรมเปน็
มิตรกบั สิ่งแวดล้อม. [ออนไลน์], เขา้ ถึงไดจ้ าก:
http://www.royalcliffhotelsgroup.info/ new/more.php?bid=2259&c=press.
(2559, 15พฤศจกิ ายน).
นธิ ิ เอียวศรีวงศ. (2555). เปดิ โลกกวา้ งแห่งทัศนะ. [ออนไลน์], เขา้ ถงึ ได้
จาก:http://www.deqp.go.th/website/25/images/stories/EE/GR-27/27-54-
58.pdf. (2559, 15พฤศจกิ ายน).
สานักงานกองทนุ สนับสนุนการสร้างเสรมิ สุขภาพ. (2557). ทาไมเราจงึ ควรบริโภคอาหารท้องถ่นิ .
[ออนไลน์], เขา้ ถงึ ได้จาก:http://www.thaihealth.or.th/Content/26135.
(2559, 15พฤศจกิ ายน).
Creativemove. (2016). ลดขยะ…เพมิ่ ลกู ค้า กับร้านอาหารทเ่ี ป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม.
[ออนไลน์], เขา้ ถงึ ไดจ้ าก:http://www.creativemove.com/creative/eco-friendly-
restaurant/ #ixzz4RZrdntHg. (2559, 15พฤศจิกายน).
Daly, H. E., ed. (1980). Economics, Ecology, Ethics: Essays Toward a Steady-State
Economy. San Francisco: W.H. Freeman. ISBN 978-0716711797.
Revised edition of 1973 anthology.
Food and Agriculture Organization of the United Nations. (2007). Forecast of Street
Food consumption. [Online], Available: http://www.fao.org/about/en/.
(2016, 10 August).
Green Restaurant Association. (2016). Green Restaurant Certification 4.0
Standards". [Online], Available: http://www.dinegreen.com.
(2016, 10 August).
Green Tourism Awards. (2011). Winners Profile Strattons Hotel.
[Online], Available: http://www.strattonshotel.com. (2016, 10 August).

140

วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560

Melanie D.G.Kaplan. (2011). Ten ways to build an eco-friendly restaurant.
[Online], Available: http://www.zdnet.com/article/ten-ways-to-build-an-eco-
friendly-restaurant/. (2016, 10 November).

OUTREACH MAGAZINE. (2012). NEWS FROM TODAY'S UN' RIO+20
NEGOTIATIONS. [Online], Available: http://www.earthsummit2012.org/.
(2016, 10 August).

Save food. (2011). Global Initiative on Food Loss and Waste Reduction. Food
and Agriculture Organization of the United Nation (FAO), Vialedelle Terme
di Caracalla, 00153 Rome, Italy.

Sloan, P., Legrand, W. & Joseph, S. Chen. (2009). Sustainability in the Hospitality
Industry Principles of Sustainable Operations. New York: Routledge.

141

วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560

การออกแบบหน่วยการเรยี นรู้อิงมาตรฐาน
เพือ่ ส่งเสริมการเรียนร้เู ชงิ ผลิตภาพ

THE STANDARDS-BASED UNIT FOR ENHANCING
PRODUCTIVITY-BASED LEARNING ACTIVITIES

สุวรรณา จยุ้ ทอง1*
Suwana Juithong

บทคดั ย่อ
ในปัจจุบันนกี้ ารจัดการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน โดยทกุ โรงเรยี นได้ใชห้ ลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษา
ขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งเป็นหัวใจของการนาหลักสูตรไปใช้ก็คือการออกแบบหน่วย
การเรียนรู้อิงมาตรฐาน โดยการนามาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัดของหลักสูตรมาเป็นเป้าหมายใน
การจัดการเรียนรู้ เน่ืองจากในมาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัดน้ัน จะระบุว่าผู้เรียนควรรู้อะไรและ
ผูเ้ รียนทาอะไรได้ หรือต้องการให้ผู้เรียนมีคณุ ลักษณะ เจตคติ คุณธรรมจรยิ ธรรม ซงึ่ สอดคล้องกบั การ
เรียนรู้เชิงผลิตภาพ (Productivity - Based Learning) เป็นรูปแบบการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่มุ่งให้
ผู้เรียนสร้างผลงาน สร้างชิ้นงาน ภาระงาน หรือสร้างองค์ความรู้จากการเรียนรู้ในเน้ือหาสาระน้ัน
ผู้เรียนจะเรียนรู้เริ่มจากการแสวงหาและปรับความรู้ความเข้าใจ โดยอาศัยรูปแบบการจัดการเรียนรู้
ที่หลากหลาย เช่น การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน การเรียนรู้
แบบร่วมมือ เป็นต้น เป้าหมายของการเรียนรู้เชิงผลิตภาพน้ันต้องการให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ใหม่
อาจมีการบูรณาการความรู้เดมิ กับความรู้ใหม่เกิดเปน็ ผลติ ผลงาน ช้ินงาน หรือภาระงานได้ด้วยตนเอง
ตามมาตรฐานการเรยี นรู้และตัวชว้ี ัด

คาสาคญั : การออกแบบหนว่ ยการเรยี นรู้องิ มาตรฐาน การเรียนรู้เชิงผลติ ภาพ

ABSTRACT
At present, the core curriculum of Basic Education Act in 2551 administered
in all basic education schools. The Standard-Based Learning Unit is designed as the
main of the curriculum implementation. The Learning Standard and Indicator is
managed as the goal of learning. According to the Learning Standard and Indicator
identifies what the student should know, do and have his character of moral attitude
which harmonizes with Productivity-Based Learning. It is a standard pattern to enhance
the student creating work, a piece of work, a task or knowledge unit from the content.

____________________________________

1คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
*ผ้นู พิ นธ์ประสานงาน Email: [email protected]

143

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

The student studies in searching and understanding from various learning forms such
as project-based learning, problem-based learning, collaborative learning, etc. The
purpose of Productivity-Based Learning requires the student creating new knowledge
unit which integrating prior knowledge to new one and producing new knowledge,
work, a piece of work, or task as well on his own learning standard and indicator

Keywords: Standards-based unit, Productivity-Based Learning

บทนา
การจัดการศึกษาในปัจจุบันน้ี มุ่งเน้นการออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับ

หลักสูตรและบริบทของสถานศึกษาตามแนวคิด Backward Design ซึ่งเป็นกระบวนการออกแบบ
การจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับ โดยเร่ิมจากการคิดทุกอย่างให้มีความเช่ือมโยงกัน จากนั้นครูผู้สอน
จงึ เรม่ิ ต้นจากปลายทางหรือผลผลิตที่เป็นผลงาน/ช้ินงาน/ภาระงานทีต่ ้องการ โดยยึดเป้าหมายที่เป็น
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 โดย
ครูผู้สอนนามาวางแผนการจัดการเรียนรู้ในส่ิงท่ีจาเป็นให้กับผู้เรียน เพื่อเป็นเคร่ืองมือท่ีนาไปสู่การ
สร้างผลงาน/ช้ินงาน/ภาระงาน ซ่ึงเป็นหลักฐานแห่งการเรียนรู้นั้น โดยมีการออกแบบการจัดการ
เรียนรู้ 3 ขั้น ได้แก่ ขนั้ ท่ี 1 ครผู ู้สอนควรทา คือ การให้ความสาคัญที่เป้าหมายการเรียนรู้ (Learning
Goals) หรือเปา้ หมายของความเข้าใจ ความเข้าใจท่วี ่าน้ีเปน็ ความเขา้ ใจท่ีคงทนหรือยง่ั ยืน (Enduring
Understanding) ที่ครูผสู้ อนต้องการให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง ตามลาดับ
ข้นั การเรียนรู้ จนทาใหผ้ ้เู รียนบรรลผุ ลการเรยี นรทู้ ส่ี มบรู ณ์ท่ีสุด รวมทง้ั แนวทางการตงั้ คาถามทส่ี าคัญ
เช่นกัน ความเข้าใจท่ีคงทนหรือยั่งยืน มีระดับที่เหนือกว่าข้อเท็จจริงและทักษะต่าง ๆ ท่ีมุ่งไปสู่
ความคิดรวบยอด ขั้นท่ี 2 การกาหนดหลักฐาน ท่ีแสดงว่าผู้เรียนได้บรรลุเป้าหมายที่พึงประสงค์
ผู้เรียนจะนาเสนอหรือแสดงออกให้เห็นได้อย่างไร ว่าผู้เรียนได้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง
Wiggins and McTighe ได้ให้รายละเอียดของความเข้าใจว่า โดยเชื่อว่าผู้เรียนจะมีความเข้าใจอย่าง
แท้จริงตามธรรมชาติของความเข้าใจและมีหนทางหลากหลาย วิธีการ Backward Design กาหนดให้
ครูผู้สอนคิดเหมือนนักประเมินผล โดยครูผู้สอนจะเร่ิมมีการวางแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการคิดถึง
หลักฐานทจ่ี ะบ่งชี้ว่าผู้เรียนได้บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ท่ีกาหนดไว้ ด้วยวิธีการประเมนิ ท่ีหลากหลาย
และต่อเน่ือง การประเมินผลเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการเรียนรู้ และควรจะมีการประเมินผลอยู่
ตลอด ตั้งแต่เริ่มจัดการเรียนรู้จนจบ มิใช่นามาใช้เม่ือจบหน่วยการเรียนรู้เท่านั้น และข้ันท่ี 3
การวางแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้ เม่ือมีความชัดเจนเกี่ยวกับ
เป้าหมายการเรยี นร้แู ละหลักฐานที่เป็นรูปธรรมแล้ว ครูผสู้ อนสามารถเริ่มวางแผนการเรียนการสอน
ได้โดยอาจตั้งคาถามท่ีกระตุ้นเร้าความสนใจท้ังด้านความรู้และทักษะอะไร ท่ีจะช่วยให้ผู้เรียนมี
ความสามารถในการสร้างผลงาน สร้างช้ินงาน และสร้างภาระงานได้ ตามเป้าหมายที่กาหนดไว้ ซ่ึง
ครูผู้สอนควรคานึงถึงกิจกรรมอะไรบ้างท่ีจะช่วยพัฒนาผู้เรียนไปสู่เป้าหมาย โดยที่ครูผู้สอนก็ควรมี
การเตรียมส่ือและแหล่งการเรียนรู้ท่ีเหมาะสมสาหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนนั้ ครูผ้สู อนควรมี

144

วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560

การทบทวนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ทุกข้ันตอนว่ามีความสอดคล้อง และเหมาะสมท่ีจะ
ส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างผลผลิตท่ีเป็นผลงาน/ชิ้นงาน/ภาระงาน ซึ่งเป็นหลักฐานในการเรียนรู้ตาม
เป้าหมายทีก่ าหนดไว้

การออกแบบหนว่ ยการเรยี นร้อู งิ มาตรฐาน
การนาหลักสูตรไปใช้ผู้สอนต้องตระหนักถึงการออกแบบหน่วยการเรียนรู้ท่ีมีมาตรฐาน

การเรียนรู้/ตัวช้ีวัดเป็นเป้าหมาย (Standards-based unit) มีการกาหนดแก่นเร่ืองของหน่วย
(Theme) ซึ่งเอื้อต่อการหลอมรวมเน้ือหาของศาสตร์สาขาต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นหน่วยการเรียนรู้
บรู ณาการ และกาหนดงานใหผ้ ู้เรียนปฏิบัติเพื่อฝึกฝนและเป็นร่องรอยสาหรับการประเมินว่าผ้เู รียนมี
ความรู้ความสามารถถึงระดับที่กาหนดไว้เป็นมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดหรือไม่ ดังนั้นเปา้ หมายใน
การเรียนรู้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้อาจมีได้หลายมาตรฐานการเรียนรู้/หลายตัวช้ีวัด อาจมาจาก
หลากหลายสาขาวิชา อาจมีท้ังมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้ีวัดท่ีเป็นเน้ือหา และที่เน้นทักษะ
กระบวนการ ในการจัดการเรียนรเู้ ป็นหน่วยในลกั ษณะนี้ เนื้อหาสาระและกจิ กรรมการเรยี นรูจ้ ึงเป็น
เพียงหนทางที่จะนาพาผู้เรียนไปถึงเป้าหมายได้แก่มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้ีวัด ผู้เรียนอาจบรรลุถึง
มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชี้วดั เดียวกนั ดว้ ยเนือ้ หาและวิธกี ารทีแ่ ตกตา่ งกนั ได้

ในการจัดทาหน่วยการเรียนรู้อิงมาตรฐาน เป็นหน่วยการเรียนรู้ท่ีมีมาตรฐานการเรียนรู้/
ตัวชี้วัดเป็นเป้าหมายของหน่วยการเรียนรู้ ขั้นตอนน้ีเป็นขั้นตอนสาคัญที่สุดของการใช้หลักสูตร
สถานศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน ซึ่งเป็นการนามาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้ีวัดสู่
การปฏิบัติในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนซ่ึงการออกแบบในการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค
Backward Design ซึ่งมี 3 ขั้นตอนหลัก (Wiggins & McTghe, 2005) ได้แก่ 1) กาหนดเป้าหมาย
การเรียนรู้ 2) กาหนดหลักฐานท่ีเป็นผลการเรียนรู้ของผู้เรียน และ 3) ออกแบบการจัดกิจกรรมการ
เรียนร้เู พอ่ื ให้ผ้เู รียนมีผลการเรียนรมู้ รี ายละเอยี ดดงั น้ี

ขั้นท่ี 1 กาหนดเป้าหมายการเรยี นรู้ เปน็ การกาหนดเป้าหมายของการเรียนรูใ้ นหน่วยการ
เรยี นรู้ ไดแ้ ก่ 1) ชือ่ หน่วย 2) เปา้ หมายการเรียนรู้ 3) สาระสาคัญ 4) มาตรฐานการเรียนร้/ู ตวั ชว้ี ัด
และ 5) คุณลักษณะท่สี าคัญ

ขั้นท่ี 2 กาหนดหลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นการนาเป้าหมายในขั้นที่ 1
มากาหนดหลักฐานท่ีเป็นผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ในขั้นน้ีเป็นการกาหนดให้ผู้เรียนเม่ือเรียนจบใน
หน่วยนี้ผู้เรียนต้องผลิตผลงานออกมาได้ อาจเป็นผลงานหรือชิ้นงาน หรือภาระงาน เช่น เขียน
เรียงความ เขียนจดหมาย แต่งกลอน เขียนเร่ืองจากภาพ ภาพวาดแผนภูมิภาพ ประดิษฐ์ของใช้การ
โต้วาที การแสดงละคร เปน็ ต้น อาจจะใชต้ ารางที่ 1 มากาหนดหลกั ฐานการเรยี นรู้ของผู้เรยี นได้ดงั นี้

145

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

ตารางท่ี 1 การกาหนดหลกั ฐานท่ีเป็นผลการเรยี นร้ขู องผู้เรียน

เป้าหมาย หลกั ฐานท่เี ป็นการเรยี นรู้

สาระสาคญั (ผลงาน/ชิ้นงาน/ภาระงาน)

.......................................................................... ..........................................................................

มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชวี้ ดั (ผลงาน/ช้นิ งาน/ภาระงาน)

ค1.1ป.6/1........................................................ ..........................................................................

คณุ ลักษณะ (ผลงาน/ชน้ิ งาน/ภาระงาน)

........................................................................... ………………………..……………………………………….

ขน้ั ท่ี 3 ออกแบบการจัดการเรยี นรู้ เป็นการจัดลาดับหลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้ โดยนา
หลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้ทั้งหมดที่ระบุในในข้ันที่ 2 ซ่ึงในหลักฐานท่ีซ้ากัน ให้นามาจัดลาดับคร้ัง
เดยี ว ตามลาดับท่ีผสู้ อนจะทาการสอนผูเ้ รียนให้เป็นลาดับใหเ้ หมาะสมโดยกาหนดการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ อาจนาหลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้เป็นหลักในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ เพ่ือให้ผู้เรียน
ผลิตผลงาน หรือชิ้นงาน หรือภาระงานได้ตามที่กาหนดในขั้นตอนท่ี 2 ผู้สอนกาหนดกิจกรรมให้
ผเู้ รียนเกดิ การเรียนรู้อย่างเขา้ ใจ แลว้ ผลิตผลงานได้บรรลเุ ปา้ หมายในการจัดการเรียนรู้ของหนว่ ยการ
เรียนรู้ท่ีกาหนดซึ่งในการกาหนดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยนาหลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้เป็น
หลักในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสร้างผลิตผลงาน/ช้ินงาน/ภาระงาน ได้บรรลุ
เป้าหมายในการจดั การเรยี นรู้ของหนว่ ยการเรียนรู้น้ัน โดยอาจจะออกแบบตามตารางท่ี 2 ดงั นี้

ตารางที่ 2 การออกแบบการจดั การเรียนรู้

หลักฐานการเรยี นรู้ กจิ กรรมการเรียนรู้ สื่อ/แหลง่ เรยี นรู้ จานวน
ของผ้เู รียน ชว่ั โมง
กิจกรรมที่ 1(เขียนกจิ กรรมหลกั ) ............................
หลกั ฐานชิ้นท่ี 1.......... 1......................................................... ............................ ..............
เช่น การเขียนเรอื่ ง 2.......................................................... ........................... ..............
จากภาพ กิจกรรมที่ 2(เขียนกจิ กรรมหลัก) ............................ ..............
1........................................................... ............................
หลกั ฐานช้ินที่ 2.......... 2........................................................... ........................... ..............
เช่น การแต่งกลอน ..............
..............

องคป์ ระกอบของหนว่ ยการเรยี นร้อู งิ มาตรฐาน
สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา(2553, 8-10)ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่สาคัญของ

หน่วยการเรยี นร้อู ิงมาตรฐาน มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้ 2) มาตรฐานการเรียนรู้
และตัวช้ีวัด 3) สาระสาคัญของหน่วยการเรียนรู้ 4) กิจกรรมการเรียนรู้ 5) ชิ้นงานหรือภาระงานที่

146

วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560

ผู้เรียนปฏิบัติ 6) การประเมินผลซ่ึงท้ัง 6 องค์ประกอบ ถ้าผู้สอนมีการวางแผนการออกแบบที่ดีจะ
ส่งผลให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในการสร้างผลงาน ช้ินงาน ภาระงานได้ โดยเฉพาะ
องคป์ ระกอบท่ี 4 ข้ันจดั กิจกรรมการเรียนรู้ซ่ึงเปน็ หัวใจสาคัญท่ีจะช่วยใหผ้ ้เู รยี นเกิดการพัฒนา ทาให้
ผู้เรียนมีความรู้ และทักษะตามมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้ีวัดท่ีกาหนดไว้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้
รวมทั้งช่วยในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และคา่ นิยมท่ีพงึ ประสงค์ให้เกิดแกผ่ ู้เรยี น จะเหน็ ได้ว่า
องค์ประกอบของหนว่ ยการเรียนรจู้ ะสัมพันธ์กบั มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ช้ีวดั ตามภาพท่ี 1 ดงั นี้

มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชวี้ ดั

ความสนใจ การจดั การเรยี นรู้ทั้งในหอ้ งเรียนและนอกหอ้ งเรยี น การบรรลุ
ความต้องการ หลกั ฐานและรอ่ งรอยของการเรยี นรู้ มาตรฐาน
ของผู้เรียน
กิจกรรมการเรยี นรู้ ผลงาน ชนิ้ งานหรือ
- แหล่งข้อมลู กา(เรทปครนะเิคม/นิกลย- ทุ เธก์กณาฑร ์การปรภะาเมรนิะงปาฏนบิ ทตั ่ีผิ ู้เรยี น
- ปญั หา
- เหตุการณส์ าคญั - คาอธบิ ายคุณภาพ
ในชุมชน
ผลผลติ สร้างชิ้นงาน- หแรนอื วภกาารระใงหา้คนะทแ่ีไนดน้มาตรฐาน

ภาพที่ 1 ความสัมพนั ธ์ของมาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ช้ีวดั กับองคป์ ระกอบของหน่วยการเรียนรู้
ทีม่ า (ปรับจากสานกั งานวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา, 2553)

หลักการและขัน้ ตอนในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ มดี ังน้ี
1. เป็นกิจกรรมท่ีพัฒนาผู้เรียนไปสู่มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้ีวัดท่ีกาหนดไว้เป้าหมายใน
การจดั การเรียนรขู้ องหน่วยการเรียนรนู้ ัน้
2. นาไปสู่การสร้างผลงานของผู้เรียน ที่ออกมาเป็นชิ้นงานหรือภาระงานท่ีแสดงถึงการ
บรรลุมาตรฐานการเรียนร้/ู ตวั ช้ีวัด
3. ผู้เรยี นมสี ่วนร่วมในการออกแบบและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
4. เปน็ กิจกรรมท่ีเนน้ ผู้เรียนเป็นสาคัญโดยผูเ้ รียนเปน็ ผลู้ งมือปฏบิ ัติกิจกรรม หรอื ผลงาน
5. กิจกรรมมีความหลากหลาย และเหมาะสมกับผเู้ รยี นและเน้อื หาสาระ
6. สอดแทรกคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และค่านิยมทีพ่ งึ ประสงค์
7. ช่วยให้ผูเ้ รยี นเข้าส่แู หลง่ การเรียนรู้และเครือข่ายการเรียนรู้ทหี่ ลากหลาย
8. เปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รยี นไดล้ งมือปฏิบตั ิจริงอาจใชก้ ระบวนการกล่มุ

147

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

สาหรับขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพ่ือพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพตามมาตรฐาน
การเรียนรู้/ตัวชี้วัดน้ัน โดยทั่วไปประกอบด้วยกิจกรรมใน 3 ลักษณะ ได้แก่ กิจกรรมนาสู่การเรียนรู้
กิจกรรมที่ช่วยพัฒนาผู้เรียนและกิจกรรมรวบยอด ในการจัดการเรียนรู้โดยท่ัวไปผู้สอนจะเร่ิมต้นจาก
กิจกรรมนาเข้าสู่บทเรียนเพื่อกระตุ้นและเร้าความสนใจหรือปูความรู้พื้นฐานในเรื่องท่ีจะสอนก่อน
จากนั้นจึงจะดาเนินการจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมท่ีช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ
ตามลาดับ จนกระท่ังมีศักยภาพเพียงพอทจี่ ะทากิจกรรมสุดท้ายหรอื กิจกรรมรวบยอด ที่จะเป็นเคร่อื ง
พิสูจน์ว่าผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดท่ีเป็นเป้าหมายในการเรียนรู้
ในหน่วยการเรียนรู้น้ัน และเม่ือกาหนดกจิ กรรมรวบยอดได้แล้ว ผู้สอนจะเหน็ ภาพได้ชัดเจนข้นึ ว่าการ
จะใหผ้ ู้เรยี นทากิจกรรมรวบยอดได้ ผู้เรียนจะตอ้ งมีความรูแ้ ละทกั ษะด้านใดบ้าง และกิจกรรมใดทจ่ี ะ
ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะเหล่านั้น จากนั้นเป็นเรื่องง่ายที่ผู้สอนจะคิดกิจกรรมนาเข้าสู่
บทเรียนท่ีนา่ สนใจเป็นลาดับต่อไป

1. กจิ กรรมนาส่กู ารเรียนรู้ (Introduction Activities) เปน็ กจิ กรรมท่ีใชใ้ นการกระต้นุ และ
เร้าความสนใจของผู้เรียนในตอนต้นก่อนการจัดกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมนาสู่การเรียนรู้
ควรมีลกั ษณะ ดงั น้ี

1.1 กระต้นุ ใหผ้ ู้เรยี นเกิดความสนใจ มคี วามกระตือรือร้นอยากเรียนรตู้ อ่ ไป
1.2 เช่ือมโยงสูก่ จิ กรรมทช่ี ว่ ยพฒั นาผเู้ รียนและกจิ กรรมรวบยอด
1.3เชอื่ มโยงถงึ ประสบการณเ์ ดมิ ที่ผู้เรยี นมอี ยู่
1.4ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นไดแ้ สดงถึงความต้องการในการเรยี นร้ขู องตนเอง
2. กิจกรรมที่ช่วยพัฒนาผู้เรียน (Enabling Activities) เป็นกิจกรรมท่ีใช้ในการพัฒนา
ผเู้ รยี นให้เกิดความรู้/ความสามารถและทักษะ/กระบวนการท่ีผู้เรียนมเี พียงพอต่อการทากจิ กรรมรวบ
ยอด การกาหนดกจิ กรรมทช่ี ่วยพฒั นาผู้เรียน ควรมลี กั ษณะดงั น้ี
2.1 สัมพันธ์เช่ือมโยงกับมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้ีวัด ที่เป็นเป้าหมายของหน่วยการ
เรียนรนู้ ั้น
2.2 ช่วยสร้างองค์ความรู้และทักษะ/กระบวนการ เพื่อพัฒนาผู้เรยี นไปสมู่ าตรฐานการ
เรียนร/ู้ ตวั ชี้วดั ทีก่ าหนด
2.3 กระตุน้ ให้ผู้เรียนมีสว่ นร่วมในกจิ กรรมการเรยี นรู้อาจใชก้ ระบวนการกลมุ่
2.4 ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญโดยให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริงเพ่ือให้
ผเู้ รียนผลิตผลงานหรอื สร้างชน้ิ งาน หรือสร้างภาระงาน
2.5ผสู้ อนสามารถประเมินจากผลงานหรือชนิ้ งาน หรือภาระงานของผ้เู รยี นได้
3. กิจกรรมรวบยอด (Culminating Activities) เป็นกิจกรรมท่ีแสดงว่าผู้เรียนได้เรียนรู้
และพฒั นาถึงมาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวช้ีวดั ทีก่ าหนดไว้ในหน่วยการเรียนรนู้ น้ั การกาหนดกิจกรรมรวบ
ยอดควรมลี กั ษณะ ดงั น้ี
3.1 เป็นกิจกรรมทีแ่ สดงใหผ้ ู้อน่ื เห็นถึงพฒั นาการของผเู้ รยี น
3.2 เป็นกจิ กรรมทผ่ี ู้เรยี นไดแ้ สดงออกถึงการประยุกต์ความรู้ทเี่ รียนมาตลอดหน่วยการ
เรียนรนู้ ้ัน

148

วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560

3.3 ครอบคลมุ มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชีว้ ัด ทเี่ ป็นเป้าหมายของหนว่ ยการเรียนรู้
3.4 การประเมินการปฏิบตั กิ จิ กรรมตอ้ งสัมพันธ์กับมาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชวี้ ดั
3.5 เป็นกิจกรรมท่ีช่วยให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้และทักษะ/กระบวนการ ตามมาตรฐาน
การเรียนรู/้ ตวั ชีว้ ดั อยา่ งเตม็ ตามศกั ยภาพของผู้เรียน
3.6 เป็นกจิ กรรมที่สง่ เสริมให้ผ้เู รยี นมปี ฏสิ ัมพนั ธก์ ับผอู้ ่นื
3.7 เปน็ กจิ กรรมทีน่ า่ สนใจ
3.8 เปน็ กจิ กรรมทส่ี ง่ เสริมให้ผเู้ รยี นเกดิ การเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง
4. ผลงาน ช้ินงานหรอื ภาระงานท่ีผู้เรยี นปฏบิ ัติ
การเรียนรู้เกิดข้ึนได้ผู้สอนสามารถตรวจหรือประเมินหลักฐานการเรียนรู้ได้นัน่ คือ ผู้เรียนมี
ความรู้ ความสามารถในการสร้างผลงาน สรา้ งชิ้นงานหรือสร้างภาระงานที่ผู้เรียนปฏิบัติช้ินงานหรือ
ภาระงาน อาจเป็นสิ่งที่ผู้สอนกาหนดให้ หรือผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันกาหนดข้ึน เพื่อให้ผู้เรียนได้
ลงมือปฏิบัติในแต่ละหน่วย ช้ินงานหรือภาระงานต้องแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในการเรียนรู้ของ
ผู้เรียน และเป็นร่องรอยหลักฐานแสดงว่าผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ และทักษะ/กระบวนการถึง
มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้ีวัดที่กาหนดไว้ในหน่วยการเรียนรู้ผู้สอนสามารถวางแผนการออกแบบหน่วย
การเรียนรอู้ ิงมาตรฐานตามภาพท่ี 2 ดงั น้ี

ระบมุ าตรฐานการเรียนรู้และตวั ช้วี ัด

กาหนดสาระสาคัญ

กาหนดผลติ ผลงาน/ชิ้นงาน/ภาระงานที่ผู้เรียนปฏิบตั ิ

กาหนดเกณฑ์การประเมนิ - กิจกรรมรวบยอด
วางแผนจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ - กจิ กรรมพฒั นา
กาหนดช่อื หนว่ ยการเรียนรู้ - กิจกรรมนาสกู่ ารเรียนรู้

กาหนดเวลาเรยี น

ภาพท่ี 2 การวางแผนการออกแบบหนว่ ยการเรยี นรู้อิงมาตรฐาน
ทมี่ า (ปรับจากสานักงานวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2553)

149

Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017

จากแผนภาพที่ 2 การระบุมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด ที่นามาจัดทาเป็นหน่วยการ
เรียนรูแ้ ต่ละหนว่ ยการเรียนรู้ โดยเขียนรหสั มาตรฐานระดับชั้นและตัวช้ีวัด ในการกาหนดสาระสาคัญ
ของหน่วยการเรียนรู้ เป็นข้อความที่ระบุว่าผู้เรียนรู้อะไร มีทักษะอะไร และในหน่วยน้ีมีคุณค่าต่อ
ผู้เรียนอย่างไรในระยะสั้นและระยะยาว โดยร้อยเรียงข้อมูลของทุกตัวช้ีวัด และเขียนเป็น Concept
ภาพรวมของหน่วยท่ีต้องการให้เป็นองค์ความรู้ ซ่ึงผู้เรียนต้องแสดงออกมาด้วยการสร้างผลงาน/
ชิ้นงาน/ภาระงาน เพื่อเป็นการยืนยันสร้างความมั่นใจให้กับครูผู้สอนว่า ผู้เรียนมีความเข้าใจในเร่ือง
น้ัน ๆ จริง และหลักฐานท่ีเป็นผลการเรียนรู้หนึ่งอย่าง อาจจะตอบได้หลายเป้าหมายก็เป็นได้ ก็เขียน
ซ้ากันหลายเป้าหมายได้ เน่ืองจากเป็นหลักฐานที่เป็นผลการเรียนรู้ของผู้เรียนท่ีชัดเจน ที่มี
ความสัมพนั ธ์กับการวางแผนจดั กิจกรรมการเรียนรู้ เป็นการกาหนดการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ โดยนา
หลักฐานท่ีเป็นผลการเรียนรู้เป็นหลักในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ เพ่ือให้ผู้เรียนผลิตผลงาน/
ช้ินงาน/ภาระงาน ได้ตามท่ีกาหนดด้วยตนเอง โดยครูผู้สอนกาหนดกิจกรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
อย่างเข้าใจ แล้วทางานได้บรรลุเป้าหมายการจัดการเรียนรู้ของหน่วยที่กาหนดไว้ ในการกาหนดช่ือ
หน่วยการเรียนรู้ซ่ึงจะพิจารณาคา/ข้อความสาคัญ (Key words) หรือเนื้อหาในตัวช้ีวัดของรายวิชา
มาจัดกลุ่ม ที่จะนาตัวชี้วัดที่มีเนื้อหาอยู่ในกลุ่มเดียวกันหรือเป็นเรื่องเดียวกัน มารวมกันจัดเป็นหนึ่ง
หน่วยการเรียนรู้ ในหนึ่งรายวิชาอาจมีหลายหน่วยและแต่ละหน่วยจะมีตัวช้ีวัดซ้าหรือไม่ซ้ากันก็ได้
อยู่ในดุลพินิจของครูผู้สอน แต่เวลาที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้รวมท้ังหมดต้องไม่เกินจานวนชั่วโมง
ที่กาหนดไว้ในโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา แล้วต้ังช่ือหน่วยให้น่าสนใจสาหรับผู้เรียน สาหรับการ
ประเมินผลงาน/ช้ินงาน/ภาระงาน ควรมกี ารกาหนดเกณฑ์การประเมินโดยครูผ้สู อนและผเู้ รยี นร่วมกัน
กาหนดเกณฑ์การประเมิน ควรจัดทาให้เสร็จก่อนที่ผู้เรียนจะได้ลงมือปฏิบัติผลงานน้ัน การกาหนด
เกณฑ์ต้องมีความชัดเจน และมีการบรรยายถึงคุณลกั ษณะท่ีสาคญั ทาใหท้ ราบว่าผู้เรียนทาอะไรได้บ้าง
ผเู้ รยี นรู้อะไรบา้ ง และยังช่วยให้ผู้เรียนเกดิ การเรียนรู้ตามเป้าหมายท่กี าหนดด้วย

การเรียนรเู้ ชงิ ผลิตภาพ

ไพฑูรย์ สนิ ลารตั น์ (2558) ไดก้ ล่าวถงึ การจัดการศกึ ษาไทย 4.0 ยคุ ผลผลติ หรือ Product

เป็นส่ิงสาคัญในการจัดการศึกษาไทยในยุคใหม่ เพื่อให้ผ้เู รียนเปล่ียนแปลงและพัฒนาไปสู่คุณลักษณะ

ใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วยการคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การสร้าง การผลิตวิชาการใหม่ การฝึก

การเป็นผู้นา การฝึกการจัดการ การเปลี่ยนแปลง ความรับผิดชอบการทางานร่วมกัน โดยการจัด

การเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน จึงจาเป็นต้องมีการปฏิรูปการเรียนรู้ใหม่ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ผู้สอนควร

ปรับเปล่ียนวัฒนาธรรมการเรียนรู้แบบเดิม ซ่ึงสอดคล้องกับ สมพร โกมารทัต (2557) ได้กล่าวถึง

ผลิตภาพในวงการศึกษาในปัจจุบันน้ียังไม่เป็นท่ีแพร่หลายมากนัก แต่มีนักการศึกษาส่วนหน่ึงได้เห็น

ความสาคัญ และมองผลผลิตทางการศึกษาซึ่งมีกระบวนการผลิตผลงานที่ไม่ได้แตกต่างจากกระบวน

การผลิตผลของภาคอตุ สาหกรรม ด้วยเหตุน้ีการจดั การเรียนรู้ท่ีดีในยกุ ตป์ ฏริ ูปการเรียนรู้ จงึ

ตอ้ งเป็นกระบวนการที่มีระบบ ซึ่งควรจะปรับจากปัจจัยนาเข้า (Input) ที่หมายถึงผเู้ รยี นใหเ้ ป็นปัจจัย

นาออก (Output) คือผู้เรียนท่ีมีคุณสมบัติตามวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้ โดยมีกระบวนการ

ในการเรียนรู้ของผู้เรียนในทางการจัดการศึกษาของไทยในยุคปฏิรูปการเรียนรู้ปัจจุบันนี้จึงเกิดคาว่า

150


Click to View FlipBook Version