84 ตารางที่ 4 แสดงรายละเอียดการสนทนากลุ่ม (ต่อ) ข้อที่ ประเด็นสนทนา 11 ด้านองค์ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้น 1) เกิดทักษะการบริหารจัดการการแสดงด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติได้ อย่างเป็นระบบ 2) เกิดความซาบซึ้งและตระหนักในคุณค่าของมรดกวัฒนธรรมของชาติ สามารถนำมาบูรณาการให้เข้ากับยุคสมัยได้ ที่มา: ผู้วิจัย 3.2.2 ปรับปรุงแก้ไขผลงานการแสดงตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ 3.2.3 อภิปรายสรุปผลองค์ความรู้ด้านกระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน 3.3 การจัดกิจกรรมเผยแพร่ผลงานสร้างสรรค์การแสดงโขน ผู้วิจัยได้วางแผนการจัดกิจกรรมเผยแพร่ผลงาน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวน การสร้างสรรค์ และนำเสนอผลงานการแสดงโขนที่สร้างสรรค์ขึ้น โดยแบ่งกิจกรรมเป็น 5 ส่วน ประกอบด้วย การจัดทำสูจิบัตร การประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ผลงาน การจัดกิจกรรมเสวนา วิชาการเผยแพร่องค์ความรู้ การจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์ และการเผยแพร่บทความวิจัยจำนวน 2 ฉบับ 3.3.1 การจัดทำสูจิบัตร ผู้วิจัยได้มีการจัดทำสูจิบัตรการแสดง โดยผู้วิจัยมีการกำหนดเนื้อหาสาระ ครอบคลุมด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย บทนำ แนวคิด รูปแบบ เนื้อหาการแสดงแบบย่อ รายนามผู้แสดง รายนามผู้วิจัย รายนามที่ปรึกษา รายนามคณะกรรมสอบวิทยานิพนธ์ รายนามผู้ทรงคุณวุฒิ และ กิตติกรรมประกาศ
85 ภาพที่ 31 คิวอาร์โค้ด การเผยแพร่สูจิบัตรการแสดงออนไลน์ ที่มา: ผู้วิจัย 3.3.2 การประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ผลงาน ผู้วิจัยได้มีการออกแบบแผ่นประชาสัมพันธ์ เพื่อประชาสัมพันธ์การแสดง โดย ได้แนวคิดจากภาพโฆษณาประชาสัมพันธ์ในหนังสือพิมพ์ดุสิตสมิตเป็นแนวทางในการออกแบบ จากนั้นจึงนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อทางออนไลน์ เพื่อประชาสัมพันธ์การแสดง ภาพที่ 32 ร่างแนวคิดการออกแบบแผ่นประชาสัมพันธ์ ที่มา: ผู้วิจัย
86 ภาพที่ 33 แผ่นประชาสัมพันธ์ ที่มา: ผู้วิจัย 3.3.3 การจัดกิจกรรมเสวนาวิชาการเผยแพร่องค์ความรู้ ผู้วิจัยได้มีแนวทางในการจัดกิจกรรมเสวนาวิชาการเผยแพร่องค์ความรู้เรื่อง รามเกียรติ์ ตอนจองถนน ตามแนวทางบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ก่อนชมการแสดง
87 ภาพที่ 34 กิจกรรมเสวนาวิชาการเผยแพร่องค์ความรู้ (1) ที่มา: ผู้วิจัย ภาพที่ 35 กิจกรรมเสวนาวิชาการเผยแพร่องค์ความรู้ (2) ที่มา: ผู้วิจัย 3.3.4 การจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์ ผู้วิจัยกำหนดสถานที่การนำเสนอผลงานการแสดง ณ โรงมหรสพหลวงศาลา เฉลิมกรุง ถนนเจริญกรุง แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 17 มิถุนายน 2566 3.3.5 การเผยแพร่บทความวิจัย ผู้วิจัยได้มีการเผยแพร่บทความ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย จำนวน 2 ฉบับ คือ
88 3.3.5.1 บทความวิจัยเรื่อง “รูปแบบและเนื้อหาบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ ชุดจองถนนในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” พิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่ใน วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ เจ้าพระยา ปีที่ 17 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2566 3.3.5.2 บทความวิจัยเรื่อง “กระบวนการสร้างสรรค์การแสดงโขนตามแนวทาง บทพระราชนิพนธ์ในรพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องรามเกียรติ์ ตอนจองถนน” พิจารณาตีพิมพ์ในวาสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏอุบลราชธานี ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2567 3.4 การประเมินคุณภาพของผลงานสร้างสรรค์กระบวนการแสดงโขน 3.4.1 การตอบแบบประเมินคุณภาพของผลงาน ผู้วิจัยมีแนวทางในการคัดเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลการตอบแบบสอบถามประเมิน ความพึงพอใจของผลงาน ซึ่งเป็นผู้ชมกลุ่มเยาวชน โดยกำหนดเกณฑ์อายุตามนิยามขององค์การ สหประชาชาติ คือ ช่วงอายุ ตั้งแต่ 15-24 ปี ทั้งนี้ใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple sampling) จากผู้เข้าชมการแสดงผลงานจำนวน 150 คน และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ กูเกิลฟอร์ม 3.4.2 การสรุปผลการประเมินคุณภาพของผลงาน ผู้วิจัยสรุปผลการประเมินคุณภาพผลงานด้วยระบบประมวลผลอัตโนมัติระบบ กูเกิลฟอร์มจากนั้นถอดข้อมูลเป็นรูปแบบตารางรายงานผลและการพรรณนาวิเคราะห์ เพื่ออภิปราย ผลการวิจัยต่อไป 4. ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 การตรวจสอบข้อมูลวิจัย การวิจัยนี้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลชั้นปฐมภูมิ โดยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ และ การสังเกตการณ์เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาเปรียบเทียบกับข้อมูลเอกสารที่ผู้วิจัยรวบรวมไว้มาวิเคราะห์ ตรวจความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือของข้อมูล โดยพิจารณาแหล่งที่มาของข้อมูลว่ามีความน่าเชื่อถือ มากน้อยเพียงใด จากนั้นผู้วิจัยดำเนินการตรวจสอบซ้ำอย่างละเอียดเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล เพื่อลดความคลาดเคลื่อน นอกจากนี้เมื่อพบว่าข้อมูลไม่เพียงพอหรือข้อมูลมีความคลาดเคลื่อนผู้วิจัย
89 ดำเนินการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เพิ่มเติม เพื่อนำข้อมูลที่ได้ หลังจากการตรวจสอบมาจัดระเบียบเป็นหมวดหมู่ 3 สามารถนำไปวิเคราะห์อย่างได้อย่างมี ประสิทธิภาพต่อไป 4.2 การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย ผู้วิจัยนำข้อมูลจากเครื่องมือทุกประเภท ที่ใช้ในการวิจัยมาจำหน่ายข้อมูลและจัดหมวดหมู่ ข้อมูลตามประเภทที่กำหนดไว้ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 4.2.1 จัดกลุ่มเอกสารที่จะวิเคราะห์ออกเป็นกลุ่มข้อมูลต่างๆ ได้แก่รูปแบบการแสดง องค์ประกอบการแสดง และการแสดงในบริบท แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์รวมทั้ง งานวิจัยและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัย 4.2.2 นำข้อมูลมาจัดกลุ่มเอกสารเพื่อวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปประเด็นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย - ประเด็นแนวคิดการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรม - ประเด็นแนวคิดการผลิตการแสดง - ประเด็นเกี่ยวกับโขน - ประเด็นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับงานนาฏกรรมโขน 4.2.3 วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบประเมินความพึงพอใจโดยการประมวลผลการวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงตีความ สร้างข้อสรุป นำเสนอรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์ 5. ขั้นตอนการบันทึกข้อมูลการวิจัย หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการอภิปรายกลุ่ม การประเมินผลงาน และปรับแก้ไขผลงาน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยจึงนำข้อมูลงานวิจัยและกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานมาเรียบเรียงเป็น รูปเล่มรายงานผลงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โดยใช้รูปแบบการรายงานเป็นลักษณะการพรรณนาวิเคราะห์ 5.1 การรายงานข้อมูลผลงานการวิจัย 1) จัดทำบันทึกเทปวิดีโอ ผลงานการแสดง 2) จัดทำรูปเล่มรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ 5.2 สรุปแผนการดำเนินการวิจัย แสดงดังตารางได้ดังนี้
90 ตารางที่ 5 แผนการดำเนินการวิจัย รายการดำเนินงาน เดือน 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 1. ศึกษาและรวบรวมข้อมูล องค์ความรู้ จากเอกสาร งานวิชาการ 2. ลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ 3. ประชุมวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้ สำหรับเป็นแนวทางกำหนดแนวคิด รูปแบบ และเนื้อหาการสร้างสรรค์การแสดงร่วมกับ คณะทำงาน 4. กระบวนการสร้างสรรค์และการฝึกซ้อม การแสดงร่วมกับคณะทำงาน 5. จัดประชุมสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ/ ผู้เชี่ยวชาญ 6. พัฒนางานจากข้อเสนอแนะของ ผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญ 7. นำแสดงผลงานสร้างสรรค์โขน รามเกียรติ์ ตอนจองถนน ตามแนวทางบท พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 8. ประเมินความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ และผู้ชมกลุ่มเป้าหมาย 9. สรุปผลการวิจัยทำรูปเล่มวิทยานิพนธ์ ฉบับสมบูรณ์ 10. เผยแพร่บทความฉบับที่ 1 11. เผยแพร่บทความฉบับที่ 2 ที่มา: ผู้วิจัย
บทที่ 4 ผลการวิจัย บทนี้ผู้วิจัยจะได้อธิบายถึงผลการวิจัย เรื่อง กระบวนการแสดงโขนตามแนวทางบทพระราช นิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง รามเกียรติ์ ตอนจองถนน ผ่านแนวคิดการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรม โดยวิเคราะห์ตามประเด็น วัตถุประสงค์วิทยานิพนธ์ ซึ่งแบ่งเนื้อหาการวิเคราะห์ได้ ดังนี้ 1. รูปแบบและเนื้อหาบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ ตอนจองถนน ในรัชกาลที่ 6 1.1 รูปแบบบทพระราชนิพนธ์ 1.2 เนื้อหาบทพระราชนิพนธ์ 2. การสร้างสรรค์กระบวนการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนจองถนน 2.1 แนวคิดการแสดง 2.2 รูปแบบการแสดง 2.3 องค์ประกอบการแสดง 3. การประเมินคุณภาพและความคิดเห็นของผู้ชมต่อผลงานสร้างสรรค์ 3.1 การเผยแพร่ผลงานการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนจองถนน 3.2 ผลการประเมินคุณภาพและความเห็นของผู้ชม 4. องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากงานวิจัย 4.1 องค์ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นกับผู้วิจัย 4.2 องค์ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นต่อศาสตร์นาฏศิลป์ 1. รูปแบบและเนื้อหาบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ ตอนจองถนน ในรัชกาลที่ 6 1.1 รูปแบบบทพระราชนิพนธ์ พระราชนิพนธ์ รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จากหลักฐานไม่ระบุได้แน่ชัดว่าทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อใด แต่การที่ทรงพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์พระองค์ท่านจะใช้พระนามแฝงว่า
92 “พระขรรค์เพ็ชร์” ซึ่งเป็นพระนามสำหรับพระราชนิพนธ์บทละครก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ และพบว่า เคยมีจัดแสดงเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ร.ศ.127(พ.ศ. 2451) ในงานวัดเบญจมบพิตร โดยทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น ใหม่ตามแนวเนื้อเรื่องในรามายณะของวาลมีกิ เนื่องจากเป็นตอนที่ของเดิมในบทพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 ไม่มีปรากฏ จึงไม่สามารถใช้บทเดิมได้ ดังที่พระองค์ได้อธิบายว่า “จึ่งตก ลงเปนแต่งบทเสียใหม่ทีเดียว แบ่งเล่นเปน 2 ตอนซึ่งหวังใจว่าผู้ดูจะให้อภัย” (พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, 2464, น.161) ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์รูปแบบพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ทั้ง 2 ตอน พบว่ามีโครงสร้างลักษณะคำประพันธ์ ประกอบด้วย กลอนบทละครที่มีเพลงร้องและเพลงหน้าพาทย์ กำกับ บทพากย์และบทเจรจาที่แต่งขึ้นใหม่ ซึ่งเมื่อพิจารณารูปแบบของบทแล้วมีลักษณะกระบวนการ เล่นโขนผสมกับกระบวนการเล่นละครใน กล่าวคือ กระบวนอย่างโขน คือ ตาม คำกาพย์และร่าย ซึ่ง เป็นบทพากย์เจรจา เล่นรวมกับกระบวนอย่างละครใน คือ ตาม คำกลอน ซึ่งเป็นบทร้อง ส่วนกระบวนของการรำหน้าพาทย์มีเหมือนกัน ซึ่งการรวมรูปแบบบทเช่นนี้มีเริ่มมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ในบทละครเรื่องอุณรุท พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สำนวนหนึ่งเป็นบทละครดึกดำบรรพ์ อีกสำนวนทรงพระนิพนธ์ขึ้นใหม่แบบละครนอก ซึ่งสำนวนนี้ มีลักษณะเดียวกัน คือ มีทั้งบทร้องและบทพากย์ เจรจา ซึ่งการรวมบทร้อง บทพาย์ และบทเจรจา เข้าไว้ด้วยกัน น่าจะเป็นแบบให้รัชกาลที่ 6 ขณะดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมารทรงพระราชนิพนธ์ รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ขึ้น (เสาวณิต วิงวอน, 2554, น.165) ดังนั้น รูปแบบวิธีการแสดงน่าจะเป็นวิธีการเล่นอย่างโขนโรงในที่ปรากฏในการแสดง โขนของกรมศิลปากรในปัจจุบัน ดังที่กล่าวในข้างต้นไว้ว่า บทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ในรัชกาลที่ 6 แม้ว่ามีรูปแบบการเล่นอย่างโขนโรงใน อันมีลักษณะการแสดงผสมระหว่างโขนกับละคร ก็ตาม แต่ผู้แสดงยังคงยึดตามแบบโขนโบราณ คือ ให้ผู้ชายแสดงล้วน ดังปรากฏในสูจิบัตรการแสดง โขนสมัครเล่นที่มีรายละเอียดนามของผู้แสดง (เสาวณิต วิงวอน, 2554, น.166) ซึ่งรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์บทให้เหมาะแก่การเล่นโขนโรงใน ส่งผลให้การแสดงมีรูปแบบกระบวนรำ อย่างละครมากขึ้น เช่น การรำลงสรงทรงเครื่องของพระราม ซึ่งเป็นรูปแบบการรำเดี่ยวอวดฝีมือ อย่างละครใน ก็มีปรากฏในบทพระราชนิพนธ์นี้ ดังตัวอย่าง
93 โทน ไขท่อประทุมชุ่มชื่น โรยรื่นเกษมสันต์หรรษา ทรงสุคนธ์ปนปรุงมาลา โชลมทาทั่วทั้งวรกาย ภูษาสพักตร์พื้นเศวต คล้องสายธุรำล้ำดี เจิมจุณมุ่นชฎาห่อเกศ น่าชมสมเพศฤษี กรกุมศรสิทธิ์ฤทธี จรลีออกน่าพลับพลาชัย ฯ บาทสกุณี ๖ คำ ฯ พบว่ามีบทพากย์ประพันธ์ด้วยกาพย์ยานี 11 สำหรับกระบวนการรำหมู่ประกอบ บทพากย์ชมความงามกระบวนทัพ ซึ่งเป็นการแสดงของตัวโขนพระ ลิง ยักษ์ และหมี รำเต้นเป็น กระบวน ตลอดจนการขึ้นลอยระหว่างตัวละครพระและลิง ในตอนที่จะยกพลข้ามมหาสมุทรไปยัง กรุงลงกา ซึ่งแตกต่างจากฉบับเดิมที่พระรามจะประทับบนราชรถตามบทพระราชนิพนธ์ ดังตัวอย่าง พากย์ ๑๑ งามองค์พระทรงครุฑ เจ้าอยุธยาภา ทรงรัตนวรา ภรณิศร์พิสิฐสรรค์ ทรงบ่าวายุบุตร์ ฤทธิรุทดังไฟกัลป์ ลอยล่องเหนือฟองอรร ณพะลิ่วเหมือนทิวลม งามองค์พระลักษมัณ ผู้มหันต์มโหดม ศักดิ์เลิศประเสริฐสม วรเกียรติ์พระจักริน ทรงพาหะองคท กบี่ยศโยธิน พาฃ้ามกระแสสิน ธุประหนึ่งพระพายผัน พิเภษณาสูร บริบูรณภักดีครัน พร้อมสี่เสนีขยัน ก็อุเทศกระบวนจร สุครีวะราชา คุมทัพหน้าพวกพานร แห่องค์พระทรงศร เสด็จฃ้ามนทีศรี ท่านท้าวชมพูพาน คุมทวยหาญคณะหมี แห่หลังสะพรั่งดี ดุจะพลพระเทวินทร์ เดินทัพขยับพล ณถนนฃ้ามวาริน บัดใจสมใจจิน ตนามุ่งถึงกรุงมาร ฯ
94 เชิด ตัวบทมีข้อความอธิบายฉากและอากัปกิริยาตัวละคร เหมือนเป็นการกำกับ การแสดงไว้ด้วย ดังตัวอย่าง แมลงวันทองตรัสพลางภูวดลโกศลราช ทรงจับอาคเณยาสตร์เฉิดเฉลา แผลงไปเปนไฟพิไลยเพรา แผดเผาที่กลางชลธาร เปรี้ยง ๆ เพียงเทพฤทธิรุท ขว้างเพชราวุธไปประหาร สัตว์น้ำร้อนรณพ้นประมาณ ก็คลานขึ้นมาดิ้นแทบสิ้นใจ ฯ ศรทนง ๔ คำ (ต่อนี้เลยจำอวด, คือมีสัตว์น้ำต่าง ๆ ขึ้นมา, พวกลิงไปจับตัวมาขู่และล้อเล่น, ทำที จะฆ่าแกงกินบ้าง ฯลฯ ให้เปนการสนุกเฮฮาพอสมควร, เพื่อให้ตัวละครได้พักเล็กน้อย) สำนวนที่ใช้ในรามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน มีบทพรรณนาอย่างละครใน ที่มีความประณีตสมกับเป็นบทสำหรับแสดงในราชสำนัก กล่าวคือ มีระบำแทรกบทเทวดานางฟ้า จับระบำอวยพรเมื่อพระรามข้ามสมุทร (เสาวณิต วิงวอน, 2554, น.167) ดังนี้ เบ้าหลุด แล้วจึ่งจับระบำรำร่าย กรีดกรายรายล่องเวหน ผกผันหันเหียนเวียนวน ไขว่คว้านฤมลไปมา เทพบุตร์ฉวยฉุดเบื้องซ้าย อัปศรย้อนย้ายไปเบื้องขวา เร่รำทำล่อนัยนา ชำเลืองหางตาชวนชม เทพบุตร์เฃ้าเรียงเคียงเคล้า อัปศรย้อนเย้ายั่วสม เทวาตามติดชิดชม รื่นรมย์ทั่วพื้นนภาลัย ฯ นอกจากนี้ การดำเนินเรื่องตามรายมายณะ ส่งผลให้มีการปรับตัวละคร เครื่องแต่งตัว และ วิธีการแสดงใหม่ ดังปรากฏตัวละครสำคัญในการดำเนินเรื่อง คือ “นล” ตัวละครผู้มีบทบาทสำคัญ ในการจองถนน โดยกำหนดให้แต่งเสื้อดำใส่หน้าดำ (เครื่องนิลภัทร์) และ “ชมพูพาน” เป็นพญาหมี ตามอย่างเนื้อเรื่องรามายณะจึงให้แต่งกายอย่างหมี ซึ่งต่างจากบทเดิมที่กำหนดให้เป็นพญาลิง ดังนั้น จึงทรงคิดประดิษฐ์เครื่องแต่งตัวขึ้นใหม่ โดยมีพระราชประสงค์ให้เหมาะสมกับบทที่ทรงพระราช นิพนธ์ขึ้น ตามที่เรียกกันว่า “เครื่องแต่งกายแบบพระราชประดิษฐ์” และทรงออกแบบกระบวนท่ารำ ของชมพูพาน ตามที่ทรงอธิบายว่า “โขนที่อื่นเขามักปล่อยให้รำเปนลิงไปหมด ในท่ารำของหมีนี้
95 ท่านศรี อยุธยา เปนผู้ออกตลอดทุกท่า ทำให้แลดูเปนหมีถนัดขึ้น มิฉะนั้นดูไปก็คล้าย ๆ ลิงใส่หน้าหมี ซึ่งออกจะไปชอบกลนัก” (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, 2464, น.161) ภาพที่ 36 ศีรษะชมพูพาน (พญาลิง) ที่มา: มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (2535, น.127) ภาพที่ 37 ศีรษะชมพูพาน (พญาหมี) พระราชประดิษฐ์ในรัชกาลที่ 6 ที่มา: มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (2535, น.127)
96 1.2 เนื้อหาบทพระราชนิพนธ์ จากการวิเคราะห์พระราชนิพนธ์ รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ในรัชกาลที่ 6 ในด้านคุณค่าการเป็นวรรณกรรมการแสดง ผู้วิจัยแบ่งประเด็นวิเคราะห์เนื้อหา ดังนี้ 1.2.1 แนวทางการดำเนินเรื่องแบ่งเป็น 2 ตอน พระราชนิพนธ์ รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ในรัชกาลที่ 6 ดำเนิน เรื่องตามอย่างรามายณะฉบับวาลมีกิ เนื้อเรื่องมีความแตกต่างจากบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ ในรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 มีเนื้อเรื่องแบ่งเป็น 2 ตอน (ปิ่น มาลากุล, 2552, น.114-115) ดังนี้ ตอนที่ 1 กล่าวถึง พระรามปรารภว่ากรุงลงกาเป็นเกาะ ยากที่จะข้ามน้ำไปทำ สงครามได้ พิเภษณ์ทูลแนะให้ตั้งพิธีอ้อนวอนพระสมุทรให้ช่วย แล้วพระรามก็เข้ากระทำพิธี ให้พระลักษมณ์ พิเภษณ์และสุครีพคอยระวังเหตุการณ์ ฝ่ายสรรทูล ซึ่งมาคอยดูเหตุการณ์อยู่ เห็นตั้ง โรงพิธีจึงกลับไปทูลทศกรรฐ์หารือที่ประชุม อวินธย์ผู้เดียวเห็นควรส่งสีดาคืนไป ทศกรรฐ์ไม่เห็นด้วย จึงหาทางตัดศึกให้ศุกรเสนแปลงเป็นอสุรปักษิณ บินไปพบสุครีพ เกลี้ยกล่อมสุครีพให้ถอนกองทัพ วานรกลับไปเสียสุครีพไม่ยอม หนุมานกับองคทโกรธมาก จึงจับศุกรเสน แล้วทุบตี พระลักษมณ์ เห็นว่าศุกรเสนเป็นทูต ไม่ควรทำร้ายพระรามจึงสั่งให้กักตัวศุกรเสนไว้ก่อน ตอนที่ 2 กล่าวถึง พระรามทำพิธีอยู่สามวัน ไม่เกิดผล คิดว่าพระสมุทรไม่เอื้อ จึงแผลงศรลงไปในทะเล ทำให้สัตว์น้ำตาย กระนั้นก็ไม่เกิดผล จึงแกว่งศรพรหมาสตร์ ทำให้เกิดพายุ และคลื่น พระสมุทรเกรงเดชพระราม จึงขึ้นมาทูลว่าแหวกท้องน้ำให้ไม่ได้ แต่แนะให้ทรงใช้ “นล” ลูกพระวิศุกรรม อำนวยการจองถนนข้ามมหาสมุทรไป พระรามจึงกระทำตาม วันแรกได้ 14 โยชน์ กระทำการจองถนนอยู่ 5 วัน จึงถึงเกาะลงกา พระอินทร์ให้กำลังใจด้วย ชวนเทพบุตรนางฟ้ามาโปรยดอกไม้ และจับระบำขณะกองทัพพระรามยาตราผ่านไปลงกา พิเภษณ์อาสาเป็นกองหน้านำทัพไป พระราม ขึ้นขี่หนุมานพระลักษมณ์ขึ้นขี่องคท แทนราชรถ จากข้อมูลข้างต้น พบว่าเนื้อหาในการแสดงไม่ปรากฏเรื่องนางสุพรรณมัจฉากับบริวารปลา มาขนหินไปทิ้ง และไม่มีเรื่องหนุมานกับนิลพัลวิวาทกัน ซึ่งเป็นตอนที่นิยมแสดงกัน
97 1.2.2 คุณค่าที่ปรากฏในฐานะวรรณคดีการแสดง คุณค่าของพระราชนิพนธ์ รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แบ่งเป็นประเด็นต่าง ๆ ได้ ดังนี้ ประเด็นที่ 1 ด้านวรรณศิลป์ เนื้อเรื่องรามเกียรติ์ที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักแพร่หลาย คือ รามเกียรติ์พระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 ดังนั้น การที่รัชกาลที่ 6 นำความรู้ด้านวรรณคดีต่างประเทศ โดยทรง นำเรื่องรามายณะของวาลมีกิ ฉบับแปลภาษาอังกฤษมาดัดแปลงเป็นรามเกียรติ์สำนวนใหม่ ทำให้ ผู้อ่านและผู้ชมได้รับรู้เรื่องราวและเนื้อหาวรรณกรรมแปลกใหม่ไปจากเดิม ผ่านบทร้อง บทพากย์ และ บทเจรจา ในรูปแบบกลอนบทสุภาพและกาพย์ เหมาะแก่การนำมาประกอบการแสดงโขนโดยเฉพาะ มีความประณีตสมกับเป็นบทสำหรับการแสดงในราชสำนัก มีบทพรรณนาที่มีการเลือกสรรถ้อยคำ มาบรรยายสร้างจินตภาพแก่ผู้อ่านและผู้ชม ดังตัวอย่าง โล้ สาครเสทือนเลื่อนลั่น ป่วนปั่นส้าสู้มิรู้หาย ด้วยฤทธิ์กำแพงแรงนารายน์ กำจายก้องกัมปนาการ จึ่งพระสมุทวุฒิไกร ขึ้นจากชลาลัยรโหฐาน ผุดจากทะเลวนชลธาร พร้อมด้วยบริพารนาคี ทั้งพระคงคาโฉมตรู พระสินธูยมนานทีศรี พรหมบุตร์โคทาวารี ขึ้นมาอัญชุลีพระสี่กร ฯ จากตัวอย่าง พระองค์มีการเลือกใช้ถ้อยคำที่ทำผู้อ่านผู้ชมเห็นภาพและเสียงจากความ มหัศจรรย์ของธรรมชาติ ทั้งยังเน้นย้ำถึงความสามารถของตัวละครเอกอย่างพระรามอีกด้วย ประเด็นที่ 2 การสอดแทรกคุณค่าด้านแนวคิดร่วมสมัย ความน่าสนใจในพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน คือ การสอดแทรกพระราโชบายที่มีความทันสมัยถ่ายทอดผ่านบทพระราชนิพนธ์และศิลปะการแสดงโขน โดยมีเนื้อหาที่สามารถนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นการสะท้อนให้เห็นถึง คุณค่าและแง่มุมของแนวความคิดสมัยใหม่ที่แฝงอยู่ในบทพระราชนิพนธ์ สามารถวิเคราะห์ได้ ดังนี้
98 1) ความเป็นมนุษย์ของพระมหากษัตริย์สมมติเทพในยุคประชาธิปไตย พระราชนิพนธ์ รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ได้สะท้อนคุณค่าด้าน แนวคิดอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยและการเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่เกี่ยวข้องกับ การเมืองการปกครองจากแนวคิดสมมติเทพของพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ ความเป็นมนุษย์ของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ที่ความเป็นสมมติเทพได้กลายมาเป็น เพียงเรื่องราวของความเชื่อตามวัฒนธรรม ประเพณี ไม่ได้มีอิทธิพลทางความคิดเช่นในอดีต โดย พระองค์ได้ทรงถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวผ่านตัวละครของพระราม ที่เป็นพระนารายณ์อวตารตาม ความเชื่อที่มีต่อองค์พระมหากษัตริย์สมมติเทพที่มีมาแต่เดิม จึงได้กลายเป็นจุดสะท้อนของความ เป็นมนุษย์ ดังตัวอย่างบทพระราชนิพนธ์ ดังนี้ ตัวอย่าง การแสดงความโกรธสะท้อนความเป็นมนุษย์ จึ่งตรัสแก่อนุชาธิบดี และหมู่โยธีแกล้วกล้า อันผู้ควรรับพลีของราชา คือเทวาทรงสุจริตธรรม์ แม้ให้ผู้อาธรรม์นั้นไร้ผล สุดจะง้อบุคคลที่โมหัน กลับเห็นเราโง่เง่าแลเขลาครัน ประมาทหน้าว่าขยั้นขยาดตน พี่อุส่าห์พลีครบตรีวาร พระสมุทดื้อด้านไม่ให้ผล เธอนั้นไหลหลงทนงตน คิดว่าดำกลกำลังแรง แต่ศรพี่มีฤทธิ์พิษชงัด ทั้งร้อนจัดยิ่งเพลิงเถกิงแสง พี่จะใช้ศรชัยไปโต้แย้ง จะผาดแผลงลงไปในวารี สัตว์ที่ซ่องอาศัยในสาคร จะเร่าร้อนทั่วไปดังไฟจี้ นาคงูในคูหาใต้วารี จะดักดิ้นสิ้นชีวีที่หาดทราย จะระเบิดเปิดน้ำทเลกว้าง เหมือนเปิดทางให้ทัพเราผันผาย ให้กะบี่ฤทธิรณพลนารายน์ เหยียบสมุทผู้พ่ายฝีมือเรา ฯ
99 จากเหตุการณ์ที่พระรามโกรธพระสมุทรแล้วแสดงความโมโหอย่างมาก จนทำให้พระราม กล่าวออกมาด้วยความเกรี้ยวกราดมุ่งที่จะแผลงศรไฟลงไปล้างผลาญพระสมุทร หวังที่จะให้เกิดความ เดือดร้อนต่อสัตว์น้ำน้อยใหญ่จำนวนมาก ซึ่งจะต้องมารับเคราะห์กรรมแทนพระสมุทร สืบเนื่อง จากการที่พระสมุทรไม่ได้เป็นไปดั่งใจของพระราม ตัวอย่าง การแสดงความโกรธ ฝรั่งควง ตรัสพลางทางเปล่งสิหนาท ก้องประกาศแก่องค์พระสมุท ถ้าแม้ว่าท่านเกรงฤทธิรุท จงรีบผุดขึ้นมานบอภิวันท์ ถ้าแม้ไม่ขึ้นมาถวายกร เราจะผาดแผลงศรวิเศษศัลย์ ลงไปซ้ำให้น้ำเหือดแห้งพลัน ทำทางให้พลขันธ์สู่ลงกา อย่าคิดว่าฤทธาจะสามารถ คุ้มเกรงมัจฉาชาติโดยทั่วหน้า ศรจะผลาญเผาทั่วทุกตัวปลา สูญชาติมัสยาในครานี้ ฯ พระรามกล่าวเรียกพระสมุทรด้วยการเจรจา คำป่าวประกาศของพระรามเพื่อสื่อสารไปถึง พระสมุทรก็ยังคงเต็มไปด้วยความโกรธ ความเกรี้ยวกราด ทวีความรุนแรงถึงขนาดประกาศกร้าวที่จะ ใช้ชีวิตของสัตว์น้ำน้อยใหญ่ในมหาสมุทรเป็นเครื่องต่อรองและเดิมพันต่อท่าทีของพระสมุทร ตัวอย่าง การแสดงความเมตตา เมื่อนั้น พระจักรีปรีดิ์เปรมเกษมสันต์ จึ่งตรัสตอบขอบใจตัวท่านครัน จงช่วยกันด้วยจิตไมตรี ท่านจงช่วยระงับคลื่นอันครืนเครง อย่าให้สัตว์ข่มเหงพวกกะบี่ เมื่อฃ้ามถึงลงกาในครานี้ เราจะให้พลีอย่างงดงาม ฯ พระรามขอให้พระสมุทรช่วยคุ้มครองในการสร้างถนน อย่าได้ปล่อยให้พายุคลื่นลม หรือสัตว์น้ำใด ๆ มาทำร้ายทหารลิง พระรามในพระราชนิพนธ์ฉบับนี้จึงมีความเป็นมนุษย์อย่างเด่นชัด ภายใต้ความเป็นสมมติเทพขององค์พระมหากษัตริย์มีความเป็นมนุษย์ธรรมดา มีความห่วงใย เมตตา ต่อ ข้าราชบริพารของพระองค์ภายใต้บทบาทและหน้าที่ ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อบทบาท และหน้าที่ขององค์พระมหากษัตริย์
100 คุณค่าด้านแนวคิดนี้ สะท้อนให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีความเข้าใจ ต่อการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยแท้จริง จึงได้ทรงหยิบยก แนวคิดนี้มาถ่ายทอดผ่านตัวละครของพระราม การถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ของพระรามผ่านบท พระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ ชุดจองถนน คือ พระอัจฉริยภาพของรัชกาลที่ 6 ที่พระองค์ทรง มีความก้าวหน้าในความรู้ความเข้าใจต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบราชอาณาจักร เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ตลอดจนถึงทุกวันนี้บท พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ยังคงความร่วมสมัยและสามารถ ถ่ายทอดความทันสมัยของพระองค์ได้เป็นอย่างดี 2) ความเป็นวิทยาศาสตร์ที่เป็นจริงตามกระแสโลกาภิวัตน์ บทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ ตอนจองถนน ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่รามเกียรติ์ที่เต็มไปด้วยการใช้ฤทธิ์เดชและอิทธิปาฏิหาริย์แต่อย่างใด หากแต่ยังได้ สะท้อนให้เห็นแง่มุมของความเป็นจริงตามธรรมชาติแสดงให้เห็นถึงกระบวนการคิดวิเคราะห์และ ทำความเข้าใจต่อสิ่งรอบตัวแบบเป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ตลอดจนพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ในการถ่ายทอดหลักคิดทางวิทยาศาสตร์ผ่านบทพระราชนิพนธ์โขน ดังตัวอย่างบทพระราชนิพนธ์ ต่อไปนี้ ฝรั่งควง พระสมุทจึ่งประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พระนารายน์ทรงศร ว่าขอเดชะพระสี่กร ทรงฟังสุนทรถ้วนคดี อันธาตุดินน้ำและลมไฟ เปนนิจจะวิสัยทั้งสี่ จะผิดเพี้ยนเปลี่ยนไปนั้นไม่มี ไม่ควรที่วิปริตผิดทำนอง อันสาครมีมาแล้วช้านาน แต่โบราณมิเคยจะแหวกช่อง ให้ผู้ใดเดินไปดังใจปอง ดังนี้เปนของธรรมดา แม้ครานี้ฃ้าจะกันปันน้ำไว้ ด้วยน้ำใจฉันทาหรือโทษา หรือเพราะหลงหรือมัวกลัวภยา จะถูกฉินท์นินทาเปนมั่นคง แต่ตูฃ้ามีใจไมตรีฉันท์ อยากจะให้ทรงธรรม์สมประสงค์ ขอถวายอุบายแด่พระองค์ เสด็จสมจำนงถึงลงกา ฯ
101 ตัวละครพระสมุทรที่มีความเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง เพราะน้ำเป็นหนึ่งในธาตุ ทั้ง 4 ที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ไม่สามารถอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์หรือความต้องการของผู้หนึ่ง ผู้ใด หากแต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยทางธรรมชาติและหลักการทางวิทยาศาสตร์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ เหตุและผล ฉะนั้นการที่จะสามารถข้ามน้ำข้ามทะเลได้สำเร็จนั้น ก็ต้องอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ เป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่การขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เกิดอิทธิปาฏิหาริย์เหนือจินตนาการ แม้พระรามได้เพียร พยายามทำพลีกรรมให้พระสมุทรอย่างต่อเนื่องถึง 3 วัน แต่ก็ไม่สำเร็จเห็นผลแต่อย่างใด จนต่อมาพระราม ได้มอบหมายนลซึ่งเป็นลูกของพระวิศวกรรมที่มีความรู้ทางด้านการช่างในการสร้างถนน จึงสามารถข้าม น้ำข้ามทะเลไปยังกรุงลงกาได้อย่างประสบความสำเร็จ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บทพระราชนิพนธ์นี้ได้นำเสนอแนวคิดอันทันสมัย ที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เน้นความสมจริงและสื่อถึงความเป็นธรรมชาติได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากลองพิจารณาย้อนกลับไปในยุคนั้นที่คนไทยยังคงยึดมั่นกับลัทธิความเชื่อ มากกว่า เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ก็นับได้ว่าบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ ชุดจองถนน ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความก้าวหน้าล้ำสมัยในการถ่ายทอดวิธีการคิดอย่าง เป็นเหตุเป็นผลบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ สามารถสร้างการฉุกคิดให้เกิดสติปัญญาได้ ยกระดับ วิสัยทัศน์และวิจารณญาณทางสติปัญญาให้แก่ประชาชน บทพระราชนิพนธ์ของพระองค์ จึงเป็น วรรณกรรมที่ถ่ายทอดค่านิยมทางความคิดสมัยใหม่ผ่านการประพันธ์ได้อย่างมีศิลปะที่ผ่าน การกลั่นกรองโดยพระอัจฉริยภาพ ที่ไม่เพียงก่อให้เกิดความสนุกสนานเท่านั้น หากแต่ยังก่อให้เกิด ปัญญาก้าวหน้าตามทันการเปลี่ยนแปลงที่ทันสมัยของโลกอีกด้วย 3) การรับฟังความคิดเห็นและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี บทพระราชนิพนธ์นำเสนอข้อคิดคติสอนใจเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีอัน เป็นบทเรียนที่สำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย ดังตัวอย่างบทพระราชนิพนธ์ ดังนี้ แมลงวันทองตรัสพลางภูวดลโกศลราช ทรงจับอาคเณยาสตร์เฉิดเฉลา แผลงไปเปนไฟพิไลยเพรา แผดเผาที่กลางชลธาร เปรี้ยง ๆ เพียงเทพฤทธิรุท ขว้างเพชราวุธไปประหาร สัตว์น้ำร้อนรณพ้นประมาณ ก็คลานขึ้นมาดิ้นแทบสิ้นใจ ฯ
102 พระรามใช้อารมณ์ในการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้ความรุนแรง เมื่อพระรามโกรธเคืองต่อ พระสมุทรแล้วได้ใช้ศรแผลงลงไปจนสัตว์น้ำทั้งหลายเดือดร้อน เกิดการสูญเสียของบรรดาสัตว์น้ำ ทั้งหลาย แต่ก็ไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาใด ๆ ได้ มีแต่สร้างปัญหาให้เกิดมากขึ้น พระลักษมณ์จึงทูลทัดทานเตือนสติพระรามให้ลดอารมณ์ขุ่นเคืองและใช้วิธีเจรจาพูดคุยกับ พระสมุทร ดังนี้ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ประณตบทศรี ทูลว่าฃ้าขอประทานที โปรดดำริห์ด้วยดีตามคลองธรรม์ อันผู้ที่มีสติปัญญา ข่มโทษะอุส่าห์อดกลั้น จริงอยู่พระสาครนั้น โมหันขืนขัดทัดทาน แต่ขอจงทรงงดอาญาก่อน ตรัสเรียกพระสาครผู้ใจหาญ แม้บังอาจขัดราชโองการ ภูบาลจึ่งค่อยลงอาญา ฯ แต่เมื่อพระรามกลับมาใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจธรรมชาติและความเป็นจริง จึงทำให้สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดลงได้ บัดนั้น พระสมุทบังคมก้มเกศี ทูลว่าขอองค์พระจักรี จรงตรัสใช้กะบี่ผู้เรืองฤทธิ์ นามกรชื่อนลคนขยัน ลูกพระวิศวกรรม์ศิลปะสิทธิ์ เฉลียวฉลาดทุกทางช่างคิด เรียนรู้นวกิจจากบิดา ขอพระองค์จงสั่งวานรนล จองถนนฃ้ามแคว้นแดนข้า เพื่อพระองค์ทรงยกโยธา สู่ทวีปลงกาเกรียงไกร พระเกียรติ์จักฦาลั่นสนั่นหล้า พระเดชานุภาพภิญโญใหญ่ ทั้งเทวัญชั้นฟ้าสุราลัย ทั้งมนุษทั่วไปชมทั่วกัน ฯ พระรามใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหา ทำให้ได้รับความร่วมมือจากพระสมุทรในการอำนวย ความสะดวกต่อการสร้างถนน เป็นตัวอย่างของแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีจนสามารถก่อให้เกิดผลสำเร็จ ตลอดจนยังนำมาซึ่งมิตรไมตรีจากพระสมุทรในการเสนอกลอุบายสำคัญต่อการสร้างถนนข้ามไปยัง กรุงลงกา โดยได้เสนอให้พระรามมอบหมายให้นลลูกพระวิศวกรรมผู้เชี่ยวชาญในการช่างเป็นผู้นำ ในการสร้างถนนในครั้งนี้
103 จากการวิเคราะห์ข้อมูลด้านรูปแบบและเนื้อหาบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ชุดจองถนน ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สามารถสรุปได้ว่า มีแนวเรื่องจากรามายณะของวาลมีกิ โดยลักษณะคำประพันธ์ประกอบด้วย กลอนบทละครกำกับด้วยเพลงร้องและเพลงหน้าพาทย์ มีบทพากย์และ เจรจา เมื่อพิจารณารูปแบบของบทแล้วมีลักษณะกระบวนการเล่นโขนผสมกับ กระบวนการเล่นละครใน สำหรับเนื้อหาที่ปรากฏในการดำเนินเรื่องมีความแตกต่างไปจากบทพระราชนิพนธ์ รามเกียรติ์ในรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 กล่าวคือ เนื้อหาในการแสดงไม่ปรากฏตอนที่นิยมแสดง คือ เรื่องนางสุพรรณมัจฉากับบริวารปลามาขนหินไปทิ้ง และไม่มีเรื่องหนุมานกับนิลพัลวิวาทกัน อีกทั้ง การดำเนินเรื่องตามรายมายณะ ส่งผลให้มีการปรับตัวละคร เครื่องแต่งตัว และวิธีการแสดงใหม่ ซึ่งผู้วิจัยจะได้นำข้อมูลจากการวิเคราะห์มาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์การแสดงโขนรามเกียรติ์ ชุดจองถนน ตามแนวทางพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ บทรามเกียรติ์ ชุดจองถนน ในรัชกาลที่ 6 ยังให้คุณค่าที่ฝังแฝงไปด้วยพระราโชบาย หรือพระราชดำริที่เป็นแนวคิดร่วมสมัยที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ในปัจจุบัน ทั้งในแง่ของความเป็น ธรรมชาติภายใต้กฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการสันติวิธี และความเป็นมนุษย์ ของพระมหากษัตริย์สมมติเทพในระบอบประชาธิปไตย จึงได้สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพในด้าน พระราชนิพนธ์ของพระองค์ อีกทั้ง ความรู้ความเข้าใจของพระองค์ที่มีต่อกระแสโลกาภิวัตน์ของ การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สะท้อนถ่ายทอดผ่านบทพระราชนิพนธ์เหมาะสมแก่ การนำมาสร้างสรรค์การแสดงโขนยุคปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อการอนุรักษ์สืบสารการแสดงโขนตาม บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วเปิดโอกาสในการต่อยอด สร้างสรรค์การแสดงโขนของพระองค์ท่านให้กลับมามีชีวิตด้วยเทคโนโลยีของการแสดงสมัยใหม่ 2. การสร้างสรรค์กระบวนการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนจองถนน การสร้างสรรค์กระบวนการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนจองถนน ตามแนวทางบทพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ 6 แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ แนวคิด รูปแบบ และองค์ประกอบการแสดงซึ่ง แบ่งออกเป็น 7 ด้าน คือ 1) บทการแสดง 2) เพลงบรรเลง เพลงขับร้อง และดนตรี 3) ผู้แสดง 4) เครื่องแต่งกาย 5) การแต่งหน้า 6) กระบวนการแสดง และ 7) ฉาก แสง และเทคนิคพิเศษ ทั้งนี้ ผู้วิจัยใช้แนวคิดการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรมมาเป็นกรอบในการอธิบาย เนื่องจากให้ความสำคัญ แก่ “การสืบทอด” และ “การสร้างสรรค์ใหม่” โดยรายละเอียดของส่วนต่าง ๆ มีดังนี้
104 2.1 แนวคิดการสร้างสรรค์การแสดง กระบวนการแสดงโขนตามแนวทางบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 เรื่องรามเกียรติ์ ตอนจองถนน มีจุดเริ่มต้นจากแรงบันดาลใจของผู้วิจัยที่ต้องการอนุรักษ์ สืบทอด และพัฒนาการแสดงโขน เพื่อตอบสนองต่อกลุ่มผู้ชมที่เป็นเยาวชนในยุคศตวรรษที่ 21 ที่มีรูปแบบพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ที่เร่งรีบตามกระแสโลกาภิวัตน์และมีโอกาสเข้าถึงสื่อต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย ผู้วิจัยจึงคิดว่าการแสดงโขน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงแบบดั้งเดิมของไทยจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนและสร้างสรรค์รูปแบบ การนำเสนอให้มีความน่าสนใจเหมาะสมแก่ยุคสมัย ทั้งนี้ กระบวนการสร้างสรรค์การแสดง ในมุมมองโดยทั่วไปคำว่า “สร้างสรรค์” อาจมองว่าผลงานการแสดงนั้นต้องเป็นผลงานชิ้นใหม่ที่ยังไม่มีผู้ใดเคยทำมาก่อนเพื่อแสดงถึงความคิด สร้างสรรค์ และอาจมองว่าการผลิตซ้ำผลงานเป็นสิ่งที่ทำขึ้นโดยปราศจากความคิดสร้างสรรค์ หากแต่ แท้จริงแล้ว การผลิตซ้ำเป็นกระบวนการอย่างหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการสืบทอดสิ่ง ๆ นั้น ให้สามารถยังคงดำรงอยู่และมีบทบาทได้ต่อไปในสังคม โดยการสืบทอดวัฒนธรรม ในความเห็นของ Hobsbawn and Ranger (1983; อ้างถึงใน ศิราพร ณ ถลาง, 2559, น.41) คือการทำซ้ำ (Repetition) และการทำใหม่ (Invention) ซึ่งการทำใหม่ หมายถึง การกระทำที่ผ่านกระบวนการเลือก (Selection) และการผนวกรวมสิ่งใหม่ ๆ เข้าด้วยกัน (Recombination) และถือว่าการกระทำ ดังกล่าว เป็น “การคิดใหม่” ผู้วิจัยจึงนำแนวคิดดังกล่าวมาเป็นแนวทางในการทำซ้ำ (Repetition) การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนจองถนน โดยเลือก (Selection) พระราชนิพนธ์รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ในรัชกาลที่ 6 เฉพาะตอนที่ 2 ซึ่งเป็นตอนที่มีเนื้อหาการแสดงน่าสนใจ คือ วิธีดำเนินเรื่อง ตามรามายณะของวาลมีกิ ที่มีปรากฏบทบาทของตัวละครสำคัญ เช่น พระสมุทรและบริวารกองทัพ พลวานรและพลหมี คือ กองทัพพญาสุครีพกะปิราช กองทัพพญาชมพูพานฤกษราช และ ทัพพญาพิเภษณ์ยักษ์ราช ฯลฯ ที่เป็นราชาพันธมิตรของพระราม แตกต่างไปจากรามเกียรติ์ ฉบับรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 โดยนำมาทำใหม่ (Invention) ด้วยการปรับเนื้อหาให้กระชับ และผนวกรวมกับ (Recombination) ฉาก เทคนิคสื่อผสม และองค์ประกอบการแสดงอื่น ๆ ให้เหมาะสมกับระยะเวลาและบริบทของยุคสมัย
105 2.2 รูปแบบการแสดง จากการที่ผู้วิจัยได้ศึกษาประเภทและองค์ประกอบการแสดงโขน และบทพระราชนิพนธ์ เรื่องรามเกียรติ์ ตอนจองถนน ในรัชกาลที่ 6 พบว่าการแสดงโขนเป็นศิลปะการแสดงประเภท หนึ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยศิลปินที่มีการกำหนดจารีตรูปแบบการแสดงไว้เป็นมาตรฐานในการนำเสนอ การแสดง ซึ่งบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ ตอนจองถนนเป็นบทการแสดงโขนอันประกอบด้วยบทร้อง บทพากย์ และบทเจรจาครบบริบูรณ์ ซึ่งเป็นลักษณะของบทโขนโรงใน (เสาวณิต วิงวอน, 2519, น. 151) จากการสัมภาษณ์ประเมษฐ์ บุณยะชัย (2566, 6 กุมภาพันธ์, สัมภาษณ์) และเสาวณิต วิงวอน (2566, 14 กุมภาพันธ์, สัมภาษณ์) ได้อธิบายสอดคล้องกันว่า โขนโรงใน คือ กระบวนการเล่นโขน ที่มีลักษณะการผสมผสานระหว่างศิลปะการรำตามคำพากย์เจรจาอย่างโขนกับการรำและจับระบำ ตามบท ขับร้องอย่างละครในจนเกิดสุนทรียรสในการแสดงที่มีความเข้มแข็ง สง่างาม และนุ่มนวล ประกอบกัน ซึ่งโดยปกติ โขนโรงในจะแสดงบนโรงละครและมีฉากหลังเป็นม่านอย่างละครใน ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเห็นว่าการนำเสนอกระบวนการแสดงในรูปแบบโขนโรงในน่าจะมีความเหมาะสมและ สอดคล้องกับรูปแบบของบทพระราชนิพนธ์และแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้วิจัย ต้องการที่จะสร้างสรรค์ผลงานให้ตอบสนองต่อผู้ชม และมีแนวคิดที่จะจัดการแสดงในโรงละคร จึงเห็นว่าการนำฉากและเทคนิคสื่อผสมสมัยใหม่เข้ามาประกอบการแสดงจะสามารถช่วยดึงดูด ความสนใจของผู้ชมได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้กำหนดรูปแบบการแสดงให้อยู่ในรูปแบบนาฏยจารีตอย่างโขนโรงในซึ่งเป็น “การสืบทอด” โดยนำฉากและเทคนิคสื่อผสมเข้ามาประกอบการแสดงหรือเป็น “การสร้างสรรค์แนว อนุรักษ์นิยม” อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยได้มีการสร้างสรรค์การแสดงโดยพัฒนาองค์ประกอบการแสดง ให้มีความแปลกใหม่และเข้ากับยุคสมัย เช่น การพัฒนาและเรียบเรียงบทการแสดงให้กระชับ การออกแบบเครื่องแต่งกายตัวละครที่เพิ่มบทบาทเข้ามาในการแสดง การสร้างสรรค์กระบวนการ แสดงขึ้นใหม่ การออกแบบฉากด้วย Computer Graphic ฯลฯ ทั้งนี้ ผู้วิจัยนำเสนอการแสดงโดย แบ่งเป็น 6 ฉาก ดังนี้ ฉากที่ 1 โรงพิธี ริมมหาสมุทร ฉากที่ 2 ริมมหาสมุทร ฉากที่ 3 พลับพลาพระราม ฉากที่ 4 ห้องสรง
106 ฉากที่ 5 ข้ามสมุทร ฉากที่ 6 บนท้องฟ้า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการจัดการแสดงโขนในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีลักษณะและวิธีการที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะของพระองค์ คือ ก่อนเริ่มการแสดงจะมีการเอาไม้เส้า กระทุ้งพื้นเวทีเป็นจังหวะให้เกิดเสียงดัง 3 ครั้ง เรียกว่า “การกระทุ้งเส้า” เพื่อเป็นสัญญาณว่าการแสดง กำลังจะเริ่มขึ้น ดังที่ ชวลิต สุนทรานนท์ (2555, น. 54) ได้อธิบายว่าลักษณะและวิธีการแสดงโขน ในรัชกาลที่ 6 มีลักษณะเด่นอย่างหนึ่ง คือ การให้สัญญาณก่อนจะเริ่มการแสดง โดยพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ทำหน้าที่นี้ ซึ่งเปรียบเสมือนผู้อำนวยการทั้งการขับร้องการรำและ การบรรเลง เช่นเดียวกับ ประเมษฐ์ บุณยะชัย (2566, 6กุมภาพันธ์, สัมภาษณ์) ซึ่งอธิบายว่า “การจัด การแสดงโขนในรัชกาลที่ 6 ก่อนเริ่มการแสดงจะมีการกระทุ้งเส้าเป็นสัญญาณเตือน 3 ครั้ง เพื่อให้ผู้ชม และนักแสดงเตรียมพร้อมสู่การแสดง ผู้วิจัยจึงได้นำวิธีการดังกล่าวมาใช้ในการสร้างสรรค์กระบวน การแสดงครั้งนี้ด้วย 2.3 องค์ประกอบการแสดง เนื่องจากผู้วิจัยนำแนวคิดการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรมซึ่งมีหลักคิดสำคัญ 2 ส่วน คือ การสืบทอด และการสร้างสรรค์ มาเป็นหลักคิดสำหรับการสร้างสรรค์กระบวนการแสดง ดังนั้น ในส่วนนี้ผู้วิจัย จะแบ่งประเด็นการวิเคราะห์บทการแสดง เพลงบรรเลง เพลงขับร้อง และดนตรี ผู้แสดง เครื่องแต่งกาย การแต่งหน้า กระบวนการแสดง และฉาก แสง และเทคนิคพิเศษ ออกเป็น 2 ส่วน ดังรายละเอียด ต่อไปนี้ 2.3.1 บทการแสดง 1) การสืบทอด ในการแสดงแสดงโขน “บทการแสดง” ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญเนื่องจาก เป็นจุดตั้งต้นของการสร้างสรรค์การแสดง ทั้งนี้ ในการสร้างสรรค์กระบวนการแสดงโขนในงานวิจัย ฉบับนี้ ผู้วิจัยได้นำตัวบทเดิม คือ รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ตอนที่ 2 มาเป็นหลัก ในปรับปรุงและพัฒนาเพื่อเรียบเรียงเป็นบทการแสดงสำหรับการสร้างสรรค์การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนจองถนน ตามแนวทางบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ทั้งนี้ ช่วงระยะเวลาประมาณ 100 ปี บทการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนจองถนน ในรัชกาลที่ 6 ปรากฏหลักฐานที่สามารถสืบค้นได้ คือ จากระเบียบการจัดแสดงโขนหลวง
107 ชุดจองถนน ที่จัดในงานฉลองสุพรรณบัฏของเจ้าพระยารามราฆพ ณ บ้านนรสิงห์ ระบุวันที่10 ธันวาคม พ.ศ. 2464 โดยผู้แสดงเป็นเหล่าราชเสวกในกรมโขนหลวง และจากกรมศิลปากรซึ่งจัด แสดงโขนชุดจองถนนตามบทพระราชนิพนธ์ เมื่อครั้งงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555 โดยมีการปรับปรุงและลดทอนรายละเอียดเนื้อหาการแสดงบางส่วน ออกเพื่อความเหมาะสมแก่ระยะเวลาในการแสดง นอกจากนี้ยังอาจสันนิษฐานได้ว่า การแสดง ดังกล่าวเคยปรากฏในงานวัดเบญจมบพิตร เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) โดยผู้แสดง เป็นโขนหลวงรุ่นเล็ก (ปิ่น มาลากุล, 2517, น. 52) เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงปลายรัชสมัย ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกทั้งผู้แสดงน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกับคณะโขน สมัครเล่นของรัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งยังดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยาม มกุฎราชกุมาร ซึ่งสอดคล้องกับธนิต อยู่โพธิ์ (2534, น. 49) ที่ได้กล่าวว่า คณะโขนสมัครเล่นโรงนี้ ปรากฎชื่อเสียงว่า เล่นได้ดีและเคยนำออกเล่นในงานสำคัญเมื่อปลายรัชกาลที่ 5 หลายครั้ง จากข้างต้น ผู้วิจัยจึงเห็นว่าบทการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนจองถนน ในรัชกาลที่ 6 เป็นบทการแสดงที่สมควรแก่การสืบทอดเพื่อให้เป็นที่ประจักษ์แพร่หลายแก่ผู้ชมในยุค ปัจจุบัน กล่าวคือ บทการแสดงดังกล่าวควรแก่การยกย่องเพื่อสะท้อนพระอัจฉริยภาพของรัชกาลที่ 6 แต่ในปัจจุบันยังไม่ได้รับการเผยแพร่ให้เป็นที่ประจักษ์มากนัก ดังนั้น ผู้วิจัยจึงนำบทพระราชนิพนธ์ ดังกล่าวมาทำซ้ำและเผยแพร่เพื่อสืบทอดโดยดำรงเนื้อหาการแสดงบทพระราชนิพนธ์เดิมไว้ ทั้งนี้ จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา (2554, น. 98 – 125) ได้กล่าวถึงลักษณะเด่น ของบทโขนพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ไว้ว่า บทโขนตามแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 6 มีลักษณะ แปลกใหม่จากที่เคยนิยมเล่นกันมาแต่เดิม คือ มีกลอนบทละครแทรกอยู่จำนวนมากทำให้มีการรำ แบบละครมากขึ้น มีบทลงสรงทรงเครื่องที่เอื้อต่อการแสดงรำอวดฝีมือของตัวละคร ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ บทการแสดงโขน ตอนจองถนน พบว่า มีบทการแสดงสำหรับรำอวดฝีมือที่เป็นลักษณะการรำคู่ คือ บทลงสรงแต่งตัวสองกษัตริย์ และมีบทการแสดงรำหมู่ คือ บทระบำท้ายเรื่อง ฯลฯ ดังนั้น ในการพัฒนาปรับปรุงบทการแสดงผู้วิจัยจะคงบทการแสดงช่วงดังกล่าวไว้เพื่อเป็นการสืบทอด บทการแสดงที่แสดงถึงลักษณะเด่นของบทโขนในรัชกาลที่ 6 ไว้
108 2) การสร้างสรรค์ นอกจากการสืบทอดโดยการนำมาทำซ้ำเพื่อเผยแพร่แล้ว ผู้วิจัยได้ มีการสร้างสรรค์บทการแสดงเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดด้านระยะเวลาในการสร้างสรรค์แสดงด้วย เช่นกัน กล่าวคือ มีการพัฒนาและปรับปรุงบทการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนจองถนน โดยมีกระบวนการดังต่อไปนี้ (1) ศึกษาบทพระราชนิพนธ์ “รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน” ในรัชกาลที่ 6 ฉบับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พิมพ์แจกในงานฉลองสุพรรณบัฏของจางวางเอก และนายพลโทเจ้าพระยารามราฆพ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2465 เพื่อทำความเข้าใจโครงเรื่อง เนื้อเรื่อง ตัวละคร และแนวคิดที่สื่อไว้ในตัวบท (2) เลือกตอนที่จะนำมาสร้างสรรค์การแสดง โดยพิจารณาจากตอนที่ สามารถสื่อสารเนื้อหาและสะท้อนแนวคิดสำคัญของเรื่องได้อย่างชัดเจน ได้แก่ เนื้อหาของเรื่องคือ การจองถนนของพระราม และแนวคิดที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้หลักประชาธิปไตยและหลักเหตุ และผลตามหลักวิทยาศาสตร์ สำหรับงานวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยคัดเลือกรามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ในรัชกาลที่ 6 เฉพาะตอนที่ 2 มาสร้างสรรค์ (3) ทดลองนำบทการแสดงมาบันทึกเพลงบรรเลงและเพลงขับร้อง โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีและด้านบทการแสดง เพื่อศึกษาระยะเวลาในการแสดงสำหรับ เป็นข้อมูลในการวางแผนพัฒนาและปรับปรุงบทการแสดง ในเบื้องต้นพบว่า การดำเนินเรื่องตามบท พระราชนิพนธ์เดิมนั้นมีความยาวใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ บทการแสดงเดิม มีการกำกับเพลงร้องไว้เพียงบางบทเท่านั้น ซึ่งจากการสัมภาษณ์ประเมษฐ์ บุณยะชัย (2566, 6 กุมภาพันธ์, สัมภาษณ์) ได้อธิบายว่าการแสดงโขนมักดำเนินเรื่องด้วยเพลงร่าย ผู้วิจัยอนุมานว่า บทกลอนที่ไม่มีเพลงร้องกำกับน่าจะเป็นลักษณะการร้องเพลงร่าย (4) วางโครงเรื่อง (Plot) ในตอนที่จะสร้างสรรค์ โดยนำรายละเอียดที่ได้ จากการศึกษาในข้อ (1) ข้อ (2) และข้อ (3) มาวิเคราะห์เพื่อกำหนดแบบร่างฉากการแสดง ร่างที่ 1 ซึ่งผู้วิจัยถอดความจากบทโขนได้ทั้งสิ้น 7 ฉาก และเรียบเรียงเป็นลำดับภาพความคิด (Story board) ร่างที่ 1 จากนั้นนำข้อมูลรายงานต่ออาจารย์ปรึกษา โดยได้เสนอให้ผู้วิจัยคัดเลือกฉากการแสดง ที่เหมาะสมมานำเสนอ
109 (5) ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบทการแสดงในการปรับเนื้อหาการแสดง ให้กระชับเหมาะสมแก่ระยะเวลาการแสดงที่ผู้วิจัยกำหนดไว้ คือ 90 นาที โดยคัดเลือกฉากการแสดง ที่จะนำเสนอทั้งสิ้น 6 ฉาก นำมาเรียบเรียงเป็นลำดับภาพความคิด (Story board) ร่างที่ 2 จากนั้น พัฒนาและเรียงเรียงเป็นบทการแสดง ร่างที่ 1 ด้วยวิธีการตัดบท ตัดต่อบท และประพันธ์ขึ้นใหม่ ภายใต้การชี้แนะของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการดำเนินเรื่อง (6) นำบทการแสดง ร่างที่ 1 นำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านเพลงร้องและ ดนตรี เพื่อบรรจุเพลงบรรเลงและเพลงร้อง (7) นำบทที่ได้รับการบรรจุเพลงบรรเลงและเพลงร้องปรึกษาร่วมกับ ผู้เชี่ยวชาญ 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายจัดทำบทการแสดง ฝ่ายเพลงร้องและดนตรี และฝ่ายการแสดง เพื่อ วิเคราะห์ความสมบูรณ์องค์รวมของบทการแสดง (8) ปรับปรุง พัฒนาและเรียงบทการแสดงฉบับสำหรับการแสดง ตามมติ ที่ประชุมผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ฝ่าย (9) นำบทการแสดงโขนไปทดลองใช้ในการแสดง จากกระบวนการข้างต้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้วิจัยจะขอขยาย ความรายละเอียดต่าง ๆ ของกระบวนการสร้างสรรค์บทการแสดงข้างต้น ดังนี้ ด้วยพบว่าตัวบทมีเนื้อหาเรื่องราวเกี่ยวกับการจองถนนของกองทัพพระราม ที่จะข้ามไปกรุงลงกาเพื่อติดตามนางสีดากลับคืนมา ด้วยการที่จะข้ามไปยังกรุงลงกาของพระรามนั้น มิใช่เรื่องยากที่จะกระทำ แต่พระรามเลือกใช้วิธีการจองถนนข้ามมหาสมุทรไปยังกรุงลงกาเพื่อแสดงถึง พระเกียรติยศของพระองค์ ขณะเดียวกันเนื้อเรื่องได้สะท้อนแนวคิดการใช้หลักประชาธิปไตยและ ความเป็นเหตุเป็นผลตามหลักวิทยาศาสตร์ อันแสดงถึงคุณค่าด้านคติธรรมผ่านตัวละคร คือ พระราม และพระสมุทรซึ่งสะท้อนความเป็นผู้นำในแบบอุดมคติ กล่าวคือ การรับฟังความคิดเห็นของพระราม ในการทัดทานของพระลักษมณ์และพระสมุทร และการกล้าที่ทัดทานผู้มีอำนาจที่เหนือกว่าตนเอง เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของพระสมุทร ผู้วิจัยจึงวางโครงเรื่องให้ครอบคลุม กระชับ และคงรักษาเนื้อหา ที่แฝงนัยสำคัญข้างต้นไว้ ทั้งนี้กระบวนการวางโครงเรื่องผู้วิจัยนำแนวคิดหลักการการโครงเรื่องของ สุรพล วิรุฬห์รักษ์ (2547, น. 191) ที่อธิบายไว้ว่า
110 “โครงเรื่องคือการลำดับเหตุการณ์หรือการดำเนินเรื่องที่ต้องมีการเริ่มต้น มีตอนกลาง และมีตอนจบ การเริ่มต้นไม่ใช่เกิดจากเหตุการณ์ที่จงใจ แต่เป็นการ เริ่มต้นของสรรพสิ่ง ตอนกลางเป็นการดำเนินเรื่องจากเหตุการณ์หนึ่งไปสู่ เหตุการณ์หนึ่งเป็นลำดับอย่างมีเหตุผลอันสมควร ส่วนการจบ เน้นผลจากเหตุที่ เกิดขึ้นตามลำดับท้องเรื่องแล้วนำมาสู่จุดจบโดยไม่มีสิ่งใดต่อเนื่องไปอีก” จากแนวคิดข้างต้น ผู้วิจัยจึงกำหนดโครงเรื่อง โดยตัดตอนและคัดเลือกตอน ที่แสดงเนื้อหาสำคัญมานำเสนอ โดยพิจารณาให้บทมีการเปิดเรื่อง ดำเนินเรื่อง และปิดเรื่อง ซึ่งคง รักษาเนื้อหาที่เป็นแนวคิดสำคัญของเรื่องไว้อย่างครบถ้วน โดยกำหนดระยะเวลานำเสนอการแสดง ทั้งสิ้น 90 นาที ซึ่งผู้วิจัยได้สัมภาษณ์ประเมษฐ์ บุญยะชัย (2566, 6 กุมภาพันธ์, สัมภาษณ์) ในประเด็นการคัดเลือกและตัดตอนบทการแสดง ได้อธิบายว่า “การแสดงโขนแต่ละครั้งปกติจะใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง ต่อ 1 ชุดการแสดง แต่ในกรณีที่ผู้วิจัยต้องการนำเสนอการแสดงโดยกำหนดระยะเวลาการแสดง ไม่เกิน 90 นาที ทำให้ต้องมีการปรับบทให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงโครงเรื่องและ ตัวบทการแสดงเป็นสำคัญ ดังนั้น ผู้วิจัยควรมีการลำดับโครงเรื่องให้ความชัดเจน ซึ่งการปรับบทเพื่อแก้ไขข้อจำกัดด้านเวลาสามารถกระทำได้ คือ การตัดฉากหรือ เหตุการณ์ที่ไม่สำคัญ การปรับลดความยาวของบทการแสดง และการใช้การแสดง แทนบทบรรยาย” จากข้อมูลข้างต้น ผู้วิจัยได้คัดเลือกบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ ชุดจองถนน ในรัชกาลที่ 6 เฉพาะตอนที่ 2 ซึ่งมีเนื้อหา ดังนี้ เปิดเรื่องด้วยฉากที่พระรามทำพิธีพลีกรรมต่อพระสมุทรเพื่อขอให้ พระสมุทรเปิดทางให้ จนล่วงเวลามา 3 วันแต่ไม่เกิดผล คิดว่าพระสมุทรไม่เอื้ออำนวย จึงได้แผลง “ศรอาคเนยาสตร์” ซึ่งเป็นศรไฟลงไปในมหาสมุทร ทำให้มหาสมุทรร้อนเป็นไฟเกิดความเดือดร้อนแก่ สัตว์น้ำ กระนั้นก็ไม่เป็นผล พระรามจึงโกรธเคืองยิ่งขึ้นและคิดที่จะแผลงศรลงไปอีกครั้ง จึงแกว่ง “ศรพรหมาสตร์”ซึ่งเป็นศัตราวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้ เป็นผลทำให้เกิดพายุ และคลื่นมหาสมุทรปั่นป่วน แต่ท้ายที่สุดพระลักษมณ์ได้เข้ามาห้ามไว้และให้ใช้วิธีการเจรจาพูดคุย กับพระสมุทร ขณะเดียวกันพระสมุทรก็เกรงฤทฺธิ์เดชของพระราม และกลัวว่าบริวารของตนจะได้รับ
111 ความเดือนร้อน จึงผุดขึ้นมาเข้าเฝ้าพระรามพร้อมด้วยบริวาร พร้อมทูลว่า “การที่จะแหวกท้องทะเลนั้น ตามหลักธรรมชาติไม่สามารถที่จะกระทำได้ แต่แนะให้ทรงใช้ “นล” ลูกพระวิศุกรรม อำนวยการจองถนน ข้ามมหาสมุทรไปพระรามจึงทำตาม วันแรกได้ 14 โยชน์ กระทำการจองถนนอยู่ 5 วัน จึงถึงเกาะลงกา ปิดท้ายเรื่องด้วยพระอินทร์เห็นเหตุการณ์จึงให้กำลังใจด้วยชวนเทพบุตรนางฟ้า มาโปรยดอกไม้ และจับระบำขณะกองทัพพระรามยาตราข้ามไปยังกรุงลงกา โดยมีพญาพิเภษณ์ยักษ์ ราชอาสาเป็นกองหน้านำทัพไป พระรามขึ้นขี่หนุมาน พระลักษมณ์ขึ้นขี่องคทแทนราชรถ การดำเนินเรื่องโดยลำดับฉากตามบทพระราชนิพนธ์ที่ผู้วิจัยได้เลือกไว้ สำหรับนำเสนอ มีดังนี้ ฉากที่ 1 โรงพิธีริมมหาสมุทร พระรามทำพิธีขอทางพระสมุทรอยู่ 3 วัน แต่ไม่เป็นผล คิดว่าพระสมุทรไม่เอื้ออำนวย จึงแผลงศรอาคเนยาสตร์เป็นไฟลงไปในห้วงมหาสมุทร ทำให้สัตว์น้ำร้อนรน และจะใช้ศรพรหมาสตร์ ซึ่งเป็นศัตราวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างแผลงซ้ำ แต่พระลักษมณ์ทัดทานไว้ก่อน ฉากที่ 2 ริมมหาสมุทร พระสมุทรเกรงเดชของพระราม จึงขึ้นมาเข้าเฝ้า พร้อมบริวาร และทูลว่าธรรมดาน้ำไม่เคยแหวกช่องให้เป็นทางเดิน และบอกอุบายให้ทรงใช้ “นล” บุตรพระวิศุกรรมอำนวยการจองถนนข้ามสมุทรไป ฉากที่ 3 พลับพลาพระราม เมื่อจองถนนสำเร็จแล้ว พญาสุครีพทูลเชิญให้ พระรามเสด็จขึ้นทรงบ่าหนุมาน และพระลักษมณ์ขึ้นทรงบ่าองคท ยาตราทัพข้ามสมุทรไป ฉากที่ 4 ห้องสรง พระราม พระลักษมณ์รำลงสรง ก่อนยกทัพข้าม มหาสมุทรไปกรุงลงกา ฉากที่ 5 ข้ามสมุทร กองทัพพระราม คือ พลวานร พลหมี ยกพลข้าม มหาสมุทร โดยมีพญาพิเภษณ์และเสนา 4 ตนเป็นผู้นำทัพไป ฉากที่ 6 บนท้องฟ้า พระอินทร์พร้อมเทวดานางฟ้ามาร่วมอำนวยอวยพร ให้กองทัพพระราม เมื่อกำหนดโครงเรื่องและแบ่งฉากได้เป็นที่เรียบร้อย ผู้วิจัยจึงได้มีการปรับบท การแสดงเพื่อให้เหมาะสมกับเวลาการแสดง 90 นาที ด้วยวิธีการ “ตัดออก” ในส่วนของบทบรรยาย สถานที่ อารมณ์ตัวละคร และอื่น ๆ ที่ผู้ชมสามารถสัมผัสได้เองจากชม และ “ตัดต่อบท” คือ การตัด ส่วนเนื้อในของบทให้เหลือเพียง “ส่วนหัว” และ “ส่วนท้าย” แต่บทนั้นยังคงได้อรรถรสและเข้าใจ
112 เนื้อหาในการรับชมอยู่ ทั้งนี้ เมื่อมีการปรับเปลี่ยนบทดังที่ได้กล่าวมานั้น เนื่องจากบทโขนเป็นกลอน บทละครที่ต้องคำนึงถึงการ “วรรคตอน” การใช้ “คำสัมผัส” ดังนั้น จึงต้องมีการปรับคำบางคำเพื่อให้ สัมผัสและถูกต้องตามหลักวิธีการ อย่างไรก็ตาม นอกจากวิธีการ “ตัดออก” และ “ตัดต่อบท” แล้ว ในการพัฒนาและปรับปรุงบทการแสดงครั้งนี้ ได้มีการ “แต่งบทขึ้นใหม่” เพื่อเป็นการสร้างสรรค์ ให้สอดคล้องกับแนวคิดด้านระยะเวลาการแสดง ซึ่งสอดคล้องกับชวลิต สุนทรานนท์ (2555, น. 49) อธิบายถึงวิธีการที่รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์บทโขนรามเกียรติ์ไว้ว่า บทโขนรามเกียรติ์ ของพระองค์นั้น ทรงใช้วิธีการดำเนินเรื่องแบบโขนโรงใน คือ มีทั้งบทพากย์ เจรจาแบบโขน และ เพลงขับร้องแบบละครใน โดยทรงมีวิธีการสร้างบท คือ มีการเปลี่ยนการเปิดเรื่องตามลักษณะ ของการแสดงละคร ตัดเหตุการณ์ในเนื้อเรื่องที่ไม่จำเป็นออก เพิ่มเหตุการณ์สำคัญในเนื้อเรื่องซึ่งมีทั้ง ตัดรายละเอียดของเนื้อเรื่อง เพิ่มรายละเอียดของเนื้อเรื่อง และเปลี่ยนรายละเอียดของเนื้อเรื่อง นับ ได้ว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลแรกที่ทรงพระราชนิพนธ์บทโขนสำหรับแสดง แล้วกำหนดให้ผู้แสดง ปฏิบัติกำกับไว้ในบทตามแบบการละครตะวันตก ซึ่งการแสดงโขนแต่เดิมไม่มีการเขียนบท คนพากย์ เจรจาจะเป็นผู้บอกบท ให้ผู้แสดงปฏิบัติในขณะที่แสดงเท่านั้น โดยผู้วิจัยนำวิธีการข้างต้นเป็นแนวทางใน การพิจารณาพัฒนาปรับปรุงและเรียบเรียงบทการแสดง โดยสรุปเป็นตารางการปรับปรุงและพัฒนา บทการแสดงครั้งที่ 1 ดังนี้ ตารางที่ 6 การปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 1 รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ตอนที่ 2 บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 8 ช้า เมื่อนั้น องค์พระอวตารชาญชัยศรี สถิตย์เหนือบรรยงก์ทรงเพศชี ในโรงพิธีสง่างาม ตั้งแต่ภูมีพลีกรรม์ คืนวันล่วงลบคำรบสาม ยังไม่สัมฤทธิ์สิทธิ์ตาม ประสงค์องค์พระรามราชาฯ ๔ คำ ฯ - พระรามประทับในโรงพิธี- - พระลักษมณ์ และ พิเภษณ์ พญาวานร เฝ้าอยู่ตามกำหนดปี่พาทย์ทำเพลง วา ร้องเพลงวา เมื่อนั้น องค์พระอวตารชาญชัยศรี สถิตเหนือบรรยงก์ทรงเพศชี ในโรงพิธีสง่างาม ร้องเพลงสามเส้า ตั้งแต่ภูมีพลีกรรม์ คืนวันล่วงลบคำรบสาม ยังไม่สัมฤทธิ์สิทธิ์ตาม ประสงค์องค์พระรามราชา ฯ **บรรจุเพลงเพิ่มเป็น 2 เพลง เพื่อลดระยะเวลาใน การแสดง เนื่องจาก “เพลงวา” เป็นทำนองที่ช้า จึงตัดให้ร้อง
113 ตารางที่ 6 การปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 1 (ต่อ) รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ตอนที่ 2 บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 8 นกจากภูวนัยคำนึงขึ้งแค้น เพราะใคร่ฃ้ามสู่แดนยักษา สู้ตั้งจิตงอนง้อขอมรรคา พระสมุทเฉื่อยชาไม่ใยดี เหมือนดูแคลนน่าแค้นน้ำใจนัก เหมือนช่วยยักษ์กันพลกะบี่ศรี เหมือนเอออวยช่วยคิดกิจอัปรีย์ เหมือนยุยงอสุรีกำเริบใจ เสียเวลาตั้งกิจพิธีวอน พระสาครเฉยอยู่ดูถูกให้ จะต้องคิดกระทำให้หนำใจ มิให้ไปก็จะกล้าฝ่าฟองชลฯ ๖ คำ ฯ “เพลงวา” เพียง 1 บท และบรรจุเพลงเพิ่มในบทที่ 2 โดยอาจเป็น เพลงทำนอง 2 ชั้น เพื่อกระชับการแสดง - ตัดออกหมด เนื่องจากกระชับเวลาการแสดง โดย แสดงความรู้สึกของพระรามผ่านท่ารำ, ท่าทางของตัวละคร แทน เนื้อร้องทั้งหมด - ผู้แสดงพระราม เกิดความไม่พึงพอใจ เพราะทำพิธี แล้วไม่เปนผล จับศรคันมาศ รำออกจากโรงพิธี 8 ร่าย คิดพลางทางลุกขึ้นจากอาสน์ จับธนูคันมาศมณีสนธิ์ ออกจากโรงพิธีศรีถกล จรดลมาสู่หมู่โยธา ฯ พราหมณ์ออก ๒ คำ ฯ ปี่พาทย์ทำเพลง พราหมณ์ออก -พระรามรำออกจากพิธี- -พระลักษมณ์ และ พิเภษณ์ พญาวานร ตามเสด็จ- จึ่งตรัสแก่อนุชาธิบดี และหมู่โยธีแกล้วกล้า อันผู้ควรรับพลีของราชา คือเทวาทรงสุจริตธรรม์ แม้ให้ผู้อาธรรม์นั้นไร้ผล สุดจะง้อบุคคลที่โมหัน กลับเห็นเราโง่เง่าแลเขลาครัน ประมาทหน้าว่าขยั้นขยาดตน พี่อุตส่าห์พลีครบตรีวาร พระสมุทดื้อด้านไม่ให้ผล เธอนั้นไหลหลงทนงตน คิดว่าดำกลกำลังแรง แต่ศรพี่มีฤทธิ์พิษชงัด ทั้งร้อนจัดยิ่งเพลิงเถกิงแสง พี่จะใช้ศรชัยไปโต้แย้ง จะผาดแผลงลงไปในวารี สัตว์ที่ซ่องอาศัยในสาคร จะเร่าร้อนทั่วไปดังไฟจี้ นาคงูในคูหาใต้วารี จะดักดิ้นสิ้นชีวีที่หาดทราย จะระเบิดเปิดน้ำทเลกว้าง เหมือนเปิดทางให้ทัพเราผันผาย ให้กะบี่ฤทธิรณพลนารายน์ เหยียบสมุทผู้พ่ายฝีมือเราฯ ๑๒ คำ ฯ ร้องเพลง ร่าย จึ่งตรัสแก่อนุชาธิบดี และหมู่โยธีแกล้วกล้า อันผู้ควรรับพลีของราชา คือเทวาทรงสุจริตตน เราอุตส่าห์พลีครบตรีวาร พระสมุทดื้อด้านไม่ให้ผล เธอนั้นไหลหลงทนงตน คิดว่าดำกลกำลังแรง แต่ศรพี่มีฤทธิ์พิษชงัด ทั้งร้อนจัดยิ่งเพลิงเถกิงแสง พี่จะใช้ศรชัยไปโต้แย้ง จะผาดแผลงลงไปในวารี **ตัดบทออกบางส่วน และปรับคำให้มีการสัมผัสระหว่างบท เช่น คำว่า “สุจริตธรรม์” ปรับเป็น “สุจริตตน” เพื่อให้สัมผัสกับคำว่า “ผล”, คำว่า “พี่” ปรับเป็น “เรา” แมลงวันทองตรัสพลางภูวดลโกศลราช ทรงจับอาคเณยาสตร์เฉิดเฉลา แผลงไปเปนไฟพิไลยเพรา แผดเผาที่กลางชลธาร เปรี้ยง ๆ เพียงเทพฤทธิรุท ขว้างเพชราวุธไปประหาร สัตว์น้ำร้อนรณพ้นประมาณ ก็คลานขึ้นมาดิ้นแทบสิ้นใจฯ ศรทะนง ๔ คำ ฯ - ตัดบทออกทั้งหมด เนื่องจากกระชับเวลาการแสดง โดยแสดงความรู้สึกของพระรามผ่านท่ารำ, ท่าทางของตัวลคร แทนเนื้อร้องทั้งหมด และเทคนิคภาพพื้นหลัง - ผู้แสดงพระราม จับศรอาคเณยาสตร์ รำเพลง ศร ทะนง - ทำเทคนิค ที่ภาพพื้นหลัง กลางทะเล ปี่พาทย์ทำเพลง ศรทะนง (ต่อนี้เลยติดจำอวด, คือมีสัตว์น้ำต่าง ๆ ขึ้นมา, พวกลิงไปจับตัวมาขู่และ ล้อเล่น ทำทีจะฆ่าแกงกินบ้าง ฯลฯ ให้เปนการสนุกเฮฮาพอสมควร, เพื่อให้ตัวลครได้พักเล็กน้อย) (ต่อนี้เลยติดจำอวด,คือมีสัตว์น้ำต่าง ๆ ขึ้นมา, พวกลิงไปจับตัว มาขู่และล้อเล่น ทำทีจะฆ่าแกงกินบ้าง ฯลฯ ให้เป็นการสนุกเฮฮา พอสมควร, เพื่อให้ตัวลครได้พักเล็กน้อย)
114 ตารางที่ 6 การปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 1 (ต่อ) รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ตอนที่ 2 บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 ร่ายเมื่อนั้น พระระฆุวงศ์ทรงฤทธิ์อดิศัย ไม่เห็นพระสมุทวุฒิไกร ภูวนัยก็ทรงพระโกรธา ตรัสว่าดีแล้วพระสมุท เมื่อไม่เกรงฤทธิรุทของตูฃ้า จะลองใช้ศรชัยไปตามมา หรือจะกล้านิ่งอยู่ได้ดูดีฯ ๔ คำ ฯ - ตัดบทออกทั้งหมด เนื่องจากกระชับเวลาการแสดง โดยแสดง ความรู้สึกของพระรามผ่านท่ารำ, ท่าทางของตัวละคร แทนเนื้อ ร้องทั้งหมด - ผู้แสดงพระราม ไม่เห็นพระสมุท โกรธ จะใช้ศรชัยยิงไปตาม เมื่อนั้น พระลักษมณ์ประณตบทศรี ทูลว่าฃ้าขอประทานที โปรดดำริห์ด้วยดีตามคลองธรรม์ อันผู้ที่มีสติปัญญา ข่มโทษะอุส่าห์อดกลั้น จริงอยู่พระสาครนั้น โมหันขืนขัดทัดทาน แต่ขอจงทรงงดอาญาก่อน ตรัสเรียกพระสาครผู้ใจหาญ แม้บังอาจขัดราชโองการ ภูบาลจึ่งค่อยลงอาญา ฯ ๖ คำ ฯ ร้องเพลง ร่าย เมื่อนั้น พระลักษมณ์ประณตบทศรี ทูลว่าฃ้าขอประทานที โปรดดำริห์ด้วยดีตามธรรมบาล แต่ขอจงทรงงดอาญาก่อน ตรัสเรียกพระสาครผู้ใจหาญ แม้บังอาจขัดราชโองการ ภูบาลจึ่งค่อยลงอาญา ฯ **ตัดต่อบทออกบางส่วน และปรับคำให้มีการสัมผัสระหว่างบท เช่น คำว่า “ตามคลองธรรม์” ปรับเป็น “ตามธรรมบาล” เพื่อให้ สัมผัสกับคำว่า “ใจหาญ” (อาญา ยังไม่ได้ปรับคำ) เมื่อนั้น พระหริวงศ์ทรงฟังพระลักษมณ์ว่า ยังไม่วายข้องขัดหัทยา จึ่งตรัสตอบอนุชาด้วยทันใด เหลือจะหวังผลดีที่รั้งรอ ยิ่งขืนยอก็คงทนงใหญ่ แต่เอาเถิดจะลองประกาศไป เผื่อจะได้สมประสงค์องค์อนุชฯ ๔ คำ ฯ -ตัดบทออกทั้งหมดออก ฝรั่งควง ตรัสพลางทางเปล่งสิหนาท ก้องประกาศแก่องค์พระสมุท ถ้าแม้ว่าท่านเกรงฤทธิรุท จงรีบผุดขึ้นมานบอภิวันท์ ถ้าแม้ไม่ขึ้นมาถวายกร เราจะผาดแผลงศรวิเศษศัลย์ ลงไปซ้ำให้น้ำเหือดแห้งพลัน ทำทางให้พลขันธ์สู่ลงกา อย่าคิดว่าฤทธาจะสามารถ คุ้มเกรงมัจฉาชาติโดยทั่วหน้า ศรจะผลาญเผาทั่วทุกตัวปลา สูญชาติมัตสยาในครานี้ ฯ ๖ คำ ฯ ร้องเพลงทะเลบ้า พระหริวงศ์ทรงเปล่งสิหนาท ก้องประกาศแก่องค์พระสมุท ถ้าแม้ว่าท่านเกรงฤทธิรุท จงรีบผุดขึ้นมานบอภิวันท์ ถ้าแม้ไม่ขึ้นมาถวายกร เราจะผาดแผลงศรวิเศษศัลย์ ศรจะผลาญเผาทั่วปลาทุกพันธุ์ สูญชาติพลันมัจฉาพาวอดวาย **ตัดบทออกบางส่วน และปรับคำให้มีการสัมผัสระหว่างบท แต่คง ความหมายเดิม เมื่อนั้น พิเภษณ์ประนมก้มเกศี ทูลว่าฃ้าขอพระจักรี ทรงเมตตาปรานีอีกสักครา พระสมุททนงทรงพิโรธ แต่ผลโทษตกอยู่หมู่มัจฉา ขอพระองค์ทรงพระกรุณา แก่เหล่าสัตว์มัตสยาในสาครฯ ๖ คำ ฯ ตัดออกหมด (ไม่มีการแสดง ในช่วงนี้เลย) ตามคำแนะนำของอาจารย์ประเมษฐ์ บุณยะชัย ฝรั่งควงเมื่อนั้น องค์พระสุริยวงศ์ทรงศร ตรัสว่าเราไซร้ได้วิงวอน ง้องอนงดงามสามราตรี พระสมุทจะฟังก็หาไม่ แม้จะรอต่อไปไม่ควรที่ ตัดออกหมด (ไม่มีการแสดง ในช่วงนี้เลย) ตามคำแนะนำของอาจารย์ประเมษฐ์ บุณยะชัย
115 ตารางที่ 6 การปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 1 (ต่อ) รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ตอนที่ 2 บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 พระสมุทจะยิ่งอวดดี ดูถูกเรานี้ยิ่งขึ้นไป ดูเถิดตัวเราเป่าประกาศ จะขึ้นมาอภิวาทก็หาไม่ พระสาครอวดเก่งไม่เกรงใจ เราจะรอรั้งไว้ไม่ควรการฯ พรรณฝรั่งตรัสพลางทางพระหริราช จับศรพรหมาสตร์แสนอาจหาญ กวัดแกว่งดังแสงเพลิงกัลป์ อัศจรรย์บันดาลอึงอล นภากาศอธึกกึกก้อง ฟ้าคนองดินไหวไปทุกหน เสียงสนั่นลั่นท้องทเลวน ระลอกชลซัดสาดท่วมหาดทรายฯ คุกพากย์ ๔ คำ ตัดออกหมด (ไม่มีการแสดง ในช่วงนี้เลย) ตามคำแนะนำของอาจารย์ประเมษฐ์ บุณยะชัย โล้สาครเสทือนเลื่อนลั่น ป่วนปั่นส้าสู้มิรู้หาย ด้วยฤทธิ์กำแหงแรงนารายน์ กำจายก้องกัมปนาการ จึ่งพระสมุทวุฒิไกร ขึ้นจากชลาลัยรโหฐาน ผุดจากทเลวลชลธาร พร้อมด้วยบริพารนาคี ทั้งพระคงคาโฉมตรู พระสินธูยมนานทีศรี พรหมบุตร์โคทาวารี ขึ้นมาอัญชุลีพระสี่กร ฯ หน้าพาทย์โล้ ๖ คำ ฯ ปี่พาทย์ทำเพลง คุกพาทย์ - พระรามรำเพลงคุกพาทย์- - ทำเทคนิค ที่ภาพพื้นหลัง ท้องฟ้า กลางทะเล ร้องเพลง ฟองน้ำ สาครเสทือนเลื่อนลั่น ป่วนปั่นส้าสู้มิรู้หาย ด้วยฤทธิ์กำแหงแรงนารายน์ กำจายก้องกัมปนาการ - พระสมุท และ บริวาร ค่อยๆผุดขึ้นมาด้าน B (ตามกำหนด) - ร้องเพลง โล้ จึ่งพระสมุทวุฒิไกร ขึ้นจากชลาลัยรโหฐาน ผุดจากทเลวลชลธาร พร้อมด้วยบริพารนาคี ทั้งพระคงคาโฉมตรู พระสินธูยมนานทีศรี พรหมบุตร์โคทาวารี ขึ้นมาอัญชุลีพระสี่กร ฯ ร่ายพระสมุทจึ่งประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พระนารายน์ทรงศร ว่าขอเดชะพระสี่กร ทรงฟังสุนทรถ้วนคดี อันธาตุดินน้ำและลมไฟ เปนนิจจะวิสัยทั้งสี่ จะผิดเพี้ยนเปลี่ยนไปนั้นไม่มี ไม่ควรที่วิปริตผิดทำนอง อันสาครมีมาแล้วช้านาน แต่โบราณมิเคยจะแหวกช่อง ให้ผู้ใดเดินไปดังใจปอง ดังนี้เปนของธรรมดา แม้ครานี้ฃ้าจะกันปันน้ำไว ด้วยน้ำใจฉันทาหรือโทษา หรือเพราะหลงหรือมัวกลัวภยา จะถูกฉินท์นินทาเปนมั่นคง แต่ตูฃ้ามีใจไมตรีฉันท์ อยากจะให้ทรงธรรม์สมประสงค์ ขอถวายอุบายแด่พระองค์ เสด็จสมจำนงถึงลงกา ฯ ๑๐ คำ ฯ ปี่พาทย์ทำเพลง โล้ ร้องเพลง ตวงพระธาตุ พระสมุทจึ่งประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พระนารายน์ทรงศร ว่าขอเดชะพระสี่กร ทรงฟังสุนทรถ้วนคดี อันธาตุดินน้ำและลมไฟ เปนนิจจะวิสัยทั้งสี่ จะผิดเพี้ยนเปลี่ยนไปนั้นไม่มี ไม่ควรที่วิปริตผิดทำนอง อันสาครมีมาแล้วช้านาน แต่โบราณมิเคยจะแหวกช่อง ให้ผู้ใดเดินไปดังใจปอง ดังนี้เปนครรลองอย่างมั่นคง แต่ตูฃ้ามีใจไมตรีฉันท์ อยากจะให้ทรงธรรม์สมประสงค์ ขอถวายอุบายแด่พระองค์ เสด็จสมจำนงถึงลงกา ฯ **ตัดบทออกบางส่วน และและปรับคำให้มีการสัมผัสระหว่างบท แต่ คงความหมายเดิม
116 ตารางที่ 6 การปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 1 (ต่อ) รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ตอนที่ 2 บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 เมื่อนั้น พระทรงศังข์ฟังคำทำนูลว่า ค่อยคลายพิโรธโกรธา จึ่งบัญชาถามพระสมุทไป อันเรากับเหล่าวานร จะเดินฃ้ามสาครได้ไฉน จงแถลงอุบายขยายไป เพื่อให้แจ่มแจ้งแห่งคดี ฯ ๔ คำ ฯ ร้องเพลง ร่าย อันเรากับเหล่าวานร จะเดินฃ้ามสาครได้ดังว่า จงแถลงอุบายขยายมา เพื่อฃ้าแจ่มแจ้งแห่งคดี ฯ **ตัดบทออกบางส่วน และและปรับคำให้มีการสัมผัสระหว่างบท แต่ คงความหมายเดิม บัดนั้น พระสมุทบังคมก้มเกศี ทูลว่าขอองค์พระจักรี จรงตรัสใช้กะบี่ผู้เรืองฤทธิ์ นามกรชื่อนลคนขยัน ลูกพระวิศวกรรม์ศิลปะสิทธิ์ เฉลียวฉลาดทุกทางช่างคิด เรียนรู้นวกิจจากบิดา ขอพระองค์จงสั่งวานรนล จองถนนฃ้ามแคว้นแดนฃ้า เพื่อพระองค์ทรงยกโยธา สู่ทวีปลงกาเกรียงไกร พระเกียรติ์จักฦาลั่นสนั่นหล้า พระเดชานุภาพภิญโญใหญ่ ทั้งเทวัญชั้นฟ้าสุราลัย ทั้งมนุษย์ทั่วไปชมทั่วกัน ฯ ๘ คำ ฯ ร้องเพลง ร่าย บัดนั้น พระสมุทบังคมก้มเกศี ทูลว่าขอองค์พระจักรี จรตรัสใช้กะบี่ผู้เรืองฤทธิ์ นามกรชื่อนลคนขยัน ลูกพระวิศวกรรม์ศิลปะสิทธิ์ เฉลียวฉลาดทุกทางช่างคิด เรียนรู้นวกิจจากบิดา ขอพระองค์จงสั่งวานรนล จองถนนฃ้ามแคว้นแดนฃ้า เพื่อพระองค์ทรงยกโยธา สู่ทวีปลงกาพร้อมไพร่พล **ตัดบทออก 1 บท เมื่อนั้น พระจักรีปรีดิ์เปรมเกษมสันต์ จึ่งตรัสตอบขอบใจตัวท่านครัน จงช่วยกันด้วยจิตไมตรี ท่านจงช่วยระงับคลื่นอันครืนเครง อย่าให้สัตว์ข่มเหงพวกกะบี่ เมื่อฃ้ามถึงลงกาในครานี้ เราจะให้พลีอย่างงดงาม ฯ ๔ คำ ฯ ตัดออกหมด (ไม่มีการแสดง ในช่วงนี้เลย) บัดนั้น พระสมุทเคารพครบสาม ทูลว่าฃ้าจะห้ามปราม บริพารทั่วตามพระโองการ จะมิให้คลื่นลมทั้งหลายมา ทำลายถนนอันไพศาล ทูลเสร็จลาพระอวตาร คืนลงสู่สถานทเลวน รัว ๔ คำ ฯ ปี่พาทย์ทำเพลง รัว พระสมุท และ บริวาร ค่อยๆจมลงด้าน B (ตามกำหนด) เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทุกแห่งหน จึ่งดำรัสให้หาวานรนล เจ้าจงจองถนนฃ้ามสาคร ให้ทหารกะบี่ทั้งนายไพร่ พร้อมใจกันหนออย่าย่อหย่อน ช่วยกันทำถนนหนทางจร เพื่อยกพลากรสู่ลงกาฯ ๔ คำ ฯ ร้องเพลง ร่าย เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทุกแห่งหน จึ่งดำรัสให้หาวานรนล เจ้าจงจองถนนฃ้ามสาคร ให้ทหารกะบี่ทั้งนายไพร่ พร้อมใจกันหนออย่าย่อหย่อน ช่วยกันทำถนนหนทางจร เพื่อยกพลากรสู่ลงกาฯ เจรจา นลกะบี่ผู้มีอัชฌาทูลตอบไป ฃ้าขออาสาพระภูวนัย ตามพระ ประสงค์ จองถนนไปให้ตรงถึงลงกา ฃ้าพระบาทชำนาญวิชาของบิตุราช ทั้งเต็มใจและสามารถสนองพระคุณ ทรงการุญแก่ตูฃ้าสวัสดี นางมันทะ เจรจา นล - นลกะบี่ผู้มีอัชฌาทูลตอบไป ฃ้าขออาสาพระภูวนัยตาม พระประสงค์ จองถนนไปให้ตรงถึงลงกา
117 ตารางที่ 6 การปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 1 (ต่อ) รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ตอนที่ 2 บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 รีมารดรแห่งตูฃ้า เมื่อก่อนจะคลอดฃ้าบาทมาได้รับคำ พระวิศวกรรมผู้ ฉลาดประสาทไว้ ให้มีบุตรเปนศิลปีมีฝีมือ อันร่ำฦาเชี่ยวชำนาญกว่า ชนทั้งผอง เปนที่สองรองเฉพาะพระวิศวกรรม์ ในนวกรณ์ทุกสิ่งสรรพ์ฃ้า ชำนาญ แต่ครั้นจะทูลพระภูบาลถึงความฉลาด และโอ้อวด ความสามารถอีกต่อไปไซร้ จะเปลืองเวลามากไปไม่ควรแก่เหตุขอทรง เดชจงมีราชโองการ ดำรัสสั่งทวยหาญทั่วทุกตน ให้ช่วยกันจองถนนใน ครานี้ เถิดพระเจ้าฃ้า ฯ **ปรับบทเจรจาของนลที่กล่าวถึงตนเองออก ให้เหลือเพียงบท รับอาสาจองถนน พระหริรักษ์จักรีจึ่งมีราชบัญชา สั่งพระลักษมณ์กนิษฐาผู้ยาใจ ตัว น้องไซร้จงกำชับกำกับการ ให้ทวยหาญทั้งผองจองถนน ตามแบบอย่าง วานรนลผู้ต้นปัญญา ทั้งพิเภษณ์ราชาจอมอสุรี และสุครีพผู้จอมกะบี่ ชาญสมร จงช่วยกันดูวานรให้ทำงาน ตัวเราตั้งพิธีการเหน็จเหนื่อยนัก จำจะพักร่างกายสบายสักที ครั้นสั่งเสร็จพระภูบดีก็ผายผัน เสด็จขึ้นสู่ สุวรรณพลับพลา บัดนั้น ฯ เสมอ ฯ พระราม - พระหริรักษ์จักรีจึ่งมีราชบัญชา สั่งพระลักษมณ์ กนิษฐาผู้ยาใจ ตัวน้องไซร้จงกำชับกำกับการ ให้ทวยหาญทั้งผอง จองถนน ตามแบบอย่างวานรนลผู้ต้นปัญญา ทั้งพิเภษณ์ราชา จอมอสุรี และสุครีพผู้จอมกะบี่ชาญสมร จงช่วยกันดูวานรให้ ทำงาน ครั้นสั่งเสร็จพระภูบาลก็ผายผัน เสด็จขึ้นสู่สุวรรณ พลับพลา พนาลี บัดนั้น ฯ เสมอ ฯ ปี่พาทย์ทำเพลง เสมอ พระราม พระลักษมณ์ รำเพลง เสมอ เฃ้าเวที **ตัดบทออกบางส่วน และและปรับคำให้มีการสัมผัสระหว่างบท แต่คงความหมายเดิม ฝ่ายสุครีพทูลอนุชาพระภูวนัย พระองค์ไชร้ก็เหน็จเหนื่อยและเมื่อ ล้า อันพิเภษณ์ราชากับฃ้าพเฃ้า จะเปลี่ยนเวรกันคอยเฝ้ากำกับการ ขอ พระองค์ประทับสำราญร่มพฤกษา แล้วจึ่งบัญชาว่าแก่วานรินทร์นล ให้ เริ่มการจองถนนอย่าช้าที (พระน้อยเข้าโรงได้.) พากย์ พญาสุครีพ เรืองรณ วานรนล เรืองฤทธี กับพลทั้งกะบี่ พร้อมหมู่หมี และหมู่ยักษ์ พระลักษมณ์กนิษฐา รับบัญชาพระทรงศักดิ์ คุมจองถนนไปเมืองยักษ์ สิบสี่โยชน์สำเร็จเสร็จการ (รับตะโพน/ชโย) ***ทำบทพากย์ แสดงท่าประกอบคำพากย์ นลราชกะบี่ศรีผู้ฉลาด ยอกรอภิวาทพระอนุชา แล้วคลานคล้อย ถอยออกมาพ้นน่าที่นั่ง จึ่งจัดสั่งวางงานการจองถนน แบ่งกองหนึ่งไป ลากขนต้นพฤกษา อีกกองหนึ่งให้ขนผาถมสาคร ทุก ๆ กองวานรต่าง เต็มใจ พร้อมกันจองถนนใหญ่เปนโกลา ฯ (ติดจำอวด) - ทำบทพากย์ - แสดงท่าประกอบคำพากย์ ครั้นถึงเวลาพระอาทิตย์จะตกต่ำ ถนนใหญ่นั้นล่วงล้ำสิบสี่โยชน์ พลกะบี่ปราโมทย์เปนหนักหนา จึ่งไปแจ้งแก่ราชาแห่งกะบี่ เวลานี้จวน สิ้นแสงพระสุริยน จะจองถนนต่อไปเห็นไม่ถนัด ขอจงตรัสให้โยธีนี้พัก งาน ไว้เริ่มการต่อไปในวันพรุ่งนี้เถิดนะเจ้าฃ้า ฯ - ทำบทพากย์ - แสดงท่าประกอบคำพากย์
118 ตารางที่ 6 การปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 1 (ต่อ) รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ตอนที่ 2 บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 พญาสุครีพกะบี่ศรีแสนปรีดา จึ่งมีบัญชาสั่งวานรทั้งน้อยใหญ่ ให้ พักงานถนนไว้เพียงนี้ก่อน แล้วให้นอนตามร่มไม้ใกล้สาครินทร์ บัดนั้น ฯ รัว ฯ - ทำบทพากย์ - แสดงท่าประกอบคำพากย์ ยานีมาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวเทวราชโกสินทร์ เนาในสถานวิมานอินทร์ เทวินทร์สอดส่องทิพย์ญาณ แจ้งเหตุว่ากะบี่รี้พล จองถนนเยี่ยมใหญ่ไพศาล เพื่อให้พระนารายน์อวตาร ยกทัพสู่สถานถิ่นยักษ์ บัดนี้ราตรีที่ห้า มรรคาร้อยโยชน์ยืนประจักษ์ เกษมเปรมกมลเปนพ้นนัก จักเอาใจช่วยด้วยไมตรี คิดพลางแต่งองค์ทรงเครื่อง อร่ามเรืองหมดจดสดศรี พร้อมด้วยทวยเทพเทวี ลอยรี่มายังฝั่งสาคร ฯ กลม ๗ คำ ฯ พากย์ ปางองค์ท้าวโกสินทร์ เทวินทร์สอดส่องทิพย์ญาณ แจ้งเหตุพระอวตาร สร้างเสร็จมรรคาฃ้ามวารี ทรงเกษมเปรมกมล พลพระรามฃ้ามวิถี ตริจะร่วมยินดี ชวนเทพเทวี ไปยังฝั่งชล (รับตะโพน/ชโย) ***ทำบทพาทย์ แสดงท่าประกอบคำพากย์ ปี่พาทย์ทำเพลง กลม ช้าเมื่อนั้น ฝ่ายพระหริวงศ์ทรงศร ครั้นดาวเดือนเลื่อนลับอัมพร ภูธรพลิกฟื้นตื่นนิทรา ฯ ๒ คำ ฯ พากย์ พระสุริยาเยี่ยมไศล ประไพแรงทุกแห่งหน พระหริวงศ์ทรงพล นิทราตื่น ฟื้นอินทรีย์ เสด็จจากบรรจฐรณ์ ทรงอลงกรณ์ สดสี นวยนาดจรลี ยังที่หน้าทัพพลับพลา (รับตะโพน/ชโย) ***ทำบทพากย์ แสดงท่าประกอบคำพากย์ 8 หรุ่มเสนาะเสียงเรไรไก่แก้ว แจ้ว ๆ สำเนียงเสียงจ้า มยุเรศร่อนร้องก้องพนา สาริกาพลอดแจ้วในแนวไพร แสงอรุณรุ่งฟ้าสง่าศรี รัศมีเงินก่องผ่องใส สุริยาเยี่ยมยอดเมรุไกร ประไพไขแสงแข่งสุวรรณฯ ๔ คำ ฯ - ทำบทพากย์ - แสดงท่าประกอบคำพากย์ ร่ายจึ่งเสด็จลุกจากบรรจฐรณ์ สอดทรงอลงกรณ์ฉายฉัน นวยนาฎวาดกรจรจรัล ผายผันไปประทับน่าพลับพลาฯ เสมอ ๒ คำ ฯ - ทำบทพากย์ - แสดงท่าประกอบคำพากย์ พระราม พระลักษมณ์ รำเพลงเสมอ ออกไปยัง กองทัพ (พระลักษมณ์ จะอยู่ในที่ประทับหรืออยู่กับพล) พร้อมพระอนุชาทรงศร และพลนิกรแกล้วกล้า จึ่งมีพระราชบัญชา ถามพญานลราชฦาชัย อันว่ามรรคาฃ้ามสมุท ทำถึงที่สุดหรือไฉน แม้ว่าจะยกพลไกร ฃ้ามตลอดรอดได้จงว่ามาฯ ร้องเพลง ร่าย พร้อมพระอนุชาทรงศร และพลนิกรแกล้วกล้า จึ่งมีพระราชบัญชา ถามพญานลราชฦาชัย อันว่ามรรคาฃ้ามสมุท ทำถึงที่สุดหรือไฉน
119 ตารางที่ 6 การปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 1 (ต่อ) รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ตอนที่ 2 บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 ๔ คำ ฯ แม้ว่าจะยกพลไกร ฃ้ามตลอดรอดได้จงว่ามา ฯ บัดนั้น ขุนนลบังคมก้มเกศา ทูลว่าถนนมหิมา ได้จองฃ้ามมหาวารี ทางยาวร้อยโยชน์เสร็จสรรพ กองทัพเดินไปได้ถึงที่ มิได้โคลงคลอนสั่นมั่นดี เชิญพระภูมีเสด็จไป ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา บัดนั้น ขุนนลบังคมก้มเกศา ทูลว่าถนนมหิมา ได้จองฃ้ามมหาวารี ทางยาวร้อยโยชน์เสร็จสรรพ กองทัพเดินไปได้ถึงที่ มิได้โคลงคลอนสั่นมั่นดีเชิญพระภูมีเสด็จไป ฯ **ปรับจาก “ร้องร่าย” เป็นการ “เจรจา” ด้วยบทกลอน ตามบท ของ 3 สมเด็จ (รัชกาลที่ 6, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) เมื่อนั้น สุครีพราชาหาช้าไม่ ทูลว่าขอพระภูวนัย จงยาตราทัพชัยในวันนี้ ขอพระองค์ขึ้นทรงพาหา หนุมานพญากะบี่ศรี ขอให้พระอนุชาธิบดี ขึ้นทรงบ่ากะบี่องคท ทั้งสองกะบี่แกล้วกล้า จะขึ้นชื่อฦาชาปรากฎ ดีกว่าพิชัยราชรถ ทรงยศจงทรงพระเมตตา ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา เมื่อนั้น สุครีพราชาหาช้าไม่ ทูลว่าขอพระภูวนัย จงยาตราทัพชัยในวันนี้ ขอพระองค์ขึ้นทรงพาหา หนุมานพญากะบี่ศรี ขอให้พระอนุชาธิบดี ขึ้นทรงบ่ากะบี่องคท ทั้งสองกะบี่แกล้วกล้า จะขึ้นชื่อฦาชาปรากฎ ดีกว่าพิชัยราชรถ ทรงยศจงทรงพระเมตตา ฯ **ปรับจาก “ร้องร่าย” เป็นการ “เจรจา” ด้วยบทกลอน ตามบท ของ 3 สมเด็จ (รัชกาลที่ 6, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) เมื่อนั้น ฝ่ายพญาพิเภษณ์ยักษา นบพระนเรนทร์สูรทูลกิจจา ตูฃ้าได้กราบทูลไว้ ถ้าแม้ว่าถึงเวลา ที่จะยกโยธาทัพใหญ่ ตูฃ้าจะนำทัพชัย ไปแทบลงกาธานี บัดนี้ฃ้าขอนำพล ฃ้ามถนนสู่แดนยักษี ให้เกียรติปรากฎครั้งนี้ ทั่วทั้งธาตรียืนนาน ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา เมื่อนั้น ฝ่ายพญาพิเภษณ์ยักษา นบพระนเรนทร์สูรทูลกิจจา ตูฃ้าได้กราบทูลไว้ ถ้าแม้ว่าถึงเวลา ที่จะยกโยธาทัพใหญ่ ตูฃ้าจะนำทัพชัย ไปแทบลงกาธานี บัดนี้ฃ้าขอนำพล ฃ้ามถนนสู่แดนยักษี ให้เกียรติปรากฎครั้งนี้ ทั่วทั้งธาตรียืนนาน ฯ **ปรับจาก “ร้องร่าย” เป็นการ “เจรจา” ด้วยบทกลอน ตามบท ของ 3 สมเด็จ (รัชกาลที่ 6, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ)
120 ตารางที่ 6 การปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 1 (ต่อ) รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ตอนที่ 2 บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 เมื่อนั้น พระหริรักษ์ศักดากล้าหาญ จึ่งตรัสอนุมัติทุกประการ ตามใจขุนมารและวานร แล้วตรัสชวนองค์พระอนุชา เฃ้าฃ้างในพลับพลาสโมสรสององค์ นวยนาฎวาดกร บทจรสู่ที่สรงชล ฯ เสมอ ๔ คำ ฯ ร้องเพลง ร่าย เมื่อนั้น พระหริรักษ์ศักดากล้าหาญ จึ่งตรัสอนุมัติทุกประการ ตามใจขุนมารและวานร แล้วตรัสชวนองค์พระอนุชา เฃ้าฃ้างในพลับพลาสโมสร สององค์นวยนาฎวาดกร บทจรสู่ที่สรงชล ฯ ปี่พาทย์ทำเพลง เสมอ - พระราม พระลักษมณ์ รำเพลงเสมอ - เฃ้าเวที หรือ ออกหน้าเวที โทนไขท่อประทุมทั้งสอง น้ำโปรยเปนละอองดังฝอยฝน เย็นฉ่ำช่ำชื่นรื่นกมล ขัดสีสกนธ์หมดมลทิน เสร็จสรงทรงน้ำมันคันธรส แต่งเกศาสรวยสดสมถวิล แล้วจึ่งสององค์ผจงริน น้ำสุคนธ์ชื่นกลิ่นโชลมทา สอดทรงสนับเพลาเชิงมาศ ภูษาสีชาดสุดสง่า ฉลององค์สีสลับระยับตา ผ้าทิพย์คาดอ่าอร่ามลาย สังวาลย์นวรัตน์จำรัสศรี ตาบมณีนพเลิศเฉิดฉาย ธำมรงค์แต่ละวงเพ็ชร์พราย เปนประกายแวววาบปลาบตา ทรงมงกุฎไพจิตร์พิศวง สององค์เทียมเทพเลขา กุมศรมหิทธิ์ฤทธา เสด็จออกสู่หน้าพลับพลาชัยฯ บาทสกุณี ๑๐ คำ ฯ ร้องเพลงลงสรงโทน ไขท่อประทุมทั้งสอง น้ำโปรยเป็นละอองดังฝอยฝน เย็นฉ่ำช่ำชื่นรื่นกมล ขัดสีสกนธ์หมดมลทิน เสร็จสรงทรงน้ำมันคันธรส แต่งเกศาสวยสดสมถวิล แล้วจึ่งสององค์ผจงริน น้ำสุคนธ์ชื่นกลิ่นชโลมทา พากย์ลงสรง สอดทรงสนับเพลาภูษา สีชาดสุดสง่า ฉลองพระองค์สดสี ทับทรวงสังวาลรูจี ตาบทิศมณี พระธำมรงค์พรรณราย มงกุฎล้อมเพชรเก็จพราย กุมศรผันผาย มาหน้าสุวรรณพลับพลา ปี่พาทย์ทำเพลง บาทสกุณี พระราม พระลักษมณ์ รำเพลงบาทสกุณีออกหน้าเวที รัวท้ายบาทสกุณี กองทัพออกตั้งขบวน ครอบจักรวาล พรั่งพร้อมโยธาพลพานร ประนมกรเตรียมคอยทั้งน้อยใหญ่ พอได้ฤกษ์ให้เลิกทัพชัย ไปสู่มหามรรคา ฯ เสมอข้ามสมุท แล้วกราวนอก ๒ คำ ฯ ปี่พาทย์ทำเพลง เสมอฃ้ามสมุท ปี่พาทย์ทำเพลง กราวนอก ทั้งกองทัพ รำเพลง เสมอฃ้ามสมุท เพลง กราว อาจมีรำตรวจพล หรือเต้นทั้งกองทัพแล้วตรวจพล พากย์ งามองค์พระทรงครุฑ เจ้าอยุธยาภา ทรงรัตนวรา ภรณิศร์พิสิฐสรรค์ ทรงบ่าวายุบุตร์ ฤทธิรุทดังไฟกัลป์ พากย์ งามองค์พระทรงครุฑ เจ้าอยุธยาภา ทรงรัตนวรา ภรณิศร์พิสิฐสรรค์ ทรงบ่าวายุบุตร์ ฤทธิรุทดังไฟกัลป์
121 ตารางที่ 6 การปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 1 (ต่อ) รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ตอนที่ 2 บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 ลอยล่องเหนือฟองอรร ณพะลิ่วเหมือนทิวลม งามองค์พระลักษมัณ ผู้มหันต์มโหดม ศักดิ์เลิศประเสริฐสม วรเกียรติ์พระจักริน ทรงพาหะองคท กบี่ยศโยธิน พาฃ้ามกระแสสิน ธุประหนึ่งพระพายผัน พิเภษณาสูร บริบูรณภักดีครัน พร้อมสี่เสนีขยัน ก็อุเทศกระบวนจร สุครีวะราชา คุมทัพหน้าพวกพานร แห่องค์พระทรงศร เสด็จฃ้ามนทีศรี ท่านท้าวชมพูพาน คุมทวยหาญคณะหมี แห่หลังสพรั่งดี ดุจะพลพระเทวินทร์ เดินทัพขยับพล ณถนนฃ้ามวาริน บัดใจสมใจจิน ตนามุ่งถึงกรุงมาร ฯ เชิด ลอยล่องเหนือฟองอรร ณพะลิ่วเหมือนทิวลม งามองค์พระลักษมัณ ผู้มหันต์มโหดม ศักดิ์เลิศประเสริฐสม วรเกียรติ์พระจักริน ทรงพาหะองคท กบี่ยศโยธิน พาฃ้ามกระแสสิน ธุประหนึ่งพระพายผัน พิเภษณาสูร บริบูรณภักดีครัน พร้อมสี่เสนีขยัน ก็อุเทศกระบวนจร สุครีวะราชา คุมทัพหน้าพวกพานร แห่องค์พระทรงศร เสด็จฃ้ามนทีศรี ท่านท้าวชมพูพาน คุมทวยหาญคณะหมี แห่หลังสพรั่งดี ดุจะพลพระเทวินทร์ เดินทัพขยับพล ณถนนฃ้ามวาริน บัดใจสมใจจิน ตนามุ่งถึงกรุงมาร ฯ ปี่พาทย์ทำเพลง เชิด กองทัพเดินขบวนเฃ้าเวที ร่ายเมื่อนั้น ฝ่ายท้าวมัฆวามหาศาล เห็นทัพองค์พระอวตาร เดินผ่านฃ้ามมหาวารี อันท้าวทศพักตร์ยักษา อหังการ์ทนงศักดิ์ศรี จะวายชีวาในครานี้ ด้วยศรพระจักรีเรืองศักดา จึ่งตรัสสั่งทวยเทพเทวี ให้โปรยมาลีบุปผา เพื่อสำแดงฤดีปรีดา ให้เริงร่าฟ้อนรำระบำบรรพ์ ฯ ๖ คำ ฯ ร้องเพลง ร่าย เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวมัฆวามหาศาล เห็นทัพองค์พระอวตาร เดินผ่านฃ้ามมหาธารา จึ่งตรัสสั่งทวยเทพเทวี ให้โปรยมาลีบุปผา เพื่อสำแดงฤดีปรีดา ให้เริงร่าฟ้อนรำระบำบรรพ์ ฯ **ตัดบทออกบางส่วน และปรับคำให้มีการสัมผัสระหว่างบท แต่ คงความหมายเดิม ตามคำแนะนำของอาจารย์ประเมษฐ์ บุณยะชัย เมื่อนั้น ฝ่ายทวยเทพบุตร์นางสวรรค์ ยอกรประนมบังคมคัล สรวลสันต์เกษมปรีดิ์ ฯ ๒ คำ ฯ ร้องเพลง ร่าย เมื่อนั้น ฝ่ายทวยเทพบุตร์นางสวรรค์ ยอกรประนมบังคมคัล สรวลสันต์เกษมเปรมปรีดิ์ ฯ **เพิ่มคำว่า “เปรม” เพื่อให้เหมาะสมกับเพลงร้อง โดยความหมาย ยังคงเดิม พระทองผจงจับบุปผามาลาส ต่างพรรณประหลาดสอาดศรี ต่างองค์ชม้อยคอยที นางเทพบุตรีชำเลืองตา เทพบุตร์เห็นอับศรชอ้อนอาย ต่างก็ยิ้มพรายพยักหน้า ร้องเตือนให้โปรยมาลา ชักช้าอยู่ใยไม่ควรการ จึ่งพร้อมกันสรรดวงบุบผชาติ สีสอาดอีกพร้อมหอมหวาน แล้วโปรยปรายไปมิได้นาน หอมทั่วสถานสากล ฯ ร้องเพลง บะหลิ่ม ผจงจับบุปผามาลาส ต่างพรรณประหลาดสอาดศรี ต่างองค์ชม้อยคอยที นางเทพบุตรีชำเลืองตา **ตัดออก 2 บท ร้องเพลง เบ้าหลุด แล้วจึ่งจับระบำรำร่าย กรีดกายกรายล่องเวหา
122 ตารางที่ 6 การปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 1 (ต่อ) รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ ชุดจองถนน ตอนที่ 2 บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 ๖ คำ ฯ เบ้าหลุดแล้วจึ่งจับระบำรำร่าย กรีดกายกรายล่องเวหน ผกผันหันเหียนเวียนวน ไขว่คว้านฤมลไปมา ผกผันหันเหียนเวียนมา ไขว่คว้านฤมลไปในที - ปี่พาทย์ทำเพลง เร็ว - ลา - - ปี่พาทย์ทำเพลง รัวดึกดำบรรพ์ - **ตัดออก 2 บท และปรับคำให้มีการสัมผัสระหว่างบท แต่คง ความหมายเดิม ตามคำแนะนำของอาจารย์ประเมษฐ์ บุณยะชัย ที่มา: ผู้วิจัย หลังจากพัฒนา ปรับปรุง และบรรจุเพลงบรรเลง เพลงขับร้อง และเรียบเรียง เป็นบทการแสดงร่างที่ 1 เรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยนำบทดังกล่าวเข้าปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายจัดทำบทการแสดง ฝ่ายเพลงร้องและดนตรี และฝ่ายการแสดง เพื่อวิเคราะห์ความสมบูรณ์องค์ รวมของบทการแสดง โดยทางผู้เชี่ยวชาญได้มีการปรับเรียบเรียง และการบรรจุเพลงร้องใหม่ เพื่อความเหมาะสม กล่าวคือ ต้องการรักษาบทพระราชนิพนธ์เดิมที่เป็นเอกลักษณ์ของพระองค์ เช่น เพลงช้าปี่ เพลงหรุ่ม บทพากย์ ฯลฯ นอกจากนี้ มีการเพิ่มเติมการบรรจุให้มีความหลากหลาย ยิ่งขึ้น สรุปเป็นตารางเปรียบเทียบได้ ดังนี้
123 ตารางที่ 7 การประพันธ์บทโขนและกระบวนการปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 2 บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 บทโขน หลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 2 - พระรามประทับในโรงพิธี- - พระลักษมณ์ และ พิเภษณ์ พญาวานร เฝ้าอยู่ตามกำหนดปี่พาทย์ทำเพลง วา ร้องเพลงวา เมื่อนั้น องค์พระอวตารชาญชัยศรี สถิตเหนือบรรยงก์ทรงเพศชี ในโรงพิธีสง่างาม ร้องเพลงสามเส้า ตั้งแต่ภูมีพลีกรรม์ คืนวันล่วงลบคำรบสาม ยังไม่สัมฤทธิ์สิทธิ์ตาม ประสงค์องค์พระรามราชา ฯ ฉากที่ 1 โรงพิธี ริมมหาสมุทร - ปี่พาทย์ทำเพลง วา - - ม่านเปิด - - พระรามประทับในโรงพิธี - - พระลักษมณ์ประทับบนแท่นศิลาหน้าโรงพิธี - - พิเภษณ์ และสุครีพ เฝ้าอยู่ - - ร้องเพลง ช้าปี่ - เมื่อนั้น องค์พระอวตารชาญชัยศรี สถิตเหนือบรรยงก์ทรงเพศชี ในโรงพิธีสง่างาม - ร้องเพลง สามเส้า - ตั้งแต่ภูมีพลีกรรม์คื นวันล่วงลบคำรบสาม ยังไม่สัมฤทธิ์สิทธิ์ตาม ประสงค์องค์พระรามราชา ปี่พาทย์ทำเพลง พราหมณ์ออก -พระรามรำออกจากพิธี- -พระลักษมณ์ และ พิเภษณ์ พญาวานร ตามเสด็จ- - ปี่พาทย์ทำเพลง พราหมณ์ออก - - พระราม แสดงความโกรธ จับศร และรำออกจากโรงพิธี - - พลวานรและพลหมีเฝ้า - - พระลักษมณ์ พิเภษณ์ สุครีพตามมาเฝ้า - ร้องเพลง ร่าย จึ่งตรัสแก่อนุชาธิบดี และหมู่โยธีแกล้วกล้า อันผู้ควรรับพลีของราชา คือเทวาทรงสุจริตตน เราอุตส่าห์พลีครบตรีวาร พระสมุทดื้อด้านไม่ให้ผล เธอนั้นไหลหลงทนงตน คิดว่าดำกลกำลังแรง แต่ศรพี่มีฤทธิ์พิษชงัด ทั้งร้อนจัดยิ่งเพลิงเถกิงแสง พี่จะใช้ศรชัยไปโต้แย้ง จะผาดแผลงลงไปในวารี -ร้องเพลง ร่าย - จึงตรัสแก่อนุชาธิบดี และหมู่โยธีแกล้วกล้า อันผู้ควรรับพลีของราชา คือเทวาทรงสุจริตตน เราอุตส่าห์พลีครบตรีวาร พระสมุทรดื้อด้านไม่ให้ผล เธอนั้นใหลหลงทะนงตน คิดว่าดำกลกำลังแรง -ร้องเพลง เชิดฉิ่ง - แต่ศรพี่มีฤทธิ์พิษชะงัด ทั้งร้อนจัดยิ่งเพลิงเถกิงแสง พี่จะใช้ศรชัยไปโต้แย้ง จะผาดแผลงลงไปในวารี - ผู้แสดงพระราม จับศรอาคเณยาสตร์ รำเพลง ศรทะนง - ทำเทคนิค ที่ภาพพื้นหลัง กลางทะเล ปี่พาทย์ทำเพลง ศรทะนง (ต่อนี้เลยติดจำอวด, คือมีสัตว์น้ำต่าง ๆ ขึ้นมา, พวกลิงไปจับตัว มาขู่และล้อเล่น ทำทีจะฆ่าแกงกินบ้าง ฯลฯ ให้เป็นการสนุกเฮฮา พอสมควร, เพื่อให้ตัวลครได้พักเล็กน้อย) - ปี่พาทย์ทำเพลง ศรทะนง - (ต่อนี้เลยติดจำอวด, คือมีสัตว์น้ำต่าง ๆ ขึ้นมา, พวกลิงไปจับตัว มาขู่และล้อเล่น ทำทีจะฆ่าแกงกินบ้าง ฯลฯ ให้เป็นการสนุก เฮฮาพอสมควร, เพื่อให้ตัวละครได้พักเล็กน้อย) - พระราม ทำท่าทีไม่พอใจที่ยังไม่เห็นพระสมุทรขึ้นมา - - ผู้แสดงพระราม ไม่เห็นพระสมุท โกรธ จะใช้ศรชัยยิงไปตาม - ปี่พาทย์ทำเพลงรัว - - พระรามจับศรชัยจะแผลงออกไปอีกครั้ง - - พระลักษมณ์เห็นท่าทีจึงเข้ามาเฝ้า –
124 ตารางที่ 7 การประพันธ์บทโขนและกระบวนการปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 2 (ต่อ) บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 บทโขน หลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 2 ร้องเพลงทะเลบ้า พระหริวงศ์ทรงเปล่งสิหนาท ก้องประกาศแก่องค์พระสมุท ถ้าแม้ว่าท่านเกรงฤทธิรุท จงรีบผุดขึ้นมานบอภิวันท์ ถ้าแม้ไม่ขึ้นมาถวายกร เราจะผาดแผลงศรวิเศษศัลย์ ศรจะผลาญเผาทั่วปลาทุกพันธุ์ สูญชาติพลันมัจฉาพาวอดวาย ปี่พาทย์ทำเพลง คุกพาทย์ - พระรามรำเพลงคุกพาทย์- - ทำเทคนิค ที่ภาพพื้นหลัง ท้องฟ้า กลางทะเล - ร้องเพลง เชื้อชั้นเดียว - พระหริวงศ์ทรงเปล่งสีหนาท ก้องประกาศแก่องค์พระสมุทร ถ้าแม้ว่าท่านเกรงฤทธิรุท จงรีบผุดขึ้นมานบอภิวันท์ ถ้าแม้ไม่ขึ้นมาถวายกร เราจะผาดแผลงศรวิเศษศัลย์ ลงไปให้น้ำเหือดแห้งพลัน เหล่าพรรณมัตสยาพาวอดวาย - ปี่พาทย์ทำเพลง คุกพาทย์ - ร้องเพลง ฟองน้ำ สาครเสทือนเลื่อนลั่น ป่วนปั่นส้าสู้มิรู้หาย ด้วยฤทธิ์กำแหงแรงนารายน์ กำจายก้องกัมปนาการ - พระสมุท และ บริวาร ค่อยๆผุดขึ้นมาด้าน B (ตามกำหนด) - ร้องเพลง โล้ จึ่งพระสมุทวุฒิไกร ขึ้นจากชลาลัยรโหฐาน ผุดจากทเลวลชลธาร พร้อมด้วยบริพารนาคี ทั้งพระคงคาโฉมตรู พระสินธูยมนานทีศรี พรหมบุตร์โคทาวารี ขึ้นมาอัญชุลีพระสี่กร ฯ ปี่พาทย์ทำเพลง โล้ ฉากที่ 2 ริมมหาสมุทร - ร้องเพลง ทะเลบ้า - สาครสะเทือนเลื่อนลั่น ป่วนปั่นซ่าซู่มิรู้หาย ด้วยฤทธิ์กำแหงแรงนารายณ์ กำจายก้องกัมปนาการ -พระสมุทรและบริวาร ค่อยๆ ผุดขึ้นมาด้าน B (ตามกำหนด) - ร้องเพลง โล้ - จึ่งพระสมุทรวุฒิไกร ขึ้นจากชลาลัยรโหฐาน ผุดจากทะเลวนชลธาร พร้อมด้วยบริพารนาคี ทั้งพระคงคาโฉมตรู พระสินธูยมนานทีศรี พรหมบุตร์โคธาวารี ขึ้นมาอัญชุลีพระสี่กร ร้องเพลง ตวงพระธาตุ พระสมุทจึ่งประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พระนารายน์ทรงศร ว่าขอเดชะพระสี่กร ทรงฟังสุนทรถ้วนคดี อันธาตุดินน้ำและลมไฟ เปนนิจจะวิสัยทั้งสี่ จะผิดเพี้ยนเปลี่ยนไปนั้นไม่มี ไม่ควรที่วิปริตผิดทำนอง อันสาครมีมาแล้วช้านาน แต่โบราณมิเคยจะแหวกช่อง ให้ผู้ใดเดินไปดังใจปอง ดังนี้เปนครรลองอย่างมั่นคง แต่ตูฃ้ามีใจไมตรีฉันท์ อยากจะให้ทรงธรรม์สมประสงค์ ขอถวายอุบายแด่พระองค์ เสด็จสมจำนงถึงลงกา ฯ - ร้องเพลง ร่าย - พระสมุทรจึ่งประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พระนารายณ์ทรงศร ว่าขอเดชะพระสี่กร ทรงฟังสุนทรถ้วนคดี อันธาตุดินน้ำและลมไฟ เป็นนิจจะวิสัยทั้งสี่ จะผิดเพี้ยนเปลี่ยนไปนั้นไม่มี ไม่ควรที่วิปริตผิดทำนอง อันสาครมีมาแล้วช้านาน แต่โบราณมิเคยจะแหวกช่อง ให้ผู้ใดเดินไปดังใจปอง ดังนี้เป็นครรลองอย่างมั่นคง แต่ตูฃ้ามีใจไมตรีฉันท์ อยากจะให้ทรงธรรม์สมประสงค์ ขอถวายอุบายแด่พระองค์ เสด็จสมจำนงถึงลงกา ร้องเพลง ร่าย อันเรากับเหล่าวานร จะเดินฃ้ามสาครได้ดังว่า จงแถลงอุบายขยายมา เพื่อฃ้าแจ่มแจ้งแห่งคดี ฯ -ร้องเพลง ร่าย - เมื่อนั้น พระทรงสังข์ฟังคำทำนูลว่า ค่อยคลายพิโรธโกรธา จึ่งบัญชาถามพระสมุทรไป อันเรากับเหล่าวานร จะเดินข้ามสาครได้ไฉน จงแถลงอุบายขยายไป เพื่อให้แจ่มแจ้งแห่งคดี
125 ตารางที่ 7 การประพันธ์บทโขนและกระบวนการปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 2 (ต่อ) บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 บทโขน หลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 2 ร้องเพลง ร่าย บัดนั้น พระสมุทบังคมก้มเกศี ทูลว่าขอองค์พระจักรี จรตรัสใช้กะบี่ผู้เรืองฤทธิ์ นามกรชื่อนลคนขยัน ลูกพระวิศวกรรม์ศิลปะสิทธิ์ เฉลียวฉลาดทุกทางช่างคิด เรียนรู้นวกิจจากบิดา ขอพระองค์จงสั่งวานรนล จองถนนฃ้ามแคว้นแดนฃ้า เพื่อพระองค์ทรงยกโยธา สู่ทวีปลงกาพร้อมไพร่พล -ร้องเพลง ร่าย - บัดนั้น พระสมุทรบังคมก้มเกศี ทูลว่าขอองค์พระจักรี จงตรัสใช้กะบี่ผู้เรืองฤทธิ์ นามกรชื่อนลคนขยัน ลูกพระวิศวกรรม์ศิลปะสิทธิ์ เฉลียวฉลาดทุกทางช่างคิด เรียนรู้นวกิจจากบิดา ขอพระองค์จงสั่งวานรนล จองถนนข้ามแคว้นแดนข้า เพื่อพระองค์ทรงยกโยธา สู่ทวีปลงกาพร้อมไพร่พล ปี่พาทย์ทำเพลง รัว พระสมุท และ บริวาร ค่อยๆจมลงด้าน B (ตามกำหนด) - ปี่พาทย์ทำเพลง รัว - พระสมุทร และ บริวาร ค่อยๆ จมลงด้าน B (ตามกำหนด) ร้องเพลง ร่าย เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทุกแห่งหน จึ่งดำรัสให้หาวานรนล เจ้าจงจองถนนฃ้ามสาคร ให้ทหารกะบี่ทั้งนายไพร่ พร้อมใจกันหนออย่าย่อหย่อน ช่วยกันทำถนนหนทางจร เพื่อยกพลากรสู่ลงกาฯ -ร้องเพลง พญาสี่เสา - เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทุกแห่งหน จึงดำรัสให้หาวานรนล เจ้าจงจองถนนข้ามสาคร ให้ทหารกะบี่ทั้งนายไพร่ พร้อมใจกันหนออย่าย่อหย่อน ช่วยกันทำถนนหนทางจร เพื่อยกพลากรสู่ลงกา เจรจา นล - นลกะบี่ผู้มีอัชฌาทูลตอบไป ฃ้าขออาสาพระภูวนัยตาม พระประสงค์ จองถนนไปให้ตรงถึงลงกา - เจรจา - นล - นลกะบี่ผู้มีอัชฌาทูลตอบไป ฃ้าขออาสาพระภูวนัย ตาม พระประสงค์จองถนนไปให้ตรงถึงลงกา ข้าพระบาทชำนาญวิชา ของบิตุราช ทั้งเต็มใจและสามารถสนองพระคุณ ทรงการุญ แก่ ตูข้าสวัสดี นางมันทะรีมารดรแห่งตูข้า เมื่อจะคลอดข้าบาทมา ได้รับคำ พระวิศวกรรมผู้ ฉลาดประสาทไว้ ให้มีบุตรเป็นศิลปีมี ฝีมือ อันร่ำฦาเชี่ยวชำนาญกว่าชนทั้งผอง เป็นที่สอง รองเฉพาะ พระวิศวกรรม์ ในนวกรณ์ทุกสิ่งสรรพ์ข้าชำนาญ โปรดดำรัสสั่ง ทวยหาญทั่วทุกตน ให้ช่วยกันจองถนนในครานี้ เถิดพระเจ้าข้า พระราม - พระหริรักษ์จักรีจึ่งมีราชบัญชา สั่งพระลักษมณ์ กนิษฐาผู้ยาใจ ตัวน้องไซร้จงกำชับกำกับการ ให้ทวยหาญทั้งผอง จองถนน ตามแบบอย่างวานรนลผู้ต้นปัญญา ทั้งพิเภษณ์ราชา จอมอสุรี และสุครีพผู้จอมกะบี่ชาญสมร จงช่วยกันดูวานรให้ ทำงาน ครั้นสั่งเสร็จพระภูบาลก็ผายผัน เสด็จขึ้นสู่สุวรรณ พลับพลา พนาลี บัดนั้น ฯ เสมอ ฯ ปี่พาทย์ทำเพลง เสมอ พระราม พระลักษมณ์ รำเพลง เสมอ เฃ้าเวที พระราม - พระหริรักษ์จักรีจึ่งมีราชบัญชา สั่งพระลักษมณ์ กนิษฐาผู้ยาใจ ตัวน้องไซร้จงกำชับกำกับการ ให้ทวยหาญทั้ง ผองจองถนน ตามแบบอย่างวานรนลผู้ต้นปัญญา ทั้งพิเภษณ์ ราชาจอมอสุรี และสุครีพผู้จอมกะบี่ชาญสมร จงช่วยกันดูวานร ให้ทำงาน ครั้นสั่งเสร็จพระภูบาลก็ผายผันเสด็จขึ้นสู่สุวรรณ พลับพลา ฝั่งสาคร บัดนั้น ฯ - ปี่พาทย์ทำเพลง ปลายเข้าม่าน - - พระราม รำเข้าเวที -
126 ตารางที่ 7 การประพันธ์บทโขนและกระบวนการปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 2 (ต่อ) บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 บทโขน หลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 2 พากย์ พญาสุครีพ เรืองรณ วานรนล เรืองฤทธี กับพลทั้งกะบี่ พร้อมหมู่หมี และหมู่ยักษ์ พระลักษมณ์กนิษฐา รับบัญชาพระทรงศักดิ์ คุมจองถนนไปเมืองยักษ์ สิบสี่โยชน์สำเร็จเสร็จการ (รับตะโพน/ชโย) ตัดออก พากย์ ปางองค์ท้าวโกสินทร์ เทวินทร์สอดส่องทิพย์ญาณ แจ้งเหตุพระอวตาร สร้างเสร็จมรรคาฃ้ามวารี ทรงเกษมเปรมกมล พลพระรามฃ้ามวิถี ตริจะร่วมยินดี ชวนเทพเทวี ไปยังฝั่งชล (รับตะโพน/ชโย) ปี่พาทย์ทำเพลง กลม ตัดออก พากย์ พระสุริยาเยี่ยมไศล ประไพแรงทุกแห่งหน พระหริวงศ์ทรงพล นิทราตื่น ฟื้นอินทรีย์ เสด็จจากบรรจฐรณ์ ทรงอลงกรณ์ สดสี นวยนาดจรลี ยังที่หน้าทัพพลับพลา (รับตะโพน/ชโย) ฉากที่ 3 พลับพลาพระราม - ปี่พาทย์ทำเพลง สร้อยระฆัง - - ร้องเพลงช้าลูกคู่ - เมื่อนั้น ฝ่ายพระหริวงศ์ทรงศร ครั้นดาวเดือนเลื่อนลับอัมพร ภูธรพลิกฟื้นตื่นนิทรา - ร้องเพลงหรุ่ม - เสนาะเสียงเรไรไก่แก้ว แจ้ว ๆ สำเนียงเสียงจ้า มยุเรศร่อนร้องก้องพนา สุริยาไขแสงแข่งสุวรรณ -ร้องเพลงรื้อร่าย - จึ่งเสด็จลุกจากบรรจถรณ์ สอดทรงอลงกรณ์ฉายฉัน นวยนาดวาดกรจรจรัล ผายผันไปประทับหน้าพลับพลา พระราม พระลักษมณ์ รำเพลงเสมอ ออกไปยัง กองทัพ (พระลักษมณ์ จะอยู่ในที่ประทับหรืออยู่กับพล) ตัดออก ร้องเพลง ร่าย พร้อมพระอนุชาทรงศร และพลนิกรแกล้วกล้า จึ่งมีพระราชบัญชา ถามพญานลราชฦาชัย อันว่ามรรคาฃ้ามสมุท ทำถึงที่สุดหรือไฉน แม้ว่าจะยกพลไกร ฃ้ามตลอดรอดได้จงว่ามา ฯ ตัดออก
127 ตารางที่ 7 การประพันธ์บทโขนและกระบวนการปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 2 (ต่อ) บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 บทโขน หลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 2 เจรจา บัดนั้น ขุนนลบังคมก้มเกศา ทูลว่าถนนมหิมา ได้จองฃ้ามมหาวารี ทางยาวร้อยโยชน์เสร็จสรรพ กองทัพเดินไปได้ถึงที่ มิได้โคลงคลอนสั่นมั่นดี เชิญพระภูมีเสด็จไป ฯ ตัดออก เจรจา เมื่อนั้น สุครีพราชาหาช้าไม่ ทูลว่าขอพระภูวนัย จงยาตราทัพชัยในวันนี้ ขอพระองค์ขึ้นทรงพาหา หนุมานพญากะบี่ศรี ขอให้พระอนุชาธิบดี ขึ้นทรงบ่ากะบี่องคท ทั้งสองกะบี่แกล้วกล้า จะขึ้นชื่อฦาชาปรากฎ ดีกว่าพิชัยราชรถ ทรงยศจงทรงพระเมตตา ฯ -ร้องเพลง ร่าย - บัดนั้น สุครีพบังคมก้มเกศา ทูลว่าขอพระจักรา จงยาตราทัพชัยในวันนี้ ขอพระองค์ทรงขึ้นพาหา หนุมานพญากะบี่ศรี ขอให้พระอนุชาธิบดี ขึ้นทรงบ่ากะบี่องคท ทั้งสองกะบี่แกล้วกล้า จะขึ้นชื่อฦาชาปรากฏ ดีกว่าพิชัยราชรถ ทรงยศจงทรงพระเมตตา เจรจา เมื่อนั้น ฝ่ายพญาพิเภษณ์ยักษา นบพระนเรนทร์สูรทูลกิจจา ตูฃ้าได้กราบทูลไว้ ถ้าแม้ว่าถึงเวลา ที่จะยกโยธาทัพใหญ่ ตูฃ้าจะนำทัพชัย ไปแทบลงกาธานี บัดนี้ฃ้าขอนำพล ฃ้ามถนนสู่แดนยักษี ให้เกียรติปรากฏครั้งนี้ ทั่วทั้งธาตรียืนนาน ฯ - ร้องเพลง ร่าย - เมื่อนั้น ฝ่ายพญาพิเภษณ์ยักษา นบพระนเรนทร์สูรทูลกิจจา ตูฃ้าได้กราบทูลไว้ ถ้าแม้ว่าถึงเวลา ที่จะยกโยธาทัพใหญ่ ตูฃ้าจะนำทัพชัย ไปแทบลงกาธานี บัดนี้ฃ้าขอนำพล ฃ้ามถนนสู่แดนยักษี ให้เกียรติปรากฎครั้งนี้ ทั่วทั้งธาตรียืนนาน ฯ ร้องเพลง ร่าย เมื่อนั้น พระหริรักษ์ศักดากล้าหาญ จึ่งตรัสอนุมัติทุกประการ ตามใจขุนมารและวานร แล้วตรัสชวนองค์พระอนุชา เฃ้าฃ้างในพลับพลาสโมสร สององค์นวยนาฎวาดกร บทจรสู่ที่สรงชล ฯ ปี่พาทย์ทำเพลง เสมอ - พระราม พระลักษมณ์ รำเพลงเสมอ - เฃ้าเวที หรือ ออกหน้าเวที -ร้องเพลงกล่อมพญา - เมื่อนั้น พระหริรักษ์ศักดากล้าหาญ จึ่งตรัสอนุมัติทุกประการ ตามใจขุนมารและวานร แล้วตรัสชวนองค์พระอนุชา เข้าข้างในพลับพลาสโมสร สององค์นวยนาดวาดกร บทจรสู่ที่สรงชล - ปี่พาทย์ทำเพลง เสมอ - - พระราม พระลักษมณ์ รำเพลงเสมอ ออกส่วนหนึ่งของเวที – ร้องเพลงลงสรงโทน ไขท่อประทุมทั้งสอง น้ำโปรยเป็นละอองดังฝอยฝน เย็นฉ่ำช่ำชื่นรื่นกมล ขัดสีสกนธ์หมดมลทิน เสร็จสรงทรงน้ำมันคันธรส แต่งเกศาสวยสดสมถวิล แล้วจึ่งสององค์ผจงริน น้ำสุคนธ์ชื่นกลิ่นชโลมทา ฉากที่ 4 ห้องสรง - ร้องเพลงลงสรงโทน - ไขท่อประทุมทั้งสอง น้ำโปรยเป็นละอองดังฝอยฝน เย็นฉ่ำช่ำชื่นรื่นกมล ขัดสีสกนธ์หมดมลทิน เสร็จสรงทรงน้ำมันคันธรส แต่งเกศาสวยสดสมถวิล แล้วจึ่งสององค์ผจงริน น้ำสุคนธ์ชื่นกลิ่นชโลมทา
128 ตารางที่ 7 การประพันธ์บทโขนและกระบวนการปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 2 (ต่อ) บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 บทโขน หลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 2 พากย์ลงสรง สอดทรงสนับเพลาภูษา สีชาดสุดสง่า ฉลองพระองค์สดสี ทับทรวงสังวาลรูจี ตาบทิศมณี พระธำมรงค์พรรณราย มงกุฎล้อมเพชรเก็จพราย กุมศรผันผาย มาหน้าสุวรรณพลับพลา ปี่พาทย์ทำเพลง บาทสกุณี พระราม พระลักษมณ์ รำเพลงบาทสกุณีออกหน้าเวที รัวท้ายบาทสกุณี กองทัพออกตั้งขบวน - พากย์ลงสรง - สอดทรงสนับเพลาภูษา สีชาดสุดสง่า ฉลองพระองค์สดสี ทับทรวงสังวาลรูจี ตาบทิศมณี พระธำมรงค์พรรณราย มงกุฎล้อมเพชรเก็จพราย กุมศรผันผาย มาหน้าสุวรรณพลับพลา - ปี่พาทย์ทำเพลง บาทสกุณี - - พระราม พระลักษมณ์ รำเพลงบาทสกุณีออกหน้าเวที - - รัวท้ายบาทสกุณีกองทัพออกตั้งขบวน - ปี่พาทย์ทำเพลง เสมอฃ้ามสมุท ปี่พาทย์ทำเพลง กราวนอก ทั้งกองทัพ รำเพลง เสมอฃ้ามสมุท เพลง กราว อาจมีรำตรวจพล หรือเต้นทั้งกองทัพแล้วตรวจพล ฉากที่ 5 ข้ามสมุทร - ปี่พาทย์ทำเพลง เสมอข้ามสมุทร - - ทั้งกองทัพ รำเพลง เสมอข้ามสมุทร - - ปี่พาทย์ทำเพลง กราวนอก - พากย์ งามองค์พระทรงครุฑ เจ้าอยุธยาภา ทรงรัตนวรา ภรณิศร์พิสิฐสรรค์ - พากย์ (รับชโย) - งามองค์พระทรงครุฑ เจ้าอยุธยาภา ทรงรัตนวรา ภรณิศร์พิสิฐสรรค์ ทรงบ่าวายุบุตร์ ฤทธิรุทรดังไฟกัลป์ ลอยล่องเหนือฟองอรร ณพะลิ่วเหมือนทิวลม งามองค์พระลักษมัณ ผู้มหันต์มโหดม ศักดิ์เลิศประเสริฐสม วรเกียรติ์พระจักริน ทรงพาหะองคท กบี่ยศโยธิน พาฃ้ามกระแสสิน ธุประหนึ่งพระพายผัน พิเภษณาสูร บริบูรณภักดีครัน พร้อมสี่เสนีขยัน ก็อุเทศกระบวนจร สุครีวะราชา คุมทัพหน้าพวกพานร แห่องค์พระทรงศร เสด็จฃ้ามนทีศรี ท่านท้าวชมพูพาน คุมทวยหาญคณะหมี แห่หลังสพรั่งดี ดุจะพลพระเทวินทร์ เดินทัพขยับพล ณถนนฃ้ามวาริน บัดใจสมใจจิน ตนามุ่งถึงกรุงมาร ฯ ปี่พาทย์ทำเพลง เชิด กองทัพเดินขบวนเฃ้าเวที ทรงบ่าวายุบุตร ฤทธิรุทดังไฟกัลป์ ลอยล่องเหนือฟองอรร ณพะลิ่วเหมือนทิวลม งามองค์พระลักษมัณ ผู้มหันต์มโหดม ศักดิ์เลิศประเสริฐสม วรเกียรติพระจักริน ทรงพาหะองคท กปิยศโยธิน พาข้ามกระแสสิน ธุประหนึ่งพระพายผัน พิเภษณาสูร บริบูรณ์ภักดีครัน พร้อมสี่เสนีขยัน ก็อุเทศกระบวนจร สุครีวะราชา คุมทัพหน้าพวกพานร แห่องค์พระทรงศร เสด็จข้ามนทีศรี ท่านท้าวชมพูพาน คุมทวยหาญคณะหมี แห่หลังสะพรั่งดี ดุจะพลพระเทวินทร์ เดินทัพขยับพล ณถนนข้ามวาริน บัดใจสมใจจิน ตนามุ่งถึงกรุงมาร
129 ตารางที่ 7 การประพันธ์บทโขนและกระบวนการปรับปรุงและพัฒนาบทโขน ครั้งที่ 2 (ต่อ) บทโขนหลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 1 บทโขน หลังการปรับปรุงและพัฒนา ครั้งที่ 2 ร้องเพลง ร่าย เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวมัฆวามหาศาล เห็นทัพองค์พระอวตาร เดินผ่านฃ้ามมหาธารา จึ่งตรัสสั่งทวยเทพเทวี ให้โปรยมาลีบุปผา เพื่อสำแดงฤดีปรีดา ให้เริงร่าฟ้อนรำระบำบรรพ์ ฯ ฉากที่ 6 บนท้องฟ้า - เวทีบน พระอินทร์ เทวดา นางฟ้า อวยพร - - กองทัพพระรามอยู่ที่เวทีล่าง - - ร้องเพลงเหาะ - เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวมัฆวามหาศาล เห็นทัพองค์พระอวตาร เดินผ่านฃ้ามมหาธารา จึ่งตรัสสั่งทวยเทพเทวี ให้โปรยมาลีบุปผา เพื่อสำแดงฤดีปรีดา ให้เริงร่าฟ้อนรำระบำบรรพ์ ร้องเพลง ร่าย เมื่อนั้น ฝ่ายทวยเทพบุตร์นางสวรรค์ ยอกรประนมบังคมคัล สรวลสันต์เกษมเปรมปรีดิ์ ฯ - ร้องเพลงร่าย - เมื่อนั้น ฝ่ายเทพบุตรนางสวรรค์ ยอกรประนมบังคมคัล สรวลสันต์เกษมเปรมปรีดิ์ ร้องเพลง บะหลิ่ม ผจงจับบุปผามาลาส ต่างพรรณประหลาดสอาดศรี ต่างองค์ชม้อยคอยที นางเทพบุตรีชำเลืองตา - ร้องเพลงบะหลิ่ม - ผจงจับบุปผามาลาศ ต่างพรรณประหลาดสะอาดศรี ต่างองค์ชม้อยคอยที นางเทพบุตรีชำเลืองตา ร้องเพลง เบ้าหลุด แล้วจึ่งจับระบำรำร่าย กรีดกายกรายล่องเวหา ผกผันหันเหียนเวียนมา ไขว่คว้านฤมลไปในที - ปี่พาทย์ทำเพลง เร็ว - ลา - - ปี่พาทย์ทำเพลง รัวดึกดำบรรพ์ - - ร้องเพลง เบ้าหลุดชั้นเดียว - แล้วจึ่งจับระบำรำร่าย กรีดกรายรายล่องเวหา ผกผันหันเหียนเวียนมา ไขว่คว้านฤมลไปในที - ปี่พาทย์ทำเพลง เร็ว - ลา - - ปี่พาทย์ทำเพลง รัวดึกดำบรรพ์ - จบการแสดง ที่มา: ผู้วิจัย นอกจากการพัฒนาปรับปรุงและเรียบเรียงบทการแสดงข้างต้น ผู้วิจัยได้ สร้างสรรค์การประพันธ์บท “รำลงสรงแต่งตัวสองกษัตริย์” ขึ้นใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิด ด้านระยะเวลาในการแสดงและสร้างความแปลกใหม่ในการแสดง เนื่องจากยังไม่ค่อยมีปรากฏ การแสดงที่เป็นการรำลงสรงแต่งตัวที่เป็นบทขับร้องและบทพากย์อยู่ในการแสดงชุดเดียวกัน โดยบทการแสดงประกอบการพากย์ทำนองลงสรง ซึ่งปรับเปลี่ยนจากบทเดิมที่เป็นกลอนบทละคร ร้องเพลงลงสรงโทน เป็น “บทพากย์เดินทำนอง” ซึ่งผู้วิจัยได้นำแนวทางการสร้างสรรค์ “การพากย์ ทำนองลงสรง” ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรภัทร์ ทองนิ่ม มาประกอบในการสร้างสรรค์ครั้งนี้
130 สำหรับ พากย์ลงสรง เป็นทำนองพากย์ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรภัทร์ ทองนิ่ม โดยได้นำแนวคิดเรื่องโครงสร้าง “พากย์เดินทำนอง” ซึ่งมีการใช้ “ทำนองเพลงโอ้ปี่ใน” ในการพากย์โอ้ และ “ทำนองเพลงชมดงใน” ในการพากย์ชมดง ดังนั้น ผู้สร้างสรรค์จึงได้นำ “ทำนองเพลงลงสรง” มาสร้างสรรค์ทำนองพากย์เพื่อใช้ประกอบฉาก การรำลงสรงทรงเครื่องของตัวละคร โดยใช้ “ทำนองเพลงลงสรงมอญ” และ “หน้าทับสมิงทอง” ปรับให้เข้ากับทำนองพากย์โขน ซึ่งการพากย์ลักษณะเช่นนี้จัดอยู่ในการพากย์ประเภทเบ็ดเตล็ด เพื่อสำหรับไว้ออกตัวโขนในการรำลงสรงทรงเครื่อง (ธีรภัทร์ ทองนิ่ม, 2566, 26 เมษายน, สัมภาษณ์) มีบทพากย์ ดังนี้ พากย์ลงสรง1 เสร็จสรงสององค์ผจงริน สุคันธรสรื่นกลิ่น หอมนวลอวลอบอุรา สนับเพลาเครือหงส์อลงการ์ สีชาดภูษา ฉลองพระองค์สดสี ทับทรวงสังวาลย์รูจี ตามทิศมณี พระธำมรงค์แพรงพราย มงกุฎล้อมเพชรประกาย กุมศรผันผาย เสด็จมายังหน้าพลับพลชัย - ปี่พาทย์ทำเพลงบาทสกุณี - อย่างไรก็ตาม บทพากย์โขนเป็นบทกวีประเภทกาพย์ ได้แก่ กาพย์ยานีและ กาพย์ฉบัง ตามจารีตของการพากย์โขนนั้นเมื่อผู้พากย์ภาคจบไปบทหนึ่ง ผู้ตีกลองตะโพนจะตีท้า ให้ผู้ตีกลองทัดตีรับ 2 ที ผู้ที่อยู่ในโรงโขนก็จะร้องพร้อม ๆ กันว่า “เพ้ย” คำว่า “เพ้ย” นี้ ยังค้นหา หลักฐานไม่ได้ว่ามีที่มาจากอะไร ซึ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ใช้คำว่า “ชโย” แทนเฉพาะในตอนที่พากย์ชมรถหรือชมกระบวนทัพมนุษย์และวานร เพราะเชื่อว่าจะเกิดเป็น สิริมงคลในการยกทัพไปรบจะได้ชัยชนะแก่ฝ่ายศัตรู แต่การแสดงโขนในปัจจุบันก็กลับไปปรับ 1 ประพันธ์โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรภัทร์ ทองนิ่ม
131 คำว่า “เพ้ย” เช่นเดิม ร้องคำว่า “ไชโย” จะรับพร้อมกันแล้วคำ “โห่ 3 ครั้ง” ก่อนยกทัพมนุษย์ และวานร (กรมศิลปากร, 2556, น. 32) สรุปการสืบทอดและการสร้างสรรค์ด้านบทการแสดง ด้านการสืบทอด คือ นำบท พระราชนิพนธ์มาทำซ้ำและเผยแพร่โดยดำรงเนื้อหาสาระสำคัญและดำเนินเรื่องตามแนวทางของบท พระราชนิพนธ์ ส่วนด้านการสร้างสรรค์ คือ มีการพัฒนาปรับปรุงบทการแสดงขึ้นใหม่ให้เหมาะสม กับแนวคิดด้านระยะเวลาในการแสดงที่กำหนดไว้ 90 นาที โดยวิธีการ “ตัดออก” และ “ตัดต่อ” แต่คงความหมายเดิมและคำนึงถึงความถูกต้องตามฉันทลักษณ์ของบทละคร เพื่อให้การดำเนินเรื่อง รวดเร็ว อีกทั้ง มีการชี้แจงรายละเอียดการแสดง ประกอบด้วย 1) การแบ่งช่วงการแสดง 2) ชี้แจงวิธีการแสดง 3) กำหนดทำนองและเพลงร้องในบทการแสดงโขน มีการบรรจุเพลงร้องขึ้นใหม่ เพื่อให้การดำเนินเรื่องกระชับและรวดเร็ว อีกทั้ง เพิ่มอรรถรสในการรับชม นอกจากนี้ มีการประพันธ์ บทการแสดงขึ้นใหม่ คือ บทพากย์ลงสรงแต่งตัวสองกษัตริย์ประกอบการพากย์ดำเนินทำนองเพลง ลงสรง 2.3.2 เพลงบรรเลง เพลงขับร้อง พากย์-เจรจา และวงปี่พาทย์ประกอบการแสดง 1) การสืบทอด สำหรับประเด็นการสืบทอดด้านเพลงบรรเลง เพลงขับร้อง การพากย์- เจรจาและวงปี่พาทย์ประกอบการแสดง เนื่องจากผู้วิจัยได้กำหนดการสร้างสรรค์การแสดงโขน ในงานวิจัยนี้ในรูปแบบ “โขนโรงใน” ซึ่งมีลักษณะอันเอกลักษณ์ที่ชัดเจน คือ การดำเนินเรื่อง ด้วยการพากย์-เจรจาอย่างโขน การขับร้องในลักษณะมีต้นเสียงและลูกคู่ร้องรับอย่างละครใน และ การบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ประกอบการแสดงอากัปกิริยาตัวละคร โดยผู้วิจัยจะวิเคราะห์ลักษณะ การสืบทอดตามประเด็นต่อไปนี้ (1) ด้านเพลงบรรเลงและเพลงขับร้อง จากการวิเคราะห์รามเกียรติ์บทร้อง และบทพากย์ ตอนจองถนน พบว่า ตัวบทมีการบรรจุเพลงบรรเลงที่เป็นเพลงไทยอัตรา 2 ชั้น และ เพลงบรรเลงที่เป็นเพลงหน้าพาทย์ ในส่วนของเพลงขับร้องมีทั้งเพลงขับร้องที่ใช้ในการดำเนิน เรื่องและเพลงขับร้องที่เป็นเพลงหน้าพาทย์ซึ่งผู้วิจัยสรุปได้ดังนี้
132 ตารางที่ 8 ลำดับเพลงบรรเลง เพลงร้อง พากย์-เจรจา และเพลงหน้าพาทย์ ในรามเกียรติ์บทร้อง และบทพากย์ ตอนจองถนน ฉาก เพลง ความหมาย ฉากที่ 1 โรงพิธี ริมมหาสมุทร ช้า เป็นเพลงร้องของโขนละครใช้ร้องขึ้นต้นเนื้อเรื่องของการแสดง โดยมีต้นเสียงร้องและลูกคู่รับ นกจาก เป็นเพลงทำนองเก่าอัตรา 2 ชั้น เพลงนี้นักดนตรีนำมาบรรจุในเพลง เรื่อง นิยมใช้ในการแสดงโขนละคร ร่าย เป็นเพลงประกอบการแสดงละคร สำหรับบทพรรณนาที่ต้องการ ความรวดเร็ว ทั้งนี้เพลงร่ายแบ่งออกตามประเภทของละคร เช่น ละคร นอกเรียก “ร่ายนอก” ละครในเรียก “ร่ายใน” ซึ่งมีความแตกต่าง โดยระดับเสียงและทำนอง พราหมณ์ออก เป็นเพลงหน้าพาทย์ทำนองหนึ่ง มีจังหวะไม้กลอง 8 ไม้เดิน 4 ไม้ลา ใช้สำหรับบทของตัวละครผู้สูงศักดิ์จะก้าวออกจากพิธีศักดิ์สิทธิ์ แมลงวันทอง เป็นเพลงทำนองเก่าสมัยอยุธยาอัตรา 2 ชั้น ศรทะนง เป็นเพลงหน้าพาทย์ประกอบการแผลงศรของตัวละครพระราม ใช้บรรเลงติดต่อกับเพลงเชิดฉิ่ง เรียกว่า เชิดฉิ่ง ศรทะนง ร่าย เป็นเพลงประกอบการแสดงละคร สำหรับบทพรรณนาที่ต้องการความ รวดเร็ว ทั้งนี้เพลงร่ายแบ่งออกตามประเภทของละคร เช่น ละครนอก เรียก “ร่ายนอก” ละครในเรียก “ร่ายใน” ซึ่งมีความแตกต่าง โดยระดับเสียงและทำนอง ฝรั่งควง เป็นเพลงทำนองเก่าอัตรา 2 ชั้น ประเภทหน้าทับสองไม้ มีท่อนเดียว พรรณฝรั่ง เป็นเพลงทำนองเก่าประเภทหน้าทับปรบไก่มีท่อนเดียว 8 จังหวะ ให้อารมณ์ของเพลงแสดงถึงความรักความสุข และสบายอารมณ์ คุกพาทย์ เป็นเพลงหน้าพาทย์ทำนองเพลงมีลักษณะอย่างเพลงรัวใช้บรรเลง ประกอบการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ของตัวละครสูงศักดิ์ ฉากที่ 2 ริมมหาสมุทร โล้ เพลงหน้าพาทย์ทำนองเก่าสมัยอยุธยา สำหรับประกอบกิริยาไปมาทาง น้ำของตัวละคร
133 ตารางที่ 8 ลำดับเพลงบรรเลง เพลงร้อง พากย์-เจรจา และเพลงหน้าพาทย์ ในรามเกียรติ์บทร้อง และบทพากย์ ตอนจองถนน (ต่อ) ฉาก เพลง ความหมาย ร่าย เป็นเพลงประกอบการแสดงละคร สำหรับบทพรรณนาที่ต้องการ ความรวดเร็ว ทั้งนี้เพลงร่ายแบ่งออกตามประเภทของละคร เช่น ละคร นอกเรียก “ร่ายนอก” ละครในเรียก “ร่ายใน” ซึ่งมีความแตกต่าง โดยระดับเสียงและทำนอง รัว เป็นเพลงหน้าพาทย์ทำนองหนึ่ง ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยา การสำแดงเดชหรือแสดงปรากฏการณ์ เสมอ เป็นเพลงหน้าพาทย์ทำนองหนึ่ง ใช้บรรเลงประกอบกิริยาไปมา ในระยะใกล้ของตัวละคร ฉาก 3 วิมานพระ อินทร์ ยานี เป็นเพลงทำนองเก่า มีลักษณะจังหวะแบบชิงจับ ใช้ประกอบการแสดง โขนละครแต่โบราณ ในการเปิดเรื่องหรือแนะนำตัวละคร กลม เป็นเพลงหน้าพาทย์ทำนองหนึ่ง ใช้ประกอบกิริยาไปมาทางอากาศของ เหล่าเทพเจ้า คือ ตัวละครสูงศักดิ์ เช่น พระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์ พระอินทร์ ฯลฯ ฉากที่ 4 พลับพลา พระราม ช้า เป็นเพลงร้องของโขนละครใช้ร้องขึ้นต้นเนื้อเรื่องของการแสดง โดยมีต้นเสียงร้องและลูกคู่รับ หรุ่ม เป็นเพลงทำนองเก่าประเภทหน้าทับปรบไก่ ใช้ร้องประกอบการแสดง โขน ละครใน นิยมใช้กับบทของตัวละคร สูงศักดิ์หรือตัวละครสำคัญ ร่าย เป็นเพลงประกอบการแสดงละคร สำหรับบทพรรณนาที่ต้องการ ความรวดเร็ว ทั้งนี้เพลงร่ายแบ่งออกตามประเภทของละคร เช่น ละคร นอกเรียก “ร่ายนอก” ละครในเรียก “ร่ายใน” ซึ่งมีความแตกต่าง โดยระดับเสียงและทำนอง เสมอ เป็นเพลงหน้าทำนองหนึ่ง ใช้บรรเลงประกอบกิริยาไปมาในระยะใกล้ ของตัวละคร