36 2.3 การสรางสรรคเสนในงานศิลปะ เสนในการสรางสรรคงานจิตรกรรมและภาพพิมพ ศิลปนจะสรางใหเกิดเสนโดยใชรูปรางที่ เปนเสนเกิดจากการตัดกันระหวางพื้นและรูป พื้นมักเปนสีดําหรือเขมที่มักตัดกับรูปสีขาวหรือออน กวาของรูปก็จะเกิดเปนเสนขึ้นมา นอกจากนี้ ชางไทยยังไดคิดสรางเสนขึ้นมาหนึ่งชนิดที่มีความ พิเศษนั้น คือ เสนสินเธาว ที่มีลักษณะเปนฟนปลาหรือเสนโคง เสนออนชอยพลิ้วไหว และทําหนาที่ พิเศษในการเปนเสนที่แบงรูปออกเปนสวน และ จะใชเสนนี้ในการเอ็กซเรยภาพตางๆ ใหเห็นภายใน ของสถาปตยกรรม เสนในการสรางสรรคงานประติมากรรม งานประติมากรรมนั้นเสนจะเกิดจากโครงสรางหรือ รูปทรงภายนอก ที่ศิลปนจะจงใจใหเกิดขึ้นตามนิยามหรือความหมายของประติมากรรมที่ศิลปนคิด ประดิษฐสราง นอกจากนั้นเสนในงานประติมากรรมยังเกิดไดจากการใชพื้นผิวที่เกิดจากการขีด ขุด ขัด ใหเกิดเปนเสนกลุมเสนแลวเกิดเปนพื้นผิว เสนในการสรางสรรคงานสถาปตยกรรม โดยสวนใหญเสนในงานสถาปตยกรรม คือเสน ภายนอกของรูปทรงอาคาร เชนเดียวกับงานประติมากรรม ตางกันตรงที่ลวดลายในสถาปตยกรรม เสนก็คือ รูปทรงที่มีขนาดใหญ แตเรียงตอกันในลักษณะมีความยาวมากมากสวนใหญใน สถาปตยกรรมจะใชเสนตรงที่แสดงใหถึงความมั่นคงของรูปทรงอาคารแตสถาปตยกรรมบางอยางที่ ตองการความทันสมัยก็มักจะใชเสนโคงหรือเสนทแยงใหเกิดความรูสึกถึงความทันสมัยการเคลื่อนที่ และการมีทิศทางของการเคลื่อนไหว เสนในงานออกแบบตกแตงภายใน นักออกแบบจะใชหลักทัศนียภาพวิทยาเชิงเสนมาทําการ เขียนแบบพื้นสื่อแสดงภาพที่เปนมิติตางๆ ของมุมหองภายในอาคาร และใชเสนกับการออกแบบ ลวดลายที่ใชประดับตกแตงเครื่องเรือนและอุปกรณตางๆ ภายในหอง เสนในงานออกแบบสื่อสิ่งพิมพหรือเลขนศิลป เสนจะเกิดจากการแบงคอลัมนของการจัด วางตัวหนังสือการตัดภาพ การใชเสนโดยตรงมาตกแตง เสนในงานตกแตงสวน เสนก็จะเกิดขึ้นจากการวางขอบถนน องคประกอบในการตกแตง หรือ การวางกลุมของตนไมใหเกิดเปนเสนตางๆ เสนในการออกแบบเสื้อผา เสนจะถูกใชตั้งแตเสนของรูปทรงกรอบภายนอกหรือ Contour line และเสนที่เกิดในลวดลายของเสื้อผาซึ่งเสนตางๆ เหลานี้จะชวยใหผูสวมใสดูมีรูปรางตามความ ตองการจะอวนหรือผอมใหญหรือเล็กตามลวดลายที่เกิดจากการวางเสนในลวดลายผา เสนในการออกแบบรูปลักษณอาหาร หมายถึง วัสดุที่มีขนาดเล็กเปนรูปทรงยาวซึ่งเกิดขึ้นได ทั้งในธรรมชาติ และ การจัดกระทําขึ้น สามารถสรางไดจากการทําชั้น หรือ การเวนชองสลับสีของ
37 สวนประกอบตางๆ เชน เสนในชั้นขนมเคก หรือแยมโรล เปนตน และทายสุดก็ คือ เสนที่เกิดจากการ ขูดขีด ราดซึ่งหมายถึง การเทหยอดราดซอส หรือ สวนแตงหนาตาง ๆ เชน กะทิ ครีม หรือ เครื่องปรุงรส การใชเสนการสรางสรรคศิลปะ แบงหลักการประยุกตใชไดดังนี้ 1) ทัศนียภาพวิทยาเชิงเสน (Linear perspective) กําจร สุนพงษศรี (2555, น.211) กลาวถึง ทัศนียภาพวิทยาเชิงเสน สรุปไดวา เปนหลักการใชเสนเชิงเรขาคณิต ผสมกับหลัก วิทยาศาสตร สรางจากธรรมชาติที่เปนสามมิติปรับมุมมองใหเกิดเปนภาพลวงตาบนพื้นผิวสองมิติ ซึ่ง มักจะเกิดในลักษณะของใชจุด เปนตัวแกนกระจายเสนออกเปนรัศมี และสรางใหเกิดเปนภาพตาม ระดับสายตา อธิบายใหชัดเจนขึ้นดวยตัวอยาง การวาดเสาไฟเสาไฟตามความเปนจริงแลว มีขนาด เทาๆ กัน แตเมื่อมองมีอยูในระดับที่มีมิติลึกเขาไปเสาไฟจะเรียงเปนแนวลึกลงไปโดยมีเสนกํากับไปสู จุดปลายโดยเสมือนเสาไฟที่เรียงกันน้ํามีขนาดเล็กลงๆ จนกลายเปนจุด ศิลปนหรือผูวาดภาพจึง จําเปนจะตองวางจุดที่เปนจุดสิ้นสุดสายตา หรือ vanishing point ซึ่งอยูในเสนระดับสายตา ภาพที่ 2.17 ทัศนียภาพวิทยาเชิงเสน 2) การใชเสนลวงตา สมชาย พรหมสุวรรณ (2548, น.21) อธิบายถึงเสนลวงตา (Illusion of Line) หมายถึง เสนตางๆ แตละชนิดมาประกอบ การทําใหเกิดการลวงตา ทําใหการประมาณคาของ สายตาบกพรองตอความรูสึกกวาง ยาว หรือ แคบลงแตกตางไปจากเดิม เชน เสนตรงแนวตั้ง 4 เสน ขนานกับเสนตรงทุกเสนแตเมื่อมีเสนเฉียงมาทับ จะทําใหรูสึกวา เสนทั้งสี่ไมขนานกัน ความรูสึก เหมือนเสนตรงกําลังผลักดันอยู หลุดออกไป เสนแนวนอน 2 เสนมีความยาวเทากัน แตเมื่อตอหัว ทายดวยรูปทรงสามเหลี่ยมจะใหความรูสึกความสั้นยาวไมเทากัน ตัวอยางเชน ภาพ Star of Persia II ศิลปน Frank Stella.ที่ทําใหเห็นมิติมุมแหลมของเสน (ภาพที่ 2.18)
38 ภาพที่ 2.18 เสนลวงตา 3) การสรางการเคลื่อนไหวของเสนหรือ Motion in line (สมชาย พรหมสุวรรณ, 2548, น. 229) เมื่อเสนเกิดขึ้นเสนหนึ่งไมวาเสนนั้นจะถูกสรางขึ้นโดยวิธีใดก็ตามทันทีที่ปรากฏเสนจะทําใหเกิด ความรูสึกเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวนั้นเปนคุณสมบัติพื้นฐานของเสน เสนจะหยุดการเคลื่อนไหว เมื่อสิ้นสุดความยาวของเสนนั้น หรือเมื่อเสนอีกหนึ่งมาตัดขวางเสนนั้น (ภาพที่ 2.19) ภาพที่ 2.19 การสรางเคลื่อนไหวของเสน การสรางเคลื่อนไหวของเสนตรงแนวนอนสื่อถึงการเคลื่อนที่ 4) การใชเสนสื่อความหมาย ความรูสึกและอารมณ โดยสวนใหญ การใชเสนที่สื่อความ หมายถึง อารมณและความรูสึก ดังงานจิตรกรรมภาพเหลือง เทา ดํา (Yellow, Gray, Black) ศิลปน แจ็คสัน พอลลอค ที่ใชเสนสลับทับกันไปมา สื่อความหมายถึงความสับสน (ภาพที่ 2.20) มักจะ ปรากฏชัดเจนในงานการตูน ที่เปนลักษณะการเขียนที่ไมใชการตูนอนิเมชั่นเขียนดวยคอมพิวเตอร เพราะการตูนในลักษณะอยางนี้ สามารถจะใชเสนสื่อความหมายไดอยางดีเชน เสนขีดแนวนอนซอน กันเปนชั้นๆ รอบศีรษะสื่อความหมายถึง การสั่นสะเทือน
39 ภาพที่ 2.20 เสนแสดงอารมณในงานจิตรกรรม ที่มา: Laura Payne, 2002, p.226. ภาพเหลือง เทา ดํา (Yellow, Gray, Black) ศิลปน แจ็คสัน พอลลอค โดยใชเสนสลับทับกันไปมา สื่อความหมายถึงความสับสน 3. ทัศนธาตุ: พื้นผิว พื้นผิวในทางจิตรกรรมมักจะสรางขึ้นจากจุด เสน และ สี เปนหลัก ดังนั้นจึงขอนําเสนอทัศน ธาตุในสวนของพื้นผิว ไวกับ จุด และเสน เพื่อสรางความเชื่อโยงกันในการใชสรางสรรคศิลปะ พื้นผิวมี ความสําคัญกับการชวยลด ความเรียบเกลี้ยง ลาน เลี่ยน เตียน และ โลงของบริเวณวาง พื้นผิวชวย สรางความรูสึกขัดแยง จุดเดน ความแตกตางของสวนตางๆ ในผลงานสรางสรรค พื้นผิวชวยในการ สราง คาน้ําหนัก แสงและเงา พื้นผิวบางพื้นผิวที่มีความหยาบเรียบหรือขรุขระตางกันจะใหคาน้ําหนัก ของสี และ แสงเงาที่เกิดในรูปรางรูปทรง โดยมีความหมายดังนี้ 3.1 ความหมายของพื้นผิว ในพจนานุกรมราชบัณฑิต ใหความหมายของผิววา (ราชบัณฑิตยสถาน, 2556, น.781) ผิว คือ สวนที่มีลักษณะบางๆ เปนพื้นหุมอยูภายนอกสุดของหนังและเปลือก เปนตน ใกลเคียงกับ ความหมายในทางศิลปะที่ ชลูด นิ่มเสมอ (2557, น.82) ใหความหมายของ พื้นผิว วาหมายถึง ลักษณะของบริเวณพื้นผิวของสิ่งตางๆ ที่เมื่อสัมผัสจับตอง หรือ เมื่อเห็นแลวรูสึกไดวา หยาบ ละเอียด มัน ดาน ขรุขระ เปนเสน เปนจุด หรือ เปนกํามะหยี่ นอกจากนี้ยังมีความหมายของพื้นผิวที่สัมพันธ กับมิติ โดย สมชาย พรหมสุวรรณ (2548, น.100) ใหความหมายของลักษณะผิว วาหมายถึงลักษณะ ผิวรอบนอกของวัตถุ หรือ ลักษณะผิวหนาของบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดจากเสน สี รูปราง รูปทรง ชองวาง และแสงเงา อยางใดอยางหนึ่ง หรือ ผสมผสานกันสรางลักษณะซ้ําๆ กัน ปรากฏให รับรูใน 2 มิติ หรือ 3 มิติก็ได ใหความรูสึกออนโยน กระดาง ขรุขระ มัน หรือ เรียบ จากการมอง หรือ
40 การสัมผัสดวยมือ และ ความหมายที่แสดงใหเห็นวาพื้นผิวชวยสรางสุนทรียอารมณ โดยกุลนิดา หลาบจําเริญ (2556, น.69) ใหความหมายของผิว คือ พื้นตอนหนาสุดของวัสดุบริเวณพื้นผิวของวัสดุ เมื่อจับตองแลวรูสึกไดวาแตละอยางไมเหมือนกัน เชน หยาบ หนา ทึบ เปนมัน เรียบ ดาน ขรุขระ หรือ นุม มีอิทธิพลทําใหผูพบเห็นรูสึกทางจิตสัมผัสและกายสัมผัสทําใหไมรูสึกเมื่อยตา ซึ่งความหมาย ทั้งสามลักษณะมีบริบทที่แตกตางกันบางแตก็มีลักษณะรวมกันที่สรุปเปนความหมายของพื้นผิว วา หมายถึง ลักษณะของบริเวณพื้นตอนหนาสุดของวัสดุบริเวณพื้นผิวของวัสดุ ลักษณะภายนอกของ วัตถุตางๆ ที่สามารถจับตอง สัมผัส หรือ มองเห็นแลวเกิดความรูสึกไดในธรรมชาติมีพื้นผิวตางๆ กัน ในเชิงการสรางสรรคผลงานศิลปะ พื้นผิว คือ ลักษณะพื้นผิวของวัตถุ ที่เกิดขึ้นเองตาม ธรรมชาติและสิ่งที่มนุษยสรางขึ้น มีและดวยกัน 2 ลักษณะคือ พื้นผิวจากการมองเห็น (Visual texture) มุงสรางใหเกิดความรูสึกจากการมอง และการสัมผัส (Tactile texture) มุงสรางเพื่อการจับ ตองใหเกิดความรูสึกเสมือนผิวจริง โดยมีคุณลักษณะและหนาที่ของพื้นผิวไว ดังนี้ 1) พื้นผิวรับรูดวยการสัมผัสได 2) พื้นผิวเปนความตางของรูปและวัสดุ 3) พื้นผิวสามารถประดิษฐขึ้นได 4) พื้นผิวมีความหมายและสื่อความรูสึก 5) พื้นผิวสรางลวดลายได 3.2 ประเภทของพื้นผิวในงานศิลปะ ประเภทของของพื้นผิว ที่แบงตามมิติที่ปรากฏ (ฉัตรชัย อรรถปกษ, 2554, น.50 และ กําจร สุนพงษศรี, 2555, น.227) แบงพื้นผิวออกเปน 2 ลักษณะคือ พื้นผิวสองมิติ หมายถึง พื้นผิวที่เกิด การสัมผัสทางกายภาพ หรือจะตอง เรียกวา (tactile texture) เปนพื้นผิวที่เกิดจากวัสดุตางๆ ที่ นํามาประกอบเปนงานศิลปะ พื้นผิวที่เกิดขึ้นในแนวระนาบสรางใหการรับรูจักการมองเห็น เชน พื้นผิวของลายผา สวนงานลายกระเบื้องที่ทําใหเหมือนหินออน หรือ ไม ลักษณะอยางนี้จะปรากฏได ชัดเจนในศิลปะลวงตา (Op art) และ พื้นผิวสามมิติ หมายถึง พื้นผิวที่สรางขึ้น ใหเกิดการสัมผัส ทางการเห็น (Visual texture) เปนลักษณะของพื้นผิวที่ใชเทคนิคลวงตาทําใหเกิดความรูสึก หยาบ เรียบ มัน ดาน ขรุขระ ซึ่งสวนใหญจะพบในงานสามมิติ ประติมากรรม และสถาปตยกรรมลักษณะ อยางนี้จะใหความรูสึกถึงพื้นผิวที่สามารถสัมผัสไดจริง มีลักษณะความหยาบเรียบ ลื่น มัน ขรุขระ และใหความรูสึกถึงคุณคาของพื้นผิว (Surface quality) และถาประเภทตามพื้นผิวที่ปรากฏในงาน ศิลปะ สามารถแบงได 3 ประเภท คือ
41 1) พื้นผิวจริงของวัสดุ เปนลักษณะของพื้นผิวที่ปรากฏบนวัสดุ สามารถนํามาใชไดทั้งงาน จิตรกรรม สื่อผสม ประติมากรรม หรือ สถาปตยกรรม เพราะลักษณะนี้เปนการใชพื้นผิวที่แสดงให เห็นวัสดุตางๆ เชน ลายใบไม ลายผา โลหะ ซึ่งตองอาศัยการผสมผสานตามหลักศิลปะ ทั้ง ความ กลมกลืน จุดเดน สัดสวน สีสัน เปนประเภทของ พื้นผิว ที่สามารถจับตองได ซึ่งจะใชระนาบของ พื้นผิว วัสดุนั้นเปนตัวแสดงพื้นผิว (ภาพที่ 2.21) ภาพที่2.21 พื้นผิวจากวัสดุจริง พื้นผิวจากวัสดุจริง ของพื้นผิวในงานลงรักรองกระจกประดับสถาปตยกรรมไทยวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่มีการผสมผสานกันดวยวัสดุที่ใหพื้นผิวหลายอยาง 2) พื้นผิวเสมือน หรือ พื้นผิวที่เกิดจากการเลียนแบบ พื้นผิวในลักษณะนี้ปรากฏในงาน จิตรกรรม ที่มีการทําขึ้น โดยการวาดเขียนหรือการพิมพ แลวนําพื้นผิวมาติดประกอบลงบนชิ้นงาน หรือ เขียนลงบนชิ้นงานนั้นก็ได ซึ่งโดยสวนใหญแลว การทําพื้นผิวลักษณะนี้จะเปนการเลียนแบบ วัสดุที่มีพื้นผิวตางๆ ในธรรมชาติ หรือวัสดุที่มีพื้นผิวตางๆ ที่มนุษยสรางขึ้น สามารถนํามาใชในการ ออกแบบตกแตงภายในสถาปตยกรรม ตัวอยางเชน การใชกระเบื้องปูพื้นที่มีลวดลายเปนไม การใช วอลเปเปอรที่มีการเลียนแบบลายผา เปนตน (ภาพที่ 2.22) ภาพที่ 2.22 พื้นผิวจากการวาด 3) พื้นผิวประดิษฐตามจินตนาการ เปนพื้นผิวที่เกิดขึ้นจากการคิดจินตนาการ ถึง พื้นผิวที่จะ นํามาใชนั้น ปรากฏไดทั้งลักษณะของพื้นผิวแบบ 2 มิติ ที่สามารถใชการขีด เขียนวาดหรือระบายลง ไป และ 3 มิติคือ พื้นผิวที่ประดิษฐขึ้น มีความนูนเวา ซึ่งใชไดในการตกแตงรวมถึงงานสรางสรรค ศิลปกรรมตางๆ พื้นผิวในลักษณะนี้ อาจจะมีการผสมผสานระหวางพื้นผิวของวัสดุจริง แตมีการจัด กระทําขึ้นเพิ่มเติม เพื่อใหเกิดเปนพื้นผิว ในลักษณะใหมตามจินตนาการของผูสรางสรรคก็ได
42 3.3 การสรางสรรคพื้นผิวในงานศิลปะ พื้นผิวในการสรางสรรคงานประติมากรรมจากเปนพื้นผิวจริงเปนพื้นผิว 3 มิติ เหมือนงาน จิตรกรรม ไดแก การขูด ขีด กด หรือเติมวัสดุขนาดเล็กลงไป ใหเกิดเปนรองรอยของพื้นผิวตางๆ ซึ่ง งานประติมากรรมการสรางพื้นผิวเปนสิ่งสําคัญ ใชในงานตกแตง ทําใหเกิดความรูสึกของผลงาน มากกวาสถาปตยกรรมหรือผลงานอื่นๆ พื้นผิวในการสรางสรรคงานสถาปตยกรรม จะเปนพื้นผิวที่เกิดขึ้นจากวัสดุตางๆ โดยสวนใหญ แลวหลักการใชพื้นผิวในงานสถาปตยกรรมจะมีการใชพื้นผิวหลัก โดยสวนรวมเปนพื้นผิวบางชนิด บางอยางรอยละ 70 และมีพื้นผิวอื่นเขาไปตกแตงใหเกิดความรูสึก ไมหยาบหรือไมเรียบจนเกินไป ใหมีความรูสึกที่ตัดกันอยูใหเกิดเห็น พื้นผิวของพื้นที่หลักนั้นชัดเจนขึ้น พื้นผิวในการสรางสรรคงานออกแบบตกแตงภายใน พื้นผิวในงานออกแบบตกแตงภายในก็ คือพื้นผิวของวัสดุตางๆ เชนเดียวกับงานสถาปตยกรรมการตกแตงจะตองคํานึงถึงความเรียบคาของ วัสดุและการปองกันแกไข รูปรางของอาคารตางๆ และการใชงาน เชน การขูดขีดบางสวนทําใหเกิด พื้นผิว ที่ขรุขระเพื่อการลดเสียงสะทอนเปนตน พื้นผิวในการสรางสรรคงานออกแบบตกแตงสวน พื้นผิวในงานออกแบบตกแตงสวนก็คือ พื้นผิวหรือพื้นผนัง ที่ทําจากวัสดุตางๆ ใหเกิดความรูสึก หยาบ เรียบ ขรุขระ นํามาตัดกับพื้นผิวของ ใบไมตนไมตางๆหลายชนิดใบไมที่มีขนาดเล็กเมื่อดูไกลในระดับหนึ่งจะใหความรูสึกถึงพื้นผิวที่มีความ ละเอียดความหมายไมขนาดใหญ ดังนั้นการใชพื้นผิวในการจัดออกแบบตกแตงสวนจําเปนตอง คํานึงถึงตัววัสดุที่นํามาตกแตง สอดคลองเหมาะสมกับตนไมที่ใชหลักของสวนนั้นอยางไร พื้นผิวในการสรางสรรคงานออกแบบเลขนศิลป พื้นผิวในการออกแบบกราฟก(Graphic design) เปนพื้นผิวที่เกิดจากการเรียงตัวของพื้นผิวภาพหรือพื้นผิวของตัวอักษร เชน การตัดภาพเปน สี่เหลี่ยมเสนเล็กมาเรียงตอกันก็จะเกิดพื้นผิวเปนลักษณะของกระจกสี (Stained glass) หรือ การ เรียงตัวอักษรเกิดขึ้นเปนภาพ ก็สามารถจะสรางพื้นผิวไดเชนกัน สวนใหญพื้นผิวในงานศิลปกรรม ประเภทเลขนศิลปจะมักใชนอยกวาพื้นผิวของประยุกตศิลปประเภทอื่นๆ พื้นผิวในการสรางสรรคงานออกแบบเสื้อผา พื้นผิวในการออกแบบเสื้อผาจะเปนพื้นผิวจาก เสนใยหรือเนื้อผาธรรมชาติ หรือเสนดายที่ชางทอสรางขึ้น กับวัสดุตกแตงอื่น โดยสวนใหญเนื้อผา ที่มาจากธรรมชาติจะใหความรูสึกถึง เสนใยที่ไมเรียบ แตถาใชวัสดุที่เรียบมันจะเปนวัสดุประดิษฐ พื้นผิวหรือเสนดายที่เล็ก จะใหความรูสึกมันวาว เชน ผาไหม นอกจากนั้นการทําพื้นผิวในตัวผา สามารถทําไดจากการปก หรือจับสม็อค เปนตน
43 พื้นผิวในการสรางสรรคงานรูปลักษณอาหาร เปนสวนประกอบของวัตถุดิบจากธรรมชาติที่ มนุษยนํามาปรุงแตงพื้นผิวในการออกแบบสรางสรรค อาหารจึงมีทั้งพื้นผิวธรรมชาติและพื้นผิวที่เกิด จากการจัดกระทํา ซึ่งผูที่ออกแบบสรางสรรคและนําเสนออาหารจําเปนตองรูลักษณะของพื้นผิวตางๆ เพื่อมาจัดกระทําแตจริงแลวพื้นผิวจากวัสดุที่เปนธรรมชาตินั้น จะสามารถกลมกลืนเขากันได แต พื้นผิวที่เรานําไปจัดกระทํานั้นตองคํานึงถึงความสอดคลองแนวคิดและความรูสึกที่จะเกิดขึ้น การใชพื้นผิวการสรางสรรคศิลปะ แบงหลักการประยุกตใชไดดังนี้ 1) การสรางพื้นผิวดวยทัศนธาตุตางๆ การใชทัศนธาตุในการสรางพื้นผิวได ตั้งแต จุด เสน สี น้ําหนัก แสงเงา รูปราง และรูปทรงซึ่งการสรางพื้นผิวในลักษณะนี้ จะตองคํานึงถึงเนื้อหาที่จะเกิด หรือใสลงไปในผลงาน มักจะเปนวิธีการผสมผสาน โดยคํานึงถึงหลักของจังหวะ พื้นผิวในแตละพื้นผิว จะมีความกลมกลืนกัน แตหากนํามาใชในปริมาณตางกันจะสรางจุดเดนของผลงาน ในสวนที่มีปริมาณ มากกวาจะใหความโดดเดนมากกวาสวนที่มีปริมาณนอย เชน การใชจุดในการแตมลงไปบนพื้นผิว การใชเสนขีดใหเปนรองรอย การใชสีที่ทิ้งรอยทีแปรง หรือการแสงเงาคาน้ําหนักที่ตางกันออกไป สลับกันเปนชวงชวง เปนตน (ภาพที่ 2.23) ภาพที่2.23 การสรางพื้นผิว ภาพเปนการใชพื้นผิวของจุดแทนพื้นผิวของกอนหิน และเสนแทนพื้นผิวของไม 2) การสรางพื้นผิวโดยใชวัสดุ ลักษณะนี้เปนการใชวัสดุที่มีพื้นผิวตางกันนํามาสรางผลงานสิ่ง ที่ตองคํานึงถึง สัดสวนและปริมาณของวัสดุนั้น ที่จะสงเสริมเนื้อหาเรื่องราวของผลงานรวมถึงความ หยาบเรียบขรุขระที่จะเกิดขึ้น ที่ตองมีสัดสวนแสดงใหเห็นพื้นผิวหลักของชิ้นงานและพื้นผิวรอง หรือ พื้นผิวที่ชวยเสริมจินตนาการความรูสึกการใชพื้นผิวในลักษณะนี้จะปรากฏไดทั้งงานประติมากรรม สถาปตยกรรม รวมถึงงานปะติด (Collage) (ภาพที่ 2.24)
44 ภาพที่ 2.24 การสรางพื้นผิวโดยใชวัสดุ ที่มา : ผลงานนักศึกษาปการศึกษา 2558 นางสาวจิระประภา ตั้งนิกร และนางสาวสุธิศา หงสทา การใชดายขนาดตางๆ มาปกลงบนกระดาษแทนการวาดซึ่งไดทั้งลายเสนและพื้นผิวของเสนดายใหอารมณของพื้นผิว วัสดุที่แตกตางกัน 3) การใชพื้นผิวแบบอัตราสวน การใชพื้นผิวแบบอัตราสวนนั้นโดยสวนใหญจะมีลักษณะ คลายกับหลักการใชพื้นผิว ที่สอดคลองกับการใชสีตัดกัน เชน การใชอัตราสวนพื้นผิวแบบ 70 ตอ 30 หมายความวา การใชอัตราสวนของพื้นผิวชนิดหนึ่งที่มีความหยาบเรียบ หรือขรุขระที่ 70 และอีกชนิด หนึ่งที่มีความตางกันที่ 30 ซึ่งนี้เปนอัตรารอยละของพื้นที่จัดที่คํานวณอัตรา คํานวณดวยความรูสึก คํานวณดวยการวัด หรือ การกะประมาณ ดวยสายตาก็ยอมได(ภาพที่ 2.25) ซึ่งตองคํานึงถึงอารมณ ความรูสึก การเลือกใชพื้นผิวจะมีอารมณความรูสึกที่ตางกันออกไปของพื้นผิววัสดุตางๆ และขึ้นอยู กับองคประกอบการตางได ซึ่งตางกับความรูสึกที่เกิดจากเสนที่สามารถ กําหนด ความรูสึกของเสนใน แตลักษณะไดชัดเจน ดังนี้ - พื้นผิวที่เปนหนามแหลมคม ใหความรูสึกถึงอุปสรรค ความรูสึกเจ็บปวด เชนพื้นผิวของผิว ทุเรียน - พื้นผิวที่มันวาว ใหความรูสึกถึงความสงบเรียบหรูหรา เสน พื้นผิวของทองคํา พื้นผิวของ กระจกหรือพื้นผิวของแผนสแตนเลส - พื้นผิวที่มีความขรุขระเปนตุมนูน และมีความมันวาวเปนบางสวน ใหความรูสึกถึงความนา เกลียดขยะแขยง ความรูสึกเหนื่อยหนัก ไมสบาย เชนพื้นผิวของผิวหนังคางคก หรือสัตวบางชนิด - พื้นผิวที่มีรอง หลุม หรือ ชองรูเล็กๆ ตอเนื่องกัน ใหความรูสึกถึงความละเอียด นุมนวล ละมุนละไม เชน ผิวของเด็ก แตหากมีหลุมใหญนอยสลับกันไป กลับจะใหความรูสึก ถึงความกระดาง นารังเกียจ
45 - พื้นผิวที่มีสวนเติมออกมาจากบริเวณระนาบ เชน ขน ปม หรือ ดาย หากมีปริมาณนอยจะ ใหความรูสึกถึงความ อับเฉา หรือ รวงโรย หากมีปริมาณมากหนาแนน เชน ผืนพรม ก็จะใหความรูสึก ถึงความนุมนวล เบา หรือ ฟุงกระจาย เปนตน - พื้นที่วางระหวางชองไฟมาก จะใหความรูสึกเหมือนสวางกวาพื้นผิวที่มีชองวางระหวาง ชองไฟของรูป หรือ ลายตางๆ นอย ภาพที่2.25 พื้นผิวแบบอัตราสวน สรุป ทัศนธาตุเรื่องจุด เปนสิ่งที่สําคัญและขาดไมไดในการนําไปสรางสรรคผลงานศิลปะและการ ออกแบบ จุดเล็กๆ สามารถสรางสรรคไดแมกระทั่งความรูสึกระยิบระยับ ความรูสึกเคลื่อนที่ หรือ ความรูสึกแผกระจาย โดยการประยุกตใชในการสรางสรรคนั้นประกอบดวย การเรียงจุดในลักษณะ ตางๆ การเรียงจุดเปนลวดลาย และการเรียงจุดเปนรูปราง-รูปทรง สวนทัศนธาตุเรื่องเสน ในทาง เรขาคณิตเสนเกิดจากจุดที่เรียงตอกัน แตเสนมีมิติสําหรับการมองแบบความยาวมากกวาความกวาง เสนมีความหมายในตนเองโดยไมจําเปนตองอาศัยองคประกอบอื่นๆ การใชเสนในการสรางสรรค ศิลปะ ประกอบดวย ทัศนียภาพวิทยาเชิงเสน การใชเสนลวงตา การสรางการเคลื่อนไหวของเสน และการใชเสนสื่อความหมาย และพื้นผิว คือ ลักษณะของความหยาบ เรียบ ขรุขระ ที่เกิดขึ้นจริง หรือการใชทัศนธาตุ ซึ่งแบงประเภทได 3 ประเภท คือ พื้นผิวจริงของวัสดุ พื้นผิวเสมือน และพื้นผิว ประดิษฐตามจินตนาการ เมื่อนํามาใชสรางสรรคศิลปะมีวิธีการ คือ การสรางพื้นผิวดวยทัศนธาตุตางๆ การสรางพื้นผิวโดยใชวัสดุ และ การใชพื้นผิวแบบอัตราสวน ทั้งจุด เสน และพื้นผิวตองอาศัยทัศน ธาตุอื่นๆ ในการสรางสรรคศิลปะโดยเฉพาดการประกอบใหเปนรูปทรง และการใชบริเวณวางเพื่อ สรางความงามแลแนวคิดที่จะนําเสนอในบทตอไป
46 คําถามทบทวน 1. จงบอกความหมายของจุด เสน และ พื้นผิว ตามที่ทานเขาใจ 2. จงอธิบายลักษณะของจุด เสน และ พื้นผิว 3. จงบอกประเภทของจุด เสน และ พื้นผิว พรอมอธิบายรายละเอียด 4. จงยกตัวอยางจุด เสน และ พื้นผิว ในงานศิลปะประเภทตางๆ มา 3 ตัวอยาง 5. จงบอกวิธีในการสรางสรรค จุด เสน และ พื้นผิว ในงานศิลปะ
47 เอกสารอางอิง ภาษาไทย กุลนิดา เหลือบจําเริญ. (2556). องคประกอบศิลป.กรุงเทพฯ: สกายบุกส. ฉัตรชัย อรรถปกษ. (2554). องคประกอบศิลปะ. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน. ชลูด นิ่มเสมอ. (2557). องคประกอบของศิลปะ. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพอมรินทร. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานพุทธศักราช 2554. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. สมชาย พรหมสุวรรณ. (2548). หลักการทัศนศิลป. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพแหงจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. ภาษาอังกฤษ 3D production and Architectural Magazine (2015).House. [Online] Accessed5 August 2015. Available from: https://facebook/ 3D production and Architectural Magazine Christopheruveniodesign. (2015). Dot Fashion. [Online] Accessed 5 August 2015.Available from: http://christopheruveniodesign.blogspot.com /2015/03/dolce-gabbana-love-of-polka-dots.html?m=1 Laura Payne. (2002). Essential History of Art. China: Parragon Pubishing Book. Strickland, C. (2007). The Annotated Mona Lisa. Wilton, Connecticut USA: John Boswell Management.
48
บทที่ 3 ทัศนธาตุ : รูปราง – รูปทรง และบริเวณวาง รูปราง - รูปทรง เปนสิ่งสําคัญในการสรางศิลปะประเภทตางๆ วัตถุสวนใหญแลวเกิดจากรูป หรือรูปราง หมายถึง ลักษณะที่ปรากฏเปนแบนเปนระนาด ปรากฏความเปน 2 มิติรูปรางนั้นจะมี ความสัมพันธกับพื้น และทําใหเห็นขอบเขต อาณาเขต หรือ พื้นที่ของสิ่งที่จะปรากฏขึ้นในภาพ สวน รูปทรงนั้น เปนลักษณะที่มีความนูนหนาลึกเวาที่เปนลักษณะ 3 มิติ ซึ่งรูปทรงนั้นมีความสําคัญกับงาน ศิลปกรรมประเภทประติมากรรมสถาปตยกรรมรวมถึงงานออกแบบ รูปทรง ถือวาเปนศิลปะของคน ตาบอด เพราะวาคนที่ไมสามารถมองเห็นไดก็สามารถจะสัมผัสและเกิดความรูสึกกับศิลปะชิ้นนี้ไดงาย สวนบริเวณวางเปนทัศนธาตุ ที่ใหความรูสึกถึงความวางโลง แตเสริมความรูสึกในการชมผลงาน ศิลปกรรมนั้น พื้นที่วางที่เหมาะสมจะชวยใหผลงานดูเหมาะสมไดสัดสวน พื้นที่วางมากจะให ความรูสึกถึงความโลงโปรงสบาย ในขณะที่พื้นที่วางนอยจะใหความรูสึกถึง ความอึดอัด หรือความ สนุกสนาน แตก็มีการรวมตัวของกลุมและมวลของสิ่งตางๆ ไมนาเบื่อและจําเจ ซึ่งรูปราง - รูปทรง เปนทัศนธาตุที่สัมพันธกับบริเวณวาง เพราะมีทั้งบริเวณวางในรูปราง รูปทรงและภายนอกรูปทรงที่ ตองอาศัยความเขาใจของทัศนธาตุทั้งสาม ดังจะนําเสนอตอไปนี้ 1. ความรูทั่วไปเกี่ยวกับรูปราง - รูปทรง รูปราง –รูปทรงเปนทัศนธาตุที่สรางใหเกิดองคประกอบของรูปและภาพในงานศิลปะที่สําคัญ ซึ่งมีความเกี่ยวของกับการจัดวาง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1.1 ความหมายของรูปราง –รูปทรง ความหมายของรูปรางในทางศิลปะนั้นโดยสวนใหญแลวจะหมายความถึงการเปน ลักษณะ 2 มิติ ดังมีความหมายตางๆ ที่จะยกตัวอยาง ดังนี้ ราชบัณฑิตยสถาน (2556, น.1011) ใหความหมายของ รูปราง ในทางศิลปะ หมายถึง สิ่งที่ เห็นแตเพียงขอบนอกเปนกําหนดมีลักษณะจํากัดเพียงความกวางกับสูง เชน รูปรางพื้นฐาน ไดแก รูป สามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยม หรือ รูปวงกลม เปนตน สอดคลองกับความหมายของรูปรางที่ ฉัตรชัย อรรถ ปกษ (2554, น.39) ใหนิยามความหมายของรูปรางไว2 ลักษณะ คือ 1) การนําเสนมาประกอบกัน ใหเกิดความกวางและความยาวไมมีความหนาหรือความลึกมีลักษณะ 2 มิติ และ 2) รูปแบบที่เปน 2 มิติ จะแสดงพื้นที่ผิวเปนระนาบแบนไมแสดงความเปนปริมาตร สวน ชลูด นิ่มเสมอ (2557, น.267) ไดอธิบายความหมายของ รูปราง โดยใชปริมาตรและมวลเปนตัวเทียบวารูปราง เปนแบบรูปที่เปน 2 มิติ แสดงเนื้อที่ของผิวที่เปนระนาบมากกวาจะเปนแบบปริมาตรหรือมวล
50 จากความหมายขางตน ที่ไดนําเสนอมาสรุปไดวา รูปราง คือ สวนที่เปนพื้นที่ซึ่งเปนบริเวณที่ แบนราบ อาจจะมีเสนรอบนอกหรือเปนความแตกแตงระหวางรูปกับพื้นก็ได รูปรางจะมีการแสดงเนื้อ ที่ของพื้นผิวมากกวา และมีลักษณะจํากัดเพียงความกวางกับสูง รูปรางพื้นฐานเปนรูปรางเรขาคณิต เชน รูปเหลี่ยมแบบตางๆ หรือ รูปวงกลม เปนตน (ภาพที่ 3.1) ภาพที่ 3.1 ภาพเปรียบเทียบรูปรางวงกลม และรูปทรงกลม ในภาพเปนการเปรียบเทียบรูปรางวงกลมซึ่งเปนบริเวณที่แบนราบ กับรูปทรงกลมที่เปนการลงคาน้ําหนักที่แตกตางกันทําใหเกิดแบบปริมาตรหรือมวล ความหมายของรูปทรงจะกินความถึงการเปนวัตถุจริงหรือวัตถุเสมือนที่มี3 มิติ ซึ่ง นักวิชาการดานศิลปะไดเสนอความหมายตางๆ ดังนี้ ราชบัณฑิตยสถาน (2556, น.1010) ใหความหมายรูปทรงในทางศิลปะวา หมายถึง สิ่งที่เห็น เปนกลุมกอนหรือเห็นตั้งแต 2 ดานขึ้นไป มีลักษณะจํากัดดวยความกวางหนา หรือ ลึกและสูง เชน รูปทรงพีระมิด ซึ่งฉัตรชัย อรรถปกษ (2554, น.39) ใหความหมายของรูปทรงที่ครอบคลุม 2 ลักษณะ คือ 1) การนําเสนมาประกอบกันใหเกิด ความกวาง ความยาว ความหนา หรือ ความลึก มี ลักษณะ 3 มิติ และ 2) สิ่งที่มีลักษณะแนนทึบแบบ 3 มิติเชน งานประติมากรรม งานสถาปตยกรรม หรือ ลักษณะที่มองเห็นเปน 3 มิติในงานจิตรกรรม ในความหมายที่สองนี้สอดคลองกับความหมาย ของ กําจร สุนพงษศรี (2555, น.220) กลาวถึง รูปทรงในทางประติมากรรม หรือ งานที่มีลักษณะ 3 มิติ วา เปนรูปทรงที่มีลักษณะ 3 มิติ กินเนื้อที่วางในอากาศ เปนรูปทรงของวัตถุจริงเปน ประติมากรรมรูปลอยตัว (Round sculpture) และ ประติมากรรมนูนต่ํา จากที่เสนอความหมายของรูปทรงนั้น คือ วัตถุ หรือ วัตถุประกอบจากวัตถุหลายชนิดเกิด เปนมวล ในลักษณะนี้เปนรูปทรงที่เกิดจากการนําวัตถุตางๆ ที่เปนสวนประกอบของผลงานศิลปะนั้นๆ มาจัดวางเปนกลุมเพื่อใหเปนมวลหลักซึ่งตองคํานึงถึงพื้นที่วางดวย รูปทรงที่รวมกันเปนมวลทั้งกลุม ใหญ และเล็ก หรือ เปนกลุมเดียวเพื่อใหเกิดความงามและเอกภาพตามเนื้อหา สําหรับใน
51 ประติมากรรมรูปทรงที่เปนรูปทรงเดียวเกิดที่เกิดจากความนูนหรือลึก หลากเปนรูปทรงประกอบก็จะ สรางความโดดเดนจากการมีขนาดที่ใหญและปริมาตรที่มากกวา สวนในงานสองมิติ รูปทรงสามารถ สรางขึ้นจากการสรางคาสีหรือน้ําหนักที่มีมิติ (ภาพที่ 3.1) โดยคุณลักษณะและหนาที่ของรูปรางและ รูปทรงไวดังนี้ 1) รูปรางเกิดจากวัตถุที่เรียบแบน เปนลักษณะที่เปนสองมิติที่ไมเนนความหนา 2) รูปรางมีลักษณะเปนเสนรอบนอกของสิ่งตางๆ 3) รูปทรงเปนวัสดุตางๆ ที่มีลักษณะ 3 มิติ คือ มีความกวาง ความยาว ความหนาหรือลึก มี พื้นที่ทึบตันในอากาศ 4) รูปทรงที่เกิดจากการประกอบกันของวัตถุหลายชนิดจะเกิดเปนมวล 5) การรวมตัวกันของรูปรางและรูปทรงทําใหเกิดจุดเดน 6) รูปรางและรูปทรงมีเนื้อหา ความหมาย และ การสื่อความรูสึกตามที่กําหนดให นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เกี่ยวของรูปรางและรูปทรง คือ (กําจร สุนพงษศรี, 2555, น.244 ) ปริมาตร (Volume) เปนทัศนธาตุอยางหนึ่งที่สําคัญมีความสัมพันธกับรูปทรง ปริมาตรมี ความสําคัญในงานประติมากรรม เพราะงานประติมากรรมจะเสนอรูปทรงที่มีลักษณะความเปน รูปทรงแนน ทึบตัน หรือ Solid form ความสวยงามของปริมาตรนั้นขึ้นอยูกับความทึบตันที่มีความ สมจริง เชน ความสมจริงของรูปตางๆ ทั้ง คน สัตวสิ่งของ รวมถึงสถาปตยกรรม มวลหรือมวลปริมาตร เปนทัศนศิลปธาตุในงานประติมากรรม มวลปริมาตรมักจะหมายถึง การที่นํารูปตางๆ มาประกอบการใหเกิดมีกลุมกอนขนาดใหญ หรือเรียกวา มีมวลขนาดใหญ เพื่อใหดู ถึงความเนนหนักของเนื้อหา ความสงางามแบบความนาเกรงขาม 1.2 ประเภทของรูปราง – รูปทรง ในงานศิลปะ ลักษณะของรูปทรงตางๆ จากการมองเห็นในงานศิลปะทัศนธาตุที่จะเกิดขึ้นเวลามีดังนี้ (สมชาย พรหมสุวรรณ, 2548, น.75-76 และ สุชาติ เถาทอง, 2539, น.144) 1) รูปรางและขนาด (Shape and Size) รูปรางจากรูปทรงโดยการจินตนาการถึงเสนขอบภายนอกวาสิ่งนั้นมีรูปราง เหมือนกับอะไรประกอบไปดวยรูปรางอะไรที่เกิดเปนรูปทรงนั้นๆ ซึ่งจะมีขนาดแตกตางออกไปทาง ตามระยะใกลไกลของการมอง และขนาดของวัตถุชิ้นนั้นเอง 2) สีและน้ําหนักออนแก ในตัววัตถุเมื่อมี แสงเงาเขามากระทบจะทําใหเกิดคาสีที่มีน้ําหนักออนแกแตกตางกันออกไป จะปรากฏความมีมิติ ความมีรูปทรง และ ความมีพื้นที่ในอากาศขึ้น และ 3) พื้นผิว (Texture) ในตัวของรูปทรงตางๆ จะมี พื้นผิวปรากฏ เพราะรูปทรงที่เปนงาน 3 มิติจะตองสรางขึ้นจากตัววัสดุซึ่งวัสดุนั้นยอมมีพื้นผิวเปน คุณสมบัติเบื้องตนของวัสดุตางๆ
52 กําจร สุนพงษศรี (2555, น.220-221) แบงแยกประเภทของรูปรางและรูปทรงตามการ ถายทอดไว 3 แบบ คือ 1 ) แบบเรขาคณิต (Geometric form and shape) คือ รูปราง และ รูปทรง เกิดจากการ รวมกันของเสนตรง วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ซึ่งเปนเสนเชิงของเรขาคณิตมาประกอบเปนรูปราง หรือ รูปทรง 2 ) แบบจากสิ่งมีชีวิต หรือ รูปทรงอินทรียรูป (Organic form and organic shape) หรือ รูปทรงเชิงชีวภาพ (Bio orphic from-shape) ที่นํารูปทรงจากสิ่งมีชีวิตตางๆ มาสรางเลียนแบบเปน งานศิลปสวนใหญจะมีลักษณะคราวๆ มีการลดตัดทอนบาง แตยังตองเห็นภาวะของรูปทรงเดิม 3 ) แบบอิสระ หรือ รูปทรงอิสระ (Free form) คือ รูปรางและรูปทรงที่เกิดขึ้นอยางอิสระ ตามจินตนาการตามความคิดอาจจะเปนการผสมผสานระหวางรูปทรงเชิงเรขาคณิตและรูปทรงเชิง อินทรียก็ได ซึ่งเปนรูปทรงที่แสดงการสรางสรรคของศิลปนมาก และสามารถแสดงใหเห็นเนื้อหาของ ภาพ ตามจินตนาการของศิลปนได ภาพที่ 3.2 รูปรางและรูปทรงตางๆ ภาพแสดงรูปรางเรขาคณิต รูปทรงเรขาคณิต และ รูปทรงอิสระจากรูปทรงจากธรรมชาติ ประเภทของรูปรางและรูปทรงตามลักษณะมวลปริมาตรและบริเวณวาง ประกอบดวย
53 1) รูปราง-รูปทรงเปด (Opened form-shape) เปนรูปรางและรูปทรงที่เปดใหเห็นบริเวณ ภาพของพื้นที่ภายใน เปนสวนที่สรางใหเกิดความมีสุนทรียภาพ ในประติมากรรม ตัวอยางเชน การ ปนดินใหเปนรูปแจกันหรือควักดินออกบางสวนเผยใหเห็นทรวดทรงภายใน สวนในงาน สถาปตยกรรม หมายถึง พื้นที่ใชสอยที่ทําใหเกิดอากาศถายเททําใหเกิดชองแสงทําใหเกิดพื้นที่ที่ควร เขาไปอยูอาศัยได ภาพที่ 3.3 รูปทรงเปดของประติมากรรม ที่มา: คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2540, น.266 ภาพแสดงใหเห็นการเปนรูปทรงเปดที่มีการตัดผาตรงกึ่งกลางของรูปทรง ใหความรูสึกถึงแยกออกจากกัน 2) รูปรางและรูปทรงปด (Close form-shape) หมายถึง รูปรางและรูปทรงที่มีความทึบตัน ใหความสําคัญกับพื้นที่ในอากาศ รูปทรงปด ของสถาปตยกรรมไมเนนใชประโยชนไดจากภายใน มุงเนนใหเกิดความสวยงามของรูปทรงอากาศไมถายเท เชน สถูป เจดียพีระมิด เปนตน (ภาพที่ 3.4) ภาพที่ 3.4 รูปทรงปดของประติมากรรม ที่มา: ธนาคารแหงประเทศไทย, ม.ป.ป., น.142 ประติมากรรมนี้แสดงรูปทรงปดคลายรางกายมนุษยที่มีการตัดทอน รูปทรงอันแสดงรูปทรงที่สอดคลองเคลื่อนไหว สอดรับกัน และมีบางสวนที่มีการเชื่อมตอ
54 1.3 การสรางสรรครูปราง – รูปทรง ในงานศิลปะ รูปราง - รูปทรงในการสรางสรรคงานจิตรกรรมและงานภาพพิมพ รูปรางรูปทรงในงาน จิตรกรรม รูปรางและรูปทรงมีอิทธิพลในการรวมกันเปนกลุมกอนจัดโครงสรางของภาพใหเกิดเปน เอกภาพและสรางจุดเดนขึ้นมา รูปราง - รูปทรงในการสรางสรรคประติมากรรม จะเปนรูปทรงจริง (Actual form) รูปทรงมี ความสําคัญอยางยิ่ง เพราะ รูปทรงเปนสิ่งสําคัญกับประติมากรรม ซึ่งจะถายทอดรูปทรงในงาน ประติมากรรมมี ทั้งรูปทรงปด และรูปทรงเปด ในสวนรูปทรงปดจะแสดงใหเห็นโครงสรางภายนอก เปนหลักอาจจะมองเห็นเปน รูปที่มีความเหมือนจริง หรือมีการดัดแปลง ตัดทอน หรือถายทอด โดย นามธรรม รูปราง - รูปทรงในการสรางสรรคงานสถาปตยกรรม ในงานสถาปตยกรรมถือเปนทัศนศิลปที่ เปนโครงสรางและเปนรูปทรงขนาดใหญ ดังนั้นสถาปนิกผูออกแบบจําเปนตองคํานึงถึงรูปทรงที่จะ ปรากฏขึ้น ความสวยงามของสถาปตยกรรมมักจะใหเห็นรูปทรงของอาคารในลักษณะตางๆ ทั้งรูปทรง เรขาคณิต รูปทรงที่กลมกลืนกับธรรมชาติ และรูปทรงที่อิสระ รูปราง - รูปทรงในการสรางสรรคงานออกแบบตกแตงภายใน รูปรางรูปทรงของสิ่งของ เฟอรนิเจอรเครื่องเรือนตางๆมีความสัมพันธ ใหคุณคาและสําคัญตอการออกแบบ ตกแตงภายในหอง ใหมีรูปลักษณมีเนื้อหาเรื่องราวที่แตกตางกันออกไปตามรสนิยมของผูอยูอาศัย รูปราง - รูปทรงในการสรางสรรคงานออกแบบเลขนศิลปหรือกกราฟก รูปรางจะมีอิทธิพล มากกวา รูปทรงรูปรางนั้น มีความสัมพันธระหวางรูปและพื้น เลขนศิลปมักจะใชรูปราง งายๆ เรียบๆ เพื่อสื่อความหมายใหเห็นเปนเชิงสัญลักษณที่เขาใจไดงายและจดจําไดงายเพื่อการออกแบบสิ่งตางๆ เชน โปสเตอร นามบัตร หรือ ฉลากสินคา เปนตน รูปรางและรูปทรงในการสรางสรรคงานออกแบบเสื้อผาเครื่องแตงกาย รูปทรงมีความสําคัญ อยางยิ่งผูออกแบบจําเปนจะตองคํานึงถึง รูปรางภายนอกของผูสวมใส เพื่อแกไขปญหาและเสริม จุดเดนใหเกิดความสวยงาม ผูออกแบบจะคํานึงถึงเสนขอบภายนอกรูปรางของผูคน ในลักษณะตางๆ เพื่อใหเกิดการออกแบบที่มีความสวยงามลงตัว เชน ถาตองการใหเกิดรูปทรงนาฬิกาทรายผูออกแบบ จําเปนจะตอง รัด เนนสวนตัวเอง เอวใหมีความเล็กลงและเปดเผย หรือ เสริมสวนไหลใหแผออก เชนเดียวกับสวนสะโพกที่ตองเสริมใหกวางออก เพื่อใหความรูสึกเวาคอดในสวนของเอวของผูสวมใส รูปรางและรูปทรงในการสรางสรรคงานออกแบบตกแตงรูปลักษณอาหาร รูปรางและรูปทรง มีความสําคัญมากกับงานออกแบบตกแตงรูปลักษณอาหารที่ตองแสดงออกทางรูปทรงเปนสําคัญ แบงเปนประเภทหลักได2 ลักษณะตามกระบวนการของการไดมา รูปราง-รูปทรงที่เกิดขึ้นจาก
55 ธรรมชาติหรือตัววัตถุดิบตางๆ ไดแก รูปทรงของใบไม ผลไมตางๆ ปลาทั้งตัว เปนตนและ รูปรางรูปทรงที่ประดิษฐ เกิดจากวิธีการตัด หั่น จัก สลัก ซอย ซึ่งเปนรูปทรงที่ทําใหเกิดความสวยงามตรง ตามแนวคิดหรือโจทยได เชน แนวคิดอาหารในวันวาเลนไทน จําเปนตองตัดผักตางๆ ใหเปนรูปหัวใจ เพื่อสื่อสารตามแนวคิดของ การใชรูปราง – รูปทรงในการสรางสรรคศิลปะ แบงหลักการประยุกตใชไดดังนี้ 1) การสรางมิติ เปนหลักของการสรางรูปทรงใหเกิดมิติ ระยะ ลึก ตื้น ใกลและไกล มีดวยกัน 2 ลักษณะ คือ การใชหลักทัศนียภาพวิทยา (Perspective) เปนการสรางรูปทรงใหเลือกตามลักษณะ ของจุดรวมสายตา (Vanishing point) ซึ่งอยูบนเสนระดับตาที่เรียกวา Eye level นอกจากนี้ยัง สามารถใชขนาดและน้ําหนักสรางมิติได โดยใชหลักวัตถุจะตองมีความลึกหนาใกลไกลโดยไม จําเปนตองใชแสงเงา และการใชน้ําหนักหรือคาสีออนแกเปนหลักการพื้นฐานของการสรางมิติในงาน จิตรกรรมและภาพพิมพการใชน้ําหนักแสงเงาจะชวยทําใหเกิดมิติขึ้น หรือในงานประติมากรรมบางชิ้น ก็สามารถจะใชแสงเงาชวยใหเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นจากรองรอยของสนิมของวัตถุหรือโลหะตางๆ ภาพที่ 3.5 การสรางมิติ ภาพเปนการสรางมิติโดยใชรูปทรงของตนไมหลายๆ ขนาด ตามระยะใกลไกล 2) การถายทอดรูปราง – รูปทรง มีลักษณะการถายทอด ดวยกัน 3 แบบ คือ แบบเหมือนจริง โดยจัดวางใหเกิดสมดุลใกลเคียงกับรูปรางและรูปทรงที่มองเห็น (Realistic) รูปรางและรูปทรง ที่ถายทอดแบบเหมือนจริงจากธรรมชาตินั้น มีความเหมือนจริงควรจะอยูประมาณ รอยละ 100-80 ของผลงาน หมายความวาเมื่อถายทอดสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากธรรมชาติแลว ควรจะมีความ เหมือนใกลเคียงกัน โดยไมมีการดัดแปลงเพิ่มเขา หรือ ทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปรางและรูปทรง อยางใดอยางหนึ่ง
56 ภาพที่ 3.6 การถายทอดรูปรางและรูปทรงตามความเปนจริง แบบตัดทอนบางสวน (Distortion) เปนลักษณะอยางหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงรูปทรงใหเกิด ความเปลี่ยนแปลง จะตัดออกบางสวนบางชวงใหเกิดเปนรูปทรงตางๆ รวมถึงลักษณะของการแยก รูปทรงออกโดยการหั่นตัดแบง การถายทอดรูปรางและรูปทรงในลักษณะการตัดทอนนี้หากมีการ ตัดออกจะเกิดเปนโครงสรางใหมเราจะเรียกวา การสรางขึ้นมาให (Reconstruction) เปนการ เปลี่ยนแปลงแบบตัดทอนและเปลี่ยนไปสูรูปรางใหมที่ตางจากเดิม เชน การใชกลองเหล็กควบคุม รูปทรงของแตงโมทรงกลม ใหกลายเปนรูปทรงสี่เหลี่ยม หรือ การตัดทอน รายละเอียดบางอยางของ รูปราง- รูปทรง รวมถึงคาน้ําหนักของสีในภาพเขียนออกบางสวน (ภาพที่ 3.7) เปนตน ภาพที่ 3.7 การถายทอดโดยตัดทอนบางสวน ภาพเปนการตัดทอนในรูปทรงพุมและคาน้ําหนักของตนไม แบบเพิ่มเขา (Adding) การเพิ่มเขาทําไดดวยกันหลายลักษณะ ไดแก การประกอบการโดย การตอ การประกบ การนํามุมตอมุม และ การนํามุมตอดาน เชน การเพิ่มเขาแบบดานตอกัน การ
57 เพิ่มเขาแบบ การเชื่อมตอระหวางจุดใดจุดหนึ่งกับดานใดดานหนึ่ง และการวางสิ่งของนั้นทับซอนกัน ในลักษณะรวมกัน สุดทายเปนการวางสิ่งของอยางหนึ่งซอนไปอยางหนึ่ง ใหเกิดลักษณะของการสอด หรือหุมหอสิ่งนั้นไว เชน การเพิ่มเขาของรูปทรงหนามนุษยในตนไม(ภาพที่ 3.8) ภาพที่ 3.8 การเพิ่มเขา การเพิ่มเขาของรูปทรงหนามนุษยในตนไม แบบบิดรูปรางและรูปทรง การบิดเปนการสรางสรรครูปรางและรูปทรงอยางหนึ่ง ใหเกิด ความรูสึกถึงการเปลี่ยนแปลงการบิดนั้นทําไดหลายอยาง เชน การบิดรูปทรงในบางสวนการบิด รูปทรง ทั้งมวลของรูปทรง หรือ การบิดรูปทรงแลวนํามาประกอบกับรูปทรงปกติการบิดนั้น จะทําให เกิดความรูสึกถึงการเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนที่ การเลื่อนไหล รวมถึงการประกอบการโดยการ บิด หรืองอใหเปนเกลียว (ภาพที่ 3.9) ภาพที่ 3.9 การบิด ภาพแสดงการบิดรูปทรงขแงลําตนและใบของตนไม
58 3) การสรางความสัมพันธของรูปราง – รูปทรง มีหลายลักษณะ ไดแกการประกอบการโดย วางชิดกัน การประกอบกันโดยการคาบเกี่ยว และ การทับซอนกัน การวางชิดกัน คือการวางรูปราง – รูปทรง ใหชิดกันติดหรือมีสวนใดสัมผัสกันเลย การประกอบกันโดยการคาบเกี่ยวคือ การมีสวน หนึ่งสวนใดหรือหลายสวนของรูปราง – รูปทรง เกี่ยวสัมพันธกันมากกวาหนึ่งจุด และ การใชวิธีการ ทับซอน หรือ Overlapping เปนหลักของการทับซอนของวัตถุที่อยูไกลจะถูกวัตถุที่อยูใกลทับซอนอยู ดานหนา เมื่อเราวางไวในลักษณะอยางนี้จะทําใหวัตถุที่ถูกสอนอยูจะกลายเปนวัตถุที่อยูดานหลังทันที เกิดมิติขึ้นมาในรูปทรง (ภาพที่ 3.10) ภาพที่ 3.10 การสรางความสัมพันธ ภาพแสดงการประกอบการโดยวางชิดกัน การประกอบกันโดยการคาบเกี่ยว และ การประกอบกันโดยการทับซอนกัน 4) การถายทอดรูปรางและรูปทรงใหเกิดภาพลวงตา (Optical illusion) หรือ แสดงภาพให ปรากฏมากกวา 1 ดาน เปนลักษณะคลายๆ กับการนําเสนอผลงานในศิลปะบาศกนิยม ที่จะนําเสนอ ผลงานในภาพแบนๆ ใหเกิดเปนงาน 3 มิติ หรือ มักจะปรากฏในจิตรกรรมไทย ที่เมื่อเห็นอาคาร สถานจากดานหนา ในสวนของดานขางซึ่งเปนสวนที่ไมมองเห็นแตในจิตรกรรมไทยจะทําลวงใหเห็น ปราสาททั้ง 3 ดานมาปรากฏอยูในดานเดียวกัน แตในสถาปตยกรรมจริงแลวลักษณะปราสาททั้ง 3 ดานนั้น ไมสามารถปรากฏขึ้นมาได เปนการปรับมุมมองใหเกิดใหเกิดมิติขึ้น (ภาพที่ 3.11)
59 ภาพที่3.11 การถายทอดใหเกิดภาพลวงตา ภาพแสดงการถายทอดเสนใหเกิดภาพลวงตาในเชิงจิตวิทยา 5) การใชรูปราง – รูปทรง โดยคํานึงถึง ความรูสึกที่มีตอรูปราง - รูปทรง แยกตามประเภท ได 2 ประเภท รูปราง-รูปทรงเดียว และรูปราง-รูปทรงประกอบ รูปราง-รูปทรงเดียว ใหความรูสึกตามลักษณะตาง ๆดังนี้ - รูปราง-รูปทรง ที่มีลักษณะเปนสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือลูกบาศก ใหความรูสึกถึงความสมดุล ความมีมาตรฐาน ความแข็งแรง - รูปราง-รูปทรง ที่มีแนวตั้งหรือความสูงมากกวาความกวางใหความรูสึกถึงความสงางาม โดดเดน หรูหรา - รูปราง-รูปทรง ที่มีลักษณะกลมมนใหความรูสึกถึงความนุมนวล เนนการเคลื่อนไหว และ เกลี้ยงกลม - รูปราง-รูปทรง ที่มีลักษณะเปนยอดแหลม สามเหลี่ยม กรวย หรือเปนตัวอักษร เอ ใน ภาษาอังกฤษ ใหความรูสึกถึงความสงา สูงสง ทะยานสูทองฟา - รูปราง-รูปทรง ที่มีลักษณะเปนหยักหรือเปนลูกคลื่น ใหความรูสึกถึงความเปนกลุมหรือการ รวมตัวกัน ถามีปลายหยักแหลมจะใหความรูสึกนาตื่นเตน และถาเปนขอบปลายมนจะใหความรูสึก นุมนวล - รูปราง-รูปทรง ที่มีลักษณะปลายโคงงอ มวน หรือปลายที่มีการสะบัดพลิ้วไหว ใหความรูสึก ถึงการเจริญเติบโต การกอกําเนิดหรือความออนเยาว
60 รูปราง-รูปทรงประกอบ โดยรูปราง-รูปทรงพวกนี้จะใหความรูสึกจากการผสมผสานตาม ความหมายของรูปรางรูปทรงเดียว ซึ่งพอสรุปเปนลักษณะสําคัญได ดังนี้ - รูปราง-รูปทรง ที่ประกอบจากรูปราง-รูปทรง สี่เหลี่ยมหรือทรงกระบอก มัดรวมกันเปนมัด ใหความรูสึกถึงความเปนกลุม ความสามัคคี หรือความมั่นคง - รูปราง-รูปทรง ที่ประกอบจากรูปราง-รูปทรง สี่เหลี่ยมหรือทรงกระบอก ที่เรียงรวมกันเปน กระโจมใหความรูสึกถึงความสงา หรูหรา และจุดศูนยรวมเดียวกัน - รูปราง-รูปทรง ที่ประกอบจากรูปราง-รูปทรง สี่เหลี่ยมหรือทรงกระบอก ที่กระจายหรือ บานออก ใหความรูสึกถึงความแตกแยก การพุงออกจากจุดศูนยกลาง หรือระเบิดออก - รูปราง-รูปทรง ที่ประกอบจากรูปราง-รูปทรง กลมมนหรือรีเรียงเปนกลุมใหความรูสึกถึง ความเคลื่อนไหว ความนุม ความออนโยน และความเปนจังหวะ - รูปราง-รูปทรง ที่ประกอบจากรูปราง-รูปทรงแบนเรียงกันเปนชั้นใหความรูสึกถึงการ ขยายตัวออกแนวกวางและความหนานุมยืดหยุน 2. ทัศนธาตุ: บริเวณวาง บริเวณวางมีความสัมพันธกับรูปราง – รูปทรงในสวนของ การเห็นรูปกับพื้น ความสําคัญของ การเห็นรูปแบบพื้นในงานทัศนศิลปไววา รูปจะถูกเพงมองกอนพื้นเสมอ รูปจะรวมตัวกัน พื้นจะอยู หลังรูป และรูปจะตัดกับพื้น รูปมักจะมีความเขมและเดนกวาพื้นรูปเปนพื้นรูปสวนหนึ่ง อาจจะใชเปน พื้นอีกรูปทรงหนึ่งก็ไดหากวางทับซอนกันความสัมพันธของรูปกับพื้น โดยสัมพันธดานปริมาณ เนื้อที่ สัมพันธดานแรง และความรูสึกเคลื่อนไหว สัมพันธดานรูปรางของพื้นและรูป สัมพันธดานน้ําหนัก หรือเขมออนสัมพันธดานลักษณะผิว (สมชาย พรหมสุวรรณ, 2548, น.93-97) ในสวนตอไปนี้จะขอ นําเสนอความหมาย ประเภทของบริเวณวางในงานศิลปะ และการสรางสรรคบริเวณวางในงานศิลปะ 2.1 ความหมายของบริเวณวาง ความหมายของบริเวณวางในทางศิลปะนั้น คือ สิ่งที่ไมปรากฏขึ้นในผลงานศิลปกรรม บริเวณ ที่ศิลปนทิ้งไวใหเกิดความโดดเดนระหวางรูป หรือผลงานนั่นคือบริเวณวาง บริเวณวางเปนทัศนธาตุ ที่ ใหความรูสึกถึงความวางเปลา แตสงเสริมความรูสึกในการชมผลงานศิลปกรรมนั้น พื้นที่วางที่ เหมาะสมจะชวยใหผลงานดูเหมาะสมไดสัดสวน ดังมีความหมายตางๆ ดังนี้ ราชบัณฑิตยสถาน (2556) ใหความหมายของ บริเวณวางโดยการแบงออกเปน 2 คํา คือ “บริเวณ” (ราชบัณฑิตยสถาน, 2556, น.655) หมายถึง พื้นที่ภายในขอบที่กําหนดไว เชน บริเวณ
61 บาน บริเวณโบสถ บริเวณวัด บริเวณสนามหลวง และ “วาง” (ราชบัณฑิตยสถาน, 2556, น.1110) หมายถึง เปลา ไมมีอะไรนอกจากตัวของมันเองที่อางถึง เชน หองวาง ที่วาง ตําแหนงวาง เมื่อรวม ความแลวนาจะหมายความถึง พื้นที่ภายในขอบที่กําหนดไวที่ไมมีอะไรนอกจากตัวของมันเองที่อางถึง สวนในทางศิลปะ ชลูด นิ่มเสมอ (2557, น. 88-89) ใหคําจํากัดความของที่วางๆ ไวดังนี้ 1) ปริมาตรที่วัตถุหรือรูปทรงกินเนื้อที่อยู รูปทรงมีลักษณะ 3 มิติ เมื่อปรากฏตัวในที่วาง ปริมาตรของรูปทรงนั้นจะเขาแทนที่ที่วางทันที ที่วางที่ถูกแทนที่ดวยรูปทรงนี้จะมีรูปทรงหรือปริมาตร เชนเดียวกับรูปทรงทุกประการ 2) อากาศที่ลอมรอบรูปทรงใดรูปทรงหนึ่ง ปรากฏในที่วางผิวนอกทั้งหมดจะเปนของรูปทรง นั้น จะถูกหอมลอมดวยอยางแนสนิทดวยที่วางทันที 3) ระยะหางระหวางรูปทรง ระยะหางระหวางรูปทรงนี้เรียกวา ชองไฟ เชน ชองไฟระหวาง ตัวอักษร ชองไฟหนังสือ หรือ ชองไฟในลายไทย เปนตน 4) ปริมาตรของที่วางที่ถูกลอมดวยขอบเขต พื้นที่วางภายในของวัตถุหรือรูปทรง เชน ภายใน หองหนึ่งจะถูกลอมดวยผนังพื้นเพดานที่วางในอุโมงค หรือที่วางภายในรูปทรงขนาดใหญ ในลักษณะนี้ มักจะเปนที่วางที่เกิดจากรูปทรงที่มีลักษณะกลวงภายใน 5) พื้นที่ของระนาบ 2 มิติ ที่จิตรกรใชเขียนรูปลงไป อันไดแก กระดาษ ผาใบ แผนไม หรือ ผนัง หรือเรียกวา แผนภาพ ซึ่งตามปกติเปนรูปสี่เหลี่ยมที่มีสวนสัดตางๆ กัน แตบางครั้งอาจจะมีรูป นอกเปนอยางอื่นๆ เชน สามเหลี่ยม วงรี หรือ วงกลม ฯลฯ 6) การแทนที่ของความลึกลงบนระนาบที่เปน 3 มิติ เปนการเขียนรูปที่ใหเห็นลวงตา มีความ ลึกใหความรูสึกถึงพื้นที่วางจากรูปที่เขียน 7) ปฏิกิริยาระหวางน้ําหนัก สี และ รูปทรงที่มีผลตอประสาทสัมผัสที่วางนี้เห็นไดชัดใน จิตรกรรมแบบประชานิยม ที่มีปฏิกิริยาระหวางที่วางกับ เสน น้ําหนัก หรือ สี ทําใหผูเห็นพื้นของภาพ ลึก ตื้น นูนหรือ เวา เปนการสรางความลึกลวงตาอีกวิธีหนึ่ง จากความหมายที่กลาวมาสรุปเชิงสังเคราะหไดวา บริเวณวาง หรือ ที่วาง คือ พื้นที่ที่ไมมีวัตถุ รูปราง และ รูปทรง หรือ องคประกอบในผลงานศิลปะเปนสิ่งที่ศิลปนตองการสรางสรรค ใหเกิดความ แตกตางกันของตัวชิ้นงานกับพื้นหรือบริเวณนั้น นอกจากนี้ยังหมายถึง ลักษณะของพื้นที่ในอากาศ และสิ่งที่สรางขึ้นใหปราศจากจากรูปทรงใด บริเวณวางมีความสําคัญอยางยิ่ง กับการสรางความโดด เดนใหกับผลงานทางศิลปะ รวมถึงการสรางงานประเภทประยุกตศิลปเพราะที่วาง ไมไดมีแตความวาง
62 เปลาเทานั้น การเลือกสิ่งตางๆ ที่เปนองคประกอบในผลงานใหสัมพันธกับที่วางยอมจะสรางความรูสึก จุดเดนและความเปนเอกภาพใหกับผลงาน โดยมีคุณลักษณะและหนาที่ของบริเวณวางไวดังนี้ 1) บริเวณวางสรางความลวงตา 2) บริเวณวางสรางรูป 3) บริเวณวางสัมพันธกับบริเวณใชสอย 4) บริเวณวางเพิ่มปริมาณในสายตา 5) บริเวณวางสรางความรูสึกหรือเนื้อหา 6) บริเวณวางสรางความเปนเอกภาพ 2.2 ประเภทของบริเวณวางในงานศิลปะ หากแบงประเภทบริเวณวางตามลักษณะที่ปรากฏในงานศิลปะ สามารถแบงได 2 ประเภท ใหญคือ บริเวณวางในงานศิลปะที่เปนสองมิติ และ บริเวณวางในงานศิลปะที่เปนสามมิติ - บริเวณวาง 2 มิติ เปนบริเวณวางที่เกิดจากพื้นที่แนวระนาบ มีความกวางและความยาว สวนใหญมักจะเกิดในงานจิตรกรรมภาพพิมพ จิตรกรจะสรางใหเกิดระยะใกลไกล นอกจากนี้ ยังมี บริเวณวางที่มีลักษณะเฉพาะ อาทิ บริเวณวางในงานจิตรกรรม (สมชาย พรหมสุวรรณ, 2548, น. 126) แบงประเภทบริเวณวางในงานจิตรกรรมไวดวยกัน 4 แบบ คือ - บริเวณวางบวก (Positive space) เปนบริเวณวางที่มีรูปทรง บริเวณวางที่ลอมรอบดวยเสน ภายใน ไมปรากฏสิ่งอื่นใดนอกจากบริเวณวางอยู เราจะเรียกวา บริเวณวางเชิงบวก หรือบริเวณวาง ภายในรูป หมายถึง บริเวณวางที่อยูในรูปทรงนั้น หรือองคประกอบหลักในภาพ ที่เปนกลุมมวลของ สิ่งของที่เรานํามาเสนอเปนกลุมใหญในผลงาน บริเวณวางในลักษณะนี้จะทําใหรูปทรงรูปรางหรือ วัตถุที่นํามาจากในศิลปะมีความชัดเจนและแยกยอยออกไปเปนกลมๆ เพื่อใหเกิดเนื้อหาและกลุม กอนขององคประกอบที่ชัดเจน แตใหความรูสึกสบายตา - บริเวณวางลบ (Negative space) หมายถึง บริเวณวางที่เปนพื้น ลอมรอบสิ่งตางๆบริเวณ วางที่เปนพื้น บริเวณที่ทําหนาที่เปนพื้นจะปรากฏในงาน 2 มิติ คือบริเวณที่เราไมไดวาด เขียนหรือ สรางสรรคสิ่งใดๆ ลงไปในภาพ ทิ้งไวเปนพื้นที่วางเปลาแนวระนาบอาจจะเปนพื้นกระดาษหรือวัสดุที่ ใชอื่นๆ บริเวณวางในลักษณะนี้จะทําหนาที่ใหตัววัตถุรูปรางหรือรูปทรงที่ปรากฏในงานศิลปะมีความ โดดเดนและมองเห็นความแตกตางระหวาง รูปทรงหรือองคประกอบนั้นชัดเจนขึ้น - บริเวณวางที่เปนกลาง (Neutral space)เปนบริเวณวางที่ไมปรากฏสิ่งใดเลยเชน บริเวณ วางของกระดาษบริเวณวางของสวนตางๆ สําหรับเขียนรูปบริเวณวางที่เปนการจัดเปนบริเวณวางที่
63 ไมไดกําหนดสิ่งใดใหเกิดขึ้นโดยสวนใหญมักจะเปนพื้นที่วางเปนบริเวณที่ศิลปนจะตั้งหารูปรางรูปทรง หรือสิ่งตางๆ ลงไปเพื่อใหบริเวณวางมีความรูสึกวามีเนื้อหาหรือสงเสริมสวนพระองคประกอบหลัก ของภาพหรือผลงานนั้น - บริเวณวางสองนัย (Ambiguous space) ไดแก บริเวณวางที่ไมปรากฏชัดเจนวาเปนรูป หรือพื้นสามารถมองไดทั้ง 2 อยางในลักษณะเดียวกัน บริเวณวาง 3 มิติ เปนบริเวณวางที่มีความกวางความยาวความลึกและมีเนื้อที่ขึ้นมาทาง กายภาพที่สามารถสัมผัสจับตองได ไดแก 1) บริเวณวางในอากาศ บริเวณวางลักษณะนี้เปนบริเวณวางที่เกิดขึ้นกับผลงาน ประติมากรรมและสถาปตยกรรม เปนบริเวณวางที่เกิดขึ้นจริงตามสภาวะของสถานที่ตั้งวัตถุๆนั้น ซึ่ง ศิลปนหรือผูสรางสรรคจะตองนําเสนอและคิดคํานวณ บริเวณวางในลักษณะนี้จะสัมพันธกับ ภูมิสถาปตย การจัดตกแตงสถานที่ตางๆ 2) บริเวณวางสําหรับการใชสอย บริเวณวางสําหรับการใชสอยเปนบริเวณวางที่สัมพันธกับ งานสถาปตยกรรมและงานมัณฑนศิลป เพราะเปนสิ่งที่ศิลปนหรือนักออกแบบจะตองคํานึงถึงการใช งาน และ การเขาใชพื้นที่ของผูคน วามีสัดสวนเหมาะสมกันหรือไมมีทิศทางการเดินอยางไร บริเวณ วางในลักษณะอยางนี้จะชวยทําใหเกิดความรูสึกสบายในเวลาอยูอาศัยหรือเขาใชอาคารสถานที่นั้น นั้น ภาพที่ 3.12 บริเวณวาง 3 มิติ ที่มา: คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2540, น.227. บริเวณวาง 3 มิติ ในผลงาน น้ําไหล เทคนิค สื่อผสม ศิลปน สรรเสริญ มิลินทสูต. ที่มีลักษณะเปนประติมากรรมการจัดวางใหมี บริเวณวางที่เปนมิติจริง มีระยะความใกลไกลจริง และมีพื้นที่จริง
64 2.3 การสรางสรรคบริเวณวางในงานศิลปะ บริเวณวางในการสรางสรรคจิตรกรรมไทย บริเวณวางในจิตรกรรมไทยนั้น โดยสวนใหญแลว จะพบในพื้นที่ดานหลังซึ่งบริเวณวางนั้น จะเปนบริเวณที่ไมใชเนื้อหาหลักศิลปนมักจะวาดสรางภาพ บริเวณวาง เปนพื้นที่โลงกวางปาเขาลําเนาไพร ทิ้งระยะไปสูทองฟาอากาศ สวนระยะใกลไกล หรือ มิติงานจิตรกรรมไทยนั้น บริเวณวางในการสรางสรรคประติมากรรม สวนใหญเปนการใชควรคํานึงถึงบริเวณวางใน อากาศสถานที่ตั้งหรือบรรยากาศลอมรอบที่มีฉากหลังเปนสิ่งตางๆ ตามที่ศิลปนตองการจะใหเกิดขึ้น วาสามารถจัดวางเหมาะสมกับประติมากรรมของตน นอกจากนี้ในงานประติมากรรมยังมีบริเวณวางที่ เกิดขึ้นภายในของประติมากรรมซึ่งเปนการ สรางชองวาง สวนเวา หรือรูหรือโพรง ใหเกิดความรูสึก ที่ โปรง โลงหรือกวาง มีสิ่งตางๆ บริเวณวางในการสรางสรรคงานสถาปตยกรรม เปนบริเวณวางที่มีลักษณะบริเวณวางจริง หรือ จับตองไดมีลักษณะเชิงกายภาพ บริเวณวางของสถาปตยกรรมปรากฏทั้งบริเวณวางภายนอก หรือ ตัวอาคารที่สูงขึ้นไปในอากาศจะตองสรางบริเวณวางที่สัมพันธกับอาคารตางๆ โดยรอบ และ บริเวณภายในบริเวณวาง หมายถึง พื้นที่ใชสอยพื้นที่สัญจรภายใน ซึ่งบริเวณบานภายในนี้สัมพันธ กับการออกแบบในสาขามัณฑนศิลป การยืมบริเวณวางที่อยูภายนอก บริเวณวางในอากาศหรือดาน นอก ดานใดดานหนึ่งของหองหากติดดวยกระจกใสมองเห็น บรรยากาศภายนอกจะทําหองนั้นดูกวาง ขึ้นหากแตหองน้ําไมมีหนาตางใดๆ เลยก็อาจจะใชกระจกเงาติดแทนเพื่อสะทอนใหเกิดมิติมุมมองที่มี ความลึกจะทําใหรูสึกบริเวณวางของหองนั้นดูกวางขึ้น บริเวณวางในการสรางสรรคงานออกแบบเลขนศิลป หมายถึง บริเวณวางที่เกิดขึ้นที่ ระหวางรูปพื้นและตัวอักษร ซึ่งบริเวณวางในงานออกแบบเลขนศิลป จะตองมีความสัมพันธ กับสิ่งที่ ผลงานนั้น ตองการนําเสนอบริเวณวางจะตองสัมพันธกับตัวอักษรหรือกลุมขอความเพื่อจะเปน เนื้อหาในการนําเสนองานออกแบบนั้น ใหมีจังหวะของภาพมีระยะพอสมควรในการอานในการกวาด สายตาดู ซึ่งหลักการของการชองไฟนั้น มีการคํานวณทําวิจัยไวอยางมากมาย เชน มุมที่คนมักจะ อานไดอยางดี คือ มุมซายบนของหนากระดาษมักจะเปนจุดแรกที่ผูอานจะพาสายตาไลลงมา หรือการ อานแบบ Capture ภาพ ตัวอักษรในงานเลขนศิลปจําเปนอยางยิ่งที่จะตองชวยใหผูอานที่มีระยะเวลา นอยสามารถ Capture สิ่งตางๆ การใชบริเวณวางในการสรางสรรคศิลปะ แบงหลักการประยุกตใชไดดังนี้
65 1) การใชบริเวณวางในลักษณะชองไฟ เปนบริเวณวางที่สัมพันธกับขนาดของบริเวณวางที่ เปนจังหวะเปนชวงๆ มีความสัมพันธกันบริเวณวางในลักษณะนี้จะทําใหเกิดจังหวะ และจะทําใหเกิด ระยะหางชองไฟเปนระยะหางที่ไมเทากันตามหลักทัศนียภาพวิทยา ในลักษณะนี้จะชวยทําใหการใช บริเวณวางของภาพมีระยะมิติใกลไกลลึกตื้นขึ้นหรือแมใชในการจัดวางตกแตงสิ่งของใดก็ตามที่ ตองการใหดูมีมิติลึกขึ้นก็สามารถจะสรางระยะใหเกิดขึ้นไดโดยการใชหลักชองไฟนี้เขามาชวยสราง ความลวงตาใหเกิดขึ้นในบริเวณวางของพื้นที่จัดแสดงผลงานนั้นหรือพื้นที่จัดตกแตงศิลปกรรมหรือ งานออกแบบนั้นๆ (ภาพที่ 3.13) ภาพที่3.13 การใชบริเวณวางในลักษณะชองไฟ ภาพแสดงบริเวณวางในลักษณะชองไฟของเทียนแตละแทง 2) การใชบริเวณวางดวยวัตถุทับซอน งานจิตรกรรมนั้นการสรางบริเวณวาง จากระยะมี ความสัมพันธกันอยางยิ่ง บริเวณวางที่ไมมีวัตถุใดมาขวางจะใหความรูสึกถึงความกวาง ความวาง หรือ ความลึกไดดีกวาบริเวณวางที่มีวัตถุมาวางไว แตหากมีวัตถุอื่นมาวางนั้นจะชวยทําใหเกิด เนื้อหา เรื่องราว เชน ภาพที่มีตนไมที่ขึ้นเรียงกัน ตั้งแตตนใหญไปตนเล็กดวยการเปลี่ยนแปลงขนาดจะทําให เกิดมิติความลึกในบริเวณวางนั้นได และทําใหเกิดความลึกมากขึ้นหากวางไวในระยะที่หางกันและมี เสนนําสายตา หรือ ภาพคนที่เรียงซอนกันมีชวยสรางใหบริเวณวางมีระยะ และเนื้อหา (ภาพที่ 3.14) ภาพที่ 3.14 การใชบริเวณวางดวยวัตถุทับซอน ภาพแสดงตนไมที่มีการทับซอนกันดานซายของภาพ
66 3) การใชบริเวณวางเพื่อสรางมิติหรือระยะ โดยลักษณะการจัดวางมีดวยกัน 3 แบบคือ การ จัดวางและการกําหนดวัตถุ (Placement and position) ใชหลักทัศนียภาพวิทยาเชิงเสน (Linear perspective) ทัศนียภาพเชิงบรรยากาศ (Atmosphere perspective) หรือทัศนียภาพเชิงสี (Color perspective) แตที่เราจะเห็นและนําไปใชไดงายที่สุดก็คือ ทัศนียภาพวิทยาเชิงเสน ที่ใชเสนเปน ตัวนําสายตา ทําใหเกิดบริเวณวางของรูปกับพื้น และบริเวณวางที่เปนระยะหางหรือชองไฟนั้นเอง (ภาพที่ 3.15) ภาพที่ 3.15 การใชบริเวณวางจากหลักทัศนียภาพวิทยาเชิงเสน ภาพแสดงการใชหลักทัศนียภาพวิทยาจากบริเวณวางที่หางออกจากกัน สรุป รูปราง เปนสิ่งสําคัญอยางยิ่ง ในการออกแบบและสรางสรรคงานศิลปกรรม รูปรางเปน พื้นฐานในการสรางสรรครูปทรง รูปรางสามารถสื่อความหมายไดเชนเดียวกับรูปทรง รูปทรงมี ความหมายและมีที่มา ทั้งรูปทรงเรขาคณิต รูปทรงที่มาจากการดัดแปลง และรูปทรงอิสระ การเขาใจ หลักการประกอบการของรูปรางรูปทรงจะชวยทําใหเกิดการสรางสรรคแบบใหมๆ เกิดขึ้น ทั้งการตัด ทอน การผสมผสาน หรือ การบิดพลิ้ว หลักการจัดวางทับซอน การเกี่ยวเนื่องและการผนึก หลักการ ลวงตาหรือ หลักการบิดพลิ้ว เปนตน สวนบริเวณวางนั้นมีความสัมพันธกับรูปราง – รูปทรง ในการ เปนรูปกับพื้น บริเวณวาง เปนทัศนธาตุ ที่อาจจะไมตองสรางสรรคหรือกระทําสิ่งใด หรือ หมายถึง บริเวณในอากาศที่เราไมไดสามารถเปลี่ยนแปลงหรือออกแบบไดเพราะพื้นที่วางจะชวยสงเสริมให ผลงานศิลปกรรมนั้นดูโดดเดน และมีเนื้อหาสาระเหมาะสม โดยมีวิธีการใชบริเวณวางในการ สรางสรรคงานศิลปะ คือ การใชบริเวณวางในลักษณะชองไฟ การใชบริเวณวางดวยวัตถุทับซอน การใชบริเวณวางเพื่อสรางมิติหรือระยะ ซึ่งทั้งบริเวณวางยังชวยเสริมความรูสึกในรูปทรงใหเดนชัดขึ้น ดวย
67 คําถามทบทวน 1. จงบอกความหมายของรูปราง – รูปทรง และ บริเวณวาง ตามความเขาใจของทาน 2. จงอธิบายลักษณะของรูปราง – รูปทรง และ บริเวณวาง 3. จงบอกประเภทของรูปราง – รูปทรง และ บริเวณวาง พรอมอธิบายรายละเอียด 4. จงยกตัวอยางรูปราง – รูปทรง และ บริเวณวาง ในงานศิลปะประเภทตางๆ มา 3 ตัวอยาง 5. จงบอกวิธีในการใชรูปราง – รูปทรง และ บริเวณวาง ในการสรางสรรคศิลปะ
68 เอกสารอางอิง ภาษาไทย กําจร สุนพงษศรี. (2555). สุนทรียศาสตร. กรุงเทพฯ :สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ มหาวิทยาลัยศิลปากร. (2540). ศิลปะรัตนโกสินทร รัชกาลที่ 9 .กรุงเทพฯ:อมรินทรพริ้นติ้งแอนดพับลิชชิ่ง. ชลูด นิ่มเสมอ. (2557). องคประกอบของศิลปะ. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพอมรินทร. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานพุทธศักราช 2554. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. ฉัตรชัย อรรถปกษ. (2554). องคประกอบศิลปะ. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน. สมชาย พรหมสุวรรณ. (2548). หลักการทัศนศิลป. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพแหงจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. สมภพ จงจิตตโพธา. (2554). องคประกอบศิลป. กรุงเทพฯ: วาดศิลป. สุชาติ เถาทอง. (2539). หลักการทัศนศิลป. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน. ภาษาอังกฤษ Laura, P.(2002). Essential History of Art. China: Parragon Publishing Book. Strickland, C. (2007). The Annotated Mona Lisa. Wilton, Connecticut USA: John Boswell Management.
บทที่ 4 ทัศนธาตุ: สี และ คาน้ําหนัก สี มีความสําคัญกับมนุษยชาติมายาวนาน มีนักจิตวิทยาไดทดสอบ หลักการใชสีเปนสิ่งที่มี รูปแบบ โดยศิลปนและนักวิชาการทางศิลปะไดกําหนด เปนไวเปนลําดับ เริ่มตั้งแตการรูจักคาของสี การใชสีตามวรรณะ การใชสีกลมกลืน การใชสีตัดกัน การใชสีเอกภาพ การใชสีสวนรวม รวมถึง การ ใชสีของบรรยากาศ หลักการใชสีในลักษณะตางๆที่กําหนดขึ้นนั้น โดยสวนใหญแลวจะสรางอารมณที่ ความแตกตางกันของผลงานทางศิลปะ ตามเนื้อหาและจุดมุงหมายที่ผูสรางสรรคตองการนําเสนอ ดังนั้น ผูที่เขาใจเรื่องการใชสียอมจะสามารถสรางสรรคกิจกรรมที่นําไปสูการจัดการเรียนรูไดอยางมี ประสิทธิภาพ สิ่งที่ควบคูมากับการใชสีคือคาน้ําหนักซึ่งเปนทัศนธาตุที่ชวยใหเรามองเห็นสิ่งตางๆ และชวยเสริมสิ่งตางๆ ใหดูโดดเดนขึ้น ถามีน้ําหนักความแตกตางกันของสี และ แสงเงาประกอบที่ ชวยทําใหเห็นรูปรางรูปทรงไดอยางชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ยังมีสวนชวยทําใหเกิดระยะใกล- ไกล อีก ทั้งน้ําหนักที่แตกตางกันในสีเปนผลมาจากแสงและเงา ซึ่งสามารถถายทอดอารมณความรูสึก บรรยากาศตางๆ ของภาพและผลงานทางศิลปะไดอยางมากมาย ดังรายละเอียดตอไปนี้ 1. ทัศนธาตุ: สี สีเปนทัศนธาตุที่สําคัญในเนื้อหาตอไปนี้ จะนําเสนอความหมายของสี ประเภทของจุดในงาน ศิลปะ และ การสรางสรรคจุดในงานศิลปะ ดังตอไปนี้ 1.1 ความหมายของสี ความหมายของสีในงานศิลปะนั้น สวนหนึ่งจะอยูบนฐานของวิทยาศาสตรสาขาฟสิกสที่มอง วาสี เปนกระบวนการสะทอนของคลื่นแสงและทางศิลปะ กําจร สุนพงษศรี (2555, น.214) ให ความหมายของสีวา เปนสิ่งสําคัญ เชนเดียวกับเสนและรูปทรง สามารถเราอารมณเชิงสุนทรียภาพ ทางจักษุประสาท ดังนั้น สีจึงมีความสําคัญในงานศิลปะทุกแขนง ทั้งวิจิตรศิลปและประยุกตศิลป เนื่องจากสี มีความสําคัญตอมนุษย ดังนั้นจึงมีสาขาวิชาตางๆ ที่สนใจศึกษากันมาก ทางฟสิกส สรีรวิทยา และจิตวิทยา เชน สีในวิชาฟสิกส คือ พลังรังสีของแสงที่กอใหเกิดการมองเห็นสีในสิ่งตางๆ เปนการศึกษาเชิงกายภาพของสี และในวิชาจิตวิทยาการนําสีของฟสิกส และ สรีระของมนุษยที่มีผล มาจากสีมาใชในเรื่องการรับรูและมโนทัศนสงผลตออารมณและจิตใจของมนุษย นอกจากนี้ ยัง สามารถใชสีบําบัดโรคได โดยนําสีมาบําบัดดวยการใชพลังงานของสีใหเกิดผลตออารมณ ความรูสึก การตัดสินใจของมนุษย และ เพื่อบําบัดอาการเจ็บปวย เพราะสีสามารถเชื่อมระหวางกายและจิต นํามาใชในการอธิบายความเขาใจสูการรับรูทางจักษุประสาท ความหมายตางๆ ดังนี้
70 ราชบัณฑิตยสถาน (2556, น.1237) ใหความหมายของสี วาหมายถึง ลักษณะของแสงสวาง ปรากฏแกตาใหเห็นเปน ขาว ดํา แดง เขียว เปนตน หรือ หมายถึง สิ่งที่ทําใหตาเห็นเปน ขาว ดํา แดง เขียว เปนตน เชน สีทาบาน สียอมผา หรือสีวาดภาพ เปนตน ในทางศิลปะ ชลูด นิ่มเสมอ (2557, น. 73) ไดอธิบายความหมายของสีไววา สีเปนปรากฏการณธรรมชาติที่นามหัศจรรย สีอยูในแสงแดด เปนคลื่นแสงชนิดหนึ่ง จะปรากฏใหเห็นเมื่อแสงแดดสองผานละอองน้ําใสในอากาศ ใหเกิดการหักเห ทอแสงเปนสีรุงเปน 7 สี สีแตละสีมีความถี่ของคลื่นแสงตางกันออกไป สีแดงจะมีความถี่ของคลื่นแสง ต่ําสุด และจะมีชวงคลื่นยาวที่สุด คลื่นแสงจะมีความถี่สูงขึ้นเรื่อยๆ จากสีแดงไปสมจนถึงมวง ที่มี ความถี่สูงสุดและชวงคลื่นมีความถี่สั้นที่สุด ซึ่งสรุปเปนคําจํากัดความของสีได 3 อยาง คือ 1) แสงที่มีความถี่ของคลื่นในขนาดตางๆ ที่ตามนุษยมองเห็น 2) แมสีที่เปนวัตถุ (Pigmentary Primary) คือสีเหลือง สีแดง และสีน้ําเงิน 3) สีที่เกิดจากการผสมของสีของวัตถุหรือแมสี จากความหมายที่กลาวมาสรุปได สี คือ ปรากฏการณของแสงขาวที่กระจายออกเปนสีตางๆ ไปกระทบกับวัตถุ วัตถุนั้นดูดกลืนสีใดแลว สะทอนคลื่นแสงนั้น เขาสูตา ดังนั้น สี จึงตองอาศัยวัตถุ ตางๆ ที่มีคุณลักษณะประจําตัวเกิดสีตางๆ มาใชเปนตัวสื่อหรือธาตุพื้นฐาน สําหรับความหมายทาง ศิลปะ สี มีความหมายครอบคลุม ทั้งลักษณะสีที่เปนสสารในการผสมระบาย และ สีของวัตถุที่เปนชิ้น เปนรูปทรง นํามาดัดแปลงใหเกิดความงดงามขึ้น สีเปนสิ่งสําคัญลําดับตนของทัศนธาตุในการ สรางสรรคความสวยงาม สีมีความสําคัญในการเปนตัวเชื่อมกับกับทัศนธาตุอื่นๆ โดยมีคุณลักษณะ และหนาที่ของสีชลูด นิ่มเสมอ (2557, น.75) ไดกําหนดคุณลักษณะของสีวา เปนคุณสมบัติที่มีใน ทัศนธาตุอื่นๆ อยูครบถวนแลวยังมีลักษณะพิเศษเพิ่มขึ้นอีก 3 ประการ คือ 1) ความเปนสี (Hue) หมายถึง รูวาเปนสีอะไร เชน แดง เหลือง น้ําเงิน หรือ เขียว เปนตน ตามวงจรสีธรรมชาติ 2) คาของสี หรือ น้ําหนัก (Value) หมายถึง ความสวาง หรือ ความเขมของสี ถาเราผสมสี ขาวเขาไปในสีหนึ่งสีสวางขึ้น และมีน้ําหนักออนลง แตถาเราเพิ่มสีขาวเขาไปทีละนอย เปนลําดับ เรา จะไดคาของสีหรือน้ําหนักของสีที่ไลลําดับจากเขมไปออน 3) ความจัดของสี (Intensity) หมายถึง ความสดหรือความบริสุทธิ์ของสีๆ หนึ่ง สีที่ถูกผสม ดวยสีดําจะหมดลงความจัด หรือ ความบริสุทธิ์จะลดลง ความจัดของสีจะเรียงลําดับจากออนจัดสุด คอยๆ เพิ่มปริมาตรของสีดําเขาไปผสมจนเกือบเปนสีดํา
71 1.2 ประเภทของสีในงานศิลปะ สีในทางศิลปะมีความหมายกินความถึง ลักษณะของสีทางวิทยาศาสตรฟสิกส ระบบสี ทางการพิมพ หรือ ระบบสีในจิตรกรรม ซึ่งมีผูประมวลและเสนอประเภทของสีในทางศิลปะไวดังนี้ ฉัตรชัย อรรถปกษ (2554, น.74) กําหนดประเภทของสีไว 3 ประเภท คือ 1) สีของปรากฏการณธรรมชาติ (Naturalistic color) หมายถึง ลักษณะสีที่เกิดจาก ปรากฏการณทางธรรมชาติ เชน สีรุงที่เกิดจากแสงแดดสองกระทบไอน้ําในอากาศ สีแสงทองของ ทองฟาเวลาเชา หรือ สีของทะเลที่สะทอนจากแรธาตุใตพื้นน้ํา ฯลฯ 2) สีของเนื้อวัตถุ (Material color) หมายถึง สีแทของเนื้อวัสดุตางๆ นั้น ซึ่งเปนคุณสมบัติ เฉพาะตัว เชน สีดําของถาน สีเหลืองของดอกทานตะวัน หรือ สีสมของแครอท ฯลฯ 3) สีที่เกิดจากเนื้อสี (Hue หรือ Specific color) หมายถึง สีที่เกิดจากกระบวนการผลิตสีใน อุตสาหกรรม เพื่อนํามาใชทา พน หรือ เขียน เชน สีผสมอาหารจากธรรมชาติ หรือ สีผสมอาหารที่ ผลิตดวยกระบวนการอุตสาหกรรม ฯลฯ ประเภทของสีเพื่อการใชงาน ประเภทของสีที่มีใชโดยทั่วไปที่ตองใชใหเหมาะสมตาม คุณสมบัติและเกิดประโยชน ไดแก สีน้ํา เปนสีที่นําน้ํามาผสม สีลักษณะดังกลาวมีใชหลายๆ แบบ ทั้งที่เปนอันตรายและไม อันตราย ไดแก สีทาบาน (สีน้ําพลาสติก) สีผสมอาหาร เปนสีที่เกิดจากการนําวัตถุดิบจากธรรมชาติมา สกัด เชน สีจากดอกไม สีจากดินหรือหิน หรือ สสารตางๆ เปนตน สีโปสเตอร เปนสีที่เปนฝุนผสมน้ํา เหมาะกับการใชจัดกิจกรรมสําหรับเด็กแตก็สรางสรรค ผลงานทางดานศิลปะเหมาะตอการใชงานเพราะผสมสําเร็จมาเรียบรอย สีชอลค เปนสีฝุนที่ผสมและอัดเปนแทงเพื่อสะดวก สามารถใชสรางภาพที่ละเอียดและ เหมือนจริง เหมาะสมใชกับการนําไปใชในที่ตางๆ สีฝุน เปนสีที่เปนผงละเอียด อาจทํามาจาก ดิน หิน พืช หรือ สัตว นํามาผสมกับกาวและน้ํา เพื่อนําไปใช สีฝุนนิยมใชมากในงานจิตรกรรมของไทยในสมัยโบราณ ตัวอยางเชน ภาพจิตรกรรมใน ผนังวัดตางๆ นอกจากนี้ยังมีการเขียนสีฝุนแบบกรรมวิธีปูนเปยก โดยที่ฉากผิวหนาผนังปูนแลวใชสีฝุน ผสมกับน้ําเขียนระบายในขณะที่ปูนยังมีความชื้นอยู สีดินสอ เปนสีที่เปนผงเชนเดียวกับสีฝุน นํามาอัดเปนแทง เหมาะตอการจับและระบาย ใช สําหรับงานศิลปะ และการเรียนรูกับเด็ก สีเทียน เปนสีฝุนที่เปนผงแตสวนผสมตางกับสีน้ํา เพราะเปนการนําไขมันสัตวหรือขี้ผึ้งมา ผสมแลวอัดเปนแทงเพื่อผสมกับการใชงาน เหมาะสมกับการวาดภาพของเด็กที่ฝกการจับสีขีดเขียน
72 สีอะครีลิค เปนสีที่มีสวนผสมสารพลาสติกโพลีเมอร อะครีลิค หรือ ไวนิล เปนสีที่ถูกผลิตขึ้น เพื่อใชในอุตสาหกรรมเปนหลักมีความทนทานสูง สามารถผสมไดทั้งน้ําหรือน้ํามันในการวาดภาพ สีน้ํามัน เปนสีฝุนที่มีการผสมกับน้ํามัน ซึ่งเปนน้ํามันที่ถูกสกัดมาจากพืช มีลักษณะการใชงาน ที่เกิดการเขียนระบายสีทับซอนกันได แตมีความคงทนสูงกวาภาพเขียนในอดีตสวนใหญ ศิลปนนิยม ใชวาดดวยสีชนิดนี้ จากการนําเสนอประเภทของสีที่นักวิชาการทางศิลปะ จะพบวา สีมี 2 ประเภท คือ สีจาก การมองเห็นในกระบวนการรับรูจากพลังงานแสง หรือสีรุงทั้ง 7 สีที่เรารูจักกันดี สีประเภทตอมา คือ สีในตัววัตถุ ซึ่งมีดวยกัน 2 ลักษณะ คือ สีในตัววัตถุตางๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย สรางสรรคขึ้น เชน ฟกทองจะมีสีเหลือง สตรอวเบอรรีจะมีสีแดง หรือองุนจะมีสีเขียวและสีมวง ในอีก ลักษณะหนึ่ง คือ สีที่เปนตัวสี หรือเปนสสารที่เกิดจากการสรางสรรคของมนุษยโดยนําวัตถุตางๆ ที่มี สีมาทําใหเปนของเหลวใชพนระบายหรือผสมลงไปในวัตถุตางๆ เพื่อสรางสรรคใหเปนผลงานศิลปะ 1.3 การสรางสรรคสีในงานศิลปะ การใชสีในการสรางสรรคงานจิตรกรรมและภาพพิมพ สีในงานจิตรกรรมนั้นขึ้นอยูกับ หลักการตางๆ ของศิลปนที่นํามาใช โดยสวนใหญแลว หลักการที่ใหไวเปนเพียงหลักการเบื้องตน ศิลปนมักจะคิดคนหลักการและเทคนิคการใชสีดวยตนเอง ทั้งการระบาย การเลือกสีตางๆ รวมถึง เทคนิคพิเศษที่ทําใหผลงานของศิลปนนั้น จะมีเอกลักษณทางการเติมแตง วัสดุอื่นๆ และ เทคนิค วิธีการระบายใหเกิดรูปรางพื้นผิวที่แตกตางออกไปจากศิลปนคนอื่นๆ ในสวนของภาพพิมพสีจะถูก นําเสนอผานพิมพตางๆ ดังนั้นสีที่นําเสนอในภาพพิมพโดยสวนใหญมักจะเปนสีที่มีการไลสีหรือคา น้ําหนัก และความเรียบ ความสม่ําเสมอ ของภาพพิมพบางชนิด จัดเปนสิ่งสําคัญที่ทําใหภาพพิมพนั้น มีสีสันที่งดงาม การใชสีในงานสรางสรรคงานสถาปตยกรรม สวนใหญแลวสีในงานสถาปตยกรรมจะเปนสี ของวัสดุ การทาสีตางๆ แตจะเปนลักษณะการใชสี ที่ไมมาก โดยจะใชสีคูตรงขามหรือ มีสีตัดกันที่เปน สีเขมหรือออนกวา นอกจากนี้ สถาปตยกรรมบางชนิด อาจจะตองมีการตกแตงดวยสีของวัสดุ เชน อิฐ หิน ดิน ทรายหรือกระจก ในบางเมืองที่นิยมทาสีที่เมืองกําหนดขึ้นทั้งเมืองใหสวยงาม โดยการควบคุม สีของอาคารภายในเมืองนั้นๆ มีสีตามจํานวนที่กําหนดหรือบางเมืองจะมีอาคารสีเดียวกัน เพื่อใหเกิด ความสวยงามที่กลมกลืน การใชสีในการสรางสรรคงานออกแบบตกแตงสวน สวนมีลักษณะการใชสีในการ 2 ลักษณะ คือ การใชสีแบบกลมกลืน หรือ มีสีตนไมที่มีโทนสีเขียวไลไปจนถึงสีเขียวออนและขาว สวนใหญเปน
73 การนําเสนอหรือจัดสวนดวยใบไมตนไม หรือไมประดับเปนหลัก และมีการใชสีแบบสดใสหรือสีตัดกัน เปนกลุมสีของตนไมที่มีดอกที่ออกสีสันตางๆ หากเปนสวนที่มีการตกแตงดวยดอกไมหลากหลายสีสัน จําเปนอยางยิ่งที่ตองคํานึงถึงภาพรวมที่ตองมีสีเอกลักษณเปนสีเดียวเปนหลักดวย การใชสีในการสรางสรรคงานเลขนศิลปหรือการออกแบบสิ่งพิมพ สิ่งที่สําคัญคือใชสีใหสะดุด ตาเพื่อทําใหสิ่งที่เราตองการประชาสัมพันธงานโดดเดนเห็นไดชัดเจน แตยังตองคํานึงถึงอารมณและ เนื้อหาของผลงานที่ตองการนําเสนอ รวมถึง บุคลิกลักษณะของสินคาที่ตองการนําเสนอผานภาพและ ตัวอักษร มีดวยกันหลายคูลักษณะทางการใชสีตรงกันขามกัน หรือการใชสีเรียบๆ แตใหมีวัตถุตรง กลางภาพมีความแตกตางโดดเดนขึ้นมาหนึ่งสี การใชสีในการสรางสรรคออกแบบเสื้อผา โดยสวนใหญแลว สีในการสรางสรรคออกแบบ เสื้อผาขึ้นอยูตามรสนิยมของผูสวมใส จําเปนอยางยิ่งที่ตองออกแบบเสื้อผาใหมีหลากหลายสีสัน ใน หนึ่งรูปแบบหรือการใชสีตามแนวนิยมของแตละปซึ่งสีดําแนวนิยมนี้โดยสวนใหญจะมีสมาคมนัก ออกแบบเสื้อผาเปนผูกําหนดขึ้น เพื่อใหเกิดการเปลี่ยนแปลง ทําใหเกิดแนวคิดในการสรางสรรคและมี การใชเสื้อผาใหทันสมัยเกิดการใชซื้อขายขยายเพิ่มขึ้น แตสิ่งที่สําคัญหากเปนการออกแบบเสื้อผา เฉพาะรายบุคคลควรคํานึงถึงสีผิว รูปราง หรือ วาระโอกาสที่ไปรวมงาน เพราะเสื้อผาบางชนิดในการ ใสไปงานในแตละชนชาติไมเหมือนกัน บางกลุมชนใชสีดําเปนพื้นฐานชุมชนหามใชสีดําแตกลับใชสีสม มา ถาเปนหลักก็มีแลวแตความเชื่อของชนชาตินั้นๆ การใชสีในการสรางสรรคงานประติมากรรม งานประติมากรรมนั้น สีไมสําคัญเขากับรูปทรง เพราะสีนั้นๆ เกิดจากตัววัสดุเปนหลัก ยกเวนงานประติมากรรมบางชนิดที่มีการตกแตงระบายสี สีก็ จะทําหนาที่ เชนเดียวกับงานจิตรกรรม คือ สามารถสรางลวดลาย รูปราง รูปทรงพื้นผิว และบงบอก วาเปนวัสดุหรือสิ่งใดที่ศิลปนตองการนําเสนอ หากเปนประติมากรรมบางชนิด ที่เนนการหลอ ศิลปน มักจะใชโทนสีของวัสดุนั้นมีการรมควันหรือเงาใหเกิดแสงเงา ตามจุดสวนนูนหรือเวาของรูปรางรูปทรง ในงานประติมากรรมชิ้นนั้นๆ สีในการสรางสรรคงานออกแบบตกแตงภายใน หากเปนการออกแบบบานหรือที่อยูอาศัย นิยมใชสีที่เนนการกลมกลืนเปนหลักในหองตางๆ ตองคํานึงถึงอารมณสีเปนหลัก ดังนี้ หองนอนใหสี ลักษณะกลมกลืน หรือสีออนใหความรูสึกสบาย หองทํางานหรือหองอานหนังสือควรใชสีเย็นที่มี ความถี่คลื่นต่ําจะใหความรูสึกหรือเนนการใชสีเขียวเพื่อใชพักสายตาหรือมีมุมใหมองเห็นตนไมสีเขียว เพื่อความสบายตา หองรับประทานอาหารหรือหองครัวควรเนนสีที่ใหเกิดความรูสึกสะอาด เปนสีออน สวางหรือเปนกลุม สีสมแดงที่กระตุนความอยากอาหาร สวนของหองพระก็สามารถเลือกใชสีที่แสดง ความศักดิ์สิทธิ์ สูงสง เชน โทนสีแดงกับทอง ก็สื่อถึงความเปนไทยได
74 ระบบของสีและวงจรสี มนุษยสามารถนําคุณสมบัติตางๆ ของสี มาใชเพื่อประโยชนตอชีวิต ที่หลากหลาย เชน สีของแสงดังที่กลาวในตอนแรกนั้น นํามาสรางประดิษฐเครื่องมือเครื่องใชตางๆ ที่ เราเห็นในปจจุบัน ไดแก เครื่องมือทางการแพทยเครื่องรับโทรทัศน หรือ เทคโนโลยีการพิมพ และ คอมพิวเตอร ฯลฯ โดยสีที่เกิดจากแสงนั้นคือ ระบบสี RGB ซึ่งเกิดจากการหักเหของแสงผานแทง ปริซึมแกว สวนสีที่สําคัญ ที่มนุษยใชกันมากในชีวิตประจําวันก็คือ ระบบสี CMYK ก็คือ ระบบสีที่เปน วัตถุ หรือระบบสีที่ใชในการพิมพ โดยมีแมสีหลัก ไดแก สีเหลือง สีน้ําเงิน สีแดง และสีดํา เราสามารถ ใชสีในระบบการพิมพใชประโยชนเพื่อใหเกิดในชีวิตมากมาย เชน การพิมพหนังสือและสิ่งพิมพอื่นๆ การสรางและออกแบบสิ่งของ รวมถึงเครื่องมือเครื่องใชที่เราใชในชีวิตลวนมีสวนประกอบจากสีที่เปน วัตถุทั้งสิ้น วงจรสีวัตถุ ประกอบดวย สีขั้นที่ 1 คือ แมสี ไดแก สีแดง สีเหลือง สีน้ําเงิน สีขั้นที่ 2 คือ สีที่เกิดจากสีขั้นที่ 1 หรือ แมสีผสมกันในอัตราสวนที่เทาๆ กัน จะทําใหเกิดสี ใหม 3 สี ประกอบดวย สีสม เกิดจากสีแดงผสมกับสีเหลือง สีมวงเกิดจากสีแดงผสมกับสีน้ําเงิน สี เขียว เกิดจากสีเหลืองผสมกับสีน้ําเงิน สีขั้นที่ 3 คือ สีที่เกิดจากสีขั้นที่ 1 ผสมกับสีขั้นที่ 2 ในอัตราสวนที่เทากัน จะไดสีอื่นๆอีก 6 สี ประกอบดวย สีสมแดง เกิดจากสีแดงผสมกับสีสม สีมวงแดง เกิดจากสีแดงผสมกับสีมวง สี เขียวเหลือง เกิดจากสีเหลืองผสมกับสีเขียว สีเขียวน้ําเงิน เกิดจากสีน้ําเงินผสมกับสีเขียว สีมวงน้ํา เงินเกิดจากสีน้ําเงินผสมกับสีมวง และ สีสมเหลืองเกิดจาก สีเหลืองผสมกับสีสม ได ภาพที่ 4.1 วงจรสีระบบสีวัตถุ จากวงจรสีของวัสดุ (ภาพที่ 4.1) มีวิธีการคลี่คลายการใชสีตางๆ ตามหลักการดังนี้ 1) สีตามวรรณะของสี จากวงจรสี แบงออกเปน 2 วรรณะ คือ วรรณะของสีรอน ไดแก สี เหลือง สีสม สีสมแดง สีแดง สีมวง วรรณะของสีรอนใหความรูสึกตื่นตา รอนแรง มีชีวิตชีวาไมหยุด
75 นิ่ง สวนวรรณะเย็น สีเขียว สีเหลือง สีน้ําเงินมวงใหความรูสึกรมรื่นชื่นฉ่ําสบายตาและผอนคลาย เนื่องจากมีความถี่ของคลื่นต่ํา 2) สีคลายคลึง มีความหมายดวยกัน 3 อยางคือ ความหมายที่ 1 เปนสีเดียวผสมสีผสมกลุมที่ 1 มี 3 ชุด คือ 1) น้ําเงิน เหลืองและ เขียว 2) เหลือง สม และ แดง และ 3) น้ําเงิน แดง และมวง เมื่อสังเกตใหดีจะเห็นวาประกอบดวยกัน 2 สีแรก เมื่อผสมกันแลวจะเกิดเปนสีขั้นที่สาม ความหมาย ที่ 2 เปนสีที่อยูติดกันในวงจรสี สีที่ 3 และ 4 ที่อยูติดกันในวงจรสีเมื่อนํามาใชดวยกันจะเขาดวยกันได เปนอยางดีเชน สีแดง สม แดง มวงแดง และ มวง เปนตน และ ความหมายที่ 3เปนสีในตระกูล เดียวกันสีแบงออกเปน 3 ตระกูล คือ ตระกูลที่มีสวนผสมสีเหลือง ตระกูลที่มีสวนผสมสีแดงและ ตระกูลที่มีสวนผสมสีน้ําเงิน ยกตัวอยางสีตระกูลสีเหลือง ไดแก สีสมเหลือง สีสม สีเขียวเหลือง สีเขียว และ สีเหลือง รวมทั้งหมด 5 สี ภาพที่ 4.2 สีคูตรงขาม 3) สีคูตรงขาม คือ สีที่ตัดกันอยางรุนแรงมากจะอยูตัดกันหรือเปนสีที่ตรงกันขามในวงจรสี ประกอบไปดวยสี6 คู (ภาพที่ 5.2 และ 5.3) ไดแก หลักการใชสีคูตรงขาม ประกอบไปดวยกัน 3 ลักษณะ คือ - การใชสีใดสีหนึ่งของสีใดสีหนึ่ง มากกวาพื้นที่ของอีกทีหนึ่งดวยหลัก 70 : 30 หรือ 80 : 20 - การลดความเขมของสีทั้งสองกอนนําไปใช - การกระจายพื้นที่สีออกทุกๆ ดาน ใหมีคาน้ําหนัก แตกตางกันเล็กนอยและกระจายกลุมสี ใหมีพื้นที่กระจายอยูรอบภาพ ลักษณะการใชสีคูตรงขาม ใหสีตัดกันจะมีลักษณะพิเศษ คือ สามารถดึงดูดสายตาผูชมได อยางยิ่ง หากนําไปใชในการออกแบบสื่อสิ่งพิมพงานโฆษณา แผนปายประชาสัมพันธ หรือสิ่งที่ ตองการใหเกิดความโดดเดนเปนพิเศษ เพื่อสรางความสะดุดตาผูชมควรจะเลือกใชสีในกลุมนี้
76 ภาพที่ 4.3 สีคูตรงขาม(สีมวง-เหลือง) แบบตางๆ การใชสีคูตรงขางในภาพดานซายบนเปนการใชสีคูตรงกันขามแบบอัตราสวน 50:50 ภาพดานขวาบน เปนการใชสีคู ตรงขางแบบอัตราสวน 70:30 ภาพงดานซายลาง เปนการใชสีคูตรงขามแบบลดคาสีใหจางลง และภาพดานขวาลางเปนการใชแบบกระจายสีใดสีหนึ่งออกเปนสวนยอย 4) สีเอกรงค เปนการใชสีแทเพียงสีเดียวใหมีพื้นที่และปริมาณมากที่สุดในภาพ อาจจะใช วิธีการระบายทับ ใชวิธีการกระจายสี หรือกระจายน้ําหนักออกใหมากที่สุด ลักษณะนี้จะทําให ภาพรวมเห็นเปนสีๆ เดียว ทั้งนี้อาจจะมีสีอื่นสอดแทรกอยูบาง แตดวยอิทธิพลของสีหลักจะทําใหเกิด ภาพรวมเปนสีเดียวเทานั้น (ภาพที่ 4.4) ภาพที่ 4.4 สีเอกรงค ที่มา: คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2540 ,น.286. ภาพชื่อ การหายใจครั้งสุดทาย 2 เทคนิค สีน้ํามันบนผาใบ ศิลปน ธเนศ สนธิ
77 5) สีสวนรวม หมายถึง การใชสีในการเขียนภาพ โดยการใชสีผสมลงไปในสีอื่นๆ ใหกระจาย ไปทั่วภาพโดยการผสมนั้นจะไมใชในปริมาณมากจนเกิดความผิดเพี้ยน จนสีนั้นดูแปลกหรือเปลี่ยนไป อยางรุนแรง ลักษณะของสีนี้จะตางจากสีเอกรงคตรงที่ สีหลักไมใชสีสดเหมือนกับสีเอกรงคแต สีหลัก ของสวนรวมเปนสีที่มีความหมนลงมาดวยการผสมสีตั้งแต 2 สีไปกระจายของสีที่ถูกผสม โดยระบาย ลงไปในสวนตางๆ ของภาพนั้นจึงเรียกวา การครอบงํา ฉะนั้นสีลักษณะนี้จึงมีความคลายกับสีเอกรงค แตมีลักษณะตรงขามกับสีที่ปรากฏเดน (ภาพที่ 4.5) ภาพที่ 4.5 สีสวนรวม ที่มา:คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2540, น.291 ภาพชื่อ Bather เทคนิค สี อะครีลิค ศิลปน ธเนศ อาวสินธศิริ 6) สีเลื่อมพราย เปนการใชสีโดยแยกสีที่เกิดจากการผสมสีขั้นที่ 2 และ 3 นําสีนั้นไปแยกออก แลวระบายดวยการจุดแตม หรือทับกันบางสวน เมื่อเกิดการมองจากสายตาของผูชมจะเกิดการผสมสี ใหความรูสึกถึงแสงที่มีความระยิบระยับเลื่อมพราย หากนําสีตรงขามไประบายหรือแตมเขาไปในจุด ตางๆ จะทําใหเกิดความรูสึกถึง สีมีการเคลื่อนไหว สงผลตอภาพที่ใหความรูสึกถึงแสงที่เปลงออกมา จากภาพ (ภาพที่ 4.6)
78 ภาพที่ 4.6 สีเลื่อมพราย ที่มา:Laura Payne, 2002, p.176. ภาพ ชื่อ คนอาบน้ํา ศิลปน Georges Seurat ที่ใชการระบายสีเปนจุดใหเกิดสีเลื่อมพราย 7) สีตามความรูสึกหรืออามรณของสี เปนการใชสีที่ผูสรางสรรคผลงานเลือกใชตาม ความรูสึกความชอบหรืออารมณของผลงานที่ตองการใหเกิดขึ้น ใชตามจินตนาการความรูสึก ซึ่งสิ่งนี้ เปนสิ่งที่สามารถแสดงออกไดอยางดีทั้งการใชถายทอดในผลงานแบบเหมือนจริงและแบบนามธรรม สี ที่สื่อตามความรูสึกนั้นจะเปนสี ที่มุงใชสีใดสีหนึ่งเปนหลัก ใหเกิดความรูสึกภาพรวม และตอบสนอง ดานเนื้อหาเรื่องราวของผลงานศิลปะนั้นๆ โดยความรูสึกของสีนั้นอาจจะผูกพันกับความหมายของสี ในเชิงจิตวิทยาที่นําเสนอไปแลวขางตน ก็ไดการใชสีในลักษณะนี้จะเปนการควบคุมสี ที่ผิดออกจาก ธรรมชาติบางในบางจุด ศิลปนจึงตองอาศัยความสามารถในการจินตนาการสิ่งตางๆ ใหเปนสีที่ ตองการนําเสนอ ตรงตามจุดประสงคของการ การใชสีตามความรูสึกวาเปนการใชสีตามหลักการใชสีของศิลปะแนวตางๆ เชน การใชสีของ ชางไทยในการเขียนภาพจิตรกรรม จะใชสีแดงตัดกับทองหรือสีดําตัดกับทอง ในลักษณะงานบางอยาง ซึ่งลักษณะขนบธรรมเนียมแบบนี้จะควบคูไปกับการใชสีที่เปนแบบแผน ของสถาบันตางๆ เชน การ ใชสีในสถาบันพระมหากษัตริยจะนิยมใชสีแดง สีทอง หรือ สีอื่นๆ ตามพระราชนิยม นอกจากนั้น การ ใชสีในบางประเทศก็จะมีธรรมเนียมลักษณะการใชสีเฉพาะในการนํามาตกแตงอาคาร ที่เปน สถาปตยกรรมสัญลักษณของประเทศนั้นๆ สีที่มีผลในทางจิตวิทยาตออารมณความรูสึกของมนุษย สีแดง ใหความรูสึกรอนแรง ทาทาย เคลื่อนไหว ความเร็ว เราใจ ตื่นเตน อันตราย มีพลัง ความอุดมสมบูรณ ความมั่งคั่ง ความรัก ความสําคัญ
79 สีสม ใหความรูสึก ความอบอุน ความสดใส ความมีชีวิตชีวา ความคึกคะนอง การปลดปลอย ความเปรี้ยว การระวัง ความเปนวัยรุน สีเหลือง ใหความรูสึก การเตือน การเตรียมพรอม ความสดใส ความราเริง ความเบิกบาน ความสดชื่น ความสุกสวาง การแผกระจาย อํานาจ การเริ่มชีวิตใหม สีเขียว ใหความรูสึกสดชื่น ความรมรื่น เย็นฉ่ํา การพักผอน ผอนคลาย ธรรมชาติ ความ สงบสุข ความสุขุม ความเยือกเย็น ความปลอดภัย สีน้ําเงิน ใหความรูสึกสุขุม สุภาพ หนักแนน เครงขรึม ความจริงจัง ละเอียดรอบคอบ สงา งาม การมีศักดิ์ศรีความสูงศักดิ์ เปนระเบียบ ความถอมตน สีมวง ใหความรูสึก มีเสนหนาคนหา เรนลับ ซอนเรน มีอํานาจ มีพลังแฝงอยู ความ รัก ความเศรา ความผิดหวัง ความสงบ ความสูงศักดิ์ สีฟา ใหความรูสึกปลอดโปรง โลง กวาง เบา โปรงใสสะอาด ปลอดภัย ความสวาง ความเปน อิสระ เสรีภาพ การชวยเหลือ การแบงปน สีขาว ใหความรูสึก บริสุทธิ์สะอาดสดใส เบาบาง ออนโยน เปดเผย ความหวัง ความ จริง ความเมตตา ความศรัทธา ความดีงาม สีชมพู ใหความรูสึก อบอุน ออนโยน ความนารัก นุมนวลออนหวาน ความรัก เอาใจใส วัยรุนหนุมสาว ความสดใส ความเปนผูหญิง สีเทา ใหความรูสึกเศรา อาลัย ทอแท ลึกลับ หดหู ความชรา ความสงบ ความ เงียบ สุภาพ สุขุม ถอมตน สีทอง ใหความรูสึกสูงคา ความหรูหรา มีคา มีราคา แพง ความสําคัญ ความเจริญรุงเรือง ความมั่งคั่ง ความร่ํารวย การแผกระจายรังสี 8) สีจํานวนนอยสี การใชสีจํานวนนอยสีหมายถึง การใชสี 3 ถึง 5 สี ในการสรางผลงาน สวนใหญมักจะเกิดกับการสรางงานสิ่งพิมพหรือเลขนศิลป ลักษณะการใชสีนั้นเปนสีใดก็ไดที่คิดวา สอดคลองกับเนื้อหาของงาน 3 ถึง 5 สีโดยไมนับสีขาวหรือดํา แตละสีใหมีสัดสวนมากนอยตางกันไป ตามความเหมาะสมของเนื้อหาของงาน หรืออารมณที่ตองการนําเสนอในเนื้องานนั้นสีในการใช ลักษณะนี้เหมาะสมกับงานออกแบบ ตกแตง หรืองานแนวดัดแปลงตัดทอนหรือนามธรรม ที่ตองการ นําเสนอสีแนวเหมือนจริงแลวความรูสึกอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไมเหมือนจริงตามผลงาน ที่ ตองการนําเสนอในการสรางสรรคนั้นๆ ตัวอยางเชน ภาพ ชื่อ Campbell’s Soup ศิลปน Andy Warhol (ภาพที่ 4.7 )
80 ภาพที่ 4.7 การใชสีจํานวนนอย ที่มา:Laura Payne. 2002:240. ภาพ ชื่อ Campbell’s Soup ศิลปน Andy Warhol 9) การไมใชสีหรือการใชสีขาวดํา การไมใชสีใดๆ และไดผลงานศิลปะ มีลักษณะดวยกันสอง นัย เพราะวาการไมใชสีหมายถึง ตัววัสดุที่มีความโปรงแสง หรือ โปรงใส จะทําใหเห็นสีของวัตถุอื่นที่ เรามองลอดผานไปจากความโปรงใสของวัสดุนั้นๆ ลักษณะนี้ใชไดดีในงานศิลปกรรมบางชนิดที่เปน งานศิลปกรรมรวมสมัยหรืองานออกแบบตกแตงภายในงานสถาปตยกรรมที่จําเปนจะตองใชกระจก หรือวัสดุอื่นที่มีความโปรงใส การใชสีอีกลักษณะหนึ่ง คือ การใชสีขาวดําซึ่งถือวาเปนคูสีคลาสสิคของ การใชทั้งมวลสีขาวดํา สามารถสรางอารมณใหเกิดความรูสึกไดหลากหลาย หากผูใชสามารถจะ นําเสนอรูปรางรูปทรงตามจินตนาการและเนื้อหาของผลงาน ภาพที่ 4.8 การใชสีขาวดํา ที่มา : ธนาคารแหงประเทศไทย ,ม.ป.ป., น.56. ภาพชื่อ มนุษยและชีวิต เทคนิต ภาพพิมพ ศิลปน อารยา ราษฏรจําเริญสุข ที่ใชสีขาวดําใหความรูสึกถึงอารมณ ของความเปนจริงและเห็นรูปที่โดดเดน
81 2. ทัศนธาตุ: คาน้ําหนัก คาน้ําหนักของสี เปนทัศนธาตุที่สําคัญกับการใชสีที่ตองคํานึงถึงในการสรางสรรคงานศิลปะ คาน้ําหนักของสีนั้น ยังสัมพันธกับการใหแสง-เงาในงานศิลปะโดยเฉพาะจิตรกรรม การใหแสง –เงาใน ภาพเขียนชวยทําใหภาพเขียนมีมิติและโดดเดนขึ้นมา ในเรื่องทัศนธาตุ: คาน้ําหนัก จะขอนําเสนอ ความหมาย ประเภท และ การสรางสรรคคาน้ําหนักในงานศิลปะ ดังตอไปนี้ 2.1 ความหมายของคาน้ําหนัก น้ําหนัก คาน้ําหนักออนแกของสี หรือ คาออนแกของสี(Value) หรือ แสงและเงาในสีหนึ่งๆ จะมีคุณสมบัติคาน้ําหนักออนแกของสีที่แตกตางกันออกไปคาน้ําหนักออนแกของสี คือ การที่นําสีมา ผสมหรือระบายใหจางเขมออนตางกันออกไป ถาน้ําหนักออนแกคาน้ําหนักออนแกจะมีความสําคัญ ใกลเคียงกับความเขมเฉพาะตัว (Intensity) คุณสมบัติลักษณะอยางนี้คือการที่นําสีมาเปรียบเทียบ กับความเขม เชน สีที่เขมที่สุด ระหวางสีแดงและสีมวง เมื่อเปรียบเทียบกับสีเทาสีทุกสีมีความเขม ดวยกัน จากคํากลาวที่วา สีทําหนาที่เชนเดียวกับน้ําหนักทุกประการ แตเพิ่มคาสีที่พิเศษที่สําคัญ ที่สุดอีกอยางหนึ่ง คือ ใหอารมณความรูสึกโดยตัวมันเองโดยตรง (ชลูด นิ่มเสมอ, 2557, น.76) ดังนั้น น้ําหนักจึงเปนสวนหนึ่งที่สัมพันธกับสี มะลิฉัตร เอื้ออานันท (2540, น.964) ความหมายในดานศิลปะวา น้ําหนัก (Value) หมายถึง ระดับออนของสีเทาที่ไลกันขึ้นไป จากสีดําจนถึงสีขาว สีทุกสีก็สามารถประเมินไดในลักษณะเดียวกัน สีที่แกกลาวไดวาเปนสีที่มีระดับความออน-แกต่ําหรือเปนสีที่ดูหนัก ในขณะที่สีออนมีระดับความออนแกออนสูง และ เปนสีที่ดูเบา สวน ชลูด นิ่มเสมอ (2557, น.60) ใหความหมายของคาน้ําหนักมี ความสัมพันธกับแสง โดยกลาวา น้ําหนัก คือ ความออนแกของบริเวณที่ถูกแสงสวาง และ บริเวณที่ เปนเงาของวัตถุ หรือการระบายสี ใหมีผลเปนความออนความแกของสีหนึ่งหรือหลากหลายสี หรือ บริเวณที่มีสีขาวเทาและดําในความเขมระดับตางๆ ในงานชิ้นหนึ่ง สรุปไดวา น้ําหนัก คือ คาออนแก ของสี จากที่กลาวความหมายของน้ําหนัก คือ คาน้ําหนักออนแกของสี หรือ คาออนแกของสี หรือ แสงและเงาในสีหนึ่งๆ จะมีคุณสมบัติคาน้ําหนักออนแกของสีที่แตกตางกันออกไป สวนคาน้ําหนัก ออนแกของสี คือ การที่นําสีมาผสมหรือระบายใหจาง เขม ออนตางกันออกไป ถาน้ําหนักออนแกคา น้ําหนักออนแกจะมีความสําคัญใกลเคียงกับความเขมเฉพาะตัว (Intensity) คุณสมบัติลักษณะอยางนี้ คือ การที่นําสีมาเปรียบเทียบกับความเขม เชน สีที่เขมที่สุด ระหวางสีแดง และ สีมวง เมื่อ เปรียบเทียบกับสีเทาสีทุกสีมีความเขมดวยกัน
82 คาของสีในงานจิตรกรรม มีการสรางความเขม ดังนี้ - การผสมสีขาวเพื่อลดความเขมจะไดคาน้ําหนักของสีในลักษณะของสีจาง (Tint) - การผสมสีเทา หรือ สีคูตรงกันขาม เปนลักษณะของการลดความเขมทําใหคาน้ําหนักมี ความเปนกลาง เรียกวาสีกลาง (Neutral) - การผสมสีดํา เปนการเพิ่มความเขมทําใหคาน้ําหนักไปสูคาที่เขมสุด อาจจะเรียกไดวา สี คล้ํา (Shade) คาน้ําหนักชวยทําใหสีตางๆ มีมิติ ความลึกตื้นขึ้นมาได โดยมีคุณลักษณะและหนาที่ของคา น้ําหนัก แสงและเงาไวดังนี้ 1) คาน้ําหนักแสงและเงามิติเปลี่ยนรูปรางเปนรูปทรง 2) คาน้ําหนักเกิดขึ้นไดกับทุกสี 3) คาน้ําหนัก แสงและเงาสรางระยะใกลไกล 4) คาน้ําหนักเสริมการใชสี 5) คาน้ําหนักแสงและเงา เนนใหเกิดจุดเดนลดทอนจุดดอย 6) คาน้ําหนักแสงและเงาควบคุมความกลมกลืนและจังหวะ 2.2 ประเภทของคาน้ําหนักในงานศิลปะ ประเภทของคาน้ําหนักในงานศิลปะ มี 2 ประเภท คือ คาน้ําหนักที่เกิดจากการสรางขึ้น สวนใหญใชในงานจิตรกรรม เรียก วา คาน้ําหนักลวงตา และ คานําหนักที่เกิดขึ้นจริงซึ่งใชในงาน ประติมากรรมที่กําหนดทิศทางของแสงตอประติมากรรมนั้น เรียกวา คาน้ําหนักจริง 1) น้ําหนักลวงตา โดยสวนใหญปรากฏน้ําหนักที่สรางขึ้นกับงาน 2 มิติ จิตรกรรม หรือ ภาพพิมพ ซึ่งมักจะเกิดจากการตกแตงพื้นผิวโดยการฝนแรงเงาหรือน้ําหนักคาของสีที่แตกตางกัน ออกไปตามความเขมของแสงที่ศิลปนจงใจใหปรากฏ ตัวอยางเชน ภาพชีวิตสลัม เทคนิค สีน้ําบนผืน ผาใบ ศิลปน สุรพล แสนคํา ที่ใชการลงน้ําหนักเขมลงในบางสวนของภาพ รวมถึงความแตกตาง ระหวางรูปกับพื้น เพื่อสรางการลวงปกปดและเปดเผยในสวนที่สวางและมืด (ภาพที่ 6.4) สวนในงาน 3 มิติ อันไดแก รูปทรงก็สามารถที่จะสรางน้ําหนักเกิดขึ้นมาไดเกิดเปนน้ําหนักลวงตาขึ้น แตมักจะ เปนรูปทรงที่เกิดขึ้นในงานจิตรกรรม ภาพพิมพหรืองาน 2 มิติลักษณะของการสรางน้ําหนักลวงตานั้น จะเกิดประโยชน คือ สรางความนูน หรือ มิติ ที่เพิ่มไปในอากาศ และเกิดความรูสึกเสมือนจริงขึ้นมา โดยสวนใหญแลว ก็จะปรากฏเฉพาะงาน 2 มิติหากแตเปนลักษณะของงาน 3 มิติก็สามารถมีการใช
83 การลงน้ําหนักลวงเพื่อเพิ่มมิติกับประติมากรรมบางอยางไดเชนกัน ลักษณะน้ําหนักลวงนี้เปนลักษณะ ที่สามารถใชไดศิลปะในหลายแขนง หากตองการใหสิ่งใดโดดเดนขึ้นก็อาจจะใชวัสดุที่มีน้ําหนักเขมมี สีเขมเขามาตกแตงเพื่อเสริมใหเกิดจุดเดนที่มีคาน้ําหนักกอนความปรากฏขึ้น ภาพที่ 4.9 น้ําหนักในการไลคาสีในงานจิตรกรรม ที่มา: คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และ ภาพพิมพ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2540, น.172. 2) น้ําหนักจริง คือ น้ําหนักที่ปรากฏในแสงเงาโดยสวนใหญจะเปนลักษณะของงาน 3 มิติ ตั้งแตประติมากรรม สถาปตยกรรม หรือ งานสื่อผสม ลักษณะน้ําหนักจริงนั้น จะมีความสัมพันธกับ สิ่งหนึ่งนั่น คือ แสงเงา แสงเงาที่ปรากฏเกิดไดทั้งแสงเงาที่จัดกระทําขึ้นและแสงเงาจากธรรมชาติ รวมถึง แสง - เงาจากจินตนาการของผูนําเสนอผลงานศิลปะนั้น ตัวอยางเชน น้ําหนักจริงหรือแสงที่ ตกกระทบวัตถุในประติมากรรม โลกุตตระ เทคนิค ไฟเบอรกลาสปดทอง ศิลปน ชลูด นิ่มเสมอ (ภาพ ที่ 4.11) ภาพที่ 4.10 น้ําหนักจริงหรือแสงและเงาในงานประติมากรรม ที่มา: คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และ ภาพพิมพ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2540, น.249.
84 2.3 การสรางสรรคคาน้ําหนักในงานศิลปะ น้ําหนัก แสงและเงา ในการสรางสรรคงานศิลปะแขนงตางๆ ปรากฏ ดังนี้ คาน้ําหนัก ในการสรางสรรคงานจิตรกรรม คาน้ําหนักออนแกก็คือ คาของแสง-เงาที่แรงเงา ลงบนกระดาษ ซึ่งผูวาดภาพที่มีความเขาใจเรื่องแสงที่ดีจะตองสามารถแยกความละเอียดของแสง-เงา ออกไดเปนไดระดับ เพื่อที่จะนํามาใชในการลงวัตถุหรือรูปรางใหเปนรูปทรงไดอยางสวยงามและ เหมือนความเปนจริง ในลักษณะของงานภาพพิมพ นั่นหมายถึงคาความเขมออนของสีตางๆ ดวย ซึ่ง ศิลปนจําเปนจะตองใชคาของน้ําหนักสรางความโดดเดนใหกับรูปและพื้น ในการระบายสีประเภท จิตรกรรมการใชแสง-เงา คือ การกําหนดทิศทางของแสงและระบายสีใหมีน้ําหนักคาออนแกตางกัน ซึ่งจะสรางอารมณจินตนาการความรูสึกกับผูดู คาน้ําหนักในการสรางสรรคงานประติมากรรม โดยสวนใหญแลวแสงเงาในงานประติมากรรม มักจะเกิดจากการจินตนาการของศิลปนที่เห็นรูปราง - รูปทรงเกิดการตัดทอนในความรูสึก สรางเปน มิติที่มีการตัดทอนขึ้น การลงคาน้ําหนักของแสง-เงาที่เปนลักษณะสีในตัวประติมากรรมมักจะพบ นอย โดยสวนใหญมักจะเนนงานประติมากรรมเหมือนจริงที่มีการลงแสงและเงาเพื่อเพิ่มใหเกิดความ เหมือนจริงหรือมีวัตถุรูปทรงใกลเคียงกับของจริงมากขึ้น คาน้ําหนัก ในการสรางสรรคงานสถาปตยกรรม คาน้ําหนักจะสัมพันธกับแสง - เงาในงาน สถาปตยกรรมของผูสรางจะคํานึงถึงพื้นที่วางที่รับแสงของอาคารนั้น การใชสีที่มีคาน้ําหนักตางกันจะ ชวยสรางจุดเดนในตัวอาคาร แตโดยสวนใหญแลว สถาปนิกมักจะเลือกใชสีเพียงไมกี่สี เพื่อมา สรางสรรคจุดเดนของอาคารที่มีคาน้ําหนักตางกันออกไปในแตละสวนหากเปนอาคารที่จําเปนจะตอง มีการใชสอย หรือในบางครั้งหากตองการใหแสงเงาเกิดเปนความรูสึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ก็สามารถจะ เกิดการเจาะชองแสงใหแสงลอดผานได เชน การวางประตูใหตรงกันของปราสาทหินเขาพนมรุง จังหวัดบุรีรัมยเพื่อรับแสงอาทิตย เปนการสรางความศักดิ์โดยการใชแสง คาน้ําหนักในงานออกแบบตกแตงภายใน ถาน้ําหนักออนแกของสีจะมีผลในเรื่องของการใช ลวดลาย การใชใหเกิดจุดเดนในบริเวณที่สําคัญ เชน การใชเพื่อที่จะสรางความโดดเดนของบริเวณ ทางเขาอาคาร นอกจากนี้น้ําหนักออนแกยังคํานึงถึงการใชแสงจากธรรมชาติ และแสงประดิษฐที่ เกิดขึ้น จากการออกแบบจัดวางของมัณฑนากรหรือชาง คาน้ําหนักมีความสัมพันธใกลเคียงกับสี น้ําหนักในการออกแบบรูปลักษณอาหารในสีเดียวกัน อาจเห็นไดยาก เมื่อเปรียบเทียบกับทัศนธาตุอื่นๆ แตนักออกแบบสรางสรรคอาหารยังจําเปนตอง คํานึงถึงทัศนธาตุนี้ เพราะน้ําหนักหรือคาของสีที่หลากหลายยังมีความสําคัญชวยลดความนาเบื่อจําเจ ทําใหเกิดเปนจังหวะเชน ในผักสีเขมและสีออนที่ผสมดวยกัน ซึ่งประเภทน้ําหนักที่แบงตามจํานวนสี
85 นี้มี 2 ประเภท คือ น้ําหนักหรือคาของสีแบงคํานวณตามหลักการของสีหลายสี และน้ําหนักหรือคา ของสีแบงคํานวณตามหลักการของสีเดียว การใชคาน้ําหนักการสรางสรรคศิลปะ แบงหลักการประยุกตใชไดดังนี้ 1) คาน้ําหนักสรางมิติระยะ ใหความเปนลักษณะ 2 มิติแกรูปราง ลักษณะใหความเปน 3 มิติแกรูปทรง การใชน้ําหนัก แสงและเงา ใหเกิดมิติลึกตื้นหนาบางใกลไกล โดยการใหคาน้ําหนักของ สีที่แตกตางกัน และการใหระยะใกลไกล คือ การใชคาน้ําหนักที่ไลระดับกันไปตามสภาวะแสงที่สวาง หรือมืด เชน หากเราอยูที่บานเปดไปสวางมองออกไปที่มืด ในระยะใกลจะสวางและมีระดับสีไลจน จางไปตามลําดับ เปนตน (ภาพที่ 4.11) ภาพที่ 4.11 การใชแสงเงาสรางระยะมิติ ภาพแสดงระยะมิติ โดยคาน้ําหนักที่ไลระดับกันไปตามสภาวะแสงที่สวางหรือมืด 2) การใชแสง - เงา (Sade and Shadow) คาน้ําหนักออน –แก ที่เกิดจากแสง – เงาที่ ปรากฏในรูปทรงที่ใชการลงสี มีดวยกัน 6 ระดับ คือ - บริเวณสวาง (Light) คือ บริเวณที่รับแสงโดยตรงนั้นมีคาน้ําหนัก สวางที่สุดของสีนั้นตามผิว วัสดุ หรือ อาจมีการใชสีหลักของวัสดุผสมสีขาวลงไป เพื่อใหเกิดคาน้ําหนักที่สวางหรือออนขึ้น - บริเวณที่สวางที่สุด (High light) คือ บริเวณที่ถูกแสงและมีผิวสะทอนดวยสวนใหญมักจะ เกิดกับวัตถุที่เปนโลหะตางๆ คาน้ําหนักสวนนี้จะเปนภาพน้ําหนักสีที่เบากวาสีจริงอยางมาก - บริเวณเงา (Shadow) คือ บริเวณที่แสงนั้นกระทบนอยถาของสีจะมีความเขมขึ้นผานจุดที่ รับแสง - บริเวณเงามืด (Core of shadow) บริเวณที่รับแสงนอยที่สุด บริเวณนี้จะมีคาน้ําหนักเขม ที่สุดของสีวัตถุนั้น