The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือทัศนธาตุและหลักการออกแบบ(Peer Reviews)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by paruenatsang, 2024-05-03 02:19:37

หนังสือทัศนธาตุและหลักการออกแบบ

หนังสือทัศนธาตุและหลักการออกแบบ(Peer Reviews)

ทัศนธาตุและหลักการออกแบบ ผูชวยศาสตราจารย ปฤณัต นัจนฤตย หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาศิลปศึกษา คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต 2560


ทัศนธาตุและหลักการออกแบบ ผูชวยศาสตราจารย ปฤณัต นัจนฤตย ปร.ด. (หลักสูตรและการสอน) ค.ม. (ศิลปศึกษา) ศศ.บ. (ศิลปกรรม) หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาศิลปศึกษา คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต 2560


คํานํา ตํารา เรื่อง ทัศนธาตุและหลักการออกแบบ ไดเรียบเรียงขึ้นอยางเปนระบบ ครอบคลุม เนื้อหาสาระรายวิชา ในหมวดวิชาเอกบังคับของหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาศิลปศึกษา โดยมี คําอธิบายรายวิชาวาศึกษาความหมายและความสําคัญของทัศนธาตุ เรียนรูหลักการออกแบบ ทดลอง และฝกปฏิบัติตาม หลักการทฤษฎีอยางมีหลักการ สามารถอธิบายแนวคิดในการออกแบบ เขียน บรรยาย ตีความผลงาน นําเสนอผลงาน การชื่นชมและวิจารณ เพื่อใชในการเรียนการสอนให นักศึกษาและผูสนใจในวิชาดังกลาว สามารถอานและทําความเขาใจในเนื้อหาไดดวยตนเอง ตําราเลมนี้ ไดเพิ่มเติมเนื้อหาใหกวางขึ้น เพื่อเปนประโยชนตอการเรียนการสอน โดยมี เนื้อหาที่เชื่อโยงกับหลักสูตรแกนกลางสถานศึกษาจากการวิเคราะหตัวชี้วัดและสาระแกนกลางในกลุม สาระการเรียนรูศิลปะ เกี่ยวของกับเรื่องทัศนธาตุ อันไดแก จุด เสน สี น้ําหนัก รูปราง รูปทรง พื้นผิว และ บริเวณวางและหลักการออกแบบ อันไดแก สมดุล สัดสวน จังหวะ จุดเดน และ เอกภาพ โดย เนนการประยุกตใชในการสรางผลงานศิลปะแขนงตางๆ ที่นักศึกษาจะนําไปใชในการสรางงาน และ การจัดการเรียนการสอนในแกนของศิลปะปฏิบัติ และนําไปใชในการบรรยาย วิเคราะห ตีความ ผลงานในการวิจารณผลงานศิลปะและเชิงสุนทรียะ ในแกนศิลปวิจารณ ตามคําอธิบายรายวิชา โดย มุงเนนใหนักศึกษาไดเขาใจและนําประยุกตไปใชใหเกิดประโยชนในวิชาชีพครูศิลปะในอนาคต ผูแตงกราบขอบพระคุณทั้งผูทรงคุณวุฒิที่ทําการตรวจสอบเนื้อหา และวิธีการเรียบเรียง และหวังวา ตํารานี้คงอํานวยประโยชนตอการเรียนการสอนตามสมควร หากทานที่นําไปใชมี ขอเสนอแนะ ผูแตงยินดีรับฟงความคิดเห็น และขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ดวย ปฤณัต นัจนฤตย สิงหาคม 2560


(2)


(3) สารบัญ หนา คํานํา (1) สารบัญ (3) สารบัญภาพ (7) สารบัญตาราง (11) บทที่ 1 บทนํา 1 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับศิลปะ 1 การรับรู 1 ความหมายของศิลปะ 3 ประเภทศิลปะ 7 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับทัศนธาตุ 11 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับหลักการออกแบบ 14 สรุป 20 คําถามทบทวน 21 เอกสารอางอิง 22 บทที่ 2 ทัศนธาตุ: จุด เสน และ พื้นผิว 23 ทัศนธาตุ: จุด 23 ความหมายของจุด 23 ประเภทของจุดในงานศิลปะ 24 การสรางจุดในงานศิลปะ 27 ทัศนธาตุ: เสน 31 ความหมายของเสน 31 ประเภทของเสนในงานศิลปะ 32 การสรางสรรคเสนในงานศิลปะ 36 ทัศนธาตุ: พื้นผิว 39 ความหมายของพื้นผิว 39 ประเภทของพื้นผิวในงานศิลปะ 40 การสรางสรรคพื้นผิวในงานศิลปะ 42


(4) หนา สรุป 45 คําถามทบทวน 46 เอกสารอางอิง 47 บทที่ 3 ทัศนธาตุ: รูปราง – รูปทรง และบริเวณวาง 49 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับรูปรางรูปทรง 49 ประเภทของรูปราง – รูปทรงในงานศิลปะ 51 การสรางสรรครูปราง – รูปทรงในงานศิลปะ 54 ทัศนธาตุ: บริเวณวาง 60 ความหมายของบริเวณวาง 60 ประเภทของบริเวณวางในงานศิลปะ 62 การสรางสรรคบริเวณวางในงานศิลปะ 64 สรุป 66 คําถามทบทวน 67 เอกสารอางอิง 68 บทที่ 4 ทัศนธาตุ: สี และ คาน้ําหนัก 69 ทัศนธาตุ: สี 69 ความหมายของสี 69 ประเภทของสีในงานศิลปะ 71 การสรางสรรคสีในงานศิลปะ 72 คาน้ําหนัก 81 ความหมายของคาน้ําหนัก 81 ประเภทของคาน้ําหนักในงานศิลปะ 82 สรุป 88 คําถามทบทวน 88 เอกสารอางอิง 89 บทที่ 5 หลักการออกแบบ: จังหวะ และ จุดเดน 91 หลักการออกแบบ: จังหวะ 91 ความหมายของจังหวะ 91 ประเภทของจังหวะในงานศิลปะ 92 การออกแบบจังหวะในงานศิลปะ 95


(5) หนา หลักการออกแบบ: จุดเดน 99 ความหมายของจุดเดน 99 ประเภทของจุดเดนในงานศิลปะ 100 การออกแบบจุดเดนในงานศิลปะ 104 สรุป 107 คําถามทบทวน 107 เอกสารอางอิง 108 บทที่ 6 หลักการออกแบบ: สมดุล สัดสวน และ เอกภาพ 109 หลักการออกแบบ: สมดุล 109 ความหมายของสมดุล 109 ประเภทของสมดุลในงานศิลปะ 112 หลักการออกแบบสมดุลในงานศิลปะ 115 หลักการออกแบบ: สัดสวน 119 ความหมายของสัดสวน 119 ประเภทของสัดสวนในงานศิลปะ 120 การออกแบบสัดสวนในงานศิลปะ 122 หลักการออกแบบเอกภาพ 126 ความหมายของเอกภาพ 126 ประเภทของเอกภาพในงานศิลปะ 129 สรุป 135 คําถามทบทวน 135 เอกสารอางอิง 136 บทที่ 7 การอธิบายแนวคิดและการวิจารณผลศิลปะ 137 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการอธิบายแนวคิดและศิลปวิจารณ 137 ทฤษฎีการวิจารณงานศิลปะ 139 ขั้นตอนศิลปวิจารณ 143 ตัวอยางศิลปวิจารณดวยหลักทัศนธาตุและหลักการออกแบบ 147 สรุป 154 คําถามทบทวน 154 เอกสารอางอิง 155


(6) หนา บรรณานุกรม 157 อภิธานศัพท 161 ดรรชนี 175 ตัวอยางผลงานศิลปะจากการประยุกตใชทัศนธาตุและหลักการออกแบบ 179


(7) สารบัญภาพ ภาพที่ หนา 1.1 ขวานหินที่พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ อุบลราชธานี 3 1.2 ภาพการชกมวย จิตรกรรมฝาผนังระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม 4 1.3 หุนหลวงหนึ่งในงานชางสิบหมู 5 1.4 ภาพจิตรกรรมไทยหมวดคชะ 8 1.5 สถาปตยกรรมอุโบสถวัดสุทัศเทพวราราม ประดับตกแตงดวยประติมากรรมเจดียจีน 8 1.6 งานประยุกตศิลป 9 1.7 เลขนศิลปสัญลักษณ 12 ราศี 10 1.8 งานหัตถศิลปกลองผาลายไทย ผลงานนักศึกษาสาขาประยุกตศิลป 10 1.9 รายละเอียดของทัศนธาตุและหลักการออกแบบ 19 2.1 จุดสีดวยเทคนิคการดีดสี 20 2.2 จุดที่นูนและเวา 21 2.3 พระพุทธชินราช 23 2.4 จุดเสมือนจากตัวอักษร “ก” 23 2.5 การใชจุดในประติมากรรม 24 2.6 การออกแบบเสื้อผาลายจุด 25 2.7 จุดที่มีขนาดตางกันเรียงตอเนื่องกัน 26 2.8 จุดที่มีขนาดตางกันเรียงตอเนื่องกัน 27 2.9 จุดที่มีขนาดตางกันเรียงตอเนื่องกัน 28 2.10 จุดที่เปนลวดลาย 29 2.11 จุดที่เรียงเปนรูปราง 30 2.12 เสนแสดงรูปรางภายนอกของวัตถุ 31 2.13 เสนแบงพื้นที่ 31 2.14 เสนชี้นําสายตา 32 2.15 เสนเชิงนัย 33 2.16 เสนแบบคาลิกราฟก 34 2.17 ทัศนียภาพวิทยาเชิงเสน 34 2.18 เสนลวงตา 40


(8) ภาพที่ หนา 2.19 การสรางเคลื่อนไหวของเสน 41 2.20 เสนแสดงอารมณในงานจิตรกรรม 42 2.21 พื้นผิวจากวัสดุจริง 42 2.22 พื้นผิวจากการวาด 43 2.23 การสรางพื้นผิว 43 2.24 การสรางพื้นผิวโดยใชวัตถุ 45 2.25 พื้นผิวแบบอัตราสวน 46 3.1 ภาพเปรียบเทียบรูปรางวงกลม และรูปทรงกลม 50 3.2 รูปรางและรูปทรงตางๆ 52 3.3 รูปทรงเปดของประติมากรรม 53 3.4 รูปทรงปดของประติมากรรม 53 3.5 การสรางมิติ 55 3.6 การถายทอดรูปรางและรูปทรงตามความเปนจริง 56 3.7 การถายทอดโดยตัดทอนบางสวน 56 3.8 การเพิ่มเขา 57 3.9 การบิด 57 3.10 การสรางความสัมพันธ 58 3.11 การถายทอดใหเกิดภาพลวงตา 59 3.12 บริเวณวาง 3 มิติ 63 3.13 การใชบริเวณวางในลักษณะชองไฟ 65 3.14 การใชบริเวณวางดวยวัตถุทับซอน 65 3.15 การใชบริเวณวางจากหลักทัศนียภาพวิทยาเชิงเสน 66 4.1 วงจรสีระบบสีวัตถุ 74 4.2 สีคูตรงขาม 75 4.3 สีคูตรงขาม(สีมวง-เหลือง) แบบตางๆ 76 4.4 สีเอกรงค 76 4.5 สีสวนรวม 77 4.6 สีเลื่อมพราย 78 4.7 การใชสีจํานวนนอย 80 4.8 การใชสีขาวดํา 80


(9) ภาพที่ หนา 4.9 น้ําหนักในการไลคาสีในงานจิตรกรรม 83 4.10 น้ําหนักจริงหรือแสงและเงาในงานประติมากรรม 83 4.11 การใชแสงเงาสรางระยะมิติ 85 4.12 น้ําหนักออนแกในภาพแสดงแสงเงา 86 4.13 น้ําหนักสรางความคมชัด 86 4.14 ภาพคาน้ําหนักตามแสงเงาในปริมาณตางๆ 87 5.1 จังหวะแบบซ้ํา 92 5.2 จังหวะแบบตอเนื่อง 93 5.3 แบบขยายเพิ่มขึ้น 93 5.4 จังหวะแบบลื่นไหล 94 5.5 ประติมากรรมแขวนเคลื่อนไหว สนามบินจอหน เอฟเเคนนาดี 95 5.6 การจัดจังหวะชองไฟ 96 5.7 การจัดกลุมเขาพวก แบบตอประชิด 97 5.8 การจัดกลุมเขาพวก แบบติดสลับ 97 5.9 การจัดกลุมเขาพวก แบบพลิกกลับ 98 5.10 การจัดกลุมเขาพวก แบบหมุน 98 5.11 จังหวะโดยสรางประธานและสวนรอง 99 5.12 วิธีการวางจุดเดน แบบตาราง 3 สวน 101 5.13 จุดเดนและการเนนสิ่งที่แตกตางกัน 101 5.14 จุดเดนและการเนนดวยเสนนําสายตา 102 5.15 จุดเดนและการเนนดวยกรอบ 102 5.16 จุดเดนและการเนนดวยกันแยกออกไป 103 5.17 การไมปรากฏจุดเดน 103 5.18 จุดเดนจากความแตกตางภาพ 106 5.19 การสรางจุดเดนดวยตําแหนงการจัดกึ่งกลาง 106 6.1 ทิศทางการมองหรือสายตา 111 6.2 สมดุลที่ทั้งสองขางมีรูปทรงสัดสวนไมเหมือนกันแตมีน้ําหนักเทากัน 113 6.3 สมดุลที่ทั้งสองขางมีรูปทรงสัดสวนและน้ําหนักไมเทากันทั้ง 2 ขาง 113 6.4 สมดุลแบบขยับแกน 114 6.5 สมดุลเทากันในลักษณะรัศมี 114


(10) ภาพที่ หนา 6.6 สมดุลเทากันในแนวนอน 118 6.7 สมดุลเทากันในแนวตั้ง 118 6.8 สมดุลเทากันในลักษณะรัศมี 118 6.9 สัดสวนที่ปรับเพื่อการมอง 121 6.10 สัดสวนเหมือนกัน 124 6.11 สัดสวนแตกตางกัน 124 6.12 สัดสวนสถาปตยกรรมแบบกรีก 125 6.13 สัดสวนสถาปตยกรรมไทย 125 6.14 ความกลมกลืนของทัศนธาตุเรื่องเสน 127 6.15 เอกภาพในการจัดวาง 130 6.16 เอกภาพโดยเชื่อมโยงทัศนธาตุ 130 6.17 หลักการจัดกลุมเขาพวก 133 6.18 การสรางเอกภาพดวยการสรางความเหมือน 134 6.19 การสรางเอกภาพดวยหลักการใชชองไฟ 134 7.1 ภาพสายฝนศิลปน ประพันธ ศรีสุตา สีน้ํามันบนผาใบ 146 7.2 ภาพพัทยา สีน้ํามันบนผาใบ 147 7.3 ภาพถายแสงยามกลางคืน บนเกาะฮองกง 150 7.4 ภาพถายแสงสียามค่ําคืนริมทะเลเมืองพัทยา 151 7.5 ภาพถายพัทยา วอลกกิ้ง สตรีท 153


(11) สารบัญตาราง ตารางที่ หนา 1.1 สวนประกอบของทัศนธาตุตามแนวคิดของนักวิชาการศิลปะ 12 1.2 ทัศนธาตุที่ปรากฏตามหลักสูตรแกนกลางสถานศึกษา 13 1.3 สวนประกอบของหลักการออกแบบตามแนวคิดของนักวิชาการศิลปะ 16 1.4 หลักการออกแบบที่ปรากฏตามหลักสูตรแกนกลางสถานศึกษา 17


(12)


บทที่ 1 บทนํา ทัศนธาตุและหลักการออกแบบ เปนสวนประกอบที่เปนพื้นฐานของการเรียนรูศิลปะแขนง ตางๆ ทั้งวิจิตรศิลปและประยุกตศิลป ความสามารถทางใชทัศนธาตุและหลักการออกแบบนั้น สามารถใชในการดํารงชีวิตและการประกอบอาชีพทางศิลปะ ซึ่งในที่นี้จะนําเสนอความหมายของ ศิลปะที่มีหลายความหมาย ทั้งความหมายแนวแคบ ที่วาศิลปะ คือ ทัศนศิลปหรือการวาดภาพ เหมือนเวลาที่เด็กไปบอกแมวาจะเรียนศิลปะหรือวาดภาพนั้นเอง หรือความหมายในแนวกวางที่ศิลปะ อาจหมายถึง รสนิยม เชน การชื่นชมวาสิ่งของนั้นมีศิลปะซึ่งก็หมายถึง การมีคุณคาดานความงามหรือ ดูดี มีรสนิยม หรือในความหมายที่เรานํามาใชกันที่วา ศิลปะยืนยาวชีวิตสั้น นั้น ก็มีที่มาจากบัญญัติ ทางการแพทยสมัยกรีกของนายแพทยฮิปพอคราทีส ซึ่งหมายถึงศิลปะทางการแพทยในการรักษาคน ดังนั้นศิลปะสามารถชวยตอบสนองความตองการรางกาย อารมณ และสังคมไดอยางดีในสวนนี้ขอ นําเสนอความรูทั่วไปเกี่ยวกับศิลปะ ความรูทั่วไปเกี่ยวกับทัศนธาตุ และความรูทั่วไปเกี่ยวกับหลักการ ออกแบบ เพื่อเปนการปูพื้นฐานสําหรับครูและผูสอนศิลปะในระดับตาง ๆ ดังนี้ 1.ความรูทั่วไปเกี่ยวกับศิลปะ ศิลปะเกิดจากความสามารถในการสรางสรรคของมนุษยเพื่อใหเกิดความงามความพึงพอใจ ศิลปะจึงมีพื้นฐานมาจากเรื่องจิตใจ ที่เกิดจากประสบการณ จินตนาการที่แตกตางกันออกไปสงผลให เกิดผลงานศิลปะในแขนงตางๆ เพื่อการสรางความเขาใจที่เปนพื้นฐานการเรียนรูทัศนธาตุและ หลักการออกแบบในการสรางสรรค วิจารณและชื่นชมงานศิลปะ จึงของนําเสนอความรูทั่วไปเกี่ยวกับ ศิลปะ ในเรื่องการรับรู ความหมายของศิลปะ และประเภทของศิลปะ ดังนี้ 1.1 การรับรู การรับรูเปนกระบวนการที่สําคัญตอการสรางสรรคดานศิลปะ การสรางสรรคเกี่ยวของกับ กระบวนการรับรูที่เปนกระบวนการภายในตัวมนุษย 3 ลักษณะ (สุชาติ เถาทอง, 2539, น.60-62) คือ การรับรู (Perception) เปนสวนประกอบแรกของการเห็นของมนุษย ผูที่จะสรางสรรค จะตองมีความสามารถในการรับรูไดอยางดี ซึ่งจะเห็นไดวาหลายคนจะมีปญหาตั้งแตกระบวนการ ถายทอดความคิดจินตนาการเพราะการรับรูดานไมดี เชน ผูสูงอายุมีสายตาที่เลือนรางไมเปนปกติ เหมือนคนหนุมสาวก็ยอมจะเห็นสิ่งตางๆ นั้นไมชัดเจน บางครั้งจึงดูวาผูสูงอายุใหความรูสึกวาทาน เห็นอะไรเลอะเลือน


2 จินตนาการ (Imagination) เปนผลมาจากการที่ประสาทสัมผัสรับรูและตีความออกมา จินตนาการเกิดจากการสั่งสมของกระบวนการรับรูตางๆ จินตนาการเปนผลมาจากการมองสิ่งตางๆ รอบตัวผสมกับความคิดอุดมคติแบบอยางความรูที่เกิดขึ้นในชีวิตของมนุษยผูนั้น ประสบการณ (Experience) เปนสวนสําคัญที่จะทําใหมนุษยนั้นถายทอดหรือสรางสรรคสิ่ง ตางๆ ออกมาไดอยางสมบูรณแบบ แปลกใหม หรือมีความริเริ่มสรางสรรคเพราะเคยมีประสบการณ ในเรื่องๆ นั้นผานมาแลวจึงสามารถที่จะทําตอยอดไปจากสิ่งเดิมเกิดการพัฒนาแนวคิดตางๆ มาใหมได เพราะสิ่งที่เคยเห็น เคยรู เคยสัมผัส และ เคยไดกระทํามา ทั้งการรับรู จินตนาการ และประสบการณในทางศิลปะ ถือวา การรับรูจากการมองเห็นมี ความสําคัญอยางยิ่ง การรับรูนั้นประสาทสัมผัสทั้ง ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัสหรือประสาทสัมผัส แต การเห็นเปนการสัมผัสที่มนุษยรับรูไดถึงรอยละ 75 ของประสาทสัมผัสทั้งหมด (สุชาติ เถาทอง, 2539, น.35) ดังนั้นในงานทัศนศิลปเปนสิ่งสําคัญในการเรียนรูถึงการรับรูทางการมองเห็นในทาง จิตวิทยาดวยซึ่งสามารถแบงออกเปน การมองและการเห็น ดังนี้ การมอง (Looking) เปนปรากฏการณ ของรางกาย ที่ใชประสาทสัมผัสตางๆ การ สัมผัสกับ สิ่งแวดลอม อาจจะเกิดผลในการรับรูหรือไมก็ได การเห็น (Seeing) เปนกระบวนการที่มีซับซอนมากกวากันมองตองอาศัยประสาทสัมผัสรับรู และสงไปตีความยังการเห็นมี 3 ลักษณะ คือ การเห็นแบบธรรมดา การเห็นความสัมพันธของ สวนประกอบกับประสบการณเดิม และการเห็นอยางทะลุปรุโปรงหรือที่เรียกวา การรูแจง รูปลักษณของงานศิลปะที่ปรากฏตามการรับรู (สุชาติ เถาทอง, 2539, น.94) แบงออกเปน 3 ลักษณะ 1) ศิลปะรูปลักษณ (Figurative art) หมายถึง ศิลปะที่เห็นรูปรางเปนสิ่งของที่เหมือนตาเห็น จากธรรมชาติ ผูถายทอด อาจจะถายทอดความรูสึกผานสิ่งตางๆ ที่เปนรูปทรงนั้น หรือเกิดจากการจัด วางรูปทรงตางๆ ที่อยูแลวใหเกิดความงาม 2) ศิลปะไรรูปลักษณ (Nonfigurative art) หรือ ศิลปะนามธรรม ศิลปะในลักษณะนี้จะไม ปรากฏรูปรางและรูปทรงที่ชัดเจน สวนใหญจะแสดงลักษณะบางประการออกมาจากองคประกอบ ทั่วไปผูดูจะตองใชอารมณ ความรูสึก จินตนาการถึงรูปทรง หรือ เรื่องราวที่ปรากฏในภาพจากตาเห็น ซึ่งศิลปะลักษณะนี้ ศิลปนจะไมบังคับผูดูใหรูสึกซาบซึ้งไปตามลักษณะของตนเองโดยไมจําเปนจะตอง ตรงกับที่ผลงานศิลปนนําเสนอ หรือ ความคิดของศิลปนนําเสนอไป 3) ศิลปะกึ่งไรรูปลักษณ(Semi- figurative art and nonfigurative art) เปนงานศิลปะที่มี การตัดทอนรูปทรงบางอยางออกไปจากความเปนจริงหรือดัดแปลงไปจากธรรมชาติถามีการตัดทอน


3 มากจนไมเหลือรองรอยเดิมจะเรียกวา ศิลปะไรวัตถุวิสัย (Non-object art) ศิลปะในลักษณะนี้ บางครั้งจะใหความรูสึกวาดูหรือเขาใจความรูสึกยากกวาศิลปะนามธรรม เพราะจําเปนจะตองมี ความรูสึกตรงกับศิลปนแตตองจินตนาการใหไดวา ศิลปนตองการสื่อหรือแสดงถึงรูปรางรูปทรงอะไร หรือสิ่งใด ซึ่งหลักการรับรูทางศิลปะทั้ง 3ลักษณะ แบงออกไดเปน 2 องคประกอบตามหลักการทฤษฎี องคประกอบของงานทัศนศิลป (กําจร สุนพงษศรี, 2555, น.205-208) 1) แบบหรือรูปแบบ (Form) มีลักษณะเฉพาะหรือเอกลักษณของผลงาน เสนในโครงสราง ของทัศนศิลปธาตุ สี เสน แสงเงา รวมเปนเอกลักษณโครงสรางทางลักษณะ คือเปนเรื่องสี และงาน 2 มิติ 2) เนื้อหา เนื้อเรื่อง มโนภาพ หรือ แนวคิด เปนสิ่งที่ผูสรางสรรคผลงานจะใสลงไปในรูปแบบ งานศิลปกรรมมีทั้งรูปแบบนามธรรมหรือรูปธรรมก็ได บางครั้งเห็นเปนรูปออกมาเพื่อสื่อสารเรื่องราว บางครั้งเห็นเปนสีหรือองคประกอบตางๆ เพื่อสื่อสารเรื่องราวหรือบางครั้งเปนสัญลักษณเชิงนามธรรม 1.2 ความหมายของศิลปะ ความหมายของศิลปะตามที่ปรากฏโดยทั่วๆ ไป นั้น เปนการมองความหมายของศิลปะใน แนวกวาง โดย ศิลปะ หมายถึง สิ่งที่มนุษยสรางขึ้น ศิลปะ หมายถึง รสนิยม ศิลปะ หมายถึง ทัศนศิลป หรือ ศิลปะ หมายถึง วิชาความรูที่ไมตองมีหลักการคํานวณ เหมือนคณิตศาสตรหรือ วิทยาศาสตร ภาพที่ 1.1 ขวานหินที่พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ อุบลราชธานี ขวานหิน คือ สิ่งที่มนุษยสรางขึ้นในยุคโบราณ ซึ่งเปนการมองวาขวานหินก็เปนศิลปะ สวนความหมายของศิลปะที่ทั้งแนวลึกและกวาง การใหความหมายของ ศิลปะ หมายถึง สิ่ง ที่มนุษยสรางขึ้นเปนความหมายที่มองในมุมกวางซึ่งตรงกับคําในภาษาอังกฤษวา Man Made ดวย


4 เหตุเพราะการมองศิลปะในยุคแรกเริ่มที่วา เครื่องมือเครื่องใชที่ทําจากหินนั้นถือเปนงานศิลปะที่แสดง ความสามารถของมนุษยในยุคนั้น อาทิ ขวานหินที่เปนเครื่องมือในยุคแรกของมนุษยชาติ(ภาพที่ 1.1) เมื่อเวลาผานไปเกิดพัฒนาการทั้งดานเทคโนโลยี และวัฒนธรรม มาถึงในยุคปจจุบันมนุษย สามารถทําสรางสรรคเครื่องมือเครื่องใชมากมายที่ดีกวายุคเริ่มตน ดังนั้นความหมายนี้ศิลปะจึงตอง คัดเลือกผลิตภัณฑหรือผลงานที่จะใชคํานี้ ซึ่งก็สัมพันธกับคําวาศิลปะ หมายถึง รสนิยม เพราะ ความหมายนี้เปนมุมมองของคนในสังคมปจจุบันวาสิ่งใดจะเปนศิลปะ สิ่งของที่จัดเปนศิลปะนั้นตองมี ความสวยงามตามหลักทัศนธาตุและหลักการทางออกแบบ หรือมีความซับซอน พิถีพิถันในการสราง ความหมายของศิลปะนี้จึงเปนหลักประกันวาสิ่งของหรือผลงานนั้นมีคุณคา สวนความหมายศิลปะ หมายถึง ทัศนศิลป ตัวอยางที่แสดงไดชัดเจนก็คือ เวลาที่จะ จัดเตรียมอุปกรณการเรียนใหเด็ก เมื่อเด็กมาบอกวาพรุงนี้จะเรียนศิลปะ วัสดุและอุปกรณที่จะตอง เตรียมก็มักจะเปนสีหรือกระดาษ ก็เทากับวาศิลปะในความหมายกวางที่มองแคงานทัศนศิลป และ ความหมายทายสุดศิลปะ หมายถึง วิชาความรูที่ไมตองมีหลักการคํานวณเหมือนคณิตศาสตรหรือ วิทยาศาสตรในความหมายนี้เปนความหมายที่กวางมองวา ศิลปะเปนวิธีการประยุกตหรือดัดแปลง หลักการตาง ๆ มาเปนการใชงานตามสถานการณ ตัวอยาง ศิลปะการชกมวยไทยที่มีแมไมเฉพาะ แต หากการชกจริงจําเปนตองอาศัยความฉับไวหรือการดัดแปลงตามสถานการณใหเหมาะสม (ภาพที่ 1.2) หรือ ความหมายของศิลปะการปกครอง นั้นก็หมายถึงการประยุกตหลักจิตวิทยา การบริหาร จัดการหรือนิติศาสตรที่ตองผสมผสานตามสถานการณ จากที่กลาวมาศิลปะในกลุมความหมายตาม ความเขาใจเปนภาษาปากหรือเปนความหมายที่มักจะโนมเอียงมาทางกรรมวิธีทางทัศนศิลป ภาพที่ 1.2 ภาพการชกมวย จิตรกรรมฝาผนังระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม


5 ความหมายของศิลปะตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต พุทธศักราช 2554 (ราชบัณฑิตยสถาน,2556) ไดให ความหมายของคําตางๆ ที่เกี่ยวของกับศิลปะ ไวดังนี้ ศิลปะ หมายถึง ฝมือทางการชาง, การทําใหวิจิตรพิสดาร ศิลปะ หมายถึง การแสดงออกซึ่งอารมณสะเทือนใจใหประจักษดวยสื่อตาง ๆ อยางเสียง เสน สี ผิว รูปทรงเปนตน ศิลปกรรม หมายถึง สิ่งที่เปนศิลปะ, สิ่งที่ผลิตสรางขึ้นเปนศิลปะ เชน งานประติมากรรม งาน สถาปตยกรรม จัดเปนศิลปกรรม ศิลปศาสตร หมายถึง วิชาตางๆ ซึ่งไมใชเทคนิคหรือทางอาชีพ เชน ภาษาศาสตร ปรัชญา ประวัติศาสตร ศิลปน หรือ ศิลปหมายถึง ผูที่สามารถแสดงออกซึ่งคุณสมบัติทางศิลปะในดานจิตรกรรม ประติมากรรม เปนตน และมีผลงานเปนที่ยอมรับนับถือจากสถาบันทางศิลปะของชาติ ศิลปะ หมายถึง ฝมือทางการชาง, การทําใหวิจิตรพิสดาร เปนความหมายศิลปะแนวกวาง เพราะสามารถใชความหมายนี้กับศิลปะไดหลายแขนง เพราะความวิจิตรพิสดาร ก็สามารถหมายถึง การจัดการแสดงที่งดงามได สวนฝมือทางเชิงชางในศิลปะนี้เกี่ยวของกับหัตถศิลป การออกแบบ ตกแตงที่ตองใชความละเอียดประณีตซึ่งเปนงานทัศนศิลปประเภทหนึ่ง (ภาพที่ 1.3) ภาพที่ 1.3 หุนหลวงหนึ่งในงานชางสิบหมู หุนหลวงเปนหุนขนาดใหญมีสายไวสําหรับเชิดใหกลไกลทํางานเพื่อใหหุนขยับแขนขาและแสดงอิริยาบถตาง ๆ ในภาพที่เปนหุนหลวงฝายวานรพงศ ในพิพิธภัณฑสถานแหงชาติพระนคร


6 ในสวนของความหมายที่สอง คือ ศิลปะ หมายถึง การแสดงออกซึ่งอารมณสะเทือนใจให ประจักษดวยสื่อตางๆ อยาง เสียง เสน สี ผิว รูปทรง เปนตน นั้นมีความครอบคลุมไมตางจาก ความหมายแรกตางกันที่เนนเรื่องทัศนธาตุอันไดแก เสน สี ผิว รูปทรง และเนนที่ศิลปะของการใช เสียงหรือดนตรีเขามาดวยซึ่งก็เปนความหมายกวางครอบคลุม ทั้งนาฏศิลป ดนตรี และทัศนศิลป สําหรับความหมายตอมาคือ ศิลปกรรม หมายถึง สิ่งที่เปนศิลปะ, สิ่งที่ผลิตสรางขึ้นเปนศิลปะ เชน งานประติมากรรม งานสถาปตยกรรมจัดเปนศิลปกรรมเปนการระบุเฉพาะลงไปถึงตัววัตถุ หรือผลงาน ทางศิลปะที่สรางขึ้น ไดแกจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปตยกรรม และงานศิลปะอื่น ๆ ในสวนของคําวา ศิลปศาสตร นั้นก็จะรวมของศิลปะแบบกวางซึ่งเปนความครอบคลุมถึงวิชา ที่ตรงกันขามกับพวกวิทยาศาสตร สุดทายความหมายของศิลปน ในพจนานุกรมราชบัณฑิตให ความหมายที่เปนทางการที่ตองผานกระบวนการเผยแพรและยอมรับตอสังคมหรือสถาบันทางศิลปะ ซึ่งตางจากความหมายของทั่วไปใชวาหมายถึง ผูสรางสรรคผลงานทางศิลปะ ความหมายของศิลปะที่กลาวมามีความหมายที่หลากหลาย ทั้งแนวกวางและแนวลึกแตจะ พบวาศิลปะจะหมายถึง ผลงานในการสรางสรรคของมนุษย โดยการถายทอดความคิด เนื้อหาสาระ และจินตนาการ ดวยวิธีการทางชาง โดยคํานึงถึงทัศนธาตุ และหลักการทางศิลปะเพื่อใหผูชมเกิด ความซาบซึ้งในสิ่งที่ศิลปนนําเสนอ นาจะเปนความหมายที่ครอบคลุมทั้ง กระบวนการ หลักการ และ คุณคาเชิงจิตใจจึงเรียกวา ความหมายนี้มุงแสดงมโนทัศนของศิลปะไดชัดเจน นอกจากนี้ยังมีความหมายของศิลปะที่นักวิชาการศิลปะและศิลปนสําคัญๆ ไดใหไวจะของยก มาเพื่อใหเห็นมิติของศิลปะตามความหมายตาง ๆ โดยสังเขป ศิลป พีระศรี (2559, น.20) ใหความหมายของศิลปะในแนวกวางวา ศิลปะ มีหมายความถึง งานอันเปนความพากเพียรของมนุษย ซึ่งตองใชความพยายามดวยมือและดวยความคิด เชน ตัดเสื้อ สรางเครื่องเรือน ปลูกตนไม เปนตน อยางนี้เปนศิลปะ มีความหมายอยางกวาง สวน น ณ ปากน้ํา (2559, น.106) ใหความหมายของ ศิลปะ คือ สิ่งที่เราอารมณ เรา สามารถจะรับเขาสูอารมณ ความรูสึกทางประสาทสัมผัสตาง ๆ เชน ตา และหู ทางหู คือ เสียงกลอง เสียงดนตรี การอานกวีนิพนธ การขับรอง เปนตน ทางตา คือ สิ่งสัมผัสที่ไดจากจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปตยกรรม การรายรํา ซึ่งเรียกวา ทัศนศิลป (visual art) ศิลปะเปนเรื่องชวยสรางอารมณที่เกิดความงามความไพเราะ และเปนความพากเพียรของ มนุษยในความพยายามสรางสรรคสิ่งสวยงามออกมา โดยในที่นี้จะของกลาวถึงความหมายของงาน


7 ทัศนศิลป เนื้อจากเปนสวนหนึ่งของศิลปะและการเรียนในหลักสูตรศิลปศึกษา ซึ่งความหมายของ ทัศนศิลป เปนประสบการณทางการรับรูของมนุษยมี5 อยาง คือ หู จมูก ลิ้น สัมผัส และตา แตใน การรับรูของคนเราเกิดจากตามนุษยใชรอยละ 75 สูงกวาการรับรูในรูปแบบอื่นๆ (สุชาติ เถาทอง, 2539, น.52) การพัฒนาสมรรถนะการรับรูทางการเห็นจะชวยเพิ่มพูน การเรียนรู และความเขาใจสิ่ง ตางๆ ที่อยูรอบตัวไดดีขึ้น สุชาติ เถาทอง (2539, น.52) กลาวถึง การเกิดเปนผลที่ตามมา ขั้นตอน ของการรับรูทางศิลปะไดเปน 3 กระบวนการ คือ การรูสึก (Sensing) การเลือกสรร (Selecting) และ การรับรู (Perceiving) ซึ่งใหความหมายวา ทัศนศิลป หมายถึง ศิลปะที่สามารถมองเห็นความงาม จากรูปลักษณะ ประกอบดวย จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปตยกรรมและภาพพิมพ จากความหมายที่ยกมาทําใหเห็นวา ศิลปะเปนกระบวนการที่เกี่ยวของกับการนําวิธีการมา สรางหรือออกแบบใหเกิดเปนผลงานตางๆ การสรางสรรคศิลปะและทัศนศิลปจึงเปนสิ่งที่สัมพันธ ตอเนื่องกัน ผานกระบวนการคิด การออกแบบเปนกระบวนการในการจัดการใหเกิดผลงานขึ้น สวน การสรางสรรคเปนเสมือนจินตนาการ ความคิด และความริเริ่มแปลกใหมใหผลงานเปนสิ่งที่สวยงาม และมีรสนิยม ผานสื่อตางๆ ดวยทัศนธาตุ เชน เสน สี ผิว รูปทรง เปนตน ใหเกิดเปนความงามซึ่ง ศิลปะมีการแบงประเภทไว เปนกลุมใหญ คือ วิจิตรศิลป และประยุกตศิลป 1.3) ประเภทศิลปะ ศิลปะแบงออกเปนกลุมใหญ คือ วิจิตรศิลป และประยุกตศิลป ซึ่งเปนการแบงตามหลักของ จุดมุงหมาย และ ประเภทของศิลปะแบงตามประสาทรับสัมผัส ทั้งสองประเภทตามหลักของการแบง เกิดเปนศิลปะแขนงตางๆ ที่สําคัญดังนี้ ประเภทของศิลปะแบงตามจุดมุงหมาย ไดแก วิจิตรศิลป (Fine Art) และ ประยุกตศิลป (Applied Art) โดยที่วิจิตรศิลปนั้น หมายถึง ศิลปะที่สรางขึ้นเพื่อความงามการชื่นชมประกอบดวย จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพดนตรีและ นาฏศิลป จิตรกรรม หมายถึง งานวาด ขีด เขียน เสนดวยสีหรืออุปกรณตางๆ เปนงานศิลปะบนระนาบ สองมิติ ตัวอยางเชน จิตรกรรมไทย ที่มีการวาดเขียน ดวยสีและมีการปดทอง ใหผูชมงานแบบแนว ระนาบ (ภาพที่ 1.4). ( (


8 ภาพที่ 1.4 ภาพจิตรกรรมไทยหมวดคชะ ที่มา : ผลงานนักศึกษาสาขาประยุกตศิลป ภาพพิมพ หมายถึง งานนําสีปายระบายหรือถูกับแมพิมพจัดวางเปนรูปภาพตางๆ นํามาทาบ และถายสีลงสูวัสดุระนาบสองมิติ ประติมากรรม หมายถึง งานปน แกะสลักหรือหลอเปนงานศิลปะสามมิติ ประติมากรรมแบง ตามรูปแบบที่ปรากฏ คือ ประติมากรรมนูนต่ํา ประติมากรรมนูนสูง ประติมากรรมรองลึก และ ประติมากรรมลอยตัว สถาปตยกรรม หมายถึง งานกอสรางตางๆ เปนงานศิลปะสามมิติที่มีโครงสราง ซึ่งเปนอาคาร ตางๆ สถูป เจดีย โบสถหรือวิหาร ตัวอยางเชน วิหารวัดสุทัศนเทพวราราม (ภาพที่ 1.5) ภาพที่ 1.5 สถาปตยกรรมอุโบสถวัดสุทัศเทพวราราม ตกแตงดวยประติมากรรมเจดียจีน ในภาพแสดงความแตกตางของสถาปตยกรรมที่มีโครงสรางทั้งเสาและคาน และมีการคํานวณถึงพื้นที่ใชสอย สวนประติมากรรมไมเนนโครงสรางเหลานี้ มุมแสดงรูปทรงภายนอกที่สวนงามเทานั้น


9 ดนตรีคีตศิลป หรือสังคีตศิลป หมายถึง การสรางสรรคความไพเราะของบทเพลงดวย เสียง จังหวะ ทํานอง การประสานเสียง คีตลักษณ โดย คีตกวี นักดนตรี เครื่องดนตรี และ นักรองตางๆ นาฏศิลป หมายถึง การสรางสรรคจากการเคลื่อนไหวของรางกายหรืออุปกรณตาง ๆ ผาน การรอง รํา ทํา เพลง ดวยการรํา การเตน การเลนโขน และละคร ใหเกิดเปนเรื่องราวแสดงความ เพลิดเพลิน เจริญใจแกผูชม สวนประยุกตศิลป หมายถึง สรางขึ้นเพื่อประโยชนและความงาม ประกอบดวยการออกแบบ ตางๆ ดนตรี และนาฏศิลปเพื่อพาณิชยซึ่งทั้งสอง ความหมายนี้ เปนการแบงศิลปะในแนวที่กวาง (ภาพที่ 1.6) ภาพที่ 1.6 ตัวอยางงานประยุกตศิลป ที่มา : ผลงานนักศึกษา สาขาประยุกตศิลป ภาพพระพุทธเจาบนกอนหิน การวาดภาพปกติจัดเขาในศิลปะประเภทจิตรกรรม แตมานํามาวาดบนกอนหินแลว จัดทําเปนของที่ระลึก ก็จัดเปนประยุกตศิลป มัณฑนศิลป (Decoration Art) หมายถึง ผลงานสรางสรรคจากการออกแบบเพื่อการตกแตง สิ่งของหรือสถานที่ตางๆ ใหมีความสวยงาม พาณิชศิลป (Commercial Art) หมายถึง ศิลปะเพื่อการคาการโฆษณาทั้งเปนงาน สองมิติ สามมิติ และงานภาพเคลื่อนไหว เชน การออกแบบบรรจุภัณฑ การออกแบบเว็ปไซด และ การออกแบบ สื่อสิ่งพิมพเปนตน เลขนศิลป (Graphic Art) หมายถึง การออกแบบตัวอักษร สัญลักษณ และภาพตางๆ ที่เปน เชิงตัดทอน ซึ่งมักจะนําไปใชกับการงานออกแบบแขนงอื่นๆ (ภาพที่1.7)


10 หัตถศิลป (Craft) หมายถึง งานที่เนนฝมือเชิงชางหรืองานฝมือที่ประดิษฐสรางสรรคเพื่อการ ใชสอย และยกระดับความประณีตพิถีพิถันมากขึ้น โดยเนนที่ความงาม ความประณีตและความ ละเอียดออน (ภาพที่ 1.8) และ ศิลปะพื้นบาน (Folk Art) หมายถึง ผลงานการสรางสรรคที่ชาวบาน ทําขึ้นมาเพื่อใชสอยในชีวิตประจําวัน เชน เครื่องมือดักจับสัตว กลองใสขาวไมไผ หรืองอบเปนตน ซึ่ง มีขอบเขตทับซอนกับหัตถศิลปอยูบางสวนแตไมเนนความงามมากนัก ภาพที่ 1.7 เลขนศิลปสัญลักษณ 12 ราศี สัญลักษณ 12 ราศีเปนการออกแบบเลขนศิลปเพื่อใชในงานสิ่งพิมพจัดเปนประยุกตศิลปแขนงหนึ่ง ภาพที่ 1.8 งานหัตถศิลปกลองผาลายไทย ที่มา: ผลงานนักศึกษาสาขาประยุกตศิลป กลองผาลายไทยเปนการหัตถศิลป ที่สรางขึ้นเพื่อประโยชนใชสอยในการใสของและคงซึ่งความงาม จัดเปน ประยุกตศิลปประเภทหนึ่ง


11 ประเภทของศิลปะแบงตามประสาทรับสัมผัส ไดแก ทัศนศิลปโสตศิลปและโสตทัศนศิลป โดยทัศนศิลป หมายถึง ศิลปะที่รับรูไดทางการเห็น ไดแก จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ สถาปตยกรรม และงานออกแบบตางๆ โสตศิลปหมายถึง ศิลปะที่รับรูไดทางการฟง ไดแก ดนตรี สังคีตศิลป คีตศิลปและ โสตทัศนศิลปหมายถึง ศิลปะที่รับรูไดทางการฟงและการดู ไดแก นาฏศิลป และ ภาพยนตรเปนตน การแบงประเภทในลักษณะนี้ เหมือนกับการแบงสาระ ในกลุมสารการเรียนรู ศิลปะมากที่สุด 2. ความรูทั่วไปเกี่ยวกับทัศนธาตุ ทัศนธาตุ (Visual Elements) เปนพื้นฐานที่สําคัญของการเรียนรูทัศนศิลป โดยมีนักวิชาการ ทางศิลปะกลาวถึงทัศนธาตุที่เรียกชื่อตางๆกัน เชน ทัศนธาตุ ทัศนศิลปธาตุ สุนทรียธาตุ หรือ องคประกอบศิลปซึ่งมีรายละเอียดและสวนประกอบตางๆ ดังนี้ สุชาติ เถาทอง (2539, น.45-66) ไดเรียก ทัศนธาตุ หรือ สวนประกอบของการเห็น ซึ่ง เกี่ยวของกับการรับรูทางการเห็นของมนุษย มีสวนประกอบไลเลียงจากสวนที่เปนพื้นฐานที่สุดดังนี้ จุด (Dot) เสน (Line) น้ําหนัก (Tone) สี (Color) พื้นผิว (Texture) รูปราง (Shape) รูปทรง (Form) และ ที่วาง (Space) สมชาย พรหมสุวรรณ (2548, น.2) เสนอองคประกอบพื้นฐานของการมองเห็น เรียกสิ่งนี้วา องคประกอบศิลป ซึ่งเปนคุณลักษณะภายนอกของวัตถุที่สามารถรับรูไดจากการเห็น ซึ่งในทางศิลปะ เมื่อศิลปนจัดองคประกอบพื้นฐานเหลานี้เปนเครื่องมือในการสรางงานศิลปะ มาประกอบดวย เสน (Line) สี(Color) รูปรางและรูปทรง (Shape & Form) ชองวาง (Space) พื้นผิว (Texture) และ แสงและเงา (Light & Shade) กําจร สุนพงษศรี(2555, น.209-210) ไดกลาวถึง ทัศนธาตุโดยใชคําขยายความเจาะจงวา ทัศนศิลปะธาตุ (Visual art elements) คือ มูลฐานหรือปจจัยสําคัญที่ทัศนศิลปตองนํามาใชสราง งาน ซึ่งศิลปะแตละสาขาก็ลวนมีธาตุทางศิลปะ และหลักเกณฑของตนที่จะทําใหผลงานเกิดคุณคา และนําหลักการศิลปธาตุและสุนทรยีธาตุมาสํารวจตรวจสอบความสัมพันธ โดยใหรายละเอียดของ สวนที่เกี่ยวของกับทัศนธาตุ คือ ทัศนศิลปธาตุ ประกอบดวย เสน (Line) สี (Color) แสง (Light) เงา (Shade & shadow) ปริมาณ (Volume) มวล (Mass) พื้นผิว(Texture) ที่วาง(Space) พื้นระนาบ (Plane) คาแสงเงา (Chiaroscuro) โทน (Tone) รูปราง (Shape) และ รูปทรง (Form) กุลนิดา เหลือบจําเริญ (2556, น.24) ไดใหความหมายของทัศนธาตุวา เปนสวนมูลฐานการ จัดองคประกอบศิลป อันเปนสิ่งสําคัญหลายๆสวนที่ประกอบขึ้นแลวเกิดเปนหนวยใหญ โดยลักษณะ


12 ของการนําสวนมูลฐานหรือทัศนธาตุนี้ไปใช โดยการจัดวาง เรียบเรียง หรือ ปรุงแตง เปนตน จนเกิด ความสัมพันธอันดี ดังนั้นสวนมูลฐานนี้จึงเปนสวนประกอบที่สําคัญ คือ จุด (Point) เสน (Line) รูปรางและรูปทรง (Shape& Form) มิติ(Dimension) สัดสวน (Proportion) บริเวณวาง (Space) ระนาบ (Plane) แสงและเงา (Light & Shade) ผิว(Texture) บรรยากาศ (Atmospheric) และ สี (Color) ชลูด นิ่มเสมอ (2557, น.44-45) ไดใหความหมายของทัศนธาตุ สรุปไดวา คือ สื่อ สุนทรียภาพที่ศิลปนจะนํามาประกอบกันเขาใหเปนรูปทรง เพื่อสื่อความหมายตามแนวเรื่องหรือ แนวคิดที่เปนจุดมุงหมายนั้นโดยใชกฎเกณฑของเอกภาพเปนสิ่งยึดเหนี่ยวในการสรางสรรครวมตัวกัน อยางสมบูรณ ซึ่งประกอบดวย จุด (Point) เสน (Line) น้ําหนักออนแกของแสงเงา (Tone) ที่วาง (Space) สี (Color) และลักษณะผิว (Texture) จากที่กลาวมาในสวนประกอบของทัศนธาตุที่กลาวมาขางตนนั้น เมื่อนํามาวิเคราะหจะพบวา ประกอบตางๆ ดังตารางที่ 1.1 ตารางที่ 1.1 สวนประกอบของทัศนธาตุตามแนวคิดของนักวิชาการดานศิลปะ สวนประกอบของทัศนธาตุ (สุชาติเถาทอง 2539) สุวรรณ (2548) สมชาย พรหม ศรี(2555) กําจร สุนพงษ จําเริญ (2556) กุลนิดา เหลือบ (2557) ชลูด นิ่มเสมอ จุด (Point) เสน (Line) รูปราง (Shape) รูปทรง(Form) มวล (Mass) ปริมาณ (Volume) พื้นผิว (Texture) สัดสวน (Proportion) บริเวณวาง (Space) สี (Color) น้ําหนัก (Tone) แสงและเงา (Light & Shade) มิติ(Dimension) บรรยากาศ (Atmospheric)


13 จากตารางที่ 1.1 แสดงทัศนธาตุทั้งหมด คือ จุด (Point)เสน (Line) รูปราง (Shape) รูปทรง (Form)มวล (Mass)ปริมาณ (Volume) พื้นผิว (Texture) สัดสวน (Proportion) บริเวณวาง (Space) สี (Color) น้ํ าห นั ก (Tone) แสงและเงา (Light & Shade) มิ ติ(Dimension) และ บรรยากาศ (Atmospheric) เมื่อวิเคราะหสวนประกอบสําคัญที่ถูกกลาวถึงมากที่สุดตามลําดับ ไดแก เสน (Line) รูปราง (Shape) รูปทรง (Form) พื้นผิว (Texture) บริเวณวาง (Space) สี (Color) จุด (Point) แสงและเงา (Light & Shade) น้ําหนัก (Tone) มวล (Mass) และ สัดสวน (Proportion) ทั้งหมดที่กลาวมานี้เปนการแสดงใหเห็นสวนประกอบของทัศนธาตุตางๆ ที่สามารถนําไปใช ในการออกแบบสรางสรรคผลงาน แตเนื่องจากตําราเลมนี้มุงใหผูอานที่เปนผูสอนศิลปะในโรงเรียน ตามหลักสูตร ดังนั้นการวิเคราะหตัวชี้วัดในหลักสูตรแกนกลางสถานศึกษาที่เกี่ยวของกับทัศนธาตุใน หลักสูตรแกนกลางสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551กลุมสาระการเรียนรูศิลปะ ไดกําหนดใหนักเรียนชั้น ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาไดเรียนทัศนศิลปในสวนของทัศนธาตุไวในสาระแกนกลางมาตรฐานที่ ศ 1.2 ดังนี้ ตารางที่ 1.2 ทัศนธาตุที่ปรากฏตามหลักสูตรแกนกลางสถานศึกษา มาตรฐาน ศ 1.1 : สรางสรรคงานทัศนศิลปตามจินตนาการ และความคิดสรางสรรค วิเคราะห วิพากษ วิจารณคุณคางานทัศนศิลป ถายทอดความรูสึก ความคิดตองานศิลปะอยางอิสระ ชื่นชม และ ประยุกตใชในชีวิตประจําวัน ระดับ ทัศนธาตุ ชั้นประถมศึกษาปที่ 1 -การอภิปรายเกี่ยวกับรูปราง ลักษณะ และขนาดของสิ่งตาง ๆ รอบตัวในธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษยสรางขึ้น ชั้นประถมศึกษาปที่ 2 - รูปรางรูปทรงในธรรมชาติและสิ่งแวดลอมเชนรูปกลมรีสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมและ ทรงกระบอก - เสน สีรูปรางรูปทรงในสิ่งแวดลอมและงานทัศนศิลปประเภทตางๆเชน งานวาดงาน ปนและงานพิมพ -การสรางงานทัศนศิลปตางๆโดยใชทัศนธาตุที่เนนเสนรูปราง ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 -การบรรยายรูปรางรูปทรงในธรรมชาติสิ่งแวดลอมและงานทัศนศิลป -การใชเสน รูปราง รูปทรง สี และพื้นผิวในการวาดภาพถายทอดความคิดความรูสึก -การจัดกลุมของภาพตามทัศนธาตุ - การบรรยายลักษณะรูปรางรูปทรงในงานการออกแบบสิ่งตางๆที่มีในบานและ โรงเรียน ชั้นประถมศึกษาปที่ 4 -รูปรางรูปทรงในธรรมชาติสิ่งแวดลอมและงานทัศนศิลป -อิทธิพลของสี วรรณะอุน และวรรณะเย็น ตออารมณมนุษย


14 ระดับ ทัศนธาตุ -เสน สี รูปราง รูปทรง พื้นผิว และพื้นที่วาง ในธรรมชาติสิ่งแวดลอมและงานทัศนศิลป -การจัดระยะความลึก น้ําหนักและแสงเงา ในการวาดภาพ -การใชสีวรรณะอุนและใชสีวรรณะเย็นวาดภาพถายทอดความรูสึกและจินตนาการ -การเลือกใชวรรณะสีเพื่อถายทอดอารมณ ความรูสึก ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 -แสงเงา น้ําหนักและวรรณะสี ชั้นประถมศึกษาปที่ 6 -สีคูตรงขามและอภิปรายเกี่ยวกับการใชสีคูตรงขามในการถายทอดความคิดและ อารมณ -การสรางงานทัศนศิลปจากรูปแบบ 2 มิติเปน3 มิติโดยใชหลักการของแสงเงาและ น้ําหนัก -การสรางงานทัศนศิลปโดยใชหลักการของรูปและพื้นที่วาง ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 -การวาดภาพทัศนียภาพแสดงใหเห็นระยะไกลใกลเปน 3 มิติ ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 -การบรรยายสิ่งแวดลอม และงานทัศนศิลปที่เลือก มาโดยใชความรูเรื่องทัศนธาตุ และหลักการออกแบบ -การวิเคราะห และบรรยายวิธีการใชทัศนธาตุ และ หลักการออกแบบในการสรางงาน ทัศนศิลป ของตนเองใหมีคุณภาพ ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 5 และ 6 -การวิเคราะหการใชทัศนธาตุ และหลักการออกแบบในการสื่อความหมายรูปแบบตาง ๆ จากตารางแสดงใหเห็นวา เนื้อหาที่มีทัศนธาตุและหลักการออกแบบที่ผูสอนศิลปะและผูเรียน ตองมีความรูในการบรรยาย วิเคราะห และความสามารถในการสรางสรรค ทัศนธาตุ ไดแก เสน สี น้ําหนักและแสงเงา รูปราง รูปทรง พื้นผิว และ พื้นที่วาง จึงขอสรุปวา ทัศนธาตุ หมายถึง สวนมูล ฐานของการเห็นอันเปนองคประกอบที่สามารถนํามาใชสรางงานศิลปะใหเกิดความงาม โดยมี สวนประกอบหลัก ไดแก เสน สี น้ําหนักและแสงเงา รูปราง รูปทรง พื้นผิว และ พื้นที่วาง เปนตน 3. ความรูทั่วไปเกี่ยวกับหลักการออกแบบ หลักการออกแบบ (Principles of Design) เปนหลักการหรือวิธีการที่จะนําทัศนธาตุหรือ สวนประกอบของการเห็นมาสรางใหเกิดความงดงามนาสนใจตามเนื้อหาที่ตองการนําเสนอ โดยมีผู เสนอหลักการออกแบบทั้งหลักการทางศิลปะ วิธีการจัดองคประกอบ หรือ หลักศิลปะโดยมี รายละเอียดดังนี้ สุชาติ เถาทอง (2539, น.67-68) ไดอธิบายถึงหลักการออกแบบ โดยการใชคําวา โครงสราง ของทัศนศิลป หรือภาษาทางศิลปะ หมายถึงองคประกอบหลักในการสรางสรรคและพิจารณางาน


15 ศิลปะวามีความงามและความเหมาะสมมากนอยเพียงใด หลักการเหลานี้ไมมีกฎเกณฑตายตัว เมื่อจัด หรือสรางสรรคตองดัดแปลง ปรับปรุง เพื่อสรางงานใหมีเอกภาพมากที่สุด อันประกอบดวย ดุลยภาพ (Balance) สัดสวน (Proportion) ความกลมกลืน (Harmony) ชวงจังหวะ (Rhythm) และจุดเดน ของงานศิลปะ (Dominance) สมชาย พรหมสุวรรณ (2548, น.162-163) ใหความหมายของหลักการออกแบบ (Principles of design) วา หมายถึง กฎเกณฑหรือเทคนิคที่จะนําองคประกอบศิลปมาจัดวางเพื่อ สรางศิลปะใหเกิดความงดงามที่นาสนใจไดอารมณตามที่ศิลปนตองการเปนการประยุกตตามความ ชํานาญของศิลปนเอง หลักการใชนั้นอาจจะใชแบบรวมหลักการหรือแบบเดียวตามลีลาของศิลปน ประกอบดวย ความสมดุล (Balance) สัดสวน (Proportion) ความกลมกลืนและความขัดแยง (Harmony and Contrast) ลี ล า (Rhythm) ก ารย้ํ าให เกิ ด จุ ด เด น (Emphasis) ก าร ซ้ํ ากั น (Repetition) ความหลากหลาย (Variety) การลดหลั่น (Gradation) และเอกภาพ (Unity) กําจร สุนพงษศรี(2555, น.232-240) ไดเสนอหลักการออกแบบไวโดยใชคําวา วิธีการจัด องคประกอบศิลป โดยสรุปความหมายไดวาเปนการจัดวาง จัดแจง จัดระเบียบ ดวยการนําทัศนศิลป ธาตุตางๆ เชน สี เสน รูปทรง รูปราง แสงเงา ชองวางชองไฟ พื้นระนาบ ใหเขาประสานกับเนื้อเรื่อง เนื้อหา จุดมุงประสงค และเจตนารมณ เปนวิธีการนําเอาทัศนศิลปธาตุตางๆ นํามาใชเพื่อใหบรรลุถึง จุดมุงหมายที่กําหนดไว โดยอาจจะนําทัศนศิลปธาตุมาใชรวมกันหลายอยางหรือเพียงไมกี่ชนิดก็ได ประกอบดวย ดุลยภาพ(Balance) จังหวะลีลา (Rhythm) คาตางแสงเงา (Chiaroscuro) ความ ประสานกลมกลืน (Harmony) การเนน (Emphasis) วิธีการตัดหรือเพิ่ม (Distortion) และเอกภาพ (Unity) กุลนิดา เหลือบจําเริญ (2556, น.112-147) ใหความหมายของหลักการออกแบบที่มี ความสัมพันธกับหลักการจัดองคประกอบศิลปและโครงสรางทางทัศนศิลป สรุปความหมายไดวา คือ การนําทัศนธาตุตางๆมาสรางใหเกิดเอกภาพของรูปทรงโดยวิธีการจัดตางๆ โดยใหสอดคลองกับ จุดหมายในการแสดงออก ประกอบดวย เอกภาพ (Unity) สมดุล (Balance) การสรางจุดสนใจ (Interest) ความกลมกลืน (Harmony) และชวงจังหวะ ลีลา (Rhythm) ชลูด นิ่มเสมอ (2557) ไดใหแนวคิดของการหลักการที่ทําใหงานศิลปะนั้นเกิดภาพที่สวยงาม ของศิลปะที่เปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ประกอบดวยเอกภาพ (Unity) ดุลยภาพ (Balance) จังหวะ (Rhythm) และ สัดสวน (Proportion)


16 นอกจากนี้ในหลักสูตรแกนกลางสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 (สํานักวิชาการมาตรฐาน การศึกษา สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2552) ไดกําหนดใหนักเรียนชั้น ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาไดเรียนทัศนศิลปทั้งทัศนธาตุและหลักการออกแบบไวในสาระแกนกลาง มาตรฐานที่ ศ 1.1 ดังนี้ จังหวะ สัดสวน เอกภาพ การจัดวางตําแหนง (จุดเดน) และความสมดุล จากความหมายที่นําเสนอมา ไดแบงความหมายหลักการออกแบบตามแนวคิดตางๆที่ เกี่ยวของได ลักษณะ คือโครงสรางของผลงานศิลปะ ลักษณะนี้จะเปนการมอง วาหลักการออกแบบ นั้น เปนหลักที่นําทัศนธาตุหรือมูลฐานตางๆ มาประกอบเปนผลงานศิลปะที่มีเอกภาพ และ ความหมายตอมาเปนการใหความหมายลักษณะนี้ หลักการออกแบบเปนหลักในการจัดหรือพิจารณา ผลงานศิลปะใหเกิดความงาม จากความหมายตางๆ มาผนวกเขากัน หลักการออกแบบ หมายถึง หลักการออกแบบหรือหลักการจัดองคประกอบทางทัศนศิลป (Principles of Design) คือการนํา ทัศนธาตุตางๆ เชน จุด เสน สี น้ําหนักรูปราง รูปทรง พื้นผิว และบริเวณวางมาจัดเขา ดวยกันเพื่อให เกิดความงาม ซึ่งแนวทางในการนําองคประกอบตาง ๆ มาจัดรวมกันนั้น คํานึงถึงเนื้อหา เรื่องราว หรือสาระของผลงานที่ตองการแสดงออกไดรับรู ในสวนประกอบของหลักการออกแบบที่กลาวมาขางตนนั้น เมื่อนํามาวิเคราะหจะพบวา ประกอบดวยหลักการตางๆ ดังตารางที่ 1.3 ตารางที่ 1.3 สวนประกอบของหลักการออกแบบตามแนวคิดของนักวิชาการดานศิลปะ สวนประกอบของหลักการออกแบบ สุชาติเถาทอง (2539) (2548) สมชาย พรหมสุวรรณ (2555) กําจร สุนพงษศรี (2556) กุลนิดา เหลือบจําเริญ (2557) ชลูด นิ่มเสมอ เอกภาพ (Unity) ความสมดุล (Balance) ความเคลื่อนไหว (Movement) ความกลมกลืน (Harmony) จังหวะ (Rhythm) การซ้ํา (Repetition) คาตางแสงเงา (Chiaroscuro) การลดหลั่น(Gradation) สัดสวน (Proportion)


17 สวนประกอบของหลักการออกแบบ สุชาติเถาทอง (2539) (2548) สมชาย พรหมสุวรรณ (2555) กําจร สุนพงษศรี (2556) กุลนิดา เหลือบจําเริญ (2557) ชลูด นิ่มเสมอ การสรางจุดสนใจ (Interest) จุดเดนและการเนน (Emphasis) ความขัดแยงหรือการตัดกัน (Contrast) ความหลากหลาย (Variety) วิธีการตัดหรือเพิ่ม (Distortion) จากตารางที่ 1.3 แสดงหลักการออกแบบ ทั้งหมดประกอบดวย ความสมดุล (Balance) จังหวะ (Rhythm) ความกลมกลืน (Harmony) เอกภาพ (Unity) จุดเดนและการเนน (Emphasis) การลดหลั่น (Gradation) การซ้ํา (Repetition) ความหลากหลาย (Variety) ทิศทาง (Direction) ลวดลาย (Pattern) ความขัดแยง หรือ การตัดกัน (Contrast) ความเคลื่อนไหว (Movement) คาตาง แสงเงา (Chiaroscuro) และ วิธีการตัดหรือเพิ่ม (Distortion) เมื่อวิเคราะหสวนประกอบสําคัญที่ถูก กลาวถึงมากที่สุดตามลําดับ ไดแก ความสมดุล (Balance) จังหวะ (Rhythm) ความกลมกลืน (Harmony) เอกภาพ (Unity) จุดเดนและการเนน (Emphasis) การลดหลั่น (Gradation) การซ้ํา (Repetition) และความหลากหลาย (Variety) ทั้งหมดที่กลาวมานี้เปนการแสดงใหเห็นถึงสวนของหลักการออกแบบที่ศิลปน หรือผูสราง งานศิลปะนําไปใชในการสรางสรรคผลงาน แตสําหรับครูศิลปะที่ตําราเลมนี้มุนนําเสนอเพื่อการนํา หลักการออกแบบไปใชในการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลางสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ไดกําหนดใหนักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาไดเรียนทัศนศิลปในสวนของหลักการ ออกแบบไวในสาระแกนกลางมาตรฐานที่ ศ 1.1 ดังนี้ ตารางที่ 1.4 หลักการออกแบบที่ปรากฏตามหลักสูตรแกนกลางสถานศึกษา มาตรฐาน ศ 1.1 : สรางสรรคงานทัศนศิลปตามจินตนาการ และความคิดสรางสรรค วิเคราะห วิพากษ วิจารณคุณคางานทัศนศิลป ถายทอดความรูสึก ความคิดตองานศิลปะอยางอิสระ ชื่นชม และ ประยุกตใชในชีวิตประจําวัน


18 ระดับ หลักการออกแบบ ชั้นประถมศึกษาปที่ 1 - ชั้นประถมศึกษาปที่ 2 - ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 - ชั้นประถมศึกษาปที่ 4 - ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 -จังหวะตําแหนง ของสิ่งตาง ๆ ในสิ่งแวดลอม และงานทัศนศิลป ชั้นประถมศึกษาปที่ 6 -การสรางงานทัศนศิลปโดยใชสีคูตรงขามหลักการจัด ขนาด สัดสวนและ ความสมดุล -หลักการจัด ขนาด สัดสวน ความสมดุลในการสรางงานทัศนศิลป ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 -หลักการออกแบบงานทัศนศิลปโดยเนนความเปนเอกภาพ ความกลมกลืน และ ความสมดุล -การรวบรวมงานปนหรือสื่อผสมมาสรางเปนเรื่องราว 3 มิติโดยเนนความเปน เอกภาพ ความกลมกลืนและการสื่อถึงเรื่องราวของงาน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 -การบรรยายสิ่งแวดลอม และงานทัศนศิลปที่เลือก มาโดยใชความรูเรื่องทัศนธาตุ และหลักการออกแบบ -การวิเคราะห และบรรยายวิธีการใชทัศนธาตุ และ หลักการออกแบบในการสราง งาน ทัศนศิลปของตนเองใหมีคุณภาพ -ทักษะในการผสมผสานวัสดุตาง ๆ ในการ สรางงานทัศนศิลปโดยใชหลักการ ออกแบบ -การสรางสรรคงานทัศนศิลปสื่อความหมายเปน เรื่องราว โดยประยุกตใชทัศนธาตุ และหลักการออกแบบ ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 5 และ 6 -การวิเคราะหการใชทัศนธาตุ และหลักการออกแบบ ในการสื่อความหมายในรูปแบบ ตาง ๆ จากตารางแสดงใหเห็นวา ตัวชี้วัดที่เกี่ยวของกับหลักการออกแบบปรากฏตั้งแตชั้น ประถมศึกษาปที่ 5 ขึ้นไป โดยปกติแลวผูสอนศิลปะและผูเรียนตองมีความรูในการบรรยาย วิเคราะห และความสามารถในการสรางสรรคโดยอาศัยหลักการออกแบบ ไดแก สัดสวน เอกภาพ การจัดวาง ตําแหนง (จุดเดนและจังหวะ) และ ความสมดุล จึงขอสรุปวา หลักการออกแบบ หมายถึง หลักการที่ ในการจัดทัศนธาตุเพื่อสรางความงามโดยมีสวนประกอบที่สําคัญคือ สัดสวน เอกภาพ การจัดวาง ตําแหนง (จุดเดนและจังหวะ) และ ความสมดุล ทัศนธาตุ (Elements of Art) เปนสวนประกอบพื้นฐานที่สําคัญในการมองและการสรางงาน ทัศนศิลป ทั้งในกระบวนการสรางสรรคและการชมงาน ซึ่งเกี่ยวของกับการจัดตกแตงหรือสรางสรรค ความสวยงาม สวนหลักการออกแบบ (Principles of Design) คือ การนําองคประกอบตางๆ เชน จุด เสน สี น้ําหนักและแสงเงา รูปราง รูปทรง พื้นผิว และ บริเวณวาง มาจัดเขาดวยกันเพื่อใหเกิด


19 ความงาม ซึ่งแนวทางในการนําองคประกอบตางๆ มาจัดรวมกันนั้น คํานึงถึงเนื้อหา เรื่องราว หรือ สาระของผลงานที่ตองการแสดงออกไดรับรู ประกอบดวย จังหวะ สัดสวน เอกภาพ การจัดวาง ตําแหนง (จุดเดน) และความสมดุล ดังแผนภูมิที่แสดงทัศนธาตุและหลักการออกแบบที่สําคัญ (ภาพที่ 1.9) ภาพที่ 1.9 รายละเอียดของทัศนธาตุและหลักการออกแบบ ความสําคัญของทัศนธาตุและหลักการออกแบบ เมื่อพิจารณาตามการเรียนรูดวย การสอนศิลปะเชิงแบบแผน (Discipline Based Arts Education: DBEA) จะพบวา ทัศนธาตุและ หลักการออกแบบมีความสําคัญตอการสรางสรรคและชมผลงานศิลปกรรม ดังนี้ 1) เปนพื้นฐานสรางสรรคงานศิลปกรรมทั้งวิจิตรศิลปและประยุกตศิลป ทัศนธาตุถือเปนสิ่ง สําคัญที่ชวยใหวิเคราะหเพื่อสรางเปนผลงานและหลักการออกแบบเปนการควบคุมหรือจัดวางทัศน ธาตุตางๆ ใหลงตัวสวยงามในการสรางสรรคศิลปกรรม


20 2) เปนพื้นฐานในการชื่นชมและเขาใจศิลปกรรม หากจะชื่นชมผลงานอยางพินิจพิเคราะห และมีความเปนวิชาการเชิงสุนทรีย การเขาใจทัศนธาตุและหลักการออกแบบทําใหเกิดประเด็นที่แง คิดในการวิเคราะหเพื่อตัดสินผลงานที่ชมนั้นไดอยางดี 3) เปนแกนในการพิจารณาประเมินคุณคาการสรางสรรคงานศิลปกรรม ทัศนธาตุและ หลักการออกแบบเปนแนวคิดพื้นฐานของการพิจารณาตัดสินผลงานที่ผูสรางสรรคไดเพราะขั้นตอน ในการประเมินคุณคาที่อยูกระบวนการศิลปวิจารณซึ่งเปนกระบวนการที่ตอจากการวิเคราะหที่เปน ขั้นตอนแยกแยะผลงานศิลปะกับทัศนธาตุและหลักการออกแบบตางๆ เพื่อการวิจารณและตัดสิน ผลงานนั้น 4) เปนหลักการพื้นฐานในการเปรียบเทียบรูปแบบความงามในทางสุนทรียศาสตรเพราะการ พิจารณาความงามดวยหลักการสุนทรียศาสตรเปนวิธีการในหลักปรัชญาตองการระเบียบวิธีในการ มองความงามที่มีความแตกตางกัน ทั้งประสบการณสุนทรีย และ หลักปรัชญาศิลปะดวยการใชทัศน ธาตุและหลักการออกแบบจึงเปนพื้นฐานสําคัญอยางยิ่งในการเปรียบเทียบ รูปแบบ และ เนื้อหาใน ดานความงามของศิลปะนั้น 5) เปนแนวทางในการสรางสรรคนวัตกรรมศิลปะและการออกแบบ การนําทัศนธาตุและ หลักการออกแบบไปสรางสรรคงานศิลปะและการออกแบบนั้น เปนการทดลองวิธีการจัด องคประกอบตางๆ เพื่อสรางความแปลกใหมใหเกิดขึ้นในการสรางสรรค และยังใชทัศนธาตุและ หลักการออกแบบชวยปรับเปลี่ยนประยุคดัดแปลงใหเกิดผลงานใหไดอีกดวย สรุป การรับรูคุณคาความงามของมนุษยมีความสําคัญในการสรางสรรคสิ่งตางๆ มีผลตอ ศิลปะ ซึ่ง ก็คือ สิ่งที่มนุษยสรางขึ้น เพื่อความงาม มี 2 ประเภทหลัก คือ วิจิตรศิลป และประยุกตศิลป ทัศนธาตุ หมายถึง มูลฐานที่เปนพื้นฐานในการมองการเห็นผลงานทัศนศิลปซึ่งอาศัยการมองเปนหลัก ประกอบไปดวยจุด เสน สีน้ําหนัก รูปราง รูปทรงพื้นผิวและบริเวณวาง การเรียกทัศนธาตุนั้นจําเปน จะตองแบงออกเปนสวนๆ หรือเปนแตละธาตุ ( Element) แลวนําแตละสวนมาประกอบการใหเกิด เปนงานทัศนศิลปซึ่งมีความงามความโดดเดนดวยหลักการออกแบบ ที่เปนแนวปฏิบัติในการ สรางสรรคทัศนธาตุ ประกอบไปดวย สัดสวน เอกภาพ การจัดตําแหนง (จุดเดนและจังหวะ) และ ความสมดุล ซึ่งเปนหลักการที่ตองอาศัยองคประกอบตางๆมาจัดวางสรางความรูสึกใหเกิดขึ้น ตาม แนวคิดของผลงานนั้น ผูที่เขาใจทัศนธาตุและหลักการออกแบบไดดีก็จะสรางสรรคศิลปะไดดีเชนกัน


21 คําถามทบทวน 1. จงบอกความหมายของศิลปะและทัศนศิลปในความเขาใจของทาน 2. จงบอกความหมายของทัศนธาตุและหลักการออกแบบ 3. จงอธิบายสวนประกอบของทัศนธาตุตางๆ 4. จงอธิบายสวนประกอบของหลักการออกแบบตางๆ 5. จงบรรยายทัศนคติที่ผลงานศิลปะของศิลปนที่ทานชื่นชอบ


22 เอกสารอางอิง ภาษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย. กําจร สุนพงษศรี. (2555). สุนทรียศาสตร. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. กุลนิดา เหลือบจําเริญ. (2556). องคประกอบศิลป. กรุงเทพฯ: สกายบุกส. ชลูด นิ่มเสมอ. (2557). องคประกอบของศิลปะ. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพอมรินทร. น. ณ ปากน้ํา. (2559). “ความเขาใจในศิลปะ”. ศิลปวาการ ๒ : ศิลปะคืออะไร. กรุงเทพฯ: มูลนิธิ ศาสตราจารยศิลป พีระศรีอนุสรณ. หนา 100-155. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานพุทธศักราช 2554. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน ศิลป พีระศรี. (2559). “ศิลปะ ชาง และศิลปน”. ศิลปวาการ 2 : ศิลปะคืออะไร. กรุงเทพฯ: มูลนิธิ ศาสตราจารยศิลป พีระศรีอนุสรณ. หนา 19-30 สมชาย พรหมสุวรรณ. (2548). หลักการทัศนศิลป. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพแหงจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. สุชาติ เถาทอง. (2539). หลักการทัศนศิลป. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน. ภาษาอังกฤษ Prince, E. S., (2008) . Art is fundamental: teaching the elements and principles of Art in elementary school.chicago:hand in prince of chicago review press incorporated.


บทที่ 2 ทัศนธาตุ: จุด เสน และ พื้นผิว สวนประกอบของทัศนธาตุกลุมแรกที่จะนําเสนอมีความสัมพันธใกลเคียงกัน ไดแก จุด เสน และพนผิว ซึ่ง จุดเปนทัศนธาตุพื้นฐานที่เล็กที่สุด แตความสําคัญและมีพลังในการสรางสรรคทาง ทัศนศิลปอยูมาก พิจารณาวิธีการงายๆ หากมีจานกระเบื้องอยูหนึ่งใบสีขาวสะอาดเนื้อดี แตมีหยด ของเหลวสีดําหลนลงที่จานนั้น ความรูสึกของผูพบเห็นก็เกิดความระแวงสงสัยคิดวา เปนรอยสกปรก ทั้งที่จริงแลวเปนช็อกโกแลตที่ทําอาหาร เสนสามารถถายทอดความรูสึกของผูออกแบบไดอยาง รวดเร็ว และใหเห็นจินตนาการอยางชัดเจน เมื่อนําเสนไปประกอบเปนรูปราง ลงแสงเงาจากเสน กลายเปนรูปทรงมีน้ําหนักมีระยะมิติเกิดขึ้น หรือแมในทางสถาปตยกรรม การลากเสน สําหรับ ทัศนียภาพวิทยา ก็ทําใหเกิดเปนมิติขึ้นในสถาปตยกรรม นํามาใชเปนแบบในการออกแบบ และสราง สิ่งกอสรางตางๆ มากมาย และพื้นผิว มีลักษณะสิ่งที่คลุมอยูบนบริเวณระนาบ มีความหยาบ เรียบ ขรุขระ ดาน หรือ มัน ฯลฯ การใชพื้นผิวมีหลักการ สวนหนึ่งที่สัมพันธกับเรื่องของน้ําหนัก สี และ บริเวณวาง พื้นผิวที่ดีจะชวยใหความรูสึกของงานสรางสรรคและงานศิลปกรรมนั้นเปนไปตาม จินตนาการของศิลปนผูสรางนอกจากนี้การสรางพื้นผิวของวัสดุตางๆ มาใช ยังตองคํานึงถึงหลักความ กลมกลืน และเอกภาพในผลงาน ในบทนี้จะนําเสนอทัศนธาตุ ในสวนของจุด เสน และพื้นผิว ดัง รายละเอียดตอไป นี้ 1. ทัศนธาตุ: จุด จุด เปนสวนประกอบพื้นฐานของศิลปะที่ไมมีความกวางความยาว ความหนา หรือความลึก จุดสามารถสรางทัศนธาตุพื้นฐานไดหลายประเภท เปนจุดเริ่มตนของ เสน รูปรางรูปทรงน้ําหนัก หรือ แมแตพื้นผิว จุดที่เราพบเห็นกันในธรรมชาติก็ไดแก สิ่งของที่มีลักษณะเปนกลมๆ เล็กๆ ทั้ง รูปราง และ รูปทรง อาทิ เมล็ดขาว เมล็ดพืช เศษดิน เศษหิน นอกจากนี้ จุด ยังหมายถึง ลักษณะ ของรูปราง หรือ รูปทรงกลมที่มีขนาดเล็ก ในบริเวณตางๆ แตไมสามารถแสดงความเปนรูปรางหรือ รูปทรงออกมาได จะตองอาศัยประกอบจากสวนประกอบยอย ใหเปนรูปรางรูปทรง หรือ ทัศนธาตุ อื่นๆ หรือ มีลักษณะเปนการขีดเขียนรูปตางๆ ที่มีขนาดเล็ก 1.1 ความหมายของจุด ความหมายของจุดในทางศิลปะนั้น สวนหนึ่งเห็นวาไดอธิบายไวกับเรื่องเสน จึงมีกลุม นักวิชาการใหความหมายของจุดไวในลักษณะที่ใกลเคียงกัน ราชบัณฑิตยสถาน (2556, น.329) ให ความหมายของ จุดวาหมายถึง รอยหรือแตมที่มีลักษณะกลมๆ ปรากฏที่ ผิวพื้น ขีด หรือ ระดับ เชน


24 จุดเดือด จุดเยือกแข็ง จุดในความหมายของกริยา หมายถึง การทําเครื่องหมายเชนนั้น เชน เอา ปลายดินสอจุดไว สวนความหมายในทางศิลปะชลูด นิ่มเสมอ (2557, น.45) อธิบายความหมาย ของจุดวา เปนทัศนธาตุเบื้องตนที่สุดของการเห็น จุดมีมิติเปนศูนย ไมมีความกวางความยาว หรือ ความลึกเปนทัศนธาตุที่ไมสามารถจะแบงออกไดอีกเปนสิ่งที่เล็กที่สุดที่จะใชสรางรูปทรงและสรางพลัง เคลื่อนไหวของที่วางขึ้นในภาพได จากความหมายที่กลาวมาสรุปได จุด คือ เล็กที่สุดที่เรามองเห็น และ เปนตนกําเนิดของสวน ตางๆ เชน เสน รูปราง รูปทรง หรือ พื้นผิว เปนตน จุดไมมีมิติความกวางความยาวความลึก แตโดย สวนใหญแลว จะมีลักษณะเปนรูปกลมๆ ขนาดเล็กที่มองในระยะไกล โดยสามารถสรางสรรค งาน ศิลปะอื่นๆ ได และมีอิทธิพลตอความรูสึกในลักษณะของพลังดึงดูดหรือการสรางการเชื่อมโยงเชิงนัย เปนตัวเชื่อมกับกับทัศนธาตุอื่นๆ โดยมีคุณลักษณะและหนาที่ของจุด ดังนี้ 1) จุดไมมีมิติความลึกตื้นหรือหนา 2) จุดชวยกําหนดตําแหนงได 3) จุดสองจุดเปนตัวกําหนดตนและปลายของเสน 4) จุดเมื่อมาเรียงตอกันกลายเปนเสน 5) จุดที่จัดตอกันเปนกลุมจะเปนน้ําหนักหรือใหปริมาตรเปนรูปทรง 6) จุดใหความรูสึกเคลื่อนไหวหรือเกิดปฏิสัมพันธกับบริเวณวาง 1.2 ประเภทของจุดในงานศิลปะ ประเภทของจุดที่ปรากฏขึ้นในงานศิลปะโดยการแบงตามการเกิดหรือการสราง ไดเปน 4 ประเภท คือ 1) จุดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเปนจุดซึ่งศิลปนตองเลือกสรร เพื่อมาใชสรางความงามใน งานศิลปะ ซึ่งหมายถึง จุดที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตตางๆ ที่อยูในโลกมนุษยอันไดแก สัตวและพืชรวมถึง โลกและดวงดาวหากเรามองทองฟายามค่ําคืน ดวงดาวดวงเล็กเล็กก็เปรียบเสมือนจุดหนึ่งจุดที่ กระจายแผเปนทองฟา หรือจุดในสัตว เชนสัตวบางชนิดมีหลายจุด เชน ตัวอยางลายผีเสื้อหรือแมลง บางชนิด มีจุดเพื่อทําหนาที่ชวยพรางตัวใหเกิดความกลมกลืนกับธรรมชาติ ในพืชบางชนิดเองก็มีลาย จุด หรือจุดเล็กๆ ที่เกิดขึ้นจากตัวขนหรือรากของพืช เชน ผลของสตรอวเบอรรีจะมีจุดเล็กๆ เรียงอยู รอบผิว หรือ แมกระทั่งตาสับปะรด เมื่อมองในระยะหนึ่งก็จะเกิดทําใหเห็นเปนจุดขึ้นได 2) จุดที่เกิดจากการกระทํา หรือจุดเชิงกายภาพ จุดเชิงกายภาพมีดวยกัน 2 ลักษณะ คือ จุด เชิงกายภาพที่เปนการขีด เขียน และ ขูดเปนลักษณะที่ปรากฏขึ้นจะมิติของเสนดินสอแบบที่ไมไดมุง ใหเห็นถึงความนูนหนา จุดในลักษณะนี้จะปรากฏในงานจิตรกรรมภาพพิมพ ซึ่งเปนการปรากฏของสี


25 ที่ไมไดเนนมิติขึ้นมาอีกหนึ่งระดับเชน การจุดโดยใชการดีดสีใหเปนภาพดวงดาว (ภาพที่ 2.1) ตางจาก จุดเชิงกายภาพที่เกิดขึ้นจากงานประติมากรรมและสถาปตยกรรม ซึ่งบางครั้งเปนจุดที่เกิดจากการทํา มิติ ในลักษณะรูปทรงครึ่งวงกลมหรือวงกลม ใหเกิดเห็นเปนความหนาเกิดขึ้น เชน ในอาคาร มีการใช จุดที่นูนไดแก กอนหิน ที่จับประตู และจุดที่เกิดจากการฉลุเวาคือ การฉลุผนัง (ภาพที่ 2.2) ภาพที่ 2.1 จุดสีดวยเทคนิคการดีดสี ในภาพเปนจุดที่เกิดจากการดีดสี เปนภาพดาวดวงในอวกาศ โดยใชเทคนิคการฉลุกระดาษ ภาพที่ 2.2 จุดที่นูนและเวา ที่มา : 3D production and Architectural Magazine.2015. ในภาพเปนอาคารที่ใชการฉลุผนังใหเปนรูปรางวงกลมเล็กเพื่อใหเห็นผนังอีกชั้น เมื่อมองจากระยะไกลจะเห็นเปนจุด ที่ตางขนาดกันคลายลายกอนของเนยแข็ง


26 3) จุดเชิงนัย หมายถึง ลักษณะของจุด ที่ไมปรากฏขึ้นในภาพแตใหความรูสึกของสิ่งนั้น เสมือนวามีจุดเกิดขึ้น ซึ่งจุดลักษณะนี้จะมีความสัมพันธตอความรูสึกในการชมภาพหรือผลงานทาง ศิลปะ เชน พระพุทธรูปปางสมาธิ จะมีลักษณะจุดเชิงนัยปรากฏขึ้นที่บริเวณหัวเขาและศีรษะ เมื่อนํา และเสนลากมาตอกัน จะเกิดเปนรูปรางเชิงในสามเหลี่ยม ใหความรูสึกถึงความ สงาสูงสง (ภาพที่ 2.3) จุดในลักษณะนี้ชวยทําใหเกิดจินตนาการถึงรูปรางเชิงนัย จุดบางกลุมที่วางไวหางกัน จะทําให เกิดความรูสึก ถึงการดึงดูดหรือการเชื่อมโยงเขาหากันสรางความรูสึก วามีเสนเกิดขึ้นในรูปรางรูปทรง นั้นเปนรูปรางรูปทรงที่ไมไดเกิดขึ้นตามปกติแตเกิดขึ้นในจินตนาการ ภาพที่ 2.3 พระพุทธชินราช ที่มา: Wikipedia ,The Free Encyclopedia Online.2015 ในภาพแสดงจุดเชิงนัยปรากฏขึ้นที่บริเวณหัวเขาและศีรษะ เมื่อนําและเสนลากมาตอกัน จะเกิดเปนรูปรางเชิงนัย 4) จุดเสมือน สิ่งที่ใกลเคียงกับจุดนั้นจะเปนลักษณะของสิ่งที่เปนขีด เปนรูปรางรูปทรงหรือ สิ่งใดก็ไดที่มีขนาดเล็ก เมื่อมองไปโดยสายตาปกติ จะทําใหเห็นสิ่งนั้นมีความใกลเคียงหรือมีลักษณะให ความรูสึกเชนเดียวกับจุด (ภาพที่ 2.4) งานเลขนศิลป มีจุดในลักษณะของกราฟ คือ เปนรูปสี่เหลี่ยม จัตุรัสขนาดเล็กนํามาสรางใหเปนสีที่แตกตางกันเกิดเปนลวดลายรูปรางและรูปทรง หรือบางครั้ง ในทางศิลปะจากคอมพิวเตอร เราจะเรียกจุดวา พิกเซล (Pixel) จุดพิกเซลนั้นรวมกันเกิดเปนรูปราง หรือรูปทรง หรือแมแตในการแสดงหรือนาฏศิลปคนหนึ่งคนเมื่ออยูในเวทีขนาดใหญในโรงมหรสพ ขนาดใหญ คนหนึ่งคนนั้นทางนาฏศิลปอยางสื่อ แสดงถึงการเปนจุดเมื่อคนเคลื่อนที่ก็คือ จุดที่ สามารถเคลื่อนที่ไปไดยกเวนเมื่อบุคคลคนนั้นทําตัวเปนลักษณะของเสนแทนการยืนตรง การนอน หรือ การยื่นเหยียดแขน ก็จะกลายเปนเสนโดยปริยาย


27 ภาพที่ 2.4 จุดเสมือนจากตัวอักษร “ก” ที่มา: ผลงานนักศึกษาปการศึกษา 2558 นางสาวอภิรา ศรีแพรมน การใชปากกาเขียนเปนลักษณะตัวอักษรครึ่งวงกลม แลวนําเขียนเรียงตอกันสรางเปนรูป 1.3 การสรางสรรคจุดในงานศิลปะ จุดในการสรางสรรคงานจิตรกรรม เปนลักษณะของการเขียนดวยวัสดุสีตางๆ ทําใหเกิดจุดขึ้น ซึ่งศิลปนสามารถใชจุดน้ําในการสรางน้ําหนัก แสงเงา หรือ สรางจุดกําเนิดในการเขียนภาพตามหลัก ทัศนียภาพวิทยาก็ได จุดในงานสถาปตยกรรมนั้นจะไมคอยสําคัญเทากับ งานศิลปกรรมอื่นๆ เพราะจุดในงาน สถาปตยกรรมมักจะนําเสนอเปนลวดลายดวยกัน 2 ลักษณะ คลายกับงานประติมากรรมนั่นคือการใช วัตถุจุดลงบนพื้นผิวใหวัสดุนั้นทะลุลงไปเห็นเปนวงกลมในลักษณะนี้ เมื่อมองในระยะไกลจะทําใหเกิด ความรูสึกถึงจุดขึ้นมาได อีกลักษณะหนึ่งคือการใชวัสดุทรงครึ่งวงกลมหรือทรงกลมมาตกแตงบน พื้นผิวตางๆ ทําใหเกิดความนูนขึ้นเปนลักษณะของการสรางจุดที่มีมิติมากกวาลักษณะการเจาะฉลุ เพราะจะเกิดแสงเงาไดมากกวา การใชวัสดุทรงครึ่งวงกลม เพราะ จุดที่ฉลุสามารถจะใชเปนลักษณะ ของชองระบายอากาศ ระบายอารมณ รับแสงสวาง และ เปนพื้นผิวสําหรับการดูดซับเสียง จุดในการสรางสรรคงานงานประติมากรรม จุดในงานประติมากรรมจะแบงออกเปน 2 ลักษณะ ไดแก จุดในงานประติมากรรมที่เปนงานลอยตัว หมายถึง วัสดุเล็กๆ หรือรูปทรงกลมๆ ที่มี ขนาดเล็กที่ศิลปนตองการนําเสนอจุดบนพื้นผิวของวัสดุบางอยางที่เกิดขึ้น เชน การใชรูปทรงกลม เล็กๆ ฝงลงไปในบนวัสดุไมจะทําใหเกิดจุดเล็กๆ ขึ้น และเกิดเปนพื้นผิวนั้นเอง (ภาพที่ 2.5)


28 ภาพที่ 2.5 การใชจุดในประติมากรรม ประติมกรรมเศียรพระพุทธรูปในตนโพธิ์ที่วัดราชบูรณะ พระนครศรีอยุธยาจุดในภาพ คือ พระเกศาที่เปนเม็ดรูปกน หอยเมื่อมองระยะใกลใหความรูสึกวาเปนจุดซึ่งเปนจุดนูนที่มีมิติสวนจุดที่เกิดขึ้น จุดในงานออกแบบเสื้อผา เปนจุดที่เกิดขึ้นจากการใชลวดลายของผา วัสดุตกแตงบางอยาง เชน กระดุมหรือมุดเงิน สรางเปนลวดลายรวมถึงจุดสนใจของเสื้อผาชุดนั้น จุดยังคงความสําคัญใน การออกแบบเสื้อผาอยางยิ่ง จนถึงทุกวันนี้ยังมีการนําออกแบบเสื้อผาชั้นนําใชจุดในลักษณะตางๆ กลับมาตัดเย็บเปนเสื้อผาออกจําหนายใหผูคนไดสวมใสกันอยูทั่วโลก (ภาพที่ 2.6) ภาพที่ 2.6 การออกแบบเสื้อผาลายจุด ที่มา: Christopheruveniodesign, 2015.


29 การใชจุดการสรางสรรคศิลปะ แบงหลักการประยุกตใชไดดังนี้ 1) การจัดวางจุดในลักษณะตาง ๆ โดยมีรูปแบบวิธีการจัดวางมีลักษณะตาง ๆ ดังนี้ 1.1) การจัดวางจุด ขนาดเดียวกันที่เรียงอยางตอเนื่อง จะมีลักษณะเปนการเรียงซ้ําๆ แตจะ ใหความรูสึกถึงความนาเบื่อ หรือ เปนทางการในทางการออกแบบและศิลปะ 1.2) การจัดวางจุดขนาดตางกันใหเรียงซ้ํากันดวยหลักการของจังหวะการเรียงจุดที่มีขนาด ตางกัน จะชวยเพิ่มทิศทาง และมิติขึ้น ในภาพเขียนทําใหดูเสมือนวา จุดที่มีขนาดใหญจะอยูใน ระยะใกลจุดที่มีขนาดเล็กจะอยูในระยะไกล จุดที่มีขนาดตางกัน เกิดความรูสึกลวงตา (ภาพที่ 2.7) ภาพที่ 2.7 จุดที่มีขนาดตางกันเรียงตอเนื่องกัน 1.3) การจัดจุดใหเกิดจังหวะตอเนื่อง โดยการเรียงเปนกลุมของจุดที่มีรูปรางลักษณะแบบ เดียวกัน จุดในลักษณะนี้ จัดเรียงตอกันเปนนัยของเสน เสมือนวาจุดนั้นเรียงตอกันอยางชิดกัน และ เกิดเปนเสนไดจะสรางความรูสึกของผูชมก็จะเชื่อมโยงกับจุดนั้นในสายตาดวยตนเอง เกิดทิศทางและ การเคลื่อนไหวการเลื่อนไหลของเสนที่ไมไดเกิดขึ้นหรือเสนเชิงนัยนั้นเอง (ภาพที่ 2.8) ภาพที่ 2.8 จุดที่มีขนาดตางกันเรียงตอเนื่องกัน 1.4) การจัดจุดใหเกิดการเรียงสลับกัน การจัดวางจุดที่สลับกันเปนการสรางมิติของความรูสึก การเรียงจุดที่เกิดการสลับกันนี้ สามารถสรางเนื้อหาเรื่องราวจากจุดนั้นไดเชน เมื่อจัดวางแบบ กระจายโดยไมคํานึงถึงความเปนระเบียบของแถวแลว จะเกิดความรูสึกถึงความสับสนความวุนวาย หรือลักษณะของความสนุกสนาน (ภาพที่ 2.9) ภาพที่ 2.9 จุดที่มีขนาดตางกันเรียงสลับกัน


30 2) การจัดจุดใหเกิดเปนลวดลายตางๆ การใชจุดเปนลวดลายเปนสิ่งที่ผูคนพบเห็นกันมาก ที่สุด เชน การใชจุดบนลายผา หรือเสื้อลายจุด เปนลักษณะของภาพที่เกิดขึ้นมานานแลว ลวดลายจุด นั้นสามารถเกิดงานลักษณะ 2 มิติเชน งานจิตรกรรมบนผืนผา ที่ใชในการตัดออกแบบเสื้อผา ลวดลายประยุกตในจานอาหาร หรือจุดที่เกิดในลักษณะ 3 มิติ จะเปนจุดที่เกิดจากการปนนูนหรือ แกะสลักบางอยางใหเกิดเวาลึกลงไปเมื่อมองเห็นในระยะไกลจะทําใหเห็นสิ่งนั้นเปนจุดที่มีความนูน ขึ้นมาจากปกติ (ภาพที่ 2.10) ภาพที่ 2.10 จุดที่เปนลวดลาย 3) การจัดจุดใหเกิดเปนรูปรางและรูปทรง จุดสรางรูปราง เปนลักษณะพื้นฐานของการวาดสิ่ง ตางๆ กระบวนการอยางนี้เอง นักออกแบบสามารถนํามาใชในการสรางรูปรางใหเกิดขึ้น แตรูปรางใน ลักษณะนี้จะเปนรูปรางที่ตองใชจินตนาการดูตามรูปรางที่เกิดขึ้นจากเสนหรือน้ําหนักของภาพพื้นที่ ตางกัน แตสามารถใชสื่อความรูสึกถึงรูปทรงที่เลือนราง ระยะไกล หรือ รูปรางรูปทรงที่กําลังจะ หายไปก็ได หรือถาใชจุดเปนคาน้ําหนักแทนแสงและเงาก็จะเกิดรูปทรงขึ้นนั้นเอง (ภาพที่ 2.11) ภาพที่ 2.11 จุดที่เรียงเปนรูปราง ภาพแสดงการเรียงจุดเปนรูปรางดออกลีลาวดี


31 2. ทัศนธาตุ: เสน โดยทั่วไปเสนเกิดจากการขูด ขีด เขียน สิ่งที่มีลักษณะยาวมีความกวางเพียงเล็กนอย อาจจะมีความหนาหรือความบางก็ไดเปนลักษณะเสนในทางทัศนศิลปนิยมใช สวนอีกความหมายหนึ่ง คือ การตอกันระหวางรูปทรงกับสิ่งตางๆ มีความยาวไมมีความกวางความหนาเปนเพียงความยาวตาม รูปทรงหรือรูปราง แมจะใชกลองขยายดูก็ไมเกิดความกวางเพียงแตพบรองรอยที่มันตัดกัน 2.1 ความหมายของเสน เสนในทางทัศนศิลปมีความหมายที่แตกตางกันออกไป โดยสามารถสรุปความของเสนใน ความหมายตางๆ ไดดังนี้ (ชลูด นิ่มเสมอ, 2557, น.50 และ พีระพงษ กุลพิศาล, 2546, น.91) 1) เสน คือ เครื่องหมายที่ทําใหปรากฏระนาบเกี่ยวอยางตอเนื่องดวยจุดที่เคลื่อนที่ 2) เสน คือ รอยที่ขีดเขียนดวยเครื่องมือที่มีปลายแหลม เชน ปากกา ดินสอ สีเทียน ไม ฯลฯ 3) เสน ในทางเรขาคณิต คือ เปนจุดที่เรียงตอเนื่องกันอยางไมสิ้นสุด 4) เสน หมายถึง ทิศทางการเคลื่อนที่และ พลังงาน ความรูสึกเคลื่อนไหวอาจจะสรางขึ้น จากรูปรางสักกลุมหนึ่งที่ไมตองใชเสนที่ขีดเขียนก็ได 5) เสน เปนขอบเขตของทัศนธาตุตางๆ ที่วาง รูปทรง น้ําหนัก และ สี 6) เสน เปนขอบเขตของกลุม สิ่งของ หรือรูปทรงที่รวมกันอยูเปนโครงสรางที่เห็นดวย จินตนาการ จากที่กลาว เมื่อรวมความหมายของเสนทั้งหมายแลว เสนควรจะหมายถึง ลักษณะของการ ขีด เขียน หรือ ลากสิ่งตางๆ ใหเกิดเปนแถวแนวยาวที่เนนความยาวมากกวาความกวาง หรือ เกิดจาก การนําจุดหรือวัตถุตางๆ มาเรียงตอกันในลักษณะเปนแถวเปนแนว ซึ่งเสนนี้ก็สามารถนําไปใชได เพราะเหตุของรูปรางหรือกลุมของวัตถุตางๆ ทั้งที่เกิดขึ้นเปนเสนที่เห็นไดดวยตา และ เกิดขึ้นใน จินตนาการตามความคิดที่เห็น หรือ ลากเสนออกมาในความรูสึก โดยมีคุณลักษณะและหนาที่ของ เสนไวดังนี้ 1) เสนเปนองคประกอบไมเนนความกวางหรือหนา 2) เสนแสดงความเคลื่อนไหวของจุด 3) เสนแสดงทิศทางการขยายตัวของการเคลื่อนที่และความตอเนื่อง 4) เสนเชื่อมโยงประสานวัตถุและรูปทรงตางๆ 5) เสนขนานสองเสนใหความรูสึกถึงระนาบเชิงนัย 6) เสนทําใหเกิดทัศนียภาพ


32 2.2 ประเภทของเสนในงานศิลปะ ประเภทของเสนที่ปรากฏในศิลปะที่เกิดจากจุดที่ตอกันในทางยาวหรือเกิดจากรองรอย ของจุดที่ถูกแรงแรงหนึ่งผลักใหเคลื่อนที่ไป ชลูด นิ่มเสมอ (2557, น.50) ไดแบงไวเปน 2 ประเภท ใหญ คือ 1) เสนพื้นฐาน ไดแก เสนตรงกับเสนโคง และเรียกเสนที่เกิดจากการผสมกันระหวาง เสนตรงกับเสนโคงนั่นวาเสนขั้นที่ 2 เชน เสนตรงที่สลับกัน เรียกวา เสนฟนปลา เสนโคงที่ตอเนื่องกัน หรือ เสนลูกคลื่น ซึ่งเมื่อแบงตามลักษณะตางๆ ที่เกิดขึ้นในศิลปะ แบงประเภทได ดังนี้ 1) เสนแสดงขอบ (Line form by edge) เปนเสนขอบของวัตถุทั้ง 2 มิติและ 3 มิติ หรือเปน เสนแสดงรูปราง รูปทรง คือ เสนที่มีความยาวไมมีความกวางเสนวงรอบของรูปทรงกับอากาศ จุดประสงคตางกัน เพื่อกําหนดพื้นที่ของงานใหม เพื่อสรางรูปใหม หรือ เพื่อสรางใหเกิดสิ่งที่นาสนใจ ขึ้นในภาพ เชน สี่เหลี่ยมพื้นที่สีแดงลอมรอบบริเวณสีเขียว บริเวณพื้นสีแดงกับสีเขียวสีบริเวณที่ 2 สีมาบรรจบกันเปนเสนแยกขอบเขตของแตละชนิด (ภาพที่ 2.12) ภาพที่2.12 เสนแสดงรูปรางภายนอกของวัตถุ 2) เสนแสดงรายละเอียดภายในของรูปทรงเสนรอบนอก (Out line) เปนเสนที่พยายาม อธิบายรูปรางของภาพใหเห็นชัดเจน ศิลปนจะอธิบายโดยการรางดวยดินสอจึงตองมีการเติมเสนลง ในรูปทรงทั้งที่เปนโครงสราง เสนของแสงเงาหรือสวนหักเวาของรูปทรงนั้น (ภาพที่ 2.13) ภาพที่ 2.13 เสนแบงพื้นที่


33 3) เสนชี้นําสายตา เปนเสนที่อาจจะไมไดเกิดขึ้นจริงหรือเกิดขึ้นแตผูชมจินตนาการ เสนเปน รูปรางบางอยาง มีความสัมพันธกับหลักทัศนียวิทยาเชิงเสน ที่ชวยนําสายตาไปสูลักษณะของการ มองเห็นวา สิ่งนั้นกําลังเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปสูอีกจุดหนึ่ง (ภาพที่ 2.14) ภาพที่ 2.14 เสนชี้นําสายตา ภาพแสดงเสนโคงของของสะพานสองเสนนําสายตาไปสูปลายสะพาน 4) เสนโครงสราง (Structural line) หรือเสนแกน (Axial line) เปนลักษณะของเสนเชิงนัย อีกอยางหนึ่ง เสนโครงสรางของรูปทรง ไปถึงเสนแกนของสิ่งตางๆ จะเปนเสนตรง เสนโคงรูปตางๆ ก็ ได เสนโครงสรางของกลุมรูปทรง หมายถึง เปนเสนที่เกิดขึ้นในจินตนาการที่เรารวมรูปทรงตางๆ เขา ดวยกันทําใหเห็นเปนรูปทรงรวมๆ และ เสนโครงสรางเชิงปริมาณ เปนเสนที่เกิดจากการเคลื่อนไหว ใหความรูสึกถึง มิติความสูง ความต่ํา คลายกับเสนของแผนที่ ที่ใชเสนบอกพิกัดความสูงของพื้นภูมิ ประเทศนั้น 5) เสนแสดงความหมาย หมายถึง การใชเสนตางๆ ที่มีความหมายวาอะไรอธิบายไปแลวชวง ตนมาแสดงใหเห็นถึงความหมายของภาคที่ศิลปนตองการใหเกิดขึ้น ซึ่งความหมายตางๆ เหลานี้ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงบางตามลักษณะขององคประกอบหรือบริบทในภาพเขามาเกี่ยวของ คุณภาพของเสนตามความรูสึกที่เกิดขึ้นในงานทัศนศิลป ตามลักษณะของเสนไวสรุปไดดังนี้ - เสนตั้ง (Vertical line) ใหความรูสึกถึงความสงา แข็งแรง ความมีระเบียบ หรือ ความเปน ทางการสูงสง - เสนนอน (Horizontal line ) ใหความรูสึกถึงความสงบนิ่ง ความกวางความรูสึกถึงความ ผอนคลาย และเปนสัญลักษณของเสนฐาน (Base line) - เสนทแยง (Diagonal line) ใหความรูสึกถึงการมีทิศทางที่ไปดานใดดานหนึ่งใหความรูสึก ถึงการเคลื่อนไหวไมหยุดนิ่ง - เสนที่ขาดหรือเสนประ (Broken line) แสดงถึงความรูสึกถึงความ ไมติดเปนระเบียบแตก ตัว สิ่งที่กําลังจะเกิดขึ้นหรือรองรอยที่เกิดขึ้นแลว


34 - เสนโคง (Curved line) แสดงถึงความออนชอยนุมนวล ถึงความละมุนละไมมีทิศทางความ สะบัดพลิ้วไหว เสนโคงมักจะปรากฏในศิลปกรรมไทยที่แสดงถึงความออนชอยงดงาม - เสนทแยง (Opposite Direction line) เสนนี้เกิดจากเสนสองเสนตัดกันในลักษณะของการ ตั้งฉากใหความรูสึกถึงการเปนแกน การเปนเสนแบง - เสนซิกแซก (Zigzag line) ใหความรูสึกถึงความกระตุก กระแทก หรือการเกิดๆ ดับๆ - เสนโคงกนหอย (Helical Line) ใหความรูสึกการเคลื่อนที่จากในไปสูภายนอก หรือ ความรูสึกสับสน หมุนเวียน สวนเสนในความหมายเชิงซอนก็คือ เสนเชิงเดียวที่มีความหมายตางๆ มาประกอบกับ องคประกอบอื่นๆ เชน ทิศทาง จังหวะ หรือรูปราง เปนตน ตัวอยางความหมายของเสนเหลานี้ - เสนตรงแนวตั้ง ใหความรูสึกสงางาม แข็งแรง ความเปนระเบียบ หรือ ความสูง - เสนตรงแนวนอนใหความรูสึกสงบ ราบเรียบ ฐานความกวาง - เสนโคงขึ้น ใหความรูสึกถึงความเจริญเติบโต - เสนโคงลงใหความรูสึกเหี่ยวเฉา ตกต่ํา - เสนตัดกันใหความรูสึกการประสานกันและแข็งแกรง - เสนโคงที่กระจายออกใหความรูสึกเคลื่อนที่จากจุดศูนยกลาง - เสนซิกแซ็กแบบเสมอกัน ใหความรูสึกการกระแทก หรือ กระตุกแบบเปนจังหวะ ความ สม่ําเสมอ - เสนไขวหักงอใหความรูสึกสับสน ยุงเหยิง ไรระเบียบ และ ไมนาเบื่อมีการเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังมีเสนอีกลักษณะที่แสดงความหมายดานอารมณความรูสึก คือ เสนเชิงนัย (Implied line) เปนเสนที่ไมปรากฏใหเห็นเปนเสนแสดงทิศทางที่ศิลปนสรางขึ้น เชน เสนที่เกิดจาก การมองกันของสายตาสองคู ในรูปคนจัดแสดงใหเห็นวา เสนที่เกิดขึ้นในความรูสึกนั้น มิไดเกิดขึ้นจริง ศิลปนไมได ขีดเขียน หรือ วาดขึ้นจริง หรือ เปนเสนของโครงสรางที่ศิลปนกําหนดขึ้นแตไมไดปรากฏ ในรูปผลงานแสดงใหเห็นชัดเจนมีลักษณะเกิดขึ้นมาจากจุดเชิงนัย (ภาพที่ 2.15) และเสนแบบคาลิ กราฟก (Calligraphic line) เปนเสนที่เกิดจากการปาย ขีด หรือ ขูด ใชในการแสดงใหเห็นถึงลีลา อารมณ เชน การตวัดปลายพูกันของชาวจีน หรือ การทิ้งรอยทีแปรง ของศิลปน วินเซนต แวนโกะ (ภาพที่ 2.16)


35 ภาพที่ 2.15 เสนเชิงนัย ที่มา:Laura Payne, 2002 ,p.179. ภาพผูหญิงกับดอกไม(Woman with a Flower) ศิลปน พอล กอแกง เสนเชิงนัยเกิดจากสายตาผูหญิงที่มองออกไปจุดนอกรูป ภาพที่ 2.16 เสนแบบคาลิกราฟก ที่มา: Strickland C, 2007, p.112. ภาพ ราตรีประดับดาว ศิลปน แวนโกะ เสนคาลิกราฟกเกิดจากสะบัดรอยทีแปรงของศิลปนสังเกตที่ปลายกอนเมฆ


Click to View FlipBook Version