วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ัศน์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
“การเรียนรู้เชิงผลิตภาพ” (Productivity-Based Learning) ซึ่งผลิตภาพ (Productivity) หมายถึง
ผลผลิตหรืองานสร้างสรรค์ที่เป็นที่ประจักษ์ และการเรียนรู้เชิงผลิตภาพเป็นการเรียนรู้เพ่ือนาไปสู่
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความรู้ความคิด ความสามารถในการผลิตผลงานใหม่ และงาน
สร้างสรรคท์ ี่เปน็ ที่ประจักษ์ได้ ซึ่งในการเรียนรู้เชงิ ผลิตภาพจึงเป็นรูปแบบการเรียนรู้รูปแบบหน่ึงท่ีมุ่ง
ให้ผู้เรียนสร้างผลงาน สร้างผลผลิต สร้างช้ินงาน และสร้างภาระงาน รวมถึงผู้เรียนสร้างองค์ความรู้
ได้ด้วยตนเอง ซ่ึงสอดคล้องกับผลงานวิจัยของชมแข พงษ์เจริญ (2558) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบ
การจัดการโรงเรียนเชงิ สร้างสรรค์และผลิตภาพในประเทศไทย ซึ่งผลการวิจัยพบว่า รูปแบบโรงเรียน
เชิงสร้างสรรค์และผลิตภาพในประเทศไทย เป็นโรงเรียนคุณภาพท่ีเชื่อว่าการสร้างคนต้องมีความยึด
หยุ่น กระบวนการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนได้คิดเป็น ทาเป็นด้วยตนเอง ผู้สอนมีบทบาทเป็นพ่ี
เล้ียงชี้แนะตามศักยภาพ แนวทางการจัดการเรียนรู้ ผู้เรียนมีโอกาสเป็นผู้เลือกเรียนรู้โดยผ่านการ
ปฏิบัติจากการทาโครงงาน จัดการเรียนรู้เป็นหน่วยการเรียนรู้อิงมาตรฐาน โดยต้องเร่ิมต้นจากการ
วางรากฐานการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยมีการเรียนรู้เริ่มจากความสนใจ ความต้องการท่ีจะ
แสวงหาคาตอบด้วยตนเอง และปรับความรู้ความเข้าใจให้มีความเข้าใจท่ีคงทน เป็นการตกผลึก
ความรู้น้ัน ๆ โดยอาศัยรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลาย เช่น การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
การเรียนรู้โดยการวิจัยการเรียนรู้แบบร่วมมือ การเรียนรู้โดยโครงงาน ซึ่งเป็นการเรียนรู้เชิงผลิตภาพ
เพื่อนาไปสู่การเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรม ความคิด และความสามารถในการผลิตผลงาน/ชน้ิ งาน/ภาระงาน
ตามมาตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั ช้ีวัดในหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
หลักการของการเรียนรู้เชิงผลิตภาพผู้เรียนต้องได้รับการเรียนรู้จากสถานการณ์และ
ประสบการณ์จริงจุดเด่นของการเรียนรู้เชิงผลิตภาพเป็นกระบวนการที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญจะส่งผล
โดยตรงกับผู้เรียนด้านการคิดซึ่งจะสอดคล้องกับการเรียนรู้ในยุคศตวรรษที่ 21 ผู้เรียนท่ีจะประสบ
ความสาเร็จในชีวิตจะมีเพียงความรูอย่างเดียวไม่เพียงพอ จะต้องมีทักษะในการแก้ปัญหาและมี
ความคดิ รเิ ริ่มสร้างสรรคห์ าสิง่ ท่ีแปลกใหมค่ วบคไู่ ปด้วย ดังนั้นการจัดการศึกษายุคปฏริ ูปการเรียนรูซ้ ่ึง
ถือว่าเป็นการเตรียมความพร้อมในการสร้างคนให้มีศักยภาพ จึงจาเป็นต้องมีการพัฒนารูปแบบการ
จัดการเรียนรู้ให้เหมาะสม เพ่ือส่งเสริมให้ผู้เรียนมีศักยภาพท่ีเพียงพอต่อการดารงชีวิตได้อย่างมี
ความสุข (Kim, 2007; Cheng, etal, 2007) ซึ่งสอดคล้องกับไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2558) ได้กล่าวว่า
ผู้สอนต้องเตรียมศึกษาหาความรู้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ไว้ก่อน เพ่ือสามารถตอบคาถามของผู้เรียนได้
เสร็จแล้วจึงเตรียมกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค/วิธีการ ในการให้ผู้เรียนได้คิดวางแผนด้วย
ตนเอง ศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้ได้ดว้ ยตนเองสามารถสร้างองค์ความร้ไู ด้ดว้ ยตนเองด้วยวิธีการใน
ลกั ษณะนจ้ี ะช่วยทาให้ผู้เรียนได้มกี ารกาหนดเป้าหมายในการเรียนรู้ ฝกึ การคิดวเิ คราะห์ การแยกแยะ
ข้อมูล รู้จกั แก้ปัญหา ร้จู กั เลอื กคัดสรรข้อมลู ฝึกการประยกุ ตใ์ ช้ เป็นตน้
สรปุ
เมื่อผู้สอนตั้งเป้าหมายในการจัดการเรียนรู้ในแต่ละเรื่อง ซ่ึงต้องการให้ผู้เรียนผลิตผลงาน
สร้างชิ้นงานหรือสร้างภาระงานได้น้ัน ผู้สอนสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้อิงมาตรฐาน
ให้ผู้เรียนเกดิ การเรียนรู้ทสี่ ามารถผลติ งผลงานได้ ดังน้นั ผสู้ อนควรปรบั การเรียนเปลี่ยนการสอน โดย
การจัดการเรียนรู้ในแตล่ ะครง้ั ตอ้ งปรับบทบาทของผู้สอนท่ีต้องใชเ้ ทคนิค กลยุทธ์ในการจัดการเรยี นรู้
151
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
โดยเน้นทักษะ/กระบวนการในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน และผู้สอนควรเป็นแบบอย่างในการสร้าง
ผลงานโดยผู้สอนควรสร้างผเู้ รียนให้ผู้เรียนมีโอกาสแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ทั้งผู้สอนและผู้เรียน
มีผลผลิตไปด้วยกัน นั่นคือผู้สอนมีผู้เรียนเป็นผลผลิตที่สามารถสร้างผลงานเป็นของตนเองได้
โดยผู้เรียนสามารถผลิตหรือมีความรู้ ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดของหลักสูตร
ในการออกแบบหน่วยการเรียนรู้อิงมาตรฐานผู้สอนจะมีเป้าหมายในการจัดการเรียนรู้ทุกหน่วย
การเรียนรู้ เป้าหมายดังกล่าวก็คือมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของหลักสูตร โดยผู้สอนต้อง
วางแผนให้ผู้เรียนมีหลักฐานการเรียนรู้ท่ีจะสะท้อนตัวช้ีวัด ซ่ึงผู้สอนจะมีการวัดผลประเมินผลเม่ือ
ผู้เรียนเรียนจบหน่วยนั้นแล้ว โดยมีการประเมินท่ีช้ินงานหรือภาระงานของผู้เรียน ผู้เรียนจะสร้าง
ชิ้นงานหรือภาระงานได้นั้นผู้สอนต้องมีการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้าง
ช้ินงานหรือสร้างภาระงานได้กค็ วรเปน็ การเรียนรเู้ ชิงผลิตภาพ
ผู้เขียนมีประสบการณ์ในการสอนในระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ได้ออกแบบหน่วยการเรียนรู้
อิงมาตรฐานมาแล้ว และผู้เรียนสามารถสร้างชิ้นงานหรือสร้างภาระงานได้ ส่ิงท่ีควรพิจารณาได้แก่
เนื้อหาสาระที่นามาสอนควรให้สอดคล้องกับการสร้างช้ินงานหรือการสร้างภาระงานได้ตามเป้าหมาย
ของการจัดการเรียนรู้ในแต่ละหน่วยน้ัน ซึ่งจะทาให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ มีทักษะ/
กระบวนการในการผลิตผลงาน ผู้เรียนสามารถสร้างผลิตผลเป็นช้ินงาน สร้างภาระงานได้ตาม
มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดจากแนวทางของการวางแผนการจัดการเรียนรู้ผู้อ่านสามารถนาไป
ประยุกต์ใชใ้ นการจัดการเรียนร้ทู ั้งในระดบั การศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน และระดบั อุดมศกึ ษาที่จะช่วยสง่ เสริม
ให้ผู้เรียนสร้างผลงาน สร้างช้ินงาน สร้างภาระงาน และอาจเป็นนวัตกรรมของผู้เรียนที่มีคุณภาพ
สามารถนาไปใช้ประโยชน์หรอื แก้ปญั หาใหป้ ระเทศชาติตอ่ ไป
เอกสารอา้ งองิ
ชมแข พงษ์เจริญ. (2558). การพัฒนารปู แบบการจดั การโรงเรยี นเชิงสรา้ งสรรค์และผลติ ภาพใน
ประเทศไทย. วารสารสทุ ธิปรทิ ศั น์. 26 (79): 168-170.
ไพฑรู ย์ สินลารัตน.์ (2558). ปฏริ ปู การเรยี นรู้ ปฏริ ูปการศกึ ษากลับทางจากลา่ งข้นึ บน.
กรงุ เทพฯ: พี เอ.ลฟี วงิ่ .
สานกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา. (2553). เอกสารประกอบการอบรมวิทยากรแกนนา
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551. กรงุ เทพฯ: ชมุ นุมสหกรณ์
การเกษตรแห่งประเทศไทย.
สมพร โกมารทัต. (2557). การเรยี นรู้เชงิ ผลิตภาพ. วารสารศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. 25(3): 4.
Kim, D., Cavasgil, S. T., & Calantone, R. J. (2007). Information system innovations and
supply chain management: Channel relationship and firm performance.
Journal of the Economy of Marketing Science. 34(1): 409-454.
Wiggins, G. & McTighe, J. (2005). Understanding by design. (2rd ed). New Jersey:
Pearson Education.
152
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
การวาดเส้นสรา้ งสรรคด์ ้านแนวคดิ ทศั นภาพ
CREATIVE DRAWING IN CONCEPTUAL VISION
สมศิริ อรโุ ณทยั 1*
Somsiri Arunothai
บทคัดย่อ
การวาดเส้นสรา้ งสรรค์ด้านแนวคิดทัศนภาพ เป็นการนาเสนอความคิด กระบวนการ หรือ
จินตนาการ ท่ีมีเนื้อหาแบบสากล มีหลายรูปแบบหลายแนวคิดท่ีสร้างความรู้สึกแปลก ประหลาดใจ
และน่าท่ึง ได้แก่ ภาพแบบเพ้อฝัน ภาพจากจิตใต้สานึก ภาพลวงตา ภาพทัศนียภาพวิทยาแบบ
จนิ ตนาการ ภาพบิดเบอื น และภาพสะท้อน
คาสาคญั : การวาดเสน้ สรา้ งสรรค,์ แนวคดิ ทัศนภาพ
ABSTRACT
Creative drawing in conceptual vision are presentation about ideas, systems
and imagine to be international contents which several styles and ideas. It can make
you to be strange, surprise and interest on its. Creative drawing in conceptual vision
styles are fantasy, surrealism, perceptual illusion, imaginative perspective,
anamorphosis and reflection.
Keywords: Creative Drawing, Conceptual Vision
____________________________________
1คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
*ผ้นู ิพนธ์ประสานงาน E-mail: [email protected]
153
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
บทนา
การวาดเส้นสร้างสรรค์ เป็นการวาดภาพด้วยเส้นท่ีถ่ายทอดเนื้อหา เร่ืองราว อารมณ์
ความรู้สึก การจินตนาการ การส่ือความหมายด้วยรูปแบบและกลวิธีต่างๆ ท่ีแปลกใหม่หรือเชื่อมโยง
ความสัมพันธ์เพ่ือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ รวมถงึ ผลงานศลิ ปะภาพพิมพ์ที่ม่งุ ด้านคุณค่าความงาม เนื่องจาก
กลวิธีการสร้างสรรค์งานภาพพิมพ์และผลสาเร็จของงานภาพพิมพ์ ถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ และ
ทักษะความเชี่ยวชาญเร่ืองเส้น และค่าน้าหนักอ่อนแก่ ท่ีเกิดจากความหนาแน่น ความหนักเบาของ
เส้นและพ้นื ผิว เพือ่ สร้างคุณค่าความงามเช่นเดียวกับการวาดเส้นสร้างสรรค์ การวาดเส้นสรา้ งสรรค์มี
แนวทางการสร้างสรรค์หลายด้าน ได้แก่ การสร้างสรรค์ด้านเน้ือหา (Content) การสร้างสรรค์ด้าน
รปู แบบ (Form) การสร้างสรรคด์ ้านแนวคิดทัศนภาพ (Conceptual Vision) และการสรา้ งสรรค์ดา้ น
การใช้สื่อวัสดุและกลวิธี (Media and Technique) เป็นต้น ซึ่งการวาดเส้นสร้างสรรค์ด้านแนวคิด
ทศั นภาพ (Conceptual Vision) เป็นแนวทางหนึง่ ของการวาดเส้นสร้างสรรค์
การวาดเส้นสรา้ งสรรค์ดา้ นแนวคิดทัศนภาพ
การวาดเส้นสร้างสรรค์ด้านแนวคิดทัศนภาพ เป็นความคิดเชิงสังเคราะห์ใหม่ (Synthesis)
ด้วยการนาสง่ิ ที่มีอยู่เดิมมาบรู ณาการใหเ้ กดิ สงิ่ ใหม่ เชน่ การนารูปทรงของสิ่งหน่ึงมาโยงสัมพันธก์ บั อีก
สิ่งหน่ึง เพื่อสร้างสิ่งใหม่หรือการนาหลักการทางคณิตศาสตร์มาใช้ในการสร้างสรรค์ภาพสองนัย
(Double Image) และภาพบิดเบือน (Anamorphosis) ทาให้เกิดผลในการมองเห็นและการรับรู้
การสร้างสรรคด์ ้านแนวคิดทัศนภาพ เป็นการนาเสนอความคดิ (Idea) กระบวนการ (Systems) และ
จนิ ตนาการ (Imagine) ทมี่ เี นอ้ื หาแบบสากล สามารถรบั รแู้ ละเข้าใจได้ มหี ลายรปู แบบ หลายแนวคดิ ดงั น้ี
1. ภาพแบบเพ้อฝัน (Fantasy) เป็นการวาดภาพความคิดฝัน จินตนาการท่ีแปลก
ประหลาด ไม่เป็นจริงทั้งด้านเนื้อหาเร่ืองราว ด้านรูปร่าง รูปทรง บรรยากาศ สภาพแวดล้อม เช่น
ภาพพิธีกรรมท่ีบ้านโบลสคินี ภาพดาวเคราะห์เททราเฮดรัล ของ เอ็ม. ซี. เอ็ชเชอร์ (ภาพท่ี 1-2)
ภาพแบบเพอ้ ฝัน ใหค้ วามรสู้ ึกนา่ กลวั มหศั จรรย์ ฝันเฟ่ือง เกนิ จรงิ
ภาพที่ 1 ภาพพิธีกรรมท่ีบ้านโบลสคินี (A Ritual at Boleskine House) ค.ศ. 2009 โดย นีล ฟอ็ กซ์
(Neal Fox) หมึกและสนี ้า บนกระดาษ
ทมี่ า: Rattemeyer (2013)
154
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
ภาพท่ี 2 ภาพดาวเคราะห์เททราเฮดรัล (Tetrahedral Planetoid) ค.ศ. 1954 ภาพพิมพ์เซาะร่อง
โดย เอ็ม. ซ.ี เอ็ชเชอร์
ท่ีมา: M.C. Escher Foundation (2013)
2. ภาพจากจิตใต้สานึก (Surrealism) คือการวาดภาพท่ีมีเนื้อหาดูเป็นจริง บรรยากาศมี
ลักษณะเพ้อฝัน ดูหลอน ๆ ด้วยการนาวัตถุหรือเรื่องราวที่สร้างความผิดคาด ผิดท่ีผิดทาง ผิดกาละ
เทศะ มาผสมผสานอยู่ด้วยกัน (ถนอมจิตร ชุ่มวงศ์, 2550; ไมเยอร์, 2540) เช่น ภาพล้อรถสาลี่
(ภาพท่ี 3) ประกอบด้วยวิหารในโครงสร้างรูปคนท่ีมีส่วนต่างๆ ของรถสาลี หมุนวนเป็นรูปคนที่เป็น
รปู หลักของภาพ
ภาพที่ 3 ภาพลอ้ รถสาล่ี (The Wheelbarrows) ค.ศ. 1951 โดย ซัลวาดอร์ ดาลี วาดเส้นและระบายสี
ท่ีมา: Descharnes & Neret (2007b)
155
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
3. ภาพลวงตา (Perceptual Illusion) เป็นกระบวนการรับรู้ทางการเห็น ได้แก่ ภาพสองนัย
(Double Image) และภาพท่ไี มม่ ที างเป็นไปได้ (Impossible Figure) ภาพสองนัยเป็นภาพทแี่ สดงรูป
2 รูป หรือมากกว่านั้นในภาพเดียวกันในลักษณะซ้อนกันหรือต่อเน่ืองกัน โดยใช้ความคล้ายคลึง
รว่ มกันหรือประกอบเข้าด้วยกันเปน็ ภาพตามหลกั การรับรู้สภาพส่วนรวมและส่วนย่อย เช่น ภาพชาย
จากอินเทอร์เนท 34 เป็นภาพทิวทัศน์ ประกอบด้วย ก้อนหิน มีซากศพผู้ชายนอนคล้ายก้อนหินแฝง
ซ้อนกลมกลืนกัน ภาพแปดศีรษะที่ใช้หลักการทางคณิตศาสตร์แบ่งพ้ืนท่ีและสร้างภาพศีรษะคน
8 แบบต่อเนื่องกัน ส่วนภาพที่ไม่มีทางเป็นไปได้หรือภาพท่ีดูขัดแย้งกับความเป็นจริงเป็นภาพที่ใช้
หลักการจัดระบบเชิงมิติทาใหเ้ กิดการลวงตา เช่น ภาพสัมพันธภาพ และภาพวาดเส้นมอื แต่ทาใหเ้ กิด
ความรู้สึกน่าท่ึง (รัจรี นพเกต,ุ 2540) (ภาพที่ 4-7)
ภาพที่ 4 ภาพชายจากอินเทอร์เนท 34 (Man From the Internet 34) ค.ศ. 2012 โดย อันดรา
เออร์ซูตา (Andra Ursuta) หมึกบนกระดาษ เปน็ ภาพสองนยั
ที่มา: Rattemeyer (2013)
156
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
ภาพท่ี 5 ภาพแปดศีรษะ (Eight Heads) ภาพพิมพ์แกะไม้ ค.ศ. 1922 โดย เอ็ม. ซี. เอ็ชเชอร์
เปน็ ภาพสองนัยท่มี ีรปู ศีรษะคนหลายรูป
ที่มา: M.C. Escher Foundation (2013)
ภาพที่ 6 ภาพสัมพันธภาพ (Relativity) ค.ศ. 1953 ภาพพิมพ์แกะไม้ โดย เอ็ม. ซี. เอ็ชเชอร์
ภาพทเี่ ปน็ ไปไม่ได้
ท่มี า: M.C. Escher Foundation (2013)
157
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ภาพท่ี 7 ภาพวาดเส้นมือ (Drawing Hands) ค.ศ. 1948 ภาพพิมพ์หิน โดย เอ็ม. ซี. เอ็ชเชอร์ เป็น
ภาพทีไ่ มม่ ที างเป็นไปได้
ทม่ี า: M.C. Escher Foundation (2013)
4. ภาพทัศนียภาพวิทยาแบบจินตนาการ (Imaginative Perspective) คือการสร้างภาพ
ลวงตาโดยใช้หลักทัศนียภาพที่มีลักษณะเฉพาะ ศิลปินนิยมใช้กันมากและประสบผลดีในการมองเห็น
และดงึ ดูดความสนใจในทางจิตวิทยา (Smagula, 2002) ได้แก่ ทัศนียภาพทม่ี องจากเบ้ืองบนหรือที่สูง
ทัศนียภาพที่มองจากเบ้ืองล่างหรือที่ต่ากว่าระดับตา และทัศนียภาพแบบย่นระยะภาพในลักษณะ
กนิ ตา เปน็ ต้น (ภาพที่ 8-10) ภาพที่ถ่ายทอดทัศนียภาพวิทยาแบบจนิ ตนาการจะเปน็ ภาพที่มลี ักษณะ
เด่นของมุมมองท่ีให้ความรู้สึกหลากหลาย เช่น ว้าเหว่ เงียบเหงา หวาดเสียว ชวนติดตาม บางภาพมี
ลกั ษณะมองเหน็ โดยไม่ตงั้ ใจหรอื เป็นแบบภาพถา่ ยเคลื่อนไหว (Snap Shot)
ภาพที่ 8 ภาพถังไม้ (The Tub) ค.ศ. 1886 โดย เดอกาส์ สีพาสเตล
ท่มี า: (Kleiner & Mamiya (2005)
158
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
ภาพท่ี 9 ภาพเงาตอนกลางคนื (Night Shadows) ค.ศ. 1921 ภาพพมิ พ์กดั กรด โดย เอ็ดวาร์ด ฮอปเปอร์
(Edward Hopper) พพิ ธิ ภณั ฑศ์ ิลปะสมยั ใหม่
ที่มา: Pini (2010)
ภาพที่ 10 ภาพบันไดอาคาร 4 พ.ศ. 2553 ปากกาลูกลื่น โดย เรวตั แก้วคุณ นักศึกษามหาวทิ ยาลัย
ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
ที่มา: สมศิริ อรโุ ณทัย (ถา่ ยเม่ือ 20 กมุ ภาพนั ธ์ 2558)
159
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
5. ภาพบิดเบือน (Anamorphosis) คือภาพวาดหรือระบายสีท่ีรูปร่างบิดเบือน นิยมทา
กนั ในคริสตศ์ ตวรรษท่ี 18 เปน็ กลวธิ ีทีศ่ ิลปนิ ใชส้ ร้างความแปลกประหลาดใจใหแ้ ก่ผู้ดู โดยใช้วธิ ีตาราง
บนภาพต้นแบบ แล้วลอกภาพน้ันลงในตารางที่บิดเบ้ียว หรือนาภาพต้นแบบมาส่องด้วยวัตถุท่ีทาให้
มองเห็นรปู บิดเบอื น หรืออาจใช้วิธีการปรุเส้นภาพต้นแบบ แลว้ นาไปสอ่ งกับแสงไฟใหแ้ สงผ่านเส้นปรุ
บนพ้ืนระนาบโค้งนูนหรือพ้ืนเรียบ แล้วลอกภาพท่ีปรากฏบนพ้ืนน้ันไว้ ศิลปินท่ีชานาญจะสามารถ
ถ่ายทอดหุ่นน่ิงหรือภาพทิวทัศน์ในลักษณะมุมมองที่แปลกประหลาดหรือซ่อนรูปแปลกๆ ในภาพ
(ไมเยอร์, 2540 : 30) เช่น ภาพหอศิลป์ภาพพิมพ์ (Print Gallery) (ภาพที่ 11-12) ภาพให้ความรู้สึก
เหมือนมองผา่ นกระจกที่มคี วามหนาบางต่างกนั หรอื มองผา่ นเลนส์นนู เลนส์เวา้ อนั เดียวกนั
ภาพที่ 11 ภาพรายละเอยี ดการรา่ งภาพงานหอศิลป์ภาพพมิ พ์ โดย เอ็ม. ซ.ี เอช็ เชอร์
ที่มา: M.C. Escher Foundation (2013)
ภาพท่ี 12 ภาพหอศิลปภ์ าพพมิ พ์ ค.ศ. 1956 ภาพพมิ พห์ ิน โดย เอ็ม. ซ.ี เอช็ เชอร์
ทีม่ า: M.C. Escher Foundation (2013)
160
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
6. ภาพสะท้อน (Reflection) คือการวาดเส้น ภาพที่สะท้อนอยู่ในวัตถุท่ีมีความใส เช่น
กระจก ลูกแก้ว พ้ืนผิวน้า ซ่ึงลักษณะพ้ืนผิวของวัตถุแต่ละชนิดจะสะท้อนภาพแตกต่างกันตาม
ความนูนโค้งของแผ่นกระจก ความกลมของลูกแก้ว ความราบเรียบหรือความกระเพื่อมของผิวน้า
(ภาพท่ี 13-15)
ภาพที่ 13 ภาพการวาดเส้นถา่ ยทอดมุมมองภาพสะทอ้ นจากกระจกหน้ารถตาม ความโค้งของกระจก
โดย มะสุกรี หมี แอ
ทม่ี า: โชติรส เตชะพันธว์ุ ณชิ (2550)
ภาพที่ 14 ภาพระลอกผิวน้า (Rippled Surface) ค.ศ. 1950 หมกึ โดย เอม็ . ซี. เอ็ชเชอร์
ท่ีมา: M.C. Escher Foundation (2013)
161
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ภาพท่ี 15 ภาพมือกับภาพสะท้อนในลูกแก้ว (Hand with Reflecting Sphere) เป็นภาพเหมือน
ศิลปนิ ค.ศ. 1935 ภาพพิมพห์ ิน โดย เอม็ . ซี. เอ็ชเชอร์
ทีม่ า: M.C. Escher Foundation (2013)
บทสรุป
การวาดเส้นสร้างสรรค์ มีการสร้างสรรค์หลากหลาย ทั้งการสร้างสรรค์ด้านเนื้อหา
ด้านรูปแบบ ด้านแนวคิดทัศนภาพและด้านการใช้ส่ือวัสดุและกลวิธี การวาดเส้นสร้างสรรค์ด้าน
แนวคดิ ทัศนภาพ ซ่ึงเปน็ ความคิดเชิงสงั เคราะห์ใหมจ่ ากการบูรณาการสิ่งท่ีมอี ยเู่ ดิม มาโยงสัมพันธ์กัน
เพื่อสรา้ งสิ่งใหม่ เน้นการแสดงออกด้านความคิด กระบวนการสร้างสรรค์ และจินตนาการ ท่ีมีเน้ือหา
สากล สามารถรับรูแ้ ละเขา้ ใจได้ง่าย สร้างความรสู้ ึกแปลกประหลาด น่าทึง่ แก่ผ้ดู ู โดยยงั คงคุณค่าทาง
ความงามในลักษณะงานวาดเส้นสร้างสรรค์ การสร้างสรรค์ด้านแนวคิดทัศนภาพ ได้แก่ ภาพแบบเพ้อฝัน
ภาพจากจิตใต้สานึก ภาพลวงตา ภาพทัศนียภาพวิทยาแบบจินตนาการ ภาพบิดเบือน และภาพ
สะท้อน
เอกสารอ้างอิง
โชติรส เตชะพนั ธุ์วณชิ . (2550). วาดเสน้ -วาดเส้นสรา้ งสรรค.์ ใน วาดเส้นจติ รกรรม. (105-114).
กรงุ เทพฯ: พลัสเพรส.
ถนอมจติ ร์ ช่มุ วงศ์. (2550). การวาดเสน้ . ใน วาดเส้นจติ รกรรม. (หน้า 3-10). กรงุ เทพฯ:
พลัสเพรส.
ไมเยอร์, ราลฟ์ . (2540). พจนานกุ รมศัพท์และเทคนิคทางศิลปะ. (แปลจาก A dictionary of Art
Terms and Techniques โดย มะลิฉตั ร เอ้ืออานนั ท์). กรุงเทพฯ: กรมวิชาการ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
รัจรี นพเกตุ. (2540). จติ วทิ ยาการรบั รู้. กรุงเทพฯ: ประกายพรกึ .
162
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
Descharnes, R. & Neret, G. (2007). Salvador Dali 1904-1989. Volume I. China:
Taschen.
Kleiner, F. S. & Mamiya, C. J. (2005). Art Through the Age. Singapore: Thomson.
M. C. Escher Foundation. (2013). The Magic of M. C. Escher. New York:
Thames & Hudson.
Pini, M. (2010). Master of Drawing. China: Scala.
Rattemeyer, C. (2013). Vitamin D2 New Perspectives in Drawing. London: Phaidon.
Smagula, H. J. (2002). Creative Drawing. London: Laurence King.
163
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
การประเมนิ ความพึงพอใจของลูกคา้
ดว้ ยวธิ ีการวัดความพงึ พอใจของลกู ค้า
EVALUATION OF CUSTOMER SATISFACTION:
METHODS FOR MEASUREMENT OF CUSTOMER SATISFACTION
นทั ธรี า พุมมาพันธ1์ุ *
Natteera Pummapanth
บทคดั ย่อ
องค์การจะยืนหยัดอยู่ได้กุญแจหลักสาคัญคือ “ลูกค้า” เพ่ือการรักษาลูกค้าให้คงอยู่อย่าง
ย่ังยืนตลอดไป องค์การจาเป็นต้องเข้าใจว่าลูกค้าจะคงอยู่กับองค์การน้ัน นอกจากอิทธิพลของ
ผลิตภัณฑ์ท่ีสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้แล้ว ลูกค้าต้องมีความพึงพอใจจากการมี
ประสบการณ์ร่วมกับผลิตภัณฑ์และองคก์ าร เมอ่ื ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ จะนามาซ่ึงการซื้อซา้ และจะ
พัฒนากลายเป็นความภักดีในท่ีสุด ผลิตภัณฑ์แต่ละองค์การสามารถพัฒนา เลียนแบบทา ให้
เหมือนกันได้ แต่ความพึงพอใจจากองค์การท่ีส่งมอบให้กับลูกค้าไม่สามารถลอกเลียนแบบได้
เหมือนกันทงั้ หมด อาจทาไดค้ ล้ายกัน แต่การรบั รขู้ องลกู ค้าจะไมเ่ หมอื นกัน ดงั นั้นการตรวจสอบความ
พงึ พอใจของลูกค้า จงึ มีความสาคัญต่อความสาเรจ็ ขององค์การ เพราะจะทาใหท้ ราบและนาไปพัฒนา
ปรับปรุง ใช้กับลูกค้า เพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด แต่ความพึงพอใจของลูกค้าย่อมแตกต่างตาม
ระดบั ความคาดหวัง ความแตกต่างระหวา่ งบุคคล ความแตกตา่ งของผลิตภัณฑ์หรือองคป์ ระกอบอื่นที่
เก่ียวข้อง ดังน้ันผู้บริหารองค์การควรทาความเข้าใจในการตรวจสอบ เพื่อนาผลท่ีได้มาประยุกต์ใช้ได้
ถูกต้องอยา่ งแท้จริง
คาสาคญั : การประเมิน ความพึงพอใจลูกค้า
ABSTRACT
The key element for an organization to sustain in the business is customers.
To maintain its relationships with the customers, the organization must understand the
needs of the customers; and how these needs can be fulfilled. Satisfaction of
customers leads to repeat business, and eventually develops to greater loyalty.
Products can be imitated; however, customer satisfaction as experienced by customers
is unique because it is customers’ own perceptions, which depend on their expectations,
____________________________________
1คณะบรหิ ารธรุ กจิ สาขาวิชาการตลาด วิทยาลัยเซาธ์อีสทบ์ างกอก
*ผู้นพิ นธ์ประสานงาน Email: [email protected]
165
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
individual differences and product differentiation. Therefore, examining the effects on
customer satisfaction is a key component for the success of an organization. An
understanding of customer satisfaction can help firms to develop strategies for its best
improvement.
Keywords: Evaluation, Customer Satisfaction
บทนา
หากกล่าวถึงการตลาด จะนึกถึงลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายท่ีองค์กรสนใจ ว่ามีความต้องการ
ผลิตภัณฑ์แบบไหน อย่างไร เพ่ืออะไร และองค์การจะดาเนินการอย่างไรเพื่อให้ผลิตภัณฑ์เหล่าน้ัน
ตอบสนองลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายได้ตรงตามความต้องการ อันจะนามาซ่ึงความพึงพอใจ ส่งผลต่อ
การบรรลุเป้าหมายขององค์การ ปัจจุบันตลาดเป็นของลูกค้าอย่างสิ้นเชิง เพราะมีผู้ผลิต ผู้จัดจาหน่าย
มากมาย ส่งผลให้ลูกค้ามีอิทธิพลและมีทางเลือกมาก ลูกค้าจึงพยายามเสาะหาผลิตภัณฑ์ที่สามารถ
ตอบสนองความต้องการของตนเองให้ได้มากท่ีสุด ทาให้องค์การต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยอยู่
เสมอเพื่อตอบสนองลูกคา้ มากท่ีสุด และสร้างความไดเ้ ปรียบทางการแข่งขัน โดยเฉพาะปัจจุบนั ลูกค้า
มคี วามต้องการที่แตกต่าง หลากหลาย แยกย่อยซอยออกเป็นหลายกลุ่ม และในความแตกต่างของแต่ละ
กลุ่ม จะมีความคาดหวังท่ีสูงแตกตา่ งจากอดีต ท้งั จากคณุ ภาพในตัวผลิตภัณฑ์แล้วยังมีความต้องการท่ี
นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ด้วยเพ่ือให้เหมาะสมกับต้นทุน (เงิน เวลา ความรู้สึก ความคาดหวัง การรอ
คอย) ทลี่ ูกค้าจา่ ยออกไป ดังนั้นไม่ว่าลูกค้าต้องการแบบใดในความคาดหวัง หากลูกค้ามีความพอใจจาก
การใชผ้ ลิตภัณฑ์หรือมีประสบการณ์ร่วม จะส่งผลต่อการซอื้ ซ้า จากการซ้ือซ้าจะกลายเป็นความภักดี
และมากกว่าความภักดจี ะกลายเปน็ ความหลงใหลต่อผลิตภณั ฑน์ ้ันก็ได้ ดังน้นั การทาให้ลูกค้าพึงพอใจ
จึงเป็นเหตุผลสาคัญในลาดับต้น ท่ีองค์การควรให้ความสาคัญเพื่อการสร้างความได้เปรียบทางการ
แข่งขัน การเพ่ิมความภักดีของลูกค้าจะช่วยองค์การมีรายได้สูงข้ึนในอนาคตและกระจายข่าวมีการ
บอกต่อ (Word of Mouth) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ (Anderson & Fornell, 2000)
แม้ว่าราคาจะเปลี่ยนแปลงสูงข้ึน ลูกค้าก็จะซ้ือเพราะมีความจงรักภักดี อันเป็นผลมาจากความพึง
พอใจนัน่ เอง แต่หากไมพ่ ึงพอใจความจงรักภกั ดีไมเ่ กดิ ลกู คา้ ก็ไม่ซื้อซ้า (Christina & Germa, 2002)
องค์การจะยืนหยัดและเตบิ โตได้ ประเด็นหลักคือลกู คา้ ท่ีมาใชผ้ ลติ ภัณฑ์ขององค์การ ทาให้
เกิดประสบการณ์ร่วมกับผลิตภัณฑ์ขององค์การ ซ่ึงรวมท้ังด้านสินค้าและบริการ หากลูกค้าเกิดความ
พึงพอใจไม่ว่าด้านผลิตภัณฑ์ หรือด้านอื่น ๆ ในภาพรวมขององค์การ จะส่งผลต่อการซ้ือซ้าทาให้
องค์การมรี ายได้และสามารถอยู่ได้ในตลาด ดงั นั้นการทาให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจจึงเป็นสิ่งท่ีสาคัญ
สาหรับองค์การซ่ึงไมค่ วรมองข้าม และควรมีการพฒั นาอย่างตอ่ เนื่องอยเู่ สมอ เพื่อสนองตอบตอ่ ความ
ตอ้ งการลูกค้าให้ได้มากทส่ี ุด
ความหมายความพงึ พอใจ
ความพงึ พอใจเป็นระดับความรสู้ ึกจากการประเมินระหว่างความคาดหวังต่อผลติ ภัณฑ์และ
องค์การก่อนและหลังมีประสบการณ์ร่วม ความพึงพอใจจะเกิดข้ึนหลังจากลูกค้าประเมินสินค้าและ
166
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
บริการที่ตนเองเข้ารับบริการแล้ว (Tse & Witon, 1998, Oliver, 1980, โกมล ดุมลักษณ์ และคณะ,
2558) เพ่ือความพึงพอใจของลูกค้าเป็นผลมาจากการเปรียบเทยี บระหวา่ งความคาดหวังของลูกค้ากับ
ผลงานท่ีลูกค้ารับรู้จากผลิตภัณฑ์และองค์การ (Kotler, 1997, อนุวัติ สงสมและชาลี ไตรจันทร์,
2555) มีการอธบิ ายว่าทัศนคติและความพึงพอใจเป็นเรื่องเดียวกัน สามารถใช้แทนกันได้ ผลจากการ
ทีล่ ูกค้าเข้าไปมีส่วนร่วมในผลิตภัณฑ์และองค์การ หากลูกค้ามีความพึงพอใจ จะเกิดทัศนคติด้านบวก
แต่สาหรับทัศนคติด้านลบจะแสดงจากความไม่พึงพอใจ (Vroom et al., 1964) การบริโภคท่ีลูกค้ามี
ความพึงพอใจจะส่งผลต่อความยินดีในการซื้อซ้าและช่วยบอกต่อ สนับสนุนให้ผู้อ่ืนซื้อ แต่หากลูกค้า
ไม่พอใจอาจจะเปลี่ยนไปซื้อตราสินค้าอื่นแทน และยังอาจแพร่กระจายข้อมูลให้ผู้อ่ืนได้รับรู้อีกด้วย
(Schiffman & Wisenblit, 2015)
ความพึงพอใจเป็นการประเมินผล จากการท่ีลูกค้ามีประสบการณ์ร่วมซ่ึงจะแสดงผล
ออกมาหลังการรับรู้ โดยเปรียบเทียบผลท่ีได้รับจากผลิตภัณฑ์และองค์การกับความคาดหวัง หาก
ลูกค้ามีความพอใจก็จะกลับมาการซื้อซ้า และอาจเพิ่มความถี่ในการซื้อซ้าจนส่งผลเปลี่ยนเป็น
ความภักดี ตรงกันข้ามหากลูกค้าไม่พึงพอใจ การซ้ือซ้าก็จะไม่เกิดข้ึน เน่ืองจากไม่มีความต้องการ
ผลิตภณั ฑน์ นั้ และอาจมีการบอกต่อในทางลบ กจ็ ะสง่ ผลเสียตอ่ องคก์ าร
ความสาคัญความพงึ พอใจของลูกคา้
ความพึงพอใจเก่ียวข้องในหลายกิจกรรมขององค์การ ส่งผลต่อการบริหารจัดการนามาซ่ึง
การเปล่ียนแปลงวิธีการดาเนินงานขององค์การ ส่งผลต่อส่วนครองตลาด สร้างความแข็งแกร่งและ
สภาพคล่องทางการเงินให้กับองค์การ การรับรู้ความพึงพอใจของลูกค้า มีประโยชน์ในระยะยาวต่อ
องค์การในการวางแนวทางกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อสร้างความจงรักภักดีให้กับลูกค้า ส่งผลต่อการ
จัดจาหน่ายและนารายได้สู่องค์การ การเพ่ิมรายได้ให้กับองค์การ ทาให้องค์การมีกาไรอย่างต่อเนื่อง
ในระยะยาว (Aaker, 1992, Reicheld, 1996) มีงานวิจัยที่อธิบายผลสนับสนุนความพึงพอใจของ
ลกู ค้ามีผลต่อความภักดีในผลิตภัณฑ์ในตราย่ีหอ้ เก่ียวข้องกับผลกาไรขององค์กร (Oliver, 1980) ทา
ให้เกิดการซื้อซ้าและมีการบอกต่อเป็นอิทธิพลสาคัญในการสร้างความตั้งใจในการซื้อ (Hallowell,
1996) เช่นเดียวกับความพึงพอใจของลูกค้าและความจงรักภักดีคือการซ้ือซ้าของลูกค้าอยู่บนพ้ืนฐาน
องค์ความรู้ท่ีมีการประเมินหลังการใช้และปัจจัยต่าง ๆ เป็นไปในทางบวกคือตรงตามความต้องการ
(Jacoby, 1971) โดยความจงรักภักดีในตราสินค้าน้ันได้รับผลกระทบทางตรงจากความพึงพอใจของ
ลูกค้าในระดับมาก (Tsai, 2004) ความพึงพอใจจึงเป็นการสร้างกระแสการบริโภค โดยที่ระดับความ
พงึ พอใจจะถูกวัดจากการซื้อผลิตภัณฑ์ซ้า ดังนั้นความพึงพอใจของลูกค้าจึงเป็นเสมือนทัศนคติท่ีมีอยู่
โดยใชป้ ระสบการณ์ทผี่ า่ นมาทาการตดั สินใจ สง่ ผลให้ยอดจาหนา่ ยสูงขน้ึ และกาไรของกจิ การเพ่ิมมาก
ขึ้นด้วย ความพึงพอใจของลูกค้าส่งผลให้เกิดความเป็นลูกค้าที่ดีทั้งในด้านการบอกต่อ การติชมและ
ความตง้ั ใจซือ้ ผลิตภณั ฑ์ซ้า (มนตรี พิรยิ ะกุล และบญุ ฑวรรณ วงิ วอน, 2553)
ความพึงพอใจของลกู ค้ามีบทบาทและความสาคัญตอ่ องค์การ เพราะหากลูกค้าไม่พึงพอใจ
ไม่ว่าจะส่วนใด จะเก่ียวขอ้ งหรือไมเ่ กีย่ วข้องกับผลิตภณั ฑ์ก็ตาม อาจจะนามาซึ่งผลกระทบต่อองค์การ
ในด้านลบ การสร้างให้ลูกค้าพึงพอใจจนเกิดการซื้อซ้า จะช่วยลดต้นทุนให้กับองค์การ ลูกค้าที่มี
ประสบการณ์รว่ มจะทราบถงึ คุณภาพของผลติ ภณั ฑ์และคุณภาพดา้ นอ่ืน ๆ ในภาพรวมขององคก์ ารได้
167
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
เป็นอย่างดี แต่บุคคลท่ียังไม่มีประสบการณ์ร่วมจะยังไม่ทราบ ยังไม่มีความแน่ใจและยังไม่พร้อมใน
การเข้ามามีประสบการณ์ร่วม ทาให้องค์การต้องใช้การดาเนินงานในหลายรูปแบบเพื่อกระตุ้น ชักจูง
บุคคลเหล่านน้ันให้มีความคิดเห็นคล้อยตาม ซึ่งต้องใช้การลงทุนท้ังสิ้น ถือเป็นต้นทุนในการ
ดาเนินงานขององคก์ าร
รูปแบบการวัดความพงึ พอใจลกู ค้า
การวัดความพึงพอใจมมี านานพอกับที่เกิดการตลาด เน่ืองจากทุกองค์การพยายามที่จะทา
ให้ลูกค้าเกิดความพอใจ การวัดความพึงพอใจเป็นการค้นหาความหลากหลายท่ีเก่ียวข้องกับของ
ปัญหาของลูกค้าที่มีประสบการณ์ร่วม เพ่ือนาผลมาพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น ทาให้มีโมเดลในการวัด
มากมาย การวัดความพึงพอใจจะเก่ียวข้องกับด้านอุตสาหกรรมและด้านเศรษฐกิจ คือ ด้าน
อตุ สาหกรรม องค์การจะใช้ความพยายามเพื่อการผลิตและการบริการในการตอบสนองความต้องการ
เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจและกลับมาซ้ือซ้า ทาให้องค์การมีรายได้ เก่ียวกับด้านเศรษฐกิจโดยรวมของ
ประเทศ หากลูกค้าพอใจ กลับมาซ้ือซ้า อุตสาหกรรมน้ันก็มีรายได้ หากทุกอุตสาหกรรมมีรายได้ ที่
สูงขึ้นอย่างต่อเน่ือง จะส่งผลต่อการเพ่ิมข้ึนของรายได้โดยรวมกับประเทศ ดังนั้นแต่ละประเทศจึง
พยายามหาวธิ ีการเพื่อวดั ความพงึ พอใจของลกู ค้า (คานวล ชมู ณี, 2554) บทความนผ้ี เู้ ขยี นขอนาเสนอ
ACSI Model (Fornell et al., 1996) และ ECSI Model (ECSI Technical Committee, 1998)
เนื่องจากเป็นโมเดลที่เกิดขึ้นในลาดับต้น ๆ และได้รับการยอมรับในการนาไปประยุกต์ใช้ โดยคณะ
Professor Claes Fornell ผู้อานวยการNational Quality Research Center มหาวิทยาลัยมิชิแกน
ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกแบบ ACSI : American Customer Satisfaction Index (Fornell et
al., 1996) ซึ่งเป็นเคร่ืองมือวัดความพึงพอใจของลูกค้า และนามาคาดการณ์เศรษฐกิจโดยรวมใน
ระดับอุตสาหกรรมและระดับประเทศ มีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลแนวโน้มใน
อนาคตขององค์การ ว่าจะสามารถขายผลิตภัณฑ์ได้มากน้อยเพียงใด เป็นการวัดความพึงพอใจของ
ลูกค้าจากการมีส่วนร่วมและไดร้ ับประสบการณจ์ รงิ ข้อดีของโมเดลน้ีคอื ความแน่นอนไม่เอนเอียงของ
ผลลัพธ์ท่ีวัด และสามารถนาผลมาเทียบเคียงกันได้ ดังน้ันคะแนนที่ได้จากการประเมินสามารถนามา
ประมวลผลในระดับอุตสาหกรรม ระดับภาคการผลิตหรือบริการ และระดับประเทศได้ ใน
ขณะเดียวกันก็สามารถเปรียบเทียบระหว่างองค์การ เพื่อสะท้อนความสามารถในการแข่งขัน โดยมี3
ปจั จยั ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าประกอบด้วย ความคาดหวงั ของลกู คา้ คณุ ภาพที่ลูกค้าได้รับ
และการรับรู้คุณค่าของลูกค้า ความพึงพอใจน้ีหากเป็นไปในทางบวกจะส่งผลเกิดความภักดีของลูกค้า
หากเป็นไปในทางลบจะส่งผลเกิดข้อร้องเรียนของลูกค้าเช่นกัน (ทศพล ระมิงวงศ์, 2551,ณัฐพัชร์ ล้อ
ประดิษฐพ์ งษ,์ 2555) แสดงดงั ภาพท่ี 1 อธบิ ายดงั นี้
168
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
Perceived Perceive Overall Customer
Quality d Value Customer Complain
Satisfaction
Customer t
Expectations (ACSI)
Customer
Loyalty
ภาพท่ี 1 ACSI Model: American Customer Satisfaction Index
ทีม่ า Fornell, Johnson, Anderson, Cha & Bryant (1996)
จากตวั แปรภาพที่ 1 อธิบายไดด้ ังน้ี
ความคาดหวังของลูกค้า (Customer Expectations) เม่ือองค์การนาเสนอขอ้ มลู ข่าวสารที่
เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ออกไปก็เสมือนเป็นคามั่นสัญญาที่ลูกค้าคาดหวังว่าจะได้รับจากการใช้ผลิตภัณฑ์
นัน้ ซึ่งจะเปน็ ไปตามคาดหวงั หรือไมน่ ั้นลูกค้าต้องมีการใชห้ รอื ประสบการณ์รว่ มกับผลติ ภณั ฑ์น้ันก่อน
จงึ จะสามารถตดั สนิ คา้ ได้ว่าเป็นอย่างไร
การรับรู้คุณภาพ (Perceived Quality) เมื่อลูกค้ามีประสบการณ์ร่วมกับผลิตภัณฑ์จะ
สามารถประเมินคุณภาพได้ว่าเป็นอย่างไรส่งผลต่อการรับรู้ของลูกค้าโดยคุณภาพในสายตาลูกค้าอาจจะ
ประเมินจากภาพรวมของผลิตภัณฑ์ในการตอบสนอง การแก้ปัญหาให้กับลูกค้าว่าได้รับมากเพียงใด
ตลอดจนคุณภาพในด้านอื่น ๆ เช่น ด้านช่ือเสียง ด้านความน่าเชื่อถือ ด้านความเหมาะสมระหว่าง
คุณภาพผลิตภณั ฑ์กับราคา เปน็ ตน้
การรับรู้คุณค่า (Perceived Value) สาหรับลูกค้าคุณค่ามาจากการเปรียบเทียบระหว่าง
ราคาหรือต้นทุนท่ีจ่ายเปรียบเทียบกับส่ิงที่ลูกค้าได้รับจากการใช้ผลิตภัณฑ์น้ันว่ามีความเหมาะสม
หรือไม่หากลูกค้าประเมินว่าเหมาะสมคุณค่าในการรับรู้ของลูกค้าก็จะเกิดขึ้นแต่ในทางตรงกันข้าม
หากไมม่ ีความเหมาะสมคุณค่าในการรับร้ขู องลกู คา้ กจ็ ะไมเ่ กิดและอาจนาไปสู่การร้องเรียนได้
ข้อร้องเรียนของลูกค้า (Customer Complaints) จากประสบการณ์ร่วมการใช้ผลิตภัณฑ์
ท่ไี ม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หรือไม่เป็นไปตามข้อมูลที่ลูกค้าได้รับความไม่พอใจ
จึงเกิดข้ึนและอาจตามมาด้วยการร้องเรียน ทั้งน้ีความไม่พอใจอาจมาได้จากหลายปัจจัยที่เก่ียวข้อง
ได้แก่ จากคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ การบริการ สถานท่ี บุคลากร เป็นต้น ซึ่งหากไม่พอใจจากการได้รับก็
จะเกิดการรอ้ งเรยี นตามมาและไม่กลับมาซ้ือซ้าในทส่ี ุดลูกค้าก็จะสูญหายไป
ความภักดีของลูกค้า (Customer Loyalty) ในทางตรงกันข้ามลูกค้ามีประสบการณ์ร่วม
จากการใช้ผลติ ภัณฑ์สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้และเป็นไปตามข้อมลู ที่ลูกค้าได้รับ
169
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ลูกค้าจะเกิดความพึงพอใจนามาซ่ึงการซ้ือซ้าและจากการซ้ือซ้าจะกลายเป็นความภักดีที่มีให้ต่อตรา
ยีห่ อ้ นนั้ ในท่ีสดุ
ด้ า น ตั วช้ี วั ดแบบ ECSI : European Customer Satisfaction Index (ECSI Technical
Committee, 1998) ถูกพัฒนาและนามาใช้ใน ค.ศ. 1999 โดยคณะกรรมาธิการยุโรปกับมูลนิธิเพื่อ
การจัดการคณุ ภาพและองค์การยุโรปเพ่ือคณุ ภาพ (จริ ฐั เจนพ่ึงพร และ พัชรา พัชราวนชิ , 2555) โดย
มีต้นแบบมาจาก ACSI จึงทาให้ ECSI มีความใกล้เคียงกับ ACSI แต่มีการปรับเปลี่ยน มิติด้านเทคนิค
และมิติด้านการทางาน ภาพลักษณ์ ราคา และด้านความภักดีของลูกค้า โดยพิจารณาจาก ความ
ไว้วางใจและการซ้อื ซ้า เข้ามาเพมิ่ เติม เครื่องมอื การวัดแบบ ECSI ออกแบบมาเพื่อเป็นพน้ื ฐานในการ
เลือกกลยุทธ์ทางการตลาดที่มีความเหมาะสมในการดาเนินงานให้กับองค์การ มีการศึกษาโดย
ประยกุ ต์ตัวแบบของ ECSI เขา้ ไปเพอ่ื ศกึ ษาความพึงพอใจลกู คา้ โดย (Lee & Bellman, 2008) ศึกษา
โมเดลความภักดีของลกู คา้ ประเภทธรุ กจิ บรกิ ารดา้ นการเงินโดยใช้ ECSI Model กับ 7 ตวั แปร ไดแ้ ก่
ภาพลักษณ์องค์การ ความคาดหวังของลูกค้า คุณภาพด้านอุปกรณ์ คุณภาพด้านคน คุณค่าที่ลูกค้า
ได้รับ ความพึงพอใจของลูกค้า และความภักดขี องลูกค้า เชน่ เดียวกับการวิเคราะห์ความพึงพอใจและ
ความจงรักภักดีของลูกค้าต่อโรงแรมราคาประหยัด ด้วยตัวแบบ ECSI โดยศึกษา ภาพลักษณ์โรงแรม
คุณภาพพนักงาน คุณภาพห้องพัก และราคา (จิรัฐ เจนพ่ึงพร และ พัชรา พัชราวนิช) และสอดคล้อง
กับ (Mojtaba & Mahnoosh, 2012) ศึกษาเก่ียวกับความพึงพอใจลูกค้าโดยใช้ ECSI Model กับ
ธุรกจิ โรงแรมระดบั ห้าดาว โดยการศกึ ษาตวั แปรประกอบดงั ภาพที่ ดงั ภาพท่ี 2
Image Perceived Customer Turst
Value Satisfaction
Technical Repurchase
Dimension Intention
Functional
Dimension
Price
ภาพท่ี 2 Hypothesized ECSI Model
ที่มา (Mojtaba & Mahnoosh, (2012)
และจากภาพท่ี 2 สามารถอธบิ ายตัวแปรไดด้ ังนี้
ภาพลักษณ์ (Image) เป็นภาพรวมท้ังหมดท่ีมาจากการรับรู้ของลูกค้าที่มีประสบการณ์
ร่วมกับองค์การ โดยเทียบเคียงกับสิ่งท่ีคาดหวังว่าจะได้รับ และจะส่งผลต่อความพึงพอใจ ถ้าสิ่งที่
ได้รบั เป็นไปตามทค่ี าดหวัง ภาพลกั ษณ์น้อี าจจบั ตอ้ งได้ เชน่ ลกั ษณะทางกายภาพ สถานท่ีสวยงาม ร่ม
ร่ืน และอาจจบั ต้องไมไ่ ด้เช่น ช่อื เสียงองค์การเป็นตน้
170
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
คุณภาพ (Quality) เป็นผลท่ีลูกค้าได้รับจากประสบการณ์ร่วม แล้วนามาเปรียบเทียบกับ
ความคาดหวังก่อนได้รับประสบการณ์ร่วม หากผลเป็นตามที่คาดหวังก็จะเกิดความพึงพอใจและการ
รบั รู้คุณภาพก็จะเกิดข้ึน ตรงกันข้ามหากผลไม่เป็นตามคาดหวังความไม่พึงพอใจลูกค้าก็จะเกิดข้ึนและ
ลูกค้าจะรับรู้ถึงการไม่มีคุณภาพ ทั้งนี้คุณภาพพิจารณาจากด้านเทคนิค (Technical Dimension) และ
คณุ ภาพด้านการทางานของผลิตภณั ฑ์ตามหน้าที่ (Functional Dimension)
ราคา (Price) จะแพงหรือถกู กไ็ ด้แต่หากเหมาะสมกับคุณภาพของผลิตภณั ฑห์ รอื ภาพรวมท่ี
เก่ียวขอ้ งกับราคาท่ีลูกคา้ ลงทุนก็จะสง่ ผลตอ่ ความพอใจหรือไมพ่ อใจหากราคาไม่เหมาะสม
การรับรู้คณุ ค่า (Perceived Value) เช่นเดียวกับ ACSI เป็นการเปรียบเทียบระหว่างราคา
หรือต้นทุนที่จ่ายเปรียบเทียบกับสิ่งท่ีลูกค้าได้รับจากการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นว่ามีความเหมาะสมหรือไม่
แต่ทั้งน้ีจะมีการแยกออกเป็นการรับรู้คุณค่าส่ิงท่ีจับต้องได้และสิ่งท่ีจับต้องไม่ได้เพราะธุรกิจบริการไม่
สามารถจับต้องไดแ้ ต่ลกู ค้ารับรู้ได้ด้วยความรู้สกึ
ความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction) การรับรู้หลังประสบการณ์ร่วมท่ีเกิด
หากไปเปน็ ตามคาดหวัง ตามการรับรูแ้ ละเหมาะสมกับต้นทุนทีจ่ ่ายความพึงพอใจก็จะเกิดและกลับมา
ซ้อื ซา้ (Repurchase Intention) เพราะมคี วามไว้วางใจ (Trust) ในผลิตภัณฑ์
สรุป
ผู้เขียนเห็นว่าทั้งสองโมเดลมีเป้าหมายใกล้เคียงกัน คือต้องการให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ
อันจะนามาซึ่งการซื้อซ้าและเปลี่ยนเป็นความภักดีในที่สุด แต่อาจต่างท่ีมิติของการวัด ซึ่งจากการ
ทบทวนวรรณกรรม พบว่า ACSI Model เน้นด้านความคาดหวังลูกค้า การรับรู้คุณภาพและการร้บรู้
คณุ ค่า ซ่งึ ส่งผลต่อความพึงพอใจและเกดิ ความจงรักภักดีของลูกคา้ เป็นการวัดในระดบั มหภาคเพราะ
นาผลที่ได้ไปคาดการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจระดับประเทศ สาหรับ ECSI Model เน้นการรับรู้คุณค่า
ของลูกค้า ซึ่งมาจาก ภาพลักษณ์ มิติด้านเทคนิค มิติด้านการทางาน และเร่ืองของราคา ส่งผลต่อ
ความพึงพอใจลูกค้าและเกิดความจงรักภักดีของลูกค้าเช่นกัน เป็นการคาดการณ์ระดับองค์การ
เพราะผลท่ีได้นาไปวางแผนกลยุทธท์ างการตลาดใหก้ ับองค์การ จากความพึงพอใจลูกค้าจาก 2 โมเดล
หากนามาประยุกต์ตามความเห็นผู้เขียนที่มาของความพึงพอใจประกอบด้วย ความ คาดหวัง
(Expected) คุณภาพ (Quality) คุณค่า (Value) ราคา (Price) ภาพลักษณ์ (Image) ซ่ึงส่งผลต่อ
ความภักดีของลูกค้า (Customer Loyalty) โดยความภักดีของลูกค้าพิจารณาได้จาก 1) ปริมาณของ
ลูกค้า (Customer Quantity) คือการพิจารณาการคงอยู่ของลูกค้าเก่าและการเพิ่มขึ้นของลูกค้าใหม่
2) พฤติกรรมลูกค้า (Customer Behavior) คือการพิจารณาการกลับมาซ้ือซ้า และสนับสนุนในการ
กระจายข้อมูลเพื่อการจัดจาหน่ายและ 3) การสารวจ (Survey) คือ ศึกษาความคิดเห็นของลูกค้าที่มี
ต่อผลิตภัณฑ์ขององค์การหลังจากมีประสบการณ์ร่วมว่าชอบหรือไม่ชอบผลิตภัณฑ์ และองค์การ
หรอื ไม่ ดังภาพท่ี 3
171
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ความคาดหวงั ความพึง ความภกั ดี ปรมิ าณลูกค้า การคงอยขู่ องลูกค้า
คุณภาพ พอใจ ลกู ค้า พฤติกรรมลกู ค้า
คุณคา่ ลกู คา้ การสารวจลกู คา้ การเพมิ่ ขนึ้ ของลกู ค้าใหม่
ราคา การสนับสนนุ
ในการกระจายข้อมลู
ภาพลกั ษณ์ การกลับมาซอื้ ซ้า
ชอบ / ไมช่ อบ / เฉย ๆ
ภาพที่ 3 การวดั ความพึงพอใจลกู คา้
ท่ีมา สรา้ งขน้ึ จากการทบทวนวรรณกรรม
จากภาพท่ี 3 ความพึงพอใจของลูกค้ามาจาก ความคาดหวังของลูกค้า (ซึง่ แต่ละบุคคลอาจ
มไี ม่เทา่ กัน) คุณภาพท่ีลกู คา้ ไดจ้ ากประสบการณ์ คณุ ค่าที่ลกู ค้ารับรู้ได้โดยมีราคาเป็นตัวเปรียบเทยี บ
ในลักษณะการประเมิน และภาพลักษณ์ซึ่งสามารถจับต้องได้ เช่นลักษณะทางกายภาพ และจับต้อง
ไม่ได้ เช่น การบริการ ส่งผลต่อความพึงพอใจ กลายเป็นความจงรักภักดี เม่ือเกิดความจงรักภักดี จะ
แสดงออกในพฤติกรรมการซ้ือซ้า หรือ ให้ข้อมูลต่อกับบุคคลอ่ืน ดังนั้นแต่ละองค์การควรทาความ
เข้าใจในผลิตภัณฑ์ที่จาหนา่ ยในตลาด และพฤติกรรมลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหลักและกลุ่มเป้าหมายรอง
เพื่อสร้างความพอใจสูงสุดให้กับลกู ค้า การตรวจสอบความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่องและนามา
ปรับใช้ให้ทันต่อความต้องการน้ัน จะช่วยสร้างความพึงพอใจได้ โดยรูปแบบวิธีการวัดความพึงพอใจ
ACSI Model และ ECSI Model เน้นเป้าหมายคล้ายกันคือความพึงพอใจของลูกค้าและเกิดความ
จงรักภักดี แต่ควรพิจารณาถึงความเหมาะสมสอดคล้องกบั ธุรกิจและผลิตภณั ฑ์ท่ีดาเนินงาน หรืออาจ
ตอ้ งมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่มีการเปล่ียนแปลงอย่างต่อเนอ่ื งและรวดเร็วของตลาด เพ่ือให้
เกิดความสาเรจ็ และส่งผลต่อความอยู่รอดขององค์การต่อไปในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
โกมล ดมุ ลักษณ์, กฤษณา ปลง่ั เจรญิ ศร,ี วเิ ชียร ศรพี ระจันทร์ และบณั ฑติ ผังนิรันดร์. (2558).
บพุ ปัจจัยทส่ี ง่ ผลตอ่ ความจงรักภักดตี ่อจุดหมายปลายทางการทอ่ งเที่ยวของนักท่องเท่ยี ว
จังหวดั ภเู ก็ต. Journal of the Association of Researchers. 20(2). 81-93.
คานวล ชูมณี. (2554). โมเดลแสดงอิทธิพลของคณุ ภาพบริการของโรงแรมในกลมุ่ จังหวัด
ทะเลอันดามนั ต่อความจงรักภักดีของนักท่องเทยี่ ว. วารสารการประชุมวชิ าการ คร้ังท่ี 8
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกาแพงแสน. 1105-1114.
จิรฐั เจนพงึ่ พรและพชั รา พัชราวนชิ . (2555). การวเิ คราะห์ความพงึ พอใจและความจงรักภกั ดี
ของลูกค้าโรงแรมราคาประหยดั ด้วยตัวแบบ ECSI. กลุม่ การบรหิ ารธรุ กิจ
อสงั หาริมทรัพย์ คณะพาณิชยศาสตรแ์ ละการบัญชี มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์. 573-590.
172
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
ณัฐพัชร์ ลอ้ ประดิษฐ์พงษ.์ (2555). ดชั นคี วามพึงพอใจลูกคา้ ไทย: ตัวชีว้ ดั ท่ถี กู ลมื . Customer
and Market Focus. (54): 2. 1-7.
ทศพล ระมิงวงศ.์ (2551). วดั ศกั ยภาพจากมุมมองของลูกค้า. Customer and Market Focus.
Productivity Word SS. November – December. 55-59.
มนตรี พิรยิ ะกุล และบุญฑวรรณ วงิ วอน. (2553). ตวั กาหนดการรับรู้ผลการดาเนินงานการรบั รู้
ถึงความรับผดิ ชอบทางสังคม การรับรู้คณุ ภาพสินคา้ /บริการและพฤติกรรมการเปน็ ลูกค้า
ทดี่ ีของหา้ งคา้ ปลกี สมยั ใหม่ในเขตภาคเหนอื ตอนบน. วารสารบริหารธุรกจิ
ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ. 1(1): 1-19.
อนุวัต สงสม และชาลี ไตรจันทร.์ (2555). กรอบแนวคิดเชงิ ทฤษฏสี าหรับการวิเคราะห์ความภักดี
ของลกู คา้ รา้ นปลีกแบบดั้งเดิม. วารสารสงขลานครินทรฉ์ บับสังคมศาสตร์และ
มนุษยศาสตร์. 8(2): 36-62.
Aaker, D. A. (1992). The Value of Brand Equity. Journal of Business Strategy.
13(4): 27-32.
Anderson, E. W. & Fornell, C. (2000). Foundations of the American Customer
Satisfaction Index. Total Quality Management. 11(7).
Chritina O’Loughlin & Germa Coenders. (2002). Application of the European
Customer Satisfaction Index to Postal Service Structural Equation
Models Versus Least Square. Department Economia Universitat de Girona.
ECSI Technical Committee. (1998). European Customer Satisfaction Index
Foundation and Structure for Harmonized Nation. Pilot Projects ECSI.
Fornell, C., Johnson, M. D., Anderson, E. W., Cha, J., & Bryant, B. E. (1996).
The American Customer Satisfaction Index: Nature, Purpose and Findings.
Journal of Marketing. 60(October 1996): 7-18.
Hallowell, R. (1996). The Relationships of Customer Satisfaction: Customer Loyalty
and Profitability, An Empirical Study. International Journal of Service
Industry Management. 7. 27-42.
Jacoby, J. (1971). A Model of Multi Brand Loyalty. Journal of Advertising
Research. 11. 25-31.
Kotler, P. (1997). Marketing Management: Analysis Planning Implement and
Control. (9thed.). Prentice-Hall.
Lee, Y. M., & Bellman, S. (2008). An Augmented Model of Customer Loyalty for
Organizational Purchasing of Financial Service.Journal of Business
Marketing. 15 (3). 290-322.
Leon, G. Schiffman & Joseph L. W. (2015). Consume Behavior. (11thed.).
Pearson Education Limited.
173
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
Mojtaba, K., Seyed, A. M. & Mahnoosh, G. (2012). The Application of European
Customer Satisfaction Index Model in Determining the Antecedents of
Satisfaction, Trust and Repurchase Intention in Fives Star Hotel in Shiraz,
Iran. Journal of Business Management. 6(1). 6103-6113.
Oliver, R. L. (1980). A Cognitive Model of the Antecedents and Consequences of
Satisfaction Decisions. Journal of Marketing Research. 17(4). 460-469.
Reicheld, F. (1996). The Loyalty Effect: The Hidden Force behind Growth Profits
and Lasting Value. Boston. MA: Harward Business.
Tsai, Kun-Hua. (2004). An Examination of the Effect of Brand Image, Perceived
Risk and Customer Satisfaction on Brand Loyalty. An Empirical Study of
Competitive Brand of Laptop Computer in Taiwan. Master’s Thesis National
Cheng Kung University.
Tse, D., & Witon, C. (1998). Models of Consumer Satisfaction: An Extension. Journal
of Marketing Research. 25 (2). 204-212.
Vroom, W. H. (1964). Working and Motivation. New York: John Wiley and Sons.
174
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษใหก้ ับผู้เรียนยุค THAILAND 4.0
ENGLISH LANGUAGE LEARNING MANAGEMENT FOR LEARNERS
IN THE PERIOD OF THAILAND 4.0
สมบัติ คชสิทธ์ิ1* จันทนี อนิ ทรสตู 1 และ ธนกร สุวรรณพฤฒ1ิ
Somat Kotchasit, Chantanee Indrasuta and Tanagorn Suwamaprut
บทคัดย่อ
Thailand 4.0 เป็นโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน โดยรัฐได้กาหนด
วิสัยทัศน์ไว้ว่า “มั่นคง มั่งค่ัง และยั่งยืน” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Value-
Based Economy” หรือเศรษฐกิจที่ขับเคล่ือนด้วยนวัตกรรม การจัดการศึกษาในปัจจุบัน มุ่งเน้น
การสร้างทรพั ยากรบุคคลให้มคี วามรู้ ทักษะ และความสามารถทจี่ าเป็นต่อการดารงชีวิตในศตวรรษที่ 21
(21st Century Skills) โดยครอบคลุมทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ทักษะด้านศีลธรรมจรรยาบรรณ และ
ทักษะภาษาตา่ งประเทศ ส่งเสรมิ การคดิ สร้างสรรค์นวัตกรรมและผลผลิตใหม่ ๆ การใชเ้ ทคโนโลยีและ
ข้อมูลข่าวสารเป็นตัวขับเคล่ือน และคนไทยในยุคน้ีจาเป็นต้องมีทักษะความเป็นนานาชาติ
(Internationalization Skills) อนั เปน็ ความรูค้ วามสามารถในการดารงชีวิตอยู่ในสังคมโลกทเ่ี ชอ่ื มโยง
ถึงกันได้ รู้และเข้าใจความแตกต่างของบุคคลต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural
Understanding) แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลข่าวสาร และสามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้ ภาษาอังกฤษ
จึงมีบทบาทสาคัญเป็นอย่างย่ิงในฐานะภาษาสากล (English as Global Language) ท่ีนิยมใช้
ติดต่อสื่อสารกันในสังคมโลกและนับเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเข้าถึงผู้คนบนโลกได้ แม้การศึกษา
ของไทยจะให้ความสาคญั กับภาษาอังกฤษและจัดใหม้ หี ลกั สูตรวิชาภาษาองั กฤษสอนในโรงเรียนต้ังแต่
ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่การจัดเรียนการสอนภาษาอังกฤษของไทยนับว่ายังไม่ประสบ
ความสาเร็จเท่าที่ควร เห็นได้จากผลสัมฤทธ์ิการเรียนภาษาอังกฤษของผู้เรียน ยังไม่อยู่ในระดับ
ทพ่ี ึงพอใจนัก โดยเฉพาะปญั หาดา้ นทกั ษะการสอ่ื สารภาษาองั กฤษได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ
แนวคิดทฤษฎีการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศ (English as a
Second Language or English as a Foreign Language) ทัว่ โลกในปัจจบุ ัน ใหค้ วามสาคัญเกย่ี วกบั
สมรรถนะทางการส่ือสาร (Communicative Competency) การจัดการเรียนการสอนจะมุ่งเน้นให้
ผู้เรียนภาษาสามารถใช้ภาษาส่ือสารในสังคมโลกได้จริง พัฒนาผู้เรียนภาษาให้มีความรู้หลักภาษา
(Form) ควบคู่กับการใช้ภาษาสื่อสาร (Use) ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ ผ่านกิจกรรม
การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ สนับสนุนให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ การคิดวิเคราะห์
____________________________________
1หลกั สูตรครศุ าสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
*ผ้นู ิพนธป์ ระสานงาน Email: [email protected]
175
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
(Analytical Thinking) การคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ทักษะการแก้ปัญหา (Problem
Solving) และการทางานร่วมกันเป็นทีม (Collaboration and Team Work) การสอนภาษาที่เน้น
ภาระงาน (Task-Based Instruction) นับเป็นแนวการสอนทสี่ ่งเสริมใหผ้ ู้เรียนสามารถใช้ภาษาสือ่ สาร
อย่างมคี วามหมาย มีทักษะคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และทางานร่วมกันเป็นทมี เพ่ือ
ทากิจกรรมหรือช้นิ งานใหส้ าเร็จ ชว่ ยให้ผู้เรียนมีองค์ความรแู้ ละทักษะภาษาที่ใช้ในสถานการณส์ ื่อสาร
จริง ผู้สอนปรับเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ (Facilitator) ให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ขึ้น
เองจากการเรียนตัวภาษาและการใช้ภาษาในสถานการณ์ส่ือสารได้เหมาะสม ผ่านกิจกรรมสื่อสารที่
หลากหลาย (Communicative activities) การสอนภาษาท่ีเน้นภาระงานนับเป็นแนวการจัดการ
เรียนรู้ภาษาอังกฤษท่ีสอดคล้องกับความจาเป็นในสังคมปัจจุบัน ท่ีต้องการพัฒนาคนไทยให้มีทักษะ
ภาษาอังกฤษในระดับส่ือสารไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ เป็นทรัพยากรสาคัญต่อการพัฒนาประเทศ สอด
รบั กับแนวคดิ การพัฒนาประเทศในยคุ Thailand 4.0
คาสาคญั : แนวคิด Thailand 4.0, การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ, แนวการสอนภาษาท่ีเนน้ ภาระงาน
ABSTRACT
Thailand 4.0 is the model of the national economic development as the
vision stated by the government “Stability, Prosperity and Sustainability” which is the
change of economic structure leading toward “Value-Based Economy” or the economic
driven by innovation. Therefore, the education management at present has to produce
personnel with knowledge, skills and abilities in the 21st century which includes the
skills that can cope up with media and the abilities to create innovation and new
products through the use of technology and information. As a result, it is necessary
that Thai citizens have to have Internalization Skill. Therefore, the role of English as a
Global Language is important for communication in the global society. It is important
that learners have knowledge and understanding in people of different cultures and
can exchange knowledge and information and work with other people. However, at
present, it is found that the language achievement of the Thai students is at the
unsatisfactory level, especially there is a problem in using English in effective
communication.
At present, teaching English emphasizes on Communication Competency
which focuses on learners’ ability to use English in communication in the global society
and also helps learners have knowledge and skills in effective communication through
the use of Student-Centered Curriculum. This curriculum aims at learners being able
to create knowledge, having analytic thinking and innovative thinking that can produce
new products. The Task-Based Instruction is a method of teaching which enables
176
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
learners to use English in meaningful communication, to have analytic thinking, to have
critical thinking, to be able to solve problems and to work with others. This enables
learners to have knowledge and language skills that can be used in communication in
everyday life. Teachers act as facilitators who help learners learn and have language
skills in communication. All of these represent the characteristics of English Language
Learning Management in the form of “Productive-Based Learning” which is suitable for
the period of Thailand 4.0.
Keywords: Thailand 4.0, Learning in the 21st Century, English for Communication
บทนา
ศตวรรษท่ี 21 เป็นยุคท่ีโลกพัฒนาไปอย่างรวดเร็วด้วยบทบาทของเทคโนโลยีและ
การส่ือสารท่ีรวดเร็วทันสมัย เป็นตัวขับเคล่ือนนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อม
ต่าง ๆ ประกอบกับ “Thailand 4.0” เป็นโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้
ภาครฐั จึงมีภารกิจสาคัญในการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมท่ีจะเผชิญกับ
โอกาสและความท้าทายใหม่ อันนาไปสู่การพัฒนาประเทศตามเป้าหมายที่กาหนด การจัดการศึกษา
ถือเป็นหัวใจสาคัญท่ีจะเตรียมความพร้อมผู้เรียน ให้มีทักษะการดาเนินชีวิตในศตวรรษท่ี 21 มีทักษะ
ความเปน็ นานาชาติ (Internationalization Skill) และทักษะภาษาต่างประเทศนับเป็นทกั ษะท่สี าคัญ
ต่อการดาเนินชีวิตในฐานะพลเมืองของสังคมโลก นอกจากภาษาแม่ คือ ภาษาไทยแล้ว ทักษะ
ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะทักษะภาษาอังกฤษมีบทบาทสาคัญอย่างมาก เพราะเป็นภาษาสากล
ท่ีนิยมใช้สื่อสารในสังคมโลก เป็นเครื่องมือสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและสร้างความร่วมมือ
ในการดาเนินงานต่าง ๆ ท้ังในส่วนบุคคล สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ปัจจุบัน
การเรียนการสอนภาษาอังกฤษของไทยยังไม่ประสบความสาเร็จเท่าที่ควร แม้เด็กไทยจะเรียนรู้
ภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับการศึกษาข้ันพื้นฐานก็ตาม ปัญหาสาคัญที่พบคือ เด็กไทยมีผลสัมฤทธิ์
การเรียนภาษาอังกฤษค่อนข้างต่าและไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ (สถาบันทดสอบ
ทางการศึกษาแห่งชาติ, 2557) การนาแนวคิดทฤษฎีการสอนภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศ
ที่เหมาะสม มาใช้เป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนให้กับผู้เรียน และสอดคล้องกับความจาเป็น
ของสังคม เพ่ือพัฒนาผู้เรียนใหส้ ามารถใช้ภาษาอังกฤษส่ือสารได้อย่างมีประสิทธิภาพน้ัน เปน็ หนทาง
หนึ่งอันนาไปสู่การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษและเตรียมพร้อมเด็กไทยให้สามารถดาเนินชี วิตใน
ศตวรรษท่ี 21 และสนบั สนุนการพฒั นาประเทศไดต้ อ่ ไปในอนาคต
แนวทางการจดั การการเรียนรภู้ าษาองั กฤษ
การศึกษาของไทยในยุค Thailand 4.0 นั้น มีแนวคิดสาคัญท่ีเกี่ยวข้องอยู่หลายประการ
โดย นพ.ธีระเกียรติ เจรญิ เศรษฐศิลป์ (2559) ได้กลา่ วในปาฐกถาพิเศษ เรื่อง Education Reform &
Entrance 4.0 ว่า การศึกษาในยุค Thailand 4.0 มีความหมายมากกว่าการเตรียมความพร้อมของ
คนหรือให้ความรู้กับคนเท่านั้น แต่เป็นการเตรียมมนุษย์เป็นมนุษย์ กล่าวคือ นอกจากให้ความรู้แล้ว
177
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ตอ้ งทาให้เขาเป็นคนที่รักท่ีจะเรียน มีคุณธรรม และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดว้ ย น่ันก็คือ การสร้าง
คนให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นทักษะในการคิดวิเคราะห์เป็นหลัก ในขณะเดียวกัน Thailand 4.0
คือ การพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัย มีรายได้มากขึ้น และก้าวพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้
ปานกลาง โดยจะต้องนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาประเทศ และต้องสามารถติดต่อ
ค้าขายกับนานาประเทศได้ด้วย จากแนวคิด Thailand 4.0 น้ี กระทรวงศึกษาธิการเร่งดาเนินการ
ปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนเพื่อเตรียมพร้อมทักษะต่าง ๆ ท่ีจาเป็นให้กับเด็กไทย สอดคล้องกับ
แนวคิด Thailand 4.0 อย่างเป็นรูปธรรมในหลายด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ
ให้กับเด็กไทย ถือเป็นหัวใจสาคัญของการยกระดับความสามารถสื่อสารกับนานาชาติ และพัฒนา
ทกั ษะความเป็นนานาชาติ ท้ังเพ่ือการติดต่อสื่อสาร การแลกเปล่ียนความรู้ การประสานความร่วมมือ
และการค้าขาย นอกจากการพัฒนาทักษะความสามารถในการสอื่ สารแลว้ จาเป็นตอ้ งสง่ เสริมเด็กไทย
ให้มีทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณควบคู่กัน (Communication and Critical Thinking Skills)
เพอ่ื ใหก้ ารส่ือสารมปี ระสทิ ธภิ าพ สามารถสอื่ สารไดอ้ ย่างถกู ตอ้ งและชดั เจน
สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน และกมลวรรณ พลับจนี (2560) กล่าวถึง หัวใจสาคัญของ
การขบั เคลือ่ น Thailand 4.0 กค็ ือ “คนไทย 4.0” ทตี่ อ้ งมคี ณุ ลักษณะสาคญั ไดแ้ ก่ การมพี นื้ ฐาน ราก
ทนุ ทางวัฒนธรรม ความพอเพียง การรู้เท่าทนั สือ่ และการเป็นนวตั กร สร้างนวตั กรรมและผลผลติ ใหม่
ได้ เพื่อให้สอดรับกับโลกในศตวรรษที่ 21 คนไทยจะต้องปรับเปลี่ยนตนเองใน 4 มิติ คือ 1) เป็นคน
ไทยที่มีความรู้ ทักษะ และความสามารถท่ีสอดรับกับโลกศตวรรษที่ 21 2) เป็นคนไทยที่มีความ
รบั ผิดชอบตอ่ สังคม 3) เป็นคนไทยที่มีอตั ลักษณ์ของความเป็นไทย ที่สามารถยนื อย่างมีศักดิ์ศรีในเวที
สากล และ 4) เป็นคนไทยที่มีความสามารถในการใช้ดิจิทัล เพื่อสอดรับกับการเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทั้งนี้
การพัฒนาคนไทยให้เป็น “คนไทย 4.0” จะต้องผ่านกระบวนการเรียนรใู้ น 4 ประเด็น คือ การเรยี นรู้
ที่สร้างเสริมแรงบันดาลใจให้มีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย การเรียนรู้เพ่ือบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์
และความสามารถในการรังสรรค์สิ่งใหม่ ๆ 3) การเรียนรู้เพ่ือปลูกฝังจิตสาธารณะ ยึดประโยชน์
ส่วนรวมเป็นที่ต้ัง และการเรียนรู้เพ่ือมุ่งการทางานให้เกิดผลสัมฤทธ์ิ (สุวิทย์ เมษินทรี, 2559) ท้ังนี้
เป้าหมายของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ท่ีเด็กไทยจาเป็นต้องได้รับการปลูกฝังบ่มเพาะด้านต่าง ๆ
ประกอบด้วย ด้านทักษะการเรียนรู้ คุณลักษณะการเรียนรู้ และเนื้อหาการเรยี นรู้ สาหรับทักษะท่ีสาคัญ
ได้แก่ 1) ทักษะการเรียนรู้ และนวัตกรรม อันประกอบด้วย การคิดสร้างสรรค์ การแก้ไขปัญหาและ
การสื่อสารร่วมงานกับผู้อื่น 2) ทักษะชีวิตและการทางาน อันประกอบด้วย การปรับตัว ทักษะสังคม
และการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม 3) ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ เทคโนโลยี ส่วนคุณลักษณะ ได้แก่
1) คุณลักษณะด้านการทางาน มีการปรับตัวและมีความเป็นผู้นา 2) คุณลักษณะด้านการเรียนรู้
มีการช้ีนาตนเอง การตรวจสอบ การเรียนรู้ด้วยตนเอง และ 3) คุณลักษณะด้านศีลธรรม การเคารพ
ผอู้ ่ืน ความซื่อสตั ย์ และสานึกในความเป็นพลเมืองไทย พลเมืองโลก ส่วนด้านเน้ือหาสาระการเรียนรู้
ก็จะประกอบด้วยการอ่าน (Reading) การเขียน (Writing) การคานวณ (Arithmetic) และเป็นการจัด
การเรียนรู้ให้ผู้เรียนเชิงบูรณาการ (Integrative Learning) รวมท้ังเร่ืองราวเกี่ยวกับ โลก การเงิน
เศรษฐกิจ ธุรกิจการค้า การเป็นผู้ประกอบการ สทิ ธิ พลเมอื ง สุขภาพ และสง่ิ แวดล้อม
178
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
ในยุคปัจจุบันที่โลกกาลังเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วด้วยบทบาทของเทคโนโลยีและ
การส่ือสารเป็นตัวขับเคล่ือน จาเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์ต้องมีทักษะการดาเนินชีวิตในศตวรรษท่ี 21
ซ่ึงทักษะความเป็นนานาชาติ เป็นอีกทักษะหน่ึงท่ีสาคัญต่อการดาเนินชีวิตในศตวรรษท่ี 21
โดยหมายถึงเยาชน ผู้เรียน มีทักษะในการติดต่อส่ือสาร มีความรู้ ความเข้าใจในบุคคลต่างวัฒนธรรม
กนั และสามารถปฏิบัติหรือร่วมงานกับบุคคลดังกล่าวได้ บทบาทของภาษาจึงมีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์
กับทักษะความเป็นนานาชาติ ในฐานะเป็นเคร่ืองมือติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ทักษะภาษาแม่และ
ภาษาโลก ถือเป็นส่วนหน่ึงของสาระวิชาหลักที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียน เรียนรู้ เพ่ือท่ีจะดารงชีวิตใน
ศตวรรษท่ี 21 ได้เช่นกัน (วิจารณ์ พานิช, 2555) ซ่ึงทักษะด้านภาษาแม่ ในท่ีนี้คือ ทักษะภาษาไทย
และทักษะภาษาโลก ในท่ีนี้คือ ภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นตัวขับเคล่ือนสาคัญกับการที่ไทยเป็นสมาชิก
ของประชาคมอาเซียน (ASEAN Economics Community - AEC) ซึ่งประเทศสมาชิกต้องใช้ทักษะ
ความเป็นนานาชาติประสานความร่วมมือกันในทุก ๆ ด้าน และใช้ภาษาอังกฤษเป็นส่ือกลาง
ในการติดต่อส่ือสารกันทุกมุมโลกด้วย ดังน้ัน การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ในฐานะภาษาสากล จึงเป็น
สิ่งจาเป็นท่ีหลีกเลี่ยงไม่ได้ สาหรับผู้เรียนทุกคนในยุคน้ี แต่ทว่าปัญหาการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของ
ผู้เรียนไทยในปัจจุบัน พบว่า มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับค่อนข้างต่า ดังจะเห็นได้จากผล
การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติของการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน (Ordinary National Education Test
หรอื O-NET) ต้งั แตป่ ี 2554-2558 คะแนนการทดสอบวิชาภาษาอังกฤษเปน็ วชิ าที่ไดผ้ ลคะแนนต่า มา
โดยตลอด และหากพิจารณาไปถึงผลคะแนนของผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โดยเฉลี่ยเป็นราย
อาเภอ พบว่า โรงเรียนส่วนใหญ่ในทุกอาเภอมีผลคะแนนเฉล่ียการสอบวิชาภาษาอังกฤษไม่ถึง
ร้อยละ 25 ยกเว้นโรงเรียนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล
ปัญหาด้านทักษะภาษาอังกฤษของเด็กไทยนั้น ถือเป็นปัญหาสาคัญที่ต้องเร่งดาเนินการ
ปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความจาเป็น กล่าวคือ การสอน
ภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ยังคงเป็นการสอนภาษาอังกฤษแบบท่องจาคาศัพทแ์ ละเน้นการเรียนไวยากรณ์
(Grammar Translation Method) มากกว่าการเรียนภาษานาไปใช้ส่ือสาร สอดคล้องกับ
ผลการศึกษาวิจัยของอาทิตย์ อินต๊ะแก้ว (2560) พบว่า นักศึกษามีรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
แบบวิเคราะห์ไวยากรณ์ (Grammar Analysis Language Learning Style) นอกจากน้ี นักศึกษา
ในระดับอุดมศึกษาส่วนใหญ่ ไม่สามารถพูดสื่อสารภาษาอังกฤษได้ หรือพูดได้แต่พูดไม่คล่อง พูดเป็น
คาไม่เป็นประโยค และขาดความม่ันใจ เม่ือพูดส่ือสารในช้ันเรียนภาษาอังกฤษ เนื่องจากนักศึกษา
ไม่มีความรู้เพียงพอเกี่ยวกับคาศัพท์ ไม่สามารถเลือกใช้คาที่เหมาะสม ไม่สามารถเรียบเรียงคาพูด
ให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ท่ีเรียนมาได้ ประกอบกับผู้เรียนมีโอกาสน้อยมากในการฝึกฝนทักษะ
ความเข้าใจในการฟังพูดสื่อสารทั้งในช้ันเรียนและนอกช้ันเรียน (Pawapatcharaudom, 2007)
ท่ีผ่านมาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของไทยส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 90 ไม่เน้นให้ผู้เรียนส่ือสารได้
วิชาเรียนภาษาองั กฤษบางแหง่ ไมม่ ีการสอนบทสนทนา (Conversation) หรือฝกึ สนทนาภาษาองั กฤษ
แม้แต่ชั่วโมงเดียว จึงเป็นปัจจัยที่ทาให้ผเู้ รียนไม่สามารถพูดส่ือสารภาษาอังกฤษได้ อีกท้ังค่านิยมของ
คนไทยในการศึกษา ยังมุ่งเน้นให้ตนมีสถานะเท่ากับบุคคลอื่นในสังคมมากกว่าความสามารถท่ีตน
จะได้รับการศึกษาอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับการเรียนภาษาอังกฤษของเด็กไทย ท่ีมุ่งเน้นการทา
ข้อสอบให้ผ่านมากกว่าการเรียนภาษาเพื่อสามารถส่ือสารและนาไปใช้ในชีวิตจริงได้ สอดคล้องกับ
179
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ดชั นผี ลสัมฤทธ์ิการเรยี นภาษาอังกฤษ (English Proficiency Index) ประจาปี 2556 ไดท้ าการศึกษา
ผลสัมฤทธ์ิการเรียนภาษาองั กฤษของผู้เรยี นในประเทศท่ีไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเปน็ ภาษาแม่ ในจานวน
60 ประเทศท่ัวโลก พบว่า นักเรียนไทยมีระดับความสามารถภาษาอังกฤษอยู่ในลาดับที่ 55 จัดอยู่ใน
กลุ่มท่ีมีผลสัมฤทธ์ิการเรียนภาษาอังกฤษค่อนข้างต่า ซึ่งผลการสารวจน้ีสอดคล้องกับผลการทดสอบ
โครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (PISA) ท่ีนักเรียนไทยมีคะแนนภาษาอังกฤษลดลง (ผู้จัดการ
รายวัน, 2557)
แนวทางการสอนภาษาอังกฤษต้ังแต่ทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา เชื่อว่าความสามารถ
ทางภาษาของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความถูกต้องของระบบภาษาและหลักทางภาษาที่มนุษย์ใช้แต่
อย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กบั ทักษะความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย
(อรุณี วิริยะจิตรา และคณะ, 2555) จากแนวคิดของ Dell Hymes นักภาษาศาสตร์เชิงสังคม
ชาวอเมริกัน ได้ให้ความสาคัญเก่ียวกับสมรรถนะทางการสื่อสาร มุ่งเน้นให้ผู้เรียนภาษาสามารถ
ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับบริบททางสังคม ทาให้ผู้เรียน
ได้รับความรู้ทางภาษาและเกิดทักษะทางภาษาไปในเวลาพร้อมๆ กันได้ (Richards & Rodgers,
2002) นับเป็นพ้ืนฐานสาคัญของการสอนภาษาแนวส่ือสารในยุคนี้ โดยเป้าหมายของการสอนภาษา
ท่ีสองหรือภาษาต่างประเทศตามแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการส่ือสาร ก็คือ ผู้เรียนสามารถสื่อสาร
ภาษาเป้าหมายได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ (Larsen-Freeman, 2000) วิธีการสอนภาษามุ่งพัฒนาผู้เรียน
ให้มีความสามารถสื่อสารตามสถานการณ์ในการใช้ภาษาจริง มากกว่ามุ่งเน้นการสอนรูปแบบหรือ
โครงสร้างภาษาเพียงอย่างเดียว วิธีการสอนภาษาแนวส่ือสาร (Communicative Language
Teaching: CLT) เปน็ วธิ ีสอนภาษาองั กฤษทีเ่ กิดขึน้ ในช่วงของการปรบั เปลีย่ นกระบวนทัศน์ครั้งสาคัญ
ของวงการสอนภาษาในศตวรรษที่ 20 ซึ่งแนวคิดเก่ียวกับวิธีการสอนภาษาอังกฤษเพ่ือการส่ือสารน้ี
เป็นท่ียอมรับกนั อยา่ งกว้างขวางมาจนถึงปัจจบุ ัน ท้งั นี้ วิธีการสอนภาษาองั กฤษแนวส่อื สารเริ่มเกดิ ขึ้น
เม่ือประมาณปลาย ค.ศ. 1960 เป็นจุดเปลี่ยนสาคัญของวงการการสอนภาษาในอังกฤษ (British
Language Teaching Tradition) นักภาษาศาสตร์ประยุกต์ชาวอังกฤษต่างมคี วามเห็นว่า ควรมุ่งเน้น
การสอนภาษาเพื่อผลสัมฤทธ์ิทางการสื่อสาร (Communicative Proficiency) มากกว่าการสอน
ภาษาเพื่อความรอบรูเ้ ฉพาะโครงสร้างทางภาษา (Mastery of Structures)
ในปี ค.ศ. 1972 Wilkins ได้นาเสนอนิยามความหมายของภาษาเพ่ือการใช้งานและ
การส่ือสาร (Functional or Communicative Definition of Language) ซ่ึงถือเป็นพื้นฐานสาคัญ
อย่างยิ่งต่อการพัฒนาหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษแนวส่ือสาร และได้มีส่วนช่วยให้เห็นถึง
ความหมายของการส่ือสารท่ีแท้จริงท่ีผู้เรียนภาษาควรมีความเข้าใจและสามารถสื่อสารออกมาได้
นอกเหนือจากการเรียนรู้ภาษาผ่านระบบของไวยากรณ์และคาศัพท์แบบด้งั เดิม ทาใหแ้ นวคิดเกี่ยวกับ
วิธีการสอนภาษาแนวส่ือสารเป็นที่ยอมรับกันอย่างรวดเร็วในวงการนักภาษาศาสตร์ชาวอังกฤษ และ
ได้แผ่ขยายครอบคลุมไปท้ังอังกฤษและอเมริกา โดยเรียกการสอนแนวนี้ว่าเป็นหลักการสอน
(An Approach) มากกว่าวิธีการสอน (A method) และมีจุดมุ่งหมายสาคัญของการสอนภาษา
2 ประการ ได้แก่ (1) เพ่ือสร้างสมรรถนะทางการส่ือสาร (Communicative Competence) และ
180
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
(2) เพ่ือพัฒนากระบวนการสอนและวิธีการสอนภาษาทั้งสี่ทักษะ โดยเช่ือมโยงความรู้ทางภาษาและ
การสอ่ื สารเขา้ ดว้ ยกัน (Richards & Rodgers, 2002)
หลักการสอนภาษาอังกฤษแนวส่ือสาร นับว่าเป็นการสอนภาษาอังกฤษท่ีเน้นในเร่ืองของ
ความหมาย (Meaning) มากกว่ารูปแบบทางภาษา (Form) เน้นการใช้ภาษาเพื่อการสนทนา
จากสถานการณ์จริง โดยเลือกใช้ภาษาได้เหมาะสมกับบริบทเป็นสาคัญ ไม่เน้นการท่องกฎเกณฑ์
ทางภาษาหรือไวยากรณ์ แต่เรียนรู้เพื่อใช้ภาษาส่ือความหมายเทียบเท่ากับการเรียนรู้โครงสร้าง
เสียงและคาศัพท์ มีการทาแบบฝึกหัดทางภาษา (Drill) แต่ไม่ได้เน้นหนักมากเหมือนวิธีการสอน
แบบตรง (Direct Method) และแบบเน้นไวยากรณ์ เน้นการออกเสียงได้อย่างถูกต้องมากกว่า
การพยายามออกเสียงให้เหมือนกับเจ้าของภาษา มีการฝึกการใช้ภาษาครบท้ังสี่ทักษะส่ือสาร
ให้ความสาคัญกับผู้เรียนด้านการสื่อสารคลอ่ งแคล่ว (Fluency) มากกว่าความถกู ต้องของการใช้ภาษา
(Accuracy) มีการแก้ไขในเร่ืองของข้อผิดพลาดการใช้ภาษาของผู้เรียน (Error Correction) โดยพยายาม
ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และแก้ไขข้อผิดพลาดทางภาษาด้วยตนเอง ผู้สอนจะกระตุ้นด้วยการสร้าง
สถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เพ่ือให้ผู้เรียนใช้ภาษาสื่อสารออกมาให้ได้มากที่สุด ซง่ึ กิจกรรม
การสื่อสาร (Communicative Activities) เป็นกิจกรรมท่ีผู้สอนนามาใช้ในการสอนภาษาอังกฤษ
แนวสื่อสาร โดยแบ่งประเภทของกิจกรรมส่ือสารออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ 1) กิจกรรมเพื่อการส่ือสาร
(Functional Communication Activities) เป็นกิจกรรมท่ีผู้สอนฝึกให้ผู้เรียนพัฒนาและใช้
ภาษาอังกฤษส่ือสารความหมายตามหน้าที่ของภาษา (Function) และ 2) กิจกรรมปฏิสัมพันธ์
ในสังคม (Social Interaction Activities) เป็นกิจกรรมที่ผู้สอนให้ผู้เรียนพัฒนาและใช้ภาษาอังกฤษ
ส่ือสารกับบุคคลในสังคมต่างๆ เช่น กิจกรรมการสนทนา การโต้วาที การอภิปราย การแสดงละคร
สถานการณ์จาลอง บทบาทสมมติ (ธปู ทอง กวา้ งสวสั ด์,ิ 2549)
การสอนภาษาที่สองโดยให้ผู้เรียนทากิจกรรมที่มีการสนทนาปฏิสัมพันธ์กันน้ัน ก็เพื่อ
สนับสนุนให้ผู้เรียนภาษาเกิดความสามารถในการพูดส่ือสาร มีแนวคิดพื้นฐานมาจากทฤษฎีการรับรู้
ภาษาที่สอง (Second Language Acquisition: SLA) ท้ังน้ี Krashen (1982) และนักวิชาการ
ด้าน SLA ต่างมีความเห็นว่า มนุษย์สามารถรับรู้ภาษาได้โดยการสื่อสารและการรับข้อมูลทางภาษา
ที่สามารถเข้าใจได้ (Comprehensible Input) การรับรู้ภาษาท่ีสองมีลักษณะคล้ายการเรียนรู้ภาษา
แม่ของเดก็ เลก็ ทเี่ รมิ่ รับรู้ภาษา โดยไมจ่ าเป็นตอ้ งสอนรูปแบบหรอื หลักการใช้ภาษาโดยตรง แต่ผู้เรียน
สามารถพัฒนาทักษะความสามารถเป็นผู้ใช้ภาษาได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ ในสภาพแวดล้อมที่เอ้ือ
ตอ่ การรับรู้ภาษา ดังน้ัน ในชั้นเรยี นภาษาจึงควรเปดิ โอกาสให้ผูเ้ รียนได้มีปฏสิ มั พันธ์กันระหว่างผู้เรียน
เองและกับผู้สอน โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางในการส่ือสารให้มากที่สุด และมีเป้าหมายเพื่อทา
กิจกรรมหรือภาระงาน (Task) ให้สาเร็จลุล่วง วิธีการสอนที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดน้ี ได้แก่ การสอน
ภาษาแนวส่ือสาร (CLT) และการสอนภาษาที่เน้นภาระงาน (Task-Based Language Teaching:
TBLT)
การสอนภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศแนวส่ือสาร (Communicative Approach)
เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน และวิธีการสอนภาษาท่ีรู้จักกันดีอย่างกว้างขวางทั่วโลก
คือ วิธีการสอนรูปแบบ 3P (PPP Teaching Model) เป็นวิธีการสอนภาษาตามลาดับข้ัน ได้แก่
ข้ันที่ 1 การนาเสนอ (Presentation) ผู้สอนนาเสนอเนื้อหาความรู้การใช้ภาษาใหม่ ๆ ให้กับผู้เรียน
181
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
ขั้นท่ี 2 การฝึกปฏิบัติ (Practice) เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนนาความรู้ท่ีได้รับในข้ันนาเสนอ
มาฝึกปฏิบัติในลักษณะควบคุม (Controlled Practice) เช่น แบบฝึกหัด ถามตอบ สนทนาโต้ตอบ
ผู้สอนคอยสนับสนุนให้การฝึกปฏิบัติดาเนินไปอย่างมีความหมาย และขั้นที่ 3 การนาไปใช้
(Production) หลังจากผู้เรียนได้ฝึกฝนและเข้าใจการใช้ภาษาได้พอสมควรแล้ว ผู้สอนเปิดโอกาสให้
ผู้เรียนนาความรู้และทักษะภาษาที่มีไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ได้อย่างอิสระ (Free Practice)
ในกิจกรรมส่ือสารต่าง ๆ เช่น บทบาทสมมติ สถานการณ์จาลอง เกมส์ทางภาษา การสารวจ การหา
ข้อมูล ซ่ึงรูปแบบการสอน 3P น้ี มีแนวคิดพื้นฐานว่าภาษาเป็นเครื่องมือท่ีใช้ในการส่ือสาร ดังน้ัน
เป้าหมายของการสอนภาษา คือ ให้ผู้เรียนภาษาสามารถส่ือสารได้อย่างเหมาะสมในบริบทต่าง ๆ
ทางสังคม (Social Context) หรือสถานการณ์สื่อสารในชีวิตจริงที่มีความแตกต่างและหลากหลาย
(ธนกร สุวรรณพฤฒิ, 2558) เม่ือตระหนักถึงปัญหาที่ผู้เรียนไม่สามารถใช้ภาษาส่ือสารได้ แม้จะมี
ความรู้หลักภาษาและโครงสร้างทางภาษาเป็นอย่างดี แต่ไม่สามารถพูดคุยสื่อสารหรือใช้ภาษา
ที่ไม่เหมาะสมกับบริบทหรือสถานการณ์นั้น ๆ หลักสูตรการเรียนการสอนภาษาจึงมีเป้าหมายของ
การสอนให้ผู้เรียนสามารถส่ือสารได้ในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การใช้ภาษาตามหัวเร่ืองและ
หน้าท่ีภาษา (Notional-Functional Language) ซึ่งเป็นหลักสูตรเน้นความจาเป็นต้องใช้ภาษาของ
ผเู้ รียนในสถานการณ์ชีวิตจริง การจัดกิจกรรมตามความสนใจของผู้เรียน และการใชภ้ าษาของผู้เรียน
มีลักษณะใกล้เคียงกับสถานการณ์สื่อสารที่เกิดขึ้นจริง (Authenticity) เพื่อเตรียมความพร้อม
แก่ผู้เรียนในการใช้ภาษานอกชั้นเรียน และฝึกใช้ภาษาสื่อความหมายโดยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน
จนกระท่ังสามารถใช้ภาษาไดอ้ ยา่ งคล่องแคลว่ ถูกตอ้ ง และเหมาะสมกบั บรบิ ท (Savignon, 1991)
การสอนภาษาที่เน้นภาระงาน (TBLT) เป็นวิธีการสอนภาษาแนวสื่อสาร และมีรูปแบบ
การสอนที่แตกต่างจากวิธีการสอนภาษาแนวส่ือสารแบบด้ังเดิมหรือวิธีสอนภาษาแบบ 3P ท้ังน้ี
Nunan (1989) กล่าวถึง การสอนภาษาที่เน้นภาระงานว่า เป็นการสอนท่ีให้ความสาคัญเร่ือง
กระบวนการเรียนรู้ (Process) มากกว่าผลลัพธ์ท่ีได้ (Outcome) จากการจัดการเรียนการสอน
วิธีการสอนน้ีจึงมุ่งเน้นภาระงานหรือกิจกรรมท่ีผู้เรียนจาเป็นต้องปฏิบัติเพ่ือให้เกิดการเรียนรู้ภาษา
เป็นสาคัญ และมีเป้าหมายคือให้ผู้เรียนหาวิธีการและหนทางเรียนรู้ภาษาด้วยตนเอง Willis (1996)
อธิบายว่าภาระงาน (Task) ถือเป็นเคร่ืองมือสาคัญในการพัฒนาทักษะภาษาเป้าหมายของผู้เรียน
คาว่าภาระงาน หมายถึง กิจกรรมเรียนรู้ท่ีมีเป้าหมายมุ่งเน้นให้ผู้เรียนใช้ภาษาฝึกฝนและพัฒนา
ความสามารถในการใช้ภาษาสื่อสารอย่างมีความหมาย เพ่ือบรรลุผลสาเร็จในการทากิจกรรม
เรียนรู้น้ัน ผู้เรียนต้องใช้ความรู้ทางภาษา ทักษะการคิด การแก้ปัญหา ทาให้เกิดความเข้าใจและ
สร้างผลผลิตทางภาษาขึ้น ภาระงานเป็นกิจกรรมท่ีส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืนเพ่ือใช้ภาษา
ในสถานการณ์สื่อสารจริง ประเภทของภาระงานแบ่งเป็น 6 ชนิด ได้แก่ 1) การทารายการ (Listing)
เป็นกิจกรรมที่ออกแบบมาเพ่ือให้ผู้เรียนระดมสมองกันทากิจกรรม (Brainstorming) โดยผู้สอน
กาหนดหัวข้อ และนาเสนอหน้าชั้นเรียน หรือกิจกรรมหาข้อเท็จจริง (Fact Finding) ท่ีผู้สอนกาหนด
หัวข้อให้ผู้เรียนช่วยกันสืบค้นข้อมูลหาข้อเท็จจริงจากช่องทางท่ีหลากหลาย เช่น ทางอินเตอร์เน็ต
จากการค้นคว้าหนังสือ หรือการสอบถามผู้อื่น และนาเสนอในช้ันเรียนต่อไป 2) การจัดลาดับและ
หมวดหมู่ (Ordering and Sorting) เป็นกิจกรรมท่ีผู้สอนกาหนดข้อมูลให้ผู้เรียน หรือผู้เรียนต้องสืบ
182
วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2560
เสาะหาข้อมูลจากเพ่ือนในชั้นเรียนเพื่อนามาทาการเรียงลาดับ (Sequencing) เหตุการณ์ก่อนหลัง
นามาจัดอันดับ (Ranking) หรือนามาจัดหมวดหมู่ (Classifying) ให้ถูกต้อง 3) การเปรียบเทียบ
(Comparing) เป็นกิจกรรมที่ผู้สอนกาหนดหัวข้อให้ผู้เรียนจับกลุ่มกันแสดงความคิดเห็น หรือ
แสดงความสามารถ ในลักษณะภาระงานจับคู่ (Matching) สองสิ่งท่ีมีความสัมพันธ์กัน หรือการหา
ความเหมือนและความแตกต่าง (Finding Similarities and Differences) 4) การแก้ปัญหา
(Problem Solving) เป็นภาระงานมุ่งเน้นให้ผู้เรียนนาเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาตามหัวข้อที่กาหนด
และนาเสนอหน้าช้ันเรียน 5) การทาโครงงาน (Project and Creative Task) มักเป็นกิจกรรมแบบคู่
หรือกลุ่มเพ่ือสร้างสรรค์ช้ินงานขึ้นมา เช่น แผ่นพับ โปสเตอร์ โดยผู้สอนกาหนดระยะเวลาและ
เกณฑ์ต่าง ๆ และ 6) การแบ่งปันประสบการณ์ (Sharing Personal Experience) เป็นกิจกรรมเน้น
พัฒนาทักษะพูดให้กับผู้เรยี นในการแบ่งปนั ประสบการณ์ เล่าเร่อื งหรือเหตุการณ์ในชวี ิตประจาวนั
กรอบแนวคิด (Framework) การจัดการเรียนการสอนภาษาที่เนน้ ภาระงาน ประกอบด้วย
3 ขั้น (Willis , 1996) ได้แก่ 1) ขั้นก่อนภาระงาน (Pre-Task) เป็นการเตรียมความพร้อมและ
ความเข้าใจของผู้เรียนก่อนปฏิบัติภาระงาน ผู้สอนแนะนารายละเอียดและแจ้งจุดประสงค์ของ
ภาระงานท่ีจะให้ผู้เรียนปฏิบัติ และผู้เรียนพร้อมทากิจกรรมท่ีสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ภาษา
2) ข้ันปฏิบัติงาน (During-Task) หรือขั้นวงจรการปฏิบัติภาระงาน (Task Cycle) เป็นกิจกรรม
ท่ีผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนปฏิบัติภาระงานตามท่ีได้รับมอบหมายในลักษณะกิจกรรมกลุ่ม จับคู่
หรือเด่ียว และมอบหมายให้ผู้เรียนวางแผนเพื่อนาเสนอภาระงานท่ีได้ปฏิบัติสาเร็จแล้วโดยใช้
ภาษาเปา้ หมายด้วยตนเอง ผู้สอนจะคอยสนบั สนนุ และให้ความช่วยเหลือเกีย่ วกับการใช้ภาษา จากนั้น
ให้ผู้เรียนรายงานสรุปผลการปฏิบัติภาระงานของตนเอง โดยผู้สอนจะคอยให้คาแนะนาและ
ประเมินผลงานน้ัน ๆ 3) ขั้นหลังภาระงาน (Post-task) หรือขั้นฝึกฝนและตรวจสอบการใช้ภาษา
(Language Focus) หลงั จากผ้เู รียนปฏบิ ัตภิ าระงานเสร็จสิน้ แลว้ กจิ กรรมเรียนรู้ในขัน้ น้ีจะเปดิ โอกาส
ใหผ้ ู้เรียนประเมินผลงานหรือการใช้ภาษาของตนเองและเปรียบเทยี บผลการปฏบิ ัตภิ าระงานของผอู้ ่ืน
ประกอบด้วย การวิเคราะห์ภาษา (Analysis) มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนตรวจสอบการใช้ภาษาของ
ตนเอง วิเคราะห์การใช้ภาษา เช่น คา วลี ประโยคท่ีใช้ส่ือสารในขั้นปฏิบัติภาระงานที่ผ่านมา และ
ฝึกใช้ภาษา (Practice) เพ่ือให้ผู้เรียนเข้าใจการใช้ภาษาและฝึกฝนใช้ภาษาที่เรียนรู้ใหม่ ผู้สอน
สนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจ โดยเสนอข้อมูลการใช้ภาษาที่ถูกต้องเหมาะสมในสถานการณ์
ส่อื สารน้ัน และมีกิจกรรมฝึกใช้ภาษาส่ือสาร ทาให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจและสามารถใช้ภาษาสื่อสาร
ไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
จิราภรณ์ แสงอรณุ (Jiraporn Sangarun, 2004) เสนอแนวคิดว่า วิธกี ารสอนภาษาอังกฤษ
ทเ่ี นน้ ภาระงาน (Task-based Instruction) อาจเป็นวธิ ีการสอนที่เหมาะสมกับการสอนภาษาอังกฤษ
และเหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาที่ผู้เรียนเรียนภาษาอังกฤษเป็นระยะเวลานาน แต่ยังไม่สามารถ
ใช้ภาษาสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นการสอนที่ตรงกับการเรียนรู้ภาษาแม่ ซึ่งผู้เรียน
ได้เรียนรู้การใช้ภาษาจากสถานการณ์จริง วิธีการสอน Task-Based Instruction หรือการสอนที่เน้น
ภาระงานน้ัน มีองค์ประกอบของภาระงานที่สาคัญ คือ 1) เป้าหมาย (Goal) หมายถึง ผู้สอนกาหนด
เป้าหมายของภาระงานที่ทาให้ผู้เรียนสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายของภาระงานแต่ละข้ันได้ 2) ข้อมูล
ป้อนเข้า (Input) หมายถึง ข้อมูลที่ได้รับจากการพูดหรือจากส่ือการสอนต่าง ๆ และประสบการณ์
183
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
สอนของผู้เรยี นในการปฏิบัติภาระงาน 3) บทบาท (Role) หมายถงึ บทบาทของครูและผเู้ รยี น ในการ
ดาเนินงานให้บรรลุผลสาเร็จ 4) ข้ันตอนการปฏิบัติภาระงาน (Procedures) หมายถึง การกาหนด
ข้ันตอนและวิธีปฏิบัติในภาระงานต่าง ๆ และ 5) ผลงาน (Outcomes) หมายถึง ผลสาเร็จของงาน
ซึ่งประกอบด้วย 2 ประเด็น ได้แก่ ผลผลิต หรือผลงานที่บรรลุตามเป้าหมายที่กาห นด และ
ด้านกระบวนการ คือ รูปแบบกระบวนการท่ีใช้และขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างมีระบบ (Nunan,
1989)
ระพีพรรณ สุฐาปัญณกุล และวิสาข์ จัติวัตร์ (2558) กล่าวถึง การสอนภาษาต่างประเทศ
ในปจั จุบนั ว่า ได้ยึดแนวการสอนภาษาองั กฤษเพอ่ื การสอื่ สารมากขึ้น และมกี ารจัดกิจกรรมทีย่ ดึ ผู้เรยี น
เป็นสาคัญ (Student - Centered Curriculum) ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย ได้ฝึกใช้ภาษา
ในสถานการณ์จริง การฝึกใช้ภาษาในชีวิตประจาวัน และยังคงให้ความสาคัญกับโครงสร้างไวยากรณ์ด้วย
ทั้งนี้แนวการสอนเพื่อการสื่อสารไม่ได้จากัดความสามารถผู้เรียนแค่โครงสร้างไวยากรณ์เท่านั้น
แต่สนับสนุนให้ผู้เรียนได้มีโอกาสพัฒนาทักษะการใช้ภาษาทั้ง พูด ฟัง อ่าน และเขียน โดยสัมพันธ์
ความสามารถทางไวยากรณ์เข้ากับยุทธศาสตร์การส่ือสารด้วย เนื่องจากในชีวิตจริงผู้เรียนต้องสัมผัส
กับการสื่อสารท่ีใช้ภาษาในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย ไม่ใช่แต่การเรียบเรียงประโยค แต่ความสามารถ
ในการสื่อสารจะเกิดข้ึนต่อเมื่อผู้เรียนสามารถใช้ประโยคหลาย ๆ ชนิดในโอกาสต่าง ๆ เช่น การอธิบาย
การแนะนา การถามตอบ การขอร้อง และการออกคาสั่ง นอกจากนี้ ระพีพรรณ สุฐาปัญณกุล และ
วิสาข์ จัติวัตร์ (2558) ได้เสนอวิธีการสอนแบบโครงงาน (Project-based Instruction) ให้ผเู้ รยี นเกิด
การเรียนรู้จากงานท่ีได้ปฏิบัติ และเสนอว่าควรออกแบบกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ
ในการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม มีทักษะความสามารถในการแก้ปัญหา ได้พัฒนากระบวนการคิด
การจัดการ การประยุกต์ความรู้ในทักษะวิชาชีพ และการใช้ภาษาควบคู่กันในประสบการณ์จริง
ที่ผู้เรียนต้องเผชิญได้ เป็นการเรียนรู้ที่สามารถสร้างองค์ความรู้จากการปฏิบัติภาระงานและยังเป็น
การเรยี นรู้ที่เกิดจากการมีปฏสิ ัมพันธ์ทางสังคม (Social Interaction) ผ่านกิจกรรมการทางานร่วมกัน
แก้ไขปัญหาร่วมกัน จนเกิดความรู้ใหม่ สร้างนวัตกรรมเชิงความคิดและสามารถผลิตชิ้นงานได้
โดยทักษะการใช้ภาษาอังกฤษจะสอดแทรกในการเรียน เป็นการฝึกทักษะความสามารถในการนาเสนอ
ผลงานในระดับสากล
บทสรุป
แนวคิดการสอนภาษาอังกฤษให้กับผู้เรียนชาวไทยปัจจุบัน ควรมุ่งเน้นส่งเสริมการจัด
การเรียนการสอนแนวสื่อสาร (Communicative Approach) และเป้าหมายสูงสุดของการเรียนการสอน
ภาษาอังกฤษ คือ การพัฒนาผู้เรียนให้สามารถใช้ภาษาสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจาเป็น
อยา่ งยิ่งต้องปรบั เปลย่ี นวธิ ีการสอนแบบดั้งเดิมทเ่ี น้นเพยี งความรูค้ วามเขา้ ใจเกี่ยวกับหลักการใช้ภาษา
ไวยากรณ์ ท่ีมุ่งเน้นเพียงการท่องจาคาศัพท์ และโครงสร้างภาษา แต่ผู้เรียนไม่สามารถพูดสื่อสารได้
ให้เป็นช้ันเรียนภาษาอังกฤษที่มีการจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีสอนภาษาแนวส่ือสาร มีกิจกรรม
เรียนรู้ท่ีส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ภาษาสื่อสาร (Communicative Activities) ตามความสนใจของผู้เรียน
เป็นหลักสูตรวิชาภาษาอังกฤษที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student-Centered Curriculum)
184
วารสารวไลยอลงกรณ์ปรทิ ศั น์ (มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สงิ หาคม 2560
การสอนภาษาอังกฤษที่เน้นภาระงาน (Task-Based Instruction) ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะ
ภาษาอังกฤษ ทักษะการคิด การแก้ปัญหา และการทางานร่วมกัน ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่ต่อยอด
ความรู้เดิม ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมและสิ่งใหม่ ๆ นับเป็นการจัดการเรียนการสอน
ภาษาอังกฤษแบบ Active Learning และยังเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนภาษาเชิง Productive
Learning ซ่ึงสอดคลอ้ งกับความจาเปน็ ทางสังคมท่ผี ู้เรยี นควรได้รับการเตรียมพร้อมทักษะด้านต่าง ๆ
เพ่ือสามารถดาเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 ได้ และสอดรับกับแนวคิด Thailand 4.0 ท่ีภาครัฐนามาใช้
ในการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ “ความม่ันคง ม่ันคง และย่ังยืน” ท่ีต้องอาศัยหัวใจสาคัญของการขับเคลื่อน
คือ “คนไทย 4.0” ในการสร้างนวัตกรรมและผลผลิตใหม่ ๆ และมีทักษะความเป็นนานาชาติ
(Internationalization) ในการติดต่อสื่อสาร แลกเปล่ียนความรู้ การค้าขาย และประสานร่วมมือ
ระหว่างประเทศ เพ่ือเกิดความสัมพันธ์อันดี เข้าใจความแตกต่างของผู้คนต่างวัฒนธรรม มีทักษะ
การคิดอย่างมีวิจารณญาณ รู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร และสามารถส่ือสารภาษาอังกฤษได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ
เอกสารอ้างองิ
โชตกิ า วรรณบุรี. (2560). รายงานสภาวะการศึกษาไทยปี 2558/2559 ความจาเปน็
ของการแข่งขันและการกระจายอานาจในระบบการศึกษาไทย. วารสารการศกึ ษาไทย.
14(136) ธันวาคม 2559 - มกราคม 2560.
ธนกร สวุ รรณพฤฒ.ิ (2558). การพฒั นารปู แบบการสอนกลยุทธก์ ารเรยี นภาษาต่างประเทศ
เพอ่ื เสริมสรา้ งความสามารถในการฟังและการพดู ภาษาอังกฤษสาหรับนกั ศึกษา
ระดับปรญิ ญาตรี. วทิ ยานิพนธ์ปรัชญาดษุ ฎีบัณฑิต สาขาวชิ าหลกั สตู รและการสอน
บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศลิ ปากร.
ธีระเกยี รติ เจริญเศรษฐศิลป.์ (2559). ปาฐกถาเร่ือง “Education Reform & Entrance 4.0”
ขา่ วสานกั งานรฐั มนตรี 461/2559. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก:
http://www.moe.go.th/websm/2016/nov/461.html. (2560, 15 มนี าคม).
ธูปทอง กว้างสวัสด์.ิ (2549). คมู่ อื การสอนภาษาอังกฤษ. กรุงเทพฯ: เดือนตลุ า.
พิมพพ์ นั ธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยนิ ดีสุข. (2560). ทกั ษะ ๗c ของครู ๔.๐. กรงุ เทพฯ:
โรงพมิ พ์แหง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
ระพีพรรณ สุฐาปัญณกุล และวิสาข์ จตั ิวัตร์. (2558). การพฒั นารูปแบบการสอนภาษาอังกฤษ
เทคนคิ โดยวิธีการสอนท่ีเนน้ ภาระงานและโครงงานเพือ่ พัฒนาการอา่ นภาษาอังกฤษ
เพ่อื ความเข้าใจและความคดิ สรา้ งสรรคข์ องนักศึกษาปริญญาตรี. เอกสารประกอบ
การประชุมนาเสนอผลงานวิจัยและวิทยานิพนธร์ ะดบั ชาติ มหาวิทยาลัยศลิ ปากร
ปี พ.ศ. 2558. มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร
วิจารณ์ พานิช. (2555). วิถีสรา้ งการเรียนรู้ เพ่ือศิษยใ์ นศตวรรษท่ี 21. กรงุ เทพฯ:
ตถาดาพบั ลเิ คช่นั .
สมพงษ์ จิตระดับ สุองั คะวาทิน และกมลวรรณ พลับจีน. (2560). พ้ืนทต่ี น้ แบบ Active Learning.
หนงั สอื พมิ พ์มติชนรายวัน. วนั พุธท่ี 8 มนี าคม พ.ศ. 2560.
185
Valaya Alongkorn Review (Humanities and Social Science)
Vol. 7 No. 2 May-August 2017
สวุ ทิ ย์ เมษินทรี. (2559). สานักงานอิสรา. [ออนไลน์], เขา้ ถึงได้จาก:
https://www.isranews.org/thaireform-other-news/51766-thailand-4-
0_51766.html. (2560, มีนาคม 2560).
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน. (2557). อึ้ง ผลการสอบภาษาองั กฤษไทยติดกลมุ่ แย่.
ฉบบั ท่ี 28 มกราคม 2557.
อรุณี วริ ะยจิตรา และคณะ. (2555). เหลียวหน้าและหลังการสอน ภาษาองั กฤษ. กรุงเทพฯ:
ส เอเชยี เพรส.
อาทติ ย์ อินตะ๊ แกว้ . (2560). การศึกษาและพัฒนารปู แบบการเรยี นร้ภู าษาอังกฤษของผู้เรยี น
ระดบั อดุ มศึกษาเพื่อสง่ เสริมทักษะการฟัง และการพดู ภาษาองั กฤษ: การวจิ ยั
แบบผสมผสานวธิ ีการ. ปรญิ ญานิพนธ์ดษุ ฎีบัณฑิต สาขาวชิ าการวจิ ยั และพัฒนา
ศักยภาพมนุษย์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
Krashen, S. D. (1982). Principles and practice in second language acquisition.
Oxford: Pergamon Press.
Nunan, D. (1985). Designing tasks for the communicative classroom. Glassgrow:
Bell & Bain I.td.
Pawapatcharaudom, R. (2007). “An investigation of Thai students’ English language
problems and their learning strategies in the international program at Mahidol
University.” Master’s thesis. Mahidol University.
Richarods, j. & Rodgers, T. (2002). Approaches and Methods in Language
Teaching. (2nd ed). Cambridge University Press, USA.
Sangarun, J. (2004). Task-based Instruction Should Be Implemented in
Thai University English Classroom. School of English, Suranaree University
of Technology.
Savignon, S. J. (1991). Communicative language teaching: State of the art.
TESOL Quarterly. 25: 261-277.
Widdowson, H. G. (1997). Communicative Language Teaching Some Implications
for Teacher Education. Oxford: Oxford University Press.
Willis, J. (1996). A framework for task-based learning. London: Longman.
186