136 เอกสารอางอิง ภาษาไทย กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. (2556). พระราชวังบวรสถานมงคล. กรุงเทพฯ: รุงศิลปการ พิมพ. กุลนิดา เหลือบจําเริญ. (2556). องคประกอบศิลป. กรุงเทพฯ: สกายบุกส. กําจร สุนพงษศรี. (2555). สุนทรียศาสตร. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ มหาวิทยาลัยศิลปากร. (2540). ศิลปะรัตนโกสินทร รัชกาลที่ 9. กรุงเทพฯ: อมรินทรพริ้นติ้งแอนดพับลิชชิ่ง. ชลูด นิ่มเสมอ. (2557). องคประกอบของศิลปะ. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพอมรินทร. ฉัตรชัย อรรถปกษ. (2554). องคประกอบศิลปะ. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานพุทธศักราช 2554. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน สมชาย พรหมสุวรรณ. (2548). หลักการทัศนศิลป. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพแหงจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. สมภพ จงจิตตโพธา. (2554). องคประกอบศิลป. กรุงเทพฯ: วาดศิลป. สุชาติ เถาทอง. (2539). หลักการทัศนศิลป. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน. ภาษาอังกฤษ Laura, P. (2002). Essential History of Art. China: Parragon Publishing Book. Strickland, C. (2007). The Annotated Mona Lisa. Wilton, Connecticut USA: John Boswell Management.
บทที่ 7 การอธิบายแนวคิดและศิลปวิจารณ การเรียนรูศิลปะนั้น สวนหนึ่งมุงเนนใหเด็กเปนผูมีความสามารถในการสรางผลงานทาง ทัศนศิลป แตก็ยอมมีบางสวนที่เด็กมีความสนใจและความสามารถในการเรียนรูในแขนงวิชาอื่นๆ เพื่อ ประกอบอาชีพตางๆ ในสังคมอนาคต แตเด็กบางสวนที่มีความสามารถและความสนใจทางทัศนศิลป เชิงปฏิบัตินอยกวาเพื่อนรวมชั้น ผูสอนก็จะตองสานตอความสามารถในการเปนผูชม การชื่นชมความ งามและการแสดงความคิดเห็นในเชิงศิลปะอยางมีหลักการทางทัศนศิลป เพราะการเปนผูวิจารณที่ดี จะชวยใน การวิเคราะหแยกแยะ และ แปลสิ่งที่มองเห็นออกมาเปนคําพูด หรือ ขอความสื่อสารให คนทั่วไปเขาใจ หลักการอธิบายแนวคิดในการออกแบบหรือการสรางสรรคนั้น เปนวิธีการที่อิงอยูกับ หลักของศิลปวิจารณ ที่ใชในการสื่อสารบทบรรยาย วิเคราะห และตีความผลงานศิลปะจาก สวนประกอบของการทัศนธาตุและหลักการออกแบบ อีกทั้งยังสามารถนําไปใชในการนําเสนอแนวคิด ในการออกแบบไดอีกดวย ซึ่งจะชวยใหเกิดทักษะการสื่อสารและการวิเคราะหที่ดีสําหรับเด็กนักเรียน และยังสามารถนําไปปรับใชในการวิเคราะหเรื่องอื่นๆ ไดอีกดวย 1. ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการอธิบายแนวคิดและศิลปวิจารณ การอธิบายแนวคิดและศิลปวิจารณเปนกระบวนการที่เปนสวนใดที่สัมพันธกัน โดยสวนให ขั้นตอนการอธิบายแนวคิดงานศิลปะนั้นเปนสวนขั้นตอนแรกของการวิจารณงานศิลปะ แตเพราะการ สอนศิลปวิจารณสําหรับเด็กนั้นชวงชั้นประถมศึกษาตอนตน ก็ยังเล็กขาดทักษะพื้นฐานและพัฒนาการ ที่ยังไมพรอม ใชกระบวนการศิลปะวิจารณไดทั้งหมด การอธิบายงานเพียงเบื้องตนที่สามารถใชในการ ฝกฝนพื้นฐานได ความหมายของการอธิบายแนวคิดและศิลปวิจารณนั้น เปนกระบวนการสื่อสารโดยการ เขียนหรือพูดในการบรรยาย ตีความหมายและประเมินคุณคาของผลงานศิลปกรรมตางๆ ตาม ความคิดของผูชมตอผลงานของศิลปน ซึ่งตองอาศัยขั้นตอนและวิธีการที่มีการกําหนดขึ้น และอาศัย ความรูในหลักการออกแบบและทัศนธาตุ ประกอบกับประสบการณและความรูทางศิลปะของผู วิจารณนั้น ดังนั้นกระบวนการที่เกี่ยวของกับการอธิบายแนวคิดของงานศิลปะ คือ ศิลปวิจารณ แต เปนเพียงสวนแรกของการวิจารณเทานั้น สวนกระบวนการศิลปะวิจารณทั้งกระบวนการนั้นเปนการ มองหาความหมาย จุดมุงหมาย และเจตนาของการสรางงานออกมา การวิจารณในที่ดีถึงแมวาจะมี ขั้นตอนในการประเมินคุณคาแตกลับไมไดมุงพิจารณาจับผิด หรือหาขอดี ขอเสียของผลงานนั้น แตมุง ฝกการสื่อสารออกมาเปนภาษาเขียนหรือภาษาพูดใหเกิดการชื่นชมในเชิงสรางสรรคสังคมและวงการ
138 ศิลปะนั้นเอง นอกจากนี้ การอธิบายวิธีการออกแบบนั้นมุงพิจารณากับผลงานศิลปสมัยใหม เพื่อหา ประเด็นที่สอดคลองกับสภาพปจจุบัน และสามารถสรางความเขาใจตอผลงานที่จะยังประโยชนในการ มองคุณคาของงานชิ้นตอไป กําจร สุนพงษศรี (2555, น.280) ไดรวบรวมความหมายของศิลปวิจารณ ซึ่งสวนใหกลาวถึง การแสดงความคิดเห็น การอธิบาย การประเมินคา ดังนี้ 1) การแสดงความคิดเห็น 2) การอธิบายใหผูอื่นไดรับรู 3) การแสดงออกถึงสติปญญา ความคิด และความรูของผูวิจารณดานความสามารถในการ เขียน การพูด 4) การประเมินคุณคาและคุณภาพของประเด็นที่วิจารณ 5) เปนการตัดสินทั้งดานความรูสึก เหตุผล ความสมบูรณ จากความหมายดังกลาวแสดงใหเห็นวา ศิลปะวิจารณนั้นประกอบดวยการแสดงความคิดเห็น การอธิบาย โดยใชความรู ความคิด สติปญญา และการตัดสินประเมินคา ซึ่งความหมายนี้ ครอบคลุม กระบวนการ การอธิบายขอมูลเบื้องตน การวิเคราะหทัศนธาตุและองคประกอบ การตีความหรือแปล ความทัศนธาตุ องคประกอบ และ ความรูความคิด และการประเมินคุณคา นอกจากนั้น กําจร สุนพงษศรี (2555, น.290) ไดเสนอการวิจารณที่พึงประสงค ไว 4 ขอ คือ 1) ความชัดเจนของวัตถุประสงค 2) ความทันสมัย ความมีคุณภาพ และ ความนาเชื่อถือของขอมูล 3) การใชหลักการ เหตุผล ทฤษฏี แนวคิด ใหเกิดผลเชิงสรางสรรค 4) การแสดงความเห็นในกรอบของศีลธรรมและจรรยาบรรณ ประโยชนของศิลปวิจารณ ศิลปวิจารณมีคุณคาและประโยชนตอการเรียนศิลปะ และการ สรางสรรคงานศิลปะในลักษณะตางๆ กัน แบงออกไดดังนี้ 1) การพัฒนาทักษะการมองแบบวิเคราะหหรือ การพิจารณาอยางใครครวญ ทัศนศิลปเปน ศิลปะที่รับรูไดทางการเห็น ดังนั้นการมองจึงเปนสิ่งที่ทําใหเกิดการรับรูคุณคางานศิลปะ ซึ่งการ วิจารณศิลปะในขั้นตอนตางๆ เปนการฝกการมองอยางวิเคราะห เพื่อการแยกแยะ และ เพื่อการ นําไปตีความ เปนการมองซ้ําประกอบกระบวนการคิดในสมองเปนการพิจารณาอยางใครครวญ
139 เพื่อใหเกิดความซาบซึ้งในชิ้นงานของศิลปน ซึ่งก็เทากับวาเปนการฝกฝนการรอคอยและสมาธิใหเกิด กับตัวผูเรียนไปดวย 2) การพัฒนาทักษะการสื่อสาร ในการวิจารณตองมีการเขียนและพูดเพื่อเสนอความคิดของ ผูวิจารณ ซึ่งขั้นตอนนี้ตองเปนการฝกฝนการใชภาษาในการแสดงออกเพื่อสื่อสารความคิด ซึ่งหากเด็ก มีปญหาในการสื่อสารถาผูสอนใหเขาเลือกผลงานศิลปะที่ชอบมาศึกษาและสื่อสารออกมาก็จะเปนการ แกปญหาใหกับเด็กนั้นได 3) การพัฒนาใชแปลความหมายเชิงสัญลักษณ สํานวนที่มักจะพูดติดปากเสมือนวา ภาพ หนึ่งภาพแทนขอความพันคํา เปนสิ่งที่แสดงวาศิลปะสวนใหญใชรูปตางๆ นําเสนอความคิดซึ่งความคิด เหลานั้น แฝงไวซึ่งเรื่องราวของวัฒนธรรม เทคโนโลยี และธรรมชาติแวดลอม ผูสอนสามารถใช กิจกรรมศิลปวิจารณในการฝกและสั่งสมความเขาใจสัญลักษณตางๆ ซึ่งก็จะเปนความสามารถและ เสนหที่จะติดตัวเด็กไปจนโต 4) การบูรณาการประวัติศาสตรศิลป สุนทรียศาสตรและศิลปะปฏิบัติเพื่อการนําไปใช การใช กิจกรรมศิลปวิจารณจัดการเรียนรูที่เหมาะสมใหกับเด็กเปนการฝกใหเขาบูรณาการทั้งตองศึกษา ประวัติศาสตรศิลปะเพื่อรับทราบสภาพบานเมือง สังคม วัฒนธรรม หรือ ความนิยม บางครั้งเมื่อไป ชมภาพในพิพิธภัณฑหรือ หอศิลปอาจจะตองวาดภาพมาศึกษาซึ่งก็เปนการฝกศิลปะปฏิบัติ และเด็ก ก็จะไดรับรูคุณคาความงามไปดวยนั้น เทากับเปนการบูรณาการในสวนประวัติศาสตรศิลปไดครบถวน 5) การฝกมารยาททางสังคม การวิจารณงานหากผูสอนเลือกวิธีที่เหมาะสม เชน การ วิจารณผลงานของเพื่อนรวมชั้น ผูสอนก็จะตองกํากับและควบคุมใหเด็กใชขอความ หรือคําที่ เหมาะสมและใหเด็กระมัดระวังความรูสึก และมารยาทในการวิพากษวิจารณไมใหเกิดเปนความ ขัดแยง และเปนการฝกเด็กใหเปนผูใจกวางเปดใจรับฟงความคิดเห็นของผูอื่นซึ่งเปนการฝกจิต ประชาธิปไตย และภาวะผูนําในการรับฟงที่ดีวิธีการหนึ่ง 2. ทฤษฏีศิลปวิจารณ ทฤษฏีศิลปวิจารณ ที่ใชในการวิจารณงานศิลปะ โดยมีวิธีการแบงเปนขั้นตอนหลักๆ ตั้งแต การบรรยาย การหาเหตุผล วิเคราะหตีความจนถึง การประเมินคุณคาของงาน การวิจารณงานมี ประโยชนหลายอยาง โดยในที่นี้ขอเสนอทฤษฏีและแนวคิดในการวิจารณ ดังนี้ ทฤษฏีการหาเหตุผล ในการวิเคราะหอยางมีจุดมุงหมาย ของมอนโร เบียสลีย(Monroe C. Beardsley) ทฤษฏีศิลปะ วิเคราะหของเอ็ดมันต เบิรก เฟลดแมน (Edmund Burke Feldman) ทฤษฏีศิลปวิจารณของแอส แมค ASMAC ทฤษฏีกระบวนการรับรู-ประเมินผล ของ ยีน มิทเลอร (Gene A. Mittler) ทฤษฎีการ
140 ตีความศิลปะดวยอุปมาอุปไมย (Interpretation of Visual Metaphor) ของ เฮอรมีน ไฟนสไตน (Hermine Feinstein) และ แนวคิด กําจร สุนพงษศรีดังนี้ 1. ทฤษฎีเหตุผลในการวิเคราะหอยางมีจุดมุงหมาย (Objective critical reasons) ของ มอนโร เบียสลีย (Monroe C. Beardsley) มะลิฉัตร เอื้ออานันท (2543, น.30-31) ไดเสนอแนวคิดของ มอนโร เบียสลีย ไวสรุปได ดังนี้ แนวคิดไดใหเหตุผลในการวิเคราะหผลงานศิลปะออกเปน 3 ประเภท คือ 1) เหตุผลของการสรางงาน (Genetic reason) 2) เหตุผลตามความรูสึก (Affective reason) 3) เหตุผลอยางมีจุดมุงหมาย (Objective reason) โดยอธิบายเหตุผลทั้ง 3 อยางไวในรายละเอียดดังตอไปนี้ เหตุผลของการสรางงาน คือ เหตุผลซึ่งศิลปนเกิดแรงบันดาลใจในการสรางผลงานขึ้นซึ่งผูชม ผลงานหรือผูวิจารณวิเคราะหผลงาน จะหาเหตุผลในสวนนี้ไดยากยิ่ง ซึ่งตองอาศัยหลักการและความ ชํานาญเฉพาะตัว เหตุผลตามความรูสึก ถาการประเมินผลงานศิลปะตามความรูสึก เปนเชนไรศิลปะยอมไม เปนการสมควรแตความรูสึกหรืออารมณนั้น ตองไมเกี่ยวกับผูดูเปนอารมณที่เกิดจากภาพหรือผลงาน ศิลปะ จึงจัดเปนอารมณที่ถูกตอง และเหตุผลที่ 3 คือ เหตุผลอยางมีจุดมุงหมาย มุงมองจุดมุงหมายในการสรางงาน เปนตัว หลัก ที่เนนความเปนสุนทรียภาพ โดยเนนการหาเหตุผล เพื่อการบรรยาย และตีความเพื่อ ประกอบการพิจารณาประเมินคุณคาของงานศิลปะ โดยอาศัยเกณฑในการตัดสิน ทั้งเกณฑทั่วไปและ เกณฑที่มีลักษณะเฉพาะ 2) ทฤษฏีศิลปะวิเคราะหของ เอ็ดมันต เบิรก เฟลดแมน (Edmund Burke Feldman) วิรัตน พิชญไพบูลย (2545, น.1-17) เปนหลักวิจารณควรจะเปนแผนการสอนใน สถาบันการศึกษาโดยเนนที่ระดับอุดมศึกษา ซึ่งมุงใหเกิดความพึงพอใจในการชมงานศิลปะ อัน ประกอบดวย การบรรยาย คือ ขอมูล ที่มา ศิลปนยุคสมัยของงานศิลปะ และลักษณะภาพที่ปรากฏทาง สายตา วาเห็นทัศนธาตุอะไรที่สวนใดของผลงานศิลปะ และภาพนั้นมีการจัดหลักการออกแบบใน ลักษณะใด
141 การวิเคราะห คือ แยกแยะสวนของของทัศนธาตุ และหลักการออกแบบตางๆ รวมถึง เทคนิควิธีการนําเสนอโดยละเอียดตามที่ตาเห็น เปนการเชื่อมโยงจากการบรรยายในสวนที่เห็นกับ หลักการตางๆ เพื่อเปนฐานขอมูลในการตีความตางๆ การตีความ คือ นําสวนตาง ๆ ที่วิเคราะหแปลความหมาย การสื่อสารของศิลปนในผลงาน ซึ่งอาศัยความหมายที่เกิดจากทัศนธาตุ และหลักการออกแบบ รวมถึงเทคนิคเพื่อตีความสูการถอด ความคิดความรูสึกของความงามในผลงาน การตัดสินประเมินคุณคา คือ การใหคาของความพึงพอใจอยางมีหลักการตามการตีความ ผลงาน กระบวนการสรางงาน ผลงานรวมถึงแนวคิดในสมัยที่สรางวาดีงามเหมาะสมหรือสรางขอคิด เตือนใจใหสังคมอยางไร 3) ทฤษฏีกระบวนการรับรู-ประเมินผล ของยีน มิทเลอร(Gene A. Mittler) มะลิฉัตร เอื้ออานันท (2543, น.30-31) ไดเสนอแนวคิดของยีน มิทเลอรซึ่งเปนแนวคิดที่ อาศัยการประเมินผลจากการรับรูของแตละบุคคลเปนหลักและขยายมุมมองใหกวางขึ้นโดยการ สนทนาชี้แนะ และพิจารณาอยางใครครวญ เปนแนวคิดเชิงการสอนศิลปวิจารณประกอบดวย 3 ขั้นตอนหลัก สรุปและปรับใชไดดังนี้ ขั้นบรรยายสัมผัสแรกตอสิ่งเรา คือ การใหผูที่ดูผลงานศิลปะและมีการชี้แนะสวนตางๆ ใหดู โดยเนนคําถามที่กระตุนใหเด็กคิด โดยอาจจะหาผลงานศิลปะหลายชิ้นในลักษณะเดียวกันหรือ ผลงานของศิลปนคนเดียวกัน ขั้นกระตุนความรูคิด โดยครูทําหนาที่ตั้งคําถามกระตุนในดานรูปลักษณ ทัศนธาตุ หลักการ ออกแบบ และคุณคา ฯลฯ เพื่อใหเกิดการคิดและมุมมองที่แตกตาง และขยายออกมากขึ้น ขั้นสํารวจทบทวน ใหผูเรียนหาหลักฐานตางๆ ที่ตนเองไดเรียนรูในขั้นที่ 2 สนับสนุนรูปแบบ การสรางงาน เพื่อเปนขอมูลที่เกี่ยวของกับความคิด สุนทรียะ และ ประวัติศาสตรศิลปะ ถาจะนําวิธีการนี้ไปใชในการวิจารณผลงานศิลปะก็สามารถนําไปประยุกตใชกับการวิจารณ ศิลปะโดยทั่วไปก็ควรจะตองมีขั้นตอน ดังนี้ 1) การสํารวจผลงานถายทอด ความรูสึกแรกเห็น 2) การ กระตุนความคิดโดยอาศัยทัศนธาตุและหลักการออกแบบ หรือรูปลักษณของงานศิลปะ และคุณคา 3) การทบทวนโดยหาขอมูลทางดานสุนทรียภาพ และประวัติศาสตรศิลปสนับสนุนเพิ่มเติม
142 4) ทฤษฎีการตีความศิลปะดวยอุปมาอุปไมย (Interpretation of Visual Metaphor) ของ เฮอรมีน ไฟนสไตน(Hermine Feinstein) มะลิฉัตร เอื้ออานันท (2543, น.40-41) ไดนําเสนอแนวคิด การวิจารณศิลปะของเฮอรมีน ไฟนสไตนถึงวิธีการในการวิจารณศิลปะแบบอุปมาอุปไมย ที่จะชวยในการตีความทางศิลปะ และ ขยายวิธีการในงานมองศิลปะใหกวางขึ้น และลึกขึ้นโดยสรุปเปนขั้นตอน ดังนี้ การอภิปรายถกปญหาในเรื่องสัญลักษณ และทัศนธาตุของการอุปมาอุปไมย ในขั้นตอนนี้ กําหนดโดยใชสัญลักษณทางออมคือภาษาและสัญลักษณทางตรง คือภาพที่แสดงออกมาโดยตรงโดย ไมตองผานกระบวนการทางภาษา หรือเขียนออกมา เปนการทบทวนความคิด สํารวจผลงานศิลปะหรือการอุปมาอุปไมย ทางตา ในขั้นตอนนี้ตองเขาใจวาผลงานศิลปะนั้น นั้นมีมูลฐาน ของสัญลักษณอะไรอยูบางในที่นี้สัญลักษณคือการสํารวจความหมายของเครื่องหมาย และสัญลักษณ ของสิ่งนั้นๆ เครื่องหมาย หมายถึง สิ่งที่ประดิษฐขึ้นเพื่อการจดจําแตสัญลักษณคือสิ่งที่ มนุษยนํามาใชในการ สื่อความหมายของผลงาน การตีความศิลปะหมายถึง การถายทอดผลการอุปมาอุปมัยทางสายตาไปสูภาษาภาพซึ่งการ หาอุปมาอุปไมยนั้นมุงหาเครื่องหมายหรือสัญลักษณดวยเหตุผล ตางๆ คือ - การอุปมาอุปไมยสามารถถายทอดสิ่งที่อธิบายไดยากออกมาเปนผลงานศิลปะ - การอุปมาอุปไมยจะสรางความกระชับกะทัดรัดดวยเครื่องหมายและสัญลักษณที่ใช ในภาพ ไมมากและไมซับซอน - การอุปมาอุปไมยมีความกระจาง คือ สามารถสื่อสารใหเขาใจไดโดยงายจากภาพ หรือ เครื่องหมายที่เปนที่รูจักโดยทั่วกัน 5) ศิลปวิจารณของ ASMAC: The Articulate Spectator Model of Art Criticism สราง ขึ้นเพื่อใชกับงานที่เปนการแปลงศิลปวัฒนธรรมมาใชในการสรางสรรคงานศิลปะเชนการสรางรูปทรง และเนื้อหาใหมใหตางจากแนวคิดเดิม (วิรัตน พิชญไพบูลย, 2545, น.1-17) ความรูสึกตอบสนองทางสุนทรียภาพ คือ การรายงานอารมณและความรูสึกตอผลงานและ องคประกอบศิลปรวมถึงเทคนิค การวิเคราะหบรรยาย คือ จากกระบวนการรับรูดานทัศนธาตุและการออกแบบ การวิเคราะหเปรียบเทียบทําการเปรียบเทียบองคประกอบทัศนธาตุและการออกแบบ การแปลความหมายที่แฝงอยูเนนการตีความคิดความรูสึกและความหมายตาง ๆ ตอตัวทาน การรวมตัวเปนเอกภาพ โดยนําเนื้อหาและองคประกอบมารวมเพื่อเปรียบเทียบผลการ นําเสนอของศิลปนรวมถึงคุณคาที่เกิดขึ้น
143 6) วิธีการวิจารณศิลปกรรมของ กําจร สุนพงษศรี(2555, น.281) เปนกระบวนการวิจารณ โดยทั่วไปสําหรับประชาชน ศิลปน นักวิจารณและนักวิชาการ ประกอบดวย ตรวจสอบขอมูลเบื้องตน ไดแก ประเภทงาน ชื่อ ศิลปน และ เทคนิค ฯลฯ วิเคราะหจุดเดนจุดดอยเปนการวิเคราะหกระบวนแบบ กรรมวิธีการสราง ทัศนธาตุและ หลักการออกแบบฯลฯ ตีความแปลความหมาย ผลกระทบ ฯลฯ ตัดสิน ประเมินผลการตัดสินผลงานและวัดคุณภาพของผลงานศิลปะจากการตีความแงมุม ตางๆ จากวิธีการวิจารณงานของทฤษฏีเปนขั้นตอนที่มีลักษณะคลายคลึงกัน ซึ่งกระบวนการหรือ ขั้นตอนหลัก ๆ คือการบรรยายขอมูลที่พบเห็น และ ขอมูลพื้นฐานของภาพ การวิเคราะหหรือการ มองอยางพิจารณา การถอดความหมายหรือการตีความผลงานหาสัญลักษณตางๆ และสวนสุดทาย เปนการประเมินคุณคา ขั้นตอนตางๆ นี้ สามารถนําเสนอไดในสวนของขั้นการสอนซึ่งอาจจะใชในการ พานักศึกษาไปทัศนศึกษาพิพิธภัณฑหรือแหลงศิลปกรรมและอาจจะตอดวยการปฏิบัติงานสราง ผลงานตามรอยศิลปนในสวนศิลปปฏิบัติก็ได 3. ขั้นตอนศิลปวิจารณ การวิเคราะหงานทัศนศิลปเปนหลักเบื้องตนในการชมงานศิลปะที่จําเปนตองพัฒนาในตัวผูมี รสนิยมทางศิลปะและชวยในการพัฒนาการชมงานศิลปะใหเขาใจพัฒนาสูความซาบซึ้งทางสุนทรียะ ไดดียิ่งขึ้น โดยอาศัยหลักการที่ไดสรุปจากทฤษฏีตางๆ ที่นําเสนอขางตน ดังนี้ 3.1 การแนะนําขอมูลพื้นฐานหรือการศึกษาขอมูลพื้นฐานของงานทัศนศิลป การทราบขอมูลเบื้องตนของงานทัศนศิลปเวลาที่เราไปชมงานแสดงศิลปะหรือเขาชม พิพิธภัณฑก็มักจะมีขอมูลเบื้องตนตามเอกสารนําชมหรือสูจิบัตรเปนขอมูลพื้นฐาน และเมื่อเราเขาชม งานศิลปะขอมูลตาง ๆจะติดไวกับผลงานเปนกระดาษหรือปายบอกขอมูลซึ่งขอมูลเหลานี้มีสวนชวย ในการชมงานใหมีความเขาใจไดดีขึ้น ประกอบดวย 1) ชื่อผลงาน ชื่อผลงานมักจะบอกซึ่งสิ่งที่ตองการแสดงใหผูชมทราบ หรือบอกหมายเลข ลําดับของชิ้นงานที่นําเสนอ 2) ศิลปน ชื่อของศิลปนผูสรางงาน เปนขอมูลในการวิเคราะหรูปแบบการสรางงาน วิธีการ และเทคนิคที่ใช
144 3) ชวงเวลาในการสรางสรรค เปนขอมูลในการศึกษารูปแบบศิลปะในชวงเวลานั้น เพื่อนํามา เปรียบเทียบเชิงสรางสรรค 4) วัสดุและเทคนิคงานศิลปะ เปนการสื่อสารถึงขอมูลที่สําคัญเพราะความสวยงามของวัสดุ และเทคนิคการสรางสรรคบางอยางไมสามารถนํามาเปรียบเทียบกันไดเชน การแกะสลักหินยอมจะ ทําไดออนชอยนอยกวาการปนดวยปูนปน 5) ขนาดของผลงาน ขอมูลนี้มักจําเปนมากในการชมผลงานในหนังสือและเว็บไซดตางๆ เพื่อ การเปรียบเทียบความยากงายในการสรางสรรคงานของที่เล็กหรือใหญมากอยางเดียวก็ไมสามารถ แสดงความงามไดเสมอไปอาจตองอาศัยขอมูลดานเทคนิคและองคประกอบดานภูมิทัศนของที่ติดตั้ง งานนั้นมาประกอบดวย 6) สถานที่สะสมงาน ขอมูลนี้มักจําเปนมากในการชมผลงานในหนังสือและเว็บไซดตางๆ เปนแหลงขอมูลในการสรางประสบการณตรงในการชมงาน เมื่อศึกษาขอมูลจําเปนเบื้องตนนี้แลวซึ่งก็อาจจะไมครบถวนเราก็สามารถดูจากสิ่งขางเคียงได เชน การดูอายุของชิ้นงานอาจเทียบเคียงระหวางผลงานของศิลปนทานนั้นหรือศิลปนในยุคเดียวกัน หรือเทคนิคการสรางสรรคอาจจะดูจากชิ้นงานจริงไดโดยไมตองดูงานปายขอมูลซึ่งตองอาศัย ประสบการณในการชมสักระยะหนึ่ง 3.2 การเขียนบรรยายสวนประกอบของผลงานเปนขั้นตอนที่ผูสอนตองใหบรรยายขอมูลของ ภาพโดยภาพรวมโดยการแบงออกเปนสวนในผลงาน เชนถาเปนภาพเขียนก็บรรยายในสวนบน ลาง กลาง ซายและขวา ถาเปนงานประติมากรรม เปนสวนบน ลางหรือเปนสวนรูปตางๆ และถาเปนงาน สถาปตยกรรมก็เปนสวนยอดหรือหลังคา สวนตัวอาคาร และสวนฐาน เปนตน 3.3 การวิเคราะหแปลความหรือตีความผลงานในสวนตางๆ และแนวคิดทางประวัติศาสตร ศิลปแบงออกเปน การวิเคราะห 3 ลักษณะ คือ การวิเคราะหทัศนธาตุ การวิเคราะหหลักการ ออกแบบ และการวิเคราะหเนื้อหาเรื่องราว ดังรายละเอียดตอไปนี้ 1) การวิเคราะหทัศนธาตุ การวิเคราะหทัศนธาตุเปนการมองหนวยเล็กๆ ของชิ้นงานวาชิ้นงานนั้นมีองคประกอบใดบาง ที่ศิลปนนําเสนอออกมา เริ่มตนโดยการมองภาพนั้นในระยะไกลหรือมองโดยภาพรวมกอนและคอย มองในรายละเอียด เริ่มตั้งแต จุด เสน สี น้ําหนัก รูปราง-รูปทรง พื้นผิว บริเวณวาง ในการวิเคราะห สวนนี้ตองพิจารณาทีละองคประกอบแตในงานทัศนศิลปหนึ่งอาจจะไมไดนําเสนอองคประกอบครบ ทุกประเด็นก็ได และสรุปองคประกอบหลักๆ
145 2) การวิเคราะหหลักการออกแบบ การวิเคราะหหลักการออกแบบเปนการมองโดยภาพรวมของผลงานตามหลักการวา มีการ จัดสมดุลแบบใด การใชสัดสวนของงานมีความเหมาะสมมากนอยเพียงใด จังหวะหรือลีลาของชิ้นงาน มีการนําเสนอหรือไม จุดเดนและการเนนอยูที่สวนใด และโดยรวมเอกภาพของงานมีมากนอยหรือไม ซึ่งการวิเคราะหมักจะนําผลของการวิเคราะหเชิงองคประกอบศิลปมาตอยอดวาในแตละหลักการนั้น เกิดจากองคประกอบศิลปไดบาง 3) การวิเคราะหเนื้อหาเรื่องราว เนื้อหาเรื่องราวหรือจุดมุงหมายของงานทัศนศิลปเปนสิ่งสําคัญที่ปรากฏมาใหเปนงานมีทั้งที่ นําเสนอเนื้อหาโดยตรงและเนื้อหาเชิงนัยหรือสัญลักษณ การนําเสนอเนื้อหาหรือจุดมุงหมายโดยตรง งานลักษณะนี้มักจะเสนอเปนรูปแบบเหมือน จริง และมักจะมีชื่อที่ตรงตามจุดมุงหมายที่นําเสนอ หรือนําเสนอเปนตัวหนังสือไวในภาพหรือผลงาน เชน ภาพเขียนชาวจีน ญี่ปุน และอียิปต เปนตน การนําเสนอเนื้อหาเชิงนัยหรือสัญลักษณ เปนเนื้อหาที่ปรากฏจากงานทัศนศิลปตองอาศัย การวิเคราะหหลายประเด็นที่ตองอาศัยประสบการณในการชมงาน สวนใหญเปนการนําเสนอใน รูปแบบดัดแปลงและแบบอิสระ สําหรับสัญลักษณที่จะสื่อความหมายในภาพนั้นก็มีมากมาย เชน ภาพ กระตายหรือเทพคิวบิกในภาพเขียนตะวันตกแสดงถึงความสัมพันธทางเพศ หรือประติมากรรม ธรรมจักรกับกวางหมอบเปนสัญลักษณของการปฐมเทศนา เปนตน การวิเคราะหงานทัศนศิลปสําหรับคนที่มีความชํานาญโดยเฉพาะกลุมศิลปนมักจะไมตอง อาศัยเวลามาก เพียงมองชั่วขณะเดียวก็สามารถรับรูได แตหากนักศึกษาเริ่มตนในระยะแรกอา จะตองอาศัยการมองและวิเคราะหที่ตองใชเวลาและอาจจะบันทึกหรือจดจําเปนลําดับขั้นตอนที่เสนอ ไวขางตน การวิเคราะหหลักการออกแบบและทัศนธาตุนั้นสิ่งสําคัญ คือ ความรูและสัญลักษณในแต ละกลุมชนหรือสังคมนั้นใช เชน คางคาว ในประเทศจีน เปนสัญลักษณของความร่ํารวย เพราะมีการ ออกเสียงตรงกับคําวา ฟู หรือเงิน ในประเทศตะวันตกเปนสัญลักษณของปศาจ เพราะผีดูเลือด หรือ แดรกคูลา นิยมแปลงรางมาเปนคางคาวที่ออกมาในยามค่ําคืน หรือภาพผูชายสักลายในสังคมลานนา โบราณบงบอกถึงความเขมแข็งหรือนักรบ และในสังคมปจจุบันมักจะมองเปนคนที่มีประสบการณ
146 ในทางไมดีหรือสีบางสีก็เปนสัญลักษณเฉพาะกลุม ซึ่งหากจะตองศึกษาการวิเคราะหเพื่อการตีความ หรือแปลความในสิ่งเหลานี้ไวเพื่อการตีความในงานศิลปะ ตัวอยางการตีความในภาพสายฝน ภาพที่7.1 ภาพสายฝน ศิลปน ประพันธ ศรีสุดา สีน้ํามันบนผาใบ ที่มา: ธนาคารแหงประเทศไทย, ม.ป.ป., น.106. ตัวอยางการตีตวามในภาพสายฝน “การตีความจากภาพ จะเห็นวา ในภาพศิลปนใชพูกันปาย ปาดใหเกิดเสนตรงสวนกึ่งกลางภาพเปนกลุมสีดําคลายรูปสามเหลี่ยมหัวตัด ซึ่งมีลักษณะคลายกับ กลุมเมฆฝนที่กําลังจะกลั่นตัวเปนเม็ดฝน และสวนของสีที่ไหลลงเปนทางจากดานบน ลงลาง ทําให เกิดจินตนาการถึงสายฝนที่ตกไหลลงมาตามหนาตางหรือประตูที่เปนกระจก มองโดยภาพรวมศิลปน จึงพยายามสื่อถึงยามฝนตกที่ผานหนาตางกระจกทําใหเห็นสายฝนที่กําลังโปรยปรายและไหลลงเปน สายผานหนาตาง และในสายฝนนั้นก็มีกลุมเมฆฝนสีดําที่กําลังสลายตัวกลั่นเปนหยาดฝนนั้นเอง” 3.4 การประเมินคุณคาของผลงานการประเมินผลงานจากขอมูลการวิจารณนั้น เปนขั้นตอน ที่ตองเลือกทําหลายระดับตามพัฒนาการของเด็ก ซึ่งหลักการประเมินผลเริ่มจากการประเมินสวนยอย ประเมินผลองครวม และประเมินผลแนวคิดที่สะทอนจากผลงานหรือการกระตุนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รวมถึง ถาเปนเด็กที่เล็กมากนั้นก็อาจจะตองทําความคิดเห็นงายเปนความชอบหรือไม แลวคอยตะลอมถาม ความคิดเห็นใหลึกขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งขั้นตอนนี้ควรตองทําสรุปพฤติกรรมไวเพื่อดูพัฒนาการของการ พัฒนาอยางมีระบบ 3.5 การแลกเปลี่ยนผลการวิจารณ เปนขั้นตอนที่จะฝกฝนใหเปนผูมีความสามารถในการ สื่อสารและการฝกฝนมารยาทในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งตองจัดใหเกิดการพูดคุยหรือไดเห็น
147 ผลงานการวิจารณศิลปะของเพื่อน ทั้งนี้อาจจะจัดหองใหโตะเกาอี้เปนวงกลมหรือนั่งลอมวงเปน วงกลมหรือตัวยู และควรมีการจัดเปนนิทรรศการหรือหนังสือรวบรวมการวิจารณของเด็กๆ ไวในมุม ใดมุมหนึ่งของหองเรียนก็จะเปนฐานความรูใหกับเด็กไดมาสืบคนตอๆ ไป 4. ตัวอยางศิลปวิจารณดวยหลักทัศนธาตุและหลักการออกแบบ จากที่กลาวมาจะขอนําเสนอตัวอยางศิลปวิจารณดวยหลักทัศนธาตุและหลักการออกแบบ โดยขอยกตัวอยางผลงานจิตรกรรม โดย ศิลปนและนักวิชาการศิลปะ ศาสตราจารย กิตติคุณ กําจร สุ นพงษศรี ภาพชื่อ พัทยา (ภาพที่ 7.2) ดวยขั้นตอน การบรรยาย การวิเคราะห การตีความ และการ ประเมินผลดังนี้ ภาพที่7.2 ภาพพัทยา สีน้ํามันบนผาใบ ที่มา: กําจร สุนพงษศรี, 2543, น.15 4.1 การแนะนําขอมูลพื้นฐานหรือการศึกษาขอมูลพื้นฐานของงาน ขอมูลของภาพจิตรกรรมนี้ประกอบดวย 1) ชื่อผลงาน พัทยา 2) ศิลปน ศาสตราจารย กิตติคุณ กําจร สุนพงษศรี ศาสตราจารย ดานทัศนศิลป การศึกษา ดานประติมากรรมและจิตรกรรม จากประเทศสหรัฐอเมริกา มีผลงานดานจิตรกรรมประติมากรรม และเอกสารตําราดานประวัติศาสตรศิลปมากมาย
148 3) ชวงเวลาในการสรางสรรค ปพุทธศักราช 2530 4) วัสดุและเทคนิคงานศิลปะ สีน้ํามันบนผาใบ 5) ขนาดของผลงาน กวาง 40 นิ้ว ยาว 40 นิ้ว 6) สถานที่สะสมงาน สมบัติมูลนิธิวิสาลี คุณหญิงมาลี สนิทวงศ ณ อยุธยา 4.2 การบรรยาย ภาพชื่อพัทยา โดยสวนใหญของภาพเปนโทนสีฟาที่อยูในพื้นหลัง ดานบนของภาพ เปนกลุมสี แดง ที่กระจายออกไปแบบรัศมีครึ่งวงกลม จากดานบนลงสูดานลางซายขวา และกลางภาพ ในสวน ของภาพเมื่อแบงตามแกนแนวนอนดานลางของภาพ จะเปนกลุมสีและกลุมเสนที่ขีดสลับไขวกันไปมา ซอนทับอยูบนพื้นฉากหลังสีฟาสีน้ําเงิน ดานลางของสวนนี้ มีแถบสีที่มีลักษณะคลายกับรูป สี่เหลี่ยมผืนผาวางขนานกับขอบลาง พรอมกับเสนตัดโทนสีดํา เสนใหญตั้งขึ้นตามแนวแกนตั้งของภาพ ในดานขวามือ และมีเสนในลักษณะนี้ ไขวตัดไปมาอยูโดยพื้นหลังและขอบเสนสีขาวที่อยูดานลางของ ภาพตามแกนแนวนอน และสิ่งสําคัญที่ปรากฏใหเห็นในภาพนี้ คือ กลุมสีทองที่กระจาย อยูดานลาง ขวาเมื่อแบงภาพออกเปน 4 สวนที่มีลักษณะคลายการเตะหรือแตมสีลงไป สวนสําคัญอีกสวนหนึ่ง คือ ลักษณะของกลุมสีขาว สีเหลืองออนที่กระจายตัวในแนวเฉียงจากซายมือบนของภาพลงสูดานขวามือ ลางของภาพ เปนกลุมสีที่มีลักษณะคลายการปายสีใหสีบางและกระจายออก โดยภาพรวมทั้งภาพจะ มีเสนสีขาว ขีดซอนทับ ในแนวเฉียงจากซายมือบนลงสูขวามือดานลาง และมีเสนสีขาวแนวนอนตัด กระจายออกเปนระยะๆ 4.3 การวิเคราะห เปนการแยกแยะสวนตางๆ ของภาพออกจากสิ่งที่เห็นและเขียนบรรยายใน ขางตน ดังนี้ 1) การวิเคราะหทัศนธาตุ จุด ปรากฏจุดในบริเวณกลุมสีทองที่กระจายออกตรงกึ่งกลางดานลางของภาพ และการปาด พูกันใหเกิดเปนสีขาวกระจายอยูทั่วภาพ เสน ปรากฏการใชเสนตัดกันทั่วบริเวณภาพและดานบนที่ขอบของรูปรางที่มีการกระจาย ออกของรัศมีที่เปนกลุมเสนสีแดงและขาว นอกจากนี้ในสวนของตรงกึ่งกลางดานลางของภาพ สี ปรากฏสีอยูในกลุมหลัก คือ กลุมโทนสีแดงที่อยูดานบนของภาพ กลุมสีฟาและน้ําเงินที่ เปนฉากหลังของภาพ กลุมโทนสีทอง สีเหลือง และเขียวที่อยูดานลางของภาพ กลุมโทนสีขาวที่ กระจายอยูตามจุดหลักๆ ตั้งแตทางดานซายมือ กลุมสีขาวรัศมีที่อยูใตกลุมสีแดง และการใชการตัด เสนสีขาวที่กระจายสลับไขวกันเปนกลุมๆ ที่หนาแนที่สุด คือ ดานลางของภาพ
149 น้ําหนักและแสงเงา ปรากฏจะเปนคาความตางของสีแตละสี และมีคาของแสงที่ศิลปนใชการ ตัดเสนกระจายรอบๆ ภาพ ประกอบกลุมที่มีคาของสีที่แสดงคาน้ําหนักมากที่สุด คือ ตรงบริเวณ กึ่งกลางดานลางที่เปนกลุมเสนโทนสีดําและคาของสีน้ําเงินตางๆ ตัดลงอยูดานหลังภาพ นอกจากนี้ยัง มีการเนนความชัดความเบลอของรูปทรงดายแสงเงาอีกดวย รูปรางและรูปทรง สําหรับภาพนี้ที่ปรากฏสีออกมาชัดเจนที่สุด คือ การใชวิธีการระบายโดย การขีดเขียนเปนหลักและรูปรางเกิดจากการปาย หรือลากพูกันเปนแถบสีรูปรางอิสระ พื้นผิว ปรากฏพื้นผิวที่เปนการใชรอยที่แปรงที่กระจายอยูตามที่แปรงลากเปนทรงสี่เหลี่ยม และ เกิดจากเสนสีขาวที่ตัดไขวกันไปมากระจายอยูโดยรอบของภาพ บริเวณวาง ปรากฏบริเวณในสวนของดานบนของภาพมากกวาดานลาง และเปนลักษณะ บริเวณวางที่เกิดจากพื้นหลังของภาพ 2) การวิเคราะหหลักการออกแบบ สมดุล ปรากฏการตัดสมดุลในลักษณะสองดานไมเทากัน ทั้งเสนแกนแนวนอนที่สวนลาง ปรากฏกลุมสีและรูปทรงของมามากกวาสวนบน และหากแบงตามเสนแกนแนวตั้งนั้นสมดุลของภาพมี ความใกลเคียงกันมากตางกันตรงบริเวณดานซายมีกลุมของสีขาวปรากฏมากและดานขวาปรากฏกลุม ของเสนแนวตั้งโทนสีดํามากกวาเล็กนอย สัดสวน เปนสัดสวนเปนสัดสวนที่มีมาตราสวนไมชัดเจน มีลักษณะเปนสัดสวนที่เกิดจากการ จินตนาของศิลปนตามแนวหลักของงาน เพราะ จากการนําเสนอเทคนิคของสี การปาดและปายสีจาก รอยแปรงเปนหลัก จังหวะ ปรากฏการใชจังหวะที่ไมเทากันแตเปนชวงจังหวะที่เกิดจากการจัดวางของเสนที่ตัด กันเปนหลัก จุดเดน ปรากฏจุดเดนในภาพแบงออกเปน 2 กลุมหลัก คือ กลุมโทนสีแดงที่กระจายแบบ รัศมีครึ่งงกลมดานบนของภาพ และบริเวณกลุมสีทองและเสนตัดในดานลางของภาพเปนจุดเดนรอง โดยกลุมหลักจะใชโทนสีแสดงจัดเดนบนพื้นโทนสีฟา การนําเสนอจุดเดนที่แตกตางกัน เอกภาพ ปรากฏความเปนเอกภาพในดานการใชเสนที่ตัดไขวกันทั่วภาพและการคุมโทนสี รวมของภาพที่เปนโทนสีฟาและน้ําเงิน 3) การวิเคราะหเนื้อหาเรื่องราว เนื้อหาของภาพเปนการนําเสนอเนื้อหาแบบนามธรรม ที่ผูชมตองจินตนาการโดยการใช แสดงออกสีเปนหลักที่และการใชเสนที่แสงถึงแสงสีที่ปรากฏในเรื่องราวของภาพ
150 4.4) การตีความ จากการวิเคราะหทัศนธาตุและหลักการออกแบบ ที่ปรากฏในภาพพัทยานั้น จะพบวา 1) การตีความทัศนธาตุ จุดที่ปรากฏสื่อถึงแสงสีหรือแสงไปที่ปรากฏ เปนกลุมสีขาว และสีออน แสงใหเห็นถึงแสงสี ตางๆ ของไฟสองสวาง เสน ที่เกิดจากการใชเสนเล็กๆ ตัดไขวไปมาทั่วบริเวณภาพ คือ ถึงประกายของแสงที่ปรากฏ ออกจากหลอดไฟ ที่เปลงประกายเขาสูตาเรา สี สีฉากหลังของภาพเปนโทนสีฟาและน้ําเงิน ในลักษณะนี้จะปรากฏขึ้นเมื่อเรามองออกไปใน ยามค่ําคืนผานแสงสีที่เปนหลอดไปมากมาย และกลุมสีทองที่กระจายเปนจุดกลุมเล็ก ก็สื่อความ หมายถึง ความระยิบระยับ เหมือนมีสิ่งของเคลื่อนไหวเปลงประกายออกมา เชน ภาพถายแสงยาม กลางคืน บนเกาะฮองกง (ภาพที่ 7.3) นอกจากนี้หากพิจารณาที่กลุมสีที่เปนฉากหลังยังสามารถ ตีความออกมาไดถึงทองทะเล เพราะศิลปนใชสีฟาแทนทะเล จึงทําใหกลุมของสีแดงดานบนจะ สามารถสื่อถึงแสงอาทิตยที่ฉายแสงลงสูทองทะเล ภาพที่ 7.3 ภาพถายแสงยามกลางคืน บนเกาะฮองกง น้ําหนัก และแสงเงา ในภาพเปนลักษณะของการใชสีออนกับทิศทางของเสนแทนแสงที่สอง สวางและกลุมสีที่เปนจุดแทนแสงเปนการนําเสนอถึงแสงไฟยามค่ําคืนที่มีในเมืองทองเที่ยวอยางเมือง พัทยา นอกจากนี้ศิลปนยังใชสีพื้นโทนฟาและน้ําเงิน ในสวนของฉากหลังแทน นอกจากนี้กลุมสีฟาน้ํา
151 เงินยังสามารถสื่อความหมายเปนสัญลักษณของทองทะเล เนื่องจากพัทยาเปนเมืองที่ติดชายทะเล และศิลปนใชคาน้ําหนักออนแกแทนทะเลที่เปนสีฟาและน้ําเงินไดอีกดวย รูปรางและรูปทรง ในภาพที่ปรากฏแถบสีที่ศิลปนใชแปรงปาดเปนแถบสีดานลางมองไดใน สองลักษณะคือ การมองวาสวนนั้นเปนสวนของกาบและหางเสือเรือ กับ ลักษณะของถนนหรืออาคาร ตางๆ ที่อยูในเมืองพัทยา เชนเดียวกับแถบสีดําที่มีลักษณะเปนทรงสูงก็สื่อความหมายไดทั้งลักษณะ ของเสากระโดงเรือ และ เสาไฟหรือของมุมของอาคารตางๆ นอกจากนี้รูปรางของกลุมสีแดงที่อยู ตอนบนของภาพมีลักษณะแผกระจายเปนรัศมี ก็สื่อความหมายถึง แสงอาทิตย และ แสงฟาที่สาด สองยามราตรี ดังภาพของเมือพัทยายามราตรี ที่มีรานอาหารและอาคารประกอบอยูริมทะเล (ภาพที่ 7.4) ภาพที่ 7.4 ภาพถายแสงสียามค่ําคืนริมทะเลเมืองพัทยา ที่มา: ซิลไปไหน, บริษัท ชิล มีเดีย จํากัด. (2560). พื้นผิว จากพื้นผิวที่ปรากฏในภาพเปนการใชพื้นผิวที่มีความหลากหลายโดยสามารถมองได 2 ลักษณะ ทั้งพื้นผิวที่เปนลอนคลื่นหรือทองทะเลที่กระทบกับแสงอาทิตย และพื้นผิวของทองฟายามค่ํา คืน และการเคลื่อนไหวของผูคนจากกลุมรูปราง จุด และเสน ที่ทับซอนกันเกิดเปนพื้นผิวที่ให ความรูสึกถึงการเคลื่อนไหว
152 บริเวณวาง ในภาพมีบริเวณวางที่แทรกอยูตามสวนตางๆ ของภาพเปนกลุมใหญที่สุด คือ ตอนบนของภาพซึ่งสื่อความหมายไดถึงทองฟาและทองทะเล แตจะมีความหมายถึงทองฟามากกวา เนื่องจากกลุมสีแดงและแถบสีขาวที่ปรากฏในบริเวณวางนั้นจะสื่อวามหมายถึงแสงอาทิตย ดังนี้จึง นาจะสื่อความหมายของบริเวณวางนั้นเปนทองฟานั้นเอง 2) การตีความหลักการออกแบบ สมดุล ปรากฏการตัดสมดุลในลักษณะสองดานไมเทากัน แสดงใหเห็นการถวงรูปรางใหภาพ ดวยสมดุลที่สรางมุมมองตอเนื้อหาเรื่องราวตางๆ ใหเกิดความรูสึกถึงการเคลื่อนไหวในสวนดานลาง ของภาพและความรูสึกถึงความสงบนิ่งดานบนที่เปนพื้นที่วาง สัดสวน มีลักษณะเปนสัดสวนที่เกิดจากการจินตนาของศิลปนตามแนวหลักของงาน นั้น สื่อ ความหมายถึง การความไมแนนอนของรูปรางรูปทรงในภาพที่แสดงถึงการเคลื่อนไหวไดตลอดเวลาใน การเพงมอง จังหวะ จากการจัดวางของเสนที่ตัดกันเปนหลัก ทําใหภาพเกิดเปนจังหวะที่ไมนาเบื่อและมี ชวงของจังหวะเสนที่หางออกเปนลักษณะของจุดพักสายตาหรือบริเวณวางและสงบในภาพ จุดเดน กลุมหลักจะใชโทนสีแดง เปนจุดเดนที่สรางทิศทางของเสนในลักษณะรัศมีลงมาสู จุดเดนรองที่เปนกลุมของเสนสีที่ดูสนุกสนานขวักไขว เอกภาพ การใชเสนที่ตัดไขวดันทั่วภาพเปนการสรางเอกภาพที่ดีและสรางความกลมกลืน รวมถึงการสื่อความหมายถึงการมีแสงกระจายอยูทั่วภาพ นอกจากนี้ศิลปนยังคุมโทนสีหลักของภาพ ใหเปนโทนสีฟาน้ําเงินที่แสดงถึงทองฟาไดทั้งสองลักษณะคือการเปนทองทะเล และทองฟาในเมืองที่มี แสงไปสาดสองมากมาย 3) การตีความเนื้อเรื่อง จากการตีความในทัศนธาตุและหลักการออกแบบนั้น แสดงถึงเรื่องราวของภาพไดใน 2 ลักษณะ คือ ภาพของทองฟาและบรรยากาศของเมืองพัทยายามราตรีซึ่งเปนที่ทราบกันดีแลววาเมือง พัทยาเปนเมืองที่มีแหลงทองเที่ยวกลางคืนมากมาย ที่มีแสดงสีที่สวางไสวนาตื่นตาตื่นใจซึ่งทัศนธาตุ และหลักการออกแบบที่ศิลปนจัดลงในภาพก็สื่อแสดงถึงแสงสียามราตรีในรานคาตางๆ หรือแหลง ทองเที่ยวยามค่ําคืนในเมือพัทยา โดยเฉพาะอยางยิ่งการใชเสนตัดกันไปมาเสมอทีประกายแสง กระจายอยูทั่วทั้งภาพ โดยเมื่อนําภาพของเมืองพัทยายามกลางคืน (ภาพที่ 7.4) มาเปรียบเทียบจะพบ องคประกอบที่มีความใกลเคียงกันอยางมาก
153 ภาพที่ 7.4 ภาพถายพัทยา วอลกกิ้ง สตรีท. ที่มา: ซิลไปไหน, บริษัท ชิล มีเดีย จํากัด. (2560). สวนอีกลักษณะหนึ่ง หากมองเรื่องราวจากกลุมของภาพโดยราวจะเห็นพื้นหลังเปนสีโทนฟา น้ําเงินซึ่งเปนสัญลักษณของทองฟาและทองทะเล ประกอบกับสวนของเสนที่ตัดไขวกันไปมาสื่อ ความหมายถึง การมีเรือหาปลาที่กําลังลองลอยอยูในทะเลกระทบกับแสงที่สองมาของดวงอาทิตย ดานบนและเกิดเปนประกายที่นําโดยคาของสีน้ําเงินออนแกและจุดของรอยทีแปรงซึ่งเปนสัญลักษณ ของทะเลอยางหนึ่ง 4) การประเมินผล การประเมินคุณคา ในดานทัศนธาตุและหลักการออกแบบ ภาพพัทยานี้ไดใชทัศนธาตุ สวนของเสนเปนหลักและเปนเอกลักษณของภาพศิลปน เพราะ เสนในที่นี้ คือ แสง ที่เกิดจากแสงไปและแสงสวางจากดวงอาทิตย กระทบกับวัตถุตางๆ สรางเปน ประกายแวววาว สวยงาม ที่สอดคลองกับภาพที่ศิลปนนําเสนอ นอกจากนี้ในการใชสี ศิลปนได เลือกใชสีที่มีความ สื่อแสดงถึงทะเล ทองฟา หรือ แสงสีของแหลงบันเทิงในเมืองพัทยาเปนการใชสีที่ สรางความหมายทั้งสองดาน คือ เมืองพัทยาเปนเมืองหนึ่งที่มีชาดทะเลที่สวยงามและเปนเมืองที่มี แหลงบันเทิงมากมายยามค่ําคืน ทําใหภาพนี้เปนภาพที่ศิลปนมีอัจฉริยภาพในการนําเสนอดวยทัศน ธาตุและหลักการออกแบบที่ดี และไมใชอยางเหมาะสมไมมากไมนอยไป
154 การประเมินคุณคา ในดานสุนทรียภาพ ความงามนี้เกิดจากมองสวนประกอบตางๆ ในภาพและจินตนาการไดครอบคลุมถึงเมือง พัทยาทั้งในแงการเปนเมืองชายทะเล และการแหลงบันเทิงอันดับตนของประเทศซึ่งเปนเอกลักษณ ของเมืองพัทยาดังนั้น ผลงานภาพนี้จึงสามารถนําเสนอคุณคาของความงามที่แสดงออกมาใหคนดูได จิตนาการถึงเมืองพัทยาไดดีอยางยิ่ง สรุป ศิลปวิจารณเปนแกนหนึ่งของการสอนศิลปศึกษาเชิงแบบแผน (DBAE) มีความสําคัญเพื่อ ฝกฝนความสามารถของการสื่อสารและความเขาใจในหลักการออกแบบและทัศนธาตุ แลวตีความ ออกมาเปนความหมายทั้งเชิงสัญลักษณและเนื้อหา เพื่อใหเด็กรูจักการเปนผูชมผลงานศิลปะและเปน ผูสืบสานผลงานศิลปะ ดวยเหตุของศิลปวิจารณเปนการบูรณาการประวัติศาสตรศิลป สุนทรียศาสตร และศิลปะปฏิบัติเพื่อการนําไปใชในการวิจารณศิลปวิจารณ คือ การแสดงความคิดเห็นดวยการ วิเคราะห ประเมินคา และคุณภาพของผลงานศิลปะโดยผานกระบวนการสื่อสารออกมาใหผูอื่นรับรู ทั้งการพูด และการเขียน ในการชมผลงานทัศนศิลป นอกจากนี้ยังสามารถนําไปใชในการอธิบาย ผลงานศิลปะตางๆ ที่ผูสอนหรือเด็กสรางขึ้นเพื่อการวิจารณอยางสรางสรรค และการนําเสนอตอ สาธารณะชนอยางชัดเจน นอกจากนั้นกิจกรรมนี้ยังเปนการฝกมารยาท ความใจกวาง และการรูจัก รับฟงความคิดเห็นของผูอื่น การเขาใจในทัศนธาตุและหลักการออกแบบเพื่อนําไปใชในการวิจารณ และการสรางผลงานศิลปะทั้งสองมิติและสามมิติตอไป คําถามทบทวน 1. จงตอบถามตอบขอมูลทั่วไปเกี่ยวกับการวิจารณงานศิลปะ 2. จงอธิบายทฤษฏีการวิจารณงานศิลปะ 3. จงประยุกตอธิบายแนวคิดในการสรางสรรคและการวิจารณงานศิลปะ 4. จงวิเคราะหและตีความ ภาพวาด ประติมากรรม หรือ สถาปตยกรรม มาอยางละ1 ผลงาน
155 เอกสารอางอิง ภาษาไทย กําจร สุนพงษศรี. (2543). สูจิบัตรนิทรรศการศิลปะ วิถีทางของขาพเจา 2000. กรุงเทพฯ: เอ็ม ลี พับลิชชิ่งเฮาส. ______________. (2555). สุนทรียศาสตร. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ซิลไปไหน, บริษัท ชิล มีเดีย จํากัด. 10 รานอาหารติดทะเลพัทยา. (2017). [ออนไลน] เขาถึงเมื่อ 5 มกราคม 2560. เขาถึงจาก: http://www.chillpainai.com/scoop/4948/ ซิลไปไหน, บริษัท ชิล มีเดีย จํากัด. พัทยา วอลกกิ้ง สตรีท. (2017). [ออนไลน] เขาถึงเมื่อ 5 มกราคม 2560. เขาถึงจาก: http://www.chillpainai.com/travel/10/%E0%B8%9E% E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2-%E0%B8%A7%E0%B8%AD %E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B9%89 %E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%97 ธนาคารแหงประเทศไทย.(ม.ป.ป.). ศิลปะสะสมธนาคารแหงประเทศไทย. กรุงเทพฯ: บริษัท ฉลองรัตน จํากัด. มะลิฉัตร เอื้ออานันท. (2543). การเรียนการสอนและประสบการณสุนทรียภาพและศิลป วิจารณ. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. วิรัตน พิชญไพบูลย. (2545). ศิลปวิจารณรวมสมัยผลงานศิลปะและวัฒนธรรม. ศิลปศึกษาจาก ทฤษฎีสูการสรางสรรค ชุดรวมบทความ เลมที่ 19. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย หนา 16-17.
156
บรรณานุกรม หนังสือ และบทความในหนังสือ กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย. กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. (2556). พระราชวังบวรสถานมงคล. กรุงเทพฯ: รุงศิลปการ พิมพ. กุลนิดา เหลือบจําเริญ. (2556). องคประกอบศิลป. กรุงเทพฯ: สกายบุกส. กําจร สุนพงษศรี. (2543). สูจิบัตรนิทรรศการศิลปะ วิถีทางของขาพเจา 2000. กรุงเทพฯ: เอ็ม ลี พับลิชชิ่งเฮาส. ______________. (2555). สุนทรียศาสตร. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ มหาวิทยาลัยศิลปากร. (2540). ศิลปะรัตนโกสินทร รัชกาลที่ 9. กรุงเทพฯ: อมรินทรพริ้นติ้งแอนดพับลิชชิ่ง. ฉัตรชัย อรรถปกษ. (2554). องคประกอบศิลปะ. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน. ชลูด นิ่มเสมอ. (2557). องคประกอบของศิลปะ. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพอมรินทร. ธนาคารแหงประเทศไทย. (ม.ป.ป.). ศิลปะสะสมธนาคารแหงประเทศไทย. กรุงเทพฯ: บริษัท ฉลองรัตน จํากัด. ธนาคารแหงประเทศไทย. (2535). นิทรรศการจิตรกรรมและประติมากรรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ป ธนาคารแหงประเทศไทย. กรุงเทพฯ: บริษัท ฉลองรัตน จํากัด. น. ณ ปากน้ํา. (2559). “ความเขาใจในศิลปะ” ศิลปวาการ ๒ : ศิลปะคืออะไร. กรุงเทพฯ: มูลนิธิ ศาสตราจารยศิลป พีระศรีอนุสรณ. หนา 100-155. มะลิฉัตร เอื้ออานันท. (2543). การเรียนการสอนและประสบการณสุนทรียภาพและ ศิลปวิจารณ. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ไมเยอร, ราลฟ. (2540). พจนานุกรมศัพทและเทคนิคทางศิลปะ. มะลิฉัตร เอื้ออานันท, แปล. กรุงเทพฯ: กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานพุทธศักราช 2554. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. วิรัตน พิชญไพบูลย. (2545). ศิลปวิจารณรวมสมัยผลงานศิลปะและวัฒนธรรม. ศิลปศึกษาจาก ทฤษฎีสูการสรางสรรค ชุดรวมบทความ เลมที่ 19. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย หนา 16-17.
158 ศิลป พีระศรี. (2559). “ศิลปะ ชาง และศิลปน”ศิลปวาการ 2 : ศิลปะคืออะไร. กรุงเทพฯ: มูลนิธิ ศาสตราจารยศิลป พีระศรีอนุสรณ. หนา 19-30 สมชาย พรหมสุวรรณ. (2548). หลักการทัศนศิลป. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพแหงจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. สมภพ จงจิตตโพธา. (2554). องคประกอบศิลป. กรุงเทพฯ: วาดศิลป. สํานักพิพิธภัณฑสถานแหงชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. (2547). โบราณวัตถุที่เปนสมบัติ ชิ้นสําคัญของชาติ. กรุงเทพฯ: อมรินทรพริ้นติ้งแอนดพับลิชชิ่ง. สุชาติ เถาทอง. (2539). หลักการทัศนศิลป. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน. อารี สุทธิพันธุ. (2528). ศิลปนิยม. กรุงเทพฯ :สํานักพิมพกระดาษสา. เอกสารอื่น ๆ ซิลไปไหน, บริษัท ชิล มีเดีย จํากัด. 10 รานอาหารติดทะเลพัทยา. (2017). [ออนไลน] เขาถึงเมื่อ 5 มกราคม 2560. เขาถึงจาก: http://www.chillpainai.com/scoop/4948/ ซิลไปไหน, บริษัท ชิล มีเดีย จํากัด. พัทยา วอลกกิ้ง สตรีท. (2017). [ออนไลน] เขาถึงเมื่อ 5 มกราคม 2560. เขาถึงจาก: http://www.chillpainai.com/travel/10/%E0%B8%9E% E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2-%E0%B8%A7%E0%B8%AD %E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B9%89 %E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%97 Book Laura, P. (2002). Essential History of Art. China: Parragon Publishing Book. Prince, E. S. (2008). Art is fundamental: teaching the elements and principles of art in elementary school. Chicago: hand in prince of Chicago review press incorporated. Strickland, C. (2007). The Annotated Mona Lisa. Wilton, Connecticut USA: John Boswell
159 Website 3D production and Architectural Magazine 2015). House. [Online] Accessed 5 August 2015. Available from: https://facebook/ 3D production and Architectural Magazine Christopheruvenio design. (2015). Dot Fashion. [Online] Accessed 5 August 2015. Available from: http://christopheruveniodesign.blogspot.com/2015/03/dolcegabbana-love-of-polka-dots.html?m=1
160
อภิธานศัพท ก การจัดจังหวะชองไฟ คือ การแบงชองวางระหวางรูปกับพื้น หรือสวนที่ไมมีรูปทรงกับบริเวณวาง จะมีการกระจายเปนชวงและมีระยะที่เทากัน การจัดจุดใหเกิดการเรียงสลับกัน การจัดวางจุดที่สลับกันเปนการสรางมิติของความรูสึกที่ใหเกิด ความสนุกสนานมากกวาแบบอื่นๆ การจัดจุดใหเกิดจังหวะตอเนื่อง โดยการเรียงเปนกลุมของจุดที่มีรูปรางลักษณะแบบเดียวกัน จุด ในลักษณะนี้จัดเรียงตอกันเปนนัยของเสน เสมือนวาจุดนั้นเรียงตอกันอยางชิดกัน และเกิดเปน เสนได การจัดจุดใหเกิดเปนรูปราง จุดสรางรูปรางเปนลักษณะพื้นฐานของการวาดสิ่งตางๆ สามารถใช สื่อความรูสึกถึงรูปทรงที่เลือนราง ระยะไกล หรือ รูปรางรูปทรงที่กําลังจะหายไปก็ได การจัดจุดใหเกิดเปนลวดลายตางๆ การใชจุดบนลายผา หรือเสื้อลายจุด เปนลักษณะของภาพที่ เกิดขึ้นมานานแลว ลวดลายจุดนั้นสามารถเกิดงานลักษณะ 2 มิติ หรือจุดที่เกิดในลักษณะ 3 มิติ การจัดเรียงจุดขนาดเดียวกันที่เรียงอยางตอเนื่อง การทําซ้ําดวยหลักการของจังหวะ เปนการใช จุดที่ตองการใหเกิดลวดลายหรือพื้นผิวที่มีความราบเรียบสม่ําเสมอ การจัดวางจุด ขนาดตางกันใหเรียงซ้ํากันดวยหลักการของจังหวะการเรียงจุดที่มีขนาดตางกัน จะ ชวยเพิ่มทิศทาง และมิติขึ้น การใชบริเวณวางดวยวัตถุทับซอน ชวยทําใหเกิดเนื้อหาเรื่องราว ใหเกิดความลึกมากขึ้นหาก วางไวในระยะที่หางกันและมีเสนนําสายตา การใชบริเวณวางในลักษณะชองไฟ เปนบริเวณวางที่สัมพันธกับขนาดของบริเวณวางที่เปน จังหวะเปนชวงๆ มีความสัมพันธกันบริเวณวางในลักษณะนี้จะทําใหเกิดจังหวะ การใชพื้นผิวแบบอัตราสวน มีลักษณะคลายกับหลักการใชพื้นผิว ที่สอดคลองกับการใชสีตัดกัน เชน การใชอัตราสวนพื้นผิวแบบ 70 ตอ 30 การใชสีจํานวนนอย หมายถึง การใชสี 3 ถึง 5 สีในการสรางผลงาน สวนใหญมักจะเกิดกับการ สรางงานสิ่งพิมพหรือเลขนศิลป
162 การถายทอดโดยตัดทอนบางสวน (Distortion) การตัดออก เปนลักษณะอยางหนึ่งของการ เปลี่ยนแปลงรูปทรงใหเกิดความเปลี่ยนแปลง จะตัดออกบางสวนบางชวงใหเกิดเปนรูปทรงตางๆ รวมถึงลักษณะของการแยกรูปทรงออกโดยการหั่นตัดแบง การถายทอดรูปราง - รูปทรงตามความเปนจริง โดยจัดวางใหเกิดสมดุลใกลเคียงกับรูปรางและ รูปทรงที่มองเห็น (Realistic) รูปรางและรูปทรง ที่ถายทอดแบบเหมือนจริงจากธรรมชาตินั้น การถายทอดรูปราง - รูปทรงใหเกิดภาพลวงตา (Optical illusion) หรือ แสดงภาพใหปรากฏ มากกวา 1 ดาน เปนลักษณะคลายๆ กับการนําเสนอผลงานในศิลปะบาศกนิยม การถายทอดรูปราง – รูปทรงโดยการเพิ่มเขา (Adding) ของรูปรางรูปทรงเปนการ ประกอบการโดย การตอ การประกบ การนํามุมตอมุม และ การนํามุมตอดาน เชน การเพิ่มเขา แบบดานตอกัน การเพิ่มเขาแบบ การเชื่อมตอระหวางจุดใดจุดหนึ่งกับดานใดดานหนึ่ง การไมใชสีหรือการใชสีขาวดํา เปนการใชสีตัววัสดุที่มีความโปรงแสง หรือ โปรงใส การใชสีขาว ดําซึ่งถือวาเปนคูสีคลาสสิคของการใชทั้งมวลสีขาวดํา สามารถสรางอารมณใหเกิดความรูสึกได หลากหลาย การไมปรากฏจุดเดน ใหความหมายวา การไมเนนสวนตางๆ ในภาพหรือผลงานใหมีความชัดเจน จุดเดนแตมีความสําคัญแกรูปทรงของภาพทั้งหมด การจัดประธานและสวนรอง เกิดจากการสรางจังหวะโดยการเปลี่ยนแปลง ไปตามวิธีการ อสมมาตรใหชองไฟเล็กใหตางกันและมีรูปราง – รูปทรงแบบลดหลั่นมีสวนที่ใหญหรือมาหหวา เปนประธานและมีสวนที่เล็กกวาประกอบ การวางจุดเดน แบบตาราง 3 สวน เปนการคํานวณโดยการลากเสนหรือกําหนดเสนแกนของ พื้นที่แบงออกเปน 3 สวนในแตละดานจะเทากับมีรูปสี่เหลี่ยมทั้งหมด 9 สวน จุดตัดที่เปน เครื่องหมายบวกที่อยูกึ่งกลางภาพ 4 ดานนั้น เปนจุดที่เหมาะสม ในการวางผลงาน หรือจุดเดน ของภาพ การวางภาพตามแนวเสนแกน เปนการวางภาพที่คํานึงถึงลักษณะของภาพที่ปรากฏวา มีเสน แกนนั้นเปนแนวตั้งหรือแนวนอนและจัดวางกลุมภาพใหมีความสัมพันธกับเสนแกนของตัวภาพที่ เปนกลุมและแกนของตัววัตถุแตละชิ้นในภาพ การสรางความสัมพันธในรูปรางและรูปทรง จะทําใหเกิดรูปทรงที่มีความปริมาณเพิ่มขึ้นและมี ความหมายถึง การเชื่อมโยงและความสัมพันธการใชวิธีการทับซอน (Overlapping)
163 การสรางจุดเดนดวยตําแหนง การจัดวางจุดเดนเปนการใชตําแหนงที่เห็นไดชัดจัดจุดเดน ตําแหนงที่เปนทางการที่สุด คือ วางจุดเดนไวตรงกึ่งกลางของภาพหรือผลงานสรางสรรคหาก ตองการใหมีความเปนศิลปะและเกิดสุนทรียภาพขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถใชทฤษฎี 9 ชอง สําหรับการวางตําแนงของจุดเดนไดอีกวิธีการหนึ่ง การสรางพื้นผิวดวยการลดทอนดวยสี เปนพื้นผิวที่มีความหลากหลาย โดยการทาหรือระบายสี ใหเปนสีเดียวกัน พื้นผิวจะดูปราศจากความแตกตางกัน แตยังสงผลตอความรูสึกในบางอยางที่ กลมกลืนกับสวนประกอบอื่น ๆ ได การสรางพื้นผิวดวยทัศนธาตุตางๆ เปนการนํามาสรางพื้นผิวไดตั้งแต จุด เสน สี น้ําหนัก แสง เงา รูปราง และรูปทรง ใหเกิดเปนพื้นผิวลักษณะตางๆ โดยทัศนธาตุเพียงหนึ่งหรือมากกวามา ประกอบกัน การสรางพื้นผิวโดยใชวัสดุ ลักษณะนี้เปนการใชวัสดุที่มีพื้นผิวตางกันนํามาสรางผลงานสิ่งที่ตอง คํานึงถึง สัดสวนและปริมาณของวัสดุนั้น ที่จะสงเสริมเนื้อหาเรื่องราวของผลงาน การสรางมิติเปนหลักของการสรางรูปทรงใหเกิดระยะ ลึก ตื้น ใกลและไกล โดยอาศัยทัศนธาตุ ตางๆ หรือ การใชหลักทัศนยวิทยา การสรางเอกภาพดวยการสรางความเหมือน เปนการสรางหรือปรับสิ่งที่เหมือนกันลงไปใน ภาพรวมผลงานศิลปะ หรือทําใหบางสวนของรูปทรงตางๆ มีความคลายคลึงกันมากที่สุด เพื่อ ความเปนหมวดหมู หรือเปนระเบียบ การสรางเอกภาพดวยหลักการใชชองไฟ คือ บริเวณวางกับรูปที่มีชวง หรือ จังหวะแตกตางกัน ออกไปชองไฟในงานศิลปะ ค คาน้ําหนักออนแกของสีคือ การที่นําสีหนึ่งสีมาผสมหรือระบายใหจาง เขม ออนตางกันออกไป ในระดับตางๆ จ จังหวะ คือ ผลจาการทําซ้ําสิ่งตางๆ หรือชองวางของการจัดวางองคประกอบในผลงาน โดยมักจะ ใชในการออกแบบลวดลายตางๆ หรือ สรางความกลมกลืนและเอกภาพ จังหวะแบบซ้ํา (Repetition rhythm) โดยสวนใหญแลวเปนการซ้ํากันของทัศนธาตุที่เนน รูปรางรูปทรงเปนหลัก โดยมีขนาด ทิศทาง สีสัน หรือ น้ําหนัก ไปในทิศทางเดียวกัน
164 จังหวะแบบตอเนื่อง (Continuous) หมายถึง กลุมหรือชุดของทัศนธาตุ นํามาวางใหเกิดความ ตอเนื่องกัน เปนชวงเปนชวงจะไมซ้ํากันเหมือนแบบแรก แตจะเปนกลุมของสิ่งตางๆ จังหวะแบบเพิ่มพัฒนา (Progressive rhythm) เปนการจัดจังหวะของทัศนธาตุตางๆ ที่คอยมี การเปลี่ยนแปลงทีละนิดอาจจะมีการเพิ่ม หรือลด จังหวะแบบลื่นไหล (Loading rhythm) หมายถึง การจัดจังหวะในลักษณะที่ใชเสนเลื่อนไหล ไปสูสิ่งตางๆ โดยสวนใหญจะเปนการใชเสนที่เกิดจากการขีดเขียน จิตรกรรม หมายถึง งานวาด ขีด เขียน เสน สีหรืออุปกรณตางๆ เปนงานศิลปะบนระนาบ 2มิติ จุด คือ สวนเล็กๆ ที่เรามองเห็น และ เปนตนกําเนิดของสวนตางๆ จุดไมมีมิติความกวางความ ยาวความลึก แตโดยสวนใหญแลว จะมีลักษณะเปนรูปกลมๆ ขนาดเล็กที่มองในระยะไกล จุดเชิงกายภาพ มีดวยกัน 2 ลักษณะ คือ จุดเชิงกายภาพที่เปนการขีด เขียน และ ขูดเปน ลักษณะที่ปรากฏขึ้นจะมิติของเสนดินสอแบบที่ไมไดมุงใหเห็นถึงความนูนหนา และ จุด ที่เกิดขึ้น จากงานประติมากรรมและสถาปตยกรรม ซึ่งบางครั้งเปนจุดที่เกิดจากการทํามิติในลักษณะ รูปทรงครึ่งวงกลมหรือวงกลม ใหเกิดเห็นเปนความหนาเกิดขึ้น จุดเชิงนัย หมายถึง ลักษณะของจุด ที่ไมปรากฏขึ้นในภาพแตใหความรูสึกของสิ่งนั้น เสมือนวามี จุดเกิดขึ้น จุดซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหมายถึง วัตถุ สิ่งของ หรือรองรอย ที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตตางๆ ที่ อยูในโลกมนุษย จุดเดนที่เกิดจากความแตกตาง เปนสิ่งที่สัมพันธกับความเหมือนเมื่อนําทัศนธาตุตางๆ หรือ อีก อยางหนึ่งมักจะเรียกวา หลักการการตัดกัน (Contrast) จุดเดน คือ การสรางสวนใดสวนหนึ่งในผลงานศิลปะ และ การออกแบบใหมีความชัดเจน และ สรางความสนใจในรับรูและตีความสวนนั้นเปนอันดับแรกและเปนอันดับสําคัญ ซึ่งการสราง จุดเดนมักจะสรางใหเกิดความแตกตางของขนาด สี ตําแหนงการวาง หรือ ทิศทาง ฯลฯ การเนนดวยกรอบ เปนการจัดวางสิ่งของโดยใชกรอบเปนตัวตั้งและนําสิ่งของมาสรางสรรค ภายใน จุดเดนดวยการแยกออกไป เปนการเนนที่เกิดจากสิ่งของที่คลายๆ กัน หรือรูปรางรูปทรงที่ให คลายกันในภาพแลวจับแยกออกไปจากกลุม
165 จุดเดนและการเนนดวยขนาด สิ่งของนั้นตองมีความใหญมีขนาดที่ดึงดูดสายตาและมีบริเวณวาง รอบสิ่งของหรือรูปรางรูปทรงตางๆ มาก หรือมีรูปทรงนั้นโดดเดนผลงานในตําแหนงที่เห็นได ชัดเจน จุดเดนและการเนนดวยเสนนําสายตา เปนหลักการตามหลักทัศนียวิทยาเชิงเสนทําหนาที่ให องคประกอบมีการพุงเขาออกเพื่อเกิดมิติลึกตื้น จุดที่เกิดจากการกระทําของมนุษย เปนจุดที่เกิดจากการขีด เขียน ขูดเปนจุดที่เกิดจากงาน จิตรกรรม และประติมากรรม จุดเสมือน สิ่งที่ใกลเคียงกับจุดนั้นจะเปนลักษณะของสิ่งที่เปนขีด เปนรูปรางรูปทรงหรือ สิ่งใดก็ ไดที่มีขนาดเล็ก เมื่อมองไปโดยสายตาปกติจะทําใหเห็นสิ่งนั้นมีความใกลเคียงหรือมีลักษณะให ความรูสึกเชนเดียวกับจุด ท ทัศนธาตุ (Elements of Art) เปนสวนประกอบพื้นฐานที่สําคัญในการมองและการสรางงาน ทัศนศิลปทั้งในกระบวนการสรางสรรคและการชมงาน ทัศนศิลป(Visual Art) หมายถึง ศิลปะที่รับรูไดทางการเห็น ไดแก จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ สถาปตยกรรม และงานออกแบบตางๆ ทัศนียภาพวิทยาเชิงเสน (Linear perspective) เปนหลักการใชเสนเชิงเรขาคณิต ผสมกับ หลักวิทยาศาสตรสรางจากธรรมชาติที่เปนสามมิติปรับมุมมองใหเกิดเปนภาพลวงตาบนพื้นผิว สองมิติ น คาน้ําหนัก (Value) คือ คาน้ําหนักออนแกของสีตางๆ หรือ คาออนแกของสีใดสีหนึ่ง หรือ แสง และเงาในสีหนึ่งๆ จะมีคุณสมบัติคาน้ําหนักออนแกของสีที่แตกตางกันออกไป น้ําหนักจริง คือ น้ําหนักที่ปรากฏในแสงเงาโดยสวนใหญจะเปนลักษณะของงาน 3 มิติตั้งแต ประติมากรรม สถาปตยกรรม หรือ งานสื่อผสม น้ําหนักลวงตา เกิดจากการตกแตงพื้นผิวโดยการฝนแรงเงาหรือน้ําหนักคาของสีที่แตกตางกัน ออกไปตามความเขมของแสงที่ศิลปนจงใจใหปรากฏ เพื่อสรางการลวงปกปดและเปดเผยในสวนที่ สวางและมืด
166 น้ําหนักสรางมิติระยะ ใหความเปนลักษณะ 2 มิติแกรูปราง ลักษณะใหความเปน 3 มิติแก รูปทรง การใชน้ําหนัก แสงและเงา ใหเกิดมิติลึกตื้นหนาบางใกลไกล โดยการใหคาน้ําหนักของสี ที่แตกตางกัน บ บริเวณที่ทําหนาที่เปนพื้น จะปรากฏในงาน 2 มิติคือ บริเวณที่เราไมไดวาด เขียนหรือ สรางสรรคสิ่งใดๆลงไปในภาพ หรือ การสรางงานแนวระนาบแบน บริเวณวาง 2 มิติ เปนบริเวณวางที่เกิดจากพื้นที่แนวระนาบ มีความกวางและความยาวสวน ใหญมักจะเกิดในงานจิตรกรรมภาพพิมพ บริเวณวาง 3 มิติ เปนบริเวณวางที่มีความกวางความยาวความลึกและมีเนื้อที่ขึ้นมาทาง กายภาพที่สามารถสัมผัสจับตองได บริเวณวาง (Space) หรือ ที่วาง คือ พื้นที่ที่ไมมีวัตถุ รูปราง และ รูปทรง หรือ องคประกอบใน ผลงานศิลปะเปนสิ่งที่ศิลปนตองการสรางสรรคใหเกิดความแตกตางกันของตัวชิ้นงานกับพื้นหรือ บริเวณนั้น บริเวณวางในอากาศ บริเวณวางลักษณะนี้เปนบริเวณวางของอากาศรอบๆ ผลงานศิลปะ ที่จะ เกิดขึ้นกับผลงานประติมากรรมและสถาปตยกรรม บริเวณวางภายในรูป หมายถึง บริเวณวางที่อยูในรูปทรงนั้น หรือองคประกอบหลักในภาพ ที่ เปนกลุมมวลของสิ่งของที่เรานํามาเสนอเปนกลุมใหญในผลงาน บริเวณวางสําหรับการใชสอย เปนพื้นที่วางสําหรับการใชสอยเปนบริเวณวางที่สัมพันธกับงาน สถาปตยกรรมและงานมัณฑนศิลป ป ประติมากรรม (Sculpture) หมายถึง งานปน แกะสลัก หรือ หลอเปนงานศิลปะสามมิติ พ พาณิชศิลป (Commercial Art) หมายถึง ศิลปะเพื่อการคาการโฆษณาทั้งเปนงาน สองมิติ สาม มิติ และงานภาพเคลื่อนไหว
167 พื้นผิว (Texture) คือ ลักษณะของบริเวณพื้นตอนหนาสุดของวัสดุบริเวณพื้นผิวของวัสดุ ลักษณะภายนอกของวัตถุตางๆ ที่สามารถจับตอง สัมผัส หรือ มองเห็นแลวเกิดความรูสึกไดใน ธรรมชาติมีพื้นผิวตางๆ กัน พื้นผิวจริงของวัสดุเปนลักษณะของพื้นผิวที่ปรากฏบนวัสดุสามารถนํามาใชไดทั้งงาน จิตรกรรม สื่อผสม ประติมากรรม หรือ สถาปตยกรรม พื้นผิวในการสรางงานศิลปะ ประกอบดวย พื้นผิวจากการมองเห็น (Visual texture) มุงสรางให เกิดความรูสึกจากการมอง และการสัมผัส (Tactile texture) มุงสรางเพื่อการจับตองใหเกิด ความรูสึกเสมือนผิวจริง พื้นผิวประดิษฐตามจินตนาการ เปนพื้นผิวที่เกิดขึ้นจากการคิดจินตนาการ ถึง พื้นผิวที่จะ นํามาใชนั้น ปรากฏไดทั้งลักษณะของพื้นผิวแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ พื้นผิว 2 มิติหมายถึง พื้นผิวที่เกิดการสัมผัสทางกายภาพ หรือจะตอง เรียกวา (tactile texture) เปนพื้นผิวที่เกิดจากวัสดุตางๆ ที่นํามาประกอบเปนงานศิลปะ พื้นผิว 3 มิติหมายถึง พื้นผิวที่สรางขึ้น ใหเกิดการสัมผัสทางการเห็น (Visual texture) เปน ลักษณะของพื้นผิวที่ใชเทคนิคลวงตาทําใหเกิดความรูสึก หยาบ เรียบ มัน ดาน ขรุขระ พื้นผิวเสมือน หรือ พื้นผิวที่เกิดจากการเลียนแบบ พื้นผิวในลักษณะนี้ปรากฏในงานจิตรกรรม ที่ มีการทําขึ้น โดยการวาดเขียนหรือการพิมพ ภ ภาพพิมพหมายถึง งานนําสีปายระบายหรือถูกับแมพิมพจัดวางเปนรูปภาพตางๆ นํามาทาบและ ถายสีลงสูวัสดุระนาบสองมิติ มัณฑนศิลป(Decoration Art) หมายถึง ผลงานสรางสรรคจากการออกแบบเพื่อการตกแตง สิ่งของหรือสถานที่ตางๆ ใหมีความสวยงาม มิติ(Dimension) คือ ลักษณะที่ปรากฏมีความยาว ความกวาง ความหนา หรือบริเวณที่เกิดขึ้น ในอากาศ แมสีในระบบของแสง เปนสีหลักที่เกิดจากระบบแสงในทางฟสิกส ที่นําแสงผานแทงแกวปริซึม จะไดแมมี 3 สี คือ แสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ําเงิน
168 ร ระบบสี CMYK ก็คือ ระบบสีที่เปนวัตถุ หรือ ระบบสีที่ใชในการพิมพโดยมีแมสีหลัก ไดแก สี เหลือง สีน้ําเงิน สีแดง และสีดํา ระบบสี CMYK เปนระบบสีที่ใชในระบบพิมพ CMYK ยอมาจาก C = cyan หรือ ฟาอมเขียว M = magenta หรือ แดงอมมวง Y = yellow หรือเหลือง K = key หรือ สีดํา โดยที่จะไมใชคําวา black เพราะตัวยอจะเปนตัว B อาจจะเกิดความสับสนกับสีน้ําเงิน (blue) ได ระบบสี RGB หรือ สีในระบบของแสง เกิดจากการหักเหของแสงผานแทงแกว แมสีทางแสง ประกอบดวย สีแดง (Red) สีเขียว (Green) และสีน้ําเงิน (Blue) รูปทรง (Form) คือ วัตถุ หรือ วัตถุประกอบจากวัตถุหลายชนิดเกิดเปนมวล ในงานสองมิติ รูปทรงจะเกิดขึ้นจาการสรางคาสีหรือน้ําหนักที่มีมิติ รูปราง (Shape) คือ สวนที่เปนพื้นที่ซึ่งเปนบริเวณที่แบนราบ อาจจะมีเสนรอบนอกหรือเปน ความแตกแตงระหวางรูปกับพื้นก็ได รูปราง - รูปทรงปด (Close form-shape) หมายถึง รูปรางและรูปทรงที่มีความทึบตัน ให ความสําคัญกับพื้นที่ในอากาศ รูปราง - รูปทรงเปด (Opened form-shape) เปนรูปรางและรูปทรงที่เปดใหเห็นบริเวณภาพ ของพื้นที่ภายใน ล เลขนศิลป (Graphic Art) หมายถึง การออกแบบตัวอักษร สัญลักษณและภาพตางๆ ที่เปนเชิง ตัดทอน และสรางเปนงานออกแบบเพื่อใชงานในการสื่อสารและเชิงพาณิชย มีความเกี่ยวของกับ นิเทศศิลป (Visual Communication Design) ว วรรณะของสีแบงออกเปน 2 วรรณะ คือ วรรณะของสีรอน ไดแก สีเหลือง สีสม สีสมแดง สี แดง สีมวง วรรณะของสีรอนใหความรูสึกตื่นตา รอนแรง มีชีวิตชีวาไมหยุดนิ่ง สวนวรรณะเย็น สีเขียว สีเหลือง สีน้ําเงินมวง
169 ศ ศิลปวิจารณ(Art Criticism) หรือ การวิจารณผลงานศิลปะ เปนกระบวนการสื่อสารโดยการ เขียนหรือพูดในการบรรยาย ตีความหมายและประเมินคุณคาของผลงานศิลปกรรมตางๆ ตาม ความคิดของผูชมตอผลงานของศิลปน ศิลปะกึ่งไรรูปลักษณ (Semi- figurative art and nonfigurative art) เปนงานศิลปะที่มี การตัดทอนรูปทรงบางอยางออกไปจากความเปนจริงหรือดัดแปลงไปจากธรรมชาติ ศิลปะรูปลักษณ (Figurative art) หมายถึง ศิลปะที่เห็นสิ่งของที่เหมือนตาเห็นธรรมชาติ ศิลปะไรรูปลักษณ (Nonfigurative art) แสดงลักษณะบางประการออกมาจากองคประกอบ ทั่วไปผูดูจะตองใชอารมณความรูสึก จินตนาการถึงรูปทรง หรือ เรื่องราวที่ปรากฏในภาพจากตา เห็น ส สถาปตยกรรม (Architecture) หมายถึง งานกอสรางตางๆ เปนงานศิลปะสามมิติที่มีโครงสราง ซึ่งเปนอาคารตางๆ สถูป เจดีย โบสถ หรือ วิหาร สมดุล หรือ ดุลยภาพ (Balance) มีความหมายถึง สิ่งตางๆ ที่มีความสมดุล ความคงที่ (Equilibrium) เพื่อเกิดความสมดุล ตามความเปนจริง ตามมวลของวัตถุ รูปรางของวัตถุ และ ความสมดุลในความรูสึกของมนุษย สมดุลจากการเพิ่มลดจํานวนหรือขนาด หมายถึง การที่เพิ่มวัตถุลงไปในองคประกอบอีกดาน หนึ่งหรือลดจํานวนวัตถุอีกดานหนึ่งใหมีความสมดุลกัน สมดุลจากการเพิ่มแสงและเงา เสริมสรางบรรยากาศผานเรื่องของแสงและเงา ซึ่งหลักการถวง น้ําหนักโดยใชแสงเงานี้เปนหลักการที่ทําลาย เนื้อหาในภาพนอยที่สุด เมื่อเทียบกับการเพิ่ม รูปทรงอื่นลงไป สมดุลจากการเลื่อนระยะใกลไกล เปนหลักการที่ใชในการขยับหรือเลื่อนวัตถุออกไป เพื่อใหเกิด ระยะหางและระยะหางนี้จะทําใหเกิดชองวางที่เหมาะสม สมดุลแบบขยับแกน หรือการวางสมดุลแบบตาชั่งจีน เปนลักษณะของการวางสิ่งของที่มีขนาด น้ําหนักแตกตางกัน แตวางใหดานที่มีน้ําหนักหรือขนาดใหญวางอยูใกลกันมากกวาดานที่มีขนาด หรือน้ําหนักนอยกวา
170 สมดุลแบบสมมาตร (Symmetrical balance) สมดุลที่เหมือนกันซาย-ขวา หรือ สมดุลแบบ กึ่งกลาง หรือ สมมาตรเปนลักษณะการจัดวางแบบกลุมรูปรางรูปทรงกลุมใหญอยูกึ่งกลางแลว กระจายไปทั้งสองดานเทาๆ กัน สมดุลแบบอสมมาตร (Asymmetrical balance) เปนลักษณะการจัดวางแบบกลุมรูปราง รูปทรงกลุมใหญอยูเอียงไปสวนหนึ่งสวนใด ใหมีปริมาตรใหญกวาอีกดานหนึ่ง หรือ มีกลุมรูปราง รูปทรงที่ปริมาตรนอยกระจายออกไป และไมเปนระยะหางที่เทากัน สัดสวน (Property) เปนความสัมพันธของทัศนธาตุตางๆ ที่นํามาสรางสรรคงานศิลปะใหเกิด ความงามหรือความเหมาะสมกับการสรางสรรคหรืองานออกแบบตางๆ สัดสวนแตกตางกัน การจัดวางรูปทรง เปนทัศนธาตุที่มีสัดสวนแตกตางกัน เพื่อใหเกิดความรูสึก ที่มีจุดเดน และชองวาง หรือบริเวณวาง ทําใหเกิดการพักสายตา และเกิดมวลของรูปทรงในภาพ ผลงานในลักษณะนี้จะใหความรูสึก สัดสวนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสัดสวนในลักษณะนี้จะเปนสัดสวนของรูปทรงคนสัตวสิ่งของ ตางๆ เกิดขึ้นตามธรรมชาติจะมีขนาดและสัดสวนที่ไมไดกําหนดขึ้น สัดสวนที่เปน 2 มิติเปนสัดสวนที่เกิดในงานจิตรกรรม ภาพพิมพตางๆ จะมีความสัมพันธกัน ตามเสนแกนแนวนอนและแนวตั้ง ไมไดคํานึงพื้นที่ในอากาศ สัดสวนแบบนี้มุมมองในลักษณะ ปะทะ สัดสวนที่เปน 3 มิติเปนสัดสวนในงานประติมากรรมและ สถาปตยกรรมสัดสวนในสิ่งมีชีวิตและ สิ่งที่ไรชีวิตแตกินพื้นที่ในอากาศ สัดสวนที่มนุษยสรางขึ้น เปนสัดสวนที่ไมไดยึดติดกับสัดสวนธรรมชาติสรางขึ้นเพื่อใหความ สมดุลในทางศิลปะความงามความนาสนใจมากขึ้น สัดสวนแบบตัดกัน เปนสัดสวนที่มีความแตกตางกันของทัศนธาตุและขนาดอยางรุนแรง ที่เกิด การเปรียบเทียบ ใหเกิดอารมณความรูสึก ถึงบางสิ่งบางอยางที่ใหญโต โอฬาร นาเกรงขาม และ อีกดานหนึ่งมีความรูสึก ถึงจุดไดขอบกพรองสิ่งเล็กนอย สัดสวนมาตรฐาน เปนสัดสวนที่ใชในการออกแบบงานประยุกตศิลปตางๆ มีการกําหนดสัดสวน ไวตายตัว เพื่อการสรางสรรคและนําไปใชประโยชน สัดสวนเหมือนกัน เปนการวิธีการประยุกตใชสัดสวนที่ไมแตกตางกันมาก พยายามหาสิ่งสมดุลมา กํากับควบคุม ใหเกิดความสมดุลของสิ่งตางๆ ในผลงานสรางสรรค
171 สี(Color) คือ ปรากฏการณของแสงขาวที่กระจายออกเปนสีตางๆ ไปกระทบกับวัตถุ วัตถุนั้น ดูดกลืนสีใดแลว สะทอนคลื่นแสงนั้นเขาสูตา และในความหมายทางศิลปะ สียังหมายถึงวัตถุธาตุ หรือสาสารที่มีคาสีตางๆ ในที่กระทบในตาคน ใชผสม ระบาย ทา หรือพน สีคูตรงขาม คือ สีที่อยูตรงกันขามในวงจรสีเปนสีที่ตัดกันอยางรุนแรงมากจะอยูตัดกันหรือเปนสี ที่ตรงกันขามในวงจรสีประกอบไปดวยสี 6 คู สีที่ปรากฏเดน หมายถึง สีที่ถูกทําใหชัดเจน โดยการใชสีแท คือ สีที่ไมถูกผสมดวยสีใดๆ แวดลอม ในพื้นที่ของสีมน สีแท (Hue) หมายถึง คุณสมบัติที่แสดงลักษณะของตัวมันวาเปนสีอะไรและอยูตําแหนงใดใน วงจรสี สีบรรยากาศ เปนลักษณะของการสรางใหเกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งในบรรยากาศของภาพโดยมากจะมี การสอดแทรกเขาไปตามจุดตางๆ สีเลื่อมพราย เปนการใชสีโดยแยกสีที่เกิดจากการผสมสีขั้นที่ 2 และ 3 นําสีนั้นไปแยกออกแลว ระบายดวยการจุดแตม หรือทับกันบางสวน ใหความรูสึกถึงแสงที่มีความระยิบระยับเลื่อมพราย สีสวนรวม หมายถึง การใชสีในการเขียนภาพ โดยการใชสีผสมลงไปในสีอื่นๆ ใหกระจายไปทั่ว ภาพโดยการผสมนั้นจะไมใชในปริมาณมากจนเกิดความผิดเพี้ยน จนสีนั้นดูแปลกหรือเปลี่ยนไป อยางรุนแรง สีเอกรงคเปนการใชสีแทเพียงสีเดียวใหมีพื้นที่และปริมาณมากที่สุดในภาพ อาจจะใชวิธีการ ระบายทับ ใชวิธีการกระจายสี เสน (Line) หมายถึง ลักษณะของการ ขีด เขียน หรือ ลากสิ่งตางๆ ใหเกิดเปนแถวแนวยาวที่เนน ความยาวมากกวาความกวาง หรือ เกิดจากการนําจุดหรือวัตถุตางๆ มาเรียงตอกันในลักษณะเปน แถวเปนแนว เสนโครงสราง (Structural line) หรือ เสนแกน(Axial line) เปนลักษณะของเสนเชิงนัยอีก อยางหนึ่ง เพื่อวางโครงสรางในการสรางงานศิลปะ เสนชี้นําสายตา เปนเสนที่อาจจะไมไดเกิดขึ้นจริงหรือเกิดขึ้นแตผูดูจะตองผสมผสานสราง ความรูสึกใหเกิดขึ้น เสนเชิงนัย (Implied line) เปนเสนที่ไมปรากฏใหเห็นเปนเสน แตสามารถแสดงทิศทางตาม แนวคิดในผลงาน
172 เสนฐาน (Base line) เปนเสนที่เขียนในภาพเปนเสนที่รองรับรูปรางรูปทรงหรือองคประกอบ ตางๆ ของภาพอาจจะมีมากกวาหนึ่งเสนในผลงานศิลปะชิ้นเดียวกัน เสนฐานมีตัวชี้วัดพัฒนาการ อยางหนึ่งในการวาดภาพของเด็ก เสนที่เกิดขึ้นจริง (Actual line) เปนลักษณะเสนที่มีความยาวมาก และ ความกวางเพียง เล็กนอยขึ้นอยูกับความตองการของผูใชงาน เสนแบงพื้นที่แบงบริเวณวางออกจากรูปโดยมีจุดประสงคตางกัน เพื่อกําหนดพื้นที่ของงานใหม เพื่อสรางรูปใหม หรือ เพื่อสรางใหเกิดสิ่งที่นาสนใจขึ้นในภาพ เสนแบบคาลิกราฟก (Calligraphic line) เปนเสนที่เกิดจากการปาย ขีด หรือ ขูด ใชในการ แสดงใหเห็นถึงลีลาอารมณ เสนลวงตา เปนเสนตางๆ แตละชนิดมาประกอบ การทําใหเกิดการลวงตา ทําใหการประมาณคา ของสายตาบกพรองตอความรูสึกกวาง ยาว หรือ แคบลงแตกตางไปจากเดิม เสนแสดงขอบ (Line form by edge) เสนที่มีความยาวไมมีความกวางเสนวงรอบของรูปทรง กับอากาศ เสนแสดงรายละเอียดภายในของรูปทรง หรือ เสนรอบนอก (Outline) เปนเสนที่พยายาม อธิบายรูปรางของภาพใหเห็นชัดเจน เสนแสดงรูปรางภายนอกของวัตถุ เปนเสนที่เกิดขึ้นจากการรางที่เขียนแตอาจจะเขียนแบบ คราวใหเห็นชัด เสนแสดงแสงและเงา เปนการขีดเขียนเปนกลุมเสนใหเกิดคาระดับของน้ําหนักที่แตกตางกัน โสตทัศนศิลปหมายถึง ศิลปะที่รับรูไดทางการฟงและการดู ไดแก นาฏศิลป และ ภาพยนตร เปนตน โสตศิลปหมายถึง ศิลปะที่รับรูไดทางการฟง ไดแก ดนตรีสังคีตศิลป คีตศิลป ห หลักการจัดกลุมเขาพวก เลือกขยับจัดวางไดการจัดกลุมนี้สิ่งที่สําคัญจําเปนจะตองควบคุมกลุม ใหญและกลุมยอยของผลงานใหเกิดขึ้น หลักการออกแบบ (Principles of Design) คือ การนําองคประกอบตางๆ มาจัดเขาดวยกัน เพื่อใหเกิดความงาม
173 หัตถศิลป (Craft) หมายถึง งานที่เนนฝมือเชิงชางหรืองานฝมือที่ประดิษฐสรางสรรคเพื่อการใช สอย อ เอกภาพ หมายถึง ความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันความกลมกลืนกลมเกลียวเขากันโดยอาศัยการ ประสาน การจัดระเบียบ การจัดหมวดหมู และ การเชื่อมโยงสวนตางๆ เขากับทัศนธาตุและ หลักการออกแบบตางๆ เอกภาพจากการตัดกัน คือ การที่ผลงานศิลปะมีความแตกตางกันในทัศนธาตุตางๆ ดังนั้นการ จัดการจําเปนจะตองถูกควบคุมใหเกิดความมีปริมาณ ในผลงานในสัดสวนที่นอยเพื่อใหความรูสึก กลมกลืนของมวลที่ใหญ เอกภาพโดยใชการเชื่อมโยง การเชื่อมโยงไปสูการสรางเอกภาพอาศัยทัศนธาตุหรือองคประกอบ ตางๆ ที่มีบริบทหรือขนาดไมใหญมากและไมขัดแยงกับเนื้อหาในภาพมาเชื่อมโยงใหภาพ เอกภาพในการรวมกลุม ทําไดดีเมื่อการขยับวัตถุโดยการจัดวางในขณะที่ยังเปนภาพรางหาก วัตถุนั้นมีระยะหางมากเกินไป ก็ใชการขยับเลื่อนเขามา เพื่อใหเปนกลุมหรือเปนสวนเดียวกัน
174
ดรรชนี ก การเคลื่นไหวของเสน 38 การจัดกลุมเขาพวก 96 การจัดความสมดุล 110 การจัดจังหวะชองไฟ 96 การจัดตําแหนงการวาง 106 การจัดวางจุด 29,30 การใชคาน้ําหนัก 87 การใชน้ําหนักแสงเงา 87 การใชแสง - เงา 85 การซ้ํา 128 การตีความทัศนธาตุ 150 การตีความเนื้อเรื่อง 152 การตีความหลักการออกแบบ 152 การถายทอดรูปราง - รูปทรง 55 การเนนความแตกตาง 105 การเนนดวยกรอบ 102 การมอง 2 การไมปรากฏจุดเดน 103 การรับรู 1 การไลคาน้ําหนัก 87 การวิเคราะหทัศนธาตุ 144 การวิเคราะหเนื้อหาเรื่องราว 145 การวิเคราะหหลักการออกแบบ 145 การสรางความสัมพันธของรูปราง - รูปทรง 58 การสรางความเหมือน 133 การสรางมิติ 55 การเห็น 2 ค ความจัดของสี 70 ความรูสึกหนักเบาของภาพ 110 ความหมายศิลปะ 3,4,5,6 คาน้ําหนัก 81,82 คาน้ําหนัก ชวยสรางอารมณ 87 คาน้ําหนักสรางมิติระยะ 85 จ จังหวะ 91,90 จังหวะแบบขยายเพิ่มขึ้น 93 จังหวะแบบซ้ํา 92 จังหวะแบบตอเนื่อง 92 จังหวะแบบลื่นไหล 94 จิตวิทยาของสี 78,79 จุด 25 จุดเชิงนัย 26 จุดเดน 99 จุดเดนที่เกิดจากการจัดวางแบบ ตาราง 3 สวน 100 จุดเดนที่เกิดจากการแยกออก 103
175 จุดเดนที่เกิดจากความแตกตาง 101 จุดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ 24 จุดที่เกิดจากการกระทําของ มนุษย 24 จุดเสมือน 26 ช ชองไฟ 65 ต ตอประชิด 96 ติดสลับ 97 ท ทฤษฏีศิลปวิจารณ 139 ทัศนธาตุ 11,12,1 3,14,18 ทัศนียวิทยาเชิงเสน 37 ทิศทางการมอง 111 น น้ําหนักที่สรางความคมชัดในภาพ 86 เนื้อหา 3 บ บริเวณเงา 85 บริเวณเงาตกกระทบ 86 บริเวณเงามืด 85 บริเวณที่สวางที่สุด 85 บริเวณวาง 60,61 บริเวณวาง 3 มิติ 63 บริเวณวางดวยวัตถุทับซอน 65 บริเวณวางที่เปนกลาง 62 บริเวณวางในอากาศ 63 บริเวณวางบวก 62 บริเวณวางลบ 62 บริเวณวางสรางมิติ 66 บริเวณวางสรางระยะ 66 บริเวณวางสองนัย 63 บริเวณวางสําหรับการใชสอย 63 บริเวณสวาง 85 บริเวณแสงสะทอน 86 แบบ 3 แบบจากสิ่งมีชีวิต 52 แบบตัดทอนบางสวน 56 แบบบิดรูปรางและรูปทรง 57 แบบเพิ่มเขา 56 แบบเรขาคณิต 52 แบบอิสระ 52 ป ประยุกตศิลป 9 พ พลิกกลับ 97 พาณิชศิลป 9 พื้นผิว 39,40,4 4 พื้นผิวจริงของวัสดุ 41 พื้นผิวประดิษฐตามจินตนาการ 41
176 พื้นผิวเสมือน 41 ม มัณฑนศิลป 9 ร ระบบสี CMYK 74 ระบบสี RGB 74 รุปราง 49,50,5 1,59 รุปราง - รูปทรงปด 53 รูปทรง 49,50,5 2,59 รูปราง - รูปทรงเปด 53 รูปราง - รูปทรงลวงตาม 58 ว วงจรสี 74 วรรรณะสี 74 ศ ศิลปกรรม 5 ศิลปวิจารณ 137,138 ,139,14 0,141 ศิลปะ 3 ศิลปะกึ่งรูปลักษณ 2 ศิลปะรูปลักษณ 2 ศิลปะไรรูปลักษณ 2 ส สภาพสมดุล 110 สมดุล 109 สมดุลจากการเพิ่มลดขนาด 119 สมดุลเทากันในแนวตั้ง 117 สมดุลเทากันในแนวนอน 117 สมดุลเทากันในลักษณะรัศมี 117 สมดุลในลักษณะรัศมี 114 สมดุลแบบขยับแกน 114 สมดุลแบบตาชั่งจีน 114 สมมาตร 112 สรางประธานและสวนรอง 99 สรางพื้นผิวดวยทัศนธาตุ 43 สรางพื้นผิวดวยวัสดุ 43 สรางพื้นผิวแบบอัตราสวน 44 สัดสนที่เปน 2 มิติ 120 สัดสนที่เปน 3 มิติ 120 สัดสวน 119 สัดสวนแตกตางกัน 124 สัดสวนทอง 124 สัดสวนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ 121 สัดสวนที่มนุษยสรางขึ้น 120 สัดสวนที่สมบูรณดวยการ ประกอบจากสิ่งอื่นๆ 121 สัดสวนที่สมบูรณไดดวยตัวเอง 120 สัดสวนมาตรฐาน 122 สัดสวนมาตรฐาน 124 สัดสวนเหมือนกัน 123
177 สี 69,70 สีคลายคลึง 75 สีชอลค 71 สีดินสอ 71 สีตรงขาม 75 สีที่ปรากฏเดน 71 สีเทียน 71 สีแท (Hue) 70 สีน้ํา 71 สีน้ํามัน 71 สีโปสเตอร 71 สีฝุน 71 สีเลื่อมพราย 77 สีสวนรวม 77 สีอะครีลิค 71 สีเอกรงค 76 เสน 31 เสนโครงสราง 33 เสนนําสายตา 33 เสนนําสายตา 101 เสนรอบนอก 32 เสนลวงตา 37 เสนสื่อความหมาย 38 เสนแสดงขอบ 32 ห หมุน 98 หลักการจัดกลุมเขาพวก 133 หลักการแบงเสนแกน 117 หลักการออกแบบ 14,15,1 6,17,18 หัตถศิลป 10 อ อสมมาตร 112 เอกภาพ 126,127 เอกภาพดานรูปแบบและเทคนิค 129 เอกภาพดายการใชชองไฟ 134 เอกภาพโดยการจัดวาง 129 เอกภาพโดยการเชื่อมทัศนธาตุ 130 เอกภาพทางความคิด 129 เอกภาพในการจัดองคประกอบ ตางๆ 129
ตัวอยางผลงานศิลปะ จากการประยุกตใชหลักทัศนธาตุและหลักการออกแบบ โดยนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาศิลปศึกษา คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ชื่อภาพ อวกาศ ผูสราง นายสหรัฐ มะลิลา นายอาคเนย มณฑา นักศึกษาปการศึกษา 2559 การประยุกตใช จุดสรางรูปราง รายละเอียด ใชจุดเสมือหรือเม็ดโฟมเรียงเปนรูปราง กาแลคซี
180 ตัวอยางผลงานศิลปะ ชื่อภาพ อวกาศ ผูสราง นายสหรัฐ มะลิลา นายอาคเนย มณฑา นักศึกษาปการศึกษา 2559 การประยุกตใช จุดสรางรูปราง รายละเอียด ใชจุดจากปากกาและพูกันเรียงเปนรูปราง กาแลคซี
181 ตัวอยางผลงานศิลปะ ชื่อภาพ ตนไม ผูสราง น.ส.อมรรัตน พลสวัสดิ์ น.ส.จิตตานันท ยงคไสว นักศึกษาปการศึกษา 2559 การประยุกตใช การสรางความเคลื่อนไหวของเสน รายละเอียด ใชเสนจากเชือกสรางใหเกิดการเคลื่อนไหวจริงจากทิศทางที่เชือกเคลื่อนไหว
182 ตัวอยางผลงานศิลปะ ชื่อภาพ ตนไม ผูสราง น.ส.ฉวีวรรณ พรามกลาง น.ส.ศิริลักษณ ศิริเวศ นักศึกษาปการศึกษา 2559 การประยุกตใช การสรางเสนที่สื่อความหมาย รายละเอียด ใชเสนดินสอสื่อความหมายถึงการเจิญเติมโตของกิ่ง ลําตนและราก
183 ตัวอยางผลงานศิลปะ ชื่อภาพ ตึก ผูสราง น.ส.นิรชา นุชยิ้มยอง น.ส.ขวัญชนก โพธิ์ศรี นักศึกษาปการศึกษา 2559 การประยุกตใช การสรางเสนที่สื่ออารมณ รายละเอียด ใชการลงแสงเงาดวยดินสอดําเพื่อสื่ออารมณถึงความลึกลับนากลัว
184 ตัวอยางผลงานศิลปะ ชื่อภาพ ปายจราจร ผูสราง น.ส.ฌัชฎา แสงขาร นักศึกษาปการศึกษา 2559 การประยุกตใช การใชน้ําหนักบอกระยะใกล-ไกล รายละเอียด ใชการลงแสงเงาดวยดินสอดําดวยระยะใกลน้ําหนักแก ระยะไกลน้ําหนัก ออน
185 ตัวอยางผลงานศิลปะ ชื่อภาพ ใบไม ผูสราง น.ส.สุรนันท ใจดี นักศึกษาปการศึกษา 2559 การประยุกตใช รูปราง-รูปทรงสรางมิติ รายละเอียด ใชการลงแสงเงาดวยดินสอดําสรางใหเปนรูปรางที่มีระยะใกลไกลจากหลัก ทัศนียวิยา ตามลักษระจุดรวมสายตา