86 - บริเวณแสงสะทอน (Reflected light) บริเวณที่แสงจะไปกระทบกับวัตถุ แตไมไดเปน ลักษณะของแสงโดยตรงลักษณะคาน้ําหนักตรงนี้จะใหความรูสึกถึงบริเวณเงามืด แตจะนอยกวา บริเวณเงามืดมีคาความสวางกวาบริเวณเงามืด - บริเวณเงาตกกระทบ (Cast shadow) บริเวณที่มีเงาตกกระทบพื้นหรือผนัง ลักษณะอยาง นี้จะตองมีการระบายสีคาน้ําหนักที่มากที่สุด หรือ เขมออนตางกัน บริเวณเงามืดแตบางครั้ง ถาใหคา น้ําหนักสีมีความเขมที่สุดจะเกิดการเปนจุดเดนกวาบริเวณอื่นๆ ศิลปนจึงสามารถที่จะเลือกหลบเลี่ยง เพื่อใชสีที่มีคาน้ําหนักออนกวาเปนสรางความโดดเดนใหกับวัตถุก็กระทําได ภาพที่ 4.12 น้ําหนักออนแกในภาพแสดงแสงเงา ภาพแสดงน้ําหนักออนแกแสงเงาจากบริเวณสวาง บริเวณเงา จนไปถึงบริเวณเงาตกกระทบ 3) น้ําหนักที่สรางความคมชัดในภาพ หมายถึง การนําคาของแสงที่มีความตางกันหรือ น้ําหนักของสีที่มีความตางกันนํามาใชสวนตางๆ ของภาพ ใหเกิดเดนชัดแตกตางกันระหวางรูปกับพื้น หรือจุดเดน หรือ เพื่อเนนใหสวนหนึ่งเดนชัดขึ้นดวยคาสีที่ มีปริมาณนอยกวา (ภาพที่ 6.13) ภาพที่ 4.13 น้ําหนักสรางความคมชัด ภาพแสดงคาน้ําหนักที่คมชัดระหวางรูปกับพื้น
87 4) คาน้ําหนัก ชวยสรางอารมณโดยเมื่อทําคาของแสงตางกันจะใหความรูสึก อารมณใน ภาพตางๆ เชน บริเวณที่มีคาของแสงมืดทึบจะใหความรูสึกนากลัวลึกลับ และมีสิ่งซอนเรนเมื่อไรก็ ตามที่สรางภาพใหมีความสวางมีน้ําหนักออนจะชวยทําใหเกิดความรูสึกสดใสสะอาด บริเวณที่วาง โลงโปรงตา ดังนั้น น้ําหนักแสง และเงายอมจะชวยสรางอารมณในภาพไดไมนอยกวาทัศนธาตุอื่นๆ ความรูสึกที่เกิดขึ้นในคาน้ําหนัก แสงและเงา สมชาย พรหมสุวรรณ (2539, น.159) ให ความรูสึกของน้ําหนัก แสงและเงา ไวสรุปดังนี้ -การไลคาน้ําหนัก การไลคาน้ําหนักจากออนไปถึงเขมจะสรางความรูสึกที่คอยถูกกระตุนจาก นอยไปสูสิ่งที่มากหรือความนุมนวลจากสิ่งตางๆ ไปสูสิ่งที่เขมขึ้นใหความรูสึกถึงความสบายตา การ คลี่คลายเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ออกไป -การใชคาน้ําหนัก แสงและเงาที่ตางกันถาน้ําหนักแสงและเงาที่ตางกันมากๆ เมื่อมาอยูชิด กันจะใหความรูสึกถึงการจัดการใหความรูสึกถึงการเคลื่อนที่อยางรวดเร็วจากจุด หนึ่งไปสูอีกจุดหนึ่ง จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งอยางรวดเร็ว - การใชน้ําหนักแสงเงา ตัดกันหลายหลายจุดในภาพ จะชวยสรางความรูสึกถึงความ เคลื่อนไหวไมหยุดนิ่งความรูสึกถึงความสนุกสนาน แสดงการเคลื่อนไหวมีจังหวะการใชกลุมคา น้ําหนักที่ใกลเคียงกันเปนกลุมคาน้ําหนักเขมหรือใชเงาปริมาณมากๆ ในภาพ จะชวยสรางความรูสึก ถึงความนากลัว อับเฉา หรือ เศรา ภาพที่ 4.14 ภาพคาน้ําหนักตามแสงและเงาในปริมาณตางๆ ภาพซายบน แสดงแสงที่มีปริมาณมาก ภาพขวาบนแสดงแสงจาที่เปนแถบแสง ภาพซายลางแสดงแสงที่ตกกระทบที่กระจัดกระจาย และ ภาพขวาลางแสดงแสงที่ยอนจากดานหลัง
88 จากภาพที่ 4.14 การใชน้ําหนักออนหรือแสงที่มีปริมาณมากกวาเงา แสงที่มีปริมาณนอยจะ ใหความรูสึกวาบริเวณวางนั้นนอยลงหรือเล็กลงกวาปกติ การนําเสนอแสงแบบสวางจาหรือยอนแสง จะใหความรูสึกถึงวัตถุนั้นที่อยูหลังแสงจะเรียบแบนขาดน้ําหนัก การใชน้ําหนักรูปตัดกับน้ําหนักพื้น รูปและพื้นที่มีคาน้ําหนักแตกตางกันมาก จะทําใหมองเห็นรูปและพื้นชัดเจนมากขึ้น หากรูปและพื้นมี คาน้ําหนัก แตกตางกันแตกกระจายปะปนกันในภาพจะใหความรูสึกวุนวาย แตถารูปและพื้นมีคา ความแตกตางกันนอยจะใหความรูสึกถึงความออนแอความไมมีพลัง หรือ บริเวณที่เปนระยะใกลไกล สรุป สีเปนทัศนธาตุที่สําคัญทางศิลปะ โดยเฉพาะความเขาใจในเรื่องวงจรสีของนักออกแบบนั้นจะ ประกอบดวย สีขั้นที่ 1 หรือ แมสี ประกอบไปดวย สีเหลือง สีแดง และสีน้ําเงิน สีขั้นที่ 2 ไดแก สีสม สีเขียว และสีมวง ซึ่งเกิดจากการผสมกันของสีขั้นที่ 1 สองสี และสุดทาย คือ สีขั้นที่ 3 และลักษณะ ตอมา คือ ลักษณะคาความออนแก และความสัมพันธในเชิงจิตวิทยา รวมถึง โดยการใชสีในการ สรางสรรคศิลปะนั้น ประกอบดวย ดังนั้นหากผูที่เขาใจที่จะถายทอดเนื้อหา หรือเปาหมายของผลงาน ศิลปะตางๆ ใหออกมาไดตรง กับสิ่งที่ตองการสื่อสารจําเปนอยางยิ่งที่จะตองอาศัยความเขาใจ และ ความชํานาญในการใชสีอยางมีความหมายและสามารถตีความออกมาไดตามหลักวิชาการเชิงศิลปะที่ มีแบบแผน การใชสีในการสรางสรรคศิลปะประเภทตางๆ ประกอบดวย สีตามวรรณะของสี สี คลายคลึง สีคูตรงขาม สีเอกรงค สีสวนรวม สีเลื่อมพราย สีจํานวนนอยสี และ การไมใชสีหรือการ ใชสีขาวดํา ซึ่งสีทุกสีมีคาน้ําหนัก ดังนี้คาน้ําหนักจึงเปนทัศนธาตุที่สัมพันธกับสี ที่ชวยทําใหการใชสีดู มีมิติและโดดเดน การใชคาน้ําหนักในการสรางสรรคศิลปะ ประกอบดวย คาน้ําหนักสรางมิติระยะ การใชแสง - เงา น้ําหนักที่สรางความคมชัดในภาพ และ คาน้ําหนักชวยสรางอารมณ แบบฝกหัด 1. จงบอกถึงความหมายของสี และคาน้ําหนัก ตามความเขาใจของทาน 2. จงอธิบายถึงสีตางๆ ในวงจรสี 3. จงอธิบายวิธีการใชสีวรรณะรอนและเย็น พรอมยกตัวอยาง 4. จงบอกวิธีการใชสีคูตรงขาม พรอมอธิบายยกตัวอยาง 5. จงอธิบายวิธีการใชคาน้ําหนักในการสรางสรรคงานศิลปะ
89 เอกสารอางอิง ภาษาไทย กําจร สุนพงษศรี. (2555). สุนทรียศาสตร. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ มหาวิทยาลัยศิลปากร. (2540). ศิลปะรัตนโกสินทร รัชกาลที่ 9. กรุงเทพฯ: อมรินทรพริ้นติ้งแอนดพับลิชชิ่ง. ชลูด นิ่มเสมอ. (2557). องคประกอบของศิลปะ. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพอมรินทร. ฉัตรชัย อรรถปกษ. (2555). องคประกอบศิลปะ. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน. ธนาคารแหงประเทศไทย. (ม.ป.ป.). ศิลปะสะสมธนาคารแหงประเทศไทย. กรุงเทพฯ: บริษัท ฉลองรัตน จํากัด. ไมเยอร, ราลฟ. (2540). พจนานุกรมศัพทและเทคนิคทางศิลปะ. มะลิฉัตร เอื้ออานันท, แปล. กรุงเทพฯ: กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. สมชาย พรหมสุวรรณ. (2558). หลักการทัศนศิลป. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพแหงจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. สมภพ จงจิตตโพธา. (2555). องคประกอบศิลป. กรุงเทพฯ: วาดศิลป. ภาษาอังกฤษ Laura Payne. (2002). Essential History of Art. China: Parragon Publishing Book.
90
บทที่ 5 หลักการออกแบบ: จังหวะ และ จุดเดน หลักการออกแบบที่ความสําคัญตอการจัดวางตําแหนง คือ จังหวะและ จุดเดน จังหวะ . จังหวะทางศิลปะ ก็คือ พื้นชวง หรือชองไฟของสิ่งตางๆ ที่ปรากฏเปนชวงลักษณะบางอยางหรือไมใช สิ่งที่ปรากฏเปนพื้นฐานของระนาบกระดาษในการสรางสรรคผลงานศิลปะ จังหวะเปนสิ่งที่ชวย สรางสรรคและสัมพันธกับทัศนธาตุเรื่องพื้นผิวและการจัดองคประกอบที่ทําใหเกิดความเปนกลุมเปน กอนมากที่สุดจังหวะมีสวนในการพักสายตาของผูดูและจังหวะก็สามารถสรางความกลมกลืนไดมี ชองไฟเทากัน จังหวะที่เสมอกันจะปรากฏในงานศิลปกรรมบางประเภท เชน การออกแบบลายผา การออกแบบกระดาษหอของขวัญ หรือการตกแตงดวยกระเบื้อง ดังนั้นจังหวะสิ่งที่ไมสรางจุดเดนของ ภาพหรืองานศิลปะ จึงเปนสิ่งที่สําคัญที่ชวยใหผลงานศิลปะ ดูสมดุลกลมกลืน และมีเอกภาพขึ้นมา สวนจุดเดนเปนหลักการทางการออกแบบที่มีความสําคัญสิ่งที่เราพบเห็นโดยทั่วไป ตามทัศนธาตุ ตางๆ ใหโดดเดนขึ้นในภาพ หรือ กลุมกอนหลักของผลงานศิลปกรรมนั้นๆ การสรางความแตกตางนี้ ตองคํานึงถึงเนื้อหา หรือแนวคิดของภาพ ที่ยังตองมีความสมดุล กับองคประกอบหรือทัศนธาตุอื่น จุดเดนมีขนาดสีสัน มวลปริมาณ ที่ใหญดูโดดเดนในภาพหรือผลงานศิลปะไดแตตองไมสรางจุดดับ ใหกับหลักการอื่นๆ ที่ตองคํานึงถึงตามหลักทัศนธาตุและการออกแบบซึ่งจําเปนตองศึกษาใน รายละเอียดดังตอไปนี้ 1. หลักการออกแบบ: จังหวะ จังหวะเปนสิ่งที่ชวยใหเกิดความกลมกลืน แตการจัดจังหวะที่ดีในงานศิลปะ ตองคํานึงถึง จุดเดนดวยจึงจะชวยสรางงานใหมีคุณคา ในสวนนี้จะขอนําเสนอความหมายของจังหวะ ประเภท ของจังหวะในงานศิลปะ และ การออกแบบจังหวะในงานศิลปะ ดังตอไปนี้ 1.1 ความหมายของจังหวะ ความหมายของจังหวะสําหรับการสรางสรรคศิลปะ มีนักวิชาการทางศิลปะใหความหมาย ของจังหวะไวโดยความหมายของจังหวะจะเกี่ยวของกับการซ้ํากัน เชน สมภพ จงจิตรโพธา (2554, น.177) ใหความหมายของจังหวะวา การซ้ํากันที่มีระยะหางอยางเปนระเบียบตอเนื่องเชื่อมโยงกัน เปนลูกโซอาจจะเกิดจากการจัดวางรูปรางและรูปทรงใหเปนจังหวะสั้นๆ กันตั้งแต 2 หนวยขึ้นไป สวน ชลูด นิ่มเสมอ (2557, น.192) ใหความหมายของจังหวะวา เปนการซ้ําที่เปนระเบียบ จาก ระเบียบธรรมดาที่มีชวงหางเทาๆ กันมาเปนระเบียบที่สูงขึ้นจนถึงขั้นเปนรูปทรงของศิลปะ ซึ่งจะ กลาวถึงในลักษณะของการซ้ํา ขององคประกอบในงานศิลปะ แต กําจร สุนพงษศรี (2555, น.34) ให
92 ความหมายวาจังหวะที่มีบริบทของเคลื่อนไหวและทิศทางเขามาเกี่ยวของดวย คือ การนําเอาทัศน ศิลปธาตุและวิธีการจัดเขามารวมกันเปนเอกภาพมีทั้งจังหวะซ้ําซากหรือเคลื่อนไหว (Movement) ใน ทิศทาง (Direction) ตางๆ กัน จากที่กลาวมาทําใหเห็นวา จังหวะในทางศิลปะ หมายถึง การซ้ํากันที่มีระยะหางของชองไฟ ทั้งแบบเปนระเบียบและไมเปนระเบียบ ซึ่งมีความสําคัญของจังหวะในทางศิลปะ (สุชาติ เถาทอง, 2539, น.77-78 และ สมภพ จงจิตตโพธา, 2554, น.179) 1) การจัดจังหวะชวยผลงานศิลปะมีความเปนระบบระเบียบ 2) การจัดจังหวะชวยใหผลงานศิลปะ มีความนาสนใจ เกิดทิศทางการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน ตอบความรูสึกของผูชม 3) การจัดจังหวะที่สําคัญการทําใหเกิดความกลมกลืน 4) การจัดจังหวะทําใหเกิดลวดลาย 1.2 ประเภทของจังหวะในงานศิลปะ ประเภทของจังหวะในงานสรางสรรคศิลปะ แบงออกไดเปน 4 ประเภท คือ 1) จังหวะแบบซ้ํา (Repetition rhythm) โดยสวนใหญแลวเปนการซ้ํากันของทัศนธาตุที่เนน รูปรางรูปทรงเปนหลัก โดยมีขนาด ทิศทาง สีสัน น้ําหนัก ไปในทิศทางเดียวกัน ภาพที่ 5.1 จังหวะแบบซ้ํา 2) จังหวะแบบตอเนื่อง (Continuous) หมายถึง กลุมหรือชุดของทัศนธาตุ นํามาวางใหเกิด ความตอเนื่องกัน เปนชวงเปนชวงจะไมซ้ํากันเหมือนแบบแรก แตจะเปนกลุมของสิ่งตางๆ ที่ไม เหมือนกันมารวมกันก็ไดแลวจัดวางอยางซ้ําๆ กัน ลักษณะนี้เปนเหมือนกับการออกแบบลวดลายผาที่ มีการผสมผสานของลวดลายตางๆ
93 ภาพที่ 5.2 จังหวะแบบตอเนื่อง 3) แบบขยายเพิ่มขึ้น (Progression rhythm) เปนการจัดจังหวะของทัศนธาตุตางๆ ที่คอยมี การเปลี่ยนแปลงทีละนิดอาจจะมีการเพิ่ม หรือลด ทั้งขนาดปริมาตรหรือน้ําหนัก โดยสวนใหญ ลักษณะอยางนี้ จะเปนการนําเสนอ ที่ใหเห็นการเจริญเติบโตหรือความสุขเศรา หรือตกต่ํา เชน การ เขียนภาพตนไมหรือ ลวดลาย เปนตน ภาพที่ 5.3 แบบขยายเพิ่มขึ้น
94 4) จังหวะแบบลื่นไหล (Loading rhythm) หมายถึง การจัดจังหวะในลักษณะที่ใชเสนเลื่อน ไหล ไปสูสิ่งตางๆ โดยสวนใหญจะเปนการใชเสนที่เกิดจากการขีดเขียน ในลวดลายตางๆ คลายกับ ลักษณะของกิ่งไมที่มีการแตกกิ่งกานสาขาขยายไปเปนระยะ ภาพที่ 5.4 จังหวะแบบลื่นไหล นอกจากนี้ จังหวะ หรือความสัมพันธของบริเวณวางยังชวยสรางความเคลื่อนไหว ในผลงาน ซึ่งความเคลื่อนไหวในผลงานนั้น จะเปนการพิจารณาถึงจังหวะ ที่สัมพันธกับพื้นที่วาง และชองไฟ นอกจากนี้ ยังเกิดการเคลื่อนไหวขึ้นจริงในผลงานบางชนิด เชน ผลงานในการประติมากรรม ยุคไค เนติคอารต ที่มีการทําโมบาย ดวยรูปทรง ที่หลากหลาย และสีสันตามหลักการออกแบบ มาจัดวางให สิ่งของเคลื่อนไหวหรือแขวนไว ทําใหเกิดการเคลื่อนไหวขึ้นจริงๆ (ภาพที่ 5.5) สวนการเคลื่อนไหวใน งานจิตรกรรมนั้น จะเปนการเคลื่อนไหว ที่เกิดขึ้นจากการควบคุมจังหวะของบริเวณวางรวมถึงเสนที่ ชวยสรางทิศทาง หรืออาจจะมีการเขียนภาพทับซอน ก็ชวยสรางความรูสึกถึงการเคลื่อนไหวไดจากที่ กลาวมา จังหวะ คือ ผลจาการทําซ้ําสิ่งตางๆ หรือชองวางของการจัดวางองคประกอบในผลงานทําให เกิดระยะหางที่เทากัน สรางระบบในผลงานที่สม่ําเสมอ หรือ ไมเทากัน และนําไปสูจุดเดนอื่นๆ ได รวมถึงการสรางความเปนระบบใหเกิดในผลงานดวย
95 ภาพที่ 5.5 ประติมากรรมแขวนเคลื่อนไหว สนามบินจอหน เอฟเเคนนาดี ภาพ แสดงใหเห็นจังหวะจากการเคลื่อนไหวที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของจังหวะตลอดเวลา 1.3 การออกแบบจังหวะในงานศิลปะ จังหวะในการสรางสรรคงานประติมากรรม เปนจังหวะที่เกิดขึ้นภายในของรูปทรงของงาน ประติมากรรม และการจัดวางประติมากรรมนั้นใหมีระยะหรือชองไฟที่สรางซึ่งอารมณและแนวคิด ตามที่ศิลปนไดออกแบบจัดวาง จังหวะในการสรางสรรคงานสถาปตยกรรม โดยสวนใหญแลวจังหวะในงานสถาปตยกรรม หรืออาคารตางๆ จะเกิดจากการเจาะชองหนาตาง ประตู หรือ แผนบุผนังที่ทําใหเห็นเปนชวงๆ สอด รับกับการใชงานจากการแบงพื้นที่วางในอาคารและเกิดความสวยงามสอดรับกับรูปทรงอาคาร ภายนอก นอกจากนั้นจังหวะในงานสถาปตยกรรมอาจจะเกิดไดจากการใชลวดลาย ของแผนปูพื้นติด ผนังเพดานตางๆ ใหมีความตอเนื่องสําหรับการเพิ่มหรือลดความราบเรียบ หรือนาเบื่อ จังหวะในการออกแบบตกแตงสวน การจัดจังหวะสําหรับออกแบบตกแตงสวนเกิดจากการจัด วางตนไมที่มีรูปทรงเหมือนเหมือนกันและทิ้งระยะหาง แตโดยสวนใหญแลวมักจะเกิดกับสิ่งของ ตกแตง ทั้งกระเบื้องปูทางเดินกอนหิน หรือกรวด จังหวะในการสรางสรรคงานเลขนศิลป โดยสวนใหญแลว จังหวะที่เกิดจากการจัดตัวอักษร มักจะเปนจังหวะที่มีความสม่ําเสมอ ยกเวนจังหวะที่เกิดขึ้นในตัวอักษรที่เปน ตัวเหตุ หรือพาดหัว และชวงจังหวะจะทิ้งบริเวณวางใหสอดรับกับ รูป ตัวอักษรและพื้นหลัง สิ่งสําคัญที่สุดการจัดจังหวะ ของตัวหนังสือ บานสวางในมุมที่ทําใหคนเห็นไดงายชัดเจน สวนการใชจังหวะที่เนนความราบเรียบ สม่ําเสมอมักจะไมคอยเกิดในงานเลขนศิลป เนื่องจากจะทําใหเกิดความรูสึกนาเบื่อ ขาดความ นาสนใจดึงดูดที่ทําใหผูชมตองเดินกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
96 จังหวะในการสรางสรรคงานออกแบบเสื้อผา สวนใหญแลวเสื้อผาจะมีจังหวะที่เกิดไดจาก สิ่งที่เกิดจาก การซ้ําๆ เชน การติดสวนตกแตงกระดุม การจับกลีบ การตีเกร็ด รวมถึงการใชลวดลาย ของผา การปกลูกไม จังหวะพวกนี้จะสรางความกลมกลืนในตัวเสื้อผา นอกจากนั้นยังมีจังหวะของการ คลี่คลาย เชน การใชกระโปรงที่เปนชั้นคอยๆ คลี่คลายบางออกทีละชั้น หรือการใชดอกไม มาตกแตง ก็จะใชดอกไมที่มีขนาดแตกตางกัน หลักการออกแบบออกแบบจังหวะในการสรางสรรคศิลปะ ประกอบดวย 1) การจัดจังหวะชองไฟ คือ การแบงชองวางระหวางรูปกับพื้น หรือสวนที่ไมมีรูปทรงกับ บริเวณวาง ดังนั้นจังหวะจึงเกิดขึ้นไดดวยลักษณะของชองไฟที่ทําใหเกิดความสัมพันธระหวางรูปใน ผลงานศิลปะกับชองไฟที่ควรจะมีการกระจายเปนชวงและมีระยะที่เทากัน ยกเวนหากตองการใหดูถึง การเคลื่อนไหวอยางรุนแรงชองไฟอาจจะมีระยะที่หางออกไป เพื่อสื่อความหมายถึง การเคลื่อนที่ จากจังหวะหนึ่งไปสูอีกจังหวะหนึ่งชองไฟที่เทากันในจังหวะจะใหความรูสึกถึงความเปนทางการนา เบื่อ แตสามารถควบคุมหรือเดาได หากแตจังหวะบางชนิด ในชองไฟจะที่ไมเทากัน จะใหความรูสึก ถึงความสนุกสนานมีการเคลื่อนไหวเคลื่อนที่กระจายไปมา ภาพที่ 5.6 การจัดจังหวะชองไฟ 2) การจัดกลุมเขาพวก ดวยหลักการ “ตอประชิด ติดสลับ พลิกกลับ หมุน” ตอประชิด หมายถึง การนํารูปมาวางใกลๆ กันโดยการนํามาตอกันโดยมุงตอกันใหเปนแถว หรือเปนแนวเดียวกัน
97 ภาพที่ 5.7 การจัดกลุมเขาพวก แบบตอประชิด ติดสลับ หมายถึง นํารูปมาวางชนกัน ติดกัน ดานใดดานหนึ่ง หรือ การนํารูปที่มีลักษณะไม เหมือนกันระหวางสลาก ใหเปนชวงเปนชวง ตอเนื่องกันไป ภาพที่ 5.8 การจัดกลุมเขาพวก แบบติดสลับ
98 พลิกกลับ หมายถึง เปนการพลิกรูปซายขวาสลับดาน หรือ บนลางสลับดาน ใหรูปนั้นเกิดมิติ ขึ้นมาทั้ง 4 ดาน สามารถนําตอเปนลวดลายไดหลากหลายเกิดจังหวะที่มากมาย ภาพที่ 5.9 การจัดกลุมเขาพวก แบบพลิกกลับ หมุน หมายถึง เปนการหมุน รอบของรูปรางรูปทรงตางๆ หรือองคประกอบในภาพให กระจายออกหรือวางไว ในลักษณะของรัศมี หรือ หมุนแบบเกลียวสวาน ก็จะเกิดกลุมจังหวะที่ให ความรูสึกถึงการหมุนกระจายออกจากภายในสูภายนอก ภาพที่ 5.10 การจัดกลุมเขาพวก แบบหมุน
99 การใชกลุมจังหวะอยางนี้ เปนการจัดกลุมที่เนนใหเกิดลวดลาย บนพื้นผิวระนาบ สําหรับใน งานตกแตงหรือใชเปนพื้นฉากหลังของสิ่งตางๆ ซึ่งหากประกอบกับชองไฟที่มีจังหวะแบบสม่ําเสมอ กลับมีจังหวะแบบเปนระบบไมสม่ําเสมอ หรือ หลายระบบก็สามารถสรางสรรคลวดลายหรือรูปภาพ ไดหลากหลายเปนรอยเปนพันรูป โดยการสรางขอบขาย หรือ จัดกลุมที่นําเสนอไป 2) จังหวะโดยสรางประธานและสวนรอง เปนการสรางจังหวะ โดยการจัดใหเปลี่ยนไปตามไป วิธีการอสมมาตร (Asymmetry) ชองไฟที่มีขนาดตางกันบางแตเล็กบางใหญบาง หรือ หนาบางหรือ มีทัศนธาตุที่ตางกันออกไปทําใหเกิดความรูสึก ที่แตกตางกันออกไปเพื่อใหเกิดอารมณการเคลื่อนไหว และแสดงไมหยุดนิ่งในศิลปะสมัยใหมนิยมใชวิธีการลดหลั่น (Gradation) หรือการหักเหทิศทางตางๆ ทั้งขัดแยงและกลมกลืนกันไป เพื่อสรางความแปลกความนาสนใจวิธีการสรางเอกภาพจากความ แตกตาง ภาพที่ 5.11 จังหวะโดยสรางประธานและสวนรอง 2. หลักการออกแบบ: จุดเดน จุดเดนที่เกิดในงานศิลปะเปนหลักการออกแบบที่ชวยในการจัดวางตําแหนงของเนื้อเรื่องที่ นาสนใจใหเกิดขึ้นและเปนสิ่งแรกที่เดนประทะสายตาแตผูดูเปนองคประกอบแรก การศึกษาหลักการ ออกแบบที่นําไปใชสรางสรรคศิลปะ จะตองเขาใจเรื่องที่จะนําเสนอตอไปนี้ 2.1 ความหมายของจุดเดน ความหมายของจุดเดนในทางศิลปะนั้น มีผูใหนิยามไวตางๆ กันโดย การทําความเขาใจ จุดเดนนั้นควรจะศึกษาความหมายของการเนนไปดวยกันเนื่องจากมีความสอดคลองกัน ดังมี ความหมายตางๆ ดังนี้
100 สุชาติ เถาทอง (2539, น.79-80) ใหความหมายของจุดเดนวา จุดเดนเกิดจากการเรียนรู และการสงเสริมทัศนธาตุพื้นฐาน ที่ทําใหเกิดความสะดุดตามากกวาสวนทัศนธาตุอื่นๆ จุดเดนใน ทัศนศิลปมีความสําคัญมาก เพราะวา จุดเดนในทัศนศิลปมักจะสอดแทรกถึงความเปนเรื่องราว เนื้อหา และสิ่งที่ตองการใหผูชมไดเห็นพิจารณาถึงความงดงามและคติหรือขอคิดที่แฝงไวในผลงาน ศิลปะนั้น สอดคลองกับ ฉัตรชัย อรรถปกษ (2554, น.161) ใหความหมายของจุดเดนวา หมายถึง สวนสําคัญที่มีความเดนมีความสะดุดตามีอํานาจครอบงํา ในทางศิลปะอาจกลาวไดวา จุดเดน คือ สวนสําคัญและชัดเจนกวาสวนใดในภาพมีความสะดุดตาเปนสิ่งแรกที่รับรูไดดวยการมองและจุดเดน อาจเกิดขึ้นจากการเนนหรือสงเสริมจากองคประกอบตางๆ เชน ขนาด สี หรือ ลักษณะผิว เปนตน สวนความหมายของการเนน กําจร สุนพงษศรี (2555, น.237) ใหความหมายของการเนน วา หมายถึง เปนการเนนใหเดนเปนวิธีการชวยใหบางสวนของขอความ เชน สีเสียง มโนทัศนฯลฯ เดน พิเศษกวาปกติเชน การสรางจุดสนใจ เชนการเนนดวยแสงสีในงานจิตรกรรม หรือ เพิ่มใหวิจิตรขึ้น หรือ เพิ่มใหงามขึ้น หรือ เพิ่มใหละเอียดขึ้นทําใหผลงานนั้นบังเกิดความมีชีวิตชีวาไมจืดซีดจนเกินไป นักเปนวิธีการซึ่งกอใหเกิดสุนทรียะในงาน สอดคลองกับ กุลนิดา เหลือบจําเริญ (2556, น.135) กลาวถึง การเนนในหลักการสรางจุดสนใจ คือ การสรางจุดสนใจในภาพใหเดนการจัดรูปทรง หรือ วางวัตถุใดๆ ในงานอาจจะกระทําไดหลายแนวทางดวยวิธีการบังการซอนการทับการคาบเกี่ยวหรือ การประสานกันของรูปทรงที่มีรูปทรงอื่นๆ มาเชื่อม จากความหมายที่กลาวมาสรุปไดวา จุดเดนและการเนน มีความสัมพันธกันในหลักการ ออกแบบ ในที่นี้จะของนําเสนอไปพรอมกันโดย เนนที่จุดเดนเปนหลัก ซึ่งความหมายของจุดเดน คือ การสรางสวนใดสวนหนึ่งในผลงานศิลปะ และ การออกแบบใหมีความชัดเจนและสรางความสนใจใน รับรูและตีความสวนนั้นเปนอันดับแรกและเปนอันดับสําคัญ ซึ่งการสรางจุดเดนมักจะสรางใหเกิด ความแตกตางของขนาด สี ตําแหนงการวาง หรือ ทิศทาง ฯลฯ 2.2 ประเภทของจุดเดนในงานศิลปะ ประเภทของจุดเดนที่ปรากฏในงานศิลปะ ที่รวบรวมมานําเสนอใน 6 ประเภท โดยแบง ออกเปน 5 ประเภท ที่กลาวถึงจุดเดน และอีก 1 ที่กลาวถึงการไมปรากฏจุดเดนโดยใหทั้งตัวภาพทั้ง ภาพเปนจุดเดน ดังรายละเอียดตอไปนี้ 1) จุดเดนที่เกิดจากการจัดวางแบบตาราง 3 สวน ลักษณะอยางนี้เปนการคํานวณโดยการ ลากเสนหรือกําหนดเสนแกนของพื้นที่ที่จะสรางสรรคงานลงไปแบงออกเปน 3 สวนในแตละดานจะ เทากับมีรูปสี่เหลี่ยมทั้งหมด 9 สวน ในแตละสวนจะมีจุดตัดกัน จุดตัดที่เปนเครื่องหมายบวกที่อยู
101 กึ่งกลางภาพ 4 ดานนั้น เปนจุดที่เหมาะสม ในการวางผลงาน หรือจุดเดนของภาพ ที่ดูแลวจะมีความ นาสนใจและเหมาะสมในเชิงสุนทรียะทางศิลปะ (ภาพที่ 5.12) ภาพที่ 5.12 วิธีการวางจุดเดน แบบตาราง 3 สวน 2) จุดเดนที่เกิดจากความแตกตาง เปนการเนนความแตกตางกันเรื่องของน้ําหนักความออน แก ขนาด หรือพื้นผิว โดยเฉพาะการสรางความเดนจากความแตกตาง ดวยขนาด สิ่งของนั้นตองมี ความใหญมีขนาดที่ดึงดูดสายตาและมีบริเวณวาง รอบสิ่งของหรือรูปรางรูปทรงตางๆ มาก หรือมี รูปทรงนั้นโดดเดนผลงานในตําแหนงที่เห็นไดชัดเจน ภาพที่ 5.13 จุดเดนและการเนนสิ่งที่แตกตางกัน ภาพแสดงความแตกตางของจุดเดนของรูปทรงที่แตกตางกัน
102 3) จุดเดนที่เกิดจากเสนนําสายตา เปนหลักการตามหลักทัศนียวิทยาเชิงเสนทําหนาที่ให องคประกอบมีการพุงเขาออกเพื่อเกิดมิติลึกตื้น โดยเฉพาะที่มีมิติลึกเพียงจุดเดียว ก็จะยิ่งดึงดูดสายตา ผูชมไดมากที่สุด นอกจากนี้วัตถุที่อยูตอนปลายนั้นเปนตัวเพิ่มเติมเนื้อหาใหกับภาพที่แสดงออกใน ลักษณะของเปาหมายหรือปลายทาง ภาพที่ 5.14 จุดเดนและการเนนดวยเสนนําสายตา ภาพแสดงจุดนําสายตาที่ใชทัศนยวิทยาเชิงเสนที่จุดเดนตอนปลายเปนภาพเงาคน 4) จุดเดนและการเนนดวยกรอบ เปนการจัดวางสิ่งของโดยใชกรอบเปนตัวตั้งและนําสิ่งของ มาสรางสรรคภายใน หรือ เปนการเลือกวางกรอบไวในมุมที่ภาพนั้นควรจะมีความโดดเดน ตัวอยางเชน ผลงานชื่อ ระหวางดํากับแดง เทคนิค ผสม ศิลปน พิษณุศุภนิมิตร ที่มีการสรางกรอบ สวนหนาสุด เพื่อเกิดมิติความลึกในผลงาน และสรางการเนนจุดเดน ภาพที่ 5.15 จุดเดนและการเนนดวยกรอบ ภาพแสดงคนที่อยูในกรอบภายในภาพที่แสดงใหเห็นความเดนชัดของจุดเดนนั้น
103 5) จุดเดนที่เกิดจากการแยกออก เปนการเนนที่เกิดจากสิ่งของที่คลายๆ กัน หรือรูปราง รูปทรงที่ใหคลายกันในภาพแลวจับแยกออกไปจากกลุม เกิดความโดดเดน ชัดเจน ถึงแมวาสวนที่แยก นั้นจะมีลักษณะเหมือนกันกับกลุมใหญแตความเดนก็จะเกิดขึ้น หากมีขนาดใหญเพิ่มขึ้นก็จะยิ่งเพิ่ม ความเดนชัดมากขึ้นตามตัว ภาพที่ 5.16 จุดเดนและการเนนดวยกันแยกออกไป ภาพแสดงจุดเดนจากการแยกออกจากกลุมโดยการแยกเทียนหนึ่งแทงออกจากกลุมหลัก 6) การไมปรากฏจุดเดน ใหความหมายวา การไมเนนสวนตางๆ ในภาพหรือผลงานใหมีความ ชัดเจน จุดเดนแตมีความสําคัญแกรูปทรงของภาพทั้งหมด เชน การวาดภาพทิวทัศน การออกแบบ กระดาษปดผนัง หรือ ลวดลายผา เปนตน ทั้งนี้การไมสรางจุดเดนอาจจะขึ้นอยูกับเนื้อหาและแนวคิด ของภาพนั้นๆ (ฉัตรชัย อรรถปกษ, 2554, น.175) ภาพที่ 5.17 การไมปรากฏจุดเดน ที่มา: ธนาคารแหงประเทศไทย, 2535, น.148. ภาพชื่อ จากแมกไมสูคลื่นขาว เทคนิค สีอะครีลิคบนผาใบ ศิลปน วินัย ปราบริปู แสดงภาพที่มองผานตนไมผานไปที่ชายที่ทะเล ซึ่ง ในภาพไมแสดงจุดเดนในสวนใดที่ชัดเจน ใหความรูสึกวางเปลาหรือสงบนั้นเอง
104 2.3 การออกแบบจุดเดนในงานศิลปะ จุดเดนในการสรางสรรคงานจิตรกรรม ในการสรางสรรคจิตรกรรมนั้น เกิดขึ้นบนระนาบพื้น ผาใบกระดานแผนปูน หรือสิ่งตางๆ ที่เปนลักษณะสองมิติ ดังนั้นจุดเดนจึงสัมพันธกันตามหลักของ การจัดวางตําแหนง โดยทั่วไปแลวเรามักจะพบจุดเดนในงานจิตรกรรมที่เนนการวัดความตําแหนง ตั้งแตจุดเดนที่อยูกึ่งกลางและจุดเดนตามทฤษฎี 9 ชองที่อยูตามจุดตางๆ ของรูปภาพ จุดเดนในงานสรางสรรคงานประติมากรรม งานประติมากรรมไมวาจะเปนงานปนแกะสลัก และงานหลอ หากเปนงานประติมากรรมที่เปนรูปทรงเดียวไมวาจะเปนรูปทรงของสัตวหรือสิ่งของ ตางๆ จุดเดนก็มักจะอยูในสวนตางๆ ของรูปทรงนั้น เปนองคประกอบจําเปนอยางยิ่งที่ตองคํานวณ พื้นที่การจัดวาง ใหเกิดจุดเดน ซึ่งจะตองขึ้นอยูกับทิศทางที่ผูชมจะตองชมเปนหลัก แต รูปทรงที่มี ปริมาณเทากัน เชื่อมประสานสัมพันธทั้ง การเชื่อมตอองคประกอบสวนประกอบของรูปทรง หรือ การ เชื่อมกันในความรูสึกเสมือนวาเชื่อมกัน หรือ การเชื่อมกัน แลวจึงสรางสรรคจุดเดนใหเกิดขึ้น จุดเดนในการสรางสรรคสถาปตยกรรม โดยสวนใหญแลวจะเปนลักษณะเดียวกับการสราง งานประติมากรรม จุดเดนของอาคารมักจะอยูในสวนของดานหนาของอาคารรูปทรงของอาคารและ สวนยอดของอาคารนั้นๆ โดยเฉพาะอยางยิ่งการออกแบบตึกระฟาสวนยอดที่ขึ้นไปในอากาศจะมี ความสําคัญอยางยิ่งที่ทําใหสถาปตยกรรมนั้นโดดเดน หากเปนกลุมอาคารที่มีอาคารเรียงตอกันหลาย หลัง การวางจุดเดนก็จะมักเปน รูปทรง ของอาคารที่มีขนาดสูงใหญมียอดสูงกวา ซึ่งเปนสวนหลักและ สวนรองของอาคารนั้นๆ อาคารที่ตองการความรูสึกเปนทางการหรูหรามักจะตองมีรูปทรงหรือจุดเดน ที่วางไวในลักษณะกึ่งกลาง จุดเดนในการสรางสรรคงานออกแบบตกแตงภายใน สิ่งสําคัญมักจะใหความสําคัญของ จุดเดนในการวางเครื่องเรือน ซึ่งเครื่องเรือนนั้น จะตองมีเอกลักษณ และสัมพันธกับแนวคิดของการ ตกแตงภายในเนนๆ เอกลักษณ ของการตกแตงภายในจะมีรูปแบบที่มัณฑนากร จะกําหนดไว เปน ลักษณะรูปแบบคลาสสิค รูปแบบทันสมัย รูปแบบรวมสมัย หรือแนวคิดแบบอวกาศ จุดเดนในการสรางสรรคงานออกแบบจัดสวน หรือภูมิสถาปตย จุดเดนนั้นจะตองไมเดน เกินไปกวา อาคาร หรือสถาปตยกรรมนั้น ถูกลอมรอบๆ ดวยสวนนั้นๆ สวนจะตองมีความโดดเดน เปนบางจุด เชน เดนดวยการใชตนไมที่มีเอกลักษณกลมกลืนกับอาคารหรือมีมุมที่สรางความงดงามนา ประทับใจเปนมุมเดน หรือ สวนหลักและสวนรองที่ชัดเจนแตยังคงตองคํานึงถึงความกลมกลืนยังตอง คํานึงถึงประโยชนใชสอยของสวนนั้นดวย หากจุดเดนนั้นควรจะเปนจุดเดน เพียงบางสวนบางมุม เพื่อ สรางความประทับใจและสงเสริมใหอาคารนั้นดูโดดเดนขึ้นมา จึงจะเปนจุดเดนในการจัดสวนที่ดี
105 จุดเดนในการสรางสรรคงานออกแบบเลขนศิลป ดวยการเนน ใชไดหลายวิธีคือ (สมภพ จงจิตตโพธา, 2554, น.213) 1) แยกสวนที่ตองการเนนใหหางออกจากสวนอื่นอยางชัดเจน 2) กําหนดขนาดของภาพหรือตัวอักษรใหใหญกวาสวนอื่น 3) กําหนดใหสวนที่ตองการเนนอยูในตําแหนงที่สําคัญที่เปนจุดเดน 4) สรางความขัดแยงใหเกิดขึ้น ที่เปนความแตกตาง 5) เทคนิคสรางภาพโดยเนนความแปลก เชน การใชภาพหลุดกรอบ หรือมีสวนหนึ่งยื่นออก จากกรอบ การออกแบบจุดเดน ในงานศิลปะ แบงหลักการประยุกตใชได 1) การเนนความแตกตาง การสรางความแตกตางนี้เปนสิ่งที่สัมพันธกับความเหมือนเมื่อนํา ทัศนธาตุตางๆ มาประกอบเปนผลงานศิลปะแลว สิ่งที่มีความแตกตางกันนั้นจะโดดเดนขึ้น หรือ อีก อยางหนึ่งมักจะเรียกวา หลักการการตัดกัน หรือ Contrast การใชหลักการตัดกันนี้ ก็สามารถใชได หลักการเดียวกับการใชสีตัดกันนั้น คือ ใชในสัดสวนใหมีคาความตางของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากและนอย ตางกัน เชน สัดสวน 80 ตอ 20 หรือ 70 ตอ 30 ผลงานนั้นก็จะไมกระจัดกระจาย เพราะคาความตาง นั้นถูกรวบรวมไวมีความเดนในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากกวา คําวา 70 ตอ30 นั้นกระทําไดใน 2 ลักษณะ คือ ใหมีจุดเดนที่มีคาความตางอยูที่ 30 และ สีโดยภาพรวม มีคาอยูที่ 70 ขึ้นอยูกับการผสมผสาน การ กระจายองคประกอบ และเนื้อหาเรื่องราวที่จะตองนําเสนอหรือในทางกลับกัน หากจะใชภาพรวมให มีพื้นที่หรือปริมาณรอยละ 70 และคงสภาวะจุดเดนไวที่รอยละ 30 ก็ยอมทําไดแตในลักษณะนี้จุดเดน จะเปนจุดเดนที่ตองรวมกลุมกันอยูในสวนใดสวนหนึ่งของภาพ มิฉะนั้นความรูสึกของจุดเดนจะถูก กระจายออก และขาดพลังในการสรางสรรคเนื้อหาตอผูชม นอกจากนั้นการเนนยังทําไดในลักษณะ การเนนดวยกรอบ การเนนโดยการแยกกลุมออก และการเนนดวยขนาดที่ใหญกวาซึ่งเปนการสราง ความแตกตางจากสวนอื่นๆ ในงานศิลปะนั้นเอง
106 ภาพที่ 5.18 จุดเดนจากความแตกตางภาพ 2) การจัดตําแหนงการวาง การจัดวางจากที่กลาวมาขางตนนั้น จะเห็นวาลักษณะการวาง จุดเดนที่สําคัญ คือ ตําแหนงของจุดเดนที่ปรากฏในผลงานศิลปะนั้นๆ ตําแหนงที่เปนทางการที่สุด คือ วางจุดเดนไวตรงกึ่งกลางของภาพหรือผลงานสรางสรรค หากตองการใหมีความเปนศิลปะและมี สุนทรียภาพขึ้นก็ควรจะใชทฤษฎี 9 ชอง หรือ ตามหลัก นอกจากนี้จุดเดนที่เกิดจากตําแนงนั้นยัง ครอบคลุมถึงการใชทัศนียวิทยาเชิงเสนที่จะทําใหเกิดจุดเดนในตําแหนงของสวนที่เปน สวนหนา สวนกลาง หรือ สวนหลังตามผูสรางสรรควางสิ่งนั้นในผลงาน และการจัดวางตําแหนงนี้ ยังรวม หมายถึง การใหความสําคัญของชัด หรือเบลอเชนเดียวกับหลักการถายภาพที่รูจักกันดี คือ หลักการ ชัดลึกและหลักการชัดตื้น ที่ทําใหตําแหนงของความชัดที่สุดของภาพ ซึ่งเปนตําแหนงของจุดเดน ขึ้นมานั้นเอง ภาพที่ 5.19 การสรางจุดเดนดวยตําแหนงการจัดกึ่งกลาง ภาพแสดงจุดเดนที่อยูกึ่งกลางภาพที่เปนดอกบัว
107 จุดเดนหากแตตองคํานึงถึงความกลมกลืน และความสมดุลของผลงานตามเนื้อหาของการ สรางสรรคดวยหลักการควบคุมบริเวณวาง หลักการนี้เปนหลักการสรางจุดเดนที่งายและไดผลดีที่สุด หากมีสิ่งของสิ่งหนึ่งทานจําเปนจะตองจัดวางอยูในองคประกอบของภาพ สามารถคํานวณบริเวณของ พื้นที่วางโดยรอบได หากมีพื้นที่วางโดยรอบมากจุดเดนนั้น ก็จะลดความสําคัญลง หากมีบริเวณ พื้นที่วางรอบนอกนอยจุดเดนนั้นก็จะดูคับแนนเต็มพื้นที่ของผลงานดังนั้นการคํานวณพื้นที่วางจึงมี สวนอยางยิ่งในการทําใหจุดเดนนั้นเกิดความโดดเดนหรือดอยคุณคาลงไปไดหลักการงายๆ คือ ควรจะ เหลือพื้นที่บริเวณรอบขางของภาพ ใหมีปริมาตร ที่เกิดความรูสึกพอดี และใหภาพนั้นไมชนไปที่ขอบ ดานใดดานหนึ่งมากจนเกินงาม สรุป จังหวะ คือ ระบบของชองไฟที่สัมพันธกับรูป หรือการวางรูป ที่มีบริเวณวางเปนชวงชวง สลับกันไป ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่จะตองใชหลักการออกแบบในเรื่องจังหวะจะตองคํานึงถึงพื้นผิวที่ใช ความกลมกลืนการรวมตัวกันขององคประกอบและการสรางลวดลายใหเกิดขึ้นในผลงานออกแบบ ซึ่ง หลักการออกแบบจังหวะในการสรางสรรคศิลปะ ประกอบดวย การจัดชองไฟ การจัดกลุมเขาพวก และ การใชสวนประธานและสวนรอง เพื่อจําทําใหผลงานเกิดบริเวณวางที่สวนงามนามองและยังตอง คํานึงถึง จุดเดนซึ่งเปนหลักการที่สําคัญ ในการสรางสรรคงานศิลปะ จุดเดนที่ดีจะชวยทําใหภาพ สื่อสารกับผูชมไดงาย เพราะที่ขาดจุดเดนมักจะตองนําเสนอเปนเรื่องราวที่เราสืบเนื่องตอกันไปจุดเดน มีความสัมพันธกับความแตกตางตําแหนงและบริเวณวางจุดเดนจะเกิดขึ้น หลักการออกแบบจุดเดนที่ สําคัญ การเนนความแตกตาง ทั้งการเนนดวยกรอบ การเนนโดยการแยกกลุมออก และการเนนดวย ขนาดที่ใหญกวา และการตําแหนงการจัดวาง ตามตารางสามสวน หรือ การวางไวที่จุดปลายของ ทัศนียวิทยา ซึ่งเปนสวนสําคัญอยางยิ่งที่นักออกแบบสรางสรรคจําเปนจะตองคํานึงเพื่อใชหลักการ จุดเดนใหเกิดประโยชนที่สุดในการสรางสรรคผลงาน คําถามทบทวน 1. จงสรุปความหมายของจังหวะ และ จุดเดนตามความเขาใจของทาน 2. จงอธิบายความสําคัญของจังหวะ 3. จงบอกประเภทของจังหวะและจุดเดน 4. จงยกตัวอยางจังหวะและจุดเดนในงานศิลปะประเภทตางๆ มาหลักการละ 3 ตัวอยาง 5. จงอธิบายหลักการออกแบบจังหวะและจุดเดนในการสรางสรรคศิลปะ
108 เอกสารอางอิง ภาษาไทย กําจร สุนพงษศรี. (2555). สุนทรียศาสตร. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ชลูด นิ่มเสมอ. (2557). องคประกอบของศิลปะ. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพอมรินทร. ฉัตรชัย อรรถปกษ. (2554). องคประกอบศิลปะ. กรุงเทพ: วิทยพัฒน. ธนาคารแหงประเทศไทย. (2535). นิทรรศการจิตรกรรมและประติมากรรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ป ธนาคารแหงประเทศไทย. กรุงเทพฯ: บริษัท ฉลองรัตน จํากัด. สมภพ จงจิตตโพธา. (2554). องคประกอบศิลป. กรุงเทพฯ: วาดศิลป. สุชาติ เถาทอง. (2539). หลักการทัศนศิลป. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน.
บทที่ 6 หลักการออกแบบ: สมดุล สัดสวน และ เอกภาพ หลักการออกแบบ ในสวนของสมดุล สัดสวน และ เอกภาพ สมดุลหรือดุลยภาพ คือ ความ เทากันของผลงาน โดยการใชแกนหรือเสนแกนในการพิจารณา ในที่นี้มีหลักพิจารณางายๆ คือ สมดุลแบบสมมาตร และ สมดุลแบบอสมมาตร สัดสวนก็คือความสัมพันธกับสวนตางๆ ของทัศนธาตุ สัดสวนเปนสวนสําคัญในการกําหนดรูปทรงตางๆ เพราะมีความสําคัญกับการสรางเครื่องใชที่ตอง อาศัยการใชประโยชนในชีวิต เชน การออกแบบเครื่องเรือน การออกแบบเสื้อผา และ การออกแบบ ผลิตภัณฑตางๆ ประกอบดวย สัดสวนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สัดสวนที่มนุษยสรางขึ้น และ สัดสวน มาตรฐาน และหลักการออกแบบเอกภาพ ซึ่งหมายถึง การรวมกลุมรวมหมูของสิ่งตางๆ ที่ถูกกําหนด ขึ้นในขอบเขตหรือบริเวณที่ใชสรางงานศิลปะ หากจะกลาวถึงเอกภาพใหทานนึกถึง ผาลายผืนหนึ่งผา ผืนนั้นมีลักษณะมีลวดลายกระจายอยู หากแตเมื่อพิจารณาที่จุดเดนแลวจะพบวา ผาผืนนั้นไมมีจุดเดน ที่ใดๆ เลยเพราะผลงานนี้ตองการนําเสนอลวดลายที่มีจังหวะเทากัน และมีการกระจายตัว ซึ่งเอกภาพ ประกอบดวย เอกภาพของการจัดวาง และเอกภาพของเชื่อมโยงทัศนธาตุ โดยมีวิธีในการใชหลักการ ออกแบบทั้ง 3 หลักการ ดังตอไปนี้ 1. หลักการออกแบบ: สมดุล สมดุลเปนหลักของการจัดทัศนธาตุใหมีความเทากันทั้งดานซายขวา หรือบนลางใหใหภาพ เกิดความรูสึกสมบูรณไมเอียงไปดานใดดานหนึ่ง ดังรายละเอียดตอไปนี้ 1.1 ความหมายของสมดุล สมดุล หรือ ดุลยภาพ นั้นมีความหมายสวนใหญกลาวถึงความเทากัน จากการกําหนดแกน หรือการตีตาราง เพื่อการมองพิจารณาความเทากัน ดังนั้นความเทากันในสายตาสูความรูสึกนี้ จึง เปนความสมดุลในงานศิลปะ ดังที่จะนําเสนอมีความหมายสมดุล ตามแนวคิดตางๆ ดังนี้ ราชบัณฑิตยสถาน (2556, น.1124) ใหความหมายของสมดุลวา หมายถึง เสมอกัน เทากัน สวน ดุลยภาพ (ราชบัณฑิตยสถาน, 2546, น.412) หมายถึง ความเทากัน ความเสมอกัน สวน ฉัตรชัย อรรถปกษ (2554, น.142) กลาวถึงวิธีการสังเกตความสมดุลในผลงานศิลปะในความหมายของสมดุล ใหความหมายของสมดุลไววา หมายถึง ความเทากันในน้ําหนักของสิ่งตางๆ ระหวาง 2 สิ่ง ความหมายนี้ใชกับความสมดุลของวัตถุจริงๆ ที่สามารถชั่งตวงวัดได แตความรูสึกในศิลปะ หมายถึง ความเทากันตามความรูสึกโดยการแบงภาพเปน 2 สวน ใชเสนแบงกึ่งกลางผลงาน เรียกวา เสนแกน ซึ่งใชเปรียบเทียบน้ําหนักใหเกิดความรูสึกทางดานการมองเห็น ซึ่งความหมายนี้สอดคลองกับแนวคิด
110 กุลนิดา เหลือบจําเริญ (2556, น.130) ไดสรุปความหมายของการสรางสมดุลในทางศิลปะวา คือ สมดุลในสองดานซึ่งไมจําเปนจะตองมีความสมมาตร และเปนหลักในการจัดองคประกอบในงานที่ทํา ใหเกิดเอกภาพ ความสมดุลของภาพ คือ การจัดภาพใหเกิดความสมดุลเปนหลักการที่มองไมเห็น เปนเพียงความรูสึกมากกวาที่จะมองดวยสายตาและสามารถคํานวณดวยน้ําหนัก จากความหมายที่กลาวมาสรุปได สมดุล หรือ ดุลยภาพ (Balance) มีความหมายถึง สิ่ง ตางๆ ที่มีความสมดุล ความคงที่ (Equilibrium) เพื่อเกิดความสมดุล ตามความเปนจริง ตามมวลของ วัตถุรูปรางของวัตถุและ ความสมดุลในความรูสึกของมนุษย สมดุลแบบสมมาตร (Symmetrical balance) หรือ สมดุลที่เหมือนกันทั้งดานซาย-ขวา เปนสมดุลที่ใหความรูสึกถึงการจัดวางสอง ดานซายและขวามีความเทากันโดยอาศัยเสนแกนหรือกึ่งกลางผลงาน สื่อถึงความมั่นคงแข็งแรง หรือ ความเปนทางการ มักจะใชกับสถาปตยกรรมที่เนนความเปนทางการ โออา หรือสงางาม นอกจากนี้ สมดุลจะเกิดขึ้นตอง เกิดลักษณะตางๆ คือ สภาพความสมดุล การจัดความ สมดุล และ ความรูสึกหนักเบาของภาพ ดังนี้ 1) สภาพความสมดุล เกี่ยวเนื่องกับแรงดึงดูดของโลก เมื่อวัตถุตั้งอยูบนแนวระนาบหรือเสน ฐาน (base line) การวางวัตถุไวอยางเรียบแบนไปกับระนาบนั้นๆ จะใหความรูสึกถึงสภาพความ สมดุล หากวัตถุนั้นเอียงไปดานใดดานหนึ่ง แกนของวัตถุนั้นไมไดตั้งฉากกับแนวระนาบ หรือ เสนฐาน จะใหความรูสึกถึงการเสียสมดุล การพิจารณาการสมดุลดูไดอยางหนึ่งก็คือ ดูจากเสนแกนกลางของ วัตถุ วัตถุทุกชนิดเมื่อเราตัดออกมาจะเห็นเสนแกนกลาง โดยสวนใหญจะวัดกันในลักษณะของการมี เสนทางอยูหนึ่งเสน แลวลากเสนขึ้นไปตั้งฉากกับสงวัตถุนั้น จะเกิดเสนแกน แตบางครั้งเสน แกนกลางของวัตถุก็ไมใชเสนตรงเสมอไป หากแตการแบงครึ่งของวัตถุนั้น เสมือนวาเสนแกนกลาง นั้นอยูกึ่งกลางของสิ่งตางๆ ของวัตถุนั้น 2) การจัดความสมดุล เปนสิ่งสําคัญมาก เมื่อปรากฏวัตถุหนึ่งรูปรางรูปทรงหนึ่ง หรือ องคประกอบหนึ่งใดในสายตามนุษยที่รับรูจะเกิดวัดความรูสึกถึงความสมดุลขึ้นทันทีดังนั้นศิลปนให ความสําคัญกับการจัดความสมดุลอยางยิ่ง เพราะความสมดุลจะสรางความรูสึกถึงความสมบูรณของ ภาพนั้นๆ หากแตเรื่องนั้นเปนเรื่องราวที่ตองการใหเห็นถึงความไมสมดุลความโนมเอียงของสิ่งตางๆ ยอมจะสามารถนําเสนอสมดุลแบบไมเทากันได แตโดยสวนใหญแลวศิลปนมักจะนําเสนอความสมดุล ใหเกิดขึ้นดวยความรูสึกที่เปนกลาง ไมควรเปลี่ยนไปดานใดดานหนึ่ง หรือ มีความสมดุลกับเนื้อหาสิ่ง ที่ศิลปนตองการจะนําเสนอในภาพนั้น หรือองคประกอบของประติมากรรมชิ้นนั้น 3) ความรูสึกหนักเบาของภาพนั้นเกิดขึ้นไดจากวัตถุหนึ่งๆ ที่มีขนาดใหญกับวัตถุที่ขนาดเล็ก วัตถุที่มีความเขมกับวัตถุที่มีความออนวัตถุที่มีพื้นผิวเบาบางกับวัตถุที่มีพื้นผิวหนาแนน ทั้ง 2 อยาง
111 จะใหความรูสึกที่ตรงกันขามกัน เมื่อศิลปนนํามาสรางสรรคสิ่งจําเปนตองคํานึงถึงน้ําหนักเบาในภาพ เพื่อใหเกิดความรูสึกในการมองเห็นที่เปนไปดังศิลปนหรือประติมากร หรือผูสรางสรรคผลงานนั้น ตองการนําเสนอ สมชาย พรหมสุวรรณ (2548, น.170-172) ความรูสึกหนักเบาในภาพ ความรูสึกหนักเบาใน ภาพ ถูกกําหนดขึ้นจาก 3 สิ่งตอไปนี้ 1) องคประกอบในภาพหรือทัศนธาตุ สิ่งตางๆ ที่อยูในภาพนั้นจะใหความรูสึก ถึงขนาดที่ไม เทากันถึงน้ําหนักที่ตางกัน ถึงระยะใกลไกลที่ไมเหมือนกัน ดังนั้นในภาพเมื่อศิลปนจัดวาง องคประกอบแตกตางไปแลวจะใหความรูสึกถึงความสมดุลไดตางกันออกไป รูปที่ขนาดกวางใหญจะ ใหความรูสึกหนักกวารูปที่มีขนาดเล็ก รูปที่มีแสงเงาหนักกวาจะใหความรูสึกรูปที่มีเงานอยกวา รูปทรงทึบตันจะใหความรูสึกหนักกวารูปทรงโปรงบาง เปนตน 2) ทิศทางการมองหรือสายตา เปนลักษณะสมดุลที่เกิดจาก ภาพคน กลุมคน หรือ ฝูงชน ใช สายตามองไปยังทิศทางใดความรูสึกของภาพจะใหความรูสึกถึงจุดนั้นเปนจุดรวมสายตาและใหความ สมดุลไปสูจุดนั้นเปนหลัก หากสายตามองไปทางดานซายเห็นวัตถุนั้น เอียงตามดวยมองไปทาง ดานซายเห็นวัตถุสิ่งนั้นหรือภาพนั้นก็ใชความรูสึกสมดุลนั้นไมสมมาตรเอียงไปทางดานซาย เชน ภาพ ชื่อ ลมหายใจในเมืองหลวง เทคนิค สีน้ําบนผาใบ ศิลปน สันติ ทองสุข ที่แสดงรูปผูคนเบียดเสียดไป ในทิศทางเดียวกัน ทั้งทิศทางของรางกายและริ้วเสื้อผาและสายตาของผูคนในภาพที่มองไปในทิศทาง เดียวกัน (ภาพที่ 6.1) ภาพที่ 6.1 ทิศทางการมองหรือสายตา ที่มา: คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2540, น.243. ในภาพแสดงรูปผูคนเบียดเสียดไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งทิศทางของรางกายและริ้วเสื้อผา และที่สําคัญคือ สายตา ของผูคนในภาพที่มองไปในทิศทางเดียวกัน
112 3) แรงดึงหรือแรงกด เปนหลักการของทิศทาง ที่จะเตรียมวัตถุในภาพ ผลงานสรางสรรคให การลดหลั่นเกิดความรูสึกการเคลื่อนไหวซึ่งโดยปกติ จะมองไปสูจุดหมายปลายทางหรือ จุดที่สิ้นสุด ของรูปรางหรือองคประกอบนั้น หากจุดนั้นอยูทางฝงใดของภาพภาพก็จะเอียงไปดานนั้นจะให ความรูสึกสมดุล ไปตามทิศทาง ที่ระยะหรือจุดหมายปลายทางนั้นกําหนด 1.2 ประเภทของสมดุลในงานศิลปะ ประเภทสมดุลแบงเปนกลุมใหญไดสองประเภท คือ สมดุลแบบสมมาตร และสมดุลแบบ อสมมาตร โดยมีรายละเอียดดังนี้ สมดุลแบบสมมาตร (Symmetrical balance) สมดุลที่เหมือนกันซาย-ขวา หรือ สมดุลแบบ กึ่งกลาง หรือ สมมาตรเปนลักษณะการจัดวางแบบกลุมรูปรางรูปทรงกลุมใหญอยูกึ่งกลางแลว กระจายไปทั้งสองดานเทาๆ กัน กับการจัดวางที่เนนพื้นที่โดยรวมใหมีกลุมรูปรางรูปทรงกระจายไป ทุกจุดของพื้นที่การจัดวาง ความรูสึกที่จะเกิดขึ้นกับผลงานที่จัดวางสมดุลในลักษณะนี้จะเนนความ เปนทางการ ความรูสึกเรียบสม่ําเสมอเปนหลักสวนการจัดสมดุลซาย-ขวาใหมีความเทากันโดยความรูสึก (Asymmetrical balance or Informal balance) หมายถึงความสมดุลซาย-ขวาที่มีการถวงน้ําหนัก ของรูปทรงที่มีความตางกันแตความรูสึกนั้นเสมือนสองขางมีน้ําหนักเทากัน สมดุลแบบอสมมาตร (Asymmetrical balance) หรือสมดุลที่ซาย-ขวาไมเทากันหรือสมดุล แบบเอียงเปนลักษณะการจัดวางแบบกลุมรูปรางรูปทรงกลุมใหญอยูเอียงไปสวนหนึ่งสวนใดใหมี ปริมาตรใหญกวาอีกดานหนึ่ง หรือ มีกลุมรูปรางรูปทรงที่ปริมาตรนอยกระจายออกไป และไมเปน ระยะหางที่เทากัน หรือ เหลือพื้นที่ในบริเวณจัดดานหนึ่งดานใดนอยกวาอีกดาน ความรูสึกที่จะเกิด ขึ้นกับผลงานศิลปะที่จัดวางสมดุลในลักษณะนี้ จะเนนความรูสึกถึงการเลื่อนไหล ไมหยุดนิ่ง มีพลวัต กวาการจัดวางสมดุลแบบแรก ประเภทสมดุลที่ปรากฏในงานศิลปะสามารถแบงยอยออกได4 ประเภท คือ 1) สมดุลที่ทั้งสองขางมีรูปทรง สัดสวนไมเหมือนกัน แตมีน้ําหนักเทากัน เปนการวางจาก รูปทรงของสิ่งตางๆ ไมเหมือนกันหรือแตกตางกัน แตเมื่อเทียบกับทางสายตาแลวใหความรูสึกถึงความ เทากัน
113 ภาพที่ 6.2 สมดุลที่ทั้งสองขางมีรูปทรงสัดสวนไมเหมือนกันแตมีน้ําหนักเทากัน 2) สมดุลที่ทั้งสองขางมีรูปทรงสัดสวนและน้ําหนักไมเทากันทั้ง 2 ขางเปนการใหความรูสึกถึง ความเคลื่อนไหวขึ้นที่มีความสัมพันธกันแตที่เกิดความไมเทากันแตใหความรูสึกถึงความมีทิศทาง ภาพที่ 6.3 สมดุลที่ทั้งสองขางมีรูปทรงสัดสวนและน้ําหนักไมเทากันทั้ง 2 ขาง
114 3) สมดุลแบบขยับแกน หรือการวางสมดุลแบบตาชั่งจีน เปนลักษณะของการวางสิ่งของที่มี ขนาดน้ําหนักแตกตางกัน แตวางใหดานที่มีน้ําหนักหรือขนาดใหญวางอยูใกลกันมากกวาดานที่มีขนาด หรือน้ําหนักนอยกวา โดยสวนใหญจะวางอยูในแนวระนาบ บนฐานรูปทรงตางๆ ภาพที่ 6.4 สมดุลแบบขยับแกน 4) สมดุลเทากันในลักษณะรัศมี(Symmetrical radial balance) เปนหลักการจัดวางโดย การกําหนดจุดศูนยกลางของผลงานและนําสวนประกอบหรือรูปรางรูปทรงอื่นๆ มากระจายออกใน รอบจุดนั้น จุดนั้นอาจจะมีขนาดใหญ ตามแนวคิดหรือเนื้อหาที่ตองการนําเสนอซึ่งจุดศูนยกลางนี้ควร อยูรอบๆ บริเวณแกนกลางไมเอียงไปทางมุมหนึ่งมุมใดมาก เพราะจะใหความรูสึกเสียสมดุลหรือตก ขอบภาพ ภาพที่6.5 สมดุลเทากันในลักษณะรัศมี
115 1.3 หลักการออกแบบสมดุลในงานศิลปะ การจัดวางสมดุลในงานการสรางสรรคจิตรกรรม โดยสวนใหญแลวการจัดวางสมดุลใน ลักษณะของงานจิตรกรรม มีการคํานึงถึงความรูสึกใหไมเกิดความแตกตางกันมากของภาพทั้งสอง ดาน เพื่อใหเกิดความสวยงาม แตหากตองการใหเห็นทิศทางแลว ศิลปนจะนําเสนอภาพดานใดดาน หนึ่งที่มีลักษณะวัตถุเอียงไปอีกดานหนึ่ง เพื่อใหเกิดทิศทางที่สวยงามแตก็ยังไมทิ้งความสมดุลใหเอียง จนนาเกลียด แตยังคงใหความสําคัญกับเนื้อหาควบคูไปดวย การจัดสมดุลในงานการสรางสรรคประติมากรรม สมดุลในงานประติมากรรมนั้นบางครั้ง อาจจะเปนสิ่งที่ยากในการสมดุลรอบดาน หากเปนรูปที่มีลักษณะใกลเคียงกับรูปธรรมชาติ เพราะรูป เหลานั้น จะมีการจัดสรางสมดุลตามสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเรือนรางของมนุษย หากจัดวาง องคประกอบในลักษณะตางๆ ก็จะเกิดความสัมพันธตางกันแตหลักเกณฑในการพิจารณาสมดุลในงาน ประติมากรรมมักจะใชเสนแกนเปนหลัก โดยผูพิจารณาจากดานที่ศิลปนตองการใหเห็นเปนหลัก แลว วางเสนแกนลงมาจะเห็นความสมดุลของผลงานเกิดขึ้น การจัดวางสมดุลในการสรางสรรคงานสถาปตยกรรม สถาปตยกรรมเปนสิ่งที่อาศัยอยูความ สมดุลเปนเรื่องสําคัญอยางยิ่ง โดยเฉพาะอาคารระฟา การจัดความสมดุลใหเกิดสัดสวนขึ้นโดย เทียบเคียงกับรูปทรงอาคารขางๆ หากมีใหมีความแตกตางกันมากๆ การออกแบบอาคารมักจะให ความสมดุลแบบแนวเปนทางการ คือ สมดุลแบบสมมาตร แตอาคารสมัยใหมบางอาคารก็สามารถจัด วาง ใหเกิดน้ําหนักเปลี่ยนไปดานใดดานหนึ่ง แตน้ําหนักอยางในดานนี้สวนใหญแลวจะเปนการวาง แผนผังอาคารเพื่อการรับแสงแดดประโยชนใชสอย หรือเพื่อการตองการพื้นที่วางในการพักสายตา และการพักผอนเปนหลัก แตตัวอาคารยังคงเนนความสมดุล แบบเนนแรงดึงดูดของโลกเพื่อไมใหผูเขา อยูอาศัยเกิดความรูสึกผิดธรรมชาติ ขาดความมั่นคง การจัดสมดุลในงานการสรางสรรคออกแบบสวน สมดุลในงานออกแบบสวนนั้นมีดวยกัน 2 ลักษณะ หากเปนสวนที่ตองการความรูสึกเปนทางการใหจัดสมดุลไวสองขางเทากันเพื่อเสริมแตง อาคารสวนใหญจะมาใชกับ พระราชวังอาคารสถานที่มีการจัดวางแบบสมดุลสมมาตร หากเปนสวนที่ ตกแตงแบบแนวธรรมชาติ หรือมีความทันสมัย จะมีลักษณะการจัดวางแบบซายขวาไมเทากันมีการ ถวงน้ําหนักเลยจัดวางสิ่งของใหมีความเปนธรรมชาติหรือรูปทรงเรขาคณิต ตามแนวที่ตองการ นําเสนอ การใชสมดุลในการสรางสรรคงานเลขนศิลปโดยสวนใหญแลว จัดวางแบบนี้จะมีหลาย ลักษณะตามแนวคิดของการออกแบบสวนหลักที่เห็นชัดเจนที่สุด คือ การวางตัวอักษรมักจะวางไวตรง
116 สวนบนของกระดาษ หรือสวนใดสวนหนึ่งและมีการจัดวางใหตัวหนังสือมีปริมาณมากและขนาดใหญ เพื่อใหเห็นชัดเจน แตก็อาจจะทับอยูบนรูปเพื่อใหเกิดความรูสึกถึงเนื้อหาสิ่งตางๆ เหลานั้น การจัดวางสมดุลในงานการสรางสรรคออกแบบเสื้อผานั้น โดยสวนใหญแลวมองพิจารณา ใน ลักษณะสวนหนาของผูคนแลวมักจะใชสมดุล ทั้ง 2 ลักษณะ แตโดยสวนใหญแลวเสื้อผามักจะจัดวาง จุดเดนของสิ่งตางๆ ใหตรงขามกัน หากมีโบวดานซาย โดยสวนใหญก็มักจะทําผมใหเปลี่ยนไปดานขวา เพื่อเปนการถวงสมดุล แตสําหรับการออกแบบเสื้อผาเมื่อพิจารณาในดานขางของรูปรางมนุษยแลว จะพบวา การถวงน้ําหนักของปริมาณผามีอิทธิพล เพื่อใหเห็นรูปรางโดยเฉพาะอยางยิ่งเสื้อผาสตรี เมื่อสวนหนาอกเล็กจะใชปริมาณของความสมดุลมีการใชเนื้อผาที่เพิ่มขึ้นบริเวณสวนรอบนอกของเสื้อ เพื่อใหเกิดปริมาณแกไขปริมาตรรูปทรงใหดูหนาอกขนาดใหญขึ้นหรือสตรีที่มีกนโดงยื่นก็จะใชเสื้อผาที่ มีการจัดวาง ใหเกิดปริมาณนอย เพื่อใหเกิดความสมดุลเมื่อเทียบกับสวนอื่นๆ ของเรือนราง หลักการ สมดุลนี้ในการออกแบบเสื้อผาหลักการที่ไมตายตัว แตจะเนนการใชเพื่อสรางความสมดุลที่แกไข ปญหาเรื่องรูปรางของผูสวมใสเสื้อผามากกวา การจัดวางสมดุลในการสรางสรรครูปลักษณอาหาร ความสมดุลจากรูปทรงวัสดุและวัตถุดิบ หมายถึง วัสดุและวัตถุดิบตางๆ เชน ผัก ผลไมตามธรรมชาติ ซึ่งมีรูปลักษณ สอง ลักษณะ คือ รูปทรงที่ชัดเจนมักจะคูกับสมดุลแบบสมมาตร เชน ฟกทอง แตงกวา มะเขือเทศ และรูปทรงที่เลื่อน ไหลมักจะคูกับสมดุลแบบอสมมาตร เชน ตน คะนา ผักกาดนอกจากนั้น จะมีรูปทรงที่เกิดจากการจัด กระทําทั้งจากการตัด หั่น แกะ หรือ การปรุงดวยวิธีการตางๆ ก็จะใหสมดุลในลักษณะตางกันตามการ ควบคุมซึ่งสามารถกําหนดไดสมดุลภายในภาชนะอาหาร หมายถึง รูปทรงภาชนะตางๆ ที่เปนทรง เรขาคณิตและทรงธรรมชาติ ที่มีความสมดุลแตกตางกันออกไป และสมดุลในการจัดวาง หมายถึง การ จัดวางในจาน โตะอาหาร หรือ ในซุมอาหารประเภทตางๆ ที่ตองมีหลักในการจัด ตามหลักรูปแบบ การจัดวางแบบประเพณี หรือแบบอิสระ ที่สอดสัมพันธกับหลักการตักแบงรับประทาน ซึ่งผู สรางสรรคจําเปนตองออกแบบใหสัมพันธกับพื้นที่ใชสอยในการรับประทานอาหารและความสวยงาม ของอาหารนั้นๆ หลักการออกแบบความสมดุลในงานทัศนศิลป แบงหลักการประยุกตใชไดที่สําคัญ คือ การ ถวงน้ําหนักใหเกิดความสมดุลนี้ หมายถึง การสราง ใหเกิด ลักษณะ วัตถุ รูป หรือ องคประกอบใน ภาพ ใหมีความสมดุลโดยอาศัยหลักเพิ่มลด หรือ หลักการทิ้งชวงระยะ โดยมีหลักการคํานวณความ สมดุล (สมภพ จงจิตรโพธา, 2554, น.156 และฉัตรชัย อรรถปกษ, 2554, น.145-146) ใหหลักในการ คํานวณความสมดุล ไวดังนี้
117 - เสน ลายเสนถึงแมจะมีพื้นที่นอย แตก็สามารถสรางความสมดุลใหเกิดขึ้นได - สีอุนจะใหความรูสึกหนักกวาสีเย็น - สีเขมจะใหความรูสึก หนักกวาสีออน - รูปที่มีขนาดใหญยอมหนักกวารูปที่มีขนาดเล็ก - รูปที่มีความทึบตัน มีน้ําหนักกวารูปที่มีลักษณะกลวง - รูปรางรูปทรงเรขาคณิตที่มีพื้นที่เทากันจะใหความรูสึกสมดุลเทากัน - รูปราง และ รูปทรงที่มีขนาดใหญ จะตองวางไวใกลแกนกวารูปทรงขนาดเล็ก จึงจะสมดุล - พื้นผิวที่ขรุขระจะใหความรูสึกหนักกวาพื้นผิวที่เรียบเนียน - สวนของภาพที่เปนจุดเดนจะเปนจุดสําคัญในการถวงดุล ใหเกิดสมดุลในภาพ จึงจําเปนตอง จัดวาง ใหจุดเดนมีความพอเหมาะไมใกลขอบภาพมากนัก และไมไกลจากแกนของภาพมากๆ - ตําแหนงของรูปที่วางอยูบนของภาพจะใหความรูสึกหนาแนนกวาตําแหนงของรูปที่วางอยู สวนลางของภาพ ซึ่งหลักการดังกลาวนั้นนํามาสรุปเปนหลักการออกแบบสมดุล ในการสรางสรรคงานศิลปะ 1) หลักการแบงเสนแกน หลักการนี้เปนหลักการที่สามารถ ใชไดหลายลักษณะกอนอื่นให คํานึงถึงปริมาณ หรือ บริเวณที่จะสรางผลงาน แลวกําหนดเสนแกน หากรางดวยดินสอ หรือ ใช จินตนาการในการวางเสนแกนก็สามารถจะพิจารณาไดถึงความสมดุลจากเสนแกนจะสัมพันธกับ มุมมองของภาพดวย หากเปนงานประติมากรรมแลวการพิจารณาดานของเสนแกนหนักนั้นสมมาตร แตเมื่อหมุนดูรอบแลว มีบางมุม ที่มีสวน เวานูนหรือเพิ่มเติมรูปสมมาตรจะขาดซึ่งความสมมาตรทันที รูปทรงในงานประติมากรรม หากเปนรูปสมมาตรแลวจะตองมีความสมมาตรในทุกมุม ดังที่ สมชาย พรหมสุวรรณ (2548.174)ใหประเภทของสมดุลตามเสนแกนไว 3 ลักษณะในลักษณะนี้เปนการมอง สมดุล ที่สิ่งของหรือรูปวางอยูในแนวระนาบหรือมีเสนฐาน (Base line) สรุปไดดังนี้ - สมดุลเทากันในแนวนอน (Symmetrical horizontal balance) หากมองในหลักการเสน แกนแนวนอน ดานบนและลางปริมาณของวัตถุสิ่งของดานบนและลางจะเทาหรือใกลเคียงกัน (ภาพที่ 6.6) - สมดุลเทากันในแนวตั้ง (Symmetrical vertical balance) หากมองในหลักการเสนแกน ตั้งนอน ดานบนและลางปริมาณของวัตถุสิ่งของดานซายและขวาจะเทาหรือใกลเคียง (ภาพที่ 6.7) - สมดุลเทากันในลักษณะรัศมี(Symmetrical radial balance) สมดุลในลักษณะนี้จะตองมี ลักษณะกระจายออกจากจุดศูนยกลางหนึ่งจุด แตหากมีสองจุดก็ตองใชหลักการแนวแกนตั้งและนอน มาพิจารณา (ภาพที่ 6.8)
118 ภาพที่ 6.6 สมดุลเทากันในแนวนอน ภาพที่ 6.7 สมดุลเทากันในแนวตั้ง ภาพที่ 6.8 สมดุลเทากันในลักษณะรัศมี
119 2) สมดุลจากการเพิ่มลดจํานวนหรือขนาด หมายถึง การที่เพิ่มวัตถุลงไปในองคประกอบอีก ดานหนึ่งหรือลดจํานวนวัตถุอีกดานหนึ่งใหมีความสมดุลกัน ลักษณะอยางนี้ตองคํานึงถึงเนื้อหา เรื่องราวที่จะใสในภาพมีใหขาดสมดุลมากนอย หรือ เกิดความรูสึกที่จะเกิดขึ้น 2. หลักการออกแบบ: สัดสวน สัดสวนของการสรางความสวยงามในตามหลักการออกแบบนั้น มีทั้งลักษณะที่เปนสัดสวน สามมิติ และสัดสวนสองมิติ และมีหลักการออกแบบสรางสรรคในงานศิลปะ มีรายละเอียดดังนี้ 2.1 ความหมายของสัดสวน สัดสวน หรือ Proportion หมายถึง ความสัมพันธระหวางองคประกอบตางๆ ทั้งเรื่องขนาด ความยาวสวนสูง สัดสวนมีทั้ง 3 มิติและ 2 มิติ รูปทรงแบบเรขาคณิตและรูปทรงกลมมีสัดสวนที่คงที่ สัดสวนอื่นๆ จะปรากฏตามลักษณะการปรับใช ความหมายของสัดสวนตามแนวคิดของนักวิชาการศิลปะ มีความหมายในลักษณะ ความสัมพันธ เชน สมชาย พรหมสุวรรณ (2548, น.184) ใหความหมายของสัดสวนงานศิลปะ หมายถึง ความสัมพันธระหวางองคประกอบศิลปในเรื่องขนาด จํานวน ปริมาณ ความเขมออน ที่ ปรากฏในงานศิลปะนั้น ถาความสัมพันธขององคประกอบศิลปมีสัดสวนเหมาะสมดีจะทําใหงานศิลปะ มีความสวยงามนาสนใจ สอดคลองกับชลูด นิ่มเสมอ (2557, น.210) กลาววา สัดสวนเปนกฎของ เอกภาพที่เกี่ยวของกับความสมสวนซึ่งกันและกันของขนาดในสวนตางๆ ของรูปทรงและระหวาง รูปทรง การสมสัดสวนนี้หมายรวมไปถึงความสัมพันธกันอยางเหมาะสมกลมกลืนของสี แสง เงา และ ทัศนธาตุอื่นๆ ดวย จากที่กลาวมาสัดสวนจึงหมายถึง ความสัมพันธของทัศนธาตุตางๆ รวมกับ ขนาด จํานวน หรือ ปริมาตร เพื่อใหเกิด ความเหมาะสมกับการสรางความงามและการสรางประโยชนในการ ออกแบบ นอกจากนี้ สมชาย พรหมสุวรรณ (2548, น.185) ไดตั้งขอสังเกตในการพิจารณาลักษณะ ของสัดสวนสรุปได ดังนี้ - สัดสวนในเรื่องรูปทรง รูปทรงที่มีสัดสวนใกลเคียงกันรูปทรงทั้ง 2 จะใหความรูสึกใกลเคียง กัน กลมกลืน - สัดสวนในเรื่องน้ําหนัก น้ําหนักเสนและน้ําหนัก ถามีน้ําหนักเขมและน้ําหนักออนอยูในรูป เดียวกันจะใหความรูสึกถึงสัดสวนที่แตกตางกันอยางมากสัดสวนของน้ําหนักแตกตางกันอยางมาก - สัดสวนในเรื่องปริมาณ หากรูปมีลักษณะใกลเคียงกัน จะใหความรูสึกถึงปริมาณ ที่มีสัดสวน เทากัน
120 - รูปที่มีขนาดใหญและเล็กตางกัน สัดสวนจะใหความรูสึกถึงความตางกันอยางรุนแรงดูไมสม สวน เสียสมดุล - รูปทรงที่มีขนาดใหญเมื่อเปรียบเทียบกับรูปทรงที่มีขนาดเล็กจํานวนมากจะใหความรูสึกใน สัดสวนแตกตางกัน จากที่กลาวมาสัดสวนจึงมีความสําคัญ มีความสําคัญกับการสรางสรรคงานศิลปะ ซึ่งสัดสวน ในที่นี้ควรหมายถึง ความสัมพันธของทัศนธาตุตางๆ ที่นํามาสรางสรรคงานศิลปะใหเกิดความงาม หรือความเหมาะสมกับการสรางสรรคหรืองานออกแบบตางๆ ที่เปนการชวยสงเสริมใหศิลปกรรมนั้น เกิดความงามตามที่จิตนาการหรือรางแบบไว การนําสัดสวนไปใชตองคํานึงถึงหลักการตาง ๆ ทั้ง ขนาด ปริมาณ หรือการนําไปใช ตามวิธีการประยุกตใช 2.2 ประเภทของสัดสวนในงานศิลปะ กําจร สุนพงษศรี (2555, น.229) แบงสัดสวนตามหลักมิติ มีดวยกัน 2 ประเภทใหญสรุปได ดังนี้ - สัดสวนที่เปน 3 มิติ เปนสัดสวนในงานประติมากรรมและ สถาปตยกรรมสัดสวนในสิ่งมีชีวิต และสิ่งที่ไรชีวิตแตกินพื้นที่ในอากาศ ลักษณะนี้สัดสวนจะสัมพันธกับปริมาณของรูปทรงเปนหลักและ ตองอาศัยมุมมองรอบดานเพื่อการพิจารณาสัดสวนทางดาน - สัดสวนที่เปน 2 มิติ เปนสัดสวนที่เกิดในงานจิตรกรรม ภาพพิมพ งานวาดเสน งาน ออกแบบเลขนศิลป หรือ งานกราฟกตางๆ ลักษณะนี้ สัดสวนจะมีความสัมพันธกันตามเสนแกน แนวนอนและแนวตั้ง ไมไดคํานึงพื้นที่ในอากาศ และการรองรับการมองรอบดานเหมือนสัดสวนแบบ 3 มิติ สัดสวนแบบนี้มุมมองในลักษณะปะทะ การจัดวางจะสัมพันธกับทัศนธาตุตางๆ เกือบทุกธาตุ ซึ่งลักษณะของสัดสวนที่ปรากฏในงานศิลปะ แบงออกเปน 3 ประเภท คือ 1) สัดสวนที่มนุษยสรางขึ้น เปนสัดสวนที่ไมไดยึดติดกับสัดสวนธรรมชาติสรางขึ้นเพื่อให ความ สมดุลในทางศิลปะความงามความนาสนใจมากขึ้น สัดสวนในลักษณะนี้จะเปนการจัดสัดสวนที่ ปรับมุมมอง ซึ่ง สุชาติ เถาทอง (2539, น.71-72) ใหลักษณะนี้ไว 2 ลักษณะ คือ สัดสวนที่สมบูรณใน ตัวมันเอง และสัดสวนที่สมบูรณดวยการประกอบกับสิ่งอื่น สัดสวนที่สมบูรณไดดวยตัวเอง เกิดขึ้น จากการประกอบหรือจัดโครงสรางทางกายภาพ ที่มี ความสมบูรณในตัวมันเองเปนเอกเทศไมตองเกี่ยวของกับองคประกอบอื่นๆ
121 สัดสวนที่สมบูรณดวยการประกอบจากสิ่งอื่นๆ เกิดขึ้นจากความสัมพันธของสัดสวนตางๆ ในตัวของวัตถุหรืองานศิลปกรรมนั้น สัมพันธเทียบเคียงกับวัตถุอื่นหรือรูปทรงจะทําใหเปนรูปทรง สมบูรณและเปนเอกเทศมากยิ่งขึ้น วัตถุชิ้นหนึ่งเราพิจารณาถึงความกวางความยาวในกรณีที่เปน 2 มิติสวนใน 3 มิติจะเปนความกวางความยาวความลึก เชนสัดสวนของเกาอี้หากเมื่อนําเกาอี้ที่มีสัดสวน หนึ่งไปวางในหองที่มีขนาดความกวางหรือแคบตางกันจะเกิดความเหมาะสมของเกาอี้ในสัดสวนแตละ หองไมเหมือนกัน ตัวอยางสัดสวนที่สมบูรณไดดวยตัวเองที่กรปรับขนาดเพื่อการมอง เชน ผลงาน เดวิด ของ ไมเคิลแองเจโล ปรับขนาดของมือและศีรษะ ใหมีสัดสวนใหใหญกวาปกติ เนื่องจากผูชมจะมองจาก ดานลางขึ้นไปดานบนจะพบ ประติมากรรมเดวิดตั้งตระหงานสูงใหญและสวนมือกับสวนศีรษะเปน สวนสําคัญที่แสดงถึงความฉลาดและพละกําลัง ศิลปน ไมเคิลแองเจโลจึงจะสลักประติมากรรมเดวิด โดยปรับสัดสวนใหมีขนาดมือและศีรษะที่ใหญกวาปกติ เพื่อเกิดจุดเดนในการมองและเพื่อความ สมดุลในลักษณะของการสรางสรรคและประดิษฐขึ้น (ภาพที่ 6.9) ภาพที่ 6.9 สัดสวนที่ปรับเพื่อการมอง ที่มา: Laura Payne, 2002, p.61. ประติมากรรม เดวิด ศิลปน Michelangelo Buonarroti. สัดสวนที่สมบูรณไดดวยตัวเองที่กรปรับขนาดเพื่อการมอง 2) สัดสวนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สัดสวนในลักษณะนี้จะเปนสัดสวนของรูปทรงคนสัตว สิ่งของตางๆ เกิดขึ้นตามธรรมชาติจะมีขนาดและสัดสวนที่ไมไดกําหนดขึ้น หากแตมีผลกระทบตอ สิ่งของที่จะตองแสงแดดเพื่อรองรับการใชงานของสิ่งตางๆ ดังที่กลาวมา เชน การออกแบบเกาอี้นั่ง จําเปนตองคํานึงถึงสัดสวนคนในแตละชนชาติ หรือ เวลาเราขึ้นรถเมลเราจะพบวามีชาวตางชาติที่เปน ชาวยุโรปขึ้นรถเมลศีรษะของเขาก็จะติดอยูบนเพดานหรือโคงงอ เพราะไมสามารถยืนเต็มตัวได
122 เนื่องจากสัดสวนรถในบานเรามีขนาดเรียกเล็กกวาสัดสวนรถในประเทศของเขา เปนตน สัดสวนตาม ธรรมชาตินี้ บางครั้งไมอาจจะกําหนดได แตโดยสวนใหญแลวมนุษยจะทําการควบคุม ขนาด ให เกิดขึ้นได เชน ตนไมในสวน มนุษยก็สามารถจะกําหนดขนาดของสัดสวนโดยการปรับแตงใหมีขนาด แตกตางกันเพื่อรองรับสัดสวนของสวนที่ออกแบบ 3) สัดสวนมาตรฐาน สัดสวนลักษณะนี้ เปนสัดสวนที่ใชในการออกแบบงานประยุกตศิลป ตางๆ มีการกําหนดสัดสวนไวตายตัว เพื่อการสรางสรรคและนําไปใชประโยชน เชน การกําหนด สัดสวนของเสื้อผา ลวดลาย และ ความยาวหรือกวางของแขน จะมีการกําหนดสัดสวนมาตรฐานไว หรือแมกระทั่งในตัวการตูนบางชนิดจะมีการกําหนดสัดสวนระหวางระยะตาขาวตาดํา สัดสวนของหู สัดสวนของแทสีตางๆ ไวอยางเปนมาตรฐานตายตัว การใชสัดสวนมาตรฐานนี้สวนใหญจะมีการจด บันทึกไวในสิทธิบัตรตางๆ หรือลิขสิทธิ์ตางๆ เพื่อสรางความเปนมาตรฐานของผลงานออกแบบศิลปะ 2.3 การออกแบบสัดสวนในงานศิลปะ การประยุกตใชสัดสวนในงานศิลปกรรมตางๆ สัดสวนในการสรางสรรคงานจิตรกรรม เปนสัดสวน 2 มิติ เกิดจากแกนตั้งและแกนนอนของ ภาพเปนหลัก การกําหนดสัดสวนสัมพันธกับลักษณะของชุดแตละองคประกอบหลักในภาพ การ นําไปใช ตองพิจารณา ถึงทัศนธาตุตางๆ และเนื้อหาเรื่องราวที่ตองการนําเสนอในภาพเขียนนั้นๆ ใหมี ความสอดคลองและอารมณความรูสึกตามจินตนาการของศิลปน สัดสวนในการสรางสรรคงานประติมากรรม เปนสัดสวนที่เปน 3 มิติ มีบริเวณพื้นที่ในอากาศ โดยสวนใหญมักจะเปนสัดสวนจริงในประติมากรรมขนาดเล็กที่ตองมองในระดับสายตาขนาดตางๆ ซึ่ง สัดสวนเหมือนเดิมแตสําหรับประติมากรรมขนาดใหญแลวจะตองมีการปรับมุมมองเพื่อการดูหรือชม ตัวอยางเชน พระพุทธรูปในศิลปะสุโขทัย มีการปรับสัดสวนศีรษะใหใหญขึ้นเนื่องจากพระพุทธรูป ขนาดใหญ คนมองมักจะอยูที่ฐานและอยางนั้นไปมองพระพุทธรูป หากทานมองพุทธรูปที่มีพระเศียร ขนาดเล็กก็จะทําใหระยะบีบอัดเศียรของพระพุทธรูปใหดูเล็กกวาปกติ ศิลปนจึงมีการปรับสัดสวน ของศีรษะของพระพุทธรูปใหมีขนาดใหญขึ้น เพื่อการมองใหเกิดความรูสึกสมดุล สัดสวนในการสรางสรรคงานสถาปตยกรรม ลักษณะสัดสวนสามมิติคลายกับงาน ประติมากรรมแตลักษณะสัดสวนในงานสถาปตยกรรมจะตองคํานึงถึงพื้นที่วางเปนหลัก ทําพื้นที่วาง ภายในและพื้นที่วางอากาศ ที่สัดสวนของสถาปตยกรรมจะมีพื้นที่วางใหกอสรางขึ้นมาเปนอาคาร ตางๆ และโดดเดนอยูในสภาพแวดลอมโดยเฉพาะอยางยิ่งตึกระฟา หากสัดสวนนั้นไมสมดุลกับ อาคารรอบขางจะเกิดความรูสึกที่ขาดความงดงามลงตัว นอกจากนี้ศิลปนยังตองคํานึงถึงการออกแบบ
123 และเนื้อหาเรื่องราวของอาคารนั้น ตามแนวคิดของผูออกแบบหรือวาจางใหเกิดสัดสวนที่โดดเดนสงา และทําใหอาคารสถานตางๆ เหลานั้นสมกับเปนอาคารเพื่อการใชงาน ตามความตองการของเจาของ อาคาร สัดสวนในการสรางสรรคงานออกแบบเสื้อผาเครื่องแตงกาย สัดสวนเปนหลักการที่สําคัญ ที่สุดในการนําไปใชใหเห็นเชิงประจักษ เพราะเสื้อผานอกจากจะตองออกแบบเพื่อการสรางสรรค ความงามยังตองแกไขและปกปดสวนบกพรองของผูสวมใส สัดสวนจะชวยทําให ผูสวมใสเสื้อผานั้น ดูผอมหรืออวนก็ได นักออกแบบเสื้อผาที่เขาใจเรื่องสัดสวนดีจะทําใหรูปรางผูสวมใสเสื้อผาดูสมสวน ตามการออกแบบทั้งการเพิ่ม ลด ตัดทอน การเลือกสีและลายผาตางๆดวย สัดสวนในการสรางสรรคงานออกแบบรูปลักษณอาหาร สําหรับสัดสวนมาตรฐานของ อาหาร คือ สัดสวนที่เกิดจากวัตถุดิบธรรมชาติมาประกอบโดยมีการมีตัดแตงเพียงเล็กนอย หรือ การ ใชสิ่งของหรืออุปกรณการรับประทานอาหารซึ่งมีขนาดใหญเล็กตางๆ กันไป เชน สัดสวนของตนหอม หัวหอม ขนาดตางๆ เมื่อเทียบกับสัดสวนของจาน หรือ อาหารแบบพอดีคําขนาดตางๆกัน และ สัดสวนที่มีการปรับเปลี่ยนเพื่อการมองในมุมตางๆ โดยมักจะเปนสัดสวนที่จะเกิดขึ้นในการเตรียม วัตถุดิบและสวนผสมในการประกอบอาหารโดยผานการตัดหั่นแตง ดวยการใชสัดสวนในลักษณะนี้ จะตองทําใหปริมาณอาหารดูมีขนาดใหญขึ้น เชน ภาพเปรียบเทียบแฮมเบอรเกอรที่มีขนาดพอดีคํากับ ที่มีขนาดใหญ สัดสวนในการสรางสรรคงานเลขนศิลป สัดสวนในการสรางสรรคงานกราฟกและสิ่งพิมพ มี ลักษณะการใชที่แตกตางกันตามเนื้อหาที่ตองการนําเสนอโดยสวนใหญแลว สัดสวนนี้จะเปนสัดสวน แบบสองมิติอยูในกรอบหรือภาพตางๆ จะมีขอบของสัดสวนชัดเจน บางครั้งการใชสัดสวนในงาน ประเภทนี้จะใชสัดสวนที่มีการตัดกันหรือแตกตางกันอยางรุนแรงเพื่อผูชมจะเกิดความรูสึกสนใจ ให เกิดการหันมองอยางฉับพลันทันใดเพื่อการพิจารณาสินคาหรือขอความบนโปสเตอรนั้น การใชหลักการออกแบบสัดสวนในการสรางงานศิลปะ แบงหลักการที่นําไปใชได 1) สัดสวนเหมือนกัน เปนการวิธีการประยุกตใชสัดสวนที่ไมแตกตางกันมาก พยายามหาสิ่ง สมดุลมากํากับควบคุม ใหเกิดความสมดุลของสิ่งตางๆ ในผลงานสรางสรรค สวนใหญจะใหความรูสึก ถึงความราบเรียบ หรูหรา สงบ
124 ภาพที่ 6.10 สัดสวนเหมือนกัน 2) สัดสวนแตกตางกัน การจัดวางรูปทรง เปนทัศนธาตุที่มีสัดสวนแตกตางกัน เพื่อใหเกิด ความรูสึก ที่มีจุดเดน และชองวาง หรือบริเวณวาง ทําใหเกิดการพักสายตา และเกิดมวลของรูปทรง สัดสวนที่มีความแตกตางกันของทัศนธาตุและขนาดอยางรุนแรง ที่เกิดการเปรียบเทียบ ใหเกิดอารมณ ความรูสึก ถึงบางสิ่งบางอยางที่ใหญโต โอฬาร นาเกรงขาม และอีกดานหนึ่งมีความรูสึก ถึงจุดได ขอบกพรองสิ่งเล็กนอย ลักษณะนี้จะพบมากในงานเลขนศิลป หรือ การนําเสนอภาพในภาพยนตรที่ ตองการใหเห็นการเปรียบเทียบเชิงปริมาณ ความแตกตางกันของสี คาน้ําหนัก หรือขนาดรูปทรง โดย อาศัยหลักการความขัดแยงหรือการตัดกันเปนจุดเดนในการนําเสนอ ภาพที่ 6.11 สัดสวนแตกตางกัน 3) สัดสวนมาตรฐาน สัดสวนมาตรฐานมีลักษณะที่คิดขึ้นเพื่อแบบหลักในการออกแบบศิลปะ ที่นิยมใชคือ แบบสัดสวนทอง (Golden mean section) เปนสัดสวนที่ถูกคํานวณโดยหลัก คณิตศาสตร ที่กําหนดไววา 1 ตอ 1.618 เปนสัดสวนที่มนุษยคุนตาที่เกิดจากธรรมชาติสิ่งตางๆ แลว
125 นํามารวบรวมจัดวางขึ้นหลักการนี้เมื่อนําไปปรับใชกับสีแลวสัดสวนของสีที่อยูในภาพจะเพิ่มขึ้นจาก เดิมเทากับ 0.618 ไปเรื่อย จะเกิดความสวยงามลงตัว (สมชาย พรหมสุวรรณ, 2548, น.188- 189) ตัวอยางเชน การออกแบบสวนหนาของสถาปตยกรรมแบบกรีกที่มีการนําสัดสวนของ Golden mean section มาประยุกตใชสรางเปนรูปแบบที่เปนตนแบบของสถาปตยกรรมยุโรปแบบคลาสิคที่ ถูกนํามาปรับใชแสดงความหรูหราของอาคารจนถึงปจจุบัน (ภาพที่ 6.12) และเมื่อนํามาเปรียบเทียบ กับสัดสวนของสถาปตยกรรมที่มีมีการสรางสรรคในแบบประเพณีนิยม ตั้งแตฐาน ตัวอาคาร ไปสูสวน ยอด ที่มีความออนชอยดวยการปรับเสนโคงตามแบบชางไทย (ภาพที่ 6.13) ภาพที่ 6.12 สัดสวนสถาปตยกรรมแบบกรีก ที่มา: Strickland C, 2007, p.15. ตนกําเนิดสัดสวนของ Golden mean section ภาพที่ 6.14 สัดสวนสถาปตยกรรมไทย ที่มา: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, 2556, p. 188. ตําหนักแดง พระราชวังบวรสถานมงคล
126 3. หลักการออกแบบ: เอกภาพ เอกภาพ นั้นมีความหมายถึงการสรางความกลมกลืนและความเปนหนึ่งเดียว จากการ รวมตัว ที่สัมพันธกับหลักการความสมดุล สัดสวนเปนหลัก โดยมีรายละเอียดของเนื้อหาดังนี้ 3.1 ความหมายของเอกภาพ โดยหลักการออกแบบ เอกภาพ หรือ การรวมกัน เปนการทําใหเปนหนึ่งเดียวกันอยูติดกัน รวมกันผูกพัน เอกภาพตองมีความสอดคลองกันทั้งดานเนื้อหา เนื้อเรื่อง ทัศนธาตุ เทคนิควิธี และ แนวคิด มีความหมายในลักษณะตางทั้งเอกภาพและความกลมกลืนที่มีคสามสัมพันธกัน ดังนี้ ราชบัณฑิตยสถาน (2556, น.1431) ใหความหมายของเอกภาพ วาหมายถึง ความเปน อันหนึ่งอันเดียวกันหรือความสอดคลองกลมกลืนกัน สวนเอกภาพในความคิดของ กําจร สุนพงษศรี (2555, น.237) ใหความหมายของเอกภาพวา การนําสิ่งตางๆ ที่มีคนลักษณะไมเหมือนกันหรือขัดแยง กันมารวมตัวกันไปดวยกันใหเกิดความเปนหนึ่งเดียวกัน สวนความกลมกลืนนั้นเปนเรื่องที่เกี่ยวของกับการสรางเอกภาพ ซึ่ง สุชาติ เถาทอง (2539, น.74-76) ใหความหมายของความกลมกลืนไมวา ความกลมกลืน คือ การประสานการของมูล ฐาน ทางศิลปะที่มีความเหมาะสมลงตัวไมขัดตาใหเกิดความรูสึกถึงความงดงามในการสรางทัศนศิลป แตรูสึกความเปนหนวยเดียวกัน ความเหมาะสมในงานทัศนศิลปไมสามารถอธิบายไดดวยตัวเลขมาก นอยเพียไร แตใชความรูสึกในการสรางสรรคใหออกมาเกิดความสวยงาม โดยแบงความกลมกลืน ออกเปนหลายประการดังนี้ ความกลมกลืนของขนาด (Harmony of sight) ความกลมกลืนของ รูปทรงและรูปราง (Harmony of form and space) ความกลมกลืนของเสน (Harmony of line) ความกลมกลืนของผิว( Harmony of texture ) และความกลมกลืนของสี (Harmony of colors) สมภพ จงจิตตโพธา (2554, น.169) กลาววา ความกลมกลืน คือ ความประสานกันใหเกิด ความกลมกลืนเปนพวก หรือ เปนหมู ระหวางภาวะความเหมือน และการจัดการเขาดวยกันหรือเปน การผสมผสานจุดตางใหเกิดความลงตัว ไมทําใหรูสึกเหมือนจนเกินไปหรือจะตัดกันจนเกิน ความ กลมกลืนมี 2 ลักษณะ คือ - ความกลมกลืนในประโยชนใชสอย ความกลมกลืนที่ไดจากสิ่งตางๆ ลงตัวเหมาะสมนําไปใช สอยเกิดประโยชนไดอยางดี และ ความสวย - ความกลมกลืนของสวนประกอบทางศิลปะเปนการนําสวนประกอบทางศิลปะที่มีความ คลายคลึงกัน หรือ ควบคุมใหเกิดความคลายคลึงกันมาจัดใหเปนระเบียบหมวดหมูไมเกิดความ แตกตางกันมาก
127 กําจร สุนพงษศรี (2555, น.236) ใหความหมายของความกลมกลืนทางศิลปะไววา ความ กลมกลืนเปนผลสําเร็จของผลงานมากกวาวิธีการที่เปนแนวคิดหลักการในการปฏิบัติ จะใชวิธีการใดๆ ก็ไดเอกภาพมีความสัมพันธใกลชิดกับความกลมกลืน เพราะโดยสวนใหญแลวหากมีความเปน เอกภาพ แตไมสามารถสรางความกลมกลืนได ก็จะเกิดความรูสึกขัดหูขัดตา นอกจากนี้กําจร สุนพงษ ศรี (2555) ยังไดเสนอแนวคิด ของศาสตราจารยศิลป พีระศรี เกี่ยวกับ เอกภาพและความกลมกลืนไว สรุปไดดังนี้ ภาคสวนของสิ่งนั้นมีลักษณะที่เสน สี หรือเสียง เปนตน ของภาคสวนเรานั้นงามพิจิตร ทั้ง ที่รวมเขากันเปนอันหนึ่งอันเดียวกลมกลืนกัน ซึ่งเรียกวา เอกภาพ คําวา ความประสานกัน หมายความวา เอกภาพซึ่งประกอบดวยสิ่งอันเปนมูลฐานตางๆ จากขอความดังกลาว ทําใหเราเห็นวา ความเปนเอกภาพและความกลมกลืนนั้น เปนสิ่งซึ่งสัมพันธกัน ตัวอยางเชน ภาพชื่อ ดิ้นรน เทคนิค สี น้ํามันบนผืนผาใบ ศิลปน กําจร สุนพงษศรี ที่ใชเสนและรูปทรงสีเหลี่ยมผืนผาตัดกันไปมาทั้งภาพ ทํา ใหเกิดเปนความกลมกลืนเรื่องเสน (ภาพที่ 6.14) ภาพที่ 6.14 ความกลมกลืนของทัศนธาตุเรื่องเสน ที่มา: กําจร สุนพงษศรี, 2543, น.14. ภาพดิ้นรน เทคนิค สีน้ํามันบนผืนผาใบ ศิลปน กําจร สุนพงษศรี. ชลูด นิ่มเสมอ (2557, น.130) ไดใหความหมาย เอกภาพ สรุปวา คือ ความเปนอันหนึ่งอัน เดียวกันความกลมกลืนกลมเกลียวเขากันไดความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันที่เกิดจากการเชื่อมโยง สัมพันธกันของสวนตางๆ ในทางศิลปะเอกภาพ หมายถึง การประสานหรือการจัดระเบียบของสวน ตางๆ ใหเกิดความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้นเพื่อผลรวมกันเปนอันหนึ่งอันเดียวที่ไมอาจแบงแยกได
128 ชลูด นิ่มเสมอ (2557, น.134) ใหความหมายเอกภาพของรูปทรง วาหมายถึง การรวมตัวกัน อยางมีดุลยภาพ และมีระเบียบทางทัศนธาตุเพื่อใหเกิดความเปนรูปทรงหนึ่งที่สามารถแสดงความ คิดเห็น หรือ อารมณของศิลปนออกมาไดอยางชัดเจน หลักการในการสรางเอกภาพที่สําคัญ คือ หลักของความขัดแยงและการประสานกัน จากความหมายที่กลาวมาสรุปไดเอกภาพมีความสัมพันธกับความกลมกลืน ซึ่งเอกภาพ จะ หมายถึง ความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันความกลมกลืนกลมเกลียวเขากันโดยอาศัยการประสาน การ จัดระเบียบ การจัดหมวดหมู และ การเชื่อมโยงสวนตางๆ เขากับทัศนธาตุและหลักการออกแบบ ตางๆ ตามแนวคิดเพื่อสรางเนื้อหา หรือ เนื้อเรื่องที่ดูสวยงามและกลมกลืน สวนความกลมกลืนนั้นก็ คือ การประสานกันหรือเขากันไดซึ่งเปนสิ่งที่สอดคลองกับการสรางเอกภาพการใชความกลมกลืน สรางเอกภาพนั้น ก็มิไดใหเนนเปนเอกภาพมากซึ่งจะมีความกลมกลืนมากนอยเพียงใด หรือไมก็ ขึ้นอยูกับความสามารถและประสบการณในการนําเสนอของนักออกแบบ แตโดยสวนใหญแลว เอกภาพมักจะเกี่ยวของกับความกลมกลืนเพื่อสรางความเปนหนึ่งเดียวกัน นอกจากนี้เอกภาพยังสัมพันธกับสิ่งตอไปนี้ - ความเหมือนของสิ่งตางๆ ความใกลเคียงกันในทัศนธาตุ จะชวยสรางความเปนหนึ่งเดียวกัน ของภาพหากแตความเหมือนนี้จะตองมีการจับคูเทียบ และมีสัดสวน ที่เหมาะสม การสรางความ เหมือนนั้นจะสามารถใชไดในสวนที่ไมใชจุดเดน หรือ บริเวณที่เปนเนื้อหาหลักที่สรางสวนสําคัญของ ภาพหรือองคประกอบของงานศิลปะนั้นๆ - การประสานในทางศิลปะ คือ การที่สรางความสัมพันธของสิ่งใดสิ่งหนึ่งใหเกิดขึ้นซึ่งการ ประสานกันนั้นจะตองเปดตัวกลางขึ้นเพื่อสรางความรูสึกใหเชื่อมโยงกัน - การซ้ํา (Repetition) เปนการเพิ่มสิ่งตางๆ ในผลงานศิลปะใหมีการซ้ํากันหรือ มีความเปน ระนาบอาจจะเกิดจากรูปรางรูปทรง พื้นผิว สีน้ําหนัก และ แสงเงาก็ได การซ้ํากันนี้จะสามารถ กําหนดทิศทางไดดวย นอกจากนี้ ฉัตรชัย อรรถปกษ (2554, น.147) ไดกําหนด ขอบเขตของเอกภาพไวดังนี้ ความเปนหนึ่งเดียวกันหรือเปนระเบียบของภาพ ความกลมกลืนของทัศนธาตุพื้นฐาน และ ความ สมดุลในสวนตางๆ ของภาพและการรวมกันของรูปทรงในภาพที่เปนจุดเดน ซึ่งก็แสดงใหเห็น ความสัมพันธของเอกภาพ ความกลมกลืนและหลักการออกแบบอื่นๆ
129 3.2 ประเภทของเอกภาพในงานศิลปะ ประเภทของเอกภาพนั้น สมชาย พรหมสุวรรณ (2548, น.147) แบงออกเปน 3 ประเภททั้ง สวนของทัศนธาตุ ความคิดในงาน และ เทคนิคการสราง ดังนี้ - เอกภาพในการจัดองคประกอบตางๆ หรือการควบคุมทัศนธาตุ เปนการเลือกใชทัศนธาตุ และหลักการออกแบบมาสรางภาพที่กระจัดกระจายอยูใหมีความเปนอยางเดียวกันหรือความ เหมือนกัน - เอกภาพทางความคิด หมายถึง ความคิดความรูสึกของอารมณที่ศิลปน หรือ ผูสรางงานจง ใจจะใหเกิดในภาพ ที่มักจะตองใหเกิดอารมณแนวเดียวกันหรือหลายแนวใหเกิดอารมณไดหลายอยาง ในภาพอาจจําเปนจะตองควบคุมการจัดวางใหเกิดความสวยงามในเชิงสุนทรียภาพ การที่จะสื่อ อารมณมักจะใชทัศนธาตุในการสื่อสารตอผูชมมากกวาหนึ่งธาตุและตองใชทักษะความชํานาญในการ ตีความระดับสูง - เอกภาพในดานรูปแบบและเทคนิคการสราง เปนลักษณะที่ศิลปนหรือผูสรางสรรคจําเปน จะตองเลือกใชเทคนิคในการนําเสนอภาพนั้นๆ ใหมีความกลมกลืนสมดุล เหมาะสม ซึ่งบางครั้งใน ภาพหนึ่งภาพอาจมีความ เปนเอกภาพในรูปแบบแลว จะทําใหภาพนั้นมีพลัง ที่สามารถดึงดูดความ สนใจของผูคนที่มาชมผลงานได จากที่กลาวมาของสรุปเอกภาพของการจัดวาง และเอกภาพของเชื่อมโยงทัศนธาตุ ดัง รายละเอียดตอไปนี้ 1) เอกภาพโดยการจัดวาง การรวมกลุมถือเปนการจัดวางสําคัญและเปนวิธีการแกไขในการ สรางเอกภาพไดงายที่สุด การรวมกลุมนั้นจะทําไดดีเมื่อการขยับวัตถุโดยการจัดวางในขณะที่ยังเปน ภาพรางหากวัตถุนั้นมีระยะหางมากเกินไป ก็ใชการขยับเลื่อนเขามา เพื่อใหเปนกลุมหรือเปนสวน เดียวกัน ดังนั้นการวางทับซอนตางกันหรือการจัดวางวัตถุที่คลายคลึงกันรวมถึงเปนการเพิ่มวัตถุที่ คลายคลึงกันในภาพทําใหภาพเกิดเปนกลุมกอนขึ้นซึ่งลักษณะนี้จะทําใหเกิดเปนผลรวมของแนวคิดที่ ชัดเจนและมีพลังมากกวาการกระจาย
130 ภาพที่ 6.15 เอกภาพในการจัดวาง 2) เอกภาพโดยเชื่อมโยงทัศนธาตุการเชื่อมโยงไปสูการสรางเอกภาพอาศัยทัศนธาตุหรือ องคประกอบตางๆ ที่มีบริบทหรือขนาดไมใหญมากและไมขัดแยงกับเนื้อหาในภาพมาเชื่อมโยงใหภาพ นั้นไมเกิดความแตกตางหรือจุดเดนที่เดนชัดเกินไป เชน หากเราจินตนาการวาในทองฟามีแตดวง จันทรขาดดวงดาวเล็กๆ ที่อยูรายรอบเราก็จะพบวา ดวงจันทรนั้นยังขาดการเชื่อมโยงกับจุดตางๆ หากแตในภาพนั้นมีดวงดาวเล็กๆ ที่กระจายแสงเปนขนาดลําดับรองลงมาภาพนั้นจะเกิดความรูสึกถึง การเชื่อมโยงของกลุมแสงตางๆ ที่มีความงดงามในเชิงสุนทรียศาสตรมากกวา ภาพที่ 6.16 เอกภาพโดยเชื่อมโยงทัศนธาตุ
131 3.3 การออกแบบเอกภาพในงานศิลปะ การออกแบบเอกภาพในงานศิลปะตางๆ มีดังนี้ เอกภาพในการสรางสรรคงานจิตรกรรม (ฉัตรชัย อรรถปกษ, 2554, น.152-153) ไดนําเสนอ วิธีการสรางเอกภาพ ถึงความกลมกลืนกัน ในรูปทรงไว 2 วิธี การสัมผัสกัน เปนการนําสวนตางๆ ของ ภาพรูปทรงตางๆ มาแตะสัมผัส การสัมผัสกันที่ยังคงเปนรูปทรงหรือสวนประกอบที่มีความหมายเดิม หรือสรางสวนใหมขึ้นก็ได อีกวิธีการหนึ่งคือการซอนกัน การซอนกันนั้นเปนลักษณะของการทําให รูป มีเอกภาพโดยการซอนกันจะเกิดในลักษณะการซอนแบบบางสวนซอนทับกันอยางสมบูรณ การซอน กันแบบคาบเกี่ยวซอนกันแบบเกลียวสัมพันธและซอนแบบขาดบางสวนก็ได การประยุกตใชความ กลมกลืนในการสรางสรรคงานจิตรกรรมสําคัญของความกลมกลืนในการสรางสรรคงานจิตรกรรม คือ การประสานกันในทัศนธาตุตางๆ ใหดูไมแตกตางกันมากโดยสวนใหญแลวมักจะเกิดจากรูปรางรูปทรง สีพื้นผิว ที่ใกลเคียงกันแตความใกลเคียงกันนั้นมากไปจะเกิดความรูสึกเบื่อหนายไดงายแตถานอยไปก็ จะแลดูขัดตา แตการระบายสีใหเกิดความกลมกลืนนั้น ถาเปนสีน้ํามันยังสามารถพอแกไขไดเมื่ออยูใน ภาพรวมแตเปนสีน้ําอาจจะตองคํานึงถึงความกลมกลืนของสีตั้งแตกอนการรางและลงสี เอกภาพในการสรางสรรคงานประติมากรรม โดยสวนใหญแลวในงานประติมากรรมเนนที่ รูปทรงดังนั้นความกลมกลืนจึงขึ้นอยูกับรูปทรงที่นําเสนอเนื้อหาใหมีความสัมพันธกันอีกครั้ง หากเปน กลุมประติมากรรม ที่มีการจัดวางก็จะตองคํานึงถึงลักษณะของการจัดวาง ที่มีทิศทางที่สัมพันธกัน แต โดยสวนใหญแลวประติมากรรมที่มีลักษณะเปนชิ้นๆ ก็จะไมตองคํานึงถึงเรื่องความกลมกลืนมากนัก เพราะในสวนของผลงานนั้นตองนําเสนอไปตามสิ่งที่กําหนดจะสําคัญมาก หากเปนประติมากรรมที่ เกิดจากการจัดวาง เอกภาพในการสรางสรรคงานสถาปตยกรรม สิ่งกอสรางโดยเฉพาะอาคารสิ่งกอสรางตางๆ มักจะตองอาศัยความเปนเอกภาพในการสอดประสานใหเกิดความเปนหนึ่งเดียวกันทําใหเกิด ความรูสึกสิ่งกอสรางนั้น อาคารนั้น หรือ สถาปตยกรรมนั้นยิ่งใหญ มีความโดดเดน และเหมาะสมกับ ภูมิประเทศ การใชงานและความงดงามในเชิงสุนทรียะ สมภพ จงจิตตโพธา (2554, น.148) ได นําเสนอวิธีการสรางเอกภาพในอาคาร วาตองอาศัยหลักใชรูปทรงเรขาคณิต แบบงายๆ ใช สวนประกอบของอาคารใหมีความสัมพันธกันมีจังหวะที่ตอเนื่อง ใชองคประกอบของอาคาร ใหเกิด ความสมดุล เหมาะสมกับพื้นที่หรือบริเวณวางเนนใหเกิดจุดสนใจในอาคารโดยสรางจุดเดนที่ไม แตกตางหรือขัดแยง กับรูปทรงโดยภาพรวมใชรูปทรงและขนาด แตละกลุมใหสอดคลองกัน ซึ่งอาจจะ หาตัวเชื่อม หรือสิ่งที่เปนสัญลักษณมาเชื่อมโยงสรางความสัมพันธกันใชโครงสราง วัสดุ สี รวมถึง การ ตกแตง ที่มีการควบคุมความเหมือนอยางสอดคลองสัมพันธ
132 เอกภาพในการสรางสรรคงานเลขนศิลป โดยสวนใหญแลวมักจะเปนการสรางเอกภาพ ระหวางความสัมพันธของภาพตัวหนังสือ รวมถึงการจัดวางองคประกอบอื่นอาจจะเปนตราสัญลักษณ ซึ่งผูจัดวางตองพิจารณาเอกภาพความสัมพันธระหวางภาพกับตัวหนังสือนี้ จะตองสรางใหเกิดเนื้อหา ที่นาสนใจมีจุดรวมสายตาที่ทําใหเห็นและรับรูไดในระยะเวลาสั้นๆ โดดเดนหรือดึงดูดใหผูชมเขามา พิจารณาอาน และศึกษาขอความนั้นตอไป และความกลมกลืนที่สําคัญมักจะปรากฏในตราสินคา หรือโลโก โดยสวนใหญแลวจะตองมีความสัมพันธกันทั้งเชิงสีสันรูปรางของตัวอักษร หรือ ภาพที่ ปรากฏในโลโกเพื่อนําไปใชงานสวนงานออกแบบที่เปนสื่อสิ่งพิมพ ก็จะมีทั้งงานที่เนนความกลมกลืน และการจัดการของสีสัน เพื่อดึงดูด ผูชม ใหเกิด ความรูสึกสะดุดตาและเขามาอานขอความบนสื่อ สิ่งพิมพนั้นๆ เอกภาพในการออกแบบตกแตงภายใน เอกภาพในการออกแบบตกแตงภายในนั้น สิ่ง สําคัญ คือ การกําหนดเครื่องเรือนใหเปนกลุมเปนชุดมีรูปแบบลักษณะหรือสีสันใกลเคียงกันใหความ หลากหลายแลว สวนที่เปนผนังและพื้นควรจะเปนลักษณะของความกลมกลืนกับสวนของ เฟอรนิเจอรหรือกลมกลืนดวยกันเองก็ได แตวิธีการที่งายที่สุดในการออกแบบตกแตงภายในเอกภาพ นั้น คือ การเปลี่ยนสีใหกลมกลืนกัน สวนความกลมกลืนในการสรางสรรคงานออกแบบตกแตงภายใน สิ่งสําคัญของความสําเร็จในการสรางสรรคงานออกแบบตกแตงภายใน มีดวยกัน 3 สวน คือ สี พื้นผิว และ เฟอรนิเจอร ซึ่งทั้ง 3 สวนนั้นตองคํานึงถึงแนวคิดในการจัดวาง การใชใหไดสัดสวนปริมาณที่ เหมาะสม นอกจากนี้ เสน ก็ยังมีสวนชวยในการสรางความกลมกลืน ไดอยูบางแตก็ยังมีผูใชนอย นอกจากนั้น แสง ในหองที่มีสีตางๆ จะชวยทําใหบรรยากาศของหองดูกลมกลืนไดเชนเดียวกัน เอกภาพในการสรางสรรคงานออกแบบตกแตงสวน ในการสรางสรรคงานออกแบบตกแตง สวนขึ้นอยูดวยกัน 2 ลักษณะคือความกลมกลืนของพืชพรรณ ตางๆ ทั้งลักษณะของพันธุพืช รูปลักษณของใบ ความสูง และสีสันกับความกลมกลืนของวัสดุที่นํามาจัดตกแตงประดับ และการ กําหนดการจัดวางตางๆ รวมถึงการตัดแตงตนไมใหมีรูปรางรูปทรง ที่สื่อความหมาย และ ไมดูขัดตา เอกภาพในการออกแบบเสื้อผา สิ่งสําคัญอยางยิ่งเสื้อผานั่นคือการออกแบบแนวคิด โดยสวน ใหญแลว เสื้อผามักจะไมใชสีที่ตัดกันอยางรุนแรงในชีวิตประจําวันนั้นมักจะเนนที่ความกลมกลืนทั้ง เรื่องของสี เรื่องของรูปแบบเสน รวมถึงวัสดุตกแตง และลวดลายของผา ซึ่งจะตองมีความกลมกลืน หรือมีสวนหลักๆ มากกวา รอยละ 80 และใหจุดเดนเปนของตกแตง หรือมีการตัดเย็บ ตอผาที่ใหเกิด รูปแบบที่สวยงามกลมกลืน เขากัน ทั้งชุด สีผิว หรือ รูปรางของผูสวมใส
133 การประยุกตใช เอกภาพและความกลมกลืนในการสรางสรรคศิลปะ 1) หลักการจัดกลุมเขาพวก เปนวิธีการสรางเอกภาพสําหรับงานจิตรกรรมกอนที่จะวาดภาพ และงานออกแบบอื่นๆ สามารถเลือกขยับจัดวางไดการจัดกลุมนี้สิ่งที่สําคัญจําเปนจะตองควบคุมกลุม ใหญและกลุมยอยของผลงานใหเกิดขึ้นกอน หากมีแตกลุมใหญอยางเดียว จะสรางความเปนเอกภาพ และสรางจุดเดนที่ไมนาสนใจ จึงจําเปนตองคํานึงถึงหลักของจุดเดนดวยในการจะรวมกลุมของสิ่ง ตางๆ เพื่อสรางเอกภาพ นอกจากนั้นเอกภาพที่ดีอาจจําเปนจะตองมีองคประกอบอื่นมาประกอบให โดดเดน แตไมดูโดดเดี่ยว หมายความวา ใหสิ่งนั้นมีความโดดเดนมาก แตก็ยังมีองคประกอบยอยที่ กระจัดกระจายอยูในภาพหรือผลงานศิลปะนั้น ภาพที่ 6.17 หลักการจัดกลุมเขาพวก 2) การสรางเอกภาพดวยการสรางความเหมือน ความเหมือนนั้น คือ การใสสิ่งที่เหมือนกันลง ไปในภาพรวมผลงานศิลปะ หรือทําใหบางสวนของรูปทรงตางๆ มีความคลายคลึงกันมากที่สุด ความ เหมือนนี้ยังรวมถึงการดัดแปลงเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสี การปรับโครงสรางใหมใหเขากัน หรือการ หาสิ่งของมาตกแตง ดวยเอกลักษณ และรูปแบบเดียวกัน ความเหมือนนี้จะทําใหสวนตางๆ ในภาพ เกิดความสมดุลขึ้น ถาเปนงานจิตรกรรมความเหมือนที่ทํางายที่สุด คือ การทําสีใหมีความคลายคลึง กันหรือในกลุมสีเดียวกัน แตหากเปนกลุมสีจากการสรางความกลมกลืนนอยกวากลุมสีที่ใกลเคียงกัน หากเปนงานประติมากรรมหรือสถาปตยกรรม ก็สามารถควบคุมเอกภาพไดโดยการใช รูปทรงที่มี โครงสรางชัดเจนจัดหมวดหมูใหดีกลุมใหญ กลุมเล็กเปนประธาน และบริบทรอบขางที่ชัดเจน จะชวย ใหเกิดเอกภาพขึ้นไดตัวอยางเชน การจัดภาพที่นํารูปนกเคาแมวที่เนนตากลมโต มีประกอบกันและ ปรับดานหลังฉากใหเปนรูปดวงจันทรกลม รวมถึง การใชเสนดานหลังที่เขียนเสนเปนชวงรวมกันเปน วงกลม แสดงใหเห็นกลมกลืนในการใชรูปกลมที่เหมือนกันทั้งภาพทําใหเกิดความเปนเอกภาพ
134 ภาพที่ 6.18 การสรางเอกภาพดวยการสรางความเหมือน ภาพแสดงการสรางเอกภาพดวยการสรางความเหมือนของรูปทรงแกวและสี 3) การสรางเอกภาพดวยหลักการใชชองไฟ ชองไฟเปนระยะหางของสิ่งตางๆ ชองไฟคือ บริเวณวางกับรูปที่มีชวง หรือ จังหวะแตกตางกันออกไปชองไฟในงานศิลปะ หากจะทํามาจัด หลักทัศน ธาตุจะแบงได 2 ลักษณะ คือ ชองไฟที่มีลักษณะชวงเทาเทากัน และ ชองไฟที่มีลักษณะชวงไมเทากัน หากตองการสรางภาพใหเกิดเอกภาพแลวชองไฟที่มีชวงไมเทากันจะชวยสรางภาพที่มีรูปทรงรูปรางไม แนนอนชัดเจน หรือ และ จัดวางองคประกอบอื่นใหมีชองไฟ เหมาะสมเปนรูปรางที่เปนธรรมชาติ หรือ มีความหลากหลาย มาประกอบกันเปนภาพจะชวยให มีกลุมกอน หรือ เอกภาพที่ชัดเจน หากแตเปนลักษณะของลวดลายแลว ชองไฟแบบมีชองวางเทากัน จะชวยใหเกิดเอกภาพไดก็ ตอเมื่อ รูปราง รูปทรงหรือองคประกอบบางอยางในภาพนั้นมีขนาดเล็กใหญตางกัน การควบคุม ชองไฟนี้ หากทําใหชองไฟมีลักษณะกระจายไปทั่วภาพ กลุมกอนก็จะควบคุมไดยากกวาการใชชองไฟ แบบลอมรอบภาพ หรือ รัศมีการใชชองไฟ ภาพที่ 6.19 การสรางเอกภาพดวยหลักการใชชองไฟ
135 สรุป สมดุล หรือ ดุลยภาพ เปนสิ่งที่เกิดจากการจัดวาง เพิ่มลดตัดทอน รูปราง – รูปทรง หรือ ทัศนธาตุตางๆ ใหมีความเหมาะสม ใหเทากัน ในความรูสึก หรือในงานประติมากรรม สมดุลจะ หมายถึง สิ่งที่สัมพันธกับเสน แกนกับเสนฐานที่ตองสรางความรูสึก ใหสองขางเทากันและเกิดความ สอดคลองกันทั้งซายและขวา โดยสวนใหญจะแบบสมดุลออกเปน 2 ประเภท คือสมดุลแบบสมมาตร และสมดุลแบบอสมมาตร ซึ่งนํามาประยุกตเขากับหลักการออกแบบ คือ หลักการแบงเสนแกน และ สมดุลจากการเพิ่มลดจํานวนหรือขนาด สวนเรื่อง สัดสวน คือ หลักการออกแบบที่ใชประกอบกับ ทัศนธาตุโดยสัมพันธกับเรื่องรูปรางรูปทรงเปนหลัก โดยสัดสวนสามารถแบงประเภทหลักๆ ได2 ประเภท 2 ประเภท คือ สัดสวนสามมิติ กับสวนสองมิติ โดยการใชหลักการสัดสวนสรางงานศิลปะ คือ สัดสวนเหมือนกัน สัดสวนแตกตางกัน และ สัดสวนมาตรฐาน และหลักการเอกภาพ เปน หลักการของการสรางเปนกลุมหรือการรวมใหเกิดความกลมกลืนกันภายในงาน โดยมีหลักการ ออกแบบเอกภาพที่สําคัญคือ หลักการจัดกลุมเขาพวก การสรางเอกภาพดวยการสรางความเหมือน และการสรางเอกภาพดวยหลักการใชชองไฟ คําถามทบทวน 1. จงสรุปความหมายของสมดุล สัดสวน และ เอกภาพตามความเขาใจของทาน 2. จงอธิบายลักษณะของสมดุล สัดสวน และ เอกภาพ 3. จงอธิบายประเภทของสมดุล สัดสวน และ เอกภาพ 4. จงยกตัวอยางสมดุล สัดสวน และ เอกภาพในงานศิลปะประเภทตางๆ มา 3 ตัวอยาง 5. จงบอกวิธีของหลักการออกแบบสมดุล สัดสวน และ เอกภาพในการสรางสรรคศิลปะ